97 เปลยี่ นสมอง เปลยี่ นความคดิ หนงั สอื Teaching with the Brain in Mind พมิ พค รง้ั แรกในป 1998 เนอื้ หาหลกั คอื การเชอื่ มโยง ระหวา งงานวจิ ยั เกยี่ วกบั สมองและการสรา งความสาํ เรจ็ ในหอ งเรยี น ผลสาํ เรจ็ ทเี่ กดิ แกต วั นกั เรยี นมหี ลกั ฐาน ยนื ยนั ไดช ดั เจน การปฏริ ปู การเรยี นรโู ดยใชข อ มลู จากงานวจิ ยั ดา นสมอง ทาํ ใหเ กดิ การปรบั เปลย่ี นหลายประการ ในโรงเรยี น เชน เวลาเรยี น นโยบาย การวดั และประเมนิ ผล กลยทุ ธก ารสอน การจดั ลาํ ดบั ความสาํ คญั ของ งบประมาณ โภชนาการ-อาหารกลางวนั สภาพแวดลอ มในหอ งเรยี น การใชเ ทคโนโลยี ลกั ษณะอาคารเรยี น การสอนศลิ ปะ และพลศกึ ษา ฯลฯ อยา งไรกต็ าม องคค วามรเู รอื่ งสมองมคี วามกา วหนา เรว็ มาก ความรพู น้ื ฐาน ดา นประสาทวทิ ยาทเี่ รารกู นั ทว่ั ไป เชน เรอื่ ง ซนิ แนปส (Synapses) และสารสอ่ื ประสาท (Neurotransmitter) กําลังจะเปนเรื่องลาหลัง นักวิทยาศาสตรกําลังคนควาลึกไปกวาน้ีในเรื่องพลังงานและอนุภาคควอนตัม เราจึงควรระมัดระวังวาการเรียนรูเร่ืองสมองเปนเร่ืองใหม ศาสตรสาขาในดานน้ีเพิ่งจะเริ่มตนไมนาน ดังน้ัน ยังอาจมีความเขาใจผิดอยู ครูอาจจะนําไปใชในหองเรียนไดไมถูกตอง แตทุกอยางตองมีการเริ่มตนทดลอง ทําการวิจัยในชั้นเรียนท่ีครูทดลองใชในสถานการณจริงสามารถชวยใหเกิดความเขาใจเก่ียวกับการเรียนรู ตามแนวทางการทาํ งานของสมองไดช ดั เจนมากขน้ึ ทง้ั นค้ี รคู วรเรมิ่ ตน ในประเดน็ เลก็ ๆ ทส่ี ามารถตดิ ตามผล ไดจริง โดยบอกใหเด็กรูวาครูจะทําอะไร เลาเร่ืองสมองใหพอแม-ผูปกครองรับรู และแลกเปลี่ยนแนวคิดกับ เพอ่ื นครดู ว ยกนั รวมทงั้ ขอคาํ แนะนาํ และสนบั สนนุ การทาํ งานจากผบู รหิ ารโรงเรยี น ทง้ั หมดนจ้ี ะทาํ ใหก ารวจิ ยั ทดลองในชน้ั เรยี นประสบผลสาํ เรจ็ ความรูเรื่องสมองมีการเผยแพรอยางกวางขวางท้ังจากสื่อโทรทัศน วารสาร บทความและจากการ บรรยายของวิทยากรตลอดจนนักการศึกษา กระแสความตื่นตัวน้ีทําใหเกิดการเปล่ียนแปลงดานการจัด การเรยี นการสอนในโรงเรยี นเปน อยา งมาก เนอื่ งจากเดก็ ทเ่ี ขา โรงเรยี นตง้ั แตช นั้ อนบุ าลจนถงึ มธั ยมศกึ ษาใชเ วลา อยกู บั ครใู นโรงเรยี นไมต าํ่ กวา 13,000 ชวั่ โมง สมองเดก็ เรยี นรแู ละปรบั ตวั ไปตามอทิ ธพิ ลของสภาพแวดลอ ม และสงั คมในโรงเรยี นรว มกบั พฒั นาการทางกาย สตปิ ญ ญา และอารมณ การจดั การศกึ ษาของโรงเรยี นจงึ เปน สงิ่ สาํ คญั ทคี่ วรตระหนกั ถงึ ผลทจี่ ะเกดิ กบั สมองและการเรยี นรขู องเดก็ ตลอดชวี ติ ขอ คน พบใหม 10 ประการเกย่ี วกบั สมอง 1. สมองมนษุ ยส ามารถสรา งเซลลป ระสาทใหมเ พมิ่ ขนึ้ ได เซลลป ระสาททสี่ รา งใหมน ท้ี าํ งานโดยสมั พนั ธ กบั ความทรงจาํ เราสามารถปรบั กระบวนการทาํ งานของเซลลป ระสาทได 2. เราคนพบวาความเครียดหรือความกดดันเปนภาวะไมคงท่ี ภายหลังจากเหตุการณทุกขทรมาน ตา ง ๆ สมองจะมกี ารตอบสนองโดยยดื ระยะเวลาทเ่ี กดิ ความเครยี ดนน้ั ทาํ ใหเ กดิ การปรบั ตวั ตา นความเครยี ด ซงึ่ สง ผลตอ สขุ ภาพ การเรยี นรแู ละพฤตกิ รรมเสย่ี ง 3. เราคนพบวาการเยียวยาพฤติกรรมกาวราว การใชยาที่คนพบใหม และการปลูกถายสเต็มเซลล สามารถนํามาใชปรับการทํางานท่ีบกพรองของสมองได รวมทั้งการเสียหายของสมองท่ีเกิดจากการติดสุรา อาการออทสิ ตคิ การเรยี นรชู า กวา ปกติ ลมชกั และการบาดเจบ็ บรเิ วณกระดกู สนั หลงั 4. เราคน พบวา “พฤตกิ รรมของวยั รนุ ” อาจเปน ผลมาจากปจ จยั การเปลยี่ นแปลงทร่ี วดเรว็ และซบั ซอ น ของสมอง ไมใ ชเ กดิ จากการเปลย่ี นแปลงของฮอรโ มนแตเ พยี งอยา งเดยี ว
98 5. เราคน พบวา พนั ธกุ รรมไมไ ดค งทตี่ ายตวั ตลอดไป มหี ลกั ฐานหลายประการทชี่ ช้ี ดั วา เราสามารถ ปรบั แตง พนั ธกุ รรมได 6. เรามหี ลกั ฐานทสี่ นบั สนนุ วา ภาวะทางอารมณส ง ผลโดยตรงตอ สตปิ ญ ญา 7. เราไดร บั การยนื ยนั วา ดนตรสี ง ผลตอ สตปิ ญ ญา 8. เราไดรับการยืนยันวาโปรแกรมซอฟทแวรท่ีใชความยืดหยุนของสมองในการฝกฝนระบบการฟง และการมองภาพจะชว ยปรบั ปรงุ สมาธใิ นการเรยี น การฟง และความสามารถในการอา น 9. เราคน พบวา การออกกาํ ลงั กายชว ยเสรมิ สรา งมวลสมอง ทาํ ใหม คี วามจาํ ดี ปรบั ภาวะอารมณแ ละ เสรมิ สรา งเซลลใ หม 10. เราคนพบวาคนพิการท่ีไดรับการผาตัดฝงชิพสมองสามารถควบคุมอวัยวะรางกายที่ทําเทียบได โดยผา นทางชพิ สมอง ซง่ึ หมายความวา ชวี ติ ของคนพกิ ารจะมโี อกาสมากขนึ้ ในขณะน้ี เรากาํ ลงั อยรู ะหวา งการคน ควา เรอ่ื งสมองใหล กึ ซงึ้ ยง่ิ ขน้ึ บางครง้ั จงึ อาจมกี ารตคี วามงาม วิจัยเกี่ยวกับสมองไปในทางท่ีไมถูกตอง นักการศึกษาตองไมดวนสรุปผลจากงานวิจัย เน่ืองจากอาจนําไปสู ความเขาใจผิดได เชน ความเชื่อเรื่องผลกระทบของดนตรีโมซารทที่มีตอสมอง ทําใหเกิดการสรุปวาดนตรี ทุกชนิดทําใหเด็กฉลาด หรือดนตรีทุกประเภทดีสําหรับเด็กทุกคน อีกตัวอยางหนึ่งคือความเขาใจวา การเรียนรูใหม ๆ จะชวยสรางซินแนปสใหม ดังน้ันย่ิงมีซินแนปสมากจึงย่ิงดี ซึ่งเรื่องนี้ไมเปนความจริง เด็กท่ีปวยอยูในภาวะโรค Fragile X มีซินแนปสมากเกินไป เราจึงควรระมัดระวังไมตีความจากงานวิจัย ดานสมองใหมากเกินความเปนจริง วิธีท่ีดีท่ีสุดคือ ใหคุณครูทดลองสอนในชั้นเรียนจริง และออกแบบ การเรยี นรตู ามแนวทางการเรยี นรขู องสมอง ความรูเร่ืองสมองกาวหนาไปเร็วมาก ทําใหมีศาสตรตาง ๆ ท่ีเก่ียวของกับสมองเพิ่มข้ึน เชน ประสาทวทิ ยาเชงิ สงั คม จติ วทิ ยาเชงิ ชวี ะ และประสาทวทิ ยาโภชนาการ เราตอ งไมล มื วา ในการเปลย่ี นแปลง ระยะแรก มกั มคี วามเขา ใจผดิ ตา ง ๆ เกดิ ขน้ึ อนั เนอ่ื งมาจากการดว นสรปุ หรอื ตคี วามผดิ ดงั จะเหน็ ไดจ ากใน แวดวงการศกึ ษา เมอื่ มแี นวคดิ ใหมเ กดิ ขนึ้ เชน รปู แบบการเรยี นรู (Learning Styles) การเรยี นแบบรว มมอื รว มใจ (Co-operative learning) พหปุ ญ ญา (Multiple intelligences) และการสอนตามความแตกตา งรายบคุ คล (Differentiated instruction) มักจะมีความเขาใจผิด นําไปสูการปฏิบัติที่ผิดในระยะแรก ความรูเรื่องสมอง กเ็ ชน เดยี วกนั ยงิ่ เรามคี วามเขา ใจธรรมชาตกิ ารทาํ งานของสมองมากขน้ึ เรากส็ ามารถจดั การเรยี นรใู หส อดคลอ ง กับการทํางานของสมองไดดีข้ึน เพราะการเรียนรูทุกอยางเกี่ยวของกับการทํางานของสมอง ตัวอยางเชน หลกั ฐานจากการศึกษาคนและสัตว พบวา หากมกี ารออกกาํ ลงั กายอยางจริงจงั คร้ังละ 30 นาที อยา งนอย 3 ครง้ั ตอ สปั ดาห จะเสรมิ สรา งดา นอารมณ เพม่ิ มวลสมองการไหลเวยี นโลหติ ดขี น้ึ เซลลส มองเพม่ิ มากขนึ้ และ สง เสรมิ สตปิ ญ ญาใหด ขี น้ึ งานวจิ ยั นใี้ หข อ เสนอแนะวา การทโ่ี รงเรยี นลดเวลาวชิ าพลศกึ ษาลงเปน การทาํ รา ย เดก็ อยา งนา สลดใจ ตวั อยา งอนื่ เชน ผลจากงานวจิ ยั ทางสมองทาํ ใหน กั ประสาทวทิ ยาผลติ โปรแกรมคอมพวิ เตอร ชอ่ื Fast Forword เพอ่ื ชว ยพฒั นาการเรยี นรภู าษาของเดก็ ไดด ี
99 มาทาํ ความรจู กั กบั สมองมหศั จรรยก นั เถอะ แนวคดิ หลกั • ลกั ษณะพน้ื ฐานของสมอง • สมองเปลยี่ นแปลงไดอ ยา งไร • ความรว มมอื และการแขง ขนั ในสมอง • สมองเรยี นรไู ดอ ยา งไร สมองมนษุ ยเ ปน สง่ิ มหศั จรรย มลี กั ษณะเดน อยู 3 ประการคอื • ปรบั ตวั เกง สมองจะปรบั เปลยี่ นอยเู สมอ • บรู ณาการ สมองมโี ครงสรา งทที่ าํ ไดท งั้ แขง ขนั และรว มมอื • Sophistication สมองเพมิ่ ความซบั ซอ นมากตามประสบการณท เี่ พม่ิ มากขนึ้ ธรรมชาตขิ องสมอง คอื ทาํ งานตลอดเวลา และทาํ งานโดยมโี ครงสรา งทสี่ อดประสานรว มมอื กนั อยา ง มากมาย สมองทาํ งานซบั ซอ นมาก แมจ ะเปน กระบวนการทดี่ เู หมอื นงา ย ๆ เชน การอา น มนษุ ยเ กดิ มาพรอ ม กบั มสี มอง แตส มองไมไ ดเ ปน แคอ วยั วะของมนษุ ยเ ทา นน้ั สมองเปน ศนู ยร วมการรบั รปู ระมวลขอ มลู และทาํ งาน ตลอดเวลา เราลองมาทําความรูจักกับสมองดู ถาเปรียบเทียบรูปรางสมองจะมีรูปรางเหมือนดอกกะหล่ํา ขนาดใกลเคียงกับแคนตาลูป ประกอบดวยน้ําถึงรอยละ 78 ไขมันรอยละ 10 และโปรตีนรอยละ 8 ดูจาก ภายนอกสมองจะมรี อยพบั หรอื รอยยน มากมายซง่ึ เปน สว นหนง่ึ ของสมองชนั้ นอก (Cerebral Cortex) สมอง ช้ันนอกมีความหนาเทากับเปลือกสม ถาคล่ีสมองสวนนอกใหเรียบตึงจะมีขนาดเทากับหนังสือพิมพ 1 หนา ผวิ นอกของสมองจะนมิ่ คลา ยเนย สมองประกอบดว ยใยประสาท (Neurons) และ เซลลพ เี่ ลยี้ ง (Glial Cells) เซลลส มองทเ่ี รารจู กั กนั ดี คอื Neurons ซง่ึ ประกอบดว ยตวั เซลลม ลี กั ษณะเหมอื นนว้ิ มอื กางออกเรยี กวา เดนไดรท และมสี ว นเชอ่ื มตอ ท่ีเปนสายเดี่ยว เรียกวา แอกซอน นิวโรนส มีรูปรางแตกตางกันขึ้นอยูกับตําแหนงในสมองและหนาท่ีของ นิวโรนนั้น เซลลพ่ีเล้ียง (glial cells) ก็มีหลายประเภทเชนกัน ขึ้นอยูกับหนาที่ของเซลล เม่ือเร็ว ๆ น้ีเอง นกั วทิ ยาศาสตรพ บวา เกลยี เซลล ไมไ ดเ ปน แคเ ซลลพ เี่ ลย้ี งทชี่ ว ยสนบั สนนุ หรอื เปน แมบ า น แตม คี วามสาํ คญั มากในการพฒั นาการทาํ งานและการเจรญิ เตบิ โตของสมอง เรายงั ไมท ราบจาํ นวนทแี่ ทจ รงิ ของ neurons และ glia ในสมองมนุษยจากการศึกษาทางประสาทวิทยาทําใหคาดคะเนไดวาอยูท่ีประมาณ 30-50 พันลาน นกั วทิ ยาศาสตรท คี่ น ควา เจาะลกึ เรอื่ งน้ี คอื วลิ เลยี ม แชงเคลิ (William Shankle) จากมหาวทิ ยาลยั California- Irvine (Landing, Shankle, Hara, Brannock & Fallon, 2002) งานวิจัยของเขาพบวาจํานวนเซลลใน สมองมนุษยไมเทากัน โดยมีความแตกตางกันประมาณรอยละ 20-40 ซ่ึงหมายความวาแตกตางกันเปน พนั ลา นเซลล ไมต อ งสงสยั เลยวา ทาํ ไมจงึ ตอ งสอนนกั เรยี นตามความแตกตา งเปน รายบคุ คล!
100 กระบวนการทาํ งานของสมองทเ่ี กยี่ วขอ งกบั แบบแผนการเรยี นรภู าษา แนวคดิ หลกั 1. แบบแผนการเรยี นรภู าษาของเดก็ ปฐมวยั เกดิ จากการฟง ครอู า น การดภู าพ การลองพดู ออกเสยี ง การรบั รคู วามหมายสญั ลกั ษณ และทาํ ความเขา ใจ ซงึ่ เปน การประสานการทาํ งานของอวยั วะ รบั รหู ลายสว น คอื ตา หู กลา มเนอื้ ปาก ลนิ้ ขากรรไกร และสมองสว นทร่ี บั รภู าษา และควบคมุ การพดู 2. การเรยี นรภู าษาเปน ไปตามระดบั พฒั นาการ คอื เรม่ิ ตน จากงา ยไปยาก เชน จากภาพ คาํ วลี ประโยค ขอ ความ 3. การจดั ประสบการณส าํ คญั ทส่ี ง เสรมิ พฒั นาการดา นภาษา ตอ งเปด โอกาสใหเ ดก็ ไดใ ชภ าษา อย่างหลากหลายมีความหมายสำหรับเด็ก ครอบคลุมการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ท่ีเหมาะสมกับเด็กปฐมวัย ระบบการทาํ งานของสมองและการเรยี นรภู าษา จากความรูดานประสาทวิทยาในปจจุบันคนพบวา การเรียนรูภาษาเปนกระบวนการท่ีเกิดจากกลไก การทํางานของสมองดานการคิด และรับรูภาษาซ่ึงอยูในสมองซีกซาย ภาษาและการคิดเกิดข้ึนควบคูกัน การศกึ ษาวจิ ยั ดา นประสาทวทิ ยาสามารถระบไุ ดว า ภาษาอยใู นสมองซกี ซา ย 5 บรเิ วณ กลา วคอื สมองซกี ซา ย แบงเปนสวนกลางกับสวนบน สวนลาง Wernicke’s area (หมายเลข 3) ทําหนาท่ีรับและบันทึกสะสม ความเขาใจภาษา (Speech comprehension) สมองซีกซายสวนบน Broca’s area (หมายเลข 5) ทาํ หนา ทคี่ ดิ และนาํ ภาษาทเี่ ขา ใจแลว ออกไปใช (Speech production) สาํ หรบั สมองอกี 3 สว น ทาํ หนา ที่ รับรูภาษารวมกับสมอง 2 สวนแรก คือ สมองสวนการรับรูความหมาย (หมายเลข 1) การไดยินเสียง (หมายเลข 2) และสมองทค่ี วบคมุ การพดู (หมายเลข 6) กระบวนการรบั รภู าษาเกดิ ขนึ้ เมอื่ ตารบั ความหมาย หรู บั เสยี ง กจ็ ะสง ความเขา ใจภาษาไปบนั ทกึ สะสมความเขา ใจไวท ่ี Wernicke’s area เมอ่ื ตอ งการจะสอ่ื ภาษา ท่ีเขาใจแลวนําออกไปใช สมอง Broca’s area ก็จะคิดและนําความเขาใจภาษาจาก Wernicke’s area ออกไปใช หรอื พดู โดยสมองสว น Moter nerves กจ็ ะควบคมุ การทาํ งานของสมอง กลา มเนอ้ื ปาก ลนิ้ ขากรรไกร และใบหนา ในการพดู
101 ภาพจากหนงั สอื How The Special Needs Brain Learns ของ David A. Sousa อยา งไรกต็ าม สมองสว นอน่ื กท็ าํ หนา ทเี่ รยี นรภู าษาในลกั ษณะของทา ทาง การเคลอ่ื นไหว สญั ลกั ษณ ซงึ่ เรยี กวา ภาษากาย ดงั นน้ั นกั ภาษาศาสตรจ งึ เปรยี บสมองเปน เครอื่ งรบั ภาษา LAD (Language Acquisition Device) เทคนิคการจัดการเรียนรูเพื่อสงเสริมพัฒนาการทางภาษาที่สอดคลองกับการทํางานของสมอง คือ การกระตุนใหสมอง หรือ LAD รับและสะสมความเขาใจภาษา โดยจัดกิจกรรมท่ีหลากหลาย สนุกสนาน ไมซ้ําซาก ยัดเยียด เมื่อเด็กเขาใจมากจะทําใหเกิดความพรอมในการพูด และพูดสื่อสารไดดีเกิดแรงจูงใจ ทน่ี าํ ไปสคู วามตอ งการอา นและเขยี นเพอ่ื สอ่ื สารไดม ากขน้ึ สมองเรยี นรกู ารอา นไดอ ยา งไร องคค วามรดู า นประสาทวทิ ยา ทาํ ใหเ กดิ ความเขา ใจเรอื่ งของสมองมากขนึ้ นกั วจิ ยั ศกึ ษาการทาํ งาน ของสมองโดยใชวิธีการสแกนภาพของสมองขณะท่ีสมองเกิดการเรียนรูดานตางๆ (Brain Imaging Technologies) เราจงึ เขา ใจบทบาทหนา ทข่ี องสมองเซลลป ระสาทชดั เจนขน้ึ สมองมนษุ ยต ามธรรมชาตจิ ะคดั เลอื กทกั ษะทจี่ าํ เปน ตอ การดาํ รงชวี ติ (Survival skills) มาเกบ็ บนั ทกึ ไวจนกลายเปนสวนหนึ่งของพัฒนาการตามธรรมชาติ การพูดส่ือสารของมนุษยเปนตัวอยางของทักษะนี้ เด็กวัยทารกและขวบปแรกจึงสามารถเรียนรูภาษาพูดไดเร็วมากและเรียน ในลักษณะที่เปนธรรมชาติ แตก ารอา นมลี กั ษณะตา งออกไป ไมไ ดบ นั ทกึ ไวใ นรหสั โครงสรา งของสมอง เหมอื นภาษาพดู หรอื ทกั ษะทจี่ าํ เปน ตอ การเอาชวี ติ รอดอนื่ ๆ ดงั นนั้ เราจงึ ตอ งชว ยใหเ ดก็ รวู ธิ อี า น ในการเรียนรูวิธีอาน สมองตองเชื่อมโยงสัญลักษณที่เปนรูปธรรมกับเสียงที่เด็กรูจักในภาษาพูด เดก็ รบั รวู า ภาษาทเ่ี ราพดู แบง ออกเปน หนว ยเสยี งยอ ยได ในทาํ นองเดยี วกนั หนว ยเสยี งยอ ยนกี้ ส็ ามารถเขยี น ออกมาเปน ตวั หนงั สอื ได สงิ่ เหลา นเี้ ราตอ งสอน พอ แม ผปู กครองทเี่ ขา ใจจะสง เสรมิ ใหเ ดก็ มคี วามพรอ มดา น การอานกอนท่ีเด็กจะเขาโรงเรียนแตเด็กที่ไมไดรับการเตรียมความพรอมมากอน ครูจําเปนตองจัดกิจกรรม การเรยี นรทู เี่ นน ใหเ ดก็ เชอื่ มโยงเสยี ง กบั ตวั เขยี นจนเดก็ เกดิ ความเขา ใจ เดก็ จงึ จะมพี น้ื ฐานนาํ ไปสกู ารอา น ที่ประสบผลสําเร็จ ถาเด็กยังไมสามารถ ไดยินเสียง “_ อา ” ในคาํ วา กา /ตา และรับรคู วามแตกตา ง ทปี่ รากฏในพยญั ชนะตน แสดงวา เดก็ ยงั ไมพ รอ มทจ่ี ะอา น
