Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้มัธยมศึกษาตอนปลาย

แผนการจัดการเรียนรู้มัธยมศึกษาตอนปลาย

Published by Bang-on Chanal, 2021-08-29 05:26:38

Description: แผนการจัดการเรียนรู้มัธยมศึกษาตอนปลาย

Search

Read the Text Version

ใบงาน/กจิ กรรม เร่ือง ดินโคลนถลํม กจิ กรรมท่ี 4.1 ใหผ๎ เ๎ู รียนชม รายการตอ๎ งรอด ตอน โคลนถลมํ จากนนั้ ใหว๎ ิเคราะหเ๑ นื้อหาจาก เร่ืองทไ่ี ด๎ชมไป แล๎ว และใหเ๎ วลาผเ๎ู รียนค๎นควา๎ ขอ๎ มลู เพิม่ เติมทางอนิ เตอรเ๑ นต็ โดยประเด็นในการวเิ คราะห๑ สืบเสาะ สืบค๎นคือ 1. การเกิดดินโคลนถลมํ หมายถงึ ......................................................................................... ............................................................................................................................. .............................. ....................................................................................................................................... .................... .............................................................................................................. ............................................. 2. ลกั ษณะการเกิดดินโคลนถลมํ เกิดไดโ๎ ดย ......................................................................... ................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................. 3. การเกดิ ดินโคลนถลํม มสี าเหตุมาจาก .............................................................................. ............................................................................................................................. .............................. ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... 4. ปจั จยั สาคญั ในการเกิดดินโคลนถลมํ ได๎แกํ ..................................................................... ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................. ............................................................................................................................... ............................ 5. สญั ญาณบอกเหตุกํอนเกดิ ดนิ โคลนถลํม ไดแ๎ กํ ................................................................ ............................................................................................................................. .............................. .............................................................................................. ............................................................. ............................................................................................................................. .............................. 6. พืน้ ทีเ่ สียงภัยดินโคลนถลํม ไดแ๎ กํ .............................................................................................................................. ............................. ..................................................................................................... ...................................................... ............................................................................................................................. .............................. 7. วิธกี ารปอู งกนั และลดผลกระทบดินโคลนถลมํ ................................................................................................................................. .......................... ........................................................................................................ ................................................... ............................................................................................................................. .............................. เฉลย/แนวตอบกจิ กรรม

หนวํ ยการเรยี นรท๎ู ่ี 2 วาตภยั กจิ กรรมที่ 2.1 ใหบ๎ อกความหมายของวาตภยั แนวตอบ วาตภัย หมายถงึ ภยั ทเ่ี กดิ ข้ึนจากพายุลมแรง จนทาใหเ๎ กดิ ความเสียหายแกํ ทรัพยส๑ ิน อาคารบา๎ นเรือน ตน๎ ไม๎ และส่ิงกอํ สร๎าง สาหรบั ในประเทศไทยวาตภยั หรอื พายลุ มแรงมี สาเหตุมาจากปรากฏการณท๑ างธรรมชาติ กจิ กรรมท่ี 2.2 บอกประเภทของวาตภยั มีอะไรบา๎ ง แนวตอบ วาตภยั แบงํ ออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. พายุฝนฟาู คะนอง เปน็ ปรากฏการณท๑ างธรรมชาติทเ่ี กดิ ข้ึนเป็นประจาเหนือ พ้นื ผวิ โลกตามฤดูกาล บรเิ วณใกลเ๎ ส๎น ศนู ยส๑ ตู รมีสภาพอากาศในเขตรอ๎ นมอี ากาศรอ๎ น อบอ๎าว ซ่งึ เออื้ ตํอการกอํ ตัวของพายฝุ นฟาู คะนองได๎ตลอดปี มกั จะ เกิดในเดือนมีนาคมถึงเดอื นเมษายน พายุประเภทนเ้ี กดิ ขึ้นบํอยในภาคเหนอื และภาคะวนั ออกเฉยี งเหนือ 2. พายุหมุนเขตร๎อนหรือพายุไซโคลน เกดิ ในฤดฝู น ประมาณเดอื นพฤษภาคม ถงึ ตุลาคม กอํ ตัวในมหาสมทุ รแปซิฟกิ หรอื ทะเลจีนใต๎ เม่อื เคล่ือนข้นึ ฝ่ังทวปี จะทาใหเ๎ กดิ คล่นื สงู ในทะเล มีความรนุ แรงตามความเรว็ ลมสงู สดุ ใกล๎ศูนยก๑ ลาง ของพายุตามลาดบั จากดเี ปรสชนั่ โซนรอ๎ นและไตฝ๎ ุน 3. พายุทอร๑นาโด เปน็ พายหุ มุนท่ีเกดิ ข้ึนในทวปี อเมริกา พายนุ ม้ี ีขนาดเนอื้ ทเ่ี ลก็ หรอื เส๎นผําศูนย๑กลางนอ๎ ย แตหํ มุน ด๎วยความเรว็ สงู หรอื ความเร็วลมใกลศ๎ ูนยก๑ ลางมากกวาํ พายหุ มนุ อื่น ๆ กอํ ความเสยี หายรนุ แรงในบริเวณทีพ่ ัดผาํ น เกดิ ทง้ั บนบกและในทะเล กจิ กรรมท่ี 2.3 บอกสาเหตทุ ท่ี าใหเ๎ กดิ วาตภยั แนวตอบ การเกิดวาตภยั เกดิ จาก 2 สาเหตุ คอื ความแตกตํางของอุณหภมู สิ องแหํง และความแตกตํางของความกด อากาศ 1. ความแตกตาํ งของอณุ หภูมสิ องแหงํ เนอื่ งจากอากาศเม่อื ได๎ความร๎อนจะขยายตัวอากาศรอ๎ นจะลอยตัวสงู ขนึ้ ทาให๎ อากาศในบริเวณขา๎ งเคยี งซึง่ มีอณุ หภมู ิตา่ กวาํ เคลือ่ นเขา๎ แทนทกี่ ารเคลื่อนทข่ี องอากาศเนือ่ งจากความแตกตํางของ อุณหภูมิในสองบริเวณกํอให๎เกดิ ลม 2. ความแตกตาํ งของความกดอากาศ อากาศเม่ือไดร๎ บั ความรอ๎ นจะขยายตวั ทาใหม๎ ีความหนาแนนํ ลดลง และเป็นผล ใหค๎ วามกดอากาศน๎อยลง อากาศเย็นในบรเิ วณใกล๎เคยี งซึ่งมคี วามหนาแนนํ มากกวาํ จะเคลือ่ นทเี่ ขา๎ มาบริเวณท่มี คี วาม กดอากาศตา่ การเคลื่อนทขี่ องอากาศเนื่องจากบรเิ วณท่มี คี วามกดอากาศตาํ งกันกท็ าให๎เกิดลม กจิ กรรมท่ี 2.4 บอกความเสยี หายทเ่ี กดิ จากวาตภยั แนวตอบ พายุที่เกิดขน้ึ และเคลอ่ื นที่ผาํ นบริเวณใดจะกอํ ใหเ๎ กดิ ความเสียหายได๎ ดังน้ี 1. เกดิ ฝนตกหนกั และเกดิ นา้ ทวํ มอยํางรุนแรง บ๎านเรอื นหลายหลังพงั ทลาย ประชากรเสยี ชีวิตเป็นจานวนมาก 2. พืชผลทป่ี ลกู ไว๎และทนี่ าหลายหม่นื ไรํไดร๎ ับความเสียหาย 3. ความเสยี หายตํอกิจการขนสงํ ทง้ั ทางบก ทางอากาศ และทางเรอื ดงั น้ี 3.1 ทางบก การเกิดน้าทํวมอยาํ งรนุ แรงทาใหถ๎ นนและสะพานขาดหรือชารุดกจิ การขนสํงตอ๎ งหยดุ ชะงัก รฐั ตอ๎ งเสีย งบประมาณในการกอํ สรา๎ งและซอํ มแซมเป็นจานวนมาก 3.2 ทางอากาศ พายทุ ี่พัดอยาํ งรนุ แรงจะทาใหเ๎ คร่ืองบนิ ได๎รบั อนั ตรายจากฝนทต่ี กหนัก ลูกเห็บ และฟูาผาํ ทเี่ กดิ ขึ้น อาจทาใหเ๎ ครอ่ื งบนิ ตกได๎ 3.3 ทางเรอื การเกิดพายุขึน้ ในทะเลทาให๎เกดิ คลืน่ ขนาดใหญํ และความแรงของพายทุ าให๎เรืออบั ปางได๎ ดังนนั้ เม่ือ เกิดพายรุ ุนแรงข้ึนในท๎องทะเลจะต๎องหยุดการเดินเรอื และหาทางนา้ เรือเข๎าท่ีกาบงั หรอื จอดพักตามทาํ เรือที่อยํู ใกลเ๎ คียง กจิ กรรมท่ี 2.5 ศกึ ษาข๎อมลู วาตภยั ในทวปี อนื่ ๆ นอกเหนอื จากทวปี เอเชยี จากสอ่ื ตาํ ง ๆ แลว๎ เขยี นสรปุ สถานการณ๑ และความเสยี หายมาพอเขา๎ ใจ แนวตอบ สรปุ ใหค๎ รอบคลุมวํา วาตภยั หรือพายุท่ียกตวั อยาํ งชอ่ื อะไร เกดิ ทไี่ หน ความรนุ แรง เทาํ ใด เกดิ ความเสียหาย อยาํ งไรบา๎ ง รฐั มีแผนเตรยี มรับสถานการณ๑อยาํ งไร แนวตอบ/เฉลยกจิ กรรม

หนวํ ยการเรยี นร๎ูเรอ่ื ง อุทกภยั กจิ กรรมที่ 3.1 จงบอกความหมายของอทุ กภยั แนวตอบ อทุ กภัย คือ ภัยหรืออนั ตรายที่เกิดจากนา้ ทวํ ม หรอื อนั ตรายอนั เกิดจากภาวะทนี่ ้าไหล เอํอล๎นฝ่งั แมํนา้ ลาธาร หรือทางน้าเข๎าทวํ มพนื้ ที่ซงึ่ โดยปกติแล๎วไมํได๎อยํูใต๎ระดับน้า หรือเกิดจาก การสะสมน้าบน พน้ื ที่ซ่ึงระบายออกไมํทนั ทาให๎พน้ื ที่นน้ั ปกคลุมไปดว๎ ยน้า กจิ กรรมที่ 3.2 จงบอกสาเหตแุ ละปจั จยั ของการเกิดอทุ กภยั แนวตอบ สาเหตแุ ละปจั จยั สาคญั ทที่ าให๎เกดิ อุทกภัยมี 2 ประการ คือ การเกิดภยั ธรรมชาตแิ ละ การ กระทาของมนษุ ย๑ 1. การเกดิ ภยั ธรรมชาติ ไดแ๎ กํ 1.1 ฝนตกหนักจากพายุหรือพายุฝนฟูาคะนอง เป็นพายุท่ีเกิดข้ึนติดตํอกันเป็น เวลานานหลายชัว่ โมง มี ปรมิ าณฝนตกหนักมากจนไมํอาจไหลลงสแูํ มํน้าลาธารไดท๎ ันจงึ ทวํ มพ้นื ท่ีท่ีอยํูในที่ตา่ ซึง่ มกั เกดิ ในชวํ งฤดูฝน หรอื ฤดรู ๎อน 1.2 ฝนตกหนักจากพายุหมุนเขตร๎อน เม่ือพายุนี้เกิดท่ีแหํงใดแหํงหนึ่งเป็นเวลานานหรือแทบไมํ เคล่ือนทีจ่ ะทาให๎บริเวณนั้นมีฝนตกหนักติดตํอกันตลอดเวลาย่ิงพายุมีความ รุนแรงมาก เชนํ มีความรุนแรง ขนาดพายุโซนร๎อนหรือไต๎ฝุํน เม่ือเคล่ือนตวั ไปถงึ ที่ใดกท็ าให๎ท่นี นั้ เกิดพายุลมแรง ฝนตกหนักเป็นบริเวณ กว๎างและมีน้าทํวมขัง นอกจากน้ีถ๎าความถ่ีของพายุที่ เคลอื่ นที่เขา๎ มาหรอื ผาํ นเกดิ ขึน้ ตอํ เน่ืองกัน ถึงแม๎จะ ในชวํ งสนั้ แตํกท็ าให๎น้าทวํ มเสมอ 1.3 ฝนตกหนักในปุาบนภูเขา ทาให๎ปริมาณนา้ บนภูเขาหรือแหลํงต๎นน้ามีมาก มีการไหลเชี่ยวอยํางรุนแรง ลงสูทํ ี่ราบเชิงเขา เกิดนา้ ทํวมข้ึนอยาํ งกะทันหัน เรียกวํานา้ ทํวมฉับพลนั เกดิ ขึ้นหลังจากทม่ี ฝี นตกหนัก ในชวํ งระยะเวลาสั้น ๆ หรอื เกิดกํอนทีฝ่ นจะหยดุ ตก มกั เกิดขน้ึ ในลา๎ ธารเล็ก ๆ โดยเฉพาะตอนท่ีอยูํใกล๎ตน๎ น้าของบริเวณลุํมน้า ระดับนา้ จะสงู ข้ึนอยํางรวดเรว็ จงั หวัดทอ่ี ยูใํ กล๎เคียงกบั เทอื กเขาสูง เชนํ จงั หวดั เชยี งใหมํ เชียงราย แมฮํ ํองสอน เป็นต๎น 1.4 ผลจากนา้ ทะเลหนุน ในระยะท่ีดวงอาทิตย๑และดวงจันทร๑อยูํในแนวที่ทาให๎ ระดับนา้ ทะเลขน้ึ สูงสุด นา้ ทะเลจะหนุนให๎ระดับน้าในแมํน้าสูงมากขึ้น ประกอบกับระยะเวลาท่ี นา้ ปุาและน้าจากภเู ขาไหลลงสูํ แมนํ ้า น้าในแมนํ า้ จึงไมอํ าจไหลลงสํูทะเลได๎ ทาให๎เกิดนา้ เอํอลน๎ ตลิ่ง และทํวมเปน็ บรเิ วณกวา๎ ง ย่ิงถ๎ามฝี นตก หนักหรือมพี ายุเกดิ ข้นึ ในชวํ งน้ี ความเสียหายก็จะมมี ากข้ึน แนวตอบ/เฉลยกจิ กรรม

หนวํ ยการเรยี นร๎ูเรอื่ ง อทุ กภยั กจิ กรรมที่ 3.5 ใหใ๎ สเํ ครือ่ งหมาย หนา๎ ขอ๎ ทถ่ี ูก และใหใ๎ สเํ ครอื่ งหมาย หน๎าข๎อทผ่ี ดิ แนวตอบ ขอ๎ 1- 5 การเตรยี มตวั รบั มือกอํ นการเกดิ อทุ กภยั 1. แดงรอให๎มกี ารเตือนภัยกํอนจึงคอํ ยเตรยี มเก็บของในบ๎าน 2. ขาวตรวจเช็คสายไฟ ระบบไฟฟูา และถังแก๏ส 3. ดารวํ มกนั กับคนในชุมชนวางแผนปูองกนั นา้ ทํวมของหมํูบ๎าน 4. เขียวคาดคะเนพน้ื ทีเ่ สีย่ งตํอการเกดิ อทุ กภัย 5. สภุ าพใชเ๎ คร่อื งปรับอากาศที่ถูกน้าทํวม ข๎อ 6-10 การปฏบิ ตั ติ วั ขณะระหวาํ งการเกดิ อทุ กภยั 6. ประเสริฐตัดสะพานไฟและปิดแกส๏ ในบา๎ น 7. ประสาทรีบนา้ ทรัพย๑สินออกมากอํ นตัวเองเมอ่ื เกิดสถานการณ๑ฉุกเฉิน 8. ประวิทยว๑ ํายนา้ เลนํ ขณะน้าทํวม 9. ประสงคข๑ บั รถยนต๑ฝาุ กระแสนา้ เชี่ยวกราก 10. ประพาสตดั กระแสไฟฟาู ภายในบา๎ น เพื่อปูองกันไฟฟูาดดู เสยี ชวี ติ ข๎อ 11-15 การปฏบิ ตั ติ วั หลงั เกดิ อทุ กภยั 11. สุภาสารวจความเสยี หายของโครงสรา๎ งตวั บ๎าน ระเบยี ง หลังคา ให๎แนํใจ วาํ ปลอดภัย 12. สุชาดาถํายรูปความเสียหายเพื่อน๎าไปเรียกร๎องคําชดเชยจากประกันภัย หรือเงนิ ทดแทน ชํวยเหลอื จากหนํวยงานรฐั ที่เกีํยวขอ๎ ง 13. สวุ ดเี ปิดปั๊มน้าประปาหลังน้าทวํ มเพ่อื ใช๎ทาความสะอาดทันที 14. ฟูาติดตามขาํ วพยากรณ๑อากาศ 15. สชุ พี ตรวจสอบไฟฟูารวั่ ในบริเวณน้าขังโดยใชไ๎ ขควงตรวจกระแสไฟฟูา ตอํ ด๎วยด๎ามไมก๎ อํ นใช๎ อปุ กรณไ๑ ฟฟูา เฉลย/แนวตอบกจิ กรรม

หนวํ ยการเรยี นรท๎ู ่ี 4 ดนิ โคลนถลมํ กจิ กรรมท่ี 4.1 ใหผ๎ ู๎เรียนชมวดี ทิ ัศนร๑ ายการ ตอ๎ งรอด ตอน ดนิ โคลนถลํม จากนั้นให๎วเิ คราะห๑เนอ้ื หาจากวดี ิ ทัศนท๑ ่ี ได๎ชมไปแล๎ว และให๎เวลาผู๎เรยี นค๎นควา๎ ข๎อมลู เพ่ิมเติมทางอินเตอรเ๑ นต็ โดยประเด็นในการวิเคราะห๑ สืบเสาะ สืบค๎น คอื 1. ความหมายของการเกิดดนิ โคลนถลมํ 2. ลกั ษณะการเกดิ ดนิ โคลนถลํม 3. สาเหตกุ ารเกิดดนิ โคลนถลํม 4. ปจั จยั สาคัญในการเกดิ ดินโคลนถลมํ 5. สญั ญาณบอกเหตุกํอนเกิดดินโคลนถลํม 6. พ้ืนทีเ่ สียงภยั ดินโคลนถลํม 7. วิธีการปอู งกนั และลดผลกระทบดนิ โคลนถลํม แนวตอบ 1. ความหมายของการเกดิ ดนิ โคลนถลํม การเกิดดินโคลนถลํม หมายถึง ปรากฏการณ๑ทีส่ ํวนของพ้ืนดนิ ไมวํ าํ จะเปน็ กอ๎ นหินดิน ทราย โคลนหรอื เศษดิน เศษตน๎ ไม๎ เกิดการไหล เลอ่ื น เคล่อื น ถลมํ พงั ทลาย หรอื หลํนลงมาตามท่ีลาดเอียง อนั เนื่องมาจากแรงดึงดดู ของโลก ในขณะทีส่ วํ นประกอบของชน้ั ดิน ความช้นื และความชํมุ นา๎ ในดินท๎าให๎เกิดการเสียสมดุล 2. ลกั ษณะการเกดิ ดนิ โคลนถลมํ มี 5 ลกั ษณะใหญํ ๆ ดังนี้ 2.1 การถลมํ แบบรํวงหลํน มกั จะเป็นก๎อนหินทงั้ ก๎อนใหญํและก๎อนเล็กลกั ษณะอาจตกลงมาตรง ๆ หรือตก แลว๎ กระดอนลงมาหรืออาจกลิ้งลงมาตามลาดเขาก๎อได๎ 2.2 การถลํมแบบล๎มคว่ามักจะเกิดกบั หนิ ท่ีเป็นแผนํ หรอื เป็นแทงํ หินที่แตกและลม๎ ลงมา 2.3 การถลมํ แบบการเลื่อนไถล เป็นการเคล่ือนตวั ของดนิ หรอื หนิ จากที่สูงไปสทูํ ล่ี าดต่าอยาํ งช๎า ๆ แตํหากถงึ ท่ี ทม่ี นี า้ ชํุม หรอื พน้ื ท่ที ี่มคี วามลาดชันสงู การเคลอ่ื นที่อาจเรว็ ข้นึ ก็ได๎ 2.4 การไหลของดิน (Flows) เกิดจากดินชํุมน้ามากเกินไป ท๎าให๎เกดิ ดนิ โคลนไหลลงมาตามท่ีลาดชัน โดยการ ไหลของดินแบบนี้ ดินไหลอาจพัดพาเศษทราย ตน๎ ไม๎ โคลน หรือแมน๎ กระทงั่ ก๎อนหนิ เล็ก ๆ ลงมาดว๎ ยและหาก การไหลของดนิ พัดผาํ นเขา๎ มาหมูบํ ๎านก็อาจท๎าใหเ๎ กดิ ความเสียหายรา๎ ยแรงได๎ 2.5 การถลํมแบบแผอํ อกไปด๎านขา๎ ง (Lataral Spreading) มักเกิดในพ้นื ท่ีทล่ี าดชนั นอ๎ ยหรอื พืน้ ท่ีคํอนขา๎ ง ราบโดยเกดิ จากดินที่ชมุํ น้ามากเกนิ ไปทาใหเ๎ น้ือดินเหลว และไมํเกาะตัวกนั จนแผํตวั ออกไปดา๎ นขา๎ ง ๆ โดยเฉพาะด๎ายท่ีมีความลาดเอียงหรือต่ากวํา 3. สาเหตกุ ารเกดิ ดนิ โคลนถลมํ การเกดิ ดนิ โคลนถลมํ มสี าเหตหุ ลัก 2 สาเหตุ ได๎แกํ 3.1 สาเหตทุ เ่ี กดิ ตามธรรมชาติ ไดแ๎ กํ - โครงสร๎างของดินทไี่ มํแข็งแรง - พนื้ ท่มี คี วามลาดเอียงและไมํมีตน๎ ไมย๎ ดึ หน๎าดนิ - การเกิดเหตุการณฝ๑ นตกหนักและตกนาน ๆ - ฤดูกาลโดยเฉพาะฤดฝู นสํวนสาคัญทาใหเ๎ กดิ การอํอนตัวและดินถลมํ - ความแหง๎ แลง๎ และไฟปาุ ทาลายตน๎ ไม๎ยดึ หน๎าดิน - การเกดิ แผํนดนิ ไหว 3.2 สาเหตทุ เี่ กดิ จากการกระทาของมนษุ ย๑

- การขดุ ไหลเํ ขาทาให๎ไหลํเขาชันมากขน้ึ - การบดอดั ดินเพื่อการกํอสร๎างก็อาจทาให๎ดินขา๎ งเคียงเคลื่อนตัว - การสบู นา้ ใต๎ดนิ นา้ บาดาลที่มากเกนิ ไปทาให๎เกดิ โพรงใตด๎ ินหรือการอัดนา้ ลงในดนิ มากเกินไปกท็ าให๎ โครงสร๎างดินไมํแขง็ แรงได๎ - การถมดนิ บนสันเขาก็เปน็ การเพ่มิ นา้ หนักให๎ดนิ เม่ือมีฝนตกหนักอาจทาให๎ดินถลมํ ได๎ - การตัดไม๎ทาลายปุาทาให๎ไมํมตี น๎ ไมย๎ ึดเกาะหนา๎ ดนิ - การสรา๎ งอํางเก็บน๎าบนก็เป็นการเพ่ิมน้าหนักบนภูเขาและยังทาใหน๎ า้ ซึมลงใตด๎ ินจนเสียสมดลุ เป็นต๎น 4. ปัจจยั สาคัญในการเกิดดินโคลนถลํม ประกอบดว๎ ยปจั จัยหลกั 4 ประการ ได๎แกํ 4.1 สภาพธรณีวิทยา ปกตชิ ั้นดนิ ทเ่ี กดิ การถลมํ ลงมาจากภูเขา เป็นช้นั ดนิ ท่เี กิดจากการผกุ รํอนของหนิ ให๎เกดิ เป็นดนิ ซ่ึงขน้ึ อยํกู บั ชนิดของหนิ และโครงสรา๎ งทางธรณวี ทิ ยา 4.2 สภาพภมู ิประเทศ สภาพภมู ปิ ระเทศทท่ี าให๎เกิดดินถลมํ ไดง๎ าํ ย ไดแ๎ กํภูเขาและพ้ืนที่ท่มี ีความลาดชันสูง หรือมีทางน้าคดเคีย้ วจานวนมาก 4.3 ปรมิ าณน้าฝน ดนิ โคลนถลํมจะเกิดขน้ึ เม่ือฝนตกหนักหรือตกตํอเน่ืองเป็นเวลานาน นา้ ฝนจะไหลซมึ ลงไป ในช้ันดินจนช้นั ดนิ อมิ่ ตัวดว๎ ยนา้ ทาใหค๎ วามดันของน้าในดินเพมิ่ ขน้ึ เปน็ การเพิม่ ความดันในชํองวํางของเม็ดดนิ ดันใหด๎ ินมกี ารเคล่ือนที่ลงมาตามลาดเขาไดง๎ าํ ย 4.4 สภาพสิง่ แวดลอ๎ มทเ่ี ปลี่ยนแปลงไป อาจทาใหเ๎ กิดดนิ โคลนถลมํ ได๎ พ้ืนทต่ี น๎ น้า ลาธาร ปุาไม๎ ถกู ทาลายใน หลาย ๆ จดุ การบกุ รุกทาลายปาุ ไม๎เพ่ือทาไรํและทาการเกษตรบนท่ีสูง เปน็ ตน๎ 5. สญั ญาณบอกเหตุกํอนเกดิ ดนิ โคลนถลมํ กํอนเกดิ เหตกุ ารณด๑ นิ โคลนถลมํ อาจสังเกตไดจ๎ ากสญั ญาณ ดังตํอไปน้ี 5.1 มฝี นตกหนักถงึ หนักมากตลอดท้ังวัน 5.2 มีนา้ ไหลซมึ หรือนา้ พพุ งุํ ขึ้นมาจากใต๎ 5.3 ระดบั นา้ ในแมํน้าลาห๎วยเพิ่มสงู ขนึ้ อยํางรวดเรว็ ผดิ ปกติ 5.4 สีของน้ามสี ขี ํนุ มากกวาํ ปกติ เปล่ียนเป็นเหมอื งสีดนิ ภูเขา 5.5 มีก่งิ ไมห๎ รอื ทอํ นไม๎ไหลมากับกระแสน้า 5.6 เกิดชอํ งทางเดินน้าแยกข้ึนใหมหํ รือหายไปจากเดิมอยํางรวดเรว็ 5.7 เกดิ รอยแตกบนถนนหรือพน้ื ดนิ อยํางรวดเร็ว 5.8 ดินบริเวณฐานรากของตึกหรอื ส่ิงกํอสร๎างเกิดการเคลื่อนตัวอยาํ งกะทันหนั 5.9 โครงสร๎างตําง ๆ เกิดการเคล่อื นหรือดนั ตัวขน้ึ เชํน ถนน กาแพง 5.10 ตน๎ ไม๎ เสาไฟ ร้วั หรือกาแพง เอยี งหรือล๎มลง เปน็ ต๎น 6. พนื้ ทเ่ี สยี งภยั ดนิ โคลนถลมํ พืน้ ท่ีทมี่ โี อกาสเกิดภยั โคลนดนิ ถลมํ ไดแ๎ กํ 6.1 พ้ืนทตี่ ามลาดเชงิ เขาหรือบรเิ วณทีล่ ุํมใกลเ๎ ชงิ เขาที่มีการพงั ทลายของดินสูง 6.2 พื้นท่ีเป็นภเู ขาสูงชนั หรือหนา๎ ผาทีเ่ ปน็ หินผุพังงํายและมีชน้ั ดินหนาจากการผุกรอํ นของหิน 6.3 พ้ืนทีท่ เ่ี ป็นทางลาดชนั เชนํ บริเวณถนนที่ตัดผาํ นหบุ เขา บรเิ วณลาหว๎ ยบริเวณเหมืองใตด๎ นิ และเหมืองบน ดนิ 6.4 บรเิ วณทด่ี นิ ลาดชันมากและมหี นิ ก๎อนใหญํฝังอยูใํ นดนิ โดยเฉพาะบรเิ วณท่ีใกล๎ทางน้า เชํน หว๎ ย คลอง แมนํ ้า 6.5 ทล่ี าดเชงิ เขาท่ีมกี ารขดุ หรือถม 6.6 สภาพพนื้ ท่ตี น๎ น้าลาธารท่ีมกี ารทาลายปาุ ไม๎สูง ชน้ั ดนิ ขาดรากไม๎ยึดเหนยี่ ว 6.6 เปน็ พืน้ ท่ีทเ่ี คยเกิดดนิ ถลํมมากํอน

7. วธิ กี ารปอู งกนั และลดผลกระทบดนิ โคลนถลมํ การปอู งกนั การเกิดดนิ โคลนถลมํ ที่ เกดิ ขึน้ เองตามธรรมชาตินั้น นอกจากจะเปน็ หนา๎ ทข่ี องหนํวยงานท่รี บั ผดิ ชอบโดยตรงแล๎ว คนในชมุ ชนควร รํวมมือกนั ในการกาหนดแนวทางการปูองกนั ภัยพบิ ัติการเกิดดินโคลนถลํมในพื้นที่เส่ียงสรุปได๎ดังนี้ 7.1 รวํ มกนั ดแู ล รกั ษา และปูองกนั ไมํให๎มกี ารตัดตน๎ ไมท๎ าลายปาุ ในพ้นื ท่ปี ุาและบริเวณลาหว๎ ยให๎มีความอุดม สมบูรณ๑ 7.2 คนในชมุ ชนควรรวํ มกนั จัดสรรเขตพ้ืนท่ีปุาเปน็ เขตปุาอนุรกั ษ๑และเขตปาุ ใช๎ประโยชนอ๑ อกจากกัน เพือ่ ปูองกนั การโคนํ ลม๎ ต๎นไม๎ 7.3 สารวจบริเวณพื้นทที่ ม่ี ีความเสี่ยงในการเกดิ ดินโคลนถลมํ 7.4 ควรทาลายหรอื ขนย๎ายเศษกงิ่ ไม๎ ต๎นไมแ๎ ห๎งทีถ่ ูกพัดมาสะสมขวางทางน้า 7.5 ควรทาการอพยพประชาชนทต่ี ้งั บา๎ นเรอื นกีดขวางทางน้าข้นึ ไปอยํูบนเนนิ หรอื ทีส่ งู ชวั่ คราว โดยเฉพาะ อยาํ งยง่ิ เมือ่ มกี ารเตือนภัยวาํ จะเกิดฝนตกหนกั ติดตํอกนั 7.6 จัดต้ังกลํุมเครือขํายเฝาู ระวงั และแจ๎งเหตุแผนํ ดินถลํม 7.7 จัดทาแผนการอพยพแผนการชํวยเหลือและฟื้นฟผู ๎ปู ระสบภัย และควรฝกึ ซ๎อมตามแผนการอพยพใน โอกาสทเ่ี สีย่ งจะเกดิ แผํนดนิ ถลมํ ใบงาน/กจิ กรรม ครง้ั ที่ 2

เรอ่ื ง แผนํ ดนิ ไหว กจิ กรรมท่ี 7.1 ให๎อธิบายความหมายของแผํนดินไหว แผํนดินไหว หมายถงึ ……………………………………………………………....……………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………….…………..………………………………………… ……………………………………………………………………………………….………………………………………………. ………………………………………………………………………………….…………..………………………………………… กจิ กรรมที่ 7.2 ใหอ๎ ธิบายสาเหตุของการเกิดแผํนดินไหว ………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………….….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………….……….. กจิ กรรมที่ 7.3 ให๎อธิบายผลกระทบจากแผนํ ดินไหวกอํ ให๎เกดิ ความเสยี หายอยาํ งไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………….…….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………….……. กจิ กรรมท่ี 7.4 ใหบ๎ อกหรือยกตวั อยาํ งพน้ื ท่ีเสี่ยงในการเกิดแผนํ ดินไหวในประเทศไทยและในประเทศตําง ๆ ในโลก ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………….…….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………….…….. กิจกรรมที่ 7.5 ใหอ๎ ธบิ ายวําแผนํ ดินไหวในประเทศไทยเกิดขึน้ ได๎อยาํ งไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………….…….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………….…….. ………………………………………………………………………………………………………………………………….….…. …………………………………………………………………………………………………………………………………….….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………….……. ……………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………….……. ……………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………….……… ใบงาน/กจิ กรรม

เรื่อง สนึ าม.ิ .ภยั รา๎ ยท่นี าํ กลวั กิจกรรมที่ 8.1 ให๎ทาํ นดวู ดี ทิ ัศน๑ เรื่อง คล่ืนสึนามิ ทจ่ี งั หวัดภูเกต็ เม่อื วนั ท่ี 26 ธันวาคม 2547 จาก อนิ เทอรเ๑ น็ต และใหต๎ อบคาถามในประเด็นตํอไปนี้ 1. คลน่ื สนึ ามิ มลี ักษณะการเกิดอยาํ งไร ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................. ............................................................................................................................. .............................. ......................................................................................... .................................................................. ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................. ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................ 2. การเกิดคล่นื สนึ ามิ มสี าเหตมุ าจากอะไร ............................................................................................................................. .............................. ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................. .......................................................................................................................................................... . ............................................................................................................................. .............................. ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................. .............................................................................................................................................. ............. ..................................................................................................................... ...................................... 3. เมอ่ื เกิดคลืน่ สนึ ามิ จะเกดิ ผลกระทบตํอประเทศชาติอยํางไร ............................................................................................................................. .............................. ................................................................................................................................ ........................... ....................................................................................................... .................................................... ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................. ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................... ................................................................ ............................................................................................................................. ..............................

กจิ กรรมที่ 8.2 จงบอกพ้ืนทเ่ี สีย่ งภยั ตอํ การเกิดสนึ ามขิ องประเทศตําง ๆ ในโลกมาพอสงั เขป ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................. กจิ กรรมท่ี 8.4 จงบอกวธิ ีเตรียมตัวเพอ่ื ลดความเสียหายจากสึนามิ ตามหัวขอ๎ ตํอไปน้ี 1. กอํ นเกดิ สนึ ามิ ............................................................................................................................. .............................. ............................................................................................................................. .............................. ................................................................................................ ........................................................... 2. ขณะเกิดสนึ ามิ ............................................................................................................................. .............................. ................................................................................................................................................... ........ .......................................................................................................................... ................................. 3. หลังเกดิ สึนามิ ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................. กิจกรรมท่ี 8.5 จงบอกแนวทางในการปูองกนั ภัยและการแกไ๎ ขปัญหาผลกระทบทเ่ี กดิ ขน้ึ จากสึนามิโดยแยก อธิบายตามบทบาทหนา๎ ท่ีแตํละภาคสํวนดงั ตํอไปน้ี 1. ภาครฐั ดาเนินการดังน้ี ...................................................................................... ..................................................................... ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... 2. ภาคเอกชน ดาเนนิ การดงั นี้ ...................................................................................................... ..................................................... ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... 3. ภาคประชาชน ดาเนินการ ดังน้ี ................................................................................................................... ........................................ ............................................................................................................................. .............................. ........................................................................................................................................................... กิจกรรมท่ี 8.6 กรณีเกิด คลน่ื สึนามใิ นพื้นทเ่ี ราจะประสานเพอ่ื ขอความชวํ ยเหลือและแจง๎ ขาํ วสารหนํวยงานใด บา๎ ง จงยกตวั อยาํ งมา 3 หนํวยงาน ......................................................................................................................................................... .. ............................................................................................................................. .............................. ............................................................................................................................. .............................. เฉลย/แนวตอบกจิ กรรม หนวํ ยการเรยี นรเ๎ู รอื่ ง .... แผนํ ดนิ ไหว

กจิ กรรมที่ 7.1 ใหผ๎ เ๎ู รยี นอธบิ ายความหมายของแผนํ ดนิ ไหว แนวตอบ พจนานกุ รม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พุทธศกั ราช 2542 ไดใ๎ ห๎ความหมายของ แผํนดนิ ไหว หมายถงึ การส่ันสะเทอื นของแผนํ ดินท่ีร๎ูสึกได๎ ณ บริเวณใดบริเวณหนง่ึ บนผวิ โลก กจิ กรรมที่ 7.2 ใหอ๎ ธบิ ายสาเหตขุ องการเกดิ แผนํ ดนิ ไหว แนวตอบ 1. เกิดจากการเคล่อื นที่ของเปลือกโลกตามแนวระหวาํ งรอยตํอของแผนํ ธรณภี าค ทาใหช๎ ้ันหินขนาดใหญํ แตกหักหรือเลือ่ นตัวและถาํ ยโอนพลงั งานศกั ย๑อยาํ งรวด เร็วให๎กบั ชัน้ หนิ ท่อี ยํตู ดิ กันในรูปของคลนื่ ไหวสะเทอื น 2. เกดิ จากการระเบิดของภเู ขาไฟ เนื่องจากในขณะทแ่ี มกมาใตผ๎ วิ โลกเคล่ือนตวั ตามเสน๎ ทางสปํู ลอํ งภเู ขาไฟ สามารถ ทาใหเ๎ กดิ แผํนดินไหวกํอนท่จี ะระเบดิ ออกมาเปน็ ลาวา 3. เกดิ จากการกระทาของมนษุ ย๑ เชนํ การทดลองระเบิดปรมาณูใต๎ดนิ การระเบิดพนื้ ท่เี พอ่ื สารวจลกั ษณะของหนิ สาหรับวางแผนกํอสร๎างอาคาร และเขื่อนกกั เก็บน้าขนาดใหญเํ ป็นตน๎ กจิ กรรมท่ี 7.3 ใหอ๎ ธบิ ายผลกระทบจากแผนํ ดนิ ไหวกํอให๎เกดิ ความเสยี หายอยาํ งไร แนวตอบ 1. ทาใหเ๎ กิดพนื้ ดินแตกแยก 2. เกิดภเู ขาไฟระเบดิ 3. อาคารสิง่ กํอสรา๎ งพังทลาย 4. ไฟไหมแ๎ ก๏สร่ัว 5. ทอํ ระบายนา้ และทํอประปาแตก 6. เกดิ คลน่ื สึนามิแผนํ ดนิ ถลมํ 7. เส๎นทางการคมนาคมเสยี หายและถูกตัดขาดถนนและทางรถไฟบิดเบยี้ วโคง๎ 8. เกดิ โรคระบาด 9. เกดิ ปญั หาดา๎ นสขุ ภาพจติ ของผูป๎ ระสบภัย 10. เกิดความสญู เสยี ในชีวติ และทรพั ยส๑ นิ รวมถงึ ทางเศรษฐกิจ เชนํ การสอ่ื สารโทรคมนาคมขาดชวํ ง ระบบ คอมพวิ เตอรข๑ ัดข๎องการคมนาคมท้ังทางบก ทางนา้ และทางอากาศหยดุ ชะงัก 11. สงํ ผลตํอการลงทนุ การประกันภยั 12. ในกรณีท่ีแผํนดนิ ไหวมคี วามรนุ แรงมากอาจทาให๎อาคาร สิง่ ปลูกสรา๎ งถลมํ และมผี ูเ๎ สียชวี ิตได๎ 13. หากเกดิ แผํนดนิ ไหวข้นึ ใตท๎ ๎องทะเลแรงส่นั สะเทือนอาจจะทาให๎เกิดเป็นคลนื่ ยักษข๑ นาดใหญํ ทเ่ี รยี กวํา “สึนาม”ิ (Tsunami) ซึง่ กํอให๎เกดิ ความเสยี หายได๎ กจิ กรรมท่ี 7.4 ใหบ๎ อกหรอื ยกตวั อยาํ งพน้ื ทเี่ สยี่ งในการเกดิ แผนํ ดนิ ไหวในประเทศไทยและในประเทศตาํ งๆในโลก แนวตอบ - ตวั อยาํ งพนื้ ทเี่ สย่ี งในการเกิดแผํนดินไหวในประเทศไทย ได๎แกํ เชยี งราย เชียงใหมํ ตาก ลาพนู ลาปาง นําน แมฮํ ํองสอน - ตัวอยํางพ้ืนท่เี สยี่ งในการเกิดแผํนดินไหวในประเทศตําง ๆ ในโลกไดแ๎ กํ ญปี่ ุน อินโดนีเซียอติ าลี ตรุ กี อฟั กานีสถาน ปากีสถาน จนี เมียนมา กจิ กรรมท่ี 7.5 ใหอ๎ ธบิ ายวาํ แผนํ ดนิ ไหวในประเทศไทยเกดิ ขนึ้ ไดอ๎ ยาํ งไร แนวตอบ แผํนดนิ ไหวขนาดใหญทํ ี่มแี หลํงกาเนดิ จากภายนอกประเทศสํงแรงสน่ั สะเทอื นมายงั ประเทศไทย โดยมี แหลํงกาเนดิ มาจากตอนใตข๎ องสาธารณรัฐประชาชนจนี พมาํ สาธารณรัฐ ประชาชนลาว ทะเลอนั ดามนั ตอนเหนือ ของเกาะสุมาตรา สวํ นมากบริเวณภาคเหนือ ภาคใต๎ ภาคตะวนั ตก ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื และกรงุ เทพมหานคร แผนํ ดนิ ไหวเกดิ จากแนวรอยเล่อื นที่ยังสามารถเคล่ือนตวั ซึง่ อยบูํ รเิ วณภาคเหนอื และ ภาคตะวนั ตกของประเทศ เชนํ รอยเล่ือนเชยี งแสน รอยเล่อื นแมทํ า รอยเลอ่ื นแพรํ รอยเลื่อนเถนิ รอยเลือ่ นเมย อทุ ยั ธานี รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ รอย เลื่อนเจดีย๑สามองค๑ รอยเลอื่ นคลองมะรยุ เปน็ ตน๎ เฉลย/แนวตอบกจิ กรรม หนวํ ยการเรยี นรเ๎ู รอื่ ง ........ สนึ าม.ิ .ภยั ร๎ายทน่ี าํ กลวั

กจิ กรรมท่ี 8.1 ให๎ทาํ นดวู ดี ทิ ศั น๑ เรอ่ื ง คลน่ื สึนามิ ที่จงั หวดั ภเู กต็ เม่อื วนั ที่ 26 ธนั วาคม 2547 และใหต๎ อบ คาถามในประเดน็ ตอํ ไปน้ี 1. ลกั ษณะการเกดิ คลนื่ สนึ ามิ 2. สาเหตขุ องการเกดิ คลนื่ สนึ ามิ 3. เมื่อเกดิ สนึ ามิ จะเกดิ ผลกระทบทม่ี ีตอํ ประเทศชาตอิ ยํางไร แนวตอบ 1. ลกั ษณะการเกดิ คลนื่ สนึ ามิ จากการเกดิ แผํนดินไหวท่ีเกาะสมุ าตรา ประเทศมาเลเซีย สญั ญาณเตือนทางธรรมชาตสิ ่ิงแรกก็มาถึงชายฝ่งั ประเทศไทย น้ันคือระดับน้าทะเลลดลงมากดว๎ ยความรวดเรว็ อยาํ งไมเํ คยเปน็ มากํอน ผคู๎ นที่อยํูตามชายหาด ตํางประหลาดใจกบั เหตกุ ารณ๑ท่ีเกดิ ขนึ้ แตํกับคาดไมถํ งึ วําน้ันมันคอื สัญญาณเตือนวาํ จะมี มหนั ตภยั มาถึงตัว มี บางคนวิ่งลงไปจบั ปลาทเี กยต้ืนอยํางสนุกสนานไมถํ ึงนาทตี ํอมา คล่ืนยักษ๑สนึ ามริ ะรอกแรกกป็ รากฏตัวในทะเล ทกุ คนทเ่ี หน็ ตาํ งร๎องตะโกนให๎วงิ่ หนีข้นึ ฝ่ัง ตาํ งคนตาํ งหนีเอาชวี ิตรอด ดว๎ ยความเร็วของคลน่ื ขณะท่ซี ดั เข๎าฝง่ั ไมํ น๎อยกวํา 100 กิโลเมตรตอํ ชั่วโมง โดยท่คี ล่นื ยักษ๑ เดนิ ทางข๎ามทะเลอนั ดามันในชวํ งท่ที ะเลมคี วามลึกมากจะมี ความเร็วมากกวํา 500 กิโลเมตรตอํ ชั่วโมง ดว๎ ยความเร็วและรํุนแรงหลายระรอก ไดก๎ ลืนเอาชีวิตหลายคนท่ี หนไี มรํ อด และกวาดทาลายล๎างทุกสง่ิ ที่ขวางทางมนั ไมวํ ําจะเป็นตึกรามบา๎ นชํอง รถยนต๑ตาํ งๆ เสียหายทั้งหมด ตลอดระยะที่มันซดั ถงึ 2. สาเหตุของการเกดิ คลน่ื สนึ ามิ การเกิดคลน่ื สนึ ามิโดยทั่วไปมีสาเหตุจากการไหวสะเทือนของเปลอื กโลกอยาํ งรุนแรงใต๎พ้ืนทอ๎ งทะเลและ มหาสมทุ ร โดยมกี ารเคลื่อนตัวของแผนํ เปลอื กโลกมีอยํู 3 แบบคอื 1) แบบกระจายตวั คือ แผนํ เปลอื กโลกสองแผนํ เคลือ่ นท่ีออกจากกนั 2) แบบมุดตัว คือ แผนํ เปลือกโลกเคลื่อนเข๎าหากนั โดยท่แี ผํนเปลอื กโลกแผนํ หน่งึ มุดเข๎าไปอยูใํ ต๎แผนํ เปลอื ก โลกอีกแผนํ หน่งึ 3) แบบเปลยี่ นรปู คือ แผนํ เปลือกโลกจานวนสองแผํนเคล่อื นทใ่ี นแนวนอนผํานซ่ึงกนั และกนั ซง่ึ ปลดปลอํ ย พลังงานมหาศาลออกมา ทาให๎มวลน้าในมหาสมุทรเกดิ การเคล่ือนไหวกลายเป็นคลื่นขนาดใหญํ แผํกระจาย เป็นวงกว๎างออกไปจากบริเวณทีเ่ ปน็ จดุ ศนู ย๑กลางของแผํนดินไหว และเน่ืองจากคล่นื ชนดิ น้มี ิไดเ๎ กิดจากการขน้ึ ลงของนา้ ทะเล 3. เมือ่ เกดิ สนึ ามิ จะเกดิ ผลกระทบทมี่ ีตอํ ประเทศชาติอยาํ งไร สาหรบั ผลกระทบทีป่ ระเทศไทยได๎รับจากพิบตั ภิ ัยคลืน่ สนึ ามิ เมื่อวนั ท่ี 26ธันวาคม พ.ศ. 2547 สาหรับ ประเทศไทย พบิ ัติภยั จากคล่นื สนึ ามิ ไดก๎ ํอให๎เกิดความต่ืนตระหนกแกปํ ระชาชนทั่วทั้งประเทศ เพราะมกี าร สูญเสียท้ังชวี ิตและทรัพย๑สินของผูค๎ นเป็นจา๎ นวนมากใน 6 จงั หวัดภาคใต๎ทม่ี ีพนื้ ท่ีอยูตํ ิดกับชายฝั่งทะเลอันดา มัน คือ ภเู กต็ พงั งา ระนอง กระบ่ี ตรงั และสตลู โดยเฉพาะที่จงั หวัดพังงา กระบี่ และภูเกต็ มีการสูญเสียมาก ท่สี ดุ เปน็ พบิ ตั ภิ ยั ทางธรรมชาติที่ เกดิ ขึ้นอยาํ งรนุ แรงและรวดเรว็ โดยไมมํ ผี ูใ๎ ดคาดคิดมากํอน จงึ ไมํไดม๎ กี าร ระมัดระวงั และปูองกันไว๎ ลํวงหนา๎ ผลกระทบตามมาทาใหเ๎ กิดความเสยี หายในหลาย ๆ ด๎านได๎แกํ 1) ความเสยี หายดา๎ นชวี ติ และทรพั ยส๑ นิ จานวนผเ๎ู สยี ชีวิตทเ่ี ป็นคนตาํ งชาติมีถึง 1,240 คน จากจานวน ผู๎เสยี ชวี ิตท้งั หมด 5,309 คน นอกจากนี้ ยังมผี ๎เู สยี ชีวติ ท่ีไมํทราบวาํ เปน็ คนไทยหรือคนตํางชาตอิ กี 2,341 คน สวํ นผ๎ูสญู หายจานวนท้งั หมด 3,370 คนนอกจากจะมีผู๎เสยี ชีวติ บาดเจ็บและสญู หายเปน็ จานวนมากแล๎ว ยงั มคี วามเสยี หายทีเ่ กดิ ขนึ้ กบั ทรัพย๑สิน เป็นจานวนมากเชนํ กนั ไดแ๎ กํ อาคารของโรงแรมขนาดใหญํ ทพี่ ักของ นักทํองเที่ยวประเภทบังกะโล และเกสตเ๑ ฮาส๑ ร๎านค๎าและร๎านอาหารบริเวณชายหาด บา๎ นเรือนของราษฎรท่ีมี อาชพี ทางการประมง ทรัพยส๑ ินสวํ นตัวของนักทํองเท่ียวที่ประสบภยั ยานพาหนะเรือประมงและเรือของ

หนวํ ยงานราชการ ตลอดจนสาธารณูปโภคของท๎องถ่ิน เชนํ ไฟฟูา ประปาโทรศัพท๑ ถนนหนทาง ความเสยี หาย ทเี่ กดิ ขึน้ กบั ทรัพยส๑ ินเหลําน้ี ถา๎ คดิ เปน็ มูลคําแล๎ว มจี านวนหลายพันล๎านบาท 2) ความเสยี หายดา๎ นเศรษฐกจิ ความเสียหายดา๎ นเศรษฐกิจทีส่ าคญั ท่ีสดุ คืออตุ สาหกรรมการทํองเที่ยว เน่อื งจาก บรเิ วณที่ได๎รบั พบิ ัติภยั หลายแหํงเปน็ สถานทที่ ํองเทีย่ วท่ีได๎รบั ความนยิ มมาก มกี ารลงทุนสร๎าง โรงแรมท่ีพัก ในระดับตาํ งๆ รวมทั้งสิ่งอานวยความสะดวกแกนํ กั ทํองเทย่ี ว นอกจากจะเสียหายในดา๎ น ทรัพย๑สนิ แลว๎ การหยุดกิจการของธุรกิจตาํ งๆ ท่ีประสบพบิ ัตภิ ัยยังทาให๎บุคลากรเป็นจานวนมากต๎องสญู เสยี รายได๎ ไมํวําจะเป็นเจ๎าของกจิ การเอง หรือ พนกั งานลูกจ๎างของกจิ การนั้นๆ ถึงแมว๎ าํ กจิ การอืน่ ๆ ท่ีไมํประสบพบิ ัติภัยโดยตรงยังสามารถดาเนินงานอยูํได๎ ก็อาจมีปญั หาการขาดแคลนลูกคา๎ เนื่องจาก นกั ทํองเทีย่ วเกดิ ความเกรงกลวั ไมํกลา๎ เดินทางมาเสยี่ งภยั อีก 3) ความเสยี หายดา๎ นทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล๎อม คล่ืนสนึ ามทิ ซี่ ดั เขา๎ สํฝู ่งั ด๎วยพลังแรงและมรี ะดบั ยอด คลน่ื สงู หลายเมตร ยอํ มกอํ ให๎เกิดความเสียหาย แกํทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ๎ มบนชายฝั่งได๎มาก ซึ่งไมํ สามารถประเมนิ คําเปน็ ตัวเงินได๎ตวั อยํางของความเสยี หายท่สี าคญั ๆ ได๎แกํ ความเสียหายของปะการังใต๎น้า ซง่ึ ถูกคลน่ื กระแทกแตกหกั เสียหาย หรือถกู ตะกอนและวัสดตุ ํางๆ ท่ีน้าพัดพามาจากท๎องทะเลและบนพ้นื ดิน ทบั ถมกนั บนสวํ นยอดของปะการัง ความเสยี หายของปุาชายเลนท่ีถูกคล่ืนซัดจนหกั โคํน หรือหลดุ ลอยไปกบั มวล น้า การเปล่ยี นแปลงของแนวชายหาด โดยบางสํวนถดถอยเขา๎ มาในบริเวณชายฝงั่ เน่ืองจากการกดั เซาะของ พลังคลืน่ และบางสวํ นอาจรกุ ล้าออกไปในทะเลจากการทบั ถมของตะกอนทีน่ า้ พดั พามา การเปลี่ยนแปลงของ บรเิ วณปากแมนํ ้า ซึ่งอาจขยายกวา๎ งออกหรือเคลื่อนที่ไปจากเดิม เนื่องจากพลงั การกดั เซาะของคลน่ื และการ เปลี่ยนเสน๎ ทางน้าไหลจากปากน้าออกสํู ทะเล การมซี ากปรักหักพังของสิ่งกอํ สร๎างตามบรเิ วณชายหาด ซึ่งท้าให๎เกิดความสกปรก รกรุงรังรวมทัง้ มเี ศษ ขยะตาํ งๆ ท่ีคลืน่ ซดั มากองไวเ๎ ป็นจานวนมาก กิจกรรมที่ 8.2 จงบอกพนื้ ทเ่ี สย่ี งภยั ตอํ การเกดิ สนึ ามขิ องประเทศตาํ งๆในโลก แนวตอบ สาหรบั พ้ืนที่เสี่ยงภัยในทวีปเอเชยี และประเทศตํางๆ ในโลกทมี่ โี อกาสสูงในการเกดิ เคล่อื นสึนามไิ ด๎ คอื บริเวณที่แผํนเปลือกโลกเคลอื่ นแบบมดุ ตัวและเกาะที่เกิดจากภูเขาไฟ หรอื แนวภูเขาไฟทผ่ี ุดขน้ึ มาคูํกบั รอํ ง ลกึ ในบรเิ วณของมหาสมุทรแปซิฟกิ บรเิ วณดังกลาํ วน้ใี นบางครัง้ เรียกวํา“วงแหวนแหงํ ไฟ” กลมํุ พ้ืนทเี่ สี่ยงตอํ การเกิดสึนามิ เชนํ เกาะซานโตรนิ ี่ ประเทศกรีซ เมืองลิสบอน ประเทศโปรตเุ กส เกาะกรากะ ตวั จุดเกิดแผํนดินไหวท่ีหมูเํ กาะอาลิวเชยี น กํอให๎เกดิ คล่นื สนึ ามิ ทีถ่ าโถมเข๎าสูํฮาวายและอะแลสกา ประเทศ ญ่ปี ุน มหาสมทุ รอินเดีย และประเทศชิลี เป็นตน๎ 8.4 จงบอกวธิ เี ตรยี มตวั เพอ่ื ลดความเสยี หายจากสนึ ามิ แนวตอบ การเตรยี มตวั กํอนเกดิ สนึ ามิ 1. เมอื่ ไดร๎ ับฟงั ประกาศจากทางราชการเกีย่ วกบั การเกิดแผํนดนิ ไหวบริเวณทะเลอันดามัน ใหเ๎ ตรยี มรับ สถานการณ๑ที่อาจจะเกิดคลื่นสนึ ามติ ามมาได๎ โดยดวํ น 2. สงั เกตปรากฏการณ๑ของชายฝงั่ หากทะเลมีการลดของระดบั น้าลงมาก หลังการเกดิ แผํนดินไหวให๎ สันนิษฐานวาํ อาจเกิดคล่นื สนึ ามิตามมาได๎ ใหอ๎ พยพ คนในครอบครวั สตั ว๑เลย้ี ง ใหอ๎ ยูํหํางจากชายฝัง่ มากๆและ อยใูํ นท่ดี อนหรอื น้าทํวมไมถํ ึง 3. ติดตามการเสนอขาํ วของทางราชการอยํางใกลช๎ ดิ และตํอเน่อื ง 4. หากที่พักอาศัยอยใูํ กลช๎ ายหาด ควรจัดทาเขื่อน กาแพง ปลกู ต๎นไม๎ วางวัสดุ ลดแรงปะทะของน้าทะเล และ กํอสรา๎ งท่ีพักอาศัยให๎มน่ั คงแข็งแรง ในบรเิ วณยํานท่มี คี วามเส่ียงภยั ในเรอื่ งคล่นื สนึ ามิ 5. หลกี เลย่ี งการกํอสรา๎ งใกล๎ชายฝง่ั ในยาํ นทมี่ คี วามเส่ียงสูง

6. วางแผนในการฝึกซอ๎ มรับภัยจากคลืน่ สนึ ามิ เชนํ กาหนดสถานท่ีในการอพยพแหลํงสะสมนา้ สะอาด เปน็ ต๎น การปฏบิ ตั ิขณะเกดิ สนึ ามิ ทาไดโ๎ ดย 1. ในกรณีทีไ่ ด๎รับการเตือนภัยวําจะเกิดคล่ืนสนึ ามิ ให๎ตง้ั สตใิ หด๎ ี และปฏบิ ตั ติ ามขนั้ ตอนที่ได๎รับการอบรมมา ควรเตรยี มอาหารแหง๎ นา้ ดื่ม ยา เวชภัณฑ๑ เอกสารสาคญั และเงนิ สดจานวนหนึ่งตดิ ตวั ไปดว๎ ย ให๎อพยพขนึ้ ไป ยังทเ่ี นินสงู นา้ ทํวมไมํถึงหรือใชเ๎ สน๎ ทางท่ที างราชการกาหนดไว๎ 2. เมอ่ื เหน็ นา้ ทะเลลดลงอยาํ งผิดปกติ อยําลงไปในชายหาด เพราะหากเกิดคล่นื เคล่ือนตวั เขา๎ มาจะไมสํ ามารถ วงิ่ หลบหนีคลน่ื ไดท๎ ัน ควรรบี ออกใหห๎ าํ งจากบรเิ วณฝั่งชายทะเลให๎มากท่สี ุด 3. ผูท๎ ่ีเดนิ เรอื อยํูในทะเล เมื่อไดย๎ นิ การเตือนภัยหา๎ มนาเรือเขา๎ มาบริเวณชายฝัง่ เป็นอนั ขาด ถ๎าอยใูํ นทาํ เรอื หรอื อําวให๎รีบนาเรือออกไปกลางทะเลหาํ งจากชายฝ่ัง เพราะคลนื่ สึนามิท่อี ยํูไกลชายฝั่งมาก ๆ จะมขี นาดเล็ก 4. คลน่ื สึนามสิ ามารถโถมเขา๎ หาชายฝัง่ ไดห๎ ลายระลอก แตลํ ะระลอกอาจทิ้งชวํ งประมาณ 20 นาที ควรรอสกั ระยะหรือจนกวําจะได๎รับการยืนยันวาํ ปลอดภัยแล๎ว ผทู๎ ่ีอพยพขน้ึ สทํู ่สี ูงจึงลงมาจากทีห่ ลบภยั หรอื เรือที่ลอยลา อยํูกลางทะเลจงึ กลบั เขา๎ ฝัง่ 5. เม่อื รูว๎ าํ มีแผนํ ดินไหวเกิดขึ้น ขณะทอี่ ยํูในทะเลหรือบริเวณชายฝงั่ ให๎รบี ออกจากบริเวณชายฝงั่ ไปยงั บรเิ วณ ที่สงู หรือท่ีดอนทนั ที โดยไมํต๎องรอประกาศจากทางราชการ เนอื่ งจากคลนื่ สึนามเี คลน่ื ท่ีดว๎ ยความเรว็ สงู 6. อยําลงไปในชายหาดเพ่ือดูคลืน่ สึนามิ เพราะเม่ือเห็นคล่ืนแล๎วกใ็ กลเ๎ กนิ กวําจะหลบหนี การปฏบิ ตั ิตวั หลงั เกดิ สนึ ามิ 1. สารวจดตู นเองและคนท่ีใกล๎ชิดวาํ มใี ครได๎รับบาดเจบ็ หรือเปน็ อนั ตรายหรอื ไมํ ถา๎ มีควรรบี ปฐมพยาบาลและ นาสํงโรงพยาบาลโดยดวํ น 2. หลังจากคลืน่ สึนามิพัดเข๎าสชํู ายฝั่ง เม่อื เหตุการณ๑จะสงบลง ส่งิ ทคี่ วรระวัง คือการเกิดแผํนดนิ ไหวเบา ๆ หรอื ทีเ่ รยี กวํา อาฟเตอรช๑ อ็ ก (after shock) ตามมา ซ่งึ มกั จะเกิดตามมาหลงั จากเกิดแผํนดินไหวประมาณคร่ึง ช่ัวโมงถงึ 2 วัน และหากเกิดอาฟเตอรช๑ อ็ กข้ึน ไมํควรออกจากตัวอาคารบ๎านเรอื น ไมํควรยนื ใกล๎หน๎าตาํ ง ประตู เพราะกระจกอาจจะแตก ทาให๎ไดร๎ ับอนั ตราย 3. สารวจความเสยี หายของอาคารบา๎ นเรอื น สง่ิ กํอสรา๎ งตาํ ง ๆ แจง๎ ใหท๎ างราชการทราบ 4. คอยฟงั ประกาศจากทางราชการ หากใหม๎ ีการอพยพออกนอกพืน้ ท่ี ควรหยบิ เอกสารสาคัญและทรัพยส๑ นิ มี คาํ แล๎วออกจากบรเิ วณดังกลําวไปอยํูในเขตปลอดภัยตํอไป กจิ กรรมที่ 8.6 กรณเี กดิ สนึ ามิในพน้ื ทเ่ี ราจะแจ๎งประสานความชวํ ยเหลอื และแจง๎ ขาํ วสารจากหนวํ ยงานท่ี เกยี่ วข๎องใดบา๎ ง จงยกตวั อยาํ งมาสัก 3 หนวํ ยงาน แนวตอบ 1. ศูนยเ๑ ตือนภัยพิบัตแิ หงํ ชาติ 2. ศูนยป๑ ูองกนั และบรรเทาสาธารณภัยทมี่ ีอยใํู นทุกจังหวัด 3. กระทรวงดิจทิ ลั เพ่ือเศรษฐกิจและสงั คม แบบทดสอบกอํ นเรยี น คาชแ้ี จง ใหผ๎ เ๎ู รยี นเลอื กคาตอบที่ถูกต๎องทส่ี ดุ เพียงคาตอบเดยี ว 1. ปจั จัยสาคญั ที่ทาใหอ๎ ุณหภมู ิของโลกสงู ขึ้น คืออะไร ก. ปุาไม๎เหลือน๎อย

ข. ปรากฏการณเ๑ รือนกระจก ง. พายุดเี ปรสช่นั ค. ปรากฏการณ๑ภูเขาไฟระเบิด 8. การเกดิ วาตภัยสํงผลกระทบตํอสงั คมอยาํ งไร ง. แสงอาทิตยแ๑ ผํรงั สีตรงมายังโลกเพิ่มข้นึ ก. ทาให๎คนเสยี ชีวิต 2. การเพ่ิมปรมิ าณกา๏ ซ “เรอื นกระจก” จะเกิดขึ้นในข๎อใด ข. ทาให๎ได๎รบั บาดเจ็บ ก. อทุ กภยั ค. ทาใหส๎ าธารณปู โภคเสยี หาย ข. ภยั แล๎ง ง. ทาใหเ๎ กิดความวติ กกังวล ค. แผํนดินไหว 9. ข๎อใดเรยี งลาดบั ความรนุ แรงของพายหุ มนุ เขตร๎อนจาก ง. ความกดอากาศตา่ นอ๎ ยไปหามากได๎ถูกต๎อง 3. ผลกระทบจากการเกิดปรากฏการณ๑ “เอลนโิ ญ” ก. ดเี ปรสชัน่ โซนร๎อนไต๎ฝุน หมายถึงอะไร ข. ไต๎ฝนุ โซนร๎อนดีเปรสชั่น ก. บริเวณท่ีเคยแหง๎ แล๎งจะมีฝนตกชุกตลอดทง้ั ปี ค. โซนรอ๎ นไตฝ๎ นุ ดีเปรสช่นั ข. บริเวณท่มี ีฝนตกน๎อยกลับจะมฝี นตกมากอยํางตํอเน่ือง ง. ดีเปรสชั่นไต๎ฝุนโซนรอ๎ น ตลอดทั้งปี 10. พายหุ มนุ เขตรอ๎ นเกดิ ขน้ึ ในมหาสมทุ รอินเดยี เรียกวํา ค. บรเิ วณทม่ี ปี รมิ าณฝนตกเพ่ิมขึน้ อีกและบริเวณทแ่ี หง๎ แล๎ง อะไร ยังแห๎งแล๎งเพ่มิ มากขึ้น ก. ไซโคลน ง. บรเิ วณทเ่ี คยมฝี นตกชุกจะมปี รมิ าณฝนลดลงอยํางมาก ข. บาเกยี ว และบรเิ วณทม่ี ีฝนตกน๎อยมฝี น ค. ทอร๑นาโด เพ่ิมมากข้ึน ง. เฮอร๑ริเคน 4. ผลกระทบจากการสญู เสีย พื้นทป่ี ุาไม๎จนทาใหเ๎ กดิ ภาวะ 11.พื้นที่ใดเสยี่ งตํอการเกิดน้าทวํ มมากทส่ี ดุ โลกร๎อนคอื ข๎อใด ก. บริเวณทีร่ าบลํุมแมนํ ๎า ก. พ้ืนดนิ แตกแยกระแหง ข. บรเิ วณพ้นื ท่รี าบเชงิ เขา ข. ขาดแคลนแหลงํ ตน๎ นา้ ลาธาร ค. บรเิ วณชายฝัง่ ทะเลอันดามัน ค. เกิดปรากฏการณเ๑ รอื นกระจก ง. บริเวณท่เี ป็นภเู ขา หรอื เนินเขาทม่ี บี ริเวณลาดชนั มาก ง. สตั วป๑ ุาบางชนิดล๎มตายใกล๎จะสญู พันธุ๑ 12.ขอ๎ ใดเปน็ การปฏิบตั ติ นขณะท่เี กิดอุทกภยั 5. ขอ๎ ใดไมํใชํภัยพิบัติท่ีมผี ลสบื เนื่องมาจากการตดั ไม๎ ก. ติดตามข๎อมลู สภาพอากาศและปริมาณนา้ ในพ้นื ที่ ทาลายปุา ข. จัดสภาพแวดล๎อมรอบบา๎ นใหป๎ ลอดภัยจากน้าทวํ ม ก. ภัยแล๎ง ค. จัดเตรียมสิง่ ของเครื่องใชท๎ ่ีจาเป็นไว๎ใช๎ในชวํ งน้าทวํ ม ข. แผํนดินถลํม ง. ตัดสะพานไฟ และปิดแก๏สหุงตม๎ ค. แผํนดินไหว ง. น้าทํวมฉบั พลนั 13.ขอ๎ ใดไมคํ วรปฏิบตั ิเมื่อตอ๎ งเดินลุยน้าทํวมคือข๎อใด 6. ข๎อใดกลาํ วถึงวาตภัยได๎ถูกต๎อง ก. แตงํ กายดว๎ ยเส้อื ผา๎ ท่ีมดิ ชิด ก. ภัยทเี่ กดิ จากไฟไหม๎ปุาท่กี ํอให๎เกิดหมอกควัน ข. เดินเขา๎ ใกลเ๎ สาไฟฟาู ข. ภยั ที่เกิดจากนา้ ทวํ มพืน้ ท่ีการเกษตรของประชาชน ค. นาถุงพลาสตกิ หุ๎มเท๎าแลว๎ รัดด๎วยยางอีกชน้ั เพ่ือปูองกนั ค. ภยั ทเ่ี กดิ จากการปลอํ ยก๏าซจากโรงงานอุตสาหกรรม ปลงิ ง. ภยั ทเ่ี กดิ ขึ้นจากพายุลมแรงจนทาให๎เกดิ ความเสยี หาย 7. พายใุ นข๎อใดเป็นพายทุ อรน๑ าโด ก. พายุไต๎ฝุน ข. พายลุ มงวง ค. พายโุ ซนร๎อน

ง. ใช๎ไม๎เขี่ยหรอื กระทุง๎ นา้ ให๎กระจายเพื่อใหส๎ ตั ว๑รา๎ ยตกใจ ง. เจ๎าหน๎าท่ีตารวจประจาตาบล และหนีไป 18. ดนิ โคลนถลํมเป็นภัยธรรมชาติทีท่ าให๎เกิดผลกระทบ 14.การเกิดอทุ กภยั ในประเทศไทยเกิดผลกระทบดา๎ นใด ดา๎ นสุขภาพอนามยั ขอ๎ ใดกลําวไดถ๎ กู ต๎อง น๎อยทสี่ ดุ ก. ปาุ ลดลง สตั วป๑ าุ ก็ลดลง ระบบนิเวศน๑กจ็ ะเสยี สมดุล ก. การคมนาคมขนสงํ ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล๎อม ข. ตน๎ น้าจะถูกทาลายตามมา เกดิ ภาวะแหง๎ แลง๎ เพ่ิมข้นึ การเมือง ค. พนื้ ท่ีทากินและพชื ผลทางการเกษตรเสยี หาย ข. เกษตรกรรม เศรษฐกิจ สงั คม สาธารณสขุ ง. เกดิ การระบาดของโรคตาํ งๆ ค. การศึกษา เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม 19. ข๎อใดกลําวได๎ถกู ต๎อง ขณะเกดิ ดินโคลนถลํม ง. อตุ สาหกรรม จติ รกรรม ประติมากรรม ก. ตงั้ สติ แลว๎ รวบรวมอุปกรณฉ๑ ุกเฉนิ ท่จี าเปน็ ต๎องใช๎เมื่อ 15.ข๎อใดเรยี งลาดับกระบวนการปอู งกันภัยธรรมชาติได๎ ประสบเหตุ ถกู ต๎อง ข. สงั เกตและเฝาู ระวงั น้าและดิน ก. การเตอื นภัย การเฝูาระวัง การปูองกันภยั และการ ค. สังเกตลกั ษณะบรเิ วณโดยรอบที่ต้งั ของชมุ ชนและบรเิ วณ แกป๎ ญั หาเมื่อเกดิ ภัย ทีเ่ สีย่ งภยั จากดินโคลนถลมํ ข. การปูองกนั ภยั การเฝูาระวัง การเตือนภยั และการ ง. แจ๎งสถานการณ๑ทเ่ี กิดขึน้ ให๎กับเจ๎าหน๎าทที่ เ่ี กยี่ วข๎อง หรอื แก๎ปญั หาเมื่อเกิดภัย ผูน๎ าชมุ ขนใหท๎ ราบโดยเร็ว ค. การเฝาู ระวัง การเตอื นภัย การปูองกนั ภยั และการ เพอ่ื เตรยี มรับมือ แกป๎ ัญหาเมื่อเกดิ ภยั 20. ข๎อใดกลําวถงึ ความหมายของ ไฟปาุ ได๎ถูกตอ๎ ง ง. การแกป๎ ัญหาเมือ่ เกดิ ภัย การเฝาู ระวงั การเตือนภยั และ ก. ไฟท่เี กดิ จากสาเหตุอนั ใดก็ตาม แล๎วเกดิ การลุกลามไปได๎ การปูองกันภยั โดยอสิ ระปราศจากการควบคุม 16. ใครใชว๎ ิธีท่กี ารปูองกนั การเกดิ ดนิ โคลนถลมํ ตาม ข. ไฟทเี่ กิดจากการลุกลามไปไดโ๎ ดยอิสระมีการควบคุมท้ังน้ี บรเิ วณไหลํทางได๎ดีทสี่ ดุ ไมวํ ําไฟนนั้ จะเกดิ ขน้ึ ตามปุาธรรมชาติหรือสวนปุาก็ตาม ก. วิสุทธิ์ ปลกู ตน๎ ไม๎ยืนตน๎ บริเวณไหลํทางท่ีมักเกิดดนิ โคลน ค. ไฟท่ีเกดิ จากสาเหตุอนั ใดก็ตามแลว๎ เกิดการลุกลามไปได๎ ถลมํ โดยอิสระปราศจากการควบคุมทัง้ นไ้ี มวํ ําไฟนนั้ จะเกดิ ขนึ้ ข. สชุ าปลกู หญ๎าแฝกสลบั กบั ไม๎พ้ืนถิน่ บรเิ วณไหลํทางท่ีมกั ตามปุาธรรมชาติหรอื สวนปาุ ก็ตาม เกิดดนิ โคลนถลํม ง. ไฟท่ีเกิดจากสาเหตุอันใดก็ตาม แลว๎ เกิดการลุกลามไปได๎ ค. สทุ ศั น๑ ทาผนังก้ันดว๎ ยไมบ๎ ริเวณไหลํทางที่มกั เกิดดนิ โดยไมํอิสระมกี ารควบคุมทัง้ น้ีไมวํ าํ ไฟนน้ั จะเกิดขนึ้ ตามปุา โคลนถลมํ ธรรมชาติหรือสวนปุากต็ าม ง. สมศักด์ิปลกู ถวั่ บราซลิ เตม็ พ้นื ที่บริเวณไหลํทางที่มักเกิด 21. ไฟปุาแบงํ ออกเปน็ ก่ชี นดิ ดินโคลนถลมํ ก. 2 ชนดิ ข. 3 ชนิด 17. ถา๎ หากทาํ นมีตาแหนํงเป็นผใู๎ หญํบ๎าน หลงั เกดิ ดนิ โคลน ค. 4 ชนิด ถลมํ จะแจง๎ ขอความชํวยเหลอื จาก ง. 5 ชนิด หนวํ ยงานใดเปน็ อนั ดบั แรก ก. อบต. หรอื เทศบาลประจาตาบล 22. ขอ๎ ใดคือสาเหตขุ องการเกิดไฟปาุ มากทสี่ ดุ ข. สาธารณสุขประจาตาบล ก. ฟาู ผํา ค. ปอู งกันและบรรเทาภัยสาธารณภัยประจาจังหวัด ข. ก่ิงไม๎เสียดสี ค. การระเบิดหิน ง. การหาของปุา

23. พฤติกรรมในขอ๎ ใดทแ่ี สดงถึงการไมมํ ีจติ สานกึ ในการ 29. ขอ๎ ใดไมใํ ชํการปฏิบตั ติ นเมือ่ ต๎องเผชญิ กบั สถานการณ๑ ปอู งกันไฟปาุ หมอกควนั ก. รบั ผดิ ชอบตอํ ทรัพยากรสวํ นรวํ ม ก. เพ่ิมความระมดั ระวังในการใชร๎ ถใช๎ถนน ข. ศึกษาหาวธิ ปี อู งกันไมใ๎ ห๎เกิดไฟปุา ข. หลกี เล่ยี งการออกจากบ๎านโดยไมจํ าเป็น ค. เขา๎ ใจดวี ําไฟปุาเปน็ มหนั ตภัยรา๎ ยแรง ค. อยูํในท่โี ลํง ซงึ่ มีลมพัดผําน ง. เก็บหาของปุาตามวิถีความเชื่อดัง้ เดิมเพ่อื เป็นรายไดเ๎ สริม ง. ดแู ลรักษาสุขภาพให๎แข็งแรง 24. ข๎อใดไมํใชํแนวทางในการแกป๎ ญั หาไฟปาุ ตาม 30. ขอ๎ ใดกลาํ วถงึ ความหมายของ “แผนํ ดนิ ไหว” ได๎ พระราชดารปิ ุาเปียก ถกู ต๎อง ก. ใชค๎ ลองสํงน้าเปน็ แนวกนั ไฟ ก. เป็นการยกตวั ขึน้ ลงของเปลอื กโลก ข. การสร๎างฝายชะลอความชมํุ ชืน่ ข. เป็นการสนั่ สะเทือนของแผํนดินท่ีรสู๎ ึกได๎ ณ บริเวณใด ค. การปลกู ตน๎ ไมโ๎ ตเรว็ คลมุ แนวรํองนา้ บริเวณหนึ่งบนผิวโลก ง. ปลกู ตน๎ กลว๎ ยในพื้นที่ทกี่ าหนดใหเ๎ ปน็ ชํองวาํ งของปาุ ค. เปน็ การเคลอ่ื นตัวของเปลือกโลกอยาํ งฉบั พลัน ที่ ประมาณ 2 เมตร เคลื่อนท่ีไปในทิศทางตาํ งกัน 25. ขอ๎ ใดอธิบายความหมายของหมอกควนั ได๎ถกู ต๎องทสี่ ดุ ง. เป็นการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกทเ่ี ปน็ คล่นื แนวระนาบ ก.หมอกซ่งึ มีควนั ผสมอยเูํ ปน็ จานวนมากในอากาศ ทาให๎กํอเกดิ ความเสียหาย ข. เมฆที่เกิดในระดบั ใกล๎พน้ื ดิน ทาให๎ทัศนว๑ ิสัยหรอื การ 31. เคร่ืองบันทึกคลื่นแผนํ ดินไหวมชี อื่ เรียกวําอะไร มองเห็นเลวลง ก. ไซสโมมิเตอร๑ ค. สภาพอากาศทมี่ ีสารเจือปน สงํ ผลกระทบตํอสขุ ภาพของ ข. บารอมิเตอร๑ มนษุ ย๑ สัตวแ๑ ละพืชผล ค. สเฟยี ร๑โรมิเตอร๑ ง. ปรากฏการณท๑ ่ฝี ุนควนั และอนุภาคแขวนลอยในอากาศ ง. ไกเกอรม๑ เู ลอร๑ เคาเตอร๑ รวมตวั กนั ในสภาวะท่อี ากาศปดิ 32. รกิ เตอร๑ (Richter) เปน็ หนํวยวดั ปรมิ าณใด 26. ขอ๎ ใดเป็นสาเหตกุ ารเกดิ หมอกควนั ทางภาคเหนือของ ก. ระดับความเสียหายจากการชนกันของแผํนธรณภี าค ประเทศไทยมากทสี่ ดุ ข. ความเร็วของการเคลื่อนท่ีของแผํนเปลือกโลก ก. การเผาปาุ และเศษพืชในพ้ืนทเ่ี กษตร ค. ความรนุ แรงของแผํนดินไหว ข. ยานพาหนะบนท๎องถนน ง. ขนาดของแผนํ ดินไหว ค. โรงงานอตุ สาหกรรม 33. บรเิ วณใดตอํ ไปนเ้ี กิดแผํนดนิ ไหวบํอยมากทสี่ ดุ ง. การเผาขยะในชุมชน ก. บรเิ วณใจกลางแผนํ ยูเรเซยี น 27. จงั หวดั ใดอยใํู นพน้ื ท่ีได๎รับผลกระทบจากหมอกควัน ข. บรเิ วณพน้ื ท่ีของวงแหวนแหงํ ไฟ นอ๎ ยทส่ี ุด ค. แนวรอยตํอภูเขาแอลป์กบั ภูเขาหิมาลัย ก. แมํฮํองสอน ง. เทอื กเขากลางมหาสมทุ รแอตแลนติก ข. พิษณุโลก ค. เชยี งใหมํ 34. ขอ๎ ใดเปน็ ข๎อมลู จากเหตุการณแ๑ ผํนดินไหวท่ีมปี ระโยชน๑ ง. ลาปาง ในการเตรียมรับมือมากทสี่ ดุ 28. บุคคลกลํมุ ใดมีความเส่ยี งที่จะไดร๎ ับผลกระทบจาก ก. ขนาดของแผํนดนิ ไหว หมอกควันมากทส่ี ดุ ข. ความเสยี หายทเ่ี กิดข้ึน ก. เด็กวัยรุนํ ค. ตาแหนงํ ทมี่ ักเกดิ แผํนดินไหว ข. หญิงมีครรภ๑ ง. ระดบั ความรนุ แรงของแผํนดนิ ไหว ค. ผใู๎ หญวํ ัยทางาน 35. คาวํา tsunami มาจากภาษาญ่ปี ุน แปลวาํ อะไร ง. ทกุ คนมีความเสย่ี งเทาํ กัน

ก. คลื่นมหาสมทุ ร (ocean waves) ง. กรณที ี่หนไี มทํ ันใหป๎ นี ตน๎ ไม๎ท่แี ข็งแรง และสงู กวาํ 15 ข. คล่นื พายไุ ตฝ๎ ุน (storm waves) เมตร ค. คล่ืนอาํ วจอดเรือ (harbour waves) 39. สึนามิท่ีเกดิ ขึน้ ทางตอนเหนอื ของเกาะสมุ าตราซ่ึงสรา๎ ง ง. คล่ืนจุดดับดวงอาทิตย๑ (sunspot waves) ความเสียหายใหก๎ บั ประเทศไทยเรานกั ธรณวี ิทยาไดใ๎ ห๎ 36. การเคล่ือนทีข่ องแผนํ เปลอื กโลกแบบไหนมโี อกาสทา ความเห็นถงึ สาเหตุการเกดิ วาํ อยาํ งไร ใหเ๎ กิดสนึ ามิทรี่ ุนแรง ก. แผนํ เปลอื กโลกยเู รเชยี มุดลงใต๎ขอบแผํนเปลอื กโลก ก. แบบยึดตัว อนิ เดีย ข. แบบมดุ ตัว ข. แผนํ เปลือกโลกอินเดียมุดลงใต๎ขอบแผนํ เปลือกโลกยูเร ค. แบบเปล่ียนรูป เชยี ง. แบบกระจายตวั ค. แผํนเปลือกโลกอนิ เดียกระจายตัวออกจากขอบแผนํ 37. ประเทศทจี่ ัดตั้ง “ศูนยแ๑ จง๎ เตือนคลื่นสนึ ามิแปซิฟกิ ” เปลือกโลกยูเรเชยี (Pacific Tsunami Warning Center) หรอื PTWC คือ ง. แผํนเปลอื กโลกยูเรเชีย กระจายตวั ออกจากขอบแผนํ ประเทศใด เปลอื กโลกอินเดีย ก. ญปี่ ุน 40. หนวํ ยงานใดในจงั หวดั และสามารถให๎ความชวํ ยเหลือ ข. องั กฤษ เมอ่ื เกดิ ภัยธรรมชาติ ค. อเมรกิ า ก. ศนู ยเ๑ ตือนภยั พิบัติประจาจังหวดั ง.นิวซแี ลนด๑ ข. ศนู ยค๑ วบคุมโรคตดิ ตํอประจาจงั หวดั 38. ส่งิ ไดทเ่ี ราไมคํ วรปฏบิ ตั ิในขณะทีเ่ กดิ สนิ ามิ ค. ศนู ยป๑ ูองกนั และบรรเทาสาธารณภัยประจาจังหวัด ก. รีบหนีขน้ึ ฝ่ังไปยงั ท่สี งู โดยเร็วท่ีสดุ ง. ศูนยป๑ อู งกันและบรรเทาภัยพบิ ัตทิ างธรรมชาติประจา ข. รีบตามหาญาติ เพือ่ น หรือคนทีร่ ๎ูจกั จังหวัด ค. กรณที รี่ ถติดใหว๎ งิ่ ออกจากรถไปอยูํทีส่ งู โดยเร็วท่ีสดุ แบบทดสอบหลังเรยี น คาชแ้ี จง ให๎ผเ๎ู รยี นเลือกคาตอบทถี่ กู ต๎องท่สี ดุ เพยี งคาตอบเดียว 1. ปจั จัยใดคือปจั จัยสาคัญ ทท่ี าให๎อุณหภูมิของโลกสงู ขน้ึ ก. ปาุ ไม๎เหลือน๎อย

ข. ปรากฏการณ๑เรือนกระจก ง. พายุทอร๑นาโด ค. ปรากฏการณ๑ภูเขาไฟระเบิด 8. พายเุ ขตรอ๎ นที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นลูกแรก คือพายุ ง. แสงอาทติ ยแ๑ ผํรังสตี รงมายังโลกเพ่มิ ขึ้น อะไร 2. การเพ่ิมปรมิ าณก๏าซ “เรือนกระจก” จะเกิดขึน้ ในข๎อใด ก. พายุเกย๑ ก. อุทกภยั ข. พายุจนั ทู ข. ภยั แล๎ง ค. พายุแฮรเ๑ รยี ต ค. แผํนดินไหว ง. พายุฟอรเ๑ รสต๑ ง. ความกดอากาศต่า 9. ขอ๎ ใดเปน็ ความรุนแรงและอันตรายของพายดุ ีเปรสช่ัน 3. ข๎อใดคือผลกระทบจากการเกิดปรากฏการณ๑ ก. พายทุ ม่ี ีกาลงั อํอนไมํมีอันตรายรุนแรงแตทํ าใหม๎ ฝี นตก “เอลนโิ ญ” ปานกลาง ก. บริเวณทเ่ี คยแหง๎ แล๎งจะมีฝนตกชุกตลอดทัง้ ปี ข. พายุฝนฟูาคะนองมักจะเกิดในชํวงเดอื นมนี าคมถึงเดอื น ข. บริเวณท่ีมฝี นตกน๎อยกลับจะมฝี นตกมากอยํางตํอเน่ือง เมษายน ตลอดท้งั ปี ค. ในทะเลจะมีคล่ืนลมแรง เรือขนาดใหญอํ าจถกู พดั พาไป ค. บริเวณทม่ี ปี รมิ าณฝนตกเพิ่มข้นึ อีกและบริเวณทแ่ี ห๎งแลง๎ เกยตนื้ คลน่ื ขนาดใหญํ ยังแห๎งแลง๎ เพิ่มมากขน้ึ ง. ความรุนแรงทเี่ กิดจากพายุโซนรอนพดั มาปะทะลดลงใน ง. บรเิ วณท่เี คยมีฝนตกชกุ จะมีปริมาณฝนลดลงอยาํ งมาก ระดบั รองลงมาจากพายุไตฝุน และบริเวณทีม่ ีฝนตกน๎อยมฝี นเพ่มิ มากข้ึน 10. แนวทางการปูองกนั และการแก๎ไขปญั หาผลกระทบท่ี 4. ผลกระทบจากการสูญเสยี พ้นื ท่ปี าุ ไม๎ ทาให๎เกดิ ภาวะ เกิดจากวาตภยั บุคคลใดปฏิบัตถิ กู ต๎อง โลกร๎อนคือข๎อใด ก. นายแสงออกไปยนื ทีโ่ ลํงแจ๎ง ขณะเกิดพายลุ มแรง ก. พนื้ ดนิ แตกแยกระแหง ข. นายหมอกพกั ในอาคารที่ไมํม่นั คงขณะเกิดวาตภัย ข. ขาดแคลนแหลงํ ตน๎ น้าลาธาร ค. นายแซมเตรยี มวิทยุและอุปกรณ๑สื่อสารชนิดใช๎ถําน ค. เกดิ ปรากฏการณเ๑ รือนกระจก แบตเตอรี่ ง. สัตวป๑ าุ บางชนิดลม๎ ตายใกล๎จะสูญพันธ๑ุ ง. นายปราชญ๑ไมํติดตามขําวบันเทิงจากรายการโทรทศั น๑ 5. ข๎อใดไมํใชภํ ัยพิบตั ิท่ีมีผลสืบเนื่องมาจากการตดั ไม๎ ตาํ ง ๆ ทาลายปาุ 11. ข๎อใดเป็นสาเหตทุ ีบ่ รเิ วณพื้นทร่ี าบลํุมเกิดปัญหา ก. ภยั แล๎ง อุทกภยั ประจาทุกปี ข. แผํนดนิ ถลํม ก. แมํน้าต้นื เขนิ ค. แผนํ ดินไหว ข. พนื้ ท่มี ขี นาดกว๎างขวาง ง. นา้ ทํวมฉบั พลนั ค. เป็นพนื้ ที่ตา่ ระบายน้าไมไํ ด๎ 6. ขอ๎ ใดกลาํ วถงึ วาตภัยได๎ถกู ตอ๎ ง ง. ประชาชนไมํใสํใจแก๎ไขปัญหา ก. ภัยทเี่ กิดจากน้าทวํ ม พ้นื ที่การเกษตรของประชาชน ข. ภยั ท่เี กดิ จากไฟไหม๎ปาุ ท่ีกํอใหเ๎ กดิ หมอกควัน 12. พื้นทใี่ นข๎อใดท่ีไมํได๎รับผลกระทบจากสถานการณน๑ า้ ค. ภัยทเี่ กิดขน้ึ จากพายลุ มแรง จนทาใหเ๎ กดิ ความเสียหาย ทํวม “มหาอทุ กภยั ปี 2554” ง. ภัยท่ีเกิดจากการปลํอยก๏าซพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ก. ตาบลนา้ ไผํ อาเภอน้าปาด จงั หวดั อุตรดิตถ๑ ข. ตาบลหว๎ ยยาบ อาเภอบ๎านธิ จงั หวัดลาพนู 7. พายทุ ีเ่ กิดในทวปี อเมริกา เรียกวําพายุอะไร ค. ตาบลสบสาย อาเภอสงู เมํน จงั หวดั แพรํ ก. พายุไตฝ๎ ุน ง. ตาบลวาวี อาเภอแมสํ รวย จงั หวดั เชยี งราย ข. พายบุ าเกียว ค. พายไุ ซโคลน

13. การเกดิ อุทกภัยในประเทศไทย มักจะสํงผลตอํ ความ ค. สงั เกตลกั ษณะบรเิ วณโดยรอบที่ตั้งของชุมชนและบรเิ วณ เสียหายในข๎อใดมากท่สี ดุ ทีเ่ สีย่ งภยั จากดินโคลนถลมํ ก. การทามาหากนิ ของประชาชนทัง้ ในด๎านการค๎าขาย และ ง. ทาการอพยพออกจากพืน้ ที่เส่ียง หรืออยใูํ นบรเิ วณที่ การเพาะปลกู หยุดชะงกั ปลอดภัย ข. เสน๎ ทางการคมนาคมถูกตัดขาดสํงผลเสยี ตอํ เศรษฐกิจ 18. ขอ๎ ใดตํอไปน้กี ลาํ ว ไมใํ ชํ หนํวยงานทเี่ กยี่ วข๎องกบั ภยั ค. พนื้ ทที่ างดา๎ นการเกษตรได๎รับความเสยี หายจานวนมาก พิบตั ทิ างธรรมชาติ ง. ชีวิต ทรัพยส๑ ิน สาธารณปู โภค ผลผลติ ทางการเกษตร ก. อบต. หรือ เทศบาลประจาตาบล 14. ข๎อใดทีภ่ ูมิปญั ญาชาวบา๎ นจัดเปน็ สญั ญาณเตือนภยั ที่ ข. สาธารณะสขุ ประจาตาบล ถูกต๎อง กอํ นเกดิ ภัยพิบตั ิทางธรรมชาติ ค. ปอู งกันและบรรเทาภัยสาธารณะภยั (ปภ.) ประจา ก. ผง้ึ มดแดง ทารังบนยอดไม๎ แสดงวาํ ปีนั้นจะมฝี นตกมาก จงั หวัด ข. มดดาขนไขํ อพยพไปบนท่ีสูง เปน็ สัญญาณวาํ ฝนจะตก ง. สานกั งานหลกั ประกนั สุขภาพแหํงชาติ (สปสช.) หนัก 19. ข๎อใดคือข๎อสังเกตพนื้ ทีเ่ สีย่ งภยั การเกดิ ดนิ โคลนถลํม ค. มเี มฆมาก ทอ๎ งฟูามแี สงสแี ดงในเวลากลางวนั ลมแรง จะ มากที่สุด มีฝนตกหนัก ก. พ้ืนที่สูงชันไมํมีพืชปกคลุม ง. ฤดูรอ๎ นไมํพบรังนกบนตน๎ ไม๎ แตํทารงั ใตห๎ นา๎ ผา บํงบอก ข. พ้นื ทตี่ ามลาดเชิงเขาหรอื บรเิ วณท่ลี มํุ ใกลเ๎ ชิงเขาท่ีมีการ วาํ ปีนั้นฝนจะตกหนกั พงั ทลายของดินสูง 15. จากเหตุการณ๑ ดินโคลนถลํม ตง้ั แตํปี พ.ศ. 2549 - ค. พื้นทท่ี ี่มีกองหิน ทรายปนโคลน 2554 เหตกุ ารณ๑ใดเกดิ จากผลกระทบของพายุนกเตน ง. พนื้ ท่ไี หลทาง ก. 28 กันยายน 2554 บ๎านเมอื งกา๐ ย ตาบลเมืองก๐าย 20. ความหมายของไฟปาุ ข๎อใดกลําวได๎ถกู ต๎องสมบรู ณ๑ อาเภอแมํแตง จังหวดั เชียงใหมํ ทส่ี ุด ข. 9 ตลุ าคม 2549 ตาบลแมํงอน อาเภอฝาง จงั หวัด ก. ไฟทีเ่ กิดจากสาเหตอุ ันใดก็ตามแล๎วเกดิ การลุกลามไปได๎ เชยี งใหมํ โดยอสิ ระปราศจากการควบคุม ค. 3 สิงหาคม 2554 บ๎านปุูทา ตาบลแมํสามแลบ อาเภอ ข. ไฟทเ่ี กดิ จากการลกุ ลามไปได๎โดยอสิ ระ มกี ารควบคุมบา๎ ง สบเมย จงั หวดั แมํฮํองสอน ทง้ั นไ้ี มวํ ําไฟน้นั จะเกิดข้นึ ในปุาธรรมชาติหรือสวนปาุ กต็ าม ง. 22 พฤษภาคม 2549 พ้ืนท่อี าเภอลับแล อาเภอเมือง ค. ไฟท่ีเกดิ จากสาเหตอุ นั ใดก็ตาม แลว๎ เกดิ การลุกลามไปได๎ และ อาเภอทาํ ปลา จังหวัดอุตรดิตถ๑ โดยไมอํ สิ ระมกี ารควบคุมทั้งนี้ไมํวําไฟนั้นจะเกิดขึน้ ในปุา 16. ดนิ โคลนถลมํ มีสาเหตสุ าคญั หลายประการยกเว๎นข๎อใด ธรรมชาติหรือสวนปุากต็ าม ก. ดูดทรายจากแมํน้า ง. ไฟท่เี กิดจากสาเหตุอนั ใดก็ตาม แล๎วเกิดการลุกลามไปได๎ ข. ฝนตกหนกั ตํอเนื่องนานหลายวนั โดยอิสระปราศจากการควบคุม ท้ังนีไ้ มวํ ําไฟน้ันจะเกดิ ขน้ึ ค. ปุาไมถ๎ ูกทาลาย ทาไรเํ ล่อื นลอย ในปาุ ธรรมชาตหิ รอื สวนปุาก็ตาม ง. การขดุ บอํ นา้ บาดาล 21. ชนดิ ของไฟปุาแบํงออกเปน็ กช่ี นดิ 17. ข๎อใด ไมํใชํ การเตรียมความพรอ๎ มรบั สถานการณ๑การ ก. 5 ชนิด ดนิ โคลนถลมํ ข. 4 ชนิด ก. ติดตํอขอรบั ความชํวยเหลือและฟืน้ ฟูจากบุคคลหรือ ค. 3 ชนดิ หนํวยงานทีเ่ ก่ยี วข๎อง ง. 2 ชนดิ ข. แจ๎งสถานการณเ๑ จา๎ หนา๎ ท่ีทีเ่ ก่ยี วข๎อง ผนู๎ าชมุ ขนให๎ทราบ 22. สาเหตุของการเกิดไฟปุามากท่สี ุดคือข๎อใด เพื่อแจ๎งเหตขุ อความชวํ ยเหลือตํอไป

ก. ฟาู ผาํ 28. การดแู ลบา๎ นเรือนที่พกั เม่อื อยูํในสถานการณ๑หมอก ข. กิ่งไม๎เสียดสี ควนั ควรทาอยาํ งไร ค. การหาของปาุ ก. งดการเปิดเคร่ืองปรบั อากาศ ง. การระเบดิ หนิ ข. ถางพื้นท่ีบริเวณบ๎านใหโ๎ ลงํ 23. ข๎อใดคือการแสดงถงึ พฤติกรรมการไมํมีจติ สานกึ ในการ ค. ปลูกพชื คลมุ หนา๎ ดินในบริเวณบา๎ น ปอู งกนั ไฟ ง.เปดิ ประตูหน๎าตํางใหอ๎ ากาศถํายเทสะดวก ก. เก็บหาของปุาตามวถิ คี วามเชื่อด้ังเดมิ เพื่อเป็นรายได๎ 29. ข๎อใดเปน็ การปฏบิ ตั ิตนเมือ่ ต๎องเผชิญกับสถานการณ๑ เสรมิ หมอกควัน ข. เข๎าใจดีวําไฟปุาเปน็ มหนั ตภัยรา๎ ยแรง ก.เพ่ิมความระมัดระวงั ในการใชร๎ ถใช๎ถนน ค. ศึกษาหาวิธีปูองกันไม๎ใหเ๎ กิดไฟปาุ ข.งดสูบบหุ ร่แี ละดม่ื น้าให๎นอ๎ ยลง ง. รับผดิ ชอบตอํ ทรัพยากรสํวนรํวม ค.พยายามอยใํู นทโี่ ลํง ซึ่งมีลมพัดผาํ น 24.แนวทางในการแก๎ปัญหาไฟปุาตามพระราชดารปิ ุาเปยี ก ง.ออกกาลงั กายกลางแจ๎ง ที่มีอากาศถาํ ยเท มีหลายวิธขี อ๎ ใดไมใํ ชวํ ธิ กี ารแก๎ปญั หาปุา 30. เหตุใดจึงต๎องมีการกาหนดขนาดของแผนํ ดินไหว ก. การสร๎างฝายชะลอความชุมํ ชื่น ก. เพ่อื ปูองกันการเกดิ แผนํ ดินไหว ข. การปลูกต๎นไมโ๎ ตเรว็ คลมุ แนวรอํ งน้า ข. เพ่ือตรวจสอบการเกิดแผํนดินไหวลวํ งหน๎า ค. การใชค๎ ลองสงํ นา้ เป็นแนวกันไฟ ค. เพื่อทราบถึงศนู ยก๑ ลางของการเกิดแผนํ ดินไหว ง. ปลูกต๎นกลว๎ ยในพ้นื ท่ีที่กาหนดใหเ๎ ปน็ ชอํ งวํางของปาุ ง. เพอ่ื ทราบผลกระทบหรือความเสยี หายทีจ่ ะเกิดขึ้น ประมาณ 2 เมตร 31. ขอ๎ ใด ไมํอยูํในบรเิ วณ “วงแหวนแหํงไฟ (ring of 25. หมอกควัน หมายถึง ขอ๎ ใด fire)” ก. ปรากฏการณ๑ทีฝ่ ุนควันและอนภุ าคแขวนลอยในอากาศ ก. ประเทศญี่ปนุ ท้งั หมด รวมตัวกันในสภาวะท่อี ากาศปิด ข. บรเิ วณดา๎ นตะวันตกของเม็กซโิ ก ข. สภาพอากาศท่ีมีสารเจือปน สํงผลกระทบตํอสขุ ภาพของ ค. บริเวณขอบมหาสมุทรแปซิฟกิ ทั้งหมด มนษุ ย๑ สตั วแ๑ ละพืชผล ง. บรเิ วณรอยตํอภเู ขาแอลปแ์ ละภเู ขาหมิ าลัย ค. เมฆทเี่ กิดในระดับใกล๎พืน้ ดิน ทาใหท๎ ศั นว๑ สิ ยั หรอื การ 32. ข๎อใด ไมํใชํ สาเหตขุ องการเกิดแผํนดนิ ไหว มองเห็นเลวลง ก. การทาเหมือง ง. หมอกซึ่งมีควันผสมอยูเํ ป็นจานวนมากในอากาศ ข. การระเบดิ หิน 26. ขอ๎ ใดเป็นสาเหตุสาคัญของการเกิดหมอกควันใน ค. การขดุ เจาะอโุ มงค๑ ประเทศไทย ง. เปลือกโลกเกิดการโคง๎ งออยํางฉบั พลนั ก. การปลอํ ยควนั จากโรงงานอุตสาหกรรม ข. ไฟปุาและการเผาวัสดุการเกษตร 33. ถ๎าหากเกิดแผํนดินไหวในขณะทเ่ี รยี นอยํชู ้ันบนของ ค. การคมนาคมขนสงํ อาคารสงู ควรปฏบิ ัตติ นอยํางไร ง.การเผาขยะของชมุ ชน ก. รีบวิ่งลงบันได 27. สถานการณห๑ มอกควนั ในทวปี อเมรกิ าสวํ นใหญํเกดิ ข้ึน ข. รบี ลงชัน้ ลํางโดยใช๎ลฟิ ต๑ จากอะไร ค. มดุ เขา๎ ใต๎โต๏ะภายในอาคาร ก. ไฟไหม๎ปุาเป็นบริเวณกว๎าง ง. ไปท่ีหน๎าตํางเพื่อขอความชํวยเหลือ ข. ภูเขาไฟระเบิด ค. การคมนาคมขนสํง ง.โรงงานอตุ สาหกรรม

34. ประเทศไทยได๎รบั ผลกระทบจากการเกิดแผํนดนิ ไหว ค. แผนํ เปลอื กโลกอนิ เดยี กระจายตัวออกจากขอบแผํน จากแผํนเปลอื กโลกใด เปลอื กโลกยูเรเชยี ก. แผํนแปซิฟิก กับ แผนํ นาสกา ง. แผํนเปลือกโลกยเู รเชีย กระจายตวั ออกจากขอบแผํน ข. แผนํ ยเู รเซีย กบั แผํนแปซิฟิก เปลือกโลกอนิ เดีย ค. แผํนยูเรเซีย กับ แผํนอนิ เดีย-ออสเตรเรีย 39. ในขณะทเี่ กิดสินามิสิง่ ใดท่เี ราไมํควรปฏิบตั ิ ง. แผนํ แอนตาร๑กติก กับ แผนํ อินเดยี -ออสเตรเรีย ก. รบี หนีขนึ้ ฝง่ั ไปยังท่สี งู โดยเรว็ ท่สี ุด 35. คาวํา tsunami มาจากภาษาญปี่ ุน แปลวาํ อะไร ข. รีบตามหาญาติ เพ่ือน หรอื คนทรี่ จู๎ ัก ก. คลื่นพายไุ ตฝ๎ ุน (storm waves) ค. กรณที ี่รถติดให๎วงิ่ ออกจากรถไปอยูทํ ส่ี ูงโดยเรว็ ท่สี ุด ข. คล่ืนมหาสมุทร (ocean waves) ง. กรณที ี่หนไี มํทันให๎ปีนต๎นไม๎ท่ีแข็งแรง และสูงเกนิ กวํา ค. คลืน่ อาํ วจอดเรือ (harbour waves) 15 เมตร ง. คล่ืนจดุ ดบั ดวงอาทติ ย๑ (sunspot waves) 40. เมื่อเกดิ ภัยธรรมชาติหนวํ ยงานทม่ี หี น๎าทโี่ ดยตรงในการ 36. ในมหาสมุทรทมี่ ีความลึกเกิน 6,000 เมตร คลื่นสึนา ให๎ความชํวยเหลือคือข๎อใด มจิ ะเดนิ ทางดว๎ ยความเร็วเทําไหรํ ก. กรมประชาสงเคราะห๑ ก. 8 เมตรตํอชั่วโมง ข. กรมอนามยั และสงิ่ แวดลอ๎ ม ข. 8 กิโลเมตรตํอช่วั โมง ค. กรมสวัสดกิ ารและค๎มุ ครองแรงงาน ค. 80 กโิ ลเมตรตํอชว่ั โมง ง. กรมปูองกนั และบรรเทาสาธารณภัย ง. 800 กโิ ลเมตรตํอชว่ั โมง 37. ประเทศไหนทจ่ี ัดตง้ั “ศนู ยแ๑ จง๎ เตอื นคลื่นสนึ ามิ แปซิฟิก” (Pacific Tsunami Warning Center) หรือ PTWC ก. ญป่ี นุ ข. อเมรกิ า ค. นวิ ซแี ลนด๑ ง. ออสเตรเลยี 38. สึนามิที่เกิดขึน้ ทางตอนเหนือของเกาะสมุ าตราซงึ่ สร๎าง ความเสียหายให๎กับประเทศไทยเรานักธรณวี ิทยาไดใ๎ ห๎ ความเหน็ ถึงสาเหตุการเกดิ วําอยํางไร ก. แผํนเปลอื กโลกอนิ เดยี มดุ ลงใตข๎ อบแผํนเปลอื กโลกยูเร เชยี ข. แผนํ เปลือกโลกยเู รเชีย มดุ ลงใตข๎ อบแผนํ เปลือกโลก อินเดยี

เฉลยแบบทดสอบกอํ นเรยี น 1. ข. ปรากฏการณเ๑ รอื นกระจก 2. ข. ภยั แลง๎ 3. ค. บรเิ วณที่มีปริมาณฝนตกเพิม่ ข้นึ อีกและบริเวณทแ่ี ห๎งแลง๎ ยังแห๎งแล๎งเพ่มิ มากขึ้น 4. ข. ขาดแคลนแหลงํ ตน๎ นา้ ลาธาร 5. ค. แผํนดนิ ไหว 6. ง. ภัยที่เกดิ ขน้ึ จากพายุลมแรงจนทาให๎เกิดความเสียหาย 7. ข. พายลุ มงวง 8. ค. ทาให๎สาธารณูปโภคเสยี หาย 9. ก. ดเี ปรสชนั่ โซนรอ๎ นไต๎ฝนุ 10. ก. ไซโคลน 11. ก. บรเิ วณทร่ี าบลุมํ แมนํ ้า 12. ง. ตัดสะพานไฟ และปิดแกส๏ หุงตม๎ 13. ข. เดนิ เข๎าใกล๎เสาไฟฟาู 14. ก. การคมนาคมขนสงํ ทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล๎อม การเมอื ง 15. ค. การเฝูาระวงั การเตือนภัย การปอู งกนั ภยั และการแกป๎ ญั หาเม่อื เกิดภยั 16. ข. สุชา ปลกู หญา๎ แฝกสลบั กบั ไม๎พืน้ ถนิ่ บริเวณไหลํทางทม่ี กั เกิดดนิ โคลนถลํม 17. ก. อบต. หรือ เทศบาลประจาตาบล 18. ง. เกิดการระบาดของโรคตาํ งๆ 19. ก. ตัง้ สติ แล๎วรวบรวมอปุ กรณ๑ฉุกเฉนิ ท่จี าเปน็ ตอ๎ งใช๎เมอื่ ประสบเหตุ 20. ค. ไฟท่เี กิดจากสาเหตุอนั ใดก็ตามแลว๎ เกดิ การลกุ ลามไปไดโ๎ ดยอสิ ระปราศจากการควบคุมท้งั นีไ้ มวํ าํ ไปน้นั จะเกดิ ขึ้นตามปาุ ธรรมชาตหิ รือสวนปาุ กต็ าม 21. ข. 3 ชนดิ 22 ง. การหาของปุา 23. ง. เก็บหาของปุาตามวิถีความเชือ่ ด้งั เดิมเพ่ือเปน็ รายได๎เสรมิ 24. ก. ใชค๎ ลองสงํ นา๎ เปน็ แนวกนั ไฟ 25. ง. ปรากฏการณ๑ทฝี่ ุนควนั และอนุภาคแขวนลอยในอากาศรวมตวั กันในสภาวะท่อี ากาศปิด 26. ก. การเผาปาุ และเศษพชื ในพน้ื ที่เกษตร 27. ข. พิษณโุ ลก 28. ข. หญงิ มคี รรภ๑ 29. ค. อยใูํ นทโ่ี ลํง ซ่ึงมลี มพัดผาํ น 30. ข. เป็นการส่นั สะเทอื นของแผนํ ดินที่รส๎ู ึกได๎ ณ บริเวณใดบรเิ วณหน่ึงบนผวิ โลก 31. ก. ไซสโมมิเตอร๑ 32. ก. ระดับความเสยี หายจากการชนกันของแผนํ ธรณภี าค 33. ข. บรเิ วณพน้ื ท่ขี องวงแหวนแหํงไฟ 34. ค. ตาแหนงํ ทมี่ กั เกดิ แผํนดนิ ไหว 35. ค. คลื่นอําวจอดเรอื (harbour waves) 36. ข. แบบมุดตัว 37. ค. อเมริกา 38. ข. รีบตามหาญาติ เพื่อน หรือคนท่ีรู๎จัก 39. ข. แผํนเปลอื กโลกอนิ เดยี มดุ ลงใต๎ขอบแผนํ เปลือกโลกยูเรเชยี 40. ค. ศนู ย๑ปอู งกนั และบรรเทาสาธารณภัยประจา๎ จงั หวดั

เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น 1. ข. ปรากฏการณเ๑ รือนกระจก 2. ข. ภัยแลง๎ 3. ค. บรเิ วณที่มปี รมิ าณฝนตกเพม่ิ ขน้ึ อีกและบริเวณทีแ่ ห๎งแล๎งยงั แห๎งแล๎งเพม่ิ มากข้นึ 4. ข. ขาดแคลนแหลํงตน๎ นา้ ลาธาร 5. ค. แผํนดนิ ไหว 6. ค. ภยั ท่ีเกดิ ข้ึนจากพายลุ มแรง จนทาใหเ๎ กิดความเสยี หาย 7. ง. พายทุ อรน๑ าโด 8. ค. พายุแฮร๑เรยี ต 9. ก. พายุทีม่ กี าลังอํอนไมํมีอนั ตรายรนุ แรงแตทํ าใหม๎ ีฝนตกปานกลาง 10. ค. นายแซมเตรยี มวิทยุและอุปกรณ๑สื่อสารชนิดใช๎ถาํ นแบตเตอร่ี 11. ค. เปน็ พ้นื ทีต่ า่ ระบายน้าไมไํ ด๎ 12. ข. ตาบลห๎วยยาบ อาเภอบ๎านธิ จังหวดั ลาพนู 13. ง. ชีวติ ทรัพย๑สนิ สาธารณปู โภค ผลผลิตทางการเกษตร 14. ก. ผงึ้ มดแดง ทารงั บนยอดไม๎ แสดงวําปนี ้ันจะมฝี นตกมาก 15. ค. 3 สิงหาคม 2554 บา๎ นปทุู า ตาบลแมสํ ามแลบ อาเภอสบเมย จงั หวดั แมํฮอํ งสอน 16. ก. ดดู ทรายจากแมนํ ้า 17. ค. สังเกตลกั ษณะบริเวณโดยรอบท่ตี ง้ั ของชุมชนและบริเวณทเ่ี ส่ียงภัยจากดนิ โคลนถลมํ 18. ง. สานกั งานหลักประกันสขุ ภาพแหงํ ชาติ (สปสช.) 19. ข. พน้ื ท่ตี ามลาดเชงิ เขาหรือบริเวณท่ลี ํมุ ใกล๎เชิงเขาทีม่ กี ารพังทลายของดนิ สงู 20. ง. ไฟท่ีเกิดจากสาเหตอุ นั ใดกต็ าม แลว๎ เกดิ การลกุ ลามไปไดโ๎ ดยอสิ ระปราศจากการควบคมุ ทั้งนี้ไมวํ าํ ไฟนนั้ จะเกดิ ขน้ึ ในปาุ ธรรมชาติหรอื สวนปาุ ก็ตาม 21. ค. 3 ชนดิ 22. ค. การหาของปาุ 23. ก. เกบ็ หาของปุาตามวิถีความเชื่อด้งั เดมิ เพ่อื เป็นรายไดเ๎ สรมิ 24. ค. การใชค๎ ลองสงํ นาเปน็ แนวกันไฟ 25. ก. ปรากฏการณท๑ ฝ่ี นุ ควนั และอนุภาคแขวนลอยในอากาศรวมตัวกันในสภาวะที่อากาศปิด 26. ข. ไฟปาุ และการเผาวัสดกุ ารเกษตร 27. ก. ไฟไหม๎ปาุ เปน็ บรเิ วณกวา๎ ง 28. ค. ปลกู พืชคลุมหน๎าดนิ ในบรเิ วณบ๎าน 29. ก. เพ่ิมความระมดั ระวงั ในการใชร๎ ถใชถ๎ นน 30. ง. เพื่อทราบผลกระทบหรอื ความเสยี หายที่จะเกิดขน้ึ 31. ง. บรเิ วณรอยตํอภูเขาแอลปแ์ ละภูเขาหิมาลัย 32. ข. การระเบิดหิน 33. ค. มุดเขา๎ ใต๎โต๏ะภายในอาคาร 34. ค. แผนํ ยูเรเซยี กบั แผนํ อนิ เดีย-ออสเตรเรีย 35. ค. คล่ืนอาํ วจอดเรือ (harbour waves) 36. ง. 800 กิโลเมตรตํอชั่วโมง 37. ข. อเมริกา 38. ก. แผนํ เปลือกโลกอินเดยี มดุ ลงใตข๎ อบแผํนเปลอื กโลกยูเรเชยี 39. ข. รีบตามหาญาติ เพื่อน หรอื คนที่ร๎ูจกั 40. ง. กรมปอู งกันและบรรเทาสาธารณภยั …………………………………………………………………

แผนการจดั การเรยี นรู๎ วชิ า สขุ ภาพและความปลอดภัยในชวี ิต ระดบั ม มาตรฐานการเรียนร๎ู รู๎ เขา๎ ใจ มีคณุ ธรรม จริยธรรม เจตคติทด่ี ี มที ักษะในการดูแลและสรา๎ งเส ดารงสุขภาพของตนเอง และครอบครัวตลอดจนสนับสนุนใหช๎ มุ ชนมสี วํ นรวํ มใ กศน.ตาบลวงั โบสถ๑ กศน.อาเภอหนองไผํ สา วัน / เดือน /ปี เรือ่ ง/สาระสาคญั ผลการเรยี นรู๎ที่ คาดหวงั ครง้ั ท่ี ๑7 1. การเลือกใช๎ภูมิปัญญา นกั ศึกษาสามารถ ขั้นที่ 1 ข้ันนาเข 30 กนั ยายน ไทย เพ่ือสุขภาพ อธิบายเกยี่ วกับ ครูอธิบาย ๒๕๖๔ 2. ขอ๎ มูลขาํ วสาร สขุ ภาพผบู๎ รโิ ภค 1. การเลอื กใชภ๎ ผลิตภัณฑ๑ และ 2. ขอ๎ มลู ขําวสา บริการสุขภาพ 3. สิทธิผ๎บู รโิ ภค 3. สิทธิผู๎บรโิ ภคและ ขน้ั ที่ 2 ขั้นดาเน กฎหมายที่เก่ียวข๎อง มอบหมายให๎ผ๎ูเร ใบความรแู๎ ละหน เรื่อง 1. การเลอื 2. ข๎อมูลขาํ วสา 3. สิทธิผ๎บู รโิ ภค ขั้นที่ 3 ข้นั วดั ผล 1. สังเกตพฤติกร 2. วดั ความร๎ูจาก ข้นั ท่ี 4 มอบหม ครูผู๎สอนสรปุ เนื้อ มอบหมายงานให

มธั ยมศึกษาตอนปลาย ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564 สรมิ การมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีปฏิบัติจนเป็นกิจนิสัย วางแผนพัฒนาสุขภาพ ในการสํงเสริมดา๎ นสขุ ภาพพลานามัยและพฒั นาสภาพแวดล๎อมท่ีดี านักงาน กศน.จงั หวดั เพชรบูรณ๑ กจิ กรรมการเรยี นรู๎ สื่อ/แหลงํ เรยี นร๎ู การวดั ผลประเมินผล ข๎าสํบู ทเรียน 1. ใบความร๎ู 1. บันทึกการเรยี นร๎ู ภูมปิ ัญญาไทยเพื่อสุขภาพ 2. หนงั สอื แบบเรยี น 2. รายงาน าร ผลิตภัณฑ๑ และบรกิ ารสุขภาพ คและกฎหมายท่เี กี่ยวข๎อง 3. ใบความร๎ู 3. ใบงาน นินการจดั กิจกรรม รยี นศึกษาจาก 4. Application กศน. 4. Application นังสือแบบเรียน อกใชภ๎ ูมปิ ัญญาไทยเพื่อสุขภาพ อาเภอหนองไผํ กศน.อาเภอหนองไผํ าร ผลิตภัณฑ๑ และบรกิ ารสุขภาพ คและกฎหมายทเ่ี กยี่ วข๎อง ล/ประเมนิ ผล รรมระหวาํ งการเรียนร๎ู กการทากจิ กรรมในใบงาน มายภารกิจตํอเนอ่ื ง อหาและเติมเต็มองค๑ความร๎ูพรอ๎ ม ห๎ไปศึกษาด๎วยตนเองเพมิ่ เติม

ใบความรท๎ู ่ี 1 รายวชิ า สภุ าพและความปลอดภยั ในชวี ติ รหสั วชิ า ทช32005 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย เรื่อง สุขภาพผบู๎ รโิ ภค 1. การเลือกใชภ๎ ูมปิ ัญญาไทยเพอ่ื สขุ ภาพ ภมู ิปัญญาไทย ตรงกับศัพท๑ภาษาอังกฤษวํา Wisdom หมายถึง องค๑ความรู๎ ความสามารถและทักษะของคนไทย อัน เกดิ จากการสั่งสมประสบการณ๑ทีผ่ าํ นมากระบวน การเรียนรู๎ เลือกสรร ปรุงแตํง พัฒนาและถํายทอดสืบกันมา เพื่อใช๎ แกป๎ ัญหาและพัฒนาวิถีชวี ิตของคนไทยใหส๎ มดลุ กับสภาพแวดล๎อมและเหมาะ สมกับยุคสมยั ภมู ปิ ญั ญาไทยกบั การสร๎างเสริมสขุ ภาพและการปูองกันโรคในชมุ ชน ทุกชุมชนมีเอกลักษณ๑เป็นของตนเอง ทง้ั ประเพณี วัฒนธรรม และวถิ กี ารดาเนินชีวิตซึ่งเอกลักษณ๑ดังกลําวได๎ดาเนิน ขึ้น และสืบทอดโดยคน รํุนกํอนในชุมชน มีการสั่งสมภูมิปัญญาด๎านตํางๆ และผํานการพัฒนาใช๎ให๎สอดค ล๎องกับวิถี ชีวติ สิง่ แวดลอ๎ ม และทรพั ยากรในชมุ ชน เชํน การแตงํ กาย การรับประทานอาหาร การสร๎างบ๎านเรือน รวมถึงการดูแล รักษา สุขภาพและการบาบัดโรค ซึ่งผํานการลองผิดลองถูกจนเกิดเป็นปัญญาในการสร๎างเสริมสุขภาพและการปูองกัน โรคของ ชุมชน ตัวอยํางเชํน การรับประทานผักเพื่อบารุงรํางกาย การรักษาโรคด๎วยสุมนไพร การนวดไทยเพ่ือบาบัด บรรเทาการ เจ็บปุวย การประคบสมุนไพรรักษาอาการปวดเม่ือย เคล็ดขัดยอก หรือการอยูํไฟเพ่ือสํงเสริมและฟ้ืนฟู สุขภาพของผ๎ูหญงิ หลงั คลอดบุตร เปน็ ต๎น การนวดแผนไทย การนวดไทยแบงํ ออกเปน็ 2 แบบ ไดแ๎ กํ 1. การนวดแบบราชสานกั 2. การนวดแบบเชลยศกั ดิ์ การนวดไทยมีผลดตี ํอสุขภาพในหลายๆด๎าน เชํน การกระตน๎ุ ระบบประสาท และชํวยกระตุ๎นการไหลเวียนโลหิตและ น้าเหลอื ง เปน็ ตน๎ การประคบสมุนไพร เป็นการใช๎สมุนไพรในการฟ้ืนฟูสุขภาพโดยการนาสมุนไพรมาหํอและนาไปประคบบริเวณที่มีอาการปวดเมื่อย จะ สามารถชํวยบรรเทาอาการได๎ นา้ สมนุ ไพร ผกั พืน้ บา๎ นและอาหารเพ่ือสุขภาพ น้าสมุนไพร และอาหารชํวยให๎รํางกายเจริญเติบโตแข็งแรงอยํูในภาวะปกติ โดยเกิดจากความเฉลียวฉลาดของ บรรพบุรษุ เชนํ นา้ ขงิ ชํวยในการขบั ลม แก๎ท๎องอดื ทอ๎ งเฟูอ

การทาสมาธิ สวดมนต๑ และภาวนาเพอ่ื การรกั ษาโรค เปน็ วถิ ชี วี ติ และความเชื่อ จัดวาํ เป็นภูมิปัญญาทางการแพทย๑แผนไทยซึ่งมีผลตํอสภาพจิตใจเป็นอยํางดี เพราะการนั่ง สมาธิ สวดมนต๑และการภาวนาชวํ ยใหม๎ ีจิตใจทบ่ี รสิ ุทธ์ิ และทาให๎จติ ใจเกดิ ความสงบ กายบริหารแบบไทย หรอื กายบรหิ ารทําฤาษีดดั ตน เป็นภูมิปัญญาเกิดขึ้นจากการเลําตํอๆกันมาของผ๎ูท่ีนิยมนั่งสมาธิ เมื่อปฏิบัติอยํางถูกต๎องจะชํวยรักษาอาการปวด เมอ่ื ย ทาให๎เลอื ดหมุนเวยี นได๎ดี สรา๎ งสมาธิ และผอํ นคลายความเครียดได๎ 2. ขอ๎ มลู ขําวสาร ผลติ ภณั ฑ๑ และบรกิ ารสุขภาพ ส่ือโฆษณากับสุขภาพ ความสาคญั ของสือ่ โฆษณา สอ่ื โฆษณานบั วํามอี ิทธิพลตํอความร๎สู กึ นึกคดิ ทัศนคติ คํานิยม และพฤติกรรมของผู๎บริโภคอยํางมาก กลําวคือ ใน การพิจารณาเลือกซ้ือสนิ ค๎า ผลิตภัณฑ๑ หรือใช๎บริการเกี่ยวกับสุขภาพ ผู๎บริโภคมักจะศึกษาข๎อมูลเกี่ยวกับสินค๎าจาก แหลํง ตํางๆ รวมท้ังจากสื่อโฆษณาดั้งนั้นข๎อความเชิญชวนตามสื่อโฆษณารูปแบบท่ีหลากหลาย จึงมีสํวนสาคัญในการ ตดั สินใจ ของผูบ๎ ริโภคในการตดั สินใจซ้ือสินค๎า ผลิตภัณฑ๑ และใช๎บริการสุขภาพน้ันๆ ดังนั้นจึงมีความสาคัญอยํางย่ิงใน การ พิจารณาสื่อโฆษณาให๎ละเอียดรอบคอบวํามีการให๎ข๎อมูลท่ีเป็นจริงหรือมีการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริงหรือไมํ เนื่องจากหาก ขาดการพิจารณาอยํางรอบคอบ เชื่อถือข๎อความบนสื่อโฆษณาโดยปราศจากการไตรํตรอง ประกอบกับ การใช๎ความ ต๎องการ ความอยากได๎และความปรารถนาของจิตใจเป็นตัวนาทางในการเลือกสินค๎ามากกวําความ สมเหตุสมผลจะทาให๎ ได๎รับสินค๎าผลิตภัณฑ๑และบริการสุขภาพท่ีไมํสมประโยชน๑ และอาจเกิดผลเสียหาย มีอันตราตํอ ราํ งกายและจิตใจของ ผบ๎ู ริโภคได๎ ผบ๎ู ริโภคควรพิจารณาสือ่ โฆษณาอยาํ งละเอยี ดและรอบคอบ ประเภทของสอื่ โฆษณา ในปจั บุ นั ผูป๎ ระกอบการผลิตภณั ฑ๑สุขภาพใช๎กลยุทธ๑การทางตลาดในรูปแบบท่ีหลากหลายใยการจูงใจให๎ผู๎บริโภค ซอ้ื สนิ ค๎าและบริการของตนการโฆษณาประชาสัมพันธ๑จัดเป็นกลยุทธ๑หนึ่งท่ีผู๎ประกอบการนามาใช๎เผยแพรํข๎อมูลขําวสาร อยาํ งสม่าเสมอโดยผาํ นสอื่ หลายประเภทดังนี้ -สือ่ สงิ่ พิมพ๑ เชํน วารสาร นิตยสาร แผํนพับ และโปสเตอร๑ -สื่อสารมวลชน เชนํ หนังสอื พิมพ๑ วิทยุ โทรทศั น๑ -สือ่ บคุ คล เชนํ ครู แพทย๑ พยาบาล วทิ ยากร ผู๎ทรงคุณวุฒิ ผ๎ูนาชุมชนอาสาสมัคร นักเรียน นักศึกษา ดารา และ ผูม๎ ี ช่อื เสียงในสังคม -ส่ืออินเทอรเ๑ นต็ เชนํ เกมส๑ออนไลน๑และเว็บไซต๑ -ส่ือกจิ กรรม เชํน การจัดแถลงขําว การพาสอ่ื มวลชนเยย่ี มชมโรงงาน เปน็ ต๎น -สอ่ื อืน่ ๆ เชนํ สือ่ วดี ที ศั น๑ สือ่ ซีดี แนะนาสินค๎า สือ่ ปูายโฆษณากลางแจ๎งสือ่ โฆษณาเคลือ่ นที่

องค๑ประกอบของการสือ่ สาร ในการโฆษณาผํานสื่อตํางๆ ผ๎ูประกอบการได๎ใช๎กระบวนการส่ือสารเพื่อสํงสารไปยังผู๎บริโภค โดยใช๎ องค๑ประกอบ ของการสื่อสาร ดงั น้ี ผู๎สงํ สาร(Sender) คอื บคุ คลหรือกลุมํ บุคคลท่ีทาหน๎าทีใ่ นการเสนอขําวสารโดยการพูด การเขียน การแสดงทําทาง แกํ ผ๎ูรับสาร โดยผสู๎ ํงสารจะต๎องเปน็ ผู๎ท่มี ที ักษะ ขาํ วสาร(Message) คือ ขอ๎ มูลหรือสารที่ถูกสํงผํานชํองทางส่ือ โดยการพูด การเขียน และรูปภาพ ขําวสารเป็น ส่ิง สาคญั ทผ่ี ูส๎ งํ สารตอ๎ งการสงํ ไปยังผร๎ู ับขาํ วสาร ชํองทางส่ือ(Channel) คือ ชํองทางน้ีนาขําวสารไปยังผู๎รับสาร เชํน หนังสือพิมพ๑ วารสาร โทรทัศน๑ วิทยุ รวมทัง้ สอ่ื บคุ คล เป็นตน๎ ผ๎ูรับขําวสาร(Receiver) คือ บุคคลหรือกลุํมบุคคลม่ีได๎รับขําวสารจากผ๎ูสํงสารโดยการฟัง ดู และอําน ผ๎ูรับขําวสาร ต๎อง เปน็ ผทู๎ ่ีมีความเข๎าใจในขําวสารที่ผ๎ูสํงสารสํงมาให๎ ลกั ษณะของการสื่อสาร การรับขอ๎ มูลขาํ วสารโฆษณาเกยี่ วกับสขุ ภาพ ตัวอยําง การรับขอ๎ มูลเกยี่ วกบั สุขภาพ -ผส๎ู ํงสาร = บริษัทโฆษณายารักษาสวิ -ขําวสาร = ยาน้ีสามารถรักษาสวิ ใหห๎ าย ชวํ ยให๎หน๎าขาวใสไร๎สิว -ชอํ งทางสื่อ = วารสาร -ผ๎ูรับขําวสาร = วัยรุนํ ที่มีปญั หาสิว จากตวั อยาํ งนี้ วัยรุํนคนหนึ่งมีปัญหาสิว ทาให๎เขามีความต๎องการท่ีจะรักษาให๎หายเมื่อจึงทาให๎เขาตัดสินใจอํานใน วารสารพบวาํ มกี ารโฆษณาถึงสรรพคุณในยารักษาสิวตัวนี้ จึงทาให๎เขาตัดสินใจซ้ือยาดังกลําวเพื่อรักษาสิวโดยที่เขาไมํ มี หลักเกณฑ๑ในการพิจารณาเพื่อบริโภคที่ถูกต๎องซ่ึงถ๎าเด็กวัยรํุนผ๎ูนี้โชคดี สิวบนใบหน๎าก็จะหาย แตํถ๎ารักษาไมํหายก็ อาจจะ ทาใหเ๎ กิดอนั ตรายได๎ ผลติ ภัณฑส๑ ขุ ภาพ ผลิตภัณฑ๑สขุ ภาพเป็นผลิตภัณฑ๑ที่มคี วามเกีย่ วข๎องกบั ชีวติ ประจาวันชองบุคคลท่ัวไป สานักงานคณะกรรมการ อาหาร และยากระทรวงสาธารณสขุ เป็นหนวํ ยงานซ่งึ มหี น๎าที่หลกั ในการกากบั ดูแลและสํงเสริมการผลิต การจาหนําย การ ส่ัง นาเข๎ามาในราชอาณาจักร และการโฆษณาผลติ ภณั ฑส๑ ุขภาพตาํ งๆ ที่อยํใู นความควบคมุ ได๎แกํ อาหาร เครื่องสาอาง วัตถุอันตราย ยา เครื่องมือแพทย๑ วัตถุเสพติด ให๎เป็นไปตามกฎหมายท่ีเกี่ยวข๎อง เพื่อคุ๎มครองผ๎ูบริโภคให๎ได๎รับ ความ ปลอดภยั ความเหมาะสมประโยชน๑จากการใชแ๎ ละการบรกิ ารผลติ ภณั ฑ๑ดงั กลําว สาหรบั ผลิตภัณฑส๑ ขุ ภาพชนดิ ตาํ งๆ นนั้ มีดังน้ี 1. อาหาร หมายถึงวัตถุทุกชนิดที่คนกิน ดื่ม อม หรือนาเข๎าสํูรํางกาย แตํไมํรวมถึงยาวัตถุที่ออกฤทธ์ิตํอจิตและ ประสาท หรือสารเสพติด นอกจากนี้อาหารยังรวมถึงวัตถุที่ใช๎เป็นสํวนผสมในการผลิตอาหาร วัตถุเจือปนอาหาร สี เครอ่ื งปรงุ แตํง กล่นิ รสด๎วย 2. เคร่ืองสาอาง หมายถึง วัตถุท่ีมุํงหมายใช๎ สาหรับ ทา ถู นวด โรย พํนหยอด ใสํอบหรือกระทาด๎วยวิธีอื่นใดตํอ สํวน หน่ึงสํวนใดของรํางกาย เพื่อความสะอาด ความสวยงามหรือสํงเสริมให๎เกิดความสวยงาม และรวมไปถึงเคร่ือง ประทนิ ผวิ ตาํ งๆ แตไํ มํรวมถงึ เคร่ืองประดับหรอื เครื่องแตํงตวั ซงึ่ เป็นอปุ กรณภ๑ ายนอกราํ งกาย 3. ยา หมายถึงท่ีมํุงหมายใช๎สาหรับการพิเคราะห๑ บาบัด บรรเทา รักษาหรือปูองกันโรค หรือความเจ็บปุวยของ มนุษย๑ หรอื สัตว๑ แหลงํ กาเนิดของยาได๎มาจากสองแหลงํ ด๎วยกนั คอื 3.1 ยาสมนุ ไพร เป็นยาทไ่ี ดจ๎ ากสํวนตํางๆของพืช สวํ นประกอบของสัตว๑และแรํธาตุ

3.2 ยาสังเคราะห๑ เป็นยาทไ่ี ดจ๎ ากการออาศัยปฏิกิริยาทางเคมีในห๎องปฏิบัติการซ่ึงปัจจุบันสํวนใหญํท่ีใช๎เป็นยา สังเคราะห๑ 4. เครื่องมือแพทย๑ การพิจารณาตีความวําผลิตภัณฑ๑ใดจัดวําเป็นเครื่องมือแพทย๑พิจารณาจาก 2 ประเด็น หลักที่ สาคัญดงั น้ี 4.1 พิจารณาจากตัวผลิตภัณฑ๑น้ันโดยตรง โดยพิจารณาจากสภาพของตัวผลิตภัณฑ๑วําโดยตัวของ มัน เองเป็น เครอื่ งมอื แพทย๑อยแูํ ล๎ว เชํน หฟู ังเพอื่ ตรวจคนไข๎ เขม็ ฉีดยา เปน็ ต๎น 4.2 พจิ ารณาจากการอา๎ งหรือระบสุ รรพคณุ คณุ ประโยชน๑ในการพิจารณาประเด็นน้ี ตัวผลิตภัณฑ๑ โดย สภาพอาจ ไมํแนํชัด หรือมีรูปแบบที่ไมํจัดเป็นเคร่ืองมือแพทย๑โดยตัวสภาพของมัน แตํ ผลิตภัณฑ๑เหลํานี้จะมี การอ๎างสรรพคุณ คุณประโยชน๑ในการบาบัดบรรเทารกั ษา 5.วัตถอุ นั ตราย มีหลายชนดิ เชํน วตั ถรุ ะเบดิ ได๎ วตั ถไุ วไฟ วัตถมุ พี ษิ เปน็ ตน๎ 6. สารเสพตดิ ให๎โทษ สิง่ ทีจ่ ัดเปน็ สารเสพตดิ ตามกฎหมายมี 3 ประการ คอื สารเสพติดให๎โทษ วัตถุท่ีออกฤทธ์ิตํอ จติ และประสาท และสารระเหย หลกั พจิ ารณาสอื่ โฆษณาเกยี่ วกบั สขุ ภาพ เนอ่ื งจากการบรโิ ภคโฆษณาผลิตภณั ฑ๑และบริการสุขภาพตามส่ือตํางๆ มีผลอยํางมากตํอพฤติกรรมผ๎ูบริโภค เรา ควร ทราบหลักการพิจารณาเพ่ือการรูเ๎ ทาํ ทันสื่อโฆษณาเกี่ยวกบั สขุ ภาพดังน้ี 1. ฝึกแยกแยะสอ่ื ทางบวกทางลบ สอื่ ทางบวก คือ สือ่ ที่มีการสํงเสริมพฤติกรรมสุขภาพ พัฒนาความคิดในเชิงสร๎างสรรค๑ เชํน การสํงเสริมพฤติกรรม ดูแลตัวเอง การมีความเอ้ือเฟื้อเผ่ือแผํกัน เป็นต๎น สื่อทางลบ คือ ส่ือที่มีผลกระทบตํอสุขภาพ กระต๎ุนให๎มีพฤติกรรมท่ี ไมํ ถูกต๎อง เราจึงต๎องใช๎ความคิดวิเคราะห๑และใช๎เหตุผลวําส่ือเหลําน้ันเป็นสื่อทางบวกหรือทางลบ และเราควรเชื่อถือ เชือ่ ถอื ขอ๎ มลู ทน่ี าเสนอโดยสอ่ื นน้ั หรือไมํ 2. คานึงถึงความเป็นจรงิ ผู๎บริโภคส่ือควรมีทักษะในการเลือกรับสื่อโฆษณาโดยพิจารณาด๎วยความเป็นเหตุเป็นผล และความเป็นไปได๎โดย อยบํู นพน้ื ฐานของความจริงและเหตผุ ลทางวิทยาศาสตร๑ ไมหํ ลงเชอื่ โฆษณาชวนเชอื่ ทีใ่ ช๎ขอ๎ ความเกินความเปน็ จริง 3. มีความไวในการรบั สอื่ ผ๎ูบริโภคควรมีพฤติกรรมในการรับข๎อมูลขําวสารทันตํอเหตุการณ๑ท้ังในประเทศและตํางประเทศ และมีการ วิเคราะห๑ ข๎อมูลในการโฆษณาโดยไมํไปเช่ือส่ือโฆษณา หลงใหลไปกับสื่อทางลบซ่ึงเป็นส่ือท่ีมีผลกระทบตํอการ เปล่ยี นแปลง พฤตกิ รรมทีเ่ ปน็ การบ่นั ทอนสุขภาพ 4.ไมํหลงเชือ่ งําย ขําวสารบางเร่ืองมีผลตํอสุขภาพโดยตรง ควรมีการพิจารณาให๎ดีกํอนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรร ม สุขภาพ ควรมกี ารตรวจสอบขอ๎ มูลหลายๆ แหลํงเพื่อให๎ได๎ข๎อมูลที่ตรงกัน จึงตัดสินใจเชื่อ ทักษะตํางๆ นี้จะชํวยให๎เรา ปลอดภัยจาก การถูกหลอกลวงและเปน็ เหยื่อของสอื่ โฆษณาท่ีไมสํ ร๎างสรรค๑ได๎ กลําวคือ ส่ือโฆษณาเกี่ยวกับสุขภาพมีการเผยแพรํผํานสื่อหลายประเภททางชํองทางตํางๆ ซึ่งมักมีการ กระตุ๎นให๎ เกิดการบริโภคเกินความจาเป็นและฟุมเฟือย ดังนั้นการพิจารณาเลือกรับขําวสารด๎านสุขภาพท่ีผํานส่ือ โฆษณาจึงมี ความจาเปน็ อยํางยง่ิ สาหรบั ผูบ๎ ริโภค เพ่อื ให๎ร๎ูเทาํ ทันสามารถเลือกซ้ือสินค๎าและผลิตภัณฑ๑ตํางๆ ตลอดจนการ เลือกซื้อ ผลติ ภณั ฑ๑สุขภาพดว๎ ยความสมเหตสุ มผลและเปน็ ประโยชนต๑ ํอสุขภาพมากท่ีสดุ 3. สิทธผิ บ๎ู รโิ ภคและกฎหมาย ทีเ่ ก่ยี วข๎อง สิทธผิ ูบ๎ รโิ ภค \"ผ๎บู ริโภค\" ตามพระราชบัญญัติคม๎ุ ครองผบู๎ ริโภค พ.ศ.2522 ให๎ความหมายไว๎วํา หมายถึง ผ๎ูซ้ือ ผู๎ได๎รับบริการจาก ผู๎ ประกอบธุรกิจ หรือผ๎ูซ่ึงได๎รับการเสนอหรือชักชวนจากผ๎ูประกอบธุรกิจ เพื่อให๎ซ้ือสินค๎าหรือบริการและหมายความ รวมถึงผ๎ูใช๎สินคา๎ หรอื ผู๎ได๎รบั บริการจากผูป๎ ระกอบธุรกจิ โดนชอบแมม๎ ิได๎เสียคําตอบแทน กต็ าม

\"ผ๎ูบริโภคคือพระราชา\" เป็นคากลําวที่ให๎ความสาคัญแกํผู๎ประกอบธุรกิจจะอยํูได๎ต๎องงอาศัยผ๎ูบริโภค แตํใน สังคมปัจจุบัน ผ๎ูบริโภคมักจะถูกเอารัดเอาเปรียบด๎วยวิธีการตํางๆ โดยเฉพาะอยํางย่ิงจากการใช๎กลยุทธ๑ทาง ตลาดท่ีขาด คุณธรรมและความรับผิดชอบ ในอดีตคนไทยไมคํ ํอยเห็นความสาคัญในเร่ืองการใช๎สิทธิของผ๎ูบริโภค จึงถูกเอารัดเอาเปรียบทั้งในด๎านคุณภาพและ ราคา และมักจะไมํสนใจที่จะรักษาของตนเองให๎มากขึ้น อีกท้ังประชาชนสํวนใหญํยังขาดความร๎ูความเข๎าใจเกี่ยวกับ สิทธิ ตํางๆ ที่ได๎รับการคุ๎มครองตามกฎหมายและไมํทราบถึงวิธีการเลือกซื้อสินค๎าและบริการท่ีถูกต๎อง ตลอดจนขาด ข๎อมลู ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อสิคา๎ และบริการ รวมทัง้ ผู๎บรโิ ภคยังคงมี ลกั ษณะไมํสนใจที่จะเอาเรื่องกับผ๎ูประกอบธุรกิจท่ี เอารัดเอาเปรียบ ยังมีลักษณะตํางคนตํางอยํู ไมํมีการรวมตัวกัน เพ่อื สรา๎ งอานาจในการตํอรองเพ่ือรกั ษาสิทธปิ ระโยชนข๑ อง ตนเอง สิทธิ 5 ประการของผบ๎ู รโิ ภค พระราชบัญญัติค๎ุมครองผ๎ูบริโภค พ.ศ.2522 และแก๎ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2541 ได๎บัญญัติให๎ความ ค๎มุ ครอง ผบ๎ู รโิ ภคไว๎ 5 ประการ ดงั นี้ 1. สทิ ธทิ ่ีจะได๎รบั ขาํ วสารรวมท้งั คาพรรณนาคณุ ภาพท่ีถกู ตอ๎ งและเพยี งพอเก่ยี วกับสนิ คา๎ หรือ บรกิ าร ผ๎ูบรโิ ภคมี สิทธิที่จะได๎รับการโฆษณาหรือการแสดงฉลากตามความเป็นจริงปราศจากพิษภัยและรับทราบข๎อมูล เกี่ยวกับสินค๎า หรอื บริการอยาํ งถูกต๎องและเพยี งพอ 2. สิทธิทจี่ ะมอี ิสระใรการเลือกซื้อสินค๎าและบริการ ผู๎บริโภคมีสิทธิที่จะเลือกซื้อสินค๎าหรือบริการโดยความสมัคร ใจ ปราศจากการชกั จงู ทีไ่ มํเป็นธรรม 3. สิทธิท่ีจะได๎รับความปลอดภัยจากการใช๎สินค๎าหรือบริการ ผู๎บริโภคมีสิทธิที่จะได๎รับสินค๎าหรือบริการที่ ปลอดภัย มีสภาพและคุณภาพมาตรฐาน ไมํกํอให๎เกิดอันตรายตํอชีวิตและทรัพย๑สินหากใช๎ตามคาแนะนาหรือ ระมดั ระวงั ตามสภาพของสินคา๎ และบริการนนั้ 4. สิทธิที่จะได๎รับความเป็นธรรมจากการทาสัญญา ผ๎ูบริโภคมีสิทธิท่ีจะได๎รับข๎อสัญญาโดยไมํถูกเอารัดเอาเปรียบ จากผ๎ปู ระกอบธุรกิจ 5. สิทธิที่จะได๎รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย ผ๎ูบริโภคมีสิทธิที่จะได๎รับการคุ๎มครองและชดใช๎ คําเสียหายเมอ่ื ถกู ละเมิดสทิ ธจิ ากขอ๎ 1, 2,3 และ 4 ดังกลําว ความหมายของคาจากดั ความเกี่ยวกับสิทธิผบู๎ รโิ ภค ตามพระราชบัญญัติ ค๎ุมครองผ๎ูบริโภค พ.ศ. 2522 มีความหมายของคาจากัดความบางคาที่นําสนใจดังนี้ \"ซื้อ\" หมายความรวมถงึ เชํา เชาํ ซือ้ หรอื ไดม๎ าไมํวาํ ด๎วยประการใดๆโดยให๎คําตอบแทนเป็นเงนิ หรือผลประโยชนอ๑ ยําง อืน่ \"ขาย\" หมายถึง ให๎เชํา ให๎เชําซ้ือ หรือให๎ไปไมํวําด๎วยประการใดๆ โดยได๎รับคําตอบแทนเป็นเงินหรือผลประโยชน๑ อยําง อ่ืน \"สินค๎า\" หมายถึง สงิ่ ของที่ผลติ หรือมไี ว๎เพอื่ ขาย \"บริการ\" หมายถงึ การรบั จัดทาการงาน การให๎สิทธิใดๆ หรือการให๎ใช๎หรือให๎ประโยชน๑ในทรัพย๑หรือกิจการใดๆ โดย เรียกคําตอบแทนเป็นเงินหรือผลประโยชน๑อ่ืน แตํไมํรวมถึงการจ๎างแรงงานตามกฎหมายแรงงาน \"ผลิต\" หมายถึง ท า ผสม ปรุง ประกอบ ประดิษฐ๑ และหมายความรวมถึงการเปลี่ยนรูป การดัดแปลง การคัดเลือก หรือ การแบงํ บรรจุ \"ผปู๎ ระกอบธุรกิจ\" หมายถงึ ผู๎ขาย ผูผ๎ ลิตเพอื่ ขาย ผู๎สัง่ หรอื นาเขา๎ มาในราชอาณาจักรเพ่ือขาย หรือผู๎ซื้อเพ่ือขายตํอ ซงึ่ สินคา๎ หรือผใู๎ หบ๎ รกิ าร และหมายความรวมถงึ ผูป๎ ระกอบกจิ การโฆษณาด๎วย \"คณะกรรมการ\" หมายถึง คณะกรรมการคม๎ุ ครองผบู๎ ริโภค การปกปอู งสิทธิผบ๎ู รโิ ภคด๎วยตนเอง

บคุ คลที่มีความสาคญั มากท่ีสดุ ในการปกปอู งสทิ ธผิ ๎ูบริโภคคือตัวผู๎บริโภคเอง ผ๎ูบริโภคควรมีแนวทางการปฏิบัติตน เพือ่ มิให๎ตนถูกเอารัดเอาเปรียบจากผ๎ูประกอบธุรกิจ ได๎รับสินค๎าและบริการที่ไมํเป็นธรรมและไมํปลอดภัยตํอสุขภาพ โดย ปฏบิ ัติดังนี้ 1. สนใจศึกษาหาความรู๎และข๎อมูลเก่ียวกับสินค๎าและบริการท่ีจะบริโภค เชํน การอําน ฉลากสินค๎ากํอนการ บริโภค 2. หม่ันตดิ ตามความกา๎ วหนา๎ ของผลติ ภณั ฑท๑ ่ตี อ๎ งการบรโิ ภค 3. สอบถามข๎อมูลตํางๆ เก่ียวกับสินค๎าและบริการท่ีต๎องการจากหลายๆร๎าน จากผ๎ูร๎ูหรือคนที่ ร๎จู ัก 4. กอํ น๙อควรเปรียบเทยี บดปู ระโยชน๑ ปริมาณ และราคา 5. มีการวางแผนในกาซื้อสินค๎าและบริการ ซ้ือสินค๎าและบริการด๎วยความประหยัดคานึงถึงประโยชน๑ท่ีได๎รับ เป็น สาคัญ ไมคํ วรซอ้ื สนิ คา๎ เพราะเหน็ แกํของแถมหรือลดราคา 6. รู๎จักใช๎สนิ ค๎าและบรกิ ารทดแทนเม่ือสินคา๎ และบริการนน้ั มีราคาแพง 7 . ตรวจสอบใบเสร็จทุกคร้ังเม่ือจํายเงิน เพื่อความถูกต๎องท้ังปริมาณสินค๎าและราคา และเก็บหลักฐานที่ เกี่ยวข๎องกับการบริโภคไว๎ เพ่ือใช๎ประกอบการร๎องเรียนหาก ได๎รับอันตรายหรือไมํได๎รับความเป็นธรรมจากการใช๎ สนิ ค๎า และบรกิ าร 8. ไมคํ วรซอื้ หรอื ใช๎บรกิ ารจากผ๎ูประกอบกิจการทีเ่ อาเปรียบผบู๎ ริโภค 9. อยาํ เพิกเฉยหรือนิ่งเงียบเม่ือถูกเอารดั เอาเปรียบ ควรร๎องเรียนไปยังหนวํ ยงานท่ีเกี่ยวข๎องและควรบอกตํอให๎ผ๎ูอ่ืน ได๎ ทราบ เพอื่ ที่เขาจะไดไ๎ มเํ ป็นเหยอื่ รายตํอไป การคม๎ุ ครองผูบ๎ รโิ ภคโดยรฐั การดาเนนิ งานของรฐั เกี่ยวกบั การคมุ๎ ครองผู๎บรโิ ภคในประเทศไทยน้ันมีหลายองคก๑ รที่รับผิดชอบ ซ่ึงแตํละองค๑กรก็ มี กรอบการดาเนินงานเฉพาะตามกฎหมาย ระเบียบ และแนวทางปฏิบัติที่แตกตํางกันไป ซ่ึงองค๑กรหรือหนํวยงานที่ ดาเนินงานเกีย่ วกบั การคม๎ุ ครองผ๎บู รโิ ภคมหี ลายหนวํ ยงาย เชนํ 1. ส านักงานคณะกรรมการคมุ๎ ครองผูบ๎ รโิ ภค ส านกั งานนายกรัฐมนตรี โทร 0-2282-1661, 0-2282-4579 โทรสาร 0-2282-7756 ตึกแดง 3 ถนนราชดาเนนิ นอก ทาเนยี บรัฐบาล เขตดสุ ติ กรุงเทพฯ 10300 2. ส านักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข โทร. 0-2590-7154, 0-2591-8447 ถนน ตวิ านนท๑ ตาบลตลาดขวญั จังหวัดนนทบรุ ี 11000 3. ส านกั งานมาตรฐานผลิตภัณฑอ๑ ุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม โทร. 0-2202-3428-9, 0-2202- 3431 โทรสาร 0-2248-7981 ถนนพระราม6 เขตราชเทวี กรงุ เทพฯ 10400 4. กองชั่งตวงวัด กรมทะเบียนการค๎า กระทรวงพาณิชย๑ โทร. 0-2622-0585-6, 0-2622-0535 5. กรมการ คา๎ ภายใน กระทรวงพาณชิ ย๑ โทร. 0-2222-4953, 0-2222-0578, 0-2221-0847 เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 6. คณะอนกุ รรมการคุ๎มครองผ๎ูบรโิ ภคประจาจงั หวดั ศาลากลางจงั หวดั ทุกจงั หวัดทว่ั ประเทศ

ใบงานท่ี 1 รายวชิ า สภุ าพและความปลอดภยั ในชวี ติ รหสั วชิ า ทช32005 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย เรอ่ื ง สุขภาพผูบ๎ รโิ ภค คาชแี้ จง ให๎ผเ๎ู รียนตอบคาถามตอํ ไปนี้ 1. ภูมิปญั ญาไทย หมายถงึ ............................................................................................................................. ................................................................. ................................................................................................................................................................................. ............. ...................................................................................................................... ........................................................................ ............................................................................................................................. ................................................................. .............................................................................................................. 2. การนวดแผนไทย แบํงออกเป็นก่แี บบ อะไรบ๎าง ................................................................................................... ........................................................................................... ............................................................................................................................. ................................................................. ............................................................................................................................. ................................................................. ............................................................................................................................. 3. สื่อโฆษณามคี วามสาคญั อยํางไรตํอผบ๎ู ริโภค จงอธิบายมาพอสงั เขป ................................................................................................................ .............................................................................. ............................................................................................................................. ................................................................. ............................................................................................................................. ................................................................. ................................................................................................................................................................................... ........... ........................................................................................................................ ...................................................................... ............................................................................................. 4. ประเภทของสอื่ โฆษณา มอี ะไรบา๎ ง จงยกตวั อยาํ งมา 3 ประเภท …………………………………………………………………………………………………………………………………………..……………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………..……………… 5. สิทธิ 5 ประการของผู๎บรโิ ภค ประกอบไปดว๎ ยอะไรบ๎าง .................................................................................................................................. ............................................................ .............................................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................................. ............................................................................................................................. ................................................................. .......................................................................................................................................... .................................................... .............................................................................................................................................................................................. ................................................

แผนการจดั การเรยี นรู๎ วชิ า สุขภาพและความปลอดภยั ในชีวิต ระดบั ม มาตรฐานการเรยี นรู๎ ร๎ู เข๎าใจ มคี ณุ ธรรม จริยธรรม เจตคติที่ดี มที กั ษะในการดูแลและสรา๎ งเส ดารงสุขภาพของตนเอง และครอบครัวตลอดจนสนับสนุนให๎ชุมชนมีสํวนรวํ มใ กศน.ตาบลวงั โบสถ๑ กศน.อาเภอหนองไผํ สา วัน / เดือน /ปี เร่ือง/สาระสาคญั ผลการเรียนรูท๎ ีค่ าดหวัง ครัง้ ท่ี 18 1. การปอู งกัน หลีกเลย่ี ง 1. นกั ศกึ ษาสามารถ ขน้ั ท่ี 1 ขัน้ นา วนั ท่ี 7 และ แสดงทักษะการให๎ 1.ครูอธิบาย ตุลาคม ๒๕๖๔ การใหค๎ วามชํวยเหลอื ความชวํ ยเหลอื เม่อื ความชํวยเหล เม่อื เกิดอบุ ัติเหตุ อัคคภี ยั เกดิ สถานการณค๑ บั ขัน อันตรายจากม และอนั ตรายจากมลพิษและ ไดอ๎ ยาํ งถูกตอ๎ ง 2. ทกั ษะการ สารเคมี 2. นักศึกษาสามารถ ขน้ั ที่ 2 ขน้ั ดา 2. ทกั ษะการชวํ ยฟ้นื คนื แสดงทกั ษะการชํวย 1. มอบหมาย ชพี ฟ้ืนคืนชีพได๎อยาํ ง หนงั สอื แบบเร ถกู ต๎อง และการให๎คว อคั คีภัย และอ 2. ครสู าธติ ท 3. ให๎นกั ศึกษ ทกั ษะชํวยฟ้ืน ขนั้ ที่ 3 ขั้นวัด 1. สงั เกตพฤต 2. วัดความร๎จู ขน้ั ท่ี 4 มอบห ครผู ๎สู อนสรุป ความรพู๎ ร๎อมม

มัธยมศึกษาตอนปลาย ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2564 สรมิ การมีพฤติกรรมสุขภาพท่ีดีปฏิบัติจนเป็นกิจนิสัย วางแผนพัฒนาสุขภาพ ในการสํงเสรมิ ดา๎ นสุขภาพพลานามัยและพฒั นาสภาพแวดลอ๎ มที่ดี านกั งาน กศน.จงั หวัดเพชรบูรณ๑ กจิ กรรมการเรียนรู๎ ส่อื /แหลํงเรยี นร๎ู การวดั ผลประเมนิ ผล าเข๎าสบํู ทเรียน 1. ใบความร๎ู 1. บนั ทกึ การเรยี นร๎ู การปอู งกนั หลีกเล่ียง และการให๎ 2. หนงั สือแบบเรียน 2. รายงาน ลอื เม่ือเกดิ อุบัติเหตุอคั คภี ยั และ 3. ใบความร๎ู 3. ใบงาน มลพิษและ สารเคมี 4. Application 4. Application รชวํ ยฟน้ื คืนชีพ กศน.อาเภอหนองไผํ กศน.อาเภอหนองไผํ าเนนิ การจัดกจิ กรรม ยใหผ๎ ู๎เรยี นศึกษาจากใบความร๎ูและ รยี น เรื่อง การปูองกัน หลกี เล่ียง วามชํวยเหลือ เมอื่ เกดิ อบุ ตั เิ หตุ อันตรายจากมลพิษและ สารเคมี ทกั ษะการชํวยฟน้ื คนื ชพี ษาจับกลุํมสาธติ แลกเปลีย่ นกนั นคนื ชีพทําตํางๆ ดผล/ประเมนิ ผล ติกรรมระหวํางการเรียนรู๎ จากการทากิจกรรมในใบงาน หมายภารกิจตํอเนอ่ื ง ปเน้ือหาและเตมิ เตม็ องค๑ มอบหมายงานให๎ไปศึกษาด๎วยตนเอง

ใบความรเู๎ รือ่ งวสั ดุอนั ตราย วัตถอุ นั ตราย หมายถงึ สาร ส่ิงของ วตั ถหุ รือวสั ดุ ๆ ท่อี าจเกดิ อนั ตรายตํอสุขภาพและ วามปลอดภยั ของคน สัตว๑ ทรัพยส๑ นิ หรือส่ิงแวดล๎อม ระหวาํ งทาการขนสงํ ซึ่งแยกเปน็ 9 ประเภทดงั น้ี ประเภทที่ 1 วัตถุระเบิด (Eplossives) หมายถงึ ของแข็ง หรอื หของเหลว หรอื สารผสมท่ีสามารถเกดิ ปฎิกริ ยิ าทางเคมี ด๎วยตนเอง ทาใหเ๎ กดิ ก๏าซทีม่ ีความดันและความร๎องอยํางรวดเร็ว กํอให๎เกิดการระเบิดสร๎างความเสียหายบริเวณโดยรอบ ได๎ และให๎รวมถึงสารทใี่ ชท๎ าดอกไมเ๎ พลงิ และสิ่งของทรี่ ะเบิดด๎วย แยกเป็น 6 ประเภทยํอย คอื 1.1 สารหรอื สง่ิ ของท่ีกอํ ใหเ๎ กิดอันตรายจากากรระเบิดรุนแรงทนั ทที นั ใดท้งั หมด (Mass ezplosion) 1.2 สารหรอื ส่งิ ของท่มี ีอันตรายจากากระเบิดแตกกระจายแตํไมรํ ะเบดิ ทนั ทีทันใดทงั้ หมด 1.3 สารหรอื สงิ่ ของที่ที่มีอันตรายตอํ การเกดิ เพลิงไหม๎ และอาจมีอนั ตรายจากการระเบดิ หรือการระเบิดแตก กระจายรํวม แตํไมรํ ะเบิดทันทที ันใดท้ังหมด 1.4 สารหรือสงิ่ ของท่ีไมํแสดงความเปน็ อันตรายอยาํ งเดนํ ชดั หากเกดิ การประทุหรือประทุในระหวาํ งการขนสงํ จะเกิดความเสยี หายเฉพาะภาชนะบรรจ 1.5 สารทที ่ีมีความไวตํอการระเบดิ แตํหากมีการระเบดิ จะมอี ันตรายจาการระเบิดท้งั หมด 1.6 สง่ิ ของท่ีไวตํอการระเบิดน๎อยมาก และไมรํ ะเบิดพร๎อมกันทัง้ หมด มคี วามเสยี่ งตํอการระเบิดอยํูในวงจากัด เฉพาะในส่ิงของนน้ั ๆ ไมมํ โี อกาสที่จะเกดิ การประทุหรือแผํกระจายในทางทาการขนสํง ประเภทที่ 2 ก๏าซ (Gases) หมายถึง สารที่อณุ หภูมิ 50 องศาเซลเซยี ส มคี วามดันไอมากกวํา 300 กิโลปาสกาล ซ่ึง ไดแ๎ กํ ก๏าซอดั ก๏าซพิษ กา๏ ซอยูใํ นสภาพของเหลวอณุ หภมู ติ ่าและให๎รวมถึงก๏าซทล่ี ะลายในสารภายใต๎ความดนั ดว๎ ย แยก เป็น 3 ประเภทยอํ ย คือ 2.1 ก๏าซไวไฟ (Flammabel gases) หมายถงึ กา๏ ซทีอ่ ุณหภูมิ 20 องศาเซลเซยี ส และมีความดนั 101.3 กิดล ปาสกาล สามารถติดไฟได๎เม่ือสัมผสมกบั อากาศ 13 เปอร๑เซ็นต๑หรือตา่ กวาํ ดดยปริมาตรหรรอื มีชวํ งกว๎างที่สามารถตดิ ไฟ ได๎ 12 เปอร๑เซ็นต๑ขึน้ ไปเมือ่ ผสมกบั อากาศ โดยไมํคานึงถึงความเขม๎ ข๎นต่าสุดของการผสม 2.2 ก๏าซไวไฟและไมํเป็นพิษ (Non-flammable , non-toxc gases) หมายถึง ก้าซท่ีขณะขนสํงมีความดนั ไมํ น๎อยกวาํ 280 กิโลปาสกาลท่ีอุณหภมู ิ 20 องศาเซลเซยี ล หรอื อยูใํ นสภาพของเหลวอุณหภูมิตา่ 2.3 กา๏ ซพษิ (Toxic gases) หมายถึง ก๏าซทีม่ ีคณุ สมบตั ิเป็นทท่ี ราบท่ัวกนั ไป หรือได๎มีการสรุปวําเปน็ พิษหรอื กัด กรอํ น หรอื เป็นอันตรายตํอสขุ ภาพ ประเภทท่ี 3 ของเหลวไวไฟ (Flammable liquids) หมายถงึ ของเหลว หรือของเหลวผสม หรือของเหลวทีม่ สี าร แขวนลอยผสมซึ่งมจี ุวาบไฟไมํเกนิ 60.5 องศาเซลเซยี ส กรณที ดสอบด๎วยถ๎วยปิด (close-cup test) หรือไมํเกนิ 65.6 องศาเซลเซยี ส กรณที ดสอบด๎วยถ๎วยเปดิ (close-cup test ) และให๎รวมถงึ ของเหลวทข่ี ณะขนสงํ ถูกทาให๎มีอุณหภูมิ เทาํ กบั หรือมากกวาํ จดุ วาบไฟของเหลวนั้น และสารหรือสง่ิ ของท่ีทาให๎อุณหภมู ิจนเป็นของเหลวขณะทาการขนสงํ ซงึ่ เกิด ไอระเหยไวไฟที่อุณหภูมิไมํมากกวําอุณหภูมสิ ูงสดุ ทใ่ี ช๎ในการขนสํง ประเภทที่ 4 ของแข็งไวไฟ สารทมี่ คี วามเสี่ยงตํอการลุกไหม๎ไดเ๎ อง และสารทีส่ ัมผัสกับน้าแลว๎ ทาใหเ๎ กดิ ก๏าซไวไฟ (Flammable Solids, Substances Liable to spontaneous combustion, Substances whice in contact with water emit flammable gases) แยกเปน็ ประเภทยอํ ย คือ 4.1 ของแขง็ ไวไฟ (Flammable Solids) หมายถงึ ของแข็งท่รี ะหวาํ งทาการขนสํงสามารถที่จจะตดิ ไฟได๎งําย หรืออาจทาใหเ๎ กิดการลุกไหม๎ขน้ึ ไดจ๎ ากการเสียดสี สารหรอื สารทเี่ กย่ี วข๎องที่มนี วโน๎มทจ่ี ะเกดิ ปฏิกิริยาคายความร๎อนท่ี รนุ แรง และให๎รวมถึงวัตถรุ ะเบิดทถ่ี กู ลดความไวตํอการระเบิด ซง่ึ อาจระเบดิ ได๎ ถ๎าหากไมทํ าใหเ๎ จือจางเพียงพอ 4.2 สารที่สมั ผัสกับน้าแลว๎ ทาให๎เกิดกา๏ ซไวไฟ (Substances whice in contact with water emit flammable gases) หมายถงึ สารทท่ี าปฎกิ ริ ยิ ากับน้าแลว๎ มแี นวโน๎มทีจ่ ะเกิดการติดไฟได๎เอง หรอื ทาใหเ๎ กิดกา๏ ซไวไฟใน ปรมิ าณที่เป็นอนั ตราย

ประเภทที่ 5 สารออกไดสแ๑ ละสารอนิ ทรียเ๑ ปอรอ๑ อกไซด๑ (Oxidizing substances and Organic peroxides) แยกเปน็ 2 ประเภทยอํ ย คือ 5.1 สารออกซิไดส๑ (Oxidizing substances) หมายถึง สารทีต่ ัวเองของารเองอาจไมํตดิ ไฟ โดยทว่ั ไปจะปลํอย ออกซเิ จนหรือเป็นเหตุหรอื ชวํ ย้ใวัตถอุ น่ื เกิดการลุกไหม๎ 5.2 สารอนิ ทรยี ๑เปอร๑ออกไซด๑ (Organic peroxides) สารอินทรยี ท๑ ่ีมโี ครงสรา๎ งออกซิเจน 2 อะตอม -O-O- และอาจถือได๎วําเปน็ สารที่อนุพนั ธ๑ของ Hydrogen peroxide ซ่ึงอะตอมของ Hydrogen 1 หรอื ทงั้ 2 อะตอม ถูกแทนท่ี ดว๎ ย Oranic radicals สารนไ้ี มํเสถียรความร๎อนซึง่ อาจเกดิ ปฏกิ ิรยิ าคายความร๎อนและเรํงการแตกตัวด๎วยตนเอง และอาจ มีคณุ สมบตั ิอยํางใดอยํางหนึ่งหรอื หลายอยาํ งดังตํอไปนี้ ก. แนวโนม๎ ทจี่ ะระเบิดสลายตัว ข. เผาไหม๎อยํางรวดเรว็ ค. ไวตํอการกระแทกหรือการเสยี ดสี ง. ทาปฏกิ ริ ิยากับสารอ่ืนกอํ ให๎เกิดอันตรายได๎ จ. เปน็ อันตรายตอํ ตา ประเภทที่ 6 สารพษิ และสารตดิ เชอื้ (Toxic and Infections sustances) แยกเป็น 2 ประเภทยอํ ย คือ 6.1 สารพิษ (Toxic sustances) หมายถึง สารที่มีแนวโนม๎ จะทาให๎เสียชวี ิต หรอื บาดเจ็บรนุ แรง หรือเปน็ อนั ตรายตํอสุขภาพ หากกลนื หรอื สูดดม หรือสัมผสั ทางผิวหนัง 6.2 สารติดเชื้อ (Infections sustances ) หมายถงึ สารที่ทราบวาํ หรือคาดวํามีเช้ือดรคปนอยูดํ ๎วย เช้อื โรค คือ จลุ ินทรยี ๑ (ซงึ่ รวมถงึ แบคทีเรีย ไวรัส Rickettsia พยาธิ เชอื้ รา) หรือจลุ นิ ทรีย๑ที่เกิดใหมํ หรอื เกดิ จากการเปลี่ยนแปลงทาง พนั ธุกรรม ซ่งึ ร๎ูกันโดยทวั่ ไปหรอื มขี ๎อสรุปทเี่ ชอื่ ถือได๎วาํ เป็นเหตใุ หเ๎ กิดโรคตํอมนุษยห๑ รือสัตว๑ ประเภทท่ี 7 วสั ดกุ ัมมันตรงั สี (Radioactive material) หมายถงึ วัสดุทีส่ ามารถแผรํ ังสีทม่ี องไมเํ หน็ ซ่ึงเป็นอันตรายตอํ ราํ งกาย การพจิ ารณาความเป็นอนั ตรายให๎เป็นไปตามมารตราฐานและข๎อกาหนดตําง ๆ ดา๎ นการขนสงํ สารกมั ตรังสีของ ทบวงการพลังงานปรมาณรู ะหวํางปรหะเทศ (International Atomic Energy Agency หรอื IAEA) ประเภทท่ี 8 สารกดั กรอํ น (Corrosive substances) หมายถงึ สารซึ่งโดยปฏิกริ ิยาเคมีจะกํอให๎เกิดความเสียหายตํอ เนอื้ เยือ่ ของส่งิ มชี วี ิตอยาํ งรนุ แรง หรอื กรณีของการรวั่ จะเกิดความเสียหาย หรอื ทาลายสิ่งของอน่ื หรอื ยานพาหนะท่ีใชใ๎ น การขนสงํ หรือเกดิ อันตรายอื่นไดด๎ ว๎ ย ประเภทท่ี 9 วตั ถอุ นั ตรายเบด็ เตลด็ (Misellaneous dangerous substances and articles) หมายถงึ สารและส่ิงของ ท่ีในขณะขนสงํ มีความเป็นอนั ตราย ซึ่งไมจํ ดั อยูใํ นประเภทที่ 1 ถึงประเภทที่ 8 และให๎รวมถึงสารทม่ี ีอณุ หภมู ิไมตํ า่ กวาํ 100 องศาเซยี ส ในสภาพของเหลว หรือมอี ุณหภูมิไมตํ า่ กวํา 240 องศาเซลเซยี ส ในสภาพของแขง็

ใบงานที่ 2 รายวชิ า สภุ าพและความปลอดภยั ในชวี ติ รหสั วชิ า ทช32005 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย เรือ่ ง การปูองกนั หลีกเลยี่ งและทกั ษะการชวํ ยฟน้ื คนื ชพี คาชแ้ี จง ใหผ๎ ๎เู รียนตอบคาถามตํอไปนี้ 1. การปฐมพยาบาล หมายถงึ อะไร และมีวตั ถุประสงคที่สาคญั อะไรบ๎าง ............................................................................................................................. ................................................................. ............................................................................................................................. ................................................................. ................................................................................................................................................................................. ............. ...................................................................................................................... ........................................................................ .............................................................................................................. .......................................................................... ...... ............................................................................................................................. ................................................................. 2. ข้นั ตอนการประเมนิ สภาพผูบาดเจ็บฉกุ เฉิน มอี ะไรบา๎ ง ...................................................................................................................................... ........................................................ .............................................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................................. ............................................................................................................................. ................................................................. 3. สงิ่ ท่ีตอ๎ งทาเป็นอันดบั แรก กรณชี วํ ยคนโดนไฟดดู คอื อะไร ............................................................................................................................. ................................................................. ......................................................................................................................................................... ..................................... 4. กรณีโดนของรอ๎ นลวก ตอ๎ งทาอยํางไร …………………………………………………………………………………………………………………………………………..……………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………………… 5. เบอรโ๑ ทรขอความชวยเหลอื หนวยแพทย๑ฉุกเฉนิ คอื เบอรอ๑ ะไร .............................................................................................................................. ................................................................


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook