คํานํา21ST Century Skills
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 คํานําทกั ษะแหง อนาคตใหมในศตวรรษท่ี 21 (21ST Century Skills) เปนทักษะที่จําเปนตอการดํารงชีวิตของประชาชนคนไทย ในฐานะการเปนพลเมืองของโลก ที่มีการดํารงชีวิตทามกลางโลกแหงเทคโนโลยี โลกของเศรษฐกิจและการคา โลกาภิวตั นกับเครือขาย ความสมดุลยของส่ิงแวดลอมและพลังงาน ความเปนสังคมเมือง ความเปนสังคมผูสูงอายุ และความเปนโลกสวนตัวอยูกับตัวเอง ซ่ึงคนไทยยังติดกับดัก และวงั วนของการเปนผใู ช ผูบริโภค และผูซือ้ ขาดการประมาณตนในการใชใ หเหมาะสมพอเพียงตอเนื้องานตกเปนทาสทางความคิด ไมสามารถเปนผูริเริ่มสรางสรรคพัฒนาตอยอดการใชงาน และกาวไมผานไปสูการเปนผูคิดนวัตกรรม สรางและผลิตภัณฑ นําไปใชเพ่ือดํารงชีวิตในสังคมอยางมีคุณภาพอยางเหมาะสม พอเพียงตามลักษณะการใชงาน นําไปสูการแลกเปล่ียนใหสังคมและประเทศอื่นใชงาน เกิดการสรางกลยุทธการขาย ในลักษณะอาชีพตาง ๆ ที่มีเทคโนโลยีสอดแทรกเขาไปในระบบการทํางานและการดํารงคชีวิต เกิดเปนธุรกิจและการประกอบการ สรางดุลยดานการคาในเวทีการแขงขันที่มีการสง สาร รับสารในความเปนโลกาภิวตั น สรางเครอื ขา ย พนั ธมิตรทางการคา และการแลกเปลีย่ นจําหนา ยสินคาท่ีมีการกีดกนั ของกลุม พันธมิตรกับประเทศที่มีผูผลิตท่ีไมคาํ นึงถึงความสมดุลยของสภาพแวดลอมและพลังงาน สิ่งเหลาน้ีมีอิทธิพลตอคุณภาพชีวิต ทามกลางการเกิดการเปล่ียนแปลงความเปนสังคมเมือง แทรกอยูในความเปนชนบท มีการใชเทคโนโลยีส่ิงอํานวยความสะดวก มีการรับ-สงขอมูลขาวสารและสารสนเทศในรูปแบบตาง ๆ แบบเขาถึงทุกท่ี ทุกเวลา อยางกวางขวาง ขอมูลโดยเฉพาะขอมูลขาวสารดานสุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย พัฒนาอยางมีประสิทธิภาพ ทําใหคนอายุยืนข้ึนเกิดเปนสังคมคนแกม ีสัดสว นกับคนวัยทํางานเปลีย่ นแปลงอยางรวดเร็ว และภายใตความเปนโลกเทคโนโลยีและโลกาภวิ ัตน คนขาดกาลเทศะการใชเ ทคโนโลยี ท่ีมีการผลิตและพัฒนาใชงานอยางตอเนือ่ ง เกิดเปนสังคมกมหนา สิง่ เหลา นเี้ ปนโจทยท จ่ี ะจัดการศึกษารองรับความเปน ศตวรรษท 21 กนั อยางไร เพื่อทําใหคนไทยมีคุณลักษณะดานการเรียนรู ท่ีสามารถปรับตัวไดอยางชาญฉลาดเทาทัน มีภาวะความเปนผูนําดานการทํางาน ที่สามารถช้ีนําตนเองในการพัฒนาการสรางงานและอาชีพ และตรวจสอบการเรียนรูของตนเองไดอยางมีสติ และดานศีลธรรม ท่ีใหความเคารพซึ่งกันและกัน มีความสื่อสัตย และเปนพลเมอื งทมี่ ีคณุ คา เอกสารแนวทางการจัดการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 จึงจัดกระทําขึ้นเพ่ือใชในโครงการศึกษาและพัฒนาโรงเรียนในโครงการทักษะการเรียนรูใ นศตวรรษท่ี 21 เพื่อศึกษารูปแบบ กระบวนการจัดการเรียนรูของโรงเรียนในลักษณะท่ีแตกตางกัน ภายใตตัวแบบสนับสนุนท่ีจัดทําแนวทางไวใหเปนกรอบการจดั การเรยี นรูในศตวรรษท่ี 21 1
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 สารบญัเรอ่ื ง หนาตอนที่ 1 ตัวแบบการเรียนรใู นศตวรรษที่ 21 5 มองอดีตปรับเปล่ยี นกระบวนทศั นใ นอนาคต 9 กรอบความคิดการเรียนรใู นศตวรรษท่ี 21 10 ทกั ษะแหง อนาคต 17 ระบบสนบั สนนุ การเรียนรสู าํ หรบั ศตวรรษที่ 21 27ตอนท่ี 2 แนวทางการจดั การเรียนรูในศตวรรษท่ี 21 28 การนาํ ระบบสนบั สนนุ และทักษะการเรยี นรูใ นศตวรรษสูก ารปฏิบตั ิ 37 หนวยท่ี 1 การรูจ ักชมุ ชน ถิ่นฐาน ภูมิลาํ เนา 52 หนวยท่ี 2 การสรา งแรงบนั ดาลใจใฝอ ยากรู 57 หนว ยท่ี 3 การเจาะลึกถึงแกน ความรู 61 หนว ยที่ 4 การตกตะกอนความรูค ูความภาคภูมิใจ หนวยที่ 5 การประมวลความงดงามทางจริยธรรมในศตวรรษที่ 21 82 83ตอนท่ี 3 แบบฟอรมสนบั สนนุ แนวทางการจัดการเรียนรใู นศตวรรษที่ 21 แบบฟอรมการรจู ักชมุ ชน ถน่ิ ฐาน ภูมลิ ําเนา 84 ตารางที่ 1 การจดั ทําคลงั ทะเบียนแหลง เรียนรูและอาชีพ ตารางท่ื 2 การวางแผนจัดโปรแกรมการเรียนในรายวชิ าเพิ่มเตมิ 85 ตารางที่ 3 การวิเคราะหส ัดสวนเวลา คะแนน และประเภทของตัวชว้ี ัด มาตรฐานรายวิชา 86 ตารางท่ี 4 การจัดทาํ หนวยจดั ประสบการณร ะดับชัน้ และหนวยเรยี นรู บูรณาการ 87 ตารางท่ี 5 การวางแผนการจัดตารางสอนคาบเรยี นปกติ และ คาบเรียนรูบรู ณาการ 88 แบบฟอรม การเจาะลึกถึงแกนความรู ตารางท่ี 6 การจัดทาํ ใบความรู และเตรยี มแหลงสาระความรูใ หนกั เรียนสืบคน 89 รวบรวมความรู ตารางที่ 7 แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรภู าคทฤษฎีความรูในหองเรียน (ดานพทุ ธิพสิ ัย) ตารางท่ี 8 แผนการจดั กิจกรรมการเตรยี มสํารวจ การสาํ รวจ และรายงานผล การสํารวจ ในหนว ยจัดประสบการณ 2
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21ตารางท่ี 9 แบบรายงานผลการจดั ประสบการณ ใบกิจกรรมท่ี 1 การเตรียมสาํ รวจและการสาํ รวจหนวยจดั ประสบการณ 90ตารางที่ 10 แผนการจดั กิจกรรมอภปิ รายกลุม เพ่อื ตั้งสมมตฐิ านคาํ ตอบในหนว ยจัดประสบการณ 91ตารางท่ี 11 แผนผงั การเรียนรู เพอื่ การสืบคนทฤษฎคี วามรูพิสจู นสมมติฐานคําตอบ ในหนวยจดั ประสบการณของคณะครู 92ตารางที่ 12 แบบรายงานผลการอภปิ รายกลุม ใบกิจกรรมท่ี 2 สมมตฐิ านคาํ ตอบของคาํ ถามอยากรู และแผนผังการเรยี นรูของนักเรียน 93แบบฟอรมการประมวลความงดงามทางจริยธรรมในศตวรรษท่ี 21ตารางท่ี 13 แผนการจดั กิจกรรมมอบหมายงานสบื คน ทฤษฎคี วามรูพสิ จู นสมมติฐานคาํ ตอบ ในหนวยเรียนรูบ ูรณาการตารางที่ 12 94ตารางท่ี 14 แบบรายงานการจดั ประสบการณการสบื คน รวบรวมความรูใบกิจกรรมที่ 3 95ตารางท่ี 15 แผนการจดั กิจกรรมวัดผลประเมนิ ผลการเรยี นรภู าคทฤษฎีความรู 96ตารางที่ 16 บันทึกผลการวัดผลประเมินผลดา นทฤษฎีความรเู ปนรายวิชา 97แบบฟอรมการตกตะกอนความรคู ูค วามภาคภูมิใจตารางท่ี 17 แผนการจดั กิจกรรมการจดั ทํา Project-Based Learning: PBLในหนว ยเรยี นรบู รู ณาการ 98ตารางที่ 18 แบบรายงานการจัดประสบการณข องนักเรียนแบบกลุมและรายบคุ คล ในการทํา Project-Based 100ตารางท่ี 19 แบบประเมินระดับขัน้ พฤติกรรมดานทักษะพิสยั จติ พิสัย คุณลกั ษณะและสมรรถนะ การจดั กจิ กรรม Project-Based Learningในหนว ยเรยี นรูบูรณาการ ของนักเรียน 101ตารางท่ี 20 แบบประเมินระดบั ข้ันพฤติกรรมดานทักษะพิสยั จติ พสิ ยั คุณลักษณะและสมรรถนะ การจดั กิจกรรม Project-Based Learningในหนวยเรียนรบู ูรณาการ ของคณะครู 104แบบฟอรมการประมวลความงดงามทางจริยธรรมในศตวรรษที่ 21ตารางท่ี 21 ตารางท่ี 21 แผนการจดั กจิ กรรมพัฒนาผูเรยี นตามหลักสูตรและเสริมหลกั สตู ร 105ตารางท่ี 22 ตารางท่ี 22 แบบประเมินระดบั ข้ันพฤติกรรมดา นคณุ ลักษณะและสมรรถนะ 106 3
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 108 110ภาคผนวก 114 ขนั้ ตอนการจัดทําโครงงาน 122 การเรยี นรโู ดยใชโ ครงงานเปน ฐาน (Project-based Learning : PBL) การเรยี นการสอนโดยใชโครงงานวทิ ยาศาสตรแหลงอา งอิง 4
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 มองอดีตปรับเปล่ียนกระบวนทัศนใ นอนาคต พฤติกรรมการบรโิ ภคและดําเนินชีวติ ของประชาชนคนไทยทม่ี ีการปลกู ฝงถา ยทอดการเรียนรูมาตั้งแตอดีตจากยุคเกษตรกรรม มีผลผลิตเปน พืชผัก ผลไม กระบวนการผลิตใชแรงงานคนและสตั ว การดาํ รงชวี ติ มีความรว มมอื ชวยเหลอื กนั ทักษะที่ใชแ ละถกู ปลกู ฝงถา ยทอดกันมา คอื ทักษะอาชีพเปนหลักสําคัญ ตอมาเม่ือเขาสูยุคสังคมอุตสาหกรรม ผลผลิตถึงแมนยังคงเปนพืชผัก ผลไม แตมีการใชเทคโนโลยีเขามาใชในกระบวนการผลิตตามแบบชาวตะวันตก วิถีชีวิตของคนไทยเริ่มเปลี่ยนไป ทักษะการเรียนรูถูกปลูกฝงใหคิดตาม ทําตามกระบวนการของการใชเทคโนโลยีท่มี ีผูอ่ืนคิดและพัฒนามาใหใชซึ่งเปนทักษะในแนวทางของโรงงานอุตสาหกรรม จึงเห็นไดชัดวาคนไทยเริม่ ขาดความคิดสรางสรรคเ ปนอยางมาก ตอมาเขายุคโลกาภิวัตนเทคโนโลยีเขามามีบทบาทตอวิถีการดําเนินชีวิตมากข้ึน การคิดผลิตนวัตกรรมเปนไปแบบแขงขันกันในกลุมประเทศท่ีพัฒนาแลว แยงความไดเปรียบในเวทีการแขงขันทางเศรษฐกิจโลก สงผลใหประเทศท่ีไมสงเสริมการคิดผลิตนวัตกรรมมีวิถีการดํารงชีวิตเปล่ียนแปลงอยางรุนแรง เกดิ การไลต ามการใชเทคโนโลยีใหม ๆ โดยไมคํานึงถึงความพอเหมาะกับลักษณะของการใชง านความเปนทาสทางความคิด และสูญเสียความสมดุลทางเศรษฐกิจ จึงเกิดชองวางมากข้ึนกลายเปนผูบริโภคซื้อ และใชตามกระแสของโลกแหงความชวนเช่ือ ทักษะการดําเนินชีวิตจึงเปล่ียนไปจากเดิมอยางมาก มีการพ่ึงพาและเดินตามเทคโนโลยี จากผูอื่นคิดใหใช ขอนาคิดก็ คือ ทักษะที่ลดหายไปอยางมากกค็ ือความคิดสรา งสรรค และการผลติ นวตั กรรมข้ึนมาใช และนําไปแลกเปล่ียนกันในเวทีการแขงขันในโลกเศรษฐกิจลดลงอยางเห็นไดชัด สําหรับการเปล่ียนผานเขาสูศตวรรษท่ี 21 ซึ่งเปนยุคผลผลิตนิยมจะเปนยุคแขงขันกันคิดนวัตกรรมท่ีตอบสนองใชในชีวิตประจําวัน และชีวิตการทํางานทุกกลมุ อาชีพ ซึ่งถือเปนเจาความคิดและผูนําการสรางผลผลิต สูเวทีการคาและแขงขันเวทีเศรษฐกิจโลก ถาพลเมืองของประเทศใดเปนเพียงผูบริโภคซ้ือเพียงอยางเดียว ไมเปนผูคิดและสรางผลิตภัณฑใหม ๆ ผลท่ีเกิดข้ึนตามมาจะเปนอยางไร ทาสความคิด และทาสทางเศรษฐกิจ จะเกิดข้ึนกับพลเมืองหรือไม แลวประเด็นเหลานี้จะถูกนําไปปรับบทบาทของผูท่ีเก่ียวของกับการจัดการศึกษากันอยางไร ท่ีจะสงผลตอพฤติกรรม 5
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21ของคนไทยจากการเปนผูบริโภคนิยมมาเปนผูคิดผลิตนวัตกรรม ในการเขาสูยุคผลผลิตนิยม การสรางทักษะการคิดเชิงสรางสรรค ประดิษฐสรางสรรคนวัตกรรมข้ึนใชพัฒนาคุณภาพชีวิตอยางพอเพียงเหมาะสมกับลกั ษณะการใชงานในการเขาสูศตวรรษที่ 21 ปรากฏการที่มีบทบาทตอการเปลี่ยนแปลงทักษะการดําเนินชีวิตในโลกศตวรรษที่ 21(Global Megatrends, 2009; Canton, 2006; ยอรซ ฟรีดแมน, 2011; ;วิจารณ พานิช, 2555) ใน 7เร่ือง ซึ่งทุกคนตองตระหนักที่จะนําไปสูเหตุผลและประเด็นการการปรับเปล่ียนบทบาทครู วิธีการเรียนของนักเรียน การจัดหลกั สตู รสถานศกึ ษาและพัฒนาแหลงเรียนรู และบทบาทชองชมุ ชน ทอ งถ่นิ มดี ังนี้ 1. โลกเทคโนโลยี (Technologicalization) ในชีวิตความเปนอยูประจําวัน และชีวิตการทํางาน คนจะใชและพ่ึงพาเทคโนโลยีเปนหลัก โดยเฉพาะเทคโนโลยีขาวสารและการคมนาคม(Information and communication technology) ดังนั้นทักษะดานเทคโนโลยีจึงมีความสําคัญเปนอยางมากและหลีกเล่ียงไมไดในศตวรรษที่ 21 ซ่ึงตองพัฒนาทักษะสําหรับเทคโนโลยีกับคน 2 กลุม คือกลุมคนกลุมท่ี 1 ใชเทคโนโลยีในการทํางาน และดําเนินชีวิตประจําวันอยางรูเทาทัน กลุมคนกลุมที่ 2ทํางานใหบริการและคิดพัฒนาผลติ ภัณฑ ตลอดจนสรา งนวัตกรรมท่ีตอบสนองความตอ งการใชง านอยา งเหมาะสมตอคุณภาพชีวิตในสภาพจริง ซึ่งในกลุมที่ 2 คนไทยยังตองสรางและพัฒนาทักษะความคิดเชิงสรางสรรคและพัฒนานวัตกรรมของคนไทยขึ้นใชเอง และนําไปแลกเปลี่ยนการใชงานในเวทีเศรษฐกิจโลก 2. โลกเศรษฐกิจและการคา (Commercialization & Economy) เปนผลสืบเน่ืองมาจากความเปนโลกเทคโนโลยีท่ีมีการคิดพัฒนานวัตกรรมข้ึนใชงานในการดําเนินชีวิตประจําวันและชีวิตการทํางานของทุกอาชีพ มีการพัฒนาเทคนิคการเรียนรูทักษะการใชงาน เกิดการสรางกลยุทธการขาย จนเกิดการแขงขันในเวทีเศรษฐกิจโลก ในเม่ือผลิตภัณฑท่ีเปนเทคโนโลยีใหม ๆ มีความเก่ียวของและจําเปนตอชีวิตความเปนอยู ทุกคนจึงพยายามเรียนรูทักษะการใชงานเพ่ือแขงขันในดานประสิทธิภาพการทํางาน ความเกี่ยวของกับสภาพแวดลอมทางเศรษฐกิจที่เนนการขายเปนหลัก จึงมีความจําเปนตองพัฒนาทักษะทางการคาท่ีมีจิตวิญญาณของผูประกอบการ (Entrepreneurial spirit)ของการคาในรูปแบบใหม ๆ ที่เนนเทคโนโลยี เนนผลผลิตในเชิงนวัตกรรมท่ีตองอาศัยเทคนิคและความชาํ นาญใหม ๆ มากข้ึน 6
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 3. โลกาภิวัตนกับเครือขาย (Globalization and Network) สืบเน่ืองจากสภาพแวดลอมทางเศรษฐกจิ ที่เนนการขายเปนหลัก การส่ือสาร ส่ือความหมาย และการเลือกเครือขายวิธีการส่ือสารตองมีความถูกตอง รวดเร็ว ไมจํากัดสถานท่ี ซ่ึงความเปนโลกาภิวัตนจะถูกนํามาเปนตัวชวยไดอยางรวดเร็ว ทุกท่ี ทุกเวลาดึงโลกกวางใหแคบเล็กลงมา ถือเปนอิทธิพลท่ีทําใหคนในศตวรรษที่21 ตองสรางทกั ษะการเรียนรูไดม ากมายหลายชอ งทาง โดยเฉพาะเรอื่ งเครือขายท่ีจับมือในกลุมเดียวกันท่ีตองสรางความรวมมือกันทํางาน แลกเปล่ียนความรูในเชิงพัฒนาคุณภาพชีวิต และการทํางานปรากฏการณท่ีเกิดขึ้นในโลกศตวรรษท่ี 21 ก็คือ การพึ่งพากันในระดับโลกจะมีมากขึ้นในเร่ืองการดําเนินชีวิตและแกไขปญหาของโลก การเปนพลเมืองของโลกดิจิทัล และการเปนประชาธิปไตย ความตอ งการผูประกอบการท่ีมีความคิดสรางสรรคในการทํางานคิดงานใหม ข้ึนมา และความสัมพันธระหางบุคคลแบบออนไลน ซ่ึงในโลกเทคโนโลยีเครือขาย และธุรกิจตองการผูประกอบการท่ีเปนผูสรางสรรคมากขนึ้ 4. สิ่งแวดลอมและพลังงาน (Environmentalization and Energy) เปนผลจากในศตวรรษท่ีผานมาโลกไดพัฒนาการใชเทคโนโลยีท่ีนําเอาทรัพยากรมาใชโดยไมคํานึงถึงการสูญเสียสภาพความสมดุลของสภาพแวดลอม ปญหาจากสภาพแวดลอมจึงเกิดขึ้นมากมายหลายเหตุการณดังน้ันความใสใจท่ีจะคืนความสมดุลทางธรรมชาติ และสภาพแวดลอมจึงเกิดขึ้น การเรียนรูและแกปญหาจะเปนการชวยเหลือกัน หรือทํางานรวมกันมากข้ึน โดยใชความเปนโลกาภิวัตนกับเครือขายกีดกันสําหรับผูที่ไมใหความรวมมือ และทางตรงขามผลิตภัณฑท่ีชวยรักษาสมดุลทางธรรมชาติและสิง่ แวดลอมกจ็ ะรว มมือกันในเชิงธุรกิจการคา และเชงิ การสรางพันธมติ ร 5. ความเปนเมือง (Urbanization) สืบเน่ืองจากการเขาถึงขอมูลขาวสาร การรูเทาทัน สอ่ื สารสนเทศในความเปนโลกาภิวัตน ทําใหลดชองวางของสังคมชนบทลง การซอื้ ขายสนิ คา ธุรกิจการคา การใชเทคโนโลยีตาง ๆ เกิดขึ้นเหมือนสังคมเมือง สิ่งท่ีเกิดขึ้นชัดเจนก็คือ เศรษฐกิจ และชีวิสมัยใหมท่ียึดโยงอยูกับการคาและบริการท่ีตั้งอยูบนวิถีชีวิตสมัยใหม ท่ีตองอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่แขง กันผลิตนาํ มาใชใ หม ๆ กันมากขน้ึ นาํ ไปสูการเปน Global cities มากข้นึ และชดั เจนข้ึน 7
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 6. คนจะอายุยืนข้ึน (Ageing & Health) ความกาวหนาการคิดคนผลิตภัณฑทางยาการรักษาพยาบาล รวมถงึ เทคโนโลยีทางการแพทยเฉพาะทาง พัฒนาอยางไมมีท่ีสน้ิ สุด ประกอบกับคนเขาถึงองคความรู ความรูเทาทัน ส่ือ สารสนเทศในความเปนโลกาภิวัตนทําใหคนดูแลสุขภาพ และปองกัน รักษาโรคเฉพาะทางอยางแมนตรง ทําใหคนอายุยืนมากขึ้น เกิดเปนสังคมของผูสูงอายุ การดําเนินชีวิต และวิถีชีวิตจะเปลี่ยนไป คนสูงอายุยังมีพลังสมองและทํางานไดอยู คนรุนใหมมีนอยลง จึงเกิดการสรางสงั คมการอยูรว มกนั ของคนรุน ใหมก บั คนรนุ เกา ทีม่ คี ณุ ภาพชีวิตผสมผสานกันไดอ ยางลงตัวไมถ ูกทอดทง้ิ เกิดเปนกลมุ ปญ หาใหมจากผสู ูงอายุ 7. อยูกับตัวเอง (Individualization) หรือสังคมกมหนา เปนผลสืบเน่ืองมาจากความเจริญทางดานเทคโนโลยี และความเปนโลกาภิวตั น การสนทนาระหวางบุคคล หรือกลุมคนที่รูจักกนั จะใชผ านทางเทคโนโลยีมากกวามาพบหนากัน ปฏิสัมพันธซ่ึงหนาลดนอยลง นักเรียนจะเขาชัน้ เรียนนอยลงแตค ยุ กนั ผานชอ งทางเทคโนโลยกี นั มากขน้ึ ขอ สรุปจากปรากฏการที่เกดิ ขึ้นในศตวรรษท่ี 21 คอื คนไทยจะตองเรียนรูเทคโนโลยีใหม เพ่ือการกาวใหทันผลิตภัณฑที่ถูกวางตลาด ใชหรือไม หรือจะมองกาวขามเทคโนโลยีใหมเหลาน้ันไป แลวพัฒนาตอยอดการสรางผลิตภัณฑใหมข้ึนใชเอง คนไทยจะตองเรียนรูและซื้อนวัตกรรมที่ประเทศที่พัฒนาแลวคิดคนใหใช หรอื จะเปนผูคิดพัฒนานวัตกรรมที่สอดคลองกับบริบทของสังคม ถิ่นฐานของเราเองข้ึนใชเอง คนไทยเปนผูรับรูขอมูลสารสนเทศ เพื่อส่ือสาร รวมมือกับระดับนานาชาติ หรือเปนผูรูเทาทันสารสนเทศ ส่อื เทคโนโลยี นําไปใชเปนประเด็นสาระสําคัญสรา งความรวมมือ เพื่อพัฒนานวัตกรรม และส่ิงใหมในดานการผลิตและดานเศรษฐกิจการคา คนไทยจะเปนผูเรียนรูและพัฒนาตนเองได พรอมรับการเปล่ียนแปลง ตามทันการเปลี่ยนแปลงสินคาใหม ๆไดเรอื่ ยไป หรอื เปนผูรจู กั ตวั เองและพัฒนาเพอื่ เปนตัวของตัวเอง พรอมกําหนดการเปลย่ี นแปลงและออกแบบสินคาใหมสูตลาดไดเสมอ ซ่ึงหมายความวาคนไทยจะเปนผูซ้ือ (Consumer) หรือจะเปนผูผ ลิต (Producer) นนั่ เอง การจัดการเรียนการสอน และการปลูกฝงสังคมทางบานในปจจุบันปลูกฝงวัฒนธรรมการรับในตัวเด็กไทย ในส่ิงเหลานี้ใชหรือไม คือ เช่ือตามท่ีไดฟง ขาดความมั่นใจในตัวเอง ไมแสวงหาขอ มูลสารสนเทศท่ีเชื่อถือได ขาดความกระตอื รือรน ตดิ รูปแบบเดิม ๆ เปนผูบริโภค ทําอะไรแคพ อผานไมอดทน ไมชอบทํางานหนัก ชอบทํางานคนเดียว ไมนึกถึงสวนรวม เอาตัวรอดเกง ขาดคุณธรรมจริยธรรม ไมสนใจสันติวิธี และขาดอัตลักษณไทย แลวการจัดการเรียนการสอน และการปลูกฝงสังคมทางบานในยุคศตวรรษท่ี 21 จะปลูกฝงวัฒนธรรมการสรางในตัวเด็กไทย ในสิ่งเหลานี้ไดอยางไร คือรูจักคิดวิเคราะห มีความคิดสรางสรรค มีความมั่นใจในตนเอง แสวงหาความรู รูเทาทันสาระสนเทศในการสรางองคความรูดวยตนเอง คิดสรางสรรค เรียนรูเปนผูประกอบการ และผูผลิต มุงความเปนเลิศอดทน ทํางานหนัก ทํางานไดเปนทีม รับผิดชอบตอสวนรวม คํานึงถึงสังคม มีคุณธรรม ยึดม่ันในสันติ 8
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21ธรรม และมีความเปนไทย (ไพฑูรย สินลารัตน (2557) ทักษะแหงศตวรรษที่ 21 ตองกาวใหพนกับดักของตะวันตก) การเรียนรูตองไมใชสถานการณสมมติในหองเรียน แตตองออกแบบการเรียนรูใหไดเรียนในสภาพที่ใกลเคียงชีวิตจริงที่สุด และควรเปนบริบทหรือสภาพแวดลอมในขณะเรียนรู เกิดการส่ังสมประสบการณใหม เอามาโตแยงความเชื่อหรือคานิยมเดิม ทําใหละจากความเช่ือเดิมหันมายึดถือความเช่ือ หรือคานิยมใหม ที่เรียกวากระบวนทัศนใหม ทําใหเปนคนที่มีความคิดเชิงกระบวนทัศนที่ชัดเจน และเกิดการเรียนรูเชิงกระบวนทัศนใหมได ทั้งน้ีจําเปนตองมีความสามารถในการรับรูขอมูลหลักฐานใหม และนํามาสังเคราะหเปนความรูเชิงกระบวนทัศนใหม ขอสําคัญสําหรับคนท่ีจะเรียนรูไดตองเกิดประเด็นคําถามอยากรกู อนจึงจะอยากเรียน ไมใชค รูอยากสอนเพียงฝายเดยี วแตนักเรียนยังไมมีประเด็นท่ีไมอยากรู ดังนั้นการออกแบบการสถานการณการเรียนรูจึงควรใชบริบทสภาพแวดลอมท่ีนกั เรียนคุนเคยและรูจัก ซึ่งก็คือสภาพของครอบครวั ชุมชน และทองถิน่ ของนกั เรียนนั่นเอง สิ่งทีไ่ ดจากคําถามอยากรูของนักเรียนจะทําใหครูเห็นความแตกตางของพื้นฐานความรูและพื้นฐานประสบการณเดมิ ของนักเรียนไดเปนรายบคุ คล กรอบความคดิ การเรยี นรูในศตวรรษท่ี 21 กรอบความคิดเพ่ือการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 มีเปาหมายไปที่ผูเรียน เกิดคุณลักษณะในศตวรรษท่ี 21 โดยผเู รยี นจะใชความรใู นสาระหลักไปบรู ณาการสัง่ สมประสบการณกบั ทักษะ 3 ทกั ษะเพ่ือการดํารงชีวิตในศตวรรษที่ 21 คือ ทักษะดานการเรียนรูและนวัตกรรม ทักษะสารสนเทศ ส่ือและเทคโนโลยี และทักษะชีวิตและอาชพี ซึ่งการจัดการศึกษาจะใชระบบสงเสริมการเรยี นรใู นศตวรรษท่ี 21 9
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21หาระบบ คือ ระบบมาตรฐานการเรียนรู ระบบการประเมินผลทักษะการเรียนรู ระบบหลักสูตรและวธิ กี ารสอน ระบบการพฒั นางานอาชพี และระบบแหลงเรยี นรแู ละบรรยากาศการเรยี นรู ทักษะแหง อนาคตใหม การปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนรูของนักเรียน เพื่อใหบรรลุผลลัพธท่ีสําคัญและจําเปนตอตัวนักเรียนอยางแทจริง มุงไปท่ีใหนักเรียนสรางองคความรูดวยตนเอง ตองกาวขามสาระวิชาไปสูการเรียนรเู พือ่ การดาํ รงชีวิตในศตวรรษท่ี 21 ครูตอ งไมสอนหนังสือไมนําสาระที่มีในตาํ รามาบอกบรรยายใหนักเรียนจดจําแลวนําไปสอบวัดความรู ครูตองสอนคนใหเปนมนุษยที่เรียนรูการใชทักษะเพื่อการดาํ รงชวี ิตในศตวรรษที่ 21 เปนผูอ อกแบบการเรียนรู และอํานวยความสะดวก (facilitate) ในการเรียนรูใหนักเรยี นเรียนรจู ากการเรียนแบบลงมือทํา โดยมปี ระเดน็ คําถามอยากรเู ปนตวั กระตุนสรางแรงบนั ดาลใจใหอยากเรียน ที่จะนําไปสูการกระตือรือรนที่จะสืบคน รวบรวมความรูจากแหลงตาง ๆ มาสนับสนุนหรือโตแยงขอสมมติฐานคําตอบท่ีคุนเคย พบเจอจากประสบการณเดิมใกลตัว สรางเปนกระบวนทัศนใหมแทนของเดิม การเรยี นรูแบบน้เี รียกวา Project-Based Learning: PBL ทกั ษะการรูสาระเน้ือหา 1. พืน้ ฐานการเรยี นรูสาระวชิ าหลัก ทักษะการอาน (Reading) ทักษะการเขียน (Writing) และทักษะการคํานวณ(Arithmetic) ถือเปนทักษะพื้นฐานที่มีความจําเปนที่จะทําใหรูและเขาใจในสาระเนื้อหาของ 8 กลุมสาระการเรียนรู ท่ีแสดงความเปนสาระวิชาหลักของทักษะเพ่ือดํารงชีวิตในศตวรรษท่ี 21 ไดแก ภาษาแมและภาษาโลก ศิลปะ คณิตศาสตร เศรษฐศาสตร วิทยาศาสตร ภูมิศาสตร ประวัติศาสตร และรัฐความเปนพลเมืองดี ซึ่งหลกั สูตรการศึกษาข้ันพน้ื ฐานไดจดั ทําสาระเนือ้ หาไดครบคุมท้ัง 8 กลมุ สาระการเรยี นรูแลว 10
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 2. ความรเู ชงิ บรู ณาการสําหรบั ศตวรรษท่ี 21 ถึงแมนนักเรียนจะสอบวัดความรู ความสามารถ ไดตามเกณฑการจบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานวาดว ยระเบียบการวัดผลประเมินผลตามหลักสูตรการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานไดแ ลว กต็ ามคงไมเพียงพอในโลกยุคศตวรรษท่ี 21 จึงตองมีการสอดแทรกความรูเชิงบูรณาการเขาไปในสาระเนื้อหาของ 8 กลุมสาระการเรียนรู เพอื่ ใชเ ปน พน้ื ฐานความรูท กั ษะเพ่ือการดาํ รงชีวติ ในศตวรรษที่ 21 ดังน้ี 2.1 ความรูเกย่ี วกบั โลก (Global Awareness) เปนการสรางความรูความเขา ใจและกําหนดประเด็นสําคญั ตอการสรางความเปนสังคมโลก การขับเคล่ือนเชิงวฒั นธรรม ศาสนา และวิถีชีวิตท่ีอยูรว มกันไดอยางเหมาะสมในบริบททางสังคมท่ีตางกันรอบดาน และสรางเขาใจความเปนมนุษยดวยกนั ในดา นเชอ้ื ชาตแิ ละวัฒนธรรม การใชว ัฒนธรรมทางภาษาทตี่ างกันไดอยา งลงตัว 2.2 ความรูดานการเงิน เศรษฐกิจ ธุรกิจและการเปนผูประกอบการ (Financial, Economic, Business and Entrepreneurial Literacy) เปนการสรางความรูและ วิธีการที่เหมาะสมสําหรับการสรางตัวเลือกเชิงเศรษฐศาสตร หรือเศรษฐกิจ มีความเขาใจบทบาทใน เชิงเศรษฐศาสตรท่ีมีตอสังคม และใชทักษะการเปนผูประกอบการในการยกระดับ และเพ่ิม ประสิทธผิ ลดานอาชพี 2.3 ความรูดา นการเปนพลเมอื ท่ีดี (Civil Literacy) เปนการสรางประสิทธิภาพ การมีสวนรวมทางสังคม ผานวิธีสรางองคความรู และความเขาใจในกระบวนการทางการเมืองการ ปกครองท่ีถูกตอง และนําวิถีแหงความเปนประชาธิปไตยไปสูสังคมในระดับตางๆ ที่เขาใจตอวิถีการ ปฏิบตั ิทางสงั คมแหง ความเปนพลเมืองท้งั ระดบั ทองถิน่ และสากล 2.4 ความรูดานสุขภาพ (Health Literacy) เปนการสรางความรูความเขาใจขอมูลสารสนเทศ ภาวะสุขภาพอนามัย และนําไปใชในการพัฒนาคุณภาพชวี ิต ใหเขาใจวิธีปองกันแกไขและเสริมสรางภูมิคุมกันที่มีตอภาวะสุขอนามัย หางไกลจากภาวะความเสี่ยงจากโรคภัยไขเจ็บ ใชประโยชนขอมูลสารสนเทศในการเสริมสรางความเขมแข็งทางดานสุขภาพอนามัยไดอยางเหมาะสมกับบุคคล เฝาระวังดานสขุ ภาพอนามัยสว นบุคคลและครอบครวั ใหเ กิดความเขมแข็ง รูและเขาใจในประเด็นสําคัญของการเสริมสรา งสขุ ภาวะท่ดี ีระดบั ชาตแิ ละสากล 2.5 ความรูดานสิ่งแวดลอม (Environmental Literacy) เปนการสรางภูมิรู และเขาใจการอนรุ ักษและปองกันสภาพแวดลอม และมีสวนรวมอนุรักษและปอ งกันสภาพแวดลอม มี ภูมิรูและเขาใจผลกระทบจากธรรมชาติท่ีสงผลตอสังคม สามารถวิเคราะหประเด็นสําคัญดาน สภาพแวดลอมทางธรรมชาติ และกําหนดวิธีการปองกันแกไข และอนุรักษรักษาสภาพแวดลอม สราง สังคมโดยรอบใหเ กิดความรว มมือในการอนุรกั ษและพัฒนาทรัพยากรสง่ิ แวดลอม 11
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ทักษะเพ่ือดาํ รงชวี ติ ในศตวรรษที่ 21 3. ทกั ษะการเรยี นรแู ละนวัตกรรม โลกยุคศตวรรษท่ี 21 มีการเปล่ียนแปลงท่ีรวดเร็ว พลิกผัน รุนแรง และคาดไมถึงตอการดํารงชีวิต ดังนั้นคนในยุคศตวรรษที่ 21 จึงตองมีทักษะสูงในการเรียนรูและปรับตัว การสรางทักษะการเรียนรแู ละนวัตกรรม จะใชกระบวนการ Project-Based Learning: PBL โดยเริ่มจากการนําบริบท สภาพแวดลอมเปนตัวการสรางแรงกดดันใหนักเรียนต้ังคําถามอยากรู ใหมากตามประสบการณพื้นฐานความรทู ส่ี ่ังสมมา และตัง้ สมมติฐานคําตอบตามพ้นื ฐานความรูและประสบการณของตนเองทีไ่ มมีคาํ วา ถกู หรือผิด นําไปสูการแลกเปลีย่ นประเดน็ ความคิดเหน็ กับกลุมเพ่ือน เพื่อสรปุ หาสมตฐิ านคาํ ตอบที่มีความนาจะเปนไปไดมากที่สุด โดยมีการพิสูจนยืนยันสมมติฐานคําตอบจากการไปสืบคน รวบรวมความรูจากแหลงอางอิงที่เช่ือถือได มาสนับสนุน หรือโตแยงไดเปนคําตอบท่ีเรียกวาองคความรู เรียกวาการเรียนแกนวิชา ซึ่งไมใชเปนการจดจําแบบผิวเผิน แตการรูแกนวิชาหรือทฤษฎีความรูจะสามารถเอาไปเชื่อมโยงกับวิชาอื่น ๆ เกิดแรงบันดาลใจอยากพัฒนางาน สรางผลงานที่เก่ียวกับการการพัฒนาคุณภาพชีวิต ที่เรียกวาความคิดเชิงสรางสรรค นําทฤษฎีความรูมาสรางกระบวนการและวิธีการผลิตสรางผลงานใหมท เี่ ปน ประโยชนตอ บคุ คล และสงั คมทเี่ รียกวา พัฒนานวัตกรรม 3.1 การคิดอยางมีวิจารณญาณและการแกปญหา (Critical Thinking andProblem Solving) เปนการสรางทักษะการคดิ ในแบบตา ง ๆ ดังนี้ (1) แบบเปนเหตุเปนผล ทั้งแบบอุปนัย (inductive) และแบบอนุมาน(deductive) (2) แบบใชการคิดกระบวนการระบบ (systems thinking) โดยวิเคราะหปจ จัยยอ ยมปี ฏิสัมพนั ธก นั อยา งไร จนเกดิ ผลในภาพรวม (3) แบบใชวิจารณญาณและการตัดสินใจ ที่สามารถวิเคราะหและประเมินขอมูลหลักฐาน การโตแยง การกลาวอางอิง และความนาเชื่อถือ วิเคราะหเปรียบเทียบและประเมินความเห็นประเด็นหลัก ๆ สังเคราะหและเชื่อมโยงระหวางสารสนเทศกับขอโตแยง แปลความหมายของสารสนเทศและสรุปบนฐานของการวิเคราะห และตีความและทบทวนอยางจริงจังในดานความรู และกระบวนการ (4) แบบแกปญหา ในรูปแบบการฝกแกปญหาท่ีไมคุนเคยหลากหลาย ในแนวทางท่ยี อมรับกนั ทั่วไป และแนวทางที่แตกตา งจากการยอมรับ รูปแบบการตัง้ คําถามสาํ คัญที่ชว ยทําความกระจา งในมมุ มองตาง ๆ เพ่ือนาํ ไปสูทางออกที่ดกี วา 3.2 การส่ือสารและความรวมมือ(Communication and Collaboration)ความเจริญกาวหนาของเทคโนโลยีดิจิตอล และเทคโนโลยีการส่ือสาร (digital and communicationtechnology) ทําใหโลกศตวรรษที่ 21 ตองการทักษะของการสื่อสารและความรวมมือท่ีกวางขวางและลกึ ซ้งึ ดงั นี้ 12
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 (1) ทักษะในการส่ือสารอยางชัดเจน ตั้งแตการเรียบเรียงความคิดและมุมมอง (idea) สื่อสารเขาใจงาย ในหลายแบบ ทั้งการพูด เขียน และกิริยาทาทาง การฟงอยางมีประสิทธิภาพ นําไปถายทอดสื่อสาร ความหมายและความรู แสดงคุณคา ทัศนคติ และความตั้งใจ การส่ือสารเพื่อการบรรลุเปาหมายการทํางาน การส่ือสารดวยหลากหลายภาษาและสภาพแวดลอมที่หลากหลายอยางไดผ ล (2) ทกั ษะความรวมมือกบั ผอู ่ืน ต้ังแตการทํางานใหไดผลราบรื่นที่เคารพและใหเกียรติผรู วมงาน มีความยืดหยุนและชวยเหลือประนีประนอมเพ่ือการบรรลุเปาหมายรวมกัน มีความรบั ผดิ ชอบรว มกับผรู วมงาน และเห็นคุณคาของบทบาทของผูรวมงาน 3.3 ความคิดสรางสรรคและนวตั กรรม (Creativity and Innovation) ทักษะทางดานน้ีเปนเร่ืองของการนจินตนาการมาสรางข้ันตอนกระบวนการโดยอางองิ จากทฤษฎคี วามรเู พือ่ นําไปสูการคน พบใหมเ กิดเปนนวัตกรรมท่ีใชตอบสนองความตองการในการดํารงชวี ติ ที่ลงตัว และนําไปสูก ารเปนผผู ลติ และผปู ระกอบการตอไป ทกั ษะดา นนไ้ี ดแก (1) การคิดอยางสรางสรรค ท่ีใชเทคนิคสรางมุมมองอยางหลากหลาย มีการสรา งมุมมองทีแ่ ปลกใหมอาจเปน การปรับปรงุ พัฒนาเพียงเล็กนอย หรือทาํ ใหมที่แหวกแนวโดนสนิ้ เชงิ ที่เปดกวางในความคิดเห็นที่รวมกันสรางความเขาใจ ปรับปรุง วิเคราะห และประเมินมุมมอง เพื่อพัฒนาความเขาใจเก่ยี วกับความคิดอยา งสรา งสรรค (2) การทํางานรวมกับผูอื่นอยางสรางสรรค ในการพัฒนา ลงมือปฏิบัติ และส่ือสารมุมมองใหมกับผูอ่ืนอยูเสมอ มีการเปดใจและตอบสนองมุมมองใหม ๆ รับฟงขอคิดเห็น และรวมประเมินผลงานจากกลุมคณะทํางาน เพ่ือนําไปปรับปรุงพัฒนา มีการทํางานดวยแนวคิดหรือวิธีการใหมๆ และเขา ใจขอจาํ กดั ของโลกในการยอมรับมุมมองใหม และใหม องความลม เหลวเปน โอกาสการเรยี นรู (3) การประยุกตสูนวัตกรรม ที่มีการลงมือปฏิบัติตามความคิดสรางสรรคใหไดผลสําเร็จทเ่ี ปนรูปธรรม 13
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 4. ทกั ษะชวี ติ และงานอาชีพ การเรียนรูท่ีจะปรับตัวไดอยางดีในสภาวะการเปลี่ยนแปลง หรือมีภัยคุกคามไดอยางชาญฉลาดถือเปนเร่ือสําคัญในการดํารงชีวิตท่ีมีทักษะชีวิตในโลกศตวรรษที่ 21 และการคิดสรางผลิตภัณฑใหมเพื่อตอบสนองการดํารงชีวิตเฉพาะบริบท สภาพแวดลอมท่ีตางกันไป นําไปสูการเผยแพรเทคนิควิธีการใชและพัฒนาทักษะใช เกิดเปนกลยุทธการขายเกิดผูประกอบการในงานอาชีพตาง ๆ ซึ่งเปนทักษะงานอาชีพท่ีตองมีการสงเสริมใหมีเทาทันในยุกตการเปล่ียนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21ทักษะชวี ิตและทกั ษะงานอาชพี จงึ ควรมกี ารพัฒนาส่งิ ตอ ไปนี้ 4.1 ความยืดหยุนและความสามารถในการปรับตัว (Flexibility andAdaptability) เปนทักษะเพื่อการเรียนรู การทํางานและการเปนพลเมืองในศตวรรษที่ 21 ซ่ึงตองทําเพ่ือการบรรลุเปาหมายแบบมีหลักการ และไมเล่ือนลอยภายใตการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว และไมคาดคดิ ท้ังมีขอจาํ กดั ดา นทรพั ยากร เวลา และการมีคแู ขง โดยใชวิกฤตใหเปนโอกาส ในดา นการปรับตัวตอการเปลีย่ นแปลง เปนการปรับตัวใหเขากับบทบาทที่แตกตางไป งานท่ีมีกําหนดการท่ีเปลี่ยนไป และบริบทที่เปลี่ยนไป ในดานความยืดหยุน เปนการนําเอาผลลัพธที่เกิดขึ้นมาใชประโยชนอ ยางไดผล มีการจัดการเชิงบวกตอคําชม คําตําหนิ และความผิดพลาด สามาถนําความเห็นและความเชื่อท่ีแตกตางหลากหลายท้ังของคณะทาํ งาน หรือขา มวัฒนธรรมคณะทํางาน มาทําความเขาใจ ตอรอง สรา งดุลยภาพและทาํ ใหงานลุลวง ดงั นั้นความยืดหยุนจึงทาํ เพอ่ื การบบลผุ ลงานไมใ ชเ พ่อื ใหทุกคนสบายใจ 4.2 การริเริ่มสรางสรรคและกํากับดูแลตนเองได (Initiative and Self-Direction) เปนทักษะทส่ี ําคัญมากในการทํางานและดาํ รงชวี ติ ในโลกศตวรรษที่ 21 ที่ตองมกี ารกาํ หนดเปาหมายโดยมีเกณฑความสําเรจ็ ท่ีเปนรูปธรรม และนามธรรม มีความสมดุลระหวางเปา หมายระยะส้ันท่ีเปนเชงิ ยุทธวิธี และเปาหมายระยะยาวท่ีเปน เชิงยุทธศาสตร มกี ารคํานวณประสิทธิภาพการใชเ วลากับการจัดการภาระงาน การทํางานตองทํางานสําเรจ็ ไดดวยตนเอง โดยกําหนดตวั งาน ติดตามผลงาน และลําดับความสําคัญของงานไดเอง นอกจากน้ันการทํางานยังตองฝกทักษะการเปนผูเรียนรูไดดวยตนเองที่มีการมองเห็นโอกาสเรียนรูสิ่งใหม ๆ เพ่ือขยายความเชี่ยวชาญในงานของตนเอง มีการริเร่ิมการพฒั นาทักษะไปสูระดับอาชีพ แสดงความเอาใจใสจริงจังตอการเรียนรู และทบทวนประสบการณในอดีต เพื่อคดิ หาทางพัฒนาในอนาคต 4.3 ทักษะสังคมและสังคมขามวัฒนธรรม (Social and Cross-CulturalSkills) เปนทักษะทําใหคนในศตวรรษที่ 21 สามารถทํางานและดํารงชีวิตอยูในสภาพแวดลอมและผูคนท่ีมีความแตกตางหลากหลายไดอยางไมแปลกแยก ทําใหงานสําเร็จ การพัฒนาทักษะนี้จะทําให เกิดปฏิสัมพันธกับผูอื่นอยางเกิดผลดีในเรื่อกาลเทศะ เกิดการทํางานในทีมที่แตกตางหลากหลายอยางไดผลดี ที่มีการเคารพความแตกตางทางวัฒนธรรม ตอบสนองความเห็นและคุณคาท่ีแตกตางอยางใจกวาง เพ่ือยกระดับความแตกตางทางสังคมและวัฒนธรรมสูการสรางแนวความคิด วิธีทํางานใหม สูคณุ ภาพของผลงาน 14
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 4.4 การเปนผูสรางผลงานหรือผลผลิตและความรับผิดชอบเช่ือถือได(Productivity and Accountability) เปนการกําหนดขั้นตอนวิธีการทํางานในการสรางชิ้นงานผลงาน หรือผลิตภัณฑ อยางมีหลักการตามทฤษฎีความรูท่ีตองมีทักษะความชํานาญการ ซ่ึงเปนเรื่องของการจัดการโครงการ ท่ีมีการกําหนดเปาหมายและวิธีการบรรลุเปาหมายภายใตขอจํากัดที่มีอยู โดยการกําหนดลําดับความสําคัญ วางแผน และการจัดการ ผลิตภัณฑ และผลงาน ที่ไดจาการผลิตตองมีคุณภาพเพื่อแสดงถึงทักษะการทํางานอยางเปนระบบจากผูท่ีมีความเช่ียวชาญการผลิต นําไปใชประโยชนแกบุคคล ชุมชนไดอยางไมมผี ลกระทบทางลบ แตถา มีจะตองออกมายอมรบั ขอบกพรอ งอยางไมป ดบัง อันนําไปสูการปรับแกไข หรอื ยกเลกิ เพอ่ื แสดงจรยิ ธรรมท่เี ปน บรรทดั ฐานทางสงั คม 4.5 ภาวะผูนําและความรับผิดชอบ (Leadership and Responsibility) ใน ศตวรรษท่ี 21 มีความตองการภาวะผูนําและความรบั ผิดชอบแบบกระจายบทบาท จากการรับผดิ ชอบ ตอตนเอง รับผิดชอบการทํางานแบบประสานสอดคลองเปนคณะทํางาน และรับผิดชอบแบบสราง เครือขายรวมมือแบบพันธมิตรการทํางาน เพ่ือไปสูเปาหมายของผลงานรวมกัน ซ่ึงตองพัฒนาทักษะ มนุษยสัมพันธ และทักษะการแกปญหาในการชักนําผูอ่ืนใหเห็นเปาหมายรวมกัน และทําใหผูอ่ืนเกิด พลังในการทํางานใหบรรลุผลสําเร็จรวมกัน เกิดแรงบันดาลใจใหผูอ่ืนใชศักยภาพหรือความสามารถ สูงสุด โดยการทําตัวอยางท่ีไมถือผลประโยชนของตนเองเปนที่ต้ัง และไมใชอํานาจโดยขาดจริยธรรม และคณุ ธรรม ถอื ประโยชนส ว นรวมเปน ทีต่ ้งั 5. ทักษะดานสารสนเทศ ส่อื และเทคโนโลยี การรับรูส่ิงตาง ๆ ท่ีเกิดขึ้นแลวตอบสนอง รับสิ่งที่รับรูมาเปนกระบวนทัศนใหมทันที แสดงถึงการขาดทักษะการคิดแบบขาดวิจารณญาณ ผลท่ีเกิดข้ึนก็จะตกอยูภายใตการชวนเช่ือและไมสามารถกําหนดตนเองได การสรางทักษะดานสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยี เพื่อใหเกิดการเทาทนั ไมต กอยูภายใตการถูกชักจงู ชวนเช่ือ 5.1 การรูเทาทันสารสนเทศ (Information Literacy) การับรูคําบอกเลาจากเพื่อน ผูอื่น รวมถึงครูผูสอน หรือแมนแตสมมติฐานคําตอบท่ีหารือกันในกลุมอภิปราย เปนเพียงความคิดเห็นที่รอการพิสูจน ยืนยันคําตอบที่เปนจริงจากสารสนเทศท่ีไดจากการสืบคน รวมรวมจากแหลง 15
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21อางอิงท่ีเช่ือถือไดมาผานกระบวนการคิดแบบขาดวิจารณญาณ สนับสนุน หรือโตแยงพิสูจนความเปนจริงสรางเปนความรู และองคความรูท่ีไดจากการเรียนรู ซ่ึงตองใชทักษะในการเขาถึงแหลงความรูไดอยา งรวดเร็วและกวา งขวาง มที ักษะการประเมินความนาเช่ือถือของขอ มูลสารสนเทศ และทกั ษะในการใชอ ยางสรา งสรรค 5.2 การรูเทาทันส่ือ (Media Literacy) การรับสารจากสื่อ และสื่อสารออกไปในยุค media คนในศตวรรษท่ี 21 จะตองมีความสามารถใชเครื่องมือผลิตส่ือ และสื่อสารออกไป หรือแมแตการรับเขามาในรูป วิดีโอ (video) ออดิโอ (audio) พอดคาสท (podcast) เว็บไซด (website)และอ่ืน ๆ อีกมากมาย แตการรับรูจากแหลงส่ือเหลานั้นถาขาดการเทาทัน ขาดการคิดอยางมีวจิ ารณญาณ ก็จะตกอยภู ายใตก ารถูกชักจงู ชวนเช่ือไดเชน กัน จึงตอ งสรางทกั ษะการวิเคราะหสอ่ื ใหเ ทาทันวัตถุประสงคของตัวส่ือ และผลิตส่ือนั้นอยางไร มีการตรวจสอบแหลงอางอิงท่ีเชื่อถือได และเทาทันตอการมีอิทธิพลตอความเช่ือและพฤติกรรมอยางไร และมีขอขัดแยงตอจริยธรรมและกฎหมายท่ีเกี่ยวของหรือไม อยางไร ในเรื่องการสรางผลิตภัณฑส่ือ ตองมีความเทาทันตอการเลือกใชเคร่ืองมือที่พอเพียงพอเหมาะกับวัตถุประสงคการใชงาน และเหมาะสมกับสภาพแวดลอมความแตกตางหลากหลายดา นวัฒนธรรม 5.3 ก า ร รู ทั น เท ค โน โล ยี (ICT: Information, Communication andTechnology Literacy) ในโลกยุคศตวรรษที่ 21 เปนโลกเทคโนโลยีที่มีการแขงขันกันผลิต และนํามาสูการสราง กลยุทธการขายสูกลุมผูบริโภคที่ตองการความทันสมัยอยูตลอดเวลา ซึ่งถาขาดความเทาทันการใชเทคโนโลยีจะกลายเปนผูซ้ือ แตไมอยากจะเรียนรูการเปนผูผลิต เพื่อนําไปใชงานท่ีพอเพียงเหมาะสมกบั งาน การถูกชกั จูง ชวนเชื่อ ใหเ ปนผูซ ้ือก็จะงา ยข้ึน ผลการสูญเสียงบประมาณ และการขาดดุลทางเศรษฐกิจจะตามมา ดังนั้นทักษะความเทาทันดานเทคโนโลยีจึงเปนทักษะที่จําเปนในศตวรรษที่21 ทําใหคนรูจักผลิตใชและนําไปแลกเปล่ียนใชในเวทีการคา เกิดการสรางงานสรางรายได รวมถึงการใชเ ทคโนโลยีเพอ่ื การเรียนรูใหเ กิดการสืบคน รวมรวมความรพู สิ จู นสมมตฐิ านคําตอบในการใชทักษะการคดิ แบบมีวิจารณญาณ มากกวา ท่ีจะใชเพื่อการบันเทงิ ในแบบสังคมกมหนา จงึ ควรใชเทคโนโลยีเพ่ือการวิจัย จัดระบบ ประเมิน และส่ือสารสารสนเทศ ใชส่ือสารเชื่อมโยงเครือขาย และ Social networkอยางถูกตองเหมาะสม เพื่อการเขา ถึง การจัดการ การผสมผสาน ประเมนิ และสรางสารสนเทศ เพ่ือทําหนาที่ในเศรษฐกิจฐานความรู ทั้งน้ีตองคํานึงถึงการปฏิบัติตามคณุ ธรรมและกฎหมายท่ีเกี่ยวของกับการเขาถึงและใชเทคโนโลยสี ารสนเทศ 6. คณุ ลกั ษณะในศตวรรษท่ี 21 ทักษะพื้นฐานจําเปนในการอาน เขียน และคิดคํานวณ เปนตัวการที่ทําใหคนในศตวรรษที่ 21 รูจักใชเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารเปนเคร่ืองมือในการสืบคน รวมรวมความรูใชกระบวนการคิดอยางมีวิจารณญาณใหเกิดการเทาทันสื่อ สารสนเทศที่จะพิสูจนยืนยันส่ิงที่ตน และสังคมอยากรูไดอยางชาญฉลาดไมถูกชวนเช่ือ ชักนําอยางงมงาย เกิดเปนแรงบันดาลใจสรางจิตนาการอยากพัฒนา อยากผลิต สรางผลิตภัณฑ หรือนวัตกรรมข้ึนใชในการดํารงชีวิตในสังคม และนําไป 16
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21แลกเปล่ียนกบั สงั คมอื่นเกิดเปนรายได บนเวทีฐานเศรษฐกจิ ความรู ทมี ีความรับผิดชอบตอกฎ กติกา ในข้ันตอนการผลิต และมีความรับผิดชอบตอผลท่ีเกิดขึ้น ถาผลิตภัณฑ ผลผลิต มีคุณภาพไมดี ภาพโดยสรุปก็คือ ทักษะการดํารงชีวิตของคนในศตวรรษที่ 21 ซงึ่ จะถูกหลอหลอมตกผลึกเปน ผทู ีส่ ามารถนําทางชีวิตตนเองไดอยางมีคุณภาพชีวิต และเกิดเปนคุณลักษณะของคนในศตวรรษท่ี 21 สิบคุณลักษณะ คือเปนนักคิดวิเคราะห นักแกปญหา นักสรางสรรค นักประสานความรวมมือ รูจักใชขอมูลและขาวสารเรียนรูดวยตนเอง นักส่ือสาร ตระหนักรับรูสภาวะของโลก เปนพลเมืองทรงคุณคา และมีพ้ืนฐานความรูเศรษฐกจิ และการคลัง ซงึ่ สรุปเปนคุณลกั ษณะใน 3 ดาน ดงั นี้ 1. คณุ ลักษณะดา นการทาํ งาน ไดแก การการปรับตัว และความเปน ผนู ํา 2. คุณลักษณะดานการเรียนรู ไดแก การช้ีนําตนเอง การตรวจสอบการเรียนรูของ ตนเอง 3. คณุ ลักษณะดานศีลธรรม ไดแก ความเคารพผูอ น่ื ความสือ่ สตั ย สาํ นกึ พลเมือง ระบบสนบั สนนุ การเรียนรสู าํ หรบั ศตวรรษที่ 21 การออกแบบกิจกรรมการเรียนรูที่ใหนักเรียนสรางองคความรูดวยตนเอง โดยมีครูเปนผูอํานวยความสะดวกชวยใหนักเรียนไดสืบคนรวบรวมความรูจากแหลงอางอิงที่เชื่อถือได สรางกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรูกับกลุมเพ่ือน นําไปสูการไดคําตอบที่มีทฤษฎีความรูรองรับ เกิดจินตนาการสรางกระบวนการพัฒนางานที่เปนประโยชนตอการดํารงชีวิตของตน และคนในสังคม วางแผนการทํางาน สืบคน สรางข้ันตอนและกระบวนการตามการอางอิงของทฤษฎีความรู และพิสูจน 17
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21สมมติฐานคําตอบ สรุปเปนขอคนพบใหมในรูปผลงาน หรือนวัตกรรม เปนกระบวนการท่ีนําไปสูการพัฒนาทักษะพื้นฐานการสรางความรู ทักษะการดํารงชีวิต และพัฒนาคุณลักษณะของพลเมืองในศตวรรษที่ 21 ซงึ่ ตองมีระบบมาใชสนับสนนุ การเรยี นรู ดงั ตอ ไปนี้ 1. ระบบมาตรฐานการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 (21st Century Standards)จุดเนน คอื (1) เนนทักษะ ความรูและความเช่ียวชาญที่เกิดกับผูเรียน การออกแบบกิจกรรมการเรยี นรู จึงเนนไปที่เรยี นรจู ากการลงมือปฎบิ ัติในรูปแบบ Project-Based Learning: PBL ท่ีถูกกระตุนใหนักเรียนเกิดคําถามอยากรูแบบใชปญหาเปนฐาน (Problem-Based Learning) เกิดความตองการสืบคนหาคําตอบท่ีถูกอางอิงดวยทฤษฎีความรู โดยมีการแลกเปล่ียนเรียนรูกับกลุมเพ่ือน และรว มกันลงมือปฏิบัติเพ่ือพิสูจนยืนยันสมมติฐานคําตอบ เกิดจิตนาการพัฒนาผลงาน และนวัตกรรมท่ีทําใหการดาํ รงชวี ิตมคี ณุ ภาพ (2) สรางความรูความเขา ใจในการเรยี นท่ีมกี ารบรู ณาการความซา้ํ ซอนสาระเนอ้ื หา รายวิชาใน 8 กลุมสาระการเรียนรทู ้ังในรายวชิ า และขา มรายวิชา รวมทัง้ บูรณาการสาระเน้ือหาความรใู นศตวรรษท่ี 21 เขา ไปดวย การออกแบบกิจกรรมการเรยี นรูจึงตองจดั ทาํ หนวยการเรียนรูบูรณาการขนึ้ เพ่อื นําตัวชี้วัดมาตรฐานรายวชิ าของรายวิชาทมี่ สี าระเนื้อหาซํ้าซอ น หรอื เปนเรอ่ื งเดียวกนั นําไปบูรณาการกับบริบท สภาพแวดลอมของชุมชน ภูมิลําเนาถ่ินฐาน ที่เปนสถานการท่ีนักเรียนรูจักและคนุ เคยทําใหเ ชื่อมโยงความคิดไปสูความจําไดง า ยข้ึน โดยเฉพาะการกระตุนคําถามอยากรู (3) มุง เนน การสรา งความรูแ ละเขา ใจในเชงิ ลึกมากกวาการสรา งความรแู บบผิวเผิน กิจกรรมการเรยี นรจู งึ ตองออกแบบใหเกิดการแลกเปล่ยี นเรยี นรูกับกลุมเพ่ือนในเชงิ การอภปิ รายกลุม ตั้งแตคําถามถามอยากรู สมมติฐานคําตอบ เพ่ือชวยกันสืบคนทฤษฎีความรูที่มีแหลงอางอิงเช่ือถือไดมาอภิปรายสนับสนุน หรือโตแยงย่ืนยันคําตอบท่ีเปนจริง รวมถึงการใชทฤษฎีความรูสรางกระบวนการทดลอง หรือปฏิบัติเพ่ือพัฒนาชิ้นงาน ผลงาน หรือนวัตกรรม ซึ่งเปนการฝกทักษะการเขาถึงสารสนเทศและพัฒนาการคิดแบบมวี ิจารณญาณ ซึ่งจะทําใหเกิดความรูและเขาใจในเชิงลึกมากวาการบอกเลา เรอื่ งใหน ักเรียนจดจาํ (4) ยกระดับความสามารถผูเรียนดวยการใหขอมูลท่ีเปนจริง การใชส่ือหรือเคร่ืองมือท่ีมีคุณภาพจากการเรียนรูในสถานศึกษา การทํางานและในการดํารงชีวิตประจําวัน ผูเรียนไดเรียนรูอยางมีความหมายและสามารถแกไขปญหาท่ีเกิดขึ้นได การออกแบบกิจกรรมเนนไปท่ี การใหนักเรียนไดสืบคน เขาถึงทฤษฎีความรูแบบเทาทันสารสนเทศ และส่ือ ที่ไดจากแหลงอางอิงที่เชื่อถือไดซึ่งจะทําใหนักเรียนมีทักษะการเทาทันสารสนเทศ สื่อ เทคโนโลยี ไมถูกชวนเชื่อ หรือชักจูงแบบไมมีเหตุผล โดยสืบคนจากหนังสือ หรือใหเทคโนโลยีการสืบคนแบบอิเล็กทรอนิกส ไดอยางมีทักษะการใชงาน (5) ใชหลักการวัดประเมินผลที่มีคุณภาพระดับสูง การออกแบบและเลือกใชเครื่องมือวัดผลประเมินผลตองสอดคลองกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู และตัวช้ีวัดมาตรฐาน 18
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21รายวิชา ซ่ึงจําแนกเปนการวัดประเมินผลความรู ความสามารถเกี่ยวกับทฤษฎีความรู (Knowledge)หรือดานพุทธิพิสัย (Cognitive domain) การวัดประเมินผลทักษะการปฎิบัติ (Skill) เปนการวัดระดับคุณภาพของทักษะการปฏิบัติตามขั้นตอนกระบวนการทํางาน และวัดระดับคุณภาพของผลงาน ดานทักษะพิสัย (psychomotor domain) และการวัดผลประเมินผลเจตนคติ (Attitude) ดานจิตพิสัย(Affective domain) 2. ระบบการประเมินทักษะในศตวรรษที่ 21 (Assessment of 21st CenturySkills) จดุ เนน คือ (1) สรางความสมดุลในการประเมินผลเชิงคุณภาพ โดยการใชแบบทดสอบมาตรฐาน สําหรับการทดสอบยอยและทดสอบรวมใหใชในการประเมินผลในชัน้ เรยี น สวนแบบทดสอบมาตรฐานน้ัน จุดมุงหมายในการใชประโยชน จําแนกได 3 ประเภท คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ(Achievement Test) เปนแบบทดสอบท่ีใชวัดปริมาตรความรูความสามารถ ทักษะเก่ียวกับดานวิชาการท่ีไดเรียนรูมาวารับรูไวไดมากนอยเพียงไร แบบทดสอบความถนัด (Aptitude Test) เปนแบบทดสอบท่ีใชวัดความสามารถท่ีเกิดจากการสะสมประสบการณที่ไดเรียนรูมาในอดีต สวนมากใชในการทํานายสมรรถภาพของบุคคลวาสามารถเรียนไปไดไกลเพียงไร โดยมีจุดมุงหมาย เพ่ือพยากรณอนาคตขอเท็จจริงทั้งในปจจุบัน และประสบการณในอดีต ใชนํามาเปนรากฐานการทํานาย ใน 2ลกั ษณะ คอื แบบทดสอบวดั ความถนัดทางการเรียน (Scholastic Aptitude Test) ใชวัดเพื่อทํานายวาเด็กแตละคน จะสามารถเรียนตอไปในแขนงใดจึงจะดีและจะเรียนไปไดมากเพียงใด และ แบบทดสอบความถนัดเฉพาะอยางหรือความถนัดพิเศษ (Specific Aptitude Test) หมายถึง แบบทดสอบวัดความถนัดท่ีเกี่ยวกับอาชีพหรือความสามารถพิเศษท่ีนอกเหนือ จากความสามารถดานวิชาการ เชน ความถนัดเชิงกล ความถนัดทางดานดนตรี ศิลปะ การแกะสลัก กีฬา เปนตน ซึ่งความถนัดประเภทน้ีมีความสัมพันธกับความถนัดทางการเรียน สวนจุดมุงหมายการใชประโยชนของแบบทดสอบมาตรฐานประเภทที่ 3 คือ แบบทดสอบวัดบุคลิกภาพ (Personal Social Test) มหี ลายประเภท คือ แบบทดสอบวัดทัศนคติ (Attitude Test) ใชวัดทัศนคติของบุคคล ที่มีตอบุคลส่ิงของ การกระทํา สังคม ประเทศศาสนา แบบทดสอบวดั ความสนใจ อาชพี และแบบทดสอบวัดการปรบั ตัว ความม่ันใจ (2) เนนการนําประโยชนของผลสะทอนจากการปฏิบัติของผูเรียนมาปรับปรุงการแกไขงาน ผลลัพธที่เกิดจากการออกแบบกิจกรรมการเรียนรูแบบ Project-BasedLearning: PBL จําเปนตองมีการติดตามความกาวหนาของระดับคุณภาพการปฏิบัติตามขั้นตอนในแตละกระบวนการ และวัดระดับคุณภาพของผลงาน หรือผลิตภัณฑ เพื่อตรวจสอบการติดขัด หรือความกาวหนาตามทฤษฎีการรับรู และทฤษฎีการปฏิบัติ ซ่ึงเปนจดุ สําคัญของครูในศตวรรษที่ 21 ตองมีเครื่องมือวัดผล และจัดเก็บขอมูลนักเรียนเปนรายบุคคล นําไปวิเคราะหเปรียบเทียบ และแยกแยะ จัดกลุมคุณภาพ นําไปออกแบบการปรับปรุงแกไข หรือสนับสนุนตอยอดความกาวหนาของนักเรียนเปนกลมุ หรือรายบคุ คลตอ ไป 19
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 (3) ใชเทคโนโลยีเพ่ือยกระดับการทดสอบวัดและประเมินผลใหเกิดประสิทธิภาพสูงสุด การติดตามความกาวหนาของทฤษฎีการรับรู และทฤษฎีการปฏิบัติ รวมถึงความรูความสามารถ ในศตวรรษท่ี 21 เนนการวัดผลประเมินผลพฤติกรรมการปฏิบัติ และเจตนคติ ในการปฏิบตั ิกจิ กรรมตามการออกแบบกิจกรรมการเรยี นรูที่ครูมีการออกแบบไว อยางเขา ถึงขอ มลู พฤติกรรมที่รวดเร็ว และกวางขวางทงั้ เร่ืองสถานท่ี และเวลา เครอ่ื งมือการวดั ผล และเทคโนโลยีเชิงระบบทีน่ ํามาใชสนับสนุนการติดตามความกาวหนา และวิเคราะหผล เก็บรวบรวมผลจึงตองเหมาะสม และใชไดตรงลักษณะของการใชงาน ที่สามารถใหนักเรียนรายงานผลการรับรูสภาพของปญหา ผลขอสรุปการอภิปรายสมมติฐานคําตอบของคําถามอยากรู ผลขอสรุปของผังมโนทัศนการไดมาซึ่งการคนหาคําตอบผลขอคนพบเชิงคุณภาพของนักเรียนเปนรายกลุม และรายบุคคล มีการบันทึกผลงาน ภาพ เสียง หรือวิดีโอ และอ่ืน ๆ ไดอยางดี เครื่องมือเชิงระบบอีกอยางคือ คลังขอสอบท่ีสามารถจัดเก็บ วิเคราะหผลความรู ความสามารถของนกั เรยี น ตามตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชา สามารถช้ีจดุ ออนของการเรียนรูไ ดร ายตวั ชี้วัดมาตรฐานรายวิชา ท้งั ภาพรวมทุกคน และรายบุคคล ที่นําไปแกไขกระบวนการเรียนรู ท้ังรูปแบบกิจกรรม เคร่ืองมือท่ีใชในการเรียนรู ขอบกพรองของนักเรียน หรือแมกระท่ังของครู และระดับความยาก งายของขอสอบ และถา เปน ระบบที่ลดงานครเู ชิงเอกสารไดแ ลว ครจู ะมีเวลาไป เตรยี มการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู และตดิ ตามความกาวหนา ของผูเรยี นไดม ากข้นึ โดยเฉพาะการลดการกรอกใบ ปพ.5 (4) สรางและพัฒนาระบบแฟมสะสมงาน (Portfolios) ของผูเรียนใหเปนมาตรฐานและมีคุณภาพ ผลจากการใชเคร่ืองมือท่ีมีประสิทธิภาพในการติดตาม วิเคราะห จัดเก็บสารสนเทศเชิงคุณภาพของนักเรียนเปนรายกลุม และรายบุคคล รวมถึงการเก็บผลสัมฤทธ์ิภาพรวมทุกวิชา และภาพรวมเฉพาะทางความสามารถตามโปรแกรมการเรียนของนักเรียนรายบคุ คล เก็บผลการวัดความถนัดทางการเรียนของโปรแกรมการเรียน และความถนัดเฉพาะทางดานอาชีพ เก็บผลการวัดบุคลิกภาพท่ีมีตอการทํางานท่ีถูกออกแบบกิจกรรมการทํางานในหนวยบูรณาการเฉพาะทางสําหรับโปรแกรมการเรียน หรือกิจกรรมบรกิ ารสาธารณประโยชนในวนั สําคัญของชาติ และของทกุ ศาสนา เก็บชิ้นงาน ผลงานของนักเรียนรายบุคคล ท่ีถูกสรางและพัฒนาเปนระบบแฟมสะสมงาน (Portfolios) มีการนําเทคโนโลยีมาสนับสนุนการวิเคราะห จัดเก็บ และนําเสนอรายงาน ท่ีนําไปสูการมองเห็นภาพความสามารถ ความถนัด และบุคลิกภาพของนักเรียนทั้งตัว อันจะเปนประโยชนของแกการตัดสินใจในการวางเสนทางการศึกษาตอ สูการประกอบอาชีพ ของนักเรียน เปนชอมูลประกอบการพิจารณาของผูปกครอง และผูท่ีเกี่ยวของไดอยา งแมนยํา ไมเกิดการหลงทางกับนักเรียน 3. ระบบหลักสูตรและการสอนในศตวรรษที่ 21 (21st Century Curriculum& Instruction) จดุ เนน (1) การสอนใหเกิดทักษะการเรียนในศตวรรษท่ี 21 มุงเนนเชิงสหวิทยาการของวิชาแกนหลัก โดยการสอนเปดโอกาสใหนักเรียนไดรวมมือกันคนควา หรือศึกษาส่ิงท่ีสนใจ และนักเรียนกับครจู ะตอ งรว มมือกันออกแบบกจิ กรรมการเรียนรูอาจเปนกลุมเล็กๆ หรอื ศกึ ษาเปนรายบุคคลก็ได เพ่ือใหเกิดการเชื่อมโยงหลายรายวิชาเขาดวยกัน ไมใชแตดานเนื้อหาวิชา แตยังรวมถึงวิธีการสอน 20
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21ของครูอีกดวย ถาครูสอนแยกเปนรายวิชาจะทําใหการเรียนการสอนไมตอเนื่อง ลักษณะของหลักสูตรแบบสหวิทยาการ จะตองจัดตารางเวลาใหมากพอแกการเรียนรู นั่นคือลดเวลาฟงบรรยายแตมาเพิ่มกิจกรรมการเรียนรู การศึกษาหาความรูตองเปนไปอยางอิสระภายใตการแนะนําของครู การศึกษาเพื่อเสริมสรางน้ัน ครูตองใชเวลาใหเหมาะสม เพ่ือเสริมสรางรากฐานความรูใหนักเรียน โดยตองมีความตอบสนองความสนใจของนักเรียนที่ตางกัน ซ่ึงองคประกอบเหลานี้ ทําใหครูคนพบความสามารถ และความสนใจของนักเรียน และเปดโอกาสใหนักเรียนไดพัฒนาทักษะตางๆ ของตนใหกาวหนาตอไปหลักสูตรเชิงสหวิทยาการจะรวมเนื้อหาหลายวิชามาอยูในหนวยการเรียนรูแบบบูรณาการ และการทําโครงงานจะจัดตารางเรียนในคาบการจัดกิจกรรมการเรียนรู และเน้ือหาวิชาจะตองจัดใหเอื้อตอการเรียนการสอนท่เี ก่ียวกับวิถีชีวติ ประจําวนั ของนกั เรยี นมากยิ่งขน้ึ นักเรยี นจะใชเวลาเรียนรูทักษะของวิชาตางๆ และใชเวลาประยุกตทักษะเหลานั้นไปใชกับกิจกรรมในชีวิตจริง ซึ่งหลักสูตรเชิงสหวิทยาการจะแบงวิธีการสอนเปน 2 แบบ คือ การสอนทางตรง [Direct Teaching] สําหรับทักษะพื้นฐานที่จําเปนของแตละวิชาหลักโดยเฉพาะสาระเนื้อหารที่ยุงยาก ซับซอน จะใชการเรียนรูในหองเรียนปกติ และการสอนทางออม [Indirect Teaching] สําหรับบทเรียนท่ีนักเรียนนําทักษะพ้ืนฐานมาใชในการทํากิจกรรมที่ตองใชค วามรูจากหลาย ๆ วิชา ตารางการเรียนรูจะจัดในหองเรียนรวม หรือลานกิจกรรม และสถานที่ฝกทักษะประสบการณ สวนบทบาทของครูผูสอนควรพยายามใหนักเรียนเขารวมโครงการใหมากที่สุดนักเรียนตองเรียนรูจากกิจกรรมและอุปกรณตาง ๆ ที่จัดให การเรียนของนักเรียนตองใชวิธีหลากหลายเชน การเรียนอยางอิสระ การเรียนรวมกันเปนกลุมๆ การเรียนรูจากวัสดุอุปกรณ และการเรียนรูจากประสบการณ รวมทั้งการเรียนจากแบบเรียนดวย บทบาทของครูในตารางคาบกิจกรรมตองไมน่ังอยูเฉยๆ ตองเดินไปสังเกตการทํางานของนักเรียน และรวมฟงการอภิปรายของนักเรียนทุกกลุม ครูตองเขาไปรวมกิจกรรมกลุมตามที่นักเรียนรองขอ วิธีการสอนแบบนี้ ครูมีบทบาทเปนผูแนะนํา ผูจัดการ และผูอํานวยความสะดวกเทานั้น โดยโครงงานอาจตอ งการใชการสอนหลายรูปแบบ เพ่ือสนองความตองการหรือความสนใจของนักเรียนแตละคน สิ่งสําคัญในการสอนเชิงสหวิทยาการก็คือ เปนการเนนผูเรียนเปนสําคัญ โดยครูตองสนใจวาเด็กแสดงความเปนตัวของตนเอง และแสดงตอผูอ่ืนอยางไรบาง รวมทั้ง ตองสนใจวาเดก็ ไดเรียนรูอ ะไรบาง สรางโอกาสที่จะประยุกตท ักษะเชงิ บูรณาการขามสาระเน้ือหา และสรางระบบการเรียนรูที่เนนสมรรถนะเปนฐาน (Competency-based) สรางนวัตกรรมและวิธีการเรียนรูในเชิงบูรณาการท่ีมีเทคโนโลยีเปนตัวเกื้อหนุน การเรียนรูแบบสืบคน และวิธีการเรียนจากการใชปญหาเปน ฐาน (Problem-based) เพอ่ื การสรางทกั ษะขน้ั สูงทางการคิดแบบมีวจิ ารณญาณ (2) สรางโอกาสที่จะประยุกตทักษะเชงิ บูรณาการขามสาระเน้ือหา และสรางระบบการเรียนรทู ่ีเนนสมรรถนะเปนฐาน (Competency-based) การนาํ ทักษะพ้ืนฐานท่ีจําเปน ของแตละวิชาหลัก อันไดแก สาระความรูในศตวรรษท่ี 21 และสาระความรูใน 8 กลุมสาระการเรียนรูกระตุนใหนักเรียนสรางทักษะการปฏิบัติในสภาพแวดลอมจริง เปนการนําไปสูระบบการเรียนรูที่เนนสมรรถนะเปน ฐาน ที่เนน ความสามารถในการปฏิบัติ (Performance) ภายใตเง่ือนไข (Condition) การใชเคร่ืองมือ วัสดุ อุปกรณท่ีระบุไว ใหไดมาตรฐาน (Standard) ตามเกณฑการปฏิบัติ (Performance 21
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21Criteria) และมีหลักฐานการปฏิบัติ (Evidence) รวมไปถึงการประเมินผลและการตรวจสอบได ท่ีสอดคลองกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู จะมีการกําหนดเกณฑความสามารถที่ผูเรียนพึงปฏิบัติไดตามหลักสูตร ที่เรียกวา เกณฑความสามารถ จัดทําขึ้นเพื่อความแนใจวาผูท่ีจบการศึกษาระดับหน่ึง ๆจะมีทักษะและความสามารถในดานตางๆ ตามท่ีตองการ เปนหลักสูตรท่ีไมไดมุงเรื่องความรูหรือเน้ือหาวิชาท่ีอาจมีความเปลี่ยนแปลงไดตามกาลเวลา แตจะมุงพัฒนาในดานทักษะ ความสามารถ เจตคติและคานิยม อันจะมีประโยชนตอชีวิตประจําวัน และอนาคตของผูเรียนในอนาคต หลักสูตรนี้มีโครงสรางแสดงใหเห็นถึงเกณฑความสามารถในดานตาง ๆ ที่ตองการใหผูเรียนปฏิบัติในแตละระดับการศึกษา และในแตละระดับช้ัน ทักษะและความสามารถจะถูกกําหนดใหมีความตอเนื่องกัน โดยใชทักษะและความสามารถท่ีมีในแตละระดับเปนฐานสําหรับเพิ่มพูนทักษะและความสามารถในระดับตอไป การจัดหลักสูตรการเรียนการสอนในหลักสูตรแบบฐานสมรรถนะ จึงมีกรอบมาตรฐานสมรรถนะเปนตัวกําหนดความรู และ ทักษะ ที่คาดหวังวาผูเรียนจะสามารถปฏิบัติภาระงาน และกิจกรรมตาง ๆไดเมื่อเรียนจบหลักสูตร และสามารถวดั และประเมินผลไดตามเกณฑการปฏิบัติที่กําหนด องคประกอบของมาตรฐานสมรรถนะ ประกอบดวย หนวยสมรรถนะ (Unit of Competence / Competency) เปนขอบขา ยกวางๆ ของงาน (Job) ในอาชีพหนึ่ง ๆ ที่ตองปฏิบัติตามลักษณะของโปรแกรมการเรียน โดยใชความรูและทกั ษะ หรอื อาจรวมถงึ เจคติ สมรรถนะยอย (Element of Competence) เปนภาระงาน (Task) ยอยท่ีประกอบขน้ึ ภายใตง านในหนวย สมรรถนะน้นั ๆ เกณฑการปฏิบัติ (Performance Criteria) เปนกิจกรรมยอย ๆ (sub-task)ภายใตสมรรถนะยอย ซ่ึงเปนผลการเรียนรู (Learning Outcomes) ท่ีคาดหวังวาผูเรียนจะสามารถปฏบิ ตั ิไดเมอ่ื เรยี นจบหลักสตู ร เง่ือนไข/ขอบเขตการปฏิบัติ (Conditions /Range of Variables) การปฏิบัติภายใตเง่ือนไขท่ีกําหนด อาจรวมถึงวัสดุ (Materials) เครื่องมือ (Tools) หรือ อุปกรณตาง ๆ(Equipment) ที่กําหนดให (หรือไมใหใช) เพ่ือใหการปฏบิ ตั ิงานน้นั สาํ เร็จ เมื่อไดกรอบมาตรฐานสมรรถนะแลว การจัดหลักสูตรการเรียนการสอน การกําหนดเน้ือหา และกิจกรรมการเรียนการสอน จะสรางขึ้นภายใตกรอบมาตรฐานสมรรถนะท่ีกําหนดและจะเช่ือมโยงกับการวดั และประเมนิ ผล ซ่ึงอาจเรียกวา การทดสอบวัดตามสมรรถนะ (CompetencyTest) (3) สรางนวัตกรรมและวิธีการเรียนรูในเชิงบูรณาการท่ีมีเทคโนโลยีเปนตัวเก้ือหนนุ การเรียนรแู บบสืบคน และวธิ ีการเรียนจากการใชป ญหาเปนฐาน (Problem-based) เพื่อการสรา งทักษะข้นั สงู ทางการคิด กระบวนการจดั การเรียนรูในศตวรรษที่ 21 เนนไปท่ีการจัดการเรียนรูแบบProject-Based Learning: PBL ที่ใชพ้ืนฐานการเรียนรูโดยใชปญหาเปนฐาน (Problem-based) ที่ใชปญหาเปนตัวกระตุนใหผูเรียนเกิดความตองการที่จะใฝหาความรูเพ่ือแกปญหา โดยเนนผูเรียนเปนผู 22
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21ตัดสนิ ใจในส่ิงทีต่ องการแสวงหาความรู และรูจกั การทํางานรว มกันเปน ทีมภายในกลุมผเู รียน โดยผสู อนมสี ว นรวมนอยที่สุด ซง่ึ การเรยี นรูจ ากปญ หาอาจเปนสถานการณจ ริง มขี ้ันตอน ดงั นี้ ขนั้ ทาํ ความเขา ใจคาํ ศัพท ขอความทป่ี รากฎอยูใ นปญ หาใหชัดเจน โดยอาศัยความรูพ้ืนฐานของสมาชิกในกลุมหรือการศึกษาคนควาจากเอกสารตําราหรือส่ืออื่นๆ (Clarifyingunfamiliar terms) ขั้นระบุปญหาหรือขอมูลสําคัญรวมกัน โดยทุกคนในกลุมเขาใจปญหาเหตกุ ารณ หรอื ปรากฎการณใ ดท่กี ลาวถงึ ในปญหา (Problem definition) ขัน้ ระดมสมองวิเคราะหป ญหาตางๆ และหาเหตผุ ลมาอธบิ าย (Brainstorm)โดยอาศัยความรูเดมิ ของสมาชิกกลุม เปน การชวยกันคดิ อยางมีเหตุมีผล สรุปรวบรวมความรแู ละแนวคิดของกลุม เกีย่ วกับกลไกการเกดิ ปญหา เพอ่ื นําไปสกู ารสรา งสมมติฐานทีส่ มเหตุสมผลเพื่อใชแ กป ญหา ข้ั น วิ เค ร าะ ห ป ญ ห า (Analyzing the problem) เพ่ื อ อ ธิ บ า ย แ ล ะต้ังสมมติฐานที่เช่ิอมโยงกันกับปญหาตามท่ีไดระดมสมองกัน แลวนําผลการวิเคราะหมาจัดลําดับความสําคญั โดยใชพืน้ ฐานความรูเ ดิมของผเู รยี น การแสดงความคดิ อยา งมเี หตผุ ล ข้ันกําหนดวัตถุประสงคการเรียนรู (Fomulating learning issues) เพ่ือคน หาขอมลู ท่ีจะอธิบายผลการวิเคราะหท่ีตัง้ ไว ผูเรยี นสามารถบอกไดวา ความรูสวนใดรแู ลว สวนใดตองกลับไปทบทวน สว นใดยงั ไมรหู รอื จําเปนตอ งไปคนควาเพิ่มเตมิ ขั้นเรียนรูดวยตนเอง (Self-study) ในการพัฒนาทักษะการเรียนรูดวยตนเอง โดยการคน ควารวบรวมสารสนเทศจากส่ือและแหลง การเรียนรูตางๆ ขัน้ รายงานผล (Reporting) โดยการรายงานขอมูลสารสนเทศใหมท่ีไดเขามาจากกลุมผูเรียนนํามาอภิปราย วิเคราะห สังเคราะห ตามวัตถุประสงคที่ต้ังไว แลวนํามาสรุปเปนหลกั การและแนวทางเพื่อนาํ ไปใชโ อกาสตอ ไป การจัดกระบวนการเรียนรูแบบ Project-Based Learning: PBL ที่ใชพื้นฐานการเรียนรูโ ดยใชปญหาเปนฐาน (Problem-based) ตองมีการบูรณาการ ผสมผสานความรใู นสาขาวิชาตางๆ เขาดวยกัน และผสมผสานกระบวนการสอน กระบวนการเรียนรู ปลูกฝงคุณธรรม คานิยมอันดีงามโดยคํานึงถึง ความแตกตางระหวางบุคคล ความสามารถทางสติปญญา ซึ่งเปนการบูรณาการความรขู องวชิ าตาง ๆ (บูรณาการหลักสูตร) บูรณาการความรูและกระบวนการเรยี นรู (บูรณาการกระบวนการเรียนการสอน) บูรณาการพัฒนาการทางความรูและพัฒนาการทางจิตใจ (จิตพิสยั ) เนน ทั้งความรู และเจตคติคา นิยม ความสนใจ สนุ ทรียภาพ บูรณาการความรแู ละการกระทาํ เนนท้งั ความรูและทักษะพิสัย บรู ณาการส่ิงท่ีเรียนในโรงเรียนกับส่ิงทเ่ี ปนอยูในชีวติ ประจําวันของผูเรียน และบูรณาการสิ่งท่ีเรียนในโรงเรียนตองมีความหมายและมีคุณคาตอชีวิต สามารถนําไปพัฒนาคุณภาพชีวิตใหสูงขึ้น โดยการจัดการเรียนรูแบบบูรณาการ (Learning Integration) อาจจัดได 2 ลักษณะ คือ การบูรณาการภายในวิชา(Intradisciplinary) และการบูรณาการระหวางวิชา (Interdisciplinary) ท่ีเนนไปท่ีรูปแบบบูรณาการแบบสหวิทยาการ (Multidisciplinary Instruction) ที่ครูตงั้ แต 2 คนขึ้นไปสอนตางวิชากนั มาวางแผน 23
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21เพื่อสอนรวมกัน โดยกําหนดวาจะสอนหัวเรื่อง ความคิดรวบยอด ปญหาเดียวกัน ตางคนตางแยกกันสอนตามแผนการสอนของตน แตมอบหมายใหผูเรียนทํางานหรือโครงงานรวมกัน ซ่ึงจะชวยเชื่อมโยงความรูสาขาวิชาตาง ๆ เขาดวยกันจนสรางชิ้นงานได ครูแตล ะวิชากําหนดเกณฑเพ่ือประเมินผลชิ้นงานของผูเรยี นในสวนวิชาท่ตี นสอน การจัดการประสิทธิภาพในการการจัดกระบวนการเรียนรูแบบ Project-BasedLearning: PBL ในโลกศตวรรษที่ 21 จะมีการนําเทคโนโลยีเปนตัวเกื้อหนุน การเรียนรูแบบสืบคนเพื่อใหเขาถึงองคความรูอยางรวดเร็ว และกวางขวาง เกื้อหนุนการมอบหมายกิจกรรมการทํางาน และติดตามความกาวหนาของนักเรียนเปนรายกลุม และรายบุคคล เก้ือหนุนการรายงานผลความกาวหนาตามขั้นตอน และกระบวนการการจัดกิจกรรมการเรียนรู ตลอดจนรายงานผลผลลัพธ หรือผลงานทั้งนักเรียน และของครู นอกจากนั้นยังตองนําเทคโนโลยีมาใชเก้ือหนุนระบบการวัด ผลประเมินผลการเรียนรูทั้งดานความรู ความสามารถ ดานทักษะกระบวนการ และดานบุคลิกภาพของนักเรียน ซ่ึงนําไปจัดทําระบบแฟมสะสมงาน (Portfolios) ของผูเรียน เพ่ือใชเปนขอมูลการตัดสินใจการศึกษาตอ และการวางเสน ทางสกู ารประกอบอาชพี หลักสําคัญของการจัดการเรียนรู แบบ Project-Based Learning: PBL มุงเนนเชิงสหวิทยาการ ท่ีนําสาระความรูจากวิชาหลัก มาใชจริงในวิถีการดํารงชีวิตของตัวนักเรียน และสังคมถิ่นฐาน ครูจําเปนตองนําบริบท สภาพแวดลอมและ อาชีพในชุมชน ถ่ินฐานที่เกี่ยวของกับวิถีการดํารงชีวติ มาเปน ปจ จัยกระตุน ในการนําทฤษฎีความรู และวิถีการดาํ รงชีวติ สรางจินตนาการพัฒนาและคิดนวัตกรรมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคล และสังคม ถิ่นฐาน ในการจัดทําผลงาน โครงงานหรือการศึกษาคนควาอิสระ อันจะนําไปสูการพัฒนาทักษะการดํารงชีวิต สรางคุณลักษณะผูสรางหรือผลิต ควบคไู ปกับผูซอื้ หรอื ผบู ริโภค (4) บูรณาการแหลงเรียนรู (Learning Resources) จากชุมชนเขามาใชในโรงเรียน นอกเหนือจากแหลงเรียนรูที่เปนแหลงขอมูลขาวสาร สารสนเทศ และประสบการณ ที่สนับสนุนสงเสริมใหผูเรียนใฝเรียน ใฝรู แสวงหาความรูและเรียนรูดวยตนเองตามอัธยาศัย อยางกวางขวางและตอเนื่อง เพื่อเสริมสรางใหผูเรียนเกิดกระบวนการเรียนรู และเปนบุคคลแหงการเรียนรูหัวใจการจัดการเรียนรูแบบ Project-Based Learning: PBL จะใชแหลงเรียนรูท่ีเปนบริบทสภาพแวดลอม ของชุมชน ถิ่นฐาน เปนสถานที่จัดประสบการณใหกับผูเรียน ใชสรางแรงบันดาลใจกระตุนคําถามอยากรู เน่ืองจากเปนสภาพ และสถานการณท่ีเกิดข้ึนจริง และนักเรียนรูจัก คุนเคยวิธีการจัดแหลงเรียนรูในชุมชน ถิ่นฐาน ตองมีการจัดแบงพื้นท่ีการเรียนรูใหสอดคลองกับระดับของการศึกษา และสอดคลองกบั สาระเนอื้ หาในระดับการเรยี นรู กลาวคือ ระดบั ประถมศึกษาจะเรยี นรใู นส่ิงท่ีใกลตัวเกี่ยวกับบานและครอบครัว ระดับมัธยมศึกษาตอนตนจะเรียนรูในสิ่งที่เกี่ยวของกับงานอาชีพท่ีมีอิทธิพลมาจากสภาพส่ิงแวดลอมของชมุ ชน ถิน่ ฐาน โดยมัธยมศึกษาปท่ี 1 ความรูจักบริบท และอาชีพในชุมชน ทองถ่ินที่สําคัญใหไดมากท่ีสุด สวนมัธยมศึกษาปที่ 2 จะเรียนรูบริบท และอาชีพที่ตนสนใจ 2หรือ 3 อาชีพ แตมีรายละเอียดลึกมากข้ึน ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 3 จะเรียนรูในพื้นฐานวิชาของ 24
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21งานอาชีพที่รองรับสาขาของสถาบันการศึกษาตอ ท้ังระดบั อาชีวะ และสายสามัญ ท่จี ะถูกวัดประเมินผลดวยแบบทดสอบวัดความถนัด และวัดบุคลิกภาพ เพื่อทํานายและเปนขอมูลการเลือกตัดสินใจในการศึกษาตอและสูเสนทางการประกอบอาชีพในอนาคต สําหรับมัธยมศึกษาตอนปลายเมื่อนักเรียนตัดสินใจเลือกโปรแกรมการเรียนที่เปดพ้ืนฐานวิชารองรับการศึกษาตอในสาขาของสถาบันที่เปดรองรับการประกอบอาชีพในกลุมอาชีพตาง ๆ ใน 10 กลุมตามหลักสากล การจัดแหลงเรียนรูที่สอดคลองกับอาชีพของโปรแกรมการเรียนจะมีความหมายตอการเรียนรูในสถานการณจริงเปนอยางมาก และจะทําใหน ักเรียนสรางแรงบันดาลใจ มีคาํ ถามอยากรูไปถงึ อาชพี ตาง ๆ ในแตละกลุมทเี่ ปนกลุมอาชีพตามหลักสากล ทําใหแหลงเรียนรูจะไมจํากัดไวเพียงทองถิ่น แตจะเปนแหลงเรียนรูที่ไกลตัวออกไปเปนระดับภมู ิภาค ระดบั ประเทศ และระดบั ความเปนสากล บทบาทของแหลงเรียนรูในการใหการศกึ ษา ใหความรู ความเขา ใจแกผูเรียน ท้ังในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย คือ แหลงเรียนรูตองสามารถตอบสนองการเรียนรูท่ีเปนกระบวนการ (Process of Learning) การเรียนรูโดยปฏิบัติจริง (Learning by doing) ทั้งการเรียนรูของคนในชุมชนที่มีแหลงเรียนรูของตนเองอยูแลว และการเรียนรูของคนอ่ืน ๆ ท้ังในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัย เปนแหลงทํากิจกรรม แหลงทัศนศึกษา แหลงฝกงาน และแหลงประกอบอาชีพของผูเรียน เปนแหลงสรางกระบวนการเรียนรูใหเกิดขึ้นโดยตนเอง เปนหองเรียนทางธรรมชาติ เปนแหลงศึกษา คนควา วิจัย และฝกอบรม เปนองคกรเปด ผูสนใจสามารถเขาถึงขอมูลไดอยางเต็มท่ีและท่ัวถึงสามารถเผยแพรขอมูลแกผูเรียนในเชิงรกุ เขาสูทุกกลมุ เปาหมายอยางท่ัวถึง ประหยดั และสะดวก มีการเช่ือมโยงและแลกเปล่ียนขอมูลระหวางกัน มีสื่อประเภทตาง ๆ ประกอบดวย ส่ือส่ิงพิมพ สื่ออเิ ลคทรอนกิ ส เพ่อื เสรมิ กจิ กรรมการเรียนการสอนและการพัฒนาอาชีพ 4. ร ะ บ บ ก า ร พั ฒ น า ท า ง วิ ช า ชี พ ใน ศ ต ว ร ร ษ ที่ 21 (21st CenturyProfessional Development) การจัดการเรียนรูมุงเนนเชิงสหวิทยาการของวิชาแกนหลัก ไปสูกระบวนการปฏิบัติในวิถีชีวิตจริง โดยใชกระบวนการเรียนรูแบบ Project-Based Learning: PBLคุณลักษณะอันพึงประสงคของครูในศตวรรษท่ี 21 จึงตองมีความรูในเน้ือหาที่สอนอยางลึกซึ้ง มีความรูและเชี่ยวชาญในการสอน สามารถพัฒนาหลักสูตรได วางแผนการสอนและแบบเรียนที่เนนผูเรียนเปนสําคัญ มีการคิดคน ดําเนินการสอนท่ีผูเรียนทุกคนสามารถเรียนรูได ใหนักเรียนเรียนรูจากการสืบเสาะหาความรู ชวยใหนักเรียนเขาใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร คณิตศาสตร และเทคโนโลยี และเปดโอกาสใหนักเรียนไดพัฒนาเจตนคติ ทักษะตาง ๆ ที่ชวยใหผูเรียนมีการเรียนรูท่ียั่งยืน ซ่ึงตองตระหนักและเนนทักษะ และพฒั นาครใู นเรื่องตอ ไปนี้ (1) สรางครูใหเปนผูที่มีทักษะความรูความสามารถในเชิงบูรณาการ การใชเครอ่ื งมือและกําหนดยุทธศาสตรสูการปฏิบัติในช้ันเรียน และสรา งใหครมู ีความสามารถในการวิเคราะหและกําหนดกิจกรรมการเรยี นรูไดเ หมาะสม (2) สรางความสมบูรณแบบในมิติของการสอนดวยเทคนิควิธีการสอนท่ีหลากหลาย 25
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 (3) สรา งใหค รเู ปน ผูมีทักษะความรคู วามสามารถในเชิงลึกเก่ียวกับการแกป ญหาการคิดแบบวจิ ารณญาณ และทักษะดา นอน่ื ๆท่ีสาํ คญั ตอวิชาชีพ (4) สรางสมรรถนะทางวิชาชีพใหเกิดข้ึนกับครูเพื่อเปนตัวแบบ (Model) แหงการเรยี นรขู องชัน้ เรยี นที่จะนําไปสูการสรางทกั ษะการเรยี นรใู หเกิดขึ้นกับผเู รยี นไดอ ยางมคี ุณภาพ (5) สรางใหครูเปนผูท่ีมีความสามารถวิเคราะหผูเรียนไดท้ังรูปแบบการเรียนสตปิ ญญา จุดออน จดุ แขง็ ในตัวผูเ รียน และสามารถวจิ ัยเชงิ คุณภาพทม่ี ุงผลตอ คณุ ภาพของผูเรยี น (6) ชวยใหครูไดเกิดการพัฒนาความสามารถใหสูงขึ้น เพื่อนําไปใชสําหรับการกําหนดกลยุทธท างการสอน และจดั ประสบการณท างการเรยี นไดเ หมาะสมกบั บรบิ ททางการเรยี นรู (7) สนับสนุนใหเกิดการประเมินผูเรียนอยางตอเนื่อง เพ่ือสรางทักษะและเกิดการพฒั นาการเรยี นรู (8) แบงปนความรูระหวางชุมชนทางการเรียนรู โดยใชชองทางหลากหลายในการสื่อสารใหเกดิ ขึน้ (9) สรา งใหเ กดิ ตัวแบบทีม่ ีการพัฒนาทางวชิ าชีพไดอยางม่ันคงและยงั่ ยืน 5. ระบบสภาพแวดลอมทางการเรียนรูในศตวรรษท่ี 21 (21st CenturyLearning Environment ) (1) สรางสรรคแนวปฏิบัติทางการเรียน การรับการสนับสนุนจากบุคลากรและสภาพแวดลอมทางกายภาพที่เกอื้ หนุน เพอ่ื ชวยใหการเรยี นการสอนบรรลผุ ล (2) สนับสนุนทางวิชาชีพแกชุมชนท้ังในดานการใหการศึกษา การมีสวนรวมการแบง ปนสง่ิ ปฏิบัติท่ีเปน เลศิ ระหวางกนั รวมทั้งการบูรณาการหลอมรวมทกั ษะหลากหลายสูการปฏิบัติในชัน้ เรยี น (3) สรางผูเรียนเกิดการเรียนรูจากสิ่งท่ีปฏิบัติจริงตามบริบท โดยเฉพาะการเรยี นแบบโครงงาน (4) สรางโอกาสในการเขาถึงส่ือเทคโนโลยี เคร่ืองมือหรือแหลงการเรียนรูท่ีมีคุณภาพ (5) ออกแบบระบบการเรียนรูท่ีเหมาะสมทั้งการเรียนเปนกลุมหรือการเรียนรายบคุ คล นาํ ไปสูการพัฒนาและขยายผลสชู ุมชนท้ังในรปู แบบการเผชิญหนาหรอื ระบบออนไลน 26
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การนาํ ระบบสนบั สนนุ และทักษะการเรียนรูในศตวรรษไปสกู ารปฏบิ ัติ การจดั กระบวนการเรียนรูในรปู แบบ Project-Based Learning: PBL ท่ีถูกกระตุนใหนักเรียนเกดิ คําถามอยากรูแบบใชป ญหาเปนฐาน (Problem-Based Learning) เกดิ ความตอ งการสบืคนหาคาํ ตอบที่ถูกอา งอิงดว ยทฤษฎีความรู โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรกู บั กลุมเพอ่ื น และรวมกนั ลงมือปฏิบัติเพือ่ พสิ จู นย นื ยนั สมมติฐานคาํ ตอบ เกดิ จติ นาการพัฒนาผลงาน และนวัตกรรมที่ทําใหการดํารงชวี ิตมีคณุ ภาพในโลกแหงอนาคตของศตวรรษที่ 21 ไดนาํ ข้ันตอนของ QSCCS มาทาํ กรอบลงสูการปฏิบัติ ดงั น้ี กระบวนการใน 5 ขั้นตองของ QSCCS ประกอบดวย ขั้นที่ 1 Learn to Questionไดแกการเตรียมหลักสูตรและแหลงเรียนรู การเตรียมบทบาทครู การสํารวจชุมชนสรางแรงบันดาลใจและการระดมความคิดเห็นแลกเปลี่ยนเรียนรู ข้ันท่ี 2 Learn to Search ไดแก การสืบคน วิเคราะหจําแนกแยกแยะขอมูลท่ีถูกตอง และการออกแบบการเรียนรูรวมกัน ขั้นท่ี 3 Learn to Constructไดแก การลงมือปฏิบัติ จากการเรยี นรู การทดลอง การสรางช้ินงาน การเรียนรูจากผูเช่ียวชาญและของจริง และการแลกเปลี่ยนเรียนรู ขั้นที่ 4 Learn to Communicate ไดแก การสรุปขอมูลเพ่ือนําเสนอส่ือสารในรูปแบบตาง ๆ และข้ันที่ 5 Learn to Service ไดแก การประยุกต ตอยอดองคความรูเพื่อสงั คม ซึง่ ขัน้ ตอนดงั กลา วนําไปจัดทําเปน 5 หนวยการปฏบิ ตั ิ ดงั น้ี 27
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 1. หนวยท่ี 1 การรจู ักชมุ ชน ทอ งถน่ิ ภูมลิ ําเนา ประกอบดวย 1.1 การจดั ทาํ คลงั ทะเบยี นแหงเรียนรู และคลงั ทะเบยี นอาชีพ 1.2 การจดั ทาํ โปรแกรมการเรียนสเู สน ทางการศกึ ษาตอ และการประกอบอาชีพ 1.3 การจัดทําหนว ยจดั ประสบการณระดบั ชนั้ 1.4 การวิเคราะหต ัวชว้ี ดั และเตรียมการจกั ารเรยี นรูบูรณาการ 1.5 การจดั ทาํ ตารางเรียนรายวชิ าและตารางเรียนรวม 2. หนว ยท่ี 2 การสรางแรงบันดาลใจใฝอ ยากรู ประกอบดว ย 2.1 การจัดทาํ หนวยการเรียนรบู รู ณาการ 2.2 การจดั กิจกรรมการเรียนรูภาคปฏิบัตหิ อ งเรียนรวม 2.3 การจัดกิจกรรมการเรยี นรูภ าคทฤษฎคี วามรูหองเรียนปกติ 2.4 การเตรยี มแผนการเรยี นรแู ละเอกสารการเรียนรู 3. หนว ยท่ี 3 การเจาะลกึ ถงึ แกน ความรู ประกอบดวย 3.1 การใชบ รรณานุกรมนําทางสูการสืบคน 3.2 การวางแผนการสืบคน วิเคราะหห าขอ เทจ็ จรงิ 3.3 การลงมอื ปฏิบตั ิพสิ ูจนความจรงิ 3.4 การวางแผนขัน้ ตอนการผลติ ผลงานบรกิ ารสงั คม 4. หนวยที่ 4 การตกตะกอนความรูสคู วามภาคภูมใิ จ ประกอบดวย 4.1 การสรา งแรงบนั ดาลใจในประโยชนของสงั คม 4.2 การสรา งกระบวนงานผลิตผลงานและนวตั กรรม 4.3 การจดั การความรู นําเสนอและสอ่ื สาร 5. หนวยท่ี 5 การประมวลความงดงามทางจริยธรรมในศตวรรษที่ 21 ประกอบดวย 5.1 การวัดผลประเมินผลความเจริญงอกงามดานพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะ พสิ ยั 5.2 ทกั ษะ และคานยิ ม จากกจิ กรรมตามหลักสูตร และเสรมิ หลกั สูตร 5.3 การจัดทาํ แฟมสะสมงานสูเสน ทางการศกึ ษาตอ และการประกอบอาชีพ หนวยปฏบิ ตั ทิ ี่ 1 การรจู กั ชมุ ชน ถน่ิ ฐาน ภมู ิลาํ เนา หลักสูตรสถานศึกษามุงหวังการนําเอาบริบท สภาพแวดลอม และการประกอบอาชีพของประชาชนในชุมชน ถ่ินฐาน และภูมิลําเนามาเปนสถานการกระตุนใหนักเรียนไดรูจัก เกิดประเด็นสนใจอยากรู นําไปสูการสืบคนรวบรวมทฤษฎีความรู 8 กลุมสาระการเรียนรูตามหลักสูตร และความรูเชิงบูรณาการในศตวรรษท่ี 21 โดยใชทักษะในศตวรรษท่ี 21 สรางกระบวนการคิด การปฏิบัติ และแกปญหา ใหเกิดการเรียนรูในทักษะการทํางาน และทักษะชีวิต รวมถึงการรูเทาทันส่ือ เทคโนโลยี 28
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21สารสนเทศ นําไปสูการจุดประกายความสนใจใหอยากรู อยากสรางจินตนาการปฏิบัติในเรื่องที่ไกลตัวออกไปสคู วามรตู ามหลกั สากล 1. การจดั คลงั ทะเบียนแหลงเรยี นรู และคลงั ทะเบียนอาชพี สถานศึกษาดําเนินการสํารวจสภาพบริบท สภาพแวดลอม และการประกอบอาชีพในชุมชน ถิ่นฐาน และภูมิลําเนาเพ่ือนําขอมูลมาใชวิเคราะหปจจัยภายนอกที่เปนความตองการและเอื้อตอการพัฒนาทรัพยากรคนในทองถิ่นท่ีสอดคลองกับปจจัยภายในท่ีมีความพรอม หรือเตรียมข้ึนมาไดของสถานศึกษา จัดทําเปนโครงสรางหลักสูตรสถานศึกษาท่ีมีการจัดทําโปรแกรมการเรียนได 29
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21สอดคลองกับกลุมอาชีพของทองถ่ิน และสถาบันการศึกษาตอ รวมถึงสอดคลองกับการใชแหลงเรียนรูและแหลงจัดประสบการณทั้งของทองถิน่ ชุมชน และของสถานศึกษา ซ่ึงสถานศึกษานํามาจัดเก็บในรูปคลงั ทะเบยี นแหลง เรียนรู 3 ดาน และคลงั ทะเบียนกลมุ อาชพี ของทอ งถ่ินอีกทีห่ น่งึ 1.1 คลงั ทะเบียนแหลงเรียนรู แบงเปน 3 ดาน ไดแก ดานกายภาพ ดา นชีวภาพ และดานวถิ ีชุมชน (1) ดานกายภาพ เปนเร่ืองเกี่ยวกับสิ่งท่ีไมมีชีวิต เปนสภาพแวดลอมที่อยูรอบ ๆ ตัวเรา ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ลักษณะทางกายภาพเชงิ ภมู ิศาสตรในพื้นท่ชี ุมชน ถ่ินฐาน และภูมิลําเนา ไดแกปรากฏการณทางดาราศาสตร เกิดฤดูกาล กลางวัน กลางคืน ขางขึ้นขางแรม น้ําขึ้นน้ําลง จันทรุปราคาและสุริยุปราคา เปนผลมาจากปรากฏการณทางดาราศาสตร โลกโคจรรอบดวงอาทิตย ดวงจันทรหมุนรอบตัวเอง ขณะเดียวกันก็โคจรรอบโลก และโคจรรอบดวงอาทิตย ปรากฎการณทางภูมิประเทศเกิดลักษณะของแผนดินมีลักษณะสูง ๆ ตํ่า ๆ เปนภูเขา ที่ราบ ท่ีราบสูง แมน้ํา หนอง บึง ลักษณะภูมิประเทศแตละแบบ จะมีความสําคัญตอการดํารงชีวิตของประชากร บริเวณท่ีราบลุมหรือที่ราบริมฝงแมน้ํา มักมีผูคนอาศัยอยูอยางหนาแนน ทําการประมง และทําการเพาะปลูกเปนอาชีพหลักปรากฎการณทางภูมิอากาศ เกิดลักษณะอากาศเกิดข้ึนเปนประจําในทองถิ่น ในระยะเวลาหนึ่งที่ยาวนานพอสมควร เกิดลักษณะอากาศประจําถ่ิน ไดแก อณุ หภมู ิ ปริมาณน้ําฝน ลม และทิศทางลม เปนตน ปรากฎการณทางภูมิธรณี เกิดลักษณะของหินและแรธาตุ ซ่ึงพบไดอยูท่ัวไปตามผิวเปลือกโลก แรสวนมากจะเกดิ รวมกับหนิ ชนิดตาง ๆ เมื่อหินผุพังทลาย แรจะถูกกระแสนํา้ พัดลงมาสูทตี่ ่ําเพ่ือไปรวมกับกระแสแร ปรากฎการณทางภูมิปฐมพี เกดิ ลกั ษณะของดนิ ชนิดตาง ๆ ดินเกดิ จากวตั ถธุ รรมชาติที่ทบั ถมปกคลุมผิวโลก เชน เศษดิน ซากพืช ซากสัตว แรธาตุตาง ๆ เปนตน ดินในแตละพ้ืนที่จะมีคุณสมบัติแตกตางกัน การอุมนํ้า สีของดิน ความอุดมสมบูรณ ปรากฎการณทางภูมิอุทก เกิดแหลงนํ้าธรรมชาติแมน้ํา ลําคลอง หวย บึง หนอง ทะเล ทะเลสาบ ปจจัยที่ควบคุมภูมิอุทก ไดแก ลักษณะภูมิประเทศฤดูกาลปริมาณนํ้าฝน ปรากฎการณทางภูมิพฤกษ เกิดลักษณะของชนิดและพรรณไมประจําถ่ินท่ีขึ้นเองตามธรรมชาติ ตามอิทธพิ ลของภมู อิ ากาศ ภูมปิ ระเทศ (2) ดา นชวี ภาพ เปนเร่ืองสืบเน่ืองมาจากส่ิงที่ไมมีชีวิตเกิดการรวมกลุม อยูอาศัยของสิ่งมีชีวิตตาง ๆ อันเนื่องมาจากความหลากหลายทางชีวภาพมีอยูระหวางสายพันธุ ระหวางชนิดพันธุ และระหวางระบบนิเวศ ไดแก ความหลากหลายทางชีวภาพระหวางสายพันธุ ที่เกิดจากความแตกตางระหวางพันธุพืชและสัตวตางๆ ท่ีใชในการเกษตร ความแตกตางหลากหลายระหวางสายพันธุ ทําใหสามารถเลือกทางการเกษตร สายพนั ธุป ศุสัตว และสัตวปก เพอ่ื ใหเหมาะสมตามความตอ งการของตลาดความหลากหลายระหวา งชนดิ พนั ธุ สามารถพบเห็นไดโดยท่ัวไปถึงความแตกตางระหวางพชื และสัตวแตละชนิด ไมวาจะเปนสัตวที่อยูใกลแบบสัตวเลี้ยง หรือส่ิงมีชีวิตที่อยูในปาเขาลําเนาไพร โดยมีพื้นท่ีธรรมชาติเปนแหลงที่อยูอาศัยของสิ่งมีชีวิตที่แตกตางหลากหลาย แตวามนุษยไดนําเอาส่ิงมีชีวิตมาใช 30
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21ประโยชนทางการเกษตร และอุตสาหกรรม ความหลากหลายระหวางระบบนิเวศเปนความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งซับซอน สามารถเห็นไดจากความแตกตางระหวางระบบนิเวศประเภทปาดงดิบ ทุงหญาปาชายเลน ทะเลสาบ บึง หนอง ชายหาด แนวปะการัง ตลอดจนระบบนิเวศท่ีมนุษยสรางขึ้น เชน ทุงนา อางเก็บนํ้า หรือแมกระทั้งชุมชนเมอื งของเราเอง ในระบบนิเวศเหลา นี้ ส่ิงมีชีวิตก็ตา งชนิดกัน และมีสภาพการอยูอาศัยแตกตางกัน ความแตกตางหลากหลายระหวางระบบนิเวศ ทําใหโลกมีถ่ินที่อยูอาศัยเหมาะสมสําหรับสิ่งมีชีวิตชนิดตางๆ ระบบนิเวศแตละประเภทใหประโยชนแกการดํารงชีวิตของมนุษยแตกตางกัน หรืออีกนัยหนึ่งใหบริการทางสิ่งแวดลอม' (environmental service) ตางกันดวย อาทิ ปาไมทําหนาท่ีดูดซับนํ้า ไมใหเกิดนํ้าทวมและการพังทลายของดิน สวนปาชายเลนทําหนาที่เก็บตะกอนไมใหไปทบถมจนบริเวณปากอาวต้ืนเขิน ตลอดจนปองกันการกัดเซาะบริเวณชายฝงจากกระแสลมและคลื่นดวย (3) ดานวิถีชุมชน เปนเร่ืองเก่ียวกับวิถีชีวิตหรือการดําเนินชีวิตที่เกิดจากมนุษยสรางข้ึน ในดานศิลปวัฒนธรรม อนั เปนความงดงามและสนุ ทรยี ภาพทางศิลปวัฒนธรรม ทางดานอัครศิลปน วรรณศิลปทัศนศิลป หรือศิลปะสถาปตยกรรม ศิลปะการแสดง เพลงพ้ืนบาน ภาพยนต ดานสถาปตยกรรมและวิศวกรรม เร่ืองการกอสราง ปติมากรรมตาง ๆ จติ กรรม ดานการดําเนินชีวิตความเปนอยเู กิดกติกา ขอ งตกลง กฎ ระเบียบรวมกัน เกิดเปนวัฒนธรรม ประเพณี ตามความเชื่อตาง ๆ ท่ีแตกตางกันไปในแตละถิ่นฐานที่ตั้ง สรุปตามที่กลาวมา คือ สถาปตยกรรมการกอสราง วัฒนธรรมรวมสมัย มรดกทางวฒั นธรรม วฒั นธรรมพนื้ บาน ภูมปิ ญญามรดกทางปญ ญา การละเลนในอดีต 1.2 คลงั ทะเบยี นกลุม อาชีพ เปนไปตามการจัดเก็บประเภทอาชีพตามมาตรฐานสากล ตามที่สํานักงานสถติ ิแหงชาติไดดําเนินการจดั ทําขึน้ โดยมวี ัตถปุ ระสงคเ พื่อนาํ ไปใชในโครงการสํามะโน และสํารวจตาง ๆของสํานักงานสถิติแหงชาติ ในการดําเนินการจัดต้ังคณะทํางานมาตรฐานสถิติ และคณะทํางานยอยจัดทํามาตรฐานการจําแนกขอมูลสถิติ (อาชีพ) ขึ้น เพ่ือพิจารณาจัดประเภทอาชีพของประเทศใหเปนมาตรฐานสากล โดยใชเอกสาร International Standard Classification of Occupations (ISCO-88)ขององคการแรงงานระหวางประเทศ (ILO) เปนหลักในการพิจารณา ซึ่งผูใชขอมูลสถิติอาชีพสามารถนําไปเปรียบเทียบกับขอมูลของประเทศอ่ืนท่ีใชมาตรฐานเดียวกันได ดังมีโครงสรา งของการจัดประเภทอาชพี และรายละเอยี ดโครงสรา งของการจดั ประเภทอาชพี ดงั นี้ 31
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โครงสรางของการจัดประเภทอาชีพตามมาตรฐานสากล (http://service.nso.go.th/nso/knowledge/standard/page2.htm)ดังตารางแสดงประเภทอาชพี จาํ นวนหมวด หมูและรหัสอาชีพ ประเภทอาชีพ หมวด หมู รหัสอาชพี1.ผูบัญญตั กิ ฎหมายขา ราชการระดับอาวุโสและผูจดั การ 3 8 332. ผปู ระกอบวิชาชีพดานตาง ๆ 4 18 553. ชา งเทคนคิ สาขาตาง ๆ และผปู ระกอบวชิ าชีพอื่น ๆทีเ่ ก่ียวของ 4 21 734. เสมียน 2 7 235. พนกั งานบรกิ าร และพนักงานขายในรา นคาและตลาด 2 9 236. ผูปฏิบัตงิ านทีม่ ฝี มือในดานการเกษตรและการประมง 2 6 177. ผูปฏบิ ัตงิ านในธุรกจิ ดา นความสามารถทางฝม ือและธุรกิจอืน่ ๆ ทเ่ี ก่ียวของ 4 16 708. ผูป ฏบิ ัตกิ ารเครอ่ื งจกั รโรงงานและเคร่อื งจกั ร และผูป ฏิบตั ิงานดา นการ 3 20 70ประกอบ 3 10 259. อาชพี ข้นั พื้นฐานตา ง ๆ0. กองกําลังทหารติดอาวุธตา ง ๆ (สามเหลา ทพั ) 11 1รวม 28 116 390 โครงสรางของรหัสอาชีพ ใชแทนดว ยเลขรหัส 4 ตัว ซ่ึงแสดงถึง ประเภทอาชีพ หมวดหมแู ละรหสั อาชพี ไดด งั ตัวอยางตอไปน้ี ชอื่ รหสั อาชพี เลขรหัสประเภท ผูบ ญั ญัติกฎหมาย ขาราชการระดบั อาวโุ สและผจู ัดการ 1อาชีพหมวด ผูบัญญตั ิกฎหมายและขา ราชการระดับอาวุโส 11หมู ผูบญั ญัติกฎหมาย 111รหัสอาชีพ ผบู ัญญตั กิ ฎหมาย 1110 32
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 ตัวอยาง รายละเอียดโครงสรางของการจัดประเภทอาชีพตามมาตรฐานสากล(http://service.nso. go.th/nso/knowledge/standard/page3.htm) มีดังน้ี ประเภทที่ 1 : ผบู ัญญตั ิกฎหมาย ขา ราชการระดบั อาวโุ ส และผูจ ดั การ ประเภทที่ 2 : ผปู ระกอบวิชาชีพดา นตา ง ๆ ประเภทท่ี 3 : ชา งเทคนคิ สาขาตา ง ๆ และผปู ระกอบวชิ าชพี อ่นื ๆ ท่ีเกี่ยวขอ ง ประเภทท่ี 4 : เสมยี น ประเภทที่ 5 : พนักงานบรกิ าร และพนักงานขายในรา นคา และตลาด ประเภทท่ี 6 : ผูปฏิบตั ิงานทมี่ ฝี มือในดา นการเกษตรและการประมง ประเภทท่ี 7 : ผูป ฏิบัตงิ านในธุรกิจดา นความสามารถทางฝมือและธุรกจิ อน่ื ๆ ที่เกีย่ วของ ประเภทที่ 8 : ผูปฏิบตั กิ ารเคร่อื งจักรโรงงานและเครอ่ื งจกั ร ประเภทท่ี 9 : อาชพี ขั้นพ้ืนฐานตา ง ๆ หมวด91 : อาชีพข้ันพ้นื ฐานตา ง ๆ ในดา นการขายและการใหบ ริการ หมู 911 : ผูป ฏิบัติงานดานการจาํ หนา ยสินคาขา งถนนและผปู ฏบิ ตั งิ านอืน่ ๆ ที่เกย่ี วของ รหสั อาชพี 9111 : ผูปฏิบตั งิ านจาํ หนายอาหารตามขางถนน ทาํ หนา ที่จดั หาอาหารและเครื่องด่ืมไวเ พ่ือการจําหนาย โดยเคลอ่ื นยา ยไปตาม สถานที่ตาง ๆ ท่ีมีลกู คา เชน สวนสาธารณะ สถานีขนสง บานพักอาศยั ฯลฯ ขายอาหารตลอดจนเคร่ืองดม่ื ทง้ั รอ นและเยน็ รวมถึงการจําหนายผกั สด ผลไม ไอศกรีม ฯลฯ เชน คนเรขายเครื่องดื่ม อาหารตามขา งถนน คนเรขายเคร่ืองดื่ม อาหารวางตามโรงภาพยนตร โรงละคร สถานีขนสง สวนสาธารณะ คนเรขายยาคูลท คนเรข ายนมสด รหสั อาชีพ 9112 : ผปู ฏิบตั ิงานจําหนา ยสินคา ทีไ่ มใชอ าหารตามขางถนน รหสั อาชพี 9113 : ผูปฏบิ ัติงานขายสนิ คา แบบเคาะประตูเรยี กและแบบผา นทางโทรศัพท หมู 912 : ผปู ฏบิ ัติงานดา นการทําความสะอาดรองเทาและอาชีพขัน้ พ้ืนฐานตาง ๆ หมู 913 : ผูชวยปฏิบตั งิ านดานการทํางานบานและผชู วยปฏบิ ัติงานอ่ืน ๆ ท่ีเก่ยี วของ ผปู ฏบิ ัติ งานดา นการทําความสะอาดและซักรีดเสื้อผา หมู 914 : ผปู ฏบิ ัติงานดูแลในดา นการดแู ลรกั ษาอาคาร สงิ่ ปลูกสราง ผปู ฏิบตั ิงานทาํ ความสะอาด หนาตางและผูป ฏิบตั งิ านทําความสะอาดอนื่ ๆ ท่เี กี่ยวของ หมู 915 : ผปู ฏิบัติงานสงขา วสาร ผูปฏิบัติงานขนกระเปา เดนิ ทาง ผปู ฏบิ ัติงานเฝา เปด – ปด ประตู และผปู ฏิบัติงานอืน่ ๆที่เกยี่ วขอ ง หมู 916 : ผูปฏิบตั งิ านเกบ็ รวบรวมขยะและผใู ชแ รงงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ หมวด92 : ผใู ชแ รงงานทางดานการเกษตร การประมงและผใู ชแ รงงานอ่นื ๆ ทเี่ ก่ียวขอ ง หมวด93 : ผูใชแ รงงานในดานการทาํ เหมืองแร การกอสรา ง การผลติ และการขนสง 33
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 ประเภทที่ 0 : กองกําลังทหารติดอาวธุ ตาง ๆ (สามเหลา ทพั ) 2. การจดั ทําโปรแกรมการเรยี นสูเ สน ทางการศกึ ษาตอ และการประกอบอาชีพ จากการวิเคราะหปจจัยเอื้อตอโอกาสของบริบท สภาพแวดลอมของชุมชน ถ่ินฐานและภูมิลําเนาท่ีมีตอการประกอบอาชีพในกลุมอาชีพประเภทตาง ๆ ทําใหสถานศึกษามีขอมูลในการตัดสินใจในการเปดโปรแกรมการเรียน บรรจุเขาไปในโครงสรางหลักสูตร อันเปรียบเสมือนเข็มทิศนําทางใหกับนักเรียนไดเรียนรูและรูจักการประกอบอาชีพในชุมชน ถิ่นฐานในระดับช้ันมัธยมศึกษาปที่ 1และปท่ี 2 สามารถตัดสนิ ใจเลอื กเขาสลู กู ลมุ อาชีพตามความถนดั และสนใจในระดับชั้นมัธยมศึกษาปท ี่ 3ทําใหตัดสินใจศึกษาตอในโปรแกรมการเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพสายอาชีวศึกษา และศึกษาตอในสาขาระดบั อุดมศึกษาเพ่ือการประกอบอาชีพรองรับการกลับมาพัฒนาถิ่นฐาน และภูลําเนาตอไป ดังนั้นการเปดวิชาเพ่ิมเติมในโปรแกรมการเรียนจึงมีความหมายที่สําคัญอยางย่ิงในการเลือกสาขาการศึกษาตอสูเสนทางประกอบอาชีพของตัวนักเรียนเปนรายบุคคล(Carrier Parts) ซ่ึงจําเปนตองจัดเก็บขอมูลสารสนเทศดานความรู ความสามารถ สมรรถนะ และคุณลักษณะตามหลักสูตรจาก ปพ. 5 และคุณลักษณะของนักเรียนในศตวรรษท่ี 21 รวมถึงผลงานของนักเรียนจาการเรียนรู เพ่ือการสงตอจากระดับช้ันหน่ึงไปอีกระดับชั้นหนึ่ง รวมถึงใชเปนขอมูลการตัดสนิ ใจในการรบั เขาศกึ ษาตอ ในสาขาอาชพี ของตา งสถาบันตอ ไป 3. วิเคราะหส ัดสวนเวลาและประเภทของตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชา 34
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 หลักการจัดทําหนวยการเรียนรูบูรณาการ คือการนําเอาหนวยการเรียนรูของรายวิชาในระดับชั้นเดียวกัน หรือขามระดับชั้น มาออกแบบกิจกรรมการเรียนรูแบบสหวิทยาการ หรือออกแบบหนวยการเรียนรูบูรณาการ โดยเร่ิมจากครูท่ีไดรับมอบหมายใหจัดการเรียนรูในรายวิชาและระดับช้ัน จะทําการวิเคราะหตัวช้ีวัดมาตรฐานรายวิชา หรือผลการเรียนรู ในรายวิชาท่ีครูผูสอนรับผิดชอบ จัดกลุมของตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชา กําหนดเปนหนวยการเรียนรู โดยที่ตัวช้ีวัดมาตรฐานรายวิชาแตละตัวจะตองนํามาวิเคราะหประเภทของการวัดและการเรียนรู วาเปนประเภทความรู(Cognitive domain) ประเภททักษะการปฏิบัติ (psychomotor domain) หรือประเภทเจตนคติ(affective domain) ซ่ึงความสําคัญในการจัดกระบวนการเรียนรูครูตองวิเคราะห และตอบใหไดวาสัดสวนเวลา และนํ้าหนักคะแนน ในการจัดหนวยการเรียนรูจะใหน้ําหนักระหวางภาคทฤษฎีความรูหรือ Knowles กับภาคปฎิบัติที่เนน ทักษะกระบวนการ (Skills) ท่ีใชประเมินสมรรถนะ(psychomotordomain) และคุณลักษณะ(affective domain) เปนสัดสวนอยางละเทาไร ทั้งนี้เวลาจะเปนไปตามหนวยการเรียน และคาบเวลาของโครงสรางหลักสตู ร คือ 1 คาบตอสปั ดาห เทากับ 0.5 หนวยการเรียนและ 20 คาบตอสัปดาห เทากับ 1 ภาคเรียน โดยตัดคาบแรกที่เปนการช้ีแจงโครงการสอนของการจัดการเรียนรู และตัดคาบการสอบกลางภาค และปลายภาคเรยี นออก 2 สัปดาห ที่เหลอื จงึ จะวิเคราะหเปนนํ้าหนักเวลา และคะแนนของแตละตัวชี้วดั มาตรฐานรายวิชา และวเิ คราะหน ํ้าหนกั เวลาและคะแนนของประเภทของการวดั และการเรียนรูประเภทความรู และประเภททกั ษะกระบวนการ ครูผูรับผิดชอบการจัดการเรียนรูในแตละระดับช้ันจะตองวิเคราะหสาระสําคัญรายวิชาของแตละหนวยการเรียนรู เพื่อวิเคราะหหาความเกี่ยวของสัมพันธกันระหวางสาระเน้ือหา(Content) กับฐานการจัดประสบการณ โดยเฉพาะกระบวนการในหนวยการเรียนรูบูรณาการ นํามาใชเปนสถานการกระตุนเขาสูหนวยการเรียนรู และออกแบบการจัดกิกรรมการเรียนรูอีกทีหนึ่ง แสดงวาหนวยการเรียนรูของรายวิชาใดสามารถนําไปวางไวหนวยเรียนรูบูรณาการเดียวกันไดก็จะทําการจัดทําหนวยการเรียนรูบูรณาการได สําหรับตัวช้ีวัดมาตรฐานรายวิชาท่ีมีสาระเนื้อหาที่มีความซับซอนยุงยากแกการทําความเขาใจ ครูยังคงเลือกไมนําไป บูรณาการ เลือกท่ีจะช้ีแนะกระตุนสรางกระบวนการเรียนรูในหอ งเรยี นไดเชน กัน 4. การจัดทาํ หนวยจัดประสบการณร ะดับช้นั และหนวยเรยี นรูบูรณาการ 35
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 หลังจากสถานศึกษาจัดทําคลังทะเบียนแหลงเรียนรูที่เปนบริบท สภาพแวดลอมของชมุ ชน ทองถ่ิน และตดั สินใจเปดโปรแกรมการเรียนที่เปนเสนทางการศึกษาตอ สูการประกอบอาชีพของนักเรยี นในอนาคตแลว สถานศกึ ษาตองเตรียมแหลง จัดประสบการณเ ชงิ บูรณาการณของระดับช้ันตาง ๆที่จะไดใชเปนสถานการณ หรือสถานท่ีสรางแรงบันดาลใจเกิดคําถามอยากรูในบริบท สภาพแวดลอมท่ีเปนชุมชน ถ่ินฐาน และภูมิลําเนาของเขา ตามหลักการเรียนรูจากส่ิงไกลตัวไปสูส่ิงท่ีไกลตัวออกไปเพื่อใหค รใู ชเ ปนกุศโลบายกระตนุ เชื่อมโยงเขาสตู วั ช้ีวัดมาตรฐานรายวชิ า ของสาระสาํ คัญรายวชิ าตาง ๆ สถานศึกษาตองวางแผนการจัดแหลงประสบการณใหนักเรียนแตละระดับช้ันไดเรียนรู โดยเม่ือศึกษาจบประโยคการศึกษาแลวนักเรียนจะไดรูจักบริบท สิ่งแวดลอม และการประกอบอาชีพในชุมชน ถ่ินฐาน และภูมิลําเนาของตนไดมากท่ีสุด แหลงจัดประสบการณเปนการ บูรณาการแหลงเรียนรูดานกายภาพ ดานชีวภาพ และดานวิถีชุมชนไวในพ้ืนที่หรือสถานที่ตั้งเดียวกัน ซึ่งจะเปนท่ีซ่ึงครูใชออกแบบกิจกรรมการลงพื้นที่ภาคสนามสํารวจสรางแรงบันดาลใจใหนักเรียนตั้งเปนคําถามที่อยากรู เมื่อสถานศึกษากําหนดชื่อแหลงจัดประสบการณ และระดับช้ันท่ีใชจัดประสบการณไดครอบคลุมแลว สถานศึกษาจะตองพัฒนาและจัดทําหนวยเรียนรูบูรณาการในแตละหนวย (ฐานการเรียนรูเชิงบูรณาการ) โดยจําลองสถานการณของแหลงเรียนรูแบบตาง ๆ เปนฐานจัดประสบการณยอยๆ แสดงใหเห็นขั้นตอนหรือกระบวนการ ต้ังแตเกิด หรือมีทรพั ยากรในแหลง เรียนรู การอนรุ ักษดูแลหรือนําไปใชประโยชนจากแหลงเรียนรู การสรางกระบวนการผลิตในการนําไปสูการแปรรูป การสรางมูลคาเพิ่มและกระบวนการของผูประกอบการทางธุรกิจการคา หรือในรูปแบบอ่ืน ๆ ท่ีเปนการจัดประสบการณใ หกบั นักเรยี นอยางหลากหลาย 5. การจดั ทาํ ตารางเรยี นรายวชิ า และตารางเรยี นรวม เมื่อครูและฝายบริหารรูจํานวนคาบเวลาของภาคทักษะกระบวนการ และจํานวนคาบเวลาภาคทฤษฎีความรูท้ังแบบที่ไมเลือกบูรณาการ และเลือกนําไปบูรณาการ สถานศึกษาจะตองวางแผนการจัดตารางสอนใน 2 แบบ คือ 1. แบบไมบูรณาการใชกับสาระเน้อื หาภาคทฤษฎีความรทู ี่มคี วามซับซอ นยุงยากตอการทําความเขาใจจะตองจัดตารางสอนใหมีการจัดการเรียนรูในหองเรียนที่มีการนําความรูจากการสืบคนมาแนะนําทําความเขาใจในหองเรียนท่ีมีครูเปนผูกระตุนแนะนําและมีการใหรายงานการจัด 36
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21ประสบการณและความรูท่ีไดจากการสืบคนและการเรียนเรียนรูเพ่ือผูตรวจสอบความรูรวมถึงการปรับซอมใหเปนไปตามสาระของตวั ชว้ี ดั มาตรฐานรายวิชา 2. แบบบูรณาการใชกับสาระเน้ือหาภาคทฤษฎีความรูที่นักเรียนอาน สืบคน ทําความเขาใจเองได และภาคทักษะกระบวนการ หรือภาคปฏบิ ตั ิ โดยจดั ตารางสอนจัดกระบวนการเรียนรูในหองเรียนรวม หรือ Study Room เปนสถานที่ใชช้ีแจงการทํากิจกรรมภาคสนาม หรือภาคปฏิบัติเพื่อลงสูการปฏิบัติในการสืบคนรวบรวมความรูและกลับมาบันทึกรายงานการจัดประสบการณ ลงไปปฏิบัติการสํารวจในแหลงจัดประสบการณ สรางแรงบันดาลใจตั้งคําถามอยากรู และกลับมาเขียน และบันทึกการรายงานประเด็นคําถามอยากรู พรอมหลักฐานอางอิง รวมถึงจัดกิจกรรมกลุม แลกเปลี่ยนประเด็นความรูระหวางนักเรียนดวยกัน จัดกิจกรรมอภิปรายกลุมในประเด็นคําถามที่อยากรูกับกระทูท่ีครูสรา งจากสาระสาํ คญั รายวิชา จัดกิจกรรมตดิ ตามสรปุ ผลความกาวหนา การสืบคนรวบรวมความรู การตดิ ตามแกไขขอติดขัดและประเด็นปญหาของนักเรียนรายบุคคลหรือกลุมที่มีประเด็นแบบเดียวกัน เปนตน หนวยท่ี 2 การสรา งแรงบนั ดาลใจใฝอยากรู เมื่อครูทุกรายวิชาท่ีไดรับมอบหมายใหจัดการเรียนการสอนจะทําการวิเคราะหตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชาถึงน้ําหนักเวลาและคะแนน และประเภทของการเรียนรูดานความรู(Knowles) ดานทักษะกระบวนการ (Skills) ทั้งแบบ psychomotor domain และแบบ affectivedomain เพ่ือจัดทําหนวยการเรียนรูของรายวิชา ซึ่งเวลาท้ังหมดของทุกหนวยการเรียนรูรวมกับเวลา 37
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21สอบกลางภาค และปลายภาค รวมถึงเวลาการช้ีแจงโครงการสอนแลว ตองไดเทากับเวลาตามหนวยกิตของโครงสรางรายวิชา จากน้ันใหพิจารณาบริบท สภาพแวดลอม และลักษณะอาชีพของหนวยจัดประสบการณท่ีสถานศึกษากําหนดใหแตละระดับช้ันไดเรียนรู ใหครูพิจารณานํากลุมตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชาหรอื หนวยการเรียนรูไปวางไวท่ีหนวยบูรณาการ ที่เปนหนวยยอยของหนวยจัดประสบการณในแตละระดับชั้น โดยวิเคราะหตามความสอดคลองของสาระเนื้อหาของตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชา กับสภาพบรบิ ท และกระบวนการในแตละหนวยเรยี นรูบรู ณาการ ซึง่ ในหนว ยเรียนรูบรู ณาการจะมีกลุมของตวั ชี้วัดท่ีมาจากหลายรายวิชา ท่ีจะมีการออกแบบกิจกรรมการเรียนรูรวมกับกลุมครูผูสอนไปสูกิจกรรมการสรางทักษะกระบวนการตอไป สําหรับตัวชวี้ ัดมาตรฐานรายวิชาท่ีเปนทฤษฎีความรูท่ีซับซอนยุงยากใหกันคาบเวลาไวเพ่ือออกแบบการจัดการเรียนรูที่จะช้ีแนะกระตุนสรางกระบวนการเรียนรูในหองเรียนตอ ไป 1. การจดั ทําหนว ยการเรียนรูบรู ณาการ หนวยจัดประสบการณเปนอาณาเขตพ้ืนท่ีท่ีรวมแหลงเรียนรูหลาย ๆ ส่ิงที่ถูกผูกโยงเปนเร่ืองราวที่เปนลักษณะเดน หรือจุดขายของทองถ่ินที่ มีการบูรณาการของแหลงเรียนรูดานกายภาพ ดานชีวภาพ และดา นวิถีชมุ ชนเขา ไวดว ยกัน โดยสถานศกึ ษาจะเปนผูกาํ หนดใหแตละระดบั ช้ันไดรูจัก และเรียนรูในบริบท สภาพแวดลอม และอาชีพของชุมชน ทองถ่ินของแตละหนวยจัดประสบการณท่ีแตกตางกันไปจากระดับชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 1 จะเรียนรูในส่ิงใกลตัวท่ีเปนเร่ืองความเปนอยูในชีวิตประจําวันในบาน ในชุมชน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 จะเรียนรูในสิ่งท่ีไกลตัวออกไปในระดับทอ งถ่นิ รวมถึงกลุมอาชีพท่ีทาํ ใหเ กิดคุณภาพชีวิตในทองถ่ินของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปท่ี3 จะเรียนรูในสิ่งที่เปนสากลในระดับจังหวัดและภูมิภาค รวมถึงกลุมอาชีพที่สรางงานสรางรายไดของทองถ่ินและจังหวัด เพ่ือนําไปสูเสนทางการศึกษาตอ และลูทางการประกอบอาชีพของนักเรียนใน 38
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21อนาคตทั้งดานสายอาชีวะ และสายสามัญ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 จะเรียนรูในส่ิงท่ีเปนสากลในระดับจังหวัดและภูมิภาคเชนเดียวกับมัธยมศึกษาปท่ี 3 แตจะมีการเช่ือมโยงไปสูความเปนสากลในระดับประเทศ รวมถึงความเปนเฉพาะดานตามโปรแกรมการเรียนของนักเรียนเพื่อเชื่อมโยงไปสูสถาบันการศึกษาตอของนักเรียน ระดับช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 5 จะเรยี นรูในส่ิงท่ีเปนสากลเชนเดยี วกับช้ันมัธยมศึกษาปท ่ี 4 แตเ นนการเชื่อมโยงไปสูการศึกษาเปรยี บเทียบในระดับความเปน สากลโลก ระดับชั้นมธั ยมศึกษาปท่ี 6 จะเรียนรใู นส่ิงท่ีนักเรียนสนใจ และถนัดตามสิ่งท่ีนักเรียนไดเลือกเรยี นในวิชาเลือกใหไดมากท่ีสุดโดยยึดหลักเกณฑความสอดคลองรองรับสาขาการศึกษาตอในสถาบันที่จะนําไปสูการประกอบอาชีพในอนาคต หนวยจัดประสบการณระดับช้ันจะใชเปนสถานการณกระตุนในการสรางแรงบนั ดาลใจใหนักเรียนเกิดนานาคําถามอยากรูในส่ิงท่ีเกิดขึน้ ทุก ๆ เร่ืองในชุมชน ทองถิ่นของนักเรยี น ซึ่งทีมคณะครูของระดับชั้นจะตองเตรียมใบกิจกรรมการมอบหมายงานการลงสํารวจพื้นท่ีในสภาพจริงหรือที่เรียกวาภาคสนาม เพ่ือใหนักเรียนไปสัมผัส และถูกกระตุนดวยแหลงจัดประสบการณจริงเกิดสารพัดคําถามอยากรู เพื่อนําไปสูการจัดกิจกรรมกลุมแลกเปลี่ยนความเห็น ตั้งเปนสมมติฐานคําตอบท่ีเปนไปไดมากที่สุด และจัดทําผังมโนทัศนแสดงความเชื่อมโยงเก่ียวของกับสาระสําคัญรายวิชาตาง ๆตามประเด็นกระทูท่ีคณะครูตั้งขึ้น เพื่อใหนักเรียนอภิปรายเช่ือมโยงไปสูสาระเนื้อหาที่จะเรียนรูในรายวชิ าตา ง ๆ ตอไป 1. การเตรียมการสํารวจ ทีมคณะครูจะเตรียมใบกิจกรรมมอบหมายงานใหนักเรียนศึกษาความรูเบ้ืองตนจากคลังทะเบียนแหลงเรียนรู และคลังทะเบียนแหลงอาชีพ เพื่อใหนักเรียนไดสืบคน และรวบรวมความรูทั้งประสบการณเดิมและความรูจากที่สืบคนทําใหรูจักและเขาใจความเปนทอ งถ่ินของตนเองมากขึ้น พรอ มกับต้ังประเด็นเบ้ืองตนในสิ่งที่อยากรูและรายงานสิง่ ท่อี ยากรูใหกับทีมคณะครูเพ่ือใหครูไดวิเคราะหพื้นประสบการณเดิมและความรูเดิมของนักเรียนเปนรายบุคคลและจําแนกกลมุ ประเภทที่รูจกั และสนใจทีใ่ กลเ คยี งกัน 2. การสํารวจสรางแรงบันดาลใจ ทีมคณะครูมอบหมายกิจกรรมการทํางานตอเน่ืองมาจากใบกิจกรรมการเตรียมตัวสํารวจเปนการช้ีแจงขอปฏิบัติใหนักเรียนลงไปสํารวจพ้ืนท่ี เพ่ือไปตรวจสอบส่ิงท่ีนักเรียนอยากรูจากประสบการณเดิมและการสืบคน รวมท้ังการพบส่ิงใหมเกิดคําถามอยากรูใหม ซ่ึงในข้ันน้ีคําถามอยากรูข องนักเรียนไมม ีผิด ไมมถี ูก ถือเปนขอ คดิ เห็น และเปน สงิ่ ทค่ี รูจะไดขอมูลสะทอนกลับถึงประสบการณเดิม และพ้ืนฐานความรูเดิมของนักเรียนเปนรายบุคคลที่สามารถนํามาจําแนกเปนกลุมประสบการณของนักเรียนได นอกจากน้ันยังเปนการช้ีแจงใหนักเรียนไดทราบกําหนดการ การเตรียมตัว อุปกรณ เครื่องมือท่ีจําเปน และเรื่องความปลอดภัยในการลงภาคสนามการสรา งแรงบนั ดาลใจ 3. การายงานคําถามอยากรู ทีมคณะครูยังคงมีการมอบหมายกิจกรรมการทํางานตอเนื่องกันมา โดยเฉพาะการรายงานคําถามท่ีอยากรูที่ไดจากการเขาไปเห็นและสัมผัสในสถานการณจริง การรายงานสามารถทําไดทั้งรูปแบบรายงานเอกสาร รายงานผานระบบ email 39
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21รายงานผานระบบ online แบบ Block ชนิดตาง ๆ รวมถึงการแนบขอมูลอางอิงการลงพื้นที่จัดประสบการในรูปแบบ ภาพ เสียง วีดีโอ เปนตน ซึ่งจะนําไปใชเปนขอมูลการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรูกันตอไป 2. การจดั กจิ กรรมการเรยี นรภู าคปฏิบัตหิ อ งเรียนรวม หองเรียนรวม เปนหองหรือพื้นท่ีท่ีใชจัดกิจกรรมกลุม มีมิติท่ีสะดวกคลองตัวตอการปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมกลมุ แบบหลากหลาย ใชเ ปน สถานทชี่ แี้ จงมอบหมายกิจกรรมการทาํ งานใชเ ตรยี มกิจกรรมการทาํ งานของนกั เรียน การสรุปงานกลุม การตดิ ตามชีข้ อ เสนอแนะความกาวหนา ของกจิ กรรมการดําเนินงานของนักเรียนเปนกลุม และรายบุคคล ดังนั้นโตะ เกาอ้จี ึงตองเหมาะสมกับการจัดกิจกรรมกลมุ หรืออาจใชเปน พ้ืนท่ีสะอาดสามารถนงั่ กับพ้นื ในการทํากิจกรรมกลมุ ก็ได อุปกรณเครอ่ื งมือชว ยการสืบคน และบนั ทกึ ผลการปฏบิ ัติงานจึงควรมเี ทาที่จําเปน เม่ือนักเรียนลงปฏิบัติกิจกรรมการสรางแรงบันดาลใจภาคสนามนักเรียนจะเกิดการรับรูที่จะนําไปสูความตระหนักในเร่ืองราวของสิ่งแวดลอม สังคมวัฒนธรรมของชุมชน ถิ่นฐานบทบาทของทีมคณะครูจะใชใบกิจกรรมมอบหมายการทํางานกลุมเพ่ือใหนักเรียนนําสารพันคําถามท่ีอยากรูมาแลกเปล่ียนประสบการณกัน และจัดกลุมประเด็นคําถามอยากรูตามกลุม ตามเกณฑท่ีเปนขอ สรุปรวมกัน นําไปสูการนําเสนอผลการอภิปรายกลุม ซึ่งทีมคณะครูจะทําหนาท่ีเชื่อมโยงกลุมคําถามอยากรูที่นักเรียนนําเสนอไปสรางความสัมพันธเชื่อมโยงกับสาระสําคัญของรายวชิ าของครปู ระจําวชิ าแตละคน การนําเสนอความเช่ือมโยงของครูควรใชแผนภาพ หรือ mine map เพ่ือใหนักเรียนเห็นวาสิ่งท่ีนักเรียนสงสัยอยากรูคือหัวเร่ืองของสาระเนื้อหาของรายวิชาใดตามหลักสูตร และเปนประเด็นคําถามท่ีจะนําไปใชจัดกิจกรรมการสืบคนรวบรวมความรูกันตอไป ขอสําคัญที่ครูตองตรวจสอบก็คือคําถามที่นกั เรียนอยากรูนนั้ ครอบคลมุ ตวั ชว้ี ัดมาตรฐานรายวิชาท่ตี นรบั ผิดชอบหรอื ไม ครคู วรเติมเต็มและสรปุ ใหนกั เรียนบันทึก หรือจดั ทําแผนภาพความเชื่อมโยงเก็บเปนแผนผงั การเรยี นรขู องนักเรยี นเปน รายบุคคล 1. การแลกเปล่ียนคําถามอยากรูระหวางนักเรียนนั้น ทีมคณะครูจะใชใบกจิ กรรมการมอบหมายงานใหแลกเปล่ยี นประเด็นคําถามอยากรูของนักเรียนแตละคนพรอมกบั ใหเพื่อนแสดงความคิดเห็นในรูปแบบจัดกลุมอภิปราย หรือรูปแบบผานระบบ online แบบ Block ชนิดตาง ๆความมุงหมายเพื่อใหนักเรยี นไดนําประสบการณเดิม และความรูเดิมมาใชแลกเปลีย่ นกับเพ่ือน ๆ ซึ่งถือวานักเรียนจะไดเรียนรูประสบการณใหมจากเพ่ือนอีกทีหน่ึง และการเรียนรูในข้ันน้ีเปนเพียงขอคิดเห็น 40
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21ยังไมใชขอเท็จจริงท่ีถูกยืนยันอางอิงจารสารสนเทศท่ีเชื่อถือได กิจกรรมกลุมตอจากการแลกเปลี่ยนคําถามอยากรู คือ การใหนักเรียนหารือตั้งเกณฑการจับกลุม หรือพวก ของคําถามอยากรู ในข้ันนี้นักเรียนจะไดฝกทักษะการคิดวิเคราะห และสังเคราะหในข้ันพื้นฐาน ผลงานกลุมควรใหนักเรียนนําเสนอแลกเปลีย่ นเรยี นรูแบบขา มกลุมอีกทหี น่งึ 2. การต้ังกระทูแทนสาระสําคัญรายวิชา เปนบทบาทครูประจําวิชาจะทําการวิเคราะหสาระสําคัญรายวิชา ประกอบไปดวยตัวช้ีวัดมาตรฐานรายวิชาอะไรบาง และเมื่อจัดทําเปนหนว ยการเรยี นรแู ลวไดก ่หี นวยการเรยี นรู เมอ่ื นําไปจดั ทําหนวยบูรณารรว มกับรายวชิ าอน่ื แลวอยภู ายใตชื่อหนวยบูรณาการอะไร เนื้อหาสาระและกระบวนการของหนวยบูรณาการใหมมีความเก่ียวของและสอดแทรกกันไดอยางไร ซ่ึงครูควรลงไปสํารวจพื้นท่ี ท่ีใชเปนแหลงจัดประสบการณกอนหนานักเรียนเพ่ือนําสิ่งท่ีครูพบเห็นมาเตรียมการจัดทําชุดคําถามกระตุนความสนใจของนักเรียนภายใตสาระสําคัญรายวิชา คําถามกระตุนความสนใจก็คือคําถามที่ครูอยากรูและมีความสัมพันธเก่ียวของกับสาระเนื้อหาของตัวช้ีวดั มาตรฐานรายวิชาของครูผสู อน จากนั้นครปู ระจําวิชาตอ งเตรียมวางแผนการจดั กิจกรรมการอภิปรายกลุมของนักเรียน โดยใหนักเรียนนํากลุมคําถามอยากรู ท่ีจัดกลุมหรือพวกไวกอนหนานั้น มาอภิปรายแสดงความสัมพันธเกี่ยวของกับสาระสําคัญรายวิชาใดไดบาง โดยครูรายวิชานําสาระสําคัญรายวิชามาสรา งเปนกระททู ม่ี ปี ระเด็นการอภิปรายเปนประเด็นหัวเร่อื งตามตัวช้วี ดั มาตรฐานรายวชิ า 3. การอภิปรายคําถามอยากรูภายใตกระทู ทีมคณะครูช้ีแจงกิจกรรมการอภิปรายกลมุ ภายใตกระทตู ามกรอบประเด็นของหัวเร่ืองที่กําหนด โดยใหนกั เรียนนํากลุมคาํ ถามที่อยากรูมาอภิปรายความสัมพันธเกี่ยวของกับกระทูใดไดบาง ซึ่งข้ันตอนน้ีจะทําใหครูเห็นพื้นฐานความรูเดิมและประสบการณเดิมของนักเรียนเปน รายบุคคลและรายกลุมท่ีตองทําการบันทึกขอมูลขอ คนพบเก็บไวเพือ่ เตรียมการใหขอ เสนอแนะ หรือสงเสริมเปน กรณไี ป นกั เรยี นอาจอภิปรายความสัมพนั ธเ กีย่ วของของคําถามอยากรูกับกระทูไดไมครบทุกกระทู ดังน้ันครูควรใชคําถามกระตุนที่ไดเตรียมไวเปนตัวชวยใหนักเรียนต้ังคําถามอยากรูใหมเพื่อการอภิปรายใหเขาประเด็นกระทู หรือบางคําถามอยากรูของนักเรียนอาจจะไมตรงกับของครูทั้งหมดครูตองบันทึกประเด็นเหลานี้ไวเน่ืองจากเปนส่ิงที่นักเรียนมีมุมมองจากพ้ืนฐานประสบการณท่ีแตกตางจากของครู ซึ่งคําถามอยากรูของนักเรียนท่ีนําไปวางพรอมอภิปรายภายใตกระทูแตละกระทูครูตองวิเคราะหตรวจสอบวาครอบคลุมหัวเรื่อง หรือตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชาหรือยัง เพื่อการเติมเต็มใหกับนักเรียนไดเห็นภาพรวมท้ังหมด และมอบหมายกิจกรรมกลุมหรือรายบุคคล ในการเขียนแผนภาพ หรือ mine map ช่ือวิชา กระทู และคําถามท่ีอยากรูที่ไดขอสรุปเปนภาพรวมแลว ซึ่งจะเปนแผนการสืบคนและรวบรวมความรูของนักเรียน ในการนําสารสนเทศ พรอมบรรณานุกรมที่นาเช่ือถือไดมาอางอิงจากขอสรุปท่ีไดจากการอภิปรายที่เปนเพียงระดับความคิดเห็นนํามายืนยันการเปนระดับขอเท็จจริงตามทฤษฎีความรู ขอสรุปการอภิปรายท่ีไมมีสารสนเทศมาอางอิงหรือมีสารสนเทศท่มี าโตแยง ก็จะถูกปรบั ตกไป 4. การติดตาม วิเคราะหสรุปผลความกาวหนาของนักเรียน เปนการติดตามตรวจสอบพ้ืนฐานความรูเดิม และพ้ืนฐานประสบการณเดิมของนักเรียนท่ีเหมือน หรือแตกตางกันไปใน 41
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21แตละบุคคล ซึ่งครูจะเปนผูบันทึกจํานวนความเหมือน และจํานวนความแตกตาง พรอมกับประเด็นท่ีนักเรียนมองไดมากกวากรอบกระทู หรือมองไมครอบคลุมกระทู ที่ครูตองใชคําถามกระตุนหรือเติมเต็มให การบันทึกรายละเอียดของนักเรียนบางบุคคลควรกระทําอยางย่ิงในกรณีท่ีนักเรียนตองเติมเต็มใหเปนอยางมาก หรอื นกั เรียนที่ไมตองเติมเตม็ แตพบแววท่ีจะสงเสริมตอยอดในลักษณะความสนใจทีพ่ ิเศษและแตกตางจากกรณีท่ัว ๆ ไป นอกจากการติดตามตรวจสอบดังกลาวแลว การตรวจงานแผนผังการเรียนรู หรอื mine map ของนักเรียนรายบุคคล จะทําใหครูเห็นแผนผังการเรียนรูของนักเรียน และจะไดชวยสนับสนุนสงเสริมความกางหนาการเรียนรูไดชัดเจนขึ้น นอกจากน้ีเครื่องมือวัดคุณภาพการปฏิบัติงานท่ีนักเรียนแสดงออกตามกระบวนการท่ีหมอบหมายไวตามใบกิจกรรมถือวามีความสําคัญตอการเกดิ ทักษะการปฏบิ ัติ ทจ่ี ะนาํ ไปสกู ารประเมินสมรรถนะ และคณุ ลกั ษณะของนักเรียนเปนรายบุคคล 5. การเฉลยเร่ืองที่จะเรียน (สาระสําคัญรายวิชา) และหัวเรื่องท่ีจะสืบคน(ตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชา) เปนกระบวนการสรางแผนผังการเรียนรู ต้ังแตช่ือเร่ืองที่จะเรียนรู และหัวเรื่องที่จะทําการสืบคนรวบรวมสรางองคความรู ซึ่งครูผูสอนรายวิชาจะชวยเติมเต็มคําถามที่นักเรียนอยากรู ซึ่งคอื การเติมประเด็นใหครอบคลุมตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชาตา ง ๆ หรืออีกนยั ก็คือเปนการบอกหัวเร่ืองที่จะทําการสืบคนภายใตสาระสําคัญรายวิชา ซ่ึงครูตองสรุปใหนักเรียนเห็นวาขอสรุปจากการอภิปรายประเด็นกระทูกับคําถามอยากรูนั้น เปนเพียงความคิดเห็นยังไมใชขอเท็จจริงหรือทฤษฎีความรูหรือแมนแตประเด็นการเติมเต็มของครูผูสอนก็ใหถือวาเปนเพียงความคิดเห็น การจะยืนยันวาเปนทฤษฎีความรูตองมีการสืบคนรวบรวมขอมูลสารสนเทศจากแหลงท่ีเชื่อถือไดมายืนยังและถูกกํากับดวยแหลงอางอิง หรือบรรณานุกรมกอนจึงจะสรุปวาเปนขอเท็จจริงที่ใชนําไปสรางกระบวนการวิเคราะหสังเคราะหส รา งเปน องคค วามรูตอ ไป ขอสรุปการอภิปรายทม่ี กี ารโตแยงจากขอ มลู สารสนเทศทเ่ี ช่ือถอื วาเปนเพียงขอคิดเหน็ เทานั้น กระบวนการข้ันนี้จะทําใหน ักเรียนเปน บุคคลท่ีมีคุณลักษณะการรเู ทาทัน ส่ือสารสนเทศไมตกอยูในโลกของสังคมชวนช่ือ และการที่นักเรียนไดลงปฏิบัติไปสํารวจพ้ืนที่ในชุมชน ถ่ินฐานของนักเรียนก็จะทําใหเห็นภาพที่คุนเคยรูจักใกลตัวไดรูจักชุนชน ถิ่นฐาน และกลุมอาชีพเกิดความรกั หวงแหน และคุณคาของธรรมชาติ ทรัพยากร ส่งิ แวดลอ ม สงั คมวัฒนธรรมของภูมิลาํ เนาถิ่นฐาน เขาหลกั การการเรยี นรูจากสิ่งใกลตัวทีค่ ุน เคยรจู กั เกิดแรงบนั ดาลใจอยากรู และสืบคน ในสิ่งท่ีไกลตัวออกไปเกิดความรใู หม และไกลตวั ออกไปอีกไปสคู วามเปนสากล เม่ือการเรยี นรูมกี ารเช่ือมโยงไปสูทฤษฎีความรูของ 8 กลุมสาระ และความรูในโลกศตวรรษท่ี 21 ก็จะเกิดเจตคติที่ดีอนุรักษ และพัฒนากระบวนการหรือคุณภาพของผลผลิต มีจินตนาการสรางกระบวนการพัฒนานําไปสูการเปนผูประกอบการ เละเห็นเสนทางการศกึ ษาตอ และลทู างการประกอบอาชีพอาชีพตอ ไป 42
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 3.การจัดกิจกรรมการเรยี นรูภาคทฤษฎคี วามรหู อ งเรียนปกติ หอ งเรียน เปนสถานที่ใชเรียนรูภาคทฤษฎคี วามรูสาํ รับตัวชี้วดั มาตรฐานรายวิชาที่เปน Knowles ซง่ึ มีความจําเปนสําหรับสาระเน้ือหาของตัวช้ีวัดที่มคี วามซบั ซอ นยุงยาก ทค่ี รูจําเปนตองมีกระบวนการกระตุน ชี้แนะใหเรียนรูไปพรอมกับการช้ีแนะ แตทั้งนี้ตองหลีกเลี่ยงการบรรยายใหมากใหใชวิธีการกระตุน สืบคน และใชกระบวนการกลุมสรางขอสรุปรวมกันโดยครูเปนผูสรางเงื่อนไขและกระตุนใหเห็นประเด็นการเช่ือมโยง จนไดขอสรุป และคนพบ ตัวชวยท่ีสําคัญคือใบความรูและแหลงอางอิง รวมถึงบรรณานุกรมที่เกี่ยวของ รูปแบบใบความรูอาจเปนเอกสาร หรือเอกสารอิเล็กทรอนิกสเชน ใบความรูแ บบ ส่ือ On-Demand วิดีโอการใหความรูเน้อื หาสาระของแตละตัวช้ีวดั ทม่ี ีการบันทึกไวกอนลวงหนา นอกจากน้นั ยงั ใชเ ปนที่สรุปงาน และใชวดั ผลความรูภาคทฤษฎีความรู 4. การเตรยี มแผนการเรียนรแู ละเอกสารการเรยี นรู การเตรียมเอกสารการสอน เปน ผลตอเน่ืองมาจากกระบวนการจัดทาํ แผนการเรียนรูท ีอ่ งิ กระบวนการเรียนรูแบบ QSCCS ไดแ ก 43
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 1. ใบความรูและแหลงอางอิง เปนเอกสารสิ่งพิมพ หรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส ใชแนะนําสาระเนื้อหาความรูเบื้องตนพอสังเขปท่ีเก่ียวของกับการจัดการเรียนรูในหนวยการเรียนรู และหนวยบูรณาการ สวนรายละเอียดสมบูรณจะถูกแสดงอางอิงในรูปเชิงอรรถ และบรรณานุกรมแบบหลากหลาย ทั้งบรรณานุกรมแบบเอกสารส่ิงพิมพ หรือบรรณานุกรมแบบอิเล็กทรอนิกส ถูกกํากับไวเพ่ือใหนักเรียนนําไปสืบคน รวบรวมความรูแบบละเอียด กอนเขาสูกิจกรรมอภิปรายกลุม หรือกิจกรรมออกแบบกระบวนการทาํ งาน สามารถจาํ แนกใบความรเู ปน 2 ลักษณะ คอื 1.1 ใบความรูท่ีแสดงสาระเนื้อหาความรูของหนวยจัดประสบการณ ท่ีจะทําใหน ักเรียนรจู กั แหลงเรียนรแู ละการประกอบอาชีพของชมุ ชน ทอ งถน่ิ ดานกายภาพ ดานชีวภาพ ดา นวิถีชุมชน ซ่ึงจะเช่ือมโยงไปสูแหลงเรียนรูในระดับจังหวัด ประเทศ และของโลก ตลอดจนความรูในโลกศตวรรษท่ี 21 ไดตอไป 1.2 ใบความรทู ี่แสดงเนื้อหาสาระความรูของตัวชว้ี ัดมาตรฐานรายวชิ าของแตละหนว ยการเรยี นรู 2. ใบมอบหมายกิจกรรมการทํางาน ใชช้ีแจงและทําความตกลงกับนักเรียนในการเขารวมกิจกรรมการทํางานต้ังแตวิธีการทํากิจกรรม สถานที่ วัน เวลาการทํากิจกรรม การรายงานผลและประเมินผลการรวมกิจกรรมและนําเสนอผลของช้ินงาน ผลงาน ตลอดจนเง่ือนไขหรือขอบเขตการปฏิบตั เิ รือ่ งความปลอดภัยและการปฏบิ ตั ติ น ใบมอบหมายกจิ กรรมการทํางานประกอบดวย 2.1 ใบมอบหมายกิจกรรมการสํารวจพ้ืนที่หนวยจัดประสบการณ ตองครอบคลุมถึงการมอบหมายการเตรียมศึกษาความรูเบื้องตนของแหลงเรียนรูตาง ๆ ในพ้ืนที่หนวยจัดประสบการณวัตถุประสงคเพื่อใหน ักเรียนรูจกั รักและหวงแหนในแหลง เรียนรตู าง ๆ ของชมุ ชน ถ่ินฐานท้ังการสืบคนและลงไปสัมผัสหาชื่อแหลงเรียนรูท่ีมีอยูในพ้ืนที่จัดประสบการณและกําหนดประเด็นคําถามอยากรูจากการไดรูจักและรับรูพรอมวางแผนการลงสํารวจแหลงเรียนรูจริง มอบหมายการลง 44
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21พนื้ ท่ีสาํ รวจแหลงเรยี นรูจริง เพ่อื ใหสังเกตมองประเด็นทีเ่ กิดขึ้นตามประเด็นคําถามอยากรใู นแผนการลงสํารวจแหลงเรียนรูจริงท้ังอดีต ปจจุบัน และในอนาคต รวมถึงคําถามอยากรูท่ีเกิดข้ึนใหม เพ่ือตัง้ สมมติฐานคําตอบจากการศึกษาและไดพบเห็น พรอมสงรายงานคําถามอยากรูและสมมติฐานคาํ ตอบแนบภาพ เสยี ง วดี โี อ หรอื แบบอนื่ ๆ แลวแตกรณตี ามเง่ือนไขระยะเวลา 2.2 ใบมอบหมายกิจกรรมอภิปรายกลุมประเด็นคําถามอยากรู วัตถุประสงคเพ่ือใหแลกเปลี่ยนประสบการณระหวางนักเรียนดวยกัน และแสดงความคิดเห็นในประเด็นการตั้งสมมติฐานคําตอบของเพื่อนในกลุมพรอมหาขอสรุปคําถามอยากรูและสมมติฐานคําตอบตาง ๆรวมถึงการมอบหมายใหนําเสนอผลขอสรุปของแตละกลุม เพื่อชวยกับสรุปเปนภาพรวมของคําถามอยากรแู ละสมมติฐานคาํ ตอบ 2.3 ใบมอบหมายกิจกรรมการทําแผนผังการเรียนรู กําหนดชื่อเร่ือง และหัวเรื่องในการเรียนรู วัตถุประสงค เพื่อกําหนดเกณฑการจัดกลุมคําถามอยากรู และอภิปรายสมติฐานคาํ ตอบในประเด็นท่ีเก่ียวของกับกระทูที่ครูผูสอนรายวิชากําหนดข้ึนสําหรับจัดหมวดหมูช่ือเรื่องและหัวเร่ืองภายใตกระทู ซ่ึงเมื่อไดขอสรุปแลวทีมคณะครูจะใหนักเรียนเขียนแผนผังความคิดใหเปนกรอบการเรียนรู จากตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชาคือหัวเรื่องท่ีแทนดวยคําถามอยากรู และสมมติฐานคําตอบ ซ่ึงจะอยูภายใตกระทูที่แทนดวยชื่อเร่ืองหรือสาระสําคัญรายวิชา ของชื่อวิชาท่ีจะสืบคน ศึกษาเรียนรู โดยจะแสดงดว ยชอ่ื ครูผูส อนทจ่ี ะชว ยชแ้ี นะการสรา งองคความรูใ หกบั นักเรยี น 3. ขอสอบ ใชวัดความรู (Knowles) สําหรับตัวช้ีวัดมาตรฐานรายวิชาท่ีเปนCognitive domain ตามระดับการวัดของ Bloom’s Taxonomy ดานพุทธิพิสัยจากความจํา ความเขาใจ การนําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห และการประเมิน ซึ่งควรใชลักษณะของขอสอบเปนแบบหลากหลาย โดยเลือกใชใหเหมาะสมกับสถานการณของตัวช้ีวัดมาตรฐานรายวิชา เชนแบบปรนัยจับคู เติมคํา และอัตนัย เปนตน การจัดทําขอสอบตองคํานึงถึงความเที่ยงเชิงเน้ือหา (ContentValidity) ซึ่งสามารถตรวจสอบไดระหวางความสอดคลองของขอกระทงของคําถามกับสาระเน้ือหาของตัวช้ีวัดมาตรฐานรายวิชา การสรางขอสอบทุกครั้งตองถูกระบุดวยตัวช้ีวัดมาตรฐานรายวิชา เก็บเขาสูคลังขอสอบ การใชขอสอบวัดความรูเพ่ือใชสอบวัดกลางภาคเรียน และปลายภาคเรียน ตองสอดคลองกับตัวช้ีวัดมาตรฐานรายวิชาของแตละหนวยการเรียนรู และควรมีขอ สอบที่ใชตรวจสอบองคความรูของนักเรยี นกอ นทาํ การสอบวัดทุกคร้งั เพอ่ื ตรวจสอบวามีนกั เรยี นคนใดทยี่ ังทําขอสอบของตัวช้วี ัดมาตรฐานรายวิชาในตัวชี้วัดใดที่ยังไมผาน จะไดทําการซอ มเสรมิ กอนการสอบวัดจริง การซอมเสรมิ อาจกระทําไดอีกทางหน่ึงคอื นําขอสอบสําหรบั ตวั ช้วี ัดทน่ี ักเรียนสอบไมผา นใหดเู ฉลย แนวการคิดคาํ ตอบ แหลง อางอิงเพื่อการศึกษาเพ่ิมเติม ดังนั้นการออกขอสอบเพื่อนําเขาสูคลังขอสอบจึงตองมี เฉลยแสดงการใชทฤษฎีความรู และวิธคี ดิ คําตอบ พรอมแหลง อางอิงทกุ คร้งั ท่สี รางขอสอบ 4. แบบวัดการปฏิบัติ ใชวัดผลของการแสดงทักษะ (Skill) และกระบวนการเรียนรู สําหรับตัวชี้วัดท่ีเปนแบบ affective domain และแบบ psychomotor domain ของBloom’s Taxonomy ดานจิตพิสัยจากการรับรู การตอบสนอง การสรางคานิยม การจัดระบบ และ 45
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21การสรางลักษณะนิสัยตามคานิยมที่ยึดถือ ดานทักษะพิสัยจากทักษะการเลียนแบบ (Imitation) การปฏิบัติไดโดยลําพัง (Manipulation) การปฏิบัติไดถูกตองแมนยํา (Precision) การปฏิบัติอยางตอเนื่องและผสมผสาน (Articulation) และการปฏิบัติโดยอัตโนมัติเปนธรรมชาติ (Naturalization) ทั้งดานจิตพิสยั และทักษะพิสัยในการออกแบบกิจกรรมการทํางานใหนักเรียนไดปฏิบัติจริงจะถูกสะสมตกตะกอนไปสูการประเมินการเกิดคุณลักษะดานตาง ๆ ใน 8 คุณลักษณะตามหลักสตู รการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน และประเมินการเกิดสรรถนะดานตาง ๆ ใน 5 สมรรถนะตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และประเมินคุณลักษณะของผูเรียนในศตวรรษท่ี 21 การสรา งแบบวดั การปฏิบัตจิ ะทําใน 2 ระดบั การเกิด คือ 4.1 การวัดระดับการเกิดคุณภาพของพฤติกรรมการแสดงออกของนักเรียนจากระดับนอยไปสูมาก ตามขั้นตอนกระบวนการของ QSCCS ที่จะนําไปสูการเกิดคุณลักษณะของผูเรียนในศตวรรษท่ี 21 จากการตั้งประเด็นความสนใจ (Learn to Question) การสืบคนและรวบรวมความรู (Learn to Search) การลงมือปฏิบัติและยืนยันคําตอบ (learn to Construct) การสรุปขอมูลและนําเสนอ (Learn to Communicate) และการประยุกตตอยอดความรูเพื่อสังคม (Learn toService) วัตถุประสงคการวัดก็เพ่ือตรวจวัดการเกิดคุณลักษณะดา นจติ พิสัย และการเกดิ สมรรถนะดานทักษะพสิ ัย จากสิ่งที่นกั เรียนคนุ เคย รูจักในสิ่งแวดลอมใกลตัวทเี่ ปนภูมลิ ําเนาถ่ินฐานของตวั นกั เรียนเองเกิดคุณคาความรักและหวงแหนนําทฤษฎีความรูใน 8 กลุมสาระ และความรูในศตวรรษที่ 21 สรางกระบวนการพัฒนาสิ่งเหลานั้นใหดํารงอยูได หรือพัฒนาใหดีขึ้นเกิดเปนนวัตกรรมใหมท่ีนํามาพัฒนาคุณภาพชีวิตท่ีเก่ียวกับสิ่งแวดลอม และคุณภาพงานอาชีพตอไป ถึงแมนการวัดระดับการเกิดคุณภาพของพฤติกรรมการแสดงออกของนักเรียนยังไมไดวัดทักษะ และจิตพิสัยตามตัวช้ีวัดของมาตรฐานรายวิชาก็ตาม แตเปนการตรวจสอบสรา งความม่นั ใจการตกผลึกของคุณลักษณะและสมรรถนะที่เกิดมาจากบริบท สภาพแวดลอมใกลตัวที่เปนภูมิลําเนาถิ่นฐานของตัวนักเรียนสรางแรงบันดาลใจใหอยากรูอยากพัฒนาในสิ่งท่ไี กลตัวออกไปสูในระดับจงั หวัด ประเทศ และความเปนสากลตอไป ดงั นน้ั ผลของการวัดจึงทําใหครูผูสอนไดรูจักนักเรียนเปนรายบุคคลอันจะนําผลมาปรับแกซอมเสริม เรงรัดใหนักเรียนทุกคนเขารวมกิจกรรมตามกระบวนการ QSCCS จนไดระดับคุณภาพการเกิดพฤติกรรมในระดับ 4 หรือดีมาก และถามนี ักเรยี นบางคนมีระดบั คณุ ภาพไมถึงระดบั 4 ก็ควรใหมจี าํ นวนที่นอ ยไมเ กินรอ ยละ 5 หรือถามีมากเปนรอยละ 10 หรือรอยละ 20 ตามลําดับก็ถือเปนการวัดระดับคุณภาพของครูและทีมคณะครูอกี ทีหนึ่ง ขอ สําคัญครูและทีมคณะครูตองเห็นความสําคัญของการเขารวมกิจกรรมของนักเรยี นและตองติดตามชวยเหลือใหนักเรียนมีระดับคุณภาพ 4 หรือ 3 เทาน้ันจึงจะมีสิทธิขอรับการวัดและประเมินคณุ ภาพชิ้นงาน ผลงาน และผลจากทักษะการปฏิบตั ิตามตวั ชว้ี ัดมาตรฐานรายวิชาได และใหน ําผลระดับคุณภาพ 4 หรือ 3 มาเปนสวนประกอบการใหคะแนนของชิ้นงานผลงาน พรอมกับแจงขอตกลงกับนักเรยี นถอื เปน ขอ ปฏิบตั ิรว มกัน ขนั้ ที่ 1 การตงั้ ประเดน็ ความสนใจ (Learn to Question) 1. รจู ักและแสดงออกถึงความสนใจในประเดน็ ที่มาจากบริบท สภาพแวดลอ ม ในชุมชนและทองถ่ิน 46
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 2. แสดงรอ งรอยหลักฐานการมปี ระสบการณการรบั รใู นบรบิ ท สภาพแวดลอ มของชมุ ชนและทอ งถน่ิ 3. แสดงรอ งรอยหลกั ฐานการไปสํารวจรวบรวมประเดน็ สนใจในบริบท สภาพแวดลอมของชุมชนและทองถ่ิน 4. นําประเด็นบอกเลาใหผูอืน่ ไดรบั รู โดยแสดงจากพน้ื ฐานความรูและ ประสบการณเ ดิมได 5. นาํ เสนอและแลกเปล่ยี นความคิดเหน็ ในประเดน็ สนใจของตนเองและของ ผูอ่ืน เพื่อใหเกดิ ประเด็นสนใจใหมเพิ่มข้นึ 6. นาํ ประเด็นสนใจมาอภปิ รายแลกเปล่ียนเรียนรภู ายไดกระทูจากการใช ความรูและประสบการณทม่ี ี 7. นําเสนอประเดน็ คําถามตามหัวขอกระทูเพ่ือเตรยี มการสบื คนรวมรวม ความรูเกณฑระดับคุณภาพ ระดับ 1 หมายถึง เกิดขอ 1 และขอ 2 ระดับ 2 หมายถงึ เกิดขอ 3 และขอ 4 ระดบั 3 หมายถงึ เกดิ ขอ 5 ระดับ 4 หมายถึง เกิดขอ 6 และขอ 7ข้นั ที่ 2 การสืบคน และรวบรวมความรู (Learn to Search) 1. รวบรวมแหลงอา งอิงและบรรณานกุ รม ท่ีสอดคลองกับหัวขอประเดน็ คาํ ถาม 2. กาํ หนดหัวขอในการสืบคน จากประเดน็ คําถาม โดยมีแหลง อางองิ และ บรรณานกุ รมเปน กรอบการสืบคน 3. วางแผนการสบื คนขอมลู ความรโู ดยใชแหลง อา งองิ และบรรณานุกรมเปน ตัวกาํ หนดสถานทแี่ ละระยะเวลาการสืบคน อยางมปี ระสทิ ธิภาพ 4. วิเคราะหขอมูลจากการสบื คน เปน ขอ สรุปความรู แตละแหลงอางองิ และ บรรณานกุ รมทีส่ อดคลอ งกบั หัวขอท่ีสืบคน 5. วิเคราะหข อสรปุ ความรูในแตละประเดน็ คาํ ถามเพื่อหาขอสนับสนนุ และขอ โตแ ยง 6. สงั เคราะหองคความรูจากขอ สรุปเชิงสนับสนุนเปน คาํ ตอบของประเดน็ คาํ ถาม 7. สงั เคราะหป ระเดน็ แนวทางการแกป ญ หาจากขอโตแยง ของประเดน็ คาํ ถาม 8. กําหนดหัวขอการปฏิบัติหรอื การทดลองเพ่ือการยืนยันคาํ ตอบจากองค ความรูและแนวทางการแกป ญหาทส่ี ังเคราะหได 47
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 9. สื่อสารขอคน พบและรองรอยหลักฐานการทาํ งานอยา งเปน ระบบ ตาม เงอ่ื นไข ขอตกลงเกณฑร ะดับคุณภาพ ระดบั 1 หมายถึง เกดิ ขอ 1 และขอ 2 ระดับ 2 หมายถึง เกดิ ขอ 3 ระดบั 3 หมายถึง เกิดขอ 4 และขอ 5 ระดบั 4 หมายถึง เกิดขอ 6, 7, 8 และขอ 9ขั้นท่ี 3 ลงมอื ปฏิบัติและยนื ยันคําตอบ (learn to Construct) 1. นําหวั ขอการปฏิบตั ิหรือการทดลองเพื่อการยืนยนั คาํ ตอบมาสราง สมมตฐิ าน 2. ความถูกตอ งและนา เชื่อถือของสมมตฐิ าน มคี วามสอดคลองอยภู ายใต ขอบเขตของขอเท็จจรงิ ท่ปี รากฏและเปนคาํ ตอบท่ไี ดรบั การยอมรับวา ถกู ตองและนาเชื่อถือ โดยผา นกระบวนการพสิ ูจน ตรวจสอบ หลายๆ ครั้ง 3. นําประเด็นแนวทางการแกปญหามาจดั ระบบการควบคุมกระบวนการ ทดลองหรือปฏบิ ัติได 4. ออกแบบกรอบแนวคดิ กระบวนการทดลองหรือปฏบิ ตั ิ 5. กาํ หนดวธิ กี ารและขัน้ ตอนการทดลองหรือปฏบิ ตั ไิ ดต ามกรอบแนวคิด 6. กําหนดและใชว ัสดุ อปุ กรณ เครอื่ งมือ และสถานท่ีในการทดลองหรือ ปฏบิ ตั ิตาขน้ั ตอนไดอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ 7. มกี ระบวนการควบคุมและแนวทางการแกป ญ หาในสถานการณต า งๆ 8. มกี ารบนั ทึกผลในกระบวนการทดลองหรอื การปฏบิ ัติแตล ะขนั้ ตอนตาม เง่อื นไขและขอ ตกลง 9. สรุปผลการทดลอง หรือการปฏิบตั ิ ใหสอดคลองกับสมมตฐิ าน และมี ขอเสนอแนะแนวทางปญ หาการแกป ญ หาเกณฑร ะดบั คุณภาพ ระดับ 1 หมายถึง เกิดขอ 1 และขอ 2 ระดับ 2 หมายถึง เกดิ ขอ 3 และขอ 4 ระดบั 3 หมายถึง เกิดขอ 5, 6 และขอ 7 ระดบั 4 หมายถึง เกดิ ขอ 8 และขอ 9ข้ันท่ี 4 สรุปขอ มลู และนาํ เสนอ (Learn to Communicate) 1. เขยี นโครงรา งการนําเสนอขอคน พบจากผลการทดลองหรอื การปฏบิ ัติได ถูกตองตามหลักวิธีการเขยี นรายงาน 48
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 2. มกี ารรวบรวม เรยี บเรียงสาระความรทู ่ีแสดงถึงขอคน พบท่ีเปน ชนิ้ งาน หรอื ผลงานจากการทดลองหรอื ปฏบิ ัตไิ ดอยางเชื่อมโยงกนั และเปน ตาม โครงรา งการนําเสนอ 3. มแี หลง อา งอิง และบรรณานุกรม สอดคลอ งกับประเด็นสาระความรูท่ี คนพบอยา งถูกตอง 4. มวี ิธกี ารนาํ เสนอชิ้นงาน หรอื ผลงานจากการทดลองหรือการปฏิบตั ไิ ดอ ยาง หลากหลายและสรางสรรค 5. มีการเผยแพรผลงานสสู าธารณะ เกณฑร ะดับคณุ ภาพ ระดับ 1 หมายถึง เกดิ ขอ 1 ระดับ 2 หมายถงึ เกดิ ขอ 2 ระดบั 3 หมายถงึ เกดิ ขอ 3 ระดบั 4 หมายถงึ เกิดขอ 4 และขอ 5 ขน้ั ท่ี 5 ประยกุ ตต อยอดความรูเ พ่ือสังคม (Learn to Service) 1. นําประเด็นที่ไดจ ากสง่ิ ทเ่ี รียนรู และขอคน พบนาํ ไปจดั ทาํ กิจกรรม รวมกบั ผูอนื่ ในหลักสูตรและเสริมหลักสูตร 2. มกี ารสรางโครงการบริการสาธารณประโยชนรวมกันกบั กลุมท่ีสนใจใน หลักสตู รและเสริมหลักสตู ร 3. กาํ หนดขอปฏบิ ัติของกจิ กรรมบรกิ ารสาธารณะประโยชนท ถี่ ูกตอ งชัดเจน ตามกฎ ระเบยี บขอปฏิบตั ิของโรงเรียนและสังคม 4. ปฏิบัติกจิ กรรมบริการสาธารณะประโยชน ไดตามโครงการทกี่ าํ หนดในแต ละขนั้ ตอน 5. มกี ารประเมนิ ผลและรองรอยหลักฐานผลการปฏบิ ัตกิ จิ กรรม 6. นาํ เสนอ เผยแพรป ระโยชนท่ไี ดร บั ตอชมุ ชนและสังคม นําไปสกู ารขยาย ผลไดอ ยางกวางขวาง เกณฑร ะดับคณุ ภาพ ระดบั 1 หมายถงึ เกิดขอ 1 ระดับ 2 หมายถงึ เกิดขอ 2 ระดบั 3 หมายถึง เกิดขอ 3, และขอ 4 ระดบั 4 หมายถงึ เกดิ ขอ 5 และขอ 6 4.2 การวัดระดับการเกิดคุณภาพชิ้นงาน ผลงาน และผลจากทักษะการปฏิบัติตามตัวช้ีวัดมาตรฐานรายวิชาท่ีเปนตัวช้ีวัดแบบ affective domain และแบบ psychomotor 49
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148