Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 2562_1

2562_1

Published by lunda, 2019-03-15 05:21:12

Description: 2562_1

Search

Read the Text Version

89 สมบูรณ์เท่ากับ 3.76 และนกั ศึกษาเรียนโดยใช้ EREC IF Model อย่างต่อเน่ือง ค่าเฉล่ียทักษะด้านการคิด อยา่ งมีวิจารณญาณเม่ือนักศกึ ษาจบการศึกษาในปีการศึกษา 2559 เท่ากบั 4.33 ดังตารางที่ 4.10 ตารางที่ 4.10 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ของนักศึกษา พยาบาลชน้ั ปที ี่ 2 กอ่ นและหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ตัวแปร กอ่ นใชร้ ูปแบบ ระยะเวลา เมือ่ จบการศึกษา Mean SD หลงั เรยี นโดยรูปแบบทส่ี มบรู ณ์ Mean SD ทักษะดา้ นการคดิ 3.54 0.49 Mean SD 4.33 0.40 อย่างมวี จิ ารณญาณ 3.76 0.46 ผลการเปรยี บเทยี บทกั ษะดา้ นการคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ ของนักศึกษาพยาบาลช้นั ปีที่ 2 ก่อนและ หลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ท่ีสมบูรณ์แบบ และเม่ือนักศึกษาจบการศึกษา พบว่า มีความแตกต่าง อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดบั .05 (F= 63.45, p<.05) ดังตารางท่ี 4.11 จงึ ทดสอบความแตกต่างทักษะ ด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณรายคู่ พบว่า ค่าเฉล่ียทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณภายหลังเรียน โดยใช้ EREC IF Model ท่ีสมบูรณ์สูงกว่าก่อนใช้รูปแบบ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ค่าเฉล่ีย ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณเมื่อจบการศึกษาสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบ และภายหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ท่สี มบรู ณ์ อยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถิตทิ ี่ .05 ดงั ตารางท่ี 4.12 ตารางที่ 4.11 เปรยี บเทียบคะแนนเฉลีย่ ทกั ษะดา้ นการคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณ ของนักศกึ ษาพยาบาลช้ันปีที่ 2 ก่อนใช้รูปแบบ หลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ท่ีสมบูรณ์ และเมื่อจบการศึกษา โดยใช้การ วิเคราะหค์ วามแปรปรวนแบบวดั ซา้ ชนิดทางเดียว แหล่งความแปรปรวน Sum of Squares df Mean Squares F P 2 12.58 63.45* .000 ผลการวดั กอ่ นใชร้ ูปแบบ 25.16 148 .20 หลังเรียนโดยรปู แบบที่ สมบรู ณ์ และเมื่อจบการศึกษา ความคลาดเคลอ่ื น 29.35 ตารางที่ 4.12 เปรยี บเทียบคะแนนเฉลีย่ ทักษะดา้ นการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ของนักศึกษาพยาบาลชนั้ ปีที่ 2 ก่อนใชร้ ูปแบบ หลงั เรียนโดยใช้ EREC IF Model ทส่ี มบรู ณ์ และเมื่อจบการศึกษา ระยะเวลาการวัด เม่อื จบการศกึ ษา หลังเรียนโดยรปู แบบทสี่ มบรู ณ์ Mean 4.33 3.76 3.54 เมอื่ จบการศึกษา 4.33 - .57* .79* หลังเรียนโดยใชร้ ปู แบบท่ีสมบรู ณ์ 3.76 - - .22* ก่อนใชร้ ปู แบบ 3.54 - - - *p<.05

90 3.1.4 ค่าเฉล่ียทักษะด้านการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ของนักศึกษาพยาบาลช้ันปีที่ 2 ก่อน เรียนโดยใช้ ERECIF Model เท่ากับ 3.36 ค่าเฉล่ียทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรมหลังเรียนโดย รูปแบบที่สมบูรณ์เท่ากับ 3.80 และนักศึกษาเรียนโดยใช้ EREC IF Model อย่างต่อเน่ือง ค่าเฉล่ียทักษะ ดา้ นการสร้างสรรค์และนวัตกรรม เม่ือนักศกึ ษาจบการศกึ ษาในปกี ารศึกษา 2559 เท่ากับ 4.52 ดงั ตารางท่ี 4.13 ตารางท่ี 4.13 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทักษะด้านการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ของ นักศกึ ษาพยาบาลชนั้ ปที ี่ 2 ก่อนและหลงั เรยี นโดยใช้ EREC IF Model ตวั แปร ระยะเวลา เมอ่ื จบการศึกษา หลังเรยี นโดยรูปแบบทสี่ มบรู ณ์ Mean SD ก่อนใชร้ ปู แบบ Mean SD 4.52 0.23 3.80 0.60 ทั ก ษ ะ ด้ า น ก า ร คิ ด Mean SD สร้างสรรคแ์ ละนวตั กรรม 3.36 0.48 ผลการเปรียบเทียบทักษะด้านการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ของนักศึกษาพยาบาลช้ันปีท่ี 2 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ท่ีสมบูรณ์แบบ และเมื่อนักศึกษาจบการศึกษา พบว่า มีความ แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 (F= 116.36, p<.05) ดังตารางที่ 4.14 จึงทดสอบความ แตกต่างทักษะด้านการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมรายคู่ พบวา่ ค่าเฉล่ยี ทักษะด้านการคิดสรา้ งสรรค์และ นวัตกรรมภายหลังเรยี นโดยใช้ EREC IF Model ที่สมบูรณ์สูงกว่าก่อนใชร้ ูปแบบ อย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติ ทร่ี ะดับ .05 คา่ เฉลี่ยทักษะดา้ นการคดิ สรา้ งสรรคแ์ ละนวัตกรรมเมื่อจบการศึกษาสูงกวา่ กอ่ นใช้รูปแบบ และ สูงกว่าภายหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ท่สี มบรู ณ์ อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิติที่ .05 ดงั ตารางท่ี 4.15 ตารางท่ี 4.14 เปรยี บเทียบคะแนนเฉล่ียทักษะด้านการคิดสรา้ งสรรค์และนวตั กรรม ของนักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 2 ก่อนใช้รูปแบบ หลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ท่ีสมบูรณ์ และเมื่อจบการศึกษา โดย ใชก้ ารวเิ คราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้าชนดิ ทางเดียว แหลง่ ความแปรปรวน Sum of Squares df Mean Squares F P .000 ผลการวดั ก่อนใชร้ ปู แบบ 51.48 1.73 29.75 116.36* หลงั เรียนโดยรูปแบบที่ สมบูรณ์ และเมอ่ื จบการศึกษา ความคลาดเคลอื่ น 32.74 128.05 .26 ตารางที่ 4.15 เปรยี บเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะด้านการคิดสรา้ งสรรค์และนวัตกรรม ของนักศึกษาพยาบาล ช้นั ปที ี่ 2 ก่อนใช้รปู แบบ หลังเรยี นโดยใช้ EREC IF Model ทสี่ มบรู ณ์ และเมือ่ จบการศกึ ษา ระยะเวลาการวดั เมอ่ื จบการศกึ ษา หลังเรยี นโดยรูปแบบทีส่ มบรู ณ์ ก่อนใชร้ ูปแบบ Mean 4.52 3.80 3.36 เมื่อจบการศกึ ษา 4.52 - .72* 1.16* หลังเรยี นโดยใชร้ ูปแบบที่สมบูรณ์ 3.80 - - .44* ก่อนใชร้ ปู แบบ 3.36 - - - *p<.05

91 3.1.5 ค่าเฉล่ียทักษะด้านความเขา้ ใจตา่ งวฒั นธรรมต่างกระบวนทัศน์ ของนกั ศกึ ษาพยาบาลชั้นปี ที่ 2 ก่อนเรียนโดยใช้ ERECIF Model เท่ากับ 4.19 ค่าเฉล่ียทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรมต่าง กระบวนทัศนห์ ลังเรยี นโดยรูปแบบทส่ี มบรู ณ์เท่ากบั 4.23 และนกั ศกึ ษาเรียนโดยใช้ EREC IF Model อยา่ ง ต่อเน่ือง ค่าเฉล่ียทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรมต่างกระบวนทัศน์เมื่อนักศึกษาจบการศึกษาในปี การศึกษา 2559 เทา่ กับ 4.59 ดงั ตารางท่ี 4.16 ตารางที่ 4.16 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรมต่างกระบวน ทศั น์ ของนกั ศกึ ษาพยาบาลช้นั ปที ่ี 2 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ตวั แปร ระยะเวลา เมือ่ จบการศึกษา กอ่ นใชร้ ูปแบบ หลังเรยี นโดยรูปแบบท่สี มบรู ณ์ Mean SD Mean SD 4.59 0.45 ทักษะด้านความเข้าใจต่าง Mean SD 4.23 0.61 วฒั นธรรมต่างกระบวนทัศน์ 4.19 0.56 ผลการเปรียบเทียบทักษะด้านความเขา้ ใจต่างวัฒนธรรมต่างกระบวนทัศน์ ของนักศึกษาพยาบาล ชั้นปีท่ี 2 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ที่สมบรู ณ์แบบ และเม่อื นักศึกษาจบการศึกษา พบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ิที่ระดับ .05 (F= 11.94, p<.05) ดังตารางท่ี 4.17 จึงทดสอบความ แตกต่างทักษะด้านความเขา้ ใจต่างวฒั นธรรมต่างกระบวนทัศน์รายคู่ พบว่า ค่าเฉล่ียทักษะด้านความเข้าใจ ตา่ งวัฒนธรรมต่างกระบวนทัศน์ภายหลงั เรียนโดยใช้ EREC IF Model ที่สมบรู ณ์ไม่แตกต่างจากกอ่ นเรียน แต่ค่าเฉล่ียทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรมต่างกระบวนทัศน์เม่ือจบการศึกษาสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบ และภายหลงั เรียนโดยใช้ EREC IF Model ทสี่ มบรู ณ์ อยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถิติที่ .05 ดังตารางที่ 4.18 ตารางท่ี 4.17 เปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรมต่างกระบวนทัศน์ ของ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 ก่อนใช้รูปแบบ หลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ที่สมบูรณ์ และเม่ือ จบการศกึ ษา โดยใชก้ ารวเิ คราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซา้ ชนิดทางเดยี ว แหลง่ ความแปรปรวน Sum of Squares df Mean Squares F P .000 ผลการวัดกอ่ นใช้รปู แบบ 7.15 1.81 3.95 11.94* หลงั เรยี นโดยรปู แบบท่ี สมบูรณ์ และเมือ่ จบการศึกษา ความคลาดเคล่อื น 44.35 134.15 .33 ตารางที่ 4.18 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรมต่างกระบวนทัศน์ ของ นักศึกษาพยาบาลช้ันปีท่ี 2 ก่อนใช้รูปแบบ หลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ที่สมบูรณ์ และเม่ือ จบการศึกษา ระยะเวลาการวัด เม่ือจบการศึกษา หลังเรยี นโดยรูปแบบท่สี มบรู ณ์ กอ่ นใช้รูปแบบ Mean 4.59 4.23 4.19 เมื่อจบการศึกษา 4.59 - .36* .40* หลงั เรยี นโดยใช้รปู แบบทส่ี มบรู ณ์ 4.23 - - .04 ก่อนใชร้ ูปแบบ 4.19 - - - *p<.05

92 3.1.6 คา่ เฉลี่ยทกั ษะด้านความร่วมมือและการทางานเป็นทีม ของนักศึกษาพยาบาลช้ันปที ี่ 2 ก่อน เรียนโดยใช้ ERECIF Model เท่ากบั 3.76 คา่ เฉล่ียทักษะดา้ นความร่วมมือและการทางานเป็นทีมหลังเรยี น โดยรูปแบบท่ีสมบูรณ์เทา่ กับ 3.95 และนักศกึ ษาเรียนโดยใช้ EREC IF Model อย่างต่อเนื่อง ค่าเฉลย่ี ทกั ษะ ดา้ นความร่วมมือและการทางานเป็นทีม เมื่อนักศึกษาจบการศึกษาในปีการศึกษา 2559 เท่ากับ 4.37 ดัง ตารางที่ 4.19 ตารางที่ 4.19 ค่าเฉล่ียและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานทักษะด้านความร่วมมือและการทางานเป็นทีม ของ นกั ศึกษาพยาบาลชนั้ ปที ี่ 2 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ตัวแปร กอ่ นใช้รปู แบบ ระยะเวลา เม่อื จบการศึกษา Mean SD หลงั เรยี นโดยรปู แบบทส่ี มบูรณ์ Mean SD ทกั ษะด้านความร่วมมือ 3.76 0.44 Mean SD 4.37 0.46 และการทางานเปน็ ทมี 3.95 0.53 ผลการเปรียบเทียบทักษะด้านความร่วมมือและการทางานเป็นทีม ของนักศึกษาพยาบาลช้ันปีท่ี 2 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ที่สมบูรณ์แบบ และเมื่อนักศึกษาจบการศึกษา พบว่า มีความ แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (F= 31.82, p<.05) ดังตารางที่ 4.20 จึงทดสอบความแตกต่าง ทักษะด้านความร่วมมือและการทางานเป็นทีมรายคู่ พบว่า ค่าเฉล่ียทักษะด้านความร่วมมือและการทางานเป็น ทมี ภายหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ที่สมบูรณ์สงู กว่าก่อนใช้รูปแบบ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ค่าเฉลี่ยทักษะด้านความร่วมมือและการทางานเป็นทีมเม่ือจบการศึกษาสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบและสูงกว่า ภายหลงั เรยี นโดยใช้ EREC IF Model ทีส่ มบรู ณ์ อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติท่ี .05 ดังตารางท่ี 4.21 ตารางท่ี 4.20 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะด้านความร่วมมือและการทางานเป็นทีม ของนักศึกษา พยาบาลชั้นปีที่ 2 ก่อนใช้รูปแบบ หลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ที่สมบูรณ์ และเมื่อจบ การศึกษา โดยใช้การวิเคราะหค์ วามแปรปรวนแบบวดั ซ้าชนดิ ทางเดียว แหลง่ ความแปรปรวน Sum of Squares df Mean Squares F P 2 7.17 31.82* .000 ผลการวัดก่อนใช้รปู แบบ 14.35 148 .23 หลงั เรียนโดยรปู แบบที่ สมบรู ณ์ และเม่ือจบการศกึ ษา ความคลาดเคลอ่ื น 33.37 ตารางท่ี 4.21 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะด้านความร่วมมือและการทางานเป็นทีม ของนักศึกษา พยาบาลช้ันปีท่ี 2 ก่อนใช้รูปแบบ หลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ที่สมบูรณ์ และเม่ือจบ การศึกษา ระยะเวลาการวัด เมือ่ จบการศึกษา หลังเรียนโดยรูปแบบทีส่ มบรู ณ์ กอ่ นใช้รูปแบบ Mean 4.37 3.95 3.76 เม่อื จบการศกึ ษา 4.37 - .41* .61* หลงั เรยี นโดยใชร้ ูปแบบทสี่ มบรู ณ์ 3.95 - - .19* ก่อนใชร้ ูปแบบ 3.76 - - - *p<.05

93 3.1.7 ค่าเฉลย่ี ทักษะด้านการส่ือสาร การรู้เทา่ ทันสารสนเทศและรูเ้ ท่าทันส่ือ ของนักศึกษาพยาบาล ช้ันปีท่ี 2 ก่อนเรียนโดยใช้ ERECIF Model เท่ากับ 3.76 ค่าเฉล่ียทักษะด้านการส่ือสาร การรู้เท่าทัน สารสนเทศและรู้เท่าทันส่ือหลังเรียนโดยรปู แบบที่สมบูรณ์เท่ากับ 3.87 และนักศึกษาเรียนโดยใช้ EREC IF Model อย่างต่อเนื่อง ค่าเฉล่ียทกั ษะด้านการส่อื สาร การรู้เท่าทนั สารสนเทศและร้เู ท่าทันสอ่ื เม่ือนักศึกษา จบการศกึ ษาในปีการศกึ ษา 2559 เทา่ กบั 4.38 ดงั ตารางท่ี 4.22 ตารางท่ี 4.22 คา่ เฉลย่ี และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานทักษะดา้ นการสื่อสาร การรู้เท่าทันสารสนเทศและรู้เท่า ทนั สื่อ ของนกั ศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 กอ่ นและหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ตวั แปร ระยะเวลา ก่อนใช้รูปแบบ หลงั เรยี นโดยรปู แบบท่ีสมบูรณ์ เมื่อจบการศกึ ษา ทกั ษะดา้ นการส่ือสาร Mean SD Mean SD Mean SD การรู้เท่าทนั สารสนเทศ 3.76 0.44 3.87 0.55 4.38 0.41 และรเู้ ท่าทันสอ่ื ผลการเปรียบเทียบทักษะด้านการสื่อสาร การรู้เท่าทันสารสนเทศและรู้เท่าทันส่ือ ของนักศึกษา พยาบาลช้ันปีท่ี 2 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ท่ีสมบูรณ์แบบ และเมื่อนักศึกษาจบ การศึกษา พบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (F= 40.02, p<.05) ดังตารางที่ 4.23 จึงทดสอบความแตกต่างทักษะด้านการส่ือสาร การรู้เท่าทันสารสนเทศและรู้เท่าทันส่ือ รายคู่ พบว่า ค่าเฉลี่ยทักษะด้านการส่ือสาร การรู้เท่าทันสารสนเทศและรู้เท่าทันส่ือ ภายหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ท่ีสมบูรณ์สูงกว่าก่อนใช้รูปแบบ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ค่าเฉลี่ยทักษะด้านการ สือ่ สาร การรเู้ ท่าทันสารสนเทศและรู้เท่าทันสอื่ เมือ่ จบการศึกษาสูงกว่าก่อนใชร้ ูปแบบ และสงู กว่าภายหลัง เรยี นโดยใช้ EREC IF Model ทส่ี มบรู ณ์ อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิติท่ี .05 ดงั ตารางท่ี 4.24 ตารางที่ 4.23 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะด้านการส่อื สาร การรู้เท่าทันสารสนเทศและรู้เทา่ ทันสื่อ ของ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 ก่อนใช้รูปแบบ หลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ท่ีสมบูรณ์ และเมื่อ จบการศึกษา โดยใช้การวเิ คราะห์ความแปรปรวนแบบวดั ซ้าชนดิ ทางเดยี ว แหลง่ ความแปรปรวน Sum of Squares df Mean Squares F P .000 ผลการวดั กอ่ นใช้รูปแบบ 16.29 1.85 8.81 40.02* หลงั เรยี นโดยรปู แบบที่ สมบูรณ์ และเมื่อจบการศึกษา ความคลาดเคลื่อน 30.12 136.84 .22 ตารางที่ 4.24 เปรยี บเทียบคะแนนเฉล่ียทักษะด้านการสอื่ สาร การรู้เท่าทันสารสนเทศและร้เู ท่าทันส่อื ของนักศกึ ษา พยาบาลชั้นปีท่ี 2 กอ่ นใช้รูปแบบ หลังเรยี นโดยใช้ EREC IF Model ทสี่ มบรู ณ์ และเม่ือจบการศกึ ษา ระยะเวลาการวดั เมื่อจบการศึกษา หลงั เรียนโดยรปู แบบที่สมบรู ณ์ กอ่ นใชร้ ปู แบบ Mean 4.38 3.87 3.76 เม่อื จบการศกึ ษา 4.38 - .51* .62* หลังเรียนโดยใชร้ ปู แบบทส่ี มบรู ณ์ 3.87 - - .11* ก่อนใชร้ ปู แบบ 3.76 - - - *p<.05

94 3.1.8 คา่ เฉลย่ี ทักษะด้าน คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีท่ี 2 ก่อนเรยี นโดยใช้ ERECIF Model เท่ากับ 4.38 คา่ เฉล่ยี ทักษะดา้ นคอมพวิ เตอร์และเทคโนโลยหี ลงั เรยี นโดย รูปแบบท่ีสมบูรณ์เท่ากับ 4.13 และนักศึกษาเรียนโดยใช้ EREC IF Model อย่างต่อเนื่อง ค่าเฉล่ียทักษะ ด้านคอมพิวเตอรแ์ ละเทคโนโลยี เม่ือนักศึกษาจบการศึกษาในปีการศึกษา 2559 เท่ากับ 4.55 ดังตารางที่ 4.25 ตารางที่ 4.25 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี ของนักศึกษา พยาบาลชนั้ ปที ่ี 2 ก่อนและหลงั เรยี นโดยใช้ EREC IF Model ตัวแปร ระยะเวลา ก่อนใชร้ ปู แบบ หลังเรยี นโดยรปู แบบทสี่ มบรู ณ์ เมื่อจบการศึกษา ทักษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ Mean SD Mean SD Mean SD และเทคโนโลยีสารสนเทศ 4.38 0.47 4.13 0.56 4.55 0.41 ผลการเปรียบเทียบทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี ของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีท่ี 2 ก่อน และหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ท่ีสมบูรณ์แบบ และเมื่อนักศึกษาจบการศึกษา พบว่า มีความ แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 (F= 13.88, p<.05) ดังตารางที่ 4.26 จึงทดสอบความ แตกต่างทกั ษะดา้ นคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีรายคู่ พบว่า ค่าเฉลยี่ ทกั ษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี ภายหลังเรยี นโดยใช้ EREC IF Model ที่สมบูรณ์ลดลงเมื่อเทียบกับก่อนใช้รปู แบบอย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติ ท่รี ะดับ .05 แต่คา่ เฉล่ียทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี เมอ่ื จบการศึกษาเพม่ิ ขึน้ เม่ือเทยี บกับก่อนใช้ รูปแบบและภายหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ท่ีสมบูรณ์ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี .05 ดังตารางที่ 4.27 ตารางที่ 4.26 เปรียบเทยี บคะแนนเฉลี่ยทักษะด้านคอมพิวเตอรแ์ ละเทคโนโลยี ของนักศึกษาพยาบาลชั้นปี ท่ี 2 ก่อนใชร้ ูปแบบ หลงั เรียนโดยใช้ EREC IF Model ทีส่ มบูรณ์ และเมือ่ จบการศึกษา โดยใช้การ วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้าชนิดทางเดียว แหลง่ ความแปรปรวน Sum of Squares df Mean Squares F P 2 3.38 13.88* .000 ผลการวัดก่อนใชร้ ูปแบบ 6.76 148 .24 หลงั เรียนโดยรปู แบบที่ สมบูรณ์ และเมอื่ จบการศกึ ษา ความคลาดเคล่อื น 36.05 ตารางที่ 4.27 เปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียทักษะดา้ นคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี ของนักศึกษาพยาบาลชนั้ ปี ที่ 2 ก่อนใช้รูปแบบ หลงั เรยี นโดยใช้ EREC IF Model ทส่ี มบูรณ์ และเม่ือจบการศกึ ษา ระยะเวลาการวัด เม่ือจบการศึกษา หลังเรยี นโดยรปู แบบท่สี มบูรณ์ ก่อนใชร้ ูปแบบ Mean 4.55 4.13 4.39 เมือ่ จบการศกึ ษา 4.55 - .42* .16 หลงั เรียนโดยใชร้ ูปแบบทส่ี มบรู ณ์ 4.13 - - -.26* ก่อนใช้รปู แบบ 4.39 - - - *p<.05

95 3.1.9 คา่ เฉลีย่ ทักษะดา้ นอาชีพและทกั ษะการเรยี นรู้ ของนกั ศึกษาพยาบาลชนั้ ปที ่ี 2 ก่อนเรียนโดย ใช้ ERECIF Model เท่ากับ 4.09 ค่าเฉล่ียทักษะด้านอาชีพและทักษะการเรียนรู้หลังเรียนโดยรูปแบบท่ี สมบูรณ์เท่ากับ 4.05 และนักศึกษาเรียนโดยใช้ EREC IF Model อย่างต่อเน่ือง ค่าเฉล่ียทักษะด้านอาชีพ และทกั ษะการเรยี นรู้ เม่ือนกั ศึกษาจบการศกึ ษาในปกี ารศกึ ษา 2559 เทา่ กบั 4.49 ดังตารางที่ 4.28 ตารางท่ี 4.28 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานทักษะด้านอาชีพและทักษะการเรียนรู้ ของนักศึกษา พยาบาลช้ันปที ่ี 2 ก่อนและหลงั เรียนโดยใช้ EREC IF Model ตัวแปร กอ่ นใชร้ ปู แบบ ระยะเวลา เม่อื จบการศึกษา Mean SD หลงั เรยี นโดยรปู แบบท่สี มบูรณ์ Mean SD ทกั ษะด้านอาชีพและ 4.08 0.46 Mean SD 4.49 0.39 ทักษะการเรยี นรู้ 4.05 0.52 ผลการเปรียบเทียบทักษะด้านอาชีพและทักษะการเรียนรู้ ของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีท่ี 2 ก่อน และหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ที่สมบูรณ์แบบ และเมื่อนักศึกษาจบการศึกษา พบว่า มีความ แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 (F= 22.05, p<.05) ดังตารางท่ี 4.29 จึงทดสอบความ แตกต่างทักษะด้านอาชีพและทักษะการเรยี นร้รู ายคู่ พบว่า ค่าเฉลี่ยทักษะด้านอาชีพและทักษะการเรียนรู้ ภายหลังเรยี นโดยใช้ EREC IF Model ท่สี มบูรณ์ไม่แตกต่างจากก่อนใช้รปู แบบ แต่คา่ เฉลย่ี ทักษะด้านอาชีพ และทักษะการเรียนรู้เมื่อจบการศึกษาสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบ และสูงกว่าภายหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ท่ีสมบรู ณ์ อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ิท่ี .05 ดงั ตารางที่ 4.30 ตารางที่ 4.29 เปรียบเทียบคะแนนเฉลีย่ ทกั ษะด้านอาชีพและทักษะการเรียนรู้ ของนกั ศึกษาพยาบาลชน้ั ปีที่ 2 ก่อนใช้รูปแบบ หลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ท่ีสมบูรณ์ และเม่ือจบการศึกษา โดยใช้การ วเิ คราะห์ความแปรปรวนแบบวดั ซา้ ชนิดทางเดียว แหลง่ ความแปรปรวน Sum of Squares df Mean Squares F P 2 4.53 22.05* .000 ผลการวัดก่อนใชร้ ปู แบบ 9.07 148 .21 หลงั เรยี นโดยรูปแบบที่ สมบูรณ์ และเมอื่ จบการศกึ ษา ความคลาดเคล่ือน 30.43 ตารางที่ 4.30 เปรยี บเทียบคะแนนเฉลยี่ ทักษะดา้ นอาชีพและทักษะการเรยี นรู้ ของนักศกึ ษาพยาบาลช้นั ปีที่ 2 กอ่ นใชร้ ปู แบบ หลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ทีส่ มบรู ณ์ และเม่อื จบการศกึ ษา ระยะเวลาการวัด เมอื่ จบการศึกษา หลังเรยี นโดยรปู แบบที่สมบรู ณ์ กอ่ นใช้รปู แบบ Mean 4.49 4.05 4.09 เมือ่ จบการศกึ ษา 4.49 - .44* .41* หลังเรยี นโดยใช้รูปแบบทส่ี มบรู ณ์ 4.05 - - -.04 ก่อนใช้รปู แบบ 4.09 - - - *p<.05

96 จากการวเิ คราะห์ข้อมลู เชิงคุณภาพจากการสนทนากลุ่มได้ข้อมลู สอดคล้องกัน กลา่ วคือทั้งอาจารย์ และนักศึกษามีความเห็นว่า การเรียนการสอนตามรูปแบบ EREC IF สามารถช่วยส่งเสริมทักษะแห่ง ศตวรรษที่ 21 ของนกั ศกึ ษาได้ ดังข้อมูลความคดิ เหน็ ของอาจารย์และนักศึกษาทจ่ี ะกล่าวถึงในสว่ นตอ่ ไป 3.2 ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบ EREC IF ความพงึ พอใจของนักศึกษาต่อการจดั การเรียนการสอนดว้ ยรูปแบบ EREC IF วเิ คราะห์จากข้อมูล เชงิ ปริมาณทีไ่ ดจ้ ากแบบสอบถามและข้อมลู เชงิ คุณภาพจากการสนทนากล่มุ นกั ศกึ ษาดงั ต่อไปน้ี 3.1 ค่าเฉลย่ี ความพงึ พอใจของนกั ศกึ ษาตอ่ การจัดการเรยี นการสอนดว้ ยรูปแบบ EREC IF (n=75) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบ EREC IF พบว่า นักศึกษามคี วามพึงพอใจต่อการใชร้ ปู แบบการจดั การเรียนการสอนที่เนน้ ทกั ษะกระบวนการในภาพรวมอยู่ ในระดับมาก ( = 4.04, SD = 0.42) ทั้งนี้นักศึกษามีความพึงพอใจด้านผู้สอนมากที่สุด ( = 4.14, SD = 0.42) ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่าที่สุด คือ ด้านการสนับสนุนแหล่งเรียนรู้ ( = 3.88, SD = 0.56) ดงั ตารางที่ 4.31 ตารางท่ี 4.31 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความพึงพอใจรายด้านและโดยรวม ของ นกั ศกึ ษา ทมี่ ีต่อรปู แบบ EREC IF Model ทส่ี มบูรณ์ (n = 75) ความพึงพอใจ Mean S.D. ระดับ ดา้ นผู้สอน 4.14 0.42 มาก ดา้ นกระบวนการเรียนรู้ 4.08 0.45 มาก ดา้ นผเู้ รียน 4.06 0.58 มาก ด้านการสนบั สนนุ การเรยี นรู้ 3.88 0.56 มาก รวม 4.04 0.42 มาก 3.2 ความคิดเห็นของนักศึกษาต่อการจดั การเรียนการสอนดว้ ยรปู แบบ EREC IF การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสนทนากลุ่มนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ หลังการใช้รูปแบบ EREC IF ในการจัดการเรียนการสอน พบว่านักศึกษาให้ข้อมูลสอดคล้องกับข้อมูลจากแบบสอบถาม กล่าวคือนักศึกษามีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบ EREC IF ในการเรียน โดยให้ความเห็นว่าทาให้มีการ ปรับพฤติกรรมการเรียนการของตนเองเป็นแบบที่ผู้เรียนเปน็ ผู้มีสว่ นร่วมในการเรียนรขู้ องตนเอง และรับรู้ วา่ เกิดผลดีกบั ตนเองในการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ซึ่งสามารถจาแนกและสรุปความคิดเห็นได้ 6 ประเด็น ดงั ต่อไปนี้ 1) การปรบั ตวั ใหเ้ ข้ากับรปู แบบการเรยี นการสอนทเี่ ปลีย่ นไป 2) การเป็นผู้สืบหาความรู้ดว้ ยตนเอง 3) การกระตอื รอื รน้ และรับผดิ ชอบต่อการเรียนของตนเอง 4) การเรยี นการสอนนา่ สนใจทาใหไ้ ม่หลบั ในห้องเรยี น 5) การเพิม่ สัมพนั ธภาพระหว่างผูเ้ รยี น และระหว่างผู้เรยี นกบั ผู้สอน 6) การพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21

97 1) การปรับตวั ให้เข้ากับรปู แบบการเรยี นการสอนทเ่ี ปล่ียนไป นักศึกษาท่ีไดร้ ับการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 โดยรูปแบบ EREC IF มีการปรับตัวต่อรปู แบบการเรยี นการสอน ด้วยการเปดิ ใจยอมรบั กับรปู แบบการเรียนการสอนท่ีนกั ศกึ ษา รู้สึกว่าเป็นเร่ืองแปลกใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนของตนเอง โดยหาวิธีการจัดการกับตนเอง เพื่อให้ตนเองสามารถเรยี นรูต้ ามกระบวนการของ EREC IF ไดด้ ังตวั อย่างคาพดู ตอ่ ไปนี้ “เรียนคร้ังแรกตอนอยู่ปี 2 ความรู้สึกตอนน้ันเราคิดว่ามันค่อนข้างใหม่ ปรับตัวไม่ถูก พอได้ทา ข้อสอบก็รู้สึกว่ามันยากข้ึน ยากมาก มันยังไม่ค่อยรู้เร่ือง ก็บอกตัวเองว่าช่างมัน แต่ตอนน้ีเรียนปี 3 แล้ว เนื้อหาก็เพ่ิมมากข้ึนจะช่างมันไม่ได้แล้ว ทาให้เราพยายามเปิดใจยอมรับ ทาให้เราเกิดความตั้งใจที่ จะ ปรับตัว เพ่อื ให้สอบผา่ นด้วย” “จากท่เี รยี นตอนอยปู่ ี 2 เหมือนเราเป็นผรู้ ับอยา่ งเดยี ว พอมาเรยี นแบบใหม่คิดเลยว่าหนูคงแยแ่ น่ๆ หนูเลยตอ้ งปรบั ตวั เข้าหามนั ค่ะ ต้องอา่ นหนงั สือใหม้ ากขนึ้ ย่ิงร้วู า่ วชิ านี้ยาก ยงิ่ ตอ้ งอ่านมากๆ” “ตอนแรกท่ีอาจารย์บอกว่าเรียนโดยใช้กรณีศึกษา ไม่มีการบรรยาย เหมือนเราจับจุดไม่ได้วา่ ต้อง เรียนยังไง ทาใหไ้ ม่สามารถจัดระเบยี บความคิดตวั เองได้ แตพ่ อเรยี นๆ ไปเหมือนเราเร่มิ ปรบั ตัวได้ ทาใหเ้ รา รสู้ ึกได้ว่าเราจัดการตนเองได้มากขึน้ ” นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปที ่ี 3 2) การเป็นผู้สบื หาความรู้ด้วยตนเอง การเรียนการสอนตามรูปแบบ EREC IF ทาให้นักศึกษาเรียนรู้ว่าต้องเป็นผู้ขวนขวาย ศึกษาหา ความร้ดู ้วยตนเอง พบวา่ นักศึกษามวี ิธกี ารสืบหาความรูด้ ้วยตนเองหลายวธิ ี เชน่ การสอบถาม การร้องขอให้ เพ่ือนอธิบายให้ฟัง การศึกษาจากสื่อประกอบการสอน การหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ท การค้นหาหนงั สอื ใน ห้องสมดุ และการขอคาปรึกษาจากอาจารยผ์ ้สู อน ดงั ตวั อยา่ งคาพูดตอ่ ไปน้ี “อันไหนทย่ี ังไม่รู้หนูกจ็ ะถามขอ้ มูลจากเพ่ือนก่อน วา่ เคยเจอแบบนไ้ี หม อธิบายให้ฟังหน่อย แตถ่ ้า เพ่อื นตอบเราไม่ได้ ก็ลองหาดูใน Google และถา้ ยังไม่เข้าใจอีก ก็เข้าไปถามอาจารย์เลยคะ่ ตอ้ งหาคาตอบ ใหไ้ ดเ้ ลยคะ่ ” “หลังจากฟังเพ่ือนนาเสนอ เรื่องไหนท่ียังไม่เข้าใจหนูจะหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ท แล้วก็ไปหาใน หอ้ งสมดุ เพอื่ มาสรุปเป็นความเข้าใจของตวั เอง เพราะอ่านของตัวเองเขา้ ใจมากท่สี ุด” “เราไม่ควรเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว เราต้องขวนขวายท่ีจะเข้าหาด้วยค่ะ ส่ิงแวดล้อมไม่ได้ท้ิงเรา อาจารย์ไมไ่ ด้ทงิ้ เรา เรายงั มเี พ่อื นมอี าจารยท์ ี่จะคอยเปน็ ทป่ี รกึ ษาให้” นกั ศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชัน้ ปีที่ 3 3) การกระตือรือร้นและรบั ผดิ ชอบต่อการเรยี นของตนเอง กระบวนการเรียนการสอนตามรูปแบบ EREC IF ส่งผลให้นักศึกษาเกิดความกระตือรือร้นในการ เรียน รับรู้ว่าตนเองคือบุคคลท่ีสาคัญที่สุดท่จี ะทาให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการเรยี น นักศึกษาเกิดความ ต้องการพฒั นาปรบั ปรงุ ตนเอง ต้องรับผิดชอบตอ่ การเรียนของตนเอง ดงั ตวั อยา่ งคาพูดต่อไปนี้ “เหมือนเป็นวิธีการเรียนที่ใหม่ ต้องใช้ความกระตือรือร้น ความพยายามในการเรี ยนสูงค่ะ ช่วงแรกๆ ก็เหมือนจะลาบาก เพราะส่วนใหญ่เน้นเรื่องการศึกษาด้วยตนเอง ซ่ึงก็เป็นผลดีทาให้ตัวเองมี ความรับผิดชอบเพมิ่ มากขนึ้ คะ่ ” “ส่ิงทพ่ี ัฒนาทเ่ี หน็ ไดช้ ัดเจนคอื ความกระตอื รือร้นในเรอื่ งการเรยี น เมื่อเรารู้ว่าสงิ่ ท่เี ราเคยทามนั ยัง ไม่ดี เราก็ตอ้ งปรบั ปรุงตัวเราให้ดขี นึ้ จากวนั นนั้ จนถึงตอนนเ้ี พื่อนหลายๆ คนมีความกระตือรือร้นทจี่ ะเรยี น มากข้ึน มีการวางแผนวา่ ควรจะเรียนอย่างไร”

98 “มันทาให้เราวิเคราะห์ตนเองได้โดยท่ีไม่ต้องมีใครมากระตุ้น มันทาให้เราคิดได้เองว่าเราต้อง พยายามเพอ่ื พัฒนาตนเอง” “มันทาให้สามารถคิดท่ีจะพัฒนาตัวเองได้ เพื่อนๆทุกคนก็พัฒนาตัวเอง เหมือนผลักดันตนเองให้ การเรียนของตัวเองมีคุณภาพมากข้นึ ทง้ั การเรียนและการฝกึ งาน” นกั ศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชัน้ ปีที่ 3 4) การเรียนการสอนนา่ สนใจ ทาใหไ้ ม่หลบั ในหอ้ งเรยี น วิธีการสอนตามรูปแบบ EREC IF ส่งผลให้นักศึกษามีความต่ืนตัวในการเรียน มีความสนใจใน เนอ้ื หาของการเรยี นมากกว่าการฟงั บรรยายโดยครูผสู้ อน นกั ศึกษาต้องมีสว่ นร่วมในกิจกรรมการเรียนการ สอน ทาใหไ้ ม่หลับในหอ้ งเรียน ดังตวั อย่างคาพดู ต่อไปน้ี “มันแตกต่างจากตอนท่ีเราฟังอาจารย์บรรยาย หนูหลับตลอดเลย แต่มาเรียนแบบน้ีเราได้พูด มัน ไม่หลับ แล้วเวลาเพื่อนพูดเรากฟ็ งั น้าเสยี งมนั ก็เปลีย่ นไปเรอ่ื ยๆ กน็ ่ังเรียนได้ไม่หลับเลยคะ่ ” “ถ้าเป็นการบรรยายแบบเก่า ทุกคนมีเอกสารที่ไดร้ ับแจกมาจะไม่ค่อยสนใจ ไม่สนใจเวลาอาจารย์ พดู แต่พอมาเรียนแบบใหม่ทุกคนจะต้องตื่นตัวมากข้ึน เพราะไม่มีเอกสารแจก ต้องจดกันเอง คือทุกคนไม่ กล้าหลับเพราะตอ้ งฟังเวลาอาจารย์สรุป ไม่อย่างนนั้ เด๋ียวไม่เขา้ ใจ เป็นการกระตุ้นตวั เองบอ่ ยๆ เป็นเรอ่ื งที่ดี คะ่ ” นักศกึ ษาพยาบาลศาสตร์ ช้ันปีท่ี 3 5) การเพิม่ สัมพันธภาพระหวา่ งผ้เู รยี นและ ระหว่างผเู้ รียนกับผูส้ อน กระบวนการเรียนการสอนตามรูปแบบ EREC IF ส่งผลให้นักศึกษาได้ทางานร่วมกัน และอาจารย์ ผู้สอนได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากขึ้น นักศึกษาเกิดความรู้สึกกล้าท่ีเข้ามาขอคาปรึกษาจากอาจารย์ ทาให้ สัมพันธภาพระหวา่ งผ้เู รยี น และผู้สอนกบั ผู้เรียนดีข้ึนกวา่ เดิม ดังตัวอยา่ งคาพดู ต่อไปน้ี “สาหรับหนูพอขึ้นปี 3 มันมีการเปลย่ี นแปลง เราเข้าหาอาจารย์มากข้ึนกว่าตอนปี 2 น่ังเรียนเรา ฟงั อาจารย์อย่างเดยี ว แตพ่ อมองกลบั ไปตอนปี 3 อาจารยม์ อบหมายงานมาให้เราไปทาความเขา้ ใจ แต่บาง เร่ืองมันยากเราไม่เข้าใจ ก็พยายามเข้าหาอาจารย์ คือช่ืนชมอาจารย์ ถึงแม้การเรียนการสอนมันยาก อาจารย์กพ็ ยายามอธบิ ายให้เราฟงั เพอ่ื ใหเ้ ราเขา้ ใจมากขึน้ ” “เรามีความกล้าในการจะเข้าไปถามอาจารย์ คือหนูรู้สึกว่าหนูถามอาจารย์มากขึ้นมากกว่าการ เรยี นเลคเชอรท์ ่เี ราไมก่ ล้ายกมอื ถามอาจารย์” “หนูว่าการเรียนแบบนี้มันคือการปรับตัวเข้าหาอาจารย์ เข้าหาเพ่ือนๆ เราได้เปล่ียนกลุ่ม มันได้ ชว่ ยกนั ทางานเปน็ ทมี ” นักศกึ ษาพยาบาลศาสตร์ ชนั้ ปีท่ี 3 6) การพฒั นาทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 กระบวนการเรยี นการสอนตามรปู แบบ EREC ชว่ ยให้นกั ศึกษาเกดิ การพัฒนาทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ครอบคลุมทุกด้าน ด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลายหลาย ท่ีถูกจัดขึ้นในรายวิชาต่างๆ เกิดเป็น ผลลพั ธ์ในตวั นักศึกษา นกั ศึกษาใหค้ วามเห็นวา่ ได้เกิดการพัฒนาทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ดงั ตัวอย่างคาพูด ต่อไปน้ี “การเรยี นแบบน้มี ันทาใหเ้ ราตอ้ งอ่านหนังสือมากขึ้นค่ะ เราต้องทาความเขา้ ใจในเนอื้ หาสว่ นที่เรา รับผิดชอบและก็ต้องอ่านในส่วนของเพ่ือนไปด้วย ถึงจะเข้าใจเนื้อหาของการเรียนทั้งหมด” (Reading : ทกั ษะการอ่าน)

99 “เราได้รู้จักการบริหารจัดการเวลาตัวเองให้ดี เพราะเราเรียนหลายวิชา แตล่ ะวิชาก็มีงานหลายช้ิน เราต้องวางแผนว่าจะเรียนอย่างไร หาเวลากนั ทางานกลุ่มกันอย่างไร” (Critical Thinking and Problem Solving : ทกั ษะการคิดอย่างมีวจิ ารณญาณและการแก้ปัญหา) “การทางานกลุ่มมันก็ช่วยให้ประสานเราได้ดี เรามีการแบ่งงานช่วยกันทา จากนั้นก็ต้องมาคุยกัน เพราะทุกคนก็อ่านมาเหมอื นกนั เรากม็ าพดู ใหเ้ พอ่ื นฟัง มาเสนอความคดิ เห็นกนั มนั ก็จะทาให้เข้าใจมากขึ้น ค่ะ” (Collaboration, Teamwork and Leadership: ทักษะความร่วมมือ การทางานเป็นทีมและภาวะ ผนู้ า) “งานกลุ่มช่วยเสริมสร้างการทางานเป็นทีม เป็น teamwork มากข้ึน ฝึกการเป็นผู้นาผู้ตาม ช่วย สร้างสัมพันธภาพกับเพ่ือนบางคนท่ีไม่ค่อยได้คุยกัน ได้รู้จักกันมากข้ึน” (Collaboration, Teamwork and Leadership: ทักษะความร่วมมอื การทางานเปน็ ทมี และภาวะผูน้ า) “การทางานกลุ่มทาให้เราได้เห็นศักยภาพของเพื่อนแต่ละคน ว่าเขามีศักยภาพมากน้อยแค่ไหน ทาให้เรามีสัมพันธภาพกับเพื่อนเพิ่มมากข้ึน” (Collaboration, Teamwork and Leadership: ทักษะ ความร่วมมอื การทางานเปน็ ทีมและภาวะผ้นู า) “เราสามารถสืบหาข้อมูลหรือแหล่งความร้ไู ด้ดกี ว่าแต่ก่อน จากเดิมที่อาจารย์เป็นผูน้ าเอกสารมา ให้ เปลยี่ นใหม่เปน็ เราต้องไปหาข้อมูลหาความรู้ดว้ ยตนเองท้ังจากหนงั สือในห้องสมุด จากอินเตอร์เนท็ หรือ จากฐานข้อมูลมาประกอบกัน มันก็ได้พัฒนาเร่ืองการสืบค้นข้อมูล” (Communication, Information, and Media Literacy: การสื่อสาร สารสนเทศและรเู้ ท่าทันส่อื ) “เราต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการค้นหาข้อมูลตลอดเวลา เพราะบางครั้งฟังเพื่อนาเสนอ เรา ยังไม่เข้าใจก็ต้องไปค้นหาเพิ่มเติม” (Computing and ICT Literacy: ทักษะคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี สารสนเทศและการสือ่ สาร) นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปที ่ี 3 3.3 ความคดิ เห็นของอาจารย์ตอ่ การใช้รปู แบบ EREC IF จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพท่ีได้จากการสนทนากลุ่มอาจารย์ พบว่าการจัดการเรียนการ สอนตามรูปแบบ EREC IF สามารถชว่ ยปรับเจตคติ และวธิ ีการสอนของอาจารย์ จากเน้นเน้ือหาสาระเพียง อย่างเดยี วเป็นการเน้นที่กระบวนการเรียนรู้เพิ่มด้วย ช่วยให้อาจารย์สามารถพัฒนาวธิ ีการจัดการเรยี นการ สอนทห่ี ลากหลายข้ึน ซง่ึ นับเปน็ การปรับกระบวนทัศน์ในการจัดการเรียนการสอน (Paradigm shift) ของ อาจารย์ จากการเน้นเนื้อหาสาระ (Content based) มาเป็นการเน้นท่ีกระบวนการเรียนรู้ (Process based) อาจารย์มีความเห็นว่าการจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบนี้สามารถพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21ได้ดี และยังช่วยให้นักศึกษาและอาจารย์มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น ใกล้ชิดกันมากข้ึน ซึ่งนาไปสู่ สมั พันธภาพทีด่ ีขึน้ สามารถจากจาแนกและสรปุ ความคิดเห็นของอาจารย์ผู้สอนได้ 4 ประเดน็ ดังนี้ 1) การปรับกระบวนทัศนใ์ นการจดั การเรยี นการสอน 2) การพัฒนาวิธีการจดั การเรียนการสอนทีห่ ลากหลาย 3) การไดใ้ กล้ชดิ กบั นกั ศกึ ษา สามารถประเมนิ และพัฒนานกั ศึกษาได้ตรงจุด 4) การพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนกั ศึกษา 1) การปรับกระบวนทัศน์ในการจัดการเรยี นการสอน ในช่วงแรกของการทดลองใช้รูปแบบ EREC IF อาจารย์ผู้สอนมีความรู้สึกวิตกกังวลว่าการจัดการ เรียนการสอนท่ีเปลี่ยนไปโดยไม่มีการบรรยาย จะทาให้นักศกึ ษาไม่ได้ความรู้ในเนื้อหาสาระตามที่ต้องการ

100 และอาจส่งผลให้นักศึกษาสอบไม่ผ่านการขึ้นทะเบียนรับในอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ ดังตัวอย่างคาพูด ตอ่ ไปนี้ “เราก็มุ่งที่เนื้อหา รู้วา่ การสอนมันพัฒนาความคิด ให้เด็กฝึกคิดให้เป็น แต่เราก็ห่วงนักศึกษา ของเราจะคดิ ไม่เป็น ในเรื่องการไปค้นคว้าหาความรู้เร่ืองเน้ือหา เราก็กลัวมันจะตกหล่น จะทาใหส้ อบสภา ไม่ได้” อาจารย์ เม่ือผู้สอนปรับเปลี่ยนวิธีสอนโดยเน้นการเรียนรู้แบบร่วมมือ จัดการเรียนรู้เพ่ือให้บรรลุตาม วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรขู้ องแตล่ ะรายวิชา ผสู้ อนต้องมีความอดทนมากขึ้นในการสอน เมื่อทาบ่อยคร้ังจงึ เร่ิม เช่ือม่ันในศักยภาพของนักศึกษา และมีความคิดท่ีอยากให้โอกาสนักศึกษาได้ฝึกการเรียนรู้ด้วยตนเอง ดัง ตวั อย่างคาพดู ต่อไปนี้ “เรามอบหมายให้นกั ศกึ ษาไปศึกษา คน้ คว้ามาให้เขามาสะท้อนในหอ้ งเรยี น อาจารย์ก็ตอ้ งมี หน้าที่ดูว่าที่เขาคิดมาน้ัน เข้าข่ายหรืออยู่ในเน้ือหาท่ีจะสอนหรือไม่ ยังไงครูก็ไม่พ้นหน้าท่ีของการท่ีเรา จะต้องมาดูเขา แต่เราต้องไม่ไปตีกรอบให้เขา ต้องให้อิสระกับนักศึกษาในการคิด แต่คิดแลว้ ก็ต้องกลับมา สรปุ กันในหอ้ งเรียนอีกที ตรงไหนทม่ี ันขาดหายไป ครูก็เพมิ่ เติมให้” “บางทเี รากต็ ้องอดทน เพือ่ ใหเ้ ขา (นกั ศกึ ษา) อ่านใหไ้ ด้ คดิ ให้เป็น ในเมอ่ื ครูไม่ปอ้ นให้แล้วเนี่ย เขาก็ตอ้ งดิ้นรนด้วยตัวเอง อาจจะดูเหมอื นเราไม่ทาอะไรให้ บางทีต้องยอมใจแข็ง เหมือนพ่อแม่ใจแขง็ และ ครูก็ต้องเชื่อว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพจริงๆ เขาสามารถเรียนรู้ได้จริง เราต้องทาให้เขาติดลักษณะการเรียน แบบนใี้ หไ้ ด้ การเรยี นที่ต้องคน้ คว้าเอง อ่านเอง สรปุ เอง ฝา่ ฟันเอง” อาจารย์ เมอื่ อาจารยผ์ ู้สอนมีความเข้าใจและรบั ร้วู ่า การจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบ EREC IF ช่วยให้ เกิดผลดีกับนักศึกษาในอนาคต เกิดการตระหนักว่าท้ังอาจารย์ผู้สอนและนักศึกษาต้องมีการเปลี่ยนแปลง ตนเองให้ทันกับบริบทการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนตลอดเวลาของโลกในยุคศตวรรษที่ 21 ดังตัวอย่างคาพูด ต่อไปน้ี “การเรยี นที่ส่งเสรมิ ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 มนั เปน็ ส่งิ จาเปน็ สาหรบั วทิ ยาลัย มันเปน็ สง่ิ ที่ เราตอ้ งทาและเราต้องมีการเปล่ยี นแปลงท้ังครูทงั้ นักเรียน เพียงแต่ตอนแรกเรม่ิ เราขาดการเตรียมตวั อาจดู เหมือนยังไม่พร้อม แต่มนั ก็จะดขี ึ้นเร่อื ยๆ” อาจารย์ 2) การพฒั นาทกั ษะวิธีการจัดการเรียนการสอนท่ีหลากหลาย อาจารย์ผู้สอนให้ความเห็นว่าตนเองเกิดการเรียนรู้ และมีทักษะในการจัดการเรียนการสอนท่ี หลากหลาย ภายหลังจากการใช้รปู แบบ EREC IF เน่ืองจากอาจารย์ผูส้ อนตอ้ งพัฒนาหารูปแบบการสอนที่ หลากหลายในแตล่ ะรายวิชาและในแต่ละชั้นปี เพื่อให้นักศึกษาไม่เกิดความรู้สึกเบ่ือการเรียนในวิธีที่ซ้ากัน บอ่ ยครง้ั แต่ร้สู ึกสนุกกบั การเรยี นรู้จากวธิ ีการสอนท่แี ตกต่างกันออกไป และสามารถสง่ เสริมทกั ษะแห่งแห่ง ศตวรรษที่ 21 ท้ังน้ีการประกาศเป็นนโยบายของวิทยาลยั ท่ีชัดเจน การเตรยี มความพร้อมท้ังนักศกึ ษาและ อาจารย์ผู้สอนเป็นเรื่องสาคัญท่ีทาให้การใช้รูปแบบ EREC IF ประสบความสาเร็จ นอกจากนี้การเข้ากลุ่ม แลกเปลย่ี นเรียนรู้วิธีการจดั การเรยี นการสอน สามารถช่วยให้ไดเ้ รยี นรเู้ ทคนิควิธที ่ีดใี นการจัดการเรียนการ สอนรปู แบบ EREC IF ดังตวั อยา่ งคาพูดต่อไปน้ี

101 “เราไดร้ ู้วา่ การสอนด้วย Case study มันเปน็ การเรียนการสอนที่สามารถตอบ ERIC IF ไดม้ าก ท่ีสุด ถ้าอย่างอื่นมันจะตอบได้น้อย อย่างเช่น ปัญหา 2, ปัญหา 3 เป็น Case study แทบทุกบท ซ่ึงอันน้ี นักศึกษาก็อาจจะเบ่ือ เราเป็นนักศึกษาถ้าเจอแบบนี้ เราก็คงไม่ชอบ ทีน้ีเราจะหาวิธีการสอนยังไงให้ หลากหลาย ทเ่ี ขาเรียนแล้วมันจะสนุกไปเอง เช่น มี case ท่ีเป็นคลิปวีดีโอมาให้ดู มีหนังสั้นมาให้ดู คือมัน ต้องคน้ คว้าวา่ อะไรทเ่ี ดก็ จะไมเ่ บอ่ื ” “ไดเ้ หน็ ตัวอย่างทด่ี ขี องอาจารย์คนอื่นจากการพดู คยุ แลกเปล่ียนกนั ในกจิ กรรม KM ทาใหค้ ิดว่า ไม่ใชส่ ง่ิ ยาก” “นักศึกษาหากถกู ปรับรปู แบบการเรยี นการสอนแบบกะทันหนั แล้วมเี วลาเตรยี มตวั น้อยก็คงไม่ ไหว เรามองเห็นปัญหาแล้ว เราก็เร่ิมต้ังแต่ปี 1 ให้นักศึกษาฝึกการ reflective ตั้งแต่ตอนที่เขาปฐมนิเทศ เพือ่ ให้เกิดความเข้าใจ และการทา mapping ให้นักศึกษาได้เรียนรู้แบบค่อยเป็นค่อยไป มกี ารเตรยี มความ พรอ้ มที่ดีทง้ั อาจารย์และนกั ศึกษา” อาจารย์ 3) การได้ใกล้ชดิ กับนักศกึ ษา สามารถประเมินและพฒั นานกั ศึกษาได้ตรงจุด อาจารย์ให้ความเห็นว่าการจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบ EREC IF นั้น ผู้สอนมักออกแบบ วิธีการเรียนการสอนแบบกลุ่มย่อยหรือกลุ่มนักศึกษาขนาดเล็ก 4 – 8 คน ส่งผลให้ผู้สอนมีความใกล้ชิด นักศึกษามากขึ้น สามารถดูแลนักศึกษาได้อย่างทั่วถึง ประเมินและมองเห็นปัญหาของนักศึกษาแต่ละคน ทาให้สามารถให้คาแนะนาได้อยา่ งใกล้ชดิ นอกจากนี้ยงั ทาให้มองเห็นศักยภาพในตัวนักศึกษา และสามารถ สง่ เสรมิ พัฒนาใหด้ ียงิ่ ข้ึนไปได้ ดงั ตัวอย่างคาพูดตอ่ ไปนี้ “เราสอนกนั เป็นกลุ่มเลก็ เราก็สามารถดูแลเดก็ ได้ทว่ั ถึงว่าเด็กคนไหนทตี่ อ้ งเสริมศักยภาพใน ตรงไหน หรือคนไหนที่มีปญั หา ยังไมเ่ ขา้ ใจ เราก็ช่วยไดง้ ่ายขนึ้ เพราะมีกนั 4 คน แต่ละคนก็ดูของตัวเองไป เราสามารถท่ีจะบอกถึงเรอ่ื งทเ่ี ขาสามารถจะพฒั นาตนเองต่อไปได้” อาจารย์ 4) การพัฒนาทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ของนกั ศกึ ษา อาจารย์ผู้สอนมีความเห็นว่าการจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบ EREC IF ช่วยให้นักศึกษาเกิด การพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ในทุกด้าน ด้วยการเรียนการสอนท่ีหลายหลายที่ถูกจัดข้ึนในรายวชิ า ต่างๆ เกิดเป็นผลรวมในตัวนกั ศกึ ษา ทาใหพ้ ฒั นาทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ดังตวั อย่างคาพดู ต่อไปนี้ “มองว่าเดก็ (นักศกึ ษา)มีการคิดอยา่ งมวี จิ ารณญาณมากข้นึ เพราะเขาทาเก่ยี วกับการวิเคราะห์ กรณีศึกษามากขึ้น คือเขาจะคิดเยอะขน้ึ จากเดิมท่ีฟังอย่างเดียว และเขาจะรู้ว่าถ้าเขาอยากรู้เรื่องนี้ โรคนี้ เขาควรจะอา่ นหนงั สือเลม่ ไหน” “เป็นรูปแบบการเรียนการสอนท่ีดี ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการคิดวิเคราะห์ กระตุ้นให้เกิด ประสบการณ์ใหม่ โดยเฉพาะในวิชาทางการพยาบาล ทาให้นักศึกษาเข้าใจเรื่องพหุวัฒนธรรมเนื่องจาก บุคคลมีความแตกต่างกันในลักษณะของพื้นท่ี การดาเนินชีวิตท่ีแตกต่างกัน เพ่ือให้สามารถดารงชีวิตและ ปฏิบัติงานในต่างวัฒนธรรมได้อย่างมีความสุข สนุกในการทางานเป็นทีม ในการสืบค้นข้อมูลในส่ือ เทคโนโลยตี า่ งๆ” “เด็ก (นักศึกษา) จะมีจุดแข็งอีกอย่างหนึ่ง คือเร่ืองการทางานเป็นทีมมากข้ึน เด็กท่ีชอบ ทางานเป็นทีมกจ็ ะมีความสุขในการเรยี น” “จากทเ่ี ห็น..นกั ศึกษาได้มอี ิสระในการคิด ในการนาเสนองาน เขาสามารถครีเอทวดี ีโอ หรือ เพาว์เวอร์พอยท์ได้ออกมาอย่างดี มีรูปแบบการนาเสนอที่สนุกสนาน มีเกมส์มาเล่นกับเพื่อนๆ แล้วมีของ รางวัลมาใหก้ บั เพอ่ื นๆ”

102 “นกั ศกึ ษามีทักษะการอ่านมากข้นึ มกี ารคดิ วเิ คราะห์เพิ่มมากข้นึ เน่ืองจากเดก็ กลุม่ เลก็ เวลาที่ พบกนั เรายิงคาถามเพื่อกระตุ้นถามทกุ คน เพราะฉะน้ันทกุ คนจะมสี ว่ นรว่ ม เราจะประเมนิ นกั ศกึ ษาได้ทันที ว่าเขามกี ารหาขอ้ มลู อะไรมาบ้าง” “รูปแบบการสอนน้ีช่วยพัฒนานักศึกษาได้ดี แต่ครูต้องให้เวลาและความใกล้ชิดกับนักศึกษา ครูจะเป็นผู้ช้ีแนะ ให้คาปรึกษารวมท้ังเสริมสร้างพลังให้นักศึกษา มันทาให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะเราเปิดโอกาสให้นักศกึ ษามีสว่ นรว่ มในทกุ กระบวนการ และต้องใช้ทักษะหลายดา้ นในการเรยี น จงึ ทา ใหเ้ ห็นวา่ ผู้เรยี นมกี ารพัฒนาด้านความคิดสรา้ งสรรคแ์ ละกระบวนการทางานเป็นทมี อย่างชัดเจน” อาจารย์ 3.4 การติดตามผลลัพธ์ของรปู แบบ EREC IF จากการติดตามผลการใช้ รูปแบบ EREC IF ในการจัดการเรียนการสอนนักศึกษาท่ีเป็นกลุ่ม ตัวอย่างต่อจนจบหลักสูตร และประเมินทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษา พบว่าคะแนนทักษะแห่ง ศตวรรษที่ 21 ของนกั ศึกษาเพ่ิมขน้ึ ท้ังโดยรวมและรายด้าน และผลการสอบข้ึนทะเบียนใบอนุญาตประกอบ วิชาชีพพบว่านักศึกษาสอบผ่าน 8 รายวิชาในคร้ังแรกจานวนร้อยละ 70.67 ซ่ึงสูงกว่าผลการสอบของ ผูส้ าเรจ็ การศกึ ษาในปกี ารศกึ ษาที่ผา่ นมา 3 ปี ซึ่งเดมิ ผลสอบผ่านไม่เกนิ ร้อยละ 50 3.5 การรบั รองรปู แบบ EREC IF โดยการสมั มนาอิงผเู้ ช่ยี วชาญ (Connoisseurship) การรับรองรูปแบบ EREC IF โดยการสัมมนาอิงผู้เช่ียวชาญ (Connoisseurship) ผู้วิจัยจัดข้ึนใน วันท่ี 6 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ห้องประชุมเฟ่ืองฟ้าวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี โดยเชิญ ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 คน ซ่ึงมีความเชี่ยวชาญครอบคลุมเร่ืองวิชาชีพการพยาบาล การจัดการศึกษา พยาบาล การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนากาลังคนด้านสุขภาพในศตวรรษที่ 21 และระเบียบวิธีวิจัยแบบการ วิจัยและพัฒนา มวี ัตถุประสงค์ เพอื่ ใหผ้ ้เู ชยี่ วชาญร่วมพิจารณารูปแบบการจัดการเรยี นการสอนเพื่อส่งเสริม ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 และให้ข้อเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุง โดยมีประเด็นที่ผู้วิจัยใช้ในการ ตรวจสอบ ยืน ยัน รูป แบ บ 4 ประเด็น ตาม แน วทางขอ ง Joint Committee on Standards for Educational Evaluations. (1994) ได้แก่ 3.4.1 รูปแบบฯ ท่ีผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะแห่ง ศตวรรษที่ 21 ของนักศกึ ษาพยาบาล หรือไม่ อยา่ งไร 3.4.2 รูปแบบฯ ท่ีพัฒนาขึ้นสามารถนาไปใช้พัฒนาการเรียนการสอนท่ีส่งเสริมทักษะแห่ง ศตวรรษที่ 21 ของนักศกึ ษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี ไดห้ รือไม่ อย่างไร 3.4.3 รูปแบบฯ ที่พัฒนาข้ึนมีประโยชน์ในการจัดการศึกษาของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบรุ ี หรอื ไม่ อย่างไร 3.4.4 รปู แบบฯ ท่ีพฒั นาข้ึนมีความเหมาะสมในการจัดการศึกษาของวิทยาลัยพยาบาลบรมราช ชนนี ชลบุรี และวทิ ยาลยั พยาบาล ในสงั กัดสถาบันพระบรมราชชนก หรือไม่ อยา่ งไร ผ้ทู รงคุณวฒุ ิได้ตรวจสอบยืนยันรูปแบบการจดั การเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะศตวรรษท่ี 21 (EREC IF) และให้ข้อเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุง ตามประเด็นที่ผู้วิจัยใช้ในการตรวจสอบยืนยัน รูปแบบทัง้ 4 ประเด็น และใหข้ อ้ เสนอแนะเพอ่ื การปรบั ปรุงรูปแบบ ดงั น้ี

103 ประเดน็ ที่ 1 รปู แบบฯ ที่ผ้วู ิจยั พัฒนาขึน้ มคี วามสอดคลอ้ งกบั การเรยี นการสอนทสี่ ง่ เสรมิ ทกั ษะ แห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาพยาบาล หรือไม่ อย่างไร การประเมินประเด็นนี้เป็นไปตามมาตรฐานด้านความถูกต้องครอบคลุม (Accuracy standards) ซึง่ เป็นเกณฑ์ยืนยันว่าการประเมินมีข้อมลู เพียงพอในการตัดสินเกี่ยวกับคุณค่าของรปู แบบ ใน 12 ประเด็น ยอ่ ยคอื 1) รปู แบบมีการอธิบายไว้อย่างชดั เจน 2) รูปแบบมีรายละเอียดของบริบทท่ีเกี่ยวขอ้ งอย่างเพยี งพอ 3) รปู แบบมกี ารระบุวัตถปุ ระสงค์และกระบวนการ 4) รูปแบบมีการระบุแหล่งท่ีมาของข้อมูล 5) รปู แบบมี การพัฒนาและทดลองใชเ้ พื่อใหเ้ กดิ ความม่ันใจวา่ การแปลผลมีความถูกตอ้ งสาหรับการใชร้ ปู แบบตามความ ตอ้ งการ 6) รปู แบบมีการพัฒนาและทดลองใช้เพื่อให้เกิดความม่นั ใจวา่ ขอ้ มลู ที่ได้มคี วามน่าเชื่อถือเพียงพอ สาหรับการใช้รูปแบบตามความต้องการ 7) ข้อมูลที่รวบรวม และนาเสนอในรูปแบบมาจากการทบทวน วรรณกรรมอยา่ งเป็นระบบ 8) ขอ้ มูลเชิงปรมิ าณมีการวิเคราะห์ถูกต้องเหมาะสม 9) ขอ้ มูลเชิงคณุ ภาพมีการ วิเคราะห์ถูกต้องเหมาะสม 10) ข้อสรุปมีการระบุไว้อย่างชัดเจน 11) การรายงานข้อมูลไม่มีอคติ หรือ บดิ เบือนจากความร้สู กึ ส่วนตัว และ12) มกี ารประเมนิ แบบหลากหลาย ผู้ทรงคณุ วฒุ ทิ ง้ั 5 ท่านใหค้ วามเห็นตรงกันวา่ รปู แบบที่ผูว้ จิ ัยพัฒนาขึ้นมีความสอดคลอ้ งกบั การ เรียนการสอนทีส่ ่งเสรมิ ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ของนกั ศึกษาพยาบาล และเสนอแนะให้เขียนใหเ้ ห็นการ เปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึนกบั ทง้ั นักศกึ ษาและอาจารย์ผสู้ อนใหช้ ัดเจน ควรนาไปขยายผลการใช้ โดยการเผยแพร่ และนาเสนอในเวทีประชมุ วชิ าการ ประเด็นที่ 2 รูปแบบฯ ทพ่ี ฒั นาขึน้ สามารถนาไปใช้พัฒนาการเรียนการสอนทีส่ ่งเสรมิ ทักษะแห่ง ศตวรรษท่ี 21 ของนกั ศึกษาพยาบาล วทิ ยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี ไดห้ รอื ไม่ อยา่ งไร การประเมนิ ประเดน็ นี้เป็นไปตามมาตรฐานดา้ นความเป็นไปได้ (Feasibility standards) ซ่งึ เป็น เกณฑ์ยืนยนั การนารปู แบบไปใช้ได้จริง มี 3 ประเด็นย่อยคือ 1) รปู แบบมคี วามเปน็ ไปได้ในการปฏบิ ตั จิ รงิ สาหรับผู้ปฏิบัติ 2) รปู แบบมกี ารวางแผนและนาไปใช้ได้กบั กลุม่ ผ้สู นใจท่ีมีความแตกตา่ ง มีความเป็นไปได้ ทจี่ ะได้รับความรว่ มมอื ในการใช้ และ 3) รูปแบบมปี ระสิทธผิ ลและความคุม้ คา่ ผทู้ รงคุณวุฒิท้ัง 5 ท่านให้ความเห็นตรงกันว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถนาไปใช้พัฒนาการเรียน การสอนที่ส่งเสรมิ ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนกั ศกึ ษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี ได้ จริงและเสนอแนะให้ติดตามผลลัพธ์ ของการพัฒนาจนกระท่ังกลุ่มตัวอย่างสาเร็จการศึกษา ซง่ึ ได้ปรับเพ่ิม ข้อมลู ดังกลา่ วไปแล้วในสว่ นของประสิทธิผลของรูปแบบ ประเดน็ ท่ี 3 รูปแบบฯ ทพ่ี ัฒนาข้ึนมปี ระโยชนใ์ นการจัดการศกึ ษาของวิทยาลยั พยาบาลบรมราช ชนนี ชลบุรี หรือไม่ อยา่ งไร การประเมินประเด็นนี้เป็นไปตามมาตรฐานด้านความเป็นประโยชน์ (Utility standards) ซึ่งเป็น เกณฑ์ยืนยันความเป็นประโยชน์ตอบสนองความตอ้ งการของผู้ใช้รปู แบบ มี 7 ประเด็นยอ่ ยคอื 1) มีการระบุ ผ้มู สี ่วนไดส้ ่วนเสยี ในการประเมนิ รปู แบบ 2) ผทู้ ่ีทาการประเมินในรูปแบบมีความเช่ือถือได้ และมีสมรรถนะ ในการประเมนิ 3) ข้อมลู ทร่ี วบรวมในรูปแบบตอบสนองความตอ้ งการของผู้มสี ่วนได้เสีย 4) มกี ารใช้เหตุผล ในการแปลผลข้อค้นพบ 5) รายงานการประเมินมีการอธบิ ายรายการประเมินอยา่ งชัดเจน ทัง้ วตั ถุประสงค์ กระบวนการ และบริบทท่ีเกี่ยวข้อง 6) มีการรายงานผลหรือข้อค้นพบแก่ผู้ใช้รูปแบบเพื่อให้สามารถใช้ ประโยชน์ได้ทนั เวลา และ 7) ผลกระทบของการประเมนิ ควรเป็นการเสริมพลังใหก้ บั ผู้มสี ่วนไดเ้ สยี ผู้ทรงคณุ วฒุ ิทง้ั 5 ท่านใหค้ วามเหน็ ตรงกันว่ารปู แบบทพ่ี ฒั นาข้ึนมีประโยชนใ์ นการจดั การศกึ ษา ของวทิ ยาลยั พยาบาล ในสังกัดสถาบนั พระบรมราชชนก ตามประเดน็ ย่อยทงั้ 7 ประเด็น

104 ประเด็นที่ 4 รูปแบบฯ ทีพ่ ัฒนาข้นึ มีความเหมาะสมในการจัดการศกึ ษาของวทิ ยาลยั พยาบาลบรม ราช ชนนี ชลบรุ ี และวิทยาลยั พยาบาล ในสงั กดั สถาบันพระบรมราชชนก หรอื ไม่ อยา่ งไร การประเมินประเด็นน้ีเป็นไปตามมาตรฐานด้านความเหมาะสม (Propriety standards) ซึ่งเป็น เกณฑ์ยืนยันความเหมาะสมท้ังในด้านกฎหมายและศีลธรรมจรรยา มี 8 ประเด็นย่อยคือ 1) รูปแบบมีการ พัฒนาเพ่ือตอบสนองความต้องการของผ้เู กีย่ วขอ้ ง 2) รูปแบบมีการพฒั นาจากการมีส่วนร่วมและเห็นพ้อง กันของผู้เกี่ยวข้อง 3) การประเมินรูปแบบนี้คานึงถึงสิทธิมนุษยชนของกลุ่มตัวอย่าง 4) การประเมินโดย รปู แบบน้ีให้การเคารพต่อคุณค่าและศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์ 5) การประเมินมีความสมบูรณ์และยุติธรรม โดยมีการระบุท้ังข้อดีและข้อด้อย 6) ข้อค้นพบมีการปกปิดความเป็นส่วนบุคคล 7) มีการจัดการกับความ ขดั แย้งอยา่ งเปดิ เผยและไม่สง่ ผลตอ่ การประเมิน และ 8) ผู้ประเมินมคี วามรับผดิ ชอบทางจริยธรรม มีการใช้ จา่ ยทเี่ หมาะสม ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 5 ท่าน ให้ความเห็นตรงกันว่า รูปแบบที่พัฒนาข้ึนมีความเหมาะสมในการจัด การศึกษาของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี และวิทยาลัยพยาบาลในสังกัดสถาบันพระบรมราช ชนก ตามประเด็นย่อยทั้ง 8 ประเด็น โดยเสนอแนะให้จัดทาคู่มือท่ีมีความชัดเจนเพ่ือเป็นแนวทางให้ผู้อื่น นาไปใชไ้ ด้สะดวกเขา้ ใจง่าย โดยสรปุ ผู้ทรงคุณวฒุ ิเหน็ วา่ รปู แบบ EREC IF เป็นรูปแบบทม่ี คี ุณค่า มีประโยชน์ในการสง่ เสรมิ ทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ของนกั ศกึ ษาพยาบาล สามารถนาไปขยายผลโดยการใช้ในสถาบนั การศกึ ษาอนื่ ได้ โดยเสนอแนะให้ตดิ ตามและเขยี นผลลัพธใ์ ห้ชัดเจนจนกล่มุ ตวั อยา่ งจบการศกึ ษา ใหจ้ ัดทาคมู่ ือเพอ่ื เป็น แนวทางในการนารปู แบบฯไปใช้ และใหเ้ ผยแพร่รปู แบบในเวทีตา่ งๆ

บทท่ี 5 สรปุ ผล อภิปรายผล ข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนท่ีส่งเสริมทักษะแห่ง ศตวรรษท่ี 21ของนกั ศกึ ษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีชลบรุ ี และศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบ ทีพ่ ฒั นาข้ึน โดยใชก้ ระบวนการวจิ ัยและพัฒนา (Research and Development) การรวบรวมขอ้ มลู มีท้งั เชงิ คุณภาพ และเชิงปริมาณ กระบวนการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 การศึกษาวิเคราะห์สภาพการณ์ (Situation Analysis) ระยะที่ 2 การสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอน (Design and Development) ระยะที่ 3 ประเมินประสทิ ธผิ ลของรูปแบบ (Evaluation of Model Effectiveness) สรุป ผลการวจิ ัยใน 3 ประเด็นดังนี้ 1. การศึกษาวเิ คราะห์สภาพการณ์ 1.1 ทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21ของนักศึกษาพยาบาล ผลการวจิ ัยพบว่า ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 โดยรวม ของนักศึกษาพยาบาล อยู่ในระดับดีทุกช้ันปี ยกเว้นช้ันปีท่ี 1 อยใู่ นระดบั ปานกลาง ทักษะ 3R เปน็ ทักษะด้านที่มีค่าเฉล่ียคะแนนต่าท่สี ดุ ในทกุ ชั้นปี ( x = 3.18-3.58, SD = 0.38-49) โดยเฉพาะด้านการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษพบว่าต่ากว่าด้านอื่นๆ การ คิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมรายดา้ นอยู่ในระดับดี แตเ่ ม่ือวเิ คราะห์รายขอ้ พบว่า อยู่ในระดับปานกลางเป็น ส่วนใหญ่ในทกุ ช้ันปี ( x = 2.92 – 4.11) ซึ่งคล้ายกับการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาที่พบว่า รายดา้ นอยู่ในระดบั ดี แตเ่ มื่อวิเคราะห์รายข้อพบว่าทกั ษะบางข้อของนักศึกษาชน้ั ปีท่ี 1 และ 2 อยู่ในระดับ ปานกลาง ด้านท่มี คี ่าเฉล่ียคะแนนสงู กวา่ ด้านอืน่ ๆ ไดแ้ ก่ด้านความเขา้ ใจความตา่ งวฒั นธรรมต่างกระบวนทัศน์ ดา้ นอาชพี และทักษะการเรียนรู้ และด้านคอมพวิ เตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ( x = 3.99- 4.35, SD = 0.53-0.63; x = 4.05-4.28, SD = 0.41-0.49; แ ล ะ x = 4.21-4.31, SD = 0.47-0.57 ตามลา่ ดับ) ผลการทดสอบความแตกต่างพบว่าทกั ษะโดยรวมของนกั ศึกษาในแต่ละชั้นปีมีความแตกต่างกัน โดยนักศึกษาช้ันปีที่ 4 มีทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยรวมสงู กว่าชัน้ ปี ท่ี 3, 2, และ 1 ตามลา่ ดับ 1.2 สภาพการจดั การเรียนการสอน นักศึกษาและอาจารย์มีความเห็นตรงกันว่า อาจารย์ใช้วิธีการสอนที่หลากหลายแต่วิธีที่ใช้มากที่สุดคือ การ บรรยาย และให้ความเห็นว่าการจัดการเรียนการสอนท่ีควรจะเป็นในการส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนักศกึ ษา พยาบาล ตามความคิดเห็นของนักศึกษา ประกอบด้วย วิธกี ารเรียนรจู้ ากสถานการณ์จ่าลองการแก้ปญั หา ผู้สอนตอ้ งมี คุณลักษณะในการสง่ เสริมการเรียนรู้ของผเู้ รียน ต้องมีเทคนิคการสอนที่น่าสนใจสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกและ ยดื หยุ่นตามสถานการณ์ นักศึกษาและอาจารยเ์ ห็นว่าต้องปรับวิธีการและกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อช่วยส่งเสริม แต่ละทักษะ และต้องพัฒนาศักยภาพของผู้สอนเพ่ือให้สามารถใช้วิธีการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะศตวรรษที่ 21 ให้กับนักศึกษาไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ 2. รปู แบบการจดั การเรียนการสอนท่สี ่งเสริมทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ของนกั ศกึ ษา รปู แบบท่ีพัฒนาได้คือรูปแบบ EREC IF ซ่ึงเป็นกรอบแนวคิดเชิงโครงสร้างในการจัดการเรียนการ สอนประกอบด้วย แนวคิดหลักการ ปจั จยั สนับสนุน กระบวนการ และการประเมนิ ผล ดงั นี้

106 2.1 แนวคิดและหลักการที่ส่าคัญได้แก่ การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student center) ทักษะศตวรรษที่ 21 การเสรมิ สรา้ งพลงั อ่านาจ (Empowerment) ทงั้ อาจารยแ์ ละนักศกึ ษาเพือ่ ให้ กา้ วผ่านการปรับเปล่ียนกระบวนทัศน์ในการเรียนการสอนได้ โดยใชห้ ลักการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เป็นเคร่อื งมือพ้ืนฐานในการด่าเนนิ การ 2.2 ปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ นโยบาย (Policy) ท่ีชัดเจนและมีการถ่ายทอดลงสู่การปฏิบัติอย่าง ชัดเจนเพอื่ ให้เกดิ การเปลย่ี นแปลงในการจัดการเรยี นการสอน 2.3 กระบวนการ รูปแบบ EREC IF ประกอบด้วย 3 กระบวนการทีส่ า่ คญั ได้แก่ 2.3.1 กระบวนการเตรียมความพร้อม ประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ 1) การเตรียมความ พร้อมอาจารย์ (Faculty preparation) 2) การเตรียมความพร้อมนักศึกษา (Student preparation) 3) การออกแบบการเรียนการสอนและการจัดการ (Couse design & Management) 4) การเตรียมความ พร้อมสภาพแวดล้อมและสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ (Learning environment & Facilitating) และ 5) การ วางแผนการจัดกิจกรรมเสริมหลกั สตู ร (Co-curricular activity) 2.3.2 กระบวนการจัดการเรียนการสอน EREC IF ตามองค์ประกอบย่อยคอื 1) E: Engagement คือการมีสว่ นรว่ มของนักศึกษาในการเรียนการสอน 2) R: Reflection การสะทอ้ นคิด 3) E: Experience การเรยี นรจู้ ากประสบการณ์ 4) C: Culture and Language วัฒนธรรมและภาษา 5) I: Information Technology เทคโนโลยสี ารสนเทศ และ 6) F: Fun and flexibility หรรษาและยืดหย่นุ 2.3.2 กระบวนการเสริมด้วย การเสริมสร้างพลังอ่านาจและการจัดการความรู้ (Empowerment and Knowledge Management: EM & KM) 2.4 การประเมนิ ผล เปน็ การประเมนิ ผลของรูปแบบทพี่ ัฒนาข้ึน โดยประเมนิ ทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ที่ประกอบด้วย 3Rs+7Cs ประเมนิ เชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม และประเมินเชิงคุณภาพโดยใช้การ สนทนากล่มุ โดยท่าการทดสอบก่อน ระหว่างและหลังการใช้รปู แบบ องคป์ ระกอบทัง้ 4 ขา้ งตน้ มีความสมั พนั ธก์ ันคอื ผู้สอนตอ้ งมีความรคู้ วามเข้าใจแนวคิดและ หลกั การในเรื่องการจัดการเรยี นการสอนทเี่ นน้ ผู้เรียนเปน็ ส่าคญั นอกจากนีผ้ บู้ ริหารต้องมนี โยบายที่ชัดเจน ในการสนับสนุนใหเ้ กิดการเตรียมการในด้านต่างๆ เพือ่ ให้เกดิ ความพรอ้ มของผสู้ อนและผ้เู รียน รายวชิ าท่ีใช้ ตอ้ งเปน็ รายวชิ าทีส่ อนโดยอาจารย์ของสถาบันทกี่ ่าหนดนโยบาย หรอื หากเปน็ อาจารยพ์ เิ ศษต้องเป็นผูท้ ่ี ยนิ ดใี ชร้ ปู แบบ EREC IF ซง่ึ ในการออกแบบแต่ละรายวิชาผสู้ อนทกุ คนต้องวางแผนการสอนรว่ มกันเพื่อ เลือกวธิ ีการสอนทส่ี อดคล้องกับกระบวนการหลกั ใหค้ รบทุกองคป์ ระกอบ ผูส้ อนต้องเสรมิ สรา้ งพลังอ่านาจ แก่ผเู้ รยี นเพือ่ ให้กระบวนการเรียนรมู้ ปี ระสทิ ธภิ าพ มีเวทีให้อาจารยม์ กี ารแลกเปล่ียนเรยี นรเู้ พ่ือพัฒนา ปรบั ปรงุ การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนเพ่อื ส่งเสรมิ ทักษะศตวรรษท่ี 21 อยา่ งตอ่ เน่ือง และเกิดความ ยั่งยืน 3.ประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนท่ีส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของ นกั ศึกษา 3.1 ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยทักษะ แห่งศตวรรษท่ี 21 โดยรวมของนักศกึ ษา ภายหลงั การเรียนโดยใช้ EREC IF Model อย่างต่อเนือ่ งต้งั แตช่ ้ัน ปีที่ 2 จนจบการศึกษาสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบอย่างมีนัยส่าคัญทางสถิติที่ .05 (Mean = 3.71, 3.93, 4.42)

107 และเม่อื พิจารณารายด้านพบว่าทกุ ดา้ นมีค่าเฉล่ียคะแนนเมื่อภายหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model สูงกว่า ก่อนเรยี น อยา่ งมนี ัยสา่ คญั ทางสถติ ทิ ี่ .05 ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสนทนากลุ่ม พบการปรับเปลี่ยนกระบวนการคิด และ วธิ ีการเรียนของนักศึกษากล่าวคอื นักศึกษาเปิดใจยอมรบั และปรบั ตัวให้เข้ากับรูปแบบการเรียนการสอนท่ี เปล่ียนไป เป็นผู้ขวนขวายหาความรู้ด้วยตนเอง เกิดความกระตือรือร้นและรับผิดชอบในตนเอง ตื่นตัวอยู่ ตลอดเวลา ไม่กล้าหลับในห้องเรียน และรูปแบบการเรียนนี้ท่าให้ได้ใกล้ชิดผู้สอนมากย่ิงข้ึน และส่งผลให้ เกดิ การพฒั นาทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 3.2 การประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการเรียนการสอนที่ใช้รูปแบบ EREC IF ความพึง พอใจโดยรวมพบว่าอยูใ่ นระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน ได้แก่ ด้านผู้สอน ด้านกระบวนการเรียนรู้ ผเู้ รียน การสนับสนุนแหล่งเรยี นรู้ นกั ศึกษามีความพงึ พอใจในระดบั มากทุกดา้ น 3.3 ความคิดเห็นของอาจารย์ต่อการใช้รูปแบบ EREC IF พบว่าอาจารย์รับรู้ว่ารูปแบบ EREC IF เป็นผลดีกับนักศึกษา รบั รู้ว่าต้องปรับวิธีการจัดการเรียนการสอน เพ่ือให้เกิดการเรียนรู้สกู่ ารเปล่ียนแปลง ในนักศึกษา (Transformative learning) แต่ยังมีความกังวลในช่วงเปลี่ยนผ่านช่วงแรกๆ เนื่องจากคิดว่า ตนเองยังไม่ค่อยพร้อม แต่เมื่อใช้รูปแบบต่อเนื่องพบว่าต่อมามีความมั่นใจเพ่ิมข้ึนเร่ือยๆ จึงสามารถท่า บทบาทของผู้สนับสนุนการเรียนรู้ ท่าหน้าที่ติดตามความเข้าใจของนักศึกษา และเชื่อมั่นในศักยภาพของ นักศึกษา มีการคิดพัฒนารูปแบบการสอนให้หลากหลายในแต่ละชั้นปี รู้สึกว่าได้ใกล้ชิดกับนักศึกษา เห็น ศกั ยภาพและพฒั นาไดต้ รงจดุ และคดิ วา่ รูปแบบ EREC IF ชว่ ยพัฒนานกั ศึกษาเกิดทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 รวมท้ังช่วยพัฒนาศักยภาพของอาจารย์ให้สามารถเป็นผู้สนับสนุน เป็นผู้จัดกระบวนการการเรียนรู้ให้กับ นักศกึ ษาไดอ้ ย่างดี แทนการเปน็ ผู้ปอ้ นเน้อื หาสาระให้กบั นักศกึ ษา 3.4 การติดตามผลลัพธ์ของรูปแบบ EREC IF จากการติดตามผลการใช้ รูปแบบ EREC IF ในการ จดั การเรียนการสอนนักศึกษาท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่างต่อจนจบหลักสูตร และประเมินทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษา พบว่าคะแนนทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนกั ศึกษาเพมิ่ ข้นึ ท้ังโดยรวมและรายด้าน และผล การสอบขึ้นทะเบียนใบอนุญาตประกอบวิชาชพี พบว่านักศึกษาสอบผ่าน 8 รายวิชาในคร้ังแรกจ่านวนร้อย ละ 70.67 ซงึ่ สูงกว่าผลการสอบของผ้สู ่าเรจ็ การศึกษาในปกี ารศึกษาท่ผี า่ นมา 3 ปี ซงึ่ เดิมผลสอบผา่ นไม่เกิน ร้อยละ 50 3.5 การรับรองรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษา พยาบาล โดยการสัมมนาอิงผเู้ ชี่ยวชาญ (Connoisseurship) ผู้ทรงคณุ วฒุ ิให้การรบั รองวา่ รูปแบบ EREC IF มคี วามสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาพยาบาล เป็นรูปแบบท่ีมีประโยชน์ สามารถนา่ ไปใช้ได้จรงิ จึงสมควรน่าไปขยายผลต่อไป การอภปิ รายผล การวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนท่ีสง่ เสริมทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษา พยาบาล สามารถอภิปรายผลการศกึ ษาใน 3 ประเดน็ ไดด้ ังต่อไปน้ี 1.การศกึ ษาวิเคราะหส์ ภาพการณ์ 1.1 ทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ของนักศกึ ษาพยาบาล ผลการวิจัยพบว่า ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 โดยรวมของนักศึกษาพยาบาล อยู่ในระดับดีทุกช้ันปี และมีความแตกต่างกันจากการวิเคราะห์เปรียบเทียบโดย One-way ANOVA และ Scheffé post-hoc comparisons พบว่าทกั ษะของนักศึกษาในแต่ละชั้นปมี คี วามแตกต่างกนั โดยนักศึกษาชั้นปที ่ี 4 มีทกั ษะสูง กว่าชั้นปีท่ี 3, 2, และ 1 อย่างมีนัยส่าคัญทางสถิติ และนักศึกษาในชั้นปีที่สูงกว่ามีค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะ

108 โดยรวมสูงกวา่ ช้ันปที ี่ต่ากวา่ ตามล่าดับอย่างมีนยั ส่าคัญทางสถิติยกเว้นของนักศึกษาช้ันปีที่ 2 กับปีท่ี 1 และ นักศึกษาชัน้ ปที ี่ 3 กบั ปีที่ 2 จากผลการวิจัยอภิปรายได้ว่าการจัดการศึกษาของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี ใน ปจั จุบนั สามารถพัฒนาทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยรวมของนักศึกษาพยาบาลให้เพิ่มขึ้นได้เป็นล่าดบั ตาม ชั้นปี ทั้งน้ีเพราะในการจัดการเรียนการสอนในหลายหัวข้อใช้วิธีการเรียนการสอนท่ีหลากหลาย เพ่ือให้ ผู้เรยี นได้พัฒนาทั้งทักษะทางปญั ญาและทักษะที่จา่ เป็นส่าหรบั การปฏบิ ัตงิ านในวชิ าชีพการพยาบาลควบคู่ กันไป โดยเฉพาะในชัน้ ปี 3 และปี 4 มกี ารเรียนจากประสบการณ์จรงิ และจากการฝึกปฏิบตั ิ จึงทา่ ให้มีการ เพมิ่ ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ได้ทกุ ด้าน ซึ่งสอดคล้องกบั แนวคิดการเรียนรู้ของ Harris, Lowery-Moore, & Farrow (2008) ท่ีกล่าวว่าในการเรียนรู้น้ัน ต้องใช้กลยุทธ์และเทคนิคที่จะท่าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ เช่นการสอนโดยใช้ปญั หาเป็นหลัก และการสอนโดยใช้สถานการณ์จา่ ลอง ผลการศึกษาที่พบว่าช้นั ปีท่ีสงู ขึ้นมที ักษะเพ่ิมข้ึนน้ียงั สอดคล้องกับการศึกษาในประเทศไอร์แลนด์ ของ O’Hare and McGuinness (2009) ท่ีพบว่า นักศึกษาปี 3 มีคะแนนการคิดอย่างมีวิจารณญาณสูง กว่านักศึกษาปี 1 อย่างมีนัยสา่ คญั ทางสถิติ นอกจากน้ี Gellin (2003) ยังรายงานผลการศึกษาวา่ นกั ศกึ ษา ทีม่ ปี ฏสิ ัมพนั ธ์กบั อาจารยแ์ ละเพ่ือน อาศยั อยู่ในหอพกั มหาวิทยาลยั และเข้ารว่ มกิจกรรมของชมรมต่างๆ มี ทักษะการคดิ วิจารณญาณสงู กวา่ นกั ศกึ ษาท่ไี มม่ ีส่วนร่วมในกจิ กรรมตา่ งๆ เมอื่ วิเคราะห์รายด้านพบว่าทักษะดา้ นการอา่ นและการเขียน เป็นทักษะด้านท่มี คี ่าเฉลี่ยคะแนนต่า ท่ีสุด ( x = 3.07 - 3.54) ในทุกช้ันปี โดยเฉพาะข้อท่ีเก่ียวกับการอ่านและเขียนภาษาองั กฤษพบวา่ ต่ากว่า ข้ออน่ื ๆ ( x = 2.29 - 3.01) ซึ่งสอดคล้องกบั การศกึ ษาของวิไล ตงั้ ปณิธานดี (2013) ท่ีศึกษาในนกั ศึกษา ช้นั ปีท่ี 2 หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2554 พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ ความสามารถ ทางภาษาองั กฤษ ด้านทักษะในการอา่ น อยู่ในระดับปานกลาง ทักษะการพูดและการเขียนอยใู่ นระดับน้อย เท่าน้ัน งานวิจัยของกมลรัตน์ เทอร์เนอร์ ศรีสุนทรา, เจิมวรพิพัฒน์ และศุภิสรา สุวรรณชาติ (2547) ใน การติดตามสมรรถนะของบัณฑิตพยาบาล พบว่า ทั้งบัณฑิตพยาบาลผู้ซึ่งส่าเร็จการศึกษาใหม่ และ ผรู้ ่วมงานของบัณฑิตพยาบาล มีความเห็นว่า สมรรถนะดา้ นการใช้ภาษาอังกฤษของบัณฑิตพยาบาลอยู่ใน ระดับปานกลางและน้อย และเป็นสมรรถนะที่ได้รับการประเมินที่ต่าที่สุด และผลการวิจัยของสุภลักษณ์ ธานรี ัตน์, กมลรัตน์ เทอร์เนอร์ และสุจิรา วิเชียรรัตน์ (2550) ท่ีไดต้ ิดตามสมรรถนะของบัณฑิตพยาบาลที่ ส่าเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี พบว่า ค่าเฉล่ียคะแนนด้านการใช้ ภาษาอังกฤษต่าทส่ี ดุ เมื่อเทยี บกับสมรรถนะด้านอืน่ ๆ นอกจากนี้ในการศึกษาความสามารถด้านการอ่านของนักศึกษาท่ีเรียนเอกสาขาวิชาภาษาอังกฤษ ของ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ แม้จะพบว่าความสามารถด้านการอ่านเฉพาะทักษะการจับรายละเอียดอยู่ใน ระดับสูง แต่ทักษะการจับความระดับประโยค ทักษะการจับใจความส่าคัญ ทักษะการตีความ ทักษะการเดา ความหมายจากบริบทและทักษะการอนุมานความก็ยังอยู่ในระดับต่า และนักศึกษาให้ความเห็นว่าวิธีการสอนแบบ แปลและ หลักไวยากรณ์ท่าใหผ้ ูเ้ รียนไมเ่ ขา้ ใจความหมายของค่าศพั ทแ์ ละ อา่ นออกเสยี งไม่ถกู ตอ้ ง (นพ มาศ หงษาชาติ (2553) ด้านคณิตศาสตร์หรือคิดเลขเป็น จากผลการศึกษาครั้งน้ี พบว่าอยู่ในระดับดี ซึ่งต่างจากผล การศึกษาความสามารถและกลวิธีในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ใน โรงเรยี นมัธยมศึกษา เขตการศึกษาท่ี 7 ท่ีพบวา่ นักศกึ ษา ช้ันปที ี่ 1-3 มีความสามารถในการแกโ้ จทย์ปัญหา คณิตศาสตร์ต่ากว่าเกณฑ์ขั้นตา่ ร้อยละ 50 (เจษฏ์สุดา จันทร์เอ่ียม, 2542) ทง้ั น้ีอาจเน่ืองมาจากนกั ศึกษา พยาบาลคดั เลือกมาจากผู้ท่ีจบชันมัธยมศึกษาสายวทิ ยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ซึ่งเปน็ พ้ืนฐานความรู้ที่จ่าเป็น ในการเรียนสาขาพยาบาลศาสตร์เพราะต้องใช้ทักษะในการค่านวณที่แม่นย่าเช่นการค่านวณยา และ

109 นักศึกษาได้เรียนวิชาคณติ ศาสตรแ์ ละสถิติส่าหรบั ชวี ิตในยุคสารสนเทศอีก 2 หนว่ ยกิต จึงท่าให้ทักษะด้าน คณิตศาสตรข์ องกลมุ่ ตวั อยา่ งสว่ นใหญอ่ ยใู่ นระดบั ดี ด้านท่ีนักศึกษาประเมินทักษะตนเองในระดับปานกลางถึงระดับดี จ่านวนอีก 2 ด้าน ได้แก่ ด้าน การคิดสรา้ งสรรค์และนวัตกรรม และการคดิ อย่างมวี ิจารณญาณและการแก้ปัญหา ( x = 3.36 - 3.76 และ x = 3.48 - 3.91 ตามล่าดบั ) ซ่ึงเป็น 2 ด้านทมี่ ีค่าเฉล่ียคะแนนต่ากว่าดา้ นอน่ื ๆ ในกลุม่ 7Cs ซงึ่ สอดคลอ้ ง กับการทบทวนงานวิจัยหลายเรื่องของ Halpern (1998) และ Emily R. Lai (2011) ที่พบว่าทักษะด้าน การคดิ อย่างมวี ิจารณญาณยงั อยู่ในระดบั ตา่ ทัง้ ในผู้ใหญแ่ ละเด็ก และสอดคล้องกับ Van Gelder (2005) ท่ี กล่าววา่ มผี ใู้ หญ่จ่านวนมากทีข่ าดทกั ษะด้านการคิดอยา่ งมเี หตุผล ผลการศึกษานี้ยังสอดคล้องกับข้อมูลท่ีประเทศไทยท่ีใช้แบบทดสอบตามโครงการประเมินผล นกั เรยี นนานานชาติ (PISA) ในนกั เรียนอายุ 15 ปี โดยวดั ทกั ษะดา้ นการคิดเชงิ วพิ ากษ์และการคิดแกป้ ญั หา พบว่าอยู่ในอันดับท่ี 34 จากท้ังหมด 40 ประเทศ (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD, 2005) แสดงถึงจุดอ่อนเกี่ยวกับทักษะศตวรรษท่ี 21 ของนักเรียนไทยในสภาพ สังคมปัจจุบันท้ังท่ีการคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นทักษะหนึ่งที่จ่าเป็นในการเรียนรู้ ซ่ึงจะต้องเตรียมให้ ผู้เรียนมีทักษะดังกล่าว (Partnership for 21st Century Skills: P21, 2015). และการคิดอย่างมี วิจารณญาณก่อให้เกิดทักษะการคดิ สร้างสรรค์ (Lai, 2011) หากทกั ษะการคดิ อย่างมีวิจารณญาณต่า จะมี ทกั ษะการคดิ สร้างสรรค์จึงตา่ ไปดว้ ย ในด้านความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ ผลการศึกษาของงานวิจัยนี้ยังสอดคล้องกับการศึกษาของแสงดี ปรีชาประพาฬวงศ์ (2548) ท่ีพบว่า โดยส่วนใหญ่นักศึกษาจะมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับปานกลาง และรปู แบบการเรียนรู้มีผลตอ่ ความคดิ สร้างสรรค์ ดา้ นท่มี ีค่าเฉลี่ยคะแนนสูงกว่าดา้ นอืน่ ๆ ได้แก่ด้านความเข้าใจความต่างวฒั นธรรมต่างกระบวนทศั น์ ด้านอาชีพและทักษะการเรียนรู้ และด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ( x = 3.99-4.35, x = 4.05-4.28 และ x = 4.21-4.31 ตามลา่ ดับ) ซงึ่ อภิปรายไดด้ ังนี้ ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรมต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural Understanding) นักศึกษาส่วนใหญ่มีทักษะดา้ นน้ีในระดับดีและสูงกว่าด้านอื่นๆ ซึ่งสอดคล้องกบั ผลการศึกษาของประณีต ส่งวัฒนาและคณะ (2552) ท่ีศึกษาการรับรู้สมรรถนะ ทางวัฒนธรรมในนักศึกษาพยาบาลและอาจารย์ พยาบาล พบว่า สมรรถนะทางวัฒนธรรมโดยรวมของกลุ่มอาจารย์และนักศึกษา ส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี ทง้ั นี้อาจเนื่องมาจากในหลักสูตรพยาบาลของวิทยาลัยจัดให้เรียนวิชา ศาสนาและปรัชญาเพ่ือชีวิตตั้งแต่ปี แรกและในการจัดการเรยี นการสอนตลอดหลักสูตรจะเน้นเรื่องความเข้าใจในความเปน็ ปัจเจกบุคคลซ่ึงจะ รวมไปถงึ การเคารพและยอมรบั ในชนชาติ ความเช่ือ และวถิ ีชวี ติ ของคนที่แตกตา่ งและหลากหลาย รวมทั้ง ได้สอดแทรกประเดน็ เหล่านี้ในวิชาปฏบิ ัตกิ ารพยาบาลท้ังในคลินิกและชุมชน อย่างต่อเนอ่ื ง ด้านอาชีพและทักษะการเรียนรู้ นักศึกษาส่วนใหญ่มีการรับรู้ทักษะของตนเองในด้านน้ีระดับดี โดยเฉพาะในนกั ศกึ ษาชั้นปที สี่ ูงขึน้ ทง้ั น้อี าจเป็นผลมาจากการจัดการเรียนการสอนท่ีจัดให้นักศึกษาได้มกี าร ฝึกปฏบิ ัติงานในสถานการณ์จริงในสถานท่ตี า่ งๆ ทีห่ ลากหลายทา่ ให้นกั ศึกษาตอ้ งเรยี นรู้ทจ่ี ะปรบั ตวั และใน การปลูกฝังการเป็นวิชาชีพความรับผิดชอบเป็นเรื่องส่าคญั ท่ีนักศึกษาได้รับการเนน้ ยา่้ ต้ังแตเ่ รม่ิ เข้ามาเรยี น ซ่ึงสอดคล้องกับผลการศึกษาของสุภลักษณ์ ธานีรัตน์, กมลรัตน์ เทอร์เนอร์ และสุจิรา วิเชียรรัตน์ (2550) ที่พบว่าผู้ส่าเร็จการศึกษาพยาบาลประเมนิ ว่าสมรรถนะเชิงวชิ าชพี ของตนเองอยู่ในระดับดี และมีสมรรถนะ ด้านการศึกษาคน้ ควา้ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเน่อื งในระดับดีเชน่ กนั ด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นความสามารถทางด้านการใช้ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ซ่งึ ในปัจจุบันนักศึกษาสามารถเขา้ ถึงอปุ กรณต์ ่างๆ

110 ได้โดยสะดวก ท้ังในส่วนท่ีวิทยาลัยจัดหาไว้ให้และในส่วนที่นักศึกษามีเอง เช่นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพทม์ อื ถือ ระบบอินเตอร์เนต็ และฐานข้อมูลการศึกษาค้นควา้ และนกั ศึกษาในยคุ ท่มี ีการเปล่ยี นแปลง ด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วประกอบกับการมีทักษะของการเรียนรู้รวดเร็วด้านการใช้เทคโนโลยี ท่าให้ นกั ศกึ ษาพยาบาลปจั จุบันที่อยูใ่ นสง่ิ แวดล้อมท่ีเออ้ื ตอ่ การเรยี นร้คู อมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและ การส่ือสาร จึงทา่ ให้กลุม่ ตัวอย่างนักศกึ ษาสามารถพัฒนาทกั ษะดา้ นน้ีได้ดี และการพฒั นาระบบสนบั สนุนจึง มคี วามส่าคัญต่อการพัฒนาทักษะของนกั ศึกษา ซ่ึง Diane Killough Young (2012) รายงานผลการศึกษา ไว้ว่า การขาดแคลนอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศและไม่สามารถเข้าถงึ ข้อมูลได้เป็นอุปสรรคส่าคัญในการ พฒั นาทกั ษะดา้ นนี้ ทักษะด้านการส่ือสาร สารสนเทศและรู้เท่าทันส่ือ เป็นทักษะท่ีนักศึกษาประเมินตนเองในระดับดี เช่นกันซึ่งสามารถอภิปรายได้ด้วยเหตุผลเดียวกันกับด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการ ส่ือสาร ทักษะด้านความร่วมมือ การทางานเป็นทีม และภาวะผู้นา นักศึกษาประเมินตนเองในระดับดี ซึ่ง สอดคลอ้ งกับผลการศกึ ษาของหลายทา่ น เชน่ อรอมาุ ไชยเอมและนงนชุ โอบะ (2551) และการศึกษาของคัท รียา รัตนวมิ ลและคณะ (2551) ทีพ่ บว่าสมรรถนะของบัณฑติ สาขาพยาบาลศาสตร์ดา้ นความร่วมมอื ในการ ทา่ งาน การท่างานเปน็ ทีมและภาวะผู้น่าอยู่ในระดับดี ซ่ึงอธิบายได้ว่าในการจดั การศึกษาพยาบาลซ่ึงมีทั้ง ภาคทฤษฎแี ละภาคปฏบิ ัตทิ ่าใหม้ โี อกาสพฒั นาทักษะการประสานงาน การท่างานเปน็ ทีมและแสดงบทบาท ทั้งผ้นู า่ และสมาชิกในทมี 1.2 สภาพการจดั การเรยี นการสอน ผลการศกึ ษาสภาพการจดั การเรยี นการสอนตามความคิดเห็นของอาจารย์และนักศกึ ษาสามารถ อภิปรายได้ดงั นี้ 1.2.1 สภาพการเรียนการสอนปัจจุบัน ตามความคิดเห็นของนักศึกษา และอาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี ในภาพรวม พบว่า วิธีสอนใช้การบรรยายเป็นส่วนใหญ่ อาจ เนื่องมาจากการบรรยายเป็นจุดเริ่มต้นของการสอน ใช้เวลาน้อย เป็นการถ่ายทอดความรู้จากผู้สอนซึ่ง ผู้สอนก็รู้สึกสบายและง่ายในการน่าเสนอส่ิงท่ีตนเองรู้หรือถนัดอยู่ก่อนแล้วไม่ต้องไปขอความร่วมมือจาก ผ้อู ื่นเหมือนการสอนกลุ่มย่อย แต่ปญั หาที่พบคือผู้เรียนได้เรียนรู้นอ้ ยกว่าที่คาดหวังไว้มาก ถึงแม้ว่าครูจะมี ความรู้มากเพียงใดกต็ าม (ประนอม บุพศิริ, 2553) จงึ ต้องมีการสอนให้หลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ที่แท้จริงและมีประสิทธิภาพ เมื่อพิจารณาความคิดเห็นที่มีต่อวิธีการสอนแต่ละวิธี พบว่า แม้ นักศึกษาบางสว่ นชอบการบรรยาย แตส่ ่วนใหญ่ชอบวิธีการสอนท่นี ักศกึ ษาไดม้ ีส่วนร่วมกระทา่ ในกิจกรรม การเรียนการสอน เช่น การท่างานกลุ่ม การแสดงบทบาทสมมุติ การทดลอง การร่วมคิดวิเคราะห์ใน ประเด็นปัญหาท่ผี ู้สอนกา่ หนดให้ เป็นตน้ อภิปรายได้วา่ ความสนใจของนักศึกษาต่อการบรรยายมกั ไม่เกิน 20 นาที โดยความสนใจมากท่ีสุดจะอยู่ใน 5 นาทีแรก แลว้ จะค่อยๆลดลงเมือ่ เลย 20 นาทไี ปแล้ว บางคนก็ หลบั ไปเลย (ประนอม บุพศิริ, 2553) 1.2.2 ข้อเสนอแนะส่าหรับการจัดการเรียนการสอนท่ีส่งเสริมทักษะศตวรรษท่ี 21 (3Rx7Cs) นกั ศึกษาและอาจารย์มีความเห็นว่าวิธีการสอน/กิจกรรม ที่ชว่ ยพัฒนาทักษะฯ ควรเป็นการให้นักศึกษาลง มือท่าหรือปฏิบัติจริงมากกว่าการสอนโดยบรรยาย มีกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีหลากหลายเพื่อส่งเสริมให้ นกั ศึกษาได้รับความรู้และฝึกทักษะด้านต่างๆ จากหลากหลายสถานการณ์ สามารถน่าความรู้และทักษะไป ใช้ในการประกอบอาชีพและในชีวิตประจ่าวันได้จริง สอดคลอ้ งกับแนวคิดการผลิตบัณฑิตในศตวรรษท่ี 21 ที่ว่าบัณฑิตเป็นผู้ที่มีทักษะในการเรียนรู้ ไม่ใช่ทักษะอย่างเดียว ต้องมีฉันทะและอิทธิบาท 4 ว่าด้วยการ เรียนรู้เชือ่ มโยงไปสู่สภาพโลกปัจจุบนั ท่เี ป็นจริง (วจิ ารณ์ พานชิ , 2555) การท่ีจะส่งเสริมทักษะศตวรรษที่

111 21 ให้เกิดเป็นรูปธรรมควรก่าหนดเป็นนโยบายในการพัฒนาเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์การประกันคุณภาพ ระดับหลักสูตร ตัวบ่งช้ี ที 3.2 การส่งเสริมและพัฒนานักศึกษา ด้านการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาและการ เสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (พิมพ์พร แก้วเครือ, 2554) ซ่ึงจะต้องร่วมมือกันท้ังผู้เรียน ผสู้ อนและผ้เู กย่ี วขอ้ งในสถาบนั 2. รปู แบบการจดั การเรยี นการสอนทีส่ ง่ เสรมิ ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ของนกั ศึกษาพยาบาล รูปแบบท่ีพัฒนาขึ้นได้มาจากการศึกษาวิเคราะห์สภาพการณ์ที่เกี่ยวข้อง การทบทวนวรรณกรรม ออกแบบ น่าเสนอผู้คุณวุฒิ ปรับปรุง น่าไปทดลองใช้ และปรับรูปแบบอย่างต่อเนื่องจ่านวน 3 รอบจนได้ รูปแบบ EREC IF ที่สมบูรณ์ในการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 การประเมิน ประสทิ ธิผลพบว่า การใช้รปู แบบ EREC IF สามารถส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาพยาบาล ได้ โดยเฉพาะด้านการอ่าน การเขียนและคณิตศาสตร์ ด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา ดา้ นการคิดสร้างสรรค์และนวตั กรรม ด้านดา้ นคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ นักศึกษามีความพึง พอใจในการเรยี นโดยใชร้ ปู แบบ EREC IF และอาจารย์มคี วามเหน็ วา่ การใช้รปู แบบ EREC IF สามารถพฒั นา ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษาพยาบาลได้ และช่วยเพ่ิมทักษะของอาจารย์ในประเด็นการจัดการ เรียนการสอนท่เี น้นผูเ้ รยี นเปน็ ศนู ยก์ ลาง ดังน้ันรปู แบบการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาข้ึนเปน็ องคค์ วามรู้ ใหมข่ องการจดั การเรียนการสอนทีส่ ่งผลให้มีการเปล่ียนแปลงท้งั ในระบบบริหารจดั การการจัดการเรยี นการ สอนตง้ั แต่ระดบั หลกั สตู รลงสรู่ ะดับรายวิชาและเน้ือหาในรายวชิ า นอกจากนน้ั สง่ ผลใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลง แนวคดิ และวธิ กี ารจัดการเรยี นการสอนท้ังของอาจารย์และนักศกึ ษา รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลต่อการส่งเสริมทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 เนื่องมาจากองค์ประกอบของรูปแบบ EREC IF ประกอบด้วยหลักการและแนวคิดท่ีเป็นพ้ืนฐานและหัวใจ ส่าคัญของการจัดการศกึ ษาในศตวรรษที่ 21 ได้แก่การจัดการเรียนการสอนที่เนน้ ผู้เรียนเป็นศูนยก์ ลาง ซึ่ง เป็นหลักการที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับ 3) พ.ศ. 2553 ที่กล่าวว่า “หลักการจัดการศึกษา ต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมี ความสามารถเรียนรู้และพัฒนา ตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความส่าคัญท่ีสุด กระบวนการจัดการศึกษา ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนา ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ” ลักษณะผู้เรียนที่พึงประสงค์ ตามทีต่ ้องการคือ มีความรู้ ทักษะ ด้านวชิ าการ วิชาชพี มีสติปัญญาและวิจารณญาณ มวี ิธกี ารคิดอย่างเป็น ระบบและสามารถแก้ไขปัญหาได้ (ส่านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2553) จะเห็นได้ว่าการ จัดการเรียนการสอนตามรูปแบบที่พัฒนาข้ึนนี้ยังเป็นการออกแบบการเรียนการสอ นท่ีให้นักศึกษามีส่วน ร่วมตง้ั แต่การออกแบบการเรียนการสอน ผสู้ อนเลอื กวิธีการสอนทใ่ี ห้นักศกึ ษาลงมือเรยี นรู้ด้วยตนเอง โดย การจดั เนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคลอ้ งกับความสนใจและความถนัดของผู้เรยี น จดั ใหม้ ีการฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไข ปญั หา ใหผ้ ู้เรียนได้เรียนร้จู ากประสบการณจ์ รงิ ฝึกการปฏบิ ัติให้ท่าได้ คดิ เป็น ท่าเป็น รกั การอ่านและเกิด การใฝ่ร้อู ยา่ งต่อเน่อื ง ผสมผสานสาระความรดู้ ้านต่าง ๆ อย่างได้สดั สว่ นสมดุลกนั ผู้เรียนท่ไี ด้รับการจัดการ เรียนรู้ตามแนวทางที่ผู้เรียนเป็นส่าคัญ จะได้รับการพัฒนาทางวิชาการมากข้ึน มีการพัฒนาความรู้และ ทักษะตามความถนัดและสนใจมากข้ึน มีการพัฒนาด้านทักษะการคิดได้ (Tantillo M, Marconi M, Rideout K, Anson E, Reifenstein K., 2017; วิทยากร เชียงกูล, 2559; ส่านักงานเลขาธิการสภา การศึกษา, 2554) ปัจจัยท่ีช่วยกระตุ้นส่งเสริมให้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนท่ีพัฒนาขึ้นส่งผลลัพธ์ท่ีดีข้ึนคือ หรรษาและยืดหยุ่น น้ันเน่ืองมาจาการจัดการเรียนการสอนที่สร้างและพัฒนาข้ึนเป็นรูปแบบที่ส่งเสริมให้

112 ผเู้ รยี นมีเวลาและสถานทท่ี ่ีจะเล่นอย่างสร้างสรรค์ สอดคล้องกบั การจัดการศึกษาแบบใหมท่ ่ีควรสง่ เสริมให้ ผู้เรียนมีเวลาและสถานที่ที่จะเล่นอย่าง สรา้ งสรรค์ และท่าใหผ้ ู้เรียนเกดิ ความรกั ในการอา่ นและเรียนรู้ด้วย ตนเองไปตลอดชวี ติ การจัดให้มกี ารสอนทด่ี ี การชี้แนะท่ีชว่ ยให้ผู้เรยี นมีความพร้อม สนุกกบั การเรียนรู้ และ การส่งเสริมให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจจากภายในตัวเองท่ีอยากจะเรียนรู้ จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถ เรียนรู้และ พฒั นาทักษะทางวชิ าการดา้ นต่างๆ ไดร้ วดเรว็ ขึ้น (สา่ นักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2554) ดังนน้ั รูปแบบ การจดั การเรยี นการสอนที่เปลย่ี นการเรียนการสอนแบบให้มีความเพลิดเพลิน สนุกกับการเรยี นรู้จงึ ชว่ ยให้ ผูเ้ รียนพัฒนาทักษะทางด้านวิชาการ และยังสอดคล้องกับหลักการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นส่าคัญที่ต้อง จดั การเรียนรู้ให้ผู้เรียนไดเ้ รยี นอยา่ งมีชีวิตชีวา มคี วามสุขสนกุ สนานจากการเรียน ไม่เบอื่ หน่ายในการเรยี น (วิทยากร เชยี งกลู , 2559)นอกจากน้ันยงั มีความยืดหยุ่นที่ผู้เรียนสามารถปรับเปล่ียนวธิ ีการเรียนการสอนได้ ผูส้ อนสามารถปรับวิธีการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลย่ี นไป และเปิดโอกาสให้นักศกึ ษาได้มี สะท้อนคิดถึงการเรียนรู้ท่ีเกิดขึ้นถือได้ว่ารูปแบบการเรียนการสอน EREC IF ท่ีพัฒนาข้ึนมีการเน้นผู้เรียน เปน็ ศูนย์กลาง สง่ ผลให้นักศกึ ษาเกิดผลลัพธ์ตามที่ต้องการ คือ ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ส่ิงท่ีส่าคัญในการออกแบบการเรียนรู้คือลักษณะของผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนใน ระดับอุดมศึกษาในปัจจุบันที่ผู้เรียนเป็นกลุ่มวัยที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างแพร่หลา ยและมีความ ต้องการใชเ้ ทคโนโลยใี นการเรียนการสอนมากกว่าบรรยายแบบเดิม นอกจากนนั้ พยาบาลในศตวรรษท่ี 21 ตอ้ งมีสมรรถนะในการจัดการกับข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง (Judith C.B., 2018) ดังนั้นการจัดการ เรียนการสอนท่ีต้องการให้ผู้เรียนเกิดทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 จ่าเปน็ อย่างยง่ิ ต้องนา่ เทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ดังนั้นการก่าหนดให้รายวิชาที่ไดน้ ่ารปู แบบ EREC IF ไปใช้ในการเรยี นการสอนให้ มีการนา่ เทคโนโลยสี ารสนเทศไปใช้ในการเรียนการสอนโดยการจัดกิจกรรมใหน้ ักศึกษามีการค้นคว้าขอ้ มูล ทางด้านดิจิทัล และใชเ้ ทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ในการน่าเสนอและส่ือสารกับผู้สอน จึงเป็นรูปแบบ การเรยี นการสอนท่ีเหมาะกบั ผ้เู รียน การพัฒนานกั ศกึ ษาให้เกิดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ควรตอ้ งมีการกา่ หนดนโยบายและเป้าหมายใน การพัฒนา (เบญจวรรณ ถนอมชยธวัช, ผ่องศรี วาณิชย์ศุภวงศ์, วุฒิชัย เนียมเทศ, ณัฐวิทย์ พจนตันติ, 2559) ดังจะเห็นได้จากรปู แบบการจัดการเรียนการสอนท่ีพฒั นาขนึ้ นไี้ ดม้ ีการก่าหนดนโยบายท่ีชัดเจน แต่ ประเด็นท่สี ่าคัญคือการถ่ายทอดนโยบายสู่การปฏิบัติผ่านคณะกรรมการผู้เกี่ยวข้อง รวมท้ังมีการทวนสอบ ความเข้าใจของผู้สอนต่อนโยบายที่ก่าหนดไว้ด้วย นอกจากน้ันผู้สอนต้องสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สอ่ื การเรียน และ อา่ นวยความสะดวกเพอ่ื ให้ผู้เรียนเกิดการเรยี นร้แู ละมคี วามรอบรู้ได้ การประเมินผล เป็นหน่ึงข้ันตอนที่ส่าคัญของการจัดการเรียนรู้ การประเมินผลของรูปแบบท่ี พฒั นาข้ึนเป็นการค้นหาความสามารถของผเู้ รียนและความกา้ วหน้าในการเรียนรู้ (ส่านักงานคณะกรรมการ การศึกษาแห่งชาติ, 2553) ดังนั้นการประเมินรูปแบบที่พัฒนาข้ึนจึงใช้ ประเมินเชิงปริมาณโดยใช้ แบบสอบถาม และประเมนิ เชงิ คุณภาพโดยใช้การสนทนากล่มุ โดยท่าการทดสอบก่อน-หลังการใช้รูปแบบ โดยประเมินเม่ือสิน้ สุดทกุ ภาคการศึกษาทีน่ ่ารูปแบบนไี้ ปใช้ในการจดั การเรยี นการสอน ในด้านการประเมิน ผู้เรยี น ใหพ้ ิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ให้ใช้วิธีการประเมินที่หลากหลาย รวมถึงการประเมนิ ทักษะ แห่งศตวรรษ 21 ท่ีมีกรอบแนวคิดที่ชัดเจนของ Trilling & Fadel (2009) ทั้งนี้การเตรียมปัจจัยต่าง ๆ ท่ี เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน ได้แก่ การเตรียมอาจารย์ ผู้เรียน สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ กิจกรรมเสริม หลกั สูตร เปน็ ปจั จัยส่าคญั ทีท่ ่าให้การเรียนการสอนบรรลเุ ป้าหมายตามทีต่ อ้ งการ นอกจากน้ีองค์ประกอบของรูปแบบการจดั เรียนการสอนที่พัฒนาข้ึนที่มีการใช้การเสริมสร้างพลัง อ่านาจซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดของการเรียนรู้ของศตวรรษท่ี 21 ว่าต้องเป็นแนวคิดการเรียนรู้ใหม่ที่ เปลี่ยนไปจากเดิม และการบริหารจัดการด้านการศึกษาที่สถาบันการศึกษาต้องปฏิรูปให้เป็นองค์กรที่

113 สามารถเรียนรู้พร้อมไปกับการเสริมสร้างศักยภาพ (Empowerment) (วิทยากร เชียงกูล, 2559) การ จัดการความรู้เป็นปัจจัยส่าคัญท่ีท่าให้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาข้ึนมีประสิทธิผลที่ท่าให้ นักศกึ ษามีทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 KM สอดคล้องกบั ผลการศกึ ษาวิจยั ท่ีผา่ นมาท่ีพบว่ากิจกรรมการจัดการ ความรู้เป็นกิจกรรมส่าคัญท่ีต้องมีในการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาเพ่ือคุณภาพผู้เรียน (ส่านักงาน เลขาธิการการศึกษา, 2554) อย่างไรก็ตามประเด็นส่าคัญส่าหรับผู้บริหารสถานศึกษาคือ การพัฒนา คุณภาพการจัดการเรียนการสอน ดังน้ันจึงได้มีการน่าวงจรคุณภาพ PDCA (Plan-Do-Check-Act) มาใช้ ท่าให้รูปแบบท่ีพัฒนาข้ึนได้มีการด่าเนินการสร้างและพัฒนาอย่างต่อเน่ือง มีการปรับปรุง ทดลองใช้ ประเมินผล ปรับปรุง ซ่ึงส่งผลให้รูปแบบท่ีพัฒนาข้ึนมีประสิทธิผล สอดคล้องกับผลการศึกษาของธีรพงศ์ ทับอินทร์ ท่ีท่าการศึกษาการใช้วงจรเดมม่ิง (PDCA) ในการบริหารงานวิชาการที่พบว่าผู้บริหารสถาน การศกึ ษาได้ใชว้ งจร PDCA ข้ันวางแผนในดา้ นการพฒั นาหลักสตู รสถานศึกษามากทส่ี ุด องค์ประกอบท้ัง 4 ข้างต้นมีความสัมพันธ์กันคือ ผู้สอนต้องมีความรู้ความเข้าใจแนวคิดและ หลักการในเรอื่ งการจัดการเรียนการสอนทเี่ นน้ ผู้เรยี นเป็นส่าคญั นอกจากนผ้ี ู้บริหารต้องมีนโยบายท่ีชดั เจน ในการสนับสนนุ ให้เกดิ การเตรียมการในด้านต่างๆ เพ่ือใหเ้ กดิ ความพรอ้ มของผสู้ อนและผเู้ รยี น รายวิชาทีใ่ ช้ ต้องเป็นรายวิชาท่ีสอนโดยอาจารย์ของสถาบันที่ก่าหนดนโยบาย หรือหากเป็นอาจารย์พิเศษต้องเป็นผู้ที่ ยินดีใช้รูปแบบ EREC IF ซ่ึงในการออกแบบแต่ละรายวิชาผู้สอนทุกคนต้องวางแผนการสอนร่วมกันเพ่ือ เลอื กวิธกี ารสอนที่สอดคล้องกับกระบวนการหลักครบทกุ องคป์ ระกอบ ผู้สอนต้องเสริมสรา้ งพลังอา่ นาจแก่ ผู้เรียนเพื่อให้กระบวนการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ มีเวทีให้อาจารย์มีการแลกเปล่ียนเรียนรู้เพื่อพัฒนา ปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะศตวรรษที่ 21 อย่างต่อเน่ือง และเกิดความ ยัง่ ยนื 3. ประสิทธผิ ลของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนท่พี ัฒนาข้นึ ผลการศึกษาพบวา่ รปู แบบการจดั การเรียนการสอนท่ีผู้วจิ ยั พฒั นาขึ้นสามารถส่งเสริมให้นักศึกษา มีคะแนนเฉลี่ยทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 โดยรวมและรายด้านสงู ข้ึน นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการเรียน การสอนท่ีใช้รูปแบบ EREC IF ทั้งโดยรวมท่ีอยู่ในระดับมาก และรายด้าน ได้แก่ ด้านผู้สอน ด้านกระบวน การเรียนรู้ ดา้ นผู้เรียน และด้านการสนับสนุนแหล่งเรียนรู้ พบว่านักศึกษามีความพึงพอใจในระดับมากทุก ด้าน สอดคล้องกบั ความคิดเห็นของอาจารย์ทม่ี ีต่อรูปแบบ EREC IF ท่ีชว่ ยพัฒนานักศกึ ษาใหเ้ กดิ ทกั ษะแห่ง ศตวรรษที่ 21 รวมทั้งชว่ ยพัฒนาศกั ยภาพของอาจารยใ์ หส้ ามารถเป็นผูส้ นับสนุน เป็นผ้จู ัดกระบวนการการ เรียนรูใ้ ห้กบั นกั ศกึ ษา แทนการเปน็ ผู้ปอ้ นเนือ้ หาสาระ จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า รูปแบบการจัดการเรียนการสอนท่ีผู้วิจัยพัฒนาขึ้นส่งเสริมทักษะ แห่งศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี ได้จริง ทั้งน้ีเนื่องมาจาก ผู้วิจัยได้พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนนี้ข้ึนโดยมีการด่าเนินการอย่างเป็นระบบ มีการพัฒนา รูปแบบมาจากแนวคิด/ทฤษฎีการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีแนวคิดในการปรับเปลี่ยนวธิ ีการเรียนรู้ของ ผู้เรียนเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่ส่าคัญและจ่าเป็นต่อตัวผู้เรียนอย่างแท้จริง มุ่งให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วย ตนเอง ผูส้ อนตอ้ งไม่สอนหนังสือ ไม่น่าสาระที่มีในต่ารามาบอกบรรยายให้นักเรียนจดจา่ ผูส้ อนตอ้ งสอนให้ ผู้เรียนเรียนรู้การใชท้ กั ษะในการด่ารงชีวติ ในศตวรรษที่ 21 (วิจารณ์ พานชิ , 2555) นอกจากนปี้ ัจจัยสนับสนุนให้เกิดการขับเคล่ือนกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะ ศตวรรษท่ี 21 คือนโยบายของผู้บริหารที่ชัดเจนในการประกาศให้อาจารยใ์ ช้แนวคิดใหม่ในการจัดการเรยี น การสอน การสนับสนุนให้อาจารย์ได้รับการพัฒนาสมรรถนะในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การจัด สง่ิ แวดล้อมและส่ิงสนับสนุนการเรียนรู้ท่ีเหมาะสมและเอือ้ ต่อการเรียนรู้ของนกั ศึกษา การเสริมพลงั อ่านาจ

114 อย่างต่อเน่อื งจนท่าให้อาจารยไ์ ด้มีการออกแบบการจดั การเรียนการสอนที่เน้นการมีส่วนร่วมของนักศึกษา การเรียนร้ใู นสถานการณ์จริง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมท้ังให้นกั ศกึ ษาได้มสี ่วนรว่ มในการออกแบบ การจัดการเรียนการสอนมากข้ึน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของปรีดี (ปรีดี, 2560) ท่ีศึกษาปัจจัยท่ีมีผลต่อ ทักษะในศตวรรษท่ี 21 ของผู้เรียน ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า นโยบายของหน่วยงาน เป็นปัจจัยส่าคัญ ประการหนึ่งทีส่ ง่ ผลใหเ้ กิดการด่าเนนิ การจัดการเรียนการสอนเพือ่ ใหผ้ ู้เรยี นมีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 รปู แบบการเรียนการสอนทผ่ี ู้วจิ ัยพัฒนาข้ึนไดร้ วบรวมและสงั เคราะห์งานวิจยั ที่ใช้วิธีการสอนแบบ ตา่ งๆ เพ่ือพฒั นาทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 จัดท่าเปน็ รายการไว้ในคูม่ ือเพื่อให้อาจารย์ใชเ้ ป็นแนวทางในการ จัดกิจกรรมการเรียนการสอน ในแต่ละวิชามีการจัดการเรียนการสอนท่ีหลากหลาย การใช้กระบวนการ สะท้อนคดิ ช่วยใหน้ ักศึกษาไดส้ ะท้อนการเรียนรู้ มกี ารคิดใครค่ รวญไตร่ตรอง และส่งผลใหอ้ าจารยส์ ามารถ ปรบั การจัดการเรียนการสอนไดอ้ ยา่ งยดื หยุ่น สอดคล้องกับข้อเสนอแนะของ Cynthia L. Scott (2015) ที่ ระบวุ า่ วิธีการจดั การเรียนการสอนทจี่ ะช่วยให้นกั ศึกษาพัฒนาทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 จะตอ้ งส่งเสริมการมี ส่วนร่วมของนักศึกษา เน้นการจัดการเรียนการสอนที่ให้นักศึกษาได้ออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเองจาก สถานการณ์จริง ผลการศึกษาทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาภายหลังเรียนด้วยรูปแบบ EREC IF แสดงให้ เห็นว่า คะแนนเฉล่ียทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 สูงข้ึนทุกด้าน โดยทักษะด้าน 3Rs ก่อนเรียนด้วยรูปแบบ EREC IF มีค่าเฉลี่ยคะแนนต่าท่ีสุด แต่ภายหลังเมื่อนักศึกษาเรียนด้วยรูปแบบ EREC IF พบว่ามีคะแนน เฉล่ียสูงข้ึนกวา่ กอ่ นเรียนอย่างมีนยั ส่าคญั ทางสถิติโดยเฉพาะในเร่ืองภาษาอังกฤษ ท้ังนี้เนื่องจากวิทยาลัยได้ ทบทวนและปรับปรุงการจดั การเรยี นการสอนเพือ่ พัฒนาทักษะด้านภาษาองั กฤษใหด้ ีขึน้ ตามรูปแบบ EREC IF ที่มีท้ังการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในหลักสูตร และกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่เป็นกิจกรรมพัฒนา นกั ศึกษาต่างๆ เช่น BNC Theater และ English Camp ซ่ึงท่าให้การเรียนรู้น่าสนใจและสนุก นักศึกษามี ความสุขกับการเรียนรู้จึงท่าให้พัฒนาภาอังกฤษได้ดีข้ึน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Maurice Imhoof (อ้างในสาวสุธิณี เหลืองรุ่งเรือง, 2536) ท่ี ให้ข้อเสนอแนะเพ่ือการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษว่า 1)ใช้เวลาในการเรียนเพ่ือใหผ้ ู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย 2) จัดบรรยากาศใน ชน้ั เรยี นมีส่วนสัมพนั ธก์ บั การเรียนรู้ 3) ส่งเสรมิ ให้ผเู้ รียนเกิดการเรียนรตู้ ามธรรมชาติ 4) ใหผ้ ้เู รยี นมที ัศนคติ ท่ีดีต่อการเรียน 5) จัดกิจกรรมท่ีเอ้ือต่อความสัมพันธ์ของผู้เรียน 6) สร้างสัมพันธภาพท่ีดีระหว่างครูและ ผู้เรยี น และ 7) บรรยากาศในการส่ือสารใกล้เคียงสถานการณ์จริง นอกจากน้ี การจัดการเรียนการสอนให้เกิดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามรูปแบบ EREC IF ท้ังใน ห้องเรียนและจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร เน้นให้นักศึกษาสนุกและมีความสุขในการเรียนภาษาอังกฤษใน รูปแบบต่างๆ ได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาเลือกรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามท่ีตนเองสนใจผ่านทาง BNC Theater, English Camp, BNC Channel ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ จาโคโบวิทส์ (Jakobovits, 1971) ทีศ่ กึ ษาเก่ยี วกบั ปัจจัยในการเรียนการสอนภาษาตา่ งประเทศหรือภาษาที่สอง และสรปุ ว่าปัจจยั ท่ีท่า ให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ขึ้นกับการสอนของครูและโอกาสทางการเรียนของ ผเู้ รียนซึ่งรวมถึงเวลาทีใ่ ช้เรียนท้ังในห้องเรียนและนอกห้องเรยี น และการศึกษาของ ธนวัฒน์ และนรนิ ทร์ (ธนวัฒน์, 2558) ที่ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษตามทักษะการเรียนรู้ใน ศตวรรษท่ี 21 ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 เขตพ้ืนที่กาศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 เพื่อ รองรับการเขา้ สู่ประชาคมอาเซียน พบวา่ ปัจจยั ด้านผู้เรียนเป็นองค์ประกอบส่าคัญที่ส่งผลต่อความสามารถ ในการใชภ้ าษาอังกฤษ คะแนนเฉลี่ยทักษะด้านการคิดวิจารณญาณ เมื่อพิจารณารายขอ้ พบวา่ กอ่ นเรียนมคี ะแนนเฉลี่ยใน ระดับปานกลาง แต่ภายหลังเรียนด้วยรูปแบบ EREC IF มีคะแนนเฉล่ียสูงทุกข้อ และคะแนนเฉลี่ยโดยรวม

115 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส่าคัญทางสถิติ ท้ังนี้รูปแบบ EREC IF ใช้แนวคิดกระบวนการจัดการเรียนการ สอนท่ีให้นักศึกษาเห็นประโยชน์ของการเข้าร่วมกิจกรรม การเสริมสร้างแรงจูงใจ การสะท้อนคิด โดยมี วธิ ีการสอนที่แตกต่างกันไป เชน่ การใช้ค่าถาม การเขียนบันทึก กรณีศกึ ษา การใช้ปัญหาเป็นฐาน ซ่ึงการ สะท้อนคดิ เป็นกระบวนการใหผ้ เู้ รยี นได้ประเมนิ ผลการเรยี นรดู้ ้วยตนเองอยา่ งต่อเนอ่ื ง สามารถส่งเสริมการ คิดวเิ คราะหใ์ หผ้ ู้เรยี น สอดคลอ้ งกับผลการวิจัยของกีและแลนด์ (Ge & Land, 2003) ที่พบวา่ การใชค้ ่าถาม กระตุ้นหรือชี้นา่ ช่วยให้ผู้เรยี นสามารถวเิ คราะห์ปัญหา จัดระบบความคิดและแยกแยะปัญหาเป็นข้ันตอน ยอ่ ยๆ นอกจากนจ้ี ากงานวิจัยของ ทศ่ี ึกษา คะแนนเฉล่ียทักษะด้านการคิดสร้างสรรค์ เมื่อพิจารณารายข้อพบว่าก่อนเรียนมีคะแนนเฉล่ียใน ระดับปานกลาง แตภ่ ายหลังเรียนด้วยรูปแบบ EREC IF มีคะแนนเฉล่ียสงู ทุกข้อ และคะแนนเฉล่ียโดยรวม สงู กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส่าคัญทางสถิติ ทั้งน้ีรูปแบบ EREC IF เน้นการจัดการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียน เกิดประสบการณ์ และน่าเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการเรียนการสอน ผสู้ อนเตรียมการให้ผเู้ รียนเรียนรู้ ด้วยตนเอง ลดการบรรยายและอธิบาย การสอนในรายวิชาทางการพยาบาลใช้วิธีการสอนแบบบรรยายไม่ เกิน ร้อยละ 20 ของชั่วโมงสอนในรายวชิ านนั้ เพมิ่ การให้ผเู้ รยี นมสี ่วนริเรม่ิ กิจกรรมดว้ ยตนเอง นอกจากนี้ ยงั เน้นการจดั กจิ กรรมแบบกระบวนการกลมุ่ โดยใหผ้ ู้เรียนไดอ้ ภปิ รายและระดมสมอง สอดคลอ้ งกับแนวคิด ของ กาลลาเฮอร์และกาลลาเฮอร์ (Gallaher & Gallaher, 1994) ที่กล่าวไว้ว่าการจะส่งเสริมให้ผู้เรียนมี ความคดิ สร้างสรรค์นั้นควรเนน้ การเรยี นการสอนใหผ้ ู้เรียนไดเ้ รยี นรมู้ โนทศั น์มากกวา่ การเรยี นรู้เนือ้ หา ผลการประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบ EREC IF พบว่านักศึกษามีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เน้นทักษะกระบวนการใน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (���̅���= 4.04, SD = 0.42) ท้ังน้ีนักศึกษามีความพึงพอใจด้านผู้สอนมากที่สุด (���̅���= 4.14, SD = 0.42) ส่วนด้านทมี่ ีค่าเฉลย่ี ความพงึ พอใจต่าทีส่ ดุ คอื ด้านการสนับสนนุ แหล่งเรียนรู้ (���̅���= 3.88, SD = 0.56) และการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสนทนากลุ่มนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ หลังการใช้รูปแบบ EREC IF ในการจัดการเรยี นการสอน พบว่านักศกึ ษาใหข้ ้อมลู สอดคลอ้ งกับข้อมูลจากการตอบแบบสอบถาม กล่าวคือนักศึกษามีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบ EREC IF ในการเรียน โดยให้ความเห็นว่าท่าให้มีการ ปรับพฤติกรรมการเรียนการของตนเองเป็นแบบท่ีผู้เรียนเปน็ ผู้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของตนเอง และรับรู้ วา่ เกิดผลดีกับตนเองในการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ซ่ึงสามารถจ่าแนกและสรุปความคิดเหน็ ได้ 6 ประเดน็ ดงั ตอ่ ไปน้ี 1) การปรับตวั ใหเ้ ขา้ กับรูปแบบการเรียนการสอนทเี่ ปลี่ยนไป 2) การเปน็ ผู้สืบหาความรู้ ด้วยตนเอง 3) การกระตือรือร้นและรับผิดชอบต่อการเรียนของตนเอง 4) การเรียนการสอนน่าสนใจทา่ ให้ ไม่หลับในห้องเรียน 5) เพิ่มสัมพันธภาพระหว่างผู้เรียน และระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน และ 6)การพัฒนา ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21จากผลการประเมินความพึงพอใจท้ังเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ แสดงให้เห็นว่า นักศึกษามคี วามพึงพอใจตอ่ การจัดการเรยี นการสอนด้วยรูปแบบ EREC IF ท้ังน้ีเนื่องจากรูปแบบการเรียน การสอนน้ี ได้มีการวางแผนจัดกิจกรรม การเรียนการสอนใหน้ ักศึกษาได้เกดิ การพฒั นาการเรียนรู้แบบร้จู ริง จากประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง ท้ังภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติ เน้นการเรียนรู้เป็นทีม และการสะท้อน ความร้หู ลังสิ้นสดุ การเรยี น จงึ ถือเปน็ วธิ ีการเรียนรทู้ ีช่ ่วยให้นกั เรยี นเกิดการเรียนรู้ไดด้ ที ี่สดุ ซ่งึ สอดคลอ้ งกับ ผลงานวิจยั ท่ีผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมท่ีส่งเสริมให้นกั ศึกษาเป็นผู้ลงมือปฏิบัตจิ ริง เรียนรู้จาก การแลเปล่ยี นเรียนรู้ และรว่ มมือกนั ในการเรียนร้ผู า่ นการสร้างชน้ิ งานทา่ ให้นกั ศึกษามคี วามพึงพอใจตอ่ การ เรียนรอู้ ยูใ่ นระดับมาก (คงรัฐ นวลแปง, 2554: 135)

116 ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 1. วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรใี นฐานะสถาบันการศึกษาทางการพยาบาล และได้พัฒนา รปู แบบการจัดการเรยี นการสอนที่ส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21ของนักศึกษาพยาบาล ควรมีนโยบายใน การน่ารูปแบบไปขยายผลใช้ในทุกรายวิชา เพ่ือให้นักศึกษาพยาบาลมีการพัฒนาทักษะแห่งแห่งศตวรรษที่ 21 ครอบคลุมทุกดา้ นและมีทักษะแตล่ ะดา้ นเพมิ่ สูงขนึ้ กวา่ เดมิ 2. สถาบันพระบรมราชชนก ในฐานะสถาบันต้นสังกัด ควรก่าหนดนโยบายการน่ารูปแบบการ จัดการเรียนการสอนท่ีส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21ของนักศึกษาพยาบาล ขยายผลไปยังวิทยาลัย พยาบาลในสังกัด เพ่ือให้นักศึกษาพยาบาลมีการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ครอบคลุมทุกด้านละมี ทกั ษะแต่ละด้านเพิม่ สงู ข้ึนกว่าเดิม ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปใช้ 1. ในการวจิ ยั ครง้ั น้ี ผู้วิจยั ไดพ้ ฒั นาเคร่ืองมอื การประเมนิ ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 สา่ หรบั นักศกึ ษา พยาบาล ท่ีผู้สนใจสามารถน่าไปใช้ในการประเมินทักษะศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษาในสถาบันได้และน่า ขอ้ มูลท่ไี ดไ้ ปวางแผนพัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 ของนกั ศกึ ษาทสี่ อดคล้องกบั สภาพการณ์ทีเ่ ปน็ จริง 2. การกา่ หนดนโยบายท่ีชดั เจน การเตรยี มความพร้อมท้ังด้านผู้สอน ด้านผู้เรยี น ด้านส่ิงสนับสนุน การเรียนรู้ และการเสริมพลังอ่านาจในผู้สอนและผู้เรียนอย่างสม่าเสมอ เป็นเง่ือนไขท่ีส่าคัญของการน่า รปู แบบการจดั การเรยี นการสอนท่ีส่งเสรมิ ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21ของนักศกึ ษาไปใช้เพ่ือให้เกดิ ผลลพั ธก์ ับ ผ้เู รยี นตามทตี่ ้องการ ข้อเสนอแนะในการทาวจิ ัยครัง้ ต่อไป 1. ควรมีการศึกษาผลท่ีเกิดจากการใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนท่ีส่งเสริมทักษะแห่ง ศตวรรษที่ 21ของนักศึกษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนในชั้นปีท่ี 4 ของแต่ละปี การศึกษา ในด้านผู้สอนและผู้เรียน ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อตรวจสอบการคงทนของผลลัพธ์ท่ี เกดิ จากการใชร้ ปู แบบ 2. ควรศึกษาเปรียบเทียบวธิ ีการสอนแต่ละวธิ ีที่ส่งเสริมการพัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 ในนกั ศึกษา พยาบาล

เอกสารอา้ งอิง กมลรตั น์ เทอร์เนอร์, ศรีสุนทรา เจิมวรพพิ ฒั น์, และศภุ สิ รา สวุ รรณชาต.ิ (2547). การศึกษาติดตามสมรรถนะของ ผู้สาเรจ็ การศกึ ษาพยาบาลหลักสูตรประกาศนยี บัตรพยาบาลศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง) พ.ศ. 2537 ปี การศึกษา 2545 วทิ ยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรงุ เทพ (รายงานการวจิ ัย). กรงุ เทพฯ: วทิ ยาลัย พยาบาลบรมราชชนนี กรงุ เทพ. คงรฐั นวลแปง .(2554). การพัฒนารปู แบบการเรยี นการสอนท่สี ง่ เสริมจติ แห่งวทิ ยาการ จติ แหง่ การ สงั เคราะหแ์ ละจิตแห่งการสรา้ งสรรค์ สาหรบั นสิ ิตปริญญาตรี มหาวทิ ยาลัยบูรพา (ปริญญานพิ นธ์ ดุษฎนี พิ นธ์ สาขาวชิ าการวิจยั และพัฒนาหลักสูตร). มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ. คณาพร คมสัน. (2540). การพฒั นารปู แบบการเรียนรู้ด้วยการนาตัวเองในการอา่ นภาษาอังกฤษเพื่อความ เขา้ ใจสาหรับนักเรียนระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย (ปรญิ ญาครศุ าสตรดษุ ฎบี ณั ฑิต สาขาหลักสูตร และการสอน) กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย. คัทรียา รัตนวิมล, อมุ าพร ห่านรงุ่ ชโรทร, ภัทรมนสั มณีจิระปราการ, กรี ติ กิจธีระปราการ, วิไลวรรณ บญุ เรื่อง และ สรุ ยี ์พร เพง่ นคร. (2550). ความพงึ พอใจของผบู้ งั คบั บัญชาตอ่ สมรรถนะของ บัณฑิต สาขาพยาบาลศาสตร์ โครงการร่วมผลิตระหวา่ งมหาวทิ ยาลยั นเรศวรกับกระทรวง สาธารณสขุ . วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร, 1(2), 39-46. จรูญ พานชิ ย์ผลนิ ไชย และสพุ รทพิ ย์ ธนภัทรโชติวัต. (2559). การศึกษาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ใน ศตวรรษท่ี 21 ของนสิ ิตระดับปรญิ ญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร. วารสาร มนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์, 22 (2), 25-37. จินตนา ศริ ิธญั ญารตั น์. (2556). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ทบ่ี รู ณาการกลยุทธ์การ พฒั นาทกั ษะการคดิ ขัน้ สงู เพือ่ สง่ เสริมทกั ษะการคิดขั้นสูงศตวรรษที่ 21 และจิตวิทยาศาสตร์ของ นกั เรยี นระดับมัธยมศึกษา (ปรญิ ญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน). บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร. จรี วทิ ย์ ม่ันคงวฒั นะ. (2559). การจัดการเรียนรโู้ ดยใชช้ มุ ชนเปน็ ฐาน (Community-based Learning Management = CBLM) โรงเรียนแหลมราษฎร์บารงุ . สบื คน้ จาก https://www. gotoknow.org/posts/305395 เจษฎ์สุดา จันทรเ์ อี่ยม. (2542). การศึกษาความสามารถและกลวิธีในการแก้โจทยป์ ัญหาคณติ ศาสตร์ของ นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาตอนตน้ ในโรงเรยี นมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามญั ศกึ ษา เขตการศึกษา 7 (วทิ ยานพิ นธ์ครุศาสตรมหาบัณฑติ ). บัณฑิตวทิ ยาลยั จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . ชนกนารถ ช่นื เชย. (2550). รปู แบบการจดั การศกึ ษาในสถาบนั อุดมศึกษาเอกชน (ปริญญาศึกษาศาสตรดุษฎี บณั ฑิต สาขาการศกึ ษาผู้ใหญ่). มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ. ณัจยา หนุนภักด.ี (2559). ทักษะคนไทยในศตวรรษท่ี 21: ความทา้ ทายในการพฒั นา. วารสารเศรษฐกจิ และสังคม, 53(1), 2-12. ดิเรก วรรณเศยี ร. (2559). Macro model: รูปแบบการจัดการเรยี นรูส้ าหรับศตวรรษที่ 21. มหาวิทยาลยั ราชภัฎสวนดสุ ติ . ทพิ ย์ระวี รักษศ์ รี. (2556). การศกึ ษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของบณั ฑิตไทยในศตวรรษท่ี 21 และ

118 คณุ ลกั ษณะทีพ่ งึ ประสงค์ของบัณฑติ ของนักศกึ ษาคณะครุศาสตร์อตุ สาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีพระจอมเกลา้ ธนบุรี (วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์อตุ สาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาวชิ าเทคโนโลยกี ารเรยี นรแู้ ละการส่อื สารมวลชน). บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยี พระจองเกล้าธนบุรี. ทิศนา แขมมณี. (2558). ศาสตร์การสอน: องค์ความรเู้ พอ่ื การจัดกระบวนการเรียนรู้ท่ีมปี ระสิทธภิ าพ.(พมิ พ์ ครง้ั ที่18) กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั ด่านสุทธาการพิมพ์ จากัด. ธนวฒั น์ อรุณสุขสว่าง นรนิ ทร์ สงั ข์รักษา. (2558). ปัจจัยที่สง่ ผลตอ่ ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ตามทักษะการเรียนรู้ ในศตวรรษท่ี 21 ของนกั เรยี นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 6 เขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษา มธั ยมศกึ ษา กรงุ เทพมหานคร เขต 2 เพ่ือรองรับการเขา้ สูป่ ระชาคมอาเซยี น. วารสารวิชาการ Veridian E-Journal ฉบับภาษาไทย สาขามนษุ ยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และ ศลิ ปะ. 8(2), 493-505. ธนั ยพร พรมการ. (2561). คณุ ลักษณะของครูในศตวรรษที่ 31 ในโรงเรยี นท่ีมนี ักเรียนขา้ มวฒั นธรรม จงั หวดั เชียงราย. วารสารวจิ ยั กาสะลองคา, 03-190. นพมาศ หงษาชาต.ิ (2553). การพัฒนารูปแบบการอบรมครสู อนภาษาอังกฤษในระดับประถมศกึ ษาของ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยบรู ณาการแนวคดิ ทฤษฎีภาษาศาสตร์ยคุ หลังสมัยใหม.่ วารสารศลิ ปศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์, 2(2), 48-67. บปุ ผชาติ ทัฬหกิ รณ.์ (2551). การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเรยี นการสอน. กรุงเทพฯ: โครงการเทคโนโลยสี ารสนเทศตามพระราชดาริ สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรม ราชกมุ ารี ศนู ยเ์ ทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกสแ์ ละคอมพวิ เตอรแ์ หง่ ชาติ. เบญจวรรณ ถนอมชยวัชผ่องศรี, วาณิช ศภุ วงศ์, ณฐั วทิ ย์ พจนต์ นั ติ และ วุฒิชัย เนียมเทศ. (2559). ความ ท้าทายในการพฒั นานกั ศกึ ษา. วารสารเครอื ข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสขุ ภาคใต้, 3(2), 208-222. ประนอม บพุ ศริ .ิ (2553). การสอนบรรยาย (Lecture). สบื คน้ 4 มนี าคม 2559, จาก http://meded. kku.ac.th/upload_new/pdf/Fri504127BxgByl.pdf ประณตี สง่ วัฒนา, สดุ ศริ ิ หิรญั ชุณหะ, หทัยรัตน์ แสงจันทร์, วงจันทร์ เพชรพิเชฐเชยี ร, และศิริพร ขัมภลขิ ติ . (2552). รายงานการศึกษาวิจัย การพัฒนาหลักสูตรเพือ่ สง่ เสรมิ สมรรถนะทาง วัฒนธรรมของนกั ศกึ ษาพยาบาลคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. ปรีดี ปลม้ื สาราญกิจ. (2560). ปัจจัยที่มผี ลต่อทักษะศตวรรษที่ 21ของผเู้ รยี น. วารสารวไลยอลงกรณ์ ปริทัศน์, 7(3): 141-158. พมิ พันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยนิ ดีสุข. (2557). การจดั การเรยี นรูใ้ นศตวรรษที่ 21. กรงุ เทพ: โรงพมิ พ์ แห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พิมพ์พร แก้วเครอื . (2554). สื่อการเรียนการสอน. สืบค้น 13 มนี าคม 2559, จาก http://sps.lpru. ac.th/script/show_article.pl?mag_id=5&group_id=23&article_id=194 ไพฑูรย์ สินลารตั น์. (2557). ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21: ต้องก้าวใหพ้ น้ กับดกั ของตะวนั ตก. กรงุ เทพ: วทิ ยาลัยครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธุรกจิ บณั ฑติ ย์. ภาคภมู ิ พสู่ กุลสถาพร. (2559). แนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนทส่ี นบั สนนุ ทกั ษะของผู้เรยี นใน ศตวรรษท่ี 21 กรณีศึกษา โครงการอบรมการใช้ภาพถา่ ยเพ่อื ผลติ เป็นสอ่ื การเรียนการสอนใน

119 สถาบนั การอาชีวศกึ ษา. วารสารวิชาการครุศาสตร์อุตสาหกรรม พระจอมเกล้าพระนครเหนอื , 7(1), 211–216. มณี รัตนา. (2557) โนนหวั รอการพัฒนารูปแบบการประเมินเสรมิ พลงั อานาจเพื่อเพม่ิ สมรรถนะด้านการวัด และประเมินผลการศึกษาของครปู ระจาการ สงั กัดสานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา ปราจีนบรุ เี ขต 2 (วทิ ยานพิ นธ์การศกึ ษาดษุ ฏีบณั ฑิต สาขาวชิ าการทดสอบและวดั ผลการศกึ ษา). บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. รตั นะ บวั สนธ์. (2551). วิจัยเชิงคุณภาพทางการศกึ ษา. กรุงเทพมหานคร: สานกั พมิ พ์คาสมยั . รุง่ นภา จันทรา และอตญิ าณ์ ศรเกษตรนิ . (2560). ทักษะการเรียนรู้ศตวรรษที่ 31 ของนักศกึ ษาพยาบาล วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎรธ์ านี. วารสารเครอื ข่ายวทิ ยาลัยพยาบาลและการ สาธารณสุภาคใต้, 4 (1), หนา้ 190. ร่งุ นภา จันทรา และ อติญาณ์ ศรเกษตริน. 2560. ทกั ษะการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21ของนักศกึ ษาพยาบาล วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรุ าษฎรธ์ านี. วารสารเครอื ขา่ ยวทิ ยาลยั พยาบาลและการ สาธารณสุขภาคใต้, 4(1), 2560. เรณุมาศ มาอุ่น. (2559). การจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ. วารสาร เทคโนโลยภี าคใต้, 9(2): 169-176. วาโร เพ็งสวัสดิ์. (2553). การวจิ ัยพัฒนารปู แบบ. วารสารมหาวิทยาลยั ราชภฎั สกลนคร, 2(4), 1-15. ว่าที่ รต.ธวชั เตมิ ญวน. (2548). การพฒั นารูปแบบการจดั การเรยี นการสอนที่มีประสทิ ธิภาพในการจัด การศกึ ษา ระดบั ปริญญาตรีของสถาบันอุดมศึกษาสงั กดั กรมศลิ ปากร (วิทยานพิ นธ์ดษุ ฎีบัณฑิต สาขาวชิ าการอุดมศกึ ษา). บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ. วิจารณ์ พานชิ .(2555). วถิ สี รา้ งการเรยี นรเู้ พื่อศษิ ยใ์ นศตวรรษท่ี 21: มูลนธิ ิสดศรี-สฤษด์วิ งศ์. กรงุ เทพ: โรง พมิ พ์ บรษิ ัท ตถาตา พบั ลิเคชนั่ จากดั . วจิ ารณ์ พานิช. (2556). การสรา้ งการเรียนรสู้ ศู่ ตวรรษที่ 21. พมิ พ์คร้งั ที่ 1. กรงุ เทพ: ส เจริญการพิมพ์. วิจารณ์ พานชิ . (2556). ครูเพ่อื ศิษย์สรา้ งห้องเรียนกลบั ทาง. พมิ พค์ รั้งท่ี 2. กรุงเทพ: บรษิ ัท เอส.อาร.์ พริ้นต้งิ แมสโปรดกั ส์ จากดั . วทิ ยากร เชยี งกูล. (2559). รายงานสภาวะการศึกษาไทย ปี 2557/2558 จะปฏริ ปู การศึกษาไทยให้ทันโลก ในศตวรรษท่ี 21 ไดอ้ ยา่ งไร. กรุงเทพ: บริษัท พมิ พด์ กี ารพมิ พ์ จากัด. วิบูลย์ คงมนั่ . (2548). สภาพการบรหิ ารงานเชิงคณุ ภาพตามแนวปฏริ ปู การเรยี นร้ขู องโรงเรียนสงั กดั สานกั งานเขตพน้ื ท่กี ารศึกษาจงั หวดั กาญจนบุรี (วิทยานพิ นธป์ ริญญามหาบัณฑิต) มหาวิทยาลยั นเรศวร. วภิ าดา คณุ าวกิ ติกุล. (2558). การเรยี นการสอนสาขาพยาบาลศาสตร์ในยคุ ศตวรรษท่ี 21. พยาบาลสาร, 42(2), 152-156. วิภาวี ศิรลิ กั ษณ์, ประกรณ์ ประจญั บาน และเทยี มจนั ทร์ พานชิ ยผ์ ลินไชย.(2557). การพัฒนาตัวบ่งช้ี ทกั ษะของนกั เรียนในศตวรรษท่ี 21. วทิ ยานพิ นธ์ปรญิ ญามหาบัณฑิต มหาวทยิ าลยนั เรศวร. วิไล ตง้ั ปนิธานดี, จันทรา แกว้ ภกั ดี, สุขฟอง วงศส์ ถาพรพัฒน์ และนพวรรณ เปียซอ่ื . (2556). การศกึ ษา เปรยี บเทยี บความคดิ เหน็ ตามความคาดหวังกับความคดิ เหน็ ตามสภาพทเี่ ป็นจรงิ ต่อการเรียนการ สอนด้วยภาษาองั กฤษของนักศกึ ษาพยาบาล. รามาธิบดีสาร, 19(3), 417-27. วรภทั ร์ ภเู่ จริญ. (2541). แนวทางการประเมนิ คุณภาพภายในสถานศึกษา. กรุงเทพฯ : พิมพด์ ี ศศิธร บวั ทอง. (2560). การวดั และประเมินทกั ษะการเรียนรูใ้ นศตวรรษที่ 21. Veridian E-Journal,

120 Silpakorn University, 10(2), 1856–1867. ศรีวรรณ ฉตั รสรุ ยิ วงศ.์ (2557). กระบวนทัศนก์ ารจดั การเรียนรู้โดยใช้ชมุ ชนเป็นฐานเพอ่ื สง่ เสริมความ สามารถด้านการคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณและการแก้ปญั หาเชงิ สรา้ งสรรค์ สาหรับนักเรยี นระดับ ประถมศึกษา (วทิ ยานพิ นธ์ปรัชญาดุษฎีบณั ฑติ สาขาวชิ าหลักสูตรและการสอน). บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร. สภาการพยาบาล) .2553). พระราชบญั ญัตวิ ชิ าชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ.2528 และทแ่ี กไ้ ข เพมิ่ เตมิ โดยพระราชบญั ญัตวิ ิชาชพี การพยาบาลและการผดงุ ครรภ์ ฉบบั ท่ี)2) พ .ศ.2540 และ ข้อบังคับระเบยี บ ประกาศสภาการพยาบาล.ศริ ยิ อดการพมิ พ์ :กรุงเทพฯ . สาวสุธณิ ี เหลืองรงุ่ เรอื ง. (2536). การศกึ ษาผลของการใช้กิจกรรมการละครในการสอนภาษาอังกฤษเพอ่ื การส่ือสารทม่ี ีต่อผ้เู รยี นท่ีมีผลสัมฤทธิท์ างการเรียนภาษาต่า (วทิ ยานพิ นธ์มหาบณั ฑติ ) มหาวิทยาลัยศลิ ปากร. สมชาย รตั นทองคา. (2554). การวัดและประเมินผลทางการศกึ ษา. สบื คน้ จาก https://ams.kku.ac. https://ams.kku.ac.th/aalearn/resource/edoc/tech/54/13eva.pdf สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ. (2555). การประชมุ สมชั ชาสขุ ภาพแห่งชาติ ครั้งท่ี 5 มติสมชั ชาสุขภาพเฉพาะ ประเดน็ ผนวก 1 มติ 3. วันท่ี 20 ธันวาคม 2555. สริ ีวฒั น์ อายวุ ฒั น. (2560). การเรียนการสอนโดยใชป้ ัญหาเป็นหลัก (Problem-Based Learning): ความ ท้าทายของการศึกษาพยาบาลในการพัฒนาการเรยี นร้ใู นศตวรรษท่ี 21. วารสารพยาบาล กระทรวงสาธารณสขุ , 27(2), 15-30 สดุ เฉลมิ ศสั ตราพฤกษ.์ (2560). การจดั การเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 แบบหอ้ งเรยี นกลับด้านเพอ่ื การ พัฒนาทกั ษะการเรยี นรแู้ ละนวตั กรรม. วารสารวทิ ยบริการ มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์, 28(1), 100-108. สุตาภัรทร์ จนั ทรป์ ระเสริฐ, ศริ ริ ัตน์ สยั วุฒิ, พรเทพ แก้วเชอื้ , ศริ ินยา แตงอ่อน และ วรรณวมิ ล บุญญพงษ.์ (2561). นวตั กรรมการสอนของอาจารยม์ หาวิทยาลยั แบบใหม่ในยุค 4.0. Walailak Procedia. 2018(4). เอกสารประกอบการประชมุ วิชาการระดับชาติ “วลัยลกั ษณ์วจิ ยั ” ครง้ั ท่ี 10 วันที่ 27- 28 มนี าคม 2561. สุภลักษณ์ ธานีรตั น์, กมลรตั น์ เทอรเ์ นอร์, สจุ ิรา วิเชียรรตั น์. (2550). การตดิ ตามสมรรถนะทางการ พยาบาลของผสู้ าเรจ็ การศกึ ษา ปกี ารศกึ ษา 2547 จากวทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี จงั หวัด นนทบุรี (รายงานการวจิ ยั ) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จงั หวัดนนทบรุ .ี สมุ น อมรววิ ัฒน์ และคณะ. (2544). การพัฒนาการศึกษาดว้ ยกระบวนการ PDCA. กรงุ เทพมหานคร: มูลนิธสิ ดศรีสฤษดิว์ งศ์. สรุ ศกั ด์ิ ปาเฮ. (2556). หอ้ งเรยี นกลับทาง หอ้ งเรยี นกลบั ทาง ห้องเรียนมิติใหมใ่ นทศวรรษท่ี21*: The Flipped Classroom: New Classrooms Dimension in the 21st Century. สืบคน้ จาก http://www.mbuisc.ac.th/phd/academic/flipped%20classroom.2pdf สุวณี องึ่ วรากร. (2558). ครู: อภวิ ฒั น์การเรียนรูส้ คู่ ณุ ภาพการศกึ ษาในศตวรรษท่ี 21. วารสารเครือขา่ ย วทิ ยาลยั พยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 2(1), 65-78. แสงดี ปรชี าประพาฬวงศ์. (2548). การศกึ ษาความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งความคดิ สร้างสรรค์กบั รปู แบบการ เรยี นรขู้ องนักศกึ ษาคณะครุศาสตร์อตุ สาหกรรมและเทคโนโลยี พระจอมเกลา้ ธนบุรี (วทิ ยานิพนธ์ ครุศาสตร์คหกรรมมหาบัณฑติ สาขาวชิ าคราสตรเ์ ทคโนโลยี). มหาวทิ ยาลัยพระจอมเกล้าธนบรุ ี. สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ. (2545). คูม่ อื การประเมินการเรียนรูท้ ี่เน้นผู้เรียนเปน็ สาคญั .

121 กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั พรกิ หวาน กราฟฟิค จากดั . สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาต.ิ (2553). คูม่ ือการประเมนิ การเรยี นรู้ท่ีเนน้ ผ้เู รยี นเปน็ สาคญั . กรุงเทพฯ: บรษิ ทั พริกหวาน กราฟฟคิ จากดั . สานกั งานทดสอบทางการศึกษา กรมวชิ าการ กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2545). แนวทางการรายงานคณุ ภาพ การศกึ ษาประจาปีของสถานศึกษา. กรงุ เทพฯ: สานกั งาน 2545. สานกั ทดสอบทางการศึกษา สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2554). การพฒั นาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนอ่ื งตามกฎกระทรวงวา่ ดว้ ยระบบ หลักเกณฑ์ และวธิ ีการประกันคณุ ภาพการศกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์ชมุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศ. 2553.ศ.ไทย จากัด สานกั งานบรหิ ารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย สานักงานคณะกรรมการการศึกษาตอนปลาย. (2558). แนวทางการจัดการเรยี นรใู้ นศตวรรษที่ 21 ที่เน้นทักษะวิชาชีพ. คน้ คว้าจาก http://www. secondary11.go.th/2016/th/download/files/guidance10.pdf สานักงานบรหิ ารงานการมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย สานักงานคณะกรรมการการศึกษาตอนปลาย. (2558). แนวการจดั การเรยี นร้ใู นศตวรรษท่ี 21: 21st Century Skills. ค้นคว้าจาก https://webs. rmutl.ac.th/assets/upload/files/2016/09/20160908101755_51855.pdf สานกั งานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา. (2548). รายงานการวิจัยการสงั เคราะหอ์ งคค์ วามรเู้ กยี่ วกบั การจัดการ เรยี นรูท้ เี่ นน้ ตัวผู้เรยี นเป็นสาคญั ต้ังแต่ พ.ศ.2542-2547. กรุงเทพฯ: ชมุ นุมสหกรณ์การเกษตร แหง่ ประเทศไทย จากัด. สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2554). รายงานการสังเคราะหผ์ ลการวจิ ัยในโครงการวิจัยและพัฒนา นวัตกรรมเครอื ขา่ ยการเรยี นร้ขู องครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพผูเ้ รียน. กรงุ เทพฯ: บริษัท พรกิ หวานกราฟฟิค จากดั . สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2557). รายงานการวิจัยแนวทางการพัฒนาการศกึ ษาไทยกบั การ เตรียมความพร้อมสศู่ ตวรรษท่ี 21 สงิ่ พิมพ์ สกศ. อนั ดบั ที่ 9/2557. กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั พรกิ หวาน กราฟฟิค จากัด. สานกั งานเลขาธิการสภาการศกึ ษา. (2560). การวจิ ยั และพฒั นารปู แบบการพฒั นาหลักสตู รและการจดั การ เรยี นการสอนฐานสมรรถนะตามกรอบคุณวฒุ แิ ห่งชาต.ิ กรงุ เทพ: บริษทั พรกิ หวาน กราฟฟคิ จากัด. อพชั ชา ชา้ งขวญั ยืน และ ทิพรัตน์ สทิ ธวิ งศ์. (มปป.). การจดั การเรียนการสอนแบบหอ้ งเรยี นกลับดา้ นรว่ ม กลับการเรียนรู้แบบโครงงานรายวิชาคอมพิวเตอรส์ ารสนเทศขั้นพืน้ ฐานสาหรับนิสติ ปรญิ ญาตรี. นเรศวรคร้งั ที่ 12: วิจยั และนวตั กรรมกับการพัฒนาประเทศ. อภินนั ท์ สรริ ตั นจิตต์ และนธี เหมมนั ต์. (2560). สมรรถนะในการจดั การเรียนการสอนทเ่ี น้นผู้เรยี นเปน็ สาคญั ของคณาจารย์ มหาวิทยาลยั หาดใหญ่. รายงานสืบเนื่องจากการประชมุ หาดใหญว่ ิชาการ ระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ ครัง้ ท่ี 8 วันท่ี 22 มิถุนายน 2560 มหาวิทยาลัยหาดใหญ่. อาภาพร สงิ หราช. (2552). การพฒั นารปู แบบการเสริมสร้างพลงั อานาจในการทางานของครูด้วยแนวคิด นีโอฮวิ แมนนสิ เพอ่ื พฒั นาความสามารถในการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผเู้ รียนเป็นศูนย์กลาง (ปริญญา ครศุ าสตรดษุ ฎบี ณั ฑิต). บณั ฑติ วิทยาลยั จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . อมั พร พงษ์กงั สนานนั ท.์ (2550). การพฒั นารูปแบบการจดั การศกึ ษานอกระบบในสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน เพือ่ ส่งเสริมการศกึ ษาตลอดชีวติ (ปริญญาการศกึ ษาดุษฎบี ัณฑติ สาขาวิชาการศกึ ษาผ้ใู หญ่) มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ.

122 อรอมุ า ไชยเอม และนงนชุ โอบะ. (2551). การติดตามผสู้ าเรจ็ การศกึ ษาหลักสตู รพยาบาลศาสตรบณั ฑิต ปีการศกึ ษา 2548 ในโครงการรวมผลิตระหว่างมหาวทิ ยาลยั นเรศวรกับกระทรวงสาธารณสุข. วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวทยาลัยนเรศวร, 2 (ฉบบั พเิ ศษ), 6-18. เอกชัย พทุ ธสอน. (2556). แนวโน้มการเสริมสร้างทักษะการเรียนรูใ้ นศตวรรษที่ 21 สาหรบั นกั ศกึ ษาผู้ใหญ่ (ปริญญาครุศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาการศกึ ษานอกระบบโรงเรียน).บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั เทคโลโลยีพระจองเกล้าธนบุรี. Altbach, P. G., Gumport, P. J., & Berdahl, R. O. (Eds.). (2011). American Higher Education in the Twenty-First Century: Social, Political and Economic Challenges (3rd ed.). Baltimore, MD. The Johns Hopkins University Press. Boholano, H. B. (2017). Smart Social Networking: 21st Century Teaching and Learning Skills. Research In Pedagogy, 7(1), 21-29. Buhr GT, Heflin MT, White HK, Pinheiro SO. (2014). Using the jigsaw cooperative learning method to teach medical students about long-term and postacute care. J Am Med Dir Assoc, 15(6), 429-34. doi: 10.1016/j.jamda.2014.01.015. Burkhardt, G., Monsour, M., Valdez, G., et al. (2003). 21st century skills: Literacy in the digital age. Retrieved December 30, 2003, from www.ncrel.org/engauge Clara A. (2012). Re-envisioning Nursing Education and Practice in Nigeria for the 21st Century. Open Journal of Nursing, 2: 226-230. Conger, J.A., & Kanungo, R.N. (1988). The empowerment process: integrating theory and practice. Academy of Management Review,13 (3), 471-482. Cordeau, M.A. (2013). Teaching holistic nursing using clinical simulation: A pedagogical essay. Journal of Nursing Education and Practice, 3(4), 40-50. Cynthia Luna Scott. (2015). The futures of learning 1: Why must learning content and methods change in the 21st Century. Education research and foresight: Working paper. Darling-Hammond, L, Barron, B. (2008). Teaching for Meaningful Learning: A Review of Research on Inquiry-Based and Cooperative Learning. In Powerful Learning. San Franciso, CA: Jossey-Bass; Diane Killough Young. (2012). Teachers’ Perceived Barriers to Technology Integration as Prescribed by 21st Century Learning Skills. Minnesota: ProQuest LLC. Education Reform. (2014). Community-Based Learning. Retrieved from http://edglossary. org/community-based-learning/ Fernanda, R.E.G. & Fabiana, F. (2014). Nursing Challenges for the 21st Century. Nursing & care, 3(1), 1-3. Frenk J, Chen L, Bhutta ZA, Cohen J, Crisp N, Evans T, Kistnasamy B, et. Al. (2010). Health professionals for a new century: Transforming education to strengthen health systems in an interdependent world. The lancet, 376(9756), 1923-1958. Gallaher, J.J. & Gallaher, S.A. (1994). Teaching the Gifted Child. 4th ed. Boston: A Division of Paramount.

123 Garba, S. A., Byabazaire, Y., & Busthami, A. H. (2015). Toward the Use of 21st Century Teaching- Learning Approaches: The Trend of Development in Malaysian Schools within the Context of Asia Pacific. International Journal Of Emerging Technologies In Learning, 10(4), 72-79. doi:10.3991/ijet.v10i4.4717 García, J. (2015). Assessment and teaching of 21st century skills. British Journal of Educational Technology, 46(4), E15-E16. doi:10.1111/bjet.12308 Ge, X., & Land, S. M. (2003). Scaffolding students' problem-solving processes in an ill- structured task using question prompts and peer interactions. Educational Technology Research and Development, 51(1), 21–38. Gellin, A. (2003). The effect of undergraduate student involvement on critical thinking: A meta-analysis of the literature, 1991-2000. Journal of College Student Development, 44, 746-762. Gibson, C.H. (1991). A concept analysis of empowerment. Journal Advance Nursing, 16, 354-361. Greasley, K., & King, N. (2005). Employee Perceptions of Empowerment. Employee Relation, 27(4), 354-368. Greiff, S., & Kyllonen, P. (2016). Contemporary Assessment Challenges: The Measurement of 21st Century Skills, Applied Measurement in Education. Retrieved from http://dx.doi.org/10.1080/08957347.2016.1209209 Guerrero, M. (2013). Teaching Through Community-Based Projects. Retrieved from http://www.facultyfocus.com/articles/teaching-and-learning/teaching-through- community-based-projects/ Harris, S., Lowery-Moore, H., & Farrow., V. (2008). Extending Transfer of Learning Theory to Transformative Learning Theory: A Model for Promoting Teacher Leadership. Theory Into Practice, 47(4), 318-326. Jacqueline O’Flaherty & Craig Phillips. (2015). The use of Flipped Classrooms in Higher Education: A Scoping Review. Internet and Higher Education. 25, 85-95. Jakobovits, Loen A. (1971). Foreign Language Learning: A Psycholinguistic Analysis of the Issues. Rowley Mass: Newbury House. Jenifer M. & Elizabeth C. (2016). Educating Nursing Students for Practice in the 21st Century. International Archives of Nursing and Health Care, 2(1), 1-4. Johnson DW, Johnson R. (1999). Learning together and alone: Cooperative, competitive, and Individualistic learning. Boston: Allyn & Bacon. Joint Committee on Standards for Educational Evaluation. (1994). The program evaluation standards: How to assess evaluations of educational programs. Newbury Park, CA: Sage. Judith, C.Bruce. (2018). Nursing in the 21st Century-Challenging its Values and Roles. Prof Nurs Today, 22(1), 44-48.

124 Keeves, J.P. (1988). Educational Research, Methodology, and Measurement An International Handbook. Oxford, Pergamon. Lai ER. (2011). Critical thinking: A literature review. Pearson’s Research Reports, 6, 40-1. Lincoln, YS, & Guba, EG. (1985). Naturalistic inquiry. Beverly Hills: SAGE. Maker, C. J. (1982). Teaching Models in Education of the Gifted. Taxas: PRO-ED. McNamara, N. (2015). Preparing students for clinical placements: The student's perspective. Nurse Education In Practice, 15(3), 196-202. doi:10.1016/j.nepr.2014.11.011 Melaville, A., Berg, A. C., Blank, M. J. (2006). Community-Based Learning: Engaging students for success and citizenships. Retrieved from http://files.eric.ed.gov/ fulltext/ ED491639.pdf National Advisory Council on Nurses Education and Practice. (2010). Addressing New Challenges Facing Nursing Education: Solutions for a Transforming Healthcare Environment. Eight Annual Report. O'Hare, L., & McGuinness, C. (2009). Measuring critical thinking, intelligence and academic performance in psychology undergraduates. The Irish Journal of Psychology, 30(3- 4), 123-131. Organization for Economic Co-operation and Development (OECD). (2005). Problem Solving for Tomorrow’s World: First Measures of Cross Curricular Competencies from PISA 2003 French, German: OECD. P21's Framework for 21st Century Learning 2015. [Online] Available from http://www.p21 .org/storage/documents/docs/P21_Framework_Definitions_New_Logo_2015.pdf. Access on Feb, 29 2015. Pa-alisbo, M. C. (2017). The 21st Century Skills and Job Performance of Teachers. Online Submission, 88. Partnership for 21st Century Skills. (2011). Framework for 21st Century Learning [Online] available from http://www. P.21.org. Access on Jan, 21 2015. Quizlet. (n.d.). Chapter 13 - Five Steps of Reflective Thinking. Retrieved from https://quizlet.com/7793996/chapter-13-five-steps-of-reflective-thinking-flash- cards/Resolution WHA66.23 ‘Transforming health workforce education in support of universal health coverage’, May 2013. Resolution of the WHO regional committee for South-East Asia: SEA/RC65/R7. (2012). ‘Strengthening Health Workforce Education and Training in the Region’, 7 September. Royal, J. R. (2013). Are they ready? A multi-case study of traditional and innovative Texas teacher's perceptions of 21st century skills in teaching and learning. Dissertation Abstracts International, Section A, 74. Senge, P. M. (2000). The Academy as Learning Community Contradiction in Terms or Realizable Future? Retrieved from http://citeseerx.ist.psu.edu/viewdoc/

125 download?doi=10.1.1.464.3780&rep=rep1&type=pdf Spreitzer, G. M. (1995) Psychological empowerment in the workplace: Dimensions, measurement, and validation. Academy of Management Journal, 38, 1442-1465. Steiner, E. (1988). Methodology of theory construction. Sydney : Educology Research Associates. Strauss, R., Mofidi, M., Sandler, E. S., Williamson III, R., McMurtry, B. A., Carl, L. S., & Neal, E. M. (2003). Reflective Learning in Community-Based Dental Education. Journal of Dental Education, 67 (11), p.1234-1242. Tantillo, M., Marconi, M.A., Rideout, K., Anson, E.A., & Reifenstein, K.A. (2017). Creating a Nursing Student Center for Academic and Professional Success. Journal of Nursing Education, 56 (4), 235-239. Teekman, B. (2000). Exploring reflective thinking in nursing practice. Retrieved from http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/10840246 Thomas, K. W., & Velhouse, B. A. (1990). Cognitive element of empowerment. Journal of Nursing Administration, 23, 18-23. Trilling B, Fadel C. (2009). Learning and innovation skills. 21st century skills learning for life in our times. San Francisco :Jossey-Bass. Turale, S. (2011). Preparing Nurses for the 21st Century: Reflecting on Nursing Shortages and Other Challenges in Practice and Education. Nursing and Health Sciences, 13, 229- 231. Van Gelder, T. J. (2005). Teaching critical thinking: some lessons from cognitive science. College Teaching, 53, 41-46.

ภาคผนวก

ภาคผนวก ก เครื่องมอื ทใ่ี ช้เกบ็ รวบรวมข้อมูล 1. แบบสอบถามทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ของนกั ศกึ ษาพยาบาลศาสตร์ วิทยาลยั พยาบาล บรมราชชนนีชลบรุ ี 2. แบบสอบถามทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนกั ศึกษาพยาบาลศาสตร์ (สาหรับอาจารย์) 3. แนวคาถามการสนทนากลุ่มอาจารย์ เร่ืองสภาพการจัดการเรยี นการสอนในปัจจุบันและทักษะแห่ง ศตวรรษที่ 21 4. แนวคาถามการสนทนากลมุ่ สาหรบั นักศึกษาพยาบาลเร่ืองการจัดการเรียนการสอนปัจจบุ นั และการ พฒั นาทักษะศตวรรษที่ 21 5. แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนต่อรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะแห่ง ศตวรรษที่ 21 ของนกั ศึกษา (ERECC IF) 6. แนวคาถามในการสนทนากลุ่ม ของอาจารย์ ภายหลังการใชร้ ูปแบบ EREC IF เรอื่ ง การจัดการ เรยี นการสอนเพือ่ ส่งเสรมิ ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ตามรูปแบบ EREC IF 7. แนวคาถามในการสนทนากลุ่มนักศึกษาพยาบาล ภายหลังการใชร้ ูปแบบ EREC IF เรอ่ื ง การเรยี นการสอนเพ่ือพฒั นาทกั ษะศตวรรษที่ 21

128 แบบสอบถาม ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนักศกึ ษาพยาบาลศาสตรแ์ ละสภาพการจดั การเรียนการสอนของวิทยาลยั สาหรับนกั ศกึ ษา คาชีแ้ จง แบบสอบถามชุดนี้ มีวัตถุประสงค์เพ่ือสอบถามความคิดเห็นของท่าน เกี่ยวกับทักษะแห่ง ศตวรรษท่ี 21 ของตนเอง และความคดิ เหน็ เกย่ี วกบั การจดั การเรยี นการสอนของวิทยาลยั ประกอบดว้ ยข้อ คาถาม 3 สว่ น ดังน้ี ส่วนท่ี 1 ข้อมลู ทวั่ ไป ส่วนท่ี 2 ความคิดเห็นของนกั ศึกษาตอ่ ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21ของตนเอง ส่วนที่ 3 ความคดิ เหน็ เก่ยี วกบั การจดั การเรียนการสอนของวิทยาลยั ข้อมูลจากแบบสอบถามนใ้ี ช้สาหรับการวจิ ยั เทา่ นั้น การวเิ คราะห์ขอ้ มลู จะวิเคราะห์ในภาพรวม จงึ ไม่มผี ลกระทบใด ๆ กับผใู้ หข้ อ้ มูลเปน็ รายบคุ คล 1. ขอใหท้ ่านตอบแบบสอบถามทกุ ตอน ทกุ ขอ้ ตามสภาพความเป็นจรงิ เพือ่ ใหง้ านวจิ ัยนีส้ ามารถ ใช้เปน็ ขอ้ มูลสาหรบั การพัฒนาการจดั การเรยี นการสอนและพฒั นานักศกึ ษาได้อย่างเหมาะสมกบั สภาพ ปญั หาและความต้องการอย่างแท้จริง 2. เมอื่ กรอกข้อมลู เสร็จแลว้ กรุณาส่งแบบสอบถามกลับคนื ผวู้ ิจัย ขอขอบคุณอยา่ งยิง่ ทไ่ี ด้กรุณาตอบแบบสอบถาม กมลรัตน์ เทอร์เนอร์และคณะ

129 สว่ นที่ 1 ขอ้ มูลท่วั ไป กรณุ าใส่เคร่ืองหมาย  ลงในช่อง  ท่ตี รงกับขอ้ มูลของทา่ นและเตมิ ข้อความลงในชอ่ งวา่ งท่ี กาหนด 1. ท่านกาลงั เรียนอยู่ในชัน้ ปที ่ี……… 2. เพศ  ชาย  หญงิ 3. อายุ ................ ปี 4. เกรดเฉล่ียในปีการศกึ ษาทผี่ า่ นมา (สาหรบั ปี 1 ใหใ้ ช้ GPA ของชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6)  < 2.00  2.00 - 2.49  2.50 - 2.99  3.00 - 3.49  3.50 ขึ้นไป 5. การศึกษาสงู สดุ ของผปู้ กครอง (อาจเป็นบิดา มารดา หรอื ผู้ท่ดี แู ลเลีย้ งดูท่าน)  ประถมศกึ ษา  มัธยมศกึ ษาหรอื อาชวี ศึกษา (ปวช. ปวส.)  ปรญิ ญาตรี  สงู กวา่ ปรญิ ญาตรี ส่วนที่ 2 ความคิดเหน็ ของนกั ศึกษาต่อทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21ของตนเอง ขอให้ท่านพิจารณาว่าท่านมีทักษะต่างๆ ต่อไปนี้ อยู่ในระดับใดและทาเคร่ืองหมาย  ลงใน ชอ่ งท่ีตรงกับความคดิ เห็นของท่านมากทีส่ ดุ ดังตวั อย่าง ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 การรบั รตู้ ่อทกั ษะ 1. ตัดสินใจโดยใช้ขอ้ มูลและเหตุผล 54321  ระดับทกั ษะให้คะแนนดังน้ี 5 หมายถงึ ทา่ นเห็นว่าท่านมีทักษะในข้อน้นั อยใู่ นระดับดีมาก 4 หมายถึง ทา่ นเห็นว่าท่านมที ักษะในข้อนั้นอยูใ่ นระดับดี 3 หมายถึง ท่านเหน็ วา่ ท่านมที ักษะในขอ้ นั้นอย่ใู นระดับปานกลาง 2 หมายถงึ ทา่ นเห็นว่าท่านมีทักษะในขอ้ น้นั อยใู่ นระดับตา่ 1 หมายถงึ ท่านเหน็ วา่ ท่านมีทกั ษะในขอ้ น้ันอยู่ในระดบั ตา่ มาก หรือไม่มเี ลย ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ความคิดเห็น 5 4 3 21 ทักษะ 3 R อา่ นออก เขยี นได้ และคณิตศาสตร์ 1. อา่ นภาษาไทยได้ถกู ตอ้ งตามอกั ขระ 2. อ่านเอกสาร หนงั สอื ตารา แลว้ จบั ใจความสาคัญได้ 3. อ่านภาษาไทยแลว้ ถ่ายทอดใหผ้ อู้ นื่ เข้าใจได้สาระตรงตามส่งิ ทีอ่าน 4. อา่ นออกเสียงภาษาองั กฤษได้ใกล้เคยี งกับเจา้ ของภาษา 5. อา่ นบทความหรอื หนังสอื ภาษาองั กฤษแลว้ จับใจความสาคัญได้ 6. อา่ นภาษาองั กฤษแลว้ ถ่ายทอดให้ผูอ้ ่นื เขา้ ใจได้สาระตรงตามส่งิ ทอี า่ น

130 ทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ความคดิ เหน็ 5 4 3 21 7. เขียนรายงาน บนั ทกึ การเรียนรู้ เรื่องเลา่ หรือความเรียง ด้วยภาษาไทยทส่ี ะกด ถกู ตอ้ ง มรี ูปประโยคสมบูรณ์ แบ่งยอ่ หนา้ ได้เหมาะสม 8. เขยี นรายงาน บนั ทึกการเรียนรู้ เรื่องเล่า หรือความเรียง ด้วยภาษาไทยท่นี าเสนอ ประเดน็ หลักไดช้ ดั เจน ถ่ายทอดใหผ้ ูอ้ ื่นเข้าใจได้ตรงประเด็น 9. เขียนประวตั สิ ่วนบคุ คล (CV) ความเรยี ง หรือบทคัดยอ่ ดว้ ยภาษาอังกฤษที่สะกด ถูกตอ้ ง มีรูปประโยคทีส่ มบูรณ์ 10. คานวณเลขไดถ้ ูกตอ้ ง ทั้งการบวก ลบ คูณ หาร และบัญญตั ไิ ตรยางศ์ 11. ใช้สถติ พิ น้ื ฐานเช่นรอ้ ยละ ค่าเฉลี่ย ในการวเิ คราะห์ข้อมูลได้ ทักษะด้านการคิดอย่างมีวจิ ารณญาณและทกั ษะในการแกป้ ญั หา 12. ระบุปญั หาโดยใชค้ วามรู้ เหตุผลและแจกแจงผลการวเิ คราะหไ์ ด้ 13. แสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาจากแหล่งข้อมลู ที่น่าเชื่อถือและหลากหลาย 14. รวบรวม และวิเคราะห์ขอ้ มูลเพอื่ ใช้วางแผนการทางาน การแกไ้ ขปญั หาหรือการตัดสินใจได้ 15. บอกความสัมพันธเ์ ชือ่ มโยง เหตุและผล ของสิ่งท่ศี ึกษา และประมวลผลกระทบที่ มคี วามซับซ้อนได้ 16. ระบปุ ระเด็นและต้ังคาถามสาคญั ทท่ี าใหเ้ กิดความกระจ่างเพ่ือนาไปสแู่ นว ทางการแก้ไขปัญหา 17. ตดั สนิ ใจหรือคัดสรรวธิ ีแก้ปัญหาจากผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล และหลักฐานเชิงประจักษ์ 18. ใช้กระบวนการหรอื วธิ ีการที่หลากหลายในการแก้ปญั หาโดยเชื่อมโยงความรู้ ทางการพยาบาลและศาสตร์ท่เี กย่ี วขอ้ ง 19. สรปุ การเรียนรูจ้ ากประสบการณ์ หรืออธบิ ายผลการเรยี นรูข้ องตนและกลมุ่ ได้ ทักษะดา้ นการคดิ สร้างสรรค์และนวัตกรรม 20. นาเสนอความคิดแปลกใหม่ ความคิดเพ่อื พัฒนาการพยาบาลให้ดกี ว่าเดมิ 21. แสดงผลการสรา้ งสง่ิ ประดษิ ฐ์ หรอื วธิ กี าร กระบวนการใหม่ในการพยาบาล 22. ใชค้ วามรู้ ผลการวจิ ยั นวัตกรรมการพยาบาลในการเรยี นและการฝึกปฏบิ ัตงิ าน 23. คดิ เชิงบวกและพรอ้ มท่ีจะเรียนรูเ้ พอื่ ให้เกดิ ผลลัพธท์ ่ีดีกว่า ในการแก้ปัญหาหรือ เมือ่ มีความยากลาบาก 24. ดดั แปลงสงิ่ ทม่ี อี ยเู่ พือ่ การเรียนรแู้ ละ/หรือการพฒั นาการพยาบาล 25. แสดงความเชอื่ ในผลสาเรจ็ ของการทางานร่วมกันเป็นทมี ทักษะดา้ นความเขา้ ใจตา่ งวฒั นธรรม ต่างกระบวนทศั น์ 26. แสดงความเข้าใจบุคคล/ผู้รับบริการที่มีความแตกต่างทางเชอ้ื ชาติ ศาสนา วัฒนธรรม 27. ยอมใหบ้ คุ คล/ผรู้ ับบรกิ ารทเี่ ชื้อชาตแิ ตกต่างกนั ได้แสดงความเชอื่ และการปฏิบัติตาม วฒั นธรรม 28. แสดงความเห็นทส่ี ะทอ้ นการใหค้ ุณค่าความเป็นบุคคล สังคมและวัฒนธรรมที่ หลากหลาย 29. ไมแ่ สดงภาษา ท่าทาง และการตดั สนิ ผ้อู นื่ จากตามความคิดของตนเอง

131 ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ความคดิ เห็น 5 4 3 21 ทักษะดา้ นความร่วมมือ, การทางานเปน็ ทีมและภาวะผู้นา 30. มคี วามสามารถในการปฏสิ ัมพนั ธก์ ับเพ่อื น ผู้ใชบ้ ริการ ผู้ร่วมงานและอาจารย์ ดว้ ยความเปน็ มติ ร 31. แสดงความสามารถในการประสานงานและสรา้ งเครอื ขา่ ยความร่วมมือ 32. แสดงความคดิ เห็นไดเ้ หมาะสมกบั กาลเทศะ 33. แสดงออกถงึ ความรบั ผิดชอบในการทางานเมือ่ เป็นสมาชกิ ทมี 34. แสดงออกถงึ ความช่ืนชอบในการทางานเป็นหมคู่ ณะ 35. แสดงภาวะผู้นาในการทางานซึ่งไดร้ บั การยอมรับในทีมงาน 36. เปน็ ผนู้ าทางความคดิ การลงมอื ทาเพือ่ ทาให้เกิดการเปลยี่ นแปลง 37. สามารถแก้ไขความขดั แย้งเพ่ือใหก้ ารทางานบรรลุเป้าหมาย 38. สามารถประเมินเพ่ือนรว่ มงานและใหข้ อ้ มลู ย้อนกลบั ด้วยวธิ กี ารสรา้ งสรรค์และ เป็นประโยชน์ตอ่ ทีมงาน ทักษะดา้ นการส่อื สาร การรูเ้ ท่าทันสารสนเทศและการรู้เท่าทนั ส่ือ 39. มีความสามารถในการฟงั และจบั ใจความสาคัญ 40 แสดงออกท้งั ภาษาพูดและภาษากายได้ถกู ต้องและชัดเจน 41. อา่ น วิเคราะห์ และคัดกรอง ขา่ วสาร ขอ้ มูลจากสอื่ หรอื แหลง่ ขอ้ มูลที่ หลากหลาย 42. รวู้ ิธกี ารคน้ หาและจัดการขอ้ มูลจากแหลง่ ขอ้ มลู ท่ีหลากหลายเพือ่ ให้ได้ สารสนเทศท่ีถกู ต้อง 43. อธิบายขอ้ มลู สารสนเทศแก่ผอู้ ื่นไดอ้ ย่างถกู ต้องเขา้ ใจไดง้ า่ ย 44. คดั สรร สารสนเทศ อย่างมเี หตผุ ลเชื่อถือได้ ก่อนการนามาใช้หรือเผยแพร่ 45. สามารถใชโ้ สตทัศนูปกรณใ์ นห้องเรยี นได้ 46. ใช้ส่ือสารสนเทศต่างๆ ด้วยความระมัดระวังและไม่นามาส่อู ันตรายหรือความ เส่ือมเสยี ชอื่ เสียงแห่งตนและสถาบนั ทักษะด้านคอมพวิ เตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สาร 47. ใชอ้ ปุ กรณ์คอมพิวเตอร์ และอินเตอรเ์ นต็ ในการเรยี น การคน้ หาข้อมูลและ สารสนเทศได้ 48. สามารถ จัดเก็บและบนั ทึกข้อมูลอิเลคทรอนิกสไ์ ด้ 49. ใช้ ICT โดยคานึงจริยธรรม กฎหมายทเ่ี กี่ยวข้อง และความปลอดภยั 50. ใชโ้ ปรแกรมพืน้ ฐาน ไดแ้ ก่ Microsoft Word, Excel และ PowerPoint ได้ 51.สามารถใช้งานอปุ กรณ์ตอ่ พ่วง เชน่ ปริ้นเตอร์ สแกนเนอรไ์ ด้ 52. สามารถติดต่อส่อื สารหรือเรียนโดยผา่ นส่อื อเิ ลคทรอนิคส์ เช่น e-learning, e- mail, skype, web board เปน็ ตน้ 53. สามารถสร้างสอื่ สง่ิ พมิ พ์ ส่ือเสยี งและส่ืออิเลคทรอนกิ สเ์ ช่น PowerPoint โดยใช้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้

132 ทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 ความคดิ เห็น 5 4 3 21 ทกั ษะอาชพี และทักษะการเรียนรู้ 54. แสดงการยอมรบั ความเห็นท่ีแตกตา่ งและปรับวิธคี ิด วิธีปฏบิ ตั ิให้เหมาะสมกับ สถานการณต์ ่างๆ ได้ 55. สามารถปรับตัวในการปฏิบตั งิ าน การเรียนรู้ในสถานทีใ่ หมห่ รือที่ไม่คุ้นเคยได้ 56. แสดงความรบั ผิดชอบทางานให้สาเรจ็ ตามทไ่ี ด้รบั มอบหรือตามหน้าท่ี 57. รว่ มกิจกรรมสาธารณะนอกวิทยาลยั และกิจกรรมในวทิ ยาลยั ทเ่ี ปน็ ประโยชนต์ อ่ ส่วนรวม 58. ใหค้ วามชว่ ยเหลือ เพ่อื น อาจารย์ หรือผู้รับบรกิ ารด้วยความเต็มใจ 59. ปฏบิ ตั ิตนได้อยา่ งเหมาะสมกบั วัฒนธรรม ประเพณีและเปน็ แบบอยา่ งทีด่ ี ของวชิ าชพี 60. กาหนดเป้าหมาย และแนวทางในการบรรลเุ ป้าหมายของตนเองได้ 61. แสดงความม่ันใจท่จี ะสาเร็จการศึกษาและเป็นพยาบาลวชิ าชพี ได้ตาม กาหนดเวลา 62. แสดงออกถงึ ความสามารถในการศกึ ษาคน้ ควา้ และเรียนรูไ้ ดด้ ว้ ยตนเอง 63. มีนิสัยรักการอา่ น การค้นควา้ และคดิ ถึงแนวทางการพฒั นาตนเองภายใน 5 ปี ข้างหนา้

133 สว่ นที่ 3 ความคิดเห็นเก่ียวกบั การจดั การเรียนการสอนของวทิ ยาลยั 1. วิธีการสอนทอ่ี าจารย์ใชส้ อนในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศกึ ษา 2557 โปรดเรยี งลาดับจากวิธที ี่ใช้ มากทสี่ ุดไปน้อย โดยใสห่ มายเลข 1, 2, 3,… ลงในชอ่ ง   การสอนทเี่ น้นการให้เนื้อหา เชน่ การบรรยาย  การสอนที่เน้นกระบวนการคดิ วเิ คราะห์ เช่น PBL (การสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลกั ) ระดมความคดิ (Brain storming) วเิ คราะห์กรณศี ึกษา แผนผงั ความคดิ การสะท้อนคิด (reflective thinking)  การสอนท่เี นน้ กระบวนการกลุม่ เชน่ สัมมนา เกม บทบาทสมมตอิ ภิปรายกลุ่มยอ่ ย  การสอนท่เี นน้ ทักษะการปฏิบัติงานเช่น การศกึ ษาผู้ป่วยเฉพาะราย (Nursing Case study) การศกึ ษาการพยาบาลรายบุคคล(Nursing Care study)  การสอนที่เนน้ ใหเ้ กิดความคดิ ริเริ่มสรา้ งสรรค์ และนวัตกรรม เช่น โครงงาน (Project) การสร้างนวัตกรรมทางการพยาบาล 2. จงระบวุ ิธกี ารสอนที่นกั ศกึ ษาชอบมากทสี่ ุด มาอยา่ งน้อย 3 วิธี 2.1 …………………………………………………………………………………………………………………. 2.2 …………………………………………………………………………………………………………………… 2.3…………………………………………………………………………………………………………………. 3. กรุณาให้ความเห็นเพม่ิ เตมิ หรือข้อเสนอแนะเกยี่ วกับการปรับปรุงการจดั การเรียนการสอนหรือ ปรบั ปรงุ ส่ิงแวดลอ้ มในการเรยี นรู้ เพอ่ื ชว่ ยในการพัฒนาทักษะต่างๆ ของทา่ น ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

134 แบบสอบถาม ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ของนักศกึ ษาพยาบาลศาสตร์ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนชี ลบรุ ี สาหรับอาจารย์ สว่ นท่ี 1 ข้อมลู ท่ัวไป กรณุ าใส่เครือ่ งหมาย  ลงในชอ่ ง  ท่ีตรงกบั ขอ้ มูลของทา่ นและเตมิ ขอ้ ความลงในชอ่ งว่างที่ กาหนด 1. เพศ  ชาย  หญิง 2. อายุ ................ ปี 3. ระดบั การศึกษา  ปริญญาตรี  ปริญญาโท  ปรญิ ญาเอก 1. ประสบการณด์ า้ นการสอน …….. ปี 5. จงเรยี งลาดับวธิ ีการสอนท่ที ่านใช้ในการสอนนักศกึ ษา โดยใส่หมายเลข 1- 5 ลงในชอ่ ง   บรรยาย  วิเคราะห์กรณศี กึ ษา  อภปิ รายกลมุ่ ย่อย  ทดลอง  ศึกษาดงู าน  แผนผงั ความคดิ  เกม  การจดั นทิ รรศการ  โครงงาน (Project)  สาธิต  ศกึ ษาด้วยตนเอง  บทบาทสมมติ  สัมมนา  วิเคราะหก์ รณศี ึกษา  อภิปรายกล่มุ ย่อย  PBL (การสอนโดยใชป้ ญั หาเปน็ หลัก)  วิเคราะหโ์ จทย์สถานการณ์จากข้อสอบ  ระดมความคดิ (Brain storming)  การเรยี นรโู้ ดยการเล่าเรื่อง (Storyline)  การศกึ ษาตามสภาพจรงิ (Authentic Learning)  การสะท้อนคดิ (reflective thinking)  การเรยี นรแู้ บบคู่คิด (Pair work)  การศึกษาครอบครัว (Family study)  การบันทกึ การเรยี นรู้  การศึกษาภาคสนาม (field study)  ประชุมปรกึ ษาการพยาบาล  การศกึ ษาการพยาบาลรายบคุ คล(Nursing Care study)  การตรวจเยี่ยมทางการพยาบาล  การศึกษาผู้ปว่ ยเฉพาะราย (Nursing Case study)

135 ส่วนที่ 2 ทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ความคดิ เห็น 54321 ทกั ษะ 3 Rs อา่ นออก เขียนได้ และคณิตศาสตร์ 1. อา่ นภาษาไทยไดถ้ กู ตอ้ งตามอกั ขระ 2. อา่ นเอกสาร หนังสือ ตารา แล้วจบั ใจความสาคัญได้ 3. อ่านภาษาไทยแลว้ ถ่ายทอดใหผ้ อู้ ืน่ เข้าใจไดส้ าระตรงตามสิง่ ทีอา่ น 4. อา่ นออกเสียงภาษาองั กฤษได้ใกล้เคยี งกบั เจา้ ของภาษา 5. อา่ นบทความหรือหนงั สอื ภาษาองั กฤษแลว้ จับใจความสาคญั ได้ 6. อ่านภาษาอังกฤษแลว้ ถ่ายทอดให้ผู้อืน่ เข้าใจได้สาระตรงตามสิ่งทอี ่าน 7. เขียนรายงาน บันทกึ การเรียนรู้ เรื่องเลา่ หรือความเรียง ด้วยภาษาไทยท่ีสะกด ถูกตอ้ ง มีรูปประโยคสมบูรณ์ แบง่ ย่อหน้าไดเ้ หมาะสม 8. เขยี นรายงาน บันทกึ การเรยี นรู้ เร่ืองเลา่ หรือความเรยี ง ดว้ ยภาษาไทยท่ีนาเสนอ ประเดน็ หลกั ไดช้ ดั เจน ถ่ายทอดใหผ้ ู้อื่นเข้าใจได้ตรงประเด็น 9. เขียนประวัติส่วนบุคคล (CV) ความเรียง หรือบทคัดยอ่ ด้วยภาษาอังกฤษที่สะกด ถกู ตอ้ ง มีรปู ประโยคที่สมบรู ณ์ 10. คานวณเลขได้ถกู ต้อง ท้ังการบวก ลบ คูณ หาร และบัญญตั ิไตรยางศ์ 11. ใชส้ ถติ พิ น้ื ฐานเช่นร้อยละ ค่าเฉล่ยี ในการวิเคราะห์ข้อมลู ได้ ทกั ษะดา้ นการคิดอย่างมวี จิ ารณญาณและทักษะในการแก้ปญั หา 12. ระบปุ ญั หาโดยใช้ความรู้ เหตุผลและแจกแจงผลการวเิ คราะหไ์ ด้ 13. แสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาจากแหลง่ ขอ้ มลู ที่นา่ เช่ือถอื และหลากหลาย 14. รวบรวม และวิเคราะห์ขอ้ มลู เพ่อื ใช้วางแผนการทางาน การแกไ้ ขปัญหาหรอื การตดั สนิ ใจได้ 15. บอกความสมั พันธเ์ ชือ่ มโยง เหตุและผล ของสิ่งที่ศกึ ษา และประมวลผลกระทบทม่ี ี ความซบั ซ้อนได้ 16. ระบปุ ระเด็นและตง้ั คาถามสาคัญทท่ี าให้เกิดความกระจา่ งเพ่อื นาไปสแู่ นวทางการ แก้ไขปญั หา 17. ตัดสนิ ใจหรือคัดสรรวธิ ีแกป้ ัญหาจากผลการวิเคราะห์ข้อมูล และหลักฐานเชิงประจักษ์ 18. ใชก้ ระบวนการหรือวธิ ีการที่หลากหลายในการแกป้ ัญหาโดยเชือ่ มโยงความรู้ ทางการพยาบาลและศาสตร์ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง 19. สรุปการเรียนรู้จากประสบการณ์ หรืออธิบายผลการเรยี นร้ขู องตนและกลุม่ ได้ ทักษะดา้ นการคดิ สรา้ งสรรคแ์ ละนวัตกรรม 20. นาเสนอความคิดแปลกใหม่ ความคิดเพื่อพฒั นาการพยาบาลให้ดีกวา่ เดมิ 21. แสดงผลการสรา้ งส่ิงประดิษฐ์ หรือวธิ ีการ กระบวนการใหมใ่ นการพยาบาล 22. ใชค้ วามรู้ ผลการวิจยั นวตั กรรมการพยาบาลในการเรียนและการฝกึ ปฏิบตั งิ าน 23. คิดเชิงบวกและพรอ้ มท่ีจะเรยี นรู้เพื่อใหเ้ กิดผลลพั ธท์ ดี่ กี ว่า ในการแก้ปัญหาหรอื เมอ่ื มคี วามยากลาบาก 24. ดดั แปลงส่ิงทีม่ อี ยเู่ พือ่ การเรียนรูแ้ ละ/หรอื การพฒั นาการพยาบาล

136 ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ความคดิ เหน็ 54321 25. แสดงความเช่อื ในผลสาเร็จของการทางานรว่ มกันเปน็ ทีม ทักษะด้านความเข้าใจต่างวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทศั น์ 26. แสดงความเข้าใจบุคคล/ผูร้ ับบรกิ ารที่มีความแตกต่างทางเชอ้ื ชาติ ศาสนา วฒั นธรรม 27. ยอมใหบ้ ุคคล/ผู้รับบรกิ ารท่เี ชื้อชาตแิ ตกตา่ งกัน ได้แสดงความเช่อื และการปฏิบัตติ าม วัฒนธรรม 28. แสดงความเห็นท่ีสะทอ้ นการให้คุณค่าความเป็นบุคคล สงั คมและวัฒนธรรมทีห่ ลากหลาย 29. ไม่แสดงภาษา ท่าทาง และการตดั สินผอู้ นื่ จากตามความคิดของตนเอง ทกั ษะด้านความร่วมมอื , การทางานเป็นทมี และภาวะผูน้ า 30. มคี วามสามารถในการปฏิสัมพันธ์กับเพ่ือน ผูใ้ ชบ้ ริการ ผรู้ ว่ มงานและอาจารย์ดว้ ย ความเปน็ มิตร 31. แสดงความสามารถในการประสานงานและสรา้ งเครอื ข่ายความร่วมมือ 32. แสดงความคดิ เหน็ ได้เหมาะสมกบั กาลเทศะ 33. แสดงออกถึงความรบั ผิดชอบในการทางานเมอื่ เป็นสมาชิกทมี 34. แสดงออกถึงความช่นื ชอบในการทางานเปน็ หม่คู ณะ 35. แสดงภาวะผู้นาในการทางานซง่ึ ไดร้ บั การยอมรบั ในทีมงาน 36. เป็นผูน้ าทางความคิด การลงมอื ทาเพื่อทาให้เกดิ การเปลีย่ นแปลง 37. สามารถแก้ไขความขัดแย้งเพื่อให้การทางานบรรลเุ ป้าหมาย 38. สามารถประเมินเพ่อื นร่วมงานและใหข้ อ้ มลู ย้อนกลับด้วยวธิ กี ารสร้างสรรค์และเปน็ ประโยชนต์ อ่ ทมี งาน ทกั ษะดา้ นการส่อื สาร การรู้เท่าทนั สารสนเทศและการรู้เท่าทนั สอ่ื 39. มคี วามสามารถในการฟังและจับใจความสาคัญ 40 แสดงออกทัง้ ภาษาพดู และภาษากายได้ถกู ตอ้ งและชัดเจน 41. อา่ น วิเคราะห์ และคัดกรอง ขา่ วสาร ข้อมูลจากสื่อ หรอื แหลง่ ขอ้ มูลทหี่ ลากหลาย 42. ร้วู ิธีการค้นหาและจัดการข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทหี่ ลากหลายเพอื่ ใหไ้ ด้สารสนเทศที่ ถกู ต้อง 43. อธบิ ายขอ้ มูลสารสนเทศแกผ่ ู้อื่นได้อย่างถกู ต้องเข้าใจไดง้ ่าย 44. คัดสรร สารสนเทศ อย่างมีเหตุผลเชอื่ ถือได้ ก่อนการนามาใช้หรอื เผยแพร่ 45. สามารถใช้โสตทัศนูปกรณใ์ นห้องเรียนได้ 46. ใช้สื่อสารสนเทศต่างๆ ด้วยความระมัดระวงั และไม่นามาสูอ่ ันตรายหรือความเสอื่ ม เสยี ชื่อเสียงแห่งตนและสถาบนั ทกั ษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สาร 47. ใช้อปุ กรณ์คอมพวิ เตอร์ และอินเตอรเ์ นต็ ในการเรยี น การค้นหาขอ้ มูลและ สารสนเทศได้ 48. สามารถ จดั เกบ็ และบันทึกข้อมูลอิเลคทรอนกิ สไ์ ด้ 49. ใช้ ICT โดยคานงึ จริยธรรม กฎหมายทีเ่ ก่ียวข้อง และความปลอดภัย 50. ใช้โปรแกรมพน้ื ฐาน ไดแ้ ก่ Microsoft Word, Excel และ PowerPoint ได้

137 ทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ความคดิ เห็น 54321 51.สามารถใชง้ านอุปกรณต์ ่อพว่ ง เช่น ปร้ินเตอร์ สแกนเนอรไ์ ด้ 52. สามารถติดต่อส่ือสารหรอื เรยี นโดยผ่านสื่ออิเลคทรอนิคส์ เชน่ e-learning, e- mail, skype, web board เปน็ ต้น 53. สามารถสร้างสอ่ื สิ่งพิมพ์ สอื่ เสยี งและส่ืออเิ ลคทรอนกิ ส์เชน่ PowerPoint โดยใช้ โปรแกรมคอมพิวเตอรไ์ ด้ ทกั ษะอาชีพและทักษะการเรยี นรู้ 54. แสดงการยอมรบั ความเหน็ ที่แตกต่างและปรับวิธีคิด วธิ ีปฏิบัติใหเ้ หมาะสมกับ สถานการณ์ต่างๆ ได้ 55. สามารถปรับตวั ในการปฏิบตั ิงาน การเรียนรู้ในสถานทใ่ี หมห่ รอื ท่ีไม่ค้นุ เคยได้ 56. แสดงความรับผิดชอบทางานให้สาเรจ็ ตามทไี่ ดร้ บั มอบหรอื ตามหนา้ ที่ 57. รว่ มกิจกรรมสาธารณะนอกวิทยาลัยและกิจกรรมในวิทยาลัยท่ีเป็นประโยชนต์ ่อส่วนรวม 58. ให้ความช่วยเหลอื เพื่อน อาจารย์ หรอื ผรู้ ับบรกิ ารดว้ ยความเตม็ ใจ 59. ปฏบิ ตั ติ นได้อยา่ งเหมาะสมกบั วัฒนธรรม ประเพณแี ละเป็นแบบอย่างทีด่ ีของวิชาชพี 60. กาหนดเป้าหมาย และแนวทางในการบรรลเุ ป้าหมายของตนเองได้ 61. แสดงความม่ันใจที่จะสาเร็จการศึกษาและเป็นพยาบาลวชิ าชีพไดต้ ามกาหนดเวลา 62. แสดงออกถงึ ความสามารถในการศกึ ษาคน้ ควา้ และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง 63. มีนสิ ัยรักการอ่าน การค้นควา้ และคดิ ถงึ แนวทางการพัฒนาตนเองภายใน 5 ปขี ้างหนา้ ส่วนที่ 3 ข้อคดิ เห็นเพิม่ เติมเกยี่ วกบั ทกั ษะ 1. กรณุ าบอกถงึ วธิ ีการจดั การเรยี นการสอนท่ีทา่ นคดิ ว่าสามารถช่วยพัฒนาทกั ษะศตวรรษที่ 21 ไดด้ ี อยา่ งนอ้ ย 3 ข้อ 1.1 ………………………………………………………………………………. 1.2 ………………………………………………………………………………. 1.3 ………………………………………………………………………………. 1.4 ………………………………………………………………………………. 2. กรณุ าใหค้ วามเหน็ เพมิ่ เติมหรอื ข้อเสนอแนะเก่ียวกับการปรบั ปรุงการจดั การเรยี นการสอนหรือปรบั ปรงุ ส่งิ แวดลอ้ มในการเรยี นรู้ เพอ่ื ชว่ ยในการพัฒนาทกั ษะศตวรรษท่ี 21 ของทา่ น …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………

138 แนวคาถามในการสนทนากล่มุ อาจารย์ เรื่อง สภาพการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบนั และทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 1. ท่านมคี วามเขา้ ใจเร่ืองทักษะในศตวรรษท่ี 21 มากน้อยเพียงใด (หากพบว่าอาจารย์ที่สนทนากลุ่ม ยังไม่ค่อยเข้าใจ ผู้สัมภาษณ์ให้เอกสารสรุปทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพ่ือประกอบการอธิบาย) และมคี วาม คิดเห็นอย่างไรตอ่ เรื่องนี้ 2. ท่านมีความคดิ เห็นอย่างไรต่อ ทักษะ 3Rs 7Cs ของนักศึกษาของวิทยาลัย 3. การจัดการเรียนการสอนของท่านในภาคการศึกษาท่ี 1 คิดว่าวิธีการใด ช่วยพัฒนาทักษะแห่ง ศตวรรษ ที่ 21 ของนักศกึ ษาดังต่อไปนี้ - 3Rs การอ่านและเขยี น ภาษาไทย การอา่ นและเขียนภาษาอังกฤษ การคานวณ (ถามทลี ะทกั ษะ ตั้งแต่ R1-R3) - 7Cs (ถามทีละทกั ษะตัง้ แต่ C1-C7) - ครอบคลุมทุกด้านหรือไม่ ด้านใดมากด้านใดน้อย ควรต้องมีการปรับปรุงอย่างไรเพ่ือให้ ครอบคลมุ 4. ท่านคดิ วา่ การจัดการเรียนการสอนของอาจารย์ในวิทยาลัยส่วนใหญใ่ นปัจจบุ ัน สง่ เสรมิ ทักษะแห่ง ศตวรรษท่ี 21 มากน้อยเพยี งใด (เหตุใดทา่ นจงึ ร้สู ึกเช่นนน้ั ) 5. ท่านต้องการเพิ่มพูนความรู้เรื่องใดบ้างท่ีคิดว่าจะพัฒนาการเรียนการสอนแบบ Teach less, Learn more 6. ท่านคิดวา่ มอี ะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคสาคัญในการจัดการเรยี นการสอนส่งเสรมิ ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 มีขอ้ เสนอแนะอย่างไรในการพัฒนาการจดั การเรยี นการสอนเพื่อส่งเสริมทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 (ทา่ น มีแนวคิดวา่ ควรจะทาอย่างไร ควรจะพฒั นาอย่างไร ฯลฯ) 7. ในสว่ นของวทิ ยาลยั ทา่ นคิดวา่ วิทยาลยั ควรต้องมีการพัฒนาอะไรบ้างเพือ่ สนับสนุนการจัดการเรียน การสอนท่ีสง่ เสรมิ ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ของนักศกึ ษาพยาบาล 8. ท่านคิดว่า นกั ศึกษาควรได้รับการเตรยี มตัวอย่างไร เพอ่ื ให้เขาคุ้นเคยกับระบบการเรียนการสอนท่ี เน้นการพฒั นาทักษะศตวรรษที่ 21 (หรือเพ่อื ให้การจดั การเรยี นการสอนประสบผลสาเรจ็ )


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook