แนวทางการเพม่ิ ประสิทธภิ าพการผลติ และแหลง่ สบื คน้ ขอ้ มลู เพ่ิมเติม แนวทางการเพ่มิ ประสิทธิภาพการผลติ 1. การพักตัวและเตรียมต้น เพอื่ การออกดอกท่สี มบรู ณ์ 1.1 การตดั แต่งกิง่ ใสป่ ุ๋ยสูตร 16-16-16 ท�ำใหแ้ ตกใบออ่ นอยา่ งรวดเร็ว 1.2 ป้องกันก�ำจดั โรคและแมลงช่วงแตกใบออ่ น เพ่อื ใหไ้ ดใ้ บแก่ทส่ี มบรู ณ์ 1.3 ชว่ งกอ่ นออกดอกในปลายฤดฝู น (ตลุ าคม) ใหใ้ สป่ ยุ๋ สตู ร 8-24-24 เพอ่ื สรา้ งตาดอก ทีส่ มบูรณ์ 2. การตดั แตง่ กง่ิ ทถ่ี กู ตอ้ งและเหมาะสม เนอื่ งจากมะปรางแตกใบออ่ นเปน็ กระจกุ ใหเ้ ลอื ก ตัดแตง่ ก่ิงขนาดเล็ก ก่ิงท่ีไม่สมบูรณ์ออก เหลือไวเ้ ฉพาะกิง่ ท่ีสมบรู ณ์แขง็ แรง แหลง่ สืบคน้ ขอ้ มลู เพ่ิมเตมิ กรมส่งเสริมการเกษตร. 2547. คูม่ ือพืชเศรษฐกจิ . กรุงเทพฯ ส�ำนกั งานคณะกรรมการวจิ ัยแห่งชาติ.2555. 52 สัปดาหร์ แู้ ล้วรวย. กรงุ เทพฯ 95
สตรอเบอร่ี ขนั้ ตอนการปลูกและการดูแลรกั ษาสตรอเบอร่ี การเตรยี มการ พ.ค. ม.ิ ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เม.ย. เตรยี มดนิ การเตรยี มต้นไหล การนำ� ต้นลงแปลงปลูก ดแู ลระยะดอก - ผลแก่ - ยกรอ่ งแปลงสงู 20 – 30 เซนตเิ มตร - ปลูกเพื่อผลิตต้นไหลบนที่ - นำ� ตน้ ไหลลงมาปลกู ในแปลงผลติ ผล - ระยะออกดอก ใสป่ ยุ่ เคมี สนั แปลงกวา้ งประมาณ 50 เซนตเิ มตร สงู กวา่ ระดบั นำ้� ทะเล 300 เมตร - ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 สูตร 9 - 24 - 24 หรอื 12 - 24 - 12 ขน้ึ ไป และ 13-13-21 อัตรา 5 -10 กรัมตอ่ ตน้ การเตรยี มพันธ์ุ - ใสป่ ุ๋ยเคมสี ูตร 15-15-15 - ฉดี พ่นสารเคมีป้องกนั ก�ำจัดโรค - ระยะติดผล ใสป่ ุ๋ยเคมีสูตร - ฉดี พน่ สารเคมปี อ้ งกนั กำ� จดั แมลง เช่น โรคโคนเน่า โรคเห่ียว 13 - 13 - 21 หรือ 12 - 12 - 17+2 - ปลกู พนั ธท์ุ ม่ี ลี กั ษณะทตี่ ลาดตอ้ งการ โรคและแมลง แมลง ดว้ งกดั กนิ ใบ หนอนกดั กนิ ใบ อตั ราครง้ั ละ 10 กรมั ตอ่ ตน้ แบง่ ใส่ คือ ผลใหญ่ สีแดงจัด ผวิ เป็นมนั - ตน้ มกี ารแตกไหลรองตน้ ไหล 4 ครงั้ หา่ งกนั ครง้ั ละ 7 - 10 วัน การเรยี งตวั ของเมลด็ เปน็ ระเบยี บ เพอื่ น�ำไปปลกู กลน่ิ หอม เนอื้ แนน่ และความหวานสงู การเก็บเกย่ี ว ไดแ้ ก่ พนั ธพ์ุ ระราชทาน พนั ธ์ุ 329 - การเก็บเกีย่ วผลผลติ ควรเก็บชว่ งที่มอี ากาศเย็น คอื ตอนเช้ามดื ในสภาพอากาศแหง้ การปลกู - ลกั ษณะผลมสี แี ดงอยา่ งนอ้ ย 60% แตไ่ มค่ วรเกนิ 80% เกบ็ ทกุ 1 - 2 วนั - ปลูกโดยขุดหลุมทะลุผ่าน วสั ดุ ศตั รูท่ีสำ� คัญและการปอ้ งกันกำ� จดั การปฏิบตั หิ ลงั การเก็บเกยี่ ว คลมุ ดนิ ให้พอกบั ขนาดของ - โรคทเ่ี กดิ จากเชอื้ ไวรสั จะแสดงอาการใบหงกิ หรอื มอี าการใบดา่ ง - ใช้ภาชนะทรงตน้ื มีขนาดท่พี อเหมาะ สามารถคดั เลอื กคุณภาพของผลไดโ้ ดยไม่ ตน้ ใบผดิ รปู รา่ ง เมื่อเกิดแลว้ ไมส่ ามารถรักษาใหห้ ายได้ นอกจาก ต้องเปล่ียนภาชนะ เพื่อให้มีการจับต้องผลให้น้อยคร้ังที่สุด และไม่ควรบรรจุผล - รองก้นหลุมดว้ ยปุ๋ยคอก การปอ้ งกนั โดยคัดเลอื กตน้ กลา้ ทไ่ี ม่เปน็ โรค สตรอเบอร่มี ากเกนิ ไป เพราะจะเกดิ การกดทบั ท�ำให้ผลชำ้� ได้ - ปลกู ตน้ ไหลใหร้ ะดบั รอยตอ่ - โรคกอเนา่ (โรคแอนแทรคโนส) เกดิ จากเชอ้ื รา คอลเลค็ โตตรคิ มั - การเกบ็ เกย่ี วผลผลติ เกษตรกรจะตอ้ งคำ� นงึ ถงึ ความตอ้ งการของตลาด ทงั้ ในเชงิ คณุ ภาพ ของรากและล�ำตน้ พอดกี ับ - โรคเหยี่ ว ซงึ่ เปน็ ผลจากอาการรากเนา่ โคนเนา่ เกดิ จากเชอื้ รา และปรมิ าณ ซงึ่ ขนึ้ อยกู่ บั ประเภทของตลาดวา่ จะเปน็ ตลาดเพอื่ โรงงานแปรรปู หรอื ระดับของผิวดนิ - แมลง ไดแ้ ก่ เพลย้ี ออ่ น เพลย้ี ไฟ จะดดู กนิ นำ้� เลยี้ งจากใบและดอก ตลาดเพอ่ื การบริโภคสด
เทคนิคการปลกู และดแู ลรกั ษาสตรอเบอร่ี 1. การเตรียมการกอ่ นปลกู 1.1 การเตรยี มดนิ ยกรอ่ งแปลงสงู 20 – 30 เซนตเิ มตร สนั แปลงกวา้ งประมาณ 50 เซนตเิ มตร 1.2 การเตรยี มพันธุ์ ปลกู พันธ์ทุ มี่ ีลักษณะที่ตลาดตอ้ งการ คือ ผลใหญ่ สแี ดงจดั ผวิ เปน็ มนั การเรยี งตวั ของเมลด็ เปน็ ระเบยี บ กลน่ิ หอม เนอ้ื แนน่ และความหวานสงู ไดแ้ ก่ พนั ธพ์ุ ระราชทาน พนั ธ์ุ 329 1.3 การเตรียมตน้ ไหล ปลกู เพอื่ ผลติ ตน้ ไหลบนทสี่ งู กวา่ ระดบั นำ�้ ทะเล 300 เมตร ขน้ึ ไป ใสป่ ยุ๋ เคมสี ตู ร 15-15-15 ฉีดพน่ สารเคมปี อ้ งกันกำ� จดั โรคและแมลง ตน้ มกี ารแตกไหลรองตน้ ไหลเพือ่ นำ� ไปปลูก 2. การปลูก ปลกู โดยขดุ หลมุ ทะลผุ า่ นวสั ดคุ ลมุ ดนิ ใหพ้ อดกี บั ขนาดของตน้ ไมล่ กึ เกนิ ไป แลว้ รองกน้ หลมุ ดว้ ยปยุ๋ คอกประมาณ 30 กรมั ตอ่ ต้น โดยผสมคลุกเคล้าใหเ้ ข้ากับดิน ไม่ควรใส่ปยุ๋ เคมตี อนปลูกใหม่ เพราะอาจทำ� ใหร้ ะบบรากเสยี หายและตน้ ตายได้ การปลกู ตน้ ไหลนนั้ ระดบั รอยตอ่ ของรากและลำ� ตน้ จะตอ้ งพอดกี บั ระดบั ของผวิ ดนิ ไมป่ ลกู ลกึ หรอื ตน้ื เกนิ ไป ถา้ ปลกู ลกึ คอื สว่ นลำ� ตน้ จมอยตู่ ำ่� กวา่ ผวิ ดนิ หากเชอื้ โรคเขา้ ทางยอดของล�ำตน้ จะท�ำใหย้ อดเนา่ ตน้ เจรญิ เตบิ โตชา้ และอาจถงึ ตายได้ ถา้ ปลกู ตน้ื คอื ปลกู ตน้ ไหลแลว้ รากลอยขนึ้ มาเหนอื ผวิ ดนิ ทำ� ใหร้ ากถกู อากาศและแหง้ ตน้ เจรญิ เตบิ โตชา้ ไมส่ มบรู ณ์ และอาจเปน็ สาเหตใุ หต้ น้ ตายไดเ้ ชน่ กนั การปลกู ควรใหข้ ว้ั ไหลดา้ นทเ่ี จรญิ มาจากตน้ แมห่ นั เขา้ กลางแปลง เพ่อื ทจ่ี ะใหผ้ ลสตรอเบอรี่ ที่ผลิตออกมาอยู่ด้านนอกของแปลงได้รบั แสงแดดเตม็ ท่ี ท�ำใหร้ สชาตดิ ี สะดวกในการเกบ็ เกี่ยวและลดปญั หาเรื่องโรคของผลได้ ปลกู หลมุ ละ 1 ต้น 97
ต้นไหลท่ีจะน�ำมาปลูกควรมีขนาดพอเหมาะ คือ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นประมาณ 10 - 13 มลิ ลเิ มตร ไม่แกห่ รือออ่ นเกินไป การใช้ตน้ ไหลท่ีผ่านการเกิดตาดอกจากพ้ืนทส่ี งู จะทำ� ให้ ได้ผลผลิตเร็ว และมีช่วงการเก็บเกี่ยวยาวนานข้ึน เม่ือปลูกต้นไหลแล้ว ระยะตั้งแต่เดือนตุลาคม ไปจนถงึ ประมาณเดอื นธนั วาคม ตน้ ไหลบางพนั ธจ์ุ ะผลติ สว่ นไหลออกมาเรอ่ื ยๆ ใหเ้ ดด็ หรอื ตดั สว่ นไหล ออกใหห้ มดทกุ ตน้ ไมค่ วรเลย้ี งไหลไวเ้ พื่อใช้ปลูกต่อไป เพราะจะท�ำให้ต้นท่ีย้ายปลูกสร้างตาดอก รนุ่ ตอ่ มาชา้ ลง และทำ� ใหต้ น้ โทรม ขาดความแขง็ แรงได้ นอกจากนย้ี งั จะกระทบกระเทอื นตอ่ ผลผลติ รวมทงั้ แปลงอกี ดว้ ย ช่วงเวลาที่ปลกู ควรปลูกในเดอื นกนั ยายน - กลางเดอื นตลุ าคม โดยใชส้ ว่ นที่ เรียกว่าตน้ ไหลมาปลูก สำ� หรบั ระยะท่ีใชป้ ลกู จะใชร้ ะยะปลกู ระหว่างแถว 30 - 40 เซนตเิ มตร ระหวา่ งต้น 25 - 30 เซนตเิ มตร ปลูกแบบสลบั ฟันปลา โดยท่วั ไปจะใช้ต้นไหลส�ำหรบั ปลูกประมาณ 8,000 ต้น (ในกรณี ปลูกในพน้ื ทนี่ าที่ยงั คงสภาพคนั นา) ถงึ 10,000 ต้นต่อพืน้ ท่ี 1 ไร่ การขยายพนั ธส์ุ ตรอเบอรี่ ทำ� ไดห้ ลายวธิ โี ดยขน้ึ กบั วตั ถปุ ระสงคแ์ ละลกั ษณะประจำ� พนั ธ์ุ ไดแ้ ก่ 1. การใชไ้ หล ขยายต้นไหลจากพันธุท์ ่ีสามารถใหไ้ หลได้ดี 2. การแยกต้น แยกต้นจากพันธุ์ที่ออกไหลไมด่ ี ซงึ่ สว่ นใหญเ่ ป็นพวกพันธุ์ป่า 3. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยอ่ื เปน็ กระบวนการผลติ ต้นไหลที่ปลอดโรค และสามารถขยายพันธ์ุ ใหม้ ีปรมิ าณต้นไหลเพิม่ ข้นึ อย่างรวดเร็ว 3. การดูแลรักษา 3.1 การใสป่ ยุ๋ สตรอเบอรม่ี คี วามตอ้ งการธาตอุ าหารทง้ั ในกลมุ่ ธาตอุ าหารหลกั ไดแ้ ก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั และโปแตสเซยี ม ในกลมุ่ ธาตอุ าหารรอง ไดแ้ ก่ แมกนเี ซยี ม แคลเซยี ม และธาตอุ าหารเสรมิ คอื โบรอน เหล็ก และสงั กะส ี สำ� หรับค�ำแนะนำ� การใช้ปุ๋ยเคมีกับสตรอเบอร่ีโดยท่ัวๆ ไปนั้นให้ ปฏิบัติดังน้ี หลังจากปลูกไปแล้วประมาณ 20 วัน ให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 หรือ 9-24-24 ในอัตรา 5 - 10 กรมั ต่อต้น หรอื ประมาณ 20 - 25 กิโลกรมั ต่อไร่ และตอ่ จากนน้ั ไปอีก 10 วนั ให้ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 หรือ12-12-17 + 2 อย่างใดอย่างหน่ึง ใส่ในอัตราส่วน 10 กรัม ตอ่ ต้นตอ่ คร้งั แบง่ ใส่ 4 ครัง้ หา่ งกันคร้ังละ 7 - 10 วัน โดยวธิ โี รยระหว่างแถวแลว้ พรวนดนิ กลบ 3.2 การให้น้�ำ เน่ืองจากสตรอเบอรี่เปน็ พชื ท่มี รี ะบบรากต้ืนอยใู่ กล้ผวิ ดนิ เมือ่ ปลูกสตรอเบอร่ี เสรจ็ แลว้ ใหร้ ดนำ�้ ทนั ที และเมอื่ ตน้ สตรอเบอรโี่ ตมรี ะบบรากแขง็ แรง กใ็ หร้ ดนำ�้ ดว้ ยบวั รดนำ�้ ทกุ วนั วนั ละครง้ั ในกรณที ฝ่ี นไมต่ ก หรอื จะใหน้ ำ�้ โดยการปลอ่ ยนำ้� เขา้ ทว่ มทางเดนิ ระหวา่ งแปลงปลกู จนกระทงั่ ดนิ อมิ่ ตวั กไ็ ด้ อย่าปลอ่ ยให้นำ�้ ทว่ มขงั เป็นเวลานาน ควรปล่อยน้�ำประมาณ 2 - 3 วนั ตอ่ คร้งั แต่วธิ ีนจ้ี ะท�ำให้โรค จากแปลงหนง่ึ กระจายไปสแู่ ปลงอน่ื ได้ การใหน้ ำ�้ อกี วธิ กี ค็ อื การใชส้ ปรงิ เกอร์ เปน็ วธิ ที พี่ อใชไ้ ดแ้ ตต่ น้ ทนุ สงู การที่จะให้น�้ำมากน้อยเพียงใดนน้ั ให้ใช้การคาดคะเนดูความชน้ื ของดนิ เป็นเกณฑ์ สตรอเบอร่ีเป็น พชื ท่ีตอ้ งการความชืน้ ในดนิ อย่างสมำ�่ เสมอ หากดนิ มคี วามชื้นน้อยจนถงึ แหง้ ต้นสตรอเบอร่ีกล็ ด การเจรญิ เตบิ โตจนถงึ หยดุ เจรญิ เตบิ โตเมอ่ื ดนิ แหง้ จดั ในทางตรงกนั ขา้ มเมอ่ื ดนิ มคี วามชน้ื มาก นำ้� ขงั 98
รากสตรอเบอรกี่ จ็ ะเนา่ และตายได้ นอกจากน้ี การรดนำ้� ที่มากเกินไป ยังท�ำให้ล�ำต้นอวบน�้ำ ใบมีขนาดใหญ่ การออกดอกลดลง สีของผลซดี ผลสดน่ิม อายผุ ลส้นั มกั เกดิ การบอบชำ�้ และเชอ้ื ราเขา้ ท�ำลายไดง้ า่ ย ไมเ่ ปน็ ท่ีต้องการของตลาด ฉะน้ันเม่ือผลสุกจึงควรเก็บผล กอ่ นทจี่ ะใหน้ ำ้� 3.3 การปฏิบัติงานอืน่ ๆ การใชว้ สั ดคุ ลมุ แปลง เพอ่ื ชว่ ยรกั ษาความชน้ื ของดนิ ในแปลงปลกู ชว่ ยในการควบคมุ วชั พชื บนแปลงปลกู และปอ้ งกนั ไมใ่ หผ้ ลสตรอเบอรเ่ี สยี หาย เนอื่ งจากสมั ผสั กบั ดนิ การตดั แตง่ กงิ่ ใบ และแขนงทไี่ มส่ มบรู ณท์ ง้ิ 4. การป้องกนั ก�ำจัดศตั รูพชื 4.1 โรคทเ่ี กดิ จากเชอื้ ไวรสั จะแสดงอาการใบหงกิ หรอื มอี าการใบดา่ ง ใบผดิ รปู รา่ ง เมอื่ เกดิ แล้วไม่สามารถรกั ษาให้หายได้ นอกจากการปอ้ งกันโดยคดั เลอื กตน้ กลา้ ทีไ่ มเ่ ป็นโรค 4.2 โรคกอเนา่ (โรคแอนแทรคโนส) เกิดจากเช้ือรา คอลเลค็ โตตริคัม 4.3 โรคเห่ยี ว ซึ่งเปน็ ผลจากอาการรากเน่าโคนเน่า เกดิ จากเชื้อรา 4.4 แมลง ไดแ้ ก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ จะดดู กนิ นำ้� เล้ียงจากใบและดอก 5. การปฏิบัตหิ ลงั การเก็บเก่ียว 5.1 การเกบ็ ผลผลติ ควรเกบ็ ชว่ งทม่ี อี ากาศเยน็ คอื ตอนเชา้ มดื ในสภาพอากาศแหง้ เมอื่ เกบ็ แลว้ ไมค่ วรใหผ้ ลถกู แสงแดด เนอ่ื งจากผลสตรอเบอรมี่ อี ตั ราการหายใจสงู เมอื่ ถกู แสงแดดจะทำ� ใหผ้ ลเนา่ เรว็ ในตน้ หนงึ่ ๆ จะมผี ลสกุ แตกตา่ งกนั ควรเลอื กเกบ็ ผลทม่ี คี วามแกต่ ามทก่ี ำ� หนดไวเ้ ทา่ นน้ั เกบ็ ทกุ 1 - 2 วนั โดยใชส้ ว่ นเลบ็ หวั แมม่ อื และนว้ิ ชเ้ี ดด็ ออกจากขว้ั หรอื ใชก้ รรไกรชนดิ ทตี่ ดั ขวั้ ผลและหนบี สว่ นขวั้ ผลไดด้ ว้ ย 5.2 ใชภ้ าชนะทรงตน้ื มขี นาดทพี่ อเหมาะ สามารถคดั เลอื กคณุ ภาพของผลไดโ้ ดยไมต่ อ้ งเปลย่ี นภาชนะ เพอื่ ใหม้ กี ารจบั ตอ้ งผลใหน้ อ้ ยครงั้ ทสี่ ดุ และไมค่ วรบรรจผุ ลสตรอเบอรม่ี ากเกนิ ไป เพราะจะเกดิ การกดทบั ทำ� ใหผ้ ลชำ้� ได้ ถงึ แมว้ า่ สตรอเบอรจี่ ะเปน็ ผลไมช้ นดิ บม่ ไมส่ กุ แตส่ ตรอเบอรส่ี ามารถมสี แี ดงเพม่ิ ขน้ึ ได้ หลังจากเก็บเกี่ยว ดังน้ันสตรอเบอรี่ท่ีเก็บเกี่ยวในขณะที่ผลยังไม่แดงท้ังผล จึงสามารถแดงพอดี เมื่อถึงตลาดปลายทาง การเก็บเก่ยี วผลสตรอเบอรีท่ ี่มีผิวสีแดง 100 เปอร์เซนต์ จะท�ำให้การเกิดชำ้� และมีเช้ือราเข้าท�ำลายระหว่างการขนส่งได้ง่าย การเก็บเกี่ยวผลผลิตเกษตรกรจะต้องค�ำนึงถึง ความตอ้ งการของตลาด ทงั้ ในเชงิ คณุ ภาพและปรมิ าณ ซงึ่ ขน้ึ อยกู่ บั ประเภทของตลาดวา่ จะเปน็ ตลาด เพือ่ โรงงานแปรรปู หรือตลาดเพือ่ การบรโิ ภคสด 99
ขอ้ มลู สภาพแวดลอ้ มทเี่ หมาะสมตอ่ การเจรญิ เตบิ โตและให้ผลผลิตของสตรอเบอร่ี สภาพแวดลอ้ ม ความเหมาะสม ขอ้ จำ� กัด 1.สภาพภูมอิ ากาศ - อณุ หภมู ิ 10 - 25 องศาเซลเซยี ส (มีอากาศเยน็ ตลอดปี) - ชว่ งวนั และสภาพอาการมผี ลตอ่ การเกดิ ตาดอกชดุ ตอ่ ไป 2. สภาพพ้นื ที่ - สงู จากระดบั นำ�้ ทะเลไมต่ ำ่� กวา่ 800 เมตร - การออกดอกตดิ ผลมปี ระสทิ ธภิ าพตำ่� 3. สภาพดนิ - ค่าความเปน็ กรดเป็นด่างระหว่า 5.5 - 6.5 - หากผลสมั ผสั ดนิ แลว้ จะเกดิ ความเสยี หายไดง้ า่ ย 4. สภาพน�ำ้ - มรี ะบบระบายน้ำ� ทดี่ ี -
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการผลติ และแหล่งสืบคน้ ข้อมลู เพิม่ เตมิ แนวทางการเพ่มิ ประสทิ ธภิ าพการผลิต การจัดการปุ๋ยให้เหมาะสมกับการพัฒนาและการเจริญเติบโตของต้น หลังปลูกแล้ว 20 วัน ตอ้ งการทำ� ใหส้ ตรอเบอรอ่ี อกดอกตดิ ผลมากใหใ้ สป่ ยุ๋ 9–24–24 หรอื 12–24–12 หลงั จากนนั้ ใสป่ ุย๋ เพือ่ พฒั นาคุณภาพผลสูตร 13-13–13 หรอื 12–12–17+2 แหล่งสืบค้นขอ้ มลู เพม่ิ เติม กรมส่งเสริมการเกษตร. 2547. คมู่ ือพืชเศรษฐกจิ . กรงุ เทพฯ ส�ำนกั งานคณะกรรมการวิจยั แหง่ ชาต.ิ 2555. 52 สปั ดาห์ร้แู ล้วรวย. กรุงเทพฯ 101
องนุ่ ขัน้ ตอนการปลกู และการดแู ลรกั ษาองุ่น การเตรยี มการ พ.ค. ม.ิ ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เม.ย. เตรยี มดนิ การเตรยี มตน้ ระยะติดผล - ผลแก่ การเตรยี มต้น ระยะตดิ ผล - ผลแก่ การปลกู แบบยกร่อง - ตัดแตง่ กง่ิ - ตัดผลขนาดเลก็ - ตัดแต่งกงิ่ - ตดั ผลขนาดเลก็ ยกรอ่ งใหเ้ ปน็ สนั กวา้ ง 6 เมตร - ใส่ปุย๋ สตู ร 15-15-15 - ตดั แต่งผล - ใส่ป๋ยุ สตู ร 15-15-15 - ตดั แต่งผล ความยาวรอ่ งแลว้ แตข่ นาดของ ระยะออกดอก - ใส่ปุ๋ยสตู ร 15-15-15 - ใส่ป๋ยุ สตู ร 15-15-15 พน้ื ท่ี สว่ นความสงู ของสนั รอ่ ง - ออกใบพรอ้ มชอ่ ดอก ระยะติดผลแก่ ระยะออกดอก ให้สูงกว่าแนวระดับน�้ำท่วม - ใหน้ ำ้� สมำ่� เสมอ - ฉดี พน่ สารเคมกี ำ� จดั โรคและแมลง ระยะติดผลแก่ 50 เซนติเมตร ขนาดร่องน้�ำ - ฉดี พน่ สารเคมปี อ้ งกนั กำ� จดั โรคแมลง - ให้นำ้� สมำ่� เสมอ - ออกใบพรอ้ มชอ่ ดอก กว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร - เลือกเกบ็ เก่ียวผลผลติ - ให้น�ำ้ สม่�ำเสมอ - ฉดี พน่ สารเคมกี ำ� จดั โรคและแมลง กลางแปลง เวน้ ระยะระหว่าง - ใส่ปุ๋ยสตู ร 13-13-21 - ฉดี พ่นสารเคมีปอ้ งกันกำ� จัดโรค - ให้น�้ำสม�่ำเสมอ หลมุ ใหห้ า่ งกนั 3 - 3.50 เมตร กอ่ นเก็บผล 20 - 25 วัน และแมลง - เลือกเกบ็ เกยี่ วผลผลิต การปลูกในทีด่ อน - ใสป่ ยุ๋ สตู ร 13-13-21 กอ่ นเกบ็ ผล ไถพรวนเพ่ือก�ำจัดวัชพืช 20 - 25 วัน และท�ำให้ดินร่วนซุย การเก็บเกีย่ ว การปลูก - ดัชนีการเก็บเกี่ยว ผลองุ่นจะแก่นับอายุต้ังแต่ตัดแต่งประมาณ 3 เดือนถึง 3 เดือนครึ่ง ขึ้นอยู่กับพันธุ์ - นำ� กงิ่ ลงปลกู กลบดนิ โดยรอบ และการใชส้ ารฮอร์โมน จงึ ต้องสงั เกตจากลกั ษณะของผล สขี องผล ขัว้ ผลเปน็ สนี ้�ำตาล เนือ้ มคี วามหวาน ใหแ้ น่น รดนำ้� ให้ชุ่ม ปกั ไมไ้ ผ่ - การเก็บเก่ียวองุ่นในแปลงเดียวกันจะแก่ไม่พร้อมกัน จึงต้องเลือกเก็บเฉพาะช่อท่ีแก่เต็มที่ก่อน ชดิ ตน้ ผกู กง่ิ องนุ่ กบั ไมไ้ ผใ่ หแ้ นน่ โดยใชก้ รรไกรตดั ทข่ี วั้ ชอ่ ผลแลว้ บรรจลุ งภาชนะบรรจโุ ดยใชใ้ บตองหรอื กระดาษฝอยรอง เพอื่ ปอ้ งกนั การชำ�้ - หลงั จากปลกู ถา้ ฝนไมต่ กให้ ในระหวา่ งขนส่ง รดนำ�้ ทกุ วนั ชว่ งทมี่ ฝี นตกมาก หรือในฤดูฝนควรเว้นการให้ ศัตรูที่ส�ำคญั และการป้องกันกำ� จัด การปฏิบตั หิ ลงั การเก็บเก่ยี ว นำ้� และควรพน่ สารปอ้ งกนั โรค และเชื้อราเป็นครง้ั คราว - ระยะแตกใบออ่ น ปอ้ งกนั โรคราแปง้ และในช่วงอากาศชื้น ปกติองุ่นท่ีจ�ำหน่ายในประเทศหลังจากเก็บเกี่ยวจะส่งตลาด สามารถวางขายได้ ปอ้ งกนั โรคนำ�้ คา้ ง 1 - 2 วัน ในที่ร่มอุณหภูมิห้อง ถ้าส่งตลาดต่างประเทศต้องเก็บไว้ในห้องเย็น - ระยะออกดอก ป้องกนั โรคราแปง้ เหมอื นระยะแตกใบอ่อน ถา้ ใชอ้ ณุ หภมู ิ 0 องศาเซลเซยี ส ความชนื้ สมั พทั ธ์ 85 - 90% จะมอี ายกุ ารเกบ็ รกั ษา และป้องกนั หนอนกระท้หู อม 1 - 6 เดือน - ระยะตดิ ผล ป้องกันโรคแอนแทรคโนส
เทคนคิ การปลกู และดูแลรักษาองนุ่ 1. การเตรยี มการก่อนปลูก 1.1 การเตรยี มดิน ดนิ ทเ่ี หมาะสมคอื ดนิ รว่ น ดนิ รว่ นปนทราย มอี นิ ทรยี วตั ถสุ มบรู ณ์ ระบายนำ้� ไดด้ ี รวมทงั้ ดนิ มคี วามโปร่ง ชมุ่ ชืน้ 1.2 การเตรียมพนั ธุ์ พนั ธอ์ุ งนุ่ ทน่ี ยิ มปลกู ในประเทศไทยมดี ว้ ยกนั 2 สายพนั ธ์ุ คอื พนั ธไ์ุ วทม์ ะละกา และพนั ธ์ุ คารด์ นิ ลั ทง้ั 2 ชนดิ เป็นพนั ธ์ทุ ่ีปลกู ได้งา่ ยและเจรญิ เติบโตได้ด ี อกี ทัง้ ยงั เป็นทนี่ ิยมของตลาด 2. การปลูก 2.1 ควรปลูกในช่วงตน้ ฤดฝู น 2.2 ควรขุดหลุมปลกู ใหม้ ีขนาดกว้างและลกึ ประมาณ 50 เซนตเิ มตร 2.3 ผสมดนิ ปยุ๋ คอก และปุ๋ยร็อคฟอสเฟตเข้าดว้ ยกัน ในหลุมสูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม 2.4 ยกถุงกล้าตน้ ไม้วางในหลมุ โดยใหร้ ะดับของดินในถุงสงู กวา่ ระดบั ดนิ ปากหลุมเลก็ น้อย 2.5 ใช้มดี ทีค่ มกรีดถุงจากกน้ ถุงข้ึนมาถึงปากถงุ ทัง้ 2 ดา้ น (ซา้ ยและขวา) 2.6 ดึงถุงพลาสตกิ ออก โดยระวงั อยา่ ใหด้ ินแตก 2.7 กลบดินท่เี หลอื ลงไปในหลมุ อย่ากลบดินให้สงู ถึงรอยเสยี บยอดหรอื รอยตดิ ตา 2.8 กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น 2.9 ปกั ไม้หลักและผกู เชอื กยึด เพื่อปอ้ งกันลมพัดโยก 2.10 หาวัสดุคลมุ ดนิ บริเวณโคนตน้ เช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง 2.11 รดน�้ำใหช้ ่มุ 2.12 ท�ำร่มเงา เพอื่ ช่วยพรางแสงแดด 103
2.13 แกะผา้ พลาสตกิ ทพี่ นั รอยเสยี บยอดหรอื ตดิ ตา เมอ่ื ปลกู ไปแลว้ ประมาณ 1 เดอื น การปลกู องนุ่ ตอ้ งทำ� คา้ ง เพอ่ื ใหก้ ่ิงอง่นุ เกาะยดึ 3. การดูแลรกั ษา 3.1 การใส่ปุ๋ย (ปริมาณปุ๋ยท่ีใช้ขึ้นอยู่กับอายุของ ตน้ และผลผลติ บนตน้ ซงึ่ อตั ราทใ่ี ชอ้ ยรู่ ะหวา่ ง 2 - 3 กโิ ลกรมั ตอ่ ตน้ ตอ่ ป)ี - ตน้ ทย่ี งั ไมใ่ หผ้ ลผลติ ใสป่ ยุ๋ บำ� รงุ ตน้ ใชป้ ยุ๋ เคมี สตู ร 15-15-15 อตั รา 500 กรมั แบง่ ใส่ 2 - 3 ครง้ั - ตน้ ทใ่ี หผ้ ลผลติ แลว้ แบง่ การใส่ปุย๋ ดงั นี้ บ�ำรุงตน้ ใช้ปยุ๋ เคมีสูตร 15-15-15 บ�ำรุงผลใชป้ ุย๋ เคมสี ูตร 13-13-21 ปรบั ปรงุ คณุ ภาพใชป้ ยุ๋ เคมสี ตู ร 13-13-21 3.2 การใหน้ �้ำ - องนุ่ ทปี่ ลกู ใหมต่ อ้ งการนำ�้ และความชมุ่ ชนื้ มาก ในระยะทฝี่ นไมต่ กจำ� เปน็ ตอ้ งรดนำ้� ทกุ วนั หรือวันเวน้ วนั เมือ่ ต้นองุ่นมีกิ่งกา้ นคลมุ คา้ งได้บ้างแล้ว แปลงอง่นุ จะไมแ่ หง้ เรว็ เกนิ ไป ถ้าฝนไม่ตก ก็ใหน้ ำ้� ประมาณ 3 วันตอ่ ครั้ง - อง่นุ ทีใ่ ห้ผลแล้วในช่วงก่อนและระหว่างการออกดอก จำ� เป็นตอ้ งใหน้ ำ�้ อย่างเพยี งพอ ถ้าขาดน้�ำจะออกดอกช้า และถ้าขาดน�้ำรุนแรงจะให้ผลน้อย ในช่วงผลก�ำลังเติบโตต้องให้น�้ำ อยา่ งสมำ่� เสมอเชน่ กนั 3.3 การปฏบิ ตั ิงานอ่นื ๆ - การตดั แตง่ ทรงตน้ ในระยะเลยี้ งเถา หลังปลูกเสร็จแล้วหาหลักไม้ไผ่ปักขนานล�ำต้น แลว้ ผกู ตน้ ยดึ กบั หลกั ไมเ้ พอื่ ใหต้ น้ ตง้ั ตรง จนองนุ่ สงู ประมาณ 1.5 เมตร จงึ ตดั ยอด จดั กง่ิ ใหอ้ ยตู่ รงขา้ มกนั ปลอ่ ยใหแ้ ตกตาขา้ ง 2 - 3 ยอด จนกง่ิ เหลา่ นยี้ าวประมาณ 1 เมตร ตดั ยอดอกี ครงั้ พรอ้ มปลดิ ตาขา้ งอน่ื ออก เหลือเฉพาะตาข้างบรเิ วณยอด 2 - 3 ยอด การตัดแตง่ จะทำ� เช่นน้ีเรอื่ ยๆ จนก่ิงเจรญิ เตม็ ค้าง - การตดั แตง่ กง่ิ เพอ่ื ใหอ้ อกดอก องนุ่ ทวั่ ไปจะเจรญิ เตม็ คา้ งเมอ่ื อายุ 1 ปี จงึ ตดั แตง่ ใหอ้ อกดอกได้ กอ่ นตดั แตง่ กงิ่ 1 เดอื น ตอ้ งกกั นำ้� เพอื่ ใหต้ น้ องนุ่ ชะงกั การเจรญิ เตบิ โต กง่ิ ทจ่ี ะตดั แตง่ เพอ่ื ใหอ้ อกดอก ตอ้ งเปน็ กงิ่ แกจ่ ดั มสี นี ำ�้ ตาล ใบแกจ่ ดั ใชก้ รรไกรตดั ใหเ้ หลอื 5 - 6 ตา ในพนั ธไ์ุ วทม์ ะละกา และ 3 - 4 ตา สำ� หรบั พนั ธ์ุคาร์ดนิ ลั เมอ่ื ตดั แตง่ เสรจ็ แลว้ จึงใหน้ ำ�้ - การปลดิ ผล ชว่ ยใหผ้ ลในชอ่ ไมแ่ นน่ เกนิ ไป และทำ� ใหผ้ ลมขี นาดใหญข่ น้ึ ควรทำ� 1 - 2 ครงั้ เมอ่ื ผลใหญพ่ อสมควร ผลองนุ่ ออ่ นทต่ี ดั ออกไปดองไวข้ ายได้ วธิ ปี ลดิ ผลใชก้ รรไกรขนาดเลก็ สอดเขา้ ไปตดั ทขี่ วั้ ผล - การใชฮ้ อรโ์ มน เพอ่ื ชว่ ยใหช้ อ่ ดอกยดื ยาวขน้ึ ทำ� ใหช้ อ่ โปรง่ และชว่ ยใหผ้ ลยาวและใหญข่ นึ้ โดยใชส้ ารจิบเบอร์เรลลนิ 50 ppm ชุบชอ่ ดอก และช่อผล 104
4. การป้องกันก�ำจดั ศัตรพู ชื 4.1 ระยะแตกใบอ่อน ปอ้ งกันโรคราแปง้ และในช่วงอากาศชนื้ ป้องกนั โรคราน�้ำค้าง 4.2 ระยะออกดอก ปอ้ งกันโรคราแป้งเหมอื นระยะแตกใบอ่อน และปอ้ งกนั หนอนกระทูห้ อม 4.3 ระยะตดิ ผล ปอ้ งกันโรคแอนแทรคโนส 5. การปฏบิ ัติหลงั การเก็บเกี่ยว 5.1 ดชั นกี ารเกบ็ เกีย่ ว ผลองุ่นจะแก่นบั อายตุ ง้ั แต่ตดั แต่งประมาณ 3 เดือนถงึ 3 เดอื นครง่ึ ขนึ้ อยกู่ บั พนั ธแ์ุ ละการใชส้ ารฮอรโ์ มน จงึ ตอ้ งสงั เกตจากลกั ษณะของผล สขี องผล ขวั้ ผลเปน็ สนี ำ้� ตาล เน้อื มีความหวาน 5.2 การเกบ็ เกย่ี ว องนุ่ ในแปลงเดยี วกนั จะแกไ่ มพ่ รอ้ มกนั จงึ ตอ้ งเลอื กเกบ็ เฉพาะชอ่ ทแ่ี กเ่ ตม็ ที่ กอ่ น โดยใชก้ รรไกรตดั ทข่ี วั้ ชอ่ ผล แลว้ บรรจลุ งภาชนะโดยใชใ้ บตองหรอื กระดาษฝอยรอง เพอื่ ปอ้ งกนั การชำ�้ ในระหวา่ งขนสง่ 5.3 อายุการเก็บรักษา ปกติองุ่นที่จ�ำหน่ายในประเทศหลังจากเก็บเก่ียวส่งตลาด สามารถ วางขายได้ 1 - 2 วนั ในท่รี ม่ อุณหภูมหิ ้อง ถา้ สง่ ตลาดต่างประเทศต้องไว้ในห้องเยน็ ถา้ ใช้อณุ หภูมิ 0 องศาเซลเซียส ความชนื้ สมั พัทธ์ 85 - 90 % จะมอี ายกุ ารเกบ็ รักษา 1 – 6 เดือน 105
ขอ้ มลู สภาพแวดลอ้ มทเ่ี หมาะสมต่อการเจริญเตบิ โตและให้ผลผลิตขององ่นุ สภาพแวดลอ้ ม ความเหมาะสม ขอ้ จำ� กดั 1.สภาพภูมอิ ากาศ - ไม่อยูใ่ นทแี่ ออดั ควรมีลมพัดผา่ นไดด้ ี - 2. สภาพพื้นที่ - ไมค่ วรปลกู ใกล้ตน้ ไมใ้ หญ่ 3. สภาพดิน - ไมค่ วรเลอื กปลกู องนุ่ ในทลี่ มุ่ เพราะในฤดฝู นกจ็ ะมปี ญั หามากมายตามมา 4. สภาพนำ้ � - สภาพอากาศหรอื อุณหภมู ทิ เี่ หมาะสม มอี ากาศหนาวบา้ งกจ็ ะดี - ไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งเลอื กเขตทม่ี คี วามแหง้ แลง้ จนเกนิ ไป เพราะจะทำ� ใหเ้ กดิ การขาดแคลนนำ้� จะเห็นได้ว่าองุ่นขาดน้�ำก็ไมไ่ ด้ น�้ำมากไปก็ไมด่ ี - แสงแดดเพียงพอ สามารถปลกู ไดใ้ นพนื้ ทส่ี งู ตง้ั แตร่ ะดบั นำ้� ทะเลจนถงึ ระดบั ความสงู 6,000 - ฟตุ แตแ่ หลง่ ปลกู องนุ่ ทม่ี คี ณุ ภาพดมี กั อยใู่ นระดบั ความสงู จากระดบั นำ้� ทะเลประมาณ 1,000 - 4,000 ฟตุ - ดนิ ร่วนซยุ ระบายน้�ำดี มอี ินทรยี วตั ถุเพียงพอ - ตอ้ งเปน็ บรเิ วณทนี่ ำ้� ทว่ มไมถ่ งึ เพราะถา้ องนุ่ ถกู นำ�้ ทว่ ม - มีหนา้ ดินลกึ สภาพความเปน็ กรด - ด่าง (pH) อยู่ระหวา่ ง 5.6 - 6.4 เพยี ง 2 วนั กจ็ ะตาย และตอ้ งไมเ่ ปน็ พนื้ ทท่ี นี่ ำ้� ทะเลทว่ มถงึ เพราะจะทำ� ใหต้ น้ องนุ่ ไดร้ บั ความเสยี หายเชน่ เดยี วกนั - ปริมาณนำ�้ เพียงพอ ไดร้ บั น้�ำสม�่ำเสมอ - หากไดร้ บั นำ�้ ไมเ่ พยี งพอ จะทำ� ใหค้ ณุ ภาพผลผลติ ออกมา ไมส่ มบรู ณ์
แนวทางการเพิม่ ประสทิ ธภิ าพการผลติ และแหลง่ สืบค้นข้อมูลเพ่มิ เตมิ แนวทางการเพมิ่ ประสิทธภิ าพการผลติ 1. การเตรยี มความพรอ้ มของต้น - การให้ปุ๋ยบ�ำรุงต้นที่ถูกต้องและเหมาะสม ควรใส่ปุ๋ยคอก มูลไก่ และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15–15–15 ในปริมาณท่ีเหมาะสม - กอ่ นตัดแต่งกงิ่ ใหใ้ สป่ ๋ยุ สตู ร 8–24–24 - พอเถาเริ่มแก่เปลี่ยนเป็นสีน�้ำตาลให้ท�ำการตัดแต่งเถาออกให้เหลือ 5 – 6 เถา ส�ำหรบั พนั ธมุ์ ะละกา และ 3 – 4 เถา ส�ำหรับพันธุค์ ารด์ ินลั - งดการใหน้ �้ำเพือ่ ตน้ อง่นุ พกั ตัว จนใบสลด เรมิ่ ร่วงจงึ ใหน้ ้�ำเต็มท่ี เพือ่ องนุ่ ออกดอก 2. การตัดแต่งผลองนุ่ ตดั แต่งผลหลังติดผลแลว้ ท�ำให้ผลไมเ่ บยี ดกัน ขนาดใหญ่ มีคุณภาพ 3. การยดื ช่อดว้ ยจิบเบอเรลลนิ เพอื่ ยดื ชอ่ และผลให้ยาว เพ่ือเพ่มิ คณุ ภาพผล แหล่งสบื ค้นขอ้ มูลเพ่มิ เตมิ กรมส่งเสริมการเกษตร.2547.คู่มือพชื เศรษฐกิจ. กรงุ เทพฯ สำ� นักงานคณะกรรมการวจิ ยั แห่งชาติ.2555. 52 สัปดาหร์ ู้แลว้ รวย. กรงุ เทพฯ 107
มะละกอ ขนั้ ตอนการปลูกและการดูแลรักษามะละกอ การเตรียมการ ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. เตรียมดิน การใหน้ �้ำ การกำ� จดั วัชพชื การใสป่ ยุ๋ 1. พ้ืนท่ีลุ่มขุดดินยกร่องกว้าง มะละกอท่ีปลกู ใหม่ๆ จะตอ้ ง สารเคมีในการจ�ำกัดวัชพืช มะละกอในระยะตน้ อ่อน ควรใส่ปุ๋ยเรง่ 3 - 4 เมตร รอ่ งนำ�้ กวา้ ง 1 เมตร ใหน้ �้ำจนต้งั ตัวได้ดี โดยใหน้ ำ�้ จะทำ� ใหก้ ารเจรญิ เตบิ โตผดิ ปกติ การเจรญิ เตบิ โตทางตน้ กงิ่ กา้ น โดยใสป่ ยุ๋ 2. พนื้ ทดี่ อน ไถดะและไถแปร 2 - 3 วันต่อครั้ง ในช่วงท่ี วิธีการถอนหรือตัดวัชพืชระวัง สูตร 15 - 15 - 15 หลังยา้ ยปลูก 1 เดอื น 3. ดนิ เปน็ กรดปานกลางถงึ กรดจดั มะละกอออกดอกติดผล ไม่ให้กระทบรากพืช เป็นวิธีท่ี และใส่ทุกเดือนต้ังแต่เดือนที่ 3 เม่ือ ควรใสป่ นู ขาวอตั รา 100 - 300 จะตอ้ งการนำ้� มาก ถา้ ขาดน�้ำ เหมาะสมท่ีสดุ หากจ�ำเป็นต้อง มะละกอตดิ ผลใสป่ ุ๋ยสูตร 15 - 15 - 15 กโิ ลกรมั ต่อไร่ จะท�ำให้ดอกและผลร่วง ใช้สารเคมี ควรรอให้ตน้ สูงหรอื และปุ๋ยสูตร 46 - 0 - 0 วิธีการใส่ปุ๋ย หรอื ผลไมส่ มบรู ณ์ จงึ จำ� เปน็ ตอ้ ง อายุมากกว่า 6 เดือน โดยหว่านจากโคนต้นแล้วใช้ดินกลบ การเตรียมตน้ พันธ์ุ ใหน้ ำ้� มะละกออยา่ งสมำ่� เสมอ นอกจากนใี้ หพ้ น่ ปยุ๋ ทางใบสตู ร 21 - 21 - 27 โดยเฉพาะมะละกอที่ปลูก + ธาตุอาหารเสรมิ ฉีดพ่นทุก 2 สปั ดาห์ พันธ์ุทีต่ ลาดต้องการ ในทด่ี อน นอกจากใชป้ ยุ๋ เคมแี ลว้ ควรใสป่ ยุ๋ อนิ ทรยี ์ - เกบ็ เมลด็ พันธุจ์ ากผลสกุ เชน่ ปยุ๋ คอก ทำ� ความสะอาด ผง่ึ ลมใหแ้ ห้ง การปลกู ศตั รูท่ีสำ� คัญและการปอ้ งกันก�ำจดั การเกบ็ เกย่ี ว 1. ใชร้ ะยะปลกู 2 X 2 หรอื 2.5 X 2.5 เมตร เพล้ยี ไฟ เขา้ ท�ำลายใบออ่ น ดอกอ่อน มะละกออายุ 5-6 เดอื น เหมาะบริโภคดิบ อายุ 7-8 เดอื น หรือเมือ่ ผลขนึ้ แต้มเหลือง 2. ขดุ หลมุ ปลูกขนาด 50 X 50 X 50 แมลงวันผลไม้ เขา้ ท�ำลายระยะผลแกจ่ ดั ทำ� ให้ 25 % เหมาะสำ� หรบั เกบ็ ผลเพอื่ บรโิ ภคสกุ สำ� หรบั การสง่ ออกเกบ็ เกย่ี วเมอ่ื ผลขนึ้ แตม้ 5% เซนตเิ มตร ไดร้ บั ความเสยี หาย 3. รองกน้ หลมุ ดว้ ยปยุ๋ คอก หนิ ฟอสเฟต โรคราแปง้ ปอ้ งกนั กำ� จดั โดยฉดี พน่ ดว้ ยเบนโนมลิ การปฏิบัติหลังการเก็บเกยี่ ว 150 - 200 กรัม หรือไดโนแคพ 4. หยอดเมลด็ มะละกอ 3 - 5 เมลด็ ตอ่ หลมุ โรคโคนเนา่ 1. นำ� มะละกอบรรจุใสภ่ าชนะแล้วล�ำเลียงไปยังแหลง่ คดั บรรจุ แตต่ อ้ งปฏบิ ตั ิ 5. หลงั มะละกอเรม่ิ ออกดอกคดั ตน้ โรคแอนแทรคโนส ดว้ ยความระมดั ระวงั ไม่ใหเ้ กิดบาดแผลหรอื กระทบกระแทกจนช้ำ� ดอกกระเทยไว้ 1 ตน้ 2. คัดเลือกเอาผลเสีย ผดิ ปกติ ไม่ไดข้ นาด และมตี ำ� หนอิ อกให้หมด 3. ทำ� ความสะอาดผล หอ่ ผลและบรรจุในภาชนะทเ่ี หมาะสม 4. นำ� เขา้ เกบ็ รกั ษาในห้องที่มีอณุ หภูมิ 14 องศาเซลเซยี ส เพื่อรอการขนส่ง
เทคนคิ การปลกู และดแู ลรักษามะละกอ 1. การเตรียมการกอ่ นปลูก การเตรยี มดนิ 1. พ้นื ท่ลี ุม่ ขดุ ดนิ ยกรอ่ งกวา้ ง 3 - 4 เมตร ร่องน�้ำกว้าง 1 เมตร 2. พ้นื ทีด่ อน ไถดะและไถแปร 3. ดินเปน็ กรดปานกลางถงึ กรดจดั ควรใสป่ นู ขาวอัตรา 100 - 300 กโิ ลกรมั ต่อไร่ การเตรยี มตน้ พันธุ์ - เลือกพันธุ์ท่ีตลาดต้องการ พันธท์ุ ี่สง่ เสริมใหป้ ลกู ได้แก่ 1. พนั ธุ์รบั ประทานผลสุก ได้แก่ แขกดำ� ปลักไม้ลาย (หรอื ฮอลแลนด์) 2. พนั ธ์ุรบั ประทานผลดิบ ได้แก่ แขกนวล แขกดำ� แขกดำ� ท่าพระ คร่ัง - เก็บเมลด็ พนั ธุ์จากผลสกุ ท�ำความสะอาด ผ่ึงลมให้แห้ง 2. การปลูก 2.1 วธิ กี ารปลกู 1) ควรปลกู ในชว่ งต้นฤดฝู น 2) การเตรยี มเมลด็ พนั ธ์ุ - คดั เลอื กเมลด็ พนั ธม์ุ ะละกอทส่ี มบรู ณจ์ ากผลทไ่ี ดจ้ ากตน้ กระเทย (ผลจะมลี กั ษณะ ยาวเนือ้ หนา) - น�ำเมลด็ มาล้างเอาเปลอื กหมุ้ เมลด็ ออก - ผง่ึ ในทรี่ ่มใหแ้ ห้ง - นำ� เมลด็ มาคลกุ สารกำ� จดั แมลงและปอ้ งกนั กำ� จดั โรครา เกบ็ ไวใ้ นตเู้ ยน็ ถา้ ตอ้ งการเกบ็ เปน็ ระยะเวลานาน 3) ผสมดิน ปุ๋ยคอก จ�ำนวน 5 กิโลกรัม ปุ๋ยร็อคฟอสเฟต จ�ำนวน 150 - 250 กรัม และป๋ยุ เคมสี ูตร 15-15-15 จำ� นวน 20 กรมั เข้าดว้ ยกันให้สูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม 4) หยอดเมล็ดมะละกอ 3 - 5 เมลด็ ต่อหลมุ 5) รดน�้ำให้ชุ่ม และให้นำ�้ สมำ�่ เสมอจนกวา่ ตน้ กลา้ จะงอก 109
2.2 ระยะปลูก ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 3 X 4 เมตร หรือ 3 X 3 เมตร (แบบที่ดอน) หรอื 2.5 X 3 เมตร (แบบยกร่อง) 2.3 จ�ำนวนต้นต่อไร่ ประมาณ 130 ตน้ หรือ 170 ตน้ หรอื 200 ตน้ ตามลำ� ดบั 3. การดแู ลรกั ษา 3.1 การใส่ปุ๋ย มะละกอในระยะต้นอ่อน ควรใสป่ ยุ๋ เร่งการเจริญเติบโตทางตน้ กิ่งก้าน โดยใส่ ป๋ยุ สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กรัมตอ่ ตน้ หลังยา้ ยปลูก 1 เดอื น และใส่ทกุ เดือนต้ังแต่เดือนที่ 3 เพิ่มเป็น 100 กรัมต่อต้น เม่ือมะละกอติดผล ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 100 กรัม และปุ๋ย สูตร 46-0-0 อัตรา 50 กรัมต่อต้น วิธีการใส่ปุ๋ยโดยหว่านจากโคนต้นแล้วใช้ดินกลบ นอกจากน้ี ใหพ้ น่ ปยุ๋ ทางใบสตู ร 21-21-27 + ธาตอุ าหารเสรมิ ฉดี พน่ ทกุ 2 สปั ดาห์ อตั รา 5 ชอ้ นโตะ๊ ตอ่ นำ้� 20 ลติ ร นอกจากใชป้ ยุ๋ เคมแี ลว้ ควรใสป่ ยุ๋ อนิ ทรยี ์ เชน่ ปยุ๋ คอก ปยุ๋ หมกั ปยุ๋ พชื สด เปน็ ครงั้ คราวดว้ ย 3.2 การให้น�้ำ มะละกอทป่ี ลกู ใหม่ๆ จะตอ้ งใหน้ ำ�้ กับตน้ กล้ามะละกอจนตัง้ ตัวได้ดี โดยใหน้ ำ้� 2 - 3 วันตอ่ ครั้ง ในชว่ งทีม่ ะละกอออกดอกติดผลจะต้องการน�้ำมาก ถา้ ขาดนำ�้ จะท�ำให้ดอกและ ผลร่วงหรือผลไม่สมบูรณ์ จึงจ�ำเป็นต้องให้น้�ำมะละกออย่างสม�่ำเสมอ โดยเฉพาะมะละกอที่ปลูก ในที่ดอน 3.3 การปฏบิ ตั งิ านอนื่ ๆ มะละกอสว่ นมากไมค่ อ่ ยแตกกง่ิ กา้ นสาขา เจรญิ เฉพาะทตี่ ายอดอยา่ งเดยี ว นอกจากกรณที ส่ี ว่ นยอดถกู ทำ� ลายหรอื ตน้ ลม้ กส็ ามารถแตกกงิ่ กา้ นสาขาได้ และสามารถออกดอก ตดิ ผลไดเ้ ช่นกนั ดังนน้ั มะละกอจึงไม่จำ� เป็นตอ้ งมกี ารตัดแต่งกิ่งเหมอื นไม้ผลชนดิ อืน่ ๆ 4. ศตั รูพืชทสี่ �ำคัญ 4.1 เพล้ยี ไฟ เข้าท�ำลายใบออ่ น ดอกอ่อน 4.2 แมลงวนั ผลไม้ เขา้ ท�ำลายระยะผลแก่จดั ทำ� ใหไ้ ดร้ บั ความเสียหาย 4.3 โรคราแปง้ ปอ้ งกนั กำ� จดั โดยฉีดพ่นดว้ ยเบนโนมลิ หรือไดโนแคพ 4.4 โรคโคนเน่า 4.5 โรคแอนแทรคโนส 5. การปฏบิ ัตหิ ลังการเก็บเก่ียว 5.1 น�ำมะละกอบรรจุใส่ภาชนะแล้วล�ำเลียงไปยังแหล่งคัดบรรจุ แต่ต้องปฏิบัติด้วยความ ระมดั ระวงั ไม่ให้เกิดบาดแผลหรอื กระทบกระแทกจนชำ้� 5.2 คดั เลอื กเอาผลเสีย ผิดปกติ ไมไ่ ดข้ นาด และมตี �ำหนอิ อกให้หมด 5.3 ทำ� ความสะอาดผล 5.4 ห่อผลและบรรจใุ นภาชนะที่เหมาะสม 5.5 น�ำเข้าเกบ็ รักษาในห้องท่มี ีอณุ หภมู ิ 14 องศาเซลเซยี ส เพอ่ื รอการขนส่ง 110
ขอ้ มูลสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจรญิ เตบิ โตและใหผ้ ลผลติ ของมะละกอ สภาพแวดลอ้ ม ความเหมาะสม ขอ้ จำ� กดั 1. สภาพภมู อิ ากาศ อุณหภูมิ 25 - 32 องศาเซลเซียส - 1.1 อณุ หภมู ิ 1.2 ฝน ปริมาณนำ้� ฝนไม่น้อยกว่า 1,500 - 2,000 มลิ ลิเมตรต่อปี ฝนตกมากทำ� ใหเ้ กดิ โรคโคนเน่าและตายไดง้ ่าย ฝนน้อยท�ำใหต้ น้ มะละกอ แคระแกรน็ 2. สภาพพนื้ ที่ ถา้ สงู มากการออกดอกตดิ ผลตำ�่ 2.1 ความสงู จากระดบั ไมเ่ กนิ 1,500 เมตร นำ�้ ทะเล 3. สภาพดิน - 3.1 ลกั ษณะของเนอ้ื ดนิ เปน็ ดินรว่ นปนทราย มีความสมบรู ณ์สูง ระบายน�้ำดี 3.2 ความลกึ ของหนา้ ดนิ หนา้ ดนิ ลกึ มากกวา่ 50 เซนตเิ มตร ระดบั นำ�้ ใตด้ นิ ลกึ มากกวา่ 75 เซนตเิ มตร - 3.3 ความเปน็ กรด - ดา่ ง 6 - 7 ถา้ pH สงู หรอื ตำ่� เกนิ ไป ธาตอุ าหารพชื ในดนิ จะอยใู่ น ของดิน รปู ทพี่ ชื ไมส่ ามารถใชป้ ระโยชนไ์ ด้ 4. สภาพน้�ำ - เปน็ แหล่งที่ไม่มีสภาพแวดลอ้ มท่กี ่อใหเ้ กดิ การปนเป้อื นจุลนิ ทรยี ์ - 4.1 คณุ ภาพน้�ำ สารเคมแี ละโลหะหนัก - ค่าความเป็นกรดดา่ งของน้�ำระหวา่ ง 6.0 - 7.5 - คา่ ความเค็มของนำ้� ไมเ่ กนิ 2 เดซิซีเมนตต์ ่อเมตร (dS/m)
แนวทางการเพม่ิ ประสิทธิภาพการผลิต และแหลง่ สบื ค้นขอ้ มูลเพมิ่ เติม แนวทางการเพิ่มประสทิ ธภิ าพการผลติ 1. การคดั เลอื กตน้ ทใี่ หด้ อกสมบรู ณเ์ พศ (ดอกกระเทย) ในชว่ งทมี่ ะละกอเรม่ิ ออกดอกชดุ แรก โดยต้นท่ีใหด้ อกตวั เมยี จะมีดอกโตเปน็ กระเปาะกลม มีรงั ไข่ใหญ่เห็นได้ชดั กลบี ดอกบิดเป็นเกลยี ว ต้นท่ีให้ดอกตัวผู้จะมีช่อดอกยาว ดอกจ�ำนวนมาก ดอกมีกล่ินหอม ต้นที่ให้ดอกกระเทย ดอกเป็นทรงกระบอกยาวคล้ายดอกซอ่ นกลนิ่ กลบี ดอกสน้ั เลก็ ซึง่ เป็นต้นทีต่ ้องเกบ็ ไว้ ส่วนตน้ อนื่ ให้ตัดออกไปท�ำปยุ๋ หมัก 2. การจดั การปยุ๋ และนำ�้ อยา่ งเหมาะสม เพราะมะละกอตอ้ งการปยุ๋ ทเี่ หมาะสมในการเลย้ี งผล ซึง่ ออกมาตลอดปี หากการจดั การป๋ยุ ไม่เพียงพอ จะท�ำให้ผลมะละกอขาดคอ ท้ิงช่วง ไม่มผี ลผลิต แหล่งสบื คน้ ข้อมลู เพิม่ เติม กรมสง่ เสริมการเกษตร. 2547. คมู่ ือพืชเศรษฐกิจ. กรงุ เทพฯ สำ� นักงาคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ. 2555. 52 สัปดาหร์ ูแ้ ล้วรวย. กรุงเทพฯ 112
ฝร่งั การเตรยี มการ ขัน้ ตอนการปลกู และการดูแลรกั ษาฝรั่ง มี.ค. เม.ย. พ.ค. ม.ิ ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. เตรยี มดนิ การเตรียมต้น การเตรียมการออกดอก ดแู ลระยะติดผล - ผลแก่ นำ� ดนิ ผสมกบั ปยุ๋ อนิ ทรยี ์ อัตรา - ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี - เริ่มออกใบอ่อน - ตดิ ผลเปน็ ระยะ พน่ สารปอ้ งกนั เพลย้ี ไฟ 1 : 2 ส่วน ให้เข้ากันเป็นอยา่ ง สูตร 15-15-15 - พ่นสารปอ้ งกันเพลีย้ แป้ง แมลงวันทอง โรคโคนเนา่ ดีแล้วกลบลงหลุมท่ีเตรียมไว้ให้ - ตัดแตง่ ก่งิ - ใสป่ ยุ๋ เพ่อื สะสมตาดอก - ใสป่ ุย๋ เคมีสตู ร 15-15-15 มรี ะดบั สงู กวา่ เดมิ 10 เซนตเิ มตร สูตร 8-24-24 หรือ 12-24-12 หรือ 16-16-16 เพื่อบำ� รุงผล หรือ 0-52-34 - ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 หรือ การเตรยี มพนั ธุ์ - กระตุ้นออกดอกให้ไทโอยูเรยี 12-12-17 เพือ่ ปรับปรงุ คุณภาพผล - งดการใหน้ ำ้� ชว่ งกอ่ นออกดอก - หอ่ ผลเม่อื ผลมีอายุ 50 วนั - กง่ิ พนั ธด์ุ ไี ดจ้ ากกงิ่ ตอนหรอื กง่ิ ปกั ชำ� 1 เดือน - เลอื กเกบ็ เก่ยี วผลผลติ - คัดเลอื กกล้าสมบูรณส์ ูง - ใหน้ ำ�้ อยา่ งสมำ�่ เสมอ การปลูก ศตั รทู ่ีสำ� คญั และการปอ้ งกนั กำ� จัด - ผสมหนา้ ดนิ กับปุย๋ คอกเกา่ การปฏบิ ัตหิ ลงั การเก็บเก่ียว การเก็บเกยี่ ว - ปลกู ใหว้ ัสดปุ ลกู เดิมสูงกว่า - โรคฝร่ังท่ีส�ำคัญ ได้แก่ โรคราสนิม ป้องกันก�ำจัด ปากหลมุ เล็กนอ้ ย โดยการฉีดพ่นสารเคมี เช่น มาแนบ และซีแนบ - น�ำผลผลิตทเ่ี ก็บมาได้เข้าในทร่ี ม่ - ควรเกบ็ เกย่ี วเมอื่ ผลแกจ่ ดั นบั ตง้ั แตด่ อกบาน - กลบดนิ ยดึ ตน้ ท�ำรม่ เงา และโรคแอนแทรคโนส - แกะถุงห่อผลออก จนถงึ แกเ่ กบ็ เกย่ี วไดใ้ ชเ้ วลาประมาณ 4 - 5 เดอื น เตรยี มหลมุ ปลกู ขนาด - แมลงทส่ี ำ� คญั ไดแ้ ก่ แมลงวนั ผลไม้ ปอ้ งกนั โดยการหอ่ ผล - ท�ำความสะอาดผล โดยสามารถดูลักษณะของสีผลจากสีเขียว 50 x 50 x 50 เซนตเิ มตร ขณะทผ่ี วิ ผลยงั แขง็ มสี ีเขยี ว และเพลี้ยแป้ง - นำ� ไปบรรจใุ นภาชนะรอการจำ� หนา่ ยตอ่ ไป กลายเป็นสีขาวนวล และผิวมลี ักษณะแตง่ ตงึ เปน็ มนั การเกบ็ เกยี่ วโดยใชก้ รรไกรตดั ใหช้ ดิ ขว้ั ผล - ระมัดระวังไม่ให้ผลบอบช�้ำ เสียหาย
เทคนิคการปลูก และดแู ลรักษาฝรง่ั 1. การเตรียมการก่อนปลกู การเตรียมดนิ น�ำดนิ ผสมกับปยุ๋ อนิ ทรีย์ อัตรา 1 : 2 ส่วน ให้เข้ากนั เป็นอยา่ งดีแลว้ กลบลงหลมุ ทีเ่ ตรยี มไว้ ใหม้ ีระดับสูงกวา่ เดิม 10 เซนตเิ มตร การเตรยี มพันธ์ุ - กง่ิ พันธุด์ ไี ดจ้ ากกิง่ ตอนหรอื ก่งิ ปกั ช�ำ - คัดเลอื กกลา้ ที่มีความสมบรู ณส์ ูง พันธสุ์ ่งเสรมิ ไดแ้ ก่ พนั ธุก์ ิมจู และแปน้ สีทอง 2. การปลกู 2.1 วธิ กี ารปลูก 1) กิง่ พนั ธด์ุ ีไดจ้ ากกิง่ ตอนหรือกิ่งปักชำ� 2) เตรยี มหลุมปลกู ขนาด 50 x 50 เซนติเมตร 3) นำ� ดินผสมกับปุย๋ อินทรีย์ อัตรา 1 : 2 ส่วน ใหเ้ ข้ากนั เปน็ อยา่ งดีแล้วกลบลงหลุมท่ี เตรียมไวใ้ ห้มรี ะดับสูงกวา่ เดมิ 10 เซนตเิ มตร 4) นำ� ก่ิงพนั ธดุ์ วี างลงตรงกลางหลุม 5) ใช้มีดทค่ี มกรดี ถงุ จากกน้ ถุงมาถึงปากถงุ ทั้ง 2 ดา้ น (ซา้ ยและขวา) ดงึ ถุงพลาสติกออก โดยระวงั อยา่ ใหด้ ินแตก กลบดินที่เหลือลงในหลุม กดดนิ บริเวณโคนให้แนน่ 6) ใช้หลกั ผกู ยึดกง่ิ พนั ธ์ุดีไวเ้ พ่ือป้องกันต้นล้ม 7) รดนำ�้ ใหช้ มุ่ 8) ทำ� ร่มเงาเพื่อช่วยพรางแสงแดดจนกว่าต้นจะต้ังตวั ได้ 2.2 ระยะปลกู ระยะปลูกที่เหมาะสมคอื 3 X 4 เมตร 2.3 จ�ำนวนตน้ ต่อไร่ ประมาณ 102 - 150 ตน้
3. การดูแลรักษา 3.1 การใสป่ ยุ๋ ควรแบ่งการใส่ป๋ยุ ออกเปน็ 3 ระยะ คือ 1) ระยะบำ� รงุ ตน้ ใสป่ ยุ๋ หลงั เกบ็ เกยี่ วผลผลติ แลว้ ใสป่ ยุ๋ เคมสี ตู ร 15-15-15 หรอื 16-16-16 2) ระยะบำ� รุงผล ใส่ปุ๋ยเมอื่ ฝรง่ั ติดผลเลก็ ๆ ใสป่ ุ๋ยเคมสี ตู ร 15-15-15 3) ระยะปรับปรุงคณุ ภาพ ใส่ปุ๋ยเคมกี ่อนการเกบ็ เก่ยี ว 1 เดอื น ตามลำ� ดบั ด้วยปุ๋ยเคมี สตู ร 13-13-21 หรือ 12-12-17 3.2 การใหน้ ้�ำ หลงั ปลูกฝรง่ั แล้วต้องรดน�ำ้ ในช่วงแรกอย่างสม�ำ่ เสมอจนฝรัง่ ต้ังตัวได้ หลงั จาก น้ันใหส้ งั เกตดคู วามชมุ่ ชน้ื ของดนิ ถา้ ดนิ แหง้ มากตอ้ งรบี ใหน้ ำ้� และถา้ ฝนตกหนกั ควรระบายนำ�้ ออก ควรเวน้ ชว่ งการใหน้ ำ�้ ขณะทฝี่ รง่ั กำ� ลงั จะออกดอก เมอ่ื เรม่ิ ตดิ ผลแลว้ ควรคอ่ ยๆ ใหน้ ำ้� เพม่ิ ขน้ึ ตามความ ตอ้ งการของตน้ ฝรงั่ 3.3 การตัดแต่งกิ่ง เพ่ือรักษาขนาดผลให้ใหญ่อยู่เสมอ และท�ำให้ได้ผลผลิตท่ีแน่นอน เพราะถ้าก่ิงฝร่ังแก่ (อายุเกิน 3 ปี) ผลจะเล็กลง ดังน้ันควรตัดแต่งกิ่งฝรั่งทุกปี จะช่วยท�ำให้ฝร่ัง เกดิ กง่ิ ออ่ นและมชี อ่ ดอกออกมาดว้ ย นอกจากนยี้ งั มปี ระโยชนอ์ น่ื ๆ เชน่ ทำ� ใหท้ รงพมุ่ โปรง่ ไดส้ ดั สว่ น ลมพัดถ่ายเทได้สะดวก แสงแดดส่องได้ทัว่ ถงึ 3.4 การปฏิบตั งิ านอน่ื ๆ 3.4.1 การห่อผล เพอ่ื ป้องกันแมลงวนั ผลไม้ และบม่ ผวิ ให้สวยงาม ดังนี้ 1) ก่อนห่อผล ควรพ่นสารเคมเี พ่อื ป้องกันกำ� จดั เช้อื ราและแมลง 2) เร่ิมหอ่ ผลฝรงั่ เม่ือผลมีขนาดเทา่ ลูกมะนาวหรอื หลงั ดอกบานแล้ว 1 เดือน 3) วิธีการห่อผลโดยการใช้ถุงพลาสติกใส่ของมัดปากถุงกับขั้วของผลฝรั่งแล้วจึง ใชก้ ระดาษหนังสอื พมิ พห์ อ่ ผลทับอกี ครง้ั หนึ่ง เพอ่ื ปอ้ งกันแสงแดดท�ำลายผิวผล 3.4.2 การปลดิ ผล โดยการปลดิ ผลให้เหลอื ประมาณ 2 - 3 ผลต่อกิง่ แต่ถ้าตอ้ งการใหไ้ ด้ ผลท่ีมีขนาดใหญแ่ ละคุณภาพดี ควรปลดิ ผลให้เหลือเพียง 1 ผลต่อก่งิ 4. ศตั รพู ชื ทส่ี �ำคญั 4.1 โรคฝร่ังท่ีส�ำคัญ ได้แก่ โรคราสนิม ป้องกันก�ำจัดโดยการฉีดพ่นสารเคมี เช่น มาแนบ และซีแนบ และโรคแอนแทรคโนส 4.2 แมลงที่ส�ำคัญ ได้แก่ แมลงวันผลไม้ ป้องกันโดยการห่อผลขณะท่ีผิวผลยังแข็งมีสีเขียว และเพล้ยี แปง้ 5. การปฏิบัติหลงั การเกบ็ เกี่ยว ควรเกบ็ เกี่ยวเม่ือผลแกจ่ ดั นบั ต้งั แต่ดอกบานจนถงึ แก่เก็บเก่ียวไดใ้ ช้เวลาประมาณ 4 - 5 เดือน โดยสามารถดลู กั ษณะของสผี ลจากสเี ขยี วกลายเปน็ สขี าวนวล และผวิ มลี กั ษณะแตง่ ตงึ เปน็ มนั การเกบ็ เกย่ี วโดยใชก้ รรไกรตดั ให้ชิดข้ัวผลแลว้ น�ำเข้าที่รม่ แกะถงุ หอ่ ผลออก ท�ำความสะอาดผลแล้วน�ำไป บรรจุในภาชนะรอการจ�ำหนา่ ยตอ่ ไป 115
ขอ้ มูลสภาพแวดลอ้ มที่เหมาะสมตอ่ การเจริญเติบโตและให้ผลผลิตของฝร่ัง สภาพแวดล้อม ความเหมาะสม ขอ้ จำ� กดั 1.สภาพภมู อิ ากาศ อณุ หภมู ิไมต่ �ำ่ กว่า 16 องศาเซลเซียส - สภาพอณุ หภมู ติ ำ่� จะไมเ่ หมาะสมตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของฝรงั่ 2. สภาพพื้นที่ - ฤดหู นาวอณุ หภมู ติ อ้ งไมต่ ำ่� กวา่ 7 องศาเซลเซยี ส 3. สภาพดิน สามารถปลูกได้ต้ังแต่ระดับนำ�้ ทะเล - ไมค่ วรสูงเกิน 1,200 เมตร จากระดบั นำ�้ ทะเล 4. สภาพน�ำ้ - ดนิ รว่ นปนทรายทมี่ คี วามอดุ มสมบรู ณส์ งู มกี ารระบายนำ�้ ดี - หากปลกู ในพนื้ ทท่ี เี่ ปน็ ดนิ เหนยี วควรยกรอ่ ง สามารถปลกู ไดใ้ นดนิ เกอื บทกุ ชนดิ - - ทนตอ่ ความแหง้ แลง้ และสภาพนำ�้ ขงั - ทนตอ่ ความเปน็ กรดเปน็ ดา่ งตงั้ แต่ 4.5 - 8.2 ปริมาณน้�ำฝนและแหล่งนำ�้ ควรมแี หล่งนำ�้ เพยี งพอในช่วง การออกดอกและการเจรญิ ของผล หรอื มีปริมาณน้ำ� ฝน ประมาณ 1,000 - 2,000 มิลลเิ มตรต่อปี
แนวทางการเพิม่ ประสิทธภิ าพการผลติ และแหล่งสืบคน้ ข้อมลู เพิม่ เติม แนวทางการเพมิ่ ประสิทธภิ าพการผลิต 1. การตัดแต่งทรงพุ่ม เพอ่ื ให้ผลฝร่งั มขี นาดใหญต่ ามทตี่ ลาดต้องการ 2. การปลิดผลฝร่ังออกท้ิง เพือ่ ใหฝ้ ร่ังมผี ลใหญ่ และไม่แยง่ อาหารซง่ึ กนั และกัน 3. การหอ่ ผล ฝรงั่ ตอ้ งมกี ารหอ่ ผลจงึ จะทำ� ใหผ้ ลฝรง่ั มขี นาดใหญ่ นำ้� หนกั ดี และคณุ ภาพ เนอื้ ฝร่ังฟู ผิวสวย สะดดุ ตา และปอ้ งกนั แมลงวนั ผลไมเ้ ข้าเจาะทำ� ลาย แหล่งสบื ค้นขอ้ มูลเพมิ่ เติม กรมส่งเสริมการเกษตร.2547. คมู่ ือพชื เศรษฐกจิ . กรุงเทพฯ สำ� นกั งานคณะกรรมการวจิ ัยแห่งชาติ.2555. 52 สัปดาห์รู้แล้วรวย. กรงุ เทพฯ 117
มะพรา้ ว ขัน้ ตอนการปลูกและการดูแลรกั ษามะพร้าว 5 ปี การเตรยี มการ 0-1 ปี 1-3 ปี เตรียมดิน การปลกู การใสป่ ุ๋ย การทำ� ความ สะอาดคอมะพรา้ ว - สภาพพน้ื ทด่ี อนใหท้ ำ� การขดุ ระยะปลกู มะพรา้ วชนดิ ตน้ สงู การใสป่ ยุ๋ อตั ราการใสป่ ยุ๋ ตน้ มะพรา้ วตอ่ ตน้ ตอ ไถพรวน และปรับระดับ ระยะหา่ ง 8.50 เมตร 25 ต้น ควรเก็บทางมะพร้าว ดนิ วางผงั ปลกู ตน้ พนั ธม์ุ ะพรา้ ว ต่อไร่ มะพร้าวชนิดต้นเต้ีย ปยุ๋ ป๋ยุ แมกนเี ซียม เกลอื แกง แห้งและจ่ันแห้งออก - สภาพพ้ืนท่ีลุ่มต้องยกร่อง ระยะหา่ ง 6.5 เมตร 43 ตน้ ตอ่ ไร่ 13:13:21 (กก.) ซัลเฟต (กรัม) (กรัม) เพ่ือท�ำลายแหล่งหลบ ปลูกโดยให้คันร่องอยู่สูงกว่า วธิ ีการปลูก ขุดหลุม 500 ซอ่ นศตั รูมะพร้าว ระดับน้�ำท่วมไม่น้อยกว่า 60 1 x 1 x 1 เมตร โดยแยกดิน 1- เซนตเิ มตร บนและดินล่างไว้คนละด้าน ตากดนิ 7 วนั น�ำดินช้ันบนใส่ 2 200 750 การเตรยี มพันธ์ุ ประมาณครึ่งหลุมและใส่ดิน ผสมปุ๋ยคอกเก่า 1 ปี๊บและ 3 300 1,100 พนั ธุม์ ะพร้าวท่ีสง่ เสรมิ ร็อคฟอสเฟต 0.5 กิโลกรัม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ต่อหลุม จนเต็มหลุม น�ำต้น 4 500 1,300 การเกบ็ เกีย่ ว 1. พันธ์ุคดั เลอื กในประเทศ พันธุ์มะพร้าวปลูกเสมอปาก 2. พันธ์ุลูกผสมพนั ธดุ์ ี เชน่ หลุม (ท่ลี ่มุ ) หรอื ปลกู ต่�ำกวา่ การปฏบิ ัติหลังการ มะพรา้ วที่ใช้เนือ้ แปรรูปเป็นกะทิ จะมอี ายกุ ารให้ผล พันธุ์ชมุ พร 2 ปากหลมุ 15 เซนตเิ มตร (ทด่ี อน) เกบ็ เกีย่ ว ครง้ั แรกตั้งแต่ 5 ปีขึน้ ไป ผลแก่จะใช้เวลาจากออกจั่น ถงึ แก่ 8 เดอื น ส�ำหรบั มะพรา้ วน้�ำหอมจะมอี ายกุ าร ควรเกบ็ รกั ษาเปน็ ทะลายใน ให้ผลครง้ั แรกตง้ั แต่ 4 ปี ผลแก่เก็บเก่ยี วไดจ้ ะใช้เวลา สถานท่ีเก็บรวบรวมควร ต้ังแต่ออกจั่นถึงผลแก่ 6 เดือน ควรเก็บรักษาเป็น สะอาด ถูกสขุ ลักษณะ ทะลายในสถานทเ่ี กบ็ รวบรวมควรสะอาด ถกู สขุ ลกั ษณะ ศตั รูที่ส�ำคัญและการป้องกนั กำ� จดั ดว้ งแรด ตวั เตม็ วยั จะเจาะโคนทางใบที่ 2 หรอื ท่ี 3 และทำ� ลายเขา้ ภายในลำ� ตน้ ปอ้ งกนั กำ� จดั โดยทำ� ความสะอาดสวนมะพรา้ ว ใชเ้ ชื้อราเขียวใสต่ ามกองปุ๋ยคอกหรือป๋ยุ หมักตน้ มะพร้าวทต่ี ายแลว้ แมลงดำ� หนาม จะท�ำลายใบอ่อนทย่ี งั ไมค่ ล่ีบาน ทำ� ให้ใบแหง้ เหี่ยวทำ� ให้เห็นใบมะพร้าวขาวโพลน เปน็ โรคหวั หงอก
เทคนคิ การปลกู และดูแลรกั ษามะพรา้ ว 1. เตรียมการก่อนปลกู การเตรยี มดนิ สภาพพน้ื ทดี่ อนใหท้ ำ� การขดุ ตอ ไถพรวน และปรบั ระดบั ดนิ วางผงั ปลกู ตน้ พนั ธ์ุ มะพรา้ ว สภาพพนื้ ทล่ี มุ่ ตอ้ งยกรอ่ งปลกู โดยใหส้ นั รอ่ งอยสู่ งู กวา่ ระดบั นำ้� ทว่ มไมน่ อ้ ยกวา่ 60 เซนตเิ มตร การเตรียมพนั ธ์ุ พันธม์ุ ะพร้าวที่สง่ เสรมิ แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท 1. พันธ์ุคัดเลอื กในประเทศ ไดแ้ ก่ พันธ์ทุ ุง่ เคลด็ พันธุ์ไทยต้นสงู 2. พนั ธล์ุ กู ผสมพนั ธด์ุ ี ผลติ โดยกรมวชิ าการเกษตร ไดแ้ ก่ พนั ธส์ุ วลี กู ผสม 1 ชมุ พรลกู ผสม 60 และพนั ธล์ุ กู ผสม ชุมพร 2 2. การปลกู ระยะปลกู ควรปลกู แบบสามเหลยี่ มดา้ นเทา่ มะพรา้ วชนดิ ตน้ สงู ระยะหา่ ง 8.50 เมตร จำ� นวน 25 ตน้ ตอ่ ไร่ มะพรา้ วชนิดต้นเตี้ย ระยะห่าง 6.5 เมตร จำ� นวน 43 ต้นต่อไร่ วธิ กี ารปลกู ขดุ หลมุ กวา้ ง 1 เมตร ยาว 1 เมตร ลกึ 1 เมตร โดยแยกดนิ บนและดนิ ลา่ งไวค้ นละดา้ น ตากดิน 7 วนั นำ� ดนิ ชนั้ บนใส่ประมาณครึ่งหลมุ และใสด่ นิ ผสมปุย๋ คอกเก่า 1 ปี๊ป และรอ็ คฟอสเฟต 0.5 กโิ ลกรมั ตอ่ หลมุ จนเต็มหลมุ น�ำต้นพนั ธมุ์ ะพร้าวปลกู เสมอปากหลุม (ทลี่ ุม่ ) หรอื ปลกู ตำ่� กวา่ ปากหลมุ 15 เซนติเมตร (ท่ดี อน) เพ่อื ให้สามารถเกบ็ นำ�้ ฝนไวไ้ ดม้ าก กลบดินด้านข้างต้นให้แนน่ ใชไ้ มป้ กั ผกู ตน้ ไวก้ บั หลกั เพอ่ื ไม่ใหต้ ้นเอนและผลหลดุ ลอยกรณีฝนตกหนัก 119
3. การดูแลรักษา การใส่ปุ๋ย อตั ราการใส่ปยุ๋ ตน้ มะพร้าวตอ่ ต้น อายมุ ะพร้าว (ป)ี ปุ๋ย 13-13-21 (กก.) ป๋ยุ แมกนีเซยี มซลั เฟต (กรมั ) เกลอื แกง (กรมั ) 1 1 - 500 2 2 200 750 3 3 300 1100 >4 4 500 1300 การใหน้ ำ�้ ควรใหน้ ำ�้ ในชว่ งแลง้ อยา่ งสมำ�่ เสมอ หากมนี ำ้� ทว่ มแปลงตอ้ งขดุ รอ่ งเพอ่ื ระบายนำ�้ ออกทนั ที การทำ� ความสะอาดคอมะพรา้ ว ควรเกบ็ ทางมะพรา้ วแหง้ และจนั่ แหง้ ออก เพอื่ ทำ� ลายแหลง่ หลบซอ่ น ศตั รูมะพร้าว 4. การป้องกันก�ำจัดศัตรมู ะพรา้ ว ดว้ งแรด ตวั เตม็ วยั จะเจาะโคนทางใบที่ 2 หรอื ที่ 3 จะเจาะทำ� ลายเขา้ ภายในลำ� ตน้ ปอ้ งกนั กำ� จดั โดยทำ� ความสะอาดสวนมะพรา้ ว ใชเ้ ชอ้ื ราเขยี วใสต่ ามกองปยุ๋ คอกหรอื ปยุ๋ หมกั ตน้ มะพรา้ วทตี่ ายแลว้ แมลงดำ� หนาม จะทำ� ลายใบออ่ นทย่ี งั ไมค่ ลบี่ าน ทำ� ใหใ้ บแหง้ เหย่ี วทำ� ใหเ้ หน็ ใบมะพรา้ วขาวโพลน เปน็ โรคหวั หงอก ป้องกนั กำ� จดั โดยใช้แตนเบยี น 5. การปฏิบัติกอ่ นและหลงั การเก็บเกย่ี ว มะพรา้ วทใ่ี ชเ้ น้ือแปรรูปเป็นกะทิ จะมีอายกุ ารให้ผลครั้งแรกต้ังแต่ 5 ปขี ึ้นไป ผลแก่จะใช้เวลา จากออกจน่ั ถงึ แก่ 8 เดอื น สำ� หรบั มะพรา้ วนำ�้ หอมจะมอี ายกุ ารใหผ้ ลครงั้ แรกตง้ั แต่ 4 ปี ผลแกเ่ กบ็ เกย่ี ว ไดจ้ ะใชเ้ วลาตงั้ แตอ่ อกจนั่ ถงึ ผลแก่ 6 เดอื น ควรเกบ็ รกั ษาเปน็ ทะลายในสถานทเ่ี กบ็ รวบรวมควรสะอาด ถูกสขุ ลักษณะ 120
ขอ้ มลู สภาพแวดลอ้ มทเี่ หมาะสมต่อการเจริญเตบิ โตและให้ผลผลติ ของมะพรา้ ว สภาพแวดล้อม ความเหมาะสม ข้อจ�ำกดั 1.สภาพภูมิอากาศ - ปริมาณแสงแดดทมี่ ะพรา้ วตอ้ งการประมาณ 2,000 ช่ัวโมงตอ่ ปี ถ้าได้รับแสงแดดไม่เพียงพอจะท�ำให้ต้นไม่ค่อยออกดอก ในแต่ละวนั ต้นจะตอ้ งไดร้ ับแสงแดดไม่น้อยกวา่ 7 ชัว่ โมง ตดิ ผล หรอื ผลจะมเี นอ้ื บาง 2. สภาพพื้นท่ี - มะพรา้ วเจรญิ เตบิ โตไดด้ ใี นสภาพพน้ื ทท่ี ม่ี นี ำ�้ ใตด้ นิ อยใู่ นระดบั รากท่ี ระดบั ความสงู ต้องไม่เกนิ 600 เมตรจากระดบั น�้ำทะเล สามารถจะดูดออกมาใช้เพ่อื การเจรญิ เตบิ โตของมะพร้าวได้ - ระดบั ความสงู ไมค่ วรเกนิ 100 เมตรจากระดบั น�้ำทะเล 3. สภาพดิน - ดนิ ทรายจนถงึ ดนิ เหนยี ว - หากปลกู ในพน้ื ทที่ เี่ ปน็ ดนิ เหนยี วควรยกรอ่ ง - หนา้ ดนิ ลกึ ไมน่ อ้ ยกวา่ 1 เมตร - สภาพความเปน็ กรด - ดา่ งของดนิ 6.4 - 7.0 4. ธาตอุ าหาร - ไนโตรเจน 43 กรมั - 5. สภาพน้�ำ - ฟอสฟอรัส 40.2 กรมั - โพแทสเซยี ม 63 กรมั - แคลเซียม 15 กรัม - แมกนเี ซยี ม 25 กรัม มะพรา้ วเจรญิ เตบิ โตไดด้ ใี นพนื้ ทท่ี มี่ ฝี นตกไมน่ อ้ ยกวา่ 1,500 มลิ ลเิ มตร ตอ่ ปี มีการกระจายตวั สม�่ำเสมอตลอดปี
แนวทางการเพ่ิมประสทิ ธิภาพการผลิต และแหล่งสบื ค้นขอ้ มูลเพิ่มเติม แนวทางการเพม่ิ ประสิทธภิ าพการผลติ 1. การไถพรวน ควรไถพรวนระหวา่ งแถวมะพรา้ วไมใ่ หล้ กึ เกนิ กวา่ 20 เซนตเิ มตร ไถแถวเวน้ แถว ให้ห่างจากต้นข้างละ 2 เมตร ไถสลับกันทุก 2 ปี ตอนปลายฤดูแล้ง รากที่อยู่ผิวดินจะแห้ง ไม่ดดู อาหาร ถ้าถูกตดั ก็จะแตกใหม่ เมอื่ ฝนตก ท�ำให้ดูดอาหารได้ดี 2. การให้น�้ำในฤดูแล้ง กรณีถ้าฝนแล้งนานจะกระทบต่อการติดดอกออกผล ควรมีการรดน�้ำ ให้กับต้นมะพรา้ ว 3. การตัดทางใบ พรอ้ มการเกบ็ เก่ยี วมะพร้าวก่อนถึงฤดูแลง้ จะช่วยใหเ้ กิดผลกระทบตอ่ การ ตดิ ผลน้อยลง และการถูกแมลงท�ำลาย การตัดทางใบจะท�ำในมะพร้าวทอ่ี ายไุ ม่เกนิ 30 ปี สูงไม่เกิน 12 เมตร มีใบบนตน้ 30 - 36 ทาง ซึง่ ทางมะพรา้ ว 6 – 8 ทาง ทอี่ ยลู่ ่างสุดจะเป็นใบแก่เกนิ ไป และไมม่ ปี ระโยชนต์ อ่ ตน้ มะพรา้ ว ควรตดั ทางมะพรา้ วแกม่ ากทสี่ ดุ 10 – 12 ทาง จะชว่ ยลดการคายนำ้� ได้ 25 – 50% ในพ้นื ทท่ี ่มี ชี ว่ งแลง้ นาน 3 – 6 เดอื น และมีฝนตกนอ้ ยกวา่ 100 มลิ ลิเมตร 4. การท�ำให้มะพร้าวติดผลในช่วงฤดูฝนด้วยการเลี้ยงผ้ึงในสวนมะพร้าว ผึ้งจะออกมา หาน�้ำหวานจากดอกมะพร้าวในช่วงที่ฝนหยุดตก แล้วน�ำละอองเกสรตัวผู้ไปผสมกับดอกตัวเมีย ทำ� ใหผ้ ลผลิตมะพร้าวเพิม่ ขนึ้ 46 – 52% 5 การใส่เกลอื แกง อตั รา 1,500 กรัมต่อตน้ ต่อปี กับมะพร้าวท่ีอายุตัง้ แต่ 5 ปี ข้ึนไป สามารถ เพม่ิ ผลผลิตมะพรา้ วได้ถงึ 125% คือใหผ้ ลผลติ มะพร้าว ปลี ะ 1,600 ผลต่อไร่ ส�ำหรบั ต้นที่ไมใ่ ส่ ใหผ้ ลผลติ ปลี ะ 544 ผลต่อไร่ แหล่งสบื ค้นขอ้ มูลเพิม่ เตมิ กรมส่งเสรมิ การเกษตร. 2550. มะพร้าวและการเพ่มิ มลู ค่าผลติ ภัณฑ์มะพร้าว. กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กรมสง่ เสรมิ การเกษตร. 2556. ยทุ ธศาสตรม์ ะพรา้ ว (รา่ ง) ปี 2556 - 2559. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวชิ าการเกษตร. 2555. มะพรา้ ว. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมพัฒนาทดี่ นิ . 2554. เขตการใช้ทีด่ นิ มะพร้าว. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 122
ชา การเตรียมการ ขัน้ ตอนการปลกู และการดูแลรักษาชา 5 ปี 0-1 ปี 1-3 ปี เตรียมดิน การปลูก การใสป่ ยุ๋ การตดั แตง่ ระยะปลกู ขน้ึ อยูก่ บั ความอุดม 1. การตดั แตง่ กง่ิ ตน้ ชาอายนุ อ้ ย - ไถพลกิ หนา้ ดนิ และไถพรวน สตู รปยุ๋ 15-15-15 46-0-0 ปยุ๋ คอก 2. การตดั แตง่ กง่ิ ตน้ ชาทมี่ อี ายุ - ปลูกในพน้ื ทีล่ าดชนั ตั้งแต่ สมบรู ณข์ องดนิ ดงั น้ี 2 x 1 เมตร อายตุ น้ ชา (กรัม/ตน้ /ปี) (กรมั /ตน้ /ปี) (กรมั /ตน้ /ปี) 5 องศาขน้ึ ไป ตอ้ งทำ� ขน้ั บนั ได 800 ต้นตอ่ ไร่ 1.5 x 0.75 เมตร มาก และวางแนวปลกู ตามขนั้ บนั ได 1,420 ตน้ ตอ่ ไร่ และ 1.2 x 0.6 เมตร ปีที่ 1 100 - 5 เพือ่ ลดการพังทลายของดนิ 2,200 ตน้ ต่อไร่ ปีที่ 2 100 100 5 โดยความกว้างของข้ันบันได วิธีการปลูก ขุดหลุมขนาด ปีที่ 3 100 100 5 อยา่ งนอ้ ย 1.8 เมตร 25 x 25 x 25 เซนติเมตร ปที ี่ 4 200 200 5 การเตรยี มพนั ธ์ุ หรือ 50 x 50 x 50 เซนติเมตร 5 ปขี น้ึ ไป 300 รองก้นหลุมด้วยดินผสมปุ๋ย 300 5 พนั ธชุ์ าทน่ี ิยมปลูกแบง่ เปน็ ฟอสเฟต อัตรา 40 - 50 กรมั 3 กลุ่มพนั ธ์ุ ไดแ้ ก่ หมายเหตุ ปตี อ่ ๆ ไปใหใ้ ชห้ ลกั เกณฑเ์ ชน่ เดยี วกบั ปที ี่ 5 การเกบ็ เกย่ี ว 1. กล่มุ พนั ธชุ์ าจีน 2. กลุ่มพนั ธ์ชุ าอสั สมั นำ� ตน้ ชาลงปลกู ลกึ เทา่ กบั ระดบั ศตั รทู สี่ ำ� คญั และการปอ้ งกนั กำ� จดั 1. การเกบ็ ยอดชาโดยใชม้ อื เดด็ 3. กล่มุ พันธ์ชุ าเขมร ท่ีอยู่ในถุงช�ำหรือแปลงเพาะช�ำ 2. การเกบ็ ยอดชาโดยใชก้ รรไกรตดั กลบใหแ้ นน่ ดว้ ยดนิ ชนั้ ลา่ งผสมกบั 1. มวนชา ทำ� ลายยอดออ่ นและใบเพสลาด ปอ้ งกนั กำ� จดั โดยใชส้ ารเคมี คารโ์ บซลั แฟน 3. การเกบ็ ยอดชาโดยใชเ้ ครอ่ื งจกั ร ปยุ๋ หมกั และปยุ๋ คอกทสี่ ลายตวั ดแี ลว้ 20 % EC อตั รา 20 มลิ ลลิ ติ รตอ่ นำ้� 20 ลติ ร พน่ เมอ่ื พบการระบาดและพน่ ซำ�้ ตามความจำ� เปน็ 4. ควรเกบ็ ใบชาท่ี 1 ยอด 2 ใบชา อตั รา 1 - 2 กโิ ลกรมั กดดนิ ใหแ้ นน่ 2. เพล้ียอ่อนสม้ ท�ำให้ใบชาหงิก ใบย่น และม้วนต�่ำลง ปอ้ งกันก�ำจัดโดยใช้สารเคมี แลว้ รดนำ�้ ทนั ที คลมุ ดนิ ดว้ ยฟางขา้ ว คารโ์ บซลั แฟน 20% EC อตั รา 50 มลิ ลลิ ติ รตอ่ นำ้� 20 ลติ ร พน่ เมอ่ื พบเพลย้ี ออ่ นระบาดมาก การปฏิบัติหลังการเกบ็ เกยี่ ว หรือหญ้าแห้งกลบดินข้างต้น 1 - 2 คร้งั หา่ งกัน 7 - 10 วัน ใหแ้ นน่ 3. หนอนมว้ นใบ ทำ� ความเสยี หายตอ่ ใบและยอดออ่ นชา โดยนำ� ใบมาตดิ กนั แลว้ กดั กนิ ใบ หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วควรรีบน�ำส่ง ปอ้ งกนั กำ� จดั โดยการตดั แตง่ กงิ่ ควบคมุ โดยชวี วธิ โี ดยใชศ้ ตั รธู รรมชาติ เชน่ แมลงประเภทตอ่ (wasp) โรงงานผลติ ภายใน 3 - 4 ช่วั โมง เพ่ือ จะไดส้ ามารถผลิตชาทม่ี ีคณุ ภาพดี
เทคนิคการปลูก และดแู ลรักษาชา 1. เตรียมการก่อนปลูก การเตรียมดิน ไถพลิกหน้าดินและไถพรวน ถ้าปลูกในพ้ืนที่ลาดชันต้ังแต่ 5 องศาขึ้นไป ตอ้ งทำ� ขน้ั บนั ไดและวางแนวปลกู ตามขน้ั บนั ได (terrace) เพอื่ ลดการพงั ทลายของดนิ โดยความกวา้ ง ของขนั้ บนั ไดอยา่ งน้อย 1.8 เมตร การเตรยี มพนั ธ์ุ พนั ธ์ชุ าทนี่ ิยมปลูกแบ่งออกไดเ้ ปน็ 3 กลมุ่ พันธ์ุ คือ 1. กลุ่มพนั ธช์ุ าจีน (China Tea) ช่อื วทิ ยาศาสตร์ Camellia sinensis var. sinensis 2. กลุ่มพันธุ์ชาอสั สมั (Assam Tea) ชือ่ วทิ ยาศาสตร์ Camellia sinensis var. assamica 3. กลุ่มพนั ธช์ุ าเขมร ( Indo-China Tea) ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Camellia sinensis var. indo-china 2. การปลูก ระยะปลูก การปลูกชาสามารถปลูกไดห้ ลายระยะ โดยระยะปลูกขนึ้ อยู่กบั ความอดุ มสมบูรณ์ ของดนิ ดังน้ี 2.0 x 1.0 เมตร จำ� นวน 800 ต้นตอ่ ไร่ 1.5 x 0.75 เมตร จำ� นวน 1,420 ต้นต่อไร่ และ 1.2 x 0.6 เมตร 2,200 ต้นต่อไร่ วิธกี ารปลกู หลมุ ปลกู ควรมีขนาด 25 x 25 x 25 เซนตเิ มตร หรือ 50 x 50 x 50 เซนตเิ มตร กอ่ นปลกู รองกน้ หลมุ ดว้ ยดนิ ผสมปยุ๋ ฟอสเฟต อตั รา 40 - 50 กรมั นำ� ตน้ ชาลงปลกู ลกึ เทา่ กบั ระดบั ท่ี เคยอยู่ในถุงช�ำหรือแปลงเพาะช�ำ กลบให้แน่นด้วยดินช้ันล่างผสมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ทสี่ ลายตวั ดแี ลว้ อตั รา 1 - 2 กโิ ลกรมั กดดนิ ใหแ้ นน่ แลว้ รดนำ้� ทนั ที คลมุ ดนิ ดว้ ยฟางขา้ วหรอื หญา้ แหง้ เพื่อรักษาความช้ืนในดิน ช่วงเวลาที่เหมาะสมส�ำหรับการปลูกชาคือต้นฤดูฝน ประมาณ พฤษภาคม - มถิ นุ ายน 124
3. การดูแลรกั ษา การใสป่ ยุ๋ ปยุ๋ ทใ่ี ชม้ ี 2 ชนดิ คอื ปยุ๋ คอก เชน่ มลู ววั มลู ควาย มลู ไก่ หรอื มลู คา้ งคาว ใสต่ น้ ละ 2 - 3 กำ� มอื รอบๆ โคนตน้ อยา่ งน้อยปีละ 1 ครั้ง และปุย๋ เคมี มี 3 ชนดิ คอื แอมโมเนียมซลั เฟต ซุปเปอร์ฟอสเฟต และโปตัสเซียมไดออกไซด์ ปุ๋ยที่มีธาตุฟอสฟอรัสใส่รองก้นหลุมก่อนปลูก หลุมละ 50 กรัม ปุ๋ยอ่ืนๆ แบ่งใส่คร้ังละเท่าๆ กัน ปีละ 3 ครั้ง คือต้นฤดูฝน (เดือนเมษายน) กลางฤดฝู น (เดอื นสงิ หาคม) และตน้ ฤดหู นาว (เดอื นพฤศจกิ ายน) โดยโรยรอบโคนตน้ ตามรศั มที รงพมุ่ หรือโรยตามแนวแถวชาห่างประมาณ 1 ฟุต แล้วพรวนกลบ สูตรป๋ยุ 15-15-15 (กรมั /ตน้ /ป)ี 46-0-0 (กรมั /ตน้ /ป)ี ปยุ๋ คอก (กโิ ลกรมั /ตน้ /ป)ี อายตุ น้ ชา - 5 ปที ่ี 1 100 100 5 100 5 ปีที่ 2 100 200 5 300 5 ปที ่ี 3 100 ปีท่ี 4 200 ปที ่ี 5 เป็นต้นไป 300 หมายเหตุ ปีตอ่ ๆ ไปใหใ้ ชห้ ลกั เกณฑเ์ ชน่ เดยี วกบั ปีท่ี 5 การใหน้ ำ�้ การใหน้ �้ำสวนชา มี 3 แบบ คือ การให้น�้ำแบบปลอ่ ยทว่ มแปลง หรือการใหน้ �้ำตาม ร่องระหวา่ งแถวปลกู ควรเป็นพ้นื ท่มี คี วามลาดชันเลก็ นอ้ ย การให้นำ้� แบบพ่นฝอย และการให้นำ้� แบบหยด การตัดแต่งกิง่ และควบคุมทรงพมุ่ 1.การตัดแตง่ ก่ิงตน้ ชาอายุนอ้ ย ปแี รก ตัดยอดต้นกล้าหลังจากยา้ ยปลกู ทีร่ ะดับความสูง 10 - 15 เซนตเิ มตร จากระดบั ดนิ ปที ่ี 2 ตัดยอดเพื่อควบคมุ ทรงพมุ่ ที่ระดับความสูงประมาณ 25 - 30 เซนติเมตร จากระดับดนิ ปีท่ี 3 ตดั ยอดเพอ่ื ควบคุมทรงพุ่มท่ีระดบั ความสูงประมาณ 30 - 35 เซนตเิ มตร จากระดับดนิ ปที ่ี 4 ตัดยอดเพอ่ื ควบคมุ ทรงพุ่มท่ีระดับเกบ็ ผลผลติ ความสงู ประมาณ 40 - 45 เซนตเิ มตร หลงั จากต้นชาอายุ 4 ปี กเ็ กบ็ ยอดชาได้ และจะเรมิ่ เกบ็ ชาท่ีระดบั 60 เซนตเิ มตร หลงั จาก เกบ็ ผลผลติ ได้ 2 - 3 ปี ใหต้ ดั แตง่ กงิ่ สงู จากพนื้ ดนิ 55 เซนตเิ มตร การตดั แตง่ ครง้ั ตอ่ ไปใหท้ งิ้ ระยะหา่ ง 3 - 4 ปี และตัดแต่งให้สูงไม่เกิน 2.5 เซนติเมตร จากรอยต้นเดิม การตัดแต่งกิ่งควรท�ำในช่วง ทต่ี น้ ชาพกั ตวั ระหวา่ งเดอื นธนั วาคม - มกราคม 2. การตดั แตง่ กง่ิ ตน้ ชาทมี่ อี ายมุ าก ควรตดั แตง่ ใหส้ งู จากพน้ื ดนิ 50 - 60 เซนตเิ มตร ใหส้ ว่ นบน ของทรงพุ่มเรียบเสมอกนั เพอ่ื ใหม้ ีพน้ื ทใี่ หผ้ ลผลิตมากข้นึ 125
4. การป้องกนั ก�ำจดั ศตั รชู า 4.1 มวนชา (Tea mosquito bug) ช่อื วิทยาศาสตร ์ Heiopeltis antomii (Signoret) เปน็ แมลง ศตั รทู สี่ ำ� คญั ทสี่ ดุ ของชา ทำ� ลายยอดออ่ นและใบเพสลาด ปอ้ งกนั กำ� จดั โดยใชส้ ารเคมี คารโ์ บซลั แฟน 20 % EC อัตรา 20 มลิ ลลิ ิตรต่อน�้ำ 20 ลิตร พน่ เม่อื พบการระบาดและพน่ ซำ�้ ตามความจำ� เปน็ 4.2 เพล้ยี อ่อนสม้ (Citrus aphid) ช่ือวิทยาศาสตร์ Toxoptera aurantii (B.d.F.) ทำ� ใหใ้ บชาหงกิ ใบยน่ และมว้ นต�่ำลง ปอ้ งกันก�ำจดั โดยใชส้ ารเคมคี าร์โบซัลแฟน 20% EC อตั รา 50 มลิ ลิลติ รต่อนำ�้ 20 ลติ ร พ่นเมอ่ื พบเพลย้ี อ่อนระบาดมาก 1- 2 คร้งั ห่างกัน 7- 10 วัน 4.3 หนอนม้วนใบ (Tea tortrix caterpillar) ช่ือวิทยาศาสตร์ Homona coffearia (Niether) ทำ� ความเสยี หายตอ่ ใบและยอดออ่ นชา โดยนำ� ใบมาตดิ กนั แลว้ กดั กนิ ใบ ปอ้ งกนั กำ� จดั โดยการตดั แตง่ กงิ่ ควบคมุ โดยชวี วธิ โี ดยใชศ้ ัตรธู รรมชาติ เช่น แมลงประเภทตอ่ (wasp) 5. การปฏบิ ตั ิก่อนและหลังการเก็บเกย่ี ว การผลิตชาให้ได้คุณภาพดีต้องเร่ิมจากใบชาสดท่ีมีคุณภาพ ใบชาสดที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดคือ ใบชาท่ีเก็บจากยอดชาทป่ี ระกอบดว้ ย 1 ยอดกับ 2 ใบ ยอดชาทีเ่ ก็บจะต้องไม่อัดแน่นในตะกรา้ หรือกระสอบ เพราะจะท�ำให้ยอดชาช�้ำและคุณภาพใบชาเสียได้ เนื่องจากความร้อนท่ีเกิดจาก การหายใจของใบชา หลงั จากเกบ็ เกย่ี วแล้วควรรีบน�ำส่งโรงงานผลิตภายใน 3 - 4 ชวั่ โมง เพ่ือจะได้ สามารถผลิตชาที่มีคุณภาพดี ฤดูการเก็บเกี่ยวชา เริ่มต้ังแต่เดือนมีนาคม - เดือนพฤศจิกายน โดยเฉลี่ยจะเก็บยอดชา 10 วันต่อคร้ัง ช่วงเวลาเก็บเก่ียวยอดชาที่เหมาะสมจะอยู่ประมาณ 05.00 - 14.00 น. การเก็บเกี่ยวยอดชามี 3 วิธี คอื 1. การเก็บยอดชาโดยใช้มือเด็ด เป็นวิธีที่ให้ผลผลิตยอดชาสดที่มีคุณภาพสูงที่สุด วิธีนี้ใช้ ในสวนชาขนาดเลก็ หรอื สวนชาทปี่ ลกู ตามไหลเ่ ขา ชง่ึ ไมส่ ะดวกในการใชเ้ ครอื่ งจกั ร สำ� หรบั แรงงาน ทมี่ ีคณุ ภาพสามารถเกบ็ ไดป้ ระมาณ 10 - 15 กโิ ลกรัมตอ่ วัน 2. การเก็บยอดชาโดยใช้กรรไกรตัด วธิ นี ใี้ ชใ้ นสวนชาขนาดเลก็ หรือสวนทป่ี ลกู ตามไหล่เขา ซ่ึงไม่สะดวกในการใช้เครื่องจักร สามารถเก็บยอดชาได้มากกว่าเก็บด้วยมือ แต่ไม่สามารถ เลอื กขนาดของยอดชาได้ วธิ นี ้สี ามารถเกบ็ ชาไดป้ ระมาณ 60 - 100 กิโลกรัมต่อวัน 3. การเกบ็ ยอดชาโดยใชเ้ ครื่องจกั ร วธิ ีนี้เหมาะสำ� หรบั สวนที่มีขนาดใหญ่หรอื สวนในพ้ืนท่ที ี่ สามารถใช้เคร่ืองทุ่นแรงได้ การเก็บยอดชาโดยวธิ นี ้จี ะไม่สามารถเลือกขนาดของยอดชาได้ ดงั นนั้ การเก็บยอดชาด้วยวิธนี ้ี จึงต้องกำ� หนดเวลาการเกบ็ ดว้ ยการตัดแต่งก่งิ และจำ� เป็นต้องมชี ว่ งเวลา ในการจดั การดูแลรักษาด้านตา่ งๆ ทแี่ นน่ อน 126
ข้อมูลสภาพแวดลอ้ มทเี่ หมาะสมตอ่ การเจรญิ เตบิ โตและใหผ้ ลผลิตของชา สภาพแวดล้อม ความเหมาะสม ข้อจ�ำกดั 1.สภาพภมู อิ ากาศ - อุณหภมู ิ 25 - 30 ºC - ระดบั อณุ หภมู คิ อ่ นขา้ งคงทต่ี ลอดทงั้ ปี ทำ� ใหต้ น้ ชามกี ารสรา้ งยอดใหม่ - ความช้นื สมั พัทธม์ ากกวา่ 80% อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ในเขตทมี่ อี ณุ หภมู ชิ ว่ งกลางวนั และกลางคนื ไมเ่ กนิ 11 ºC - แสงแดดในชว่ งเชา้ 3 - 4 ชวั่ โมง จะชว่ ยใหน้ ำ้� คา้ งใบชาแหง้ ชาจะมกี ารแตกยอดใหมต่ ลอดทง้ั ปี - ร่มเงาพรางแสงประมาณ 50% ในช่วงปลกู ปแี รก - ชาทป่ี ลกู ในพน้ื ทอี่ ณุ หภมู ติ ำ่� จะมคี ณุ ภาพของใบชาสดดกี วา่ ชาทปี่ ลกู ใน - ปริมาณน้ำ� ฝน 1,140 - 1,270 มิลลเิ มตรต่อปี พนื้ ทท่ี ม่ี อี ณุ หภมู สิ งู - ความชน้ื สมั พทั ธต์ ำ�่ กวา่ 80% ผลผลติ ชาจะลดลง - ไดร้ บั แสงแดดจดั ตลอดเวลา อาจทำ� ใหใ้ บชามขี นาดเลก็ ลงและเหลอื ง - ปลกู ชาภายใตร้ ม่ เงาเกนิ 50% จะมผี ลทำ� ใหก้ ลน่ิ รสของใบชาและสขี องนำ�้ ชาดี - ปรมิ าณนำ�้ ฝนตำ่� กวา่ 50 มลิ ลเิ มตรตอ่ เดอื น ตดิ ตอ่ กนั หลายเดอื นจะทำ� ให้ ผลผลติ ลดลงอยา่ งรนุ แรง 2. สภาพพ้ืนท่ี - ปลูกได้ตงั้ แต่ระดบั นำ้� ทะเลขึน้ ไปถงึ ระดับความสูง ชาทป่ี ลกู ในพน้ื ทส่ี งู ตง้ั แต่ 1,000 เมตร เหนอื ระดบั นำ้� ทะเลและมอี ากาศเยน็ มากกว่า 1,000 เมตรเหนือระดับนำ้� ทะเล จะทำ� ใหผ้ ลผลติ ใบชามคี ณุ ภาพสงู ใบชามกี ลน่ิ และรสชาตดิ ี แตป่ รมิ าณ - มีความลาดเอยี งนอ้ ยกวา่ 45% ผลผลิตตำ่� ส่วนการปลกู ในทต่ี ำ�่ อากาศคอ่ นข้างรอ้ นจะท�ำใหผ้ ลผลิตสงู แต่คุณภาพตำ�่ กว่าชาทปี่ ลกู บนทสี่ ูง 3. สภาพดนิ - ดนิ รว่ นทมี่ กี ารระบายนำ้� ดี ดนิ ควรมสี ภาพเปน็ กรดเลก็ นอ้ ย - หนา้ ดนิ ลกึ - pH 4.5 - 6.0 - อณุ หภมู ขิ องดนิ ประมาณ 25 ºC 4. ธาตุอาหาร - ควรมธี าตไุ นโตรเจนในปรมิ าณสงู - - ควรมปี รมิ าณอินทรยี วัตถุสงู บริเวณหนา้ ดนิ 5. สภาพนำ้ � อตั ราวนั ละ 4 ลิตรต่อตน้ หรอื วนั ละ 5,680 ลติ รต่อไร่ อตั รานเ้ี ปน็ ปรมิ าณความตอ้ งการนำ้� ของตน้ ชาทโี่ ตเตม็ ท่ี จำ� นวน 1,400 ตน้ ควรมแี หลง่ นำ้� ทส่ี ะอาดเพยี งพอ โดยเฉพาะชว่ งตดั แตง่ กง่ิ ตอ่ ไร่ (ระยะปลูก 2.0 x 0.75 เมตร) ช่วงการเจริญเติบโตของยอดชาและกอ่ นเกบ็ เก่ียว
แนวทางการเพมิ่ ประสิทธภิ าพการผลิต และแหล่งสบื ค้นขอ้ มลู เพม่ิ เตมิ แนวทางการเพ่มิ ประสิทธภิ าพการผลิตชา 1. การใหน้ ำ�้ ชาเปน็ พชื ทต่ี อ้ งการความชน้ื สงู และสมำ�่ เสมอตลอดปี เพอ่ื กระตนุ้ การแตกยอดใหม่ โดยเฉพาะบนพนื้ ทส่ี งู มกั ประสบปญั หาขาดแคลนนำ�้ สำ� หรบั สวนชาในฤดแู ลง้ จงึ ควรมงุ่ เนน้ ไปทกี่ ารใหน้ ำ�้ ด้วยระบบชลประทาน ตลอดฤดกู าลปลกู ชา เพือ่ เพิม่ ผลผลิตตอ่ ไรแ่ ละรกั ษาความต่อเน่ืองของการ ให้ผลผลิต ซึง่ ระบบการให้น�้ำในสวนชา มี 3 แบบ คือ - การใหน้ ำ� แบบปลอ่ ยทว่ มแปลง (Flow Irrigation) เหมาะสำ� หรบั พนื้ ทปี่ ลกู ชาทม่ี คี วามลาดเท อยา่ งนอ้ ย 5 องศา เพือ่ ใหก้ ารไหลเทและการระบายนำ้� เปน็ ไปอย่างมปี ระสิทธิภาพ - การใหน้ ำ้� แบบพน่ ฝอย (Sprinkle Irrigation) เปน็ วธิ กี ารใหน้ ำ�้ สำ� หรบั การปลกู ชาทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ - การให้น�้ำแบบหยด (Drip Irrigation) เหมาะส�ำหรับพื้นที่ปลูกชาท่ีขาดแคลนน�้ำ เช่น การปลกู ชาบนท่สี ูง วธิ นี เี้ ปน็ การใชน้ �ำ้ แบบประหยัด แต่การลงทุนคอ่ นข้างสูง 2. การตัดแต่งกิ่ง เป็นการปฏิบัติท่ีส�ำคัญในการท�ำสวนชา การตัดแต่งก่ิงชาที่เหมาะสม จะเปน็ การสรา้ งรปู ทรงในการเกบ็ เกยี่ วใหก้ บั ตน้ ชา เพราะทำ� ใหต้ น้ ชาไดร้ บั แสงแดดทวั่ ถงึ สมำ�่ เสมอ ได้ผลผลิตใบชาสดสงู และมคี ณุ ภาพ และประหยัดแรงงานในการเก็บชา ระดับของการตดั แต่งก่ิงชา มี 5 ระดับ คอื - Skiffing เป็นการตัดแต่งก่ิงให้อยู่แนวระดับการเก็บยอดเดิม ควรท�ำทุกปี ปีละ 1 คร้ัง ในฤดูแล้ง จะชว่ ยใหต้ น้ ชาแข็งแรง ผลผลิตสมำ่� เสมอ - Light Pruning ตดั แต่งประมาณ 2 – 3 เซนตเิ มตร เหนือระดบั การตัดแต่งก่งิ คร้งั สุดท้าย เปน็ การเพ่มิ กง่ิ กา้ นสาขา และทำ� ความสะอาดพุม่ ชา - Medium Pruning ตดั สงู กวา่ ระดบั พน้ื ดนิ 45 – 65 เซนตเิ มตร เพอื่ ใหส้ ว่ นบนของพมุ่ ชา เสมอกนั และรวมถงึ การลดความสงู ของตน้ ชาลงดว้ ย ควรทำ� หา่ งกนั 6 - 10 ปตี อ่ ครงั้ เพอ่ื ไมใ่ หผ้ ลผลติ ตกตำ�่ - Heavy Pruning ตดั สงู กวา่ ระดบั พน้ื ดนิ 45 – 65 เซนตเิ มตร สำ� หรบั เปน็ โครงรา่ งใหก้ ง่ิ ชา แตกออกมาใหม่ - Collar Pruning ตัดส่วนของต้นชาท่ีอยู่เหนือพื้นดินออกท้ังหมด เพ่ือสร้างต้นชาใหม่ (rehabilitation) มักจะตัดในต้นชาเก่าอายุมาก ไม่ให้ผลผลิต หรือถูกโรคและแมลงเข้าท�ำลาย ควรทำ� ในช่วงฤดูแลง้ และต้องม่ันใจว่าตน้ ชามีการสะสมอาหารไว้ในรากอย่างเพียงพอ 128
แหล่งสืบค้นข้อมูลเพมิ่ เตมิ กรมส่งเสริมการเกษตร. 2551. คู่มอื นักวชิ าการสง่ เสริมการเกษตร ชา. พมิ พค์ รัง้ ท่ี 1. กรุงเทพฯ. กรมสง่ เสริมการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร. ชา นานาสาระทีน่ า่ ร.ู้ กรงุ เทพฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 2551. การปลูกและการผลิตชาอย่างครบวงจร ตามโครงการ ความรว่ มมอื ไทย - ศรลี ังกา. พมิ พ์ครง้ั ที่ 1. กรงุ เทพฯ สถาบนั ชา มหาวทิ ยาลยั แมฟ่ า้ หลวง. 2553. รายงานการประชมุ ระดมความคดิ เรอื่ ง การขบั เคลอื่ น ยทุ ธศาสตรก์ ารพัฒนาชาเชยี งราย. 6 สิงหาคม 2553. เชยี งราย ส�ำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ. 2555. โครงการสัมมนาระดมความเห็น ต่อรา่ งมาตรฐานสนิ ค้าเกษตร เร่อื ง การปฏิบัติทางการเกษตรท่ีดสี ำ� หรบั การผลติ ชา. กรุงเทพฯ สณั ห์ ละอองศร.ี 2535. ชา โครงการหลวงวจิ ยั ชา. พมิ พ์ครัง้ ที่ 1. กรงุ เทพฯ. ส�ำนกั พิมพร์ ้ัวเขียว 129
กาแฟ ข้นั ตอนการปลกู และการดูแลรกั ษากาแฟ การเตรียมการ 20 วัน 40 วนั 60 วัน 80 วัน 100 วนั 120 วัน 140 วนั เตรียมดิน การปลกู การใส่ปยุ๋ การใหน้ ำ้� การตัดแต่ง กำ� จดั ตอพชื ถางวชั พชื และปรบั ปลกู ชว่ งตน้ ฝน ปกั ไมผ้ กู กบั ใสต่ ามความอดุ มสมบรู ณ์ หากไมม่ ฝี นตกหรือฝน กำ� จดั วชั พชื สมำ�่ เสมอโดยเฉพาะ พน้ื ท ่ี ทำ� แนวขน้ั บนั ไดขวางความ ต้นกาแฟป้องกันการโยก ของดนิ และความตอ้ งการ ท้ิงช่วงนาน โดยเฉพาะ ชว่ งแรกหลงั ปลกู ไมค่ วรกำ� จดั ลาดเอยี ง จัดระยะปลูก และทำ� คลุมด้วยหญ้าหรือวัสดุอื่น ของตน้ กาแฟในแตล่ ะระยะ ชว่ งปลกู ใหม่ หรอื ชว่ งตดิ ผล วชั พืชแบบเปิดผวิ ดนิ หลมุ ปลูก รอบโคนต้นกาแฟ และท�ำ ของการเจริญเตบิ โต 3 เดอื นแรก ตอ้ งใหน้ ำ�้ ชว่ ย รม่ เงาช่วั คราว การเตรยี มพันธ์ุ กาแฟโรบัสตา้ ใช้ต้นกล้า อายุ 6 - 14 เดอื น กาแฟอาราบิกา้ ใช้ต้นกลา้ อายุ 8 - 12 เดือน ศัตรูทีส่ �ำคญั และการปอ้ งกันก�ำจัด การปฏิบัตหิ ลังการเกบ็ เกยี่ ว การเก็บเกี่ยว มอดเจาะผลกาแฟ : เกบ็ ผลใหห้ มด ทำ� ความสะอาดแปลง ตดั แตง่ กงิ่ ใชส้ ารเคมี การคดั เลือกผล : เทผลกาแฟลงในภาชนะบรรจนุ ำ้� คัดผลทลี่ อยน�้ำทิง้ เกบ็ เกย่ี วผลกาแฟทมี่ สี แี ดง หรอื สเี หลอื ง หนอนกาแฟสแี ดง : ตดั เผากง่ิ ทโี่ ดนทำ� ลาย ทำ� ความสะอาดแปลง ใชส้ ารเคมี การทำ� สารกาแฟ : มี 2 วธิ ี วธิ เี ปยี ก โดยการปอกเปลอื กผลกาแฟ กำ� จดั เมอื ก หรอื สสี ม้ แดง (ขน้ึ กบั พนั ธ)์ุ นำ� ไปคดั เลอื ก โรคแอนแทรคโนส : รกั ษาระดับร่มเงา ตัดเผาสว่ นท่ีโดนท�ำลาย ใช้สารเคมี ตาก และสีกาแฟกะลา สว่ นวิธีแห้ง โดยการตากผลกาแฟ และสีผลกาแฟ และเขา้ สกู่ ระบวนการผลติ เมลด็ กาแฟ โรคราสนิม : ใชพ้ ันธต์ุ ้านทาน พันธคุ์ าตมิ อร์ ใชส้ ารเคมี การเก็บรกั ษา : ความชน้ื เมล็ดกาแฟ 12.5 - 13% บรรจใุ นภาชนะท่ีสะอาด โดยเรว็
เทคนคิ การปลูก และดแู ลรักษากาแฟ 1. การเตรยี มการกอ่ นปลกู 1.1 การเตรยี มดิน - ก�ำจัดตอพืช ถางวัชพืช และปรับพนื้ ท่ี โดยไม่ตอ้ งโคน่ ไม้ใหญ่ - พน้ื ที่ลาดเอยี ง ใหท้ �ำแนวขัน้ บนั ไดขวางแนวลาดเอยี ง ระยะห่างของขัน้ บนั ไดเท่ากับ ระยะระหวา่ งแถว 1.2 การเตรียมพันธุ์ - พนั ธค์ุ วรมาจากแหลง่ ทเี่ ชอ่ื ถอื ได้ กาแฟโรบสั ตา้ พนั ธแ์ุ นะนำ� ของกรมวชิ าการเกษตร ได้แก่ พันธุ์ชุมพร 1 พันธุ์ชุมพร 2 พันธุ์ชุมพร 3 พันธุ์ชุมพร 84 - 4 และพันธุ์ชุมพร 84 - 5 ส่วนกาแฟอาราบกิ า้ พนั ธร์ุ บั รองของกรมวชิ าการเกษตร ไดแ้ ก่ พนั ธเ์ุ ชยี งใหม่ 80 เกษตรกรสามารถ คดั พนั ธด์ุ เี อง โดยพจิ ารณาจาก ต้นแข็งแรง ต้านทานโรค ให้ผลผลติ สูง (ก่งิ ใหผ้ ลมจี �ำนวนมาก ข้อถี่ จ�ำนวนข้อมาก จ�ำนวนผลตอ่ ข้อสงู ) ให้ผลผลติ เร็ว ขนาดเมลด็ ใหญ่ กลน่ิ และรสชาติดี - ต้นกล้าอายุทีเ่ หมาะสม กาแฟอาราบิกา้ ควรมอี ายุ 8 – 12 เดือน สว่ นกาแฟโรบสั ต้า ควรใชต้ น้ กลา้ อายุ 6 – 14 เดอื น มใี บจรงิ 4 – 5 คู่ ความสงู อยา่ งนอ้ ย 20 เซนตเิ มตร ชำ� ในถงุ พลาสตกิ 2. การปลูก 2.1 วธิ ปี ลูก - ปลกู ชว่ งต้นฝน วางกล้ากาแฟลงในหลุมปลกู ให้โคนตน้ เสมอปากหลุม แลว้ กลบดนิ สำ� หรับกาแฟโรบัสตา้ เป็นพชื ผสมข้าม ควรปลูกอยา่ งนอ้ ย 3 สายพนั ธุ์ โดยปลกู สลบั แถว - ปอ้ งกนั การโยกของตน้ กาแฟ โดยปกั ไมท้ ำ� มมุ 45 องศา กบั พนื้ ดนิ ปลายไมผ้ กู ตดิ กบั ตน้ กาแฟ - คลมุ รอบโคนตน้ กาแฟดว้ ยหญา้ แหง้ หรอื วสั ดอุ นื่ ใหห้ า่ งจากโคนอยา่ งนอ้ ย 10 เซนตเิ มตร 131
2.2 การเตรยี มดิน - ท�ำหลุมขนาด 50 x 50 x 50 เซนตเิ มตร รองก้นหลมุ ดว้ ยดนิ ผสมปุ๋ยคอกหรือปุย๋ หมัก ที่ยอ่ ยสลายดีแล้ว อัตรา 3 - 5 กิโลกรัม และหินฟอสเฟต อัตรา 100 - 200 กรมั ตอ่ หลมุ 2.3 ระยะปลูก - กาแฟโรบสั ตา้ ใช้ระยะ 3 x 4 - 3 x 4 เมตร กาแฟอาราบิกา้ ใช้ระยะ 2 x 2 เมตร 2.4 จ�ำนวนตน้ ต่อไร่ - กาแฟโรบัสต้า 100 – 180 ตน้ ต่อไร่ กาแฟอาราบิก้า 400 ตน้ ตอ่ ไร่ 3. การดแู ลรักษา 3.1 การใส่ปยุ๋ - ใส่ปุ๋ยอินทรยี ์ร่วมกับป๋ยุ เคมี ปีท่ี 1 – 2 ใสป่ ุย๋ อินทรีย์ 1- 2 กิโลกรัมต่อต้น ปที ่ี 3 เป็นต้นไป ใส่ 3 – 5 กโิ ลกรัมต่อตน้ - ปุ๋ยเคมีควรใส่เม่ือดินช้ืน ควรให้ปริมาณน้อย แต่บ่อยครั้ง ปีท่ี 1 และ 2 ใส่ปุ๋ย 15-15-15 ผสมสูตร 46-0-0 อัตรา 150 และ 50 กรมั ต่อต้นตอ่ ปี ตั้งแต่ปีท่ี 3 ใส่ปยุ๋ สตู ร 12-12-17 หรือ 13-13-21 อัตรา 600 กรัมต่อต้นต่อปี หลังเก็บเกี่ยวและตัดแต่ง ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 100 กรมั ต่อต้นต่อปี 3.2 การให้น้�ำ - กาแฟปลกู ใหม่ หรอื ช่วงเร่ิมติดผล 3 เดือนแรก หากไม่มีฝนตก ตอ้ งใหน้ ำ้� ชว่ ย 3.3 การควบคมุ ทรงพุม่ - ตดั ยอดกาแฟใหเ้ หลอื ความสงู ประมาณ 50 เซนตเิ มตร เลอื กกงิ่ หลกั ทแ่ี ขง็ แรง 1 กง่ิ (กรณีควบคุมทรงพุ่มเป็นล�ำต้นเดียว) หรือ 3 - 5 กิ่ง (กรณีควบคุมทรงพุ่มเป็นหลายล�ำต้น) หมั่นตดั กงิ่ แขนงหรือกิ่งทไ่ี รป้ ระโยชนอ์ อก 4. การป้องกนั ก�ำจัดศัตรูพืช 4.1 โรคแอนแทรคโนส - สาเหตุเกิดจากเชื้อรา ลักษณะอาการ แผลเป็นจุดสีน�้ำตาล เน้ือเยื่อกลางแผลตาย จุดแผลแต่ละจุดเชื่อมต่อกันเป็นแผลใหญ่ ท�ำให้ใบเปล่ียนเป็นสีเหลืองและร่วง ตาดอกเหี่ยว กิ่งเห่ียวแห้ง ผลกาแฟหยดุ การเจรญิ เตบิ โต และเปลย่ี นเปน็ สดี ำ� ผลยงั คงตดิ อยบู่ นกงิ่ ระบาดรนุ แรง ในสภาพอากาศแหง้ แลง้ - ปอ้ งกนั กำ� จดั โดยการรกั ษาระดบั รม่ เงาใหเ้ หมาะสม คลมุ โคนตน้ เพอื่ รกั ษาความชน้ื ในดนิ ตัดแต่งก่งิ ใบ และผลท่เี ปน็ โรคเผาท�ำลายนอกแปลง บำ� รงุ ต้นกาแฟให้แข็งแรง หากระบาดรนุ แรง ใชแ้ มนโคเซบ (80% W.P.) อตั รา 48 กรมั ตอ่ น้�ำ 20 ลติ ร พ่นทกุ 5 - 7 วัน หรอื ใชค้ อปเปอร์ ออกซคี ลอไรด์ (62% W.P.) อตั รา 80 กรมั ต่อน�้ำ 20 ลิตร 132
4.2 โรคราสนิม - สาเหตเุ กดิ จากเชอื้ รา ลกั ษณะอาการ ใบเปน็ จดุ สเี หลอื งเลก็ ๆ และขยายใหญข่ น้ึ เรอื่ ยๆ สขี องแผลจะเปลย่ี นจากสเี หลอื งเปน็ ผงสสี ม้ ใบรว่ ง ตน้ โกรน๋ กง่ิ แหง้ ในเวลาตอ่ มา มกั เกดิ กบั กาแฟอาราบกิ า้ - ปอ้ งกนั กำ� จดั โดย ใชพ้ นั ธก์ุ าแฟทตี่ า้ นทานโรคราสนมิ ไดแ้ ก่ พนั ธค์ุ าตมิ อร์ หากระบาด รนุ แรง ใชส้ ารปอ้ งกนั กำ� จดั เชอ้ื รา เชน่ บอรโ์ ดซ์ มกิ ซเ์ จอร์ 0.5% คปู ราวทิ 85% W.P.อตั รา 50 กรมั ตอ่ นำ้� 20 ลติ ร 4.3 มอดเจาะผลกาแฟ - ลักษณะและการท�ำลาย เปน็ แมลงปีกแขง็ สดี �ำ ขนาด 1 มลิ ลิเมตร วางไข่ ขยายพันธุ์ และกดั กนิ อยใู่ นผลกาแฟ และอาศยั อยใู่ นผลกาแฟสกุ จนแหง้ ด�ำทต่ี ดิ คา้ งบนกง่ิ และผลทห่ี ลน่ ใตต้ น้ - ป้องกันก�ำจัด โดย เก็บผลกาแฟสุกหรือแห้งติดค้างบนก่ิง หรือร่วงหล่นใต้ทรงพุ่ม นำ� ไปเผาทำ� ลายนอกแปลง ตดั แตง่ กงิ่ ใหโ้ ปรง่ หากระบาดรนุ แรง ใชค้ ลอรไ์ พรฟิ อส (40% E.C.) อตั รา 35 มลิ ลลิ ติ รตอ่ นำ�้ 20 ลติ ร พน่ ทกุ 15 วนั หรอื ไตรอะโซฟอส (40% E.C.) อตั รา 40 มลิ ลลิ ติ ร ตอ่ นำ�้ 20 ลติ ร พน่ ทกุ 15 วนั 4.4 หนอนกาแฟสแี ดง - ลกั ษณะและการทำ� ลาย ตวั หนอนสนี ำ้� ตาลแดง เจาะกนิ เนอื้ เยอื่ ทก่ี งิ่ และลำ� ตน้ ทำ� ให้ กง่ิ หกั ยอดแห้ง - ปอ้ งกนั กำ� จดั โดยตรวจตน้ และกงิ่ กาแฟอยา่ งสมำ่� เสมอ หากพบรอยหนอนเจาะทำ� ลาย ให้ตัดน�ำก่ิงไปเผานอกแปลง รักษาบริเวณสวนให้สะอาด หลีกเลี่ยงการปลูกพืชอาศัย เช่น ชมพู่ ลนิ้ จี่ ชบา ฯลฯ หากระบาดรนุ แรง ใชค้ ลอรไ์ พริฟอส (40% E.C.) อัตรา 35 มลิ ลลิ ิตร ตอ่ น้�ำ 20 ลิตร พ่นทกุ 15 วนั 5. การปฏบิ ัตกิ อ่ นและหลงั การเก็บเก่ียว 5.1 การเกบ็ เกยี่ ว เกบ็ เมือ่ ผลกาแฟมสี ีส้ม ส้มแดง หรอื สีเหลอื ง ขึ้นกับพันธ์ุ ทยอยเก็บเกย่ี ว ประมาณ 2 - 4 คร้ัง 5.2 การคัดเลือกผลกาแฟ เทผลกาแฟในภาชนะบรรจุน้�ำสะอาด คัดผลท่ีลอยน�้ำทิ้ง เพราะ เป็นผลไมส่ มบูรณ์ 5.3 การท�ำสารกาแฟ มี 2 วิธี ดังนี้ - การสีเปยี ก มี 4 ขั้นตอน ได้แก่ การปอกเปลือก การกำ� จดั เมือก การตากกาแฟกะลา การสีกาแฟกะลา - การสแี ห้ง มี 2 ขน้ั ตอน ได้แก่ การตากผลกาแฟ และการสีผลกาแฟ 5.4 การเกบ็ รักษา ความช้นื เมลด็ กาแฟโรบสั ตา้ ไม่เกิน 13% กาแฟอาราบิกา้ ไมเ่ กิน 12.5% บรรจุในภาชนะป่าน สะอาด ใหม่ ปราศจากกล่นิ 6. ขอ้ มลู อน่ื ๆ ตดั แตง่ กง่ิ อยา่ งสมำ�่ เสมอ และตดั ฟน้ื ตน้ เมอื่ ตน้ กาแฟอายมุ าก ใหผ้ ลผลติ ลดลง จนไมค่ ุ้มกบั คา่ ใชจ้ ่าย 133
ขอ้ มลู สภาพแวดลอ้ มท่เี หมาะสมตอ่ การเจริญเตบิ โตและใหผ้ ลผลิตของกาแฟ สภาพแวดล้อม ความเหมาะสม ข้อจำ� กดั 1.สภาพภมู อิ ากาศ - กาแฟอาราบกิ า้ ชอบอากาศหนาวเยน็ อณุ หภมู ทิ เ่ี หมาะสม - ถา้ อณุ หภมู สิ งู เกนิ ไป จะทำ� ใหอ้ ตั ราการสงั เคราะหแ์ สงลดลง ใบเหลอื ง ประมาณ 15 - 21 องศาเซลเซียส และรว่ ง จงึ ควรบงั รม่ เงาแกก่ าแฟ - กาแฟโรบสั ตา้ ชอบอากาศร้อนชืน้ อุณหภูมทิ ่ีเหมาะสม - ถา้ อณุ หภมู ติ ำ่� เกนิ ไป จะทำ� ใหเ้ จรญิ เตบิ โตชา้ ตน้ แคระแกรน็ ตดิ ผลนอ้ ย ประมาณ 25 - 32 องศาเซลเซยี ส ควรคลมุ ดนิ ดว้ ยวสั ดคุ ลมุ ดนิ การปลกู ไมบ้ งั ลม 2. สภาพพน้ื ที่ - กาแฟอาราบกิ ้าควรปลูกในพ้ืนท่ี 700 เมตรเหนอื ระดับ - ถา้ ปลกู กาแฟอาราบกิ า้ ในพน้ื ทที่ มี่ รี ะดบั ความสงู นอ้ ยกวา่ ทกี่ ำ� หนดไมม่ ากนกั น�้ำทะเลขึ้นไป อาจใช้การวางแปลงปลูกให้มีร่มเงาในตอนบ่าย การปลูกพืชบังร่ม - กาแฟโรบสั ตา้ ปลกู ไดใ้ นพน้ื ทตี่ งั้ แตร่ ะดบั นำ�้ ทะเล ถงึ 700 เพ่อื ลดอุณหภูมิ เมตรเหนอื ระดบั น้�ำทะเล - ถา้ ปลกู ในพน้ื ทลี่ าดชนั สงู ควรมมี าตรการในการอนรุ กั ษด์ นิ และนำ�้ เชน่ - พ้ืนทปี่ ลูกมคี วามลาดเอยี งไมเ่ กนิ 30 % ไมม่ นี ้�ำทว่ มขัง การท�ำข้ันบันได การปลูกพืชตามแนวระดับ การปลูกพืชคลุมดิน การท�ำร่องเพอื่ ระบายน�้ำ ฯลฯ 3. สภาพดิน - ดนิ รว่ น ระบายนำ�้ ดี มอี นิ ทรยี วตั ถไุ มต่ ำ่� กวา่ 1% - ถา้ สภาพดนิ ไมเ่ หมาะสม จะทำ� ใหต้ น้ กาแฟเจรญิ เตบิ โตแขง็ แรงไมด่ เี ทา่ - ชน้ั ดนิ ลกึ ไมน่ อ้ ยกวา่ 50 เซนตเิ มตร ทคี่ วร การใชป้ ยุ๋ ไมม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ ควรตรวจวเิ คราะหด์ นิ และปรบั ปรงุ - คา่ ความเปน็ กรดดา่ ง (pH) ระหวา่ ง 5.5 - 6.5 บำ� รงุ ดนิ ใหเ้ หมาะสมกบั สภาพดนิ 4. ธาตุอาหาร - ตน้ กาแฟตอ้ งการธาตอุ าหารสงู มาก ควรใสป่ ยุ๋ สมำ่� เสมอ - พชื จะตอบสนองตอ่ ธาตอุ าหารทใี่ ส่ เมอื่ ดนิ มธี าตนุ นั้ ไมเ่ พยี งพอ - ควรมีธาตโุ ปแตสเซียมสูง เพราะเปน็ ธาตุสำ� คัญในการ - ถา้ ใสป่ ยุ๋ ตามทค่ี วรใสแ่ ลว้ พชื ไมต่ อบสนอง แสดงวา่ อาจขาดธาตอุ น่ื หรอื รากพชื ติดผลกาแฟ (ไม่นอ้ ยกวา่ 120 มิลลกิ รัมต่อกิโลกรมั ) ดดู เอาไปใชไ้ มไ่ ด้ เนอ่ื งจาก pH ไมเ่ หมาะสม หรอื ระบบรากกาแฟเสยี หาย 5. สภาพนำ้� - ปรมิ าณนำ�้ ฝนเฉลยี่ ไมค่ วรตำ�่ กวา่ 1,500 มลิ ลเิ มตรตอ่ ปี - ถา้ ปลกู ในแหลง่ ทมี่ ฝี นตกหนกั ควรคำ� นงึ ถงึ การระบายนำ้� และมีการกระจายของฝน 7 - 8 เดือน - ถา้ ปลกู ในแหลง่ ทม่ี นี ำ�้ ฝนนอ้ ย ควรมกี ารปอ้ งกนั การสญู เสยี ความชน้ื ไปจากดนิ - มนี ำ้� เพยี งพอส�ำหรับใชใ้ นฤดแู ลง้ เชน่ การปลกู ไมบ้ งั ลม การคลมุ โคนตน้
แนวทางกแาลระเแพหมิ่ ลป่งรสะืบสคทิ ้นธขิภ้อามพลูกเาพร่ิมผเตลติิม แนวทางการเพมิ่ ประสิทธภิ าพการผลติ 1. การตัดแตง่ กิ่ง หลังเก็บเกย่ี วผลผลิต ควรหมัน่ ตดั ก่งิ ทไ่ี รป้ ระโยชนใ์ ห้หมด เช่น กิง่ แหง้ กงิ่ แขนง กง่ิ แคระแกรน็ กงิ่ ไมใ่ หผ้ ล รวมทง้ั กงิ่ ยอ่ ยทแ่ี นน่ ทบึ เพอื่ ลดการระบาดของโรคแมลง และทำ� ใหไ้ ดผ้ ลผลติ ดก สม�ำ่ เสมอทกุ ปี 2. การตดั ฟน้ื ตน้ (การตดั ทำ� สาว) ควรตดั ฟน้ื ตน้ กาแฟ เมอื่ ตน้ กาแฟอายมุ าก ใหผ้ ลผลติ ลดลงจนไมค่ มุ้ กบั คา่ ใชจ้ า่ ย (ตน้ สงู โคนตน้ โลง่ ผลกระจกุ กนั เฉพาะทปี่ ลายกง่ิ ) โดยใชว้ ธิ ตี ดั หมดตน้ หรอื ตดั แบบไวก้ ง่ิ พเี่ ลย้ี ง 1 กงิ่ ทรี่ ะดบั ความสงู ประมาณ 50 เซนตเิ มตร หนา้ ตดั เอยี ง เพอ่ื ไมใ่ หน้ ำ้� ขงั บนตอ ทาปนู แดงหรอื สตี รงรอยตดั เมอ่ื กาแฟแตกกง่ิ และทรงพุ่มใหม่ จึงค่อยตัดก่ิงพี่เลี้ยง กาแฟที่ตัดฟื้นต้นจะเร่ิมให้ผลผลิตในปีถัดไป และผลผลติ คอ่ ยเพ่ิมมากขนึ้ จากเดมิ กอ่ นตัด 3. การปรับปรงุ บ�ำรงุ ดนิ ตามค่าวิเคราะห์ดิน 3.1 การเกบ็ ตวั อยา่ งดนิ เพอ่ื ตรวจวเิ คราะห์ เกบ็ ตวั อยา่ งดนิ หลงั การใสป่ ยุ๋ และปนู อยา่ งนอ้ ย 30 วัน โดยเกบ็ บรเิ วณทรงพุม่ กาแฟให้กระจายท่วั ทง้ั แปลง ระดบั ความลึกไม่เกิน 30 เชนติเมตร 3.2 การใสป่ นู ปรบั สภาพดนิ สว่ นใหญด่ นิ ปลกู กาแฟเปน็ กรดจดั ทำ� ใหร้ ากกาแฟไมส่ ามารถดดู ธาตอุ าหาร ในดนิ ไปใชไ้ ดเ้ ตม็ ท่ี ควรใสป่ นู ปรบั คา่ ความเปน็ กรด โดยหวา่ นบางๆ ใหท้ วั่ บรเิ วณทรงพมุ่ ปลี ะ 1 - 2 ครงั้ ในขณะดนิ ชน้ื กอ่ นใสป่ ยุ๋ เคมอี ยา่ งนอ้ ยครง่ึ เดอื น ถา้ ดนิ มคี า่ แคลเซยี มและแมกนเี ซยี มตำ่� ใหใ้ ชป้ นู โดโลไมต์ ถา้ มคี า่ แคลเซยี มตำ�่ อยา่ งเดยี ว ใหใ้ ชป้ นู ขาว และถา้ มคี า่ แมกนเี ซยี มตำ่� อยา่ งเดยี ว ใหใ้ ชแ้ มกนเี ซยี มซลั เฟต 3.3 การใสป่ ยุ๋ เคมเี ชงิ เดย่ี วตามคา่ วเิ คราะหด์ นิ ปยุ๋ เคมเี ชงิ เดยี่ วทแ่ี นะนำ� ไดแ้ ก่ ปยุ๋ ยเู รยี 18-46-0 และ 0-0-60 ใสต่ ามคำ� แนะนำ� ทไี่ ดจ้ ากคา่ วเิ คราะหด์ นิ เพอ่ื ใหใ้ สป่ ยุ๋ ตรงตามความตอ้ งการของพชื และลดตน้ ทนุ คา่ ปยุ๋ เคมี 4. การใช้ปยุ๋ อินทรียร์ ว่ มกบั ปุ๋ยเคมี ใชเ้ ปลอื ก แกลบกาแฟ และวัสดุเหลือใช้ เพื่อผลิตเปน็ ปยุ๋ หมกั ลดตน้ ทนุ การผลติ และปรบั ปรงุ โครงสรา้ งดนิ ใหร้ ว่ นซยุ เหมาะสมกบั การเจรญิ เตบิ โตของตน้ กาแฟ 5. การใหน้ ำ้� ชว่ งฤดแู ลง้ ชว่ งกาแฟตดิ ผลออ่ น และชว่ งผลขยายขนาด ซง่ึ ตรงกบั ชว่ งแลง้ ควรใหน้ ำ้� ชว่ ย เพ่อื ทำ� ให้ผลกาแฟมขี นาดใหญ่ และน้�ำหนักด ี แหลง่ สบื คน้ ขอ้ มูลเพิ่มเติม ศภุ นารถ เกตเุ จรญิ . มปพ. . กาแฟ. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พช์ มุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย จำ� กดั . สรุ ีรตั น์ ปัญญาโตนะ, ปานหทยั นพชินวงศ์, ศุภรัฐ เลีย้ วเจยี้ ง และสทิ ธิศกั ด์ิ เกตเุ ลขวัด. 2554. เอกสารคำ� แนะนำ� การใสป่ นู ปรบั สภาพดนิ ในสวนกาแฟโรบสั ตา้ . ชมุ พร : ศนู ยว์ จิ ยั พชื สวนชมุ พร. สรุ รี ัตน์ ปัญญาโตนะ, ปานหทัย นพชนิ วงศ,์ ศุภรัฐ เลย้ี วเจ้ยี ง และสทิ ธศิ ักดิ์ เกตเุ ลขวดั . 2554. เอกสารคำ� แนะน�ำการตัดฟ้ืนตน้ กาแฟโรบสั ตา้ . ชุมพร : ศูนย์วิจยั พชื สวนชมุ พร. สำ� นกั มาตรฐานสนิ คา้ เกษตร . 2553 . การปฏบิ ตั ทิ างการเกษตรทด่ี สี ำ� หรบั กาแฟ. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์ ชมุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย จ�ำกดั สถาบนั วจิ ยั พชื สวน กรมวชิ าการเกษตร. 2553. การจดั การความรเู้ ทคโนโลยกี ารผลติ กาแฟครบวงจร. กรงุ เทพฯ : ห้างหุ้นสว่ นจำ� กดั รกั ษพ์ ิมพ.์ 135
ยางพารา อายุ 1 ปี ขนั้ ตอนการปลกู และการดแู ลรกั ษายางพารา อายเุ กิน 7 ปี ขนึ้ ไป การเตรยี มการ 2 ปี 3 ปี 4 ปี 5-7 ปี เตรียมดิน การปลูก การกำ� จัดวชั พชื การใสป่ ุ๋ย การกรดี ยาง - ปรบั สภาพพน้ื ที่ 1. ปลกู ในชว่ งต้นฤดูฝน - ระยะเริ่มปลูก ควรปลูก 1. ยางกอ่ นเปดิ กรดี หลกั การ - ไถ 2 ครงั้ พรวน 1 ครง้ั 2. ปลกู ด้วยต้นยางชำ� ถุง พืชคลุมดินหลังเตรียมดิน - ภาคใต้และภาคตะวันออก - กรดี แลว้ จะต้องได้น้�ำยางมากทส่ี ดุ - พนื้ ทลี่ าดเทมากจะตอ้ งทำ� ขน้ั บนั ได 3. วิธปี ลูก และกำ� หนดระยะปลกู ยางแลว้ สูตร 20 - 8 - 20 อตั รา 200 - ตน้ ยางเสยี หายนอ้ ยท่สี ดุ - ภาคตะวันออกและภาคใต้ โดยปลูกห่างจากแถวยาง กรมั ตอ่ ตน้ ในปที ี่ 1 และเพมิ่ ขน้ึ - กรดี ไดน้ านทีส่ ดุ ( 25 - 30 ปี ) ปลูกให้ดินปากถุงหรือรอยต่อ ข้างละ 2 เมตร ตามระยะการเจริญเติบโต - ประหยดั คา่ ใช้จา่ ยมากที่สดุ การเตรยี มพันธุ์ ระหวา่ งลำ� ตน้ และรากอยใู่ นระดบั - สวนยางที่เปิดกรีดแล้ว - ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขนาดของต้นยางท่เี ปิดกรดี ได้ พน้ื ดิน ปากหลุมพอดี ควรการตดั หญา้ กอ่ นใสป่ ยุ๋ และภาคเหนอื สตู ร 20 - 10 - 12 - มเี สน้ รอบตน้ ไมน่ อ้ ยกวา่ 50 ซม.(วดั ทคี่ วามสงู จากพนื้ ดนิ 150 ซม.) - คดั เลอื กพนั ธท์ุ เ่ี หมาะสมกบั พน้ื ท่ี - ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื และ ปลี ะ 2 ครงั้ อัตรา 240 กรมั ตอ่ ตน้ ในปที ่ี 1 - เปดิ กรดี ครงั้ แรก เมอ่ื มจี ำ� นวนตน้ ยางทพ่ี รอ้ มจะเปดิ กรดี เกนิ - ลักษณะของพนั ธยุ์ างที่ดคี ือ ภาคเหนือ ใหป้ ลูก แบบลึก และ และเพมิ่ ขน้ึ ตามระยะการเจรญิ เตบิ โต กวา่ ครง่ึ หนงึ่ ของตน้ ยางทงั้ หมดในสวน ให้น�ำ้ ยางมาก ต้านทานโรค ใชเ้ ศษวชั พชื คลุมรอบต้นยางรัศมี 2. ยางเปดิ กรีดแลว้ ทป่ี ลกู ใน - ตน้ ยางตดิ ตา สามารถเปดิ กรดี ครงั้ แรกไดท้ รี่ ะดบั ความสงู จาก ต้านทานลม เจรญิ เติบโตเร็ว 1 เมตร หนา 5 - 10 เซนตเิ มตร ทกุ เขต สตู ร 30 - 5 - 8 ในอตั รา พน้ื ที่ 50 ซม.ขนึ้ ไป แตถ่ า้ เปดิ กรดี ตำ�่ จะไดร้ บั ผลผลติ มากกวา่ - ซ้อื จากแปลงที่ไดร้ บั การรับรอง และคลมุ หา่ งจากโคนตน้ ยาง 5 - 10 1 กโิ ลกรัมต่อต้นต่อปี แบ่งใส่ ความลาดชันของรอยกรดี เซนติเมตร 2 ครั้งในช่วงต้นฤดูฝนและ ใหร้ อยกรดี เอยี งทำ� มมุ จากซา้ ยลงมาดา้ นขวา ความชนั ของ ปลายฤดูฝน รอยกรดี ควรทำ� มมุ 30 – 35 องศากบั แนวระดบั ศัตรูทสี่ �ำคัญและการปอ้ งกนั ก�ำจดั โรคทเี่ กดิ จากเชื้อรา ได้แก่ โรครากขาว โรคเส้นด�ำ โรคเปลือกเนา่ โรคใบรว่ งและผลเน่า ปอ้ งกนั การปฏิบัตหิ ลงั การเก็บเก่ยี ว โดยใช้สารเคมีก�ำจัดเช้ือราที่เป็นสาเหตุ และการจัดการสวนยางให้โปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก นำ้� ยางทกี่ รีดไดส้ ามารถนำ� ไปขายในรปู นำ้� ยางสด หรอื เพอ่ื ให้ความชนื้ ในสวนลดลง แปรรปู เปน็ ยางแผน่ ดบิ ยางกอ้ น ยางแผน่ รมควนั ยางแทง่ อาการเปลอื กแหง้ สาเหตเุ กดิ จากสวนยางขาดการบ�ำรงุ รกั ษา และการกรดี เอายางออกมากเกนิ ไป การแปรรปู นำ�้ ยางในระดบั เกษตรกร สามารถทำ� ได้ คอื ปอ้ งกันโดยการเอาใจใสบ่ ำ� รงุ รกั ษาสวนยางให้สมบรู ณแ์ ขง็ แรง และใชร้ ะบบกรีดท่ถี กู ตอ้ ง - การผลิตยางแผ่นดบิ แมลง ไดแ้ ก่ ปลวก หนอนทราย ปอ้ งกนั กำ� จดั โดยใชส้ ารเคมี เชน่ ฟโี พรนลิ ราดรอบโคนตน้ ทถี่ กู ทำ� ลาย - การผลติ ยางก้อนถ้วย
เทคนิคการปลกู และดูแลรกั ษายางพารา 1. การเตรยี มการก่อนปลูก การเตรียมพ้ืนท่ีปลูกยาง และการเตรียมดิน โดยการโค่นต้นยางเก่าหรือไม้ยืนต้นที่มีอยู่เดิม และทำ� ลายเศษไมแ้ ละวชั พชื ทเ่ี หลอื เพอ่ื เปน็ การกำ� จดั แหลง่ แพรเ่ ชอ้ื โรค ในชว่ งฤดแู ลง้ เพอ่ื สะดวก ในการเกบ็ เศษไมแ้ ละตอไมอ้ อกจากพนื้ ที่ แลว้ ไถ 2 ครงั้ ไถพรวน 1 ครงั้ ในกรณที เี่ ปน็ พน้ื ทล่ี าดเทมาก จะตอ้ งทำ� ขนั้ บนั ไดเพอื่ ปอ้ งกนั การชะลา้ งหน้าดิน การเตรียมดนิ /การเตรยี มหลุมปลกู ขดุ หลมุ ปลกู กวา้ ง 50 ยาว 50 ลกึ 50 เซนตเิ มตร ตากดนิ ทงิ้ ไว้ 10 – 15 วนั จากนนั้ ยอ่ ยดนิ ใหร้ ว่ น แลว้ ผสมปยุ๋ รอ็ กฟอสเฟตกบั ดนิ บนอตั รา 170 กรมั ตอ่ หลมุ ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ควรเพม่ิ ปยุ๋ อนิ ทรยี ์ อตั รา 5 กิโลกรมั ตอ่ หลมุ คลุกกับดินบนและปุ๋ยรอ็ กฟอสเฟตด้วย ระยะปลกู พน้ื ทร่ี าบ ถา้ ตอ้ งการปลกู พชื แซมในระหวา่ งแถวของตน้ ยาง ภาคใตแ้ ละภาคตะวนั ออก ระยะปลกู ระหวา่ งตน้ 2.50 เมตร ระหวา่ งแถว 8 เมตร จะไดจ้ ำ� นวน 80 ตน้ ตอ่ ไร่ ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื และภาคเหนอื ใชร้ ะยะปลูกระหวา่ งตน้ 2.50 เมตร ระหว่างแถว 7 เมตร จะได้จ�ำนวน 91 ต้นตอ่ ไร ่ ถา้ ตอ้ งการปลกู พชื คลมุ ดนิ ในระหวา่ งแถวของตน้ ยาง ภาคใตแ้ ละภาคตะวนั ออก ระยะปลกู ระหวา่ งตน้ 3 เมตร ระหว่างแถว 7 เมตร จะไดจ้ ำ� นวน 76 ตน้ ต่อไร่ ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือและภาคเหนือ ระยะปลกู ระหวา่ งตน้ 3 เมตร ระหวา่ งแถว 6 เมตร จะไดจ้ ำ� นวน 88 ตน้ ตอ่ ไร ่ พน้ื ทลี่ าดชนั หรอื พน้ื ท่ี เชงิ เขาตงั้ แตค่ วามชัน 15 องศาข้ึนไป ต้องท�ำแนวข้ันบนั ไดโดยใชร้ ะยะระหวา่ งข้นั บันไดอยา่ งน้อย 8 เมตร ระยะระหว่างต้น 2.50 เมตร หรือ 3 เมตร พนั ธย์ุ างพาราแนะนำ� ไดแ้ กพ่ นั ธส์ ถาบนั วจิ ยั ยาง 408 สถาบนั วจิ ยั ยาง 251 สถาบนั วจิ ยั ยาง 226 BPM 24 RRIM 600 เปน็ พนั ธท์ุ ใ่ี หผ้ ลผลติ นำ้� ยางสงู ซงึ่ แบง่ เปน็ ตน้ ตอตา ตน้ ตดิ ตาชำ� ในถงุ พลาสตกิ หรือยางช�ำถุง และต้นยางท่ีปลูกด้วยเมล็ดแล้วติดตาในแปลง ท้ังนี้ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนอื แนะนำ� ให้ปลูกด้วยต้นยางช�ำถงุ เทา่ นั้น 137
2. การปลกู การปลูกยางพารา จะปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ภาคตะวันออกและภาคใต้ ปลูกให้ดินปากถุง หรือรอยต่อระหว่างล�ำต้นและรากอยู่ในระดับพ้ืนดินปากหลุมพอดี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนอื ใหป้ ลกู แบบลกึ และใชเ้ ศษวชั พชื คลมุ รอบตน้ ยางรศั มี 1 เมตร หนา 5 - 10 เซนตเิ มตร และคลุมหา่ งจากโคนตน้ ยาง 5 - 10 เซนตเิ มตร 3. การดูแลรกั ษา การใส่ปยุ๋ ยางกอ่ นเปิดกรีดในภาคใต้และภาคตะวนั ออก ใชส้ ูตร 20 - 8 - 20 ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ และภาคเหนอื ใชส้ ตู ร 20 - 10 - 12 อตั ราตามระยะการเจรญิ เตบิ โต และสตู ร 30 - 5 - 8 เปน็ ปยุ๋ ท่ี เหมาะสำ� หรบั ยางเปดิ กรดี แลว้ ที่ปลูกในทุกเขตปลูกยาง ในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี แบ่งใส่ 2 ครัง้ คร้งั ละ 0.5 กโิ ลกรมั ตอ่ ตนั โดยใสใ่ นชว่ งตน้ ฤดฝู นและปลายฤดฝู นควรใสป่ ยุ๋ อนิ ทรยี ร์ ว่ มกบั ปยุ๋ เคมดี ว้ ย ควรใสป่ ยุ๋ ในขณะทดี่ นิ มคี วามชมุ่ ชน้ื เพยี งพอ หลกี เลยี่ งการใสป่ ยุ๋ ในชว่ ยทม่ี อี ากาศแหง้ แลง้ หรอื ฝนตกชกุ มากเกนิ ไป และควรกำ� จดั วชั พชื กอ่ นใสป่ ยุ๋ ทกุ ครง้ั การตดั แต่งก่งิ ตอ้ งทำ� 3 ระยะคอื ระยะแรกปลกู เพอ่ื ตดั กงิ่ ยางทแี่ ตกออกมาจากตน้ ตอเกา่ ทงิ้ ระยะยางออ่ น จะตอ้ งตดั กงิ่ แขนงทอ่ี ยตู่ ำ่� กวา่ 2 เมตรออกใหห้ มด ระยะยางใหญ่ เพอ่ื ตดั กง่ิ ทแ่ี นน่ ทบึ กงิ่ แห้ง ก่งิ ทเ่ี ปน็ โรคออก 4. การป้องกนั ก�ำจัดศตั รูพชื การปฏิบตั กิ ่อนและหลังการเกบ็ เกยี่ ว โรคและแมลงศตั รูยางพารา 1. โรครากขาว เป็นโรคร้ายแรงโรคหน่ึงท่ีเกิดจากเชื้อรา ป้องกันรักษา โดยการท�ำลาย แหล่งอาศัยเชื้อราท่ที ำ� ใหเ้ กดิ โรค ถ้าพบโรครากขาวในตน้ ยางอายนุ ้อย ให้ท�ำการขุดทิ้งและขุดราก ทเ่ี ปน็ โรคขน้ึ มาเผาทำ� ลาย หากพบตน้ เปน็ โรคใหข้ ดุ คลู อ้ มรอบตน้ ยางทเี่ ปน็ โรค ไมใ่ หร้ ากยางทเ่ี ปน็ โรค ไปสมั ผสั กบั รากยางทไ่ี มเ่ ปน็ โรค และอาจปอ้ งกนั ไดโ้ ดยใชส้ ารเคมไี ซโพรโคนาโซล หรอื ไดตดมี อรฟ์ หรอื โพรพโิ คนา เฟนพิโคลนลิ ราดในดนิ ท่ีขดุ เปน็ ร่องรอบโคนยาง ทกุ 6 เดอื น 2. โรคเสน้ ด�ำ เกิดจากเช้อื ราไฟทอปโทรา เปน็ โรคทท่ี �ำอันตรายต่อหน้ากรดี ยางมาก ปอ้ งกัน ด้วยการไม่เปิดหน้ายางใหม่ในช่วงท่ีมีฝนตก และอย่ากรีดลึกจนถึงเน้ือไม้ ซ่ึงท�ำให้โอกาสที่เช้ือ จะเข้าท�ำลายมีมากขึ้น และตัดแต่งก่ิงให้สวนยางโปร่งมีอากาศถ่ายเทช่วยให้หน้ายางแห้งเร็วขึ้น เปน็ การลดความรนุ แรงของโรคได้ การรกั ษาเมอื่ พบหนา้ กรดี ยางเรมิ่ แสดงอาการใหใ้ ชส้ ารเมตาแลซลิ หรอื สารออกซาไดซลิ แมนโคเซป็ ทาหนา้ กรีดยางทุก 7 วัน ประมาณ 3 - 4 ครั้ง 3. โรคเปลอื กเนา่ เปน็ โรคทเ่ี กดิ จากเชอื้ รา ระบาดรนุ แรงมากในฤดฝู น การปอ้ งกนั ดว้ ยการตดั แตง่ กงิ่ และก�ำจัดวัชพืชในสวนยางเป็นประจ�ำเพ่ือให้สวนยางโปร่ง มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ความชื้น ในแปลงยางจะไดล้ ดลง ถา้ พบวา่ ตน้ ยางเปน็ โรคเปลอื กเนา่ ควรหยดุ กรดี ยางประมาณ 2 - 3 สปั ดาห์ 138
เพื่อป้องกันมิให้เชื้อแพร่ไปติดต้นอ่ืน การใช้สารเคมีป้องกันก�ำจัดโรคเส้นด�ำ ก็จะสามารถป้องกัน โรคเปลอื กเนา่ ไดด้ ว้ ย การรกั ษาเมอื่ พบตน้ ยางเปน็ โรคใชส้ ารไธอาเบนดาโซล หรอื สารออกซาไดซลิ แมนโคเซบ็ ทาหน้ากรดี ยางทุก 7 วนั ประมาณ 3 - 4 ครง้ั 4. อาการเปลอื กแหง้ เกดิ จากสวนยางขาดการบำ� รงุ รกั ษา และการกรดี เอายางออกมากเกนิ ไป จึงท�ำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้น มีอาหารไม่เพียงพอเปลือกยางบริเวณนั้นจึงแห้งตาย การป้องกัน และรกั ษาโดยการใสบ่ �ำรงุ รักษาสวนยางให้สมบรู ณแ์ ข็งแรงต้ังแต่เริม่ ปลกู ใส่ปุย๋ ถูกต้องตามจำ� นวน และระยะเวลาทที่ างวิชาการแนะน�ำ ใช้ระบบกรดี ใหถ้ กู ตอ้ ง 5. โคนตน้ ไหม้ เกดิ จากสภาพอากาศแหง้ แลง้ จดั และถกู แสงแดดเผา การปอ้ งกนั และรกั ษา ควรปลกู ยาง เปน็ แถว ในแนวทศิ ตะวนั ออกและทศิ ตะวนั ตก กอ่ นเขา้ ฤดแู ลง้ ใหใ้ ชป้ นู ขาวทารอบโคนตน้ จากระดบั พนื้ ดนิ สูงข้นึ ไปจนถงึ ระดบั 1 เมตร แลว้ ใชว้ สั ดคุ ลมุ ดินรอบโคนต้นและใชส้ ีนำ�้ มันทารอยแผล 6. อาการตายจากยอด มกั เกดิ กบั ยางอายรุ ะหวา่ ง 1 - 6 ปี หลงั จากประสบกบั ปญั หาสภาพอากาศ แหง้ แลง้ จดั เปน็ เวลานานตดิ ตอ่ กนั อาจใหน้ ำ้� ชว่ ยตามความจำ� เปน็ หรอื ใชว้ สั ดคุ ลมุ โคนตน้ จะชว่ ยรกั ษา ความชมุ่ ช้ืน และลดความรุนแรงของอาการตายจากยอดได้ ควรใหป้ ยุ๋ ตามค�ำแนะน�ำโดยเครง่ ครัด 7. ปลวก ทำ� ลายตน้ ยางโดยการกดั กนิ สว่ นราก และภายในลำ� ตน้ จนเปน็ โพรง ทำ� ใหต้ น้ ยางยนื ตน้ ตาย การปอ้ งกนั และรกั ษา ใชส้ ารเคมฟี โี พรนลิ ราดทโี่ คนตน้ ใหท้ ว่ั บรเิ วณรากของตน้ ทถี่ กู ทำ� ลายและตน้ ขา้ งเคยี ง 5. การเก็บเกย่ี วและการปฏิบตั ิหลงั การเก็บเก่ยี ว 5.1 การกรดี ยาง ตอ้ งยดึ หลกั วา่ เมอื่ กรดี แลว้ จะตอ้ งไดน้ ำ้� ยางมากทส่ี ดุ ตน้ ยางเสยี หายนอ้ ยทส่ี ดุ กรดี ไดน้ านทส่ี ดุ (25 - 30 ป)ี และประหยดั คา่ ใชจ้ า่ ยมากทส่ี ดุ ขนาดของตน้ ยางทเี่ ปดิ กรดี ได้ ตอ้ งมเี สน้ รอบตน้ ไมน่ อ้ ยกวา่ 50 เซนติเมตร วัดท่ีความสูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร เปิดกรีดครั้งแรก เม่ือมีจ�ำนวนต้นยาง ทพี่ รอ้ มจะเปดิ กรดี เกนิ กวา่ ครงึ่ หนงึ่ ของตน้ ยางทงั้ หมดในสวน โดยมรี ะบบการกรดี ยางทรี่ ะดบั ความสงู ของหนา้ กรดี ท่ีระดบั 150 เซนติเมตร 5 ระบบ คอื 1) กรดี ครง่ึ ลำ� ตน้ กรีด 1 วนั เวน้ 2 วันเหมาะสมกับยางท่ัวไป โดยเฉพาะพันธ์ุทอี่ ่อนแอ ตอ่ อาการเปลือกแห้ง 2) กรดี ครึ่งตน้ กรดี 1 วัน เว้น 1 วนั ใชไ้ ดก้ บั พันธ์ยุ างทวั่ ไป 3) กรีดครึ่งตน้ ลำ� ต้น กรดี ติดตอ่ กนั 2 วัน เวน้ 1 วัน ใชก้ ับเปลือกงอกใหม่หรือสวนยาง ขนาดเลก็ กวา่ 7 ไร่ ไมค่ วรกรดี เกนิ 160 วนั ตอ่ ปี และไมค่ วรใชพ้ นั ธย์ุ างออ่ นแอตอ่ อาการเปลอื กแหง้ 4) กรีด 1 ใน 3 ลำ� ตน้ กรดี ตดิ ตอ่ กนั 2 วนั เวน้ 1 วัน ใช้กับเปลอื กงอกใหม่ หรอื สวนที่มี ขนาดเลก็ กวา่ 10 ไร่ ไมค่ วรกรีดเกิน 160 วันต่อปี และไมค่ วรใช้พนั ธท์ุ ่ีอ่อนแอตอ่ อาการเปลือกแหง้ 139
5) กรดี 1 ใน 3 ของลำ� ต้น กรดี 1 วัน เวน้ 1 วนั ควบคกู่ ับใชส้ ารเคมีสารเคมีเร่งนำ้� ยาง ความเขม็ ขน้ 2.5% จ�ำนวน 6 – 10 ครง้ั ตอ่ ปี ไม่ควรใช้กบั พนั ธย์ุ างท่ีออ่ นแอตอ่ อาการเปลือกแหง้ และไมค่ วรใชใ้ นเขตแห้งแล้ง 5.2 การแปรรูปน้�ำยางในระดับเกษตรกร น�้ำยางที่กรีดได้ในเบ้ืองต้นสามารถน�ำไปขายในรูป น�้ำยางสด หรือแปรรูปเป็นยางแผ่นดิบ ยางก้อน หรือยางแผ่นรมควันในกรณีท่ีมีการรวมกลุ่ม และมีโรงรม การผลิตยางแผน่ ดิบ มขี ั้นตอนการดำ� เนินการดังนี้ 1) เก็บรวบรวมนำ้� ยางใส่ในภาชนะทีส่ ะอาด กรองน้�ำยางเพ่อื แยกสง่ิ สกปรกออกไป 2) เจอื จางนำ้� ยางด้วยน�้ำสะอาดในสัดสว่ น นำ้� ยาง 3 สว่ น ต่อนำ�้ สะอาด 2 ส่วน 3) เตมิ กรดฟอรม์ กิ ชนดิ ความเขม้ ขน้ 90 - 94 เปอรเ์ ซน็ ต์ ทน่ี ำ� มาเจอื จางในอตั ราสว่ นนำ้� กรด 2 ชอ้ นโต๊ะ (8 ซซี ี) ผสมนำ�้ สะอาด 3 กระป๋องนม ในปรมิ าณนำ้� ยางทเี่ จอื จางแล้ว 5 ลติ ร ต่อน้ำ� กรด 1 กระปอ๋ งนม (หรอื กรดฟอรม์ กิ 94 เปอรเ์ ซน็ ต์ อตั รา 0.4 - 0.6 เปอรเ์ ซน็ ตต์ อ่ นำ�้ หนกั เนอื้ ยางแหง้ ) ซ่ึงการใชก้ รดมากเกนิ ไปจะทำ� ใหเ้ นือ้ ยางเป่อื ยเปน็ รพู รุนและขาดงา่ ย 4) กวนใหเ้ ขา้ กนั รอใหน้ ำ�้ ยางจบั ตวั สมบรู ณเ์ ปน็ กอ้ นหลอ่ ดว้ ยนำ�้ สะอาด จากนนั้ นำ� กอ้ นยาง ทจี่ บั ตัวแล้วมานวด ผ่านเคร่อื งรดี เรียบ และเคร่อื งรดี ดอก เพอ่ื ใหไ้ ดย้ างแผ่นหนา 3 - 4 มิลลิเมตร ลา้ งดว้ ยน�้ำสะอาดอกี ครง้ั แลว้ นำ� ไปผง่ึ ตากในทอี่ ากาศถา่ ยเทดี ยางแผน่ ทมี่ คี ณุ ภาพดี จะตอ้ งสะอาด ไม่มีคราบน้�ำกรด หรือเหนียวเย้ิม เม่ือยกแผ่นยางข้ึนส่องดูต้องไม่มีส่ิงสกปรก จุดด่างด�ำ หรอื ฟองอากาศเจอื ปนในเนอ้ื ยาง เนอื้ ยางจะตอ้ งแหง้ ใส มคี วามยดื หยนุ่ เมอื่ ดงึ แผน่ ยางตอ้ งไมข่ าด สีของแผน่ ยางสมำ่� เสมอ มีลายดอกนนู ชัดเจน 5.3 การผลิตยางก้อนถ้วย เป็นการแปรรูปน้�ำยางเพ่ือใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยางแท่ง หรือยางเครป โดยการกรีดยางใส่ท้ิงไว้ในถ้วยยางที่กรีดเติมกรดฟอร์มิก หรือน�ำมาเทใส่ถ้วยยาง เติมกรดฟอรม์ กิ แลว้ รอใหย้ างจบั แขง็ ตวั เรยี กวา่ ยางกอ้ นถว้ ย 140
ขอ้ มลู สภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมต่อการเจริญเตบิ โตและให้ผลผลติ ของยางพารา สภาพแวดลอ้ ม ความเหมาะสม ข้อจำ� กดั 1.สภาพภมู อิ ากาศ 1. เจรญิ เตบิ โตไดด้ ที อ่ี ณุ หภมู เิ ฉลย่ี ตลอดปอี ยรู่ ะหวา่ ง 26 – 30 องศา 1. อุณหภูมิตำ่� กวา่ 10 องศาเซลเซียส และสูงกว่า 40 องศาเซลเซยี ส ต้นยาง 2. ความชนื้ สมั พทั ธ์ อยูร่ ะหวา่ ง 65 - 90% จะชะงกั การเจริญเตบิ โต 2. ถา้ ความชนื้ สมั พทั ธต์ ำ่� เปน็ เวลานาน จะทำ� ใหต้ น้ ยางทป่ี ลกู ใหมม่ อี ตั ราการตายสงู 2. สภาพพ้นื ท่ี 1. เจริญเตบิ โตได้ดีและให้ผลผลิตสงู ในพ้นื ที่ระหวา่ งเสน้ รุง้ ท่ี 1. หากปลกู ยางในพนื้ ทท่ี มี่ คี วามสงู เกนิ กวา่ 600 เมตรจะทำ� ใหก้ ารเจรญิ เตบิ โตชา้ 10 องศา เหนือ – ใต้ 2. ถา้ ความลาดเทมากกวา่ 15 องศา ตอ้ งปลกู แบบขนั้ บนั ได 2. มคี วามสูงจากระดับน�้ำทะเล 200 เมตร ไมเ่ กิน 600 เมตร 3. เปน็ พน้ื ทีร่ าบ มีความลาดชนั ไม่เกินกวา่ 35 องศา 4. ไมม่ ีน�ำ้ ท่วมขงั 3. สภาพดนิ 1. หนา้ ดนิ ลกึ ไมน่ อ้ ยกวา่ 1 เมตร เปน็ ดนิ รว่ นเหนยี วหรอื รว่ นทราย 1. พนื้ ทที่ ม่ี หี นิ แขง็ หรอื ดนิ ดานอยใู่ ตด้ นิ ลกึ ไมเ่ กนิ 1 เมตร ไมค่ วรปลกู ยาง เพราะ ไมม่ ชี นั้ หนิ ชนั้ ดนิ ดาน หรอื ชนั้ กรวดอดั แนน่ ในระดบั สงู กวา่ 1 เมตรจากพน้ื ดนิ ยางอาจยนื ตน้ ตายในปที ่ี 3 หรอื 4 เปน็ ตน้ ไปในชว่ งฤดแู ลง้ เนอ่ื งจากขาดนำ้� 2. คา่ ความเปน็ กรด – ดา่ ง (PH) ทเี่ หมาะสมระหวา่ ง 4.5 – 5.5 2. ถา้ pH สงู หรอื ตำ�่ เกนิ ไป ธาตอุ าหารในดนิ จะอยใู่ นรปู ทพี่ ชื ไมส่ ามารถใชป้ ระโยชนไ์ ด้ ไมค่ วรเปน็ ดนิ ดา่ ง ดนิ เคม็ หรอื ดนิ เกลอื 4. ธาตอุ าหาร ธาตอุ าหารท่ีจ�ำเป็นส�ำหรบั ยางพารา 1. ถา้ ใสป่ ยุ๋ ฟอสฟอรสั มากเกนิ ไปจะทำ� ใหน้ ำ�้ ยางลดลง 1. ธาตุอาหารหลัก ไดแ้ ก่ 2. ถา้ มแี มงกานสี สงู จะทำ� ใหต้ น้ ยางเปน็ พษิ และทำ� ใหต้ น้ ยางดดู ธาตเุ หลก็ ไดล้ ดลง - ไนโตรเจน (N) สำ� คญั ตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของตน้ ยางและผลผลติ ยาง 3. การขาดธาตสุ งั กะสมี ผี ลทำ� ใหต้ น้ ยางไมต่ า้ นทานโรค ชะงกั การเจรญิ เตบิ โต - ฟอสฟอรสั (P) มคี วามสำ� คญั ตอ่ การแบง่ เซลลแ์ ละการสรา้ งเซลล์ และนำ้� ยางลด ไดล้ ดลง - โพแทสเซยี ม (K) ชว่ ยใหท้ กุ สว่ นของตน้ พชื และระบบรากแขง็ แรง 4. การขาดธาตทุ องแดงทรี่ นุ แรงจะทำ� ใหต้ น้ ยางตายจากยอด ทนตอ่ โรคและแมลง 5. ในดนิ ทม่ี อี นิ ทรยี วตั ถตุ ำ�่ มโี อกาสขาดธาตโุ บรอน ทำ� ใหย้ อดออ่ นตน้ ยางชะงกั 2. ธาตอุ าหารรอง ไดแ้ ก่ แคลเซยี ม (Ca) แมกนเี ซยี ม (Mg) กำ� มะถนั การเจรญิ เตบิ โต ใบยางมรี ปู บดิ เบย้ี ว ถา้ แสดงอาการรนุ แรงปลายยอดอาจตายได้ 3. ธาตุอาหารเสรมิ หรือจุลธาตุ ไดแ้ ก่ แมงกานสี (Mn) เหล็ก (Fe) สังกะสี (Zn) ทองแดง (Cu) โบรอน (B) 5. สภาพน�้ำ 1. ปรมิ าณนำ�้ ฝนไมต่ ำ่� กวา่ 1,250 มลิ ลเิ มตรตอ่ ปี การกระจายตวั หากปรมิ าณนำ�้ ฝนเฉลย่ี ทงั้ ปนี อ้ ยกวา่ 1,350 มลิ ลเิ มตรและมวี นั ฝนตกนอ้ ยกวา่ 120 วนั ของฝนดี มจี ำ� นวนวนั ฝนตก 120 – 150 วนั ชว่ งแลง้ ไมเ่ กนิ 4 เดอื น จะทำ� ใหต้ น้ ยางพาราเจรญิ เตบิ โตชา้ กวา่ ปกติ ซงึ่ จะสง่ ผลใหอ้ ายยุ างทจ่ี ะกรดี ได้ 2. การระบายนำ�้ ดี ระดบั นำ้� ใตด้ นิ ตำ�่ กวา่ ระดบั ผวิ ดนิ มากกวา่ 1 เมตร มากกวา่ 7 ปขี นึ้ ไป ไมเ่ ปน็ ทลี่ ุม่ นำ้� ขงั หรือพ้นื ท่นี า
แนวทางการเพิม่ ประสทิ ธภิ าพการผลติ และแหลง่ สบื คน้ ขอ้ มูลเพม่ิ เติม แนวทางการเพ่ิมประสิทธิภาพการผลิต 1. ปัจจัยส�ำคญั ท่จี ะตอ้ งพิจารณาประกอบการตัดสนิ ใจเลอื กใช้พนั ธุ์ยาง - โรคยาง ในแตล่ ะทอ้ งถน่ิ มกี าระบาดของโรคแตล่ ะชนดิ แตกตา่ งกนั ไป ดงั นนั้ กอ่ นทจ่ี ะปลกู ควรพจิ ารณาก่อนวา่ พืน้ ทที่ จ่ี ะปลกู มโี รคระบาดอะไรบ้าง ระบาดอยู่ในระดบั รุนแรงมากน้อยเพียงใด เพอื่ จะได้ตัดสนิ ใจเลอื กพนั ธย์ุ างท่ีตา้ นทานโรคน้นั ๆ ไดถ้ ูกตอ้ ง - ลม ในบรเิ วณทมี่ ีลมแรง ควรปลกู เฉพาะพนั ธุ์ยางทีต่ า้ นทานลมได้ดีเทา่ นั้น - ความอดุ มสมบรู ณข์ องดนิ ดนิ แตล่ ะชนดิ เหมาะสมกบั พนั ธย์ุ างแตล่ ะพนั ธไ์ุ มเ่ หมอื นกนั ยางบางพนั ธ์ุ จะใหผ้ ลดเี ฉพาะพนื้ ทที่ ดี่ นิ อดุ มสมบรู ณเ์ ทา่ นนั้ ถา้ นำ� ไปปลกู ในพนื้ ทดี่ นิ เลว จะทำ� ใหก้ ารเจรญิ เตบิ โตไมด่ ี ผลผลติ ตำ�่ แตบ่ างพนั ธป์ุ ลกู ในพนื้ ทดี่ นิ เลว กใ็ หผ้ ลผลติ แตกตา่ งจากทปี่ ลกู ในพน้ื ทดี่ นิ ดเี พยี งเลก็ นอ้ ยเทา่ นนั้ - ความลกึ ของหนา้ ดนิ และระดบั นำ้� ใตด้ นิ พนื้ ทที่ ม่ี หี นา้ ดนิ ตนื้ และระดบั นำ้� ใตด้ นิ สงู ไมเ่ หมาะ ทจ่ี ะปลกู ยาง โดยปกตติ น้ ยางจะชอบพน้ื ทท่ี หี่ นา้ ดนิ ลกึ และระบายนำ�้ ดี แตย่ างบางพนั ธก์ุ ส็ ามารถปลกู ในพน้ื ที่ทีม่ หี นา้ ดินตืน้ และระดับนำ้� ใต้ดนิ สงู ได้ - ความลาดชนั ของพนื้ ที่ ยางบางพนั ธไ์ุ มเ่ หมาะสมสำ� หรบั การปลกู ในพนื้ ทลี่ าดชนั แตย่ างบางพนั ธ์ุ เหมาะหรอื พอจะปลกู ไดใ้ นสภาพพืน้ ทด่ี ังกลา่ ว 2. การเปิดกรดี ยางทไี่ ดข้ นาด ตน้ ยางพาราตอ้ งมเี สน้ รอบตน้ ไมน่ อ้ ยกวา่ 50 เซนตเิ มตร วดั ทค่ี วามสงู จากพน้ื ดนิ 150 เซนตเิ มตร ถา้ กรดี ยางตน้ เลก็ ไมไ่ ดข้ นาด จะสง่ ผลเสยี ในระยะยาวเพราะจะทำ� ใหต้ น้ ยางมอี ายกุ ารกรดี นอ้ ยลง เนอ้ื ไม้ ไม่ได้คุณภาพ ต้องมีการพัฒนาทักษะการกรีดยางที่ถูกต้อง และสร้างเกษตรกรหรือแรงงานมืออาชีพ ในด้านการกรดี ยาง เพือ่ ใหเ้ กดิ การกรดี ยางท่ีถูกต้อง ลดความเสยี หายของหน้ายาง และสามารถรกั ษา อายุต้นยางให้สามารถกรีดไดย้ าวนานข้นึ 3. การใชป้ ยุ๋ ใช้ปุ๋ยให้ถกู ต้อง เหมาะสมกับสภาพพนื้ ที่และความตอ้ งการของตน้ ยาง รวมทง้ั สง่ เสรมิ มกี าร ผสมปยุ๋ ใชเ้ อง ควบคกู่ บั กบั การวเิ คราะหด์ นิ เพอื่ ใหไ้ ดช้ นดิ และปรมิ านธาตอุ าหารทถี่ กู ตอ้ ง เหมาะสมกับ ความตอ้ งการของตน้ ยางตามระยะการเจรญิ เตบิ โต ลดคา่ ใชจ้ า่ ยในการซอื้ ปยุ๋ เคมี และการใชป้ ยุ๋ อนิ ทรยี ์ ร่วมกับปุ๋ยเคมี เพื่อปรับปรุงบ�ำรุงดิน โดยเฉพาะในแหล่งปลูกยางใหม่ที่ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ แหลง่ สบื คน้ ข้อมูลเพ่ิมเติม สว่ นสง่ เสรมิ การผลติ ไมผ้ ลไมย้ นื ตน้ และยางพารา 2551 การปลกู ยางพารา สว่ นสง่ เสรมิ การผลติ ไมผ้ ล ไมย้ นื ตน้ และยางพารา ส�ำนักสง่ เสรมิ และจัดการสนิ คา้ เกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร ส่วนสง่ เสรมิ การผลติ ไม้ผลไม้ยนื ตน้ และยางพารา 2553 เอกสารประกอบการฝกึ อบรมเจา้ หน้าที่ สง่ เสรมิ การเกษตร โครงการสง่ เสรมิ และพฒั นาศกั ยภาพการผลติ ยางพารา ภายใตแ้ ผนปฏบิ ตั กิ าร ไทยเข้มแข็ง ปี 2555 กรมส่งเสริมการเกษตร สถาบนั วจิ ัยยาง 2555 ขอ้ มลู วิชาการยางพารา กรมวชิ าการเกษตร ส�ำนกั งานกองทุนสงเคราะหก์ ารทำ� สวนยาง www.rubber.co.th 142
ปาล์มนำ�้ มน้ ขั้นตอนการปลกู และการดแู ลรกั ษาปาลม์ น้ำ� มัน ปที ี่ 3 เป็นต้นไป การเตรยี มการ ปที ่ี 1 ปีที่ 2 เตรียมดนิ การปลูก การกำ� จัดวชั พชื การใสป่ ุย๋ เตรยี มพน้ื ทใี่ นฤดแู ลง้ ปลกู แบบสามเหลย่ี มดา้ นเทา่ กำ� จดั วชั พชื อยา่ งสมำ�่ เสมอ อายุ ปุย๋ (กิโลกรมั /ตน้ ) (ธนั วาคม – เมษายน) ระยะ 9 x 9 x 9 เมตร โดยวธิ กี ารตดั หรอื สารกำ� จดั (ป)ี 21-0-0 0-3-0 0-0-60 กลเี ซอรไ์ รท์ โบแรกซ์ โคน่ และกำ� จดั ตน้ ไม้ แถวหลกั เปน็ ฐาน อยใู่ นแนว วชั พชื หรอื การปลกู พชื คลมุ ดนิ 1 ปี 1.2 1.3 0.5 0.1 0.03 ไถพรวนปรบั พนื้ ที่ ทศิ เหนอื - ใต้ ปลกู ตน้ ฤดฝู น โดยปาลม์ นำ้� มนั ทม่ี อี ายนุ อ้ ย 2 ปี 3.5 3.0 2.5 0.5 0.06 สรา้ งถนนและทางระบายนำ้� (พฤษภาคม - มิถุนายน) จะตอ้ งกำ� จดั วชั พชื บอ่ ยครงั้ 3 ปี 5.0 3.0 3.0 1.0 0.09 ขดุ หลมุ ขนาดกวา้ ง x ยาว x ลกึ 4 ปี 5.0 3.0 3.0 1.0 0.10 การเตรียมพันธ์ุ = 45 x 45 x 35 เซนตเิ มตร 5 ปี 5.0 3.0 4.0 1.0 0.10 การเกบ็ เกี่ยว รองกน้ หลมุ ดว้ ยรอ็ คฟอสเฟต 6 ปี 5.0 3.0 4.0 1.0 0.10 พันธเุ์ ทเนอรา่ (Tenera) 500 กรมั ตอ่ หลมุ เกบ็ เกยี่ วผลปาลม์ ทมี่ สี ผี วิ เปลอื ก (พนั ธผ์ุ สมระหวา่ งพันธ์ุดรู ่า * การใสป่ ยุ๋ ปาล์มนำ�้ มนั ตงั้ แตป่ ีท่ี 6 เป็นตน้ ไป ควรมกี าร นอกเป็นสีส้มสด มีผลร่วงหล่นไม่ วิเคราะห์ ดนิ - ใบปาล์มนำ�้ มนั นอ้ ยกว่า 10 ผลตอ่ ทะลาย กับพนั ธุ์พิสิเฟอรา่ ) รอบของการเกบ็ เกย่ี ว ชว่ งผลออกชกุ ตน้ กล้าอายุ 8 - 12 เดอื น 7 – 10 วนั ตอ่ รอบ ชว่ งผลผลิตนอ้ ย (ควรจองกลา้ กอ่ นเตรยี มพน้ื ท)่ี 14 – 21 วนั ตอ่ รอบ เกบ็ ผลปาลม์ รว่ งบรเิ วณโคนปาลม์ นำ้� มนั และที่คา้ งในกาบต้น ออกใหห้ มด ศตั รูทส่ี �ำคญั และการปอ้ งกันกำ� จดั การปฏิบัติหลงั การเก็บเกี่ยว หนู ใช้ตาข่ายหุม้ รอบโคนปาล์ม ท�ำความสะอาดรอบโคนตน้ ใช้กบั ดัก ไมท่ �ำลายสัตวท์ ี่เปน็ ศตั รู - ตดั กา้ นทะลายใหส้ ้นั โดยตอ้ งใหต้ ิดกบั ทะลาย (ยาวไม่เกิน 2 นวิ้ หรอื 5 เซนตเิ มตร) ธรรมชาตขิ องหนู เชน่ งู นกแสก หรือใช้สารเคมี - การเกบ็ รวบรวมผลปาล์มควรลดจ�ำนวนครั้งในการเคลอื่ นยา้ ยทะลายปาล์มเพื่อลดการ ดว้ งกหุ ลาบ ใชส้ ารเคมปี ระเภท Carbaryl (Sevin 85%WP) ฉดี พน่ ชว่ งตอนเยน็ หรอื คำ�่ บรเิ วณใบ บอบช�้ำและบาดแผนของผลปาลม์ กาบใบลา่ ง และบรเิ วณโคนล�ำต้น - ท�ำความสะอาดผลปาลม์ ที่เปื้อนดนิ หรอื เศษหิน ดนิ ทรายและไม้กาบห้มุ ทะลายออก โรคทะลายเนา่ ตดั ชอ่ ดอกทง้ิ ในชว่ ง 30 เดอื นแรก หลงั จากปลกู ตดั แตง่ กา้ นทางใบ ฉดี พน่ ยากำ� จดั เชอื้ รา - ต้องรีบส่งผลปาลม์ ไปยังโรงงานภายใน 24 ช่วั โมง
เทคนคิ การปลูก และดูแลรกั ษาปาล์มน้ำ� มนั 1. การเตรียมการก่อนปลกู 1.1 การเตรยี มดนิ ควรเตรยี มการกอ่ นปลกู ปาลม์ นำ�้ มนั อยา่ งนอ้ ย 1 ปี และเตรยี มพน้ื ทใ่ี นชว่ งฤดู แลง้ ประมาณเดอื นธันวาคม – เมษายน โดยโคน่ และกำ� จดั ตน้ ไมอ้ อกจากแปลง ไถพรวนปรับพ้ืนที่ สร้างถนนและทางระบายน�ำ้ การสรา้ งถนน ไดแ้ ก่ ถนนใหญ่ ความกวา้ งประมาณ 6 เมตร และควรมี 2 สายตอ่ 1 แปลง ใหญ่ ถนนเขา้ แปลง เชอื่ มจากถนนใหญ่ เพอ่ื ขนส่งวัสดกุ ารเกษตรและผลผลติ ในสวนปาล์มน�้ำมัน ความกวา้ งประมาณ 4 เมตร การทำ� รอ่ งระบายนำ�้ มี 3 ประเภท คอื - รอ่ งระบายนำ้� ในแปลง ทำ� ทุก ๆ แถวของปาล์มน้�ำมนั - ร่องระบายนำ�้ รวม สรา้ งขนานไปกับถนนเขา้ แปลง เชื่อมระหว่างร่องระบายน�้ำในแปลง กับรอ่ งระบายนำ้� ใหญ่ - รอ่ งระบายน�้ำใหญ่ สรา้ งขนานไปกบั ถนนใหญ่รบั น้�ำจากร่องระบายนำ้� รวม และระบาย ออกส่แู หล่งน�้ำอ่ืน 1.2 การเตรียมพันธุ์ พันธุ์เทเนอร่า (Tenera) (พันธุ์ผสม ระหว่างพันธุ์แม่ดูร่ากับพันธุ์พ่อ พสิ เิ ฟอรา่ ) ตน้ กลา้ ปาลม์ นำ้� มนั อายุ 8 - 12 เดอื น (ควรจองตน้ กลา้ ปาลม์ นำ�้ มนั กอ่ นการเตรยี มพนื้ ท)ี่ ซอื้ กลา้ ปาลม์ นำ�้ มนั จากแปลงเพาะ ทีไ่ ด้รับการรับรองจากกรมวชิ าการเกษตร 144
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166