Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือการใช้งาน โครงการสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้พระไตรปิฎก

คู่มือการใช้งาน โครงการสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้พระไตรปิฎก

Published by ปภัสสร ทองสุข, 2020-02-10 09:07:11

Description: ฉบับแปลสู่ชุมชนโลก

Search

Read the Text Version

149 พ้นทุกข์ได้ ทรงตรัสถามต่ออีกว่า การแสดงอิทธิปาฎิหาริย์หรือไม่แสดง จะช่วยให้พ้น ทกุ ข์หรือไมพ่ ้นทุกข์ไดห้ รือไม่ ทลู ตอบวา่ ไม่ช่วย จึงตรัสสรุปว่า การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ กไ็ มไ่ ด้ประโยชน์อะไร อยา่ งไรกต็ ามเร่ืองการแสดงอทิ ธปิ าฏหิ าริย์ ทรงเล่าใหภ้ ัคควโคตรปริพาชิกฟังว่า ทรงแสดงให้ เจ้าสุนักขัตตะ เม่ือครั้งเป็นภิกษุทาหน้าที่อุปัฎฐากพระองค์ให้ดูถึง 3 คร้ัง คือ คร้ังแรก ทางพยากรณ์ ความเปน็ ไปของนักบวชเปลือยชอ่ื โกรกั ขตั ติยะ ทีเ่ จา้ สนุ ักขตั ตะนับถอื วา่ เป็นพระอรหันต์ชั้นดี ซ่ึงโกรัก ขัตตยิ ะนั้น พระพุทธองคท์ รงพยากรณใ์ ห้เจ้าสุนกั ขตั ตะ ลิจฉวีบตุ ร ฟงั วา่ จะตายดว้ ยโรคอลสกะ (โรคท่ี เกิดจากอาหารไม่ย่อย) คร้ังท่ี 2 ทรงพยากรณ์ว่า นักบวชเปลือย ชื่อกฬารมัชฌกะ ท่ีเจ้าสุนักขัตตะ นับถือว่าเป็นพระอรหันต์ชั้นดี ว่าจะกลับนุ่งห่มผ้า มีภรรยากินข้าวและขนมกุมมาส (ขนมสด) ที่เคย ปฏญิ าณไว้วา่ จะไมท่ าคลอดท่ีวัด ครั้งที่ 3 ทรงพยากรณ์ว่า นักบวชเปลือยชื่อปาฎิกบุตร ที่เจ้าสุนักขัต ตะนับถือว่าเป็นพระอรหันต์ช้ันดีท่ีได้กล่าววาจาโอ้อวดว่า สามารถแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ อันเหนือ ธรรมดาได้เหนือกว่าพระผู้มีพระภาคนั้น จะไม่สามารถมาเผชิญหน้ากับพระองค์ได้ ถ้ายังไม่สะ มิจฉาทิฎฐิ ซ่ึงคาพยากรณ์ทั้ง 3 ครั้ง เจ้าสุนักขัตตะก็ได้ทูลตอบพระผู้มีพระภาคว่าเป็นความจริง แต่ เม่ือพระองค์ทรงเตือนสติและให้เจ้าสุนักขัตตะคิดให้ถูก ว่าการบอกลาสิกขาที่อ้างว่า ไม่ทรงแสดง อิทธปิ าฏิหาริยเ์ ปน็ การกล่าวเทจ็ ทาใหเ้ จา้ สุนกั ขตั ตะโกรธจึงหนีไป สาหรับข้ออ้างการบอคืนพระผู้มีพระภาคและได้ลาสิกขาไปแล้วของเจ้าสุนักขัตตะ ว่าด้วย สาเหตุที่ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงประกาศว่าด้วยต้นกาเนิดของโลกนั้น ได้ทรงตรัสแก่ภัคควโคตร ปรพิ าชกว่า พระองค์ทรงรู้เร่ืองต้นกาเนิดของโลกดีว่า มีสมณพราหมณ์ผู้บัญญัติทฤษฎีเกี่ยวกับเร่ืองนี้ ด้วยสาเหตุอะไรบ้าง ซ่ึงในปาฎิกสูตร มีเนื้อหาที่ทรงตรัสถึงต้นกาเนิดของโลกตามทฤษฎี (ความเชื่อ, ความคดิ ) ของเจา้ ทฤษฎตี ่าง ๆ 5 ประเด็นดว้ ยกัน และทรงรู้ถึงต้นกาเนิดของโลกว่ามีสาเหตุด้วยอะไร ทีเ่ จ้าทฤษฎีทง้ั หลายไมร่ ู้ชัด เพราะเชือ่ กนั ตอ่ ๆ มา แตใ่ นเรอ่ื งน้ีทรงตรัสว่า ไมท่ รงยึดมั่นถือม่ัน จึงทรง หลดุ พน้ จากวฏั ฏะได้ การเรยี บเรยี งคาในบทแปลตัวอยา่ ง การเรียบเรียงคาของปาฎิกสูตร เป็นบรรยายโวหารแบบเล่าเรื่องโดยขึ้นต้นพระสูตร เหมือนกบั สูตรอื่นๆ คือ เป็นเรอื่ งเลา่ โดยพระอานนทซ์ ง่ึ จะขึ้นต้นว่า เอวม̣เม สุต – Evaṃ me sutam / กิร ดัง (เป็นเช่นนั้น) ที่ข้าพเจ้า/ ได้สดับมา – Thuo/ I/ have heavd (Thuo/ by me/ one heard/ ซึ่งเร่ืองที่พระอานนท์เล่า (โดยได้ฟังจากพระพุทธพจน์ต่าง ๆ) ในปาฎิกสูตรน้ีเป็นการเล่าถึง บทสนทนา ถามตอบ ระหว่างพระผู้มีพระภาคกับเจ้าสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร เช่น ตอนหนึ่งของเร่ือง ตอนท่ี [๑๐] ของบาลีอกั ษรไทย หรอื ตอนท่ี 81-82 ของบาลีอักษรโรมัน เรียบเรียงการเล่าและคาถาม ตอบทพ่ี ระผมู้ ีพระภาคทรงตรสั แก่ ภัคควโคตร ปรพิ าชก ว่า

150 บาลีอกั ษรไทย : “อถ โข ภคค̣ ว สนุ กข̣ ต̣โต, เยนาห เตนุปสงก̣ มิ ; อปุ ส̣ งก̣ มิตวา ม อภวิ าเทตวา เอกมน̣ ต นิสที ิ • เอกมน̣ต นสิ นิ ̣น โข อห ภคค̣ า สนุ ก̣ขตต̣ ลจิ ̣ฉวปิ ตุ ̣ต เอตทโวจ ‘ต กึ มญฺญสิ สนุ กข̣ ต̣ต?’ บทแปลคาต่อคา : ครั้งนั้น/ ดูก่อนภัคคะ/ สุนักขัตตะ/ ลิจฉวีบุตร/ เราอยู่ที่ใด/ เข้าไปหาถึงที่นั้น/ ครั้นเข้าไปหาแล้ว/ แก่เรา/ ทาความเคารพ/ ณ ที่ข้างหนึ่ง/ น่ังลงแล้ว/ ณ ส่วนข้างหน่ึง/ นั่งลงแล้ว แล/ เรา/ ดูกรภัคควะ/ กับสุนักขตั ตะ/ ผู้ลิจฉวีบุตร/ ได้กล่าวเนื้อความน้ี/ เร่ืองน้ัน/ ว่าอย่างไร / เธอ ย่อมสาคญั / ดกู ่อนสนุ กั ขัตตะ?/ บาลอี ักษรโรมัน : Atha Kho bhaggava, sunakkhalto liceharputto / yenāhaṃ tenupasańkami. Upasanḱ amitvā maṃ abhivādetvā ekamamtaṃ nisīdi. Ekamantamnisinnamkho ahaṃ bhaggava , sunakhatlaṃ licchaviputtaṃ etadavocaṃ : Taṃ kimmaññasi sunakkhatta ? บทแปลคาต่อคา : Then / indeed / Bhaggava / Sunakkhatta / the Licchavins / to me / came / Having came / to me / he saluted / to one side / sat down. / At one side / sat down. / At one side / sat down / indeed / that I / Bhaggava / to Sunakkhatta / the Licchavins / Said / Well, you / what do you think / Sunakkhatta ?/ เม่ือพิจารณาถึงการเรียบเรียงคา จะเห็นว่าความคงที่ของการเรียบเรียงคาในบาลีจะปรากฏ เด่นชัดว่า จะขึ้นต้นด้วยคาวิเศษณ์ เช่น “อถโข – คร้ังนั้น” จากบทแปล ตามมาด้วยคาเรียก (ถ้ามี) ตามมาด้วยคานามท่ีนาหน้าเป็นประธาน ตามมาด้วยคาขยาย เช่น “ลิจ̣ฉวิปุต̣โต” Licchanpeitto” ตามด้วยคากริยา (กริยาวิเศษณ์) และตามด้วยคากิริยา ซึ่งเป็นข้อสังเกตว่าส่วนที่เป็นคาขยายนามจะ ตามหลังคานาม ส่วนคาขยายกริยา จะอยู่หน้าคากริยา ส่วนที่เป็นคาขยายกริยาท่ีแสดงเวลาจะวางไว้ หนา้ ประโยค ส่วนรูปที่เป็นการเรียงคาถาม ซ่ึงในที่ยกตัวอย่างน้ีคือ “ต กึ มญ̣ญสิ สุนก̣ขตฺต?” จะเห็นว่า ขึ้นต้นด้วยประธาน ตามมาด้วยคานาม (ซึ่งเป็นคาวิเศษณ์ขยายกริยา) ตามาด้วยคากริยา และตามา ด้วยคาเรียก/อุทาน (ถ้ามี) ซ่ึงถ้าฝึกสังเกตของการเรียบเรียงคาในบทบรรยายเหล่านี้ก็จะเห็นความ คงที่ของการเรยี บเรยี งคาในภาษาบาลีวา่ มีความงดงามในการใช้คา

151 สาระสาคัญท่เี ป็นหลักธรรมที่ปรากฏในปาฎกิ สตู ร จากการศึกษาปาฎิกสูตรท่ีเป็นบทแปลจะเห็นได้ว่ามีพระธรรมท่ีพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชน ทกุ คนจะคนุ้ เคย และทามาเป็นบทสวดเพื่อเจริญสติและเจริญปัญญาในชีวิตประจาวัน ก็คือพระธรรม ท่ีว่าด้วย พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ซึ่งอยู่ในสูตรตอนที่ [๖] ของบาหลีอักษรไทย และตอนที่ [43] ของบาลอี กั ษรโรมนั สาระสาคัญในปาฎิกสูตร เมื่อมีการอ้างถึงพระธรรมท่ีเป็น พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และ พระสังฆคุณน้ัน เป็นสาระท่ีอยู่ในตอนท่ีพระผุ้มีพระภาค ได้ตรัสเล่าถึงเจ้าสุนักขัตตะว่ามีการอ้างถึง พระรตั นคณุ ดงั กลา่ ว แต่กย็ งั หันไปนับถือนกั บวชเปลือยท้ัง 3 โดยการบอกคืนแก่พระผู้มีพระภาค โดย อ้างวา่ ไม่ทรงแสดงอิทธปิ าฎหิ ารยิ ์ เป็นการกลา่ วเท็จ เม่อื ทรงตักเตือนกโ็ กรธและหนีไป พระธรรมทีว่ า่ ด้วยพระรัตนคุณ คอื พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ที่ปรากฏใน บทแปล มดี ังน้ี บาลอี ักษรไทย : อติ ปิ ิ โส ภควา อรห สม̣มฺ าส̣มพฺ ทุ โฺ̣ ธ วิชชฺ̣ าจรณสม̣ปฺ นฺโ̣ น สคุ โต โลกวิทู อนตุ ฺต̣ โร ปุริสทมฺ̣ มสารถิ สตฺถ̣ า เทวมนสุ สฺ̣ าน พุทโฺ ธ ภควา’ติ สวฺ ากขฺ̣ าโต ภควตา ธม̣โฺ ม สน̣ทฺ ฏิ ̣ฐฺ ิโก อกาลิโก เอหิปสฺ̣สโิ ก โอปนยิโก ปจจฺ̣ ตฺต̣ เวทิตพฺโ̣ พ วญิ ฺญู ห’ี ต.ิ สปุ ฏิปนฺ̣โน ภควโต สาวกสโฆ, อชุ ปุ ฏิปนฺ̣โน ภควโต สาวกสโฆ ญายปฏิปนฺ̣โน ภควโต สาวกส โฆ, สามีจปิ ฏิปนฺ̣โน ภควโต สาวกสโฆ, ยทิท จตฺ̣ตาริ ปรุ สิ ยคุ านิ อฏฺฐ ปรุ ิสปคุ คฺ ลา ; เอส ภควโต สาวกสโฆ อาหเุ นยโฺ ̣ย ปาหุเนยโฺ̣ ย ทกฺ̣ขเิ ณยฺโ̣ ย อญฺ̣ชลีกรณีโย อนตุ ฺตร ปญุ ฺ̣ญกฺ̣เขตฺต̣ โลกสฺ̣สา’ติ บทแปลจากตัวอยา่ ง : อติ ปิ ิ – เพราะเหตนุ ี้+แม/้ โส – พระองคน์ ัน้ / ภควา – พระผมู้ ีพระภาค/ อรหํ – เป็นพระ อรหนั ต์/ สมฺมาสมฺพทุ ฺโธ – เป็นผตู้ รสั รแู้ ล้วดว้ ยพระองคเ์ องโดยชอบ/ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน – เปน็ ผเู้ พียบพร้อมแล้วดว้ ยวิชชาและจรณะ/ สุคโต – เปน็ ผู้เสดจ็ ไปดี/ โลกวิทู – เปน็ ผรู้ ู้แจง้ ซ่งึ โลก/ อนุตตฺ โร – อยา่ งยอดเยย่ี ม/ ปรุ สิ ทมฺมสารถิ – เปน็ สารถีฝกึ ผู้ทคี่ วรฝกึ ได้/ สตฺถา – เป็นศาสดา/ เทวมนสุ ฺสานํ – ของเทวดาและมนุษย์ท้ังหลาย/ พุทโฺ ธ – เป็นพระพทุ ธเจ้า/ ภควา – เปน็ พระผูม้ ีพระภาค/ ภควา’ต.ิ – เปน็ พระผมู้ โี ชค’ดงั น้ี/

152 สวฺ ากฺขาโต – ตรัสไวด้ แี ลว้ / ภควตา – อนั พระผ้มู ีพระภาค/ ธมโฺ ม – พระธรรม/ สนฺทิฏฐฺ ิโก – เป็นธรรมท่ผี ปู้ ฏบิ ัติจะพงึ เห็นชัดดว้ ยตนเอง/ อกาลิโก – เปน็ ธรรมท่ไี มป่ ระกอบด้วยกาล/ เอหปิ สฺสโิ ก – เป็นธรรมทค่ี วรเรยี กให้มาดู/ โอปเนยฺยโิ ก – เป็นธรรมที่ควรนอ้ มเข้ามาในตน/ ปจฺจตฺตํ – เฉพาะตน/ เวทิตพโฺ พ – พงึ รู/้ วิญฺญหู ี’ติ – อันวิญญูชน’ดงั นี้/ สุปฺปฏิปนโฺ น – เป็นผูป้ ฏิบัตดิ แี ล้ว/ ภควโต – ของพระผู้มีพระภาค/ สาวกสงฺโฆ – พระสงฆ์ สาวก/ อชุ ุปปฺ ฏิปนโฺ น – เปน็ ผปู้ ฏิบัติตรงแลว้ / ภควโต – ของพระผ้มู ีพระภาค/ สาวกสงฺโฆ – พระสงฆส์ าวก/ ญายปฺปฏิปนโฺ น – เป็นผูป้ ฏิบตั ิถกู ทางแล้ว/ ภควโต – ของพระผูม้ ีพระ ภาค/ สาวกสงโฺ ฆ – พระสงฆ์สาวก/ สามีจิปปฺ ฏิปนโฺ น – เปน็ ผู้ปฏิบัติสมควรแล้ว/ ภควโต – ของพระผู้มีพระภาค/ สาวกสงโฺ ฆ – พระสงฆส์ าวก/ ยทิทํ – น้ใี ด/ จตตฺ าริ – ๔ ค/ู่ ปุริสยคุ า นิ – คู่แห่งบุรุษทั้งหลาย/ อฏฺฐ – ๘ จาพวก/ ปรุ ิสปคุ ฺคลา – บรุ ุษบคุ คลทัง้ หลาย/ เอส – นั่น/ ภควโต – ของพระผู้มีพระภาค/ สาวกสงฺโฆ – พระสงฆส์ าวก/ อาหุเนยโฺ ย – เปน็ ผูค้ วร แกข่ องท่เี ขานามาถวาย/ ปาหุเนยโฺ ย – เปน็ ผู้ควรแกข่ องต้อนรบั / ทกขฺ ิเณยฺโย – เปน็ ผ้คู วร แกท่ ักษณิ า/ อญฺชลิกรณีโย – เป็นผคู้ วรแก่การทาอญั ชลี/ อนตุ ฺตรํ – อันยอดเยี่ยม/ ปุญฺญกฺ เขตตฺ ํ – เปน็ นาบุญ/ โลกสสฺ า’ติ – ของโลก’ดงั น้ี/ บาลอี ักษรโรมันและบทแปล (ตอน 43) บาลีอกั ษรโรมนั iti’pi so bhagavā arahaṃ sammāsambuddho vijjācaraṇasampanno sugato lokavidū annttaro purisadammasārathi satthā devamanussānaṃ buddho bhagavā’ti บทแปล This is / the / Fortunate One / he is an Arahant / a fully – enlightened Buddha /endowed with wisdom and conduct / the Well- Farer / Knower of the worlds / incomparable Trainer of men to be tamed / Teacher of gods and humans / the Buddha / the fortunate one / He is / (ตอน 46) บาลอี กั ษรโรมนั “Svakkhāto bhagavatā dhammo sadiṭṭhiko akāliko ehipassiko opanayiko paccattaṃ veditabbo viññūahī ” ti บทแปล “ Well – prodaimed / by the Fortunate One / is the Dhamma / bearing on this Present like / not involving time / in viting all to come and see / Leading onward / for himself / to be understood / by every wise man / that is /”

153 (ตอนที่ 49) บาลีอักษรโรมนั และบทแปล Supatịpanno bhagavato sāvakasangho, •Well trained / are the Fortundate One’s / disciples / Ujupatị panno bhagavato sāvakasangho, •Trainid in upmghtness / are the Fortunate One’s / disciples /, ñāyapatị panno bhagavato sāvakasangho, •Methodically – trained / are the Fortundate One’s / disciples /, yadidaṃ cattāri purisayugāni attha purisapuggalā , •That is / the four / pairs of men / the eight classes / of individuals, / esa bhagavato sāvakasargho ānunẹ yyo pāhunẹ yyo dakkhinẹ yyo dakkhinẹ yyo añjalikaranīyo anuttaraṃ puññakhettaṃ lokassā’ti •These are / The Fortunate One’s / disciples / worthy of respect / worthy of homage / worthy of gifts, / worthy of salutation / an unsurpassed (incomparable) / field for merit/ in the world ’/ they are / การศึกษาในรายละเอียดของความหมายและความเขา้ ใจ ในบทแปลท่ียกมาเป็นตัวอย่างในคู่มือของบทที่ 4 น้ี เป็นการตัดตอนแรกมาจากปาฏิกสูตร ถึงตอน “ภาณวารท่ี 1 จบ” เน่ืองจากทั้งสูตรจะมีความยาวพอสมควร หากจะยกมาเป็นตัวอย่าง ท้งั หมด กจ็ ะทาใหค้ ูม่ ือทีจ่ ะใชเ้ ป็นแนวทางในการศึกษาถงึ ความหมายและความเข้าใจในพระพุทธพจน์ เบือ้ งต้น ซึ่งหลังจากให้มีการประชุมเพ่ือชี้แจงและสร้างความเข้าใจร่วมกันแล้ว ทางคณะผู้แปลและผู้ ดาเนินกจิ กรรม กจ็ ะได้นาเสนอหลักสตู รทเ่ี กี่ยวข้องกับการศึกษาพระไตรปิฎก หรือ พระพุทธพจน์ ใน รปู ของการเสวนา การปฏบิ ตั ิ และการอธิบายสร้างความเขา้ ใจรว่ มกนั ต่อไป ในส่วนของการทาบทแปลจากภาษาบาลีอักษรไทยที่แปลออกเป็นภาษาไทย จะเห็นได้ว่า ผู้ แปลได้เรียบเรียงคาจากภาษาบาลีเพื่อให้ผู้ศึกษาได้เข้าใจความหมายท่ีเป็นภาษาไทยมากที่สุด ดังน้ัน จากต้นฉบับภาษาบาลีท่ีได้นาเสนอไว้ในด้านซ้ายมือของหน้ากระดาษ เมื่อแปลออกเป็นภาษาไทย บางคร้งั ผูแ้ ปล จะยกเอาบาลที แ่ี ปลแลว้ ให้ผ้ศู กึ ษาได้เข้าใจมากทส่ี ดุ มาเรยี งคาเพ่อื แปลใหม่ เช่น บาลี : “ เอว เม สุต ” เม่ือแปลออกเป็นภาไทย จะยกบาลีมาแปลดังนี้ เม - ข้าพเจ้า/ สุต – ได้สดับมา/ เอว – อย่างนี้/ และในบางคร้ังหากมีคาที่มีคาขยายอยู่ข้างหน้า ตามแบบของการเรียงคา ในภาษาบาลี เม่ือนามาแปลเป็นภาษาไทย ก็จะเรียงคาแปลให้สอดคล้องกับความหมายในภาษาไทย

154 เช่น “ เอก สมย ” แทนการแปล “เอก – หนึ่ง / สมย – สมัย / แปลเป็น เอก สมย – ก็สมัยหนึ่ง ” ท้งั นี้เนอ่ื งจากเมอื่ แปลเป็น “หนึ่งสมัย” กับ “สมัยหนึ่ง” จะมีความหมายต่างกัน ในภาษาไทยและอีก ประการหน่ึงโครงสร้างของภาษาบาลีและภาษาไทยเปน็ คนละตระกลู ดงั กลา่ วมาแล้ว ส่วนการแปลจากภาษาบาลีซึ่งใช้เป็นอักษรโรมัน ออกเป็นภาษาอังกฤษจะสังเกตได้ง่ายกว่า เนื่องจากการแปลเป็นการแปลในภาษาตระกูลเดียวกัน จึงสามารถแปลคาต่อคาได้ตรงตัวมากกว่า เชน่ คาสรรเสรญิ พระพุทธเจา้ เม่อื ขน้ึ ตน้ พระสตู ร ทกุ พระสูตรของแตล่ ะเล่มในพระสุตตนั ปฎิ กวา่ บาลี – “Namo tassa bhagavato arahato sammā sambuddhassa” แปล – Homage / to Him / to the Fortunate One / to The Arahant / to the fully / self- enlightened One / ดงั นั้นในการศึกษาบทแปล จงึ เป็นการยกภาษาบาลีอกั ษรโรมนั ข้นึ กอ่ น และตามด้วยการแปลคาต่อคา โดยการแสดงให้เห็นจากเคร่ืองหมาย / ท่ีเป็นการคั่นคาท่ีเว้นวรรคในภาษาบาลีอักษรโรมันได้เว้นที่ โดยไม่ต้องยกภาษาบาลีมาแสดงไว้อีกตอนหน่ึง เหมือนท่ีแสดงไว้ในการแปลจากภาษาบาลีอักษรไทย เปน็ ภาษาไทย บทสรปุ เมื่อผู้ศึกษาได้ทาความเข้าใจความหมายและวัตถุประสงค์ในการแปลทั้ง 2 แบบ คือ ภาษา บาลีอักษรไทยเป็นภาษาไทย และ ภาษาบาลีอักษรโรมันเป็นภาษาอังกฤษแล้ว จะสามารถศึกษา ความหมายของคาจากบทแปลท่ีนาเสนอในบทนี้ท่ีเป็นสูตรว่าด้วยภาณวารที่ 1 ในตอนอ่ืน ๆ ด้วย ตนเองได้ ทั้งในส่วนท่ีเป็นเอกสารและในส่วนที่เป็น อิเล็กทรอนิกส์ (ออนไลน์) ต่อไป ซ่ึงบทแปลท้ังท่ี เป็นภาษาไทยและภาษาองั กฤษได้แนบมาใหศ้ ึกษาทา้ ยบทแต่ละบทในคู่มือนีแ้ ล้ว จิร ตฏิ ฐ̣ ตุ โลกสม̣ ิ สม̣มาสม̣พุทธสาสน ขอพระศาสนาของพระสัมมาสมั พุทธเจ้าจะดารงอยู่ในโลกสันกาลนาน

ตัวอย่างบทแปล พระสุตตนั ตปฎิ ก เลม่ ท่ี ๑๑ นโม – ขอความนอบนอ้ ม/ ตสฺส – พระองคน์ ้ัน/ ภควโต – แด่พระผมู้ ีพระภาคเจ้า/ อรหโต – ผ้เู ปน็ พระอรหันต์/ สมฺมาสมพฺ ุทฺธสสฺ – ผู้ตรสั รชู้ อบได้โดยพระองค์เอง/ ขทุ ฺทกนิกาเย – ในขทุ ทกนกิ าย/ วิมานวตฺถุปาฬิ – พระบาลีในวิมานวตั ถุ/ ปาถกิ วคคฺ ปาฬิ: – พระบาฬีในปาฏิกวรรค/ ทฆี นกิ าโย – ทฆี นกิ าย/ ปาถกิ วคคฺ ปาฬิ – พระบาฬีในปาฏกิ วรรค/ ๑. ปาถิกสุตฺตํ – พระสูตรว่าด้วยนักบวชเปลอื ยชอ่ื ปาฏกิ บุตร/ สนุ กขฺ ตตฺ วตฺถุ – เรือ่ งเจา้ ลิจฉวนี ามวา่ สุนักขัตตะ/ ๑. ๑. เอวํ – อย่างนี้/ เม – อนั ขา้ พเจ้า/ สตุ ํ – ไดส้ ดับมาแลว้ / เอกํ สมยํ – ในสมยั หนง่ึ / ภควา – พระผู้มีพระภาค/ มลฺเลสุ – ในแควน้ มลั ละ/ วิหรติ – ย่อมประทับอยู่/ อนปุ ยิ ํ – อนปุ ิยะ/ นาม – ชื่อวา่ / มลฺลานํ – ของชาวมัลละทง้ั หลาย/ นิคโม. – นคิ ม/ อถ – ลาดบั นั้น/ โข – แล/ ภควา – พระผมู้ พี ระภาค/ ปุพฺพณฺหสมยํ – ในเวลาเชา้ / นวิ า เสตฺวา – ครองแล้วซึ่งอนั ตรวาสก/ ปตตฺ จวี รมาทาย – ซึ่งบาตรและจีวร+ถือเอาแล้ว/ อนปุ ยิ ํ – สู่ นคิ มชอื่ วา่ อนปุ ิยะ/ ปิณฺฑาย – เพ่ือบิณฑบาต/ ปาวิสิ. – เขา้ ไปแล้ว/ อถ – ลาดับนัน้ / โข – แล/ ภควโต – แก่พระผมู้ ีพระภาค/ เอตทโหสิ – ความดารนิ ี้+ได้มี แลว้ / “อติปฺปโค – ยังเชา้ นกั / โข – แล/ แล/ ตาว – ก่อน/ อนปุ ิยายํ – ในนคิ มอนุปิยะ/ ปิณฺฑาย – เพอ่ื บิณฑบาต/ จรํติ ุ. – การเท่ยี วไป/ ยนํ นู าหํ – ทางทดี่ ี+ขา้ พเจา้ / เยน – โดยทศิ ใด/ ภคคฺ ว โคตตฺ สสฺ – ชอ่ื ว่าภคั ควโคตร/ ปรพิ พฺ าชกสฺส – ของปริพาชก/ อาราโม – อาราม/ เยน – โดยทศิ ใด/ ภคฺควโคตโฺ ต – ชอ่ื วา่ ภคั ควโคตร/ ปริพพฺ าชโก – ปริพาชก/ เตนุปสงฺกเมยฺย”นฺติ. – โดยทศิ นน้ั +ควร เข้าไป”ดงั น้ี/ ๒. อถ – ลาดับนัน้ / โข – แล/ ภควา – พระผู้มีพระภาค/ เยน – โดยทศิ ใด/ ภคฺควโคตตฺ สฺส – ช่ือว่าภัคควโคตร/ ปรพิ ฺพาชกสสฺ – ของปริพาชก/ อาราโม – อาราม/ เยน – โดยทศิ ใด/ ภคคฺ ว โคตโฺ ต – ชือ่ ว่าภัคควโคตร/ ปริพฺพาชโก – ปริพาชก/ เตนุปสงฺกมิ. – โดยทศิ นั้น+เสด็จเขา้ ไป/

156 อถ – ลาดบั นั้น/ โข – แล/ ภคฺควโคตโฺ ต – ช่ือวา่ ภคั ควโคตร/ ปริพฺพาชโก – ปริพาชก/ ภควนฺตํ – กบั พระผมู้ ีพระภาค/ เอตทโวจ – ซงึ่ เนือ้ ความน+ี้ ได้กราบทูลแล้ว/ “เอตุ – ขอโปรดเสดจ็ เข้ามา/ โข – แล/ แล/ ภนเฺ ต – ขา้ แตพ่ ระองคผ์ ู้เจรญิ / ภควา. – พระ ผู้มีพระภาค/ สฺวาคตํ – ภนเฺ ต – ขา้ แต่พระองคผ์ ู้เจริญ/ ภควโต. – อันพระผูม้ ีพระภาค/ จิรสสฺ ํ – นาน ๆ/ โข – แล/ ภนฺเต – ข้าแต่พระองคผ์ เู้ จรญิ / ภควา – พระผมู้ ีพระภาค/ อิมํ – น้ี/ ปรยิ ายมกา สิ – ไดก้ ระทาซ่ึงปรยิ าย/ ยทิทํ – น้ี+ใด/ อธิ าคมนาย. – ณ ท่นี ี้+เพ่อื การเสด็จมา/ นิสีทตุ – ขอโปรด ประทบั นงั่ / ภนฺเต – ข้าแต่พระองคผ์ ้เู จริญ/ ภควา – พระผมู้ ีพระภาค/ อิทมาสนํ – นี+้ อาสนะ/ ปญญฺ ตตฺ ”นตฺ ิ. – ทปี่ ลู าดไว้แลว้ ”ดงั นี้/ นิสที ิ – ประทบั นง่ั แลว้ / ภควา – พระผมู้ พี ระภาค/ ปญฺญตเฺ ต – ที่ปูลาดไว้แล้ว/ อาสเน. – บนพุทธอาสน์/ ภคคฺ วโคตโฺ ตปิ – ชื่อวา่ ภัคควโคตร+แม้/ โข – แล/ ปริพพฺ าชโก – ปริพาชก/ อญฺญตรํ – แหง่ ใดแหง่ หน่ึง/ นจี ํ – อนั ต่ากว่า/ อาสนํ – ซง่ึ อาสนะ/ คเหตวฺ า – เลือกแล้ว/ เอกมนตฺ ํ – ณ ทสี่ ่วนขา้ งหน่งึ / นสิ ีทิ. – นง่ั แล้ว/ เอกมนฺตํ – ณ ทส่ี ่วนขา้ งหนึ่ง/ นสิ ินโฺ น – ผูน้ ่ังแล้ว/ โข – แล/ ภคคฺ วโคตฺโต – ช่อื ว่าภคั คว โคตร/ ปรพิ พฺ าชโก – ปรพิ าชก/ ภควนฺตํ – กบั พระผมู้ ีพระภาค/ เอตทโวจ – ซึ่งเน้ือความนี้+ได้ กราบทูลแล้ว/ “ปรุ ิมานิ – อนั มใี นวนั ก่อน/ ภนเฺ ต – ข้าแต่พระองค์ผเู้ จริญ/ ทิวสานิ – ส้ินวนั ท้ังหลาย/ ปุ ริมตรานิ – อนั มีในวันก่อนกว่า/ สุนกฺขตโฺ ต – นามวา่ สุนักขัตตะ/ ลจิ ฉฺ วปิ ตุ ฺโต – ลจิ ฉวบี ุตร/ เยนาหํ – โดยทิศใด+ข้าพเจ้า/ เตนปุ สงกฺ มิ; – โดยทิศนัน้ +เขา้ ไปเฝ้าแล้ว/ อุปสงกฺ มิตฺวา – ครนั้ เขา้ ไปเฝ้า แล้ว/ มํ – กับข้าพเจ้า/ เอตทโวจ – ซ่งึ เนอ้ื ความน้ี+ได้กราบทลู แลว้ / ‘ปจฺจกฺขาโต – บอกคืนแลว้ / ทานิ – ในบัดน้ี/ มยา – อนั ข้าพเจ้า/ ภคฺคว – ดกู อ่ นภคั ควะ/ ภควา. – พระผมู้ พี ระภาค/ น – ไม/่ ทานาหํ – ในบดั นี+้ ขา้ พระองค์/ ภควนตฺ ํ – ซง่ึ พระผมู้ ีพระภาค/ อุทฺทิสสฺ – อุทิศ/ วิหรามี’ต.ิ – ยอ่ มอาศัยอยู่’ดังน้ี กจฺเจตํ – เปน็ จรงิ หรือ+เรอื่ งน้ัน/ ภนฺเต – ข้าแต่พระองค์ผเู้ จริญ/ ตเถว – ฉนั นน้ั +นน่ั แล/ ยถา – ฉันใด/ สนุ กขฺ ตฺโต – นามว่าสนุ กั ขัตตะ/ ลจิ ฺฉวิปุตฺโต – ลิจฉวีบตุ ร/ อวจา”ต?ิ – ได้กลา่ ว แล้ว”ดงั น?้ี / “ตเถว – ฉันนน้ั +น่ันแล/ โข – แล/ เอตํ – เรอ่ื งน้ัน/ ภคฺคว – ดูก่อนภัคควะ/ ยถา – ฉนั ใด/ สนุ กฺขตฺโต – นามว่าสุนักขตั ตะ/ ลิจฺฉวปิ ตุ ฺโต – ลิจฉวบี ตุ ร/ อวจ”. – ได้กลา่ วแลว้ ”/ ๓. ปุรมิ านิ – อนั มีในวนั ก่อน/ ภนเฺ ต – ข้าแต่พระองคผ์ ้เู จริญ/ ทวิ สานิ – สิ้นวันทัง้ หลาย/ ปุ ริมตรานิ – อนั มีในวนั ก่อนกว่า/ สนุ กขฺ ตโฺ ต – นามวา่ สนุ ักขัตตะ/ ลจิ ฺฉวิปตุ โฺ ต – ลจิ ฉวบี ุตร/ เยนาหํ – โดยทศิ ใด+ข้าพเจา้ / เตนุปสงกฺ มิ; – โดยทิศน้ัน+เขา้ ไปเฝ้าแล้ว/ อุปสงฺกมิตฺวา – คร้ันเขา้ ไปเฝา้ แลว้ / มํ – ซง่ึ ข้าพเจ้า/ อภวิ าเทตวฺ า – ถวายอภวิ าทแลว้ / เอกมนฺตํ – ณ ที่สว่ นข้างหนง่ึ / นิสที ิ. – น่งั แลว้ /

157 เอกมนตฺ ํ – ณ ท่สี ว่ นขา้ งหนึ่ง/ นสิ ินฺโน – ผู้น่ังแล้ว/ โข – แล/ ภคคฺ ว – ดูก่อนภคั ควะ/ สนุ กฺขตฺโต – นามวา่ สนุ ักขัตตะ/ ลจิ ฺฉวิปตุ โฺ ต – ลจิ ฉวีบุตร/ มํ – กับข้าพเจา้ / เอตทโวจ – ซง่ึ เนอื้ ความนี้+ได้กราบทูลแล้ว/ ‘ปจฺจกขฺ ามิ – ยอ่ มบอกคืน/ ทานาหํ – ในบดั น้ี+ข้าพระองค์/ ภนเฺ ต – ข้าแตพ่ ระองค์ผู้ เจรญิ / ภควนฺตํ. – ซงึ่ พระผมู้ ีพระภาค/ น – หามไิ ด้/ ทานาหํ – ในบัดนี้+ข้าพระองค์/ ภนฺเต – ขา้ แตพ่ ระองค์ผู้เจรญิ / ภควนฺตํ – ซง่ึ พระผู้มีพระภาค/ อทุ ฺทสิ ฺส – อุทศิ / วหิ ริสฺสามี’ติ. – จักอยู่+ดงั นี้/ ‘เอวํ – เมอื่ เน้ือความอยา่ งนี้/ วตุ ฺเต – อนั เธอกลา่ วแลว้ / อหํ – ขา้ พเจ้า/ ภคฺคว – ดกู อ่ น ภคั ควะ/ สุนกขฺ ตฺตํ – นามว่าสุนักขัตตะ/ ลจิ ฉฺ วิปุตฺตํ – กับลจิ ฉวีบุตร/ เอตทโวจํ – ซึ่งเน้อื ความน+้ี ได้ กลา่ วแลว้ / ‘อปิ – บ้างหรอื / นุ – หนอ/ ตาหํ – กบั เธอ+ข้าพเจ้า/ สุนกขฺ ตฺต – ดกู อ่ นสุนักขตั ตะ/ เอวํ – อย่างน้ี/ อวจํ – ได้กล่าวแล้ว/ เอหิ – มาเถดิ / ตฺวํ – เธอ/ สุนกฺขตตฺ – ดูก่อนสุนักขัตตะ/ มมํ – ซง่ึ ข้าพเจ้า/ อุททฺ ิสฺส – อุทิศ/ วิหราหี’ต?ิ – จงอยู่’ดังนี้?/ ‘โน – หามิได้/ เหตํ – ก็+ข้อนัน้ / ภนฺเต’. – ขา้ แต่พระองคผ์ เู้ จริญ’./ ‘ตวฺ ํ – เธอ/ วา – หรือวา่ / ปน – ก็/ มํ – กบั ข้าพเจ้า/ เอวํ – อย่างน้ี/ อวจ – ได้กล่าวแลว้ / อหํ – ข้าพระองค์/ ภนเฺ ต – ขา้ แต่พระองค์ผู้เจรญิ / ภควนฺตํ – ซ่ึงพระผมู้ ีพระภาค/ อุทฺทิสฺส – อทุ ศิ / วิหรสิ สฺ ามี’ต?ิ – จกั อย+ู่ ดังนี้?/ ‘โน – หามิได้/ เหตํ – ก็+ข้อนัน้ / ภนฺเต’. – ขา้ แต่พระองคผ์ ู้เจรญิ ’./ ‘อติ ิ – เพราะเหตดุ งั นี้/ กริ – ได้ยินวา่ / สนุ กฺขตฺต – ดกู ่อนสุนกั ขัตตะ/ เนวาหํ – ไม่+นน่ั แล+ขา้ พเจ้า/ ตํ – กับเธอ/ วทามิ – ย่อมกล่าว/ เอหิ – มาเถิด/ ตฺวํ – เธอ/ สนุ กขฺ ตฺต – ดกู อ่ นสุ นักขัตตะ/ มมํ – ซึง่ ข้าพเจ้า/ อทุ ทฺ สิ สฺ – อทุ ิศ/ วหิ ราหตี ิ. – จงอยู่+ดงั นี้/ นปิ – หามไิ ด+้ แม้/ กริ – ไดย้ ินวา่ / มํ – กบั ขา้ พเจ้า/ ตฺวํ – เธอ/ วเทสิ – ย่อมกลา่ ว/ “อหํ – ข้าพเจา้ / ภนเฺ ต – ข้าแต่พระองค์ ผเู้ จริญ/ ภควนฺตํ – ซง่ึ พระผมู้ พี ระภาค/ อทุ ฺทสิ ฺส – อทุ ิศ/ วหิ รสิ สฺ ามตี ิ. – จักอย+ู่ ดังน้ี/ เอวํ – เมอ่ื เปน็ เช่นน้ี/ สนฺเต – เปน็ อย/ู่ โมฆปรุ ิส – โมฆบุรษุ / โก – เปน็ ใคร/ สนฺโต – เป็นอย/ู่ กํ – ซึ่งใคร/ ปจฺจาจิกขฺ สิ? – ยอ่ มบอกลา?/ ปสสฺ – จงดเู ถิด/ โมฆปุรสิ – โมฆบุรุษ/ ยาวญจฺ – มปี ระมาณมากเพยี งไร/ เต – ของเธอ/ อิทํ – การพดู เช่นนี้/ อปรทธฺ ’นตฺ ิ. – เป็นความผดิ ’ดังนี้/ ๔. ‘น – ไม/่ หิ – ก็/ ปน – แตว่ า่ / เม – แก่ข้าพระองค์/ ภนเฺ ต – ข้าแตพ่ ระองค์ผเู้ จรญิ / ภควา – พระผมู้ ีพระภาค/ อุตตฺ ริมนสุ ฺสธมฺมา – อันเหนือธรรมดาของมนุษย์/ อิทธฺ ิปาฏิหารยิ ํ – ซง่ึ อิทธปิ าฏิหารยิ ์/ กโรตี’ติ. – ย่อมทรงกระทา’ดังนี้/ ‘อปิ – บา้ งหรอื / นุ – หนอ/ ตาหํ – กบั เธอ+ข้าพเจา้ / สนุ กขฺ ตฺต – ดูกอ่ นสุนักขัตตะ/ เอวํ – อย่างนี้/ อวจํ – ไดก้ ล่าวแล้ว/ เอหิ – มาเถดิ / ตวฺ ํ – เธอ/ สุนกขฺ ตตฺ – ดูก่อนสุนักขัตตะ/ มมํ – ซง่ึ

158 ขา้ พเจ้า/ อุททฺ สิ ฺส – อทุ ศิ / วิหราหิ – จงอย/ู่ อหํ – ขา้ พเจ้า/ เต – แกเ่ ธอ/ อุตฺตริมนสุ ฺสธมฺมา – อัน เหนือธรรมดาของมนุษย์/ อทิ ฺธิปาฏิหารยิ ํ – ซง่ึ อิทธิปาฏหิ าริย์/ กริสฺสามี’ต?ิ – จักกระทา’ดงั นี้?/ ‘โน – หามไิ ด้/ เหตํ – ก+็ ข้อนนั้ / ภนฺเต’. – ข้าแต่พระองคผ์ เู้ จริญ’./ ‘ตฺวํ – เธอ/ วา – หรือวา่ / ปน – ก็/ มํ – กับขา้ พเจ้า/ เอวํ – อยา่ งนี้/ อวจ – ไดก้ ลา่ วแล้ว/ ‘อหํ – ข้าพระองค์/ ภนเฺ ต – ข้าแต่พระองค์ผู้เจรญิ / ภควนฺตํ – ซงึ่ พระผ้มู พี ระภาค/ อทุ ฺทสิ ฺส – อุทิศ/ วหิ รสิ ฺสามิ – จกั อยู่/ ภควา – พระผมู้ ีพระภาค/ เม – แก่ขา้ พระองค์/ อุตฺตริมนสุ สฺ ธมมฺ า – อนั เหนือธรรมดาของมนุษย์/ อิทฺธิปาฏิหาริยํ – ซ่ึงอิทธปิ าฏหิ าริย์/ กริสฺสตี’ต?ิ – จักกระทา’ดังน?้ี / ‘โน – หามิได้/ เหตํ – ก็+ข้อนน้ั / ภนเฺ ต’. – ขา้ แต่พระองคผ์ ู้เจรญิ ’./ ‘อิติ – เพราะเหตุดงั นี้/ กริ – ได้ยินวา่ / สุนกขฺ ตตฺ – ดกู ่อนสนุ ักขตั ตะ/ เนวาหํ – ไม่+นัน่ แล+ข้าพเจ้า/ ตํ – กับเธอ/ วทามิ – ยอ่ มกลา่ ว/ เอหิ – มาเถดิ / ตฺวํ – เธอ/ สนุ กขฺ ตฺต – ดูก่อนสุ นกั ขตั ตะ/ มมํ – ซึ่งขา้ พเจ้า/ อทุ ทฺ สิ ฺส – อุทศิ / วิหราหิ – จงอย/ู่ อหํ – ขา้ พเจา้ / เต – แก่เธอ/ อุตฺ ตริมนุสฺสธมฺมา – อนั เหนือธรรมดาของมนษุ ย์/ อทิ ฺธปิ าฏิหารยิ ํ – ซง่ึ อิทธิปาฏหิ ารยิ ์/ กริสฺสามี’ติ; – จกั กระทา’ดงั นี้?/ นปิ – หามิได+้ แม้/ กริ – ได้ยนิ ว่า/ มํ – กับขา้ พเจา้ / ตฺวํ – เธอ/ วเทสิ – ยอ่ มกลา่ ว/ “อหํ – ขา้ พเจ้า/ ภนเฺ ต – ขา้ แต่พระองคผ์ ูเ้ จริญ/ ภควนตฺ ํ – ซ่ึงพระผู้มีพระภาค/ อุทฺทิสสฺ – อุทศิ / วิหรสิ ฺ สามิ – จักอยู่/ ภควา – พระผู้มีพระภาค/ เม – แก่ข้าพระองค์/ อตุ ตฺ ริมนสุ สฺ ธมฺมา – อนั เหนือ ธรรมดาของมนุษย์/ อิทธฺ ปิ าฏหิ ารยิ ํ – ซึง่ อิทธิปาฏิหาริย์/ กริสฺสตี’ต.ิ – จักกระทา’ดังน?ี้ / เอวํ – เมอ่ื เปน็ เช่นนี้/ สนฺเต – เปน็ อย/ู่ โมฆปรุ ิส – โมฆบุรุษ/ โก – เปน็ ใคร/ สนโฺ ต – เป็นอย/ู่ กํ – ซ่งึ ใคร/ ปจจฺ าจิกฺขสิ? – ยอ่ มบอกลา?/ ตํ – ซง่ึ เรื่องน้นั / กึ – วา่ เป็นอยา่ งไร/ มญญฺ สิ – ย่อมเขา้ ใจ/ สุนกขฺ ตฺต – ดกู อ่ นสนุ ักขัตตะ/ กเต – กระทาแลว้ / วา – หรอื วา่ / อตุ ฺตริมนสุ ฺสธมฺมา – อนั เหนอื ธรรมดาของมนษุ ย์/ อทิ ฺธิปาฏิหาริ เย – เมือ่ อิทธิปาฏิหารยิ ์/ อกเต – มิได้กระทาแล้ว/ วา – หรอื ว่า/ อุตตฺ รมิ นสุ ฺสธมฺมา – อนั เหนอื ธรรมดาของมนุษย์/ อิทธฺ ิปาฏิหารเิ ย – เมอื่ อิทธิปาฏหิ ารยิ ์/ ยสฺสตถฺ าย – เพือ่ ประโยชน์แก่ทสี่ ดุ แหง่ ทกุ ขใ์ ด/ มยา – อนั ข้าพเจ้า/ ธมฺโม – ธรรม/ เทสโิ ต – แสดงแลว้ / โส – ธรรมนนั้ / นยิ ฺยาติ – ย่อม เป็นไป/ ตกกฺ รสฺส – แกผ่ ้กู ระทาตามธรรมนัน้ / สมฺมา – โดยชอบ/ ทุกขฺ กขฺ ยายา’ต?ิ – เพ่ือความสน้ิ ทกุ ข์’ดงั นี?้ / ‘กเต – กระทาแล้ว/ วา – หรอื วา่ / ภนฺเต – ขา้ แต่พระองคผ์ เู้ จริญ/ อตุ ตฺ ริมนสุ ฺสธมมฺ า – อันเหนือธรรมดาของมนุษย์/ อิทธฺ ิปาฏหิ าริเย – เมอ่ื อิทธิปาฏหิ าริย์/ อกเต – มิได้กระทาแลว้ / วา – หรือว่า/ อุตตฺ ริมนสุ สฺ ธมฺมา – อนั เหนือธรรมดาของมนุษย์/ อทิ ฺธปิ าฏิหาริเย – เมอื่ อิทธปิ าฏหิ าริย์/ ยสฺสตถฺ าย – เพื่อประโยชนแ์ ก่ที่สุดแหง่ ทุกข์ใด/ มยา – อันขา้ พเจ้า/ ธมโฺ ม – ธรรม/ เทสโิ ต – แสดง แลว้ / โส – ธรรมนนั้ / นิยฺยาติ – ยอ่ มเปน็ ไป/ ตกกฺ รสสฺ – แก่ผู้กระทาตามธรรมนน้ั / สมมฺ า – โดย ชอบ/ ทุกฺขกขฺ ยายา’ติ – เพ่ือความสนิ้ ทกุ ข์’ดังน?ี้ /

159 ‘อิติ – เพราะเหตดุ ังนี้/ กริ – ไดย้ นิ ว่า/ สนุ กฺขตฺต – ดกู ่อนสนุ กั ขัตตะ/ กเต – กระทาแล้ว/ วา – หรือวา่ / อุตฺตริมนุสฺสธมฺมา – อันเหนอื ธรรมดาของมนุษย์/ อิทธฺ ิปาฏิหารเิ ย – เมอ่ื อทิ ธิปาฏิหาริย์/ อกเต – มไิ ด้กระทาแล้ว/ วา – หรอื ว่า/ อุตฺตรมิ นุสฺสธมฺมา – อันเหนือธรรมดาของ มนษุ ย/์ อิทฺธิปาฏิหาริเย – เม่ืออิทธิปาฏิหารยิ ์/ ยสฺสตฺถาย – เพ่ือประโยชน์แก่ทสี่ ดุ แห่งทกุ ข์ใด/ มยา – อันขา้ พเจ้า/ ธมฺโม – ธรรม/ เทสโิ ต – แสดงแล้ว/ โส – ธรรมน้นั / นยิ ยฺ าติ – ยอ่ มเปน็ ไป/ ตกฺ กรสสฺ – แก่ผูก้ ระทาตามธรรมนั้น/ สมฺมา – โดยชอบ/ ทกุ ขฺ กขฺ ยาย. – เพือ่ ความส้ินทุกข์/ ตตรฺ – เมือ่ เป็นเชน่ นนั้ / สุนกฺขตตฺ – ดกู อ่ นสุนักขัตตะ/ กึ – ซ่งึ อะไรไดเ้ ลา่ / อุตฺตริมนุสฺสธมฺมา – อนั เหนือ ธรรมดาของมนษุ ย์/ อิทฺธปิ าฏิหารยิ ํ – อิทธปิ าฏิหาริย์/ กตํ – อันขา้ พเจ้า/ กรสิ ฺสติ? – จกั กระทา?/ ปสฺส – จงดูเถดิ / โมฆปรุ สิ – โมฆบรุ ุษ/ ยาวญฺจ – มีประมาณมากเพยี งไร/ เต – ของเธอ/ อิทํ – การพูดเช่นนี้/ อปรทธฺ ’นฺติ. – เปน็ ความผิด’ดงั น้ี/ ๕. ‘น – ไม/่ หิ – ก็/ ปน – แตว่ า่ / เม – แก่ขา้ พระองค์/ ภนเฺ ต – ข้าแต่พระองค์ผูเ้ จริญ/ ภควา – พระผู้มพี ระภาค/ อคฺคญญฺ ํ – ซ่งึ ทฤษฎวี า่ ดว้ ยตน้ กาเนดิ ของโลก/ ปญฺญเปตี’ติ? – ย่อม ประกาศ’ดังนี?้ / ‘อปิ – บา้ งหรือ/ นุ – หนอ/ ตาหํ – กบั เธอ+ข้าพเจา้ / สุนกฺขตฺต – ดกู ่อนสนุ กั ขตั ตะ/ เอวํ – อย่างน้ี/ อวจํ – ได้กล่าวแลว้ / เอหิ – มาเถิด/ ตฺวํ – เธอ/ สุนกขฺ ตฺต – ดกู ่อนสุนกั ขัตตะ/ มมํ – ซง่ึ ขา้ พเจา้ / อุทฺทสิ ฺส – อทุ ิศ/ วิหราหิ – จงอย/ู่ อหํ – ข้าพเจา้ / เต – แก่เธอ/ อคคฺ ญญฺ ํ – ซึ่งทฤษฎีว่า ด้วยต้นกาเนดิ ของโลก/ ปญฺญเปสสฺ ามี’ติ? – จกั ประกาศ’ดงั น?ี้ / ‘โน – หามิได้/ เหตํ – ก+็ ข้อน้นั / ภนเฺ ต’. – ข้าแต่พระองคผ์ เู้ จรญิ ’./ ‘ตฺวํ – เธอ/ วา – หรือว่า/ ปน – ก็/ มํ – กับขา้ พเจ้า/ เอวํ – อยา่ งน้ี/ อวจ – ได้กลา่ วแล้ว/ ‘อหํ – ขา้ พระองค/์ ภนเฺ ต – ขา้ แต่พระองค์ผ้เู จริญ/ ภควนตฺ ํ – ซึง่ พระผู้มีพระภาค/ อุทฺทิสสฺ – อุทิศ/ วิหริสฺสามิ – จกั อยู่/ ภควา – พระผมู้ ีพระภาค/ เม – แกข่ า้ พระองค/์ อคคฺ ญญฺ ํ – ซ่ึงทฤษฎวี า่ ด้วยต้นกาเนิดของ โลก/ ปญญฺ เปสสฺ ามี’ติ? – จักประกาศ’ดงั น?้ี / ‘โน – หามไิ ด้/ เหตํ – ก+็ ข้อน้ัน/ ภนฺเต’. – ขา้ แต่พระองค์ผเู้ จริญ’./ ‘อิติ – เพราะเหตุดงั น้ี/ กริ – ได้ยนิ วา่ / สุนกฺขตตฺ – ดกู ่อนสุนกั ขตั ตะ/ เนวาหํ – ไม่+น่ัน แล+ข้าพเจา้ / ตํ – กบั เธอ/ วทามิ – ยอ่ มกลา่ ว/ เอหิ – มาเถดิ / ตวฺ ํ – เธอ/ สนุ กฺขตฺต – ดูก่อนสุ นกั ขัตตะ/ มมํ – ซ่งึ ข้าพเจา้ / อุทฺทิสฺส – อุทศิ / วิหราหิ – จงอย/ู่ อหํ – ขา้ พเจา้ / เต – แกเ่ ธอ/ อคคฺ ญฺญํ – ซงึ่ ทฤษฎีวา่ ด้วยตน้ กาเนิดของโลก/ ปญฺญเปสฺสามตี ิ. – จักประกาศ’ดงั น้ี/ นปิ – หามิได้+แม้/ กริ – ไดย้ นิ ว่า/ มํ – กบั ข้าพเจ้า/ ตฺวํ – เธอ/ วเทสิ – ยอ่ มกล่าว/ “อหํ – ขา้ พเจา้ / ภนเฺ ต – ข้าแต่พระองคผ์ ู้เจรญิ / ภควนตฺ ํ – ซ่งึ พระผมู้ พี ระภาค/ อุทฺทิสฺส – อุทศิ / วิหริสฺสามิ – จักอยู่/ ภควา – พระผมู้ ีพระภาค/ เม – แกข่ ้าพระองค์/ อคฺคญฺญํ – ซง่ึ ทฤษฎวี ่า ด้วยตน้ กาเนิดของโลก/ ปญฺญเปสสฺ ตี’ต.ิ – จักประกาศ’ดังน้ี/

160 เอวํ – เม่ือเป็นเช่นน้ี/ สนฺเต – เป็นอย/ู่ โมฆปรุ สิ – โมฆบุรุษ/ โก – เป็นใคร/ สนฺโต – เปน็ อย/ู่ กํ – ซึ่งใคร/ ปจจฺ าจิกขฺ สิ? – ยอ่ มบอกลา?/ ตํ – ซ่ึงเร่ืองนั้น/ กึ – ว่าเป็นอย่างไร/ มญญฺ สิ – ย่อมเขา้ ใจ/ สุนกฺขตตฺ – ดกู อ่ นสุนักขัตตะ/ ปญฺญตเฺ ต – ทรงประกาศแล้ว/ วา – หรือวา่ / อคคฺ ญเฺ ญ – เมอ่ื ทฤษฎีวา่ ด้วยตน้ กาเนดิ ของโลก/ อปญฺญตฺเต – ไมท่ รงประกาศแล้ว/ วา – หรือวา่ / อคฺคญฺเญ – เม่อื ทฤษฎีว่าดว้ ยตน้ กาเนิดของโลก/ ยสฺสตฺถาย – เพ่ือประโยชนแ์ กท่ ส่ี ดุ แห่งทุกข์ใด/ มยา – อันข้าพเจ้า/ ธมโฺ ม – ธรรม/ เทสโิ ต – แสดง แล้ว/ โส – ธรรมนน้ั / นยิ ฺยาติ – ย่อมเป็นไป/ ตกกฺ รสสฺ – แกผ่ ู้กระทาตามธรรมนัน้ / สมมฺ า – โดย ชอบ/ ทุกฺขกฺขยายา’ติ? – เพ่ือความสิ้นทุกข์’ดังน้ี?/ ‘ปญญฺ ตฺเต – ทรงประกาศแล้ว/ วา – หรอื ว่า/ ภนเฺ ต – ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ/ อคคฺ ญเฺ ญ – เมือ่ ทฤษฎวี ่าด้วยตน้ กาเนดิ ของโลก/ อปญฺญตฺเต – ไมท่ รงประกาศแลว้ / วา – หรือว่า/ อคฺคญฺเญ – เม่ือทฤษฎวี า่ ดว้ ยตน้ กาเนดิ ของโลก/ ยสสฺ ตฺถาย – เพือ่ ประโยชนแ์ กท่ ีส่ ุดแหง่ ทกุ ขใ์ ด/ มยา – อัน ข้าพเจา้ / ธมโฺ ม – ธรรม/ เทสิโต – แสดงแลว้ / โส – ธรรมนั้น/ นิยยฺ าติ – ยอ่ มเปน็ ไป/ ตกฺกรสสฺ – แก่ผูก้ ระทาตามธรรมนนั้ / สมฺมา – โดยชอบ/ ทกุ ฺขกขฺ ยายา’ติ – เพ่อื ความสิ้นทุกข์’ดงั น้ี/ ‘อติ ิ – เพราะเหตุดังน้ี/ กริ – ไดย้ นิ วา่ / สุนกขฺ ตตฺ – ดกู อ่ นสุนกั ขตั ตะ/ ปญญฺ ตฺเต – ทรง ประกาศแลว้ / วา – หรอื วา่ / อคฺคญเฺ ญ – เมอ่ื ทฤษฎีวา่ ด้วยตน้ กาเนิดของโลก/ อปญญฺ ตเฺ ต – ไม่ทรง ประกาศแลว้ / วา – หรือว่า/ อคคฺ ญฺเญ – เม่อื ทฤษฎวี ่าดว้ ยตน้ กาเนิดของโลก/ ยสสฺ ตถฺ าย – เพอื่ ประโยชนแ์ ก่ท่สี ดุ แห่งทุกขใ์ ด/ มยา – อันขา้ พเจ้า/ ธมโฺ ม – ธรรม/ เทสโิ ต – แสดงแล้ว/ โส – ธรรม นั้น/ นยิ ฺยาติ – ย่อมเปน็ ไป/ ตกกฺ รสฺส – แก่ผ้กู ระทาตามธรรมนั้น/ สมฺมา – โดยชอบ/ ทกุ ขฺ กฺขยาย. – เพ่ือความสิน้ ทุกข/์ ตตรฺ – เม่อื เป็นเช่นนั้น/ สุนกขฺ ตตฺ – ดกู อ่ นสนุ ักขัตตะ/ กึ – ซึ่งอะไรไดเ้ ลา่ / อคคฺ ญญฺ ํ – ซง่ึ ทฤษฎีวา่ ด้วยต้นกาเนิดของโลก/ ปญฺญตฺตํ – ทรงประกาศแลว้ / กริสสฺ ติ? – – จักกระทา?/ ปสสฺ – จงดเู ถิด/ โมฆปรุ ิส – โมฆบุรุษ/ ยาวญจฺ – มปี ระมาณมากเพยี งไร/ เต – ของเธอ/ อทิ ํ – การพูดเชน่ น้ี/ อปรทธฺ ’. – เป็นความผดิ ’/ ๖. ‘อเนกปริยาเยน – โดยปรยิ ายเปน็ อเนก/ โข – แล/ เต – อนั เธอ/ สุนกฺขตตฺ – ดูกอ่ นสุ นกั ขตั ตะ/ มม – ซง่ึ ขา้ พเจ้า/ วณโฺ ณ – คายกย่อง/ ภาสิโต – กลา่ วแล้ว/ วชชฺ คิ าเม – ท่ีวัชชคี าม/ อิติปิ – เพราะเหตนุ +้ี แม้/ โส – พระองคน์ ั้น/ ภควา – พระผมู้ ีพระภาค/ อรหํ – เป็นพระ อรหันต์/ สมฺมาสมฺพทุ ฺโธ – เป็นผูต้ รัสรูแ้ ล้วด้วยพระองค์เองโดยชอบ/ วชิ ชฺ าจรณสมปฺ นฺโน – เปน็ ผู้ เพียบพร้อมแล้วดว้ ยวชิ ชาและจรณะ/ สุคโต – เปน็ ผเู้ สด็จไปดี/ โลกวิทู – เปน็ ผ้รู แู้ จง้ ซ่งึ โลก/ อนตุ ฺต โร – อย่างยอดเยยี่ ม/ ปรุ ิสทมฺมสารถิ – เป็นสารถีฝึกผทู้ ค่ี วรฝกึ ได้/ สตฺถา – เป็นศาสดา/ เทวมนุสฺ สานํ – ของเทวดาและมนุษย์ทงั้ หลาย/ พุทฺโธ – เป็นพระพุทธเจา้ / ภควา – เปน็ พระผู้มพี ระภาค/ ภควาติ. – เปน็ พระผูม้ โี ชค+ดงั นี้/

161 อิติ – ด้วยประการฉะนี้/ โข – แล/ เต – อนั เธอ/ สุนกขฺ ตฺต – ดูก่อนสุนกั ขัตตะ/ อเนกปรยิ า เยน – โดยปรยิ ายเปน็ อเนก/ มม – ซึง่ ข้าพเจ้า/ วณฺโณ – คายกย่อง/ ภาสิโต – กลา่ วแลว้ / วชฺชิคา เม. – ทวี่ ชั ชีคาม/ ‘อเนกปริยาเยน – โดยปรยิ ายเป็นอเนก/ โข – แล/ เต – อันเธอ/ สนุ กขฺ ตฺต – ดูกอ่ นสุ นกั ขตั ตะ/ ธมมฺ สสฺ – ซ่งึ พระธรรม/ วณฺโณ – คายกย่อง/ ภาสิโต – กล่าวแล้ว/ วชฺชคิ าเม – ที่วัชชี คาม/ สฺวากฺขาโต – ตรัสไวด้ ีแลว้ / ภควตา – อันพระผมู้ ีพระภาค/ ธมฺโม – พระธรรม/ สนทฺ ฏิ ฐฺ ิโก – เป็นธรรมที่ผูป้ ฏิบตั จิ ะพึงเห็นชัดดว้ ยตนเอง/ อกาลโิ ก – เปน็ ธรรมทีไ่ มป่ ระกอบดว้ ยกาล/ เอหิปสสฺ โิ ก – เป็นธรรมที่ควรเรียกใหม้ าดู/ โอปเนยยฺ โิ ก – เปน็ ธรรมทค่ี วรน้อมเข้ามาในตน/ ปจฺจตตฺ ํ – เฉพาะ ตน/ เวทติ พโฺ พ – พงึ รู้/ วิญฺญหู ตี ิ – อนั วญิ ญูชน+ดงั นี้/ อิติ – ดว้ ยประการฉะน้ี/ โข – แล/ เต – อนั เธอ/ สุนกขฺ ตฺต – ดกู ่อนสนุ กั ขัตตะ/ อเนกปริยา เยน – โดยปรยิ ายเปน็ อเนก/ ธมมฺ สฺส – ซึ่งพระธรรม/ วณโฺ ณ – คายกยอ่ ง/ ภาสิโต – กลา่ วแลว้ / วชฺ ชิคาเม. – ที่วชั ชคี าม/ ‘อเนกปริยาเยน – โดยปริยายเปน็ อเนก/ โข – แล/ เต – อนั เธอ/ สนุ กฺขตฺต – ดูก่อนสุ นักขตั ตะ/ สงฺฆสฺส – ซง่ึ พระสงฆ์/ วณฺโณ – คายกยอ่ ง/ ภาสิโต – กล่าวแล้ว/ วชฺชิคาเม – ทวี่ ชั ชี คาม/ สุปฺปฏิปนโฺ น – เป็นผปู้ ฏิบัติดแี ลว้ / ภควโต – ของพระผู้มีพระภาค/ สาวกสงฺโฆ – พระสงฆ์ สาวก/ อชุ ุปปฺ ฏิปนฺโน – เป็นผูป้ ฏบิ ัติตรงแลว้ / ภควโต – ของพระผมู้ ีพระภาค/ สาวกสงฺโฆ – พระสงฆส์ าวก/ ญายปฺปฏปิ นฺโน – เป็นผู้ปฏบิ ตั ิถูกทางแลว้ / ภควโต – ของพระผ้มู ีพระภาค/ สาวกสงฺโฆ – พระสงฆ์สาวก/ สามีจปิ ปฺ ฏปิ นฺโน – เปน็ ผู้ปฏบิ ตั สิ มควรแลว้ / ภควโต – ของพระผู้มี พระภาค/ สาวกสงโฺ ฆ – พระสงฆ์สาวก/ ยทิทํ – นี้ใด/ จตฺตาริ – ๔ ค/ู่ ปรุ สิ ยุคานิ – คแู่ หง่ บุรุษ ทั้งหลาย/ อฏฺฐ – ๘ จาพวก/ ปรุ ิสปคุ ฺคลา – บุรษุ บคุ คลทั้งหลาย/ เอส – นน่ั / ภควโต – ของพระผูม้ ี พระภาค/ สาวกสงฺโฆ – พระสงฆส์ าวก/ อาหุเนยโฺ ย – เปน็ ผคู้ วรแก่ของท่ีเขานามาถวาย/ ปาหเุ นยฺ โย – เปน็ ผู้ควรแก่ของต้อนรับ/ ทกฺขิเณยโฺ ย – เปน็ ผ้คู วรแก่ทักษิณา/ อญฺชลิกรณโี ย – เปน็ ผคู้ วรแก่ การทาอัญชลี/ อนุตตฺ รํ – อนั ยอดเยย่ี ม/ ปุญญฺ กฺเขตฺตํ – เป็นนาบญุ / โลกสฺสาติ – ของโลก+ดงั น้ี/ อิติ – ดว้ ยประการฉะน้ี/ โข – แล/ เต – อันเธอ/ สุนกขฺ ตฺต – ดกู อ่ นสุนกั ขัตตะ/ อเนกปริยา เยน – โดยปรยิ ายเป็นอเนก/ สงฺฆสสฺ – ซึ่งพระสงฆ์/ วณโฺ ณ – คายกยอ่ ง/ ภาสโิ ต – กลา่ วแลว้ / วชฺ ชิคาเม. – ทว่ี ชั ชคี าม/ ‘อาโรจยามิ – จะขอบอก/ โข – แล/ เต – แก่เธอ/ สุนกขฺ ตตฺ – ดูก่อนสุนักขัตตะ/ ปฏเิ วทยามิ – จะขอเตือน/ โข – แล/ เต – แกเ่ ธอ/ สนุ กฺขตฺต. – สนุ ักขัตตะ/ ภวสิ สฺ นตฺ ิ – จักม/ี โข – แล/ เต – แก่เธอ/ สนุ กขฺ ตฺต – ดกู ่อนสนุ ักขตั ตะ/ วตตฺ าโร – ผ้ดู า่ ว่า/

162 โน – ไม/่ วิสหิ – สามารถแล้ว/ สนุ กฺขตโฺ ต – นามวา่ สนุ กั ขตั ตะ/ ลจิ ฺฉวปิ ตุ ฺโต – ลจิ ฉวบี ุตร/ สมเณ – ในพระสมณะ/ โคตเม – ผโู้ คดม/ พรฺ หมฺ จริยํ – ซึ่งพรหมจรรย์/ จรํิตุ – เพ่ือการประพฤติ/ โส – เธอ/ อวสิ หนฺโต – เมือ่ ไม่สามารถ/ สกิ ขฺ ํ – ซง่ึ สกิ ขา/ ปจฺจกขฺ าย – ได้บอกคนื แล้ว/ หี นายาวตฺโตติ. – เป็นผู้กลบั มาเปน็ คฤหัสถ+์ ดงั น้ี/ อติ ิ – ดว้ ยประการฉะนี้/ โข – แล/ เต – อนั เธอ/ สุนกฺขตฺต – ดูก่อนสนุ กั ขัตตะ/ ภวิสฺสนตฺ ิ – จักม/ี วตตฺ าโร’ติ. – ผดู้ า่ วา่ ’ดังน้ี/ เอวปํ ิ – อย่างน้+ี แม/้ โข – แล/ ภคคฺ ว – ดกู ่อนภคั ควะ/ สนุ กขฺ ตโฺ ต – นามวา่ สนุ กั ขัตตะ/ ลิจฉฺ วิปตุ โฺ ต – ลิจฉวบี ตุ ร/ มยา – อันข้าพเจา้ / วุจจฺ มาโน – กลา่ วอยู่/ อปกฺกเมว – ได้หนไี ปแล้ว+ นน่ั เอง/ อิมสมฺ า – นี้/ ธมมฺ วินยา – จากธรรมวนิ ัย/ ยถาตํ – ฉันใดแล/ อาปายิโก – สัตว์ผู้ควรเกดิ ใน อบาย/ เนรยโิ ก. – เป็นผูก้ ลับไปสูน่ รก/ โกรกฺขตตฺ ิยวตฺถุ – เร่ืองนักบวชเปลอื ยชือ่ โกรักขัตตยิ ะ/ ๗. “เอกมิทาหํ – หนง่ึ +นี้+ข้าพเจา้ / ภคคฺ ว – ดูก่อนภัคควะ/ สมยํ – ในสมัย/ ถลู สู ุ – ใน ชุมชนชาวถูลทู ั้งหลาย/ วหิ รามิ – ย่อมอาศัยอยู่/ อตุ ฺตรกา – อตุ ตรกา/ นาม – ชอื่ วา่ / ถูลูนํ – ของ ชาวถลู ูทั้งหลาย/ นิคโม. – นิคม/ อถ – คร้ังน้นั / ขวฺ าหํ – แล+ขา้ พเจ้า/ ภคฺคว – ดูก่อนภัคควะ/ ปุพพฺ ณฺหสมยํ – ในเวลา เช้า/ นวิ าเสตวฺ า – ครองแลว้ ซ่ึงอันตรวาสก/ ปตตฺ จีวรมาทาย – ซึ่งบาตรและจีวร+ถือเอาแล้ว/ สุนกฺขตฺเตน – ช่อื ว่าสุนักขัตตะ/ ลจิ ฉฺ วิปตุ ฺเตน – มีลจิ ฉวบี ุตร/ ปจฉฺ าสมเณน – เปน็ ปัจฉาสมณะ/ อตุ ตฺ รกํ – สูอ่ ตุ ตรกานิคม/ ปิณฺฑาย – เพ่ือบณิ ฑบาต/ ปาวิสึ. – เขา้ ไปแลว้ / เตน – นั้น/ โข – แล/ ปน – ก็/ สมเยน – โดยสมัย/ อเจโล – นักบวชเปลือย/ โกรกฺขตตฺ โิ ย – ช่อื วา่ โกรักขัตติยะ/ กุกกฺ ุรวติโก – ผปู้ ระพฤติอยา่ งสุนัข/ จตุกกฺ ุณฑฺ ิโก – เปน็ ผ้คู ลานไปด้วยขอ้ ศอก และเขา่ / ฉมานกิ ิณฺณํ – ที่กองบนพ้นื ดนิ / ภกฺขสํ – ซ่ึงอาหาร/ มุเขเนว – ด้วยปาก+เทา่ นนั้ / ขาทติ – ยอ่ มเค้ียว/ มุเขเนว – ด้วยปาก+เทา่ นนั้ / ภุญชฺ ติ. – ย่อมกิน/ อททฺ สา – ได้เหน็ แล้ว/ โข – แล/ ภคคฺ ว – ดูก่อนภัคควะ/ สุนกขฺ ตโฺ ต – นามว่าสนุ กั ขัตตะ/ ลจิ ฉฺ วิปุตโฺ ต – ลจิ ฉวีบุตร/ อเจลํ – ซง่ึ นักบวชเปลือย/ โกรกขฺ ตฺติยํ – ชอ่ื วา่ โกรกั ขตั ตยิ ะ/ กุกกฺ รุ วติกํ – ผปู้ ระพฤติอย่างสุนัข/ จตุกฺกณุ ฺฑิกํ – เปน็ ผู้คลานไปด้วยขอ้ ศอกและเข่า/ ฉมานิกณิ ฺณํ – ท่ีกองบน พนื้ ดิน/ ภกขฺ สํ – ซ่ึงอาหาร/ มุเขเนว – ดว้ ยปาก+เทา่ น้ัน/ ขาทนฺตํ – ผเู้ ค้ียวอยู่/ มเุ ขเนว – ดว้ ย ปาก+เทา่ นั้น/ ภญุ ฺชนฺตํ. – ผ้กู ินอยู่/ ทิสวฺ านสฺส – คร้นั ไดเ้ ห็นแล้ว+แกท่ ่าน/ เอตทโหสิ – ความคดิ น+ี้ ได้มีแล้ว/ ‘สาธุรูโป – เปน็ พระอรหันต์ช้นั ดี/ วต – หนอ/ โภ – ท่านผู้เจริญ/ อยํ – น้ี/ สมโณ – สมณะ/ จตกุ ฺกุณฺฑิโก – เปน็ ผคู้ ลานไปดว้ ยข้อศอกและเขา่ / ฉมานกิ ิณฺณํ – ท่ีกองบนพ้ืนดิน/ ภกขฺ สํ – ซึ่งอาหาร/ มุเขเนว – ด้วยปาก+เท่าน้นั / ขาทติ – ย่อมเคยี้ ว/ มุเขเนว – ด้วยปาก+เทา่ น้ัน/ ภญุ ชฺ ต’ี ต.ิ – ยอ่ มกนิ ’ดังนี้/

163 “อถ – ลาดบั นนั้ / ขวฺ าหํ – แล+ข้าพเจ้า/ ภคคฺ ว – ดูกอ่ นภคั ควะ/ สุนกฺขตตฺ สสฺ – ช่ือว่าสุ นักขัตตะ/ ลจิ ฉฺ วิปุตฺตสฺส – ของลิจฉวีบุตร/ เจตสา – ดว้ ยใจ/ เจโตปริวิตกฺกมญญฺ าย – ซ่งึ ปรวิ ติ ก แหง่ ความคิด+ทราบชดั แลว้ / สนุ กขฺ ตตฺ ํ – นามวา่ สนุ ักขัตตะ/ ลจิ ฉฺ วปิ ุตตฺ ํ – กับลิจฉวบี ตุ ร/ เอตทโวจํ – ซงึ่ เน้อื ความน+ี้ ได้กล่าวแล้ว/ ‘ตวฺ มปฺ ิ – เธอ+แม้/ นาม – ชอื่ วา่ / โมฆปรุ ิส – โมฆบุรษุ / สมโณ – วา่ เป็นสมณะ/ สกยฺ ปตุ ฺติ โย – ผูศ้ ากยบุตร/ ปฏชิ านสิ ฺสสี’ต!ิ – ยอ่ มปฏิญาณ’ดงั นี้!/ ‘กึ – ปน – ก็/ มํ – ซึง่ ข้าพระองค์/ ภนฺเต – ขา้ แตพ่ ระองคผ์ ูเ้ จริญ/ ภควา – พระผู้มพี ระ ภาค/ เอวมาห – อย่างน+้ี ตรัสเรียกแล้ว/ ‘ตฺวมปฺ ิ – เธอ+แม้/ นาม – ชอื่ ว่า/ โมฆปุริส – โมฆบรุ ษุ / สมโณ – วา่ เป็นสมณะ/ สกยฺ ปุตตฺ ิ โย – ผู้ศากยบตุ ร/ ปฏิชานิสฺสสี’ติ? – ยอ่ มปฏิญาณ’ ดังนี้?/ ‘นนุ – มใิ ช่หรือ/ เต – อันเธอ/ สนุ กฺขตฺต – ดูกอ่ นสนุ กั ขัตตะ/ อมิ ํ – น้ี/ อเจลํ – ซ่งึ นักบวช เปลอื ย/ โกรกขฺ ตฺติยํ – ช่อื ว่าโกรกั ขัตติยะ/ กกุ กฺ ุรวติกํ – ผู้ประพฤติอยา่ งสุนัข/ จตกุ ฺกุณฑฺ ิกํ – เปน็ ผู้ คลานไปดว้ ยข้อศอกและเข่า/ ฉมานกิ ณิ ณฺ ํ – ที่กองบนพ้ืนดนิ / ภกขฺ สํ – ซึ่งอาหาร/ มเุ ขเนว – ด้วย ปาก+เท่านัน้ / ขาทนตฺ ํ – ผเู้ คี้ยวอยู่/ มุเขเนว – ดว้ ยปาก+เท่านั้น/ ภุญฺชนฺตํ – ผูก้ ินอยู่/ ทสิ ฺวาน – คร้นั ไดเ้ หน็ แลว้ / เอตทโหสิ – ความคดิ นี้+ได้มีแล้ว/ ‘สาธุรูโป – เปน็ พระอรหนั ต์ ชัน้ ดี/ วต – หนอ/ โภ – ท่านผูเ้ จริญ/ อยํ – น้ี/ สมโณ – สมณะ/ จตุกกฺ ุณฺฑิโก – เปน็ ผูค้ ลานไปดว้ ย ขอ้ ศอกและเขา่ / ฉมานกิ ิณณฺ ํ – ท่ีกองบนพนื้ ดิน/ ภกฺขสํ – ซ่ึงอาหาร/ มุเขเนว – ดว้ ยปาก+เทา่ นน้ั / ขาทติ – ย่อมเค้ียว/ มุเขเนว – ด้วยปาก+เท่านน้ั / ภุญชฺ ตี’ต?ิ – ย่อมกิน’ดงั น้ี? / ‘เอวํ – อยา่ งนั้น/ ภนเฺ ต. – ขา้ แตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ/ กึ – หรือ/ ปน – ก็/ ภนฺเต – ข้าแต่พระองคผ์ เู้ จรญิ / ภควา – พระผูม้ ีพระภาค/ อรหตฺตสฺส – ซงึ่ ความเปน็ พระอรหนั ต์/ มจฺฉรายตี’ต?ิ – ย่อมทรงหวง’ดังนี?้ / ‘น – ไม/่ โข – แล/ อหํ – ข้าพเจ้า/ โมฆปรุ สิ – โมฆบรุ ุษ/ อรหตตฺ สฺส – ซง่ึ ความเป็นพระ อรหนั ต์/ มจฺฉรายามิ. – ยอ่ มทรงหวง/ อปิ – แมบ้ า้ ง/ จ – แต่ว่า/ ตยุ ฺเหเวตํ – แกเ่ ธอ+น่นั แหละ+น้ี/ ปาปกํ – อันชั่ว/ ทิฏฐฺ คิ ตํ – ความเหน็ / อปุ ฺปนนฺ ํ – เกิดข้ึนแล้ว/ ตํ – ซงึ่ ความเหน็ ชว่ั นน้ั / ปชห. – จง ละ/ มา – อยา่ / เต – แก่เธอ/ อโหสิ – ไดม้ ีแลว้ / ทฆี รตตฺ ํ – ตลอดกาลนาน/ อหติ าย – เพ่อื ความไม่ เก้ือกลู / ทุกขฺ าย. – เพอื่ ความทุกข์/ ยํ – ใด/ โข – แล/ ปเนตํ – ก+็ น้ัน/ สุนกฺขตฺต – ดูก่อนสนุ กั ขัตตะ/ มญฺญสิ – ยอ่ มเข้าใจ/ อเจลํ – ซึ่งนกั บวชเปลอื ย/ โกรกขฺ ตตฺ ิยํ – ชอ่ื วา่ โกรกั ขัตติยะ/ สาธรุ ูโป – ผูเ้ ปน็ พระอรหนั ตช์ นั้ ดี/ อยํ – น้ี/ สมโณติ. – ว่าเปน็ สมณะ+ดังน้ี/ โส – เธอ/ สตตฺ มํ – ท่ี ๗/ ทิวสํ – ในวนั / อลสเกน – ดว้ ยโรคอลสกะ/ กาลงกฺ รสิ สฺ ติ. – จัก กระทาซึง่ กาละ/ กาลงกฺ โต – ผ้กู ระทาซึง่ กาละแลว้ / จ – อนึ่ง/ กาลกญฺจิกา – กาลกัญชกิ า/ นาม – ช่อื วา่ / อสรุ า – หมูอ่ สรู / สพพฺ นิหีโน – อันต่าต้อยกว่าหมู่อสูรทกุ ประเภท/ อสุรกาโย – หมู่อสูร/ ตตรฺ – ในหมู่อสรู นัน้ / อปุ ปชฺชสิ สฺ ติ. – จกั ไปเกิด/

164 กาลงกฺ ตญจฺ – ผกู้ ระทาซง่ึ กาละแล้ว+ด้วย/ นํ – ซึง่ ศพนั้น/ พรี ณตถฺ มพฺ เก – ชือ่ วา่ วีรณตั ถัมภกะ/ สสุ าเน – ทป่ี ่าช้า/ ฉฑฺเฑสฺสนตฺ ิ. – จักนาไปทิ้ง/ อากงฺขมาโน – ประสงคจ์ ะรู้/ จ – ก็/ ตฺวํ – เธอ/ สนุ กฺขตตฺ – ดกู อ่ นสนุ กั ขตั ตะ/ อเจลํ – ซ่ึงนักบวชเปลือย/ โกรกฺขตฺติยํ – ชอ่ื วา่ โกรัก ขัตตยิ ะ/ อปุ สงกฺ มิตฺวา – เข้าไปหาแล้ว/ ปุจฺเฉยฺยาสิ – พงึ ถาม/ ชานาสิ – ย่อมทราบ/ อาวุโส – ผู้มี อายุ/ โกรกฺขตฺติย – โกรักขัตติยะ/ อตตฺ โน – ของตน/ คตินตฺ ิ? – ซงึ่ คต+ิ ดงั น้ี?/ ฐานํ – เปน็ ฐานะ/ โข – แล/ ปเนตํ – ก+็ ข้อนน้ั / สุนกขฺ ตตฺ – ดกู ่อนสุนกั ขัตตะ/ วิชฺชติ – ยอ่ มม/ี ยํ – ใด/ เต – แก่เธอ/ อเจโล – นกั บวชเปลือย/ โกรกฺขตตฺ โิ ย – โกรักขตั ติยะ/ พฺยากรสิ สฺ ติ – จกั พยากรณ/์ ชานามิ – ยอ่ มทราบ/ อาวุโส – ผู้มอี าย/ุ สนุ กฺขตฺต – ดกู ่อนสุนักขัตตะ/ อตตฺ โน – ของตน/ คตึ; – ซ่งึ คต/ิ กาลกญจฺ กิ า – กาลกัญชกิ า/ นาม – ชื่อวา่ / อสุรา – หมูอ่ สูร/ สพฺพนิหโี น – อันตา่ ต้อยกว่า หมู่อสรู ทกุ ประเภท/ อสรุ กาโย – หมู่อสรู / ตตรฺ ามหฺ ิ – ในหม่อู สูรนนั้ +ยอ่ มเป็น/ อปุ ปนฺโนต.ิ – เปน็ ผู้ เข้าถงึ แลว้ +ดงั นี้/ “อถ – ลาดบั น้นั / โข – แล/ ภคคฺ ว – ดกู ่อนภัคควะ/ สุนกฺขตฺโต – นามว่าสุนกั ขตั ตะ/ ลจิ ฉฺ วปิ ุตโฺ ต – ลจิ ฉวีบตุ ร/ เยน – โดยทศิ ใด/ อเจโล – นกั บวชเปลอื ย/ โกรกฺขตตฺ ิโย – ชอื่ วา่ โกรัก ขตั ตยิ ะ/ เตนปุ สงฺกมิ; – โดยทิศนน้ั +เข้าไปหาแล้ว/ อุปสงฺกมติ วฺ า – ครั้นเข้าไปหาแล้ว/ อเจลํ – กบั นกั บวชเปลอื ย/ โกรกขฺ ตตฺ ยิ ํ – ชอ่ื วา่ โกรักขตั ตยิ ะ/ เอตทโวจ – ซ่ึงเนอ้ื ความนี้+ได้กราบทูลแล้ว/ ‘พยฺ ากโต – เป็นผู้พยากรณ์แล้ว/ โขสิ – แล+ยอ่ มเป็น/ อาวุโส – ผู้มอี าย/ุ โกรกฺขตตฺ ยิ – โก รกั ขัตตยิ ะ/ สมเณน – อนั พระสมณะ/ โคตเมน – ผ้โู คดม/ อเจโล – นักบวชเปลือย/ โกรกฺขตฺตโิ ย – ช่ือว่าโกรักขตั ตยิ ะ/ สตฺตมํ – ที่ ๗/ ทวิ สํ – ในวัน/ อลสเกน – ด้วยโรคอลสกะ/ กาลงฺกริสฺสติ. – จัก กระทาซงึ่ กาละ/ กาลงฺกโต – ผกู้ ระทาซง่ึ กาละแล้ว/ จ – อน่งึ / กาลกญฺจกิ า – กาลกัญชิกา/ นาม – ชื่อวา่ / อสรุ า – หมู่อสรู / สพพฺ นหิ ีโน – อนั ต่าต้อยกวา่ หมู่อสรู ทกุ ประเภท/ อสรุ กาโย – หมูอ่ สูร/ ตตรฺ – ในหมู่อสูรนนั้ / อุปปชฺชสิ ฺสติ. – จกั ไปเกดิ / กาลงฺกตญจฺ – ผูก้ ระทาซึง่ กาละแล้ว+ด้วย/ นํ – ซ่งึ ศพนั้น/ พรี ณตถฺ มพฺ เก – ช่ือว่า วรี ณัตถมั ภกะ/ สสุ าเน – ทปี่ า่ ชา้ / ฉฑฺเฑสฺสนตฺ ี’ต.ิ – จกั นาไปทิ้ง’ดงั นี้/ เยน – เพราะเหตใุ ด/ ตฺวํ – เธอ/ อาวุโส – ผู้มอี าย/ุ โกรกขฺ ตฺติย – โกรักขัตติยะ/ มตฺตํ – พอควรแกป่ ระมาณ/ มตฺตญฺจ – พอควรแก่ประมาณ+แล/ ภตตฺ ํ – ซึง่ อาหาร/ ภุญเฺ ชยฺยาสิ – ควร กนิ / มตฺตํ – พอควรแก่ประมาณ/ มตฺตญจฺ – พอควรแก่ประมาณ+แล/ ปานียํ – ซง่ึ นา้ ด่มื / ปเิ วยยฺ า สิ. – ควรดม่ื / ยถา – ฉันใด/ สมณสสฺ – ของพระสมณ/ โคตมสฺส – ผ้โู คดม/ มจิ ฺฉา – ผิด/ อสสฺ – พึงม/ี วจน’นตฺ ิ. – คาพูด’ดังน้ี/ ๘. “อถ – ลาดบั นน้ั / โข – แล/ ภคฺคว – ดกู ่อนภคั ควะ/ สนุ กขฺ ตฺโต – นามว่าสนุ กั ขัตตะ/ ลิจฺฉวิปตุ โฺ ต – ลิจฉวีบตุ ร/ เอกทฺวีหิกาย – โดยเรม่ิ จากวนั ที่ล่วงไป ๑ วนั หรอื ๒ วนั / สตฺตรตตฺ นิ ทฺ ิวา นิ – ซ่ึงวันและคนื ตลอด ๗ วนั / คเณสิ – นบั แลว้ / ยถาตํ – ฉนั ใดแล/ ตถาคตสฺส – ต่อตถาคต/ อสทฺทหมาโน. – ไม่เช่ืออยู่/

165 อถ – ลาดับนั้น/ โข – แล/ ภคฺคว – ดูก่อนภัคควะ/ อเจโล – นักบวชเปลอื ย/ โกรกฺขตตฺ ิโย – ชือ่ ว่าโกรกั ขัตตยิ ะ/ สตฺตมํ – ที่ ๗/ ทวิ สํ – ในวัน/ อลสเกน – ด้วยโรคอลสกะ/ กาลงฺกริสฺสติ. – จกั กระทาซ่งึ กาละ/ กาลงกฺ โต – ผกู้ ระทาซ่ึงกาละแล้ว/ จ – อน่ึง/ กาลกญฺจกิ า – กาลกัญชกิ า/ นาม – ชอ่ื ว่า/ อสุรา – หมู่อสรู / สพฺพนิหโี น – อนั ต่าต้อยกวา่ หมอู่ สูรทกุ ประเภท/ อสุรกาโย – หมูอ่ สูร/ ตตฺร – ในหมู่อสรู นน้ั / อปุ ปชฺชิ. – ไปเกิดแลว้ / กาลงฺกตญจฺ – ผกู้ ระทาซงึ่ กาละแล้ว+ดว้ ย/ นํ – ซง่ึ ศพนั้น/ พีรณตถฺ มพฺ เก – ช่อื ว่า วรี ณตั ถัมภกะ/ สุสาเน – ท่ปี ่าช้า/ ฉฑฺเฑํสุ. – นาไปท้งิ แล้ว/ ๙. “อสฺโสสิ – ไดฟ้ งั ข่าวแลว้ / โข – แล/ ภคคฺ ว – ดกู ่อนภคั ควะ/ สนุ กฺขตฺโต – นามวา่ สุ นักขัตตะ/ ลจิ ฺฉวิปตุ ฺโต – ลิจฉวีบุตร/ ‘อเจโล – นักบวชเปลอื ย/ กริ – ได้ยินวา่ / โกรกฺขตฺติโย – ชื่อ ว่าโกรกั ขัตตยิ ะ/ อลสเกน – ดว้ ยโรคอลสกะ/ กาลงฺกโต – ผ้กู ระทาซ่ึงกาละแลว้ / พีรณตฺถมฺพเก – ชื่อว่าวรี ณัตถัมภกะ/ สุสาเน – ท่ปี ่าช้า/ ฉฑฑฺ ิโต’ติ. – อันเขาท้ิงแล้ว’ดังน้ี/ อถ – ลาดับน้นั / โข – แล/ ภคคฺ ว – ดกู อ่ นภคั ควะ/ สุนกฺขตโฺ ต – นามว่าสนุ กั ขตั ตะ/ ลิจฉฺ วิ ปตุ ฺโต – ลิจฉวบี ตุ ร/ เยน – โดยทิศใด/ พีรณตถฺ มฺพกํ – ชอ่ื วรี ณัตถัมภกะ/ สุสานํ – ป่าช้า/ เยน – โดยทศิ ใด/ อเจโล – นักบวชเปลือย/ โกรกขฺ ตตฺ ิโย – ชื่อวา่ โกรกั ขตั ติยะ/ เตนปุ สงฺกมิ; – โดยทิศนน้ั + เข้าไปหาแล้ว/ อปุ สงฺกมิตฺวา – ครั้นเขา้ ไปหาแลว้ / อเจลํ – ซึง่ นกั บวชเปลือย/ โกรกขฺ ตฺติยํ – ชอื่ วา่ โกรักขตั ติยะ/ ติกฺขตํตฺ ุ – ๓ ครัง้ / ปาณนิ า – ดว้ ยฝ่ามอื / อาโกเฏสิ – ตบแลว้ / ‘ชานาสิ – ย่อม ทราบ/ อาวุโส – ผมู้ ีอายุ/ โกรกขฺ ตฺตยิ – โกรกั ขตั ติยะ/ อตฺตโน – ของตน/ คติ’นฺต?ิ – ซึ่งคติ’ดงั น?้ี / อถ – ลาดับนน้ั / โข – แล/ ภคฺคว – ดกู ่อนภัคควะ/ อเจโล – นักบวชเปลือย/ โกรกฺขตตฺ โิ ย – ชือ่ ว่าโกรักขัตตยิ ะ/ ปาณินา – ด้วยฝ่ามือ/ ปฏิ ฺฐึ – ซงึ่ หลงั / ปริปญุ ฺฉนฺโต – ลบู อยู่/ วฏุ ฐฺ าสิ. – ลุก ขน้ึ ยนื แล้ว/ ‘ชานามิ – ย่อมทราบ/ อาวุโส – ผ้มู ีอาย/ุ สนุ กฺขตตฺ – ดูก่อนสุนกั ขัตตะ/ อตฺตโน – ของ ตน/ คตึ – ซ่ึงคต/ิ กาลกญจฺ ิกา – กาลกญั ชกิ า/ นาม – ชอื่ ว่า/ อสุรา – หมอู่ สรู / สพฺพนหิ โี น – อนั ต่าตอ้ ยกวา่ หมู่อสูรทุกประเภท/ อสรุ กาโย – หมอู่ สูร/ ตตรฺ ามฺหิ – ในหมอู่ สูรนัน้ +ยอ่ มเป็น/ อปุ ปนฺ โน’ต.ิ – เปน็ ผูเ้ ขา้ ถงึ แลว้ ’ดังนี้/ วตวฺ า – ครั้นกลา่ วแล้ว/ ตตเฺ ถว – ณ ท่นี นั้ +น่ันเอง/ อุตตฺ าโน – นอนหงายอยู่/ ปปติ. – ล้มลงแลว้ / ๑๐. “อถ – ลาดับน้นั / โข – แล/ ภคคฺ ว – ดูก่อนภัคควะ/ สนุ กขฺ ตโฺ ต – นามว่าสนุ กั ขัตตะ/ ลิจฉฺ วิปตุ ฺโต – ลจิ ฉวบี ุตร/ เยนาหํ – โดยทิศใด+ข้าพเจา้ / เตนปุ สงกฺ มิ; – โดยทิศนนั้ +เขา้ ไปเฝา้ แล้ว/ อุปสงฺกมิตฺวา – ครัน้ เข้าไปเฝ้าแลว้ / มํ – ซึ่งขา้ พเจา้ / อภิวาเทตวฺ า – ถวายอภิวาทแล้ว/ เอกมนตฺ ํ – ณ ทีส่ ่วนขา้ งหน่งึ / นิสีทิ. – น่ังแล้ว/ เอกมนฺตํ – ณ ท่ีสว่ นขา้ งหน่ึง/ นิสินนฺ ํ – ผ้นู ่งั แลว้ / โข – แล/ อหํ – ข้าพเจ้า/ ภคคฺ ว – ดกู ่อนภคั ควะ/ สนุ กฺขตตฺ ํ – นามว่าสุนกั ขัตตะ/ ลิจฉฺ วิปุตตฺ ํ – กับลิจฉวบี ตุ ร/ เอตทโวจํ – ซง่ึ เน้อื ความน้+ี ได้กล่าวแลว้ /

166 ‘ตํ – ซึ่งเร่ืองนน้ั / กึ – วา่ เปน็ อย่างไร/ มญญฺ สิ – ย่อมเขา้ ใจ/ สุนกฺขตตฺ – ดกู ่อนสุนักขัตตะ/ ยเถว – อยา่ งไร+นั่นแล/ เต – แก่เธอ/ อหํ – ขา้ พเจ้า/ อเจลํ – ซงึ่ นักบวชเปลือย/ โกรกฺขตฺตยิ ํ – ช่ือ วา่ โกรกั ขตั ตยิ ะ/ อารพฺภ – ปรารภแล้ว/ พฺยากาสึ – พยากรณ์แลว้ / ตเถว – เป็นอย่างน้ัน+นั่นแล/ ตํ – นั้น/ วิปากํ – ผลของการพยากรณ์/ อญฺญถา – โดยประการอย่างอน่ื / วา’ต?ิ – หรอื วา่ ’ดงั น?้ี / ‘ยเถว – อย่างไร+นั่นแล/ เม – แก่ข้าพระองค์/ ภนฺเต – ขา้ แต่พระองคผ์ ้เู จรญิ / ภควา – พระผูม้ ีพระภาค/ อเจลํ – ซ่งึ นกั บวชเปลือย/ โกรกฺขตตฺ ยิ ํ – ชือ่ วา่ โกรักขตั ตยิ ะ/ อารพภฺ – ปรารภ แลว้ / พฺยากาสิ – ได้พยากรณแ์ ลว้ / ตเถว – เป็นอย่างน้ัน+น่ันแล/ ตํ – นนั้ / วปิ ากํ – ผลของการ พยากรณ/์ โน – ไม/่ อญญฺ ถา’ต.ิ – โดยประการอยา่ งอื่น’ดังนี้/ ‘ตํ – ซงึ่ เร่อื งนั้น/ กึ – ว่าเป็นอย่างไร/ มญฺญสิ – ยอ่ มเข้าใจ/ สุนกฺขตฺต – ดกู ่อนสุนกั ขตั ตะ/ ยทิ – ผวิ ่า/ เอวํ – เมือ่ เปน็ เช่นน้ี/ สนฺเต – เปน็ อย/ู่ กตํ – เป็นอนั กระทาแลว้ / วา – หรอื ว่า/ โหติ – ย่อมเป็น/ อตุ ตฺ ริมนุสสฺ ธมฺมา – อนั เหนือธรรมดาของมนุษย์/ อิทธฺ ิปาฏิหาริยํ – อิทธิปาฏหิ าริย์/ อกตํ – เป็นอันมไิ ด้กระทาแล้ว/ วาติ? – หรือวา่ ?/ ‘อทธฺ า – แน่นอน/ โข – แล/ ภนฺเต – ขา้ แตพ่ ระองค์ผเู้ จริญ/ เอวํ – เมื่อเป็นเช่นนี้/ สนฺเต – เป็นอย/ู่ กตํ – เปน็ อันกระทาแล้ว/ โหติ – ย่อมเปน็ / อตุ ตฺ ริมนุสฺสธมฺมา – อันเหนือธรรมดาของ มนษุ ย/์ อทิ ธฺ ิปาฏหิ ารยิ ํ – ซ่งึ อทิ ธปิ าฏิหารยิ ์/ โน – ไม/่ อกต’นฺต.ิ – เปน็ อันไมก่ ระทาแล้ว’ดงั น้ี/ ‘เอวมฺปิ – ถึงอย่างนี้+แม้/ โข – แล/ มํ – กับข้าพเจา้ / ตวฺ ํ – เธอ/ โมฆปรุ สิ – โมฆบุรษุ / อุตตฺ ริมนุสสฺ ธมฺมา – อันเหนอื ธรรมดาของมนุษย์/ อทิ ฺธปิ าฏหิ าริยํ – ซึง่ อิทธิปาฏิหาริย์/ กโรนตฺ ํ – ผกู้ ระทาอยู่/ เอวํ – อย่างนี้/ วเทสิ – กลา่ วแล้ว/ น – ไม/่ หิ – แล/ ปน – ก็/ เม – แกข่ ้าพระองค์/ ภนเฺ ต – ข้าแต่พระองคผ์ เู้ จริญ/ ภควา – พระผ้มู พี ระภาค/ อุตตฺ ริมนุสสฺ ธมฺมา – อนั เหนือธรรมดา ของมนษุ ย/์ อิทธฺ ิปาฏิหารยิ ํ – ซึ่งอทิ ธิปาฏหิ ารยิ ์/ กโรตีติ. – ย่อมทรงกระทา+ดงั น้ี/ ปสฺส – จงดเู ถดิ / โมฆปุรสิ – โมฆบรุ ษุ / ยาวญฺจ – มีประมาณมากเพยี งไร/ เต – ของเธอ/ อทิ ํ – การพูดเช่นน้ี/ อปรทธฺ ’นตฺ ิ. – เปน็ ความผิด’ดงั น้ี/ “เอวมปฺ ิ – ถงึ อย่างน+้ี แม้/ โข – แล/ ภคฺคว – ดูก่อนภัคควะ/ สุนกฺขตโฺ ต – นามว่าสนุ กั ขัต ตะ/ ลิจฺฉวปิ ุตฺโต – ลจิ ฉวีบุตร/ มยา – อันขา้ พเจ้า/ วุจจฺ มาโน – กล่าวอยู่/ อปกกฺ เมว – ได้หนีไป แลว้ +นัน่ เอง/ อิมสฺมา – น้ี/ ธมมฺ วินยา – จากธรรมวินยั / ยถาตํ – ฉนั ใดแล/ อาปายโิ ก – สัตวผ์ ู้ควร เกิดในอบาย/ เนรยิโก. – เปน็ ผกู้ ลับไปสู่นรก/ อเจลกฬารมฏฏฺ กวตฺถุ – เร่ืองนักบวชเปลอื ยชอ่ื กฬารมัชฌกะ/ ๑๑. “เอกมิทาหํ – หน่งึ +น+้ี ข้าพเจ้า/ ภคฺคว – ดูก่อนภัคควะ/ สมยํ – ในสมยั / เวสาลยิ ํ – เขตกรุงเวสาลี/ วิหรามิ – ย่อมอาศัยอยู่/ มหาวเน – ในปา่ มหาวัน/ กฏู าคารสาลายํ. – กูฏาคาร ศาลา/ เตน – นนั้ / โข – แล/ ปน – ก็/ สมเยน – โดยสมัย/ อเจโล – นกั บวชเปลอื ย/ กฬารมฏฏฺ โก – ช่อื วา่ กฬารมัชฌกะ/ เวสาลิยํ – เขตกรุงเวสาลี/ ปฏิวสติ – ย่อมอาศัยอยู่/ ลาภคคฺ ปฺปตโฺ ต – เป็นผู้

167 ถงึ แลว้ ซงึ่ ความเป็นผเู้ ลิศดว้ ยลาภ/ เจว – ด้วย+นนั่ แล/ ยสคคฺ ปฺปตโฺ ต – เปน็ ผู้ถึงแล้วซ่ึงความเป็นผู้ เลิศด้วยยศ/ จ – ดว้ ย/ วชฺชิคาเม. – ท่ีวัชชีคาม/ ตสสฺ – อนั เขา/ สตตฺ วตปทานิ – วตั รบท ๗ ประการ/ สมตตฺ านิ – ให้ครบถ้วน/ สมาทินนฺ า นิ – เปน็ อนั ถือสมาทานแลว้ / โหนฺติ – ยอ่ มเป็น/ ‘ยาวชีวํ – ตลอดชวี ิต/ อเจลโก – เป็นคนเปลอื ย/ อสฺสํ – พงึ เป็น/ น – ไม/่ วตฺถํ – ซง่ึ ผา้ / ปริทเหยฺยํ – พงึ นงุ่ ห่ม/ ยาวชีวํ – ตลอดชีวติ / พรฺ หฺมจารี – เป็นผปู้ ระพฤติพรหมจรรย์/ อสฺสํ – พงึ เป็น/ น – ไม/่ เมถุนํ – อนั เป็นของคนค/ู่ ธมฺมํ – ซ่ึงธรรม/ ปฏิเสเวยยฺ ํ – พึงเสพ/ ยาวชีวํ – ตลอดชวี ิต/ สรุ ามํเสเนว – ดว้ ยสรุ าและเนื้อสัตว+์ เทา่ นัน้ / ยาเปยยฺ ํ – พึงดารง ชพี / น – ไม/่ โอทนกุมฺมาสํ – ซง่ึ ข้าวและขนมกมุ มาส (ขนมสด)/ ภญุ ฺเชยฺยํ. – พงึ กนิ / ปรุ ตฺถเิ มน – ทางทศิ ตะวนั ออก/ เวสาลึ – แหง่ กรุงเวสาลี/ อุเทนํ – อุเทน/ นาม – ช่ือวา่ / เจตยิ ํ – เจดยี ์/ ตํ – ซึง่ เจดยี น์ ้ัน/ นาติกกฺ เมยฺยํ – ไม่+พึงล่วงเกนิ / ทกฺขิเณน – ทางทิศใต้/ เวสาลึ – แหง่ กรุงเวสาลี/ โคตมกํ – โคตมกะ/ นาม – ช่ือวา่ / เจติยํ – เจดยี ์/ ตํ – ซึง่ เจดยี ์น้นั / นาติกกฺ เมยฺยํ – ไม่+พึงลว่ งเกนิ / ปจฺฉิเมน – ทางทิศตะวนั ตก/ เวสาลึ – แหง่ กรงุ เวสาลี/ สตฺตมพฺ ํ – สัตตมั พะ/ นาม – ชอ่ื ว่า/ เจติยํ – เจดีย์/ ตํ – ซ่ึงเจดยี น์ ั้น/ นาติกกฺ เมยยฺ ํ – ไม+่ พงึ ล่วงเกนิ / อุตฺตเรน – ทางทิศเหนอื / เวสาลึ – แห่งกรงุ เวสาลี/ พหุปุตฺตํ – พหุปุตตกะ/ นาม – ชื่อว่า/ เจติยํ – เจดยี ์/ ตํ – ซง่ึ เจดยี น์ ้ัน/ นาติกกฺ เมยฺย’นฺต.ิ – ไม่+พึงล่วงเกิน’ดงั นี้/ โส – เขา/ อิเมสํ – เหลา่ น้ี/ สตตฺ นนฺ ํ – ๗ ประการ/ วตปทานํ – ซึง่ วัตรบททงั้ หลาย/ สมาทานเหตุ – เพราะเหตุแหง่ การสมาทาน/ ลาภคคฺ ปปฺ ตฺโต – เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความเปน็ ผเู้ ลิศด้วย ลาภ/ เจว – ดว้ ย+น่ันแล/ ยสคคฺ ปฺปตโฺ ต – เป็นผถู้ ึงแล้วซงึ่ ความเป็นผู้เลิศด้วยยศ/ จ – ดว้ ย/ วชชฺ ิ คาเม. – ท่วี ชั ชคี าม/ ๑๒. “อถ – ลาดับนัน้ / โข – แล/ ภคฺคว – ดกู ่อนภัคควะ/ สนุ กขฺ ตโฺ ต – นามว่าสุนักขัตตะ/ ลจิ ฉฺ วิปุตโฺ ต – ลิจฉวบี ุตร/ เยน – โดยทศิ ใด/ อเจโล – นักบวชเปลือย/ กฬารมฏฏฺ โก – ชือ่ ว่ากฬารมัชฌกะ/ เวเตนปุ สงฺกมิ; – โดยทิศนั้น+เขา้ ไปหาแล้ว/ อปุ สงฺกมติ ฺวา – ครั้นเขา้ ไปหาแล้ว/ อเจลํ – กับนกั บวชเปลอื ย/ กฬารมฏฺฏกํ – ช่อื ว่ากฬารมัชฌกะ/ ปญหฺ ํ – ซง่ึ ปญั หา/ อปุจฺฉิ. – ได้ ถามแลว้ / ตสฺส – แกเ่ ขา/ อเจโล – นักบวชเปลือย/ กฬารมฏฺฏโก – ช่อื ว่ากฬารมัชฌกะ/ ปญฺหํ – ซง่ึ ปัญหา/ ปฏุ ฺโฐ – ถกู ถามแลว้ / น – ไม/่ สมปฺ ายาสิ. – สามารถแลว้ / อสมฺปายนโฺ ต – เมือ่ ไม่สามารถ/ โกปญฺจ – ซงึ่ ความโกรธ+ด้วย/ โทสญจฺ – ซง่ึ ความขดั เคอื ง+ด้วย/ อปฺปจจฺ ยญจฺ – ซ่งึ ความไมแ่ ชม่ ชื่น+ด้วย/ ปาตฺวากาสิ. – ได้กระทาใหป้ รากฏแลว้ /

168 อถ – ลาดบั นั้น/ โข – แล/ ภคคฺ ว – ดูกอ่ นภคั ควะ/ สุนกขฺ ตตฺ สสฺ – ชอ่ื วา่ สนุ กั ขัตตะ/ ลิจฉฺ วิ ปตุ ตฺ สสฺ – แก่ลจิ ฉวีบุตร/ เอตทโหสิ – ความคิดน้ี+ได้มแี ล้ว/ ‘สาธุรูปํ – ช้นั ดี/ วต – หนอ/ โภ – ทา่ นผเู้ จรญิ / อรหนฺตํ – ผเู้ ปน็ พระอรหันต์/ สมณํ – ซง่ึ สมณะ/ อาสาทิมฺหเส. – ได้รุกรานแล้ว/ มา – อย่า/ วต – หนอ/ โน – แกเ่ ธอทงั้ หลาย/ อโหสิ – ได้ มแี ลว้ / ทีฆรตตฺ ํ – ตลอดกาลนาน/ อหิตาย – เพื่อความไม่เก้ือกูล/ ทกุ ฺขายา’ติ. – เพือ่ ความทุกข์’ ดงั นี้/ ๑๓. “อถ – ลาดบั นัน้ / โข – แล/ ภคคฺ ว – ดกู ่อนภัคควะ/ สุนกฺขตโฺ ต – นามว่าสุนกั ขัตตะ/ ลจิ ฉฺ วปิ ตุ ฺโต – ลิจฉวบี ุตร/ เยนาหํ – โดยทิศใด+ข้าพเจา้ / เตนปุ สงฺกมิ; – โดยทศิ นน้ั +เขา้ ไปหาแล้ว/ อปุ สงฺกมติ ฺวา – ครัน้ เข้าไปหาแลว้ / มํ – ซึง่ ข้าพเจา้ / อภิวาเทตวฺ า – ถวายอภิวาทแลว้ / เอกมนตฺ ํ – ณ ที่ส่วนข้างหนึง่ / นิสีทิ. – นงั่ แล้ว/ เอกมนฺตํ – ณ ท่ีสว่ นข้างหน่ึง/ นิสินนฺ ํ – ผูน้ ่ังแล้ว/ โข – แล/ อหํ – ขา้ พเจ้า/ ภคคฺ ว – ดกู อ่ นภคั ควะ/ สนุ กฺขตตฺ ํ – นามว่าสนุ กั ขัตตะ/ ลิจฉฺ วิปตุ ตฺ ํ – กับลิจฉวบี ตุ ร/ เอตทโวจํ – ซง่ึ เน้ือความนี+้ ไดก้ ลา่ วแลว้ / ‘ตฺวมฺปิ – เธอ+แม้/ นาม – ชอื่ ว่า/ โมฆปรุ ิส – โมฆบุรุษ/ สมโณ – วา่ เป็นสมณะ/ สกยฺ ปุตฺติ โย – ผศู้ ากยบุตร/ ปฏชิ านสิ ฺสสี’ติ! – ยอ่ มปฏิญาณ’ดงั นี้!/ กึ – หรือ/ ปน – ก็/ มํ – ซงึ่ ข้าพระองค์/ ภนเฺ ต – ข้าแต่พระองคผ์ ู้เจรญิ / ภควา – พระผ้มู ี พระภาค/ เอวมาห – อย่างนี+้ ตรัสเรียกแลว้ / ตฺวมฺปิ – เธอ+แม้/ นาม – ช่อื ว่า/ โมฆปรุ ิส – โมฆ บรุ ุษ/ สมโณ – วา่ เปน็ สมณะ/ สกยฺ ปุตตฺ โิ ย – ผู้ศากยบตุ ร/ ปฏชิ านิสสฺ สี’ต?ิ – ยอ่ มปฏิญาณ’ดังน?ี้ / ‘นนุ – ตฺวํ – สุนกขฺ ตฺต – ดกู อ่ นสนุ ักขัตตะ/ อเจลํ – ซึ่งนกั บวชเปลือย/ กฬารมฏฏฺ กํ – ชอ่ื ว่ากฬารมชั ฌกะ/ อุปสงฺกมิตฺวา – ครนั้ เข้าไปหาแล้ว/ ปญหฺ ํ – ซง่ึ ปญั หา/ อปจุ ฺฉิ. – ได้ถามแล้ว/ ตสฺส – น้ัน/ เต – ของเธอ/ อเจโล – นกั บวชเปลือย/ กฬารมฏฺฏโก – ชอ่ื ว่ากฬารมชั ฌกะ/ ปญฺหํ – ซงึ่ ปัญหา/ ปฏุ โฺ ฐ – ถกู ถามแล้ว/ น – ไม/่ สมปฺ ายาสิ. – สามารถแลว้ / อสมฺปายนโฺ ต – เมอื่ ไม่สามารถ/ โกปญฺจ – ซงึ่ ความโกรธ+ด้วย/ โทสญจฺ – ซง่ึ ความขัด เคือง+ดว้ ย/ อปปฺ จจฺ ยญฺจ – ซงึ่ ความไมแ่ ช่มชน่ื +ดว้ ย/ ปาตฺวากาสิ. – ไดก้ ระทาใหป้ รากฏแลว้ / ตสฺส – นน้ั / เต – แก่เธอ/ เอตทโหสิ – ความคิดน้+ี ไดม้ แี ล้ว/ “สาธรุ ูปํ – ชนั้ ดี/ วต – หนอ/ โภ – ทา่ นผ้เู จรญิ / อรหนฺตํ – ผ้เู ป็นพระอรหันต์/ สมณํ – ซง่ึ สมณะ/ อาสาทิมฺหเส. – ได้รุกรานแลว้ / มา – อยา่ / วต – หนอ/ โน – แก่เธอทง้ั หลาย/ อโหสิ – ได้ มีแล้ว/ ทีฆรตตฺ ํ – ตลอดกาลนาน/ อหิตาย – เพอื่ ความไมเ่ กื้อกูล/ ทุกฺขายา’ติ. – เพื่อความทุกข์’ ดงั นี้/ ‘เอวํ – อย่างนัน้ / ภนฺเต. – ข้าแต่พระองคผ์ ู้เจรญิ / กึ – หรอื / ปน – ก็/ ภนฺเต – ข้าแต่ พระองค์ผเู้ จริญ/ ภควา – พระผมู้ ีพระภาค/ อรหตตฺ สสฺ – ซ่งึ ความเปน็ พระอรหนั ต์/ มจฺฉรายตี’ต?ิ – ยอ่ มทรงหวง’ดังนี้?/

169 ‘น – ไม/่ โข – แล/ อหํ – ขา้ พเจา้ / โมฆปุริส – โมฆบรุ ษุ / อรหตตฺ สฺส – ซึ่งความเป็นพระ อรหนั ต์/ มจฉฺ รายามิ. – ยอ่ มทรงหวง/ อปิ – แมบ้ า้ ง/ จ – แต่วา่ / ตยุ ฺเหเวตํ – แกเ่ ธอ+นั่นแหละ+นี้/ ปาปกํ – อันชั่ว/ ทิฏฺฐิคตํ – ความเหน็ / อปุ ฺปนนฺ ํ – เกิดขึ้นแลว้ / ตํ – ซึ่งความเหน็ ชัว่ นน้ั / ปชห. – จงละ/ มา – อยา่ / เต – แกเ่ ธอ/ อโหสิ – ได้มแี ล้ว/ ทีฆรตฺตํ – ตลอดกาลนาน/ อหิตาย – เพื่อ ความไมเ่ ก้ือกูล/ ทุกฺขาย. – เพือ่ ความทุกข์/ ยํ – ใด/ โข – แล/ ปเนตํ – ก็+น้ัน/ สุนกฺขตฺต – ดูก่อนสนุ กั ขัตตะ/ มญญฺ สิ – ย่อมเข้าใจ/ อเจลํ – ซ่ึงนักบวชเปลือย/ กฬารมฏฺฏกํ – ชื่อว่ากฬารมัชฌกะ/ สาธุรูโป – ผู้เปน็ พระอรหันต์ช้ันดี/ อยํ – น้ี/ สมโณติ. – ว่าเปน็ สมณะ+ดังน้ี/ โส – นจริ สฺเสว – ตอ่ กาลไม่นาน+นน่ั แล/ ปรหิ ิโต – เปน็ ผ้นู ุ่งหม่ ผ้า/ สานุจาริโก – เปน็ ผูม้ ี ภรรยา/ วิจรนโฺ ต – เท่ยี วไปอยู่/ โอทนกุมฺมาสํ – ซง่ึ ข้าวและขนมกุมมาส/ ภญุ ฺชมาโน – บรโิ ภคอยู่/ สพฺพาเนว – ทง้ั หมด+นัน่ แล/ เวสาลิยานิ – อันที่มีอยู่ในกรงุ เวสาลี/ เจตยิ านิ – ซึง่ เจดีย์ทง้ั หลาย/ สมตกิ กฺ มิตฺวา – ลว่ งเกินแล้ว/ ยสา – จากยศ/ นหิ ีโน – เป็นคนเส่อื มแลว้ / กาลํ – ซ่งึ กาละ/ กรสิ ฺ สตี’ติ. – จักกระทา’ดังนี้/ “อถ – ลาดับนนั้ / โข – แล/ ภคฺคว – ดกู ่อนภัคควะ/ อเจโล – นักบวชเปลอื ย/ กฬารมฏฺฏ โก – ชอ่ื ว่ากฬารมัชฌกะ/ นจิรสเฺ สว – ต่อกาลไมน่ าน+นั่นแล/ ปรหิ โิ ต – เปน็ ผู้นุง่ หม่ ผา้ / สานจุ าริ โก – เปน็ ผู้มภี รรยา/ วจิ รนโฺ ต – เท่ยี วไปอยู่/ โอทนกมุ ฺมาสํ – ซง่ึ ข้าวและขนมกุมมาส/ ภญุ ชฺ มาโน – บรโิ ภคอยู่/ สพฺพาเนว – ท้ังหมด+นน่ั แล/ เวสาลิยานิ – อันทมี่ ีอยใู่ นกรุงเวสาลี/ เจตยิ านิ – ซง่ึ เจดยี ์ ทั้งหลาย/ สมตกิ กฺ มติ วฺ า – ลว่ งเกินแลว้ / ยสา – จากยศ/ นิหโี น – เปน็ คนเสื่อมแลว้ / กาลมกาสิ. – – ซงึ่ กาละ+ได้กระทาแล้ว/ ๑๔. “อสฺโสสิ – ได้ฟงั ขา่ วแล้ว/ โข – แล/ ภคคฺ ว – ดกู อ่ นภัคควะ/ สุนกขฺ ตฺโต – นามว่าสุ นกั ขตั ตะ/ ลิจฺฉวิปุตฺโต – ลจิ ฉวบี ุตร/ ‘อเจโล – นกั บวชเปลอื ย/ กริ – ไดย้ ินวา่ / กฬารมฏฺฏโก – ชือ่ ว่ากฬารมชั ฌกะ/ เวปรหิ ิโต – เป็นผู้นุ่งหม่ ผ้า/ สานจุ ารโิ ก – เปน็ ผู้มีภรรยา/ วิจรนโฺ ต – เท่ยี วไปอยู่/ โอทนกมุ ฺมาสํ – ซ่ึงขา้ วและขนมกมุ มาส/ ภญุ ชฺ มาโน – บรโิ ภคอยู่/ สพพฺ าเนว – ทัง้ หมด+นน่ั แล/ เว สาลิยานิ – อนั ที่มอี ยู่ในกรงุ เวสาลี/ เจตยิ านิ – ซึ่งเจดยี ์ทั้งหลาย/ สมติกกฺ มิตฺวา – ล่วงเกนิ แล้ว/ ยสา – จากยศ/ นหิ โี น – เป็นคนเสอื่ มแลว้ / กาลงฺกโต’ติ. – เปน็ ผ้กู ระทากาละแลว้ (ตายไปแล้ว)’ดงั น้ี/ อถ – ลาดบั นั้น/ โข – แล/ ภคฺคว – ดกู ่อนภคั ควะ/ สนุ กขฺ ตโฺ ต – นามว่าสุนักขตั ตะ/ ลิจฺฉวิ ปุตฺโต – ลจิ ฉวีบตุ ร/ เยนาหํ – โดยทิศใด+ขา้ พเจ้า/ เตนุปสงฺกมิ; – โดยทิศน้ัน+เขา้ ไปหาแลว้ / อุป สงกฺ มิตฺวา – คร้นั เข้าไปหาแลว้ / มํ – ซงึ่ ขา้ พเจา้ / อภิวาเทตฺวา – ถวายอภิวาทแลว้ / เอกมนฺตํ – ณ ทส่ี ว่ นข้างหน่ึง/ นสิ ีทิ. – นั่งแล้ว/ เอกมนตฺ ํ – ณ ท่ีส่วนข้างหนึ่ง/ นิสินฺนํ – ผูน้ งั่ แล้ว/ โข – แล/ อหํ – ขา้ พเจ้า/ ภคฺคว – ดูก่อนภคั ควะ/ สนุ กขฺ ตตฺ ํ – นามว่าสนุ กั ขตั ตะ/ ลจิ ฺฉวิปุตตฺ ํ – กบั ลิจฉวบี ุตร/ เอตทโวจํ – ซง่ึ เน้ือความน+ี้ ไดก้ ล่าวแลว้ /

170 ‘ตํ – ซึง่ เรอ่ื งนน้ั / กึ – ว่าเปน็ อยา่ งไร/ มญฺญสิ – ย่อมเขา้ ใจ/ สุนกขฺ ตฺต – ดกู อ่ นสุนกั ขัตตะ/ ยเถว – อยา่ งไร+นัน่ แล/ เต – แก่เธอ/ อหํ – ขา้ พเจา้ / อเจลํ – ซึง่ นักบวชเปลอื ย/ กฬารมฏฺฏกํ – ชื่อวา่ กฬารมชั ฌกะ/ อารพฺภ – ปรารภแล้ว/ พยฺ ากาสึ – พยากรณ์แล้ว/ ตเถว – เป็นอยา่ งน้นั +นนั่ แล/ ตํ – น้นั / วิปากํ – ผลของการพยากรณ์/ อญฺญถา – โดยประการอย่างอนื่ / วา’ต?ิ – หรือวา่ ’ ดังนี?้ / ‘ยเถว – อย่างไร+นัน่ แล/ เม – แกข่ ้าพระองค์/ ภนฺเต – ข้าแต่พระองคผ์ เู้ จรญิ / ภควา – พระผู้มีพระภาค/ อเจลํ – ซ่งึ นักบวชเปลอื ย/ กฬารมฏฺฏกํ – ชอ่ื ว่ากฬารมชั ฌกะ/ อารพภฺ – ปรารภ แล้ว/ พฺยากาสิ – พยากรณ์แลว้ / ตเถว – เป็นอย่างนนั้ +น่ันแล/ ตํ – นั้น/ วปิ ากํ – ผลของการ พยากรณ/์ โน – ไม/่ อญฺญถา’ติ. – โดยประการอยา่ งอ่ืน’ดังน้ี/ ‘ตํ – ซง่ึ เรอ่ื งนน้ั / กึ – ว่าเปน็ อย่างไร/ มญญฺ สิ – ยอ่ มเขา้ ใจ/ สนุ กฺขตฺต – ดกู ่อนสนุ ักขัตตะ/ ยทิ – ผวิ ่า/ เอวํ – เมอื่ เป็นเชน่ นี้/ สนฺเต – เป็นอย/ู่ กตํ – เป็นอนั กระทาแลว้ / วา – หรอื วา่ / โหติ – ย่อมเปน็ / อุตตฺ ริมนสุ สฺ ธมฺมา – อนั เหนอื ธรรมดาของมนุษย์/ อิทฺธิปาฏิหาริยํ – ซึ่งอิทธิปาฏหิ าริย์/ อกตํ – เปน็ อันมิได้กระทาแล้ว/ วา’ติ? – หรอื ว่า’ดังน้?ี / ‘อทธฺ า – แน่นอน/ โข – แล/ ภนฺเต – ข้าแต่พระองคผ์ เู้ จริญ/ เอวํ – เมอื่ เปน็ เชน่ น้ี/ สนฺเต – เป็นอย/ู่ กตํ – เป็นอนั กระทาแลว้ / โหติ – ยอ่ มเป็น/ อุตตฺ ริมนสุ สฺ ธมฺมา – อันเหนือธรรมดาของ มนษุ ย/์ อทิ ธฺ ิปาฏหิ ารยิ ํ – ซง่ึ อทิ ธิปาฏิหารยิ ์/ โน – ไม/่ อกต’นตฺ .ิ – เป็นอนั ไมก่ ระทาแล้ว’ดังน้ี/ ‘เอวมฺปิ – ถงึ อย่างน้+ี แม้/ โข – แล/ มํ – กับขา้ พเจา้ / ตฺวํ – เธอ/ โมฆปุริส – โมฆบุรุษ/ อุตฺตรมิ นสุ ฺสธมฺมา – อันเหนือธรรมดาของมนุษย์/ อทิ ฺธิปาฏิหารยิ ํ – ซงึ่ อทิ ธิปาฏหิ าริย์/ กโรนตฺ ํ – ผกู้ ระทาอยู่/ เอวํ – อยา่ งน้ี/ วเทสิ – กลา่ วแลว้ / น – ไม/่ หิ – แล/ ปน – ก็/ เม – แก่ขา้ พระองค์/ ภนฺเต – ข้าแต่พระองคผ์ ู้เจริญ/ ภควา – พระผู้มพี ระภาค/ อุตฺตริมนุสสฺ ธมฺมา – อนั เหนือธรรมดา ของมนุษย/์ อิทฺธิปาฏิหารยิ ํ – ซึ่งอทิ ธปิ าฏิหารยิ ์/ กโรตี”ต.ิ – ยอ่ มกระทา”ดังน้ี/ ปสฺส – จงดเู ถดิ / โมฆปรุ สิ – โมฆบรุ ุษ/ ยาวญฺจ – มปี ระมาณมากเพียงไร/ เต – ของเธอ/ อิทํ – การพดู เช่นนี้/ อปรทฺธ’นตฺ ิ. – เป็นความผดิ ’ดงั น้ี/ “เอว’มปฺ ิ – อยา่ งน+้ี แม้/ โข – แล/ ภคฺคว – ดกู ่อนภัคควะ/ สนุ กฺขตโฺ ต – นามวา่ สุนกั ขตั ตะ/ ลิจฉฺ วปิ ตุ ฺโต – ลจิ ฉวบี ุตร/ มยา – อนั ขา้ พเจ้า/ วจุ ฺจมาโน – กลา่ วอยู่/ อปกกฺ เมว – ได้หนไี ป แล้ว+นั่นเอง/ อิมสฺมา – น้ี/ ธมมฺ วนิ ยา – จากธรรมวนิ ยั / ยถาตํ – ฉันใดแล/ อาปายิโก – สตั ว์ผ้คู วร เกดิ ในอบาย/ เนรยโิ ก. – เปน็ ผู้กลบั ไปสู่นรก/ อเจลปาถกิ ปตุ ตฺ วตถฺ ุ – เรือ่ งนักบวชเปลือยชือ่ ปาฏิกบุตร/ ๑๕. “เอกมทิ าหํ – หนง่ึ +น+ี้ ข้าพเจ้า/ ภคฺคว – ดกู อ่ นภัคควะ/ สมยํ – ในสมยั / ตตฺเถว – นน้ั +นั่นแหละ/ เวสาลิยํ – เขตกรงุ เวสาลี/ วิหรามิ – ย่อมอาศยั อยู่/ มหาวเน – ในปา่ มหาวนั / กูฏา คารสาลายํ. – กูฏาคารศาลา/ เตน – นัน้ / โข – แล/ ปน – ก็/ สมเยน – โดยสมัย/ อเจโล – นกั บวชเปลือย/ ปาถิกปตุ ฺโต – ชอ่ื วา่ ปาฏิกบตุ ร/ เวสาลิยํ – เขตกรงุ เวสาลี/ ปฏิวสติ – อาศัยอยู่/ ลาภคฺคปปฺ ตโฺ ต – เป็นผ้ถู งึ แล้ว

171 ซึ่งความเป็นผู้เลิศด้วยลาภ/ เจว – ด้วย+นั่นแล/ ยสคฺคปฺปตฺโต – เป็นผถู้ งึ แลว้ ซ่ึงถึงความเป็นผ้เู ลศิ ดว้ ยยศ/ จ – ด้วย/ วชชฺ คิ าเม. – ทวี่ ชั ชคี าม/ โส – เขา/ เวสาลยิ ํ – เขตกรุงเวสาลี/ ปริสติ – ในบริษัท/ เอวํ – อย่างนี้/ วาจํ – ซงึ่ วาจา/ ภาสติ – ยอ่ มกล่าว/ ‘สมโณปิ – พระสมณะ+แม/้ โคตโม – โคดม/ ญาณวาโท – เป็นญาณวาท/ อหมฺปิ – ขา้ พเจา้ +แม้/ ญาณวาโท. – เปน็ ญาณวาท/ ญาณวาโท – เปน็ ญาณวาท/ โข – แล/ ปน – ก็/ ญาณวาเทน – ดว้ ยญาณวาท/ อรหติ – ยอ่ มควร/ อุตตฺ ริมนุสฺสธมฺมา – อนั เหนอื ธรรมดาของมนุษย์/ อิทธฺ ิปาฏหิ ารยิ ํ – ซึง่ อิทธิปาฏิหาริย์/ ทสฺเสํตุ. – เพ่ือการแสดง/ สมโณ – พระสมณะ/ โคตโม – โคดม/ อุปฑฺฒปถํ – ครึ่งทาง/ อาคจฺเฉยฺย – พึงเสดจ็ มา/ อหมปฺ ิ – ขา้ พเจา้ +แม้/ อปุ ฑฺฒปถํ – ครง่ึ ทาง/ อาคจฺเฉยฺยํ – พึงเสดจ็ มา/ เต – เราท้ังหลายเหล่านน้ั / ตตถฺ – ณ ทนี่ ั้น/ อโุ ภปิ – ท้งั สอง+แม้/ อตุ ฺตริมนุสสฺ ธมฺมา – อนั เหนือธรรมดาของมนุษย์/ อทิ ฺธปิ าฏิหารยิ ํ – ซงึ่ อทิ ธิปาฏิหาริย์/ กเรยฺยาม. – พึงกระทา/ เอกํ – ๑ อยา่ ง/ เจ – หากว่า/ สมโณ – พระสมณะ/ โคตโม – โคดม/ อตุ ฺตรมิ นุสสฺ ธมฺมา – อนั เหนอื ธรรมดาของมนุษย์/ อทิ ธฺ ิปาฏิหารยิ ํ – ซึ่งอิทธปิ าฏหิ ารยิ ์/ กริสสฺ ติ – จกั ระทา/ ทวฺ าหํ – ๒ อย่าง+ข้าพเจา้ / กริสสฺ ามิ. – จกั ระทา/ ทเฺ ว – ๒ อย่าง/ เจ – หากว่า/ สมโณ – พระสมณะ/ โคตโม – โคดม/ อุตฺตรมิ นุสสฺ ธมฺมา – อันเหนอื ธรรมดาของมนุษย์/ อทิ ฺธิปาฏิหารยิ านิ – ซึง่ อทิ ธิปาฏหิ ารยิ ท์ งั้ หลาย/ กริสสฺ ติ – จักระทา/ จตตฺ าราหํ – ๔ อย่าง+ข้าพเจ้า/ กริสฺสามิ – จกั ระทา/ จตฺตาริ – ๔ อยา่ ง/ เจ – หากว่า/ สมโณ – พระสมณะ/ โคตโม – โคดม/ อตุ ฺตรมิ นุสสฺ ธมมฺ า – อนั เหนอื ธรรมดาของมนุษย์/ อิทฺธปิ าฏิหาริยานิ – ซงึ่ อิทธิปาฏิหารยิ ท์ ั้งหลาย/ กรสิ สฺ ติ – จักระทา/ อฏฐฺ าหํ – ๘ อย่าง+ข้าพเจ้า/ กรสิ สฺ ามิ. – จักระทา/ อิติ – ด้วยประการฉะนี้/ ยาวตกํ – มีประมาณเท่าใด/ ยาวตกํ – มีประมาณเท่าใด/ สมโณ – พระสมณะ/ โคตโม – โคดม/ อุตตฺ ริมนสุ สฺ ธมฺมา – อันเหนือธรรมดาของมนุษย์/ อิทฺธปิ าฏหิ ารยิ ํ – ซง่ึ อทิ ธปิ าฏหิ ารยิ ์/ กริสสฺ ติ – จกั ระทา/ ตททฺ คิ ุณํ – ใหค้ ูณเป็น ๒ เทา่ ของอทิ ธิปาฏิหารยิ ์น้ัน/ ตททฺ ิ คุณาหํ – ให้คูณเปน็ ๒ เทา่ ของอิทธิปาฏหิ าริย์นั้น+ข้าพเจ้า/ กริสฺสามี’ต.ิ – จกั ระทา’ดังน้ี/ ๑๖. “อถ – ลาดบั นั้น/ โข – แล/ ภคคฺ ว – ดูก่อนภคั ควะ/ สนุ กขฺ ตฺโต – นามว่าสนุ ักขัตตะ/ ลิจฺฉวปิ ุตฺโต – ลิจฉวีบุตร/ เยนาหํ – โดยทิศใด+ข้าพเจา้ / เตนปุ สงฺกมิ; – โดยทิศน้ัน+เข้าไปหาแล้ว/ อุปสงฺกมติ ฺวา – ครน้ั เข้าไปหาแลว้ / มํ – ซง่ึ ข้าพเจา้ / อภิวาเทตฺวา – ถวายอภิวาทแลว้ / เอกมนตฺ ํ – ณ ท่สี ว่ นขา้ งหน่ึง/ นสิ ีทิ. – นงั่ แลว้ / เอกมนฺตํ – ณ ทีส่ ว่ นข้างหน่ึง/ นิสินโฺ น – ผนู้ ่งั แล้ว/ โข – แล/ ภคคฺ ว – ดูกอ่ นภัคควะ/ สุนกขฺ ตโฺ ต – นามวา่ สนุ ักขัตตะ/ ลจิ ฉฺ วปิ ตุ โฺ ต – ลิจฉวบี ุตร/ มํ – กบั ขา้ พเจา้ / เอตทโวจ – ซง่ึ เนอื้ ความนี+้ ได้กราบทูลแล้ว/

172 ‘อเจโล – นักบวชเปลือย/ ภนเฺ ต – ขา้ แต่พระองค์ผู้เจรญิ / ปาถกิ ปุตโฺ ต – ชอ่ื ว่าปาฏกิ บุตร/ เวสาลยิ ํ – เขตกรุงเวสาลี/ ปฏิวสติ – ย่อมอาศัยอยู่/ ลาภคฺคปฺปตโฺ ต – เปน็ ผถู้ ึงแลว้ ซง่ึ ความเป็นผู้ เลศิ ดว้ ยลาภ/ เจว – ดว้ ย+นัน่ แล/ ยสคฺคปฺปตฺโต – เปน็ ผู้ถงึ แลว้ ซง่ึ ความเปน็ ผู้เลิศดว้ ยยศ/ จ – ดว้ ย/ วชฺชคิ าเม. – ที่วชั ชีคาม/ โส – เขา/ เวสาลิยํ – เขตกรุงเวสาลี/ ปรสิ ติ – ในบรษิ ทั / เอวํ – อยา่ งน้ี/ วาจํ – ซึ่งวาจา/ ภาสติ – ย่อมกลา่ ว/ สมโณปิ – พระสมณะ+แม/้ โคตโม – โคดม/ ญาณวาโท – เป็นญาณวาท/ อหมปฺ ิ – ข้าพเจ้า+แม/้ ญาณวาโท. – เปน็ ญาณวาท/ ญาณวาโท – เป็นญาณวาท/ โข – แล/ ปน – ก็/ ญาณวาเทน – ด้วยญาณวาท/ อรหติ – ยอ่ มควร/ อตุ ฺตริมนุสฺสธมฺมา – อนั เหนอื ธรรมดาของมนุษย์/ อิทฺธปิ าฏหิ ารยิ ํ – ซงึ่ อิทธปิ าฏิหารยิ ์/ ทสฺเสํตุ. – เพือ่ การแสดง/ สมโณ – พระสมณะ/ โคตโม – โคดม/ อปุ ฑฺฒปถํ – คร่ึงทาง/ อาคจฺเฉยฺย – พงึ เสดจ็ มา/ อหมปฺ ิ – ข้าพเจา้ +แม/้ อปุ ฑฺฒปถํ – ครงึ่ ทาง/ อาคจเฺ ฉยฺยํ – พึงเสด็จมา/ เต – เราทง้ั หลายเหล่าน้ัน/ ตตถฺ – ณ ทีน่ ้นั / อุโภปิ – ทง้ั สอง+แม้/ อตุ ฺตริมนุสสฺ ธมฺมา – อัน เหนอื ธรรมดาของมนุษย์/ อทิ ฺธปิ าฏหิ าริยํ – ซ่ึงอิทธิปาฏหิ าริย์/ กเรยยฺ าม. – พึงกระทา/ เอกํ – ๑ อยา่ ง/ เจ – หากว่า/ สมโณ – พระสมณะ/ โคตโม – โคดม/ อตุ ฺตรมิ นสุ สฺ ธมฺมา – อันเหนือธรรมดาของมนษุ ย์/ อทิ ธฺ ิปาฏหิ าริยํ – ซ่ึงอิทธิปาฏิหาริย์/ กริสสฺ ติ – จกั ระทา/ ทฺวาหํ – ๒ อยา่ ง+ข้าพเจ้า/ กรสิ ฺสามิ. – จกั ระทา/ ทฺเว – ๒ อย่าง/ เจ – หากว่า/ สมโณ – พระสมณะ/ โคตโม – โคดม/ อุตฺตริมนสุ ฺสธมฺมา – อนั เหนือธรรมดาของมนษุ ย์/ อิทธฺ ิปาฏิหารยิ านิ – ซ่งึ อิทธิปาฏิหาริย์ทง้ั หลาย/ กริสสฺ ติ – จกั ระทา/ จตตฺ าราหํ – ๔ อย่าง+ข้าพเจ้า/ กรสิ ฺสามิ – จกั ระทา/ จตฺตาริ – ๔ อย่าง/ เจ – หากวา่ / สมโณ – พระสมณะ/ โคตโม – โคดม/ อตุ ฺตริมนุสฺสธมมฺ า – อันเหนอื ธรรมดาของมนุษย์/ อิทธฺ ิปาฏิหารยิ านิ – ซึ่งอิทธิปาฏหิ ารยิ ์ทงั้ หลาย/ กริสฺสติ – จักระทา/ อฏฐฺ าหํ – ๘ อย่าง+ขา้ พเจา้ / กริสสฺ ามิ. – จักระทา/ อิติ – ด้วยประการฉะนี้/ ยาวตกํ – มปี ระมาณเท่าใด/ ยาวตกํ – มีประมาณเท่าใด/ สมโณ – พระสมณะ/ โคตโม – โคดม/ อตุ ตฺ ริมนสุ ฺสธมฺมา – อนั เหนือธรรมดาของมนุษย์/ อิทฺธปิ าฏหิ ารยิ ํ – ซงึ่ อิทธปิ าฏิหารยิ ์/ กริสฺสติ – จกั ระทา/ ตทฺทิคณุ ํ – ใหค้ ณู เป็น ๒ เท่าของอิทธิปาฏิหาริย์นั้น/ ตททฺ ิ คุณาหํ – ให้คณู เปน็ ๒ เท่าของอิทธปิ าฏหิ ารยิ น์ ้ัน+ข้าพเจ้า/ กรสิ สฺ ามี”ติ. – จักระทา”ดังน้ี/ “เอวํ – เม่ือเนือ้ ความอย่างนี้/ วุตเฺ ต – อันลจิ ฉวบี ุตรกล่าวแลว้ / อหํ – ขา้ พเจ้า/ ภคคฺ ว – ดูก่อนภัคควะ/ สุนกขฺ ตตฺ ํ – นามวา่ สนุ ักขตั ตะ/ ลิจฉฺ วิปตุ ตฺ ํ – กับลิจฉวีบุตร/ เอตทโวจํ – ซง่ึ เนื้อความน+้ี ได้กล่าวแลว้ /

173 ‘อภพฺโพ – เปน็ ผไู้ ม่ควร/ โข – แล/ สุนกฺขตฺต – ดกู ่อนสนุ กั ขตั ตะ/ อเจโล – นกั บวช เปลือย/ ปาถกิ ปตุ โฺ ต – ช่ือวา่ ปาฏิกบุตร/ ตํ – น้นั / วาจํ – ซึง่ วาจา/ อปฺปหาย – ไม่ละแล้ว/ ตํ – นัน้ / จติ ฺตํ – ซ่ึงความคดิ / อปฺปหาย – ไมล่ ะแลว้ / ตํ – น้นั / ทิฏฐฺ ึ – ซึง่ ความเห็น/ อปฺปฏินสิ ฺสชฺชติ วฺ า – ไม่สลดั แล้ว/ มม – ต่อขา้ พเจา้ / สมฺมุขีภาวํ – สู่ความเป็นผู้เผชญิ หน้า/ อาคนํตฺ .ุ – เพอื่ การมา/ สเจปิสสฺ – ถา้ วา่ +แม+้ (ความคิดและความเห็นน้นั ) พงึ มี/ เอวมสฺส – อย่างนี+้ แก่เธอ/ อหํ – ขา้ พเจา้ / ตํ – นนั้ / วาจํ – ซึง่ วาจา/ อปปฺ หาย – ไม่ละแลว้ / ตํ – นนั้ / จิตฺตํ – ซึ่งความคิด/ อปฺปหาย – ไม่ละแลว้ / ตํ – นัน้ / ทฏิ ฺฐึ – ซึง่ ความเหน็ / อปฺปฏินิสสฺ ชฺชิตวฺ า – ไมส่ ลัดแล้ว/ สมณสฺส – ตอ่ พระ สมณะ/ โคตมสฺส – ผ้โู คดม/ สมฺมุขีภาวํ – สูค่ วามเปน็ ผ้เู ผชญิ หนา้ / คจฺเฉยยฺ นตฺ ิ – พงึ มา+ดังนี้/ มทุ ธฺ าปิ – ศีรษะ+แม้/ ตสฺส – ของเขา/ วิปเตยฺยา’ติ. – พึงแตก’ดังนี้/ ๑๗. ‘รกฺขเตตํ – ยอ่ มรักษา+นนั่ / ภนเฺ ต – ข้าแตพ่ ระองค์ผูเ้ จรญิ / ภควา – พระผู้มีพระ ภาค/ วาจํ – ซ่งึ วาจา/ รกฺขเตตํ – ยอ่ มรกั ษา+นน่ั / สคุ โต – พระสคุ ต/ วาจ’นตฺ ิ. – ซง่ึ วาจา’ดังนี้/ ‘กึ – หรอื / ปน – ก็/ มํ – กับข้าพเจา้ / ตวฺ ํ – เธอ/ สุนกขฺ ตฺต – ดูก่อนสุนักขัตตะ/ เอวํ – อย่างน้ี/ วเทสิ – กล่าวแลว้ / รกขฺ เตตํ – ยอ่ มรักษา+น่ัน/ ภนฺเต – ข้าแต่พระองค์ผเู้ จริญ/ ภควา – พระผมู้ ีพระภาค/ วาจํ – ซง่ึ วาจา/ รกขฺ เตตํ – ยอ่ มรักษา+นน่ั / สุคโต – พระสุคต/ วาจ’นฺต?ิ – ซง่ึ วาจา’ดงั น?ี้ / ‘ภควตา – อันพระผู้มีพระภาค/ จสสฺ – ก+็ พึงเปน็ / ภนเฺ ต – ข้าแตพ่ ระองคผ์ ้เู จริญ/ เอสา – นั่น/ วาจา – สา – นน้ั / วาจา – วาจา/ เอกํเสน – โดยส่วนเดยี ว/ โอธาริตา – เป็นวาจาอนั ทรง ยนื ยนั แล้ว/ ‘อภพฺโพ – เป็นผู้ไมค่ วร/ อเจโล – นกั บวชเปลอื ย/ ปาถิกปตุ โฺ ต – ช่ือวา่ ปาฏิกบตุ ร/ ตํ – น้นั / วาจํ – ซึง่ วาจา/ อปปฺ หาย – ไมล่ ะแลว้ / ตํ – น้นั / จิตตฺ ํ – ซึ่งความคิด/ อปฺปหาย – ไม่ละแลว้ / ตํ – น้ัน/ ทฏิ ฺฐึ – ซึ่งความเห็น/ อปปฺ ฏินิสฺสชฺชิตฺวา – ไม่สลดั แล้ว/ มม – ต่อขา้ พเจ้า/ สมมฺ ขุ ีภาวํ – สคู่ วามเปน็ ผ้เู ผชิญหนา้ / อาคนํฺตุ. – เพ่ือการมา/ สเจปสิ ฺส – ถา้ วา่ +แม้+(ความคดิ และความเห็นนั้น) พึงมี/ เอวมสฺส – อย่างน้ี+แก่เธอ/ อหํ – ขา้ พเจ้า/ ตํ – นน้ั / วาจํ – ซง่ึ วาจา/ อปปฺ หาย – ไมล่ ะแล้ว/ ตํ – นั้น/ จติ ฺตํ – ซ่ึงความคิด/ อปฺปหาย – ไม่ละแลว้ / ตํ – นั้น/ ทิฏฐฺ ึ – ซง่ึ ความเหน็ / อปฺปฏนิ ิสฺสชฺชติ ฺวา – ไม่สลดั แล้ว/ สมณสฺส – ตอ่ พระ สมณะ/ โคตมสสฺ – ผูโ้ คดม/ สมฺมขุ ภี าวํ – สคู่ วามเปน็ ผเู้ ผชิญหนา้ / คจฺเฉยยฺ นฺติ – พึงมา+ดังน้ี/ มทุ ธฺ าปิ – ศีรษะ+แม้/ ตสฺส – ของเขา/ วปิ เตยฺยาติ. – พงึ แตก+ดงั น้ี/ อเจโล – นักบวชเปลือย/ จ – ภนฺเต – ขา้ แตพ่ ระองค์ผเู้ จริญ/ ปาถิกปตุ ฺโต – ชอ่ื ว่าปาฏกิ บุตร/ วริ ปู รูเปน – ด้วยรปู แปลง/ ภควโต – ต่อพระผู้มพี ระภาค/ สมฺมุขภี าวํ – สู่ความเปน็ ผู้ เผชญิ หน้า/ อาคจเฺ ฉยฺย – พึงมา/ ตทสฺส – ในกาลนั้น+พงึ เป็น/ ภควโต – พระดารสั ของพระผมู้ ีพระ ภาค/ มุสา’ติ. – เป็นคาพดู เท็จ’ดังนี้/

174 ๑๘. ‘อปิ – บา้ งหรอื / นุ – หนอ/ สุนกฺขตฺต – ดูก่อนสุนักขัตตะ/ ตถาคโต – ตถาคต/ ตํ – น้ัน/ วาจํ – ซ่งึ วาจา/ ภาเสยยฺ – พงึ กล่าว/ ยา – ใด/ สา – นัน้ / วาจา – วาจา/ ทฺวยคามินี’ติ? – อันมีปกตนิ าไปเป็น ๒ นัย’ดังน?ี้ / ‘กึ – หรอื / ปน – ก็/ ภนเฺ ต – ขา้ แต่พระองคผ์ ู้เจริญ/ ภควตา – อันพระผู้มพี ระภาค/ อเจโล – นักบวชเปลอื ย/ ปาถิกปุตฺโต – ชือ่ ว่าปาฏกิ บุตร/ เจตสา – ด้วยใจ/ เจโต – ซึ่งใจ/ ปรจิ ฺจ – กาหนดแล้ว/ วิทิโต – รแู้ จ้งแล้ว/ ‘อภพฺโพ – เป็นผูไ้ ม่ควร/ อเจโล – นักบวชเปลอื ย/ ปาถิกปุตฺโต – ชื่อวา่ ปาฏิกบุตร/ ตํ – นนั้ / วาจํ – ซง่ึ วาจา/ อปปฺ หาย – ไม่ละแล้ว/ ตํ – นั้น/ จิตฺตํ – ซง่ึ ความคดิ / อปปฺ หาย – ไมล่ ะแลว้ / ตํ – นัน้ / ทิฏฐฺ ึ – ซ่ึงความเห็น/ อปฺปฏินิสสฺ ชชฺ ิตฺวา – ไม่สลัดแล้ว/ มม – ตอ่ ขา้ พเจา้ / สมมฺ ขุ ภี าวํ – สคู่ วามเป็นผ้เู ผชญิ หน้า/ อาคนํฺตุ. – เพื่อการมา/ สเจปิสฺส – ถา้ ว่า+แม+้ (ความคดิ และความเหน็ นน้ั ) พงึ ม/ี เอวมสฺส – อยา่ งนี+้ แก่เธอ/ อหํ – ขา้ พเจ้า/ ตํ – นั้น/ วาจํ – ซึ่งวาจา/ อปฺปหาย – ไม่ละแลว้ / ตํ – นัน้ / จิตฺตํ – ซึ่งความคิด/ อปฺปหาย – ไม่ละแล้ว/ ตํ – นัน้ / ทฏิ ฐฺ ึ – ซง่ึ ความเห็น/ อปฺปฏินิสสฺ ชฺชติ ฺวา – ไมส่ ลดั แลว้ / สมณสฺส – ตอ่ พระ สมณะ/ โคตมสฺส – ผู้โคดม/ สมฺมุขภี าวํ – ส่คู วามเปน็ ผู้เผชญิ หนา้ / คจเฺ ฉยฺยนฺติ – พงึ มา+ดงั นี้/ มุทฺธาปิ – ศรี ษะ+แม้/ ตสฺส – ของเขา/ วิปเตยฺยา’ติ? – พงึ แตก’ดังนี?้ / ‘อทุ าหุ – หรือว่า/ เทวตา – เทวดาท้งั หลาย/ ภควโต – แดพ่ ระผ้มู ีพระภาค/ เอตมตฺถํ – น+้ี ซึ่งเนอ้ื ความ/ อาโรเจํสุ – ได้กราบทลู แลว้ / ‘อภพโฺ พ – เป็นผู้ไม่ควร/ ภนเฺ ต – ข้าแต่พระองคผ์ ้เู จริญ/ อเจโล – นักบวชเปลอื ย/ ปาถกิ ปตุ ฺโต – ช่อื วา่ ปาฏิกบุตร/ ตํ – น้ัน/ วาจํ – ซึ่งวาจา/ อปฺปหาย – ไมล่ ะแล้ว/ ตํ – นน้ั / จิตตฺ ํ – ซง่ึ ความคิด/ อปฺปหาย – ไม่ละแลว้ / ตํ – น้ัน/ ทิฏฐฺ ึ – ซึง่ ความเห็น/ อปฺปฏินสิ สฺ ชฺชติ ฺวา – ไม่สลัดแลว้ / ภควโต – ตอ่ พระผมู้ ีพระภาค/ สมฺมุขีภาวํ – สคู่ วามเป็นผู้เผชิญหนา้ / อาคนํตฺ .ุ – เพอ่ื การมา/ สเจปิสสฺ – ถา้ วา่ +แม้+(ความคดิ และความเหน็ นัน้ ) พงึ ม/ี เอวมสฺส – อยา่ งนี+้ แกเ่ ธอ/ อหํ – ขา้ พเจ้า/ ตํ – นั้น/ วาจํ – ซง่ึ วาจา/ อปฺปหาย – ไมล่ ะแล้ว/ ตํ – นั้น/ จิตตฺ ํ – ซ่ึงความคิด/ อปฺปหาย – ไม่ละแล้ว/ ตํ – นนั้ / ทิฏฐฺ ึ – ซึ่งความเหน็ / อปฺปฏนิ สิ ฺสชฺชติ วฺ า – ไม่สลัดแลว้ / สมณสฺส – ต่อพระ สมณะ/ โคตมสฺส – ผโู้ คดม/ สมฺมขุ ีภาวํ – สคู่ วามเปน็ ผู้เผชิญหน้า/ คจเฺ ฉยยฺ นตฺ ิ – พึงมา+ดงั น้ี/ มุทฺธาปิ – ศีรษะ+แม้/ ตสสฺ – ของเขา/ วปิ เตยฺยา’ติ? – พึงแตก’ดงั น?ี้ / ๑๙. ‘เจตสา – ด้วยใจ/ เจโต – ซึง่ ใจ/ ปริจฺจ – กาหนดแล้ว/ วทิ ิโต – ร้แู จง้ แล้ว/ เจว – ด้วย+นน่ั แล/ เม – อันขา้ พเจ้า/ สนุ กฺขตตฺ – ดกู ่อนสุนักขัตตะ/ อเจโล – นักบวชเปลอื ย/ ปาถกิ ปตุ ฺ โต – ชอ่ื ว่าปาฏกิ บตุ ร/ อภพฺโพ – เปน็ ผไู้ ม่ควร/ อเจโล – นกั บวชเปลอื ย/ ปาถกิ ปตุ โฺ ต – ช่ือว่าปาฏิกบตุ ร/ ตํ – นัน้ / วาจํ – ซ่ึงวาจา/ อปฺปหาย – ไม่ละแล้ว/ ตํ – น้นั / จติ ตฺ ํ – ซึง่ ความคิด/ อปปฺ หาย – ไม่ละแลว้ / ตํ – นนั้ / ทฏิ ฺฐึ – ซง่ึ ความเห็น/ อปฺปฏินิสสฺ ชฺชติ ฺวา – ไม่สลดั แลว้ / มม – ต่อข้าพเจา้ / สมฺมขุ ีภาวํ – สูค่ วามเป็นผูเ้ ผชญิ หนา้ / อาคนํฺตุ. – เพื่อการมา/

175 สเจปสิ ฺส – ถ้าว่า+แม้+(ความคิดและความเห็นน้ัน) พึงมี/ เอวมสสฺ – อยา่ งนี+้ แก่เธอ/ อหํ – ข้าพเจา้ / ตํ – น้ัน/ วาจํ – ซ่งึ วาจา/ อปฺปหาย – ไม่ละแลว้ / ตํ – นน้ั / จติ ฺตํ – ซึง่ ความคิด/ อปฺปหาย – ไมล่ ะแลว้ / ตํ – นน้ั / ทิฏฺฐึ – ซึง่ ความเห็น/ อปฺปฏนิ ิสฺสชฺชิตวฺ า – ไม่สลัดแล้ว/ สมณสฺส – ต่อพระ สมณะ/ โคตมสฺส – ผู้โคดม/ สมฺมขุ ภี าวํ – สคู่ วามเป็นผเู้ ผชิญหนา้ / คจเฺ ฉยยฺ นฺติ – พึงมา+ดังนี้/ มุทธฺ าปิ – ศีรษะ+แม้/ ตสสฺ – ของเขา/ วิปเตยฺยา’ติ – พึงแตก’ดังน้ี/ ‘อชิโตปิ – ชติ ะ+แม้/ นาม – ชื่อว่า/ ลจิ ฺฉวนี ํ – ของเจ้าลิจฉวที ้งั หลาย/ เสนาปติ – เสนาบดี/ อธุนา – โดยกาลไมน่ าน/ กาลงกฺ โต – ได้ถงึ แก่อนจิ กรรมไปแล้ว/ ตาวตึสกายํ – ซ่งึ หมเู่ ทพ ช้ันดาวดงึ ส์/ อุปปนฺโน. – เขา้ ถงึ แล้ว/ โสปิ – เขา+แม/้ มํ – ซ่งึ ข้าพเจ้า/ อปุ สงฺกมติ วฺ า – เข้าไปหา แลว้ / เอวมาโรเจสิ – อย่างน้ี+ได้กลา่ วแล้ว/ อลชฺชี – เป็นคนไม่ละอาย/ ภนเฺ ต – ขา้ แตพ่ ระองค์ผู้เจริญ/ อเจโล – นกั บวชเปลือย/ ปาถกิ ปตุ ฺโต; – ช่ือวา่ ปาฏิกบตุ ร;/ มุสาวาที – เปน็ คนพูดเทจ็ / ภนเฺ ต – ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ/ อเจโล – นักบวชเปลือย/ ปาถิกปตุ ฺโต. – ชือ่ ว่าปาฏิกบตุ ร/ มมฺปิ – แกข่ ้าพเจา้ +แม้/ ภนฺเต – ขา้ แตพ่ ระองค์ผู้เจรญิ / อเจโล – นักบวชเปลือย/ ปาถิก ปตุ โฺ ต – ช่อื ว่าปาฏกิ บุตร/ พฺยากาสิ – ได้พยากรณ์แลว้ / วชชฺ ิคาเม – ทว่ี ัชชีคาม/ อชิโต – ชอ่ื วา่ ชิ ตะ/ ลจิ ฉฺ วีนํ – ของเจา้ ลจิ ฉวีท้งั หลาย/ เสนาปติ – เสนาบดี/ มหานริ ยํ – ซง่ึ มหานรก/ อปุ ปนฺโนติ. – เขา้ ถงึ แลว้ +ดงั น้ี/ น – ไม/่ โข – แล/ ปนาหํ – ก+็ ข้าพเจ้า/ ภนเฺ ต – ข้าแตพ่ ระองคผ์ ู้เจรญิ / มหานิรยํ – ซง่ึ มหานรก/ อุปปนฺโน; – เข้าถึงแล้ว;/ ตาวตึสกายมฺหิ – ซงึ่ หมู่เทพช้นั ดาวดงึ ส+์ ยอ่ มเป็น/ อปุ ปนโฺ น. – เปน็ ผ้เู ข้าถงึ แลว้ / ‘เทวตาปิ – เทวดาท้ังหลาย+แม/้ เม – แก่ข้าพเจา้ / เอตมตถฺ ํ – นี้+ซงึ่ เนอื้ ความ/ อาโรเจํสุ – ได้กราบทูลแล้ว/ อภพฺโพ – เป็นผู้ไม่ควร/ ภนเฺ ต – ขา้ แตพ่ ระองค์ผู้เจรญิ / อเจโล – นักบวชเปลอื ย/ ปาถิกปตุ ฺ โต – ชือ่ วา่ ปาฏกิ บตุ ร/ ตํ – น้ัน/ วาจํ – ซ่งึ วาจา/ อปฺปหาย – ไม่ละแลว้ / ตํ – นั้น/ จิตตฺ ํ – ซง่ึ ความคิด/ อปฺปหาย – ไมล่ ะแล้ว/ ตํ – นั้น/ ทฏิ ฺฐึ – ซง่ึ ความเหน็ / อปฺปฏนิ สิ ฺสชฺชติ วฺ า – ไม่สลัดแล้ว/ มม – ต่อข้าพเจา้ / สมฺมขุ ีภาวํ – สคู่ วามเป็นผูเ้ ผชญิ หนา้ / อาคนํฺตุ. – เพ่ือการมา/ สเจปสิ สฺ – ถา้ ว่า+แม้+(ความคดิ และความเหน็ นนั้ ) พงึ ม/ี เอวมสฺส – อยา่ งน+้ี แก่เธอ/ อหํ – ข้าพเจา้ / ตํ – นั้น/ วาจํ – ซงึ่ วาจา/ อปฺปหาย – ไมล่ ะแลว้ / ตํ – นั้น/ จติ ตฺ ํ – ซ่ึงความคิด/ อปฺปหาย – ไมล่ ะแล้ว/ ตํ – น้ัน/ ทฏิ ฐฺ ึ – ซ่งึ ความเหน็ / อปฺปฏินสิ ฺสชฺชิตวฺ า – ไมส่ ลัดแลว้ / สมณสฺส – ตอ่ พระ สมณะ/ โคตมสสฺ – ผู้โคดม/ สมมฺ ุขภี าวํ – ส่คู วามเปน็ ผ้เู ผชิญหนา้ / คจเฺ ฉยยฺ นตฺ ิ – พงึ มา+ดงั น้ี/ มทุ ธฺ าปิ – ศีรษะ+แม้/ ตสสฺ – ของเขา/ วิปเตยฺยา’ติ – พึงแตก’ดังนี้/ อลชชฺ ี – เปน็ คนไมล่ ะอาย/ ภนฺเต – ข้าแตพ่ ระองค์ผู้เจริญ/ อเจโล – นกั บวชเปลอื ย/ ปาถกิ ปตุ ฺโต; – ชอื่ วา่ ปาฏิกบตุ ร;/ มุสาวาที – เปน็ คนพูดเทจ็ / ภนเฺ ต – ขา้ แต่พระองค์ผู้เจริญ/ อเจโล – นักบวชเปลอื ย/ ปาถกิ ปตุ ฺโต; – ชือ่ ว่าปาฏิกบุตร;/

176 อภพโฺ พ – เป็นผูไ้ มค่ วร/ จ – ก็/ ภนเฺ ต – ขา้ แต่พระองค์ผู้เจรญิ / อเจโล – นักบวชเปลือย/ ปาถิกปุตโฺ ต – ช่ือว่าปาฏิกบตุ ร/ ตํ – นน้ั / วาจํ – ซ่ึงวาจา/ อปฺปหาย – ไม่ละแลว้ / ตํ – น้นั / จติ ฺตํ – ซ่ึงความคดิ / อปฺปหาย – ไม่ละแลว้ / ตํ – นัน้ / ทฏิ ฺฐึ – ซ่ึงความเห็น/ อปปฺ ฏินสิ ฺสชฺชติ ฺวา – ไม่สลัด แล้ว/ ภควโต – ต่อพระผู้มภี าค/ สมฺมขุ ีภาวํ – สคู่ วามเปน็ ผ้เู ผชญิ หนา้ / อาคนํฺต.ุ – เพื่อการมา/ สเจปิสฺส – ถา้ วา่ +แม+้ (ความคดิ และความเห็นน้นั ) พึงม/ี เอวมสสฺ – อย่างนี้+แก่เธอ/ อหํ – ข้าพเจ้า/ ตํ – นนั้ / วาจํ – ซ่ึงวาจา/ อปปฺ หาย – ไม่ละแลว้ / ตํ – น้นั / จิตฺตํ – ซ่ึงความคิด/ อปฺปหาย – ไมล่ ะแลว้ / ตํ – น้นั / ทิฏฐฺ ึ – ซง่ึ ความเหน็ / อปฺปฏินสิ สฺ ชฺชิตฺวา – ไม่สลัดแลว้ / สมณสฺส – ต่อพระ สมณะ/ โคตมสสฺ – ผู้โคดม/ สมมฺ ุขีภาวํ – สคู่ วามเปน็ ผเู้ ผชิญหนา้ / คจฺเฉยยฺ นตฺ ิ – พงึ มา+ดงั นี้/ มทุ ธฺ าปิ – ศีรษะ+แม้/ ตสสฺ – ของเขา/ วิปเตยฺยา’ติ – พึงแตก’ดงั น้ี/ ‘อติ ิ – ด้วยประการฉะน้ี/ โข – แล/ สนุ กขฺ ตฺต – ดกู ่อนสุนักขตั ตะ/ เจตสา – ดว้ ยใจ/ เจโต – ซึง่ ใจ/ ปรจิ ฺจ – กาหนดแล้ว/ วทิ โิ ต – รแู้ จ้งแลว้ / เจว – ดว้ ย+นัน่ แล/ เม – อันขา้ พเจ้า/ อเจโล – นักบวชเปลือย/ ปาถกิ ปุตฺโต – ชอื่ ว่าปาฏกิ บตุ ร/ อภพฺโพ – เปน็ ผู้ไม่ควร/ อเจโล – นกั บวชเปลอื ย/ ปาถิกปุตโฺ ต – ชอื่ วา่ ปาฏิกบตุ ร/ ตํ – นนั้ / วาจํ – ซ่ึงวาจา/ อปฺปหาย – ไมล่ ะแล้ว/ ตํ – นน้ั / จติ ฺตํ – ซึ่งความคิด/ อปฺปหาย – ไม่ละแลว้ / ตํ – นัน้ / ทฏิ ฐฺ ึ – ซ่งึ ความเห็น/ อปฺปฏนิ สิ สฺ ชฺชติ ฺวา – ไม่สลัดแลว้ / มม – ต่อข้าพเจ้า/ สมมฺ ุขภี าวํ – สูค่ วามเปน็ ผเู้ ผชญิ หน้า/ อาคนํตฺ ุ. – เพ่ือการมา/ สเจปิสฺส – ถ้าว่า+แม้+(ความคดิ และความเห็นนน้ั ) พงึ ม/ี เอวมสสฺ – อยา่ งน+ี้ แก่เธอ/ อหํ – ขา้ พเจ้า/ ตํ – นัน้ / วาจํ – ซึ่งวาจา/ อปปฺ หาย – ไม่ละแลว้ / ตํ – นน้ั / จิตฺตํ – ซง่ึ ความคิด/ อปฺปหาย – ไมล่ ะแล้ว/ ตํ – นั้น/ ทิฏฺฐึ – ซงึ่ ความเห็น/ อปฺปฏินิสฺสชฺชติ วฺ า – ไมส่ ลดั แล้ว/ สมณสฺส – ตอ่ พระ สมณะ/ โคตมสสฺ – ผูโ้ คดม/ สมฺมขุ ีภาวํ – สู่ความเป็นผู้เผชิญหนา้ / คจฺเฉยฺยนตฺ ิ – พงึ มา+ดังนี้/ มทุ ฺธาปิ – ศีรษะ+แม้/ ตสสฺ – ของเขา/ วปิ เตยฺยาติ – พงึ แตก+ดังน้ี/ เทวตาปิ – เทวดาท้ังหลาย+แม้/ เม – แก่ขา้ พเจ้า/ เอตมตฺถํ – น+้ี ซ่ึงเนอ้ื ความ/ อาโรเจํสุ – ได้กราบทูลแลว้ / อภพฺโพ – เปน็ ผู้ไมค่ วร/ ภนเฺ ต – ข้าแต่พระองค์ผ้เู จรญิ / อเจโล – นกั บวชเปลือย/ ปาถิกปุตฺ โต – ชือ่ วา่ ปาฏิกบุตร/ ตํ – นัน้ / วาจํ – ซึ่งวาจา/ อปฺปหาย – ไม่ละแลว้ / ตํ – นั้น/ จิตตฺ ํ – ซง่ึ ความคิด/ อปฺปหาย – ไมล่ ะแล้ว/ ตํ – นน้ั / ทฏิ ฐฺ ึ – ซึ่งความเห็น/ อปปฺ ฏนิ สิ ฺสชฺชติ วฺ า – ไม่สลดั แลว้ / ภควโต – ต่อพระผู้มีภาค/ สมมฺ ุขภี าวํ – สคู่ วามเปน็ ผู้เผชญิ หน้า/ อาคนํตฺ ุ. – เพ่ือการมา/ สเจปสิ สฺ – ถ้าว่า+แม+้ (ความคดิ และความเหน็ นนั้ ) พงึ มี/ เอวมสสฺ – อย่างน+้ี แก่เธอ/ อหํ – ข้าพเจ้า/ ตํ – น้ัน/ วาจํ – ซ่งึ วาจา/ อปปฺ หาย – ไม่ละแลว้ / ตํ – นน้ั / จติ ฺตํ – ซึ่งความคิด/ อปฺปหาย – ไม่ละแล้ว/ ตํ – น้ัน/ ทฏิ ฺฐึ – ซึง่ ความเห็น/ อปฺปฏนิ สิ ฺสชฺชติ วฺ า – ไมส่ ลดั แล้ว/ สมณสฺส – ตอ่ พระ สมณะ/ โคตมสสฺ – ผโู้ คดม/ สมมฺ ุขภี าวํ – ส่คู วามเป็นผ้เู ผชิญหน้า/ คจฺเฉยฺยนตฺ ิ – พงึ มา+ดังน้ี/ มุทธฺ าปิ – ศรี ษะ+แม้/ ตสสฺ – ของเขา/ วิปเตยฺยา’ติ – พึงแตก’ดงั น้ี/

177 ‘โส – นัน้ / โข – แล/ / ปนาหํ – ก็+ข้าพเจา้ / สุนกฺขตตฺ – ดูก่อนสุนกั ขัตตะ/ เวสาลยิ ํ – สู่ กรงุ เวสาลี/ ปณิ ฑฺ าย – เพ่ือบณิ ฑบาต/ จริตวฺ า – เทยี่ วไปแลว้ / ปจฉฺ าภตตฺ ํ – ในภายหลังแหง่ ภตั / ปณิ ฑฺ ปาตปฏกิ กฺ นโฺ ต – กลับจากบิณฑบาตแล้ว/ เยน – โดยทิศใด/ อเจลสฺส – ของนักบวชเปลอื ย/ ปาถกิ ปตุ ตฺ สสฺ – ช่อื วา่ ปาฏิกบุตร/ อาราโม – อาราม/ เตนปุ สงกฺ มิสสฺ ามิ – โดยทศิ นั้น+จักเขา้ ไปหา/ ทวิ าวิหาราย. – เพื่อการพักกลางวนั / ยสสฺ ทานิ – กาลอันสมควรใด+ในบดั นี้/ ตฺวํ – เธอ/ สุนกฺขตฺต – ดูกอ่ นสนุ ักขัตตะ/ อิจฉฺ สิ – ยอ่ มปรารถนา/ ตสฺส – แก่เขา/ อาโรเจหี’ติ. – จงบอก’ดังนี้/ อทิ ฺธปิ าฏหิ าริยกถา – เรอื่ งอิทธิปาฏิหารยิ ์/ ๒๐. “อถ – ลาดับน้ัน/ ขวฺ าหํ – แล+ขา้ พเจา้ / ภคคฺ ว – ดกู ่อนภคั ควะ/ ปพุ ฺพณฺหสมยํ – ใน เวลาเชา้ / นิวาเสตฺวา – ครองแลว้ ซง่ึ อนั ตรวาสก/ ปตฺตจีวรมาทาย – ซง่ึ บาตรและจีวร+ถอื เอาแลว้ / เวสาลึ – ส่กู รุงเวสาลี/ ปณิ ฑฺ าย – เพื่อบณิ ฑบาต/ ปาวิสึ. – เข้าไปแล้ว/ เวสาลิยํ – สูก่ รงุ เวสาลี/ ปิณฑฺ าย – เพื่อบณิ ฑบาต/ จริตฺวา – เทย่ี วไปแลว้ / ปจฺฉาภตตฺ ํ – ในภายหลังแหง่ ภัต/ ปิณฑฺ ปาตปฏกิ ฺกนโฺ ต – กลับจากบิณฑบาตแลว้ / เยน – โดยทศิ ใด/ อเจลสฺส – ของนักบวชเปลอื ย/ ปาถกิ ปตุ ฺตสสฺ – ชอ่ื ว่าปาฏกิ บุตร/ อาราโม – อาราม/ เตนปุ สงฺกมึ – โดยทิศนน้ั +เขา้ ไปหาแลว้ / ทวิ าวิหา ราย. – เพอ่ื การพักกลางวนั / อถ – ลาดบั นน้ั / โข – แล/ ภคฺคว – ดกู ่อนภคั ควะ/ สุนกฺขตฺโต – นามวา่ สุนักขตั ตะ/ ลิจฉฺ วิ ปตุ โฺ ต – ลจิ ฉวีบุตร/ ตรมานรูโป – เป็นผ้รู บี ด่วน/ เวสาลึ – สู่กรงุ เวสาลี/ ปวสิ ิตฺวา – เข้าไปแลว้ / เยน – โดยทศิ ใด/ อภิญฺญาตา – ผู้มชี ่ือเสียง/ อภญิ ฺญาตา – ผู้มชี อื่ เสยี ง/ ลิจฉฺ วี – เจ้าลิจฉวี ทงั้ หลาย/ เตนุปสงฺกมิ; – โดยทศิ น้นั +เข้าไปหาแลว้ / อปุ สงกฺ มติ ฺวา – คร้นั เข้าไปหาแลว้ / อภญิ ญฺ าเต – ผมู้ ชี ่ือเสียง/ อภญิ ญฺ าเต – ผมู้ ีชอื่ เสยี ง/ ลิจฺฉวี – กบั เจ้าลิจฉวีท้งั หลาย/ เอตทโวจ – ซ่งึ เนือ้ ความ น+ี้ ได้กราบทลู แลว้ / ‘เอสาวุโส – พระองคน์ นั้ +ทา่ นผมู้ อี ายุ/ ภควา – พระผมู้ ีพระภาค/ เวสาลิยํ – สู่กรุงเวสาลี/ ปิณฺฑาย – เพ่ือบณิ ฑบาต/ จรติ วฺ า – เที่ยวไปแล้ว/ ปจฉฺ าภตฺตํ – ในภายหลังแห่งภตั / ปิณฑฺ ปาตปฏกิ กฺ นฺโต – กลบั จากบิณฑบาตแลว้ / เยน – โดยทศิ ใด/ อเจลสสฺ – ของนกั บวชเปลอื ย/ ปาถกิ ปุตฺตสฺส – ช่อื วา่ ปาฏิกบุตร/ อาราโม – อาราม/ เตนุปสงฺกมิ – โดยทศิ น้นั +เขา้ ไปหาแลว้ / ทวิ าวิหา ราย. – เพือ่ การพักกลางวนั / อภิกกฺ มถายสฺมนโฺ ต – จงรบี ออกไป+ท่านผู้มีอายทุ ง้ั หลาย/ อภกิ ฺกมถายสมฺ นฺโต – จงรีบออกไป+ท่านผมู้ ีอายทุ ั้งหลาย/ สาธรุ ูปานํ – ช้นั ดี/ สมณานํ – แก่สมณะทง้ั หลาย/ อุตตฺ รมิ นสุ สฺ ธมฺมา – อันเหนือธรรมดา ของมนุษย/์ อิทฺธิปาฏหิ ารยิ ํ – อิทธิปาฏหิ าริย์/ ภวิสสฺ ตี’ติ – จกั มี’ดงั นี้/ อถ – ลาดับนน้ั / โข – แล/ ภคฺคว – ดูก่อนภัคควะ/ อภญิ ญฺ าตานํ – ผมู้ ีชื่อเสยี ง/ อภิญญฺ า ตานํ – ผู้มีชอื่ เสียง/ ลจิ ฺฉวนี ํ – แกเ่ จ้าลิจฉวีท้ังหลาย/ เอตทโหสิ – ความคิดนี+้ ได้มีแลว้ / ‘สาธรุ ูปานํ – ช้นั ดี/ กริ – ไดย้ ินวา่ / โภ – ท่านผ้เู จริญ/ สมณานํ – แก่สมณะท้ังหลาย/ อุตฺ ตริมนุสสฺ ธมฺมา – อนั เหนือธรรมดาของมนุษย์/ อิทฺธปิ าฏหิ าริยํ – อิทธปิ าฏิหาริย์/ ภวสิ สฺ ติ; – จกั ม;ี /

178 หนทฺ – เชิญเถดิ / วต – หนอ/ โภ – ทา่ นผเู้ จรญิ / คจฺฉามา’ต.ิ – (ข้าพเจ้าทั้งหลาย) จะไป’ ดังน้ี/ เยน – โดยทิศใด/ จ – ด้วย/ อภญิ ฺญาตา – ผมู้ ีชือ่ เสยี ง/ อภิญญฺ าตา – ผ้มู ีชือ่ เสียง/ พรฺ าหฺมณ มหาสาลา – พราหมณม์ หาศาลท้งั หลาย/ คหปติเนจยกิ า – คหบดผี ู้มั่งคั่งทัง้ หลาย/ นานาตติ ฺถยิ า – ผมู้ ีลัทธิตา่ ง ๆ/ สมณพรฺ าหฺมณา – สมณพราหมณ์ท้งั หลาย/ เตนุปสงกฺ ม.ิ – โดยทิศน้ัน+เข้าไปหา แลว้ / อุปสงกฺ มติ ฺวา – ครั้นเข้าไปหาแลว้ / อภญิ ญฺ าเต – ผ้มู ีช่อื เสียง/ อภิญฺญาเต – ผ้มู ีชอ่ื เสยี ง/ นานาติตถฺ ิเย – ผมู้ ลี ัทธติ า่ ง ๆ/ สมณพรฺ าหฺมเณ – กบั สมณพราหมณ์ทัง้ หลาย/ เอตทโวจ – ซง่ึ เนอื้ ความน+้ี ไดก้ ล่าวแลว้ / ‘เอสาวโุ ส – พระองคน์ ้ัน+ทา่ นผู้มีอายุ/ ภควา – พระผูม้ ีพระภาค/ เวสาลิยํ – สู่กรุงเวสาลี/ ปณิ ฺฑาย – เพื่อบิณฑบาต/ จริตฺวา – เท่ียวไปแลว้ / ปจฺฉาภตตฺ ํ – ในภายหลงั แห่งภัต/ ปิณฺฑ ปาตปฏิกกฺ นโฺ ต – กลบั จากบิณฑบาตแล้ว/ เยน – โดยทิศใด/ อเจลสฺส – ของนกั บวชเปลือย/ ปาถิก ปตุ ฺตสฺส – ชื่อว่าปาฏกิ บุตร/ อาราโม – อาราม/ เตนุปสงฺกมิ – โดยทิศนน้ั +เข้าไปหาแล้ว/ ทวิ าวหิ า ราย. – เพอ่ื การพักกลางวัน/ อภกิ กฺ มถายสฺมนโฺ ต – จงรีบออกไป+ท่านผ้มู ีอายุทัง้ หลาย/ อภกิ กฺ มถายสฺมนฺโต – จงรีบออกไป+ท่านผมู้ ีอายุทง้ั หลาย/ สาธรุ ปู านํ – ชนั้ ดี/ สมณานํ – แก่สมณะท้งั หลาย/ อุตตฺ ริมนุสสฺ ธมฺมา – อนั เหนือธรรมดา ของมนษุ ย/์ อิทธฺ ิปาฏหิ ารยิ ํ – อิทธิปาฏหิ ารยิ ์/ ภวิสฺสตี’ติ – จกั มี’ดงั น้ี/ อถ – ลาดับนนั้ / โข – แล/ ภคคฺ ว – ดูก่อนภคั ควะ/ อภิญฺญาตานํ – ผู้มีชอ่ื เสยี ง/ อภิญญฺ า ตานํ – ผมู้ ีช่อื เสียง/ นานาติตถฺ ิยานํ – ผูม้ ีลทั ธิตา่ ง ๆ/ สมณพรฺ าหฺมณานํ – แก่สมณพราหมณ์ ท้งั หลาย/ เอตทโหสิ – ความคดิ น+ี้ ไดม้ ีแล้ว/ ‘สาธุรปู านํ – ชัน้ ดี/ กริ – ไดย้ นิ วา่ / โภ – ทา่ นผเู้ จริญ/ สมณานํ – แกส่ มณะทั้งหลาย/ อุตฺ ตรมิ นสุ ฺสธมฺมา – อันเหนือธรรมดาของมนษุ ย์/ อิทฺธิปาฏิหาริยํ – อทิ ธิปาฏหิ ารยิ ์/ ภวสิ ฺสติ; – จักม;ี / หนทฺ – เชิญเถดิ / วต – หนอ/ โภ – ท่านผู้เจรญิ / คจฺฉามา’ติ. – (ข้าพเจ้าท้ังหลาย) จะไป’ ดงั นี้/ “อถ – ลาดบั นัน้ / โข – แล/ ภคฺคว – ดกู อ่ นภัคควะ/ อภญิ ฺญาตา – ผ้มู ีชื่อเสยี ง/ อภญิ ฺญาตา – ผู้มีชื่อเสยี ง/ ลิจฉฺ วี – เจา้ ลจิ ฉวที ้ังหลาย/ อภญิ ฺญาตา – ผ้มู ีชื่อเสยี ง/ อภญิ ญฺ าตา – ผมู้ ชี ื่อเสยี ง/ จ – ดว้ ย/ พฺราหมฺ ณมหาสาลา – พราหมณม์ หาศาลทงั้ หลาย/ คหปติเนจยิกา – คหบดผี มู้ ั่งคง่ั ท้งั หลาย/ นานาติตถฺ ยิ า – ผมู้ ีลัทธิต่าง ๆ/ สมณพฺราหฺมณา – สมณพราหมณ์ทั้งหลาย/ เยน – โดยทิศใด/ อเจลสฺส – ของนักบวชเปลือย/ ปาถิกปุตตฺ สสฺ – ช่อื วา่ ปาฏกิ บตุ ร/ อารา โม – อาราม/ เตนปุ สงฺกมึสุ. – โดยทิศนั้น+เข้าไปหาแล้ว/ สา – นั้น/ เอสา – นัน่ / ภคคฺ ว – ดกู อ่ นภัคควะ/ ปรสิ า – บริษัท/ มหา – เปน็ บริษัทหมู่ ใหญ/่ โหติ – ย่อมเปน็ / อเนกสตา – เป็นบริษทั มีจานวนหลายรอ้ ย/ อเนกสหสสฺ า. – เปน็ บริษัทมี จานวนหลายพัน/

179 Note

DN III. Namo tassa bhagavato arahato sammā sambuddhassa 2. 1. (24) Pāthikasuttaṃ 1. Evaṃ me sutaṃ.1 Ekaṃ samayaṃ bhagavā mallesu viharati, anupiyā nāma mallānaṃ nigamo. Atha kho bhagavā pubbaṇhasamayaṃ nivāsetvā pattacīvaraṃ ādāya anupiyaṃ piṇḍāya pāvisi. Atha kho bhagavato2 etadahosi: \"atippago kho tāva anupiyāyaṃ piṇḍāya carituṃ, yannūnāhaṃ yena bhaggavagottassa paribbājakassa ārāmo, yena bhaggavaggotto paribbājako tenupasaṅkameyyanti. 2. Atha kho bhagavā yena bhaggavagottassa paribbājakassa ārāmo yena bhaggavagotto paribbājako tenupasaṅkami. Atha kho bhaggavagotto paribbājako bhagavantaṃ etadavoca: \"etu kho bhante bhagavā. Svāgataṃ bhante bhagavato, cirassaṃ kho bhante bhagavā imaṃ pariyāyamakāsi3 yadidaṃ idhāgamanāya. 3. Nisīdatu bhante bhagavā, idamāsanaṃ paññattanti. 4. \" Nisīdi bhagavā paññatte āsane. Bhaggavagotto\"pi kho paribbājako aññataraṃ nīcaṃ āsanaṃ gahetvā ekamantaṃ nisīdi. Ekamantaṃ nisinno kho bhaggavagotto paribbājako bhagavantaṃ etadavoca: \"Purimāni bhante, divasāni purimatarāni sunakkhatto licchaviputto/ yenāhaṃ tenupasaṅkami, upasaṅkamitvā maṃ etadavoca: 1 Sutaṃ is the past participle form of the verb suṇāti. The past participle form can be used in the sense of the passive voice as in the present translation. <evaṃ me kūṭadantasuttaṃ sutaṃ, “The Kūṭadanta discourse was heard by in this manner”>. Here, although the discourse Kūṭadanta is not included in the opening sentence, we have to understand the fact that this particular discourse was heard by venerable Ānanda in this manner. Not only in this instance but wherever the phrase ‘evaṃ me sutaṃ’ occurs, there we have to understand with the particular discourse we are reading. Commentary comments on ‘evaṃ me sutaṃ’ thus: ‘‘Yaṃ suttaṃ niddisissāmi, taṃ mayā evaṃ sutan’ti – The discourse I am going to explain is the one heard by me in this manner.” 2 Fortunate One for <bhagavā>; bhagavā is the nominative masculine singular of the adjectival noun <bhagavant>. Please note that bhaga is the original noun which means luck or fortune; the adjectival possessive suffix ‘-vant’ is added to the noun ‘bhaga’ and thereby forms the adjectival noun as ‘bhagavant’ which means the one who possess luck or fortune. Cty defines <bhagavā> as <bhagavā ti garu, garum hi loke bhagavā…, ayañ ca sabba-guṇa-visiṭṭhatāya sabba-sattānaṃ garu> 3 Pariyāyamakāsi The extract meaning of the idiom is uncertain.

181 DN III. Namo tassa bhagavato arahato sammā sambuddhassa 2. 1. (24) Pāthikasuttaṃ 1. Thus / I / have heard: Once / the Lord / among the Mallas / was staying / Anupiya is the name/ of a Malla/ town, Then / the Lord, / in the early morning / having dressed / his robe and bowl/ having taken/ to Anupiya/ for alms / went. Then/ Fortunate One/ thought:/ 'It is too early for me / into Anupiya / for alms / to go. 2. Then / Bhaggava-gotta / the wanderer / to the Fortunate One / said this / 'Come near / Lord / the Fortunate One/ Welcome / to the Lord / the Fortunate One /, it is a long / the Lord / the Fortunate One / has taken the opportunity / to come our way/ 3. Be seated, / the Lord the Fortunate One, / here is a seat / prepared. 4. sat down / the Lord the Fortunate One / prepared / on the seat /, Bhaggava the Wanderer / certain / low / a stool / having taken / to one side / sat down / Bhaggava./ one side / seated / Bhaggava the Wanderer / to the Fortunate One / speak this/ ago / Lord / some days / a good many days ago / Sunakkhatta / of the Licchavis’/ having approached / to me / said this/

182 5. 'paccakkhāto'dāni mayā bhaggava bhagavā, nadānāhaṃ bhaggava bhagavantaṃ uddissa viharāmī'ti. Kaccetaṃ bhante tatheva, yathā unakkhatto licchaviputto avacā?\"Ti. \"Tatheva kho etaṃ bhaggava, yathā sunakkhatto licchaviputto avaca. Purimānī bhaggava divasāni puramatarāni sunakkhatto licchaviputto yenāhaṃ tenupasaṅkami. Upasaṅkamitvā maṃ abhivādetvā ekamantaṃ nisīdi. 6. Ekamantaṃ nisinno kho sunakkhatto licchaviputto maṃ etadavoca: 'paccakkhāmi idānāhaṃ bhante bhagavantaṃ, nāhaṃ bhante, bhagavantaṃ uddissa viharissāmī'ti. 7. Evaṃ vutte ahaṃ bhaggava, sunakkhattaṃ licchaviputtaṃ etadavocaṃ: \"Api nu tyāhaṃ sunakkhatta, evaṃ avacaṃ: ehi tvaṃ sunakkhatta, mamaṃ uddissa viharāhī' ti?\" 8. \"No hetaṃ bhante.\"

183 5. I have now left / Bhaggava/ the Fortunate One./ I am remembering no longer / Bhaggava / under his rule / Is that really so / Lord,? 'It is true / as / Sunakkhatta of the Licchavis / said/ just so / It is / Bhaggava / as / Sunakkhatta of the Licchavis / said/ ago. / Lord / some days / a good many days ago / Sunakkhatta / of the Licchavis’ / ……. / approached / to me / having approached /me / saluted / to one side/ sat down. 6. one side / seated / Sunakkhatta / of the Licchavis’ / to me / speak this give up / now / I / Sir,/ the Fortunate One./ no longer I / / Sir,/ the Fortunate One/ under him/ will remain. 7. This / When he told/ me,/ the Fortunate One./ Sunakkhatta of the Licchavis’/ said this. \"But now/ you I / Sunakkhatta/ this/ have ever said/ come/ you/ Sunakkhatta/ under my rule (as my pupil)/ live 8. \"No, you have not/ Lord/\"

184 \"Tvaṃ vā pana maṃ evaṃ avaca: ahaṃ bhante, bhagavantaṃ uddissa viharissāmī' ti?\". \"No hetaṃ bhante.\" \"Iti kira sunakkhatta, nevāhantaṃ vadāmi: Ehi tvaṃ sukkhatta, mamaṃ uddissa viharāhī' ti. Napi kira maṃ tvaṃ vadesi: ahaṃ bhante, bhagavantaṃ uddissa viharissāmī' ti. Evaṃ sante moghapurisa, ko santo kaṃ paccācikkhasi? “Passa moghapurisa, yāvañca te idaṃ aparaddhanti.” “Na hi pana me bhante, bhagavā uttarimanussadhammā iddhipāṭihāriyaṃ karotī:tī. \"Api nu tyāhaṃ sunakkhatta, evaṃ avacaṃ: ehi tvaṃ sunakkhatta, mamaṃ uddissa viharāhi,ahante uttarimanussadhammā iddhipāṭihāriyaṃ karissāmī' ti?\" \"No hetaṃ bhante.\" \"Tvaṃ ca pana maṃ evaṃ acaca: Ahaṃ bhante, bhagavantaṃ uddissa viharissāmi, bhagavā me uttari manussadhammā iddhipāṭihāriyaṃ karissatī' ti?\"

185 \" you/ to me:/ this/ ever said/ 'I/ Lord,/ the Fortunate One/ under rule/ will be/?\" \"No,/ I have not/ Lord/\" But if/ Sunakkhatta/ not the one,/ I said/ and you said not the other, Come/ you/ Sunakkhatta/ under my rule (as my pupil)/ live \" if/ to me/ you/ did not say that:/ 'I/ Lord,/ the Fortunate One/ under rule/ will be/?\" Such being the case,/ foolish man,/ who/ are you/ what are you/ giving up? “see,/ foolish man,/ in how far/ your own/ here / the fault is.” “Well, but,/ me/ Lord,/ the fortunate One/ surpassing the power of the ordinary men /no mystic wonders/ works/” \"Why now/ you I / Sunakkhatta/ this/ have ever said/ come/ you/ Sunakkhatta/ under my rule (as your teacher)/ live (take me). I/ for your/ surpassing the power of ordinary men / mystic wonders / will work/ \"No,/ you have not/ Lord/\" “Or you/ to me/this/ have ever said:/ I/ Lord,/ the Fortunate One/ as my teacher /would fain take,/ the Fortunate One/ for me/ surpassing the power of ordinary men/ mystic wonders/ will work/?”

186 \"No hetaṃ bhante.\" \"Iti kira sunakkhatta, nevāhantaṃ vadāmi: ehi tvaṃ sunakkhatta, mamaṃ uddissa viharāhi, ahante uttarimanussadhammā iddhipāṭihāriyaṃ karissāmī' ti. Na pi kira maṃ tvaṃ vadesi: ahaṃ bhante, bhagavantaṃ uddissa viharissāmi, bhagavā me uttarimanussadhammā iddhipāṭihāriyaṃ karissatī' ti. Evaṃ sante moghapurisa, ko santo kaṃ paccācikkhasi? Taṃ kim maññasi sunakkhatta? Kate vā uttarimanussadhammā iddhipāṭihāriye akate vā uttarimanussadhammā iddhipāṭihāriye, yassatthāya mayā dhammo desito so niyyāti takkarassa sammādukkhakkhayāyā. \"Kate vā bhante, uttarimanussadhammā iddhipāṭihāriye akate vā uttarimanussadhammā iddhipāṭihāriye, yassatthāya bhagavatā dhammo desito so niyyāti takkarassa sammādukkhakkhayāyā\"ti.

187 “No,/ I have not/ Lord/” But if/ Sunakkhatta/ not the one,/ I said/ and you said not the other, Come/ you/ Sunakkhatta/ under my rule/live/ I/ for your/ surpassing the power of ordinary men / mystic wonders / will work \" if/ to me/ you/ did not say that:/ I/ Lord,/ the Fortunate One/ under rule/ will be/ the Fortunate One/ for me/ surpassing the power of ordinary men/ mystic wonders/ will work/?” Such being the case,/ foolish man,/ who/ are you/ what are you/ giving up? “about matter/ What/ do you think,/ Sunakkhatta?”/ Whether/ surpassing the power of ordinary men/ mystic wonders are performed/ or whether there are not, / surpassing the power of ordinary men/ mystic wonders / is the object/ for which I/ the Norm this/ teach/: that it/ leads/ to the thorough destruction of ill/ for the doer thereof?/ Whether/ sir/ surpassing the power of ordinary men/ mystic wonders are performed/ or whether there are not, / surpassing the power of ordinary men/ mystic wonders / is the object for which /by the Fortunate One/ the Norm / is thought/: that it/ leads/ to the thorough destruction of ill/ for the doer thereof?/

188 \"Iti kira sunakkhatta, kate vā uttarimanussadhammā iddhipāṭihāriye akate vā uttarimanussadhammā iddhipāṭihāriye, yassatthāya mayā dhammo desito so niyyāti takkarassa sammā dukkhakkhayāyāti, “Tatra sunakkhatta, kiṃ uttarimanussadhammā iddhipāṭihāriyaṃ kataṃ karissati? Passa moghapurisa, yāvañca te idaṃ aparaddhanti.” \"Na hi pana me bhante, bhagavā aggaññaṃ paññapetī\"ti. \"Api nu tyāhaṃ sunakkhatta, evaṃ avacaṃ. Ehi tvaṃ sunakkhatta, mamaṃ uddissa viharāhi, ahante aggaññaṃ paññapessāmī tī?\" \"No hetaṃ bhante.\" \"Tvaṃ vā pana maṃ evaṃ avaca: ahaṃ bhante, bhagavantaṃ uddissa viharissāmi, bhagavā me aggaññaṃ paññapessatī' ti?\" \"No hetaṃ bhante.\" \"Iti kira sunakkhatta, nevāhantaṃ vadāmi:\"Ehi tvaṃ sunakkhatta, mamaṃ uddissa viharāhi, ahante aggaññaṃ paññapessāmī'ti.

189 “ If then,/ Sunakkhatta,/ Whether/ surpassing the power of ordinary men/ mystic wonders are performed/ or whether there are not, / surpassing the power of ordinary men/ mystic wonders / is the object/ for which I/ the Norm this/ teach/: that it/ leads/ well /to the thorough destruction of ill/ for the doer thereof?/ Then/ Sunakkhatta,/ what purpose/ surpassing the power of ordinary men/ mystic wonders/ would the performance of miracles serve?/ see/ you foolish man,/ how far/ the fault(this)/ is your own “does not / But,/ to me/ Lord,/ The Fortunate One/ the beginning of things/ reveal./” \"Why now/ you I / Sunakkhatta/ this/ have ever said/ come/ you/ Sunakkhatta/ my disciple/ be. / I - to you/ the beginning of things/ will reveal./” “No,/ I have not/ Lord/” “Or you/ to me/this/ have ever said:/ I/ Lord,/ the Fortunate One/ as my teacher / will become,/ Lord/ for me/ the beginning of things/ will reveal./” “No,/ I have not/ Lord/” But if/ Sunakkhatta/ not the one,/ I said and you said not the other,/ Come/ you/ Sunakkhatta/ my disciple/be/ I - to you/ the beginning of things/ will reveal./”

190 Na pi kira maṃ tvaṃ vadesi: ahaṃ bhante, bhagavantaṃ uddissa viharissāmi, bhagavā me aggaññaṃ paññapessatī' ti Evaṃ sante moghapurisa, ko santo kaṃ paccācikkhasi? Taṃ kim maññasi sunakkhatta Paññatte vā aggaññe appaññatte vā aggaññe yassatthāya mayā dhammo desito, so niyyāti takkarassa sammā dukkhakkhayāyā?\"Ti. 'Paññatte vā bhante, aggaññe appaññatte vā aggaññe, yassatthāya bhagavatā dhammo desito so/ niyyāti/ takkarassa/ sammādukkhakkhayāyā\"ti. 'Iti kira sunakkhatta, paññatte vā aggaññe appaññatte vā aggaññe, yassatthāya māyā dhammo desito, so niyyāti takkarassa sammā dukkhakkhayāya. Tatra sunakkhatta, kiṃ aggaññaṃ paññattaṃ karissati? Passa moghapurisa, yāvañca te idaṃ aparaddhaṃ

191 “if/ to me/ you/ did not say that:/ I/ Lord,/ the Fortunate One/ your disciple / will be/ Lord/ for me/ the beginning of things/ will reveal./” Such being the case,/ foolish man,/ who/ are you/ what are you/ giving up? “about matter/ What/ do you think,/ Sunakkhatta?”/ be revealed,/ or/ Whether the beginning of things/ be not revealed,/ whether it is (the beginning of things)/ the object for which / by me/ the Norm / is thought/: that it/ leads/ to the thorough destruction of ill/ for the doer thereof?/ be revealed,/ or/ Whether the beginning of things/ be not revealed,/ whether it is (the beginning of things)/is the object for which /by the Fortunate One/ the Norm / is thought/: that it/ leads/ to the thorough destruction of ill/ for the doer thereof?/ But if/ Sunakkhatta/ be revealed,/ or/ Whether the beginning of things/ be not revealed,/ whether it is (the beginning of things)/ is the object/ for which I/ the Norm this/ teach/: that it/ leads/ well /to the thorough destruction of ill/ for the doer thereof?/ Then/ Sunakkhatta,/ what purpose / the beginning of things be revealed?/ see/ you foolish man,/ in how far/ the fault(this)/ is your own”

192 Anekapariyāyena kho te sunakkhatta, mama vaṇṇo bhāsito vajjigāme: iti'pi so bhagavā arahaṃ sammāsambuddho vijjācaraṇasampanno sugato lokavidū anuttaro purisadammasārathi satthā devamanussānaṃ buddho bhagavā' ti. Iti kho te sunakkhatta, anekapariyāyena mama vaṇṇo bhāsito vajjigame. Anekapariyāyena kho te sunakkhatta, dhammassa vaṇṇo bhāsito vajjigāme;

193 In many ways/ you,/ Sunakkhatta/ my/ praises/ have spoken/ among the Vajjians, “This is the/ Fortunate One/ he is an Arahant,/ a fully-enlightened Buddha,/ endowed with wisdom and conduct,/ the Well-Farer,/ Knower of the worlds,/ incomparable Trainer of men to be tamed,/ Teacher of gods and humans,/ the Buddha,/ the Blessed Lord.” In such wise,/ Sunakkhatta/ In many ways/ my/ praises/ have spoken/ among the Vajjians, In many ways/ you,/ Sunakkhatta/ of the Dhamma / praises/ have spoken/ among the Vajjians,