1. ความเป็นมาของการเพ่ิมผลิตภาพ อุตสาหกรรมการผลิตในยุคแรกจะเน้นใช้แรงงานของคนเป็ นหลกั โดย เร่ิมต้นจากครอบครวั ชุมชน สงั คม และประเทศ ซึ่งยงั ไม่มีแผนการเพิ่มผลิตภาพ แต่อยา่ งใด ทาให้คนงานทางานโดยไมม่ ีความรู้ ไมม่ ีทกั ษะ และไม่มีความถนัดหรอื ความสามารถเฉพาะทางในงานท่ีทา ส่งผลให้ผลผลิตตกตา่ หรือมีจานวนน้อยกว่าท่ี ควรจะเป็ น ต่อมาจึงได้นาแนวคิดของเทเลอรม์ าใช้ในการบริหารจดั การองค์การ โดยเน้นหลกั การทางานได้ 4 ประการ คือ การหาวิธีที่ดีที่สุดในการทางาน จดั คน เข้าทางานให้เหมาะสมกบั งาน จดั หาส่ิงจูงใจในการทางาน เน้นความเชี่ยวชาญ ชานาญเฉพาะอย่างและแบง่ งานกนั ทา
012. นิยามของผลิตภาพ คาว่า “ผลิตภาพ” มาจากคาภาษาองั กฤษว่า Productivity 02 คาว่า “การเพิ่มผลิตภาพ” มาจากคาภาษาองั กฤษ ว่า Productivity Improvement ผลิตภาพ (Productivity) หมายถึง ผลลพั ธ์ ผลลพั ธ์ (Output) = สินค้า + บริการ (Output) หารด้วยปัจจยั นาเขา้ (Input) ปัจจยั นาเข้า (Input) = แรงงาน + วสั ดุ + เงินลงทนุ + พลงั งาน + ค่าใช้จา่ ย
3. ความหมายของการเพ่ิมผลิตภาพ 1. ความหมายตามแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ การเพ่ิมผลิตภาพ (Productivity) ตามแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง การใช้ประโยชน์จากทรพั ยากรในการ ผลิตอยา่ งค้มุ ค่าก่อให้เกิดประโยชน์สงู สุด ซึ่งการเพ่ิมผลิตภาพตามแนวคิดนี้อาจใช้วิธีการลดต้นทนุ การลดความ สญู เสีย การปรบั ปรงุ กระบวนการผลิตหรอื กระบวนการทางาน และการม่งุ เน้นที่การทางานอยา่ งมีประสิทธิภาพ ตาม แนวคิดนี้การผลิตและการบริการเกิดขนึ้ จากการนาส่ิงที่จาเป็นต้องใช้หรือเรียกว่าปัจจยั การผลิต (Input) มาผา่ น กระบวนการใด ๆ (Process) เพื่อให้ได้ผลลพั ธห์ รอื ผลผลิต (Output) ตามท่ีต้องการ การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) = ผลผลิต (Output) ปัจจยั การผลิต (Input)
3. ความหมายของการเพิ่มผลิตภาพ 2. ความหมายตามแนวคิดทางเศรษฐกิจและสงั คม การเพิ่มผลิตภาพตามแนวคิดทางเศรษฐกิจและสงั คม หมายถึง การแสวงหาวิธีการในการแก้ไขปรบั ปรงุ กระบวนการผลิต กระบวนการทางานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดความสูญเสียท่ีเปล่าประโยชน์ลงทงั้ เร่ือง ของการประหยดั ทรพั ยากร พลงั งาน และเงินตรา และต้องร่วมมือปรบั ปรงุ เร่งรดั การเพ่ิมผลิตภาพในทุกระดบั ตลอดจนการแสวงหาแนวทางในการเพิ่มคณุ ค่าให้กบั สินค้าหรือบริการเพ่ือให้ลกู ค้าพึงพอใจสูงสุด (ชนาภา หนั จางสิทธ์ิ, 2560) ความสานึกในจิตใจ + การใช้ทรพั ยากรให้เกิดประโยชน์สงู สดุ
4. ความจาเป็นในการเพ่ิมผลิตภาพในองคก์ าร 01 ทรพั ยากรมีอย่อู ย่างจากดั 02 การเพิ่มผลิตภาพเป็นเครอ่ื งมือช่วย วางแผนทงั้ ในปัจจบุ นั และอนาคต 03 การแข่งขนั สงู ขนึ้
5. ความสาคญั ของการเพ่ิมผลิตภาพในองคก์ าร 1. ระดบั หน่วยงานหรอื องคก์ าร 1) ลดต้นทนุ ในการผลิตสินค้าหรอื บริการ 2) ช่วยให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการปรบั ปรงุ วิธีการทางาน 3) มีการนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เขา้ มาส่กู ระบวนการผลิต 4) ช่วยให้มีการพฒั นาทกั ษะการปฏิบตั ิงานให้ดีขนึ้ 5) ลกู ค้าได้ใช้สินค้าท่ีมีคณุ ภาพดีและราคาถกู 6) ทาให้พนักงานมีความมนั่ คงและมีคณุ ภาพชีวิตที่ดีขึน้ 7) องคก์ ารสามารถแข่งขนั กบั ค่แู ข่งได้ 2.ระดบั ประเทศ 1) เพ่ิมผลิตภณั ฑม์ วลรวมของประเทศ (Gross National Product) 2) ลดอตั ราเงินเฟ้อของประเทศ 3) เพิ่มขีดความสามารถในด้านการแขง่ ขนั ในตลาดโลก
6. องคป์ ระกอบของการเพ่ิมผลิตภาพในองคก์ าร 4. ความปลอดภยั (Safety) 1. คณุ ภาพ (Quality) 5. ขวญั และกาลงั ใจ 2. ต้นทนุ (Cost) องคป์ ระกอบของ ในการทางาน (Morale) การเพิ่มผลิตภาพ 6. ส่ิงแวดลอ้ ม (Environment) 3. การส่งมอบ (Delivery) 7. จรรยาบรรณในการ ดาเนินธรุ กิจ (Ethics)
6. องคป์ ระกอบของการเพ่ิมผลิตภาพในองคก์ าร องคป์ ระกอบของการเพิ่มผลิตภาพทงั้ 7 ประการ สามารถแยกออกได้ดงั นี้ Q, C, D เป็นการเพิ่มผลผลิตเพือ่ ลกู ค้า S, M เป็นการเพ่ิมผลผลิตเพอ่ื พนักงาน E, E เป็นการเพิ่มผลผลิตเพ่อื สงั คม การเพ่ิมผลิตภาพโดยรวมท่ีได้ คณุ ธรรมและยงั่ ยนื เพ่ือลกู ค้า เพ่ือพนักงาน เพอื่ สงั คม - คุณภาพ (Q) - ความปลอดภยั (S) - สง่ิ แวดลอ้ ม (E) - ตน้ ทนุ (C) - ขวญั และกาลงั ใจในการ - จรยิ ธรรม (E) - การสง่ มอบ (D) ทางาน (M)
7. แนวทางการเพ่ิมผลิตภาพในองคก์ าร 05 การใช้ปัจจยั การผลิต (Input)ลดลง 04 ในขณะที่ทาให้ผลผลิต (Output) ลดลง 03 ด้วย การใช้ปัจจยั การผลิต (Input) ลดลงใน ขณะเดียวกนั ทาให้ผลผลิต (Output) เท่าเดิม 02 การใช้ปัจจยั การผลิต (Input) เพ่ิมขนึ้ ในขณะเดียวกนั ทาให้ผลผลิต (Output) เพ่ิมขนึ้ 01 การใช้ปัจจยั การผลิต (Input) ลดลงในขณะเดียวกนั ทาให้ผลผลิต (Output) เพ่ิมขึน้ การใช้ปัจจยั การผลิต (Input) เท่าเดิมในขณะเดียวกนั ทาให้ผลผลิต (Output) เพิ่มขึน้
7. แนวทางการเพ่ิมผลิตภาพในองคก์ าร
8.ความสญู เสียในการเพ่ิมผลิตภาพในองคก์ าร
9. เทคนิคการเพ่ิมผลิตภาพในองคก์ ารในองคก์ าร
หน่วยท่ี 6 การเปล่ียนแปลงและพฒั นาองคก์ าร
1. ความหมายของการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงองค์การ หมายถึง กิจกรรมที่ กาหนดขึ้นเพ่ือสนับสนุนกิจกรรมการปรบั เปลี่ยน องคก์ ารหรอื การเปล่ียนแปลงท่ีเก่ียวกบั โครงสร้างของ องค์การ สถานภาพและบทบาทของคนในองค์การ หรอื สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ขององคก์ ารอยา่ งมีแผน
2. ลกั ษณะของการเปลี่ยนแปลงองคก์ าร 1. การเปล่ียนแปลงกระบวนการ 2. การเปล่ียนแปลงระบบ ทางาน (Process Change) (System Change) 3. การเปล่ียนแปลงโครงสรา้ ง 4. การเปลี่ยนแปลงองคก์ าร (Structure) (Organizational Change)
3. ปัจจยั ท่ีส่งเสริมการเปล่ียนแปลงองคก์ าร 01 02 0
4. กระบวนการเปลี่ยนแปลงในองคก์ าร
5. ขนั้ ตอนการเปล่ียนแปลงในองคก์ าร 8. รกั ษาผลการเปลี่ยนแปลงไว้ให้คงอยู่ 08 6 สร้างผลงานให้เป็นท่ีประจกั ษ์ในเบอื้ งต้นก่อน 07 4. สื่อสารเพอื่ หาเสียงสนับสนุน 0 6 7. ม่งุ มนั่ ไมย่ อ่ ท้อ 2. สรา้ งทีมผนู้ าการเปล่ียนแปลง 04 05 03 5. สนับสนุนให้เกิดการลงมอื ทา 0 2 3. กาหนดวิสยั ทศั น์ให้ชดั เจนถกู ต้อง 0 1 1. เพ่ิมระดบั ความจาเป็นเรง่ ด่วน
6. สิ่งท่ีต้องพิจารณาเปลี่ยนแปลงในองคก์ าร 06 บคุ คล (People) 05 กระบวนการ (Process) 04 โครงสร้าง (Structure) การเปลี่ยนแปลง 03 การออกแบบงานใหม่ (Job Redesign) ในองคก์ าร 02 เทคโนโลยี (Technology) 01 เป้าหมายและกลยทุ ธ์ (Goals and Strategies)
7. ความหมายของการพฒั นาองคก์ าร การพฒั นาองคก์ าร หมายถึง ความพยายามอย่างมีแผนและต่อเนื่อง เพื่อก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงทวั่ ทงั้ ระบบ โดยม่งุ เน้น การเปล่ียนแปลงวฒั นธรรมขององคก์ าร เพ่ือการเพ่ิม ประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององคก์ าร ทงั้ นี้ต้อง ได้รบั ความเหน็ ชอบและสนับสนุนจากผบู้ ริหารและพนักงานทกุ ระดบั เพื่อยกระดบั ขีดความสามารถของปัจเจกบคุ คล กล่มุ บคุ คล และความสมั พนั ธร์ ะหว่างกล่มุ บคุ คล กระบวนการทางาน และโครงสร้างองคก์ ารให้สงู ขึน้ ด้วยเคร่อื งมือและเทคนิคการ พฒั นาองคก์ าร
8. ขนั้ ตอนการพฒั นาองคก์ าร
หน่วยท่ี 7 การพฒั นาองคก์ ารตาม หลกั การบริหารงานคณุ ภาพ
1. วิวฒั นาการของการบริหางานคณุ ภาพ 04 01 02 03 1. การบริหารงานคณุ ภาพ 2. การบริหารงาน 3. การบริหารงาน 4. การบริหารงาน ในช่วงก่อนการปฏิวตั ิ คณุ ภาพในช่วง คณุ ภาพในช่วง คณุ ภาพในช่วง อตุ สาหกรรม การผลิตเชิงปริมาณ การแข่งขนั โลกาภิวตั น์
2. การบริหารงานคณุ ภาพในช่วงการผลิตเชิงปริมาณ
3. การบริหารงานคณุ ภาพในช่วงการแขง่ ขนั
4. การบริหารงานคณุ ภาพในช่วงโลกาภิวตั น์ เป็นการบริหารงานคณุ ภาพแบบคิวตวั ใช้แนวปฏิบตั ิ 7 ประการ ได้แก่คณุ ภาพ ใหญ่ที่ต้องใช้การรว่ มมือกนั ทงั้ องคก์ าร (Quality), ต้นทนุ เป็นการสร้างความพงึ พอใจแก่ลกู ค้า (Cost), การส่งมอบ (Delivery), ความ อย่างครบถ้วน (Total Customer Satisfaction: TCS) ปลอดภยั (Safety), ขวญั และกาลงั ใจใน การทางาน (Morale) ส่ิงแวดลอ้ ม อาศยั ระบบการบริหารงานคณุ ภาพทงั้ องคก์ าร (Total Quality Management: (Environment) และจรรยาบรรณในการ ดาเนินธรุ กิจ (Ethics) TQM)
2. ความหมายของคณุ ภาพและการบริหารงานคณุ ภาพ คณุ ภาพ หมายถึง ความพึงพอใจของผ้รู บั บริการ การบริหารงานคณุ ภาพ (Quality หรือลูกค้าท่ีมีต่อคุณลักษณะของผลิ ตภัณฑ์หรือ บริการโดยรวม ความพึงพอใจดงั กล่าวเป็ นดุลพินิ จ Management: QM) หมายถึงกระบวน การ ของลกู ค้าท่ีจะเป็นผ้ตู ดั สินความมีคณุ ภาพนัน้ และจะมี บริหารงานที่ประกอบด้วย นโยบายคณุ ภาพ วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงคณุ ภาพ การวางแผนงาน องค์ประกอบต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับการทางานของ คณุ ภาพ ระบบการบริหารจดั การเชิงคณุ ภาพ ผลิตภณั ฑ์ ซ่ึงจะมีส่วนสมั พนั ธ์กบั ความต้องการและ ระบบการตรวจสอบหรือการประเมินผล และ การปรบั ปรงุ อยา่ งต่อเน่ือง โดยมีเป้าหมาย ความคาดหวงั ของลกู ค้า เพอ่ื ให้เกิดคณุ ภาพท่ีสามารถตอบสนอง ความต้องการขcLooอnresงmeลctiกู pestคuurm้าaพddoipนliosักrcisงnitgาaนemliแtetล, ะสงั คม ได้อยา่ งเหมาะสม Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit
8. การสร้างความสมั พนั ธ์ 3. หลกั การบริหารงานคณุ ภาพ 1. องคก์ ารท่ีมงุ่ เน้นลกู ค้า (Relationship) หลกั การบริหารงานคณุ ภาพ (Customer-Focused Organization) 7. การตดั สินใจบนพืน้ ฐาน ของความเป็นจริง (Factual 2. ความเป็นผนู้ า Approach to Decision (Leadership) Making) 3. การมีส่วนรว่ มของ 6. การปรบั ปรงุ งานอยา่ ง บคุ ลากร (Involvement of ต่อเนื่อง (Continual Improvement) People) 5. การบริหารงานอยา่ งเป็นระบบ 4. การดาเนินการอย่างเป็น (System Approach to กระบวนการ (Process Management) Approach)
4. กระบวนการบริหารงานคณุ ภาพ
5. ประโยชน์ของการบริหารงานภาพ 1. เป็นเคร่อื งมอื ที่ใช้ในการพฒั นางานช่วย 2. มีแผนการปฏิบตั ิงานและหลกั ฐานการติดตามความคืบหน้าของกระบวนการทางานได้อยา่ งเป็นระบบ 3. มีเป้าหมาย ทิศทางความสาเรจ็ ท่ีเป็นรปู ธรรม 4. มีการเตรียมการตอบสนองอย่างเพียงพอต่อเหตุการณ์ฉุกเฉิ นต่าง ๆ ท่ีจะส่งผลกระทบต่อการดาเนิ นงานตามแผนงานของ องคก์ าร 5. มีการถ่ายทอดฝึ กอบรมการทางาน 6. เกิดการปรบั ปรงุ และพฒั นาองคก์ ารอย่างต่อเนื่องทนั กบั ยคุ สมยั และเทคโนโลยีท่ีเปลี่ยนแปลงไป 7. สรา้ งภาพพจน์ที่ดีให้กบั องคก์ าร รวมถึงสภาพการยอมรบั จากลกู ค้าและสงั คม 8. เพ่ิมประสิทธิภาพขององคก์ าร 9. มีมาตรฐานการทางานในกระบวนการต่าง ๆ เช่น การผลิต การควบคมุ คณุ ภาพ เป็นต้น 10. ลกู ค้ามีความพึงพอใจในตวั สินค้าและบริการซ่ึงส่งผลให้ มีการใช้หรือซื้อสินค้าอยา่ งต่อเนื่อง 11. เพ่ิมขวญั กาลงั ใจให้กบั พนักงาน
6. เทคนิคการบริหารงานคณุ ภาพ 5. ระบบข้อเสนอแนะเพอื่ การปรบั ปรงุ งาน อยา่ งต่อเนื่อง (Kaizen Suggestion 1. ระบบไคเซน็ 3. วงจรเดมม่ิง System) (Kaizen) (Deming Cycle) 2. กิจกรรม 5 ส 4. กิจกรรมการควบคมุ คณุ ภาพ 6. การบริหารคณุ ภาพ (Quality Circle Control: QCC) โดยรวม (Total Quality Management: TQM) 7. ระบบการผลิตแบบทนั เวลา 8. การบารงุ รกั ษาทวีผล (Total พอดี (Just in Time Production Productive Maintenance: TPM) System: JIT) 9. การค้นหาปัญหาด้วยการตงั้ คาถาม 5W1H และ ECRS
1. ระบบไคเซน็ (Kaizen) 1) เป็นกิจกรรมที่เน้นการ 2) มีการดาเนินงานอยา่ ง 3) เป็นการวิเคราะห์ ปรบั ปรงุ ปรบั เปล่ียน ต่อเน่ือง องคป์ ระกอบของ กระบวนการหรอื ระบบ
2. กิจกรรม 5 ส
3. วงจรเดมม่ิง (Deming Cycle)
4. กิจกรรมการควบคมุ คณุ ภาพ (Quality Circle Control: QCC)
5. ระบบขอ้ เสนอแนะเพอ่ื การปรบั ปรงุ งานอย่างต่อเนื่อง (Kaizen Suggestion System) 1) อบรมพนักงานให้เข้าใจเป้าหมายและร่วมกนั วางแผนการดาเนิ นกิ จกรรม 2) ผ้บู ริหารประกาศนโยบายท่ีต้องปฏิบตั ิให้ชดั เจน 3) ติดตามประเมินผลกิจกรรม Suggestion 4) ให้ของขวญั หรือประกาศเกียรติคณุ แก่ข้อเสนอแนะของ พนักงานท่ีผ้บู ริหารยอมรบั และนาไปใช้จริง
หน่วยท่ี 8 การจดั การความเส่ียง
1. นิยามของความเส่ียงและการจดั การความเส่ียง ความเสี่ยง หมายถึง เหตกุ ารณการณ์กระทาใด ๆ ที่อาจเกิดขึน้ ภายใต้ ถานสการณ์ที่ไมแ่ น่นอน และจะส่งผล กระทบสรา้ งความเสียหายความลม้ เหลวหรอื ลดโอกาสที่จะบรรลคุ วามสาเรจ็ ตามเป้าหมายและวตั ถปุ ระสงคท์ งั้ ใน ระดบั องคก์ าร ระดบั หน่วยงานและระดบั บคุ คล การจดั การความเส่ียง (Risk Management) จึงหมายถึง กระบวนการที่ปฏิบตั ิโดยบคุ ลากรทกุ คนในองคก์ าร เพอ่ื ช่วยในการกาหนดกลยทุ ธแ์ ละการดาเนินงาน โดยกระบวนการจดั การความเสี่ยงนัน้ ได้รบั การออกแบบเพอื่ ให้ สามารถบง่ ชี้เหตกุ ารณ์ท่ีอาจเกิดขึน้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อองคก์ าร ปัจจยั เสี่ยง (Risk Factor) เป็นต้นเหตหุ รอื สาเหตทุ ่ีมาของความเส่ียงที่จะทาให้ไม่บรรลุ วตั ถปุ ระสงคท์ ่ีกาหนดไว้ โดยต้องระบไุ ด้ด้วยว่าเหตกุ ารณ์นัน้ จะเกิดท่ีไหนเมื่อใด เกิดขนึ้ ได้อย่างไร และทาไม
2. ประเภทของการจดั การความเสี่ยง 1. ความเสี่ยงทางด้านกลยทุ ธ์ 3. ความเสี่ยงด้านการเงิน (Strategic Risk: SR) (Financial Risks: FR) 2. ความเสี่ยงทางด้านการดาเนิ นงาน 3. ความเส่ียงทางด้านกฎระเบียบ ข้อบงั คบั (Operation Risk: OR) (Compliance Risk: CR)
3. องคป์ ระกอบของการจดั การความเสี่ยง 1. สภาพแวดล้อมภายใน องคก์ าร (Internal 5. การตอบสนองความเสี่ยง Environment) (Risk Response) 2. การกาหนวตั ถปุ ระสงค์ 6. กิจกรรมการควบคมุ องคป์ ระกอบของ (Objective Setting) (Control Activities) การจดั การความเสี่ยง 3. การบง่ ชี้เหตกุ ารณ์ (Risk 7. สารสนเทศและการส่ือสาร Identification) (Information and Communication) 4. การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) 8. การติดตามและ ประเมินผล (Monitoring)
3.องคป์ ระกอบของการจดั การความเสี่ยง Dr. Sirimon Naruemolsiri
4. กระบวนการในการจดั การความเส่ียง กระบวนการในการจดั การความ เสี่ยง 05 การบริหารและจดั การความเส่ียง 04 การประเมินมาตรการควบคมุ (Evaluation of Control Measures) 03 การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) 02 การระบคุ วามเสี่ยงหรอื การบง่ ชี้เหตกุ ารณ์ (Event Identification) 01 การกาหนดวตั ถปุ ระสงค์
5.ปัจจยั ท่ีมีผลต่อความเสี่ยง 5.2 ปัจจยั ภายนอกองคก์ าร 5.1 ปัจจยั ภายในองคก์ าร 1) ความเสี่ยงจากภาครฐั 2) ความเส่ียงจากสภาวะแวดลอ้ มของเศรษฐกิจ 1) ขนาดขององคก์ าร 3) ความเส่ียงจากทางสงั คมไม่ว่าจะเป็น 2) ความสลบั ซบั ซ้อน 3) คณุ ภาพของระบบควบคมุ ภายใน สภาพแวดลอ้ ม วฒั นธรรม ขนบธรรมเนียม 4) อตั ราความเจริญเติบโตขององคก์ าร ประเพณีรวมไปถึงศาสนา 5) ความสามารถของฝ่ ายบริหาร 4) ความเสี่ยงจากการเปล่ียนแปลง 6) การทจุ ริตทางการบริหาร ทางเทคโนโลยี 7) การเปล่ียนแปลงของสภาพแวดลอ้ มการควบคมุ 8) พนักงานศีลธรรมเส่ือม
6. ปัจจยั ท่ีส่งผลต่อความสาเรจ็ ในการจดั การความเสี่ยง 1. การสนับสนุนจากผบู้ ริหาร 2. การใช้คาเพื่อให้เกิดความ เข้าใจแบบเดียวกนั 8. การติดตามกระบวน การบริหารความเสี่ยง 3. กระบวนการจดั การ ความเส่ียงที่ต่อเน่ือง 7. การฝึกอบรมและกลไก ด้านทรพั ยากรบคุ คล 4. กระบวนการบริหาร การเปลี่ยนแปลง 6.6 การวดั ผลการบริหารความเส่ียง 5. การส่ือสารที่มีประสิทธิผล
บทที่ 9 การเสริมสรา้ งจริยธรรมในองคก์ ารและความรบั ผิดชอบต่อสงั คม
1. ความหมายของจรยิ ธรรม คําวา่ “จริยธรรม” มาจาก คําว่า จริยะ + ธรรมะ คําวา่ “จริยะ” หมายถึง ความประพฤติหรือกริยาที่ควร ประพฤตปิ ฏบิ ัติ ส่วนคําว่า “ธรรมะ” มีความหมายว่า คุณความดี เม่ือนําสองคํามารวมกันเป็นคําว่า “จริยธรรม” จึง หมายถึง ความประพฤติท่ดี ีงาม จรยิ ธรรม หมายถงึ หลกั ความประพฤตแิ นวทาง แบบแผน หรือหลักการท่ีว่าด้วย ความดีงามซ่ึงมีพ้ืนฐาน มาจากหลักการของศาสนาหรือสิง่ ที่คนในสงั คมยอมรบั วา่ เปน็ ความดี ความถูกต้อง เพ่ือความสงบสุขของสังคม การปลกู ฝงั จรยิ ธรรม จงึ เปรียบเสมอื นการพัฒนาคณุ ภาพจติ ท่ีมีตอ่ ความประพฤตขิ องมนษุ ยใ์ นสังคม
2. ความสาคญั ของจรยิ ธรรม 2.1 ช่วยใหช้ ีวิตดาเนนิ ไปดัวยความราบร่นื และสงบสุข 2.2 ชว่ ยใหค้ นเรามสี ตสิ ัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา 2.3 ชว่ ยสรา้ งความมรี ะเบยี บวนิ ยั ใหแ้ ก่บคุ คลในชาติ 2.4 ช่วยควบคุมไมใ่ หค้ นชว่ั มีจานวนเพ่มิ มากขน้ึ 2.5 ช่วยทาให้มนษุ ย์นาความรูแ้ ละประสบการณ ที่ไดร้ ่าเรยี นมาสร้างสรรคแ์ ตส่ ่ิงดีมีคณุ ค่า 2.6 ชว่ ยควบคุมความเจริญทางด้านวตั ถแุ ละจติ ใจของคน
3. ประเภทของจรยิ ธรรม 3.1 ความรู้เชงิ จริยธรรม หมายถงึ ลักษณะของความรู้ทบี่ ุคคลต่าง ๆ สามารถบอกไดว้ ่า ควรทาหรอื บอกไดว้ า่ พฤตกิ รรมใดเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เช่น การที่เรารวู้ า่ มารยาทท่ดี นี นั้ เปน็ อยา่ งไร 3.2 เจตคติเชิงจรยิ ธรรม หมายถงึ ความรูส้ กึ ของบุคคลที่เกย่ี วข้องกบั ความชอบหรอื ไมช่ อบ ทาดี เปน็ ลกั ษณะทาถูกต้อง ทาชอบเปน็ ลักษณะทาถูกใจ 3.3 เหตผุ ลเชิงจริยธรรม หมายถงึ การตัดสินใจท่ีจะกระทาพฤติกรรมใดพฤตกิ รรมหน่งึ ของบคุ คล ลงไปจะตอ้ งประกอบด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนงึ่ 3.4 พฤติกรรมเชิงจรยิ ธรรม หมายถึง การท่คี นแสดงถึงพฤติกรรมที่สงั คมช่นื ชอบหรืองดการกระทา ท่ีฝา่ ฝืนกฎระเบยี บและค่านิยมในสงั คมนนั้
4. องคป์ ระกอบของจริยธรรม (Moral Reasoning) เป็ นจรยิ ธรรมดา้ นความรูค้ วาม เขา้ ใจในเหตผุ ลของความถูกตอ้ งดงี าม สามารถ ตดั สนิ แยกแยะความถูกตอ้ งออกจากความไม่ ถูกตอ้ งไดด้ ว้ ยการคดิ (Moral Attitude and Belief) เป็ นจรยิ ธรรมดา้ นความ พงึ พอใจ ความศรทั ธาเลอื่ มใส ความนิยมยนิ ดที จี่ ะรบั จรยิ ธรรมมาเป็ นแนวทางในการประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ น (Moral Behavior) เป็ นจรยิ ธรรมดา้ นการกระทาหรอื การแสดงออกของบุคคลในสถานการณต์ า่ ง ๆ ซงึ่ เชอื่ ว่าเกดิ จากอทิ ธพิ ลของทง้ั สององคป์ ระกอบขา้ งตน้
5. แหล่งท่ีมาของจริยธรรม
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123