1.งานดิน • คือการนามาขนึ้ รูปเปน็ ภาชนะ หรอื สิง่ ของเครอื่ งใชต้ า่ งๆ • ในรปู ของเคร่อื งปนั้ ดินเผา เช่น โอ่ง จาน ชาม กระถาง ขวด หมอ้ เปน็ ตน้ • ขึ้นรปู ใหเ้ ปน็ งานศิลปะ เช่น ตุ๊กตาชาววงั ของอาเภอปา่ โมง จ.อา่ งทอง เปน็ ต้น
2.งานไม้ • ความเป็นชา่ งในสายเลอื ดของคนไทย ไม้เป็นอีกหนึ่งวสั ดุท่ีมีการนามา สร้างสรรค์งานหัตถกรรมจานวนมาก • เปน็ ข้าวของเคร่ืองใช้ เป็นงานศลิ ปะ เชน่ งานแกะสลักไม้ • งานเคร่อื งใช้ไม้สอย เช่น กระต่ายขดู มะพรา้ ว ครก สาก เฟอร์นเิ จอร์ เป็น ตน้ • ไมท้ นี่ ยิ มนามาใช้ เชน่ ไมส้ ัก ไม่ชงิ ชนั ไมแ้ ดง ไมโ้ มก เปน็ ต้น
3.งานดอกไม้ใบตอง • ไดร้ ับการยอมรบั ไปทั่วโลกถงึ ความงดงาม ออ่ น ช้อย และความคิดสรา้ งสรรค์ • มอี ยูใ่ นวิถีชวี ิตของคนไทยมาต้ังแตค่ รั้งโบราณ • ถอื เป็นหนา้ ที่อยา่ งหนึง่ ของสตรีไทย • มีมากมายหลายชนดิ เชน่ ภาชนะใส่อาหารคาว อาหารหวาน • เคร่อื งบชู า เครอ่ื งประกอบพิธกี รรม เช่น พาน พุ่มดอกไม้ บายศรี การแทงหยวก เป็นต้น • ความงดงามของงานดอกไมใ้ บตองอยูท่ ีค่ วามคิด สร้างสรรค์ด้วยวัสดุทีอ่ ย่ทู วั่ ไป
4.งานโลหะ
5.งานจกั สานและงานทอ
การละเล่นพนื้ บา้ นของเดก็ ไทย: ภูมปิ ญั ญาดา้ นสนั ทนาการ
การละเล่นพนื้ บ้าน คอื อะไร • การละเล่นพืน้ บา้ นไม่ได้มีเฉพาะของเด็ก เท่าน้ัน แต่รวมถึงการละเล่นของผใู้ หญ่ที่ คดิ ค้นรูปแบบ วิธกี ารที่จะสร้างความรน่ื เรงิ ใหก้ บั วิถกี ารดาเนินชีวิต • การละเล่นพ้ืนบ้านของผใู้ หญม่ ีท้ังท่ี สอดแทรกอยู่ในกจิ กรรม การทางาน หรือ วถิ ี เช่น การร้องราทาเพลงพร้อมกับการ ประกอบอาชพี การละเล่นในงานรื่นเริง ประเพณตี า่ ง เปน็ ต้น
ความเปน็ มาของการละเลน่ เดก็ ไทย • การละเล่นท่มี ีมาแตโ่ บราณ • ดว้ ยรูปแบบ วธิ กี ารและเทคนคิ การเล่น เกิดจาก ธรรมชาติสง่ิ แวดล้อม • แฝงไว้ดว้ ยวิถชี ีวติ วิธคี ดิ ทัศนคติ หรอื วฒั นธรรมของ ทอ้ งถิน่ นน้ั ๆ • สอนให้เดก็ ได้ร้จู กั การคิดประดษิ ฐอ์ ุปกรณแ์ บบตา่ งๆ เพอื่ ประกอบการละเลน่ แต่ละชนิด เช่น มา้ กา้ นกล้วย รถเขน็ ทางมะพร้าว หนังสตกิ๊ เป็นตน้ • สรา้ งความเปน็ ระเบยี บวนิ ัย การแบ่งหนา้ ที่กนั ทา เช่น การเลน่ ขายของเปน็ ต้น
ประเภทของการละเลน่
ประเภทของการละเล่น • การแบง่ แบบมเี พลงประกอบและไมม่ เี พลงประกอบ การละเล่น • เพลงทีใ่ ชป้ ระกอบการละเล่นนีไ้ ด้ถูกสร้างขน้ึ เพื่อเพ่ิม ความสนกุ สนาน เช่น • การละเลน่ จ้าจี้ หรือ ปะเปมิ้ ใบพลขู องภาคเหนอื จา้ มมู่ ่ี ของภาคอีสาน และจุม้ จ้ขี องภาคใต้ บทร้องจ้าจ้ีภาคกลาง • บทที่ภาคกลางร้องคือ “จา้ จมี้ ะเขอื เปราะ กะเทาะหนา้ แวน่ พายเรือออกแอ่น กระแทน่ ต้นก่มุ สาวสาวหนุม่ หนุ่ม อาบน้าท่าไหน อาบน้าทา่ วดั เอาแปง้ ท่ีไหนผัด เอากระจก ท่ีไหนส่อง เยยี่ มๆ มองๆ นกขนุ ทองรอ้ งวู้” เปน็ ตน้
รปู แบบของการละเล่นเดก็ ไทย: คตชิ นวิทยา
1.ประเภทเล่นทาย • เปน็ การละเลน่ เพื่อฝกึ สมองชวนใหเ้ ดก็ ไดข้ บคดิ ชงิ ความไวของสมอง หรือ ความชานาญความวอ่ งไว • เกดิ จากการสงั เกต การมองรายละเอียดของเกมต่างๆ เช่น ปัน่ แปะ กา ทาย โพงพาง แมวเหมยี ว เป็นตน้
2.ประเภทการนบั
3.ประเภทกระโดดเชอื ก
4.ประเภทซอ่ นหา
5.ประเภทการปรับ • หมายถงึ การละเลน่ ท่จี บดว้ ยการ ลงโทษหรอื การปรบั ผทู้ ่ีแพจ้ ากการ แข่งขันตามรปู แบบหรือขอ้ ตกลงท่ี ทากันไว้ • เชน่ ให้รอ้ งรา เต้น หรือทาทา่ ทาง ขบขนั แปลก ๆ เปน็ ต้น • การละเลน่ ลักษณะนมี้ าอยู่จานวน มาก เช่น ข่มี ้าสง่ เมือง ชกั คะเยอ่ โยนม้า ชว่ งตาย ลูกช่วง กาฟักไข่ เป็นต้น
6.ประเภทไล่จบั • การละเลน่ ประเภทนบี้ าง ชนิดกไ็ ม่ไดม้ ีกฎเกณฑห์ รอื รปู แบบกติกาสาหรบั เลน่ แต่ อยา่ งใด อาจเป็นเพยี งการวง่ิ ไล่จบั กนั ไปมาโดยกาหนด ขอบเขตของการเลน่ ไว้ เปน็ ต้น
7.ประเภทใช้ลกู บอล • เนอื่ งจากอุปกรณ์การเลน่ ทีเ่ ปน็ ลกู บอลนีไ้ มไ่ ดม้ ีการเริม่ ต้นผลิตขึ้นใน บ้านเรา ดงั นัน้ รปู แบบการเล่นจึง ไมโ่ บราณมากนักเพียงแตน่ าเอา อปุ กรณ์ที่เป็นลูกบอลมาปรบั เลน่ กนั ดว้ ยกติกาท่ีอาจสรา้ งข้ึนมา หรอื การละเล่นแบบเดมิ เพอื่ ความ สนุกสนานยิ่งข้ึน
8.ประเภทคดั ออก • หมายถึง การละเล่นท่ีมี วตั ถุประสงคใ์ หม้ ีผ้แู พใ้ นการ แข่งขนั ทีละสว่ น ซงึ่ มีปลาย ประเภท • ท่คี ุ้นเคยกันมาก เชน่ เปา่ ยิงฉบุ โออานอ้ ยออก รีรีขา้ วสาร เป็น ต้น • ที่ผทู้ แี่ พ้จากการแขง่ ขนั จะต้องถกู คดั ออกจนกวา่ จะได้ผชู้ นะ
9.ประเภทกระโดดขา้ ม • จะมวี ธิ ีการเลน่ หลักๆ คอื มสี ง่ิ กีด ขวางอยขู่ ้างหน้าทีผ่ ูเ้ ล่นจะตอ้ ง ขา้ มส่งิ กีดขวางนน้ั ให้ได้ หากไม่ สามารถทาไดก้ ็จะถอื ว่าแพ้ • การละเลน่ ประเภทนีจ้ ึงตอ้ งอาศัย การฝึกฝนจนชานาญหรอื เรียกว่า เป็นความสามารถก็ได้ เช่น เสือ ขา้ มหว้ ย กิงกอ่ งแกว้ ตากระโดด เปน็ ต้น
10.ประเภทตลก • เป็นการละเล่นทเ่ี นน้ ความ สนกุ สนานเปน็ สาคญั • ความผดิ พลาดของผู้เลน่ นี่ แหละคอื ความตอ้ งการ • เช่น ปิดตาตีหม้อ ดมดอกไม้ ปิดตาตีป๊บี เป็นต้น
11.ประเภทกระดานดนิ สอ • เช่น เสือตกถงั อีตัก ดกู ระจกเขยี น ภาพ แมวจับหนู เป็นต้น
12.ประเภทความแม่นยา • เป็นการละเล่นท่ตี ้องอาศัย ความชานาญในการเล่น เป็นหลกั ผ้ทู ี่มกี ารฝกึ ฝน จนชานาญจะเป็นผ้ทู ี่ ได้เปรียบเสมอ • เป็นอกี คณุ คา่ หนง่ึ ท่สี าคัญ ในการส่งเสริมปัญญาให้ เด็ก
13.ประเภทเกยี้ ว • ส่วนมากเป็นการละเล่นที่ มเี พลงประกอบทช่ี ว่ ย สร้างความสนกุ สนาน ครน้ื เครงให้กับผเู้ ล่น เชน่ พวงมาลยั เพลงย่ัว เพลง เรือ เพลงฉอ่ ย • การละเล่นหลายชนิดท่ี ผใู้ หญไ่ ดน้ ามาร้องเล่น ด้วยเชน่ กัน
14.ประเภทไม้ • เปน็ การละเล่นท่มี ีไม้ เปน็ อุปกรณห์ ลกั • มกี ารนามาดดั แปลง ประกอบการเล่นของ เดก็ ได้หลายชนดิ เช่น อีงัด โยนพลอง กาจบั หลัก หมกอีไม้ ไม้ กระดก เปน็ ต้น
15.การละเลน่ สาหรับเดก็ เลก็ • เป็นการละเล่นเฉพาะสาหรบั เดก็ ทย่ี ังไม่สามารถร้องหรือ กระโดดโลดเตน้ ไดเ้ หมือนเด็ก โต • เปน็ การละเลน่ เพอื่ เปน็ การฝึก พฒั นาการดา้ นตา่ งๆ ของเดก็ มากกวา่ เชน่ ตบแผละ แมง มุมขยุม้ หลังคา เป่ายงิ ฉุบ โยก เยกเอย จะ๊ เอ๋ จบั ปูดา เปน็ ต้น
16.ประเภทร้อง • เป็นการละเล่นทเี่ นน้ ทก่ี ารรอ้ งเข้า ทานองจงั หวะเพ่ือเพ่ิมบรรยากาศ เพลดิ เพลนิ สนุกสนาน เช่น ระบา ราฟอ้ น ราแคน ราโทน • หรือเพลงรอ้ งประกอบการเลน่ ของ เด็กท่ัวไป เช่น รรี ีขา้ วสาร ขี้ตู่ เขย่ง เก้งกอ้ ย ซงึ่ จะนามารอ้ งเลน่ อยา่ ง เดยี วแตไ่ มม่ กี ารลงสนาม
ตวั อย่างการละเลน่ ของไทย
การแพทย์แผนไทย: มรดกภมู ปิ ัญญาแห่งบรรพบุรษุ
การแพทย์แผนไทย คืออะไร • เชอ่ื ว่าไดร้ บั อิทธิพลจากอายรุ เวทของอินเดยี โดย มาพร้อมกับพุทธศาสนา • มกี ารผสมผสานกบั วัฒนธรรมและผูกพนั อย่ใู นวถิ ี ชีวติ ของคนไทย • การแพทยแ์ ผนไทยมองวา่ มนษุ ยป์ ระกอบไปดว้ ย 2 สว่ นหลกั คอื รา่ งกายและจติ ใจ และยังสัมพนั ธ์ กบั สภาพแวดล้อม ธรรมชาติ จกั รวาล ดวงดาว • เปน็ องคค์ วามร้ทู ผ่ี า่ นการสั่งสมประสบการณ์ใน การเอาชนะต่อความเจบ็ ปว่ ยมาแลว้ ตัง้ แต่อดีต
ภมู ปิ ญั ญาด้านการแพทยแ์ ผนไทยโบราณ • คือ การบาบดั อาการที่เกิดขน้ึ โดยอาศัยการทาความเขา้ ใจทั้งการอ้อนวอน รอ้ งขอ ตอ่ รอง บงั คับ เปน็ ตน้ • ความสาเร็จจะมีมากน้อยเพียงใดข้ึนอยูก่ ับองค์ประกอบหลายประการ คือ • ทง้ั ความเชือ่ และความศรทั ธา • ขน้ั ตอนของพิธีกรรมท่ปี ระกอบ • อปุ กรณห์ รือเครอื่ งมือในการรักษา เชน่ สมนุ ไพร เปน็ ตน้ • ปจั จบุ ันแม้บางอย่างไมไ่ ดร้ บั การยอมรับ เช่น การทรงเจ้า เข้าผี การใชเ้ วท มนตร์ เป็นตน้ • แตบ่ างอยา่ งกลับได้รบั การยอมรับกนั อยา่ งกว้างขวางท้งั ในสงั คมและในวง วชิ าการ เชน่ สมนุ ไพรไทย การนวดแผนไทย การน่งั สมาธิ เปน็ ต้น
การแพทย์ แผนไทย แบ่งออกได้เปน็ 5 ประเภท คือ
1.หมอมนตร์ • หมายถึง หมอทีร่ กั ษา โดยใชเ้ วทมนต์เป็น เครอื่ งมือ โดยเชือ่ ว่าพลงั แห่งคาถาอาคมดงั กลา่ ว จะมีอานุภาพปดั เปา่ อาการเจ็บป่วยท่ีเกิดข้นึ ได้ เช่น การเสก การเป่า เป็นตน้
2.หมอผี
3.หมอนา้ มนตร์ • หมายถงึ หมอท่ีทาการรกั ษาอาการเจบ็ ป่วย ด้วยการทานา้ มนต์ • เช่อื ว่านา้ ที่ผ่านพธิ กี รรมแล้วจะเป็นสงิ่ ศกั ดิส์ ทิ ธิ์ สามารถปัดเป่าขบั ไล่สิง่ ชั่วรา้ ยและ อาการเจ็บป่วยได้ • น้ามนตร์เหลา่ นี้มีการนามาใชท้ ง้ั การดม่ื กิน และการอาบ
4.หมอทรง
5.หมอไสยศาสตร์ • หมายถงึ การใชไ้ สยศาสตร์ ควบค่กู ับการใชย้ าสมุนไพรใน การรกั ษา
สมนุ ไพร
สมุนไพร มีอยู่ดว้ ยกนั 3 ประเภท คือ • 2. สัตวบ์ างชนิด ท่สี ามารถนา ส่วนต่างๆ ของสตั วเ์ หล่านั้นมาเป็น เครอ่ื งผสมของยาทีเ่ ช่อื วา่ มี สรรพคณุ ในการบาบัดรกั ษาโรคได้ เช่น เขากวางออ่ น หางของนกยงู รังนก เขีย้ วเสอื ดีหมี ดงี ู เลือดม้า งาช้าง เปลอื กของหอย เปน็ ต้น
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122