Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วารสารบัณฑิตวิทยาลัย (พ.ค.-ส.ค.63)

วารสารบัณฑิตวิทยาลัย (พ.ค.-ส.ค.63)

Published by boomsdu, 2023-01-12 06:12:06

Description: วารสารบัณฑิตวิทยาลัย (พ.ค.-ส.ค.63)

Search

Read the Text Version

บทบรรณาธิการ วารสารวชิ าการบณั ฑติ วทิ ยาลยั สวนดสุ ติ ดำ� เนนิ การตพี มิ พบ์ ทความวชิ าการตามสาขาวชิ าตา่ ง ๆ เพ่ือส่งเสริมความเข้มแข็งทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการอันเป็นประโยชน์ต่อการน�ำไป ต่อยอดองค์ความรู้ หรือประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องและ มัน่ คง ซึง่ วารสารปีที่ 16 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2563 นี้ ได้รวบรวมบทความจากหลากหลาย สาขาวชิ าไวอ้ ยา่ งนา่ สนใจเชน่ เคย ในสาขาการศกึ ษา เชน่ การพฒั นาความรคู้ วามเขา้ ใจทางคณติ ศาสตร์ ของเด็กที่มคี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาผ่านชดุ กจิ กรรม “สนุกคิดคณติ ศาสตร”์ การพัฒนาทกั ษะทาง สังคมโดยใช้กิจกรรมนันทนาการส�ำหรับเด็กที่มี ความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเตรียมความพร้อม ศูนย์การศึกษาพิเศษประจ�ำจังหวัดสิงห์บุรี สภาพและปัญหาในการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ ของเด็กปฐมวัยในโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ เป็นต้น ในสาขาด้านการบริหารและการพัฒนาบุคลากร ในองค์กร เช่น ปัจจัยท่ีสง่ ผลตอ่ ความสขุ ในการท�ำงานของบุคลากรมหาวทิ ยาลยั สวนดุสิต คณุ ภาพชวี ติ ในการปฏบิ ตั งิ านของขา้ ราชการทหารหนว่ ยบญั ชาการทหารพฒั นา กองบญั ชาการกองทพั ไทย เปน็ ตน้ และในสาขาอ่ืน ๆ ที่น่าสนใจ เช่น พื้นท่ีและความหมายโฮมสเตย์เกาะยอเพื่อการท่องเท่ียวในบริบท พหุวัฒนธรรม คุณสมบัติและสมรรถนะของนักศึกษาฝึกประสบการณ์ แผนกอาหารและเคร่ืองดื่มที่มี ผลต่อความพึงพอใจของสถานประกอบการด้านธุรกิจโรงแรมระดับ 4-5 ดาวในกรุงเทพมหานคร ความรู้และความคิดเห็นในการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ของพนักงานสอบสวน กองบังคับการต�ำรวจนครบาล 8 เป็นต้น ปดิ ทา้ ยด้วยบทความวิจารณ์หนงั สอื ในเร่อื งผู้น�ำแบบซีล ท่สี ุด แหง่ การน�ำตนและน�ำทีมสู่ความสำ� เร็จ ซง่ึ เปน็ บทความแปลกใหมท่ นี่ ่าสนใจเป็นอยา่ งยิง่ ทางกองบรรณาธิการคาดหวังเป็นอย่างย่ิงว่าบทความจากวารสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ ผู้อ่านท้ังในทางวิชาการและวิชาชีพ และหากผู้เขียนหรือผู้อ่านท่านใดมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ตอ่ วารสาร สามารถตดิ ตอ่ มาไดท้ เี่ บอรโ์ ทรศพั ท์ 02-2417191-5 ตอ่ 4135 โทรสาร 02-243-3408 หรอื ทางเว็บไซตใ์ นระบบออนไลน์ ที่ www.graduate.dusit.ac.th ทาง กองบรรณาธกิ ารจะนำ� ไปพิจารณา ปรบั ปรงุ วารสารให้มีคณุ ภาพยิ่งขึ้นตอ่ ไป ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. อาภาศริ ิ สุวรรณานนท์ บรรณาธกิ าร

บว าัณ ร สฑ า ิตร วว ิชิท า กย าา รลัยสวนISSดN16สุ 86-ิต0659 ปีท่ี 16 ฉบับท่ี 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 เจ้าของ บัณฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ิต วัตถปุ ระสงค์ 1. เพื่อการเผยแพรง่ านทางวิชาการในประเภทบทความวิจัย บทความวชิ าการ บทความปริทัศน์ และ บทความวิจารณห์ นงั สือ 2. เพื่อเป็นการแลกเปล่ียนความรู้ ความคิด ด้านมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ (ครุศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ รฐั ศาสตร์ นติ ิศาสตร์ อาชญาวิทยา บริหารธุรกจิ และสาขาอ่นื ทเี่ ก่ยี วขอ้ ง) ทปี่ รึกษา อธกิ ารบดี ประธานที่ปรึกษาอธกิ ารบดี รองศาสตราจารย์ ดร. ศิโรจน์ ผลพันธนิ รองอธิการบดฝี ่ายวิจยั และพัฒนาการศึกษา รองศาสตราจารย์ ดร. สุขุม เฉลยทรพั ย์ รองอธิการบดฝี ่ายวชิ าการ รองศาสตราจารย์ ดร. ชนะศึก นิชานนท์ ทปี่ รกึ ษาคณบดบี ณั ฑติ วิทยาลัย ดร. สุวมาลย์ ม่วงประเสรฐิ รองศาสตราจารย์ ดร. ประกฤติ พูลพัฒน์ บรรณาธิการ ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. อาภาศริ ิ สวุ รรณานนท์ มหาวิทยาลยั สวนดสุ ติ กองบรรณาธิการ ศาสตราจารย์ ดร. กาญจนา คุณารักษ์ มหาวทิ ยาลยั กรุงเทพธนบุรี ศาสตราจารย์ พล.ต.ต. หญิง ดร. พัชรา สินลอยมา โรงเรียนนายรอ้ ยตำ� รวจ ศาสตราจารย์ ดร. ศรยี า นยิ มธรรม มหาวิทยาลยั เกษมบัณฑติ ศาสตราจารย์ ดร. โสภณ ศรวี พจน ์ โรงเรียนนายรอ้ ยตำ� รวจ รองศาสตราจารย์ ดร. รงั สรรค์ ประเสริฐศร ี มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช รองศาสตราจารย์ ดร. วรนารถ แสงมณี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลา้ เจา้ คุณทหาร ลาดกระบัง รองศาสตราจารย์ ศิรวิ รรณ เสรรี ตั น์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวนสุนนั ทา ศาสตราจารย์ ดร. ผดงุ อารยะวิญญู มหาวทิ ยาลัยสวนดุสิต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชาตชิ าย มหาคีตะ มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ิต ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. องค์อร สงวนญาต ิ มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต ผปู้ ระสานงาน มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ิต มหาวิทยาลยั สวนดสุ ติ นางสาวจารภุ า ยิ้มละมัย นางสาวณัชชา ถาวรบุตร

การพิจารณาบทความ ตน้ ฉบบั บทความจะไดร้ ับการพจิ ารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ภายนอก ในสาขาวิชาน้ัน ๆ จำ� นวนไมน่ อ้ ยกวา่ 2 ทา่ น โดยเปน็ การประเมนิ แบบอำ� พรางสองฝา่ ย (Double Blind) และสง่ ผลการพจิ ารณา แก่ผเู้ ขียน เพอ่ื ปรบั ปรงุ แกไ้ ข บทความ หรือพมิ พต์ น้ ฉบบั ใหม่ แล้วแต่กรณี เมือ่ บทความผ่านการพิจารณา จากผทู้ รงคณุ วุฒแิ ละกองบรรณาธิการแล้วผเู้ ขียนจึงจะไดร้ ับใบตอบรบั การตีพิมพบ์ ทความในวารสาร ก�ำหนดเผยแพร่ จดั พิมพ์เผยแพรป่ ีละ 3 ฉบับ (วารสารราย 4 เดอื น) ฉบับท่ี 1 เดอื นมกราคม-เมษายน ฉบับท่ี 2 เดอื นพฤษภาคม-สงิ หาคม ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม ลขิ สทิ ธ์ ิ บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดสุ ติ 145/9 อาคารเฉลมิ พระเกยี รติ 50 พรรษา มหาวชริ าลงกรณ ถนนสุโขทยั เขตดุสิต กรงุ เทพฯ 10300  โทรศัพท์: 02-241-7191-5 ตอ่ 4135  โทรสาร: 02-243-3408 website: http://www.graduate.dusit.ac.th/journal E-mail: [email protected] พิมพท์ ่ี ศนู ย์บริการสื่อและสิง่ พมิ พ ์ กราฟฟิคไซท์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต 295 ถนนนครราชสีมา แขวงดุสติ เขตดสุ ติ กรงุ เทพมหานคร 10300 โทรศัพท์: 02-244-5081 วารสารวิชาการบัณฑิตวิทยาลัยสวนดุสิต มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เป็นวารสารปรากฏอยู่ในฐาน TCI (Thai Journal Citation Index Centre) หรือศูนย์ดชั นกี ารอ้างอิงวารสารไทย โดยปฏบิ ัติการพฒั นาคุณภาพ วารสารตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาการตามท่ีส�ำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และส�ำนักงาน กองทนุ สนบั สนนุ การวจิ ยั (สกว.) กำ� หนดกองบรรณาธกิ ารของวารสาร ประกอบดว้ ย ผทู้ รงคณุ วฒุ ทิ มี่ ตี ำ� แหนง่ ทางวชิ าการ ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และผูช้ ่วยศาสตราจารย์ รวมทั้งผ้ทู รงคุณวุฒริ ะดบั ปรญิ ญาเอก มีผลงานวิจัยต่อเน่ือง ซึ่งเป็นบุคลากรจากสถาบันภายนอกและภายใน และมีผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) อา่ นพิจารณาบทความ ซึ่งเปน็ ผ้เู ชีย่ วชาญและมผี ลงานทางวิชาการอยา่ งตอ่ เนื่อง ทัศนะและข้อคิดเห็นใด ๆ ท่ีปรากฏในวารสารนี้เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ทางกองบรรณาธิการ เปดิ เสรีในดา้ นความคดิ และไม่ถือว่าเปน็ ความรับผดิ ชอบของกองบรรณาธิการ

ผ้ทู รงคณุ วุฒิอา่ นประเมนิ บทความ (Peer Review) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั ศาสตราจารย์ ดร. โกวิทย์ พวงงาม มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ ศาสตราจารย์ ดร. ตนิ ปรัชญพฤทธ์ิ วทิ ยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลยั มหดิ ล รองศาสตราจารย์ ดร. ดารณี ศกั ด์ศิ ริ ผิ ล สถาบันบัณฑติ พัฒนบริหารศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร. ทวี เชอ้ื สวุ รรณทว ี มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนคร รองศาสตราจารย์ ดร. ทิพวรรณ หลอ่ สุวรรณรัตน ์ มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช รองศาสตราจารย์ ดร. พงศ์ หรดาล จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย รองศาสตราจารย์ ดร. สเุ ทพ เชาวลิต มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา วสิ มิตะนันทน์ มหาวิทยาลยั รามคำ� แหง ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. ถติ รัตน์ พิมพาภรณ์ มหาวิทยาลยั กรุงเทพธนบุรี ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. บุษกร เช่ยี วจนิ ดากานต์ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลสวุ รรณภมู ิ ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. พรเทพ เมืองแมน มหาวิทยาลยั ศรีปทมุ ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. วสธุ ดิ า นุริตมนต์ มหาวทิ ยาลยั อบุ ลราชธานี ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. สริ นิ ธร สินจนิ ดาวงศ ์ มหาวทิ ยาลัยเกษมบณั ฑติ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สวุ ภัทร ศรีจองแสง มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. สุเทพ เดชะชีพ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสนุ นั ทา ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. อรอุมา เจรญิ สุข โรงเรยี นนายรอ้ ยต�ำรวจ ดร. ชิตพงษ์ อัยสานนท ์ มหาวิทยาลัยราชภฏั สวนสุนนั ทา พันต�ำรวจโท ดร. ธติ ิ มหาเจรญิ มหาวิทยาลัยศลิ ปากร ดร. ปกครอง มณีโรจน ์ มหาวทิ ยาลัยบรู พา ดร. สรภัส น้�ำสมบูรณ ์ ดร. อมรทิพย์ อมราภบิ าล

สารบญั หนา้ การพัฒนาทกั ษะทางสงั คมโดยใช้กิจกรรมนันทนาการส�ำหรบั เด็กท่มี ีความบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญา 1 ระดับเตรยี มความพร้อม ศูนย์การศกึ ษาพเิ ศษประจ�ำจงั หวดั สงิ หบ์ รุ ี ปารฉิ ตั ร พลับพลาทอง และจรรยา ชน่ื เกษม การศกึ ษาสมรรถนะครูผดู้ ูแลเด็กสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองทอ้ งถ่นิ เพือ่ เขา้ สู่ประชาคมอาเซียน 23 วชิราภรณ์ สุม่ เข็มทอง และภิรดี วัชรสนิ ธ์ุ ความตระหนักรถู้ งึ ความปลอดภัยและอาชวี อนามยั ของพนักงาน บรษิ ัท เอ็ม.เอส. เฟรสิ ท์ 45 เอ็นเตอรไ์ พรส์ จ�ำกัด 61 กมลทิพย์ เสงยี่ มช่ืน และสุรมงคล น่ิมจิตต์ ปจั จัยทีส่ ง่ ผลต่อความสุขในการท�ำงานของบุคลากรมหาวิทยาลยั สวนดุสิต พนั ชัย เมน่ ฉาย วชิ ญา ติยะพงษ์ประพันธ์ ปารฉิ ตั ร ปติ ิสทุ ธิ ธารทพิ ย์ แก้วเจรญิ ณฐั ณิชา มงี าม และสุขุมาลย์ หนกหลัง ความรู้และความคิดเหน็ ในการเกบ็ รวบรวมพยานหลักฐานทางนิตวิ ทิ ยาศาสตร ์ 79 ของพนกั งานสอบสวน กองบังคับการต�ำรวจนครบาล 8 ตรองหทยั ยศประสทิ ธิ์ และวรธัช วชิ ชุวาณชิ ย์ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนท่เี รยี นรดู้ ้วยกจิ กรรมการเรยี นรู้แบบโครงงานเป็นฐานรว่ มกับการเรียน 101 การสอนแบบรว่ มมือรูปแบบ จ.ี ไอ. วิชางานบ้านพ้นื ฐาน ของนกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 6 ธนวฒั น์ รตั นเดโช และศภุ านัน สทิ ธเิ ลิศ รูปแบบการสร้างเครอื ขา่ ยและการมีส่วนรว่ มในการจัดสวสั ดกิ ารสงั คมผู้สงู วัย 117 ขององคก์ ารบริหารส่วนต�ำบลหนองโพธิ์ อ�ำเภอหนองหญา้ ไซ จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี ศิริมา สุวรรณศรี เอกอนงค์ ศรสี ำ� อางค์ สมศกั ดิ์ เจริญพูล และพนารัตน์ พรมมา พน้ื ทีแ่ ละความหมายโฮมสเตยเ์ กาะยอเพื่อการทอ่ งเทยี่ วในบริบทพหวุ ฒั นธรรม 137 กรประพัสสร์ เขยี วหอม ณฐพงศ ์ จิตรนิรัตน ์ พรพันธ ์ุ เขมคณุ าศยั และสมทิ ธช์ าต์ พุมมา สภาพและปญั หาในการประเมนิ พัฒนาการและการเรยี นรู้ของเดก็ ปฐมวัย 155 ในโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ จิรวรรณ สาคร และศศิลักษณ ์ ขยันกจิ

สารบญั (ต่อ) หนา้ การใช้โมเดลสมการเชงิ โครงสรา้ งเพ่ือพัฒนาโมเดลการถ่ายโอนเทคโนโลยี: 173 กรณีศึกษาระบบจดั ซอ้ื จัดจา้ งภาครฐั ด้วยอเิ ล็กทรอนกิ ส์ 189 ปัญฐิตา ศรีนติ ิวรวงศ์ และอรพรรณ คงมาลัย 205 การพฒั นาความรคู้ วามเข้าใจทางคณติ ศาสตรข์ องเดก็ ท่ีมีความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา 223 ผา่ นชุดกจิ กรรม “สนุกคดิ คณติ ศาสตร์” 243 อมั พรรณ พูลลาภ และประกฤติ พลู พัฒน์ 261 คุณสมบตั แิ ละสมรรถนะของนักศึกษาฝกึ ประสบการณ์ แผนกอาหารและเคร่อื งด่มื ท่มี ีผลต่อ 265 ความพงึ พอใจของสถานประกอบการด้านธรุ กจิ โรงแรมระดบั 4-5 ดาว ในกรุงเทพมหานคร พฒุ ิโชติ ทองมอญ และสชุ าดา เจรญิ พันธ์ุศิรกิ ลุ คณุ ภาพชวี ิตในการปฏิบตั ิงานของขา้ ราชการทหารหน่วยบญั ชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทพั ไทย เกศณี วงศาโสภา และวชิ ิต บุญสนอง มุมมองเชงิ ระบบทม่ี ีตอ่ ความส�ำเรจ็ ในการจดั การศึกษาขององคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น จงรักษ์ แสนแอ่น ชมภนู ชุ หุน่ นาค หควณ ชเู พ็ญ และชยั ยงค์ พรหมวงศ์ ผู้น�ำแบบซีล ท่ีสดุ แหง่ การน�ำตนและน�ำทีมส่คู วามส�ำเร็จ ธวัชชัย ตง้ั อทุ ยั เรอื ง นโยบายและการด�ำเนนิ งานจัดพมิ พว์ ารสารวิชาการบณั ฑติ วิทยาลัยสวนดสุ ติ

มุมมองเชงิ ระบบทมี่ ตี ่อความสำ� เรจ็ ในการจดั การศึกษาขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ Systematic Perspectives towards the Success in Educational Management of Local Governments จงรกั ษ์ แสนแอ่น*1 ชมภนู ุช หุ่นนาค1 หควณ ชูเพ็ญ1 และชัยยงค์ พรหมวงศ2์ 1 วทิ ยาลยั นวัตกรรมการจัดการ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลรตั นโกสินทร์ 2 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั กรงุ เทพธนบรุ ี Jongrak Sanaan*1 Chompoonuch Hunnark1 Hakuan Chupen1 and Chaiyong Promwong2 1 College of Innovative Management, Rajamangala University of Technology Rattanakosin 2 Faculty of Education, Bangkokthonburi University Received: December 11, 2019 Revised: March 11, 2020 Accepted: April 10, 2020 บทคัดยอ่ บทความเชิงวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อน�ำเสนอมุมมองเชิงระบบที่มีต่อความส�ำเร็จ ในการจัดการศกึ ษาขององคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น การวเิ คราะห์เอกสารทางวชิ าการแสดงใหเ้ หน็ วา่ ปัจจยั ที่ มีผลต่อความสำ� เรจ็ ในการจัดการศกึ ษาขององค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิน่ ไทยในระดับมหภาค ไดแ้ ก่ การเขา้ สู่ สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว การเข้ามาของเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก นโยบายการศึกษาชาติ ในระดับจุลภาค (1) ปจั จยั นำ� เข้า ได้แก่ ฐานคิดเกยี่ วกบั การจัดการศกึ ษาทส่ี ง่ ผลต่อทิศทางของนโยบาย เป้าหมายและรูปแบบ การพัฒนาการศึกษา การจัดการทรัพยากร ได้แก่ ผู้เรียน หลักสูตร ผู้บริหาร สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ และ งบประมาณ (2) ปัจจัยกระบวนการ ได้แก่ การจดั การเรยี นการสอน เทคนคิ วิธีหรือกลยุทธ์การเรียนการสอน นวตั กรรมการเรยี นการสอน ทสี่ อดคลอ้ งตามเปา้ หมายการพฒั นา ผลผลติ ทไี่ ดจ้ ากการจดั การศกึ ษาขององคก์ ร ปกครองส่วนท้องถ่ินที่ประสบความส�ำเร็จจะแสดงให้เห็นในลักษณะของผู้เรียนท่ีมีคุณภาพ หลักสูตรท้องถิ่น ผู้สอนที่พัฒนาตนเอง กระบวนการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ ข้อเสนอแนะที่มีต่อการจัดการศึกษาขององค์กร ปกครองส่วนท้องถ่ิน ได้แก่ การปรับเป้าหมายของการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ การสร้างสรรค์กระบวนการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการพัฒนาตัวผู้เรียนอย่างแท้จริง สนับสนุนการมีส่วนร่วมของ ครอบครัว ชุมชน หน่วยงานรฐั และภาคสว่ นอน่ื ๆ ทเี่ กย่ี วข้องในการจดั การศึกษาท้องถน่ิ ค�ำสำ� คญั : มมุ มองเชิงระบบ การกระจายอำ� นาจ องคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่น การศกึ ษา * จงรักษ์ แสนแอน่ (Corresponding Author) ปที ี่ 16 ฉบับที่ 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 243 e-mail: [email protected]

Abstract This academic article was aimed to present systematic perspectives toward the success in educational management of local governments. The analysis of academic documents revealed that the factors affecting the success in educational management of local governments at the macro level included aged society trend, disruptive technology and national educational policy. Regarding the micro level, the factors comprised (1) input factors included educational management approach affecting policy direction, goal, and educational management pattern and resource management including learners, curriculums, administrators, learning facilities, and budgets, (2) process factors included learning management, teaching techniques or teaching strategies and teaching innovations which were relevant to the development goal. The output of successful educational management of local governments was showed in terms of qualified graduates, local curriculum, self-developing teachers, and creative learning process. Recommendations for local educational management were as follows: adjusting educational-management goal to fit the national context, creating learning process for actual students’ development, encouraging an involvement from families, community, public sector, and other sectors related to local-educational management. Keywords: Systematic Perspectives, Decentralization, Local Governments, Education บทน�ำ การศึกษา เป็นเคร่ืองมือหน่ึงของการพัฒนาคนเพ่ือให้เกิดความรู้ มีทักษะการปฏิบัติ มีทัศนคติท่ี สอดคล้องกับวัฒนธรรมและค่านิยมท่ีดีงามของสังคม น�ำไปสู่โอกาสในการด�ำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ อย่างมน่ั คง มีความร้เู ท่าทันและมภี ูมิคมุ้ กนั ที่ดใี นตัว สามารถรับมอื กบั การเปลย่ี นแปลงใด ๆ ทส่ี ่งผลกระทบ ตอ่ ตนเองไดอ้ ยา่ งเหมาะสม การจดั การศกึ ษาเพอ่ื ใหบ้ รรลผุ ลลพั ธด์ งั กลา่ วจงึ เปน็ เรอ่ื งทมี่ รี ายละเอยี ดคอ่ นขา้ ง ซบั ซอ้ น กลา่ วคอื การศกึ ษาตอ้ งมกี ารกำ� หนดปรชั ญาและเปา้ หมาย เพอื่ นำ� ไปสกู่ ารออกแบบกระบวนการอยา่ ง เปน็ ระบบ ค�ำนึงถึงความสมั พนั ธ์ในทกุ องค์ประกอบทเ่ี กยี่ วข้องกับการจดั การศกึ ษา และให้ความส�ำคัญอย่าง จรงิ จงั ในแตล่ ะองคป์ ระกอบเหลา่ นน้ั เปรยี บเสมอื นเครอื่ งจกั รกลทถี่ งึ แมจ้ ะมขี นาดใหญโ่ ตเพยี งใดกไ็ มส่ ามารถ ใช้งานได้หากชิ้นส่วนอุปกรณ์เล็ก ๆ เสียหายไปแม้เพียงชิ้นเดียว หรือหากใช้งานต่อไปได้ก็ไม่ใช่การใช้งานท่ี เตม็ ประสทิ ธภิ าพ นอกจากน้ี การจดั การศกึ ษายงั จำ� เปน็ ตอ้ งสรา้ งโอกาสในการเขา้ ถงึ อยา่ งเทา่ เทยี มตามสภาพ ความจำ� เปน็ หรอื ขอ้ จำ� กดั ของแตล่ ะบคุ คล โดยสรา้ งทางเลอื กในการเขา้ ถงึ ความรทู้ งั้ ทางชอ่ งทางของการศกึ ษา ในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศกึ ษาตามอัธยาศยั ทั้งนเี้ พอ่ื เปน็ การลดความเหลื่อมล�้ำทางสังคมให้ ประชาชนมีความรู้อย่างน้อยในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เพียงพอส�ำหรับการด�ำเนินชีวิตได้ กล่าวได้ว่า คุณภาพของการศึกษาสามารถสะท้อนได้จากคุณภาพของสังคม ดังตัวอย่างท่ีเป็นท่ีรับรู้โดยท่ัวไป เช่น 244 บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดุสิต

การเคารพและรักษาระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัดของชาวญ่ีปุ่น หรือการให้ความส�ำคัญการรักษาสิทธิ หน้าที่ และผลกระทบต่อสิทธ์ิของผ้อู ่ืนของประชาชนในประเทศเสรปี ระชาธิปไตย เช่น สหรฐั อเมรกิ าและอังกฤษ สำ� หรบั ประเทศไทย การศึกษาเปน็ หนึ่งในกลไกหลักของการพัฒนาประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนา ด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพ้ืนฐาน และสุขภาพอนามัยของประชาชน เห็นได้จากการบรรจุ แนวทางการพัฒนาการศึกษา ท้ังการศึกษาข้ันพื้นฐานและวิชาชีพในแผนพัฒนาการเศรษฐกิจ ฉบับท่ี 1 พ.ศ. 2504-2509 (กอ่ นเปลยี่ นเปน็ แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาตใิ นเวลาตอ่ มา) โดยเฉพาะสายวชิ าชพี ซงึ่ รฐั บาลไดใ้ หค้ วามสำ� คญั มากเพอื่ ปอ้ นกำ� ลงั คนเขา้ สรู่ ะบบอตุ สาหกรรมอนั เปน็ เปา้ หมายหลกั ของการพฒั นา ประเทศขณะนน้ั ซงึ่ ในแผนพฒั นาฉบบั ตอ่ มาไดใ้ หค้ วามสำ� คญั กบั การศกึ ษาในศาสตรอ์ นื่ ๆ เพมิ่ เตมิ ตามสภาพ ความจำ� เปน็ ของประเทศ เช่น แพทยศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาตา่ งประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิง่ ภาษาองั กฤษ เป็นต้น การศึกษานอกจากจะมบี ทบาทส�ำคัญในการพฒั นาประเทศระดับมหภาคแล้ว ยังถูกใช้ เปน็ ตัวชว้ี ัดการพัฒนาของครวั เรอื นและชมุ ชน ในแบบส�ำรวจความจำ� เป็นพน้ื ฐาน หรือ จปฐ. และแบบสำ� รวจ ข้อมูลพื้นฐานระดับหมู่บ้าน/ชุมชน หรือ กชช. 2ค ที่จัดท�ำโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย สะทอ้ นให้เห็นอตั ราการเข้าถึงการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐานของประชาชน การจดั การศกึ ษา จงึ เปน็ หนา้ ทท่ี สี่ ำ� คญั ของรฐั ทจี่ ะตอ้ งดำ� เนนิ การอยา่ งจรงิ จงั ตอ่ เนอ่ื ง และรอบคอบ ภายใต้รูปแบบท่ีมีความเหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ ในปัจจุบันประเทศไทยมีหลายหน่วยงาน ทท่ี ำ� หนา้ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั การจดั การศกึ ษาแตล่ ะระดบั ไดแ้ ก่ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร กระทรวงวฒั นธรรม กระทรวง การท่องเท่ียวและกีฬา ส�ำนักนายกรัฐมนตรี ส�ำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมน่ั คงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการอุดมศกึ ษา วิทยาศาสตร์ วจิ ัย และนวัตกรรม ในส่วนการจัดการการศึกษาของกระทรวงมหาดไทยน้ัน เป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ทก่ี ระจายอำ� นาจการศกึ ษาใหอ้ งคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ สามารถดำ� เนนิ การไดต้ ามศกั ยภาพทม่ี อี ยู่ ดงั กำ� หนดไวใ้ นมาตรา 43 ว่า การจดั การศึกษาอบรมของรัฐ ตอ งคำ� นงึ ถงึ การมสี ่วนรว่ มขององคก์ รปกครอง สว่ นท้องถ่นิ และเอกชน ทงั้ นี้ตามทก่ี ฎหมายบญั ญัติ (National Human Rights Commission of Thailand, 2006: 26) การจัดการศึกษาของท้องถ่ินอยู่ภายใต้การก�ำกับดูแลของส�ำนักประสานและพัฒนาการจัดการ ศกึ ษาท้องถิน่ กรมส่งเสรมิ การปกครองท้องถ่ิน กระทรวงมหาดไทย โดยมีโรงเรียนในสงั กัดทั่วประเทศจ�ำนวน 29,653 โรงเรยี น และมีศูนยพ์ ฒั นาเด็กเล็กจ�ำนวน 19,197 แห่ง (Department of Local Administration, 2011) ส่วนกรุงเทพมหานครด�ำเนินการโดยส�ำนักยุทธศาสตร์การศึกษา ส�ำนักอนามัย ส�ำนักพัฒนาสังคม มีโรงเรียนในสังกัดจ�ำนวน 437 โรงเรียน (Planning and Information Section, Policies and Educational Planning Division Department of Education, 2019: 7) ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าประชาชนชาวไทยมีโอกาสในการเข้ารับบริการการศึกษาของรัฐ ค่อนข้างสูง แต่หากพิจารณาในเชิงคุณภาพจะพบประเด็นที่น่าสนใจคือ ความแตกต่างขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถ่ินแต่ละแห่งจะส่งผลต่อคุณภาพการจัดการศึกษาหรือไม่ อย่างไร บทความวิชาการน้ีจึงน�ำเสนอ มมุ มองเชงิ ระบบทมี่ ตี อ่ ความสำ� เรจ็ ในการจดั การศกึ ษาขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ในภาพรวม โดยอา้ งองิ หลักการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และตัวอย่างประเทศท่ีประสบผลส�ำเร็จ ในการกระจายอำ� นาจส่ทู ้องถิ่น รายละเอียดมีดังนี้ ปีท่ี 16 ฉบบั ที่ 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2563 245

เนือ้ หา การกระจายอ�ำนาจการศึกษาสอู่ งคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน การกระจายอ�ำนาจสู่ท้องถ่ิน เป็นกระบวนการที่รัฐบาลกลาง (Central Government) ถ่ายโอน อำ� นาจและกลไกรปู แบบตา่ ง ๆ ใหแ้ กร่ ัฐบาลในระดบั ทต่ี ำ่� กวา่ ระดับชาติ (Government Subnational) เพอื่ ใหท้ ันกบั การปรับตัวตามสภาพเงื่อนไขเฉพาะของทอ้ งถิน่ (Saito Fumihiko, 2011: 1) ภายใตห้ ลกั การสำ� คญั 5 ประการ คือ 1) มีการจัดตัง้ องค์การข้ึนเปน็ นิติบคุ คลเพ่มิ ข้ึนจากส่วนกลางท่มี ีหนา้ ที่ มีงบประมาณ และมี ทรพั ยส์ นิ เปน็ ของตนเอง ราชการสว่ นกลางทำ� หนา้ ทเี่ พยี งควบคมุ ดแู ลใหก้ ารปฏบิ ตั หิ นา้ ทเ่ี ปน็ ไปตามกฎหมาย เท่าน้ัน 2) เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในการปกครองตนเองโดยให้มีการเลือกตั้งสภาท้องถ่ินและ ผู้บริหารท้องถิ่น 3) องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินมีอ�ำนาจอิสระในการปกครองตนเองได้ตามสมควรในเร่ือง การวนิ จิ ฉยั ปญั หา การงบประมาณ และการจดั การบคุ ลากรของตน 4) มงี บประมาณและรายไดเ้ ปน็ ของตนเอง จากการจัดเกบ็ ภาษีอากร ค่าธรรมเนยี ม ทรัพย์สนิ รวมทั้งเงนิ อุดหนุน 5) มเี จ้าหนา้ ท่ปี ฏบิ ัตงิ านของตนเอง (Chawalitthamrong, 2003: 43) การศกึ ษาเปน็ เรอ่ื งหนง่ึ ทไี่ ดร้ บั การกระจายอำ� นาจลงสทู่ อ้ งถน่ิ เพอื่ ใหก้ ระบวนการพฒั นาพลเมอื งเปน็ ไปอย่างท่ัวถึงและมีคุณภาพ เป็นก�ำลังส�ำคัญของการพัฒนาประเทศไปสู่ความเข้มแข็ง เพราะการศึกษาเป็น การพัฒนาความรู้ท่ีมีอยู่เดิมในตัวบุคคลโดยการน�ำความรู้จากภายนอกเข้าไปสะสมไว้ในตัวผู้เรียน เป็น กระบวนการตอบสนองซึ่งกันและกันระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม ท�ำให้มีความรู้มากขึ้นและกว้างขึ้น (Kotbuntao, 2010: 39) การศึกษาจึงเป็นไปเพอื่ ความเจรญิ งอกงามของบุคคลและสงั คม โดยการถา่ ยทอด ความรู้ การฝกึ การอบรม การสบื สานวฒั นธรรม การสรา้ งสรรคจ์ รรโลง การสรา้ งองคค์ วามรอู้ นั เกดิ จากการจดั สภาพแวดลอ้ ม รวมทง้ั เกอื้ หนนุ ใหบ้ คุ คลไดม้ โี อกาสเรยี นรอู้ ยา่ งตอ่ เนอื่ งตลอดชวี ติ (National Education Act B.E., 1999: 2) การกระจายอำ� นาจการศึกษาใหอ้ งค์กรปกครองสว่ นของถ่นิ ในประเทศไทยเริ่มต้นเม่อื ปี พ.ศ. 2539 ซง่ึ ในปจั จบุ นั รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2560 ไดก้ ำ� หนดใหร้ ฐั รวมถงึ ทอ้ งถนิ่ ตอ้ งดำ� เนนิ การ ให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ โดยไมเ่ กบ็ คา่ ใชจ้ า่ ย ครอบคลมุ ถงึ การพฒั นาเดก็ เลก็ กอ่ นเขา้ รบั การศกึ ษาภาคบงั คบั และผขู้ าดแคลนทนุ ทรพั ย์ ให้ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษา และให้ด�ำเนินการอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล โดยมี เป้าหมายเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สร้างความเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน มคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ ครอบครวั ชมุ ชน สงั คม ประเทศชาติ (มาตรา 54) นอกจากนยี้ งั กำ� หนดใหอ้ งคก์ รปกครอง สว่ นทอ้ งถนิ่ จดั การศกึ ษาและดแู ลใหส้ อดคลอ้ งกบั กบั รายไดข้ องตน รวมทงั้ ใหม้ บี ทบญั ญตั เิ กยี่ วกบั กลไกขน้ั ตอน การกระจายหนา้ ที่ อำ� นาจ งบประมาณ และบคุ ลากรการศกึ ษาขององคก์ รปกครอง สว่ นทอ้ งถนิ่ (มาตรา 250) พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ มปี ระเดน็ สำ� คญั เกยี่ วกบั การจดั การขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ดังนี้ (National Education Act B.E., 1999: 2) 1) กำ� หนดรูปแบบการศึกษาเปน็ 2 รปู แบบ ไดแ้ ก่ (1) การศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน หมายถงึ การศึกษา ก่อนระดับอุดมศึกษา ประกอบด้วย การศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา การศึกษาระดับประถมศึกษา และ การศกึ ษาระดับมัธยมศึกษา และ (2) การศึกษาตลอดชีวิต คือ การศึกษาท่ีเกิดจากการผสมผสานระหว่าง การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพ่ือให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต 246 บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต

ไดอ้ ย่างต่อเน่ืองตลอดชวี ติ 2) ผู้เรียนคือผลผลิตของการจัดการศึกษา ระบบการศึกษาจึงต้องท�ำให้ผู้เรียนมีความเป็นมนุษย์ที่ สมบรู ณ์ ทั้งดา้ นร่างกาย จติ ใจ ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม และวฒั นธรรม เพือ่ ใหส้ ามารถด�ำรงอยู่ร่วมกับ สังคมไดอ้ ย่าง ปกตสิ ุข 3) ก�ำหนดหลกั การจัดการศกึ ษา 6 ประการ ได้แก่ มีเอกภาพดา้ นนโยบาย และมคี วามหลากหลาย ในการปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุผลการเรียนรู้และสอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่นแต่ละแห่ง (2) มีการกระจาย อำ� นาจไปสเู่ ขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษา สถานศกึ ษา และองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ตามหลกั การกระจายอำ� นาจและ การมีส่วนร่วมขององค์กรภาคประชาชน (3) มกี ารก�ำหนดมาตรฐานการศึกษา และจัดระบบประกนั คุณภาพ การศึกษาทุกระดับและประเภทการศึกษา เพื่อแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ทรัพยากรเพื่อ การบริหาร กระบวนการบริหาร และผลลพั ธ์เม่ือเทียบกับมาตรฐาน (4) มีการส่งเสริมมาตรฐานวชิ าชพี และ การพฒั นาครู คณาจารย์ และบคุ ลากรทางการศกึ ษาอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง เพอ่ื ใหม้ สี มรรถนะทสี่ งู ขน้ึ สามารถถา่ ยทอด ความรู้และอบรมผู้เรียนให้เกิดผลตามเป้าหมายได้ดียิ่งข้ึน ตลอดจนสามารถพัฒนาความรู้ใหม่ที่น�ำไปสู่ นวตั กรรมทางการศกึ ษา (5) ระดมทรพั ยากรจากแหลง่ ตา่ ง ๆ มาใชใ้ นการจดั การศกึ ษา เพอื่ ใหก้ ารจดั การเรยี น รู้สามารถด�ำเนินการลงสู่ผู้เรียนได้อย่างท่ัวถึง เพียงพอส�ำหรับการเรียนรู้ตามมาตรฐาน ทั้งในด้านครูผู้สอน งบประมาณสำ� หรับการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ สือ่ การเรยี นรู้และการจดั สภาพการเรยี นรู้ทเ่ี หมาะสม เป็นตน้ (6) บคุ คล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครอง ส่วนทอ้ งถิน่ องคก์ รเอกชน องค์กรวิชาชพี สถาบนั ศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและสร้าง หลักสูตรการศึกษาของท้องถิ่นท่ีตรงตามสภาพของบริบท ผู้เรียนสามารถน�ำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติให้เกิด ประโยชน์ต่อตนเองได้จริง การพัฒนาคนจึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของกลุ่มและองค์กรทางสังคมใน การหลอ่ หลอมขัดเกลาใหผ้ เู้ รียนเป็นไปตามกรอบวฒั นธรรมและค่านยิ มของสังคมทีด่ ี 4) ส่งเสริมโอกาสการเข้าถึงการศึกษาขั้นพ้ืนฐานของบุคคลท่ัวไป ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส โดย กำ� หนดใหเ้ ปน็ หนา้ ทข่ี องรฐั ในการจดั การศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานทมี่ คี ณุ ภาพและทวั่ ถงึ โดยไมเ่ กบ็ คา่ ใชจ้ า่ ยอยา่ งนอ้ ย 12 ปี และผู้ปกครองมีหนา้ ทใี่ นการสง่ บุตรหลานที่อยูใ่ นความดแู ลให้เขา้ รบั การศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐานหรือเกนิ กวา่ ตามความสามารถของครอบครัว 5) ก�ำหนดกรอบเน้ือหาหลักสูตรและวิธีการจัดการเรียนการสอน คือ ก�ำหนดให้เรียนรู้ท้ังหลักวิชา สากล เชน่ คณิตศาสตร์ ภาษา วิทยาศาสตร์ และศาสตรท์ างสงั คม ศลิ ปะ วัฒนธรรม และภมู ิปัญญาไทย ค�ำนงึ ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วยการเปิดกว้างให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนตามความถนัดและความสนใจ ของตน มีรปู แบบการสอนทห่ี ลากหลาย จดั การเรยี นรใู้ ห้เกดิ ขนึ้ ได้ในทุกที่ทุกเวลา สรา้ งประสบการณเ์ รยี นรู้ จากการทดลองปฏิบัติเพือ่ ให้รู้จักการคน้ คว้าและเกดิ ความคิดท่ีเป็นระบบ 6) กำ� หนดระบบกลไกทางการจดั การศกึ ษา โดยการจดั การศกึ ษาของทอ้ งถนิ่ ใหข้ นึ้ กบั กระทรวงมหาดไทย ส่วนหลักสูตรการศึกษายังคงเป็นไปตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ แต่สามารถเพิ่มเติม หลักสูตรท้องถ่ินท่ีเป็นไปตามสภาพบริบทของแต่ละพื้นที่ และให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อ พฒั นาคณุ ภาพและมาตรฐานการศกึ ษาของการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐานและการศกึ ษาระดบั อดุ มศกึ ษา ประกอบดว้ ย ระบบการประกนั คุณภาพภายในทดี่ �ำเนนิ การโดยหนว่ ยงานตน้ สงั กัด (กระทรวงมหาดไทย) และสถานศึกษา ปที ่ี 16 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 247

ในสังกัด และระบบ การประกันคุณภาพภายนอกที่ด�ำเนินการโดยส�ำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน คุณภาพการศกึ ษา 7) ก�ำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินมีสถานศึกษา 2 ลักษณะ คือ (1) สถานศึกษาที่ท้องถิ่น จดั ตงั้ ขนึ้ เอง ขยาย หรอื เปลย่ี นแปลงประเภทการศกึ ษา โดยจดั การศกึ ษาในระดบั และประเภททมี่ คี วามพรอ้ ม มีความเหมาะสม และมีความตอ้ งการภายในท้องถ่นิ และ (2) สถานศกึ ษาทไี่ ดร้ ับการถ่ายโอนจากกระทรวง ศกึ ษาธิการตามแผนปฏบิ ัตกิ ารกำ� หนดขั้นตอนการกระจายอำ� นาจใหแ้ ก่องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ิน อยา่ งไรกต็ าม นบั แตม่ ีการปฏริ ปู การศกึ ษาโดยการกระจายอำ� นาจการศกึ ษาใหแ้ กท่ ้องถ่ิน ยังพบว่า การด�ำเนินการบางส่วนยังมิได้เป็นไปตามเป้าหมาย การก�ำหนดนโยบาย การงบประมาณ และทิศทาง การจดั การศกึ ษายังคงถกู กำ� หนดจากส่วนกลาง คณุ ภาพการศึกษาในแต่ละพืน้ ที่มีมาตรฐานแตกตา่ งกนั และ หลายแหง่ ไม่ได้มาตรฐาน จนนำ� ไปสปู่ ญั หาใน 3 ระดับ คือ ระดับปัจเจกบคุ คล เด็กยังขาดทักษะการคิดและ จิตส�ำนกึ สาธารณะ สง่ ผลให้เกิดพฤติกรรมเสยี่ งหลายอยา่ ง เชน่ การเสพยา การมเี พศสัมพนั ธ์กอ่ นวยั อันควร การทะเลาะวิวาท เป็นต้น ระดับสังคมแวดล้อมตัวเด็ก ครอบครัวไทยล้มเหลวทางความคิดและทัศนคติ ในการเลย้ี งดบู ตุ รหลาน ทงั้ ปญั หา การหยา่ รา้ ง การมงุ่ งานจนละเลยการเลย้ี งดสู งั่ สอนเดก็ หรอื แมก้ ระทงั่ ระบบ การศกึ ษาทเี่ นน้ การแขง่ ขนั มากกวา่ การพฒั นา สง่ ผลใหเ้ ดก็ สว่ นหนงึ่ ถกู เบยี ดขบั ใหเ้ ปน็ คนชายขอบของระบบ นี้ไป ระดับโครงสร้างชุมชน ไม่มีกลไกเก่ียวกับการดูแลและคุ้มครองเด็กอย่างครบวงจร ท�ำให้เด็กขาด การมีส่วนร่วมในการพัฒนา (Jetanavanich, 2014: 17-18) มุมมองเชงิ ระบบทีม่ ีต่อการจดั การศึกษา การพิจารณาเก่ียวกับคุณภาพของการจัดการศึกษาของท้องถ่ินจึงต้องพิจารณาภาพรวมอย่างเป็น ระบบ ซึ่งการศึกษาเก่ียวกับการจัดการเชิงระบบ (System Approach) ในประเทศตะวันตกเป็นผลมาจาก แนวคดิ การจดั การแบบวทิ ยาศาสตร์ เปน็ แนวคดิ ทแี่ สดงใหเ้ หน็ ความสมั พนั ธเ์ ชงิ เหตผุ ลระหวา่ งสภาพแวดลอ้ ม ของระบบการผลิตขององค์การ เป็นที่ยอมรับโดยท่ัวไปว่าองค์การส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นระบบเปิด (Open System) หมายถึงองค์การย่อมได้รับอิทธิพลจากส่ิงแวดล้อมท้ังในเชิงบวกท่ีเป็นแรงเสริมและเชิงลบท่ีเป็น อุปสรรค ส่วนความสัมพันธ์ภายในระบบองค์การเกิดขึ้นจากการน�ำปัจจัยน�ำเข้า (Input) เข้าสู่กระบวนการ (Process) เพื่อแปลงรูปไปสู่ผลลัพธ์ (Output) ผลจากการปฏิบัติในข้ันตอนต่าง ๆ จะถูกน�ำกลับไปศึกษา ทบทวนเพื่อแก้ไขหรือพัฒนาให้ดียิ่งข้ึน (Feedback) และในองค์กรท่ีประสบความส�ำเร็จกระบวนการที่น้ีจะ ถูกขับเคล่ือนเปน็ วงจรไปอย่างตอ่ เนือ่ ง (Dynamic) ตราบท่อี งคก์ ารยงั ด�ำรงอยู่ ตัวแบบเชงิ ระบบได้ถูกนำ� ไป ใช้ศึกษาในหลายองค์การ รวมท้ังด้านการศึกษา ดังเช่นตัวแบบระบบการศึกษาของ Smith (1982: 32) ในภาพที่ 1 แสดงใหเ้ หน็ มมุ มองในระดบั มหภาควา่ ระบบการศกึ ษาอยภู่ ายใตอ้ ทิ ธพิ ลของนโยบายรฐั กฎหมาย ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง และความตอ้ งการของตลาดแรงงานในฐานะผใู้ ชบ้ ณั ฑติ รวมทง้ั ตวั ผเู้ รยี นเองในบทบาทของการดำ� เนนิ กจิ การสว่ นตวั ดว้ ยความรทู้ ไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษา สว่ นมมุ มองจลุ ภาคหรอื ระบบการจดั การศกึ ษาภายในสถานศกึ ษา ประกอบดว้ ย ปจั จยั นำ� เขา้ ไดแ้ ก่ บคุ ลากร สถานท่ี อปุ กรณท์ างการศกึ ษา และงบประมาณ ปจั จยั นำ� เขา้ เหลา่ นี้ ได้รับการจัดการตามรูปแบบของการศึกษาในแต่ละระดับเพ่ือให้ได้ผลผลิตคือผู้ส�ำเร็จการศึกษาที่ได้รับ การรับรอง และผลงานทางวิชาการของผู้สอน ท่ีน�ำไปสู่การสร้างประโยชน์สังคมหรือการประกอบอาชีพ ในองคก์ ร 248 บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ิต

สงิ่ แวดลอ้ ม ระบบ การจดั การ (จุลภาค) ระบบ ส่งิ แวดล้อม (มหภาค) (มหภาค) ปจั จัยนาเข้า กระบวนการแปลงรปู ผลผลติ ท่ีมา - มนุษย์ - การสอนในระดับ - ความรู้ ท้งั ระดบั ผใู้ ช้ - รัฐ - ความสามารถ ประถม มธั ยม และ ปริญญา/ - สถาบนั ธรุ กิจ - สหพันธ์ - เจา้ หน้าท่ี อุดมศึกษา ประกาศนียบัตร - สถาบันรัฐบาล - เอกชน - นกั เรยี น - การให้คาปรกึ ษา - สิง่ พมิ พ์ - สถาบนั การศึกษา - ค่าธรรมเนียม - กายภาพ - การบรกิ ารนักเรยี น - การคน้ พบทาง - นกั เรยี น นกั เรยี น - ห้องเรียน - บรกิ ารสนับสนนุ วทิ ยาศาสตร์ - สาธารณะ - เงนิ บริจาค - เครอื่ งมอื - การวจิ ยั - ผูเ้ สียภาษี - สิ่งสนบั สนุน - การบริหาร - กฎหมาย - งบประมาณ ภาพภาทพ่ี 1ท่ีร1ะบระบบจบดั จกัดากราศทรกึ ศมี่ษทกึ าา่มีษ:ทาาS:้ังทmใS้งันmiใtมนhiุมtมhม(ุม1อม(91งอ89มง28มห:2หภ:3ภา32คา2)คแ) แลละะจจลุ ลุ ภภาาคคขขอองงSSmmiitthh ดมังาทขไ่ี้าดงก้ตล้นจปจปา่ าจั วาอจักจกมจาปัยปาจยั ทัญขัญทก่ีมา้ ลม่ีหหงีผ่ผีาาาตลทวลทน้ ตไตที่่ีทด่อออ่า�ำ้วกใกาใ่หาาจาหป้กรรก้กจัาจญลารดัดั ่าหปรกกวปฏาาาไมดฏริรรศิูปศ้วใิรชา่ึกกึกูป่เปษาษกกรญัาาิาดศใใหรนจกึนศาาภษภึมกกาาาิใษพสแพช่ลวารเ่รวะนแกวมกลดิใมดาขะจขรอสกาอจง่กวาดังปนสรปกรจ่วหาระนัดระนเทศใกเ่ึงดทกึศาขสศษไรอท่วไศางทนยขึกรยหอะษงนบาทงึ่บข้อของอหถงงาท่ินรกไ้อะมแบง่เตถปบ่เ่ิน็นปหไไ็นมปาคกต่เปแวาม็านตมเ่เไปปปส้าน็ัตมหคาพมวมัานาเยธมปด์ขส้าังอัมหทงพ่ีไมปดนัาั้กญยธล์ห่าาว ขเชอิงงโปคญัรงหสาร้าเชงทงิ โ่ีสค่งรผงลสกรรา้ ะงททบสี่ ง่ตผ่อลกกันระกทารบพติจอ่ ากรนั ณกาาสราพเหจิ ตาุขรอณงาปสัญาเหหาตสขุ าอมงาปรถญั เหร่ิมาสตา้นมไดาร้จถาเกรกม่ิ าตรน้ศไึกดษจ้ าาบกรกิบาทรศแกึวดษลา้อม บการริบศทึกแษวาดไทลย้อซม่ึงกสาารนศักึกงาษนาปไทลัดยกรซะ่ึงทสร�ำวนงศักึกงษานาธปิกลาัดรกสราะนทักนรวโยงบศาึกยษแาลธะิกยาุทรธศสา�ำสนตัรก์ นไดโ้ยนบาเาสยนแอลปะัจยจุทัยทธี่ทศ้าทสาตยรข์ อง ไบดร้นิบ�ำทเภสานยอในปแัจลจะัยบทร่ีทบิ ท้าทภายนขออกงตบ่อรกิบาทรจภัดากยาใรนแแลละะกบารรปิบรทบั ภตัาวขยอนงอรกะบตบ่อการรจจัดัดกกาารรศแึกลษะาไกทายรไปวด้รับงนต้ี ัว(Oขfอfiงcรeะoบfบthe กPาeรrmจัดaกnาeรnศtกึ Sษeาcไrทetยaไrวy้ด, ังMนi้ีn(OistfrfiyceofoEfdtuhceatPioenrm, 2a0n1e6n:t4S-6e)cretary, Ministry of Education, 2016: 4-6) บบรริบิบททภภาายยในในปปรระะกกออบบดด้วย้วย(1(1) )กกาารรเขเข้า้าสสู่ ู่สังคังคมมผู้สผู้งสอูงาอยาุอยยุอ่ายง่าเตงเ็มตต็มัวตขัวอขงอปงรปะเรทะศเทขศณขะณทะ่ีปทร่ีปะชราะกชรากร วัยแรงงงาานนลลดดลลงงจึงจเึงปเ็นปป็นัจปจัจัยจถัย่วถงต่ว่องตกา่อรกขายราขยยตาัวยขตอัวงขเศอรงษเฐศกริจษฐทกาิจให้งทบ�ำปใหระ้งมบาปณรทะม่ีรัฐาพณึงทน่ีราัฐมพาจึงัดนส�ำรมราใจนัดสส่วนรรของ ใกนาสรศ่วนึกษขอาแงกละารกศารึกสษนาับแสลนะกุนาอร่ืนสนๆบั ทสี่เนก่ียุนวอขนื่ ้องๆกทับี่เกกายี่ รวศขึกอ้ ษงากลบั ดกลางร(ศ2กึ )ษคาวลามดเลหงล(ื่อ2ม) ลคา้วใานมดเหา้ นลรื่อามยลไำ�้ดใ้ นเปด็น้าอนปุ รสายรรไดค้ต่อ เกปา็นรเอขุป้าสถรึงบรคริตกา่อรกภาารคเขร้าัฐถ(ึงรบวมริกทา้ังรกภาราศคึกรัฐษา()รแวมละทกั้งากราเรขศ้าึกถษึงทา)รัพแยลาะกกราธรรเรขม้าชถาึงตทิ รนัพายไปากสู่ครธวรารมมขชัดาแตยิ ้งนข�ำอไงปสสังคู่ ม ขกใทตกค4ใส(กคม(23นน.าาาุ่ขาับวิชเี่ว0))หกปดรรงาภอาผกปใดมกามแ(รบมาู้สหTาร้าระรารคพูงขhรบ้ตัวบะะะเลอใเัeทดจดิรสจปนสผนาบกิศึงแตมบาิิดทยรลFแรมายาปูยกoรชุม่ียธรินบรีมมอบิ บัอuแ้นีิมภงงสอทาค�ำทงบบrขผแาาขุกtกานภวกภสใบู้ปอพhภจนขหบาาขงูาตลงขาาึ้นใจIย้กอคยึ้นnส่างนพกอบันานุมขงdังนปงใกเ(ยหออกอuน2ปคหๆี้รามุ งกนากส)sร็นมะลรบมีรtแั่วปงู เจโัrกปกทารคทลยอปiแัดa(ธาริบกจุะงมกศ3รบlรภะรขาทเรผาะ)เRกปรบนนาน้ึติ ปสเู้สกมeอศร็นตอทแปใลูงอเvกบารนา่โก่ีเปลอี่ยรoอกบภษิงจดกจะน็าะนกlี่ยิบฐดว้ๆาาuยปโสาแวคกยรก้วอาุtทรแสขิปทิจพiวลยนกoะ(าขลอ้ า1ลัฒธใ้ีาพnใแอะสงมน)หิง(สภ)กลนฤเง1งั ขรกก้ใปแแาัะทบคตา)ับนอารรน็รพสธมกาิมรกผงะงกงุรโงัใาผเขชิบงาิดบงอหขคากรสู้าอารอรชกร้้าหวมิจศนนพงู ิบบสงเอนาแโนุ่กึ อขใไฒัหลสทสู่ บลกนษทยา้ากขังเลนะใยานปายสศคจอหัลรกทุาใตรู่สมรารงนล้กธงธะ์ำ�แษักวงแผทรุกดับใเรลคมกู้สรฐกทหุนาคหระงทมากูงรจิแ้ศดวเมงรอน้ัผงิจไทแรลา้าาปปกาา่วู้สลงนคนมดยฏลภทยแงูงะโไกเลทุ ไาิงินวาลอทบหลกางนาางัตะโายงลราใใานลใิดกสยทนหคใ่ืลอนนยทนิจาุังทนกุ้าค้ มใใปีใครทิ่ีเกนาน�ำดวหกลกรเมัรลาใาปคา้มก้่ียะาาหตรมโนรล่รเ(รวลไิด้ตๆคDกทะก่ืทปอขะกต้อเาวiศาน่อทg้อทบเจารงารขลiงยงำ�tามศกวกมคา้เดaกง้ากาทคทนรมา้ตlาลยับรกวะ่ีพี่ยานก้อกRงแสกาบจแวัฒใeางานิรกราคนาทกรvรงทปนคารยมุ ปทนงoาลรศี่พ้าาฏอกาทรอร่lเแแดึกัuกนิวคาาะสงี่กลลคษัตtรอนตลเเินาiะว้ ทททoิวาดา่อา่ืาลคขบศศย่ีจุnาิจงจนงั า้ารดรัยวรทม)ิคทดยิกแกวติ้าสพี่นเทัลแา้กาลมาวแหู่อยทฒัครพ่ีาระจทลุตล(ทแร่ไีลจกัึบงDนะ้ังรสื่ใรอเ่ีนมัดอปก้หฝหารiงาgมแีมาภแิกลีมรง้บมหiศรtลาาะลาาไือารกaงกยนัก้�พวร้ำระแิกงรlขกสฤาลราึ้นินจมตมระิ ทักษะตา่ ภาพรวมของตลาดแรงงานจึงต้องการบุคคลท่ีมสี มรรถนะสูงเพอื่ ใชต้ ่อยอด หรอื สร้างนวตั กรรมท่เี พมิ่ มลู คา่ ใ(Sหc้กieับnอcงeค)์กเรทไคดโ้ นองโลคย์คีว(าTมeรcู้ทhn่ีเปo็นloจgุดyม)ุ่งวเินศว้นกไรดร้แมกศ่ าSสTตEรM์ (EEndguincaeteiorinngปท)ีที่ป่ีแ16รละฉะบกคบั อณทบ่ี 2ิตดปศ้วราะยจสอำ�ตเงดรอืค์น์ค(พMวฤษาaภมtาhรคeมู้ดm้า- สนaงิ วหtาิทicคยมs)า25ศร6วา3มสตท2ร4้ัง์9

Revolution) สู่อุตสาหกรรม 4.0 (The Fourth Industrial Revolution) ท�ำให้หุ่นยนต์และเทคโนโลยี ใหม่ ๆ เขา้ มาแทนทกี่ ำ� ลงั คนทไี่ รฝ้ มี อื และทกั ษะตำ่� ภาพรวมของตลาดแรงงานจงึ ตอ้ งการบคุ คลทม่ี สี มรรถนะสงู เพื่อใช้ต่อยอด หรือสร้างนวัตกรรมที่เพ่ิมมูลค่าให้กับองค์กรได้ องค์ความรู้ท่ีเป็นจุดมุ่งเน้น ได้แก่ STEM Education ทปี่ ระกอบดว้ ยองคค์ วามรดู้ า้ นวทิ ยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วศิ วกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) รวมทั้งทักษะที่จ�ำเป็นในศตวรรษท่ี 21 คือ 3Rs+8Cs ที่ประกอบด้วย การอ่านออก (Reading) สามารถเขียนได้ (Writing) คิดเลขเป็น (Arithmetic) การคิด อยา่ งมวี ิจารณญาณและการแก้ปญั หา (Critical Thinking and Solving) การคดิ สรา้ งสรรคแ์ ละนวัตกรรม (Creativity and Innovation) ทักษะดา้ นความร่วมมือการท�ำงานเปน็ ทีม และภาวะผู้นำ� (Collaboration Teamwork and Leadership) ทกั ษะด้านความเข้าใจตา่ งวัฒนธรรม ตา่ งกระบวนทศั น์ (Cross Cultural Understanding) ทักษะด้านการสอ่ื สารสารสนเทศและรู้เทา่ ทนั สอื่ (Communication Information and Media Literacy) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร (Computing and Media Literacy) ทักษะอาชพี และการเรยี นรู้ (Career and Learning Self-reliance) และความมเี มตตา กรณุ า วนิ ัย คุณธรรม จรยิ ธรรม (Compassion) (3) การเปดิ เสรอี าเซยี น กระตนุ้ ให้ประเทศมีการใชป้ ัจจัย การผลิตและแรงงานส�ำหรับการพัฒนาการเกษตรและอุตสาหกรรมท่ีเข้มข้นข้ึน เพื่อเพ่ิมความสามารถใน การแขง่ ขนั และพฒั นาตนเองไปสรู่ ะดบั การผลติ ทส่ี งู ขน้ึ ทง้ั การผลติ ในประเทศและใชฐ้ านการผลติ ในประเทศ เพ่ือนบ้าน (4) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้สภาพสิ่งแวดล้อมเส่ือมโทรมลง ภัยธรรมชาติมี ความผนั ผวนและมคี วามรนุ แรงทยี่ ากตอ่ การคาดการณม์ ากขนึ้ (5) กระแสโลกาภวิ ตั นท์ ท่ี ำ� ใหเ้ กดิ การเลอื่ นไหล ทางวฒั นธรรม ความรวดเรว็ ของการตดิ ตอ่ สอื่ สารทขี่ ยายพน้ื ทค่ี รอบคลมุ ทว่ั โลก การขยายตวั ของเครอื ขา่ ยสงั คม ออนไลน์ ส่งผลทั้งในด้านของโอกาสและความเสี่ยงต่อวิถีชีวิต ทัศนคติและความเช่ือในสังคม ความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคล กระบวนการเรียนรู้ และพฤตกิ รรมการบริโภคของคนในประเทศ (6) วาระการพัฒนาภายหลัง ปี ค.ศ. 2015 (post-2015 development agenda) ตามกระบวนทศั น์ “การพัฒนาทย่ี ง่ั ยืน” มีประเดน็ สำ� คัญคอื การจัดท�ำเป้าหมาย การพฒั นาทยี่ ัง่ ยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) 17 เปา้ หมาย เชน่ ขจัดความยากจนในทุกรูปแบบ ทุกสถานท่ี ขจดั ความหวิ โหย บรรลคุ วามมน่ั คงทางอาหาร และส่งเสรมิ เกษตรกรรมอย่างย่ังยนื หรอื รบั รองการมสี ขุ ภาพและความเปน็ อย่ทู ด่ี ีของทุกคนในทกุ ช่วงอายุ เปน็ ต้น สว่ นปัจจยั ดา้ นกระบวนการจดั การศึกษา Ritcharoon et al. (2011: 86-87) ได้น�ำเสนอปจั จยั ที่มี ผลตอ่ การจดั การศกึ ษาขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ทหี่ ากไดร้ บั การสง่ เสรมิ จะสามารถสง่ เสรมิ ประสทิ ธภิ าพ ให้แก่ระบบการศึกษาของท้องถ่ินได้ โดยแบ่งเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบ ด้วย (1) การบริหารของผ้บู รหิ ารองคก์ รปกครองส่วนท้องถิน่ ในเร่อื งของวสิ ยั ทัศน์และการให้ความส�ำคญั กับ การศกึ ษา การคดิ การตดั สนิ ใจในเรอ่ื งทเี่ กย่ี วกบั การศกึ ษา รวมทง้ั ปฏสิ มั พนั ธก์ บั บคุ คลทเี่ กย่ี วขอ้ ง (2) บคุ ลากร ทางการศึกษามีความรู้ มีจ�ำนวนท่ีเพียงพอ (3) องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินมีความพร้อมด้านรายได้และ ทรพั ยากรทางการศึกษา และ (4) ระบบการคดั เลอื กครูมคี วามโปรง่ ใส เท่ยี งตรง ปัจจัยท่ีเกยี่ วกบั สถานศกึ ษา ประกอบด้วย (1) ผู้บริหารมวี ิสัยทศั น์ มภี าวะผู้นำ� มปี ระสบการณ์ และการจัดการท่ดี ี (2) มจี �ำนวนครเู พยี ง พอกับความรับผิดชอบ และมีความทุ่มเทให้กับการสอน (3) มีการนิเทศก�ำกับการท�ำงานอย่างต่อเนื่อง (4) มีการจัดท�ำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาแบบมีส่วนร่วม (5) บุคลากรให้ความร่วมมือในการด�ำเนินการ 250 บัณฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั สวนดุสิต

ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั การศกึ ษา และปจั จยั ทเี่ กยี่ วกบั สภาพแวดลอ้ ม ประกอบดว้ ย (1) นโยบายหรอื กฎหมายทส่ี ง่ เสรมิ การกระจายอ�ำนาจการศึกษาและการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน (2) ผู้บริหารฝ่ายบริหาร และสภาท้องถ่ินเป็นทีมเดียวกัน ท�ำให้เกิดความต่อเนื่องในการท�ำงาน (3) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถ่ิน ใหก้ ารสนบั สนุนการจดั การศกึ ษาอยา่ งเสมอภาคและเปน็ ธรรม (4) ชมุ ชนในบางพื้นทต่ี อ้ งการให้บตุ รหลานได้ เรยี นใกลบ้ า้ นและไดร้ บั การตอบสนองจากนกั การเมอื งในระดบั ทอ้ งถน่ิ (5) เศรษฐกจิ ของชมุ ชนดี (6) ประชาชน มีความรู้และเห็นความส�ำคัญของการศึกษา และ (7) ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายภายนอก นอกจากนี้ การศกึ ษาของ Chatameena, Warasai and Jindapol (2008 cited in Wantanakorn, Tippakoon & Siriphonkitti, 2010: 1) ยังแสดงให้เห็นปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติม คือ (1) มีการจัดการความรู้และถ่ายทอด ความรู้ภายในองค์การ (2) รับฟังความคิดเห็นจากภายนอก และมีความคล่องตัว (3) มีการแปลงวิสัยทัศน์ นโยบาย และยุทธศาสตร์ขององค์กรมาสู่การปฏิบัติงานอย่างแท้จริง (4) เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนริเร่ิม กจิ กรรมหรอื โครงการต่าง ๆ ขององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ และ (5) มีการติดตามและประเมินผลโครงการ ดังกล่าวอยา่ งใกลช้ ดิ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการจัดการศึกษาของท้องถิ่นไทยจะสามารถด�ำเนินการได้ตามแบบแผนท่ีได้ กำ� หนดไว้ แตก่ ารขับเคล่อื นเชงิ รุกจากกลุม่ ผทู้ ี่เกย่ี วข้องท้ังระบบการศึกษายังคงเปน็ คำ� ถามส�ำคัญในเร่อื งของ วิธกี าร ความตอ่ เนอื่ ง และการยกระดบั เป็นนวตั กรรม ซงึ่ ในหวั ขอ้ ต่อไปผู้เขยี นไดน้ �ำเสนอตวั อยา่ งประเทศท่ี ประสบผลสำ� เร็จในการกระจายอำ� นาจสทู่ อ้ งถน่ิ เพอ่ื น�ำไปสกู่ ารวิเคราะหแ์ ละนำ� เสนอเปน็ ตวั แบบเชงิ ระบบ ตวั อย่างประเทศทีป่ ระสบผลส�ำเรจ็ ในการกระจายอ�ำนาจสูท่ อ้ งถิ่น การศึกษาขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกท่ีประสบความส�ำเร็จด้านการกระจายอ�ำนาจการศึกษาให้แก่ท้องถ่ิน พบ 5 ภารกจิ ท่ปี ระสบความสำ� เร็จ (Pattrawat, 2014: 8-10) ได้แก่ (1) การวางแผน การดำ� เนนิ งาน และ การประเมินผล คือ มีการกระจายอ�ำนาจเกี่ยวกับการวางแผนและการจัดการศึกษาไปสู่โรงเรียนอย่างเต็มท่ี โดยสว่ นกลางมบี ทบาทหลกั เปน็ เพยี งผสู้ นบั สนนุ การจดั การศกึ ษาและลดความเหลอื่ มลำ้� ทางการศกึ ษา ดงั เชน่ ในประเทศสหรฐั อเมริกาและบราซิล (2) การบรหิ ารจดั การงบประมาณ พบวา่ หนว่ ยงานทอ้ งถิ่นในประเทศที่ ประสบความส�ำเร็จมีอ�ำนาจใน การจัดการงบประมาณด้านการศึกษาสูงถึงร้อยละ 80 ของงบประมาณ ด้านการศึกษาทั้งหมด โดยเฉพาะงบประมาณในการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา (3) การบรหิ ารบคุ ลากร ซง่ึ สามารถดำ� เนนิ การใหห้ นว่ ยงานสว่ นภมู ภิ าคมอี ำ� นาจในการจา้ งงานครแู ละบคุ ลากร ทางการศกึ ษา (4) การบรหิ ารงานวชิ าการ หนว่ ยงานทอ้ งถน่ิ สามารถออกแบบหลกั สตู รทอ้ งถนิ่ และจดั กจิ กรรม วชิ าการตามมาตรฐานกลางใหส้ อดคลอ้ งกบั บรบิ ทและความตอ้ งการของพน้ื ทไ่ี ด้ (5) การจดั หาสาธารณปู โภค หนว่ ยงานทอ้ งถน่ิ สามารถประเมนิ ความตอ้ งการและความจำ� เปน็ ในการจดั หาสาธารณปู โภคทางการศกึ ษาได้ อย่างเหมาะสม รวมท้ังดูแลรักษาสาธารณูปโภคเหล่าน้ันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าส่วนกลาง ตัวอย่าง ประเทศทป่ี ระสบผลสำ� เรจ็ ในการกระจายอำ� นาจสทู่ อ้ งถน่ิ มดี งั นี้ (Office of The Education Council, 2016: 15-110) 1) สหรัฐอเมรกิ า แตล่ ะมลรฐั จะมีหนว่ ยงานบรหิ ารการศึกษาของตนเองทีเ่ รยี กวา่ Department of Education ด�ำเนินการครอบคลุมตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยของมลรัฐ โดยมี การกำ� หนดมาตรฐานร่วมของมลรฐั (Common Core State Standards Initiative) เปน็ มาตรฐานความรู้ที่ ปีที่ 16 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2563 251

นักเรียนตั้งแต่ช้ันอนุบาลจนถึงช้ันปีที่ 12 ซึ่งมาตรฐานการศึกษาของแต่ละวิชา (Subject Standards) ถูกพัฒนาขึ้นโดยองค์กรต่าง ๆ ในระดับชาติท่ีสนับสนุนการเรียนการสอนวิชาน้ัน วางรากฐานความเป็น มืออาชีพทงั้ ความรู้และทกั ษะ 2) องั กฤษ มแี ผนพัฒนาเดก็ ปี ค.ศ. 2007 กำ� หนดวิสัยทศั นร์ ะยะยาวถึงปี ค.ศ. 2020 สนบั สนนุ ให้ ครอบครวั มสี ว่ นร่วมดูแลการศึกษาของเด็ก และใหโ้ รงเรียนเป็นศนู ย์กลางชุมชน เชือ่ มโยงครอบครวั โรงเรียน ชุมชนเขา้ ด้วยกัน ตอ่ ยอดไปถึงการออกกฎหมาย The Apprenticeships, Skills, Children and Learning Act ขยายหุ้นส่วนของการฝึกงานหรือฝึกทักษะต่าง ๆ เพ่ือให้พร้อมต่อการท�ำงานในพื้นที่ภายหลังส�ำเร็จ การศึกษา 3) ฟนิ แลนด์ เปน็ ประเทศทีม่ ีระบบเศรษฐกจิ ดีจากการขับเคลอ่ื นนวตั กรรม ซึ่งมพี นื้ ฐานจากการให้ ความส�ำคัญกับการศึกษา แม้ว่าการศึกษาของประเทศจะใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐานเป็นภาคบังคับ แต่การจัดการศึกษาของท้องถ่ินกลับประสบความส�ำเร็จจากการออกแบบการเรียนการสอนที่สร้างสรรค์ ภายใตว้ ฒั นธรรมและความเชอื่ ในกระบวนการเรยี นรทู้ เ่ี ออ้ื ใหท้ กุ คนมกี ารศกึ ษามาตรฐานสงู มคี รมู อื อาชพี เปน็ ผสู้ อน ใสใ่ จการเรยี นรแู้ กผ่ เู้ รยี นรายบคุ คลอยา่ งทนั การ และเนน้ การแสดงบทบาทของผเู้ รยี น ตวั อยา่ งนวตั กรรม การเรยี นการสอนทน่ี า่ สนใจ เชน่ มกี ารเรยี นรแู้ บบโมดลู สหวทิ ยาการในหลกั สตู รทอ้ งถนิ่ ปลี ะอยา่ งนอ้ ย 1 โมดลู โดยออกแบบจากความรว่ มมอื ระหวา่ งเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษา โรงเรยี น และครผู สู้ อน โดยครทู กุ คนตอ้ งรว่ มมอื กนั วางแผนแบบขา้ มรายวชิ าและต้องน�ำโมดลู การเรยี นร้แู บบสหวิทยาการไปใช้ 4) ญี่ปุ่น การพัฒนาแบบก้าวกระโดดของประเทศญ่ีปุ่นภายหลังได้รับความเสียหายอย่างหนักจาก สงครามโลกครง้ั ท่ี 2 เปน็ ผลมาจากการปฏริ ปู การศกึ ษาและสงั คมภายใตค้ า่ นยิ มทพี่ งึ ประสงคจ์ นเปน็ ทร่ี บั รโู้ ดย ประจักษ์ได้โดยทัว่ ไป เช่น ยดึ ม่ันความยุตธิ รรมและรับผดิ ชอบ ความรกั ชาตแิ ละบ้านเกดิ การให้ความร่วมมอื กับชุมชน มีจิตสาธารณะ รักธรรมชาติ อนุรักษ์ส่ิงแวดล้อม เคารพประเพณีดั้งเดิม เป็นต้น การบริหาร การศกึ ษาของทอ้ งถนิ่ แบง่ เปน็ 2 ระดบั คอื (1) ระดบั จงั หวดั โดยผวู้ า่ ราชการและคณะกรรมการการศกึ ษาจงั หวดั และ (2) ระดบั เทศบาล โดยนายกเทศมนตรแี ละคณะกรรมการการศึกษาเทศบาลเป็นผู้รบั ผดิ ชอบ ในแต่ละ ระดับจะมีคณะกรรมการของท้องถิ่นหลายคณะเข้ามามีส่วนร่วม ตัวอย่างกิจกรรมการศึกษาที่โดดเด่น เช่น การให้ความส�ำคัญกับชั่วโมงเรียนรู้ที่มีมากถึง 850-980 คาบต่อปี คาบเรียนละ 45-50 นาทีข้ึนอยู่กับช้ันปี การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมหรือบทเพลงพ้ืนบ้านท่ีสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างชีวิต วิถีชุมชน เครื่องดนตรี พื้นบ้าน และธรรมชาติ รวมถงึ การเรยี นรแู้ บบโครงงานท่ตี อ้ งใชค้ วามคดิ สรา้ งสรรคอ์ ยา่ งมาก เป็นตน้ 5) สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นอีกชาติมหาอ�ำนาจในปัจจุบันที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง เปน็ ผลจากการใหค้ วามสำ� คญั ตอ่ การพฒั นาการศกึ ษาเปน็ อยา่ งมากของรฐั บาลจนี นำ� มาสปู่ ฏริ ปู การศกึ ษาใน แนวลึกตัง้ แต่ พ.ศ. 2529 เป็นต้นมา การจัดการศึกษาของท้องถนิ่ อย่ภู ายใต้ค�ำแนะนำ� ของสภาแหง่ ชาติ และ ใหร้ ฐั บาลของประชาชนในระดบั ทอ้ งถน่ิ ทำ� หนา้ ทบ่ี รหิ ารการศกึ ษาภาคบงั คบั ตามแผนของระดบั จงั หวดั ระดบั เขต และระดับเทศบาล ซึง่ ให้ความสำ� คญั กับการสรา้ งสรรค์นวตั กรรมและความสามารถในการลงมอื ปฏบิ ัติ จากความสำ� เรจ็ ในการจดั การศกึ ษาของทอ้ งถน่ิ ขา้ งตน้ ทำ� ใหเ้ หน็ ถงึ ความใสใ่ จในการพฒั นาปรบั ปรงุ การศกึ ษาทง้ั ระบบ เรม่ิ ตน้ ตง้ั แตก่ ารกำ� หนดฐานคดิ ในการพฒั นาทเี่ นน้ เดก็ เปน็ ศนู ยก์ ลาง การกำ� หนดวสิ ยั ทศั น์ การพัฒนาที่มองไปสู่สมรรถนะของผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 การคิดค้นนวัตกรรมสร้างสรรค์ด้านการจัด 252 บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั สวนดุสติ

การเรียนการสอนท้ังในและนอกห้องเรียน การเชื่อมโยงเน้ือหาการเรียนรู้กับการพัฒนาทักษะที่จ�ำเป็นต่อ การประกอบอาชีพในชมุ ชนท้องถิ่น ตลอดจนสรา้ งเครือข่ายความรว่ มมอื ระหว่างครอบครัว โรงเรียน ชมุ ชน เพ่ือรว่ มกนั พัฒนาทักษะการเรียนรขู้ องผเู้ รยี น ก้าวข้ามเปา้ หมายการเรยี นรู้ที่มงุ่ แข่งขนั เปน็ การสรา้ งความสขุ ความม่ันใจ และความสามารถในการน�ำไปใช้ในการพัฒนาตนเองในระยะยาว ปัจจัยความส�ำเร็จเหล่าน้ีจะ ถูกน�ำไปวิเคราะห์ให้เหน็ ภาพโครงสร้างเชิงระบบในหวั ขอ้ ต่อไป บทวิเคราะห์ วิจารณ์ และขอ้ เสนอแนะ จากการที่กฎหมายก�ำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินสามารถจัดการศึกษาในแต่ละระดับตาม ศกั ยภาพของทอ้ งถนิ่ ภายใตก้ รอบมาตรฐานของการประกนั คณุ ภาพการศกึ ษา ซงึ่ ในปจั จบุ นั จำ� นวนสถานศกึ ษา ทด่ี ำ� เนนิ การโดยองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ทงั้ โรงเรยี นและศนู ยพ์ ฒั นาเดก็ เลก็ สงั กดั กรมสง่ เสรมิ การปกครอง ท้องถ่ิน กระทรวงมหาดไทย และโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร มีจ�ำนวนรวมกันกว่า 49,287 แห่ง หากพจิ ารณาในเชงิ ปรมิ าณ จำ� นวนสถานศกึ ษาทกี่ ระจายไปในทว่ั ทกุ พน้ื ทเ่ี ปน็ การสรา้ งโอกาสเขา้ ถงึ การศกึ ษา ใหแ้ กป่ ระชาชน มากยงิ่ ขนึ้ แตห่ ากพจิ ารณาในเชงิ คณุ ภาพจะพบวา่ การจดั การศกึ ษาประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบ หลายประการท่ีในท้องถ่ินแต่ละแห่งอาจมีความพร้อมท่แี ตกตา่ งกัน รวมถงึ สภาพแวดล้อมเฉพาะของท้องถน่ิ แตล่ ะแหง่ ทแี่ ตกตา่ งกนั ไปตา่ งสง่ ผลกระทบตอ่ คณุ ภาพและความสำ� เรจ็ ของการจดั ระบบการศกึ ษาของทอ้ งถนิ่ ดงั เช่นตวั อย่างประเด็นต่อไปนี้ - รายได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งจัดเก็บและจัดสรรให้แก่โรงเรียนในสังกัดมีจ�ำนวน ทแ่ี ตกต่างกนั จะส่งผลตอ่ คณุ ภาพการจดั การศกึ ษา สวสั ดกิ าร และการใหบ้ รกิ ารอน่ื ท่จี ำ� เปน็ ทง้ั ตอ่ ผเู้ รยี นและ ผสู้ อนหรือไม่ อยา่ งไร - จำ� นวนสถานศกึ ษาทมี่ จี ำ� นวนมาก ยอ่ มตอ้ งใชค้ รแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษาจำ� นวนมาก จะแนใ่ จ ได้อย่างไรว่าครูและบุคลากรทางการศึกษาจ�ำนวนมากเหล่านั้นจะมีมาตรฐานในการปฏิบัติงานทัดเทียมกัน ไม่ท�ำให้เกิดความเหล่ือมล�้ำด้านคุณภาพการศึกษา ระบบการประกันคุณภาพที่มีอยู่ในปัจจุบันจะสามารถ ควบคุมมาตรฐานการจัดการศึกษาให้มีมาตรฐานตามที่ก�ำหนดได้หรือไม่ หรือพัฒนาครูและบุคลากรให้มี คณุ ภาพตามมาตรฐานไดอ้ ยา่ งครบถ้วนหรอื ไม่ อยา่ งไร - การพฒั นาหลักสูตรทอ้ งถิ่นของสถานศึกษาแตล่ ะแหง่ ตอบโจทย์ความต้องการของผเู้ รียนได้หรอื ไม่ เป็นหลักสูตรที่สร้างความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับสภาพของชุมชนท้องถิ่นและผู้เรียนสามารถน�ำไปต่อยอด พฒั นาในอนาคตไดจ้ รงิ หรอื ไม่ - ในกรณที เ่ี กดิ ความเหลอื่ มลำ�้ ดา้ นคณุ ภาพการศกึ ษา สถานศกึ ษาในทอ้ งถน่ิ ทม่ี ศี กั ยภาพยอ่ มดงึ ดดู ผู้เรยี น ครู บคุ ลากรทางการศกึ ษา และสามารถคัดเลอื กบุคคลทีม่ ีคุณภาพไว้ได้ ขณะที่สถานศึกษาขนาดเล็ก มีสภาพที่ตรงกันข้าม จะมีวิธีการใดท่ีจะเยียวยาหรือพัฒนาให้สถานศึกษาขนาดเล็กที่อาจยังมีศักยภาพ ไมเ่ พียงพอให้สามารถจดั การระบบการศกึ ษาของตนใหม้ ีคุณภาพมากข้ึนได้ - กลไกในการป้องกนั ควบคุม และตรวจสอบการใชอ้ �ำนาจของผ้บู รหิ ารสถานศึกษาเป็นไปอยา่ งมี ประสทิ ธภิ าพหรอื ไม่ เชน่ การจดั การปญั หาการทจุ รติ อาหารกลางวนั นกั เรยี น การทจุ รติ ในโครงการนมโรงเรยี น หรือปัญหาทางจริยธรรมของครู เร่ืองดังกล่าวการเมืองท้องถ่ินมีบทบาทและชุมชนมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม ปีท่ี 16 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 253

ในการจดั การหรอื ไม่ แค่ไหน อย่างไร หากน�ำปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการศึกษาในภาพรวมของประเทศไทยและแนวปฏิบัติจากประเทศที่ ประสบผลส�ำเร็จในการกระจายอ�ำนาจการศึกษาสู่ท้องถิ่นมาใช้อธิบายระบบการจัดการศึกษาขององค์กร ปกครองสว่ นท้องถิ่นในประเทศไทยตามตวั แบบระบบการศึกษาของ Smith (1982) เพ่อื ใหป้ ระสบผลส�ำเร็จ ตามเปา้ หมายทงั้ ในเรอื่ งของคณุ ภาพและโอกาสความเทา่ เทยี มในการเขา้ ถงึ การศกึ ษา ภายใตก้ ารเขา้ สศู่ ตวรรษ ที่ 21 จะสามารถอธบิ ายได้ดังน้ี บริบทแวดล้อมหรือมุมมองมหภาค ประกอบด้วย 1) การลดลงของประชากรวัยเด็กและการเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ส่งผลให้จ�ำนวนผู้เรียนที่ลดลงท่ีอาจเป็นได้ท้ังโอกาสและอุปสรรคของท้องถิ่นใน การจัดการศึกษา ในด้านโอกาสคือจ�ำนวนเด็กท่ีน้อยลงท�ำให้การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนรายบุคคลเป็นไปได้ ท่ัวถึงมากย่ิงขึ้นสามารถทดลองน�ำนวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่มาปรับใช้กับการเรียนการสอนได้สะดวกย่ิงข้ึน แต่ขณะที่ในด้านอุปสรรคเมื่อรายได้ของสถานศึกษาจากค่าเล่าเรียนลดลง อาจส่งผลต่อการจัดหาส่ือและ เทคโนโลยีการเรยี นรู้ การจัดหาผ้สู อนทม่ี คี วามรู้ความสามารถมาสอน เป็นตน้ 2) ตลาดแรงงาน การเปิดเสรี การค้าระหว่างประเทศ กระแสโลกาภิวัตน์ การเข้ามาของเทคโนโลยีที่แทนที่การปฏิบัติงานของคน หรือ Digital Disruption รวมทงั้ กระแสการพฒั นาทยี่ งั่ ยนื ปจั จยั เหลา่ นเี้ ปน็ โอกาสใหเ้ กดิ การสรา้ งสรรคว์ ธิ กี ารเรยี นรู้ หลักสูตรการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถคิดก้าวน�ำนวัตกรรม หรือออกแบบต่อยอดนวัตกรรมเหล่าน้ันเพื่อ นำ� มาพัฒนาตนเอง ชมุ ชนท้องถนิ่ หรอื การประกอบอาชพี อ่ืน ๆ ได้ ซง่ึ การเรยี นรู้ในรูปแบบเกา่ อาจใหผ้ ลลัพธ์ ที่ไม่เพียงพอต่อการต้านทางปรากฏการณ์ดังกล่าวและการน�ำไปสู่ภาวะถดถอยของสถานศึกษาอย่างรุนแรง 3) นโยบายด้านการศึกษาของรัฐ หากมีเป้าหมายการพัฒนาท่ีชัดเจนและมีการวางแผนปฏิบัติที่ชัดเจน ก็จะเป็นรากฐานที่สร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐได้ ดังเช่นประเทศฟินแลนด์ท่ีเน้นการเติบโตจากการส่งเสริม นวตั กรรม ในทางกลบั กนั หากยังหาทิศทางความชดั เจนของนโยบายไมพ่ บ มุ่งเน้นการพฒั นาโครงสรา้ งหรอื รปู แบบมากกวา่ ผลลพั ธ์ อาจสง่ ผลใหเ้ กดิ ปญั หาความเหลอื่ มลำ้� ดา้ นคณุ ภาพของสถานศกึ ษาและความสามารถ ในการพัฒนาผู้เรียน 4) สภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน มีผลต่อเงินสนับสนุนการศึกษาจากส่วนกลางรวมท้ัง การจัดเก็บรายได้ของท้องถิ่นที่น�ำมาจัดสรรในส่วนของการศึกษา ดังน้ันหากอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต�่ำ การจดั เกบ็ รายไดไ้ มเ่ ปน็ ไปตามเปา้ หมายและไดร้ บั การสนบั สนนุ งบประมาณไมเ่ พยี งพอ กจ็ ะมผี ลตอ่ การลงทนุ ทางการศึกษาของสถานศกึ ษาและสง่ ผลต่อการจัดการคุณภาพในเรื่องอื่น ๆ ตอ่ ไป กระบวนการจัดการหรือมุมมองจุลภาค ประกอบด้วย การน�ำเข้าปัจจัย กระบวนการ และผลผลิต ซง่ึ ในแตล่ ะกระบวนการมีปัจจัยต่อไปนี้ ปัจจยั นำ� เข้า สิ่งทส่ี �ำคัญที่สุดคือ 1) วสิ ัยทัศน์ ฐานคดิ และเป้าหมายเกี่ยวกบั การพัฒนาการศกึ ษาท่ี ต้องเป็นไปอย่างสอดคล้องกัน จากตัวอย่างประสบการณ์การกระจายอ�ำนาจการศึกษาในต่างประเทศพบว่า ประเทศทปี่ ระสบความสำ� เรจ็ ตา่ งมกี ารกำ� หนดเปา้ หมายทช่ี ดั เจนวา่ จะนำ� พาประเทศไปสจู่ ดุ ทปี่ รารถนาใด และ นโยบายการศกึ ษารวมทัง้ การบรหิ ารจัดการจะมลี กั ษณะอยา่ งไรทีจ่ ะขบั เคล่ือนการพฒั นาผู้เรียนใหเ้ ป็นก�ำลัง ส�ำคัญในการตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง ดังน้ัน การก�ำหนดนโยบายการศึกษาจึงไม่ใช่เป็น เพียงผลผลติ ทางการเมอื งทีผ่ นั เปล่ียนไปตามยุคสมยั ของรฐั บาล แตต่ อ้ งเป็นส่ิงท่ผี ้เู ก่ยี วขอ้ งต่างเห็นร่วมกันวา่ เป็นความส�ำคัญอย่างยิ่งยวดที่ต้องใช้เวลาในการวางรากฐานให้เข้มแข็งและด�ำเนินการพัฒนาต่อยอดอย่าง 254 บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยสวนดุสิต

ตอ่ เนอ่ื ง 2) ทรพั ยากรทางการบรหิ าร ไดแ้ ก่ (1) ตวั ผเู้ รยี น ตอ้ งสามารถเขา้ ถงึ บรกิ ารการศกึ ษาไดอ้ ยา่ งเทา่ เทยี ม และมคี ณุ ภาพ ปัญหาอนั เน่ืองมาจากความแตกตา่ งหลากหลายของผ้เู รียนต้องไดร้ บั การแกไ้ ขปรับปรงุ เพือ่ ให้ สามารถเขา้ ส่กู ระบวนการการศึกษาทอ่ี อกแบบให้เหมาะสมกับความถนัด ความสนใจ และความสามารถของ ผเู้ รียน ทำ� ใหผ้ เู้ รียนคน้ พบตนเองและมองเหน็ เปา้ หมายชีวิตภายหลงั ส�ำเรจ็ การศึกษา (2) หลกั สูตรการศกึ ษา ผู้สอน และรปู แบบการเรยี นการสอน หลักสูตรการศกึ ษาท้องถิน่ ควรพัฒนาขนึ้ จากการมสี ่วนรว่ มขององค์กร ชมุ ชนทอ้ งถน่ิ ทมี่ คี วามเกย่ี วขอ้ งในเนอื้ หารายวชิ าเหลา่ นน้ั เชน่ วชิ าการปลกู พชื เกษตรอนิ ทรยี ์ เปน็ การพฒั นา วิชาร่วมกันระหว่างสถานศึกษา กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการพัฒนา ชุมชน ผู้จัดการตลาดกลางผักผลไม้ในพ้ืนที่ เป็นต้น เพื่อให้ผู้เรียนนอกจากจะได้ความรู้และมีทักษะจาก การทดลองปฏบิ ตั แิ ลว้ ยงั สามารถมองเหน็ หว่ งโซอ่ ปุ ทานในกจิ กรรมเหลา่ นน้ั และเปน็ โอกาสในการเตรยี มพรอ้ ม สำ� หรบั การประกอบอาชีพในอนาคต ส่วนผสู้ อนต้องสามารถสร้างสรรค์รปู แบบการเรียนการสอนทเี่ หมาะสม กบั เนอื้ หารายวชิ า สง่ เสรมิ การเรยี นรู้ และมแี นวทางพฒั นาผเู้ รยี นรายบคุ คล ขณะทต่ี วั ผสู้ อนตอ้ งมกี ารพฒั นา ตนเองอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง เพอ่ื นำ� ผลการพฒั นามาใชถ้ า่ ยทอดตอ่ ลงสผู่ เู้ รยี นใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจเชงิ ลกึ จากการปฏบิ ตั ิ มากขนึ้ (3) ผบู้ รหิ าร ตอ้ งมวี สิ ยั ทศั น์ มคี วามเขา้ ใจเรอื่ งการศกึ ษาอยา่ งถอ่ งแท้ สามารถเปน็ ผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลง ในองคก์ ารได้ สร้างเครือข่ายในงานพัฒนา (4) ส่งิ สนับสนุนการเรียนรู้ เช่น พนักงานเจ้าหน้าที่ ส่อื การสอน อาคารสถานท่ี สาธารณปู โภคพน้ื ฐาน ตอ้ งมคี วามเหมาะสมและเพยี งพอตอ่ การจดั การศกึ ษา สามารถเสรมิ ให้ กิจกรรมการเรียนรู้บรรลเุ ป้าหมาย (5) งบประมาณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรตอ้ งมอี สิ ระในการบริหาร งบประมาณ มรี ะบบการตดิ ตามการใชจ้ า่ ยทโ่ี ปรง่ ใส มปี ระสทิ ธภิ าพและเปน็ ไปเพอื่ ยกระดบั คณุ ภาพการศกึ ษา ไดอ้ ยา่ งต่อเนื่อง กระบวนการ สิ่งท่สี ำ� คัญในระบบการจัดการศกึ ษา คือ กระบวนการจดั การเรยี นการสอน เทคนคิ วธิ ี หรือกลยุทธ์การเรียนการสอน ต้องมีการออกแบบนวัตกรรมการเรียนการสอนสร้างสรรค์ที่มีเป้าหมาย การพัฒนาที่ชัดเจน สามารถสร้างการเรียนรู้และทักษะผ่านการลงมือปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น การกำ� หนดโมดูล กิจกรรมของนักเรยี นในประเทศฟนิ แลนดห์ รอื การเรยี นรแู้ บบโครงงานของนกั เรยี นญ่ีป่นุ ผลผลติ ผลผลติ ทไี่ ดจ้ ากกระบวนการจดั การศกึ ษา ประกอบดว้ ย ผสู้ ำ� เรจ็ การศกึ ษา หลกั สตู รการศกึ ษา และบุคลากรผู้สอน โดยผู้ส�ำเร็จการศึกษาท่ีผ่านกระบวนการจัดการเรียนการสอนท่ีเหมาะสมควรมี สมรรถนะทสี่ อดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของตลาดแรงงานหรอื ชมุ ชนทอ้ งถนิ่ คอื สามารถปฏบิ ตั งิ านไดจ้ รงิ จาก ประสบการณ์ท่เี คยผ่านจากการลงพื้นท่ปี ฏิบัติ มคี วามเข้าใจในงานทง้ั ในภาพรวมและงานหลัก ด้านหลกั สูตร การศึกษา มีความสอดคล้องกับบริบทของพ้ืนท่ี การให้เครือข่ายองค์กรวิชาชีพที่เก่ียวข้องเข้ามามีส่วนร่วม จัดท�ำและเป็นเครือข่ายในการท�ำงานของผู้เรียนในอนาคต ส่วนบุคลากรผู้สอน ได้รับการพัฒนาทางวิชาชีพ อยา่ งตอ่ เนอื่ ง เกดิ เปน็ ความกา้ วหนา้ ในอาชพี และนำ� ความรปู้ ระสบการณก์ ลบั มาพฒั นาการเรยี นการสอนตอ่ ไป การประมวลปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการศึกษาจากข้อมูลแหล่งต่าง ๆ ท่ีกล่าวมาข้างต้น สามารถนำ� เสนอเปน็ ตวั แบบระบบได้ดงั ภาพท่ี 2 ปที ี่ 16 ฉบบั ท่ี 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 255

บริบทแวดลอ้ ม - การเขา้ สู่สงั คมผสู้ งู อายุ - Digital Disruption - นโยบายการศึกษาของรัฐ - สภาวะเศรษฐกิจ ปจั จยั นาเขา้ กระบวนการ ผลผลิต - นโยบาย ฐานคิด เป้าหมาย - กระบวนการจดั การเรียน - ผูส้ าเรจ็ การศกึ ษาทีพ่ รอ้ ม การพัฒนาทชี่ ัดเจน สอดรบั การสอน เทคนคิ วิธหี รอื กลยทุ ธ์ ประกอบวิชาชีพ บรบิ ท การเรยี นการสอน นวัตกรรม - หลักสูตรทอ้ งถิน่ จากการมี - ทรพั ยากรการบริหาร (ผเู้ รียน, การเรยี นการสอน ทเี่ ปน็ ไปตาม ส่วนรว่ มขององคก์ รในพ้ืนที่ หลกั สูตร, ผบู้ ริหาร, เปา้ หมายการพัฒนา - ผู้สอนทพ่ี ฒั นาตนเองอย่าง สงิ่ สนับสนุนการเรยี นรู้, - การมสี ว่ นร่วมจากชมุ ชน ตอ่ เนอื่ ง สรา้ งสรรคก์ ระบวนการ งบประมาณ) เรียนรู้ ข้อมลู ยอ้ นกลบั - การประเมินผลองค์การและการปฏบิ ตั ิงาน - การจดั การความรทู้ ัว่ ทง้ั องค์การ ภาภพาพทท่ี 2ี่ 2รระะบบบบจจัดดั กทกาทามี่ร่ีมราศาศ:กึ:ึกAษAษuuาาtทtทhhั้งัง้ooใในrนr ม(ม(22มุมุ 00มม22ออ00งง))มมหหภภาาคคแแลละะจจุลลุ ภภาาคค บบททสรสุปรปุ มมมุ ุมมมอองงเเชชงิ งิรระะบบบบเปเป็น็นเคเครือ่รือ่งมงมอื ทือชี่ทว่ชี ยว่ ทยาทค�ำวคาวมาเมข้าเขใจ้าคใจวคามวาสมั สพัมนพธร์ันะธหร์ วะ่าหงวปา่ จั งจปยั จั ตจ่าัยงตๆ่างทๆีส่ ง่ ทผ่สีลง่ตผ่อลกตันอ่ ทกัง้นใน รทะดง้ั ใับนมรหะภดาบั คมห(ภภาาพครว(ภมา)พแรลวะมจ)ุลแภลาะคจลุ(กภาารคจัด(การจ) ดั เปก็นารเว)ลเปากน็ วเว่าล2า0กวปา่ ี ข2อ0งปกีาขรอกงรกะาจรากยรอะาจนาายจอกำ� านราศจึกกษาารสศู่อกึ งษคา์กร ปสกู่อคงรคอ์กงรสป่วนกทคร้อองถงส่ิน่วกนาทร้อดงาถเน่ิ ินการดจัด�ำเกนาินรขกอารงจอัดงคก์การปขอกคงอรงอคงส์ก่วรนปทก้อคงรถอ่ินงสใน่วภนาทพ้อรงวถม่ินยใังนไภมา่เปพ็นรไวปมตยาังมไมเป่เป้าห็นมไปาย ขตอางมกเาปรา้กหรมะจายายขออางนกาารจกเทร่าะทจี่คายวอรำ� กนาารจเเปทลา่ ่ียทนคี่ แวปรลกงาทราเปงบลรยี่ ิบนทแกปับลกงทาราเงมบือรงบิ ทท่ีขกาบัดกเสาถรียเมรอืภงาทพข่ี แาลดะเสคถุณยี ภราภพาสพ่งแผลละให้ ผกกกเสกมเสกจสมภรจนคโถู้่าาวาาเาาอต่ียรูปดุรรึณภมงุคีนรกรวาีนกยวเเศพเกัตแาวคากใขปภดกนาาหกึรพาากับฒวก้าานัร่ส้บาถมษทหญ่าถรเบพามหขนตกหเแก่ีารเงึน่รขยณสกปอมาาายกลมตาเัด้งาง่รมาทง็าังนข์ากรา่กกคถผนเบรไยหรี่แนอแปเษตางึงมลบาศยุคลสงทสี้รไค้า่าใต่มรกกึานดรคกัเหวงว่้วหจะีครรวิษหา้รโจลงกนาก้รบมียยกวชรับหาาามมาิางหาบบนาพ็นไยกรอราเรรามนมยพกากังกัรฒวกคู้ิทคกชยคกงึ่่าใุ่านชสิรรำ�ววกธนเัดชแรงราะหาา่าวกาใิพวมศเลาสร่หทะสจมมนนดิจ่าลีอึทกะพออาามเารกนดจใจยแษขยมี่แัินทฒู้หเง่ าเาใาู่แพน้าอปทาทญันเทรธกญกนใลลมว่ืำ�าอ้แาิหพ้จจก่ีสกทะืาน่อหคยาใพสรลขาาลากสหใาัาวงกมิงวรัมฒาอชรขงังาจค้าคเาหงขยจพ้งากเอพรมกนยงหกวพผาัรดลาัฒศงไเรากาาตดาู้ถเร้ืนหกักกดึกรารมตานคเนศเาทาลศห้ะขีรยรษขสนวาึกโรรัพอ่ืบี่อกึนน็อ้าคยาานศษรเมษิทคฒถัไอใมงขมบนวึใกาดนล่ผาึงาิจธทาืรมอเามนษอ้ ทพคนยำ้�ูิดพู้เ้ใเยทงธไิาพายนรใงวั้ิอื่อยดใคทิลพก้ังนขี่าไยน่ือาวงใถ้มอวขามช่ีงอลกหมถนิพชแกู ราาเชอม่ดั งจาก่ิ้นเราตชศทถมัฒดัสปงคเีราู้ค่ียทีพ่กา่จึลตี่เกเ่วเ็นวนกหวจวยปข้อนษะท่นอาาทกาากลนทา้ งร็เารน้มอเกตมุนกัักาบถถอนะขเงชลสเนรเมยี่มสงึิ่ดนปาดถ่ืยอขดัภาจกือวูตดนใ่ิันมบราง้างเาันดคากคงรจุษิญวีโใคพรขรใ่ากบัทดขจกวนชยวนศญเัฐนาาายาข้อกาหใ์ทนาบกึแดมดนริยเรอางามล่ีพฉรษาตตคศกศถมจรหงา่แุพล่รนอ่่ลา่ินาึึนึผวกกงเลน้อตแกายรไเใาะู้เำ�ทษษาสี้นดมตะรกหสี่ยงัมรรย่ีเ่วาาียภอ่ื้ค่เดลรตวปะะมชพกนจขนง้าะ้กวาง่บาดั็นด่ ึิงดหนอ้ื งมคยชใับงับบขทเจเสขนนงทจสกอีุดจปปาุดก�รส้ึำน่งึทาามยี่นด็นรกรรแเาใเ่รวกรแู่้อดกควิญหครเานลเนรแวลคม่กนงิดวศร์นะ้อคถญิชลกถะราษทจศตกึไวกนวา่ืมะิ่สลนอมาาตึกางั้ษัตสจะากขจชงัางไ่อมรษกามใดาาเบงึกงดัาหากหกนมรากมถ้ไสดา่ชเง็ไลรตลดจกาจนัขกูญรมชนกพี ักมใักเึนงา้เขถ้ีาี้่ถใหชกาใทเสรกกชราด่าปึงจรคพ้ิดน็ขแูอตู้าปดา่ทยโกมใ็นวบัขรลฒัไรงอรนทแานาดอาเถ้ึนกเะเทกงโบอรนรคคมวอ้งยนข่ิรเี้อยาดสลบาิลรถชเยะบานโสนงหลค่ืืออรื่ึองดกดา่าจาถอขกง้เานกลงงนยทกาายป่ินสกองบาช่ืหอรยเเปาท้อู่ผ้พจสาฉรทงดับ่รงอลมรีช่ บหสปู้งาพรอ่ืชมี่เเัากระลัดปถจกอุรฏคมี้ใาถอนิหเข้าเนิ่หนนคน็นทะบิคจางึงาอใา์ี้้ทยศนนลตัจรงี่ิ ผู้เรยี น ครอบครวั ชมุ ชน สงั คม จงึ เปน็ ลกั ษณะของตา่ งฝ่ายต่างทาหน้าทโ่ี ดยไมม่ ีการบูรณาการกัน สดุ ท้ายเม่ือแต่ละ 256ฝ่าบยัณมฑอติ งวทิภยาาพลยั กมาหราจวิทัดยกาลาัยรสศวนกึ ดษุสิตาไมต่ รงกันก็ไม่สามารถกาหนดแนวทางปฏิบัติท่ีมงุ่ สเู่ ปา้ หมายทสี่ อดคลอ้ งด้วยกันได้ หรือหากจะกล่าวในอีกนัยหนึ่ง รัฐยังหาคาตอบเกี่ยวกับจุดยืนทางการศึกษาไม่พบใช่หรือไม่ เพราะ ลกั ษณะทางกายภาพและสภาพสังคมของประเทศไทยท่ีส่วนใหญ่เป็นสังคมเกษตรกรรมแต่การศึกษากลับให้คุณค่า

เปน็ ทนุ มนษุ ยท์ พี่ รอ้ มดว้ ยสมรรถนะในการขบั เคลอ่ื นประเทศ เจตนารมณข์ องนโยบายและแนวทางการศกึ ษา มิได้ถูกถ่ายทอดในรัฐบาลแต่ละชุด และไม่ได้ถูกถ่ายทอดลงสู่ผู้ปฏิบัติ ผู้เรียน ครอบครัว ชุมชน สังคม จึงเป็นลักษณะของต่างฝ่ายต่างท�ำหน้าที่โดยไม่มีการบูรณาการกัน สุดท้ายเม่ือแต่ละฝ่ายมองภาพการจัด การศกึ ษาไม่ตรงกันกไ็ ม่สามารถกำ� หนดแนวทางปฏบิ ัติท่ีมุ่งสู่เป้าหมายทีส่ อดคลอ้ งดว้ ยกนั ได้ หรือหากจะกล่าวในอีกนัยหน่ึง รัฐยังหาค�ำตอบเกี่ยวกับจุดยืนทางการศึกษาไม่พบใช่หรือไม่ เพราะลักษณะทางกายภาพและสภาพสังคมของประเทศไทยท่ีส่วนใหญ่เป็นสังคมเกษตรกรรมแต่การศึกษา กลับให้คุณค่ากับการพัฒนาในสายวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และเทคโนโลยีเป็นหลัก โดยมองว่าเป็นกลุ่ม อาชพี ทส่ี รา้ งมลู คา่ ทางเศรษฐกจิ ไดส้ งู และเมอ่ื มเี พยี งผเู้ รยี นเพยี งจำ� นวนหนง่ึ เทา่ นนั้ ทไ่ี ดร้ บั โอกาสในการศกึ ษา ท่ีดี แล้วผู้เรียนท่ีเหลือจะด�ำเนินการอย่างไร การศึกษาจึงเป็นเสมือนเวทีแข่งขันท่ีผู้แพ้ถูกคัดตัวออก การกระจายอำ� นาจเปิดโอกาสใหม้ ีกระบวนการพัฒนาผเู้ รยี นตามสภาพความพร้อม แตก่ ลบั ใช้วธิ กี ารทดสอบ กลางเพื่อตัดสินชี้ขาดอนาคต เช่น การสอบเข้าเรียนต่อในระดับต่าง ๆ เราจึงขาดการวางแผนให้การศึกษา เปน็ กระบวนการทช่ี ว่ ยใหบ้ คุ คลคน้ พบเสน้ ทางชวี ติ ของตนเอง แตเ่ ปน็ กระบวนการทตี่ ดั สนิ คณุ คา่ หรอื การแบง่ เกรดทางการศกึ ษาของบคุ คล บทสรปุ และข้อเสนอแนะของบทความชิ้นน้ี คอื ใหร้ ฐั และกลุ่มผทู้ ่เี กยี่ วขอ้ งกับ การศึกษาท้ังระบบได้พิจารณาทบทวนบทบาทภารกิจของการศึกษาท่ีแท้จริง น�ำไปสู่โจทย์พื้นฐานของ การจดั การศกึ ษาของท้องถนิ่ ใน 2 เร่อื ง คือ 1) การศกึ ษาตอ้ งเปน็ ไปเพ่อื การพัฒนามนษุ ย์ ปลดปล่อยมนุษย์ จากความไมร่ ู้ สามารถแกไ้ ขปญั หาดว้ ยปญั ญาไดอ้ ยา่ งมเี หตผุ ล และ 2) ผลลพั ธจ์ ากกระบวนการจะถกู นำ� กลบั ไปสกู่ ารพฒั นาระบบการศกึ ษาอยา่ งเปน็ วงจรอยา่ งตอ่ เนอื่ งเพอ่ื ใหไ้ ด้ การจดั การทเี่ ปน็ ไปตามมาตรฐานคณุ ภาพ สอดคลอ้ งกบั การเปลย่ี นแปลงของสงั คม ดังน้ี 1) การศกึ ษาเพอ่ื การพฒั นามนษุ ย์ ระบบการศกึ ษาตอ้ งทำ� ใหบ้ คุ คลคน้ พบตวั เอง สามารถเลอื กเสน้ ทาง ชีวิตท่ีเหมาะสมกับตนเองได้อย่างมั่นใจ ตลอดจนสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้หรือช่องทางการเรียนรู้อื่นเพ่ือ พัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต เป็นการปลดปล่อยบุคคลออกจากค่านิยมทางการศึกษาที่มุ่งหวังใบปริญญาหรือ ใบรบั รองเปน็ หลกั การดำ� เนนิ การจงึ ตอ้ งปรบั รปู แบบการเรยี นการสอนตง้ั แตร่ ะดบั ปฐมวยั เนน้ การเรยี นรจู้ าก ส่ิงรอบตัว จากกิจกรรม และจากปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง เชื่อมโยงความรู้สามัญกับความรู้ท้องถิ่น ซ่ึงเป็นการเรียนรู้แบบข้ามศาสตร์และใช้กิจกรรมท่ีเน้นการสร้างวิธีคิดไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เปน็ พนื้ ฐานในการคิดเพอื่ สร้างนวตั กรรมต่อไปในอนาคต 2) การพัฒนาระบบการศึกษาโดยการประสานกับครอบครัว กลุ่มองค์กรชุมชน หน่วยงานรัฐและ หน่วยงานเอกชนในพ้ืนท่ีท่ีมีความรู้ความเช่ียวชาญเฉพาะทางในรูปแบบของเครือข่ายความร่วมมือระยะยาว เพ่ือออกแบบพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นที่สอดคล้องกับบริบททางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของพื้นท่ี เป็นการเรียนรู้ท่ีสามารถน�ำผลลัพธ์ที่ได้ไปปฏิบัติใช้ได้จริง และเป็นการเรียนรู้ท่ีต่อเนื่องเพราะใช้ระบบ เครอื ขา่ ยการเรยี นรู้ ท�ำให้การเรยี นรไู้ มไ่ ดถ้ ูกจำ� กัดอย่ใู นห้องเรียนอีกตอ่ ไป ปที ่ี 16 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 257

เอกสารอา้ งองิ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถ่ิน. (2554). ข้อมูลรายชื่อโรงเรียนในสังกัด อปท. ทั่วประเทศ. [Online]. Available: http://sis.dla.go.th/searchShool. [2562, พฤศจกิ ายน 16]. กรมสง่ เสรมิ การปกครองทอ้ งถนิ่ . (2554). ขอ้ มลู รายชอ่ื ศนู ยพ์ ฒั นาเดก็ เลก็ ของ อปท. ทวั่ ประเทศ. [Online]. Available: http://ccis.dla.go.th/public/DlaCcisInfo.do. [2562, พฤศจิกายน 16]. กลุ่มงานแผนงานและสารสนเทศส่วนนโยบายและแผนการศึกษา ส�ำนักงานยุทธศาสตร์การศึกษา. (2562). รายงานสถิติการศึกษา ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั . ไกรยส ภัทราวาท. (2557). การกระจายอ�ำนาจทางการศึกษา กุญแจสู่ความส�ำเร็จของการปฏิรูประบบ การศกึ ษา. เอกสารประกอบการประชมุ วิชาการ อภิวฒั นก์ ารเรยี นรสู้ จู่ ุดเปล่ียนประเทศไทย. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ. (2549). รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (พิมพค์ ร้งั ที่ 4). กรงุ เทพฯ: สำ� นักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหง่ ชาต.ิ ทรงพล เจตนาวณิชย์. (2557, พฤษภาคม). การจัดการเรียนรู้ โดยท้องถิ่นและจังหวัด บทเรียนจาก 10 จังหวัดในโครงการยกระดับการพัฒนาการเรียนรู้ระดับจังหวัด. เอกสารประกอบการประชุม วชิ าการอภิวฒั น์การเรียนร้สู ู่จดุ เปลี่ยนประเทศไทย. พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พทุ ธศกั ราช 2542. (2542, 19 สงิ หาคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. (2551). เลม่ ท่ี 116 ตอนท่ี 74 ก, หน้า 2. พิชิต ฤทธิ์จรูญ และคณะ. (2554). การวิจัยประเมินผลการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. วารสารศิลปากรศกึ ษาศาสตรว์ ิจยั , 3 (1): 79-91. มนสั วี ศรนี นท.์ (2558). วิเคราะหก์ ารบรหิ ารการศึกษาไทยในศตวรรษท่ี 21 ดว้ ยทฤษฎีการบริหารการศึกษา เชงิ ระบบ. วารสารศึกษาศาสตร์ มมร., 3 (2): 51-57. มรุต วันทนากร, ภาคภูมิ ทพิ คณุ และแพรว ศริ ิพรกติ ต.ิ (2553). บทสรุปเชงิ นโยบาย ปัจจยั แหง่ ความสำ� เรจ็ ในการบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน. [Online]. Available: http://prp.trf. or.th/ trf-policy-brief/ปัจจัยแห่งความสำ� เร็จใน-2/. [2562, พฤศจิกายน 18]. วิมล ชาตะมนี า, วชริ า วราศรยั และรงุ่ ทพิ ย์ จินดาพล. (2551). ปจั จัยแห่งความสำ� เร็จในการบริหารจัดการ และดำ� เนนิ โครงการของ อบจ. แพร่ และของ อบจ. พษิ ณโุ ลก. รายงานวจิ ยั เลขท่ี RDG5040021, ส�ำนกั งานกองทุนสนบั สนนุ การวจิ ยั . สันสิทธิ์ ชวลิตธ�ำรง. (2546). หลักการบรหิ ารรัฐกิจกบั ระบบราชการไทย. กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทรพ์ รนิ้ ตง้ิ แอนด์ พบั ลิชชงิ่ . ส�ำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ส�ำนักนโยบายและยุทธศาสตร์. (2559). แผนพัฒนาการศึกษาของ สำ� นกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร ฉบบั ที่ 12 พ.ศ. 2560-2564. [Online]. Available: https:// www.moe.go.th/ moe/th/news/detail.php?NewsID=46495&Key=news20. [2562, พฤศจิกายน 16]. 258 บัณฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลัยสวนดสุ ติ

สำ� นกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2559). รายงานผลการศกึ ษาการพฒั นามาตรฐาน การศึกษาของต่างประเทศ. นนทบรุ ี: เซ็นจรู ่ี. สุนทร โคตรบรรเทา. (2553). ปรัชญาการศกึ ษาสำ� หรับผบู้ ริหารการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: ปญั ญาชน. References Fumihiko Saito. (2011). Decentralization and Development Partnership: Lessons from Uganda. Tokyo: Springer Japan. Smith, A. W. (1982). Management System: Analyses and Application. New York: Dryden. Translated Thai References Chatameena, V., Warasai, W. and Jindapol, R. (2008). Key success for Project Management and Operation of Phrae Provincial Administration Organization and Phitsanulok Provincial Administration Organization. Bangkok: Thailand Research Fund. (in Thai) Chawalitthamrong, S. (2003). Principles of public administration and Thai bureaucracy. Bangkok: Amarin Printing and Publishing. (in Thai) Department of Local Administration. (2011). Lists of Schools under the Local Government Organization, Nationwide. [Online]. Available: http://sis.dla.go.th/searchShool. [2019, November 16]. (in Thai) Department of Local Administration. (2011). Lists of Child Development Centers under the Local Government Organization, Nationwide. [Online]. Available: http://ccis. dla.go.th/ public/DlaCcisInfo.do. [2019, November 16]. (in Thai) Jetanavanich, S. (2014, May). Learning Management by Local and Province Lessons from 10 Provinces in the Province Level of Learning Development Project. Academic Conference Document: Revolution in learning to the turning point in Thailand. Bangkok, Thailand. (in Thai) Kotbuntao, S. (2010). Educational Philosophy for Educational Administrators. Bangkok: Panyachon. (in Thai) National Education Act B.E. (1999, 19 August). Royal Thai Government Gazette. Rule Number 116 Section Number 74ก, Pages 2. (in Thai) National Human Rights Commission of Thailand. (2006). Constitution of the Kingdom of Thailand B.E. 1997 (4th ed.). Bangkok: The National Human Rights Commission of Thailand. (in Thai) Office of the Education Council. (2016). Standard Development Study Abroad. Nonthaburi: Century. (in Thai) ปีท่ี 16 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2563 259

Office of the Permanent Secretary, Ministry of Education. (2016). Educational Development Plan of the Office of the Permanent Secretary, Ministry of Education, 12th edition B.E. 2560-2021. [Online]. Available: https://www.moe.go.th/moe/th/news/ detail.php?NewsID =46495&Key=news20. [2019, November 16]. (in Thai) Pattrawat, K. (2014, May). Decentralization as a Key to Education Reform Success. Academic Conference Document: Revolution in learning to the turning point in Thailand. Bangkok, Thailand. (in Thai) Planning and Information Section, Policies and Educational Planning Division Department of Education. (2019). Educational Statistics Report of the Academic Year 2019, Schools Under the Jurisdiction of Bangkok Metropolitan Administration. Bangkok: Mahachulalongkornrajavidyalaya. (in Thai) Ritcharoon, P. et al. (2011). Evaluation Research of Educational Management of Local Administration Organization. Silpakorn Educational Research Journal, 3 (1): 79-91. (in Thai) Srinont, M. (2015). An Analysis of Thai 21st Century Education Administration with the System Theory of Education Administration. Mahamakut Buddhist University Education Journal, 3 (2): 51-57. (in Thai) Wantanakorn, M., Tippakoon, P. & Siriphonkitti, P. (2010). Policy Summary: Key success for Local- Government Organization management. [Online]. Available: http://prp.trf. or.th/ trf-policy-brief/key success-2/. [2019, November 18]. (in Thai) คณะผ้เู ขียน ว่าทรี่ อ้ ยตรีหญิงจงรกั ษ์ แสนแอ่น วทิ ยาลัยนวตั กรรมการจดั การ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรตั นโกสินทร์ เลขที่ 96 หมู่ 3 ถนนพทุ ธมณฑลสาย 5 ตำ� บลศาลายา อำ� เภอพทุ ธมณฑล จงั หวดั นครปฐม 73170 e-mail: [email protected] ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชมภูนุช หนุ่ นาค วทิ ยาลยั นวตั กรรมการจดั การ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลรตั นโกสนิ ทร์ เลขท่ี 96 หมู่ 3 ถนนพทุ ธมณฑลสาย 5 ตำ� บลศาลายา อำ� เภอพทุ ธมณฑล จงั หวดั นครปฐม 73170 ศาสตราจารย์ ดร. ชยั ยงค์ พรหมวงศ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยกรงุ เทพธนบรุ ี เลขท่ี 16/10 ถนนเลยี บคลองทววี ฒั นา เขตทววี ฒั นา แขวงทววี ฒั นา กรงุ เทพมหานคร 10170 ดร. หควณ ชูเพ็ญ วทิ ยาลัยนวตั กรรมการจัดการ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสนิ ทร์ เลขท่ี 96 หมู่ 3 ถนนพทุ ธมณฑลสาย 5 ตำ� บลศาลายา อำ� เภอพทุ ธมณฑล จงั หวดั นครปฐม 73170 260 บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ิต

การพัฒนาทักษะทางสงั คมโดยใชก้ จิ กรรมนันทนาการสำ� หรบั เด็กท่ีมคี วามบกพร่องทาง สตปิ ัญญาระดบั เตรยี มความพร้อม ศูนย์การศกึ ษาพิเศษประจ�ำจงั หวัดสิงหบ์ ุรี The Social Skill Development of Children with Intellectual Disability at the Pre-School Level of Sing Buri Special Education Center by Using Recreational Activities ปาริฉตั ร พลับพลาทอง*1 และจรรยา ชืน่ เกษม2 1 บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาสวนดุสิต 2 คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ิต Parichat Plubplathong*1 and Janya Chuenkasem2 1 Graduate School, Suan Dusit University 2 Faculty of Education, Suan Dusit University Received: September 12, 2019 Revised: October 31, 2019 Accepted: November 19, 2019 บทคัดย่อ การวิจยั คร้ังน้ีมวี ัตถปุ ระสงค์ 1) เพือ่ ศกึ ษาการพัฒนาทกั ษะทางสังคมของเดก็ ทมี่ ีความบกพรอ่ งทาง สติปัญญาระดับเตรียมความพร้อม ศูนย์การศึกษาพิเศษประจ�ำจังหวัดสิงห์บุรี โดยใช้กิจกรรมนันทนาการ 2) เปรียบเทียบการพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเตรียมความพร้อม ก่อนเรียนและหลังเรียนที่ใช้กิจกรรมนันทนาการ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเตรียมความพร้อมของศูนย์การศึกษาพิเศษประจ�ำจังหวัดสิงห์บุรี ปกี ารศกึ ษา 2561 ภาคเรยี นท่ี 2 โดยใช้วธิ กี ารเลอื กแบบเจาะจง จ�ำนวน 5 คน เครือ่ งมือทใ่ี ช้ในการวิจัยคอื แผนการจัดกิจกรรมนันทนาการ และแบบประเมินความสามารถทักษะทางสังคมก่อนเรียน-หลังเรียน ท�ำการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เช่ียวชาญ พบว่า แผนการจัดกิจกรรมนันทนาการมีค่าดัชนี ความสอดคลอ้ งระหว่างข้อคำ� ถามกับวัตถุประสงค์ = 0.98 และแบบประเมินความสามารถทกั ษะทางสงั คม ก่อนเรียน-หลังเรียน มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อค�ำถามกับวัตถุประสงค์ = 0.96 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถติ ิ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานและวิธที ดสอบวิลคอกซัน ผลการวจิ ัยพบวา่ 1) ความสามารถ ทักษะทางสังคมของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเตรียมความพร้อม หลังการพัฒนาโดยใช้ กิจกรรมนันทนาการ ในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก มีค่าเฉล่ีย 1.59 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.15 ได้แก่ ด้านการมีปฏิสัมพันธ์ ด้านการเล่น และด้านการปฏิบัติตนในสังคม ตามล�ำดับ 2) ความสามารถทักษะทาง สังคมของเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเตรียมความพร้อมหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมนันทนาการ ในภาพรวมสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมนี ยั สำ� คัญทางสถิติทีร่ ะดับ .05 คำ� ส�ำคัญ: การพัฒนาทกั ษะทางสังคม เด็กท่ีมคี วามบกพร่องทางสตปิ ญั ญา กิจกรรมนันทนาการ * ปารฉิ ตั ร พลับพลาทอง (Corresponding Author) ปีที่ 16 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 1 e-mail: [email protected]

Abstract The purposes of this research were 1) to study the social skill development of children with intellectual disability at the pre-school level of Sing Buri Special Education Center by using recreational activities. 2) to compare the social skill development of children with intellectual disability at the pre-school level between the pre-recreational activities and post-recreational activities. The research design was one group pre-test – post-test design. The sample of this research was five children with intellectual disability who studied at a pre-school level at Sing Buri Special Education Center in the second semester of 2018 which were drawn by purposive sampling. The research instruments were 1) lesson plans of recreational activities and 2) social skills assessment forms of pre-test and post-test. The quality of research instruments checked by the experts indicated that the IOC of the lesson plans of recreational activities was 0.98 and the IOC of the social skills assessment forms of pre-test and post-test was 0.96. The research statistics for data analysis included mean, standard deviation, and Wilcoxon Matched-Pairs Signed-Ranks Test. The results of this research were as follows 1) After the recreational activities, the social skills of children with intellectual disability, who studied at a pre-school level, were overall found in the highest level with mean score of 1.59 and standard deviation of 0.15 which consisted of interpersonal skills, play skills, and social behavior skills. 2) The post-test results by the Wilcoxon Matched-Pairs Signed-Ranks Test found that the overall social skill development scores were higher than the pre-test with the statistical significance level of. 05. Keywords: Social Skill Development, Children with Intellectual Disability, Recreational Activities บทน�ำ พระราชบญั ญัตกิ ารจัดการศกึ ษาส�ำหรบั คนพกิ าร พ.ศ. 2551 หมวด 1 สทิ ธแิ ละหนา้ ทท่ี างการศึกษา มาตรา 5 บัญญัติไว้ว่า คนพิการมีสิทธิทางการศึกษา ดังน้ี (1) ได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่ แรกเกิดหรือแรกพบความพิการจนตลอดชีวิตพร้อมทั้งได้รับเทคโนโลยี สิ่งอ�ำนวยความสะดวก ส่ือ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา (2) เลือกบริการทางการศึกษา สถานศึกษา ระบบและรูปแบบ การศกึ ษาโดยคำ� นงึ ถงึ ความสามารถ ความสนใจ ความถนดั และความตอ้ งการจำ� เปน็ พเิ ศษของบคุ คลนนั้ และ (3) ได้รับการศึกษาท่ีมีมาตรฐาน และประกันคุณภาพการศึกษา รวมท้ังการจัดหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ การทดสอบทางการศึกษา ท่ีเหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการจ�ำเป็นพิเศษของคนพิการแต่ละประเภท และบุคคล (Ministry of Education, 2008) บุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา ได้แก่ บุคคลที่มีความจ�ำกัดอย่างชัดเจนในการปฏิบัติตน 2 บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสติ

(Functioning) ในปัจจุบัน ซ่ึงมีลักษณะเฉพาะ คือ ความสามารถทางสติปัญญาต�่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยอย่างมี นัยส�ำคัญร่วมกับความจ�ำกัดของทักษะการปรับตัวอีกอย่างน้อย 2 ทักษะจาก 10 ทักษะ ได้แก่ การสื่อ ความหมาย การดูแลตนเอง การด�ำรงชีวิตภายในบ้านทักษะทางสังคม/การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การรู้จัก ใช้ทรัพยากรในชุมชน การรู้จักดูแลควบคุมตนเอง การน�ำความรู้มาใช้ในชีวิตประจ�ำวัน การท�ำงาน การใช้ เวลาว่าง การรักษาสุขภาพอนามัยและความปลอดภยั ท้งั น้ีได้แสดงอาการดงั กล่าวกอ่ นอายุ 18 ปี (Ministry of Education, 2009) ทกั ษะทางสงั คมเปน็ ทกั ษะทจี่ ำ� เปน็ ตอ่ การสรา้ งความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบคุ คล และชว่ ยใหบ้ คุ คลสามารถ รักษาสัมพันธภาพนน้ั ไว้ได้ กอ่ ใหเ้ กดิ การยอมรับจากบุคคลอนื่ สามารถปรบั ตวั ใหเ้ หมาะสมกบั ความคาดหวงั ของสงั คม ซงึ่ จะช่วยให้บคุ คลประสบความส�ำเรจ็ ในงานและกิจกรรมตา่ ง ๆ ทางสงั คมได้เป็นอย่างดี นอกจาก นท้ี กั ษะทางสงั คมยงั หมายถงึ ทกั ษะทสี่ ง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ การมปี ฏสิ มั พนั ธแ์ ละการสอ่ื สารกบั ผอู้ น่ื ซงึ่ ตอ้ งมกี ฎ กตกิ า ทางสังคมท่ีเป็นทั้งใช้ภาษาและไม่ใช้ภาษาซึ่งกระบวนการเรียนรู้ทักษะทางสังคมน้ีเรียกว่า การขัดเกลาทาง สังคม (Kosuwan, 2010: 327) อีกท้ังทักษะทางสังคมยังเป็นทักษะหน่ึงที่จ�ำเป็นและควรปลูกฝังให้กับเด็ก ปฐมวัย กระบวนการปรับตัวทางสังคม (Socialization Process) ของเด็กปฐมวัยเป็นการเรียนรู้จาก การปฏสิ ัมพันธก์ ับบุคคลและสิง่ แวดลอ้ ม บรบิ ทแรกท่เี ด็กสัมผัสคอื บคุ คลในครอบครัว เมื่อเดก็ เขา้ กลมุ่ เพ่ือน ไดเ้ หน็ พฤตกิ รรมผอู้ นื่ เหน็ บทบาททางสงั คม เดก็ กไ็ ดร้ บั การหลอ่ หลอมและพฒั นาทกั ษะทางสงั คมการเลน่ เปน็ ทางหน่ึงของการเรียนรู้ศิลปะทางสังคมของเด็ก เด็กเรียนรู้สังคมจากผู้ใหญ่ใกล้เคียง จากพ่อแม่ การมี ความสมั พนั ธก์ บั คนอนื่ ทำ� ใหเ้ ดก็ เรยี นรคู้ วามรว่ มมอื การปฏเิ สธ การรบั การแบง่ ปนั การสอื่ สาร การแสดงออก อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้เด็กยังเรียนรู้ท่ีจะเป็นสมาชิกของกลุ่มด้วยการเข้ากลุ่มกิจกรรม ปรับตัวต่อ ความคาดหวงั ของโรงเรยี น รบั รสู้ ทิ ธแิ ละความรสู้ กึ ของผอู้ นื่ (Chaibunrueang, 2012: 1 cited in Tantipalachewa, 2008) การเล่นของเดก็ ไม่เพียงแตเ่ ปน็ การสรา้ งความสนกุ สนาน เพลิดเพลินเท่านั้น การเลน่ ของเด็กยังเปน็ การเตรยี มความพรอ้ มของเด็ก ทั้งดา้ นรา่ งกาย สตปิ ัญญา อารมณ์ จติ ใจ และสังคม จากจิตวทิ ยาการเล่นของ เดก็ ชใี้ หเ้ หน็ วา่ การทเ่ี ดก็ เลน่ กบั ใครและเลน่ กบั อะไร ชว่ ยพฒั นาทกั ษะดา้ นสงั คมไดเ้ ปน็ อยา่ งดี เพราะลกั ษณะ การเล่นของเด็กเป็นกระบวนการท่ีส�ำคัญในทุก ๆ ด้านของการเรียนรู้จึงควรส่งเสริมการสอนให้เด็ก มคี วามเข้าใจในการเล่นกบั ผอู้ นื่ (Chaibunrueang, 2012: 1-2 cited in Chaleysub, 2010: 31) กจิ กรรมนนั ทนาการสำ� หรบั เดก็ เปน็ ประสบการณช์ นดิ หนง่ึ ของชวี ติ ทมี่ นษุ ยเ์ ลอื กกระทำ� หรอื เขา้ รว่ ม ในยามว่างด้วยความสมัครใจ ผลที่ได้รับคือความพึงพอใจ และกิจกรรมนั้นจะต้องไม่ขัดต่อขนบธรรมเนียม ประเพณีของชุมชนหรือท้องถิ่น บุคคลที่จะเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการจะต้องมีพื้นฐานของความสนใจ ความตอ้ งการ และความสมคั รใจ อยา่ งไรกต็ าม กจิ กรรมนนั ทนาการสำ� หรบั เดก็ กม็ ไิ ดม้ ขี อบเขตจำ� กดั คงมขี อบขา่ ย ของกจิ กรรมเชน่ เดยี วกบั กจิ กรรมของเยาวชน ประชาชน และบคุ คลทวั่ ไปเชน่ เดยี วกนั แตเ่ นอ่ื งจากเปน็ ทท่ี ราบ กนั ดแี ลว้ วา่ ธรรมชาตขิ องเดก็ นนั้ คอื การแสดงออก และการเลน่ เพอื่ ความสนกุ สนาน ดงั นน้ั กจิ กรรมนนั ทนาการ สำ� หรบั เดก็ ควรจะมลี กั ษณะรปู แบบของการเลน่ ปนเรยี น (Play Way) ซง่ึ เปน็ วธิ เี ดยี วทส่ี อดคลอ้ งกบั ธรรมชาติ ของเด็ก ขั้นตอน และรูปแบบ ต่าง ๆ ของกิจกรรมต้องมุ่งเน้นพัฒนาการโดยส่วนรวมของเด็ก ซึ่งหมายถึง พฒั นาการทางดา้ นร่างกาย จติ ใจ อารมณ์ และสงั คมไปพร้อมกัน ((Jeeradechakul, 2018: 111-112) ศูนย์การศึกษาพิเศษประจ�ำจังหวัดสิงห์บุรี เป็นสถานศึกษาที่ให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเร่ิมและ เตรยี มความพรอ้ มของคนพกิ ารอายุ 0-19 ปี สนบั สนนุ ในดา้ นการเรยี นการสอน การจดั สงิ่ อำ� นวยความสะดวก ปีที่ 16 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2563 3

สื่อ การให้บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ตลอดจนการจัดครูเดินสอนแก่คนพิการ นักเรียน ที่มารับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่โรงเรียนไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเฉพาะทางหรือ โรงเรียนเรียนรวมน้ัน ส�ำหรับศูนย์การศึกษาพิเศษประจ�ำจังหวัดสิงห์บุรีน้ันมีเด็กท่ีมีความบกพร่องทาง สติปัญญามารับบริการมากที่สุดเม่ือเทียบกับเด็กประเภทอื่น ๆ และจากการสังเกตพฤติกรรมของเด็กที่มี ความบกพร่องทางสติปัญญาของศูนย์การศึกษาพิเศษประจ�ำจังหวัดสิงห์บุรีในระดับเตรียมความพร้อม ปัญหาที่พบ คือ เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญายังไม่มีการปฏิสัมพันธ์และการส่ือสารกับผู้อื่น ภายใต้ กฎ กติกาทางสังคมที่ใช้ภาษาและไม่ใช้ภาษา ยังไม่สามารถตอบสนองต่อเสียงหรือการทักทายได้เหมือน เด็กทั่วไป มีความล่าช้าในการเล่น และการท�ำกิจกรรมร่วมกับผู้อ่ืน ไม่รู้จักการปฏิบัติตนเม่ืออยู่ในสังคม รว่ มกบั ผูอ้ น่ื ทำ� ใหก้ ารพฒั นาทางด้านสังคมช้ากว่าทค่ี วรจะเปน็ เมื่อเทียบกบั อายุ จากปญั หาทพ่ี บ ทำ� ใหผ้ วู้ จิ ยั มคี วามสนใจทศี่ กึ ษาการพฒั นาทกั ษะทางสงั คมของเดก็ ทมี่ คี วามบกพรอ่ ง ทางสตปิ ัญญาระดบั เตรยี มความพรอ้ ม ศูนยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจ�ำจังหวดั สงิ หบ์ ุรโี ดยใชก้ จิ กรรมนันทนาการ เพื่อศึกษาการพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา ในด้านการมีปฏิสัมพันธ์ ดา้ นการเล่น และดา้ นการปฏิบตั ิตนในสงั คม วตั ถุประสงค์ 1. เพ่ือศึกษาการพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับ เตรยี มความพร้อม ศนู ย์การศกึ ษาพเิ ศษประจ�ำจงั หวัดสงิ ห์บุรี โดยใช้กิจกรรมนันทนาการ 2. เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับ เตรยี มความพรอ้ ม กอ่ นเรยี นและหลงั เรยี นโดยใช้กิจกรรมนนั ทนาการ แนวคดิ ทฤษฎที เี่ กย่ี วขอ้ ง เด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา หมายถึง เด็กที่มีพัฒนาการทุกด้านล่าช้ากว่าเด็กปกติ ในวยั เดยี วกนั โดยทดสอบดว้ ยแบบทดสอบมาตรฐานวดั ระดบั เชาวป์ ญั ญาแลว้ จะตำ่� กวา่ เกณฑป์ กตอิ ยา่ งนอ้ ย 2 ทกั ษะหรอื มากกวา่ เช่น ทกั ษะการช่วยเหลือตนเองในชวี ติ ประจำ� วนั ทักษะการสอื่ ความหมาย ทกั ษะทาง สงั คม ทกั ษะ การเรยี นรู้ เป็นตน้ ซงึ่ ลกั ษณะความบกพรอ่ งดังกล่าวจะปรากฏกอ่ นอายุ 18 ปี (Wongkom, 2010: 35) สาเหตขุ องภาวะบกพรอ่ งทางสติปัญญา ไว้ดังน้ี 1. ความผดิ ปกตทิ างพนั ธกุ รรม การศกึ ษาวจิ ยั ในเรอื่ งแผนทท่ี างพนั ธกุ รรม (Genetic Mapping) และ การเรียงตัวของ (DNA) ท�ำให้เรามีความเข้าใจทางด้านพันธุกรรมมากข้ึน ยีนและโครโมโซมเป็นตัวถ่ายทอด ลกั ษณะตา่ ง ๆ ทางพนั ธกุ รรม จงึ นับเปน็ สาเหตุทางชวี ภาพของความบกพรอ่ งทัง้ หลายด้วย 2. การถ่ายทอดทางพันธุกรรม เป็นลักษณะเฉพาะของมนุษย์ ซ่ึงถ่ายทอดจากคนรุ่นหน่ึงไปยังคน อกี รนุ่ หนงึ่ ดว้ ยการจบั คขู่ องยนี การปรากฏตวั ของยนี ตวั ใดตวั หนงึ่ หรอื การขาดไปของยนี ตวั ใดตวั หนงึ่ จงึ ทำ� ให้ เกิดเป็นลักษณะเฉพาะของคน ๆ หนึ่งได้ การถ่ายทอดเกิดขึ้นได้ท้ังที่เป็นลักษณะเด่นและลักษณะด้อยของ โครโมโซม 4 บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสติ

2.1 การถ่ายทอดลักษณะเด่น ภาวะบกพร่องที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดลักษณะเด่นที่เห็น ได้ชัดเจน ได้แก่ กลุ่มอาการมาร์แฟงหรือมาร์แฟง ซินโดรม โรคนิวโรไฟโบรมาโตลิส และภาวะ ทูเบอรัส สเคลอโรลิส 2.2 การถา่ ยทอดลักษณะดอ้ ย เกดิ จากการรวมกนั ของตวั พาหะที่มลี ักษณะดอ้ ยแฝงอยู่ทั้ง 2 ตวั ภาวะบกพร่องทพ่ี บ ได้แก่ โรคเทย์ แซคส์ ภาวะกาแลคโตซเี มยี และภาวะพีเคยู 2.3 การถา่ ยทอดโครโมโซมเพศ ทารกไดร้ ับโครโมโซม X จากแม่และโครโมโซม Y จากพอ่ ทารก เพศหญิงมีโครโมโซมเพศเป็น XX ขณะที่ทารกเพศชายมีโครโมโซมเพศเป็น XY (หมายถึงมีโครโมโซม X เพียงตวั เดียว) เมอื่ ยนี ดอ้ ยเกดิ จากโครโมโซม X ทารกเพศชายซึง่ มโี ครโมโซม X และ Y จงึ ไดร้ บั ผลกระทบจาก ยนี ดอ้ ยมากกวา่ เพศหญงิ ภาวะบกพร่องทเี่ กิดจากการถา่ ยทอดโครโมโซมเพศ ได้แก่ กลมุ่ อาการเลส็ ค-์ นีฮาน และกลุ่มอาการฟราไจล-์ เอก็ ซห์ รอื ฟราไจล์-เอก็ ซ์ ซินโดรม 3. ความผิดปกติของโครโมโซม การศึกษาโครโมโซมอย่างจริงจังด้วยวิธี “กระบวนการจัดเรียง โครโมโซมปกติ” (Karyotypes) ในปัจจุบันช่วยให้เราเห็นว่า ทารกได้โครโมโซม 23 ตัวจากพ่อและอีก 23 ตวั จากแม่ รวมทง้ั หมด 46 ตวั หรอื 23 คู่ ดงั น้นั เม่อื ผสมพันธุ์แลว้ กระบวนการจดั เรียงตัวของโครโมโซม ผดิ ปกติ กเ็ ปน็ สาเหตขุ องภาวะบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญาได้เช่นกัน ความผิดปกตทิ ีเ่ กิดขน้ึ มีหลายรูปแบบ ไดแ้ ก่ การไม่แยกออกจากกัน การเปลี่ยนท่ี การขาดหายไป และความผิดปกตแิ บบโมเสค 4. ภาวะสมองผิดปกติ ไดแ้ ก่ ภาวะไรส้ มอง ภาวะสมองเลก็ และภาวะสมองบวมนำ�้ 5. ปัจจัยของความผิดปกติแต่ก�ำเนิดประเภทอื่น นอกจากโครโมโซมผิดปกติและสมองผิดปกติแล้ว ทารกยงั อาจมีภาวะบกพร่องทางสตปิ ญั ญาจากสาเหตุอื่นได้ ดงั นี้ 5.1 ภาวะกอ่ นคลอด ไดแ้ ก่ มารดาไดร้ บั เชอ้ื ไขห้ ดั เยอรมนั ทารกตดิ เชอ้ื ซฟิ ลิ สิ หรอื โรคตดิ ตอ่ ทาง เพศสัมพนั ธ์อนื่ ๆ ตั้งแตก่ ำ� เนดิ กลมุ่ เลือดของแมแ่ ละลกู ไม่เขา้ กัน และมารดาได้รบั สารพษิ 5.2 ภาวะระหวา่ งคลอด การที่ทารกมนี ้�ำหนกั ตัวนอ้ ย และการขาดออกซเิ จน 5.3 ภาวะหลังคลอด สมองของเด็กได้รับการกระทบกระเทือน เด็กถูกกระท�ำทารุณได้รับ สารตะกวั่ และสารพษิ อน่ื ๆ ภาวะทุพโภชนาการ และภาวะชัก (Kosuwan, 2010: 88-89) ทักษะทางสังคม หมายถึง พฤติกรรมท่ีเกิดจากการรับรู้และแสดงออกทางกาย วาจา ใจ ผ่านกระบวนการทางความรู้ ความคดิ และความรสู้ ึก เปน็ รากฐานของการสรา้ งบคุ ลิกภาพให้เกดิ ความมงุ่ มนั่ ในการปรับตนได้ทุกโอกาส และมีความส�ำเร็จสูงในการมีปฏิสัมพันธ์ท่ีดีกับบุคคลอ่ืน (Sungthog et al., 2011: 8) Ministry of Education (2015: 36) ได้กล่าวถึง ทกั ษะทางสงั คมว่าเป็นพัฒนาการทางด้านสังคมที่ สง่ เสริมใหผ้ ้เู รยี นได้เรียนรูผ้ า่ นการเลน่ การมีปฏิสมั พันธ์กบั สง่ิ แวดลอ้ ม การปรับตวั ในการดำ� รงชวี ติ รว่ มกับ ผ้อู นื่ ประกอบดว้ ยทักษะ การมปี ฏสิ ัมพนั ธ์ การเล่น การปฏิบัตติ นในสงั คมและทักษะชีวติ และการเหน็ คุณค่า ในตนเอง Jarolimek (1977: 7) กล่าวว่า ทักษะทางสังคม หมายถึง การอยู่ร่วมกันและท�ำงานร่วมกับผู้อื่น เคารพสทิ ธขิ องผอู้ นื่ เรยี นรกู้ ารควบคมุ ตนเอง การตดั สนิ ใจดว้ ยตนเอง รว่ มแสดงความคดิ เหน็ และประสบการณ์ กบั ผู้อื่นได้ ปที ่ี 16 ฉบับท่ี 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2563 5

Swanson & Waston (1989 as cited in Kosuwan, 2010: 327) ระบวุ ธิ ีการให้ค�ำนยิ าม ทักษะ ทางสงั คม ไว้ 3 วิธี ดังน้ี 1. การยอมรับจากเพ่อื น ถ้าเพอ่ื นยอมรับ พูดคยุ และเล่นดว้ ย แสดงว่าบคุ คลนน้ั มที ักษะทางสังคม 2. การรับรู้ทางพฤติกรรม การที่บุคคลน้ันรับรู้ว่า เขาควรจะแสดงพฤติกรรมอย่างไรให้เหมาะสม กบั กาลเทศะ ให้ไดร้ บั การยอมรับจากผอู้ น่ื 3. การแปลความทางสังคม หมายถึง การตีความจากกฎเกณฑ์ทางสังคมหรือสิ่งท่ีสังคมท่ัวไป คาดหวงั จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ทักษะทางสังคม หมายถึง ทักษะท่ีจำ� เป็นต่อการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การแสดงพฤติกรรมที่เกิดจากการรับรู้ และแสดงออกทางกาย วาจา ใจ ผ่านกระบวนการทางความคิดและ ความรสู้ กึ เพอ่ื ใหบ้ คุ คลเปน็ ทย่ี อมรบั ในกลมุ่ เพอ่ื นหรอื สงั คมทวั่ ไป การรจู้ กั บทบาทหนา้ ทขี่ องตนเอง การปฏบิ ตั ิ ต่อผู้อ่ืน การปรบั ตวั ใหเ้ ขา้ กับสภาพแวดล้อมท่ีเปลย่ี นแปลงได้ รจู้ กั แก้ไขปัญหา สามารถควบคุมอารมณ์ของ ตนเองได้ และอยูร่ ว่ มกับผอู้ ่นื ไดอ้ ยา่ งมีความสขุ พัฒนาการด้านสงั คมในเด็กอายุ 2-4 ปี ดังน้ี 1. ความผกู พันกับแมห่ รือผู้ทำ� หน้าท่แี ทนแม่จะคอ่ ย ๆ ลดลง หนั ไปพัฒนาความสมั พนั ธ์กบั สมาชกิ ภายในบา้ น จึงชอบอยูใ่ กล้แม่ แตจ่ ะคอ่ ย ๆ สนทิ สนมกบั พอ่ และพนี่ อ้ งยิง่ ขึ้น 2. เรมิ่ เลยี นแบบคำ� พดู กริ ยิ าทา่ ทาง และนสิ ยั ใจคอของผอู้ นื่ ทอี่ ยใู่ กลช้ ดิ รวมทงั้ เรมิ่ พดู คำ� หยาบและ ค�ำไม่สุภาพ 3. เริม่ สนุกทจ่ี ะเล่นกับเด็กอ่ืน เมื่ออายุ 3 ปี และรูจ้ ักเล่นกับเด็ก ๆ ได้ดี เมอ่ื อายุ 4 ปี กลุ่มเพ่ือนที่ เลน่ เปน็ แบบไมถ่ าวร เดก็ หญงิ และเดก็ ชายเลน่ ดว้ ยกนั ได้ และมคี วามสนใจคลา้ ยคลงึ กนั เดก็ วยั นย้ี งั ไมพ่ รอ้ มท่ี จะเลน่ แข่งขัน 4. อายุ 2 ปี ไม่มีความเข้าใจในเรื่องการแบ่งปันให้ผู้อ่ืน แต่พออายุ 4 ปี รู้จักการแบ่งปันและ การผลดั เปล่ียน ทง้ั เริ่มรบั ผิดชอบดีข้นึ (Ministry of Tourism & Sports, 2003: 41) นนั ทนาการ หมายถงึ กจิ กรรมทกี่ ระทำ� ในยามวา่ งจากภารกจิ งานประจำ� ซง่ึ ผ้เู ขา้ ร่วมกจิ กรรมกระทำ� ด้วยความสมัครใจ และมีความพึงพอใจโดยกิจกรรมนั้นไม่ขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม และ กฎหมายบา้ นเมอื ง ทำ� ใหเ้ กดิ ความสนกุ สนานเพลดิ เพลนิ มสี ขุ ภาพกายและสขุ ภาพจติ ทด่ี กี อ่ ใหเ้ กดิ การพฒั นา หรือความเจริญงอกงามทางกาย อารมณ์ สงั คม และสตปิ ัญญา (Ministry of Tourism & Sports, 2014: 36) Kultawatwichai (2011: 15) ไดก้ ล่าวถงึ ความหมายของนนั ทนาการว่า หมายถึง กิจกรรมเวลาว่าง ที่สร้างสรรค์เป็นประโยชน์ มีคุณค่า ส�ำหรับบุคคลท่ีเข้าร่วมกิจกรรมด้วยความสมัครใจและส่งผลโดยตรงต่อ ผเู้ ขา้ รว่ ม ชว่ ยพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ของบคุ คล ซง่ึ เปน็ เปา้ หมายของนนั ทนาการ คอื การกระทำ� ใหช้ วี ติ มคี ณุ ภาพ หมายถึง การมีคุณภาพชวี ิตทด่ี กี วา่ ทีเ่ ปน็ อยู่ น่ันคือมีความสุขทีส่ มบูรณ์ประกอบดว้ ย 2 ส่วน ได้แก่ สุขภาพ ทางกายและสุขภาพทางจิต นอกจากน้นั ยังมพี ลอยได้อน่ื ๆ อกี มากมาย Kelly (1996: 25) ไดก้ ล่าวถึง นนั ทนาการวา่ อาจมคี วามหมายคล้ายกับการใชเ้ วลาวา่ ง คอื กจิ กรรม ท้งั หมดที่ไมใ่ ช่การทำ� งาน ซ่งึ จะเขา้ รว่ มในเชิงที่เกดิ ประโยชน์ ค�ำว่านนั ทนาการนั้นมาจากคำ� วา่ recreation ซ่ึงหมายถึงการทำ� ให้กลบั สมบรู ณ์ดงั เดมิ (restoration) หรอื การฟน้ื ฟู (recovery) ในคำ� นถี้ กู ประยกุ ต์มาจาก ค�ำวา่ re-creation ทางพลงั งาน (energy) หรอื การท�ำให้สมบรู ณด์ ังเดมิ ของความสามารถในหนา้ ที่ไม่เหมอื น 6 บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดุสติ

กบั การใชเ้ วลาวา่ ง นนั ทนากการประกอบดว้ ยแนวคดิ ของการทำ� ใหส้ มบรู ณด์ งั เดมิ ของความสมบรู ณด์ า้ นจติ ใจ จติ วิญญาณ และร่างกาย Kraus (2001: 45) ไดใ้ หค้ วามหมายของนนั ทนาการ คอื การจะดำ� รงอยใู่ นกจิ กรรมหรอื ประสบการณ์ ของมนุษย์ที่เกิดข้ึนในเวลาว่าง โดยทั่วไปจะมีความสมัครใจในการเลือก ซึ่งเป็นแรงจูงใจภายในและมี ความยนิ ดี แมว้ า่ จะถกู บงั คบั เปน็ แรงจงู ใจภายนอกและรสู้ กึ ไมส่ บาย เจบ็ ปวดและอาจอนั ตราย นนั ทนาการเกยี่ วกบั สภาวะทางอารมณ์ท่ีเป็นผลมาจากการเข้าร่วมหรือสถาบันทางสังคม ในสาขาวิชาชีพทางธุรกิจ นันทนาการ เปน็ โครงสรา้ งทางสงั คมและสามารถยอมรบั ไดอ้ ยา่ งมคี ณุ ธรรมในเชงิ มาตรฐานของชมุ ชนและคา่ นยิ มทางสงั คม จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า นันทนาการ หมายถึง กิจกรรมท่ีบุคคลกระท�ำร่วมกันในยามว่าง ด้วยความสมัครใจ เป็นกิจกรรมที่ไม่ขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม และกฎหมายบ้านเมือง เม่ือท�ำแล้วช่วยให้ผ่อนคลายอารมณ์ ความเครียด ความเหน็ดเหน่ือย เม่ือยล้าจากการท�ำงาน อีกท้ังยังเป็น การพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา พร้อมท้ังสร้างเสริม ประสบการณช์ วี ติ มีพลงั ทจ่ี ะเผชญิ กับปญั หา และภารกจิ ในชวี ิตประจำ� วันไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข Jeeradechakul (2018: 96-98) ได้กลา่ วถึง กิจกรรมนันทนาการไว้ 11 ประเภทดงั นี้ 1. ศลิ ปะและหัตถกรรม (Arts and Crafts) เนน้ งานใชม้ ือ เช่น การฝีมือ ปูน แกะสลกั วาดเขยี น จักสาน เยบ็ ปักถักรอ้ ย งานฉลุ งานไม้ การประกอบอาหาร งานประดษิ ฐ์ตา่ ง ๆ 2. เกม และกีฬา (Games and Sports) เน้นการเคลอื่ นไหวของร่างกายโดยใช้เกมและกฬี าเป็นสอื่ เชน่ กีฬาทางน้�ำ กีฬาในร่ม กีฬากลางแจง้ เป็นต้น 3. งานอดิเรก (Hobby) เน้นกิจกรรมท่ีท�ำในยามวา่ งเพอ่ื การพกั ผ่อนหยอ่ นใจ และยังแยกออกเป็น 4 ด้าน คือ 1) งานอดเิ รกประเภทสะสม เชน่ การสะสมวัสดุสิ่งของ แสตมป์ รปู ภาพ พระ เคร่ืองเหรยี ญ เปน็ ตน้ 2) งานอดเิ รกประเภทสร้างสรรค์ เปน็ งานตกแต่งประดบั ประดาสร้างและประดษิ ฐส์ ิง่ ใหม่ ๆ ขึน้ เชน่ ตกแตง่ บ้าน ท�ำของเล่น เปน็ ตน้ 3) งานอดเิ รกประเภทงานปฏบิ ตั ิ เชน่ เล่นกีฬา เตน้ รำ� ท�ำสวน ถ่ายรปู ซ่อมวิทยุ กระจายเสยี ง เล่นกล ลา่ สัตว์ เป็นตน้ 4) งานอดเิ รกประเภทศกึ ษาหาความรู้ เช่น เรียนภาษาต่าง ประเทศ ฝกึ ทำ� ขนม ตดั เส้อื ทำ� ผม คน้ คว้าวจิ ัย เขยี นเอกสารหนงั สือ เปน็ ตน้ 4. การดนตรีและการร้องเพลง (Music and Song) ได้แก่ กิจกรรมทางดีดสีตีเป่าเครื่องดนตรี รวมทงั้ การร้องเพลงทกุ ชนดิ 5. การฟ้อนร�ำ เต้นร�ำ กิจกรรมเข้าจังหวะ (Dance and Rhythmic Activity) เป็นกิจกรรม การเคล่อื นไหวร่างกายประกอบเสยี งดนตรี เชน่ การเตน้ รำ� พื้นเมือง ลลี าศ บลั เลต์ แอโรบิกดานซ์ เปน็ ต้น 6. การแสดงละครและภาพยนตร์ (Drama) เปน็ การแสดงละคร ทกุ ชนิด เชน่ ละคร ชาตรี ละครร้อง โขน อุปรากร ภาพยนตร์ เป็นตน้ เพ่ือใหค้ วามเพลดิ เพลนิ แกผ่ ูด้ ู 7. กิจกรรมนอกเมือง (Outdoor Activity) เป็นกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องการความเพลิดเพลินจาก ธรรมชาติ เชน่ ปา่ ไม้ น�้ำตก ชายทะเล การล่าสัตว์ และการท่องเท่ยี ว เป็นตน้ 8. การอา่ น การเขยี น และการพดู (Communication Activity) เชน่ อา่ นหนงั สอื พมิ พ์ เขยี นบทความ แตง่ กลอน สนทนาอภิปรายกบั เพอ่ื นบ้าน เป็นต้น 9. กจิ กรรมสังคม ศาสนา วัฒนธรรม (Social Activity) เช่น จัดงานสังสรรค์ ชุมนมุ สังสรรค์ งานวดั เปน็ ตน้ ปที ี่ 16 ฉบับที่ 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 7

10. กิจกรรมพิเศษ (Special Activity) คือ กิจกรรมท่ีจัดข้ึนในโอกาสส�ำคัญเพ่ือประโยชน์ทาง นันทนาการของประชาชนอาจเป็นกิจกรรมทางศาสนา หรือกิจกรรมตาม ขยบธรรมเนียมประเพณี เช่น งานปใี หม่ งานสงกรานต์ เป็นตน้ 11. กจิ กรรมบรกิ ารอาสาสมคั ร (Voluntary Services) ไดแ้ ก่ การชว่ ยเหลอื งานของสมาคม องคก์ าร หน่วยงานเพ่ือช่วยเหลือชุมชนด้วยความสมัครใจและพอใจ เช่น อาสาไปเป็นผู้น�ำในศูนย์เยาวชน เป็นต้น (Jeeradechakul, 2018: 96-98) Ministry of Tourism & Sports (2014: 55-56) ได้กลา่ วถงึ คณุ ค่า และประโยชนข์ องนันทนาการที่ มีตอ่ เด็กช่วงก้าวสู่วยั รุน่ มีดงั นี้ คือ 1. ช่วยใหเ้ ด็ก ครอบครวั และชมุ ชนไดร้ ับความสนุกสนาน มีความสุขในชีวิต และใช้เวลาว่างใหเ้ กิด ประโยชน์ 2. ชว่ ยใหเ้ ดก็ พฒั นาสุขภาพจิต และสมรรถภาพทางกายที่ดีเกิดความสมดลุ ของชวี ิต 3. ชว่ ยปอ้ งกนั ปญั หาอาชญากรรม และพฤตกิ รรมเบยี่ งเบนในทางไมพ่ งึ ประสงคข์ องเดก็ และเยาวชน 4. ส่งเสริมความเป็นพลเมืองดี ให้กับเด็ก การที่ชุมชนได้มีโอกาสใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ใน กิจกรรมนันทนาการ จะได้เรียนรู้ในเรื่องของหน้าท่ีความรับผิดชอบ คุณค่าทางสังคม เสรีประชาธิปไตย ลดความเห็นแก่ตัว สรา้ งคุณค่าจรยิ ธรรม ความมนี �้ำใจ การใหบ้ รกิ าร รูจ้ กั อาสาสมัครช่วยเหลือสังคม ซึง่ ถือว่า เป็นกิจกรรมของ ความเปน็ พลเมืองดีของประเทศชาติ 5. สง่ เสรมิ การพัฒนาอารมณส์ ุข กิจกรรมนนั ทนาการช่วยพัฒนาอารมณ์สุขรวมท้งั ความสนกุ สนาน และความสขุ สงบ ลดความเครยี ด ความวติ กกังวล ทำ� ให้อารมณแ์ ละบุคลิกภาพท่ดี อี กี ด้วย 6. ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชาติ กิจกรรมนันทนาการ เช่น การเล่นพื้นเมือง วิถีชีวิต ประเพณี พน้ื บา้ น ตลอดจนแหลง่ นนั ทนาการประเภท อทุ ยานประวตั ศิ าสตร์ โบราณสถาน และโบราณวตั ถุ ชว่ ยสง่ เสรมิ ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ส่งเสริมการเรียนรู้ทัศนคติและความซาบซึ้ง อันจะก่อให้เกิดการอนุรักษ์ ศลิ ปวฒั นธรรมและเอกลักษณ์ของชาติตอ่ ไป 7. ส่งเสริมอนรุ ักษท์ รัพยากรธรรมชาติ กจิ กรรมนันทนาการกลางแจง้ และนอกเมือง ได้แก่ กิจกรรม การอยคู่ า่ ยพกั แรม เดนิ ปา่ ศกึ ษาธรรมชาติ ไตเ่ ขา เปน็ ตน้ กจิ กรรมเหลา่ นช้ี ว่ ยสอนผเู้ ขา้ รว่ มไดร้ จู้ กั คณุ คา่ ของ ธรรมชาติอันจกั เป็นประโยชนต์ ่อชุมชนและประชาชาติ ของโลก 8. ส่งเสริมในเรื่องการบ�ำบัดรักษา กิจกรรมนันทนาการเพื่อการบ�ำบัดเป็นกรรมวิธี และกิจกรรม ทจี่ ะชว่ ยรกั ษาคนปว่ ย ทง้ั ทางดา้ นรา่ งกายและสขุ ภาพจติ เชน่ งานอดเิ รกประดษิ ฐส์ รา้ งสรรค์ และชว่ ยสง่ เสรมิ ความหวัง ควาดคิด และการใช้เวลาว่างแก่คนป่วย ซึ่งก�ำลังต่อสู้กับความทุกข์ทางกายหรือจิต กิจกรรม นันทนาการประเภทกฬี า นนั ทนาการชว่ ยส่งเสริมการพัฒนาร่างกาย กจิ กรรมนนั ทนาการทางสงั คมช่วยสรา้ ง ขวญั และก�ำลงั ใจของผปู้ ว่ ย 9. สง่ เสรมิ มนษุ ยสมั พนั ธแ์ ละการดำ� เนนิ งานเปน็ ทมี กจิ กรรมกลมุ่ สมั พนั ธช์ ว่ ยใหบ้ คุ คลไดแ้ สดงออก และละลายพฤตกิ รรมของกลมุ่ สรา้ งเสรมิ คณุ คา่ ทางสงั คม ฝกึ การอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งมคี วามสขุ กจิ กรรมเกมและ กีฬาต่างๆ และการอยู่ค่ายพักแรมชว่ ยฝกึ การท�ำงานเปน็ หมู่คณะ ลดความเห็นแกต่ วั เสรมิ สรา้ งความสามัคคี และความเข้าใจอนั ดใี นหมู่คณะ 8 บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต

ควาดคิด และการใช้เวลาว่างแก่คนป่วย ซึ่งกาลังต่อสู้กับความทุกข์ทางกายหรือจิต กิจกรรมนันทนาการประเภท กีฬา นนั ทนาการช่วยส่งเสรมิ การพฒั นาร่างกาย กิจกรรมนันทนาการทางสงั คมช่วยสรา้ งขวญั และกาลงั ใจของผ้ปู ่วย 9. สง่ เสริมมนุษยสัมพันธ์และการดาเนนิ งานเป็นทีม กจิ กรรมกลมุ่ สัมพนั ธ์ช่วยใหบ้ ุคคลได้แสดงออก และ ละลายพฤติกรรมของกลุ่ม สรา้ งเสรมิ คุณค่าทางสงั คม ฝกึ การอยู่รว่ มกันอย่างมีความสขุ กิจกรรมเกมและกีฬาตา่ งๆ ททปอคแปลันวฏฏัากาะงดิสษิสมคกีใัมมัะนคาวพพทรหิดาันอนัามมแจธยงจคธล่คู าส์กคู่า์กะิณดกัักบง่าคับแแะคยแผวผลนพมนู้อาู้อะวัใกมื่นวค่นืนคแรควิดกดู้สริดกาามแึก้าาแมรชลนรลแรเ่วะแกพะู้สสยทสาื่อทึกดฝรฤดใงฤึกหมษงพเษกพพ้บีปฎฤาฎุคฤ่ือฏตีทรีทคตใทิิสกี่กห่ีกลิการัมล้บลเงรรพปา่ า่มารุคว็นนันวมทคมเทมธที่เลปาก์่ียา่ีเขเ็นิดดกขปอ้าหจ้ิดา้าม็นงมงานจรตทตกูค่ับากน้ ี่ย้กนณกใาอนากรสะสรมกเารรลรลรลรปุับุป่ับนดรุ่มไรไบัคใเดู้ดพนแวแรว้ ้ว่ือากู้ลลา่ แ่ามนละะลเทหแุ่มทกหะกัสรเาัก็นแพือดษรษแสื่อสปงะกะดอังนฏท่ตทงคอหิาบัวอามกงรอัตงททเสือสสกิต่ัาวังสัรงทนงไคิมคังปกาใมคสมนางมรดกยสเเ้าทังปาปังงวนยั่ว็น็คคนาั้นไทวจมวทปผาาาักักู้วมจซษใดษิจสาจึ่งัะยังะาเนใทจผมปทจึงั้น่าัจี่ค่ี็จนไนผำ�คผดาทเกา่ีู้วเ้ศปัแกปนริจึกล็นษะ็นกัยษะบใะใรจนาคนวทะึงทวกนกไบาาักดากางวมษร้ศราสนเสะรสึกขังกรททร้คาษา้า้ใาาามารงจงงง เสบงั อื้คมงตในน้ ดส้าอนดกคาลรมอ้ ีปงกฏบั สิ สมั ภพาันพธ์ปดญั ้านหกาาขรอเลงเน่ ดก็แลทะมี่ กคี าวราปมฏบบิ กตั พติ รนอ่ ในงทสาังคงสมตซปิ งึ่ ญัเปญ็นาทักโดษยะใทชาก้ งจิสกงั ครมรมเบน้อื นั งทต้นสาอกดาครซลงึ่อ้ เงปกน็ับ กสภจิ กาพรรปมัญทหม่ี าคี ขณุ องปเรดะ็กโทย่ีมชีคนว์ เาชมน่ บกเกพมรแ่อลงะทกาฬีงสาตกิปาัญรดญนาตโรดแี ยลใชะ้กิจารกรอ้รมงเนพันลทงนมาากจาดั รกซจิ่ึงเกปร็นรกมิจเพกอื่รรสมง่ ทเส่ีมรีคมิ ุณกาปรรพะโฒั ยนชาน์ ทเชักน่ ษเะกทมาแงลสะงักคีฬมาดกังากรลดา่ นวตรแี ละการรอ้ งเพลง มาจัดกจิ กรรมเพ่อื สง่ เสริมการพัฒนาทกั ษะทางสังคมดังกลา่ ว กกรรออบบแแนนวควิดคิด ตวั แปรตน้ ตัวแปรตาม กจิ กรรมนนั ทนาการ การพฒั นาทกั ษะทางสงั คม - ด้านการมปี ฏสิ ัมพันธ์ - ดา้ นการเลน่ - ด้านการปฏิบัตติ นในสงั คม ภภาาพพทท่ี ี่11 กรอบแนวคคดิ ิด สบณั มฑมิตตวิทฐิ ยาาลนยั กมาหราววทิ ิจยัยาลัยสวนดสุ ติ ปที ่ี 16 ฉบับท่ี 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2563 ความสามารถทักษะทางสังคมของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเตรียมความพร้อม หลังการใชก้ จิ กรรมนนั ทนาการสงู ขึน้ ระเบียบวธิ ีวิจยั การวิจัย เร่ือง การพัฒนาทักษะทางสังคมโดยใช้กิจกรรมนันทนาการส�ำหรับเด็กท่ีมีความบกพร่อง ทางสตปิ ญั ญาระดับเตรยี มความพร้อม ศนู ย์การศกึ ษาพิเศษประจำ� จังหวดั สิงหบ์ ุรี โดยมีข้ันตอนดงั ต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง 1.1 ประชากร ไดแ้ ก่ เดก็ ทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาของศนู ยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษประจำ� จงั หวดั สงิ ห์บุรี ประจ�ำปกี ารศกึ ษา 2561 ภาคเรียนท่ี 2 จ�ำนวน 13 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ท่ีมีอายุพัฒนาการ 2-4 ปีของ ศูนย์การศึกษาพิเศษประจ�ำจังหวัดสิงห์บุรี ประจ�ำปีการศึกษา 2561 ภาคเรียนท่ี 2 จ�ำนวน 5 คน โดยการเลอื กแบบเจาะจง ทม่ี ีปญั หาทักษะทางสังคม โดยมเี กณฑแ์ ละวธิ ีการคดั เลอื ก ดังน้ี (1) จากการประเมินความสามารถพบวา่ เด็กมปี ัญหาดา้ นทกั ษะทางสังคม ปที ี่ 16 ฉบบั ที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2563 9

(2) ก�ำลังศึกษาอยู่ในระดับช้ันเตรียมความพร้อมของศูนย์การศึกษาพิเศษประจ�ำจังหวัด สิงห์บรุ ี ท่มี อี ายพุ ัฒนาการอย่รู ะหวา่ ง 2-4 ปี (3) สามารถเขา้ รว่ มการวิจัยเตม็ เวลา 2. ตวั แปรท่ีจะศึกษาครัง้ นีม้ ีดงั นี้ 2.1 ตัวแปรตน้ คือ กจิ กรรมนนั ทนาการ 2.2 ตวั แปรตาม คอื การพฒั นาทักษะทางสงั คม จำ� นวน 3 ด้าน ได้แก่ 1. ดา้ นการมีปฏิสมั พันธ์ 2. ด้านการเล่น และ 3. ด้านการปฏบิ ตั ิตนในสงั คม 3. เคร่ืองมอื ท่ีใช้ในการวจิ ัย 3.1 แผนการจัดกจิ กรรมนนั ทนาการ จ�ำนวน 9 แผน แผนละ 50 นาที 3.2 แบบประเมนิ ความสามารถทักษะทางสังคมก่อนเรยี น-หลังเรียน 4. การตรวจสอบคณุ ภาพของเครอื่ งมอื 4.1 ผูว้ จิ ยั นำ� ร่างแผนการจดั กจิ กรรมนันทนาการ จ�ำนวน 9 แผน ไปใหผ้ ูเ้ ชี่ยวชาญด้านการสอน เดก็ ทีม่ คี วามบกพร่องทางสติปัญญา ดา้ นการศึกษาพเิ ศษ และดา้ นนันทนาการ จำ� นวน 3 ทา่ น ตรวจสอบหา คา่ ดชั นคี วามสอดคลอ้ ง (IOC) ของแผนกจิ กรรมนนั ทนาการตอ่ การพฒั นาทกั ษะทางสงั คม จากผลการประเมนิ ดัชนีความสอดคล้องของผู้เช่ียวชาญท้ัง 3 ท่าน พบว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.98 ซ่ึงเป็นแผน การจดั กจิ กรรมนนั ทนาการที่อยใู่ นเกณฑค์ วามเท่ยี งตรงเชงิ เน้ือหาทส่ี ามารถนำ� ไปใชไ้ ด้ 4.2 ผู้วิจัยน�ำร่างแบบประเมินความสามารถทักษะทางสังคม และคู่มือการใช้แบบประเมิน ความสามารถทักษะทางสังคมที่จัดท�ำขึ้น ไปให้ผู้เช่ียวชาญด้านการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ด้านการศึกษาพิเศษ และด้านนันทนาการ จ�ำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความถูกต้องและความเหมาะสมของ แบบประเมินความสามารถทักษะทางสังคม น�ำมาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่างแบบประเมิน ความสามารถทักษะทางสังคมกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมท่ีต้องการวัด จากผลการประเมินดัชนี ความสอดคลอ้ งของผเู้ ชยี่ วชาญทง้ั 3 ท่าน พบว่า มคี า่ ดัชนีความสอดคลอ้ งเทา่ กับ 0.96 ซึ่งเปน็ แบบประเมนิ ทักษะทางสงั คมที่อยู่ในเกณฑค์ วามเที่ยงตรง เชิงเนือ้ หาทส่ี ามารถน�ำไปใชไ้ ด้ 5. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ผู้วิจัยด�ำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลจากเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับ เตรียมความพร้อม ศนู ยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษประจ�ำจังหวดั สงิ ห์บุรี ดงั น้ี ตตาารราางงทท่ี ี่11แแบบบบแแผผนนกการาทรทดลดอลงอง กลมุ่ ประเมนิ ก่อน ทดลอง ประเมนิ หลัง E T1 x T2 E แทน กคคTETละะ12แแ่มุ นนตนนวั อกหย่อลแแแ่านงั ทททงกกนนนาารรกคคททละะดดแแุม่ ลนนลตอนนัวองอหกงฝยฝ่อลกึา่กึนังงกกโโาดาดรรยยททใใดชดชลก้ล้กออิจจิ งงกกฝฝรรกึกึรรมโมโดดนนยยันันใใชทชท้กก้นนจิจิาากกกกรราารรรรมมนนนัันททนนาากกาารร T1 แทน T2 แทน X แทน กXารสอนโดแยทในช้กจิารกสรอรนมโนดันยทใชนก้ าจิ กการรรมนันทนาการ 5.1 ก่อนที่จะดาเนินการทดลองได้ทาบันทึกข้อความเพื่อขออนุญาตจากผู้อานวยการศูนย์การศึกษา 10 พบเิ ณัศฑษิตปวิทรยะาจลยัาจมหังหาววทิ ดัยาสลงิัยสหวบ์นดุรสุ ี ิตเพอ่ื ทาการทดลองเคร่ืองมอื และการดาเนนิ การวิจัย 5.2 ทาการประเมินความสามารถของกลุ่มตัวอย่างก่อนเรียนด้วยแบบประเมินความสามารถทักษะ ทางสงั คม

5.1 ก่อนที่จะด�ำเนินการทดลองได้ท�ำบันทึกข้อความเพ่ือขออนุญาตจากผู้อ�ำนวยการ ศูนย์การศกึ ษาพเิ ศษประจำ� จงั หวัดสงิ หบ์ รุ ี เพื่อท�ำการทดลองเครอื่ งมือและการดำ� เนนิ การวิจัย 5.2 ท�ำการประเมินความสามารถของกลุ่มตัวอย่างก่อนเรียนด้วยแบบประเมินความสามารถ ทักษะทางสังคม 5.3 ดำ� เนนิ การทดลองโดยจดั กจิ กรรมนนั ทนาการตามแผนการสอนกจิ กรรมนนั ทนาการ ใชเ้ วลา แผนการจดั กิจกรรม 9 สปั ดาห์ สัปดาหล์ ะ 5 คร้งั ครัง้ ละ 50 นาที ในเวลา 8.30-9.20 น. ซึง่ ไม่นบั รวมเวลา ในการประเมินความสามารถทักษะทางสงั คมกอ่ นเรียนและหลงั เรียนโดยมีระยะเวลาในการดำ� เนินการดงั น้ี 5.4 ทำ� การประเมนิ ผลหลงั เรยี นกบั กลมุ่ ตวั อยา่ ง ดว้ ยแบบประเมนิ ความสามารถทกั ษะทางสงั คม หลงั เสร็จสิน้ การเรียนการสอนตามการสอนกจิ กรรมนันทนาการ ซึ่งเปน็ แบบประเมินชุดเดียวกับที่ใช้ประเมนิ ก่อนการสอน 6. ผวู้ จิ ยั รวบรวมคะแนนการทดสอบทงั้ กอ่ นและหลงั เรยี นโดยใชส้ ถติ ิ คา่ เฉลยี่ ( ) และสว่ นเบย่ี งเบน มาตรฐาน (S.D.) ส�ำหรับการทดสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรม นันทนาการ ใชว้ ธิ ขี องวิลคอกซอน The Wilcoxon Matched-Pairs Signed-Rank Test ผลการศกึ ษา การวิจัย เรื่อง การพัฒนาทักษะทางสังคมโดยใช้กิจกรรมนันทนาการส�ำหรับเด็กท่ีมีความบกพร่อง ทางสติปัญญาระดบั เตรยี มความพรอ้ ม ศนู ยก์ ารศึกษาพิเศษประจำ� จังหวดั สงิ ห์บรุ ี มผี ลการวิจยั ดงั น้ี 1. วิเคราะห์ความสามารถทักษะทางสังคมโดยใช้กิจกรรมนันทนาการส�ำหรับเด็กท่ีมีความบกพร่อง ทางสติปญั ญาระดบั เตรียมความพร้อม ศูนยก์ ารศกึ ษาพิเศษประจ�ำจังหวดั สิงหบ์ รุ ี พบวา่ 1.1 ความสามารถทกั ษะทางสงั คมของเดก็ ทมี่ คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาระดบั เตรยี มความพรอ้ ม โดยใช้กิจกรรมนันทนาการ ก่อนการพัฒนาโดยใช้กิจกรรมนันทนาการ ในภาพรวมอยู่ในระดับปรับปรุง มคี า่ เฉลย่ี 0.40 และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน 0.13 ไดแ้ ก่ ดา้ นการปฏบิ ตั ติ นในสงั คม ดา้ นการมปี ฏสิ มั พนั ธ์ และ ด้านการเลน่ ตามล�ำดับ เมอ่ื พิจารณาเปน็ รายด้าน พบวา่ (1) ดา้ นการปฏบิ ตั ติ นในสงั คม ในภาพรวมอยใู่ นระดบั ปรบั ปรงุ มคี า่ เฉลย่ี 0.44 สว่ นเบย่ี งเบน มาตรฐาน 0.11 แบ่งออกเป็น 3 รายทักษะย่อย ดังน้ี การขอ การให้ และการรอคอย ก่อนการพัฒนา โดยใชก้ ิจกรรมนันทนาการ ทกั ษะยอ่ ยการขอ อยใู่ นระดับพอใช้ ทักษะย่อยการรอคอยและทักษะย่อยการให้ อยู่ในระดบั ปรบั ปรุง (2) ดา้ นการมปี ฏสิ มั พนั ธ์ ในภาพรวมอยใู่ นระดบั ปรบั ปรงุ มคี า่ เฉลย่ี 0.38 สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน 0.13 แบ่งออกเป็น 3 รายทักษะยอ่ ย ดังน้ี การทกั ทาย การตอบสนองตอ่ เสียง และการสบตา ก่อนการพัฒนา โดยใช้กิจกรรมนันทนาการ อยู่ในระดับปรบั ปรงุ ตามล�ำดับ (3) ดา้ นการเลน่ ในภาพรวมอยูใ่ นระดบั ปรบั ปรุง มีค่าเฉล่ยี 0.38 สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน 0.22 แบง่ ออกเปน็ 3 รายทกั ษะย่อย ดังนี้ การปฏบิ ตั ิตามค�ำสั่งง่าย ๆ การเล่นอิสระอยูใ่ นกล่มุ และการเล่น ตามกฎกติกา ก่อนการพัฒนาโดยใช้กิจกรรมนันทนาการ ทักษะย่อยการเล่นอิสระอยู่ในกลุ่มและทักษะย่อย การปฏบิ ตั ติ ามค�ำส่งั งา่ ย ๆ อยใู่ นระดบั พอใช้ และทักษะย่อยการเล่นตามกฎกติกา อยใู่ นระดับปรับปรุง ปที ี่ 16 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2563 11

ต ตาารราางงทท่ี 2ี่ 2นค ่นัาคนเทฉา่นั นเลทฉาี่ยลนกแย่ีาาลกรแะลาสระ่วสนว่ เนบเ่ียบงย่ีเบงเนบมนามตารตฐราฐนาคนวคาวมาสมาสมาามราถรทถักทษกั ะษทะทางาสงัสงคงั คมมกก่ออ่ นนกกาารรพพัฒฒั นนาาโโดดยยใใชช้ก้กจิิจกกรรรรมม รายการทกั ษะทางสงั คม X S.D. ระดบั อันดบั ความสามารถ ท่ี 1. ดา้ นการมีปฏิสมั พันธ์ 0.38 0.13 ปรับปรงุ 2 2. ด้านการเลน่ 0.38 0.22 ปรบั ปรงุ 3 3. ด้านการปฏิบตั ิตนในสังคม 0.44 0.11 ปรบั ปรุง 1 รวม 0.40 0.13 ปรับปรุง 11..22 คคววาามมสสาามมาารรถถททกัักษษะะททาางงสสงัังคคมมขขอองงเเดดก็็กททมี่่ีมคีีคววาามมบบกกพพรรอ่่องงททาางงสสตตปิิปญััญญญาารระะดดบัับเเตตรรยีียมมคคววาามมพพรรอ้้อมม โดดยยใใชชก้ ้กจิ ิกจรกรรมรนมนั นทันนทากนาารกหาลรังกหาลรัพงกัฒานราพโดัฒยนใชา้กโจิดกยรใรชม้กนิจนั กทรนรามกนารันใทนนภาพกราวรมอในยใู่ภนารพะดรับวดมมีอายกู่ในมีคระ่าเดฉับลีย่ดีม1.า5ก9 สม่วคี นา่ เบฉลี่ยยี่งเบ1น.5ม9าตสรว่ ฐนาเนบย่ี 0ง.1เบ5นไมดา้แตกร่ ดฐา้ นก0า.ร1ม5ีปไฏดิสแ้ ัมกพ่ ดันา้ธน์ ดก้าานรกมาปี รฏเลสิ ่นมั พแนัละธ์ดด้าา้นนกกาารรปเฏลิบน่ ัตแิตลนะใดนา้สนังคกมารตปาฏมบิ ลตั าติดนับ เใมน่อื สพงั จิคามรณตามเปลน็ �ำรดาบั ยดเา้มน่อื พจิบาวร่าณาเปน็ รายด้าน พบวา่ (1) ดด้า้านนกการามรีปมฏีปิสฏัมิสพัมันพธัน์ ใธน์ ภในาพภราวพมรอวยมู่ในอรยะู่ใดนับรดะีมดาับกดีมีคาก่าเฉมลีค่ีย่า1เฉ.6ล2่ียส่ว1น.6เบ2ี่ยงสเ่วบนนเมบาี่ยตงรเฐบาน 0ม.า1ต0รแฐบาน่งออ0ก.1เป0็นแ3บร่งาอยอทกกั เษปะ็นย่อ3ยรดางั ยนท้ี กักาษระตยอ่อบยสนดอังงนต่้ีอกเสาียรงตกอาบรสสนบอตงาตแ่อลเสะกียางรทกักาทรสายบตหาลังแกลาระพกัฒารนทาักโดทยาใยช้ กแหมนรหกมแกกะบิจาันลบจติาาลดตกรต่งังกทิกง่งั บัอกรใรอกรรานหฐราอดฐรอาาามรอ้หกีมารกกนพนยนเลพนาเ ป2ฒันัู่ใปงั0รัฒนั ็นน.0กท น.็นท2ทนร.านาว233นะักร3าโิเา3ดคดพรโาษกแรดากยรบัาะัฒแบา((ยย((าใาร32ยด3บ2ง่ยชทนะใร))อ่อ))ีอท่งก้ช หักาทยอดดอยิจก้ักโ์ษเดดกก้้กัอูใ่าาดปกิจษะา้นา้าเนนษรกยรกปนนยะรรรกีกยเใะร็นข่อยะกกปมชาบายรอดยอ่าานก้็นรร3มอ่เับแรรยทเนัปิจดนยลเลปดร3ีกทยลงัฏดกัน่านะีมฏนบรน่นิยังบาทรทาบิรี้นการใทาักกตักในมนกตัขายน้ีกัาิษตกานารตภติอทรษภนะกราพานัปนแากัะายรามใัฒพอทลฏใยพนษป่อรลนยะรอ่นบินยรสะฏา่ใูอสวทยัตวาากัดยนงบิมงัยกกัมทติคาับอ่รดคตัอู่ใษารอาัะกมยันงมิตยรรมดยะษนรอู่ใาใคดบัใู่ยใ้ีอะนะนมคนกนาังอ่ดทยดรอภคสารนภีมยใู่าะับรย่งัะ�ำานี้าากงดขงดสอดกพกพสราา่ัอบยงั่มีบัารัยงะรรงตดูใ่ราควกดรดวน่าาขีๆกมมอมามมีับยมรอราคอสาอะกดตลรกๆอกยาดยาามีกาอหู่ยใรัดบ่ใูมมกมคาานนเรอับรดกลีลาอคคี ัรบรยรรีม่�ำนย่าา่ะะตเอใู่เดาเเอดลนดดฉฉแาคกับิส็กัน่บรมลบัลลอรทะตอี่ะลยดยี่ดยะด่ีมากิสี�ำมมีอ1ม1บัีคาดแรายา..ลรว6ะดับ6ลกกู่ใใาาน0อ0มีะหดมมมยกกา้สสับบีคหีคลกใู่าว่่วนก่าลุ่่มราแนนตเกใเัพงลฉเฉาเหแกลบบระมลลลาุ้่ม่อย่ีท่ีย่ียหลรี่ะยงงักงพกำ�แลทเ1เ1ษดาบัฒลบัง.า.ร5บะัก5ะนงนนเย3า3สกลมมาแ่อรตาน่โสาลสาพยดริปตตต่ว่ะวกยเฒั ัญรานลรนทาใมฐฐนเช่นเรกัญบากบา้กใาตษนาหฎนีย่ี่ยิจโาะรดง้อกกง0มะย0เยเยตร.บกดบ.อ่2รใู่ใิ2กฎันบชน4ยนม4า้ เตรียมคว2าม. พวรเิ ค้อมราศะูนหยเ์ ป์กรายีรบศึกเทษยี าบพกิเศาษรพปฒัระนจาาทจกัังหษวะัดทสาิงงหส์บงั คุรมี กส่อำ� นหแรลบั ะเดหก็ลทังเม่ี รคีียวนาโมดบยใกชพ้กริจอ่ กงรทรามงนสันตทปิ นญั าญกาารระดด้วบั ย กเตารียวิเมคครวาาะมหพ์ Wรอ้ilcมoxศoูนnยSก์ iาgรnศeกึdษRาaพnเิkศsษTปeรsะt จพ�ำบจวัง่าหควดัวาสมิงสหาบ์ มุราี รกถ่อทนักแษละะทหางลสังังเรคียมนขโอดงยเดใ็กชท้กี่มจิ ีคกวรารมบนกันพทรน่อางกทาารง สดต้วิปยักญาญราวริเคะรดาับะเหตร์ ียWมiคlcวoาxมoพnร้อSมiหgnลeังเdรียRนaโnดยksใช้Tกeิจsกtรรพมบนวัน่าทนคาวกาามรสใานมภาารพถทรวักมษสะูทงกาวง่าสกัง่อคนมเขรอียงนเอดย็ก่าทงี่มี นคยัวสามาคบญั กทพารงอ่ สงถทิตาทิ ง่รีสะตดปิ ับญั .0ญ5าร(pะ-ดvบัalเuตeรยี =ม.ค0ว4า2ม) พเปรน็ อ้ ไมปหตลามงั เสรมยี มนตโิฐดายนใทช่ีตก้ ้ังจิ ไกวร้ รมนนั ทนาการ ในภาพรวม สงู กวา่ กอ่ นเรียนอยา่ งมนี ยั สำ� คัญทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .05 (p-value = .042) เป็นไปตามสมมตฐิ านทีต่ ั้งไว้ ตารางท่ี 3 การเปรียบเทียบการพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ระดับเตรียมความ พร้อม กอ่ นและหลงั เรียนโดยใช้กิจกรรมนนั ทนาการ ในภาพรวม ความสามารถทักษะ n Mean T+ T- T test p-value ทางสงั คม statistics ก่อน 5 0.40 5 0 0 2.032* .042 หลัง 5 1.59 * p<.05 (T.05, 5) = 0 อภิปรายผล 12 บณั ฑติ วทิ ยาจลาัยกมกหาาวรทิ ศยาึกลยัษสาวนกดาุสรติ พัฒนาทักษะทางสังคมโดยใช้กิจกรรมนันทนาการสาหรับเด็กที่มีความบกพร่องทาง สตปิ ัญญาระดบั เตรียมความพร้อม ศนู ยก์ ารศกึ ษาพิเศษประจาจังหวัดสงิ หบ์ รุ ี สามารถอภปิ รายผลได้ดังนี้

2. วิเคราะห์เปรียบเทียบการพัฒนาทักษะทางสังคมสาหรับเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับ เตรียมความพร้อม ศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัดสิงห์บุรี ก่อนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมนันทนาการ ด้วย การวิเคราะห์ Wilcoxon Signed Ranks Test พบว่า ความสามารถทักษะทางสังคมของเด็กที่มีความบกพรอ่ งทาง สติปัญญาระดับเตรียมความพร้อมหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมนันทนาการ ในภาพรวม สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นยั สาคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .05 (p-value = .042) เป็นไปตามสมมติฐานท่ีตัง้ ไว้ ตารางท่ี 3 การเปรียบเทียบการพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา ระดับ ต ารางท่ี 3 กาเตรเรปยี รมยี คบวเาทมียพบรกอ้ารมพกัฒอ่ นนาแทลักะษหะลทงั าเงรสยี ังนคโมดขยอใงชเ้กดิจ็กกทร่ีมรีคมวนามนั บทกนพารก่อางรทใานงภสตาิพปัญรวญมา ระดับเตรียมความ พร้อม กอ่ นและหลงั เรยี นโดยใชก้ ิจกรรมนันทนาการ ในภาพรวม ความสามารถทกั ษะ n Mean T+ T- T test p-value ทางสังคม statistics กอ่ น 5 0.40 5 0 0 2.032* .042 หลัง 5 1.59 * p<.05 (T.05, 5) = 0 ออภภปิ ปิ รรายาผยลผล สสตตปิปิ ัญญั ญญาาจรจราะาะกดกดกบักบัาเาตรเรตศรศยีรกึึกยีมษษมคาาวคกกาวาามารรพมพพรพฒััฒอ้ รมนน้อาามศททนู กศัักยษูนษก์ ะยะาทรก์ทศาาาึกรงงสศษสงััึกงาคคพษมมเิาศโโพดษดเิยยปศใใรษชชะก้ป้กจจิิจรากะจกงัจรรหรร�ำมวจมัดนงันหสนัันงิวททหัดนน์บสาาุริงกกีหสาา์บารรมสรุสาีำ�าสรหหถารรมอบัับภาเเริปดดถรก็็กอาททยภมี่่ีมผปิ คีีคลรววไาดาายมมด้ ผบังบลนกกไี้ พพดรรด้ อ่่อังงงนทท้ี าางง 1. ความสามารถทักษะทางสังคมของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเตรียมความพร้อม บโมดณัายกฑใติ ชวเ้กมทิ ิจยื่อากพลริจัยรามมรหนณาันวาทิ ทเยปนา็นลายักรสาาวยรนดดพสุ้าิตนบวพ่าบหวล่าังกดา้ารนพกัฒารนมาีปทฏักิสษัมะพทันางธส์ ังดค้ามนโกดปายที รใ่ี เ1ชล6้ก่นฉิจบกแบั รลทร่ีะม2ดนเ้าดันนือทนกพนาฤราษปกภาฏารคิบมัตอ-สิตยงิ นู่ใหนาใคนรมะสด2ัง5คับ6มด3ี อยใู่ นระดบั ดีมากตามล�ำดบั เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า 1.1 ด้านการมีปฏิสัมพันธ์ ในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก แบ่งออกเป็น 3 รายทักษะย่อย ดังนี้ การตอบสนองต่อเสียง การสบตา และการทกั ทาย หลังการพัฒนาโดยใชก้ ิจกรรมนันทนาการ อยู่ในระดับดี มากตามล�ำดับ รายทักษะย่อยที่ 1 การตอบสนองต่อเสียง หลังการพัฒนาทักษะทางสังคมโดยใช้กิจกรรม นันทนาการ อยู่ในระดับดีมาก โดยแบ่งประเด็นพิจารณาเป็นรายการประเมินตามรายทักษะย่อยได้ผลดังนี้ ความสามารถทักษะทางสังคม ด้านการมปี ฏิสมั พนั ธ์ในการตอบสนองต่อเสียง รายการประเมินทั้ง 3 รายการ คอื นกั เรยี นสามารถหันไปตามแหล่งท่ีมาของเสียงทางด้านซา้ ย ด้านขวา และดา้ นหลังได้ หลังการพัฒนาโดย ใช้กิจกรรมนันทนาการ นักเรียนสามารถหันไปตามแหล่งที่มาของเสียงทางด้านซ้ายได้และนักเรียนสามารถ หนั ไปตามแหลง่ ทมี่ าของเสยี งทางดา้ นขวาได้ อยใู่ นระดบั ดมี าก ตามลำ� ดบั และนกั เรยี นสามารถหนั ไปตามแหลง่ ทม่ี าของเสยี งทางดา้ นหลงั ได้ อยใู่ นระดบั พอใช้ อาจเปน็ เพราะเดก็ จะตอบสนองตอ่ เสยี งพรอ้ มกบั การมองเหน็ ได้ดีกว่าการได้ยินเสียงเพียงอย่างเดียว ซึ่งสอดคล้องกับ Wongkom (2010: 41-42) ได้กล่าวว่า เด็กท่ีมี ความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญามคี วามร้สู กึ ทางประสาทสัมผสั ชา้ มาก รายทักษะย่อยที่ 2 การสบตา หลังการพัฒนาทักษะทางสังคมโดยใช้กิจกรรมนันทนาการ อยู่ในระดับดีมาก โดยแบ่งประเดน็ พจิ ารณาเปน็ รายการประเมินตามรายทักษะยอ่ ยได้ผลดังน้ี ความสามารถ ทักษะทางสังคม ดา้ นการมปี ฏิสัมพนั ธ์ในการสบตา รายการประเมินท้งั 3 รายการ คือ นกั เรียนสามารถสบตา กับครูเมื่อครเู รียกชื่อได้ นักเรยี นสามารถสบตากับครูได้ 3 วินาทแี ละนกั เรยี นสามารถสบตากบั ครูได้ 5 วนิ าที หลงั การพฒั นาโดยใชก้ จิ กรรมนนั ทนาการ นกั เรยี นสามารถสบตากบั ครเู มอ่ื ครเู รยี กชอ่ื ได้ และนกั เรยี นสามารถ สบตากับครูได้ 3 วินาที อยู่ในระดับดีมาก ตามล�ำดับ และนักเรียนสามารถสบตากับครูได้ 5 วินาทีข้ึนไป อยู่ในระดับพอใช้ อาจเน่ืองมาจากเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จะมีความสนใจในการท�ำกิจกรรมใน ปีที่ 16 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 13

ช่วงระยะเวลาสนั้ ๆ ซง่ึ สอดคลอ้ งกับ Thirajit (2002: 117-118) ไดก้ ล่าวถงึ ลกั ษณะพฤตกิ รรมของเดก็ ท่ีมี ความบกพร่องทางสติปญั ญาไว้ว่าเด็กลักษณะนี้มกั ขาดสมาธแิ ละมีความสนใจช่วงสน้ั ๆ เท่าน้นั รายทกั ษะย่อยที่ 3 การทักทาย หลังการพัฒนาทักษะทางสังคมโดยใช้กิจกรรมนนั ทนาการ อยูใ่ นระดับดีมาก โดยแบง่ ประเด็นพจิ ารณาเป็นรายการประเมินตามรายทกั ษะยอ่ ยได้ผลดงั น้ี ความสามารถ ทกั ษะทางสงั คม ดา้ นการมปี ฏสิ มั พนั ธใ์ นการทกั ทาย รายการประเมนิ ทง้ั 3 รายการ คอื นกั เรยี นสามารถยกมอื ไหวส้ วสั ดไี ด้ นกั เรยี นสามารถพดู คำ� วา่ “สวสั ด”ี ได้ และนกั เรยี นสามารถยกมอื ไหว้ พรอ้ มกบั พดู คำ� วา่ “สวสั ด”ี หลังการพัฒนาโดยใช้กิจกรรมนันทนาการ นักเรียนสามารถยกมือไหว้สวัสดีได้ นักเรียนสามารถพูดค�ำว่า “สวสั ด”ี ได้ อยใู่ นระดบั ดีมากตามล�ำดบั และนกั เรยี นสามารถยกมอื ไหว้ พรอ้ มกบั พดู ค�ำวา่ “สวัสดี” อยใู่ น ระดบั ดี อาจเนอื่ งมาจากเดก็ ทมี่ คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญามลี กั ษณะทมี่ ปี ญั หาพฒั นาการทางดา้ นภาษาและ การพูดร่วมด้วย ซึ่งสอดคล้องกับ Wongkom (2010: 41-42) ได้กล่าวถึง ลักษณะพฤติกรรมของเด็กที่มี ความบกพร่องทางสติปัญญา ในการพูด มักจะเร่ิมพูดช้ากว่าปกติ พูดไม่ค่อยชัดและพูดไม่รู้เร่ือง แม่จะอายุ 6-7 ปี แลว้ กต็ าม 1.2 ด้านการเล่น ในภาพรวมอยใู่ นระดบั ดมี าก แบง่ ออกเปน็ 3 รายทักษะยอ่ ย ดังน้ี การปฏิบตั ิ ตามคำ� สง่ั งา่ ย ๆ การเลน่ อสิ ระอยใู่ นกลมุ่ และการเลน่ ตามกฎกตกิ า หลงั การพฒั นาโดยใชก้ จิ กรรมนนั ทนาการ อยูใ่ นระดบั ดมี าก ตามลำ� ดบั รายทกั ษะยอ่ ยท่ี 1 การปฏบิ ตั ติ ามคำ� สง่ั งา่ ย ๆ หลงั การพฒั นาทกั ษะทางสงั คมโดยใชก้ จิ กรรม นันทนาการ อยู่ในระดับดีมาก โดยแบ่งประเด็นพิจารณาเป็นรายการประเมินตามรายทักษะย่อยได้ผลดังนี้ ความสามารถทักษะทางสงั คม ดา้ นการเล่นในการปฏิบตั ิตามคำ� สงั่ งา่ ย ๆ รายการประเมนิ ท้ัง 3 รายการ คือ นักเรียนสามารถยืนตามค�ำสั่งได้ นักเรียนสามารถนั่งตามค�ำสั่งได้ และนักเรียนสามารถตบมือตามค�ำสั่งได้ หลงั การพฒั นา โดยใชก้ จิ กรรมนนั ทนาการ นกั เรยี นสามารถยนื ตามคำ� สง่ั ไดแ้ ละนกั เรยี นสามารถนง่ั ตามคำ� สงั่ ได้ อยใู่ นระดบั ดีมากตามล�ำดบั และนกั เรยี นสามารถตบมือตามคำ� สงั่ ได้อยใู่ นระดบั ดี อาจเปน็ เพราะเดก็ ท่ีมี ความบกพร่องทางสติปัญญามีลักษณะท่ีมีปัญหาในเร่ืองการฟังและความเข้าใจ สอดคล้องกับ Wongkom (2010: 41-42) ไดก้ ลา่ วถงึ การฟงั และความเขา้ ใจของเดก็ ทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา มกั จะมคี วามเขา้ ใจ น้อย ตอ้ งพดู ซ้�ำหลาย ๆ ครงั้ จงึ จะทำ� ความเข้าใจได้ รายทักษะย่อยที่ 2 การเล่นตามกฎกติกา หลังการพัฒนาทักษะทางสังคมโดยใช้กิจกรรม นันทนาการ อยู่ในระดับดีมาก โดยแบ่งประเด็นพิจารณาเป็นรายการประเมินตามรายทักษะย่อยได้ผลดังน้ี ความสามารถทกั ษะทางสงั คม ดา้ นการเลน่ ในการเลน่ ตามกฎกตกิ า รายการประเมนิ ทง้ั 3 รายการ คอื นกั เรยี น สามารถเลน่ ตามกฎกติกา 1 ข้อได้ นักเรยี นสามารถเล่นตามกฎกติกา 2 ขอ้ ได้ และนกั เรยี นสามารถเล่นตาม กฎกตกิ า 3 ขอ้ ได้ หลงั การพฒั นาโดยใช้กิจกรรมนันทนาการ นักเรียนสามารถเลน่ ตามกฎกติกา 1 ข้อได้ และ นกั เรยี นสามารถเลน่ ตามกฎกตกิ า 2 ขอ้ ได้ อยใู่ นระดบั ดมี าก ตามลำ� ดบั และนกั เรยี นสามารถเลน่ ตามกฎกตกิ า 3 ข้อได้ อยู่ในระดับพอใช้ อาจเนอ่ื งมาจากเด็กท่มี ีความบกพร่องทางสติปัญญาจะเข้าใจเร่อื งการปฏิบัตติ าม กฎกติกาเมื่อมีอายุและประสบการณ์ที่มากข้ึน สอดคล้องกับ Pongsupa (2017: 12) ได้กล่าวถึง ลักษณะ พฒั นาการทางสงั คมของเดก็ อายุ 3-4 ปี วา่ เรมิ่ เขา้ ใจทศิ ทางและการปฏบิ ตั ติ ามกฎ สามารถเลน่ กบั เพอ่ื นและ ร่วมเล่นกบั เพ่ือนได้ 14 บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดุสติ

รายทกั ษะยอ่ ยที่ 3 การเล่นอสิ ระอยู่ในกลมุ่ หลังการพัฒนาทกั ษะทางสังคมโดยใช้กิจกรรม นันทนาการ อยู่ในระดับดีมาก โดยแบ่งประเด็นพิจารณาเป็นรายการประเมินตามรายทักษะย่อยได้ผลดังน้ี ทักษะทางสังคม ด้านการเล่นในการเล่นอสิ ระอยู่ในกลมุ่ รายการประเมินท้ัง 3 รายการ คอื นกั เรยี นสามารถ เล่นอิสระอยู่ในกลุ่มได้ นักเรียนสามารถเล่นอิสระอยู่ในกลุ่มได้ 2 นาที และนักเรียนสามารถเล่นอิสระอยู่ ในกลุ่มได้ 5 นาที หลังการพัฒนาโดยใช้กิจกรรมนันทนาการ นักเรียนสามารถเล่นอิสระอยู่ในกลุ่มได้ และ นักเรียนสามารถเลน่ อิสระอยู่ในกลมุ่ ได้ 2 นาที อยใู่ นระดับดมี าก ตามลำ� ดบั และนกั เรยี นสามารถเลน่ อสิ ระ อยใู่ นกลุ่มได้ 5 นาที อยูใ่ นระดับดี อาจเป็นเพราะเดก็ ที่มีความบกพร่องทางสตปิ ัญญามีความสนใจในระยะ เวลาสัน้ ๆ ซ่งึ สอดคลอ้ งกบั Pengsawat (2001 cited in Sitipranee, 2003: 20) ได้กลา่ วถึง พฒั นาการทาง สังคมของเดก็ กอ่ นวยั เรยี นอายุ 3 ปี ว่าสามารถดกู ารเล่นของเดก็ คนอ่นื ๆ และเลน่ กับเดก็ คนอ่นื ๆ ไดเ้ ปน็ ชว่ งเวลาสนั้ ๆ 1.3 ดา้ นการปฏบิ ตั ติ นในสงั คม ในภาพรวมอยใู่ นระดบั ดมี าก แบง่ ออกเปน็ 3 รายทกั ษะยอ่ ย ดงั นี้ การขอ การรอคอย และการให้ หลังการพัฒนาโดยใชก้ จิ กรรมนนั ทนาการ ทกั ษะย่อยการขอและทกั ษะยอ่ ย การรอคอยอยใู่ นระดบั ดมี าก ตามล�ำดบั และทักษะยอ่ ยการใหอ้ ย่ใู นระดับดี รายทกั ษะยอ่ ยท่ี 1 การขอ หลงั การพฒั นาทกั ษะทางสงั คมโดยใชก้ จิ กรรมนนั ทนาการ อยใู่ น ระดบั ดมี าก โดยแบ่งประเดน็ พิจารณาเป็นรายการประเมนิ ตามรายทกั ษะย่อยได้ผลดังน้ี ความสามารถทกั ษะ ทางสงั คม ดา้ นการปฏบิ ตั ติ นในสงั คมในการขอ รายการประเมนิ ทง้ั 3 รายการ คอื นกั เรยี นสามารถชหี้ รอื บอก สงิ่ ของทต่ี อ้ งการได้ นกั เรยี นสามารถทำ� ทา่ แบมอื ของสงิ่ ของได้ และนกั เรยี นสามารถปฏเิ สธสง่ิ ของทไ่ี มต่ อ้ งการ ได้ หลงั การพฒั นาโดยใชก้ จิ กรรมนนั ทนาการ นกั เรยี นสามารถชห้ี รอื บอกสงิ่ ของทต่ี อ้ งการได้ นกั เรยี นสามารถ ท�ำท่าแบมือของสิ่งของได้ และนักเรียนสามารถปฏิเสธสิ่งของที่ไม่ต้องการได้ อยู่ในระดับดีมากตามล�ำดับ อาจเป็นเพราะในการด�ำเนินกิจกรรมนันทนาการ เด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาได้รับการเสริมแรง เม่อื แสดงพฤตกิ รรมทีเ่ หมาะสม สอดคล้องกบั Kosuwan (2010: 351-352) ไดก้ ลา่ วว่า การเสรมิ แรงทางบวก เป็นการให้รางวัลหรือค�ำชมเชยเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมท่ีพึงประสงค์ ซ่ึงครูไม่ควรมองข้ามค�ำชมเชย เล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะเด็กทีม่ ีความบกพร่องหลายคนมักไม่ค่อยได้รับคำ� ชมเชยนัก รายทักษะยอ่ ยท่ี 2 การรอคอย หลงั การพัฒนาทกั ษะทางสังคมโดยใช้กิจกรรมนนั ทนาการ อยูใ่ นระดับดมี าก โดยแบง่ ประเด็นพิจารณาเปน็ รายการประเมนิ ตามรายทักษะยอ่ ยได้ผลดังนี้ ความสามารถ ทกั ษะทางสงั คม ดา้ นการปฏบิ ตั ติ นในสงั คมในการรอคอย รายการประเมนิ ทงั้ 3 รายการ คอื นกั เรยี นสามารถ รอคอยได้ 1 นาที นกั เรียนสามารถรอคอยได้ 2 นาที และนักเรยี นสามารถรอคอยได้ 3 นาที หลังการพัฒนา โดยใช้กจิ กรรมนนั ทนาการ นักเรยี นสามารถรอคอยได้ 1 นาที และนักเรยี นสามารถรอคอยได้ 2 นาที อยูใ่ น ระดับดีมากตามล�ำดับ ในขณะที่นักเรียนสามารถรอคอยได้ 3 นาที อยู่ในระดับดี อาจเป็นเพราะเด็กที่มี ความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญามคี วามสนใจในระยะเวลาสนั้ ๆ ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั Pongsupa (2017: 12) ไดก้ ลา่ วถงึ ลักษณะพัฒนาการทางสังคมของเด็ก อายุ 2-3 ปี สามารถท่จี ะอยรู่ ว่ มกับคนอ่นื แต่เปน็ เวลาอันสน้ั มาก รายทกั ษะยอ่ ยท่ี 3 การให้ หลงั การพัฒนาทกั ษะทางสังคมโดยใชก้ จิ กรรมนันทนาการ อยใู่ น ระดบั ดี โดยแบง่ ประเดน็ พิจารณาเป็นรายการประเมินตามรายทักษะยอ่ ยได้ผลดังน้ี ความสามารถทักษะทาง สังคม ดา้ นการปฏิบัตติ นในสงั คมในการให้ รายการประเมินท้ัง 3 รายการ คอื นกั เรียนสามารถรบั รู้ส่งิ ทผี่ ู้อน่ื ปที ่ี 16 ฉบับที่ 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 15

ขอได้ นักเรียนสามารถท�ำท่าการย่ืนส่ิงของให้ผู้อ่ืนได้ และนักเรียนสามารถให้สิ่งของท่ีผู้อื่นต้องการได้อย่าง ถกู ต้อง หลังการพัฒนาโดยใช้กจิ กรรมนันทนาการ นักเรยี นสามารถรับรสู้ ่งิ ทีผ่ อู้ ื่นขอได้ และนักเรียนสามารถ ท�ำท่าการยื่นสง่ิ ของใหผ้ ู้อนื่ ได้ อย่ใู นระดับดี ตามลำ� ดับ และนักเรียนสามารถใหส้ ่งิ ของทผี่ อู้ ื่นตอ้ งการไดอ้ ยา่ ง ถกู ตอ้ ง อยใู่ นระดบั พอใช้ อาจเนอื่ งจากพฒั นาการทางดา้ นสงั คมในชว่ งอายขุ องเดก็ มผี ลตอ่ ความเขา้ ใจในเรอ่ื ง ของการแบง่ ปัน ซ่งึ สอดคลอ้ งกบั Ministry of Tourism & Sports (2003: 41) ได้กลา่ วถงึ พฒั นาการดา้ น สงั คมในเดก็ อายุ 2-4 ปี วา่ อายุ 2 ปี ไม่มคี วามเข้าใจเรอื่ งการแบ่งปันใหผ้ ู้อ่นื แต่พออายุ 4 ปี รู้จกั การแบ่งปนั และการผลดั เปล่ียน ท้ังเรม่ิ รบั ผดิ ชอบดขี ้ึน ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะการจัดกิจกรรมนันทนาการตามแผนการจัดกิจกรรมนันทนาการที่ช่วย พฒั นาทกั ษะทางสงั คม ทง้ั 3 ดา้ น ทก่ี ลา่ วมาขา้ งตน้ รวมทง้ั สน้ิ 9 กจิ กรรม เชน่ กจิ กรรมเกมและกฬี า กจิ กรรม ดนตรีและร้องเพลง เป็นต้น ท�ำให้เด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเตรียมความพร้อมมีการพัฒนา ทกั ษะทางสงั คมไดด้ ขี นึ้ สอดคลอ้ งกบั ผลงานวจิ ยั ของ Chuemchit (2009: 100) ไดศ้ กึ ษาการสง่ เสรมิ พฒั นาการ ของเด็กเลก็ ผ่าน การเลน่ และการแสดง พบว่า การแสดงสามารถนำ� มาบูรณาการกบั รูปแบบกิจกรรมการเลน่ เพอ่ื สง่ เสรมิ พฒั นาการของเดก็ เลก็ ได้ โดยการเลน่ และการแสดงสามารถสง่ เสรมิ พฒั นาการตา่ ง ๆ ของเดก็ เลก็ ได้ ในส่วนของพฒั นาการด้านอารมณ์และสงั คมเป็นพัฒนาการที่ส�ำคัญสำ� หรับเด็กอกี ประเภทหนึง่ เพราะเม่อื เด็ก ๆ ถึงวัยท่ีจะต้องเข้าโรงเรียน หรือไปเจอสถานท่ี สภาพแวดล้อมที่แปลใหม่และไม่คุ้นเคย เขาจะต้องมี การปรับตัวในทักษะทางอารมณ์และสังคมมาก ดังนั้น ถ้ามีวิธีหรือหนทางในการสอดแทรก ความคิดการอยู่ ร่วมกันในสังคม กฎ กติกา ความเสียสละ รวมไปถึงการเป็นท้ังผู้ให้และผู้รับ จะเป็นสิ่งดีกับเด็กด้วยเช่นกัน และสอดคล้องกับงานวิจัยของ Chaibunrueang (2012) ได้ศึกษา การพัฒนาทักษะทางสังคมโดยใชก้ ารจัด กจิ กรรมการละเลน่ พน้ื บา้ นสำ� หรบั เดก็ ปฐมวยั พบวา่ เดก็ ปฐมวยั ทไี่ ดร้ บั การจดั ประสบการณเ์ พอื่ พฒั นาทกั ษะ ทางสังคม โดยใช้กิจกรรมการละเลน่ พืน้ บ้านทง้ั 12 กจิ กรรม มคี ะแนนทกั ษะทางสังคมหลังการทดลองสูงกวา่ ก่อนการทดลองและเม่ือพิจารณาเป็นรายด้านทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการแสดงอารมณ์ ด้านความไว ในการรับรู้อารมณ์ ด้านการควบคุมอารมณ์ตนเอง ด้านการแสดงออกทางสังคม ด้านความไวในการรับรู้ ทางสงั คม และด้านการควบคุมทางสังคมหลงั การทดลองเด็กปฐมวยั มคี ะแนนทักษะทางสงั คมสงู ขน้ึ ทุกด้าน 2. เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนและหลังการพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กที่มี ความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเตรียมความพร้อมโดยใช้กิจกรรมนันทนาการพบว่า ความสามารถทักษะ ทางสงั คมของเดก็ ทมี่ คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาระดบั เตรยี มความพรอ้ มหลงั เรยี นโดยใชก้ จิ กรรมนนั ทนาการ ในภาพรวมสูงกวา่ ก่อนเรยี นอยา่ งมนี ยั ส�ำคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดับ .05 (p-value = .042) เป็นไปตามสมมติฐานที่ ตงั้ ไว้ คอื ทกั ษะทางสงั คมของเดก็ ทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาระดบั เตรยี มความพรอ้ ม หลงั การใชก้ จิ กรรม นนั ทนาการสงู ขนึ้ สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของ Noiklay (2010) ไดศ้ กึ ษาทกั ษะในการคดิ วเิ คราะหข์ องเดก็ ปฐมวยั ทไ่ี ดร้ บั การจดั กจิ กรรมการเลน่ เกมการศกึ ษาประกอบภาพ ผลการวจิ ยั พบวา่ เดก็ ปฐมวยั ทไี่ ดร้ บั การจดั กจิ กรรม การเล่นเกมการศึกษาประกอบภาพมีทักษะในการคิดวิเคราะห์สูงข้ึนอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของ Malirut (2011: 71-72) ไดท้ ำ� การวจิ ยั เรอ่ื ง ผลของการจดั กจิ กรรมการเคลอ่ื นไหว พน้ื ฐานแบบกลมุ่ ทมี่ ตี อ่ ทกั ษะทางสงั คมของเดก็ ปฐมวยั พบวา่ กอ่ นการจดั กจิ กรรม และระหวา่ งการจดั กจิ กรรม การเคล่ือนไหวพื้นฐานแบบกลุ่มของเด็กปฐมวัยมีระดับคะแนนทักษะทางสังคมแตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญทาง สถิตทิ ่ีระดับ .01 ท้ังโดยรวมและทักษะทางสงั คมด้านการช่วยเหลอื ทกั ษะทางสังคมด้านการใหค้ วามรว่ มมือ 16 บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยสวนดสุ ิต

ทักษะทางสังคมด้านการเป็นผู้น�ำ ผู้ตาม และทักษะทางสังคมด้านการกล้าแสดงออก โดยการจัดกิจกรรม การเคลอ่ื นไหวพน้ื ฐานแบบกลมุ่ สง่ ผลตอ่ พฒั นาการทกั ษะทางสงั คมโดยรวมรอ้ ยละ 99 สง่ ผลตอ่ พฒั นาการทกั ษะ ทางสงั คมดา้ นการชว่ ยเหลือ ทกั ษะทางสงั คมด้านการใหค้ วามรว่ มมอื ทกั ษะทางสังคมด้านกรเปน็ ผ้นู �ำ ผ้ตู าม ทกั ษะทางสงั คมดา้ นการกล้าแสดงออก คดิ เปน็ ร้อยละ 99 และผลการศกึ ษาการเปลยี่ นแปลง พบวา่ คะแนน ทกั ษะทางสงั คมโดยรวม และทกุ รายดา้ นของเดก็ ปฐมวยั มกี ารเปลยี่ นแปลงเพมิ่ ขนึ้ อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ่ี ระดบั .01 ทกุ ช่วงสัปดาห์ แสดงว่าการจัดกจิ กรรมการเคลอื่ นไหวพน้ื ฐานแบบกลุม่ สามารถพฒั นาทักษะทาง สงั คมของเดก็ ปฐมวัยเพม่ิ ขน้ึ ได้อยา่ งชดั เจน และสอดคล้องกับ Sripukdee (2012: 68) ไดศ้ กึ ษาความมีวนิ ยั ในตนเองของเด็กปฐมวัยที่ไดร้ บั การจดั ประสบการณก์ ารละเล่นพ้ืนบา้ น ผลการวิจัยพบวา่ 1) การศึกษาระดบั พฤตกิ รรมความมวี นิ ยั ในตนเองโดยรวมและรายดา้ น สรปุ ดงั นี้ กอ่ นการทดลองเดก็ แสดงพฤตกิ รรมความมวี นิ ยั ในตนเอง โดยเพ่ือน/ครูบอก หรือขอร้องให้ร่วมมือ ทุกด้าน และระหว่างการทดลองเด็กแสดงพฤติกรรม ความมวี นิ ยั ในตนเอง ดว้ ยตนเองบางครง้ั ทกุ ดา้ น สว่ นหลงั การทดลอง เดก็ แสดงพฤตกิ รรมความมวี นิ ยั ในตนเอง ด้วยตนเองบางครั้ง ทุกด้าน 2) การศึกษาเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมความมีวินัยโดยรวมและ รายดา้ น สรปุ ดงั น้ี พฤตกิ รรมความมวี นิ ยั ในตนเองโดยรวม กอ่ น ระหวา่ งทดลองและหลงั ทดลอง เปลย่ี นแปลง เพ่ิมขึ้นอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ p<.05 และการทดลองคร้ังน้ี ส่งผลต่อพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองโดย รวม อยใู่ นระดบั รอ้ ยละ 95 สว่ นพฤตกิ รรมความมวี นิ ยั ในตนเองรายดา้ น กอ่ น ระหวา่ งทดลองและหลงั ทดลอง เปลย่ี นแปลงเพ่มิ ขน้ึ อย่างมนี ัยส�ำคัญทางสถติ ิ p<.05 และการทดลองครงั้ น้ี ส่งผลตอ่ พฤติกรรมความมีวนิ ยั ใน ตนเองอยูใ่ นระดบั ร้อยละ 83, 89, 85 และ 91 ตามลำ� ดบั จากท่ีกล่าวมาสรุปได้ว่า การพัฒนาทักษะทางสังคมโดยใช้กิจกรรมนันทนาการส�ำหรับเด็กที่มี ความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเตรียมความพร้อม สามารถช่วยพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กที่มี ความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเตรียมความพร้อม ท้ังน้ีเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับ เตรียมความพร้อมจะต้องได้รับการฝึกฝน ส่งเสริม และสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จากผลการทดลองตลอด ระยะเวลา 9 สปั ดาห์ เดก็ ทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาระดบั เตรยี มความพรอ้ มไดร้ บั การฝกึ โดยใชก้ จิ กรรม นันทนาการท่ีหลากหลายอย่างต่อเน่ือง ท�ำให้เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเตรียมความพร้อม มีการเปล่ียนแปลงของทักษะทางสังคมที่สูงข้ึน ท้ัง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการมีปฏิสัมพันธ์ ด้านการเล่นและ ด้านการปฏิบตั ติ นในสังคม ตามล�ำดับ ข้อเสนอแนะ ขอ้ เสนอแนะในการนำ� ผลการวจิ ัยไปใช้ 1. ในการจดั กจิ กรรมนนั ทนาการ สามารถยดื หยนุ่ เรอ่ื งเวลาในการจดั กจิ กรรมไดต้ ามความเหมาะสม กับความสนใจของเด็ก เนอื่ งจากเดก็ ทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญามีชว่ งระยะเวลาความสนใจส้นั 2. ในการจดั กิจกรรมนนั ทนาการที่หลากหลาย เช่น การเตน้ ร�ำ การดนตรแี ละการรอ้ งเพลง การใช้ เกมและกฬี า ผา่ นกระบวนการเลน่ และกจิ กรรมกลมุ่ ทำ� ใหเ้ ดก็ ทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาเกดิ การพฒั นา ทกั ษะทางสังคมและมีความสนกุ สนานในขณะปฏิบัตกิ จิ กรรม ปีที่ 16 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 17

ขอ้ เสนอแนะส�ำหรบั การวจิ ัยครั้งตอ่ ไป 1. ควรมีการนำ� กจิ กรรมนันทนาการไปทดลองใชก้ บั เดก็ พเิ ศษประเภทอ่นื ๆ เช่น เด็กออทสิ ตกิ และ เด็กทมี่ ีความบกพร่องทางดา้ นการพดู และภาษา เป็นต้น 2. ควรมีการน�ำกิจกรรมนันทนการไปทดลองใช้กับเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาในระดับชั้น อ่ืน ๆ เชน่ ระดบั ปฐมวยั ระดับประถมศกึ ษา และระดบั มัธยมศกึ ษา เอกสารอ้างอิง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. (2546). นนั ทนาการกบั การเล่นของเดก็ . กรุงเทพฯ: ผูแ้ ต่ง. กระทรวงการทอ่ งเทย่ี วและกฬี า. (2557). การใชน้ นั ทนาการเพอ่ื พฒั นาจติ ใจเดก็ ชว่ งกา้ วสวู่ ยั รนุ่ . กรงุ เทพฯ: ผแู้ ต่ง. . กระทรวงการท่องเท่ยี วและกีฬา. (2557). กจิ กรรมนันทนาการเพ่ือพฒั นาคณุ ธรรมและจริยธรรมของเดก็ . กรุงเทพฯ: ผู้แต่ง. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2551). พระราชบัญญตั ิการจดั การศึกษาส�ำหรับคนพกิ าร พ.ศ. 2551. [Online]. Available: http://www.moe.go.th/moe/nipa/ed_law/p.r.g.edu35.pdf. [2559, มนี าคม 25]. กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). “ประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องก�ำหนดประเภทและหลักเกณฑ์ของ คนพิการทางการศึกษา พ.ศ. 2552”. ประกาศ ณ วนั ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2552. กระทรวงศึกษาธิการ. (2558). คู่มือหลักสูตรส�ำหรับเด็กที่มีความต้องการจ�ำเป็นพิเศษระยะแรกเริ่มของ ศนู ย์การศึกษาพิเศษ ฉบบั ปรับปรงุ พุทธศักราช 2558. กรงุ เทพฯ: ผูแ้ ต่ง. กาญจนา พงษ์สภุ า. (2560). การพฒั นาทักษะทางสงั คมของเด็กปฐมวยั เร่อื ง การท�ำขนมไทย. วทิ ยานิพนธ์ การศกึ ษามหาบณั ฑติ สาขาหลกั สตู รและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. กลุ ยา กอ่ สวุ รรณ. (2553). การสอนเดก็ ทมี่ คี วามบกพรอ่ งระดบั เลก็ นอ้ ย (Teaching Children with Mind Disabilities). กรุงเทพฯ: สหมิตรพรนิ้ ต้งิ แอนด์พบั ลสิ ชง่ิ . เกยรู วงศก์ อ้ ม. (2553). ความรู้เก่ียวกับการศกึ ษาพิเศษ (พิมพ์คร้งั ท่ี 2) กรุงเทพฯ: พลก๊อปปี้เซอรว์ ิสแอนด์ ซัพพลาย. ฉันทนา ศรีภักดี. (2555). การศึกษาความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ การละเล่นพื้นบ้านของไทย. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ. ณฐั วฒุ ิ สงั ขท์ อง, พทิ กั ษ์ จันทรเ์ จริญ, บญุ ญลกั ษม์ ตำ� นานจติ ร และนุชฤดี ร่ยุ ใหม่. (2554). งานวจิ ยั เร่ือง ผลการใชก้ จิ กรรมการละเลน่ พน้ื บา้ นเพอื่ พฒั นาทกั ษะทางสงั คมของเดก็ ปฐมวยั ในเขตภาคเหนอื ตอนลา่ งของประเทศไทย. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั ราชภัฏสวนดุสติ . 18 บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดสุ ติ

เทพประสทิ ธิ์ กลุ ธวชั วชิ ัย. (2554). การนันทนาการ. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ปรียวาท น้อยคลา้ ย. (2553). ทกั ษะในการคดิ วิเคราะห์ของเด็กปฐมวยั ทีไ่ ด้รบั การจัดกิจกรรมการเลน่ เกม การศึกษาประกอบภาพ. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ. พิมพ์ใจ สิทธิปราณี. (2546). การใช้กิจกรรมนันทนาการเพ่ือส่งเสริมพัฒนาการของเด็กวัยก่อนเข้าเรียน. การค้นคว้าแบบอิสระศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม.่ วารี ถิระจิตร. (2545). การศึกษาส�ำหรับเด็กพเิ ศษ (พิมพ์ครง้ั ท่ี 3) กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั . วรดนู จรี ะเดชากลุ . (2551). นันทนาการสำ� หรบั เด็ก (พมิ พค์ ร้งั ท่ี 5 ฉบับปรับปรงุ ) กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์ มหาวทิ ยาลัย. วรรณภรณ์ มะลริ ัตน.์ (2554). ผลของการจดั กิจกรรมการเคลอื่ นไหวแบบกลมุ่ ทม่ี ีต่อทักษะทางสังคมของ เด็กปฐมวยั . ปริญญานิพนธก์ ารศกึ ษามหาบัณฑิต สาขาปฐมวยั คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัย ศรนี ครินทร วโิ รฒ. วไิ รรตั น์ ไชยบญุ เรอื ง. (2555). การพฒั นาทกั ษะทางสงั คมโดยใชก้ ารจดั กจิ กรรมการละเลน่ พน้ื บา้ น สำ� หรบั เดก็ ปฐมวยั . ปริญญานิพนธ์การศกึ ษามหาบณั ฑิต สาขาหลกั สูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ศศิวิมล เชอ่ื มชิต. (2552). การส่งเสรมิ พฒั นาการของเดก็ เลก็ ผ่านการเลน่ และการแสดง. วทิ ยานิพนธน์ ิเทศ ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสอ่ื สารการแสดง จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย. References Jarolimek, John. (1977). Social Study in Elementary Education. New York: Macmillan. Kelly, John R. (1996). Leisure (3re ed.). New Jersey: Prentice-Hall. Kraus, R. (2001). Recreation and Leisure in Modern Society (Sixth Edition). Massachusetts: Jone and Batlett. Translated Thai References Chaibunrueang, W. (2012). The Development of Social Skills By Using Folk Play Activities For Preschool Children. Mahasarakham: Mahasarakham University. (in Thai) Chuemchit, S. (2009). Child’s Development Through Play And Performance. Bangkok: Chulalongkorn University. (in Thai) ปีที่ 16 ฉบับท่ี 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2563 19

Jeeradechakul, W. (2018). Recreation for Children (5th ed.). Bangkok: Chulalongkorn University. (in Thai) Kosuwan, K. (2010). Teaching Children with Mind Disabilities. Bangkok: Sahamit Printing and Publishing. (in Thai) Kultawatwichai, T. (2011). Recration (1st ed.). Bangkok: Chulalongkorn University. (in Thai) Malirut, W. (2011). The Effects of Group Basic Movement Activities on the Social Skills of Preschool Children. Bangkok: Srinakharinwirot University. (in Thai) Ministry of Education. (2008). Education Provision for Persons with Disabilities Act B.E. 2551. [Online]. Available: http://www.moe.go.th/moe/nipa/ed_law/p.r.g.edu35.pdf. [2016, March 25]. (in Thai) Ministry of Education. (2009). Announcement of the Ministry of Education on the Determination of Categories and Criteria for Educational Disabilities B.E. 2552. Announced on 6 May 2009. (in Thai) Ministry of Education. (2015). Curriculum Manual for Children with Special Needs, Early Intervention of the Special Education Center, Revised Edition 2015. Bangkok: Author. (in Thai) Ministry of Tourism & Sports. (2003). Recreation with Children’s Play. Bangkok: Author. (in Thai) Ministry of Tourism & Sports. (2014). The Using of Recreation to Develop their Children’s Mind into the Teenage Steps. Bangkok: Author. (in Thai) Ministry of Tourism & Sports. (2014). Recreation Activities to Develop the Morality And Ethics of Children. Bangkok: Author. (in Thai) Noiklay, P. (2010). Analysis Thinking Avility of Young Children Participated In Didactic Game Activities. Bangkok: Srinakharinwirot University. (in Thai) Pongsupa, K. (2017). The Development of Kinderdateners by Using Experience- Enhancement Activities “Thai Sweet Cooking Process”. Mahasarakham: Mahasarakham University. (in Thai) Sitipranee, P. (2003). Using Recreational Activities to Enhance Development of Preschool Children. Chiang Mai: Chiang Mai University. (in Thai) Sripukdee, C. (2012). The Study of Preschool Children’s Self-Discipline Through Thai Game Experience. Bangkok: Srinakharinwirot University. (in Thai) Sungthog, N., Chancharoen, P., Tumnanchit, B., Rooymai, N. (2011). The Effect of Thai Folk Play and Game Activities on Social Skills of Preschool Children in the Lower North of Thailand. Bangkok: Suan Dusit Rajabhat University. (in Thai) 20 บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยสวนดสุ ิต

Thirajit, W. (2002). Education for Disabilities Children (3rd ed.). Bangkok: Chulalongkorn University. (in Thai) Wongkom, K. (2010). Knowledge of Special Education (2nd ed.). Bangkok: Pon Copy Service and Supply. (in Thai) คณะผ้เู ขยี น นางสาวปาริฉตั ร พลับพลาทอง บัณฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ิต อาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา มหาวชริ าลงกรณ เลขที่ 145/9 ถนนสโุ ขทยั เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300 e-mail: [email protected] ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จรรยา ชน่ื เกษม คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต เลขที่ 295 ถนนนครราชสมี า เขตดุสติ กรุงเทพมหานคร 10300 ปีท่ี 16 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2563 21

การศกึ ษาสมรรถนะครูผดู้ แู ลเดก็ สงั กดั กรมสง่ เสริมการปกครองทอ้ งถิ่น เพ่อื เข้าสู่ประชาคมอาเซียน A Study of Child Care Teacher Competencies under the Department of Local Administration towards the ASEAN Community วชิราภรณ์ สมุ่ เข็มทอง* และภิรดี วัชรสินธ์ุ บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั สวนดุสติ Wachiraporn Sumkhemthong* and Phiradee Watcharasin Graduate School, Suan Dusit University Received: December 16, 2019 Revised: January 31, 2020 Accepted: February 12, 2020 บทคัดยอ่ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาองค์ประกอบสมรรถนะครูผู้ดูแลเด็กสังกัดกรมส่งเสริม การปกครองท้องถ่ินเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน 2) ประเมินความต้องการจ�ำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะครู ผดู้ แู ลเดก็ สงั กดั กรมสง่ เสรมิ การปกครองทอ้ งถนิ่ เพอ่ื เขา้ สปู่ ระชาคมอาเซยี น และ 3) ศกึ ษาแนวทางการพฒั นา สมรรถนะครูผู้ดูแลเด็กสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถ่ินเพ่ือเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในมุมมองของ ผู้เช่ียวชาญ การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม การวิจัยเชิงส�ำรวจกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษา โครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถ่ินกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จำ� นวน 641 คน และการสมั ภาษณ์ ได้แก่ ผู้เช่ียวชาญด้านการพัฒนาสมรรถนะครผู ูด้ แู ลเด็ก จำ� นวน 5 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบประเมินความต้องการจ�ำเป็นและแบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ซ่ึงผ่าน การตรวจสอบคณุ ภาพเครอื่ งมอื ดา้ นความตรงเชงิ เนอ้ื หา และมคี า่ ความเชอื่ มน่ั ของแบบประเมนิ ความตอ้ งการ จำ� เปน็ เท่ากับ 0.98 การวเิ คราะห์ขอ้ มูลเชิงปรมิ าณใชก้ ารวิเคราะห์คา่ เฉลย่ี ร้อยละ ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจ�ำเป็นและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์ เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) องค์ประกอบสมรรถนะหลัก 3 องค์ประกอบ ได้แก่ สมรรถนะด้านความรู้ ด้านทักษะ และด้านคุณลักษณะ สมรรถนะรอง 12 องค์ประกอบ และสมรรถนะย่อย 60 องค์ประกอบ 2ค)ุณผลลกั ลษำ� ณดับะคมวีคา่ามเสท�ำา่ คกัญบั ข0อ.1งค9ว, า0ม.1ต8อ้ แงกลาะร0จ.ำ�0เ9ป็นตา(มPลNำ�IMดoับdifieแdล) ะใน3ก)าแรนพวัฒทนาางสกมารรพรถฒั นนะาดสา้ มนรครวถานมะรคู้ ทรผูกั ดู้ษแูะลแเดล็กะ ไดแ้ ก่ สง่ เสรมิ ใหค้ รเู รยี นรดู้ ว้ ยตนเองจากแพลตฟอรม์ การเรยี นรทู้ ห่ี ลากหลาย เรยี นรรู้ ว่ มกนั ผา่ นกระบวนการ จดั การความรู้ และให้ผูเ้ ชย่ี วชาญเป็นผู้ฝกึ สอนให้กบั ครผู ดู้ ูแลเด็ก คำ� สำ� คญั : สมรรถนะครู การประเมนิ ความตอ้ งการจำ� เปน็ ครผู ดู้ แู ลเดก็ สงั กดั กรมสง่ เสรมิ การปกครองทอ้ งถน่ิ * วชริ าภรณ์ สุม่ เขม็ ทอง (Corresponding Author) ปที ี่ 16 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2563 23 e-mail: [email protected]

Abstract The objectives of this research were 1) to study the competency factors of child care teachers under the Department of Local Administration towards the ASEAN Community, 2) to evaluate the needs assessment in developing the child care teacher competencies under the Department of Local Administration towards the ASEAN Community, and 3) to study the guidelines of child care teacher competency development under the Department of Local Administration towards the ASEAN Community: by analyzing data from expert interviews. This research was conducted by using mixed methods and the data was collected by surveying and interviewing to evaluate needs assessment. The sample groups consisted of 641 students from the academic cooperation project between the Department of Local Administration. The interview was conducted with 5 experts in competency development of child care teachers. The research instruments were the needs assessment forms and the in-depth interview forms with experts. Both of them were assessed with content validity by experts and the needs assessment had high reliability with reliability coefficient of 0.98. The quantitative data analysis was conducted by using mean, percentage, standard deviation, needs assessment index and Confirmatory Factor Analysis and the content analysis of data from interviews was used for the qualitative data analysis. The findings revealed that; 1) the child care teacher competency can be summarized into 3core competencies, which included knowledge competency, skill competency and characteristic competency as well as 12 primary sub competencies and 60 secondary sub competencies. 2) the priority index of cthhaerancteeeridsti(cPNcoIMmodpifieedt)efnocry developing knowledge competency, skill competency and the is 0.19, 0.18, and 0.09, respectively and 3) the guidelines for the child care teacher competency development included the promotion of teachers to develop self-learning education from a variety of learning platforms, collaborative learning through a knowledge management process and encouraging the experts for becoming coaches for child care teachers. Keywords: Teacher Competency, Needs Assessment, Child Care Teacher under the Department of Local Administration บทนำ� สมาคมประชาชาตแิ หง่ เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตห้ รอื อาเซยี น มสี มาชกิ ทงั้ หมด 10 ประเทศ ในปฏญิ ญา ว่าด้วยความร่วมมืออาเซียนฉบับท่ี 2 การขยายความร่วมมือโดยการวางเป้าหมายจัดตั้งประชาคมอาเซียน ซงึ่ ประกอบด้วย 3 เสาหลกั ไดแ้ ก่ ประชาคมการเมอื งและความมัน่ คงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซยี น 24 บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดสุ ติ

และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ซ่ึงระบุแผนงานด้านการศึกษาไว้ โดยก�ำหนดประเด็นส�ำคัญไว้ 8 ประการ ได้แก่ 1) การส่งเสริมให้เกิดความตระหนักรู้เก่ียวกับอาเซียนผ่านการเรียนรู้ ประวัติศาสตร์และ ความรู้พืน้ เมือง 2) การยกระดบั คณุ ภาพและสรา้ งโอกาสการเขา้ ถึงการศกึ ษา ขน้ั พ้ืนฐานส�ำหรบั ทกุ คน โดย ไมล่ ะเลยผพู้ กิ ารและผดู้ อ้ ยโอกาส 3) การพฒั นาการใชเ้ ทคโนโลยี สารสนเทศและการสอื่ สาร 4) การสนบั สนนุ การพฒั นาการอาชวี ศกึ ษาและการเรยี นรตู้ ลอดชวี ติ 5) การสง่ เสรมิ การดำ� เนนิ งานของทกุ ภาคสว่ นในการพฒั นา คนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานเพ่ือให้บรรลุตามเป้าหมายของการจัดการศึกษาเพื่อ การพฒั นาทยี่ งั่ ยนื 6) การเสรมิ สรา้ งความเขม้ แขง็ ใหก้ บั การอดุ มศกึ ษาดว้ ยการพฒั นาระบบการประกนั คณุ ภาพ ทางการศึกษาท่ีมีประสิทธิภาพ 7) การส่งเสริมบทบาทของการอุดมศึกษาให้เข้มแข็งด้วยการสร้างเครือข่าย ระหว่างผู้ประกอบการกับมหาวิทยาลัยตลอดจน 8) การด�ำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากร ทางการศกึ ษา ซง่ึ ประการสดุ ทา้ ยเปน็ การดำ� เนนิ งานทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั สมรรถนะครใู นทกุ ระดบั การศกึ ษา รวมทงั้ การศึกษาในระดับปฐมวัยซ่ึงเป็นจุดเร่ิมต้นในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน (Office of the Education Council, 2017) หลังจากประเทศไทยเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. 2559 องค์กรท่ีดูแลด้านการศึกษา มเี ปา้ หมายการบรู ณาการดา้ นการศกึ ษาใหเ้ ปน็ วาระการพฒั นาของอาเซยี น โดยการสง่ เสรมิ การเขา้ ถงึ การศกึ ษา ขน้ั พน้ื ฐานอยา่ งทว่ั ถงึ ตลอดจนสง่ เสรมิ การเลยี้ งดแู ละพฒั นาเดก็ ปฐมวยั ใหไ้ ดม้ าตรฐาน แมว้ า่ การจดั การศกึ ษา ของประเทศไทยในช่วงท่ีผ่านมา โดยเฉพาะการศึกษาปฐมวัยยังมีปัญหาในด้านคุณภาพการศึกษาและ การสง่ เสรมิ พฒั นาการเดก็ เลก็ อนั เนอื่ งมาจากครรู ะดบั ปฐมวยั ยงั ไมไ่ ดร้ บั การพฒั นาสมรรถนะเทา่ ทค่ี วรจะเปน็ ซงึ่ องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ มบี ทบาทและภารกจิ ทส่ี าํ คญั ยงิ่ อยา่ งหนงึ่ ในการจดั การศกึ ษาเพอ่ื ทอ้ งถนิ่ และชมุ ชน โดยเฉพาะการพัฒนาการศึกษาในช่วงแรกเริ่มระดับปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งประกอบด้วยครูผู้ดูแล เด็กเล็ก จําเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพื่อให้เกิดสมรรถนะในด้านการปฏิบัติงานให้ได้ตามมาตรฐานหลักสูตร และมคี วามมัน่ คงในวชิ าชีพ บุคลากรสังกดั องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่ินจํานวนมาก ท่ีจะตอ้ งไดร้ บั การพัฒนา ใหม้ วี ฒุ กิ ารศกึ ษาทางการศกึ ษาโดยการเขา้ ศกึ ษาตอ่ ในระดบั ปรญิ ญาตรพี ฒั นาตนเองใหม้ คี วามรู้ ความสามารถ และมีวุฒิการศึกษาที่สามารถได้รับใบประกอบวิชาชีพ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นหน่วยงานท่ีดูแล ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่กระจายอยู่ทั่วประเทศเล็งเห็นว่า ครูผู้ดูแลเด็กจําเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพ่ือให้เกิด สมรรถนะในด้านการปฏิบัติงานให้ได้ตามมาตรฐานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และการพัฒนาตนเองให้มีความรู้ ความสามารถ และมวี ฒุ กิ ารศกึ ษาทสี่ ามารถไดร้ บั ใบประกอบวชิ าชพี จงึ ไดจ้ ดั ทาํ โครงการความรว่ มมอื ทางวชิ าการ ระหว่างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถ่ินกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เพ่ือรองรับการพัฒนาบุคลากร ทางการศกึ ษาของกรมสง่ เสรมิ การปกครองทอ้ งถนิ่ ขน้ึ แตก่ ารพฒั นาสมรรถนะครผู ดู้ แู ลเดก็ ยงั ยดึ ตามหลกั สตู ร ของสถาบนั อดุ มศึกษาเป็นสำ� คญั (Suan Dusit University, 2014) ในขณะทเี่ มอื่ เขา้ สู่ประชาคมอาเซยี นไดม้ ี การกำ� หนดกรอบสมรรถนะครแู ห่งเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต้ในศตวรรษที่ 21 ซึง่ ประกอบด้วยการเตรยี มแผน การสอนใหม้ สี อดคลอ้ งกบั วสิ ยั ทศั นแ์ ละพนั ธกจิ ของโรงเรยี น การสรา้ งสภาพแวดลอ้ มการเรยี นรู้ การพฒั นาและ ใชท้ รพั ยากรสำ� หรบั การเรยี นการสอน ตลอดจนการอำ� นวยความสะดวกในการเรยี นรแู้ ละการสง่ เสรมิ คา่ นยิ ม ด้านศีลธรรมและจรยิ ธรรม ส่งเสริมการพฒั นาชีวิตและทักษะวชิ าชีพแกผ่ เู้ รยี น (Bureau of International Cooperation Office of the Permanent Secretary Ministry of Education, 2009) ซงึ่ สมรรถนะเหลา่ น้ี ยงั ไมไ่ ดม้ กี ารศกึ ษาวจิ ยั ในกลุ่มครูผู้ดูแลเดก็ สังกัดกรมสง่ เสรมิ การปกครองท้องถ่ินมากนกั ทงั้ ทเ่ี ปน็ สมรรถนะ ปีที่ 16 ฉบับที่ 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2563 25

ทสี่ ำ� คัญเพอื่ เตรยี มครมู อื อาชีพเพ่อื เข้าสูป่ ระชาคมอาเซยี น จากความส�ำคัญของการพัฒนาสมรรถนะครูผู้ดูแลเด็กให้สอดคล้องกับบริบทท่ีเปลี่ยนแปลงที่กล่าว มา ประกอบกับประเทศไทยได้เข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ จึงควรต้องมีการศึกษาวิจัย การศึกษาสมรรถนะครูผู้ดูแลเด็กเพ่ือเข้าสู่ประชาคมอาเซียนว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง และครูผู้ดูแลเด็กมี ความตอ้ งการจำ� เปน็ ในการพฒั นาสมรรถนะดงั กลา่ วมากนอ้ ยเพยี งใด โดยการศกึ ษาองคป์ ระกอบสมรรถนะมี กรอบแนวคดิ ภายใต้ 3 องค์ประกอบหลกั ซง่ึ ประกอบด้วย สมรรถนะด้านความรู้ สมรรถนะดา้ นทกั ษะ และ สมรรถนะดา้ นคณุ ลกั ษณะของครผู ดู้ แู ลเดก็ ซง่ึ ผลการศกึ ษาจะเปน็ แนวทางพฒั นาสมรรถนะครผู ดู้ แู ลเดก็ สงั กดั กรมสง่ เสรมิ การปกครองท้องถิน่ ตอ่ ไป วตั ถปุ ระสงค์ 1. เพ่ือศึกษาองค์ประกอบสมรรถนะครูผู้ดูแลเด็กสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถ่ินเพ่ือเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน 2. เพ่ือประเมินความต้องการจ�ำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะครูผู้ดูแลเด็กสังกัดกรมส่งเสริม การปกครองท้องถ่นิ เพื่อเขา้ สู่ประชาคมอาเซยี น 3. เพ่ือศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะครูผู้ดูแลเด็กสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเพื่อ เขา้ สปู่ ระชาคมอาเซียนในมุมมองของผูเ้ ช่ยี วชาญ แนวคิดทฤษฎีท่ีเกย่ี วขอ้ ง แนวคิดเก่ียวกับสมรรถนะเร่ิมจากการน�ำเสนอบทความทางวิชาการของ David C. McClelland นักจิตวทิ ยาแหง่ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เมือ่ ปี ค.ศ. 1960 ซง่ึ กลา่ วถึง ความสัมพนั ธร์ ะหว่างคุณลักษณะที่ดีของ บคุ คล (Excellent Performer) ในองคก์ ารกบั ระดบั ทักษะความรู้ ความสามารถ โดย McClelland กลา่ ววา่ การวดั IQ และการทดสอบบคุ ลกิ ภาพ ยงั ไมเ่ หมาะสมในการทำ� นายความสามารถหรอื สมรรถนะของบคุ คลได้ เพราะไมไ่ ด้สะท้อนความสามารถทีแ่ ท้จริงออกมาได้ ต่อมา McClelland รเิ รม่ิ การใช้ ค�ำวา่ Competency ในบทความเร่อื ง Testing for Competence Rather than for Intelligence ในปี 1973 ซึ่งองคป์ ระกอบ ของการพัฒนาสมรรถนะของ McClelland มี 5 ส่วน คอื 1) ความรู้ 2) ทักษะ 3) ความคิดเห็นเก่ยี วกับตนเอง 4) บคุ ลิกลกั ษณะประจ�ำตัวของบุคคล และ 5) แรงจูงใจ/เจตคติ (McClelland, 1973) ต่อมาไดม้ ผี ู้น�ำแนวคดิ ของ McClelland มาศกึ ษาในการวดั สมรรถนะครโู ดยการวจิ ยั สว่ นใหญพ่ บวา่ สมรรถนะครสู ามารถวดั ไดจ้ าก 3 องคป์ ระกอบหลกั คอื สมรรถนะดา้ นความรู้ สมรรถนะดา้ นทกั ษะ และสมรรถนะดา้ นคณุ ลกั ษณะ ซง่ึ สอดคลอ้ ง กับผลการวจิ ยั ของ Parkpoom (2013) ทไ่ี ดท้ ำ� การศกึ ษาเร่ือง การพัฒนารปู แบบสมรรถนะทีจ่ ำ� เปน็ ส�ำหรบั ครใู นสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานเพอื่ รองรบั การกา้ วสปู่ ระชาคมอาเซยี น ทศี่ กึ ษาในสว นขององคป ระกอบของสมรรถนะ ท่ีจําเปนสําหรับครูท้ัง 3 องค์ประกอบคือ สมรรถนะด้านความรู้ สมรรถนะด้านทักษะ และสมรรถนะด้าน คณุ ลกั ษณะ เช่นเดียวกับงานวจิ ัยของ Bunjongjit, Wongwanich and Khemtong (2015) ซ่ึงท�ำการศึกษา สมรรถนะและความต้องการสมรรถนะท่ีจ�ำเป็นต่อการเตรียมความพร้อมของการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ของครูประเภทวิชาบริหารธุรกิจวิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู กรุงเทพมหานคร ท่ีมุ่งศึกษาสมรรถนะครู 3 26 บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดุสิต


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook