Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 2562_1

2562_1

Published by lunda, 2019-03-15 05:21:12

Description: 2562_1

Search

Read the Text Version

39 5) การสอนโดยการปฏิบัติและป้อนกลับ ผู้สอนต้องรู้ว่าต้องการให้เกิดการเรียนรู้อะไร ออกแบบอย่างไร ให้ผู้เรียนทาอะไร เพ่ือให้ได้อะไร และวดั ได้อย่างไร ให้ผู้เรยี นลงมือปฏบิ ัติ แลว้ ครูต้องให้ ข้อมูลป้อนกลับ (feedback) แก่ผู้เรียน ศิลปะของการให้ข้อมูลป้อนกลับสาคัญมากเพราะจะทาให้ การเรียนสนุก เป็นการให้รางวัล (rewarding) อย่างหนึ่ง เรียนแล้วเกิดความสุข เกิดความม่ันใจในตัวเอง รวู้ ่าอะไรท่ีทาได้ดี รู้ว่าอะไรทจี่ ะต้องปรับปรงุ 6) พัฒนาการของผู้เรียนและบรรยากาศของการเรยี น บรรยากาศของการเรยี นท่สี าคญั คือ ไม่มกี ารตัดสินว่าถูกหรือผดิ เพื่อส่งเสริมบรรยากาศของความคิดที่หลากหลาย จัดให้เรียนรู้เป็นทีม (team learning) ฟังซ่ึงกันและกัน ผลลัพธ์สุดท้ายผู้เรียนจะเข้าใจว่าเรื่องแบบนี้เพ่ือนคิดอย่างน้ี คิดได้หลายแบบ เพราะฉะน้ัน ถ้าบรรยากาศในโรงเรียนและในช้ันเรียนเน้นเฉพาะเน้ือหาสาระวิชา เน้นเรื่องถูกผิด การเรียนร้ทู ่ดี ีจะไมเ่ กิด 7) ความสามารถในการกากับการเรียนรู้ของตนเองได้ (self - directed learner) ทักษะน้ี ไม่สามารถเกิดข้ึนได้จากการสอน แต่ต้องจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติ ทั้งน้ีครูจะต้องรู้ว่า ผเู้ รียนมีวธิ ีการเรียนอยา่ งไรและปรบั ปรงุ วธิ กี ารเรียนใหเ้ หมาะสม ดิเรก วรรณเศียร (2559) กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนจะเน้นให้ผู้เรียนทากิจกรรมแบบมี ส่วนร่วมทชี่ ่วยสง่ ผลใหเ้ กิดการเรียนรู้ เช่น การอภิปราย ระดมความคดิ สร้างโครงงาน ทาโครงการ ผลิตผล งาน แสดงบทบาทสมมติ การแก้ปัญหา ใชก้ ารวิจัย เป็นตน้ ณัจยา หนุนภักดี (2559) แนะนาว่า ผู้สอนต้องมีทักษะในการจัดการเรียนรู้ มีเจตคติต่อวิชาชีพครู ท่ีดี มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง มีทักษะและคุณลักษณะ ที่รองรับเข้าถึงเพ่ือสร้างนวัตกรรม บริหารจัดการ ช้ันเรียนแนวใหม่ เปลี่ยนบทบาทไปเป็นผู้เอื้ออานวยการเรียนรู้ (facilitator) ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการ ปฏิบัติในอันที่จะพัฒนาผู้เรียนที่เป็นเยาวชนยุคใหม่ได้อย่างต่อเน่ืองและยั่งยืน ยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคน มีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญท่ีสุด โดยกระบวนการ จดั การเรยี นร้ตู อ้ งสง่ เสริมให้ผเู้ รยี นสามารถพฒั นาตามธรรมชาตแิ ละเตม็ ศักยภาพ นอกจากนี้ สุตาภัรทร์ จันทร์ประเสริฐ และคณะ (2561) กล่าววา่ เทคโนโลยีท่ีมีความก้าวหน้าไป ทั้งทางวัสดุ อุปกรณ์ และวิธีใหม่ๆ ให้ผู้เรียนได้มีความรู้ความเข้าใจ และทักษะในการใช้เทคโนโลยี ดังนั้น ผู้สอนสามารถนาเทคโนโลยมี าใชเ้ ปน็ เครอื่ งมือในการเรียนรู้ ผสู้ อนสามารถใชว้ ธิ ีการทห่ี ลากหลาย เพื่อใช้ใน การจัดการเรียนการสอน เช่น การบันทึกวีดิโอให้นักศึกษาไปดูเป็นการบ้าน แล้วผู้สอนใช้ชั้นเรียนสาหรับ ชี้แนะผู้เรียนให้เข้าใจแก่นเนื้อหา งานหลักของครูผู้สอนในห้องเรียนคือการสอนเม่ือผู้เรียนไม่เข้าใจมากกว่า ท่ีจะเป็นการบอกเล่าเนื้อหาการเรียนเพียงอย่างเดียว การสอนด้วยวิธีนี้ทาให้สามารถนาการจัดการเรียนรู้ ตามความแตกต่างของผู้เรียน (Differentiate Instruction) และการเรียนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) มาใช้ในชั้นเรยี นไดด้ ้วย สุวณี อึ่งวรากร (2558) ท่ีกล่าวไว้สอดคล้องกันว่า ผู้สอนต้องเป็นผู้ท่ีมีความสามารถวิเคราะห์ ผู้เรียนได้ท้ังรูปแบบการเรียน สติปัญญา จุดอ่อนจุดแข็งในตัวผู้เรียน ผู้สอนจึงต้องพัฒนาตนเองให้มีทักษะ ความรู้ ความสามารถเชิงบูรณาการ สามารถทาแผนเชิงยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติในชั้นเรียน เพ่ือให้ครู

40 สามารถจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการสอนที่หลากหลายและมีความรู้ความสามารถเชิงลึกในการ แก้ปัญหา การมีทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ผู้บริหารควรสร้างครูต้นแบบสาหรับเป็นตัวอย่างในการ พัฒนาวิชาชีพครู การจัดการเรียนการสอนนั้นผู้สอนควรต้องต้ังเป้าหมายในการจัดการเรียนการสอนท่ีจะ ใหผ้ ู้เรียนเกิดการเรียนรู้มากกวา่ ใช้วธิ กี ารบรรยาย ผู้สอนควรต้องสร้างความสมบรู ณ์แบบในมิติการสอนด้วย เทคนิควิธีการสอนท่ีหลากหลาย การเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี ครอบคลุมวิธีการเรียนรู้หลากหลาย รูปแบบ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ผ่านส่ืออิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท เช่น อินเทอร์เน็ต (Internet) อินทราเน็ต (Intranet) เป็นต้น ดังน้ัน ผู้สอนจงึ เปน็ กลไกทสี่ าคัญในการพัฒนาคุณภาพการจัดเรียนการสอนในระดับอดุ มศึกษาให้มี ประสิทธิภาพและเกิดประสิทธผิ ลตามที่ต้องการ อาจารย์ผู้สอนต้องได้รับการพัฒนาให้มีความรู้ความเข้าใจ พนื้ ฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของการจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา ที่มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจาก การจัดการเรียนการสอนในระดับอ่ืน ๆ รวมทั้งเทคนิควิธีการสอน เพื่อให้การเช่ือมโยงไปสู่การจัดการเรียน การสอนในระดับอดุ มศึกษาที่มปี ระสิทธิภาพ (เรณุมาศ มาอนุ่ , 2559) 4.4.2 วิธีการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 การจัดการเรียนการสอน เพ่ือพัฒนาทักษะที่จาเป็นในศตวรรษท่ี 21 มีรูปแบบท่ีหลากหลาย ในที่นี้ยกตัวอย่างวิธีท่ีนิยมใช้ในการ จัดการเรียนการสอนทางการพยาบาลพอเป็นสังเขป ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง การเรียนการสอนโดยใชป้ ัญหาเป็นหลัก การเรียนการสอนแบบห้องเรยี นกลับด้าน (Flipped Classroom) การสะท้อนคิด (Reflective thinking) การใช้ชุมชนเป็นฐานในการฝึกปฏิบัติ (Community-based practice) และการจัดการเรยี นรู้โดยใชเ้ ทคโนโลยี (Technology-based Learning) การจัดการเรียน รู้โดยใช้สถานการณ์ เสมือน จริง (Simulation-Based Learning : SBL) เป็นกระบวนการเรียนการสอน ท่ีผู้สอนใช้ในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กาหนด โดยใหผ้ ู้เรียนได้แสดงบทบาทตามสถานการณท์ ี่กาหนดขึ้นหรอื จาลองสถานการณค์ ล้ายผู้ป่วยจริง ผู้เรียนได้ ฝึกบทบาท และมีปฏิสัมพันธ์ในสถานการณ์ที่มีสภาพคล้ายความเป็นจริง ทาให้เกิดการเรียนรู้ และ ฝึกทักษะก่อนข้ึนฝึกปฏิบัติงานจริง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความม่ันใจ ลดภาวะความเครียดและความวิตกกังวล กอ่ นข้ึนฝึกปฏิบัติจริงบนหอผู้ป่วย การจัดการเรียนการสอนวิธีนี้เชื่อว่า จะทาให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยจาก การที่ผู้เรียนได้ฝึกฝนการดูแลผู้ป่วยมาก่อน ภาควิชาการพยาบาลเด็ก ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุคาดหวังว่า การเตรียมความพร้อมก่อนศึกษาภาคปฏิบัติโดยวิธีน้ี จะทาให้นักศึกษาได้พัฒนาศักยภาพของตนเพ่ือบรรลุ มาตรฐานการเรยี นรูต้ ่อไป (Cordeau, 2013) การเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-Based Learning: PBL) สิรีวัฒน์ อายุวัฒน์ (2560) ได้สรุปว่าเป็นการสอนท่ีให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ใน การแก้ไขปัญหาจากโจทย์สถานการณ์ นามาซึ่งความรู้ การทางานร่วมกับผู้อ่ืน และการส่ือสาร วิธีนี้เปิด โอกาสให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะที่จาเป็นต้องใช้ในอนาคต ได้แก่ ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ การอ้างอิง ข้อมูลท่ีได้จากการสืบค้น และการเรียนรู้จากกระบวนการกลุ่ม กระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ ปัญหาเป็นหลัก เป็นการจัดให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากกระบวนการกลุ่มเล็ก โดยผู้เรียนแต่ละคนจะมี

41 บทบาทในการทางานกลุ่มทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งเน้นการสะท้อนคิดและการให้เหตุผล สนบั สนุนการเรยี นร้ขู องตนเอง ผู้สนับสนุนการเรียนรู้ตอ้ งสรา้ งความเช่ือมน่ั ใหผ้ ูเ้ รยี นในการแกไ้ ขปัญหาและ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจมากขึ้น ทฤษฎีแนวคิดของการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักเป็นการจัด การศึกษาท่ีพัฒนาการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมสู่ปรัชญาการเรียนรู้ท่ีมากกว่าการฟังบรรยาย ดังน้ัน การเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักต้องอาศัยเวลาในการเตรียมการสอนและแหล่งข้อมูลสนบั สนุนการ เรียนรู้ในกล่มุ เลก็ ทห่ี ลากหลาย การจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคจ๊ิกซอว์ (Jigsaw) เป็นวิธีการเรียนที่นักศึกษา ทุกคนจะได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้มีส่วนร่วมในการค้นคว้าหาความรู้ นักเรียนจะมีความกระตือรือร้นที่จะ ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ได้แลกเปลี่ยนความรู้ซ่ึงกันและกันระหว่างกลุ่มและภายในกลุ่ม เป็นการฝึก ทักษะทางด้านสังคม ส่งเสริมให้นักศึกษามีความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อกลุ่ม สร้างความภาคภูมิใจและ ความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าแสดงออก และมีการทางานเป็นทีมร่วมกัน นอกจากน้ี การเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ยังช่วยเพ่ิมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วย ดังการศึกษาของนักวิชาการ หลายท่าน (Johnson & Johnson, 1999; Buhr, Heflin, White, Pinheiro, 2014) การเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) เป็นวิธีการจัดการเรียนการสอน แบบ “เรียนที่บ้าน-ทาการบ้านท่ีโรงเรียน” ให้ผู้เรียนเรียนท่ีบ้านและทาการบ้านท่ีโรงเรียนหรือสอบถาม เนื้อหาของการเรียนกับผู้สอนได้โดยตรง วิธีการจัดการเรียนการสอนนี้เป็นการฝึกให้ผู้เรียนมีความ รับผิดชอบในตนเอง และเกิดกระบวนการคิด เวลาท่ีผู้เรียนต้องการพบผู้สอนคือเวลาที่ผู้เรียนต้องการ ความช่วยเหลือ วิธีการสอนแบบน้ีไม่ต้องการให้ผู้สอนอยู่ในชั้นเรียนเพื่อสอนเน้ือหาต่าง ๆ เพราะผู้สอน สามารถศึกษาเนื้อหาน้ัน ๆ ได้ด้วยตนเอง ทาให้ครูผู้สอนมีเวลาช้ีแนะผู้เรียนและช่วยให้ผู้เรียนสรรค์สร้าง แนวคิดตา่ ง ๆ ได้มากข้ึน (สตุ าภัรทร์ จันทร์ประเสริฐ และคณะ, 2561) สรศักด์ิ ปาเฮ (2556) กล่าวว่าจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับทางน้ันจะมุ่งเน้นการ สร้างสรรค์องค์ความรู้ด้วยตัวผู้เรียนเองตามทักษะ ความรู้ความสามารถและสติปัญญาของเอกัตบุคคล (individual competency) ตามอัตราความสามารถทางการเรียนแต่ละคน (self-paced) จากมวล ประสบการณ์ท่ีครูจัดให้ผ่านส่ือเทคโนโลยี ICT หลากหลายประเภทในปัจจุบัน และเป็นลักษณะการเรียนรู้ จากแหล่งเรียนรู้นอกชั้นเรียนอย่างอิสระทั้งด้านความคิดและวิธีปฏิบัติ ซ่ึงแตกต่างจากการเรียนแบบเดิม ท่ีครูจะเป็นผู้ป้อนความรู้ประสบการณ์ให้ผู้เรียน ดังน้ันการสอนแบบกลับทางจะเป็นการเปล่ียนแปลง บทบาทของครูอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือครูไม่ใช่ผู้ถ่ายทอดความรู้แต่จะมีบทบาทเป็นติวเตอร์ (tutor) หรอื โค๊ช (coach) ท่ีจะเป็นผู้จุดประกายและสร้างความสนุกสนานในการเรียน รวมทั้งเป็นผู้อานวยความสะดวก ในการเรยี น (Facilitators) ในชัน้ เรยี นน้นั ๆ สุตาภัรทร์ จันทร์ประเสริฐ และคณะ (2561) กล่าวว่า วิธีการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียน กลับด้านคือ คือ ครูผู้สอนอาจบันทึกวิดีโอให้นักศึกษาไปดูเป็นการบ้าน แล้วครูผู้สอนใช้ชั้นเรียนสาหรับ ชี้แนะผู้เรียนใหเ้ ข้าใจแก่นเนอ้ื หา งานหลักของครูผู้สอนในห้องเรียนคือการสอนเม่ือผู้เรียนไม่เข้าใจมากกว่า ที่จะเป็นการบอกเล่าเน้ือหาการเรียนเพียงอย่างเดียว การสอนด้วยวิธีน้ีทาให้สามารถนาการจัดการเรียนรู้

42 ตามความแตกต่างของผู้เรียน (Differentiate Instruction) และการเรียนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) มาใช้ในชั้นเรยี นได้ดว้ ย นอกจากนี้ สุรศักดิ์ ปาเฮ (2556) ได้อธิบายรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียน กลับด้าน (Flipped Classroom) ว่าเป็นนวัตกรรมการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ในการสร้างผู้เรียนให้เกิด การเรียนรู้แบบรอบด้านหรือ Mastery Learning น้ันจะมีองค์ประกอบสาคัญท่ีเกิดข้ึน 4 องค์ประกอบ ที่เป็นวัฏจักร (Cycle) หมุนเวียนกันอย่างเป็นระบบ ซ่ึงองค์ประกอบทั้ง 4 ที่เกิดข้ึนได้แก่ 1) การกาหนด ยุทธวิธีเพิ่มพูนประสบการณ์ (experience engagement) 2) การสืบค้นเพื่อให้เกิดมโนทัศน์รวบยอด (concept exploration) 3) การสร้างองค์ความรู้อย่างมีความหมาย (meaning making) และ 4) การ สาธติ และประยกุ ตใ์ ช้ (demonstration & application) นอกจากนี้ Jacqueline O’Flaherty และ Craig Phillips (2015) ได้ทาการศึกษาแบบ scoping review เพื่อรวบรวมข้อมูลการใช้ห้องเรียนกลับด้านพบว่าไม่มีวิธีการท่ีแน่นอนของการใช้ห้องเรียน กลับด้าน ครูผู้สอนมีการออกแบบการเรียนการสอนโดยใช้ห้องเรียนกลับด้านที่แตกต่างกันออกไป แต่ผล ที่เกิดข้ึนกับผู้เรียนมีลักษณะเดียวกันคือการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ห้องเรียนกลับ ด้านส่งผลต่อการ คิดอย่างมีวจิ ารณญาณ การสะท้อนคิด (Reflective thinking) การสะท้อนคิดได้ถูกนามาใช้อย่างกว้างขวาง โดยมีความ พยายามอย่างเข้มข้นในมหาวิทยาลัยและสถาบันการเรียนรู้ท่ีสูงขึ้น เพื่อนาเอาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ รวมเข้ากับหลักสูตรการเรียนการสอน (Choy & Oo, 2012) แนวคิดเกี่ยวกับการสะท้อนคิด ในการศึกษาโดยใช้ชุมชนเป็นฐานในการปฏิบัติถือเป็นการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ที่เก่ียวข้องกับการเรียนรู้ โดยการใช้ทักษะทางคลินิกและวิชาชีพของนักเรียนในบริบทของความแตกต่างทางสังคม (Strauss et al, 2003) การคิดสะท้อนเป็นวิธีการเรียนรู้ท่ีส่งเสริมให้นักเรียนใช้การคิดแบบมีวิจารณญาณ การคิด เชิงวิเคราะห์และการคิดสะท้อน ในขณะเดียวกนั การคดิ เชิงวิพากษ์มีส่วนรว่ มในทักษะการคิดที่หลากหลาย ที่จะนาไปสู่ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ โดยมุ่งเน้นไปท่ีกระบวนการของการตัดสินใจเกี่ยวกับส่ิงท่ีเกิดขึ้น (Reflective Thinking, n.d.) การสะท้อนคิด มี 5 ข้นั ตอน ดังตอ่ ไปนี้ (Quizlet, n.d.): ขน้ั ตอนท่ี 1: การระบุปัญหา ขั้นตอนที่ 2: วเิ คราะหป์ ัญหา ขั้นตอนที่ 3: หาวิธกี ารแก้ไขปัญหาทเ่ี ปน็ ไปได้ ขน้ั ตอนท่ี 4: ประเมินตวั เลอื กและเลือกแนวทางทดี่ ที สี่ ดุ ในการแก้ไขปญั หา ขนั้ ตอนที่ 5: ทดสอบและใชว้ ิธีการการแกไ้ ขปญั หา นอกจากนี้ Teekman (2000) กล่าวว่า การสะท้อนคิดมีหลักฐานเชิงการประจักษ์ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในแง่ของความสงสัยและความสับสน ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมทางความคิด เช่น การเปรียบเทียบ และเปรียบเทียบปรากฏการณ์การจาแนกรูปแบบ การจัดหมวดหมู่ของการรับรู้ และการตั้งคาถาม ด้วยตัวเอง เพ่ือสร้างความหมายและความเข้าใจ การสะท้อนคิดเป็นสิ่งสาคัญที่สุดในการกระตุ้นให้เกิด

43 การเรียนรู้ในสถานการณ์ท่ีมีการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนได้ เน่ืองจากช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสคิดเก่ียวกับวิธี แก้ปัญหาและใช้กลยุทธ์การแก้ปัญหา อย่างไรก็ตามความเช่ือส่วนบุคคล และประสบการณ์แบบด้ังเดิม มีอิทธิพลต่อการสะท้อนคิดของนักเรียน และขึ้นอยู่กับความสนใจของแต่ละบุคคล ดังน้ันการสะท้อนคิด ท้ังในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียน จะช่วยนักเรียนพัฒนากลยุทธ์การเรียนรู้ เพื่อนาความรู้ใหม่ ๆ ไปใช้ใน สถานการณ์ท่ีซับซ้อนข้ึนในกิจกรรมประจาวันของพวกเขาในด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษา (Reflective Thinking, n.d.) การใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Learning) เป็นการรวมกันระหว่างการสอน ภาคทฤษฎีในชั้นเรียนกับประสบการณ์นอกชั้นเรียน เพ่ือให้ได้ความรู้ในบริบทของชีวิตจริง ซ่ึงจะช่วยให้ ผู้เรียนเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างทักษะวิชาชีพและการศึกษาในชุมชน การเรียนการสอนในชุมชน หมายถึงการศึกษาอย่างเป็นระบบ ซ่ึงรวมการศึกษาในชุมชนทมี่ ีประโยชนอ์ ยา่ งมากในการเรียนรู้ ซ่ึงจะช่วย พัฒนาทักษะทางวิชาการของผู้เรียน (Guerrero, 2013) นอกจากน้ี Melaville, Berg, และ Blank (2006) ยังกล่าวว่า การเรียนรู้จากชุมชนจะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะทางปัญญาและทางวิชาการหลากหลาย เพอ่ื ทจ่ี ะทาความเขา้ ใจและสรา้ งความสัมพันธร์ ะหว่างห้องเรยี นและการใช้ชุมชนเป็นฐาน ยุทธศาสตร์การเรียนรู้ในชุมชนได้รับการออกแบบเพื่อพัฒนานักเรียนในทักษะการเรียนรู้ใน ระดับอุดมศึกษา มีหลายยุทธศาสตร์ในการเรียนรูจ้ ากชุมชนรวมถงึ การบริการชมุ ชนด้านวชิ าการ การศึกษา พลเมือง การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ตามสถานท่ีจริงด้านบริการและการเรียนรู้จากผลงาน ท่ีผ่านมาซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าต่อการเรียนการสอน (Melaville, Berg & Blank, 2006) ในขณะท่ี Education Reform (2014) กล่าวว่ากล่าวว่า ครูมีบทบาทสาคัญในการจัดทาหลักสูตรและแผนแม่บท ในการเชื่อมต่อระหวา่ งการสอนในห้องเรียน กับการใช้ชุมชนเป็นฐานในการศึกษา เพ่ือเพ่ิมความเข้าใจหรือ การมสี ่วนรว่ มในกระบวนการเรียนรู้ของนกั เรียน จรี วทิ ย์ ม่นั คงวฒั นะ (2559) อธบิ ายขนั้ ตอนการดาเนินงาน ของการใชช้ มุ ชนเป็นฐาน ดังนี้ 1) ขั้นตอนการดาเนินการ โดยการประชุมวางแผน มอบนโยบาย กาหนดกรอบ แนวทางการดาเนินงานและมอบหมายหน้าที่ 2) สารวจสภาพชุมชน สภาพแวดล้อม อาชีพ วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม แหล่งเรียนรู้ ภูมิปญั ญา และปราชญท์ อ้ งถ่นิ ทอี่ ยใู่ กล้กับโรงเรียน 3) กาหนดแนวทางการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของโรงเรียน และสภาพ ชมุ ชน โดยใช้ชุมชนเป็นแหลง่ เรยี นรู้และทากิจกรรมรว่ มกับชุมชน 4) วิเคราะห์หลักสูตร มาตรฐานการเรียนรแู้ ละผลการเรยี นรทู้ ่ีคาดหวัง 5) จัดทาแผนบูรณาการการจัดการเรียนรู้ ออกแบบหน่วยการเรียนรู้และกิจกรรมให้ เหมาะสมกับสภาพชมุ ชน และศกั ยภาพของโรงเรียน 6) จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ โดยใช้ชมุ ชนเป็นแหล่งเรียนรู้และทากิจกรรมรว่ มกบั ชมุ ชน 7) ประเมนิ ผลการเรยี นรู้และพิจารณาผลการเรยี นรู้ 8) สรปุ และรายงานผลการจัดการเรยี นรู้

44 ผลการศึกษาของ Guerrero (2013) พบว่า การบูรณาการการเรยี นรู้จากชมุ ชนในหลักสูตรจะช่วย ให้ผู้เรียนไม่เพียงแต่ได้รับประสบการณ์โดยตรงที่นาไปสู่การปรับตัวในทักษะวิชาชีพ แต่ยังสร้างความ ตระหนักว่า จะช่วยพัฒนาทักษะในการติดต่อส่ือสาร การตดั สินใจการแกป้ ัญหา และการคิดเชิงวิพากษโ์ ดย การวิเคราะห์จากชีวิตจริง นอกจากน้ี การศึกษาของ ศรีวรรณ ฉัตรสุริยวงศ์ (2557) พบว่า หลังเรียนตาม กระบวนทัศน์การจัดการ เรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน นักเรียนมีความสามารถด้านการคิดอย่าง มวี ิจารณญาณและการแก้ปญั หาเชิงสร้างสรรค์สูงกวา่ กอ่ นเรียน อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ทิ ่ีระดับ .05 และมี ความพึงพอใจต่อกระบวนทศั นก์ ารจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้ชมุ ชนเปน็ ฐานอยใู่ นระดับมาก การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี (Technology-based Learning) เป็นการเรียนรู้ท่ีมุ่งเน้นให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้ว่า ขณะนี้มีเทคโนโลยีท่ีมีความก้าวหน้าไปท้ังทางวัสดุ อุปกรณ์และวิธีใหม่ ๆ ให้ผู้เรียนได้มี ความรู้ความเขา้ ใจ และทักษะในการใช้เทคโนโลยีมาเป็นเคร่ืองมอื ในการเรยี นรู้ (สุตาภัรทร์ จนั ทรป์ ระเสรฐิ , ศิริรัตน์ สัยวุฒิ, พรเทพ แก้วเช้ือ, ศิรินยา แตงอ่อน และ วรรณวิมล บุญญพงษ์, 2561) การเรียนรู้ผ่าน เทคโนโลยี ครอบคลุมวิธีการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ผ่านส่ืออิเล็กทรอนิกส์ ทุกประเภท เช่น อินเทอร์เน็ต (Internet) อินทราเน็ต (Intranet) เอ็กตราเน็ต (Extranet) การถ่ายทอด ผ่านดาวเทียม (Satellite Broadcast) การบันทึกเสียงและวิดีทัศน์ (Audio/Video Tape) และซีดีรอม (CD- ROM) เปน็ ตน้ (สุวณี อ่ึงวรากร, 2558) เทคโนโลยที ีค่ รูผู้สอนสามารถนามาใชใ้ นการเรียนการสอนเพื่อ สง่ เสริมใหผ้ ู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงแนวคิดมีหลากหลาย ครผู ู้สอนสามารถเลือกใช้ไดต้ ามความถนัดหรือ ความสนใจ เช่น การใช้วีดีทัศน์ เพลงและเสียง โปรแกรมประยุกต์ (Application Program) เช่น Kahoot เทคโนโลยกี ารส่ือสาร (Communication Technology) เปน็ ตน้ (บปุ ผชาติ ทัฬหกิ รณ์, 2551) สุตาภัรทร์ จันทร์ประเสริฐ และคณะ (2561) อธิบายว่า การใช้ระบบสารสนเทศ (ICT) ในการ จดั การเรียนรู้ ครูผู้สอนจะต้องรู้และเขา้ ใจศักยภาพของทรพั ยากรทม่ี ี ท่ีสามารถใชเ้ ปน็ ประโยชน์ในการเรยี น การสอนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้ และครูผู้สอนยังต้องมีความรู้ด้านเทคโนโลยี ที่สามารถนามาใช้ใน การเรียนการสอน ซ่ึงในปจั จุบนั มีทั้ง ส่ือวีดที ัศน์ โปรแกรมประยกุ ต์ตา่ ง ๆ ตลอดจนเครือข่ายสังคมออนไลน์ มากมายหลายชนดิ ท่ใี ห้ครผู ู้สอนเลือกใช้ตามความเหมาะสมกบั ระดับช้ันและเนื้อหาวชิ าได้ 4.4.2 การประเมินผลการเรียนรู้ การประเมินการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ มีจุดมุ่งหมาย สาคัญเพ่ือส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาและเรียนรู้ก้าวหน้าสูงสดุ เป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุขได้เต็ม ตามศักยภาพ การประเมินจึงต้องดาเนินการให้สอดคล้องเหมาะสมกับรูปแบบการเรียนรู้ท่ีมีความถนัด ความสนใจท่ีแตกต่างกันออกไป รูปแบบการประเมินต้องเป็นรูปแบบที่เอื้ออานวยและเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้เลือกและแสดงความรู้ รวมท้ังความรู้สึกที่ผู้เรียนมีและพฤติกรรมการปฏิบัติได้อย่างแท้จริง นอกจากน้ี อาจารย์ผู้สอนจะได้อาศัยข้อมูลและหลักฐานเหล่านี้สะท้อนภาพท่ีเป็นจริงของผู้เรียนเพ่ือเป็นแนวทาง ปรับปรุงวิธีการของอาจารย์ผู้สอน และวิเคราะห์วินิจฉัยผู้เรียนเพื่อปรับปรุงพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุตาม เป้าหมายของการจัดการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนเป็นคนดี มีความสุข และเก่งตามศักยภาพท่ีควรจะเป็น ของผู้เรียนแตล่ ะคน (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2545)

45 García (2015) กล่าวว่า การประเมินผลการสอนการสอนในทักษะศตวรรษท่ี 21 มีวิธีการปฏิบัติ ท่ีหลากหลาย ร่วมกับการยกตัวอย่างท่ีมีปะโยชน์ การอธิบายถึงวิธีการและการปฏิบัติท่ีแม่นยา และการ มีเครอื่ งมอื ในการประเมินการปฏิบตั ิ เช่น การใชต้ ารางประเมินผล การประยุกตใ์ ช้โปรแกรมการประเมินผล ซ่ึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพื่อเป็นแนวทางเป็นประโยชน์อย่างมากท้ังสาหรับผู้ใช้เบ้ืองต้น และผู้ที่มี ประสบการณ์ นอกจากนี้ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2545) ได้กาหนดข้อตกลงเบ้ืองต้น ของการประเมินผลการเรยี นรู้ ดงั นี้ ขอ้ ตกลงเบือ้ งตน้ เกย่ี วกบั การจัดการศึกษา 1) ผู้เรียนโดยนิสัยแล้วมีความอยากรู้อยากเห็น มีความสามารถในการเรียนรู้ มีความ กระตอื รอื ร้นท่ีจะเรียนรแู้ ละเปน็ ผเู้ รียนท่ีเชอื่ ถอื ได้ 2) การจัดกิจกรรมเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ท่ีดีจะกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นคนเกง่ คนดีและมีความสขุ และสามารถกากบั ของตนเองได้ 3) ผู้เรียนสามารถสรรค์สร้างความรู้ข้ึนได้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น และได้รับสื่อ วัสดอุ ปุ กรณ์ท่มี ีความหมายในสถานการณ์ทเี่ ปน็ จริง 4) ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านสติปัญญา ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ในระดับและอัตรา ทแี่ ตกตา่ งกนั 5) ผู้เรยี นควรได้รับการพฒั นาพรอ้ มกันโดยรวมทุกด้าน ข้อตกลงเบือ้ งตน้ เกยี่ วกบั การเรียนการสอน 1) อาจารยผ์ สู้ อนจะต้องได้รบั การฝกึ อบรมทักษะการสอนเปน็ พิเศษ 2) การเรียนการสอนต้องเป็นการสอนที่เน้นตอบสนองผู้เรียนเป็นสาคัญมากกว่าเน้น ทักษะการทอ่ งจาเนื้อหาสาระตามหลักสูตร 3) การเรยี นการสอนเนน้ การส่งเสรมิ เปน็ รายบุคคลและเป็นกลุ่มเลก็ 4) การเรียนการสอนต้องครอบคลุมและตอบสนองต่อการค้นคว้าวิจัยที่เกิดข้ึนใหม่ และ ความรใู้ หม่ ๆ เกยี่ วกับการเจริญงอกงาม พัฒนาการและการเรียนรู้ของผเู้ รยี น 5) การเรียนการสอนต้องครอบคลุมและตอบสนองต่อขอบข่ายการเรียนรู้ที่ขยายมากขึ้น อยา่ งไม่จบส้นิ ในทกุ สาขาวิชา 6) การเรียนการสอนต้องยอมรบั ความแตกต่างทางด้านวฒั นธรรมและรูปแบบหรือวธิ ีการ เรียนรู้ทแี่ ตกต่างกนั ของผเู้ รียน 7) การเรียนการสอนและการประเมินจะต้องดาเนินควบคู่ต่อเนื่องกันไปด้วยกัน และ กลมกลืนเปน็ ส่งิ เดียวกัน ข้อตกลงเบอ้ื งต้นเกี่ยวกบั การประเมินการเรียนรู้ 1) การประเมินด้วยการเปรียบเทียบผลงานระหว่างกันในกลุ่มทั้งหมดเป็นส่ิงที่เกือบไม่มี คณุ คา่ ใด ๆ

46 2) การประเมนิ เรียนรู้ทีเ่ นน้ ผู้เรียนรู้เปน็ สาคัญมใิ ช่การสะทอ้ นปริมาณความรู้ทมี่ อี ยู่แตเ่ ป็น การสะทอ้ นปฏสิ มั พันธร์ ะหว่างบุคคลกบั สิ่งแวดล้อมและความสามารถทเ่ี กิดขึ้น 3) การประเมินการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญเป็นการประเมินสภาพจริงท่ีมีรากฐาน ทางวิทยาศาสตร์ในการใหข้ ้อมูลทางดา้ นการพฒั นาการความคดิ และจติ วิทยา 4) การประเมินการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญในการประเมินสภาพจริงที่ให้ข้อมูล สารสนเทศทีเ่ ทยี่ งตรงเกยี่ วกบั ผ้เู รียนรวมทงั้ กระบวนการทางการเรียนรู้ 5) การประเมินการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญเป็นการประเมินสภาพจริงต้องพิจารณา ถงึ สติปญั ญาท่ีแตกต่างกัน ลีลาการเรียนรู้ที่แตกต่างกันและสภาพการเรยี นร้ทู ่ีแตกต่างกันและสะท้อนความ เข้าใจได้ถกู ต้องท่สี ดุ จากความแตกตา่ งของมนุษย์ 6) การประเมินการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญเป็นการประเมินสภาพจริงที่มีรากฐาน จากความรู้ด้านการเจริญงอกงามและพัฒนาการของผู้เรียนท่ีสามารถทานายการปฏิบัติในอนาคตได้ เท่ยี งตรง 7) รปู แบบการประเมนิ เชิงคุณภาพสามารถให้ข้อมูลเกยี่ วกบั ผเู้ รยี นได้อย่างเป็นปรนัยและ เชื่อถอื ได้ 8) การประเมินท่ีเหมาะสมกับพัฒนาการได้มาจากการพัฒนาหลักสูตรได้อย่างเหมาะสม กับพัฒนาการและในทางกลับกันหลักสูตรมีความเหมาะสมกับพัฒนาการของผู้เรียนจะได้มาจาก การประเมนิ ที่เหมาะสมกับพัฒนาการ 9) การประเมนิ การเรียนรทู้ ่ีเนน้ ผู้เรียนเป็นสาคัญเป็นการประเมนิ สภาพจรงิ ต้องเปิดโอกาส ใหผ้ เู้ รยี นและผู้สอนสะท้อนความคดิ เหน็ ตอ่ เปา้ หมายและวธิ ีการที่นาไปสู้เปา้ หมายนัน้ ได้ ลกั ษณะสาคญั ของการประเมินการเรียนรทู้ ี่เนน้ ผูเ้ รยี นเปน็ สาคัญ 1) เป็นการประเมินสภาพจรงิ ทม่ี งุ่ รวบรวมสารสนเทศของพฒั นาการและการเรยี น 2) เป็นการประเมินสภาพจริงท่ีมุง่ เน้นพัฒนาการที่เกดิ ข้นึ อย่างเด่นชดั 3) เป็นการประเมินสภาพจริงที่เป็นผลพวงมาจากการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนที่เน้น ผูเ้ รยี นเป็นสาคัญ 4) เปน็ การประเมินสภาพจริงทสี่ อดคลอ้ งกับชีวติ จรงิ 5) เป็นการประเมนิ สภาพจริงที่อาศัยการปฏบิ ตั ิ 6) เป็นการประเมินสภาพจรงิ ที่สอดคลอ้ งกลมกลืนกับการเรยี นการสอน 7) เปน็ การประเมนิ สภาพจรงิ ทเ่ี น้นการเรียนรอู้ ยา่ งมจี ุดหมาย 8) เป็นการประเมินสภาพจริงที่ต้องดาเนินควบคูไ่ ปกับทุกสภาพแวดล้อม 9) เป็นการประเมินสภาพจริงท่ีสามารถให้ภาพเร่ืองราวการเรียนรู้และความสามารถของ ผู้เรยี นท่ัวไปและกวา้ งขวาง 10) เป็นการประเมินสภาพจริงท่ีต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างผู้ปกครอง ครู และ ผเู้ รยี น รวมทั้งบคุ คลในวิชาชพี อืน่ ๆ ตามความเป็นจรงิ

47 สมชาย รัตนทองคา (2554) กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนควรมีการตรวจสอบคุณภาพของ ผู้เรียน ผู้สอน และกระบวนการสอนเป็นระยะ ๆ (Formative evaluation) เพ่ือพิจารณาตรวจสอบว่า ผู้เรียนมีคุณสมบัติหรือเกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ตรงตามวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนตรงตาม ท่กี าหนดไว้หรือไม่ กระบวนการวดั และประเมินผลนจ้ี ะพยายามทาใหไ้ ดข้ อ้ มลู จากการจัดการเรียนการสอน เพื่อนามาใช้วิเคราะห์ และตัดสินใจว่า การสอนดังกล่าวนั้นบรรลุผลหรือไม่ (Summative evaluation) นาผลการตัดสินใจเพ่ือประโยชน์ในการจัดลาดับ เลื่อนชั้นเรียนและพัฒนาปรับปรุงการเรียนการสอนครั้ง ต่อไป ซงึ่ ลกั ษณะการประเมนิ ผลทางการศกึ ษาทีน่ ยิ มใช้มี 2 ลกั ษณะ ดังนี้ 1) ประเมินผลเพื่อการพัฒนา (Formative evaluation) เป็นการประเมินผลระหว่าง การจัดการเรียนการสอน นิยมใช้เพื่อตรวจสอบการเรียนรู้และความก้าวหน้าของผู้เรียนหรือปรับปรุง คุณภาพการเรียนการสอน มักใช้แบบทดสอบ การสังเกต การซักถาม หรือเครื่องมือวัดอ่ืน ๆ ท่ีเหมาะสม ระยะเวลามักทาเมอื่ ส้นิ สุดการเรยี นการสอนเรอ่ื งหนึ่ง ๆ 2) การประเมินผลสรุป (Summative evaluation) เป็นการประเมินผลเมื่อสิ้นสุด การเรียนการสอนแล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ของผู้เรียน มักทาปลายภาค การศึกษา และตัดสินผลการเรียน โดยมีเกณฑ์ตัดสินที่ชัดเจน เช่น การตัดสินแบบอิงกลุ่ม (เกรด A, B, C, D, F) การตัดสินแบบอิงเกณฑ์ (60 เปอร์เซ็นต์ สอบผ่าน) เป็นต้น โดยจะต้องกาหนดเป้าหมายหรือส่ิง ท่จี ะวัดให้ชดั เจนวา่ จะประเมินอะไรและประเมนิ อยา่ งไร จากนัน้ จึงเลอื กใช้เครื่องมือและเทคนคิ ที่สอดคลอ้ ง กับส่ิงท่ีจะประเมิน หากไม่มีเครื่องมือที่เป็นมาตรฐาน มักนิยมสร้างขึ้นเองอย่างมีหลักการ และข้ันตอน สุดท้ายคือการนาวิธีการและเครือ่ งมอื ไปประเมินอย่างไม่มีอคติและยุติธรรม ผวู้ ัดควรตระหนักว่า การวัดผล จะมคี วามคลาดเคล่ือนหรอื ขอ้ ผิดพลาดเสมอ จะเหน็ ได้วา่ การเรียนการสอนในศตวรรษท่ี 21 มีการใช้กระบวนการท่ีหลากกลาย เพ่ือให้นกั ศึกษา เกิดกระบวนการของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดอย่างเป็นระบบ และทักษะอ่ืน ๆ ท่ีจาเป็น โดยผ่าน กระบวนการในรูปแบบใหม่ ที่ประกอบด้วย การมีส่วนร่วมของผู้เรียน การใช้เทคโนโลยีท่ีหลากหลาย การกากับติดตามเพ่ือให้นกั ศึกษาเกดิ การเรียนรู้ของตนเองได้ การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ และการสร้าง ให้เกิดการทางานเป็นทีม รวมไปถึงประเมินผลอย่างมีประสิทธิภาพ เพ่ือให้เกิดผลลัพธ์ที่เห็นเป็นรูปธรรม และเกิดการพัฒนาอย่างต่อเน่อื งแก่นักศึกษา 4.5 ปัจจยั สนบั สนนุ การพฒั นารปู แบบการจดั การเรยี นการสอนในศตวรรษท่ี 21 จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอน เพ่ือมุ่งหวังให้เกิด การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบวิธีการจัดการเรียนการสอน และพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนน้ันเป็นเร่ืองท่ี ตอ้ งอาศัยความรว่ มมือของผ้เู กี่ยวขอ้ งทกุ ฝ่ายซง่ึ ไม่ใช่กระบวนการทีจ่ ะเกดิ ขน้ึ ไดเ้ พียงช่วั ข้ามคืน ดังนั้นการท่ี จะพัฒนาไดส้ าเร็จและยง่ั ยืนต้องอาศัยปจั จัยต่างๆ ซึ่งได้กลา่ วมาแล้วข้างต้น นอกจากนย้ี ังต้องอาศัยปัจจยั ท่ี สาคัญอีก ไดแ้ ก่ การเสริมสร้างพลังอานาจ และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนอ่ื ง ผู้วิจัยจึงทบทวน วรรณกรรมเกย่ี วกบั ปจั จยั ดังกล่าวพอสังเขปดังนี้

48 4.5.1 การเสรมิ สร้างพลังอานาจ การเสริมสร้างพลงั อานาจ (Empowerment) ได้ถกู นามาใช้เป็น เคร่ืองมือเพ่ือพัฒนาศักยภาพและทักษะในศตวรรษท่ี 21 เพื่อให้นักศึกษามีความเชื่อมั่นในตนเอง รู้สึกว่า ตนเองมีอานาจสามารถควบคุมความเป็นอยู่หรือวิถีชีวิตของตนเองได้ และสามารถนาความรู้ความสามารถ ท่มี อี ยูม่ าใชใ้ นการเรียนการสอน กบิ สัน (Gibson, 1991) ได้กล่าวถึงการเสรมิ สร้างพลังอานาจว่า เป็นแนวคิดท่ีอธิบายกระบวนการ ทางสังคม การแสดงถึงการยอมรับและชื่นชม การส่งเสริม การพัฒนาและเสริมสร้างความสามารถของ บุคคลในการตอบสนองความต้องการของตนเองและแก้ปัญหาด้วยตนเอง รวมถึงความสามารถในการใช้ ทรัพยากรท่ีจาเป็นในการดารงชวี ิต เพือ่ ให้เกิดความรู้สึกเช่ือม่นั ในตนเองและร้สู ึกว่าตนเองมีอานาจสามารถ ควบคุมความเปน็ อยหู่ รือวิถีชีวติ ของตนเองได้ กรีสเลย์ และคิง (Greasley & King, 2005) กล่าวว่า ความหมายของการเสริมสร้างพลังอานาจ มีความสัมพันธ์กับแนวคิดของอานาจ (Concept of power) ซ่ึงแนวคิดดังกล่าวเน้นถึง การควบคุม (Control) การปกครอง (Hierarchy) และการควบคุมอย่างเคร่งคัด (Rigidity) แต่ความหมายของการ เสริมสร้างพลังอานาจในด้านองค์กรและการจัดการ จะหมายถึง การให้อานาจและความรับผิดชอบ แก่ผู้ปฏิบัตงิ าน ทาใหเ้ กดิ ความรสู้ กึ ถงึ ความเป็นเจา้ ของและการควบคมุ งานไดด้ ้วยตนเอง การทาให้ผปู้ ฏบิ ัติ สามารถปฏิบัติงานได้อยา่ งเต็มศกั ยภาพ คอนเจอร์ และคานูโก (Conger & Kanungo, 1988) เน้นถึงการเสริมสร้างพลังอานาจด้านจิตใจ โดยการขจดั ความร้สู ึกไร้อานาจของบุคคล ใหม้ คี วามรู้สกึ มั่นใจในการทางาน โทมัส และ เวลเฮ้าส์ (Thomas & Velhouse, 1990) และ สปรีสเซอร์ (Spreitzer, 1995) ใหค้ วามหมายของการเสรมิ สร้างพลังอานาจว่า เปน็ การสร้างแรงจูงใจให้ผูป้ ฏิบัตเิ กิดความมน่ั ใจในตนเองว่า มีความสามารถในการทางานให้สาเร็จได้ ความหมายดังกล่าวเป็นการพัฒนาความรู้สึกของบุคคลให้มี ความเช่อื ในเร่ืองประสิทธิภาพของบุคคลเพ่ือทางานรว่ มกันไปสู่เปา้ หมายของงาน หรือขององคก์ ร จากความหมายการเสริมสร้างพลังอานาจที่กล่าวมาแล้ว สรุปได้ว่าการเสริมสร้างพลังอานาจ เป็นกระบวนการทางสังคม ท่ีแสดงถึงการยอมรับและชื่นชม การส่งเสริม การพัฒนาและเสริมสร้าง ความสามารถของบุคคลในการตอบสนองความต้องการของตนเองและแก้ปัญหาด้วยตนเอง เพื่อให้บรรลุ ตามเป้าหมายท่ีต้องการ มีความเช่ือในความสามารถของตนเองสูงขึ้น ซึ่งการเสริมสร้างพลังอานาจ เป็นแนวคิดหนึ่งท่ีใช้สาหรับสร้างเสริมแรงจูงใจในการทางานของบุคคล รวมถึงการสร้างพลังอานาจในตน เพอ่ื ให้มองเหน็ ถงึ สมรรถนะตนเองในการดาเนนิ กิจกรรมต่าง ๆ 4.5.2 การพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง (Continuous Quality Improvement) การพัฒนา คุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสิ่งสาคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 มีผู้ให้ ความหมายของการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเน่ือง ซ่ึงเป็นส่วนสาคัญของการพัฒนาการเรียนการสอน และการพัฒนาองค์กรให้มีคุณภาพ โดยต้องมีการพัฒนาหรือการบริหารระบบคุณภาพ และปรับปรุงงาน อย่างตอ่ เน่ือง เพื่อให้ไดร้ บั การยอมรับในการบรหิ ารงานอยา่ งมีคุณภาพ

49 วรภัทร ภู่เจริญ (2541, หน้า 27) กล่าวว่า วงจรเดมม่ิง หมายถึง ระบบการบริหารท่ีมีคุณภาพ ประกอบด้วย ขั้นตอนการวางแผน (Plan) การปฏิบัติตามแผน (Do) การตรวจสอบหรือประเมินผล (Check: C) การนาผลการประเมินยอ้ นหลังกลับไปปรับปรุงแก้ไข การทางาน และ (Action: A) การใชว้ งจร คณุ ภาพต้องดาเนนิ การอยา่ งมีวินัยใหค้ รบวงจรหมุนเวียน สานักงานทดสอบทางการศึกษา กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2545, หน้า 20) ได้กล่าวว่า วงจรเดมม่ิง หมายถึง การดาเนินการโดยใช้วงจรเดมมิ่ง เร่ิมจากกาหนดเป้าหมายหรือมาตรฐานของ สถานศึกษา แล้ววางแผน เพ่ือนาไปสู่เป้าหมายที่กาหนด จากนั้นจึงดาเนินการตามแผน ในขณะที่ ดาเนินการก็ทาการตรวจสอบว่าดาเนินการไปแล้วนาไปสู่เป้าหมายหรอื ไม่เพียงใด แล้วนาผลการตรวจสอบ มาใช้แก้ไขปรับปรุงแล้ววางแผนให้การดาเนินงานในข้อต่อไปดีข้ึน ซ่ึงการดาเนินการดังกล่าวจะต้องทาให้ เป็นวงจรตลอดเวลา สุมน อมรวิวัฒน์, และคนอ่ืน ๆ (2544, หน้า 11) กล่าวว่า วงจรเดมมิ่ง หมายถึงวงจรซ่ึงเป็น กิจกรรมพ้ืนฐานในการบริหารคุณภาพ ที่ต้องการปรับปรุงการทางานอย่างต่อเน่ือง มีระบบ และมีการ วางแผนพฒั นาต่อไปเรอ่ื ย ๆ วิบูลย์ คงม่ัน (2548, หน้า 14) กล่าวว่า วงจรเดมม่ิง หมายถึง กระบวนการบริหารงานหรือการ จัดระบบการทางานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผลผลิตที่ออกมามีคุณภาพได้มาตรฐานตรงตามเป้าหมาย กาหนด จะเห็นได้ว่าการใช้วงจรเดมมิ่ง หรือ PDCA ซึ่งแบ่งขั้นตอนการทางานเป็น 4 ข้ันตอนหลัก ได้แก่ ขัน้ ตอนที่ 1 การวางแผน (Plan : P) ข้นั ตอนท่ี 2 การปฏิบัติตามแผน (Do : D) ขั้นตอนท่ี 3 การตรวจสอบ ผลการปฏบิ ัติงาน (Check : C) ขั้นตอนท่ี 4 การแก้ปญั หา (Action : A) เป็นข้นั ตอนสาคญั ขน้ั ตอนหน่ึงของ การพฒั นารูปแบบการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 การพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นกระบวนการท่ีสถานศึกษาต้องดาเนินงานตามแนว ทางการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา ซึ่งการประกันคุณภาพการศึกษาภายในเป็นภารกิจของ สถาบันอุดมศึกษาตามท่ีกาหนดไว้ใน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ .ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ท้ังนี้สถาบันการศึกษาต้อง สร้างระบบและกลไกในการควบคุม ตรวจสอบ ประเมินผลและพัฒนาการดาเนินงานของสถาบันให้เป็นไปตามนโยบาย เป้าประสงค์ และระดับคุณภาพ ตามมาตรฐานที่กาหนดโดยสถาบันและหน่วยงานต้นสังกัด ตลอดจนหน่วยงานที่เก่ียวข้อง มีการวัดผล สาเร็จของการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน รวมท้ังการรายงานการประกันคุณภาพต่อหน่วยงาน ท่ีเกี่ยวข้องและเปิดเผยต่อสาธารณชน มีการประเมินและปรับปรุงอย่างต่อเน่ือง ซ่ึงการนาแนวคิดเหล่าน้ีไป ดาเนินงานเป็นการเสริมหรือสนับสนุนให้สถานศึกษามีระบบหรือวิธีการท่ีจะพัฒนาสถานศึกษาตามวงจร คุณภาพ PDCA โดยใช้ระบบการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาเป็นฐานในการขับเคล่ือนให้เกิด ความตอ่ เนื่องและยงั่ ยืน (สานกั งานทดสอบทางการศกึ ษา กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2545) อย่างไรก็ตาม การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนจะออกแบบตามวัตถุประสงค์ซึ่งผู้ใช้ต้อง คานึงถึงวัตถุประสงค์ของรูปแบบจึงเกิดผลสาเร็จได้ดี และสามารถนารูปแบบไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์

50 อ่ืนที่เหมาะสมต่อไป ซ่ึงก่อนท่ีจะนารูปแบบการเรียนการสอนไปใช้ ควรต้องมีการวิจัยเพ่ือทดสอบทฤษฎี รวมถึงการตรวจสอบประสิทธิภาพของรูปแบบ และนาข้อค้นพบมาปรับปรงุ แก้ไขต่อไป การพัฒนารูปแบบ การจัดการเรียนการสอนที่เน้นทักษะกระบวนการเพ่ือเสริมสร้างความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ ของนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี ผู้วิจัยมีกระบวนการออกแบบรูปแบบโดย การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนาสารสนเทศท่ีไดมา วิเคราะห์และสังเคราะหเป็นร่างรูปแบบ ร่วมกับการศึกษาสภาพและความคาดหวัง การพัฒนาการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษา โดยการสัมภาษณ์ นักศึกษาและอาจารย์ เพื่อนาข้อมูลมาประกอบการออกแบบรูปแบบ เมื่อได้ร่างรูปแบบแล้ว ทดลองใช้กับ กลุ่มตวั อยา่ ง เพอ่ื ปรบั รูปแบบใหส้ มบรู ณ์ก่อนนาไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเหมาะสมของรปู แบบ 5. งานวจิ ัยทเ่ี กีย่ วข้อง จากการทบทวนวรรณกรรมเพื่อสืบค้นงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 และการ พฒั นารูปแบบการเรยี นการสอนที่ส่งเสริมทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 พบว่ายังมีสว่ นน้อยอาจเน่ืองมาจากเป็น แนวความคิดใหม่ของการปฏิรูปการจัดการเรียนการสอน ผลจากการทบทวนวรรณกรรมนาเสนองานวิจัย ทเ่ี กยี่ วขอ้ งได้ดังน้ี 5.1 งานวจิ ยั เกี่ยวกบั ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ทิพย์ระวี รักษ์ศรี (2556) ศึกษาเรื่อง การศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของบัณฑิตไทยใน ศตวรรษที่ 21 และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของบัณฑิต ของนักศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและ เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีสมรรถนะของบัณฑิตไทยใน ศตวรรษท่ี 21 โดยเฉล่ียอยู่ในระดับมาก คือ ด้านบุคลิกอุปนิสัย ด้านทักษะ ด้านความรู้ และด้านการคิด ตามลาดับ และมีลักษณะท่ีพึงประสงค์ในบัณฑิต คณะครุศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉล่ียอยู่ในระดับมาก คือลักษณะทั่วไป และคุณลักษณะเด่น ตามลาดับ และผลการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มตัวอย่างท่ีศึกษาใน ภาควิชาต่างกัน มีสมรรถนะของบัณฑิตไทยในศตวรรษท่ี 21 และคุณลักษณะทพี่ ึงประสงค์ของบัณฑิตคณะ ครศุ าสตร์อตุ สาหกรรมและเทคโนโลยี แตกต่างกนั อย่างมีนยั สาคญั ทางสถิติทร่ี ะดับ .05 และแนวทางในการ พัฒนาสมรรถนะของบัณฑิตไทยในศตวรรษที่ 21 และคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ของบัณฑิต คณะครุศาสตร์ อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ประกอบด้วย ขบวนการในการพัฒนาสมรรถนะของบัณฑิตไทยในศตวรรษ ที่ 21 และกิจกรรมในการพัฒนาคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ของบัณฑิต คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและ เทคโนโลยี ได้แก่ โครงการสหกิจศึกษา การฝึกปฏิบัติงานในสถานศึกษา โครงการบริการวิชาการแก่สังคม ในภาควิชาต่าง ๆ กิจกรรมส่งเสริมความรู้และการเรียนการสอนแบบบูรณาการ การส่งเสริมการเรียนการ สอนภาษาอังกฤษ กิจกรรมอนื่ ๆ ทีพ่ ฒั นานกั ศึกษา ธันยพร พรมการ (2561) ได้ทาการศึกษาคุณลักษณะของครูในศตวรรษที่ 21 โดยทาการศึกษา ในโรงเรียนที่มีนักเรียนข้ามวัฒนธรรม ผลการศึกษาพบว่าคุณลักษณะของครูในศตวรรษที่ 21 มี 10 องค์ประกอบท่ีสาคัญ ได้แก่ องค์ประกอบด้านการเป็นนักประเมินที่ดีด้านความรู้ความสามารถและ