102 เทคนคิ การสแกนภาพการทาํ งานของสมอง ทาํ ใหเ หน็ ภาพกระบวนการทาํ งานของสมองในการอา น ไดช ดั เจนขนึ้ ดงั แผนภาพท่ี 1: เมอ่ื เดก็ เหน็ คาํ วา “หมา” สมองจะบนั ทกึ คาํ นไี้ วใ นสว นการมองเหน็ จากนนั้ จงึ ถอดรหสั โครงสรา งคาํ วา “หมา” โดยสมองซกี ซา ยสว นทเ่ี รยี กวา angular gyrus ซงึ่ จะแยกคาํ ทเี่ หน็ ออก เปน เสยี ง หรอื หนว ยเสยี งยอ ย เชน หมา ออกเสยี งวา หอ – มอ – อา หมา กระบวนการนจ้ี ะกระตนุ การ ทาํ งานของสมองบรเิ วณ Broca ทช่ี ว ยใหเ ดก็ แยกแยะและ ระบคุ าํ นไ้ี ด สมองจะเกบ็ คาํ ศพั ท ทาํ ความเขา ใจ และสรา งความคดิ รวบยอด ขณะเดยี วกนั สมองบรเิ วณ Wernicke จะรวบรวมขอ มลู เพอ่ื ใหค วามหมายและ สรปุ เปน ความคดิ วา หมา หมายถงึ สตั วม ขี นทเ่ี หา ได (Shaywitz, 1996) กระบวนการนเ้ี กดิ ขน้ึ โดยกนิ เวลา เพียงเสี้ยววินาที อยางไรก็ตามครูพึงระลึกไวเสมอวา แมแผนภาพที่ 1 จะแสดงกระบวนการท่ีสมองเรียนรูวิธีอาน โดยปรากฏเปนแผนผังเสนตรงและแยกสวนเห็นชัดเจน แตในการทํางานแทจริงของสมอง กระบวนการน้ี เกดิ ขน้ึ ในลกั ษณะคขู นาน เปน 2 ทศิ ทาง ทงั้ รบั เขา และสง ออก เนอ่ื งจากสมองตอ งรบั รหู นว ยเสยี งยอ ยๆ น้ี ครั้งละหลายหนวยในเวลาเดียวกัน การท่ีสมองรับรูขอมูลเสียงท่ีหลากหลายและจัดระบบสรางรูปแบบข้ึนน้ี จาํ เปน ทค่ี รตู อ งจดั กจิ กรรมใหเ ดก็ เรยี นรแู ละฝก การอา นใหส อดคลอ งกบั การเรยี นรขู องสมอง แผนภาพท่ี 1 แสดงกระบวนการเรยี นรกู ารอา นของสมอง การเรยี นรกู ารอา นของสมอง แผนภาพท่ี 1 กระบวนการอานคําวา หมา เริ่มตนจากการเห็น คํา (1) จากน้ันจึงถอดรหัสเปน หนวยเสียงยอย (2) และวิเคราะหคํา (3) ข้ันตอไปคือ การทํางานของสมองในระดับสูงขึ้นเพื่อใหเหตุผล สรางความคิดรวบยอดและใหความหมาย (4) จากนั้นจึงสรางความคิดสรุปวาหมายถึง สัตวมีขนท่ีเหาได (Sausa,2001, p.184) ดงั นนั้ กระบวนการอา นจงึ เรมิ่ ตน จากการตระหนกั รบั รหู นว ยยอ ยของเสยี งและการจาํ ไดว า ตวั หนงั สอื ที่เห็นแทนเสียงของคําใด เด็กนําการรับรูทั้ง 2 อยางนี้มารวมกันเพ่ือนําไปสูการอานและการสะกดคํา ทกั ษะเหลา นม้ี คี วามจาํ เปน แตย งั ไมเ พยี งพอทจ่ี ะเรยี นรกู ารอา น เดก็ ควรไดร บั การฝก ฝนตอ เนอื่ งจนเกดิ ศกั ยภาพ ทางภาษา เด็กปฐมวัยตองไดเห็นตัวหนังสือบอย ๆ จนเกิดความคุนเคย รูจักตัวอักษร รูลักษณะของสระ
103 รจู กั คาํ และวลี เปา หมายของการอา นทส่ี าํ คญั คอื เดก็ เกดิ ความคนุ เคยกบั ตวั หนงั สอื จนสามารถจบั กระบวนการ หรือรูปแบบของการอานได และในระดับสูงข้ึนคือ เขาใจความหมายของส่ิงท่ีตนอาน สําหรับเด็กระดับ ประถมศกึ ษาตอ งสะทอ นความเขา ใจจากการอา นได เชน ตอบไดว า “ทาํ ไมจงึ อา นหนงั สอื เลม น”ี้ และ “อะไรคอื ประเดน็ ทผี่ แู ตง ตอ งการนาํ เสนอ” การตระหนกั รบั รเู รอ่ื งระบบเสยี งในภาษา การตระหนกั รบั รเู รอื่ งระบบเสยี ง คอื การรวู า ภาษาพดู สามารถแบง ออกเปน องคป ระกอบยอ ย ๆ เชน ประโยคแยกเปน คาํ คาํ แยกเปน ตวั อกั ษร และหนว ยเสยี งยอ ยในเดก็ ปฐมวยั การตระหนกั รบั รเู รอ่ื งระบบเสยี ง มักเร่ิมตนจากคําคลองจองและรับรูวาประโยคแยกยอยเปนคําได ระดับที่ซับซอนมากท่ีสุด คือ การทําความ เขาใจวาคําประกอบดวยเสียงสระหรือพยัญชนะและเราสามารถนําพยัญชนะเหลาน้ีมารวมกันเพื่อสรางเปน คําใหม วิธีฝกใหเด็กเกิดความตระหนักรับรูเร่ืองเสียงและคําในเด็กปฐมวัย ครูควรใชชวงเวลากิจกรรมอาน ใหฟ ง โดยเลอื กคาํ กลอน คาํ คลอ งจองและบทดอกสรอ ยงา ย ๆ มาอา นใหเ ดก็ ฟง และสงั เกตวา เดก็ รบั รเู สยี ง และคาํ ไดม ากนอ ยเพยี งใด การตระหนกั รบั รเู รอ่ื งเสยี งและคาํ จะนาํ ไปสคู วามสาํ เรจ็ ดา นการอา นตอ ไป (Chard and Dickson, 1999) การตระหนกั รบั รเู รอ่ื งเสยี งและคาํ ชว ยเดก็ ใหเ รยี นรกู ารอา นไดอ ยา งไร เด็กปฐมวัยเม่ือแรกเร่ิมหัดอาน เด็กจะทําความเขาใจ 2 เรื่อง คือ เรียนรูตัวอักษรหรือพยัญชนะ และเขา ใจวา คาํ สามารถแยกออกเปน หนว ยเสยี งยอ ยซงึ่ นาํ มาจดั เรยี งและสรา งคาํ ใหมไ ด ความรเู หลา นชี้ ว ยให เดก็ เชอ่ื มโยงตวั อกั ษรกบั เสยี งของคาํ เพอื่ ทจ่ี ะอา นและทดลองสรา งคาํ ใหม ดงั นนั้ ความสามารถในการตระหนกั รบั รเู รอ่ื งเสยี งและคาํ ในเ)ดก็ ปฐมวยั จงึ เปน ตวั ทาํ นายทชี่ ดั เจนเกยี่ วกบั ความสาํ เรจ็ ดา นการอา นทจี่ ะคงอยตู ลอดไป (Shankweiler, Crain, Katz, Fowler, Liberman, Brady, Thornton, Lunquist, Dreyer, Flelcher, Steubing, Shaywitz, and Shaywitz, 1995) การสอนอานโดยใหเ ด็กสามารถเชื่อมโยงตัวอกั ษรและเสียง จะชว ยสราง ความเขม แขง็ ดา นการตระหนกั รบั รเู รอ่ื งเสยี งและคาํ ซงึ่ นาํ ไปสกู ารพฒั นาทกั ษะการอา นในทส่ี ดุ (Snow, Burns, and Griffin, 1998) การคน พบทางประสาทวทิ ยาในปจ จบุ นั พบวา • การเรยี นรเู รอ่ื งการอา นไมใ ชค วามสามารถทางธรรมชาตขิ องสมองมนษุ ย • การเรยี นรหู ลกั การเกยี่ วกบั ตวั อกั ษรหรอื พยญั ชนะไมไ ดเ กดิ จากการใหเ ดก็ คนุ เคยกบั ตวั อกั ษร เพยี งอยา งเดยี วเทา นน้ั • ภาษาพดู และภาษาเขยี นมคี วามแตกตา งกนั มาก และจาํ เปน ตอ งฝก ฝนทกั ษะทแี่ ตกตา งกนั • ทกั ษะทส่ี าํ คญั ทสี่ ดุ ในระยะเรมิ่ ตน ของการอา นคอื ความสามารถในการอา นคาํ ไดถ กู ตอ งชดั เจนและ คลอ งแคลว • บรบิ ทไมใ ชป จ จยั เบอ้ื งตน ในการเรมิ่ ตน จดจาํ -จาํ แนกคาํ
104 เดก็ นาํ ความรดู า นภาษาพดู มาใชท าํ ความเขา ใจตวั หนงั สอื ทเี่ ขาเหน็ ในหนงั สอื เดก็ จาํ เปน ตอ งเรยี นรู สัญลักษณภาษาเขียนที่แทนคําพูด จนใชไดถูกตองและคลองแคลว การสอนอานควรเร่ิมตนจากการใหเด็ก ตระหนักรับรูเกี่ยวกับเสียงของคําจากน้ันจึงนําไปสูการอานท่ีมีความหมายและมีสถานการณหลากหลาย ซง่ึ ชว ยใหเ ดก็ เกดิ ความมน่ั ใจ และเสรมิ ศกั ยภาพ ดงั นนั้ หลกั การของภาษาแบบองคร วม (Whole language) จงึ นาํ มาใชเ สรมิ ภายหลงั เปน สว นหนงึ่ ของพฒั นาการดา นการอา นได (Moats, 2000) วธิ ชี ว ยเหลอื เดก็ ปฐมวยั ใหป ระสบความสาํ เรจ็ ในการอา น กระบวนการอา่ นเปน็ กระบวนการทซ่ี บั ซอ้ น สำหรบั เดก็ ปฐมวยั โดยทว่ั ไปแลว้ การอา่ นเปน็ ทกั ษะทเ่ี ดก็ - เรียนรูไดยากกวาทักษะอื่น การที่เด็กปฐมวัยจะมีทักษะการอานขึ้นอยูกับปจจัยหลัก 2 ประการ คือ ปจจัย ดา นสภาพแวดลอ ม และปจ จยั ทางกายภาพ ปจจัยดานสภาพแวดลอม ประกอบดวย การสงเสริมใหเด็กคุนเคยกับภาษามีการฝกฝนหรือ ทํากิจกรรมท่ีใหเด็กแยกเสียงของคําได กิจกรรมสรางความคุนเคยกับตัวอักษร หัดสังเกตคํา และทําความ เขา ใจความหมายในนทิ านหรอื เรอื่ งเลา ทค่ี รอู า นใหฟ ง ปจจัยทางกายภาพ คือ ความพรอมของอวัยวะในการพูด การฟง ความสมบูรณของสายตา และ ความสามารถทางสตปิ ญ ญา แผนภาพที่ 2 ซงึ่ เปน การคน พบทางประสาทวทิ ยาแสดงใหเ หน็ วา เดก็ ปฐมวยั จะมที กั ษะการอา นทด่ี ี ไดต อ ไป จาํ เปน ตอ งมกี ารทาํ งานของระบบประสาททสี่ มั พนั ธก นั 3 ประการ คอื การรบั รขู อ มลู ทางสายตา หรอื ระบบรบั รภู าพ ซงึ่ เปน ประโยชนใ นการสะกดคาํ (Orthography) การจดจาํ -จาํ แนกเสยี งอา น (Phonology) และการเขา ใจความหมายของคาํ หรอื ความเขา ใจภาษา (Semantics) ในการอา นคาํ วา “หมา” ระบบรบั รภู าพ จะดึงสัญลักษณมารวมกัน จากน้ันกระบวนการถอดรหัสความหมายจะกระตุนระบบรับรูเสียงซ่ึงเด็กจะจํา สญั ลกั ษณข องตวั อกั ษรทแ่ี ทนคาํ วา “หมา” ได สมองสว นอนื่ ซง่ึ รวมถงึ สมองสว นหนา (Frontal Lobe) จะคน หาความจาํ ระยะยาวเพอ่ื ทาํ ความเขา ใจ ความหมาย ถาการทํางานทุกระบบถูกตอง ภาพในสมองจะปรากฏรูปสัตวมีขนที่เหาได (Patterson and Lambon Ralph, 1999) แผนภาพที่ 2 แสดงระบบการเรยี นรกู ารอา น
105 สมองเรยี นรเู รอื่ งการเขยี นไดอ ยา งไร หลงั จากเดก็ เรยี นรเู รอ่ื งการอา นแลว เมอื่ เดก็ สนใจทจี่ ะเขยี น สมองเรมิ่ ตน เรยี นรงู านใหมท ท่ี า ทายมากขน้ึ เนอ่ื งจากเดก็ ปฐมวยั ตอ งเรยี นรวู ธิ คี วบคมุ กลา มเนอ้ื นวิ้ มอื ซงึ่ เปน กลา มเนอ้ื เลก็ ใหเ ขยี นสญั ลกั ษณท เี่ ปน นามธรรม คือตัวหนังสือ ซ่ึงใชแทนเสียงพูดในภาษาเดิมนักวิจัยเช่ือวาสมองท่ีรับผิดชอบการทํางานดานการพูดและ การเขยี นอยใู นสมองซกี ซา ยบรเิ วณเดยี วกนั งานวจิ ยั ภาพการทาํ งานของสมองชใ้ี หเ หน็ วา แมก ระบวนการพดู และ การเขียนจะสัมพันธกัน แตท้ังสองกระบวนการทํางานแยกกัน ในบางคร้ังการทํางานยังปรากฏอยูในสมอง ตางซีกกันดวย (Baynes, Eliassen, Lutsep, and Gazzaniga, 1998) ขอคนพบจากงานวิจัยเหลาน้ีชี้ให เห็นวา ภาษาพูดและภาษาเขียนพัฒนาแตกตางกัน เราจึงไมแปลกใจเลยเมื่อหวนกลับไปในประวัติศาสตร ของมนุษยชาติ เราพบวามนุษยพัฒนาภาษาพูดมานานเกินกวาหมื่นป แตเพ่ิงพัฒนาดานภาษาเขียนเพียง ประมาณ 3,000 กวาปเทานั้น ดวยเหตุน้ีสมองจึงมีโปรแกรมรับรูและพัฒนาภาษาพูดไดงายโดยธรรมชาติ แตส าํ หรบั การพฒั นาการเขยี นเราจาํ เปน ตอ งสอนใหเ ดก็ เกดิ การเรยี นรู การเรยี นรวู ธิ เี ขยี น การเขียนของเด็กปฐมวัยเกิดจากการทํางานประสานสัมพันธของเครือขายเซลลประสาทหลายระบบ เรม่ิ ตน จากเดก็ ตอ งมสี มาธิ มคี วามตง้ั ใจ มคี วามพรอ มดา นความสมั พนั ธข องกลา มเนอ้ื เลก็ ความทรงจาํ การรบั รู ภาพ ภาษา และการคดิ ในระดบั สงู ขนึ้ ขณะทเ่ี ดก็ กาํ ลงั เขยี นตวั หนงั สอื กลไกการตอบสนองการรบั รภู าพจะ ตรวจสอบผลทปี่ รากฏคอื ตวั หนงั สอื และปรบั ทกั ษะการใชก ลา มเนอ้ื เลก็ ใหเ หมาะสม ปรบั การประสานสมั พนั ธ ระหวางสายตากับมือ ในขณะเดียวกันระบบควบคุมการเคลื่อนไหวของรางกายจะกําหนดตําแหนงและ การเคลอ่ื นไหวของนวิ้ มอื การจบั ดนิ สอและจงั หวะการลากเสน ใหเ ปน ตวั อกั ษร ระบบการรับรูดานสติปญญา จะทํางานเก่ียวกับความทรงจําระยะยาวเพ่ือจับคูตัวอักษรที่กําลังเขียน ใหส อดคลอ งกบั เสยี งของคาํ ตามทเี่ ดก็ ตอ งการเขยี น จะเหน็ ไดว า การทเ่ี ดก็ ปฐมวยั จะเขยี นหนงั สอื ไดจ าํ เปน ตอ ง มคี วามพรอ มหลายดา นคอื การจดจาํ ภาพซงึ่ เปน สญั ลกั ษณข องตวั อกั ษร การจาํ คาํ ไดท ง้ั คาํ และรกู ฎของการ สะกดคาํ ดงั นน้ั การถา ยทอดจากเสยี งมาเปน ตวั อกั ษรจงึ เปน วงจรตอ เนอื่ ง จากแผนภาพที่ 3 ซงึ่ แสดงผลจากงานวจิ ยั ดา นการทาํ งานของสมองระหวา งทเ่ี ดก็ เขยี นหนงั สอื พบวา สมองท่ีทํางานมากท่ีสุด คือ สมองบนหรือสวนกระหมอม (Parietal Lobe) ซึ่งทํางานในสวนท่ีควบคุมการ เคลอ่ื นไหว (motor cortex) และสมองสว นหลงั (Occipital lobe) ซงึ่ รบั รภู าพ (Wing, 2000) ในขณะเดยี วกนั สมองซกี ซา ยซง่ึ เปน บรเิ วณทเ่ี กยี่ วขอ งกบั ภาษาพดู กท็ าํ งานดว ยการเขยี นสมั พนั ธก บั การพดู โดยตรง เนอ่ื งจาก ขณะทเี่ ราเขยี นสมองของเรานกึ คาํ ทจ่ี ะเขยี นไปดว ย
106 หลงั จากที่ Alan Wing (2000) สแกนภาพการทาํ งานของสมองระหวา งทเี่ ดก็ เขยี นไปหลาย ๆ ครง้ั แลว เขารวบรวมผลการวิจัยสมองนํามาจัดเปนแผนภูมิแสดงความสัมพันธระหวางเครือขายการทํางานของ เซลลส มองซง่ึ รบั ผดิ ชอบทง้ั ดา นการพดู และการเขยี น ดงั นี้ บรเิ วณของสมองสว นหนา (Front of Brain) แผนภาพท่ี 3 สาํ หรบั เดก็ ทถ่ี นดั มอื ขวา บรเิ วณทที่ าํ งานดา นการเขยี นจะอยใู นสมองดา นขา งซกี ซา ย สาํ หรบั เดก็ ทถ่ี นดั มอื ซา ย สมองดา นขา งซกี ขวาจะทาํ งาน แตไ มว า เดก็ จะถนดั ขวาหรอื ถนดั ซา ย สว นทรี่ บั รภู าพ จะทาํ งานเหมอื นกนั แผนภมู ทิ ่ี 1
107 แผนภูมิท่ี 1 แสดงความสัมพันธระหวาง การพูดและการเขียน เด็กท่ีเปนผูเขียนจะไดยินคํา และ เปลยี่ นจากเสยี งคาํ ทไ่ี ดย นิ ไปสตู วั หนงั สอื ทถ่ี กู ตอ ง เสน ลกู ศรประแสดงการควบคมุ กลา มเนอื้ มอื ขณะทร่ี ะบบ รบั รภู าพทาํ งานเพอื่ ใหก ารเขยี นถกู ตอ ง ครปู ฐมวยั พงึ ระลกึ ไวเ สมอวา สมองไมไ ดค ดั เลอื กทกั ษะการเขยี นไวเ ปน ทกั ษะเพอ่ื การมชี วี ติ รอด ดงั นน้ั สมองจงึ ไมม ี “ศนู ยก ารเขยี น” ซง่ึ ตา งจากภาษาพดู ทม่ี โี ปรแกรมฝง ในสมอง สาํ หรบั เดก็ ปฐมวยั การเขยี น จาํ เปน ตอ งใชก ารทาํ งานของเครอื ขา ยเซลลป ระสาทหลายสว น และแตล ะเครอื ขา ยจาํ เปน ตอ งเรยี นรทู กั ษะใหม ดงั นนั้ ครจู งึ ตอ งสอนใหเ ดก็ รวู ธิ เี ขยี นซง่ึ ไมม โี ปรแกรมอยใู นโครงสรา งสมอง ถา ครปู ฐมวยั และพอ แมผ ปู กครอง เขา ใจการทาํ งานของระบบสมองเดก็ ปฐมวยั ทต่ี อ งทาํ งานอยา งซบั ซอ น เราจะเหน็ ใจเดก็ และไมเ รง รดั ใหเ ดก็ อาน-เขียนโดยขาดการเตรียมความพรอมและการฝกทักษะ เด็กปฐมวัยควรมีเวลาฝกฝนทักษะการควบคุม กลา มเนอื้ นว้ิ มอื ผา นการเลน และทาํ กจิ กรรมตา ง ๆ จนเดก็ มกี ลา มเนอ้ื นว้ิ มอื ทพี่ รอ มจะเขยี นตวั อกั ษรทมี่ เี สน โคง ตา ง ๆ ได กจิ กรรมเหลา นี้ ครสู ามารถฝก ฝนโดยบรู ณาการอยใู นกจิ กรรมประจาํ วนั ของเดก็ แบบแผนการเรยี นรภู าษา 1. แบบแผนการเรยี นรภู าษาของเดก็ ปฐมวยั จงึ สอดคลอ งกบั กระบวนการทาํ งานของสมอง คอื เรมิ่ ตน จาก หู รับรูเสียง โดยการฟงครูอาน สายตามองเห็นภาพประกอบ และการฝกลองพูดออกเสียงตามครู เดก็ จะประมวลการรบั รผู า นประสาทสมั ผสั เหลา นี้ นาํ มาเปน ขอ มลู เชอื่ มโยงใยประสาท เพอื่ สรา งเปน แบบแผน การรับรูความหมาย การเช่ือมโยงสัญลักษณและทําความเขาใจขอมูลที่ไดรับ ซึ่งเปนการประสานทํางาน ของอวยั วะรบั รหู ลายสว น คอื ตา หู กลา มเนอ้ื ปาก ลน้ิ ขากรรไกร และสมองสว นทร่ี บั รภู าษา และควบคมุ การพดู 2. การเรยี นรภู าษาเปน ไปตามระดบั พฒั นาการ คอื เรมิ่ ตน จากงา ยไปยาก เชน จากคาํ กลมุ คาํ (วล)ี ประโยค ขอ ความ การจดั สภาพแวดลอ มทสี่ ง เสรมิ การเรยี นรภู าษาจะทาํ ใหเ ดก็ ปฐมวยั มที ศั นคติ ทดี่ ตี อ การเรยี นรภู าษา นาํ ไปสนู สิ ยั รกั การอา น
108 พฒั นาการทางภาษาในระดบั ปฐมวยั ภาษา หมายถงึ ระบบสญั ลกั ษณซ งึ่ เปน เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ นการสอื่ สาร ถา ยทอด แลกเปลย่ี นความรู ความคดิ ความรสู กึ และประสบการณร ะหวา งกลมุ คนทใี่ ชภ าษาเดยี วกนั รวมทงั้ เปน เครอื่ งมอื แสวงหาความรู สาํ หรบั เด็กปฐมวัย ภาษาชวยสงเสริมท้ังพัฒนาการทางสติปญญาและพัฒนาการทางสังคม ทักษะสําคัญทางภาษา มี 4 ประการ คอื การฟง การพดู การอา นและการเขยี น ในระดบั ปฐมวยั ภาษาแบง ออกเปน 2 ลกั ษณะ คอื ภาษาพดู (Oral Language) หมายถงึ การพดู และการฟง ภาษาเขยี น (Written Language) หมายถงึ การอา น และการเขยี น สําหรับการรูหนังสือ (Literacy) ในภาษาเขียนไมไดหมายถึงการอานและการเขียนเพียงเทานั้น แตห มายถงึ ความเขา ใจในการใชภ าษาเขยี น ครปู ฐมวยั จะไมส อนวธิ อี า นแกเ ดก็ สง่ิ สาํ คญั คอื ครจู ดั ประสบการณ ใหเ ดก็ มโี อกาสรบั รภู าษาเขยี นใหม ากขนึ้ กระบวนการนเ้ี รม่ิ ตน ตง้ั แตก อ นเดก็ เขา เรยี นชน้ั อนบุ าล พอ แมท น่ี าํ หนงั สอื ภาพมาอา นใหล กู ฟง ชภ้ี าพตกุ ตา แลว บอกลกู วา “นคี่ อื ตกุ ตานะจะ ” ในลกั ษณะนพี้ อ แมก าํ ลงั สอนการรู หนงั สอื (Literacy) แกเ ดก็ เนอ่ื งจากเดก็ เกดิ ความคดิ รวบยอดเกยี่ วกบั หนงั สอื เดก็ มคี วามเขา ใจวา หนงั สอื ให ขอมูลและหนังสือแตละหนาใหขอมูลตางกัน ในตอนแรกเด็กรับรูขอมูลวาภาพตุกตา มีคําวาตุกตาแทนภาพ ตอไปเมื่อเด็กเห็นคําน้ีอีกเด็กจะอานได นี่คือความเขาใจในการใชภาษาเขียน ซึ่งนําไปสูการรูหนังสือ เดก็ เลก็ ๆ รหู นงั สอื จากสภาพแวดลอ มในชวี ติ ประจาํ วนั กอ นทเ่ี ดก็ จะมาโรงเรยี น องคป ระกอบของการรหู นงั สอื (Component of Literacy) ในเดก็ ปฐมวยั องคป ระกอบสาํ คญั ของการรหู นงั สอื ในเดก็ ปฐมวยั คอื แรงจงู ใจ เดก็ ตอ งมคี วามประทบั ใจดา นบวก เกย่ี วกบั การอา นและการเขยี น พอ แมแ ละครคู วรจดั ประสบการณใ หเ ดก็ รบั รคู วามสนกุ สนานจากการอา นและ การเขียน บรรยากาศท่ีเด็กมีความสุขจากการทํากิจกรรมดานการอานและการเขียนรวมกับพอแม-ครูและ เพอ่ื น ๆ จะทาํ ใหเ ดก็ รกั การอา นและการเขยี น ดงั นนั้ ครปู ฐมวยั จงึ ไมค วรมงุ เนน กระบวนการสอนอา นและ เขียน บทบาทของครูคือเปดโอกาสใหเด็กคุนเคยกับหนังสือ ภาษาเขียนในรูปแบบตาง โดยครูมีหนาท่ี เสริมสราง “ความงอกงามและพัฒนาการ” ซ่ึงจะนําไปสูทักษะที่สําคัญดานการอาน-เขียนของเด็กปฐมวัย ตอ ไป ในการจดั ประสบการณท ส่ี ง เสรมิ พฒั นาการทางภาษา ครจู งึ ควรคาํ นงึ ถงึ การพฒั นาทกั ษะทง้ั 4 ดา น ควบคกู นั ดงั น้ี
109 1. แนวทางการสง เสรมิ ทกั ษะการฟง พัฒนาการดานการฟงเปนพัฒนาการอันดับแรก เด็กจะฟงและจดจําจากน้ันจึงส่ือออกมาโดย เลยี นแบบสง่ิ ทไี่ ดฟ ง เปน ภาษาพดู ของเดก็ ซงึ่ เปน พน้ื ฐานในการพฒั นาไปสกู ารเรยี นและการอา น เดก็ อายุ 4 ป ฟง เรอ่ื งไดน านขนึ้ แตย งั ชอบใหผ ใู หญอ า นใหฟ ง แบบสองตอ สองอยู อาจเลอื กหนงั สอื มาใหผ ใู หญอ า นใหฟ ง เรมิ่ ตคี วามหมายเรอื่ งทฟ่ี ง เชน ถามคาํ ถามหรอื ตอ เรอ่ื งได ชอบฟง เรอื่ งซา้ํ ๆ สามารถ ปฏบิ ตั ติ ามคาํ สง่ั งา ย ๆ ไดแ ละสามารถจาํ แนกความแตกตา งของเสยี งได เดก็ อายุ 5 ป ตงั้ ใจฟง นานขนึ้ ชอบฟง นทิ าน เพลง และคาํ คลอ งจอง สามารถปฏบิ ตั ติ ามคาํ สงั่ ไดม ากขน้ึ สามารถเขา ใจคาํ พดู ขอ ความยาว ๆ ได เดก็ อายุ 6 ป ฟง เรอ่ื งราวทเี่ กย่ี วกบั ปรากฏการณร อบตวั อยา งเขา ใจ การสงเสริมทักษะการฟงของเด็ก ครูสามารถใชส่ือและกิจกรรมหลากหลาย เชน หนังสือนิทาน การเชิดหุน คําคลองจอง บทรอยกรอง เพลง ดนตรีและจังหวะ การแยกเสียง เกมทายปญหา เกมกระซิบ เกมการปฏิบัติตามคําส่ัง การพูดคุยเตรียมการไปศึกษานอกสถานท่ี เพ่ือฝกการแยกเสียงตาง ๆ ฯลฯ โดยจดั เปน สว นหนงึ่ ของกจิ กรรมการเรยี นรปู ระจาํ วนั หรอื อาจจดั แยกเปน กจิ กรรมอสิ ระในบางครงั้ กไ็ ด 2. แนวทางการสง เสรมิ ทกั ษะการพดู การพูดเปนทักษะทางภาษาที่สําคัญซ่ึงใชในการส่ือสารและถายทอดความรูและความคิดเพ่ือให ผอู นื่ เขา ใจ พฒั นาการทางการพดู ของเดก็ อายุ 4-6 ป มดี งั น้ี เดก็ อายุ 4 ป เรม่ิ มคี าํ ถามทม่ี เี หตผุ ลมากขน้ึ เรยี นรคู าํ ศพั ทใ หมไ ดเ รว็ และนาํ ไปใชแ สดงความคดิ ทาทางและความรูสึก เชื่อมคําไดมากข้ึนรูจักนํากฎไวยากรณไปใช บางทีพูดคนเดียว คุยกับเพ่ือนในฝน ชอบทดสอบภาษาและใชค าํ ถาม “ทาํ ไม” เด็กอายุ 5 ป สามารถใชประโยคยาว ท่ีมีคํา 6-8 คําไดใชภาษาไดถูกกาลเทศะมากขึ้น ชอบพดู มาก ชอบใชป ระโยค “เพราะวา ” รคู าํ ศพั ทก วา งขน้ึ สามารถใชค าํ พดู เปรยี บเทยี บวตั ถุ 2 สงิ่ ได เดก็ อายุ 6 ป ชอบสนทนากบั เพอ่ื นหรอื ผใู หญม ากกวา การเลา สงิ่ ของ ครูปฐมวัยสามารถสงเสริมการพูดของเด็ก โดยใชคําถามปลายเปดหรือพูดคุยเกี่ยวกับนิทาน โดยใชหนังสือนทิ านแบบไมม คี าํ บรรยาย เพื่อใหเด็กพูดแตงเรื่องเอง รวมทั้งการสนทนาท่ีพอแมและครูใช ระหวา งทาํ กจิ กรรมกบั เดก็ ใหเ ดก็ เลา ความรสู กึ และประสบการณ สอนเดก็ ใหร คู าํ ศพั ทท ใ่ี ชใ นชวี ติ ประจาํ วนั และ สภาพแวดลอ ม รคู วามหมายของคาํ จนกระทงั่ พดู ประโยคงา ย ๆ ได เมอื่ เดก็ เขา ใจมากขนึ้ จงึ จดั กจิ กรรมสนทนา และเลา เรอื่ งเรยี งลาํ ดบั เหตกุ ารณว า ใคร ทาํ อะไร ทไี่ หน อยา งไร โดยเรม่ิ จากกจิ กรรมงา ย ๆ ไปสกู จิ กรรมที่ ซบั ซอ นขนึ้ ตามวยั ของเดก็ กจิ กรรมทใี่ ชใ นการฝก ทกั ษะการพดู จะมลี กั ษณะเชน เดยี วกบั กจิ กรรมฝก ทกั ษะการฟง แนวทางการสง เสรมิ ทกั ษะการอา น การอาน หมายถึง กระบวนการทางสมองในการคนหาความหมายของตัวอักษร เคร่ืองหมาย หรือ สญั ลกั ษณ เพอื่ ใหเ กดิ ความเขา ใจและนาํ ไปใชใ หเ กดิ ประโยชน การอา นจงึ เปน เครอ่ื งมอื สาํ คญั ของการศกึ ษา เปน ทกั ษะทางภาษาทต่ี อ งไดร บั การฝก ฝน โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ในเดก็ ปฐมวยั เพอ่ื เปน แนวทางในการใชภ าษา และพฒั นาการอา นใหง อกงามตอ ไป
110 พฒั นาการทางการอา นในเดก็ ปฐมวยั มลี กั ษณะดงั น้ี 1. ขนั้ แรกเรม่ิ การอา น เปน ขนั้ ตอนสาํ คญั ในการเรยี นอา นของเดก็ แบง เปน 2 ชว ง คอื 1.1 กอ นการอา น (Early Emergent) เดก็ เรยี นรกู ารอา นโดยใชห นงั สอื เปน แนวทางในการอา น โดยการจาํ เรอ่ื งราว รปู ภาพในแตล ะบท การเปด หนงั สอื จากซา ยไปขวา 1.2 ระยะแรกเรม่ิ อา น (Emergent Reading) เดก็ เรม่ิ เรยี นรใู นการแยกแยะเรอื่ งราวโคลงกลอน และรอ งเพลง เรมิ่ เรยี นรใู นการอา นและตอบสนองตอ เรอ่ื งราวในหนงั สอื 2. ข้ันเร่ิมตนอาน (Early Reading) เด็กเริ่มตนอาน ตองการสื่อและหนังสือหลากหลายในการ สนับสนุนทักษะการอานอยางมีระบบ การเรียนรูเรื่องราวในหนังสือและเรื่องราวในชีวิตประจําวัน เรียนรูและ เขา ใจถอ ยคาํ ทเ่ี ปน ประโยควา เปน ประเดน็ สาํ คญั หรอื เรอื่ งทสี่ าํ คญั สามารถโยงภาพเขา กบั คาํ หรอื ตวั หนงั สอื และ เรมิ่ ใสใ จกบั การออกเสยี งตามคาํ 3. ขน้ั การอา นแคลว คลอ ง (Fluency Reading) เดก็ จะเรยี นอา นและเพม่ิ พนู คาํ ศพั ท จงึ ตอ งการ เวลาในการอา นอยา งอสิ ระ ฝก หดั และจดั ระบบดว ยตนเอง เดก็ อาจจะไมม นั่ ใจแตพ ยายามทจี่ ะจาํ คาํ สงั เกต และ ใชต วั บง ชี้ เชน ภาพ การออกเสยี งเรมิ่ พฒั นาอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพมากขน้ึ พัฒนาการทางการอานของเด็กปฐมวัยเปนไปตามลําดับอายุเริ่มจากการดูและจดจํารูปภาพ การเชอื่ มโยงภาพเขา กบั คาํ และการอา นคาํ ศพั ท กจิ กรรมทส่ี ง เสรมิ การอา นของเดก็ ปฐมวยั ในการจัดกิจกรรมสงเสริมการอานสําหรับเด็กปฐมวัย ครูผูสอนควรจัดท้ังกิจกรรมการอานและ สภาพแวดลอ้ มทส่ี ง่ เสรมิ การอา่ นควบคกู่ นั เชน่ จดั หามมุ หรอื สถานทส่ี งบสบาย มเี บาะและหมอนสำหรบั ใหเ้ ดก็ - อา นหนงั สอื โดยคดั เลอื กหนงั สอื ทเี่ หมาะสมวยั และความสนใจของเดก็ การอา นหนงั สอื ใหเ ดก็ ฟง โดยเลอื กหนงั สอื ทม่ี ลี กั ษณะการใชค าํ ซาํ้ ประโยคงา ย และดาํ เนนิ เรอื่ งสนกุ สนาน จดั กจิ กรรมทส่ี อดคลอ งกบั หนงั สอื ชว ยใหเ ดก็ รจู กั คาํ เขา ใจความหมาย สามารถอา นคาํ จากประสบการณแ ละจากสง่ิ แวดลอ ม ตลอดจนจดั กจิ กรรมเสรมิ เชน การเลน เกมจบั คภู าพทมี่ ลี กั ษณะเหมอื นกนั หรอื แตกตา งกนั การจบั คภู าพกบั คาํ การจดั ลาํ ดบั รปู ภาพ การใช แผนปายนิเทศเพื่อการเรียนรูจากส่ิงแวดลอม การใชตรายางรูปตัวอักษรและตัวเลข ฯลฯ กิจกรรมตาง ๆ ทค่ี รจู ดั มวี ตั ถปุ ระสงคเ พอ่ื สรา งความคนุ เคยในการรบั รตู วั อกั ษรและคาํ แนวทางการสง เสรมิ ทกั ษะการเขยี น การเขยี นของเดก็ ปฐมวยั หมายถงึ การขดี เขยี นถา ยทอดความคดิ อยา งมคี วามหมาย โดยเดก็ สามารถ บอกไดว า สงิ่ ทเ่ี ขยี นคอื อะไร พฒั นาการทางการเขยี นของเดก็ อายุ 4-5 ป มลี กั ษณะดงั นี้ เด็กอายุ 4 ป จดจําอักษรบางตัวได จําชื่อตัวเองได อาจเขียนช่ือตัวเองไดหรือเขียนไดเปนบางตัว ชอบวาดและระบายสี การวาดรปู คนแคเ พยี งเสน ตรงแนวตง้ั และรา งแบบหยาบ ๆ แตว าดรปู วงกลมและสเี่ หลย่ี ม ได และสามารถเขยี นเสน ตามรอยประได เดก็ อายุ 5 ป เขยี นชอ่ื ตวั เองได การเขยี นพยญั ชนะตวั เลขอาจเขยี นไมเ รยี งลาํ ดบั และบางทเี ขยี นกลบั หวั สามารถเขยี นตวั เลขไดแ ตต วั ไมเ ทา กนั จบั ดนิ สอหรอื ปากกาไดด ขี น้ึ ชอบวาดและระบายสี สามารถวาดภาพ ทยี่ ากขนึ้ ได และภาพมคี วามสมบรู ณม ากขนึ้ ชอบเลยี นแบบ สามารถวาดรปู สเ่ี หลยี่ มและวงกลมเขา ดว ยกนั ชอบถามถงึ ตวั สะกดของคาํ
111 ซลู สบ าย (Morrow. 1993 : 241 ; citing Sulzby. 1985. Reading Research Quarterly) กลา ววา เดก็ ปฐมวยั มพี ฒั นาการเขยี น ดงั นี้ 1. การเขียนโดยผานการวาดรูป (Writing via drawing) เด็กใชการวาดรูปเปนพื้นฐานของ การเขยี นเพอื่ ใชใ นการสอื่ สาร 2. การเขียนโดยผานการขีดเขี่ย (Writing via scribbing) เด็กมักขีด ๆ เขียน ๆ เปนลักษณะ การขดี เขย่ี จากซา ยไปขวา เดก็ จะเคลอื่ นดนิ สอเหมอื นทผี่ ใู หญท าํ 3. การเขยี นโดยผา นการทาํ ตวั อกั ษรเหมอื นแบบ (Writing via letter-like forms) เดก็ สามารถเขยี น เหมอื นตวั อกั ษรจรงิ แตไ มส มบรู ณ 4. การเขยี นโดยผา นการคดั ลอกจากหนงั สอื (Writing via reproducing will-learned units or letter strings) เดก็ จะเขยี นคดั ลอกตวั อกั ษรเปน ชอื่ ตนเอง 5. การเขียนโดยผานการคิดแบบของตนเองข้ึน (Writing via invented spelling) เด็กสวนใหญจะ ไมรูวาการสะกดจริงทําอยางไร ในการเขียนคํา ๆ หนึ่ง ตัวอักษรจะเปนตัวแทนของคําน้ัน และจะมีบางคํา เกนิ มาซงึ่ ไมเ กย่ี วขอ งกนั 6. การเขยี นโดยผา นการสะกดตามแบบ (Writing via conventional spelling) เดก็ จะเขยี นเหมอื น การเขยี นของผใู หญ แนวคดิ หลกั พัฒนาการเขียนของเด็กปฐมวัยเปนไปตามลําดับโดยเร่ิมจากการวาดรูปเพ่ือส่ือความคิด พฒั นามาสกู ารขดี ๆ เขยี น ๆ การคดิ แบบการเขยี นของตวั เอง การคดั ลอกตวั อกั ษรจากแบบ การเขยี น โดยการคดิ สะกดขน้ึ เองจนกระทงั่ สามารถเขยี นสะกดไดอ ยา งถกู ตอ ง แนวทางการสงเสริมการเขียนของเด็กปฐมวัย ควรเร่ิมตนจากการจัดกิจกรรมเตรียมความพรอม ดา นการฝก ใชก ลา มเนอื้ เลก็ ไดแ ก รอ ยลกู ปด ผกู เชอื กและรดู ซปิ การฝก ความเขา ใจเรอื่ งซา ย-ขวา การทาํ งาน ศิลปะ เชนวาดภาพ การใชน้ิวเขียนภาพ (Finger Painting) ปะเศษกระดาษเปนตัวอักษร ปนดินน้ํามัน เปน รปู รา งตวั อกั ษร เขยี นตวั อกั ษรในทราย นา้ํ อากาศ เปน ตน พอ แมแ ละครคู วรเปน แบบอยา งทดี่ แี กเ ดก็ โดยการอา นเรอ่ื งราวทห่ี ลากหลายใหเ ดก็ ฟง จดั สง่ิ แวดลอ ม และกจิ กรรมทส่ี นกุ สนานโดยมอี ปุ กรณห ลากหลายในการเขยี น สนบั สนนุ การเขยี นทง้ั เปน รายบคุ คลและเปน กลมุ คอยใหค วามชว ยเหลอื ในการเขยี น เปด โอกาสใหเ ดก็ ใหค วามหมายสงิ่ ทเ่ี ขยี นและเขยี นคาํ จากตน แบบ รวมทง้ั หาโอกาสทเ่ี หมาะสมในการสอนเขยี น การพฒั นาภาษาตามแนวคดิ ทเี่ ดก็ เปน ผคู ดิ และลงมอื ปฏบิ ตั ิ (Active Learning) การจดั การเรยี นรโู ดยเดก็ เปน ผคู ดิ และลงมอื ปฏบิ ตั ิ (Active Learning) มลี กั ษณะสอดคลอ งกบั ทฤษฎี การเรยี นรเู ชงิ จติ วทิ ยาสงั คม และการทาํ งานของสมอง มอี งคป ระกอบและกระบวนการดงั น้ี องคป ระกอบการจดั การเรยี นรโู ดยเดก็ เปน ผคู ดิ และลงมอื ปฏบิ ตั ิ (Active Learning) 1. มสี อ่ื วสั ดทุ นี่ า สนใจ (Appealing Materials) จะทาํ ใหเ ดก็ มคี วามตนื่ เตน อยากเรยี น สอ่ื สาํ หรบั เด็กปฐมวัยไมจําเปนตองเปนของที่มีราคาแพงแตเด็กเห็นแลวอยากทดลองฝก โดยครูเลือกพิจารณาส่ือใน หองเรียนท่ีเหมาะสมกับหนวยการเรียนรู
112 2. เด็กมีโอกาสไดลงมือปฏิบัติ (Opportunity For manipulation) หมายถึงมีอุปกรณเพียงพอ เดก็ ไดล งมอื จบั ตอ ง-หยบิ ใชส อื่ ดว ยตนเอง โรงเรยี นหลายแหง มสี อ่ื ครบเพยี งพอ แตเ ดก็ ไมส ามารถจบั ตอ งได ทาํ ให เดก็ ขาดการเรยี นรู ครมู กั กงั วลวา เดก็ จะทาํ สกปรก หรอื จะเกดิ อนั ตรายกบั เดก็ นนั่ คอื ทาํ ใหเ ดก็ หมดโอกาส ในการฝก ปฏบิ ตั ดิ ว ยตนเอง 3. มีตัวเลือกสําหรับเด็ก (Choice for Children) ควรจะมีตัวเลือกท่ีหลากหลาย ย่ิงเด็กมีการ ลองผดิ ลองถกู มากเทา ใด กจ็ ะทาํ ใหเ รยี นรมู ากเทา นน้ั 4. โอกาสในการใชภาษาของเด็ก (Language for Children) ในการเรียนรูบางครั้งจะมาจาก การคดิ แตก ารพดู กท็ าํ ใหเ กดิ การเรยี นรู ครคู วรฝก เดก็ ๆ ใหม นั่ ใจในการสอื่ สารและหาวธิ กี ารใหเ ดก็ ไดม โี อกาสพดู เชน ทํากิจกรรมกลุม เพราะการเขากลุมจะเกิดการพูดคุย ซึ่งจะนําไปสูการเรียนรูท่ีไดผล นั่นคือการท่ีเด็ก มปี ระสบการณเ พม่ิ ขน้ึ เดก็ จะเกดิ การเปลยี่ นแปลงสามารถสอ่ื สารไดด ขี นึ้ 5. การสนับสนุนของผูใหญ (Adult Support) ครูเปนบุคคลสําคัญท่ีจะชวยกระตุนและตอยอด การสรางความรใู หเด็ก ครูสว นใหญก ลวั วา ถา ใหเดก็ ทาํ งานรวมกัน จะกอใหเ กดิ เสยี งดัง แทจ รงิ แลว เดก็ จะมี ความสงบและสนใจการทาํ งานถา งานนนั้ นา สนใจ ในการเรยี นรเู ดก็ ตอ งการการสนบั สนนุ จากผใู หญเ พอ่ื ตอ ยอด การเรียนรู เชน นักกีฬาที่เกงจริง ๆ จะมีผูควบคุมการฝก 1 คน และชวยขยายขอบเขตของสมรรถภาพ ใหน กั กฬี าเกง ขน้ึ นคี่ อื ตวั อยา งทผ่ี ใู หญท มี่ คี วามรมู ากกวา ชว ยใหเ ดก็ ไดร บั ความรมู ากขนึ้ และถา เราวเิ คราะห เดก็ รายบคุ คลจะเหน็ วา เดก็ แตล ะคนจะเกง คนละอยา ง ทงั้ 5 ประการทก่ี ลา วมา ครตู อ งเขา ใจและนกึ ถงึ เสมอวา จะทาํ อยา งไรใหเ ดก็ เกดิ การเรยี นรู เพราะ “Active Learning” เปนการเรียนรูดวยตัวเด็กเอง การที่ครูชวยเพิ่มการเรียนรูใหเด็กจึงเปนท้ังศาสตรและศิลป ครจู ะตอ งศกึ ษาและเลอื กนาํ มาใชใ หเ หมาะสม การเปนครูที่ดีไมใชเปนการสอนเด็กใหมาก แตควรจะคิดวาจะใหเวลาเด็กคิดและเลนใหมากขึ้น ไดอ ยา งไร เดก็ แตล ะคนมจี ดุ เรม่ิ ตน ทแ่ี ตกตา งกนั จงึ มคี วามสามารถตา งกนั รวมทง้ั มคี วามตอ งการทแ่ี ตกตา ง กนั ดว ย หนา ทขี่ องครคู อื “ทาํ เตม็ ทที่ จี่ ะเพมิ่ ความรใู หเ ดก็ ๆ แตล ะคนทตี่ า งกนั ได ซงึ่ ครตู อ งเปน นกั สงั เกต ทดี่ ”ี แนวคดิ หลกั การจัดการเรียนรูโดยเด็กเปนผูปฏิบัติ (1) เดก็ มโี อกาสทไ่ี ดเ ลอื กกจิ กรรมทห่ี ลากหลาย (2) อปุ กรณท นี่ าํ มาใชใ นการสอนนา สนใจ เดก็ ๆ อยากจบั ตอ งจรงิ ๆ และอยากใชอ ยา งสนกุ นน่ั คอื ไดใ ชท กุ แงม มุ (3) เดก็ ไดม โี อกาสซกั ถาม พดู คยุ เรยี นจากกลมุ (4) ครูทําหนาที่เปนผูชวยเพื่อใหเด็กเกิดการเรียนรูท่ีชัดเจน
113 เทคนคิ การจดั การเรยี นรแู บบ Active Learning 1. การจดั สงิ่ แวดลอ มทเี่ ออ้ื ตอ การเรยี นการสอน โดยมวี สั ดอุ ปุ กรณท จี่ าํ เปน ตอ การเรยี นรู เชน ในบางหอ งเรยี นครนู าํ แปง โดสดี าํ มาใหเ ดก็ ปน ทาํ ใหเ ดก็ ๆ ตนื่ เตน จดุ สาํ คญั คอื การใหเ ดก็ มโี อกาสเลอื กสอื่ และเลือกกิจกรรมตามความสนใจ เกิดการเรียนรูอยางมีความสุข ครูตองศึกษาวาควรจัดหองเรียนอยางไร เนอ้ื ทเี่ ทา ใด จดั อปุ กรณอ ะไรบา งใหเ ดก็ 2. การตั้งคําถาม การต้ังคําถามเพื่อใหเด็ก คิดแกปญหาไดเอง โดยครูจะน่ังอยูใกล ๆ เพ่ือให ความชว ยเหลอื เมอื่ จาํ เปน แตใ นขณะทค่ี รใู หค วามชว ยเหลอื ครจู ะตอ งระวงั วา สง่ิ ทคี่ รทู าํ อยนู นั้ เปน การตอ ยอด การเรยี นรู หรอื เขา ไปรบกวนเดก็ ๆ ถา เดก็ รสู กึ รบกวน เดก็ จะหยดุ การคดิ การเรยี นรขู องเดก็ จะลดลง และ การตง้ั คาํ ถามควรใหต รงกบั ประเดน็ ทเ่ี ดก็ สนใจ และเปน คาํ ถามทไี่ มง า ยเกนิ ไปจนทาํ ใหเ ดก็ รสู กึ วา ครไู มส นใจ และไมจ รงิ ใจ 3. การสงั เกตและการเรยี นรเู ดก็ ครคู วรจะนงั่ อยกู บั เดก็ “ในระดบั สายตา” ของเดก็ เพอ่ื จะไดท ราบ วา เดก็ รสู กึ อยา งไร เขา ใจมากนอ ยแคไ หน และจะไดร วู า เดก็ แตล ะคนมศี กั ยภาพอยา งไรในการเรยี นรู 4. การชว ยเหลอื และการเออื้ ประโยชน ครไู มค วรใชก ารพดู เพอ่ื สอนอยา งเดยี วแตค วรแสดงออก ในดา นอนื่ บา ง เพอื่ ใหเ ดก็ ไดเ รยี นรเู อง ครคู วรฟง ในสงิ่ ทเี่ ดก็ พดู ใหม ากและตอ งไมป ฏเิ สธการแสดงออกของเดก็ โดยครไู มต ดั สนิ วา อะไรถกู หรอื ผดิ เพราะจะทาํ ใหเ ดก็ หยดุ คดิ บางครงั้ ครอู าจนาํ เดก็ บางคนเขา มาเพอื่ ชว ยให คาํ ตอบแกเ ดก็ อกี คนเพอ่ื การเรยี นรขู องเดก็ ทงั้ 2 คน เทคนคิ การชว ยเหลอื แบบนงั่ รา น (Scaffolding) โดยปกตกิ ารกอ สรา งแตล ะขน้ั ตอนชา งกอ สรา งจะนาํ นงั่ รา นไปตง้ั เปน ฐาน เมอื่ การกอ สรา งกา วหนา ขน้ึ นั่งรานก็คอย ๆ ขยายสูงตามขึ้นไป เปรียบเทียบกับ การขยายกรอบของการเรียนรู จะชวยใหเด็กเกิด การเรียนรูทีละนอย ตามลําดับข้ัน ครูจะตองวางฐานทีละข้ันเมื่อเด็กมีฐานการเรียนรูครบจึงนําน่ังรานออก เชนเดียวกับการกอสราง ตามธรรมชาตเิ ดก็ มกี ารเรยี นรอู ยแู ลว แตถ า ผใู หญช ว ยเออ้ื การเรยี นรใู หเ ดก็ เพมิ่ ขนึ้ เดก็ กจ็ ะมฐี านทมี่ นั่ คง ครูไมจําเปนตองอยูดวยกับเด็กตลอดเวลา ครูอาจจะสังเกตเด็กอยูหาง ๆ เหมือนน่ังรานที่เวลาไมจําเปนจะ นาํ ไปเกบ็ ไว บทบาทของครคู อื สนบั สนนุ ใหเ ดก็ ดแู ลตนเอง แกป ญ หาไดด ว ยตนเอง แตก ารแกป ญ หานนั้ ตอ งมกี าร ตอ ยอดเสมอ ถา เกดิ เหตกุ ารณข น้ึ ครคู วรเขา มาชว ยเหลอื เดก็ เพอ่ื ใหเ ดก็ มกี ารเรยี นรเู พม่ิ ขน้ึ แลว ครจู งึ ถอยออกมา หนา ทขี่ องครู คอื ตอ งการใหเ ดก็ มคี วามเชอ่ื มนั่ มากทสี่ ดุ และมคี วามสามารถดว ยสงิ่ เหลา นจ้ี ะเกดิ ขนึ้ ได เมื่อครูเช่ือวาเด็กสามารถเรียนรูดวยตนเอง และครูเปดโอกาสใหเด็กมีการตอยอดฐานความรูอยาง เปน ระบบ
114 ครคู วรมตี ารางเลก็ ๆ สาํ หรบั จดบนั ทกึ พฤตกิ รรมของเดก็ แตล ะคน ตวั อยา งตาราง วนั ท่ี ชอื่ ทักษะ ทักษะ ทักษะ ทักษะ ฯลฯ การอยู ทาง ทาง ทาง ในสงั คม คณติ ศาสตร ภาษา กายภาพ *การเกบ็ ขอ มลู ของเดก็ อยา งตอ เนอื่ งสกั ระยะหนงึ่ จะชว ยใหค รรู วู า เดก็ เปน อยา งไร การบันทึก จะชวยใหครูรูปญหาในการสอนประจําวัน และนํามาปรับใชในวันตอไป นอกจากนี้ยังชวยใหเห็นความกาวหนาของเด็กในแตละวัน การบันทึกเก่ียวกับเด็กจะชวยใหครูรูวา ควรตอ ยอดการเรยี นรใู นเรอื่ งใดใหเ ดก็ บา ง
115 ภาคผนวก ความรูสําหรับครูผูสอน • การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ ปฐมวยั โดยใชห นงั สอื เลม ใหญ
116 การสอนภาษาสําหรับเด็กปฐมวัยโดยใชหนังสือเลมใหญ (Big Book) แนวคดิ พน้ื ฐาน การสงเสริมศักยภาพและการรูหนังสือ (Literacy) สําหรับเด็กปฐมวัย ซึ่งชวยเสริมสรางนิสัย รกั การอา นโดยใชห นงั สอื เลม ใหญ (Big Books) มแี นวคดิ พนื้ ฐานจากแนวทางการสอนภาษาโดยวธิ ธี รรมชาติ แบบองครวม (Whole Language and Natural Approach) โดยใชหนังสือเลมใหญและเลมเล็ก (Big Books & Small Books) เปน สอื่ สาํ คญั ผนวกกบั แนวทางการเรยี นรภู าษาทส่ี อดคลอ งกบั การเรยี นรขู องสมอง (Brain Based Learning) สงผลใหเด็กเรียนรูภาษาอยางมีความสุข มีความกระตือรือรนและมั่นใจ ในการเรม่ิ ตน หดั อา นหนงั สอื เดก็ ไดเ ฝา มอง สงั เกต ฟง ซมึ ซบั รบั รภู าษาผา นเรอ่ื งราวทเี่ ดก็ สนใจอยากตดิ ตาม จนปลกู ฝง เปน นสิ ยั รกั การอา น และมเี จตคตทิ ด่ี ตี อ การอา น หลักการสําคัญ การสงเสริมการเรียนรูภาษาและนิสัยรักการอานสําหรับเด็กปฐมวัยโดยใชหนังสือเลมใหญมีหลักการ สาํ คญั 3 ประการ คอื 1. แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษาสําหรับเด็กปฐมวัย คือ การสนับสนุนความพรอม ทางภาษาโดยใชห นงั สอื เลม ใหญเ ปน สอื่ ชว ยใหเ ดก็ คนุ เคยกบั ตวั หนงั สอื และหนงั สอื ภาพ รจู กั ความคดิ รวบยอด เกยี่ วกบั ตวั หนงั สอื การใชห นงั สอื สอื่ ความหมาย การรบั รเู รอ่ื งราวผา นการเลา นทิ าน รจู กั คดิ เรยี งลาํ ดบั เหตกุ ารณ และคาดคะเนเหตกุ ารณ สงั เกตเทยี บเคยี งเสยี ง จบั คคู าํ กบั ภาพ พยายามอา นโดยสงั เกตคาํ และภาพประกอบ รทู ศิ ทางในการถอื หนงั สอื รสู ว นประกอบของหนงั สอื รทู ศิ ทางในการอา น รจู กั ตวั อกั ษรตวั แรกและตวั สดุ ทา ย ของคํา รูรูปรางและทิศทางตัวอักษร รูจักคําและลําดับตัวอักษรในคําตลอดจนรูจักเครื่องหมายวรรคตอน เดก็ ปฐมวยั จาํ เปน ตอ งมคี วามรพู นื้ ฐานเหลา นกี้ อ นจงึ จะอา นหนงั สอื ได สง่ิ เหลา นถี้ า เรม่ิ ตน ในชนั้ ป.1 จะชา เกนิ ไป 2. การสนบั สนนุ ดา นสภาพแวดลอ มและสงั คมรอบตวั เดก็ เนอ่ื งจากเดก็ เรยี นรคู วามหมายของ คาํ ตา ง ๆ จากสงิ่ แวดลอ มทางสงั คม การเรยี นรภู าษาเกดิ จากปฏสิ มั พนั ธข องเดก็ กบั สภาพแวดลอ มทางภาษา และวฒั นธรรมซง่ึ เกดิ ขน้ึ อยา งตอ เนอื่ งในชวี ติ ประจาํ วนั โดยการถา ยทอดผา นกจิ กรรมทางสงั คมและวฒั นธรรม ทง้ั ทางบา นและโรงเรยี น การใหผ ปู กครอง ผใู หญร อบตวั เดก็ หรอื แมแ ตพ ท่ี โี่ ตกวา มสี ว นรว มในการสง เสรมิ การอา น และเปน ตวั อยา งทดี่ ดี า นนสิ ยั รกั การอา น จะทาํ ใหเ ดก็ ซมึ ซบั ความสขุ จากการอา นหนงั สอื เกดิ ความภาคภมู ใิ จ ในการอา นหนงั สอื ออก ซง่ึ เปน ปจ จยั สาํ คญั ทส่ี ดุ ดา นจติ วทิ ยาในการเสรมิ สรา งนสิ ยั รกั การอา น 3. ลักษณะเฉพาะในการเรียนรูภาษาของเด็กแตละคน เด็กแตละคนมีความสนใจตางกันและ มีลักษณะเฉพาะในการเรียนรูภาษา ดังน้ัน การสงเสริมใหเด็กปฐมวัยเรียนรูภาษา จึงตองใชเทคนิควิธี ทหี่ ลากหลาย ตอบสนองลกั ษณะเฉพาะของเดก็
117 กิจกรรมการสอนภาษาโดยใชหนังสือเลมใหญ มีกิจกรรมหลักและเทคนิคสําคัญดังน้ี กิจกรรมหลัก (1) กจิ กรรมการอา นรว มกนั (Shared Reading) เปน การอา นรว มกนั ระหวา งครกู บั เดก็ กลมุ ใหญ ทงั้ ชนั้ โดยใชห นงั สอื เลม ใหญ จะใชเ วลาสอนประมาณ 5-7 วนั มกี ระบวนการสอนทเี่ ดก็ ไดฝ ก สงั เกตภาพ เสยี งและคาํ อยา งเปน ลาํ ดบั สอดคลอ งกบั จติ วทิ ยาพฒั นาการทางภาษา สาํ หรบั เดก็ ปฐมวยั (2) กจิ กรรมการสอื่ ภาษา เปน กจิ กรรมทเ่ี ดก็ สอ่ื ความหมายของสง่ิ ทอี่ า น โดยทาํ เปน กจิ กรรมเดย่ี ว หรอื กลมุ ยอ ย เชน วาดภาพ แสดงละคร ฯลฯ (3) กจิ กรรมการอา นแบบชแี้ นะ (Guided reading) เปน การอา นรว มกนั ระหวา งครกู บั เดก็ เปน กลมุ ยอ ยประมาณ 4-6 คน โดยเพมิ่ การใชห นงั สอื เลม เลก็ ทเี่ ปน ทเี่ ปน คกู นั กบั หนงั สอื เลม ใหญ ในชว งกจิ กรรม นค้ี รฝู ก เดก็ ปฐมวยั ใหส งั เกตตวั อกั ษร หดั ฟง และมองคาํ -ประโยค เพอื่ นาํ ไปสกู ารอา นอสิ ระในโอกาสตอ ไป ในการอา นแบบชแี้ นะ ครจู ะรวบรวมหนงั สอื เลม เลก็ ทมี่ แี กน เรอ่ื ง (Theme) ใกลเ คยี งหรอื เกยี่ วขอ งกบั หนงั สอื เลม ใหญ หรอื เปน ชดุ หนงั สอื ทมี่ รี ะดบั ความยากงา ยใกลเ คยี งกนั นาํ มาฝก เมอ่ื เดก็ เรม่ิ มคี วามสามารถในระดบั แรกเรม่ิ อา น (Emergent Reading) ซงึ่ มกั เปน เดก็ ระดบั อนบุ าลปท ี่ 2 (5 ขวบขน้ึ ไป) และจดั กลมุ เดก็ ทม่ี ี ความสามารถใกลเ คยี งกนั เรยี นรหู นงั สอื เลม เลก็ ชดุ เดยี วกนั ดงั นน้ั ในแตล ะหอ งจงึ มหี นงั สอื เลม เลก็ ทใี่ ชใ น กจิ กรรมการอา นแบบชแี้ นะ ชดุ ละประมาณ 5-10 เลม สาํ หรบั กลมุ ยอ ย (4) กิจกรรมการอานอิสระ (Independence Reading) เด็กมีโอกาสเลือกอานหนังสือตามความ สนใจ เดก็ อา นเงยี บ ๆ คนเดยี วหรอื เปน กลมุ ยอ ย ครชู ว ยบนั ทกึ สง่ิ ทอ่ี า นและใหเ ดก็ เลา เรอ่ื ง หรอื พดู คยุ เรอื่ ง ทอ่ี า นใหเ พอื่ นฟง (5) กจิ กรรมการเลน เกมภาษา เปน เกมทเ่ี กยี่ วขอ งกบั ภาษาในลกั ษณะตา ง ๆ เลน ไดท งั้ กจิ กรรม เดย่ี วและกลมุ ยอ ย (6) กจิ กรรมการอา นขอ ความในสง่ิ แวดลอ มตามโอกาส เปนการนําเหตุการณในชีวิตประจําวัน มาเขยี นพรอ มกนั กบั เดก็ เพอื่ ไวใ ชอ า นดว ยกนั ในหอ งเรยี น (7) กิจกรรมการอานหนังสือที่บาน (Home Reading) เปนการนําหนังสือเลมเล็กคูกับหนังสือ เลม ใหญใ หเ ดก็ นาํ กลบั ไปอา นใหผ ปู กครองฟง ทบ่ี า น มกั นาํ ไปอา นในวนั สดุ ทา ยของสปั ดาห เมอื่ เดก็ เรมิ่ อา น หนงั สอื เลม่ ใหญไ่ ด้ ระหวา่ งสปั ดาหค์ รใู หเ้ ดก็ ยมื หนงั สอื ทเ่ี ดก็ ชอบไปอา่ นทบ่ี า้ นทกุ วนั เทคนคิ สาํ คัญในการสอนอา นโดยใชหนังสือเลมใหญ มดี งั น้ี 1) การชตี้ วั หนงั สอื (Track Print) ชว ยใหเ ดก็ เขา ใจทศิ ทางการอา น ครอู าจเลอื กชคี้ าํ ซาํ้ คาํ ทเ่ี ดก็ คนุ เคย หรอื ประโยคสาํ คญั บางประโยค 2) การฝกใหคิดคาดคะเนเน้ือหาลวงหนาจากประสบการณ (Think Along) ในขณะท่ีครูอาน โดยครใู ชค าํ ถามกระตนุ การคดิ 3) การเติมคําศัพทลงในชองวาง (Cloze Activity) ทั้งเติมดวยปากเปลา (Oral Cloze) และ เติมดวยการเขียน (Written Cloze) โดยครูจะพูดสวนตนของประโยคท่ีเคยอานใหเด็กฟงจากหนังสือ แลว หยดุ เปด โอกาสใหเ ดก็ หาคาํ ทมี่ คี วามหมายเหมาะสมมาเตมิ ใหป ระโยคสมบรู ณ หรอื เลอื กเขยี นประโยค ลงบนกระดานดําและลบออกหนึ่งคํา กระตุนใหเด็กหาคํามาเติมในประโยคใหสมบูรณ เปนการฝกใหเด็ก คาดคะเนคาํ จากสงิ่ ทอ่ี า น โดยอาศยั สง่ิ ชแี้ นะทม่ี ี
118 4) การพิจารณาลักษณะของตัวหนังสือในขอความ (Examining text features) การพจิ ารณาขอ ความ ดคู าํ เรม่ิ ตน ดคู าํ ซา้ํ ๆ ดตู วั หนงั สอื ดกู ารใชเ ครอื่ งหมายวรรคตอนและอน่ื ๆ จะชว ยให เดก็ รถู งึ ความสมั พนั ธท างภาษาของสง่ิ ชแี้ นะ (cue) ซง่ึ ชว ยในการคาดคะเนและตรวจสอบการคาดคะเนสงิ่ ทอ่ี า น 5) การชี้คําขณะอาน (Pointing) เพื่อใหเด็กเห็นความสัมพันธของเสียงและรูปตัวอักษรของ คาํ ทปี่ รากฏเปน ภาษาเขยี น และการอา นจากซา ยไปขวา 6) การปดคําดวยกระดาษแลวเลื่อนใหเห็นตัวอักษร (Sliding masking) เพ่ือเนนใหเด็กมอง ตวั อกั ษรในคาํ 7) การอา นขอ ความซาํ้ (Revisiting text) เมอื่ ครอู า นหนงั สอื ใหเ ดก็ ฟง และพบวา มปี ญ หาเกยี่ วกบั ความหมายของสงิ่ ทอ่ี า น ครกู จ็ ะอา นขอ ความนน้ั ซา้ํ ทงั้ นเ้ี พอ่ื ใหเ ดก็ เขา ใจเรอ่ื งมากขน้ึ โดยการสงั เกตลกั ษณะ ตา ง ๆ ของขอ ความ เชน คาํ ซา้ํ คาํ ทเี่ รม่ิ ตน ตวั อกั ษร เครอื่ งหมายวรรคตอน ฯลฯ ซง่ึ ชว ยในการคาดคะเน ความหมายใหช ดั เจน ลกั ษณะของหนงั สอื เลม ใหญ (Big Book) และหนงั สอื เลม เลก็ (Small Book) หนงั สอื เลม ใหญท ใี่ ชใ นการสอนอา นสาํ หรบั เดก็ ปฐมวยั มดี งั น้ี 1. ขนาดรปู เลม ของเลมใหญ คือกวาง 15 น้ิว สูง 21 นิ้ว (โดยประมาณ) หนังสือเลมเล็กกวาง 8.5 นว้ิ สงู 11.5 นว้ิ (โดยประมาณ) 2. เนอื้ เรอ่ื ง เปน เรอื่ งทเ่ี ดก็ ชอบ สนใจ สนกุ สนาน มกี ารผกู เรอื่ งใหเ ดก็ คดิ คาดคะเนทายเหตกุ ารณ และสอดแทรกการเรยี นรทู ไี่ มใ ชว ธิ สี ง่ั สอนโดยตรง แตเ นน ความสนกุ ตน่ื เตน และใหเ ดก็ คดิ ไดด ว ยตนเอง 3. ภาษาที่ใช ใชภาษาท่ีงาย คําซํ้า คําคุนเคย ประโยคสั้น ขอความงาย ๆ ตัวหนังสือพิมพดวย ตวั อกั ษรทมี่ าตรฐาน เวน ชอ งไฟถกู ตอ ง และพมิ พแ ยกจากภาพประกอบ 4. ระยะเวลาการใชห นงั สอื เลม ใหญ หนงั สอื เลม ใหญ 1 เลม ครใู ชเ ทคนคิ การสอนสาํ คญั จนถงึ ขน้ั อา นทบทวน เปน เวลา 6 วนั เมอ่ื เดก็ อา นไดแ ลว ในวนั ที่ 7 จงึ แจกหนงั สอื เลม เลก็ ใหเ ดก็ กลบั ไปอา นกบั ผปู กครอง หรอื พที่ บี่ า น ลกั ษณะการสอนโดยใชห นงั สอื เลม ใหญจ งึ เปน การประสมประสาน กจิ กรรมการอา นหลายลกั ษณะ เชน อา นรว มกนั อา นใหฟ ง อา นแบบชแ้ี นะ อา นกบั เพอื่ น อา นอสิ ระ พรอ มทงั้ บรู ณาการทกั ษะภาษาคอื การอา น การเขยี น และการพดู -การฟง พรอ มกนั โดยครใู ชห นงั สอื เลม ใหญเ ปน แกนจดั กจิ กรรมเสรมิ ประสบการณต าม หนว ยการเรยี นรู สปั ดาหล ะ 1 หนว ย การประเมินผลตามแนวการสอนภาษาโดยใชหนังสือเลมใหญ เปา หมายการสอนภาษาโดยใชห นงั สอื เลม ใหญ มงุ ใหเ ดก็ มคี วามมน่ั ใจ และมเี จตคตทิ ดี่ ตี อ การอา นและ การเขยี นหนงั สอื โดยสงั เกตจากระดบั การอา นของเดก็ คอื ระดบั แรกเรม่ิ อา น (Emergent reading) และ ระดบั เรม่ิ อา นได (early reading) ดังน้ันการประเมินผลการสอนภาษาโดยใชหนังสือเลมใหญ จึงใชวิธีการประเมินผลตามพัฒนาการ ดา นการอา นดงั นี้
119 ขน้ั ที่ 1 การอา นขน้ั แรกเรมิ่ (Emergent Reading) เดก็ จะดหู นงั สอื เรอื่ งทช่ี อบ พดู ขอ ความในหนงั สอื ดว ยภาษาของตน ทาํ ทา ทางเหมอื นอา นหนงั สอื โดยไมสนใจขอความตามลําดับของเรื่อง จับใจความและตรวจสอบความถูกตองของเน้ือเร่ืองโดยการใช ประสบการณเดิมของตน อานเรื่องสั้น ๆ ท่ีบอกใหผูใหญบันทึกใหอานและเขียนตัวขีดเข่ียรวมทั้งอานและ พยายามคดั ลอกหรอื เขยี นทบั ตวั อกั ษรของผใู หญ ขน้ั ท่ี 2 การอา นขนั้ แรกเรมิ่ ในระยะกา วหนา (Advanced Emergent Reading) เดก็ จะกวาดตามองขอ ความตามบรรทดั ดขู อ ความทม่ี ตี วั หนงั สอื ตวั ใหญ ตรวจสอบความถกู ตอ ง โดยการเดาจากประสบการณเ ดมิ และจากการชแ้ี นะ อา นขอ ความทม่ี ตี วั อกั ษรและคาํ ทเ่ี หน็ อยเู ปน ประจาํ และ หาคาํ ทม่ี ตี วั อกั ษรทคี่ ลา ยคลงึ กนั โดยการตรวจสอบจากจดุ เรมิ่ ตน ของประโยค ขน้ั ที่ 3 การอา นในระยะทกี่ าํ ลงั จะกา วไปสกู ารอา นขนั้ ตน (Emergent to Early Reading) เด็กจะรูจักคําที่อยูในชีวิตประจําวันเม่ือเห็นคําน้ันในบริบทหรือสิ่งแวดลอม รูจักการคาดเดา คําใหมโดยดูรูปประโยคและความหมาย กวาดสายตาถูกทิศทางเมื่อมองขอความที่คุนเคย ชี้และบอกช่ือของ ตัวอักษรสวนใหญได พิจารณาตัวอักษรบางตัวและบอกวาคือตัวอะไร พยายามคัดลอกและตกแตงรูปราง ของตวั อกั ษร และจาํ คาํ บางคาํ ทม่ี พี ยญั ชนะตน เหมอื นกนั ได ขนั้ ที่ 4 การอา นขนั้ ตน (Early Reading) เด็กจะชี้หรือกวาดตามองจุดเริ่มตนและจุดจบของคําบางคํา ใชเสียงพยัญชนะตนที่รูจักในการ คาดเดาและตรวจสอบคําที่อาน บอกขอสังเกตที่แสดงใหรูวาคํา ๆ เดียวกันสามารถผสมกับคําอ่ืนกลายเปน คาํ ใหมไ ดค ดั ลอกหรอื เขยี นสอ่ื ความหมายโดยใชภ าษางา ย ๆ ของตนเอง ใชร ปู ประโยคทถี่ กู ตอ งและกลบั มา อา นขอ ความของตนได รวมถงึ ชห้ี รอื กวาดตามองจดุ เรมิ่ ตน และจดุ ลงทา ยของประโยค ขน้ั ท่ี 5 การอา นขน้ั ตน ในระยะกา วหนา (Advanced Early Reading) เดก็ คาดเดาขอ ความจากสง่ิ ชแี้ นะ โดยดตู วั พยญั ชนะตวั แรกของคาํ ประกอบกบั ความรเู ดมิ เกย่ี วกบั ความสมั พนั ธร ะหวา งรปู ตวั อกั ษรกบั เสยี งตวั อกั ษร จาํ และตรวจสอบตวั อกั ษรทส่ี มั พนั ธก บั เสยี งของคาํ ตรวจสอบ คาํ ทอี่ า นดว ยการชตี้ วั อกั ษรในคาํ พรอ ม ๆ กบั การออกเสยี งไปดว ย ใชร ปู และเสยี งตวั อกั ษรเปน หลกั ในการสะกด คาํ ใหมท ไี่ มร จู กั หรอื คาํ ทไี่ มแ นใ จ
120 1. แบบตรวจสอบรายการสาํ หรบั ประเมนิ พฒั นาการเกย่ี วกบั การรหู นงั สอื ในระยะขน้ั ตน ช่ือนักเรียน................................................................................................................................. วันท่ีสังเกต................................................................................................................................ พัฒนาการทางภาษา พบสมาํ่ เสมอ พบเปน บางครงั้ ไมพ บเลย • ออกเสยี งพยญั ชนะได • พดู ประโยคทม่ี ี 1 คาํ • พดู ประโยคทม่ี ี 2 คาํ • ระบุเสียงที่คุนเคยได • จาํ แนกเสยี งทคี่ ลา ยคลงึ ได • เขา ใจภาษาทคี่ นอน่ื พดู ดว ย • ทาํ ตามคาํ แนะนาํ ได • พดู สอื่ สารกบั คนอน่ื ไดอ ยา งอสิ ระ • ออกเสยี งคาํ ไดถ กู ตอ ง • รจู กั คาํ ศพั ทใ นระดบั ทเี่ หมาะสมกบั วฒุ ภิ าวะ • พดู ประโยคทส่ี มบรู ณไ ด • ใชป ระโยคทมี่ โี ครงสรา งภาษาหลากหลาย • พดู สอื่ สารใหผ อู นื่ เขา ใจได หมายเหตุ รายการในแบบตรวจสอบรายการสอดคลอ งกบั ลาํ ดบั ขน้ั ตอนของพฒั นาการทางภาษา จากแรกเกดิ ถงึ 6 ขวบ ทศั นคตดิ า นการอา นและพฤตกิ รรม พบสมา่ํ เสมอ พบเปน บางครง้ั ไมพ บเลย ทแี่ สดงนสิ ยั รกั การอา น • หยบิ หนงั สอื มาอา นเอง • ขอใหค รอู า นหนงั สอื ใหฟ ง • ฟง อยา งตงั้ ใจเมอ่ื ครอู า นหนงั สอื ใหฟ ง • ถามคาํ ถามและพดู แสดงความเหน็ เกยี่ วกบั เรอื่ งทค่ี รอู า นใหฟ ง
121 ความคดิ รวบยอดเกย่ี วกบั หนงั สอื พบสมาํ่ เสมอ พบเปน บางครงั้ ไมพ บเลย • รวู า หนงั สอื มไี วส าํ หรบั อา น • ระบสุ ว นตา ง ๆ ของหนงั สอื ได เชน ดา นหนา ดา นหลงั ดา นบน และดา นลา ง • พลกิ หนา หนงั สอื ไดถ กู ตอ ง • รคู วามแตกตา งระหวา งตวั หนงั สอื และภาพวาด • รวู า ภาพในหนงั สอื แตล ะหนา จะสมั พนั ธก บั ตวั หนงั สอื • รวู า จะเรมิ่ อา นจากสว นใดในหนา หนงั สอื • รชู อ่ื เรอ่ื งหนงั สอื • รชู อ่ื ผแู ตง • รชู อ่ื ผวู าดภาพประกอบ ความเขา ใจเนอื้ เรอื่ ง พบสมาํ่ เสมอ พบเปน บางครง้ั ไมพ บเลย • เลา เรอื่ งทคี่ นุ เคยยอ นกลบั ได โดยใชร ปู ภาพ ในหนงั สอื ชว ยในการเลา เรอื่ ง • เลา เรอ่ื งยอ นกลบั ไดโ ดยไมใ ชร ปู ภาพชว ย • เลา เรอ่ื งยอ นกลบั ไดโ ดยใชน าํ้ เสยี งเหมอื น การอา น • เลา เรื่องโดยมอี งคประกอบของเรอ่ื ง - ฉาก / เหตกุ ารณ (เรม่ิ ตน เรอ่ื ง เวลา สถานท่ี ตวั ละคร) - แกน เรอื่ ง (ปญ หาหรอื เปา หมายของ ตัวละครหลัก) - การลาํ ดบั เนอื้ เรอื่ ง (เหตกุ ารณท น่ี าํ ไปสู การแกป ญ หาของตวั ละครหลกั หรอื การ ที่ตัวละครหลักบรรลุเปาหมายท่ีตั้งใจ) - ผลทปี่ รากฏ (การแกป ญ หา การบรรลุ เปา หมาย การสนิ้ สดุ เรอ่ื ง)
122 ความเขา ใจเนอ้ื เรอ่ื ง พบสมาํ่ เสมอ พบเปน บางครงั้ ไมพ บเลย • ตอบสนองตอ เรอื่ งทอ่ี า นโดยตงั้ คาํ ถามหรอื แสดงความคดิ เหน็ ทเ่ี กย่ี วขอ งกบั เรอ่ื งทอี่ า น • มสี ว นรว มในการอา นโดยอา นตามหรอื อา น พรอ มครู เมอื่ ครอู า นเรอ่ื งใหฟ ง • เมอื่ อา นรว มกนั สามารถเตมิ คาํ ในนทิ าน ทส่ี อดคลอ งกบั บรบิ ทได ความคดิ รวบยอดเกย่ี วกบั ตวั หนงั สอื พบสมา่ํ เสมอ พบเปน บางครง้ั ไมพ บเลย • รวู า ตอ งอา นตวั หนงั สอื จากซา ยไปขวา • รวู า ภาษาพดู นาํ ไปเขยี นเปน ตวั หนงั สอื เพอื่ ใชอ า นได • รจู กั ตวั อกั ษรและชต้ี วั อกั ษรทป่ี รากฏใน หนา หนงั สอื ได • รจู กั คาํ และชค้ี าํ ทป่ี รากกฎในหนา หนงั สอื ได • รจู กั สงั เกตตวั หนงั สอื หรอื ขอ ความใน สภาพแวดลอ มและสามารถอา นปา ยสญั ลกั ษณ และเครอ่ื งหมายบางอยา งได • จาํ คาํ บางคาํ ทเ่ี คยเหน็ ในหนงั สอื ได • ระบชุ อื่ พยญั ชนะได • จบั คเู สยี งและตวั พยญั ชนะได • ถามคาํ ถามเกยี่ วกบั ชอื่ พยญั ชนะ คาํ และเสยี งอา น • พยายามอา นโดยทาํ ทา อา นจากภาพ • พยายามอา นโดยทาํ ทา อา นจากตวั หนงั สอื • เรมิ่ ตน ใชบ รบิ ทของเรอ่ื ง รปู ประโยค และ โครงสรา งภาษาเพอื่ คาดคะเนคาํ
123 ความเขา ใจเนอื้ เรอ่ื ง พบสมาํ่ เสมอ พบเปน บางครง้ั ไมพ บเลย • สนใจสาํ รวจอปุ กรณท ใี่ ชเ ขยี นดว ยตวั เอง • พยายามเขยี นเพอ่ื สอ่ื สารความหมาย โดยไมค าํ นงึ ถงึ การเขยี นทถี่ กู ตอ ง • บอกเนอ้ื เรอ่ื งหรอื ประโยคทต่ี อ งการใหค รเู ขยี นได้ • คดั ลอกตวั หนงั สอื หรอื คาํ • เขยี นตวั อกั ษรไดค ลา ยคลงึ กบั ตวั พยญั ชนะ • เขียนจากซายไปขวา กาเครอื่ งหมาย หนา รายการ พบสมาํ่ เสมอ พบเปน บางครง้ั ไมพ บเลย ทตี่ รงกบั การเขยี นของเดก็ • ใชภ าพวาดแทนการเขยี นและการวาด • แสดงความแตกตา งระหวา งภาพวาดและ การเขียน • เขียนขีดเขี่ย • ใชร ปู แบบคลา ยตวั อกั ษรในการเขยี น • ใชต วั อกั ษรทรี่ จู กั นาํ มาเขยี นเรยี งกนั เปน บรรทดั • ใชก ารสะกดคาํ ทค่ี ดิ ขน้ึ เองในการเขยี น • ใชก ารสะกดคาํ ทถี่ กู ตอ งในการเขยี น
124 การจัดสภาพแวดลอมท่ีสงเสริมการสอนภาษาโดยใชหนังสือเลมใหญ การจัดสภาพแวดลอมทั้งในและนอกหองเรียนใหสอดคลองกับกิจกรรมหลักและเทคนิคสําคัญของ การสอนภาษาโดยใชห นงั สอื เลม ใหญ ครคู วรเตรยี มพนื้ ทใี่ หเ หมาะสมกบั กจิ กรรมและสอ่ื ทใี่ ช เชน มพี นื้ ทวี่ า ง สาํ หรบั เดก็ ทงั้ ชนั้ นง่ั ฟง ครอู า นรว มกนั มชี น้ั วางหนงั สอื เลม ใหญท ม่ี ขี นาดสงู พอเหมาะกบั สายตาของเดก็ และ เคลอื่ นยา ยไดส ะดวก จดั บรเิ วณสาํ หรบั เดก็ อา นอสิ ระไดท ง้ั อา นเดย่ี ว เปน คู และกลมุ ยอ ย มปี า ยนเิ ทศทเ่ี ดก็ สามารถฝก อา นขอ ความตามสงิ่ แวดลอ มทง้ั ในและนอกหอ งเรยี น รวมทงั้ มหี นงั สอื สาํ หรบั เดก็ อยา งพอเพยี ง 1. กจิ กรรมการอา นรว มกนั 1.1 บรเิ วณทเ่ี ดก็ นงั่ ฟง หนงั สอื เลม ใหญท ง้ั หอ งกลมุ ใหญ 1.2 ชนั้ ทวี่ างหนงั สอื เลม ใหญ 1.3 กระเปาผนังสําหรับเสียบบัตรคํา
125 2. กจิ กรรมการสอ่ื ภาษา 2.1 อปุ กรณต า ง ๆ ใกลต วั ทเี่ ดก็ สามารถนาํ มาเลน บทบาทสมมติ 2.2 ปา ยนเิ ทศ ตดิ ผลงานของเดก็ 3. กจิ กรรมการอา นแบบชแ้ี นะ 3.1 หนงั สอื เลม เลก็ คกู บั หนงั สอื เลม ใหญ 3.2 หนังสือเลมเล็กที่ตรงกับระดับความสามารถของเด็ก ควรมี 5 – 10 เลมตอนิทาน 1 เร่ือง เพอื่ เปด โอกาสใหเ ดก็ พฒั นาศกั ยภาพในการอา นเปน รายบคุ คล เนอ่ื งจากเปน ชดุ หนงั สอื ทจ่ี ดั ทาํ ตามระดบั ขน้ั ของพฒั นาการดา นการอา น
126 4. กจิ กรรมการอา นอสิ ระ จดั วางหนงั สอื ในมมุ หนงั สอื ทม่ี เี นอื้ เรอ่ื งสอดคลอ งหรอื ใกลเ คยี งกบั หนงั สอื เลม ใหญม จี าํ นวนพอเพยี ง 5. กจิ กรรมการเลน เกมภาษาเพอ่ื สง เสรมิ การรหู นงั สอื (Literacy) 5.1 กจิ กรรมเดย่ี ว เปน เกมทเ่ี ลน คนเดยี ว เชน
127 5.2 กจิ กรรมกลมุ ยอ ย เปน เกมทสี่ ามารถเลน ได 3 – 4 คน เชน ลกู เตา ภาษา เกมภาษาซอ น เดก็ พดู และเลา เรอ่ื งเพมิ่ เตมิ 6. กจิ กรรมการอา นขอ ความในสงิ่ แวดลอ มตามโอกาส 6.1 ปา ยนเิ ทศ วนั เดอื น ป สภาพอากาศ 6.2 ปฏิทิน 6.3 ขาวประจําวัน ซึ่งเด็กในหองชวยกันเลาเปนขาวและเหตุการณของหอง ครูเขียนขอความตาม ทเี่ ดก็ เลา และเดก็ ชว ยกนั วาดภาพประกอบ หรอื ครหู ารปู ภาพประกอบ
128 6.4 ชอ่ื เดก็ เดก็ เรยี นรตู วั หนงั สอื ไดเ รว็ มากจากชอ่ื ของตนและเพอื่ น ๆ นทิ านทค่ี รใู หเ ดก็ ยมื ไปอา นทบี่ า น มี 2 ลกั ษณะ คอื นทิ านตาความสนใจของเดก็ และหนงั สอื ทตี่ รงกบั ระดบั ความสามารถในการอา นของเดก็ (Reading Level Kit) เดก็ จะยมื หนงั สอื กลบั บา นในตอนเยน็ เพอ่ื นาํ ไป อา นกบั ผปู กครอง และนาํ มาเลา ในตอนเชา หรอื ชว งกจิ กรรมกลมุ ยอ ยทเ่ี ปน การอา นแบบชแ้ี นะ (guided reading) กับครู กระบวนการสอนภาษาโดยใชหนังสือเลมใหญ การสอนภาษาโดยใชห นงั สอื เลม ใหญ มกี ระบวนการสอนทส่ี อดคลอ งกบั พฒั นาการดา นการรหู นงั สอื (Literacy) ของเดก็ ปฐมวยั เรมิ่ ตน จากการสรา งความคดิ รวบยอดเกย่ี วกบั หนงั สอื สรา งความเขา ใจโครงสรา ง ของเร่ือง การลําดับเร่ือง การสรางความคิดรวบยอดเกี่ยวกับตัวหนังสือ การตรวจสอบลักษณะตัวหนังสือ เพอื่ สรา งความเขา ใจรปู แบบของภาษาโดยใชเ กมสอื่ ภาษา และการอา นหนงั สอื เลม เลก็ เพอื่ ทบทวนขอ ความซาํ้ อยา งไรกต็ ามกระบวนการและขน้ั ตอนการสอนภาษาเพอ่ื ใหเ ดก็ ปฐมวยั รหู นงั สอื โดยใชห นงั สอื เลม ใหญ และเลมเล็ก เปนเพียงแนวทางพัฒนาการรูหนังสือของเด็กปฐมวัย เม่ือครูผูสอนมีความชํานาญและเขาใจ กระบวนการมากข้ึน สามารถเพิ่มเติมและดัดแปลงวิธีการใหสอดคลองกับลักษณะการเรียนรูภาษาของเด็ก ในหอ งได จุดมงุ หมายสาํ คญั ทส่ี ุดคอื เด็กปฐมวัยของเรามคี วามสุข สนุกสนานในการอา นหนงั สอื และสนใจ เรยี นรภู าษา มเี จตคตทิ ดี่ ตี อ การอา นและการเขยี น ซงึ่ ครผู สู อนสามารถสงั เกตจากพฤตกิ รรมและพฒั นาการ ดา นการรหู นงั สอื ของเดก็ ปฐมวยั ในแตล ะระดบั
129
130 ขั้นตอนการสอน และแนวคิดการสอนภาษาสําหรับเด็กปฐมวัย วนั ท่ี 1 1. ครใู หเ ดก็ ดปู กหนงั สอื กอ น ถามเดก็ วา “หนเู หน็ อะไรบา ง” และจดสง่ิ ทเี่ ดก็ บอกไวบ นกระดานดาํ หรอื กระดาษชารท แผน ใหญ โดยเขยี นตวั อกั ษรตวั แรกของชอื่ เดก็ ไวข า งหลงั คาํ ตอบของ แตล ะคน แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล ตัวอักษรตัวแรกที่เด็กอยากรูจัก และอยากเขียน - อาน คือ ตัวอักษรเปนช่ือของเด็กเอง ดังน้ัน การที่ครูเขียนตัวอักษรตัวแรกของชื่อเด็กไวติดกับคําตอบของเด็ก จะกระตุนใหเด็ก มีประสบการณวาความคิดของคนเราจดบันทึกไวไดเปนตัวอักษร เด็กจะมองเห็นคําท่ีแทนความคิด ซง่ึ เปน คาํ ตอบทเ่ี ขาบอกปรากฏบนกระดานดาํ หรอื กระดาษชารท การทค่ี รบู นั ทกึ ความคดิ ของเดก็ ไว โดยการเขยี นจะทาํ ใหเ ดก็ ทบทวน และตรวจสอบความคดิ นน้ั ในภายหลงั ไดอ กี 2. คยุ กบั เดก็ และแนะนาํ ใหเ ดก็ รวู า หนงั สอื มลี กั ษณะอยา งไร ชใ้ี หเ ดก็ ดชู อื่ ผแู ตง ผวู าดภาพประกอบ หรอื แมแ ตช อ่ื สาํ นกั พมิ พ ลขิ สทิ ธิ์ และคาํ อทุ ศิ แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล การพูดคุยกันของครูและเด็ก เก่ียวกับปกหนังสือจะกระตุนความรูเบื้องตนของแด็ก ครูจะ คอ ย ๆ สรา งรปู แบบของการสงั เกตปกหนงั สอื .ซง่ึ ตอ ไปเดก็ จะจดจาํ และหดั สงั เกตดว ยตนเองเมอื่ เขา โตขน้ึ และเรม่ิ อา นหนงั สอื เอง 3. ครูถามคําถามที่สอง คือ “หนูคิดวานิทานเรื่องน้ีเปนเรื่องเก่ียวกับอะไร “ครูเขียนคําตอบหรือ ความเหน็ ของเดก็ ลงบนกระดาน โดยมพี ยญั ชนะตวั แรกของชอ่ื เดก็ กาํ กบั อยขู า ง ๆ แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล คําถามท่ีสองนี้จะกระตุนความรูเดิมของเด็ก ครูเปนผูชวยเด็กรวบรวมความรูและขอมูล จากตวั เดก็ แตล ะคน ครเู ปน ผชู ใ้ี หเ ดก็ เหน็ วา เดก็ แตล ะคนมคี วามรเู ดมิ อยู การอา นเปน ความรว มมอื กนั ระหวางผูแตงหนังสือและผูอาน ตองอาศัยการตีความหรือแปลความดวยกัน ครูจะเปนผูกระตุนและ สง เสรมิ ใหเ ดก็ กลา คาดคะเนโดยไมก ลวั วา จะทายหรอื เดาผดิ
131 4. เมอ่ื เดก็ เรม่ิ คนุ กบั หนงั สอื และกจิ วตั รในการอา นหนงั สอื ใหถ ามเดก็ วา “มคี าํ ถามอะไรบา งทห่ี นคู ดิ วา จะหาคาํ ตอบไดใ นนทิ านเลม น”้ี และจดบนั ทกึ ความคดิ ของเดก็ ไว แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล การคาดคะเนของเด็กจะขยายวงกวางขึ้นไปถึงเน้ือเรื่องของนิทาน การที่ครูกระตุนใหเด็ก คาดคะเนวา จะมอี ะไรอยใู นนทิ าน จะทาํ ใหเ ดก็ รสู กึ ตน่ื เตน สนกุ สนาน และจะเกดิ ความมน่ั ใจ เนอ่ื งจาก รสู กึ คนุ เคยกบั หนงั สอื เดก็ มภี าพครา ว ๆ ของเนอื้ เรอื่ งทต่ี นเองคดิ อยใู นใจ ขนั้ ตอนนค้ี อ นขา งจะกนิ เวลา แตก ค็ มุ คา เพราะเปน ขน้ั ตอนสาํ คญั คอื เปน การสรา งนสิ ยั ของ การคาดคะเน และคน หาคาํ ตอบซง่ึ เปน หวั ใจของการอา น ขอสังเกต ขอใหครูนํากระดาษชารท ท่ีจดความคิดของเด็กไปติดไวใหเด็กเห็น ระหวางที่เด็กอานหนังสือ ในวันตอๆ มา เด็กจะไดทบทวนเห็นวาการคาดคะเนและความเห็นของเด็กจะไดรับการยืนยันความถูกตอง ซง่ึ เปน การสรา งความมน่ั ใจทดี่ ยี งิ่ วนั ที่ 2 1. วันท่ีสอง เปนวันที่ ครูเร่ิมตนอานหนังสือเลมใหญใหกลุมฟง เวลาอานครูควรจะอานอยาง กระตือรือรน ใชนํ้าเสียง สนุกสนาน ออกทาทางไดเต็มท่ี เนนนํ้าเสียงตรงเน้ือเร่ืองที่จะใหเด็กคาดเดาเรื่อง ตอ ไป เนน เสยี งตรงคาํ ซา้ํ คาํ กลอนและคาํ ทมี่ เี สยี งแปลก ๆ แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล ระหวา งทค่ี รอู า นออกเสยี งชว งนี้ ตอ งอา นรวดเดยี วจบเรอื่ ง เพราะเปน การฝก ใหเ ดก็ ฟง นทิ าน ทงั้ เรอ่ื งใหจ บในคราวเดยี ว โดยไมม กี ารถามสอดแทรก เนอื่ งจากตอ งการใหเ ดก็ รบั รโู ครงเรอื่ งและมสี มาธิ ในการคาดเดาเรอ่ื งไดท นั ที 2. หลงั จากครอู า นเรอื่ งใหเ ดก็ ฟง จบแลว ใหค รแู ละนกั เรยี นยอ นกลบั มาดสู ง่ิ ทน่ี กั เรยี น ใหข อ เสนอแนะ หรือคาดคะเนไวต้ังแตตน ซึ่งจดไวบนกระดานหรือกระดาษปรูฟ ครูจะชวยเด็กหาขอความท่ีเปนของเด็ก ซง่ึ ครเู ขยี นพยญั ชนะตวั แรกทต่ี รงกบั ชอื่ เดก็ และครกู บั เดก็ ชว ยกนั อา น แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล ชว ยกนั สงั เกตวา มแี นวคดิ ของใครบา งทตี่ รงกบั เรอ่ื งในหนงั สอื ครตู อ งชมเชยยกยอ งใหก าํ ลงั ใจ
132 3. เปด โอกาสใหเ วลาเดก็ สาํ รวจหนงั สอื เพอ่ื จะไดใ หเ ดก็ แสดงความคดิ เหน็ เกย่ี วกบั หนงั สอื มากขน้ึ แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล ครูปฏิบัติตามกระบวนการเดิมกับเด็กกลุมอื่นๆ ตองเวียนใหครบทุกกลุม อยาเวนถึงแมวา เด็กกลุมอื่นจะไดยินครูกับเด็กคนอื่นๆ คุยกันแลว การฟงจะชวยใหเด็กๆ ซาบซ้ึงกับโครงสรางของ เนอื้ เรอื่ งซงึ่ จะเปน สง่ิ ทมี่ ากอ นตวั หนงั สอื วนั ที่ 3 1. ครอู า นหนงั สอื เลม ใหญก บั นกั เรยี นทลี ะกลมุ อกี ครงั้ หนง่ึ แตค ราวนบี้ อกเดก็ ๆ วา ครตู อ งการใหเ ดก็ ตง้ั คาํ ถาม และคดิ วจิ ารณท กุ หนา ขณะทคี่ รอู า นครจู ะหยดุ ฟง ความคดิ เหน็ และฟง คาํ ถามเดก็ ๆ ไปทลี ะหนา พรอ มทงั้ เปด โอกาสใหเ ดก็ มเี วลาดภู าพประกอบมากขนึ้ และรอใหเ ดก็ พดู คยุ ซกั ถาม แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล ภาษาเปน เรอ่ื งของสงั คม สอื่ สาร ตอ งมกี ารตงั้ คาํ ถาม อธบิ าย แสดงความคดิ เหน็ รบั ฟง และ สอ่ื ความเขา ใจในการกระทาํ และการพดู ของผอู นื่ ขณะเดยี วกนั กส็ รา งกลมุ การเรยี นรแู บบรว มมอื รว มใจ กันอยางแทจริงดวย ย่ิงเด็กๆ พูดคุยถึงหนังสือเลมท่ีอานมากเพียงใดก็ย่ิงตองใชคําศัพทจากหนังสือ มากขน้ึ ดว ย จะทาํ ใหเ ดก็ เกดิ ความเขา ใจคาํ ศพั ทท ใี่ ชห นงั สอื การทเ่ี ดก็ ตง้ั คาํ ถามเกย่ี วกบั ขอ มลู หรอื เหตกุ ารณใ นหนงั สอื จะเปน การชว ยใหเ ดก็ เขา ใจความคดิ ของตนชดั เจนขน้ึ พรอ มทง้ั เขา ใจแนวคดิ และ ภาษา ของผูเขียนหนังสือดวยในชวงเวลาท่ีครูอานนิทานดวยเสียงสูงตํ่านาสนุกสนาน จะเปนการ สรางส่ิงท่ีมีความหมายใหเด็กจดจําโครงสรางเรื่องเด็กท่ีไดรับฟงนิทานและดูรูปภาพบอยๆ จะคอยๆ ซมึ ซบั รบั เอาคาํ ศพั ทน น้ั ไปใชใ นการเขยี นของเขา 2. เมอ่ื เดก็ ๆ ตงั้ คาํ ถาม ครไู มค วรตอบทนั ที แตใ หถ ามเดก็ คนอนื่ ๆ ในกลมุ ใหช ว ยกนั หาคาํ ตอบเดก็ ๆ จะพบวาความคิด บางอยางของเขา ที่คิดเก่ียวกับนิทานเรื่องน้ันอาจแตกตางจากความคิดของเด็ก คนอ่ืนๆ ในกลุม การที่ครูใหทุกคนชวยกันหาคําตอบจะชวยใหเด็กเขาใจความคิดของเด็กคนอื่นๆ เปรียบเทียบกับ ความคดิ ของตนเอง
133 แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล กระบวนการหรือขั้นตอนน้ีเปนสวนท่ีสําคัญมากในการสรางประสบการณดานการอาน กระบวนการนมี้ ชี อื่ วา “ การวเิ คราะหเ ชงิ อตั นยั แบบมสี ว นรว ม” (Intersubjective analysis) การอภปิ ราย รายกลุมจะทําใหเด็กไดทํางานรวมกัน เขาใจเนื้อหารวมกันซ่ึงเกิดจากเด็กทุกคนรูจักคําและแนวคิด จากเรอื่ งเดยี วกนั ทกุ คนพดู เปน ภาษาเดยี วกนั กระบวนการนมี้ ปี ระโยชนม ากสาํ หรบั เดก็ ทอ่ี ยใู นพน้ื ที่ รบั ภาษา คอื ใชภ าษาถนิ่ นอกเหนอื จากภาษากลางเพราะการทเ่ี ดก็ เขา ใจเนอ้ื หารว มกนั เดก็ จะใชค าํ และวลี จากหนงั สอื นนั้ มาพดู กนั ในกลมุ ในขณะทพี่ ดู เดก็ จะปรบั สาํ เนยี งและการเรยี บเรยี งคาํ ใหถ กู ตอ ง โดยมีครูและเพ่ือนๆ เปนแบบอยาง ทั้งน้ีการอานจะเปนเร่ืองสนุกสนาน ไมมีการบังคับ หรือเสียดสี เยยหยัน 3. สว นทเี่ ปน การอภปิ รายทลี ะหนา ครตู อ งไมใ จรอ น หรอื รบี เรง หากมเี ดก็ คนใดแสดงความคดิ เหน็ และเดก็ คนอน่ื ๆ ไมเ หน็ ดว ย ครคู วรยอ นกลบั มาทห่ี นา หนงั สอื นนั้ อา นตวั หนงั สอื อกี ครง้ั หนง่ึ และใหเ ดก็ ฟง ทบทวนใหมเพื่อใหเกิดความเขาใจท่ีชัดเจนครูตองเปดใจกวางที่จะรับฟงความคิดเห็นหลากหลายของเด็ก สนกุ สนานกบั แนวคดิ ของเดก็ ๆ แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล ในการอภิปรายรวมกัน เด็กๆ จะไดรับประสบการณวาตัวหนังสือท่ีพิมพไวในหนังสือ จะอยู คงที่ ไมว า จะอา นทบทวนกค่ี รงั้ กต็ าม ตวั หนงั สอื จะไมเ ปลยี่ นไปตามการอา น เดก็ ๆ สามารถยอ นกลบั มาอานทบทวนได หากไมเขาใจเร่ือง และการแสดงความคิดเห็นที่แตกตางกันเปนเร่ืองธรรมดา ทาํ ใหเ ดก็ เชอ่ื มโยงสง่ิ ทเี่ กดิ ขน้ึ ในเนอื้ เรอื่ งกบั ชวี ติ ประจาํ วนั ได หลกั การสาํ คญั คอื การเรยี นรเู กดิ จาก ปฏสิ มั พนั ธร ะหวา งถอ ยคาํ ภาษาของผแู ตง เรอ่ื งกบั ความรเู ดมิ ของเดก็ 4. ในขณะท่ีครูอานเรื่องไปทีละหนา ขอใหครูคอยสังเกตเด็กและรับฟงขอคิดเห็นของเด็กอยูเสมอ ในการสงั เกตใหด ปู ระเดน็ ตอ ไปน้ี 1. เดก็ ๆ เขา ใจเนอื้ เรอื่ งมากเพยี งใด 2. เดก็ ๆแสดงความคดิ เหน็ ของตนไดช ดั เจนเพยี งใด 3. เดก็ จาํ คาํ ในแตล ะหนา ไดก ค่ี าํ 4. เดก็ ๆ ตคี วามภาพประกอบอยา งๆไร 5. เดก็ ๆ มคี วามเตม็ ใจทจ่ี ะรว มอภปิ รายมากนอ ยเพยี งใด 6. เดก็ นาํ ประสบการณเ ดมิ มาใชอ ภปิ รายเรอื่ งไดม ากนอ ยเพยี งใด ครูดําเนินกิจกรรมทั้ง 4 ขั้นตอนกับเด็กกลุมอื่น จนครบทุกกลุม ในขณะที่ครูอยูกับเด็กกลุมตอไป ในกลุมที่หน่ึงซึ่งเรียนรูกับครูแลว วาดภาพสิ่งที่เก่ียวของกับเน้ือเร่ือง หรือใหเด็กลองเขียนสิ่งท่ีเด็กจําได โดยใชภาษาหรือตัวสะกดตามที่เด็กคิดเอง เด็กอนุบาลจะเขียนในลักษณะของเขาเองโดยใชรูปภาพ และ ตวั หนงั สอื ทสี่ ะกดเอง มกั จะเปน คาํ ทไี่ มถ กู ตอ ง แตก ารทค่ี รใู หเ ดก็ เขยี นถา ยทอดประสบการณท เี่ ดก็ จาํ ไดจ าก เนอื้ เรอื่ ง จะเปน การฝก เขยี นทเ่ี ดก็ ไดค วามรวู า คนเราสามารถบนั ทกึ ความคดิ ออกมาเปน ภาษาเขยี นได
134 วนั ที่ 4 1. ครบู อกเดก็ ๆ วา จะอา นหนงั สอื เลม ใหญด ว ยกนั ซาํ้ อกี ครง้ั หนง่ึ โดยครจู ะอา นรวดเดยี วจบไมห ยดุ พกั และเชญิ ชวนใหเ ดก็ ๆ รว มอา นดว ยหากเดก็ จาํ เนอื้ เรอ่ื งตอนไหนได แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล การทาํ กจิ กรรมนี้ จะเปด โอกาสใหเ ดก็ เกดิ ความมน่ั ใจในการเปน นกั อา นทป่ี ระสบความสาํ เรจ็ ได ไมม เี ดก็ คนใดลม เหลว ถา เดก็ อา นผดิ กจ็ ะแกไ ขดว ยตนเองโดยไมเ สยี หนา (เพราะอา นพรอ มๆ กนั ทกุ คน) ลกั ษณะเชน น้ี เรยี กวา การอา นรว มกนั จดุ ประสงคข องการฝก อา นรว มกนั คอื สง เสรมิ ความรสู กึ สนกุ สนานในการอา น และเสรมิ สรา งประสบการณใ นการอา นทดี่ พี รอ มกนั นอี้ าจมเี ดก็ บางคนจาํ คาํ หรอื วลซี า้ํ ๆไดเ รว็ กวา เดก็ คนอนื่ เพราะเดก็ แตล ะคนมพี ฒั นาการตา งกนั ดงั นนั้ จงึ เรยี นรไู ดช า เรว็ ตา งกนั ดว ย สงิ่ สาํ คญั ทส่ี ดุ จงึ อยทู ค่ี วามรสู กึ ของเดก็ เดก็ ทคุ นรสู กึ สนกุ สนานในการอา นรว มกนั เดก็ จะสนใจ ฟง เสยี งอา นของครู พรอ มทงั้ ตงั้ ใจดหู นงั สอื ตามไปดว ย ในขณะเดยี วกนั เดก็ จะมที ศั นคตทิ ด่ี ตี อ ตนเอง รสู กึ วา ประสบความสาํ เรจ็ ในการอา นเปน นกั อา นทม่ี คี วามสามารถคนหนง่ึ 2. บอ ยครง้ั ทเ่ี ดก็ จะอา นพรอ มๆ กบั ครู หรอื บางครงั้ อา นลว งหนา ครู ขอใหค ณุ ครถู ามเดก็ “หนรู ไู ด อยา งไรวา คาํ ตอ ไปอา นวา อะไร” การถามเชน นเี้ พอื่ จะไดร วู า เดก็ ๆ ใชอ ะไรเปน ตวั สงั เกตการ อา น ตอ ไปนี้ คอื คาํ ถามและขอ สงั เกตของครวู า เดก็ เรยี นรกู ารอา นไดอ ยา งไร 1. เดก็ บางคนเดาเรอ่ื งได ดงั นน้ั จงึ รวู า ขอ ความตอ ไปจะเปน อะไร 2. เดก็ บางคนสงั เกตตวั อกั ษร และสงั เกตลกั ษณะของตวั หนงั สอื ดว ย 3. เดก็ บางคนจาํ คาํ ไดโ ดยสงั เกตอกั ษร หรอื พยญั ชนะตน ของคาํ นน้ั การที่ครูตั้งคําถามวาเด็กจะใชอะไรเปนขอสังเกต จะทําใหครูคนพบวิธีการเรียนรู ของเด็กและ ในขณะเดยี วกนั เดก็ คนอน่ื ๆ จะฟง และสงั เกตตามไปดว ย ดว ยวธิ กี ารนเี้ ดก็ จะไดเ รยี นรู กลยทุ ธจ ากเพอ่ื นๆ และ พฒั นาเปน การสรา งยทุ ธวธิ ขี องตนเอง เปน การรู วธิ เี รยี นรขู อง (meta cognition) 3. หลังจากครูเปดโอกาสใหเด็กๆ อธิบายวา เด็กๆ ใชอะไรเปนขอสังเกตในการจดจําเร่ือง หรือ คาดวา จะเกดิ อะไรขน้ึ ตอ ไปไดแ ลว ทง้ั ครแู ละเดก็ กอ็ า นออกเสยี งดว ยกนั อกี ครง้ั หนง่ึ การทคี่ รกู ระตนุ นกั เรยี น เปน การเปด โอกาสใหน กั เรยี นทกุ คนมสี ว นรว ม และสนกุ สนานกบั นทิ านในขณะเดยี วกนั กเ็ ปน การฝก ฝนวธิ สี งั เกต และคาดการณเ พม่ิ เตมิ ขนึ้ เรอื่ ยๆ เมอื่ เดก็ ๆ อา นเรอื่ งพรอ มกนั ซาํ้ เปน ครง้ั ทสี่ อง ขอใหค ณุ ครถู ามเดก็ วา จาํ วลี หรอื ประโยคใดไดบ า ง ครเู ขยี นวลหี รอื ประโยคนน้ั ๆ ตามทเี่ ดก็ บอก ขณะเขยี นใหอ า นคาํ ทเ่ี ขยี นไปทลี ะคาํ จากนนั้ จงึ ขอใหเ ดก็ คนใด คนหนง่ึ อา นออกเสยี งพรอ มคร(ู พยายามเลอื กเดก็ ทคี่ าดวา จาํ ประโยคนนั้ ได) และขอใหเ ดก็ ทงั้ หอ งอา นออกเสยี ง วลี หรอื ประโยคนนั้ ในครง้ั ทส่ี อง ขณะทอี่ า นใหค รใู ชน ว้ิ หรอื ไมช ไ้ี ปทค่ี าํ แตล ะคาํ ทอ่ี า นเวน จงั หวะ ระหวา งคาํ ใหช ดั เจน
135 แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล ในชว งนค้ี รกู าํ ลงั ฝก เดก็ ใหค รู ระหวา ง สายตา คอื การมองคาํ และเสยี งพดู คอื การอา น เดก็ บางคนในระยะนยี้ งั ไมค อ ยแนใ จ วา เสยี งและคาํ ทตี่ นอา นนนั้ เปน คาํ เดยี วกนั หรอื ไม เทคนคิ การฝก คอื ใหค รใู ชไ มช ว้ี งรอบคาํ ทเี่ ดก็ อา นทลี ะคาํ และใหเ ดก็ หดั สงั เกตจงั หวะทเี่ วน ไวร ะหวา งคาํ เดก็ ตอ งการ การฝก ฝน ในเรอื่ งนม้ี ากพอสมควร ขนั้ ตอนตอ ไป คอื ครตู อ งทาํ แทบประโยคโดยเขยี นตวั อกั ษรใหม ขี นาดใหญ และตดิ ไวต รงทเ่ี ดก็ มองเหน็ ไดง า ย เพอื่ เดก็ จะไดใ ชเ ปน ตวั อยา งเมอ่ื ตอ งการจะเขยี นเรอื่ งของตน วนั ที่ 5 1. อานออกเสียงหนังสือเลมใหญพรอมกันอีกครั้งหนึ่ง เด็กเล็ก ๆ จะไมเบ่ือหนายการอานหนังสือ ซ้ํา ๆ ครูอาจรูสึกเบื่อแตเด็ก ๆ จะชอบ ในวัยขนาดนี้เด็กจะประทับใจวาเขาประสบความสําเร็จในการเปน นกั อา น เดก็ ๆ ชน่ื ชมตนเองทร่ี สู กึ วา เขาอา นหนงั สอื ออก เปน ประสบการณท นี่ า ยนิ ดสี าํ หรบั เดก็ เลก็ เขาดใี จ ทร่ี เู รอ่ื งในนทิ าน คาดเดาไดว า ตอนจบจะเปน อยา งไร ทวี่ เิ ศษสดุ คอื เขาทายถกู ทกุ ครงั้ ระหวางการอานชวงนี้ ขอใหคุณครูเร่ิมฝกการเติมคําดวยปากเปลา (Oral Cloze) เมื่อครูอาน มาถงึ ตอนใดทคี่ รคู ดิ วา เดก็ สามารถจาํ ไดข อใหค ณุ ครหู ยดุ และปลอ ยใหเ ดก็ เตมิ คาํ ในชอ งวา งดว ยปากเปลา แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล การฝกใหเด็กเติมคําท่ีขาดหายไปดวยปากเปลาน้ีเด็กบางคนจะเติมคําจากความทรงจํา แตบ างคนสามารถจบั จดุ ไดโ ดยสงั เกตการชนี้ วิ้ หรอื ใชไ มช ท้ี ค่ี รชู ใ้ี ตค าํ นนั้ (การทค่ี รใู ชไ มช ค้ี าํ จะทาํ ให เด็กรับรูความจริงวานิทานมาจากตัวหนังสือ ไมไดมาจากภาพวาด) แตคุณครูตองระลึกไวเสมอวา กอ นทเี่ ดก็ จะเตมิ คาํ ได เดก็ และครตู อ งใชเ วลาอา นหนงั สอื ดว ยกนั พอสมควร จนแนใ จวา เดก็ จะจาํ วลหี รอื คําที่ขาดหายไปได การอานพรอมกันทั้งหองจะชวยใหเด็กที่ยังอานไมไดเกิดกําลังใจเพราะมีกลุม ชวยสนับสนุนอยูไมทําใหเด็กรูสึกลมเหลว (ครูจึงควรทํากิจกรรมน้ีพรอมกันท้ังหอง อยาช้ีใหเด็ก ตอบเปน รายคน) การเตมิ คาํ ทข่ี าดหายไปดว ยปากเปลา จะสง เสรมิ ใหเ ดก็ คนุ เคยกบั ประโยคทถ่ี กู ตอ ง 2. ในชว งนใี้ หค ณุ ครฝู ก ยทุ ธวธิ ขี องการเรม่ิ ตน ใหม ถา คาํ ทเี่ ดก็ เตมิ เปน คาํ ทไี่ มส อดคลอ งกบั ประโยค ฟงแลวไมเขาใจเด็กจะหยุดทันที เขาจะเกิดความไมแนใจ เด็ก ๆ ควรไดรับคําแนะนําใหรูจักทบทวน ประโยคใหม เพราะถา อา นแลว คนฟง ไมเ ขา ใจแสดงวา ตอ งมพี ดู อะไรผดิ ปกติ แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล ลักษณะน้ีเปนธรรมชาติของการเรียนรูของเด็กเล็ก เมื่อเด็กเล็ก ๆ หัดพูดเด็กเรียนรูวา เวลาคนเราพูด คําพูดหรือประโยคน้ันตองถูกตอง มีความหมาย คนอื่นจึงจะเขาใจส่ิงท่ีเขาพูด โดยวิธีนี้เด็กจะเรียนรูการตรวจสอบความหมายของคํา/วลี/ประโยค ถาเด็กอานออกเสียงไปดวยกัน กับครูแลวครูหยุดใหเด็กเติมคํา หากคําที่เขาเติมไมส่ือความหมาย เด็กจะยอนไปทบทวนจุดที่เปน ปญหา การฝกของครู ในชวงนี้เด็กจะใชยุทธวิธีตางกัน บางคนเริ่มตนทบทวนจากความจํา จากน้ัน จึงจะตรวจสอบคําแตละคํา นิสัยทบทวนการอานนี้เปนนิสัยสําคัญท่ีครูควรฝกใหเด็ก สําหรับเปน เครอื่ งมอื ในการฝก อา นของเดก็ ดว ยตนเองในอนาคต
136 3. ขน้ั ตอ ไปหรอื อาจจะเปน วนั ตอ ไป ขอใหค ณุ ครนู าํ ประโยคหนงึ่ หรอื สองประโยคจากหนงั สอื ไปตดิ บนกระดานโดยเวน คาํ ไว 1 คาํ แลว ขดี เสน ใตค าํ ทเี่ วน ไว ลกั ษณะนเี้ รยี กวา เปน การเตมิ คาํ ทขี่ าดหายไปโดยใช ภาษาเขียน (Written Cloze) ครูใชกิจกรรมนี้ภายหลังจากท่ีทํากิจกรรมเติมคําปากเปลา ครูใชนิ้วหรือไมชี้ ชคี้ าํ ทอ่ี า นในประโยคนน้ั ไปทลี ะคาํ ครใู ชค าํ ถามวา “ใครคดิ ออกวา คาํ ทห่ี ายไปคอื คาํ อะไร” หรอื “เราจะเตมิ คาํ ในประโยคนอี้ ยา งไรทจี่ ะทาํ ใหอ า นแลว เขา ใจ” เมอื่ เดก็ คาดเดาวา คาํ นนั้ นา จะเปน อะไรแลว ใหค ณุ ครเู ขยี นคาํ นน้ั บนเสน ทเ่ี วน ไว คาํ ทเี่ ดก็ คาดเดาอาจจะมาจากหนงั สอื หรอื จากประสบการณส ว นตวั กไ็ ด เมอื่ เขยี นเตมิ คาํ แลว ครจู ะอา นประโยคนนั้ ซาํ้ อกี ครง้ั หนง่ึ โดยใชค าํ ทเ่ี ดก็ คาดเดา จากนนั้ จงึ ถามเดก็ ๆ วา ใชป ระโยคแบบนเี้ ขา ใจไหม และกระตนุ ใหเ ดก็ ๆ อา นประโยคทเี่ ขาเตมิ แลว นนั้ ดว ยตนเอง เพอื่ ตรวจสอบการคาดเดาของเขา ครถู ามเดก็ คนอ่ืน ๆ อีกวาคาดเดาอะไรไดอีกหรือไม จะเติมคําอะไรในประโยคน้ีไดอีก จากนั้นจึงอานทบทวนโดยใช กระบวนการเดิม แนวคดิ การสอนภาษาสาํ หรบั เดก็ อนบุ าล เนื่องจากกิจกรรมน้ีเปนกิจกรรมสําคัญ ครูควรใชเวลาทํากิจกรรมซํ้าจนกวาเด็กจะเกิด ความรูสึกวาเทคนิคน้ีเปนส่ิงที่เกิดประโยชน การตรวจสอบความหมายและของคําและประโยคเปน ยุทธวิธีท่ีสําคัญท่ีสุด และการอานทบทวนเปนวิธีท่ีดีที่จะตรวจสอบความหมายของประโยค ในชวง กจิ กรรมนค้ี รจู ะเปน ผพู สิ จู นใ หเ ดก็ รสู กึ วา เดก็ ๆ ไดร อู ะไรบา ง เขารจู กั ตวั อกั ษรมากนอ ยแคไ หน การเตมิ คาํ ทขี่ าดหายไปทง้ั โดยปากเปลา และโดยตวั หนงั สอื เปน เทคนคิ ทนี่ กั อา นทด่ี คี วรทาํ การ เติมคํา ท่ีใหประโยคมีความหมาย โดยคาดคะเนวานาจะเปนคําอะไร จากน้ันจึงอานทบทวนเพื่อให มน่ั ใจในสงิ่ ทค่ี าดคะเนนนั้ เดก็ ไมไ ดอ า นตวั อกั ษรทกุ ตวั หรอื คาํ ทกุ คาํ ในทกุ ประโยค เดก็ ๆ เพยี งแตใ ช ขอมูล ที่เปนตัวหนังสือเทาท่ีจําเปนมาผนวกกับความรูและประสบการณเดิม เพ่ือทําใหตัวหนังสือมี ความหมาย ดว ยวธิ นี เ้ี องทเ่ี ดก็ ๆ จะสอ่ื สารความหมายและความเขา ใจกบั ผปู ระพนั ธใ นเรอ่ื งการฝก หดั เติมคําโดยปากเปลาหรือโดยตัวหนังสือจะชวยใหเด็กเกิดนิสัยในการฝกอานแมจะไมรูจักคํา ๆ น้ัน แตเ ดก็ จะกลา ทดลองอา นไปจนจบประโยค พยายามหาขอ มลู และทาํ ความเขา ใจเพมิ่ มากขนึ้ หนงั สอื เลมใหญจะชวยดึงดูดความสนใจของเด็กใหเกิดความคุนเคยกับภาษา รูจักวิธีการคาดคะเน คาดเดา คําที่เห็น ตลอดจนเขาใจรูปแบบของประโยคภาษาไทย ภาษาที่ใชในหนังสือเลมใหญจะเปนถอยคํา ท่ีเหมาะสมกับระดับความรูความเขาใจของเด็ก เด็กสวนมากเมื่อมาโรงเรียนมักจะรูจักสัญญาณ สัญลักษณ และวลี ท่ีเขารูจักรอบตัวเขา เด็กรูรูปประโยคในภาษาพูดมากพอสมควรเขาจึงมีพื้นฐาน พอทจ่ี ะคาดเดาขอ ความทเ่ี ปน ภาษาเขยี นในหนงั สอื ได หนังสือที่เลือกมาใหเด็กตองเปนหนังสือที่สนุกสนานเราใจใหเด็กติดตาม และคาดเดาเร่ือง ใชค าํ ทน่ี า สนใจ มแี นวคดิ ทส่ี นกุ สนาน เดก็ จะจาํ เรอื่ งราวไดด ถี า การดาํ เนนิ เรอ่ื งฉบั ไวมลี กั ษณะเปน ละคร ถา ประโยคนน้ั มคี วามหมายนา จดจาํ เดก็ ๆ จะเตมิ คาํ ไดง า ย (จบั ครู ะหวา งตา/เสยี ง) เวลาอา น
137 วนั ที่ 6 ในชวงนี้ครูจะนํานักเรียนอานทบทวนเร่ืองทั้งหมดอีกคร้ังหน่ึง และฝกการเติมคําใหเร่ืองสมบูรณ ฝกการสังเกตเสียงท่ีเปนคําอาน คูกับคําท่ีปรากฏในหนังสือ ครูอาจใชวิธีติดกระดาษปดตัวอักษร/คําหรือวลี เพอื่ ใหเ ดก็ เดาอยา งมวี จิ ารณญาณวา สงิ่ ทป่ี ด ไวค อื อะไร (กระดาษทใี่ ชค วรเปน กระดาษโนต แบบมกี าวสาํ เรจ็ รปู ตดิ ดา นบนสามารถปด และดงึ ออกไดง า ย) การปด คาํ ไวน จี้ ะทาํ ใหก ารอา นเปน เรอ่ื งสนกุ เหมอื นการเลน ทายอะไรเอย ขณะทค่ี รแู ละเดก็ อา นออกเสยี ง พรอมกันครูจะกระตุนใหเด็กทายวาคําท่ีอยูใตกระดาษโนตคืออะไร เมื่อทายแลวใหเด็กคนใดคนหน่ึงมาเปด กระดาษโนต ดวู า ถกู ตอ งหรอื ไม อยา ลมื เตอื นเดก็ ใหอ า นทวนประโยคซา้ํ อกี ครง้ั หนงึ่ วา เปน ประโยคทม่ี คี วามหมาย หรอื ไม และอา นประโยคถดั ไปเพอื่ ใหแ นใ จวา ประโยคนน้ั ถกู ตอ งการฝก เดก็ เปนภาษาไทยหรือเปลา เปนเร่ืองของการใชภาษา การที่ครูแนะนําใหเด็กรูจักตัวอักษรท่ีเปนชื่อ ของเดก็ และการอา นออกเสยี งตวั อกั ษรเปน การใหเ ดก็ รจู กั การสงั เกตรปู รา งตวั อกั ษร การพฒั นาความสามารถในการอา นของเดก็ แตล ะคนจะไมเ ทา กนั เดก็ บางคนพอมาถงึ ขนั้ นี้ อาจจะจบั หลักการอานไดโดยสังเกตจากตัวหนังสือ พยายามแกะอานทีละตัว เด็กบางคนอาจจะอานจากความทรงจํา โดยไมสนใจคําหรือกลุมคํา เด็กบางคนตองฝกอานออกเสียงซํ้าหลาย ๆ ครั้งกอนที่จะใชกลยุทธการสังเกต ตวั อกั ษร เดก็ หลายคนกอ็ า นปนเปกนั ทง้ั จากความทรงจาํ และจากการสงั เกตคาํ และใชท งั้ กลยทุ ธ ความเขา ใจ ทางภาษา การใชภ าษา และการสงั เกตตวั อกั ษรไปพรอ มกนั เดก็ ทอ่ี า นจากความทรงจาํ จะอา นเรว็ และเลยี นแบบแสดงทา ทาง เหมอื นทค่ี รอู า น ถา เดก็ เรม่ิ ให ความ สนใจกับคําแตละคําและใชขอมูลจากตัวอักษรท่ีปรากฏในแตละหนาเขาจะเริ่มคิดใครครวญและจะอานชาลง เด็กจะมองหาตัวอักษรตัวแรกของคํา และตัวอักษรที่มารวมกันเปนคํา เพ่ือหาความหมาย เด็กจะมีลักษณะ ลงั เลใจ หยดุ เปน ระยะ ลกั ษณะเชน นถ้ี อื เปน สญั ญาณของความกา วหนา แสดงถงึ ความพยายามของเดก็ ทจ่ี ะใช กลยทุ ธต า ง ๆ เพอื่ จะอา นและทาํ ความเขา ใจกบั เรอื่ งทอ่ี า น ครคู วรใชเ วลาสาํ หรบั ใหเ ดก็ มโี อกาสเรยี นรู ตวั อกั ษร รปู รา งและชอ่ื ของตวั อกั ษรโดยใชเ รอื่ งจากตวั หนงั สอื เลม ใหญท เ่ี ดก็ รจู กั แลว การที่ครูชวยเด็กใหรูจักรูปรางและชื่อของตัวอักษรตัวแรกท่ีเปนชื่อของเด็กจะชวยใหเด็กเชื่อมโยง ตวั อกั ษรนน้ั กบั ตวั อกั ษรอน่ื เวลาสอนเดก็ เรอื่ งตวั อกั ษรครตู อ งฝก เดก็ เพยี งเรอื่ งเดยี ว คอื การสงั เกตตวั อกั ษร โดยไมเนนความหมายของคํา ไมเชนนั้นก็จะสับสนเพราะเด็กจะกังวลหลายทาง การรูความหมายของคํา จะอยูที่การอานหนังสือเลมใหญพรอมกัน ควรฝกใหเด็กใชกลยุทธหลากหลายทั้ง 3 วิธี ไมควรยึดติดกับ วธิ ใี ดวธิ หี นง่ึ วธิ ฝี ก ใหเ ดก็ คนุ เคยกบั ตวั อกั ษร ครสู ามารถใชว ธิ งี า ย ๆ เชน ใหเ ดก็ หาตวั ก. ในหนา นน้ั โดยชที้ ต่ี วั ก. ทกุ ตวั ใชน ว้ิ ลากตามรอยตวั อกั ษร หรอื อา นคาํ ทข่ี นึ้ ตน ดว ย ก ครอู า นคาํ ทม่ี ตี วั ก. ซงึ่ เปน คาํ จากหนงั สอื เลม ใหญ และใหเ ดก็ ชว ยกนั หาคาํ นนั้ ใหเ จอ ครชู คี้ าํ ทเ่ี ดก็ หาถกู อา นใหฟ ง และถามวา มใี ครเหน็ ตวั อกั ษร ก. ในคาํ นนั้ บา ง ลองใหเ ดก็ สกั 1 คนมาชค้ี าํ /อา นคาํ และชท้ี ต่ี วั ก เดก็ จะอา นคาํ ซา้ํ และบอกวา ตวั อกั ษรนนั้ ขน้ึ ตน ดว ยตวั ก.
138 การฝกวิธีนี้เปนการเช่ือมโยงใหเด็กสังเกตเน้ือเรื่องควบคูไปกับการสังเกต ตัวอักษรและเสียงของคํา เดก็ จะเชอ่ื มโยงชอื่ ตวั อกั ษรกบั รปู รา งลกั ษณะของตวั อกั ษรในขณะเดยี วกนั กเ็ ชอื่ มโยงเสยี งอา นของคาํ ในเนอ้ื เรอื่ ง กบั รปู คาํ ทเ่ี ดก็ เหน็ ซงึ่ ตพี มิ พอ ยใู นเนอื้ เรอ่ื งการเชอ่ื มโยงพน้ื ฐานงา ย ๆ แบบธรรมชาตนิ เี้ ปน เครอ่ื งมอื ทท่ี าํ ใหเ ดก็ รสู กึ วา ตนเองเปน นกั อา นทเ่ี กง เดก็ จะรสู กึ วา ประสบความสาํ เรจ็ มที ศั นคตทิ ด่ี ตี อ การอา น ครูควรดูแลเรื่องการจัดกลุมใหเด็ก โดยกลุมน้ันควรมีลักษณะยืดหยุน เนนความสามารถของเด็ก เปนรายบุคคล และจัดใหเด็กท่ีมีความสามารถใกลเคียงกันอยูดวยกัน รวมทั้งเลือกเด็กที่มีลักษณะ การเรียนรูคลายกันไวในกลุมเดียวกัน เพราะจากการสงเสริมใหเด็กรักการอาน และเรียนรูภาษาโดยวิธี ธรรมชาติ เราพบวา เดก็ แตล ะคนมลี กั ษณะการเรยี นรไู มเ หมอื นกนั เชน เดก็ บางคนจะชอบสงั เกตตวั อกั ษร/ คาํ กบั เสยี งอา นขณะทเ่ี ดก็ บางคนไมส นใจเรอ่ื งของคาํ หรอื หนงั สอื แตช อบฟง นทิ านอยา งเดยี ว เดก็ บางคนอาจ จะกลา หาญพอทจ่ี ะลองเขยี น หรอื คดิ คน สะกดคาํ เอง ขณะทบี่ างคนไมก ลา ลองเขยี น เมอ่ื ครจู ดั เดก็ ใหเ รยี นรู เปน กลมุ รว มกบั เพอื่ น ๆ ขอใหส รา งความรสู กึ วา เดก็ จะอบอนุ เปน มติ รอยใู นกลมุ เพอื่ น การทาํ งานและเรยี นรู เปน กลมุ จะขจดั ความรสู กึ ทตี่ อ งแขง ขนั กนั เปน หนง่ึ ในหอ ง ครมู บี ทบาทคอื กระตนุ ใหเ ดก็ เกดิ ความรสู กึ กลา ทจี่ ะ ทดลองเรยี นรู สง่ิ ตา ง ๆ โดยไมก ลวั ความลม เหลวเพราะมคี รเู ปน ผใู หก าํ ลงั ใจ การเรยี นรโู ดยใชห นงั สอื เลม ใหญค รสู ามารถจดั กจิ กรรมใหเ ดก็ มปี ระสบการณห ลากหลาย นอกจาก การอา นหรอื เรยี นรภู าษาโดยแนะนาํ ใหเ ดก็ เขา ใจแนวคดิ การดาํ เนนิ เรอื่ งของหนงั สอื ทง้ั เลม เชน “เรม่ิ เรอ่ื ง” และ “จบเรอ่ื ง” หนา ปก หลงั ปก ตอนบน ตอนลา ง ขา งขวา ขา งซา ย ภาพวาด ตวั พมิ พ ตวั อกั ษร ชอ งวา ง เวน วรรค คาํ ประโยค เครอื่ งหมายตา ง ๆ สงิ่ เหลา นคี้ รจู ดั กจิ กรรมชว ยใหเ ดก็ เรยี นรไู ดโ ดยใชแ ถบประโยคจากหนงั สอื เลมใหญ ครูดึงประโยคออกพิมพหรือเขียนเปนแถบ ประโยค และจัดทําใหเพียงพอกับเด็กทุกคน วิธีฝกคือ เลน เกมจบั คู ครแู จกกระดาษใหเ ดก็ ทกุ คน บนกระดาษจะมปี ระโยคทคี่ ดั ลอกมาจากหนงั สอื เลม ใหญ โดยเวน ท่ีวางไวสําหรับวางแถบประโยคท่ีมีขอความเหมือนกัน ครูนําแถบประโยคที่มีขอความเหมือนบนกระดาษ ของเดก็ มาวางไวอ กี 2-3 ประโยคคละกนั และใหเ ดก็ เลอื กขอ ความเหมอื นกนั มาวางเรยี งบนกระดาษของตน กจิ กรรมนจ้ี ะใหเ ดก็ ทาํ เดยี่ วหรอื ทาํ เปน คกู ไ็ ด เมอ่ื ครฝู ก ใหเ ดก็ เรยี นรจู ากหนงั สอื เลม ใหญแ ลว ครจู ะเพมิ่ ประสบการณใ หเ ดก็ โดยนาํ หนงั สอื อนื่ ๆ มาอา นใหเ ดก็ ฟง โดยเลอื กหนงั สอื นทิ านทเี่ ดก็ ชอบ และใชก ารพดู คยุ และเรยี นรรู ว มกนั ทง้ั ชน้ั หนงั สอื เหลา น้ี คณุ ครจู ะไวร วมกนั โดยวางบนโตะ หรอื จดั มมุ หนงั สอื ใหเ ดก็ ๆ นาํ ไปอา นเพอ่ื ความสนกุ สนานบนั เทงิ เมอื่ เดก็ เรมิ่ รจู กั ชอื่ ตวั อกั ษร รปู รา ง และจบั ความสมั พนั ธร ะหวา งตวั อกั ษร และเสยี งอา นไดถ กู ตอ งแลว ในระยะน้ีเด็กจะเร่ิมตนจดจําคําบางคําได หรือคาดคะเนคําไดใกลเคียง ดังนั้นการเลือกหนังสือใหเหมาะสม จงึ เปน เรอ่ื งทสี่ าํ คญั ทส่ี ดุ ทจ่ี ะชว ยกระตนุ ใหเ ดก็ อยากเรยี นรู และเรยี นดว ยความสนกุ สนานเพลดิ เพลนิ หนงั สอื ทคี่ รเู ลอื กควรเปน หนงั สอื ทใี่ ชภ าษาสละสลวย ดาํ เนนิ เนอื้ เรอ่ื งฉบั ไวและมภี าพประกอบทน่ี า สนใจ
139 วนั ที่ 7 เม่ือเด็ก ๆ เรียนรูจากหนังสือเลมใหญจนจบเลมและเขาใจดีแลว ครูจึงแจกหนังสือเลมเล็กใหเด็ก ทกุ คน ๆ ละ 1 เลม หนงั สอื เลม เลก็ นจี้ ะเหมอื นกบั หนงั สอื เลม ใหญท กุ ประการ ขณะทค่ี รอู า นหนงั สอื เลม ใหญ เดก็ ๆ จะอา นหนงั สอื เลม เลก็ ของตนพรอ มกบั ครู จากนนั้ จงึ จบั คอู า นใหเ พอื่ นฟง วธิ นี เี้ ดก็ จะเกดิ ความคนุ เคย กบั หนงั สอื เลม เลก็ เดก็ ๆ จะใชห นงั สอื เลม เลก็ นเี้ ปน แหลง ขอ มลู ในการหดั เขยี นและวาดภาพประกอบเรอ่ื ง เมอื่ ครแู จกหนงั สอื เลม เลก็ ใหเ ดก็ เดก็ จะเกดิ ความรสู กึ ภาคภมู ใิ จและมนั่ ใจในการเรยี นรู เพราะแสดงวา ครมู คี วามเชอื่ มน่ั ในตวั เดก็ ครเู ชอื่ วา เดก็ อา นไดด ว ยตนเองและภมู ใิ จในความสาํ เรจ็ ของ เดก็ ๆ ชว งเวลานคี้ อื ชว งเวลาแหง ความหฤหรรษ สาํ หรบั เดก็ เดก็ จะอา นหนงั สอื เลม เลก็ อยา งขยนั ขนั แขง็ โดยอา นใหต วั เองฟง กอ น จากนน้ั จะอา นกบั เพอ่ื น และอา นใหผ ทู ส่ี นใจฟง เดก็ พอใจทจี่ ะอา น เพราะรสู กึ วา เขาเปน คนพเิ ศษและชน่ื ชอบ คํายกยองท่ีผูใหญชมเชยเขาบางโรงเรียนอนุญาตใหเด็กยืมหนังสือกลับบานได เพ่ือไปอานใหครอบครัวฟง บางคร้ังครูอาจใหเด็กมาอานกับครูตามลําพังกอนจะนําหนังสือไปบาน เพ่ือจะไดแนใจวาเด็กอานเองไดโดย ไมเ คอะเขนิ ถาครูมีเครื่องบันทึกเทป ครูและเด็ก ๆ อาจจะชวยกันบันทึกเทปเสียงอานของหนังสือ โดยแบง เปน ตอน ๆ เพอ่ื ใหเ ดก็ ทกุ คนมสี ว นรว มในการอา นและบนั ทกึ เสยี งลงเทป ดว ยเหตนุ เ้ี องการบนั ทกึ เทปนจี้ งึ เปน ตวั แทนภาพรวมความสาํ เรจ็ ของกลมุ ถา โรงเรยี นใดไมม เี ครอื่ งบนั ทกึ เทปสาํ หรบั ใชใ นชน้ั อนบุ าล ครอู นบุ าลควรประสานขอความรว มมอื กบั ครูและนักเรียนช้ันประถมศึกษา ซ่ึงอาจเปนเด็กระดับประถมศึกษาปท่ี 5-6 ครูช้ันประถมศึกษาปท่ี 5-6 สามารถชว ยเลอื กนกั เรยี นทอ่ี า นหนงั สอื บนั ทกึ ลงเทป รวมทง้ั ทาํ เสยี งประกอบเพอ่ื ชว ยใหน อ ง ๆ ชนั้ อนบุ าล สนุกสนาน ในโอกาสน้ีครูอนุบาลและเด็ก ๆ ช้ันอนุบาลจะชวยกันคิดหาวิธีขอบคุณพ่ี ๆ ชั้นประถมศึกษา โดยอาจทาํ เปน จดหมายขอบคณุ ภาพวาดแสดงความขอบคณุ ภาพปะตดิ หรอื ชว ยกนั แตง กลอนคาํ คลอ งจอง ขอบคณุ เดก็ ๆ ชน้ั อนบุ าลจะใชห นงั สอื เลม ใหญเ ปน แหลง เรยี นรู โดยคน หาคาํ หรอื วลที ร่ี จู กั แลว นาํ ไปแตง เปน เรอื่ งของตนเอง นอกจากนห้ี นงั สอื เลม ใหญบ างเลม ยงั ทาํ เปน บทละครสนั้ ๆ โดยใชบ ทสนทนาทนี่ าํ มาจาก หนงั สอื และใหเ ดก็ ๆ ชว ยกนั ทาํ หนุ ทเี่ ปน ตวั ละครในเรอื่ ง โดยเดก็ ๆ วาดภาพตวั ละครเอง ระบายสี ตดั และ นาํ มาตกแตง เปน หนุ มอื หนุ ถงุ กระดาษ ฯลฯ พรอ มทงั้ แสดงเปน ละครหนุ
140
141 ภาคผนวก ความรูสําหรับครูผูสอน • เทคนคิ การสง เสรมิ กระบวนการคดิ โดยใชห นงั สอื เลม ใหญ
142 สาํ หรบั คณุ ครปู ฐมวยั ทใ่ี ชก ระบวนการสง เสรมิ การรหู นงั สอื (Literacy) โดยใชห นงั สอื เลม ใหญ เมอื่ เดก็ เรม่ิ คนุ เคยกบั ตวั หนงั สอื และการอา น-เขยี นแลว ในขนั้ ตอ ไปครอู าจสง เสรมิ กระบวนการคดิ โดยใชห นงั สอื เลม ใหญ ท่ีมีลักษณะเหมาะสมกับการคิดของเด็ก ซึ่งเปนเรื่องท่ีเด็กคาดเดาเหตุการณได (Predictable Books) หรือ เปน นทิ านพนื้ บา น นทิ านคาํ กลอน โดยมเี ทคนคิ การสอนดงั นี้ เทคนิคการสงเสริมกระบวนการคิดโดยใชหนังสือเลมใหญ วธิ เี รมิ่ ตน กจิ กรรมการเรยี นรู การเรม่ิ ตน เรยี นรหู นงั สอื เลม ใหญใ ชห ลกั การเดยี วกนั การฝก กฬี า หรอื ฝก รอ งเพลง คอื มกี ารเตรยี ม พรอมอบอุนรางกาย ในการเรียนรูภาษาสําหรับเด็กปฐมวัย ก็เชนเดียวกัน เราใชวิธีเตรียมพรอม โดยให เดก็ ทงั้ ชนั้ รอ งเพลง ทอ งคาํ คลอ งจอง บทกลอน หรอื อาขยานโดยเลอื กเพยี งอยา งใดอยา งหนง่ึ ครรู อ งเพลงหรอื ทอ งคาํ คลอ งจองใหเ ดก็ ฟง 1 เทย่ี วกอ น จากนน้ั จงึ ใหเ ดก็ ทอ งตามหรอื รอ งตาม เดก็ ๆ จะสนกุ สนานและเรมิ่ พรอ มทจี่ ะเรยี นรภู าษาโดยวธิ ธี รรมชาติ หากครใู หเ ดก็ ทอ งหรอื รอ งเพลงพรอ มทง้ั ทาํ ทา ทางประกอบดว ยเดก็ จะสนกุ สนานมากยง่ิ ขน้ึ เพลงหรอื คาํ คลอ งจองทคี่ ณุ ครใู หเ ดก็ ฝก เพอื่ เตรยี มความพรอ มน้ี ขอใหค ณุ ครสู งั เกตดจู ะพบวา มเี พลง บางเพลงหรอื คาํ คลอ งจองบางบททเี่ ดก็ ๆ ชอบเปน พเิ ศษ ครจู ะเปด โอกาสใหเ ดก็ ทอ งหรอื รอ งเพลงทเ่ี ขาชอบ ไดบอยคร้ัง โดยครูเลือกเพลงหรือคําคลองจองที่เด็กชอบเปนพิเศษและมีเน้ือรองสั้น ๆ นํามาเขียนบน กระดาษชารท เพอ่ื ทเ่ี ดก็ จะไดเ หน็ วา เพลงทเี่ ขารอ งหรอื คาํ คลอ งจองทเี่ ดก็ ๆ ทอ ง เวลาเขยี นเปน ตวั หนงั สอื จะมีลักษณะเชนใด เนื้อเพลงน้ีคุณครูใชสําหรับกิจกรรมเสริมประสบการณ โดยอานพรอมกันและใชนิ้วหรือ ไมชี้ ช้ีไปใตตัวหนังสือท่ีครูอานทีละตัว การท่ีครูทําเชนน้ีจะชวยใหเด็ก “จับคู” คําที่เด็กรูจักจากการทอง คาํ คลอ งจองหรอื จากการรอ งเพลงกบั คาํ ทเี่ ปน ตวั พมิ พ ขณะทเ่ี ดก็ อา นออกเสยี งพรอ มกนั เดก็ จะเรยี นรเู ปน กลมุ หากคําใดอานไมไดก็จะอานตามไปกับเพ่ือน ๆ ทําใหเด็กแตละคนสามารถปรับปรุง และแกไขการอานดวย ตวั เขาเอง เปน การเรยี นรรู ว มกนั บางครงั้ ครอู าจนาํ คาํ คลอ งจองทเี่ ปน ขอ ความสน้ั ๆ มาตดิ บนปา ยนเิ ทศ หรอื กระดาษชารท โดยไมต อ ง อา นใหเ ดก็ ฟง เพอื่ ฝก ใหเ ดก็ เกดิ การแสวงหาใฝร แู ละเรยี นรดู ว ยตนเองแบบลองผดิ ลองถกู เดก็ ๆ จะชอบมาก เพราะครเู ปด โอกาสใหท ดลองอา นเอง เดก็ จะเดาคาํ คลอ งจองบางคาํ ได และจะรสู กึ วา ตนเองประสบความสาํ เรจ็ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรูดวยหนังสือเลมใหญ ครูตองเตรียมอุปกรณและสื่อการสอนใหพรอม เพอ่ื ใหเ ดก็ มปี ระสบการณท ดี่ ี และรสู กึ ประทบั ใจ มคี วามสนกุ สนาน ดงั นน้ั ครคู วรเกบ็ หนงั สอื เลม ใหญไ วก อ น จนกวา จะพรอ มนาํ เสนอ เวลาจดั กจิ กรรมจงึ นาํ มาอา นพรอ มกนั ทลี่ ะเลม เวลาจดั กจิ กรรมหลงั จากอา นพรอ มกนั แลว ชว งทคี่ รฝู ก ประสบการณท างภาษาแกเ ดก็ ครจู ะแบง กลมุ ใหเ ดก็ ทาํ กจิ กรรมสง เสรมิ ประสบการณท างภาษา เชน ระบายสี ลอกขอความจากหนังสือ ทําหุนมือ บันทึกเสียง เขียนเร่ือง และอานจากหนังสือเลมเล็ก ขณะทเ่ี ดก็ แตล ะกลมุ เลอื กทาํ กจิ กรรมกลมุ อยนู น้ั ครจู ะอา นหนงั สอื เลม ใหญก บั เดก็ กลมุ ใดกลมุ หนงึ่ ในกรณนี เ้ี ดก็ บางคนทท่ี าํ กจิ กรรมกลมุ อนื่ อยอู าจจะเงยี่ หฟู ง ครอู า น ซงึ่ เปน การดที เ่ี ดก็ ใหค วามสนใจ แตค วามสนใจนจ้ี ะคง อยูไมนาน เพราะในไมชาเด็กจะหันไปสนใจงานในกลุมของตนตอ เด็กบางคนก็สนใจฟงตอ ครูไมตองกังวล ปลอ ยใหเ ขาฟง ไปเรอื่ ย ๆ จนถงึ เวลาครไู ปเขา กลมุ ของเขา
143 การจัดกลุม ลกั ษณะจดั กลมุ จะเปน แบบไมถ าวร ในชว งแรกกลมุ จะกระจดั กระจาย เพราะครจู ะใชเ วลาชว งตน น้ี สาํ รวจดวู า เดก็ แตล ะคนมวี ธิ เี รยี นรภู าษาอยา งไรบา ง ในชว ง 2-3 สปั ดาหแ รก ครตู อ งใหเ วลาสงั เกตลกั ษณะ การเรยี นรขู องเดก็ ทกุ คน และสบั เปลย่ี นใหเ ดก็ แตล ะคนไดห มนุ เวยี นไปอยหู ลาย ๆ กลมุ ในระหวา งทค่ี รพู ยายาม จดั กลมุ เดก็ อยนู ี้ สง่ิ สาํ คญั ทพี่ งึ ระลกึ ถงึ คอื พฒั นาการทาภาษของเดก็ แตล ะคนไมเ ทา กนั บางคนมพี ฒั นาการเรว็ รับรูภาษาไดดี บางคนตองใชเวลาเรียนรูมากกวาคนอื่น ครูตองกลั่นกรองใหดีกอนท่ีจะจัดเด็กเขากลุมให ตรงกบั ระดบั ความสามารถของเดก็ แตก ลมุ ควรมลี กั ษณะยดื หยนุ ไมใ ชต ายตวั ตลอด โดยขน้ึ อยกู บั ความชอบ ความสนใจและความถนัดของเด็กในการทํากิจกรรมแตละประเภท รวมทั้งตองเอ้ือตอความรูสึกของเด็กดวย ในกรณที เี่ ดก็ บางคนมเี พอ่ื นรกั เปน พเิ ศษ และอยากอยกู ลมุ เดยี วกนั ครคู วรอนโุ ลมไดบ า ง แตป ระเดน็ สาํ คญั คือ กิจกรรมที่ครูตองการใหทุกคนเรียนรูรวมกัน หรือเรื่องที่เด็กจําเปนตองรู ครูควรจัดไวชวงกิจกรรม เสรมิ ประสบการณท เี่ รยี นรพู รอ มกนั ทงั้ หอ ง กิจกรรมเสริมประสบการณทางภาษาในชั้นเรียนอนุบาลจะเปนไปโดยธรรมชาติเปนประจํา ตลอดวนั อยแู ลว โดยเดก็ จะฟง พดู อา น เขยี นไปพรอ มกนั การอา นและเขยี นของเดก็ อนบุ าล คอื ลกั ษณะ การทาํ ทา อา น การชอี้ า นคาํ ตา ง ๆ ทตี่ ดิ ไวใ นหอ ง การเลยี นแบบการอา นของผใู หญ ฯลฯ การเขยี น คอื การทําทาเขียน วาดภาพประกอบกับ การเขียนสัญลักษณตัวอักษรบางตัว เปนตน ไมไดหมายถึง การใหเ ดก็ อนบุ าลนงั่ คดั -เขยี นตามแบบ กจิ กรรมการเรยี นรภู าษาจากหนงั สอื เลม ใหญ เปน กจิ กรรม เสรมิ ประสบการณท างภาษา ทท่ี าํ ใหเ ดก็ คนุ เคยกบั ตวั หนงั สอื และรวู า ตวั หนงั สอื เปน เครอื่ งมอื สอ่ื สาร ถา ยทอดเรอื่ งราวตา ง ๆ เกดิ ความประทบั ใจทด่ี ตี อ การอา นและการฟง นทิ านเปน ประสบการณท ก่ี อ ให เกิดความสุข สนุกสนาน สงผลใหเด็กรักการอาน รักการเขียนถายทอดเร่ืองราวตาง ๆ ใหผูอ่ืนรับรู ซง่ึ เปน คณุ สมบตั สิ าํ คญั ทค่ี รอู นบุ าลถอื เปน หนา ทที่ ค่ี วรปลกู ฝง แกเ ดก็ ปฐมวยั ของไทยทกุ คน ดังนั้นครูควรจัดชวงเวลาสอดแทรกกิจกรรมการเรียนรูจากหนังสือเลมใหญไวในกิจกรรมประจําวัน โดยจัดเวลาใหเปนกิจวัตรประจํา เพราะเด็กจะชอบใหการดําเนินกิจกรรมในชีวิตประจําวันของตนเปนไป อย่างสม่ำเสมอเป็นระเบียบ เด็ก ๆ จะไม่ค่อยชอบการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตมากนักเขาอยากได้ความมั่นคง ทางจติ ใจ เดก็ จะสบายใจทรี่ วู า แตล ะวนั ตอ งทาํ อะไรบา และจาํ ทาํ อะไรกอ น-หลงั ในการเรยี นรกู จิ กรรมเสรมิ ประสบการณท างภาษาจากหนงั สอื เลม ใหญ ครแู ละนกั เรยี นจะรว มกนั กาํ หนด ขอ ตกลงในการทาํ กจิ กรรม และเขยี นเปน ขอ ตกลงรว มกนั โดยใชถ อ ยคาํ สน้ั ๆ มรี ปู ภาพประกอบ เดก็ ทกุ คน จะพยายามทาํ ตามขอ ตกลง เพราะเดก็ ตอ งการทาํ ในสงิ่ ทถ่ี กู ตอ ง นอกจากนย้ี งั มกี จิ กรรมเสรมิ ทเี่ ปน ประโยชน คือ บริการอานออกเสียง (พ่ีสอนนอง) โดยใหพี่ช้ันประถมศึกษา หรือมัธยมขยายโอกาสมาอานหนังสือให นอ งอนบุ าลฟง และกาํ หนดเวลาสาํ หรบั ชว งพส่ี อนนอ งไวใ นกจิ กรรมประจาํ วนั เปน ตารางทแ่ี นน อน บรกิ ารอา น ออกเสยี งแบบพสี่ อนนอ งนเ้ี ปน ประโยชนแ กท งั้ สองฝา ย เนอ่ื งจากพ่ี ๆ ไดท บทวนการอา น ฝก การเลา นทิ าน หรอื แสดงละครยอ ย ฝก ฝนการอา นบทกลอน และฝก ความมนี าํ้ ใจโดยรบั ฟง เรอื่ งทน่ี อ ง ๆ อา นใหฟ ง
144 พอ แมผ ปู กครองมสี ว นชว ยใหเ ดก็ ไดเ รยี นรภู าษาโดยวธิ ธี รรมชาตไิ ดอ ยา งมาก ทงั้ นค้ี รคู วรปฐมนเิ ทศ ชแ้ี จงผปู กครองวา เดก็ เรยี นรกู ารอา นโดยวธิ ธี รรมชาตไิ ดเ ชน เดยี วกบั การเรยี นรเู รอื่ งการพดู เมอ่ื เดก็ เรมิ่ หดั พดู พอแมเปนครูคนแรกที่สอนใหเด็กพูด เวลาเด็กพูดผิดเราก็ยอมรับความผิดพลาดของเด็กได เชนเดียวกับ การอา น ในระยะแรก ๆ เดก็ ยอ มอา นไมไ ดด ว ยตนเอง แตจ ะอา นจากความจาํ โดยจาํ เนอื้ เรอื่ ง จาํ ความหมาย ของคําตาง ๆ จากน้ันเด็กจึงเริ่มจํารูปประโยค จําตัวพิมพ/ตัวหนังสือ และในไมชาเด็กจะจับวิธีการเรียนรู การอา นไดเ ขาจะคอ ย ๆ เปลย่ี นจากการอา นดว ยความจาํ เปน การฝก อา นคาํ อยา งชา ๆ กระบวนการเหลา นี้ คอื การเรยี นรแู บบธรรมชาติ ซง่ึ พอ แมผ ปู กครองทเี่ ขา ใจ จะชว ยใหก าํ ลงั ใจ เสรมิ ความเชอ่ื มนั่ และสนบั สนนุ ใหเ ดก็ เรยี นรู และมพี ฒั นาการทางภาษาทถี่ กู ตอ ง หนงั สอื อกี ประเภทหนง่ึ ทค่ี รคู วรนาํ มาใชใ นกจิ กรรมการเรยี นรภู าษาโดยวธิ ธี รรมชาติ คอื หนงั สอื นทิ าน พ้ืนบาน หรือนิทานคํากลอน หนังสือลักษณะนี้มักเปนหนังสือที่จํางายสวนมากจะเปนหนังสือนิทานพื้นบาน และคาํ กลอนทเ่ี ดก็ รจู กั กนั ดี หนงั สอื ประเภทนใี้ ชส าํ หรบั เลา เรอื่ งไมไ ด ฝก การอา นขอ ความในเรอ่ื งจะซา้ํ ๆ กนั เปน รปู แบบประโยคประเภทเดยี วกนั เดก็ ๆ จะคาดเดาเหตกุ ารณล ว งหนา ในหนงั สอื ไดง า ย จากการวเิ คราะห รปู แบบของนทิ านพนื้ บา นพบวา การทเ่ี ดก็ ๆ จาํ เรอ่ื งราวของนทิ านหรอื เทพนยิ ายพนื้ บา นได เพราะมลี กั ษณะ รว มดงั ตอ ไปนี้ 1. จงั หวะของถอ ยคาํ ในนทิ านมลี กั ษณะทจ่ี ดจาํ ไดง า ย 2. เนอ้ื เรอื่ งแตง เปน คาํ กลอน หรอื คาํ คลอ งจอง 3. ใชค าํ ซาํ้ 4. รปู แบบเนอื้ เรอ่ื งซา้ํ การสอนหนงั สอื นทิ านพนื้ บา น หรอื นทิ านคาํ กลอนโดยสอดแทรกกระบวนการคดิ มวี ธิ กี ารคลา ยคลงึ กบั การจดั กจิ กรรมการเรยี นรจู ากหนงั สอื เลม ใหญ วนั ท่ี 1 ครแู นะนาํ หนงั สอื นทิ านโดยใหเ ดก็ ดปู กกอ น พรอ มทง้ั ถามวา “เดก็ ๆ เหน็ อะไรบา ง” จากนน้ั ครจู ด คําพูดเด็กแตละคนไวขาง ๆ ตัวอักษรที่เปนตัวแรกของชื่อเด็ก โดยจดไวบนกระดานหรือกระดาษชารทก็ได คาํ ถามทสี่ องคอื ถามวา “เดก็ ๆ คดิ วา เรอ่ื งทเี่ ราจะอา นตอ ไปนเ้ี ปน เรอ่ื งเกย่ี วกบั อะไร” ในชว งนคี้ รตู อ งใหเ วลา เด็กคาดคะเนวาจะเกิดอะไรข้ึนบางในนิทานเรื่องน้ี ครูจะบันทึกคําตอบของเด็กไวเปนขอมูลของการสังเกต เบอ้ื งตน จากนนั้ คณุ ครจู งึ อา นนทิ านรวดเดยี วจบ โดยใชเ ทคนคิ การอา นทปี่ ระกอบไปดว ยนาํ้ เสยี งหลากหลาย ลีลาใหเด็ก ๆ เกิดจินตนาการและความสนุกสนาน หลังจากอานจบเรื่องแลวใหชวยกันตรวจสอบดูวาการ คาดคะเนของเด็ก ๆ ใกลเคียงกับความจริงมากนอยเพียงใด ครูกระตุนใหเด็กคนหาคําตอบของแตละคนซึ่ง เขยี นไวข า งอกั ษรทเี่ ปน พยญั ชนะตวั แรกของชอ่ื เดก็ ชว ยกนั อา นและตดั สนิ ใจวา คาํ ตอบของใครบา งทใี่ กลเ คยี ง กบั ในเรอื่ ง
145 วนั ที่ 2 ครอู า นนทิ านอกี ครงั้ หนง่ึ หยดุ เพอ่ื รบั ฟง คาํ ถามและขอ คดิ เหน็ ของเดก็ ทลี ะหนา จากนน้ั จงึ อา นซาํ้ อกี ครงั้ หนงึ่ พรอ มทง้ั เชญิ ชวนใหเ ดก็ ๆ มสี ว นรว มในการคาดคะเนและคดิ วา คาํ ตอ ไปทค่ี รจู ะอา นคอื อะไร ทา ยทส่ี ดุ อา น เรอ่ื งเปน ครง้ั ทสี่ ามและหยดุ ตรงสว นทเ่ี ปน คาํ ซาํ้ หรอื รปู ประโยคซา้ํ ๆ เพอ่ื ใหเ ดก็ มสี ว นรว มในการเตมิ คาํ หรอื ขอความท่ีขาดหายไปดวยปากเปลา วนั ท่ี 3 ใชก ารเรยี นรแู บบเตมิ คาํ หรอื ขอ ความทขี่ าดหายไปซงึ่ เปน ตวั เขยี น โดยนาํ ประโยคจากหนงั สอื นทิ าน 2-3 ประโยคไปเขยี นบนกระดาน และเวน คาํ ใดคาํ หนงึ่ ไว 1 คาํ ตอ 1 ประโยค ครอู า นออกเสยี งประโยคนนั้ พอมาถงึ คาํ ทเ่ี วน ใหถ ามเดก็ วา เปน คาํ อะไรเอย และใหเ ดก็ ทวนประโยคเพอ่ื ทจ่ี ะเดาวา คาํ นน้ั นา จะเปน คาํ อะไร ลองใหเด็กออกมาที่กระดานอานประโยคและช้ีไปทีละคําขณะท่ีอาน พรอมท้ังอานคําที่เวนไวดวย ครูกระตุน ใหเ ดก็ ๆ ชว ยกนั คดิ วา คาํ ทหี่ ายไปนา จะเปน คาํ อะไร และลองเลอื กคาํ มาเตมิ ทคี่ ดิ วา เขา กนั ไดก บั ขอ ความใน ประโยคนนั้ ลองคดิ หลาย ๆ คาํ หากเดก็ เรมิ่ คนุ เคยกบั คาํ และจาํ คาํ บางคาํ ไดแ ลว ครอู าจเลน เกมโดยขดี เสน ใต คาํ ทเ่ี วน ไวค รบตามจาํ นวนตวั อกั ษรโดยเวน เฉพาะตวั อกั ษรบางตวั เชน _ึ้ ง_ _ย (ผงึ้ นอ ย) การเลน เกม เชน น้ี ครอู าจเปด โอกาสใหเ ดก็ แตล ะกลมุ เปน ผเู ลอื กเวน คาํ ไว โดยใหเ ดก็ บอกครกู อ นวา จะเวน คาํ ไหนสาํ หรบั ใหเ พอ่ื นทาย หรอื อาจเวน ประโยคจากหนงั สอื เลม อน่ื ๆ ทเี่ ดก็ สนใจอา นเอง และนาํ มาใหเ พอื่ นทายวา ขอ ความ ในประโยคนนั้ นา จะเปน อะไร โดยเดาจากบรบิ ทของหนงั สอื เลม นนั้ พรอ มทง้ั ใหท กุ คนชว ยกนั อา น วนั ท่ี 4 ครนู าํ หนงั สอื นทิ านพนื้ บา น หรอื นทิ านคาํ กลอนฉบบั ทเี่ ปน เลม เลก็ มาใหเ ดก็ อา น หนงั สอื เลม เลก็ นเ้ี ดก็ จะมีคนละ 1 เลม สําหรับไวอานเองในหอง หรือนํากลับไปอานพรอมผูปกครองท่ีบาน เด็กจะมีโอกาส ดูภาพวาดอยางใกลชิด และสังเกตคําบางคําท่ีเขารูจัก ในชวงน้ีครูจะชวนใหเด็กอานหนังสือเลมเล็กของตน ไปพรอมกับคุณครู (คุณครูอานหนังสือเลมใหญ) ครูควรแนะนําใหเด็กใชนิ้วชี้ตามคําท่ีอานซึ่งจะทําใหอาน ตามครไู ดง า ยขนึ้ ชว งเวลาทเ่ี ดก็ กาํ ลงั อา นหนงั สอื เลม เลก็ พรอ มครนู ี้ เปน โอกาสอนั ดที ค่ี รจู ะสงั เกตวา เดก็ คนใด จบั คู คาํ ทอ่ี า นกบั คาํ ในหนงั สอื ไดถ กู ตอ ง การทเ่ี ดก็ จะเรยี นรแู ละสงั เกตคาํ ทอี่ า นออกเสยี งและคาํ ทเ่ี ปน ตวั พมิ พ โดยจบั คหู รอื ชคี้ าํ ไดถ กู ตอ งนนั้ เปน สง่ิ ทคี่ อ ยเปน คอ ยไป คณุ ครตู อ งไมใ จรอ น และพงึ ระลกึ อยเู สมอวา พฒั นาการ ของเดก็ อนบุ าล แมจ ะมอี ายเุ ทา กนั แตค วามพรอ มจะตา งกนั เดก็ บางคนจะรจู กั สงั เกตคาํ ทตี่ นอา น ในขณะทเี่ ดก็ อีกหลาย ๆ คนยังอานตามครูแบบทองจํา โดยไมสนใจตัวหนังสือ เด็กที่อานแบบทองจํานั้นแสดงวาเด็กยัง ขาดพฒั นาการดา นภาษาโดยเฉพาะ การอา นเดก็ ตอ งการเวลาในการฝก ฝนและสงั เกตคาํ มากกวา เพอื่ น ๆ ครคู วรใชเ วลาเลา นทิ าน อา นนทิ าน เลน เกมคน หาคาํ กบั เดก็ กลมุ นใี้ หม ากขน้ึ และควรปรกึ ษาผปู กครองให สง เสรมิ นสิ ยั รกั การอา นแกเ ดก็ โดยอา นนทิ านกอ นนอนใหฟ ง ซอ้ื หนงั สอื นทิ านภาพให และอา นหนงั สอื เพอ่ื ให เดก็ คนุ เคยกบั ภาษาหนงั สอื เดก็ กลมุ ทไี่ มไ ดร บั การเตรยี มความพรอ มจาํ เปน ตอ งใชเ วลามากกวา ปกติ
146 วนั ท่ี 5 วันแหงความภาคภูมิใจ เมื่อครูและเด็กรวมกันทํากิจกรรมครบ 4 วันแลว ในวันสุดทายของสัปดาห จะเปน วนั ทค่ี รเุ ปด โอกาสใหเ ดก็ แสดงความสามารถอยา งเตม็ ที่ โดยครแู ละเดก็ จะอา นออกเสยี งพรอ ม ๆ กนั แตค รจู ะหยดุ ตรงชว งทม่ี ขี อ ความ หรอื คาํ ซา้ํ ๆ กนั และเลอื กเดก็ ทคี่ รรู วู า อา นไดต รงขอ ความทคี่ รเู วน ไว และ เลอื กเดก็ คนอน่ื ใหอ า นซาํ้ ขอ ความเดมิ หรอื ขอ ความทคี่ ลา ย ๆ กนั พรอ มทงั้ ใหเ พอ่ื น ๆ อา นตาม ชว งเวลานี้ เปนชวงเวลาท่ีเด็กทุกคนจะไดแสดงความสามารถ รวมท้ังเปนการประเมินผลการเรียนรูของตน ในขณะเดยี วกนั กเ็ ปน โอกาสอนั ดที คี่ รจู ะไดย กยอ ง ชมเชยเดก็ และเพอ่ื น ๆ กจ็ ะไดช น่ื ชมซงึ่ กนั และกนั ดว ย การสอดแทรกกระบวนการคิดในการสอนประสบการณทางภาษา การสอดแทรกกระบวนการคดิ โดยใชห นงั สอื นทิ านพน้ื บา น หรอื นทิ านคาํ กลอนนน้ั ครตู อ งเลอื กหนงั สอื ทม่ี ลี กั ษณะเนอ้ื เรอ่ื งดงั น้ี 1. เนอื้ เรอ่ื งแสดงความสมั พนั ธแ บบเปน เหตผุ ล 2. เนอื้ เรอื่ งแสดงถงึ การแกป ญ หา 3. เนอ้ื เรอ่ื งแสดงลาํ ดบั ความตอ เนอื่ งของเหตกุ ารณ ครคู วรสอดแทรกกระบวนการคดิ ภายหลงั จากทเี่ ดก็ คนุ เคยกบั การอา นหนงั สอื พอสมควร คอื เมอ่ื ครู อา นหนงั สอื นทิ านตา ง ๆ ตามขน้ั ตอนจนผา นไปประมาณ 10-12 เรอ่ื งเดก็ จะเรมิ่ จบั รปู แบบของนทิ านเรอ่ื งเลา ตาง ๆ ไดพรอมท้ังแสดงความรูสึกชอบหรือประทับใจเรื่องราวบางประเภท เปนพิเศษ ครูควรใหเด็กเปน ผเู ลอื กหนงั สอื มาใหค รอู า น ขณะทคี่ รอู า นหนงั สอื ใหเ ดก็ ฟง ครพู ยายามชแี้ นะใหเ ดก็ สงั เกตเรอื่ งและทายหรอื คาดเดาวา เหตกุ ารณ ตอ ไปจะเปน อยา งไร การทค่ี รชู ชี้ วนใหเ ดก็ คาดเดาเหตกุ ารณ จะเปน การฝก ใหเ ดก็ ไดใ ชค วามคดิ และเหตผุ ล โดยต้ังอยูบนสมมติฐานที่เปนไปได ซ่ึงเด็กจะใชประสบการณน้ีในการเรียนรูหนังสือ และฝกการเขียนเรื่อง ของตนตอ ไป ความสัมพันธของเหตุและผล เมื่อคุณครูจัดกิจกรรมการเรียนรูจากหนังสือเลมใหญ ควรชี้จุดท่ีเปนความตอเนื่องเปนเหตุผล ซ่ึงกันและกัน โดยครูใชคําถามใหเด็กคิดวาอะไรเปน สาเหตุของเหตุการณนั้น และอะไรเปนผลท่ีเกิดจาก เหตุการณน้ัน ครูอาจทํากรอบสี่เหล่ียมเพ่ือสมมติวาเปนกลอง 2 ใบ เขียนไวบนกระดาน (หรืออาจใช กระดาษชารท วาดเปน กรอบ 2 รปู กไ็ ด) ในกรอบใบหนงึ่ เขยี นคาํ วา สาเหตุ และอธบิ ายใหเ ดก็ ฟง วา สาเหตุ หมายถงึ สงิ่ ทท่ี าํ ใหเ กดิ เหตกุ ารณน น้ั และผลทเี่ กดิ หรอื ผลลพั ธ คอื สง่ิ ทเ่ี กดิ ขนึ้ สรปุ ใจความสนั้ ๆ เพยี ง 2-3 คาํ เพอ่ื เปน เครอื่ งเตอื นความจาํ เดก็ ครจู ะเชอ่ื มโยงใหเ ดก็ เหน็ วา คาํ วา สาเหตุ นนั้ เดก็ ๆ เคยรจู กั ในรปู ของคาํ เพราะวา ครอู าจจดั กจิ กรรม โดยใหเด็กสังเกตวาขณะท่ีเด็กเรียนรูเน้ือเรื่องของนิทานน้ัน เด็ก ๆ ไดยินคําวา เพราะวา บอยครั้งแคไหน ในชว งนคี้ รอู าจแนะนาํ ใหเ ดก็ รจู กั คาํ เพราะวา เดก็ บางคนอาจอยากลองเขยี นคาํ ครสู นบั สนนุ ไดโ ดยหาอปุ กรณ สงเสริมการเขียนใหการชวยกันศึกษาเรียนรูเรื่องเหตุ-ผล ใชเวลาของกิจกรรมในวงกลม หรือกิจกรรม
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206