Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือส่งเสริมความสามารถการอ่าน การเขียน การคิดและคณิตศาสตร์ ระดับปฐมวัยและประถมศึกษา

คู่มือส่งเสริมความสามารถการอ่าน การเขียน การคิดและคณิตศาสตร์ ระดับปฐมวัยและประถมศึกษา

Published by Library Online, 2021-07-19 05:00:04

Description: คู่มือส่งเสริมความสามารถการอ่าน การเขียน การคิดและคณิตศาสตร์ ระดับปฐมวัยและประถมศึกษา

Search

Read the Text Version

97 เปลยี่ นสมอง เปลยี่ นความคดิ หนงั สอื Teaching with the Brain in Mind พมิ พค รง้ั แรกในป 1998 เนอื้ หาหลกั คอื การเชอื่ มโยง ระหวา งงานวจิ ยั เกยี่ วกบั สมองและการสรา งความสาํ เรจ็ ในหอ งเรยี น ผลสาํ เรจ็ ทเี่ กดิ แกต วั นกั เรยี นมหี ลกั ฐาน ยนื ยนั ไดช ดั เจน การปฏริ ปู การเรยี นรโู ดยใชข อ มลู จากงานวจิ ยั ดา นสมอง ทาํ ใหเ กดิ การปรบั เปลย่ี นหลายประการ ในโรงเรยี น เชน เวลาเรยี น นโยบาย การวดั และประเมนิ ผล กลยทุ ธก ารสอน การจดั ลาํ ดบั ความสาํ คญั ของ งบประมาณ โภชนาการ-อาหารกลางวนั สภาพแวดลอ มในหอ งเรยี น การใชเ ทคโนโลยี ลกั ษณะอาคารเรยี น การสอนศลิ ปะ และพลศกึ ษา ฯลฯ อยา งไรกต็ าม องคค วามรเู รอื่ งสมองมคี วามกา วหนา เรว็ มาก ความรพู น้ื ฐาน ดา นประสาทวทิ ยาทเี่ รารกู นั ทว่ั ไป เชน เรอื่ ง ซนิ แนปส (Synapses) และสารสอ่ื ประสาท (Neurotransmitter) กําลังจะเปนเรื่องลาหลัง นักวิทยาศาสตรกําลังคนควาลึกไปกวาน้ีในเรื่องพลังงานและอนุภาคควอนตัม เราจึงควรระมัดระวังวาการเรียนรูเร่ืองสมองเปนเร่ืองใหม ศาสตรสาขาในดานน้ีเพิ่งจะเริ่มตนไมนาน ดังน้ัน ยังอาจมีความเขาใจผิดอยู ครูอาจจะนําไปใชในหองเรียนไดไมถูกตอง แตทุกอยางตองมีการเริ่มตนทดลอง ทําการวิจัยในชั้นเรียนท่ีครูทดลองใชในสถานการณจริงสามารถชวยใหเกิดความเขาใจเก่ียวกับการเรียนรู ตามแนวทางการทาํ งานของสมองไดช ดั เจนมากขน้ึ ทง้ั นค้ี รคู วรเรมิ่ ตน ในประเดน็ เลก็ ๆ ทส่ี ามารถตดิ ตามผล ไดจริง โดยบอกใหเด็กรูวาครูจะทําอะไร เลาเร่ืองสมองใหพอแม-ผูปกครองรับรู และแลกเปลี่ยนแนวคิดกับ เพอ่ื นครดู ว ยกนั รวมทงั้ ขอคาํ แนะนาํ และสนบั สนนุ การทาํ งานจากผบู รหิ ารโรงเรยี น ทง้ั หมดนจ้ี ะทาํ ใหก ารวจิ ยั ทดลองในชน้ั เรยี นประสบผลสาํ เรจ็ ความรูเรื่องสมองมีการเผยแพรอยางกวางขวางท้ังจากสื่อโทรทัศน วารสาร บทความและจากการ บรรยายของวิทยากรตลอดจนนักการศึกษา กระแสความตื่นตัวน้ีทําใหเกิดการเปล่ียนแปลงดานการจัด การเรยี นการสอนในโรงเรยี นเปน อยา งมาก เนอื่ งจากเดก็ ทเ่ี ขา โรงเรยี นตง้ั แตช นั้ อนบุ าลจนถงึ มธั ยมศกึ ษาใชเ วลา อยกู บั ครใู นโรงเรยี นไมต าํ่ กวา 13,000 ชวั่ โมง สมองเดก็ เรยี นรแู ละปรบั ตวั ไปตามอทิ ธพิ ลของสภาพแวดลอ ม และสงั คมในโรงเรยี นรว มกบั พฒั นาการทางกาย สตปิ ญ ญา และอารมณ การจดั การศกึ ษาของโรงเรยี นจงึ เปน สงิ่ สาํ คญั ทคี่ วรตระหนกั ถงึ ผลทจี่ ะเกดิ กบั สมองและการเรยี นรขู องเดก็ ตลอดชวี ติ ขอ คน พบใหม 10 ประการเกย่ี วกบั สมอง 1. สมองมนษุ ยส ามารถสรา งเซลลป ระสาทใหมเ พมิ่ ขนึ้ ได เซลลป ระสาททสี่ รา งใหมน ท้ี าํ งานโดยสมั พนั ธ กบั ความทรงจาํ เราสามารถปรบั กระบวนการทาํ งานของเซลลป ระสาทได 2. เราคนพบวาความเครียดหรือความกดดันเปนภาวะไมคงท่ี ภายหลังจากเหตุการณทุกขทรมาน ตา ง ๆ สมองจะมกี ารตอบสนองโดยยดื ระยะเวลาทเ่ี กดิ ความเครยี ดนน้ั ทาํ ใหเ กดิ การปรบั ตวั ตา นความเครยี ด ซงึ่ สง ผลตอ สขุ ภาพ การเรยี นรแู ละพฤตกิ รรมเสย่ี ง 3. เราคนพบวาการเยียวยาพฤติกรรมกาวราว การใชยาที่คนพบใหม และการปลูกถายสเต็มเซลล สามารถนํามาใชปรับการทํางานท่ีบกพรองของสมองได รวมทั้งการเสียหายของสมองท่ีเกิดจากการติดสุรา อาการออทสิ ตคิ การเรยี นรชู า กวา ปกติ ลมชกั และการบาดเจบ็ บรเิ วณกระดกู สนั หลงั 4. เราคน พบวา “พฤตกิ รรมของวยั รนุ ” อาจเปน ผลมาจากปจ จยั การเปลยี่ นแปลงทร่ี วดเรว็ และซบั ซอ น ของสมอง ไมใ ชเ กดิ จากการเปลย่ี นแปลงของฮอรโ มนแตเ พยี งอยา งเดยี ว

98 5. เราคน พบวา พนั ธกุ รรมไมไ ดค งทตี่ ายตวั ตลอดไป มหี ลกั ฐานหลายประการทชี่ ช้ี ดั วา เราสามารถ ปรบั แตง พนั ธกุ รรมได 6. เรามหี ลกั ฐานทสี่ นบั สนนุ วา ภาวะทางอารมณส ง ผลโดยตรงตอ สตปิ ญ ญา 7. เราไดร บั การยนื ยนั วา ดนตรสี ง ผลตอ สตปิ ญ ญา 8. เราไดรับการยืนยันวาโปรแกรมซอฟทแวรท่ีใชความยืดหยุนของสมองในการฝกฝนระบบการฟง และการมองภาพจะชว ยปรบั ปรงุ สมาธใิ นการเรยี น การฟง และความสามารถในการอา น 9. เราคน พบวา การออกกาํ ลงั กายชว ยเสรมิ สรา งมวลสมอง ทาํ ใหม คี วามจาํ ดี ปรบั ภาวะอารมณแ ละ เสรมิ สรา งเซลลใ หม 10. เราคนพบวาคนพิการท่ีไดรับการผาตัดฝงชิพสมองสามารถควบคุมอวัยวะรางกายที่ทําเทียบได โดยผา นทางชพิ สมอง ซง่ึ หมายความวา ชวี ติ ของคนพกิ ารจะมโี อกาสมากขนึ้ ในขณะน้ี เรากาํ ลงั อยรู ะหวา งการคน ควา เรอ่ื งสมองใหล กึ ซงึ้ ยง่ิ ขน้ึ บางครง้ั จงึ อาจมกี ารตคี วามงาม วิจัยเกี่ยวกับสมองไปในทางท่ีไมถูกตอง นักการศึกษาตองไมดวนสรุปผลจากงานวิจัย เน่ืองจากอาจนําไปสู ความเขาใจผิดได เชน ความเชื่อเรื่องผลกระทบของดนตรีโมซารทที่มีตอสมอง ทําใหเกิดการสรุปวาดนตรี ทุกชนิดทําใหเด็กฉลาด หรือดนตรีทุกประเภทดีสําหรับเด็กทุกคน อีกตัวอยางหนึ่งคือความเขาใจวา การเรียนรูใหม ๆ จะชวยสรางซินแนปสใหม ดังน้ันย่ิงมีซินแนปสมากจึงย่ิงดี ซึ่งเรื่องนี้ไมเปนความจริง เด็กท่ีปวยอยูในภาวะโรค Fragile X มีซินแนปสมากเกินไป เราจึงควรระมัดระวังไมตีความจากงานวิจัย ดานสมองใหมากเกินความเปนจริง วิธีท่ีดีท่ีสุดคือ ใหคุณครูทดลองสอนในชั้นเรียนจริง และออกแบบ การเรยี นรตู ามแนวทางการเรยี นรขู องสมอง ความรูเร่ืองสมองกาวหนาไปเร็วมาก ทําใหมีศาสตรตาง ๆ ท่ีเก่ียวของกับสมองเพิ่มข้ึน เชน ประสาทวทิ ยาเชงิ สงั คม จติ วทิ ยาเชงิ ชวี ะ และประสาทวทิ ยาโภชนาการ เราตอ งไมล มื วา ในการเปลย่ี นแปลง ระยะแรก มกั มคี วามเขา ใจผดิ ตา ง ๆ เกดิ ขน้ึ อนั เนอ่ื งมาจากการดว นสรปุ หรอื ตคี วามผดิ ดงั จะเหน็ ไดจ ากใน แวดวงการศกึ ษา เมอื่ มแี นวคดิ ใหมเ กดิ ขนึ้ เชน รปู แบบการเรยี นรู (Learning Styles) การเรยี นแบบรว มมอื รว มใจ (Co-operative learning) พหปุ ญ ญา (Multiple intelligences) และการสอนตามความแตกตา งรายบคุ คล (Differentiated instruction) มักจะมีความเขาใจผิด นําไปสูการปฏิบัติที่ผิดในระยะแรก ความรูเรื่องสมอง กเ็ ชน เดยี วกนั ยงิ่ เรามคี วามเขา ใจธรรมชาตกิ ารทาํ งานของสมองมากขน้ึ เรากส็ ามารถจดั การเรยี นรใู หส อดคลอ ง กับการทํางานของสมองไดดีข้ึน เพราะการเรียนรูทุกอยางเกี่ยวของกับการทํางานของสมอง ตัวอยางเชน หลกั ฐานจากการศึกษาคนและสัตว พบวา หากมกี ารออกกาํ ลงั กายอยางจริงจงั คร้ังละ 30 นาที อยา งนอย 3 ครง้ั ตอ สปั ดาห จะเสรมิ สรา งดา นอารมณ เพม่ิ มวลสมองการไหลเวยี นโลหติ ดขี น้ึ เซลลส มองเพม่ิ มากขนึ้ และ สง เสรมิ สตปิ ญ ญาใหด ขี น้ึ งานวจิ ยั นใี้ หข อ เสนอแนะวา การทโ่ี รงเรยี นลดเวลาวชิ าพลศกึ ษาลงเปน การทาํ รา ย เดก็ อยา งนา สลดใจ ตวั อยา งอนื่ เชน ผลจากงานวจิ ยั ทางสมองทาํ ใหน กั ประสาทวทิ ยาผลติ โปรแกรมคอมพวิ เตอร ชอ่ื Fast Forword เพอ่ื ชว ยพฒั นาการเรยี นรภู าษาของเดก็ ไดด ี

99 มาทาํ ความรจู กั กบั สมองมหศั จรรยก นั เถอะ แนวคดิ หลกั • ลกั ษณะพน้ื ฐานของสมอง • สมองเปลยี่ นแปลงไดอ ยา งไร • ความรว มมอื และการแขง ขนั ในสมอง • สมองเรยี นรไู ดอ ยา งไร สมองมนษุ ยเ ปน สง่ิ มหศั จรรย มลี กั ษณะเดน อยู 3 ประการคอื • ปรบั ตวั เกง สมองจะปรบั เปลยี่ นอยเู สมอ • บรู ณาการ สมองมโี ครงสรา งทที่ าํ ไดท งั้ แขง ขนั และรว มมอื • Sophistication สมองเพมิ่ ความซบั ซอ นมากตามประสบการณท เี่ พม่ิ มากขนึ้ ธรรมชาตขิ องสมอง คอื ทาํ งานตลอดเวลา และทาํ งานโดยมโี ครงสรา งทสี่ อดประสานรว มมอื กนั อยา ง มากมาย สมองทาํ งานซบั ซอ นมาก แมจ ะเปน กระบวนการทดี่ เู หมอื นงา ย ๆ เชน การอา น มนษุ ยเ กดิ มาพรอ ม กบั มสี มอง แตส มองไมไ ดเ ปน แคอ วยั วะของมนษุ ยเ ทา นน้ั สมองเปน ศนู ยร วมการรบั รปู ระมวลขอ มลู และทาํ งาน ตลอดเวลา เราลองมาทําความรูจักกับสมองดู ถาเปรียบเทียบรูปรางสมองจะมีรูปรางเหมือนดอกกะหล่ํา ขนาดใกลเคียงกับแคนตาลูป ประกอบดวยน้ําถึงรอยละ 78 ไขมันรอยละ 10 และโปรตีนรอยละ 8 ดูจาก ภายนอกสมองจะมรี อยพบั หรอื รอยยน มากมายซง่ึ เปน สว นหนง่ึ ของสมองชนั้ นอก (Cerebral Cortex) สมอง ช้ันนอกมีความหนาเทากับเปลือกสม ถาคล่ีสมองสวนนอกใหเรียบตึงจะมีขนาดเทากับหนังสือพิมพ 1 หนา ผวิ นอกของสมองจะนมิ่ คลา ยเนย สมองประกอบดว ยใยประสาท (Neurons) และ เซลลพ เี่ ลยี้ ง (Glial Cells) เซลลส มองทเ่ี รารจู กั กนั ดี คอื Neurons ซง่ึ ประกอบดว ยตวั เซลลม ลี กั ษณะเหมอื นนว้ิ มอื กางออกเรยี กวา เดนไดรท และมสี ว นเชอ่ื มตอ ท่ีเปนสายเดี่ยว เรียกวา แอกซอน นิวโรนส มีรูปรางแตกตางกันขึ้นอยูกับตําแหนงในสมองและหนาท่ีของ นิวโรนนั้น เซลลพ่ีเล้ียง (glial cells) ก็มีหลายประเภทเชนกัน ขึ้นอยูกับหนาที่ของเซลล เม่ือเร็ว ๆ น้ีเอง นกั วทิ ยาศาสตรพ บวา เกลยี เซลล ไมไ ดเ ปน แคเ ซลลพ เี่ ลย้ี งทชี่ ว ยสนบั สนนุ หรอื เปน แมบ า น แตม คี วามสาํ คญั มากในการพฒั นาการทาํ งานและการเจรญิ เตบิ โตของสมอง เรายงั ไมท ราบจาํ นวนทแี่ ทจ รงิ ของ neurons และ glia ในสมองมนุษยจากการศึกษาทางประสาทวิทยาทําใหคาดคะเนไดวาอยูท่ีประมาณ 30-50 พันลาน นกั วทิ ยาศาสตรท คี่ น ควา เจาะลกึ เรอื่ งน้ี คอื วลิ เลยี ม แชงเคลิ (William Shankle) จากมหาวทิ ยาลยั California- Irvine (Landing, Shankle, Hara, Brannock & Fallon, 2002) งานวิจัยของเขาพบวาจํานวนเซลลใน สมองมนุษยไมเทากัน โดยมีความแตกตางกันประมาณรอยละ 20-40 ซ่ึงหมายความวาแตกตางกันเปน พนั ลา นเซลล ไมต อ งสงสยั เลยวา ทาํ ไมจงึ ตอ งสอนนกั เรยี นตามความแตกตา งเปน รายบคุ คล!

100 กระบวนการทาํ งานของสมองทเ่ี กยี่ วขอ งกบั แบบแผนการเรยี นรภู าษา แนวคดิ หลกั 1. แบบแผนการเรยี นรภู าษาของเดก็ ปฐมวยั เกดิ จากการฟง ครอู า น การดภู าพ การลองพดู ออกเสยี ง การรบั รคู วามหมายสญั ลกั ษณ และทาํ ความเขา ใจ ซงึ่ เปน การประสานการทาํ งานของอวยั วะ รบั รหู ลายสว น คอื ตา หู กลา มเนอื้ ปาก ลนิ้ ขากรรไกร และสมองสว นทร่ี บั รภู าษา และควบคมุ การพดู 2. การเรยี นรภู าษาเปน ไปตามระดบั พฒั นาการ คอื เรม่ิ ตน จากงา ยไปยาก เชน จากภาพ คาํ วลี ประโยค ขอ ความ 3. การจดั ประสบการณส าํ คญั ทส่ี ง เสรมิ พฒั นาการดา นภาษา ตอ งเปด โอกาสใหเ ดก็ ไดใ ชภ าษา อย่างหลากหลายมีความหมายสำหรับเด็ก ครอบคลุมการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ท่ีเหมาะสมกับเด็กปฐมวัย ระบบการทาํ งานของสมองและการเรยี นรภู าษา จากความรูดานประสาทวิทยาในปจจุบันคนพบวา การเรียนรูภาษาเปนกระบวนการท่ีเกิดจากกลไก การทํางานของสมองดานการคิด และรับรูภาษาซ่ึงอยูในสมองซีกซาย ภาษาและการคิดเกิดข้ึนควบคูกัน การศกึ ษาวจิ ยั ดา นประสาทวทิ ยาสามารถระบไุ ดว า ภาษาอยใู นสมองซกี ซา ย 5 บรเิ วณ กลา วคอื สมองซกี ซา ย แบงเปนสวนกลางกับสวนบน สวนลาง Wernicke’s area (หมายเลข 3) ทําหนาท่ีรับและบันทึกสะสม ความเขาใจภาษา (Speech comprehension) สมองซีกซายสวนบน Broca’s area (หมายเลข 5) ทาํ หนา ทคี่ ดิ และนาํ ภาษาทเี่ ขา ใจแลว ออกไปใช (Speech production) สาํ หรบั สมองอกี 3 สว น ทาํ หนา ที่ รับรูภาษารวมกับสมอง 2 สวนแรก คือ สมองสวนการรับรูความหมาย (หมายเลข 1) การไดยินเสียง (หมายเลข 2) และสมองทค่ี วบคมุ การพดู (หมายเลข 6) กระบวนการรบั รภู าษาเกดิ ขนึ้ เมอื่ ตารบั ความหมาย หรู บั เสยี ง กจ็ ะสง ความเขา ใจภาษาไปบนั ทกึ สะสมความเขา ใจไวท ่ี Wernicke’s area เมอ่ื ตอ งการจะสอ่ื ภาษา ท่ีเขาใจแลวนําออกไปใช สมอง Broca’s area ก็จะคิดและนําความเขาใจภาษาจาก Wernicke’s area ออกไปใช หรอื พดู โดยสมองสว น Moter nerves กจ็ ะควบคมุ การทาํ งานของสมอง กลา มเนอ้ื ปาก ลนิ้ ขากรรไกร และใบหนา ในการพดู

101 ภาพจากหนงั สอื How The Special Needs Brain Learns ของ David A. Sousa อยา งไรกต็ าม สมองสว นอน่ื กท็ าํ หนา ทเี่ รยี นรภู าษาในลกั ษณะของทา ทาง การเคลอ่ื นไหว สญั ลกั ษณ ซงึ่ เรยี กวา ภาษากาย ดงั นน้ั นกั ภาษาศาสตรจ งึ เปรยี บสมองเปน เครอื่ งรบั ภาษา LAD (Language Acquisition Device) เทคนิคการจัดการเรียนรูเพื่อสงเสริมพัฒนาการทางภาษาที่สอดคลองกับการทํางานของสมอง คือ การกระตุนใหสมอง หรือ LAD รับและสะสมความเขาใจภาษา โดยจัดกิจกรรมท่ีหลากหลาย สนุกสนาน ไมซ้ําซาก ยัดเยียด เมื่อเด็กเขาใจมากจะทําใหเกิดความพรอมในการพูด และพูดสื่อสารไดดีเกิดแรงจูงใจ ทน่ี าํ ไปสคู วามตอ งการอา นและเขยี นเพอ่ื สอ่ื สารไดม ากขน้ึ สมองเรยี นรกู ารอา นไดอ ยา งไร องคค วามรดู า นประสาทวทิ ยา ทาํ ใหเ กดิ ความเขา ใจเรอื่ งของสมองมากขนึ้ นกั วจิ ยั ศกึ ษาการทาํ งาน ของสมองโดยใชวิธีการสแกนภาพของสมองขณะท่ีสมองเกิดการเรียนรูดานตางๆ (Brain Imaging Technologies) เราจงึ เขา ใจบทบาทหนา ทข่ี องสมองเซลลป ระสาทชดั เจนขน้ึ สมองมนษุ ยต ามธรรมชาตจิ ะคดั เลอื กทกั ษะทจี่ าํ เปน ตอ การดาํ รงชวี ติ (Survival skills) มาเกบ็ บนั ทกึ ไวจนกลายเปนสวนหนึ่งของพัฒนาการตามธรรมชาติ การพูดส่ือสารของมนุษยเปนตัวอยางของทักษะนี้ เด็กวัยทารกและขวบปแรกจึงสามารถเรียนรูภาษาพูดไดเร็วมากและเรียน ในลักษณะที่เปนธรรมชาติ แตก ารอา นมลี กั ษณะตา งออกไป ไมไ ดบ นั ทกึ ไวใ นรหสั โครงสรา งของสมอง เหมอื นภาษาพดู หรอื ทกั ษะทจี่ าํ เปน ตอ การเอาชวี ติ รอดอนื่ ๆ ดงั นนั้ เราจงึ ตอ งชว ยใหเ ดก็ รวู ธิ อี า น ในการเรียนรูวิธีอาน สมองตองเชื่อมโยงสัญลักษณที่เปนรูปธรรมกับเสียงที่เด็กรูจักในภาษาพูด เดก็ รบั รวู า ภาษาทเ่ี ราพดู แบง ออกเปน หนว ยเสยี งยอ ยได ในทาํ นองเดยี วกนั หนว ยเสยี งยอ ยนกี้ ส็ ามารถเขยี น ออกมาเปน ตวั หนงั สอื ได สงิ่ เหลา นเี้ ราตอ งสอน พอ แม ผปู กครองทเี่ ขา ใจจะสง เสรมิ ใหเ ดก็ มคี วามพรอ มดา น การอานกอนท่ีเด็กจะเขาโรงเรียนแตเด็กที่ไมไดรับการเตรียมความพรอมมากอน ครูจําเปนตองจัดกิจกรรม การเรยี นรทู เี่ นน ใหเ ดก็ เชอื่ มโยงเสยี ง กบั ตวั เขยี นจนเดก็ เกดิ ความเขา ใจ เดก็ จงึ จะมพี น้ื ฐานนาํ ไปสกู ารอา น ที่ประสบผลสําเร็จ ถาเด็กยังไมสามารถ ไดยินเสียง “_ อา ” ในคาํ วา กา /ตา และรับรคู วามแตกตา ง ทปี่ รากฏในพยญั ชนะตน แสดงวา เดก็ ยงั ไมพ รอ มทจ่ี ะอา น

102 เทคนคิ การสแกนภาพการทาํ งานของสมอง ทาํ ใหเ หน็ ภาพกระบวนการทาํ งานของสมองในการอา น ไดช ดั เจนขนึ้ ดงั แผนภาพท่ี 1: เมอ่ื เดก็ เหน็ คาํ วา “หมา” สมองจะบนั ทกึ คาํ นไี้ วใ นสว นการมองเหน็ จากนนั้ จงึ ถอดรหสั โครงสรา งคาํ วา “หมา” โดยสมองซกี ซา ยสว นทเ่ี รยี กวา angular gyrus ซงึ่ จะแยกคาํ ทเี่ หน็ ออก เปน เสยี ง หรอื หนว ยเสยี งยอ ย เชน หมา ออกเสยี งวา หอ – มอ – อา หมา กระบวนการนจ้ี ะกระตนุ การ ทาํ งานของสมองบรเิ วณ Broca ทช่ี ว ยใหเ ดก็ แยกแยะและ ระบคุ าํ นไ้ี ด สมองจะเกบ็ คาํ ศพั ท ทาํ ความเขา ใจ และสรา งความคดิ รวบยอด ขณะเดยี วกนั สมองบรเิ วณ Wernicke จะรวบรวมขอ มลู เพอ่ื ใหค วามหมายและ สรปุ เปน ความคดิ วา หมา หมายถงึ สตั วม ขี นทเ่ี หา ได (Shaywitz, 1996) กระบวนการนเ้ี กดิ ขน้ึ โดยกนิ เวลา เพียงเสี้ยววินาที อยางไรก็ตามครูพึงระลึกไวเสมอวา แมแผนภาพที่ 1 จะแสดงกระบวนการท่ีสมองเรียนรูวิธีอาน โดยปรากฏเปนแผนผังเสนตรงและแยกสวนเห็นชัดเจน แตในการทํางานแทจริงของสมอง กระบวนการน้ี เกดิ ขน้ึ ในลกั ษณะคขู นาน เปน 2 ทศิ ทาง ทงั้ รบั เขา และสง ออก เนอ่ื งจากสมองตอ งรบั รหู นว ยเสยี งยอ ยๆ น้ี ครั้งละหลายหนวยในเวลาเดียวกัน การท่ีสมองรับรูขอมูลเสียงท่ีหลากหลายและจัดระบบสรางรูปแบบข้ึนน้ี จาํ เปน ทค่ี รตู อ งจดั กจิ กรรมใหเ ดก็ เรยี นรแู ละฝก การอา นใหส อดคลอ งกบั การเรยี นรขู องสมอง แผนภาพท่ี 1 แสดงกระบวนการเรยี นรกู ารอา นของสมอง การเรยี นรกู ารอา นของสมอง แผนภาพท่ี 1 กระบวนการอานคําวา หมา เริ่มตนจากการเห็น คํา (1) จากน้ันจึงถอดรหัสเปน หนวยเสียงยอย (2) และวิเคราะหคํา (3) ข้ันตอไปคือ การทํางานของสมองในระดับสูงขึ้นเพื่อใหเหตุผล สรางความคิดรวบยอดและใหความหมาย (4) จากนั้นจึงสรางความคิดสรุปวาหมายถึง สัตวมีขนท่ีเหาได (Sausa,2001, p.184) ดงั นนั้ กระบวนการอา นจงึ เรมิ่ ตน จากการตระหนกั รบั รหู นว ยยอ ยของเสยี งและการจาํ ไดว า ตวั หนงั สอื ที่เห็นแทนเสียงของคําใด เด็กนําการรับรูทั้ง 2 อยางนี้มารวมกันเพ่ือนําไปสูการอานและการสะกดคํา ทกั ษะเหลา นม้ี คี วามจาํ เปน แตย งั ไมเ พยี งพอทจ่ี ะเรยี นรกู ารอา น เดก็ ควรไดร บั การฝก ฝนตอ เนอื่ งจนเกดิ ศกั ยภาพ ทางภาษา เด็กปฐมวัยตองไดเห็นตัวหนังสือบอย ๆ จนเกิดความคุนเคย รูจักตัวอักษร รูลักษณะของสระ

103 รจู กั คาํ และวลี เปา หมายของการอา นทส่ี าํ คญั คอื เดก็ เกดิ ความคนุ เคยกบั ตวั หนงั สอื จนสามารถจบั กระบวนการ หรือรูปแบบของการอานได และในระดับสูงข้ึนคือ เขาใจความหมายของส่ิงท่ีตนอาน สําหรับเด็กระดับ ประถมศกึ ษาตอ งสะทอ นความเขา ใจจากการอา นได เชน ตอบไดว า “ทาํ ไมจงึ อา นหนงั สอื เลม น”ี้ และ “อะไรคอื ประเดน็ ทผี่ แู ตง ตอ งการนาํ เสนอ” การตระหนกั รบั รเู รอ่ื งระบบเสยี งในภาษา การตระหนกั รบั รเู รอื่ งระบบเสยี ง คอื การรวู า ภาษาพดู สามารถแบง ออกเปน องคป ระกอบยอ ย ๆ เชน ประโยคแยกเปน คาํ คาํ แยกเปน ตวั อกั ษร และหนว ยเสยี งยอ ยในเดก็ ปฐมวยั การตระหนกั รบั รเู รอ่ื งระบบเสยี ง มักเร่ิมตนจากคําคลองจองและรับรูวาประโยคแยกยอยเปนคําได ระดับที่ซับซอนมากท่ีสุด คือ การทําความ เขาใจวาคําประกอบดวยเสียงสระหรือพยัญชนะและเราสามารถนําพยัญชนะเหลาน้ีมารวมกันเพื่อสรางเปน คําใหม วิธีฝกใหเด็กเกิดความตระหนักรับรูเร่ืองเสียงและคําในเด็กปฐมวัย ครูควรใชชวงเวลากิจกรรมอาน ใหฟ ง โดยเลอื กคาํ กลอน คาํ คลอ งจองและบทดอกสรอ ยงา ย ๆ มาอา นใหเ ดก็ ฟง และสงั เกตวา เดก็ รบั รเู สยี ง และคาํ ไดม ากนอ ยเพยี งใด การตระหนกั รบั รเู รอ่ื งเสยี งและคาํ จะนาํ ไปสคู วามสาํ เรจ็ ดา นการอา นตอ ไป (Chard and Dickson, 1999) การตระหนกั รบั รเู รอ่ื งเสยี งและคาํ ชว ยเดก็ ใหเ รยี นรกู ารอา นไดอ ยา งไร เด็กปฐมวัยเม่ือแรกเร่ิมหัดอาน เด็กจะทําความเขาใจ 2 เรื่อง คือ เรียนรูตัวอักษรหรือพยัญชนะ และเขา ใจวา คาํ สามารถแยกออกเปน หนว ยเสยี งยอ ยซงึ่ นาํ มาจดั เรยี งและสรา งคาํ ใหมไ ด ความรเู หลา นชี้ ว ยให เดก็ เชอ่ื มโยงตวั อกั ษรกบั เสยี งของคาํ เพอื่ ทจ่ี ะอา นและทดลองสรา งคาํ ใหม ดงั นนั้ ความสามารถในการตระหนกั รบั รเู รอ่ื งเสยี งและคาํ ในเ)ดก็ ปฐมวยั จงึ เปน ตวั ทาํ นายทชี่ ดั เจนเกยี่ วกบั ความสาํ เรจ็ ดา นการอา นทจี่ ะคงอยตู ลอดไป (Shankweiler, Crain, Katz, Fowler, Liberman, Brady, Thornton, Lunquist, Dreyer, Flelcher, Steubing, Shaywitz, and Shaywitz, 1995) การสอนอานโดยใหเ ด็กสามารถเชื่อมโยงตัวอกั ษรและเสียง จะชว ยสราง ความเขม แขง็ ดา นการตระหนกั รบั รเู รอ่ื งเสยี งและคาํ ซงึ่ นาํ ไปสกู ารพฒั นาทกั ษะการอา นในทส่ี ดุ (Snow, Burns, and Griffin, 1998) การคน พบทางประสาทวทิ ยาในปจ จบุ นั พบวา • การเรยี นรเู รอ่ื งการอา นไมใ ชค วามสามารถทางธรรมชาตขิ องสมองมนษุ ย • การเรยี นรหู ลกั การเกยี่ วกบั ตวั อกั ษรหรอื พยญั ชนะไมไ ดเ กดิ จากการใหเ ดก็ คนุ เคยกบั ตวั อกั ษร เพยี งอยา งเดยี วเทา นน้ั • ภาษาพดู และภาษาเขยี นมคี วามแตกตา งกนั มาก และจาํ เปน ตอ งฝก ฝนทกั ษะทแี่ ตกตา งกนั • ทกั ษะทส่ี าํ คญั ทสี่ ดุ ในระยะเรมิ่ ตน ของการอา นคอื ความสามารถในการอา นคาํ ไดถ กู ตอ งชดั เจนและ คลอ งแคลว • บรบิ ทไมใ ชป จ จยั เบอ้ื งตน ในการเรมิ่ ตน จดจาํ -จาํ แนกคาํ

104 เดก็ นาํ ความรดู า นภาษาพดู มาใชท าํ ความเขา ใจตวั หนงั สอื ทเี่ ขาเหน็ ในหนงั สอื เดก็ จาํ เปน ตอ งเรยี นรู สัญลักษณภาษาเขียนที่แทนคําพูด จนใชไดถูกตองและคลองแคลว การสอนอานควรเร่ิมตนจากการใหเด็ก ตระหนักรับรูเกี่ยวกับเสียงของคําจากน้ันจึงนําไปสูการอานท่ีมีความหมายและมีสถานการณหลากหลาย ซง่ึ ชว ยใหเ ดก็ เกดิ ความมน่ั ใจ และเสรมิ ศกั ยภาพ ดงั นนั้ หลกั การของภาษาแบบองคร วม (Whole language) จงึ นาํ มาใชเ สรมิ ภายหลงั เปน สว นหนงึ่ ของพฒั นาการดา นการอา นได (Moats, 2000) วธิ ชี ว ยเหลอื เดก็ ปฐมวยั ใหป ระสบความสาํ เรจ็ ในการอา น กระบวนการอา่ นเปน็ กระบวนการทซ่ี บั ซอ้ น สำหรบั เดก็ ปฐมวยั โดยทว่ั ไปแลว้ การอา่ นเปน็ ทกั ษะทเ่ี ดก็ - เรียนรูไดยากกวาทักษะอื่น การที่เด็กปฐมวัยจะมีทักษะการอานขึ้นอยูกับปจจัยหลัก 2 ประการ คือ ปจจัย ดา นสภาพแวดลอ ม และปจ จยั ทางกายภาพ ปจจัยดานสภาพแวดลอม ประกอบดวย การสงเสริมใหเด็กคุนเคยกับภาษามีการฝกฝนหรือ ทํากิจกรรมท่ีใหเด็กแยกเสียงของคําได กิจกรรมสรางความคุนเคยกับตัวอักษร หัดสังเกตคํา และทําความ เขา ใจความหมายในนทิ านหรอื เรอื่ งเลา ทค่ี รอู า นใหฟ ง ปจจัยทางกายภาพ คือ ความพรอมของอวัยวะในการพูด การฟง ความสมบูรณของสายตา และ ความสามารถทางสตปิ ญ ญา แผนภาพที่ 2 ซงึ่ เปน การคน พบทางประสาทวทิ ยาแสดงใหเ หน็ วา เดก็ ปฐมวยั จะมที กั ษะการอา นทด่ี ี ไดต อ ไป จาํ เปน ตอ งมกี ารทาํ งานของระบบประสาททสี่ มั พนั ธก นั 3 ประการ คอื การรบั รขู อ มลู ทางสายตา หรอื ระบบรบั รภู าพ ซงึ่ เปน ประโยชนใ นการสะกดคาํ (Orthography) การจดจาํ -จาํ แนกเสยี งอา น (Phonology) และการเขา ใจความหมายของคาํ หรอื ความเขา ใจภาษา (Semantics) ในการอา นคาํ วา “หมา” ระบบรบั รภู าพ จะดึงสัญลักษณมารวมกัน จากน้ันกระบวนการถอดรหัสความหมายจะกระตุนระบบรับรูเสียงซ่ึงเด็กจะจํา สญั ลกั ษณข องตวั อกั ษรทแ่ี ทนคาํ วา “หมา” ได สมองสว นอนื่ ซง่ึ รวมถงึ สมองสว นหนา (Frontal Lobe) จะคน หาความจาํ ระยะยาวเพอ่ื ทาํ ความเขา ใจ ความหมาย ถาการทํางานทุกระบบถูกตอง ภาพในสมองจะปรากฏรูปสัตวมีขนที่เหาได (Patterson and Lambon Ralph, 1999) แผนภาพที่ 2 แสดงระบบการเรยี นรกู ารอา น

105 สมองเรยี นรเู รอื่ งการเขยี นไดอ ยา งไร หลงั จากเดก็ เรยี นรเู รอ่ื งการอา นแลว เมอื่ เดก็ สนใจทจี่ ะเขยี น สมองเรมิ่ ตน เรยี นรงู านใหมท ท่ี า ทายมากขน้ึ เนอ่ื งจากเดก็ ปฐมวยั ตอ งเรยี นรวู ธิ คี วบคมุ กลา มเนอ้ื นวิ้ มอื ซงึ่ เปน กลา มเนอ้ื เลก็ ใหเ ขยี นสญั ลกั ษณท เี่ ปน นามธรรม คือตัวหนังสือ ซ่ึงใชแทนเสียงพูดในภาษาเดิมนักวิจัยเช่ือวาสมองท่ีรับผิดชอบการทํางานดานการพูดและ การเขยี นอยใู นสมองซกี ซา ยบรเิ วณเดยี วกนั งานวจิ ยั ภาพการทาํ งานของสมองชใ้ี หเ หน็ วา แมก ระบวนการพดู และ การเขียนจะสัมพันธกัน แตท้ังสองกระบวนการทํางานแยกกัน ในบางคร้ังการทํางานยังปรากฏอยูในสมอง ตางซีกกันดวย (Baynes, Eliassen, Lutsep, and Gazzaniga, 1998) ขอคนพบจากงานวิจัยเหลาน้ีชี้ให เห็นวา ภาษาพูดและภาษาเขียนพัฒนาแตกตางกัน เราจึงไมแปลกใจเลยเมื่อหวนกลับไปในประวัติศาสตร ของมนุษยชาติ เราพบวามนุษยพัฒนาภาษาพูดมานานเกินกวาหมื่นป แตเพ่ิงพัฒนาดานภาษาเขียนเพียง ประมาณ 3,000 กวาปเทานั้น ดวยเหตุน้ีสมองจึงมีโปรแกรมรับรูและพัฒนาภาษาพูดไดงายโดยธรรมชาติ แตส าํ หรบั การพฒั นาการเขยี นเราจาํ เปน ตอ งสอนใหเ ดก็ เกดิ การเรยี นรู การเรยี นรวู ธิ เี ขยี น การเขียนของเด็กปฐมวัยเกิดจากการทํางานประสานสัมพันธของเครือขายเซลลประสาทหลายระบบ เรม่ิ ตน จากเดก็ ตอ งมสี มาธิ มคี วามตง้ั ใจ มคี วามพรอ มดา นความสมั พนั ธข องกลา มเนอ้ื เลก็ ความทรงจาํ การรบั รู ภาพ ภาษา และการคดิ ในระดบั สงู ขนึ้ ขณะทเ่ี ดก็ กาํ ลงั เขยี นตวั หนงั สอื กลไกการตอบสนองการรบั รภู าพจะ ตรวจสอบผลทปี่ รากฏคอื ตวั หนงั สอื และปรบั ทกั ษะการใชก ลา มเนอ้ื เลก็ ใหเ หมาะสม ปรบั การประสานสมั พนั ธ ระหวางสายตากับมือ ในขณะเดียวกันระบบควบคุมการเคลื่อนไหวของรางกายจะกําหนดตําแหนงและ การเคลอ่ื นไหวของนวิ้ มอื การจบั ดนิ สอและจงั หวะการลากเสน ใหเ ปน ตวั อกั ษร ระบบการรับรูดานสติปญญา จะทํางานเก่ียวกับความทรงจําระยะยาวเพ่ือจับคูตัวอักษรที่กําลังเขียน ใหส อดคลอ งกบั เสยี งของคาํ ตามทเี่ ดก็ ตอ งการเขยี น จะเหน็ ไดว า การทเ่ี ดก็ ปฐมวยั จะเขยี นหนงั สอื ไดจ าํ เปน ตอ ง มคี วามพรอ มหลายดา นคอื การจดจาํ ภาพซงึ่ เปน สญั ลกั ษณข องตวั อกั ษร การจาํ คาํ ไดท ง้ั คาํ และรกู ฎของการ สะกดคาํ ดงั นน้ั การถา ยทอดจากเสยี งมาเปน ตวั อกั ษรจงึ เปน วงจรตอ เนอื่ ง จากแผนภาพที่ 3 ซงึ่ แสดงผลจากงานวจิ ยั ดา นการทาํ งานของสมองระหวา งทเ่ี ดก็ เขยี นหนงั สอื พบวา สมองท่ีทํางานมากท่ีสุด คือ สมองบนหรือสวนกระหมอม (Parietal Lobe) ซึ่งทํางานในสวนท่ีควบคุมการ เคลอ่ื นไหว (motor cortex) และสมองสว นหลงั (Occipital lobe) ซงึ่ รบั รภู าพ (Wing, 2000) ในขณะเดยี วกนั สมองซกี ซา ยซง่ึ เปน บรเิ วณทเ่ี กยี่ วขอ งกบั ภาษาพดู กท็ าํ งานดว ยการเขยี นสมั พนั ธก บั การพดู โดยตรง เนอ่ื งจาก ขณะทเี่ ราเขยี นสมองของเรานกึ คาํ ทจ่ี ะเขยี นไปดว ย

106 หลงั จากที่ Alan Wing (2000) สแกนภาพการทาํ งานของสมองระหวา งทเี่ ดก็ เขยี นไปหลาย ๆ ครง้ั แลว เขารวบรวมผลการวิจัยสมองนํามาจัดเปนแผนภูมิแสดงความสัมพันธระหวางเครือขายการทํางานของ เซลลส มองซง่ึ รบั ผดิ ชอบทง้ั ดา นการพดู และการเขยี น ดงั นี้ บรเิ วณของสมองสว นหนา (Front of Brain) แผนภาพท่ี 3 สาํ หรบั เดก็ ทถ่ี นดั มอื ขวา บรเิ วณทที่ าํ งานดา นการเขยี นจะอยใู นสมองดา นขา งซกี ซา ย สาํ หรบั เดก็ ทถ่ี นดั มอื ซา ย สมองดา นขา งซกี ขวาจะทาํ งาน แตไ มว า เดก็ จะถนดั ขวาหรอื ถนดั ซา ย สว นทรี่ บั รภู าพ จะทาํ งานเหมอื นกนั แผนภมู ทิ ่ี 1

107 แผนภูมิท่ี 1 แสดงความสัมพันธระหวาง การพูดและการเขียน เด็กท่ีเปนผูเขียนจะไดยินคํา และ เปลยี่ นจากเสยี งคาํ ทไ่ี ดย นิ ไปสตู วั หนงั สอื ทถ่ี กู ตอ ง เสน ลกู ศรประแสดงการควบคมุ กลา มเนอื้ มอื ขณะทร่ี ะบบ รบั รภู าพทาํ งานเพอื่ ใหก ารเขยี นถกู ตอ ง ครปู ฐมวยั พงึ ระลกึ ไวเ สมอวา สมองไมไ ดค ดั เลอื กทกั ษะการเขยี นไวเ ปน ทกั ษะเพอ่ื การมชี วี ติ รอด ดงั นน้ั สมองจงึ ไมม ี “ศนู ยก ารเขยี น” ซง่ึ ตา งจากภาษาพดู ทม่ี โี ปรแกรมฝง ในสมอง สาํ หรบั เดก็ ปฐมวยั การเขยี น จาํ เปน ตอ งใชก ารทาํ งานของเครอื ขา ยเซลลป ระสาทหลายสว น และแตล ะเครอื ขา ยจาํ เปน ตอ งเรยี นรทู กั ษะใหม ดงั นนั้ ครจู งึ ตอ งสอนใหเ ดก็ รวู ธิ เี ขยี นซง่ึ ไมม โี ปรแกรมอยใู นโครงสรา งสมอง ถา ครปู ฐมวยั และพอ แมผ ปู กครอง เขา ใจการทาํ งานของระบบสมองเดก็ ปฐมวยั ทต่ี อ งทาํ งานอยา งซบั ซอ น เราจะเหน็ ใจเดก็ และไมเ รง รดั ใหเ ดก็ อาน-เขียนโดยขาดการเตรียมความพรอมและการฝกทักษะ เด็กปฐมวัยควรมีเวลาฝกฝนทักษะการควบคุม กลา มเนอื้ นว้ิ มอื ผา นการเลน และทาํ กจิ กรรมตา ง ๆ จนเดก็ มกี ลา มเนอ้ื นว้ิ มอื ทพี่ รอ มจะเขยี นตวั อกั ษรทมี่ เี สน โคง ตา ง ๆ ได กจิ กรรมเหลา นี้ ครสู ามารถฝก ฝนโดยบรู ณาการอยใู นกจิ กรรมประจาํ วนั ของเดก็ แบบแผนการเรยี นรภู าษา 1. แบบแผนการเรยี นรภู าษาของเดก็ ปฐมวยั จงึ สอดคลอ งกบั กระบวนการทาํ งานของสมอง คอื เรมิ่ ตน จาก หู รับรูเสียง โดยการฟงครูอาน สายตามองเห็นภาพประกอบ และการฝกลองพูดออกเสียงตามครู เดก็ จะประมวลการรบั รผู า นประสาทสมั ผสั เหลา นี้ นาํ มาเปน ขอ มลู เชอื่ มโยงใยประสาท เพอื่ สรา งเปน แบบแผน การรับรูความหมาย การเช่ือมโยงสัญลักษณและทําความเขาใจขอมูลที่ไดรับ ซึ่งเปนการประสานทํางาน ของอวยั วะรบั รหู ลายสว น คอื ตา หู กลา มเนอ้ื ปาก ลน้ิ ขากรรไกร และสมองสว นทร่ี บั รภู าษา และควบคมุ การพดู 2. การเรยี นรภู าษาเปน ไปตามระดบั พฒั นาการ คอื เรมิ่ ตน จากงา ยไปยาก เชน จากคาํ กลมุ คาํ (วล)ี ประโยค ขอ ความ การจดั สภาพแวดลอ มทสี่ ง เสรมิ การเรยี นรภู าษาจะทาํ ใหเ ดก็ ปฐมวยั มที ศั นคติ ทดี่ ตี อ การเรยี นรภู าษา นาํ ไปสนู สิ ยั รกั การอา น

108 พฒั นาการทางภาษาในระดบั ปฐมวยั ภาษา หมายถงึ ระบบสญั ลกั ษณซ งึ่ เปน เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ นการสอื่ สาร ถา ยทอด แลกเปลย่ี นความรู ความคดิ ความรสู กึ และประสบการณร ะหวา งกลมุ คนทใี่ ชภ าษาเดยี วกนั รวมทงั้ เปน เครอื่ งมอื แสวงหาความรู สาํ หรบั เด็กปฐมวัย ภาษาชวยสงเสริมท้ังพัฒนาการทางสติปญญาและพัฒนาการทางสังคม ทักษะสําคัญทางภาษา มี 4 ประการ คอื การฟง การพดู การอา นและการเขยี น ในระดบั ปฐมวยั ภาษาแบง ออกเปน 2 ลกั ษณะ คอื ภาษาพดู (Oral Language) หมายถงึ การพดู และการฟง ภาษาเขยี น (Written Language) หมายถงึ การอา น และการเขยี น สําหรับการรูหนังสือ (Literacy) ในภาษาเขียนไมไดหมายถึงการอานและการเขียนเพียงเทานั้น แตห มายถงึ ความเขา ใจในการใชภ าษาเขยี น ครปู ฐมวยั จะไมส อนวธิ อี า นแกเ ดก็ สง่ิ สาํ คญั คอื ครจู ดั ประสบการณ ใหเ ดก็ มโี อกาสรบั รภู าษาเขยี นใหม ากขนึ้ กระบวนการนเ้ี รม่ิ ตน ตง้ั แตก อ นเดก็ เขา เรยี นชน้ั อนบุ าล พอ แมท น่ี าํ หนงั สอื ภาพมาอา นใหล กู ฟง ชภ้ี าพตกุ ตา แลว บอกลกู วา “นคี่ อื ตกุ ตานะจะ ” ในลกั ษณะนพี้ อ แมก าํ ลงั สอนการรู หนงั สอื (Literacy) แกเ ดก็ เนอ่ื งจากเดก็ เกดิ ความคดิ รวบยอดเกยี่ วกบั หนงั สอื เดก็ มคี วามเขา ใจวา หนงั สอื ให ขอมูลและหนังสือแตละหนาใหขอมูลตางกัน ในตอนแรกเด็กรับรูขอมูลวาภาพตุกตา มีคําวาตุกตาแทนภาพ ตอไปเมื่อเด็กเห็นคําน้ีอีกเด็กจะอานได นี่คือความเขาใจในการใชภาษาเขียน ซึ่งนําไปสูการรูหนังสือ เดก็ เลก็ ๆ รหู นงั สอื จากสภาพแวดลอ มในชวี ติ ประจาํ วนั กอ นทเ่ี ดก็ จะมาโรงเรยี น องคป ระกอบของการรหู นงั สอื (Component of Literacy) ในเดก็ ปฐมวยั องคป ระกอบสาํ คญั ของการรหู นงั สอื ในเดก็ ปฐมวยั คอื แรงจงู ใจ เดก็ ตอ งมคี วามประทบั ใจดา นบวก เกย่ี วกบั การอา นและการเขยี น พอ แมแ ละครคู วรจดั ประสบการณใ หเ ดก็ รบั รคู วามสนกุ สนานจากการอา นและ การเขียน บรรยากาศท่ีเด็กมีความสุขจากการทํากิจกรรมดานการอานและการเขียนรวมกับพอแม-ครูและ เพอ่ื น ๆ จะทาํ ใหเ ดก็ รกั การอา นและการเขยี น ดงั นนั้ ครปู ฐมวยั จงึ ไมค วรมงุ เนน กระบวนการสอนอา นและ เขียน บทบาทของครูคือเปดโอกาสใหเด็กคุนเคยกับหนังสือ ภาษาเขียนในรูปแบบตาง โดยครูมีหนาท่ี เสริมสราง “ความงอกงามและพัฒนาการ” ซ่ึงจะนําไปสูทักษะที่สําคัญดานการอาน-เขียนของเด็กปฐมวัย ตอ ไป ในการจดั ประสบการณท ส่ี ง เสรมิ พฒั นาการทางภาษา ครจู งึ ควรคาํ นงึ ถงึ การพฒั นาทกั ษะทง้ั 4 ดา น ควบคกู นั ดงั น้ี

109 1. แนวทางการสง เสรมิ ทกั ษะการฟง พัฒนาการดานการฟงเปนพัฒนาการอันดับแรก เด็กจะฟงและจดจําจากน้ันจึงส่ือออกมาโดย เลยี นแบบสง่ิ ทไี่ ดฟ ง เปน ภาษาพดู ของเดก็ ซงึ่ เปน พน้ื ฐานในการพฒั นาไปสกู ารเรยี นและการอา น เดก็ อายุ 4 ป ฟง เรอ่ื งไดน านขนึ้ แตย งั ชอบใหผ ใู หญอ า นใหฟ ง แบบสองตอ สองอยู อาจเลอื กหนงั สอื มาใหผ ใู หญอ า นใหฟ ง เรมิ่ ตคี วามหมายเรอื่ งทฟ่ี ง เชน ถามคาํ ถามหรอื ตอ เรอ่ื งได ชอบฟง เรอื่ งซา้ํ ๆ สามารถ ปฏบิ ตั ติ ามคาํ สง่ั งา ย ๆ ไดแ ละสามารถจาํ แนกความแตกตา งของเสยี งได เดก็ อายุ 5 ป ตงั้ ใจฟง นานขนึ้ ชอบฟง นทิ าน เพลง และคาํ คลอ งจอง สามารถปฏบิ ตั ติ ามคาํ สงั่ ไดม ากขน้ึ สามารถเขา ใจคาํ พดู ขอ ความยาว ๆ ได เดก็ อายุ 6 ป ฟง เรอ่ื งราวทเี่ กย่ี วกบั ปรากฏการณร อบตวั อยา งเขา ใจ การสงเสริมทักษะการฟงของเด็ก ครูสามารถใชส่ือและกิจกรรมหลากหลาย เชน หนังสือนิทาน การเชิดหุน คําคลองจอง บทรอยกรอง เพลง ดนตรีและจังหวะ การแยกเสียง เกมทายปญหา เกมกระซิบ เกมการปฏิบัติตามคําส่ัง การพูดคุยเตรียมการไปศึกษานอกสถานท่ี เพ่ือฝกการแยกเสียงตาง ๆ ฯลฯ โดยจดั เปน สว นหนงึ่ ของกจิ กรรมการเรยี นรปู ระจาํ วนั หรอื อาจจดั แยกเปน กจิ กรรมอสิ ระในบางครงั้ กไ็ ด 2. แนวทางการสง เสรมิ ทกั ษะการพดู การพูดเปนทักษะทางภาษาที่สําคัญซ่ึงใชในการส่ือสารและถายทอดความรูและความคิดเพ่ือให ผอู นื่ เขา ใจ พฒั นาการทางการพดู ของเดก็ อายุ 4-6 ป มดี งั น้ี เดก็ อายุ 4 ป เรม่ิ มคี าํ ถามทม่ี เี หตผุ ลมากขน้ึ เรยี นรคู าํ ศพั ทใ หมไ ดเ รว็ และนาํ ไปใชแ สดงความคดิ ทาทางและความรูสึก เชื่อมคําไดมากข้ึนรูจักนํากฎไวยากรณไปใช บางทีพูดคนเดียว คุยกับเพ่ือนในฝน ชอบทดสอบภาษาและใชค าํ ถาม “ทาํ ไม” เด็กอายุ 5 ป สามารถใชประโยคยาว ท่ีมีคํา 6-8 คําไดใชภาษาไดถูกกาลเทศะมากขึ้น ชอบพดู มาก ชอบใชป ระโยค “เพราะวา ” รคู าํ ศพั ทก วา งขน้ึ สามารถใชค าํ พดู เปรยี บเทยี บวตั ถุ 2 สงิ่ ได เดก็ อายุ 6 ป ชอบสนทนากบั เพอ่ื นหรอื ผใู หญม ากกวา การเลา สงิ่ ของ ครูปฐมวัยสามารถสงเสริมการพูดของเด็ก โดยใชคําถามปลายเปดหรือพูดคุยเกี่ยวกับนิทาน โดยใชหนังสือนทิ านแบบไมม คี าํ บรรยาย เพื่อใหเด็กพูดแตงเรื่องเอง รวมทั้งการสนทนาท่ีพอแมและครูใช ระหวา งทาํ กจิ กรรมกบั เดก็ ใหเ ดก็ เลา ความรสู กึ และประสบการณ สอนเดก็ ใหร คู าํ ศพั ทท ใ่ี ชใ นชวี ติ ประจาํ วนั และ สภาพแวดลอ ม รคู วามหมายของคาํ จนกระทงั่ พดู ประโยคงา ย ๆ ได เมอื่ เดก็ เขา ใจมากขนึ้ จงึ จดั กจิ กรรมสนทนา และเลา เรอื่ งเรยี งลาํ ดบั เหตกุ ารณว า ใคร ทาํ อะไร ทไี่ หน อยา งไร โดยเรม่ิ จากกจิ กรรมงา ย ๆ ไปสกู จิ กรรมที่ ซบั ซอ นขนึ้ ตามวยั ของเดก็ กจิ กรรมทใี่ ชใ นการฝก ทกั ษะการพดู จะมลี กั ษณะเชน เดยี วกบั กจิ กรรมฝก ทกั ษะการฟง แนวทางการสง เสรมิ ทกั ษะการอา น การอาน หมายถึง กระบวนการทางสมองในการคนหาความหมายของตัวอักษร เคร่ืองหมาย หรือ สญั ลกั ษณ เพอื่ ใหเ กดิ ความเขา ใจและนาํ ไปใชใ หเ กดิ ประโยชน การอา นจงึ เปน เครอ่ื งมอื สาํ คญั ของการศกึ ษา เปน ทกั ษะทางภาษาทต่ี อ งไดร บั การฝก ฝน โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ในเดก็ ปฐมวยั เพอ่ื เปน แนวทางในการใชภ าษา และพฒั นาการอา นใหง อกงามตอ ไป

110 พฒั นาการทางการอา นในเดก็ ปฐมวยั มลี กั ษณะดงั น้ี 1. ขนั้ แรกเรม่ิ การอา น เปน ขนั้ ตอนสาํ คญั ในการเรยี นอา นของเดก็ แบง เปน 2 ชว ง คอื 1.1 กอ นการอา น (Early Emergent) เดก็ เรยี นรกู ารอา นโดยใชห นงั สอื เปน แนวทางในการอา น โดยการจาํ เรอ่ื งราว รปู ภาพในแตล ะบท การเปด หนงั สอื จากซา ยไปขวา 1.2 ระยะแรกเรม่ิ อา น (Emergent Reading) เดก็ เรม่ิ เรยี นรใู นการแยกแยะเรอื่ งราวโคลงกลอน และรอ งเพลง เรมิ่ เรยี นรใู นการอา นและตอบสนองตอ เรอ่ื งราวในหนงั สอื 2. ข้ันเร่ิมตนอาน (Early Reading) เด็กเริ่มตนอาน ตองการสื่อและหนังสือหลากหลายในการ สนับสนุนทักษะการอานอยางมีระบบ การเรียนรูเรื่องราวในหนังสือและเรื่องราวในชีวิตประจําวัน เรียนรูและ เขา ใจถอ ยคาํ ทเ่ี ปน ประโยควา เปน ประเดน็ สาํ คญั หรอื เรอื่ งทสี่ าํ คญั สามารถโยงภาพเขา กบั คาํ หรอื ตวั หนงั สอื และ เรมิ่ ใสใ จกบั การออกเสยี งตามคาํ 3. ขน้ั การอา นแคลว คลอ ง (Fluency Reading) เดก็ จะเรยี นอา นและเพม่ิ พนู คาํ ศพั ท จงึ ตอ งการ เวลาในการอา นอยา งอสิ ระ ฝก หดั และจดั ระบบดว ยตนเอง เดก็ อาจจะไมม นั่ ใจแตพ ยายามทจี่ ะจาํ คาํ สงั เกต และ ใชต วั บง ชี้ เชน ภาพ การออกเสยี งเรมิ่ พฒั นาอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพมากขน้ึ พัฒนาการทางการอานของเด็กปฐมวัยเปนไปตามลําดับอายุเริ่มจากการดูและจดจํารูปภาพ การเชอื่ มโยงภาพเขา กบั คาํ และการอา นคาํ ศพั ท กจิ กรรมทส่ี ง เสรมิ การอา นของเดก็ ปฐมวยั ในการจัดกิจกรรมสงเสริมการอานสําหรับเด็กปฐมวัย ครูผูสอนควรจัดท้ังกิจกรรมการอานและ สภาพแวดลอ้ มทส่ี ง่ เสรมิ การอา่ นควบคกู่ นั เชน่ จดั หามมุ หรอื สถานทส่ี งบสบาย มเี บาะและหมอนสำหรบั ใหเ้ ดก็ - อา นหนงั สอื โดยคดั เลอื กหนงั สอื ทเี่ หมาะสมวยั และความสนใจของเดก็ การอา นหนงั สอื ใหเ ดก็ ฟง โดยเลอื กหนงั สอื ทม่ี ลี กั ษณะการใชค าํ ซาํ้ ประโยคงา ย และดาํ เนนิ เรอื่ งสนกุ สนาน จดั กจิ กรรมทส่ี อดคลอ งกบั หนงั สอื ชว ยใหเ ดก็ รจู กั คาํ เขา ใจความหมาย สามารถอา นคาํ จากประสบการณแ ละจากสง่ิ แวดลอ ม ตลอดจนจดั กจิ กรรมเสรมิ เชน การเลน เกมจบั คภู าพทมี่ ลี กั ษณะเหมอื นกนั หรอื แตกตา งกนั การจบั คภู าพกบั คาํ การจดั ลาํ ดบั รปู ภาพ การใช แผนปายนิเทศเพื่อการเรียนรูจากส่ิงแวดลอม การใชตรายางรูปตัวอักษรและตัวเลข ฯลฯ กิจกรรมตาง ๆ ทค่ี รจู ดั มวี ตั ถปุ ระสงคเ พอ่ื สรา งความคนุ เคยในการรบั รตู วั อกั ษรและคาํ แนวทางการสง เสรมิ ทกั ษะการเขยี น การเขยี นของเดก็ ปฐมวยั หมายถงึ การขดี เขยี นถา ยทอดความคดิ อยา งมคี วามหมาย โดยเดก็ สามารถ บอกไดว า สงิ่ ทเ่ี ขยี นคอื อะไร พฒั นาการทางการเขยี นของเดก็ อายุ 4-5 ป มลี กั ษณะดงั นี้ เด็กอายุ 4 ป จดจําอักษรบางตัวได จําชื่อตัวเองได อาจเขียนช่ือตัวเองไดหรือเขียนไดเปนบางตัว ชอบวาดและระบายสี การวาดรปู คนแคเ พยี งเสน ตรงแนวตง้ั และรา งแบบหยาบ ๆ แตว าดรปู วงกลมและสเี่ หลย่ี ม ได และสามารถเขยี นเสน ตามรอยประได เดก็ อายุ 5 ป เขยี นชอ่ื ตวั เองได การเขยี นพยญั ชนะตวั เลขอาจเขยี นไมเ รยี งลาํ ดบั และบางทเี ขยี นกลบั หวั สามารถเขยี นตวั เลขไดแ ตต วั ไมเ ทา กนั จบั ดนิ สอหรอื ปากกาไดด ขี น้ึ ชอบวาดและระบายสี สามารถวาดภาพ ทยี่ ากขนึ้ ได และภาพมคี วามสมบรู ณม ากขนึ้ ชอบเลยี นแบบ สามารถวาดรปู สเ่ี หลยี่ มและวงกลมเขา ดว ยกนั ชอบถามถงึ ตวั สะกดของคาํ

111 ซลู สบ าย (Morrow. 1993 : 241 ; citing Sulzby. 1985. Reading Research Quarterly) กลา ววา เดก็ ปฐมวยั มพี ฒั นาการเขยี น ดงั นี้ 1. การเขียนโดยผานการวาดรูป (Writing via drawing) เด็กใชการวาดรูปเปนพื้นฐานของ การเขยี นเพอื่ ใชใ นการสอื่ สาร 2. การเขียนโดยผานการขีดเขี่ย (Writing via scribbing) เด็กมักขีด ๆ เขียน ๆ เปนลักษณะ การขดี เขย่ี จากซา ยไปขวา เดก็ จะเคลอื่ นดนิ สอเหมอื นทผี่ ใู หญท าํ 3. การเขยี นโดยผา นการทาํ ตวั อกั ษรเหมอื นแบบ (Writing via letter-like forms) เดก็ สามารถเขยี น เหมอื นตวั อกั ษรจรงิ แตไ มส มบรู ณ 4. การเขยี นโดยผา นการคดั ลอกจากหนงั สอื (Writing via reproducing will-learned units or letter strings) เดก็ จะเขยี นคดั ลอกตวั อกั ษรเปน ชอื่ ตนเอง 5. การเขียนโดยผานการคิดแบบของตนเองข้ึน (Writing via invented spelling) เด็กสวนใหญจะ ไมรูวาการสะกดจริงทําอยางไร ในการเขียนคํา ๆ หนึ่ง ตัวอักษรจะเปนตัวแทนของคําน้ัน และจะมีบางคํา เกนิ มาซงึ่ ไมเ กย่ี วขอ งกนั 6. การเขยี นโดยผา นการสะกดตามแบบ (Writing via conventional spelling) เดก็ จะเขยี นเหมอื น การเขยี นของผใู หญ แนวคดิ หลกั พัฒนาการเขียนของเด็กปฐมวัยเปนไปตามลําดับโดยเร่ิมจากการวาดรูปเพ่ือส่ือความคิด พฒั นามาสกู ารขดี ๆ เขยี น ๆ การคดิ แบบการเขยี นของตวั เอง การคดั ลอกตวั อกั ษรจากแบบ การเขยี น โดยการคดิ สะกดขน้ึ เองจนกระทงั่ สามารถเขยี นสะกดไดอ ยา งถกู ตอ ง แนวทางการสงเสริมการเขียนของเด็กปฐมวัย ควรเร่ิมตนจากการจัดกิจกรรมเตรียมความพรอม ดา นการฝก ใชก ลา มเนอื้ เลก็ ไดแ ก รอ ยลกู ปด ผกู เชอื กและรดู ซปิ การฝก ความเขา ใจเรอื่ งซา ย-ขวา การทาํ งาน ศิลปะ เชนวาดภาพ การใชน้ิวเขียนภาพ (Finger Painting) ปะเศษกระดาษเปนตัวอักษร ปนดินน้ํามัน เปน รปู รา งตวั อกั ษร เขยี นตวั อกั ษรในทราย นา้ํ อากาศ เปน ตน พอ แมแ ละครคู วรเปน แบบอยา งทดี่ แี กเ ดก็ โดยการอา นเรอ่ื งราวทห่ี ลากหลายใหเ ดก็ ฟง จดั สง่ิ แวดลอ ม และกจิ กรรมทส่ี นกุ สนานโดยมอี ปุ กรณห ลากหลายในการเขยี น สนบั สนนุ การเขยี นทง้ั เปน รายบคุ คลและเปน กลมุ คอยใหค วามชว ยเหลอื ในการเขยี น เปด โอกาสใหเ ดก็ ใหค วามหมายสงิ่ ทเ่ี ขยี นและเขยี นคาํ จากตน แบบ รวมทง้ั หาโอกาสทเ่ี หมาะสมในการสอนเขยี น การพฒั นาภาษาตามแนวคดิ ทเี่ ดก็ เปน ผคู ดิ และลงมอื ปฏบิ ตั ิ (Active Learning) การจดั การเรยี นรโู ดยเดก็ เปน ผคู ดิ และลงมอื ปฏบิ ตั ิ (Active Learning) มลี กั ษณะสอดคลอ งกบั ทฤษฎี การเรยี นรเู ชงิ จติ วทิ ยาสงั คม และการทาํ งานของสมอง มอี งคป ระกอบและกระบวนการดงั น้ี องคป ระกอบการจดั การเรยี นรโู ดยเดก็ เปน ผคู ดิ และลงมอื ปฏบิ ตั ิ (Active Learning) 1. มสี อ่ื วสั ดทุ นี่ า สนใจ (Appealing Materials) จะทาํ ใหเ ดก็ มคี วามตนื่ เตน อยากเรยี น สอ่ื สาํ หรบั เด็กปฐมวัยไมจําเปนตองเปนของที่มีราคาแพงแตเด็กเห็นแลวอยากทดลองฝก โดยครูเลือกพิจารณาส่ือใน หองเรียนท่ีเหมาะสมกับหนวยการเรียนรู

112 2. เด็กมีโอกาสไดลงมือปฏิบัติ (Opportunity For manipulation) หมายถึงมีอุปกรณเพียงพอ เดก็ ไดล งมอื จบั ตอ ง-หยบิ ใชส อื่ ดว ยตนเอง โรงเรยี นหลายแหง มสี อ่ื ครบเพยี งพอ แตเ ดก็ ไมส ามารถจบั ตอ งได ทาํ ให เดก็ ขาดการเรยี นรู ครมู กั กงั วลวา เดก็ จะทาํ สกปรก หรอื จะเกดิ อนั ตรายกบั เดก็ นนั่ คอื ทาํ ใหเ ดก็ หมดโอกาส ในการฝก ปฏบิ ตั ดิ ว ยตนเอง 3. มีตัวเลือกสําหรับเด็ก (Choice for Children) ควรจะมีตัวเลือกท่ีหลากหลาย ย่ิงเด็กมีการ ลองผดิ ลองถกู มากเทา ใด กจ็ ะทาํ ใหเ รยี นรมู ากเทา นน้ั 4. โอกาสในการใชภาษาของเด็ก (Language for Children) ในการเรียนรูบางครั้งจะมาจาก การคดิ แตก ารพดู กท็ าํ ใหเ กดิ การเรยี นรู ครคู วรฝก เดก็ ๆ ใหม นั่ ใจในการสอื่ สารและหาวธิ กี ารใหเ ดก็ ไดม โี อกาสพดู เชน ทํากิจกรรมกลุม เพราะการเขากลุมจะเกิดการพูดคุย ซึ่งจะนําไปสูการเรียนรูท่ีไดผล นั่นคือการท่ีเด็ก มปี ระสบการณเ พม่ิ ขน้ึ เดก็ จะเกดิ การเปลยี่ นแปลงสามารถสอ่ื สารไดด ขี นึ้ 5. การสนับสนุนของผูใหญ (Adult Support) ครูเปนบุคคลสําคัญท่ีจะชวยกระตุนและตอยอด การสรางความรใู หเด็ก ครูสว นใหญก ลวั วา ถา ใหเดก็ ทาํ งานรวมกัน จะกอใหเ กดิ เสยี งดัง แทจ รงิ แลว เดก็ จะมี ความสงบและสนใจการทาํ งานถา งานนนั้ นา สนใจ ในการเรยี นรเู ดก็ ตอ งการการสนบั สนนุ จากผใู หญเ พอ่ื ตอ ยอด การเรียนรู เชน นักกีฬาที่เกงจริง ๆ จะมีผูควบคุมการฝก 1 คน และชวยขยายขอบเขตของสมรรถภาพ ใหน กั กฬี าเกง ขน้ึ นคี่ อื ตวั อยา งทผ่ี ใู หญท มี่ คี วามรมู ากกวา ชว ยใหเ ดก็ ไดร บั ความรมู ากขนึ้ และถา เราวเิ คราะห เดก็ รายบคุ คลจะเหน็ วา เดก็ แตล ะคนจะเกง คนละอยา ง ทงั้ 5 ประการทก่ี ลา วมา ครตู อ งเขา ใจและนกึ ถงึ เสมอวา จะทาํ อยา งไรใหเ ดก็ เกดิ การเรยี นรู เพราะ “Active Learning” เปนการเรียนรูดวยตัวเด็กเอง การที่ครูชวยเพิ่มการเรียนรูใหเด็กจึงเปนท้ังศาสตรและศิลป ครจู ะตอ งศกึ ษาและเลอื กนาํ มาใชใ หเ หมาะสม การเปนครูที่ดีไมใชเปนการสอนเด็กใหมาก แตควรจะคิดวาจะใหเวลาเด็กคิดและเลนใหมากขึ้น ไดอ ยา งไร เดก็ แตล ะคนมจี ดุ เรม่ิ ตน ทแ่ี ตกตา งกนั จงึ มคี วามสามารถตา งกนั รวมทง้ั มคี วามตอ งการทแ่ี ตกตา ง กนั ดว ย หนา ทขี่ องครคู อื “ทาํ เตม็ ทที่ จี่ ะเพมิ่ ความรใู หเ ดก็ ๆ แตล ะคนทตี่ า งกนั ได ซงึ่ ครตู อ งเปน นกั สงั เกต ทดี่ ”ี แนวคดิ หลกั การจัดการเรียนรูโดยเด็กเปนผูปฏิบัติ (1) เดก็ มโี อกาสทไ่ี ดเ ลอื กกจิ กรรมทห่ี ลากหลาย (2) อปุ กรณท นี่ าํ มาใชใ นการสอนนา สนใจ เดก็ ๆ อยากจบั ตอ งจรงิ ๆ และอยากใชอ ยา งสนกุ นน่ั คอื ไดใ ชท กุ แงม มุ (3) เดก็ ไดม โี อกาสซกั ถาม พดู คยุ เรยี นจากกลมุ (4) ครูทําหนาที่เปนผูชวยเพื่อใหเด็กเกิดการเรียนรูท่ีชัดเจน

113 เทคนคิ การจดั การเรยี นรแู บบ Active Learning 1. การจดั สงิ่ แวดลอ มทเี่ ออ้ื ตอ การเรยี นการสอน โดยมวี สั ดอุ ปุ กรณท จี่ าํ เปน ตอ การเรยี นรู เชน ในบางหอ งเรยี นครนู าํ แปง โดสดี าํ มาใหเ ดก็ ปน ทาํ ใหเ ดก็ ๆ ตนื่ เตน จดุ สาํ คญั คอื การใหเ ดก็ มโี อกาสเลอื กสอื่ และเลือกกิจกรรมตามความสนใจ เกิดการเรียนรูอยางมีความสุข ครูตองศึกษาวาควรจัดหองเรียนอยางไร เนอ้ื ทเี่ ทา ใด จดั อปุ กรณอ ะไรบา งใหเ ดก็ 2. การตั้งคําถาม การต้ังคําถามเพื่อใหเด็ก คิดแกปญหาไดเอง โดยครูจะน่ังอยูใกล ๆ เพ่ือให ความชว ยเหลอื เมอื่ จาํ เปน แตใ นขณะทค่ี รใู หค วามชว ยเหลอื ครจู ะตอ งระวงั วา สง่ิ ทคี่ รทู าํ อยนู นั้ เปน การตอ ยอด การเรยี นรู หรอื เขา ไปรบกวนเดก็ ๆ ถา เดก็ รสู กึ รบกวน เดก็ จะหยดุ การคดิ การเรยี นรขู องเดก็ จะลดลง และ การตง้ั คาํ ถามควรใหต รงกบั ประเดน็ ทเ่ี ดก็ สนใจ และเปน คาํ ถามทไี่ มง า ยเกนิ ไปจนทาํ ใหเ ดก็ รสู กึ วา ครไู มส นใจ และไมจ รงิ ใจ 3. การสงั เกตและการเรยี นรเู ดก็ ครคู วรจะนงั่ อยกู บั เดก็ “ในระดบั สายตา” ของเดก็ เพอ่ื จะไดท ราบ วา เดก็ รสู กึ อยา งไร เขา ใจมากนอ ยแคไ หน และจะไดร วู า เดก็ แตล ะคนมศี กั ยภาพอยา งไรในการเรยี นรู 4. การชว ยเหลอื และการเออื้ ประโยชน ครไู มค วรใชก ารพดู เพอ่ื สอนอยา งเดยี วแตค วรแสดงออก ในดา นอนื่ บา ง เพอื่ ใหเ ดก็ ไดเ รยี นรเู อง ครคู วรฟง ในสงิ่ ทเี่ ดก็ พดู ใหม ากและตอ งไมป ฏเิ สธการแสดงออกของเดก็ โดยครไู มต ดั สนิ วา อะไรถกู หรอื ผดิ เพราะจะทาํ ใหเ ดก็ หยดุ คดิ บางครงั้ ครอู าจนาํ เดก็ บางคนเขา มาเพอื่ ชว ยให คาํ ตอบแกเ ดก็ อกี คนเพอ่ื การเรยี นรขู องเดก็ ทงั้ 2 คน เทคนคิ การชว ยเหลอื แบบนงั่ รา น (Scaffolding) โดยปกตกิ ารกอ สรา งแตล ะขน้ั ตอนชา งกอ สรา งจะนาํ นงั่ รา นไปตง้ั เปน ฐาน เมอื่ การกอ สรา งกา วหนา ขน้ึ นั่งรานก็คอย ๆ ขยายสูงตามขึ้นไป เปรียบเทียบกับ การขยายกรอบของการเรียนรู จะชวยใหเด็กเกิด การเรียนรูทีละนอย ตามลําดับข้ัน ครูจะตองวางฐานทีละข้ันเมื่อเด็กมีฐานการเรียนรูครบจึงนําน่ังรานออก เชนเดียวกับการกอสราง ตามธรรมชาตเิ ดก็ มกี ารเรยี นรอู ยแู ลว แตถ า ผใู หญช ว ยเออ้ื การเรยี นรใู หเ ดก็ เพมิ่ ขนึ้ เดก็ กจ็ ะมฐี านทมี่ นั่ คง ครูไมจําเปนตองอยูดวยกับเด็กตลอดเวลา ครูอาจจะสังเกตเด็กอยูหาง ๆ เหมือนน่ังรานที่เวลาไมจําเปนจะ นาํ ไปเกบ็ ไว บทบาทของครคู อื สนบั สนนุ ใหเ ดก็ ดแู ลตนเอง แกป ญ หาไดด ว ยตนเอง แตก ารแกป ญ หานนั้ ตอ งมกี าร ตอ ยอดเสมอ ถา เกดิ เหตกุ ารณข น้ึ ครคู วรเขา มาชว ยเหลอื เดก็ เพอ่ื ใหเ ดก็ มกี ารเรยี นรเู พม่ิ ขน้ึ แลว ครจู งึ ถอยออกมา หนา ทขี่ องครู คอื ตอ งการใหเ ดก็ มคี วามเชอ่ื มนั่ มากทสี่ ดุ และมคี วามสามารถดว ยสงิ่ เหลา นจ้ี ะเกดิ ขนึ้ ได เมื่อครูเช่ือวาเด็กสามารถเรียนรูดวยตนเอง และครูเปดโอกาสใหเด็กมีการตอยอดฐานความรูอยาง เปน ระบบ

114 ครคู วรมตี ารางเลก็ ๆ สาํ หรบั จดบนั ทกึ พฤตกิ รรมของเดก็ แตล ะคน ตวั อยา งตาราง วนั ท่ี ชอื่ ทักษะ ทักษะ ทักษะ ทักษะ ฯลฯ การอยู ทาง ทาง ทาง ในสงั คม คณติ ศาสตร ภาษา กายภาพ *การเกบ็ ขอ มลู ของเดก็ อยา งตอ เนอื่ งสกั ระยะหนงึ่ จะชว ยใหค รรู วู า เดก็ เปน อยา งไร การบันทึก จะชวยใหครูรูปญหาในการสอนประจําวัน และนํามาปรับใชในวันตอไป นอกจากนี้ยังชวยใหเห็นความกาวหนาของเด็กในแตละวัน การบันทึกเก่ียวกับเด็กจะชวยใหครูรูวา ควรตอ ยอดการเรยี นรใู นเรอื่ งใดใหเ ดก็ บา ง

115 ภาคผนวก ความรูสําหรับครูผูสอน • การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ ปฐมวยั โดยใชห นงั สอื เลม ใหญ

116 การสอนภาษาสําหรับเด็กปฐมวัยโดยใชหนังสือเลมใหญ (Big Book) แนวคดิ พน้ื ฐาน การสงเสริมศักยภาพและการรูหนังสือ (Literacy) สําหรับเด็กปฐมวัย ซึ่งชวยเสริมสรางนิสัย รกั การอา นโดยใชห นงั สอื เลม ใหญ (Big Books) มแี นวคดิ พนื้ ฐานจากแนวทางการสอนภาษาโดยวธิ ธี รรมชาติ แบบองครวม (Whole Language and Natural Approach) โดยใชหนังสือเลมใหญและเลมเล็ก (Big Books & Small Books) เปน สอื่ สาํ คญั ผนวกกบั แนวทางการเรยี นรภู าษาทส่ี อดคลอ งกบั การเรยี นรขู องสมอง (Brain Based Learning) สงผลใหเด็กเรียนรูภาษาอยางมีความสุข มีความกระตือรือรนและมั่นใจ ในการเรม่ิ ตน หดั อา นหนงั สอื เดก็ ไดเ ฝา มอง สงั เกต ฟง ซมึ ซบั รบั รภู าษาผา นเรอ่ื งราวทเี่ ดก็ สนใจอยากตดิ ตาม จนปลกู ฝง เปน นสิ ยั รกั การอา น และมเี จตคตทิ ด่ี ตี อ การอา น หลักการสําคัญ การสงเสริมการเรียนรูภาษาและนิสัยรักการอานสําหรับเด็กปฐมวัยโดยใชหนังสือเลมใหญมีหลักการ สาํ คญั 3 ประการ คอื 1. แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษาสําหรับเด็กปฐมวัย คือ การสนับสนุนความพรอม ทางภาษาโดยใชห นงั สอื เลม ใหญเ ปน สอื่ ชว ยใหเ ดก็ คนุ เคยกบั ตวั หนงั สอื และหนงั สอื ภาพ รจู กั ความคดิ รวบยอด เกยี่ วกบั ตวั หนงั สอื การใชห นงั สอื สอื่ ความหมาย การรบั รเู รอ่ื งราวผา นการเลา นทิ าน รจู กั คดิ เรยี งลาํ ดบั เหตกุ ารณ และคาดคะเนเหตกุ ารณ สงั เกตเทยี บเคยี งเสยี ง จบั คคู าํ กบั ภาพ พยายามอา นโดยสงั เกตคาํ และภาพประกอบ รทู ศิ ทางในการถอื หนงั สอื รสู ว นประกอบของหนงั สอื รทู ศิ ทางในการอา น รจู กั ตวั อกั ษรตวั แรกและตวั สดุ ทา ย ของคํา รูรูปรางและทิศทางตัวอักษร รูจักคําและลําดับตัวอักษรในคําตลอดจนรูจักเครื่องหมายวรรคตอน เดก็ ปฐมวยั จาํ เปน ตอ งมคี วามรพู นื้ ฐานเหลา นกี้ อ นจงึ จะอา นหนงั สอื ได สง่ิ เหลา นถี้ า เรม่ิ ตน ในชนั้ ป.1 จะชา เกนิ ไป 2. การสนบั สนนุ ดา นสภาพแวดลอ มและสงั คมรอบตวั เดก็ เนอ่ื งจากเดก็ เรยี นรคู วามหมายของ คาํ ตา ง ๆ จากสงิ่ แวดลอ มทางสงั คม การเรยี นรภู าษาเกดิ จากปฏสิ มั พนั ธข องเดก็ กบั สภาพแวดลอ มทางภาษา และวฒั นธรรมซง่ึ เกดิ ขน้ึ อยา งตอ เนอื่ งในชวี ติ ประจาํ วนั โดยการถา ยทอดผา นกจิ กรรมทางสงั คมและวฒั นธรรม ทง้ั ทางบา นและโรงเรยี น การใหผ ปู กครอง ผใู หญร อบตวั เดก็ หรอื แมแ ตพ ท่ี โี่ ตกวา มสี ว นรว มในการสง เสรมิ การอา น และเปน ตวั อยา งทดี่ ดี า นนสิ ยั รกั การอา น จะทาํ ใหเ ดก็ ซมึ ซบั ความสขุ จากการอา นหนงั สอื เกดิ ความภาคภมู ใิ จ ในการอา นหนงั สอื ออก ซง่ึ เปน ปจ จยั สาํ คญั ทส่ี ดุ ดา นจติ วทิ ยาในการเสรมิ สรา งนสิ ยั รกั การอา น 3. ลักษณะเฉพาะในการเรียนรูภาษาของเด็กแตละคน เด็กแตละคนมีความสนใจตางกันและ มีลักษณะเฉพาะในการเรียนรูภาษา ดังน้ัน การสงเสริมใหเด็กปฐมวัยเรียนรูภาษา จึงตองใชเทคนิควิธี ทหี่ ลากหลาย ตอบสนองลกั ษณะเฉพาะของเดก็

117 กิจกรรมการสอนภาษาโดยใชหนังสือเลมใหญ มีกิจกรรมหลักและเทคนิคสําคัญดังน้ี กิจกรรมหลัก (1) กจิ กรรมการอา นรว มกนั (Shared Reading) เปน การอา นรว มกนั ระหวา งครกู บั เดก็ กลมุ ใหญ ทงั้ ชนั้ โดยใชห นงั สอื เลม ใหญ จะใชเ วลาสอนประมาณ 5-7 วนั มกี ระบวนการสอนทเี่ ดก็ ไดฝ ก สงั เกตภาพ เสยี งและคาํ อยา งเปน ลาํ ดบั สอดคลอ งกบั จติ วทิ ยาพฒั นาการทางภาษา สาํ หรบั เดก็ ปฐมวยั (2) กจิ กรรมการสอื่ ภาษา เปน กจิ กรรมทเ่ี ดก็ สอ่ื ความหมายของสง่ิ ทอี่ า น โดยทาํ เปน กจิ กรรมเดย่ี ว หรอื กลมุ ยอ ย เชน วาดภาพ แสดงละคร ฯลฯ (3) กจิ กรรมการอา นแบบชแี้ นะ (Guided reading) เปน การอา นรว มกนั ระหวา งครกู บั เดก็ เปน กลมุ ยอ ยประมาณ 4-6 คน โดยเพมิ่ การใชห นงั สอื เลม เลก็ ทเี่ ปน ทเี่ ปน คกู นั กบั หนงั สอื เลม ใหญ ในชว งกจิ กรรม นค้ี รฝู ก เดก็ ปฐมวยั ใหส งั เกตตวั อกั ษร หดั ฟง และมองคาํ -ประโยค เพอื่ นาํ ไปสกู ารอา นอสิ ระในโอกาสตอ ไป ในการอา นแบบชแี้ นะ ครจู ะรวบรวมหนงั สอื เลม เลก็ ทมี่ แี กน เรอ่ื ง (Theme) ใกลเ คยี งหรอื เกยี่ วขอ งกบั หนงั สอื เลม ใหญ หรอื เปน ชดุ หนงั สอื ทมี่ รี ะดบั ความยากงา ยใกลเ คยี งกนั นาํ มาฝก เมอ่ื เดก็ เรม่ิ มคี วามสามารถในระดบั แรกเรม่ิ อา น (Emergent Reading) ซงึ่ มกั เปน เดก็ ระดบั อนบุ าลปท ี่ 2 (5 ขวบขน้ึ ไป) และจดั กลมุ เดก็ ทม่ี ี ความสามารถใกลเ คยี งกนั เรยี นรหู นงั สอื เลม เลก็ ชดุ เดยี วกนั ดงั นน้ั ในแตล ะหอ งจงึ มหี นงั สอื เลม เลก็ ทใี่ ชใ น กจิ กรรมการอา นแบบชแี้ นะ ชดุ ละประมาณ 5-10 เลม สาํ หรบั กลมุ ยอ ย (4) กิจกรรมการอานอิสระ (Independence Reading) เด็กมีโอกาสเลือกอานหนังสือตามความ สนใจ เดก็ อา นเงยี บ ๆ คนเดยี วหรอื เปน กลมุ ยอ ย ครชู ว ยบนั ทกึ สง่ิ ทอ่ี า นและใหเ ดก็ เลา เรอ่ื ง หรอื พดู คยุ เรอื่ ง ทอ่ี า นใหเ พอื่ นฟง (5) กจิ กรรมการเลน เกมภาษา เปน เกมทเ่ี กยี่ วขอ งกบั ภาษาในลกั ษณะตา ง ๆ เลน ไดท งั้ กจิ กรรม เดย่ี วและกลมุ ยอ ย (6) กจิ กรรมการอา นขอ ความในสง่ิ แวดลอ มตามโอกาส เปนการนําเหตุการณในชีวิตประจําวัน มาเขยี นพรอ มกนั กบั เดก็ เพอื่ ไวใ ชอ า นดว ยกนั ในหอ งเรยี น (7) กิจกรรมการอานหนังสือที่บาน (Home Reading) เปนการนําหนังสือเลมเล็กคูกับหนังสือ เลม ใหญใ หเ ดก็ นาํ กลบั ไปอา นใหผ ปู กครองฟง ทบ่ี า น มกั นาํ ไปอา นในวนั สดุ ทา ยของสปั ดาห เมอื่ เดก็ เรมิ่ อา น หนงั สอื เลม่ ใหญไ่ ด้ ระหวา่ งสปั ดาหค์ รใู หเ้ ดก็ ยมื หนงั สอื ทเ่ี ดก็ ชอบไปอา่ นทบ่ี า้ นทกุ วนั เทคนคิ สาํ คัญในการสอนอา นโดยใชหนังสือเลมใหญ มดี งั น้ี 1) การชตี้ วั หนงั สอื (Track Print) ชว ยใหเ ดก็ เขา ใจทศิ ทางการอา น ครอู าจเลอื กชคี้ าํ ซาํ้ คาํ ทเ่ี ดก็ คนุ เคย หรอื ประโยคสาํ คญั บางประโยค 2) การฝกใหคิดคาดคะเนเน้ือหาลวงหนาจากประสบการณ (Think Along) ในขณะท่ีครูอาน โดยครใู ชค าํ ถามกระตนุ การคดิ 3) การเติมคําศัพทลงในชองวาง (Cloze Activity) ทั้งเติมดวยปากเปลา (Oral Cloze) และ เติมดวยการเขียน (Written Cloze) โดยครูจะพูดสวนตนของประโยคท่ีเคยอานใหเด็กฟงจากหนังสือ แลว หยดุ เปด โอกาสใหเ ดก็ หาคาํ ทมี่ คี วามหมายเหมาะสมมาเตมิ ใหป ระโยคสมบรู ณ หรอื เลอื กเขยี นประโยค ลงบนกระดานดําและลบออกหนึ่งคํา กระตุนใหเด็กหาคํามาเติมในประโยคใหสมบูรณ เปนการฝกใหเด็ก คาดคะเนคาํ จากสงิ่ ทอ่ี า น โดยอาศยั สง่ิ ชแี้ นะทม่ี ี

118 4) การพิจารณาลักษณะของตัวหนังสือในขอความ (Examining text features) การพจิ ารณาขอ ความ ดคู าํ เรม่ิ ตน ดคู าํ ซา้ํ ๆ ดตู วั หนงั สอื ดกู ารใชเ ครอื่ งหมายวรรคตอนและอน่ื ๆ จะชว ยให เดก็ รถู งึ ความสมั พนั ธท างภาษาของสง่ิ ชแี้ นะ (cue) ซง่ึ ชว ยในการคาดคะเนและตรวจสอบการคาดคะเนสงิ่ ทอ่ี า น 5) การชี้คําขณะอาน (Pointing) เพื่อใหเด็กเห็นความสัมพันธของเสียงและรูปตัวอักษรของ คาํ ทปี่ รากฏเปน ภาษาเขยี น และการอา นจากซา ยไปขวา 6) การปดคําดวยกระดาษแลวเลื่อนใหเห็นตัวอักษร (Sliding masking) เพ่ือเนนใหเด็กมอง ตวั อกั ษรในคาํ 7) การอา นขอ ความซาํ้ (Revisiting text) เมอื่ ครอู า นหนงั สอื ใหเ ดก็ ฟง และพบวา มปี ญ หาเกยี่ วกบั ความหมายของสงิ่ ทอ่ี า น ครกู จ็ ะอา นขอ ความนน้ั ซา้ํ ทงั้ นเ้ี พอ่ื ใหเ ดก็ เขา ใจเรอ่ื งมากขน้ึ โดยการสงั เกตลกั ษณะ ตา ง ๆ ของขอ ความ เชน คาํ ซา้ํ คาํ ทเี่ รม่ิ ตน ตวั อกั ษร เครอื่ งหมายวรรคตอน ฯลฯ ซง่ึ ชว ยในการคาดคะเน ความหมายใหช ดั เจน ลกั ษณะของหนงั สอื เลม ใหญ (Big Book) และหนงั สอื เลม เลก็ (Small Book) หนงั สอื เลม ใหญท ใี่ ชใ นการสอนอา นสาํ หรบั เดก็ ปฐมวยั มดี งั น้ี 1. ขนาดรปู เลม ของเลมใหญ คือกวาง 15 น้ิว สูง 21 นิ้ว (โดยประมาณ) หนังสือเลมเล็กกวาง 8.5 นว้ิ สงู 11.5 นว้ิ (โดยประมาณ) 2. เนอื้ เรอ่ื ง เปน เรอื่ งทเ่ี ดก็ ชอบ สนใจ สนกุ สนาน มกี ารผกู เรอื่ งใหเ ดก็ คดิ คาดคะเนทายเหตกุ ารณ และสอดแทรกการเรยี นรทู ไี่ มใ ชว ธิ สี ง่ั สอนโดยตรง แตเ นน ความสนกุ ตน่ื เตน และใหเ ดก็ คดิ ไดด ว ยตนเอง 3. ภาษาที่ใช ใชภาษาท่ีงาย คําซํ้า คําคุนเคย ประโยคสั้น ขอความงาย ๆ ตัวหนังสือพิมพดวย ตวั อกั ษรทมี่ าตรฐาน เวน ชอ งไฟถกู ตอ ง และพมิ พแ ยกจากภาพประกอบ 4. ระยะเวลาการใชห นงั สอื เลม ใหญ หนงั สอื เลม ใหญ 1 เลม ครใู ชเ ทคนคิ การสอนสาํ คญั จนถงึ ขน้ั อา นทบทวน เปน เวลา 6 วนั เมอ่ื เดก็ อา นไดแ ลว ในวนั ที่ 7 จงึ แจกหนงั สอื เลม เลก็ ใหเ ดก็ กลบั ไปอา นกบั ผปู กครอง หรอื พที่ บี่ า น ลกั ษณะการสอนโดยใชห นงั สอื เลม ใหญจ งึ เปน การประสมประสาน กจิ กรรมการอา นหลายลกั ษณะ เชน อา นรว มกนั อา นใหฟ ง อา นแบบชแ้ี นะ อา นกบั เพอื่ น อา นอสิ ระ พรอ มทงั้ บรู ณาการทกั ษะภาษาคอื การอา น การเขยี น และการพดู -การฟง พรอ มกนั โดยครใู ชห นงั สอื เลม ใหญเ ปน แกนจดั กจิ กรรมเสรมิ ประสบการณต าม หนว ยการเรยี นรู สปั ดาหล ะ 1 หนว ย การประเมินผลตามแนวการสอนภาษาโดยใชหนังสือเลมใหญ เปา หมายการสอนภาษาโดยใชห นงั สอื เลม ใหญ มงุ ใหเ ดก็ มคี วามมน่ั ใจ และมเี จตคตทิ ดี่ ตี อ การอา นและ การเขยี นหนงั สอื โดยสงั เกตจากระดบั การอา นของเดก็ คอื ระดบั แรกเรม่ิ อา น (Emergent reading) และ ระดบั เรม่ิ อา นได (early reading) ดังน้ันการประเมินผลการสอนภาษาโดยใชหนังสือเลมใหญ จึงใชวิธีการประเมินผลตามพัฒนาการ ดา นการอา นดงั นี้

119 ขน้ั ที่ 1 การอา นขน้ั แรกเรมิ่ (Emergent Reading) เดก็ จะดหู นงั สอื เรอื่ งทช่ี อบ พดู ขอ ความในหนงั สอื ดว ยภาษาของตน ทาํ ทา ทางเหมอื นอา นหนงั สอื โดยไมสนใจขอความตามลําดับของเรื่อง จับใจความและตรวจสอบความถูกตองของเน้ือเร่ืองโดยการใช ประสบการณเดิมของตน อานเรื่องสั้น ๆ ท่ีบอกใหผูใหญบันทึกใหอานและเขียนตัวขีดเข่ียรวมทั้งอานและ พยายามคดั ลอกหรอื เขยี นทบั ตวั อกั ษรของผใู หญ ขน้ั ท่ี 2 การอา นขนั้ แรกเรมิ่ ในระยะกา วหนา (Advanced Emergent Reading) เดก็ จะกวาดตามองขอ ความตามบรรทดั ดขู อ ความทม่ี ตี วั หนงั สอื ตวั ใหญ ตรวจสอบความถกู ตอ ง โดยการเดาจากประสบการณเ ดมิ และจากการชแ้ี นะ อา นขอ ความทม่ี ตี วั อกั ษรและคาํ ทเ่ี หน็ อยเู ปน ประจาํ และ หาคาํ ทม่ี ตี วั อกั ษรทคี่ ลา ยคลงึ กนั โดยการตรวจสอบจากจดุ เรมิ่ ตน ของประโยค ขน้ั ที่ 3 การอา นในระยะทกี่ าํ ลงั จะกา วไปสกู ารอา นขนั้ ตน (Emergent to Early Reading) เด็กจะรูจักคําที่อยูในชีวิตประจําวันเม่ือเห็นคําน้ันในบริบทหรือสิ่งแวดลอม รูจักการคาดเดา คําใหมโดยดูรูปประโยคและความหมาย กวาดสายตาถูกทิศทางเมื่อมองขอความที่คุนเคย ชี้และบอกช่ือของ ตัวอักษรสวนใหญได พิจารณาตัวอักษรบางตัวและบอกวาคือตัวอะไร พยายามคัดลอกและตกแตงรูปราง ของตวั อกั ษร และจาํ คาํ บางคาํ ทม่ี พี ยญั ชนะตน เหมอื นกนั ได ขนั้ ที่ 4 การอา นขนั้ ตน (Early Reading) เด็กจะชี้หรือกวาดตามองจุดเริ่มตนและจุดจบของคําบางคํา ใชเสียงพยัญชนะตนที่รูจักในการ คาดเดาและตรวจสอบคําที่อาน บอกขอสังเกตที่แสดงใหรูวาคํา ๆ เดียวกันสามารถผสมกับคําอ่ืนกลายเปน คาํ ใหมไ ดค ดั ลอกหรอื เขยี นสอ่ื ความหมายโดยใชภ าษางา ย ๆ ของตนเอง ใชร ปู ประโยคทถี่ กู ตอ งและกลบั มา อา นขอ ความของตนได รวมถงึ ชห้ี รอื กวาดตามองจดุ เรมิ่ ตน และจดุ ลงทา ยของประโยค ขน้ั ท่ี 5 การอา นขน้ั ตน ในระยะกา วหนา (Advanced Early Reading) เดก็ คาดเดาขอ ความจากสง่ิ ชแี้ นะ โดยดตู วั พยญั ชนะตวั แรกของคาํ ประกอบกบั ความรเู ดมิ เกย่ี วกบั ความสมั พนั ธร ะหวา งรปู ตวั อกั ษรกบั เสยี งตวั อกั ษร จาํ และตรวจสอบตวั อกั ษรทส่ี มั พนั ธก บั เสยี งของคาํ ตรวจสอบ คาํ ทอี่ า นดว ยการชตี้ วั อกั ษรในคาํ พรอ ม ๆ กบั การออกเสยี งไปดว ย ใชร ปู และเสยี งตวั อกั ษรเปน หลกั ในการสะกด คาํ ใหมท ไี่ มร จู กั หรอื คาํ ทไี่ มแ นใ จ

120 1. แบบตรวจสอบรายการสาํ หรบั ประเมนิ พฒั นาการเกย่ี วกบั การรหู นงั สอื ในระยะขน้ั ตน ช่ือนักเรียน................................................................................................................................. วันท่ีสังเกต................................................................................................................................ พัฒนาการทางภาษา พบสมาํ่ เสมอ พบเปน บางครงั้ ไมพ บเลย • ออกเสยี งพยญั ชนะได • พดู ประโยคทม่ี ี 1 คาํ • พดู ประโยคทม่ี ี 2 คาํ • ระบุเสียงที่คุนเคยได • จาํ แนกเสยี งทคี่ ลา ยคลงึ ได • เขา ใจภาษาทคี่ นอน่ื พดู ดว ย • ทาํ ตามคาํ แนะนาํ ได • พดู สอื่ สารกบั คนอน่ื ไดอ ยา งอสิ ระ • ออกเสยี งคาํ ไดถ กู ตอ ง • รจู กั คาํ ศพั ทใ นระดบั ทเี่ หมาะสมกบั วฒุ ภิ าวะ • พดู ประโยคทส่ี มบรู ณไ ด • ใชป ระโยคทมี่ โี ครงสรา งภาษาหลากหลาย • พดู สอื่ สารใหผ อู นื่ เขา ใจได หมายเหตุ รายการในแบบตรวจสอบรายการสอดคลอ งกบั ลาํ ดบั ขน้ั ตอนของพฒั นาการทางภาษา จากแรกเกดิ ถงึ 6 ขวบ ทศั นคตดิ า นการอา นและพฤตกิ รรม พบสมา่ํ เสมอ พบเปน บางครง้ั ไมพ บเลย ทแี่ สดงนสิ ยั รกั การอา น • หยบิ หนงั สอื มาอา นเอง • ขอใหค รอู า นหนงั สอื ใหฟ ง • ฟง อยา งตงั้ ใจเมอ่ื ครอู า นหนงั สอื ใหฟ ง • ถามคาํ ถามและพดู แสดงความเหน็ เกยี่ วกบั เรอื่ งทค่ี รอู า นใหฟ ง

121 ความคดิ รวบยอดเกย่ี วกบั หนงั สอื พบสมาํ่ เสมอ พบเปน บางครงั้ ไมพ บเลย • รวู า หนงั สอื มไี วส าํ หรบั อา น • ระบสุ ว นตา ง ๆ ของหนงั สอื ได เชน ดา นหนา ดา นหลงั ดา นบน และดา นลา ง • พลกิ หนา หนงั สอื ไดถ กู ตอ ง • รคู วามแตกตา งระหวา งตวั หนงั สอื และภาพวาด • รวู า ภาพในหนงั สอื แตล ะหนา จะสมั พนั ธก บั ตวั หนงั สอื • รวู า จะเรมิ่ อา นจากสว นใดในหนา หนงั สอื • รชู อ่ื เรอ่ื งหนงั สอื • รชู อ่ื ผแู ตง • รชู อ่ื ผวู าดภาพประกอบ ความเขา ใจเนอื้ เรอื่ ง พบสมาํ่ เสมอ พบเปน บางครง้ั ไมพ บเลย • เลา เรอื่ งทคี่ นุ เคยยอ นกลบั ได โดยใชร ปู ภาพ ในหนงั สอื ชว ยในการเลา เรอื่ ง • เลา เรอ่ื งยอ นกลบั ไดโ ดยไมใ ชร ปู ภาพชว ย • เลา เรอ่ื งยอ นกลบั ไดโ ดยใชน าํ้ เสยี งเหมอื น การอา น • เลา เรื่องโดยมอี งคประกอบของเรอ่ื ง - ฉาก / เหตกุ ารณ (เรม่ิ ตน เรอ่ื ง เวลา สถานท่ี ตวั ละคร) - แกน เรอื่ ง (ปญ หาหรอื เปา หมายของ ตัวละครหลัก) - การลาํ ดบั เนอื้ เรอื่ ง (เหตกุ ารณท น่ี าํ ไปสู การแกป ญ หาของตวั ละครหลกั หรอื การ ที่ตัวละครหลักบรรลุเปาหมายท่ีตั้งใจ) - ผลทปี่ รากฏ (การแกป ญ หา การบรรลุ เปา หมาย การสนิ้ สดุ เรอ่ื ง)

122 ความเขา ใจเนอ้ื เรอ่ื ง พบสมาํ่ เสมอ พบเปน บางครงั้ ไมพ บเลย • ตอบสนองตอ เรอื่ งทอ่ี า นโดยตงั้ คาํ ถามหรอื แสดงความคดิ เหน็ ทเ่ี กย่ี วขอ งกบั เรอ่ื งทอี่ า น • มสี ว นรว มในการอา นโดยอา นตามหรอื อา น พรอ มครู เมอื่ ครอู า นเรอ่ื งใหฟ ง • เมอื่ อา นรว มกนั สามารถเตมิ คาํ ในนทิ าน ทส่ี อดคลอ งกบั บรบิ ทได ความคดิ รวบยอดเกย่ี วกบั ตวั หนงั สอื พบสมา่ํ เสมอ พบเปน บางครง้ั ไมพ บเลย • รวู า ตอ งอา นตวั หนงั สอื จากซา ยไปขวา • รวู า ภาษาพดู นาํ ไปเขยี นเปน ตวั หนงั สอื เพอื่ ใชอ า นได • รจู กั ตวั อกั ษรและชต้ี วั อกั ษรทป่ี รากฏใน หนา หนงั สอื ได • รจู กั คาํ และชค้ี าํ ทป่ี รากกฎในหนา หนงั สอื ได • รจู กั สงั เกตตวั หนงั สอื หรอื ขอ ความใน สภาพแวดลอ มและสามารถอา นปา ยสญั ลกั ษณ และเครอ่ื งหมายบางอยา งได • จาํ คาํ บางคาํ ทเ่ี คยเหน็ ในหนงั สอื ได • ระบชุ อื่ พยญั ชนะได • จบั คเู สยี งและตวั พยญั ชนะได • ถามคาํ ถามเกยี่ วกบั ชอื่ พยญั ชนะ คาํ และเสยี งอา น • พยายามอา นโดยทาํ ทา อา นจากภาพ • พยายามอา นโดยทาํ ทา อา นจากตวั หนงั สอื • เรมิ่ ตน ใชบ รบิ ทของเรอ่ื ง รปู ประโยค และ โครงสรา งภาษาเพอื่ คาดคะเนคาํ

123 ความเขา ใจเนอื้ เรอ่ื ง พบสมาํ่ เสมอ พบเปน บางครง้ั ไมพ บเลย • สนใจสาํ รวจอปุ กรณท ใี่ ชเ ขยี นดว ยตวั เอง • พยายามเขยี นเพอ่ื สอ่ื สารความหมาย โดยไมค าํ นงึ ถงึ การเขยี นทถี่ กู ตอ ง • บอกเนอ้ื เรอ่ื งหรอื ประโยคทต่ี อ งการใหค รเู ขยี นได้ • คดั ลอกตวั หนงั สอื หรอื คาํ • เขยี นตวั อกั ษรไดค ลา ยคลงึ กบั ตวั พยญั ชนะ • เขียนจากซายไปขวา กาเครอื่ งหมาย หนา รายการ พบสมาํ่ เสมอ พบเปน บางครง้ั ไมพ บเลย ทตี่ รงกบั การเขยี นของเดก็ • ใชภ าพวาดแทนการเขยี นและการวาด • แสดงความแตกตา งระหวา งภาพวาดและ การเขียน • เขียนขีดเขี่ย • ใชร ปู แบบคลา ยตวั อกั ษรในการเขยี น • ใชต วั อกั ษรทรี่ จู กั นาํ มาเขยี นเรยี งกนั เปน บรรทดั • ใชก ารสะกดคาํ ทค่ี ดิ ขน้ึ เองในการเขยี น • ใชก ารสะกดคาํ ทถี่ กู ตอ งในการเขยี น

124 การจัดสภาพแวดลอมท่ีสงเสริมการสอนภาษาโดยใชหนังสือเลมใหญ การจัดสภาพแวดลอมทั้งในและนอกหองเรียนใหสอดคลองกับกิจกรรมหลักและเทคนิคสําคัญของ การสอนภาษาโดยใชห นงั สอื เลม ใหญ ครคู วรเตรยี มพนื้ ทใี่ หเ หมาะสมกบั กจิ กรรมและสอ่ื ทใี่ ช เชน มพี นื้ ทวี่ า ง สาํ หรบั เดก็ ทงั้ ชนั้ นง่ั ฟง ครอู า นรว มกนั มชี น้ั วางหนงั สอื เลม ใหญท ม่ี ขี นาดสงู พอเหมาะกบั สายตาของเดก็ และ เคลอื่ นยา ยไดส ะดวก จดั บรเิ วณสาํ หรบั เดก็ อา นอสิ ระไดท ง้ั อา นเดย่ี ว เปน คู และกลมุ ยอ ย มปี า ยนเิ ทศทเ่ี ดก็ สามารถฝก อา นขอ ความตามสงิ่ แวดลอ มทง้ั ในและนอกหอ งเรยี น รวมทงั้ มหี นงั สอื สาํ หรบั เดก็ อยา งพอเพยี ง 1. กจิ กรรมการอา นรว มกนั 1.1 บรเิ วณทเ่ี ดก็ นงั่ ฟง หนงั สอื เลม ใหญท ง้ั หอ งกลมุ ใหญ 1.2 ชนั้ ทวี่ างหนงั สอื เลม ใหญ 1.3 กระเปาผนังสําหรับเสียบบัตรคํา

125 2. กจิ กรรมการสอ่ื ภาษา 2.1 อปุ กรณต า ง ๆ ใกลต วั ทเี่ ดก็ สามารถนาํ มาเลน บทบาทสมมติ 2.2 ปา ยนเิ ทศ ตดิ ผลงานของเดก็ 3. กจิ กรรมการอา นแบบชแ้ี นะ 3.1 หนงั สอื เลม เลก็ คกู บั หนงั สอื เลม ใหญ 3.2 หนังสือเลมเล็กที่ตรงกับระดับความสามารถของเด็ก ควรมี 5 – 10 เลมตอนิทาน 1 เร่ือง เพอื่ เปด โอกาสใหเ ดก็ พฒั นาศกั ยภาพในการอา นเปน รายบคุ คล เนอ่ื งจากเปน ชดุ หนงั สอื ทจ่ี ดั ทาํ ตามระดบั ขน้ั ของพฒั นาการดา นการอา น

126 4. กจิ กรรมการอา นอสิ ระ จดั วางหนงั สอื ในมมุ หนงั สอื ทม่ี เี นอื้ เรอ่ื งสอดคลอ งหรอื ใกลเ คยี งกบั หนงั สอื เลม ใหญม จี าํ นวนพอเพยี ง 5. กจิ กรรมการเลน เกมภาษาเพอ่ื สง เสรมิ การรหู นงั สอื (Literacy) 5.1 กจิ กรรมเดย่ี ว เปน เกมทเ่ี ลน คนเดยี ว เชน

127 5.2 กจิ กรรมกลมุ ยอ ย เปน เกมทสี่ ามารถเลน ได 3 – 4 คน เชน ลกู เตา ภาษา เกมภาษาซอ น เดก็ พดู และเลา เรอ่ื งเพมิ่ เตมิ 6. กจิ กรรมการอา นขอ ความในสงิ่ แวดลอ มตามโอกาส 6.1 ปา ยนเิ ทศ วนั เดอื น ป สภาพอากาศ 6.2 ปฏิทิน 6.3 ขาวประจําวัน ซึ่งเด็กในหองชวยกันเลาเปนขาวและเหตุการณของหอง ครูเขียนขอความตาม ทเี่ ดก็ เลา และเดก็ ชว ยกนั วาดภาพประกอบ หรอื ครหู ารปู ภาพประกอบ

128 6.4 ชอ่ื เดก็ เดก็ เรยี นรตู วั หนงั สอื ไดเ รว็ มากจากชอ่ื ของตนและเพอื่ น ๆ นทิ านทค่ี รใู หเ ดก็ ยมื ไปอา นทบี่ า น มี 2 ลกั ษณะ คอื นทิ านตาความสนใจของเดก็ และหนงั สอื ทตี่ รงกบั ระดบั ความสามารถในการอา นของเดก็ (Reading Level Kit) เดก็ จะยมื หนงั สอื กลบั บา นในตอนเยน็ เพอ่ื นาํ ไป อา นกบั ผปู กครอง และนาํ มาเลา ในตอนเชา หรอื ชว งกจิ กรรมกลมุ ยอ ยทเ่ี ปน การอา นแบบชแ้ี นะ (guided reading) กับครู กระบวนการสอนภาษาโดยใชหนังสือเลมใหญ การสอนภาษาโดยใชห นงั สอื เลม ใหญ มกี ระบวนการสอนทส่ี อดคลอ งกบั พฒั นาการดา นการรหู นงั สอื (Literacy) ของเดก็ ปฐมวยั เรมิ่ ตน จากการสรา งความคดิ รวบยอดเกย่ี วกบั หนงั สอื สรา งความเขา ใจโครงสรา ง ของเร่ือง การลําดับเร่ือง การสรางความคิดรวบยอดเกี่ยวกับตัวหนังสือ การตรวจสอบลักษณะตัวหนังสือ เพอื่ สรา งความเขา ใจรปู แบบของภาษาโดยใชเ กมสอื่ ภาษา และการอา นหนงั สอื เลม เลก็ เพอื่ ทบทวนขอ ความซาํ้ อยา งไรกต็ ามกระบวนการและขน้ั ตอนการสอนภาษาเพอ่ื ใหเ ดก็ ปฐมวยั รหู นงั สอื โดยใชห นงั สอื เลม ใหญ และเลมเล็ก เปนเพียงแนวทางพัฒนาการรูหนังสือของเด็กปฐมวัย เม่ือครูผูสอนมีความชํานาญและเขาใจ กระบวนการมากข้ึน สามารถเพิ่มเติมและดัดแปลงวิธีการใหสอดคลองกับลักษณะการเรียนรูภาษาของเด็ก ในหอ งได จุดมงุ หมายสาํ คญั ทส่ี ุดคอื เด็กปฐมวัยของเรามคี วามสุข สนุกสนานในการอา นหนงั สอื และสนใจ เรยี นรภู าษา มเี จตคตทิ ดี่ ตี อ การอา นและการเขยี น ซงึ่ ครผู สู อนสามารถสงั เกตจากพฤตกิ รรมและพฒั นาการ ดา นการรหู นงั สอื ของเดก็ ปฐมวยั ในแตล ะระดบั

129

130 ขั้นตอนการสอน และแนวคิดการสอนภาษาสําหรับเด็กปฐมวัย วนั ท่ี 1 1. ครใู หเ ดก็ ดปู กหนงั สอื กอ น ถามเดก็ วา “หนเู หน็ อะไรบา ง” และจดสง่ิ ทเี่ ดก็ บอกไวบ นกระดานดาํ หรอื กระดาษชารท แผน ใหญ โดยเขยี นตวั อกั ษรตวั แรกของชอื่ เดก็ ไวข า งหลงั คาํ ตอบของ แตล ะคน แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล ตัวอักษรตัวแรกที่เด็กอยากรูจัก และอยากเขียน - อาน คือ ตัวอักษรเปนช่ือของเด็กเอง ดังน้ัน การที่ครูเขียนตัวอักษรตัวแรกของชื่อเด็กไวติดกับคําตอบของเด็ก จะกระตุนใหเด็ก มีประสบการณวาความคิดของคนเราจดบันทึกไวไดเปนตัวอักษร เด็กจะมองเห็นคําท่ีแทนความคิด ซง่ึ เปน คาํ ตอบทเ่ี ขาบอกปรากฏบนกระดานดาํ หรอื กระดาษชารท การทค่ี รบู นั ทกึ ความคดิ ของเดก็ ไว โดยการเขยี นจะทาํ ใหเ ดก็ ทบทวน และตรวจสอบความคดิ นน้ั ในภายหลงั ไดอ กี 2. คยุ กบั เดก็ และแนะนาํ ใหเ ดก็ รวู า หนงั สอื มลี กั ษณะอยา งไร ชใ้ี หเ ดก็ ดชู อื่ ผแู ตง ผวู าดภาพประกอบ หรอื แมแ ตช อ่ื สาํ นกั พมิ พ ลขิ สทิ ธิ์ และคาํ อทุ ศิ แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล การพูดคุยกันของครูและเด็ก เก่ียวกับปกหนังสือจะกระตุนความรูเบื้องตนของแด็ก ครูจะ คอ ย ๆ สรา งรปู แบบของการสงั เกตปกหนงั สอื .ซง่ึ ตอ ไปเดก็ จะจดจาํ และหดั สงั เกตดว ยตนเองเมอื่ เขา โตขน้ึ และเรม่ิ อา นหนงั สอื เอง 3. ครูถามคําถามที่สอง คือ “หนูคิดวานิทานเรื่องน้ีเปนเรื่องเก่ียวกับอะไร “ครูเขียนคําตอบหรือ ความเหน็ ของเดก็ ลงบนกระดาน โดยมพี ยญั ชนะตวั แรกของชอ่ื เดก็ กาํ กบั อยขู า ง ๆ แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล คําถามท่ีสองนี้จะกระตุนความรูเดิมของเด็ก ครูเปนผูชวยเด็กรวบรวมความรูและขอมูล จากตวั เดก็ แตล ะคน ครเู ปน ผชู ใ้ี หเ ดก็ เหน็ วา เดก็ แตล ะคนมคี วามรเู ดมิ อยู การอา นเปน ความรว มมอื กนั ระหวางผูแตงหนังสือและผูอาน ตองอาศัยการตีความหรือแปลความดวยกัน ครูจะเปนผูกระตุนและ สง เสรมิ ใหเ ดก็ กลา คาดคะเนโดยไมก ลวั วา จะทายหรอื เดาผดิ

131 4. เมอ่ื เดก็ เรม่ิ คนุ กบั หนงั สอื และกจิ วตั รในการอา นหนงั สอื ใหถ ามเดก็ วา “มคี าํ ถามอะไรบา งทห่ี นคู ดิ วา จะหาคาํ ตอบไดใ นนทิ านเลม น”้ี และจดบนั ทกึ ความคดิ ของเดก็ ไว แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล การคาดคะเนของเด็กจะขยายวงกวางขึ้นไปถึงเน้ือเรื่องของนิทาน การที่ครูกระตุนใหเด็ก คาดคะเนวา จะมอี ะไรอยใู นนทิ าน จะทาํ ใหเ ดก็ รสู กึ ตน่ื เตน สนกุ สนาน และจะเกดิ ความมน่ั ใจ เนอ่ื งจาก รสู กึ คนุ เคยกบั หนงั สอื เดก็ มภี าพครา ว ๆ ของเนอื้ เรอื่ งทต่ี นเองคดิ อยใู นใจ ขนั้ ตอนนค้ี อ นขา งจะกนิ เวลา แตก ค็ มุ คา เพราะเปน ขน้ั ตอนสาํ คญั คอื เปน การสรา งนสิ ยั ของ การคาดคะเน และคน หาคาํ ตอบซง่ึ เปน หวั ใจของการอา น ขอสังเกต ขอใหครูนํากระดาษชารท ท่ีจดความคิดของเด็กไปติดไวใหเด็กเห็น ระหวางที่เด็กอานหนังสือ ในวันตอๆ มา เด็กจะไดทบทวนเห็นวาการคาดคะเนและความเห็นของเด็กจะไดรับการยืนยันความถูกตอง ซง่ึ เปน การสรา งความมน่ั ใจทดี่ ยี งิ่ วนั ที่ 2 1. วันท่ีสอง เปนวันที่ ครูเร่ิมตนอานหนังสือเลมใหญใหกลุมฟง เวลาอานครูควรจะอานอยาง กระตือรือรน ใชนํ้าเสียง สนุกสนาน ออกทาทางไดเต็มท่ี เนนนํ้าเสียงตรงเน้ือเร่ืองที่จะใหเด็กคาดเดาเรื่อง ตอ ไป เนน เสยี งตรงคาํ ซา้ํ คาํ กลอนและคาํ ทมี่ เี สยี งแปลก ๆ แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล ระหวา งทค่ี รอู า นออกเสยี งชว งนี้ ตอ งอา นรวดเดยี วจบเรอื่ ง เพราะเปน การฝก ใหเ ดก็ ฟง นทิ าน ทงั้ เรอ่ื งใหจ บในคราวเดยี ว โดยไมม กี ารถามสอดแทรก เนอื่ งจากตอ งการใหเ ดก็ รบั รโู ครงเรอื่ งและมสี มาธิ ในการคาดเดาเรอ่ื งไดท นั ที 2. หลงั จากครอู า นเรอื่ งใหเ ดก็ ฟง จบแลว ใหค รแู ละนกั เรยี นยอ นกลบั มาดสู ง่ิ ทน่ี กั เรยี น ใหข อ เสนอแนะ หรือคาดคะเนไวต้ังแตตน ซึ่งจดไวบนกระดานหรือกระดาษปรูฟ ครูจะชวยเด็กหาขอความท่ีเปนของเด็ก ซง่ึ ครเู ขยี นพยญั ชนะตวั แรกทต่ี รงกบั ชอื่ เดก็ และครกู บั เดก็ ชว ยกนั อา น แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล ชว ยกนั สงั เกตวา มแี นวคดิ ของใครบา งทตี่ รงกบั เรอ่ื งในหนงั สอื ครตู อ งชมเชยยกยอ งใหก าํ ลงั ใจ

132 3. เปด โอกาสใหเ วลาเดก็ สาํ รวจหนงั สอื เพอ่ื จะไดใ หเ ดก็ แสดงความคดิ เหน็ เกย่ี วกบั หนงั สอื มากขน้ึ แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล ครูปฏิบัติตามกระบวนการเดิมกับเด็กกลุมอื่นๆ ตองเวียนใหครบทุกกลุม อยาเวนถึงแมวา เด็กกลุมอื่นจะไดยินครูกับเด็กคนอื่นๆ คุยกันแลว การฟงจะชวยใหเด็กๆ ซาบซ้ึงกับโครงสรางของ เนอื้ เรอื่ งซงึ่ จะเปน สง่ิ ทมี่ ากอ นตวั หนงั สอื วนั ที่ 3 1. ครอู า นหนงั สอื เลม ใหญก บั นกั เรยี นทลี ะกลมุ อกี ครงั้ หนง่ึ แตค ราวนบี้ อกเดก็ ๆ วา ครตู อ งการใหเ ดก็ ตง้ั คาํ ถาม และคดิ วจิ ารณท กุ หนา ขณะทคี่ รอู า นครจู ะหยดุ ฟง ความคดิ เหน็ และฟง คาํ ถามเดก็ ๆ ไปทลี ะหนา พรอ มทงั้ เปด โอกาสใหเ ดก็ มเี วลาดภู าพประกอบมากขนึ้ และรอใหเ ดก็ พดู คยุ ซกั ถาม แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล ภาษาเปน เรอ่ื งของสงั คม สอื่ สาร ตอ งมกี ารตงั้ คาํ ถาม อธบิ าย แสดงความคดิ เหน็ รบั ฟง และ สอ่ื ความเขา ใจในการกระทาํ และการพดู ของผอู นื่ ขณะเดยี วกนั กส็ รา งกลมุ การเรยี นรแู บบรว มมอื รว มใจ กันอยางแทจริงดวย ย่ิงเด็กๆ พูดคุยถึงหนังสือเลมท่ีอานมากเพียงใดก็ย่ิงตองใชคําศัพทจากหนังสือ มากขน้ึ ดว ย จะทาํ ใหเ ดก็ เกดิ ความเขา ใจคาํ ศพั ทท ใี่ ชห นงั สอื การทเ่ี ดก็ ตง้ั คาํ ถามเกย่ี วกบั ขอ มลู หรอื เหตกุ ารณใ นหนงั สอื จะเปน การชว ยใหเ ดก็ เขา ใจความคดิ ของตนชดั เจนขน้ึ พรอ มทง้ั เขา ใจแนวคดิ และ ภาษา ของผูเขียนหนังสือดวยในชวงเวลาท่ีครูอานนิทานดวยเสียงสูงตํ่านาสนุกสนาน จะเปนการ สรางส่ิงท่ีมีความหมายใหเด็กจดจําโครงสรางเรื่องเด็กท่ีไดรับฟงนิทานและดูรูปภาพบอยๆ จะคอยๆ ซมึ ซบั รบั เอาคาํ ศพั ทน น้ั ไปใชใ นการเขยี นของเขา 2. เมอ่ื เดก็ ๆ ตงั้ คาํ ถาม ครไู มค วรตอบทนั ที แตใ หถ ามเดก็ คนอนื่ ๆ ในกลมุ ใหช ว ยกนั หาคาํ ตอบเดก็ ๆ จะพบวาความคิด บางอยางของเขา ที่คิดเก่ียวกับนิทานเรื่องน้ันอาจแตกตางจากความคิดของเด็ก คนอ่ืนๆ ในกลุม การที่ครูใหทุกคนชวยกันหาคําตอบจะชวยใหเด็กเขาใจความคิดของเด็กคนอื่นๆ เปรียบเทียบกับ ความคดิ ของตนเอง

133 แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล กระบวนการหรือขั้นตอนน้ีเปนสวนท่ีสําคัญมากในการสรางประสบการณดานการอาน กระบวนการนมี้ ชี อื่ วา “ การวเิ คราะหเ ชงิ อตั นยั แบบมสี ว นรว ม” (Intersubjective analysis) การอภปิ ราย รายกลุมจะทําใหเด็กไดทํางานรวมกัน เขาใจเนื้อหารวมกันซ่ึงเกิดจากเด็กทุกคนรูจักคําและแนวคิด จากเรอื่ งเดยี วกนั ทกุ คนพดู เปน ภาษาเดยี วกนั กระบวนการนมี้ ปี ระโยชนม ากสาํ หรบั เดก็ ทอ่ี ยใู นพน้ื ที่ รบั ภาษา คอื ใชภ าษาถนิ่ นอกเหนอื จากภาษากลางเพราะการทเ่ี ดก็ เขา ใจเนอ้ื หารว มกนั เดก็ จะใชค าํ และวลี จากหนงั สอื นนั้ มาพดู กนั ในกลมุ ในขณะทพี่ ดู เดก็ จะปรบั สาํ เนยี งและการเรยี บเรยี งคาํ ใหถ กู ตอ ง โดยมีครูและเพ่ือนๆ เปนแบบอยาง ทั้งน้ีการอานจะเปนเร่ืองสนุกสนาน ไมมีการบังคับ หรือเสียดสี เยยหยัน 3. สว นทเี่ ปน การอภปิ รายทลี ะหนา ครตู อ งไมใ จรอ น หรอื รบี เรง หากมเี ดก็ คนใดแสดงความคดิ เหน็ และเดก็ คนอน่ื ๆ ไมเ หน็ ดว ย ครคู วรยอ นกลบั มาทห่ี นา หนงั สอื นนั้ อา นตวั หนงั สอื อกี ครง้ั หนง่ึ และใหเ ดก็ ฟง ทบทวนใหมเพื่อใหเกิดความเขาใจท่ีชัดเจนครูตองเปดใจกวางที่จะรับฟงความคิดเห็นหลากหลายของเด็ก สนกุ สนานกบั แนวคดิ ของเดก็ ๆ แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล ในการอภิปรายรวมกัน เด็กๆ จะไดรับประสบการณวาตัวหนังสือท่ีพิมพไวในหนังสือ จะอยู คงที่ ไมว า จะอา นทบทวนกค่ี รงั้ กต็ าม ตวั หนงั สอื จะไมเ ปลยี่ นไปตามการอา น เดก็ ๆ สามารถยอ นกลบั มาอานทบทวนได หากไมเขาใจเร่ือง และการแสดงความคิดเห็นที่แตกตางกันเปนเร่ืองธรรมดา ทาํ ใหเ ดก็ เชอ่ื มโยงสง่ิ ทเี่ กดิ ขน้ึ ในเนอื้ เรอื่ งกบั ชวี ติ ประจาํ วนั ได หลกั การสาํ คญั คอื การเรยี นรเู กดิ จาก ปฏสิ มั พนั ธร ะหวา งถอ ยคาํ ภาษาของผแู ตง เรอ่ื งกบั ความรเู ดมิ ของเดก็ 4. ในขณะท่ีครูอานเรื่องไปทีละหนา ขอใหครูคอยสังเกตเด็กและรับฟงขอคิดเห็นของเด็กอยูเสมอ ในการสงั เกตใหด ปู ระเดน็ ตอ ไปน้ี 1. เดก็ ๆ เขา ใจเนอื้ เรอื่ งมากเพยี งใด 2. เดก็ ๆแสดงความคดิ เหน็ ของตนไดช ดั เจนเพยี งใด 3. เดก็ จาํ คาํ ในแตล ะหนา ไดก ค่ี าํ 4. เดก็ ๆ ตคี วามภาพประกอบอยา งๆไร 5. เดก็ ๆ มคี วามเตม็ ใจทจ่ี ะรว มอภปิ รายมากนอ ยเพยี งใด 6. เดก็ นาํ ประสบการณเ ดมิ มาใชอ ภปิ รายเรอื่ งไดม ากนอ ยเพยี งใด ครูดําเนินกิจกรรมทั้ง 4 ขั้นตอนกับเด็กกลุมอื่น จนครบทุกกลุม ในขณะที่ครูอยูกับเด็กกลุมตอไป ในกลุมที่หน่ึงซึ่งเรียนรูกับครูแลว วาดภาพสิ่งที่เก่ียวของกับเน้ือเร่ือง หรือใหเด็กลองเขียนสิ่งท่ีเด็กจําได โดยใชภาษาหรือตัวสะกดตามที่เด็กคิดเอง เด็กอนุบาลจะเขียนในลักษณะของเขาเองโดยใชรูปภาพ และ ตวั หนงั สอื ทสี่ ะกดเอง มกั จะเปน คาํ ทไี่ มถ กู ตอ ง แตก ารทค่ี รใู หเ ดก็ เขยี นถา ยทอดประสบการณท เี่ ดก็ จาํ ไดจ าก เนอื้ เรอื่ ง จะเปน การฝก เขยี นทเ่ี ดก็ ไดค วามรวู า คนเราสามารถบนั ทกึ ความคดิ ออกมาเปน ภาษาเขยี นได

134 วนั ที่ 4 1. ครบู อกเดก็ ๆ วา จะอา นหนงั สอื เลม ใหญด ว ยกนั ซาํ้ อกี ครง้ั หนง่ึ โดยครจู ะอา นรวดเดยี วจบไมห ยดุ พกั และเชญิ ชวนใหเ ดก็ ๆ รว มอา นดว ยหากเดก็ จาํ เนอื้ เรอ่ื งตอนไหนได แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล การทาํ กจิ กรรมนี้ จะเปด โอกาสใหเ ดก็ เกดิ ความมน่ั ใจในการเปน นกั อา นทป่ี ระสบความสาํ เรจ็ ได ไมม เี ดก็ คนใดลม เหลว ถา เดก็ อา นผดิ กจ็ ะแกไ ขดว ยตนเองโดยไมเ สยี หนา (เพราะอา นพรอ มๆ กนั ทกุ คน) ลกั ษณะเชน น้ี เรยี กวา การอา นรว มกนั จดุ ประสงคข องการฝก อา นรว มกนั คอื สง เสรมิ ความรสู กึ สนกุ สนานในการอา น และเสรมิ สรา งประสบการณใ นการอา นทดี่ พี รอ มกนั นอี้ าจมเี ดก็ บางคนจาํ คาํ หรอื วลซี า้ํ ๆไดเ รว็ กวา เดก็ คนอนื่ เพราะเดก็ แตล ะคนมพี ฒั นาการตา งกนั ดงั นนั้ จงึ เรยี นรไู ดช า เรว็ ตา งกนั ดว ย สงิ่ สาํ คญั ทส่ี ดุ จงึ อยทู ค่ี วามรสู กึ ของเดก็ เดก็ ทคุ นรสู กึ สนกุ สนานในการอา นรว มกนั เดก็ จะสนใจ ฟง เสยี งอา นของครู พรอ มทงั้ ตงั้ ใจดหู นงั สอื ตามไปดว ย ในขณะเดยี วกนั เดก็ จะมที ศั นคตทิ ด่ี ตี อ ตนเอง รสู กึ วา ประสบความสาํ เรจ็ ในการอา นเปน นกั อา นทม่ี คี วามสามารถคนหนง่ึ 2. บอ ยครง้ั ทเ่ี ดก็ จะอา นพรอ มๆ กบั ครู หรอื บางครงั้ อา นลว งหนา ครู ขอใหค ณุ ครถู ามเดก็ “หนรู ไู ด อยา งไรวา คาํ ตอ ไปอา นวา อะไร” การถามเชน นเี้ พอื่ จะไดร วู า เดก็ ๆ ใชอ ะไรเปน ตวั สงั เกตการ อา น ตอ ไปนี้ คอื คาํ ถามและขอ สงั เกตของครวู า เดก็ เรยี นรกู ารอา นไดอ ยา งไร 1. เดก็ บางคนเดาเรอ่ื งได ดงั นน้ั จงึ รวู า ขอ ความตอ ไปจะเปน อะไร 2. เดก็ บางคนสงั เกตตวั อกั ษร และสงั เกตลกั ษณะของตวั หนงั สอื ดว ย 3. เดก็ บางคนจาํ คาํ ไดโ ดยสงั เกตอกั ษร หรอื พยญั ชนะตน ของคาํ นน้ั การที่ครูตั้งคําถามวาเด็กจะใชอะไรเปนขอสังเกต จะทําใหครูคนพบวิธีการเรียนรู ของเด็กและ ในขณะเดยี วกนั เดก็ คนอน่ื ๆ จะฟง และสงั เกตตามไปดว ย ดว ยวธิ กี ารนเี้ ดก็ จะไดเ รยี นรู กลยทุ ธจ ากเพอ่ื นๆ และ พฒั นาเปน การสรา งยทุ ธวธิ ขี องตนเอง เปน การรู วธิ เี รยี นรขู อง (meta cognition) 3. หลังจากครูเปดโอกาสใหเด็กๆ อธิบายวา เด็กๆ ใชอะไรเปนขอสังเกตในการจดจําเร่ือง หรือ คาดวา จะเกดิ อะไรขน้ึ ตอ ไปไดแ ลว ทง้ั ครแู ละเดก็ กอ็ า นออกเสยี งดว ยกนั อกี ครง้ั หนง่ึ การทคี่ รกู ระตนุ นกั เรยี น เปน การเปด โอกาสใหน กั เรยี นทกุ คนมสี ว นรว ม และสนกุ สนานกบั นทิ านในขณะเดยี วกนั กเ็ ปน การฝก ฝนวธิ สี งั เกต และคาดการณเ พม่ิ เตมิ ขนึ้ เรอื่ ยๆ เมอื่ เดก็ ๆ อา นเรอื่ งพรอ มกนั ซาํ้ เปน ครง้ั ทสี่ อง ขอใหค ณุ ครถู ามเดก็ วา จาํ วลี หรอื ประโยคใดไดบ า ง ครเู ขยี นวลหี รอื ประโยคนน้ั ๆ ตามทเี่ ดก็ บอก ขณะเขยี นใหอ า นคาํ ทเ่ี ขยี นไปทลี ะคาํ จากนนั้ จงึ ขอใหเ ดก็ คนใด คนหนง่ึ อา นออกเสยี งพรอ มคร(ู พยายามเลอื กเดก็ ทคี่ าดวา จาํ ประโยคนนั้ ได) และขอใหเ ดก็ ทงั้ หอ งอา นออกเสยี ง วลี หรอื ประโยคนนั้ ในครง้ั ทส่ี อง ขณะทอี่ า นใหค รใู ชน ว้ิ หรอื ไมช ไ้ี ปทค่ี าํ แตล ะคาํ ทอ่ี า นเวน จงั หวะ ระหวา งคาํ ใหช ดั เจน

135 แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล ในชว งนค้ี รกู าํ ลงั ฝก เดก็ ใหค รู ระหวา ง สายตา คอื การมองคาํ และเสยี งพดู คอื การอา น เดก็ บางคนในระยะนยี้ งั ไมค อ ยแนใ จ วา เสยี งและคาํ ทตี่ นอา นนนั้ เปน คาํ เดยี วกนั หรอื ไม เทคนคิ การฝก คอื ใหค รใู ชไ มช ว้ี งรอบคาํ ทเี่ ดก็ อา นทลี ะคาํ และใหเ ดก็ หดั สงั เกตจงั หวะทเี่ วน ไวร ะหวา งคาํ เดก็ ตอ งการ การฝก ฝน ในเรอื่ งนม้ี ากพอสมควร ขนั้ ตอนตอ ไป คอื ครตู อ งทาํ แทบประโยคโดยเขยี นตวั อกั ษรใหม ขี นาดใหญ และตดิ ไวต รงทเ่ี ดก็ มองเหน็ ไดง า ย เพอื่ เดก็ จะไดใ ชเ ปน ตวั อยา งเมอ่ื ตอ งการจะเขยี นเรอื่ งของตน วนั ที่ 5 1. อานออกเสียงหนังสือเลมใหญพรอมกันอีกครั้งหนึ่ง เด็กเล็ก ๆ จะไมเบ่ือหนายการอานหนังสือ ซ้ํา ๆ ครูอาจรูสึกเบื่อแตเด็ก ๆ จะชอบ ในวัยขนาดนี้เด็กจะประทับใจวาเขาประสบความสําเร็จในการเปน นกั อา น เดก็ ๆ ชน่ื ชมตนเองทร่ี สู กึ วา เขาอา นหนงั สอื ออก เปน ประสบการณท นี่ า ยนิ ดสี าํ หรบั เดก็ เลก็ เขาดใี จ ทร่ี เู รอ่ื งในนทิ าน คาดเดาไดว า ตอนจบจะเปน อยา งไร ทวี่ เิ ศษสดุ คอื เขาทายถกู ทกุ ครงั้ ระหวางการอานชวงนี้ ขอใหคุณครูเร่ิมฝกการเติมคําดวยปากเปลา (Oral Cloze) เมื่อครูอาน มาถงึ ตอนใดทคี่ รคู ดิ วา เดก็ สามารถจาํ ไดข อใหค ณุ ครหู ยดุ และปลอ ยใหเ ดก็ เตมิ คาํ ในชอ งวา งดว ยปากเปลา แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล การฝกใหเด็กเติมคําท่ีขาดหายไปดวยปากเปลาน้ีเด็กบางคนจะเติมคําจากความทรงจํา แตบ างคนสามารถจบั จดุ ไดโ ดยสงั เกตการชนี้ วิ้ หรอื ใชไ มช ท้ี ค่ี รชู ใ้ี ตค าํ นนั้ (การทค่ี รใู ชไ มช ค้ี าํ จะทาํ ให เด็กรับรูความจริงวานิทานมาจากตัวหนังสือ ไมไดมาจากภาพวาด) แตคุณครูตองระลึกไวเสมอวา กอ นทเี่ ดก็ จะเตมิ คาํ ได เดก็ และครตู อ งใชเ วลาอา นหนงั สอื ดว ยกนั พอสมควร จนแนใ จวา เดก็ จะจาํ วลหี รอื คําที่ขาดหายไปได การอานพรอมกันทั้งหองจะชวยใหเด็กที่ยังอานไมไดเกิดกําลังใจเพราะมีกลุม ชวยสนับสนุนอยูไมทําใหเด็กรูสึกลมเหลว (ครูจึงควรทํากิจกรรมน้ีพรอมกันท้ังหอง อยาช้ีใหเด็ก ตอบเปน รายคน) การเตมิ คาํ ทข่ี าดหายไปดว ยปากเปลา จะสง เสรมิ ใหเ ดก็ คนุ เคยกบั ประโยคทถ่ี กู ตอ ง 2. ในชว งนใี้ หค ณุ ครฝู ก ยทุ ธวธิ ขี องการเรม่ิ ตน ใหม ถา คาํ ทเี่ ดก็ เตมิ เปน คาํ ทไี่ มส อดคลอ งกบั ประโยค ฟงแลวไมเขาใจเด็กจะหยุดทันที เขาจะเกิดความไมแนใจ เด็ก ๆ ควรไดรับคําแนะนําใหรูจักทบทวน ประโยคใหม เพราะถา อา นแลว คนฟง ไมเ ขา ใจแสดงวา ตอ งมพี ดู อะไรผดิ ปกติ แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล ลักษณะน้ีเปนธรรมชาติของการเรียนรูของเด็กเล็ก เมื่อเด็กเล็ก ๆ หัดพูดเด็กเรียนรูวา เวลาคนเราพูด คําพูดหรือประโยคน้ันตองถูกตอง มีความหมาย คนอื่นจึงจะเขาใจส่ิงท่ีเขาพูด โดยวิธีนี้เด็กจะเรียนรูการตรวจสอบความหมายของคํา/วลี/ประโยค ถาเด็กอานออกเสียงไปดวยกัน กับครูแลวครูหยุดใหเด็กเติมคํา หากคําที่เขาเติมไมส่ือความหมาย เด็กจะยอนไปทบทวนจุดที่เปน ปญหา การฝกของครู ในชวงนี้เด็กจะใชยุทธวิธีตางกัน บางคนเริ่มตนทบทวนจากความจํา จากน้ัน จึงจะตรวจสอบคําแตละคํา นิสัยทบทวนการอานนี้เปนนิสัยสําคัญท่ีครูควรฝกใหเด็ก สําหรับเปน เครอื่ งมอื ในการฝก อา นของเดก็ ดว ยตนเองในอนาคต

136 3. ขน้ั ตอ ไปหรอื อาจจะเปน วนั ตอ ไป ขอใหค ณุ ครนู าํ ประโยคหนงึ่ หรอื สองประโยคจากหนงั สอื ไปตดิ บนกระดานโดยเวน คาํ ไว 1 คาํ แลว ขดี เสน ใตค าํ ทเี่ วน ไว ลกั ษณะนเี้ รยี กวา เปน การเตมิ คาํ ทขี่ าดหายไปโดยใช ภาษาเขียน (Written Cloze) ครูใชกิจกรรมนี้ภายหลังจากท่ีทํากิจกรรมเติมคําปากเปลา ครูใชนิ้วหรือไมชี้ ชคี้ าํ ทอ่ี า นในประโยคนน้ั ไปทลี ะคาํ ครใู ชค าํ ถามวา “ใครคดิ ออกวา คาํ ทห่ี ายไปคอื คาํ อะไร” หรอื “เราจะเตมิ คาํ ในประโยคนอี้ ยา งไรทจี่ ะทาํ ใหอ า นแลว เขา ใจ” เมอื่ เดก็ คาดเดาวา คาํ นนั้ นา จะเปน อะไรแลว ใหค ณุ ครเู ขยี นคาํ นน้ั บนเสน ทเ่ี วน ไว คาํ ทเี่ ดก็ คาดเดาอาจจะมาจากหนงั สอื หรอื จากประสบการณส ว นตวั กไ็ ด เมอื่ เขยี นเตมิ คาํ แลว ครจู ะอา นประโยคนนั้ ซาํ้ อกี ครง้ั หนง่ึ โดยใชค าํ ทเ่ี ดก็ คาดเดา จากนนั้ จงึ ถามเดก็ ๆ วา ใชป ระโยคแบบนเี้ ขา ใจไหม และกระตนุ ใหเ ดก็ ๆ อา นประโยคทเี่ ขาเตมิ แลว นนั้ ดว ยตนเอง เพอื่ ตรวจสอบการคาดเดาของเขา ครถู ามเดก็ คนอ่ืน ๆ อีกวาคาดเดาอะไรไดอีกหรือไม จะเติมคําอะไรในประโยคน้ีไดอีก จากนั้นจึงอานทบทวนโดยใช กระบวนการเดิม แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล เนื่องจากกิจกรรมน้ีเปนกิจกรรมสําคัญ ครูควรใชเวลาทํากิจกรรมซํ้าจนกวาเด็กจะเกิด ความรูสึกวาเทคนิคน้ีเปนส่ิงที่เกิดประโยชน การตรวจสอบความหมายและของคําและประโยคเปน ยุทธวิธีท่ีสําคัญท่ีสุด และการอานทบทวนเปนวิธีท่ีดีที่จะตรวจสอบความหมายของประโยค ในชวง กจิ กรรมนค้ี รจู ะเปน ผพู สิ จู นใ หเ ดก็ รสู กึ วา เดก็ ๆ ไดร อู ะไรบา ง เขารจู กั ตวั อกั ษรมากนอ ยแคไ หน การเตมิ คาํ ทขี่ าดหายไปทง้ั โดยปากเปลา และโดยตวั หนงั สอื เปน เทคนคิ ทนี่ กั อา นทด่ี คี วรทาํ การ เติมคํา ท่ีใหประโยคมีความหมาย โดยคาดคะเนวานาจะเปนคําอะไร จากน้ันจึงอานทบทวนเพื่อให มน่ั ใจในสงิ่ ทค่ี าดคะเนนนั้ เดก็ ไมไ ดอ า นตวั อกั ษรทกุ ตวั หรอื คาํ ทกุ คาํ ในทกุ ประโยค เดก็ ๆ เพยี งแตใ ช ขอมูล ที่เปนตัวหนังสือเทาท่ีจําเปนมาผนวกกับความรูและประสบการณเดิม เพ่ือทําใหตัวหนังสือมี ความหมาย ดว ยวธิ นี เ้ี องทเ่ี ดก็ ๆ จะสอ่ื สารความหมายและความเขา ใจกบั ผปู ระพนั ธใ นเรอ่ื งการฝก หดั เติมคําโดยปากเปลาหรือโดยตัวหนังสือจะชวยใหเด็กเกิดนิสัยในการฝกอานแมจะไมรูจักคํา ๆ น้ัน แตเ ดก็ จะกลา ทดลองอา นไปจนจบประโยค พยายามหาขอ มลู และทาํ ความเขา ใจเพมิ่ มากขนึ้ หนงั สอื เลมใหญจะชวยดึงดูดความสนใจของเด็กใหเกิดความคุนเคยกับภาษา รูจักวิธีการคาดคะเน คาดเดา คําที่เห็น ตลอดจนเขาใจรูปแบบของประโยคภาษาไทย ภาษาที่ใชในหนังสือเลมใหญจะเปนถอยคํา ท่ีเหมาะสมกับระดับความรูความเขาใจของเด็ก เด็กสวนมากเมื่อมาโรงเรียนมักจะรูจักสัญญาณ สัญลักษณ และวลี ท่ีเขารูจักรอบตัวเขา เด็กรูรูปประโยคในภาษาพูดมากพอสมควรเขาจึงมีพื้นฐาน พอทจ่ี ะคาดเดาขอ ความทเ่ี ปน ภาษาเขยี นในหนงั สอื ได หนังสือที่เลือกมาใหเด็กตองเปนหนังสือที่สนุกสนานเราใจใหเด็กติดตาม และคาดเดาเร่ือง ใชค าํ ทน่ี า สนใจ มแี นวคดิ ทส่ี นกุ สนาน เดก็ จะจาํ เรอื่ งราวไดด ถี า การดาํ เนนิ เรอ่ื งฉบั ไวมลี กั ษณะเปน ละคร ถา ประโยคนน้ั มคี วามหมายนา จดจาํ เดก็ ๆ จะเตมิ คาํ ไดง า ย (จบั ครู ะหวา งตา/เสยี ง) เวลาอา น

137 วนั ที่ 6 ในชวงนี้ครูจะนํานักเรียนอานทบทวนเร่ืองทั้งหมดอีกคร้ังหน่ึง และฝกการเติมคําใหเร่ืองสมบูรณ ฝกการสังเกตเสียงท่ีเปนคําอาน คูกับคําท่ีปรากฏในหนังสือ ครูอาจใชวิธีติดกระดาษปดตัวอักษร/คําหรือวลี เพอื่ ใหเ ดก็ เดาอยา งมวี จิ ารณญาณวา สงิ่ ทป่ี ด ไวค อื อะไร (กระดาษทใี่ ชค วรเปน กระดาษโนต แบบมกี าวสาํ เรจ็ รปู ตดิ ดา นบนสามารถปด และดงึ ออกไดง า ย) การปด คาํ ไวน จี้ ะทาํ ใหก ารอา นเปน เรอ่ื งสนกุ เหมอื นการเลน ทายอะไรเอย ขณะทค่ี รแู ละเดก็ อา นออกเสยี ง พรอมกันครูจะกระตุนใหเด็กทายวาคําท่ีอยูใตกระดาษโนตคืออะไร เมื่อทายแลวใหเด็กคนใดคนหน่ึงมาเปด กระดาษโนต ดวู า ถกู ตอ งหรอื ไม อยา ลมื เตอื นเดก็ ใหอ า นทวนประโยคซา้ํ อกี ครง้ั หนงึ่ วา เปน ประโยคทม่ี คี วามหมาย หรอื ไม และอา นประโยคถดั ไปเพอื่ ใหแ นใ จวา ประโยคนน้ั ถกู ตอ งการฝก เดก็ เปนภาษาไทยหรือเปลา เปนเร่ืองของการใชภาษา การที่ครูแนะนําใหเด็กรูจักตัวอักษรท่ีเปนชื่อ ของเดก็ และการอา นออกเสยี งตวั อกั ษรเปน การใหเ ดก็ รจู กั การสงั เกตรปู รา งตวั อกั ษร การพฒั นาความสามารถในการอา นของเดก็ แตล ะคนจะไมเ ทา กนั เดก็ บางคนพอมาถงึ ขนั้ นี้ อาจจะจบั หลักการอานไดโดยสังเกตจากตัวหนังสือ พยายามแกะอานทีละตัว เด็กบางคนอาจจะอานจากความทรงจํา โดยไมสนใจคําหรือกลุมคํา เด็กบางคนตองฝกอานออกเสียงซํ้าหลาย ๆ ครั้งกอนที่จะใชกลยุทธการสังเกต ตวั อกั ษร เดก็ หลายคนกอ็ า นปนเปกนั ทง้ั จากความทรงจาํ และจากการสงั เกตคาํ และใชท งั้ กลยทุ ธ ความเขา ใจ ทางภาษา การใชภ าษา และการสงั เกตตวั อกั ษรไปพรอ มกนั เดก็ ทอ่ี า นจากความทรงจาํ จะอา นเรว็ และเลยี นแบบแสดงทา ทาง เหมอื นทค่ี รอู า น ถา เดก็ เรม่ิ ให ความ สนใจกับคําแตละคําและใชขอมูลจากตัวอักษรท่ีปรากฏในแตละหนาเขาจะเริ่มคิดใครครวญและจะอานชาลง เด็กจะมองหาตัวอักษรตัวแรกของคํา และตัวอักษรที่มารวมกันเปนคํา เพ่ือหาความหมาย เด็กจะมีลักษณะ ลงั เลใจ หยดุ เปน ระยะ ลกั ษณะเชน นถ้ี อื เปน สญั ญาณของความกา วหนา แสดงถงึ ความพยายามของเดก็ ทจ่ี ะใช กลยทุ ธต า ง ๆ เพอื่ จะอา นและทาํ ความเขา ใจกบั เรอื่ งทอ่ี า น ครคู วรใชเ วลาสาํ หรบั ใหเ ดก็ มโี อกาสเรยี นรู ตวั อกั ษร รปู รา งและชอ่ื ของตวั อกั ษรโดยใชเ รอื่ งจากตวั หนงั สอื เลม ใหญท เ่ี ดก็ รจู กั แลว การที่ครูชวยเด็กใหรูจักรูปรางและชื่อของตัวอักษรตัวแรกท่ีเปนชื่อของเด็กจะชวยใหเด็กเชื่อมโยง ตวั อกั ษรนน้ั กบั ตวั อกั ษรอน่ื เวลาสอนเดก็ เรอื่ งตวั อกั ษรครตู อ งฝก เดก็ เพยี งเรอื่ งเดยี ว คอื การสงั เกตตวั อกั ษร โดยไมเนนความหมายของคํา ไมเชนนั้นก็จะสับสนเพราะเด็กจะกังวลหลายทาง การรูความหมายของคํา จะอยูที่การอานหนังสือเลมใหญพรอมกัน ควรฝกใหเด็กใชกลยุทธหลากหลายทั้ง 3 วิธี ไมควรยึดติดกับ วธิ ใี ดวธิ หี นง่ึ วธิ ฝี ก ใหเ ดก็ คนุ เคยกบั ตวั อกั ษร ครสู ามารถใชว ธิ งี า ย ๆ เชน ใหเ ดก็ หาตวั ก. ในหนา นน้ั โดยชที้ ต่ี วั ก. ทกุ ตวั ใชน ว้ิ ลากตามรอยตวั อกั ษร หรอื อา นคาํ ทข่ี นึ้ ตน ดว ย ก ครอู า นคาํ ทม่ี ตี วั ก. ซงึ่ เปน คาํ จากหนงั สอื เลม ใหญ และใหเ ดก็ ชว ยกนั หาคาํ นนั้ ใหเ จอ ครชู คี้ าํ ทเ่ี ดก็ หาถกู อา นใหฟ ง และถามวา มใี ครเหน็ ตวั อกั ษร ก. ในคาํ นนั้ บา ง ลองใหเ ดก็ สกั 1 คนมาชค้ี าํ /อา นคาํ และชท้ี ต่ี วั ก เดก็ จะอา นคาํ ซา้ํ และบอกวา ตวั อกั ษรนนั้ ขน้ึ ตน ดว ยตวั ก.

138 การฝกวิธีนี้เปนการเช่ือมโยงใหเด็กสังเกตเน้ือเรื่องควบคูไปกับการสังเกต ตัวอักษรและเสียงของคํา เดก็ จะเชอ่ื มโยงชอื่ ตวั อกั ษรกบั รปู รา งลกั ษณะของตวั อกั ษรในขณะเดยี วกนั กเ็ ชอื่ มโยงเสยี งอา นของคาํ ในเนอ้ื เรอื่ ง กบั รปู คาํ ทเ่ี ดก็ เหน็ ซงึ่ ตพี มิ พอ ยใู นเนอื้ เรอ่ื งการเชอ่ื มโยงพน้ื ฐานงา ย ๆ แบบธรรมชาตนิ เี้ ปน เครอ่ื งมอื ทท่ี าํ ใหเ ดก็ รสู กึ วา ตนเองเปน นกั อา นทเ่ี กง เดก็ จะรสู กึ วา ประสบความสาํ เรจ็ มที ศั นคตทิ ด่ี ตี อ การอา น ครูควรดูแลเรื่องการจัดกลุมใหเด็ก โดยกลุมน้ันควรมีลักษณะยืดหยุน เนนความสามารถของเด็ก เปนรายบุคคล และจัดใหเด็กท่ีมีความสามารถใกลเคียงกันอยูดวยกัน รวมทั้งเลือกเด็กที่มีลักษณะ การเรียนรูคลายกันไวในกลุมเดียวกัน เพราะจากการสงเสริมใหเด็กรักการอาน และเรียนรูภาษาโดยวิธี ธรรมชาติ เราพบวา เดก็ แตล ะคนมลี กั ษณะการเรยี นรไู มเ หมอื นกนั เชน เดก็ บางคนจะชอบสงั เกตตวั อกั ษร/ คาํ กบั เสยี งอา นขณะทเ่ี ดก็ บางคนไมส นใจเรอ่ื งของคาํ หรอื หนงั สอื แตช อบฟง นทิ านอยา งเดยี ว เดก็ บางคนอาจ จะกลา หาญพอทจ่ี ะลองเขยี น หรอื คดิ คน สะกดคาํ เอง ขณะทบี่ างคนไมก ลา ลองเขยี น เมอ่ื ครจู ดั เดก็ ใหเ รยี นรู เปน กลมุ รว มกบั เพอื่ น ๆ ขอใหส รา งความรสู กึ วา เดก็ จะอบอนุ เปน มติ รอยใู นกลมุ เพอื่ น การทาํ งานและเรยี นรู เปน กลมุ จะขจดั ความรสู กึ ทตี่ อ งแขง ขนั กนั เปน หนง่ึ ในหอ ง ครมู บี ทบาทคอื กระตนุ ใหเ ดก็ เกดิ ความรสู กึ กลา ทจี่ ะ ทดลองเรยี นรู สง่ิ ตา ง ๆ โดยไมก ลวั ความลม เหลวเพราะมคี รเู ปน ผใู หก าํ ลงั ใจ การเรยี นรโู ดยใชห นงั สอื เลม ใหญค รสู ามารถจดั กจิ กรรมใหเ ดก็ มปี ระสบการณห ลากหลาย นอกจาก การอา นหรอื เรยี นรภู าษาโดยแนะนาํ ใหเ ดก็ เขา ใจแนวคดิ การดาํ เนนิ เรอื่ งของหนงั สอื ทง้ั เลม เชน “เรม่ิ เรอ่ื ง” และ “จบเรอ่ื ง” หนา ปก หลงั ปก ตอนบน ตอนลา ง ขา งขวา ขา งซา ย ภาพวาด ตวั พมิ พ ตวั อกั ษร ชอ งวา ง เวน วรรค คาํ ประโยค เครอื่ งหมายตา ง ๆ สงิ่ เหลา นคี้ รจู ดั กจิ กรรมชว ยใหเ ดก็ เรยี นรไู ดโ ดยใชแ ถบประโยคจากหนงั สอื เลมใหญ ครูดึงประโยคออกพิมพหรือเขียนเปนแถบ ประโยค และจัดทําใหเพียงพอกับเด็กทุกคน วิธีฝกคือ เลน เกมจบั คู ครแู จกกระดาษใหเ ดก็ ทกุ คน บนกระดาษจะมปี ระโยคทคี่ ดั ลอกมาจากหนงั สอื เลม ใหญ โดยเวน ท่ีวางไวสําหรับวางแถบประโยคท่ีมีขอความเหมือนกัน ครูนําแถบประโยคที่มีขอความเหมือนบนกระดาษ ของเดก็ มาวางไวอ กี 2-3 ประโยคคละกนั และใหเ ดก็ เลอื กขอ ความเหมอื นกนั มาวางเรยี งบนกระดาษของตน กจิ กรรมนจ้ี ะใหเ ดก็ ทาํ เดยี่ วหรอื ทาํ เปน คกู ไ็ ด เมอ่ื ครฝู ก ใหเ ดก็ เรยี นรจู ากหนงั สอื เลม ใหญแ ลว ครจู ะเพมิ่ ประสบการณใ หเ ดก็ โดยนาํ หนงั สอื อนื่ ๆ มาอา นใหเ ดก็ ฟง โดยเลอื กหนงั สอื นทิ านทเี่ ดก็ ชอบ และใชก ารพดู คยุ และเรยี นรรู ว มกนั ทง้ั ชน้ั หนงั สอื เหลา น้ี คณุ ครจู ะไวร วมกนั โดยวางบนโตะ หรอื จดั มมุ หนงั สอื ใหเ ดก็ ๆ นาํ ไปอา นเพอ่ื ความสนกุ สนานบนั เทงิ เมอื่ เดก็ เรมิ่ รจู กั ชอื่ ตวั อกั ษร รปู รา ง และจบั ความสมั พนั ธร ะหวา งตวั อกั ษร และเสยี งอา นไดถ กู ตอ งแลว ในระยะน้ีเด็กจะเร่ิมตนจดจําคําบางคําได หรือคาดคะเนคําไดใกลเคียง ดังนั้นการเลือกหนังสือใหเหมาะสม จงึ เปน เรอ่ื งทสี่ าํ คญั ทส่ี ดุ ทจ่ี ะชว ยกระตนุ ใหเ ดก็ อยากเรยี นรู และเรยี นดว ยความสนกุ สนานเพลดิ เพลนิ หนงั สอื ทคี่ รเู ลอื กควรเปน หนงั สอื ทใี่ ชภ าษาสละสลวย ดาํ เนนิ เนอื้ เรอ่ื งฉบั ไวและมภี าพประกอบทน่ี า สนใจ

139 วนั ที่ 7 เม่ือเด็ก ๆ เรียนรูจากหนังสือเลมใหญจนจบเลมและเขาใจดีแลว ครูจึงแจกหนังสือเลมเล็กใหเด็ก ทกุ คน ๆ ละ 1 เลม หนงั สอื เลม เลก็ นจี้ ะเหมอื นกบั หนงั สอื เลม ใหญท กุ ประการ ขณะทค่ี รอู า นหนงั สอื เลม ใหญ เดก็ ๆ จะอา นหนงั สอื เลม เลก็ ของตนพรอ มกบั ครู จากนนั้ จงึ จบั คอู า นใหเ พอื่ นฟง วธิ นี เี้ ดก็ จะเกดิ ความคนุ เคย กบั หนงั สอื เลม เลก็ เดก็ ๆ จะใชห นงั สอื เลม เลก็ นเี้ ปน แหลง ขอ มลู ในการหดั เขยี นและวาดภาพประกอบเรอ่ื ง เมอื่ ครแู จกหนงั สอื เลม เลก็ ใหเ ดก็ เดก็ จะเกดิ ความรสู กึ ภาคภมู ใิ จและมนั่ ใจในการเรยี นรู เพราะแสดงวา ครมู คี วามเชอื่ มน่ั ในตวั เดก็ ครเู ชอื่ วา เดก็ อา นไดด ว ยตนเองและภมู ใิ จในความสาํ เรจ็ ของ เดก็ ๆ ชว งเวลานคี้ อื ชว งเวลาแหง ความหฤหรรษ สาํ หรบั เดก็ เดก็ จะอา นหนงั สอื เลม เลก็ อยา งขยนั ขนั แขง็ โดยอา นใหต วั เองฟง กอ น จากนน้ั จะอา นกบั เพอ่ื น และอา นใหผ ทู ส่ี นใจฟง เดก็ พอใจทจี่ ะอา น เพราะรสู กึ วา เขาเปน คนพเิ ศษและชน่ื ชอบ คํายกยองท่ีผูใหญชมเชยเขาบางโรงเรียนอนุญาตใหเด็กยืมหนังสือกลับบานได เพ่ือไปอานใหครอบครัวฟง บางคร้ังครูอาจใหเด็กมาอานกับครูตามลําพังกอนจะนําหนังสือไปบาน เพ่ือจะไดแนใจวาเด็กอานเองไดโดย ไมเ คอะเขนิ ถาครูมีเครื่องบันทึกเทป ครูและเด็ก ๆ อาจจะชวยกันบันทึกเทปเสียงอานของหนังสือ โดยแบง เปน ตอน ๆ เพอ่ื ใหเ ดก็ ทกุ คนมสี ว นรว มในการอา นและบนั ทกึ เสยี งลงเทป ดว ยเหตนุ เ้ี องการบนั ทกึ เทปนจี้ งึ เปน ตวั แทนภาพรวมความสาํ เรจ็ ของกลมุ ถา โรงเรยี นใดไมม เี ครอื่ งบนั ทกึ เทปสาํ หรบั ใชใ นชน้ั อนบุ าล ครอู นบุ าลควรประสานขอความรว มมอื กบั ครูและนักเรียนช้ันประถมศึกษา ซ่ึงอาจเปนเด็กระดับประถมศึกษาปท่ี 5-6 ครูช้ันประถมศึกษาปท่ี 5-6 สามารถชว ยเลอื กนกั เรยี นทอ่ี า นหนงั สอื บนั ทกึ ลงเทป รวมทง้ั ทาํ เสยี งประกอบเพอ่ื ชว ยใหน อ ง ๆ ชนั้ อนบุ าล สนุกสนาน ในโอกาสน้ีครูอนุบาลและเด็ก ๆ ช้ันอนุบาลจะชวยกันคิดหาวิธีขอบคุณพ่ี ๆ ชั้นประถมศึกษา โดยอาจทาํ เปน จดหมายขอบคณุ ภาพวาดแสดงความขอบคณุ ภาพปะตดิ หรอื ชว ยกนั แตง กลอนคาํ คลอ งจอง ขอบคณุ เดก็ ๆ ชน้ั อนบุ าลจะใชห นงั สอื เลม ใหญเ ปน แหลง เรยี นรู โดยคน หาคาํ หรอื วลที ร่ี จู กั แลว นาํ ไปแตง เปน เรอื่ งของตนเอง นอกจากนห้ี นงั สอื เลม ใหญบ างเลม ยงั ทาํ เปน บทละครสนั้ ๆ โดยใชบ ทสนทนาทนี่ าํ มาจาก หนงั สอื และใหเ ดก็ ๆ ชว ยกนั ทาํ หนุ ทเี่ ปน ตวั ละครในเรอื่ ง โดยเดก็ ๆ วาดภาพตวั ละครเอง ระบายสี ตดั และ นาํ มาตกแตง เปน หนุ มอื หนุ ถงุ กระดาษ ฯลฯ พรอ มทงั้ แสดงเปน ละครหนุ

140

141 ภาคผนวก ความรูสําหรับครูผูสอน • เทคนคิ การสง เสรมิ กระบวนการคดิ โดยใชห นงั สอื เลม ใหญ

142 สาํ หรบั คณุ ครปู ฐมวยั ทใ่ี ชก ระบวนการสง เสรมิ การรหู นงั สอื (Literacy) โดยใชห นงั สอื เลม ใหญ เมอื่ เดก็ เรม่ิ คนุ เคยกบั ตวั หนงั สอื และการอา น-เขยี นแลว ในขนั้ ตอ ไปครอู าจสง เสรมิ กระบวนการคดิ โดยใชห นงั สอื เลม ใหญ ท่ีมีลักษณะเหมาะสมกับการคิดของเด็ก ซึ่งเปนเรื่องท่ีเด็กคาดเดาเหตุการณได (Predictable Books) หรือ เปน นทิ านพนื้ บา น นทิ านคาํ กลอน โดยมเี ทคนคิ การสอนดงั นี้ เทคนิคการสงเสริมกระบวนการคิดโดยใชหนังสือเลมใหญ วธิ เี รมิ่ ตน กจิ กรรมการเรยี นรู การเรม่ิ ตน เรยี นรหู นงั สอื เลม ใหญใ ชห ลกั การเดยี วกนั การฝก กฬี า หรอื ฝก รอ งเพลง คอื มกี ารเตรยี ม พรอมอบอุนรางกาย ในการเรียนรูภาษาสําหรับเด็กปฐมวัย ก็เชนเดียวกัน เราใชวิธีเตรียมพรอม โดยให เดก็ ทงั้ ชนั้ รอ งเพลง ทอ งคาํ คลอ งจอง บทกลอน หรอื อาขยานโดยเลอื กเพยี งอยา งใดอยา งหนง่ึ ครรู อ งเพลงหรอื ทอ งคาํ คลอ งจองใหเ ดก็ ฟง 1 เทย่ี วกอ น จากนน้ั จงึ ใหเ ดก็ ทอ งตามหรอื รอ งตาม เดก็ ๆ จะสนกุ สนานและเรมิ่ พรอ มทจี่ ะเรยี นรภู าษาโดยวธิ ธี รรมชาติ หากครใู หเ ดก็ ทอ งหรอื รอ งเพลงพรอ มทง้ั ทาํ ทา ทางประกอบดว ยเดก็ จะสนกุ สนานมากยง่ิ ขน้ึ เพลงหรอื คาํ คลอ งจองทคี่ ณุ ครใู หเ ดก็ ฝก เพอื่ เตรยี มความพรอ มน้ี ขอใหค ณุ ครสู งั เกตดจู ะพบวา มเี พลง บางเพลงหรอื คาํ คลอ งจองบางบททเี่ ดก็ ๆ ชอบเปน พเิ ศษ ครจู ะเปด โอกาสใหเ ดก็ ทอ งหรอื รอ งเพลงทเ่ี ขาชอบ ไดบอยคร้ัง โดยครูเลือกเพลงหรือคําคลองจองที่เด็กชอบเปนพิเศษและมีเน้ือรองสั้น ๆ นํามาเขียนบน กระดาษชารท เพอ่ื ทเ่ี ดก็ จะไดเ หน็ วา เพลงทเี่ ขารอ งหรอื คาํ คลอ งจองทเี่ ดก็ ๆ ทอ ง เวลาเขยี นเปน ตวั หนงั สอื จะมีลักษณะเชนใด เนื้อเพลงน้ีคุณครูใชสําหรับกิจกรรมเสริมประสบการณ โดยอานพรอมกันและใชนิ้วหรือ ไมชี้ ช้ีไปใตตัวหนังสือท่ีครูอานทีละตัว การท่ีครูทําเชนน้ีจะชวยใหเด็ก “จับคู” คําที่เด็กรูจักจากการทอง คาํ คลอ งจองหรอื จากการรอ งเพลงกบั คาํ ทเี่ ปน ตวั พมิ พ ขณะทเ่ี ดก็ อา นออกเสยี งพรอ มกนั เดก็ จะเรยี นรเู ปน กลมุ หากคําใดอานไมไดก็จะอานตามไปกับเพ่ือน ๆ ทําใหเด็กแตละคนสามารถปรับปรุง และแกไขการอานดวย ตวั เขาเอง เปน การเรยี นรรู ว มกนั บางครงั้ ครอู าจนาํ คาํ คลอ งจองทเี่ ปน ขอ ความสน้ั ๆ มาตดิ บนปา ยนเิ ทศ หรอื กระดาษชารท โดยไมต อ ง อา นใหเ ดก็ ฟง เพอื่ ฝก ใหเ ดก็ เกดิ การแสวงหาใฝร แู ละเรยี นรดู ว ยตนเองแบบลองผดิ ลองถกู เดก็ ๆ จะชอบมาก เพราะครเู ปด โอกาสใหท ดลองอา นเอง เดก็ จะเดาคาํ คลอ งจองบางคาํ ได และจะรสู กึ วา ตนเองประสบความสาํ เรจ็ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรูดวยหนังสือเลมใหญ ครูตองเตรียมอุปกรณและสื่อการสอนใหพรอม เพอ่ื ใหเ ดก็ มปี ระสบการณท ดี่ ี และรสู กึ ประทบั ใจ มคี วามสนกุ สนาน ดงั นน้ั ครคู วรเกบ็ หนงั สอื เลม ใหญไ วก อ น จนกวา จะพรอ มนาํ เสนอ เวลาจดั กจิ กรรมจงึ นาํ มาอา นพรอ มกนั ทลี่ ะเลม เวลาจดั กจิ กรรมหลงั จากอา นพรอ มกนั แลว ชว งทคี่ รฝู ก ประสบการณท างภาษาแกเ ดก็ ครจู ะแบง กลมุ ใหเ ดก็ ทาํ กจิ กรรมสง เสรมิ ประสบการณท างภาษา เชน ระบายสี ลอกขอความจากหนังสือ ทําหุนมือ บันทึกเสียง เขียนเร่ือง และอานจากหนังสือเลมเล็ก ขณะทเ่ี ดก็ แตล ะกลมุ เลอื กทาํ กจิ กรรมกลมุ อยนู น้ั ครจู ะอา นหนงั สอื เลม ใหญก บั เดก็ กลมุ ใดกลมุ หนงึ่ ในกรณนี เ้ี ดก็ บางคนทท่ี าํ กจิ กรรมกลมุ อนื่ อยอู าจจะเงยี่ หฟู ง ครอู า น ซงึ่ เปน การดที เ่ี ดก็ ใหค วามสนใจ แตค วามสนใจนจ้ี ะคง อยูไมนาน เพราะในไมชาเด็กจะหันไปสนใจงานในกลุมของตนตอ เด็กบางคนก็สนใจฟงตอ ครูไมตองกังวล ปลอ ยใหเ ขาฟง ไปเรอื่ ย ๆ จนถงึ เวลาครไู ปเขา กลมุ ของเขา

143 การจัดกลุม ลกั ษณะจดั กลมุ จะเปน แบบไมถ าวร ในชว งแรกกลมุ จะกระจดั กระจาย เพราะครจู ะใชเ วลาชว งตน น้ี สาํ รวจดวู า เดก็ แตล ะคนมวี ธิ เี รยี นรภู าษาอยา งไรบา ง ในชว ง 2-3 สปั ดาหแ รก ครตู อ งใหเ วลาสงั เกตลกั ษณะ การเรยี นรขู องเดก็ ทกุ คน และสบั เปลย่ี นใหเ ดก็ แตล ะคนไดห มนุ เวยี นไปอยหู ลาย ๆ กลมุ ในระหวา งทค่ี รพู ยายาม จดั กลมุ เดก็ อยนู ี้ สง่ิ สาํ คญั ทพี่ งึ ระลกึ ถงึ คอื พฒั นาการทาภาษของเดก็ แตล ะคนไมเ ทา กนั บางคนมพี ฒั นาการเรว็ รับรูภาษาไดดี บางคนตองใชเวลาเรียนรูมากกวาคนอื่น ครูตองกลั่นกรองใหดีกอนท่ีจะจัดเด็กเขากลุมให ตรงกบั ระดบั ความสามารถของเดก็ แตก ลมุ ควรมลี กั ษณะยดื หยนุ ไมใ ชต ายตวั ตลอด โดยขน้ึ อยกู บั ความชอบ ความสนใจและความถนัดของเด็กในการทํากิจกรรมแตละประเภท รวมทั้งตองเอ้ือตอความรูสึกของเด็กดวย ในกรณที เี่ ดก็ บางคนมเี พอ่ื นรกั เปน พเิ ศษ และอยากอยกู ลมุ เดยี วกนั ครคู วรอนโุ ลมไดบ า ง แตป ระเดน็ สาํ คญั คือ กิจกรรมที่ครูตองการใหทุกคนเรียนรูรวมกัน หรือเรื่องที่เด็กจําเปนตองรู ครูควรจัดไวชวงกิจกรรม เสรมิ ประสบการณท เี่ รยี นรพู รอ มกนั ทงั้ หอ ง กิจกรรมเสริมประสบการณทางภาษาในชั้นเรียนอนุบาลจะเปนไปโดยธรรมชาติเปนประจํา ตลอดวนั อยแู ลว โดยเดก็ จะฟง พดู อา น เขยี นไปพรอ มกนั การอา นและเขยี นของเดก็ อนบุ าล คอื ลกั ษณะ การทาํ ทา อา น การชอี้ า นคาํ ตา ง ๆ ทตี่ ดิ ไวใ นหอ ง การเลยี นแบบการอา นของผใู หญ ฯลฯ การเขยี น คอื การทําทาเขียน วาดภาพประกอบกับ การเขียนสัญลักษณตัวอักษรบางตัว เปนตน ไมไดหมายถึง การใหเ ดก็ อนบุ าลนงั่ คดั -เขยี นตามแบบ กจิ กรรมการเรยี นรภู าษาจากหนงั สอื เลม ใหญ เปน กจิ กรรม เสรมิ ประสบการณท างภาษา ทท่ี าํ ใหเ ดก็ คนุ เคยกบั ตวั หนงั สอื และรวู า ตวั หนงั สอื เปน เครอื่ งมอื สอ่ื สาร ถา ยทอดเรอื่ งราวตา ง ๆ เกดิ ความประทบั ใจทด่ี ตี อ การอา นและการฟง นทิ านเปน ประสบการณท ก่ี อ ให เกิดความสุข สนุกสนาน สงผลใหเด็กรักการอาน รักการเขียนถายทอดเร่ืองราวตาง ๆ ใหผูอ่ืนรับรู ซง่ึ เปน คณุ สมบตั สิ าํ คญั ทค่ี รอู นบุ าลถอื เปน หนา ทที่ ค่ี วรปลกู ฝง แกเ ดก็ ปฐมวยั ของไทยทกุ คน ดังนั้นครูควรจัดชวงเวลาสอดแทรกกิจกรรมการเรียนรูจากหนังสือเลมใหญไวในกิจกรรมประจําวัน โดยจัดเวลาใหเปนกิจวัตรประจํา เพราะเด็กจะชอบใหการดําเนินกิจกรรมในชีวิตประจําวันของตนเปนไป อย่างสม่ำเสมอเป็นระเบียบ เด็ก ๆ จะไม่ค่อยชอบการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตมากนักเขาอยากได้ความมั่นคง ทางจติ ใจ เดก็ จะสบายใจทรี่ วู า แตล ะวนั ตอ งทาํ อะไรบา และจาํ ทาํ อะไรกอ น-หลงั ในการเรยี นรกู จิ กรรมเสรมิ ประสบการณท างภาษาจากหนงั สอื เลม ใหญ ครแู ละนกั เรยี นจะรว มกนั กาํ หนด ขอ ตกลงในการทาํ กจิ กรรม และเขยี นเปน ขอ ตกลงรว มกนั โดยใชถ อ ยคาํ สน้ั ๆ มรี ปู ภาพประกอบ เดก็ ทกุ คน จะพยายามทาํ ตามขอ ตกลง เพราะเดก็ ตอ งการทาํ ในสงิ่ ทถ่ี กู ตอ ง นอกจากนย้ี งั มกี จิ กรรมเสรมิ ทเี่ ปน ประโยชน คือ บริการอานออกเสียง (พ่ีสอนนอง) โดยใหพี่ช้ันประถมศึกษา หรือมัธยมขยายโอกาสมาอานหนังสือให นอ งอนบุ าลฟง และกาํ หนดเวลาสาํ หรบั ชว งพส่ี อนนอ งไวใ นกจิ กรรมประจาํ วนั เปน ตารางทแ่ี นน อน บรกิ ารอา น ออกเสยี งแบบพสี่ อนนอ งนเ้ี ปน ประโยชนแ กท งั้ สองฝา ย เนอ่ื งจากพ่ี ๆ ไดท บทวนการอา น ฝก การเลา นทิ าน หรอื แสดงละครยอ ย ฝก ฝนการอา นบทกลอน และฝก ความมนี าํ้ ใจโดยรบั ฟง เรอื่ งทน่ี อ ง ๆ อา นใหฟ ง

144 พอ แมผ ปู กครองมสี ว นชว ยใหเ ดก็ ไดเ รยี นรภู าษาโดยวธิ ธี รรมชาตไิ ดอ ยา งมาก ทงั้ นค้ี รคู วรปฐมนเิ ทศ ชแ้ี จงผปู กครองวา เดก็ เรยี นรกู ารอา นโดยวธิ ธี รรมชาตไิ ดเ ชน เดยี วกบั การเรยี นรเู รอื่ งการพดู เมอ่ื เดก็ เรมิ่ หดั พดู พอแมเปนครูคนแรกที่สอนใหเด็กพูด เวลาเด็กพูดผิดเราก็ยอมรับความผิดพลาดของเด็กได เชนเดียวกับ การอา น ในระยะแรก ๆ เดก็ ยอ มอา นไมไ ดด ว ยตนเอง แตจ ะอา นจากความจาํ โดยจาํ เนอื้ เรอื่ ง จาํ ความหมาย ของคําตาง ๆ จากน้ันเด็กจึงเริ่มจํารูปประโยค จําตัวพิมพ/ตัวหนังสือ และในไมชาเด็กจะจับวิธีการเรียนรู การอา นไดเ ขาจะคอ ย ๆ เปลย่ี นจากการอา นดว ยความจาํ เปน การฝก อา นคาํ อยา งชา ๆ กระบวนการเหลา นี้ คอื การเรยี นรแู บบธรรมชาติ ซง่ึ พอ แมผ ปู กครองทเี่ ขา ใจ จะชว ยใหก าํ ลงั ใจ เสรมิ ความเชอ่ื มนั่ และสนบั สนนุ ใหเ ดก็ เรยี นรู และมพี ฒั นาการทางภาษาทถี่ กู ตอ ง หนงั สอื อกี ประเภทหนง่ึ ทค่ี รคู วรนาํ มาใชใ นกจิ กรรมการเรยี นรภู าษาโดยวธิ ธี รรมชาติ คอื หนงั สอื นทิ าน พ้ืนบาน หรือนิทานคํากลอน หนังสือลักษณะนี้มักเปนหนังสือที่จํางายสวนมากจะเปนหนังสือนิทานพื้นบาน และคาํ กลอนทเ่ี ดก็ รจู กั กนั ดี หนงั สอื ประเภทนใี้ ชส าํ หรบั เลา เรอื่ งไมไ ด ฝก การอา นขอ ความในเรอ่ื งจะซา้ํ ๆ กนั เปน รปู แบบประโยคประเภทเดยี วกนั เดก็ ๆ จะคาดเดาเหตกุ ารณล ว งหนา ในหนงั สอื ไดง า ย จากการวเิ คราะห รปู แบบของนทิ านพนื้ บา นพบวา การทเ่ี ดก็ ๆ จาํ เรอ่ื งราวของนทิ านหรอื เทพนยิ ายพนื้ บา นได เพราะมลี กั ษณะ รว มดงั ตอ ไปนี้ 1. จงั หวะของถอ ยคาํ ในนทิ านมลี กั ษณะทจ่ี ดจาํ ไดง า ย 2. เนอ้ื เรอื่ งแตง เปน คาํ กลอน หรอื คาํ คลอ งจอง 3. ใชค าํ ซาํ้ 4. รปู แบบเนอื้ เรอ่ื งซา้ํ การสอนหนงั สอื นทิ านพนื้ บา น หรอื นทิ านคาํ กลอนโดยสอดแทรกกระบวนการคดิ มวี ธิ กี ารคลา ยคลงึ กบั การจดั กจิ กรรมการเรยี นรจู ากหนงั สอื เลม ใหญ วนั ท่ี 1 ครแู นะนาํ หนงั สอื นทิ านโดยใหเ ดก็ ดปู กกอ น พรอ มทง้ั ถามวา “เดก็ ๆ เหน็ อะไรบา ง” จากนน้ั ครจู ด คําพูดเด็กแตละคนไวขาง ๆ ตัวอักษรที่เปนตัวแรกของชื่อเด็ก โดยจดไวบนกระดานหรือกระดาษชารทก็ได คาํ ถามทสี่ องคอื ถามวา “เดก็ ๆ คดิ วา เรอ่ื งทเี่ ราจะอา นตอ ไปนเ้ี ปน เรอ่ื งเกย่ี วกบั อะไร” ในชว งนคี้ รตู อ งใหเ วลา เด็กคาดคะเนวาจะเกิดอะไรข้ึนบางในนิทานเรื่องน้ี ครูจะบันทึกคําตอบของเด็กไวเปนขอมูลของการสังเกต เบอ้ื งตน จากนนั้ คณุ ครจู งึ อา นนทิ านรวดเดยี วจบ โดยใชเ ทคนคิ การอา นทปี่ ระกอบไปดว ยนาํ้ เสยี งหลากหลาย ลีลาใหเด็ก ๆ เกิดจินตนาการและความสนุกสนาน หลังจากอานจบเรื่องแลวใหชวยกันตรวจสอบดูวาการ คาดคะเนของเด็ก ๆ ใกลเคียงกับความจริงมากนอยเพียงใด ครูกระตุนใหเด็กคนหาคําตอบของแตละคนซึ่ง เขยี นไวข า งอกั ษรทเี่ ปน พยญั ชนะตวั แรกของชอ่ื เดก็ ชว ยกนั อา นและตดั สนิ ใจวา คาํ ตอบของใครบา งทใี่ กลเ คยี ง กบั ในเรอื่ ง

145 วนั ที่ 2 ครอู า นนทิ านอกี ครงั้ หนง่ึ หยดุ เพอ่ื รบั ฟง คาํ ถามและขอ คดิ เหน็ ของเดก็ ทลี ะหนา จากนน้ั จงึ อา นซาํ้ อกี ครงั้ หนงึ่ พรอ มทง้ั เชญิ ชวนใหเ ดก็ ๆ มสี ว นรว มในการคาดคะเนและคดิ วา คาํ ตอ ไปทค่ี รจู ะอา นคอื อะไร ทา ยทส่ี ดุ อา น เรอ่ื งเปน ครง้ั ทสี่ ามและหยดุ ตรงสว นทเ่ี ปน คาํ ซาํ้ หรอื รปู ประโยคซา้ํ ๆ เพอ่ื ใหเ ดก็ มสี ว นรว มในการเตมิ คาํ หรอื ขอความท่ีขาดหายไปดวยปากเปลา วนั ท่ี 3 ใชก ารเรยี นรแู บบเตมิ คาํ หรอื ขอ ความทขี่ าดหายไปซงึ่ เปน ตวั เขยี น โดยนาํ ประโยคจากหนงั สอื นทิ าน 2-3 ประโยคไปเขยี นบนกระดาน และเวน คาํ ใดคาํ หนงึ่ ไว 1 คาํ ตอ 1 ประโยค ครอู า นออกเสยี งประโยคนนั้ พอมาถงึ คาํ ทเ่ี วน ใหถ ามเดก็ วา เปน คาํ อะไรเอย และใหเ ดก็ ทวนประโยคเพอ่ื ทจ่ี ะเดาวา คาํ นน้ั นา จะเปน คาํ อะไร ลองใหเด็กออกมาที่กระดานอานประโยคและช้ีไปทีละคําขณะท่ีอาน พรอมท้ังอานคําที่เวนไวดวย ครูกระตุน ใหเ ดก็ ๆ ชว ยกนั คดิ วา คาํ ทหี่ ายไปนา จะเปน คาํ อะไร และลองเลอื กคาํ มาเตมิ ทคี่ ดิ วา เขา กนั ไดก บั ขอ ความใน ประโยคนนั้ ลองคดิ หลาย ๆ คาํ หากเดก็ เรมิ่ คนุ เคยกบั คาํ และจาํ คาํ บางคาํ ไดแ ลว ครอู าจเลน เกมโดยขดี เสน ใต คาํ ทเ่ี วน ไวค รบตามจาํ นวนตวั อกั ษรโดยเวน เฉพาะตวั อกั ษรบางตวั เชน _ึ้ ง_ _ย (ผงึ้ นอ ย) การเลน เกม เชน น้ี ครอู าจเปด โอกาสใหเ ดก็ แตล ะกลมุ เปน ผเู ลอื กเวน คาํ ไว โดยใหเ ดก็ บอกครกู อ นวา จะเวน คาํ ไหนสาํ หรบั ใหเ พอ่ื นทาย หรอื อาจเวน ประโยคจากหนงั สอื เลม อน่ื ๆ ทเี่ ดก็ สนใจอา นเอง และนาํ มาใหเ พอื่ นทายวา ขอ ความ ในประโยคนนั้ นา จะเปน อะไร โดยเดาจากบรบิ ทของหนงั สอื เลม นนั้ พรอ มทง้ั ใหท กุ คนชว ยกนั อา น วนั ท่ี 4 ครนู าํ หนงั สอื นทิ านพนื้ บา น หรอื นทิ านคาํ กลอนฉบบั ทเี่ ปน เลม เลก็ มาใหเ ดก็ อา น หนงั สอื เลม เลก็ นเ้ี ดก็ จะมีคนละ 1 เลม สําหรับไวอานเองในหอง หรือนํากลับไปอานพรอมผูปกครองท่ีบาน เด็กจะมีโอกาส ดูภาพวาดอยางใกลชิด และสังเกตคําบางคําท่ีเขารูจัก ในชวงน้ีครูจะชวนใหเด็กอานหนังสือเลมเล็กของตน ไปพรอมกับคุณครู (คุณครูอานหนังสือเลมใหญ) ครูควรแนะนําใหเด็กใชนิ้วชี้ตามคําท่ีอานซึ่งจะทําใหอาน ตามครไู ดง า ยขนึ้ ชว งเวลาทเ่ี ดก็ กาํ ลงั อา นหนงั สอื เลม เลก็ พรอ มครนู ี้ เปน โอกาสอนั ดที ค่ี รจู ะสงั เกตวา เดก็ คนใด จบั คู คาํ ทอ่ี า นกบั คาํ ในหนงั สอื ไดถ กู ตอ ง การทเ่ี ดก็ จะเรยี นรแู ละสงั เกตคาํ ทอี่ า นออกเสยี งและคาํ ทเ่ี ปน ตวั พมิ พ โดยจบั คหู รอื ชคี้ าํ ไดถ กู ตอ งนนั้ เปน สง่ิ ทคี่ อ ยเปน คอ ยไป คณุ ครตู อ งไมใ จรอ น และพงึ ระลกึ อยเู สมอวา พฒั นาการ ของเดก็ อนบุ าล แมจ ะมอี ายเุ ทา กนั แตค วามพรอ มจะตา งกนั เดก็ บางคนจะรจู กั สงั เกตคาํ ทตี่ นอา น ในขณะทเี่ ดก็ อีกหลาย ๆ คนยังอานตามครูแบบทองจํา โดยไมสนใจตัวหนังสือ เด็กที่อานแบบทองจํานั้นแสดงวาเด็กยัง ขาดพฒั นาการดา นภาษาโดยเฉพาะ การอา นเดก็ ตอ งการเวลาในการฝก ฝนและสงั เกตคาํ มากกวา เพอื่ น ๆ ครคู วรใชเ วลาเลา นทิ าน อา นนทิ าน เลน เกมคน หาคาํ กบั เดก็ กลมุ นใี้ หม ากขน้ึ และควรปรกึ ษาผปู กครองให สง เสรมิ นสิ ยั รกั การอา นแกเ ดก็ โดยอา นนทิ านกอ นนอนใหฟ ง ซอ้ื หนงั สอื นทิ านภาพให และอา นหนงั สอื เพอ่ื ให เดก็ คนุ เคยกบั ภาษาหนงั สอื เดก็ กลมุ ทไี่ มไ ดร บั การเตรยี มความพรอ มจาํ เปน ตอ งใชเ วลามากกวา ปกติ

146 วนั ท่ี 5 วันแหงความภาคภูมิใจ เมื่อครูและเด็กรวมกันทํากิจกรรมครบ 4 วันแลว ในวันสุดทายของสัปดาห จะเปน วนั ทค่ี รเุ ปด โอกาสใหเ ดก็ แสดงความสามารถอยา งเตม็ ที่ โดยครแู ละเดก็ จะอา นออกเสยี งพรอ ม ๆ กนั แตค รจู ะหยดุ ตรงชว งทม่ี ขี อ ความ หรอื คาํ ซา้ํ ๆ กนั และเลอื กเดก็ ทคี่ รรู วู า อา นไดต รงขอ ความทคี่ รเู วน ไว และ เลอื กเดก็ คนอน่ื ใหอ า นซาํ้ ขอ ความเดมิ หรอื ขอ ความทคี่ ลา ย ๆ กนั พรอ มทงั้ ใหเ พอ่ื น ๆ อา นตาม ชว งเวลานี้ เปนชวงเวลาท่ีเด็กทุกคนจะไดแสดงความสามารถ รวมท้ังเปนการประเมินผลการเรียนรูของตน ในขณะเดยี วกนั กเ็ ปน โอกาสอนั ดที คี่ รจู ะไดย กยอ ง ชมเชยเดก็ และเพอ่ื น ๆ กจ็ ะไดช น่ื ชมซงึ่ กนั และกนั ดว ย การสอดแทรกกระบวนการคิดในการสอนประสบการณทางภาษา การสอดแทรกกระบวนการคดิ โดยใชห นงั สอื นทิ านพน้ื บา น หรอื นทิ านคาํ กลอนนน้ั ครตู อ งเลอื กหนงั สอื ทม่ี ลี กั ษณะเนอ้ื เรอ่ื งดงั น้ี 1. เนอื้ เรอ่ื งแสดงความสมั พนั ธแ บบเปน เหตผุ ล 2. เนอื้ เรอื่ งแสดงถงึ การแกป ญ หา 3. เนอ้ื เรอ่ื งแสดงลาํ ดบั ความตอ เนอื่ งของเหตกุ ารณ ครคู วรสอดแทรกกระบวนการคดิ ภายหลงั จากทเี่ ดก็ คนุ เคยกบั การอา นหนงั สอื พอสมควร คอื เมอ่ื ครู อา นหนงั สอื นทิ านตา ง ๆ ตามขน้ั ตอนจนผา นไปประมาณ 10-12 เรอ่ื งเดก็ จะเรมิ่ จบั รปู แบบของนทิ านเรอ่ื งเลา ตาง ๆ ไดพรอมท้ังแสดงความรูสึกชอบหรือประทับใจเรื่องราวบางประเภท เปนพิเศษ ครูควรใหเด็กเปน ผเู ลอื กหนงั สอื มาใหค รอู า น ขณะทคี่ รอู า นหนงั สอื ใหเ ดก็ ฟง ครพู ยายามชแี้ นะใหเ ดก็ สงั เกตเรอื่ งและทายหรอื คาดเดาวา เหตกุ ารณ ตอ ไปจะเปน อยา งไร การทค่ี รชู ชี้ วนใหเ ดก็ คาดเดาเหตกุ ารณ จะเปน การฝก ใหเ ดก็ ไดใ ชค วามคดิ และเหตผุ ล โดยต้ังอยูบนสมมติฐานที่เปนไปได ซ่ึงเด็กจะใชประสบการณน้ีในการเรียนรูหนังสือ และฝกการเขียนเรื่อง ของตนตอ ไป ความสัมพันธของเหตุและผล เมื่อคุณครูจัดกิจกรรมการเรียนรูจากหนังสือเลมใหญ ควรชี้จุดท่ีเปนความตอเนื่องเปนเหตุผล ซ่ึงกันและกัน โดยครูใชคําถามใหเด็กคิดวาอะไรเปน สาเหตุของเหตุการณนั้น และอะไรเปนผลท่ีเกิดจาก เหตุการณน้ัน ครูอาจทํากรอบสี่เหล่ียมเพ่ือสมมติวาเปนกลอง 2 ใบ เขียนไวบนกระดาน (หรืออาจใช กระดาษชารท วาดเปน กรอบ 2 รปู กไ็ ด) ในกรอบใบหนงึ่ เขยี นคาํ วา สาเหตุ และอธบิ ายใหเ ดก็ ฟง วา สาเหตุ หมายถงึ สงิ่ ทท่ี าํ ใหเ กดิ เหตกุ ารณน น้ั และผลทเี่ กดิ หรอื ผลลพั ธ คอื สง่ิ ทเ่ี กดิ ขนึ้ สรปุ ใจความสนั้ ๆ เพยี ง 2-3 คาํ เพอ่ื เปน เครอื่ งเตอื นความจาํ เดก็ ครจู ะเชอ่ื มโยงใหเ ดก็ เหน็ วา คาํ วา สาเหตุ นนั้ เดก็ ๆ เคยรจู กั ในรปู ของคาํ เพราะวา ครอู าจจดั กจิ กรรม โดยใหเด็กสังเกตวาขณะท่ีเด็กเรียนรูเน้ือเรื่องของนิทานน้ัน เด็ก ๆ ไดยินคําวา เพราะวา บอยครั้งแคไหน ในชว งนคี้ รอู าจแนะนาํ ใหเ ดก็ รจู กั คาํ เพราะวา เดก็ บางคนอาจอยากลองเขยี นคาํ ครสู นบั สนนุ ไดโ ดยหาอปุ กรณ สงเสริมการเขียนใหการชวยกันศึกษาเรียนรูเรื่องเหตุ-ผล ใชเวลาของกิจกรรมในวงกลม หรือกิจกรรม