101 6. ความสมั พนั ธอ์ าเซียนกบั ประเทศคู่เจรจา (Dialogue Partners) มีทง้ั หมดกป่ี ระเทศ ก. 12 ประเทศ ข. 11 ประเทศ ค. 10 ประเทศ ง. 16 ประเทศ 7. ประเทศใดเปน็ ประเทศแรกที่ได้สถาปนาความสัมพันธก์ ับอาเซยี นในฐานะประเทศคู่เจรจาเม่อื ปี พ.ศ. 2517 ก. ญป่ี ่นุ ข. ออสเตรเลยี ค. นวิ ซีแลนด์ ง. แคนำดำ 8. อาเซียน + 3 มีตัวยอ่ วา่ อยา่ งไร ก. APT ข. AST ค. ATS ง. ATP 9. อาเซียน+6 เปน็ การรวมกลมุ่ ท่มี ีรูปแบบการเจรจาต่อรองทคี่ รอบคลุมในด้านใด ก. ด้ำนกำรเปิดตลำด สนิ คำ้ บรกิ ำร และกำรลงทุน ข. ด้ำนกำรคมนำคม กำรขนสง่ สนิ ค้ำ ค. ดำ้ นกำรตอ่ ต้ำนกำรกอ่ กำรรำ้ ย ง. ถูกทุกขอ้ 10. ประเทศใดเป็นศูนยก์ ลางเช่ือมโยงคมนาคมด้านตา่ ง ๆ ในภูมิภาคอาเซยี น ก. เวยี ดนำม ข. ไทย ค. สิงคโปร์ ง. อินโดนเี ซยี 11. ปฏิญญากรงุ เทพฯ ได้ระบอุ ะไรของการจดั ตั้งอาเซยี น ก. ทม่ี ำและควำมสำคญั ข. ควำมหมำย ค. วัตถปุ ระสงค์ ง. ข้อเสนอแนะ 12. ตน้ เหตุการณก์ าเนดิ อาเชียน ขอ้ ใดไม่ใช่ ก. ปจั จัยทำงกำรเมอื ง – กระบวนกำรให้ เอกรำช/กำรปลดปลอ่ ย (decolonization process) ข. กำรลงนำมในปฏิญญำกรุงเทพ (Bangkok Declaration) เมือ่ วนั ท่ี 8 สงิ หำคม 2510 ค. สงครำมเย็น ง. กำรรวมตัวดำ้ นเศรษฐกจิ 13. ข้อใดเปน็ ประโยชน์ของการก่อต้งั ประชาคมอาเซียน ก. เปลีย่ นมำใชเ้ งินตรำสกุลเดยี วกัน ข. ทำใหน้ กั ลงทุนไม่กลำ้ กักตุนสนิ คำ้ ค. มอี ำนำจตอ่ รองทำงกำรค้ำกบั ตำ่ งชำตเิ พ่ิมขน้ึ ง. ทำใหช้ นพืน้ เมอื งมสี ทิ ธิใ์ นกำรลงทนุ มำกกว่ำต่ำงชำติ
102 14. กลมุ่ ประเทศสมาชิกอาเซียนได้กาหนดให้ภาษาใดเป็นภาษาราชการของอาเซยี น ก. ภำษำไทย ข. ภำษำมำเลย์ ค. ภำษำอังกฤษ ง. ภำษำฝรั่งเศส 15. บุคคลสาคัญของไทยคนใดเปนผูผลกั ดนั แนวคิดเรอื่ ง “เขตการคาเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Agreement หรือ AFTA)” ก. พันเอก (พเิ ศษ) ดร. ถนดั คอมนั ตร ข. ดร. สุรนิ ทร พศิ สวุ รรณ ค. พลเอกประยุทธ จันทรโอชำ ง. นำยอำนันท ปนยำรชนุ 16. สาหรบั ประเทศไทย หนวยงานใดเปนหนวยประสานงานหลักทดี่ แู ลความรวมมือในประชาคม เศรษฐกจิ อาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ก. กระทรวงกำรตำงประเทศ ข. กระทรวงพำณชิ ย ค. สำนกั งำนคณะกรรมกำรพฒั นำกำรเศรษฐกจิ และสังคมแหงชำติ ง. สำนกั งำนควำมรวมมอื พัฒนำเศรษฐกจิ กบั ประเทศเพือ่ นบำน กระทรวงกำรคลงั 17. เพ่ืออานวยความสะดวกแกนกั วิชาชพี ของประเทศสมาชิกอาเซียนในการเขาไปทางานในประเทศ สมาชิกอาเซียนอนื่ อาเซียนไดจดั ทาขอตกลงยอมรับรวมคณุ สมบัตินกั วิชาชีพของอาเซียน กส่ี าขา อาชพี และกก่ี ลุมอาชีพ ก. 6 สำขำวิชำชีพ (วิศวกร พยำบำล สถำปนกิ กำรสำรวจ นักบัญชี และทนั ตแพทย และ 1 กลมุ อำชีพ (ชำงตดั ผม) ข. 7 สำขำวิชำชีพ (วิศวกร พยำบำล สถำปนกิ กำรสำรวจ นกั บัญชี ทันตแพทยและแพทย และ 1 กลมุ อำชพี (กำรทองเที่ยวและบรกิ ำร) ค. 7 สำขำวิชำชีพ (วิศวกร พยำบำล สถำปนิก กำรสำรวจ นักธรุ กำร ทนั ตแพทย และแพทย และ 1 กลมุ อำชีพ (กำรทองเทยี่ วและบรกิ ำร) ง. 9 สำขำวชิ ำชีพ (วิศวกร พยำบำล สถำปนิก กำรสำรวจ นักธุรกำร ทันตแพทย แพทยอำจำรย และนกั เขยี น) และ 1 กลุมอำชีพ (กำรทองเทยี่ วและบรกิ ำร) 18. แมนา้ ใดไมไดไหลผานประเทศสมาชิกอาเซยี น ก. แมน้ำโขง ข. แมน้ำอริ ะวดี ค. แมนำ้ คงคำ ง. แมน้ำสำละวนิ 19. อาหารชนิดใดไมไดเปน็ อาหารของประเทศในอาเซียน ก. นำซิ เลอมกั ข. ลกั ซำ ค. อำมอ็ ก ง. เคบับ 20. อาเซียนยงั ไมไ่ ดบ้ รรลกุ ารจดั ทาความตกลงเขตการคาเสรี (Free Trade Area : FTA) กับคูเจรจาใด ก. จีน ข. เกำหลใี ต ค. สหภำพยโุ รป ง. อนิ เดีย
103 ยทุ ธศาสตรช์ าติ (พ.ศ. 2561-2580) ยุทธศาสตรช์ าติ (พ.ศ. 2561-2580) ใจความสาคญั เกิดจำกมำตรำ 65 ของรัฐธรรมนูญแหง่ รำชอำณำจักรไทยฯ “ยทุ ธศาสตร์ชาติ” คือ กรอบกำรพัฒนำระยะยำว เพื่อให้ประเทศบรรลุวสิ ยั ทศั น์ทตี่ ัง้ เป้ำหมำยเอำไว้ วิสัยทัศน์ของยุทธศำสตร์ชำติไทย คือกำรนำประเทศไปสู่ควำม “ม่ันคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” และเป็น ประเทศที่พัฒนำ ด้วยกำรนำหลกั ตำมปรชั ญำแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” หลักในกำรจัดทำยุทธศำสตร์ชำตปิ ระกอบไปดว้ ย 3 ขอ้ หลักท่ีสำคัญ คอื 1) หลักวิชาการและความเป็นสากล ต้องมีควำมรู้เชิงวิชำกำรในระดับประเทศและระดับสำกล นำมำใชใ้ นกำรประกอบกำรจัดทำแผนพฒั นำประเทศให้มปี ระสทิ ธิภำพ 2) การศึกษาประสบการณ์ของต่างประเทศ ศึกษำกำรพัฒนำและควำมสำเร็จในด้ำนต่ำง ๆ จำกประเทศทพี่ ัฒนำแลว้ เพือ่ นำมำเปน็ แบบอยำ่ งในกำรจดั ทำแผนพัฒนำประเทศอย่ำงเหมำะสม 3) การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน กำรจัดทำยุทธศำสตร์ชำติจะต้องอำศัยกำรมีส่วนร่วม ของท้ังภำครัฐ เอกชนและประชำชนเพ่ือให้แผนพัฒนำประเทศเป็นไปอย่ำงเหมำะสม และสอดคลอ้ งตอ่ ควำมต้องกำรของสังคมส่วนรวม ยุทธศาสตร์ชาติ คือ กรอบกำรพัฒนำระยะยำว (20 ปี) แบ่งปรับปรุงเป็นระยะย่อย 4 ระยะ ๆ ละ 5 ปี เพ่ือให้ประเทศสำมำรถบรรลวุ สิ ัยทัศน์ท่ีต้งั เป้ำหมำยเอำไว้ โดยเปน็ เป้ำหมำยทท่ี ำงภำครฐั ภำคเอกชน และประชำชนรว่ มมือกนั กำหนดข้นึ เพ่ือเปน็ แนวทำงในกำรพฒั นำประเทศ ยุทธศำสตรช์ ำติเปน็ เป้ำหมำยในกำรพฒั นำประเทศอย่ำงย่ังยนื ตำมหลักธรรมำภิบำล เพ่ือใชเ้ ปน็ กรอบ ในกำรจัดทำแผนต่ำง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณำกำรกันอันจะก่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้ำหมำย ดังกล่ำวตำมระยะเวลำที่กำหนดไว้ในยุทธศำสตรช์ ำติซ่ึงจะต้องไม่น้อยกว่ำ 20 ปี ประกอบด้วย 6 ยุทธศำสตร์ ได้แก่ 1. ยุทธศาสตรช์ าติดา้ นความม่นั คง มีเป้ำหมำยทีส่ ำคัญ คือ ประเทศชำตมิ คี วำมม่นั คง ประชำชนมคี วำมสุข 2. ยทุ ธศาสตร์ชาตดิ ้านการสร้างความสามารถในการแขง่ ขนั มีเป้ำหมำยท่ีสำคัญ คือ มุ่งเน้นกำรยกระดับศักยภำพของประเทศในหลำกหลำยมิติ เพ่ือให้เกิด กำรพัฒนำเศรษฐกจิ ท่ตี อ่ เน่ืองและยั่งยืน 3. ยุทธศาสตร์ชาตดิ ้านการพัฒนาและเสริมสรา้ งศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มีเปำ้ หมำยทส่ี ำคัญ คือ กำรพฒั นำคนในทกุ ด้ำนและในทกุ ชว่ งวัยให้เปน็ คนดเี กง่ และมีคุณภำพ
104 4. ยทุ ธศาสตรช์ าติด้านการสรา้ งโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มีเป้ำหมำยสำคัญ คือ กำรดึงเอำพลังของภำคส่วนต่ำง ๆ ท้ังภำคเอกชน ประชำสังคม ชุมชนท้องถิ่น มำร่วมขับเคล่ือนในกำรสร้ำงควำมเป็นธรรม และลดควำมเหล่ือมล้ำทำงเศรษฐกิจและสังคม ทุกคน ได้รับประโยชนจ์ ำกกำรพัฒนำประเทศอย่ำงทวั่ ถงึ และเป็นธรรม 5. ยทุ ธศาสตรช์ าติดา้ นการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชวี ิตท่ีเป็นมิตรกบั สง่ิ แวดล้อม มีเป้ำหมำยสำคัญ คือ กำรบรรลุเป้ำหมำยกำรพัฒนำท่ีย่ังยืนในทุกด้ำน ทั้งด้ำนสังคม เศรษฐกิจ ส่ิงแวดล้อม ธรรมำภิบำล และควำมเป็นหุ้นส่วนควำมร่วมมือระหว่ำงกันท้ังภำยในและภำยนอก ประเทศอย่ำงบูรณำกำร 6. ยทุ ธศาสตร์ชาติดา้ นการปรับสมดลุ และพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครฐั มีเป้ำหมำยสำคัญ คือ กำรปรับเปลี่ยนภำครัฐโดยยึดหลัก “ภำครัฐของประชำชนเพ่ือประชำชน และ ประโยชนส์ ่วนรวม” ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ประกอบดว้ ย 1) วิสัยทัศนก์ ำรพฒั นำประเทศ 2) เป้ำหมำยกำรพัฒนำประเทศในระยะยำว เพ่ือกำหนดระยะเวลำที่ต้องดำเนินกำรและตัวช้ีวดั ใหบ้ รรลุ ตำมเปำ้ หมำย 3) ยทุ ธศำสตรด์ ้ำนต่ำง ๆ คณะกรรมการยุทธศาสตรช์ าติ คณะกรรมกำรยุทธศำสตร์ชำติแต่งตั้งตำมมำตรำ 12 แห่งพระรำชบัญญัติกำรจัดทำยุทธศำสตร์ชำติ พ.ศ. 2560 นายกรัฐมนตรี เปน็ ประธำนกรรมกำร เลขาธกิ ารคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจฯ เป็นกรรมกำรและเลขำนุกำร กรรมกำรผทู้ รงคุณวุฒิ จานวนไม่เกนิ 17 คน มวี ำระกำรดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี
105 ข้นั ตอนการจดั ทายทุ ธศาสตร์ชาติ คณะกรรมกำรจัดทำร่ำงยุทธศำสตร์ชำติ เสนอคณะรัฐมนตรเี พอื่ พจิ ำรณำ หำกมีข้อแกไ้ ขใหป้ รับแก้แล้วจงึ ส่งกลับมำพิจำรณำอีกครัง้ คณะรฐั มนตรีเม่ือได้รบั ฉบับแก้ไขพจิ ำรณำ แล้วเสนอตอ่ สภำผ้แู ทนรำษฎร ภายใน 30 วัน นบั แต่วันที่ไดร้ บั เพ่อื พิจำรณำเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ให้แลว้ เสรจ็ ภายใน 60 วนั วุฒสิ ภำพิจำรณำเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ภายใน 30 วัน นบั แตว่ นั ท่ีไดร้ ับรำ่ งฯ จำกสภำผแู้ ทนรำษฎร หำกวุฒิสภำไมเ่ ห็นชอบหรือตีตก ใหค้ ณะกรรมกำรจดั ทำร่ำงฯ จัดทำขน้ึ ใหม่ ภายใน 180 วัน คณะรฐั มนตรเี มื่อได้รบั ฉบบั แก้ไขพิจำรณำ แลว้ เสนอต่อสภำผแู้ ทนรำษฎร ภายใน 15 วัน นบั แต่วนั ที่ไดร้ ับ เพ่อื พจิ ำรณำเหน็ ชอบหรือไม่เหน็ ชอบ ให้แลว้ เสรจ็ ภายใน 30 วัน นำยกรัฐมนตรีนำขน้ึ ทูลเกลำ้ ทลู กระหม่อม ภายใน 20 วัน
106 ยุทธศาสตรช์ าติ (พ.ศ. 2561-2580) ขีดเสน้ ใตเ้ ลือกคาตอบต่อไปน้ี 1. ยทุ ธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) เกิดจากกฎหมายใด (รัฐธรรมนูญฯ มำตรำ 65 / พรบ.กำรจัดทำยุทธศำสตรช์ ำติ พ.ศ. 2560 / มำตรำ 44 คสช.) 2. ใครเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตรช์ าติ (ประธำนสภำพัฒน์ / นำยกรัฐมนตรี / ประธำน สนช.) 3. ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) มีกยี่ ทุ ธศาสตร์ (5 ยุทธศำสตร์ / 6 ยุทธศำสตร์ / 7 ยทุ ธศำสตร์) 4. “ยทุ ธศาสตรช์ าติ” คอื ขอ้ ใด (กรอบกำรพฒั นำระยะสั้น / กรอบกำรพฒั นำระยะกลำง / กรอบกำรพัฒนำระยะยำว) 5. เปา้ หมายท่สี าคญั ของยุทธศาสตร์ชาตดิ า้ นความม่นั คง คือ (ประเทศชำตมิ ีควำมมัน่ คง ประชำชนมคี วำมสขุ / กำรพัฒนำคนในทุกด้ำน / ยกระดับศักยภำพของ ประเทศ) 6. มุง่ เนน้ การยกระดบั ศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติ เปน็ เปา้ หมายของยทุ ธศาสตร์ชาติใด (ประเทศชำตมิ คี วำมม่นั คง ประชำชนมคี วำมสขุ / กำรพัฒนำคนในทุกดำ้ น / ยกระดบั ศักยภำพของ ประเทศ) 7. วสิ ัยทศั น์ของยทุ ธศาสตร์ชาตไิ ทย คอื ข้อใด (ม่ันคง ม่ังคั่ง ย่ังยืน / มั่นคง มัน่ คั่ง ยั่งยืน / ม่ันคง ม่ันคั่ง หยัดยนื ) 8. ข้อใดไมใ่ ช่องค์ประกอบของยทุ ธศาสตร์ชาติ 20 ปี (วิสัยทัศน์ / เปำ้ หมำยกำรพัฒนำ / พันธกิจ / ยทุ ธศำสตรด์ ำ้ นต่ำง ๆ) 9. นายกรฐั มนตรีนาร่างยุทธศาสตร์ชาติ ขึ้นทลู เกลา้ ทูลกระหม่อมภายในระยะเวลาตามข้อใด (20 วัน / 30 วนั / 60 วัน / 90 วนั ) 10. หากวุฒิสภาไม่เห็นชอบหรือตตี ก ให้คณะกรรมการจดั ทารา่ งยทุ ธศาสตร์ชาติจัดทาขึน้ ใหม่ ภายใน ระยะเวลาเทา่ ใด (90 วัน / 150 วัน / 180 วัน / 300 วัน)
107 แผนแมบ่ ทภายใต้ยุทธศาสตรช์ าติ แผนแมบ่ ทภายใต้ยุทธศาสตรช์ าติ (พ.ศ. 2561-2580) ระดบั ของแผน แผนตำมมตคิ ณะรัฐมนตรี จำแนกออกเป็น 3 ระดับ ดงั นี้ ระดับท่ี 1 ยุทธศาสตร์ชาติ หมำยถึง ยุทธศำสตร์ชำติตำมกฎหมำยว่ำด้วยกำรจัดทำยุทธศำสตร์ชำติ ทเี่ ปน็ เปำ้ หมำยกำรพฒั นำประเทศอย่ำงย่ังยืนตำมหลักธรรมำภบิ ำล เพือ่ ใชเ้ ปน็ กรอบในการจดั ทาแผนตา่ ง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณำกำรกันเพ่ือให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้ำหมำยดังกล่ำว (รัฐธรรมนูญแห่ง รำชอำณำจกั รไทย พทุ ธศกั รำช 2560 หมวด 6 แนวนโยบำยแห่งรฐั มำตรำ 65) หมายเหตุ : “ยุทธศำสตรช์ ำติ” สำมำรถใช้กบั แผนในระดับที่ 1 เท่ำน้นั ระดับท่ี 2 ประกอบดว้ ย 4 แผน ดงั น้ี 2.1 “แผนแมบ่ ทภายใตย้ ทุ ธศาสตรช์ าติ” หมำยควำมว่ำ แผนแมบ่ ทเพ่ือบรรลุเปำ้ หมำย ตำมท่กี ำหนดไวใ้ นยทุ ธศำสตรช์ ำติ (พระรำชบัญญตั ิกำรจดั ทำยทุ ธศำสตรช์ ำติ พ.ศ. 2560 มำตรำ 3) 2.2 “แผนปฏิรูปประเทศ” หมำยถึง แผนและขั้นตอนกำรดำเนินกำรปฏิรูปประเทศ ตำมพระรำชบญั ญตั แิ ผนและข้นั ตอนกำรดำเนนิ กำรปฏิรปู ประเทศ พ.ศ. 2560 2.3 “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” หมำยควำมว่ำ แผนสำหรับถ่ำยทอด ยุทธศำสตรช์ ำติสกู่ รอบและแนวทำงในกำรพฒั นำประเทศในแต่ละชว่ งระยะเวลำ 5 ปี 2.4 “แผนความมน่ั คง” หมำยถึง “นโยบำยและแผนระดับชำติว่ำดว้ ยควำมม่ันคงแห่งชำติ” ตำมกฎหมำยว่ำด้วยควำมมั่นคงแห่งชำติ ซึ่งเป็นนโยบำยและแผนหลักของชำติท่ีเป็นกรอบหรือทิศทำงในกำร ดำเนินกำรป้องกนั แจ้งเตือน แกไ้ ข หรอื ระงับยบั ยงั้ ภยั คุกคำม เพ่ือธำรงไว้ซ่ึงควำมม่ันคงแหง่ ชำติ แผนระดับ 3 หมำยถึง แผนทจี่ ัดทำขึ้นเพ่ือสนบั สนุนกำรดำเนนิ งำนของแผนระดับที่ 1 และแผนระดับ ที่ 2 ให้บรรลุเป้ำหมำยที่กำหนดไว้ หรือจัดทำข้ึนตำมท่ีกฎหมำยกำหนดหรือจัดทำข้ึนตำมพันธกรณี หรอื อนสุ ญั ญำระหว่ำงประเทศ 3.1 “แผนแม่บทด้าน.........” หมำยถึง แผนแม่บทเพ่ือบรรลุเป้ำหมำยเฉพำะด้ำนที่มี ควำมสำคญั จำเป็นและสนับสนุนให้เกิดกำรบรรลตุ ำมเป้ำหมำยของยุทธศำตรช์ ำติ 3.2 “แผนพฒั นา.............” หมำยถึง แผนในกำรพฒั นำและแกไ้ ขปญั หำสำคัญของประเทศ รำยประเดน็ ต้ังแต่แผนระยะสั้น ระยะกลำง และระยะยำว
108 3.3 “แผนปฏิบัติการด้าน..........” หมำยถึง แผนปฏิบัติกำรเพ่ือแปลงแผน หรือสนับสนุน แผนระดับ 1 และระดับ 2 สู่กำรปฏิบัติ ท้ังน้ีไม่นับรวมแผนปฏิบัติรำชกำรในแต่ละปีงบประมำณของส่วน รำชกำร 3.4 “แผนอ่ืน ๆ” หมำยถึง แผนที่ไม่ได้มีลักษณะตำมแผนระดับ 1 แผนระดับ 2 และแผน ระดับ 3 (แผนตำมข้อ 3.1 – 3.3) โดยอำจเป็นแผนท่ีจัดทำข้ึนตำมอนุสัญญำระหว่ำงประเทศ โดยมีกิจกรรม กำรดำเนินงำนในช่วงเวลำหนึ่ง ซึ่งมีควำมจำเป็นต้องเสนอแผนเพ่ือให้คณะกรรมกำรระดับชำติชุดใดชุดหน่ึง หรือคณะรฐั มนตรีรบั ทรำบหรือพิจำรณำ ประกาศสานักนายกรฐั มนตรี เรื่อง การประกาศแผนแมบ่ ทภายใตย้ ุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) ยกเลิกประกาศสานักนายกรัฐมนตรี เรอ่ื ง การประกาศแผนแมบ่ ทภายใตย้ ุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2565) สรุปเป้าหมาย ตัวชีว้ ดั ขอ้ มูลฐานและค่าเปา้ หมาย ของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ รวม 23 ฉบบั ประกอบดว้ ย 37 เป้ำหมำย และ 39 ตัวชี้วดั 1. แผนแมบ่ ทภายใตย้ ทุ ธศาสตรช์ าติ ประเดน็ ความมั่นคง 2. แผนแมบ่ ทภายใต้ยุทธศาสตรช์ าติ ประเดน็ การตา่ งประเทศ 3. แผนแม่บทภายใตย้ ุทธศาสตรช์ าติ ประเดน็ การเกษตร 4. แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตรช์ าติ ประเดน็ อุตสาหกรรมและบรกิ ารแห่งอนาคต 5. แผนแมบ่ ทภายใตย้ ทุ ธศาสตร์ชาติ ประเด็นการท่องเทยี่ ว 6. แผนแม่บทภายใต้ยทุ ธศาสตรช์ าติ ประเด็นพน้ื ทแ่ี ละเมืองน่าอยอู่ จั ฉรยิ ะ 7. แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเดน็ โครงสรา้ งพืน้ ฐาน ระบบโลจสิ ติกส์ และดิจิทลั 8. แผนแมบ่ ทภายใต้ยุทธศาสตรช์ าติ ประเด็นผูป้ ระกอบการและวิสาหกจิ ขนาดกลางและขนาดย่อม 9. แผนแมบ่ ทภายใต้ยุทธศาสตรช์ าติ ประเด็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ 10. แผนแม่บทภายใต้ยทุ ธศาสตรช์ าติ ประเดน็ การปรับเปล่ียนคา่ นยิ มและวัฒนธรรม 11. แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการพฒั นาศกั ยภาพคนตลอดชว่ งชีวติ 12. แผนแม่บทภายใตย้ ทุ ธศาสตร์ชาติ ประเด็นการพฒั นาการเรยี นรู้ 13. แผนแม่บทภายใตย้ ทุ ธศาสตรช์ าติ ประเดน็ การเสริมสรา้ งใหค้ นไทยมสี ุขภาวะที่ดี 14. แผนแมบ่ ทภายใตย้ ทุ ธศาสตรช์ าติ ประเด็นศกั ยภาพการกีฬา 15. แผนแมบ่ ทภายใต้ยุทธศาสตรช์ าติ ประเด็นพลงั ทางสงั คม 16. แผนแมบ่ ทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเดน็ เศรษฐกจิ ฐานราก 17. แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นความเสมอภาคและหลักประกนั ทางสังคม 18. แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตรช์ าติ ประเด็นการเติบโตอย่างยง่ั ยนื 19. แผนแมบ่ ทภายใตย้ ทุ ธศาสตร์ชาติ ประเดน็ การบรหิ ารจัดการนา้ ทั้งระบบ 20. แผนแมบ่ ทภายใตย้ ทุ ธศาสตรช์ าติ ประเด็นการบรกิ ารประชาชนและประสิทธภิ าพภาครฐั 21. แผนแมบ่ ทภายใต้ยุทธศาสตรช์ าติ ประเดน็ การต่อต้านการทจุ ริตและประพฤตมิ ชิ อบ 22. แผนแม่บทภายใต้ยทุ ธศาสตร์ชาติ ประเด็นกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 23. แผนแม่บทภายใตย้ ุทธศาสตรช์ าติ ประเดน็ การวิจยั และพฒั นานวตั กรรม
109 ขอ้ สอบแผนแม่บทภายใตย้ ทุ ธศาสตรช์ าติ (พ.ศ. 2561-2580) ขีดเสน้ ใตเ้ ลือกคาตอบตอ่ ไปนี้ 1. สาเหตขุ องการยกเลกิ แผนแม่บทภายใตย้ ทุ ธศาสตรช์ าติ (พ.ศ. 2561-2565) คือขอ้ ใด (ปรับเปลยี่ นเป้ำหมำย / เพิม่ เติมตวั ชวี้ ดั / ใหร้ ะยะเวลำของแผนฯ มคี วำมสอดคลอ้ งกัน) 2. เป้าหมายของแผนแมบ่ ทภายใตย้ ทุ ธศาสตรช์ าติ มีกี่เปา้ หมาย (35 เปำ้ หมำย / 36 เป้ำหมำย / 37 เป้ำหมำย / 38 เปำ้ หมำย) 3. แผนแมบ่ ทภายใต้ยทุ ธศาสตร์ชาติ มีระยะเวลาตามข้อใด (พ.ศ. 2559 – 2578 / พ.ศ. 2560 – 2579 / พ.ศ. 2561 – 2565 / พ.ศ. 2561 - 2580) 4. แผนแมบ่ ทภายใตย้ ทุ ธศาสตร์ชาติ มกี ป่ี ระเด็น (21 ประเด็น / 22 ประเดน็ / 23 ประเดน็ / 24 ประเด็น) 5. แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตรช์ าติ เกิดจากกฎหมายใด (รัฐธรรมนญู ฯ / พระรำชบญั ญตั กิ ำรจัดทำยุทธศำสตร์ชำติ / แผนพฒั นำเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชำติ) 6. ระดบั ของแผนตามมติคณะรัฐมนตรี จาแนกออกเปน็ ก่ีระดบั (3 ระดบั / 4 ระดบั / 5 ระดบั ) 7. “แผนแมบ่ ทภายใตย้ ุทธศาสตร์ชาติ” จดั เปน็ แผนระดบั ใด (ระดบั 1 / ระดับ 2 / ระดับ 3) 8. แผนท่ีจดั ทาข้นึ เพื่อสนับสนนุ การดาเนินงานของแผนทกุ ระดบั คือข้อใด (ระดับ 1 / ระดับ 2 / ระดับ 3) 9. กรอบในการจดั ทาแผนตา่ ง ๆ หมายถงึ ขอ้ ใด (แผนยทุ ธศำสตร์ชำติ / แผนแม่บทภำยใต้ยทุ ธศำสตรช์ ำติ / แผนพฒั นำเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชำติ) 10. แผนแมบ่ ทภายใตย้ ุทธศาสตร์ชาติ จัดเป็นแผนกปี่ ี (5 ปี / 10 ปี / 15 ปี / 20 ปี)
110 แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ สาระสาคัญและผลการพฒั นาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ เป็นกรอบแนวทำงในกำรพัฒนำประเทศ ซ่ึงจัดทำโดย สำนักงำนคณะกรรมกำรกำรพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ (สศช. หรือ สภำพัฒน์) เป็นแผนระยะ 5 ปี (ถือเป็นแผนระยะปานกลาง) โดยแผนพัฒนำเศรษฐกิจแห่งชำติ ฉบับที่ 1 เริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2504 จนกระทั่ง ปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) โดยแผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติแต่ละฉบับ มีจุดมุ่งเน้นกำรพัฒนำแตกต่ำงกันไปตำมบริบท และสภำวะเศรษฐกจิ ในยคุ น้นั สรปุ ประเดน็ ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ แผนพฒั นาฯ ฉบบั ท่ี 1 - 2 (พ.ศ. 2504 - 2513) เน้นไปท่กี ำรสร้ำงควำมเจรญิ เติบโตทำงเศรษฐกจิ ด้วยกำรลงทุนพฒั นำโครงสรำ้ งพ้ืนฐำน แผนพฒั นาฯ ฉบับที่ 3 - 4 (พ.ศ. 2514 - 2523) เนน้ กำรพัฒนำเศรษฐกิจควบคกู่ บั กำรพัฒนำสังคม แผนพัฒนาฯ ฉบบั ท่ี 5 - 7 (พ.ศ. 2524 - 2539) เน้นกำรรกั ษำเสถียรภำพทำงเศรษฐกิจ รวมทงั้ กำรพัฒนำชนบทและภูมิภำค แผนพฒั นาฯ ฉบบั ท่ี 8 - 11 (พ.ศ. 2540 - 2559) เน้นยึดคนเป็นศูนย์กลำงและกระบวนกำรมีส่วนร่วมในกำรพัฒนำ ยึดหลักปรัชญำของเศรษฐกิจ พอเพยี งและมุ่งเน้นกำรพัฒนำให้สังคมอยเู่ ยน็ เปน็ สขุ ร่วมกัน หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ถูกนามาบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ครั้งแรก ฉบบั ที่ 9 แผนพฒั นาฯ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) เน้นกำรปรับโครงสร้ำงของประเทศไทยไปสู่ 4.0 และประเด็นกำรปฏิรูปประเทศต่ำง ๆ เพื่อมุ่งสู่ ควำมม่ันคง มั่งคั่งและย่ังยืน โดยยังคงยึดหลัก \"ปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง\" \"กำรพัฒนำท่ียั่งยืน\" และ \"คนเปน็ ศนู ย์กลำงกำรพฒั นำ\"
111 แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ฉบบั ที่ 1 (พ.ศ. 2504 - 2509) แผนพัฒนำฯ ฉบับที่ 1 เป็นกำรวำงแผนเพื่อม่งุ พัฒนำให้เกิดควำมเจริญเติบโตทำงเศรษฐกิจ โดยลงทุน พัฒนำโครงสร้ำงพื้นฐำน เช่น กำรคมนำคมขนส่ง กำรสร้ำงเข่ือนเพื่อกำรชลประทำน สำธำรณูปโภคต่ำง ๆ โดยมีเป้ำหมำยเพ่ือยกระดับรำยได้ของประชำชนให้ดีข้ึน มุ่งเน้นลงทุนโครงสร้ำงพ้ืนฐำนทำงเศรษฐกิจ เพ่ือใช้ เป็นปัจจัยพ้ืนฐำนจูงใจให้ภำคเอกชนลงทุน ส่งผลให้เศรษฐกิจขยำยตัวเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี มีกำรดำเนิน โครงกำรที่สำคัญคอื กำรกอ่ สร้ำงเขื่อนภมู ิพล โครงกำรเข่อื นเจำ้ พระยำ แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ ฉบับท่ี 2 (พ.ศ. 2510 - 2514) แผนพัฒนำฯ ฉบับท่ี 2 ยังมุ่งเน้นกำรขยำยตัวทำงเศรษฐกิจโดยกำรลงทุนโครงสร้ำงพ้ืนฐำน แต่เริ่ม ให้ควำมสำคัญกับกำรพัฒนำชนบท กำรกระจำยควำมเจริญไปสู่ภูมิภำค โดยเฉพำะในภำคตะวันออกเฉียง เหนือ รวมทั้งแนวคิดกำรวำงแผนพัฒนำรำยสำขำ ส่งเสริมเอกชนให้มีบทบำทในกำรพัฒนำภำคอุตสำหกรรม พำณชิ ยกรรมและภำคบรกิ ำรมำกข้ึน แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 3 (พ.ศ. 2515 - 2519) แผนพัฒนำฯ ฉบับท่ี 3 ยังคงมุ่งเน้นกำรขยำยตัวทำงเศรษฐกิจอย่ำงต่อเน่ือง และให้ควำมสำคัญใน กำรพัฒนำสังคมคู่ไปด้วย เน้นกำรเพิ่มผลผลิตทำงกำรเกษตรและกำรเพ่ิมรำยได้ให้กับประชำชนในชนบท ลดควำมแตกต่ำงของรำยได้ระหว่ำงในเมืองกบั ชนบท รวมทั้งกระจำยกำรพฒั นำสู่ภูมิภำคเพอื่ กำรพัฒนำชนบท ในช่วงน้ีเศรษฐกิจโลกมีควำมผันผวนเน่ืองจำกวิกฤติกำรณ์น้ำมัน ทำให้รำคำน้ำมันแพง เศรษฐกิจตกต่ำ เงินเฟ้อรุนแรง เฉลี่ยร้อยละ 22 ต่อปี รำคำสินค้ำกำรเกษตรตกต่ำ รวมท้ังเกิดกำรว่ำงงำนเพ่ิมสูงขึ้น ก่อให้เกิด ปัญหำกำรกระจำยรำยไดแ้ ละควำมไมเ่ ทำ่ เทียมกนั ในกำรเขำ้ ถงึ บริกำรของรฐั บำลเปน็ อยำ่ งมำก แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 4 (พ.ศ. 2520 - 2524) แผนพัฒนำฯ ฉบับท่ี 4 มุ่งเน้นกำรฟ้ืนฟูเสถียรภำพทำงเศรษฐกิจของประเทศให้มั่นคง โดยปรับปรุง โครงสรำ้ งภำคอุตสำหกรรม เนน้ กำรผลิตเพื่อทดแทนกำรนำเข้ำ และขยำยกำรผลิตภำคเกษตรเพื่อกำรส่งออก รวมทั้งลดอัตรำกำรเพ่ิมของประชำกรและเพิ่มคุณภำพชีวิตที่ดี โดยกำรเสริมสร้ำงสวัสดิภำพทำงสังคมให้กับ ประชำชน แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ฉบับท่ี 5 (พ.ศ. 2525 - 2529) แผนพัฒนำฯ ฉบับที่ 5 มงุ่ เน้นกำรปรับโครงสร้ำงเศรษฐกิจมำกกว่ำกำรมุ่งขยำยอัตรำกำรเจริญเติบโต ทำงเศรษฐกิจ โดยกำรวำงแผนได้กำหนดพ้ืนท่ีในกำรแก้ไขปัญหำควำมยำกจนรวมทั้งกำหนดพ้ืนท่ีรองรับ กำรพัฒนำภำคอุตสำหกรรมในพื้นท่ีชำยฝั่งทะเลภำคตะวันออก นอกจำกน้ียังเน้นให้ภำคเอกชนมีบทบำท และมีส่วนร่วมในกำรแก้ปัญหำทำงเศรษฐกิจด้วย ผลของแผนน้ีทำให้ปัญหำควำมยำกจนในชนบทลดลง รวมทงั้ สำมำรถกระจำยบริกำรทำงสงั คม ทั้งในด้ำนกำรศึกษำและสำธำรณสขุ ได้กว้ำงขวำงมำกขึ้น
112 แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 6 (พ.ศ. 2530 - 2534) แผนพัฒนำฯ ฉบับที่ 6 ให้ควำมสำคญั ในกำรเพ่มิ ผลติ ภำพกำรพัฒนำประเทศ ในด้ำนทรัพยำกรมนุษย์ กำรพัฒนำวิทยำศำสตร์และกำรบริหำรจัดกำร เน้นกำรเจริญเติบโตทำงเศรษฐกิจควบคู่ไปกับกำรรักษำ เสถยี รภำพทำงกำรเงนิ และกำรคลัง รวมท้งั ยกระดับคณุ ภำพของทรัพยำกรมนุษย์และคุณภำพกำรใช้ทรพั ยำกร ในยุคนี้เกิดกำรโยกย้ำยถิ่นฐำนเพ่ือทำงำนในเมืองมำกขึ้น ทำให้เกิดปัญหำสังคมเมือง รวมทั้งเกิดปัญหำควำม เหลอ่ื มลำ้ ของรำยได้ระหวำ่ งกลุ่มครัวเรอื น และสังคมชนบทกับสังคมเมืองมำกขึ้น แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 7 (พ.ศ. 2535 - 2539) แผนพัฒนำฯ ฉบับท่ี 7 ได้เร่ิมนำแนวคิดกำรพัฒนำท่ียั่งยืนมำใช้เป็นกรอบในกำรพัฒนำ โดยกำหนด แนวทำงกำรพัฒนำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภำพ เน้นกำรกระจำยรำยได้ กระจำยกำรพัฒนำสู่ภูมิภำคและชนบท รวมทั้งพัฒนำทรัพยำกรมนุษย์ คุณภำพชีวิต ปรับปรุงและบริหำรทรัพยำกรธรรมชำติท่ีเส่ือมโทรมจำกผล กำรพัฒนำทผ่ี ำ่ นมำ ภำยในแผนนีย้ งั เน้นกำรพัฒนำกฎหมำย กำรพฒั นำรัฐวิสำหกิจและระบบรำชกำร แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540 - 2544) แผนพัฒนำฯ ฉบับที่ 8 มุ่งเน้นกำรพัฒนำโดยให้คนเป็นศูนย์กลำงกำรพัฒนำ โดยได้เปลี่ยนจำก กำรวำงแผนจำกภำครัฐ มำเป็นกำรวำงแผนโดยให้ประชำชนมีส่วนร่วมในกำรกำหนดทิศทำงกำรพัฒนำ ท้ังนี้ แผนฉบับน้ีอยู่ในช่วงที่ประเทศไทยประสบภำวะวิกฤตกำรณ์ทำงเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 ซ่ึงส่งผลกระทบ อย่ำงรนุ แรงต่อสภำวะเศรษฐกจิ และสงั คมของชำติ จึงมีกำรปรบั แผนพัฒนำฯ ฉบับที่ 8 ให้สอดคล้องกับปัจจัย สภำพแวดลอ้ มและสถำนกำรณ์ทเ่ี ปลี่ยนไป โดยคำนงึ ถงึ กำรเปลี่ยนแปลงสภำวะแวดล้อม และเงื่อนไขท่ีสำคัญ ของกำรกู้ยืมเงินจำก IMF แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 9 (พ.ศ. 2545 - 2549) แผนพัฒนำฯ ฉบับที่ 9 ได้นำ “ปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียง” มำเป็นแนวทำงในกำรพัฒนำ ประเทศ และยังคงยึดคนเป็นศูนย์กลำงของกำรพัฒนำ รวมทั้งมุ่งเน้นกำรพัฒนำที่สมดุลทั้งตัวคน เศรษฐกิจ สังคม และสง่ิ แวดลอ้ ม มงุ่ สู่กำรพฒั นำอยำ่ งมีคณุ ภำพ ควบค่ไู ปกบั กำรสรำ้ งควำมเปน็ ธรรมในสงั คม แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี 10 (พ.ศ. 2550 - 2554) แผนพัฒนำฯ ฉบับที่ 10 ยังคงยึดแนวทำงตำมแผนฉบับที่ 8 และ 9 คือ กำรยึดคนเป็นศูนย์กลำงกำร พัฒนำและใช้ปรัชญำเศรษฐกิจแบบพอเพียงเป็นแนวทำงในกำรพัฒนำ เพ่ือสร้ำงควำมสมดุล และพัฒนำ ประเทศสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน มุ่งเน้นพัฒนำคนให้มีคุณธรรม นำควำมรู้ และเท่ำทัน รวมทั้งเสริมสร้ำง เศรษฐกิจให้มีคุณภำพ เสถียรภำพและเป็นธรรม ตลอดจนพัฒนำและบริหำรจัดกำรประเทศให้เกิด ธรรมำภิบำล สร้ำงควำมม่ันคงของทรัพยำกรธรรมชำติและคุณภำพส่ิงแวดล้อม สร้ำงภูมิคุ้มกันของประเทศ โดยกำรสรำ้ งควำมสมดลุ ของภำคเศรษฐกจิ สังคม และทรัพยำกรธรรมชำติ
