Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักการประกอบกอาหารครอบครัว

หลักการประกอบกอาหารครอบครัว

Published by ariya niyomchat, 2021-11-07 15:44:34

Description: แผนการจัดการเรียนรู้

Search

Read the Text Version

47 2. คารโ์ บไฮเดรต (Carbohydrate) คารโ์ บไฮเดรต (Carbohydrate) เป็นสำรประกอบพวกอินทรีย์สำร ประกอบด้วยธำตุคำร์บอน (C) ไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน (O) คำร์โบไฮเดรต เกิดจำกกำรสังเครำะห์แสงของพืชโดยอำศัย คำร์บอนไดออกไซด์ทม่ี ีอยู่ในอำกำศ นำท่ีมีอยู่ในดินและแสงสว่ำง พืชสังเครำะห์คำร์โบไฮเดรตและเก็บไว้ตำม ส่วนต่ำง ๆ ของพืช เช่น รำก หัว เมล็ด ลำต้น ส่วนท่ีเป็นเปลือกนอกของพืช คือ เซลลูโลส คนและสัตว์จะ สะสมคำรโ์ บไฮเดรตไว้ทตี่ น้ และมีเพียงสว่ นนอ้ ยอยู่ตำมกล้ำมเนือในรูปของไกลโคเจน เพ่ือเก็บไว้ใช้เม่ือมีควำม จำเป็นถ้ำรำ่ งกำยไดร้ ับคำร์โบไฮเดรตมำกเกินควำมต้องกำรจะถูกเปลีย่ นเปน็ ไขมันเก็บสะสมไว้ในกล้ำมเนือเยื่อ ของรำ่ งกำยและทำใหอ้ ้วน คาร์โบไฮเดรต จดั แบ่งเปน็ พวกใหญ่ ๆ ได้ 3 พวก คือ 1. น้าตาลช้ันเดียว (Monosaccharide) จัดเป็นคำร์โบไฮเดรตท่ีมีขนำดโมเลกุลเล็กท่ีสุด มี รสหวำน ละลำยนำได้และตกผลึกง่ำย เป็นนำตำลท่ีพบในธรรมชำติและได้จำกกำรทำให้บริสุทธ์ิ ได้แก่ กลูโคส (Glucose) มีอยู่ท่ัวไปในธรรมชำติ ฟรุคโทส (Fructose) มีมำกในผลไม้ และ กำแลคโทส (Galactose) ไมม่ ีในธรรมชำตแิ ต่ไดจ้ ำกกำรสลำยตวั ของแลคโทส ซ่งึ เป็นนำตำล 2 ชัน ในนม 2. น้าตาลสองช้นั (Disaccharides) ไดจ้ ำกนำตำลชนั เดยี วสองตวั เช่อื มต่อกัน เชน่ นำตำล ในนม ประกอบดว้ ยกลโู คส กำแลคโทส และมอลโทส ประกอบดว้ ย กลูโคส 2 โมเลกุล นำตำล 2 ชัน ท่ีมี ควำมสำคญั ได้แก่ - ซโู ครส (Sucrose) หรือนำตำลทรำย ซึ่งเป็นคำร์โบไฮเดรต ที่พบในธรรมชำติ จำพวกพืช และผลไม้ เชน่ อ้อย ต้นเมเบลิ หัวบที เป็นตน้ - มอลโทส (Maltose) ได้จำกกำรยอ่ ยแป้งดว้ ยนำยอ่ ย - แลคโทส (Lactose) เป็นนำตำลที่มีอยู่ในนำนม และผลิตภัณฑ์จำกนม แลคโทสเป็น นำตำลท่ใี หค้ วำมหวำนนอ้ ยกวำ่ นำตำลชนิดอืน่ กำรย่อยและกำรละลำยชำ้ 3. น้าตาลหลายชั้น (Polysaccharides) ประกอบด้วยนำตำลชันเดียวหลำยๆ โมเลกุล นำตำลหลำยชนั ไมม่ รี สหวำนละลำยนำยำก หรอื อำจไม่ละลำยนำ พืชและสัตว์จะเก็บคำร์โบไฮเดรตไว้ในรูป นำตำลหลำยชัน เช่น แป้งมีในพืช ไกลโคเจนมีในคนและสัตว์ เซลลูโลสเป็นโครงสร้ำงของพืช สำหรับ เซลลโู ลสรำ่ งกำยไมส่ ำมำรถย่อยได้ เมื่อร่ำงกำยได้รับเซลลูโลสเข้ำสู่ร่ำงกำย ก็จะซับนำไว้ทำให้เกิดกำรพอง ตัวช่วยทำให้กำกอำหำรมีลักษณะนิ่ม ช่วยในกำรขับถ่ำยได้สะดวกขึน เซลลูโลสเป็นกำกใยอำหำรพบมำกใน ผกั และผลไม้

48 หนา้ ที่และประโยชน์ของคารโ์ บไฮเดรต 1. ให้พลังงำน คำร์โบไฮเดรตเป็นอำหำรให้พลังงำนในกำรดำรงชีวิต คำร์โบไฮเดรตถูกย่อยขัน สดุ ท้ำยในลำไสเ้ ล็กจะให้กลูโคส สำหรับร่ำงกำยนำไปใช้ในกำรทำงำน สมองก็ใช้พลังงำนในรูปของกลูโคสเพียง อย่ำงเดียว ถ้ำร่ำงกำยขำดกลูโคสทำให้เกิดภำวะไฮโปซีเมีย (Hypoglycemia) ร่ำงกำยรู้สึกอ่อนเพลีย ตำพร่ำ ง่วงนอน เป็นลม หมดสติ ถำ้ เปน็ บ่อยทำให้ระบบสติปัญญำต่ำลงและเป็นอัมพำตได้ คำร์โบไฮเดรต 1 กรัม จะ ให้พลงั งำน 4 แคลอรี 2. ใหค้ วำมอบอนุ่ และช่วยควบคมุ อุณหภมู ใิ นร่ำงกำยใหค้ งที่ 3. ช่วยทำใหไ้ ขมันเผำไหม้สมบรู ณ์ เม่ือร่ำงกำยขำดคำร์โบไฮเดรต ก็จะเปล่ียนไขมันเปน็ พลังงำน ในรูปของกลูโคสแทน แต่ในกระบวนกำรเปลี่ยนต้องใช้คำร์โบไฮเดรตช่วยให้เกิดกำรเผำไหม้ที่สมบูรณ์ ถ้ำ ปริมำณคำร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอจะเกดิ กำรเผำไหม้ไม่สมบรู ณ์ ทำใหเ้ กดิ ภำวะควำมเปน็ กรดในเลือดสงู อวยั วะ ตำ่ ง ๆ ของร่ำงกำยทำงำนผดิ ปกติ 4. ช่วยสงวนโปรตีนไว้ให้ร่ำงกำยใช้ประโยชน์ได้เต็มท่ี เม่ือร่ำงกำยได้รับพลังงำนจำก คำรโ์ บไฮเดรตและไขมนั ไมเ่ พียงพอ ร่ำงกำยจะเผำผลำญโปรตีนมำทดแทนจึงควรกินคำร์โบไฮเดรตให้เพียงพอ เพอ่ื ร่ำงกำยจะได้สงวนโปรตีนไวใ้ ช้ในกำรเสรมิ สรำ้ ง และซ่อมแซมสว่ นทส่ี ึกหรอของรำ่ งกำย 5. ชว่ ยทำลำยพิษทีป่ นเปอื้ นในร่ำงกำย ตบั จะทำปฏกิ ริ ิยำร่วมกับคำร์โบไฮเดรตในกำรกำจัดพิษ ท่ีปนเปื้อนเขำ้ สูร่ ำ่ งกำย ให้กลำยเป็นสำรที่มีพิษน้อยหรือไม่เป็นพิษต่อร่ำงกำยและถูกขับออกจำกร่ำงกำยทำง ปัสสำวะหรืออุจจำระ 6. ช่วยในกำรขบั ถำ่ ย เซลลโู ลสซึ่งรำ่ งกำยยอ่ ยไม่ไดแ้ ตม่ ปี ระโยชน์ คอื เป็นกำกอำหำรทำให้กำร ขับถำ่ ยเป็นไปตำมปกติ 7. คำรโ์ บไฮเดรตบำงชนิด เช่น กลูโคส เปน็ อำหำรทจี่ ำเปน็ ตอ่ เซลลแ์ ละเนือเยอื่ ในสมอง - แหล่งอาหารท่ีให้สารอาหารคาร์โบไฮเดรต ได้แก่ เมล็ดธัญพืช ข้ำวทุกชนิด นำตำล เผอื ก-มนั ขำ้ วโพด ผลไม้ที่มีรสหวำน - ความต้องการคาร์โบไฮเดรตของร่างกาย คนไทยส่วนใหญ่ได้รับคำร์โบไฮเดรตมำกกว่ำ 3 ใน 4 ของกำลงั งำนทงั หมด เพรำะคนไทยบรโิ ภคขำ้ วเป็นอำหำรหลกั โภชนำกรแนะนำปริมำณสำรอำหำรที่ คนไทยอำยตุ ังแต่ 6 ปขี นึ ไปควรไดร้ ับพลังงำนจำกคำรโ์ บไฮเดรตไม่นอ้ ยกวำ่ 100 กรมั ต่อ 1 วัน ผลของการขาดสารอาหารคาร์โบไฮเดรตท่ีมตี ่อรา่ งกาย คือ 1. ทำให้ระดับนำตำลในเลือดต่ำ อวัยวะขำดพลังงำนโดยสอง ซ่ึงได้รับพลังงำนจำก คำร์โบไฮเดรตเพยี งอย่ำงเดียว จะเกิดอำกำรอ่อนเพลีย ตำลำย ง่วงนอน ปวดหัว อำจหมดสติได้ 2. ร่ำงกำยจะนำไขมันไปเผำผลำญเป็นพลังงำนทดแทนในกำรเผำผลำญไขมันจำเป็นต้องใช้ คำรโ์ บไฮเดรตร่วมด้วย เพื่อใหไ้ ขมันเผำไหม้สมบูรณ์

49 3. ไขมัน (Fat) ประกอบด้วย คำร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน โมเลกุลของไขมัน ประกอบดว้ ย กรีเซอรีนและกรดไขมัน 3 โมเลกุลซ่ึงอำจเป็นกรดไขมันชนิดเดียวกันหรือต่ำงกันก็ได้ ไขมันเป็น สำรอำหำรที่ไม่สำมำรถละลำยในนำได้ แต่จะละลำยได้ในนำมันหรือไขมันเหลวและในตัวทำละลำยอินทรีย์ เช่น แอลกอฮอล์ อีเทอร์ เป็นต้น ไขมนั ถ้ำอยูใ่ นสภำพของแข็ง ณ อุณหภูมิปกติ เรียกว่ำไขหรือไขมัน แต่ถ้ำอยู่ ในสภำพของเหลว เรียกวำ่ นำมัน 3. 4.ไขมนั (Fat) ไขมัน เป็นสำรอำหำรที่ให้พลังงำนสูงกว่ำคำร์โบไฮเดรตและโปรตีน แต่ไม่ใช่หน้ำที่เด่น ร่ำงกำยไม่ได้ใช้สำรไขมัน เป็นตัวแรกในกำรนำไปสร้ำงพลังงำน หน้ำท่ีหลักคือ ทำหน้ำที่เป็นตัวขนส่งสำรท่ี ละลำยในไขมันไปยังส่วนต่ำง ๆ ของร่ำงกำย เช่น ขนส่งวิตำมินเอ วิตำมินดี วิตำมินอี และวิตำมินเค ไปยัง อวัยวะต่ำงๆ ซึง่ ถ้ำหำกร่ำงกำยไมไ่ ดร้ ับไขมนั วิตำมินเหลำ่ นกี จ็ ะไม่ถูกขนส่ง ทำให้เกิดโรคขำดวิตำมินดังกล่ำว นอกจำกนยี งั ชว่ ยในกำรดดู ซมึ วิตำมินเอ วติ ำมนิ ดี วติ ำมนิ อี และวิตำมินเค ในระบบทำงเดนิ อำหำร ไขมนั ทำให้ เรำรสู้ กึ อิ่มได้นำน ไขมนั เป็นสำรอำหำรทใี่ หพ้ ลังงำนมำกทส่ี ุดคอื ไขมัน 1 กรมั ใหพ้ ลังงำน 9 แคลอรี่ เนื่องจำก ร่ำงกำยสำมำรถเก็บสะสมไขมันในรูปของไตรกลีเซอไรด์ ได้ในปริมำณท่ีไม่จำกัด ไขมันสำมำรถเป็นพลังงำน เพอื่ ใชใ้ นรำ่ งกำยได้ตลอดเวลำ ในรูปของพลังงำนสำรองสำหรับรำ่ งกำย กรดไขมนั แบ่งตามความต้องการของรา่ งกาย แบง่ ได้ 2 ประเภท คอื 1. กรดไขมันที่จาเป็นต่อร่างกาย (Essential Fatty Acid) หมำยถึง กรดไขมันชนิดไม่อ่ิมตัว ที่ร่ำงกำยไม่สำมำรถสังเครำะห์ได้ กรดไขมันชนิดไม่อ่ิมตัวพบมำกในนำมันพืช เช่น นำมันถ่ัวเหลือง นำมันงำ นำมันข้ำวโพด นำมันดอกคำฝอย นำมันเมล็ดทำนตะวัน นำมันรำข้ำว เป็นต้น ไขมันชนิดนีช่วยลด คอเลสเตอรอลในเลือดได้ดี ป้องกันกำรสะสมไขมันบนผนังหลอดเลือด ป้องกันภำวะหลอดเลือดแข็งและตีบ กรดไขมนั บำงชนิดมีควำมจำเปน็ สำหรับร่ำงกำย เช่น กรดไลโนเลอิก ถ้ำร่ำงกำยไม่ได้รับกรดชนิดนีหรือได้รับ แต่ไม่เพียงพอจะทำให้ร่ำงกำยไม่เจริญเท่ำที่ควร และมีอำกำรผิวหนังอักเสบ เกิดกำรหลุดลอกของผิวหนัง อย่ำงรุนแรง ติดเชือได้ง่ำยและบำดแผลหำยช้ำ ซ่ึงจะเห็นผลอย่ำงรวดเร็วในเด็ก กรดไลโนเลอิกยังมี ควำมสำคญั ในดำ้ นชว่ ยเรง่ กำรเผำผลำญคอเลสเตอรอล ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด อยู่ในเกณฑ์ปกติ รำ่ งกำยควรได้รับกรดไขมนั ท่ีจำเปน็ ทุกๆ วัน วันละประมำณ 2- 4 กรัม 2. กรดไขมันที่ไม่จาเป็นต่อร่างกาย (Nonessential Fatty Acid) หมำยถึง กรดไขมันชนิด อ่มิ ตัวรำ่ งกำยสำมำรถสงั เครำะห์ได้ กรดไขมนั ชนิดอ่ิมตัว พบมำกในไขมันสัตว์ท่วั ๆ ไป เช่น ไขมันหมู ไขมันไก่ ไขมนั วัว ไขมนั แกะ เนยสด เป็นตน้

50 หนา้ ที่และความสาคัญของไขมนั 1. ใหพ้ ลังงำนมำกกว่ำสำรอำหำรประเภทอืน่ ๆ คือ ไขมัน 1 กรัม จะให้พลังงำน 9 แคลอรี 2. ทำหนำ้ ทช่ี ่วยในกำรดูดซมึ วิตำมิน ชนิดท่ลี ะลำยในไขมนั คือ วติ ำมิน เอ ดี อี เค 3. ทำหน้ำที่เป็นโครงสร้ำงสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ช่วยในกำรขนส่งสำรอำหำร และสำรท่ีย่อยแล้ว ผ่ำนเยอ่ื บุเซลล์ 4. ชว่ ยป้องกันกำรกระทบกระเทอื นของอวัยวะภำยใน เช่น หวั ใจ ปอด ตบั ไต เปน็ ต้น 5. ชว่ ยใหผ้ วิ หนังชมุ่ ชนื ไม่แหง้ กระดำ้ ง 6. ชว่ ยใหอ้ มิ่ นำนเนือ่ งจำกไขมนั ถูกยอ่ ยช้ำ 7. ช่วยปอ้ งกนั กำรสญู เสยี ควำมร้อนของรำ่ งกำยใหค้ วำมอบอุ่นแกร่ ำ่ งกำย แหลง่ อาหารทใี่ หไ้ ขมัน - ไขมันจากพชื ไดแ้ ก่ นำมันถว่ั เหลือง นำมนั ข้ำวโพด นำมนั รำข้ำว นำมนั มะพร้ำว นำมนั ปำลม์ - ไขมันจากสัตว์ ได้แก่ นำมันหมู นำมันไก่ เนย นอกจำกนียังมีในอำหำรจำพวกไข่แดง กะทอ นมสด และครีม เปน็ ตน้ ความตอ้ งการไขมันของร่างกาย กำรบริโภคไขมันยังไม่มีข้อกำหนดตำยตัว แต่จำกกำรสำรวจ ของคนแต่ละกลุ่มในประเทศท่ีกำลังพัฒนำคนบริโภคอำหำรที่มีไขมันประมำณ ร้อยละ 6-10 แคลอรี่ หรือ ประมำณคนละ 11 กรัมต่อวัน สำหรับประเทศที่พัฒนำแล้วคนบริโภคไขมันประมำณร้อยละ 35-44 ของ แคลอรที่ ังหมดหรอื ประมำณ 50 กรัมตอ่ วัน ผลของการขาดสารอาหารไขมนั ท่ีมตี ่อรา่ งกาย 1. ร่ำงกำยไม่สำมำรถดดู ซึมวติ ำมินท่ีละลำยในไขมนั ไดแ้ ก่ วติ ำมนิ เอ ดี อี เค 2. ร่ำงกำยจะไมเ่ จริญเติบโตเท่ำทคี่ วร ถำ้ ขำดกรดไขมนั ทีจ่ ำเป็นต่อร่ำงกำย เช่น กรดไลโนเลอิก 4. เกลอื แร่ เกลือแร่ (Minerals) เกลือแร่ในร่ำงกำยอยู่ในลักษณะ สำรประกอบอินทรีย์ และอนินทรีย์ประมำณ ร้อยละ 4 ของนำหนักร่ำงกำยทังหมด เกลือแร่เป็นสำรอำหำรท่ีจำเป็นต่อร่ำงกำยมำกแม้เกลือแร่จะไม่ใช่ สำรอำหำรที่ให้พลังงำนและควำมอบอุ่นแก่ร่ำงกำย แต่ช่วยให้อวัยวะต่ำง ๆ ทำงำนได้อย่ำงปกติ รวมถึงกำร ทำงำนของระบบไหลเวียนโลหติ ระบบประสำท และระบบกล้ำมเนือ เปน็ ตน้

51 เกลอื แร่แบง่ ตามความต้องการของร่างกายได้ 2 ประเภท คือ 1. เกลอื แรท่ รี่ า่ งกายต้องการจานวนมาก หมำยถงึ เกลือแรท่ มี่ ีอยใู่ นรำ่ งกำยปรมิ ำณมำก ได้แก่ แคลเซยี ม ฟอสฟอรัส โซเดยี ม โพแทสเซยี ม แมกนีเซยี ม และกำมะถนั เป็นตน้ 2. เกลือแร่ที่ร่างกายต้องการจานวนน้อย หมำยถึง เกลือแร่ที่มีอยู่ในร่ำงกำยปริมำณ น้อย แต่มีควำมจำเป็นต่อร่ำงกำย ได้แก่ เหล็ก ไอโอดีน ฟลูออไรด์ แมงกำนีส โครเมียม และสังกะสี เป็นตน้ เกลือแร่ ที่จะกลา่ วถงึ ได้แก่ แคลเซยี ม ฟอสฟอรัส เหลก็ ไอโอดนี และแมกนีเซียม 1.แคลเซียม (Calcแiuคmลเซ)ียม (Calcium) เป็นเกลือแร่ท่ีมีมำกที่สุดในร่ำงกำยประมำณร้อยละ 2 ของนำหนักร่ำงกำย ทังหมด เป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟัน ช่วยควบคุมระบบกำรทำงำนของระบบประสำท กล้ำเนือ และหัวใจ เป็นธำตุที่จำเป็นในกำรแข็งตัวของเลือด ปัจจัยที่ช่วยเพ่ิมกำรดูดซึมของแคลเซียมคือ วิตำมินดี และฟอสฟอรสั หนา้ ทีข่ องแคลเซียม 1. เป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟัน จำเป็นต่อกำรเจรญิ เตบิ โตของรำ่ งกำย เนอ่ื งจำกกระดูก เป็นโครงสรำ้ งของรำ่ งกำย 2. มีควำมสำคัญต่อกำรแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดหยุดไหล เร็วเวลำเกิดบำดแผล โดยมี แคลเซยี มเปน็ ตวั กระตนุ้ ในกระบวนกำรเปลย่ี นโปรตนี ใหเ้ ป็นสำรท่ไี ม่ละลำยเกดิ เปน็ รำ่ งแหปิดปำกแผล 3. ควบคมุ กำรทำงำนของหัวใจ ระบบประสำท กำรยืดหดตัวของกล้ำมเนอื 4. ชว่ ยกระตนุ้ กำรทำงำนของเอมไซม์หลำยชนดิ 5. ช่วยกำรทำงำนของผนังเซลล์ ให้สำมำรถรับสำรอำหำรต่ำง ๆ ท่ีผ่ำนเข้ำออกได้มำกขึน ช่วย ในกระบวนกำรดดู ซมึ สำรอำหำรทผ่ี นังลำไส้เล็ก 6. ชว่ ยในกำรดูดซึมวิตำมนิ บีสบิ สอง โดยแคลเซียมชว่ ยใหว้ ิตำมินบีสิบสองดูดซึมทลี่ ำไสเ้ ล็กตอน ปลำยไดด้ ี - อาหารท่ีแคลเซียมมาก ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์จำกนม เนือสัตว์ท่ีกินทังเปลือกและ กระดูก เช่น กุ้งแห้ง กะปิ ปลำเล็กปลำน้อย ผักพอให้แคลเซียมบ้ำงได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ใบชะพลู ใบยอ ตำลงึ ขึนฉำ่ ย ยอดแค และสะเดำ - ความต้องการแคลเซียมของร่างกาย ผู้ใหญ่ปกติควรกินแคลเซียมวันละ 400-500 มลิ ลิกรัม ทำรกและเด็กท่กี ำลังเจรญิ เติบโตจนถึงวัยร่นุ ควรได้รับแคลเซียมวันละ 400-700 มิลลิกรัม ส่วนหญิง มคี รรภแ์ ละหญงิ ใหน้ มบุตร ควรได้รับเพมิ่ ขนึ ประมำณ 3-4 เท่ำของคนปกติ

52 2. ฟอสฟอรัส (Phosphorus) ฟอสฟอรัส (Phosphorus) ในร่ำงกำยมีฟอสฟอรัสประมำณครึ่งหนึ่งของแคลเซียมและทำงำน ร่วมกับแคลเซยี ม โดยมสี ำรควบคมุ สมดุล คือ วติ ำมินดแี ละพำรำไทรอยด์ฮอรโ์ มน หน้าทข่ี องฟอสฟอรัส 1. เป็นโครงสร้ำงของกระดูกและฟันร่วมกบั แคลเซียม 2. ควบคุมสมดุลของควำมเป็นกรดและดำ่ งในเลอื ด 3. ควบคมุ กำรปล่อยพลงั งำนในกำรเผำไหมข้ องคำร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน 4. เป็นส่วนสำคัญของเซลล์และของเหลวภำยในเซลล์ของร่ำงกำยจำเป็นสำหรับกำรทำงำนของเอม ไซม์ - อาหารท่มี ฟี อสฟอรัสมาก มกั พบในอำหำรที่ให้แคลเซียมโดยปกติ จะพบมำกใน นมและ ผลติ ภณั ฑ์จำกนม เนอื สตั วไ์ ม่ติดมนั ปลำทะเล - ความตอ้ งการของรา่ งกาย ผใู้ หญ่ตอ้ งกำรวันละ 0.88 กรัม 3.เหล็ก (Irเหoลn็ก) (Iron) เป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดง คือ ฮีโมโกลบิน (HEMOGLOBIN) ซึ่งทำ หน้ำที่ในกำรดูดออกซิเจนจำกปอดส่งไปยังเนือเยื่อส่วนต่ำงๆ ของร่ำงกำย แล้วพำคำร์บอนไดออกไซด์จำก เนือเยอื่ ของร่ำงกำยขบั ทงิ ทีป่ อด และยงั พบว่ำถำ้ กระแสโลหิตมีปรมิ ำณเหลก็ ตำ่ ร่ำงกำยจะเกิดโรคโลหิตจำง ได้ เหลก็ เป็นส่วนประกอบไมโอโกลบนิ (MYOGLOBIN) ของกล้ำมเนือ ไข่ กระดูก มำ้ ม และไต หน้าท่ขี องเหลก็ 1. ชว่ ยในกำรสร้ำงเม็ดเลอื ดแดง หำกร่ำงกำยขำดธำตุเหลก็ จะทำใหเ้ ป็นโรคโลหติ จำง 2. เหลก็ เป็นสว่ นประกอบของกล้ำมเนอื เยอื่ บุต่ำง ๆ โดยทำหน้ำท่ีขับออกซเิ จนท่ีเลือดนำมำใช้ 3. เป็นส่วนประกอบของเอมไซม์หลำยชนิดในร่ำงกำย โดยเฉพำะเอมไซม์ในกระบวนกำรเมทำบอลิ ซมึ เพอ่ื ใหเ้ กดิ พลังงำน - อาหารที่มีเหล็กมาก ได้แก่ เคร่ืองในสัตว์ ไข่แดง ตับ เนือสัตว์ทะเล ในพืชมีมำกใน โกโก้ ชำ ถั่ว กระถนิ ผักใบเขยี ว และผลไม้แหง้ - ความต้องการธาตุเหล็กของร่างกาย ทำรกควรได้รับปริมำณวันละ 1 มิลลิกรัม ต่อ นำหนกั ตัว 1 กิโลกรมั

53 4.ไอโอดนี (Iodine) ไอโอดีน (Iodine) ปริมำณไอโอดีนในร่ำงกำยมีน้อยมำก และส่วนใหญ่อยู่ที่ต่อมไทรอยด์ (THYROID GLAND) บริเวณข้ำงหน้ำหลอดลม ส่วนที่เหลืออยู่ในกล้ำมเนือ ต่อมนำลำย ในระบบทำงเดิน อำหำร และในกระแสโลหิต หนา้ ท่ีของไอโอดนี 1. เป็นส่วนประกอบของฮอร์โมนไทรอกซิน ซึ่งต่อมไทรอยด์ผลิตออกมำ ฮอร์โมนตัวนีทำหน้ำท่ี เกี่ยวกับกำรใหพ้ ลงั งำนควำมเจริญเตบิ โต ควบคุมกำรเผำผลำญสำรอำหำรของร่ำงกำย 2. ช่วยสง่ เสรมิ กำรเจริญเตบิ โตและกระตุน้ อตั รำกำรเผำผลำญ โดยช่วยให้ร่ำงกำยสำมำรถเผำผลำญ ไขมันสว่ นเกนิ ในรำ่ งกำย 3. กระตุ้นกำรทำงำนของหวั ใจให้ทำงำนดขี นึ 4. ช่วยให้รำ่ งกำยสำมำรถผลติ พลังงำนไดต้ ำมปกติ 5. ช่วยป้องกนั โรคคอพอกและโรคเออ๋ - อาหารที่มไี อโอดนี มาก ไดแ้ ก่ อำหำรทะเล เช่น กุง้ หอย ปู ปลำ และเกลือเสรมิ ไอโอดนี - ความต้องการไอโอดีนของร่างกาย ผู้ใหญ่ควรได้รับ 100-150 ไมโครกรัมต่อวัน หญิงมี ครรภ์และหญงิ ให้นมบุตรควรไดร้ บั เพม่ิ ขนึ 5.แมกนเี ซยี ม แมกนีเซียม (Magnesium) แมกนีเซียมมีอยู่ในร่ำงกำยประมำณ 20-25 กรัม โดยร้อยละ 70 ของแมกนีเซียมในร่ำงกำยอย่ใู นกระดกู ร่วมกับแคลเซยี มและฟอสฟอรสั ร้อยละ 30 อยใู่ นเนือเยื่อและของเหลว ภำยในรำ่ งกำย หนา้ ทข่ี องแมกนีเซยี ม 1. เปน็ สว่ นประกอบที่สำคญั ของกระดูกและฟันร่วมกับแคลเซียม เพื่อควำมแข็งแรงของกระดูกและ ฟัน 2. เป็นตัวชว่ ยกำรทำงำนของเอมไซม์ที่จำเป็นสำหรับกำรเผำผลำญคำร์โบไฮเดรตและกำรสังเครำะห์ โปรตีน 3. ช่วยในกำรรกั ษำระดับกำรเต้นของหัวใจใหป้ กติ 4. ชว่ ยใหร้ ่ำงกำยใช้แคลเซยี มและวติ ำมินซไี ดด้ ี - อาหารที่มีแมกนีเซียมมาก ได้แก่ ผักใบเขียว เนื่องจำกแมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบ ของคลอโรฟิลล์ นอกจำกนันอำหำรท่ีมีโปรตีนและฟอสฟอรัสจะมีแมกนีเซียมด้วย เช่น ไข่ เนือสัตว์ นม ถั่วเมลด็ แหง้ และธัญพืชไมผ่ ำ่ นกำรขัดสี

54 - ความต้องการแมกนีเซียมในร่างกาย ควำมต้องกำรแมกนีเซียมในแต่ละวันแบ่งตำม ช่วงอำยุ ควำมต้องกำรแมกนีเซียมจะเพิ่มมำกขึน เม่ือระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงและเมื่อกำรบริโภค อำหำรทีม่ โี ปรตนี สูง 5. วติ ามนิ (Vitamins) วิตามิน (Vitamins) วิตำมินจัดเป็นสำรอินทรีย์ท่ีไม่ให้พลังงำนแก่ร่ำงกำย แต่จำเป็นสำหรับ ปฏิกิริยำทำงเคมีของร่ำงกำยต้องกำรในปริมำณน้อยแต่ขำดไม่ได้ ถ้ำขำดจะทำให้ระบบกำรทำงำนของ ร่ำงกำยผิดปกติ วิตำมินทำหน้ำที่คล้ำยกับฮอร์โมนในกำรช่วยให้เนือเยื่อส่วนต่ำงๆ ของร่ำงกำย ทำงำนได้ ตำมปกติแต่วิตำมินต้องได้รับจำกอำหำร ส่วนฮอร์โมนเป็นสำรที่สำมำรถผลิตขึนได้เองภำยในร่ำงกำยมีกำร ค้นพบวิตำมินไม่น้อยกว่ำ 30 ชนิด และวิตำมินท่ีจำเป็นต่อร่ำงกำยมีอยู่ประมำณ 13 ชนิด คือ วิตำมินเอ ดี อี เค บี1 บี2 บ6ี บ1ี 2 ไนอะซนิ กรดเพนโททำนิก โฟเลต ไบโอติน และวิตำมนิ ซี วิตำมินทังหมด นี สำมำรถแบ่งตำมคุณสมบัตกิ ำรละลำยได้ 2 ชนดิ ใหญ่ๆ คือ วติ ามนิ สามารถแบง่ ตามคณุ สมบัติการละลายได้ 2 ชนดิ ใหญๆ่ คอื 1. วิตามินท่ีละลายในไขมันหรือน้ามัน คือ วิตำมินเอ วิตำมินดี วิตำมินอี และวิตำมินเค วติ ำมนิ ท่ีละลำยในไขมันหรอนำมนั มีคณุ สมบัตทิ ั่วไป คือ - ละลำยในไขมันหรือนำมันเทำ่ นนั - คงสภำพเดมิ ไดน้ ำนไมเ่ สยี งำ่ ย - รำ่ งกำยสะสมไว้ท่ตี ับ มกี ำรขบั ออกจำร่ำงกำยได้บำ้ งเล็กน้อยทำงอจุ จำระ - หำกรำ่ งกำยไดร้ ับมำกเกนิ ไปจะทำให้เกิดอำกำรแพไ้ ด้ 2. วิตามนิ ที่ละลายในน้า มีอยู่ 2 ชนิด คือ วิตำมินบีรวม และวิตำมินซี วิตำมินที่ละลำย ในนำ มีคุณสมบตั ทิ ั่วไป คือ - ละลำยนำได้งำ่ ย - ถกู ทำลำยไดง้ ่ำยดว้ ยควำมรอ้ น แสง อำกำศ ดำ่ ง โดยละลำยไปกับนำ - ไมม่ กี ำรสะสมในร่ำงกำยหำกได้รับมำกเกินควำมต้องกำรของร่ำงกำย จะถูกขับออกทำง ปสั สำวะหรอื ทำงเหงอ่ื เลก็ นอ้ ย - ไมท่ ำให้เกดิ อำกำรแพห้ ำกรำ่ งกำยไดร้ ับมำกเกินไป

55 วติ ามนิ ทีร่ ่างกายตอ้ งการและมีความจาเป็นตอ่ ร่างกายทก่ี ล่าวถึง มดี งั ตอ่ ไปนี้ วิตามินเอ 1. วิตามินเอ เป็นสำรที่ไม่ละลำยในนำแต่ละลำยในไขมัน วิตำมินเอท่ีบริสุทธิ์เป็น สำรประกอบที่มีผลึกสีเหลืองซีด ส่วนแคโรทีนมีผลึกสีแดงเข้ม วิตำมินเอถูกทำลำยง่ำยด้วยแสงแดด แสงอัลตรำไวโอเลตและทนตอ่ สภำวะกรดและด่ำงได้ดี หนา้ ท่ขี องวติ ามินเอ 1. ช่วยบำรงุ สำยตำและปอ้ งกนั โรคตำฟำงกลำงคืน ซึ่งอำกำรทีน่ ยั น์ตำไม่สำมำรถปรับสำยตำให้ มองเหน็ ในทีม่ ืดได้ 2. ช่วยรักษำสุขภำพของผิวหนังและเย่ือบุอวัยวะต่ำง ๆ เช่น หลอดอำหำร หลอดลม เยื่อ นยั นต์ ำ อวัยวะขบั ถ่ำย อวัยวะสืบพันธุ์ 3. ชว่ ยให้ร่ำงกำยเจริญเติบโตเพรำะวิตำมนิ เอ ช่วยส่งเสรมิ กำรทำงำนของแคลเซียมในกำรสร้ำง กระดูกและฟัน 4. ชว่ ยสรำ้ งควำมต้ำนทำนโรคให้กับรำ่ งกำย อาหารทีม่ ีวิตามินเอ ไดแ้ ก่ ไขแ่ ดง นำมนั ตับปลำ นมผง เนย ครีม นมข้นจดื ผกั ใบเขยี ด ผลไมส้ เี ขยี ว และสี เหลือง รปู ท2ี่ .3 อาหารที่ใหว้ ิตามินเอ - ความต้องการวติ ามนิ เอของร่างกาย กรมอนำมยั กระทรวงสำธำรณสุขได้แนะนำให้คน ไทยควรได้รบั วิตำมินเอในแตล่ ะวันแบ่งตำมชว่ งอำยุ ดงั แสดงในตำรำงที่ 1

56 ตางรางที่ 1 ปรมิ าณวติ ามนิ เอของบคุ คลแตล่ ะวยั ทค่ี วรไดร้ บั ในแตล่ ะวัน ปริมาณวิตามินเอของบคุ คลแต่ละวยั ท่ีควรได้รบั ในแต่ละวัน บุคคลแตล่ ะวัย ชว่ งอายุ ปริมาณวติ ามนิ เอทคี่ วรไดร้ ับ (ไมโครกรมั เรตินอล/วนั ) - วยั เด็กทำรก 0 – 5 เดือน 6 – 11 เดอื น นำนมแม่ (375) - วยั เด็ก 1 – 3 ปี 400 4 – 5 ปี 400 6 – 8 ปี 450 - วยั รนุ่ ชำย 9 – 12 ปี 500 13 – 15 ปี 600 16 – 18 ปี 600 - วัยรุน่ หญิง 9 – 12 ปี 700 13 – 15 ปี 600 16 – 18 ปี 600 - วัยผู้ใหญ่ชำย 19 – 59 ปี 600 - วัยผใู้ หญห่ ญงิ 19 – 59 ปี 700 - วัยสงู อำยุชำย 60 ปขี นึ ไป 700 - วยั สงู อำยหุ ญงิ 60 ปีขนึ ไป 700 - หญงิ ตงั ครรภ์ 600 - หญิงให้นมบตุ ร ควรเพิ่มอีก 200 - 375

57 วติ ามนิ ดี 2. วติ ามินดี เปน็ พำหะของแคลเซยี มเน่อื งจำกวิตำมนิ ดี สำมำรถปอ้ งกัน และรกั ษำโรค กระดกู ออ่ น เป็นโรคท่ีเปน็ กนั มำนำน กอ่ นท่จี ะรู้จักวติ ำมินดี มกั พบวำ่ ทีไ่ หนมแี สงแดดมำก ไมค่ ่อยพบเดก็ เป็นโรคกระดูกอ่อน แตถ่ ้ำทไี่ หนไมค่ อ่ ยมสี งแดด หรอื ว่ำแสงแดดน้อย เดก็ มกั เป็นโรคกระดกู ออ่ น เพรำะ สำรทอี่ ยใู่ ต้ผิวหนงั เม่อื ถูกรับรังสีอัลตรำไวโอเลตแล้ว สำมำรถสรำ้ งขึนได้จำกคอเลสเตอรอลท่ีผนังลำไสเ้ ลก็ ตอนต้น แล้วส่งผำ่ นไปยงั ผิวหนังได้ หนา้ ทีข่ องวิตามนิ ดี 1. ช่วยในกำรดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสในร่ำงกำย เพื่อทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง วิตำมินดี จึงจำเป็นสำหรับกำรเจริญเติบโตและช่วยป้องกันโรคกระดูกอ่อนในเด็ก ผู้สูงอำยุ หญิงมีครรภ์ และสตรีใหน้ มบตุ ร 2. ช่วยในกำรควบคุมปริมำณของแคลเซียมในเลือด รักษำควำมเข้มข้นของแคลเซียมในเลือดและ เป็นตวั นำแคลเซียม เข้ำและออก จำกกระดูกและฟัน 3. ปอ้ งกนั โรคกระดูกออ่ นในเด็ก และชว่ ยใหก้ ระดกู แขง็ แรงในวยั สูงอำยุ 4. ควบคมุ กำรทำงำนของเอมไซม์ทเ่ี กย่ี วกบั กำรใชฟ้ อสฟอเฟตในร่ำงกำย 5. ช่วยในกำรดดู ซึมวติ ำมินเอ อาหารที่มีวิตามนิ ดีมาก ไดแ้ ก่ นำมันตับปลำ ตับสัตว์ ในไขแ่ ดงมวี ิตำมินดปี ำนกลำง รปู ที่ 2.4 อาหารทใ่ี หว้ ติ ามินดี - ความต้องการวิตามินดีของร่างกาย ปริมำณวิตำมินดีท่ีแต่ละบุคคลควรได้รับมีปริมำณ ท่แี ตกต่ำงกนั ไปขึนอยูก่ ับสำเหตหุ ลำยประกำร คือ ปรมิ ำณไขมนั ในอำหำร กำรสร้ำงนำดีจำกตับ กำรดูด ซึมของระบบทำงเดินอำหำร กำรถูกแสงแดดบ่อยครัง ปริมำณสีและเครำตินท่ีมีอยู่ใต้ผิวหนัง ถ้ำผิวหนัง ขำวจะมีสำรสีน้อย แสงอัลตรำไวโอเลตจำกแสงแดดผ่ำนเข้ำได้มำก ทำให้สำร 7- ดีไฮโดรคอเลสเตอรอล สำมำรถเปล่ียนเป็นวิตำมินดีสำมได้มำก ถ้ำคนผิวเข้มมีสำรสีมำก แสง-อัลตรำไวโอเลต จำกแสงแดดผ่ำน เข้ำได้น้อย ทำให้กำรสังเครำะห์วิตำมินดีสำมท่ีผิวหนังเกิดขึนได้น้อย อย่ำงไรก็ตำมกรมอนำมัย

58 กระทรวงสำธำรณสขุ ได้แนะนำใหค้ นไทย ควรไดร้ ับวิตำมินดใี นแตล่ ะวันแบง่ ตำมช่วงอำยุ ดังแสดงในตำรำงท่ี 2 ตารางท่ี 2 ปรมิ าณวิตามินดีของบุคคลแต่ละวัยท่ีควรได้รบั ในแต่ละวัน บคุ คลแตล่ ะวัย ช่วงอายุ ปรมิ าณวิตามนิ ดที ี่ควรไดร้ ับ (ไมโครกรัม/วัน) - วยั เดก็ ทำรก 3 – 11 เดอื น 10 - วยั เดก็ 1 – 9 ปี 10 - วยั รุ่นชำย 10 – 19 ปี 10 - วัยรนุ่ หญงิ 10 – 19 ปี 10 - วยั ผ้ใู หญช่ ำย 20 – 29 ปี 7.5 30 – 59 ปี 5 - วัยผใู้ หญห่ ญิง 20 – 29 ปี 7.5 30 – 59 ปี 5 - วัยสูงอำยุ 60 ปขี ึนไป 5 - หญิงตังครรภ์ ควรเพมิ่ อกี 5 - หญิงให้นมบุตร ควรเพิม่ อกี 5 วิตามนิ อี 3. วิตามินอี วิตำมนิ อีบริสุทธม์ิ ีสีเหลอื งออ่ นคอ่ นข้ำงเหนยี วคล้ำยนำมนั ละลำยได้ในไขมันและตัว ทำละลำยไขมนั ไมล่ ะลำยนำทนต่อควำมรอ้ นได้ดี ทนต่อกรดแตถ่ กู ทำลำยได้ในด่ำง และแสงอลั ตรำไวเลต หนา้ ที่ของวิตามนิ อี 1. ช่วยลดคอเลสเตอรอลท่ีเกำะอยู่บริเวณหลอดเลือดในอวัยวะท่ีสำคัญของร่ำงกำย เช่น หัวใจและ สมอง 2. ป้องกันเย่อื หุ้มเซลลเ์ ม็ดเลอื ดแดงไมใ่ ห้ปฏิกริ ยิ ำกับออกซเิ จน ปอ้ งกันโรคเลือดไหลไม่หยดุ

59 3. เกย่ี วขอ้ งกับกำรสร้ำงฮอรโ์ มนตำ่ ง ๆ ปอ้ งกันกำรเปน็ หมนั และแท้งลูก 4. ป้องกันกล้ำมเนอื ลบี เหี่ยว - อาหารท่มี วี ิตามินอีมาก ได้แก่ นำมันรำข้ำว นำมันเมล็ดฝ้ำย ผักใบเขียวและเมล็ดข้ำว ที่ยงั ไมไ่ ดส้ เี อำเยือ่ ห้มุ เมลด็ ออก ในอำหำรจำกสตั ว์มีมำกใน ตบั หัวใจ ไตและไข่ รูปที่ 2.5 อาหารท่ใี หว้ ิตามินอี - ความตอ้ งการวติ ามนิ อขี องร่างกาย กรมอนำมัย กระทรวงสำธำรณสขุ ได้แนะนำใหค้ น ไทยไดร้ บั วติ ำมนิ ในแต่ละวนั แบง่ ตำมช่วงอำยุ ดงั แสดงในตำรำงท่ี 3 ตารางท่ี 3 ปรมิ าณวติ ามินอขี องบุคคลแตล่ ะวยั ทีค่ วรไดร้ ับในแต่ละวัน บคุ คลแตล่ ะวยั ช่วงอายุ ปรมิ าณวติ ามนิ อที ่ีควรได้รบั (มลิ ลกิ รัม/วนั ) - วัยเด็กทำรก 0 – 5 เดือน 10 6 – 11 เดือน 5 - วัยเดก็ 1 – 3 ปี 6 4 – 5 ปี 7 6 – 8 ปี 7

60 - วยั รนุ่ ชำย 9 – 12 ปี 11 13 – 15 ปี 15 วยั ร่นุ หญิง 16 – 18 ปี 15 9 – 12 ปี 11 - วยั ผู้ใหญช่ ำย 13 – 15 ปี 15 - วัยผใู้ หญ่หญงิ 16 – 18 ปี 15 - วัยสูงอำยุชำย 19 – 59 ปี 15 - วัยสูงอำยหุ ญงิ 19 – 59 ปี 15 - หญงิ ตงั ครรภ์ 60 ปขี นึ ไป 15 60 ปีขึนไป 15 ควรเพิม่ อกี 4 ควรเพ่ิมอกี 4 วติ ามนิ เค 4. วติ ามินเค วิตำมินเคมลี ักษณะคล้ำยนำมันสีเหลืองทนต่อกรด ควำมร้อน แต่ไม่ทนต่อด่ำง กรด เข้มข้น ออกซิเจนและแสงสว่ำง วิตำมินเคช่วยสร้ำงโปรทรอมบิน ซ่ึงตับเป็นผู้ผลิตขึนสำหรับใช้ในกำรควบคุม กลไกลกำรแขง็ ตวั ของโลหิต หรือชว่ ยทำใหโ้ ลหิตจบั กันเปน็ ก้อน หน้าที่ของวติ ามนิ เค 1. จำเป็นสำหรับกำรสังเครำะห์โปรทรอมบิน ซึ่งมันเป็นสำรโปรตีนท่ีตับสร้ำงขึนเพื่อช่วยในกำร แข็งตัวของเลอื ด 2. ช่วยในกำรป้องกันแคลเซียมออกจำกกระดูก หำกร่ำงกำยได้รับวิตำมินเคไม่เพียงพอ กระดูกไม่ สำมำรถรับแคลเซยี มได้อยำ่ งเต็มทท่ี ำให้กระดูกกรอ่ น - อาหารท่มี ีวิตามินเคมาก ไดแ้ ก่ กะหลำ่ ปลี ดอกกะหลำ่ สำหร่ำยทะเล ยอดแค ถั่ว เหลอื ง จมูกขำ้ วสำลี รำข้ำวสำลี มนั ฝรงั่ ไข่ นม ตบั หมู

61 รปู ที่ 2.6 อาหารท่ีให้วิตามินเค - ความต้องการวิตามินเค ของร่างกาย เน่ืองจำกแบคทีเรียในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ สำมำรถสังเครำะห์วิตำมินเคได้จึงยำกท่ีจะกำหนดปริมำณท่ีควรได้รับ และไม่ค่อยพบกำรขำดในคนที่บริโภค อำหำรตำมปกติเพื่อป้องกันกำรขำด กรมอนำมัย กระทรวงสำธำรณสุขจึงได้แนะนำปริมำณวิตำมินเคที่บุคคล แต่ละวยั ควรได้รบั ดงั แสดงในตำรำงที่ 4 ตารางท่ี 4 ปรมิ าณวิตามินเคของบคุ คลแต่ละวัยทีค่ วรได้รับในแตล่ ะวัน บุคคลแตล่ ะวยั ชว่ งอายุ ปริมาณวติ ามนิ เคทคี่ วรได้รับ (มลิ ลิกรมั /วัน) - วัยเด็กทำรก 0 – 5 เดอื น 2 6 – 11 เดือน 2.5 - วยั เดก็ 1 – 3 ปี 30 4 – 5 ปี 55 6 – 8 ปี 55 - วัยรนุ่ ชำย 9 – 12 ปี 60 13 – 15 ปี 75 16 – 18 ปี 75 - วัยรุน่ หญงิ 9 – 12 ปี 60 13 – 15 ปี 75 16 – 18 ปี 75

62 - วัยผู้ใหญช่ ำย 19 – 59 ปี 120 - วยั ผใู้ หญห่ ญงิ 19 – 59 ปี 90 - วัยสงู อำยุชำย 60 ปขี นึ ไป 120 - วัยสูงอำยุหญิง 60 ปีขนึ ไป 90 - หญงิ ตงั ครรภ์ เกณฑ์ปกติ - หญิงให้นมบุตร เกณฑ์ปกติ วิตามินซี 5. วิตามินซี เป็นวิตำมินท่ีละลำยนำได้ง่ำย ไม่ทนควำมร้อนและแสงสว่ำง กำรหุงต้มไม่ ถกู หลกั ทำใหส้ ญู เสยี วิตำมินไดง้ ำ่ ย วติ ำมนิ ซีเป็นวติ ำมินทสี่ ลำยตัวได้ง่ำยที่สุด แตค่ งตัวไดด้ ใี นกรด หนา้ ทขี่ องวิตามนิ ซี 1. ทำหน้ำที่สร้ำงคอลลำเจน (Collagen) ที่มีหน้ำท่ีในกำรยึดเซลล์ผิวหนัง เหงือก และเอ็นไว้ ด้วยกัน ถ้ำร่ำงกำยขำดวิตำมินซี จะไม่สำมำรถสังเครำะห์คอลลำเจนได้ เม่ือเกิดบำดแผลจะ หำยยำกเนื่องจำกรำ่ งกำยไม่สำมำรถสร้ำงเนือเยื่อเก่ียวพัน เพ่ือยึดเนือเย่ือใหม่ได้ นอกจำกนัน กำรขำดวิตำมินซี ทำให้เกิดเลือดออกตำมไรฟันได้ง่ำย เพรำะขำดเนือเย่ือเก่ียวพันที่จะตรึงฟัน ใหต้ ดิ กบั เหงอื ก เมอื่ ขำดวติ ำมนิ ซมี ำกๆ อำจทำให้ฟนั หลุดออกจำกเหงือกได้ 2. ช่วยให้ผนังเส้นเลือดฝอยแข็งแรงป้องกันมิให้เส้นเลือดเปรำะ ซึ่งเป็นสำเหตุให้เกิดรอยเขียวชำ งำ่ ยเวลำถกู กระทบกระเทอื น 3. ช่วยในกำรดดู ซึมสำรอำหำรอน่ื ๆ เชน่ เหลก็ แคลเซียม 4. ชว่ ยในกำรเปล่ียนโฟเลตเปน็ กรดโฟลนิ ิก ซ่ึงช่วยปอ้ งกนั โรคโลหิตจำง 5. ป้องกนั โรคเลอื ดออกตำมไรฟนั 6. ช่วยใหร้ ่ำงกำยมภี ูมติ ้ำนทำนโรค และลดอำกำรแพส้ ำรตำ่ งๆ - อาหารทม่ี วี ติ ามินซมี าก ไดแ้ ก่ ฝรัง่ สม้ มะขำมป้อม มะม่วง เชอรี่ มะนำว มะเขือเทศ รูปท่ี 2.4 ผลไมท้ ่ีใหว้ ิตำมินซี

63 - ความต้องการวิตามินซีของร่างกาย ร่ำงกำยของคนไม่สำมำรถสังเครำะห์วิตำมินซีขึน เองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจำกอำหำร เพื่อป้องกันกำรขำด กรมอนำมัย กระทรวงสำธำรณสุขได้แนะนำให้ คนไทยไดร้ บั วิตำมนิ ซีในแตล่ ะวนั แบง่ ตำมช่วงอำยุ ดงั แสดงในตำรำงที่ 5 ตารางท่ี 5 ปรมิ าณวติ ามินซีของบคุ คลแต่ละวยั ท่คี วรได้รบั ในแต่ละวนั บคุ คลแตล่ ะวยั ชว่ งอายุ ปรมิ าณวิตามินซที คี่ วรไดร้ ับ(มิลลกิ รัม/วนั ) - วยั เด็กทำรก 0 – 5 เดือน นำนมแม่ (35) 6 – 11 เดอื น 35 - วยั เดก็ 1 – 3 ปี 40 4 – 5 ปี 40 6 – 8 ปี 40 - วัยรุน่ ชำย 9 – 12 ปี 45 13 – 15 ปี 75 16 – 18 ปี 90 - วัยรุ่นหญิง 9 – 12 ปี 45 13 – 15 ปี 65 16 – 18 ปี 75 - วยั ผู้ใหญช่ ำย 19 – 59 ปี 90 - วัยผใู้ หญ่หญงิ 19 – 59 ปี 75 - วยั สงู อำยุชำย 60 ปขี นึ ไป 90 - วัยสูงอำยหุ ญิง 60 ปขี นึ ไป 75 - หญงิ ตงั ครรภ์ ควรเพม่ิ อีก 10 - หญงิ ใหน้ มบุตร ควรเพมิ่ อีก 35

64 วิตามนิ บี 1 6. วิตามินบี 1 เป็นวิตำมินที่ละลำยได้ในนำ จึงมักสูญเสียไปกับกำรหุงต้มเพรำะละลำยนำ และ กำรใช้ควำมร้อนในกำรหงุ ตม้ หน้าทีข่ องวติ ามนิ บี 1 1. ชว่ ยในกำรทำงำนของระบบหวั ใจ กำรหมุนเวยี นของโลหติ ระบบประสำทและทำงเดินอำหำร 2. เป็นส่วนประกอบของโคเอนไซม์ที่ใช้ในกำรเมทำบอลิซึมคำร์โบไฮเดรต ถ้ำมีวิตำมินบี1 ไม่ เพียงพอคำร์โบไฮเดรตจะไมถ่ ูกยอ่ ย 3. ช่วยใหก้ ล้ำมเนอื ท่วั ไปมีกำรยึดหดตัวตำมปกติและกลำ้ มเนือหวั ใจแขง็ แรง 4. ชว่ ยปอ้ งกนั โรคเหน็บชำ - อาหารที่มีวิตามินบี 1 มาก ได้แก่ ข้ำวซ้อมมือ ถั่วเมล็ดแห้ง ไข่แดง ตับ ไต หัวใจ เนอื หมูไม่ติดมนั เนือปลำ รูปที่ 2.5 อาหารทใี่ ห้วิตามินบรี วม - ความต้องการวติ ามนิ บี1 ของร่างกาย รำ่ งกำยสะสมวิตำมินบี1 ได้ในปริมำณน้อยจึง ควรได้รับวิตำมินบี1 อย่ำงเพียงพอ เพ่ือป้องกันกำรเกิดโรคเหน็บชำ วิตำมินบี1 จะแปลผันโดยตรงกับ ควำมต้องกำรพลังงำนของร่ำงกำย คนที่ทำงำนหนักร่ำงกำยควรได้รับสำรอำหำร ท่ีให้พลังงำนมำกขึน และ ต้องได้รับ วิตำมินบี1 มำกขึนด้วย เพรำะวิตำมินบี1 เกี่ยวข้องกับกำรเผำผลำญสำรอำหำรคำร์โบไฮเดรต ให้เป็นพลังงำน กรมอนำมัย กระทรวงสำธำรณสุข แนะนำให้คนไทยควรได้รับวิตำมินบี1 ในแต่ละวันแบ่ง ตำมช่วงอำยุ ดังแสดงในตำรำงท่ี 6 ตารางที่ 6 ปรมิ าณวิตามนิ บี1 ของบคุ คลแตล่ ะวัยที่ควรได้รบั ในแต่ละวนั บุคคลแตล่ ะวัย ชว่ งอายุ ปรมิ าณไทอะนินทค่ี วรได้รับ(มิลลกิ รัม/วัน) - วยั เด็กทำรก 0 – 5 เดือน นำนมแม่ (0.2) 6 – 11 เดือน 0.3

65 - วยั เดก็ 1 – 3 ปี 0.5 4 – 5 ปี 0.6 - วัยรนุ่ ชำย 6 – 8 ปี 0.6 9 – 12 ปี 0.9 - วัยรนุ่ หญิง 13 – 15 ปี 1.2 16 – 18 ปี 1.2 - วัยผใู้ หญช่ ำย 9 – 12 ปี 0.9 - วยั ผใู้ หญ่หญิง 13 – 15 ปี 1.0 - วัยสงู อำยชุ ำย 16 – 18 ปี 1.0 - วัยสูงอำยุหญงิ 19 – 59 ปี 1.2 - หญงิ ตังครรภ์ 19 – 59 ปี 1.1 - หญงิ ให้นมบุตร 60 ปีขึนไป 1.2 60 ปีขึนไป 1.1 ควรเพมิ่ อีก 0.3 ควรเพ่ิมอีก 0.3 วิตามนิ บี 2 หรอื ไรโบฟ 7. วิตาลมาินวบินี 2 หรือไรโบฟลาวิน เป็นวิตำมินที่ทนต่อควำมร้อน และสำรละลำยท่ีเป็นกรดแต่ถูก ทำลำยไดง้ ่ำยดว้ ยแสงสวำ่ ง และสำรละลำยต่ำง ๆ หนา้ ทีข่ องวิตามินบี 2 1. เป็นส่วนประกอบของโคเอนไซม์หลำยชนิดที่เก่ียวข้องกับกระบวนกำรเมทำบอลิซึมไขมัน โปรตีน และคำร์โบไฮเดรต 2. ช่วยปอ้ งกนั โรคปำกนกกระจอก โดยมรี อยแผลแตกทมี่ ุมปำก 3. ช่วยบำรุงผิวหนัง ถ้ำร่ำงกำยขำดวิตำมินบีสองมีผลทำให้ผิวหนังแตกเป็นขุย และผิวหนังแดง อักเสบ

66 4. ช่วยบำรุงนัยน์ตำ หำกขำดวิตำมินบีสอง มีผลทำให้เคืองตำ ตำไม่กล้ำสู้แสง นำตำไหล มองภำพ ไมช่ ดั - อาหารท่ีมวี ติ ามินบี 2 มาก ได้แก่ นม ตับ ไข่ ขำ้ วกลอ้ ง ขำ้ วซ้อมมอื ผกั ใบเขยี ว - ความต้องการวิตามินบี 2 ของร่างกาย ปริมำณควำมต้องกำรวิตำมินบี2 ขึนอยู่กับ ควำมต้องกำรโปรตีนของร่ำงกำย ถ้ำร่ำงกำยอยู่ในช่วงท่ีต้องกำรโปรตีนก็ควรได้รับวิตำมินบี 2 เพิ่มขึนด้วย กรมอนำมัย กระทรวงสำธำรณสุข แนะนำให้คนไทย ควรได้รับวิตำมินบี 2 ในแต่ละ วัน แบ่งตำมช่วยอำยุ ดังแสดงในตำรำงท่ี 7 ตางรางที่ 7 ปริมาณวิตามนิ บี 2 ของบคุ คลแต่ละวยั ท่ีควรไดร้ บั ในแต่ละวัน บคุ คลแตล่ ะวยั ช่วงอายุ ปริมาณวิตามินบีสองท่คี วรได้รบั (มลิ ลกิ รัม/วัน) - วัยเด็กทำรก 0 – 5 เดอื น 0.3 6 – 11 เดือน 0.4 - วัยเดก็ 1 – 3 ปี 0.5 4 – 5 ปี 0.6 6 – 8 ปี 0.6 - วยั รุน่ ชำย 9 – 12 ปี 0.9 13 – 15 ปี 1.3 16 – 18 ปี 1.3 - วยั รนุ่ หญงิ 9 – 12 ปี 0.9 13 – 15 ปี 1.0 16 – 18 ปี 1.0 - วัยผู้ใหญช่ ำย 19 – 59 ปี 1.3 - วัยผู้ใหญ่หญิง 19 – 59 ปี 1.1 - วัยสงู อำยุชำย 60 ปีขนึ ไป 1.3 - วัยสงู อำยุหญงิ 60 ปีขึนไป 1.1

67 - หญงิ ตงั ครรภ์ ควรเพิม่ อกี 0.3 - หญิงใหน้ มบุตร ควรเพมิ่ อีก 0.3 วิตามนิ บี 6 หรอื ไพริดอกซนิ 8. วิตามินบี 6 หรอื ไพรดิ อกซนิ เป็นสำรละลำยทเี่ ปน็ กรด และด่ำงปำนกลำงสลำยตัวได้ง่ำย เมื่อ ถูกแดดสำมำรถสงั เครำะห์แสงได้ โดยใช้แบคทีเรยี ในลำไส้แต่ไม่เพียงพอ จำเปน็ ต้องไดร้ บั จำกอำหำรดว้ ย หนา้ ทีข่ องวติ ามินบี 6 1. ช่วยสรำ้ งกรดอะมโิ นท่ไี มจ่ ำเปน็ ตอ่ ร่ำงกำย เช่น อะลำนิน กรดกลูตำมิก 2. ช่วยในกระบวนกำรสลำยไกลโคเจนเปน็ นำตำลกลโู คสในรำ่ งกำย 3. จำเป็นในกระบวนกำรสร้ำงเม็ดเลือดแดงที่ทำหน้ำที่ลำเลียงออกซิเจนไปยังกระแสเลือด ถ้ำขำดทำให้โลหิตจำง และจำเป็นต่อสุขภำพของผิวหนัง และระบบประสำท ช่วยป้องกันโรค ผวิ หนงั - อาหารทมี่ ีวิตามินบหี กมาก ได้แก่ อำหำรจำพวกปลำและเนือสัตว์อ่ืน ๆ นม ไข่ ตับ ถั่ว แระ - ความต้องการวิตามินบี 6 ของร่างกาย วิตำมินบี 6 ส่วนใหญ่ทำหน้ำที่เกี่ยวข้องกับ กำรทำงำนของเมทำบอลิซึมของโปรตีน ดังนันถ้ำร่ำงกำยได้รับโปรตีนมำกควำมต้องกำรวิตำมินบี6 จะเพ่ิม สูงขึน กรมอนำมัย กระทรวงสำธำรณสุข แนะนำให้คนไทยควรได้รับวิตำมินบี 6 ในแต่ละวันแบ่งตำมช่วง อำยุ ดังแสดงในตำรำงที่ 8 ตารางที่ 8 ปริมาณวิตามินบี6 ของบุคคลแต่ละวยั ทค่ี วรได้รบั ในแตล่ ะวนั บคุ คลแตล่ ะวยั ช่วงอายุ ปริมาณวิตามินบหี กทค่ี วรได้รบั (มิลลกิ รมั /วนั ) - วัยเด็กทำรก 0 – 5 เดอื น (0.1) 6 – 11 เดอื น 0.3 - วยั เด็ก 1 – 3 ปี 0.5 4 – 5 ปี 0.6 6 – 8 ปี 0.6 - วัยรุ่นชำย 9 – 12 ปี 1.0

68 - วัยรนุ่ หญิง 13 – 15 ปี 1.3 16 – 18 ปี 1.3 - วยั ผ้ใู หญช่ ำย 9 – 12 ปี 1.0 - วัยผ้ใู หญ่หญงิ 13 – 15 ปี 1.2 - วัยสงู อำยชุ ำย 16 – 18 ปี 1.2 - วยั สูงอำยุหญงิ 19 – 50 ปี 1.3 - หญงิ ตงั ครรภ์ 51 – 59 ปี 1.7 - หญิงใหน้ มบุตร 19 – 50 ปี 1.3 51 – 59 ปี 1.5 60 ปขี ึนไป 1.7 60 ปขี ึนไป 1.5 ควรเพ่มิ อกี 0.6 ควรเพม่ิ อกี 0.7 วติ ามินบี 12 9. วิตามินบี 12 ละลำยนำและแอลกอฮอล์ สลำยตัวได้ง่ำยในสภำพที่เป็นกรด ด่ำงและแสง วติ ำมนิ บี12 ในรำ่ งกำยมีอยหู่ ลำยรปู เรียกรวมๆ ว่ำ โคบำลำมิน หน้าทขี่ องวิตามนิ บี12 1. ช่วยในกระบวนกำรเมทำบอลซิ ึมของโปรตนี ไขมันและคำรโ์ บไฮเดรต 2. ทำงำนร่วมกบั ฟอสเฟตในกำรผลติ เม็ดเลือดแดง 3. ช่วยใหเ้ หล็กทำงำนได้ดขี นึ 4. มีควำมสำคญั ในระบบประสำท - อาหารทีม่ วี ติ ามนิ บี12 ไดแ้ ก่ ไข่ เนยแข็ง ตับ เนือสตั ว์ ไมพ่ บในพืชและผลไม้ ยกเว้นถ่ัว เหลือง

69 - ความต้องการวิตามินบีสิบสองของร่างกาย กรมอนำมัย กระทรวงสำธำรณสุข ได้ แนะนำให้คนไทยควรไดร้ ับวิติมนบี12 ในแตล่ ะวนั แบ่งตำมชว่ งอำยุ ดังแสดงในตำรำงท่ี 9 ตารางท่ี 9 ปริมาณวติ ามินบสี บิ สองของบคุ คลแตล่ ะวยั ท่ีควรได้รบั ในแต่ละวนั บุคคลแตล่ ะวัย ช่วงอายุ ปริมาณวิตามนิ บีสบิ สองท่ีควรไดร้ ับ (มลิ ลิกรมั /วัน) - วยั เด็กทำรก 0 – 5 เดือน นำนมแม่ (0.4) 6 – 11 เดือน 0.5 - วยั เดก็ 1 – 3 ปี 0.9 4 – 5 ปี 1.2 6 – 8 ปี 1.2 - วยั รุน่ ชำย 9 – 12 ปี 1.8 13 – 15 ปี 2.4 16 – 18 ปี 2.4 - วยั ร่นุ หญิง 9 – 12 ปี 1.8 13 – 15 ปี 2.4 16 – 18 ปี 2.4 - วยั ผูใ้ หญ่ชำย 19 – 59 ปี 2.4 - วยั ผู้ใหญ่หญิง 19 – 59 ปี 2.4 - วยั สงู อำยุชำย 60 ปีขนึ ไป 2.4 - วยั สูงอำยหุ ญิง 60 ปขี ึนไป 2.4 - หญงิ ตงั ครรภ์ ควรเพิม่ อกี 0.2 - หญิงใหน้ มบตุ ร ควรเพิ่มอกี 0.4

70 6. น้า น้า นำเป็นสำรอำหำรประเภทหนึง่ ซ่งึ มคี วำมจำเป็นต่อกำรดำรงชีวิต นำเป็นส่วนประกอบท่ี สำคัญของเซลลแ์ ละเนือเยื่อต่ำง ๆ ร่ำงกำยมีนำอยู่ประมำณร้อยละ 60 หรือ 2 ใน 3 ส่วนของนำหนักร่ำงกำย ถำ้ รำ่ งกำยขำดนำจะเกิดอันตรำยตอ่ รำ่ งกำย หนา้ ทขี่ องน้า 1. ช่วยให้ร่ำงกำยชุ่มชืน ผวิ พรรณเปลง่ ปล่ัง สดช่ืน 2. เป็นสว่ นประกอบของเซลล์ทุกเซลล์ในรำ่ งกำย 3. ช่วยในกำรย่อยและดดู ซมึ อำหำรเข้ำสู่รำ่ งกำย 4. ช่วยนำอำหำรและออกซเิ จนไปเลยี งสว่ นต่ำง ๆของรำ่ งกำย 5. ชว่ ยขับถำ่ ยของเสียออกจำกรำ่ งกำย เชน่ เหงื่อ ปัสสำวะ และอจุ จำระ 6. ชว่ ยควบคุมอุณหภมู ิของร่ำงกำยใหค้ งที่ เช่น เม่ือร่ำงกำยมีควำมรอ้ นสูง รำ่ งกำยจะขบั เหงอ่ื เพอื่ ระบำยควำมรอ้ นออกจำกรำ่ งกำย 7. ช่วยหลอ่ เลียงใหอ้ วัยวะตำ่ ง ๆ เคลือ่ นไหวไดด้ แี ละป้องกันกำรกระทบกระแทก เช่น นำทหี่ ล่อ เลียงในลูกตำ ชอ่ งหวั ใจ ช่องปอด ไขข้อต่ำง ๆ เป็นต้น 8. ชว่ ยทำปฏิกริ ยิ ำเคมแี ละเผำผลำญอำหำรในรำ่ งกำยเป็นไปตำมปกติ - ความตอ้ งการนา้ ของรา่ งกาย ขึนอยกู่ ับสภำพดนิ ฟำ้ อำกำศ ชนดิ ของอำหำร และสภำพของ ร่ำงกำย เช่น เมื่อกินอำหำรท่ีมโี ปรตนี สูง หรอื เสียเหงอ่ื มำก เวลำปว่ ย ทอ้ งเสีย เปน็ ไข้ รำ่ งกำยสูญเสีย นำมำก ก็จะตอ้ งกำรนำเพ่อื ชดเชยนำท่หี ำยไป คนปกติตอ้ งกำรนำสะอำด 1 ซซี ี ต่อ 1 แคลอรี่ ของอำหำรท่ี กนิ หรือประมำณวนั ละ 6 - 8 แกว้

71 แบบฝกึ หัด/เฉลย ตอนท่ี 1 คำชีแจง ใหน้ กั เรียนเลือกคำตอบทถี่ กู ต้องทส่ี ดุ 1. สำรอำหำรในข้อใดมคี วำมสำคัญในกำรสรำ้ งควำมเจรญิ เตบิ โตและซ่อมแซมสว่ นที่สึกหรอของรำ่ งกำย ก. คำร์โบไฮเดรต ข. โปรตีน ค. ไขมนั ง. เกลือแร่ 2. ขอ้ ใดเปน็ สำรอำหำรท่ีให้พลงั งำนแก่รำ่ งกำย ก. คำร์โบไฮเดรต เกลอื แร่ ไขมัน ข. โปรตนี เกลือแร่ วติ ำมิน ค. ไขมัน เกลือแร่ วติ ำมนิ ง. คำรโ์ บไฮเดรต โปรตนี ไขมัน 3. สำรอำหำรข้อใดถ้ำร่ำงกำยได้รับมำกเกินควำมต้องกำรแล้วเปล่ียนสภำพเป็นไขมันสะสมอยู่บริเวณส่วน ต่ำงๆ ของร่ำงกำย ก. คำร์โบไฮเดรต เกลือแร่ ข. โปรตนี คำร์โบไฮเดรต ค. เกลอื แร่ วิตำมิน ง. โปรตีน วิตำมนิ 4. อำหำรในขอ้ ใดมวี ติ ำมนิ มำกท่สี ดุ ก. เนือ นม ไข่ ข. ข้ำวเหนียว ส้มตำ ค. ข้ำวสวย แกงสม้ ผกั รวม ง. ฝร่งั มะละกอ ตำลึง 5. ปจั จยั ใดมผี ลต่อควำมตอ้ งกำรสำรอำหำรประจำวัน ก. เพศ วยั ศำสนำ ข. เพศ วยั ควำมชอบ ค. เพศ วัย อำชีพและกจิ กรรม ง. เพศ วัย เศรษฐกจิ 6.ในวยั ชรำตอ้ งกำรธำตเุ หลก็ และแคลเซยี มเพือ่ อะไร ก. ช่วยในกำรขบั ถำ่ ย ข.ซอ่ มแซมส่วนท่ีสกึ หรอ ค. เพอื่ ควำมเจรญิ เติบโตของร่ำงกำย ง.เพื่อเพ่มิ ควำมแขง็ แรงให้กระดูก 7. อำหำรชนิดใดมีสำรอำหำรครบถว้ น ก. ก๋วยเต๋ียวรำดหน้ำ ข. ขำ้ วไกท่ อด ค. ข้ำวเหนียว หมูปิง้ ง. ข้ำวไข่เจยี ว 8. ถัว่ ชนิดใดใหส้ ำรอำหำรโปรตนี ใกลเ้ คยี งเนือสัตวม์ ำกท่สี ุด ก. ถั่วเขยี ว ข.ถ่ัวลิสง ค.ถั่วเหลือง ง. ถว่ั แดงหลวง

72 9. ผกั ในขอ้ ใดควรนำมำประกอบอำหำรมำกทีส่ ดุ ก. กะหลำ่ ปลี ข. ผกั คะน้ำ ค. ถั่วฝกั ยำว ง. ผักตำลึง 10. สำรกอยโตเจนในกะหล่ำปลีดิบขดั ขวำงกำรดดู ซมึ เกลอื แรข่ อ้ ใด ก. เหล็ก ข. แคลเซยี ม ค. ฟอสฟอรสั ง. ไอโอดีน เอกสารอ้างอิง -

ใบงานที.่ .2... 73 รหสั วชิ า 20400-1002 ชอ่ื วชิ า หลักกำรประกอบอำหำรครอบครวั หน่วยท่.ี ........2.... สอนคร้งั ที.่ ..3-4.. ช่อื หน่วย.........สำรอำหำร....... เวลารวม 90 ชว่ั โมง จานวน 10 ช่วั โมง ชือ่ งาน.........สำรอำหำร.............................. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ จดุ ประสงค์ท่ัวไป - นกั เรียนร้เู กย่ี วกบั ควำมหมำยของสำรอำหำรทีม่ ีอยใู่ นอำหำร - นกั เรยี นอธิบำยหลกั กำรทำงำนและแยกสำรอำหำร - นักเรยี นบอกชนดิ ของสำรอำหำรทใี่ หพ้ ลงั งำนและไม่ใหพ้ ลังงำน - นักเรยี นบอกประโยชน์ของสำรอำหำรแต่ละชนดิ จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม - นักเรียนสำมำรถแสดงรู้ควำมเข้ำใจเก่ยี วกบั ควำมหมำยของสำรอำหำรทม่ี ีอยใู่ นอำหำรได้ - นักเรียนสำมำรถอธบิ ำยหลกั กำรทำงำนและแยกสำรอำหำรได้ - นักเรยี นสำมำรถแยกชนิดของสำรอำหำรทีใ่ ห้พลงั งำนและไม่ให้พลงั งำนได้ - นักเรียนสำมำรถอธิบำยประโยชนข์ องสำรอำหำรแต่ละชนดิ ได้ สมรรถนะรายหนว่ ย 1 ควำมหมำยของสำรอำหำรที่มีอยใู่ นอำหำร 2 หลักกำรทำงำนและแยกสำรอำหำร 3 ชนิดของสำรอำหำรทใี่ ห้พลังงำนและไม่ใหพ้ ลงั งำน 4 ประโยชน์ของสำรอำหำรแตล่ ะชนิด เครอ่ื งมอื วัสดุ – อุปกรณ์ 1. หนังสือหลกั กำรประกอบอำหำรครอบครวั 2. ใบควำมรปู้ ระกอบกำรเรยี นกำรสอนหลกั กำรประกอบอำหำรครอบครัว 3. แบบฝึกหดั /แบบทดสอบ ลาดับขนั้ ตอนการปฏบิ ัติงาน 1. ให้นกั เรยี นแบ่งกลมุ่ ตำมควำมเหมำะสม เพอ่ื ศกึ ษำและอภิปรำย 1.1 อธิบำยควำมหมำยของสำรอำหำรท่มี ีอยู่ในอำหำร 1.2 อธิบำยอธิบำยหลกั กำรทำงำนและแยกสำรอำหำร 1.3 อธบิ ำยชนดิ ของสำรอำหำรทใ่ี หพ้ ลงั งำนและไมใ่ ห้พลังงำน 1.4 อธบิ ำยประโยชน์ของสำรอำหำรแต่ละชนดิ 2. เขียนอภปิ รำยและวเิ ครำะห์ใสก่ ระดำษ

74 3. นำผลงำนสง่ ครผู สู้ อนเพ่ือประเมินผล ภาพประกอบ - ขอ้ ควรระวัง ผเู้ รียนควรตรวจสอบขอ้ มลู กอ่ นใหถ้ ถี่ ้วน ละเอยี ด และรอบคอบก่อน เพอื่ ป้องกนั ควำมผิดพลำดกอ่ นกำร สง่ งำน ข้อเสนอแนะ (ถ้าม)ี นกั เรยี นควรมีภำพประกอบกำรนำเสนองำน และสำมำรถอธิบำยเนอื หำใหส้ อดคลอ้ งกับภำพใหถ้ ูกต้อง การประเมนิ ผล (ต้องระบเุ กณฑ์การประเมนิ ให้ชดั เจน) 1. สงั เกตผู้เรียนมคี วำมสนใจ เกิดควำมเขำ้ ใจในสำระกำรเรียนรู้ ตลอดจนแสดงควำมกระตอื รอื รน้ ในกำร แสดงควำมคดิ เหน็ และสรปุ สำระกำรเรียนรปู้ ระจำหนว่ ย 2. ทำใบงำนไดอ้ ยำ่ งถูกตอ้ ง ทนั เวลำท่ีกำหนด ใบงำนสะอำดและเปน็ ระเบียบ 3. ผเู้ รยี นทำแบบฝกึ หัดหลงั เรียนได้ถูกตอ้ ง โดยไดค้ ะแนน 50% เป็นอยำ่ งตำ่ เอกสารอ้างองิ -

ใบกิจกรรมท.ี่ ..2.. หน่วยที่......2.... 75 สอนครัง้ ท่.ี ....3-4..... รหสั วิชา 20400-1002 ช่ือวิชา หลกั การประกอบอาหารครอบครัว เวลารวม 90 ชว่ั โมง จานวน 10 ชวั่ โมง ชอ่ื หนว่ ย..........สำรอำหำร.............. ชอื่ งาน........สำรอำหำร....................................... จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ จดุ ประสงคท์ ่วั ไป - นกั เรียนรู้เกยี่ วกบั ควำมหมำยของสำรอำหำรทม่ี ีอยใู่ นอำหำร - นกั เรยี นอธบิ ำยหลักกำรทำงำนและแยกสำรอำหำร - นกั เรยี นบอกชนดิ ของสำรอำหำรทใี่ หพ้ ลังงำนและไม่ให้พลงั งำน - นกั เรยี นบอกประโยชนข์ องสำรอำหำรแต่ละชนิด จุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม - นกั เรียนสำมำรถแสดงรู้ควำมเขำ้ ใจเกี่ยวกบั ควำมหมำยของสำรอำหำรที่มีอยใู่ นอำหำรได้ - นกั เรียนสำมำรถอธิบำยหลักกำรทำงำนและแยกสำรอำหำรได้ - นักเรยี นสำมำรถแยกชนิดของสำรอำหำรท่ีให้พลงั งำนและไม่ให้พลงั งำนได้ - นักเรยี นสำมำรถอธบิ ำยประโยชน์ของสำรอำหำรแต่ละชนดิ ได้ สมรรถนะรายหนว่ ย 1 ควำมหมำยของสำรอำหำรทมี่ อี ยใู่ นอำหำร 2 หลกั กำรทำงำนและแยกสำรอำหำร 3 ชนิดของสำรอำหำรทใี่ ห้พลังงำนและไมใ่ หพ้ ลงั งำน 4 ประโยชน์ของสำรอำหำรแตล่ ะชนดิ เครอ่ื งมือ วสั ดุ – อปุ กรณ์ 1. หนงั สอื หลักกำรประกอบอำหำรครอบครวั 2. ใบควำมรูป้ ระกอบกำรเรยี นกำรสอนหลักกำรประกอบอำหำรครอบครัว 3. แบบฝึกหดั /แบบทดสอบ ลาดับกจิ กรรม 1. ผูเ้ รียนต้องใหค้ วำมสนใจในกำรศึกษำ เพือ่ หำเทคนคิ วธิ ีกำร หรอื หลกั กำรงำ่ ยเพ่ือใหห้ ำคำตอบได้ อยำ่ งถกู ตอ้ ง และรวดเรว็ โดยกำร ตังใจฟังหลกั กำร เทคนิควธิ ีกำรท่คี รูผสู้ อนสรปุ ในขณะทท่ี ำกำรสอน และนำ ขอ้ สงสัยซักถำมครใู นกำรเรียนทุกครังท่เี กดิ ควำมสบั สน และไม่เขำ้ ใจ 2. ผู้เรยี นมีกำรทบทวนบทเรยี น ตลอดเพอ่ื เสริมสร้ำงควำมเข้ำใจอย่ำงแทจ้ ริง 3. ผเู้ รยี นหมัน่ ทำใบงำน แบบฝึกหัด และแก้ไขขอ้ ทีผ่ ิดใหถ้ กู ต้องเสมอ 4. ผเู้ รียนตอ้ งสรำ้ งมโนภำพให้เกิดควำมคดิ รวบยอดในสำระกำรเรยี นรแู้ ละเทคนคิ วิธกี ำรพร้อมกับควำม จำเปน็ ในกำรนำไปประยกุ ตใ์ ช้ให้เกดิ ขึนโดยตนเองให้ได้เพอื่ เกดิ ควำมรูค้ วำมเข้ำใจอยำ่ งแทจ้ รงิ ไม่ใช่เกดิ จำกกำร

76 ท่องจำ 5. ผเู้ รยี นต้องดำเนนิ กำรตำมกจิ กรรมหรืองำนทีไ่ ด้รับมอบหมำย ใหเ้ สร็จสนิ ภำยในระยะเวลำท่กี ำหนด และฝึกฝนตนเองเสมอ เม่ือได้รบั มอบหมำยงำนมำ การประเมินผล (ต้องระบุเกณฑก์ ารประเมินใหช้ ดั เจน) 1. สังเกตผเู้ รียนมีควำมสนใจ เกดิ ควำมเขำ้ ใจในสำระกำรเรยี นรู้ ตลอดจนแสดงควำมกระตอื รือรน้ ใน กำรแสดงควำมคดิ เหน็ และสรุปสำระกำรเรยี นรปู้ ระจำหนว่ ย 2. ทำใบงำนได้อย่ำงถกู ตอ้ ง ทนั เวลำท่ีกำหนด ใบงำนสะอำดและเปน็ ระเบียบ 3. ผู้เรยี นทำแบบฝึกหัดหลังเรยี นได้ถูกต้อง โดยไดค้ ะแนน 50% เปน็ อยำ่ งตำ่ เอกสารอา้ งองิ -

77 ใบปฏิบตั ิงานที่..2... หน่วยที่..........2.... รหัสวชิ า 20400-1002 ชอ่ื วชิ า หลักการประกอบอาหาร ครอบครัว สอนครัง้ ที่....3-4... ช่อื หนว่ ย..........สำรอำหำร........... จานวนรวม 90 ชว่ั โมง ชอื่ งาน............สำรอำหำร........................ จานวน 10 ชัว่ โมง จดุ ประสงค์การเรียนรู้ จดุ ประสงค์ทวั่ ไป - นักเรียนร้เู ก่ยี วกับควำมหมำยของสำรอำหำรท่ีมอี ยใู่ นอำหำร - นักเรียนอธิบำยหลกั กำรทำงำนและแยกสำรอำหำร - นักเรียนบอกชนดิ ของสำรอำหำรท่ใี หพ้ ลงั งำนและไม่ใหพ้ ลงั งำน - นักเรยี นบอกประโยชนข์ องสำรอำหำรแต่ละชนดิ จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม - นกั เรียนสำมำรถแสดงรู้ควำมเข้ำใจเกีย่ วกบั ควำมหมำยของสำรอำหำรทม่ี ีอยใู่ นอำหำรได้ - นักเรียนสำมำรถอธบิ ำยหลกั กำรทำงำนและแยกสำรอำหำรได้ - นกั เรยี นสำมำรถแยกชนิดของสำรอำหำรทีใ่ หพ้ ลังงำนและไมใ่ ห้พลังงำนได้ - นักเรยี นสำมำรถอธิบำยประโยชน์ของสำรอำหำรแต่ละชนดิ ได้ สมรรถนะรายหน่วย 1 ควำมหมำยของสำรอำหำรที่มีอยใู่ นอำหำร 2 หลกั กำรทำงำนและแยกสำรอำหำร 3 ชนิดของสำรอำหำรทใ่ี หพ้ ลงั งำนและไมใ่ ห้พลงั งำน 4 ประโยชนข์ องสำรอำหำรแต่ละชนิด เครือ่ งมอื /วัสดุ อปุ กรณ์ (จานวน ขนาด) 1. หนงั สอื หลกั กำรประกอบอำหำรครอบครัว 2. ใบควำมรูป้ ระกอบกำรเรียนกำรสอนหลกั กำรประกอบอำหำรครอบครัว 3. แบบฝกึ หัด/แบบทดสอบ ลาดบั ขนั้ ตอนการปฏิบัติงาน 1. ให้นักเรยี นแบง่ กล่มุ ตำมควำมเหมำะสม เพอ่ื ศกึ ษำและอภิปรำย 1.1 อธิบำยควำมหมำยของสำรอำหำรทม่ี อี ยู่ในอำหำร 1.2 อธบิ ำยอธบิ ำยหลกั กำรทำงำนและแยกสำรอำหำร 1.3 อธิบำยชนิดของสำรอำหำรทใ่ี ห้พลังงำนและไม่ใหพ้ ลงั งำน

78 1.4 อธบิ ำยประโยชนข์ องสำรอำหำรแต่ละชนิด 2. เขยี นอภิปรำยและวเิ ครำะหใ์ สก่ ระดำษ 3. นำผลงำนสง่ ครผู ้สู อนเพ่อื ประเมนิ ผล ภาพประกอบ - ข้อควรระวัง ผู้เรียนควรตรวจสอบข้อมูลก่อนให้ถ่ีถว้ น ละเอยี ด และรอบคอบกอ่ น เพือ่ ปอ้ งกันควำมผดิ พลำดกอ่ น กำรส่งงำน ข้อเสนอแนะ (ถ้าม)ี นักเรียนควรมภี ำพประกอบกำรนำเสนองำน และสำมำรถอธิบำยเนือหำใหส้ อดคลอ้ งกบั ภำพให้ถูกต้อง กำรประเมินผล (ต้องระบเุ กณฑ์กำรประเมินใหช้ ดั เจน) 1. สงั เกตผู้เรียนมคี วำมสนใจ เกิดควำมเข้ำใจในสำระกำรเรยี นรู้ ตลอดจนแสดงควำมกระตอื รอื รน้ ในกำร แสดงควำมคดิ เหน็ และสรุปสำระกำรเรียนรปู้ ระจำหนว่ ย 2. ทำใบงำนไดอ้ ยำ่ งถกู ต้อง ทันเวลำท่กี ำหนด ใบงำนสะอำดและเปน็ ระเบียบ 3. ผู้เรียนทำแบบฝึกหดั หลงั เรียนได้ถูกตอ้ ง โดยได้คะแนน 50% เปน็ อยำ่ งตำ่ เอกสารอ้างอิง -

79 ใบมอมหมายงานท.ี่ .2... หน่วยที.่ ....2..... รหสั วชิ า 20400-1002 ชื่อวิชา หลักการประกอบอาหารครอบครวั สอนครง้ั ท่ี..3-4... ช่อื หน่วย..........สำรอำหำร...................................... ช่ืองาน...........สำรอำหำร............................................................. จุดประสงค์การเรยี นรู้ - นักเรยี นสำมำรถแสดงรู้ควำมเขำ้ ใจเกยี่ วกับควำมหมำยของสำรอำหำรที่มอี ยใู่ นอำหำรได้ - นกั เรยี นสำมำรถอธิบำยหลกั กำรทำงำนและแยกสำรอำหำรได้ - นักเรยี นสำมำรถแยกชนิดของสำรอำหำรทีใ่ หพ้ ลงั งำนและไมใ่ ห้พลังงำนได้ - นักเรียนสำมำรถอธบิ ำยประโยชนข์ องสำรอำหำรแต่ละชนดิ ได้ แนวทางการปฏิบัติงาน 1. ให้ผเู้ รียนปฏบิ ัตงิ ำนตำมใบงำน ใบกจิ กรรม ใบปฏบิ ัติงำน อยำ่ งเคร่งครดั ตำมหัวขอ้ ทไ่ี ด้รบั มอบหมำย ใหเ้ สรจ็ สนิ ตำมระยะเวลำทกี่ ำหนด พร้อมทังกำรจดั ทำรำยงำน และนำเสนองำนอย่ำงถูกต้อง ครบถ้วน เปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ย 2. ใหผ้ ู้เรยี นแบง่ หนำ้ ทกี่ บั เพื่อนในกลุ่มให้ชัดเจน และสำมำรถเขำ้ ใจเนือหำตำมหวั ขอ้ ดงั กลำ่ ว ไดอ้ ยำ่ ง ถกู ต้อง ครบถว้ น แหล่งคน้ คว้า 1. หนังสอื หลักกำรประกอบอำหำรครอบครัว 2. ใบควำมรูป้ ระกอบกำรเรยี นกำรสอนหลกั กำรประกอบอำหำรครอบครวั 3. แบบฝกึ หัด/แบบทดสอบ คาถาม/ปัญหา - กาหนดเวลาส่งงาน - เอกสารอ้างอิง -

80 แบบประเมนิ ผลงาน หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี............................................................................................................................. ช่อื กล่มุ .........................................................................ช้นั ................................................................ รายช่อื สมาชกิ 1............................................................................................................................... 2............................................................................................................................... 3............................................................................................................................... ข้อท่ี รายการประเมิน คะแนน หมายเหตุ 321 1 ควำมถกู ตอ้ งของเนือหำ 2 ควำมประณีตสวยงำม 3 ควำมคดิ ริเร่ิมสรำ้ งสรรค์ 4 สำระประโยชน์ 5 ................................................................. รวม ผปู้ ระเมิน.............................................. วันที่..............เดอื น...............................พ.ศ...................

81 เกณฑก์ ารประเมิน 1. ความถูกต้องของเน้อื หา 3 คะแนน = มีเนือหำสำระสำคัญครบถ้วน สอ่ื ควำมหมำยชดั เจนและมรี ปู ภำพประกอบ 2 คะแนน = มีเนือหำสำระสำคญั ครบถ้วน สือ่ ควำมหมำยและมีรปู ภำพไม่ตรงเนอื หำ 1 คะแนน = มีเนือหำสำระสำคญั ไม่ชดั เจน และไม่ครบถว้ น 2. ความประณตี สวยงาม 3 คะแนน = รปู ภำพสวยงำม ตวั อกั ษรคมชดั สสี นั เหมำะสม กำรวำงรปู แบบสมดุล 2 คะแนน = รูปภำพสวยงำม ตวั อักษรคมชดั กำรวำงรูปแบบสมดุล 1 คะแนน = รูปภำพไม่สวยงำม กำรวำงรูปแบบสมดุล 3. ความคิดริเรม่ิ สรา้ งสรรค์ 3 คะแนน = รปู แบบกำรนำเสนอแปลกใหม่ มกี ำรประยุกต์ใชว้ ัสดุอปุ กรณใ์ นทอ้ งถ่ิน และประหยดั 2 คะแนน = รูปแบบกำรนำเสนอแปลกใหม่ มีกำรประยกุ ต์ใชว้ ัสดุอปุ กรณใ์ นทอ้ งถ่ิน แตไ่ มป่ ระหยดั 1 คะแนน = รูปแบบกำรนำเสนอไม่แปลกใหม่ ไม่นำ่ สนใจ 4. สารประโยชน์ 3 คะแนน = ให้ควำมคิดรวบยอดเกยี่ วกบั องคป์ ระกอบ ครอบคลุมและชดั เจน 2 คะแนน = ให้ควำมคดิ รวบยอดเกีย่ วกบั องคป์ ระกอบ ไม่ครอบคลมุ แต่ชดั เจน 1 คะแนน = ให้ควำมคิดรวบยอดเกย่ี วกบั องคป์ ระกอบ ไมค่ รอบคลมุ และไมช่ ดั เจน 5..................................................................

82 แบบประเมินการนาเสนอผลงาน หนว่ ยการเรยี นรู้ที่............................................................................................................................. ช่อื กลุม่ .........................................................................ชนั้ ................................................................ รายช่ือสมาชกิ 1............................................................................................................................... 2............................................................................................................................... 3............................................................................................................................... ขอ้ ท่ี รายการประเมิน คะแนน หมายเหตุ 321 1 กำรเตรยี มควำมพรอ้ ม 2 เนอื หำสำระ 3 รูปแบบกำรนำเสนอ 4 กำรมีสว่ นร่วมของสมำชกิ ในกลมุ่ 5 กำรรักษำเวลำ 6 ควำมสนใจของผูฟ้ งั รวม ผปู้ ระเมิน.............................................. วันท.่ี .............เดือน...............................พ.ศ...................

83 เกณฑก์ ารประเมนิ 1. การเตรียมความพรอ้ ม 3 คะแนน = มีกำรจดั เตรียมสถำนที่ สื่อ/อปุ กรณ์ไวอ้ ยำ่ งพร้อมเพรียง 2 คะแนน = มีส่ือ/อปุ กรณพ์ รอ้ ม ขำดกำรจดั เตรยี มสถำนท่ี 1 คะแนน = ส่อื /อปุ กรณ์ไม่เพียงพอ ขำดกำรจดั เตรยี มสถำนที่ 2. เน้ือหาสาระ 3 คะแนน = สำระสำคญั ครบถว้ น ตรงตำมจุดประสงค์ 2 คะแนน = สำระสำคัญไมค่ รบ ตรงตำมจุดประสงค์ 1 คะแนน = สำระสำคญั ไม่ครบ ไมต่ รงตำมจุดประสงค์ 3. รปู แบบการนาเสนอ 3 คะแนน = มรี ูปแบบกำรนำเสนอทเ่ี หมำะสม ใชเ้ ทคนคิ แปลกใหม่ มสี ื่อและ ใชเ้ ทคโนโลยีประกอบกำรนำเสนอ นำวัสดใุ นทอ้ งถน่ิ มำประยุกตใ์ ช้ อย่ำงคุ้มคำ่ และประหยัด 2 คะแนน = ใช้เทคนิคแปลกใหม่ มีสอ่ื และใช้เทคโนโลยีประกอบกำรนำเสนอ ขำดกำรประยกุ ตใ์ ชว้ สั ดุในทอ้ งถน่ิ 1 คะแนน = เทคนิคกำรนำเสนอไม่เหมำะสม ไมน่ ่ำสนใจ 4. การมีสว่ นร่วมของสมาชิก 3 คะแนน = สมำชกิ ทุกคนมบี ทบำทและมีสว่ นรว่ มในกิจกรรมกล่มุ 2 คะแนน = สมำชิกสว่ นใหญ่มีบทบำทและมสี ่วนรว่ มในกจิ กรรมกลุม่ 1 คะแนน = สมำชิกสว่ นนอ้ ยมบี ทบำทและมีส่วนร่วมในกิจกรรมกล่มุ 5. การรกั ษาเวลา 3 คะแนน = ดำเนนิ กจิ กรรมไดต้ ำมเวลำท่กี ำหนด 2 คะแนน = ดำเนินกจิ กรรมเร็วกวำ่ เวลำทีก่ ำหนด 1 คะแนน = ดำเนนิ กจิ กรรมชำ้ กวำ่ เวลำทกี่ ำหนด 6. ความสนใจของผูฟ้ งั 3 คะแนน = ผู้ฟังมำกกวำ่ รอ้ ยละ 80 สนใจ และให้ควำมรว่ มมอื 2 คะแนน = ผู้ฟงั รอ้ ยละ 70 – 80 สนใจ แลใหค้ วำมรว่ มมอื 1 คะแนน = ผ้ฟู งั น้อยกวำ่ ร้อยละ 70 สนใจ และให้ควำมรว่ มมือ

84 แผนการจดั การเรียนรู้ หนว่ ยท.่ี ......3.........จำนวน.......10.....ชว่ั โมง จำนวนช่วั โมงรวม .........90......ช่ัวโมง สัปดำหท์ ี่.....5-6....... ช่อื วิชำ...............หลกั กำรประกอบอำหำรครอบครัว................................................. ชอื่ หนว่ ย...........อปุ กรณ์เคร่ืองใช้ในกำรเตรยี มและประกอบอำหำร..................................................... ชอ่ื เร่อื ง.............อปุ กรณ์เคร่ืองใช้ในกำรเตรยี มและประกอบอำหำร...................................................... 1. สาระสาคัญ กำรประกอบอำหำร เคร่ืองมือเครือ่ งใช้มีควำมจำเป็นตอ่ กำรทำอำหำรเปน็ อยำ่ งมำก ผูป้ ระกอบอำหำร ควรพจิ ำรณำเครื่องมอื เคร่ืองใช้ และอปุ กรณท์ ค่ี วรมี วำ่ จำเป็นมำกนอ้ ยเพยี งไร อะไรควรมกี อ่ นมหี ลัง ซง่ึ ขนึ้ อย่กู ับ งบประมำณทีม่ อี ยู่ 2. สมรรถนะประจาหน่วย 1. อธิบำยเกี่ยวกับชนดิ ของอุปกรณเ์ คร่ืองใช้ในกำรประกอบอำหำรไทยได้ 2. อธิบำยวธิ ีกำรใชอ้ ุปกรณเ์ คร่อื งใช้ได้ 3. เลือกใช้เครอื่ งชั่ง ตวง วดั เคร่อื งปรุงในกำรประกอบอำหำรได้ 3. จุดประสงค์การเรยี นรู้ . 3.1 จดุ ประสงคป์ ลำยทำง 1. เพอื่ ใหน้ ักเรยี นมคี วำมรคู้ วำมเข้ำใจและอธบิ ำยชนดิ ของอปุ กรณเ์ ครอื่ งใช้ในกำรประกอบอำหำรไทยได้ 2. เพอ่ื ให้นกั เรยี นมีกิจนสิ ยั ในกำรเรยี นท่ดี ี 3.2 จดุ ประสงคน์ ำทำง 1. บอกชนดิ ของอุปกรณเ์ ครื่องใชใ้ นกำรประกอบอำหำรไทยได้ 2. อธบิ ำยวธิ ีกำรใชอ้ ปุ กรณ์เครือ่ งใช้ได้ 3. เลือกใช้เครอ่ื งช่ัง ตวง เครื่องปรุงในกำรประกอบอำหำรได้ 4. สาระการเรยี นรู้ 4.1 อุปกรณท์ ี่ใชป้ ระกอบอำหำรไทย 4.2 อปุ กรณ์ทใ่ี ชใ้ นกำรช่งั ตวง 4.3 กำรตวงและกำรช่งั ให้ถกู วธิ ี 4.4 หนว่ ยช่งั ตวง ทคี่ วรทรำบ

85 5. กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สัปดาหท์ .ี่ ....1......) ขน้ั ตอนการเรยี นรู้ หรือกิจกรรมผู้เรยี น ข้นั ตอนการจัดการเรียนรู้ หรอื กจิ กรรมครู - ฟังคำช้แี จง ปฐมนเิ ทศ - ซกั ถำมเม่ือมขี ้อสงสยั ข้ันเตรียม - ตอบคำถำม 1. ครชู ี้แจงใหน้ กั ศึกษำทรำบถึง แนวทำงในกำร ปฏบิ ัตติ นเกย่ี ว กบั กำรเรยี นกำรสอนกำร -นกั เรียนบอกชนดิ ของอุปกรณเ์ ครอ่ื งใชใ้ นกำรประกอบ ประเมินผล กำรเรียน และได้ อบรมคณุ ลักษณะท่ี อำหำรไทย พงึ ประสงค์ คอื เร่อื งควำมมีวินัย โดยเฉพำะกำร -นกั เรียนดภู ำพพำวเวอรพ์ อยทต์ วั อย่ำงของอุปกรณ์ แต่งกำย กำรตรงตอ่ เวลำ กฎระเบยี บกำรใช้ เคร่ืองใช้ในกำรเตรียมและประกอบอำหำร หอ้ งปฏบิ ตั ิกำร กำรรกั ษำควำมสะอำดภำยในห้อง -นกั เรยี นรับเอกสำรประกอบกำรสอนเร่ืองอปุ กรณ์ เครอ่ื งใช้ในกำรเตรยี มและประกอบอำหำร 2. ครสู อบถำมนกั เรยี นในชน้ั เรียนเรอื่ งอุปกรณ์ -นักเรียนฟังครกู ล่ำวถึงควำมรู้เร่อื งอุปกรณเ์ คร่ืองใชใ้ น เครอ่ื งใชใ้ นกำรเตรียมและประกอบอำหำร กำรเตรยี มและประกอบอำหำร ขนั้ สอน - ครูให้นักเรียนทำข้อสอบกอ่ นเรยี น ซึ่งให้ เวลำทำ 30 นำที เปน็ ข้อสอบแบบ ปรนยั เพอ่ื เป็น กำรตรวจวดั ควำมรพู้ ้นื ฐำนควำมร้ขู องนกั เรียน - อธิบำยอธิบำยเกย่ี วกับชนิดของอุปกรณ์ เคร่ืองใช้ในกำรประกอบอำหำรไทย - อธิบำยวธิ กี ำรใชอ้ ปุ กรณ์เครือ่ งใช้ได้ - อธิบำยหลักกำรทำงำนและแยกสำรอำหำร - เลือกใชเ้ ครอ่ื งช่งั ตวง วดั เครอื่ งปรงุ ในกำร ประกอบอำหำรได้ - ครใู ห้นักเรยี นทำขอ้ สอบหลงั เรยี น ซง่ึ ให้ เวลำทำ 30 นำที เปน็ ข้อสอบแบบ ปรนัย ขนั้ สรปุ - นักเรยี นตงั้ ใจฟังและปฏบิ ตั ติ ำม - ครูรว่ มกบั นักเรยี นกำหนดทศิ ทำงในกำรเรยี น - รว่ มสนทนำตำมควำมเข้ำใจของนักศกึ ษำ กำรสอน - ระดมควำมคดิ ช่วยกันสรปุ พรอ้ มทั้งกำรจดบันทกึ - ครูเฉลยข้อสอบ - นกั เรยี นตรวจขอ้ สอบกอ่ นและหลังเรยี น สรุปผล คะแนน - นกั เรยี นตอบคำถำม 10 ข้อ ใหม่ อีกรอบ

86 6. ส่อื และแหล่งการเรยี นรู้ - เอกสำรประกอบกำรเรยี นกำรสอนหลกั กำรประกอบอำหำรครอบครวั - หนงั สอื หลักกำรประกอบอำหำรครอบครัว - ใบควำมรู้ - แบบทดสอบ 7. หลกั ฐานการเรยี นรู้ 7.1 หลกั ฐานความรู้ 1.แบบทดสอบก่อนเรียน ชดุ ท่ี 3 2.คะแนนของนักเรยี นแตล่ ะคน 7.2 หลักฐานการปฏิบตั งิ าน 1.สมดุ จดบนั ทึกของนกั เรียน 2.บอกและแสดงควำมคดิ เห็นได้ ตำมวตั ถปุ ระสงค์ 8. การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้ 8.1 เครอื่ งมือประเมิน - แบบฝึกหดั /ใบงำน - แบบสงั เกตจำกพฤติกรรมกำรเขำ้ ชน้ั เรยี น - แบบทดสอบ - แบบประเมนิ จติ พิสัย 8.2 เกณฑก์ ารประเมนิ - เฉลยแบบทดสอบ - แบบประเมินจิตพสิ ยั 9. กจิ กรรมเสนอแนะ/งานทีม่ อบหมาย (ถา้ ม)ี - 10. เอกสารอา้ งองิ

87 ใบความรทู้ ่.ี .3...... หน่วยท.ี่ ....3..... รหสั วชิ า 20400-1002 ชอ่ื วิชา หลกั กำรประกอบอำหำรครอบครวั ภาคเรียนที่ 1/2564 ชอ่ื หนว่ ย อุปกรณ์เครื่องใช้ในกำรเตรยี มและประกอบอำหำร เวลารวม 90 ชว่ั โมง ช่อื เร่อื ง อุปกรณ์เครอื่ งใชใ้ นกำรเตรยี มและประกอบอำหำร เวลา 10 ชวั่ โมง จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ จุดประสงคท์ วั่ ไป - นักเรียนรเู้ ก่ียวกบั ชนดิ ของอปุ กรณ์เครื่องใชใ้ นกำรประกอบอำหำรไทย - นักเรยี นอธบิ ำยวธิ ีกำรใชอ้ ปุ กรณ์เคร่ืองใช้ - นกั เรยี นเลือกใชเ้ ครือ่ งช่งั ตวง เครือ่ งปรุงในกำรประกอบอำหำร จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม - นกั เรยี นสำมำรถแสดงรู้ควำมเข้ำใจเกยี่ วกับชนดิ ของอปุ กรณ์เครื่องใชใ้ นกำรประกอบอำหำรไทยได้ - นักเรียนสำมำรถอธิบำยวิธีกำรใช้อุปกรณเ์ ครื่องใช้ได้ - นักเรยี นสำมำรถเลือกใช้เคร่อื งช่งั ตวง เคร่ืองปรงุ ในกำรประกอบอำหำรได้ สมรรถนะรายหนว่ ย 1 อปุ กรณ์ท่ีใชป้ ระกอบอำหำรไทย 2 อุปกรณ์ท่ีใช้ในกำรชง่ั ตวง 3 กำรตวงและกำรชงั่ ใหถ้ ูกวิธี 4 หน่วยช่ัง ตวง ทค่ี วรทรำบ เนอ้ื หาสาระ 1.อุปกรณท์ ่ใี ชใ้ นการประกอบอาหารไทย กำรประกอบอำหำร เคร่ืองมือเครื่องใช้มีควำมจำเป็นต่อกำรทำอำหำรเป็นอย่ำงมำก ผู้ประกอบ อำหำร ควรพิจำรณำเคร่อื งมอื เครอ่ื งใช้ และอุปกรณท์ ี่ควรมี ว่ำจำเป็นมำกน้อยเพียงไร อะไรควรมีก่อนมีหลัง ซึง่ ขน้ึ อยกู่ บั งบประมำณท่ีมีอยู่ 1. อ่างผสม ควรมีหลำยขนำด เพื่อสะดวกในกำรใส่วัสดุหลำยๆ ชนิด และเพื่อใช้ คลุกเคล้ำ ผสมอำหำร เวลำใชค้ วรเลือกให้เหมำะสมกับปรมิ ำณอำหำรทจ่ี ะใส่หรอื ผสม

88 2. พายยาง ใช้คน ผสมขนม หรือใชต้ กั ขนม หรือปำดขำ้ งอ่ำงให้ส่วนผสมเข้ำกันได้ง่ำย 3. ลังถงึ เป็นภำชนะที่ทำด้วยอลูมเิ นยี ม หรือ สแตนเลส มรี ูปคลำ้ ยหมอ้ มชี ัน้ 2 ช้ัน ช้ันล่ำงสุด ก้นเรยี บสำหรับใสน่ ำ้ ส่วนช้ันบนเจำะเป็นรู ทว่ั ลังถึง ท้ัง 2 ช้ัน กำรเลือกซ้ือควรเลือกลังถึงท่ีไม่มีรอยบุบ รอยรว่ั ฝำปิดสนทิ ชัน้ ทกุ ชัน้ ของลงั ถึง ซอ้ นกันสนิท ใชแ้ ล้วทำควำมสะอำด ตำกแดดให้แหง้ 4. หม้อ ชนิดต่ำงๆ แบ่งออกเป็น 3 ชนดิ 4.1 หม้อดำ้ มยำว เปน็ หมอ้ มดี ำ้ ม ใช้ทำอำหำรท่ีเป็นนำ้ มีฝำปดิ ควรเลอื กหมอ้ ชนิดหนำ ใช้ไฟ ออ่ นได้ดีอำหำรจะแห้งชำ้ บำงชนิดถอดดำ้ มได้ ใช้ใสอ่ ำหำร เข้ำเตำอบได้

89 4.2 หมอ้ หู มลี ักษณะเปน็ หมอ้ มหี ู 2 ข้ำง ใชย้ กไดส้ ะดวก 4.3 หมอ้ ตุ๋น เปน็ หม้อ 2 ชนั้ มีดำ้ มยำว ชัน้ ลำ่ งใส่นำ้ ชั้นบนใส่อำหำร ใช้ตุ๋น หรอื อุ่นอำหำร 5. กระทะ 5.1 กระทะแบน ทำด้วยเหล็กหนำ มีขอบสูงประมำณ 1 นิ้ว ใช้ทำขนมทต่ี ้องละเลงให้เปน็ แผ่นบำง เหมำะกับอำหำรที่ใช้อุณหภูมิคงที่ เช่น ขนมเบ้ืองไทย ขนมแพนเค้ก ขนมโตเกียว กำรเลือกซื้อให้ดูเนื้อ เหลก็ ทมี่ ีสเี ข้มเนือ้ ละเอยี ด ไม่มีรอยรวั่ หรือขรุขระ เรียบเสมอกนั วธิ ที ำควำมสะอำด ลำ้ งทำควำมสะอำดเชด็ ใหแ้ ห้ง ชโลมด้วยน้ำมันพืช

90 5.2 กระทะธรรมดำ มีลักษณะเป็นกระทะมีหู 2 ข้ำง หรือมีด้ำมทำด้วยอลูมิเนียม เหล็กหรือส เตนเลส มีหลำยขนำด กำรเลือกซื้อข้ึนอยู่กับควำมต้องกำรในกำรใช้งำน กระทะชนิดนี้เหมำะกับอำหำรที่ ใช้อุณหภมู สิ ูง วธิ ีทำควำมสะอำด ลำ้ งทำควำมสะอำดเชด็ ให้แหง้ 5.3 กระทะทอง เป็นกระทะก้นลึก ทำด้วยทองเหลือง ผิวกระทะมีควำมหนำเท่ำกันหมด มีหู 2 หู กระทะจะถูกตรึงด้วยหมุดทองเหลืองอย่ำงแน่นหนำ มีตัวเลขบอกขนำดไว้ริมตัวกระทะ ใช้สำหรับกวน เชือ่ ม ทอด ควรเลือกกระทะเนอ้ื ละเอยี ด สเี ข้ม ไมม่ ตี ำหนิ เคำะมีเสียงกงั วำน วิธีทำควำมสะอำด ลำ้ งทำควำมสะอำดเช็ดให้แหง้ 6. พายไม้และช้อนไม้ มีหลำยขนำด เลือกใช้ตำมลักษณะของอำหำรท่ีจะทำ ถ้ำใช้ กวนควรเลอื กด้ำมยำว เปน็ ต้น

91 7. ตะหลิว ใช้ผัด ทอด ควรเลือกท่ีมีด้ำมถือยำว เพื่อสะดวกในกำรพลิกกลับอำหำร มีน้ำหนกั เบำ ชนิดมีรโู ปรง่ ใช้ตกั อำหำรท่ตี ้องกำร ใหน้ ำ้ มันหรอื น้ำหยด และตะหลิวแบน มีลักษณะแบน ยำวกว่ำตะหลิวธรรมดำ ใชก้ ลับหรือทอดนำ้ มันนอ้ ย ๆ 8. ทัพพีรูปรี ทำด้วยอลูมิเนียม สเตนเลส พลำสติก ใช้ตักอำหำรได้ทั้งแห้งและน้ำ ยกเว้นพลำสตกิ ไม่ควรใช้ตกั อำหำรรอ้ นๆ 9. ทัพพีกลม ทำด้วยอลูมิเนียม สเตนเลส ใช้ตักอำหำรเหลว หรือหยอด เช่น ตัก ส่วนผสมของอำหำรท่ีเป็นนำ้ หยอดขนมครก

92 อุปกรณ์ที่ใชใ้ นการชั่ง ตวง 1. ถ้วยตวงของแห้ง ถ้วยตวงจะมีเป็นชุด ทำด้วยอลูมิเนียม หรือพลำสติก ขนำดมำตรฐำนมี 4 ขนำด คือ 1/4 ถ้วยตวง ½ ถ้วยตวง 1/3 ถ้วยตวง และ 1 ถ้วยตวง ใช้ตวงของแห้ง เช่น แป้ง น้ำตำล ฯลฯ กำรใช้ไม่ควรใชถ้ ว้ ยตักลงไปในสง่ิ ที่ตอ้ งกำรตวง เพรำะจะทำให้ปรมิ ำณของสว่ นผสมไมแ่ น่นอน 2. ถ้วยตวงของเหลว มีลักษณะเป็นถ้วยแก้ว หรือพลำสติกใส ถ้วยตวงของเหลวมีหลำยขนำดต้ังแต่ขนำดเล็ก 8 ออนซ์ ถึง 1 ลิตร ถ้วยตวงชนิดน้ีมีหูจับด้ำนข้ำง และที่ปำกแก้ว จะมีที่เทน้ำได้สะดวก กำรใช้ตวงตำม ปริมำตรซึ่งอยู่ด้ำนข้ำงของถ้วยเป็นออนซ์ และซี.ซี. มีเลขบอก 1 ถ้วย, 3/4 ถ้วย,2/3 ถ้วย,1/2 ถ้วย, 1/3 ถว้ ย, 1/4 ถ้วย ใชส้ ำหรับตวงของเหลวทกุ ชนิด เชน่ น้ำ น้ำมนั น้ำปลำ ฯลฯ

93 3. ช้อนตวง มลี กั ษณะคล้ำยช้อนทำจำกอลมู เิ นียม หรือสเตนเลส มีด้ำมสำหรับถือยำวประมำณ 2 นิ้ว 1 ชุด มี 4 ขนำด และขนำดของช้อนตวงมดี ังนี้ 1/4 ช้อนชำ 1/2 ช้อนชำ 1 ชอ้ นชำ และ 1 ช้อนโต๊ะ วิธีใช้ใหต้ กั วตั ถทุ ตี่ อ้ งกำรตวงใส่ลงในชอ้ น แล้วใช้สนั มีดปำดให้เสมอ 4. เครอ่ื งช่ัง มีทั้งขนำดใหญ่ และขนำดเล็ก เครื่องชั่งชนิดเล็ก มีต้ังแต่ 500 กรัม 1,000 กรัม 2,000 กรัม มีหลำยแบบ มีท้ังโลหะและพลำสติก ผู้ใช้ควรเลือกให้เหมำะสม กับกำรใช้งำน รู้จัก ระมัดระวงั ในกำรใช้ กจ็ ะใชไ้ ดท้ นทำน วิธีการใช้ 1. ถ้ำช่ังของแห้ง ควรมีกระดำษ หรือพลำสตกิ ปู 2. กำรชั่งของน้ำ ควรใส่ถุงพลำสติกรัดยำงให้แน่นแล้วจึงชั่ง หรือใส่ภำชนะที่มีน้ำหนักเบำ เช่น อ่ำงพลำสตกิ 3. ก่อนใส่วัสดุ ควรช่งั ภำชนะเสียก่อน เมอื่ ชง่ั วสั ดแุ ล้วจงึ หกั นำ้ หนักของภำชนะออก

94 การตวงและการช่ังให้ถกู วิธี วิธกี ารตวง 1. กำรตวงของแหง้ กำรตวงแป้ง กอ่ นจะตวงทุกครัง้ ตอ้ งรอ่ น 1 ครัง้ ทันทีกอ่ นตวง และไมค่ วร รอ่ นแปง้ ทง้ิ ไว้นำน จะทำใหแ้ ปง้ ยบุ และแนน่ เวลำตวงใชท้ ่ีตกั แปง้ ตกั ใสถ่ ว้ ยตวงอยำ่ งเบำมอื จนพนู ถว้ ย แลว้ ใชส้ นั มดี ดำ้ นตรง หรอื ทปี่ ำดปำดสว่ นทีพ่ ูนออก กำรตวงอยำ่ เขย่ำหรือเคำะ เพรำะจะทำใหแ้ ปง้ อดั กัน แนน่ ปรมิ ำณมำกเกนิ สว่ น 2. กำรตวงนำ้ ตำล เกลือ เครื่องเทศปน่ ก. อยำ่ กดเครื่องปรงุ ในถว้ ยตวงตำ่ งๆ ข. อย่ำเขยำ่ กระแทก เคำะ ถว้ ยตวงขณะตวงของ ค. ตักเครื่องปรุงลงในถว้ ยตวงเบำๆ มือ จนพนู แล้วใช้สนั มีดปำด 3. กำรตวงนำ้ ตำลทรำยแดง ก. ร่อนให้ก้อนนำ้ ตำลแตกเสียกอ่ น ข. ตักนำ้ ตำลทรำยแดงใส่ถ้วยตวงกดเบำๆ ใชส้ นั มีดปำดให้เสมอขอบถว้ ย 4. กำรตวงนำ้ ตำลไอซิง่ ตอ้ งร่อนก่อนตวงทกุ คร้งั เพื่อใหส้ ว่ นท่เี ปน็ ก้อนกระจำย ตกั ใสถ่ ้วยตวงให้ พูนใชส้ ันมีดปำดสว่ นท่พี นู ออก 5. กำรตวงไขมนั ตักไขมันลงในถ้วยตวง กดใหแ้ น่นจนเตม็ ถ้วย ใช้สันมีดปำด ถ้ำเปน็ เนยที่แช่ เย็นจะตอ้ งเอำออกจำกตเู้ ย็นพกั ไวใ้ ห้ออ่ นตวั เสียกอ่ น แลว้ จงึ ตวง และขณะท่ีตวงพยำยำมกด อดั เบำๆ อย่ำให้มชี อ่ งวำ่ ง 6. กำรตวงของเหลว วำงถ้วยตวงลงบนพ้นื รำบ เทของเหลวลงในถ้วยตวง มองดูปริมำณของ ส่วนผสมด้วยระดับสำยตำ ให้ตรงกบั ขีดบนถว้ ยตวง วธิ ชี ัง่ อาหาร ผปู้ ระกอบอำหำรและขนม ต้องรูจ้ กั กำรใชเ้ ครอื่ งชง่ั ให้ถกู ต้อง เช่น กำรช่ังของเป็นกโิ ลกรมั , เปน็ กรัม 1. ถ้ำช่งั ของจำนวนนอ้ ย ควรใช้เคร่อื งชัง่ ละเอยี ด (1 กโิ ลกรมั ) โดยต้งั เขม็ ทศี่ นู ย์กอ่ นวำง อำหำรลงบนจำนเครือ่ งชงั่ 2. ถำ้ เป็นอำหำรทจ่ี ะตอ้ งใสภ่ ำชนะชั่ง ใหช้ งั่ ภำชนะนั้นเสยี ก่อน แลว้ จงึ ใสข่ องท่จี ะชง่ั และควรใช้ ภำชนะน้ำหนักเบำ เช่น กระดำษ จำนพลำสตกิ เมือ่ ช่ังแลว้ ลบน้ำหนกั ภำชนะนั้นออก กจ็ ะไดน้ ้ำหนัก อำหำร ที่ ตอ้ งกำร 3. อำหำรที่อยู่ในตเู้ ยน็ มนี ้ำแขง็ เกำะควรนำอำหำรน้นั ใสก่ ระชอนพกั ไว้ใหส้ ะเด็ดนำ้ เสียก่อนแลว้ จงึ ชัง่ 4. ถ้ำเป็นผกั ผลไม้ ควรตดั ส่วนทเ่ี น่ำเสยี รำก เปลือก ออกทง้ิ เสยี กอ่ น แลว้ จงึ ชง่ั

95 หนว่ ยชง่ั ตวง ทค่ี วรทราบ 3 ชอ้ นชำ (ช.ช.) เทำ่ กบั 1 ช้อนโต๊ะ (ช.ต.) 4 ชอ้ นโต๊ะ เท่ำกับ 1/4 ถ้วยตวง (ถ.) 1 ถ้วย เทำ่ กับ 16 ช้อนโตะ๊ 1 ปอนด์ เทำ่ กับ 16 ออนซ์ 1 ออนซ์ เท่ำกับ 20 กรมั 1 กโิ ลกรัม เท่ำกับ 1,000 กรมั (10 ขีด) 1 กโิ ลกรัม เท่ำกับ 2.2 ปอนด์ 1 ชัง่ เทำ่ กบั 600 กรมั คำยอ่ ทใ่ี ช้ในรำยกำร ถ. เทำ่ กบั ถว้ ยตวง ช.ต. เท่ำกบั ช้อนโต๊ะ ช.ช. เท่ำกบั ช้อนชำ กก. เทำ่ กบั กโิ ลกรัม แบบฝึกหดั /เฉลย คาช้แี จง ให้นักเรียนตอบคำถำม ดังตอ่ ไปน้ี (10 คะแนน) 1. ถว้ ยตวงของแหง้ 1 ชุด มกี …ี่ ….. ขนำดอะไรบ้ำง และมีวธิ ีกำรใช้อยำ่ งไร - ถ้วยตวงของแห้ง ถ้วยตวงจะมเี ปน็ ชดุ ทำด้วยอลมู ิเนียม หรอื พลำสติก ขนำดมำตรฐำนมี 4 ขนำด คือ 1/4 ถว้ ยตวง ½ ถ้วยตวง 1/3 ถว้ ยตวง และ 1 ถว้ ยตวง ใช้ตวงของแหง้ เช่น แป้ง น้ำตำล ฯลฯ กำรใช้ไม่ควรใชถ้ ้วยตกั ลงไปในสงิ่ ทต่ี อ้ งกำรตวง เพรำะจะทำใหป้ รมิ ำณของสว่ นผสมไม่ แนน่ อน 2. ถว้ ยตวงของเหลวมีลักษณะและวธิ ีกำรใชอ้ ยำ่ งไร - ถว้ ยตวงของเหลว มลี ักษณะเปน็ ถว้ ยแก้ว หรือพลำสตกิ ใส ถว้ ยตวงของเหลวมีหลำยขนำดตง้ั แต่ ขนำดเล็ก 8 ออนซ์ ถึง 1 ลติ ร ถว้ ยตวงชนิดนม้ี ีหจู บั ดำ้ นขำ้ ง และที่ปำกแก้ว จะมีท่ีเทน้ำไดส้ ะดวก กำร ใช้ตวงตำมปรมิ ำตรซง่ึ อยู่ด้ำนขำ้ งของถ้วยเปน็ ออนซ์ และซี.ซ.ี มเี ลขบอก 1 ถว้ ย , 3/4 ถ้วย , 2/3 ถ้วย ,1/2 ถ้วย ,1/3 ถ้วย , 1/4 ถ้วย ใช้สำหรบั ตวงของเหลวทกุ ชนดิ เช่น น้ำ น้ำมัน นำ้ ปลำ ฯลฯ

96 3. ช้อนตวง 1 ชดุ มกี ่ี…….. ขนำดอะไรบ้ำง และมีวธิ กี ำรใชอ้ ยำ่ งไร - ชอ้ นตวง ลกั ษณะคล้ำยชอ้ นทำจำกอลูมิเนียม หรือสเตนเลส มีดำ้ มสำหรับถือยำวประมำณ 2 น้ิว 1 ชุด มี 4 ขนำด และขนำดของช้อนตวงมีดังนี้ 1/4 ช้อนชำ 1/2 ชอ้ นชำ 1 ชอ้ นชำ และ 1 ชอ้ น โต๊ะ วธิ ีใช้ใหต้ กั วตั ถทุ ีต่ อ้ งกำรตวงใส่ลงในช้อน แล้วใช้สันมดี ปำดใหเ้ สมอ 4. ถ้ำต้องกำรน้ำเชอ่ื ม 1 ถ้วย แต่นกั เรียนไม่มีถว้ ยตวง มีแต่ช้อนโต๊ะนกั เรียนจะตอ้ งใชช้ ้อนโตะ๊ กช่ี ้อน จงึ จะไดน้ ้ำเชือ่ ม 1 ถว้ ย………16 ชอ้ นโต๊ะ……………… 5. จงบอกชื่ออปุ กรณใ์ นกำรทำอำหำรที่นักเรยี นรูจ้ กั มำ 10 ชนิด 1……กระทะ……………………………………..6………กระชอน……………………………………… 2……ทพั พ…ี ……………………………………..7………กระทะทอง…………………………………… 3……ตะหลวิ ……………………………………..8………พำยไม…้ …………………………………………… 4……หมอ้ …………………………………...…….9………ลงั ถึง……………………………………………… 5……มดี และเขยี ง……………………….…….10…..…เครอ่ื งปัน่ อำหำร………………………………… เอกสารอ้างอิง -


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook