Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รายงาน วิเคราะห์และออกแบบระบบร้านคาเฟ่ Story Coffee Cafe

รายงาน วิเคราะห์และออกแบบระบบร้านคาเฟ่ Story Coffee Cafe

Published by เกรียงศักดิ์ มนที, 2022-03-16 04:58:27

Description: รายงาน วิเคราะห์และออกแบบระบบร้านคาเฟ่ Story Coffee Cafe

Search

Read the Text Version

ระบบรา้ นคาเฟ่ Story coffee Café นายเกรียงศกั ด์ิ มนที เลขท่ี 2 นายทศพร ศรีปดั ถา เลขท่ี 8 นางสาวพิมพพ์ ิชญา โพธจิ นั ทร์ เลขที่ 14 เสนอ ครูจิรวรรณ มะลาไสย รายงานเลม่ นเ้ี ปน็ ส่วนหน่งึ ของรายวิชาการวเิ คราะหแ์ ละออกแบบระบบเชิงวตั ถุ รหสั วิชา 30204-2006 สาขาวชิ าเทคโนโลยธี ุรกจิ ดิจทิ ลั ระดบั ชั้นประกาศนียบัตรวชิ าชีพช้ันสูง (ปวส.) วิทยาลัยเทคนคิ จนั ทบรุ ี ประจำภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564

ระบบรา้ นคาเฟ่ Story coffee Café นายเกรียงศกั ด์ิ มนที เลขท่ี 2 นายทศพร ศรีปดั ถา เลขท่ี 8 นางสาวพิมพพ์ ิชญา โพธจิ นั ทร์ เลขที่ 14 เสนอ ครูจิรวรรณ มะลาไสย รายงานเลม่ นเ้ี ปน็ ส่วนหน่งึ ของรายวิชาการวเิ คราะหแ์ ละออกแบบระบบเชิงวตั ถุ รหสั วิชา 30204-2006 สาขาวชิ าเทคโนโลยธี ุรกจิ ดิจทิ ลั ระดบั ชั้นประกาศนียบัตรวชิ าชีพช้ันสูง (ปวส.) วิทยาลัยเทคนคิ จนั ทบรุ ี ประจำภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564

คำนำ รายงานครัง้ นีจ้ ดั ทำขึน้ เพ่ือประกอบการเรยี นในรายวิชาการวิเคราะห์และออกแบบระบบเชิงวัตถุ รหสั วิชา 30204-2006 หลักสตู รประกาศนียบัตรวิชาชพี ชัน้ สูง (ปวส.) อาชีวศึกษา โดยจดั ทำขนึ้ เพอื่ ศึกษา วเิ คราะหแ์ ละออกแบบระบบรา้ นคาเฟ่ Story Coffee Cafe และเปน็ การศกึ ษาเรียนรู้โดยตัวผเู้ รยี น ศึกษา และปฏิบัตโิ ดยใชท้ ักษะและสมรรถนะตามรายวชิ า คณะผู้จัดทำได้ทำรายงานผลการวิจยั ได้ทำการศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลและนำมาวิเคราะห์ ออกแบบระบบ คณะผู้จดั ทำหวงั วา่ รายงานเล่มน้ีจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ทอี่ ่านหรือผู้ทส่ี นใจและกำลังศึกษา เร่อื งนีอ้ ยู่ หากมขี อ้ ผิดพลาดประการใด ผูว้ ิจัยขอน้อมรับไวแ้ ละขออภยั มา ณ ทีน่ ดี้ ้วย คณะผจู้ ัดทำ ก

สารบญั หนา้ ก คำนำ ข สารบญั ค สารบัญ (ตอ่ ) ง สารบัญตาราง จ สารบัญรูปภาพ ฉ สารบัญรูปภาพ (ต่อ) 1 บทที่ 1 บทนำ 1 1 1.1 หลักการและเหตุผล 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวเิ คราะห์และออกแบบระบบ 2 1.3 เปา้ หมาย 2 1.4 การตดิ ตามผลและการประเมิน 2 1.5 ประโยชนท์ ีค่ าดว่าจะได้รับ 3 1.6 ระยะเวลาทใี่ ช้ในการวเิ คราะห์และออกแบบระบบ 3 บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี เอกสารและงานวิจยั ที่เก่ียวข้อง 7 2.1 ระบบ (System) 11 2.2 ประเภทของระบบ 14 2.3 ความสำคญั ของการวเิ คราะหแ์ ละการออกแบบระบบ 20 2.4 ผงั งาน (Flowchart) 26 2.5 DFD 30 2.6 ER-Model 36 2.7 ระบบฐานข้อมูล (Database System) 36 บทที่ 3 วิธีดำเนินงาน 36 3.1 การเก็บรวบรวมข้อมูล 38 3.2 วิเคราะหร์ ะบบโดยใช้ DFD 3.3 ออกแบบ ER-Model ข

สารบัญ (ตอ่ ) หนา้ 40 3.4 ออกแบบฐานข้อมูลและสร้างความสัมพนั ธ์โดยใช้ Microsoft Access 44 บทที่ 4 ผลการดำเนินงาน 44 47 4.1 การออกแบบระบบรา้ นค่าเฟ่ Story Coffee Café 50 4.2 การจัดเกบ็ Data Base 50 บทท่ี 5 สรุปผลการวเิ คราะห์ ออกแบบระบบและข้อเสนอแนะ 50 5.1 วตั ถุประสงค์ของการวเิ คราะหแ์ ละออกแบบระบบ 50 5.2 การเก็บรวบรวมข้อมลู 50 5.3 สรุปผลการวเิ คราะห์และออกแบบระบบ 51 5.4 ขอ้ เสนอแนะ 52 บรรณานุกรม 53 ภาคผนวก ก 54 Context Diagram Level 0 ระบบร้านคาเฟ่ Story Coffee Café 55 ภาคผนวก ข 56 Context Diagram Level 1 ระบบรา้ นคาเฟ่ Story Coffee Café 57 ภาคผนวก ค 59 ER-Model ระบบรา้ นคาเฟ่ Story Coffee Café 60 ภาคผนวก ง 61 Entity Relationship Diagram ร้านคาเฟ่ Story Coffee Café 62 ภาคผนวก จ 63 คำถาม 9 ขอ้ 67 คำถาม 15 ข้อ สรุปบทสัมภาษณ์ ค

สารบัญตาราง หนา้ 2 ตารางท่ี 14 1.1 ระยะเวลาทใี่ ช้ในการวเิ คราะห์และออกแบบระบบ 15 2.1 สัญลกั ษณ์ของผงั งาน 16 2.2 สญั ลกั ษณ์ของผังงาน (ต่อ) 17 2.3 สญั ลักษณ์ของผังงาน (ต่อ) 21 2.4 สัญลักษณ์ของผังงาน (ต่อ) 2.5 สญั ลกั ษณต์ า่ ง ๆ ท่ใี ช้ในการเขียนแผนภาพการไหลของข้อมลู ง

สารบัญรปู ภาพ หนา้ 18 ภาพที่ 18 2.1 ภาพผังงานระบบ 22 2.2 ภาพแสดงตวั อยา่ งการกำหนดจดุ เร่ิมต้นและส้นิ สดุ ของการเขยี นผงั งาน 23 2.3 ภาพตวั อยา่ งการใชส้ ญั ลกั ษณ์การประมวลผล (Process) 23 2.4 ภาพตวั อย่างการใช้สัญลักษณ์กระแสข้อมลู (Data Flow) 24 2.5 ตัวอย่างการใชส้ ญั ลักษณ์กระแสข้อมลู (Data Flow) 25 2.6 ภาพตวั อยา่ งการใชส้ ัญลักษณ์แหลง่ ทเี่ ก็บข้อมลู (Data Store) 25 2.7 ตัวอยา่ งการใชส้ ัญลักษณ์แหลง่ ท่ีเกบ็ ขอ้ มลู (Data Store) 26 2.8 ภาพตวั อยา่ งการใชส้ ัญลักษณส์ ง่ิ ทอี่ ยูภ่ ายนอก (External Entities) 27 2.9 ภาพแสดงสญั ลกั ษณ์ใน ER-Model แบบ Chen 28 2.10 ภาพแสดงสัญลักษณใ์ น ER-Model แบบ Chen (ตอ่ ) 29 2.11 ภาพแสดงสัญลกั ษณ์ใน ER-Model แบบ Chen (ตอ่ ) 30 2.12 ภาพแสดงสญั ลกั ษณใ์ น ER-Model แบบ Crow’s Foot 32 2.13 ภาพแสดงสญั ลักษณ์ใน ER-Model แบบ Crow’s Foot (ตอ่ ) 32 2.14 ภาพ แสดง Relational Database 33 2.15 ภาพ Distributed Database 33 2.16 ภาพ Cloud Database 37 2.17 ภาพ NoSQL Database 38 3.1 ภาพวเิ คราะห์ Context Diagram Level 0 ระบบรา้ นคาเฟ่ Story Coffee Café 39 3.2 ภาพวเิ คราะห์ Context Diagram Level 1 ระบบรา้ นคาเฟ่ Story Coffee Café 40 3.3 ภาพออกแบบ Chen ER-MODEL รา้ นคาเฟ่ Story Coffee Café 40 3.4 ภาพออกแบบ Craw's Foot ER-MODEL รา้ นคาเฟ่ Story Coffee Café 41 3.5 การออกแบบตารางข้อมูลรา้ นคาเฟ่ Story Coffee Café 41 3.6 ออกแบบตารางข้อมูล Customer 41 3.7 ออกแบบตารางข้อมูล Products 3.8 ออกแบบตารางข้อมลู Employee จ

สารบญั รปู ภาพ (ตอ่ ) หนา้ 42 ภาพที่ 42 3.9 ออกแบบตารางข้อมูล Orders 42 3.10 ออกแบบตารางข้อมลู Order Details 42 3.11 ออกแบบตารางข้อมลู Category 43 3.12 ออกแบบตารางข้อมลู Receipt 44 3.13 การสร้างความสัมพนั ธห์ รอื Entity Relationship Diagram 45 4.1 หนา้ จอ Login 46 4.2 รายการสินรายการสินค้า 46 4.3 รายการสั่งซอ้ื 47 4.4 ใบเสร็จชำระเงนิ 47 4.5 แสดงขอ้ มลู ลูกค้า 47 4.6 แสดงขอ้ มลู สินค้า (ต่อ) 47 4.7 แสดงข้อมลู สนิ คา้ 48 4.8 แสดงข้อมูลสนิ ค้า (ต่อ) 48 4.9 แสดงขอ้ มูลรายการขายสนิ คา้ 48 4.10 แสดงข้อมลู รายการขายสินค้า (ต่อ) 48 4.11 แสดงข้อมูลการสั่งซอื้ สินคา้ 48 4.12 แสดงข้อมูลการสง่ั ซอื้ สินคา้ (ตอ่ ) 49 4.13 แสดงข้อมูลประเภทสินค้า 49 4.14 แสดงแสดงประเภทข้อมูลสนิ ค้า (ตอ่ ) 49 4.15 แสดงข้อมลู ใบเสร็จ 49 4.16 แสดงข้อมลู ใบเสร็จ 49 4.17 แสดงข้อมูลพนักงาน 4.18 แสดงข้อมูลพนักงาน (ต่อ) ฉ

บทท่ี 1 บทนำ 1.1 หลักการและเหตุผล ในปัจจุบันการเปิดร้านคาเฟ่นั้นเป็นอาชีพที่เน้นการใหบ้ ริการเครื่องดื่มและขนมให้กับลูกค้า คน ส่วนใหญ่นั้นนิยมดื่มเครื่องดื่มโดยเฉพาะกาแฟ ผู้คนมักจะมาร้านคาเฟ่เพื่อบริโภคเครื่องดื่ม ขนมและ ถ่ายรูปก่อนที่จะเดินทางกลับไป ซึ่งร้านค่าเฟ่มีการแข่งขันตลอดเวลาทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและความต้องการของลูกค้ามีได้ไม่สิ้นสุด ร้านคาเฟ่มีเมนูที่หลากหลายทำให้ ลูกค้านั้นมีความสนใจอยู่ไม่น้อยและทำให้มีออเดอร์อยู่ตลอดเวลา พนักงานที่เป็นผู้ให้บริการจึงมีการ บริการตามระบบของการขายสินค้าอย่างเช่น การรับออเดอร์ การทำเครื่องดื่มหรือขนมตามออเดอร์ท่ี ได้รับจนไปถึงการเสิรฟ์ และขั้นตอนการชำระเงนิ เนอ่ื งจากระบบร้านคาเฟ่ Story Coffee Café เปน็ การขายสินคา้ อยใู่ นรูปแบบธรุ กจิ ทเี่ ปน็ กิจการ เจ้าของคนเดียวซ่ึงทำให้ระบบรา้ นคาเฟ่ Story Coffee Café มีพนักงานแค่คนเดียว ทำให้มีการบริการท่ี ไม่ทั่วถึงจึงเกิดความล่าช้าในการบริการให้กับลูกค้าซึ่งรวมไปถึงปริมาณของสินค้าที่มีไม่เพียงพอต่อความ ต้องการของผู้บริโภคและลูกค้าก็ยังมาใช้บริการน้อยลงเนื่องจากสถานการณ์ของ Covid-19 ตลอดปีท่ี ผ่านมาตง้ั แตป่ ี พ.ศ. 2563 จนถงึ ณ ปจั จุบนั ดังนั้น คณะผู้จัดทำได้มีแนวคิดในการทำระบบของร้านคาเฟ่ Story Coffee Café นี้ขึ้นมาเพ่ือ ประยุกต์ให้ร้านคาเฟ่ Story Coffee Café มีระบบที่มีประสิทธิภาพ โดยมีเทคโนโลยีต่าง ๆ และมีการ วิเคราะห์ในส่วนของระบบภายในและภายนอกใหอ้ อกมาอยา่ งเป็นระบบ 1.2 วตั ถุประสงค์ของการวเิ คราะหแ์ ละออกแบบระบบ 1.2.1 เพอื่ วเิ คราะห์และออกแบบระบบรา้ นคาเฟ่ Story Coffee Café 1.2.2 เพอื่ ศกึ ษาและสำรวจระบบร้านคาเฟ่ Story Coffee Café 1.2.3 เพ่ือเรยี นรู้และเก็บประสบการณจ์ ากการทำธุรกิจของผู้ประกอบการ 1.3 เป้าหมาย 1.3.1 สามารถนำระบบที่วเิ คราะหแ์ ละออกแบบมาใชง้ านได้จริง 1.3.2 เรยี นรกู้ ารทำงานธุรกจิ กบั ผู้ประกอบการเพอื่ นำไปใช้ในอนาคต

2 1.4 การตดิ ตามผลและการประเมนิ 1.4.1 การสำรวจและติดตามผลระบบในทกุ ๆ ครงั้ 1.4.2 รายงานสรปุ ผลการวิเคราะหแ์ ละออกแบบระบบ 1.5 ประโยชน์ทีค่ าดว่าจะได้รับ 1.5.1 ไดร้ ะบบสารสนเทศทีม่ ลี กั ษณะของสารสนเทศทด่ี ีครบถ้วน 1.5.2 เจ้าของธุรกิจหรือพนักงานมีความพอใจในการนำระบบที่มีการวิเคราะห์และออกแบบใน ระดับดีถึงดีมาก 1.5.3 สามารถนำความร้เู กยี่ วกับการวเิ คราะหแ์ ละออกแบบระบบนำไปปรบั ใชใ้ นอนาคตได้ 1.6 ระยะเวลาท่ีใช้ในการวเิ คราะหแ์ ละออกแบบระบบ ตารางในการวเิ คราะหแ์ ละออกแบบระบบคร้งั นีใ้ ช้ระยะเวลา ต้ังแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ถงึ เดอื นมนี าคม พ.ศ. 2565 ดังตารางที่ 1.1 ตารางท่ี 1.1 ระยะเวลาท่ใี ช้ในการวเิ คราะห์และออกแบบระบบ ขน้ั ตอนใน สปั ดาหท์ ี่ การวิเคราะหแ์ ละออกแบบ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 ระบบ 1. กำหนดรูปแบบรา้ นทจี่ ะ วิเคราะห์ 2. เสนอกบั อาจารย์ท่ีปรึกษา ประจำวชิ า 3. ศึกษารายละเอียดขอ้ มลู 4. ออกแบบระบบ 5. ดำเนนิ การทำระบบ 6. นำเสนอระบบ 7. ประเมินผลและสรปุ ผล 8. จดั ทำเอกสารรายงาน

บทท่ี 2 แนวคดิ ทฤษฎี เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี ก่ียวข้อง คณะผู้จัดทำ ได้ทำการวิเคราะห์และออกแบบระบบร้านคาเฟ่ Story Coffee Café โดยคณะ ผู้จัดทำได้รวบรวมข้อมูล ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบร้านคาเฟ่ Story Coffee- Café ออกมาได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ โดยศึกษาหลักการและทฤษฎี ดังหวั ขอ้ ตอ่ ไปนี้ 2.1 ระบบ (System) 2.2 ประเภทของระบบ 2.3 ความสำคญั ของการวเิ คราะหแ์ ละการออกแบบระบบ 2.4 ผังงาน (Flowchart) 2.5 DFD 2.6 ER-Model 2.7 ระบบฐานข้อมูล (Database System) 2.1 ระบบ (System) (learningsystem, ม.ป.ป.) ได้ให้ความหมายของระบบว่า ระบบ (System) ก่อนที่จะทำการ วิเคราะห์ระบบนั้น ควรทำความเข้าใจและทำความรู้จักกับระบบก่อนว่าระบบคืออะไร หมายถึงอะไร มี ส่วนประกอบหรือองค์ประกอบที่จะประกอบเป็นระบบได้อย่างไร ซึ่งได้มีผู้ให้คำจำกัดความและ ความหมายของระบบเอาไว้หลายความหมายดว้ ยกนั ดังน้ี ระบบ (System) มีความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ได้ให้ ความหมายเอาไว้ว่า ระบบ คือ ระเบียบเกี่ยวกับการรวมสิ่งต่างๆ ซึ่งมีลักษณะซับซ้อนให้เข้าลำดับ ประสานเป็นอันเดียวกันตามหลักเหตุผลทางวิชาการ หรือหมายถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติซึ่งมี ความสมั พันธ์ ประสานเขา้ กนั โดยกำหนดรวมเปน็ อันหนง่ึ อันเดียวกัน ระบบ (System) คอื กระบวนการตา่ ง ๆ ทอ่ี ย่ใู นเครอื ข่ายเดยี วกันและมคี วามสมั พนั ธ์กนั ระหว่าง กระบวนการเหล่าน้นั และเช่ือมต่อกันเพือ่ ทำงานใดงานหนึ่งให้บรรลุถึงเปา้ หมายท่ีวางไว้ ระบบ (System) คือ กลุ่มขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่ทำงานร่วมกัน เพื่อจุดประสงค์อันเดียวกัน และเพื่อให้เข้าใจในความหมายของคำว่าระบบที่จะต้องทำการวิเคราะห์ จึงต้องเข้าใจลักษณะของระบบ กอ่ น

4 2.1.1 ลกั ษณะของระบบ ระบบมลี ักษณะท่คี วรร้แู ละศกึ ษาดงั นี้ 2.1.1.1 ระบบ หมายถึง การรวมของสิ่งยอ่ ย ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน ตั้งแต่หนึ่งส่วนข้ึนไปเปน็ หน่วยเดียวกัน เพื่อวัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน เช่น ระบบราชการแผ่นดิน ประกอบดว้ ย กระทรวง ทบวง กรมและกองต่าง ๆ เป็นต้น หรือระบบสรุ ิยะจักรวาล (Solar System) 2.1.1.2 ระบบ หมายถงึ ระบบการทำงานขององคก์ ารตา่ ง ๆ ที่ประกอบดว้ ยระบบ ย่อย ๆ หลายระบบรวมกันและทำงานร่วมกัน ซึ่งจะต้องมีการปฏิบัติงานอย่างใดอย่างหนึง่ เพื่อประโยชน์ หรือวัตถุประสงค์ร่วมกันหรืออย่างเดียวกัน เช่น ระบบโรงเรียน ระบบโรงพยาบาล ระบบธนาคาร ระบบ บรษิ ัท ระบบหา้ งร้าน เปน็ ต้น 2.1.1.3 การทำงานของหนว่ ยงานย่อยตา่ ง ๆ ของระบบ จะตอ้ งมคี วามสมั พันธ์เก่ียวข้อง ประสานกัน โดยมีวัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายร่วมกันหรืออย่างเดียวกัน เช่น ในองค์กรหนึ่งอาจแบ่ง ออกเป็นหลายฝ่าย หรือหลายแผนก โดยแต่ละฝา่ ยหรอื แตล่ ะแผนกจะมีหนา้ ที่ในการทำงานร่วมประสาน เพื่อนวัตถุประสงคเ์ ดียวกนั 2.1.1.4 ระบบอาจถูกจำแนกแยกเป็นประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือหลายประเภท ทั้งน้ี สุดแต่ใครเป็นผู้จำแนก และผู้ที่ทำการจำแนกจะเห็นว่าควรแบ่งหรือควรจะจัดเป็นประเภทใด เช่น เป็น ระบบเปิดหรือระบบปิด ระบบเครือ่ งจักร หรือระบบก่งึ เครือ่ งจักร เป็นต้น 2.1.2 องค์ประกอบของระบบ การที่จะกล่าวหรืออธิบายถึงองค์ประกอบของระบบว่าประกอบด้วยอะไรบ้างนั้นขึ้นอยู่กับความ คดิ เห็นของผทู้ ่ีเกี่ยวข้องกับระบบ ซึ่งจะไม่เหมือนกัน แต่โดยทั้ง ๆ ไปแลว้ มักจะแบง่ องค์ประกอบออกเป็น 2 องค์ประกอบใหญ่ ๆ คอื 2 . 1 . 2 . 1 อ ง ค ์ ป ร ะ ก อ บ แ บ บ 6 M ค ื อ Man, Money, Material, Machine, Management, และ Morale ดงั รายละเอียดตอ่ ไปนี้ 1) Man หมายถึง บุคลากร คือ ผู้ที่จะตอ้ งเกี่ยวข้องกับระบบงาน หรือหมายถงึ คนทุกคนที่เกี่ยวข้องกับระบบนั้นเอง อาจจะประกอบไปด้วยผู้บริหารระดับต่าง ๆ ซึ่งจะมีทั้งผู้บริหาร ระดบั สูง ระดบั กลาง และระดบั ปฏบิ ัตงิ าน และอาจประกอบดว้ ยนักวิชาการในระดับต่าง ๆ แต่จะนับรวม ลูกค้าหรือผู้บริโภค ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสำคัญไม่น้อยของระบบด้วยหรือไม่ก็ย่อมสุดแล้วแต่นักวิชาการ ทางดา้ นบรหิ ารระบบจะตัดสนิ ใจ

5 2) Money หมายถงึ เงินหรือทรพั ย์สินที่มคี ่าเป็นเงนิ ของระบบ ซึ่งนับเป็นหัวใจ ทีส่ ำคัญอยา่ งหน่งึ ของระบบ เช่น เงนิ ทุน เงินสด เงินหมนุ เวียน เงินคาใช้จ่าย หรือ เงินรายรับ รายจ่ายตา่ ง ๆ เหล่าน้ี เป็นตน้ ถ้าการเงินของระบบไมด่ ีพอแล้ว ระบบน้ันยอ่ มจะประสบกบั ความยุ่งยากหรืออาจถึงแก่ การหายนะได้ เพราะฉะนนั้ ระบบธุรกจิ ทกุ ชนดิ จะตอ้ งมีความระมดั ระวังในเรื่องของการเงินเปน็ พิเศษ 3) Material หมายถึง ตัวสินค้าหรือวัสดุที่ใช้ในการผลิตสินค้า ซึ่งเป็นอีก องค์ประกอบหนึ่งที่มีความสำคัญของระบบไม่น้อย ปัญหาในเรื่อง Material หรือสินค้าและวัสดุนี้มี 2 ประการใหญ่ ๆ (1) ประการแรก เป็นการขาดแคลนวสั ดุ เชน่ การขาดวตั ถุดบิ สำหับใช้ ในการผลิตสินค้าของโรงงานอตุ สาหกรรม เมือ่ ขาดวัตถุดิบทใี่ ชใ้ นการผลติ ก็จะทำใหไ้ ม่มีสนิ ค้าสำหรับขาย ผลกค็ อื การขาดทุน (2) ประการที่สอง คือ การมีวัตถุดิบมากเกินความต้องการ เช่น มี สินค้าที่จำหน่ายหรือขายไม่ออกมากเกินไป ทำให้เงินทุนไปจมอยู่กับวัตถุดิบทำให้เกิดการขาดทุน เช่นเดยี วกันนนั้ เอง 4) Machine หมายถึง เครื่องจักร อุปกรณ์ และเครื่องมือเครื่องใช้ในโรงงาน หรือในสำนักงาน ซึ่งนับว่าเป็นองค์ประกอบที่สร้างปัญหาให้กับระบบอย่างสำคัญประการหนึ่งเหมือนกัน ปญั หาทที่ ำให้ได้กำไรหรือขาดทนุ มากทีส่ ดุ ของธรุ กิจมักเกดิ จากเครื่องจักรและอปุ กรณ์การทำงานเป็นส่วน ใหญ่ เชน่ เคร่ืองมีกำลังผลติ ไม่พอ เคร่อื งเกา่ หรอื เปน็ เคร่ืองทล่ี ่าสมัยทำให้ต้องเสยี คา่ ซ่อมบำรุงสงู มกี ำลงั ผลติ น้อยประสิทธิภาพ ในการทำงานต่ำ แต่ค่าใชจ้ ่ายในการซ่อมบำรุงหรือคา่ ทำงานท่ลี ่าช้า ทำงานไม่ทัน กำหนดเวลาทีก่ ำหนดไว้ ทำใหเ้ กิดความเสยี หายและขาดรายได้หรอื ขาดทนุ เปน็ ต้น 5) Management หมายถึง การบริหารระบบ ซึ่งเปน็ อีกเร่ืองหนึ่งท่ีทำให้ระบบ เกิดปญั หา เพราะการบรหิ ารท่ีไม่ดหี รือการบรหิ ารท่ีไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ของสภาวะแวดลอ้ มหรือไม่ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่อสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ที่เรียกกันว่า ไม่เป็นไปตามโลกานวุ ัตร หรือการ ได้ผู้บริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพมาบริหารงาน ซึ่งส่วนมากมักเกิดขึ้นในระบบราชการ สำหรับระบบทาง ธุรกิจของเอกชนจะถือว่า การบริหารงานเป็นเรื่องท่ีสำคัญที่สุดเพราะถา้ การบรหิ ารไม่ดแี ล้วธรุ กิจนั้นก็ไม่ สามารถท่ีจะอยูไ่ ด้ กิจการต้องลม้ เลกิ ไปในท่สี ุด 6) Morale หมายถึง ขวญั และกำลงั ใจของบคุ คลในระบบ หรอื หมายถงึ ค่านยิ ม ของคนที่มีต่อระบบหรือต่อองค์กรมากกว่า ซึ่งเป็นค่านิยมของคนในระบบที่มีขวัญและกำลังใจในการ ปฏบิ ัตงิ านอยา่ งมีประสิทธภิ าพ และเป็นค่านยิ มของผู้บรโิ ภคหรือบคุ คลภายนอกทเ่ี กี่ยวข้องเพ่ือสนับสนุน

6 ให้ระบบอยู่รอด และกระตุ้นจูงใจด้วยวิธีต่างๆ ก็มีจุดมุ่งหมายในสิ่งนี้ระบบที่ขาดค่านิยมหรือขาดความ เช่ือม่ันของบคุ คล ระบบนัน้ ก็มกั จะอย่ตู ่อไปไม่ได้ จะต้องประสบกบั ความล้มเหลวในทส่ี ดุ 2.1.2.2 องค์ประกอบแบบ 4 ส่วน ซึ่ง 4 ส่วนนี้ ประกอบไปด้วย Input, Processing, Output และ Feedback 1) Input หมายถงึ ข้อมลู หรอื ระบบข้อมลู ท่ีใชเ้ ข้าสรู่ ะบบ เพ่ือประโยชน์ในการ นำไปใช้ในสารสนเทศเพื่อการบริหาร หรือเพื่อการตัดสินใจ ข้อมูลดังกล่าวมีอยู่ในหลายลักษณะด้วยกัน เช่น ใบเสร็จรบั เงิน ใบสง่ั ซื้อสนิ คา้ เป็นตน้ 2) Processing หมายถงึ ขั้นตอนการปฏบิ ตั งิ าน ซึ่งอาจจะแบง่ ได้เปน็ (1) การปฏบิ ัติงานตามขั้นตอนตา่ ง ๆ ตามทกี่ ำหนดไว้ (2) การควบคมุ การปฏบิ ัตงิ าน (3) การตรวจสอบผลการปฏบิ ตั งิ าน (4) การรวบรวมขอ้ มูล (5) การตรวจสอบข้อมูล (6) การ Update ข้อมูล (7) การประมวลผลขอ้ มูลเพือ่ ให้ได้ Output 3) Output หมายถึง ผลการปฏิบตั ิงานต่างๆ ซ่ึงอาจแบ่งไดเ้ ป็น (1) ข้อมูลทไ่ี ด้จากการปฏบิ ัตงิ าน (2) ขอ้ มลู ที่ไดจ้ ากการประมวลผลข้อมูล (3) ใบรายงานตา่ ง ๆ จากการปฏิบัตงิ าน (4) ใบบันทกึ การปฏบิ ัติงาน (5) การทำทะเบยี นและบญั ชีต่าง ๆ เปน็ ต้น 4) Feedback หมายถึง ข้อมูลย้อนกลับ หรือผลสะท้อนที่ได้รับจากการ ปฏบิ ัตงิ าน เช่น ความนยิ มในผลงานท่ไี ด้ปฏบิ ัติ ความเจรญิ หรือความเส่ือมของธุรกิจ เป็นตน้

7 2.1.3 กระบวนการ (Procedure) กระบวนการ คอื การแสดงถงึ การทำงานแตล่ ะข้นั ตอน ซ่ึงอธิบายให้เห็นถึง • ส่งิ ที่ถูกกระทำ (What) • จะทำเมือ่ ไร (When) • ใครเปน็ คนทำ (Who) • จะทำอย่างไร (How) ซึ่งในการที่จะทำการศึกษาระบบใด ก็ตามจะต้องทำความเข้าใจการทำงานของระบบนั้น ๆ ให้ดีก่อนโดย การอาศยั คำถามข้างต้น 4 ขอ้ มาถามตนเองอยตู่ ลอดเวลา 2.2 ประเภทของระบบ (learningsystem, ม.ป.ป.) ได้ให้ประเภทของระบบว่า ระบบยังสามารถที่จะแบ่งแยกออกได้ หลายลักษณะด้วยกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะความต้องการของผู้ใช้ระบบว่าต้องการแบ่งระบบออกมาใน ลกั ษณะใด การแบ่งประเภทของระบบแบ่งได้เป็น 2.2.1 ระบบธรรมชาติ (Natural System) และระบบทีค่ นสร้างขน้ึ (Manmade System) 2.2.1.1 ระบบธรรมชาติ (Natural System) หมายถึง ระบบทีเ่ ปน็ ไปตามธรรมชาติหรือ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ หรือโดยการอาศัยธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ เช่น ระบบไฟฟ้าน้ำตกระบบ การค้าขายของเอกชนที่เป็นไปโดยธรรมชาติต่างคนต่างทำซึง่ ไม่มีการจัดระบบหรือระเบียนอย่างใดอย่าง หนง่ึ ไว้ 2.2.1.2 ระบบที่คนสร้างขึ้น (Manmade System) หมายถึง ระบบที่มีการสร้างขึ้นซ่ึง อาจเป็นการสร้างจากระบบธรรมชาติเดิมหรืออาจจะไม่ได้อาศัยธรรมชาติเดิมก็ได้ เช่น ระบบบริหาร ราชการแผน่ ดินท่ีเปน็ ไปตามกฎหมาย ระบบธนาคาร ระบบบรษิ ัท ระบบเคร่ืองจกั ร เปน็ ต้น 2.2.2 ระบบปิด (Close System) และระบบเปดิ (Open System) 2.2.2.1 ระบบปิด (Close System) หมายถึง ระบบที่มีการควบคมุ การทำงาน และการ แก้ไขด้วยตัวของระบบเองอย่างอัตโนมัติ โดยระบบไม่เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้าไปปฏิบัติได้ด้วย ตนเอง หรือไม่เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกได้เข้าร่วม การดำเนินการ เมื่อบุคคลภายนอกต้องการขอใช้ บริการจะต้องส่งงานให้บุคคล ในระบบงานเป็นผู้ปฏิบัติให้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายอันจะ เกดิ ข้นึ ของระบบหรือเพ่อื ป้องกันความลบั ของการปฏบิ ัตงิ านกไ็ ด้ 2.2.2.2 ระบบเปิด (Open System) หมายถึง ระบบที่ไม่มีการควบคุมการทำงานด้วย ตัวระบบเอง จะต้องควบคุมดูแลโดยมนุษย์ ระบบที่เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้าไปปฏิบัติงานได้ เช่น

8 ยอมให้บุคคลภายนอกเข้าไปทำงานกับ เครื่องคอมพิวเตอร์ได้ด้วยตัวเองเป็นต้น ระบบเปิดส่วนมากเป็น ระบบการใช้เคร่ืองจักร เช่น ระบบเครื่อง ATM หรอื ระบบการใชห้ ้องสมุดเป็นต้น 2.2.3 ระบบคน (Man System) ระบบเครื่องจักร (Machine System) และระบบคน– เครอื่ งจักร (Man-Machine System) 2.2.3.1 ระบบคน (Man System หรือ Manual System) หมายถึง ระบบที่การ ปฏิบัติงานส่วนใหญ่จะใช้แรงงานคน หรือระบบที่ใช้แรงงานคนในการทำงานโดยตรงอาจจะมีเครื่องจักร ช่วยในการทำงานบ้างก็ได้ แต่จะต้องเป็นเครื่องจักร ที่มีอยู่ภายใต้การควบคุมของคนโดยตรง เช่น ระบบ การประมวลผลด้วยมือ ระบบการลงบัญชีหรือทะเบียนโดยใช้คนเป็นผู้ทำได้แก่ การรับส่งหนังสือ การ พิมพ์หนังสือ การลงทะเบียน ระบบการควบคุมการจราจรโดยใช้เจ้าหน้าที่ไปทำการโบกรถที่ถนน การ ทำงานอุตสาหกรรมในครัวเรอื นโดยใช้คนทำ การตัดเย็บเสือ้ ผ้าด้วยมอื เปน็ ต้น 2.2.3.2 ระบบเคร่ืองจักร (Machine System) หมายถึง ระบบการทำงานทใี่ ชเ้ ครอื่ งจักร โดยตรง คือ เครื่องจักรจะเป็นผู้ทำงานให้ ซึ่งอาจจะจะใช้คนบ้างเพื่อควบคุมให้เครื่องจักรทำงานไปได้ เท่านั้น เช่น การฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM การทอผ้าด้วยเครื่องทอผ้า การพิมพ์หนังสือของโรงพิมพ์ การบรรจุขวดของน้ำอดั ลม ยา หรือ อาหารกระปอ๋ ง การบรรจุหีบหอ่ ทีท่ ำโดยตรงด้วยเคร่ืองจกั ร เป็นตน้ 2.2.4 ระบบหลัก (Main System) และระบบรอง (Minor System) 2.2.4.1 ระบบหลัก (Main System) หมายถึง ระบบที่วางไว้เป็นหลัก หรือแนวทาง สำหรับการกำหนด หรือสำหรับการจัดทำระบบรองเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์บางอย่างหรือเพื่อให้ เหมาะสมกับหน่วยปฏิบตั ิงานย่อย ระบบหลักส่วนมากจะเป็นระบบท่ีวางไว้อย่างกว้าง ๆ เพื่อให้เข้ากันได้ กบั ทกุ สถานการณ์หรอื ทกุ หน่วยงาน 2.2.4.2 ระบบรอง (Minor System) หมายถึง ระบบที่ช่วยเสริมระบบหลักให้สมบูรณ์ หรือมีประสิทธภิ าพมากข้ึน เชน่ การทำงานท่ีมแี ผนระบบสัน้ และแผนระยะยาว 2.2.5 ระบบใหญ่ (System) และระบบยอ่ ย (Sub System) 2.2.5.1 ระบบใหญ่ (System) หมายถึง ระบบรวม หรือระบบที่รวมระบบย่อย ๆ ตั้งแต่ หนึ่งระบบขึ้นไป เพื่อปฏิบัติงานอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์หรือ เป้าหมายเดียวกันหรือร่วมกัน เช่นระบบบริหารราชการแผ่นดินที่ประกอบด้วยกระทรวงและทบวง หรือระบบองค์ประกอบธุรกิจท่ี ประกอบด้วยฝ่ายหรอื แผนกงานตา่ งๆ 2.2.5.2 ระบบย่อย (Sub System) หมายถึง ระบบย่อยของระบบใหญ่ เพื่อปฏิบัติงาน อย่างใดอย่างหนึ่งของระบบใหญ่ หรือเป็นส่วนหนึ่งของระบบใหญ่ ซึ่งถ้าขาดระบบย่อยส่วนใดส่วนหนึ่ง

9 แลว้ ระบบใหญ่จะดำเนินการต่อไปไม่ได้ และระบบยอ่ ย เหล่านอ้ี าจจะแบ่งออกเปน็ ระบบย่อย ๆ ตอ่ ไปได้ อีกเปน็ ลำดบั ๆ ไป 2.2.6 ระบบธุรกิจ(Business System) และระบบสารสนเทศ (Information System) 2.2.6.1 ระบบธุรกิจ (Business System) หมายถึงระบบที่ทำงานเพื่อจุดประสงค์ด้าน ธรุ กจิ โรงงานอุตสาหกรรม เป็นระบบธุรกิจเพ่ือจุดประสงค์ดา้ นการผลิต ระบบขนส่ง ระบบโรงแรม ระบบ การพิมพ์ ระบบธนาคาร และอื่น ๆ อีกมากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นระบบธุรกิจทั้งนั้นแต่ละระบบมี จุดประสงค์แตกต่างกันออกไป ระบบธรุ กจิ อาจจะแบง่ เปน็ ยอ่ ย ๆ ลงไปได้อีก 2.2.6.2 ระบบสารสนเทศ (Information System) หมายถึง ระบบที่ช่วยในการจัดการ ข้อมูลที่ต้องการใช้ในการจัดการข้อมูลที่ต้องการใช้ในระบบธุรกิจ ช่วยเก็บตัวเลขและข่าวสารเพื่อช่วยใน การดำเนินธุรกจิ และการตัดสนิ ใจ เช่น ระบบการเก็บข้อมูลลูกค้า อันได้แก่ ชื่อ ที่อยู่ สินค้าที่ซื้อขาย การ จ่ายเงิน ของลูกค้าเป็นอย่างอย่างไร มีการติดหนี้หรือหนี้สูญหรอื ไม่อย่างไร ซึ่งระบบสารสนเทศนี้อาจจะ ใช้หรือไมใ่ ช่คอมพิวเตอร์ก็ได้ การแผนขอ้ มูลอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพเป็นกุญแจสำคัญทน่ี ำไปสู่ความสำเร็จใน ด้านธรุ กิจอย่างมาก 2.2.7 ระบบงานประมวลผลข้อมูล (Data – Processing System) หมายถึง ระบบข้อมูลของ คอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจเพื่อใช้ประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก ๆ เปน็ ประจำ เช่น การประมวลผลเงินเดือน สินคา้ คงคลัง เปน็ ตน้ ระบบงานประมวลผลข้อมูลจะเป็นระบบ ที่ช่วยลดเวลาในการปฏิบัติงานลง โดยอาศัยความสามารถของคอมพิวเตอร์มาทดแทนการประมวลผล ขอ้ มลู ด้วยคน 2.2.8 ระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหาร (Management Information System) หมายถึง ระบบ ท่นี ำขอ้ มูลมาทำงานวเิ คราะห์ โดยมจี ดุ ประสงค์เพื่อสรา้ งข้อมลู ให้กับนักบริหารเพ่ือประกอบการตัดสินใจ หรือเรียกระบบนี้ว่า MIS ระบบนเี้ ปน็ ระบบงานข้อมลู คอมพิวเตอร์ (Information System) แบบหนึ่ง ซึ่ง ตอ้ งการปจั จยั 3 ประการ คอื 2.2.8.1 คน (People) 2.2.8.2 ฮารด์ แวร์ (Hardware) 2.2.8.3 ซอฟต์แวร์ (Software) 2.2.9 ระบบช่วยการตัดสินใจ (Decision Support System) หมายถึง ระบบการทำงานที่จะมี ลกั ษณะโครงสร้างการทำงานคล้ายกับระบบสารสนเทศเพื่อการบรหิ าร (MIS) จะแตกต่างกันตรงที่ ระบบ นี้ไม่ได้มีการนำข้อมูลมาใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจเท่านั้น แต่ระบบนี้จะนำข้อมูลมาทำการวิเคราะห์ พรอ้ มกบั พจิ ารณาถึงทางเลอื กท่ีเป็นไปได้ท้ังหมดของธุรกิจ และรายงานผลให้นักบรหิ ารทราบวา่ ทางเลือก

10 ไหนที่ระบบเห็นว่าดีที่สุด และทางเลือกไหนที่แย่ที่สุดลดหลั่นกันไปตามลำดับ ถึงแม้ว่าระบบนี้จะทำการ เสนอทางเลือกต่าง ๆ ให้กับผู้ใช้ แต่สุดท้ายแล้วการตัดสินใจเลือกขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริหาร ระบบน้เี รียกอีกอย่างว่า DSS 2.2.10 ระดบั ของผใู้ ช้ระบบ เมื่อมีระบบเกิดขึ้นมาแล้วก็ย่อมต้องมีผู้ใช้ระบบเกิดตามขึ้นมาด้วย ผู้ใช้ระบบในที่นี้ หมายถึง บุคคลที่เชื่อมโยง เกี่ยวข้อง หรือมีความสัมพันธ์กับระบบ ประเภทของผู้ใช้ระบบสามารถแบ่ง ออกตามขอบเขตหน้าทแ่ี ละความรับผดิ ชอบอย่างกวา้ ง ๆ เปน็ 4 กล่มุ คอื 2.2.10.1 เสมียนพนักงานและผู้ให้บริการ (Clerical and Service Staff) หมายถึง พนักงานที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมหรือจัดทำข้อมูลในลักษณะที่ใช้ประจำวัน (Day – to – Day Information) ในธรุ กิจหรือในหนว่ ยงานทสี่ ังกัดอยู่ เช่น การพิจารณาข้อมูลการใหส้ ินเชื่อสำหรับลูกค้าแต่ ละราย การบันทึกและตัดสต๊อก หรือการพิมพ์จดหมายโต้ตอบ จะเห็นได้ว่าพนักงานกลุ่มนี้มักจะเป็น พนักงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อมูลที่เป็นข้อมูลพื้นฐานที่จะนำไปสู่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายบริหาร ตอ่ ไป 2.2.10.2 หัวหน้าหน่วยหรือซุปเปอร์ไวเซอร์ (Supervisory Staff) หมายถึง ผทู้ ่ที ำหนา้ ที่ ควบคุมกิจกรรมที่เกิดขึ้นประจำวันของธุรกิจ หรืออาจกล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ บุคคลกลุ่มนี้จะทำหน้าที่ ควบคุมการปฏิบัติงานในกลุ่มของพนักงานเสมียนและผู้ให้บริหาร (กลุ่มที่ 1) อีกที่หนึ่ง เช่น หัวหน้ารับ ใบสั่งซื้ออาจจะตอ้ งการายงายสรปุ ประจำวนั เกี่ยวกับการรับใบส่ังซื้อทั้งหมดเพื่อจะดูสภาวการณ์รวมของ การขายประจำวัน หรอื หวั หนา้ หน่วยผลิตต้องการรายงานสรปุ ว่ายอดผลติ ประจำวนั ของแตล่ ะผลิตภัณฑ์มี จำนวนเท่าไร เป็นต้น 2.2.10. 3 ผู้จัดการหรือผู้บริหารระดับกลาง ( Middle Management and Professional) หมายถึง บุคคลที่ทำงานเกี่ยวกับแผนงานธุรกิจ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นแผนงานระยะส้ัน ทำหน้าที่คอยควบคุมและจัดการให้การปฏิบตั ิงานของหน่วยงานที่มีเป็นไปตามแผนงานระยะสั้นที่ได้วาง ไว้ โดยไม่ต้องมุ่งความสนใจเกี่ยวกับการปฏบิ ัติงานหรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นประจำวนั แต่มุ่งสนใจทีง่ านหรือ กิจกรรมที่เกิดเปน็ ระยะเวลาต่อเน่อื งกนั นานกวา่ นัน้ เชน่ ระยะเวลา 1 เดอื น หรือ 3 เดอื น (ไตรมาส) และ ยังทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมและกลั่นกรองข้อมูลต่าง ๆ เพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารระดับสูงต่อไป ซึ่งจะทำให้ ผู้บริหารระดบั สูงมีเวลาคดิ งานทางด้านนโยบาย (Policy) และแผนงานระยะยาว (Long Term Plan) ได้ มากขึ้นอีกด้วย เช่น นายช่างวิศวกรผู้คุมงาน หัวหน้าแผนกบัญชี ผู้จัดการฝ่ายบุคคล หรือ หัวหน้าฝ่าย ตา่ ง ๆ เปน็ ต้น

11 2.2.10.4 ผู้อำนวยการหรือผู้บริหารระดับสูง (Executive Management) หมายถึง บคุ คลท่ีรบั ผิดชอบตอ่ การวางแผนงานระยะยาวและการกำหนดนโยบาย เพอ่ื ใหธ้ ุรกิจนั้นดำเนนิ ไปได้อย่าง มีเป้าหมาย เป็นบุคคลที่มองธุรกิจไปข้างหน้าเสมอ โดยปกติมักจะเป็นแผนงานระยะยาวกว่าแผนของ ผู้บริหารระดับกลางเป็นแผน ตั้งแต่ 1 ปีหรือมากกว่าน้ัน โดยจะนำข้อมลู ในอดีตมาใช้เปน็ แนวทางในการ พิจารณาถึงแนวโน้มต่าง ๆ เพื่อกำหนดแผนงานระยะยาวและนโยบายของธุรกิจตอ่ ไป หน้าที่อีกประการ คือ เป็นผู้ที่คอยควบคุมและจัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำเป็นในการดำเนินกิจการของธุรกิจ เช่น เงินทุน แรงงาน เครอื่ งจกั ร ทดี่ นิ หรอื อาคารต่าง ๆ เป็นต้น ซึง่ จะต้องคำนึงถึงภาพรวมของธุรกิจท้ังหมด ไม่เพียง จุดใดจุดหนึ่งในธุรกิจเท่านั้น ฉะนั้นผู้บริหารระดับสูงจึงต้องการข้อมูลซึ่งผ่านการกลั่นกรองมาแล้วเป็น อย่างดี เพอ่ื สามารถนำไปใชใ้ นการตดั สินใจและวางแผนหรือนโยบาลตอ่ ไปได้ 2.3 ความสำคัญของการวิเคราะห์และการออกแบบระบบ (learningsystem, ม.ป.ป.) ได้ใหค้ วามสำคญั ของการวเิ คราะหแ์ ละการออกแบบระบบว่า 2.3.1 การวิเคราะห์ระบบงาน คำวา่ วิเคราะห์มาจากคำว่า พเิ คราะห์ ซึง่ เป็นการเปลยี่ น พ เปน็ ว ในภาษาไทยซึ่งแปล ความหมายได้ว่า การพินิจพิเคราะห์ การพิจารณา การใคร่ครวญ การไต่สวนความหรือเรื่องราว ส่วนใน ภาษาอังกฤษก็ได้ให้ความหมายใกล้เคียงกันคือ Determine, Examine และ Investigate ซึ่งคำว่า วิเคราะห์นี้สามารถนำไปใช้กับวิชาการต่าง ๆ ได้มากมาย เช่น การวิเคราะห์โครงสร้าง การวิเคราะห์เชิง คณุ ภาพ การวเิ คราะหเ์ ชิงปริมาณ การวิเคราะห์ปัญหา เป็นต้น คำว่า “วิเคราะห์” ที่ใช้กับการวิเคราะห์ระบบนั้น ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Analysis” ซง่ึ แปลว่า การแยกส่งิ ท่ีประกอบกนั ออกเป็นส่วน ๆ เช่น การแยกระบบใหญ่ออกเป็นส่วนย่อย ๆ คือ เป็น การแยกปัญหาออกเป็นส่วน ๆ เพื่อสะดวกในการพิจารณาหรือตัดสินใจ จามความหมายของคำว่า วิเคราะห์ดังกล่าวนี้ จะเห็นว่า การวิเคราะห์ระบบงานไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากหรือเรื่องที่สลับซับซ้อนแต่ ประการใด การพิจารณาใคร่ครวญในปัญหาต่าง ๆ ของคนเรานั้น มีวิธีการใหญ่ ๆ อยู่ด้วยกัน 2 วิธี คอื 2.3.1.1 วิธีธรรมดา (Natural Determination) เป็น วิธีที่คนส่วนมากใช้กันเป็นปกติ ธรรมดาโดยอาศัยประสบการณ์และสามัญสำนึกของแต่ละบุคคลเป็นหลัก คนที่มีวิจารณญาณสูง ๆ อาจจะสามารถพิจารณาตัดสินใจในปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วไม่แพ้นักวิชาการทางด้าน วิเคราะห์ระบบ อย่างไรก็ตาม การพจิ ารณาใคร่ครวญและตัดสินใจด้วยวิธีการน้โี อกาสท่ีจะผิดพลาดอย่าง

12 มีสูง ซึง่ เป็นเหตุใหเ้ กดิ การสญู เสียแก่ธรุ กิจเป็นอย่างมากเช่นเดยี วกัน ดังนนั้ ถ้าเปน็ งานสำคัญ ๆ ทางธรุ กจิ แล้วไม่ควรใชว้ ธิ ีน้เี ปน็ อยา่ งย่ิง 2.3.1.2 วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Methodology Determination หรือ System Analysis) เปน็ วธิ ีการพิจารณาใครค่ รวญและตัดสินใจโดยอาศัยระบบทางวิทยาศาสตร์ เช่น สถิติ และการ คำนวณ เปน็ ต้น วิธีนเ้ี ป็นวธิ ที ใ่ี ช้หลักวิชาการทางวิทยาศาสตร์แขนงต่าง ๆ เขา้ ช่วยผู้ที่จะทำการวิเคราะห์ จะต้องเป็นผู้ท่ีมีความรู้ในวิชาการแขนงต่าง ๆ ที่จะใชใ้ นการวิเคราะห์และออกแบบระบบงาน จึงได้มีการ จัดให้สอนในสถาบันการศึกษาตา่ ง ๆ ขึ้น นอกจากนี้ยังมีคำที่ใกล้เคียงกันหรือคล้ายคลึงกันกับคำว่า “วิเคราะห์” ที่ควรจะทำ ความเข้าใจเพื่อป้องกันการสับสนในการใช้ เช่น คำว่า การวิจัย การค้นคว้า การค้นคิด เป็นต้น ซึ่งความ จริงแล้วการวิเคราะห์กับการวิจัยเป็นคนละเรื่อง คนละความมุ่งหมายกัน แต่มีความใกล้เคียงกันมาก การ วิจัยนั้นมุง่ ในการค้นหาข้อเทจ็ จรงิ หรือความถูกต้องทีส่ ุดของปัญหาเช่น การวิจยั ภาวะของผูม้ ีรายได้น้อย คือ การค้นหาสภาพของผู้มีรายได้น้อย คือ การค้นหาสภาพของผู้มีรายได้น้อย เป็นการหาสาเหตุว่า เป็น เพราะอะไรบ้าง เหล่านีเ้ ป็นต้น สว่ นการวิเคราะห์นน้ั จะเป็นการมุ่งหาสาเหตุเพ่ือทำการแก้ปัญหาท่ีเกิดข้ึน นน้ั ให้ดที ีส่ ดุ หรือเหมาะสมที่สดุ เท่าที่จะทำได้ การแกป้ ัญหาทไ่ี ดจ้ ากการวิเคราะหร์ ะบบนัน้ อาจไม่ใช่ทางท่ี ถกู ตอ้ งที่สดุ แตเ่ ปน็ ทางท่ดี ีท่สี ุดที่ควรจะกระทำเท่าน้นั ท้งั นเ้ี พราะการแก้ไขปัญหาของนักวิเคราะห์ระบบ เป็นการประนีประนอมกับบุคคลในหลาย ๆ ฝ่ายที่จะต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้การทำงานของระบบมี ประสิทธภิ าพสูงสุดนั่นเอง การวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) หมายถึง วิธีการวิเคราะห์ระบบใดระบบหน่ึง โดยมกี ารคาดหมายและจดุ ม่งุ หมายท่ีจะมีการปรบั ปรุงและแก้ไขระบบนัน้ การวิเคราะหน์ น้ั จะต้องทำการ แยกแยะปัญหาออกมาใหไ้ ด้ แล้วกำหนดปัญหาเป็นหัวข้อเพ่อื ทำการศึกษา และหาวิธีแก้ไขในที่สุด การวิเคราะห์และออกแบบระบบ (System Analysis and Design) หมายถึง วิธีการที่ ใช้ในการสร้างระบบสารสนเทศขึน้ มาใหม่ในธุรกิจใดธุรกิจหนึง่ หรือในระบบย่อยของธุรกิจ นอกจากการ สรา้ งระบบสารสนเทศใหม่แลว้ การวเิ คราะห์ระบบชว่ ยในการแกไ้ ขระบบสารสนเทศเดิมทมี่ ีอยู่แล้วให้ดีข้ึน ด้วยก็ได้ การวิเคราะห์ระบบ คอื การหาความตอ้ งการ (Requirements) ของระบบสารสนเทศว่าคืออะไร หรอื ตอ้ งการเพมิ่ เติมอะไรเข้ามาในระบบ

13 2.3.2 การออกแบบระบบงาน การออกแบบ หมายถงึ การนำเอาความต้องการของระบบมาเปน็ แบบแผน หรือเรียกว่า พิมพ์เขียวในการสร้างระบบสารสนเทศให้ใช้งานได้จริง ความต้องการของระบบ เช่น สามารถติดตาม ยอดขายไดเ้ ป็นระยะ เพ่อื ให้ฝา่ ยบรหิ ารสามารถปรับปรงุ การขายได้ทนั ท่วงที 2.3.3 นกั วิเคราะห์ระบบ (System Analysis) นักวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) คือ บุคคลที่ศึกษาปัญหาซับซ้อนที่เกิดขึ้นใน ระบบและแยกแยะปัญหาเหล่านั้นอย่างมีหลักเกณฑ์ นักวิเคราะห์ระบบหรือที่เราเรียกกันว่า SA จะทำ หน้าที่หาวิธีการแก้ไขปัญหาที่แยกแยะเหล่านั้น พร้อมทั้งให้เหตุผลด้วยการวิเคราะห์ระบบนั้น นักวิเคราะห์ระบบจะต้องกำหนดขอบเขตของการวิเคราะห์ และต้องกำหนดจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายใน การวิเคราะห์นนั้ ดว้ ย นอกจากนีย้ งั ตอ้ งทำความเขา้ ใจโครงสรา้ งลักษณะขององคก์ ารน้ันในดา้ นต่าง ๆ นักวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) คือ บุคคลที่มีหน้าที่วิเคราะห์และออกแบบ ระบบ ซ่ึงปกติแล้วนกั วเิ คราะหร์ ะบบควรจะอย่ใู นทีมระบบสารสนเทศขององค์กรหรือของธุรกิจน้นั ๆ นักวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) คือ บุคคลที่มีหน้าทีใ่ นการออกแบบและพัฒนา ระบบงานในระบบการประมวลผลขอ้ มูล ด้วยระบบและวิธกี ารต่าง ๆ เพื่อให้ระบบงานบรรลุถึงเป้าหมาย ตามต้องการของผู้ใช้ระบบ เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ระบบข้อมูล การออกแบบระบบการปฏิบัติงานในการ ประมวลผลข้อมูล การสร้างขั้นตอนการปฏิบัติงาน การพัฒนาโปรแกรม และการเขียนเอกสารต่าง ๆ ประกอบการปฏบิ ตั ิงานของระบบ จากความหมายขา้ งตน้ จะเหน็ ได้วา่ นักวเิ คราะห์ระบบงานเป็นผูท้ เี่ กี่ยวข้องกับระบบงาน ในการวิเคราะห์และออกแบบระบบการประมวลผล นอกจากนั้นนักวิเคราะห์ระบบยังต้องรับผิดชอบงาน ในส่วนทเ่ี ก่ียวกบั การจดั หาอปุ กรณต์ า่ ง ๆ ทีเ่ ก่ยี วกับคอมพิวเตอร์ ผู้ท่จี ะใชร้ ะบบแฟ้มข้อมลู หรือฐานข้อมูล ต่าง ๆ รวมท้ังข้อมูลเดิมท่ีจะป้อนเขา้ สรู่ ะบบ อีกสิ่งหนึ่งที่จะต้องศึกษา คือ ลักษณะโครงสร้างข้อมูลที่มีอยู่ในการทำงานของระบบที่ ทำการวเิ คราะห์นน้ั และทส่ี ำคญั ที่นักวิเคราะห์ระบบจะมองข้ามไปไม่ได้ นนั่ คอื คนหรือบุคลากรที่ทำงาน อยู่กับระบบที่ทำการวิเคราะห์ ต้องทำการศึกษาว่าคนเกี่ยวข้องกับระบบอย่างไร เกี่ยวข้องตรงไหน ทำ อะไร เพราะคนเปน็ ปัจจยั ท่สี ำคญั ท่สี ดุ ถา้ ขาดความร่วมมือจากบุคลากรทท่ี ำงานอยใู่ นระบบทจ่ี ะศึกษา ก็ ถอื วา่ ลม้ เหลวไปแล้วครึ่งหนงึ่ ดังนนั้ จะมองข้ามคนไปไมไ่ ด้

14 2.4 ผงั งาน (Flowchart) ผังงาน Flowchart เป็นผังงานทแ่ี สดงให้เหน็ ถงึ แนวคดิ และข้ันตอนการทำงานของโปรแกรม อีก ท้ังยังช่วยให้มองเห็นภาพรวมของโปรแกรมทำให้เขียนโปรแกรมไดง้ ่ายข้ึน การเขยี น Flowchart นั้นจะใช้ สัญลักษณ์ต่าง ๆ แทนคำอธิบายและกระบวนการทำงานของโปรแกรมในแต่ละส่วนตั้งแต่เริ่มแรกจนถึง สิ้นสุดการทำงานของโปรแกรม เพื่อให้ผู้พัฒนาโปรแกรมได้เข้าใจแนวคิด และการทำงานที่ชัดเจนมาก ทสี่ ุด 2.4.1 สัญลักษณ์ของผงั งาน การเขียนผังงาน Flowchart นั้นได้มีการกำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้งานให้เป็นสากล และ เป็นมาตรฐานเดยี วกนั โดยการกำหนดมาตรฐานนไ้ี ดถ้ กู กำหนดตามแบบของ ANSI (American National Standards Institute) และ ISO (International Standard Organization) เพื่อสื่อความหมาย และให้ เกิดความเข้าใจในสัญลักษณ์ที่ใช้ในการเขียนผังงาน Flowchart ทั่วโลก โดยสัญลักษณ์ต่าง ๆ นั้น สามารถแบ่งออกได้เปน็ หลายสัญลกั ษณ์ ตารางที่ 2.1 สญั ลักษณข์ องผังงาน ความหมายและการใช้งาน สัญลักษณ์ ค่าเร่มิ ตน้ และส้นิ สดุ Terminal การรับข้อมูลและแสดงผลข้อมลู Input / Output การรบั ขอ้ มูลจากคียบ์ อร์ด Manual Input

ตารางท่ี 2.2 สญั ลักษณข์ องผังงาน (ตอ่ ) 15 สญั ลักษณ์ Process ความหมายและการใช้งาน การประมวลผลหรอื การกำหนดค่า Display การแสดงผลข้อมลู ผา่ นจอภาพ Decision การตัดสินใจเม่ือมีทางเลอื ก Document การแสดงผลโดยพมิ พ์ออกเป็นกระดาษ Preparation การกำหนดค่าล่วงหน้า รูปแบบข้อมลู Internal Subroutine Connector การเก็บข้อมูล แสดงจุดต่อเนอื่ งในหน้าเดยี วกัน

16 ตารางท่ี 2.3 สัญลกั ษณ์ของผงั งาน (ต่อ) ความหมายและการใช้งาน สญั ลกั ษณ์ แสดงจดุ ต่อเนอ่ื งในคนละหน้ากนั Off-Page Connector การรบั ขอ้ มูล-แสดงผลขอ้ มูลโดยใช้บัตรเจาะรู Puched Card Puched Tape การรบั ขอ้ มูล-แสดงผลขอ้ มลู โดยใชเ้ ทปกระดาษ Magnetic Tape Magnetic Disk การรบั ขอ้ มูล-แสดงผลข้อมูลโดยใช้เทปแม่เหล็ก Magnetic Core การรับขอ้ มูล-แสดงผลขอ้ มลู โดยใชจ้ านแม่เหลก็ Manual Operation การรับข้อมูล-แสดงผลขอ้ มลู โดยใชแ้ กน External Subroutine แมเ่ หล็ก การประมวลผลด้วยมือ เรียกใช้โปรแกรมย่อยจากภายนอกโปรแกรมนี้

17 ตารางท่ี 2.4 สัญลักษณ์ของผงั งาน (ตอ่ ) ความหมายและการใช้งาน สัญลักษณ์ แสดงถึงการจดั เรียงลำดับข้อมลู Sort การแยกขอ้ มลู ออกเป็นหลาย ๆ ชุด Extract กระบวนการที่ต้องการจัดการข้อมูล Collate แสดงทิศทางของการทำงานของโปรแกรม Flowline 2.4.2 ประเภทของผงั งาน ประเภทของผังงาน โดยทวั่ ไปผังงานคอมพวิ เตอรแ์ บง่ เปน็ 2 ประเภทใหญ่ 2.4.2.1 ผังงานระบบ (System Flowchart) เป็นผังงานที่แสดงถึงขั้นตอนการ ทำงานภายในระบบหน่ึง ๆ เพ่อื ให้เหน็ โครงสร้างโดยภาพรวมของระบบ ซง่ึ จะแสดงถงึ ความเกี่ยวข้องของ ส่วนที่สำคัญต่าง ๆ ในระบบนั้น เช่น เอกสารข้อมูลเบื้องต้น สื่อบันทึกข้อมูลที่ใช้ ข้อมูลจะส่งผ่านไปยัง หน่วยงานใด มีกิจกรรมประมวลผลข้อมูลอะไรในหน่วยงานนั้น แล้วจะส่งต่อไปหน่วยงานใด เป็นต้น ดังนั้นผังงานระบบอาจเกี่ยวข้องกับข้อมูล สื่อหรือแหล่งบันทึกข้อมูล วัสดุปกรณ์ คน หรือฝ่ายงานท่ี เกี่ยวข้อง ซึ่งแต่ละจุดจะประกอบไปด้วย การนำข้อมูลเข้า วิธีการประมวลผล และการแสดงผลลัพธ์ (Input – Process - Output) ดงั ภาพ

18 ภาพท่ี 2.1 ภาพผังงานระบบ 2.4.2.2 ผังงานโปรแกรม (Program Flowchart) ผังงานประเภทนี้แสดงถึง ขั้นตอนของคำส่ังที่ใชใ้ นโปรแกรม ผงั งานนีอ้ าจสรา้ งจากผังงานระบบโดยผ้เู ขียนผังงานจะดึงเอาแต่ละจุด ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับการทำงานของเครื่องคอมพวิ เตอร์ทป่ี รากฏในผังงานระบบมาเขียน เพื่อใหท้ ราบว่าถ้าจะใช้ คอมพิวเตอร์ทำงานควรท่ีจะมีขั้นตอนคำสัง่ อย่างไร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามทีต่ อ้ งการ และจะได้นำมาเขยี น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่อไป ดังนนั้ การเขียนผังงานก็จะมีประโยชน์ เหมาะสาหรับผ้บู ริหาร ผู้วเิ คราะห์ระบบ ผู้เขียนโปรแกรม และบุคคลอื่นที่ต้องการศึกษา ทำให้ทราบถึงความสัมพันธ์ของระบบตั้งแต่เริ่มต้น ว่ามี การปฏิบัติแต่ละขั้นตอนอย่างไร ใช้วิธีการอะไรบ้าง สุดท้ายจะได้ผลลัพธ์อะไรบ้าง เมื่อเข้าใจระบบงาน หรือสิง่ ทก่ี ำลงั ศกึ ษาก็จะชว่ ยใหส้ ามารถปฏบิ ตั งิ านและแกป้ ญั หาไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพมากยิ่งขึ้น ดงั ภาพ ภาพที่ 2.2 ภาพแสดงตวั อยา่ งการกำหนดจดุ เริ่มตน้ และสน้ิ สุดของการเขียนผงั งาน

19 2.4.3 ประโยชน์ของผงั งาน ผังงานเป็นเครื่องมือที่ช่วยใหก้ ารศึกษาลาดบั ขั้นตอนของโปรแกรมง่ายขึ้น จึงนิยมเขยี น ผงั งานประกอบการเขียนโปรแกรม ด้วยเหตผุ ลดังนี้ 2.4.3.1 คนส่วนใหญ่สามารถเรียนรู้และเข้าใจผังงานได้ง่าย เพราะผังงานไม่ขึ้นอยู่กับ ภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหน่งึ เปน็ เคร่อื งมอื ทีใ่ ช้ในการส่ือสารได้ทกุ ภาษา 2.4.3.2 ผังงานเป็นการสื่อความหมายด้วยภาพ ช่วยลำดับขั้นตอนการทำงานของ โปรแกรมให้ง่ายและสะดวกต่อการทำความเข้าใจ สามารถนำปเขียนโปรแกรมได้โดยไม่สับสน ซึ่งถ้าหาก ใชข้ ้อความหรอื คำพดู อาจจะสอ่ื ความหมายผิดไปได้ 2.4.3.3 ในงานโปรแกรมที่ไม่สลับซับซ้อน ช่วยในการตรวจสอบความถูกต้องของลำดับ ขั้นตอน และแกไ้ ขโปรแกรมได้ง่าย เม่อื เกดิ ขอ้ ผดิ พลาด 2.4.3.4 ช่วยให้ผู้อื่นสามารถศึกษาการทำงานของโปรแกรมได้อย่างง่าย สะดวก และ รวดเรว็ มากขึ้น 2.4.3.5 การบำรุงรักษาโปรแกรมหรือการเปลี่ยนแปลงแก้ไขโปรแกรมในภายหลัง ให้มี ประสิทธิภาพ ถ้าพิจารณาจากผังงานจะช่วยให้สามารถทบทวนงานในโปรแกรมก่อนปรับปรุง แก้ไขได้ สะดวกและงา่ ยขนึ้ 2.4.4 ขอ้ จำกัดของการเขยี นผงั งาน นักเขียนโปรแกรมบางคนไม่นิยมการเขียนผังงานก่อนที่จะเขียนโปรแกรม เพราะเสียเวลา ในการ เขยี นเป็นรปู ภาพหรือสญั ลกั ษณ์ตา่ ง ๆ นอกจากนี้ยงั มีเหตุผลอ่ืน ๆ ได้แก่ 2.4.4.1 ผังงานเป็นการสื่อความหมายระหว่างบุคคลต่อบุคคลมากกว่าที่จะส่ือ ความหมายบุคคลกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะผังงานไม่ขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ ภาษาใดภาษาหนึง่ ทำใหเ้ คร่ืองคอมพวิ เตอร์ไม่สามารถรบั รู้และเข้าใจวา่ ผังงานต้องการอะไร 2.4.4.2 ผังงานไม่สามารถแทนลักษณะคำสั่งของภาษาคอมพิวเตอร์บางคำสั่งได้อย่าง ชดั เจน 2.4.4.3 กรณีที่งานมีขนาดใหญ่ ผังงานจะมีขนาดใหญ่ด้วย ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข จะทำได้ยาก ควรเขียนแยกเป็นส่วน ๆ แลว้ คอ่ ยสรา้ งจดุ เชอื่ มโยงในแต่ละสว่ น 2.4.4.4 การเขียนผงั งานอาจเปน็ การสนิ้ เปลืองกระดาษและอุปกรณ์อื่น ๆ ประกอบการ เขยี นภาพ ทง้ั ๆ ทก่ี ารอธบิ ายงานหรือการเขยี นโปรแกรมจะใช้เนื้อท่เี พียง 3 - 4 บรรทัดเทา่ น้ัน 2.4.5 วธิ ีการเขียนผังงานทีด่ ี การเขียนผงั งานควรคานึงถงึ ส่งิ ต่าง ๆ ดงั น้ี

20 2.4.5.1 ใชส้ ัญลักษณ์ตามที่กำหนดไว้ 2.4.5.2 ผงั งานจะตอ้ งมีจุดเรม่ิ ตน้ (Start) และสิ้นสดุ (Stop/End/Finish) 2.4.5.3 ใช้หัวลูกศรแสดงทิศทางการไหลของข้อมูลจากบนลงล่างหรือซ้ายไป ขวา (ยกเวน้ ทต่ี อ้ งทาซำ้ ) 2.4.5.4 ทุกแผนภาพต้องมีลูกศรแสดงทศิ ทางเข้า 1 เสน้ และออก 1 เส้นโดยไม่ มีการปลอ่ ยจุดใดจดุ หนงึ่ ไว้ 2.4.5.5 เขียนคำอธิบายการทำงานในแต่ละขั้นตอนโดยใช้ข้อความที่สั้น กะทดั รัด ชัดเจนและเขา้ ใจได้งา่ ย 2.4.5.6 ควรหลีกเลี่ยงโยงเส้นไปมาทำให้เกิดจุดตัดมากเพราะจะทำให้เกิด ข้อผิดพลาดงา่ ย ควรใชส้ ัญลกั ษณเ์ ชือ่ มจดุ ตอ่ เน่ืองแทน 2.4.5.7 ไมค่ วรโยงเส้นเชือ่ มผงั งานท่อี ยไู่ กลมาก ๆ ควรใชส้ ัญลักษณจ์ ุดเชื่อมต่อ แทน 2.4.5.8 ผังงานที่ดีควรมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดและชัดเจน สามารถเข้าใจและติดตามข้นั ตอนได้ง่าย 2.4.5.9 ผังงานควรมีการทดสอบความถูกต้องของการทำงานก่อนไปเขียน โปรแกรม 2.5 DFD แผนภาพกระแสข้อมูล (Data Flow Diagram: DFD) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า แผนภาการไหล ของข้อมูล เป็นเครื่องมือที่ใช้เพือ่ แสดงการไหลของขอ้ มูลและการประมวลผลต่าง ๆ ในระบบ สัมพันธ์กับ แหล่งเก็บข้อมูลที่ใช้ โดยแผนภาพนี้จะเป็นสื่อที่ช่วยให้การวิเคราะห์เป็นไปได้โดยง่าย และมีความเข้าใจ ตรงกันระหว่างผู้วิเคราะห์ระบบเองหรือระหว่างผู้วิเคราะห์ระบบกับโปรแกรมเมอร์ หรือระหว่างผู้ วิเคราะหร์ ะบบกับผูใ้ ชร้ ะบบ (รชั นี กัลยาวินัย และ อัจฉรา ธารอไุ รกุลม 2542) 2.5.1 ประโยชนท์ ี่ได้จากการใชแ้ ผนภาพกระแสขอ้ มลู มดี งั นี้ 2.5.1 มีความอิสระในการใช้งาน โดยไม่ต้องมีเทคนิคอื่นมาช่วย เน่ืองจากสามารถใช้ สัญลักษณต์ า่ ง ๆ แทนส่ิงทีว่ ิเคราะห์มา 2.5.2 เป็นสื่อที่ง่าต่อการแสดงความสมั พันธร์ ะหว่างระบบใหญ่และระบบย่อย ซึ่งจะทำ ให้เข้าใจความสัมพนั ธ์ต่าง ๆ ได้ดี

21 2.5.3 เป็นสื่อที่ช่วยในการวิเคราะห์ระบบให้เป็นไปได้ง่าย และมีความเข้าใจตรงกัน ระหว่างผู้วิเคราะหร์ ะบบเองหรือระหวา่ งผู้วิเคราะห์ระบบกับโปรแกรมเมอร์ หรอื ระหว่างผู้วเิ คราะห์ระบบ กับผใู้ ช้ระบบ 2.5.4 ช่วยในการวิเคราะห์ระบบให้สะดวก โดยสามารถเห็นข้อมูลและขั้นตอนต่าง ๆ เปน็ แผนภาพ 2.5.2 สัญลกั ษณ์ทใี่ ชใ้ นการเขยี นแผนภาพกระแสขอ้ มูล สญั ลกั ษณท์ ่ีใช้ในการเขียนแผนภาพกระแสข้อมูลน้ัน ประกอบดว้ ย 4 สญั ลักษณ์ ท่ีแสดง ถงึ การประมวลผลการไหลของข้อมลู ส่วนทใ่ี ช้เก็บข้อมลู และสง่ิ ทอี่ ยนู่ อกระบบ โดยได้มีการศึกษาคิดค้น พัฒนาวธิ ีการอยู่หลายแบบ แต่ทเี่ ปน็ มาตรฐานมี 2 กลุม่ คอื กลมุ่ ที่คิดคน้ โดย Gane and Sarson (1979) และกลุ่มของ DeMarco and Yourdon (SeMarco, 1979) ถึงแม้สัญลักษณ์บางอย่างของสององค์กรน้ี จะต่างกัน แต่องคป์ ระกอบของแผนภาพและหลกั การเขยี นแผนภาพไม่ไดแ้ ตกตา่ งกนั ดงั ตารางที่ 2.2 ตารางที่ 2.5 สัญลกั ษณต์ า่ ง ๆ ทใ่ี ชใ้ นการเขียนแผนภาพการไหลของขอ้ มูล ช่อื สัญลักษณ์ DeMarco & Yourdon Symbols Gane & Sarson Symbols การประมวลผล (Process) แหลง่ เก็บข้อมลู (Data Store) กระแสข้อมลู (Data Flow) สงิ่ ท่ีอยภู่ ายนอก (External Entity)

22 2.5.3 สญั ลักษณ์การประมวลผล (Process Symbol) การประมวลผล (Process) เป็นการเปลี่ยนแปลงข้อมูลจากรูปแบบหนึ่ง (Input) ไปเป็น อีกรูปแบบหน่ึง (Output) เช่น การคำนวณรายได้สทุ ธิของลูกจ้างรายวัน จะต้องประกอบด้วยข้อมูลำเข้า ที่เป็น “อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง” และ “จำนวนชั่วโมงการทำงาน” เมื่อผ่านการประมวลผลแล้วจะได้ “รายไดส้ ทุ ธิ” ตวั อยา่ งการประมวลผล ไดแ้ ก่ - คำนวณคา่ คอมมชิ ชนั - ตรวจสอบใบสัง่ ซือ้ - ลงทะเบียน เปน็ ต้น การใช้สญั ลักษณก์ ารประมวลผล 2.5.3.1 ต้องใช้สัญลักษณ์การประมวลผล (Process) คู่กับสัญลักษณ์ กระแสข้อมูล (Data Flow) เสมอ โดยที่ถ้าลูกศรชี้เข้าหมายถึงเป็นข้อมูลนำเข้า ถ้าลูกศรชี้ออกหมายถึงเป็นข้อมูลออก จากการประมวลผล ซงึ่ 1 Process สามารถมขี อ้ มลู นำเขา้ มากกว่า 1 เส้น หรือขอ้ มูลออกมากกว่า 1 เส้น ได้ 2.5.3.2 การต้ังช่อื ของ Process ควรเปน็ วลเี ดียวท่อี ธิบายการทำงานท้ังหมดได้ และควร อธิบายการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะมากกว่าที่จะอธิบายการทำงานอย่างกว้าง ๆ เช่น หาก แสดงถึงการประมวลผล “ตรวจสอบรายการ” ควรจะระบุว่าเป็น “การตรวจสอบรายการถอนเงิน” หรือ “ตรวจสอบรายการคา่ ใชจ้ า่ ยรายสัปดาห์” เปน็ ตน้ 2.5.3.3 แต่ละ Process จะมีแตข่ ้อมลู เข้าอยา่ งเดยี ว หรือออกอย่างเดียวไม่ได้ ภาพท่ี 2.3 ภาพตวั อยา่ งการใชส้ ัญลักษณ์การประมวลผล (Process)

23 2.5.4 สัญลกั ษณก์ ระแสข้อมูล (Data Flow Symbol) กระแสขอ้ มูล (Data Flow) เปน็ เส้นทางในการไหลของข้อมูลจากส่วนหน่ึง ไปยังอีกส่วน หน่ึงของสารสนเทศ โดยจะมีลูกศรแสดงถึงการไหลจากปลายลูกศร ไปยังหัวลูกศร ซึ่งข้อมูลที่ปรากฎบน เสน้ นี้จะเป็นข้อความ ตวั เลข รายการเรคคอร์ดท่ีระบบคอมพิวเตอร์สรามารถนำไปประมวลผลได้ ตวั อย่างกระแสข้อมูล ได้แก่ - ใบสงั่ ซือ้ สินคา้ - ใบเสรจ็ รบั เงนิ - เกรดของนักศึกษา - ใบสง่ ของทผี่ า่ นการตรวจสอบแล้ว เปน็ ตน้ การใช้สัญลักษณ์กระแสข้อมูล 2.5.4.1 กระแสข้อมูลสามารถใช้คู่กับการประมวลผล (Process), สิ่งที่อยู่นอกระบบ (External Entities) หรือ แหลง่ เกบ็ ข้อมูล (Data Store) ก็ได้ ขึน้ อยกู่ บั ระบบงานว่า ข้อมูลน้นั จะนำไปไว้ ทีไ่ หน หรอื ขอ้ มูลนั้นจะนำออกจากส่วนใด ภาพท่ี 2.4 ภาพตัวอย่างการใช้สัญลกั ษณก์ ระแสข้อมลู (Data Flow) ภาพท่ี 2.5 ตวั อยา่ งการใช้สัญลกั ษณ์กระแสขอ้ มูล (Data Flow) 2.5.4.2 การตั้งชื่อกระแสข้อมูล โดยทั่วไปจะตั้งชื่อด้วยคำเพียงคำเดียว ที่มีความหมาย ชดั เจนและเข้าใจงา่ ยควรกำกับช่ือบนเส้นดว้ ย คำนาม เชน่ “เวลาทำงาน”, “ใบสง่ั ซือ้ สินคา้ ” เปน็ ต้น

24 2.5.4.3 ควรตง้ั ชื่อกระแสขอ้ มูล ตามขอ้ มลู ที่ไดเ้ ปลีย่ นแปลงไปแลว้ หลงั จากออกจากการ ประมวลผล เน่อื งจากการประมวลหรอื Process ใชแ้ สดงถึงการเปลี่ยนข้อมูลหรือการส่งผ่านข้อมูล ดงั นน้ั Data Flow ที่ออกจาก Process มักจะมีการเขียนชื่อกำกับให้แตกต่างออกไปจาก Data Flow ที่เข้ามา ใน Process เสมอ 2.5.5 สญั ลักษณ์แหล่งเก็บขอ้ มูล (Data Store Symbol) แหล่งที่เก็บข้อมูล (Data Store) เป็นส่วนที่ใช้แทนชื่อแฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูล เพราะมี การประมวลผลหลายแบบที่จะต้องมีการเก็บข้อมูลไว้เพื่อที่จะได้นำไปใช้ภายหลัง ซึ่งแหล่งเก็บข้อมูล จะต้องมีทั้งข้อมูลเข้าและข้อมูลออกโดยข้อมูลที่ออกจากแหล่งเก็บข้อมูลจะอยูใ่ นลักษณะที่ถูกอ่านขึน้ มา ส่วนขอ้ มลู ท่ไี หลเขา้ สแู่ หล่งเก็บข้อมลู จะอยใู่ นรปู ของการบนั ทกึ การเพิ่ม-ลบ แกไ้ ข ตัวอยา่ งแหล่งเกบ็ ข้อมูล ไดแ้ ก่ - แฟม้ คนไข้ - แฟ้มพนักงาน เป็นต้น การใช้สัญลกั ษณแ์ หล่งเก็บขอ้ มูล 2.5.5.1 ต้องใช้สัญลักษณ์แหล่งเก็บข้อมูล (Data Store) คู่กับสัญลักษณ์ กระแสข้อมูล (Data Flow) เสมอ โดยที่ถ้าลูกศรชี้เข้าหมายถึง เป็นข้อมูลนำเข้าไปเก็บยังแหล่งเก็บ ถ้าลูกศรชี้ออก หมายถงึ อา่ นข้อมลู จากแหลง่ เก็บขอ้ มูลไปใช้ในการประมวลผล 2.5.5.2 Data Store ตอ้ งเชื่อมตอ่ การประมวลผล (Process) เสมอโดยเช่อื มผ่านกระแส ขอ้ มลู (Data Flow) 2.5.5.3 เนื่องจาก Data Store ใช้แทนสิ่งที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับคน, สถานท่ี, หรือสิ่งของ ดงั นั้นควรเขียนชื่อกำกบั ด้วยคำนาม เช่น “แฟม้ ข้อมลู สนิ ค้า”, “แฟ้มเวลาทำงานของพนักงาน” เป็นตน้ ภาพที่ 2.6 ภาพตวั อย่างการใช้สญั ลักษณแ์ หล่งท่ีเกบ็ ข้อมลู (Data Store)

25 ภาพท่ี 2.7 ตวั อยา่ งการใชส้ ัญลักษณแ์ หลง่ ทเี่ กบ็ ขอ้ มลู (Data Store) 2.5.6 สัญลักษณส์ งิ่ ท่ีอยู่ภายนอก (External Entity Symbol) สิ่งที่อยู่ภายนอก (External Entity) เป็นส่วนที่ใช้แทนคน แผนกภายในองค์กรและ แผนกภายนอกองค์กรหรอื ระบบสารสนเทศอน่ื ท่เี ปน็ สว่ นทจี่ ะให้ขอ้ มูลหรือรับข้อมลู สิ่งที่อยู่นอกระบบนี้ใช้แสดงถึงขอบเขตของระบบสารสนเทศ และแสดงถึงว่าระบบท่ี ศกึ ษาอยนู่ ้ีจะติดต่อกับสิง่ ทอ่ี ยู่ภายนอกด้วยวธิ ีใด (นำข้อมลู เข้ามา หรอื ได้ขอ้ มูลออกไป) ภาพท่ี 2.8 ภาพตวั อย่างการใช้สัญลักษณ์สิง่ ท่ีอยู่ภายนอก (External Entities)

26 2.6 ER-Model ER โมเดล (Entity-Relationship Model) ใช้ในการออกแบบฐานข้อมูลในระดับแนวคิด (High- Level Conceptual Data Model) เพื่ออธิบายถึงเค้าร่างของฐานข้อมูล (Conceptual Database Schema) ที่ประกอบด้วยความหมายของเอนทิตี้ (Entity) คุณลักษณะของเอนทิตี้ (Entity) หรือแอททริ บิวต์และความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้ (Relationship) โดยการโมเดลข้อมูลด้วย ER โมเดลที่ช่วยในการ ออกแบบในระดับแนวคิดจะไม่คำนึงว่าโมเดลของระบบจัดการฐานข้อมูลที่จะเลือกใช้หรือโครงสร้างการ จัดเก็บขอ้ มลู จรงิ เป็นอยา่ งไร ER โมเดล เป็นการออกแบบในระดับแนวคิดในลักษณะจากบนมาล่าง (Top-Down Strategy) โดยผลจากการออกแบบฐานข้อมูลได้เค้ารา่ งในระดับแนวคดิ ท่ีประกอบดว้ ย • เอนทติ ้ีท่คี วรจะมใี นระบบ • ความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตวี้ ่าเปน็ อย่างไร • แอททรบิ ิวต์ซงึ่ เป็นรายละเอยี ดที่อธิบายเอนทติ ้ี และมคี วามสัมพนั ธ์กันอยา่ งไรบา้ ง 2.6.1 สัญลกั ษณท์ ี่ใช้ ER โมเดลจะมีการใช้สัญลักษณ์เพื่อแทนความหมายของเอนทิตี้ แอทริบิวต์และ ความสมั พันธข์ องเอนทิตี้ในฐานข้อมลู ท่อี อกแบบ ดงั นี้ 2.6.1.1 สญั ลักษณใ์ นการโมเดล ER แบบ Chen ภาพท่ี 2.9 ภาพแสดงสัญลักษณ์ใน ER-Model แบบ Chen

27 ภาพที่ 2.10 ภาพแสดงสญั ลกั ษณ์ใน ER-Model แบบ Chen (ตอ่ )

28 ภาพที่ 2.11 ภาพแสดงสญั ลกั ษณ์ใน ER-Model แบบ Chen (ตอ่ )

29 2.6.1.2 สญั ลักษณ์ในการโมเดล ER แบบ Crow’s Foot ภาพที่ 2.12 ภาพแสดงสัญลกั ษณ์ใน ER-Model แบบ Crow’s Foot

30 ภาพท่ี 2.13 ภาพแสดงสญั ลกั ษณ์ใน ER-Model แบบ Crow’s Foot (ต่อ) กลา่ วโดยสรปุ ความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้สามารถเขยี นไดห้ ลายรปู แบบ หากนำ รายละเอยี ดความสัมพันธ์ระหว่างเอนทติ ท้ี ่ีกล่าวมาทั้งหมดข้างต้นมาประกอบกนั ความสมั พนั ธ์ระหว่าง เอนทติ ี้ จะสามารถโมเดลความสมั พนั ธแ์ ละข้อกำหนดคารด์ ินลั ลติ ีข้ องเอนทิตใี้ นลักษณะต่าง ๆ 2.7 ระบบฐานข้อมูล (Database System) ระบบฐานข้อมูล คือ ระบบที่รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีระบบ มี ความสัมพันธ์ระหว่างขอ้ มูลตา่ ง ๆ ที่ชัดเจน ในระบบฐานข้อมูลจะประกอบด้วยแฟ้มข้อมูลหลายแฟ้มท่มี ี ข้อมูล เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบและเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถใช้งานและดูแล รักษาป้องกันข้อมูลเหล่านี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีซอฟต์แวร์ที่เปรียบเสมือนสื่อกลางระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ฐานข้อมูล เรียกว่า ระบบจัดการฐานข้อมูล หรือ DBMS (data base management system) มีหน้าที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายสะดวกและมีประสิทธิภาพ การ เข้าถงึ ข้อมลู ของผู้ใชอ้ าจเป็นการสรา้ งฐานข้อมูล การแก้ไขฐานขอ้ มลู หรอื การต้ังคำถามเพือ่ ให้ได้ข้อมูลมา โดยผูใ้ ชไ้ ม่จำเปน็ ต้องรับรู้เกย่ี วกบั รายละเอียดภายในโครงสรา้ งของฐานข้อมลู

31 ส่วนประกอบแฟ้มข้อมูล (File) ระเบียน (Record) และ เขตข้อมูล (Field) และถูกจัดการด้วย ระบบเดียวกัน โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเข้าไปดึงข้อมูลที่ต้องการได้ อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเปรียบ ฐานข้อมลู เสมอื นเป็น electronic filing system • บติ (bit) ย่อมาจาก Binary Digit ขอ้ มูลในคอมพิวเตอร์ 1 บิต จะแสดงได้ 2 สถานะคือ 0 หรอื 1 การเกบ็ ข้อมูลตา่ ง ๆ ได้จะตอ้ งนำ บิต หลายๆ บิต มาเรยี งต่อกนั เชน่ นำ 8 บติ มาเรียงเป็น 1 ชุด เรียกว่า 1ไบต์ เช่น 10100001 หมายถงึ ก 10100010 หมายถงึ ข • เมื่อเรานำ ไบต์ (byte) หลาย ๆ ไบต์ มาเรียงต่อกัน เรียกว่า เขตข้อมูล (field) เช่น Name ใช้ เก็บชอ่ื LastName ใช้เก็บนามสกุล เปน็ ตน้ • เมอ่ื นำเขตขอ้ มูล หลาย ๆ เขตข้อมูล มาเรียงต่อกนั เรยี กวา่ ระเบียน (record) เช่น ระเบยี น ท่ี 1 เก็บ ชอ่ื นามสกลุ วันเดอื นปเี กิด ของ นกั เรยี นคนที่ 1 เปน็ ต้น • การเก็บระเบียนหลาย ๆ ระเบียน รวมกัน เรียกว่า แฟ้มข้อมูล (File) เช่น แฟ้มข้อมูล นักเรียน จะเก็บ ชอ่ื นามสกลุ วนั เดือนปีเกิด ของนกั เรยี น จำนวน 500 คน เปน็ ตน้ • การจัดเก็บ แฟ้มข้อมูล หลาย ๆ แฟ้มข้อมูล ไว้ภายใต้ระบบเดียวกัน เรียกว่า ฐานข้อมูล หรือ Database เชน่ เกบ็ แฟ้มข้อมูล นกั เรยี น อาจารย์ วชิ าที่เปดิ สอน เป็นต้น การเข้าถึงข้อมูลในฐานข้อมูลจึงจำเป็นต้องมีระบบการจัดการฐานข้อมูลมาช่วยเรียกว่า database management system (DBMS) ซงึ่ จะช่วยใหผ้ ใู้ ช้สามารถจดั การกบั ขอ้ มูล ตามความตอ้ งการ ได้ในหน่วยงานใหญ่ ๆ อาจมีฐานข้อมูลมากกว่า 1 ฐานข้อมูลเช่น ฐานข้อมูลบุคลากร ฐานข้อมูลลูกค้า ฐานข้อมลู สินคา้ เป็นตน้ 2.7.1 วิวฒั นาการของ Database Database ถูกพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ปี 1960 เริ่มต้นจาก hierarchical และ network databases จนมาถึงปี 1980 มีการนำเอา object-oriented-databases (OODBMS) มาใช้งาน ซึ่งเป็น พนื้ ฐานของระบบ relation database ทีใ่ ชก้ นั อยูใ่ นปจั จบุ ันน้ี ในอีกมมุ หน่ึง เราสามารถจัดแบ่งประเภทของ database ตามรูปแบบของชนิดข้อมูลได้ เช่น ตัวเลข, ตัวอักษร หรือ รูปภาพ บางครั้งก็อาจจะแบ่งตามความนิยมของ relational database เช่น distributed database, cloud database หรอื NoSQL database

32 2.7.2 Relational Database ภาพท่ี 2.14 ภาพ แสดง Relational Database Relational Database ถูกคิดค้นขึ้นโดย E.F. Codd (IBM) ในปี 1970 เริ่มต้นสร้าง ขึ้นมาจากกลุ่มของ table ที่มีข้อมูลภายในโดยแบ่งออกเป็นตามประเภทที่ตั้งไว้ แต่ละ table จะมีอย่าง น้อย 1 ชนิดของแต่ละ column และแต่ละ row จะมีข้อมูลตามที่ชนิดที่ columns ได้กำหนดไว้ Standard Query Language (SQL) เป็นมาตราฐานที่ผู้ใช้งาน และ ระบบอื่น ๆ ไว้เชื่อมต่อกับ Relational Database ซง่ึ งา่ ยตอ่ การเพม่ิ ขอ้ มลู เขา้ ไป โดยไมก่ ระทบตอ่ โปรแกรมอน่ื ทใ่ี ชง้ านรว่ มกนั อยู่ 2.7.3 Distributed Database ภาพที่ 2.15 ภาพ Distributed Database Distributed Database เปน็ ฐานข้อมูลที่ถูกเกบ็ กระจายออกไปหลาย ๆ ท่ี โดยอาศยั กระบวนการแจกจ่าย และ สำรองข้อมูล ผ่านทางระบบ network ซึ่งมอี ยู่ดว้ ยกัน 2 แบบคือ - Homogeneous – ระบบทัง้ หมดทกุ ทต่ี ้องเปน็ OS และ database ชนิดเดยี วกัน - Heterogeneous – ระบบทง้ั หมดจะเหมือนหรือต่างกนั ก็ไดใ้ นแต่ละท่ี

33 2.7.4 Cloud Database Cloud Database เป็นฐานข้อมูลแบบใหม่ ที่ถูกปรับปรุงและสร้างขึ้นบนระบบ Virtualized แบบเดียวกับ Hybrid Cloud, Public Cloud หรือ Private Cloud โดยเราสามารถขยาย ขนาดเพิม่ ขนึ้ หรอื ปรับแตง่ Resource ได้ตลอดเวลา ขนึ้ อยู่กับความตอ้ งการของผ้ใู ช้งาน ภาพท่ี 2.16 ภาพ Cloud Database 2.7.5 NoSQL Database NoSQL Database ถูกใช้ในรูปแบบ ที่เป็นการกระจายของข้อมูล จึงมีประสิทธิ์ภาพสูง สำหรับข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพราะ Relational Database ไม่ถูกออกมาให้รอบรับข้อมูลขนาด ใหญ่ จึงนิยมใช้กบั การวเิ คราะห์ข้อมูลขนาดใหญท่ ี่ไมค่ ่อยมีรูปแบบตายตวั ภาพท่ี 2.17 ภาพ NoSQL Database 2.7.6 การ Access Database มีด้วยกนั 2 แบบคอื 2.7.6.1 Database Management System (DBMS) เป็น Software ที่ควบคุมและ บริหารขอ้ มูลภายในฐานข้อมูล 2.7.6.2 Relational Database Management System (RDBMS) ถูกพัฒนาขึ้นในปี 1970 เพือ่ เข้าถึง ฐานข้อมลู แบบ Relational และยังคงได้รับความนิยมจนถงึ ปจั จุบัน

34 2.7.7 ประโยชนข์ องฐานขอ้ มลู 2.7.7.1 ลดการเก็บข้อมลู ท่ีซ้ำซ้อน ข้อมูลบางชุดที่อยู่ในรูปของแฟ้มขอ้ มูลอาจมปี รากฏ อยู่หลาย ๆ แห่ง เพราะมีผู้ใช้ข้อมูลชุดนี้หลายคน เมื่อใช้ระบบฐานข้อมูลแล้วจะช่วยใหค้ วามซ้ำซ้อนของ ข้อมูลลดน้อยลง 2.7.7.2 รักษาความถกู ต้องของข้อมูล เนือ่ งจากฐานข้อมูลมเี พียงฐานข้อมูลเดยี ว ในกรณี ที่มีข้อมูลชุดเดียวกันปรากฏอยู่หลายแห่งในฐานขอ้ มูล ข้อมูลเหล่านี้จะต้องตรงกนั ถ้ามีการแก้ไขข้อมูลน้ี ทุก ๆ แห่งทข่ี อ้ มูลปรากฏอยูจ่ ะแก้ไขให้ถูกต้องตามกนั หมดโดยอตั โนมตั ิด้วยระบบจดั การฐานขอ้ มูล 2.7.7.3 การป้องกนั และรักษาความปลอดภยั ให้กับข้อมลู ทำได้อยา่ งสะดวก การป้องกัน และรักษาความปลอดภัยกับข้อมูลระบบฐานข้อมูลจะให้เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นซึ่งก่อให้เกิดความ ปลอดภัย (Security) ของขอ้ มลู ดว้ ย 2.7.8 ข้อดีของฐานขอ้ มูล การจดั เก็บขอ้ มลู เปน็ ฐานขอ้ มูลไดเ้ ปรยี บกว่าการจดั เก็บข้อมลู แบบแฟม้ ขอ้ มูล ดงั น้ี 2.7.8.1 หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล โดยข้อมูล เรอ่ื งเดยี วกนั อาจมอี ยู่หลายแฟม้ ข้อมูล ซ่ึงกอ่ ให้เกดิ ความขัดแยง้ ของข้อมลู ได้ (Inconsistency) 2.7.8.2 สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ ฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลรวมไว้ด้วยกัน เมื่อ ผ้ใู ชต้ อ้ งการขอ้ มูลจากฐานขอ้ มูล ซึง่ เป็นข้อมูลท่มี าจากแฟม้ ขอ้ มลู ท่ีแตกต่างกนั จะทำได้ง่าย 2.7.8.3 สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล การจัดเกบ็ ขอ้ มลู ในลักษณะแฟ้มข้อมูล อาจ ทำให้ข้อมูลประเภทเดยี วกันถูกเก็บไว้หลาย ๆ แห่ง ทำให้เกิดความซำ้ ซ้อน (Reclundancy) การนำข้อมูล มารวมเกบ็ ไวใ้ นฐานข้อมลู จะช่วยลดปญั หาความซำ้ ซ้อนได้ 2.7.8.4 รกั ษาความถกู ต้อง ฐานขอ้ มูลบางคร้งั อาจมีขอ้ ผดิ พลาดขึ้น เช่น การป้อนข้อมูล ผดิ ซึ่งระบบการจัดการฐานขอ้ มลู สามารถระบุกฎเกณฑเ์ พื่อควบคมุ ความผิดพลาดท่ีอาจเกิดขึน้ ได้ 2.7.8.5 สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันได้ เพราะในระบบฐานข้อมูลจะมี กลมุ่ บุคคลที่คอยบรหิ ารฐานขอ้ มลู กำหนดมาตรฐานตา่ ง ๆ ในการจดั เก็บข้อมูลในลกั ษณะเดยี วกนั 2.7.8.6 สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้ ผู้บริหารระบบฐานข้อมูล สามารถกำหนดการเรียกใชข้ ้อมลู ของผูใ้ ชแ้ ตล่ ะคนให้แตกต่างกนั ตามหน้าท่ี ความรับผดิ ชอบได้ง่าย 2.7.8.7 ความเป็นอิสระของข้อมูลและโปรแกรม โปรแกรมที่ใช้ในแต่ละแฟ้มข้อมูลจะมี ความสัมพันธ์กับแฟ้มข้อมูลโดยตรงถ้าหากมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูลก็ทำการแก้ไข โปรแกรมนัน้ ๆ

35 2.7.9 ขอ้ เสียของฐานข้อมลู การเกบ็ ขอ้ มลู รวมเปน็ ฐานข้อมลู มขี อ้ เสยี ดังนค้ี ือ 2.7.9.1 มีต้นทุนสูง ระบบฐานข้อมูลก่อให้เกิดต้นทุนสูง เช่น ซอฟท์แวร์ที่ใช้ในการ จดั การระบบฐานข้อมลู บคุ ลากร ตน้ ทนุ ในการปฏิบัติงาน และ ฮารด์ แวร์ เป็นตน้ 2.7.9.2 มีความซับซ้อน การเริ่มใช้ระบบฐานข้อมูล อาจก่อให้เกิดความซับซ้อนได้ เช่น การจัดเกบ็ ข้อมูล การออกแบบฐานขอ้ มลู การเขียนโปรแกรม เปน็ ตน้ 2.7.9.3 การเสี่ยงตอ่ การหยุดชะงักของระบบ เน่อื งจากขอ้ มูลถูกจัดเกบ็ ไว้ในลกั ษณะเป็น ศูนย์รวม (Centralized Database System) ความล้มเหลวของการทำงานบางส่วนในระบบอาจทำให้ ระบบฐานขอ้ มูลท้ังระบบหยุดชะงักได้

บทท่ี 3 วธิ ดี ำเนนิ งาน ในการดำเนินงานวิเคราะห์และออกแบบระบบร้านคาเฟ่ Story Coffee Café คณะผู้จัดทำได้มี การรวบรวมข้อมูลและนำมาวเิ คราะห์ระบบและกำหนดกระแสข้อมูลตา่ ง ๆ โดยมหี ัวข้อดังน้ี 3.1 การเก็บรวบรวมขอ้ มูล 3.2 วเิ คราะห์ระบบโดยใช้ DFD 3.3 ออกแบบ ER-Model 3.4 ออกแบบฐานข้อมูลและสรา้ งความสมั พันธโ์ ดยใช้ Microsoft Access 3.1 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู คณะผู้จดั ทำได้มกี ารรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการหรือเจา้ ของร้าน โดยมกี ารตั้งคำถามตา่ ง ๆ และได้ดำเนนิ การเก็บรวบรวมข้อมูลเพอ่ื ใช้ในการดำเนินงาน ด้ังนี้ 3.1 คณะผู้จัดทำ ทำการเกบ็ วางแผนและรวบรวมขอ้ มูลเพ่ือดำเนนิ กิจกรรม 3.2 คณะผู้จัดทำ ได้ทำการสร้างคำถามขึ้นจำนวน 24 ข้อ เพื่อสัมภาษณ์กับเจ้าของร้านที่จะไป ศึกษา 3.3 คณะผู้จัดทำ ได้ทำการสัมภาษณ์กับเจ้าของโดยใช้คำถามที่สร้างขึ้นจำนวน 24 ข้อ กับ เจา้ ของร้านผา่ นทาง Online เนอื่ งในสถานการณ์ Covid-19 ทำให้ไมส่ ามารถลงไปพนื้ ทีเ่ พ่ือสัมภาษณ์กับ เจา้ ของร้านได้ 3.4 นำข้อมูลทไี่ ดจ้ ากการสัมภาษณ์กบั เจ้าของร้านมาเรียบเรยี งและวิเคราะห์เพื่อนำมาออกแบบ ระบบ 3.2 วเิ คราะหร์ ะบบโดยใช้ DFD คณะผู้จัดทำได้ทำการวิเคราะห์ระบบโดยใช้ DFD โดยมรี ูปแบบดงั นี้

37 3.2.1 Context Diagram Level 0 ระบบรา้ นคาเฟ่ Story Coffee Café ภาพท่ี 3.1 ภาพวิเคราะห์ Context Diagram Level 0 ระบบร้านคาเฟ่ Story Coffee Café จากภาพท่ี 3.1 Context Diagram Level 0 มขี บวนการทำงานดงั น้ี โดยระบบนี้มีการติดตอ่ กับ ลูกค้าที่มาใชบ้ รกิ ารร้านคาเฟ่ Story Coffee Café ตัวแทนจำหนา่ ยและเจา้ ของรา้ น โดยประกอบดว้ ย Process: ระบบรา้ นคาเฟ่ Story Coffee Café Data Flow In: สั่งซอ้ื สนิ ค้า, รายการส่ังซอ้ื สินค้า, ชำระเงิน, รายงานการขายสนิ ค้า Data Flow Out: สนิ ค้า, รายการสนิ คา้ , รายการสั่งซ้ือสนิ ค้า, ใบเสรจ็ รับเงนิ , รายงานการสงั่ ซ้ือสินคา้

38 3.2.2 Context Diagram Level 1 ระบบรา้ นคาเฟ่ Story Coffee Café ภาพท่ี 3.2 ภาพวเิ คราะห์ Context Diagram Level 1 ระบบร้านคาเฟ่ Story Coffee Café จากภาพที่ 3.2 Context Diagram Level 1 มีขบวนการทำงานดังนี้ โดยเริ่มต้นจะมีการ ตรวจสอบขอ้ มลู ของลกู ค้าก่อนจึงจะสามารถทำรายการสง่ั ซื้อสนิ ค้าได้ เม่อื ไดร้ ับรายสง่ั ซ้อื สนิ คา้ แล้วก็จะมี การบันทึกข้อมลู การขายสนิ ค้าและเชค็ สินค้าในคลงั เกบ็ สนิ ค้าน้นั ๆ และมีการจัดทำรายงานเมื่อมีรายการ สั่งซื้อเข้ามาก็จะมีการตรวจสอบรายการสินค้าคงเหลือ ข้อมูลการขายสินค้า จากนั้นจะรายงานการขาย สินค้าใหก้ บั เจา้ ของรา้ น และนำรายการส่ังซ้ือสินคา้ ไปใหแ้ ผนกจัดซอ้ื แผนกจดั ซอ้ื จะนำใบสัง่ ซื้อสินค้าไปที่ ตัวแทนจำหน่าย และเมื่อได้สินค้าแล้วก็จะตรวจสอบสินค้าก่อนส่งไปให้ลูกค้า เมื่อลูกค้าได้รับสินค้าและ ชำระเงนิ เรียบร้อยแลว้ จะมกี ารบนั ทึกในบญั ชแี ละใหใ้ บเสร็จรบั เงินแก่ลูกคา้ แล้วนำไปจัดทำรายงาน 3.3 ออกแบบ ER-Model เม่อื คณะผู้จดั ทำได้ทำการวิเคราะหร์ ะบบในส่วนของ DFD เรยี บรอ้ ยแล้วหลงั จากนนั้ คณะผจู้ ัดทำ ไดท้ ำการออกแบบ ER-Model ขึ้นมา โดยมดี ังนี้

39 3.3.1 Chen ER-MODEL ร้านคาเฟ่ Story Coffee Café ภาพท่ี 3.3 ภาพออกแบบ Chen ER-MODEL ร้านคาเฟ่ Story Coffee Café

40 3.3.2 Craw's Foot ER-MODEL รา้ นคาเฟ่ Story Coffee Café ภาพท่ี 3.4 ภาพออกแบบ Craw's Foot ER-MODEL รา้ นคาเฟ่ Story Coffee Café 3.4 ออกแบบฐานขอ้ มูลและสร้างความสัมพันธ์โดยใช้ Microsoft Access หลงั จากทคี่ ณะผจู้ ดั ทำได้ทำการศกึ ษาและวิเคราะหร์ ะบบ ไดท้ ำการออกแบบตารางข้อมูลและ สร้างความสัมพนั ธห์ รือ Entity Relationship Diagram ของระบบฐานขอ้ มูลการขายสนิ ค้า 3.4.1 การออกแบบตารางข้อมลู ภาพท่ี 3.5 การออกแบบตารางข้อมูลรา้ นคาเฟ่ Story Coffee Café

41 3.4.1.1 การออกแบบตารางข้อมูล Customer ภาพท่ี 3.6 ออกแบบตารางข้อมลู Customer 3.4.1.2 การออกแบบตารางข้อมลู Products ภาพท่ี 3.7 ออกแบบตารางข้อมลู Products 3.4.1.3 การออกแบบตารางข้อมูล Employee ภาพที่ 3.8 ออกแบบตารางข้อมลู Employee

42 3.4.1.4 การออกแบบตารางข้อมูล Orders ภาพที่ 3.9 ออกแบบตารางข้อมลู Orders 3.4.1.5 การออกแบบตารางข้อมูล Order Details ภาพท่ี 3.10 ออกแบบตารางขอ้ มลู Order Details 3.4.1.6 การออกแบบตารางข้อมูล Category ภาพที่ 3.11 ออกแบบตารางขอ้ มูล Category 3.4.1.7 การออกแบบตารางข้อมูล Receipt ภาพท่ี 3.12 ออกแบบตารางข้อมลู Receipt