113 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 11 (พ.ศ. 2555 - 2559) แผนพัฒนำฯ ฉบับที่ 11 ยังคงนำหลักปรัชญำเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญำนำทำงในกำรพัฒนำ ประเทศ แผนฉบับนี้มีวิสัยทัศน์ว่ำ “สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมี ภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง” มี 3 พันธกิจ ได้แก่ กำรพัฒนำฐำนกำรผลิตและบริกำร กำรสร้ำงควำม เป็นธรรม และลดควำมเหลื่อมล้ำทำงเศรษฐกิจ สังคม และสร้ำงภูมิคุ้มกันจำกวิกฤติกำรณ์ แผนฉบับท่ี 11 เน้นท่ีกำรต้ังรับโดยเน้นกำรป้องกันปัญหำจำกวิกฤติกำรณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนำคต เพรำะเป็นยุคท่ีเพ่ิงผ่ำน วกิ ฤติกำรณเ์ ศรษฐกจิ โลกและวกิ ฤตกำรณท์ ำงกำรเมืองภำยในประเทศไทย แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) แผนพัฒนำฯ ฉบับที่ 12 ได้จัดทำบนกรอบพ้ืนฐำนของกรอบยุทธศำสตร์ชำติ 20 ปี (พ.ศ.2560 - 2579) ซ่ึงเปน็ แผนหลกั ของกำรพัฒนำประเทศและเป้ำหมำยกำรพัฒนำที่ย่ังยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ซ่ึงเป็นกรอบระดับโลก รวมท้ังกำรปรับโครงสร้ำงของประเทศไทยไปสู่ 4.0 และประเด็น กำรปฏิรูปประเทศต่ำง ๆ เพ่ือมุ่งสู่ ควำมมั่นคง ม่ังค่ังและยั่งยืน โดยยังคงยึดหลัก \"ปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง\" \"การพัฒนาที่ยั่งยืน\" และ \"คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา\" ต่อเน่ืองจำกแผนพัฒนำฉบับที่ 9 - 11 และเน้นกำรเจริญเติบโตทำงเศรษฐกิจที่ลดควำมเหล่ือมล้ำ และขับเคล่ือนกำรเจริญเติบโตจำกกำรเพิ่มผลิต ภำพกำรผลติ บนฐำนกำรใชภ้ มู ิปญั ญำและนวัตกรรม หลักการสาคญั ของแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติฉบับท่ี 12 1) ยดึ “หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง” 2) ยดึ “คนเปน็ ศนู ยก์ ลางการพัฒนา” 3) ยึด “วิสัยทัศน์ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” มำเปน็ กรอบของวิสยั ทศั น์ประเทศไทย ในแผนพฒั นำฯ ฉบบั ท่ี 12 วสิ ัยทศั น์ “ประเทศไทยมีความมัน่ คง มงั่ คง่ั ย่งั ยนื ” 4) ยึด “เป้าหมายอนาคตประเทศไทย ปี 2580” ทเ่ี ปน็ เป้ำหมำยในยุทธศำสตร์ชำติ 20 ปี มำเปน็ กรอบในกำรกำหนดเปำ้ หมำยที่จะบรรลใุ น 5 ปีแรกและเปำ้ หมำยในระดับย่อยลงมำ 5) ยึด “หลักการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดความเหลื่อมล้าและขับเคลื่อนการเจริญเติบโต จากการเพิม่ ผลติ ภาพการผลิตบนฐานของการใช้ภมู ปิ ญั ญาและนวัตกรรม” เหตแุ ห่งท่มี าของยทุ ธศาสตรช์ าติ สบื เนอื่ งจำกรัฐธรรมนญู แห่งรำชอำณำจกั รไทย พทุ ธศกั รำช 2560 มำตรำ 65 ได้บญั ญตั ิให้รัฐพงึ จัดให้ มียุทธศำสตร์ชำติ เป็นเป้ำหมำยกำรพัฒนำประเทศอย่ำงย่ังยืนตำมหลักธรรมำภิบำล เพื่อใช้เป็นกรอบในกำร จัดทำแผนต่ำง ๆ ใหส้ อดคล้องและบูรณำกำรกนั เพื่อให้เกดิ เปน็ พลังผลกั ดนั ร่วมกนั ไปสูเ่ ปำ้ หมำย ประกอบด้วยยทุ ธศำสตร์ 6 ดำ้ น ได้แก่ 1) ยุทธศำสตร์ชำติดำ้ นควำมมน่ั คง 2) ยุทธศำสตร์ชำตดิ ำ้ นกำรสรำ้ งควำมสำมำรถในกำรแข่งขนั 3) ยทุ ธศำสตรช์ ำติด้ำนกำรพฒั นำและเสรมิ สร้ำงศักยภำพทรัพยำกรมนุษย์
114 4) ยทุ ธศำสตร์ชำติด้ำนกำรสร้ำงโอกำสและควำมเสมอภำคทำงสงั คม 5) ยุทธศำสตร์ชำติดำ้ นกำรสร้ำงกำรเติบโตบนคณุ ภำพชีวิตท่เี ปน็ มิตรตอ่ สง่ิ แวดล้อม 6) ยทุ ธศำสตร์ชำติด้ำนกำรปรับสมดุลและพัฒนำระบบบริหำรจัดกำรภำครฐั ความหมายของการพัฒนาเศรษฐกิจ และดัชนวี ดั การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ กำรพัฒนำเศรษฐกิจ หมำยถึง กระบวนกำรดำเนินกิจกรรมทำงเศรษฐกิจ อันได้แก่ กำรบริโภค กำรลงทุน กำรใช้จ่ำยภำครัฐและกำรค้ำระหว่ำงประเทศอย่ำงต่อเนื่องเป็นระยะเวลำยำวนำน จนเศรษฐกิจ เกิดกำรเติบโตอย่ำงเหมำะสมและมีเสถียรภำพ ทำให้รำยได้ท่ีแท้จริงเฉล่ียต่อบุคคลสูงขึ้น และในท่ีสุดทำให้ คุณภำพชีวิตของประชำชนในสังคมดีข้ึน ส่ิงที่เป็นตัววัดระดับของกำรพัฒนำเศรษฐกิจ หรือ ดัชนีวัด กำรเจริญเติบโตทำงเศรษฐกิจ เป็นดัชนีพื้นฐำนเบื้องต้นที่จะสะท้อนภำพของกำรพัฒนำเศรษฐกิจ มีดัชนี สำคัญ ๆ ท่คี วรทรำบ ดังน้ี 1) ผลิตภัณฑม์ วลรวมภำยในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) 2) ผลิตภณั ฑม์ วลรวมประชำชำติ (Gross National Product: GNP) 3) รำยได้ประชำชำติ (National Income : NI) 4) รำยไดเ้ ฉลยี่ ตอ่ บุคคล (Per Capita Income) 5) ควำมสุขมวลรวมประชำชำติ (Gross National Happiness : GNH) 1. ผลติ ภณั ฑม์ วลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) เปน็ ดัชนีชวี้ ดั กำรเจริญเตบิ โตทำงเศรษฐกจิ ที่นิยมใชม้ ำกทีส่ ดุ เพรำะแสดงถึงควำมสำมำรถในกำรผลิต และกำรบริโภคของประเทศ 2. ผลติ ภณั ฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross National Product: GNP) เปน็ ดัชนีทแี่ สดงถงึ ควำมสำมำรถในกำรผลิต กำรบริโภคของคนไทยท้งั ในประเทศและต่ำงประเทศ 3. รายได้ประชาชาติ (National Income : NI) คือมูลค่ำของรำยได้ที่บุคคลสัญชำติไทย ซึ่งหมำยถึงประชำชนคนไทยในประเทศและคนไทยท่ีไป ทำงำนตำ่ งประเทศไดร้ บั ในชว่ งระยะเวลำ 1 ปี 4. รายไดเ้ ฉลย่ี ตอ่ บุคคล (Per Capita Income) เป็นกำรเปรียบเทียบระดับรำยได้ท่ีแสดงถึงระดับควำมอยู่ดีกินดี ของประชำชนในประเทศต่ำง ๆ คำนวณจำกรำยได้ประชำชำติตอ่ จำนวนประชำกร 5. ความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness : GNH) ปัจจุบันได้มีกำรนำแนวคิดกำรวัดควำมสุขมวลรวมประชำชำติมำใช้วัดผลกำรพัฒนำเศรษฐกิจ เนื่องจำกกำรพัฒนำที่ผ่ำนมำมุ่งเน้นแต่กำรเจริญเติบโตทำงเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องของวัตถุภำยนอกอย่ำงเดยี ว โดยละเลยกำรวัดผลกระทบจำกส่ิงแวดล้อม ทรัพยำกรธรรมชำติ กำรพัฒนำอย่ำงยั่งยืน และควำมสุข ของประชำชนในชำติ ทำให้มีกำรนำแนวคิดกำรวัดควำมสุขมวลรวมประชำชำชำติเข้ำมำใช้ เพื่อเป็นกำร วดั ควำมเจรญิ ทำงเศรษฐกจิ ในอีกด้ำนหน่งึ
115 ข้อสอบแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ จากขอ้ คาถามจงเลอื กคาตอบทีถ่ ูกท่สี ุดเพยี งขอ้ เดียว 1. แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาตจิ ัดทาโดยหน่วยงานใด ก. สำนกั งำนสถติ ิแหง่ ชำติ ข. กรมกำรปกครอง กระทรวงมหำดไทย ค. สำนกั งำนคณะกรรมกำรข้ำรำชกำรพลเรอื น ง. สำนักงำนคณะกรรมกำรกำรพฒั นำเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชำติ 2. แผนพัฒนาเศรษฐกจิ แหง่ ชาตฉิ บบั แรก เริม่ มกี ารใชใ้ นปีใด ก. พ.ศ. 2485 ข. พ.ศ. 2499 ค. พ.ศ. 2504 ง. พ.ศ. 2408 3. แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแรก ที่มุ่งเน้นการพัฒนาโดยให้คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา คือ ฉบับใด ก. แผนพัฒนำเศรษฐกจิ แห่งชำติ ฉบับ 1 ข. แผนพัฒนำเศรษฐกิจแห่งชำติ ฉบบั 3 ค. แผนพฒั นำเศรษฐกจิ แห่งชำติ ฉบบั 5 ง. แผนพัฒนำเศรษฐกิจแหง่ ชำติ ฉบับ 8 4. ข้อใดเปน็ จดุ เดน่ ของแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ฉบับท่ี 9 ก. ปรัชญำเศรษฐกจิ พอเพยี ง ข. กำรยึดเอำประชำชนเปน็ ศูนย์กลำง ค. กำรวำงรำกฐำนทำงเศรษฐกจิ ง. แนวคดิ กำรพัฒนำทีย่ ง่ั ยนื 5. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใด ท่ีจัดทาภายใต้แนวคิดพ้ืนฐานของกรอบยุทธศาสตร์ ชาติ 20 ปี ก. แผนพัฒนำเศรษฐกิจแห่งชำติ ฉบับ 9 ข. แผนพฒั นำเศรษฐกจิ แหง่ ชำติ ฉบบั 10 ค. แผนพฒั นำเศรษฐกิจแห่งชำติ ฉบับ 11 ง. แผนพฒั นำเศรษฐกจิ แห่งชำติ ฉบบั 12 6. แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับใด ที่เน้นการปรับโครงสร้างของประเทศไทยไปสู่ 4.0 และประเดน็ การปฏิรปู ประเทศต่าง ๆ เพอื่ ม่งุ สู่ ความมั่นคง มัง่ ค่งั และย่ังยนื ก. แผนพฒั นำเศรษฐกิจแหง่ ชำติ ฉบบั 9 ข. แผนพฒั นำเศรษฐกิจแหง่ ชำติ ฉบบั 10 ค. แผนพฒั นำเศรษฐกิจแหง่ ชำติ ฉบบั 11 ง. แผนพัฒนำเศรษฐกจิ แห่งชำติ ฉบับ 12 7. โครงการก่อสร้างเขื่อนภูมิพล โครงการเขื่อนเจ้าพระยา เกิดขึ้นภายใต้แผนการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแหง่ ชาตฉิ บับใด ก. แผนพัฒนำเศรษฐกจิ แหง่ ชำติ ฉบบั ท่ี 1 ข. แผนพัฒนำเศรษฐกจิ แห่งชำติ ฉบบั ที่ 2 ค. แผนพฒั นำเศรษฐกิจแหง่ ชำติ ฉบบั ท่ี 3 ง. แผนพัฒนำเศรษฐกจิ แห่งชำติ ฉบับที่ 4
116 8. โครงการการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมในพื้นท่ีภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) เกิดขึ้นภายใต้ แผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาตฉิ บับใด ก. แผนพฒั นำเศรษฐกิจแหง่ ชำติ ฉบบั ที่ 2 ข. แผนพฒั นำเศรษฐกิจแหง่ ชำติ ฉบบั ท่ี 3 ค. แผนพัฒนำเศรษฐกจิ แหง่ ชำติ ฉบับท่ี 4 ง. แผนพัฒนำเศรษฐกิจแห่งชำติ ฉบบั ท่ี 5 9. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใดท่ีเน้นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมท้ัง การพัฒนาชนบทและภูมภิ าค ก. แผนพัฒนำเศรษฐกิจแห่งชำติ ฉบับที่ 1 – 2 ข. แผนพฒั นำเศรษฐกจิ แหง่ ชำติ ฉบับท่ี 3 – 4 ค. แผนพฒั นำเศรษฐกจิ แห่งชำติ ฉบบั ที่ 5 – 7 ง. แผนพฒั นำเศรษฐกจิ แหง่ ชำติ ฉบบั ที่ 8 – 11 10. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใด ท่ีเน้นไปท่ีการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยการลงทนุ พัฒนาโครงสร้างพน้ื ฐาน ก. แผนพัฒนำเศรษฐกจิ แหง่ ชำติ ฉบับที่ 2 ข. แผนพัฒนำเศรษฐกิจแห่งชำติ ฉบบั ที่ 3 ค. แผนพัฒนำเศรษฐกิจแหง่ ชำติ ฉบบั ที่ 4 ง. แผนพัฒนำเศรษฐกจิ แหง่ ชำติ ฉบับท่ี 5
117 แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ฉ.12 สรปุ แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 สำระสำคัญของกรอบรูปแบบและเค้ำโครงเบ้ืองต้นของแผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ ฉบับ ท่ี 12 จะสอดรับกับกรอบยทุ ธศำสตรช์ ำตริ ะยะยำว 20 ปี ในลักษณะของกำรถ่ำยทอดยุทธศำสตรร์ ะยะยำว ลง สู่กำรปฏิบัติในช่วงเวลำ 5 ปี โดยรูปแบบและเค้ำโครงเบื้องต้นของแผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ ฉบบั ท่ี 12 จะประกอบดว้ ย 5 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 ภาพรวมการพัฒนาในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 1. ภำพรวมกำรพัฒนำในช่วงแผนพัฒนำฯ ฉบับที่ 12 2. สภำพแวดลอ้ มกำรพัฒนำและประเดน็ กำรพฒั นำสำคญั ในชว่ งแผนพฒั นำฯ ฉบบั ท่ี 12 3. เป้ำหมำยและแนวทำงกำรพฒั นำในช่วงแผนพฒั นำฯ ฉบับที่ 12 สว่ นท่ี 2 การประเมินสภาพแวดลอ้ มการพฒั นาประเทศ 1. สถำนกำรณแ์ ละแนวโน้มภำยนอก 2. สถำนกำรณ์และแนวโนม้ ภำยใน ส่วนที่ 3 วัตถุประสงคแ์ ละเป้าหมายการพัฒนาในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี 12 สว่ นท่ี 4 ยทุ ธศาสตรก์ ารพฒั นาประเทศ ยุทธศำสตรท์ ี่ 1 : กำรเสริมสรำ้ งและพัฒนำศักยภำพทุนมนุษย์ ยทุ ธศำสตร์ท่ี 2 : กำรสรำ้ งควำมเป็นธรรมและลดควำมเหลือ่ มล้ำในสงั คม ยุทธศำสตร์ท่ี 3 : กำรสรำ้ งควำมเข้มแข็งทำงเศรษฐกิจและแขง่ ขันได้อยำ่ งยั่งยืน ยุทธศำสตรท์ ี่ 4 : กำรเติบโตที่เป็นมิตรกับส่งิ แวดล้อมเพ่ือกำรพัฒนำอย่ำงยัง่ ยนื ยทุ ธศำสตรท์ ่ี 5 : กำรเสริมสร้ำงควำมม่นั คงแหง่ ชำติเพื่อกำรพฒั นำประเทศ สู่ควำมมัง่ คั่ง และย่งั ยนื ยุทธศำสตร์ที่ 6 : กำรบริหำรจดั กำรในภำครฐั กำรป้องกันกำรทุจริตประพฤติมิชอบ และธรรมำภบิ ำลในสังคมไทย ยทุ ธศำสตร์ท่ี 7 : กำรพฒั นำโครงสร้ำงพนื้ ฐำนและระบบโลจสิ ติกส์ ยทุ ธศำสตร์ท่ี 8 : กำรพฒั นำวิทยำศำสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวตั กรรม ยุทธศำสตรท์ ่ี 9 : กำรพัฒนำภำค เมอื ง และพืน้ ที่เศรษฐกิจ ยทุ ธศำสตร์ท่ี 10 : ควำมร่วมมอื ระหว่ำงประเทศเพ่อื กำรพัฒนำ ส่วนที่ 5 การขบั เคล่ือนและตดิ ตามประเมินผลแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี 12
118 วิสัยทัศน์ ส่คู วำมมน่ั คง ม่ังค่ัง และยง่ั ยืน กรอบวิสยั ทัศน์แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 ให้ควำมสำคัญกับกำรกำหนดทิศทำงกำรพัฒนำที่มุ่งสู่กำรเปล่ียนผ่ำนประเทศไทย จากประเทศท่ีมี รายได้ปานกลางไปสปู่ ระเทศท่ีมรี ายได้สูง มคี วำมม่นั คง และย่ังยนื สงั คมอยรู่ ่วมกนั อย่ำงมีควำมสขุ กรอบวิสัยทศั น์และเปา้ หมาย 1. กรอบวิสัยทัศน์แผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ ฉบับที่ 12 จำกสถำนะของประเทศและ บริบทกำรเปลี่ยนแปลงต่ำง ๆ ท่ีประเทศกำลังประสบอยู่ทำให้กำรกำหนดวิสัยทัศน์แผนพัฒนำเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชำติ ฉบับที่ 12 ยังคงมีควำมต่อเน่ืองจำกวิสัยทัศน์แผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ ฉบับท่ี 11 และ กรอบหลักการของการวางแผนที่น้อมนาและประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ยึด คนเปน็ ศูนย์กลางของการพัฒนาอย่างมีสว่ นร่วม การพัฒนาทย่ี ึดหลกั สมดุล ย่ังยืน โดยวิสัยทัศน์ของกำรพัฒนำในแผนพฒั นำเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชำติ ฉบบั ที่ 12 ตอ้ งให้ควำมสำคัญ กับกำรกำหนดทิศทำงกำรพัฒนำท่ีมุ่งสู่กำรเปล่ียนผ่ำนประเทศไทย จำกประเทศท่ีมีรำยได้ปำนกลำงไปสู่ ประเทศท่ีมีรำยได้สูง มีควำมมั่นคง และยั่งยืน สังคมอยู่ร่วมกันอย่ำงมีควำมสุข และนำไปสู่กำรบรรลุวิสยั ทศั น์ ระยะยำว “มั่นคง ม่ังคงั่ ยงั่ ยืน” ของประเทศ 2. กำรกำหนดตำแหน่งทำงยุทธศำสตร์ของประเทศ (Country Strategic Positioning) เป็นกำร กำหนดตำแหน่งทำงยุทธศำสตร์ของประเทศ ท่ีสอดคล้องกับยุทธศำสตร์ชำติที่สำนักงำนคณะกรรมกำร พัฒนำกำรเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ (สศช.) ได้จัดทำขึ้น ประเทศไทยเป็นประเทศรำยไดส้ ูงท่ีมีกำรกระจำย รำยไดอ้ ยำ่ งเป็นธรรม เป็นศูนยก์ ลำงดำ้ นกำรขนสง่ และโลจสิ ติกสข์ องภูมภิ ำคสู่ควำมเป็นชำติกำรค้ำและบริกำร (Trading and Service Nation) เป็นแหล่งผลิตสินค้ำเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย แหล่งอุตสำหกรรม สรำ้ งสรรค์และมีนวัตกรรมสงู ท่ีเปน็ มติ รตอ่ สง่ิ แวดล้อม เปา้ หมาย 1. กำรหลุดพ้นจากกับดกั ประเทศรายได้ปานกลางส่รู ายไดส้ ูง 2. กำรพัฒนาศักยภาพคนให้สนับสนุนกำรเจริญเติบโตของประเทศ และกำรสร้ำงสังคมสูงวัยอย่ำงมี คุณภำพ 3. กำรลดความเหล่ือมล้าในสงั คม 4. กำรสรา้ งการเจริญเตบิ โตทางเศรษฐกจิ และสงั คมท่ีเป็นมติ รกับสง่ิ แวดล้อม 5. กำรบริหารราชการแผ่นดนิ ทีม่ ปี ระสิทธิภาพ แผนพฒั นำเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชำติ ฉบบั ที่ 12 ได้กำหนดเป้ำหมำย ยุทธศำสตร์ และแนวทำงกำร พัฒนำประเทศในระยะ 5 ปี ซึ่งจะเป็นแผนท่ีมีควำมสำคัญในกำรวำงรำกฐำนกำรพัฒนำประเทศไปสู่สังคม ท่มี ีควำมสุขอยำ่ งม่ันคง มงั่ คั่ง และย่ังยนื สอดคล้องตำมยทุ ธศำสตร์ชำติ 20 ปี ท่เี ปน็ กรอบกำรพฒั นำประเทศ ในระยะยำว
119 รัฐบำลมีนโยบำยในกำรสร้ำงควำมมั่นคงและเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งเร่ง สรำ้ งสงั คมทีม่ ีคณุ ภำพ โดยกำรขจดั อปุ สรรคตำ่ ง ๆ ทม่ี ตี อ่ กำรเจรญิ เตบิ โตทำงเศรษฐกิจและลดควำมเหล่ือมล้ำ ทำงสังคม ตลอดจนกำรวำงแผนกำรพฒั นำในด้ำนตำ่ ง ๆ ในระยะยำว ครอบคลมุ ถงึ กำรพัฒนำทรพั ยำกรมนุษย์ เพ่ือเพ่ิมขีดควำมสำมำรถในกำรแข่งขัน กำรสร้ำงควำมมั่นคง ม่ังคั่งทำงเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เป็น สิ่งสำคัญท่ีประเทศจะต้องมีทิศทำงและเป้ำหมำยกำรพัฒนำระยะยำวที่ชัดเจน โดยทุกภำคส่วนในสังคมต้อง ร่วมมือกันอย่ำงเข้มแข็ง เพื่อผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธ์ิอย่ำงต่อเนื่อง และสอดรับกับกำรปฏิรูปประเทศที่มุ่งสู่ ควำม “มั่นคง มั่งค่ัง และยั่งยืน” ในอนำคต เน้นให้ “คนเป็นศูนย์กลำงกำรพัฒนำ” สร้ำงควำมมั่นคงของชำติ พัฒนำคนทกุ วัยใหเ้ ป็น คนดี คนเก่ง แผนพฒั นำเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชำติ ฉบบั ท่ี 12 ยึดหลกั “ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง” สำหรับแผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติของประเทศในระยะ 5 ปี จะยึดหลัก “ปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง” ต่อเน่ืองจำกแผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติฉบับก่อนหน้ำ เพื่อให้กำรพัฒนำ ในทกุ มิติมกี ำรบรู ณำกำรบนทำงสำยกลำง มคี วำมพอประมำณ มีเหตุผล รวมถึงมรี ะบบภมู ิคมุ้ กันท่ดี ี สอดคล้อง กับภูมิสังคม กำรพัฒนำทุกด้ำน มีดุลยภำพ ท้ังมิติเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศน์ มีควำมสอดรับ เกื้อกูล และพึ่งพำอำศัยซึ่งกันและกัน โดยกำรพัฒนำในมิติหนึ่งต้องไม่ส่งผลกระทบทำงลบต่อมิติอ่ืน ๆ รวมทั้งต้อง มุ่งเน้นให้ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” สร้ำงควำมม่ันคงของชำติ พัฒนำคนทุกวัยให้เป็น คนดี คนเก่ง มี ศักยภำพ และควำมคิดสร้ำงสรรค์ ซ่ึงเป็นหัวใจสำคัญในกำรเพ่ิมศักยภำพกำรแข่งขันท้ังในภำคกำรผลิตและ ภำคบริกำรเพ่ือสร้ำงควำมเข้มแข็ง มีคุณธรรมจริยธรรม มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวมนำไปสู่กำรสร้ำง สังคมทพี่ ึงปรำรถนำ รวมถึงมจี ติ อนุรกั ษ์ รักษำ ฟ้นื ฟู และใช้ประโยชนจ์ ำกทรัพยำกรธรรมชำติและส่ิงแวดล้อม อย่ำงถูกตอ้ งและเหมำะสม ส่วนท่ี 1 ภาพรวมการพัฒนาในชว่ งแผนพฒั นาฯ ฉบบั ท่ี 12 (พ.ศ.2560-2564) 1. ภำพรวมกำรพฒั นำในช่วงแผนพัฒนำฯ ฉบับที่ 12 1.1 หลกั กำรสำคัญของแผนพัฒนำเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชำติ ฉบบั ที่ 12 1.1.1 ยดึ “หลักปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง” 1.1.2 ยดึ “คนเป็นศนู ย์กลำงกำรพฒั นำ” 1.1.3 ยึด “วสิ ยั ทศั นภ์ ำยใตย้ ุทธศำสตร์ชำติ 20 ป”ี 1.1.4 ยดึ “เปำ้ หมำยอนำคตประเทศไทยปี 2579” 1.1.5 ยดึ “หลกั กำรเจริญเติบโตทำงเศรษฐกิจทล่ี ดควำมเหลอื่ มลำ้ และขบั เคล่ือน กำรเจริญเตบิ โตจำกกำรเพ่ิมผลิตภำพกำรผลิตบนฐำนของกำรใชภ้ มู ิปัญญำและนวัตกรรม” 1.1.6 ยดึ “หลกั กำรนำไปสูก่ ำรปฏบิ ัตใิ ห้เกิดผลสมั ฤทธิ์อย่ำงจริงจังใน 5 ปีที่ตอ่ ยอด ไปสู่ผลสมั ฤทธทิ์ ีเ่ ป็นเป้ำหมำยระยะยำว”
120 1.2 จุดเปล่ยี นสำคัญในแผนพัฒนำเศรษฐกจิ และสงั คมฉบับที่ 12 1.2.1 กำรกำกับกรอบเป้ำหมำยและแนวทำงกำรพัฒนำหลักในระยะยำวด้วย ยทุ ธศำสตร์ชำติ 20 ปี โดยท่ีแผนพฒั นำฯ ฉบับที่ 12 เปน็ กลไกเชื่อมโยงส่กู ำรขับเคลื่อนกำรพัฒนำโดยกำหนด เปำ้ หมำยทจี่ ะต้องบรรลุและแนวทำงพัฒนำทต่ี ้องดำเนนิ กำรในชว่ ง 5 ปีแรกของยทุ ธศำสตร์ชำติ 20 ปี 1.2.2 กำรปรับเปลีย่ นเรื่องกำรเช่ือมต่อกับกำรแปลงแผนส่กู ำรปฏิบัติให้มีกรอบและ ทศิ ทำงในกำรกำกบั ที่ชดั เจนข้นึ 1.2.3 แผนพัฒนำฯ ฉบับที่ 12 กำหนดแนวทำงกำรพัฒนำจังหวัด ภำค และเมืองที่ กำหนดพ้ืนที่เป้ำหมำยและสำขำกำรผลิตและบริกำรเป้ำหมำยท่ีเปน็ แนวทำงปฏิบัติท่ีชัดเจนลงไปเพ่ือกำกับให้ กำรขับเคล่ือนกำรพัฒนำเชิงพ้ืนที่ จังหวัด ภำค และเมืองเกิดผลสัมฤทธิ์โดยสอดคล้องกับเป้ำหมำยรวมของ ประเทศ 1.2.4 แผนพัฒนำฯ ฉบับที่ 12 ได้กำหนดประเด็นและแนวทำงท่ีสนับสนุนกำร ขับเคลื่อนประเด็นกำรปฏิรูปประเทศที่สภำปฏิรูปแห่งชำติและสภำขับเคล่ือนกำรปฏิรูปได้เสนอโดยมุ่งเน้นใน เร่อื งทม่ี คี วำมชัดเจนและตอ้ งเรง่ ดำเนนิ กำรให้แล้วเสรจ็ ในชว่ ง 5 ปตี อ่ จำกนี้ไป 2. สภำพแวดลอ้ มกำรพัฒนำและประเดน็ กำรพฒั นำสำคัญในช่วงแผนพัฒนำฯ ฉบบั ที่ 12 2.1 เงอื่ นไขและสภำพแวดลอ้ มของกำรพฒั นำ ในด้ำนเศรษฐกิจ ในด้ำนสังคม ในดำ้ นทรพั ยำกรธรรมชำตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม 2.2 จดุ เน้นและประเดน็ พัฒนำหลักในชว่ งแผนพัฒนำเศรษฐกิจและสงั คมฉบบั ที่ 12 กำรพฒั นำนวตั กรรมและกำรนำมำใชเ้ ป็นปัจจยั ขบั เคล่ือนกำรพฒั นำในทุกมติ ิ กำรเตรยี มควำมพร้อมของประเทศในดำ้ นกำรพฒั นำวทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี และนวตั กรรม กำรเตรยี มพร้อมดำ้ นกำลังคนและกำรเสริมสรำ้ งศกั ยภำพของประชำกรใน กำรสรำ้ งควำมเปน็ ธรรมและลดควำมเหลอ่ื มล้ำ กำรปรับโครงสรำ้ งกำรผลติ และกำรสรำ้ งโอกำสทำงเศรษฐกิจในแต่ละชว่ งของหว่ ง โซม่ ูลคำ่ กำรปรับระบบกำรผลติ กำรเกษตรใหส้ อดคล้องกบั พันธกรณี กำรเพ่ิมศกั ยภำพฐำนกำรผลติ และบรกิ ำรเดิมและกำรต่อยอด กำรสง่ เสริมสร้ำงควำมเข้มแข็งของเศรษฐกิจกระแสใหม่ กำรสรำ้ งขีดควำมสำมำรถในกำรแข่งขนั ของธุรกิจบริกำรและกำรท่องเท่ยี ว
121 2.3 กำรสร้ำงควำมเช่อื มโยงระหว่ำงภำคกำรผลิต กำรพฒั นำวสิ ำหกจิ ขนำดย่อย ขนำดเล็กและขนำดกลำง กำรสรำ้ งควำมมั่นคงของฐำนทรัพยำกรธรรมชำติและยกระดบั คุณภำพสงิ่ แวดลอ้ ม 2.4 กำรฟนื้ ฟูพ้ืนฐำนด้ำนควำมมั่นคงทีเ่ ป็นปัจจัยสำคญั กำรบริหำรจัดกำรในภำครัฐ กำรพัฒนำโครงสร้ำงพ้ืนฐำนและระบบโลจิสตกิ ส์ของประเทศ กำรพฒั นำภำค เมอื ง และพื้นท่ีเศรษฐกจิ กำรสรำ้ งควำมรว่ มมือระหวำ่ งประเทศใหเ้ ข้มขน้ กำรส่งเสริมกำรลงทนุ ไทยในต่ำงประเทศ (Outward Investment) กำรปรบั ปรุงภำคกำรเงินของไทยใหม้ ปี ระสิทธภิ ำพมำกข้ึน กำรปฏิรูปด้ำนกำรคลังและงบประมำณ 3. เป้ำหมำยและแนวทำงกำรพฒั นำในชว่ งแผนพัฒนำฯ ฉบับที่ 12 3.1 เป้ำหมำยกำรพัฒนำ คนไทยท่มี ีคุณลักษณะเปน็ คนไทยที่สมบูรณ์ กำรลดควำมเหลอื่ มลำ้ ทำงดำ้ นรำยได้และควำมยำกจน ระบบเศรษฐกิจมีควำมเขม้ แข็งและแข่งขันได้ ทนุ ทำงธรรมชำตแิ ละคุณภำพส่งิ แวดลอ้ มสำมำรถสนับสนนุ กำรเติบโตที่เปน็ มิตรกับ สิง่ แวดลอ้ ม มีควำมมัน่ คงอำหำร พลังงำน และนำ้ มีควำมมน่ั คงในเอกรำชและอธปิ ไตย สังคมปลอดภยั สำมัคคี สร้ำงภำพลกั ษณ์ดี มีระบบบริหำรจัดกำรภำครฐั ที่มีประสทิ ธภิ ำพ ทันสมยั โปร่งใส ตรวจสอบได้ 3.2 ยุทธศำสตรแ์ ละแนวทำงกำรพฒั นำสำคัญ สว่ นท่ี 2 การประเมินสภาพแวดล้อมการพัฒนาประเทศ 1.1 สถำนกำรณ์และแนวโนม้ ภำยนอก สถำนกำรณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก และผลกระทบต่อประเทศไทย ตลำดเกิดใหม่มบี ทบำทสูงข้ึน ตลำดกำรเงินโลกไร้พรมแดน กำรเปดิ เสรีมำกขนึ้ ของอำเซียนภำยหลงั ปี 2558 รูปแบบกำรคำ้ มแี นวโนม้ เปลี่ยนแปลงไปสู่กำรคำ้ เสรเี ฉพำะกลมุ่ มำกข้นึ
122 1.2 กำรวจิ ัยและพฒั นำดำ้ นวทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยอี ย่ำงก้ำวกระโดด เกิดสำขำอตุ สำหกรรมและบริกำรใหม่ ๆ ที่ผสมผสำนกำรใช้เทคโนโลยีสมยั ใหม่ มนษุ ยจ์ ะสำมำรถเขำ้ ถึงขอ้ มลู และองค์ควำมรู้ได้อย่ำงไร้ขดี จำกัด กำรแย่งชงิ แรงงำนทมี่ ีทกั ษะด้ำนเทคโนโลยรี ะดบั สูงมีควำมสำมำรถเฉพำะทำง เกิดควำมเหล่ือมลำ้ ในมิตติ ่ำง ๆ 1.3 สถำนกำรณ์และแนวโน้มสงั คมโลก กำรเข้ำสูส่ ังคมสูงวยั ของโลกสง่ ผลตอ่ เศรษฐกจิ และรูปแบบกำรดำเนนิ ชีวติ กำรเล่ือนไหลของกระแสวฒั นธรรมโลก 1.4 สถำนกำรณ์และแนวโนม้ ส่งิ แวดลอ้ มโลก วำระกำรพัฒนำทยี่ ัง่ ยนื ค.ศ. 2030 ข้อตกลงระหวำ่ งประเทศเก่ยี วกับกำรเปล่ียนแปลงสภำพภูมอิ ำกำศ กำรเปลยี่ นแปลงสภำพภูมิอำกำศและภัยธรรมชำตมิ ีควำมผันผวนและรนุ แรงมำกขึน้ 1.5 สถำนกำรณ์ควำมมน่ั คงโลก ประเทศมหำอำนำจมีแนวโนม้ ของกำรขยำยอทิ ธิพลและกำรเพ่มิ บทบำทในภมู ภิ ำคตำ่ งๆ ของ โลก ควำมขดั แย้งด้ำนอำณำเขตแบบรฐั ต่อรฐั ท้งั ด้ำนอำณำเขตทำงบก อำชญำกรรมขำ้ มชำติมีแนวโนม้ ขยำยตัวและควบคุมไดย้ ำก กำรก่อกำรรำ้ ยกำลงั ส่งผลกระทบต่อสงั คมโลก 2. สถำนกำรณ์และแนวโนม้ ภำยใน สถำนกำรณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจไทย มอี ตั รำกำรขยำยตัวทำงเศรษฐกิจในภำพรวมประสบ ควำมสำเร็จในระดบั ท่ีน่ำพอใจ ส่วนที่ 3 วตั ถุประสงค์และเป้าหมายการพัฒนาในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี 12 ส่วนท่ี 4 ยุทธศาสตร์การพฒั นาประเทศ ยุทธศำสตรท์ ่ี 1 : กำรเสรมิ สรำ้ งและพฒั นำศักยภำพทนุ มนุษย์ ยทุ ธศำสตรท์ ่ี 2 : กำรสร้ำงควำมเป็นธรรมและลดควำมเหลอื่ มลำ้ ในสังคม ยทุ ธศำสตรท์ ่ี 3 : กำรสรำ้ งควำมเข้มแขง็ ทำงเศรษฐกจิ และแขง่ ขนั ได้อย่ำงยงั่ ยืน ยทุ ธศำสตร์ท่ี 4 : กำรเติบโตท่ีเปน็ มติ รกับสงิ่ แวดล้อมเพือ่ กำรพัฒนำอยำ่ งย่ังยนื ยุทธศำสตรท์ ี่ 5 : กำรเสรมิ สรำ้ งควำมมน่ั คงแหง่ ชำติเพือ่ กำรพัฒนำประเทศ สูค่ วำมม่งั คงั่ และยง่ั ยืน ยุทธศำสตร์ท่ี 6 : กำรบรหิ ำรจัดกำรในภำครัฐ กำรป้องกนั กำรทุจรติ ประพฤติมิชอบ และธรรมำภิบำลในสงั คมไทย ยุทธศำสตร์ท่ี 7 : กำรพัฒนำโครงสร้ำงพนื้ ฐำนและระบบโลจสิ ตกิ ส์
123 ยทุ ธศำสตร์ที่ 8 : กำรพฒั นำวิทยำศำสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม ยทุ ธศำสตรท์ ี่ 9 : กำรพฒั นำภำค เมือง และพืน้ ทเ่ี ศรษฐกิจ ยทุ ธศำสตรท์ ี่ 10 : ควำมรว่ มมือระหว่ำงประเทศเพื่อกำรพัฒนำ สว่ นที่ 5 การขับเคลือ่ นและติดตามประเมนิ ผลแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี 12 ประเทศไทย 4.0 ใจความสาคญั “Thailand 4.0” เป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบำยกำรพัฒนำเศรษฐกิจของประเทศไทย หรือ โมเดล พัฒนำเศรษฐกิจของรัฐบำล ภำยใต้กำรนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชำ นำยกรัฐมนตรีและหัวหน้ำคณะ รักษำควำมสงบแห่งชำติ (คสช.) ที่เข้ำมำบริหำรประเทศบนวิสัยทัศน์ที่ ว่ำ “มั่นคง ม่ังค่ัง และยั่งยืน” ที่มี ภำรกิจสำคัญในกำรขับเคล่ือนปฏิรูปประเทศด้ำนต่ำงๆ เพื่อปรับแก้ จัดระบบ ปรับทิศทำง และสร้ำงหนทำง พัฒนำประเทศให้เจริญ สำมำรถรับมือกับโอกำสและภยั คุกคำมแบบใหม่ๆ ท่ีเปล่ียนแปลงอย่ำงเร็วและรุนแรง ในศตวรรษที่ 21 ได้ “Thailand 4.0” เป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย ท่ีเปล่ียนเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจท่ีขับเคลื่อน ด้วยนวัตกรรม เศรษฐกิจทีข่ บั เคลื่อนด้วยนวัตกรรม ได้แก่ 1. เปล่ยี นจำกกำรผลกั ดันสนิ ค้ำโภคภัณฑไ์ ปสู่สินค้ำเชิงนวัตกรรม 2. เปลี่ยนจำกกำรขับเคลื่อนประเทศด้วยภำคอุตสำหกรรม ไปสู่กำรขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและ ควำมคดิ สร้ำงสรรค์ 3. เปล่ยี นจำกกำรเนน้ ภำคกำรผลิตสินคำ้ ไปสภู่ ำคบริกำรมำกขน้ึ ท่ีมาของ “Thailand 4.0” คือ ประเทศไทยในอดีตท่ีผ่ำนมำมีกำรพัฒนำด้ำนเศรษฐกิจเป็นไปอย่ำงต่อเน่ือง ต้ังแต่ยคุ แรก ยุคแรก เรียกว่ำ “Thailand 1.0” เน้นการเกษตรเป็นหลัก เช่น ผลิตและขำย พืชไร่ พืชสวน สุกร เป็ด ไก่ เป็นต้น ยุคสอง เรียกว่ำ “Thailand 2.0” เน้นอตุ สาหกรรมแต่เปน็ อุตสาหกรรมเบา เช่น กำรผลิตและขำย รองเท้ำ เคร่อื งหนัง เครื่องด่มื เครื่องประดบั เครอ่ื งเขียน กระเปำ๋ เคร่อื งนุ่งห่ม เป็นตน้ นับแต่ปี พ.ศ. 2559 จัดอยู่ในยุคที่สำม เรียกว่ำ “Thailand 3.0” เป็นอุตสาหกรรมหนักและการ ส่งออก เช่น กำรผลิตและขำย ส่งออกเหล็กกล้ำ รถยนต์ กล่ันน้ำมัน แยกก๊ำซธรรมชำติ ปูนซีเมนต์ เป็นต้น แต่ประเทศไทยในยุคท่ี 1.0 2.0 และ 3.0 รำยได้ประเทศยังอยู่ในระดับปำนกลำง จึงต้องรีบพัฒนำเศรษฐกิจ สรำ้ งประเทศ
124 ด้วยเหตุน้ีจึงเป็นเหตุให้นำไปสู่ยุคที่สี่ ให้รหัสใหม่ว่ำ “ประเทศไทย 4.0” ให้เป็นเศรษฐกิจใหม่ (New Engines of Growth) มีรำยได้สูง คล้ำยกับกำรวำงภำพอนำคตทำงเศรษฐกิจท่ีชัดเจนของประเทศ ทพี่ ฒั นำแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกำ “A Nation of Makers” อังกฤษ “Design of Innovation” อนิ เดีย “Made in India” หรอื ประเทศเกำหลใี ต้ทว่ี ำงโมเดลเศรษฐกจิ ในชือ่ “Creative Economy” ลกั ษณะของไทยแลนด์ 4.0 “ประเทศไทย 4.0” เป็นควำมมุ่งมั่นของนำยกรัฐมนตรี ที่ต้องกำรปรับเปล่ียนโครงสร้ำงเศรษฐกิจ ไปสู่ “Value–Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจท่ีขบั เคลือ่ นดว้ ยนวตั กรรม” โดยมีฐำนคิดหลัก คอื เปลี่ยนจากการผลติ สินค้า “โภคภณั ฑ์” ไปสูส่ นิ คา้ เชิง “นวตั กรรม” เปล่ียนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคดิ สรา้ งสรรค์และนวัตกรรม เปล่ยี นจากการเน้นภาคการผลิตสินคา้ ไปสู่การเน้นภาคบรกิ ารมากข้นึ ดงั น้ัน “ประเทศไทย 4.0” จงึ ควรมกี ำรเปลี่ยนวิธีกำรทำทม่ี ลี กั ษณะสำคัญ คอื 1) เปลี่ยนจำกกำรเกษตรแบบดั้งเดิมในปัจจุบันไปสู่กำรเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นกำรบริหำรจัดกำร และเทคโนโลยี (Smart Farming) โดยเกษตรกรต้องร่ำรวยข้ึนและเป็นเกษตรกรแบบเป็น ผ้ปู ระกอบกำร (Entrepreneur) 2) เปล่ียนจำก Traditional SMEs ท่ีมีอยู่และรัฐต้องให้ควำมช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลำ ไปสู่กำรเป็น Smart Enterprises และ Startups บริษัทเกดิ ใหม่ทีม่ ีศกั ยภำพสูง 3) เปลีย่ นจำก Traditional Services ซ่ึงมีกำรสร้ำงมลู คำ่ คอ่ นข้ำงต่ำ ไปสู่ High Value Services 4) เปล่ยี นจำกแรงงำนทกั ษะต่ำไปสูแ่ รงงำนที่มีควำมรู้ ควำมเช่ียวชำญ และทกั ษะสงู
125 ด้วยเหตุนี้รัฐบำล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชำ จำเป็นต้องปรับเปล่ียนทิศทำงกำรขับเคล่ือนของ ประเทศ แนวดว้ ยควำมคดิ ประเทศไทย 4.0 เพอื่ ผลักดนั ประเทศให้หลุดพน้ กับดกั 3 กบั ดกั ทีก่ ำลงั เผชญิ คอื 1) กับดักประเทศรำยไดป้ ำนกลำง (Middle Income Trap) 2) กับดกั ควำมเหล่อื มลำ้ (Inequality Trap) 3) กับดกั ควำมไม่สมดุลของกำรพัฒนำ (Imbalance Trap) จำกปัญหำและองค์ประกอบทั้งหมดท่ีผ่ำนมำ เป็นที่ชัดเจนว่ำโมเดลเศรษฐกิจแบบ Thailand 3.0 ไม่สำมำรถพำประเทศให้เดินต่อไปข้ำงหน้ำได้ จึงได้มีควำมพยำยำมท่ีปรับเปลี่ยนประเทศสู่ยุคใหม่คือ Thailand 4.0 เพื่อใหป้ ระเทศไทยให้กลำยเปน็ กลุม่ ประเทศทม่ี ีรำยได้สูง สำหรับ 10 อุตสำหกรรมเป้ำหมำยท่ีจะผลักดันกำรเจริญเติบโตทำงเศรษฐกิจ (S-curve) ประกอบไป ดว้ ย 2 รูปแบบ ไดแ้ ก่ · รูปแบบที่1 คือ First S-curve เป็นกำรลงทุนอุตสำหกรรมที่มีอยู่แล้วในประเทศส่งผลต่อกำร เจรญิ เตบิ โตทำงเศรษฐกิจในระยะสนั้ และระยะกลำง · รูปแบบท่ี 2 คือ New S-curve เป็นอตุ สำหกรรมในอนำคต 5 อุตสาหกรรมเดิมท่ีมีศักยภาพ (First S-curve) ประกอบด้วย 1) อุตสำหกรรมยำนยนต์สมัยใหม่ 2) อุตสำหกรรมอเิ ลก็ ทรอนิกสอ์ จั ฉรยิ ะ 3) อตุ สำหกรรมกำรท่องเทยี่ วกลมุ่ รำยได้ดีและกำรท่องเทยี่ วเชงิ สขุ ภำพ 4) กำรเกษตรและเทคโนโลยชี วี ภำพ 5) อตุ สำหกรรมกำรแปรรูปอำหำร 5 อุตสาหกรรมอนาคต (New S-curve) ประกอบด้วย 1) อตุ สำหกรรมหุ่นยนต์ 2) อุตสำหกรรมกำรบินและโลจิสติกส์ 3) อตุ สำหกรรมเชื้อเพลิงชีวภำพและเคมีชวี ภำพ 4) อตุ สำหกรรมดจิ ิตอล 5) อุตสำหกรรมกำรแพทยค์ รบวงจร กลไกขบั เคลื่อน (Engines of Growth) ชดุ ใหม่ ประกอบดว้ ย 1) Productive Growth Engine เป้ำหมำยสำคัญเพื่อปรับเปลี่ยนประเทศไทยสู่ประเทศที่มีรำยได้สูง (High Income Country) ที่ขับเคลือ่ นด้วยนวตั กรรม ปัญญำ เทคโนโลยี และควำมคดิ สรำ้ งสรรค์ กลไกดงั กลำ่ วประกอบไปดว้ ย กำรสร้ำงเครือข่ำยควำมร่วมมอื ในรูปแบบประชำรัฐ กำรบริหำรจัดกำรสมยั ใหม่และกำรสรำ้ งคลสั เตอร์ทำงดำ้ นเทคโนโลยี
126 กำรพฒั นำขีดควำมสำมำรถด้ำนกำรวิจัยและพฒั นำ กำรพัฒนำโมเดลธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม กิจกำรร่วมทุนรัฐและเอกชนในโครงกำรขนำด ใหญ่ รวมถึงกำรบม่ เพำะธุรกจิ ดำ้ นเทคโนโลยี ซ่ึงถือเป็นกำรตอบโจทย์ควำมพยำยำมในกำรก้ำวข้ำมกับดักประเทศรำยได้ปำนกลำง ที่ไทยกำลัง เผชญิ อยู่ 2) Inclusive Growth Engine เพื่อให้ประชำชนได้รับประโยชน์และเป็นกำรกระจำยรำยได้ โอกำส และควำมม่ังคั่งท่ีเกิดขึ้น โดยกลไกน้ี ประกอบด้วย กำรสร้ำงคลสั เตอร์เศรษฐกจิ ระดบั กลุ่มจังหวัด กำรพัฒนำเศรษฐกิจระดบั ฐำนรำกในชมุ ชน กำรสง่ เสริมวิสำหกิจเพอ่ื สังคม เพอ่ื ตอบโจทย์ประเดน็ ปญั หำและควำมทำ้ ทำยทำงสงั คมในทุกมติ ิ กำรสร้ำงสภำพแวดล้อมทเี่ อื้ออำนวยตอ่ กำรทำธุรกิจ กำรสง่ เสริมและสนับสนนุ ให้วสิ ำหกจิ ขนำดกลำงและขนำดย่อมเข้มแข็ง และสำมำรถแขง่ ขนั ได้ใน เวทโี ลก กำรสร้ำงงำนใหม่ ๆ เพ่ือรองรบั กำรเปลี่ยนแปลงในอนำคต กำรยกระดับขีดควำมสำมำรถ กำรเสรมิ สรำ้ งทกั ษะและกำรเตมิ เต็มศักยภำพของประชำชนให้ทันกับพลวตั กำรเปลี่ยนแปลงจำกภำยนอก กำรจ่ำยภำษีให้แก่ผู้ที่มีรำยได้ต่ำกว่ำเกณฑ์ท่ีกำหนดแบบมีเงื่อนไข (Negative Income Tax) เพอ่ื แกไ้ ขกับดกั ควำมเหล่ือมลำ้ ทีเ่ กดิ ขึ้นในปจั จบุ ัน 3) Green Growth Engine กำรสร้ำงควำมม่ังค่ังของไทยในอนำคต จะต้องคำนึงถึงกำรพัฒนำและใช้เทคโนโลยีท่ีเป็นมิตร ต่อส่ิงแวดล้อม เพื่อตอบโจทย์กำรหลุดออกจำกกับดักควำมไม่สมดุลของกำรพัฒนำระหว่ำงคนกับสภำพ แวดล้อม โดยกลไกน้ีประกอบดว้ ย กำรมุง่ เนน้ กำรใชพ้ ลังงำนทดแทน กำรปรับแนวคิดจำกเดิมท่ีคำนึงถึงควำมได้เปรียบเร่ืองต้นทุน (Cost Advantage) เป็นหลัก มำสู่ กำรคำนึงถงึ ประโยชนท์ ี่ไดจ้ ำกกำรลดควำมสญู เสยี ท่ีเกิดขึ้นทัง้ ระบบ (Lost Advantage) หัวใจสำคัญอยู่ท่ีการพัฒนากระบวนการผลิตให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยท่ีสุด อันจะเกิด ประโยชน์กับประเทศและประชำคมโลกดว้ ยในเวลำเดียวกนั ท้ัง 3 กลไกขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 ถือเป็นกำรปฏิรูปประเทศไทยไปสู่ควำมมั่งค่ังอย่ำงม่ันคง และย่ังยืน เพื่อให้หลุดพ้นจำกกับดักประเทศที่มีรำยได้ปำนกลำง ซึ่งถือเป็นเปล่ียนโมเดลเศรษฐกิจจำก กำรพึ่งพำกำรลงทุนต่ำงประเทศ มีกำรลงทุนกำรวิจัยและพัฒนำตัวเองน้อยมำกโดยมุ่งเน้นกำรพัฒนำ กำรศกึ ษำคน สร้ำงกำรวจิ ยั และพฒั นำ โครงสร้ำงเศรษฐกิจ ให้ไทยสำมำรถอยู่ไดใ้ นศตวรรษที่ 21
127 ประโยชนข์ องไทยแลนด์ 4.0 เพื่อใหเ้ กิดผลจรงิ ต้องมีกำรพัฒนำวิทยำกำร ควำมคิดสร้ำงสรรค์ นวตั กรรม วิทยำศำสตร์ เทคโนโลยี และกำรวิจัยและพัฒนำ แลว้ ต่อยอดในกลมุ่ เทคโนโลยแี ละอตุ สำหกรรมเป้ำหมำย ดงั นี้ 1) กลมุ่ อำหำร เกษตร และเทคโนโลยีชวี ภำพ เช่น สร้ำงเส้นทำงธุรกจิ ใหม่ (New Startups) ด้ำนเทคโนโลยีอำหำร เทคโนโลยกี ำรเกษตร เป็นต้น 2) กลุ่มสำธำรณสุข สุขภำพ และเทคโนโลยีทำงกำรแพทย์ เช่น พฒั นำเทคโนโลยสี ขุ ภำพ เทคโนโลยี กำรแพทย์ สปำ เปน็ ตน้ 3) กลุ่มเครื่องมือ อุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเคร่ืองกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม เชน่ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ เป็นตน้ 4) กลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ทที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่ำง ๆ ปัญญำประดิษฐ์ และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว เช่น เทคโนโลยีดำ้ นกำรเงิน อุปกรณเ์ ช่ือมต่อออนไลน์โดยไม่ต้องใช้ คน เทคโนโลยกี ำรศึกษำ อี–มำรเ์ กต็ เพลส อี–คอมเมริ ์ซ เปน็ ต้น 5) กลุ่มอุตสำหกรรมสร้ำงสรรค์ วัฒนธรรม และบริกำรที่มีมูลค่ำสูง เช่น เทคโนโลยีกำรออกแบบ ธุรกิจไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยีกำรท่องเท่ียว กำรเพม่ิ ประสิทธิภำพกำรบรกิ ำร เปน็ ต้น
128 ข้อสอบประเทศไทย 4.0 ขีดเสน้ ใต้เลอื กคาตอบต่อไปนี้ 1. “Thailand 4.0” เป็นวิสยั ทัศนก์ ารพฒั นาเศรษฐกจิ ของประเทศไทย ในลักษณะใด (วสิ ยั ทศั น์เชงิ นโยบำย / วิสยั ทศั น์เชงิ ปฏิบัตกิ ำร / วสิ ัยทัศน์ประกอบยุทธศำสตร์) 2. จุดเนน้ “Thailand 1.0” ขอ้ ใดไมใ่ ช่ (พชื ไร่ / พชื สวน / สกุ ร เปด็ ไก่ / สงิ่ ทอ) 3. เน้นอุตสาหกรรมแตเ่ ป็นอตุ สาหกรรมเบา เชน่ การผลิตและขายรองเทา้ เคร่ืองหนงั เครือ่ งดม่ื มรี หสั การพัฒนาประเทศตามตวั เลือกใด (Thailand 1.0 / Thailand 2.0 / Thailand 3.0 / Thailand 4.0) 4. “New Engines of Growth” มีรหสั การพัฒนาประเทศตามตัวเลือกใด (Thailand 1.0 / Thailand 2.0 / Thailand 3.0 / Thailand 4.0) 5. การวางภาพอนาคตทางเศรษฐกิจทีช่ ัดเจนของประเทศที่พฒั นาแลว้ “A Nation of Makers” หมายถึงประเทศใด (สหรฐั อเมริกำ / อินเดีย / จนี / ญปี่ ่นุ ) 6. กบั ดกั ทป่ี ระเทศไทยกาลังเผชญิ ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ (Middle Income Trap / Inequality Trap / Engines of Growth / Imbalance Trap) 7. ข้อใดตอ่ ไปนี้ไมใ่ ช่ First S-curve (อุตสำหกรรมอิเล็กทรอนิกสอ์ ัจฉริยะ / อตุ สำหกรรมกำรแปรรปู อำหำร / อุตสำหกรรมหุ่นยนต์) 8. ขอ้ ใดต่อไปน้ีไม่ใช่ New S-curve (กำรเกษตรและเทคโนโลยชี วี ภำพ / อตุ สำหกรรมหุน่ ยนต์ / อุตสำหกรรมกำรบินและโลจสิ ตกิ ส์) 9. ข้อใดต่อไปน้ีไม่ใช่ กลไกขับเคลอื่ น (Engines of Growth) ชดุ ใหม่ (Productive Growth Engine / Green Growth Engine / Inclusive Growth Engine / Creative Economy) 10. ประเทศไทย 4.0 ไดด้ าเนินการปรับใชใ้ นแผนการพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติฉบบั ทีเ่ ทา่ ใด (ฉบับที่ 9 / ฉบบั ที่ 10 / ฉบบั ท่ี 11 / ฉบับท่ี 12)
129 เศรษฐกจิ พอเพียง “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวพระรำชดำริในพระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัว ที่ตั้งอยู่บนรำกฐำนของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทำงกำรพัฒนำท่ีต้ังบนพื้นฐานของทางสายกลาง และควำมไม่ประมำท คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนใช้ความรู้และคุณธรรม เป็นพื้นฐำนในกำรดำรงชีวิต ที่สำคัญจะต้องมี “สติ ปัญญา และความเพียร” ซ่งึ จะนำไปสู่ “ความสขุ ” ในกำรดำเนินชีวติ อย่ำงแท้จรงิ ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญำชี้ถึงแนวกำรดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชำชนในทุกระดับ ตั้งแต่ ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ท้ังในกำรพัฒนำและบรหิ ำรประเทศให้ดำเนินไปในทำงสำยกลำง โดยเฉพำะกำรพฒั นำเศรษฐกิจ เพอื่ ให้ก้ำวทนั ต่อโลกยคุ โลกำภวิ ตั น์ ควำมพอเพยี ง หมำยถงึ ควำมพอประมำณ ควำมมีเหตุผล รวมถึงควำมจำเป็นท่ีจะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อกำรกระทบใด ๆ อันเกิด จำกกำรเปลี่ยนแปลงทั้งภำยในภำยนอก ทั้งน้ีจะต้องอำศัยควำมรอบรู้ ควำมรอบคอบ และควำมระมัดระวัง อย่ำงยิ่งในกำรนำวิชำกำรต่ำง ๆ มำใช้ในกำรวำงแผนและกำรดำเนินกำรทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้อง เสริมสร้ำงพ้ืนฐำนจิตใจของคนในชำติ โดยเฉพำะเจ้ำหน้ำท่ีของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มี สำนึกในคุณธรรม ควำมซ่ือสัตย์สุจริต และให้มีควำมรอบรู้ท่ีเหมำะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความ เพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อกำรรองรับกำรเปลี่ยนแปลงอย่ำงรวดเร็ว และกว้ำงขวำง ท้ังด้ำนวัตถุ สังคม ส่ิงแวดล้อม และวัฒนธรรมจำกโลกภำยนอกได้เป็นอย่ำงดี ควำมหมำย ของเศรษฐกิจพอเพียง จึงประกอบดว้ ยคณุ สมบัติ ดังน้ี 1. ความพอประมาณ หมำยถึง ควำมพอดีทีไ่ มน่ ้อยเกินไปและไม่มำกเกนิ ไป โดยไม่เบยี ดเบยี นตนเอง และผ้อู ืน่ เชน่ กำรผลิตและกำรบริโภคที่อยูใ่ นระดบั พอประมำณ 2. ความมเี หตผุ ล หมำยถึง กำรตดั สนิ ใจเก่ียวกับระดับควำมพอเพียงน้ัน จะตอ้ งเป็นไปอย่ำงมเี หตุผล โดยพจิ ำรณำจำกเหตปุ จั จัยที่เกย่ี วข้อง โดยคำนึงถงึ ผลทค่ี ำดวำ่ จะเกิดข้นึ จำกกำรกระทำนั้น ๆ อย่ำงรอบคอบ 3. ภูมิคุ้มกัน หมำยถึง กำรเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและกำรเปล่ียนแปลงด้ำนต่ำง ๆ ท่ีจะ เกดิ ขนึ้ โดยคำนงึ ถงึ ควำมเป็นไปได้ของสถำนกำรณต์ ่ำง ๆ ทค่ี ำดวำ่ จะเกดิ ข้นึ ในอนำคต โดยมี เงอ่ื นไข ของกำรตดั สนิ ใจและดำเนนิ กิจกรรมต่ำง ๆ ใหอ้ ยู่ในระดับพอเพียง 2 ประกำร ดังน้ี 1. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ควำมรอบรู้เกี่ยวกับวิชำกำรต่ำง ๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้ำน รอบคอบ ทจ่ี ะนำควำมร้เู หลำ่ น้ันมำพจิ ำรณำใหเ้ ชือ่ มโยงกนั เพอื่ ประกอบกำรวำงแผนและควำมระมดั ระวังในกำรปฏิบัติ 2. เงื่อนไขคุณธรรม ท่ีจะต้องเสริมสร้ำง ประกอบด้วย มีควำมตระหนักในคุณธรรม มีควำมซื่อสัตย์ สจุ ริตและมีควำมอดทน มคี วำมเพียร ใช้สตปิ ัญญำในกำรดำเนินชวี ิต ตวั อยา่ งเศรษฐกจิ พอเพยี ง
130 ทฤษฎใี หม่ ทฤษฎีใหม่ คือ ตัวอย่ำงท่ีเป็นรูปธรรมของกำรประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพระบำทสมเด็จ พระเจำ้ อยู่หัว รัชกำลที่ 9 ไดพ้ ระรำชทำนพระรำชดำริน้ีไว้ เพอื่ เป็นกำรชว่ ยเหลือเกษตรกรที่มักประสบปัญหำ ท้ังภัยธรรมชำติและปัจจัยภำยนอก ที่มีผลกระทบต่อกำรทำกำรเกษตร ให้สำมำรถผ่ำนพ้นช่วงเวลำวิกฤต โดยเฉพำะกำรขำดแคลนนำ้ ไดโ้ ดยไม่เดอื ดร้อนและยำกลำบำกนกั ความสาคัญของทฤษฎี ใหม่ 1. มีการบริหารและจัดแบ่งที่ดินแปลงเล็กออกเป็นสัดส่วนท่ีชัดเจน เพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร ซ่งึ ไมเ่ คยมใี ครคิดมำก่อน 2. มีการคานวณโดยใช้หลักวิชาการเก่ียวกับปริมาณน้า ที่จะกักเก็บให้พอเพียงต่อกำรเพำะปลูกได้ อยำ่ งเหมำะสมตลอดปี 3. มีกำรวำงแผนทีส่ มบรู ณแ์ บบสำหรบั เกษตรกรรำยยอ่ ย โดยมีถงึ 3 ขนั้ ตอน ทฤษฎีใหม่ขนั้ ตน้ ให้แบง่ พ้นื ทอ่ี อกเปน็ 4 ส่วน ตำมอตั รำสว่ น 30:30:30:10 ซง่ึ หมำยถงึ พ้ืนที่ส่วนที่หน่ึง ประมำณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักน้าเพ่ือใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริม กำรปลูกพชื ในฤดูแลง้ ตลอดจนกำรเลีย้ งสัตวแ์ ละพืชนำ้ ตำ่ ง ๆ พื้นท่ีส่วนที่สอง ประมำณ 30% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อใช้เป็นอำหำรประจำวัน สำหรับ ครอบครัวใหเ้ พียงพอตลอดปี เพ่อื ตดั คำ่ ใช้จ่ำยและสำมำรถพงึ่ ตนเองได้ พื้นทส่ี ว่ นทส่ี าม ประมำณ 30% ใหป้ ลกู ไม้ผล ไม้ยืนตน้ พชื ผกั พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพอ่ื ใช้ เป็นอำหำรประจำวนั หำกเหลือบริโภคกน็ ำไปจำหน่ำย พื้นทีส่ ่วนทีส่ ี่ ประมำณ 10% เป็นที่อยู่อาศยั เล้ยี งสัตว์ ถนนหนทำง และโรงเรอื นอน่ื ๆ ทฤษฎใี หมข่ ัน้ ทสี่ อง เมื่อเกษตรกรเข้ำใจในหลักกำรและได้ปฏิบัติในท่ีดินของตนจนได้ผลแล้ว ก็ต้องเร่ิมขั้นที่สอง คือให้ เกษตรกรรวมพลังกันในรูป “กลมุ่ ” หรือ “สหกรณ์” ร่วมแรงรว่ มใจกันดำเนนิ กำรในด้ำน 1. การผลติ (พันธพุ์ ชื เตรียมดนิ ชลประทำน ฯลฯ) - เกษตรกรจะต้องร่วมมือในกำรผลิต โดยเริ่ม ตั้งแต่ข้ันเตรียมดิน กำรหำพันธ์ุพืช ปุ๋ย กำรจัดหำน้ำ และอ่นื ๆ เพอ่ื กำรเพำะปลกู 2. การตลาด (ลำนตำกข้ำว ยุง้ เครื่องสีข้ำว กำรจำหน่ำยผลผลติ ) - เม่ือมีผลผลิตแล้วจะตอ้ งเตรียมกำรต่ำง ๆ เพื่อกำรขำยผลผลิตให้ได้ประโยชนส์ ูงสุด เช่น กำรเตรียม ลำนตำกขำ้ วร่วมกนั กำรจัดหำย้งุ รวบรวมขำ้ ว เตรยี มหำเคร่ืองสีข้ำว ตลอดจนกำรรวมกนั ขำยผลผลิต ใหไ้ ดร้ ำคำดแี ละลดค่ำใช้จำ่ ยลงดว้ ย
131 3. การเป็นอยู่ (กะปิ น้ำปลำ อำหำร เคร่อื งนงุ่ ห่ม ฯลฯ) - ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีควำมเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพ้ืนฐำนในกำรดำรงชีวติ เชน่ อำหำรกำรกินตำ่ ง ๆ กะปิ น้ำปลำ เสอื้ ผำ้ ทพ่ี อเพียง 4. สวัสดิการ (สำธำรณสขุ เงนิ กู้) - แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิภำพและบริกำรท่ีจำเป็น เช่น มีสถำนีอนำมัยเม่ือยำมป่วยไข้ หรือมีกองทุน ไวก้ ูย้ มื เพื่อประโยชนใ์ นกจิ กรรมตำ่ ง ๆ ของชุมชน 5. การศกึ ษา (โรงเรยี น ทนุ กำรศกึ ษำ) - ชุมชนควรมีบทบำทในกำรส่งเสริมกำรศึกษำ เช่น มีกองทุนเพ่ือกำรศึกษำเล่ำเรียนให้แก่เยำวชน ของชมชนเอง 6. สังคมและศาสนา - ชุมชนควรเป็นทรี่ วมในกำรพฒั นำสังคมและจิตใจ โดยมีศำสนำเป็นท่ียดึ เหนี่ยว โดยกิจกรรมทั้งหมด ดังกล่ำวข้ำงต้น จะต้องได้รับควำมร่วมมือจำกทุกฝ่ำยท่ีเก่ียวข้อง ไม่ว่ำส่วนรำชกำร องค์กรเอกชน ตลอดจนสมำชกิ ในชมุ ชนน้นั เปน็ สำคญั ทฤษฎใี หมข่ ั้นทสี่ าม เม่ือดำเนินกำรผ่ำนพ้นขั้นที่สองแล้ว เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรควรพัฒนำก้ำวหน้ำไปสู่ข้ันท่ีสำม ต่อไป คือติดต่อประสานงาน เพ่ือจัดหาทุนหรือแหล่งเงิน เช่น ธนำคำร หรือบริษัท ห้ำงร้ำนเอกชน มำช่วย ในกำรลงทุนและพัฒนำคุณภำพชีวิต ท้ังนี้ ทั้งฝ่ำยเกษตรกรและฝ่ำยธนำคำร หรือบริษัทเอกชนจะได้รับ ประโยชนร์ ว่ มกัน กล่ำวคอื - เกษตรกรขำยขำ้ วได้รำคำสงู (ไมถ่ ูกกดรำคำ) - ธนำคำรหรือบริษทั เอกชนสำมำรถซ้ือข้ำวบริโภคในรำคำต่ำ (ซ้อื ขำ้ วเปลอื กตรงจำกเกษตรกรและมำ สเี อง) - เกษตรกรซ้ือเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในรำคำต่ำ เพรำะรวมกันซ้ือเป็นจำนวนมำก (เป็นร้ำนสหกรณ์ รำคำขำยสง่ ) - ธนำคำรหรือบริษัทเอกชน จะสำมำรถกระจำยบุคลำกร เพื่อไปดำเนินกำรในกิจกรรมต่ำงๆ ให้ เกดิ ผลดีย่ิงข้ึน หลกั การและแนวทางสาคัญ 1. เป็นระบบกำรผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ที่เกษตรกรสำมำรถเล้ียงตัวเองได้ในระดับ ที่ประหยัดก่อน ทั้งนี้ ชุมชนต้องมีควำมสำมัคคี ร่วมมือร่วมใจในกำรช่วยเหลือซ่ึงกันและกันทำนองเดียวกับกำร “ลงแขก” แบบดัง้ เดิมเพื่อลดค่ำใช้จำ่ ยในกำรจำ้ งแรงงำนด้วย 2. เน่ืองจำกข้ำวเป็นปัจจัยหลักท่ีทุกครัวเรือนจะต้องบริโภค ดังน้ัน จึงประมำณว่ำครอบครัวหนึ่งทำนำ ประมาณ 5 ไร่ จะทาใหม้ ีขา้ วพอกนิ ตลอดปี โดยไมต่ ้องซอ้ื หำในรำคำแพง เพอ่ื ยึดหลกั พึง่ ตนเองได้
132 3. ต้องมีน้ำเพ่ือกำรเพำะปลูกสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้ง หรือระยะฝนท้ิงช่วงได้อย่ำงพอเพียง ดังนั้น จึง จำเปน็ ต้องกันท่ีดนิ สว่ นหน่งึ ไว้ขุดสระน้ำ โดยมหี ลักว่ำตอ้ งมนี ้ำเพียงพอที่จะเพำะปลูกได้ตลอดปี ทง้ั น้ี ได้พระรำชทำนพระรำชดำริเป็นแนวทำงว่ำ ต้องมีน้ำ 1,000 ลูกบำศก์เมตร ต่อกำรเพำะปลูก 1 ไร่ โดยประมำณ ฉะนั้น เมื่อทำนำ 5 ไร่ ทำพืชไร่ หรือไม้ผลอีก 5 ไร่ (รวมเป็น 10 ไร่) จะต้องมีน้ำ 10,000 ลกู บำศก์เมตรตอ่ ปี หลักธรรมกับหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง หมำยถึง เศรษฐกิจท่ีพึ่งตนเองได้ เน้นกำรผลิตและกำรบริโภคแบบพออยู่พอกิน เป็นระบบเศรษฐกิจท่ีพระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวรัชกำล 9 ทรงดำริขึ้นมำ เพื่อแสวงหำทำงออกจำกวิกฤติ เศรษฐกจิ ใหก้ ับสมั คมไทย ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ กำรท่ีพึ่งตนเองได้ เศรษฐกิจพอเพียง เน้นให้คนในชุมชนพัฒนำ ขีดควำมสำมำรถในกำรผลิตและบริโภคอย่ำงพอเพยี ง ไปจนถึงขน้ั กำรแปรรปู อุตสำหกรรมครวั เรอื น เปา้ หมายหลักของเศรษฐกจิ พอเพียง คอื ประชำชนมีกนิ มใี ชอ้ ยำ่ งเพียงพอแกค่ วำมต้องกำร ทส่ี ำคัญ ตอ้ งไมท่ ำตนและผู้อืน่ เดอื นร้อน ซงึ่ สอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนทำงพระพุทธศำสนำ สัมมาอาชีวะ เป็นหัวใจของเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ สัมมำอำชีวะมักมำคู่กับสัมมำวำจำและ สมั มำกมั มันตะ ในหลักธรรมสมั มำกัมมนั ตะ คือ กำรประกอบอำชีพทสี่ ุจริต ความเพียรของพระมหาชนกกับหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ประกอบด้วย 3 ส่งิ คือ “พระมหาชนก” มำจำกเร่ืองหน่ึงในทศชำติชำดก ชำดกสิบชำติสุดท้ำยก่อนที่พระโพธิสัตว์จะมำ ประสูตรเป็นเจ้ำชำยสิทธัตถะและตรัสรู้เป็นพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ เร่ืองรำวท่ีพระองค์ท่ำนได้ทรงค้นคว้ำ ในพระไตรปฎิ กและพระสุตตตนั ตปิฎก และทรงนำมำพระรำชนพิ นธ์ดว้ ยภำษำทเ่ี ขำ้ ใจง่ำย หัวใจของเรื่องนี้อยู่ที่ “ความเพียรอันบริสุทธิ์” ท่ีเป็นคำสอนสำคัญท่ีสุดในบทสนทนำระหว่ำง พระมหำชนกกบั นำงมณเี มขลำเทวดำกลำงทะเล คำสอนสำคัญของ “พระมหำชนก” มีอย่ำงน้อย 2 ประกำร คือ “ความเพียรอันบริสุทธ์ทาให้เกิดสิ่ง อัศจรรย”์ ทำให้รอดจำกภัยอันตรำยและประสบควำมสำเร็จ และ “การทาหน้าทดี่ ้วยความมุ่งมนั่ ”
133 พระราชพธิ ีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระรำชพิธีรำชำภิเษกท่ีพระมหำกษัตริย์ไทยได้รับกำรสถำปนำ อยำ่ งเปน็ ทำงกำรดว้ ยกำรถวำยนำ้ อภเิ ษก โดยแบง่ ออกเปน็ 2 พระรำชพธิ ีสำคัญคือ 1) พระรำชพธิ บี รมรำชำภิเษก 2) พระรำชพธิ ีเฉลิมพระรำชมณเฑียร พระราชพธิ บี รมราชาภิเษก เป็นกำรผสมผสำนกนั ระหวำ่ งธรรมเนยี มของศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ พระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก ประกอบไปด้วย 1) พระรำชพธิ สี รงพระมูรธำภเิ ษก 2) พระรำชพิธถี วำยนำ้ อภเิ ษก 3) พระรำชพธิ ถี วำยเครื่องรำชกกธุ ภณั ฑ์ 4) กำรสถำปนำพระรำชินีและพระรำชวงศ์ ส่วนพระรำชพิธีเฉลิมพระรำชมณเฑยี ร เป็นพระรำชพิธที จ่ี ัดขน้ึ โดยเหล่ำสมำชกิ ของรำชวงศ์ ในพระบรมมหำรำชวงั กาหนดการพระราชพิธบี รมราชาภิเษก แบ่งเป็น ช่วงต้น ช่วงกลำง และชว่ งปลำย ดังน้ี ชว่ งต้น ประกอบด้วย เป็นกำรเตรียมร้ิวขบวน ทำพิธีกำรเตรียมน้ำอภิเษกและน้ำสรงพระมุรธำภิเษก พิธีกำร จำรึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระบรมรำชสมภพ แกะพระรำชลัญจกร และจำรึกพระสุพรรณบัฏพระบรมวงศ์ ณ วดั พระศรรี ัตนศำสดำรำม ช่วงกลาง (4 พฤษภำคม 2562) เปน็ ช่วงที่มีพระรำชพธิ ีบรมรำชำภเิ ษก ประกอบดว้ ย สรงมุรธำภิเษก ณ ชำลำพระท่ีน่งั จักพรรดิพมิ ำน รับน้ำอภิเษก ณ พระที่น่งั อฐั ทิศอทุ มุ พรรำชอำสน์ ทรงรับเครือ่ งรำชกกุธภัณฑ์ ขตั ตยิ รำชวรำภรณ์ และพระแสง ณ พระทน่ี ่ังภัฐรบิฐ เสด็จออกมหำสมำคมรับกำรถวำยพระพรชัยมงคล ณ พระที่นงั่ อมั รินทรวนิ ิจฉัย เฉลิมพระรำชมณเฑยี ร เถลงิ พระแท่นรำชบรรจถรณ์ ณ พระท่ีนงั่ จกั รพรรดพิ ิมำน
134 (5 พฤษภำคม 2562) พระรำชพิธี เฉลิมพระปรมำภิไธย พระนำมำภิไธย และสถำปนำพระฐำนันดรศักด์ิพระบรมวงศ์ เล้ียงพระเทศน์ ณ พระทน่ี ั่งอัมรนิ ทรวินิจฉยั เสด็จพระรำชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยำตรำทำงสถลมำรค โดยเร่ิมจากพระท่ีน่ัง อาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ไปยัง วดั พระเชตุพนวมิ ลมงั คลาราม (วัดโพธิ์) ตำมลำดับ (6 พฤษภำคม 2562) เสด็จออกสหี บัญชร ณ พระที่น่ังสทุ ไธสวรรยปราสาท ใหป้ ระชำชนเฝ้ำฯ ถวำยพระพรชยั มงคล เสดจ็ ออกพระท่นี ่งั จักรีมหาปราสาท ใหค้ ณะทูตำนทุ ูตและกงสลุ ต่ำงประเทศ เฝ้ำทูลละอองธุลีพระบำทถวำยพระพรชยั มงคล ชว่ งปลาย เสด็จเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยำตรำทำงชลมำรค โดยจะมีข้ึนในช่วงกำรพระรำชพิธี ทรงบำเพ็ญพระรำชกศุ ลถวำยผ้ำพระกฐิน ณ วดั อรณุ รำชวรำรำม ชว่ งปลำยเดือนตลุ ำคม 2562 พระปฐมบรมราชโองการ พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรรามาธบิ ดีศรสี นิ ทรมหาวชิราลงกรณ รัชกาลท่ี 10 (วันท่ี 4 พฤษภำคม 2562) “เรำจะสืบสำน รักษำ และต่อยอด และครองแผน่ ดนิ โดยธรรม เพื่อประโยชนส์ ขุ แหง่ อำณำรำษฎรตลอดไป”
135 ขอ้ สอบ พระราชพธิ ีบรมราชาภเิ ษก 1. กาหนดพระราชพิธีบรมราชาภเิ ษก พ.ศ. 2562 ข้อใดกล่าวไม่ถูกตอ้ ง ก. 6 เมษำยน ท่จี ะมีพลีกรรม ตกั นำ้ ทกุ จังหวดั โดยมีผ้วู ำ่ รำชกำรจงั หวดั เปน็ ประธำน ข. 4 พฤษภำคม ประกำศพระองค์เปน็ ศำสนปู ถัมภก สักกำระพระบรมอัฐิ เฉลิมพระแทน่ บรรจถรณ์ ค. 2 พฤษภำคม เชญิ พระสพุ รรณบัฏเขำ้ วงั ประกำศกำรบรมรำชำภิเษก โดยจะมีคณะรัฐมนตรีร่วมดว้ ย ง. 6 พฤษภำคม เสด็จออกให้ประชำชนและคณะทูตเข้ำเฝำ้ 2. อยตู่ รงกลาง พ้นื อกั ษรสีขาวขอบเดนิ ทอง อันเป็นสขี องวันจนั ทร์ ซงึ่ เป็นวันพระบรมราชสมภพ ภายในอักษรประดบั เพชร คือสว่ นใดของตราสญั ลกั ษณ์ ก. พระมหำพิชัยมงกฎ ข. อกั ษรพระปรมำภไิ ธย ค. พระแสงขรรค์ชยั ศรี ง. ธำรพระกร 3. ทรงรบั พระราชภาระอนั หนักยงิ่ ของแผน่ ดินเพ่อื ประโยชน์สขุ ของประชาชน หมายถึงข้อใด ก. พระแสงขรรคช์ ยั ศรี ข. พระมหำพชิ ยั มงกฎ ค. พระแส้จำมรีกบั พัดวำลวชิ นี ง. ฉลองพระบำทเชงิ งอน 4. ทรงรบั พระราชภาระปกปอ้ งแผ่นดนิ ใหพ้ น้ จากภยันตราย หมายถึงข้อใด ก. พระแสงขรรคช์ ัยศรี ข. พระแส้จำมรีกับพัดวำลวิชนี ค. ฉลองพระบำทเชิงงอน ง. พระมหำพชิ ยั มงก 5. ทรงขจดั ปดั เป่าความทุกข์ยากเดอื ดรอ้ นของอาณาประชาราษฎร์ หมายถึงข้อใด ก. พระมหำพิชัยมงกฎ ข. พระแสงขรรค์ชยั ศรี ค. ฉลองพระบำทเชงิ งอน ง. พระแสจ้ ำมรีกบั พดั วำลวชิ นี 6. สถานทีป่ ระกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สรงมรุ ธาภิเษก ข้อใดต่อไปนีถ้ ูกต้อง ก. ณ ชำลำพระทีน่ ั่งจักพรรดิพิมำน ข. ณ พระทนี่ ั่งอัฐทิศอุทมุ พรรำชอำสน์ ค. ณ พระทน่ี ่ังภฐั รบิฐ ง. ณ พระทีน่ ่งั อัมรินทรวนิ ิจฉัย 7. สถานทปี่ ระกอบพระราชพิธบี รมราชาภิเษก รับน้าอภิเษก ข้อใดต่อไปนถ้ี ูกตอ้ ง ก. ณ ชำลำพระทน่ี ่ังจักพรรดิพิมำน ข. ณ พระท่นี ่ังอัฐทิศอุทมุ พรรำชอำสน์ ค. ณ พระทนี่ ั่งภัฐรบฐิ ง. ณ พระท่นี ง่ั อัมรนิ ทรวินจิ ฉัย 8. สถานท่ปี ระกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงรับเครือ่ งราชกกธุ ภณั ฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสง ข้อใดต่อไปนีถ้ ูกต้อง ก. ณ ชำลำพระทน่ี ่ังจกั พรรดิพมิ ำน ข. ณ พระทนี่ ั่งอฐั ทิศอุทมุ พรรำชอำสน์ ค. ณ พระทนี่ ่ังภัฐรบฐิ ง. ณ พระท่ีนัง่ อัมรินทรวินจิ ฉัย
136 9. สถานทปี่ ระกอบพระราชพธิ ีบรมราชาภิเษก เสดจ็ ออกมหาสมาคมรับการถวายพระพรชัยมงคล ข้อใดต่อไปนถี้ ูกต้อง ก. ณ ชำลำพระทน่ี ่ังจักพรรดิพิมำน ข. ณ พระทน่ี ่ังอัฐทิศอุทุมพรรำชอำสน์ ค. ณ พระทีน่ ั่งภัฐรบิฐ ง. ณ พระทน่ี ั่งอมั รนิ ทรวนิ ิจฉัย 10. สถานทปี่ ระกอบพระราชพิธบี รมราชาภเิ ษก พระราชพิธี เฉลิมพระปรมาภไิ ธย พระนามาภิไธย และสถาปนาพระฐานนั ดรศกั ดพ์ิ ระบรมวงศ์ เลี้ยงพระเทศน์ ขอ้ ใดต่อไปน้ถี กู ต้อง ก. ณ ชำลำพระทนี่ ่ังจกั พรรดิพมิ ำน ข. ณ พระท่นี ่ังอฐั ทิศอุทมุ พรรำชอำสน์ ค. ณ พระที่น่ังภฐั รบฐิ ง. ณ พระที่นง่ั อัมรินทรวินจิ ฉัย 11. เสด็จพระราชดาเนนิ เลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ข้อใดเรียงลาดับได้ถกู ตอ้ ง ก. โดยเริม่ จำกพระทีน่ งั่ อำภรณภ์ โิ มกขป์ รำสำท วัดบวรนเิ วศวิหำร วดั รำชบพธิ สถติ มหำสีมำรำม รำชวรวหิ ำร ไปยงั วดั พระเชตพุ นวิมลมงั คลำรำม (วดั โพธิ์) ตำมลำดับ ข. โดยเริ่มจำกพระท่ีนงั่ อำภรณภ์ โิ มกขป์ รำสำท วัดพระเชตุพนวมิ ลมงั คลำรำม (วัดโพธิ์) วัดบวรนิเวศวิหำร ไปยังวดั รำชบพิธสถติ มหำสมี ำรำมรำชวรวิหำร ตำมลำดบั ค. โดยเรม่ิ จำกพระท่นี ง่ั อำภรณภ์ ิโมกขป์ รำสำท วดั บวรนเิ วศวิหำร วดั พระเชตุพนวิมลมังคลำรำม (วัดโพธ์)ิ ไปยงั วัดรำชบพิธสถิตมหำสีมำรำมรำชวรวิหำร ตำมลำดบั ง. โดยเร่ิมจำกพระทนี่ ง่ั อำภรณภ์ ิโมกขป์ รำสำท วัดพระเชตุพนวมิ ลมงั คลำรำม (วดั โพธิ์) วดั รำชบพิธสถติ มหำสมี ำรำมรำชวรวิหำร ไปยงั วัดบวรนิเวศวหิ ำร ตำมลำดบั 12. พระราชพธิ ีบรมราชาภเิ ษก เปน็ การผสมผสานกนั ระหว่างธรรมเนยี มของศาสนาตามข้อใด ก. ศำสนำพรำหมณแ์ ละศำสนำพุทธ ข. ศำสนำฮนิ ดแู ละศำสนำพทุ ธ ค. ศำสนำพรำหมณ์และศำสนำฮินดู ง. ถูกทกุ ขอ้
137 การได้มาซ่ึงสมาชิกวุฒสิ ภา ความสาคัญของการเลือกสมาชิกวุฒิสภา สมำชิกวุฒิสภำ (ส.ว.) นับว่ำมีควำมสำคัญย่ิงต่อคน ไทยทกุ คนท่ีสำมำรถเขำ้ มำมสี ่วนร่วมโดยกำรสมคั รเข้ำรับเลือก ส.ว. เขำ้ ไปทำหน้ำทใ่ี นสภำสงู เป็น ตัวแทนของประชำชนคนไทย ในกำรตรำกฎหมำยเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชำติ และคดั กรองบคุ คลนักกำรเมอื งหรือคนดีทำงำนในองค์กรสำคัญต่ำงๆ ให้สำมำรถพฒั นำบ้ำนเมือง ให้เปน็ ไปในทศิ ทำงทด่ี ขี ้นึ ได้ หนา้ ท่ีของสมาชิกวุฒิสภา 1. กลัน่ กรองกฎหมำย ทผ่ี ่ำนกำรพิจำรณำของ ส.ส. 2. ตรวจสอบและควบคุม กำรบรหิ ำรรำชกำรแผ่นดิน 3. ให้ควำมเห็นชอบบุคคล ดำรงตำแหน่งในองคก์ รตำมรัฐธรรมนญู
138 คุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา สมำชิกวุฒิสภำต้องไม่ฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ภำยใต้ของพรรค กำรเมืองใดๆ โดยมคี ุณสมบัตดิ งั นี้ 1. มสี ัญชำตไิ ทยโดยกำรเกิด 2. มีอำยไุ มต่ ่ำกวำ่ สี่สิบปีในวันสมัครรับเลือก 3. มีควำมูร้ ควำมเชี่ยวชำญ และประสบกำรณ์ หรอื ทำงำนในด้ำนทสี่ มัครไมน่ ้อยกวำ่ สิบปี ยกเวน้ ผ้สู มัครในกล่มุ สตรี ูผ้สงู อำยุ คนพกิ ำรหรือทพุ พลภำพ กลมุ่ ชำตพิ นั ูธ์ และกลุ่มอัตลกั ษณอ์ น่ื 4. ผู้สมคั รต้องมลี กั ษณะอย่ำงใดอยำ่ งหนง่ึ ดงั ต่อไปูน้ด้วย (ก) เปน็ บคุ คลซ่ึงเกิดในอำเภอที่สมคั รรับเลอื ก (ข) มีช่ืออยู่ในทะเบียนบ้ำนในอำเภอทู่สมัครรับเลือกมำแล้วเป็นเวลำติดต่อกันไม่น้อยกว่ำ สองปีนบั ถงึ วนั สมัครรบั เลือก (ค) ทำงำนอยู่ในอำเภอที่สมัครรับเลือกมำแล้วเป็นเวลำติดต่อกันไม่น้อยกว่ำสองปี นับถึงวัน สมัครรบั เลอื ก (ง) เคยทำงำนหรือเคยมชี ื่ออูย่ในทะเบียนบ้ำนอยใู่ นอำเภอที่สมัครรับเลือก แลว้ แต่กรณี เป็น เวลำติดตอ่ กันไมน่ ้อยกว่ำสองปี (จ) เคยศึกษำในสถำนศึกษำที่ตั้งอยู่ในอำเภอที่สมัครรับเลือกเป็นเวลำติดต่อกันไม่น้อยกว่ำ สองปกี ำรศึกษำ ท่มี าของสมาชกิ วุฒิสภา รฐั ธรรมนูญแหง่ รำชอำณำจกั รไทย ปี 2560 กำหนดให้มสี มำชิกวุฒสิ ภำ ท้ังหมด จานวน 200 คน ดารงตาแหน่งได้คราวละ 5 ปี เป็นได้วำระเดียว มำจำกกำรเลือก กันเองของประชำชนในกล่มุ ใดกลุ่มหน่ึง จำกกลมุ่ บุคคลที่มีควำมรู้ ควำมเชีย่ วชำญ ประสบกำรณ์ อำชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วม หรือทำงำนหรือเคยทำงำนด้ำนต่ำงๆท่ีหลำกหลำยของสังคม ตัง้ แต่ระดบั อำเภอ ระดับจงั หวัด และระดับประเทศ ท่ีมาของสมาชิกวุฒสิ ภาในวาระเริ่มแรก ในวำระเร่ิมแรก ตำมบทเฉพำะกำลของแหง่ รัฐธรรมนูญ แห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช 2560 กำหนดให้มีสมำชิกวุฒิสภำจำนวน 250 คน ซึ่ง พระมหำกษัตริย์ทรงแต่งตั้งตำมท่ีคณะรักษำควำมสงบแห่งชำติ (คสช.) ถวำยคำแนะนำ โดยมำ จำก 3 สว่ น คอื 1) กกต. ดำเนินกำรจัดให้มีกำรเลือก ส.ว. จำนวน 200 คน แล้ว นำรำยช่ือเสนอต่อ คสช. คดั เลอื กจำนวน 50 คน 2) คณะกรรมการสรรหา ส.ว. คัดเลือกบุคคลผู้มีควำมรู้ควำมสำมำรถท่ีเหมำะสมในอันจะเป็น ประโยชน์แก่ กำรปฏิบัติหน้ำที่ของวุฒิสภำและกำรปฏิรูปประเทศมีจำนวนไม่เกิน 400 คน แล้ว นำรำยชือ่ เสนอต่อ คสช. คัดเลอื ก จำนวน 194 คน 3) ผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลำโหม ผู้บัญชำกำรทหำรสูงสุด ผู้บัญชำกำรทหำรบก ผบู้ ญั ชำกำรทหำรเรือ ผู้บัญชำกำรทหำรอำกำศ และผบู้ ญั ชำกำรตำรวจแห่งชำติ จำนวน 6 คน
139 10 กลุ่มอาชีพผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา รัฐธรรมนูญกำหนดให้สมำชิกวุฒิสภำมำจำกกำรเลือก กันเองของบคุ คลซงึ่ มีควำมรู้ ควำมเชยี่ วชำญ ประสบกำรณ์ อำชีพ ลักษณะ หรือประโยชนร์ ว่ มกัน หรือทำงำน หรือเคยทำงำนด้ำนตำ่ งๆ ทห่ี ลำกหลำยของสังคม โดยในวำระเริ่มแรกได้กำหนดให้มี กลมุ่ จำนวน 10 กลมุ่ ดงั น้ี 1. กลุ่มกำรบรหิ ำรรำชกำรแผน่ ดนิ และควำมมน่ั คง 2. กลมุ่ กฎหมำยและกระบวนกำรยตุ ธิ รรม 3. กลุ่มกำรศึกษำและกำรสำธำรณสุข 4. กลมุ่ อำชพี กสิกรรม ปลูกพชื ล้มลกุ ทำนำ ทำสวน ทำไร่ ป่ำไม้ ปศุสตั ว์ ประมง 5. กลุ่มพนักงำนหรือลูกจ้ำงของบุคคลซ่ึงมิใช่ส่วนรำชกำรหรือหน่วยงำนของรัฐ ผู้ใช้แรงงำน / อำชีพอิสระ 6. กลุ่มผู้ประกอบอำชีพด้ำนสิ่งแวดล้อม ผังเมือง อสังหำริมทรัพย์และสำธำรณูปโภค ทรพั ยำกรธรรมชำติ พลังงำน วทิ ยำศำสตร์ เทคโนโลยี กำรสื่อสำร กำรพฒั นำนวตั กรรม 7. กลุ่มผู้ประกอบกิจกำรขนำดกลำงและขนำดย่อม ผู้ประกอบธุรกิจหรืออำชีพด้ำนกำร ท่องเที่ยว 8. กลุ่มสตรี ผู้สูงอำยุ คนพิกำรหรือทุพพลภำพ กลุ่มชำติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น ประชำสังคม องคก์ รสำธำรณประโยชน์ 9. กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี กำรแสดงและบันเทิง นักกีฬำ สื่อสำรมวลชน ผู้สร้ำง วรรณกรรม 10. กลมุ่ อนื่ ๆ (ผมู้ คี ุณสมบตั ิและไมม่ ลี กั ษณะต้องหำ้ มย่อมมีสิทธิสมัครในกล่มุ อื่นๆ)
140 การได้มาซึ่งสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร ความสาคัญของการเลือกตั้ง ส.ส. มีควำมสำคัญต่อคนไทยทุกคนที่ต้องไปทำหน้ำที่เพ่ือ มอบอำนำจอธิปไตยของเรำโดยกำรเลือกผู้แทนไปทำหน้ำท่ีในกำรปกป้องผลประโยชน์และดูแล ทุกข์สุขของประชำชน รวมท้ังบริหำรงบประมำณของประเทศชำติถึงปีละหนึ่งล้ำนล้ำนบำท ดังน้ัน กำรเลือกผู้แทนที่เป็น \"คนดี” มีควำมซื่อสัตย์ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของประชำชน ให้เข้ำไปทำงำนทำงกำรเมืองเรำจะทำให้สำมำรถใช้งบประมำณทุกบำททุกสตำงค์ที่มำจำกเงิน ภำษขี องประชำชนไปพัฒนำประเทศชำตไิ ด้อย่ำงเตม็ ที่ ทมี่ าของ ส.ส. มจี ำนวน 500 คน มำจำกกำรเลือกตง้ั 2 แบบ ได้แก่ 1. ส.ส. แบบแบ่งเขต มีจำนวน 350 คน คือ ส.ส. ที่มำจำกเขตเลือกต้ังโดยกำรแบ่งเขตเลือกตั้ง ทั่วประเทศออกเป็น 350 เขต ในแต่ละเขตเลือกต้ังมี ส.ส. ได้ 1 คน ผู้ท่ีได้รับคะแนนสูงสุด และมีคะแนนสูงกวำ่ คะแนนเสยี งไมเ่ ลือกผูใ้ ดเปน็ ผู้ได้รับเลือกเป็น ส.ส. 2. ส.ส. แบบบัญชีรำยช่ือ มีจำนวน 150 คน โดยพรรคกำรเมืองจะต้องจัดทำบัญชีรำยชอื่ พรรค ละหนึ่งบัญชี ซึ่งรำยช่ือไม่ซ้ำกับรำยช่ือผู้สมัครรับเลือกต้ังแบบแบ่งเขต ส่งให้กรรมกำรกำร เลือกต้ังก่อนปิดกำรรับสมัครรับเลือกตั้งสมำชิกสภำผู้แทนรำษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง กำรลงคะแนนเลือกตั้งสมำชิกสภำผู้แทนรำษฎรแบบบัญชีรำยช่ือใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวกัน กับกำรเลือกตั้งสมำชิกสภำผู้แทนรำษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยกำรคำนวณจำนวน ส.ส. แบบบัญชรี ำยชือ่ ทแี่ ต่ละพรรคพึงจะไดร้ ับ มำจำกกำรจดั สรรคะแนนที่ประชำชนเลือกผู้สมัคร รบั เลอื กต้ัง ส.ส. จำกพรรคต่ำงๆ ทง้ั ประเทศ มำคำนวณจำนวน ส.ส. ของพรรคกำรเมอื งท่ีจะ ได้รับในกำรเลือกต้ัง โดยพรรคกำรเมืองจะมีจำนวน ส.ส. ทั้งสองประเภทได้ไม่เกินจำนวน โควตำ้ ทพ่ี รรคกำรเมอื งได้รบั คุณสมบตั ิ ส.ส. 1. มสี ญั ชำติไทยโดยกำรเกดิ 2. มีอำยุไมน่ ้อยกว่ำ 25 ปี นบั ถึงวันเลือกตั้ง 3. เปน็ สมำชิกพรรคกำรเมอื งเดียวติดต่อกัน ไมน่ ้อยกว่ำ 90 วนั นับถงึ วันเลือกตงั้ 4. ส.ส. แบบแบง่ เขตเลือกตัง้ จะต้องมลี กั ษณะอยำ่ งใดอย่ำงหน่งึ ดงั ต่อไปนดี้ ว้ ย 5. มีช่ืออยู่ในทะเบียนบ้ำนในจังหวัดท่ีสมัครติดต่อกันไม่น้อยกว่ำ 5 ปี นับถึงวันสมัครรับ เลือกตั้ง 6. เกิดในจังหวัดทส่ี มัคร 7. เคยเรยี นในจังหวดั ทสี่ มัครไมน่ ้อยกว่ำ 5 ปีกำรศึกษำ 8. เคยรับรำชกำรหรือปฏิบัติหน้ำท่ีในหน่วยงำนรัฐ / เคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้ำนในจังหวัด ที่สมัคร ติดตอ่ กนั ไม่นอ้ ยกว่ำ 5 ปี
141 และต้องไม่มลี ักษณะตอ้ งห้ำม ดังตอ่ ไปนี้ (1) ติดยำเสพติดใหโ้ ทษ (2) เปน็ บคุ คลล้มละลำยหรือเคยเปน็ บุคคลล้มละลำยทุจริต (3) เปน็ เจำ้ ของหรือผู้ถือหุน้ ในกจิ กำรหนังสือพมิ พ์หรอื สื่อมวลชนใด ๆ (4) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ำมมิให้ใช้สิทธิเลือกต้ัง (ตำมมำตรำ 96 (1) (2) หรือ (4) แห่ง รฐั ธรรมนญู พ.ศ. 2560) (5) อยรู่ ะหว่ำงถูกระงับกำรใช้สิทธิสมัครรบั เลือกต้งั เป็นกำรชัว่ ครำวหรือถกู เพิกถอนสิทธิสมัครรับ เลอื กต้ัง (6) ต้องคำพิพำกษำใหจ้ ำคุกและถกู คุมขงั อยโู่ ดยหมำยของศำล (7) เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมำยังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกต้ัง เว้นแต่ในควำมผิดอันได้ กระทำโดยประมำทหรอื ควำมผิดลหุโทษ (8) เคยถูกส่ังให้พ้นจำกรำชกำร หน่วยงำนของรัฐ หรือรัฐวิสำหกิจเพรำะทุจริตต่อหน้ำท่ีหรือถือ ว่ำกระทำกำรทุจรติ หรือประพฤตมิ ชิ อบในวงรำชกำร (9) เคยต้องคำพิพำกษำหรือคำสงั่ ของศำลอันถึงท่ีสุดให้ทรัพยส์ ินตกเป็นของแผ่นดินเพรำะร่ำรวย ผิดปกติ หรือเคยต้องคำพพิ ำกษำอันถึงท่สี ุดให้ลงโทษจำคกุ เพรำะกระทำควำมผดิ ตำมกฎหมำยว่ำ ดว้ ยกำรปอ้ งกนั และปรำบปรำมกำรทจุ ริต (10) เคยต้องคำพิพำกษำอันถึงท่ีสดุ วำ่ กระทำควำมผิดต่อตำแหน่งหนำ้ ท่ีรำชกำรหรือต่อตำแหน่ง หน้ำท่ีในกำรยุติธรรม หรือกระทำควำมผิดตำมกฎหมำยว่ำด้วยควำมผิดของพนักงำนในองค์กำร หรือหนว่ ยงำนของรัฐ หรือควำมผดิ เกี่ยวกับทรัพย์ท่ีกระทำโดยทุจริตตำมประมวลกฎหมำยอำญำ ควำมผดิ ตำมกฎหมำยว่ำด้วยกำรกู้ยมื เงินที่เปน็ กำรฉ้อโกงประชำชน กฎหมำยวำ่ ด้วยยำเสพติดใน ควำมผิดฐำนเป็นผู้ผลิต นำเข้ำ ส่งออก หรือผู้ค้ำ กฎหมำยว่ำด้วยกำรพนันในควำมผิดฐำนเป็น เจ้ำมือหรือเจ้ำสำนัก กฎหมำยว่ำด้วยกำรป้องกันและปรำบปรำมกำรค้ำมนุษย์ หรือกฎหมำยว่ำ ด้วยกำรป้องกนั และปรำบปรำมกำรฟอกเงินในควำมผิดฐำนฟอกเงนิ (11) เคยต้องคำพพิ ำกษำอันถึงท่ีสดุ ว่ำกระทำกำรอนั เป็นกำรทจุ รติ ในกำรเลอื กต้งั (12) เปน็ ขำ้ รำชกำรซ่งึ มีตำแหน่งหรือเงนิ เดอื นประจำนอกจำกข้ำรำชกำรกำรเมือง (13) เป็นสมำชกิ สภำท้องถนิ่ หรือผู้บริหำรทอ้ งถนิ่ (14) เปน็ สมำชกิ วุฒิสภำหรอื เคยเปน็ สมำชกิ วฒุ สิ ภำและสมำชกิ ภำพสิน้ สดุ ลงยงั ไม่เกินสองปี (15) เป็นพนักงำนหรือลูกจ้ำงของหน่วยรำชกำร หน่วยงำนของรัฐ หรือรัฐวิสำหกิจ หรือ เป็น เจ้ำหนำ้ ทอ่ี ื่นของรัฐ (16) เปน็ ตุลำกำรศำลรัฐธรรมนญู หรือผดู้ ำรงตำแหนง่ ในองคก์ รอิสระ (17) อย่ใู นระหว่ำงตอ้ งห้ำมมใิ หด้ ำรงตำแหนง่ ทำงกำรเมือง (18) เคยพน้ จำกตำแหน่งเพรำะเหตตุ ำมมำตรำ 144 หรอื มำตรำ 235 วรรคสำม แหง่ รฐั ธรรมนูญ พ.ศ. 2560
142 หน้าทขี่ อง ส.ส. 1. ออกกฎหมำยเพือ่ ประโยชน์ของประเทศชำตแิ ละประชำชน 2. เปน็ ผ้เู ลือก ส.ส. ท่ีจะไปดำรงตำแหนง่ เป็นนำยกรัฐมนตรี 3. ควบคุมกำรบรหิ ำรรำชกำรแผ่นดิน 4. จัดสรรงบประมำณแผน่ ดนิ เพื่อพัฒนำประเทศ 5. นำปัญหำควำมเดอื ดรอ้ นและควำมต้องกำรของประชำชนเสนอรฐั บำล คณุ สมบัตผิ มู้ ีสทิ ธิเลือกตง้ั ส.ส. 1. มสี ัญชำตไิ ทย แตบ่ ุคคลผมู้ ีสญั ชำตไิ ทยโดยกำรแปลงสญั ชำติตอ้ งไดส้ ญั ชำตไิ ทยมำแล้วไม่น้อย กวำ่ 5 ปี 2. อำยุไมต่ ำ่ กวำ่ 18 ปี ในวันเลือกตงั้ 3. มีชอื่ อยใู่ นทะเบยี นบ้ำนในเขตเลือกตั้งมำแล้วเป็นเวลำไม่นอ้ ยกวำ่ 90 วนั นับถงึ วันเลือกต้ัง 4. ลักษณะตอ้ งห้ำมของผ้มู สี ิทธเิ ลือกต้ัง 5. เปน็ ภกิ ษุ สำมเณร นักพรต หรอื นกั บวช 6. อยู่ในระหวำ่ งถูกเพงิ ถอนสิทธกิ ำรเลือกต้ัง 7. ตอ้ งคมุ ขังโดยหมำยของศำลหรอื โดยตคำสง่ั ทชี่ อบดว้ ยกฎหมำย 8. วกิ ลจรติ จติ ฟัน่ เฟอื น หรอื ไมส่ มประกอบ หลักฐำนท่ีใชใ้ นกำรเลือกตง้ั 1. บัตรประชำชน (บตั รทีห่ มดอำยกุ ใ็ ช้ได้) 2. บัตรหรือหลักฐำนที่รำชกำรหรือหน่วยงำนของรัฐออกให้มีรูปถ่ำยและหมำยเลขบัตร ประจำตวั ประชำชน เชน่ 2.1 บัตรประจำตวั เจ้ำหนำ้ ทขี่ องรฐั 2.2 ใบขบั ขี่ 2.3 หนงั สอื เดินทำง (พำสปอรต์ )
143 สมเดจ็ พระสังฆราช สมเดจ็ พระอรยิ วงศำคตญำณ (อมั พร อมพฺ โร) พระนำมเดมิ อัมพร ประสัตถพงศ์ ฉำยำ อมพฺ โร เปน็ สมเด็จพระสงั ฆรำชไทยพระองค์ท่ี 20 แหง่ กรุงรัตนโกสนิ ทร์ โดยทรงเร่มิ ดำรงตำแหน่งในวันที่ 12 กุมภำพนั ธ์ พ.ศ. 2560 ทรงเป็นเจ้ำอำวำสวัดรำชบพธิ สถติ มหำสมี ำรำมรำชวรวิหำร ประธำนกรรมกำรมหำเถรสมำคม เจ้ำคณะใหญ่คณะธรรมยตุ แมก่ องงำนพระธรรมทูต ตรำสญั ลกั ษณ์อกั ษรย่อ ออป มีควำมหมำยดังน้ี อ. ตัวแรก ย่อมำจำก อัมพร พระนำมของพระองค์ ใช้ตัวอักษรเป็นสีแดง ซ่ึงเป็นสีวันประสูติ คอื วนั อำทิตย์ อ. ตัวที่สอง ย่อมำจำก อมฺพโร คือฉำยำของพระองค์ ใช้ตัวอักษรเป็นสีเหลือง หมำยถึง สี อำสนะประจำตำแหนง่ สมเด็จพระสงั ฆรำช และสีของกำสำวพสั ตร์ ป. ย่อมำจำก ประสัตถพงศ์ หมำยถึง นำมสกุลของพระองค์ ใช้ตัวอักษรเป็นสีฟ้ำเทำ เป็นสี ประจำจังหวัดรำชบรุ ี ซึง่ เป็นชำติภมู ิ ส่วนด้ำนบนของตัวอักษรทั้งสำม ประดับด้วยฉัตรขำว 3 ช้ัน หมำยถึง พระอิสริยยศ สมเด็จ พระสงั ฆรำช สรุปผลงานของกระทรวง สรปุ ผลงานสาคัญของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพำณชิ ย์ได้ขับเคล่ือนเศรษฐกจิ กำรค้ำของประเทศให้เจรญิ เติบโตอย่ำงต่อเน่ือง โดยมีผลงำน สำคัญ ดงั น้ี 1. กำรสง่ เสริมเศรษฐกจิ ฐำนรำก 1.1 แก้ไขรำคำสินคำ้ เกษตรสำคัญ 1.2 สง่ เสริมรำ้ นธงฟำ้ ประชำรัฐ 1.3 ผลกั ดนั ตลำดท้องถิน่ เชื่อมโยงกำรท่องเทีย่ ว 1.4 สร้ำงมลู ค่ำเพิม่ ให้สนิ คำ้ ชุมชน/สินคำ้ GI โดยสง่ เสริมกำรจดทะเบียนทรัพย์สนิ ทำงปญั ญำ 1.5 สง่ เสรมิ กำรสรำ้ งอำชพี ดว้ ยธุรกิจแฟรนไชส์ 1.6 สร้ำงเครือข่ำยธุรกิจระดับจังหวัดท่ัวประเทศ ภำยใต้ชื่อ MOC Biz Club ซ่ึงเป็นกำร รวมกลมุ่ นกั ธุรกจิ สำขำต่ำงๆ ของแต่ละจังหวัดเพื่อสร้ำงเครือข่ำยกำรค้ำกำรลงทุนใหเ้ ข้มแขง็ ในระดับ พนื้ ท่ี
144 2. กำรพฒั นำศักยภำพผู้ประกอบกำร 3. กำรส่งเสริมกำรคำ้ e-Commerce 3.1 สง่ เสรมิ กำรค้ำออนไลน์ผ่ำนเวบ็ ไซตต์ ลำดกลำงของกระทรวงฯ “Thaitrade.com” 3.2 รว่ มกบั พันธมติ รแพลตฟอรม์ ชนั้ นำทั้งในและต่ำงประเทศ 4. กำรผลกั ดันกำรค้ำระหว่ำงประเทศ 4.1 สง่ เสรมิ กำรส่งออก 4.2 สนบั สนุนกำรเขำ้ รว่ มเจรจำกำรค้ำระหวำ่ งประเทศเพื่อขยำยควำมรว่ มมือทำงกำรคำ้ 5. อำนวยควำมสะดวกกำรให้บริกำรประชำชน โดยพัฒนำกำรให้บรกิ ำรและอำนวยควำมสะดวกทำง กำรคำ้ ดว้ ยระบบอิเล็กทรอนกิ ส์ เช่น 5.1 กำรรบั งบกำรเงิน (e-Filing) 5.2 กำรจดทะเบยี นนิติบคุ คล (e-Registration) 5.3 กำรออกหนังสอื รับรองถ่ินกำเนิดสนิ ค้ำ (e-Form D) 5.4 กำรย่นื ขอจดทะเบียนทรพั ย์สินทำงปญั ญำ (e-Filing) ผลงานสาคัญของกระทรวงวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 1. กำรสนบั สนุนกำรวิจยั และพฒั นำของประเทศ 1.1 กำรลงทุนด้ำนวิจัยและพัฒนำ กำรจัดอันดับด้ำนกำรวิจัยและพัฒนำโดยสถำบันกำร จัดกำรนำนำชำติ (International Institute of Management Development: IMD) ปี 2561 ไทยได้รับ กำรจัดอนั ดบั ดีข้นึ ถงึ 6 อันดบั จำกเดิมในปี 2560 อย่ทู อ่ี ันดับ 48 เปน็ อันดับท่ี 42 จำก 63 ประเทศ 1.2 กำรสนับสนนุ กำรพฒั นำเทคโนโลยีของอุตสำหกรรมไทย 1.3 โครงกำรหง้ิ สู่หำ้ ง 30,000 บำท ทุก IP 2. กำรพัฒนำกำลังคนด้ำนวิทยำศำสตร์ เทคโนโลยีและนวตั กรรม 2.1 Maker Nation กำ้ วเข้ำส่ชู ำตินวัตกร เมอื งแหง่ นักพัฒนำ 2.2 Careers for the Future กระทรวงวิทยำศำสตร์ฯ โดยองค์กำรพิพิธภัณฑ์วิทยำศำสตร์ แห่งชำติ (อพ.) ร่วมกับหน่วยงำนท้ังภำครัฐ ภำคเอกชนท้ังในและต่ำงประเทศ ดำเนินกำรจัดงำน “มหกรรม วทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยแี หง่ ชำติ” เป็นประจำทกุ ปี 2.3 กำรส่งเสริมกำรหมุนเวียนบุคลำกรระหว่ำงภำครัฐและเอกชนเพ่ือเพ่ิมขีดควำมสำมำรถ ในภำคผลิตและบริกำร (Talent Mobility) เพื่อให้เกิดกำรเช่ือมโยงกำรทำงำนระหว่ำงภำคเอกชนกับ มหำวิทยำลัยหรอื สถำบนั วจิ ยั ของภำครัฐ 2.4 กำรพฒั นำกำลังคนในสำขำขำดแคลน
145 3. กำรปฏิรูประบบกำรให้สิ่งจูงใจต่อกำรนำงำนวิจัยและพัฒนำไปต่อยอดหรือผลักดันสู่กำรใช้ ประโยชน์เชงิ พำณิชย์ 3.1 กำรยกเว้นภำษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับค่ำใช้จ่ำยด้ำนกำรวิจัยและพัฒนำเทคโนโลยแี ละ นวตั กรรม 300 % 4. กำรสง่ เสริมใหโ้ ครงกำรลงทุนขนำดใหญข่ องประเทศใชป้ ระโยชน์จำกผลกำรศึกษำวิจัย และพัฒนำ และนวตั กรรมของไทย 4.1 กำรพัฒนำเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภำคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of innovation: EECi) สรุปผลงานสาคัญของกระทรวงดจิ ิทลั เพ่ือเศรษฐกิจและสังคม 1. กำรยกระดับประเทศเปนตนแบบดำนดิจิทลั ในระดบั โลก (National Digital Development) 1.1 UN e-Government Development Index (EGDI) ranking จัดอยู่ในอันดับ 73 จำก 193 ประเทศในป 2018 ดขี น้ึ 29 อนั ดับ 1.2 Ease of Doing Business ของ The World Bank จัดอยู่ในอันดับ 27 จำก 190 ประเทศ ในป 2019 ดีขนึ้ 19 อนั ดับ 2. กำรพฒั นำโครงสรำงพ้นื ฐำนดิจทิ ลั (Digital Infrastructure) 3. กำรพฒั นำกำลังคนดำนดจิ ทิ ลั (Digital Manpower) 4. กำรพฒั นำเทคโนโลยีดจิ ทิ ัลและแอปพลเิ คชั่น (Digital Applications & Technology Development) 5. กำรใชประโยชนขอมลู ขนำดใหญและกำรพัฒนำรัฐบำลดิจทิ ัล (Big Data and Digital Government) 6. กำรสงเสรมิ ควำมม่นั คงปลอดภยั ไซเบอร Cyber Security) 7. กำรเพ่ิมบทบำทประเทศไทยดำนดิจิทัลในเวทีระหวำงประเทศ (Digital Diplomacy) 8. กำรสรำงกำรรบั รูและควำมตระหนกั ดำนดิจิทลั ใหแกสงั คม (Digital Awareness)
146 คณะกรรมการชดุ สาคัญระดับชาติ 1. คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏริ ูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้าง ความสามคั คีปรองดอง (ป.ย.ป.) หน้าที่ สร้ำงควำมสำมัคคีปรองดอง และกำรขับเคล่ือนปฏิรูปประเทศ เพ่ือให้สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญ และแผนต่ำงๆ ตำมนโยบำยคณะรัฐมนตรีและคสช. ให้ดำเนินต่อไปด้วยควำมรวดเร็ว และมี ประสิทธิภำพ 2. คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดนิ เชิงยทุ ธศาสตร์ (บยศ.) หน้าที่ พิจำรณำกลั่นกรองเรื่อง โครงกำร หรือแนวทำงกำรแก้ปัญหำต่ำงๆ ในเชิงยุทธศำสตร์และใน ลกั ษณะบรู ณำกำรเพื่อกำรขบั เคลื่อนที่รวดเร็ว
147 3. คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตรช์ าติ (ตยศ.) หน้าที่ เตรยี มกำรเก่ยี วกบั ยุทธศำสตรช์ ำติ แผนสาคญั ระดับชาติ ยทุ ธศาสตร์ชาติ เป้ำหมำยกำรพัฒนำประเทศอย่ำงยั่งยืนตำมหลักธรรมำภิบำล เพ่ือใช้เป็นกรอบใน กำรจัดทำแผนต่ำงๆ ให้สอดคล้องและบูรณำกำรกันเพ่ือให้เกิดเป็นพลังผลักดัน ร่วมกันไปสู่เปำ้ หมำย แผนแมบ่ ทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแมบ่ ทเพ่ือบรรลเุ ปำ้ หมำยตำมท่ีกำหนดไว้ในยทุ ธศำสตร์ชำติ แผนการปฏริ ูปประเทศ แผนและข้ันตอนกำรดำเนินกำรปฏิรูปประเทศตำมพระรำชบัญญัตแิ ผนและขั้นตอน กำรดำเนนิ กำรปฏิรปู ประเทศ พ.ศ. 2560 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนสำหรับถ่ำยทอดยุทธศำสตร์ชำติสู่กรอบและแนวทำง ในกำร พฒั นำประเทศในแต่ละชว่ งระยะเวลำ 5 ปี แผนความม่ันคง นโยบำยและแผนระดับชำติวำ่ ด้วยควำมม่ันคงแห่งชำติ เป็นกรอบในกำรดำเนินกำร ป้องกันแจ้งเตอื น แกไ้ ข หรอื ยับยงั้ ภยั คุกคำมเพือ่ ธำรงไวซ้ ่ึงควำมมัน่ คงแห่งชำติ
148 ขอ้ สอบรอบรู้ เตรียมสอบทอ้ งถิ่น 62 ศรำยทุ ธ ปำนมะเรงิ , วภิ ำสณิ ี ปำนมะเริง ปร.ด.กำรบริหำรกำรศึกษำ 1. จากการจดั อนั ดบั ความสามารถในการแข่งขนั ของไทย ปี 2562 ท่ีประเมินโดย IMD ประเทศไทยถกู จดั อยู่ในอนั ดับทเ่ี ท่าใด ก. อันดับที่ 20 ข. อนั ดบั ที่ 25 ค. อันดับที่ 30 ง. อนั ดบั ที่ 35 2. ผลจากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทย ปี 2562 ท่ปี ระเมินโดย IMD ประเทศไทย ถูกจดั อยู่ในอนั ดับที่ดขี นึ้ 3 ดา้ น ขอ้ ใดต่อไปน้ีไม่ใช่ ก. สภำวเศรษฐกจิ ข. ประสทิ ธิภำพของภำครัฐ ค. โครงสร้ำงพ้นื ฐำน ง. ประสิทธภิ ำพของภำคธรุ กิจ 3. คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมตคิ งอตั ราดอกเบ้ยี นโยบายปัจจุบนั ตามข้อใด ก. 1.75 % ข. 1.85 % ค. 2.12 % ง. 2.25 % 4. การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีเป้าหมายหลักในการเติมเต็มภาพรวม ในการส่งเสริมการลงทุนซ่ึงจะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศเพิ่มความสามารถในการ แข่งขัน โดยการสร้างโครงข่ายคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ท่ีสมบูรณ์ ในพื้นที่เป้าหมายนาร่องใน 3 จงั หวัด ข้อใดต่อไปนี้ไมใ่ ช่พื้นทนี่ าร่องดังกล่าว ก. ฉะเชงิ เทรำ ข. ชลบุรี ค. ระยอง ง. สระแก้ว 5. การลงทุนทางด้านโครงสร้างพ้ืนฐานจากภาครัฐบาลทางถนนโดยการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง ขอ้ ใดต่อไปน้ีไมใ่ ช่เสน้ ทางตามแผนการลงทุนดังดล่าว ก. กรุงเทพฯ-เชยี งใหม่ ข. กรุงเทพฯ-ชลบุรี ค. พัทยำ-มำบตำพุด ง. แหลมฉบงั -นครรำชสีมำ 6. “Biz Portal” หมายถงึ ตวั เลือกใดตอ่ ไปน้ี ก. กำรทำเรื่องทำงรำชกำรผ่ำนระบบออนไลน์ ให้กำรจดทะเบียนต่ำง ๆ เก่ียวกับกำรทำธุรกิจจบได้ในจุด เดียว ข. กำรจดยน่ื สิทธบิ ัตรออนไลนใ์ นรูปแบบกำรพัฒนำตนทย่ี ่ังยนื ค. กำรนำเสนอกำรพฒั นำเศรษฐกิจออนไลน์ในระบบสมำรท์ โฟน เพอื่ ตอบโจทยก์ ำรลงทนุ ในยคุ 4.0 ง. กำรพัฒนำระบบเศรษฐกิจโดยกำรผลกั ดันกำรค้ำออนไลน์
149 7. “SMART Visa” เปน็ โครงการท่ีเร่ิมขนึ้ เพอื่ จดุ ประสงคต์ ามข้อใด ก. มอบสิทธิประโยชน์และควำมสะดวกท่ีมำกกว่ำเดิมให้แก่ชำวต่ำงชำติท่ีต้องกำรมำทำงำนหรือลงทุน ในประเทศไทย ข. กำรมอบสิทธปิ ระโยชน์ในกำรประกอบธรุ กิจร่วมกับต่ำงชำติ ค. กำรมอบสิทธปิ ระโยชนใ์ นกำรประกอบกจิ กำรพำณิชยเ์ พอื่ กำรลงทนุ ในภำพอนำคต ง. ถูกทุกขอ้ 8. “FinTech” หมายถึงตวั เลอื กใดตอ่ ไปนี้ ก. เทคโนโลยปี ฏิวตั โิ ลกแหง่ กำรเงนิ ข. อตุ สำหกรรมในยุคศตวรรษที่ 21 ค. กำรดำเนนิ กำรพัฒนำนวัตกรรมดำ้ นกำรพัฒนำเศรษฐกิจ ง. อุตสำหกรรมกำรเงนิ ทีเ่ อือ้ ต่อกำรพัฒนำเศรษฐกิจ 9. ขั้นตอนแรกในการจัดทาแผนยทุ ธศาสตร์ คือขอ้ ใด ก. กำรกำหนดวสิ ัยทัศน์ (vision) ข. กำรกำหนดพันธกจิ (mission) ค. กำรกำหนดประเด็นยุทธศำสตร์ (strategy issue) ง. กำรกำหนดเปำ้ ประสงค์ (goal) ของแผนยุทธศำสตร์ 10. สิ่งที่เราต้องการให้หน่วยงานเป็นภายในกรอบระยะเวลาหนึ่ง ๆ หมายถึงตัวเลือกใดในการจัดทาแผน ยทุ ธศาสตร์ ก. กำรกำหนดวิสัยทศั น์ (vision) ข. กำรกำหนดพันธกิจ (mission) ค. กำรกำหนดประเดน็ ยุทธศำสตร์ (strategy issue) ง. กำรกำหนดเปำ้ ประสงค์ (goal) ของแผนยุทธศำสตร์ 11. ข้นั ตอนสดุ ท้ายของการจัดทาแผนยุทธศาสตร์ คือขอ้ ใด ก. กำรกำหนดเปำ้ ประสงค์ (goal) ของแผนยทุ ธศำสตร์ ข. กำรสรำ้ งตัวชว้ี ดั (Key Performance Identification) ค. กำรกำหนดคำ่ เป้ำหมำย (target) ง. กำรกำหนดกลยุทธ์ (strategy) 12. สถานทเี่ ก็บพระบรมอัฐแิ ละพระบรมราชสรรี างคารในหลวง ร.9 คือข้อใด ก. วัดอรณุ รำชวรำรำมและวดั บวรนเิ วศวหิ ำร ข. วัดรำชบพิธสถติ มหำสมี ำรำมและวดั บวรนิเวศวิหำร ค. วดั รำชบพิธสถติ มหำสมี ำรำมและวดั เบญจมบพิตรดุสติ วนำรำมรำชวรวิหำร ง. วดั รำชประดษิ ฐสถติ มหำสมี ำรำมรำชวรวหิ ำรและวัดรำชบพธิ สถิตมหำสมี ำรำม
150 13. พระอปุ ัชฌายใ์ นพระราชพิธีทรงผนวชพระบาทสมเดจ็ พระมหาภมู พิ ลอดุลยเดชมหาราช คือข้อใด ก. สมเดจ็ พระมหำสมณเจำ้ กรมพระยำวชริ ญำณวโรรส ข. สมเด็จพระวชริ ญำณวงศ์ สมเดจ็ พระสังฆรำช ค. พระเจำ้ วรวงศเ์ ธอ กรมหลวงชนิ วรสริ ิวฒั น์ สมเดจ็ พระสงั ฆรำชเจ้ำ ง. สมเด็จพระญำณสงั วร (เจริญ สวุ ฑฒฺ โน) 14. พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็นวัน สาคัญของชาตไิ ทยทกุ ขอ้ ยกเวน้ ขอ้ ใด ก. วันคล้ำยวันพระบรมรำชสมภพของพระบำทสมเดจ็ พระมหำภูมพิ ลอดุลยเดชมหำรำช บรมนำถบพติ ร ข. วันชำตไิ ทย ค. วันพ่อแหง่ ชำติ ง. วันกษตั รยิ โ์ ลก 15. ในหลวงรัชกาลท่ี 9 พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของประเทศไทยแขง่ กฬี าชนดิ ใดในกีฬาแหลมทอง ครั้งท่ี 4 ก. เรือใบ ข. เรือกรรเชยี ง ค. เรือคำยัค ง. เรือแคนู 16. ในหลวงรชั กาลท่ี 9 พระองค์ทรงออกแบบและประดิษฐ์เรือใบโดยพระราชทานนามเรือใบประเภทม็อธ (Moth) ที่ทรงสร้างขนึ้ ทกุ ขอ้ ตอ่ ไปน้ียกเว้นตัวเลอื กใด ก. เรอื ใบมด ข. เรือใบซเู ปอร์มด ค. เรือใบไมโครมด ง. เรอื แมกกำมด 17. พระพุทธรปู ประจาพระชนมวารของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดชมหาราช คือขอ้ ใด ก. พระพุทธปฏิมำชยั วัฒน์ ข. พระพุทธมหำมณรี ัตน์ปฏมิ ำกร ค. พระศรศี ำกยมนุ ี ง. พระพุทธนิมติ วชิ ติ มำรฯ 18. หน่วยงานใดต่อไปนี้ทลู เกลา้ ฯ ถวายรางวัลนักวิทยาศาสตรด์ ินเพ่ือมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist) เปน็ พระองค์แรกของโลก ก. สหภำพวทิ ยำศำสตรท์ ำงดนิ นำนำชำติ (International Union of Soil Sciences-IUSS) ข. สำนักงำนโครงกำรพัฒนำแห่งสหประชำชำติ ค. ยเู อ็นดซี ีพี (UNDCP) แห่งสหประชำชำติ ง. องคก์ ำรอำหำรและเกษตรแห่งสหประชำชำติ (FAO) 19. โครงการอนั เนื่องมาจากพระราชดาริโครงการแรกท่พี ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัวรชั กาลที่ 9 ทรง พระกรณุ าพระราชทานเพ่อื บาบัดทุกข์บารุงสุขอาณาประชาราษฎร์ เกดิ ข้ึนเมอ่ื พ.ศ. 2495 คอื ข้อใด ก. โครงกำรแก้มลงิ ข. โครงกำรชำ่ งหวั มัน ค. โครงกำรถนนสำยหว้ ยมงคล ง. โครงกำรหว้ ยโสมง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164