7. การเชื่อมตํอระบบโซลําเซล แผงโซลาํ เซล ทาหน๎าทอ่ี ะไร ก. เปล่ยี นรูปพลงั งานแสงอาทิตย๑เป็นพลังงาน ไฟฟูา ข. เกบ็ ประจุไฟฟูา ค. ชาร๑ทแบตเตอร๑ร ง. นา้ มนั เชือ้ เพลงิ ที่ไดจ๎ ากหนิ 8. ข๎อใดเปน็ แหลงํ พลงั งานทดแทนทใ่ี หญํทสี่ ดุ และมีปริมาณมากทสี่ ุด ก. ไฮโดรเจน ข. นา้ ค. แสงอาทติ ย๑ ง. นวิ เคลียร๑ 9. การเปล่ยี นรปู พลังงานลมเป็นพลังงานไฟฟูา ตอ๎ งอาศัยอุปกรณ๑ใดในการเปล่ยี นรูปพลังงาน ก. เทอรโ๑ มมิเตอร ข. มอเตอร๑ ค. อินเวอร๑เตอร ง. ไดนาโม 10. โรงงานไฟฟูาจากแหลํงพลงั งานความร๎อนใต๎พิภพฝาง ตั้งอยจูํ ังหวดั ใด ก. ลาปาง ข. เชียงใหมํ ค. แมํฮํองสอน ง. อยุธยา เฉลยแบบทดสอบเรอ่ื ง เช้อื เพลิงและพลงั งานทใ่ี ช๎ในการผลิตไฟฟาู 1. ข 6. ข 2. ค 7. ก 3. ง 8. ค
แผนจดั กระบวนการเรยี นร๎ู วชิ าการใชพ๎ ลังงานไฟฟูาในชวี ิตประจาวนั 2 รหัสวิชา พว2 มาตรฐานการเรยี นรู๎2.1 มคี วามร๎ู ความเข๎าใจ และทักษะพื้นฐานเ กศน.ตาบลวงั โบสถ๑ กศน.อาเภอหนองไผํ สา วนั / เดือน /ปี เร่ือง/สาระสาคัญ ผลการเรยี นรูท๎ ี่คาดหวงั ครั้งที่ ๑4 โรงไฟฟูากับการจดั การ 1. ผ๎ูเรียนทราบ มอบหมายให 9 กันยายน ด๎านสิ่งแวดล๎อม ผลกระทบและการจัดการ จากใบความ ๒๕๖๔ 1.อธิบายผลกระทบดา๎ น ดา๎ น บันทึกการเร สิ่งแวดล๎อมท่เี กดิ จาก สิง่ แวดล๎อม โรงไฟฟูา 1.1 ด๎านอากาศ 2. อธบิ ายการจัดการดา๎ น 1.2 ด๎านนา้ สิ่งแวดลอ๎ มของโรงไฟฟาู 1.3 ด๎านเสยี ง 3. อธบิ ายข๎อกาหนด 2. ข๎อกาหนดที่เก่ยี วข๎อง เกยี่ วกบั การวเิ คราะห๑ กับ ผลกระทบส่งิ แวดล๎อม โรงไฟฟูาดา๎ นสิ่งแวดลอ๎ ม (EIA) และการ 2.1 ผเ๎ู รยี นสามารถการ วิเคราะหผ๑ ลกระทบ วเิ คราะห๑ผลกระทา ส่ิงแวดล๎อม สังคม และ สงิ่ แวดล๎อม สขุ ภาพ (EHIA) 2.2 ผเ๎ู รียนสามารถการ 4. เปรียบเทียบการ วิเคราะหผ๑ ลกระทบ วิเคราะหผ๑ ลกระทบ ส่งิ แวดลอ๎ ม สังคม และ สง่ิ แวดลอ๎ ม (EIA) และ สขุ ภาพ การวเิ คราะหผ๑ ลกระทบ สงิ่ แวดลอ๎ ม สังคม และ สุขภาพ (EHIA)
22002 ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564 เกยี่ วกับคณิตศาสตร๑ วทิ ยาศาสตร๑และเทคโนโลยี านักงาน กศน.จังหวัดเพชรบูรณ๑ กจิ กรรมการเรยี นรู๎ สือ่ /แหลงํ เรยี นรู๎ การวดั ผลประเมินผล ห๎ผ๎เู รยี นศึกษาค๎นควา๎ ด๎วยตนเอง - หนงั สอื 1.ใบงาน มรู๎ ส่ือ/แหลงํ เรียนรูต๎ ําง ๆ และ - ส่อื อินเตอรเ๑ น็ต 2.บนั ทึกการเรียนร๎ู รียนรู๎ - ใบความรู๎
อุปกรณ๑ไฟฟูา เรอื่ งที่ 2 อปุ กรณไ๑ ฟฟูา อปุ กรณ๑ไฟฟาู ทใี่ ชใ๎ นวงจรไฟฟาู มีหลายชนดิ แตํละชนิดมหี นา๎ ท่ีและความสาคัญ ทีแ่ ตกตาํ งกนั ออกไป ได๎แกํ 1. สายไฟ (Cable) สายไฟเป็นอปุ กรณส๑ าหรบั สํงกระแสไฟฟูาจากทหี่ นึง่ ไปยงั อีกท่หี น่งึ โดยกระแสไฟฟูา จะผาํ นไปตามสายไฟจนถงึ เครอ่ื งใชไ๎ ฟฟูา สายไฟทาดว๎ ยสารท่ีมีคุณสมบตั เิ ปน็ ตวั นาไฟฟาู (ยอมให๎กระแสไฟฟาู ไหลผาํ น ไดด๎ ี) เชํน ทองแดง เป็นตน๎ โดยจะถูกหุ๎มด๎วยฉนวนไฟฟูาเพ่ือความปลอดภยั ของผ๎ใู ช๎ไฟฟูา สายไฟทใี่ ช๎ตามบา๎ นเรือน แสดงดงั ตาราง
2. ฟิวส๑ (Fuse) ฟิวสเ๑ ป็นอุปกรณป๑ อู งกันกระแสไฟฟูาไหลเกนิ จนเกิดอนั ตรายตอํ เครื่องใชไ๎ ฟฟูา ถา๎ มี กระแสไฟฟูาไหลเกนิ ฟวิ สจ๑ ะหลอมละลายจนขาด ทาใหต๎ ัดวงจรไฟฟูาในครวั เรือนโดยอัตโนมตั ิฟิวสท๑ าด๎วยโลหะผสม ระหวํางตะก่วั กับดีบุก มจี ดุ หลอมเหลวตา่ และมรี ูปรํางแตกตํางกนั ไปตามวตั ถุประสงค๑ของการใชง๎ าน แสดงดังตาราง 3. อปุ กรณต๑ ดั ตอน หรอื เบรกเกอร๑ (Breaker)เบรกเกอร๑ คอื อปุ กรณ๑ตัดตํอวงจรโดยอัตโนมตั ิ เมอ่ื มี กระแสไฟฟูาไหลเกินคําทก่ี าหนด ปมุ หรอื คนั โยกทเ่ี บรกเกอรจ๑ ะดดี มาอยใํู นตาแหนงํ ตดั วงจรอยาํ งอัตโนมตั ิ โดยอาศยั หลกั การทางานของแมํเหล็กไฟฟาู เบรกเกอร๑มจี าหนาํ ยตามท๎องตลาดหลายแบบ และหลายขนาด ดังภาพ
ภาพเบรกเกอร๑แบบตําง 4. สวติ ช๑ (Switch) สวติ ช๑ เป็นอุปกรณ๑ปิดหรอื เปิดวงจรไฟฟูา เพ่ือควบคุมการจํายกระแสไฟฟูาให๎กบั เครื่องใช๎ไฟฟาู แบํงออกเป็น 2 ประเภท ประกอบด๎วย สวติ ชท๑ างเดียว และสวิตชส๑ องทาง 5. สะพานไฟ (Cut-out) สะพานไฟ หรือ คัทเอาท๑ เปน็ อุปกรณ๑สาหรบั ตัดตอํ วงจรไฟฟูาทั้งหมดภายในครวั เรือน ประกอบด๎วยฐานและคนั โยกที่มี ลักษณะเป็นขาโลหะ 2 ขา มีท่จี ับเป็นฉนวน เม่ือสับคันโยกขนึ้ กระแสไฟฟาู จะไหลเข๎าสูวํ งจรไฟฟูาในครัวเรือน และเม่อื สับคนั โยกลงกระแสไฟฟูาจะหยดุ ไหล ซง่ึ เป็นการตัดวงจร 6. เครอื่ งตัดไฟรวั่ (Earth Leak Circuit Breaker : ELCB) เครื่องตดั ไฟร่ัว เปน็ อปุ กรณเ๑ สริมความปลอดภัยอีกช้ันหน่งึ ท่ีสามารถตัดวงจรไฟฟาู กรณีเกดิ ไฟรั่ว โดยกาหนดความไวของการตัดวงจรไฟฟาู ตามปรมิ าณกระแสไฟฟูาทร่ี ว่ั ลงดินเพื่อใหม๎ ีการตัดไฟรั่วกํอนที่ จะเป็นอนั ตรายกับระบบไฟฟูา
7. เต๎ารบั (Socket) และเต๎าเสยี บ (Plug)เตา๎ รบั และเต๎าเสียบ เปน็ อปุ กรณ๑ท่ใี ชเ๎ ช่อื มตํอวงจรไฟฟาู ทาให๎ กระแสไฟฟาู ไหลเข๎าสูอํ ุปกรณ๑และเคร่ืองใชไ๎ ฟฟาู 1) เต๎ารับหรือปล๊กั ตวั เมยี คอื อุปกรณ๑ที่เชื่อมตํอกับวงจรไฟฟาู ในครวั เรือน เชํน เตา๎ รบั ทีต่ ดิ ต้งั บนผนังบ๎านหรอื อาคาร เป็นต๎น เพ่ือรองรบั การตํอกบั เต๎าเสียบของเคร่ืองใช๎ไฟฟูา 2) เตา๎ เสยี บหรือปลก๊ั ตัวผ๎ู คอื อปุ กรณ๑สวํ นทต่ี ดิ อยกูํ ับปลายสายไฟของ เคร่ืองใช๎ไฟฟาู เต๎าเสยี บท่ีใช๎กันอยูมํ ี 2 แบบ คือ (1) เตา๎ เสียบ 2 ขา ใช๎กับเต๎ารบั ทีม่ ี 2 ชํอง (2) เต๎าเสียบ 3 ขา ใช๎กบั เต๎ารบั ทม่ี ี 3 ชํอง โดยขากลางจะตํอกับสายดิน สายดนิ สายดนิ หรอื สายกราวด๑เปน็ สายเสน๎ ที่สามในสายไฟฟาู โดยสายดนิ นจี้ ะมสี เี ขียวหรอื สีเขียวสลบั เหลอื ง เหมือนกนั ทั่วโลก เรียกวําเปน็ สากลเลยทีเดียว สายเส๎นน้ดี เู ผินๆ เหมอื นไมํมปี ระโยชน๑ แตํความจรงิ แล๎วเปน็ สายทม่ี ี ความสาคญั กับชีวิตเรามาก ในสายไฟเสน๎ หนึ่งบางทีก็มสี ายเลก็ ๆ อยํภู ายในสองสาย บ๎างก็สามสาย ซ่ึงแตํละสายกม็ ชี ื่อ เรียกและหนา๎ ทีท่ แ่ี ตกตาํ งกันออกไป ดงั นี้เส๎นแรกเราเรยี กวาํ สายไฟหรอื สายไลน๑ (LINE) ซึง่ สายเสน๎ น้จี ะทาหนา๎ ท่ีนา กระแสไฟฟาู จากแหลงํ จาํ ยภายนอกเข๎าสํูตัวบา๎ น สายไฟหรือสายไลน๑น้ี (มักจะเปน็ สายสีดาหรอื ไมกํ ็แดง แตถํ ๎าระบบไฟ ของบ๎านคณุ มีขนาดใหญมํ าก อาจมีสเี หลืองหรือน้าเงนิ ด๎วยก็เป็นได๎) และเป็นสายเดยี วท่ีมกี ระแสไฟไหลผาํ นจรงิ เส๎นที่สองเป็นสายศนู ยห๑ รือสายนวิ ตรอน (NEWTRON) ซ่งึ มักนยิ มใช๎สขี าวเพยี งสีเดียว สายเส๎นนีจ้ ะไมํมกี ระแสไฟฟูาผาํ น แตอํ ยํางใด เพยี งทาหน๎าท่ีให๎เกดิ การครบวงจรเทาํ นนั้ กลําวคือ มกี ระแสไฟฟูาไหลผํานมาตามสายไฟ เข๎าสูํอุปกรณ๑
เครอื่ งใช๎ไฟฟาู แล๎วออกไปทส่ี ายศูนยน๑ น่ั เอง เคร่ืองใชไ๎ ฟฟูาก็จะทางานได๎ตามปกติ แตํถ๎ากระแสไฟฟูาไหลมาตามสายไฟ แลว๎ ไหลเขา๎ สายศนู ยโ๑ ดยไมผํ ํานอปุ กรณ๑ไฟฟาู เลย อยาํ งน้เี รียกวําลดั วงจร หรือทร่ี ู๎จักกนั ในนาม ไฟชอรต๑ น่ันเอง ผลท่ี ตามมาก็คือ เกดิ เพลิงไหม๎ครับ แบบน้ีอนั ตรายมาก ระบบไฟฟูาท่มี สี ายไฟ 2 เสน๎ มกั เปน็ ระบบไฟฟาู แสงสวําง สํวนอปุ กรณเ๑ ครื่องใช๎ไฟฟาู อื่นๆ เชนํ พัดลม ตูเ๎ ยน็ คอมพวิ เตอร๑ เครื่องปรับอากาศ เคร่อื งป้ิงขนมปัง ไมโครเวฟ ป๊ัมน้า ฯลฯ จะมีสายอีกหน่ึงสายทเ่ี รยี กวํา สายดนิ หรอื สาย กราวด๑ ซ่งึ สายที่ 3 นี้ จะมีสีเขยี วสลบั กับสเี หลอื ง ดงั ท่ีกลําวไวใ๎ นตอนต๎นายดินนี้มีไวเ๎ พ่อื ปอู งกนั เราใหพ๎ ๎นอันตรายที่เกิด จากไฟชอร๑ตหรือไฟร่วั เพราะหากเกดิ ไฟชอร๑ตหรอื ไฟรว่ั ขณะท่ีเราใชง๎ านอุปกรณช๑ ิ้นนั้นอยํู กระแสไฟจะไหลเข๎าสํูสํวนที่ เป็นโลหะ ซง่ึ ถ๎าเราสัมผัสโลหะน้นั อยํู แถมทบ่ี ๎านก็ไมไํ ด๎ตดิ สายดินไว๎ด๎วย กระแสไฟทั้งหมดกจ็ ะไหลเข๎าสูตํ ัวเรา ทาให๎ เสยี ชีวิตได๎ แตํถา๎ ทบ่ี า๎ นมีการติดต้งั สายดนิ ไว๎ กระแสไฟเหลํานน้ั ก็จะไหลผาํ นเข๎าไปที่สายดินแทน อันตรายตาํ งๆ ที่เกิด จากไฟชอร๑ตหรอื ไฟรั่วกจ็ ะไมํเกิดข้ึน ท่ีเป็นเชํนน้ีก็เพราะวํา สายดนิ ทาหน๎าทเี่ หมือนทํอน้าล๎นของอาํ งลา๎ งจานในครวั บ๎าน เรา ทีเ่ มื่อเปิดน้าจนถึงทํอน้าล๎นแลว๎ น้าก็จะไหลออกมาตามทอํ น้นั น้าจงึ ไมํล๎นอําง สายดินนต้ี รงสวํ นปลายจะถกู ฝงั ไว๎ใน ดนิ จรงิ ๆ ดว๎ ยการรวมสายดินจากทุกจดุ ตาํ งๆ ในบา๎ นมารวมตวั กันในตคู๎ วบคุมไฟฟูา และตํอสายอีกเสน๎ จากตนู๎ ล้ี งสํูพื้นดิน สวํ นทีถ่ กู ฝงั ไว๎ในดินจะเป็นแทํงทองแดงเปลอื ย ไมํมีฉนวนหม๎ุ ยาวประมาณ 6 ฟุต ซ่ึงภายในดนิ จะมีความชน้ื อยํูเสมอ จึง ทาให๎เกดิ อาการทเี่ รยี กวาํ ความต๎านทานไฟฟูาต่า กระแสไฟจงึ ไมํไหลมาทาอนั ตรายเรา
ใบงานเรอื่ งอปุ กรณไ๑ ฟฟาู กิจกรรมที่ 1 ให๎ผ๎ูเรียนศึกษาคน๎ คว๎าจากอนิ เตอรเ๑ นต็ เรื่องอปุ กรณ๑ไฟฟูา อธิบายหน๎าทอ่ี ุปกรณ๑ไฟฟูาดงั ตํอไปน้ี 1 สายไฟ (Cable) ............................................................................................................................. .............................. ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................. ............................................................................................................................. .............................. 2 ฟิวส๑ ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................. ............................................................................................................................. ............. ................. ................................................................................................................. .......................................... ............................................................................................................................. .............................. 3 อุปกรณต๑ ัดตอน หรือ เบรกเกอร(๑ Breaker.) ............................................................................................................................ ................................... ....................................................................................................................................................... .... ............................................................................................................................. .............................. ............................................................................................................................. .............................. ............................................................................................................................. .............................. 4. สวิตช๑ (Switch)........................................................................................................... ............................................................................... .............................................. .............................. .......................................................................... ................................................... .............................. ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................. 5. สะพานไฟ (Cut-out................................................................................................................... ........................................................................................................................... ............................ .... ............................................................................................................................. .............................. ............................................................................................................................. ..............................
แบบทดสอบเร่ืองอปุ กรณ๑ไฟฟูา คาช้ีแจงใหน๎ ักเรยี นเลือกคาตอบทถ่ี ูกท่ีสดุ และทาเครื่องหมายกากบาท (X) ลงในกระดาษคาตอบที่แจกให๎ 1. ข๎อใดเป็นอปุ กรณ๑ในการตํอเซลล๑ไฟฟาู อยาํ งงาํ ย ก. หลอดไฟ สายไฟเซลลไ๑ ฟฟูา สวติ ช๑ ข.หลอดไฟ มอเตอร๑ ออดไฟฟูา ค. สายไฟ สวติ ช๑ ง. เซลลไ๑ ฟฟูา แบตเตอรี่มอเตอร๑เซลลไ๑ ฟฟูา 2. อุปกรณ๑ไฟฟูาจะทางานได๎เมื่อวงจรไฟฟูามีลกั ษณะเปน็ อยาํ งไร ก. วงจรลัด ข. วงจรสัน้ ค. วงจรปิด ง. วงจรเปิด 3. ทิศทางการไหลของกระแสไฟฟาู เป็นอยาํ งไร ก. ออกจากข้วั -ไปยงั ข้วั + ข. ออกจากขว้ั + ไปยงั ข้วั – ค. ออกจากขั้ว + และข้ัว – สลับกนั ง. ไหลไปในทศิ ทางเดยี วกัน 4. ของเลนํ ในข๎อใดไมมํ สี วํ นประกอบของวงจรไฟฟูา ก. รถบังคับวทิ ยุ ข. ปืนท่ียงิ แลว๎ มีแสง ค. หนํุ ยนต๑ทเ่ี ดนิ ง. ตกุ๏ ตาล๎มลุกได๎ 5.ตอ๎ งใชว๎ ัตถุใดเช่อื มตํอกับวงจรไฟฟูาจงึ จะทาให๎หลอดไฟสวําง ก. คลิป ข. หนังยาง ค. ดินสอ ง. เชอื ก 6. วัตถุใดนาไฟฟูาไดด๎ ีที่สุด ก. เหลก็ ข. เงนิ ค. ทองแดง ง. อลมู เิ นยี ม
7. เพราะเหตใุ ดจึงไมํควรพาดสายไฟบนรัว้ สงั กะสี ก. จะทาให๎รว้ั ชา ข. จะทาใหร๎ ้ัวเป็นสนิม ค. จะทาให๎ฉนวนท่ีหุ๎มฉกี ขาด ง. จะทาให๎กระแสไฟฟูาลดลง๑ 8. จากรปู ภาพ มชี อ่ื เรยี กวําอะไร ก. บลั ลาสต๑ ข. สวติ ช๑ ค. หลอดไฟ ง. สตาร๑ทเตอร๑ 9. จากรปู ภาพ มีชือ่ เรียกวําอะไร ก. บัลลาสต๑ มีชื่อเรยี กวําอะไร ข. สวติ ช๑ ค. หลอดไฟ ง. สตารท๑ เตอร๑ 10. จากรูปภาพ ก. บัลลาสต๑ ข. สวิตช๑ ค. หลอดไฟ ง. สตาร๑ทเตอร๑ เฉลยแบบทดสอบ เรอ่ื งการอปุ กรณไ๑ ฟฟาู 1.ก 2.ง 3.ค 4.ค 5.ก 6.ค 7.ค 8.ก 9.ง 10.ข
แผนจัดกระบวนการเรียนร๎ู วชิ าการเรยี นรู๎สภู๎ ยั ธรรมชาติ 3 รหัส สค32032 ร มาตรฐานท่ี 5.1 มีความรค๎ู วามเข๎าใจและตระหนักเกีย่ วกบั ภมู ศิ าสตร๑ ป และนามาปรับใช๎ในการดาเนินชวี ิตเพ กศน.ตาบลวังโบสถ๑ กศน.อาเภอหนองไผํ สา วนั / เดอื น /ปี เรอื่ ง/สาระสาคัญ ผลการเรียนรูท๎ ค่ี า ครั้งที่ 15 วาตภยั 1. อธิบายความหมา ๑๑ สิงหาคม เรื่องท่ี 1 วาตภยั อทุ กภัย ดินโ ๒๕๖๔ ความหมายและประเภทของวาตภัย 2. บอกประเภทของ 1.1 ความหมายของวาตภยั 3. บอกสาเหตุและป 1.2 ประเภทของวาตภยั เกิดวาตภัย อุทกภยั เรอ่ื งท่ี 2 ลักษณะการเกิดวาตภยั ถลํม 2.1 สาเหตแุ ละปจั จัยการเกิดวาตภยั 4. บอกผลกระทบท 2.2 ลักษณะการเกิดวาตภัยประเภทตําง ๆ วาตภยั อุทกภยั ดนิ โ 2.3 ผลกระทบจากวาตภัย 5. ตระหนักถึงภยั แล 2.4 พื้นท่ีเส่ยี งตํอการเกดิ วาตภัยในประเทศไทย ผลกระทบท่เี กิดจาก 2.5 ระดบั พื้นท่ีเสีย่ งวาตภยั อทุ กภยั ดนิ โคลนถล อทุ กภยั 6. บอกพืน้ ทีเ่ สย่ี งภยั เรอ่ื งที่ 1 ความหมายของอุทกภัย เกดิ วาตภยั อทุ กภัย เรื่องที่ 2 ความรูท๎ ั่วไปเกี่ยวกับอุทกภยั ถลํม 2.1 ลักษณะการเกดิ อทุ กภยั ในประเทศไทย 2.2 สาเหตแุ ละปจั จยั การเกดิ อทุ กภยั 7. บอกสญั ญาณบอก 2.3 ผลกระทบที่เกดิ จากอุทกภยั เกดิ อุทกภัย 2.4 สัญญาณบอกเหตุกํอนเกิดอทุ กภยั 2.5 พนื้ ทีเ่ ส่ยี งภยั ตํอการเกดิ อุทกภยั
ระดับ มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564 ประวัตศิ าสตรเ๑ ศรษฐศาสตร๑ การเมืองการปกครองในโลก พ่ือความม่นั คงของชาติ านกั งาน กศน.จงั หวดั เพชรบูรณ๑ าดหวงั กจิ กรรมการเรียนร๎ู สอื่ /แหลงํ เรียนร๎ู การวดั ผลประเมนิ ผล ายของ 1.นาเขา๎ สูํบทเรียน -สือ่ แบบเรยี น -ใบงาน/ใบกิจกรรม โคลนถลมํ ผส๎ู อนพดู คุยถึง ตามรายวชิ า -สมุดบันทกึ การ งวาตภยั ชวี ติ ประจาวันของผ๎เู รียน -ใบความร๎ู เรียนร๎ู ปจั จัยการ เก่ียวกบั สภาพอากาศใน -ใบงาน/ใบ -แบบทดสอบ ดินโคลน ปจั จุบนั กจิ กรรม 2.ขั้นดาเนินการจดั กิจกรรม - สื่อใน ท่เี กิดจาก - ศกึ ษาเอกสารใบความร๎ู อนิ เทอร๑เน็ต โคลนถลมํ - ทาใบงาน/ ใบกจิ กรรม เว็บไซต๑เกี่ยวกบั ละ - ทาแบบทดสอบ ภยั ธรรมชาติ ก วาตภยั 3.ขั้นวัดผล/ประเมินผล ลมํ - ตรวจ /เฉลย ใบงาน / ใบ ยตํอการ กิจกรรม ย ดนิ โคลน ประกอบการอธบิ าย เพ่ิมเติม โดยใหผ๎ ๎ูเรียนมีสํวนรํวม กเหตุกํอน 4.ขน้ั มอบหมายภารกิจ -จดั ทาบนั ทกึ การเรียนร๎ู / ทารายงาน
2.6 ลักษณะภมู ปิ ระเทศทีเ่ สี่ยงตํอการเกดิ อุทกภยั ดนิ โคลนถลํม เรื่องท่ี 1 ความหมายของดินโคลนถลํม เร่ืองท่ี 2 ความร๎ทู ั่วไปเก่ยี วกับดินโคลนถลมํ 2.1 ประเภทของดนิ โคลนถลํม 2.2 สาเหตุและปัจจัยการเกดิ ดนิ โคลนถลํม 2.3 ผลกระทบท่ีเกิดจากดินโคลนถลํม 2.4 สัญญาณบอกเหตุกํอนเกิดดินโคลนถลมํ 2.5 พืน้ ท่เี สี่ยงภัยตํอการเกิดดนิ โคลนถลมํ
เรื่อง วาตภยั 1.1 ความหมายของวาตภยั วาตภัย หมายถึง ภยั ท่ีเกิดขึ้นจากพายุ ลมแรง จนทาใหเ๎ กิดความเสยี หายและเป็นอนั ตรายตํอชวี ิต ทรัพย๑สนิ อาคาร บา๎ นเรือนและส่ิงกํอสรา๎ ง รวมถึงตน๎ ไม๎ พืชผักตําง ๆ นอกจากน้ยี งั ทาใหเ๎ กิดอุทกภัยตามมาอกี ด๎วย 1.2 ประเภทของวาตภยั สาหรบั ในประเทศไทยการเกิดวาตภยั หรอื พายลุ มแรง สวํ นใหญมํ ีสาเหตุมาจากปรากฏการณ๑ทางธรรมชาติ ความแรงลม ต้งั แตํ 60 กโิ ลเมตรตอํ ชวั่ โมงขนึ้ ไปท่ีทาความเสียหายและ เปน็ อนั ตรายตํอชีวติ และทรัพยส๑ ิน วาตภัย แบงํ เป็น 3 ประเภท ไดแ๎ กํ พายฝุ นฟูาคะนอง พายุหมนุ เขตรอ๎ นและพายทุ อร๑นาโด 1.2.1 พายฝุ นฟาู คะนอง เปน็ ปรากฏการณ๑ทางธรรมชาติทีเ่ กิดขนึ้ เหนือพน้ื ผิวโลกในแตํละพื้นที่จะเป็นไปตามฤดกู าล บรเิ วณใกลเ๎ สน๎ ศูนยส๑ ูตรมีสภาพอากาศในเขตร๎อนจงึ มีอากาศ รอ๎ น อบอ๎าว ซ่งึ เอ้อื ตํอการกํอตัวของพายฝุ นฟาู คะนองได๎ ตลอดปี พายนุ ้ีจะเกิดขึน้ ในชวํ ง ฤดูรอ๎ น มักจะเกิดในเดือนมีนาคมถงึ เดือนเมษายน พายปุ ระเภทนี้เกดิ ขน้ึ บอํ ยใน ภาคเหนือและ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สวํ นภาคกลางและภาคตะวันออกจะเกิดน๎อย สาหรับภาคใตก๎ ็อาจเกิดพายุ ประเภทนไ้ี ด๎แตํไมบํ ํอยนัก 1.2.2 พายหุ มนุ เขตร๎อนหรอื พายุไซโคลน เกดิ ในฤดฝู น ต้ังแตํเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม พายนุ ้ีเกดิ ในมหาสมทุ ร แปซฟิ ิกดา๎ นตะวันตกและดา๎ นใต๎หรอื ทะเลจนี ใตแ๎ ล๎วเคลื่อน เขา๎ สํฝู ั่งทวปี โดยจะมผี ลกระทบตํอลมฟูาอากาศของประเทศ ไทย คือ ทาให๎เกิดคลืน่ สงู ใหญํใน ทะเลและน้าขึน้ สูง พายุนีม้ ชี อื่ เรียกตามขนาดความรนุ แรงของลมใกล๎บรเิ วณศูนยก๑ ลาง ของพายุ ซึ่งมีลักษณะคล๎ายกับตาเปน็ วงกลม เรยี กวาํ “ตาพายุ” ทีท่ วกี าลังแรงข้นึ เปน็ ลาดับ จากดเี ปรสช่ัน เปน็ พายุโซน ร๎อน และพายไุ ต๎ฝุนโดยใชเ๎ กณฑ๑การพิจารณาความรนุ แรงของวาตภยั ดงั น้ี ชนดิ ของพายุ ความเรว็ ลมสูงสดุ ใกลจ๎ ดุ ศนู ยก๑ ลาง ดเี ปรสชั่น 33 นอต (62 กิโลเมตร/ชัว่ โมง) โซนร๎อน 34-63 นอต (63-117 กโิ ลเมตร/ช่ัวโมง) ไต๎ฝุน 64-129 นอต (118-239 กิโลเมตร/ชัว่ โมง) การตงั้ ชอ่ื พายุ ทีม่ ีความเรว็ ลมสงู สุดใกลศ๎ ูนย๑กลางของพายุมากกวํา 33 นอต หรือ 63 กโิ ลเมตรตอํ ชัว่ โมง (พายุโซน ร๎อน) นั้น แตํกํอนถูกกาหนดโดยองค๑การอุตนุ ิยมวทิ ยาโลก ซ่ึงจัด รายชอื่ ท่ีใชเ๎ รยี กพายหุ มุนเขตรอ๎ นที่กํอตัวใน มหาสมุทร แปซฟิ ิกไว๎เปน็ สากล กระทั่งปี พ.ศ. 2543 เรมิ่ มรี ะบบการตง้ั ช่อื พายุเป็นภาษาพื้นเมอื ง โดย คณะกรรมการพายุ ไต๎ฝุน ขององค๑การอตุ ุนิยมวิทยาโลก ทป่ี ระกอบดว๎ ยประเทศและดนิ แดนตําง ๆ รวม 14 แหงํ ได๎แกํ กัมพูชา จีน เกาหลีเหนือ ฮํองกง ญป่ี ุน ลาว มาเก๏า มาเลเซีย ไมโครนเี ซีย (รฐั อิสระอยบูํ รเิ วณมหาสมทุ ร แปซิฟิกเหนือหมเํู กาะอินโดนีเซยี ) ฟลิ ิปปนิ ส๑ เกาหลีใต๎ ไทย สหรัฐอเมรกิ า และ เวียดนาม ไดจ๎ ัดระบบการเรียกชื่อพายุหมนุ เขตรอ๎ นใหมํในเขตมหาสมทุ ร แปซิฟิกดา๎ นตะวนั ตกตอนบนและทะเลจนี ใต๎ โดยแตลํ ะประเทศสํงชื่อพายุเปน็ ภาษาพ้ืนเมืองประเทศ ละ 10 ช่อื รวม ท้ังสิ้น 140 ชื่อ นามาแบํงเป็น 5 ชดุ หลัก ชุดละ 28 ชือ่ เรยี งช่อื พายตุ ามลาดบั ตามชื่อประเทศ ด๎วยตวั อกั ษร ภาษาองั กฤษ เร่มิ จากกัมพชู า เร่อื ยไปจนถึงเวียดนามซึ่งเป็นอนั ดบั สดุ ทา๎ ย โดยไทยเราอยูํอนั ดบั ท่ี 12 เมื่อใช๎หมด 1 กลมํุ ก็จะขน้ึ ชอื่ แรกในกลํมุ ที่ 2 เรียงกนั เร่อื ยไป ๆ จนหมดชุดท่ี 5 แลว๎ จึงกลบั มาใชช๎ อื่ แรกของชุดที่ 1 อกี ครง้ั หากพายุ ลกู ใดมคี วามรุนแรงและสร๎างความเสียหาย มากเปน็ พิเศษก็ปลดชอื่ พายลุ ูกนน้ั ไป แลว๎ ตัง้ ชอ่ื ใหมแํ ทนชือ่ ท่ีถกู ปลดออก 1.2.3 พายุทอร๑นาโด (tornado) เป็นชื่อเรียกพายหุ มุนทเ่ี กดิ ในทวีปอเมรกิ า มีขนาดเน้ือทเ่ี ลก็ หรือเส๎นผําศนู ยก๑ ลางน๎อย แตํหมุนด๎วยความเร็วสงู หรือความเรว็ ทีศ่ นู ย๑กลางสงู มากกวําพายุหมนุ อื่น ๆ กํอความเสียหายรนุ แรงในบรเิ วณที่พัดผําน เกดิ ได๎ท้งั บนบก และในทะเล หากเกดิ ในทะเลเรียกวํา นาคเลํนน้า (water spout) บางครงั้ อาจเกิดจากกลํุมเมฆบน ทอ๎ งฟาู ท่หี มนุ ตัวลง มาจากท๎องฟาู แตํไมถํ ึงพื้นดิน มีรปู รํางเหมอื นงวงชา๎ ง จึงเรยี กกนั วํา ลมงวง
นาคเลนํ นา้ ลมงวง ที่มา : http://www.posttoday.com/local/ ทีม่ า : http://www.abhakara.com 2. ลกั ษณะการเกดิ วาตภยั 2.1 สาเหตุและปจั จยั การเกดิ วาตภยั สภาพพน้ื ผวิ โลกแตลํ ะแหงํ ที่แตกตํางกนั ทาใหก๎ ารดดู ซบั รังสีจากดวงอาทิตย๑ของแตลํ ะพ้ืนที่ไมํเทาํ กนั บริเวณปุาหนาทึบ จะดูดรังสไี ด๎ดีทส่ี ุด รองลงมา คอื พน้ื ดินและพื้นน้าตามลาดับ เปน็ ผลให๎อากาศท่ีอยูํเหนือพนื้ ที่ดังกลําวมอี ุณหภูมิ และ ความกดอากาศตํางกนั สงํ ผลทาใหเ๎ กิดการเคลื่อนที่ของอากาศทเี่ รียกโดยท่ัวไปวาํ ลม (wind) ซง่ึ แบํงตามลกั ษณะของ แหลงํ กาเนดิ ได๎ 2 สาเหตุ คอื ความแตกตาํ งของอณุ หภมู ิสองแหํง และความแตกตาํ งของ ความกดอากาศ 2.1.1 ความแตกตํางของอุณหภมู สิ องแหํง เน่ืองจากอากาศเมอื่ ได๎ความร๎อนจะขยายตวั อากาศร๎อนจะลอยตัวสงู ข้นึ ทา ให๎อากาศในบริเวณขา๎ งเคยี งซึ่งมีอุณหภูมติ า่ กวาํ เคลือ่ นเข๎าแทนท่ี การเคล่อื นทขี่ องอากาศเนอ่ื งจากความแตกตํางของ อณุ หภมู ิในสองบรเิ วณกํอใหเ๎ กิดลม 2.1.2 ความแตกตาํ งของความกดอากาศ อากาศเมอ่ื ไดร๎ บั ความร๎อนจะขยายตัว ทาให๎มีความหนาแนํนลดลง และเปน็ ผล ให๎ความกดอากาศน๎อยลง อากาศเยน็ ในบรเิ วณใกลเ๎ คียง ซ่งึ มีความหนาแนํนมากกวําจะเคลอื่ นทเี่ ขา๎ มาบรเิ วณท่ีมีความ กดอากาศต่าการเคลอ่ื นท่ีของอากาศเนื่องจากบริเวณทีม่ คี วามกดอากาศตํางกันกํอทาใหเ๎ กิดลม 2.2 ลกั ษณะการเกดิ วาตภยั ประเภทตาํ ง ๆ 2.2.1 กํอนเกิดพายุฟูาคะนองหรือพายุฤดรู อ๎ นมักจะมีสญั ญาณเตือนภยั ลํวงหนา๎ ได๎แกํ อากาศร๎อนอบอา๎ วติดตํอกนั หลายวัน ลมสงบน่งิ ความช้ืนในอากาศสูง และอาจรส๎ู กึ เหนียวตวั การเกิดพายุฝนฟูาคะนองในแตํละครั้ง จะกินเวลานาน ประมาณ 2 - 4 ชั่วโมง ซ่ึงมีลาดบั เหตุการณ๑เร่ิมต้งั แตํ อากาศร๎อน อบอา๎ ว ทอ๎ งฟูามดื มัว อากาศเยน็ ลมกระโชกแรงและ มีกล่นิ ดินฟาู แลบ ฟูาผาํ ฟาู ร๎อง ฝนตกหนักบางครง้ั อาจมีลูกเห็บตก เกดิ รุง๎ กินน้า พายนุ ้ีทาความเสียหายในบริเวณที่ไมํ กว๎างนกั ประมาณ 20-30 ตารางกิโลเมตร หลังจากพายสุ ลายไปแลว๎ อากาศจะเย็นลง รู๎สกึ สดชืน่ ขนึ้ และท๎องฟาู แจมํ ใสชุดวิชา การเรยี นรส๎ู ู๎ภัยธรรมชาติ 3 - 22 2.2.2 พายหุ มนุ เขตรอ๎ นหรือพายุไซโคลน ทมี่ ีถน่ิ กาเนิดเหนอื มหาสมุทรในเขตร๎อนนอกเขตบรเิ วณเส๎นศูนย๑สตู ร พายุ หมนุ เขตรอ๎ นเกิดขึ้นได๎หลายแหงํ ในโลก และมชี อ่ื เรยี กตาํ งกันไปตามแหลํงกาเนดิ บริเวณที่มพี ายุหมนุ เขตร๎อนเกิดข้ึนเป็น ประจา ได๎แกํ - เกดิ ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ทะเลแครบิ เบียนและอาํ วเมก็ ซิโก และมหาสมุทรแปซิฟกิ เหนือเรียกวาํ “เฮอร๑ริ เคน”
- เกดิ ขน้ึ ในมหาสมทุ รแปซิฟกิ ด๎านตะวนั ตก และทะเลจนี ใต๎เรยี กวํา “ไตฝ๎ นุ ” - เกดิ ขึ้นในมหาสมทุ รอินเดยี เรียกวํา “ไซโคลน” - เกดิ ขึน้ ในทวีปออสเตรเลยี เรียกวาํ “วลิ ล่ี-วลิ ลี่” - เกิดในบริเวณ หมูํเกาะฟลิ ปิ ปนิ ส๑ เรยี กวํา “บาเกียว” - เกดิ ในทวีปอเมริกา เรียกวํา “ทอรน๑ าโด” 2.3 ผลกระทบจากวาตภยั พายุเปน็ สงิ่ แวดล๎อมทางภมู ิอากาศท่ีเก่ยี วข๎องกับการดารงชวี ิตของมนุษย๑มาก แม๎วาํ พายจุ ะเกิดข้ึนไมํบอํ ยนักก็ตาม แตํ เมอ่ื มีพายุเกดิ ข้นึ และเคล่ือนที่ผาํ นบริเวณใด อาจจะเกดิ ความเสียหายมากมาย ดังนี้ 2.3.1 เกิดฝนตกหนักและเกิดน้าทํวมอยํางรุนแรง บ๎านเรอื นหลายหลงั พังทลายประชากรเสยี ชีวติ เป็นจานวนมาก 2.3.2 พืชผลทป่ี ลูกไวแ๎ ละท่ีนาหลายหมืน่ ไรไํ ด๎รับความเสยี หาย 2.3.3 ความเสยี หายตอํ กิจการขนสํงทัง้ ทางบก ทางอากาศ และทางเรือ ดังนี้ 1) ทางบก การเกดิ นา้ ทวํ มอยํางรุนแรงทาให๎ถนนและสะพานขาดหรือชารุดกิจการขนสงํ ต๎องหยุดชะงัก รฐั ต๎องเสีย งบประมาณในการกํอสร๎างและซํอมแซมจานวนมาก 2) ทางอากาศ พายุที่พดั อยาํ งรุนแรงจะทาให๎เครื่องบนิ ได๎รับอันตรายจากฝนทต่ี กหนัก ลกู เหบ็ และฟูาผาํ ท่เี กิดข้นึ อาจทา ใหเ๎ คร่ืองบนิ ตกได๎ 3) ทางเรอื การเกิดพายุขน้ึ ในทะเลทาให๎เกดิ คลน่ื ขนาดใหญํ และความแรงของพายุทาใหเ๎ รอื อบั ปางได๎ ดังนนั้ เม่ือเกิด พายุรนุ แรงขนึ้ ในท๎องทะเลจะตอ๎ งหยดุ การเดนิ เรอื และหาทางนาเรอื เข๎าที่กาบังหรือจอดพักตามทาํ เรือที่อยํูใกล๎เคียง 2.4 พน้ื ทเ่ี สย่ี งตํอการเกดิ วาตภยั ในประเทศไทย 2.4.1 การกาหนดขอบเขตพน้ื ทว่ี กิ ฤตจากวาตภยั ในประเทศไทย พน้ื ท่ีแตํละภมู ิภาคมโี อกาสเกดิ วาตภยั แตกตาํ งกนั ไป ดงั นัน้ การกาหนดขอบเขตพนื้ ทว่ี ิกฤตจากวาตภยั จงึ ต๎องศึกษาข๎อมลู ประกอบหลายประการ ดงั นี้ 1) ศึกษาขอ๎ มลู สถติ ิการเกิดวาตภัยและความรนุ แรงของการเกิดวาตภัยในอดตี ตลอดจนระดบั ความเร็วลมใกลศ๎ ูนย๑กลาง เส๎นทางพายุหมุนเขตร๎อนเป็นสาเหตกุ ารเกิดวาตภัย 2) ศกึ ษาข๎อมูลความเรว็ ลมสูงสุดรายวนั อยํางน๎อยในรอบ 30 ปี แบํงระดับความเร็วลม เพื่อแสดงระดบั ความรนุ แรงของ วาตภัย 3) แบํงลกั ษณะภูมปิ ระเทศเป็นพ้ืนทภ่ี เู ขา พ้ืนที่ลอนลาด พ้ืนทีร่ าบ และพ้นื ที่นา้ ทํวมถึง 4) กาหนดน้าหนักในแตํละปัจจยั ท่ีมผี ลตอํ การเกิดวาตภัย โดยมีคาํ ถํวงนา้ หนกั ของปัจจัยตํางๆ คอื ความเร็วลม ความถ่ีท่ี พายเุ ข๎า ความถท่ี ี่พายุเคลอ่ื นทีผ่ ําน สภาพภมู ปิ ระเทศรัศมีความรนุ แรงของพายหุ มนุ เขตรอ๎ นในระดับตําง ๆ เพอ่ื นามา กาหนดขอบเขตระดบั เส่ยี งวาตภัย 5) จัดทาแผนทีแ่ สดงระดับความเส่ียงวาตภยั โดยการใช๎ระบบ GIS 6) คานวณหาบรเิ วณพืน้ ที่ท่ีไดร๎ ับอิทธพิ ลจากพายุหมนุ เขตร๎อนท่ีระดับตําง ๆ โดยพิจารณาจากพนื้ ทท่ี ี่อยํูในรัศมที ี่ ศนู ยก๑ ลางพายุเคล่ือนทผี่ ําน ในเขต 50 และ 100 กิโลเมตร 2.4.2 ระดับพื้นทเี่ สยี่ งวาตภยั พ้ืนทเ่ี สยี่ งวาตภัยแบํงออกเป็น 3 ระดับคอื พน้ื ทเี่ สยี่ งวาตภยั ระดับสงู พนื้ ทีเ่ สี่ยงวาตภัย ระดับปานกลาง พนื้ ทเ่ี ส่ยี งวา ตภัยระดบั ตา่ 1) พ้นื ทเ่ี สี่ยงวาตภัยระดบั สูง เป็นพ้นื ที่ท่ีอยูใํ นรัศมี 50 กิโลเมตร จากแนวศูนย๑กลางการเคลอ่ื นที่ของ พายุ สภาพพ้นื ท่ี เปน็ ทรี่ าบต่า อยํใู กลแ๎ ถบชายฝงั่ ทะเล หรือพืน้ ที่เกาะ
2) พน้ื ที่เสีย่ งวาตภยั ระดับปานกลาง เป็นพ้นื ทอ่ี ยูใํ นแนวรศั มี 50 – 100 กิโลเมตรจากแนวศูนย๑กลางพายุ สภาพพน้ื ที่ เปน็ ท่ลี อนลาดและทีร่ าบเชงิ เขา สภาพการใชป๎ ระโยชน๑มักจะเป็นพืน้ ทเ่ี กษตรเปน็ สวํ นใหญํ 3) พ้นื ท่เี สีย่ งวาตภัยระดับตา่ เป็นพืน้ ที่อยูนํ อกแนวรัศมี 100 กิโลเมตร จากศูนยก๑ ลางการเคล่อื นที่ของพายุ สภาพพืน้ ท่ี เป็นภเู ขาสงู เปน็ สวํ นใหญํ ความเสียหายจึงเกิดข้ึน ไมํมากนัก เร่ือง อทุ กภยั ความหมายของอทุ กภยั อทุ กภัย หรือ นา้ ทวํ ม (flood) คือ ภัยหรืออันตรายที่เกิดจากนา้ ทวํ ม หรอื อนั ตรายอันเกิดจากภาวะทน่ี า้ ไหลเอํอลน๎ ฝั่ง แมํน้า ลาธาร หรอื ทางนา้ เขา๎ ทวํ มพนื้ ทซ่ี ึ่งโดยปกตแิ ล๎วไมํได๎อยใูํ ต๎ระดับนา้ หรอื เกดิ จากการสะสมน้าบนพนื้ ทซี่ ่ึงระบาย ออกไมทํ นั ทาให๎พื้นทน่ี ้ันปกคลุมไปดว๎ ยน้า ความร๎ทู วั่ ไปเกยี่ วกบั อทุ กภยั อทุ กภัย คือ ภยั ทเ่ี กิดจากน้าทํวม นา้ ปุาไหลหลากหรือ น้าไหลเออํ ล๎นฝง่ั แมํน้าไหลทวํ มบ๎านเรอื นด๎วยความ รุนแรง 2.1 ลักษณะการเกดิ ของอทุ กภยั ลกั ษณะการเกิดอุทกภยั มี 4 ลักษณะ ไดแ๎ กํ 2.1.1.นา้ ลน๎ ตลิ่งเกิดจากฝนตกหนักตํอเนอ่ื งปรมิ าณน้าจานวนมากระบายไหลลงสแูํ มํน้าลาธารออกสํูทะเล ไมํทนั ทาให๎เกดิ สภาวะน้าล๎นตล่ิงเขา๎ ทํวมสวน ไรํ นา และบา๎ นเรอื น ทาใหเ๎ กิดความเสียหาย ถนนและสะพานชารดุ เส๎นทางคมนาคมถูกตดั ขาดได๎ 2.1.2 น้าทวํ มฉบั พลัน/นา้ ปุาไหลหลาก เปน็ ภาวะน้าทวํ มท่ีเกดิ ขนึ้ อยํางฉับพลัน เน่ืองจากฝนตกหนักมักเกิดข้นึ ในบรเิ วณ ท่รี าบระหวํางหบุ เขา ซ่ึงอาจจะไมํมฝี นตกหนักในบรเิ วณ น้ันมากํอนเลย แตํมฝี นตกหนักมากบรเิ วณต๎นน้าทอ่ี ยหํู าํ ง ออกไป หรือเกดิ จากสาเหตุอื่น ๆ เชํน เขื่อนหรืออํางเก็บน้าพังทลาย ทาใหถ๎ นน สะพาน และชีวิตมนษุ ย๑/สัตวไ๑ ด๎รับความ เสยี หาย 2.1.3 คลืน่ พายซุ ัดฝง่ั คือ คลนื่ ทเ่ี กิดพรอ๎ มกับพายุโซนรอ๎ น เมฆฝนกอํ ตัวฝนตกหนัก ลมพัดแรง พนื้ ทช่ี ายฝ่ังจะมีความกด อากาศต่า นา้ ทะเลยกตวั สงู กวาํ ปกติกลายเป็นโดมนา้ ขนาด ใหญซํ ัดจากทะเลเข๎าชายฝง่ั อยํางรวดเร็ว จนสรา๎ งความ เสียหายตํอชวี ิต อาคารบ๎านเรือนและทรพั ยส๑ นิ บรเิ วณพ้ืนท่ีชายฝง่ั 2.1.4 น้าทํวมขงั เป็นนา้ ทวํ มทีเ่ กิดจากระบบระบายนา้ ไมมํ ีประสิทธิภาพ มักเกิดขึ้นในบริเวณทร่ี าบลมํุ แมํน้า และบริเวณ ชมชนเมืองใหญํ ๆ มลี กั ษณะคํอยเป็นคํอยไป ซง่ึ เกดิ จากฝนตกหนกั ในบริเวณน้นั ติดตํอกันเปน็ เวลาหลายวนั 2.2 สาเหตแุ ละปจั จยั การเกดิ อุทกภัย สาเหตุและปัจจยั สาคญั ที่ทาใหเ๎ กิดอุทกภยั มี 2 ประการ คือ การเกิดภยั ธรรมชาตแิ ละการกระทาของมนุษย๑
2.2.1 การเกดิ ภัยธรรมชาติ ได๎แกํ 1) ฝนตกหนกั จากพายหุ รือพายฝุ นฟูาคะนอง เป็นพายุท่เี กิดขึน้ ติดตํอกนั เปน็ เวลานานหลายช่ัวโมง มปี ริมาณฝนตกหนัก มากจนไมอํ าจไหลลงสแํู มํน้าลาธารได๎ทนั จงึ ทํวมพืน้ ท่ีท่ีอยํูในที่ต่า ซง่ึ มักเกิดในชํวงฤดฝู นหรือฤดรู ๎อน 2) ฝนตกหนักจากพายหุ มุนเขตร๎อน เมอื่ พายนุ เ้ี กดิ ทแ่ี หํงใดแหํงหนึง่ เป็นเวลานานหรือแทบไมํเคล่ือนท่จี ะทาใหบ๎ รเิ วณนน้ั มีฝนตกหนักติดตํอกนั ตลอดเวลาย่งิ พายมุ ีความรนุ แรงมาก เชนํ มีความรุนแรงขนาดพายุโซนร๎อนหรอื ไต๎ฝนุ เมือ่ เคลอื่ น ตัวไปถงึ ที่ใดก็ทาให๎ทน่ี ั้นเกิดพายลุ มแรง ฝนตกหนกั เป็นบรเิ วณกวา๎ งและมีนา้ ทํวมขัง นอกจากนถ้ี ๎าความถ่ีของพายุท่ี เคลือ่ นทเ่ี ขา๎ มาหรือผํานเกดิ ขึ้นตอํ เนื่องกนั ถงึ แมจ๎ ะในชวํ งสน้ั แตกํ ท็ าใหน๎ า้ ทวํ มเสมอ 3) ฝนตกหนกั ในปุาบนภเู ขา ทาให๎ปรมิ าณนา้ บนภเู ขาหรือแหลงํ ต๎นน้ามีมาก มกี ารไหลเชีย่ วอยาํ งรนุ แรงลงสูทํ ่ีราบเชิงเขา เกิดน้าทวํ มข้นึ อยาํ งกะทนั หนั เรียกวํานา้ ทวํ มฉบั พลนั เกิดขึ้นหลังจากทมี่ ฝี นตกหนักในชวํ งระยะเวลาส้ัน ๆ หรอื เกดิ กํอนที่ ฝนจะหยดุ ตก มักเกดิ ขึ้นในลาธารเล็ก ๆ โดยเฉพาะตอนที่อยูํใกลต๎ น๎ น้าของบรเิ วณลุํมน้า ระดับน้าจะสงู ขน้ึ อยํางรวดเร็ว จังหวัดท่อี ยใูํ กล๎เคยี งกับเทือกเขาสงู เชํน จังหวัดเชยี งใหมํ เชยี งราย แมํฮํองสอน เป็นตน๎ 4) ผลจากน้าทะเลหนุนในระยะที่ดวงอาทติ ยแ๑ ละดวงจนั ทร๑อยใํู นแนวที่ทาใหร๎ ะดับน้าทะเลขนึ้ สูงสดุ นา้ ทะเลจะหนุนให๎ ระดับนา้ ในแมนํ า้ สงู ข้ึนอกี มาก ประกอบกับระยะเวลาทน่ี ้าปุาและนา้ จากภูเขาไหลลงสํูแมนํ า้ น้าในแมนํ า้ จึงไมํอาจไหลลง สูํทะเลได๎ ทาใหเ๎ กิดน้าเอํอล๎นตลิง่ และทวํ มเปน็ บริเวณกวา๎ งย่งิ ถา๎ มีฝนตกหนักหรอื มพี ายุเกดิ ขน้ึ ในชํวงนี้ ความเสียหายก็ ย่ิงจะมีมากขึ้น 5) ผลจากลมมรสมุ มีกาลังแรงมรสมุ ตะวนั ตกเฉยี งใต๎เป็นมรสมุ ท่ีพัดพาความชื้น จากมหาสมทุ รอนิ เดยี เข๎าสูปํ ระเทศไทย ตงั้ แตํเดือนพฤษภาคมถงึ เดือนตลุ าคม เมือ่ มีกาลงั แรงเป็นระยะเวลาหลายวนั ทาใหเ๎ กิดคลืน่ ลมแรง ระดบั นา้ ในทะเลตาม ขอบฝ่ังจะสูงข้ึน ประกอบกบั มีฝนตกหนกั ทาให๎เกิดนา้ ทวํ มได๎ ยิ่งถ๎ามพี ายุเกดิ ข้นึ ในทะเลจีนใต๎กจ็ ะย่ิงเสรมิ ให๎มรสุม ดังกลาํ วมกี าลังแรงขึ้นอีก สวํ นมรสมุ ตะวันออกเฉียงเหนือพัดจากประเทศจีนเข๎าสูํประเทศไทย ปะทะขอบฝ่งั ตะวนั ออก ของภาคใต๎ มรสุมนมี้ ีกาลงั แรงเปน็ ครั้งคราว เม่อื บริเวณความกดอากาศสงู ในประเทศจีน มีกาลงั แรงขนึ้ จะทาให๎มีคล่นื คํอนข๎างใหญํในอําวไทย และระดบั น้าทะเลสงู กวาํ ปกติ บางครง้ั ทาให๎มีฝนตกหนักในภาคใต๎ ตัง้ แตจํ งั หวัดชมุ พรลงไปทาให๎เกิดนา้ ทวํ มเปน็ บริเวณกว๎าง 6) ผลจากแผํนดินไหวหรือภเู ขาไฟระเบดิ เม่อื เกดิ แผํนดินไหว หรือภูเขาไฟบนบกและภเู ขาไฟใตน๎ ้าระเบิดเปลือกของผิว โลกบางสวํ นจะได๎รับความกระทบกระเทือนตํอเนื่องกัน บางสํวนของผิวโลกจะสูงขึน้ บางสํวนจะยุบลง ทาให๎เกดิ คลื่นใหญํ ในมหาสมุทรซัดขน้ึ ฝัง่ เกิดน้าทํวมตามหมูํเกาะและเมอื งตามชายฝ่ังทะเลไดเ๎ กดิ ข้ึนบอํ ยครั้งในมหาสมทุ รแปซิฟิก 2.2.2 การกระทาของมนษุ ย๑ ไดแ๎ กํ 1) การตัดไมท๎ าลายปุาในพ้ืนที่เส่ียงภัย เม่ือเกิดฝนตกหนักจะทาให๎อัตรา การไหลสูงสุดเพิม่ มากขน้ึ และไหลมาเรว็ ข้ึนเป็น การเพ่ิมความรุนแรงของนา้ ในการทาลายและยงั เปน็ สาเหตขุ องดินถลมํ ดว๎ ย นอกจากนี้ยงั ทาใหด๎ นิ และรากไม๎ขนาดใหญํ ถกู ชะลา๎ งให๎ไหลลงมาในทอ๎ งนา้ ทาให๎ท๎องนา้ ตน้ื เขนิ ไมํสามารถระบายน้าได๎ทันที ทงั้ กํอให๎เกิดความสญู เสียชวี ติ และ บาดเจบ็ ของประชาชนทางดา๎ นท๎ายนา้ 2) การขยายเขตเมืองลุกลา้ เข๎าไปในพื้นที่ลมํุ ต่า ซง่ึ เปน็ แหลํงเก็บน้าธรรมชาติทาใหไ๎ มํมีท่ีรบั นา้ เมื่อนา้ ลน๎ ตลิ่งกจ็ ะเขา๎ ไป ทวํ มบริเวณท่ีเปน็ พืน้ ท่ลี ํมุ ตา่ ซึ่งเป็นเขตเมืองท่ีขยายใหมํกํอน 3) การกํอสร๎างโครงสรา๎ งขวางทางน้าธรรมชาติ ทาใหม๎ ีผลกระทบตอํ การระบายน้าและกํอให๎เกดิ ปญั หานา้ ทํวม 4) การออกแบบทางระบายน้าของถนนไมเํ พียงพอ ทาใหน๎ ้าลน๎ เออํ ในเมืองทาความเสยี หายใหแ๎ กํชมุ ชนเมืองใหญํ เน่อื งจากการระบายน้าได๎ช๎ามาก 5) การบรหิ ารจดั การนา้ ท่ไี มํดี เปน็ สาเหตหุ นง่ึ ท่ีทาให๎เกิดน้าทวํ มโดยเฉพาะ บรเิ วณด๎านทา๎ ยเข่ือนหรอื อํางเกบ็ นา้ 2.3 ผลกระทบทเ่ี กดิ จากอทุ กภยั อทุ กภัยไมํเพยี งแตสํ ร๎างความเสยี หายตอํ ชวี ติ ผคู๎ น ทรัพย๑สิน อาคาร บา๎ นเรือน เทํานน้ั แตยํ ังเกิดผลกระทบตามมาอีก หลาย ๆ ดา๎ น เชํน
2.3.1 ผลกระทบทางด๎านการศกึ ษา สถานศึกษาทถ่ี ูกนา้ ทํวมเกิดความเสียหายเพอ่ื ความปลอดภยั ของนักเรยี นนกั ศกึ ษา และลดปญั หาการเดินทาง ทาใหต๎ อ๎ ง ปดิ การเรียนการสอน ซ่ึงจาเป็นต๎องมีการสอน ชดเชย หรอื การปดิ ภาคเรียนไมํตรงตามเวลาทกี่ าหนด 2.3.2 ผลกระทบทางด๎านการเกษตร เมอื่ เกิดอุทกภยั จะทาให๎ผลผลติ ทางดา๎ นการเกษตร เชํน ข๎าว พืชไรํ พืชสวนตลอดจนพชื ผลทางการเกษตรทุกชนิดท่ี ได๎รับผลกระทบ ได๎รับความเสียหาย สวํ นด๎านการประมงการปศสุ ัตว๑ กไ็ ดร๎ ับผลกระทบท้ังสนิ้ นอกจากนเี้ คร่ืองมือ เคร่ืองจักรและอปุ กรณต๑ ําง ๆ จะไดร๎ บั ความเสียหาย สงํ ผลกระทบตอํ ราคาขา๎ ว พืชไรํ พืชสวน สตั ว๑น้าและผลผลติ อ่นื ๆ ทาให๎การผลิตการขนสงํ มตี ๎นทุนสูงข้ึนกวําปกติ ทง้ั ในระดบั ประเทศและระดบั โลก โดยเฉพาะอยาํ งยิ่งเกษตรกรท่ีไมํมี เงนิ ทุนสารองจะต๎องก๎หู นีย้ ืมสินเพอ่ื ลงทนุ ทาการเกษตรตํอไป 2.3.3 ผลกระทบด๎านอตุ สาหกรรม นิคมอุตสาหกรรมหลายแหงํ ที่ได๎รบั ผลกระทบจากการเกิดอุทกภัย ทาให๎เกิดความขัดข๎องในการผลิตและการขาดแคลน ปจั จัยเพื่อปูอนโรงงานท่ัวโลก ประเทศทมี่ ีฐานการผลิตในประเทศไทย เชนํ ญีป่ นุ กไ็ ดร๎ ับผลกระทบ สํงผลใหก๎ าไรของ บริษัทลดลงตามไปด๎วย รายไดล๎ กู จา๎ งในไทยก็ไดร๎ ับผลกระทบด๎วยเชํนกัน นอกจากน้ียงั สงํ ผลตอํ การสํงออก เพราะขาด วตั ถดุ ิบในการผลติ สนิ คา๎ 2.3.4 ผลกระทบดา๎ นเศรษฐกจิ จากการขาดวตั ถดุ บิ ในการผลิตสินค๎าอาจทาให๎สินคา๎ ขาดตลาด ประกอบกับการจัดสํงที่ยากลาบากจะย่ิงทาให๎ราคาสินค๎า เพิม่ ข้นึ และอาจสงํ ผลกระทบทวั่ โลก เพราะไทยเป็นแหลํงผลติ ใหญขํ องโลกในปจั จบุ นั อทุ กภยั ยังสงํ ผลให๎อตั ราการเติบโต ทางเศรษฐกจิ ลดลง เน่อื งจากความเสยี หายทางด๎านทรพั ย๑สินและความสญู เสียจากคําเสยี โอกาส เชนํ การผลติ การ สงํ ออกเป็นตน๎ นอกจากนี้ ธรุ กจิ การทํองเที่ยวกไ็ ด๎รับความเสียหายในรปู แบบของการสญู เสียรายได๎เข๎าสปูํ ระเทศรวมถึงช่อื เสียงของ ประเทศ เนื่องจากรฐั บาลของหลายประเทศ ไดเ๎ ตือนภยั ใหช๎ ดุ วิชา การเรยี นรสู๎ ภ๎ู ัยธรรมชาติ 3 - 40 นกั ทอํ งเทยี่ วของตนเอง ระมัดระวงั ในการเดนิ ทางเขา๎ มาทํองเท่ยี วในประเทศไทย ทาให๎นักทํองเทย่ี วตาํ งชาติลดลง 2.3.5 ผลกระทบดา๎ นการสาธารณสุข เม่ือเกิดนา้ ทํวมติดตํอกันยาวนาน มกั จะพบกับปัญหาเกิดส่งิ ปนเปื้อนของแหลํงน้า และโรคทีม่ ากับน้า ทาใหเ๎ กิดโรค ระบาด เชํน โรคตาแดง โรคไขฉ๎ ่ีหนู โรคอจุ จาระรํวงน้ากัดเท๎า น้ากดั เล็บ ฯลฯ จึงสงํ ผลใหป๎ ระสบปัญหาการขาดยาและ เวชภณั ฑ๑ รวมถงึ สุขภาพจิตของประชาชนมีเพิม่ ขนึ้ ดว๎ ย 2.4 สญั ญาณบอกเหตกุ ํอนเกดิ อทุ กภยั กอํ นการเกิดอุทกภยั ครง้ั ใด มกั จะมสี ัญญาณบอกเหตุใหเ๎ ราทราบลํวงหน๎าอยเํู สมอสญั ญาณบอกเหตุดงั กลาํ วมีทั้งสญั ญาณ ท่เี กดิ จากการเปล่ยี นแปลงทางธรรมชาติ และจากพฤติกรรมของสัตว๑ 2.4.1 สญั ญาณบอกเหตจุ ากการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาตโิ ดยธรรมชาตแิ ลว๎ เมือ่ จะเกิดเหตุการณ๑ใดเหตุการณ๑หนง่ึ สามารถสงั เกตได๎จากสภาพของอากาศร๎อนผดิ ปกติ เกดิ ฝนตก ฟูาคะนองอยาํ งตํอเนื่องและเป็นเวลานานนอกจากน้ียงั สามารถสังเกตพฤตกิ รรมของสตั ว๑ได๎ เชํน มด หรือแมลง มักจะเคลื่อนยา๎ ยที่อยูํไปยังที่สงู 2.4.2 สญั ญาณเตือนกอํ นเกิดภัยธรรมชาติขนาดใหญํ (ภมู ปิ ญั ญาชาวบ๎าน) 1) ในเวลากลางวัน ถ๎ามเี มฆจานวนมาก ทอ๎ งฟาู มแี สงสีแดง ลมสงบ ผิวนา้ ทะเลไมํมีระลอกคลน่ื เป็นสญั ญาณเตอื นวาํ กา ลงั จะมพี ายลุ มแรงและฝนตกหนักมาก 2) ในเวลากลางคนื ถา๎ มองไมํเหน็ ดวงดาว ทอ๎ งฟูามแี สงสีแดง ลมสงบเปน็ สญั ญาณเตือนวํา ภายในคืนนี้จะมีพายุลมแรง และจะมฝี นตกหนกั มาก
3) เวลากลางวนั ในฤดรู ๎อน ถ๎าอากาศรอ๎ นอบอา๎ วติดตํอกันสองวนั พอเขา๎ วันทสี่ าม มเี มฆมากตามแนวขอบฟูา ลมสงบ ก๎อนเมฆใหญํขนึ้ สงู ขึน้ เรื่อย ๆ เปน็ สัญญาณเตือนวําตอนเยน็ จนถงึ ใกลค๎ ําจะมพี ายุฤดูร๎อน จะมฝี นฟูาคะนองรุนแรง มีฟูา แลบ ฟูารอ๎ ง ฟูาฝาุ ลมกระโชกแรง และอาจจะมีพายงุ วง ลงมาจากฐานเมฆ 4) ฤดรู ๎อนในตอนบาํ ย ถ๎ามีลมคํอนขา๎ งแรงพัดเขา๎ สูภํ เู ขาจนถงึ เยน็ เป็นสญั ญาณเตือนวํา คนื นจ้ี ะมีฝนตกหนัก 5) ฤดรู อ๎ นปีใด พบรงั ผง้ึ รงั มดแดง ทารงั บนยอดไม๎ เป็นสัญญาณเตือนวําในหน๎าฝนปีน้ันฝนจะน๎อย 6) ฤดูรอ๎ นปใี ด ไมํพบรงั นกบนต๎นไม๎ หรอื นกยา๎ ยไปทารังตามถ๎า ตามใตห๎ นา๎ ผา ซอกเหลือบหินบนภเู ขา เปน็ สัญญาณ เตอื นวาํ ฤดฝู นปนี ้ันจะมีพายุลมแรง ฝนตกหนกั มาก 7) ฤดรู ๎อนปีใด มดที่ขุดรอู าศัยใต๎ดนิ ขนเอาขุยดินข้นึ มาทาเป็นแนวกนั ดนิ กลม ๆ รอบรไู ว๎ เป็นสัญญาณวาํ ฤดูฝนปนี ้ี จะมี ฝนดี 8) ฤดูร๎อนปใี ด ต๎นทองกวาวออกดอกเต็มต๎น มะขามติดฝักดก ต๎นหวา๎ ลูกดกหญ๎าแพรกชอํ ยาวตน๎ ตรง เป็นสัญญาณวําฤดู ฝนปนี ้ีจะมีฝนดี 9) ในชวํ งฤดูฝน มดดาขนไขํ อพยพข้นึ ไปอยํูทีส่ ูง เป็นสัญญาณเตือนวําภายในสองวัน จะมีฝนตกหนักจนนา้ ทํวม 10) ฤดูฝน ถ๎าลงไปงมหอยในดินโคลนริมฝัง่ แมํน้า แล๎วพบวําหอยตาํ ง ๆ ยา๎ ยลงไปอยูใํ นแนวรอํ งนา้ ลกึ กลางแมนํ า้ เป็น สัญญาณเตือนวําปีน้ีน้าแลง๎ 11) ฤดฝู น ถ๎านกนางแอนํ มาเกาะเสาไฟฟาู สายไฟฟาู จานวนมากเป็นสัญญาณเตือนวาํ ในทะเลจะมพี ายุลมแรง 12) ฤดฝู น ถ๎านกปากหํางบนิ เปน็ ฝงู ใหญํ ๆ ลงมาอาศยั อยํูแถบจงั หวัดอยุธยา ปทุมธานี เป็นสญั ญาณเตือนวาํ อากาศ หนาวกาลังตามมาภายในหนงึ่ เดอื น 13) ฤดูฝนปใี ด มีนา้ ทวํ มใหญํ น้าทวํ มนาน แสดงวาํ ในฤดูหนาวจะมแี ผํนดนิ ยุบ ดนิ ถลํม 14) ฤดหู นาวปใี ดหนาวนาน จะบํงบอกวาํ ผลไม๎จะติดดอก ออกผลดก ปนี นั้ จะมฝี นดี นา้ ทําจะมาก 15) ฤดูหนาว หากปีใดฤดหู นาวจะหนาวเปน็ ชวํ งสน้ั ๆ เป็นสญั ญาณเตือนวาํ ปีนนั้ ฝนจะแล๎ง 16) ถา๎ สตั ว๑เลื้อยคลานหนอี อกมากจากรู หนูว่ิงไปมาวนํุ วาย ปลากระโดดออกจากบํอหรอื กระชัง เป็ด ไกบํ ินกระเจงิ หมู มา๎ กระโดดโลดเตน๎ อยากออกจากคอก บางทีก็กัดกัน นกบนิ แบบตืน่ ทําทางตระหนก บนิ กระเจิงหลงทิศไมํเปน็ ระเบยี บ สนุ ัขเหําหอน วงิ่ เขา๎ วิ่งออกจากบา๎ น ซ้าไปมา แมวว่ิงขน้ึ ต๎นไม๎อยํางหวาดกลวั บํอน้าพุร๎อนมรี ะดับนา้ สงู ข้นึ มากกวาํ ปกติ จนลน๎ และมีอุณหภมู ขิ องนา้ ร๎อนสูงขนึ้ จนมคี วันไอร๎อนชดั เจน อากาศทัว่ ไปร๎อนข้นึ อาจมเี สียงดงั คล๎ายฟูารอ๎ งหรอื เสยี ง เลื่อนลากวตั ถุที่มนี ้าหนกั มาก ๆ เปน็ สัญญาณเตือนวาํ จะเกดิ แผนํ ดนิ ไหวขนาดใหญํภายใน 24 ชั่วโมง 17) ถ๎าอยชํู ายฝัง่ ทะเลแล๎วรส๎ู กึ วําแผํนดิน หาดทรายส่นั สะเทือนจนมึนงงเหมือนเมารถ เมาเรือหรือเมาคลื่น เป็น สญั ญาณเตือนวาํ ไดเ๎ กิดแผนํ ดนิ ไหวขนาดใหญํใตท๎ ๎องทะเลข้ึนแล๎ว และหลังจากน้ันถ๎ามีปรากฏการณ๑นา้ ทะเลลดลงหําง จากฝ่งั ไปอยาํ งรวดเรว็ จนปลาเกยตื้นเพราะวําลงไปตามน้าไมทํ นั เปน็ สัญญาณเตือนวํา ผลจากการเกดิ แผํนดินไหวขนาด ใหญํ ใตท๎ ๎องทะเลนน้ั มีความรุนแรงมากพอทีจ่ ะทาใหเ๎ กดิ คลน่ื สึนามิ (คลืน่ ใตน๎ า้ ) และคล่ืนดังกลาํ วกาลงั จะเข๎าใกล๎ ชายหาดและกาลงั จะซดั ฝงั่ ภายในเวลาอนั ใกล๎ ให๎หนอี อกหํางจากฝ่ังทะเลใหไ๎ กลไมํนอ๎ ยกวาํ สองกิโลเมตร และต๎อง ตดิ ตามรอฟังขาํ วจากทางราชการจนแนํใจวาํ ปลอดภัยกํอนหรอื คอยจนกวาํ จะเลยสามช่วั โมงไปแลว๎ จงึ คอํ ยออกทะเล 2.5 พน้ื ทเี่ สย่ี งภยั ตํอการเกิดอุทกภยั ในอดีตประเทศไทยมปี าุ ไมท๎ ี่อุดมสมบูรณ๑ แตํจากการบุกรุก แผ๎วถางปาุ เพ่ือทาไรํเลอ่ื นลอย และการตัดไม๎เพ่อื การค๎าของ กลมํุ นายทนุ ทาให๎ปจั จบุ ันพื้นทป่ี ุาไม๎ลดน๎อยลงอยาํ งนําใจหาย และนับเปน็ สาเหตหุ นงึ่ ที่ทาให๎เกดิ อทุ กภยั หรือภัยจากน้า ทํวมขึน้ ประเทศไทยมโี อกาสเสยี่ งตํอการเกิดอทุ กภยั ได๎ แตํระดบั ความเส่ยี งจะมากนอ๎ ยเพยี งใดน้ัน ขน้ึ อยูํกบั องค๑ประกอบท่ีแตกตาํ งกันไปในแตลํ ะภูมภิ าค 2.5.1 พ้ืนทีล่ ํมุ นา้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การแบํงระดับพ้ืนทเ่ี ส่ียงตํอการเกิดอุทกภัยใน พืน้ ที่ลมํุ นา้ ของภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื พิจารณาจาก
1) พน้ื ท่เี สย่ี งอทุ กภัยระดับสงู กาหนดใหเ๎ ปน็ พน้ื ท่ที เ่ี กดิ อุทกภยั รุนแรงมากและทาความเสียหายตํอชวี ิตและทรัพย๑สิน ตลอดจนส่ิงกํอสรา๎ ง 2) พน้ื ที่เส่ยี งอุทกภยั ระดบั ปานกลาง กาหนดให๎เปน็ พืน้ ท่ีทีเ่ กดิ อุทกภัยรนุ แรงปานกลางและทาความเสยี หายตอํ ทรัพย๑สนิ ของประชาชนมากแตํไมํมกี ารสญู เสยี ชวี ติ 3) พื้นที่เสีย่ งอุทกภัยระดับต่า กาหนดใหเ๎ ปน็ พน้ื ที่ทเี่ กดิ อุทกภยั รุนแรงนอ๎ ยและทาความเสียหายตอํ ทรัพยส๑ ินของ ประชาชนไมมํ าก 4) พน้ื ทีไ่ มเํ สี่ยงอุทกภัย กาหนดให๎เป็นพืน้ ที่ท่เี กดิ อุทกภยั ไมรํ ุนแรงและไมํทาให๎สญู เสียชวี ติ และทรัพย๑สินของประชาชน 2.5.2 พื้นทีล่ มํุ นา้ ภาคใต๎ แบํงระดับพนื้ ที่เส่ียงตํอการเกิดอทุ กภัยสาหรบั พนื้ ท่ลี ํมุ นา้ ภาคใต๎พิจารณาจาก 1) พ้ืนท่เี ส่ียงจากดนิ โคลนไหลทบั ถม มักเป็นพน้ื ทบี่ ริเวณเชงิ เขาทนี่ ้าปุาไหลหลากพาดินโคลน หินต๎นไมล๎ งมาทบั ถม 2) พนื้ ทเ่ี สีย่ งจากน้าไหลหลาก เป็นพ้ืนท่ีถดั จากเชงิ เขาที่โคลนไหลมาทบั ถมคือ มีโคลนนอ๎ ยกวําและคํอนขา๎ งราบกวํา พื้นที่เชิงเขาแตํน้าปุาไหลหลากผํานไปอยาํ งรวดเรว็ พร๎อมทั้งมโี คลนบางสวํ นตกตะกอน 3) พ้นื ทเี่ สี่ยงจากน้าทํวมขัง เป็นพ้ืนทรี่ าบลมํุ ริมฝัง่ แมนํ า้ ตาปีและคลองพุมดวง จงั หวัดสรุ าษฏรธ๑ านี ซ่ึงระบายน้าลงสํู ทะเลไมํทนั 4) พน้ื ท่เี สีย่ งจากนา้ ทํวมซา๎ ซาก เปน็ พ้ืนท่ีทป่ี ระสบกบั นา้ ทํวมขังเป็นประจาเกือบทกุ ปี แตํอาจไมํทวํ มขังตลอดปหี รือ เกดิ ขน้ึ ปเี วน๎ ปีโดยเฉพาะอยาํ งยิ่งชํวงฤดูฝน 5) พ้ืนที่ชมุํ น้า เปน็ พืน้ ท่ีราบต่ามนี า้ ทํวมขังหรอื มสี ภาพชืน้ แฉะตลอดเวลา 2.6 ลักษณะภูมปิ ระเทศทเ่ี สยี่ งตํอการเกดิ อทุ กภยั มีดังนี้ 2.6.1 บริเวณทร่ี าบ เนนิ เขา จะเกิดอทุ กภัยแบบฉับพลนั นา้ ไหลบําอยํางรวดเร็วและมีพลงั ทาลายสงู ลักษณะแบบน้ี เรียกวาํ “น้าปุา” เกดิ ขึน้ เพราะมีนา้ หลากจากภูเขาอันเน่ืองจากมีฝนตกหนักบริเวณตน๎ น้า จึงทาใหเ๎ กิดน้าหลากทํวม ฉับพลัน 2.6.2 พ้ืนท่รี าบลมํุ ริมแมํน้าและชายฝ่ัง เป็นภัยพิบัตทิ ี่เกดิ ขึ้นช๎า ๆ จากนา้ ล๎นตล่งิ เมือ่ เกิดจะกินพ้นื ท่ีบรเิ วณกวา๎ ง น้า ทํวมเปน็ ระยะเวลานาน 2.6.3 บรเิ วณปากแมํน้า เปน็ อทุ กภยั ที่เกิดจากนา้ ที่ไหลจากทีส่ งู กวําและอาจจะมีนา้ ทะเลหนนุ ประกอบกบั แผนํ ดินทรุด จงึ ทาให๎เกิดน้าทํวมขังในทสี่ ุด เรื่อง ดินโคลนถลมํ ความหมายของดนิ โคลนถลมํ ดนิ โคลนถลมํ (landslide) คือปรากฏการณ๑ที่สวํ นของพ้ืนดิน ไมวํ ําจะเป็นกอ๎ นหนิ ดนิ ทราย โคลนหรอื เศษดนิ เศษต๎นไม๎ เกิดการไหล เลือ่ น เคล่ือน ถลมํ พังทลาย หรอื หลํนลงมาตามท่ีลาดเอียง อนั เน่ืองมาจากแรงดึงดดู ของโลก ในขณะท่ี สํวนประกอบของชัน้ ดนิ ความชื้นและความชํมุ น้าในดนิ ทาใหเ๎ กดิ การเสยี สมดลุ ดังน้ัน จึงอาจกลําวได๎วาํ ดนิ โคลนถลํม เปน็ ปรากฏการณห๑ รอื เปน็ ภยั ธรรมชาตขิ องการสึกกรํอนชนิดหนึ่งทกี่ อํ ให๎เกิดความ เสยี หายตอํ บรเิ วณพ้ืนท่ีท่ีเปน็ เนินสูงหรือภูเขาท่มี ีความลาดชนั มาก มกั เกิดในกรณีที่มฝี นตกหนักมากบริเวณภเู ขาและ ภเู ขานน้ั อมุ๎ นา้ ไวจ๎ นเกิดการอ่ิมตัวจนทาใหเ๎ กิดการพงั ทลาย เกิดการถลํมลงมาของกองดินหรอื โคลน ซง่ึ ถา๎ บรเิ วณนน้ั มี การต้ังบา๎ นเรือนอยํูกจ็ ะเกิดการสูญเสยี ทั้งชวี ิตและทรัพยส๑ นิ หรือบางครงั้ เกดิ จากการตดั ตน๎ ไมบ๎ นพืน้ ที่ภเู ขาและไหลํเขา เม่ือเกิดฝนตกหนักไมํมตี น๎ ไมใ๎ หญทํ จ่ี ะยดึ ดนิ ดินโคลนถลมํ มักเกดิ พร๎อมกบั น้าปุาไหลหลาก หรือตามมาหลังจากน้าปุาไหล หลากเกิดขนึ้ ในขณะหรือภายหลังพายุฝนตกหนักตอํ เน่ืองอยํางรุนแรง กลําวคือ เม่อื ฝนตกตอํ เน่ืองน้าซึมลงในดินอยําง รวดเรว็ เมอื่ ถงึ จดุ หนง่ึ ดินจะอ่ิมตัวชมํุ ดว๎ ยน้า ยงั ผลให๎น้าหนักของมวลดินเพ่ิมข้นึ
และแรงยึดเกาะระหวํางมวลดนิ ลดลง ระดบั น้าใตผ๎ วิ ดินเพิ่มสูงขึ้น ทาให๎แรงต๎านทานการเลอ่ื นไหลของดนิ ลดลง จงึ เกดิ การเล่ือนไหลของตะกอนมวลดินและหิน ภาพดินโคลนถลํม ท่ี อาเภอน้าปาด จ.อตุ รดิตถ๑ ในเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2554 ความร๎ทู ว่ั ไปเกย่ี วกบั ดนิ โคลนถลํม 2.1 ประเภทของดนิ โคลนถลมํ ดนิ โคลนถลํม มีองคป๑ ระกอบหลายอยําง ท้ังจากสวํ นประกอบของดิน ความเร็วกลไกในการเคลอ่ื นท่ี ชนิดของตะกอน รปู รํางของรอยดนิ ถลมํ ปริมาณของนา้ ทเี่ ข๎ามาเกย่ี วข๎องในกระบวนการดินโคลนถลมํ และสาเหตตุ ําง ๆ ทีท่ าใหเ๎ กดิ ดิน โคลนถลํม ดินโคลนถลมํ มี 5 ประเภทใหญํ ๆ ดงั นี้ 2.1.1 การถลมํ แบบรวํ งหลนํ มกั จะเป็นก๎อนหินท้งั ก๎อนใหญํและก๎อนเลก็ ลักษณะอาจตกลงมาตรง ๆ หรอื ตกแลว๎ กระดอนลงมาหรืออาจกลง้ิ ลงมาตามลาดเขาก็ได๎ ภาพจาลองลกั ษณะการถลมํ แบบรวํ งหลํน เปรยี บเทียบภาพถํายการถลมํ ของหินรํวงหลํนท่ีเคลียร๑ครีกแคนยอน รฐั โคโลราโด สหรฐั อเมริกาในปี ค.ศ.2005 (ภาพถาํ ยโดย หนวํ ยสารวจทางธรณวี ิทยารัฐโคโลราโด คัดลอกจากหนงั สือ The Landslide Handbook - A Guide to Understanding Landslides) 2.1.2 การถลมํ แบบล๎มควา่ มกั จะเกิดกับหินที่เป็นแผนํ หรือเปน็ แทํงหนิ ทแี่ ตกและล๎มลงมา
ภาพจาลองลกั ษณะการถลมํ แบบล๎มคว่า (Topples) เปรียบเทยี บกบั ภาพถํายการถลํมของหนิ ท่ี ฟร๎อทเซนต๑จอห๑นบริติชโคลมั เบียแคนาดา (ภาพถาํ ยโดย GBianchiFasanจากหนังสอื The Landslide Handbook - A Guide to Understanding Landslides) 2.1.3 การถลมํ แบบการเล่ือนไถล เป็นการเคล่ือนตัวของดินหรือหินจากที่สูงไปสูทํ ่ีลาดตา่ อยํางช๎า ๆ แตหํ ากถงึ ท่ีที่มีนา้ ชํุม หรือพนื้ ที่ท่มี คี วามลาดชนั สงู การเคลอื่ นท่อี าจเร็วขึ้น ภาพจาลองลกั ษณะการเลื่อนไถลแบบแนวระนาบ(Translation slide) เปรียบเทียบกบั ภาพถํายการเลอ่ื นไถลที่ อ.ทาํ ปลา จ.อุตรดิตถ๑ ซึ่งเกดิ จากกระแสนา้ กดั เซาะบรเิ วณตีนของลาดเขา (ภาพจาลองคดั ลอกจากหนังสือ The Landslide Handbook - A Guide to Understanding Landslides) (ภาพถํายโดย ประดษิ ฐ๑ นูเลคัดลอกจากเวบ็ ไซต๑ กรมทรัพยากรธรณี) 2.1.4 การไหลของดนิ (Flows) เกดิ จากดนิ ชุํมน้ามากเกินไป ทาให๎เกดิ ดินโคลนไหลลงมาตามที่ลาดชนั โดยการไหลของ ดนิ แบบนี้ ดินไหลอาจพัดพาเศษทรายตน๎ ไม๎ โคลน หรอื แม๎นกระทั่งก๎อนหินเล็ก ๆ ลงมาด๎วยและหากการไหลของดนิ พดั ผาํ นเขา๎ มา หมบูํ า๎ นกอ็ าจทาใหเ๎ กิดความเสยี หายรา๎ ยแรงได๎ ภาพจาลองลกั ษณะตะกอนไหล เปรียบเทยี บกับภาพถํายความเสยี หาย ทีเ่ มือง Caraballeda ประเทศเวเนซูเอลาํ ในปี พ.ศ.2545 (ภาพถํายโดย L.M. Smith, WaterwaysExperiment Station, U.S. Army Corps of Engineers คดั ลอกจากหนงั สือ The Landslide Handbook - A Guide to Understanding Landslides)
2.1.5 การถลมํ แบบแผอํ อกไปดา๎ นข๎าง (Lataral Spreading) มกั เกิดในพ้ืนที่ท่ีลาดชันน๎อยหรอื พ้นื ทคี่ ํอนข๎างราบโดย เกดิ จากดินที่ชุํมนา้ มากเกินไปทาใหเ๎ นอ้ื ดินเหลว และไมเํ กาะตัวกนั จนแผตํ ัวออกไปด๎านข๎าง ๆ โดยเฉพาะด๎ายที่มคี วาม ลาดเอยี งหรอื ต่ากวํา ภาพจาลองลกั ษณะการแผอํ อกไปดา๎ นข๎าง (Lateral spreading) เปรยี บเทยี บกบั ภาพถาํ ยความเสียหายของถนนจาก แผํนดินไหวทโ่ี ลมาพรีเอตาแคลฟิ อรเ๑ นยี สหรัฐอเมริกา เมอ่ื ปี ค.ศ. 1989ซงึ่ มลี กั ษณะการเคลื่อนตวั แบบแผํออกไปดา๎ นขา๎ ง (ภาพถาํ ยโดย Steve Ellen คดั ลอกจากหนังสือ The Landslide Handbook - A Guide to Understanding Landslides) 2.2 สาเหตแุ ละปจั จยั การเกดิ ดนิ โคลนถลมํ การเกดิ ดินโคลนถลมํ เกดิ จากการที่พื้นดนิ หรอื สํวนของพืน้ ดนิ เคล่ือน เล่ือนตกหลํน หรอื ไหลลงมาจากท่ีลาดชนั หรอื ลาด เอยี งตํางระดับตามแรงดึงดูดของโลกตามแนวบริเวณฝ่ังแมํน้าและชายฝง่ั ทะเลหรอื มหาสมทุ ร รวมถึงบรเิ วณใต๎มหาสมุทร 2.2.1 สาเหตุหลกั ที่ทาให๎เกิดดินโคลนถลํม มี 2 สาเหตุ คอื 1) สาเหตุท่ีเกิดตามธรรมชาติ เชนํ - โครงสรา๎ งของดนิ ท่ีไมํแขง็ แรง - พื้นท่ีมคี วามลาดเอียงและไมํมีตน๎ ไมย๎ ึดหนา๎ ดิน - การเกดิ เหตุการณฝ๑ นตกหนักและตกนาน ๆ - ฤดูกาลโดยเฉพาะฤดูฝนสวํ นสาคัญทาให๎เกิดการอํอนตวั และดินถลมํ - ความแห๎งแลง๎ และไฟปาุ ทาลายต๎นไม๎ยึดหนา๎ ดนิ - การเกดิ แผนํ ดนิ ไหว - การเกิดคลน่ื สึนามิ - การเปลีย่ นแปลงของน้าใต๎ดิน - การกดั เซาะของฝ่งั แมนํ ้าหรือฝั่งทะเล - ภเู ขาไฟระเบิดในบรเิ วณที่ภเู ขาไฟยงั ไมสํ งบ 2) สาเหตุท่เี กดิ จากการกระทาของมนุษย๑ - การขดุ ไหลเํ ขาทาให๎ไหลํเขาชนั มากขนึ้ - การดูดทรายจากกน๎ แมํน้าลาคลองทาใหแ๎ มํน้าลาคลองลกึ ลง ตล่ิงชนั มากขึน้ ทาให๎ดินถลมํ ได๎ - การขดุ ดนิ ลกึ ๆ ในการกํอสรา๎ งอาจทาให๎เกิดดนิ ด๎านบนโดยรอบเคลื่อนตวั ลงมายงั หลมุ ที่ขดุ ได๎ - การบดอัดดนิ เพ่ือการกํอสรา๎ งก็อาจทาใหด๎ ินข๎างเคยี งเคลื่อนตวั
- การสบู นา้ ใต๎ดนิ นา้ บาดาลทม่ี ากเกนิ ไปทาใหเ๎ กิดโพรงใตด๎ ินหรอื การอดั น้าลงในดนิ มากเกนิ ไปก็ทาให๎โครงสร๎างดินไมํ แข็งแรงได๎ - การถมดินบนสนั เขากเ็ ป็นการเพ่ิมน้าหนักใหด๎ นิ เมือ่ มีฝนตกหนกั อาจทาให๎ดินถลมํ ได๎ - การตัดไม๎ทาลายปุาทาให๎ไมํมตี ๎นไม๎ยึดเกาะหน๎าดิน - การสรา๎ งอํางเก็บน้าบนภเู ขา กเ็ ป็นการเพม่ิ น้าหนกั บนภูเขาและยังทาให๎นา้ ซึมลงใต๎ดินจนเสียสมดุล - การเปลี่ยนทางนา้ ตามธรรมชาติ ทาใหร๎ ะบบน้าใต๎ดินเสยี สมดลุ - น้าทิง้ จากอาคารบา๎ นเรือน สวนสาธารณะ ถนนหนทาง บนภูเขา - การกระเทือนอยาํ งรนุ แรง เชนํ การระเบดิ หนิ การระเบดิ ดนิ การขุดเจาะนา้ บาดาล การขุดดนิ เพื่อสร๎างอาํ งเกบ็ น้า เข่อื น ฝายก้นั นา้ เปน็ ตน๎ 2.2.2 ปจั จยั ที่มีผลตอํ การเกิดดนิ โคลนถลมํ ดนิ โคลนถลมํ ที่เกิดขึน้ ในประเทศไทยเกิดจากปจั จัยหลัก 4 ประการ ดงั น้ี(คณะสารวจพ้นื ทีเ่ กดิ เหตุดินถลํมภาคเหนือ ตอนลาํ ง, 2550) 1) สภาพธรณวี ทิ ยาโดยปกตชิ นั้ ดินที่เกดิ การถลํมลงมาจากภูเขา เป็นชั้นดนิ ทเี่ กิดจากการผุกรอํ นของหนิ ใหเ๎ กดิ เป็นดนิ ซง่ึ ขึน้ อยกูํ ับชนิดของหนิ และโครงสร๎างทางธรณีวิทยา 2) สภาพภมู ปิ ระเทศสภาพภูมปิ ระเทศท่ีทาให๎เกดิ ดินถลํมไดง๎ าํ ย ไดแ๎ กํ ภูเขาและพ้ืนที่ที่มีความลาดชันสูง หรอื มีทางน้า คดเคยี้ วจานวนมาก นอกจากนั้นยังพบวาํ ลักษณะภูมิประเทศทเี่ ปน็ รํองเขาด๎านหน๎ารับน้าฝน และบรเิ วณทเี่ ป็นหบุ เขา กว๎างใหญํสลับซับซ๎อนแตมํ ลี าน้าหลกั เพียงสายเดยี ว จะมีโอกาสเกิดดินโคลนถลํมไดง๎ ํายกวําบรเิ วณอืน่ ๆ 3) ปรมิ าณนา้ ฝนดินโคลนถลํมจะเกิดขน้ึ เมื่อฝนตกหนักหรือตกตํอเนื่องเปน็ เวลานาน น้าฝนจะไหลซมึ ลงไปในชนั้ ดนิ จนกระทั่งชนั้ ดินอิ่มตวั ดว๎ ยนา้ ทาให๎ความดันของน้าในดนิ เพ่ิมขึน้ เปน็ การเพ่ิมความดนั ในชอํ งวํางของเมด็ ดิน ดนั ให๎ดินมี การเคล่ือนทีล่ งมาตามลาดเขาไดง๎ ํายขน้ึ และนอกจากนี้แล๎วนา้ ท่เี ข๎าไปแทนทชี่ ํองวาํ งระหวํางเม็ดดินทาให๎แรงยึดเกาะ ระหวาํ งเมด็ ดนิ ลดน๎อยลง สงํ ผลใหด๎ ินมีกาลังรบั แรงต๎านทานการไหลของดินลดลง 4) สภาพสิ่งแวดลอ๎ มสภาพส่งิ แวดลอ๎ มทเี่ ปลยี่ นแปลงไป อาจทาให๎เกดิ ดินโคลนถลํมได๎ โดยพบวําพืน้ ที่ทเ่ี กิดดินโคลนถลํม มักเป็นพืน้ ทภี่ ูเขาสงู ชนั ทม่ี ีการเปล่ยี นแปลงการใชป๎ ระโยชนท๑ ด่ี นิ ในรูปแบบตําง ๆ เชํน - พื้นทีต่ ๎นนา้ ลาธาร ปาุ ไม๎ ถูกทาลายในหลาย ๆ จุด - การบุกรกุ ทาลายปุาไม๎เพื่อทาไรแํ ละทาการเกษตรบนทสี่ ูง - รปู แบบการทาเกษตร เชนํ การเปลยี่ นแปลงสภาพปุาเป็นสวนยางพาราโดยเฉพาะพวกต๎นยางทยี่ งั มีขนาดเลก็ อยูํ และ การปลกู ยางถงุ ซ่ึงรากแกว๎ ไมํแขง็ แรง - การใช๎ประโยชนท๑ ด่ี นิ การตัดถนนผํานไหลํเขาสงู ชัน หรือการตดั ไหลํเขาสรา๎ งบ๎านเรือน - การปลกู สรา๎ งส่ิงกํอสรา๎ งกดี ขวางทางน้า เชํน สะพานทมี่ เี สาสะพานอยูใํ นทางนา้ 2.3 ผลกระทบทเี่ กดิ จากดินโคลนถลํม การเกิดเหตุการณด๑ ินโคลนถลํม สามารถสรา๎ งความเสียหายไดอ๎ ยาํ งมาก โดยเฉพาะถา๎ เกิดขึ้นบริเวณใกล๎กับชมุ ชนทม่ี ผี ู๎คน อาศยั อยูํจานวนมาก ซึ่งผลกระทบตามมาจากการเกดิ ดนิ โคลนถลํมทาใหเ๎ กดิ ความเสยี หายในด๎านหลกั ๆ 3 ดา๎ น ได๎แกํ ผลกระทบทางดา๎ นสิง่ แวดล๎อม ดา๎ นเศรษฐกจิ และสังคม ตลอดจนด๎านสขุ ภาพอนามัย และจิตใจของผู๎ประสบภยั สรุปได๎ ดังนี้ 2.3.1 ผลกระทบด๎านสงิ่ แวดล๎อม - เปน็ การเรํงให๎หน๎าดนิ ถูกชะลา๎ ง พงั ทลายเพิ่มขึ้น เม่ือมาก ๆ เขา๎ ปาุ จะขาดความอุดมสมบรู ณ๑ ต๎นน้าจะถกู ทาลาย ตามมา เกดิ ภาวะแห๎งแลง๎ เพ่ิมขน้ึ - ปุาลดลง สตั ว๑ปุาก็ลดลง ระบบนิเวศน๑กจ็ ะเสยี สมดุล - เกิดการเปล่ียนแปลงของภูมิประเทศ จากการพงั ทลาย การถูกทบั ถมด๎วยก๎อนหนิ กรวด ทราย - สายนา้ เปลย่ี นทศิ ทาง เนือ่ งจากถูกกดี ขวางจากตะกอนมหึมาท่ที บั ถมปิดเส๎นทางการไหลของนา้ เปน็ ต๎น
2.3.2 ผลกระทบด๎านเศรษฐกิจ และสังคม - ประชาชนผ๎ปู ระสบเหตแุ ผนํ ดินโคลนถลมํ ไดร๎ ับบาดเจ็บ และเสยี ชีวติ - ท่อี ยอํู าศยั สง่ิ ปลูกสรา๎ งเสยี หาย ทาให๎เปน็ ผไู๎ ร๎ท่ีอยํูอาศยั - สัตวเ๑ ล้ียงล๎มตายและสญู หาย - พ้นื ทท่ี ากินและพืชผลทางการเกษตรเสยี หาย - เส๎นทางคมนาคมถูกตดั ขาด สาธารณูปโภคตาํ ง ๆ ใชก๎ ารไมไํ ด๎ - เสียงบประมาณในการรักษาการเจ็บปุวย - เสยี งบประมาณในการฟนื้ ฟูความเป็นอยํู หรืออพยพโยกย๎ายท่ีอยูํอาศยั เพื่อให๎กลับมาดาเนนิ ชวี ิตตอํ ไปได๎ 2.3.3 ผลกระทบด๎านสขุ ภาพอนามัย - ระบบสาธารณปู โภคเสยี หาย อาจเกิดการระบาดของโรคตาํ ง ๆ เกิดการบาดเจบ็ ปุวยไข๎ ทุพพลภาพ - ผป๎ู ระสบภยั มีปัญหาสขุ ภาพจิต หวาดวติ ก เครยี ด ซึมเศร๎า สํงผลตํอสขุ ภาพกายตามมา 2.4 สญั ญาณบอกเหตุกํอนเกดิ ดนิ โคลนถลมํ 2.4.1 มีฝนตกหนักถึงหนักมากตลอดทัง้ วนั 2.4.2 ระดับนา้ ในแมํน้าลาห๎วยเพม่ิ สูงขนึ้ อยาํ งรวดเรว็ ผิดปกติ .4.3 สีของน้ามสี ีขุํนมากกวําปกติ เปลยี่ นเป็นเหมือนสดี นิ ภูเขา 2.4.4 มีกง่ิ ไม๎หรือทํอนไม๎ไหลมากับกระแสนา้ 2.4.5 เกดิ ชอํ งทางเดนิ นา้ แยกขึน้ ใหมํหรือหายไปจากเดิมอยาํ งรวดเรว็ 2.4.6 เกิดรอยแตกบนถนนหรอื พ้ืนดนิ อยํางรวดเร็ว 2.4.7 ดินบริเวณฐานรากของตกึ หรือส่ิงกํอสรา๎ งเกดิ การเคลอื่ นตัวอยาํ งกะทนั หนั 2.4.8 โครงสร๎างตาํ ง ๆ เกดิ การเคล่ือนหรอื ดนั ตัวข้นึ เชนํ ถนน กาแพง เปน็ ต๎น 2.4.9 ตน๎ ไม๎ เสาไฟ ร้วั หรือกาแพง เอียงหรือลม๎ ลง 2.4.10 ทํอน้าใตด๎ นิ แตกหรอื หกั อยํางฉบั พลัน 2.4.11 ถนนยุบตวั ลงอยํางรวดเรว็ 2.4.12 เกิดรอยแตกรา๎ วขน้ึ ทีโ่ ครงสรา๎ งตาํ ง ๆ เชํน รอยแตกท่ีกาแพง 2.4.13 เห็นรอยแยกระหวาํ งวงกบกบั ประตหู รอื ระหวํางวงกบกับหน๎าตํางทข่ี ยายใหญขํ นึ้ 2.5 พ้ืนทเี่ สยี่ งภยั ตํอการเกิดดนิ โคลนถลมํ 2.5.1 พ้ืนทท่ี ี่มีโอกาสเกิดภยั ดินโคลนถลมํ หมายถงึ พ้นื ท่ีและบริเวณท่ีอาจจะเร่ิมเกิดการเล่ือนไหลของตะกอนมวลดิน และหนิ ท่ีอยํูบนภเู ขาสํูท่ตี ่าในลาหว๎ ยและทางนา้ ขณะเมื่อมีฝนตกหนกั อยํางตํอเนื่อง ลกั ษณะของพืน้ ทเ่ี สี่ยงภยั ดนิ โคลน ถลํม มีข๎อสังเกตดังน้ี - พน้ื ที่ลาดเชิงเขาหรือบริเวณท่ลี ํุมใกล๎เชงิ เขาทม่ี ีการพังทลายของดนิ สูง - พ้ืนทเ่ี ป็นภเู ขาสงู ชนั หรอื หน๎าผาที่เปน็ หนิ ผุพังงํายและมีช้ันดนิ หนาจากการผุกรอํ นของหนิ - พ้ืนท่ีทเ่ี ปน็ ทางลาดชัน เชนํ บรเิ วณถนนที่ตดั ผํานหบุ เขา บริเวณลาหว๎ ยบริเวณเหมอื งใต๎ดินและเหมืองบนดนิ - บรเิ วณท่ดี นิ ลาดชันมากและมหี นิ กอ๎ นใหญํฝังอยูํในดนิ โดยเฉพาะบรเิ วณทีใ่ กลท๎ างน้า เชํน หว๎ ย คลอง แมํนา้ - ท่ีลาดเชงิ เขาทม่ี ีการขดุ หรือถม - พน้ื ท่ีตน๎ น้าลาธารทีม่ ีการทาลายปุาไมส๎ งู ชัน้ ดินขาดรากไมย๎ ึดเหน่ียว - เปน็ พน้ื ท่ีที่เคยเกดิ ดินถลมํ มากํอน - พนื้ ทีส่ งู ชนั ไมํมีพืชปกคลมุ - บริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงความลาดชนั ของช้นั ดินอยํางรวดเรว็ ซ่งึ มสี าเหตมุ าจากการกํอสรา๎ ง - บรเิ วณพน้ื ทีล่ าดตา่ แตชํ ั้นดินหนาและชั้นดินอ่ิมตวั ดว๎ ยนา้ มาก
.5.2 หมํูบา๎ นเสี่ยงภัยดินโคลนถลมํ หมายถึง หมํบู า๎ นหรอื ชมุ ชนทีต่ ัง้ อยํูใกล๎เคยี งลาหว๎ ยตามลาดเชิงเขา และทลี่ ุมํ ทีอ่ ยตูํ ิด หรอื ใกล๎เขาสงู อาจจะได๎ผลกระทบจากการเลื่อนไหลของตะกอนมวลดินและหนิ ปริมาณมากท่ีมาพร๎อมกบั นา้ ตามลาห๎วย จากทสี่ ูงชนั ลงมาสูํหมบํู า๎ นหรือชุมชนท่ีตงั้ อยูํ โดยลกั ษณะที่ตง้ั ของหมูํบา๎ นเสีย่ งภยั ดินโคลนถลํม มีข๎อสงั เกตไดด๎ ังน้ี - อยํตู ิดภูเขาและใกลล๎ าหว๎ ย - มรี ํองรอยดินไหลหรือเล่ือนบนภเู ขา มรี อยแยกของพนื้ ดินบนภเู ขา - อยํบู นเนนิ หนา๎ หบุ เขาและเคยมีดินโคลนถลมํ มากํอน - มีน้าปาุ ไหลหลากและน้าทํวมบอํ ย - มกี องหนิ เนนิ ทรายปนโคลนและตน๎ ไมใ๎ นหว๎ ยหรือใกล๎หมํบู า๎ น - พ้นื หว๎ ยจะมีก๎อนหนิ ขนาดเลก็ และใหญปํ นกนั ตลอดท๎องน้า จากการสารวจเก็บข๎อมูลทางธรณวี ิทยาโดยกรมทรัพยากรทางธรณี พบวาํ พ้นื ทเ่ี สี่ยงภยั ดนิ โคลนถลมํ ใน 51 จงั หวัด 323 อาเภอ 1,056 ตาบล 6,450 หมบํู า๎ นทัว่ ประเทศและพื้นทีเ่ ส่ียงภัยในระดับสูงสดุ 17 จงั หวัดเปน็ จังหวัด ท่อี ยํูในพ้นื ที่ภาคใต๎ 7 จงั หวดั ไดแ๎ กํ จงั หวดั ระนอง ชุมพรกระบี่ สุราษฎรธ๑ านี นครศรธี รรมราช พทั ลงุ ตรงั และ ภาคเหนอื 10 จงั หวัด ไดแ๎ กํ จงั หวดั แมํฮํองสอน เชยี งราย เชียงใหมํ นําน ลาพนู ลาปาง พะเยา แพรํ อตุ รดติ ถ๑ และตาก
แผนจดั กระบวนการเรียนร๎ู วชิ าการเรยี นรส๎ู ภ๎ู ัยธรรมชาติ 3 รหัส สค32032 ร มาตรฐานที่ 5.1 มคี วามรคู๎ วามเขา๎ ใจและตระหนักเกี่ยวกับภูมิศาสตร๑ ป และนามาปรบั ใชใ๎ นการดาเนินชวี ติ เพ กศน.ตาบลวงั โบสถ๑ กศน.อาเภอหนองไผํ สา วัน / เดือน /ปี เร่ือง/สาระสาคัญ ผลการเรียนร๎ูทคี่ าดหว ครง้ั ที่ 16 แผํนดินไหว 1. อธิบายความหมายของ 23 กนั ยายน เรื่องที่ 1 ความหมายของแผํนดินไหว แผํนดินไหว และสนึ ามิ ๒๕๖๔ เร่ืองท่ี 2 ลกั ษณะการเกิดแผํนดินไหว 2. บอกประเภทของวาตภัย เรอ่ื งท่ี 3 สถานการณแ๑ ผํนดนิ ไหวใน 3. บอกสาเหตุและปัจจัยกา ประเทศไทยและประเทศตาํ ง ๆ ในโลก แผนํ ดนิ ไหว และสึนามิ เรือ่ งท่ี 4 แนวทางการปูองกันและการ 4. บอกผลกระทบท่ีเกดิ จาก แก๎ไขปญั หาผลกระทบทเี่ กดิ จาก แผนํ ดินไหว และสึนามิ แผํนดินไหว 5. ตระหนักถึงภยั และผลกร สนึ าม.ิ ..ภยั ร๎ายท่นี ํากลวั ที่เกิดจาก แผํนดนิ ไหว และ เรอ่ื งที่ 1 มารูจ๎ กั สึนามิกันเถอะ 6. บอกพ้ืนทเี่ ส่ยี งภัยตํอการ 1.1 ความหมายของสึนามิ แผนํ ดนิ ไหว และสนึ ามิใน 1.2 ขอ๎ แตกตํางระหวํางคล่ืนสึนามิและ ประเทศไทย คล่ืนธรรมดา 7. บอกสญั ญาณบอกเหตุก เรอ่ื งท่ี 2 สึนาม…ิ ภยั ธรรมชาติท่ีตอ๎ ง ดินโคลนถลํม และสนึ ามิ ระวัง 2.1 สาเหตุและปัจจยั การเกดิ สนึ ามิ 2.2 สงิ่ บอกเหตุกํอนเกิดสึนามิ 2.3 ผลกระทบท่ีเกดิ จากสึนามิ 2.4 พืน้ ที่เสย่ี งภยั ในการเกิดสึนามิ
ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564 ประวัติศาสตรเ๑ ศรษฐศาสตร๑ การเมืองการปกครองในโลก พ่อื ความมนั่ คงของชาติ านักงาน กศน.จังหวดั เพชรบรู ณ๑ วัง กจิ กรรมการเรียนรู๎ ส่อื /แหลงํ เรยี นร๎ู การวดั ผลประเมนิ ผล 1.นาเข๎าสบํู ทเรียน -สอ่ื แบบเรียน ตาม -ใบงาน/ใบกิจกรรม ผ๎ูสอนพูดคยุ ถึง รายวิชา -สมุดบนั ทกึ การ ย ชวี ิตประจาวนั ของผเ๎ู รียน -ใบความร๎ู เรียนรู๎ ารเกดิ เกยี่ วกับสภาพอากาศใน -ใบงาน/ใบกจิ กรรม -แบบทดสอบ ปจั จุบนั - สือ่ วีดทิ ัศน๑เว็บไซต๑ ก 2.ข้นั ดาเนนิ การจดั กจิ กรรม ในอินเทอรเ๑ น็ต - ศึกษาเอกสารใบความรู๎ เก่ียวกบั ภยั ระทบ - ทาใบงาน/ ใบกิจกรรม ธรรมชาติ ะสนึ ามิ - ทาแบบทดสอบ การเกิดแผนํ ดินไหว รเกิด 3.ขั้นวัดผล/ประเมินผล และคลนื่ สนึ ามิ - ตรวจ /เฉลย ใบงาน / ใบ กจิ กรรม กํอน ประกอบการอธบิ าย เพ่มิ เติม โดยให๎ผูเ๎ รยี นมสี วํ นรํวม 4.ขน้ั มอบหมายภารกิจ -จัดทาบันทกึ การเรียนรู๎ - ทารายงาน
เร่อื ง แผนํ ดนิ ไหว เร่อื งท่ี 1 ความหมายของแผนํ ดินไหว พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พทุ ธศักราช 2542 ได๎ใหค๎ วามหมายของ แผนํ ดนิ ไหว หมายถึง การสนั่ สะเทือนของแผํนดนิ ทรี่ ๎ูสึกได๎ ณ บรเิ วณใดบริเวณหนง่ึ บนผิวโลก สวํ นใหญํเกดิ จากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกทรี่ องรับผิวโลกอยํู บางคร้ังเกดิ จากภเู ขาไฟระเบดิ แผนํ ดนิ ไหว (Earthquakes) เปน็ ปรากฏการณธ๑ รรมชาตซิ ึ่งเกิดจากการเคลื่อนตวั โดยฉบั พลนั ของเปลือกโลก การเกดิ แผนํ ดินไหวสวํ นใหญํมกั เกดิ ขน้ึ ตรงบรเิ วณขอบของแผนํ เปลือกโลกอันเปน็ ผลสบื เน่อื งมาจากช้ันหนิ หลอมละลายที่อยูํภายใตเ๎ ปลือกโลกไดร๎ ับพลงั งานความร๎อนจากแกนโลก และลอยตัวผลกั ดันให๎เปลอื กโลกซ่ึง อยดูํ า๎ นบนเคล่ือนที่ในทศิ ทางตําง ๆ กนั พร๎อมกบั สะสมพลังงานไว๎ภายในบรเิ วณขอบของแผนํ เปลือกโลก ทาให๎ แผํนเปลือกโลกชนและเสยี ดสีกนั หรือแยกออกจากกัน นอกจากนั้นพลงั ที่สะสมในเปลือกโลกจะถูกสํงผํานไปยงั บริเวณรอยร๎าวของหินใต๎พน้ื โลกหรือท่เี รยี กวาํ “รอยเลอ่ื น” เมอ่ื ระนาบของรอยเลื่อนท่ีประกบกนั อยูํได๎รับ แรงอัดมาก ๆ ก็จะทาใหร๎ อยเล่อื นมีการเคลอื่ นตวั อยํางฉบั พลนั ก็สามารถเกดิ แผนํ ดินไหวได๎ ภาพจาลองจดุ ศนู ย๑เกดิ แผํนดินไหว ท่ีมา ศูนยก๑ ารเรยี นร๎ูวทิ ยาศาสตร๑และดาราศาสตร๑ เข๎าถึงได๎ที่ http://www.lesa.biz/earth/lithosphere/geological-phenomenon/earthquake/seismic- waves จดุ ศนู ยเ๑ กดิ แผนํ ดนิ ไหว (focus) มกั เกิดตามรอยเล่ือนอยํูในระดบั ความลึกตําง ๆ ของผิวโลก สํวนจดุ ท่ีอยํใู น ระดบั สงู ขึ้นมาที่ตาแหนงํ ของผิวโลก เรยี กวํา “จดุ เหนอื ศนู ยเ๑ กดิ แผนํ ดนิ ไหว” (Epicenter) การสั่นสะเทือน หรือแผํนดนิ ไหวนีจ้ ะถกู บนั ทึกดว๎ ยเครื่องมือที่เรียกวํา “ไซสโม มเิ ตอร”๑ (Seismometer) และการศกึ ษา แผนํ ดนิ ไหวและคลนื่ ส่นั สะเทือนท่ีถูกสํงออกมาจะเรียกวาํ “วิทยาแผนํ ดนิ ไหว” (Seismology) เร่ืองที่ 2 ลกั ษณะการเกดิ แผนํ ดินไหว 2.1 สาเหตกุ ารเกดิ แผนํ ดนิ ไหว แผนํ ดนิ ไหวเป็นปรากฏการณท๑ างธรรมชาติท่ีมีสาเหตุของการเกดิ แบงํ ได๎เป็น 2 ลักษณะ ดงั นี้ 2.1.1 กระบวนการเปลยี่ นแปลงตามธรรมชาติ เชํน 1) การเคลื่อนท่ีของแผนํ เปลือกโลก (Tectonic Earthquake) 2) ภเู ขาไฟระเบดิ (Volcano Eruption) 3) การยบุ ตัวหรือพงั ทลายของโพรงใตด๎ ิน (Implosion) 4) การสน่ั สะเทือนจากคลน่ื มหาสมุทร (Oceanic Microseism)
2.1.2 การกระทาของมนษุ ย๑ ทาใหเ๎ กิดแผนํ ดินไหวได๎ทัง้ ทางตรงและทางอ๎อม เชนํ การทาเหมอื ง การสร๎าง อาํ งเก็บนา้ หรอื การสรา๎ งเข่ือนใกล๎รอยเล่ือน การทางานของเครอื่ งจักรกลการจราจร และการเก็บขยะ นิวเคลียรไ๑ ว๎ใต๎ดิน การทดลองระเบิดปรมาณู การระเบิดพื้นที่เพ่ือสารวจวางแผนกอํ นสร๎างเขอื่ น เป็นตน๎ พืน้ ท่ที ี่มกี ารระเบิดหินและพ้ืนทส่ี รา๎ งเข่อื นหลายแหงํ เป็นสาเหตหุ น่งึ ของการเกิดแผํนดินไหว พน้ื ท่ที ่ีมกี ารทาเหมืองในระดับลึกเปน็ อีกสาเหตหุ นง่ึ ของการเกดิ แผนํ ดินไหว สาเหตขุ องการเกดิ แผนํ ดนิ ไหวทสี่ บื เนอ่ื งจากการเคลอื่ นตวั ของแผนํ เปลอื กโลก แผนํ ดนิ ไหวเกดิ ขึ้นจากการเคล่ือนตัวของแผนํ เปลอื กโลก ท่ีเหมือนลอยอยเูํ หนือของเหลวเพราะในชนั้ ใตเ๎ ปลอื ก โลกยงั คงร๎อนขนาดหลอมละลายเป็นเเมก็ มา และเคล่ือนไหว (หรือไหล) ไปในทิศทางแตกตํางกนั การ เคลอื่ นไหวของแมก็ มานี่เองท่ีทาใหแ๎ ผํนเปลือกโลกซ่ึงไมํได๎ตํอสนทิ เปน็ แผนํ เดยี วกนั แตมํ ีรอยแยก แบํงเป็นแผํน เปลอื กโลกขนาดใหญมํ ากมายเคลอ่ื นไหวตามไปดว๎ ยในทิศทางที่แตกตํางกนั การเคลอ่ื นตวั ในทิศทางท่ีแตกตาํ ง กนั ของแผํนเปลือกโลกนีเ่ อง ทที่ าใหแ๎ ผํนเปลือกโลกแตลํ ะแผํนเกิดชนกนั หรือแยกออกจากกัน กลายเป็น “รอยเลอื่ น” ขึน้ มาหลายรูปแบบ แตํละรปู แบบสามารถกํอให๎เกิดแผนํ ดนิ ไหวขน้ึ ได๎
ชนดิ ของการเกิดแผนํ ดนิ ไหว (ภาพจาก http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news) การเคลอื่ นตัวของแผนํ เปลือกโลกหากมอี ุปสรรคขัดขวางดา๎ นใดดา๎ นหนึง่ หรือท้งั 2 ดา๎ นของรอยเลือ่ นก็จะทา ใหเ๎ กดิ แผนํ ดนิ ไหว ซง่ึ ระดบั ความรนุ แรงจะขนึ้ อยูํกบั การสะสมพลงั งานในจดุ ท่ีเปน็ อปุ สรรคของการเคล่อื นตัว ของแผํนเปลือกโลกมากน๎อยเพียงใด การจาแนกรอยเลอ่ื นตามรปู แบบของการเคล่ือนตัวของเปลอื กโลก สามารถจาแนกดังนี้ 1) รอยเลอ่ื นท่วั ไป (นอร๑มอลสลิป หรอื ดปิ -สลปิ ฟอลท๑) เปน็ สวํ นรอยเลือ่ นของเปลอื กโลกท่ีสวํ นแรกอยูํคงที่ ในขณะที่อกี ด๎านหน่ึงทรดุ ตัวลงในแนวดง่ิ หรอื เกือบจะเป็นแนวดิ่ง 2) รอยเล่ือนแบบสวนทางในแนวราบ (สไตรค๑-สลปิ ฟอลท๑) เปน็ รอยเล่อื นทีเ่ กดิ จากการเคลอื่ นที่ของแผํน เปลือกโลก 2 แผํน เคลอ่ื นท่สี วนทางกนั ในแนวราบ หรอื เกือบจะเปน็ แนวราบ หรอื แผนํ เปลือกโลกด๎านหนึง่ ของรอยเลอ่ื นเคล่ือนตัวออกไปในแนวราบ ถา๎ เปน็ ด๎านซ๎ายเรยี กวาํ “เลฟท๑เลเทอรัลฟอลท๑” ถ๎าเปน็ ดา๎ นขวาก็ เรียกวาํ “ไรทเ๑ ลเทอรัลฟอลท๑” แผนํ ดินไหวทน่ี อกชายฝง่ั สุมาตราเกดิ ข้นึ จากรอยเลือ่ นในลกั ษณะน้ี เชํนเดยี วกบั แผํนดินไหวทป่ี ระเทศเฮติ ในปี พ.ศ. 2553 3) รอยเลื่อนท่ีชนเข๎าดว๎ ยกัน (คอนเวอร๑เจนท๑ฟอลท๑) เกิดจากแผํนเปลือกโลก 2 แผนํ เคล่ือนท่ีเข๎าหาและชน กันขน้ึ เม่ือเกิดการกระแทกจะเกิดแผํนดินไหวและผิวนอกของเปลือกโลกถูก ดนั ให๎สงู ข้ึน ภูเขา หรือเกาะแกํง ในมหาสมทุ รหลายแหํงเกดิ ขึ้นสืบเนอื่ งมาจากการเคล่ือนที่ของ แผนํ เปลือกโลกในลักษณะน้ี 4) รอยเลื่อนแบบแยกออกจากกัน (ไดเวอร๑เจนท๑ฟอลท๑) เกดิ ขนึ้ เม่ือแผนํ เปลือกโลก 2 แผํนเคลอื่ นท่ีออกจาก กนั ในทิศทางตรงกันข๎าม อาจเกดิ แผํนดนิ ไหวขึ้นไดแ๎ ตํไมํรุนแรงมากนัก แตํจะปรากฏรอยแยกชัดเจน ในบาง กรณอี าจมแี ม็กมาปะทุขนึ้ มาเปน็ ลาวาไดอ๎ ีกด๎วย 5) รอยเลื่อนย๎อนมุมต่า (ธรสั ท๑ฟอลท๑) เกิดจากการทแ่ี ผํนเปลือกโลก 2 แผนํ เคล่ือนที่เข๎าหากนั ในทิศทาง ตรงกันข๎ามแตํแผนํ เปลือกโลกดา๎ นหน่งึ เคลอื่ นตวั เอียงทามุมนอ๎ ยกวําหรือเทํากบั 45 องศาแล๎วมุดลงไปใต๎แผนํ เปลอื กโลกอีกแผํนหนึง่ แผนํ ดินไหวท่ีเกดิ จากรอยเลื่อนลกั ษณะนม้ี ักจะรนุ แรงและหากเกิดบรเิ วณใต๎ทะเลมกั กํอใหเ๎ กิดสึนามิขนาดใหญํ เชํนกรณแี ผนํ ดินไหวท่ีเกาะสมุ าตราในปี พ.ศ. 2547 และแผนํ ดินไหวที่เมืองเซนได ประเทศญีป่ นุ ในปี พ.ศ. 2554 2.2 ปจั จยั ทเี่ กยี่ วข๎องกบั ระดบั ความเสยี หายจากแผนํ ดนิ ไหว เหตกุ ารณแ๑ ผํนดนิ ไหว ทสี่ งํ ผลกระทบและสรา๎ งความเสยี หายตํอชีวิตและทรัพย๑สินนั้นลว๎ นแตํมีปจั จัยท่ี เก่ยี วขอ๎ งของการเกดิ ซง่ึ ประกอบดว๎ ย ขนาด ความรุนแรง จุดศนู ย๑เกดิ ของแผนํ ดนิ ไหว ดังนั้นผลกระทบท่ี เกดิ ขน้ึ ในแตลํ ะพ้ืนท่ที ี่ได๎รับจึงมีระดบั ความเสียหายทแี่ ตกตาํ งกัน 2.2.1 แหลงํ กาเนิดแผํนดินไหว ที่เกิดในแนวของแผํนดินไหวโลก โดยเฉพาะบรเิ วณท่ีมีการชนกันของ แผนํ เปลอื กโลก หรือแนวรอยเล่อื นทม่ี ีความยาวมาก ๆ จะมีศกั ยภาพทาให๎เกิดแผนํ ดนิ ไหวขนาดใหญํ 2.2.2 ความลกึ ของจดุ ศนู ยเ๑ กิดแผนํ ดนิ ไหว ซ่งึ มีจดุ ศนู ย๑เกิดแผํนดินไหวไมลํ ึกมากหรือผิวดินจะกอํ ให๎เกดิ ความ รุนแรงในระดบั ทม่ี ากกวําการเกดิ แผนํ ดนิ ไหวที่มีจดุ ศนู ยเ๑ กิดแผนํ ดนิ ไหวทีล่ กึ มากกวาํ 2.2.3 ขนาด (Magnitude) หมายถึง จานวนหรอื ปรมิ าณของพลงั งานท่ีถูกปลํอยออกมาจากศูนย๑กลาง แผนํ ดินไหวแตลํ ะคร้ังในรปู แบบของการสัน่ สะเทือน คิดค๎นโดย ชาลสฟ๑ รานซสิ ริกเตอร๑ และในประเทศไทย นยิ มใชห๎ นํวยวดั ขนาดแผนํ ดินไหว คือ “ริกเตอร๑” ซึ่งมีขนาดตามมาตราริกเตอร๑ ดังนี้
ขนาดของแผนํ ดนิ ไหวตามมาตราวดั ตามมาตรารกิ เตอร๑ ลกั ษณะที่ปรากฏ ริกเตอร๑ ความรนุ แรง 1.0 - 2.9 เลก็ น๎อย ผู๎คนเริม่ ร๎ูสึกถึงการมาของคลื่นมอี าการวิงเวียนเพยี งเลก็ น๎อย 3.0 – 3.9 เลก็ น๎อย ผ๎คู นท่อี ยใํู นอาคารรส๎ู ึกเหมือนมีอะไรมาเขยาํ อาคารให๎ส่ันสะเทือน 4.0 – 4.9 ปานกลาง ผูท๎ ่ีอาศัยอยูทํ ้ังภายในอาคารและนอกอาคารรู๎สึกถงึ การสั่นสะเทือน วัตถุห๎อยแขวนแกวํงไกว 5.0 – 5.9 รนุ แรง เครอื่ งเรือนและวตั ถมุ ีการเคลํอื นท่ี 6.0 – 6.9 รนุ แรงมาก อาคารเริ่มเสยี หาย พงั ทลาย 7.0 ข้ึนไป รุนแรงมากมาก เกิดการสน่ั สะเทือนอยาํ งมากมาย สํงผลท าใหอ๎ าคารและสํงิ กํอสรา๎ ง ตาํ ง ๆ เสียหายอยํางรนุ แรง แผนํ ดินแยก วตั ถบุ นพืน้ ถูกเหว่ยี งกระเด็น แผนํ ดนิ ไหวทีม่ ขี นาดตั้งแตํ 5.0 ตามมาตรารกิ เตอร๑ข้ึนไป สามารถทาให๎เกิดความเสยี หายแกอํ าคารบา๎ นเรือน และสงิ่ กํอสร๎างได๎ ทั้งนร้ี ะดบั ความรุนแรงจะข้นึ อยํูกบั ระยะหาํ งจากจดุ ศูนยเ๑ กิดแผนํ ดินไหวและสภาพทาง ธรณีวทิ ยาของทีต่ ั้ง โครงสรา๎ งอาคารหรือสง่ิ กํอสร๎างจะได๎รับผลกระทบจากแผํนดินไหวจะกํอใหเ๎ กิดความ เสียหายในลักษณะตาํ งกนั 2.2.4 ระยะทาง โดยปกติแผํนดนิ ไหวท่มี ีขนาดเทาํ กนั แตรํ ะยะทางตํางกนั ระยะทางใกล๎กวาํ ยอํ มมีความ สนั่ สะเทอื นของพ้ืนดินมากกวํามศี ักยภาพของภยั มาก 2.2.5 สภาพทางธรณวี ทิ ยา กอํ ใหเ๎ กดิ ความเสียหายจากความสั่นสะเทือน บริเวณที่มกี ารดดู ซบั พลังงานการ สัน่ สะเทอื นไดม๎ ากหรือมีคําการลดทอนพลังงานมากจะได๎รับความเสยี หายนอ๎ ย เชํน ในพ้นื ท่ีทีเ่ ป็นหินแข็ง แตํ ในบรเิ วณทเ่ี ปน็ ดินออํ นจะชวํ ยขยายการส่นั สะเทอื นของพื้นดินไดม๎ ากกวาํ เดิมความเสียหายจะเพ่ิมมากขึน้ ดว๎ ย 2.2.6 ความแข็งแรงของอาคาร อาคารท่ีสร๎างไดม๎ าตรฐาน มคี วามมั่นคงแข็งแรงได๎รับการออกแบบและ กอํ สร๎างให๎ต๎านแผํนดนิ ไหว จะสามารถทนตอํ แรงส่ันสะเทือนไดด๎ ี เม่ือเกิดแผํนดินไหวจะเพมิ่ ความปลอดภยั ให๎กบั ผู๎อยูํอาศยั ไดใ๎ นระดบั หนง่ึ 2.3 ผลกระทบทเ่ี กดิ จากแผนํ ดนิ ไหว ผลกระทบมักจะเกดิ จากความรุนแรงของแผนํ ดินไหวทเี่ กดิ ขนึ้ ในแตํละครั้ง ซ่งึ ความรนุ แรงทรี่ ส๎ู ึกได๎จะมากน๎อย เพยี งใดข้ึนอยํูกบั ระยะทางจากศูนยก๑ ลางแผนํ ดนิ ไหว ความเสยี หายจะเกิดขึน้ ในบรเิ วณใกลเ๎ คียงกับศูนยก๑ ลาง แผนํ ดินไหวและจะลดหลัน่ ลงไปตามระยะทางทหี่ าํ งออกไปดังนนั้ การสญู เสียจะมากหรือนอ๎ ยขึน้ อยูกํ ับความ รุนแรงของแผํนดินไหวโดยตรง ความรนุ แรง (Intensity) ใชม๎ าตราในการวัดความรุนแรงของแผํนดินไหว เรยี กวํามาตรา “เมอร๑คลั ลี่” กาหนด ขน้ึ ครง้ั แรกโดย กวีเซปเป เมอรค๑ ัลลี (Guiseppe Mercalli)นักวิทยาศาสตรช๑ าวอิตาเลยี น ตํอมาแฮร่ีวดู (Harry Wood) นกั วิทยาศาสตร๑ด๎านแผนํ ดนิ ไหวชาวอเมริกนั ได๎ปรบั มาตราความรุนแรงเมอรค๑ ัลล่ี ใหม๎ ีระดับความ รุนแรง 12 ระดบั โดยใชต๎ วั เลขโรมันแทนระดบั ความรนุ แรงดังนี้
เมอรค๑ ลั ลี่ ลกั ษณะท่ปี รากฏ I อํอนมาก ผู๎คนไมรํ ๎ูสกึ ตอ๎ งทำการตรวจวดั ดว๎ ยเคร่อื งมือเฉพาะทางเทํานนั้ II คนท่อี ยูํในตกึ สูง ๆ เริ่มรสู๎ ึกเพียงเลก็ นอ๎ ย III คนในบา๎ นเร่มิ รู๎สึก แตํคนสวํ นใหญํยังไมํรูส๎ ึก IV ผ๎ูอยใูํ นบา๎ นร๎สู กึ วํามีอะไรบางอยํางมาทาใหบ๎ า๎ นส่นั เบา ๆ V คนสํวนใหญํร๎ูสึกของเบาในบ๎านเร่มิ แกวํงไกว VI คนสํวนใหญรํ ส๎ู ึกของหนักในบา๎ นเริม่ แกวงํ ไกว VII คนตกใจ สิ่งกํอสร๎างเรมิ่ มีรอยร๎าว VIII อาคารธรรมดาเสียหายอยาํ งมาก IX ส่ิงกอํ สรา๎ งท่อี อกแบบไว๎อยํางดตี ามหลักวศิ วกรรมเสียหายมาก X อาคารพงั รางรถไฟงอเสยี หาย XI อาคารสิ่งกํอสร๎างพังทลายเกือบทง้ั หมด ผวิ โลกนูนและเลื่อนเป็นรูปคล่นื บนพ้ืนดนิ XII ทำลายหมดทุกอยําง มองเห็นเป็นคลื่นบนแผํนดนิ เหตุการณ๑แผํนดินไหว ทส่ี งํ ผลกระทบและสรา๎ งความเสียหายตํอชวี ิตและทรัพย๑สินในดา๎ นตําง ๆ ดังน้ี 2.3.1 ผลกระทบตอํ สขุ ภาพอนามยั 1) ประชาชนทมี่ บี ๎านเรือนพักอาศัยในพ้ืนที่ท่ีเกิดแผํนดนิ ไหว ไดร๎ ับบาดเจ็บหรอื เสียชวี ติ จากเศษสิ่งปรักหกั พงั และการลม๎ ทับของสิ่งกํอสรา๎ งตําง ๆ 2) ที่อยูํอาศยั พังเสยี หายไมสํ ามารถเข๎าไปอยูํอาศยั ได๎ ทาใหไ๎ รท๎ ่ีอยูํอาศัย 3) ระบบสาธารณูปโภคได๎รบั ความเสยี หาย อาจเกดิ การระบาดของโรคตําง ๆ 4) เกิดเหตอุ ัคคีภัยหรอื ไฟฟาู ลดั วงจร ทาให๎ประชาชนบาดเจ็บหรอื เสยี ชีวติ 5) สขุ ภาพจิตของผูป๎ ระสบภัยเส่ือมลง 2.3.2 ผลกระทบตอํ เศรษฐกจิ 1) ระบบธุรกิจหยดุ ชะงัก เนื่องจากระบบการคมนาคมส่อื สารถูกทาลาย ไมมํ ีการประกอบหรอื ดาเนินธุรกรรม หรอื การผลิตใด ๆ 2) รฐั ตอ๎ งใชง๎ บประมาณในการดูแลสุขภาพการรักษาพยาบาลผปู๎ ระสบภัยการฟ้นื ฟรู ะบบสาธารณูปโภคและ บริการสาธารณะตําง ๆ 3) พืชผลทางการเกษตรเสียหาย 2.3.3 ผลกระทบดา๎ นกายภาพและสง่ิ แวดลอ๎ มอน่ื ๆ 1) วันสนั้ ลง หลงั จากเกดิ เหตุแล๎วมกี ารตรวจพบวําแผนํ ดินไหวไปเรงํ การหมนุ ของโลก ดังนน้ั จงึ ทาใหโ๎ ลกหมนุ เร็วข้นึ สงํ ผลให๎เวลาหายไปวนั ละ 1.8 ไมโครวินาที หรือ 1 ในลา๎ นสวํ นวนิ าที โดยริชารด๑ กรอส (Richard Gross) นักธรณีฟิสิกสซ๑ ึ่งทางานในห๎องปฏบิ ตั ิการจรวดขบั ดันขององค๑การบรหิ ารการบนิ อวกาศสหรัฐ เป็นผ๎ู คานวณพบเวลาที่หายไปโดยบอกวาํ โลกหมนุ เรว็ ขนึ้ เพราะมวลของโลกเกิดการกระจายตวั ออกไปหลงั เหตุการณแ๑ ผนํ ดินไหว
2) สนามโนม๎ ถํวงโลกเปลยี่ นไป การเกิดเหตแุ ผํนดินไหวแตํละครง้ั จะมพี ลงั มากจนทาให๎สนามโน๎มถวํ งโลกใน บรเิ วณนัน้ เบาบางลงไป ซึ่งดาวเทยี มไดต๎ รวจจบั และพบวาํ สนามโน๎มถวํ งบริเวณน้นั อํอน หลงั เกิดเหตุ แผํนดนิ ไหว 3) ชั้นบรรยากาศสะเทอื น เนือ่ งจากการเคลื่อนไหวที่พืน้ ผิวโลกและการเกิดสนึ ามิกํอใหเ๎ กิดคลน่ื พํงุ สูํชน้ั ของ บรรยากาศ หลังการเกิดแผนํ ดินไหวทีญ่ ่ปี ุนพบวําแรงอนุภาคคลื่นที่พงํุ สูงขน้ึ ไปถึงชัน้ ไอโอโนสเฟยี รด๑ ว๎ ย ความเรว็ ประมาณ 800 กโิ ลเมตรตํอชว่ั โมง 4) ภเู ขาน้าแข็งทะลาย ผลกระทบจากการเกดิ แผํนดินไหวไมํไดเ๎ กิดขึน้ แคํชายฝ่ังทะเลและพ้นื ทศี่ ูนยก๑ ลาง แผํนดินไหวเทํานน้ั แตคํ วามเสยี หายสะเทอื นไปไกลถึงภูเขานา้ แขง็ ซัลซเ๑ บอรเ๑ กอร๑ ที่มหาสมุทรแอนตาร๑ติกา ซึง่ ดาวเทียมสามารถตรวจจบั คลื่นสนามเขา๎ กระแทกจนแตกออกมาเป็นก๎อนนา้ แข็ง หลังจากเกดิ แผนํ ดินไหวไป แล๎ว 18 ช่ัวโมง 5) ธารน้าแข็งไหลเรว็ ข้นึ จากการศกึ ษาระยะหํางออกไปจากชายฝั่งญ่ีปนุ นับพนั กิโลเมตร คลน่ื แผนํ ดนิ ไหว สํงผลตํอการไหลของธารน้าแขง็ วลิ ลานสใ๑ นแอนตาร๑ติกาให๎เร็วข้ึนชั่วครูํ ซ่งึ สถานจี ีพเี อสทข่ี ว้ั โลกพบการ เดินทางของน้าแขง็ เกดิ ขนึ้ อยํางรวดเร็วในชํวงเวลาน้นั 6) แผํนดนิ ไหวขนาดเลก็ แพรํกระจายท่ัวโลก การเกิดแผํนดินไหวขนาด 9.0 ตามมาตรารกิ เตอร๑ ยังคงมีอาฟ เตอร๑ชอ็ กตามมาเป็นระยะ มหี ลักฐานวําแผนํ ดินไหวที่ประเทศญปี่ ุนสํงผลใหเ๎ กิดแผํนดนิ ไหวขนาดเล็กรอบโลก และสํวนใหญํเกดิ ขึน้ ในเขตแผํนดนิ ไหว เชนํ อลาสกา ไตห๎ วัน และใจกลางแคลิฟอร๑เนีย โดยเหตกุ ารณ๑เหลาํ นี้ จะมขี นาดไมํเกนิ 3.0 ตามมาตราริกเตอร๑ 7) พื้นทะเลแยก การเกดิ แผนํ ดินไหวที่มีความรนุ แรงมาก ๆ จะทาให๎เกิดรอยแยกโดยเฉพาะบรเิ วณพน้ื ทะเล บริเวณชายฝ่ังเมอื งโตโฮะกุ ประเทศญีป่ นุ จนเปน็ เหตุใหเ๎ กิดสนึ ามติ ามมา 2.4 พืน้ ทเี่ สย่ี งภยั ตํอการเกดิ แผนํ ดนิ ไหวในประเทศไทย พ้ืนที่ประเทศไทยตั้งอยูบํ นแผํนยเู รเชีย ใกล๎รอยตอํ ระหวํางแผํนยเู รเชียกับแผนํ อินเดยี -ออสเตรเลยี มีรอยเลื่อน อยูํทางภาคตะวันตกและภาคเหนอื ทาให๎พน้ื ทีท่ ี่มีความเสี่ยงสูงตอํ การเกดิ แผนํ ดินไหว รอยเลอื่ นทมี่ ีพลังใน ประเทศไทยสํวนใหญํอยบูํ รเิ วณภาคเหนอื และภาคตะวนั ตกของประเทศ ปจั จุบันพบวําแผํนดินไหวร๎ูสึกได๎ใน ประเทศไทย เกดิ ขึน้ ปลี ะ 6-8 คร้ังโดยเปน็ แผนํ ดินไหวขนาดเล็กถึงปานกลาง มีตาแหนงํ ศนู ยก๑ ลางทั้ง ภายในประเทศและนอกประเทศ สํวนสาเหตุทีด่ ูเหมือนวาํ ความถข่ี องการเกิดแผํนไหวเพิ่มขึ้นนั้น แท๎ท่จี รงิ แผนํ ดนิ ไหวเกดิ ขน้ึ เปน็ ปกติเชํนน้ีต้ังแตํอดีต แตเํ นื่องจากการสอ่ื สารในอดีตไมรํ วดเรว็ จงึ ทาใหก๎ ารรบั รู๎เรื่อง ความสน่ั สะเทือนไมแํ พรหํ ลาย ตาํ งจากปจั จบุ นั ที่การส่ือสารรวดเร็ว เม่อื เกิดแผํนดนิ ไหวแมว๎ าํ อยูหํ าํ งไกลอกี มมุ หน่ึงของโลก กส็ ามารถทราบขําวไดท๎ ันที อีกทง้ั ความเจรญิ ทาใหเ๎ กิดชมุ ชนขยายตวั ลา๎ เข๎าไปอยํูใกลบ๎ รเิ วณ แหลงํ กาเนดิ แผํนดนิ ไหว ทาให๎รบั ร๎ถู ึงแรงส่นั สะเทือนไดง๎ ํายขึน้ จึงทาใหด๎ ูหมือนวําแผํนดินไหวเกิดขน้ึ บํอยคร้ัง กวาํ ในอดตี รอยเล่อื น คือ รอยแตกในหนิ ทแี่ สดงการเล่ือน สามารถพบได๎ทุกภูมภิ าคในประเทศไทย ขนาดของรอยเล่ือนมี ตงั้ แตรํ ะดับเซนตเิ มตรไปจนถึงหลายร๎อยกโิ ลเมตร รอยเล่อื นขนาดใหญสํ ามารถสงั เกตได๎งํายจากลักษณะภูมิ ประเทศ
รอยเล่ือนที่มคี วามเสยี่ งตอํ การเกดิ แผนํ ดนิ ไหว รอยเล่อื นมีพลงั (Active Fault) คือ รอยเลือ่ นที่พบหลักฐานวําเคยเกดิ การเล่ือนหรือขยับตัวมาแลว๎ ในหว๎ ง เวลา 10,000 ปี มักจะอยํูในพืน้ ท่บี ริเวณทเี่ กดิ แผํนดนิ ไหวบํอยหรอื ตามแนวรอยตํอระหวํางแผนํ เปลอื กโลก สนึ าม.ิ ..ภยั รา๎ ยทน่ี าํ กลวั
เร่อื งที่ 1 มารูจ๎ กั สนึ ามกิ นั เถอะ 1.1 ความหมายของสนึ ามิ สนึ ามิ (tsunami) หมายถงึ คลน่ื ซึ่งเคลอ่ื นตัวในมหาสมทุ รดว๎ ยความเร็วสงู และมพี ลังรุนแรง สามารถเคล่ือนที่ ไปไดเ๎ ป็นระยะทางไกล ๆ เมอ่ื คล่ืนเคล่อื นท่ีเข๎าสํชู ายฝ่ังจะเพมิ่ ขนาดทาใหเ๎ กดิ เป็นคล่ืนขนาดใหญํ ท่เี รียกกันวํา คลื่นยกั ษ๑ ทาให๎เกิดความเสยี หายอยํางใหญํหลวงตํอชวี ิตและทรพั ย๑สินของผู๎คนที่อาศัยอยตํู ามบริเวณชายฝง่ั คล่ืนชนิดนจี้ งึ แตกตํางจากคล่ืนธรรมดา คาวํา tsunami มาจากภาษาญ่ปี ุน แปลวาํ คลนื่ อาํ วจอดเรอื (harbour waves) ท้งั น้ีเนอ่ื งจากบรเิ วณชายฝัง่ ทะเลของประเทศญี่ปุน ท่เี ปน็ อําวจอดเรือทางด๎านมหาสมุทรแปซฟิ ิกมกั ไดร๎ บั ผลกระทบจากคลื่นชนิดนอ้ี ยํู เสมอ ๆ จึงเรยี กชอ่ื วํา สนึ ามิ ตัง้ แตนํ ั้นเปน็ ต๎นมา หลังจากนน้ั ชอื่ นีไ้ ด๎นาไปเรียกกันอยํางแพรหํ ลายจนเป็นท่ี เขา๎ ใจและรจ๎ู ักกนั โดยท่วั ไป สาหรับประเทศไทยราชบัณฑติ ยสถานได๎บัญญัตศิ ัพท๑ของคาวาํ tsunami เป็น ภาษาไทยวํา คลน่ื สึนามิ คลืน่ สนึ ามทิ ่ีเคล่ือนตัวเขา๎ ทาลายบ๎านเรือนประชาชนในประเทศญีํปุนในปี พ.ศ. 2554 ลักษณะทีส่ าคัญของคลื่นสึนามิ คือ เป็นคลน่ื ทเ่ี คลื่อนตวั ในทะเลและมหาสมุทรดว๎ ยความเร็วสูง คลนื่ นี้ ประกอบด๎วยชุดคลื่นท่ีมีความยาวมาก โดยมรี ะยะทางระหวํางยอดคลื่นแตํละลกู ตงั้ แตํ 100 จนถงึ 200 กิโลเมตร และมีคาบคลน่ื คอื ชํวงเวลาเคลอื่ นทข่ี องยอดคล่ืนแตลํ ะลูก ตั้งแตํ 10 นาที ไปจนถงึ 1 ชั่วโมง หาก ไมมํ ผี ืนแผนํ ดินใด ๆ ขวางก้ันอยใํู นทะเล คลน่ื นสี้ ามารถเคลือ่ นทด่ี ว๎ ยความเรว็ สูงตั้งแตํ 700 จนถงึ มากกวํา 800 กิโลเมตรตํอช่ัวโมง และเคลื่อนท่ีไปได๎ในระยะทางไกลหลายร๎อยหรือหลายพันกโิ ลเมตร ลักษณะสาคญั อกี ประการหนงึ่ ของคลืน่ สนึ ามิ คือ ขณะท่ีคลน่ื เคลอ่ื นที่อยูใํ นบริเวณนา้ ลึก ความสูงของคลื่นมี ความสูงเพียง 30 เซนตเิ มตร ถึง 1 เมตร แตเํ มื่อเคล่ือนตวั เขา๎ ไปถงึ บริเวณนา้ ตนื้ ใกลช๎ ายฝ่ัง ตัวคลื่นจะเพม่ิ ความสงู และความรนุ แรงมากขน้ึ ตามลาดบั จนอาจมลี กั ษณะคล๎ายกาแพงน้าขนาดใหญทํ ี่พดั ถาโถมเข๎าหา ชายฝ่งั ยงิ่ ถ๎าบรเิ วณชายฝง่ั เป็นอาํ วแคบ ๆ หรอื มรี ูปทรงเป็นกรวยย่ืนเขา๎ ไปภายในพืน้ แผํนดนิ คลน่ื อาจเพ่มิ ความสงู ได๎มากถงึ 30 เมตร มวลน้าจานวนมหาศาลท่คี ลื่นพดั พาข้ึนไปบนฝัง่ จะปะทะกับสิง่ กํอสรา๎ ง อาคาร บ๎านเรือนท่ตี งั้ อยํูขวางหน๎า ซึ่งถ๎าหากเป็นอาคารเตย้ี ๆ ท่ีมีโครงสร๎างไมํแขง็ แรง ก็จะถกู คลื่นทาลายจน ราบเรียบ ดงั น้ัน คลนื่ สึนามจิ ึงจดั เปน็ พิบตั ภิ ยั ท่รี า๎ ยแรงมากอยํางหนึ่งของมนุษย๑ 1.2 ข๎อแตกตํางระหวาํ งคลน่ื สนึ ามแิ ละคลนื่ ธรรมดา การเกิดคลนื่ สนึ ามจิ ะแตกตํางจากการเกิดคลื่นธรรมดาท่วั ไป ซงึ่ อาจเปรยี บเทียบ ความแตกตาํ งระหวาํ ง คลน่ื สนึ ามิกับคลืน่ ธรรมดาทีเ่ กดิ จากกระแสลมให๎เหน็ ได๎ดังตอํ ไปนี้
ลกั ษณะของคลนื่ คลืน่ ธรรมดา คล่ืนสนึ ามิ ความยาวคล่ืน 100 – 1,000 เมตร 100 – 200 กโิ ลเมตร คาบคลนื่ เปน็ วินาทถี ึงนาที 10 นาที - 1 ช่วั โมง ความเร็วในการเคลื่อนที่ ไมเํ กนิ 80 กโิ ลเมตร ตอํ ช่วั โมง 700 – 800 กโิ ลเมตรตํอชว่ั โมง ความสงู ของคล่ืนเมื่อซัดเข๎าฝ่ัง ประมาณ 1 เมตร อาจสงู ถงึ 30 เมตร แนวคลนื่ ถดถอย แนวน๎ าลง ระดบั นา้ ชายฝงั่ ลดลงมากผดิ ปกติ แนวคลน่ื ทํวมฝง่ั แนวน๎ าขึน้ ระดับนา้ สูงมากจนไหลบาํ เข๎าไป ทํวมบรเิ วณชายฝ่ัง จากตารางข๎างต๎น จะเห็นถึงลักษณะแตกตํางระหวาํ งคลืน่ ธรรมดากับคลื่นสนึ ามไิ ด๎อยาํ งชัดเจนอยาํ งหน่ึงคือ ถ๎าเปน็ คล่ืนธรรมดา เม่อื คล่ืนเคลื่อนตวั เขา๎ สูํบรเิ วณชายฝง่ั ความสูงของคลื่นจะสงู ไมํมาก แนวคลน่ื ทซี่ ดั เข๎าหา ฝง่ั ท่ีเรียกวํา แนวคลนื่ ทวํ มฝงั่ (run-up) มีเพยี งแคํแนวนา้ ข้ึนเทํานนั้ และเม่ือคล่นื ถอยกลับ ระดบั น้าก็จะลดลง ไปเพยี งแคํแนวนา้ ลง แตกตํางกบั คลืน่ สนึ ามิซงึ่ กํอนทคี่ ลื่นยักษ๑จะเคลอ่ื นตวั เขา๎ สูฝํ ่ัง ระดับนา้ ชายฝงั่ จะลดลง อยํางผดิ ปกติ หลังจากนน้ั ระยะ หนึ่งก็จะมีคล่ืนสูงมากเคลื่อนทเ่ี ข๎าหาฝงั่ ติดตามกันมาเปน็ ชุด ๆ โดยชุดแรกอาจมีความสงู ไมมํ ากแตํคลน่ื ลูกตอํ ๆ มาจะเพ่มิ ความสูงมากข้นึ เรอ่ื งท่ี 2 สนึ าม…ิ ภยั ธรรมชาติทต่ี อ๎ งระวงั 2.1 สาเหตแุ ละปจั จยั การเกดิ สนึ ามิ หากกลําวถึง สนึ ามิ มกั เปน็ ทเี่ ข๎าใจกนั ดวี ํา สนึ ามิ ไมไํ ด๎เกดิ จากลมพายเุ หมอื นกบั คลนื่ ธรรมดาท่ัวไป เพราะไมํ วําจะเปน็ กํอนหรอื ขณะทีเ่ กดิ สนึ ามิ ท๎องฟูาอาจปลอดโปรงํ ไมํมลี มพายุเลยก็ได๎ นักวิชาการในสมยั กํอนคิดวาํ การเกดิ สนึ ามิอาจจะเก่ยี วข๎องกับเร่ืองน้าข้นึ นา้ ลงท่ผี ิดปกตใิ นท๎องทะเล ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเปล่ียนแปลง ของจุดดับบนดวงอาทติ ย๑ (sun spots) หรือเกิดจากการวางตวั ของดาวเคราะหต๑ ําง ๆ ทีส่ มั พนั ธก๑ ับตาแหนํง ทีต่ ้งั ของโลก ดงั นน้ั จึงเรียกคลื่นชนิดนี้วาํ คลนื่ นา้ ขน้ึ ลง (tidal waves) แตํปัจจุบันเราได๎ทราบแล๎ววํา สนึ ามิ ไมไํ ดเ๎ ก่ยี วข๎องกับการข้ึนลงของนา้ ทะเล แตเํ กดิ จากการไหวสะเทือนของเปลือกโลกอยาํ งรนุ แรงใต๎พื้นท๎อง ทะเลและมหาสมุทร โดยมีการเคลือ่ นตวั ของแผนํ เปลอื กโลกมอี ยํู 3 แบบคือ 2.1.1 แบบกระจายตวั คือ แผํนเปลอื กโลกสองแผํนเคล่ือนทีอ่ อกจากกัน .1.2 แบบมดุ ตวั คือ แผนํ เปลือกโลกเคลื่อนเข๎าหากัน โดยทีแ่ ผนํ เปลอื กโลกแผํนหนงึ่ มุดเข๎าไปอยูํใตแ๎ ผนํ เปลือกโลกอีกแผํนหน่ึง 2.1.3 แบบเปลย่ี นรปู คือ แผนํ เปลือกโลกจานวนสองแผํนเคลื่อนที่ในแนวนอนผาํ นซึง่ กันและกันซึ่งปลดปลํอย พลังงานมหาศาลออกมา ทาให๎มวลนา้ ในมหาสมทุ รเกิดการเคลื่อนไหวกลายเปน็ คล่นื ขนาดใหญํ แผกํ ระจาย เปน็ วงกวา๎ งออกไปจากบริเวณท่เี ป็นจุดศูนย๑กลางของแผํนดนิ ไหว และเนอ่ื งจากคลน่ื ชนดิ นมี้ ไิ ดเ๎ กิดจากการขึ้น ลงของนา้ ทะเล นักวิชาการในปัจจุบันจึงไมํนยิ มเรียกวํา คลน่ื น้าขนึ้ ลง (tidal waves) แตํเปลี่ยนมาเรียกวํา สึ นามิ (tsunami ) อยํางไรกต็ าม แม๎วําการเกดิ สึนามิสํวนใหญํจะมีสาเหตุมาจากการเกิดแผนํ ดินไหวอยํางรุนแรงใต๎พ้นื ทอ๎ ง มหาสมุทร แตํถ๎ามีสาเหตุอ่ืนท่ที าใหเ๎ กิดคล่นื ขนาดใหญํในท๎องมหาสมุทรโดยมิใชเํ กิดจากการกระทาของลม พายุแลว๎ ก็ถือเป็นสึนามิไดเ๎ ชํนกัน
2.2 สงิ่ บอกเหตุกอํ นเกดิ สนึ ามิ ส่ิงทส่ี ามารถบอกไดค๎ ํอนข๎างชัดเจนกํอนเกิดสึนามิ คอื การเกิดแผนํ ดนิ ไหวทส่ี ามารถร๎ูสกึ ถึงแรงสน่ั สะเทอื น ของแผํนดนิ และสง่ิ ท่ีอยูรํ อบตัว หรือการได๎รบั แจ๎งขําวแผํนดินไหวจากส่อื ตําง ๆ อาจสนั นิษฐานไว๎กํอนเลยวํา อาจจะเกดิ สนึ ามิตามมา ทั้งน้ีสงั เกตได๎จาก 2.2.1 สนั คลน่ื เปน็ กาแพงขนาดใหญํ สนั คล่นื ท่ปี รากฏในทะสามารถมองเห็นเป็นกาแพงขนาดใหญํ ระลอก คลนื่ กํอตัวเป็นกาแพงขนาดใหญํ 2.2.2 น้าทะเลลดลงผดิ ปกติ กอํ นเกิดสึนามิ ระดบั นา้ ทะเลมีการลดลงอยํางผดิ ปกติ นั่นเปน็ สญั ญาณเตือนวาํ คลืน่ ยกั ษ๑กาลงั กํอตวั ตอ๎ งรบี ออกจากพ้ืนทีโ่ ดยดํวน สาเหตุทน่ี า้ ทะเลลดลง เพราะวําสึนามิท่ีเกิดขนึ้ ในครั้งน้ี เกิดจากการทีแ่ ผํนเปลือกโลกแผํนหน่งึ เกิดการมุดลงไปอยํูขา๎ งใตแ๎ ผํนเปลือกโลกอีกแผนํ หนึ่ง ทาให๎น้าปรมิ าณ จานวนหนงึ่ ถูกดดู ลงมาในบริเวณท่แี ผนํ เปลอื กโลกมดุ ซ๎อนกัน จึงทาให๎นา้ บรเิ วณชายฝั่งทะเลเกดิ การลดลงมาก อยาํ งผดิ ปกติ และนา้ ดังกลําวจะกลับมาอีกครง้ั พร๎อมกับนาคลนื่ มาดว๎ ย ที่มา : http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub 2.2.3 ระบบแจง๎ เตือนคลน่ื สนึ ามิ เนอื่ งจากคลืน่ สนึ ามขิ ณะอยูํกลางทะเลมีฐานกว๎างถงึ 100 กโิ ลเมตร แตํสงู เพยี ง 1 เมตร อกี ทงั้ ยังมคี ลน่ื ทะเลทวั่ ไปซ่ึงเกิดจากกระแสลมอยวํู างซ๎อนขา๎ งบนอีก ดงั นั้นการสังเกตการณจ๑ าก เคร่อื งบนิ หรือดาวเทียม จงึ แยกไมํไดเ๎ ลย การสงั เกตการณ๑จงึ ทาไดจ๎ ากการตรวจจบั สัญญาณจากทํุนลอย และ เครือ่ งตรวจวัดแผนํ ดินไหวเทํานั้น ระบบแจง๎ เตือนคลืน่ สนึ ามริ ะบบแรกของโลกถูกจดั ตง้ั ข้นึ หลงั จากอบุ ตั ภิ ยั ทห่ี มํูเกาะฮาวายในปี พ.ศ.2489 สหรฐั อเมรกิ าไดจ๎ ัดตง้ั “ศนู ยแ๑ จ๎งเตอื นคลน่ื สนึ ามแิ ปซฟิ ิก” (Pacific Tsunami Warning Center) หรอื PTWC โดยมีการติดต้ังสถานีตรวจวัดแผํนดินไหวในทะเลจานวน 50 แหงํ รอบมหาสมทุ รแปซิฟิก ระบบ ทางาน ทาได๎โดยการตรวจจบั คลื่นแรงส่ันสะเทือนจากแผํนดินไหว (Seismic wave) ซง่ึ เดนิ ทางรวดเร็วกวาํ คลน่ื สึนามิ 15 เทํา ขอ๎ มลู ทต่ี รวจวัดได๎จากทุกสถานีถูกนามารวมกนั เพ่ือพยากรณห๑ าตาแหนงํ ที่มีความเป็นไปได๎ทจี่ ะเกิดคลนื่ สนึ ามิ เมื่อ คลน่ื สึนามถิ ูกตรวจพบ ระบบจะแจ๎งเตือนไปยังเมืองท่ีอยูํชายฝง่ั รวมท้งั ประมาณเวลาสถานการณ๑ที่คล่นื จะ เข๎าถึงชายฝัง่ เพ่อื ทีจ่ ะอพยพประชาชนไปอยํูท่ีสงู และให๎เรือที่จอดอยํชู ายฝัง่ สามารถเดนิ ทางออกไปสูทํ ๎อง ทะเลลกึ ที่คล่ืนสนึ ามิไมํสงํ ผลกระทบอนั ใด อยาํ งไรก็ตามระบบเตือนภัยนีส้ ามารถทาการแจ๎งเตอื นลํวงหน๎า เพียงไมํก่ีช่วั โมงเทํานัน้ การอพยพผูค๎ นมกั ทาได๎ไมํทนั ทวํ งทีเนือ่ งจากคลื่นสนึ ามิ เดนิ ทางเรว็ มาก
ที่มา:ชดุ การเรียนรวู๎ ทิ ยาศาสตรโลกและดาราศาสตร๑ DART ยํอ ม า จ า ก Deep-ocean Assessment and Reporting of Tsunamis เปน็ ระบบเตอื นภัยยุคใหมํ ซ่งึ พฒั นาโดย องค๑การบรหิ ารบรรยากาศและมหาสมุทร(NOAA) ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการตดิ ตั้ง เซนเซอรว๑ ดั แรงสน่ั สะเทือนไว๎ทีท่ อ๎ งมหาสมุทรเซนเซอรจ๑ ะเกบ็ ข๎อมลู แผนํ ดินไหวและสํงสัญญาณไปยังทนํุ ลอย ซ่งึ อยบํู นผิวนา้ เพื่อรีเลย๑สัญญาณไปยังดาวเทียม GOES และสงํ กลับลงบนสถานภี าคพนื้ อีกทีหน่ึง นกั วทิ ยาศาสตรน๑ าขอ๎ มูลทีไ่ ด๎มาสรา๎ ง แบบจาลองดว๎ ยเคร่ืองคอมพิวเตอร๑เพ่ือพยากรณ๑แนวโนม๎ การเกิดคลนื่ สึนามิ หากผลการจาลองและวิเคราะห๑ วาํ มีโอกาสความเป็นไปได๎จะเกดิ คลนื่ ยกั ษ๑ กจ็ ะแจง๎ เตือนไปยังศนู ยช๑ ายฝั่ง เพ่ือให๎ ประชาชนและชาวประมงใน พนื้ ท่ี รีบอพยพจากบริเวณท่อี ันตราย 2.3 ผลกระทบทเ่ี กดิ จากสึนามิ 2.3.1 ผลกระทบทเ่ี ปน็ อนั ตรายตอํ บคุ คล 1) ทาให๎ประชนเสียชีวติ หรือสูญหาย 2) ประชาชนไดร๎ ับบาดเจบ็ เชนํ ถูกตน๎ ไม๎ กิ่งไม๎ หรือส่ิงของกระแทก 3) เกิดการเจบ็ ปุวยด๎วยโรคตํางๆ หลังจากเกดิ ภัยสนึ ามิ เชนํ โรคระบบทางเดินอาหาร โรคระบบทางเดิน หายใจ โรคนา้ กดั เทา๎ เป็นต๎น
4) ทาให๎สุขภาพจติ เสื่อม เนอ่ื งจากการหวาดผวา หวาดกลัวตอํ เหตกุ ารณ๑ทีเ่ กิดขน้ึ หรือความเศร๎าโศกจากการ สญู เสยี ทรพั ย๑สินและบุคคลอันเป็นทร่ี กั 5) ประชาชนขาดรายได๎ เนอื่ งจากไมํสามารถทางานได๎ หรอื ธรุ กจิ การคา๎ ตาํ งๆ หยุดชะงัก ทาให๎เกิดปัญหา เศรษฐกิจ 2.3.2 ผลกระทบทเ่ี กดิ อนั ตรายตอํ ทรพั ยส๑ นิ 1) อาคารบ๎านเรือน ร๎านคา๎ โรงเรยี น สาธารณสถาน และส่ิงกํอสรา๎ งตําง ๆได๎รับความเสียหายอยาํ งหนกั 2) การส่อื สาร ระบบโทรคมนาคมถูกตัดขาด ไฟฟาู น้าประปา ไดร๎ บั ความเสียหาย 3) แหลํงทอํ งเทย่ี วทางทะเลถูกทาลาย สงํ ผลกระทบตํอรายไดข๎ องประเทศชาติ 2.3.3 ผลกระทบจากการเกดิ สนึ ามติ ํอประเทศไทย ความเสยี หายที่ประเทศไทยได๎รบั จากการเกดิ เหตุการณ๑พิบัตภิ ัยสึนามิ เมอ่ื วันที่ 26 ธันวาคม 2547 ถือเปน็ ภัยธรรมชาตริ า๎ ยแรงมากทสี่ ุดเทาํ ที่ประเทศไทยเคยได๎รบั ถึงแม๎วําจานวนผเ๎ู สยี ชีวติ จะมากเปน็ อนั ดบั 4 รอง จากประเทศอนิ โดนีเซยี ศรีลงั กา และอินเดยี กต็ าม การท่ีพิบัติภัยจากสึนามิมีความรนุ แรงมากเปน็ เพราะ สาเหตตุ ําง ๆ ดงั น้ี 1) ประเทศไทยยังไมํมรี ะบบเตอื นภยั สึนามิ และขาดเจา๎ หน๎าทซี่ ่ึงมีความร๎คู วามชานาญเกี่ยวกบั เรื่องสนึ ามิ โดยตรง ทัง้ นี้ เน่ืองจากในบรเิ วณทะเลอันดามนั ไมเํ คยเกดิ พิบัติภัยจากสึนามมิ ากํอน ประเทศไทยและประเทศ อ่นื ๆ ทีอ่ ยูตํ ดิ ชายฝ่ังทะเลอนั ดามนั จงึ ขาดการระมดั ระวงั ปอู งกันภัย ไมเํ หมือนกับประเทศทอี่ ยูํในบรเิ วณ มหาสมุทรแปซิฟิก ซงึ่ มกี ารสร๎างระบบเตือนภัยจากสึนามิไว๎เรยี บร๎อยแล๎ว ในตอนเช๎าของวนั ท่ี 26 ธันวาคม น้นั กรมอุตนุ ิยมวิทยาซ่ึงมี เครื่องตรวจจับความสั่นสะเทือนของแผนํ เปลอื กโลกจากแผํนดนิ ไหวอยูํทสี่ านักงาน ไดท๎ ราบวาํ เกิด แผํนดนิ ไหวข้นึ ทบี่ ริเวณนอกฝ่ังตะวนั ตกของหัวเกาะสมุ าตรา จงึ ได๎ออกประกาศแจง๎ ให๎ประชาชนทราบ แตมํ ิได๎ มีการเตือนภยั วําจะมี สึนามิเกิดข้ึน เพราะไมํมเี คร่ืองมือตรวจวัดความสงู ของคลน่ื ในทะเล และเจา๎ หน๎าที่ก็ มไิ ด๎มีความรูค๎ วามชานาญเกี่ยวกับเรื่อง สนึ ามดิ ว๎ ย ดังน้ันเมอื่ เกดิ สนึ ามขิ ึ้นทเี่ กาะสุมาตรา และกาลงั เคลอ่ื นตวั เขา๎ มาที่พ้นื ทชี่ ายฝง่ั ภาคใตข๎ องไทย จงึ ไมมํ ีการแจ๎งเตือนภัยใหป๎ ระชาชนในท๎องถ่ินได๎ทราบลวํ งหน๎า ทาให๎เกิด ความสูญเสยี จานวนมาก 2) บรเิ วณทม่ี ีผู๎เสียชวี ติ และบาดเจ็บเปน็ จานวนมากอยํูในพ้ืนที่ซง่ึ เปน็ แหลํงทํองเทีย่ วชายฝั่งทะเลทสี่ าคัญของ ไทยและเป็นทีร่ จ๎ู กั กันทว่ั โลก นักทอํ งเทยี่ วทั้งชาวไทยและชาวตํางประเทศ นิยมเดนิ ทางมาพักผํอนกันมาก ประกอบกับอยูํในชวํ งเวลาเทศกาลคริสต๑มาสและใกลว๎ นั ปใี หมํ จานวนนกั ทํองเทีย่ วจงึ มมี ากเปน็ พิเศษ เมือ่ เกดิ พิบตั ภิ ัยข้นึ จานวนผ๎เู สยี ชวี ติ และบาดเจบ็ จึงมที ัง้ นักทํองเท่ียวและคนในท๎องถ่นิ โดยเฉพาะนกั ทอํ งเทย่ี วชาว ตํางประเทศทีเ่ ดินทางมาจากประเทศในยโุ รปเหนอื เชนํ สวีเดน นอรเ๑ วยแ๑ ละเดนมาร๑ก มจี านวนมากกวํา นกั ทอํ งเท่ียวชาตอิ ่ืน 3) นกั ทํองเที่ยวและคนในท๎องถน่ิ สวํ นใหญไํ มํมีความร๎แู ละประสบการณ๑เก่ียวกับปรากฏการณ๑สึนามิมากํอน จึง ขาดการเฝาู ระวงั ภัยและการหนภี ัย ดังจะเหน็ ไดจ๎ ากกรณีมีนักทํองเท่ียวจานวนหน่งึ เดนิ ลงไปดทู ีบ่ ริเวณ ชายหาด เมื่อเกิดนา้ ลงผิดปกติกอํ นทีค่ ล่ืนใหญจํ ะเคลื่อนตัวเข๎ามาและเม่ือคลน่ื ถาโถมเข๎ามา ก็ไมสํ ามารถหนี ภัยได๎ทัน ตอ๎ งเสียชวี ติ ทงั้ หมดนอกจากนี้ ผท๎ู ่พี ักอยูํในบังกะโล หรอื น่งั พกั ผํอนอยํูท่ีรา๎ นค๎าและร๎านอาหาร บริเวณชายหาด สํวนใหญํก็ไมํสามารถหนีภยั ไดท๎ ันเชํนกนั 4) เนือ่ งจากเปน็ พิบตั ิภยั ท่ีเกิดขึน้ อยํางรวดเรว็ อีกทั้งมไิ ด๎มีการเตรียมแผนแก๎ไขสถานการณ๑ไวล๎ ํวงหนา๎ การ ชํวยเหลอื ผทู๎ ร่ี อดชีวิตและบาดเจบ็ จึงเป็นไปอยํางทลุ ักทเุ ลและลาํ ช๎า โดยเฉพาะอยาํ งยิง่ ในแหลํงทํองเทีย่ ว ท่ี เป็นเกาะหํางจากฝ่ัง ความชํวยเหลอื ไปถึงลําชา๎ กวําบนพน้ื แผํนดินใหญํ จานวนผเู๎ สยี ชวี ติ จากการบาดเจบ็ จึงมี เพม่ิ มากข้นึ
2.3.4 ความเสยี หายทเ่ี กดิ ขนึ้ ในดา๎ นตําง ๆ 1) ความเสยี หายดา๎ นชวี ติ และทรัพยส๑ นิ จากรายงานเบื้องตน๎ เมอื่ วันที่ 10 มกราคม 2548 หลังการเกดิ พิบัติ ภยั คลน่ื สนึ ามิได๎ 15 วนั จานวนผู๎เสียชีวติ ที่เป็นคนตํางชาติมีถงึ 1,240 คน จากจานวนผ๎ูเสียชวี ิตท้ังหมด 5,309 คน นอกจากน้ี ยงั มีผู๎เสยี ชวี ิตท่ีไมํทราบวําเป็นคน ไทยหรือคนตํางชาตอิ ีก 2,341 คน สํวนผ๎สู ญู หาย จานวนท้งั หมด 3,370 คน นั้น ได๎มาจากการรับแจง๎ ตอํ ทางราชการจากญาตพิ น่ี ๎องของผู๎ประสบภยั ภายหลัง การเกดิ เหตุ ตอํ มาจานวนดงั กลําวน้ี ลดลง เพราะได๎พบผ๎ูทีร่ บั แจง๎ วําสูญหายบางคนแล๎ว นอกจากนย้ี ังมีการคน๎ พบศพผเ๎ู สยี ชวี ติ เพิม่ ข้นึ รวมทัง้ มี การตรวจสอบเอกลกั ษณข๑ องศพท่เี กบ็ รกั ษาไว๎ เพอ่ื ให๎ทราบวําเป็นผใ๎ู ด ในรายงานของกระทรวงมหาดไทยที่ เสนอตอํ คณะรัฐมนตรี เม่ือวันที่ 5 เมษายน 2548 หลงั เกดิ เหตกุ ารณ๑คลืน่ สนึ ามิได๎ 3 เดือนเศษได๎มกี าร เปล่ยี นแปลงตัวเลขผ๎เู สยี ชีวิต ผ๎ูบาดเจ็บและผ๎ูสูญหาย แยกเป็นคนไทยและคนตาํ งชาตดิ งั น้ี เชอื้ ชาติ ผเู๎ สยี ชวี ติ ผบู๎ าดเจบ็ ผสู๎ ญู หาย คนไทย 1,952 6,005 1,998 คนตาํ งชาติ 1,953 2,392 ไมรํ ะบุ 1,490 - 908 รวม 5,395 8,457 - 2,906 นอกจากจะมผี เ๎ู สยี ชีวติ บาดเจ็บและสญู หายเปน็ จานวนมากแล๎ว ยังมคี วามเสยี หายท่ีเกิดขนึ้ กับทรัพย๑สิน เป็น จานวนมากเชํนกนั ได๎แกํ อาคารของโรงแรมขนาดใหญํท่ีพักของนกั ทํองเทย่ี วประเภทบังกะโล และเกสตเ๑ ฮาส๑ ร๎านคา๎ และรา๎ นอาหารบรเิ วณชายหาดบา๎ นเรอื นของราษฎรท่ีมีอาชีพทางการประมง ทรัพยส๑ ินสวํ นตัวของ นักทํองเท่ยี วทีป่ ระสบภัย ยานพาหนะ เรือประมงและเรือของหนวํ ยงานราชการ ตลอดจนสาธารณูปโภคของท๎องถ่ิน เชํน ไฟฟาู ประปา โทรศพั ท๑ ถนนหนทาง ความเสยี หายทเ่ี กดิ ขนึ้ กบั ทรัพยส๑ นิ เหลาํ น้ี ถ๎าคดิ เปน็ มลู คํา แลว๎ มจี านวนหลายพนั ลา๎ น บาท ภาพถํายจากดาวเทียมบรเิ วณ บลวิลเลจ ปะการังรสี อรท๑ ตำบลคกึ คัก อำเภอตะก่วั ปุาจงั หวดั พังงา
วนั ที่ 30 มกราคม 2546 กํอนประสบภยั คลน่ื สนึ ามิ วันที่ 29 ธันวาคม 2547 หลงั เกดิ คล่นื สนึ ามิ 2) ความเสยี หายดา๎ นเศรษฐกจิ ทสี่ าคญั ท่ีสดุ คืออตุ สาหกรรมการทํองเทย่ี วเนื่องจาก บรเิ วณที่ได๎รบั พิบัตภิ ัย หลายแหงํ เป็นสถานทีท่ ํองเท่ียวท่ไี ด๎รับความนิยมมาก มกี ารลงทุนสร๎างโรงแรมที่พกั ในระดับตาํ งๆ รวมทง้ั สิ่ง อานวยความสะดวกแกํนักทํองเทย่ี ว นอกจากจะเสียหายในด๎านทรัพย๑สนิ แลว๎ การหยดุ กิจการของธรุ กจิ ตาํ งๆ ท่ีประสบพบิ ัติภัยยังทาใหบ๎ ุคลากรเป็นจานวนมากต๎องสูญเสยี รายได๎ ไมํวําจะเปน็ เจ๎าของกจิ การเอง หรอื พนกั งานลูกจ๎างของกจิ การนั้น ๆ ถึงแมว๎ ํากิจการอืน่ ๆ ทีไ่ มปํ ระสบพิบัติภยั โดยตรงยังสามารถดาเนนิ งานอยํูได๎ ก็อาจมีปญั หา การขาดแคลนลูกค๎า เน่ืองจากนักทอํ งเทีย่ วเกิดความเกรงกลวั ไมํกล๎าเดนิ ทางมาเส่ียงภัยอกี ปรากฏวาํ ภายหลังการเกดิ ภัยคลืน่ สึนามิ จานวนนกั ทอํ งเที่ยวใน 6 จังหวัดภาคใต๎ ไดล๎ ดลงอยํางเหน็ ไดช๎ ัด จังหวดั ท่ไี ดร๎ บั ผลกระทบมากทส่ี ดุ คอื ภเู กต็ พังงา และกระบี่ ซงึ่ เปน็ จงั หวัดที่มีนักทํองเทย่ี วเสียชวี ิตและ บาดเจบ็ มากทีส่ ดุ โดยรวมแล๎วแหลํงทอํ งเทย่ี วท่ีประสบความเสียหายมาก มี 8 แหํงดังน้ี คอื (1) ชายทะเลเขาหลกั ในอทุ ยานแหํงชาตเิ ขาหลกั -ลารูํ ตาบลคกึ คัก อาเภอตะกั่วปาุ จงั หวดั พังงา เปน็ จุดท่ี นกั ทํองเที่ยวเสียชวี ติ และบาดเจบ็ มากทส่ี ดุ เนือ่ งจากเป็น แหลงํ ทํองเที่ยวที่สาคัญ มีโรงแรมและที่พกั นกั ทอํ งเท่ยี วตั้งอยเูํ ปน็ จานวนมาก (2) เกาะสมิ ลิ ัน อาเภอตะกว่ั ปาุ จงั หวัดพังงา (3) หาดราไวย๑ ตาบลราไวย๑ อาเภอเมืองฯ จงั หวัด (4) หาดกะรน ตาบลกะรน อาเภอเมืองฯ จังหวดั (5) หาดกะท๎ู ตาบลกะทู๎ อาเภอกะท๎ู จงั หวดั (6) หาดกมลา ตาบลกมลา อาเภอกะทู๎ จงั หวัดภูเกต็ (7) หาดปุาตอง ตาบลปุาตอง อาเภอกะท๎ู จงั หวดั (8) เกาะพีพี อาเภออําวนาง จงั หวัดกระบี่ นอกจากอตุ สาหกรรมการทํองเทีย่ วแล๎ว ความเสียหายดา๎ นเศรษฐกจิ ท่สี าคญั อีกอยํางหนึ่งคอื การประมง เนอ่ื งจากมีหมูบํ า๎ นประมงหลายแหงํ ได๎รับความเสยี หายจากภัยพิบตั สิ นึ ามิ ทงั้ ในดา๎ นอาคารบา๎ นเรอื นและ เรอื ประมงท่ีใช๎ในการประกอบอาชพี หมบํู ๎านประมงท่ีได๎รบั ความเสียหายมาก คอื บา๎ นน้าเค็ม ซง่ึ ตง้ั อยทํู ป่ี าก คลองปากเกาะ ในอําวแหลมปูอม ตาบลบางมวํ ง อาเภอตะก่ัวปาุ จงั หวดั พังงา และทบ่ี ๎านสุขสาราญ ตาบลกา พวน กิง่ อาเภอสุขสาราญ จงั หวดั ระนอง 3) ความเสยี หายดา๎ นทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ๎ ม คล่ืนสึนามทิ ี่ซดั เขา๎ สฝํู ่ังดว๎ ยพลังแรงและมีระดับยอด คลนื่ สูงหลายเมตร ยอํ มกํอให๎เกิดความเสียหายแกทํ รัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ๎ มบนชายฝ่ังไดม๎ าก ซึ่งไมํ
สามารถประเมินคาํ เป็นตัวเงนิ ไดต๎ ัวอยาํ งของความเสยี หายทีส่ าคัญ ๆ ไดแ๎ กํความเสยี หายของปะการังใต๎น้า ซง่ึ ถูกคล่ืนกระแทกแตกหักเสยี หาย หรือถกู ตะกอนและวัสดตุ ําง ๆ ทนี่ า้ พัดพามาจากท๎องทะเลและบนพน้ื ดิน ทับ ถมกนั บนสํวนยอดของปะการัง ความเสยี หายของปุาชายเลนทถี่ ูกคลื่นซดั จนหักโคนํ หรอื หลุดลอยไปกับมวล นา้ การเปลี่ยนแปลงของแนวชายหาด โดยบางสํวนถดถอยเข๎ามาในบริเวณชายฝัง่ เน่ืองจากการกัดเซาะของ พลงั คลืน่ และบางสํวนอาจรกุ ลา้ ออกไปในทะเลจากการทับถมของตะกอนท่นี า้ พัดพามา การเปลยี่ นแปลงของ บรเิ วณปากแมํน้า ซ่ึงอาจขยายกว๎างออกหรือเคล่ือนทีไ่ ปจากเดมิ เนื่องจากพลังการกดั เซาะของคล่ืนและการ เปลย่ี นเสน๎ ทางน้าไหลจากปากน้าออกสทํู ะเล การมซี ากปรักหักพังของส่ิงกํอสรา๎ งตามบริเวณชายหาด ซึ่งทาให๎ เกดิ ความสกปรก รกรุงรงั รวมท้ัง มเี ศษขยะตาํ ง ๆ ทีค่ ลนื่ ซัดมากองไวเ๎ ปน็ จานวนมาก 2.4 พ้นื ทเ่ี สย่ี งภยั ในการเกดิ สนึ ามิ พนื้ ทเี่ ส่ยี งภัยในประเทศไทยมีทั้งหมด 19 จงั หวัด ได๎แกํ จังหวัดกระบ่ี จงั หวัดจนั ทบรุ ี จงั หวดั ฉะเชิงเทรา จงั หวดั ชลบรุ ี จงั หวดั ชมุ พร จงั หวดั ตรัง จงั หวัดตราด จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดนราธวิ าส จังหวดั ประจวบครี ีขันธ๑ จังหวัดปัตตานี จังหวดั พังงา จงั หวัดเพชรบุรี จงั หวัดภเู ก็ต จังหวดั ระนอง จงั หวัดระยอง จังหวดั สงขลา จังหวัดสตลู และจังหวดั สุราษฏรธ๑ านี แผนทแ่ี สดงพน้ื ทเี่ สย่ี งภยั ในการเกดิ สนึ ามิ
สาหรับพ้นื ที่เสยี่ งภัยในทวีปเอเชียและประเทศตําง ๆ ในโลก ท่ีมโี อกาสเกดิ คลื่นสึนามิสูง คือบรเิ วณที่แผํน เปลอื กโลกเคล่ือนแบบมุดตัวและเกาะทเี่ กิดจากภเู ขาไฟ หรือแนวภูเขาไฟท่ีผุดข้ึนมาคูํกับรํองลกึ ในบรเิ วณ มหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณดังกลําวนเ้ี รียกวาํ “วงแหวนแหงํ ไฟ” (Ring of Fire) น่ันเองสาหรบั พน้ื ที่เสย่ี งภยั ใน
ทวปี เอเชียและประเทศตําง ๆ ในโลก ทีม่ โี อกาสเกดิ คล่นื สนึ ามิสูง คอื บรเิ วณทแ่ี ผํนเปลือกโลกเคลื่อนแบบมดุ ตัวและเกาะที่เกดิ จากภูเขาไฟ หรือแนวภูเขาไฟทผ่ี ดุ ข้นึ มาคูํกบั รํองลึกในบรเิ วณมหาสมทุ รแปซิฟิก บรเิ วณ ดงั กลาํ วนเ้ี รยี กวํา “วงแหวนแหงํ ไฟ” (Ring of Fire) นั่นเอง ทม่ี า : https://engwell.wikispaces.com/RING+OF+FIRE+MAP
ใบงาน/กจิ กรรม ครง้ั ที่ 1 เร่อื ง วาตภยั กิจกรรมท่ี 2.1 ใหบ๎ อกความหมายของวาตภยั ............................................................................................................................. .............................. ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................. กจิ กรรมที่ 2.2 บอกประเภทของวาตภยั มีอะไรบ๎าง ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................. .................................................................................................................................................... ....... ........................................................................................................................... ................................ ............................................................................................................................. .............................. กิจกรรมท่ี 2.3 บอกสาเหตุท่ีทาให๎เกดิ วาตภยั ..................................................................................................................................................... ...... ............................................................................................................................ ............................... ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................. ......................................................................................................................................... .................. ................................................................................................................ ........................................... ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... กจิ กรรมที่ 2.4 บอกความเสียหายท่เี กิดจากวาตภยั มีอะไรบ๎าง .................................................................................................... ....................................................... ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................. ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... กจิ กรรมที่ 2.5 ศึกษาข๎อมลู วาตภยั ในทวีปอนื่ ๆ นอกเหนอื จากทวปี เอเชยี จากส่ือตําง ๆ แลว๎ เขยี นสรปุ สถานการณ๑และความเสยี หายมาพอเข๎าใจ ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................. ................................................................................................................................. .......................... ........................................................................................................ ................................................... ............................................................................................................................. ..............................
ใบงาน/กจิ กรรม เรือ่ ง อทุ กภยั กิจกรรมท่ี 3.1 จงบอกความหมายของอุทกภัย ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................. .................................................................................................................................................... ....... กิจกรรมที่ 3.2 จงบอกสาเหตแุ ละปจั จัยของการเกิดอทุ กภัย ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................... ................ .................................................................................................................. ......................................... ............................................................................................................................. .............................. ……………………………………………………………………....………………………………….…………………………… กิจกรรมท่ี 3.3 จงบอกผลกระทบทีเ่ กิดจากอทุ กภัย ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................. .............................................................................................................................. ............................. ..................................................................................................... ...................................................... ............................................................................................................................. .............................. กจิ กรรมท่ี 3.4 ให๎ใสเํ ครอื่ งหมาย / หนา๎ ข๎อที่ถูก และใหใ๎ สํเครือ่ งหมาย × หนา๎ ข๎อที่ผิด ............1. แดงรอใหม๎ ีการเตือนภัยกํอนจึงคํอยเตรยี มเกบ็ ของในบ๎าน ……….. 2. ขาวตรวจเชค็ สายไฟ ระบบไฟฟาู และถังแก๏ส ……….. 3. ดารวํ มกนั กบั คนในชมุ ชนวางแผนปอู งกันน้าทวํ มของหมํูบ๎าน ……….. 4. เขียวคาดคะเนพืน้ ที่เสีย่ งตํอการเกดิ อุทกภัย ……….. 5. สภุ าพใชเ๎ ครื่องปรับอากาศท่ีถกู นา้ ทวํ ม ........... 6. ประเสริฐตดั สะพานไฟและปดิ แก๏สในบา๎ น ........... 7. ประสาทรีบนาทรัพย๑สินออกมากํอนตวั เองเมอื่ เกิดสถานการณ๑ฉุกเฉิน .......…. 8. ประวิทย๑วํายน้าเลํนขณะน้าทํวม ………... 9. ประสงค๑ขบั รถยนต๑ฝุากระแสนา้ เชี่ยวกราก ………. 10. ประพาสตัดกระแสไฟฟาู ภายในบ๎าน เพือ่ ปูองกันไฟฟาู ดดู เสยี ชวี ิต ………. 11. สุภาสารวจความเสยี หายของโครงสรา๎ งตัวบ๎าน ระเบยี ง หลังคาให๎แนํใจวําปลอดภยั ………. 12. สุชาดาถาํ ยรูปความเสียหายเพื่อนาไปเรียกร๎องคาํ ชดเชยจากประกนั ภยั หรือเงนิ ทดแทนชํวยเหลือ จากหนํวยงานรฐั ทเี่ ก่ียวข๎อง ……….. 13. สุวดีเปิดปั๊มน้าประปาหลังน้าทํวมเพื่อใชท๎ าความสะอาดทันที ……….. 14. ฟาู ตดิ ตามขาํ วพยากรณ๑อากาศ ……….. 15. สุชีพตรวจสอบไฟฟูารั่วในบรเิ วณน้าขงั โดยใช๎ไขควงตรวจกระแสไฟฟาู ตํอด๎วยดา๎ มไม๎กํอนใช๎ อปุ กรณ๑ไฟฟาู
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189