147 แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ สิ่งที่ตอ้ งกำรวดั / คำอธิบำยคณุ ภำพ ประเมินผล ดี (3) พอใช้ (2) ดีมำก (4) ปรับปรุง (1) 1. เขำ้ เรียนตรงต่อ เข้ำเรี ย นต ร ง ต่ อ เข้ำเรี ย นต ร ง ต่ อ เข้ำเรี ย นต ร ง ต่ อ เขำ้ เรียนสำยเกิน 20 เวลำ เวลำสม่ำเสมอดี เวลำสม่ำเสมอ เขำ้ เวลำบ้ำงบำงคร้ัง นำที มำก เรียนสำยไม่เกิน 5 แต่เขำ้ เรียนสำยไม่ นำที เกิน 10 นำที 2. ใฝ่เรียนรู้ มีควำม มีควำม มีควำม มีควำมกระตือรือร้น กระตือรือร้นใน กำรเรียนดีมำก กระตือรือร้นใน กระตือรือร้นดีและ ในกำรเรียนดี มีกำร กำรเรียนมีกำรตอบ มีกำรตอบคำถำม ตอบคำถำมบำ้ งเป็น คำถำมในช้นั เรียน เกือบทกุ คร้ัง บำงคร้ัง ทุกคร้ัง 3. มีระเบียบวินยั ทำงำนเป็นระเบียบ ทำงำนเป็นระเบียบ ทำงำนเป็นระเบียบ ท ำ ง ำ น ไ ม่ เ ป็ น และถกู ตอ้ งหมด และถกู ตอ้ ง 80% และถูกตอ้ ง 60% ระเบียบ และถูกตอ้ ง ข้นึ ไป ข้นึ ไป 40% ข้ึนไป 4. ควำมรับผดิ ชอบ ทำงำนท่ีไดร้ ับ ท ำ ง ำ น ที่ ไ ด้ รั บ ท ำ ง ำ น ท่ี ไ ด้ รั บ ท ำ ง ำ น ที่ ไ ด้ รั บ มอบหมำยดีมีควำม มอบหมำยดีมีควำม มอบหมำยดีมีควำม มอบหมำยพอใช้มี ถูกตอ้ งตรงเวลำ ถูกตอ้ ง ถูกตอ้ งเป็นบำงคร้ัง ควำมถูกตอ้ งบำ้ ง 1. เขำ้ เรียนตรงต่อ เข้ำเรี ย นต ร ง ต่ อ เข้ำเรี ย นต ร ง ต่ อ เข้ำเรี ย นต ร ง ต่ อ เขำ้ เรียนสำยเกิน 20 เวลำ เวลำสม่ำเสมอดี เวลำสม่ำเสมอ เขำ้ เวลำบ้ำงบำงคร้ัง นำที มำก เรียนสำยไม่เกิน 5 แต่เขำ้ เรียนสำยไม่ นำที เกิน 10 นำที
148 เกณฑ์กำรตดั สินคะแนน ระดบั คณุ ภำพ ดีมำก ช่วงคะแนน ดี 13 - 16 พอใช้ 9 - 12 ปรับปรุง 5-8 0-4
149 เกณฑก์ ารประเมนิ แบบสังเกตพฤตกิ รรมระหว่างเรียน รายการประเมนิ ระดบั คุณภาพ การทางานเปน็ ทีม 321 รับฟังความคิดเห็นของ รับฟังความคิดเห็นของ รับฟังความคิดเห็นของ ผู้อื่นเป็นอย่างดีมากและ ผู้อื่นเป็นส่วนใหญ่และ ผู้อื่นน้อยมากและมีส่วน ร่วมกันทางานจนงาน ร่วมกันทางานจนงาน ร่วมร่วมกันในการ สาเรจ็ ลุล่วง สาเรจ็ ลุลว่ ง ท างานกลุ่มเพียง เลก็ นอ้ ย ความตรงตอ่ เวลาใน สง่ งานตรงเวลาทก่ี าหนด ส่งงานหลงั จากเวลาที่ สง่ งานหลังจากเวลาท่ี การสง่ งาน กาหนด 1 วนั กาหนดมากกว่า 1 วนั เกณฑ์การประเมนิ ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ 5-6 ระดบั คะแนนดี 3-4 ระดบั คะแนนพอใช้ 1-2 ระดบั คะแนนปรบั ปรงุ ตง้ั แต่ระดับคะแนนพอใช้ขึน้ ไป เกณฑ์การผ่าน ผ่าน ไม่ผา่ น สรปุ ผลการประเมนิ
150 แบบสังเกตพฤตกิ รรมระหว่ำงเรียน คำชี้แจงใหผ้ สู้ อนสังเกตพฤติกรรมของนกั เรียนในระหวำ่ งเรียนแลว้ ทำเครื่องหมำย✓ลงในช่องที่ตรงกบั คะแนน ลำดับ ชื่อ-สกลุ ผู้รับกำรประเมิน กำรทำงำนเป็ นทีม ควำมตรงต่อเวลำในกำรส่งงำน รวม 321 3 2 1 ดีมำก ดี พอใช้ ดมี ำก ดี พอใช้ ชื่อ..................................................ผปู้ ระเมิน ....................../..................../....................
151 กิจกรรมเสนอแนะ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................. บันทกึ ผลหลงั การสอน สรปุ ผลการเรยี นการสอน นักเรยี นทั้งหมดจานวน ......... คน จุดประสงคก์ ารเรียนรูข้ อ้ ท่ี จานวนนกั เรยี นทผี่ า่ น จานวนนักเรยี นที่ไมผ่ า่ น จานวนคน ร้อยละ จานวนคน รอ้ ยละ ปญั หา/อุปสรรค/แนวทางการแก้ไข ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ข้อเสนอแนะ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ลงช่ือ.................................................................... (………………………………………………………) ตาแหนง่ ครวู ทิ ยฐานะ........................................
152 ลงช่ือ................................................................. (………………………………………………………) หัวหนา้ กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ลงชือ่ ................................................................. (………………………………………………………) รองผู้อานวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ ความคิดเห็นของหัวหน้าสถานศกึ ษา ไดท้ าการตรวจแผนการจดั การเรยี นร้ขู อง...............................................................................แลว้ มี ความคิดเหน็ ดังนี้ 1. เปน็ แผนการเรียนรูท้ ่ี ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรงุ 2. การจัดกจิ กรรมไดน้ ากระบวนการเรียนรู้ เน้นผ้เู รยี นเปน็ สาคัญมาใช้ในการสอนไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ยังไมเ่ นน้ ผู้เรยี นเป็นสาคญั ควรปรบั ปรงุ พฒั นาต่อไป 3. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ลงช่ือ................................................................. (………………………………………………………) ผู้อานวยการโรงเรียน
153 ใบความรู้ เรอ่ื ง การหมนุ เวียนของน้าในมหาสมุทร มหาสมทุ ร มหาสมทุ ร คอื เปลือกโลกส่วนทม่ี ลี ักษณะคล้ายกบั แอ่งและมีน้าปกคลมุ อยู่ มเี นื้อที่ประมาณร้อยละ 71 ของเปลือกโลกท้ังหมด มหาสมทุ รอยู่ระหว่างทวปี และอยลู่ ้อมรอบทวิปดว้ ย ส่วนทอ่ี ยู่ขอบ ๆ ของมหาสมทุ ร เรียกวา่ ทะเล บางสว่ นเรยี กว่าอา่ ว บางทเี ราใช้คาวา่ ทะเลแตห่ มายถึงมหาสมทุ รก็มี บางทีเราใชค้ าว่าทะเลแต่ หมายถงึ มหาสมุทรก็มี ทะเลมหาสมุทรนนั้ เปน็ หินจาพวกหนิ บะซอลตจ์ ึงเรยี กกนั อีกอยา่ งหน่ึงวา่ ไซมา ผวิ หนา้ ของทะเลมหาสมุทร เรยี กวา่ ระดบั นา้ ทะเล ซง่ึ ไมไ่ ดแ้ บนราบเหมือนแผน่ กระดาษ แต่จะโคง้ นนู ออกมาเหมือนเปลือกโลกส่วนนนั้ ระดับนา้ ทะเลน้ีไม่คงทแ่ี ต่เปล่ียนแปลงได้ เพราะน้าเปน็ ของเหลวจงึ เปล่ยี นได้งา่ ย การเปลย่ี นแปลงของ ระดับน้าทะเลเป็นการเปลย่ี นเพยี งช่วั ครัง้ ชวั่ คราว ซึ่งอาจจะเกิดขนึ้ เพราะมีน้าขึน้ นา้ ลง หรอื มฝี นตกมาก ผดิ ปกติ หรือมีลมพดั มาเหนือน้าทะเล และจะไม่ท้ิงร่องรอยไวเ้ ลย แตจ่ ะสงั เกตได้ที่แถบชายฝั่ง พน้ื ทอ้ ง มหาสมุทรซ่ึงเปน็ สว่ นหนึ่งของโลกนัน้ จะมลี กั ษณะโค้งนูนออกมาเหมือนระดบั น้าทะเล การทมี่ นี ้าขังอยไู่ ด้ เพราะสว่ นนอี้ ยู่ไกล้จดุ ศนู ย์กลางของโลกมากกวา่ ส่วนที่เปน็ พืน้ ดินที่อยตู่ ิดต่อกนั ทะเลมหาสมุทรมคี วามลึก โดยเฉลยี่ ประมาณ 3.7 กโิ ลเมตร(12,450 ฟตุ หรอื 2.36 ไมล์ แต่สว่ นใหญ่ลึกกวา่ นปี้ ระมาณ 4.7 กิโลเมตร ( 3 ไมล์ ) หรือมากกวา่ นน้ั และยังมีสว่ นที่ลกึ มากกว่าน้ี คือลกึ ถงึ 9.5 กโิ ลเมตร ( 6 ไมล์ ) ท่ีดา้ นตะวนั ตกของ มหาสมุทรแปซิฟกิ ซึ่งถือกันว่าเป็นตอนท่ีลึกท่สี ุดของทะเลมหาสมุทรทั้งหมด มชี ือ่ เรียกว่า รอ่ งลึกบาดาลมา เรยี น่านัน้ ลึกถึง 10.692 กิโลเมตร ( 35,640 ฟตุ ) ทะเลมหาสมุทรน้ันแบ่งออกได้เป็นส่วนตา่ ง ๆ ดงั น้ี (รูปท่ี 1 ) 1. ไหล่ทวปี เป็นส่วนทตี่ ้นื ทส่ี ดุ และอยู่ตดิ กับส่วนท่ีเปน็ ทวปี บางทถี ือว่าเป็นสว่ นของทวปี บางทถี ือวา่ เปน็ ส่วน ของทวีป พนื้ ของไหล่ทวีปบางตอนจะเรยี บ บางตอนมีร่องยาว บางตอนมสี นั เนนิ บางตอนมีแอง่ กลม บางตอน มีเนินเขา บางส่วนเปน็ หิน บางสว่ นปกคลมุ ด้วยโคลน ทราย หรือกรวด ไหลท่ วปี เปน็ สว่ นที่มกี ารเปลี่ยนแปลง อาจเปน็ การเปล่ยี นแปลงแบบกรรมวิธปี รับระดบั หรือการเปลี่ยนแปลง ท่เี กดิ จากการเคลอ่ื นไหวแปรรปู ของเปลือกโลก ไหล่ทวปี จะมีระดับสูงข้นึ และมีขนาดกว้างออกไป เพราะมวี ัตถุ ต่าง ๆ จากพน้ื ดินมาทับถมอยู่ ตัวกระทาทน่ี าเอาวตั ถเุ หลา่ นน้ั มาคือ แมน่ ้า ลมและสิง่ ที่หลดุ ร่วงจากฝง่ั จาก การกระทาของทะเลมหาสมุทรเอง ถ้าชายฝง่ั จมตวั ลงน้าทะเลจะไหลทว่ มข้นึ ไปถึงสว่ นที่ป็นทร่ี าบชายฝัง่ ไหล่ ทวปี จะเปลย่ี นแปลงไป ถา้ ชายฝ่ังยกตวั สงู ขึ้นไหลท่ วีปอาจกลายเป็นทร่ี าบชายฝั่งไป
154 2. ลาดทวปี อย่ถู ัดจากไหลท่ วีป มคี วามลาดชนั มาก 65 กโิ ลเมตรต่อระยะทาง 1 กโิ ลเมตรทอดไปถึงระดับนา้ ลกึ ประมาณ 3,600 เมตรลาดทวีปในท่ีต่าง มีความกวา้ งแตกตา่ งกันไปโดยเฉล่ียจะกวา้ งเป็น 2 เท่าของไหล่ ทวปี ขอบนอกสดุ ของลาดทวปี จะตดิ ต่อกบั พ้ืนท้องมหาสมุทรเปน็ แนวทีเ่ หน็ ได้ชัดเจน เพราะเปน็ ตอนท่ีมกี าร เปล่ยี นระดับ ลาดทวีปนเ้ี ปน็ ส่วนขอบของเปลือกโลกทีเ่ รียกวา่ ไซอัล ทีล่ าดทวปี และทขี่ อบๆ ของไหลท่ วีปบางตอนมีหบุ เขาลกึ อยู่ระหวา่ ง หบุ ผาชนั ใตท้ ะเล (รปู ที่ 1) หุบผาชันใต้ ทะเลบางแห่งมสี าขาอยูด่ ว้ ย กน้ หุบผาชนั ใต้ทะเลสว่ นใหญม่ ีความลึก 1,800-2,000 เมตร ต่ากว่า ระดบั นา้ ทะเล สาเหตุของการเกิดหุบผาชันใต้ทะเลนยี้ ังไม่ทราบแน่ นอน มกี ารสันนิษฐานกนั หลายอย่าง บ้างวา่ เน่ืองจากการเปล่ียนระดบั ของหนิ บ้างว่าเพราะคล่ืนขนาดใหญท่ า ให้เกดิ กระแสน้าซึ่งไหลแรง ทาใหส้ ่วนนัน้ สึกกร่อนไป บ้างว่านา้ ใตด้ ินบริเวณนนั้ ลดน้อยลงทาให้เกิดการยุบตวั รูปท่ี 1 สว่ นตา่ งๆ ของทะเลมหาสมทุ ร 3. พน้ื ทอ้ งมหาสมุทร คือชว่ งตอนกลางของมหาสมุทร ช่วงน้ีไม่ไดร้ าบเรยี บแต่มสี ่วนสงู ส่วนต่าดว้ ย ได้แก่สัน เขา ซึง่ แคบบ้าง กวา้ งบ้าง ที่ราบสงู แอ่งรูปกลม แอ่งรูปยาว ภูเขา เช่น สันเขามิดแอตแลนติก ซึง่ ทอดจาก ไอซ์แลนดล์ งมาเกอื บถงึ ทวปี แอนตาร์กติค บางตอนสูงขนึ้ มาเหนือนา้ เป็นเกาะ เชน่ หม่เู กาะอะซอร์ส และเกาะ เลก็ ๆ อ่ืน ๆ ส่วนใหญ่อย่ใู ต้ระดบั น้าทะเลคือหมเู่ กาะฮาวาย สันเขาแหง่ น้ยี าวประมาณ 720 กโิ ลเมตร อ่าว เมก็ ซโิ ก ทะเลแครบิ เบียน ทะเลแดง เปน็ ตวั อยา่ งของแอ่งลึกบนพ้นื ท้องมหาสมทุ ร (รูปท่ี 2 )
155 รปู ที่ 2 ส่วนตา่ ง ๆ ทีพ่ น้ื ท้องมหาสมุทร ภูเขาใตท้ ะเล พบที่พน้ื ท้องมหาสมทุ ร ภเู ขาใตท้ ะเลบางลูกมียอดตัด เรยี กว่า กีย์โอต์พบมากท่ตี อนกลางและที่ ดา้ นตะวนั ตกของมหาสมทุ รแปซิฟคิ ระหวา่ งหมเู่ กาะมาเรยี นากบั หมูเ่ กาะฮาวายยอดของภเู ขากีโอต์อยทู่ รี่ ะดับ น้าลึก 1,200 - 1,800 เมตรเดมิ อาจเป็นยอดภเู ขาไฟแลว้ คล่นื ทาให้สกึ กร่อนไปหรืออาจมปี ะการังมาเกาะเหนอื ยอดเขาทาให้ยอดตดั ต่อมาพื้นทอ้ งมหาสมทุ รลดระดบั ต่าลงหรอื นา้ ทะเลมรี ะดบั สูงขนึ้ เลยจมหายไปใต้น้า (รูป ท่ี 3) รปู ที่ 3 ภเู ขาใตท้ ะเลและกโี อต์
156 รอ่ งลกึ บาดาลและเหวทะเล รอ่ งลกึ บาดาลเป็นแอ่งลกึ รปู ยาวและขอบสูงชนั อยู่ที่พนื้ ท้องมหาสมุทร รอ่ งลึก บาดาลอย่คู ่อนมาทางลาดทวีปหรอื ใกล้เกาะ เช่น รอ่ งลึกบาดาลอาลวิ เซยี นรอ่ งลึกบาดาลมนิ ดาเนา รอ่ งลึก บาดาลมาเรียนา รอ่ งลึกบาดาลชวา ส่วนเหวทะเลหมายถึงแอ่งลมุ่ ที่มคี วามลึกเกนิ กว่า 600 เมตร กาเนิดของ รอ่ งลกึ บาดาลน้ีไมเ่ ป็นท่ที ราบกันแนน่ อน คาดกนั วา่ เกิดจากการคดโคง้ ของพนื้ ท้องมหาสมุทร และร่องลึก บาดาลเป็นส่วนที่ต่า แตม่ รี ่องลึกบาดาลบางแหง่ มีลกั ษณะคล้ายหบุ เขาทรุด แนวทีม่ ีร่องลึกบาดาลน้นั เป็นแนว ท่เี ปลือกโลกยงั มกี ารเคลอ่ื นไหวอยู่ เพราะแผน่ ดินไหวทีเ่ กิดขึ้นนน้ั มีหลายคร้ังทีม่ แี หล่งกาเนิดอยทู่ ่ีใตร้ ่องลึก บาดาลเหล่าน้นั ลงไป อุณหภูมิของนา้ ทะเล อณุ หภูมิของนา้ ทะเลนนั้ ข้นึ อยู่กบั การแผ่รงั สีดวงอาทิตย์มากกวา่ ความรอ้ นจากแกน่ โลก หรอื กมั มนั ตภาพรังสีจากพ้ืนทอ้ งมหาสมทุ ร อุณหภูมขิ องน้าทะเลจะตา่ งกันทั้งทางแนวราบ คอื จากเส้นศูนย์ สูตรไปทางขว้ั โลก และทางแนวด่งิ คอื จากระดับนา้ ทะเลลงไปถงึ พ้นื ท้องมหาสมุทรทางแนวราบนน้ั ทเ่ี ส้นศนู ย์ สูตรอณุ หภูมิเฉลย่ี ทีร่ ะดับน้าทะเลประมาณ 26 องศาเซลเซียส ( 80 องศาฟาเรนไฮน์) ที่ขวั้ โลกประมาณ -2 องศาเซลเซยี ส (28องศาฟาเรนไฮน์) ทางแนวดิ่งทแ่ี ถบอากาศรอ้ นอุณหภูมิจะลดลงอยา่ งรวดร็วจากระดบั น้า ทะเลถึงระดับลกึ ประมาณ 1,080 เมตร อุณหภมู ิทรี่ ะดบั น้ีประมาณ 4 องศาเซลเซยี ส จากระดบั ลึก 1,080 – 1,800 เมตร อุณหภูมลิ ดลง พ้นระดบั นีล้ งไปถึงพน้ื ท้องมหาสมุทรอุณหภมู ิเกือบไม่เปล่ยี นแปลง ประมาณ 2 องศาเซลเซยี ส ทีข่ ้วั โลกอุณหภมู ทิ ี่พนื้ ท้องมหาสมทุ รประมาณ 2 องศาเซลเซียส
157 รปู ที่ 4 การเปลี่ยนแปลงของอุณหภมู แิ ละความเค็มตามความลกึ ของนา้ ทะเล ความเคม็ ของน้าทะเล น้าทะเลมแี ร่ธาตลุ ะลายปนอยู่ดว้ ยมากมาย ประมาณ 3.45 % กบั ยงั มธี าตอุ ีก 32 ชนดิ เช่น คลอรีน โซเดียม แมกนีเซยี ม ออกซิเจน กามะถัน แคลเซยี ม โปแตสเซียม ตอนทเี่ ร่ิมมที ะเลมหาสมทุ รใน ตอนแรก ๆ น้นั แร่ธาตุท่ีละลายปนอยู่ในน้าทะเลส่วนใหญ่คงละลายจากหินในบริเวณน้ัน ต่อมาจึงไดร้ บั จาก พืน้ ดินโดยแมน่ ้าละลายแรธ่ าตจุ ากหนิ และพาไหลมาด้วย แร่ธาตบุ างส่วนจะเปลีย่ นสภาพกลับสสู่ ภาพเดิมได้ สัตวท์ ะเลดูดแร่ธาตจุ ากน้าทะเลไปสรา้ งเปลือกหอ่ หุ้มลาตัวของมัน สว่ นใหญเ่ ป็นสารประกอบแคลเซียม แร่ ธาตุบางส่วนจะกลายเปน็ ของแข็ง จะพบในบรเิ วณที่อุณหภูมินา้ ทะเลสงู ขนึ้ และคารบ์ อนไดออกไซดร์ ะเหยไป หรอื ในบรเิ วณท่ีการระเหยของนา้ ทะเลเปน็ ไปอยา่ งรวดเร็วมาก อยา่ งไรกต็ ามแม้วา่ แรธ่ าตลุ ะลายบางส่วนจะ หายไป แตป่ ริมาณของแร่ธาตุละลายในน้าทะเลจะเพ่มิ ขึ้นเรอื่ ย ในน้าทะเลมเี กลือธรรมดามาก เพราะสตั ว์ ทะเลไมต่ อ้ งการเกลอื ชนิดน้ี เมื่อน้าทะเลระเหยไปตามธรรมดาเกลือชนดิ น้ีจึงยังเหลอื อยู่ ตรงกนั ขา้ มกบั แคลเซยี มซง่ึ หายไปจากนา้ ทะเลมากกว่า ความเค็มของน้าทะเลทีร่ ะดับน้าทะเลนนั้ แตกตา่ งไปตามท่ีตา่ ง ๆ ทางซีกโลกเหนือนา้ ทะเลเคม็ ทีส่ ดุ ที่ใกล้ ๆ กับ ละติจดู 25 องศาเหนอื ทางซกี โลกใตเ้ ค็มมากที่สดุ ท่ปี ระมาณ ละตจิ ูด 20 องศาใต้ เนื่องจากการระเหย
158 ของน้าทะเลมีมากและหยาดน้าฟา้ มนี ้อย จากบรเิ วณน้ีไปทางเส้นศูนยส์ ูตรและขัว้ โลกความเค็มจะลดลง (รปู ที่ 5) รปู ท่ี 5 ความเค็มของนา้ ทะเลบริเวณผวิ หน้า ก๊าซ ในนา้ ทะเลมีก๊าซละลายปนอยู่ด้วย ทม่ี มี ากคือ ไนโตรเจน ออกซิเจน คารบ์ อนไดออกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ในน้าทะเลมีมากกว่าคาร์บอนไดออกไซดใ์ นอากาศ 18 –27 เท่า ก๊าซในน้าทะเลส่วนใหญ่ นา้ ทะเลดดู มาจากบรรยากาศ บางสว่ นมาจากภูเขาไฟใตท้ ะเลหรอื พวกอินทรียวตั ถุที่เน่าเป่อื ย หรือได้จาก สารประกอบบางอยา่ ง ออกซิเจนเป็นส่งิ สาคญั ตอ่ สงิ่ มีชีวิตทอี่ าศยั อยใู่ นน้าทะเล คารบ์ อนไดออกไซดเ์ ป็น อาหารของสาหรา่ ยสเี ขยี วและสนี ้าตาล น้าทะเลท่ีเยน็ จะเก็บกา๊ ซได้มากว่านา้ ทะเลท่อี ุ่น เม่ือน้าทะเลที่พืน้ ท้อง มหาสมทุ รทางข้ัวโลกไหลมาทางเสน้ ศูนยส์ ตู รจะอนุ่ ข้นึ และจะปลอ่ ยก๊าซบางสว่ นกลับไปในอากาศ บางทนี ้า ทะเลไหลขึ้นมาจะอนุ่ ขึ้นจะปลอ่ ยก๊าซบางสว่ นกลบั ไปในอากาศเช่นเดียวกนั ความถว่ งจาเพาะของน้าทะเลและความกดของนา้ ทะเล ความถ่วงจาเพาะของน้าทะเลประมาณ 1.025 ขน้ึ อยู่ กับความเคม็ ของนา้ ทะเล ท่ีขั้วโลกความถว่ งจาเพาะสงู ขน้ึ ประมาณ 1.028 ท่เี ขตร้อนเหลอื ประมาณ 1.022 การเปลีย่ นแปลงความแนน่ อนของนา้ รวมกบั การเปล่ยี นแปลงอุณหภูมิ นา้ หนกั ความเจือจางหรือความเข้มข้น ของน้าทะเล ทาใหเ้ กดิ กระแสน้าบางชนิดในมหาสมุทร นา้ ทะเล 1 ลุกบาศกเ์ มตรจากระดบั น้าทะเลลงไปหนักประมาณ 1.08 ตนั หรือ 1,080 กิโลกรมั ลกึ ลงไปทร่ี ะดับ ลึก 1,000 เมตรนา้ ทะเลจะหนักประมาณ 1,080 ตันตอ่ เน้ือท่ี 1 ตารางเมตร
159 พชื และสัตว์ในทะเลมหาสมุทรทะเลมหาสมุทรแบ่งตามลกั ษณะของพชื และสัตว์ไดห้ ลายเขต (รูปที่ 6) 1. เขตชายฝง่ั คือเขตทอ่ี ย่รู ะหวา่ งระดบั นา้ ทะเลสูงสุดกบั น้าทะเลต่าสุด คล่นื ซัดอยู่เกือบตลอดเวลา สงิ่ มชี ีวิต ในเขตนจ้ี งึ ยดึ ตวั กับพ้นื หรือฝังตัวอย่ใู นโคลน บางชนดิ หลบอยใู่ นแอ่ง บางชนดิ มโี คลงสรา้ งท่ที าให้มันมชี วี ิตอยู่ ได้แม้จะไม่มนี ้าทะเลเหลอื อยูเ่ ลย บางชนิดขดุ รูในหนิ และอาศัยอยู่ทีน่ นั่ 2. เขตทะเลตนื้ คือเขตระหวา่ งระดบั น้าต่าสดุ กับขอบนอกสุดของไหลท่ วีป นา้ ในเขตน้ไี ม่ลึกมากและอุน่ เพราะ ไดร้ บั ความร้อนจากดวงอาทิตย์ อาหารอดุ มสมบูรณ์ สิง่ มีชีวิตมีมากมายหลายชนิด 3. เขตน้าลึกลาดทวปี คือเขตระหวา่ งระดบั นา้ ลึก 120 เมตรกบั 1,800 เมตร ตอนบนนา้ ได้รับแสงสว่างบา้ งแต่ พืชมนี ้อย ท่ีพื้นมสี ัตว์ทะเลมากแตพ่ ืชกม็ ีน้อยอีก การทบั ถมของตะกอนในเขตนี้เป็นไปอย่างช้าๆ มีพวก แคลเซียมซ่ึงสว่ นใหญ่คอื เปลอื กของพวกแพลงก์ตอน และพวกซลิ กิ าซง่ึ สว่ นใหญเ่ ปน็ ไดอะตอม และซากของ ฟองน้า 4. เขตทะเลลึก อยู่ถดั เขตชายฝ่ัง ส่งิ มชี ีวิตในเขตนร้ี วมเอาพวกแพลงก์ตอน ซึง่ ลอยอยู่ในนา้ และสัตว์ทวี่ ่ายนา้ ได้ พชื ทม่ี ีมากคอื สาหร่ายและไดอะตอม สัตว์มีมากมายหลายชนดิ ซากพชื และสตั ว์ในส่วนนี้ที่เนา่ เปื่อยไปและ สว่ นท่เี ปน็ อนนิ ทรยี สารมีส่วนช่วยทาใหเ้ กิดหินชั้นขี้น 5. เขตบาดาล คือส่วนท่ีอยใู่ ต้ระดับลกึ 1,800 เมตรลงไป เขตน้ีไม่ได้รับแสงแดด อุณหภูมิของนา้ เกือบจะถงึ ขีด เยอื กแข็ง ความกดมากกว่า 1 ตนั ตอ่ เนอื้ ท่ี 1 ตารางเซนติเมตร พชื ท่ตี ้องการแสงแดดไม่มีในเขตนี้ สตั ว์ทีก่ นิ พืชเป็นอาหารต้องกนิ ของที่จมลงมาจากตอนบนท่ีนา้ ถูกแสงแดด เปลอื กและกระดูกสัตวท์ อี่ าศัยอยูท่ ่ีพืน้ ของ เขตนี้แสดงให้เห็นว่า สัตว์ที่จะอาศัยอยู่ใส่วนน้ีได้ต้องมีลักษณะพิเศษจงึ จะมชี วี ติ อยู้ได้ รูปท่ี 6 การแบง่ เขตทะเลมหาสมทุ รตามลกั ษณะของพืชและสัตว์
160 การเคลื่อนไหวของน้าทะเล คลื่น คล่นื ส่วนใหญเ่ กดิ จากลม แผน่ ดินไหว ภเู ขาไฟระเบิด ตลอดจนแผน่ ดินถล่มที่พนื้ ท้องมหาสมุทรทาให้เกิด คลน่ื ไดด้ ว้ ย คล่นื ชนิดนเี้ รียกว่า ซนู ามิ นานๆ จะเกดิ ขนึ้ สกั คร้ังหน่งึ แตท่ าให้เกดิ อนั ตรายและความเสียหาย อย่างมากมายเม่ือคลื่นชนิดน้ซี ัดเข้าหาฝ่ัง เมอ่ื ลมพัดมากระทบกบั พนื้ น้า จะทาใหน้ ้านูนสูงขึน้ มาคลา้ ยสันเขามากมายหลายแนวดว้ ยกัน เรียกวา่ คล่ืน (รูปที่ 7) ความสงู ของคล่นื และระยะหา่ งของคลน่ื ทาใหท้ ราบถงึ ความแรงของลม เม่ือคล่ืนเคลอ่ื นที่จาก แหล่งกาเนิดจะมีขนาดใหญ่ขึ้น เรียกวา่ คลืน่ หัวเรียบ เพราะมันจะรวมเอาคลื่นขนาดเล็กเขา้ ไปดว้ ย คล่ืนหัว เรยี บจะเคล่อื นที่ด้วยความเร็วทเ่ี ปน็ อตั ราส่วนกับความยาวของคลน่ื ตอนน้ีเปน็ คล่ืนนา้ ลกึ คลื่นเมอ่ื ซดั เขา้ ไป ถึงฝ่งั จะกระทบกบั พน้ื ทาให้คล่นื สงู ขนึ้ และระยะห่างของคล่ืนนอ้ ยลง เม่ือคล่ืนเข้าใกล้ฝงั่ ท่ีมีหวั แหลม สว่ น หน่ึงจะกระทบกบั หัวแหลมก่อนส่วนอืน่ แนวหน้าสุดของคลืน่ จะเปล่ยี นรูปเป็นรูปโคง้ ขนานไปกับฝ่ัง เรียกวา่ เกดิ การหักเหของคลนื่ (รปู ท่ี 8) ยิ่งเข้าฝัง่ เข้าไปที่จดุ จุดหนึง่ โมเลกุลของน้าจะพบกบั ส่งิ เสียดทานท่ีพ้ืนท้อง มหาสมุทร ทาใหผ้ วิ หน้าของคลนื่ แตกกลายเป็นคลื่นหวั แตกน้าจะเปน็ ฟองไหลข้ึนไปท่ีฝัง่ เรยี กว่า ฟองคลน่ื บน หาด (รูปที่ 9) รปู ที่ 7 คลนื่
161 รปู ที่ 8 การหกั เหของคล่ืน รปู ที่ 9 คล่ืนหวั แตก
162 นา้ ขน้ึ น้าลง คือปรากฏการณ์ทร่ี ะดับน้าทะเลสงู ขึน้ และต่าลง นา้ จะข้นึ สองครง้ั ในระยะเวลา 24 ช่ัวโมง 52 นาที นา้ ขึ้นนา้ ลงนน้ั เกิดจาการทด่ี วงอาทิตย์และดวงจันทร์ดึงดดู โลก แรงดงึ ดดู มผี ลตอ่ ท้ังพน้ื ดนิ และพ้ืนนา้ แต่ นา้ เคลือ่ นไหวง่ายกว่าจึงถูกดงึ ดดู ได้งา่ ยกวา่ ดวงอาทติ ย์ ดวงจันทร์ และโลก เรยี งรายอยู่ในระดับราบใกล้เคียงกัน แตจ่ ะเปลี่ยนที่กันอยู่เรื่อย ๆ แรงดึงดูด ของดวงอาทติ ย์และดวงจันทร์ท่มี ตี อ่ โลกมีอยตู่ ลอดเวลา เนื่องจากดวงจันทร์อยใู่ กลโ้ ลกมากกวา่ ดวงอาทิตย์ อื ทธพิ ลของดวงจันทรจ์ งึ มีมากกวา่ ดวงอาทิตย์ ถา้ ดวงอาทิตยแ์ ละดวงจนั ร์อยู่ในแนวเส้นตรงเดยี วกนั จะชว่ ยกัน ดึงดูดนา้ ทาให้น้าขึ้นสงู ผดิ ปกติ สาหรับดวงจนั ทร์นั้นจะดงึ ดูดนา้ ทผ่ี ิวโลกสว่ นหนึ่งใหม้ ารวมอยู่ทางด้านที่ใกล้กับดวงจนั ทร์มากท่ีสดุ เรยี กวา่ น้าขึ้น ในขณะท่ีด้านตรงข้ามของโลกจะมนี า้ ขน้ึ เชน่ เดยี วกันแต่ระดับต่ากว่าเล็กน้อย (รูปที่ 10) รูปท่ี 10 การเกดิ น้าข้นึ นา้ ลง จากภาพจะเหน็ ว่าระยะทางระหว่างดวงจนั ทร์กบั โลกเป็น 59 เท่าของรศั มีของโลก (กจ = 59 ร) ระยะทาง ระหว่างศนู ย์กลางของโลกถึงดวงจนั ทร์เปน็ 60 เท่า (ลจ = 60 ร) และระยะทางจากดวงจันทร์ถึงโลกจุดทห่ี า่ ง จากดวงจนั ทร์มากท่ีสุดเป็น 61 เทา่ (ขจ = 61 ร) แรงดึงดดู ระหว่างของสองส่ิงจะเปลี่ยนแปลงไปตาม ระยะทางกาลังสอง แรงดึงดูดท่ี ก ล และ ข จะเป็น (1/59)2 ,(1/60)2 ,(1/61)2 หมายความว่าดวงจันทรจ์ ะ ดงึ ดูดน้าทจี่ ดุ ก ด้วยกาลังแรงมากว่าดงึ ดูดโลกซ่ึงมีศนู ยก์ ลางอยู่ท่ี ล เนอื่ งจากความแตกต่างของแรงดงึ ดดู น้า ท่จี ุด ก ซงึ่ อยู่ใกล้กับดวงจันทรม์ ากทส่ี ดุ จะถูกดึงดดู ไดม้ ากกวา่ ท่จี ุด ล นืทจ่ี ุด ก จะไหลออกหา่ งจากจดุ ล ท่จี ดุ
163 ข ซงึ่ อยู่ไกลจากดวงจันทร์มากทีส่ ดุ แรงดึงดูดของดวงจันทร์จะมีน้อยกวา่ ท่จี ุด ก หรือ ล นา้ ส่วนหน่งึ จะ เหลอื อยทู่ ่ีจดุ ข มปี ริมาณเทา่ ๆ กบั น้าสว่ นทีถ่ กู ดวงจันทร์ดึงดดู ไปท่จี ดุ ก หรอื ล น้าส่วนหน่ึงจะอยู่ทจ่ี ุด ข มี ปรมิ าณเท่า ๆ กับนา้ ส่วนที่ถูกดวงจนั ทรด์ งึ ดดู ไปที่จุด ก ที่บรเิ วณ ค และ ง นา้ ถูกดึงดูดไประดับนา้ จงึ ต่า เรียกว่า น้าลง การทโ่ี ลกหมนุ รอบตวั เองในเวลา 24 ช่วั โมง ทาให้จุดทุกจดุ ท่ีอยบู่ นเสน้ ลองติจดู เดียวกันมีนา้ ขึน้ ทกุ 12 ชั่วโมง 26 นาที ในทะเลเปิดระดบั นา้ ขึ้นและน้าลงไม่แตกตา่ งกันมากนัก ท่ีแถบชายฝง่ั ทวปี ต่าง ๆ จะตา่ งกนั มากกวา่ ยง่ิ ในอา่ ว แคบ ๆ ท่ปี ากอา่ วกว้างมากความแตกต่างระหวา่ งน้าขึน้ นา้ ลงย่งิ มาก เช่นที่อ่าวฟันดี ต่างกัน 6 - 15 เมตร ระดับน้าจะค่อย ๆ สงู ขึ้นและคอ่ ย ๆ ลดลง แต่ท่ชี ายฝัง่ บางแหง่ นา้ ขึน้ อย่างรวดเร็วเช่นท่ชี ายฝ่ังของจีนและ อนิ เดีย เรียกวา่ สันนา้ ทน้ คือน้าไหลเขา้ มาคล้ายกับกาแพงสงู เวลานา้ ขน้ึ ไหลผา่ นชอ่ งแคบหรอื ไหลเข้าไปใน อ่าวหรอื ไหลผ่านระหวา่ งเกาะ จะเกดิ กระแสน้าข้นึ ลงทาให้วตั ถทุ ี่พ้นื ท้องมหาสมทุ รบรเิ วณน้ันเคล่ือนทีไ่ ด้ กระแสน้ามหาสมทุ ร กระแสน้ามหาสมุทรคือการไหลของนา้ ทะเลตามแนวราบอย่างสม่าเสมอกระแสนา้ มหาสมทุ รจะชว่ ยปรับอุณหภูมขิ องพน้ื ผวิ โลก ช่วยถา่ ยเทความร้อน (รูปท่ี 11) มีสาเหตหุ ลายอย่างท่ที าใหเ้ กิดมีกระแสนา้ มหาสมุทร 1. ลม ลมทาให้เกดิ กระแสนา้ มหาสมทุ รโดยการทลี่ มพัดมาเหนือนา้ แล้วทาให้น้าไหลตามมาดว้ ย ลมแนท่ ศิ ที่ ทาให้เกิดกระแสน้า คือ ลมค้าและลมฝ่ายตะวนั ตก ลมค้าซึ่งพดั แรงแรงและพัดสม่าเสมอจะทาใหเ้ กิด กระแสนา้ ศนู ย์สตู รแถบเสน้ ศูนยส์ ตู ร ทแ่ี ถบละติจูด 40 องศา ลมพัดจากตะวันตกไปตะวันออกเรียกว่า ลมฝา่ ย ตะวันตก ลมนจ้ี ะพัดพาน้าให้ไหลจากตะวันตกกลบั ไปทางตะวนั ออก เชน่ กระแสนา้ แอตแลนตกิ เหนอื กระแสนา้ แปซฟิ ิกเหนอื 2. ความแตกต่างของความแน่นของน้าทะเล นา้ ทะเลในแถบขัว้ โลกเยน็ มีความแน่นมากจะจมลงและไหลมา ตามพ้ืนท้องมหาสมุทรมาทางเส้นศูนยส์ ูตร น้าที่ผิวหนา้ ทางเสน้ ศูนยส์ ูตรซ่งึ ร้อนจะไหลไปทางขัว้ โลก 3. โลกหมนุ รอบตวั เอง ทาให้เกิดแรงเหวี่ยงหรอื แรงเฉ แรงเหวย่ี งหรือแรงเฉทาใหท้ ิศทางการไหลของ กระแสน้าเฉไปจากทศิ ทางท่ีควรจะเปน็ ทางซีกโลกเหนือจะเฉไปทางขวา ทางซีกโลกใตจ้ ะเฉไปทางซ้าย 4. พ้ืนดินทขี่ วางทางอยู่ เม่ือกระแสนา้ ไหลไปพบทวีปหรือผืนดินท่ขี วางอยู่ กระแสน้าจะเปล่ียนทิศทางการไหล ซง่ึ จะขน้ึ อยกู่ บั รูปร่างของพ้นื ดนิ ที่ขวางทางอยู่ เชน่ กระแสนา้ ศนู ย์สตู รในมหาสมุทรแอตแลนตกิ ตอนเหนือไป ถึงชายฝ่งั ประเทศบราซิล กระแสน้าจะเปลีย่ นทางไหลเลียบชายฝ่ังข้ึนไปทางเหนือ ไปพบหมเู่ กาะแอนตลิ ลสิ แลว้ แยกเป็นสองสาย สายหนึ่งข้ามทะเลแครบิ เบียนเข้าไปในอา่ วเม็กซโิ กอีกสายหน่ึงไหลผา่ นไปทางตะวันออก ของหมู่เกาะแอนติลลสิ หรอื กระแสนา้ ศูนยส์ ูตรในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใตไ้ หลไปถงึ ชายฝั่งบราซลิ ซงึ่ มี
164 ลกั ษณะคลา้ ยลิ่มยนื่ ออกมา กระแสนา้ ศนู ย์สตู รจะเปล่ียนทาง สว่ นหนง่ึ จะไหลข้ึนไปทางเหนือ เขา้ ไปใน มหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนอื อีกสว่ นหน่งึ ไหลลงมาทางใต้ 5. ระดบั นา้ ที่แตกตา่ งกนั จะทาใหม้ ีกระแสนา้ มหาสมุทรได้ รปู ท่ี 11 กระแสนา้ มหาสมุทร เกาะคือพื้นดนิ ที่สงู ขึ้นมาจากพ้ืนท้องมหาสมุทรและมีน้าล้อมรอบ มีขนากตา่ ง ๆ กันไปใหญบ่ ้างเลก็ บ้าง ถา้ เกาะหลาย ๆ เกาะเรียงรายกันเป็นแนวยาวเรียกวา่ ทิวเกาะ ถ้าเกาะหลายเกาะรวมกันอย่เู ป็นกล่มุ เรียกว่า กลมุ่ เกาะ เกาะแบ่งออกเป็นสองประเภท
165 1.เกาะริมทวีป เกาะขนาดใหญส่ ว่ นมาก เชน่ เกาะอังกฤษ กรนี แลนด์ แทสเมเนีย เปน็ ส่วนของแผน่ ดินใหญม่ า กอ่ น ต่อมาพน้ื ดินสว่ นทอ่ี ย่รู ะหว่างเกาะกับทวปี ยุบตวั ลงไปใตร้ ะดบั น้าทะเล ส่วนท่ีถูกตัดขาดออกไปกลายเปน็ เกาะ พ้ืนน้าระหวา่ งเกาะกบั ทวปี จะเปน็ พืน้ นา้ แคบ ๆ ตืน้ ๆ เรยี กว่า ช่องแคบ เกาะประเภทนมี้ พี ชื สัตว์ และ โครงสรา้ งของหินคล้ายคลงึ กับทวีปที่อยู่ใกลเ้ คียงกนั 2. เกาะกลางสมทุ ร อยู่กลางมหาสมทุ ร เกาะประเภทนี้คอื สว่ นยอดของภเู ขาที่อยทู่ ่ีพื้นท้องมหาสมุทร เกาะ บางเกาะเปน็ เกาะภูเขาไฟท่สี ูงและทรุ กนั ดาร เรยี กวา่ เกาะภเู ขาไฟ บางเกาะเกิดจากตัวปะการงั เรียกวา่ เกาะ ปะการงั เป็นเกาะทีม่ ีความแตดต่างระหว่างส่วนสูงกบั สว่ นต่าน้อยมาก เกาะภเู ขาไฟเกิดจากลาวาทับถมกนั จนสงู พ้นระดับนา้ ขนึ้ มา ภูเขาไฟสว่ นใหญ่ยังคอุ ยู่และมแี ผน่ ดินไหวบ่อย ๆ เกาะภเู ขาไฟมกั อยู่เรยี งรายกันเป็นแนวยาว มีรูปโคง้ และอยูใ่ กล้ ๆ ขอบของร่องลึกบาดาล เกาะปะการงั เกดิ จากตัวปะการังซึง่ เปน็ สัตว์ทะเลอาศัยอย่ใู นนา้ ท่อี ณุ หภมู ิสูงกว่า 20 องศาเซลเซียส (68 องศา ฟาเรนไฮน)์ น้าลกึ ประมาณ 45 เมตรและไมม่ ีพวกทรายแป้งลอยปนอยู่ในนา้ ตัวปะการังอยกู่ ันเปน็ กลมุ่ มนั ผลติ ปนู ขาวไดแ้ ละดูดปูนขาวจากน้าทะเลได้ เม่ือตายไปจะกลายเปน็ หินปูน ตวั เป็นปะการังทาให้เกิดพืดหิน ปะการงั ชายฝั่งทรี่ อบ ๆ เกาะริมทวปี เกาะภูเขาไฟ หรอื ที่รอบ ๆ ทวีป ตวั ปะการังท่ีอยเู่ หนอื ภูเขาหรือภูเขาไฟ ใตท้ ะเลทีก่ ลางมหาสมทุ รอาจถับถมกนั ทาใหย้ อดเขาสงู ข้นึ เปน็ เกาะปะการงั ได้ บางคร้ังตัวปะการังทบั ถมกัน อย่รู อบ ๆ เกาะภูเขาไฟกลางมหาสมทุ ร ต่อมาภเู ขายุบจมหายไปใตน้ า้ ทาให้เปน็ เกาะปะการังทม่ี ีรปู ร่างกลม มี นา้ ตรงกลางทีเ่ รียกว่า เกาะอะโทล (รปู ที่ 12) รปู ที่ 12 เกาะอะโทล ชายฝัง่ ชายฝั่งยกตวั เมอื่ ขอบของทวปี มรี ะดับสงู ข้นึ เรอ่ื ย ๆ หรอื ระดับน้าทะเลต่าลง สว่ นซง่ึ เคยอยูใ่ ตร้ ะดบั น้าจะโผล่ ข้ึนมา ไหลท่ วีปสว่ นหน่ึงจะกลายเป็นทีร่ าบชายฝ่งั ไป เกิดแนวชายฝงั่ ใหมข่ ึ้นเนือ่ งจากไหล่ทวีปส่วนใหญ่คอ่ ย ๆ ลาดลงและราบเรยี บ แนวชายฝ่ังใหมจ่ ะค่อนขา้ งเรยี บ ท่รี าบชายฝง่ั จะแบนราบและเป็นทล่ี มุ่ นา้ ขงั คลืน่ ไม่ สามารถจะซัดเข้ามาถงึ แนวชายฝง่ั ใหม่ไดเ้ พราะน้าตืน้ คลนื่ จะแตกเสยี กอ่ น ตอนท่ีคล่ืนแตกจะมีแนวสนั ดอน
166 ขานไปกบั ฝ่ัง ระหวา่ งแนวสนั ดอนกับชายฝ่งั เปน็ ทะเลสาบนา้ เคม็ สนั ดอนบางแห่งจะขาดตอน เวลานา้ ขึ้นนา้ ลงจะมีกระแสน้าขึน้ ลงพาทรายเข้ามา น้าจากบนฝง่ั จะพาวัตถุนา้ พามาถบั ถมด้วย ทาให้สันดอนใกล้ฝ่ังเข้ามา เรอื่ ย ๆ (รูปที่ ) รปู ท่ี 13 ก ชายฝัง่ ยกตวั รูปท่ี 13 ข ชายฝ่งั ยกตวั ชายฝ่ังยุบตัว เมือ่ ขอบของลาดทวปี ลดระดบั ลงหรือระดับน้าทะเลสูงข้ึน น้าจะไหลบา่ ทว่ มขอบของทวีป ทาให้ ส่วนนัน้ จมหายไปใตน้ า้ กระแสน้าข้นึ ลงจะไหลเขา้ ไปในแม่นา้ ได้ไกลขึ้น นา้ ทะเลจะไหลท่วมสว่ นท่ีจมหายไปใต้
167 น้า ตอนทีเ่ คยเปน็ ปากแม่นา้ มากอ่ นแล้วพ้ืนดินสองฝั่งของแม่น้าจมหายไปใต้น้า จะทาใหเ้ กดิ เปน็ อ่าวรปู รา่ ง ยาวล้าเข้าไปในพน้ื ดิน เรยี กว่า ชะวากทะเล ในกรณีที่แนวชายฝง่ั นนั้ เปน็ เนนิ เขาหรือภเู ขามาก่อนแล้วมีการลด ระดบั ลง ตรงทป่ี ากแมน่ ้าจมหายไปใตน้ ้าจะเปน็ อ่าวที่น้าลกึ เรียกวา่ อา่ วรีอา พื้นดินทีเ่ หลือออยจู่ ะเป็น หัวแหลมหรอื เกาะ ในบรเิ วณทีเ่ ป็นภเู ขาและเคยมธี ารนา้ แข็งหุบเขาปกคลุมแลว้ จมหายไปใต้นา้ หุบเขา เหล่านั้นจะกลายเปน็ อา่ วรูปยาว แคบ ลึก และสงู ชนั เรยี กว่า อา่ วฟยอร์ด ชายฝง่ั แบน้ีมีท่ีราบนอ้ ยมาก อาจมี บางตอนท่ีน้าต้นื เพราะมีวตั ถุทนี่ ้าแขง็ พามาท้งิ ไว้ ห่างออกไปมเี กาะเล็ก ๆ มากมาย เกาะเหล่านเี้ ดมิ เป็นสว่ น ของแผน่ ดนิ มาก่อน แลว้ ถกู ตัดขาดออกไปเพราะ พ้นื ดนิ สว่ นหนง่ึ จมหายไปใต้นา้ (รูปที่ 14) ชายฝั่งรอี า
168 ชายฝงั่ ฟยอรด์ รูปท่ี 14 ชายฝงั่ ยุบตวั ชายฝั่งคงระดบั พบในบริเวณท่ีระดบั น้าทะเลกบั ระดบั พ้นื ดินไม่เปลี่ยนแปลงเลยเปน็ เวลานานมาก การเปลย่ี นมี แต่การทับถมของวัตถุใหม่ ๆ ในตอนที่พ้นื ดินกบั พน้ื นา้ จดกัน (รปู ที่ 15) ชายฝัง่ ที่จดั เขา้ ไวใ้ นประเภทนีค้ ือ ชายฝง่ั ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่นา้ ชายฝง่ั ทเ่ี กดิ จากลาวาทับถมกันใกล้ ๆ ทะเล ชายฝงั่ ทเี่ กิดจากการเลื่อนตวั ของหนิ ชายฝั่งที่มพี ดื หนิ ปะการังอยดู่ ้วย ชายฝงั่ ดินดอนสามเหล่ยี มปากแม่นา้ ชายฝัง่ ท่เี กดิ จากลาวาทับถมกันใกล้ ๆ ทะเล
169 ชายฝ่งั ท่เี กิดจากการเลื่อนตัวของหนิ รูปที่ 15 ชายฝัง่ คงระดับ ชายฝง่ั ผสม คอื ฝงั่ ที่เกิดจากการท่รี ะดับพนื้ นา้ กับระดับพน้ื ดนิ เปลยี่ นแปลงหลายครงั้ ดว้ ยกนั ตอนแรกพ้ืนดิน ลดระดบั ลง ทาให้มีชะวากทะเลและอ่าวรีอา ตอ่ มาพื้นดนิ มีระดบั สงู ขึน้ เกิดมที ่รี าบชายฝ่ัง สนั ดอนนอกฝัง่ และทะเลสาบน้าเค็ม เช่นท่ีตอนกลางของชายฝั่งตะวนั ออกของสหรฐั อเมรกิ า ปรากฏการณ์ เอลนีโญ และลานญี า ความแปรปรวนของกระแสลมและการไหลเวยี นของกระแสน้าทีผ่ นั ผวนท่เี กิดจาก เอลนีโญ และลานีญา อาจ ส่งผลใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงสภาพภูมอิ ากาศของโลกอยา่ งรุนแรง เอลนโี ญ (El Niño) และลานญี า (La Niña) เป็นปรากฏการณส์ ดุ ขัว้ ตรงข้ามของวัฏจักรการหมนุ เวยี นกระแส อากาศและกระแสน้าในมหาสมทุ รแปซิฟิกตะวนั ออก(Eastern Tropical Pacific Ocean) ที่เรียกวา่ “El Niño – Southern Oscillation” หรือ“เอนโซ”่ (ENSO)ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาตทิ ี่เกดิ ขึ้นจาก ปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ งมหาสมุทรกับชัน้ บรรยากาศโลก ดงั น้ันเมอ่ื กระแสลมเกิดการเปลี่ยนทิศและกระแสน้าใน มหาสมทุ รแปซิฟิกตะวนั ออกเกิดการเปล่ยี นแปลง จึงกอ่ ใหเ้ กิดปรากฏการณส์ ภาวะอากาศแปรปรวนฉบั พลนั ท่ี เรียกว่า “เอลนีโญ” (El Niño) และ “ลานญี า”(La Niña) [ในภาษาสเปน เอลนโี ญมีความหมายวา่ “เด็กชาย” หรือ “บตุ รของพระเยซ”ู ขณะท่ีลานีญามคี วามหมายว่า “เด็กสาว”] การเกดิ ปรากฏการณเ์ อลนโี ญและลานีญา มหาสมทุ รแปซิฟกิ ในสภาวะปกติ บรเิ วณแถบเส้นศูนย์สูตรของมหาสมทุ รแปซิฟิกตะวันออกจะมีลมสนิ ค้ากาลงั แรงพดั จากทางดา้ นตะวนั ตกของ ชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ไปยังประเทศอนิ โดนีเซีย โดยนาเอากระแสนา้ อ่นุ บนพน้ื ผวิ มหาสมทุ รแปซิฟกิ เขา้ สู่
170 ชายฝ่ังด้านทิศตะวนั ออกของออสเตรเลียทาให้นา้ ทะเลบริเวณดงั กลา่ วสงู กว่าระดับทะเลปกตริ าว 60 ถงึ 70 เซนติเมตร และทาใหเ้ กิดฝนตกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใตแ้ ละทางตอนเหนือของออสเตรเลยี การไหลเวียนของกระแสลมและกระแสนา้ ของมหาสมุทรแปซฟิ ิกในสภาวะปกติ ขณะทต่ี ามแนวชายฝง่ั ของทวปี อเมริกาใต้จะเกิดกระแสนา้ เย็นใตม้ หาสมทุ รไหลเข้ามาแทนทกี่ ระแสน้าอ่นุ ที่ถูก ลมสนิ ค้าพดั พาไป ก่อใหเ้ กดิ ปรากฏการณ์ “นา้ ผุด” (Upwelling) ซึง่ นาธาตอุ าหารจากมหาสมทุ รลึกขึน้ มายงั เขตท้องทะเลทีแ่ สงสวา่ งสอ่ งถึง (Euphotic zone) ทาให้ทางชายฝั่งของทงั้ ประเทศเปรู เอกวาดอร์ และชิลี กลายเปน็ แหล่งทรัพยากรทางทะเลทีส่ าคัญและสร้างรายได้มหาศาลใหก้ ับชาวประมงท้องถิ่นอกี ดว้ ย ผลของปรากฏการณ์นา้ ผุดในเปรู (Peruvian Upwelling)
171 ปรากฏการณเ์ อลนีโญ เอลนโี ญเกิดขึน้ เมอื่ ลมสินคา้ มีกาลังอ่อนลง ส่งผลใหก้ ระแสลมเกดิ การเปลย่ี นทิศโดยพัดจากประเทศ อนิ โดนีเซยี ไปยังชายฝัง่ ทวีปอเมรกิ าใต้ทาให้กระแสนา้ อุ่นถูกพัดเข้าหาชายฝง่ั ตะวนั ตกของประเทศเปรูและ เอกวาดอร์ซง่ึ เป็นทศิ ตรงกันข้ามกบั การไหลเวยี นในสภาวะปกติ ทาให้ทางภูมภิ าคเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใตแ้ ละ ออสเตรเลยี ขาดฝนและเผชญิ กบั ความแหง้ แลง้ โดยฝนทีค่ วรไดร้ บั ไปตกยงั ทวีปอเมริกาใต้แทน การ เปล่ียนแปลงทิศทางการไหลของกระแสนา้ อนุ่ ยังสง่ ผลให้กระแสนา้ เย็นใต้มหาสมุทรไมส่ ามารถลอยตัวขึ้นมาได้ ตามปกติ ทาใหท้ างชายฝั่งของทง้ั ประเทศเปรู เอกวาดอร์และชิลสี ญู เสยี ความอุดมสมบรู ณ์ทางทะเลที่เคยได้รบั ไปในช่วงเวลาดงั กล่าว การไหลเวียนของกระแสลมและกระแสนา้ เม่ือเกิดเอลนีโญ ปรากฏการณล์ านีญา ลานีญาเป็นปรากฏการณ์ตรงกนั ข้าม โดยมลี ักษณะคลา้ ยคลงึ กับการไหลเวยี นของสภาพอากาศในสภาวะปกติ แต่มคี วามรุนแรงย่งิ กวา่ เน่ืองจากกระแสลมสินคา้ ที่พดั ไปทางทศิ ตะวันออกมีกาลงั แรงมากกวา่ ปกติ ทาใหท้ าง ประเทศอินโดนีเซยี และออสเตรเลยี มีระดับทะเลและปริมาณนา้ ฝนสูง ขณะทีท่ างตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ ต้องเผชญิ ความแหง้ แลง้ อย่างรนุ แรง ผลกระทบจากปรากฏการณเ์ อลนีโญและลานญี า เอลนโี ญและลานญี ากอ่ ใหเ้ กิดผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศของโลก ความแปรปรวนของกระแสลมและการ ไหลเวยี นของกระแสน้าท่ผี ันผวน อาจส่งผลใหเ้ กิดการเปล่ยี นแปลงสภาพภมู ิอากาศของโลกอยา่ งรุนแรง เช่น การเกดิ พายุ ภัยแลง้ ไฟปา่ หรือนา้ ทว่ ม ซึง่ เปน็ ภยั ธรรมชาตทิ ่ีส่งผลกระทบต่อความเปน็ อยขู่ องท้ังสตั ว์ทะเล และมนษุ ย์ โดยเฉพาะชาวประมงพืน้ บา้ นทีย่ ังคงพึ่งพาทรัพยากรทางทะเลเปน็ แหลง่ อาหารและแหลง่ รายได้
172 หลัก และถึงแมป้ ระเทศไทยจะไม่ไดร้ ับผลกระทบโดยตรงจากปรากฏการณเ์ อลนโี ญและลานีญา แตใ่ นช่วงใดก็ ตามทีเ่ กิดปรากฏการณเ์ อลนีโญขนึ้ อณุ หภมู ภิ ายในประเทศไทยอาจเพ่ิมสงู ขึน้ กวา่ ระดับปกติ และอาจเกดิ สภาพอากาศแปรปรวนในบางพนื้ ที่ เช่น ในบรเิ วณทเ่ี คยมีฝนตกชกุ อาจต้องเผชญิ กับความแห้งแลง้ ฉับพลัน หรือในพื้นท่ที ่ขี าดแคลนน้าฝนอาจเผชิญกับพายฝุ นรนุ แรง เป็นต้น ภยั แล้งในประเทศออสเตรเลีย พายุไต้ฝุ่นทไ่ี ต้หวนั ปี 1997
173 ดนิ ถล่มในประเทศโคลัมเบยี ปี 2017 เอลนีโญและลานีญาถอื เปน็ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทเ่ี กิดขนึ้ จากความผกผันของกระแสอากาศบรเิ วณแถบ เส้นศนู ยส์ ูตรเหนอื มหาสมุทรแปซิฟิก ปจั จบุ นั นักวิทยาศาสตรย์ ังไมส่ ามารถระบุสาเหตุหรือคาดการณ์ถึง ระยะเวลาของการเกดิ ปรากฏการณด์ งั กล่าวได้อย่างแน่ชัด ซ่งึ จากสถติ เิ รารูเ้ พียงว่า ทุกๆ 2 ถึง 7 ปี มักเกิด ปรากฏการณเ์ อลนีโญและลานีญาขนึ้ สักครั้ง โดยเอลนีโญมักเกดิ ขึน้ ในชว่ งเทศกาลคริสต์มาสของทุกปี เปน็ ระยะเวลาต้ังแต่ 2 เดอื นไปจนถงึ 1 ปี ขณะทีล่ านีญาเปน็ ปรากฏการณ์ทส่ี ามารถเกดิ ข้ึนไดย้ าวนานยิง่ กว่า (ราว 9 เดอื นไปจนถึง 2 ปีเลยทเี ดียว) นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังทานายไว้วา่ วัฏจกั รของเอนโซ่ (ENSO) จะทวคี วามรุนแรงย่ิงขนึ้ เม่อื โลกมี อุณหภูมสิ งู ขน้ึ และอาจนาไปสกู่ ารเกิดปรากฏการณ์เอลนโี ญและลานีญาทีส่ รา้ งผลกระทบตอ่ ระบบนิเวศของ โลกไดอ้ ย่างรุนแรงย่งิ กว่าในอนาคต
174 แบบฝึกหัด เรอ่ื ง อุณหภูมิและความเคม็ ของมหาสมทุ ร คาชแ้ี จง เติมคาลงในชอ่ งว่างใหถ้ ูกตอ้ ง 1. น้าในมหาสมทุ ร ถ้าใช้การเปลยี่ นแปลงของ……………………………………………เป็นเกณฑ์ จะแบ่งไดเ้ ปน็ 3 ชั้น ได้แก…่ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 2. นา้ ช้นั ท่ีอยดู่ ้านบนสดุ ของมหาสมุทรไดร้ บั รงั สดี วงอาทติ ย์ ประกอบกับมีแรงกระทา จาก……………………………. ทาให้มีอุณหภูมิ และ ความเคม็ ใกลเ้ คียงกันทกุ ระดับความลึก 3. นา้ ชั้นทอี่ ยดู่ ้านบนสดุ ของมหาสมุทรจะมีความเค็มน้อยกว่าน้าทอ่ี ยลู่ ึกลงไป เนื่องจาก…………………………………………………………. 4. อุณหภูมแิ ละความเค็มของนา้ ชั้นที่อยถู่ ัดลงมาจะเกดิ การเปลยี่ นแปลงอย่างรวดเร็วตามความลกึ โดย อุณหภูมจิ ะ …………….. อยา่ งรวดเร็วตามความลกึ ในขณะที่ความเค็มจะ ………………… อยา่ งรวดเรว็ ตามความ ลกึ 5. น้าชนั้ ที่อยลู่ า่ งสุดของมหาสมทุ รจะมีอณุ หภูมิและความเค็มเกือบคงทตี่ ามความลึก เนื่องจาก……………………………………………………………………………….…………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
175 แบบฝกึ หัด เรอ่ื ง อณุ หภูมแิ ละความเค็มของมหาสมทุ ร คาชแี้ จง เตมิ คาลงในชอ่ งว่างใหถ้ กู ตอ้ ง 2.1 นา้ ในมหาสมทุ ร ถ้าใช้การเปลีย่ นแปลงของ อณุ หภูมิ เปน็ เกณฑ์ จะแบง่ ไดเ้ ป็น 3 ชั้นไดแ้ ก่ น้าช้นั บน นา้ ชั้นเทอรโ์ มไคลน์ นา้ ชั้นลา่ ง 2.2 นา้ ชั้นทอ่ี ยดู่ า้ นบนสดุ ของมหาสมุทรไดร้ บั รังสดี วงอาทิตย์ ประกอบกบั มีแรงกระทาจาก คลื่น กระแสนา้ และน้าขึ้นนาลง ทาใหม้ อี ุณหภมู ิ และ ความเคม็ ใกล้เคียงกันทุกระดับความลกึ 2.3 น้าช้นั ทอี่ ยดู่ า้ นบนสุดของมหาสมุทรจะมีความเค็มน้อยกวา่ น้าที่อยู่ลึกลงไปเน่ืองจากได้รับนา้ จดื เขา้ มาผสม 2.4 อณุ หภมู แิ ละความเคม็ ของน้าช้นั ทีอ่ ย่ถู ดั ลงมาจะเกิดการเปล่ยี นแปลงอย่างรวดเร็วตามความลึก โดย อณุ หภมู ิจะ ลดลง อยา่ งรวดเร็วตามความลึก ในขณะทคี่ วามเค็มจะ เพิม่ ขนึ้ อย่างรวดเร็วตามความลกึ 2.5 นา้ ชนั้ ทอ่ี ยู่ล่างสุดของมหาสมทุ รจะมีอุณหภมู ิและความเคม็ เกือบคงทตี่ ามความลึกเน่อื งจาก เปน็ น้าทจี่ ม ตวั และเคล่อื นท่มี าจากแถบข้ัวโลกซึง่ น้าในแถบนีเ้ ป็นน้าท่ีมีอณุ หภูมิต่าและความเคม็ สงู ทาให้มคี วามหนาแน่น มากจงึ จมตวั ลงด้านลา่ งโดยไม่เกดิ การผสมกับมวลน้าในบริเวณอ่ืน
ค เอกสารอ้างอิง สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ. หนังสือเรียนรายวิชา เพิ่มเติม โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ม.5 เลม่ ท่ี 3. กรุงเทพฯ หนังสอื เรยี นรายวิชาเพิ่มเตมิ โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ (ฉบับ ปรับปรงุ พ.ศ.2560) ตามหลกั สูตรแกนกลาง การศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180