51 การปรบั ตัว ด้านทักษะการสื่อสาร ด้านทักษะการสอนและการจดั การเรียนรอู้ ย่างเช่ียวชาญ ด้านสมรรถนะ ทางวฒั นธรรม ด้านความสามารถในการใช้เทคโนโลยีและการสื่อสาร ด้านจติ วิญญาณความเป็นครู ดา้ นการ เป็นแบบอย่างทด่ี ดี ้านทกั ษะทางวฒั นธรรม และดา้ นการพัฒนาตนเองเพอื่ เปน็ บุคคลแหง่ การเรยี นรู้ รุ่งนภา จันทรา และ อติญาณ์ ศรเกษตริน (2560) ศึกษาทักษะการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาล ในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาพยาบาล วทิ ยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างจานวน 244 คน เพื่อประเมินระดับทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาพยาบาลประกอบด้วย 7 ด้าน ประกอบด้วย 1) ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา 2) ทักษะดา้ นการสร้างสรรค์และ นวัตกรรม 3) ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ 4) ทักษะด้านความร่วมมือ การทางานเป็นทีม และภาวะผู้นา 5) ทักษะด้านการส่ือสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ 6) ทักษะด้าน คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร และ 7) ทักษะด้านอาชีพ และทักษะการเรียนรู้ พบว่า ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษา อยู่ในระดับสูง (M=3.99, SD=0.39) เม่ือพิจารณาเป็น รายด้าน พบว่า ด้านท่ีมีค่าเฉล่ียสูงสุด คือ ทักษะด้านความเข้าใจ ความต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (M=4.14, SD=0.48) รองลงมา คือ ทักษะด้านอาชีพ และทักษะการเรียนรู้ (M=4.12, SD=0.47) ด้านที่มี ค่าเฉลี่ยต่าสุด คือ ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (M=3.82, SD=0.48) และได้เสนอให้อาจารย์ ผู้สอนนาผลการศึกษาไปวางแผนจัดการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21 ให้สามารถเรยี นรู้ในสังคมไดอ้ ยา่ งมีความสขุ เอกชัย พุทธสอน (2556) ศึกษาเร่ืองแนวโน้มการเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 สาหรับนักศึกษาผู้ใหญ่ ผลการวิเคราะห์พบว่าทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สาหรับนักศึกษาผู้ใหญ่ ประกอบด้วย 1) ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม คือ มีความสามารถในการแสวงหาความรู้ เรียนรู้ได้ด้วย ตนเอง และเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2) ทักษะสารสนเทศ สื่อ เทคโนโลยี คือ มีทักษะความรู้ การใช้และการจัดการส่ือ และเทคโนโลยีสารสนเทศให้เท่าทัน และ 3) ทักษะชีวิตและการทางาน คือ มีทักษะในการปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทของสังคม และสภาพแวดล้อมในการทางานท่ีมี การเปลย่ี นแปลงอย่างรวดเร็วได้ ผลการศึกษายังพบว่า แนวโนม้ การเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษ ท่ี 21 สาหรับนักศกึ ษาผูใ้ หญ่ ได้แก่ 1) แนวโน้มด้านหลักการและนโยบาย คือ เนน้ การเรยี นรู้อยูบ่ นพ้ืนฐาน ของการศึกษาผู้ใหญ่ สง่ เสริมการเรยี นรูด้ ้วยตนเอง เพ่ือการเป็นบุคคลแห่งการเรยี นรูต้ ลอดชวี ติ 2) แนวโน้ม ด้านคุณลักษณะทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 คือ ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะสารสนเทศ สื่อ เทคโนโลยี และทักษะชีวิตและการทางาน 3) แนวโน้มด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ คือ การส่งเสริม รูปแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง การปฏิบัติจริง การสร้างประสบการณ์เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 4) แนวโน้มด้านการสนับสนุนและส่งเสริม คือ การสร้างเครือขา่ ยการเรียนรู้จากทกุ ภาคส่วนในสังคม ซ่ึงผล การประเมนิ แนวโน้มการเสรมิ สร้างทักษะการเรียนรใู้ นศตวรรษท่ี 21 สาหรบั นักศึกษาผู้ใหญ่พบว่า ในแต่ละ องคป์ ระกอบผูท้ รงคุณวุฒิมีความคดิ เหน็ ในภาพรวมอยใู่ นระดับดี สุดเฉลิม ศัสตราพฤกษ์ (2560) ได้ทาการศึกษาเชิงพรรณนาและอรรถาธิบายเพ่ือศึกษาระดับ ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม และศึกษาปัจจัยท่ีมีผลต่อระดับทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม และเพ่ือ

52 ศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ในการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษท่ี 21 แบบห้องเรียน กลับด้าน ผลการศึกษาพบว่า ระดับทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมในการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษ ท่ี 21 แบบห้องเรียนกลับด้าน อยู่ในระดับมาก คือ ด้านการร่วมมือและในส่วนของปัจจัยท่ีมีผลต่อระดับ ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม คือ ปัจจัยการเตรียมความพร้อม มีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลทางบวก สาหรับปัญหาอุปสรรคการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษท่ี 21 แบบห้องเรียนกลบั ด้าน พบว่า การศึกษา ด้วยตนเองทาให้ได้รับความรู้ที่ไม่เพียงพอต่อการศึกษา ซึ่งผู้วิจัยได้ให้ข้อเสนอแนะว่าหากจัดการเรียน การสอนแบบห้องเรยี นกลับด้านควรมีการสง่ เสรมิ ความพรอ้ มในดา้ นเทคโนโลยีและแหลง่ การศกึ ษาเรียนรู้ ปรีดี ปลื้มสาราญกิจ (2560) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของผู้เรียน ซึ่งเป็น ปจั จัยทีส่ ่งผลให้เกิดการดาเนินการจดั การเรยี นการสอนเพือ่ ใหผ้ ู้เรียนมที ักษะในศตวรรษที่ 21 ประกอบดว้ ย ปจั จัยภายนอกหน่วยงาน 7 ประการ ไดแ้ ก่ 1) การส่งเสริมเรอ่ื งทกั ษะในศตวรรษที่ 21 ของหน่วยงานระดับ นานาชาติ 2) กฎหมาย นโยบายหรือแผนระดับชาติ 3) ความร่วมมือของชุมชน 4) พัฒนาการของ เทคโนโลยี 5) การจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับทักษะในศตวรรษท่ี 21 ของหน่วยงานอ่ืน 6) การเพิ่มพูน ความรู้ในเร่ืองทักษะในศตวรรษท่ี 21 โดยหน่วยงานภายนอก 7) ผู้เรียน ส่วนปัจจัยภายในหน่วยงาน 7 ประการได้แก่ 1) นโยบายของหน่วยงาน 2) การจัดสรรงบประมาณ 3) ความรู้ ความสามารถของ บุคลากร 4) การตระหนักถึงความสาคัญของทักษะในศตวรรษที่ 21 5) วัสดุ อุปกรณ์และเทคโนโลยี การศึกษาที่มีในหน่วยงาน 6) การเพิ่มพูนความรู้เร่ืองทักษะในศตวรรษที่ 21 และ7) การสร้างชุมชน แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะในศตวรรษท่ี 21 ข้ึนอยู่กับ ปัจจัยหลายประการ ในส่วนของนโยบายการพัฒนาที่ชัดเจน ครอบคลุม และเป็นระบบจะส่งผลให้ผู้สอน มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บริหารต้องสนับสนุนและส่งเสริม ให้ผู้สอนได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนอื่ งและสมา่ เสมอ โดยเฉพาะการพัฒนาวิธีการสอน และกระบวนการคิด ของผ้สู อน ซึ่งนับเปน็ องค์ประกอบสาคัญของระบบการศึกษาของประเทศทป่ี ระสบความสาเร็จ 5.2 งานวิจยั เกี่ยวกบั การจดั การเรยี นการสอน ภาคภูมิ พู่สกุลสถาพร (2559) มีการศึกษา เร่ือง แนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนที่สนับสนุน ทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 กรณีศึกษา โครงการอบรมการใช้ภาพถ่ายเพ่ือผลิตเป็นส่ือการเรียน การสอนในสถาบันการอาชีวศึกษา พบว่า แนวทางในการพัฒนาอาจารย์ผู้สอน โดยการเรียนรู้ในศตวรรษ ที่ 21 อาจารย์ผสู้ อนต้องผสมผสาน ให้ผู้เรียนเกิดการเรยี นรู้ระหว่างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 กับมาตรฐาน ทางวิชาการ โดยมีแนวทางในการปฏิบตั ิในแต่ละประเด็นดังนี้ 1) การสรา้ งชมุ ชนการเรยี นร้รู ะหว่างอาจารย์ ผู้สอนเพ่ือให้เกิดการบูรณาการ และการพัฒนาวิธีการสอนร่วมกันโดยอาจารย์ผู้สอนในแต่ละสาขาวิชา ควรเข้ามามีส่วนในการปรับปรุงเทคนิคการสอน ตัวอย่างที่สามารถอธิบายได้ เช่น เมื่ออาจารย์ผู้สอน ต้องการใช้ภาพถ่ายเข้ามาบูรณาการ กับนวัตกรรมการเรียนการสอน อาจารย์ผู้สอนแต่ละสาขาวิชา อาจ ช่วยกันวิเคราะห์ภาพว่าภาพแต่ละภาพสามารถอธิบายเข้ากับหลักสูตรใดได้บ้างและมีความเชื่อ มโยงกันใน แต่ละสาขาอย่างไร ส่ิงเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ และเกิดทักษะในการคิดมากข้ึน 2) การกาหนด

53 นโยบายระดับสถานศึกษา ด้านการพัฒนาอาจารย์ผู้สอนที่มีความชัดเจนในการปฏิบัติ ซ่ึงสานักงาน คณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา มีนโยบายท่ีให้ความสาคัญกับการพัฒนาอาจารย์ผู้สอนผ่านการอบรมโดยใช้ โครงการต่าง ๆ เป็นตัวขับเคลื่อน โดยโครงการถ่ายภาพเพ่ือพัฒนาสื่อการสอนถือว่าเป็นโครงการหนึ่งใน การพัฒนาอาจารย์ผู้สอนให้มีความรู้ด้านการถ่ายภาพและการนาภาพถ่ายไปบูรณาการร่วมกับนวัตกรรม การเรียนการสอน เพ่ือพัฒนาผู้เรียนให้เกิดทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 3) การพัฒนาอาจารย์ผู้สอน ให้สามารถดึงเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน มาใช้ประโยชน์ในการสร้างให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ใน ศตวรรษท่ี 21 การกาหนดแนวทางการใช้ภาพถ่ายเพ่ือบูรณาการเข้ากับนวัตกรรมการเรียนการสอนเพ่ือ สร้างผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 สามารถดาเนินการให้เป็นรูปธรรมได้โดยดาเนินการผ่านยุทธศาสตร์ที่มีความ ชัดเจนของสถานศึกษา และการประยุกต์เทคนิคการใช้ภาพถ่ายเข้ากับหลักสูตรการเรียนรู้ การพัฒนาผ่าน อาจารย์ผู้สอน ตลอดจนการพัฒนาผ่านตัวผู้เรียน โดยภาพถ่ายท่ีนามาใช้จะต้องช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะ การเรียนรู้ ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะชีวิตและการทางาน ซ่ึงเป็นทักษะท่ีสาคัญในศตวรรษ ท่ี 21 จินตนา ศิริธัญญารัตน์ (2556) ศึกษาเร่ือง การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ท่ีบูรณาการกลยุทธ์การพัฒนาทักษะการคิดข้ันสูง เพ่ือส่งเสริมทักษะการคิดข้ันสูงศตวรรษที่ 21 และ จิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยรูปแบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่บูรณาการ กลยุทธ์การพัฒนาการคิดขั้นสูงเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดขั้นสูงในศตวรรษท่ี 21 และจิตวิทยาศาสตร์ของ นักเรียนระดับมัธยมศึกษา มีชื่อว่า PIAEIED Model มีองค์ประกอบ คือ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการเรียนการสอน และเง่ือนไขการนารูปแบบไปใช้ กระบวนการเรียนการสอนมี 7 ข้ันตอน คือ 1) ข้ันเตรียมความพร้อมด้านความรู้และทักษะท่ีจาเป็น (Preparing Essential Knowledge and Skills) 2) ข้ันรวมกันตั้งคาถามเพื่อการสืบเสาะและการแก้ปัญหา (Identifying Enquiry Question and Problem Solving) 3) ขั้นร่วมกันวิเคราะห์เจาะลึกความรู้และแนวทางการแก้ปัญหา (Analyzing and Examining Deeper Knowledge and Solutions) 4) ข้ันประเมินแนวทางการแก้ปัญหาและระบุวิธีการ แก้ปัญหา (Evaluation and Identifying Solution Methodology) 5) ขั้นดาเนินการสืบเสาะและ แ ก้ ปั ญ ห า (Investigating and Problem Solving) 6) ข้ั น ข ย า ย ค ว า ม รู้ (Extending of New Knowledge) 7) ข้ันการพัฒนาและเผยแพร่ (Developing and Distributing the Results) โดยท่ีรูปแบบ การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ (PIAEIED Model) ที่พัฒนาข้ึนนี้มีประสิทธิภาพเท่ากบั 83.86/84.14 ซ่ึงสูง กว่าเกณฑ์ 80/80 ท่ีกาหนดไว้ พบว่า ภายหลังการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน (PIAEIED Model) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิทยาศาสตร์ และจิตวิทยาศาสตร์ สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และมีผลต่อทักษะการคิดขั้นสูงในศตวรรษที่ 21 ด้านการคิด เชิงวิพากษ์และจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอน (PIAEIED Model) มีพัฒนาการ สูงขนึ้ ในช่วงเวลาระหวา่ งเรยี น ด้านการคดิ แก้ปญั หาอยา่ งสรา้ งสรรคอ์ ยู่ในระดับดี ความคดิ เหน็ ของนักเรียน ทีม่ ีตอ่ การใช้รูปแบบการเรียนการสอน (PIAEIED Model) ภาพรวมอยู่ในระดบั เห็นดว้ ยมากทสี่ ุด

54 ว่าท่ี รต.ธวัช เติมญวน (2548) ได้ทาการศึกษาการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนท่ีมี ประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีของสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกรมศิลปากร โดยใช้ กระบวนการวิจัย 4 ข้ันตอน คือ ศึกษาแนวคิดทฤษฎีท่ีเก่ียวข้อง สารวจสภาพปัญหาการจัดการเรียน การสอนระดับปริญญาตรีของสถาบันอุดมศึกษา สร้างรูปแบบการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน และ ตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนระดับปริญญาตรีของสถาบันอุดมศึกษา ผลการศึกษาพบว่ารูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพประกอบด้วย 1) ด้านหลักสูตร ไดแก การพัฒนาหลักสูตร การประเมินหลักสูตร และการบริหารหลักสูตร 2) ดานอาจารย ไดแก การสรรหา อาจารย การกาหนดภารกิจของอาจารย การประเมินผลการปฏิบัติงานอาจารย และการพัฒนาอาจารย 3) ด้านกระบวนการเรียนการสอน ไดแก การทาแผนการสอน การจัดทาประมวลการสอน การจัด ตารางสอน การจัดอาจารยเขาสอน วิธีการสอน และการสอนซอมเสริม 4) ดานนักศึกษา ไดแก การคัดเลือกนักศึกษา การพัฒนานักศึกษา และคุณภาพบัณฑิต 5) ดานการวัดและประเมินผล ไดแก หลักเกณฑการวัดและประเมินผล และความรับผิดชอบในการวัดและประเมินผล 6) ดานปจจัยเก้ือหนุน ไดแก อาคารสถานท่ี หองสมุด อุปกรณการสอน และหองพยาบาล อภินันท์ สริรัตนจิตต์ และนธี เหมมันต์ (2560) ได้ทาการศึกษาสมรรถนะในการจัดการเรีย น การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญของอาจารย์ โดยทาการศึกษาในคณาจารย์มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ผลการศึกษาพบว่าโดยภาพรวมอาจารย์มีสมรรถนะในการจัดเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ในระดับมาก เมื่อพิจารณาในรายด้าน พบว่า ด้านการวิเคราะห์ศักยภาพของผู้เรียนและเข้าใจผู้เรียนเป็น รายบุคคล ด้านการประเมนิ ผลการเรียน ด้านการสอนท่สี อดคลอ้ งกบั สภาพการเรยี นรู้ ด้านความสามารถใน การจัดประสบการณ์เรียนการสอนที่เน้นผู้เรยีนเป็นสาคัญ ด้านความสามารถในการใช้เทคโนโลยีในการ พัฒนาการเรียนรู้ของตนเองและผู้เรียน และด้านการนาผลประเมินมาปรับเปล่ียนการเรียนการสอนเพื่อ พฒั นาผเู้ รียนนัน้ อาจารย์มีสมรรถนะในระดับมาก ส่วนด้านการวิจยั เพื่อพฒั นาส่ือและการเรียนรขู้ องผเู้ รียน และนาผลไปใช้พัฒนาผู้เรียนพบว่าอาจารย์มีสมรรถนะในระดับปานกลาง อย่างไรก็ตามการศึกษาน้ี ใช้แบบสอบถามให้อาจารยเ์ ปน็ ผปู้ ระเมนิ ตนเอง อพัชชา ช้างขวัญยืน และ ทิพรัตน์ สิทธิวงศ์ (มปป.) ได้ทาการศึกษา เพ่ือสร้างแผนการสอน แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับการเรียนรู้แบบโครงงาน ซึ่งแผนการสอนนี้ประกอบไปด้วย ช่ือแผนการ จัดการเรียนรู้ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ช่ือเร่ืองของแผนการจัดการเรียนรู้ ชั้นปีที่สอน จานวนคาบท่ีใช้ในการ สอน สาระรายวิชา วัตถุประสงค์ สาระของเน้ือหา กิจกรรมส่ือและอุปกรณ์ การวัดและการประเมินผล Google classroom คู่มือการใช้ Google classroom แบบประเมินผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนพร้อมเฉลย ส่วนสุดเฉลิม ศสั ตราพฤกษ์ (2560) ไดท้ าการศกึ ษาเชิงพรรณนาและอรรถาธบิ ายเพือ่ ศึกษาระดับทักษะการ เรียนรู้และนวัตกรรม และศึกษาปัจจัยท่ีมีผลต่อระดับทักษะการเรียนรูแ้ ละนวัตกรรม และเพ่ือศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ในการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 แบบห้องเรียนกลับด้าน ผลการศึกษาพบว่า ระดับทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมในการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษท่ี 21 แบบห้องเรียนกลับด้าน อยู่ในระดับมาก คือ ด้านการร่วมมือ และในส่วนของปัจจัยที่มีผลต่อระดับทักษะ

55 การเรียนรู้และนวัตกรรม คือ ปัจจัยการเตรียมความพร้อม มีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลทางบวก สาหรับ ปัญหาอุปสรรคการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 แบบห้องเรียนกลับด้าน พบว่า การศึกษา ด้วยตนเอง ทาให้ได้รับความรู้ท่ีไม่เพียงพอต่อการศึกษา ซ่ึงผู้วิจัยได้ให้ข้อเสนอแนะว่า หากจัดการเรียน การสอนแบบห้องเรียนกลับด้านควรมีการส่งเสริมความพร้อมในด้านเทคโนโลยีและแหล่งการศึกษาเรียนรู้ ซงึ่ ผลการศึกษาของ อพัชชา และทิพรัตน์ (ม.ป.ป.) สอดคล้องกับการศึกษาของ Allen E. และคณะ (2015) ท่ที าการศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาต่อความต้องการด้านการเรียนรู้ ซึ่งนักศึกษาระบุว่าหากต้องมีการ อภิปรายควรใช้ส่ือการสอนที่เป็น PowerPoint ภาพยนต์ หรือ วิดีโอ ซ่ึง Jacqueline O’Flaherty และ Craig Phillips (2015) ได้ทาการศึกษาแบบ scoping review เพ่ือรวบรวมข้อมูลการใช้ห้องเรียนกลับด้าน พบว่า ไม่มีวิธีการท่ีแน่นอนของการใช้ห้องเรียนกลับด้าน ครูผู้สอนมีการออกแบบการเรียนการสอนโดยใช้ ห้องเรียนกลับด้านที่แตกต่างกันออกไป แต่ผลที่เกิดข้ึนกับผู้เรียนมีลักษณะเดียวกันคือการจัดการเรียน การสอนโดยใช้ห้องเรยี นกลบั ดา้ นส่งผลตอ่ การคดิ อยา่ งมวี ิจารณญาณ จรูญ พานิชย์ผลินไชย และ สุพรทิพย์ ธนภัทรโชติวัต (2559) มีการศึกษา เร่ือง การศึกษา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย นเรศวร โดยมีสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ใน 7 ด้าน คือ 1) การออกแบบการเรียนรู้ 2) การจัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ 3) การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ผู้เรียนยุคใหม่ 4) การพัฒนา สภาพแวดล้อมและแหล่งการเรียนรู้ยุคใหม่ 5) การพัฒนาและใช้สื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา 6) การพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ และ 7) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ พบว่า นิสิตมีสมรรถนะ การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ในด้านการออกแบบการเรียนรู้ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีเน้น ผู้เรียนเป็นสาคัญ ด้านการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ผู้เรียนยุคใหม่ ด้านการพัฒนาสภาพแวดล้อมและแหล่ง การเรียนรู้ยุคใหม่ ด้านการพัฒนาและใช้ส่ือ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา ด้านการพัฒนา เครือข่ายการเรียนรู้ และด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้โดยทุกสมรรถนะมีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณานิสิตที่มีเพศต่างกัน พบว่า มีสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 ไม่แตกต่างกัน สว่ นนสิ ติ ท่ีเรียนสาขาวชิ าเอกต่างกันมีสมรรถนะการจดั การเรยี นร้ใู นศตวรรษท่ี 21 ไม่แตกต่างกนั Boholano (2017) ศึกษากาหนดความสามารถในศตวรรษท่ี 21 ของครูผู้สอนก่อนการเรียนรู้ ในด้านเครือข่ายทางสังคม การศึกษาใช้วิธีการเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ แบบสอบถามการสารวจถูก แจกจ่ายให้กับครูผู้ดูแลรักษา 207 คน หลังจากท่ีมีการรวบรวมข้อมูล และนาเสนอกราฟ การอภิปราย กลุ่มย่อย เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของคาตอบหลังจากสัมภาษณ์ผู้วิจัยได้สัมภาษณ์แบบสุ่มกับ เด็กนักเรียนช้ันมัธยมต้นเพ่ือให้แน่ใจว่าคาตอบของครูผู้สอนก่อนใช้บริการน้ันถูกต้อง ผลการวิจัยพบว่า การใช้เครือข่ายโซเชียลอัจฉริยะ (Smart social networking) จาเป็นต้องมีทักษะในการคิดและทักษะ ด้านอภิปัญญา ความสามารถในการรวมและประเมินสถานการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง และทักษะ การเรียนรู้ท่ีแท้จริงสาหรับการตรวจสอบ ด้านเทคโนโลยี ในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 ที่เป็นเครื่องมือพิเศษในการสร้างและเสริมสร้างสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ ทักษะการรู้หนังสือดิจิทัล เป็นส่ิงจาเป็นอย่างย่ิงเพ่ือให้ม่ันใจว่าเทคโนโลยีน้ีใช้ เป็นการเสริมไม่ใช้แทนวิธีการเรียนการสอนที่มี

56 คุณภาพสูง ครูท่ีใช้งานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลควรมีทักษะที่สาคัญในการใช้เป็นเคร่ืองมือที่มีประสิทธิภาพ มากทสี่ ุดในการสอนในศตวรรษที่ 21 Pa-alisbo (2017) ประเมินผลการปฏิบัติงานของครูผ่านเคร่ืองมือการประเมินตนเองท่ีมีชื่อว่า จุดแข็งของครูและการประเมินความต้องการ (TSNA) ของกรมสามัญศึกษาของฟิลิปปินส์ ผ่านวาระการ ปฏิรูปการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (BESRA) กาลังดาเนินการตามแผนการปฏิรูปนโยบาย เพ่ือปรับปรุงการศึกษา ซ่งึ เป็นหน่ึงในการปฏิรูปคือ K-12 Program และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้รับทักษะในศตวรรษท่ี 21 รวมถึง การเรียนรู้และนวัตกรรม ข้อมูลสื่อและเทคโนโลยี และทักษะชีวิตและอาชีพ หน่ึงตัวชี้วัดความคืบหน้า คือ การใช้มาตรฐานครูระดับประถมศึกษาแห่งชาติ (NCBTS) และหาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของครูกับผล การปฏิบัติงาน โดยใช้การสารวจ โดยใช้สถิติ ความถ่ี ร้อยละค่าความสหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson) การวิเคราะห์พหุตัวแปร (Multivariate) การวิเคราะห์ความแปรปรวน (MANOVA) ผลการวิจัย พบว่า ครูเป็นผู้มีอานาจพอสมควรในแง่ของทักษะในศตวรรษที่ 21 ครูได้ประเมินตัวเองว่าน่าพอใจมากในแง่ของ มาตรฐานครูระดับประถมศึกษาแห่งชาติ นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของครูและผลการ ปฏิบัติงาน แต่เม่ือพิจารณาจากการจัดกลุ่มตามรายละเอียดทักษะเสริมมาตรฐานครูระดับประถมศึกษา แห่งชาติ พบว่า ไมม่ ีความแตกตา่ งกันอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิติ Royal (2013) ได้ให้ความรู้เก่ียวกับเทคโนโลยีการศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยได้เขียนแผนการใช้ เทคโนโลยีเพ่ือตอบสนองความต้องการของศตวรรษท่ี 21 ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ท่ีบันทึกไว้ 7 ครั้ง จาก 2 โครงการวิจัย ซ่ึงครอบคลุมท้ังสองรูปแบบของการศึกษา เน่ืองจากครูพูดถึง การเรียนการสอนและเทคโนโลยี ข้อมูลท่ีศึกษาได้ระบุการรับรู้วิธีการใช้เทคโนโลยีการศึกษา ภายใน สภาพแวดล้อมของโรงเรียนท่ีรวมไปถึงในห้องเรียน การเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพจากวิดีโอการ สัมภาษณ์ ผลการวิเคราะห์ พบว่า มีความสัมพันธ์ของการรับรู้ของครูเกี่ยวกับการเรียนการสอน กระบวนการเรียนรู้ในช้ันเรียนและเทคโนโลยีด้านบทบาทในแต่ละเร่ือง นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่า ปัจจัย ท่ีอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของครู และกาหนดหลักเกณฑ์ ได้แก่ สภาพแวดล้อมของโรงเรียน ความคาดหวังของภูมิภาค และกลยุทธ์การสอนที่สนับสนุนสาหรับโรงเรียน ครูให้ความเห็นว่า เทคโนโลยี เป็นสิ่งสาคัญในการเรียนรู้ และพวกเขาใช้เทคโนโลยีเพ่ือบรรลุผลงานหลายอย่างที่เก่ียวข้องกับการ สนับสนุนการเรยี นการสอน นอกจากน้ีจากการวิเคราะห์ พบวา่ การใชเ้ ทคโนโลยขี องเดก็ ไดร้ ับอทิ ธพิ ลอยา่ ง มากจากความคาดหวังของผู้นาจากการเรียนรู้ที่จะพัฒนาและความต้องการที่จะส่งเสริมกลยุทธ์การเรียนรู้ ในศตวรรษท่ี 21 เช่น ทักษะการคิดวิจารณญาณ การประเมินตนเอง และการแก้ปัญหา ดังน้ัน สภาพแวดลอ้ มของโรงเรียนและความคาดหวังในระดับบริหารของระบบการบริหารจัดการในระบบโรงเรยี น มีผลมากที่สุดต่อโอกาสในการเรยี นที่นกั เรียนได้รบั เมื่อเทคโนโลยเี ป็นเครื่องมือทีเ่ หมาะสมสาหรบั การเรยี นรู้ Garba, Byabazaire, และ Busthami, A. H. (2015) ศึกษาเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และอินเทอร์เน็ตในการใช้แนวทางการเรียนการสอนในศตวรรษท่ี 21 ในมาเลเซียและเอเชียแปซิฟิก จากมุมมองทั่วโลก เป็นการวัยเชิงคุณภาพเพื่อการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล จากการศึกษา พบว่า รูปแบบการเปลี่ยนแปลงท่ีไม่ซ้ากันท่ีไม่คาดคิดในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตในโรงเรียนของครู

57 และนักเรียน เก่ียวข้องกับการบูรณาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการใช้แนวทางในศตวรรษท่ี 21 ในการสอนในห้องเรียน นอกจากน้ีจากการสังเกต พบว่า ส่ิงอานวยความสะดวกให้ความสามารถทาง เทคโนโลยีของครูผู้สอน และการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตท่ีเพิ่มขึ้นของครู และแนวทางการสอน ของครูเป็นที่ต้องการในศตวรรษท่ี 21 คงรัฐ นวลแปง (2554) พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนที่ส่งเสริมจิตแห่งวิทยาการ จิตแห่งการ สังเคราะห์และจิตแห่งการสร้างสรรค์ สาหรับนิสิตปริญญาตรี มหาวิทยาลัยบูรพา โดยอาศัยแนวคิดของ การ์ดเนอร์ มาเป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบ และศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอน ที่ส่งเสริมจิตแห่งวิทยาการ จิตแห่งการสังเคราะห์และจิตแห่งการสร้างสรรค์ โดยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ความสามารถทางด้านการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ระหว่างกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุม ผลการการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ผู้เรียนกลุ่มทดลองท่ีใช้รูปแบบมีคะแนนเฉล่ียผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียน ความสามารถทางดา้ นการคดิ วเิ คราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ สูงกว่ากอ่ นเรียนอย่างมีนัยสาคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 กลุม่ ทดลองมคี วามพงึ พอใจต่อรูปแบบอยู่ในระดบั ดี 5.3 งานวจิ ยั เก่ียวกบั การเสริมสร้างพลังอานาจ อาภาพร สิงหราช (2552) ได้ทาการวิจัยเพ่ือพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพลังอานาจ ในการทางาน ของครูด้วยแนวคิดนีโอฮิวแมนนิส เพ่ือพัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง พร้อมทั้งศึกษาผลของการใช้รูปแบบท่ีพัฒนาขึ้น และศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้รูปแบบแนวคิดนีโอ ฮิวแมนนิส ในการศึกษานี้หมายถึง แนวทางการพัฒนามนุษย์ให้มีความสมดุลทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ โดยมีหลักการสาคัญ คือ การสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย การเสรมิ สร้างภาพพจน์ที่ดีต่อตนเองและการเรียนรู้ ด้วยการปฏิบัติ และการฝึกฝน ผลการศึกษาของ อาภาพร พบว่า รูปแบบการเสริมสร้างพลังอานาจในการ ทางานของครูด้วยแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสเพ่ือพัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียน เป็นศูนย์กลางเป็นกระบวนการดาเนินการพัฒนาครูให้มีพลังอานาจในการทางานด้านการจัดการเรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางด้วยแนวคิดนีโอฮิวแมนนิส โดยการเสรมิ สร้างให้ครูมีความเชื่อมั่นความตระหนักในตนเอง สามารถควบคมุ การทางานไดด้ ้วยตนเอง มีความรู้ ทักษะและประสบการณใ์ นการจัดการเรยี นรู้ หลกั การสาคัญ ของรูปแบบน้ีประกอบด้วย (1) การกาหนดหลักการ(2) การกาหนดวัตถุประสงค์ (3) การกาหนดโครงสร้าง เน้ือหา (4) การดาเนินการ ได้แก่ (4.1) การสร้างบรรยากาศท่ีผ่อนคลาย (4.2) การสร้างความตระหนัก ในตนเอง (4.3) การเสริมสร้างความรู้ ทักษะและประสบการณ์ (4.4) การเสริมสร้างให้ได้แสดงออกถึงความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และ (5) ประเมินผลซ่ึงผลการใช้รูปแบบพบว่าครูมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของกลุ่มทดลองมากขึ้น และครูมีความพึงพอใจเก่ียวกับรูปแบบการเสริมสร้างพลัง อานาจในการทางานของครูด้วยแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสเพื่อพัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้น ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในระดับมากทั้งน้ีผลการศึกษาวิจัยเรื่องน้ียังพบว่าปัจจัยท่ีเกี่ยวข้องกับการใช้รูปแบบการ เสริมสร้างพลังอานาจในการทางานของครูด้วยแนวคิดนี โอฮิวแมนนิสเพื่อพัฒนาความสามารถในการจัด การเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางทีได้พัฒนาขึ้นได้แก่ (1) กลุ่มผู้เรียน (2) วิทยากร (3) กิจกรรมการเรียนรู้ (4) ส่ือการเรียนรู้ และ (5) สภาพแวดล้อม รูปแบบที่พัฒนาโดยอาภาพร เป็นรูปแบบที่พัฒนาเพื่อส่งเสริม สมรรถนะดา้ นการจัดการเรยี นรู้

58 มณีรัตนา โนนหัวรอ (2557) ได้ทาการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบการประเมินเสริมพลังอานาจเพื่อ เพ่ิมสมรรถนะด้านการวัดและประเมินผลการศึกษาของครูประจาการ ซ่ึงรูปแบบการประเมินเสริมพลังอานาจ ประกอบไปด้วย (1) การนาเข้าสู่กระบวนการฝึกอบรม (2) การดาเนินการฝึกอบรม ได้แก่ ขั้นเตรียมการ ขนั้ นาเสนอเนื้อหา ข้ันฝึกปฏิบัติ ขั้นจุดประกาย และข้นั ขยายความคิด และ (3) การติดตามการดาเนินการของ การประเมินเสริมพลังอานาจการประเมินเสริมพลังอานาจเพ่ือเพ่ิมสมรรถนะด้านการวัดและประเมินผล การศึกษามีองค์ประกอบ 6 ด้าน ได้แก่ (1) แนวคิดและหลักการพื้นฐาน (2) วัตถุประสงค์ (3) ผลลัพธ์ ที่คาดหวัง (4) เน้ือหากิจกรรมประเมินเสริมพลังอานาจ (5) กระบวนการจัดกิจกรรมฝึกอบรมประเมินเสริม พลังอานาจ และ (6) การประเมินผล รูปแบบท่ีพัฒนาขึ้นเปน็ ประโยชน์ มีความเป็นไปได้ มีความถูกต้อง และมี ความเหมาะสมและผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอน ศึกษานิเทศก์และผู้เก่ียวข้องมีความพึงพอใจต่อรูปแบบ ท่ีพัฒนาขึ้นซ่ึงผลของการใช้รูปแบบ พบว่า ครูมีคะแนนเฉล่ียสมรรถนะด้านการวัดและประเมินผล มีความสามารถในการเสริมพลังอานาจการทางานในตนเองสูงข้ึน จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า ยังมีการศึกษาวิจัยทักษะศตวรรษท่ี 21 ในนักศึกษาพยาบาล จานวนน้อย ไม่พบการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนท่ีส่งเสรมิ ทักษะศตวรรษท่ี 21 ในการศกึ ษาพยาบาล การศึกษาวิจัยเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ต้องมีการพัฒนาการเรียนการสอน ในรูปแบบท่เี นน้ ผู้เรียนเป็นศนู ยก์ ลาง มีการพัฒนาอย่างเป็นระบบ โดยต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งผู้เรียน และผูส้ อน

บทที่ 3 วิธีดำเนินกำรวิจยั การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะแห่ง ศตวรรษท่ี 21ของนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีชลบรุ ี และศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบ ที่พัฒนาข้ึน โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) การรวบรวมข้อมูลมีท้ัง เชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ กระบวนการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะคือ ระยะท่ี 1 การศึกษาวิเคราะห์ สภาพการณ์ (Situation Analysis) ระยะที่ 2 การสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอน (Design and Development) ระยะที่ 3 ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ (Evaluation of Model Effectiveness) ระยะท่ี 1 กำรศึกษำวิเครำะหส์ ภำพกำรณ์ (Phase 1: Situation Analysis) เปน็ การวิเคราะหส์ ภาพการจดั การเรียนการสอน ของวทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี และ ประเมินทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษา โดยการเกบ็ ข้อมูลแบบผสมผสานตามลาดบั (Sequential mixed-methods) มี 2 ข้ันตอน ได้แก่ การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณเป็นหลัก ตามด้วยการเก็บข้อมูลข้อมูล เชิงคณุ ภาพและการสงั เคราะห์ข้อมูลเชงิ ปริมาณและเชิงคณุ ภาพ ซึ่งมีรายละเอียดดงั น้ี ขัน้ ตอนท่ี 1 กำรเก็บข้อมลู เชงิ ปรมิ ำณ ประชำกรและกลุ่มตัวอยำ่ ง การศกึ ษาน้ีเปน็ การศกึ ษาในกลมุ่ ประชากร 2 กลมุ่ ไดแ้ ก่ 1) นักศึกษาพยาบาล หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ช้ันปีที่ 1 ถึงปีท่ี 4 ท่ีศึกษาใน ภาคการศึกษาท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2557 จานวน 586 คน ประกอบดว้ ยนักศึกษาชั้นปี 1 จานวน 120 คน ช้ัน ปีที่ 2 จานวน 75 คน ชัน้ ปที ่ี 3 จานวน 165 คน และช้นั ปที ี่ 4 จานวน 226 คน 2) อาจารยพ์ ยาบาลทั้งหมดในปีการศึกษา 2557 จานวน 38 คน เครื่องมือท่ใี ช้ เครือ่ งมือท่ใี ช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลเป็นแบบสอบถามทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนีชลบรุ ี ที่ผู้วิจัยสร้างข้ึนประกอบดว้ ย 3 ส่วน (ภาคผนวก ก) ไดแ้ ก่ สว่ นท่ี 1 ขอ้ มูลทว่ั ไป ไดแ้ ก่ ระดบั ช้นั ปีทเี่ รียน เพศ อายุ เกรดเฉลยี่ สะสม การศกึ ษาสูงสดุ ของผูป้ กครอง ส่วนที่ 2 ความคิดเห็นของนักศึกษาต่อทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของตนเอง ซ่ึงเป็น แบบสอบถามท่ีผู้วจิ ัยพัฒนาข้ึนตามแนวคิดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Sklils) ของTrilling & Fadel (2009) ประกอบด้วย การเรียนรู้ 3Rs x 7Cs โดย 3Rs คือ การอ่าน การเขียน ภาษาไทยและ ภาษาองั กฤษ และทกั ษะทางคณิตศาสตร์ (Reading Writing and Arithmetic) และ 7Cs ได้แก่ ทักษะดา้ น การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving) ทักษะด้านการ สร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation) ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรมต่าง กระบวนทศั น์ (Cross-cultural Understanding) ทกั ษะด้านความรว่ มมือ การทางานเปน็ ทีม และภาวะผูน้ า (Collaboration, Teamwork and Leadership) ทักษะด้านการส่ือสาร สารสนเทศและรู้เท่าทันสื่อ

60 (Communications, Information, and Media Literacy) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี สารสนเทศและการสือ่ สาร (Computing and ICT Literacy) ทกั ษะอาชีพ และทกั ษะการเรียนรู้ (Career and Learning Skills) ผู้วิจัยสร้างข้อคาถามในแต่ละด้านตามนิยามศัพท์ จานวนข้อคาถามรวมทั้งหมด 63 ข้อ คาตอบมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การให้คะแนนเริ่มจาก 1 หมายถึง ผูต้ อบมที ักษะในขอ้ นน้ั ในระดับต่ามากหรือไมม่ ีเลย ถึง 5 หมายถึง ผูต้ อบมที กั ษะในข้อนั้นในระดบั ดีมาก ส่วนท่ี 3 ข้อคิดเห็นเพ่ิมเติมเก่ียวกับการพัฒนานักศึกษาตามกรอบทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 เป็นข้อคาถามท้ังปลายปิดและปลายเปดิ จานวน 3 ขอ้ ประกอบดว้ ยข้อคาถามเกี่ยวกับ 1) วิธีการสอนท่ีอาจารย์ ใช้สอนในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2557 โดยเรียงลาดับจากวิธีท่ีใช้มากท่ีสุดไปน้อย 2) วิธีการสอนท่ี นกั ศึกษาชอบมากท่ีสุด ให้ระบุอย่างน้อย 3 วิธี 3) ความเห็นเพิ่มเติมหรือข้อเสนอแนะเก่ียวกับการปรับปรุงการ จดั การเรียนการสอนหรอื ปรับปรงุ สงิ่ แวดล้อมในการเรยี นรู้ เพอื่ ช่วยในการพฒั นาทักษะต่างๆ การหาคุณภาพเคร่ืองมือ แบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาต่อทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 มี การตรวจสอบความตรงเชิงเน้ือหา (content validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาและการพยาบาล จานวน 5 คน (ภาคผนวก ข) เพ่อื คัดเลือกและปรับปรงุ ขอ้ คาถามให้สอดคล้องกับนิยามศัพท์ โดยข้อคาถาม ทีม่ ีคา่ ดชั นคี วามสอดคลอ้ ง (IOC) ตา่ กวา่ 0.6 ผูว้ จิ ัยไดด้ าเนินการปรับแกห้ รอื ตดั ออกดงั นี้ - ดา้ นการอ่านออก เขียนไดแ้ ละคิดเลข มที ้ังหมด 10 ข้อ ข้อทีม่ ีค่า IOC ต่ากว่า 0.6 มี 4 ขอ้ - ดา้ นการคิดอย่างมวี ิจารณญาณและการแก้ปัญหา มีทั้งหมด 8 ขอ้ ไม่มขี ้อท่มี ีค่า IOC ต่ากว่า 0.6 - ดา้ นการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม มที งั้ หมด 4 ขอ้ ขอ้ ทีม่ ีค่า IOC ต่ากว่า 0.6 มี 1 ขอ้ - ด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม มที ัง้ หมด 4 ข้อ ไม่มขี ้อทีม่ ีค่า IOC ต่ากว่า 0.6 - ด้านความรว่ มมือการทางานเป็นทมี มีทง้ั หมด 11 ข้อ ขอ้ ท่มี ีค่า IOC ตา่ กว่า 0.6 มี 2 ขอ้ - ด้านการสือ่ สาร การรู้เทา่ ทันสารสนเทศ และการร้เู ท่าทนั สื่อ มีท้งั หมด 9 ขอ้ ข้อที่มีคา่ IOC ต่ากว่า 0.6 มี 3 ขอ้ - ด้านคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยสี ารสนเทศ มที ้ังหมด 5 ขอ้ ไม่มขี อ้ ทมี่ ีคา่ IOC ต่ากวา่ 0.6 - ด้านอาชพี และทักษะการเรยี นรู้ มีทั้งหมด 10 ข้อ ไม่มขี ้อที่มคี ่า IOC ตา่ กว่า 0.6 หลังการปรับแก้ข้อคาถามตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ และมกี ารปรับยา้ ยด้านของขอ้ คาถาม และปรับจานวนข้อคาถามในแต่ละด้านไดจ้ านวนข้อคาถามดงั น้ี - ด้านการอ่านการเขียนและคณิตศาสตร์ เพ่ิมจากเดิม 10 ขอ้ เป็น 11 ขอ้ - ด้านการคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณและการแก้ปัญหา จานวนข้อคงเดิมมีท้ังหมด 8 ข้อ - ด้านการคดิ สรา้ งสรรค์และนวตั กรรม เพิม่ จากเดมิ 4 ขอ้ เป็น 6 ข้อ - ดา้ นความเข้าใจต่างวัฒนธรรม จานวนขอ้ คงเดมิ มที งั้ หมด 4 ข้อ - ดา้ นความร่วมมอื การทางานเปน็ ทมี ตัดออก 2 ขอ้ เหลอื ขอ้ คาถาม 9 ขอ้ - ดา้ นการส่อื สาร การร้เู ทา่ ทันสารสนเทศ และการรู้เทา่ ทันสอื่ ตดั ออก 1 ขอ้ เหลอื ข้อคาถาม 8 ขอ้ - ดา้ นคอมพวิ เตอร์ เทคโนโลยสี ารสนเทศ เพ่ิมจากเดมิ 5 ขอ้ เปน็ 7 ข้อ - ดา้ นอาชีพและทักษะการเรียนรู้ จานวนขอ้ คงเดมิ มีท้ังหมด 10 ข้อ ผูว้ ิจยั นาแบบสอบถามทไ่ี ด้ปรับแกแ้ ล้วตามข้อเสนอแนะของผทู้ รงคุณวฒุ ิไปทดลองใช้ (Try Out) กบั นกั ศกึ ษาพยาบาลชั้นปที ่ี 1-4 วทิ ยาลัยพยาบาลบรมบรมราชชนนี จกั รีรัช จานวน 50 คน แล้วนามาหา คา่ ความเชือ่ มัน่ โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์ แอลฟาของครอนบาค (Cronbach, s Alpha Coefficient) โดยรวมมี ค่าเท่า .95 และรายด้านดังน้ี - การอ่าน เท่ากบั 0.72 - การเขียน เท่ากบั 0.78

61 - คณิตศาสตร์ เทา่ กบั 0.87 - การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณและการแกป้ ัญหา เทา่ กับ 0.94 - การคิดสรา้ งสรรค์และนวัตกรรม เท่ากบั 0.81 - ความเข้าใจความต่างวัฒนธรรมตา่ งกระบวนทัศน์ เทา่ กับ 0.80 - ความรว่ มมือ การทางานเป็นทีมและภาวะผู้นา เทา่ กบั 0.97 - การสือ่ สาร สารสนเทศและรูเ้ ท่าทันสือ่ เท่ากับ 0.94 - คอมพิวเตอรแ์ ละเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สาร เทา่ กบั 0.85 - ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ เท่ากบั 0.69 การแปลความหมายค่าเฉล่ยี คะแนนแบง่ เปน็ 5 ระดบั ทกั ษะดงั นี้ - ค่าเฉลี่ยคะแนน 1- 1.50 หมายถงึ อยู่ในระดับตา่ มาก - คา่ เฉล่ยี คะแนน 1.51 - 2.50 หมายถึง อยู่ในระดบั ตา่ - คา่ เฉล่ียคะแนน 2.51-3.50 หมายถึง อยใู่ นระดับปานกลาง - ค่าเฉลี่ยคะแนน 3.51-4.50 หมายถงึ อยูใ่ นระดบั ดี - คา่ เฉลย่ี คะแนน 4.51-5.00 หมายถึง อยู่ในระดับดมี าก กำรเก็บรวบรวมขอ้ มูล การเกบ็ รวบรวมข้อมูล ผวู้ ิจัยดาเนนิ การดงั นี้ 1) ชี้แจงวัตถุประสงค์และขั้นตอนการดาเนินการวิจัย ให้แก่ผู้ร่วมวิจัยทุกคนรับทราบ เพ่ือให้เกิดความเข้าใจตรงกันและขอความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม 2) ดาเนนิ การแจกแบบสอบถามใหผ้ ู้รว่ มวจิ ัย 3) เกบ็ รวบรวมแบบสอบถามและตรวจสอบความครบถ้วนของแบบสอบถาม กำรวิเครำะห์ข้อมลู ผูว้ จิ ยั นาขอ้ มลู ทไ่ี ด้จากแบบสอบถามมาวเิ คราะห์ดว้ ยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ดังนี้ 1) คานวณหาความถ่ี และร้อยละ ของข้อมูลท่วั ไปของกลุ่มตวั อย่าง 2) วิเคราะห์ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษาพยาบาลทั้งโดยรวมและรายด้าน จาแนกตามชั้นปี โดยหาค่าเฉล่ีย และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน 3) เปรียบเทียบคะแนนเฉล่ยี ของทักษะศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษาพยาบาลแต่ละช้นั ปีโดย ใช้สถิตกิ ารวิเคราะหค์ วามแปรปรวนทางเดียว (One way Analysis of Variance) กาหนดระดับนยั สาคัญ ของการทดสอบไว้ท่ี .05 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลพบวา่ ความแปรปรวนระหว่างกล่มุ เท่ากัน จากนั้นวิเคราะห์ เปรยี บเทียบความแตกตา่ งของคะแนนเฉล่ียรายคู่ (Post Hoc) โดยใชส้ ถิติ Scheffe ขั้นตอนท่ี 2 กำรเกบ็ ขอ้ มลู เชิงคุณภำพ การเกบ็ ข้อมลู เชิงคุณภาพ รวบรวมจากข้อมูล 2 แหลง่ คือ แหลง่ ขอ้ มลู บุคคล และแหล่งขอ้ มูล เอกสารทเ่ี ก่ยี วข้อง 2.1 กำรเกบ็ รวบรวมข้อมลู จำกแหลง่ ขอ้ มลู บคุ คล ประชำกรและผู้ใหข้ อ้ มลู สำคญั ประชำกร เปน็ นักศึกษาพยาบาล หลกั สูตรพยาบาลศาสตร์ ชัน้ ปที ่ี 1 ถึงปีที่ 4 ทีศ่ กึ ษาในภาค เรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2557 จานวน 586 คน และ อาจารยพ์ ยาบาล จานวน 38 คน ผใู้ ห้ขอ้ มลู สำคญั เปน็ ผู้แทนนกั ศึกษา จานวน 36 คน และอาจารย์ จานวน 16 คน ทมี่ ี คณุ สมบตั ิ ดังนี้

62 1) ผแู้ ทนนักศกึ ษา เปน็ นกั ศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑติ ชั้นปีที่ 1 – 4 วทิ ยาลยั พยาบาล บรมราชชนนี ชลบุรี ท่กี าลงั ศกึ ษาในภาคการศกึ ษาท่ี 1 ปีการศึกษา 2557 จานวน 36 คน โดยเลือกจากนักศึกษาที่ สมคั รใจ นามาแบ่งกล่มุ ตามระดบั คะแนนเฉล่ยี สะสม กลุ่มคะแนนเฉล่ยี สูง (GPA =3.35 ขน้ึ ไป) กลุ่มคะแนนเฉลยี่ ปาน กลาง (GPA =2.67-3.34) และกลุม่ คะแนนเฉลี่ยต่า (GPA = 2.00-2.67) กลมุ่ ละ 3 คน รวมจานวน 9 คน/กลุ่ม/ชนั้ ปี รวม 4 กลมุ่ 2) ผู้แทนอาจารย์ เป็นอาจารยพ์ ยาบาล จานวน 16 คน แบง่ เปน็ 2 กลุ่มย่อย กลุ่มละ 8 คน โดยแต่ละกลุ่มประกอบดว้ ย อาจารยท์ ี่ปฏบิ ัตงิ านในภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์ ภาควิชาการพยาบาลเด็ก ผู้ใหญแ่ ละผู้สูงอายุ ภาควิชาการพยาบาลอนามัยชุมชนและจติ เวช ภาควิชาพืน้ ฐานการพยาบาล และอาจารย์ ระดับผู้บริหาร ได้แก่ รองผอู้ านวยการ และหัวหน้าภาควิชา เครื่องมือทใ่ี ช้ เครอ่ื งมือท่ใี ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลเชิงคุณภาพ เป็นแนวคาถามการสนทนากลุ่ม(Semi- structured interview) แบง่ เป็นแนวคาถามการสนทนากล่มุ อาจารย์ เรือ่ งสภาพการจัดการเรียนการสอนใน ปัจจุบนั และทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 จานวน 8 ขอ้ และแนวคาถามการสนทนากลุ่มสาหรบั นักศึกษาพยาบาล เร่อื งการจัดการเรียนการสอนปัจจุบนั และการพฒั นาทักษะศตวรรษท่ี 21 โดยผู้วิจัยสร้างขนึ้ ตามแนวคิดของ Trilling และ Fadel (2009) (ภาคผนวก ก) การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยผู้วิจัยใช้แนวคิดของ ลินคอล์นและ กูบา (Lincoln and Guba, 1985) ในการสร้างความน่าเช่ือถือและหาคุณภาพของเครื่องมือ (Trustworthiness) ดังน้ี 1) ความนา่ เชอ่ื ถอื (Credibility) โดยผู้วิจัยนาขอ้ มูลทไี่ ดจ้ ากการสนทนากลุ่มไปให้ผู้ให้ ข้อมูลยืนยัน ความถูกต้องของข้อมลู 2) การพ่ึงพากบั เกณฑ์อื่น (Dependability) โดย ผู้วิจยั นาขอ้ มูลทไี่ ดจ้ ากการถอดเทปการ สนทนากลุ่มมาวิเคราะหแ์ ละนาประเดน็ ทีไ่ ด้มาทวนสอบรว่ มกับผ้รู ว่ มวิจัยและผู้เช่ียวชาญด้านการวิจยั เชงิ คณุ ภาพ 3) การนาข้อมูลไปใช้ (Transferability) โดยผู้วิจัยให้ความสาคัญต่อการบรรยาย รายละเอียดต่างๆ ของการคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลและขั้นตอนต่างๆในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อให้ผู้อ่าน สามารถนาข้อมูลไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นบริบททใ่ี กลเ้ คียงกนั ได้ 4) การยืนยนั ขอ้ มูล (Conformability) โดยผวู้ ิจยั มกี ารบันทึกแหลง่ ทม่ี าของข้อมูลไว้เป็น หลกั ฐานโดยการใส่รหัสเบอื้ งต้นในการจัดเก็บบทสนทนากล่มุ มีการจดบันทกึ ในขณะสนทนากลุ่ม เพือ่ สามารถอา้ งองิ และตรวจสอบขอ้ มูลไดต้ ลอดเวลา กำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ผู้วิจยั ดาเนินการ ดังน้ี 1) ประชมุ เตรยี มความพร้อมผชู้ ว่ ยวิจัยสาหรบั การสนทนากลมุ่ เพอ่ื เปน็ แนวทางในการ ดาเนินการวจิ ัยที่ครอบคลุมและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการศึกษา 2) ช้ีแจงวัตถุประสงค์และข้ันตอนการดาเนินการวิจัย ให้แก่ผู้ร่วมวิจัยทุกคนรับทราบ เพ่ือให้เกิดความเข้าใจตรงกัน 3) ดาเนินการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลให้ครอบคลมุ ตามกลุม่ เป้าหมายทก่ี าหนด พรอ้ มท้ังบันทึกเทป และจดบนั ทึกข้อมูลในประเดน็ ท่ีเก่ยี วขอ้ ง 4) ตรวจสอบความครบถ้วน สมบรู ณ์ของขอ้ มูล

63 กำรวิเครำะห์ขอ้ มูล ขอ้ มลู จากการสนทนากลุ่ม ผ้วู ิจยั ดาเนินการวเิ คราะหข์ ้อมูลเชงิ คณุ ภาพ ดงั นี้ 1) รวบรวมขอ้ มลู สนทนากล่มุ จากการจดบันทกึ และถอดเทปโดยละเอยี ดทุกคาพูด (Verbatim) 2) จาแนกประเภทของข้อมลู และจดั กลมุ่ ข้อมูล (Category) 3) ประมวลข้อสรปุ ทีไ่ ดจ้ ากข้อมูลท่ีจัดแยกเป็นหมวดหมู่ (Memoing) 4) สรา้ งบทสรุปจากประมวลข้อสรปุ (Drawing and Verifying Conclusion) 2.2 กำรเกบ็ รวบรวมข้อมลู จำกแหล่งขอ้ มลู เอกสำรที่เกี่ยวขอ้ งของวทิ ยำลยั เปน็ การทบทวนวรรณกรรมโดยวเิ คราะห์เอกสารทเี่ กีย่ วขอ้ ง ประกอบด้วยเอกสารที่เกย่ี วข้อง กบั การจดั การเรียนการสอน ไดแ้ ก่ นโยบายและแผนยุทธศาสตรก์ ารศึกษาปกี ารศกึ ษา 2556 เอกสารการ จัดการศกึ ษาพยาบาล ตามพระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 กรอบแผนอุดมศกึ ษาระยะยาว 15 ปี ฉบบั ท่ี 2 พ.ศ.2551-2565 ผลการตดิ ตามผู้ใชบ้ ัณฑติ และรายงานการรับรองตนเองของวิทยาลัย เคร่อื งมอื ท่ใี ช้ เครอื่ งมอื ท่ีใช้ เป็นแบบบันทกึ ข้อมูลผลการวิเคราะหเ์ อกสาร กำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ผวู้ ิจยั ดาเนินการโดยศกึ ษา ทบทวนเอกสารเก่ียวขอ้ งกบั การจัดการเรยี นการสอน ได้แก่ นโยบายและแผนยทุ ธศาสตร์การศกึ ษาปกี ารศกึ ษา 2556 เอกสารการจดั การศกึ ษาพยาบาล ตาม พระราชบัญญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ.2542 กรอบแผนอุดมศกึ ษาระยะยาว 15 ปี ฉบับที่ 2 พ.ศ.2551- 2565 ผลการติดตามผู้ใชบ้ ัณฑติ และรายงานการรบั รองตนเองของวิทยาลัย และสรปุ เป็นประเด็นลงใน แบบบันทึกขอ้ มูล กำรวเิ ครำะห์ขอ้ มลู ผู้วิจยั ดาเนนิ การโดย 1) นาขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากแบบบนั ทกึ ข้อมูลมาอา่ นทบทวนเพอ่ื หาประเด็นทีเ่ กี่ยวขอ้ ง 2) จาแนกประเภทของขอ้ มูลและจัดกลุ่มข้อมลู 3) ประมวลขอ้ สรปุ ทไ่ี ด้จากข้อมูลทีจ่ ัดแยกเป็นหมวดหมู่ 4) สรา้ งบทสรุปจากประมวลขอ้ สรุป หลงั จากนน้ั ผู้วจิ ยั นาผลการวิเคราะห์ข้อมลู ที่ได้ทง้ั หมดมาสรปุ เปน็ ภาพรวมของทกั ษะแห่ง ศตวรรษท่ี 21 ของนักศกึ ษาพยาบาล และสภาพการจดั การเรียนการสอนในปกี ารศกึ ษา 2556 ตลอดจน ประเด็นปัญหาท่ีเก่ยี วข้องกับการจัดการเรียนการสอนท่ีสง่ เสรมิ ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ของนกั ศกึ ษา พยาบาลวทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี ชลบรุ ี ระยะที่ 2 กำรสร้ำงและพัฒนำรูปแบบกำรจัดกำรเรยี นกำรสอน (Design and Development) เปน็ การนาผลการวจิ ัยในระยะท่ี 1 และการทบทวนวรรณกรรม มาเปน็ แนวทางในการสรา้ งและ พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนท่ีส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาพยาบาล มี 2 ข้ันตอนคือ 1) การสร้างรูปแบบการจัดการเรียนการสอนท่ีส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษา พยาบาล 2) การทดสองใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนท่ีส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษา และการปรับปรงุ รูปแบบฯ

64 ประชำกร เป็นอาจารย์วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี จานวน 38 คน และนักศึกษา พยาบาลวทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี จานวน 586 คน ในปีการศกึ ษา 2557 กลุ่มตัวอย่ำง ประกอบไปด้วย อาจารย์ท่เี ป็นคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและการเรียนการสอน จานวน 14 คน อาจารยผ์ ูส้ อนในรายวชิ าการพยาบาลบุคคลที่มีปญั หาสขุ ภาพ 1 และวิชาภาคปฏบิ ัติ 1 วิชา ได้แก่วิชาการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันการเจ็บป่วย จานวน 16 คน นักศึกษาพยาบาลช้ันปีท่ี 2 จานวน 75 คน เครอ่ื งมอื ทีใ่ ช้ แบบสอบถามทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ของนกั ศกึ ษาพยาบาลศาสตร์ (สาหรับอาจารย)์ ท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึนประกอบดว้ ย 2 ส่วน (ภาคผนวก ก) คือ ส่วนท่ี 1 ข้อมลู ทัว่ ไป ไดแ้ ก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ดา้ นการสอน สว่ นที่ 2 ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ตามความคิดเหน็ ของ อาจารย์ ซงึ่ เป็นแบบสอบถามท่ีผ้วู ิจยั พัฒนาขึน้ ตามแนวคดิ ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Sklils) ของTrilling & Fadel (2009) ที่ใช้ข้อคาถามทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 จานวน 63 ข้อ เชน่ เดียวกบั ข้อ คาถามในสว่ นท่ี 2 ของแบบสอบถามทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ของนักศกึ ษาพยาบาลศาสตร์ ในขน้ั ตอนท่ี 1 ของการเก็บรวบรวมข้อมูลเชงิ ปรมิ าณ ขัน้ ตอนกำรสรำ้ งและพฒั นำรูปแบบกำรจัดกำรเรยี นกำรสอน มรี ายละเอียด ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การสรา้ งรปู แบบการจัดการเรยี นการสอนท่ีสง่ เสริมทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ของ นกั ศึกษาพยาบาล ดาเนนิ การในภาคการศึกษาท่ี 1 ปีการศึกษา 2557 ผวู้ ิจยั ดาเนนิ การ ดังน้ี 1) ประชุมเพอ่ื แจ้งนโยบายการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนท่ีส่งเสริมทกั ษะแห่ง ศตวรรษที่ 21 ของนกั ศกึ ษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี กับประชากรอาจารย์และนักศึกษา ของวิทยาลัย 2) ประชุมผู้วิจัยและอาจารย์ที่เป็นคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและการเรียนการสอน จานวน 14 คน เพ่ือเลือกช้ันปีและรายวิชาที่จะใช้ในการทดลอง โดยเลือกนักศึกษาท่ีเรียนในชั้นปีที่ 2 ซึ่ง เป็นปีท่ีเริ่มต้นเรียนรายวิชาทางการพยาบาลและเป็นวิชาท่ีสอนโดยอาจารย์ของวิทยาลัย ประกอบด้วย วิชาในภาคทฤษฎี 1 วิชา ได้แก่ วิชาการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพ 1 และวิชาภาคปฏิบัติ 1 วิชา ไดแ้ ก่ วิชาการสรา้ งเสริมสขุ ภาพและการป้องกันการเจ็บปว่ ย 3) ประเมินทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษาพยาบาลชัน้ ปีที่ 2 ตามการรับรู้ของอาจารย์ กอ่ นการพัฒนารูปแบบฯ ผลการประเมิน พบวา่ การประเมินของอาจารย์เกี่ยวกับทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของ นักศึกษาพยาบาลในแต่ละด้านสอดคล้อง และมีทิศทางไปในแนวเดียวกันกับที่นักศึกษาประเมินตนเอง แต่มี ค่าเฉล่ียต่ากว่าท่ีนักศึกษาประเมินตนเอง โดยค่าเฉลี่ยของทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ด้านความ รว่ มมือการทางานเป็นทีมและภาวะผนู้ า ด้านการส่ือ สารสารสนเทศ ดา้ นคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านอาชีพและทักษะการเรียนรู้ อยู่ในระดับดี ส่วนทักษะด้านการอ่านออกเขียนได้และคณิตศาสตร์ ด้านด้าน การคิดอย่างมีวิจารณญาณและด้านการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม มีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับปานกลาง ทั้งนี้ พบว่า ทกั ษะยอ่ ยเรือ่ งการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษ มีคา่ เฉลี่ยอย่ใู นระดับต่า (รายละเอยี ดในภาคผนวก ค) 4) ร่างรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษา พยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี โดยการประชุมเชิงปฏิบัติการเมื่อวันที่14-16 ธันวาคม 2557 ผเู้ ข้าร่วมประกอบด้วยผู้วิจัย คณะกรรมการบรหิ ารหลักสูตร จานวน 14 คน อาจารย์ผู้สอนใน 2 รายวิชาที่ เลอื กไว้ตามข้อ 2) จานวน 16 คน ดาเนินการ เพื่อนาขอ้ มูลทีไ่ ด้จากการวิเคราะห์ในระยะที่1 มาใช้ในการ

65 กาหนดกรอบแนวคดิ ของการพัฒนารูปแบบและกาหนดองค์ประกอบของรปู แบบการจัดการเรยี นการสอนที่ สง่ เสรมิ ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ได้รา่ งรปู แบบ EREC IF ที่เป็นแนวทางการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน ตามกระบวนการที่ ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 1) E: Engagement 2) R: Reflection 3) E: Experience 4) C: Culture and Language 5 ) I: Information Technology แ ล ะ 6 ) F: Fun and flexibility โ ด ย มี รายละเอยี ด ดังนี้ (ดังภาพ 3.1) E: Engagement การมีสว่ นรว่ มของนักศกึ ษาในการเรียนการสอน R: Reflection การจดั กจิ กรรมทก่ี ระตุ้นให้ผ้เู รยี นมีการสะทอ้ นคิด E: Experience การจัดกิจกรรมการเรยี นรจู้ ากประสบการณ์หรอื จากการเชอ่ื มโยง C: Culture and Language การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความ เข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม และสอดแทรกกิจกรรมพฒั นาทกั ษะภาษาอังกฤษ I: Information Technology การจดั กิจกรรมการเรยี นร้ทู ี่ส่งเสริมให้ผ้เู รยี นพฒั นา ทกั ษะดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศ F: Fun and flexibility การจดั กิจกรรมการเรียนการสอนที่สอดแทรกความหรรษา และบรรยากาศการเรียนทีม่ คี วามยดื หยนุ่ องค์ประกอบยอ่ ยทั้ง 6 ขา้ งต้นมีความสัมพันธก์ นั คือการจัดการเรยี นรูโ้ ดยการกระตุ้นให้ผู้เรียนมี ส่วนร่วมในการรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง มีส่วนร่วมในการแสดงความ คดิ เห็น ได้ฝกึ การสะท้อนคิด และเปิดโอกาสให้ผเู้ รียนได้เชือ่ มโยงกบั ความรู้ใหม่ ไดเ้ รียนรู้จากประสบการณ์ ตรงหรือเรียนรู้จากสถานการณ์จริง จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความเข้าใจและตระหนักในความ หลากหลายและแตกตา่ งทางวฒั นธรรม โดยจัดการเรียนรใู้ นบรรยากาศที่ยดื หยุ่น สอดคล้องกับความสนใจ ของผ้เู รียน มีความสนุกสนาน และสง่ เสรมิ การเรียนรู้ผา่ นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ จะสง่ ผลให้นกั ศึกษา เกดิ ทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 ดังภาพท่ี 3 3 5) นาร่างรูปแบบ EREC IF ที่ได้ในข้อ 4) ให้ผู้ทรงคุณวุฒิจานวน 3 คน (ภาคผนวก ข) พิจารณา และผู้ทรงคุณวุฒิได้ให้ข้อเสนอแนะให้เพ่ิมองค์ประกอบของรูปแบบอีก 2 องค์ประกอบ ได้แก่ นโยบายเก่ียวกับการจดั การเรยี นการสอนที่สง่ เสริมทักษะศตวรรษท่ี 21 และการเตรยี มความพร้อมในเร่อื ง การจัดส่ิงแวดล้อมและส่ิงสนับสนุนการเรียนรู้ การพัฒนาอาจารย์ด้านการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริม ทักษะสง่ เสริมทักษะศตวรรษท่ี 21 การออกแบบและการบริหารจัดการการเรียนการสอน และการเตรียม ความพร้อมของนกั ศกึ ษา ดงั ภาพที่ 4

66 ภาพท่ี 4 รปู แบบ EREC IF ที่ปรับตามขอ้ เสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ 6) เตรยี มการนารปู แบบไปใช้ โดยเตรียมการ ดงั น้ี 6.1) เตรยี มความพรอ้ มดา้ นส่ิงสนับสนุนการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ จดั หาอุปกรณ์ เชน่ จอทีวี ขนาดใหญไ่ วใ้ นหอ้ งเรยี นเพอื่ ใหน้ ักศึกษาสามารถมองเห็นกจิ กรรมการเรียนการสอนได้ท่วั ถึงและชดั เจน เพม่ิ ความเร็ว และจุดกระจายสัญญาณอนิ เตอรเ์ นต็ เปน็ ตน้ 6.2) พัฒนาสมรรถนะของอาจารยโ์ ดยจดั ประชมุ เชงิ ปฏิบัติการ เรอื่ งวธิ กี ารสอนเพ่อื พฒั นาทักษะศตวรรษท่ี21 ของนกั ศึกษา 6.3) ประชมุ เพ่ือออกแบบ มคอ. 3 มคอ.4 ใน 2 รายวิชาที่คัดเลอื กไว้และจัดทาแผนการ สอนท่ีสอดคล้องตามรูปแบบ EREC IF 6.4) ประชุมเตรยี มความพรอ้ มของนักศกึ ษาเก่ียวกบั การปรบั วธิ กี ารเรียนการสอนเพอ่ื พัฒนาทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ข้ันตอนที่ 2 กำรทดสองใชแ้ ละปรับปรุงรปู แบบกำรจัดกำรเรียนกำรสอนท่ีสง่ เสริมทักษะแห่ง ศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษำพยำบำล 2.1 กำรทดลองใชร้ ปู แบบ EREC IF ครัง้ ท่ี 1 เป็นการนารูปแบบ EREC IF ที่ผ่านการรับรองจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ไปทดลองใช้ครั้งที 1 โดย ดาเนินการในภาคการศึกษาท่ี 2 ปีการ ศึกษา 2557 และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบฯ ครั้งท่ี 1 เม่ือ ส้ินสดุ ภาคการศกึ ษาท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2557 กลมุ่ ตวั อยำ่ ง ประกอบด้วย นักศกึ ษาพยาบาลศาสตรช์ น้ั ปีท่ี 2 รุ่นท่ี 36 ภาคการศึกษาที่ 2 ปี การศึกษา 2557 จานวน 75 คน อาจารย์ผู้สอน จานวน 16 คน ในวิชาการพยาบาลบุคคลทีม่ ีปัญหาสขุ ภาพ จานวน 10 คน วชิ าปฏบิ ัติการสร้างเสรมิ สุขภาพและการปอ้ งกนั การเจบ็ ปว่ ย จานวน 6 คน เคร่ืองมือทใ่ี ช้ แบบสอบถามทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลบรม ราชชนนชี ลบรุ ีทพี่ ฒั นามาจากระยะท่ี 1 กำรเก็บรวบรวมข้อมูล 1) ผู้วิจัยแจกแบบสอบถามทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ให้นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ช้ันปีท่ี 2 รุ่นที่ 36 ประเมินเมื่อส้นิ สุดภาคการศกึ ษาที่ 2 ปกี ารศึกษา 2557 2) ประเมนิ ความพงึ พอใจของอาจารย์และนกั ศกึ ษาโดยการประชุมพดู คุยแบบไม่เป็นทางการโดย

67 ครอบคลุมประเดน็ ด้านผู้สอน ด้านกระบวนการเรียนรู้ ด้านผู้เรยี น และด้านการสนบั สนุนแหล่งเรียนรู้ โดยมีการ จดบนั ทึกการสนทนา กำรวิเครำะห์ข้อมลู 1) ผวู้ ิจยั นาข้อมูลทไ่ี ด้จากแบบสอบถามทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 มาวเิ คราะหด์ ้วยโปรแกรม คอมพิวเตอร์โดย คานวณหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของทักษะศตวรรษท่ี 21 2) นาขอ้ มลู ทไ่ี ด้จากการประเมินความพงึ พอใจมาวิเคราะห์เนื้อหาและสรุปเปน็ ประเดน็ ทีไ่ ด้ในแต่ละด้าน 2.2 กำรปรับปรุงรูปแบบ ERECC IF ครง้ั ที่ 1 หลงั จากการทดลองใช้รปู แบบ ERECC IF ครัง้ ที่ 1 ผ้วู จิ ยั มีการปรบั ปรุงรปู แบบ ERECC IF โดย ดาเนินการระหว่างปิดภาคการศกึ ษาท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2557 มีข้นั ตอน ดงั นี้ 1) จัดประชมุ ระดมสมองคณะผู้วิจัยและอาจารย์ผู้สอน โดยนาข้อมูลที่ได้จากการประเมิน ครั้งที่1 ทพ่ี บวา่ นักศึกษามีความเครยี ดกับวธิ กี ารเรยี นการสอนทเี่ ปลี่ยนไปคอื นกั ศึกษาตอ้ งเปน็ ผ้มู สี ่วนร่วม ในการเรียนรดู้ ้วยตนเอง ผสู้ อนเป็นผู้เอือ้ อานวยให้เกดิ การเรยี นรู้ และประเดน็ ครูและนกั ศึกษายงั ขาดทกั ษะ และประสบการณ์ในการจดั การเรียนการสอนในรปู ใหม่แบบน้ีมาพิจารณาเพื่อปรบั ปรุงรปู แบบฯ ผลจาก การประชมุ ให้เพ่มิ Empowerment ในอาจารยแ์ ละนกั ศึกษา ดังภาพที่ 5 ปรับปรงุ คู่มอื โดยให้มกี ารบรู ณา การการใช้รูปแบบ EREC IF ไว้ในค่มู อื การเรยี นการสอน ภาพท่ี 5 รปู แบบ ERECC IF ภายหลงั การทดลองใช้และปรบั ปรงุ ครั้งท่ี 1 2) ประชุมเชงิ ปฏิบตั กิ ารจัดทามคอ.3 มคอ.4 และแผนการสอนให้สอดคลอ้ งตามที่มกี าร เพ่ิมเตมิ แล้วนารปู แบบทม่ี ีการเพิม่ ไปทดลองใช้ในครง้ั ที่ 2 2.3 กำรทดลองใช้รูปแบบ EREC IF ครั้งที่ 2 ผู้วิจัยนารูปแบบ EREC IF ท่ีมีการเพ่ิม Empowerment ในอาจารย์และนักศึกษา ไปทดลองใช้ในครั้ง ที่ 2 ในภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2557 ในรายวิชาการพยาบาลครอบครัวและชุมชน 1 และวิชาปฏิบัติการพยาบาล บุคคลทีม่ ีปัญหาสขุ ภาพ 1 และประเมนิ ผลการทดลองใช้รูปแบบเม่ือส้นิ สุดภาคฤดรู ้อน (ประเมินครง้ั ที่ 2) กลุ่มตัวอย่ำง ประกอบด้วย นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 รุ่นท่ี 36 ภาคฤดูร้อน ปี การศึกษา 2557 จานวน 75 คน อาจารยผ์ ้สู อน จานวน 16 คน ในวิชาการพยาบาลบุคคลทม่ี ีปัญหาสขุ ภาพ จานวน 10 คน วชิ าปฏิบัตกิ ารสร้างเสริมสขุ ภาพและการปอ้ งกนั การเจ็บปว่ ย จานวน 6 คน เครื่องมือทีใ่ ช้ แบบสอบถามทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาล บรมราชชนนชี ลบรุ ที ีพ่ ัฒนามาจากระยะท่ี 1

68 กำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล 1) ผวู้ ิจัยแจกแบบสอบถามทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ให้นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 รนุ่ ท่ี 36 ประเมินเม่อื สน้ิ สุดภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2557 2) ประเมินความพึงพอใจของอาจารย์และนักศึกษาโดยการประชุมพูดคุยแบบไม่เป็นทางการ โดยครอบคลมุ ประเดน็ ดา้ นผู้สอน ดา้ นกระบวนการเรียนรู้ ดา้ นผูเ้ รียน และดา้ นการสนับสนนุ แหล่งเรียนรู้ กำรวิเครำะห์ขอ้ มูล 1) ผ้วู ิจยั นาข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 มาวิเคราะหด์ ้วย โปรแกรมคอมพวิ เตอรโ์ ดย คานวณหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานของทกั ษะศตวรรษที่ 21 2) นาข้อมูลทไ่ี ด้จากการประเมินความพึงพอใจมาวเิ คราะหเ์ น้อื หา และสรุปเปน็ ประเดน็ ที่ ได้ในแต่ละด้าน 2.4 กำรปรบั ปรุงรปู แบบ ERECC IF ครงั้ ท่ี 2 ผู้วิจัยมีการปรับปรุงรูปแบบ EREC IF หลังจากการทดลองใช้รูปแบบ ERECC IF คร้ังท่ี 2 โดย ดาเนินการระหวา่ งปดิ ภาคฤดรู อ้ น ปีการศกึ ษา 2557 มีขั้นตอน ดังน้ี 1) จดั ประชุมระดมสมองคณะผูว้ ิจยั และอาจารย์ผสู้ อน โดยนาข้อมูลท่ีได้จากการประเมนิ ครง้ั ที่ 2 ท่พี บว่าครูและนักศกึ ษามีความเข้าใจและมที กั ษะต่อการใช้รปู แบบการเรียนการสอนรูปแบบใหมน่ ้ี แตย่ ังขาดทักษะการใชว้ ธิ ีการจดั การเรยี นการสอนท่ีหลากหลาย ผลจากการประชุมให้เพ่มิ ในประเด็น กิจกรรมการจดั การความรู้ (Knowledge management) ให้อาจารย์ผู้สอนเพ่อื ใหผ้ ู้สอนสามารถหาวธิ ีการ จดั การเรียนการสอนทีห่ ลากหลายไดม้ ากข้ึน ดังภาพที่ 6 (รายละเอียดของรูปแบบฯ ในบทท่ี4) ภาพท่ี 6 รูปแบบ ERECC IF ภายหลงั การทดลองใชแ้ ละปรบั ปรุงครง้ั ท่ี 2 (รปู แบบท่ีสมบูรณ์)

69 2) ประชมุ เชิงปฏิบตั กิ ารจัดทามคอ.3 มคอ.4 และแผนการสอนให้สอดคล้องตามรูปแบบ EREC IF ทป่ี รบั ปรงุ คร้ังที่ 2 หลงั จากนน้ั ผ้วู จิ ยั นารปู แบบ EREC IF ท่ีปรับปรงุ คร้งั ที่ 2 เข้ารบั รองในการประชมุ คณะกรรมการ บรหิ ารหลักสูตรและการเรยี นการสอนของวทิ ยาลัย ไดร้ ูปแบบ EREC IF ทส่ี มบรู ณ์ และประกาศเปน็ นโยบายที่ ให้มีการจัดการเรยี นการสอนตามรูปแบบ EREC IF ที่สมบูรณ์น้ี โดยรายวิชาที่ใช้เพิ่มประกอบด้วย 6 รายวิชา ทางการพยาบาล และ 1 วิชาการศกึ ษาอิสระท่ัวไป ได้แก่ - วิชาแนวโน้มและพฒั นาการของวิชาชพี การพยาบาล - วิชาการพยาบาลบุคคลท่ีมปี ัญหาสุขภาพ 2 - วชิ าการพยาบาลบุคคลทมี่ ปี ญั หาสขุ ภาพ 3 - วชิ าการพยาบาลบุคคลทีม่ ีปญั หาทางจติ - วิชาการพยาบาลมารดาทารกและการผดงุ ครรภ์ - วชิ าการวจิ ยั ทางการพยาบาล - วิชาการศึกษาอิสระทว่ั ไป (เลือกเสรี) ระยะท่ี 3 ประเมนิ ประสิทธิผลของรปู แบบ EREC IF ดาเนนิ การดงั นี้ เป็นกระบวนการในการนารูปแบบ EREC IF ท่สี มบรู ณ์ ไปใชใ้ นการจดั การเรียนการสอนและมีการ ประเมนิ ประสทิ ธผิ ลของรูปแบบ โดยมีการดาเนินการ ดงั น้ี 3.1 นารูปแบบ EREC IF ทสี่ มบูรณ์ ไปใชท้ ดลองใชภ้ าคการศกึ ษาท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2558 ในวชิ า ทางการพยาบาล 6 รายวชิ าและวชิ าการศกึ ษาอสิ ระ1 รายวชิ า 3.2 ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ โดยประเมิน 1) ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษา พยาบาล 2) ความพึงพอใจของนกั ศกึ ษาต่อรูปแบบ EREC IF และ 3) ประเมนิ ความคิดเห็นของอาจารย์ กลุม่ ตัวอยำ่ ง ประกอบดว้ ย 1) นกั ศกึ ษา เปน็ นกั ศึกษาพยาบาลศาสตร์รุ่นที่ 36 ท่ีเลื่อนจากชั้นปีท่ี 2 มาอยูใ่ นช้ันปีที่ 3 จานวน 75 คน 2) อาจารย์ เป็นอาจารย์ผู้สอนในรายวชิ าทางการพยาบาล 6 รายวิชา และวิชาการศึกษาอิสระ1 รายวชิ า จานวน 48 คน เครือ่ งมอื ทใ่ี ช้ 1. แบบสอบถามทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลบรม ราชชนนีชลบรุ ที ีพ่ ัฒนามาจากระยะท่ี 1 2. แบบสอบถามความพงึ พอใจของนกั ศกึ ษาต่อรูปแบบการจัดการเรียนการสอนท่ีสง่ เสรมิ ทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21ของนกั ศกึ ษาพยาบาล (ERECC IF MODEL) ประกอบด้วย 3 สว่ นคอื (ภาคผนวก ก) สว่ นท่ี 1 ข้อมูลทวั่ ไปของผตู้ อบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ เกรดเฉล่ียสะสม ส่วนที่ 2 ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาตามรูปแบบ ERECC IF ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการค้นคว้า เอกสาร ตารา จานวนข้อคาถามรวม ท้ังหมด 40 ข้อ ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านผสู้ อน จานวน 10 ข้อ ด้านกระบวนการเรียนรู้ จานวน 13 ข้อ ด้านผู้เรียน จานวน 10 ข้อ และด้านการสนับสนุนแหล่งเรียนรู้ จานวน 7 ข้อ คาตอบมีลักษณะ เป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การให้คะแนนมีค่าระดับ 1 ถึง 5 โดย 5 หมายถึง ผู้ตอบมีความพึง พอใจต่อการจัดการเรียนการสอนอยู่ในระดับมากที่สุด และ 1 หมายถึง ผู้ตอบมีความพึงพอใจต่อการ จดั การเรียนการสอนอย่ใู นระดับน้อยที่สุด

70 ส่วนที่ 3 เป็นความคิดเห็นของนักศึกษา/ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนที่ ส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ให้ดขี นึ้ มีลักษณะคาถามปลายเปิด การหาคุณภาพเคร่ืองมือ แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนท่ีส่งเสริม ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาตามรูปแบบ ERECC IF มีการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (content validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 คน (ภาคผนวก ข) หลงั การตรวจสอบ มกี ารปรับแก้ไขตาม ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ หลังจากน้ันผู้วิจัยนาแบบสอบถามท่ีได้ปรับแก้แล้วตามข้อเสนอแนะไป ทดลองใช้ กบั นกั ศึกษาพยาบาลช้ันปที ี่ 1-4 วทิ ยาลัยพยาบาลบรมบรมราชชนนี จกั รีรชั จานวน 30 คน แล้ว นามาหาค่าความเชื่อม่ันโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์ แอลฟาของครอนบาค (Cronbach, s Alpha Coefficient) โดยรวมมีค่าเท่ากับ .79 และรายด้านคือ ด้านผู้สอนมคี า่ เทา่ กบั .73 ด้านกระบวนการเรียนรูม้ ีคา่ เทา่ กับ .66 ด้านผเู้ รยี นมีคา่ เทา่ กบั .80 และด้านการสนบั สนุนแหล่งเรียนรมู้ คี ่าเท่ากบั .77 การแปลความหมายคา่ เฉลีย่ คะแนนระดับความพงึ พอใจ แบง่ เป็น 5 ระดับดังน้ี - ค่าเฉลีย่ คะแนน 1- 1.50 หมายถงึ มคี วามพึงพอใจอยใู่ นระดบั นอ้ ยท่ีสดุ - ค่าเฉล่ียคะแนน 1.51 - 2.50 หมายถงึ มคี วามพงึ พอใจอยู่ในระดับนอ้ ย - คา่ เฉล่ยี คะแนน 2.51-3.50 หมายถงึ มคี วามพึงพอใจอยใู่ นระดบั ปานกลาง - ค่าเฉลยี่ คะแนน 3.51-4.50 หมายถงึ มีความพงึ พอใจอย่ใู นระดับมาก - คา่ เฉลีย่ คะแนน 4.51-5.00 หมายถงึ มคี วามพงึ พอใจอยใู่ นระดับมากที่สดุ กำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 1) ผู้วิจัยแจกแบบสอบถามทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 และแบบสอบถามความพึงพอใจของ นักศึกษาต่อรปู แบบการจดั การเรยี นการสอนท่ีสง่ เสรมิ ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ให้นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชน้ั ปที ี่ 3 รนุ่ ที่ 36 ภาคการศึกษาที่ 1 ปกี ารศึกษา 2558 เม่ือสนิ้ สดุ การเรยี นการสอน 2) ประเมินความคิดเห็นของอาจารย์การใชร้ ูปแบบ EREC IF โดยการสนทนากล่มุ กำรวเิ ครำะหข์ อ้ มูล 1) ผู้วจิ ยั นาขอ้ มูลท่ีได้จากแบบสอบถามทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 และแบบสอบถามความพงึ พอใจของนักศึกษาต่อรปู แบบการจัดการเรยี นการสอนทีส่ ง่ เสริมทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 มาวเิ คราะห์ดว้ ย โปรแกรมคอมพวิ เตอร์โดย คานวณหาค่าเฉลย่ี และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐานของทกั ษะศตวรรษที่ 21 2) เปรยี บเทียบทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ของนักศกึ ษาโดยรวมและรายด้าน ภายหลังเรยี น ดว้ ยรูปแบบ EREC IF ท่พี ัฒนาปรบั แก้จนเป็นรูปแบบท่สี มบูรณ์ และเมือ่ นักศกึ ษาเรียนจบการศึกษา กบั กอ่ นทน่ี กั ศกึ ษาได้รับการจัดการเรยี นการสอนดว้ ยรูปแบบ EREC โดยใช้สถติ ิ Repeated ANOVA 3) นาข้อมลู ความคดิ เห็นของอาจารย์ท่ไี ดจ้ ากการสนทนากลุ่มมาวิเคราะหเ์ นอื้ หา และสรปุ เปน็ ประเด็นทต่ี อ้ งการ 3.3 ติดตามผลลัพธ์ของรูปแบบ EREC IF โดยติดตามผลการใช้ รูปแบบ EREC IF ในการจัดการเรียนการ สอนนักศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่างต่อจนจบหลักสูตรในปีการศึกษา 2559 และประเมินทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศกึ ษา ผลการประเมนิ พบวา่ คา่ เฉล่ยี คะแนนทักษะแห่งศตวรรษที่ 21ของนักศกึ ษาเพิ่มสงู ข้ึนชดั เจนในทกุ ด้าน 3.4 รับรองรูปแบบ EREC IF โดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ (Connoisseurship) ซ่ึงจัดข้ึนใน วันท่ี 6 กุมภาพันธ์ 2561 โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 คน ซึ่งมีความเช่ียวชาญครอบคลุมเร่ืองวิชาชีพ การพยาบาล การจดั การศึกษาพยาบาล การจดั การศึกษาเพอ่ื พัฒนากาลังคนด้านสุขภาพในศตวรรษท่ี 21 และระเบียบวิธีวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา เพื่อตรวจสอบยืนยันรูปแบบ 4 ประเด็น ได้แก่ 1) ความ สอดคล้องรูปแบบฯ ท่ีพัฒนาขึ้นกับการเรียนการสอนท่ีส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษา

71 พยาบาล 2) ความเหมาะสมของการนารูปแบบฯ ท่ีพฒั นาข้ึนไปใชใ้ นพัฒนาการเรียนการสอนทส่ี ง่ เสริมทักษะ แห่งศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษาพยาบาล 3) ประโยชน์ของรูปแบบฯ ที่พัฒนาข้ึนต่อการจัดการศึกษา 4) ความ เหมาะสมของรูปแบบฯ ท่ีพัฒนาข้ึนต่อการจัดการศึกษาของวิทยาลัยพยาบาลในสังกัดสถาบันพระบรมราช ชนก และทาการปรับปรุงรปู แบบการจัดการเรียนการสอนท่ีสง่ เสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษา พยาบาล ตามข้อเสนอแนะของผูเ้ ชยี่ วชาญ ข้ันตอนการดาเนินการในแต่ละระยะ ตั้งแต่ระยะที่ 1- 3 สรุปเป็นแผนภาพ ดังภาพท่ี 7 ภาพท่ี 7 สรุปขน้ั ตอนการสร้างและพฒั นารปู แบบการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทกั ษะ แหง่ ศตวรรษท่ี 21ของนกั ศกึ ษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีชลบรุ ี

72 กำรพิทกั ษ์ของกลมุ่ ตัวอยำ่ ง การศึกษาคร้ังนี้ได้รับการพิจารณารับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี เลขที่ จว. 07/2557 การดาเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างได้รับการ อธิบายรายละเอียดของการเขา้ ร่วมโครงการอย่างชัดเจน และชื่อของผใู้ หข้ ้อมูลจะไม่ถกู เปิดเผย โดยขอ้ มูล จะนาเสนอในภาพรวมไมเ่ ปดิ เผยข้อมูลเป็นรายบคุ คล แลว้ ให้อสิ ระในการลงนามเขา้ ร่วมโครงการวจิ ยั

บทท่ี 4 ผลการวิจัย การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะ ศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษาพยาบาล โดยในระยะที่ 1 เป็นการศึกษาสภาพการณ์ได้แก่ทักษะศตวรรษท่ี 21 ของ นักศึกษาทุกช้ันปี และสภาพการจัดการเรียนการสอนก่อนการพัฒนารูปแบบฯ ระยะที่ 2 สร้างและพัฒนา รปู แบบ EREC IF แล้วทดลองใช้รูปแบบท่ีสร้างและพัฒนากับกลุ่มตัวอย่างนักศกึ ษาชั้นปีท่ี 2 ภาคการศกึ ษาที่ 2 ปีการศึกษา 2557 และประเมินผลการใช้ ปรับปรุง และทดลองใช้จนได้รูปแบบ EREC IF ที่สมบูรณ์ มาใช้กับ นักศึกษากลุ่มตัวอย่างเดิมท่ีเลื่อนมาอยู่ช้ันปีที่ 3 ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2558 ระยะท่ี 3 เป็นการ ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบจากการเปรียบเทียบทักษะศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาภายหลงั การเรียนโดยใช้ รูปแบบ EREC IF กับก่อนการใช้รูปแบบฯ และใช้รูปแบบ EREC IFอย่างต่อเนื่องจนนักศึกษาจบการศึกษาในปี การศึกษา 2559 การนาเสนอผลการวิจัยแบ่งเป็น 3 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 เป็นผลการศึกษาสภาพปัญหาก่อน การพัฒนารูปแบบ ในเรื่องทักษะศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษาและสภาพการจัดการเรียนการสอนของ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี ตอนที่ 2 เป็นผลการสร้างและพัฒนารูปแบบฯ ตอนที่ 3 ผล การศกึ ษาประสิทธิผลของรูปแบบฯ ความหมายและสญั ลักษณท์ ใ่ี ชใ้ นการนาเสนอผลการวิเคราะหข์ อ้ มูลมดี งั นี้ n หมายถงึ จานวนนกั ศึกษาพยาบาล Mean หมายถึง คา่ เฉลีย่ เลขคณิต S.D. หมายถึง ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Sum of Squares หมายถงึ ค่าความแปรปรวน df หมายถึง องศาความเป็นอิสระ (Degrees of Freedom) Mean Squares หมายถึง คา่ กาลังสองเฉลย่ี F หมายถึง ค่าสถิติ F P หมายถงึ คา่ ความน่าจะเปน็ ตอนที่ 1 การศกึ ษาสภาพปญั หากอ่ นการพัฒนารปู แบบ การศึกษาสภาพปัญหาก่อนการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่สง่ เสริมทักษะศตวรรษท่ี 21 ผู้วิจัยดาเนินการศึกษาใน 2 เร่ืองคือ ทักษะศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาและสภาพการจัดการเรียนการ สอนของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีชลบุรี เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณโดยการตอบแบบสอบถาม จากประชากรนักศึกษาพยาบาล หลักสูตรพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีท่ี 1 ถึงปีที่ 4 ท่ีศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2557 จานวน 586 คน ประกอบด้วยนักศึกษาชั้นปี 1 จานวน 120 คน ชั้นปีท่ี 2 จานวน 75 คน ช้ันปีที่ 3 จานวน 165 คน และชั้นปีที่ 4 จานวน 226 คน ได้รับแบบสอบถามคืนจานวน 517 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 88.23 ประกอบด้วยนักศึกษาช้ันปี 1 จานวน 120 คน ช้ันปีท่ี 2 จานวน 75 คน ชั้นปีท่ี 3 จานวน 164 คน และชัน้ ปีที่ 4 จานวน 158 คน ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นเพศหญงิ ร้อยละ 95.75 อายรุ ะหวา่ ง 18- 23 ปี ระดับการศึกษาสูงสุดของผู้ปกครองส่วนใหญ่อยู่ในระดับมัธยมศึกษา (44%) ประถมศึกษา (29%) ปริญญาตรี (23%) และอาจารย์พยาบาลจานวน 38 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสนทนากลุ่ม อาจารย์พยาบาล จานวน 16 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย กลุ่มละ 8 คน นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต

74 ช้ันปีท่ี 1 – 4 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี ที่กาลังศึกษาในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2557 จานวน 36 คน แบง่ เปน็ 4 กลมุ่ ยอ่ ย กลุม่ ละ 9 คน ผลการศกึ ษาดงั นี้ 1.1 ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาพยาบาล วทิ ยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบรุ ี ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาพบว่าข้อมลู เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ มคี วามสอดคล้องกันนักศึกษาในแต่ละช้ันปีมีการรับรูใ้ นแต่ละทักษะที่แตกตา่ งกันไป โดยนักศึกษาในช้ันปีท่ี สูงข้นึ มที กั ษะสูงกว่านกั ศกึ ษาในชั้นปีทีต่ า่ กว่า ดังนี้ 1.1.1 ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21ของนักศึกษาพยาบาลแต่ละช้ันปี จากผลการวิเคราะห์ข้อมูล เชิงปริมาณ พบว่า ค่าเฉล่ียคะแนนทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 โดยรวมของนักศึกษาพยาบาลอยู่ในระดับดี ทุกชั้นปี และเม่ือวิเคราะห์รายด้านพบว่า ทักษะด้านการอ่านและการเขียน เป็นทักษะด้านที่มีค่าเฉล่ีย คะแนนต่าท่ีสุดในทุกช้ันปี ขณะทที่ ักษะดา้ นคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สาร ดา้ นอาชีพ และทักษะการเรียนรู้ และดา้ นความเข้าใจความต่างวัฒนธรรมต่างกระบวนทัศน์ มีค่าเฉลี่ยคะแนนสูงกว่า ด้านอ่ืน นักศึกษาปีที่ 1 2 และ 3 มีค่าเฉลี่ยของทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี สารสนเทศสูงท่ีสดุ ส่วนนักศึกษาปี 4 มีค่าเฉลี่ยของทักษะด้านความเข้าใจในความแตกตา่ งทางวัฒนธรรม สูงทส่ี ุด (ตารางท่ี 4.1) ตารางท่ี 4.1 ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับ ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษาพยาบาล โดยรวมและรายด้าน จาแนกตามชั้นปี (n = 517) ทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 ช้นั ปี1 ชัน้ ปี2 ชัน้ ปี3 ชัน้ ปี4 Mean SD Mean SD Mean SD Mean SD 3Rs (การอ่าน การเขียนและคณิตศาสตร์) 3.18 0.38 3.29 0.49 3.41 0.39 3.58 0.42 (ปานกลาง) (ปานกลาง) (ปานกลาง) (ปานกลาง) การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณและการแกป้ ญั หา 3.48 0.44 3.54 0.49 3.65 0.44 3.91 0.47 (ปานกลาง) (ปานกลาง) (ปานกลาง) (ปานกลาง) การคดิ สร้างสรรคแ์ ละนวตั กรรม 3.36 0.49 3.36 0.48 3.6 0.49 3.76 0.45 (ปานกลาง) (ปานกลาง) (ปานกลาง) (ปานกลาง) ความเขา้ ใจในความแตกตา่ งทางวัฒนธรรม 3.99 0.63 4.19 0.56 4.1 0.53 4.35 0.54 (ด)ี (ดี) (ด)ี (ดี) ความร่วมมือ การทางานเปน็ ทมี และภาวะผูน้ า 3.76 0.49 3.77 0.44 3.90 0.44 4.21 0.46 (ด)ี (ดี) (ดี) (ดี) ดา้ นการส่อื สาร สารสนเทศและสอ่ื 3.71 0.43 3.77 0.45 3.77 0.43 4.01 0.41 (ด)ี (ดี) (ด)ี (ดี) ดา้ นคอมพิวเตอรแ์ ละเทคโนโลยสี ารสนเทศ 4.21 0.57 4.38 0.47 4.27 0.53 4.31 0.53 (ดี) (ดี) (ด)ี (ดี) ดา้ นอาชพี และทักษะการเรียนรู้ 4.05 0.49 4.1 0.46 4.14 0.41 4.28 0.45 (ดี) (ดี) (ด)ี (ดี) รวม 3.65 0.36 3.71 0.36 3.80 0.35 4.01 0.35 (ดี) (ดี) (ด)ี (ดี) ในการวิเคราะห์ทักษะรายข้อ (รายละเอียดในภาคผนวก ค) พบว่า ทักษะท่ีเก่ียวกับการอ่านและ เขียนภาษาอังกฤษของนักศกึ ษาพยาบาลทกุ ช้ันปี อยู่ในระดบั ต่าถงึ ระดบั ปานกลางทกุ ข้อ และเป็นทักษะท่ีมี

75 การประเมินต่ากว่าเรื่องอ่ืนๆ ( x = 2.16 - 3.01, SD = 0.70-0.94) ข้อท่ีมีคะแนนเฉล่ียสูงกว่าข้ออ่ืนๆ ใน ทุกชั้นปี คือ การอ่านภาษาไทยได้ถูกต้องตามอักขระ ( x = 3.99 - 4.34, SD = 0.56-0.65) ซ่ึงสอดคล้อง กับข้อมูลการสอนทนากลุ่มท่ีนักศึกษาส่วนใหญ่บอกว่าสามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้ดี ส่วนการอ่าน ภาษาอังกฤษไม่ค่อยดี ขาดความมั่นใจโดยเฉพาะการสรุปความ ส่วนทักษะคณิตศาสตร์ นักศึกษาสว่ นใหญ่ บอกว่ามีทักษะในระดับดี จึงสรุปได้ว่าในส่วน 3Rs ทักษะที่ทาให้คะแนนการประเมินตนเองด้านนี้ของ นกั ศึกษาต่าคอื ทกั ษะการอา่ น และเขยี นภาษาอังกฤษ ด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหารายข้อ พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับดีทุกช้ันปี ยกเว้นเรื่อง บอกความสัมพันธ์เช่อื มโยง เหตุและผลของส่ิงที่ศึกษาและประมวลผลกระทบที่มคี วามซับซ้อนได้ ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 และ 2 อยู่ในระดบั ปานกลางโดยมีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากัน ( x = 3.34, SD = 0.60, 0.68) ระบปุ ระเดน็ และตั้งคาถามสาคัญท่ีทาใหเ้ กิดความกระจ่างเพ่ือนาไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหา ( x = 3.43, SD = 0.63; x = 3.44, SD = 0.68) ตัดสินใจหรือคัดสรรวิธีแก้ปัญหาจากผลการวิเคราะห์ข้อมูล และหลักฐานเชิงประจักษ์ ( x = 3.34, SD = 0.60; x = 3.36, SD = 0.69) และใช้กระบวนการหรือ วิธีการที่หลากหลายในการแก้ปัญหาโดยเชื่อมโยงความรู้ทางการพยาบาลและศาสตร์ที่เก่ียวข้อง ( x = 3.26, SD = 0.60; x = 3.26, SD = 0.62) ข้อท่ีมีค่าเฉล่ียคะแนนสูงสุดในทุกช้ันปีคือ แสวงหาแนวทาง แก้ไขปัญหาจากแหล่งข้อมูลท่ีน่าเชื่อถือและหลากหลาย ( x = 3.66 - 4.05, SD = 0.57-0.89) ซึ่ง สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ นักศึกษาในช้ันปีสูงๆ ประเมินว่าตนเองมีทักษะการคิด อย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหาดีพอสมควร ส่วนนักศึกษาในช้ันปีต้นๆ ยังคิดว่าตนเองมี ทกั ษะด้านน้ีไม่ค่อยดี การคิดสร้างสรรคแ์ ละนวตั กรรมรายขอ้ พบวา่ อย่ใู นระดับปานกลางเป็นส่วนใหญ่ในทกุ ชัน้ ปี ( x = 2.92 – 4.11, SD = 0.56 – 0.76) ยกเว้นเรอื่ ง คิดเชิงบวก และพร้อมที่จะเรียนรู้เพ่ือให้เกิดผลลัพธ์ที่ดกี ว่า ในการแกป้ ัญหาหรือเม่อื มีความยากลาบาก และ แสดงความเช่ือในผลสาเร็จของการทางานร่วมกันเป็นทีม ที่อยู่ในระดับดี ข้อที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนต่าสุดในทุกช้ันปี คือ แสดงผลการสร้างสิ่งประดิษฐ์ หรือวิธีการ กระบวนการใหม่ในการพยาบาล ( x = 2.92 - 3.51, SD = 0.65 – 0.75) ซ่ึงผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิง คุณภาพ สอดคล้องกันโดย นักศึกษาส่วนใหญ่บอกว่าตนเองยังมีความคิดสร้างสรรค์ไม่ค่อยดีหรือมีน้อย มี เฉพาะนักศกึ ษาช้นั ปีท่ี 4 เพยี งสว่ นน้อยทค่ี ิดวา่ ตนเองมที กั ษะด้านนด้ี ี การวิเคราะห์ขอ้ มูลรายข้อในด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ พบว่าค่าเฉลี่ย คะแนนอยู่ในระดับดีทุกข้อในทุกช้ันปี ( x = 3.92 - 4.42, SD = 0.60 – 0.80) ซึ่งสอดคลอ้ งกับข้อมูลจาก การสนทนากลุม่ ท่ีนักศึกษาสว่ นใหญบ่ อกวา่ ไมม่ ีปัญหาสาหรบั การเรียนรูแ้ ละเข้าใจวัฒนธรรมทแี่ ตกตา่ งกัน ทง้ั ด้านผ้รู บั บริการหรอื ผู้ร่วมวิชาชพี ส่วนด้านความร่วมมือ การทางานเป็นทีมและภาวะผนู้ าของนักศึกษา พยาบาลจาแนกตามช้ันปี พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี ยกเว้นเรือ่ ง แสดงภาวะผู้นาในการทางานซึ่งได้รับ การยอมรับในทีมงาน และเป็นผู้นาทางความคิด การลงมือทาเพ่ือทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในช้ันปีที่ 1 และ 2 อยู่ในระดบั ปานกลาง ( x = 3.35 - 3.48, SD = 0.57 – 0.85) ข้อที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนสูงในทุกช้ันปี คือ ความสามารถในการปฏิสัมพันธ์กับเพ่ือน ผู้ใช้บริการ ผู้ร่วมงานและอาจารย์ด้วยความเป็นมิตร ( x = 4.13 - 4.50, SD = 0.59 – 0.62) ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลเชิงคุณภาพ ที่นักศึกษาส่วนใหญ่บอกว่ามีทักษะ ด้านน้ใี นระดบั ดี ทุกชั้นปี โดยเฉพาะชน้ั ปีที่ 3 และ ช้นั ปที ่ี 4 ด้านการสอื่ สาร สารสนเทศและร้เู ท่าทันสื่อพบวา่ อยใู่ นระดับดีทกุ ข้อของทุกชัน้ ปี ยกเว้นสามารถใช้ โสตทัศนูปกรณ์ในห้องเรียนได้ ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่อยู่ระดับปานกลาง ( x = 3.26, SD = 0.81) ส่วน ดา้ นคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร และด้านอาชีพและทักษะการเรียนรู้ พบว่าอยู่ ในระดับดีทุกข้อในทุกช้ันปี ( x = 4.02-4.59, SD = 0.56 – 0.94 และ x = 3.86-4.45, SD = 0.54 –

76 0.89 ตามลาดับ) ซ่ึงจากข้อมูลเชิงคุณภาพ นักศึกษาบอกว่า ไม่ค่อยมีปัญหาเก่ียวกับการสื่อสารหรือการ สืบค้นข้อมูล สามารถสืบค้นข้อมูลและเลือกใช้ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตมาใช้ประโยชน์ได้เหมาะสม สาหรับ ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร นักศึกษาคิดว่าตนเองมีความสามารถด้านน้ี ในระดับดี และบางคน มีความเชี่ยวชาญมาก เช่นเดียวกับทักษะอาชีพและการเรียนรู้ ที่นักศึกษาบอกว่าไม่มี ปัญหาและสามารถปรับตัวไดด้ ีในสถานการณ์ตา่ งๆ 1.1.2 เปรยี บเทยี บค่าเฉล่ียคะแนนและระดบั ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21ของนกั ศึกษาพยาบาลแต่ละชน้ั ปี จากการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวพบว่า ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยรวมของนักศึกษา พยาบาล ชั้นปีต่างกันมีความแตกต่างกัน อย่างน้อย 1 คู่ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (F3, 514 = 27.98, P= .01) (ตารางท่ี 4.2) และผลการทดสอบทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาพยาบาลแต่ละ ชั้นปีรายคู่ พบว่าค่าเฉล่ียทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษาช้ันปีที่ 1 ต่างจากช้ันปีท่ี 3 และช้ันปีที่ 4 อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติที่ .01 นอกจากน้ยี ังพบความแตกต่างของค่าเฉล่ยี ทักษะระหวา่ งชน้ั ปที ี 2 กบั ชัน้ ปี ที่ 4 และระหวา่ งนักศกึ ษาชัน้ ปที ี่ 3 กบั ชั้นปีที่ 4 อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดับ .01 (ตารางที่ 4.3) ตารางท่ี 4.2 ผลการวิเคราะหค์ วามแปรปรวน ทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาพยาบาล ทกั ษะ Sum of Squares df Mean Squares F P 27.98 .01** ระหว่างกลมุ่ 10.62 3 3.54 .127 ภายในกล่มุ 65.03 514 ** ระดับนัยสาคญั ที่ .01 ตารางท่ี 4.3 คา่ เฉลย่ี ผลต่างค่าเฉลยี่ และผลการทดสอบทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษาพยาบาล รายคู่ โดยวธิ ี Scheffe ช้นั ปี Mean 2 ผลต่างของค่าเฉลยี่ 34 1 3.65 .06 .15** .37** 2 3.71 .09 .31** 3 3.80 .22** 4 4.01 ** ระดับนัยสาคัญที่ .01 1.2 สภาพการจดั การเรียนการสอนของวทิ ยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบรุ ี การศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรีจากการศึกษา เอกสารที่เก่ียวข้องของวทิ ยาลัย และจากการสนทนากลุ่มอาจารย์และนกั ศึกษาสามารถสรุปได้ดงั นี้ 1.2.1 นโยบายและยทุ ธศาสตร์การจัดการเรยี นการสอน ในปีการศึกษา 2556 วิทยาลัยมีนโยบายในการจัดการเรียนการสอนเชิงรุก โดยเน้นการจัดการ เรยี นรู้ทยี่ ึดผู้เรียนเป็นสาคัญ เริม่ ใช้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF) เป็นแนวทางใน การจัดการศึกษา มีการวางแผนกลยุทธ์ในการจัดการเรียนการสอนเพ่ือให้ผู้เรียนมีผลลัพธ์การเรียนรู้ตาม TQF แต่ยังไม่มีการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เป็นรูปธรรม เพื่อใช้เป็นแนวทางสาหรับ อาจารย์ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักศึกษา และยังไม่มีการกล่าวถึงทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 มี อาจารย์เพียงส่วนนอ้ ยท่ีร้จู ักคาว่าทักษะแห่ศตวรรษที่ 21 แต่ยังไม่ได้นามาเชื่อมโยงกับการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอน ส่วนนักศึกษาเกือบท้ังหมดยังไม่ร้จู กั คาว่าทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21

77 1.2.2 ปจั จัยสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน ในปีการศึกษา 2556 วิทยาลัยมีห้องเรยี นที่เปน็ หอ้ งเรียนใหญ่ เหมาะสาหรับการบรรยาย ลักษณะ หอ้ งกว้างมจี อฉายภาพอยู่ด้านหน้าเพียงแหง่ เดียว ทาให้ผู้เรยี นท่ีน่ังด้านหลังมองไมค่ ่อยเห็นจอด้านหน้า มี จานวนห้องเรียนย่อยท่ีใช้สาหรับการแบ่งกลุ่มน้อย สัญญาณอินเตอร์เน็ต ช้าและไม่เสถียร ไม่เอ้ือต่อ การศึกษาค้นคว้า ห้องปฏิบัติการมีหุ่นและอุปกรณ์ในการเรียนรู้และฝึกทักษะทางการพยาบาลไม่เพียงพอ ไม่ทันสมัยและเปดิ ใชเ้ ฉพาะเวลาทมี่ ีการเรียนการสอนโดยอาจารยเ์ ท่านน้ั ไมไ่ ด้เปดิ โอกาสให้นกั ศึกษาได้ฝึก ทักษะการปฏบิ ตั ิทางการพยาบาลได้ด้วยตนเองในเวลาทนี่ ักศกึ ษาสะดวก 1.2.3 อาจารย์และนักศึกษาให้ข้อมูลสอดคล้องกันเก่ียวกับวิธีการจัดการเรียนการสอนในปี การศึกษา 2556 ว่า วิธีการสอนมากท่ีสุดได้แก่การบรรยาย รองลงมาเป็นมอบหมายงานให้ทา มีการใช้ การแสดงบทบาทสมมติ การสอนแบบเล่าเร่ือง (Story telling) การใช้ปัญหาเป็นหลกั (PBL) และการเรยี น การสอนแบบตอ่ ภาพ (Jigsaw) บ้าง ในการบรรยายผู้สอนพดู เร็ว บางครั้งดุ ไม่เปดิ โอกาสให้นักศึกษาแสดง ความคิดเห็น สอนตามเอกสาร ยกตวั อย่างประกอบน้อย นักศึกษาน่งั อยกู่ ับท่ีตลอดเวลา ทาใหก้ ารเรยี นน่า เบ่ือ เน้นเนื้อหาสาระมาก ตารางการเรียนแน่นเกินไป ช้ินงานที่มอบหมายมีจานวนมาก และกาหนดส่งใน เวลาใกลเ้ คียงกัน ทั้งนี้อาจารย์และนักศกึ ษาใหข้ ้อเสนอแนะว่าควรใหน้ ักศึกษามีการเรียนรู้จากสถานการณ์ จาลองหรอื สถานการณ์จริง เปิดโอกาสให้นักศกึ ษาแสดงความคิดเห็น ให้อิสระ ไม่ปิดกั้นทางความคดิ มี จะ ชว่ ยให้นักศึกษาเขา้ ใจกระบวนการคิดและมแี บบอยา่ งในการนาไปใชเ้ มอื่ พบสถานการณ์จรงิ ควรเพ่มิ วธิ ีการ สอนที่หลากหลาย มีการใช้ส่ือประกอบ เช่น วีดิโอ ภาพยนตร์ เพลง ภาพเคลือ่ นไหว ที่เชอื่ มโยงกับเรื่องที่ เรียน เพ่ือไมใ่ ห้น่าเบื่อ และสรุปเป็น concept สั้นๆ เข้าใจง่าย จดั บรรยากาศท่ีสนุกสนาน ผ่อนคลายและ ยดื หยุ่น มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายบางตามความเหมาะสม เพ่ือช่วยให้นักศึกษาเข้าใจและสนุกกับ การเรียน และท่ีสาคัญควรใหค้ วามสาคัญกบั ทักษะทเ่ี ป็นจุดอ่อนของนักศึกษาและจดั กิจกรรมเสริม ตอนท่ี 2 การสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนทสี่ ่งเสริมทกั ษะศตวรรษที่ 21 การศึกษาวิเคราะห์สภาพการณ์ ได้แก่ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาพยาบาล และสภาพ การจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีชลบุรีในปีการศึกษา 2557 พบว่าทักษะแห่ง ศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษาในแต่ละช้ันปี มีความแตกต่างกัน โดยช้ันปีที่สูงข้ึนมีทักษะด้านต่างๆ สูงกว่าชั้นปี ต้นๆ และระดับของทักษะในแต่ละด้านมีความแตกต่างกัน กล่าวคือทักษะในด้านต่างๆ มีความแตกต่างกัน ทักษะด้านท่ีมีค่าเฉลยี่ คะแนนน้อยกว่าด้านอื่นๆ มี 3 ด้านได้แก่ ด้านการอา่ นออก เขียนได้ และคิดเลขเปน็ ด้าน การคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม และด้านการคิดวิจารณญาณและการแก้ปัญหา ซ่ึงพบว่ามีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ ปานกลางเทา่ นั้นแม้แต่ในนกั ศึกษาชั้นปที ่ี 4 ซ่งึ เป็นช้ันปีท่ีกาลังจะสาเรจ็ การศึกษา และเม่ือวิเคราะห์รายข้อ ข้อ ท่ีมีค่าเฉลี่ยคะแนนต่ามากคือข้อท่ีเกี่ยวกับการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษ ส่วนสภาพการจัดการเรียนการสอน พบว่าส่วนใหญ่ยังใช้วิธีการบรรยายท่ีเน้นเน้ือหาสาระเป็นหลัก ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน น้อย สิง่ สนับสนุนด้านห้องเรียนกลุ่มย่อย และสญั ญาณอินเทอร์เน็ตยงั ไมเ่ พียงพอ บรรยากาศการเรยี นไม่กระตุ้น ใหผ้ ู้เรยี นมคี วามตื่นตัวเท่าท่ีควร มีกิจกรรมทช่ี ว่ ยให้ผู้เรียนรู้สึกสนุกสนานหรอื ผ่อนคลายน้อย คณะผู้วิจัยได้นาผลการวิเคราะห์ข้อมูลสภาพการณ์ข้างต้น ผนวกกับการทบทวนวรรณกรรม เก่ียวกับการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ (Student center) ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 กระบวนการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ในการหาแนวทางการพัฒนาร่วมกับอาจารย์ ผู้สอน และจดั ประชมุ เชงิ ปฏิบัตกิ ารพฒั นารูปแบบการเรียนการสอนท่ชี ว่ ยสง่ เสรมิ ทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักศกึ ษาข้ึน ไดร้ ูปแบบ EREC IF ตอ่ จากนน้ั ทดลองใช้รูปแบบ EREC IF ที่พัฒนาข้นึ กบั นกั ศึกษาช้ันปีที่ 2 ในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2557 เม่ือส้ินสุดภาคการศึกษา ติดตามประเมินผลการใช้รูปแบบฯ

78 และปรบั ปรุงรูปแบบฯ เพื่อใชใ้ นภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2557 และดาเนินการใชร้ ูปแบบฯ ท่ปี รับปรงุ กับ นักศึกษาช้ันปีท่ี 3 (กลุ่มเดิม ท่ีเลื่อนชั้นจากชั้นปีที่ 2) ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2558 และประเมิน ประสิทธิผลของรูปแบบฯ จากการประเมนิ ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 และความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการ เรียนการสอน แล้วรับรองรูปแบบโดยคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและการเรียนการสอนของวิทยาลัย หลังจากนน้ั ใช้รปู แบบฯ ท่ีรับรองแล้วกับนักศกึ ษากลุ่มเดิมในภาคการศึกษาที่ 2 กับภาคฤดรู ้อนปกี ารศึกษา 2558 และใช้รปู แบบฯ ในการจัดการศึกษาตอ่ เนื่องจนนักศึกษาจบหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ในปีการศึกษา 2559 ติดตามประเมินทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เมื่อสิ้นสุดการศึกษา และสัมมนาอิงผู้เช่ียวชาญโดยการเชิญ ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ ที่เก่ียวข้อง รบั รองรูปแบบฯ ก่อนนารูปแบบไปขยายผลการใช้ เพ่ือให้ได้รปู แบบฯ ทส่ี ามารถนาไปใชใ้ นการจดั การเรยี นการสอนเพือ่ ใหไ้ ด้บณั ฑิตพยาบาลทีม่ ที ักษะสอดคล้องกับความตอ้ งการ ของระบบสุขภาพในโลกแห่งศตวรรษที่ 21 ตอ่ ไป ซงึ่ รูปแบบ EREC IF มีรายละเอยี ดดงั นี้ นยิ าม รูปแบบ EREC IF ในการจัดการเรียนการสอนท่ีส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 หมายถึง กรอบ เชิงโครงสร้างการจัดการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียน ประกอบด้วย แนวคิดหลกั การ ปัจจัยสนับสนนุ กระบวนการ และการประเมนิ ผล องค์ประกอบของรูปแบบ รปู แบบ EREC IF ประกอบดว้ ย แนวคิดหลกั การ ปัจจัยสนบั สนุน กระบวนการ และการประเมนิ ผล ดังรายละเอียดต่อไปน้ี แนวคิดและหลักการ เป็นแนวคดิ และหลกั การของการเรียนการสอนท่ผี ู้เรียนเปน็ ศนู ย์กลาง (Student center) แนวคดิ ทักษะศตวรรษท่ี 21 การเสริมสรา้ งพลังอานาจ (Empowerment) ทง้ั อาจารย์และนักศกึ ษาเพอื่ ให้กา้ วผ่าน การปรับเปลีย่ นกระบวนทศั น์ในการเรียนการสอนได้ โดยใช้วงจรคณุ ภาพ PDCA (Plan-Do-Check-Act) เป็นเครอื่ งมอื พนื้ ฐานในการดาเนนิ การ 1. การเรียนการสอนที่ผเู้ รยี นเป็นศนู ยก์ ลาง (Student center) การจัดการเรียนการสอนที่เนน้ ผ้เู รียนเป็นศูนย์กลาง เป็นแนวคิดทไี่ ด้รับการกล่าวถงึ ในวงการศึกษา มาอย่างยาวนาน จากแนวคิดของ ดิวอี นักการศึกษาของอเมริกาท่ีเสนอแนวคิดเรื่อง การพัฒนา กระบวนการเรียนรู้ทเี่ นน้ ผู้เรยี นเปน็ ศนู ย์กลาง โดยให้ผูเ้ รียนไดพ้ ฒั นาประสบการณก์ ารเรยี นรู้จากการลงมือ ปฏิบัติ ดังน้ันเม่ือมีการปฏิรูปการศึกษา รัฐบาลไทยจึงได้กาหนดแนวคิดนี้ไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. 2542 (แก้ไขเพ่ิมเติม ฉบับท่ี 2 พ.ศ. 2545) โดยระบุไว้ในแนวการจัดการศึกษาที่ให้ถือว่า ผเู้ รียนมีความสาคญั ท่ีสดุ กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผเู้ รียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและ เต็มตามศักยภาพ ซ่ึงทิศนา แขมมณี (2555, หน้า 120-121) ไดอ้ ธิบายว่าผู้เรียนเป็นศูนย์กลางก็คือผู้เรียน เป็นสาคัญนั่นเอง หมายถึงการคานึงถึงประโยชน์ทผี่ ูเ้ รียนจะไดร้ ับให้มากทีส่ ุดในกระบวนการเรียนการสอน ซึง่ จะเกดิ ขึ้นไดเ้ มื่อผเู้ รยี นตอ้ งมสี ว่ นรว่ มอย่างเต็มที่หรอื มีส่วนรว่ มอยา่ งตนื่ ตวั ท้งั ทางกาย สติปญั ญา อารมณ์ และสังคม บทบาทการมสี ่วนร่วมในกิจกรรมกระบวนการเรียนรทู้ ้งั 4 ดา้ น ของผเู้ รยี นมีมากกว่าผู้สอน และ ผู้เรียนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้อย่างตื่นตัว การจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นสาคัญนั้น ต้อง อาศยั บทบาทของผสู้ อนและบทบาทของผูเ้ รียนร่วมกนั

79 2. แนวคดิ ทกั ษะศตวรรษที่ 21 Trilling & Fadel (2009) ได้กล่าวถึงความจาเป็นในการปรับกระบวนทัศน์ทางการจัดการศึกษา และไดน้ าเสนอกรอบแนวคิด ทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 (21st Century Skills) ได้แก่ ทักษะการเรยี นรู้ 3Rs x 7Cs โดย 3Rs คือ Reading (อ่านออก) (W)Riting (เขียนได้) และ (A) Rithemetics (คิดเลขเป็น) 7Cs ไดแ้ ก่ ทกั ษะด้านการคิดอย่างมีวจิ ารณญาณและทกั ษะในการแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving) ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม (Creativity and Innovation) ทักษะด้านความเข้าใจความ ต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural Understanding) ทักษะด้านความร่วมมือ การทางาน เปน็ ทมี และภาวะผนู้ า (Collaboration, Teamwork and Leadership) ทักษะด้านการสือ่ สารสารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ (Communications, Information, and Media Literacy) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร (Computing and ICT Literacy) ทกั ษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้ (Career and Learning Skills) ซึ่ง วิจารณ์ พานิช (2555) ได้ให้ความเห็นว่าเป็นทักษะท่ีจาเป็นท่ีจะต้อง พัฒนาให้เกิดมีขึ้นในผู้เรียน และเน้นว่าการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะในศตวรรษท่ี 21 ไม่ใช่การสอนแบบเดิมๆ ที่สาคัญตอ้ งอาศยั ระบบการสนับสนุนการศึกษา ได้แก่ มาตรฐานการเรียนรู้ การ ประเมินผล หลักสูตร และวิธีการสอน การพัฒนาวิชาชีพ และบรรยากาศการเรียนรู้ท่ีส่งเสริมให้ผู้เรียนมี ส่วนรว่ มในกระบวนการเรยี นร้มู ากขึ้น ผสู้ อนต้องมีการเปลยี่ นแปลงตวั เองเพือ่ ใหเ้ ปน็ ครเู พ่อื ศษิ ยใ์ นศตวรรษ ท่ี 21 ครูในศตวรรษท่ี 21 ต้องยึดหลักสอนน้อย เรียนมาก การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ต้องก้าวข้ามสาระ วิชาไปสู่การเรียนรู้ ครูต้องออกแบบการเรียนรู้ และอานวยความสะดวก (facilitate) ในการเรียนรู้ ให้ผู้เรียน เรียนร้จู ากการเรยี นแบบลงมือทา แล้วการเรยี นรู้กจ็ ะเกิดจากภายในใจและสมองของตนเอง 3. การเสรมิ สร้างพลงั อานาจ (Empowerment) เป็นแนวคิดที่อธิบายกระบวนการทางสังคม การแสดงถึงการยอมรับและช่ืนชม การส่งเสริม การ พฒั นาและเสรมิ สร้างความสามารถของบคุ คลในการตอบสนองความตอ้ งการของตนเองและแก้ปัญหาด้วย ตนเอง รวมถึงความสามารถในการใช้ทรัพยากรที่จาเป็นในการดารงชีวิต เพื่อให้เกิดความรู้สึกเชื่อม่ันใน ตนเองและรู้สึกว่าตนเองมอี านาจสามารถควบคุมความเป็นอย่หู รือวถิ ีชีวิตของตนเองได้ เปน็ กระบวนการที่ เน้นให้ผู้เรียนได้มสี ่วนร่วมในการเรียนการสอนอย่างแท้จริง (Active Participation) โดยใช้วิธีการสนทนา แลกเปล่ียนความรู้และความคิดเห็นกันระหว่างผู้เรียน ให้ผู้เรียนระบุปัญหาของตน วิเคราะห์สาเหตุ และ ความเป็นมาของปัญหาโดยใช้วิจารณญาณ การมองภาพสังคมท่ีควรจะเป็นและการพัฒนากลวิธีทจ่ี ะแก้ไข อุปสรรค เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่ต้องการ มีความเช่ือในความสามารถของตนเองสูงข้ึน ซึ่งการ เสริมสร้างพลังอานาจ เป็นแนวคดิ หนึ่งท่ีใช้สาหรับสร้างเสริมแรงจูงใจในการทางานของบุคคล รวมถึงการ สร้างพลังอานาจในตนเพื่อให้มองเห็นถึงสมรรถนะตนเองในการดาเนินกิจกรรมต่างๆ (Gibson, 1991; Greasley & King, 2005; Spreitzer, 1995) 4. การพัฒนาคณุ ภาพอย่างตอ่ เนื่อง (Continuous Quality Improvement) เช่น PDCA CQI มักจะใช้แนวคิด PDCA ซ่ึงเป็นข้ันตอนทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย \"การวางแผน\" อย่าง รอบคอบ เพือ่ \" การปฏิบัติ \" อย่างคอ่ ยเปน็ ค่อยไป แล้วจึง \"ตรวจสอบ\" ผลที่เกิดขึน้ วิธกี ารปฏิบตั ิใด มี ประสทิ ธผิ ลที่สุด ก็จะจดั ให้เป็นมาตรฐาน หากไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ ก็ต้องมองหาวิธกี ารปฏิบัติใหม่ หรือใช้ความพยายามให้มากข้ึนกว่าเดิม โครงสร้างของ PDCA ประกอบด้วย 1) Plan คือ การวางแผน 2) DO คือ การปฏิบัติตามแผน 3) Check คือ การตรวจสอบ 4) Act คือ การปรับปรุงการดาเนินการอย่าง เหมาะสม หรือ การจัดทามาตรฐานใหม่ ซึ่งถือเป็นพ้ืนฐานของการยกระดับคุณภาพ ทุ กครั้งท่ีการ ดาเนินงานตามวงจร PDCA หมุนครบรอบ ก็จะเป็นแรงส่งสาหรับการดาเนินงานในรอบต่อไป และ

80 ก่อให้เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (สานักทดสอบทางการศึกษา สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ัน พน้ื ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ, 2554ก, 2554ข) ปัจจัยสนับสนนุ นโยบาย (Policy) เปน็ ปจั จัยสนบั สนุนท่สี าคญั ท่จี ะทาให้การนา EREC IF ไปใชใ้ นการจัดการเรียน การสอนเพื่อสง่ เสรมิ ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ดาเนนิ ไปไดด้ ว้ ยดีและมปี ระสิทธิภาพ สถาบันการศกึ ษาที่จึง ตอ้ งกาหนดนโยบายทีช่ ัดเจน และมกี ารถ่ายทอดลงส่กู ารปฏบิ ตั ิอยา่ งชดั เจนและทวั่ ถึงเพื่อใหเ้ กิดการ เปลีย่ นแปลงในการจัดการเรยี นการสอน กระบวนการ รูปแบบ EREC IF ประกอบด้วย 3 กระบวนการทส่ี าคัญ ได้แก่ 1) กระบวนการเตรียมความพรอ้ ม 2) กระบวนการจดั การเรยี นการสอน EREC IF และ 3) กระบวนการเสรมิ ด้วย การเสริมสร้างพลังอานาจ และการจัดการความรู้ (Empowerment and Knowledge Management: EM & KM) 1. กระบวนการเตรยี มความพรอ้ ม (Preparation) การเตรียมความพร้อมก่อนการใช้รูปแบบ EREC IF เป็นกิจกรรมสาคัญท่ีจะทาให้อาจารย์ และ นักศึกษามีความเข้าใจและทัศนคติท่ีดีต่อรูปแบบ EREC IF ซ่ึงจะส่งผลให้อาจารย์สามารถจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนท่ีเอื้ออานวยให้นักศึกษามีการเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ การเตรียมความพร้อม ประกอบดว้ ย 5 ส่วน ไดแ้ ก่ 1) การเตรียมความพร้อมอาจารย์ (Faculty preparation) 2) การเตรยี มความ พร้อมนักศึกษา (Student preparation) 3) การออกแบบการเรียนการสอนและการจัดการ (Couse design & Management) 4) การเตรียมความพร้อมสภาพแวดลอ้ มและสิ่งสนบั สนุนการเรียนรู้ (Learning environment & Facilitating) และ 5) การวางแผนการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร (Co-curricular activity) ซึ่งมรี ายละเอยี ด ดังนี้ 1.1 การเตรยี มความพร้อมอาจารย์ (Faculty preparation) การเตรยี มความพรอ้ มอาจารย์ ประกอบด้วย 1) การประชมุ ชี้แจงรูปแบบ EREC IF เกี่ยวกับที่มาของรูปแบบ EREC IF ความหมายของ EREC IF แต่ละตัว ตัวอย่างวิธีการสอนต่างๆ ตามรูปแบบ EREC IF การนา EREC IF ไปสู่ การออกแบบ มคอ.3/มคอ.4 ทบทวนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 บทบาทอาจารย์ ผู้รับผิดชอบรายวิชาและอาจารย์ผู้สอน และลักษณะอาจารย์ผู้สอนที่ส่งเสริมทักษะศตวรรษ ท่ี 21 ของ นกั ศึกษา 2) ประชุมเชิงปฏิบัติการในการพัฒนาศักยภาพอาจารย์ในด้านการ ออกแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่อให้อาจารย์มีความรู้ความเข้าใจเรื่อง การจัดการศึกษาที่ส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 การออกแบบการเรียนการสอนท่ีส่งเสริมทักษะแห่ง ศตวรรษที่ 21 และวิธีการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ได้แก่ การสะท้อนคิด ห้องเรียนกลับ ทาง และ SBL 3) ประชุมพัฒนาศักยภาพของบุคลากรทั้งวิทยาลัยเรื่องการสร้างแรง บันดาลใจ เพ่ือให้บุคลากรทุกคนโดยเฉพาะอาจารย์ เกิดแรงบันดาลใจท่ีจะร่วมกันพัฒนาการจัดการเรียน การสอนเพอื่ สง่ เสริมทักษะศตวรรษที่ 21 ตามบทบาทของตน และเพื่อให้มีสมรรถนะในการนามาใช้ในการ สรา้ งแรงบันดาลใจของนักศึกษา

81 1.2 การเตรยี มความพร้อมนกั ศึกษา (Student preparation) การเตรยี มความพรอ้ มนกั ศึกษา ประกอบดว้ ย 1.2.1 การประชุม ให้ความรู้พ้ืนฐานและสร้างความตระหนักถึง ความสาคัญของการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 เพื่อการทางานในปัจจุบันและอนาคต และชี้แจงให้ เข้าใจรูปแบบ EREC IF เก่ียวกับที่มาของรูปแบบ EREC IF ความหมายของ EREC IF แต่ละตัว ตัวอย่าง วธิ กี ารสอนตามรปู แบบ EREC IF การประเมินผลการเรียนรู้ของนักศกึ ษาตามทักษะศตวรรษท่ี 21 จากการ สอนด้วยรูปแบบ EREC IF และลักษณะและบทบาทของนักศึกษาในการเรียนการสอนที่สอนด้วยรูปแบบ EREC IF เพ่ือสง่ เสริมทักษะศตวรรษที่ 21 ซึ่งในการเรียนการสอนด้วยรปู แบบ EREC IF เพื่อส่งเสริมทกั ษะ ศตวรรษท่ี 21 นกั ศึกษาควรมีลักษณะดงั น้ี 1) นักศึกษามีอิสระที่จะเลือกสิ่งที่ตนพอใจ แสดงความคิดเห็น และแสดงลกั ษณะเฉพาะของตนเอง 2) นักศึกษาต้องปรับสิ่งต่างๆ ให้ตรงตามความพอใจและความ ต้องการของตน 3) นกั ศึกษาต้องตรวจสอบหาความจริง ไมเ่ ชอื่ อะไรงา่ ยๆ 4) นกั ศกึ ษาตอ้ งเป็นตวั ของตัวเองและสรา้ งปฏิสมั พันธ์กบั ผ้อู ื่น 5) นกั ศึกษาต้องปรับการเรยี นรู้ของตนเองให้เกิดการเรยี นอย่างมี ความสุข สนกุ สนานและใชก้ ารเล่นเป็นส่วนหน่ึงของงาน และการเรียนรู้ 6) นักศึกษาต้องให้ความร่วมมือกับทีมงาน และใช้ความสัมพันธ์ เปน็ ส่วนหน่งึ ของทุกกิจกรรม 7) นักศึกษาต้องมีความเร็ว กระตือรือร้นในการสื่อสาร การหา ข้อมลู และการตอบคาถาม คดิ ค้นหาความร้แู ละคาตอบอยตู่ ลอดเวลา 8) นักศกึ ษาต้องคดิ สร้างสรรค์ความรใู้ หม่ และสร้างนวตั กรรมใหม่ โดยสร้างนวตั กรรมตอ่ ทุกสง่ิ ทกุ อย่างในการเรยี นรู้ 1.2.2 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาทกั ษะการเรียนการสอนตามรูปแบบ EREC IF เพอื่ ส่งเสริมทกั ษะศตวรรษที่ 21 ได้แก่ การบนั ทึกสะท้อนคดิ การเขียนแผนท่คี วามคดิ 1.3 การออกแบบการเรยี นการสอนและการจดั การ (Couse design & Management) การออกแบบการเรียนการสอนและการจัดการ ดาเนินการโดยให้ผู้รับผิดชอบรายวิชา รว่ มกับอาจารย์ผู้สอนออกแบบมคอ.3/มคอ.4 และจัดประชุมวิพากษ์ มคอ.3/มคอ.4 ที่ออกแบบ กอ่ นเปิด ภาคการศึกษา โดยคณะกรรมการบรหิ ารหลกั สูตรและการเรียนการสอน เพื่อให้ข้อเสนอแนะ และแนวทาง ในการปรับปรุง ให้เลือกใช้วิธีการสอนต่างๆ ตามรูปแบบ EREC IF ให้เหมาะสมกับแต่ละรายวิชา เพื่อ นาไปสู่การพัฒนาทักษะศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษา ข้อควรปฏิบัติในการออกแบบการเรยี นการสอนและ การจัดการมดี งั นี้ 1) การออกแบบการเรียนการสอนต้องทาร่วมกันระหว่างผู้รับผิดชอบรายวิชา และผ้สู อน 2) ใช้รูปแบบ EREC IF เป็นแนวทางในการออกแบบวิธีการสอนที่ส่งเสริมให้ นกั ศกึ ษาเกดิ ทกั ษะศตวรรษที่ 21 3) การใช้รูปแบบนกี้ ับนกั ศกึ ษาให้เกิดผลดี ต้องมีการ Empowerment และการ Knowledge Management ซึ่งการ Empowerment น้ันควรทากับนักศึกษาและอาจารย์โดยเฉพาะใน ช่วงแรกของการใช้รูปแบบ เน่ืองจากเป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนซึ่งอาจทาให้นักศึกษา และ

82 อาจารย์เกิดความเครียด วิตกกังวล และไม่มั่นใจ โดยสามารถ Empowerment ได้ตลอดระยะเวลาหาก พบวา่ เกดิ ปัญหาและอปุ สรรคข้นึ ในระหว่างการจดั การเรยี นการสอน ส่วนการ Knowledge Management เป็นส่วนสาคัญที่ต้องทากับผู้สอน เพื่อให้เกิดการแลกเปล่ียนเรยี นร้รู ะหว่างกัน ซึ่งชว่ ยทาให้การนารูปแบบ ไปใช้ได้อยา่ งมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการ Knowledge Management สามารถทาได้ตลอดระยะเวลา ของการจดั การเรยี นการสอนเช่นกนั 4) การจัดการเรียนการสอน 1 รายวิชาต้องออกแบบตามแนวทางของรูปแบบ EREC IF ครบทุกองค์ประกอบ จึงจะสามารถทาส่งเสริมทักษะศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษาได้อย่างมี ประสทิ ธภิ าพ 5) รูปแบบ EREC IF สามารถนาไปใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนได้ในทุก หมวดวิชาและทุกรายวิชา ทผี่ ู้สอนใหค้ วามรว่ มมือ 6) ในช่วงต้นของการใช้รูปแบบ EREC IF ควรจัดให้มีผู้ทรงคุณวุฒิ มาให้ คาปรึกษาและข้อเสนอแนะ ซึง่ อาจจัดในรูปแบบของโครงการพฒั นาศักยภาพอาจารย์ 1.4 การเตรียมความพร้อมสภาพแวดล้อมและสิ่งสนับสนุน (Learning environment & Facilitating) ความพร้อมในดา้ นสภาพแวดล้อม และส่ิงสนับสนุนการเรียนรู้ เป็นปัจจัยหน่ึงท่ีสาคัญใน การเรียนตามรูปแบบ EREC IF โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือการเรียนรู้ท่ีทันสมัย การมี สญั ญาณอินเทอร์เน็ตที่ดีสามารถช่วยให้เข้าถึงข้อมูลขา่ วสารได้อย่างรวดเร็ว วิทยาลัยได้มีการเตรียมความ พร้อมทั้งสภาพแวดล้อม และสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้สาหรับการเรียนการสอนด้วยรูปแบบ EREC IF เพ่ือ พัฒนาทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษา ดังน้ี 1) ติดตั้งระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพิ่มเติมให้ครอบคลุมทุกพื้นท่ีในวิทยาลัย และเพิ่มความแรงของสัญญาณ 2) ติดตั้งโทรทัศน์ในห้องเรียนเพื่อให้นักศึกษาท่ีอยู่ด้านหลังสามารถเห็นสื่อท่ี อาจารย์ใชใ้ นการสอนได้อยา่ งชัดเจน 3) จดั ซ้ืออุปกรณ์ IT เพิ่มเตมิ เพ่อื ใหอ้ าจารย์ และนกั ศึกษาใชใ้ นการเรยี นการสอน ได้แก่ กระดานอัจฉริยะ IPAD 4) สร้างห้องปฏิบัติการพ ยาบาลข้ันสูง และซ้ือหุ่นจาลองที่ใช้สาหรับ ห้องปฏิบัติการพยาบาลข้ันสูง เพ่ือรองรับการเรียนการสอนแบบ Simulation Based Learning ที่มี ประสิทธภิ าพมากขน้ึ 5) จัดซอื้ วัสดุอุปกรณใ์ นหอ้ งปฏิบัตกิ ารพยาบาลทที่ ันสมยั เพม่ิ เติม ไดแ้ ก่ ห่นุ วัสดุ และครุภัณฑ์ทางวิทยาศาสตรแ์ ละการแพทย์ 6) เช่าฐานขอ้ มลู ดา้ นการพยาบาลทีม่ ขี ้อมูลความหลากหลาย จาเปน็ ต่อการ คน้ คว้าข้อมูลเพิม่ เติม 7) เพ่มิ จานวนห้องเรยี นกล่มุ ยอ่ ยเพอื่ ใช้ในการเรียนรู้แบบแบ่งกลุม่ และการ ทางานเปน็ ทมี 8) จัดสถานท่ี และบรรยากาศรอบๆบริเวณวิทยาลัยที่ส่งเสริมการเรียนรู้ และ สามารถใช้ในการเรียนการสอนนอกห้องเรียน เชน่ จัดม้าหิน ศาลาบริเวณใต้ตน้ ไม้ และรอบๆ อาคารเรียน 9) ปรับปรุงอุปกรณ์เสียงตามสายให้มีคุณภาพเพื่อรองรับกิจกรรมการพัฒนา ภาษาอังกฤษของนักศึกษาผา่ นเสยี งตามสาย

83 1.5 การวางแผนการจดั กจิ กรรมเสรมิ หลกั สูตร (Co-curricular activity) วทิ ยาลัยมีแผนการจัดกจิ กรรมเสริมหลกั สูตรท่ีสอดคล้องและสง่ เสริมการใช้รปู แบบ EREC IF เพ่ือพัฒนาทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษา ดังนี้ 1) การมีสว่ นร่วม เชน่ ทาบญุ ตักบาตร สวดมนต์ เพ่อื ส่งเสรมิ ทักษะความร่วมมอื และการส่ือสาร 2) การสะท้อนคิด เช่น การแลกเปล่ียนเรียนรู้จากการทากิจกรรมต่างๆ เพื่อ นามาใช้ในการพัฒนาการดาเนินงานในคร้ังต่อไป เพ่ือส่งเสริมทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการ แก้ปญั หา 3) การเรยี นรูจ้ ากประสบการณจ์ ริง เชน่ จิตอาสาพัฒนาบา้ นเรา เพอ่ื สง่ เสรมิ ทักษะความร่วมมอื การทางานเปน็ ทีม ภาวะผ้นู า การสื่อสาร การเข้าใจความต่างวัฒนธรรมและกระบวน ทศั น์ ทักษะอาชพี และการเรยี นรู้ 4) การส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษมีกิจกรรม เช่น BNC Theater, English Camp, BNC Channel โจ๊กปริศนาพาความรู้สู่ชุมชน เพ่ือส่งเสริมทักษะการอ่านและการเขียน ภาษาองั กฤษ การคดิ สร้างสรรคแ์ ละนวัตกรรม เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร 5) เทคโนโลยสี ารสนเทศ เช่น การจัดทาส่ือประชาสมั พันธด์ ้านสขุ ภาพ เพื่อ ส่งเสรมิ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สาร 6) หรรษาและยืดหยุ่น เช่น BNC Theater, English Camp, BNC Channel, โจก๊ ปริศนาพาความรูส้ ู่ชุมชน เพ่ือส่งเสริมทักษะการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษ การคิดสร้างสรรค์และ นวตั กรรม เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร 2. กระบวนการจัดการเรยี นการสอน EREC IF เปน็ แนวทางการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนที่จาเปน็ ตอ้ งมี 6 องค์ประกอบยอ่ ย ได้แก่ 1) E: Engagement 2) R: Reflection 3) E: Experience 4) C: Culture and Language 5) I: Information Technology และ 6) F: Fun and flexibility E: Engagement การมสี ่วนรว่ มของนกั ศึกษาในการเรียนการสอน มีแนวคดิ ท่ีวา่ การทาให้ผู้เรียน เหน็ ประโยชนแ์ ละสนใจในการร่วมกิจกรรม การเรยี นจะมีประสิทธภิ าพ เป็นการเสริมสร้างแรงจูงใจในการ เรยี นมากขึ้น เนน้ การมีสว่ นรว่ ม การส่ือสาร ทกั ษะการอยู่ร่วมกับคนในสังคม โดยผู้สอนเลอื กวิธกี ารสอนท่ี ใหน้ ักศึกษาแลกเปลยี่ นแสดงความคิดเห็น แสดงออก ตดั สนิ ใจ หรอื ลงมือทาด้วยตนเอง ตัวอยา่ งวธิ ีการสอน เช่น อภิปรายกลุ่ม ปริศนาความคิด (jigsaw) กรณีศึกษา บทบาทสมมุติ ประชุมปรึกษาทางการพยาบาล สถานการณจ์ าลอง (simulation) การเรียนรูโ้ ดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL: Problem-based Learning) R: Reflection การสะท้อนคิด มีแนวคิดที่ว่า การทาให้ผู้เรียนเกิดการคิด พินิจพิเคราะห์ ตรึก ตรอง ใคร่ครวญอย่างลึกซ้งึ และใช้ความพยายามในการคน้ หาคาตอบ จะทาให้เกดิ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม โดยอาศัยเหตุผลและข้อมูลอ้างอิง โดยมีตัวอย่างวิธีการสอนท่ีช่วย ส่งเสริมให้นักศึกษาเกิดการสะท้อนคิด ผ่านการตั้งคาถามด้วยตนเอง ตอบคาถาม และบันทึกการเรียนรู้ ตัวอย่างวิธีการสอนเช่น การใช้คาถามในการสัมมนาหรือในห้องเรียนกลับทาง (flip classroom) การใช้ คาถาม (questioning) การเขียนบันทึก อภิปรายกลุ่ม การประชุมปรึกษาทางการพยาบาล กรณีศึกษา สถานการณ์จาลอง (simulation) การเรียนรโู้ ดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน (PBL: Problem-based Learning) E: Experience การเรียนรู้จากประสบการณ์ มีแนวคิดท่ีว่า การจัดกิจกรรมท่ีส่งเสริมให้ผู้เรียน เกิดการเรยี นรู้จากประสบการณ์เดิม โดยเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกบั ประเด็นการเรียนรูต้ ามเป้าหมายท่ี ต้องการ หรือจัดผู้เรียนให้ได้รับประสบการณ์จากการลงมือทา จากการสังเกต การเข้าร่วมกิจกรรม จะ

84 กระตุ้นให้ผู้เรียนสะท้อนประสบการณ์ที่ได้รับ และพัฒนาเป็นความรู้และความคิดใหม่ รวมท้ังสามารถ ประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ๆ ต่อไป ตัวอย่างวิธีการสอน เช่น สัมมนา โครงงาน กรณีศึกษา ศึกษา สภาพการณ์จรงิ การทดลอง การเรยี นรโู้ ดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL: Problem-based Learning) C: Culture and Language วัฒนธรรมและภาษา มีแนวคิดท่ีว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ นกั ศึกษาเข้าใจ ยอมรับ วถิ ีชีวิตทีม่ ีความแตกตา่ งกันของบุคคลและพหุวัฒนธรรม จากสถานการณ์จริงหรือ สถานการณ์จาลอง และจัดกิจกรรมให้นักศึกษาใช้ภาษาอังกฤษ จะกระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถนาไป ประยกุ ตใ์ ช้ในการดารงชีวติ และปฏิบตั งิ านในวัฒนธรรมที่หลากหลายไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ ตัวอย่างวธิ ีการสอน เช่น สมั มนา โครงงาน กรณีศกึ ษา ศกึ ษาสภาพการณจ์ รงิ การประชุมปรึกษาทางการพยาบาล การเรยี นการ สอนแบบรว่ มมือ สถานการณ์จาลอง (simulation) I: Information Technology เทคโนโลยีสารสนเทศ มีแนวคิดท่ีว่า การจดั กิจกรรมให้นักศึกษา มีการค้นคว้าข้อมูลทางด้านดิจิทัล และใช้เทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ในการนาเสนอและส่ือสารกับ ผู้สอน จะส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ประยุกต์ความรู้ทางด้านดิจิทัลในการสืบค้น รวบรวมและพิจารณาเลือกใช้ ข้อมูลที่นา่ เช่อื ถือ รวมถึงสามารถใช้เทคโนโลยีทางดา้ นคอมพิวเตอร์เพื่อการนาเสนอและการสื่อสารไดอ้ ยา่ ง มีประสิทธิภาพ ตัวอย่างวิธีการ เช่น มอบหมายให้ศึกษาค้นคว้าโดยใช้ฐานข้อมูลต่างๆ การใช้ Google Classroom การใช้โปรแกรมช่วยสอน เช่น โปรแกรม Kahoot โปรแกรม Menti E- learning การเรียนรู้ โดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน (PBL: Problem-based Learning) F: Fun and flexibility หรรษาและยืดหยุ่น มีแนวคิดที่ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ ตรงกับความต้องการและความสนใจ ในขณะเดียวกันผูส้ อนสามารถปรับการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับ ศักยภาพ และบริบทต่างๆของนักศึกษา ท้ังสองปัจจัยนี้เป็นส่ิงกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรูท้ ี่ดีข้ึน รูส้ ึก ผ่อนคลาย เพลิดเพลิน ยืดหยุ่น สนุก และมีความสุขกับการเรียน จะทาให้ผู้เรียนเปิดรับการเรียนรู้ใหม่ ๆ ตัวอย่างวิธีการ เช่น การใช้วีดีโอ เพลงนาก่อนเข้าสู่กิจกรรมการเรียนการสอน กิจกรรมปริศนาทายโจ๊ก เกมส์ การใช้โปรแกรมช่วยสอน เช่น โปรแกรม Kahoot โปรแกรม Menti การจัดห้องเรียนแบบไร้เก้าอ้ี การทาสมาธผิ ่อนคลายก่อนเรยี น 3. กระบวนการเสรมิ EM & KM เป็นแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีจะช่วยเสริมให้การใช้รูปแบบ EREC IF เป็นไปด้วยดี และมีประสิทธิภาพ มี 2 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ การเสริมสร้างพลังอานาจ (Empowerment) และการจัดการเรียนรู้ (Knowledge management) การเสริมสร้างพลังอานาจ (Empowerment) ในกรณีน้ีหมายถึงการเสริมสร้างพลังอานาจด้าน จติ ใจ เป็นการเสริมแรงทางดา้ นจิตใจ เพ่ือให้นกั ศึกษามีความเช่ือม่นั ในสมรรถนะของตนเองท่ีจะทาให้งาน ประสบความสาเร็จ โดยส่งเสริมให้เกิดความสามารถในทางานและแก้ปัญหาต่างๆ เป็นการสร้างเสริม แรงจูงใจในการทางาน รวมถึงการสร้างพลังอานาจในตนเพ่ือให้มองเห็นถึงสมรรถนะตนเองในการดาเนิน กิจกรรมตา่ งๆ ซ่ึงการเสริมสรา้ งพลังอานาจทางดา้ นจิตใจนจ้ี ะนามาใช้เมอื่ บุคคลรู้สกึ เครียด ขาดความม่ันใจ ขาดกาลังใจในการทางาน และรู้สกึ ว่าตนเองดอ้ ยค่า ดังนัน้ การเสรมิ สร้างพลงั อานาจ จึงถอื เป็นกระบวนการ เสรมิ ทีส่ าคญั ของการใช้รปู แบบ EREC IF เพราะมีผลต่อประสทิ ธภิ าพการทางานไดบ้ รรลุผลสาเรจ็ วิธีการท่ี ใช้คือการพูดคุยให้นักศึกษาเชื่อม่ันในศักยภาพของตนเอง โดยการสร้างแรงจูงใจให้นั กศึกษาเห็นถึง ความสาคญั และประโยชน์ที่นักศกึ ษาจะได้รับจากการเรยี นโดยใช้รูปแบบ EREC IF มีการสอบถามถงึ ปัญหา ท่ีพบ และความต้องการของนักศึกษาท่ีจะช่วยให้การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ EREC IF ของนักศึกษามี ประสิทธิภาพมากขึ้น

85 การจัดการเรียนรู้ (Knowledge management) ในกรณีน้ีเป็นการแลกเปล่ียนประสบการณ์ และความคิดเห็นจากการทางานของอาจารย์ในการจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบ EREC IF เพื่อนา ความรู้ท่ีได้จากการแลกเปลี่ยนไปใช้ในการจัดหรือปรับปรุงกจิ กรรมการเรยี นการสอนตามรูปแบบ EREC IF ให้เกิดผลสัมฤทธ์ิท่ีดีขึ้นกว่าเดิม โดยการให้อาจารย์ผู้สอนท่ีนารูปแบบ EREC IF ไปใช้ในการจัดการเรียน การสอนมาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้ร่วมกันเป็นระยะๆ ทาให้อาจารย์ได้เห็นวิธีการ จัดการเรียนการสอนท่ีหลากหลายมากขึ้น นาไปสู่การนาไปปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนโดยรูปแบบ EREC IF ให้ดีย่งิ ขึน้ การประเมินผล การประเมินผลการจดั การเรียนรู้ตามรปู แบบ EREC IF เป็นการประเมินทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ประกอบด้วยทักษะ 3Rs7Cs ตามกรอบแนวคิดของ (Trilling & Fadel, 2009) ของนักศึกษาในเชิง ปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถาม โดยทาการทดสอบก่อน ระหว่าง และหลังการใช้รูปแบบ EREC IF 3Rs7Cs มีรายละเอียดดงั น้ี R1: Reading หมายถึง ความสามารถทางด้านการอ่านภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ ถูกตอ้ งตามอกั ขระ อ่านแลว้ เข้าใจเนื้อหา และตีความเรื่องทีอ่ า่ นได้ตรงประเดน็ R2: (W)Riting หมายถงึ ความสามารถเขยี นไดด้ ีท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยเขียน ได้ถูกตอ้ งตามหลักภาษาไทย สือ่ สารได้ตรงประเด็น สานวนสละสลวย R3: (A)Rithemetics หมายถึง ความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์พื้นฐานและสามารถ ประยุกตใ์ ช้หลกั ทางคณติ ศาสตรแ์ ละสถติ ใิ นการพยาบาลได้ C1: Critical Thinking and Problem Solving หมายถึง ความสามารถในการคิดเชิง วิเคราะห์ คิดอย่างเป็นระบบและใช้เหตุผลในการตัดสินใจเพื่อแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ต่างๆได้อย่าง เหมาะสม C2: Creativity and Innovation หมายถึง ความสามารถในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิด เชงิ บวก เพ่ือนาไปสกู่ ารสร้างและใช้องคค์ วามร้หู รือนวัตกรรมในการพัฒนางาน C3: Cross-cultural Understanding หมายถึง ความสามารถในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืน การทางานเปน็ ทีม การแสดงภาวะผนู้ า เพือ่ นาไปสูค่ วามสาเรจ็ ตามเปา้ หมาย C4: Collaboration, Teamwork & Leadership ห ม ายถึง ความสาม ารถใน ก าร ปฏิสัมพนั ธก์ ับผอู้ ่ืน การทางานเป็นทีม การประสานงานและสรา้ งเครือข่ายความร่วมมอื แกไ้ ขความขดั แย้ง ในทีม และการแสดงภาวะผูน้ า เพอ่ื นาไปส่คู วามสาเรจ็ ตามเปา้ หมาย C5: Communications, Information, and Media Literacy หมายถึง ความสามารถ ในการเข้าถึง ค้นหา วิเคราะห์ ประเมิน และถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร ความสามารถในการใช้ส่ือสารสนเทศ ต่างๆ C6: Computing and ICT Literacy หมายถึง ความสามารถทางด้านการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการใชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอร์ C7: Career & learning self-reliance หมายถึง ความสามารถ ในการปรับตัวต่อ สถานการณต์ ่างๆ ความยืดหยุ่น ความรบั ผดิ ชอบต่อบทบาทหน้าที่ของตนเองและสงั คม การเป็นแบบอย่าง ท่ีดี สามารถกาหนดเป้าหมาย และแนวทางในการบรรลเุ ปา้ หมายไดด้ ้วยตนเอง และมีการเรียนร้ดู ว้ ยตนเอง ตลอดชีวติ

86 ความสัมพันธ์ขององคป์ ระกอบ องค์ประกอบท้ัง 4 ข้างต้นมีความสัมพันธ์กันคือ ผู้สอนต้องมีความรู้ความเข้าใจแนวคิดและ หลกั การในเร่ืองการจัดการเรียนการสอนท่เี น้นผู้เรยี นเป็นสาคัญ นอกจากน้ผี ู้บรหิ ารต้องมีนโยบายที่ชัดเจน ในการสนับสนนุ ให้เกิดการเตรยี มการในดา้ นต่างๆ เพ่ือใหเ้ กิดความพร้อมของผสู้ อนและผู้เรยี น รายวชิ าทใี่ ช้ ต้องเป็นรายวิชาที่สอนโดยอาจารย์ของสถาบันที่กาหนดนโยบาย หรือหากเป็นอาจารย์พิเศษต้องเป็นผู้ที่ ยินดีใช้รูปแบบ EREC IF ซึ่งในการออกแบบแต่ละรายวิชาผู้สอนทุกคนต้องวางแผนการสอนร่วมกันเพ่ือ เลือกวธิ ีการสอนท่ีสอดคล้องกับกระบวนการหลักใหค้ รบทุกองค์ประกอบ ผู้สอนตอ้ งเสริมสร้างพลังอานาจ แก่ผู้เรียนเพื่อให้กระบวนการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ มีเวทีให้อาจารย์มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพ่ือพัฒนา ปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพ่ือส่งเสริมทักษะศตวรรษท่ี 21 อย่างต่อเน่ือง และเกิดความ ยง่ั ยืน ดังภาพท่ี 6 หนา้ 68 ตอนท่ี 3 ผลการศกึ ษาประสทิ ธผิ ลของรปู แบบการจัดการเรียนการสอนท่สี ่งเสรมิ ทักษะแห่ง ศตวรรษที่ 21 การศึกษาประสิทธผิ ลของรปู แบบการจัดการเรยี นการสอนทสี่ ่งเสริมทักษะศตวรรษที่ 21 ประเมิน จากค่าเฉล่ียทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ของนักศกึ ษา ความพึงพอใจของนักศึกษาตอ่ การจัดการเรยี นการสอน ด้วยรปู แบบ EREC IF และความคดิ เหน็ ของอาจารย์ตอ่ รูปแบบ EREC IF โดย 3.1 เปรียบเทียบทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษาโดยรวมและรายด้าน ภายหลังเรียนด้วย รปู แบบ EREC IF ท่ีพฒั นาปรับแก้จนเปน็ รูปแบบท่ีสมบรู ณ์ และเมื่อนักศึกษาเรียนจบการศึกษา กับก่อนท่ี นกั ศึกษาไดร้ บั การจัดการเรียนการสอนด้วยรปู แบบ EREC IF ดงั ตารางที่ 4.4-4.30 3.2 คา่ เฉล่ยี ความพงึ พอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนการสอนดว้ ยรปู แบบ EREC IF ดังตารางท่ี 4.31 3.3 ความคดิ เห็นของอาจารย์ตอ่ รูปแบบ EREC IF 3.1 ผลการเปรยี บเทียบทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนักศกึ ษา ผลการเปรียบเทียบทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนกั ศึกษาหลังเรียนโดยรปู แบบ EREC IF ทพ่ี ัฒนา ปรับแก้จนเป็นรูปแบบท่ีสมบูรณ์ และเม่ือนักศึกษาเรียนจบการศึกษา กับก่อนที่นักศึกษาได้รับการจัดการ เรียนการสอนด้วยรปู แบบ EREC IF มดี งั นี้ 3.1.1 ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนักศึกษาโดยรวม จากการวเิ คราะห์ข้อมลู พบวา่ คา่ เฉลีย่ ทักษะ แห่งศตวรรษที่ 21 โดยรวม ของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 กอ่ นใช้ EREC IF Model เทา่ กบั 3.71 ค่าเฉล่ีย ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยรวมหลังเรียนโดยรูปแบบท่ีสมบูรณ์เท่ากับ 3.93 และนักศึกษาเรียนโดยใช้ EREC IF Model อย่างต่อเน่ือง ค่าเฉล่ียทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 เมื่อนักศึกษาจบการศกึ ษาในปีการศึกษา 2559 เทา่ กับ 4.42 ดงั ตารางที่ 4.4

87 ตารางท่ี 4.4 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยรวม ของนักศึกษาพยาบาล ชน้ั ปีท่ี 2 กอ่ นและหลงั เรยี นโดยใช้ EREC IF Model ตวั แปร ก่อนใชร้ ปู แบบ ระยะเวลา เมอื่ จบการศกึ ษา ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 Mean SD หลังเรยี นโดยรูปแบบทสี่ มบูรณ์ Mean SD 3.71 0.36 Mean SD 4.42 0.30 3.93 0.44 ผลการเปรียบเทยี บทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยรวมของนักศกึ ษาพยาบาลช้ันปที ่ี 2 ก่อนและหลัง เรียนโดยใช้ EREC IF Model ที่สมบรู ณ์แบบ และเมอื่ นักศึกษาจบการศึกษา พบว่า มคี วามแตกต่างอย่างมี นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (F= 75.37, p<.05) ดังตารางที่ 4.5 จึงทดสอบความแตกต่างทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 โดยรวม รายคู่ พบว่า คา่ เฉล่ียทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยรวม ภายหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ที่ สมบูรณ์สูงกว่าก่อนใช้รูปแบบ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค่าเฉล่ียทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 เม่ือ จบการศึกษาสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบ และสูงกว่าภายหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ที่สมบูรณ์ อย่างมี นัยสาคัญทางสถิตทิ ี่ .05 ดงั ตารางท่ี 4.6 ตารางที่ 4.5 เปรยี บเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยรวม ของนักศึกษาพยาบาลช้ันปีท่ี 2 ก่อน.ใช้รูปแบบ หลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ที่สมบูรณ์และเมื่อจบการศึกษา โดยใช้การ วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวดั ซ้าชนดิ ทางเดียว แหล่งความแปรปรวน Sum of Squares df Mean Squares F P .000 ผลการวัดก่อนใชร้ ปู แบบ 20.16 1.78 11.30 75.37* หลังเรยี นโดยรูปแบบท่ี สมบรู ณ์ และเม่ือจบการศึกษา ความคลาดเคล่อื น 19.79 132.05 .15 ตารางท่ี 4.6 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 โดยรวมของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 กอ่ นใชร้ ปู แบบ หลังเรยี นโดยใช้ EREC IF Model ที่สมบูรณ์ และเม่ือจบการศกึ ษา ระยะเวลาการวดั เม่อื จบการศึกษา หลงั เรยี นโดยรปู แบบทส่ี มบรู ณ์ กอ่ นใชร้ ปู แบบ Mean 4.42 3.93 3.71 เมื่อจบการศกึ ษา 4.42 - .50* .72* หลงั เรยี นโดยใชร้ ปู แบบทสี่ มบูรณ์ 3.93 - - .22* ก่อนใชร้ ปู แบบ 3.71 - - - *p<.05 3.1.2 ค่าเฉลี่ยทักษะด้าน 3Rs ของนักศึกษาพยาบาลช้ันปีที่ 2 ก่อนเรียนโดยใช้ ERECIF Model เทา่ กบั 3.26 ค่าเฉลย่ี ทักษะดา้ น 3Rs หลังเรียนโดยรปู แบบทสี่ มบูรณ์เทา่ กับ 3.64 และนักศึกษาเรียนโดยใช้

88 EREC IF Model อย่างต่อเนื่อง ค่าเฉลี่ยทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 เมื่อนักศึกษาจบการศึกษาในปีการศึกษา 2559 เท่ากบั 4.17 ดงั ตารางท่ี 4.7 ตารางท่ี 4.7 ค่าเฉล่ียและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทักษะดา้ น 3Rs ของนักศกึ ษาพยาบาลชัน้ ปที ี่ 2 ก่อนและ หลงั เรียนโดยใช้ EREC IF Model ตัวแปร กอ่ นใช้รูปแบบ ระยะเวลา เมอ่ื จบการศกึ ษา ทกั ษะดา้ น 3R Mean SD หลงั เรียนโดยรปู แบบที่สมบูรณ์ Mean SD 3.26 0.42 Mean SD 4.17 0.50 3.64 0.42 ผลการเปรียบเทียบทักษะด้าน 3Rs ของนักศึกษาพยาบาลช้ันปีท่ี 2 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ท่ีสมบูรณ์แบบ และเมื่อนักศึกษาจบการศึกษา พบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 (F= 77.74, p<.05) ดังตารางท่ี 4.8 จึงทดสอบความแตกต่างทักษะด้าน 3Rs รายคู่ พบว่า ค่าเฉลี่ยทักษะด้าน 3Rs ภายหลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ท่ีสมบูรณ์สูงกว่าก่อนใช้รูปแบบ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค่าเฉล่ียทักษะด้าน 3Rs เม่ือจบการศึกษาสงู กว่าก่อนใช้รปู แบบ และ สงู กวา่ ภายหลงั เรยี นโดยใช้ EREC IF Model ท่สี มบูรณ์ อย่างมนี ัยสาคญั ทางสถติ ทิ ่ี .05 ดังตารางที่ 4.9 ตารางที่ 4.8 เปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียทักษะด้าน 3 Rs ของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีท่ี 2 ก่อนใช้รูปแบบ หลังเรียนโดยใช้ EREC IF Model ที่สมบูรณ์ และเม่ือจบการศึกษา โดยใช้การวิเคราะห์ความ แปรปรวนแบบวัดซ้าชนดิ ทางเดยี ว แหลง่ ความแปรปรวน Sum of Squares df Mean Squares F P 2 15.62 77.74* .000 ผลการวดั ก่อนใช้รปู แบบ 31.23 148 .20 หลงั เรียนโดยรูปแบบที่ สมบรู ณ์ และเมอ่ื จบการศกึ ษา ความคลาดเคล่อื น 29.73 ตารางท่ี 4.9 เปรยี บเทียบคะแนนเฉล่ยี ทกั ษะด้าน 3Rs ของนกั ศกึ ษาพยาบาลช้ันปีที่ 2 ก่อนใช้รูปแบบ หลัง เรียนโดยใช้ EREC IF Model ทีส่ มบูรณ์ และเมอื่ จบการศกึ ษา ระยะเวลาการวดั เมือ่ จบการศึกษา หลังเรียนโดยรปู แบบท่สี มบรู ณ์ กอ่ นใชร้ ปู แบบ Mean 4.17 3.64 3.26 เม่ือจบการศกึ ษา 4.17 - .54* .91* หลงั เรยี นโดยใช้รปู แบบทสี่ มบูรณ์ 3.64 - - .37* ก่อนใช้รปู แบบ 3.26 - - - *p<.05 3.1.3 คา่ เฉลีย่ ทักษะด้านการคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ ของนกั ศึกษาพยาบาลช้ันปที ่ี 2 ก่อนเรียนโดย ใช้ ERECIF Model เท่ากับ 3.54 ค่าเฉล่ียทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนโดยรูปแบบที่


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook