Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ศาสนาและหน้าที่พลเมือง สค31002

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง สค31002

Published by สกร.อำเภอพรรณานิคม, 2020-06-23 01:22:38

Description: ศาสนาและหน้าที่พลเมือง สค31002

Search

Read the Text Version

42 3.7 สงั คหวตั ถุ 4 คอื ธรรมทเี่ ปนเครอ่ื งยึดเหน่ียวนา้ํ ใจผอู ื่น 1) ทาน การใหก ารเสียสละเอือ้ เฟอ เผอ่ื แผ 2) ปยวาจา การพดู ดวยถอ ยคําท่ไี พเราะ 3) อัตถจริยา การสงเคราะหทุกชนดิ หรอื การประพฤติในส่ิงท่ีเปนประโยชนต อ ผูอน่ื 4) สมานตั ตตา การเปนผมู คี วามสมาํ่ เสมอมคี วามประพฤติเสมอตน เสมอปลาย สรุป หลักธรรมที่ชาวพุทธพึงปฏิบัติ คือ การละความชั่ว การทําความดี การทําจิตใจให แจม ใสและการทาํ สมาธภิ าวนา การละความชั่ว คือ การไมทําบาปอกุศลทั้งมวล การถือศีล 5 หรือ ศีลอ่ืน ๆ ตามบทบาท หนาท่ีของตนเอง การทําความดี มีความกตัญูกตเวทตี อผูมีคุณ ตอสังคมสวนรวม ประเทศชาติ ความขยันหมั่นเพียรในการงานอาชีพ ไมเอาเปรียบ คดโกงผูอื่น และการทําจิตใจใหแจมใส ไมคิด ทุกขโศกเศรา อนั เกิดจากการเสอ่ื มของสงั ขาร โรคภัยไขเ จ็บ ความอยากมี อยากเปน อยากไดตาง ๆ รวมทง้ั การสูญเสยี สง่ิ ทีร่ ักตาง ๆ โดยใชห ลกั การทําสมาธิภาวนา การเจริญภาวนา การเจรญิ ภาวนา เปน การพฒั นาจิต บรหิ ารจติ หลกั พระพทุ ธศาสนา เปน การสรา งบุญบารมี ทีส่ ูงท่ีสุด และยง่ิ ใหญท่สี ดุ ในพระพุทธศาสนา จดั วาเปน แกน แท การเจรญิ ภาวนามี 2 อยาง คือ สมถภาวนา และวิปสสนาภาวนา 1. สมถภาวนา ไดแ ก การทําจิตใจใหเปนสมาธิ คือ ทําจิตใหต้ังม่นั อยูในอารมณเดียว ไม ฟงุ ซาน วิธภี าวนามหี ลายชนดิ พระพุทธองค บัญญัตเิ ปน แบบอยา งไว 40 ประการ เรียกวา กรรมฐาน 40 ที่นิยม คอื การ หายใจเขา บริกรรม พทุ ธ หายใจออก บริกรรม โธ เรียกวา อานาปานสติ ผูใดจะปฏิบัติ ภาวนาจะตอ งรกั ษาศีลใหบ รสิ ทุ ธติ์ ามฐานะ เชน เปน ฆราวาส ถอื ศีล 5 ศีล 8 เปน เณร ถอื ศลี 10 เปน พระ ถือศลี 227 ขอ เพราะในการปฏบิ ัตสิ มถภาวนา นนั้ ศลี เปน พนื้ ฐานทส่ี าํ คัญ อานิสงสข องสมาธมิ ากกวา รักษาศีลเทียบกันไมได พระพุทธองค ไดตรัสวา “แมไดอุปสมบทเปนพระภิกษุรักษาศีล 227 ขอ ไมเคยขาด ไมด างพรอย มานานถึง 100 ป กย็ งั ไดกศุ ลนอยกวาผูท่ีทําสมาธิเพียงใหจิตสงบนานเพียงช่ัว ไกกระพือปก ชางกระดิกห”ู คําวา จติ สงบ ในทนี่ ี้ หมายถึง จติ ท่ีมอี ารมณเ ดยี วเพยี งช่ัววูบ แมกระน้ัน ยังมีอานสิ งสม ากมาย แตอยางไรกด็ ี การเจรญิ สมถภาวนา หรือ สมาธิ แมจะไดบุญอานิสงสมากมาย มหาศาลอยา งไรก็ไมใชบญุ กศุ ลทีส่ ูงสดุ ยอดในพระพุทธศาสนา การเจริญวิปสสนา (การเจริญปญญา) จึงจะเปน การสรางกศุ ลที่สดุ ยอดในพระพทุ ธศาสนาโดยแท

43 2. วปิ สสนาภาวนา (การเจรญิ ปญ ญา) เมือ่ จติ ของผบู าํ เพ็ญเพยี รต้ังมนั่ อยใู นสมาธจิ ติ ของ ผบู ําเพ็ญเพียร ยอ มมีกาํ ลงั อยูในสภาพท่ีน่ิมนวล ควรแกก ารวิปสสนาภาวนาตอไป อารมณของวิปสสนาแตกตางจากอารมณของสมาธิ เพราะสมาธินั้น มุงใหจิตต้ังม่ันอยูใน อารมณห น่งึ แตอารมณเ ดยี ว โดยแนน่ิงอยูเชนนั้น ไมนึกคิดอะไร แตวิปสสนาไมใชใหจิตต้ังมั่นอยูใน อารมณเดยี วนง่ิ อยเู ชนน้นั แตเ ปนจิตท่ีคิดใครค รวญหาเหตแุ ละผลในสภาวธรรมท้งั หลาย และส่ิงทเี่ ปน อารมณข องวปิ ส สนานน้ั มีแตเพียงอยางเดียว คือ ขนั ธ 5 ซ่ึงนิยมเรยี กวา รูป - นาม โดยรูป มี 1 นาม น้ัน มี 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซ่ึงนาม นั้น เปนเพียงสังขารธรรม เกิดจากการปรุงแตง แตเ พราะอวิชชา คอื ไมร ูเทาสภาวธรรม จึงทําใหเกิดความยึดม่ัน เปนตัวเปนตน การเจริญวิปสสนา มีจติ พิจารณาเห็นสภาวธรรมท้ังหลาย คือ ขันธ 5 เปน อาการของพระไตรลักษณ คือ เปนอนิจจัง คือ ไมเที่ยง ทกุ ขัง คือ ลว นเปนทุกข อยูในสภาพเดิม ไมไดตองแปรเปล่ียนไป และอนัตตา ไดแก ความ ไมใชตัวตน ไมใชสัตวบุคคล ไมใชส่ิงของ สรรพสิ่งทั้งหลายเพียงช่ัวคราว เทาน้ัน เม่ือนานไปยอม เปลยี่ นแปลงกลับไปสูส ภาวะเดมิ สมาธแิ ละวิปสสนา เปนทัง้ เหตแุ ละผลของกันและกัน และอุปการะ ซ่ึงกนั และกนั จะมวี ปิ ส สนา ปญ ญา เกิดขนึ้ โดยขาดกาํ ลังสมาธไิ มไ ดเลย การเจรญิ วปิ ส สนาอยา งงา ย ๆ ประจาํ วัน 1. มีจิตใครครวญถึงมรณสติกรรมฐาน คือ ใครครวญถึงความตายเปนอารมณ เพ่ือไมให ประมาทในชีวิต ไมม วั เมา เรง ทาํ ความดี และบญุ กศุ ล เกรงกลัวตอ บาปท่ีจะติดตามไปในภพหนา 2. มจี ติ ใครครวญถงึ อสภุ กรรมฐาน ไดแก ส่งิ ท่ไี มส วย ไมง าม เชน ซากศพ รางกายคนทเี่ ปน บอเกดิ แหง ตัณหาราคะ กามกเิ ลส วา เปนของสวยงาม เปน ทเ่ี จริญตาเจรญิ ใจ ไมวา รางกายของตนเอง และของผูอ่ืนก็ตาม แทจริงแลวเปนอนิจจัง คือ ไมเท่ียงแท แนนอน วัน เวลา ยอมพรากจากความ สวยงามจนเขาสูวัยชรา ซง่ึ จะมองหาความสวยงามใด ๆหลงเหลืออยไู มไ ดเ ลย 3. มีจิตใครค รวญถึงกายคตานสุ สติกรรมฐาน เรียกกันวา กายคตาสติกรรมฐาน จิตใครครวญ ผม ขน เลบ็ หนงั ฟน พจิ ารณาใหเห็นความโสโครกของรา งกาย เพอ่ื ใหนาํ ไปสูก ารละสักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นผดิ ในรางกายของตน 4. มีจิตใจใครครวญถึงธาตุกรรมฐาน คือ การพิจารณาวา รางกายของเราและของผูอ่ืน ไมใชตัวของเราแตอยา งใดเลย เปนแตเพยี งธาตุ 4 ท่มี าประชุม เกาะกมุ รวมกันเพียงชั่วคราว ถึงเวลา เกาแกแ ลว แตกสลายตายไปกลบั ไปสูความเปนธาตุตาง ๆ ในโลกตามเดิม

44 แบบอยางชาวพทุ ธท่ีดี หมอ มเจาหญงิ พนู พสิ มยั ดิศกลุ พระประวัติ หมอมเจาหญิงพูนพิสมัย ดิศกุล ประสูติ เม่ือวันจันทร ที่ 17 กุมภาพันธ พ.ศ. 2438 เปน พระธดิ าในสมเดจ็ พระเจา บรมวงศเธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ผไู ดร บั การยกยองวา เปน บดิ าแหง ประวัติศาสตรไ ทย และหมอมเฉ่ือย พระองคส้ินชีพิตักษัยดวยโรคชรา เม่ือวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2533 รวมพระชนั ษาได 95 พรรษา กรณยี กิจดา นพระพุทธศาสนา สามารถสรปุ ได ดงั นี้ 1. ทรงเปนที่ปรึกษาชมรมพทุ ธศาสตร จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั โดยเสดจ็ ไปประทานความรู ดา นพระพทุ ธศาสนา สัปดาหละ 2 ครง้ั และเปนที่ปรึกษาชมรมพทุ ธศาสนา มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร 2. ทรงเปน องคปาฐกถาและบรรยายวชิ าการทางพระพทุ ธศาสนาทงั้ ในและตา งประเทศ 3. ทรงเปนกรรมการบริหารและอุปนายกพุทธสมาคมแหงประเทศไทยในพระบรม- ราชูปถัมภ 4. ทรงเปนรองประธานองคก ารพุทธศาสนิกสัมพันธแหงโลก (พ.ส.ล.) ใน พ.ศ. 2496 และ ประธานองคก ารพุทธศาสนกิ สมั พนั ธแ หงโลก ใน พ.ศ. 2507 5. ทรงมีงานนพิ นธทางพระพทุ ธศาสนาหลายเร่ือง เชน หนังสือชื่อศาสนาคุณ หนังสือสอน ศาสนาพระพทุ ธศาสนาสําหรับเยาวชน เปน ตน แบบอยางชาวพุทธท่ดี ี (1) ทรงเปนอบุ าสิกาทเ่ี ครง ครัด ตระหนักในหนา ท่ีของอุบาสกิ าดว ยการศึกษาปฏิบตั ิธรรม (2) ทรงเปนพหสู ตู โดยศึกษาบาลี จนมคี วามรู ความเขาใจเปนอยางดี และมีผลงานวิชาการ ดา นอน่ื ๆ อีกทัง้ ดา นสงั คมสงเคราะห ประวตั ศิ าสตร โบราณคดี เปนตน (3) ทรงเปนแบบอยางพลเมืองท่ีดี ดวยการจงรักภักดี และพิทักษสมบัติลํ้าคาของชาติ กลาวคอื เมอ่ื พระบดิ าสิ้นพระชนม มชี าวตางชาติ เสนอซื้อผลงานนิพนธทางวิชาการของพระบดิ าดวย ราคาสงู แตพ ระองคท รงแจงความจาํ นงบรจิ าคหนังสอื ใหแกร ฐั บาล เพ่อื เกบ็ ไวเ ปน สมบตั ขิ องชาติและ เปนคลงั ความรขู องประชาชน รัฐบาลในขณะนนั้ จึงสรางหองสมดุ ข้ึนรองรับ เรียกวา หอดาํ รง

45 3.2 หลกั ธรรมของศาสนาอสิ ลาม อสิ ลาม เปนคําภาษาอาหรับ แปลวา การสวามิภกั ด์ิ ซงึ่ หมายถงึ การสวามิภักดิ์อยางบริบูรณ แกอลั ลอฮพ ระผเู ปน เจา ดวยการปฏบิ ัตติ ามคําบัญชาของพระองค บรรดาศาสนทูตในอดตี ลว นแตไดร ับมอบหมายใหสอนศาสนาอิสลามแกม นุษยชาติ ศาสนาฑูต ทา นสุดทา ย คอื มุฮมั มัด บุตรของอบั ดุลลหแหงอารเบีย ไดรับมอบหมายใหเผยแผสาสนของอัลลอฮ ในชวงป ค.ศ. 610 - 632 เฉกเชนบรรพศาสดาในอดีต โดยมีมะลักญิบรีล เปนส่ือระหวางอัลลห พระผูเ ปน เจา และมฮุ ัมมัด พระโองการแหง พระผเู ปนเจาที่ทยอยลงมา ในเวลา 23 ปจันทรคติ ไดรับการ รวบรวมข้ึนเปนเลม ชื่อวา อัลกุรอาน ซ่ึงเปน ธรรมนูญแหงชีวิตมนุษย เพ่ือท่ีจะไดครองตนบนโลกน้ี อยางถูกตอ งกอนกลับคนื สพู ระผูเปน เจา สาสน แหงอสิ ลามทีถ่ กู สงมาใหแกมนุษยท ้งั ปวง มจี ดุ ประสงคห ลกั 3 ประการ คือ 1. เปนอดุ มการณท ่สี อนมนษุ ยใหศ รัทธาในอลั ลอหพระผเู ปนเจาเพยี งพระองคเดียว ที่สมควร แกการเคารพบูชาและภกั ดี ศรทั ธาในความยุติธรรมของพระองค ศรทั ธาในพระโองการแหงพระองค ศรทั ธาในวันปรโลกวัน ซง่ึ มนุษยฟน คนื ชีพอีกครัง้ เพ่อื รบั คาํ พพิ ากษาและรบั ผลตอบแทนของความดี ความชั่วที่ตนไดปฏิบัติไปในโลกน้ี มั่นใจและไววางใจตอพระองค เพราะพระองค คือ ที่พึ่งพาของ ทกุ สรรพส่ิงมนษุ ย จะตอ งไมส น้ิ หวังในความเมตตาของพระองค และพระองค คือ ปฐมเหตุแหงคุณงาม ความดีทัง้ ปวง 2. เปนธรรมนญู สําหรับมนุษย เพื่อใหเกิดความสงบสุขในชีวิตสวนตัวและสังคม เปนธรรมนูญ ท่ีครอบคลมุ ทกุ ดา น ไมวาในดา นการปกครอง เศรษฐกิจ หรือนิติศาสตร อิสลามส่ังสอนใหมนุษยอยูกัน ดว ยความเปนมติ ร ละเวนการรบราฆาฟน การทะเลาะเบาะแวง การละเมดิ และรกุ รานสิทธิของผูอื่น ไมลกั ขโมย ฉอ ฉล หลอกลวง ไมผิดประเวณีหรือทําอนาจาร ไมด่ืมของมึนเมา หรือรับประทานส่ิงที่ เปน โทษตอ รางกายและจิตใจ ไมบ อนทําลายสงั คม แมว า ในรปู แบบใดก็ตาม 3. เปนจริยธรรมอนั สงู สง เพอ่ื การครองตนอยางมเี กียรติ เนนความอดกล้ัน ความซ่ือสัตย ความ เอ้อื เฟอ เผ่ือแผ ความเมตตากรณุ า ความกตัญูกตเวที ความสะอาดของกาย และใจ ความกลาหาญ การใหอภัย ความเทาเทียม และความเสมอภาคระหวางมนุษย การเคารพสิทธิของผูอ่ืน สงั่ สอนให ละเวน ความตระหนถี่ เี่ หนยี ว ความอิจฉารษิ ยา การติฉนิ นนิ ทา ความเขลา และความขลาดกลวั การทรยศ และอกตญั ู การลวงละเมดิ สิทธขิ องผอู ื่น ศาสนาอิสลามไมใ ชศ าสนาท่วี วิ ฒั นาการมาจากศาสนาอื่น หรือศาสนาท่ีมนุษยประดิษฐข้ึน อยา งเชน ศาสนาอืน่ ๆ ท่มี อี ยูในโลก อสิ ลาม เปน ศาสนาของพระผเู ปนเจาทเ่ี ปน ทางนําในการดํารงชีวิต ทุกดานแกม นุษยทกุ คน ไมยกเวนอายุเพศ เผาพันธุ หรือฐานันดร

46 หลกั คําสอน ศาสนาอิสลาม เกิดในดินแดนอาหรับ โดยมีความเช่ือตามโบราณเดิมเก่ียวกับหินศักด์ิสิทธ์ิ เรียกวา หินกาบะห อาํ นาจลึกลับ ผีสางเทวดา เวทมนตรค าถาพอ มด หมอผี คําทาํ นาย การเสีย่ งทาย การนบั ถือภเู ขา ตนไม น้ําพุ บูชาดวงอาทิตย ดวงจนั ทร ดวงดาวตาง ๆ อิสลาม มาจากคาํ วา อสั ละมะ แปลวา สันติการยอมนอบนอมตน ชาวมุสลิมมุงตามความคิดเหน็ ของพระเจา โดยไมเห็นแกชีวิต มีความเชื่อศรัทธา 6 ประการ 1. ศรัทธาในพระเจา 2. ศรัทธาในบรรดามะลาอิกะห คือ เทวทูตของพระเจา ซงึ่ เปนคนกลาง ทําหนาที่สื่อสาร ระหวางศาสดามฮุ มั มัดกบั พระเจา บันทกึ ความดี ความชั่วของมนุษย ถอดวิญญาณออกจากรางเวลา มนุษยต าย และสมั ภาษณผ ูตาย ณ หลุมฝงศพ 3. ศรทั ธาในคมั ภีรอ ลั กรุ อาน เปนคมั ภรี สดุ ทา ยที่พระเจา สั่งตรง ผา นพระมฮุ มั มดั ลงมาใหม นษุ ยโลก 4. ศรัทธาตอ บรรดาศาสนฑตู 5. ศรทั ธาตอ วันพพิ ากษาโลก เรยี กวนั น้วี า วันกยี ามะห 6. ศรัทธาในกฎสภาวะของพระเจา มีทง้ั กฎตายตัวและไมตายตัว กฎตายตวั คอื กําหนดเพศพันธุ กฎไมต ายตวั คือ ทําดไี ดด ี ทําชัว่ ไดชว่ั หลักคาํ สอนของศาสนาอิสลามแบงไว 3 หมวดดงั น้ี 1. หลกั การศรทั ธา อสิ ลาม สอนวา ถา หากมนุษยพจิ ารณาดว ยสติปญญา และสามัญสํานึก จะพบวา จกั รวาล และมวลสรรพสงิ่ ท้ังหลายที่มอี ยู มไิ ดอุบัติขึ้นดวยตนเอง เปนที่แนชัดวาสิ่งเหลานี้ไดถูกอุบัติขนึ้ มาโดย พระผูสรางดว ยอํานาจ และความรูทไ่ี รข อบเขต ทรงกําหนดกฎเกณฑที่ไมมีการเปล่ียนแปลงไวทั่วท้ัง จักรวาล ทรงขบั เคล่อื นจักรวาลดว ยระบบทล่ี ะเอยี ดออน ไมม สี รรพส่งิ ใดถูกสรา งขึ้นมาอยา งไรส าระ พระผูเปน เจาผทู รงเมตตา ทรงสรา งมนุษยข น้ึ มาอยางประเสรฐิ จะเปนไปไดอยางไรท่ี พระองค จะปลอยใหม นุษยด ําเนินชีวติ อยไู ปตามลาํ พงั โดยไมท รงเหลยี วแล หรอื ปลอยใหสังคมมนุษย ดาํ เนินไปตามยถากรรมของตัวเอง พระองคท รงขจัดความสงสยั เหลา นี้ดว ยการประทานกฎ การปฏิบตั ติ าง ๆ ผานบรรดา ศาสดาใหม าส่งั สอน และแนะนาํ มนษุ ยไ ปสกู ารปฏบิ ัติ สาํ หรับการดาํ เนนิ ชวี ติ แนน อนมนุษยอาจมอง ไมเ ห็นผลหรือไดร บั ประโยชนจ ากการทาํ ความดหี รือไดรับโทษจากการทาํ ชั่วของตน จากจุดนี้ทําใหเขาใจไดทันทีวาตองมีสถานท่ีอ่ืนอีก อันเปนสถานท่ีตรวจสอบการ กระทําของมนุษยอยา งละเอียดถ่ถี ว น ถา เปนความดี พวกเขาจะไดร ับรางวัลเปนผลตอบแทน แตถา

47 เปนความช่ัว จะถูกลงโทษไปตามผลกรรม นน้ั ศาสนาไดเ ชญิ ชวนมนษุ ยไปสูหลกั การศรัทธาและความ เชอื่ มน่ั ทส่ี ัตยจรงิ พรอ มพยายามผลักดนั มนษุ ยใหห ลุดพน จากความโงเขลาเบาปญญา 1.1 หลักศรทั ธาอิสลามแนวซนุ หน่ี 1) ศรัทธาวา อลั ลอหเปน พระเจา 2) ศรทั ธาในบรรดาคมั ภีรตา ง ๆ ทอ่ี ลั ลอห ประทานลงมาในอดีต เชน เตารอต อนิ ญลี ซะบูร และอลั กรุ อาน 3) ศรัทธาในบรรดาศาสนทูตตาง ๆ ที่อัลลอหไดทรงสงมายังหมูมนุษย และ นบมี ฮุ ัมมัด ศ็อลลลั ลอฮอุ ะลัยฮวิ ะซัลลัม เปนศาสนฑูตคนสดุ ทาย 4) ศรทั ธาในบรรดามะลาอกิ ะห บา วผรู ับใชอัลลอห 5) ศรัทธาในวนั สิน้ สดุ ทาย คือ หลงั จากสิ้นโลกแลว มนษุ ยจ ะฟน ขน้ึ เพื่อรับการ ตอบสนองความดี ความช่วั ท่ไี ดทาํ ไปบนโลกน้ี 6) ศรัทธาในกฎสภาวะ 1.2 หลักศรัทธาอสิ ลามแนวชีอะห 1) เตาฮดี (เอกภาพ) คือ ศรัทธาวาอลั ลอห ทรงเปน พระผูเ ปนเจา เพยี งพระองคเดียว ไมมพี ระเจา อ่ืนใด นอกเหนอื จากพระองค 2) อะดาละห (ความยตุ ิธรรม) คอื ศรทั ธาวา อลั ลอห ทรงยตุ ธิ รรมย่ิง 3) นุบูวะห (ศาสดาพยากรณ) คือ ศรัทธาวาอัลลอห ไดทรงสงศาสนทูตตาง ๆ ท่อี ัลลอหไ ดท รงสงมายงั หมูม นษุ ยหน่งึ ในจาํ นวน นั้น คือ นบีมฮุ มั มดั 4) อิมามะห (การเปน ผูนาํ ) ศรัทธาวาผูน าํ สูงสุดในศาสนาจะตองเปนผูท่ีรับการ แตง ต้ังจากศาสนฑตู มฮุ ัมมดั เทานน้ั จะเลอื กหรอื แตงต้งั กนั เองไมไ ดผ ูน าํ เหลานัน้ มี 12 คน คือ อะลีย บินอะปฏอลบิ และบตุ รหลานของอะลีห และฟาฏิมะห อีก 11 คน 5) มะอาด (การกลบั คืน) วันส้นิ โลกและวันกียามัต ศรัทธาในวันฟนคืนชีพ คือ หลงั จากสิน้ โลกแลว มนษุ ยจ ะฟน ขึน้ เพือ่ รับการตอบสนองความดี ความชว่ั ทีไ่ ดทําไปบนโลกน้ี 2. หลกั จรยิ ธรรม ศาสนาสอนวา ในการดาํ เนนิ ชีวิต จงเลือกสรรเฉพาะส่งิ ทีด่ ี อันเปน ท่ยี อมรับของสังคม จงทาํ ตนใหเปนผดู ํารงอยใู นศลี ธรรม พฒั นาตนเองไปสกู ารมีบุคลกิ ภาพท่ดี ี เปนคนทีร่ ูจ กั หนา ที่ หว งใย มีเมตตา มีความรัก ซือ่ สัตยตอผูอื่น รูจักปกปองสิทธิของตน ไมละเมิดสิทธิของผูอื่น เปนผูมีความ เสยี สละ ไมเห็นแกต วั และหมน่ั ใฝหาความรู ทั้งหมดที่กลาวมานี้ เปนคุณสมบัติของผูมีจริยธรรมซ่ึง ความสมบูรณทัง้ หมดอยทู ี่ความยุติธรรม

48 3. หลกั การปฏบิ ัติ ศาสนาสอนวา กิจการงานตาง ๆ ท่ีจะทํานั้นมีความเหมาะสมกับตนเองและสังคม ขณะเดียวกันตอ งออกหางจากการงานท่ไี มดที ่ี สรางความเสือ่ มเสียอยางสน้ิ เชงิ สว นการประกอบคณุ งามความดีอน่ื ๆ การถอื ศลี อด การนมาซ และสิง่ ที่คลายคลึงกับ ส่ิงเหลานเี้ ปน การแสดงใหเห็นถึงการเปน บาวทจ่ี งรกั ภกั ดแี ละปฏบิ ัตติ ามบัญชาของพระองค กฎเกณฑ และคําสอนของศาสนา ทําหนาที่คอยควบคุมความประพฤติของมนุษย ทั้งที่เปนหลักศรัทธาหลัก ปฏบิ ตั ิและจริยธรรม เราอาจกลา วไดวา ผูท ี่ละเมิดคําสั่งตา ง ๆ ของศาสนา มิไดถือวา เขาเปนผูท่ีศรัทธาอยาง แทจ ริง หากแตเขากระทาํ การตาง ๆ ไปตามอารมณ และความตองการใฝต า่ํ ของเขาเทา นั้น ศาสนาอสิ ลาม ในความหมายของอลั กุรอาน นั้น หมายถงึ “แนวทางในการดําเนินชวี ิต ท่ีมนษุ ยจะปราศจากมนั ไมไ ด” สวนความแตกตางระหวางศาสนากับกฎของสังคมน้ัน คือ ศาสนาได ถกู ประทานมาจากพระผูเปนเจา สว นกฎของสังคมเกิดขน้ึ จากความคดิ ของมนษุ ย อกี นยั หนง่ึ ศาสนา- อิสลาม หมายถึง การดาํ เนินของสังคมท่เี คารพตอ อลั ลอห และเชื่อฟง ปฏิบตั ติ ามคาํ บญั ชาของพระองค อลั ลอห ตรัสเก่ยี วกับศาสนาอิสลามวา “แทจ ริงศาสนา ณ อลั ลอห คอื อิสลามบรรดา ผทู ่ไี ดรับคัมภรี  ไดขดั แยงกนั นอกจากภายหลังทค่ี วามรู มาปรากฏแกพวกเขา ทง้ั นี้ เน่ืองจากความอิจฉา ระหวางพวกเขาและผูใด ปฏิเสธโองการตาง ๆ ของอัลลอหแลวไซร แนนอนอัลลอห ทรงสอบสวน อยางรวดเรว็ ” (อัลกุรอานอาลอิ ิมรอน) หลกั การปฏิบตั ิตาง ๆ มดี ังนี้ 1. วาญิบ คือ หลักปฏิบัติภาคบังคับที่มุกัลกัฟ (มุสลิมผูอยูในศาสนนิติภาวะ) ทุกคน ตอ งปฏบิ ัติตาม ผูท ่ีไมป ฏบิ ัติตาม จะตอ งถกู ลงฑัณฑ เชน การปฏิบัตติ ามฐานบญั ญัติของอสิ ลาม (รุกน) ตา ง ๆ การศึกษาวิยาการอิสลาม การทาํ มาหากิน เพือ่ เลีย้ งดคู รอบครัว เปน ตน 2. ฮะรอม คือ กฎบัญญัติหามที่มุกัลลัฟทุกคน ตองละเวน ผูที่ไมละเวน จะตองถูก ลงทณั ฑ 3. ฮะลาล คือ กฎบัญญัติอนุมัติใหมุกัลลัฟ กระทําได อันไดแก การนึกคิดวาจาและ การกระทาํ ทศ่ี าสนาไดอ นมุ ัติให เชน การรับประทานเน้ือปศุสัตวท ไี่ ดร บั การเชือดอยา งถกู ตอ ง การคา ขาย โดยสจุ ริต วธิ ีการสมรสกบั สตรีตามกฎเกณฑท ีไ่ ดร ะบไุ ว เปน ตน 4. มสุ ตะฮับ หรือท่ีเรียกกันติดปากวา ซุนนะห (ซุนนะห, ซนุ นัต) คือ กฎบัญญัติชักชวน มุสลิมและมุกัลลัฟกระทํา หากไมปฏิบัติก็ไมไดเปนการฝาฝนศาสนวินัย โดยทั่วไปจะเกี่ยวของกับ หลักจริยธรรม เชน การใชนํ้าหอม การขลิบเล็บใหสั้นเสมอ การนมาซ นอกเหนือจากการนมาซภาค บังคับ

49 5. มักรูห คอื กฎบญั ญตั ิอนมุ ตั ิใหมุกลั ลฟั กระทําได แตพ งึ ละเวน คาํ วา มกั รูห ในภาษา อาหรบั มีความหมายวา นารงั เกยี จ โดยทั่วไป จะเก่ียวของกับหลักจริยธรรม เชน การรบั ประทานอาหาร ที่มีกลิน่ นา รําคาญ การสวมเสอ้ื ผา อาภรณท่ขี ดั ตอกาลเทศะ เปน ตน 6. มบุ าฮ คอื สงิ่ ทีก่ ฎบัญญตั ิไมไดร ะบุ เจาะจง จงึ เปนความอสิ ระ สาํ หรับมุกลั ลัฟที่จะ เลือกกระทําหรือละเวน เชน การเลือกพาหนะ อุปกรณเครื่องใช หรือการเลนกีฬาที่ไมขัดตอ บทบัญญัติหาม หลักปฏิบตั ทิ างศาสนาอสิ ลาม 1. ดํารงนมาซวันละ 5 เวลา 2. จายซะกาต 3. จายคมุ สนน่ั คือ จายภาษี 1 ใน 5 ใหแ กผูค รองอสิ ลาม 4. บาํ เพญ็ อจั ญหากมีความสามารถทง้ั กาํ ลงั กายและกําลงั ทรพั ย 5. ถอื ศลี อดในเดือนรอมะฎอนทกุ ป 6. ญฮิ าด นนั่ คอื การปกปอ งและเผยแผศ าสนาดว ยทรพั ยและชวี ติ 7. สัง่ ใชในสิง่ ท่ดี ี 8. สง่ั หามไมใหทําช่วั 9. การภกั ดตี อบรรดาอมิ ามอนั เปนผนู าํ ทีศ่ าสนากาํ หนด 10. การตัดขาดจากศัตรูของบรรดาอมิ าม อันเปน ผนู าํ ท่ีศาสนากําหนด 11. การปฏิญาณตนวาไมมีพระเจาอื่นใด นอกจากอัลลอหและมุฮัมมัด เปนศาสนฑูต ของอลั ลอห แบบอยางของอสิ ลามิกชนที่ดี บคุ คลตวั อยาง วันอัลหมัด อลั ฟาตอนี “เสอื มกั กะฮ” วนั อัลหมดั อัลฟาตอนี “เสอื มักกะฮ” เกดิ ทหี่ มบู านยามู ยะหริ่ง ปตตานี เมื่อ 10 เมษายน 2399 เมื่ออายุ 4 ขวบ ทา นไดตามบดิ ามารดาไปเมอื งเมกกะ เรียนภาษาอาหรับและศาสนาอิสลาม จนอายุได 12 ป จงึ เดินทางไปเรยี นวิชาแพทยแ ละเภสชั กรรมสมัยใหม ที่เยรูซาเล็ม เปนเวลา 2 ป จากนั้นทาน จงึ กลบั ไปศึกษาดานศาสนาตอ ทีเ่ มกกะ และท่กี รงุ ไคโร ประเทศอยี ปิ ต ทา นเดนิ ทางไปศึกษาโดยมีเงิน เพียงเลก็ นอย สวมเสอื้ ผา ชดุ เดียว ทนู อลั กรุ อานไวบ นศีรษะ ขณะวา ยน้ําขา มแมนาํ้ ไนลจ นถงึ เมอื งไคโร ขณะทท่ี า นอาศยั อยูม สั ยิดในเมอื งไคโร เพ่ือการศึกษา ทานยังชีพดวยการรับบริจาคอาหาร และเสื้อผา จากผูมาละหมาด ทานเปน ชาวเอเชียตะวนั ออกเฉียงใตคนแรกท่ีเขาศึกษาในอัล – อัซฮาร ทานเปน ผมู คี วามสามารถไดแ ขงขันบรรยายปราศรัยขับกลอนอาหรับโตตอบกัน จนไดร างวัลชนะเลิศ

50 จากพระราชาเมืองเมกกะ และทานกลาววา ช่ือ อัลหมัดอัล ฟาตอนี ชางเหมาะสมกับเขาเหลือเกิน เพราะคําวา ฟาฏอนี ในภาษาอาหรับ แปลวา “ผูฉลาด” ทานเปนผูมีความรูและมีทักษะในการใชภาษา อาหรับ เปน ท่รี ูจกั และไดรบั ฉายาวา “harimau Mekak” (เสอื มกั กะฮ) 3.3 หลกั ธรรมของศาสนาคริสต คริสตศ าสนา (Chirstianity) เปน ศาสนาแหงความรัก เพราะพระเจาทรงรักมนุษย ทรงรัก ประชาชนของพระองค ทรงสรางสัตวต าง ๆ ข้ึนมา เพอ่ื รับใชเปนอาหารแกมนุษย และทรงใหมนุษย ลงสนู รกเมอ่ื ไมศ รัทธาในพระเจา ศาสนาครสิ ต เปนศาสนาที่นบั ถอื ศรทั ธาในพระเจาองคเดียว เชื่อวาพระเจาเปนผูสรางโลก และทกุ สิ่งทุกอยา ง รวมถงึ มนุษยโ ดยใชเวลาเพียง 6 วัน และหยุดพักในวันท่ี 7 พระเจาในศาสนาคริสต คือ พระยาเวห (นิกายโรมันคาทอลิก,นิกายออรโธด็อกซ) หรือ พระยโฮวาห (นิกายโปรเตสแตนต) มี พระเยซูคริสตเปนศาสดา คริสตศาสนา เช่ือในพระเจาหน่ึงเดียว ซ่ึงดํารงในสามพระบุคคลใน พระลักษณะ “ตรีเอกภพ” หรอื “ตรีเอกานภุ าพ” (Trinity) คือ พระบดิ า พระบุตร และพระจิต (พระ วิญญาณบริสุทธ์ิ) มีพระคัมภีร คือ พระคริสตธรรมคัมภีร หรือ คัมภีรไบเบิล (The Bible) ศาสนาคริสต มผี ูน บั ถอื ประมาณ 2,000 ลา นคน ถือวาเปนศาสนาที่มีจาํ นวนผนู ับถอื มากท่สี ดุ ในโลก ศาสนาคริสต มีรากฐานมาจากศาสนายูดาย (หรือศาสนายิว) โดยมีเนื้อหาและความเช่ือ บางสวนเหมอื นกนั โดยเฉพาะคัมภรี ไบเบลิ ฮิบรู ทคี่ รสิ ตศ าสนกิ ชนรูจ กั ในชื่อ พันธสัญญาเดิม ที่เรียกวา เบญจบรรณ/ปญจบรรพ (Pebtatench) ไดร ับการนบั ถอื เปนพระคมั ภีรข องศาสนายูดาย และศาสนา อสิ ลาม ดว ยเชน กนั โดยในพระธรรมหลายตอน ไดพยากรณถ ึงพระเมสสิยาห (Messiah) ท่ชี าวคริสต เช่อื วา คอื พระเยซู เชน หนงั สอื ประกาศอิสยาห บทท่ี 53 เปนตน ครสิ ตชนน้นั มคี วามเชื่อวา พระเยซูคริสต เปนพระบุตรของพระเจาที่มาบังเกิด เปนมนุษย จากหญิงพรหมจรรย (สาวบริสุทธิ์) โดยฤทธ์ิอํานาจของพระเจา เพ่ือไถมนุษยใหพ นจากความบาป โดยการส้ินพระชนมท่ีกางเขน และทรงฟนข้ึนมาจากความตายในสามวัน หลังจากน้ันและเสด็จสู สวรรค ประทับเบ้อื งขวาพระหตั ถข องพระบดิ า ผูที่เชื่อและไววางใจในพระองคจะไดรับการอภัยโทษ บาป และจะเขา สกู ารพพิ ากษาในวนั สดุ ทา ย เหมือนกันทกุ คน แตจ ะเปน การพพิ ากษา เพื่อรับบาํ เหนจ็ รางวัลแทนในวันสิ้นโลก และไดเขาสูชีวิตนิรันดรในแผนดินสวรรค แตถาผูใดไมเชื่อและไมนับถือ พระเจา จะถกู ตดั สินใหลงนรกชั่วนริ ันดร หลักคําสอน พระธรรมคําสอน ปรากฏในพระคริสตธรรมคัมภีร (คัมภรไบเบิล) ผูนับถือ ครสิ ตศาสนาทกุ คน ตองยึดม่นั ในหลกั ปฏบิ ตั ิสาํ คัญของคริสตศ าสนา เรียกวา บญั ญัติ 10 ประการ คือ 1) จงนมสั การพระเจา เพียงพระองคเดยี ว พงึ ทําความเคารพตอพระเปน เจา 2) จงอยาออกนามพระเจาอยางพลอย ๆ โดยไมสมเหตุสมผล

51 3) จงฉลองวันพระอันเปน วันศกั ด์ิสทิ ธิ์ 4) จงอยาบชู ารูปเคารพ 5) จงเคารพนับถอื บดิ ามารดาของตน 6) จงอยาฆาคน 7) จงอยาลวงประเวณีในคูค รองของผูอ ื่น 8) จงอยาลกั ขโมย 9) จงอยา พดู เทจ็ 10) จงอยามกั ไดในทรพั ยของเขา หลักคําสอนของพระเยซู สว นใหญจ ะอยบู นพ้นื ฐานของบัญญัติ 10 ประการ ของศาสนายูดาย โดยขยายอธิบายความเพิม่ เติมหรอื อนุรักษคาํ สอนเดมิ ไว เชน สอนใหมีเมตตากรณุ าตอ กัน สอนใหรักกัน ในระหวางพ่ีนอง สอนใหทําความดี สอนใหเห็นแกบุญทรัพยมากกวาสินทรัพย สอนใหแสวงหา คุณธรรมยิ่งกวาสิ่งอ่ืน สอนหลักการคบหาซึ่งกันและกัน สอนใหตอตานความอยุติธรรม สอนเรื่อง จิตใจวา เปนรากฐานแหงความดีความชั่ว สอนถึงความกรุณาของพระเจา สอนถึงความขัดแยงกัน ระหวา งพระเจากับเงิน สอนใหร ักษาศลี รักษาธรรม สอนวธิ ไี ปสวรรค สอนเรอ่ื งความสุขจากการทําใจ ใหอิสระ ฯลฯ เปนตน นักบวช/ผูสืบทอดศาสนา ผูสืบทอดคริสตศาสนา คือ สาวกพระ บาทหลวง หมอสอนศาสนา และครสิ ตศาสนกิ ชน ผูเลื่อมใสในคริสตศ าสนา ศาสนสถาน ศาสนสถานที่ใชประกอบกิจกรรมสําคัญทางศาสนาของคริสตศาสนิกชน คือ โบสถ วิหาร สัญลักษณ สัญลักษณ คือ เคร่ืองหมายแสดงความเปนคริสตศาสนิกชน ทุกนิกายใช เคร่อื งหมายไมก างเขนเหมือนกนั หมด ไมก างเขน เปน หลักใชประหารนักโทษชาวปาเลสไตน ในสมัย โบราณ นักโทษที่ถูกตัดสินประหาร จะถูกตรึงไมกางเขน แลวนําไปปกตั้งไวกลางแดดใหไดรับ ความทุกขท รมานจากความรอ น และความหวิ กระหาย จนกวาจะตาย พระเยซูส้ินพระชนม โดยถูกตรึง ไมกางเขน จึงถือเอาไมก างเขน เปน สญั ลกั ษณแ สดงถึง ความเสียสละที่ยิ่งใหญ เปน นริ นั ดรข องพระองค พิธกี รรมสําคัญในครสิ ตศ าสนา พธิ ีกรรมในศาสนานมี้ ีสาํ คัญ ๆ อยู 7 พิธี เรยี กวา พธิ ีรบั ศลี ศักดส์ิ ิทธ์ิ มดี ังนี้ 1) ศีลลางบาปหรือการรับบัพติสมา เปนพิธีแรกท่ีคริสตชนตองรับ โดยบาทหลวงจะใช นํา้ ศกั ดส์ิ ิทธ์ิเทลงบนศรี ษะ พรอมเจิมนํา้ มนั ท่ีหนาผาก 2) ศีลอภัยบาป เปนการสารภาพบาปกับพระเจา โดยผานบาทหลวง บาทหลวง จะเปน ผตู กั เตอื น สั่งสอน ไมใ หท าํ บาปนัน้ อกี และทาํ การอภยั บาปใหในนามพระเจา

52 3) ศีลมหาสนิท เปน พิธกี รรมรบั ศลี โดยรับขนมปงและเหลาองุนมารับประทาน โดยเชื่อวา พระกายและพระโลหิตของพระเยซู 4) ศลี กําลงั เปนพธิ รี บั ศลี โดยการเจิมหนา ผาก เพอ่ื ยืนยันความเชือ่ วา จะนับถอื ศาสนาครสิ ต ตลอดไป และไดรับพระพรของพระจิตเจา ทําใหเ ขม แขง็ ในความเชื่อมากข้ึน 5) ศีลสมรส เปน พธิ ีประกอบการแตง งานโดยบาทหลวงเปนพยาน เปนการแสดงความสัมพันธวา จะรกั กนั จนกวาชวี ิตจะหาไม 6) ศลี บวช สงวนไวเฉพาะผทู ่จี ะบวชเปนบาทหลวง และเปนชายเทา นัน้ 7) ศีลเจมิ คนไข เปน พิธเี จิมคนไขโ ดยบาทหลวง จะเจิมนํา้ มันลงบนหนาผากและมอื ท้งั สองขาง ของผปู ว ย ใหระลึกวา พระเจาจะอยูก บั ตน และใหพลงั บรรเทาอาการเจบ็ ปว ย สาํ หรบั นกิ ายโรมันคาทอลกิ และนิกายออรโธด็อกซ จะมพี ิธีกรรมท้ัง 7 พิธี แตสําหรับนิกาย โปรเตสแตนท จะมเี พียง 2 พิธี คอื พิธีบพั ตสิ มาและพิธมี หาสนิท แบบอยา งของครสิ เตียนท่ดี ี มารตนิ ลเู ธอร คิง มารติน ลเู ธอร คิง เกิดในครอบครวั ทป่ี ูติดสุรา มีหนี้สินมากมาย แตพอของ คิง ใฝดีในชีวิต อดทนเรียนตอในมหาวิทยาลัย และเปนศาสนาจารยประจําโบสถ สามารถสรางฐานะไดดวยตนเอง จนกลายเปนบคุ คลชน้ั สงู ของคนผวิ ดําในแอตแลนตา แตในสังคมขณะนั้นยังแยกผิวสีคนดําเปนทาส และถูกเฆย่ี นตี คิง เปนเด็กฉลาดและราเริง เปนหัวหนา กลมุ ของเพอ่ื น เขาไดร บั การฝกใหอ ดกลัน้ และ มรี ะเบยี บวินัย เขาตองไปโรงเรียนสอนศาสนาและโบสถในวันอาทิตย บายสงหนังสือพิมพ นอนแต หัวค่ํา และตนื่ เชาเรยี นคมั ภีรไบเบิล ตอ งสวดมนตก อนรบั ประทานอาหาร คิง อยากเรียนแพทย แตเมื่อ ไดรบั การดหู มนิ่ จากคนผวิ ขาว เขาจึงเรียนทนายความ ทม่ี หาวทิ ยาลยั มอรเฮาร เขาฝกเปนนักพูด ได รางวัลในการประกวดวาทศิลป เปนนักศึกษาที่มีผลการเรยี นดีเย่ียม และเขาตัดสินใจเปนนักเทศน เขาเขยี นบทความลงในหนังสือพมิ พ เรยี กรองใหคนผิวดําเขมแข็ง จนประธานาธิบดี ลินดอน บี จอหนสัน ยินยอมออกกฎหมายวาดวยสิทธิมนุษยชน ดร.มารติน ลูเธอร คิง จูเนียร ไดรางวัลโนเบล และ เขาเสียชีวิตลงดวยนํา้ มอื ชาวผวิ ขาว เม่อื วนั ท่ี 4 เมษายน 1968

53 3.4 หลักธรรม – คาํ สอนของศาสนาพราหมณ - ฮนิ ดู คําสอนสําคญั ของศาสนาพราหมณ - ฮินดู ศาสนาพราหมณ - ฮนิ ดเู ปนศาสนาทเ่ี กา แกท่สี ดุ มหี ลกั ธรรมสําคญั ๆ ดงั น้ี 1. หลักธรรม 10 ประการ 1) ธฤติ ไดแก ความพอใจ ความกลา ความมั่นคง ซ่ึงหมายถึง การพากเพียรจนไดรับ ความสําเร็จ 2) กษมา ไดแก ความอดทน น่ันคือ พากเพียร และอดทน โดยยึดความเมตตา กรุณา เปนทต่ี ั้ง 3) ทมะ ไดแก การขมจิตใจของตนดว ยเมตตา และมีสติอยูเ สมอ 4) อสั เตยะ ไดแก การไมล กั ขโมย ไมก ระทําโจรกรรม 5) เศาจะ ไดแก การกระทาํ ตนใหบ รสิ ทุ ธท์ิ ง้ั กายและใจ 6) อินทรยี นครหะ ไดแ ก การหม่ันตรวจสอบอนิ ทรยี  10 ประการ ใหไดร บั การตอบสนอง ทถี่ ูกตอ ง 7) ธี ไดแก ปญญาสติ มติความคิด ความมัน่ คง ยนื นาน นน้ั คือ มปี ญญาและรจู กั ระเบียบ วธิ ีตา ง ๆ 8) วทิ ยา ไดแ ก ความรูท างปรัชญา 9) สัตยา ไดแก ความจริง คือ ซอื่ สตั ยต อกนั และกนั 10) อโกธะ ไดแ ก ความไมโ กรธ 2. หลกั อาศรม (ข้นั ตอนแหง ชวี ติ ) 4 คอื 1) พรหมจารี ขน้ั ตอนเปน นกั ศึกษา 2) คฤหัสถ ขนั้ ตอนเปน ผคู รองเรือน 3) วานปรสั ถ ขนั้ ตอนละบา นเรือนเขา ปา หาความสงบวิเวก 4) สนั ยาสี ข้ันตอนสละเพศฆราวาส ออกบวช บําเพญ็ พรต เพ่อื หาความสขุ ทแ่ี ทจริง ของชีวติ 3. หลักเปา หมายของชวี ติ 4 ประการ คือ 1) กามะ การหาความสุขทางโลกอยางถูกตอง สมดลุ 2) ธรรมะ ปฏิบตั ิหนาทต่ี ามวรรณะไดถกู ตอ ง 3) อรรถะ สรา งฐานะทางครอบครวั ใหม ัน่ คงในทางเศรษฐกจิ 4) โมกษะแสวงหาทางหลุดพน

54 บคุ คลตัวอยางในศาสนาพราหมณ - ฮนิ ดู มหาตมะ คานธี เปน บคุ คลตวั อยางของศาสนาพราหมณ – ฮินดู ไดอ ยางดี ทานมหาตมะ คานธี เปนชาวอนิ เดีย ไดรับการศึกษากฎหมายจากประเทศอังกฤษ แตทานยังคงไวซึ่งความเปนผูอนุรักษ วัฒนธรรมชาวอินเดียไวได ทา นเปนผูนําของชาวอินเดียในการตอสู เพ่ือเอกราชของชาวอินเดียดวย วธิ กี ารอหิงสา คอื การตอตานอยางสงบ อดอาหาร เปนบุคคลตัวอยางท่ีใชชีวิตอยางสมถะ เรียบงาย เปนวรี บุรุษของชาวอนิ เดยี ท่สี ามารถตอสเู อาอธิปไตยคนื จากองั กฤษได สาเหตุที่ทานเร่มิ การตอสูเกิด จากเม่อื ทา นไปทาํ งานท่ปี ระเทศแอฟริกา ทานโดยสารรถไฟช้นั หน่ึง แตพ นกั งานรถไฟไมใหทานนั่งชั้น 1 เพราะที่นั่งเอาไวส ําหรับคนผวิ ขาว ทา นจึงโดนไลล งจากรถไฟ ทานน่ังอยูท่ีสถานีรถไฟท้ังคืน ครุนคิด ในเร่ืองน้ี และทานสามารถรวมกลุมชาวอนิ เดยี ตอตานชาวผิวขาวในแอฟริกา เมื่อทานมาอยูที่อินเดีย แตเ ดมิ ทานสนับสนนุ การทาํ งานของอังกฤษ แตเ มื่อองั กฤษ ออกกฎหมายตรวจรูปพรรณหญิงอินเดีย ตองถอดเสื้อผาตอหนาเจาหนาท่ีอังกฤษ ทานจึงเร่ิมตนนําอินเดียสูอังกฤษ จนไดรับชัยชนะดวย วิธอี หงิ สาตอ สูดว ยความสงบ กิจกรรมที่ 3 3.1 ใหผูเรียนยกตัวอยางบคุ คลในชมุ ชนของทานทนี่ ําหลกั ธรรมทางศาสนามาปฏบิ ตั ิและ เปน ทีย่ อมรบั ของสังคมและชุมชน 3.2 ผเู รียนยดึ หลกั ธรรมขอ ใดในศาสนาทต่ี นเองนับถอื ในการแกไขปญหาชวี ติ และพฒั นา ชีวิต 3.3 ใหผูเรยี นอธิบายหนาทแ่ี ละการปฏบิ ตั ิทดี่ ตี ามหลักศาสนาของตน

55 เร่ืองท่ี 4 หลักธรรมในแตล ะศาสนาท่ีทําให อยูรวมกับศาสนาอน่ื ไดอยางมีความสขุ 4.1 ศาสนาพุทธ ไดแก พรหมวิหาร 4 และฆราวาสธรรม พรหมวิหาร 4 วหิ าร แปลวา ทอ่ี ยู พรหม แปลวา ประเสรฐิ คาํ วา พรหมวิหาร หมายความวา เอาใจจับอยู ในอารมณแ หงความประเสริฐหรือเอาใจไปขังไวในความดที สี่ ุด ซ่งึ มคี ณุ ธรรม 4 ประการ คอื 1. เมตตา 2. กรุณา 3. มุทิตา 4. อเุ บกขา เมตตา แปลวา ความรกั หมายถึง รกั ที่มงุ เพื่อปรารถนาดีโดยไมห วังผลตอบแทนใด ๆ จึงจะ ตรงกับคําวา เมตตา ในที่นี้ ถาหวังผลตอบแทน จะเปนเมตตาที่เจือดวยกิเลส ไมตรงตอเมตตา ในพรหมวหิ ารน้ี ลักษณะของเมตตา ควรสรางความรูสึกคุม อารมณไวตลอดวันวา เราจะเมตตาสงเคราะห เพ่ือนที่เกิด แก เจ็บ ตาย จะไมสรางความลําบากใหแกสรรพสัตวทั้งหลาย ความทุกขท่ีเขามี เรากม็ ีเสมอเขา ความสขุ ที่เขามีเราก็สบายใจไปกบั เขา รักผอู นื่ เสมอดวยรกั ตนเอง กรุณา แปลวา ความสงสาร หมายถึง ความปรานี ปรารถนาใหผูอื่นพนทุกข ความสงสาร ปรานีนก้ี ไ็ มห วงั ผลตอบแทน เชนเดียวกนั สงเคราะหส รรพสตั วท ม่ี ีความทุกขใหหมดทุกขตามกําลังกาย กาํ ลงั ปญญา กําลังทรพั ย ลักษณะของกรุณา การสงเคราะหทั้งทางดานวัตถุโดยธรรมวา ผูท่ีจะสงเคราะหนั้นขัดของ ทางใดหรือถาหาใหไมไดก ช็ ีช้ อ งบอกทาง มุทิตา แปลวา มีจิตออนโยน หมายถึง จิตที่ไมมีความอิจฉาริษยาเจือปน มีอารมณสดช่ืน แจมใสตลอดเวลา คดิ อยูเสมอวา ถา คนท้ังโลกมีความโชคดี ดวยทรัพย มปี ญญาเฉลยี วฉลาดเหมอื นกนั ทกุ คนแลวโลกน้ีจะเต็มไปดวยความสขุ สงบ ปราศจากอันตรายท้งั ปวง คิดยนิ ดี โดยอารมณพลอยยินดีนี้ ไมเนือ่ งเพอื่ ผลตอบแทน การแสดงออกถึงความยนิ ดใี นพรหมวหิ าร คอื ไมหวงั ผลตอบแทนใด ๆ ทง้ั สนิ้ อเุ บกขา แปลวา ความวางเฉย น่ันคือ มกี ารวางเฉยตอ อารมณท่ีมากระทบ ความวางเฉยใน พรหมวิหารนี้ หมายถึง เฉยโดยธรรม คือ ทรงความยตุ ธิ รรมไมลําเอยี งตอผใู ดผูหนง่ึ - คนที่มพี รหมวหิ าร 4 สมบรู ณ ศีลยอ มบริสทุ ธิ์ - คนที่มพี รหมวหิ าร 4 สมบูรณ ยอ มมฌี านสมาบตั ิ - คนท่ีมพี รหมวหิ าร 4 สมบูรณ เพราะอาศัยใจเยอื กเย็นปญญาเกดิ

56 ฆราวาสธรรม หมายถึง การปฏบิ ตั ติ นเปน ฆราวาสที่ดี ซึ่งเปน ธรรมสาํ หรับผคู รองเรอื น มี 4 ประการ คือ 1) สัจจะความจริงใจ ความจริงจังตลอดจนความซื่อตรงตอกันและกัน สรุปรวม คือ “ความรบั ผิดชอบ” เปนหลกั สาํ คญั ทจ่ี ะใหเกดิ ความไววางใจ และไมตรีจิตสนิทตอกัน ขาดสัจจะเม่ือใด ยอมเปนเหตุใหเกิดความหวาดระแวง แคลงใจกัน เปนจุดเริ่มตนแหงความราวฉาน ซ่ึงยากนักที่จะ ประสานใหคนื ดไี ดดงั เดมิ ซ่ึงถามคี วามรับผดิ ชอบในตนเองหรอื แมแ ตร บั ผิดชอบผอู ืน่ กจ็ ะสง ผลใหเกดิ ความผาสกุ ได คนมีสัจจะ จึงมักจะแสดงความรบั ผดิ ชอบออกมา 4 ดา น คอื 1.1 ดานหนาทแ่ี ละการงาน ทาํ งานชน้ิ นน้ั ใหสําเรจ็ ไมว าจะเกิดอุปสรรคใด ๆ ก็ตามหรอื แมแตส ภาพแวดลอมจะไมเออ้ื อํานวยกต็ าม 1.2 ดา นคําพดู พดู อยา งไร ทําอยางนั้น และทาํ อยา งไร กพ็ ดู อยา งนน้ั 1.3 ดา นการคบคนจริงใจ ไมมเี หล่ยี มคู วากนั ตรง ๆ ซ่อื ๆ จรงิ ใจ ไมลาํ เอยี ง ไมมีอคติ 4 ประการ ไดแ ก 1. ไมล าํ เอยี ง เพราะรัก 2. ไมลําเอียง เพราะชงั 3. ไมลาํ เอียง เพราะโง 4. ไมลาํ เอยี ง เพราะกลวั 1.4 ดานศีลธรรม ความดียึดหลักคุณธรรม ไมผิดศีล ผิดธรรม ผิดประเพณี และ ผิดกฎหมายบานเมือง 2) ทมะ การรูจักขมจิตขมใจตนเอง มีความกระตือรือรนในการเค่ียวเข็ญ ฝกตนเอง บงั คบั ควบคมุ อารมณ ขม ใจ ระงับความรสู ึกตอ เหตุบกพรองของกนั และกนั อยา งไมมีขอ แม เงอ่ื นไข เพอื่ ใหตนเองมีท้ังความรู ความสามารถ และความดีเพ่ิมพูนมากข้ึนทกุ วัน ๆ รูจักฝกฝน ปรับปรุงตน แกไ ขขอบกพรอ ง ปรับนิสัย และอธั ยาศยั ไมเปนคนดอื้ ดา น เอาแตใ จและอารมณข องตน 3) ขันติ ความอดทนอดกลั้นตอความหนักและความรายแรงท้ังหลาย ชีวิตของผูอยู รว มกัน นอกจากมขี อ แตกตา ง ขดั แยงทางอปุ นสิ ัย การอบรม และความตองการบางอยาง ซึ่งจะตอง หาทางปรับปรุงเขาหากัน บางรายอาจจะมีเหตุลวงเกินรุนแรง แสดงออกจากฝายใดฝายหน่ึง ซ่ึง อาจจะเปนถอ ยคาํ หรอื กิริยาอาการ จะโดยต้ังใจหรือไมก็ตาม เม่ือเกิดเหตุเชนน้ี อีกฝายหน่ึงจะตอง รูจักอดกล้ัน ระงับใจ ไมก อ เหตใุ หเรอ่ื งลุกลามกวางขยายตอไป ความรายจึงจะระงับลงไป นอกจากน้ี ยงั จะตองมีความอดทนตอความลําบาก ตรากตรํา และเรื่องหนักใจตาง ๆ ในการประกอบการงาน อาชีพ เปนตน โดยเฉพาะเมอื่ เกิดภัยพิบัติ ความตกต่ําคับขนั ไมตีโพยตพี าย แตม ีสตอิ ดกลน้ั คดิ อุบาย

57 ใชปญญาหาทางแกไขเหตุการณใหลุลวงไปดวยดี ชีวิตของคูครองที่ขาดความอดทน ยอมไมอาจ ประคบั ประคองพากันใหรอดพน เหตรุ ายตา ง ๆ อันเปนประดจุ มรสุมแหงชวี ิตไปได ความอดทนพน้ื ฐานใน 4 เร่อื งตอไปนี้ เปน สงิ่ ทีต่ องเจอในชวี ติ ของเราโดยทั่วไป คอื 3.1 ตองอดทนตอธรรมชาติท่ีไมเอื้ออํานวย ทนท้ังแดด ลม ฝน ส่ิงแวดลอมท่ีไม เอ้ืออาํ นวย เปนตน 3.2 ตองทนตอทุกขเวทนา คอื การทนตอสภาพสงั ขารของตน เชน การเจ็บปวย ก็ไม โวยวาย ครํ่าครวญ จนเกินเหตุ เปนตน 3.3 ตองอดทนตอการกระทบกระท่ัง คือ การอดทนกบั คนอื่น รวมถึงอดทนกับตนเอง ในเร่อื งทไี่ มไดด ัง่ ใจตนเอง การกระทบกระท่ังจิตใจตนเองดวย 3.4 ตอ งอดทนตอกิเลส คือ การอดทนตอนิสัยไมดีของเราเอง ไมใหระบาดไปติดคนอ่ืน และตองอดทนตอการย่ัวยุของอบายมุข ซ่ึงเปนสิ่งแวดลอมภายนอกที่พยายามกระตุนกิเลสในใจ ตนเอง อดทนตออบายมขุ 6 คอื การดม่ื สุรา การเท่ยี วกลางคืน การเที่ยวในสถานบันเทิงเริงรมย การ เลนพนนั การคบคนช่วั เปน มติ ร และการเกียจครา นตอ หนา ทีก่ ารงาน 4) จาคะ ความเสยี สละ ความเผอ่ื แผแบง ปน ตลอดถึงความมีน้ําใจเอื้อเฟอตอกัน นึกถึง สว นรวมของครอบครวั เปนใหญ ชีวติ บุคคลท่ีจะมคี วามสขุ จะตอ งรจู กั ความเปน ผใู หด วย มิใชเ ปนผูรับ ฝา ยเดียว การให ในท่ีน้ีมใิ ชห มายแตเ พียงการเผ่อื แผ แบง ปน ส่งิ ของ อันเปนเร่อื งท่ีมองเห็นและเขาใจ ไดงาย ๆ เทานั้น แตยังหมายถึง การใหน้ําใจแกกัน การแสดงน้ําใจเอื้อเฟอตอกัน ตลอดจนการ เสียสละ ความพอใจ และความสุขสวนตัวได เชน ในคราวท่ีคูครองประสบความทุกข ความเจ็บไข หรือประสบปญหาทางธุรกิจ เปนตน ก็เสียสละความสุข ความพอใจของตน ขวนขวายชว ยเหลือ เอาใจใสด แู ล เปน ทพ่ี ่งึ อาศัย เปน กาํ ลงั สงเสรมิ หรือชวยใหกําลังใจไดโ ดยประการใดประการหน่ึ งตาม ความเหมาะสม รวมความวา เปนผูจิตใจกวางขวาง เอ้ือเฟอเผ่ือ แผเสียสละ ไมคับแคบ เห็นแกตัว ชีวิตครอบครวั ท่ขี าดจาคะ กค็ ลายกบั การลงทนุ ทีป่ ราศจากผลกาํ ไรมาเพมิ่ เติม สว นท่มี ีมาแตเดิมกค็ งท่ี หรอื หมดไป เหมอื นตนไมท ี่มไิ ดรับการบาํ รุง ก็มีแตอ ับเฉารวงโรย ไมม ีความสดชนื่ งอกงาม 4.2 ศาสนาอสิ ลาม มีหลักธรรมที่ทําใหอยูรวมกับศาสนาอ่ืนไดอยางมีความสุข เพราะยึดหลักจริยธรรมเปน ธรรมนูญ สําหรับมนุษยท่ีครอบคลุมทุกดานท้ังสวนตัว ครอบครัว สังคม สอนใหมนุษยอยูกันดว ย ความเปนมิตร ละเวนการรบราฆาฟน การทะเลาะเบาะแวง รุกรานสิทธิผูอื่น ไมลักขโมย ฉอฉล หลอกลวง ไมผิดประเวณี ทําอนาจาร ไมด่ืมของมึนเมา ไมบอนทําลายสังคม ไมวารูปแบบใดและ ศาสนาอิสลาม ถือวา พนี่ องมสุ ลมิ ทัว่ โลกเปนครอบครวั กนั เปนน้ําหนึง่ ใจเดียวกนั สามคั คกี ัน และรกั กัน ศาสนาอิสลามมวี ธิ ฝี กตนใหอ ดทนดวยการถือศลี อด และรักผอู นื่ ดวยการบริจาคทาน เรยี กวา ซะกาต

58 การถอื ศลี อด การถอื ศีลอด คอื งดเวน จากการกระทําตา ง ๆ ดงั ตอไปนี้ ตั้งแตแ สงอรุณขึน้ จนถงึ ตะวนั ตก ใน เดือนรอมะฎอน (เดอื นท่ี 9 ขอฮจิ เราะหศักราช) เปนเวลา 1 เดอื นคือ 1. งดการกินและการด่มื 2. งดการมเี พศสมั พันธ 3. งดการใชว ตั ถภุ ายนอกเขา ไปในอวัยวะภายใน 4. งดการแสดงอารมณรายและความผิดตาง ๆ พรอมท้ังกระทําในสิ่งตาง ๆ ดังตอไปน้ี - ทาํ นมสั การพระเจาใหมากกวาวนั ธรรมดา ถาเปน การถอื ศลี รอมะฎอน ใหทํา ละหมาดตะรอวีห จํานวน 20 รอ็ กอะฮ - อา นคมั ภีรอลั กรุ อานใหมาก - สํารวมอารมณ และจติ ใจใหดี - ทาํ ทานแกผ ยู ากไร และบริจาคเพือ่ การกศุ ล - กลาว “ซกิ ร”ิ อนั เปนบทรําลึกถงึ พระเจา - ใหนงั่ สงบสติสงบจติ “อิตติกาฟ” ในมสั ยดิ การถือศลี อด มีเปาหมายเพือ่ เปนการฝกฝนใหต ัวเองมจี ติ ผูกพนั และยาํ เกรงตอ พระเจาเพอ่ื การดาํ เนนิ ชีวิตในทกุ ดา น ตามคําบัญชาของพระองค อนั เปนผลดี ทําใหเกิดปกตสิ ุขท้ังสว นตวั และสวนสังคม นอกจากนนั้ ประโยชนของการถือศีลอด ยังเปนผลดีในดานสุขภาพอนามัยอีกดวย เพราะ การถอื ศลี อด เปนการอดอาหารในชว งเวลาทถ่ี กู กาํ หนดไวอ ยางตายตวั น้นั จะทําใหร า งกายไดล ะลาย สวนเกินของไขมันท่สี ะสมเอาไว อนั เปนบอเกิดของโรครายหลายประการดว ย การถอื ศลี อด ทําใหเกดิ การประหยดั ทัง้ อาหารของโลก และส่งิ ฟมุ เฟอยตาง ๆ ในหน่ึงเดือนท่ี ถือศีลอด คาอาหารที่ลดลงจะเปนจํานวนมหาศาล เทากับเดือนถือศีลอด น้ัน มุสลิมชวยทําใหโลก ประหยัดโดยตรง ซะกาต ซะกาต ในศาสนาอิสลาม หมายถึง ทานประจํา ซึ่งศาสนาบังคับใหผูมีทรัพยสินมากเกิน จาํ นวนที่กําหนดไว (ในศาสนา) จายแกผ ูควรไดร ับ (ตามอัตราทีศ่ าสนากาํ หนด) ทม่ี าของการบริจาคซะกาต 1. คําสอนในศาสนาที่ใหมุสลิมทุกคน ถือวา บรรดาทรัพยสินทั้งหลายที่หามาได น้ัน คือ ของฝากจากอลั เลาะหเ จา ใหจ า ยสวนหนึ่งแกคนยากคนจน 2. ชวี ติ จรงิ ของพระศาสดามะหะหมดั เคยผานความยากจนมากอ น

59 วัตถปุ ระสงคของการบรจิ าคซะกาต 1. เพื่อชาํ ระจติ ใจของผบู ริจาคใหบรสิ ทุ ธ์ิ ไมต กเปน ทาสแหงวตั ถุ ดวยความโลภ และเหน็ แกตวั 2. เพอื่ ปลกู ฝงใหมุสลิมทง้ั หลาย เปนผูม ีจิตใจเมตตา กรุณา เออื้ เฟอ เผ่ือแผ ซงึ่ กนั และกนั 3. เพอ่ื ลดชอ งวา งระหวา งชนชน้ั ในสงั คม ดวยวิธกี ารสงั คมสงเคราะห ลักษณะของการบรจิ าคซะกาตทถ่ี อื ไดวา ไดบ ญุ กศุ ลตามความมงุ หมาย ไดแ ก 1. ทรพั ยส นิ ทบี่ รจิ าคตองไดมาดว ยความสจุ รติ 2. ตอ งเต็มใจในการบริจาค ไมห วงั สิ่งตอบแทน ไมเ จตนา เพือ่ อวดความม่งั มี และไมล ําเลกิ บญุ คุณ อัตราการบริจาคซะกาต 1. ซะกาตพืชผล อันไดแก การเพาะปลูกที่นําผลผลิตมาเปนอาหารหลกั ในทองถิ่น น้ัน เชน ขา ว ขาวสาลี เปน ตน เม่อื มจี าํ นวนผลิตได 650 กก. ตองจา ยซะกาด 10% สาํ หรบั การเพาะปลูก ทีอ่ าศยั ฝน และเพยี ง 5% สาํ หรบั การเพาะปลกู ทใ่ี ชน า้ํ จากแรงงาน 2. ทองคําเงินและเงินตรา เม่ือมีจํานวนเหลือใชเพียงเทาทองคําหนัก 5.6 บาทเก็บไว ครอบครอง ครบรอบปกต็ องบริจาคออกไป 2.5% จากทั้งหมดที่มีอยู 3. รายไดจากการคา เจาของสินคาตองคิดหักในอัตรา 2.5% ในทุกรอบป บริจาคเปน ซะกาต ทัง้ น้ีทรพั ยสนิ จะตอ งไมนอยกวา เทยี บนํา้ หนกั ทองคาํ เทากับ 4.67 บาท 4. ขุมทรพั ยเหมอื งแร เม่ือไดขดุ กรสุ มบัตแิ ผนดิน หรอื เหมอื งแรไดส ัมปทาน จะตองซะกาต 20% หรือ 1 ใน 5 จากทรพั ยสินท้งั หมดทีไ่ ด 5. ปศุสตั ว ผทู ีป่ ระกอบอาชพี เลย้ี งสตั ว คือ วัว ควาย อูฐ แพะ จะตองบริจาคในอัตราที่แนนอน เปนซะกาตออกไป เชน มีวัว ควาย ครบ 30 ตัว ใหบริจาคลูกวัว อายุ 1 ขวบ ครบ 100 ตัว บริจาคลูกวัว อายุ 2 ขวบ 1 ตัว และ 1 ขวบ 2 ตวั เปน ตน 4.3 ศาสนาครสิ ต ไดแ ก หลักความรัก ซึง่ กอ ใหเกิดความรัก สามัคคี ของคนในโลก ท้ังน้ี เพราะหลักความรัก เปนคําสอนทางจริยธรรมที่สําคัญที่สุดของศาสนาคริสต ความรักในที่น้ี มิใชความรักอยางหนุมสาว อนั ประกอบดวยกิเลส ตัณหา และอารมณปรารถนา อันเห็นแกตัว แตหมายถึง ความเปนมิตรและ ความปรารถนาใหผูอ่ืนมีความสุข พระคริสตธรรม ท้ังพระคริสตธรรมใหม และพระคริสตธรรมเกา ตางก็มีคาํ สอนท่เี นน เร่อื ง ความรัก ซึ่งมีอยู 2 ประเภท ไดแ ก ความรกั ระหวางมนษุ ยก ับพระเจา และ ความรกั ระหวางมนุษยก บั มนษุ ย

60 ในพระคริสตธรรมเกา ความรัก เปนเร่ืองของความผูกพันระหวางพระเจากับชนชาติอิสราเอล โดยท่ีพระเจาทรงเปน ผูใหค วามรักแกชนชาติอสิ ราเอลกอ น จากนั้นชาวอิสราเอล จึงสนองตอบความรัก ของพระเจา พระคริสตธรรมเกา ไดบ นั ทึกหลกั ความรกั ระหวา งมนุษยกับมนุษย ไวว า “จงอยา เกลียดชังพนี่ องของเจา อยใู นใจ แตเจา จงตกั เตือน เพ่อื นบานของเจา เพื่อจะไมตอง รับโทษ เพราะเขา เจาอยาแคนหรือผูกพยาบาท ลูก หลาน ญาติพ่ีนองของเจา แตจงรักเพ่ือนบาน เหมือนรกั ตนเอง” ในพระคริสตธรรมใหม คําสอน เร่ือง หลักความรักระหวางมนุษยกับพระเจา ไดเปล่ียนไป โดยใหพระเยซูเปนสัญลักษณของความรักสูงสุดท่ีพระเจาทรงมีตอมนุษย เห็นไดจากการท่ีพระเยซู ทรงยอมสนิ้ พระชนมบนไมกางเขน เพ่อื ใหผ ูมีศรทั ธาในพระองค จะไดพนจากความผิดบาปเจตนารมณ ของพระเยซูท่ีทรงยอมสละพระชนมชีพ เพื่อไถบาปของมวลชน นั้น ปรากฏอยูในคําอธิษฐานของ พระองค กอ นทีท่ หารโรมนั จะเขา จับกุม และพระคริสตธรรมใหม ไดบันทึกความสําคัญของความรัก ระหวางมนุษยกบั มนุษย วา “มีธรรมาจารยคนหนงึ่ เมอื่ มาถึงไดย ินเขาไลเลยี งกัน และเห็นวา พระองค ทรงตอบเขาไดดี จึงทูลถามพระองค วา “ธรรมบัญญัติขอใดเปนเอก เปนใหญ กวาธรรมบัญญัติท้ังปวง” พระเยซูจึง ตรัสตอบคนน้นั วา “ธรรมบัญญัติเอก น้ัน คือวา โอชนอิสราเอลจงฟงเถิด พระเจาของเราท้ังหลาย ทรงเปนพระเจา องคเ ดียว และพวกทานจงรักพระเจาดว ยสุดจิต สดุ ใจ ของทา นดว ย สดุ ความคิดและ ดวยสิ้นสุดกําลังของทาน และธรรมบัญญัติที่สอง นั้นคือ จงรักเพ่ือนบาน เหมือนรักตนเอง ธรรม บัญญตั ิอ่นื ที่ใหญกวา ธรรมบญั ญัติท้ังสองนี้ ไมมี” คาํ วา “เพื่อนบา น” นีห้ มายถงึ เพื่อนมนุษยท่ัวไป พระเยซู ทรงสอนใหมนุษย เผื่อแผความรัก ไปรอบดา น ไมเลือกท่รี ักผลักที่ชัง หลักคําสอนสําคัญนี้ มีอยูในบทเทศนาบนภูเขา ความรักระหวาง มนษุ ยกบั มนษุ ย แสดงออกไดโดยความเมตตา กรุณา และความเสียสละ สวนความรักที่มนุษยมีตอ พระเจา แสดงออกโดยความศรัทธา ความศรทั ธาสรปุ ได 5 ประการ คอื 1. ศรทั ธาวาพระเจา คอื พระเยโฮวาห เปนพระเจาสูงสดุ เพียงองคเ ดยี ว 2. ศรทั ธาวาพระเจา ทรงรกั มนษุ ยอ ยา งเทา เทยี มกัน 3. ศรทั ธาวา พระเยซู เปนบุตรของพระเจา 4. ศรทั ธาวาพระเยซู เปน พระผูช ว ยใหรอด 5. ศรทั ธาวาในแผน ดนิ สวรรค หรอื อาณาจกั รของพระเจาที่กาํ ลังจะมาถึง หลักความรกั และหลกั อาณาจักรของพระเจา มคี วามสมั พันธก นั กลา วคือ มนษุ ยจะสามารถ เขา ถงึ อาณาจักรของพระเจา ได ก็โดยอาศยั ความรัก เปน คณุ ธรรมนาํ ทาง และอาณาจักรของพระเจา ก็เปนอาณาจักรที่บรบิ ูรณดวยรกั

61 4.4 ศาสนาพราหมณ - ฮนิ ดู ศาสนาพราหมณ – ฮนิ ดู ยึดหลักปรมาตมนั มคี วามหมายดังนี้ หลักปรมาตมนั คาํ วา ปรมาตมัน หมายถงึ สิง่ ย่ิงใหญอ นั เปนที่รวมของทกุ สง่ิ ทุกอยา งในสากลโลก ซง่ึ เรียกชื่อ สิ่งน้ีวา พรหมปรมาตมันกบั พรหม จงึ เปนสิ่งเดียวกันและมีลกั ษณะดังตอ ไปน้ี 1) เปนส่งิ ท่ีเกดิ ขน้ึ เอง 2) เปน นามธรรมสิงสถติ อยูใ นสงิ่ ท้งั หลายทง้ั ปวง เรียกวา อาตมัน เปน สิ่งทม่ี องไมเหน็ ดว ยตา 3) เปน ศนู ยร วมแหงวิญญาณทง้ั ปวง 4) สิ่งทง้ั หลายทง้ั ปวงในสากลโลกลว นเปนสวนยอยทแี่ ยกออกมาจากพรหม 5) เปน ตวั ความจรงิ (สัจธรรม) สง่ิ เดยี ว (โลกและส่ิงอน่ื ๆ ลวนเปน มายาภาพลวงทีม่ ีอยชู วั่ ครัง้ ชวั่ คราว เทานน้ั ) 6) เปนผูป ระทานวญิ ญาณความคดิ และความสันติ 7) เปน สง่ิ ท่ีดํารงอยใู นสภาพเดิมตลอดกาล วญิ ญาณของสตั วโลกทั้งหลาย (อาตมัน) คือ สวนท่ีแยกออกมาจากวิญญาณรวมของพรหม (ปรมาตมนั ) วิญญาณยอยแตละดวงเหลาน้ี เม่ือแยกออกมาแลว ยอมเขาสิงสถิตในสิ่งมีชีวิตรูปแบบ ตาง ๆ กนั เชน ในรา งกายมนษุ ย เทวดา สัตว และพืช มีสภาพดีบาง เลวบาง สุดแตผลกรรมท่ีทําไวซึ่ง ถือวา เปนทุกขท้ังส้ิน ตราบใดท่ีวิญญาณเหลาน้ียังไมส้ินกรรม ยอมตองเวียนวายตายเกิดผจญทุกข อยูตลอดไป ดงั นัน้ เมื่อทกุ ส่งิ ทุกอยา งในสากลโลกเปนสิ่งเดยี วกนั จึงควรอยูดวยกนั ดวยสนั ตแิ ละสงบสขุ ได กจิ กรรมท่ี 4 ใหค รูแบงผูเรียนออกเปน 3 กลมุ แลวอภปิ รายถึงโทษของการขาดคุณธรรมจริยธรรมท่ีเกิด กบั ตนเองสังคมและประเทศชาติ กลมุ ละ 5 ประเด็น โดยวิเคราะหจากสถานการณความเดือดรอนใน ปจจบุ ัน แลว นาํ มาเสนอในการพบกลมุ กจิ กรรมที่ 5 ใหผ ูเ รียนอา นเรอื่ งตอไปนแี้ ลว อภิปรายพรอมยกตัวอยางอื่น ๆ จากหนา หนงั สือพมิ พ ทแี่ สดงโทษผิดศลี ไมร ักษาศลี 5

62 เพยี งเส้ียวทบ่ี ัดซบ เสียงปรบมือดังกึกกองในหองประชุม เมื่อพิธีกรประกาศรายชื่อของแมดีเดน ประจํา ปก ารศกึ ษา 2540 มอื ของแมเย็นเฉียบ เมื่อตอนจับมือของผม ผมประคองแมออกไปรับรางวัลจาก ผอู ํานวยการวิทยาลัย นํ้าตาแหงความปลื้มปต ขิ องแมเ ออลน ขอบตา เมอ่ื พธิ ีกรอา นประวตั ิของแม “...มคี วามวิริยะอุตสาหะในการเล้ยี งดูลูก ทําหนาท่ีเปนทั้งพอและแมอบรมพรํ่าสอนใหลูก ประพฤตติ นเปน คนดี ... สาํ หรับลกู น้นั มคี วามประพฤตดิ ี บาํ เพ็ญตนเปน ประโยชนตอสังคม เปนที่รัก ของครู – อาจารย และเพือ่ น ๆ ในวิทยาลัย” คําสรรเสริญเยนิ ยอมากมายจนทําใหหัวใจของผมพองโต “ลกู แม วนั นเี้ ปน วนั ทีแ่ มมีความสุขทสี่ ุด ถึงพอ จะทงิ้ แมไป แตแ มก็ทาํ หนาท่ีไดด ีทีส่ ดุ ” แมนํา โลทีไ่ ดรบั ไปวางไวบนหลังตู ยืนพจิ ารณาอา นขอ ความซ้าํ แลวซํ้าอกี “ดูแมเ จาสิ ภาคภูมใิ จในตัวเจา มากเลยนะ หลงั จากพอ เจา ไปมีเมียใหม แมก ท็ ุมเทความรกั ให เจา จนหมด ไมย อมแตงงานใหม กเ็ พื่อไมใ หเกดิ ปญหาตอ เจา ตองรกั แมใ หมาก ๆ นะ” คุณตาวยั เจ็ดสิบป พูดเตอื นหลานชาย ดวงตาฝาฟาง มองดูหลานดว ยความรกั ทไ่ี มแตกตา งจากผูเปนแม “ผมจะรกั ษาความดีน้ีไวตลอดไป คุณตาเช่ือไหมกวา อาจารยจะคัดเลือกได แมดีเดนตองดู ความประพฤติของลูกกอ น ดูการยอมรบั จากอาจารยทุกคน ตลอดท้ังพี่ ๆ และเพ่อื น ๆ ในวทิ ยาลัย” เชา วันใหม ผมเดนิ เขา วทิ ยาลัยอยางสงา ผา เผย รนุ พีร่ นุ นอง และเพ่ือน ๆ มองผมดวยความ ชื่นชม ผมกลายเปนดาวรุงโดยไมรตู ัว “เฮยไอทศหุบปากเสียบาง ย้ิมอยูไดทั้งวัน” เพ่ือนในหองเรียนแซวข้ึน หลังจากอาจารย ท่ปี รกึ ษาแสดงความชืน่ ชมในช่วั โมงโฮมรูม “พท่ี ศวา งไหมคืนน้ี จะโทรไปคยุ ดวยนะ” สาวรุนนองชื่อ แปง หนาตาสะสวยเปนท่ีหมายปอง ของหนมุ ๆ เร่ิมทอดสะพานใหผม “โทรดึก ๆ หนอยนะกลัวตากบั แมจะบน” ผมทง้ิ ทา ยใหห ลอนเพอ่ื สานสัมพันธตอ ไป “ไอน อย จะมัวแตเ รยี นอยางเดียวไมไดหรอกนะ เพ่ือนฝูงมันก็ตองคบบางมีการสังสรรคกัน บางตามประสาเด็กหนุม ๆ” รนุ พีส่ าขาเดียวกนั เอยขึน้ หลงั จากเลิกเรยี น “ผมกลวั ตาและแม จะเปน หว งครับพ”่ี “โธเอย! แกเปนผูชายอกสามศอกนะ ไมใชกะเทย” กลุมพี่หลาย ๆ คนสัพยอกผม พรอม เสยี งหวั เราะเยาะในที... คําพูดของพวกเขาทําใหผมเก็บไปครุนคิดจนนอนไมหลับท้ังคืน ผมยอมรับวา ตวั เองคอ นขา งออ นแอในดา นจติ ใจ มอี ะไรมากระทบจติ ใจไมไ ด จนบางครัง้ ก็เหมอื นกับเปน คนแบกทุกข หรอื แบกทง้ั โลกไวคนเดยี ว “เปนลูกผูชายตองเขมแข็งนะลูก จิตใจตองหนักแนน” แมจะสอนบอยคร้ังที่เวลาเห็นผม แสดงความออนแอ

63 “แมจะไปราชการ 1 สัปดาห ลูกตองรีบกลับบานเพ่ือมาดูแลตานะลูก” แมกําชับผมกอนที่ จะขนึ้ รถไปตา งจงั หวัด “วันนีต้ องทํารายงานสง อาจารย คืนนี้เราระดมสมองกันทบ่ี านไอมืดนะ เออ...แลวไอทศมัน จะไปหรือเปลา” สายตาทกุ คูจอ งมาท่ีทศเปน ตาเดียวกนั “เออ ...ขา ตอ งรีบกลบั บา นมตี า...” เสียงโหฮาปาดงั ลัน่ ทงั้ หอง “ตดั มนั ออกจากกลุมเลย เรือ่ งมากไปไดรําคาญวะ ” ‘เออ... ไปก็ไปวะเด๋ยี วจะโทรบอกตากอน” ผมพูดขน้ึ เพอ่ื ตัดความราํ คาญ บา นสองชัน้ ในซอยเปลีย่ วที่พวกเพอ่ื น ๆ นดั กนั ระดมสมอง เพือ่ ทาํ รายงานนนั้ ผมมองดูรอบ ๆ บริเวณบานที่มีตนไมและหญาข้ึนเต็มไปหมด ภายในบานปลอยใหรกรุงรัง กล่ินเหม็นอับคละคลุง ไปหมดจนผมตอ งใชมอื ปดจมกู “อยา ทาํ เปน ผูด ีเลยไอทศ น่ีหละคอื ทีร่ ะดมสมองแก เอย ไมใชระดมสมองเวยเพื่อนขอโทษ... ขอโทษขา พูดผดิ ไป” สายตาของรนุ พี่ และเพือ่ น ๆ หลายคนดูแปลกไป เหมือนมอี ะไรซอนเรน และปกปด ผมอยู เสียงวิทยุเปดดังล่ันทั่วบาน ผมมองออกไปนอกหนาตาง เห็นทุงนาเว้ิงวาง สุดลูกหูลูกตา ผมคดิ ในใจวา ถา มีบา นขา งเคียงคงไมม ใี ครยอมทนฟง เสียงพวกนีไ้ ด “เฮยทศมาน่ังตรงน้ียืนเซออยูได” รุนพี่กวักมือเรียก ผมเดินเขาไปสมทบมองเห็นเหลาและ แกววางเตรยี มพรอมไวแ ลว “จะเร่ิมทาํ งานกนั เมือ่ ไหร” ผมเอยถามข้นึ เมอ่ื เห็นเพ่ือนแตละคนนั่งเปนกลุม รองรํา ทําเพลง บา งก็ดิ้นตามจงั หวะอยางเมามนั บา งก็ต้ังวงดืม่ เหลา “เฮย... ไอโยง เอาปศ าจแดงใหมันกนิ ดวย จะไดลับประสาทมัน” แคปซูลสแี ดงถูกย่ืนใหผม เมื่อผมปฏิเสธเสยี งเพือ่ น ๆ กด็ ังขึ้น “มนั เปนกะเทยไปเอากระโปรงมาใหมันนุงดว ย” “แกเกิดเปน ผูชาย มนั ก็ตองมที ั้งบูแ ละบนุ ไมลองไมร ูแกจะเกิดมาเสียชาตนิ ะ” “ชวยเชียรม นั หนอยเพอื่ น ๆ” เสียงปรบมือและเสียงลุนดังลั่น ความคิดของผมขณะนั้นมัน สบั สนไปหมด “พีจ่ ะกินเปนตัวอยาง” รนุ พีน่ ําเจาปศ าจแดงหยอนลงในปากตามดวยน้ําโซดา “เห็นไหมพย่ี ังไมเ ปนอะไรเลย กินเขาไปแลวความวิตกกังวลตาง ๆ จะหมดไป” มือของผม เร่ิมส่ันเทาตอนรับยาจากรนุ พี่ ผมครุนคดิ ถึงแมแ ตคิดในใจวา “แมครับผมขอลองครง้ั เดียว เพื่อศกั ดิศ์ รขี องลกู ผชู าย”

64 การทดลองของผมในครั้งน้ันมัน คือ ความคิดท่ีเปนเพียงเส้ียวที่บัดซบ ท่ีทําใหชีวิตของผม ตองจมปลกั อยูกบั ส่ิงเสพตดิ ชนดิ ท่ถี อนตวั ไมข ้ึน พอวางทกุ ครัง้ ผมจะตองมาม่ัวสุมกบั พวกเขา ผมเสพ ทกุ อยา งตั้งแตย ากระตุนประสาท ยากลอ มประสาท จนขณะนี้ผมกาวหนาถึงข้ันตองฉีดมอรฟนและ เฮโรอินเขากลามเน้ือ หรืออาจเสพโดยยัดไสในบุหรี่ จุดบุหรี่แลวจิ้มสูบ บางครั้งก็แตะจมูกสูดดม รางกายของผมเร่ิมซูบผอมเหลือง ออนเพลีย อารมณเปล่ียนแปลงงาย คุมดีคุมราย บางคร้ังผม ทาํ อะไรลงไปโดยท่ีไมร ูสกึ ตวั เชา วันรุง ขน้ึ ผมลมื ตาต่นื ข้ึนมามองดรู อบ ๆ ทีถ่ ูกรายลอ มดว ยซ่ีกรงเหลก็ ผมมองดูเจา หนา ที่ ตํารวจเดนิ กันขวกั ไขวไปมา “ตืน่ แลวเหรอ รูตัวหรือเปลา วา ทาํ อะไรลงไป” นายรอ ยเวรยนื ถามผมทหี่ นา ประตู “หมวดครบั ผมจาํ อะไรไมไ ดเ ลยจริง ๆ ” ผมใชก าํ ปน ทุบศีรษะที่เริ่มจะปวดรนุ แรงขนึ้ ทกุ ที “เม่ือคืนน้ี แกใชคอนทบุ ตามรา งกายของตาแกเองจนถึงแกช ีวิต กม ดูเส้อื แกสิ คราบเลือดยัง ติดเต็มไปหมด” ผมรบี กมดเู ส้อื สีขาวของตัวเอง หัวใจของผมเรม่ิ เตน ไมเปนจังหวะ สมองสับสนจับตนชนปลาย ไมถูก กอนท่ีผมจะลําดับเหตุการณตาง ๆ น้ัน ภาพที่ปรากฏข้ึนขางหนาผม คือ รางของแมท่ีวิ่ง กระเซอะกระเซิงผมเผารุงรัง แตสิ่งที่ผมตองตกใจมากที่สุดในชีวิต คือ ภาพของสองมือแมกอดโล พรอ มตะโกนเสียงดังวา “ฉันคือแมดีเดนประจําป ดูโลที่ฉันไดรับสิ... แสดงวา ลูกของฉันเปนคนดี...ดีจริง ๆ นะ ...” แมว่ิงชูโลใหคนนนั้ คนน้ีดู เสียงตาํ รวจพดู กนั บนโรงพกั ชัดเจน และกองไปในหูของผมทงั้ สองขางวา “เปน บาเพราะลกู แท ๆ ... นาสงสารจัง” (จากรวมเรือ่ งสั้นสงเสริมคุณธรรมจริยธรรมกระทรวงศกึ ษาธิการ) กิจกรรมที่ 6 ใหผ เู รยี นแบงกลุม ละ 5 - 7 คน อภิปรายประโยชนของการมีหลักคณุ ธรรมจรยิ ธรรมประจําใจ วาเกิดผลตอ ตนเองอยางไร และใหต ัวแทนออกมารายงานกลุมใหญ ใหผเู รยี นแสวงหาบุคคลในชมุ ชนทีท่ า นเหน็ วา เปน คนดมี ีคณุ ธรรมจรยิ ธรรมแลวเขียน ภาพประกอบแสดงถึงความดงี ามของบคุ คลนน้ั ๆ

65 กจิ กรรมที่ 7 ใหครแู บงผูเรียนออกเปน 3 กลุม แลว อภิปรายถึงโทษของการขาดคณุ ธรรมจรยิ ธรรมทเ่ี กิดกับ ตนเองสงั คมและประเทศชาติกลุม ละ 5 ประเด็น โดยวเิ คราะหจ ากสถานการณค วามเดอื ดรอนในปจจบุ นั แลว นํามาเสนอในการพบกลมุ กิจกรรมที่ 8 1. ใหผเู รียนฝกนั่งทาํ จติ ใจใหสงบ โดยตงั้ มนั่ อยูกบั สงิ่ ใดสง่ิ หน่ึง เชน ลมหายใจเขาออก แลว เปรียบเทียบความรูสึกในขณะที่ทําจิตใจใหสงบกับความรูสึกในยามที่เสียใจ หรือดีใจวา มีสภาพ ตางกันอยางไร แลวนาํ มาอภปิ รายรว มกันในการพบกลมุ 2. สภาพจิตท่ีเปนสมาธิ กับสภาพจิตของบุคคลท่ีอยูในภาวะเหมอลอย ตางกันหรือ เหมือนกัน อยา งไร 3. ศกึ ษาคน ควาขาวอาชญากรรมตามส่ือสารมวลชน แลวใหผูเรียนวิเคราะหถึงสาเหตุของ การเกดิ อาชญากรรมนน้ั ๆ แลวเปรียบเทยี บวา ถาเปนผูเรียนจะมีวิธีการปองกันแกไข เพื่อไมใหเกิด เหตุการณด งั กลา วได อยางไร 4. ใหผ ูเ รยี นเลาประสบการณ เหตุการณวกิ ฤติอนั ตรายท่ีเกิดขึ้นกับตนเอง และผูเรียนไดใช สตมิ าแกไขชวงวิกฤตดังกลาว อยางไร ถาหากขาดสติในชวงวิกฤตนั้น จะสงผลตอตัวเองอยางไรใน ปจ จบุ ัน

66 บทที่ 2 วัฒนธรรม ประเพณี ของไทยและเอเชยี ฀ สาระสาํ คัญ วัฒนธรรม ประเพณีไทยและในประเทศเอเชีย เปนส่ิงที่มีคุณคาสําหรับชาวไทยและ ประชาชนชาติอื่น ๆ ในทวีปเอเชีย เพราะเปนสิ่งท่ีสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ สงผลใหเอเชีย มีเอกลกั ษณของตนเอง ในปจจุบันทสี่ ังคมโลกส่ือสารไรพรมแดน วัฒนธรรม และประเพณีของเอเชีย จึงเปนสิ่งทนี่ า สนใจศกึ ษาคนควา รวมท้งั การเขา มาทองเที่ยว เพอ่ื การพักผอนหยอนใจ การอนุรักษ สบื สาน ตลอดจนการสง เสรมิ คา นยิ มท่พี ึงประสงคใหเกิดขึ้นในประเทศไทยและเอเชีย เปนส่ิงสําคัญ และจําเปนในสังคมปจจุบัน เพราะจะเปนการเสริมสรางวัฒนธรรม ประเพณีของไทยและเอเชียให ดํารงสืบตอไป ฀ ผลการเรียนรูทคี่ าดหวงั 1. มคี วามรคู วามเขาใจในวัฒนธรรม ประเพณขี องประเทศไทยและประเทศในทวปี เอเชีย 2. ตระหนกั ถึงความสําคัญในวัฒนธรรม ประเพณีของประเทศไทยและประเทศในทวีป เอเชีย 3. มสี ว นรว มในการปฏิบัติตนตามวัฒนธรรม ประเพณีของประเทศไทยและประเทศใน ทวปี เอเชยี 4. ประพฤติตนตามคานยิ มจรยิ ธรรมท่ีพงึ ประสงคข องสงั คมไทย

67 ฀ ขอบขา ยเน้อื หา เรือ่ งท่ี 1 วัฒนธรรม ประเพณขี องไทยและเอเชยี เรอื่ งที่ 2 การอนรุ ักษแ ละการสบื สานวัฒนธรรม ประเพณี เรือ่ งท่ี 3 แนวทางการอนรุ กั ษแ ละการสานวฒั นธรรม ประเพณี เรือ่ งที่ 4 คานยิ มทพ่ี งึ ประสงค ฀ ส่ือการเรียนรู 1. วซี ดี ีวฒั นธรรม ประเพณคี า นยิ มของไทยและประเทศตาง ๆ ในเอเชีย 2. คอมพวิ เตอร อนิ เทอรเน็ต วฒั นธรรม ประเพณคี า นยิ มของไทย และประเทศตา ง ๆ ในเอเชยี

68 เร่อื งที่ 1 วัฒนธรรม ประเพณขี องไทยและเอเชีย 1. วฒั นธรรม ประเพณขี องไทย 1.1 วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมในภาษาไทย เกิดมาจากการรวมคาํ 2 คาํ คอื วฒั นะ หมายถึง ความเจริญงอกงาม รุงเรือง และ คําวา ธรรม หมายถึง การกระทําหรือขอปฏิบัติ รวมแลวแปลวา วัฒนธรรม คือ ขอปฏิบัติ เพอ่ื ใหเ กดิ ความเจรญิ งอกงาม พระยาอนุมานราชธน กลา ววา วัฒนธรรม คือ สงิ่ ที่มนษุ ยเ ปลยี่ นแปลง ปรับปรุง หรอื ผลิต หรือสรางขน้ึ เพ่อื ความสวยงามในวิถชี ีวติ ของสวนรวม วัฒนธรรม คือ วิถที างแหง ชีวิตมนุษยในสวนรวมท่ีถายทอดกันได เรียกกันได เอาอยางกันได กลาวโดยสรุปแลว วัฒนธรรม หมายถงึ ทุกส่งิ ทุกอยางทม่ี นษุ ยสรา งขนึ้ ไว เพอื่ นาํ เอาไปชว ยพัฒนาชวี ติ ความเปน อยใู นสงั คม ซึ่ง จะรวมถงึ ชวยแกป ญ หา และชว ยสนองความตอ งการของสังคม ตามพระราชบญั ญตั ิวฒั นธรรมแหง ชาติ พ.ศ. 2485 ไดแบง ประเภทของวฒั นธรรมไทยไว 4 ประเภท คือ 1. คติธรรม คือ วัฒนธรรมเกี่ยวกับหลักในการดําเนินชีวิต สวนใหญเปนเร่ืองความเช่ือ ซ่ึง เปนเรอื่ งของจิตใจทไี่ ดม าจากศาสนา 2. เนติธรรม คือ วัฒนธรรมทางกฎหมาย รวมท้ังระเบียบประเพณีท่ียอมรับนับถือวามี ความสาํ คัญพอ ๆ กับกฎหมาย 3. วตั ถุธรรม หมายถึง วัฒนธรรมทางวตั ถุ เชน เคร่ืองนงุ หม บา นเรอื น ยารกั ษาโรค เคร่ืองมือ เครือ่ งใชตา ง ๆ 4. สหธรรม หมายถงึ วฒั นธรรมทางสังคม คอื คุณธรรมตา ง ๆ ที่ทําใหคนอยูรวมกันอยางมี ความสุข รวมท้ังระเบียบมารยาทตาง ๆ การแตงกายในโอกาสตา ง ๆ กลาวโดยสรุปวฒั นธรรมมี 2 ประเภท คือ วฒั นธรรมทางวัตถุและวัฒนธรรมทไ่ี มใชว ตั ถุ สาํ นกั งานคณะกรรมการวฒั นธรรมแหงชาติแบงเนือ้ หาวัฒนธรรมเปน 5 ประเภท คอื 1. ศิลปกรรม ไดแ ก ภาษา วรรณกรรม การละคร นาฏศลิ ป ดนตรี จติ รกรรม สถาปตยกรรม ประติมากรรม และศิลปะการแสดง 2. มนุษยศาสตร ไดแก คุณธรรม จริยธรรม คานิยม กฎหมาย ขนบธรรมเนียม ประเพณี การปกครอง ประวัติศาสตร โบราณคดี ปรชั ญา ศาสนา 3. การชางฝม อื ไดแก การเยบ็ ปก ถกั รอ ย การแกะสลัก การทอ การจักสาน การทําเครื่องถม เครื่องเงิน เครอื่ งทอง

69 4. กฬี าและนนั ทนาการ ไดแก มวยไทย กระบี่ กระบอง ตระกรอ การละเลน พื้นเมอื ง 5. คหกรรม ไดแก ระเบียบในเรื่องการกินอยู มารยาทในสังคม การแตงกาย การตกแตง เคหสถาน การดแู ลเด็ก เปนตน ลกั ษณะของวฒั นธรรมไทย วัฒนธรรมไทย ไดร ับการพฒั นามาโดยลาํ ดับ จากอทิ ธิพลสิ่งแวดลอมทางสงั คมและสิ่งแวดลอ ม ทางธรรมชาติ ประกอบกบั ความสามารถของคนไทย กอใหเกดิ การสรา งสรรค การหลอหลอมรวมกัน จนมลี ักษณะเดน ๆ ดังตอ ไปน้ี คือ 1. การมพี ทุ ธศาสนา เปน ศาสนาประจาํ ชาติ วิถีคนไทยเก่ียวของกับพุทธศาสนาอยางลึกซึ้ง กิจกรรมตา ง ๆ ลว นนําศาสนามาเก่ียวขอ ง วธิ คี ิด การดาํ เนนิ ชวี ติ ทคี่ นไทยมีความเอ้ือเฟอเผ่ือแผ ใจดี ลวนมาจากคาํ ส่งั สอนทางศาสนา โดยเฉพาะคนไทยในชนบทท่ีชีวิตเรียบงาย ไมตองตอสูแขงขันมาก ยงั คงมีวิถชี ีวติ แบบพทุ ธ 2. การมพี ระมหากษัตรยิ ทรงเปน พระประมุข สงั คมไทยมีพระมหากษตั รยิ ท รงเปนพระประมุข สืบทอดมาตั้งแตสมัยโบราณมาจนถึงปจจุบัน ดังน้ัน คนไทยทุกคนจึงถวายความจงรักภักดีตอ พระมหากษตั รยิ  และพระมหากษัตรยิ จะมพี ระราชกรณยี กิจตา ง ๆ ทที่ รงคุณประโยชนตอ ชาวไทย 3. อักษรไทย ภาษาไทย สังคมไทยมีอักษรใชมาต้ังแตกรุงสุโขทัย และไดรับการพัฒนา อกั ษรไทยโดยพอ ขนุ รามคําแหงมหาราช จัดเปนเอกลักษณที่นาภาคภูมิใจ เชน คําวาพอ แม พ่ี นอง ฯลฯ เปน ตน 4. วฒั นธรรมที่แสดงออกถึงความเปนไทย บานเรือนไทยที่มีเอกลักษณเหมาะสมกับสภาพ ธรรมชาติของเมืองไทย เรือนไทยสูงโปรง หลังคาลาดชัน ทําใหเย็นสบาย อาหารไทยมีลักษณะเฉพาะมี แกง นํา้ พริก กวยเตีย๋ ว ผัดไทย ตม ยํากุง ฯลฯ ลวนแตอรอ ยและแพรหลายไปในตางชาติ ยาไทยยังมีใช อยูถึงปจจุบัน เชน ยาเขียว ยาลม เปนตน ยาท่ีกลาวมายังเปนท่ีนิยม มีสรรพคุณในการรักษาได ศลิ ปกรรมไทย เปนวฒั นธรรมท่แี สดงออกถงึ ความเพียรพยายามในการปรบั ปรุงคณุ ภาพชีวิตของคนไทย ต้ังแตอดีต คือ วรรณคดีไทย แสดงออกในทางตัวหนังสือ เชน รามเกียรติ์ พระอภัยมณี ดนตรีไทย ยงั ทรงคณุ คา วฒั นธรรมไทย สอ่ื ถงึ ความไพเราะออ นหวาน ใชดนตรีไทยท้งั ระนาด กลอง ซอดวง ซออู ฯลฯ ครบทั้งดีด สี ตี เปา เพลงไทย เปนการรอยกรองบทเพลง รวมกับดนตรีไทย สืบทอดมาจนถึง ปจจุบัน เชน เพลงลาวคําหอม เขมรไทรโยค ฯลฯ จิตรกรรมไทย การวาดเขียนบนผนังโบสถ มี สีสวยงาม มักวาดเปนพุทธประวัติ สําหรับจิตรกรรมไทย ตองคอยซอมแซม ทะนุบํารุงรักษา ประติมากรรมไทย มีการปนหลอพระพุทธรูป และการตกแตงลายปูนปน ในพระพุทธศาสนา สถาปตยกรรมไทย การออกแบบโบสถ วิหาร พระราชวังตาง ๆ

70 1.2 ประเพณไี ทย ประเพณีไทยเปนวัฒนธรรมท่ีสืบทอดกันมา เปนสิ่งท่ีแสดงถึงวิถีชีวิตของคนไทยท้ังในอดีต และปจ จบุ นั ประเพณีแสดงถึงความเจรญิ รุงเรอื งของประเทศไทยที่สืบเน่ืองมา เปนสิ่งท่ีคนไทยควร ศกึ ษาทาํ ความเขา ใจและชวยกันอนุรกั ษ โดยปกตแิ ลวศาสนาและความเชื่อมีอิทธิพลตอประเพณีไทย สาํ หรับประเพณีไทยจาํ แนกออกเปน 2 ประเภท คือ พระราชประเพณี และประเพณีในทองถนิ่ ตาง ๆ พระราชประเพณีท่สี ําคญั ๆ คือ พระราชพธิ ถี ือนํ้าพิพัฒนสตั ยา ไดร ับอทิ ธิพลมาจากศาสนาพราหมณทําในโอกาสท่ีพระเจา- แผนดินขึ้นครองราชยสมบัติ เปนการแสดงออกของจิตใจขาราชการชั้นผูใหญที่ทรงอํานาจอยูใน แผน ดิน จะมีความยินยอมพรอมใจ พระราชประเพณนี ้ี ไดล ม เลกิ ตั้งแตสมยั เปล่ียนแปลงการปกครองมา เปนระบอบประชาธิปไตย การถือน้ําพิพัฒนสตั ยานี้ ใชน ้ํา เปน ส่อื กลางอาคมศาสตราวุธตา ง ๆ วาคาถาแลว เสยี บลงในนํา้ แลวนาํ ไปแจกกนั ดม่ื และในวันที่ 25 มนี าคม พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหา- ภมู พิ ลอดลุ ยเดช ทรงฟนฟูการถอื นา้ํ ในวนั พระราชทานตรารามาธิบดีแกทหารหาญของชาติ ซ่ึงเปน สิง่ ท่นี า ปลืม้ ใจ ทพ่ี ระองคพยายามรกั ษาพระราชประเพณดี ั้งเดิมไว พระราชพธิ ที อดพระกฐนิ หลวง โดยการเสดจ็ พระราชดําเนนิ ทางชลมารคขบวนพยุหยาตรา อยา งแบบโบราณ ปจจุบันทําในวาระสาํ คญั ๆ เปนการอนรุ ักษโบราณประเพณไี ว มกี ารซอมฝพ ายเรอื พระทนี่ ัง่ สุพรรณหงส เรอื พระท่ีนงั่ อนนั ตนาคราช ฯลฯ ความสวยงามวิจิตร ตระการตา ของพระราชพิธนี ี้ ไมม ปี ระเทศใดเสมอเหมอื น สว นมากการทอดกฐนิ หลวงทําเปนประจาํ ทกุ ป เสด็จทรงชลมารคเปน ปกติ ประเพณตี า ง ๆ ในทองถิน่ ของไทย ประเพณีตรุษสงกรานต มีทุกทองถิ่นในวันข้ึนปใหมของไทย มีประเพณีสรงนํ้าพระ ทําบุญ ไหวพระ รดนํ้าขอพรผูสูงอายุ ตรงกับวันที่ 13 เมษายนของทุกป แตละทองถ่ินจะแตกตางกันใน รายละเอยี ดปลีกยอย สาํ หรบั ประเพณตี รษุ สงกรานตในภาคเหนอื ยงั คงสวยงามนา ชม สมควรอนุรกั ษ วฒั นธรรมการรดนา้ํ ดําหัวใหด ํารงสบื ตอไป ประเพณีลอยกระทง ทาํ ในเดอื น 12 ประเพณีนีเ้ กิดข้ึนต้งั แตส มัยกรุงสุโขทยั มวี ตั ถุประสงค คอื ตกแตง กระทงดว ยวสั ดดุ อกไม จดุ ธปู เทยี นลอยกระทงลงแมน้ําลําคลอง เพ่อื ขอโทษพระแมคงคาท่ี ประชาชนไดอาศยั ดม่ื กนิ และเพอื่ ไหวพระพทุ ธเจา ปางประทับอยูใตเ กษียรสมทุ ร ประเพณีทําบุญวันสําคัญทางพระพุทธศาสนา วันมาฆบูชา แหเทียนวันเขาพรรษา วันออก- พรรษา ทําบญุ วนั ธรรมสวนะ ถวายผา อาบน้ําฝน ทอดผาปา ทอดกฐิน เทศนมหาชาติ เปนประเพณี สาํ คัญของชาวพทุ ธ

71 ประเพณีการแตง งาน การสงตัวคสู มรส การตาย การบวช การเกิด ข้นึ บา นใหม การทําบุญ ฉลองในโอกาสตาง ๆ ตั้งศาลพระภูมิ เปนประเพณีสวนตัว สวนบุคคล ซึ่งแตกตางไปตามภาคและ ทองถ่ิน นอกจากนัน้ ยังมปี ระเพณีสําคัญ ๆ ของภาคตาง ๆ อีก เชน ฮีตสิบสองคลองสิบสี่ ของภาค ตะวนั ออกเฉียงเหนือ บายศรีสูขวญั ของภาคเหนือและภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ประเพณีแหผตี าโขน ของจังหวดั เลย แหเ ทยี นพรรษา ของจงั หวัดอบุ ลราชธานี ประเพณที าํ บุญเดอื นสิบ ของภาคใต เปนตน 2. วัฒนธรรม ประเพณีของประเทศในทวีปเอเชีย ประเทศในเอเชีย สวนใหญประกอบอาชีพเกษตรกรรม รายไดจึงข้ึนอยูกับผลิตผลทางการ เกษตร แตมีบางประเทศมีความเจริญกาวหนาทางอุตสาหกรรม เชน ญี่ปุน และบางประเทศ เจรญิ กาวหนาทางการผลติ นาํ้ มนั เชน ประเทศอิรกั อิหราน คเู วต ในการศึกษาวัฒนธรรม ประเพณีของประเทศในเอเชีย ควรรูเรื่องราวที่เก่ียวกับลักษณะ สําคัญของประชากรและส่งิ ที่มอี ิทธิพลตอวัฒนธรรม ประเพณี ดงั นี้ 2.1 ลกั ษณะสําคญั ทางประชากร ประชากรทีอ่ ยใู นภมู ิภาคน้มี ีหลายเผา ดว ยกนั คอื 1) ออสตราลอยด เปน พวกทอ่ี ยูในหมูเ กาะ ตงั้ ถน่ิ ฐานในแหลมมาลายู หมูเกาะอินโดนีเซีย นวิ กินี จนถงึ ทวีปออสเตรเลยี มีรูปรา งเตี้ย ผวิ คลา้ํ ผมหยิก จมูกใหญ 2) นิโกรลอยด อพยพเขามาในขณะท่ีพวกออสตราลอยดมีความเจริญในภูมิภาคนี้แลว พวกนี้มีลักษณะผิวดํา จมูกใหญ ริมฝปากหนา ผมหยิก ในปจจุบันยังมีอยูในรัฐเปรัค-กลันตัน ของ มาเลเซยี ภาคใตของอินเดยี (ดราวเิ ดยี น) ไดแก เงาะซาไก เซมงั ปาปวน 3) เมลานีซอยด สันนิษฐานวาเปนเผาผสม ระหวางนิโกรลอยดและออสตราลอยด ปจ จบุ ัน พวกน้ไี มม อี ยใู นแถบเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต แตมีอยูมากตามหมูเกาะในมหาสมุทรแปซิฟก หมูเกาะนวิ กนิ ี และออสเตรเลยี 4) มองโกลอยด อพยพมาจากตอนกลางของทวีปเอเชีย เขามาอยูบนผืนแผนดินใหญ ประชากรสว นใหญใ นปจจบุ ัน เปน พวกเชอ้ื สายมองโกลอยด เชน มอญ เขมร ไทย ลาว เปน ตน จากลักษณะทําเล ท่ีต้ังทางภูมศิ าสตร และการอพยพของชนเผาตาง ๆ ทําใหเกิดการ ผสมผสานของเผาพันธุตา ง ๆ จนปจ จุบนั แทบแยกไมออกวาใครมาจากเผาพนั ธุแทจ ริง นอกจากนย้ี งั มีประชากรที่อพยพมาจากเอเชียตะวนั ออก คือ จนี และมาจากเอเชียใต คือ อนิ เดยี เขา มาอยูในภมู ิภาคนี้

72 5) คอเคซอยด เปน พวกผวิ ขาว หนาตารปู รางสงู ใหญ อยา งชาวยุโรป แตตา และผมสีดํา สวนใหญอ าศยั อยใู นเอเชยี ตะวนั ออก และทางภาคเหนอื ของอนิ เดีย ไดแก ชาวอาหรับ ชาวปากสี ถาน ชาวอินเดยี และประชากรในเนปาล และภูฏาน 2.2 สิง่ ทมี่ ีอทิ ธิพลสาํ คัญตอ วัฒนธรรมของเอเชีย ส่ิงท่ีมีอิทธิพลสําคัญตอวัฒนธรรมของเอเชีย คือ ภาษาและอิทธิพลของอารยธรรม ภายนอกหรอื อารยธรรมจากตางชาติ 1) วัฒนธรรมทางภาษา ลักษณะสาํ คญั ทางภาษาในภมู ิภาคน้ี มีประชากรหลายเช้อื ชาติ หลายวัฒนธรรม จึงทําให มภี าษาพูด ภาษาเขยี น แตกตา งกนั ไปหลายกลมุ คอื 1. ภาษามาลาโย – โพรีเนเชียน ไดแก ภาษาพูดกันในแหลมมาลายู หมูเกาะอินโดนีเชีย และภาษาตากาลอก ในหมูเ กาะฟล ิปปนส 2. ภาษาออสโตร – เอเชยี ตกิ ไดแ ก ภาษามอญ เขมร เวยี ดนาม 3. ภาษาทเิ บโต – ไชนิส ไดแ ก ภาษาพมา ภาษาไทย 4. ภาษาอื่น ๆ เชน ภาษาฮินดี ภาษาจีน ภาษาอาหรับ ภาษาของชาวตะวันตก โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ซ่ึงใชใ นการติดตอระหวา งประเทศ ทางการศกึ ษา และการคา สาํ หรบั ภาษาเขยี นหรือตวั หนงั สือ มี 4 ลักษณะ คอื 1. ดัดแปลงมาจากตัวหนังสือของอินเดีย ภาคใตใชกันมาก ในประเทศที่นับถือ พระพุทธศาสนา เชน พมา ไทย ลาว กัมพชู า 2. ดัดแปลงมาจากภาษาอาหรับ ใชกันมากในประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม เชน มาเลเซีย บรไู น อนิ โดนเี ซยี 3. ตวั หนงั สอื ท่ีอาศยั แบบของตวั หนังสอื จนี มีท้งั ที่ดัดแปลงมาใช และนาํ ตวั หนังสือจีนมา ใชโดยตรง มใี ชก นั มากในประเทศเวยี ดนาม สวนกลุมที่ใชภาษาจีน เปนภาษาพูด เชน สิงคโปร กลุม พอ คา ชาวจีนในทุกประเทศ นิยมใชภาษาจนี เปน ทง้ั ภาษาเขียนและภาษาพูด 4. ตัวหนังสอื โรมัน ใชกันมากในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซยี ฟลปิ ปนส สวนในเวียดนาม ก็เคยนาํ มาใชเ หมอื นกนั แตป จจุบันนยิ มใชในชนบทบางกลมุ เทา น้นั 2) อทิ ธพิ ลของอารยธรรมภายนอกหรืออารยธรรมจากตา งชาติ ไดแก อารยธรรมอนิ เดยี มีหลายดาน เชน กฎหมาย อักษรศาสตร ศาสนา ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี การปกครอง การเกษตร เปนตน

73 ดานศาสนา อินเดยี นาํ ศาสนาพราหมณและพทุ ธศาสนา เขา มาเผยแพร ดานการปกครอง มีการปกครองแบบเทวราชา การประกอบพิธีกรรมตาง ๆ ของ พระมหากษัตรยิ  ใชหลักคมั ภีรของพระมนูธรรมศาสตร เปน หลกั ในการปกครองของภูมภิ าคน้ี ดา นอักษรศาสตร ไดแ ก วรรณคดีสนั สกฤต ภาษาบาลี เขามาใช ดา นศลิ ปกรรม สว นใหญเ ปน เรื่องเกย่ี วกับศาสนา เชน วิหาร โบสถ อารยธรรมจนี จีนเขามาติดตอคาขายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต ตั้งแตอดีตและเขามามี อทิ ธพิ ลทางดานการเมอื ง วัฒนธรรมและเศรษฐกจิ แตอ ทิ ธพิ ลดงั กลา วมไี มม าก ทางดา นการเมืองจนี อยูใ นฐานะประเทศมหาอํานาจ อาณาจักรตาง ๆ ที่เปนเมืองขึ้นตองสงบรรณาการใหจีน 3 ปตอครั้ง เพ่ือใหจีนคุมครองจากการถูกรุกรานของอาณาจักรอื่น สวนทางดานเศรษฐกิจจีนไดทําการคากับ ภูมิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต สนิ คา ที่สาํ คัญ ไดแ ก ผาไหม เครือ่ งปนดินเผา เปน ตน การคาของจีน ทําใหอ าณาจกั รท่เี ปนเสนทางผานมีความเจริญมั่นคงข้ึน ทางดานวัฒนธรรมจีนมีอิทธิพลทางดานน้ี นอยมาก จีนจะเผยแพรวัฒนธรรมไปยังประเทศของตนเทาน้ัน อาณาจักรเวียดนามเคยตกเปน ประเทศราชของจีนเปนเวลานานจึงรับวัฒนธรรมของจีนไวมาก เชน การนับถือลัทธิขงจื้อ ลัทธิเตา ประเพณกี ารแตง กาย การทาํ ศพและการใชชีวิตประจาํ วัน อารยธรรมอาหรับ ในราวพุทธศตวรรษท่ี 18 ศาสนาอสิ ลามมาจากตะวันออกกลาง ไดแ ผเขา มาในอินเดีย ทาํ ใหชาวอินเดียสวนหน่ึงหันมานับถือศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะพอคาจากอินเดียตอนใต ซ่ึงติดตอ คา ขายในบรเิ วณหมูเกาะของเอเชียตะวนั ออกเฉียงใตอ ยเู ปนประจาํ ไดน าํ ศาสนาอิสลามเขา มาเผยแผ ในภูมิภาคน้ี ผูนําทางการเมอื งของรัฐในหมเู กาะตาง ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใตเวลานั้นตองการ ตอ ตานอํานาจทางการเมอื งของอาณาจกั รมัชปาหิต อาณาจักรฮินดู บนเกาะชวา ซึ่งกําลังแผอํานาจ อยูจึงหันมานับถือศาสนาอิสลาม เพราะใหประโยชนทางการคากับพวกพอคามุสลิม ตามหลักของ ศาสนาอิสลามที่วา ทุกคนท่ีนับถือศาสนาอิสลาม น้ัน เปนพี่นองกัน ชวยเหลือเกื้อกูลกัน จึงทําให ศาสนาอสิ ลาม เปนทนี่ ิยมของกษัตรยิ ช นชนั้ สงู และสามญั ชนดวย อารยธรรมตะวนั ตก ชาตติ ะวันตกเรมิ่ เขามาในภูมิภาคนี้ โดยมีจดุ ประสงคท่ีจะทาํ การคา และเผยแผศ าสนา สนิ คา ท่ชี าวยโุ รปตอ งการ ไดแก พรกิ ไทย และเคร่ืองเทศตาง ๆ ในระยะแรก ๆ น้ัน ความสนใจของ ชาวยุโรปจะจํากัดอยูเฉพาะบรเิ วณหมเู กาะ และบริเวณชายฝง ตลอดจนดินแดนในเอเชียตะวันออก เฉียงใตเกือบท้ังหมด

74 เดมิ อาณาจักรตาง ๆ ในภูมภิ าคเอเชียตะวันออกเฉียงใต มีความแตกตางกันทางดาน เชอ้ื ชาตแิ ละภาษา หลังจากทไ่ี ดร บั อารยธรรมอินเดีย จีน และอาหรับแลว อารยธรรมใหมที่เกิดจาก การผสมผสานกัน ทําใหประชาชนมีสังคมขนบธรรมเนียมประเพณีท่ีคลายคลึงกันและยึดม่ันเปน เอกลักษณประจําชาติ นอกจากนี้ภายในภูมิภาคก็ยังมีการแขงขันกันทางดานการเมือง สังคม และ เศรษฐกิจ จนขาดความสามคั คี ไมสามารถทจ่ี ะตอตานการขยายตัวของชาติตะวันตกได ในที่สุดก็ตก เปน อาณานคิ มของชาตติ ะวนั ตก (ขอมูลจากหนงั สอื สําหรับเยาวชน ชุด ประเทศเพ่ือนบานของไทย ของกรมวัฒนธรรมสัมพันธ กรมสารนิเทศ กระทรวงการตางประเทศ) เพอ่ี ใหเกิดความรวู ฒั นธรรม ประเพณีเกยี่ วกบั ประเทศตา ง ๆ ในทวีปเอเชียซ่ึงมีรายละเอียด วฒั นธรรม ประเพณที ่ีเขมแข็ง คอื วัฒนธรรม ประเพณขี องอินเดีย จนี อาหรับ และตะวนั ตก 2.3 วฒั นธรรม ประเพณขี องประเทศอินเดีย จนี อาหรับ และตะวนั ตก 1) วัฒนธรรม ประเพณขี องประเทศอนิ เดยี อินเดีย เปนแหลงอารยธรรมใหญของเอเชีย ประชากรสวนใหญของประเทศอินเดีย นับถือศาสนาฮินดู และมีศาสนาอืน่ เชน ศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน ศาสนาครสิ ต โดยท่ัวไป ประชาชนระหวางศาสนา จะใหความเคารพซ่ึงกันและกัน ชาวอินเดียถือวัฒนธรรม ซึ่งจัดเปน วฒั นธรรมทเ่ี ขม แขง็ และเครงครดั อาทิ สตรนี ิยมสวมสาหรีหรือสลั วารกามิซ การใหเกยี รติสตรี และการ เคารพบชู าเทพเจา เปน ตน คนอนิ เดยี มีนสิ ัยรักสงบ และสภุ าพ แตคอ นขา งอยากรู อยากเห็น รวมท้ัง จะไมทํารายสัตวทุกชนิด (ยกเวนงานเทศกาลของบางศาสนา) โดยเฉพาะวัว ซึ่งถือเปนสัตวเทพเจา อาจเหน็ อยูต ามทอ งถนนเปนกจิ วตั รสว นสตั วเ ล็ก ๆ อยางกระรอกและนก จะมใี หเ ห็นอยเู สมอ แมจะเปน เมืองใหญก็ตาม การทอ่ี นิ เดียมีประชาชนจํานวนมาก เม่ือเทียบกับทรัพยากรของประเทศ ทําใหการ ดนิ้ รน เพื่อเลยี้ งชีพและครอบครวั เปน สง่ิ จาํ เปน กอใหเกิดวัฒนธรรมที่มีมาชานาน และซึมซับอยูใน วถิ ชี วี ติ ของชาวอนิ เดยี ซง่ึ กค็ ือ การตอรองและการแขงขัน เราจะเห็นไดวา ต้ังแตพอคาจนถึงคนขับ รถสามลอ มักขอราคาเพ่ิมดว ยเงอ่ื นไขตา ง ๆ นานา สวนผูซื้อ ก็มักขอลดราคาอยูเสมอ สําหรับดาน การแขงขัน เห็นเดนชัดมากข้ึน จากการที่ปจจุบันนักศึกษาคร่ําเครงกับการเรียน เพื่อสอบเขา มหาวทิ ยาลัยชัน้ นํา ซ่ึงแตละปม ผี สู อบนบั แสนนบั ลา นคน แตรบั ไดเพียงปล ะไมก ี่คนเทาน้ัน การศกึ ษา จงึ เปนหนึ่งในการแขงขันทเี่ ขม แขง็ เพ่ือทจ่ี ะพัฒนาคณุ ภาพชีวิตของชาวอินเดียในทุกวนั น้ี

75 วัฒนธรรมของอินเดียทสี่ ําคัญ ๆ พอจะยกมาเปน ตัวอยา ง คอื 1. การถอดรองเทา กอ นเขาศาสนสถานทุกแหง 2. หา มนําเคร่อื งหนัง โดยเฉพาะหนงั ววั เขา ไปในศาสนสถานทกุ แหง 3. หามถายรปู ภายในศาสนสถาน หากตองการใหข ออนุญาตกอ น 4. การไปเยือนศาสนสถาน สามารถชมส่ิงตาง ๆ ไดตามสบาย และอาจอยูรวมประกอบ พิธกี รรมได แตค วรแตง กายใหสภุ าพ หากไปวดั ซิกข ควรมีหมวกหรือผาคลุมศีรษะ สวมเสื้อแขนยาว และกระโปรงยาว และควรบริจาคเงนิ ในกลอ งรับบริจาคดว ย

76 5. หากมกี ารเล้ียงอาหารแบบใชมอื เปบ ควรใชมือขวาเทาน้ัน 6. อยา น่งั หันฝาเทาชี้ไปทางใครอยา งเดด็ ขาด เพราะเปนการดหู ม่นิ และไมค วรใชน ิว้ ชส้ี ง่ิ ใด โดยเฉพาะบคุ คลใหใ ชก ารผายมอื แทน 7. การขยับคอสายศรี ษะไปมาเลก็ นอย หมายถึง \" YES\" 8. ควรใหเกียรตสิ ตรแี ละไมถ กู เน้อื ตองตัวสตรี การขึ้นรถประจําทางสาธารณะโดยท่ัวไป ผูชายจะข้นึ และลงดานหลงั เทา นนั้ สวนดานหนา เปนของสตรี 9. ไมควรข้นึ รถประจําทางท่มี ีคนแออัด เพราะอาจมมี ิจฉาชีพปะปนอยู สวนผูหญงิ อาจถูก ลวนลามได 10. การใชบ ริการบางอยางควรสังเกตใหดี เพราะอาจมีการแยกหญิง – ชาย ซ่ึงอาจทําให เกิดการลวงละเมดิ โดยไมตง้ั ใจได 11. สตรีไมควรสวมกางเกงขาส้นั เส้ือแขนกุด สายเดี่ยว หรือเอวลอย เพราะนอกจากจะ ถูกมองมากกวาปกติ (ปกติชาวตางชาติจะเปนเปาสายตาจากความชางสงสัยของชาวอินเดียอยูแลว) ยงั อาจเปน เปาหมายของอาชญากรรมได 2) วัฒนธรรม ประเพณีของจีน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เปนประเทศที่มีประชากรมากท่ีสุดเปนอันดับ หน่ึงของโลกประชากรรอ ยละ 93 เปน ชาวฮน่ั ทเ่ี หลือเปน ชนกลมุ นอย ในสมัยโบราณจนี นบั เปนดินแดนทม่ี ศี าสนาและปรัชญารงุ เรอื ง เฟองฟู อยูม ากมาย โดยลัทธคิ วามเชอื่ เดมิ นั้น มีอยสู องอยา ง คือ ลัทธิเตาและลัทธิขงจื้อ ซึ่งเนนหลักจริยธรรมมากกวาที่ จะเปน หลักศาสนาทแี่ ทจ รงิ สว นพทุ ธศาสนานน้ั จนี เพิ่งรบั มาจากอินเดีย ในชว งคริสตศตวรรษแรกน้ี เทาน้ัน ครนั้ มาถึงยคุ คอมมิวนิสต ศาสนากลบั ถกู วา เปน ปฏิปกษตอลัทธิทางการเมืองโดยตรง ตอมา ทางการกไ็ ดยอมผอนปรนใหก ับการนบั ถือศาสนา และความเชื่อตาง ๆ ของประชาชนมากขึ้น ทําให ลัทธิขงจ้ือลัทธิเตา ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม (ในเขตตะวันตกของจีน) และศาสนาคริสต จึงได กลบั มาเฟองฟูข้นึ อีกครั้ง วัฒนธรรม ประเพณีจีนท่ีสาํ คญั ความเช่ือ คนจนี นยิ มมีลูกชายมากกวา ลกู หญิง เพราะลกู ชายเปน ผสู ืบนามสกุล คือ แซ การ เรียกชื่อสกลุ ของจีน ตรงขา มกับภาษาไทย คือ เรยี กตน เปน ชือ่ สกุล ชอื่ ตัวใชเรียกกันในหมูญาติ และ เพอ่ื นสนทิ นามสกุล เปนลักษณะพิเศษ เชื้อตระกูล การสืบทอดพงศเผา ตอมาเปนพัน ๆ ป ดังนั้น วฒั นธรรมจีนจงึ มีจติ สํานกึ การบชู าบรรพบุรุษ เปนแกนแทของวฒั นธรรมนี้ ตราบจนปจ จุบัน ชาวจีนโพนทะเล ท่ีอาศยั อยูตางประเทศยังคงรักษาประเพณีที่ จะกลับมาสืบหาบานเกิด และบรรพบุรุษท่ีแผนดินใหญจีนหลายปมานี้ ในฐานะท่ีเปนผลิตผลจาก

77 ประวตั ิศาสตรท ีม่ ลี กั ษณะพเิ ศษของสังคมโบราณจนี วัฒนธรรมเกีย่ วกบั นามสกลุ และเช้อื ตระกลู ของจีน ไดกลายเปนคลังสมบัติขนาดใหญ สําหรับการศึกษาประวัติศาสตรอันยาวนานของชนชาติจีน จาก แงมมุ ใหม เชน การศึกษาแหลงกําเนิด การแบงแยก และการผสมผสานของนามสกุล น้ัน สามารถเพม่ิ ความเขาใจการเปลี่ยนแปลง รูปแบบสังคม ท่ีแตกตางกัน ในสมัยโบราณใหลึกซึ้งย่ิงขึ้น อีกทั้ง การศกึ ษาสง่ิ ของทเี่ ปน รูปธรรมตาง ๆ เชน หนังสือลําดับญาติของวงศตระกูล ระบบการสืบชวงวงศ ตระกูล ฯลฯ สามารถสะทอนถึงบทบาททางประวัติศาสตรของความสัมพันธทางสายเลือดที่มีตอ พัฒนาการของสังคมโบราณ และชีวิตสังคม อยางไรก็ตาม ลักษณะพิเศษหลายประการของสังคม โบราณจนี เชน ระบบรวมศูนยอ ํานาจ โครงสรางของสังคมแบบครอบครัว คานิยมทางดานศีลธรรม และจริยธรรม และหลักความประพฤตทิ ี่ถือความซ่ือสัตยตอกษัตริย และการกตัญูตอพอแม เปน บรรทัดฐาน เปนตน ลว นแสดงออกมาในวัฒนธรรมช่ือและนามสกุลอยางเต็มท่ี และก็เปนสาเหตุอีก ประการหนึ่ง ท่วี ฒั นธรรมนามสกุล ไดรบั ความสนใจอยา งมากจากวงวิชาการ วฒั นธรรมการใหค วามสําคญั ตระกูลสง ผลมาถงึ ปจ จบุ ัน การประกอบอาชพี ความ ม่ันคงทางเศรษฐกิจ เกดิ จากการสนบั สนุนสง เสรมิ เปน เครอื ขายของตระกลู ตาง ๆ สงิ่ สาํ คญั อกี อยา ง คือ ชาวจนี มีเครอื ขา ยคนรูจกั กลาวกันวา ชาวจีนที่ไรเครือขาย คนรูจกั เปนผูท่เี ปนจนี เพียงคร่งึ เดยี ว จงึ จาํ เปน ตองทําความรูจักกับผูคน และชาวตางชาติ ดังน้ัน จีน จึงใหความสาํ คญั ของวฒั นธรรมนีด้ ว ยการเช้อื เชญิ อาหาร เปนวัฒนธรรมท่ีเขมแข็งเผยแพรไปทั่วโลก และเปนท่ียอมรับวา อาหารจีน มีรสชาติอรอ ย อาหารจนี จะตอ งถงึ พรอมสีสนั รสชาติ และหนา ตา มีอาหารอยูเพยี งไมก ีอ่ ยา งเทา นั้น ท่ีปรงุ อยา งเดียวโดด ๆ สิ่งสําคญั คอื สวนประกอบตา ง ๆ จะตองกลมกลืนเขากันไดกับเครื่องปรุงรส จาํ พวกซีอิ๊ว กระเทยี ม ขงิ น้าํ สม นํา้ มนั งา แปง ถวั่ เหลือง และหอมแดง ประเพณีการแตงงาน ส่ิงแรกที่บอกถึงพิธีการแตงงานของชาวจีน ก็คือ สีแดงสําหรับชาวจีน สีแดง หมายถึง ความผาสุก และความมง่ั คง่ั ปจ จุบันเจา สาวจีน จะเลอื กชดุ แตงงานสขี าวตามสไตลตะวนั ตก แตสําหรับสมัยกอนแลว สีแดง จะปรากฏใหเห็นทุกท่ีในงานแตงงาน ต้ังแตเส้ือผา ของตกแตง แมก ระท่ังของขวญั พิธีแตงงานของชาวจีนโบราณ มักจะถูกจัดโดยผูเปนพอแม จะเปนฝายเลือก เจาสาวให กบั บุตรของตน นอกจากนยี้ งั มขี น้ั ตอนตา ง ๆ ท่ีตอ งปฏิบัตติ ามเปนลําดับ ตั้งแตการเจรจา ตอรอง การสูขอ การวา จา งซินแสมาตรวจดูดวงของคบู าวสาววา สมพงษกันหรอื ไม จนไปถึงการตกแตง เรอื นหอ ตอ งเปนสแี ดง เพ่อื ความเปนสิริมงคล จะมกี ารจัดหาชายหนมุ และหญิงสาว มาทาํ การเตรยี ม เตียงใหก บั เจาสาว

78 นอกจากน้ียังมขี บวนแหรบั เจาสาว จากบา นของเจาสาวมาท่บี า นของเจา บาว ตาม ดวยพิธีแตงงาน การสักการะบูชาฟาดิน การถวายสัตยปฏิญาณ และการมอบของขวัญใหแกกัน หลงั จากนนั้ ก็จะเปนงานเล้ียงฉลอง ซึ่งถือเปนเร่ืองสาํ คัญไมแพพิธีแตงงาน ซึ่งเต็มไปดวยแขกเหรื่อ ญาตสิ นิท มิตรสหาย และคนรูจกั อาหารชัน้ ดี และสุรา จนกระทั้งเจาบาว เจาสาว พรอมท่ีจะยายเขาสู เรือนหอ หลังจากนั้น เจาสาว ก็จะกลับไปเย่ียมบานเดิมของเธอ เปนเวลาสามวัน กอนที่จะยาย กลับมาอยูก ับเจา บาว เปน การถาวร พรอมกบั มพี ธิ ฉี ลองย่งิ ใหญอ ีกครง้ั 3) วัฒนธรรม ประเพณีของชาติอาหรบั ศาสนาอสิ ลาม มอี ทิ ธพิ ลตอ ชีวติ ความเปน อยูของ “ชนชาตอิ าหรบั ” และการแพร ขยายวัฒนธรรม ประเพณีจากศาสนาอิสลาม จนทําใหศ าสนาอิสลาม เปนศาสนาที่มจี ํานวนผูนับถือมาก ท่สี ดุ ในเอเชยี วฒั นธรรม ประเพณที ี่สาํ คัญ ๆ ไดแ ก

79 การแตงกาย ผูหญิงมุสลิมแตงกายมิดชิด มีผาคลุมรางกาย และแตละชาติ อาจ แตกตางกนั บา งในรายละเอยี ด การถือศีลอด ชาวมุสลิม จะถือศีลอดในชวงเดือนรอมะฎอน และชาวมุสลิม ทว่ั โลก รวมกันปฏบิ ตั ิศาสนกิจ และเฉลิมฉลองวาระส้ินสุดการถือศีลอด ในเดือนรอมะฏอน อันประเสริฐ หลงั จากมีผูพบเหน็ จนั ทรเ สีย้ ว หรอื ฮลิ าส เม่ือคาํ่ คนื ทผ่ี านมา ทําใหว นั น้เี ปน วนั แรกของเดือนเชาวาล- ฮิจเราะห หรือ วันอิด้ิลฟตรี โดยในวันนี้พี่นองมุสลิม จะปฏิบัติตนตามแบบอยางของทานนบีมุฮัมมัด ศ็อลลลั้ ลอฮอุ ลัยฮิวะซัลลัม โดยจะจายซะกาตฟต เราะห ซ่งึ เปน การนําอาหารหลักไปจา ยใหกับคนยากจน และทุกคนอาบนํ้าชําระรางกายต้ังแตหัวจรดเทา และแตงกายดวยเสื้อผาท่ีสวยงาม ทานอินทผลัม กอ นเดินทางไปยังที่ละหมาด หรือ มุศ็อลลา รวมละหมาดอิดิ้ลฟตรี และเดินทางกลับในอีกทางโดย เม่ือมีการพบปะกัน จะมกี ารกลา วทกั ทายกนั ดวยวา “ตะกอ็ บบะลัล้ ลอฮุ มินนา วะมนิ ก”ุ 4) วฒั นธรรมตะวันตกกับประเทศตาง ๆ ในทวปี เอเชยี วัฒนธรรมตะวันตก แมแบบมาจากอารยธรรมกรีกและโรมัน (เกรโค - โรมัน) อารยธรรมนี้ มีแหลงกําเนดิ ในบรเิ วณทะเลเมดิเตอรเ รเนียน และไดร บั อิทธิพลจากศาสนาครสิ ต การเผยแพรวัฒนธรรมตะวันตก สืบเนื่องมาจากความตอ งการคาขาย และการเผยแผ ศาสนา ซงึ่ วัฒนธรรมตะวนั ตกที่สาํ คัญ ๆ ไดแ ก การแตงกาย แบบสากลนิยมใชทั่วไปทุกประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะคนช้ันสูง ในเอเชีย นักปกครอง นักธุรกิจนิยมแตงกายแบบตะวันตก มชี ุดสากล กางเกง เส้ือเช้ิต เส้ือยืด มีบาง

80 ประเทศทมี่ ีวัฒนธรรมของตัวเองเขมแข็ง ยังใสชุดประจําชาติอยู คือ อินเดีย พมา อินโดนีเซีย และ ประเทศอาหรับ การศึกษา วัฒนธรรมตะวันตก เหน็ ความสําคัญของการศึกษาทุกแขนง และมี ความเจริญกาวหนาท่ีสําคัญ คือ การศึกษาท่ีปูพ้ืนฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี สงผลให วิทยาศาสตรโ ลกกาวหนา อาหาร อาหารของวัฒนธรรมตะวนั ตกแพรห ลายไปท่ัวโลก ใหความสาํ คัญอาหาร ทม่ี คี ณุ คา ที่มีสว นปรุงจาก แปง สาลี นม เนย เนื้อสตั วตา ง ๆ รวมทัง้ เครอ่ื งด่ืม อนั ไดแก ไวน เปนตน วฒั นธรรม ประเพณี ไดรับอิทธพิ ลจากศาสนาคริสต เชน ประเพณีเทศกาลเฉลิม ฉลองวันคริสตมาส เทศกาลอีสเตอรและพิธีแตงงาน ประเทศท่ีไดรับอิทธิพลวัฒนธรรมตะวันตก คอ นขา งมาก คอื ประเทศสงิ คโปร เปนเกาะเลก็ ๆ ปกครองแบบประชาธิปไตย ประชาชน มหี ลายเชือ้ ชาติ ไดแ ก จีน มาเลย ประชาชนสวนมากนบั ถอื ศาสนาครสิ ต ประเทศสิงคโปร มรี ะบบการศกึ ษาที่ดี ประชาชนไดรบั การศกึ ษาสูง และประกอบอาชีพ การคาธุรกิจ ประชาชนมรี ายไดต อหวั สงู ชาวสิงคโปร เรียกประเทศของเขาวา \"Intelligence Island\" ปจจุบันวัฒนธรรมตะวันตกแพรหลายไปในประเทศตาง ๆ ในเอเชีย ทั้งดานอาหาร ดนตรี การแตง กาย การปกครองระบอบประชาธิปไตย วทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี เชน ความเจริญกา วหนา ทางการแพทย การอตุ สาหกรรม โทรคมนาคมตา ง ๆ เปนตน

81 เรือ่ งท่ี 2 การอนรุ กั ษ และการสบื สานวฒั นธรรม ประเพณี สภาพสงั คม วัฒนธรรม ประเพณีของประเทศตาง ๆ มีการเปล่ียนแปลงอยูตลอดเวลาดวย อทิ ธพิ ลของประเทศที่มีอารยธรรมเขม แขง็ สงผลใหช ีวิตความเปน อยูของประชาชนเปลี่ยนไปทงั้ ภาษา การแตง กาย อาหาร ดงั น้นั ประเทศตา ง ๆ มแี นวทางในการอนุรักษและสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี ของชาติตนเองไว โดยระดมสรรพกําลังท้ังภาครัฐและเอกชน นอกจากนั้น โดยสภาพธรรมชาติ วัฒนธรรม ประเพณีท่ีไมดีจะคอย ๆ สูญหายไปจากสังคม คงเหลือแตวัฒนธรรมที่เขมแข็งเขามา แทนที่ การดาํ รงรกั ษาวัฒนธรรม ประเพณี เปนการแสดงถึงความเปนชาติเกาแก ท่ีมีมรดกตกทอด มาถึงลูกหลาน จําเปนตองใชวิธีการรณรงคอยางสมํ่าเสมอ และประพฤติปฏิบัติ จนเปนประเพณี สบื ตอกนั ชานาน กอใหเ กดิ ความภูมิใจในชาติตัวเอง ในทวปี เอเชยี ประเทศที่มีความเจรญิ และมีวัฒนธรรม ประเพณที ่แี ข็งแกรง สามารถอนรุ ักษ และสืบสานวัฒนธรรม ประเพณขี องตนเอาไว เชน ประเทศเกาหลี มีการอนุรักษวัฒนธรรมทางดาน การแตง กาย อาหารและการแสดง สวนประเทศญีป่ ุนจะคงเอกลักษณของตนในดาน เครื่องแตงกาย ภาษา และอาหาร เปนตน 2.1 การอนรุ ักษและการสืบสานวัฒนธรรม ประเพณีไทย ชาติไทย มคี วามมัน่ คงสืบทอดมาต้ังแตอ ดตี ถึงปจจบุ ัน เปนเพราะบรรพบรุ ษุ ไดร กั ษาไวใ ห ลูกหลานอยอู าศยั ซ่ึงจะปลอยใหสญู เสียไปยอ มไมไ ด นอกจากรักชาตแิ ลว จะตองรกั ษาเกยี รตภิ ูมิของ ชาติไวด ว ย และวัฒนธรรม ประเพณีของชาติ เปน ลักษณะเฉพาะ ท่ีแสดงถึงความเปนชาติไทย ท่ีเรา คนไทยทกุ คนตอ งอนุรกั ษ และชว ยกันสบื สาน เพ่ือใหคงอยตู อไปถึงลกู หลาน ชาติที่มีอิทธิพลตอวัฒนธรรมไทยแตโบราณ คือ อินเดียและจีน จากการศึกษาในอดีต พบวา ชาติทม่ี อี ารยธรรมเกา แกแ ละมอี ทิ ธพิ ลตอประเทศตาง ๆ รวมทงั้ ประเทศไทยดว ย คอื ประเทศอินเดยี มีความเจริญมากอน 4,000 ป พบที่เมืองโมหันโจดาโร มีระบบระบายน้ําเสียท่ีดี มีอักษรใชแลว เปน อารยธรรมท่ียิ่งใหญ กอนกรีกและโรมัน อารยธรรมของอินเดีย ซึ่งเปนแหลงอารยธรรมศาสนาฮินดู ที่แพรห ลายมากอนพทุ ธศาสนา และตอ มาอินเดีย เปนแหลงอารยธรรมของศาสนาพุทธ และจีนเปน ประเทศท่ีเจรญิ รงุ เรืองดว ยอารยธรรมเกาแกท่ีสุดแหงหนึ่งของโลก โดยอารยธรรมนี้ เกิดบริเวณลุม แมน้ําฮวงโหราว 4,000 ปมาแลว และจีนเปนประเทศทค่ี า ขายกับประเทศตาง ๆ มาในอดีต อิทธิพล ของอารยธรรมจนี ที่สงผลกบั ไทย คอื เคร่ืองปนดินเผา วรรณคดี เร่ือง สามกก นาฏกรรมจีน หุนจีน ง้วิ การบูชาบรรพบุรุษ

82 อารยธรรมของชาติตะวันตก ทสี่ งผลตอสังคมไทย คือ ความกาวหนาของเทคโนโลยีและ การศึกษา รวมท้งั ภาษา คา นยิ ม การบันเทงิ นันทนาการตาง ๆ ยิ่งปจจุบัน ความเจริญในการคมนาคม ขนสง สอื่ สารตา ง ๆ รวดเรว็ เปนโลกไรพรมแดน สง ผลใหอารยธรรมตะวันตกเขามาสูสังคมไทยอยาง รวดเร็ว ยิ่งในปจจุบันอารยธรรมตาง ๆ ในเอเชียที่เขมแข็ง เร่ิมมอี ิทธิพลตอสังคมไทยท่ีสําคัญ คือ ญ่ีปนุ เกาหลี จากการศึกษา ประวตั ิ ความเปน มา ของวัฒนธรรมไทย จะพบวา มกี ารเปลยี่ นแปลงตลอดมา ทุกยุคทุกสมัย แตอยางไรก็ตาม วัฒนธรรมไทยท่ียังคงอยูสืบทอดมาจนถึงปจจุบัน แสดงถึงความดี ความมีประโยชนต อ สงั คมไทย จึงยังคงสิง่ เหลาน้นั อยู ที่สาํ คัญ คอื อาหารไทย ภาษาไทย การแตง กายไทย มารยาทไทย ประเพณีไทย และการมีศาสนาพุทธเปนศาสนาประจําชาติ การมีพระมหากษัตริยเปน สถาบันท่ีสาํ คัญของประเทศไทย 2.2 เหตุผลและความจาํ เปนในการอนรุ กั ษแ ละการสบื สานวัฒนธรรม ประเพณี ความกา วหนา ทางเทคโนโลยี สงผลการเปล่ียนแปลงทางสังคมของแตละประเทศ ทําให ตอ งอนุรกั ษ และสบื สานวฒั นธรรม ประเพณี การเปลย่ี นแปลงเปน ลักษณะธรรมชาตขิ องสงั คมมนษุ ย และยอมเกดิ ขน้ึ ในทกุ สังคม แต จะเรว็ หรือชาข้นึ อยูก ับกาลเวลา และอาจเปลี่ยนไปในทางที่ดขี ึน้ หรอื เลวลงกไ็ ด ประเภทของการเปล่ียนแปลงเราอาจจําแนกการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดขึ้นในสังคม ออกเปน 2 ประเภท คือ 1) การเปลย่ี นแปลงทางสงั คม หมายถึง การเปลีย่ นแปลงโครงสรา งของสงั คม และระบบ ความสัมพันธข องกลมุ คน เชน ความสัมพันธในครอบครัว ระหวางพอ แม ลกู นายจาง เปนตน 2) การเปลีย่ นแปลงทางวฒั นธรรม หมายถึง การเปล่ียนแปลงวถิ กี ารดาํ เนนิ ชวี ิต ความรู ความคิด คา นยิ ม อดุ มการณ และบรรทดั ฐานทางสงั คม ซึง่ รวมถงึ ขนบธรรมเนยี มประเพณีตา ง ๆ ของ สังคม โดยรับวฒั นธรรมของตนเองบางอยา ง ปจจยั ท่เี ปน สาเหตุทที่ าํ ใหเกดิ การเปล่ียนแปลงทางสังคมและวฒั นธรรม มีปจ จยั หลกั 2 ประการ ดังนี้ 1) ปจจยั ภายในสงั คม หรอื การเปลยี่ นแปลงท่เี กิดจากสาเหตภุ ายในสงั คม หมายถึง การ เปลี่ยนแปลงท่ีเกิดจากสมาชิกหรือส่ิงแวดลอมภายในสังคม นั่นเอง เชน การที่สังคมมปี ระชากร เพ่มิ ข้นึ อยางรวดเร็ว ยอมทาํ ใหเ กดิ การเปล่ียนแปลงในดานการต้ังถ่ินฐาน ท่ีอยูอาศัย เกิดการบุกรุก ท่ีดิน และการทําลายทรพั ยากรธรรมชาติเพิม่ ขนึ้ เปน ตน

83 2) ปจ จัยภายนอกสังคม หรือการเปลยี่ นแปลงท่เี กิดจากสาเหตภุ ายนอกสังคม เน่ืองจาก ปจจุบันมีการตดิ ตอสัมพนั ธกับสงั คมอืน่ ๆ มากข้นึ สงั คมไทยไดร บั อทิ ธพิ ลมาจากสงั คมตะวันตก และ ยังรบั วฒั นธรรมแบบตะวันตกอกี มากมาย ไดแก การแตงกาย ดนตรี สถาปตยกรรม และสิ่งประดิษฐ ตา ง ๆ เปน ตน เหตผุ ลความจาํ เปนในการอนุรักษส ืบสานวัฒนธรรม วฒั นธรรม เปน เครื่องวัด เครื่องกาํ หนดความเจริญ หรือความเสื่อมของสังคม ในทํานอง เดยี วกนั วัฒนธรรม ยังกําหนดชวี ิตความเปน อยขู องประชาชนในสังคม ดังน้ัน วัฒนธรรมจึงมีอิทธิพล ตอความเปนอยู และความเจรญิ กา วหนาของชาตมิ าก ความสําคัญของวัฒนธรรม มอี ยูหลายประการ คือ 1. วัฒนธรรม ชวยแกปญหา และสนองความตองการตาง ๆ ของมนุษย มนุษยพนจาก อนั ตราย สามารถเอาชนะธรรมชาตไิ ด เพราะมนษุ ยส รางวัฒนธรรมขึ้นมาชวย 2. วฒั นธรรม ชวยเหนี่ยวรัง้ สมาชิกในสงั คม ใหมคี วามเปน หนงึ่ อนั เดยี วกนั และสังคมที่มี วัฒนธรรมเดียวกนั ยอ มจะมีความรูสกึ ผกู พนั เปน พวกเดยี วกนั 3. วัฒนธรรม เปน เคร่อื งแสดงเอกลักษณของชาติ ชาตทิ ่ีมวี ัฒนธรรมสงู ยอมไดรับการยกยอง และเปน หลกั ประกนั ความมน่ั คงของชาติ 4. วัฒนธรรม เปน เครอื่ งกําหนดพฤติกรรมของคนในสังคม ชวยใหผูคนอยูรวมกันอยาง สนั ติสุข 5. วัฒนธรรม ชวยใหประเทศชาติมีความรุงเรืองถาวร โดยเฉพาะอยางยิ่ง หากชาตินั้น มวี ฒั นธรรมที่ดี มที ศั นคติ ในการดําเนนิ ชวี ติ ทเี่ หมาะสม ยดึ มั่นในหลักขยัน ประหยัด อดทน ความมี ระเบียบวนิ ัยทดี่ ีงาม สงั คมนนั้ จะมคี วามเจรญิ รงุ เรือง 6. วัฒนธรรม ประเพณี เปนส่ิงที่นาสนใจ มผี ลตออุตสาหกรรมการทอ งเทย่ี วมาก ปจ จุบัน อุตสาหกรรมนี้ เปนจดุ ดงึ ดูดนักทอ งเทีย่ ว สงผลใหภ าวะเศรษฐกจิ ดขี ึน้

84 เรอ่ื งท่ี 3 แนวทางการอนรุ ักษ และการสืบสานวฒั นธรรม ประเพณี แนวทางการอนุรกั ษและสบื สานวัฒนธรรม ประเพณี 1. การอนุรักษวัฒนธรรมและประเพณี ควรเร่ิมตนจากการปลูกจิตสํานึกใหเยาวชนและ ประชาชนทุกคน ตระหนักถึงคุณคา และความสําคัญของวัฒนธรรมที่ถือ เปนหนาท่ีของทุกคนที่ ชว ยกนั อนรุ ักษ โดยการศกึ ษาวฒั นธรรมใหเ ขาใจ จะไดช ว ยกันรวมมอื รักษา 2. รวมกันเผยแพรวัฒนธรรมและประเพณี โดยการศึกษาเรียนรูและสืบทอดวัฒนธรรม ประเพณขี องชาตติ นเอง ตัวอยา ง คอื การเรียนรูดนตรี การเลนดนตรี การศึกษาเพลงฟงเพลง และ รองเพลงประจาํ ชาติ ประจาํ ทองถิน่ เปน ตน 3. เริ่มตนจากครอบครัวโดยรวมมือกันในครอบครัว ชุมชน สังคม จัดต้ังชมรมสมาคม สถาบนั เพอ่ื จดั กิจกรรมอนรุ กั ษส บื ทอดวัฒนธรรม ประเพณใี นทอ งถ่นิ และชาติ 4. สื่อตาง ๆ ในสงั คมเหน็ ความสําคญั ท่จี ะศึกษาและถา ยทอดวฒั นธรรมเปนประจาํ สมาํ่ เสมอ 5. ทุกคนตองรวมมือกันหวงแหน รักษา วัฒนธรรมอันดีงาม ใหคงอยูมิใหแปรเปล่ียน เชน ประเพณีสงกรานต ตอ งรวมมือกนั ทํากจิ กรรมอันดีงาม คือ สรงนํ้าพระ รดน้ําขอพรผูสูงอายุ ไมควร สาดนาํ้ ใสกันแบบไมสุภาพเรยี บรอย และรุนแรง 6. การรวมมือรักษา และถายทอดภูมิปญญา ใหไปสูสังคมและรุนบุตรหลาน ภูมิปญญา หมายถึง ความรู ความสามารถ ความคดิ ความเชอื่ ท่กี ลุมคนเรียนรจู ากประสบการณ สั่งสมไว ในการ ดาํ รงชพี มกี ารพัฒนาเปลย่ี นแปลง สืบทอดกันมา มกี ารแลกเปลี่ยนเรียนรกู บั กลุม คนอน่ื ทมี่ กี ารตดิ ตอ สัมพนั ธกัน แลวนํามาปรบั ใชใ หเปน ประโยชนส าํ หรบั ตนเอง ตวั อยา งภมู ิปญ ญา การปลูกพชื พนั ธุพน้ื เมอื ง การทาํ นา้ํ ปลา การปน ปูน เปน ตน 7. หาแนวทางการอนรุ กั ษ และสืบสานวฒั นธรรมของชุมชน และของประเทศตาง ๆ ในทวปี เอเชยี รว มกนั ทั้งหนว ยงาน ท้งั ภาครฐั และเอกชน ที่ทําหนาที่สงเสริมสนับสนุน การแลกเปล่ียนวัฒนธรรม ระหวา งชุมชน และประเทศตา ง ๆ ตัวอยางคือ เรามกี ารแลกเปล่ียนวัฒนธรรม แสดงการละเลนของ ประเทศตา ง ๆ ทหี่ อประชมุ วัฒนธรรมแหงชาติ โดยเฉพาะอยา งย่ิงปจจบุ นั วัฒนธรรม ประเพณีของเอเชีย เปนท่ีดึงดูดนักทองเที่ยวจากท่ัวโลก ท่นี ิยมศึกษาทอ งเทยี่ ว เพราะมีเร่ืองราวทางวฒั นธรรมท่ีนาสนใจ นาศึกษาเรียนรู นักทองเที่ยวสนใจ วัฒนธรรม ประเพณีตาง ๆ ในประเทศเอเชียท่ีนาสนใจแตกตางกันไป ตัวอยาง เชน นาฏศิลปไทย อินเดีย ญี่ปุน อินโดนีเซีย และทุกประเทศตางอนุรักษสืบสานวัฒนธรรมของตนเอง โดยมีหลักสูตร สอนในโรงเรียนสถานศึกษาตาง ๆ เพื่อใหวัฒนธรรมคงอยูซึ่งสงผลตอเอกลักษณของชาติตนเองเปน

85 ความภาคภูมิใจและที่สําคัญ คือ ทําใหอุตสาหกรรมการทองเที่ยวเจริญเติบโต มีเงินตราไหลเขา สู ประเทศไดเ ปนอยางดี เรื่องท่ี 4 คานยิ มทีพ่ ึงประสงค คานิยมที่ดีงามของชาตติ า ง ๆ ในเอเชีย คานยิ มทคี่ วรสงเสริมพัฒนาใหเกิดขนึ้ ในประเทศตาง ๆ ในเอเชีย คือ 1. ความสุภาพออ นโยนเปน นสิ ัยที่ดขี องประชาชนในทวีปเอเชยี 2. ความสามารถในการสรางสรรควัฒนธรรมดานศิลปะสาขาตาง ๆ ซึ่งมีความสวยงาม มสี ุนทรียะ คงความเปนวัฒนธรรมเอเชยี ไวอยา งโดดเดน 3. ความสะอาด ความเปนระเบียบเรียบรอยของบานเมือง เพื่อใหเปนแหลง ทองเท่ียวที่มี คณุ คา 4. ความซ่อื สัตย ความขยันในการประกอบอาชพี และตรงตอเวลา

86 คานิยมสําคัญท่ีกลาวมานี้ลวน เปนพื้นฐานใหความเปนชาติม่ันคง และคงเอกลักษณ วัฒนธรรม ประเพณีที่สงผลใหเอเชีย ยังคงเปนแรงดึงดูดใจที่มีเสนหในการเรียนรู ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และอุตสาหกรรมการทอ งเที่ยวสืบตอไปนานเทานาน คา นิยมในสังคมไทย คานิยม คือ ส่ิงที่กลุมสังคมหนึ่ง ๆ เห็นวาเปนสิ่งที่นานิยม นากระทํา นายกยอง เปนส่ิงที่ ถกู ตอ งดงี าม เหมาะสมท่จี ะยดึ ถอื พงึ ปฏบิ ัตริ วมกันในสังคม คา นิยม เปนสวนหน่งึ ของวัฒนธรรม เนอื่ งจากมีการเรียนรู ปลูกฝง และถายทอด จากสมาชิก รุนหนึ่งไปสูอีกรุนหนึ่ง สังคมแตละสังคม จึงมีคานิยมตางกันไป คานิยม ชวยใหการดําเนินชีวิตใน สงั คมมีความสอดคลองสมั พนั ธก ัน และทาํ ใหการดาํ เนินชีวติ ของสมาชิก มีเปาหมาย ชวยสรางความ เปน ปก แผนใหแ กสังคม อยางไรก็ดี คานิยม เปนสิ่งที่มีการเปล่ียนแปลงได ในปจจุบันนี้สังคมไทย มี คา นยิ มใหม ๆ เกิดขน้ึ มาก เชน คา นิยมในการอนุรกั ษท รพั ยากรธรรมชาติ คานยิ มในการนาํ เทคโนโลยี ใหม ๆ มาใชใ นชวี ิตประจําวัน เปน ตน คานิยมทค่ี วรปลกู ฝง ในสังคมไทย ไดแ ก 1) การรกั ชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ  2) ความเอ้อื เฟอ เผื่อแผ 3) ความกตัญูกตเวที 4) ความซือ่ สตั ยส จุ ริต 5) การเคารพผูอ าวุโส 6) การนยิ มใชของไทย 7) การประหยัด

87 กจิ กรรมท่ี 9 1. ใหผูเรียนแบงกลุมกัน 5 - 6 คน คนควาวัฒนธรรม ประเพณีทองถ่ินในประเทศไทย แตละภาค พรอ มแนวทางการอนรุ ักษวฒั นธรรม ประเพณีนั้น ๆ แลวนํามาแลกเปลี่ยน เรยี นรูดวยการนาํ เสนอ แลว ใหผ เู รียนชวยกันใหขอ คดิ เหน็ เพ่ิมเตมิ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ใหผเู รียนแบง กลมุ กนั 5 - 6 คน คนควาวัฒนธรรม ประเพณีที่สําคัญของประเทศตาง ๆ ในเอเชีย พรอ มท้ังแนวทางอนุรักษวัฒนธรรม ประเพณีของประเทศนั้น ๆ แลวนํามา แลกเปลีย่ นเรียนรดู วยการนําเสนอ แลว ใหผเู รียนชวยกนั ใหข อ คดิ เห็นเพิ่มเตมิ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ใหผูเรียนอภิปรายปญหาคานิยมของประเทศ และชุมชน พรอมท้ังใหขอเสนอแนะ วิธีการสรางเสริมคานิยม ความซื่อสัตย ความสามัคคี ใหเกิดขึ้นในชุมชนและสังคมได อยางไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………

88 บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย ฀ สาระสาํ คญั ประเทศไทย มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเปนประมุข มรี ัฐธรรมนญู ซงึ่ เปน กฎหมายสงู สดุ ในการปกครองประเทศ ท่ีประชาชนชาวไทย ควรมีความรู ความ เขาใจเก่ียวกับความเปนมา หลักการ เจตนารมณ โครงสราง และสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย ตลอดจนการศึกษาจุดเดนของรัฐธรรมนูญในสวนที่เกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ และ หนาทข่ี องประชาชน เพอื่ การปฏิบตั ติ นไดอยา งถูกตอ ง ตามท่ีรัฐธรรมนญู กําหนด ฀ ผลการเรยี นรูท ่ีคาดหวัง 1. อธิบายความเปนมา หลักการ และเจตนารมณ ของรัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทยได 2. มคี วามรู ความเขา ใจ โครงสราง และบอกสาระสาํ คญั ของรัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย 3. อธิบายจุดเดน ของรัฐธรรมนญู ท่ีเกีย่ วกบั สิทธิ เสรีภาพ หนาทข่ี องประชาชนได ฀ ขอบขา ยเนอ้ื หา เร่อื งที่ 1 ความเปน มา หลักการ และเจตนารมณ ของรัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย เรื่องท่ี 2 โครงสรา ง และสาระสาํ คัญ ของรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย เร่อื งท่ี 3 จุดเดนของรัฐธรรมนญู ท่เี ก่ียวกบั สทิ ธิ เสรีภาพ และหนา ที่ของประชาชน ฀ ส่ือการเรยี นรู 1. คอมพิวเตอร อินเทอรเ นต็ 2. รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2550 3. บทความตา ง ๆ 4. หนงั สอื พมิ พ

89 เร่อื งท่ี 1 ความเปน มาหลกั การและเจตนารมณ ของรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย 1.1 ความเปนมาของรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย รฐั ธรรมนูญ (Constitution) หมายถึง กฎหมายสูงสุดในการจัดการปกครองรัฐ ถาแปลความ ตามคาํ จะหมายถึง การปกครองรฐั อยางถกู ตองเปนธรรม (รัฐ + ธรรม + มนญู ) ในความหมายอยางแคบ “รัฐธรรมนูญ” ตอ งมีลักษณะเปนลายลกั ษณอ ักษร และไมใ ชส ิ่งเดียวกับ กฎหมายรฐั ธรรมนญู (Constitutional Low) “เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ” มีความหมายกวางกวา และจะเปน รูปแบบลายลักษณอกั ษร หรือจารตี ประเพณีกไ็ ด สหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสเปนประเทศแรก ๆ ท่ีรางรัฐธรรมนูญข้ึนมาในภาษาของประเทศ ท้ังสองคําวา รัฐธรรมนูญ ตางใชคําวา (Constitution) ซ่ึงแปลวา การสถาปนา หรือ การจัดตั้ง ซึ่ง หมายถงึ การสถาปนา หรือการจัดตั้งรัฐ น่ันเอง โดยท้ังสองประเทศมีรัฐธรรมนูญท่ีเปนลายลักษณอักษร แตประเทศอังกฤษ ไมมีรัฐธรรมนูญท่ีเปนลายลักษณอักษร มีแตจารีตประเพณี หรือ “ธรรมเนียม ทางการปกครอง” ที่กระจายอยูตามกฎหมายคาํ พิพากษาตาง ๆ รวมทั้ง ธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมา จนกลายเปนจารตี ประเพณี ซ่งึ ถือเปนกฎหมายรัฐธรรมนูญท่ีสืบทอดมาจากประวัติศาสตรของชาติ น่ันเอง (ท่มี า http://www.sale2thai.com/constiution.htm 13 #<เมือ่ วันท่ี 11 กมภาพนั ธ 2552>) หลวงประดิษฐมนูธรรม (ดร.ปรดี ี พนมยงค) ไดอธิบายวา “กฎหมายธรรมนูญการปกครอง แผน ดิน เปน กฎหมายทบ่ี ัญญัตถิ งึ ระเบียบแหง อํานาจสูงสุดในแผน ดนิ ทงั้ หลาย และวิธีการดาํ เนินการ ทั่วไปแหงอาํ นาจสูงสดุ ในประเทศ” ศาสตราจารยห ยุด แสงอทุ ยั ทานอธบิ ายวา หมายถงึ “กฎหมายทก่ี าํ หนดระเบียบแหง อาํ นาจ สูงสุดในรฐั และความสัมพนั ธระหวา งอาํ นาจเหลา นต้ี อ กันและกัน” (ท่ีมาhttp://e-learning.mfu.ac.th/mflu/1604101/chapter1/Lesson1.htm#13 <เม่ือวันท่ี 11 กมุ ภาพันธ 2552>) ประเทศไทย เร่ิมใชรัฐธรรมนญู เปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เมื่อเกิดการ ปฏิวัติโดยคณะราษฎร เพื่อเปล่ียนแปลงการปกครองประเทศ จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย มาเปนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนพระประมุข ที่ทรงอยูใตรัฐธรรมนูญ เม่ือ วันท่ี 24 มิถุนายน 2475 ในรชั สมัยพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา เจา อยหู ัว รัชกาลที่ 7 แหงราชวงศจกั รี

90 หลงั การเปลยี่ นแปลงการปกครองพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ทรงพระราชทาน รัฐธรรมนูญใหแ กปวงชนชาวไทย ตามท่ีคณะราษฎรไดน าํ ขึ้นทูลเกลาฯ ถวายใหทรงลงพระปรมาภิไธย นอกจากน้ี พระองคก็ทรงมีพระราชประสงคมาแตเดิมแลววา จะพระราชทานรัฐธรรมนูญใหเปน กฎหมายสงู สุดในการปกครองประเทศแกป ระชาชนอยูแลว จึงสอดคลองกับแผนการของคณะราษฎร ประกอบกบั พระองค ทรงเห็นแกความสงบเรียบรอยของบานเมือง และความสุขของประชาชนเปน สําคญั ยิง่ กวาการดํารงไวซ งึ่ พระราชอํานาจของพระองค รฐั ธรรมนูญทคี่ ณะราษฎรไดนําข้ึนทลู เกลาฯ ถวายเพ่ือทรงลงพระปรมาภิไธยมี 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 และรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 กองกาํ ลังของคณะราษฎรถา ย ณ บริเวณหนา วงั ปารสุ กวัน ตอมา เม่ือเกิดความขัดแยงระหวางพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวกับคณะราษฎร จนกระทั่ง พระบาทสมเด็จพระปกเกลา เจาอยหู วั ไดตัดสนิ พระทัยสละราชสมบตั ิ เมื่อวันท่ี 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 โดยทรงมพี ระราชหัตถเลขาสละราชสมบัตคิ วามละเอยี ด ดังนี้

91 (สําเนาพระราชหตั ถเลขาสละราชสมบตั )ิ ปปร บา นโนล แครนลี ประเทศอังกฤษ เมื่อ พระยาพหลพลพยุหเสนา กับพวก ไดทําการยึดอํานาจการปกครองโดยใช กําลังทหาร ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แลว ไดมีหนังสือมาอัญเชิญขาพเจา ให ดํารงอยูใตตําแหนง พระมหากษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญ ขาพเจาไดรับคําเชิญดังน้ัน เพราะเขาใจวา พระยาพหลฯ และพวก จะสถาปนารัฐธรรมนูญตามแบบอยางประเทศ ทั้งหลาย ซึ่งใชการปกครองตามหลักน้ัน เพ่ือใหประชาราษฎรไดมีสิทธิที่จะออกเสียงใน วธิ ีดําเนนิ การปกครองประเทศ และนโยบายตาง ๆ อันเปนผลไดเสียแกประชาชนท่ัวไป ขาพเจามีความเล่ือมใสในวิธีการเชนนั้นอยูแลว และกําลังดําริ จะจัดการเปลี่ยนแปลง การปกครองของประเทศสยามใหเ ปนไปตามรปู แบบนั้น โดยมิไดมีการกระทบกระเทือน อันรา ยแรง เมื่อมามีเหตุรุนแรงข้ึนเสียแลว และเม่ือมีผูกอการรุนแรงนั้น อางวามีความ ประสงคจ ะสถาปนารฐั ธรรมนญู ขน้ึ เทา นั้น ก็เปนไมผ ิดกับหลักการทข่ี าพเจามีความประสงค อยเู หมอื นกนั ขาพเจา จึงเห็นสมควรโนมตามความประสงคของผกู อ การยึดอาํ นาจนัน้ ได เพื่อหวงั ความสงบราบคาบในประเทศ ขา พเจาไดพยายามชวยเหลือ ในการท่ีจะรักษาความสงบ ราบคาบ เพ่ือใหการเปล่ียนแปลงอันสําคัญน้ัน เปนไปโดยราบร่ืนท่ีสุด ที่จะเปนไดแต ความพยายามของขา พเจาไรผ ล โดยเหตุท่ผี กู อการเปล่ียนแปลงการปกครอง ไดกระทําให บังเกิดมีความเสรีภาพในบานเมืองอยางบริบูรณข้ึนไม และมิไดฟงความคิดเห็นของ ราษฎรโดยแทจริง และจากรัฐธรรมนูญท้ัง 2 ฉบับ จะพึงเห็นไดวาอํานาจท่ีจะดําเนิน นโยบายตา ง ๆ นน้ั จะตกอยแู กค ณะผกู อการ และผทู สี่ นับสนนุ เปนพวกพองเทาน้ัน มิได ตกอยแู กผ ูแ ทนซึง่ ราษฎรเปนผูเลือก เชน ในฉบับชั่วคราว แสดงใหเห็นวา ถาผูใดไมไดรับ ความผิดชอบของผกู อการ จะไมใหเปน ผแู ทนราษฎรเลย ฉบบั ถาวรไดมีการเปล่ียนแปลง ใหดีขึ้นตามคํารองขอของขาพเจา แตก็ยังใหมีสมาชิกซ่ึงตนเลือกเขากํากับอยูในสภา ผูแ ทนราษฎรที่ 1 การทวี่ า ขาพเจาไดย นิ ยอมใหม สี มาชกิ 2 ประเภท ก็โดยหวังวา สมาชิก ประเภทที่ 2 ซึ่งขา พเจา ต้ังน้นั จะเลือกจากบุคคลท่ีรอบรูการงาน และชํานาญในวิธีการ ดําเนินการปกครองประเทศโดยท่ัว ๆ ไป ไมจํากัดวาเปนพวกใด คณะใด เพ่ือจะได ชว ยเหลือนาํ ทางใหแ กสมาชกิ ซงึ่ ราษฎรเลอื กตั้งขน้ึ มา แตครั้นเมือ่ ถึงเวลาท่จี ะต้ังสมาชิก ประเภทท่ี 2 ข้นึ ขา พเจา หาไดม โี อกาสแนะนําในการเลือกเลย และคณะรัฐบาลก็เลือกเอา แตเฉพาะผูท่ีเปนพวกของตนเกือบท้ังนั้น มิไดคํานึงถึงความชํานาญ นอกจากนี้


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook