0 พุมทุ มธมปอรงชั ใญหาม่ พระครศู รปี ัญญาวิกรม.ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร, วิทยาลยั สงฆบ์ รุ ีรมั ย์
1
2 พทุ ธปรชั ญามุมมองใหม่ พระครศู รปี ญั ญาวกิ รม,ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. พมิ พค์ รงั้ แรก 2565 จานวน 300 เลม่ ราคา 200 บาท ผทู้ รงคณุ วฒุ ิตรวจทานต้นฉบบั พระธรรมวชั รบณั ฑติ ,ศ.ดร. รองศาสตราจารย์ ดร.โสวทิ ย์ บารงุ ภกั ดิ ์ รองศาสตราจารย์ ดร.ทวศี กั ดิ ์ทองทพิ ย์ ข้อมลู ทางบรรณานุกรมของหอสมดุ แห่งชาติ National Library of Thailand Cataloging in Publication Data พระครศู รปี ญั ญาวกิ รม สารานุกรมวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา –นครปฐม: สาละพมิ พการ, 2565. --- หน้า. 1.----------------I. ชอ่ื เรอ่ื ง. ISBN: จดั พมิ พโ์ ดย : บณั ฑติ ศกึ ษา สาขาวชิ าปรชั ญา วทิ ยาลยั สงฆบ์ ุรรี มั ย์ พมิ พท์ ่ี : สาละพมิ พการ 9/609 ซอยกระทุ่มลน้ 6 ถนนพทุ ธมณฑลสาย 4 ต.กระทมุ่ ลน้ อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220 โทร.02-429-2445 email: [email protected]
3 คานา ปีการศกึ ษา 2564 ผู้เขยี นได้รบั โจทย์จากอธิการบดมี หาวทิ ยาลยั มหา จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , พระธรรมวชั รบณั ฑติ ,ศ.ดร. ใหจ้ ดั ทาหนังสอื อเิ ลคทรอนิกส์ ภายใตห้ วั ขอ้ “พุทธปรชั ญากบั ภมู ปิ ญั ญาอสี าน” โดยเบอ้ื งต้นไดต้ งั้ ทมี งานคณาจารยท์ ่ี สอนในรายวชิ าพุทธปรชั ญา 5 รูป/คน ร่วมกนั ขบั เคล่อื น โดยเรมิ่ จากการหารอื วาง โครงสรา้ งและแบ่งเน้ือหาออกเป็นส่วนๆ นับตงั้ เน้ือหาพ้นื ฐานคอื ภูมหิ ลงั อสี าน พุทธ ปรชั ญา แลว้ เชอ่ื มโยงภมู ปิ ญั ญาอสี านในมติ ติ ่างๆ นบั ตงั้ แต่พทุ ธปรชั ญากบั ภูมปิ ญั ญา ดา้ นการแพทย์ พุทธปรชั ญากบั ภูมปิ ญั ญาดา้ นสงิ่ แวดลอ้ ม พุทธปรชั ญากบั ภูมปิ ญั ญา ดา้ นการเกษตร พุทธปรชั ญากบั ภมู ปิ ญั ญาดา้ นภาษาและวรรณกรรม พุทธปรชั ญากบั ภูมปิ ญั ญาด้านศลิ ปกรรม เป็นตน้ แลว้ มอบหมายกนั รบั ผดิ ชอบเขยี นรปู /คนละ 2 บท รวม 10 บท 6-7 เดอื นผ่านไป เฉพาะในส่วนงานทผ่ี ู้เขยี นไดร้ บั ผดิ ชอบมเี น้ือหาร่วม 250 หน้า และบางตอนกเ็ สรจ็ สน้ิ สมบูรณ์แลว้ ขณะทง่ี านมอบหมายจากส่วนอ่นื บา้ งก็ ยงั ไม่เรยี บร้อย ประกอบกบั เกิดฉุกคดิ ว่า หากนางานเหล่านัน้ มาตีพมิ พ์รวมกนั ก็ อาจจะทาให้เน่ินชา้ และรปู เล่มกจ็ ะใหญ่/หนาเกนิ ไป ประกอบกบั เน้ือหาแต่ละส่วนก็ แยกกนั โดยเอกเทศอยู่แล้ว จงึ ได้เปล่ยี นความคดิ แยกส่วนแต่ละเน้ือหามาตีพมิ พ์ เผยแพร่ออกเป็นตอนๆ ไป น่าจะเป็นการดไี ม่น้อย ทงั้ งานก็จะไดเ้ ผยแพร่ออกเป็น ระยะๆ ผลงานช้นิ น้ี แรกเรม่ิ ตัง้ ช่อื ว่า พุทธปรชั ญา เป็นตอนท่ี 2 ในชุดพุทธ ปรชั ญากบั ภมู ปิ ญั ญาอสี าน ตอนแรกจะเป็นเรอ่ื งเก่ยี วกบั ภูมหิ ลงั อสี าน แต่เมอ่ื แยกมา ตพี มิ พต์ ่างหาก จงึ เปลย่ี นช่อื ใหม่ว่า “พุทธปรชั ญามมุ มองใหม่” ทงั้ น้ีดว้ ยเหตุผลว่า มี หลายประเดน็ ในงานชน้ิ น้ี ทผ่ี เู้ ขยี นใชก้ รอบใหม่ในการดงึ พุทธปรชั ญาออกมานาเสนอ เช่น แนวคดิ ทางด้านอภปิ รชั ญา ผู้เขยี นใช้กรอบปรากฏการณ์วทิ ยาในการนาเสนอ รายละเอยี ดทป่ี รากฏอยใู่ นคมั ภรี พ์ ระไตปิฎกและอรรถกถา จากนนั้ กใ็ ชก้ รอบภววทิ ยา มาอธบิ ายใหเ้ หน็ ว่า ปรากฏการณ์เหล่านนั้ แทจ้ รงิ แลว้ มพี ุทธประสงคอ์ ยา่ งไร ทรงมุ่ง อธบิ ายให้เหน็ ความจรงิ เก่ยี วกบั เร่อื งนัน้ ๆ อย่างไร แมใ้ นส่วนของญาณวทิ ยา จรยิ ศาสตร์ รวมถึงสุนทรยี ศาสตร์ ก็อาศยั มุมมองทางปรชั ญากระแสหลกั บ้าง อาศัย
4 มุมมองจากศาสตร์ร่วมสมยั บ้าง ทรรศนะร่วมสมยั บ้างเข้าไปจบั สาระสาคญั ท่เี ป็น ระบบความคดิ ของพุทธปรชั ญามานาเสนอบา้ ง การนาเสนอครงั้ น้ีจงึ เสมอื นเป็นการ “มมุ มองใหม”่ ซง่ึ อาจมปี ระเดน็ ใหถ้ กต่อไดอ้ กี ส่วนข้อเสนอแนะใดๆ หากจะมีในระหว่างน้ี ผู้เขยี นขอน้อมรบั เพ่อื การ ปรบั ปรงุ และพฒั นาต่อไป พระครศู รปี ญั ญาวกิ รม ผอู้ านวยการหลกั สตู รบณั ฑติ ศกึ ษา สาขาวชิ าปรชั ญา วทิ ยาลยั สงฆบ์ รุ รี มั ย์
5 สารบญั คานา สารบญั ตอนท่ี 1 นิยามและความหมายพุทธปรชั ญา ตอนท่ี 2 อภปิ รชั ญาในพทุ ธปรชั ญา 2.1 ความนา 2.2 แนวคดิ เกย่ี วกบั โลกและจกั รวาล 2.3 แนวคดิ เกย่ี วกบั ชวี ติ และสงั สารวฏั 2.4 แนวคดิ เกย่ี วกบั วญิ ญาณ 2.5 แนวคดิ เกย่ี วกบั กรรม สงั สารวฏั และนิพพาน ตอนท่ี 3 ญาณวทิ ยาในพทุ ธปรชั ญา 3.1 ความนา 3.2 อายตนะในฐานะเป็นแดนเชอ่ื มต่อโลกภายนอก 3.3 เหตุผลในฐานะเป็นเครอ่ื งมอื ของความรู้ 3.4 ความรผู้ ่านการหยงั่ รู้ 3.5 ความรผู้ า่ นอภญิ ญา 6 3.6 เกณฑต์ รวจสอบความรใู้ นพทุ ธปรชั ญา ตอนท่ี 4 จรยิ ศาสตรใ์ นพทุ ธปรชั ญา 4.1 ความนา 4.2 ธรรมชาตคิ วามดี 4.3 พุทธปรชั ญากบั เกณฑต์ ดั สนิ ความดี 4.4 อุดมคตชิ วี ติ ในพุทธปรชั ญา ตอนท่ี 5 สุนทรยี ศาสตรใ์ นพทุ ธปรชั ญา 5.1 ความนา 5.2 ความสวยกบั ความงาม 5.3 ธรรมชาตขิ องความงาม 5.4 ความดี ความงาม และความสุข
6 5.5 งามเบอ้ื งตน้ งามทา่ มกลาง งามทส่ี ดุ 5.6 ความงามเป็นวตั ถุวสิ ยั หรอื จติ วสิ ยั 5.7 ศลิ ปะ ความงาม และสุนทรยี ะ 5.8 พุทธศลิ ป์ สุนทรยี ะ และคุณค่าทางสุนทรยี ะ บรรณานุกรม
7 ตอนท่ี ๑ นิยามและความหมายพทุ ธปรชั ญา คาว่า พุทธปรชั ญา หมายเอาแนวความคดิ หรอื คาสอนท่ไี ด้รบั การสืบ ทอดมาจากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ชัน้ ต่างๆ นับตัง้ แต่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎกี า อนุฎกี า รวมถงึ งานวรรณกรรมชนั้ หลงั สมยั ต่างๆ ทน่ี ับ เน่อื งเป็นอตั โนมติ ซง่ึ มเี น้อื หา หรอื สาระสาคญั ม่งุ ตอบปญั หาพน้ื ฐานทส่ี าคญั เก่ยี วกบั โลก ชวี ติ ธรรมชาตขิ องสรรพส่ิง ทงั้ ในแง่ของความจรงิ ความรูเ้ ก่ยี วกบั ความจรงิ หลกั ปฏบิ ตั ติ ่อความจรงิ รวมถงึ คุณค่าในเชงิ สุนทรยี ะทม่ี นุษยม์ ตี ่อความจรงิ เหล่านัน้ ในมติ ติ ่างๆ เพ่ือให้สอดคล้องกับความคิดทางปรชั ญาสากลทัว่ ไป จะได้นาเสนอ ประเดน็ ต่างๆ ดงั กล่าวขา้ งต้น ผ่านกรอบความคดิ ทางปรชั ญา 4 สาขา ได้แก่ สาขา อภปิ รชั ญา สาขาญาณวทิ ยา สาขาจรยิ ศาสตร์ และสาขาสุนทรยี ศาสตร์ เป็นลาดบั ๆ ไป
8 ตอนที่ 2 อภิปรชั ญาในพทุ ธปรชั ญา 2.1 ความนา คาว่า อภปิ รชั ญา มาจากคาว่า Metaphysics ศพั ทเ์ ดมิ เป็นภาษากรกี ๒ คา ไดแ้ ก่ Meta (ปจั จยั ) + Phusis (นาม) คาแรกมคี วามหมายว่า หลงั after) หรอื เหนือ beyond) คาหลงั มคี วามหมายว่า ธรรมชาติ nature) 1 หรอื สง่ิ ท่เี ป็น กายภาพ physics) รวมความว่า เบอ้ื งหลงั ธรรมชาติ หรอื สง่ิ ท่เี ป็นกายภาพ เป็น สาขาปรชั ญาท่ศี กึ ษาเร่อื ง หรอื สงิ่ ท่อี ยู่เบ้อื งหลงั ธรรมชาติ หรอื ปรากฏการณ์ทาง ธรรมชาติ หรอื สงิ่ ท่เี ป็นกายภาพ โดยเฉพาะในประเด็นความมอี ยู่ ความจรงิ หรอื สารตั ถะของธรรมชาติ หรอื สง่ิ ทเ่ี ป็นกายภาพ ราชบณั ฑติ สถานไดน้ ิยามความหมายว่า ปรชั ญาสาขาหน่ึงว่าดว้ ยสงิ่ เป็น จรงิ เช่น พระเจา้ God) โลก world) วญิ ญาณ soul) สาระ substance) เจตจานง เสรี free will) 2 อภปิ รชั ญาจาแนกรายละเอยี ดย่อยลงไปอีก 5 สาขา คอื 1) อนั ตวทิ ยา Cosmogony) เป็นสาขาอภปิ รชั ญาทศ่ี กึ ษาเกย่ี วกบั ท่มี าของโลก เป็นต้นว่า โลกมี ผสู้ รา้ งหรอื ไม่ ถา้ มี โลกถูกสรา้ งมาอยา่ งไร โลกถูกสรา้ งมาเพ่อื จุดประสงคอ์ ะไร โลกมี ทส่ี น้ิ สุดหรอื ไม่ 2) จกั รวาลวทิ ยา Cosmology) เป็นสาขาอภปิ รชั ญาทศ่ี กึ ษาบ่อเกดิ และโครงสรา้ งจกั รวาล หรอื ศกึ ษาเกย่ี วกบั ความจรงิ ของจกั รวาลในแงม่ ุมต่าง ๆ เช่น จกั รวาลมหี น่ึง หรอื ว่ามหี ลากหลาย 3) ภววทิ ยา Ontology) เป็นสาขาอภปิ รชั ญาท่ี ศกึ ษาเร่อื งความจรงิ สูงสุดในแงม่ มุ ต่าง ๆ เช่น ความจรงิ เป็นอยา่ งไร มหี น่ึง หรอื ว่ามี หลากหลาย ถา้ มหี ลากหลาย ความหลากหลายเหล่านนั้ สมั พนั ธก์ นั หรอื ไม่อยา่ งไร 4) ปรชั ญาแห่งตวั ตน Philosophy of Self) เป็นสาขาอภปิ รชั ญาทศ่ี กึ ษาเร่อื งตวั ตน อนั ไดแ้ ก่วญิ ญาณ หรอื อตั ตาของคนว่า ตวั ตนคอื อะไร วญิ ญาณคอื อะไร มคี วามสมั พนั ธ์ 1 William James Earle, Introduction to Philosophy. (New York: McGraw-Hill, Inc.,1992), p. 88. 2 ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพท์ปรัชญา อังกฤษ-ไทย, (กรุงเทพฯ : ราชบัณฑติ ยสถาน จดั พมิ พ,์ 2532), หนา้ 71.
9 อย่างไรกบั ร่างกาย เป็นอนั เดยี วกนั หรอื เป็นคนละสง่ิ กบั ร่างกาย เป็นอสิ ระหรอื ต้อง ขน้ึ อยู่กบั ร่างกาย มหี น่ึงหรอื ว่ามหี ลากหลาย และ 5) ปรภพวทิ ยา Eschatology) เป็นสาขาอภปิ รชั ญาว่าดว้ ยเร่อื งชวี ติ หลงั จากความตาย ว่าตายแล้วเป็นอย่างไร เกดิ อกี หรอื วา่ ตายแลว้ สญู โลกหน้ามจี รงิ หรอื ไม่ ถา้ มมี อี ยา่ งไร ถา้ ไมม่ ี ไมม่ อี ยา่ งไร ต่อไปจะไดย้ กประเดน็ แนวคดิ และทฤษฎที างพุทธปรชั ญาเถรวาททม่ี ตี ่อ ประเดน็ เหล่าน้ี 2.2 แนวคิดเกี่ยวกบั โลกและจกั รวาล พระพุทธเจา้ ไดร้ บั การยกยอ่ งว่า โลกวทิ ู ความกค็ อื ทรงเป็นผรู้ แู้ จง้ โลก3 เป็น 1 ในคุณสมบตั ิ 9 ประการท่พี บอย่ทู วั่ ไปในคมั ภรี พ์ ระไตรปิฎก และคมั ภรี อ์ รรถ กถา โลกในบรบิ ทน้ี ไม่เฉพาะแต่โลกมนุษยน์ ้ีเท่านนั้ หากแต่รวมถงึ เทวโลก มารโลก พรหมโลกดว้ ย และหมสู่ ตั ว์ พรอ้ มทงั้ สมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษยท์ งั้ หลาย4 เหตุดงั น้ี ในพุทธปรชั ญาจงึ แสดงแนวคดิ เก่ยี วกบั โลกหลายมติ ิ พจิ ารณา จากกรอบอภิปรัชญา สังเคราะห์ได้ 2 มิติ มิติแรกใช้กรอบปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) ในการอธิบายเพ่ือแสดงให้เห็นว่าการท่ีพุทธปรชั ญาแสดง รายละเอยี ดต่างๆ ใหเ้ หน็ ในเชงิ ปรากฏการณ์ ท่านแสดงไว้อย่างไรอยา่ งไรบา้ ง มจี ุด มงุ หมายอยา่ งไร มติ ทิ ่ี 2 ใชก้ รอบภววทิ ยา (Ontology) ในการอธบิ าย เพ่อื แสดงให้ เหน็ พทุ ธปรชั ญามองความจรงิ ในเรอ่ื งนนั้ ๆ อยา่ งไร 2.2.1 มิติแห่งปรากฏการณ์ จาแนกรายละเอยี ดเป็นชุดๆ เช่น โลก 3 ประกอบดว้ ย 1) สงั ขารโลก ไดแ้ ก่สภาวธรรมทงั้ ปวงทงั้ ทเ่ี ป็นรปู ธรรม และนามธรรมท่ี มกี ารปรุงแต่งตามเหตุตามปจั จยั 2) สตั วโลก ได้แก่หมู่สตั ว์ต่างๆ ท่อี ยู่ในภพภูมิ ต่างๆ จาแนกรายละเอยี ดได้ 31 ภมู ิ และ 3) โอกาสโลก ไดแ้ ก่โลกทอ่ี ย่ใู นหว้ งจกั รวาล มากมายนับประมาณไม่ได้ เม่อื พรรณนาถงึ คุณสมบตั ขิ องพระพุทธเจา้ ขอ้ ทว่ี ่าดว้ ย โลกวทิ ู ก็มกั จะอ้างว่า ทรงรู้แจ้งโลกเหล่าน้ี ทงั้ ในแง่ของเหตุเกิด เหตุดบั กระทงั่ แนวทางปฏบิ ตั เิ พ่อื ความดบั โลก5 3 ว.ิ มหา. ไทย) 1/1/1. 4 ว.ิ มหา. ไทย) 1/1/2. 5 ส.นิ. ไทย) 16/41/85.
10 คมั ภรี ์อรรถกถาจาแนกสงั ขารโลกไว้ 12 นัย ประกอบด้วย โลก 1 คอื สรรพสตั วด์ ารงอย่ไู ดเ้ พราะอาหาร, โลก 2 คอื นาม รูป, โลก 3 คอื เวทนา 3, โลก 4 คอื อาหาร 4, โลก 5 คอื อุปาทานขนั ธ์ 5, โลก 6 คอื อายตนะ 6, โลก 7 คอื วญิ ญาณ ฐติ ิ 7, โลก 8 คอื โลกธรรม 8, โลก 9 คอื สตั ตาวาส 9, โลก 10 คอื อายตนะ 10, โลก 12 คอื อายตนะ 12, โลก 18 คอื ธาตุ 186 สะทอ้ นใหเ้ หน็ ว่า โลกดงั กล่าวเหล่าน้ี ลว้ น มลี กั ษณะเดยี วกนั คอื เป็นสภาวะทม่ี กี ารปรุงแต่งเกดิ ขน้ึ ตามเหตุและปจั จยั เป็นสภาพ ปรากฏ สตั วโ์ ลก คอื หมสู่ ตั วท์ อ่ี าศยั อยใู่ นภพภูมติ ่างๆ จานวน 31 ภูมิ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม7 คอื 1) กามภูมิ ได้แก่สตั ว์ทย่ี งั เสวยกามคุณ ประกอบดว้ ยมนุษย์ 1 สวรรค์ 6 และอบาย 4 2) รปู ภพ ได้เหล่าพรหมทม่ี รี ปู ในชนั้ ต่างๆ จานวน 16 ชนั้ ซง่ึ เป็นผลมา จากการบรรลุรปู ฌาน และ 3) อรูปภพ ไดแ้ ก่เหล่าพรหมทไ่ี มม่ รี ปู ซง่ึ เป็นผลจากการ ไดบ้ รรลุอรูปฌาน จานวน 4 ชนั้ บรรดาภพภูมทิ งั้ 31 ภูมิ ดงั กล่าวมาทงั้ หมดน้ี เป็น ภาชนะรองรบั ชวี ติ สตั วโ์ ลกทเ่ี กดิ ขน้ึ มาในจกั รวาล น้ีไดอ้ าศยั สรา้ งกุศลกรรมเพ่อื สงั่ สม บุญบารมี เพ่ือความส้ินไปแห่งทุกข์ในสังสารวัฏ หรือสร้างอกุศลกรรม เพ่ือก่อ สงั สารวฏั ใหย้ าวนานต่อไปอกี ไดท้ งั้ สองประการ สุดแทแ้ ต่จะเป็นบุคคลสมั มาทฐิ ิ หรอื บุคคลมจิ ฉาทฐิ ิ หลกั ฐานจากคมั ภรี ส์ ะท้อนให้เห็นว่า สตั วโลกนัน้ ผูกตดิ อยู่กบั ภูมิ ดารง ฐานะของตนๆ ในภูมติ ่างๆ แตกต่างกนั ออกไปตามภมู ธิ รรม คอื วบิ ากกุศลหรอื อกุศล ทต่ี นสงั่ สมมา รวมถงึ ทาน ศลี ภาวนาทต่ี นบาเพญ็ ในแต่ละภพแต่ละชาติ ไมไ่ ดผ้ ูกขาด ว่าจะต้องดารงในภูมนิ ัน้ ๆ ตลอดไปไม่เปล่ยี นแปลง คาว่า ภพน้อยภพใหญ่ในวฏั ฏ สงสาร8 จงึ เป็นคาถูกนามาอธบิ ายใหเ้ หน็ ความเป็นไปของสตั วโลกดงั กล่าว ส่วนโอกาสโลก พุทธปรชั ญาแสดงอาณาเขตไมม่ ที ส่ี น้ิ สุด แต่คมั ภรี อ์ รรถ กถาพรรณนาไวใ้ นลกั ษณะประมาณการว่า ขอบเขตจกั รวาลทงั้ หมดสามลา้ นหกแสน หน่ึงหมน่ื สามรอ้ ยหา้ สบิ โยชน์ แผ่นดนิ น้ีในจกั รวาลนนั้ มคี วามหนาประมาณสองแสน สห่ี ม่นื โยชน์ น้าสาหรบั รองแผ่นดนิ ซง่ึ มปี ระมาณสแ่ี สนแปดหม่นื โยชน์ ความหนาก็ 6 ข.ุ จ.ู ไทย) 30/104/355, ว.ิ ม.อ. ไทย) 1/1/197. เป็นตน้ 7 พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมฉบบั ประมวลธรรม, กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พผ์ ลธิ มั ม,์ 2558), หนา้ 270. 8 อ.ปํฺจก. ไทย) 22/54/96.
11 ประมาณเท่ากนั ตงั้ อยู่บนลม ลมสาหรบั รองน้านัน้ ไว้ พุ่งขน้ึ จดท้องฟ้าสูงเก้าแสนหก หมน่ื โยชน์9 ในคมั ภรี ว์ สิ ทุ ธมิ รรคแสดงขนาดจกั รวาลไวว้ ่า จกั รวาลหน่ึง ยาวและกวา้ ง 1,203,450 โยชน์ วดั โดยรอบทงั้ หมด 3,610,350 โยชน์ ส่วนแผ่นดนิ หนาประมาณ 240,000 โยชน์10 ในคมั ภรี ์พระไตรปิฎกเองก็พรรณนาโลกธาตุไว้มากมายนับพนั โลกธาตุ สหสั สโี ลกธาตุ)11 แบ่งเป็นโลกธาตุขนาดเลก็ ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ โลกธาตุขนาดเล็กก็มี 1,000 จกั รวาล12 โลก 1,000 คูณด้วยโลกธาตุขนาดเล็ก เรยี กว่าสหสั สโี ลกธาตุ โลกธาตุขนาดกลางประกอบดว้ ย 2,000 จกั รวาล ขนาดใหญ่ ประกอบดว้ ย 3,000 จกั รวาล13 คมั ภรี ว์ สิ ุทธมิ รรค วรรณกรรมบาลสี มยั พุทธศตวรรษท่ี 9 เฉพาะในส่วน ของการอธบิ ายบท โลกวทิ ู กม็ กี ารแสดงพุทธคุณในส่วนน้ีไวว้ ่า พระพุทธเจา้ ทรงเป็น ผรู้ แู้ จง้ โลกแมโ้ ดยทุกๆ ประการ ไม่ว่าจะโดยสภาวะ โดยสมุทยั โดยนิโรธ และโดยนิ โรธุบาย ว่าโดยสภาวะ ท่านก็แจกแจงรายละเอียดเหมอื นท่ปี รากฏหลกั ฐานในพระ บาลวี ่า “จกั รวาลหน่ึงโดยส่วนยาวและส่วนกวา้ งประมาณ 1,203,450 โยชน์ โดยรอบ ปรมิ ณฑลทงั้ หมดประมาณ 3,610,350 โยชน์ ในจกั รวาลนนั้ มแี ผ่นดนิ อนั น้ีกล่าวโดย ความหนาประมาณ 240,000 โยชน์ แผ่นดนิ นัน้ มนี ้าตงั้ อย่บู นลมรองรบั ไว้โดยความ หนาประมาณ 480,000 โยชน์ มลี มดนั ข้นึ สู่นภากาศรองรบั โดยความหนาประมาณ 960,000 โยชน์ น้ีเป็นความดารงอย่ขู องโอกาสโลก”14 จากนนั้ กแ็ จกแจงรายละเอยี ด โลกธาตุต่างๆ เช่นพรรณนาถึงขนาดของดวงจนั ทร์ ดวงอาทติ ย์ ภพภูมอิ ่นื ๆ ทวปี ต่างๆ ภเู ขาจกั รวาลทล่ี อ้ มโลกธาตุ เป็นตน้ วรรณกรรมล้านนาเร่อื ง จกั รวาลทีปนี แต่งข้นึ ในสมยั ล้านนาโดยพระ สิรมิ งั คลาจารย์ ให้แนวคิดเก่ียวกับจกั รวาลว่าเป็นอย่างเดียวกันกับโลกธาตุ และ 9 ว.ิ มหา.อ. ไทย)1/1/199. 10 วสิ ทุ ธมิ รรคแปล 1/2/266. 11 อ.ทุก. ไทย) 20/81/309. 12 อ.ตกิ .อ. ไทย) 2/81/234. 13 ข.ุ มหา. ไทย) 29/159/426. 14 พระพุทธโฆสาจารย,์ คมั ภีรว์ ิสุทธิมรรค,สมเดจ็ พระพุฒาจารย์ อาจ อาสภะ) แปล, กรุงเทพฯ: ธนาเพรส จากดั , 2554), หน้า 357.
12 โลกธาตุกค็ อื จกั รวาล15 จกั รวาลอย่เู หนือน้ารองรบั แผนดนิ หนา 480,000 โยชน์ มลี ม รองรบั น้านัน้ อกี 960,000 โยชน์ ใต้ลมลงไปเป็นอากาศว่างเปล่านับเป็นอนันต์โยชน์ อยา่ งไรกต็ ามตวั เลขดงั กลา่ วน้ี ในคมั ภรี ร์ นุ่ หลงั ๆ มากแ็ สดงไมต่ รงกนั นัก แต่กส็ ะทอ้ น หลกั การเดยี วกนั คอื จกั รวาลกวา้ งใหญ่ไพศาลประมาณไมไ่ ด้ กล่าวโดยสรุป โลกแห่งปรากฏการณ์ในทรรศนะของพุทธปรชั ญา เป็น โลกแห่งความหลากหลายมากมายนับไม่ถ้วน ท่ปี รากฏแก่อายตนะของเราก็มี ทไ่ี ม่ ปรากฏทางอายตนะกม็ ี การยนื ยนั ความมอี ยทู่ อ่ี ยนู่ อกเหนือมติ แิ ห่งอายตนะ จงึ ต้องใช้ ความรู้พเิ ศษ ในอดตี พระพุทธเจา้ และพระอรยิ สาวกทงั้ หลายยนื ยนั ความมอี ยู่โดย อาศยั อภญิ ญา 6 อยา่ งใดอยา่ งหน่งึ ไดแ้ ก่16 1) อทิ ธวิ ธิ ี 2) ทพิ โสต 3) เจโตปรยิ ญาณ 4) จตุ ูปปาตญาณ 5) ปพุ เพนิวาสานุสตญิ าณ และ 6) อาสาวกั ขยญาณ ปจั จุบนั ความรูท้ างวทิ ยาศาสตร์ส่วนหน่ึง กไ็ ด้เปิดเผยความจรงิ ให้เรา ทราบมติ ขิ องโลก และจกั รวาลทก่ี วา้ งขวางขน้ึ แต่กย็ งั อยใู่ นขอบเขตจากดั เพราะแม้ จะคน้ พบดวงดาวใหม่ๆ แต่กย็ งั ไม่สามารถทะลุทะลวงใหเ้ หน็ โลกธาตุ รวมทงั้ ภพภูมิ มติ อิ ่นื ๆ ทงั้ 31 ภูมใิ นทางพุทธปรชั ญาไดท้ งั้ หมด แต่จากความรทู้ ม่ี ี ก็พออนุมานได้ ว่า โลก และจกั รวาล ไมไ่ ดม้ เี ฉพาะทเ่ี ราเหน็ หรอื วทิ ยาศาสตรท์ งั้ หลายเหน็ เท่านนั้ 2.2.2 มิติแห่งความจริง โลกทงั้ 3 ประเภทดงั กลา่ วขา้ งตน้ ไม่มอี สิ ระใน ตวั เอง อย่ภู ายใตห้ ลกั ปฏจิ จสมุปบาท17 คอื องิ อาศยั กนั และกนั เกดิ ขน้ึ ไมม่ สี ง่ิ ใดดารง อย่เู อง เป็นอย่เู องโดยไม่องิ อาศยั ปจั จยั ต่างๆ โลกแห่งปรากฏการณ์ทงั้ หมดจงึ เป็น สภาวะอย่างหน่ึงท่พี ุทธปรชั ญาเรยี กว่า “สงั ขาร” หมายถึงสง่ิ ถูกปรุงแต่ง และด้วย ความทเ่ี ป็นสงิ่ ปรงุ แต่ง หรอื ถกู ปรงุ แต่ง จงึ ตกอยใู่ นสภาวะเสมอเหมอื นกนั 3 ประการ ไดแ้ ก่ 1) ไม่เทย่ี งแทแ้ น่นอน 2) ถูกบบี คนั้ จากโครงสรา้ งภายใน คอื เหตุปจั จยั ทอ่ี าศยั กนั เกดิ ข้นึ และ 3) ไม่อาจนับเป็นตวั เป็นตนท่แี ท้จรงิ ได้ ทงั้ ปวงอยู่ในฐานะเป็นสงิ่ สมมตขิ น้ึ ภายในใตเ้ งอ่ื นไขอยา่ งใดอยา่ งหน่งึ เป็นครงั้ เป็นคราวไป ลกั ษณะรวมๆ ของ สงั ขารท่แี สดงออกมาเช่นน้ี เรยี กว่า ไตรลกั ษณ์18 สุดทา้ ยก็เขา้ ถึงสารตั ถะท่แี ทจ้ รงิ 15 พระสริ มิ งั คลาจารย,์ จกั รวาลทีปนี, พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2, กรงเทพฯ: กรมศลิ ปากร จดั พมิ พ์ ,2548), หน้า 251. 16 ท.ี ปา. ไทย) 11/356/394. 17 ม.ม.ู ไทย) 12/404/438. 18 ว.ิ ม. ไทย) 1/21/28.
13 ของโลกนนั้ กค็ อื การแตกสลาย19 คมั ภรี ร์ นุ่ หลงั ๆ ส่วนใหญ่ยนื ยนั หลกั การดงั กล่าวน้ี ตรงกัน เช่นในคมั ภรี ์โลกปั ปทปี กสารก็นิยมความหมายโลกไว้ว่า “ท่ชี ่อื ว่าโลกนัน้ หมายความว่า เป็นสภาพสลายไปและทาลายไป” 20 เม่อื กล่าวถงึ ความจรงิ พุทธปรชั ญาจาแนกความจรงิ ออกเป็น 2 ระดบั 21 คือ 1) สมมติสจั จะ หมายถึงความจรงิ ขนั้ สมมติ หรอื เป็นโวหารท่ีสมมติกันของ ชาวโลกทวั่ ไป หรอื อาจเรยี ก โลกสมมติ เช่น สตั ว์ บคุ คล ตวั ตน เรา เขา เป็นต้น22 ใน คมั ภรี ส์ จั จสงั เขป ทา่ นนยิ ามความหมายไวว้ า่ สจั จะทพ่ี งึ ทรายโดยอาการมคี วามพเิ ศษ แห่งความร่วมตกลงกันเป็นต้น23 2) ปรมตั ถสจั จะ ความจรงิ ขนั้ ปรมตั ถ์ หมายถึง ความจรงิ แท้ของสภาวะทงั้ หลาย หรอื ลกั ษณะแห่งธรรมทงั้ หลาย24 ซ่งึ ไม่สามารถ ลดทอนเป็นอย่างอ่นื เช่น ขนั ธ์, ธาตุ, อายตนะ เป็นต้น25 ปรมตั ถสจั จะน้ี ในปกรณ์ แห่งพระอภธิ รรมท่านจาแนกไว้ 57 ประเภท ได้แก่ ขนั ธ์ 5, อายตนะ 12, ธาตุ 18, อนิ ทรยี ์ 22, และพระนิพพาน26 พจิ ารณาจากกรอบความจรงิ 2 ระดบั น้ี โลกทงั้ 3 ประเภท ไม่ว่าจะเป็น สงั ขารโลก สตั วโ์ ลก และโอกาสโลก ซง่ึ อย่ใู นรปู ของปรากฏการณ์ดงั กล่าวแลว้ ขา้ งต้น ลว้ นเป็นความจรงิ ขนั้ สมมตทิ งั้ หมด มเี พยี งเหตุปจั จยั ทอ่ี ย่เู บอ้ื งหลงั แห่งปรากฏการณ์ เหลา่ นนั้ เท่านนั้ ทเ่ี ป็นจรงิ ระดบั ปรมตั ถ์ โดยนยั น้ี เท่ากบั ว่า ในสมมตมิ ปี รมตั ถ์ ทานอง 19 ข.ุ จฬู . ไทย) 30/88/310. 20 เกรยี งศกั ดิ์ ไทยคุรุพนั ธ,์ “โลกปั ปทปี กสารปรจิ เฉทท่ี 1 และ 2: การตรวจชาระและ การศกึ ษาเชงิ วเิ คราะห์”, วิทยานิพนธอ์ กั ษรศาสตรมหาบณั ฑิต แผนกวิชาภาษาตะวนั ออก, บณั ฑติ วทิ ยาลยั : จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , 2522), หน้า 156. 21 ม.ม.ู อ. ไทย) 1/1/360. 22 ส.นิ.อ. ไทย) 2/247. 23 พระธรรมปาละ, พระคมั ภีรส์ จั จสงั เขป, น.อ.แยม้ ประพฒั น์ทอง ผแู้ ปล. พมิ พฉ์ ลอง พระชนมายคุ รบรอบ 90 ปี สมเดจ็ พระสงั ฆราช ญาโณทยมหาเถระ 1-2 ธนั วาคม 2507), หน้า 1. 24 อภ.ิ ว.ิ อ. ไทย) 2/2/220. 25 ส.นิ.อ. ไทย) 2/247. 26 อภ.ิ ว.ิ อ. ไทย) 2/2/22.
14 เดยี วกนั ในปรมตั ถ์กม็ สี มมติ และในความเป็นจรงิ พระบรมศาสดากไ็ ม่ทรงละบญั ญตั ิ แลว้ ประกาศปรมตั ถะ27 อน่ึง ในพุทธปรชั ญา มกี ารพรรณนาถงึ โลกในมติ ทิ ซ่ี บั ซอ้ นอย่พู อสมควร ซบั ซ้อนในแง่ท่วี ่า คาเดยี วกนั แต่บรบิ ทต่างกนั ก็อาจจะเป็นคนละเร่อื งไปเลยก็ได้ เช่นเวลากล่าวถงึ โลกน้ี โลกหน้า หรอื โลกอ่นื ก็อาจต้องพจิ าณาว่า บรบิ ทนัน้ เจตนา หมายเอาส่วนไหน เช่นในการกล่าวถงึ โลกน้ี โลกหน้าท่ปี รากฏในขุททกนิกาย มหา นิเทศ ท่านกน็ ิยามความหมายใชเ้ ฉพาะเรอ่ื ง พจิ ารณาจากตวั อยา่ งต่อไปน้ี “คาว่า โลกน้ี ได้แก่ อตั ภาพของตน, คาว่า โลกหน้า ได้แก่ อตั ภาพของ ผอู้ นื่ , อกี นัยหนีง่ คาว่า โลกน้ี ไดแ้ ก่ รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณของตน คาวา่ โลกหน้า ไดแ้ ก่ รปู เวทนา สญั ญา สงั ขารของผอู้ นื่ อกี นัยหนึง่ คาว่า โลกน้ี ได้แก่ อายตนะภายใน 6 คาว่า โลกหน้า ได้แก่ อายตนะภายนอก 6 คาว่า โลกน้ี ไดแ้ ก่ มนุษยโลก คาวา่ โลกหน้า ไดแ้ ก่เทวโลก คาว่า โลกน้ี ไดแ้ ก่ กามธาตุ คาวา่ โลกหน้า ไดแ้ ก่ รปู ธาตุ อรปู ธาตุ คาว่า โลกน้ี ไดแ้ ก่ กามธาตุ รปู ธาตุ คาว่า โลกหน้า ไดแ้ ก่อรปู ธาตุ”28 โลกในความหมายดงั กล่าวน้ี ย่อมแตกต่างบ้าง และอาจเหมอื นกนั บ้าง บางส่วนจากโลกในบรบิ ทของพระพุทธพจน์ท่วี ่า “โมฆราช เธอจงพจิ ารณาเหน็ โลก โดยความว่างเปล่า เป็นผู้มสี ติ ทิ ุกเม่อื ถึงถอนความเหน็ ว่ามตี วั มตี นเสยี เป็นผู้ขา้ ม มจั จุราชเสยี ได้ด้วยอาการอย่างน้ี บุคคลพจิ ารณาโลกอยู่อย่างน้ี มจั จุราชจงึ มองไม่ เหน็ ” 29 เพราะ โลก ในบรบิ ทน้ี ทา่ นหมายเอาโลกทงั้ หมดไมว่ า่ จะเป็นโลกนรก, โลกใน กาเนิดเดรจั ฉาน, โลกในเปตวสิ ยั , มนุษยโลก, เทวโลก, ขนั ธโลก, ธาตุโลก, อายตน โลก, โลกน้ี, โลกหน้า, พรหมโลก30 คาว่า ว่างเปล่า ท่านก็ให้เหตุผลโดยโยงไป 27 อภ.ิ ว.ิ อ. ไทย) 2/2/221. 28 ข.ุ มหา. ไทย) 29/36/132. 29 ข.ุ มหา. ไทย) 29/186/526. 30 ข.ุ จฬู . ไทย) 30/88/309.
15 หาปฏจิ จสมปุ บาท เพ่อื ชใ้ี หเ้ หน็ ถงึ แก่นสารจรงิ ๆ ว่า ไมใ่ ช่อยทู่ เ่ี ป็นนนั่ เป็นน่ี เหมอื น ทเ่ี รายดึ ถอื โดยทวั่ ไป หากแต่อธบิ ายความมอี ยู่ เป็นอยู่ ดว้ ยเหตุปจั จยั ทอ่ี งิ อาศยั กนั และกนั เกดิ ขน้ึ องิ อาศยั กนั และกนั ตงั้ อยู่ องิ อาศยั กนั และกนั ดบั ไป เพราะเหตุน้ี เมอ่ื สง่ิ น้ีมี สง่ิ น้จี งึ มี เพราะสงิ่ น้เี กดิ ขน้ึ สงิ่ น้จี งึ เกดิ ขน้ึ เพราะสงิ่ น้ไี มม่ ี สงิ่ น้จี งึ ไมม่ ี เพราะสง่ิ น้ดี บั ไป สง่ิ น้จี งึ ดบั ไป31 กลา่ วโดยสรปุ ในแงป่ รมตั ถ์ โลกทงั้ หมด ไมว่ ่าจะเป็นสงั ขารโลก สตั วโลก และโอกาสโลก ลว้ นเป็นปรากฏการณ์ทเ่ี กดิ ขน้ึ ดารงอยู่ และดบั ไปบนเงอ่ื นไขของเหตุ ปจั จยั ท่อี ิงอาศยั กนั เกิด อิงอาศัยกนั ดารงอยู่ และอิงอาศยั กนั ดบั ไป ไม่อยู่ในฐานะ เทย่ี งแท้ เป็นอมตะไมม่ วี นั สญู สลาย หากแต่ยงั คงอย่ภู ายใตก้ ฎไตรลกั ษณ์ คอื อนิจจงั ทุกขงั และอนัตตา โลกไม่มพี ระผูเ้ ป็นเจา้ ในฐานะเป็นผสู้ รา้ ง แต่เหตุปจั จยั ทอ่ี าศยั กนั และกนั เกิดขน้ึ นัน่ แหละ ก่อให้เกิดหรอื กาเนิดโลกข้นึ มาในรูปแบบของววิ ฒั นาการ ผ่านกาลผ่านเวลามาโดยลาดบั ๆ 2.3 แนวคิดเกี่ยวกบั ชีวิตและสงั สารวฏั 2.3.1 มิติแห่งปรากฏการณ์ พุทธปรชั ญาพรรณนาชวี ิตไวห้ ลากหลาย มติ ิ แต่ละมติ มิ อี ตั ภาพแตกต่างกนั ออกไป ว่าโดยสภาวะ มี 5 จาพวก ประกอบดว้ ย นิ รยะ, ตริ จั ฉานโยนิ, เปตตวิ สิ ยั , มนุสสะ และเทวะ32 จาแนกความละเอยี ด ความหยาบ ตามวบิ ากกรรมของแต่สภาวะได้ทงั้ หมด 31 ภูมิ ใน 31 ภูมนิ ้ี มกี าเนิดแตกต่างกนั บางชวี ติ เกดิ จากไข่ อณั ฑชะ) บางชวี ติ เกดิ ในครรภ์ พลาพุชะ) บางชวี ติ เกดิ ในเถ้า ไคลหรือท่ีช้นื แฉะ สงั เสทชะ) บางชวี ิตเกิดโดยการผุดข้นึ ไม่อาศัยเหตุ 3 อย่าง ขา้ งตน้ โอปปาตกิ ะ) นอกจากน้ีในคมั ภรี พ์ ระไตรปิฎกท่านจาแนกทอ่ี ยขู่ องสตั วเ์ ป็น 9 ประเภท เรยี กว่า สตั ตาวาส33 เช่น บางพวกมกี ายต่างกนั มสี ญั ญาต่างกนั เช่นมนุษย์ เทพบางพวก และวนิ ิบาตบางพวก, บางพวกมกี ายต่างกนั มสี ญั ญาอย่างเดยี วกนั 31 ข.ุ จฬู . ไทย) 30/88/312. 32 ท.ี ปา. ไทย) 11/315/301. 33 ท.ี ปา. ไทย) 11/341/354.
16 เช่นเหล่าพรหมท่ีได้ปฐมฌาน หรือบางพวกมีกายอย่างเดียวกัน มสี ัญญาอย่าง เดยี วกนั เชน่ พวกเทพชนั้ อาภสั สระ เป็นตน้ ชวี ติ ท่ดี ารงอยู่ในภพหรอื ภูมทิ ่แี ตกต่างกนั อาหารจงึ แตกต่างกนั ไปด้วย ในคัมภีร์พระไตรปิฎก จาแนกอาหารไว้ 4 ประเภท34 โดยทงั้ 4 ประเภทน้ี ทรง จาแนกไวเ้ ฉพาะเหล่าสตั วห์ รอื ชวี ติ ทม่ี รี ปู กายเท่านนั้ ไมน่ ับรวมสตั วท์ งั้ หลายอย่างอ่นื ท่มี อี ยู่ในภพภูมิทงั้ หมด35 อาหาร 4 ประเภทได้แก่ 1) กวฬิงการาหาร หมายถึง อาหารท่ตี ้องทาเป็นคาๆ ไปแลว้ กลนื กนิ มหี ยาบละเอยี ดแตกต่างกนั ออกไป36 เช่น อาหารของมนุษย์ อาหารของจระเข้ อาหารของนกยูง อาหารของงู อาหารของหมา อาหารของชา้ ง อาหารของโค อาหารของกระต่าย เป็นต้น แมใ้ นอาหารของมนุษยก์ ม็ ี หยาบ ละเอยี ดแตกต่างกนั เช่น อาหารของนายอาเภอ อาหารของชาวนา อาหารของ อามาตย์ อาหารของกษตั รยิ ์ เป็นตน้ 2) ผสั สาหาร อาหารคอื ผสั สะ หมายถงึ อาหารท่ี ผ่านมาตามช่องทางของผสั สะ เช่น จกั ขสุ มั ผสั โสตะสมั ผสั เป็นตน้ ซง่ึ เป็นป้จจยั ของ เวทนา ได้แก่อาหารท่ีนาเวทนา 3 มาให้ 3) มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือมโน สญั เจตนา ในทนี ้ีหมายเอาเจตนาซง่ึ เป็นปจั จยั พเิ ศษของวญิ ญาณ หรอื วญิ ญาณทน่ี า ภพทงั้ 3 มาให้ และ 4) วญิ ญาณาหาร อาหารคอื วญิ ญาณ ในทน่ี ้ีหมายเอาจติ ดวงใด ดวงหน่งึ ซง่ึ เป็นปจั จยั ของนามรปู 37 หรอื นานามรปู ในปฏสิ นธขิ ณะมาให3้ 8 ชวี ติ ในมุมมองของพุทธปรชั ญาทงั้ 31 ภูมิ ท่ปี รากฏแตกต่างกนั ออกไป เช่นนัน้ เน่ืองเพราะกรรมท่ีกระทาเลว ประณีตแตกต่างกัน ดงั พระบาลีว่า “สตั ว์ ทงั้ หลายมีกรรมเป็นของตน มกี รรมเป็นทายาท มกี รรมเป็นกาเนิด มีกรรมเป็น เผ่าพนั ธุ์ มกี รรมเป็นทพ่ี ง่ึ อาศยั กรรมย่อมจาแนกสตั วใ์ ห้เลวและดตี ่างกนั ”39 กรรมท่ี พงึ เสวยในนรกกม็ ี กรรมทพ่ี งึ เสวยในกาเนิดสตั วด์ ริ จั ฉานก็มี กรรมทพ่ี งึ เสวยในแดน เปรตก็มี กรรมท่ีพึงเสวยในมนุษยโลกก็มี กรรมท่ีพึงเสวยในเทวโลกก็มี กรรม บางอย่างให้เสวยผลในปจั จุบนั บางอย่างให้เสวยผลในอตั ภาพถดั ไป บางอย่างให้ 34 ท.ี ปา. ไทย) 11/354/376. 35 ม.ู ม.ู อ. ไทย) 1/1/570. 36 ม.ม.ู อ. ไทย) 1/1/568. 37 ม.ม.ู อ. ไทย) 1/1/570. 38 ม.ม.ู อ. ไทย) 1/1/572. 39 ม.อปุ ร.ิ ไทย) 14/289/350.
17 เสวยผลในอตั ภาพต่อๆ ไป40 อาศยั เหตุดงั กล่าวน้ีเอง ชวี ติ จงึ มลี กั ษณะเป็นวฏั ฏะ คอื การเวยี นว่ายไปมาอยใู่ นภมู ทิ งั้ 31 อยา่ งใดอยา่ งหน่งึ ชวี ติ สนั้ ยาวไม่เท่ากนั การเปรยี บเทยี บในภพภูมทิ แ่ี ตกต่างกนั ยงิ่ ทาให้ เหน็ ความแตกต่างของช่วงชวี ติ ของสตั วใ์ นแต่ละภพภูมิ เช่น อายขุ ยั ของมนุษยไ์ มเ่ กนิ 100 ปี ขณะทอ่ี ายขุ ยั ของเทวดาต่าสุดอย่ทู ่ี 500 ปี เทวดาชนั้ สูงขน้ึ ไปอกี ก็ 1,000 ปี, 2,000 ปี, 4,000 ปี, 8,000 ปี กระทงั่ สงู สดุ คอื 16,000 ปี41 อ า ยุ ขั ย ข อ ง ม นุ ษ ย์ เปรยี บเทยี บกนั เองในแต่ละยุคสมยั กไ็ ม่เท่ากนั หรอื แมแ้ ต่สมยั เดยี วกนั อายุขยั แต่ละ คนกไ็ มเ่ ทา่ กนั แต่โดยหลกั การทพ่ี บในคมั ภรี พ์ ระพุทธศาสนาไดข้ อ้ สรุปว่า อายมุ ขี น้ึ มี ลงตามลกั ษณะของวฏั ฏะว่าอยู่ในช่วงเจรญิ วัวัฏฏกัป) หรอื ว่าอยู่ในช่วงเส่ือม สงั วฏั ฏกปั ) และลกั ษณะในช่วงขน้ึ หรอื ลงดงั กล่าวน้ีกข็ น้ึ อย่กู บั ระดบั ศลี ธรรมของคน ดว้ ย ในจักกวัตติสูตรมีพรรณนาถึงการลดลงของอายุขยั มนุษย์นับตัง้ แต่ 80,000 ปี, ลดลงไปเหลือ 40,000 ปี, 20,000 ปี, 10,000 ปี, 5,000 ปี, 2,500 ปี, 1,000 ปี, 500 ปี, 250 ปี, 100 ปี ละจะลดลงไปเร่อื ยๆ จนเหลอื อายุขยั 10 ปี 42 ถึง เวลานัน้ มนุษย์จะไม่รู้จกั บาปบุญคุณโทษ มองเห็นเพ่อื นมนุษย์ด้วยกนั เหมอื นผกั เหมอื นปลา เขา้ สู่มคิ สญั ญี เผ่าพนั ธุข์ องมนุษยก์ ส็ ูญสลายไป คงเหลอื เพยี งบางคนท่ี เกดิ ความสานึกดี ปลกี ตวั ไปอย่ใู นป่าตามลาพงั จงึ พ้นภยั และกลายเป็นเหล่าก่อของ มนุษยใ์ นรนุ่ ต่อมา พจิ ารณาในภาพรวมของพุทธปรชั ญาเก่ยี วกบั ชวี ติ ไม่ว่าจะเป็นชวี ติ ใน ภพภมู ไิ หนกต็ ามใน 31 ภมู นิ นั้ ต่างกเ็ ป็นเพ่อื นทุกข์ เกดิ แก่ เจบ็ ตาย ทย่ี งั เวยี นว่าย ในวฏั สงสาร ยงั สามารถขน้ึ ๆ ลงๆ ไดอ้ ย่ตู ลอดเวลาดว้ ยอานาจแห่งบาป-บุญทก่ี ระทา นนั่ หมายความว่า คนอาจเปลย่ี นสถานะเป็นสตั วเ์ ดรจั ฉาน สตั วเ์ ดรจั ฉานอาจเปลย่ี น สถานเป็นคน คนอาจเปล่ยี นสถานะเป็นเทวดา เทวดาก็อาจเปล่ยี นสถานะเป็นคน หรอื เป็นคนกอ็ าจเปลย่ี นสถานะไปบงั เกดิ เป็นสตั วน์ รก เปรต อสุรกายได้ โดยมกี รรม หรอื การกระทาเป็นตวั จาแนกสตั ว์ให้เป็นไปต่างๆ43 เหตุดงั กล่าวน้ีพุทธปรชั ญาจงึ 40 อ.ฉกฺก. ไทย) 22/63/577. 41 อ.ทุก. ไทย) 20/71/288. 42 ท.ี ปา. ไทย) 11/103/73. 43 ม.อุปร.ิ ไทย) 14/289/350., ม.อปุ ร.ิ ไทย) 14/297/356.
18 เตอื นมใิ หด้ าเนินชวี ติ ดว้ ยประมาท ดงั ปรากฏพบเหน็ คาเตอื นดงั กล่าวน้ีในบรบิ ทต่างๆ และมอี ยทู่ วั่ ไปในคมั ภรี พ์ ระไตรปิฎก 2.3.2 มิติแห่งความจริง บาลขี ทุ ทกนิกาย มหานิเทส นิยามความหมาย ชวี ติ กบั ชวี ติ นิ ทรยี เ์ ป็นเรอ่ื งเดยี วกนั พรอ้ มกบั อธบิ ายความทงั้ 2 คาน้ีว่า “อายุ ความ ดารงอยู่ ความดาเนนิ ไป ความใหช้ วี ติ ดาเนนิ ไป ความเคล่อื นไหว ความเป็นไป ความ รกั ษา และความเป็นอย่”ู 44 อรรถกถาขุททนิกาย อุทานไดน้ ิยามความหมายชวี ติ ไวว้ ่า “ชวี ติ คอื ความเป็นไปเน่ืองดว้ ยปจั จยั เป็นอนั มาก”45 คาว่า “เน่ืองด้วยปจั จัยเป็นอันมาก” เม่ือพิจารณามิติของการแสดง รายละเอยี ดเกย่ี วกบั ชวี ติ ในคมั ภรี ท์ างพระพทุ ธศาสนาแลว้ จะเหน็ ไดว้ ่า มกี ารแจกแจง องคาพยพของชีวิตไว้ในระดับปรมตั ถ์ไว้เป็นจานวนมากนับตัง้ แต่รูป รูปชีวิต) อนิ ทรยี ์ อินทรยี ช์ วี ติ ) วสิ ยั แดนรบั รขู้ องอนิ ทรยี ์ เช่น รปู เสยี ง กลนิ่ รส) วญิ ญตั ิ การเคลอ่ื นไหว เช่น ความเคล่อื นไหวใหร้ คู้ วามหมายดว้ ยกาย หรอื ดว้ ยวาจา) ภาวะ ภาวะแห่งเพศ เช่น ความเป็นหญิง ความเป็นชาย) วกิ าร อาการท่ที าให้แปลกให้ พเิ ศษได้ เช่น ความเบา ความอ่อนสลวย ความควรแก่การงาน ใช้การได้) ลกั ษณะ อาการทเ่ี ป็นเคร่อื งกาหนด เช่น การก่อตวั ความสบื เน่ือง ความทรดุ โทรม ความไม่ เท่ยี ง)46 กล่าวแบบรวมยอดก็คอื กองแห่งขนั ธ์ คอื รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร และ วญิ ญาณ ในแง่ปรมตั ถ์ ชวี ิตจงึ เป็นเพยี งขนั ธ์ ธาตุ อายตนะ ซ่งึ ก็คอื รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร และวญิ ญาณซง่ึ ท่องเทย่ี วอยใู่ นระหว่างภพภมู ติ ่างๆ47 เบอ้ื งต่ากาหนด เอาอเวจมี หานรก เบอ้ื งสูงเฉพาะในส่วนกามาพจรคอื เทพชนั้ ปรนิมมติ สวตั ตเี ป็นทส่ี ุด ชนั้ รปู าวจรกน็ บั ถอื อกนิฏฐพรหม ชนั้ อรปู าวจรก็นบั ถงื เนวสญั ญานานสญั ญายตนภพ เป็นท่สี ุด ทงั้ หมดน้ี ไม่มเี รา ไม่มเี ขา เรา-เขาเป็นเพยี งคุณสมบตั ใิ หม่ท่มี นุษยเ์ ขา้ ไป ยดึ ถอื อุปาทาน) และเป็นการยดึ ถอื อย่างผดิ ๆ ซง่ึ ทางพุทธปรชั ญาเรยี กว่า วปิ ลาส คอื คลาดเคล่อื นจากความเป็นจรงิ และเรยี กลกั ษณะเช่นน้ีว่า สกั กายทฏิ ฐิ48 ซ่งึ การ 44 ข.ุ มหา. ไทย) 29/39/142. 45 ข.ุ อุ.อ. ไทย) 1/3/146. 46 ข.ุ จฬู . ไทย) 30/5/59. 47 อภ.ิ ส. ไทย) 34/1287/325. 48 อภ.ิ ส. ไทย) 34/1262/320.
19 ยดึ ถอื ในลกั ษณะเช่นน้ี มกั จะเกดิ กบั ปุถุชนผไู้ ม่ไดส้ ดบั ไม่เหน็ พระอรยิ ะ ไม่ฉลาดใน ธรรมของพระอรยิ ะ การมองชวี ติ ในลกั ษณะอยา่ งน้ี ถอื เป็นการ “ถอด” สมมตอิ อกไป เพ่อื ให้ เหน็ วา่ ทา้ ยทส่ี ดุ แลว้ ชวี ติ หาใช่อะไรอ่นื นอกจากธาตุ ขนั ธ์ อายตนะ หรอื จะย่อยลงให้ รายละเอยี ดขนั้ พ้นื ฐานทเ่ี หลอื แต่นาม-รูป หลกั ปฏบิ ตั เิ พ่อื เขา้ ถงึ ความจรงิ สูงสุดท่าน จงึ นิยมเรม่ิ ตน้ ดว้ ยการพจิ ารณาใหเ้ หน็ ความจรงิ ทเ่ี ป็นรากฐานของชวี ติ ดงั กล่าวน้ี การ พจิ ารณาความจรงิ ดงั กล่าวน้ี ต้องให้ครบทงั้ ส่วนท่เี ป็นนาม และส่วนท่เี ป็นรูปไม่ได้ แยกออกจากกนั เพราะถา้ พจิ ารณาส่วนใดส่วนหน่ึงแยกออกไปต่างหาก ย่อมเขา้ ขา่ ย เป็น “สว่ นสุดดา้ นหน่งึ ” 49 ซง่ึ ขดั กบั หลกั การเรอ่ื งทางสายกลางในพุทธปรชั ญา ชวี ติ ใน แงป่ รมตั ถจ์ งึ เป็นเพยี งนามรปู เหตุนนั้ ทา่ นจงึ กล่าวว่า ไมม่ สี ตั วห์ รอื ชวี ะนอกจากนาม รปู 50 พิจารณาในมุมแคบเข้ามาเฉพาะชีวิตมนุษย์ ซ่ึงหลักพุทธปรชั ญาให้ ความสาคญั เป็นลาดบั ต้นๆ ทงั้ น้ีเพราะเหตุว่า หลกั การแห่งคาสอนในพุทธปรชั ญา ทงั้ หมด ลว้ นมงุ่ สนองการพฒั นา หรอื ฝึกฝนมนุษยใ์ หเ้ ขา้ ใจความจรงิ โดยเฉพาะในแง่ ของปรากฏการณ์ทเ่ี ป็นรายละเอยี ดต่างๆ เกย่ี วกบั ชวี ติ ท่านจงึ แจกแจงปรากฏการณ์ ต่างเก่ยี วรูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร และวญิ ญาณว่า มธี รรมชาตแิ ทจ้ รงิ อย่างไร และ เช่อื มโยงสมั พนั ธก์ นั อย่างไร เช่นในการแจกแจงรปู พระอรรถกถาจารยก์ ็เรมิ่ ต้นแจก แจงตงั้ แต่มหาภตู รปู 4 ประการ แจงย่อยลงไปอกี เป็นอุปาทายรปู 24 แจงย่อยใหเ้ หน็ ปจั จยั ของรปู เหล่านัน้ ประมวลลงเป็นส่วนๆ เช่นบอกว่าปฐวธี าตุมี 20 ส่วน อาโปธาตุ มี 12 ส่วน เตโชธาตุมี 4 ส่วน วาโยธาตุมี 6 ส่วน รวมเป็น 42 ส่วน เมอ่ื รวมกบั อุปา ทายรูปอีก 24 ส่วน ก็เป็น 66 ส่วน แม้ในส่วนของเวทนา สัญญา สังขาร และ วญิ ญาณ ทา่ นกจ็ าแนกใหเ้ หน็ ความสมั พนั ธ์ เช่น เวทนาทเ่ี กดิ รว่ มกบั วญิ ญาณขนั ธน์ นั้ ช่อื ว่า เวทนาขนั ธ์ สญั ญาท่เี กิดร่วมกับวิญญาณขนั ธ์ช่ือว่าสัญญาขนั ธ์ ผัสสะและ เจตนาทเ่ี กดิ ร่วมกบั วญิ ญาณขนั ธ์ช่อื ว่าสงั ขารขนั ธ์51 ตวั อย่างเหล่าน้ี คอื การแจกแจง 49 ข.ุ มหา. ไทย) 29/36/132. 50 อ.ตกิ .อ. ไทย) 1/3/285. 51 อ.ตกิ .อ. ไทย) 1/3/285.
20 ใหเ้ หน็ ชวี ติ ในระดบั ปรมตั ถว์ ่า ทา้ ยทส่ี ุดแลว้ คอื กระบวนการทเ่ี กดิ ขน้ึ ตงั้ อยู่ และดบั ไป ในแต่ละขณะๆ เพ่อื ใหเ้ หน็ ความจรงิ ระดบั ปรมตั ถ์ ในพระคมั ภรี ส์ จั จสงั เขป ท่านได้แจก แจงในส่วนของเวทนาว่าเหมอื นกบั ต่อมน้า ไม่มสี าระ ไม่มกี าลงั ใครๆ ไม่สามารถ ถอื เอาต่อมน้านนั้ เพ่อื ทาใหเ้ ป็นแผ่น หรอื เป็นแท่น ต่อมน้านนั้ เม่อื ถูกจบั แลว้ ยอ่ มแตก ไปทนั ท5ี 2 สญั ญากเ็ หมอื นพยบั แดด เพราะเป็นสภาพท่ีไมม่ แี ก่นสาร เขา้ ถงึ สภาพท่ี ใครไมส่ ามารถถอื เอาได้ ไมส่ ามารถถอื เอาพยบั แดดเพ่อื ด่มื หรอื ใส่ภาชนะ ส่วนสงั ขาร กเ็ หมอื นกบั ตน้ กลว้ ย เพราะไมม่ แี ก่น ใครๆ ไมส่ ามารถถอื เอาส่วนใดๆ จากต้นกลว้ ย มาทาสมั ภาระต่างๆ มเี รอื นเป็นต้นได้53 แมว้ ญิ ญาณก็เช่นกบั มายา เพราะไม่มสี าระ เป็นสภาพท่เี ข้าถึงความเป็นสง่ิ ท่บี ุคคลไม่พงึ ยดึ ถอื ปรากฏเรว็ เร็ว ลวงมหาชนให้ ยดึ ถอื สง่ิ ใดสงิ่ หน่ึงว่าเป็นนัน่ เป็นน่ี54 พจิ ารณารายละเอยี ดแล้วย่อมเหน็ เป็นของว่าง เปลา่ ท้ายท่ีสุดแล้ว ความจริงระดับปรมัตถ์เก่ียวกับชีวิตก็จะไปเช่ือมโยง หลกั การแห่งปฏจิ จสมปุ บาท และหลกั การแห่งไตรลกั ษณ์ เหมอื นทไ่ี ดก้ ล่าวมาแลว้ ใน เร่อื งโลก 3 ในส่วนทว่ี ่าด้วยสตั วโลก คอื ชวี ติ โดยปรมตั ถ์แลว้ คอื ความเป็นไปทเ่ี น่ือง ด้วยปจั จยั ความท่เี น่ืองด้วยปจั จยั จงึ มลี กั ษณะแท้ท่เี ป็นปรมตั ถ์อยู่ 3 ประการ คือ ความเป็นอนิจจงั ความเป็นทกุ ขงั และความเป็นอนตั ตา 2.4 แนวคิดเก่ียวกบั วิญญาณ 2.4.1 มิติแห่งปรากฏการณ์ วญิ ญาณเป็นหน่งึ ขนั ธ์ 5 ดงั ไดก้ ล่าวมาแลว้ แต่เน่อื งจากปรากฏการณ์ทเ่ี น่อื งดว้ ยวญิ ญาณ ในพุทธปรชั ญาไดแ้ สดงไวห้ ลายมติ ิ จงึ เห็นควรแยกนามากล่าวเฉพาะต่างหาก เพ่ือให้เห็นลักษณะพิเศษครอบคลุม สาระสาคัญได้ครบถ้วน เน่ืองจากวิญญาณปรากฏในหลักธรรมหลายหมวด เช่น วญิ ญาณในปฏจิ จสมุปบาท ระบุไวว้ ่า เพราะสงั ขารเป็นปจั จยั วญิ ญาณจงึ มี เพราะ วญิ ญาณเป็นปจั จยั นามรปู จงึ ม5ี 5, วญิ ญาณในขนั ธ์ 5 ซ่งึ จาแนกเป็น รปู ขนั ธ์ เวทนา 52 พระธรรมปาละ, พระคมั ภีรส์ จั จสงั เขป, น.อ.แยม้ ประพฒั นท์ อง ผแู้ ปล, หน้า 151. 53 พระธรรมปาละ, พระคมั ภีรส์ จั จสงั เขป, น.อ.แยม้ ประพฒั นท์ อง ผแู้ ปล, หน้า 151. 54 พระธรรมปาละ, พระคมั ภีรส์ จั จสงั เขป, น.อ.แยม้ ประพฒั น์ทอง ผแู้ ปล, หน้า 152. 55 ว.ิ มหา. ไทย) 4/2/3.
21 ขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ 56, วิญญาณในวิญญาณ 6 ประกอบด้วย จกั ขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ กายวิญญาณ และมโน วญิ ญาณ57, วญิ ญาณในธาตุ 6 ประกอบดว้ ย ปฐวธี าตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ และวิญญาณธาตุ58, วิญญาณในวิญญาณฐิติ ซ่งึ จาแนกหมวดหมู่เป็น วิญญาณฐิติ 759, วิญญาณท่ีปรากฏในอาหาร 4 ประเภท ได้แก่ กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และวิญญาณาหาร60 วิญญาณในอุปาทานขันธ์ ประกอบดว้ ย รปู ปู าทานขนั ธ์ เวทนูปาทานขนั ธ์ สญั ํูปาทานขนั ธ์ สงั ขารปู าทานขนั ธ์ และวญิ ญาณูปาทานขนั ธ6์ 1 เป็นตน้ ถามวา่ วญิ ญาณในพุทธปรชั ญาคอื อะไร มธี รรมชาตเิ ป็นอยา่ งไร ทา่ นแสดงนยั ต่างๆ ไวด้ งั น้ี ธรรมชาติใดรู้อารมณ์เป็นพเิ ศษ ฉะนัน้ ธรรมชาตินัน้ ช่อื วญิ ญาณ หรอื บุคคลทงั้ หลายย่อมรอู้ ารมณ์พเิ ศษดว้ ยโดยธรรมชาตนิ ัน้ ฉะนัน้ ธรรมชาตทิ ่เี ป็นเหตุ ใหบ้ ุคคลทงั้ หลายรอู้ ารมณ์เป็นพเิ ศษนนั้ จงึ ช่อื ว่า วญิ ญาณ62 คาว่า รอู้ ารมณ์พเิ ศษนนั้ หมายถงึ รอู้ ารมณ์พเิ ศษไปจากการรขู้ องสญั ญา และปญั ญา สภาวะรแู้ จง้ สภาวะรแู้ จง้ เหตุนนั้ จงึ เรยี กว่า วญิ ญาณ สภาวะรแู้ จง้ อะไร คอื รแู้ จง้ สุขบ้าง รแู้ จง้ ทุกขบ์ ้าง รแู้ จ้งอทุกขมสุขบ้าง เหตุนัน้ สภาวะรู้แจ้ง สภาวะรู้ แจ้ง จงึ เรยี กว่า วญิ ญาณ63 จติ ไม่มสี รรี ะหรอื ไม่ใช่สรรี ะ มคี ูหาเป็นท่อี าศยั เท่ยี วไป ไกล เท่ยี วไปผู้เดยี วหรอื ดวงเดยี ว64 นอกจากลกั ษณะดงั กล่าวแล้ว ในคมั ภรี ์ยงั ระบุ ต่อไปอกี ว่า จติ นัน้ เป็นธรรมชาตทิ เ่ี ปล่ยี นแปลงไดเ้ รว็ ไม่มธี รรมชาตใิ ดเปลย่ี นแปลง 56 ท.ี ปา. ไทย) 11/315/299. 57 ท.ี ปา. ไทย) 11/323/316. 58 ท.ี ปา. ไทย) 11/325/324. 59 ท.ี ปา. ไทย) 11/332/335. 60 ท.ี ปา. ไทย) 11/354/376. 61 ท.ี ปา. ไทย) 11/355/380. 62 พระสทั ธมั มโชตกิ ะ ธมั มาจรยิ ะ, ปฏิจจสมปุ บาททีนี, กรงุ เทพฯ: อภธิ รรมโชตกิ วทิ ยาลยั , 2544), หน้า 45. 63 ม.ม.ู ไทย) 12/449/489. 64 ข.ุ ธ. ไทย) 25/37/37
22 เรว็ เหมอื นจติ ซ่งึ ความเรว็ ดงั กล่าวน้ีพระพุทธเจา้ ตรสั ว่า เปรยี บเทยี บกบั อะไรไม่ได้ งา่ ยๆ65 เน่อื งจากวญิ ญาณ มไิ ดท้ าหน้าทร่ี อู้ ย่างเดยี ว หากแต่ทาหน้าทอ่ี ่นื ดว้ ย จงึ มคี าเรยี กวญิ ญาณตามบทบาทหน้าท่เี หล่านัน้ ดว้ ย ดงั ปรากฏช่อื ต่างๆ เช่น จติ มโน วญิ ญาณ66 ใจ จติ มโน มานัส ทหยั ปณั ฑระ มนะ มนายตนะ มนินทรยี ์ วญิ ญาณ วญิ ญาณขนั ธ์ มโนวญิ ญาณธาตุ67 สอดคลอ้ งกบั พระพุทธพจน์ทว่ี า่ ภกิ ษุทงั้ หลาย ตถาคตเรยี กสง่ิ น้วี า่ จติ บา้ ง มโนบา้ ง วญิ ญาณบา้ ง จติ เป็น ต้นนัน้ ดวงหน่ึงเกิดข้นึ อีกดวงหน่ึงดบั ไปตลอดทงั้ คนื และวนั เปรยี บ เหมอื นลงิ เม่อื เท่ยี วไปในป่าเลก็ และป่าใหญ่ จบั กิ่งไม้ ปล่อยกิง่ นัน้ แล้ว ยอ่ มจบั กง่ิ อ่นื ปล่อยกงิ่ นนั้ แลว้ ยอ่ มจบั กงิ่ อ่นื ต่อไปฉะนนั้ 68 ช่อื ต่างๆ เหล่าน้ีจงึ เป็นเหมอื นปรากฏการณ์ของวิญญาณท่ที าหน้าท่ี แตกต่างกนั ในขณะนัน้ ๆ การการตอบคาถามว่าวญิ ญาณคอื อะไร มธี รรมชาตอิ ยา่ งไร จงึ ต้องพิจารณาไปท่ีรายละเอียดของปรากฏการณ์ท่ีวิญญาณไปทาหน้าท่ี หรอื มี บทบาทในแต่ละขณะๆ ไป ในพระอภธิ รรมท่านจาแนกบทบาทหน้าทข่ี องจติ ไว้ 14 ประการ69 คอื 1) ปฏสิ นธิ สบื ต่อภพใหม่ 2) ภวงั คะ เช่อื มต่อจติ ดวงหน่ึงกบั อกี ดวงหน่ึง 3) อาวชั ชนะ การพจิ ารณา หมายความว่า เมอ่ื จติ เป็นภวงั คุปจั เฉทดบั แลว้ จติ ทพ่ี จิ ารณารบั อารมณ์ ใหม่ทก่ี ระทบกบั ทวารทงั้ 5 เรยี กว่า ปญั จทวาราวชั ชนะ 4) ทสั สนะ ทาหน้าท่เี หน็ 5) สวนะ ทาหน้าท่ไี ดย้ นิ 6) ฆายนะ ทาหน้าทไ่ี ด้กลน่ิ 7) สายนะ ทาหน้าทล่ี ้มิ รู้รส 8) ผุ สนะ ทาหน้าท่รี ูส้ กึ เม่อื มผี สั สะกระทบ 9) สมั ปฏจิ ฉันนะ หมายถงึ รบั อารมณ์ต่อจาก วญิ ญาณทงั้ 5 ทด่ี บั ไปแล้ว ทาหน้าท่เี หมอื นนายทวาร ซ่งึ มหี น้าทร่ี บั บุคคลท่สี ญั จร เขา้ มาขา้ งใน แลว้ ส่งต่อใหส้ นั ตรี ณะเป็นผใู้ ต่สวนต่อไป 10) สนั ตรรี ณะ พจิ ารณา หรอื 65 อภ.ิ กถา. ไทย) 37/335/305. 66 ส.น.ิ ไทย) 16/61/116. 67 ข.ุ มหา. ไทย) 29/1/3. 68 อภ.ิ กถา. ไทย) 37/335/306. 69 สมเดจ็ พระญาณสงั วร สมเดจ็ พระสงั ฆราช, ความเขา้ ใจเรอื่ งพระอภิธรรม, กรง เทพฯ: มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั ,2553), หน้า 47.
23 ไต่สวนว่าเป็นอิฏฐารมณ์หรอื อนิฏฐารมณ์ท่รี บั มาจากสมั ปฏจิ ฉันนะว่าอารมณ์นัน้ ดี หรอื เลวประการใด 11) โวฏฐพั พนะ กาหนด หรอื ตดั สนิ อารมณ์โดยความเป็นกุศล อกุศล วบิ าก หรอื กิรยิ า ตามสมควรแก่มนสกิ ารของบุคคลเพ่อื จะไดเ้ สรพอารมณ์ท่ี ประสบนัน้ 12) ชวนะ แล่นไป หรอื ทาหน้าท่เี สพอารมณ์ 13) ตทาลมั พนะ หน่วง อารมณ์นนั้ และ 14) จตุ ิ สน้ิ จากตาแหน่ง จาก 14 ประการน้ี จดั กลุ่มอธิบายในท่ีน้ีเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1) วญิ ญาณทท่ี าหน้าทป่ี ฏสิ นธิ หรอื ใหก้ าเนิดชวี ติ 2) วญิ ญาณท่ีทาหน้าทค่ี รองธาตุ ขนั ธ์ อายตนะในช่วงเวลาท่ชี วี ติ ดารงอยู่ และ 3) วญิ ญาณท่ที าหน้าท่จี ุติ หรอื สบื ภพชาติ หลงั จากละอตั ภาพไปแลว้ กลุ่มท่ี 1 วิญญาณที่ทาหน้าท่ีปฏิสนธิ หรือให้กาเนิดชีวิต สอดคลอ้ ง กบั หลกั ฐานท่ปี รากฏในคมั ภรี ต์ ่างๆ เป็นต้นว่า “จติ ดวงแรกเกิด ปฏสิ นธจิ ติ ) คอื วญิ ญาณดวงแรกปรากฏขน้ึ ในครรภม์ ารดา” 70 “ถา้ วญิ ญาณจกั ไมห่ ยงั่ ลงในทอ้ งมารดา นามรปู จะก่อนตวั ขน้ึ ในท้องมารดาไดห้ รอื ”71 “พระโพธสิ ตั ว์นัน้ แวดลอ้ มไปดว้ ยเหล่า เทวดาผใู้ หร้ ะลกึ ถงึ กุศลอยา่ งน้ี เสดจ็ ไปอยใู่ นสวนนนั ทวนั นนั้ ทรงจตุ แิ ลว้ ครนั้ จตุ แิ ลว้ อย่างน้ี ย่อมรู้ว่า เราจุติ”72 “พระโพธิสตั ว์มสี ติสมั ปชญั ญะอย่างน้ี เสด็จลงสู่ครรภ์ มารดาทรงถือปฏสิ นธดิ ว้ ยมหาวบิ ากจติ เช่นกบั กุศลจติ อนั เป็นอสงั ขารกิ ะ สหรคต ดว้ ยโสมนสั สมั ปยตุ ดว้ ยญาณอนั เป็นสว่ นเบอ้ื งตน้ แห่งเมตตาในปฏสิ นธจิ ติ 19 ดวง” 73 ในปฏจิ จสมปุ บาททา่ นจงึ จาแนกปฏสิ นธวิ ญิ ญาณเป็น 19 ดวง74 หลักฐานข้างต้น แสดงให้เห็นวิญญาณท่ีทาหน้าท่ีปฏิสนธิ เรียกว่า ปฏสิ นธจิ ติ บา้ ง ปฏสิ นธวิ ญิ ญาณบา้ ง ซง่ึ รบั ช่วงต่อจากจตุ จิ ติ ของเหล่าสตั วใ์ นระหว่าง ภมู ติ ่างๆ ทงั้ 31 ภูมใิ นลกั ษณะผุดขน้ึ ดงั ท่ที ่านอธบิ ายไว้ว่า “จติ ดวงแรกท่ผี ุดขน้ึ ใน ท้องมารดานัน้ นัน่ แล”75 หลกั ฐานจากคัมภีร์ข้างต้น แสดงให้เห็นความเช่ือมโยง 70 ว.ิ มหา. ไทย) 1/172/141. 71 ว.ิ ม. ไทย) 10/115/65. 72 ท.ี ม.อ. ไทย) 2/1/98. 73 ท.ี ม.อ. ไทย) 2/1/99. 74 พระสทั ธมั มโชตกิ ะ ธมั มาจรยิ ะ, ปฏิจจสมปุ บาททีนี, กรุงเทพฯ: มลู นธิ สิ ทั ธมั มโชตกิ , 2554), หน้า 49. 75 ว.ิ มหา.อ. ไทย) 1/2/281.
24 ระหว่างจุตจิ ติ และปฏสิ นธจิ ติ ของพระโพธสิ ตั ว์ เป็นลกั ษณะของจุตจิ ติ จากสวรรค์ชนั้ ดุสติ แล้วมาปฏสิ นธใิ นครรภ์มารดาอกี ในอีกอตั ภาพหน่ึง การสบื ต่อของวญิ ญาณใน ระหวา่ งภพภมู ทิ งั้ 31 สามารถเทยี บเคยี งโดยนยั ดงั กล่าวน้ี ปฏสิ นธวิ ญิ ญาณในมติ นิ ้ี มคี วามเช่อื มโยงกบั อาหาร 4 เภท โดยเฉพาะ มโนสญั เจตนาหาร และวิญญาณหาร โดยท่ใี นระหว่างน้ี มโนสญั เจตนาหารจะทา หน้าท่นี าภพมาให้ได้ทงั้ 3 ภพ คอื กามภพ รูปภพ และอรูปภพ ส่วนวญิ ญาณาหาร ยอ่ มนามาซง่ึ ขนั ธท์ งั้ 3 ทส่ี มั ปยุตดว้ ยปฏสิ นธวิ ญิ ญาณนนั้ ในขณะปฏสิ นธิ และรูป 30 ซง่ึ เกดิ ขน้ึ ดว้ ยอานาจคตสิ นั ตตโิ ดยนยั แห่งปจั จยั มสี หชาตปจั จยั เป็นต้น วญิ ญาณาหาร จงึ ทาหน้าทน่ี านามรปู ในปฏสิ นธิ76 เป็นทน่ี ่าสงั เกตว่า คาว่าปจั จยั ในทน่ี ้ี ท่านเรยี กว่า อาหาร เพราะนาธรรมซง่ึ สมั ปยตุ ดว้ ยปจั จยั นนั้ ๆ มปี จั จยั นนั้ ๆเป็นสมฏุ ฐานมาให้ ต่อแต่น้ี กระบวนการอธบิ ายชวี ติ ด้วยขนั ธ์ 5 กเ็ รม่ิ ต้น กล่าวคอื รูปท่ไี ด้ ในขณะปฏสิ นธดิ ว้ ยปฏสิ นธจิ ติ เป็นรปู ขนั ธ์ เวทนาทเ่ี กดิ รว่ มกนั เป็นเวทนาขนั ธ์ สญั ญา เป็นสญั ญาขนั ธ์ เจตสกิ ทเ่ี หลอื เป็นสงั ขารขนั ธ์ ปฏสิ นธจิ ติ เป็นวญิ ญาณขนั ธ์77 กลุ่มท่ี 2 วิญญาณที่ทาหน้าท่ีครองธาตุ ขนั ธ์ อายตนะในช่วงเวลาที่ ชีวิตดารงอยู่ในภพนัน้ ๆ สอดคล้องกบั บาลที ป่ี รากฏในคมั ภรี ต์ ่างๆ เป็นตน้ ว่า รูป ภายในได้แก่รูปท่มี วี ญิ ญาณครอง78 เพราะสงั ขารเป็นปจั จยั วญิ ญาณจงึ มี เพราะ วญิ ญาณเป็นปจั จยั นามรปู จงึ ม7ี 9 วญิ ญาณท่เี กดิ ข้นึ เพราะอาศยั ปจั จยั ใดๆ ก็นับว่า วญิ ญาณตามปจั จยั นัน้ ๆ วญิ ญาณท่เี กิดเพราะอาศัยจกั ขุและรูปารมณ์ก็นับว่าจกั ขุ วิญญาณ วิญญาณท่ีเกิดเพราะอาศัยโสตะและสัททารมณ์ก็นับว่าโสตวิญญาณ วญิ ญาณท่ีเกิดเพราะอาศัยฆานะและคนั ธารมณ์ก็นับว่าฆานวิญญาณ วิญญาณท่ี เกดิ ขน้ึ เพราะอาศยั ชวิ หาและรสารมณ์ กน็ ับว่าฆานวญิ ญาณ วญิ ญาณท่ีเกดิ ขน้ึ เพราะ อาศยั กายและโผฏฐพั พารมณ์ กน็ ับว่ากายวญิ ญาณ วญิ ญาณทเ่ี กดิ เพราะอาศยั มโน และธรรมารมณ์กน็ บั วา่ มโนวญิ ญาณ ทานองเดยี วกนั กบั ไฟตดิ ขน้ึ เพราะอาศยั เชอ้ื ใดๆ 76 ส.นิ.อ. ไทย) 2/56. 77 ข.ุ ปฏ.ิ อ. ไทย) 7/2/412. 78 ว.ิ อ. ไทย) 2/238/8. 79 ว.ิ ม. ไทย) 4/1/2.
25 กน็ ับว่าไฟตามเชอ้ื นัน้ ๆ เช่น ไฟปา่ , ไฟหญ้า, ไฟแกลบ, ไฟมลู โค, ไฟอยากเย่อื เป็น ตน้ 80 กลุ่มท่ี 3 น้ี ในพระอภธิ รรมท่านจาแนกรายละเอยี ดโดยพสิ ดาร และมชี ่อื เรยี กแตกต่างกนั รวมทงั้ สน้ิ 89 ดวง โดยแบ่งออกเป็น 4 กล่มุ คอื 81 1) กามาวจรจิต หมายถงึ จติ ทห่ี ยงั่ ลงในกามภูมใิ ดภูมหิ น่ึงใน 11 ภูมิ มี ทงั้ ทุคตแิ ละสุคติ รวม 54 ดวง ใน 54 ดวงน้ี ยงั จาแนกออกเป็นโสภณเจติ จติ ดงี าม) จานวน 24 ดวง และอโสภณจติ จติ ทไ่ี ม่งาม) จานวน 30 ดวง, ในโสภณจติ 24 กย็ งั จาแนกรายละเอียดออกเป็น มหากุศลจติ 8 ดวง มหาวบิ ากจติ 8 ดวง ทวั่ ไปแก่ ปุถุชน) และมหากรยิ าจติ 8 ดวง เฉพาะพระอรหนั ต์) ส่วนอโสภณจติ ก็แบ่งเป็นอ เหตุกจติ 18 ดวง อกุศลวปิ ากจติ 7, อหตุกกุศลวปิ ากจติ 8, อเหตุกกรยิ าจติ 3) อกุศล จติ 12 ดวง โลภมลู จติ 8,โทสมลู จติ 2, โมหมลู จติ 2) 2) รูปาวจรจิต หมายถึง จติ ท่ีหยงั่ ลงในฌานมรี ูปเป็นอารมณ์ ได้แก่ พรหม 16 ชนั้ รวม 15 ดวง แบ่งเป็น รูปาวจรกุศลจติ 5, รูปาวจรวปิ ากจติ 5, และรู ปาวจรกรยิ าจติ 5 ดวง 3) อรปู าวจรจิต หมายถงึ จติ ทห่ี ยงั่ ลงในฌานไม่มรี ูปเป็นอารมณ์ ไดแ้ ก่ พรหมอรปู ภูมิ 4 ชนั้ มที งั้ หมด 12 ดวง แบ่งเป็นอรปู าวจรกุศลจติ 4, อรปู าวจรวปิ าก จติ 4, และอรปู าวจรกรยิ าจติ 4 ดวง 4) โลกกตุ รจิต หมายถงึ จติ ทเ่ี ป็นโลกุตระคอื อย่เู หนือโลก ไม่มภี ูมเิ ป็น ของตนเอง แต่อาจดารงธาตุขนั ธ์อยู่ในภูมิ 3 ขา้ งต้นภูมใิ ดภูมหิ น่ึงก็ได้ มที งั้ หมด 8 ดวง แบ่งเป็นโสดาปตั ตมิ รรคจติ , สกทาคามมิ รรคจติ , อนาคามมิ รรคจติ , อรหตั ตมรรค จติ , โสดาปตั ตผิ ลจติ , สกทาคามผิ ลจติ , อนาคามผิ ลจติ , และอรหตั ตผลจติ อยา่ งละ 1 ดวง รวมเป็น 8 ดวง ใน 89 ดวงน้ี เม่อื สงั เคราะห์เขา้ ในวถิ แี ห่งอายตนะ ก่อกาเนิดวญิ ญาณ 6 และในวญิ ญาณ 6 น้ี ทา่ นกส็ งั เคราะหไ์ ดด้ งั น้ี 80 ม.ม.ู ไทย) 12/400/431. 81 พระธมั มานันทะมหาเถระ, อภิธมั มตั ถสงั คหะและปรมตั ถทีปนี, พระคนั ธสาราภิ วงศ์ แปล. กรงุ เทพฯ: ประยรู สาสน์ ไทย การพมิ พ,์ 2552), หน้า 2.
26 จกั ขุวญิ ญาณ องค์ธรรมไดแ้ ก่ จกั ขุวญิ ญาณจติ 2 ดวง, โสตวญิ ญาณ องค์ธรรมไดแ้ ก่ โสตวญิ ญาณจติ 2 ดวง, ฆานวญิ ญาณ องคธ์ รรม ไดแ้ ก่ ฆานวญิ ญาณจติ 2 ดวง, ชวิ หาวญิ ญาณองค์ธรรมได้แก่ ชวิ หา วญิ ญาณจติ 2 ดวง, กายวญิ ญาณ องคธ์ รรมได้แก่ กายวญิ ญาณจติ 2 ดวง, มโนวญิ ญาณ องคธ์ รรมไดแ้ ก่ จติ 79 ดวงทเ่ี หลอื 82 อน่ึง จติ 89 ดวงน้ี ถ้านับโลกุตรจติ 40 ดวงด้วย แบ่งเป็นมรรคจติ 20 ดวง ผลจติ 20 ดวง) ก็จะเป็นจติ 121 ดวง โดยใน 121 ดวงน้ี ท่านยงั จดั กลุ่มอกี 3 ลกั ษณะ คอื 1) จติ เป็นอโสภณ จานวน 30 ดวง เป็นโสภณะ 91 ดวง, 2) จติ เป็นโลกยี ์ จานวน 81 ดวง จติ เป็นโลกุตระ 40 ดวง และ 3) จติ เป็นกุศล 37 ดวง จิตเป็นอกุศล 12 ดวง จิตเป็นอัพยากตะ 72 ดวง83 การทจ่ี ติ ปรากฏลกั ษณะต่างๆ ได้ 89 ดวงดงั กลา่ วขา้ งต้น กเ็ น่ืองมสี ง่ิ ปรุง แต่งคอื เจตสกิ ประกอบกนั ข้นึ เจตสกิ น้ีมลี กั ษณะสาคญั 4 ประการ84 ได้แก่ 1) เกิด พรอ้ มกบั จติ 2) ดบั พร้อมกบั จติ 3) มอี ารมณ์เดยี วกบั จติ และ 4) มวี ตั ถุท่อี าศยั อนั เดียวกนั กบั จติ โดยท่านแจกแจงรายละเอียดได้ 52 ดวง แบ่งเป็น 1) อัญญสมาน เจตสกิ 13 ดวง 2) อกุศลเจตสกิ 14 ดวง และ 3) โสภณเจตสกิ 25 ดวง85 หากวเิ คราะห์รายละเอยี ดของเจตสกิ จะเหน็ ไดว้ ่า จติ ไดเ้ ขา้ ไปทาหน้าท่ี ต่างๆ และเม่อื เขา้ ไปทาหน้าทแ่ี ล้วกไ็ ม่ได้เรยี กช่อื ว่าจติ หรอื วญิ ญาณอกี ต่อไป เช่น ในสพั พจติ ตสาธารณเจตสกิ ทงั้ 7 ดวง เรยี ก ผสั สะ, เวทนา, สญั ญา, เจตนา, เอกคั ค ตา, ชวี ติ นิ ทรยี ,์ และมนสกิ าร ในปกณิ ณกเจตสกิ กเ็ รยี กวติ ก, วจิ าร, อธโิ มกข,์ วริ ยิ ะ, ปีต,ิ และฉนั ทะ แมใ้ นอกุศลเจตสกิ เม่อื ปรุงแต่งแลว้ กเ็ รยี กช่อื แตกต่างกนั ออกไป เช่น 82 พระสทั ธมั มโชตกิ ะ, ปรมตั ถโชติกะ ปริจเฉทที่ 4 วิถีสงั คหะ, กรุงเทพฯ: อภธิ รรม โชตกิ ะวทิ ยาลยั จดั พมิ พ,์ 2553), หน้า 37 83 พระศรคี มั ภีรญาณ ถวลั ย์ ญาณจารี), อภิธมั มตั ถสงั คหะ 9 ปริจเฉท เล่ม 1, กรุงเทพฯ: สานกั วดั ระฆงั โฆสติ ารามวรมหาวหิ าร จดั พมิ พ,์ 2545), หน้า 41. 84 พระศรคี มั ภรี ญาณ ถวลั ย์ ญาณจาร)ี , อภิธมั มตั ถสงั คหะ 9 ปริจเฉท เล่ม 1, หน้า 45. 85 พระธมั มานนั ทะมหาเถระ, อภิธมั มตั ถสงั คหะและปรมตั ถทีปนี, หน้า 19.
27 โมหะ หลง), อหริ กิ ะ ไม่ละอาย), อโนตตปั ปะ ไม่เกรงกลวั ผลบาป), อุทธจั จะ ฟุ้ง ซ่อน), โลภะ ความโลภ), ทฏิ ฐิ เหน็ ผดิ ), มานะ ทะนงตน), โทสะ ขุน่ เคอื ง), อสิ สา รษิ ยา), มจั ฉรยิ ะ ตระหน่ี), กุกกุจจะ รอ้ นใจ), ถนี ะ หดหู่), มทิ ธะ เซ่อื งซมึ ), และ วจิ กิ จิ ฉา สงสยั ) เป็นตน้ ซง่ึ ลว้ นเป็นปรากฏการณ์เกย่ี วกบั จติ ทงั้ สน้ิ อน่ึง เจตสกิ แต่ละดวงจะไม่เกดิ ร่วมกนั จะเกิดแยกกนั เกดิ เสมอ และจะ เกดิ แก่จติ เป็นบางครงั้ เท่านนั้ ไมใ่ ช่เกดิ แก่จติ ทุกดวง แต่จติ ดวงหน่ึงอาจมเี จตสกิ เกดิ รว่ มไดห้ ลายดวงได้ เช่นกรณีมหากุศลจติ ดวงแรกมเี จตสกิ ประกอบ 38 ดวง คอื อญั ญ สมานเจตสกิ 13 ดวง และโสภณเจตสกิ 25 ดวง86 กล่มุ ท่ี 3 วิญญาณท่ีทาหน้าที่จตุ ิ หรือสืบภพชาติหลงั จากละอตั ภาพ ไปแล้ว สอดคล้องกบั บาลีท่ปี รากฏในคมั ภรี ต์ ่างๆ เป็นต้นว่า “ขา้ พเจา้ อย่ใู นอาศรม นัน่ แลตราบเท่าส้นิ อายุ จงึ ได้ตาย เม่อื จุติจติ ซ่งึ เป็นจติ ดวงสุดท้ายกาลงั จะเป็นไป ขา้ พเจ้าระลกึ ถงึ การฟงั พระสทั ธรรมได้ ด้วยกรรมท่ขี ้าพเจ้าได้ทาไว้ดนี ัน้ และด้วย เจตนาท่ตี งั้ ไวม้ นั่ ข้าพเจา้ ละกายมนุษย์แล้วจงึ ได้ไปบงั เกิดในสวรรค์ชนั้ ดาวดงึ ส์”87 “จตุ จิ ติ ยอ่ มทาชวี ติ นิ ทรยี ใ์ หส้ น้ิ ไป” 88 ความสน้ิ สุดแห่งชวี ติ มไี ดด้ ว้ ยจุตจิ ติ 89 ความแตก แห่งจุตจิ ติ ท่านเรยี กว่าความส้นิ ชวี ติ 90 หรอื ธรรมเหล่าน้ีคอื ปญั ญา สติ นามและรูป ย่อมดบั คอื ย่อมสงบ ย่อมถงึ การตงั้ อยู่ไม่ได้ ย่อมระงบั ไปในท่นี ัน้ เพราะการดบั ไป แห่งวญิ ญาณดวงสดุ ทา้ ย คอื จตุ จิ ติ 91 จุตจิ ติ น้ี ถ้าเป็นปุถุชนทวั่ ไป เม่อื เกิดข้นึ แล้ว ย่อมยงั รูปให้ตงั้ ข้นึ ในภพ ต่างๆ ไดอ้ กี เวน้ เสยี แต่จติ ของพระอรยิ บุคคล ถ้าเป็นพระโสดาบนั ยงั รปู ให้ตงั้ ขน้ึ ได้ อกี 7 ภพ, พระสกทาคามยี งั รูปใหต้ งั้ ขน้ึ ไดอ้ กี 2 ภพ, พระอนาคามยี งั รปู ให้ตงั้ ขน้ึ ใน ภพได้อีก 1 ภพ ส่วนจุติของของพระขณี าสพยงั รูปให้ตงั้ ข้นึ ไม่ได้ เพราะความท่มี ูล แห่งวฏั ฏะในภพทงั้ ปวงสงบระงบั สน้ิ เชงิ แลว้ 92 กระบวนการของการส่งต่อระหว่างจุติ 86 พระธมั มานนั ทมหาเถระ, อภิธมั มตั ถสงั คหะและปรมตั ถทีปนี, หน้า 25. 87 ข.ุ อปทาน. ไทย) 33/94/45. 88 ส.ส.อ. ไทย) 1/2/69. 89 อ.สตฺตก.อ. ไทย) 4/34. 90 ข.ุ จฬู .อ. ไทย) 6/736. 91 อภ.ิ ส.อ. ไทย) 1/1/637. 92 อภ.ิ ส.อ. ไทย) 2/1/62.
28 จติ กบั ปฏสิ นธจิ ติ ของผทู้ ่ยี งั สน้ิ อาสวะ ท่านอธบิ ายไวว้ ่า “จตุ จิ ติ หน่ึงดวงกระทาภวงั ควิ สยั ใหเ้ ป็นอารมณ์ในลาดบั แหง่ ชวนะนนั้ แล ในทส่ี ดุ แห่งจตุ จิ ติ นนั้ ย่อมเกดิ ปฏสิ นธจิ ติ มี อารมณ์อย่างใดอย่างหน่ึงในอารมณ์ทงั้ หลายตามท่ปี รากฏ” 93 กล่าวคอื บายปฏสิ นธิ กามสุคติปฏิสนธิ รูปาวจรปฏิสนธิ หรืออรูปาวจรปฏิสนธิอย่างใดอย่างหน่ึง94 กระบวนการในการเปลย่ี นจากภพหน่งึ ไปยงั อกี ภพหน่งึ ท่านอธบิ ายสรปุ ไวด้ งั น้ี ในเวลาสน้ิ สุดแห่งวถิ จี ติ หรอื ในเวลาสน้ิ สุดภวงั คข์ องบุคคลผใู้ กลเ้ สยี ชวี ติ นนั้ จุตจิ ติ ซง่ึ เป็นจติ ดวงสุดท้ายของปจั จุบนั ภพ เมอ่ื เกดิ ขน้ึ แลว้ ย่อมดบั ไปดว้ ยอานาจของการจุติ เมอ่ื จติ นนั้ สน้ิ สุดดบั ไปแลว้ ลาดบั ต่อจากจุตจิ ติ นัน้ จติ ท่เี รยี กว่าปฏสิ นธจิ ติ จะรบั อารมณ์ตามท่มี รณาสนั นวถิ จี ติ วถิ จี ติ ในเวลาใกล้เสยี ชวี ติ )รบั อารมณ์ทม่ี ี หทยั ) วตั ถุหรอื ท่ี ไม่มี หทยั ) วตั ถุ อนั กุศลกรรมและอกุศลกรรมท่ปี รุงแต่งท่แี วดล้อมด้วยอวชิ ชานุสยั ซ่งึ มี ตณั หานุสยั เป็นรากเหง้า ก่อให้เกดิ ขน้ึ ตามสมควรอนั สมั ปยุตธรรมเข้า ประสม เป็นประธานโดยความเป็นท่ีตัง้ แห่งธรรม คือรูปธรรมกับ นามธรรม) ทเ่ี กดิ รว่ มกนั เมอ่ื ขน้ึ อยู่ ยอ่ มดารงอย่ใู นภพต่อไปดว้ ยอานาจ แหง่ การสบื ต่อภพอ่นื 95 2.4.2 มิติแห่งความจริง ปรากฏการณ์เกย่ี วกบั จติ หรอื วญิ ญาณตามทไ่ี ด้ แจกแจงในรูปของจติ 89 ดวง และเจตสกิ 52 ดวง เพ่อื สะทอ้ นให้เหน็ ความเป็นจรงิ ระดบั ปรมตั ถ์ว่า จติ หรือวิญญาณในพุทธปรชั ญานัน้ เป็นเร่อื งของปรากฏการณ์ท่ี เกดิ ขน้ึ บนพน้ื ฐานของเหตุปจั จยั ทอ่ี งิ อาศยั กนั และกนั เกดิ ขน้ึ ตกอย่ใู นฐานะทเ่ี รยี กว่า สงั ขาร คอื การปรุงแต่ง ไม่มลี กั ษณะท่เี รยี กว่าเป็นตวั หรอื เป็นตน เป็นเพยี งกระแส ของการเกดิ ดบั ๆ อย่างต่อเน่ืองในลกั ษณะ “จติ ดวงหน่ึงเกิดข้นึ อีกดวงหน่ึงดบั ไป ตลอดทงั้ วนั และคนื ” 96 เท่านัน้ การพูดว่ามจี งึ เป็นการพูดบนพ้นื ฐานของกระแสของ เหตุปจั จยั แต่ละขณะๆ ไมก่ ารมอี ยโู่ ดยตวั ของมนั เอง 93 อภ.ิ ว.ิ อ. ไทย) 2/1/500. 94 พระธมั มานนั ทมหาเถระ, อภิธมั มตั ถสงั คหะและปรมตั ถทีปนี, หน้า 59. 95 พระธมั มานนั ทมหาเถระ, อภิธมั มตั ถสงั คหะและปรมตั ถทีปนี, หน้า 67. 96 อภ.ิ กถา. ไทย) 37/335/306.
29 การรบั รู้ผ่านอายตนะต่างๆ ในแต่ละครงั้ จงึ ไม่ใช่จติ ดวงเดยี วกนั เช่น ในขณะท่เี ราเหน็ รูปด้วยตา ขณะฟงั เสยี งทางหู ขณะดมกลน่ิ ทางจมูก ล้มิ รสทางล้นิ ถูกต้องโผฏฐพั พะทางกาย รูแ้ จง้ อารมณ์ทางใจ เป็นต้น ต่างก็ไม่ใช่จติ ดวงเดยี วกนั ความมขี องจิตหรือวิญญาณจึงเป็นเพียงกระแสแห่งปรากฏการณ์ท่ีเป็นไปอย่าง ต่อเน่อื ง แต่โดยปรมตั ถแ์ ลว้ กถ็ อื ว่าเป็นธรรมชาตริ อู้ ารมณ์ มอี ยปู่ ระการเดยี ว เพยี งแต่ เกดิ ดบั ตดิ ต่อกนั แต่ละครงั้ ทเ่ี รยี กวา่ เป็นดวงๆ จงึ ขน้ึ อยกู่ บั เงอ่ื นไขปจั จยั ทป่ี ระชุมแต่ง มนั ขน้ึ มา หลกั ปฏจิ จสมุปบาทพรรณนาความเช่ือมโยง องิ อาศยั กนั และกนั ระหว่าง วิญญาณกับนามรูปไว้ว่า “เม่ือนามรูปมี วิญญาณจงึ มี เพราะนามรูปเป็นปจั จยั วญิ ญาณจงึ มี วญิ ญาณน้ียอ่ มหมนุ กลบั มาจากนามรปู เท่านนั้ ไมเ่ ลยไปกว่านนั้ เพราะ ความหมุนกลบั เพยี งแค่น้ี สตั วโ์ ลกจงึ เกดิ บ้าง แก่บ้าง ตายบ้าง จุตบิ ้าง อุบตั ิบ้าง”97 พุทธปรชั ญายนื ยนั ว่า วญิ ญาณน้ีเน่ืองด้วยกาย อาศยั กาย98 ในพระบาลที ่านอุปมา ความเน่ืองกนั ดงั กล่าวเหมอื นกาไมอ้ ้อ 2 กา ตงั้ อย่ไู ดเ้ พราะอาศยั กนั และกนั เพราะ นามรปู เป็นปจั จยั วญิ ญาณจงึ มี เพราะวญิ ญาณเป็นปจั จยั นามรปู จงึ ม9ี 9 นอกจากลกั ษณะอิงอาศยั กนั และกันดงั กล่าวแล้ว วิญญาณก็ตกอยู่ใน ลักษณะ 3 ประการ คือ 1) อนิจจัง ไม่เท่ียง 2) ทุกขงั เป็นทุกข์ 3) อนัตตา เป็นอนัตตา และตามหลกั พุทธปรชั ญาถือว่า สง่ิ ใดไม่เท่ยี ง สงิ่ นัน้ เป็น ทุกข์ สง่ิ ใดเป็นทุกข์ สง่ิ นัน้ ก็เป็นอนัตตา คอื ไม่ควรเหน็ สง่ิ นัน้ ว่า นัน่ ของเรา เราเป็น นนั่ นัน่ เป็นอตั ตาของเรา100 หากเหน็ ต่างจากน้ี ช่อื ว่าเหน็ ไมต่ รงตามคาสอน ดงั พระ พุทธพจน์ต่อไปน้ี อคั คเิ วสสนะ สาวกของเราในธรรมวนิ ยั น้ี เหน็ วญิ ญาณอยา่ งใดอยา่ งหน่ึง ทงั้ ท่ีเป็นอดีต อนาคต และปจั จุบัน ภายในหรอื ภายนอก หยาบหรือ ละเอียด เลวหรอื ประณีต ไกลหรอื ใกล้ก็ตาม ตามความเป็นจริงด้วย ปญั ญาอนั ชอบอย่างน้ีว่า ‘นัน่ ไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนัน่ นัน่ ไม่ใช่อตั ตา ของเรา’ ดว้ ยเหตุเพยี งเท่าน้ีแล สาวกของเราจงึ ช่อื ว่าเป็นผทู้ าตามคาสงั่ 97 ท.ี ม. ไทย) 10/57-58/33. 98 ท.ี ส.ี ไทย) 9/472/206. 99 ส.นิ. ไทย) 16/67/136. 100 ว.ิ ม. ไทย) 4/21/29.
30 สอน ทาถูกตามโอวาท หมดความสงสยั ไม่มคี าถามใดๆ มคี วามแกล้ว กลา้ ไมต่ อ้ งเชอ่ื ใครอกี ในคาสอนของศาสดา101 2.5 แนวคิดเกี่ยวกบั กรรม สงั สารวฏั และนิพพาน เรอ่ื งกรรมและสงั สารวฏั ถอื วา่ เป็นเรอ่ื งทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกนั ในแง่ทว่ี ่า กรรมเป็น เหตุให้เกดิ สงั สารวฏั และสงั สารวฏั กต็ ่อภพต่อชาตใิ ห้คนไดท้ ากรรมดว้ ยอานาจแห่ง กุศลกรรมบ้าง ดว้ ยอานาจแห่งอกุศลกรรมบ้าง พุทธปรชั ญาถอื กาเนิดขน้ึ โดยอาศยั กาลงั แห่งการตรสั รู้ของพระพุทธเจา้ สมั มาสมั โพธิญาณได้ตดั วงจรแห่งกรรมและ สงั สารวฏั ลุถงึ พระนิพพานอนั ไม่มกี ารเวยี นว่ายตายเกดิ อีกต่อไป จงึ ถอื ได้ว่า เป็น เรอ่ื งสาคญั ในพุทธปรชั ญา คมั ภรี พ์ ระไตรปิฎกและคมั ภรี อ์ รรถกถา ตลอดถงึ วรรณกรรมรุ่นหลงั ต่อมา ทุกยุคทุกสมยั สะทอ้ นใหเ้ หน็ ชวี ติ ของสตั วโ์ ลกในลกั ษณะเป็นสงั สารวฏั คอื การเวยี น ว่ายตายเกิดในภพภูมติ ่างๆ ตามผลกรรมท่ที าเอาไว้อยู่ร่าไป ดงั ข้อความท่มี กั พบ บ่อยครงั้ ว่า “หาเบอ้ื งต้นและเบ้อื งปลายรไู้ ม่ได้”102 จงึ มคี าอุปมาเปรยี บเทยี บใหเ้ ห็น ความจรงิ ดงั กลา่ วปรากฏอยทู่ วั่ ไปหลายลกั ษณะ ดงั ตวั อยา่ งคดั มาต่อไปน้ี ภกิ ษุทงั้ หลาย สงสารน้มี เี บอ้ื งตน้ และเบอ้ื งปลายรไู้ มไ่ ด้ ทส่ี ุดเบอ้ื งตน้ ทส่ี ุด เบ้อื งปลายไม่ปรากฏแก่เหล่าสตั ว์ผถู้ ูกอวชิ ชากดี ขวาง ถูกตณั หาผูกไว้ วนเวยี นท่องเทย่ี วไป เปรยี บเหมอื นบุรุษตดั หญา้ ท่อนไม้ กงิ่ ไม้ ใบไม้ ในชมพทู วปี น้ีแลว้ รวมเป็นกองเดยี วกนั ครนั้ รวมกนั แลว้ จงึ มดั มดั ละ 4 น้วิ วางไว้ สมมตวิ ่าน้ีเป็นมารดาของเรา น้ีเป็นมารดาของมารดาของเรา มารดาของมารดาแห่งบุรุษนนั้ ไมพ่ งึ สน้ิ สุดส่วนหญา้ ท่อนไม้ กง่ิ ไม้ ใบไม้ ในชมพทู วปี น้พี งึ หมดสน้ิ ไป103 ภกิ ษุทงั้ หลาย สงสาร การเวยี นว่ายตายเกดิ ) น้ีมเี บอ้ื งต้นเบ้อื งปลายท่ี ใครๆ รไู้ มไ่ ด้ เบอ้ื งตน้ เบอ้ื งปลายไมป่ รากฏแก่สตั วท์ งั้ หลายผมู้ อี วชิ ชา เป็นเคร่ืองปิดกัน้ มีตัณหาเป็นเคร่ืองประกอบไว้ ท่องเท่ียวไปฯ 101 ม.ู ม.ู ไทย) 12/361/398. 102 ข.ุ เถร. ไทย) 26/497-501/636. 103 ส.น.ิ ไทย) 16/124/215.
31 มหาสมุทรยงั มีเวลาเหือดแห้งไป มีอยู่ไม่ได้ แต่เราก็มิได้กล่าวว่า สตั วท์ งั้ หลายผูม้ อี วชิ ชาเป็นเคร่อื งปิดกนั้ มตี ณั หาเป็นเคร่อื งประกอบ ไว้ ท่องเทย่ี วไปอย่จู ะทาทส่ี ุดแห่งทุกขไ์ ด้ฯ ขุนเขาสเิ นรยุ งั มเี วลาถูกไฟ เผาพนิ าศไป มอี ยไู่ มไ่ ด้ แต่เราก็มไิ ดก้ ล่าวว่าสตั วท์ งั้ หลายผู้มอี วชิ ชา เป็นเคร่ืองปิดกัน้ มีตัณหาเป็นเคร่ืองประกอบไว้ ท่องเท่ียวไปฯ แผ่นดนิ ใหญ่ยงั มเี วลาถูกไฟเผาพนิ าศไป มอี ยไู่ ม่ได้ แต่เรากม็ ไิ ดก้ ล่าวว่า สตั วท์ งั้ หลายผมู้ อี วชิ ชาเป็นเคร่อื งปิดกนั้ มตี ณั หาเป็นเครอ่ื งประกอบไว้ ท่องเทย่ี วไปอยู่ จะทาทส่ี ุดแหง่ ทุกขไ์ ด1้ 04 ความทส่ี งั สารวฏั ยาวนาน หาเบอ้ื งต้นเบอ้ื งปลายรไู้ ม่ได้ ทาใหเ้ กดิ ความ เขา้ ใจผดิ ในหม่ขู องนกั คดิ นักปรชั ญารว่ มสมยั ทม่ี ญี าณหยงั่ รนู้ ้อย หรอื มกี าลงั ปุพเพนิ วาสานุสตญิ าณไม่มาก ต่างก็คดิ ว่า วญิ ญาณท่ที าหน้าท่สี บื ภพสบื ชาติเป็นอมตะ105 บางลทั ธถิ งึ กบั เช่อื ว่า การเวยี นว่ายตายเกดิ ในทส่ี ุดแลว้ กจ็ ะช่วยทาใหส้ ตั วบ์ รสิ ุทธไิ ์ ด้ เอง โดยไม่ตอ้ งขวนขวายบาเพญ็ เพยี รให้ลาบาก106 ความเขา้ ใจผดิ ดงั กล่าวน้ี ไม่เวน้ แม้กระทงั่ บรรดาพระสาวกบางรูป อย่างเช่นกรณีของพระภิกษุช่อื สาติท่เี ข้าใจว่า “วญิ ญาณน้นี นั่ แหละไมใ่ ชอ่ ่นื ทอ่ งเทย่ี วไป แลน่ ไปส่ภู พน้อยภพใหญ่”107 คมั ภรี พ์ ระไตรปิฎกหลายๆ คมั ภรี ์ ไดอ้ ุทศิ เน้ือหาท่เี ป็นอตั ชวี ประวตั ขิ อง พระสาวก สาวกิ า เทพเทวา ในลกั ษณะขา้ มภพขา้ มชาตกิ ่อนจะไดม้ าพบศาสนาของ พระพุทธเจา้ พระนามว่าโคดม ทงั้ น้รี วมถงึ พระชาตติ ่างๆ ของพระพุทธเจา้ ทผ่ี ่านมาใน อดีตอันยาวไกล ปรากฏในรูปของชาดก ซ่ึงต่อมาพระอรรถกถาจารย์ได้นามา พรรณนาความเพม่ิ เตมิ มรี ายละเอยี ดวจิ ติ รในรปู ของภพภูมิ รวม 31 ภูมิ สะท้อนให้ เหน็ ถงึ วบิ ากกรรมทส่ี ง่ ผลใหเ้ กดิ ทกุ ข-์ สุขในชวี ติ ในแต่ละอตั ภาพ ในศาสนาของพระผู้มพี ระภาคเจา้ ทรงพระนามว่ากสั สปะ ได้มภี ิกษุรูป หน่งึ เป็นผสู้ ารวมทางกายแต่ไมส่ ารวมทางวาจา ดา่ ปรภิ าษภกิ ษุทงั้ หลาย 104 ส.ข. ไทย) 17/99/189. 105 ดู ท.ี ส.ี ไทย) 9/32,33,34/13-15. เป็นตน้ 106 ม.ม.ู ไทย) 12/160/163. 107 ม.ม.ู ไทย) 12/396/427.
32 มรณภาพแลว้ ไปบงั เกดิ ในนรก ไหมใ้ นนรกนนั้ สน้ิ พุทธนั ดรหน่ึง จุตจิ าก นรกนนั้ แลว้ ในพุทธปุ บาทกาลน้ี บงั เกดิ เป็นเปรต ถูกความหวิ กระหาย ครอบงา ดว้ ยเศษวบิ ากของกรรมนนั้ นนั่ แล ณ เชงิ เขาคชิ ฌกูฏ ใกลก้ รุง ราชคฤห.์ ร่างของเปรตนนั้ ไดม้ สี เี หมอื นทองคา แต่หน้าของเปรตนัน้ เหมอื นหน้าสกุ ร108 พระเถรแี มร้ ูปน้ี ก็ได้สรา้ งบารมมี าในพระพุทธเจา้ พระองค์ก่อนๆ เป็น ผู้ชายมาในภพนัน้ ๆ สรา้ งสมกุศลอนั เป็นอุปนิสยั แห่งพระนิพพาน ใน ภพท่ี 7 นบั แต่จรมิ ภพ กไ็ ดก้ ระทาปรทารกิ กรรม [เป็นชกู้ บั ภรรยาผู้อ่นื ] โดยนิสยั ท่ไี มด่ ตี ายไปบงั เกดิ ในนรก ต้องหมกไหมอ้ ย่ใู นนรกนัน้ ตงั้ หลาย รอ้ ยปี จตุ จิ ากนรกนนั้ แลว้ ไปบงั เกดิ ในกาเนิดเดยี รฉาน 3 ชาติ จุตจิ ากนนั้ แลว้ ไปบงั เกดิ เป็นกะเทยในท้องของทาสี จุตจิ ากนัน้ ก็ไปบงั เกดิ เป็นลูก สาวช่างทาเกวยี นท่ขี ดั สนคนหน่ึง เจรญิ วัยแล้วลูกชายนายกองเกวยี น คนหน่ึง ช่อื คริ ทิ าสกเ็ อาเป็นภรยิ านาไปบา้ น ภรยิ าเดมิ ของนายคริ ทิ าสก็ มี เป็นคนมศี ลี มกี ลั ยาณธรรม ลูกสาวช่างทาเกวยี นนัน้ ปกตชิ อบรษิ ยา ภรยิ าเดมิ นัน้ ก็ทาให้สามกี บั ภรยิ าเดมิ เกลยี ดกนั นางอยู่ในบ้านนัน้ จน ตลอดชวี ติ จนตาย ในพุทธุปบาทกาลน้ี กไ็ ปบงั เกดิ เป็นธดิ าของเศรษฐผี ู้ พรงั่ พรอ้ มดว้ ยสมบตั ิ ไดร้ บั ยกย่องดว้ ยคุณมตี ระกูล ถนิ่ และสลี าจารวตั ร เป็นตน้ ในกรงุ อุชเชนี นางมนี ามวา่ อสิ ทิ าส1ี 09 ขอ้ ความท่ปี รากฏในคมั ภรี อ์ รรถกถา บางครงั้ ก็ให้รายละเอียดเก่ยี วกบั สภาพของนรก บางครงั้ ก็ให้รายละเอียดเก่ียวกบั สวรรค์ บางครงั้ ก็ให้รายละเอียด เกย่ี วกบั ความทุกข์-สุขในอตั ภาพของมนุษย์ ดว้ ยประสงคต์ ้องการชใ้ี หเ้ ป็นวบิ ากของ กรรมทท่ี าด-ี ชวั่ ว่าตดิ ตามใหผ้ ลอย่างไร ผ่านระยะเวลายาวนานอยา่ งไร โดยบางครงั้ ก็ มกี ารพรรณนาในเชงิ เปรยี บเทยี บว่า เหมอื นเดนิ ทางไกล110 และเป็นการเดนิ ทางไกล 108 ข.ุ เปต.อ. ไทย) 2/2/18. 109 ข.ุ เถร.ี อ. ไทย) 2/4/466. 110 ข.ุ ธ.อ. ไทย) 1/2/4/179.
33 ทไ่ี มม่ กี ารพกั ผ่อนคอื เดนิ ไปเรอ่ื ย111 บางครงั้ กพ็ รรณนาในเชงิ เปรยี บเทยี บว่าเหมอื น เป็นเครอ่ื งผกู แหง่ มาร112 ทท่ี าใหข้ อ้ งแวะอยใู่ นภพภมู ติ ่างๆ ไมม่ ที ส่ี น้ิ สุด ยงิ่ วรรณกรรมชนั้ หลงั อรรถกถาเป็นต้นมา ยงิ่ แสดงรายละเอยี ดเกย่ี วกบั ภาวะภพภูมทิ ่วี จิ ติ รพสิ ดารมากยงิ่ ขน้ึ ยกตวั อย่างวรรณกรรมสมยั สุโขทยั ท่รี จู้ กั กนั แพรห่ ลาย คอื ไตรภมู กิ ถา พระราชนิพนธข์ องพญาลไิ ท วรรณกรรมเร่อื งน้ีสาระสาคญั ทงั้ หมดพรรณนาความเร่อื งภูมิ 3 กามภูมิ 11, รูปภูมิ 16 และอรูปภูมิ 4) แต่มี รายละเอียดเก่ียวกบั ภูมเิ หล่านัน้ อย่างพสิ ดาร ยกตวั อย่างกล่าวถึงนรกภูมิ ท่านก็ พรรณนาไวด้ งั น้ี อนั ว่าโลกนั ตนรกนัน้ มดี งั น้ี ฝงู จกั รวาลทงั้ หลายน้ีแล 3 อนั อยใู่ กลก้ นั ดงั เกียน 3 อนั แลวางไว้ข้างกันดงั่ บาตร 3 ลูกอนั ขว้าไว้ใกล้กันนัน้ หว่าง จกั รวาล 3 อนั แล มนี รกชอ่ื ว่าโลกนั ตนรกแลอนั แลอนั ในโลกกนั ตนรกนนั้ กว้างได้ 8,000 โยชน์ดว้ ยหลายหนักหนาและจะนับบ่มไิ ด้ มคี ูลกึ วงรหี า พ้นื น้าบ่มไิ ด้ หาฝาเบอ้ื งบนบ่มไิ ด้ เบอ้ื งใต้ไส้ น้าอนั ชูแผ่นดนิ น้ีหากเป็น พน้ื ขน้ึ ช่อื โลกกนั ตนรกนนั้ แล เบอ้ื งบนนนั้ เป็นปล่องขน้ึ ไปเถงิ พรหมโลก อนั ว่าจะมวี มิ านเทพยดาอย่ตู รงบนโลกนั ตนรกขน้ึ ไปนัน้ หาบ่มไิ ดโ้ สด แล ในโลกกนั ตนรกนัน้ มดื นักหนา ฝงู สตั ว์ซ่งึ ไดไ้ ปเกดิ ในโลกนั ตนรกนัน้ ดงั่ หลบั ตาอย่เู ม่อื เดอื นดบั นัน้ แล เม่อื ดาวเดอื นและตะวนั อนั เป็นไฟส่องให้ คนทงั้ สแ่ี ผ่นดนิ น้เี หน็ ทุกหนทกุ แห่งดงั นนั้ กบ็ ่มอิ าจจะสองใหเ้ หน็ ในโลกนั ตนรกนนั้ ได.้ ..113 ภมู ขิ องเดรจั ฉาน กพ็ รรณนารายละเอยี ดว่า แลสตั วอ์ นั เกดิ ในเดรจั ฉานภูมนิ นั้ ลางคาบเป็นดว้ ยอณั ฑชโยนิ ลางคาบ เป็นดว้ ยชลามพุชโยนิ ลางคาบเป็นดว้ ยสงั เสทชโยนิ ลางคาบเป็นดว้ ยอุป ปาตกิ โยนิ แต่สง่ิ อนั เกดิ ดงั่ น้ีช่อื ตริ จั ฉาน มอี าทคิ อื ว่า ครุฑแลนาค สงิ ห์ 111 ข.ุ ธ.อ. ไทย) 1/2/2/367. 112 ข.ุ ธ.อ. ไทย) 1/2/4/316. 113 กรมศลิ ปากร, วรรณกรรมสมยั สโุ ขทยั , กรงุ เทพฯ: กรมศลิ ปากร จดั พมิ พ,์ 2528), หน้า 42.
34 ชา้ ง มา้ ววั ควาย เน้ือถกึ ทุกสง่ิ เป็ดแลห่าน ไก่แลนก แลสตั วท์ งั้ หลาย ฝงู น้ี สงิ่ อนั บ่มตี นี กด็ ี สงิ่ อนั มี 2 ตนี กด็ ี 4 ตนี ก็ดี หลายตนี กด็ ี เทยี รย่อม เดินไปมา แลขว้าอกลงเบ้ืองต่า แต่ฝูงดงั่ นัน้ เรยี กช่ือติรจั ฉาน อันว่า ตริ จั ฉานนนั้ เทยี รย่อมพลนั ดว้ ย 3 ช่อื อนั หน่ึงช่อื กามสญั ญา อนั หน่ึงช่อื อาหารสญั ญา อนั หน่ึงช่อื มรณสญั ญา อนั ช่อื กามสญั ญานนั้ เขาพลนั ดว้ ย กามกเิ ลสแล อนั ชอ่ื วา่ อาหารสญั ญานนั้ เขาพลนั ดว้ ยอาหารอนั นล่าหากนิ อนั ช่อื ว่ามรณสญั ญานัน้ เขาพลนั ด้วยความตายคืออายุสมแห่งเขานัน้ น้อยเขาอ่อนดว้ ยพลนั 3 ชอ่ื น้ที กุ เมอ่ื อนั ว่าตริ จั ฉานน้ีแลจะมธี รรมสญั ญา นนั้ หาบม่ ไิ ดม้ ากนกั หนาแล...114 แม้ในภูมอิ ่ืนๆ ท่านก็พรรณนารายละเอียดไว้โดยพิสดารลักษณะอย่างน้ี ผู้สนใจ สามารถพจิ ารณาเพม่ิ เตมิ ไดโ้ ดยตรง พจิ ารณาในภาพรวมของไตรภูมกิ ถา สะท้อนให้เห็นสงั สารวฏั ของการ เวยี นวา่ ยสขุ เวยี นว่ายทุกขอ์ ยใู่ นวฏั ฏะสงสาร การแจกแจงภพภูมโิ ดยละเอยี ด เพ่อื ให้ เห็นสภาวะชวี ิตในแต่ละภพภูมวิ ่าเสวยสุข-ทุกขอ์ ย่างไร และวนเวยี นแหวกว่ายอยู่ อยา่ งไร ดว้ ยอานาจอะไร ผพู้ จิ ารณาเหน็ ตามความเป็นจรงิ ก็จะเหน็ ภยั จากการเกดิ เพราะการเกดิ บอ่ ยๆ พทุ ธปรชั ญาถอื เป็นความทุกข1์ 15 แมจ้ ะเกดิ ในอตั ภาพของเทวดา มนุษยก์ ต็ าม ลว้ นมคี วามขดั ขอ้ งอย่ใู นตวั ยกตวั อย่างเทวดาเองกก็ าเนิดขน้ึ ดว้ ยผลของกรรมดที ส่ี งั่ สมในโลกมนุษย์ ซง่ึ กส็ ง่ ผลจาแนกเป็นเทวดาศกั ดนิ ์ ้อย ศกั ดใิ ์ หญ่ เทวดาดายงั มคี วาม โลภ ความโกรธ ความหลง และแมเ้ พยี งมคี วามโกรธปรากฏ เทวดากต็ ้องละอตั ภาพ จากเทวดาทนั ที แมใ้ นหมมู่ นุษยก์ เ็ ช่นเดยี วกนั กม็ หี ยาบ มตี ่าต้อย มสี งู ศกั ดไิ ์ ม่เท่ากนั แต่ทงั้ หลายลว้ นกอ็ ยใู่ นวงเวยี นแหง่ สงั สารวฏั เสวยสุข เสวยทุกขต์ ามบุญกรรมทส่ี รา้ ง เอาไว้ เป้าหมายสงู สดุ ของพุทธปรชั ญากา้ วพน้ ทงั้ ทคุ ต-ิ สุคติ ซง่ึ ยงั อยใู่ นโลกของ สงั สารวฏั คอื การเวยี นวา่ ยตายเกดิ เขา้ ถงึ เป้าหมายสงู สุดคอื พระนิพพาน 114 กรมศลิ ปากร, วรรณกรรมสมยั สโุ ขทยั , หน้า 45. 115 ข.ุ ธ. ไทย) 25/153/79. พุทธอุทาน ปฐมโพธวิ ตั ถุ:- “เราตามหานายช่างผสู้ รา้ งเรอื น เม่อื ไมพ่ บ จงึ ทอ่ งเทย่ี วไปในสงสารเป็นอเนกชาติ เพราะการเกดิ บ่อยๆ เป็นทุกข”์
35 นิพพาน เป็นหน่ึงใน อรยิ สจั 4 ท่ีพระพุทธเจ้าตรสั รู้ แต่ในอริยสัจจะ ปรากฏช่อื วา่ ทกุ ขนโิ รธ หมายถงึ ความดบั ทกุ ข์ โดยเรยี งลาดบั อรยิ สจั 4 ดงั น้ี 1) ทุกข์ 2) ทุกขสมทุ ยั 3) ทุกขนโิ รธ และ 4) ทกุ ขนโิ รธคามนิ ปี ฏปิ ทา คมั ภรี พ์ ระไตรปิฎก และคมั ภีร์อรรถกถา แสดงนัยแห่งพระนิพพานไว้ หลายประการ แต่ก็มคี วามหมายสอดคล้องกนั ทงั้ หมด เช่น ธรรมเป็นท่สี ้นิ ไปแห่ง ตณั หา ธรรมเป็นทบ่ี าราศราคะ ธรรมเป็นทด่ี บั เพราะเหตุว่า ตณั หามาถงึ พระนิพพาน นัน้ แล้ว ย่อมถงึ ความส้นิ ไป บาราศไป และย่อมดบั โดยประการทงั้ ปวง ท่เี รยี กว่า นิพพาน เพราะเหตุว่าออกไป คอื แล่นออก หลุดพ้นจากตณั หา116 เป็นท่รี ะงบั แห่ง สงั ขารทงั้ ปวง เป็นทส่ี ลดั อุปธทิ งั้ ปวง เป็นทส่ี น้ิ ไปแห่งตณั หา คลายความกาหนัด ดบั ทกุ ข1์ 17 เป็นแดนเกษมจากโยคะทงั้ หลาย118 เป็นตน้ ในส่วนของทุกขนิโรธ ในธมั มจกั รกปั ปวตั นสูตร และสมั มาทฏิ ฐสิ ูตรทรง แสดงความหมายไว้ว่า คอื ความดบั ตณั หาไม่เหลอื ดว้ ยวริ าคะ ความสละ ความสละ คืน ความพ้นความไม่อาลัยในตัณหา119 ในสัจจวิภังคสูตรแสดงความหมายไว้ ใกลเ้ คยี งกนั ว่า ความสารอกและดบั ไม่เหลอื ความปล่อยวาง ความสละคนื ความพน้ ความไมต่ ดิ ในตณั หาทเ่ี ป็นเหตุใหเ้ กดิ ภพใหม่ สหรคตดว้ ยความกาหนัดยนิ ดี เป็นเหตุ ให้เพลนิ ในกามตณั หา ภวตณั หา และวภิ วตณั หา120 จากนัน้ ก็ทรงแจกแจงแนวทาง ปฏบิ ตั เิ พ่อื ความดบั ทุกขด์ ว้ ยอรยิ มรรคมอี งค์ 8 ประกอบดว้ ย 1) สมั มาทฏิ ฐิ 2) สมั มา สงั กปั ปะ 3) สมั มาวาจา 4) สมั มากัมมนั ตะ 5) สมั มาอาชีวะ 6) สมั มาวายามะ 7) สมั มาสติ และ 8) สมั มาสมาธิ ผู้ดาเนินตามมรรคาดงั กล่าว ย่อมกระทาท่สี ุดแห่งทุกข์โดยชอบ ถึงฝงั่ พระนพิ พานแลว้ ยอ่ มทาลายภพชาติ ไมต่ อ้ งวนเวยี นอยใู่ นวฏั ฏสงสารอกี ต่อไป 116 ว.ิ ม.อ. ไทย) 1/1/726. 117 ท.ี ม.อ. ไทย) 2/1/40. 118 ส.ส.อ. ไทย) 1/2/263. 119 ว.ิ ม. ไทยป 4/14/22, ม.ม.ู ไทย) 12/91/86. 120 ม.อปุ ร.ิ ไทย) 14/374/421.
36 ตอนท่ี 3 ญาณวิทยาในพทุ ธปรชั ญา 3.1 ความนา ญาณวทิ ยา ถอดความจากภาษาองั กฤษว่า Epistemology ซ่งึ คาน้ี มา จากรากศพั ทก์ รกี ว่า epistẽmẽ มคี วามหมายว่า ความรู้ knowledge) + logos มี ความหมายว่า ศกึ ษาเก่ยี วกบั study of) หรอื ทฤษฎเี ก่ยี วกบั theory of) รวมความ ‚ศกึ ษาเก่ยี วกบั ความรู้‛ หรอื ‚ทฤษฎีเก่ียวกบั ความรู้‛ บางครงั้ ท่านถอดคาเป็น ภาษาองั กฤษว่า theory of knowledge หรอื the science of knowledge ราชบณั ฑติ สถานไดน้ ยิ ามความหมายว่า ปรชั ญาสาขาหน่ึงว่าดว้ ยบ่อเกดิ ลกั ษณะ หน้าท่ี ประเภท ระเบยี บวธิ ี และความสมเหตุสมผลของความรู้ โดยเน้ือหาสาระ ญาณวิทยา เป็นสาขาหน่ึงของปรชั ญาท่วี ่าด้วยการ ถกเถยี งเกย่ี วกบั ปญั หาทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั ความรใู้ นมติ ติ ่าง เช่น ความรคู้ อื อะไร? เราได้ ความรมู้ าอยา่ งไร? ขอ้ จากดั ของความรคู้ อื อะไร? ธรรมชาตขิ องความรเู้ ป็นอย่างไร? เวลาเราบอกวา่ เรารนู้ นั้ หมายความว่าอย่างไร? ความรกู้ บั ความเช่อื ต่างกนั อยา่ งไร? ยนื ยนั ไดอ้ ย่างไรว่า สง่ิ ท่เี รารนู้ นั้ เป็นความจรงิ ? เราจะแยกความรจู้ รงิ กบั รเู้ ทยี มได้ อยา่ งไร? ความรกู้ บั ความเป็นจรงิ เป็นอย่างเดยี วกนั หรอื ไม่? อะไรคอื ความสมั พนั ธ์ ระหวา่ งผรู้ กู้ บั สง่ิ ทถ่ี กู รบั รู้ ฯลฯ เราจะพจิ ารณาสาระสาคญั เหล่าน้ีในมติ ขิ องพุทธปรชั ญา เท่าท่มี ปี รากฏ อยใู่ นคมั ภรี ต์ ่างๆ ซง่ึ อาจไมค่ รอบคลุมขอ้ ถกเถยี งบางประเดน็ 3.2 อายตนะในฐานะเป็นแดนเช่ือมต่อโลกภายนอก ถา้ ถามว่า เรารจู้ กั โลกภายนอกไดอ้ ย่างไร ในทศั นะของพุทธปรชั ญา จะ เรม่ิ ต้นด้วยอายตนะ เพราะอายตนะ เป็นกระบวนการอธบิ ายการรบั รูข้ องมนุษยใ์ น ระยะเรม่ิ ต้น ในพระบาลจี งึ มคี าว่า โลก 6 คอื อายตนะภายใน 6, โลก 10 คอื อายตนะ 10,121 อายตนะโลก หรือโลกคืออายตนะ 12122 นอกจากน้ียงั มีบทวิสัชนาของ 121 ข.ุ ปฏ.ิ ไทย) 31/112/174. 122 ข.ุ มหา. ไทย) 29/3/12.
37 พระพุทธเจ้าต่อเทวดา123 ท่กี ราบทูลถามว่า เม่อื อะไรเกิด โลกจงึ เกิด ซ่งึ ประเด็น ดงั กล่าวน้ี พระพุทธเจา้ ตรสั ตอบว่า เม่อื อายตนะ 6 เกดิ โลกจงึ เกดิ และอกี กรณหี น่ึง เหมวตะยกั ษ์124 กราบทลู ถามวา่ เมอ่ื อะไรเกดิ สตั วโ์ ลกจงึ เกดิ ซง่ึ ประเดน็ น้ีกท็ รงตอบ คลา้ ยกนั ว่า เม่อื อายตนะ 6 เกดิ สตั วโ์ ลกจงึ เกดิ สตั วโ์ ลกยอ่ มยนิ ดใี นอายตนะ ยดึ ถอื ในอายตนะ และเพราะอายตนะ 6 น้ี สตั วโ์ ลกจงึ เดอื ดรอ้ น จากพระพุทธดงั กล่าวน้ี ไดข้ อ้ สรุปเบ้อื งต้นว่า อายตนะ คอื จุดเช่อื มต่อ ระหว่างโลกภายนอก เรารจู้ กั โลกภายนอกผา่ นอายตนะ ซง่ึ อายตนะน้ี ในพุทธปรชั ญา จาแนกออกเป็น 2 กลุ่ม คอื อายตนะภายใน 6 อายตนะภายนอก 6 ดงั รายละเอยี ด ต่อไปน้ี 1) อายตนะภายใน 6 ประกอบด้วย จกั ขวายตนะ อายตนะคือตา, โส ตายตนะ อายตนะคอื หู, ฆานายตนะ อายตนะคอื จมกู , ชวิ หายตนะ อายตนะคอื ล้นิ , กายายตนะ อายตนะคอื กาย, และมนายตนะ อายตนะคอื ใจ125 2) อายตนะภายนอก 6 ประกอบด้วย รูปายตนะ อายตนะคอื รูป, สัท ทายตนะ อายตนะคอื เสยี ง, คนั ธายตนะ อายตนะคอื กลน่ิ , รสายตนะ อายตนะคอื รส, โผฏฐพั พายตนะ อายตนะคอื สมั ผสั , และธมั มายตนะ อายตนะคอื ธรรมารมณ์126 ลาพงั อายตนะภายนอก กบั อายตนะภายใน ยงั ไม่สามารถใหเ้ กดิ ความรู้ จะต้องอาศยั องค์ประกอบสาคญั คอื ผสั สะ คอื การกระทบ หรอื มาบรรจบกนั ระหว่าง อายตนะเหลา่ นนั้ ดว้ ย ผสั สะจงึ เป็นตวั แปรสาคญั ทท่ี าใหอ้ ายตนะภายนอกกบั อายตนะ ภายในมาบรรจบกนั ทาให้เกิดความรู้ สง่ิ ใหม่ท่ไี ด้จากการกระทบกันเกิดความรู้น้ี พุทธปรชั ญาเรยี กว่า วญิ ญาณ จงึ เพมิ่ องคป์ ระกอบในส่วนของผสั สะ และผลของผสั สะ ตามลาดบั ดงั น้ี 1) ผสั สะ 6 ประกอบดว้ ย จกั ขสุ มั ผสั สมั ผสั ทางตา, โสตสมั ผสั สมั ผสั ทาง ห,ู ฆานสมั ผสั สมั ผสั ทางจมกู , ชวิ หาสมั ผสั สมั ผสั ทางลน้ิ , กายสมั ผสั สมั ผสั ทางกาย, และมโนสมั ผสั สมั ผสั ทางใจ127 123 ส.ส. ไทย) 15/70/77. 124 ข.ุ ส.ุ ไทย) 25/171/539. 125 ม.อุปร.ิ ไทย) 14/305/368. 126 ม.อปุ ร.ิ ไทย) 14/305/369 127 ม.อปุ ร.ิ ไทย) 14/305/370
38 2) วิญญาณ 6 ประกอบด้วย จกั ขุวญิ ญาณ ความรู้แจ้งอารมณ์ทางตา, โสตวญิ ญาณ ความรู้แจง้ อารมณ์ทางหู, ฆานวญิ ญาณ ความรู้แจง้ อารมณ์ทางจมูก, ชวิ หาวญิ ญาณ ความรแู้ จง้ อารมณ์ทางลน้ิ , กายวญิ ญาณ ความรแู้ จง้ อารมณ์ทางกาย, และมโนวญิ ญาณ ความรแู้ จง้ อารมณ์ทางใจ128 จากองคป์ ระกอบดงั กลา่ วขา้ งตน้ เขยี นแผนผงั ความสมั พนั ธไ์ ดด้ งั น้ี อายตนะภายนอก 6 อายตนะภายใน 6 วญิ ญาณ 6 รปู ายตนะ + จกั ขวายตนะ จกั ขวุ ญิ ญาณ สทั ทายตนะ + โสตายตนะ โสตวญิ ญาณ คนั ธายตน + ฆานายตนะ ฆานวญิ ญาณ รสายตนะ + ชวิ หายตนะ ชวิ หาวญิ ญาณ โผฏฐพั พายตนะ + กายายตนะ กายวญิ ญาณ ธมั มายตนะ + มนายตนะ มโนวญิ ญาณ อธบิ ายประกอบไดด้ งั น้ี รูป กระทบ ตา เกิด จกั ขุวิญญาณ, เสียง กระทบ หู เกดิ โสตวญิ ญาณ, กลน่ิ กระทบ จมกู เกดิ ฆานวญิ ญาณ, รส กระทบ ล้นิ เกดิ ชิวหาวญิ ญาณ, โผฏฐพั พะ กระทบ กาย เกดิ กายวญิ ญาณ, และธรรมารมณ์ กระทบ ใจ เกดิ มโนวญิ ญาณ สรปุ เรารจู้ กั สรรพสง่ิ ทงั้ หลายผา่ นชอ่ งทางทงั้ 6 ชอ่ งน้ี ในพระอภธิ รรม คาว่า จกั ขวายตนะก็ดี โสตายตนะก็ดี ฆานายตนะก็ดี ชวิ หายตนะกด็ ี กายายตนะก็ดี ท่านหมายเอาประสาทรบั รู้ เช่น หมายถงึ จกั ขปุ สาท, โสตปสาท, ฆานปสาท, ชวิ หาปสาท, กายปสาท129 ดงั นัน้ แมจ้ ะมตี า มหี ู มจี มูก เป็น ต้น แต่ประสาทตาเสีย ประสาทหูเสีย หรือประสาทรบั รู้กลิ่นเสยี ก็ไม่อาจรบั รู้ได้ เชน่ กนั ทานองเดยี วกนั ในส่วนของรปู ายตนะ, สทั ทายตนะ, คนั ธายตนะ, รสายต นะ, โผฏฐพั พายตนะ ท่านกห็ มายเอารูปารมณ์, สทั ทารมณ์, คนั ธารมณ์, รสารมณ์, ปฐวี เตโช วาโย โผฏฐพั พารมณ์, ส่วนมนายตนะ ท่านกห็ มายเอาวปิ ากจติ 38 ดวง 128 ม.อุปร.ิ ไทย) 14/305/369 129 พระสทั ธมั มโชตกิ ธมั มาจรยิ ะ, ขนั ธาทิจตุกกะ, กรุงเทพฯ: สานักวดั ระฆงั โฆสติ า รามวรมหาวหิ าร, 2536), หน้า 3.
39 และกรยิ าจติ 20 ดวง, และธมั มายตนะ ท่านก็หมายเอาเจตสกิ 38 ดวง, สุขุมรปู 16 ดวง และนิพพาน130 ในพระอภิธรรมท่านจึงจัดองค์ประกอบของระ บบ และ กระบวนการรบั รไู้ ว้ 6 ฉกั กะ ดงั ต่อไปน้ี131 1) วตั ถฉุ ักกะ 6 ประการ ไดแ้ ก่ จกั ขวุ ตั ถุ, โสตวตั ถุ, ฆานวตั ถุ,ชวิ หาวตั ถุ , กายวตั ถุ, และหทยั วตั ถุ 2) ทวารฉักกะ 6 ประการ ได้แก่ จกั ขุทวาร, โสตทวาร, ฆานทวาร, ชวิ หาทวาร, กายทวาร, และมโนทวาร 3) อารมั ณฉักกะ 6 ประการ ไดแ้ ก่ รูปารมณ์, สทั ทารมณ์, คนั ธารมณ์, รสารมณ์, โผฏฐพั พารมณ์, และธมั มารมณ์ 4) วิญญาณฉักกะ 6 ประการ ได้แก่ จกั ขุวญิ ญาณ, โสตวญิ ญาณ, ฆาน วญิ ญาณ, ชวิ หาวญิ ญาณ, กายวญิ ญาณ, และมโนวญิ ญาณ 5) วิถีฉักกะ 6 ประการ ไดแ้ ก่ จกั ขทุ วารวถิ ,ี โสตทวารวถิ ,ี ฆานทวารวถิ ,ี ชวิ หาทวารวถิ ,ี กายทวารวถิ ,ี และมโนทวารวถิ ี คาว่า วถิ ี ในทน่ี ้ี หมายถงึ กระแสจติ ทเ่ี กดิ ตามชอ่ งทางต่างๆ ดงั กล่าวแลว้ เช่น กระแสจติ ทเ่ี กดิ ทางจกั ขทุ วาร, กระแสจติ ท่ี เกดิ ทางโสตทวาร เป็นตน้ 6) วิสยปั ปวตั ติฉักกะ 6 ประการ ได้แก่ อติมหันตารมณ์ หมายถึง อารมณ์ทม่ี ขี ณะจติ เกดิ ไดม้ ากทส่ี ุด, มหนั ตารมณ์ หมายถงึ อารมณ์ทม่ี ขี ณะจติ เกดิ ได้ มากพอประมาณ, ปรติ รตารมณ์ หมายถงึ อารมณ์ทม่ี ขี ณะจติ เกดิ ไดน้ ้อย, อตปิ รติ รตา รมณ์ หมายถงึ อารมณ์ท่มี ขี ณะจติ เกดิ ได้น้อยท่สี ุด, วภิ ูตารมณ์ หมายถงึ อารมณ์ท่ี ปรากฏทางใจไดแ้ จม่ ชดั มาก, อวภิ ตู ารมณ์ หมายถึง อารมณ์ทป่ี รากฏทางใจไดช้ ดั เจน เหมอื นกนั ในกระบวนการรบั รู้ ฉักกะ 6 ประการ แต่ละฉักกะ ต่างกอ็ งิ อาศยั กนั จะ ขาดสว่ นใดส่วนหน่งึ ย่อมทาใหก้ ารรบั รไู้ มส่ มบรู ณ์ เช่น เมอ่ื พูดวสิ ยปั ปวตั ตฉิ ักกะ ซง่ึ เป็นเงอ่ื นไขในกระบวนการรบั รู้ ถ้าอารมณ์มคี วามเด่นชดั จติ กส็ ามารถรบั รไู้ ดช้ ดั เจน แต่ถา้ อารมณ์ไมช่ ดั เจน จติ กร็ บั รไู้ ดไ้ มช่ ดั เจนเช่นเดยี วกนั กล่าวเฉพาะส่วนทเ่ี ป็นจกั ขุ 130 พระสทั ธมั มโชตกิ ธมั มาจรยิ ะ, ขนั ธาทิจตกุ กะ,หน้า 3. 131 พระสทั ธมั มโชตกิ ธมั มาจรยิ ะ, นามรปู วิถีวินิจฉัย, กรุงเทพฯ: สานักวดั ระฆงั โฆสิ ตารามวรมหาวหิ าร, 2558),หน้า 23.
40 ทวาร รปู ารมณ์ จกั ขุวตั ถุ ถ้าจกั ษุประสาทดี มแี สงสว่างเพยี งพอ มรี ูปารมณ์ และมี การใส่ใจต่อรูปารมณ์นัน้ จติ ก็รบั รู้ได้ชดั เจน แมใ้ นส่วนของสทั ทารมณ์ คนั ธารมณ์ รสารมณ์ และโผฏฐพั พารมณ์กท็ านองเดยี วกนั จงึ เป็นอนั ชดั เจนว่า ในพุทธปรชั ญา กระบวนการรบั รโู้ ลกภายนอกของ มนุษย์ มจี ุดเช่อื มต่ออยู่ท่ผี สั สะ ผสั สะทาหน้าท่เี ช่อื มต่อระหว่างอายตนะภายในกบั อายตนะภายนอก ทาใหเ้ กดิ วญิ ญาณ ซง่ึ เป็นคุณสมบตั ใิ หมท่ กุ ครงั้ ทม่ี กี ารกระทบ และ คุณสมบัติใหม่น้ี มีลกั ษณะเกิดดบั เกิดดบั ในแต่ละขณะไป แต่ขณะเดยี วกันก็เกิด คุณสมบตั จิ รตามมากล่าวคอื เวทนา สญั ญา และสงั ขาร คุณสมบตั จิ รน้ีเรยี กรวมๆ ว่า เจตสกิ คอื สงิ่ ปรงุ แต่งจติ ใหเ้ ป็นไปต่างๆ เวทนา คอื ความรู้สกึ ท่มี ตี ่ออารมณ์ทม่ี ากระทบนัน้ มี 3 ลกั ษณะ ได้แก่ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา, สญั ญา คอื การจดั ได้หมายรู้อารมณ์ ต่างๆ เหลา่ นนั้ ทาใหเ้ กดิ การเทยี บเคยี งกบั อารมณ์ต่างๆ ส่วนสงั ขาร คอื การปรงุ แต่ง อารมณ์ ซง่ึ จะมที งั้ อารมณ์ท่เี ป็นอดตี อารมณ์ท่เี ป็นปจั จุบนั หรอื แมก้ ระทงั่ อารมณ์ท่ี เป็นอนาคตยงั มาไมถ่ งึ ถ้าจะมกี ารเปรยี บเทยี บ โดยการตงั้ คาถามว่า อาศยั มติ ดิ งั กล่าวน้ี พุทธ ปรชั ญาเป็นประสบการณ์นิยมหรอื ไม่ ตอบไดท้ นั ทวี ่า ไม่ เพราะประสบการณ์นิยมนนั้ ถือว่าความรู้ท่ีมาจากประสบการณ์เท่านั้นเป็นความรู้ท่ีแท้จริง เราสามารถใช้ ประสบการณ์ตดั สนิ ความรไู้ ดว้ ่า อะไรเป็นความรแู้ ท้ ความรู้ไม่แท้ แต่ทศั นะของพุทธ ปรชั ญาเราไม่สามารถใช้ประสบการณ์ทผ่ี ่านทางประสาทสมั ผสั ตดั สนิ ความถูกผดิ ได้ เสมอไป แสดงว่า ความรทู้ ผ่ี ่านมาตามช่องทางของผสั สะ ไมว่ ่าจะช่องใดช่องทางหน่ึง ย่อมมโี อกาสคลาดเคล่อื นจากความเป็นจรงิ ได้ หลกั การจงึ ต้องตรวจสอบก่อนการ ยนื ยนั อกี ครงั้ ว่าถูกตอ้ งหรอื ไมอ่ ยา่ งไร สอดคลอ้ งกบั หลกั การในเกสปุตติสูตร132ทบ่ี อก อย่าเพงิ่ ปลงใจเช่อื ด้วยฟงั ตามๆ กนั มา, ถอื สบื ๆ กนั , เล่าลอื กนั ตามๆ มา, หรอื อ้าง ตาราหรอื คมั ภรี ์ เป็นตน้ 3.3 เหตผุ ลในฐานะเป็นเครอ่ื งมือของความรู้ หากพจิ ารณาเน้ือหาสาระในคมั ภรี พ์ ระไตรปิฎก รวมถงึ คมั ภรี อ์ รรถกถา ต่างๆ โดยเฉพาะในมติ ขิ องเหตุผล เราจะพบว่ามกี ารใช้เหตุผลหลายลกั ษณะ เช่น 132 อ.ทกุ . ไทย) 20/66/257.
41 การใชเ้ หตุผลเพ่อื อธบิ ายการกระทาบางสง่ิ บางอย่าง, การใช้เหตุผลเพ่อื โต้แยง้ แย้ง หกั ล้างความคดิ ความเหน็ หรอื ทฤษฎีต่างๆ, การใช้เหตุผลเพ่อื แก้ไขสถานการณ์ ต่างๆ, การใช้เหตุผลเพ่อื ให้คนเขา้ ถงึ ความจรงิ บางอย่างทต่ี ้องการ เป็นต้น ดงั จะได้ แจกแจงรายละเอยี ดต่อไป 3.3.1 การใช้เหตผุ ลเพ่ืออธิบายการกระทาบางสิ่งบางอย่าง กรณีดังกล่าวพบเห็นโดยทัว่ ไป ทัง้ มิติของพระวินัย พระสูตร พระ อภธิ รรม ในแง่พระวนิ ัย ส่วนใหญ่จะเก่ยี วขอ้ งกบั พฤตกิ รรมท่อี าจนาไปส่กู ารปรบั โทษ หรอื อาบตั ติ ามมลู ฐานความผดิ นนั้ ๆ แต่ถา้ มเี หตุผลอนั สมควร กไ็ ม่ถอื ว่าเป็นการ กระทาทผ่ี ดิ เช่นกรณีอนุบญั ญตั หิ า้ มภกิ ษุดูกองทพั ทเ่ี คล่อื นขบวนออกรบ นอกจากมี เหตุผลอันสมควร ก็สามารถทาได้ ไม่ปรบั อาบัติปาจติ ตีย์133 เช่นกรณียนื ดูอยู่ใน อาราม หรอื กรณีภกิ ษุยนื อยใู่ นทใ่ี ดทห่ี น่ึงก่อนแลว้ มกี องทพั ยกผ่านมา หรอื กรณีเดนิ สวนทางกนั โดยไม่ได้ตงั้ ใจไว้แต่ต้น เป็นต้น, กรณีภกิ ษุไม่ได้เป็นไข้ ก่อไฟผงิ ตาม หลกั ตอ้ งปรบั อาบตั ปิ าจติ ตยี ์ แต่ท่านกย็ กเวน้ โทษใหก้ รณีมเี หตุผลอนั สมควร เช่น ผงิ ไฟท่ผี อู้ ่นื ก่อเอาไว้ ผงิ ไฟถ่านไม่มเี ปลว หรือผงิ ไฟทจ่ี ุดตามปกตเิ พ่อื ใหเ้ กดิ แสงสว่าง เป็นต้น134 หรอื แมแ้ ต่กรณีพระพุทธเจา้ ทรงผ่อนผนั ใหใ้ ช้สงฆเ์ พยี งปญั จวรรค คอื 5 รูป เพ่อื ทาการอุปสมบทในปจั จนั ตชนบทได้ ขณะทเ่ี ดมิ กาหนดไว้ 10 รปู เป็นอย่าง น้อย แต่ก็มเี หตุผลท่คี วรผ่อนผนั ได้ เน่ืองจากในปจั จนั ตชนบทนัน้ หาพระภิกษุได้ ยาก135 การใช้เหตุผลในลกั ษณะน้ี ถือว่าเป็นการใช้เหตุผลในชีวิตประจาวัน จุดมุ่งหมายเพ่อื ให้สอดคลอ้ งกบั ความเป็นจรงิ ทค่ี วรจะเป็นในแต่ละกรณี สะทอ้ นให้ เหน็ หลกั การสาคญั ของพทุ ธปรชั ญาทม่ี ตี ่อความจรงิ นนั้ ๆ ว่า โดยทส่ี ุดแลว้ บทบญั ญตั ิ ทางพระวนิ ัยนัน้ กบ็ ญั ญตั ขิ น้ึ ภายในใตก้ รอบบางอย่าง ซง่ึ แน่นอน บางกรณที ่ีอาจไม่ สอดคลอ้ งกบั ขอ้ เทจ็ จรงิ พระพุทธเจา้ กท็ รงผ่อนผัน หรอื ยกเวน้ ใหต้ ามสมควรแก่เหตุ นนั้ ๆ 133 ว.ิ มหา. ไทย) 2/313/453. 134 ว.ิ มหา. ไทย) 2/356/482. 135 ว.ิ ม. ไทย) 5/259/42
42 ในส่วนของพระสูตร มหี ลากหลายมติ ิ ยกกรณีตวั อย่างของการตรสั ถึง ศรัทธาท่ีประกอบด้วยเหตุผลในอปณั ณกสูตรเป็นตัวอย่าง โดยในพระสูตรน้ี พระพุทธเจา้ แสดงศรทั ธาทป่ี ระกอบดว้ ยเหตุผล เช่น ศรทั ธาว่าทานท่ีใหแ้ ลว้ มผี ล ยญั ทบ่ี ูชาแลว้ มผี ล ผลวบิ ากแห่งกรรมท่ที าดที าชวั่ มผี ล โลกหน้ามจี รงิ มารดาบดิ ามคี ุณ จรงิ 136 ผทู้ ศ่ี รทั ธาในลกั ษณะดงั กลา่ ว ยอ่ มส่งผลใหไ้ ดร้ บั ประโยชน์เกอ้ื กูล แมศ้ าสดาท่ี สอนศรทั ธาท่ปี ระกอบด้วยเหตุผลดงั กล่าว ย่อมไม่ได้รบั การติเตียน, กรณีการใช้ เหตุผลเพ่อื สนับสนุนการตดั สนิ ใจ หรอื การเลอื กเพ่อื ตดั สนิ ใจอย่ปู ่าในวนปตั ถสตู ร137 ตวั อย่างในพระสูตรน้ี เป็นการชัง่ น้าหนักของภิกษุโดยใช้เหตุผลเข้าไปพิจารณา ประกอบโดยชใ้ี หเ้ หน็ วา่ การอยปู่ า่ นัน้ เก้อื กูลต่อการเจรญิ สมณธรรม โอกาสทจ่ี ะยงั อา สวะใหส้ น้ิ ไปเป็นไปไดม้ ากกว่าอย่ใู นอารามใกลบ้ า้ น แต่ขอ้ เสยี ของการอยปู่ ่ากค็ อื การ ได้ปจั จยั 4 เคร่อื งดารงชวี ติ ลาบาก สุดท้ายเหตุผลก็เข้ามาช่วยตดั สนิ ว่า ท่บี วชน้ีก็ ไม่ได้บวชเพราะเหตุได้ปจั จยั 4 หรอื เพ่อื อยู่สะดวกสบาย อาศยั เหตุผลดงั กล่าว จงึ ตดั สนิ ใจอยปู่ า่ เป็นตน้ การใชเ้ หตุผลในลกั ษณะดงั กล่าว ถอื เป็นการใชเ้ พ่อื ประกอบในการเลอื ก ทจ่ี ะทา หรอื ไมท่ าอย่างใดอยา่ งหน่ึง โดยพจิ ารณาจากขอ้ เทจ็ จรงิ ต่างๆ สุดทา้ ยกอ็ ยทู่ ่ี การเขา้ ถงึ เป้าหมายท่แี ท้จรงิ หรอื สารตั ถะท่แี ท้จรงิ ท่คี วรจะเป็น เหตุผลดงั กล่าวจงึ เกอ้ื กลู ต่อการตดั สนิ ใจ หรอื นาไปส่กู ารตดั สนิ ใจทเ่ี หมาะสม ถอื เป็นเครอ่ื งมอื อย่างหน่ึง ในการเขา้ ถงึ ความเป็นจรงิ ในระดบั ชวี ติ ประจาวนั ทวั่ ไป 3.3.2 การใช้เหตผุ ลเพ่ือโต้แย้ง หรือหกั ล้างความคิด ความเหน็ หรือ ทฤษฎีต่างๆ คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา มีเร่ืองราวเก่ียวกับลัทธิปรชั ญา และข้อ ถกเถียงต่างๆ เชิงปรัชญาหลากหลายมิติ โดยเฉพาะในส่วนท่ีเก่ียวข้องกับ พระพุทธศาสนาโดยตรง ทาให้เรามองเห็นความจาเป็นของเหตุผล และท่าทีของ พระพุทธเจ้าในเร่อื งของการใช้เหตุผลเพ่อื โต้แย้ง หรอื หกั ล้างความคดิ ความเห็น ต่างๆ ในยุคร่วมสมยั กบั พระองค์ ท่สี าคญั ยง่ิ ไปกว่านัน้ ก็คอื ได้เห็นวิธกี ารการใช้ เหตุผลเพ่อื ใหท้ กุ คนไดเ้ ขา้ ถงึ ความจรงิ 136 ม.ม. ไทย) 13/93/96. 137 ม.ม.ู ไทย) 12/193/205.
43 กรณีตวั อย่างที่ 1 การแก้ทศั นะทว่ี ่า “บุคคลจะไมป่ ระสบความสุขดว้ ยความสุข แต่บุคคลจะ ประสบความสุขด้วยความทุกขเ์ ท่านัน้ ” ทศั นะดงั กล่าวน้ี ถอื เป็นหลกั การสาคญั ของ ปรชั ญากลุ่มอตั ตกลิ มตั ถานุโยค ซ่งึ พระพุทธเจา้ ทรงมคี วามเหน็ แยง้ และทรงเหน็ ว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ อยู่ในส่วนทาง “สุดโต่ง” ท่ีบรรพชิตไม่ควรเสพท่ีทรงแสดงไว้ใน ธรรมจกั รกปั ปวตั นสตู ร ขณะทก่ี ารใชเ้ หตุเพ่อื อธบิ ายแยง้ แนวคดิ น้ี ปรากฏชดั เจนใน เรอ่ื งโพธริ าชกุมารสตู รในมชั ฌมิ นิกาย มชั ฌมิ ปณั ณาสก์138 เพราะโพธริ าชกุมารกท็ รง มคี วามเหน็ ในลกั ษณะดงั กล่าวน้ี ในช่วงระหว่างเสดจ็ กจิ นิมนต์ทป่ี ราสาทของโพธริ าช กุมาร จงึ ไดท้ รงแสดงเหตุผลแยง้ วา่ ความเหน็ ดงั กล่าวไมถ่ กู ตอ้ งอยา่ งไร ใจความของพระสูตรน้ีจงึ หมดไปกบั การยกประสบการณ์ของพระองคใ์ น อดตี ว่า ผ่านการบาเพญ็ ทุกกรกริ ยิ าอย่างหนักมาอย่างไรบา้ ง เรมิ่ ตงั้ แต่การไปศกึ ษา ในสานกั อาฬารดาบส อุทกดาบส จากนนั้ ทรงเหน็ ว่ายงั ไม่ใช่หนทางแห่งการดบั ทุกข์ จงึ เสดจ็ หลกี ออกไปบาเพญ็ เพยี รตามลาพงั พระองคเ์ อง โดยเบอ้ื งต้นไดเ้ ทยี บเคยี งไม้ 3 ชนิด คือไม้สดแช่น้า, ไม้สดตงั้ อยู่บนบก, และไม้แห้งตัง้ อยู่บนบก ผลจากกา ร เทียบเคียงดังกล่าว ทาให้พระองค์ตัดสินใจบาเพ็ญทุกกรกิริยาอย่างหนักเป็น ระยะเวลาถงึ 6 ปี เพราะทรงคดิ ว่าจะทาใหท้ รงถงึ ทส่ี ุดแห่งทกุ ข์ สมณะหรอื พราหมณ์เหล่าใด เหล่าหน่ึงในอดตี เสวยทุกขเวทนากลา้ แขง็ หยาบ เผด็ รอ้ น ทเ่ี กดิ ขน้ึ เพราะความเพยี ร ทุกขเวทนานนั้ อยา่ งยง่ิ ก็ เพยี งเท่าน้ีไม่เกนิ กว่าน้ีไป สมณะหรอื พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหน่ึงใน อนาคตเสวยทุกขเวทนากลา้ แขง็ หยาบ เผด็ รอ้ น ทเ่ี กดิ ขน้ึ เพราะ ความ เพยี ร ทุกขเวทนานนั้ อย่างยง่ิ กเ็ พยี งเท่าน้ีไม่เกนิ กว่าน้ีไป สมณะหรอื พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหน่ึงในปจั จบุ นั เสวยทุกขเวทนากลา้ แขง็ หยาบ เผด็ รอ้ น ทเ่ี กดิ ขน้ึ เพราะความเพยี ร ทุกขเวทนานนั้ อยา่ งยงิ่ กเ็ พยี งเท่าน้ี ไมเ่ กนิ กว่าน้ไี ป139 138 ม.ม. ไทย) 13/324-346/392-420. 139 ม.ม. ไทย) 13/335/405.
44 ทรงบาเพ็ญทุกกรกริ ยิ าอย่างหนักถงึ เพยี งน้ี ก็ไม่สามารถทาใหพ้ ระองค์ บรรลุถงึ ความสุขอนั ยอดเยย่ี มได้ จงึ ทรงดาหรเิ ปล่ยี นแนวทางใหม่ ผ่อนคลายทุกกร กริ ยิ าลง หนั ไปเสวยพระกระยาหาร แล้วหนั ไปบาเพญ็ เพยี รทางจติ กระทงั้ ได้บรรลุ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌานตามลาดบั ยงั อภิญญาให้เกิดข้ึน จากนัน้ กท็ รงน้อมจติ ไปในปุพเพนิวาสานุสตญิ าณ จุตูปปาตญาณ อาสาวกั ขยญาณ ตามตามลาดบั ทรงหลุดพน้ สน้ิ ชาติ อย่จู บพรหมจรรย์ ทากจิ ท่คี วรทาเสรจ็ แลว้ ไม่มี กจิ อ่นื เพอ่ื ความเป็นอยา่ งน้ีอกี ต่อไป เขา้ ถงึ บรมสุขคอื พระนิพพานเพราะกระทาความ สน้ิ ไปแหง่ อาสวะกเิ ลสทงั้ ปวง จากประสบการณ์ดังกล่าว จึงทรงยนื ยนั ต่อพระโพธิราชกุมารว่าการ บาเพ็ญตบะเพ่อื ให้ทาร่างกายให้ได้รบั ความลาบากจะทาให้พบความสุขนัน้ ไม่ใช่ ทศั นะทถ่ี กู ตอ้ ง เพราะทางทดสอบมาแลว้ จนถงึ ทส่ี ุด และเมอ่ื พระองคไ์ ดต้ รสั รแู้ ลว้ ได้ ไปเทศนาโปรดเวไนยสตั ว์ทงั้ หลาย ก็ได้ปญั จวคั คยี ์เป็นประจกั ษ์พยานเบ้อื งต้น จงึ ทรงบญั ญตั ทิ างสายกลางคอื มชั ฌมิ าปฏปิ ทา ผูด้ าเนินบนเสน้ ทางดงั กล่าวเท่านัน้ จงึ จะสามารถบรรลถุ งึ ความสขุ อยา่ งแทจ้ รงิ ได้ กรณีตวั อย่างท่ี 2 การโต้แย้งทัศนะท่ีว่า “พราหมณ์เป็นวรรณะท่ีประเสริฐท่ีสุด เพราะ พราหมณ์เท่านนั้ เป็นบุตร เป็นโอรส เกดิ จากโอษฐข์ องพระพรหม เกดิ จากพรหม เป็น ผู้ท่พี รหมสร้างข้นึ ” ทศั นะดงั กล่าวน้ีแพร่หลายอยู่ทวั่ ไป มหี ลกั ฐานการโต้ตอบใน ลกั ษณะเช่นน้รี ะหว่างพระพุทธเจา้ กบั ลูกศิษยข์ องพราหมณ์หลายครงั้ กรณีตวั อย่างน้ี คดั มาจากอสั สาลายนสูตรแห่งมชั ฌมิ นิกาย มชั ฌมิ ปณั ณาสก์140 อสั สลายนพราหมณ์ ไปสมาคมไหนกม็ กั จะยกตนว่าเป็นวรรณะประเสรฐิ ดูหมนิ่ วรรณะอ่นื เฉพาะอยา่ งยง่ิ การกล่าวอ้างว่าตนกาเนิดจากพรหม เม่อื มโี อกาสสนทนากบั พระพุทธเจา้ จงึ ได้ถาม ความเหน็ พระพทุ ธเจา้ พระพุทธเจา้ ตรสั ตอบอสั สลายนพราหมณ์โดยใชเ้ หตุผลว่า ปกตเิ รากเ็ หน็ กนั โดยทวั่ ไปว่า นางพราหมณีของพราหมณ์ทงั้ หลายมรี ะดูบ้าง มคี รรภ์บ้าง คลอด บตุ รบา้ ง ใหบ้ ตุ รด่มื นมบา้ ง แลว้ ยงั จะกลา่ วว่าพราหมณ์เท่านนั้ เป็นบุตร เป็นโอรส เกดิ 140 ม.ม. ไทย) 13/401/501.
45 จากโอษฐข์ องพรหม เกดิ จากพรหม เป็นผทู้ พ่ี รหมสรา้ งขน้ึ หรอื เป็นทายาทของพรหม ไดอ้ ยา่ งไร อสั สลายนพราหมณ์ได้ฟงั พระดารสั ของพระพุทธเจา้ แมจ้ ะเหน็ ดว้ ยกบั ข้อเท็จจรงิ อย่างนัน้ แต่ก็ยงั ยนื ยนั ว่า พวกพราหมณ์ทงั้ หลายก็ยงั เช่อื ว่า ตนเป็น วรรณะทป่ี ระเสรฐิ ทส่ี ุด ต่อใหไ้ มไ่ ดเ้ กดิ จากพรหมเหมอื นทก่ี ล่าวขา้ งตน้ พระพุทธเจา้ ไดย้ กหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรม์ าให้อสั สลายนพราหมณ์ พจิ าณา นบั ตงั้ แต่กรณีของแควน้ โยนก และปจั จนั ตชนบทว่ามวี รรณะเพยี ง 2 จาพวก เท่านนั้ คอื เจา้ กบั ทาส บางครงั้ เจา้ กลบั เป็นทาส บางครงั้ ทาสก็กลบั เป็นเจา้ ขอ้ น้ีจะ ถอื อะไรเป็นใหญ่ ทรงยกตวั อยา่ งเร่อื งพราหมณ์ฆา่ สตั ว์ แพทยฆ์ ่าสตั ว์ หรอื แมก้ ระทงั่ ศูทรฆ่าสตั ว์ จะมใี ครไดร้ บั การยกเวน้ ไม่ต้องไปเกดิ ในอบาย ทุคติ วนิ ิบาต หรอื นรก หรอื ไม่ เม่อื อสั สลายนะกราบทูลว่า ไม่มใี ครไดร้ บั การยกเวน้ พระพุทธเจา้ กต็ รสั ถาม ต่อไปว่า ถ้าเป็นอย่างน้ีแล้ว อะไรทาให้พราหมณ์คิดว่าเขาประเสรฐิ ท่สี ุด ทานอง เดียวกัน ถ้าพราหมณ์เว้นจากฆ่าสตั ว์ แพทย์ ศูทรก็เว้นจากการฆ่าสตั ว์ เฉพาะ พราหมณ์เทา่ นนั้ ควรไดไ้ ปบงั เกดิ ในสคุ ตโิ ลกสวรรค์ อน่ึง ในพระสูตรน้ี พระพุทธเจา้ ยกเหตุผลเชงิ ประจกั ษ์ในหลายลกั ษณะ โดยเหตุผลเชงิ ประจกั ษ์เหล่านนั้ อสั สลายานะนัน่ เองเป็นผู้ยนื ยนั ความถูกต้อง ไม่ใช่ พระพุทธเจา้ เป็นผู้ยนื ยนั ความถูกต้องเอง ซ่งึ ในท่สี ุดอสั สลายนพราหมณ์ก็หมดข้อ โต้แยง้ ยอมรบั ว่าความประเสรฐิ ของคน ทา้ ยทส่ี ุดแล้วพจิ ารณาจากการกระทา ไม่ได้ ขน้ึ อยู่กบั วรรณะ และมคี วามเล่อื มใสในภาษิตของพระพุทธเจา้ ได้ประกาศตนเป็น อุบาสกผถู้ งึ สรณะตลอดชวี ติ กรณีตวั อย่างท่ี 3 การแย้งทัศนะของนิครนถ์ในเทวทหสูตร แห่งมัชฌิมนิกาย อุปริ ปณั ณาสกท์ ว่ี า่ 141 สุข-ทกุ ข์ หรอื อทุกขมสุขทค่ี นไดร้ บั เป็นเพราะกรรมเก่า กรรมเก่าน้ี จะสน้ิ สุดไดก้ ็ดว้ ยการบาเพญ็ ตบะ ขณะเดยี วกนั กต็ ้องไม่ทากรรมใหม่ จงึ จะไม่ตกอยู่ ภายใตอ้ านาจกรรม พระพุทธเจา้ เสดจ็ เขา้ ไปหานิครนถ์ทงั้ หลาย แลว้ กต็ รสั สอบถามว่ายนื ยนั อย่างนัน้ จรงิ หรอื ไม่ ซง่ึ กท็ รงไดร้ บั คาตอบว่า ยนื ยนั อย่างนนั้ พระพุทธเจา้ จงึ ซกั ถาม 141 ม.อปุ ร.ิ ไทย) 14/1/1.
46 รายละเอยี ดว่า ท่ยี นื ยนั อย่างนัน้ แสดงว่านิครนถ์ทงั้ หลายทราบว่าชาตกิ ่อนตนได้ทา บาปกรรมไว้ แต่เม่อื ไล่เรยี งถามแล้วก็ไม่มใี ครทราบ ครนั้ เม่อื ถามต่อไปว่า เวลาน้ี ยนื ยนั ได้หรอื ไม่ว่าในการบาเพ็ญตบะแต่ละครงั้ ทุกขต์ ่างๆ ได้สลายไปแล้วจานวน เท่าไร อย่างไร ซง่ึ เม่อื ไล่เรยี งถามก็ไม่มใี ครกล้ายนื ยนั อกี ทุกคาถามท่พี ระพุทธเจ้า ตรสั ถาม นิครนถเ์ หลา่ นนั้ ต่างกไ็ มม่ ใี ครยนื ยนั ว่าทราบจรงิ จงึ ทรงแยง้ ว่า เมอ่ื ไม่ทราบ ตามความเป็นจรงิ กไ็ มค่ วรพยากรณ์ว่า สุข-ทุกข์ หรอื อทุกขมสุขท่คี นได้รบั นัน้ เป็น เพราะกรรมเก่า อกี ทงั้ กไ็ ม่ควรอา้ งความรทู้ ไ่ี ดฟ้ งั สบื ๆ กนั มาจากนิครนถผ์ ู้ใหญ่อย่าง เดยี ว เพราะนัน่ มใิ ช่ความรู้ เป็นแต่เพยี งความเช่อื การอ้างความเช่อื จงึ เป็นเหตุผลท่ี อ่อน จงึ ขอให้นิครนถเ์ อาความเช่อื ออกไปใหห้ มด แลว้ พูดหรอื พยากรณ์เฉพาะสงิ่ ทร่ี ู้ ตามความเป็นจรงิ ทศั นะของพุทธปรชั ญาในเร่อื งน้ี พระพุทธเจ้าแสดงรายละเอียดไว้ว่า กรรมท่เี รา บ้างก็ให้ผลเป็นปจั จุบนั บ้างก็ให้ผลในอนาคต บ้างก็ให้ผลในชาติต่อๆ กรรมทใ่ี หผ้ ลเป็นปจั จบุ นั เมอ่ื ใหผ้ ลแลว้ กเ็ ป็นอนั ใหผ้ ลแลว้ การทน่ี คิ รนถย์ นื ยนั ว่า สุข- ทุกขท์ ค่ี นได้รบั เป็นเพราะกรรมเก่าทงั้ หมด จงึ เป็นการพูดแบบไม่ไดจ้ าแนกแยกแยะ และเป็นการสรปุ เกนิ ขอ้ เทจ็ จรงิ กรณีตวั อย่างท่ี 4 การโต้แยง้ แนวคดิ เรอ่ื งกรรมกรณเี ชนยกกายกรรมสาคญั สุด ขณะทพ่ี ุทธ ปรชั ญายนื ยนั มโนกรรมสาคญั ท่สี ุด ความปรากฏในอุปาลวี าทสูตรแห่งมชั ฌมิ นิกาย มชั ฌมิ ปณั ณาสก1์ 42 เหตุการณ์เกดิ ขน้ึ ขณะพระพุทธเจา้ ประทบั อยู่ ณ ปาวารกิ มั พวนั เมอื งนาลนั ทา อุบาลเี ป็น 1 ในศษิ ยค์ นสาคญั ของนิครนถน์ าฏบุตร ได้อาสาขอเขา้ ไปโต้ ลทั ธกิ บั พระพุทธเจา้ เพ่อื ยนื ยนั ว่า ในบรรดาทณั ฑะ 3 ประการ คอื กายทณั ฑะ วจี ทณั ฑะ และมโนทณั ฑะนนั้ กายทณั ฑะ มโี ทษหนกั สุด ต่อประเดน็ ดงั กล่าว พระพุทธเจา้ ได้ยกกรณีตวั อย่างมาสอบถามอุบาลี เร่อื งแรก กรณีนิครนถ์นาฏบุตรเป็นผู้สารวมอย่างยงิ่ แต่ขณะเดนิ ไปนัน้ เกดิ เหยยี บ สตั วเ์ ลก็ ๆ ตาย นคิ รนถจ์ ะบญั ญตั วิ บิ ากกรรมในกรณนี ้อี ยา่ งไร กรณนี ้อี ุบาลตี อบว่า ไม่ มโี ทษ เพราะไมม่ เี จตนา, กรณที ่ี 2 เมอื งนาลนั ทามคี นมากมาย ถา้ จะมใี ครเงอ้ื ดาบขน้ึ 142 ม.ม. ไทย) 13/56/53.
47 แลว้ พดู ว่า เราจะทาลายชาวเมอื งใหแ้ หลกลาญภายในชวั่ พรบิ ตาเดยี ว คดิ ว่าเขาจะทา ไดไ้ หม ประเดน็ น้ีอุบาลเี สนอว่า อย่าว่าแต่ 1 คนเลย ต่อใหช้ าย 10-50 คน ก็ทาให้ พนิ าศครงั้ เดยี วชวั่ พริ บตาไมไ่ ด้ พระพุทธเจา้ จงึ ยอ้ นถามใหมว่ ่า ถ้าผมู้ ฤี ทธทิ ์ าไดไ้ หม อุบาลตอบว่าได้อย่างแน่นอน, กรณีท่ี 3 พระพุทธเจา้ ตรสั ถามว่าเคยได้ยนิ เร่อื งราว เหตุการณ์ทป่ี า่ ทณั ฑกี ปา่ กาลงิ คะ ป่าเมชฌะ และปา่ มาตงั คะ กลายเป็นปา่ ทบึ ไหมว่า เป็นเพราะเหตุใด อุบาลกี ต็ อบวา่ เป็นเพราะจติ ประทษุ รา้ ยของพวกฤาษี ทุกครงั้ ท่อี ุบาลีตอบ พระพุทธเจ้าก็จะตรสั เตือนว่า อย่าลมื คายนื ยนั ท่ี นิครนถ์ประกาศไวต้ งั้ แต่ต้นว่า กายทณั ฑะมโี ทษมากกว่า เพราะท่ตี อบมานัน้ ไม่ตรง กบั ทย่ี นื ยนั ในทส่ี ุดอุบาลกี ส็ ารภาพว่า จรงิ ๆ แลว้ ช่นื ชมตงั้ แต่อุปมาขอ้ แรกแลว้ แต่ท่ี ยงั ยนื ยนั ถ้อยคาก็เพียงเพราะต้องการฟงั ปฏภิ าณการช้ีแจงอนั วิจติ รของพระองค์ เท่านัน้ 143 ว่าแล้วก็ขอประกาศตนขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็น สรณะ จากตวั อย่างทงั้ 4 ขา้ งต้น สะทอ้ นใหเ้ หน็ ว่าพระพุทธเจา้ ก็ทรงใช้เหตุผล ในการโต้แยง้ หรอื หกั ลา้ งความคดิ ความเหน็ หรอื ทฤษฎตี ่างๆ โดยการใชเ้ หตุผลใน ลกั ษณะดงั กล่าวน้ี มกั เป็นเหตุผลเชงิ ประจกั ษ์ทค่ี ่สู นทนาเขา้ ถงึ ไดด้ ว้ ยตนเองโดยตรง ทงั้ ผอู้ ่นื ทอ่ี ยใู่ นวงสนทนาดว้ ยกส็ ามารถวเิ คราะหเ์ หน็ จรงิ ตามได้ 3.3.3 การใช้เหตผุ ลเพ่ือแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ การให้เหตุในลกั ษณะน้ี พบเห็นอยู่ทวั่ ไปในพระสูตร มีทงั้ ท่ีเป็นเร่อื ง ภายในบรบิ ทของภกิ ษุสงฆ์ ชาวบา้ น รวมไปถงึ เรอ่ื งราวท่ีลทั ธคิ วามเช่อื ต่างๆ ทผ่ี คู้ น สมยั พุทธกาลยดึ ถอื ปฏบิ ตั สิ บื ทอดกนั มาอย่างต่อเน่ือง บางครงั้ กเ็ ป็นความเดอื ดรอ้ น เป็นการเบยี ดเบยี น พระพุทธเจา้ กท็ รงใชเ้ หตุผลอธบิ ายเพ่อื ใหผ้ เู้ กย่ี วขอ้ งเปลย่ี นแปลง ความคดิ ทาใหส้ ถานการณ์เปลย่ี นแปลงตามไปดว้ ย จะยกตัวอย่างจากพระสูตรมาเพียงกรณีเดียว ผู้ประสงค์จะทราบ รายละเอียดในลกั ษณะเดยี วกนั น้ี สามารถตรวจทานจากพระสูตรต่างๆ ซง่ึ พบเหน็ โดยทวั่ ไป 143 ม.ม. ไทย) 13/66/63.
48 ความปรากฏในกูฏทนั ตสูตร แห่งทีฆนิกาย สลี ขนั ธวรรค144 พรรณนา เร่อื งราวพราหมณ์กูฏทนั ตะเตรยี มบูชายนั ต์โดยนาโคผู้ 700 ตวั ลูกโคผู้ 700 ตวั โค ลกู เมยี 700 ตวั แพะ 700 ตวั แกะ 700 ตวั ไปผูกไวท้ ห่ี ลกั เพ่อื รอประกอบพธิ ี แต่เมอ่ื ได้ทราบข่าวว่าพระพุทธเจ้าเสด็จผ่านมา จงึ สงั่ ให้ทมี งานท่เี ตรยี มบูชายัญพกั เร่อื ง เอาไว้ก่อน ส่วนตนก็เข้าไปกราบทูลเพ่อื ขอแนวทางให้การบูชาให้มคี วามถูกต้อง ครบถว้ นมากยงิ่ ขน้ึ เพราะทราบข่าวว่า พระพุทธเจา้ กเ็ ป็นผมู้ คี วามรเู้ ร่อื งยญั สมบตั ิ 3 ประการ บรวิ าร 16 พระพุทธเจ้าได้ตรสั เล่าเร่อื งเราของพระราชาในอดตี พระนามมหาวชิ ติ ราช ทรงเป็นกษัตรยิ ท์ ่ยี ง่ิ ใหญ่ พระองค์ปรารถนาจะทายญั กรรม จงึ ได้ปรกึ ษาเหล่า ปุโรหติ ว่าควรจะทาอย่างไร เหล่าปุโรหติ ได้ถวายคาแนะนามปี ระการต่างๆ เรมิ่ ต้น ตงั้ แต่การสงเคราะหใ์ หช้ าวเมอื งมอี าชพี การงาน การปราบปรามโจรผูร้ า้ ยทเ่ี ป็นเสย้ี น หนามของแผ่นดนิ ให้บ้านเมอื งดารงอยู่ในความเกษม หาเส้ยี นหนามมไิ ด้ ไม่มกี าร เบยี ดเบยี นกนั เม่อื ทาได้แล้ว ก็ชกั ชวนให้กษัตรยิ ์ ชาวนิคม และชาวชนบทท่อี ยู่ใน เมอื งขน้ึ ไดร้ ว่ มมอื ในทานองเดยี วกนั กบั พระองคจ์ ากนนั้ จงึ เตรยี มการบูชายญั โดยยญั นัน้ จะต้องสมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติเบ้ืองต้นตัง้ แต่ผู้บูชายัญจะต้องประกอบด้วย คุณสมบตั ิ 8 ประการ เช่น เป็นอุภโตสุชาติ คอื บรสิ ุทธทิ ์ งั้ ฝ่ายมารดาและบดิ า 7 ชวั่ บรรพบุรุษ เป็นต้น แม้พราหมณ์ผู้ประกอบพิธีก็ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ 8 ประการในทานองเดยี วกนั จากนนั้ จงึ ตรสั ถงึ ยญั 3 บรวิ าร 16 ยญั 3 ไดแ้ ก่ 1) ขณะบูชายญั อยู่ อย่าไดม้ คี วามเสยี ใจว่า กองโภคทรพั ย์ ใหญ่จกั หมดไป 2) ขณะบชู ายญั อยู่ อยา่ ไดม้ คี วามเสยี ใจว่า กองโภคทรพั ยใ์ หญ่กาลง หมดไป และ 3) ขณะบูชายญั อยู่ อยา่ ไดม้ คี วามเสยี ใจว่า กองโภคทรพั ยใ์ หญ่หมดไป แลว้ พราหมณ์ปโุ รหติ ของพระเจา้ มหาวชิ ติ ราชไดด้ าเนินการ 10 ประการ เพ่อื ขจดั ความรสู้ กึ ทงั้ 3 ประการมใิ หเ้ กดิ ขน้ึ แก่พระเจา้ มหาวชิ ติ ราช เช่น การการคดั เลอื ก เฉพาะคนทไ่ี มท่ าปาณาตบิ าตเท่านนั้ มารบั ทานบรจิ าคของพระองค,์ คดั เฉพาะคนทไ่ี ม่ ถอื เอาสง่ิ ท่เี จา้ ของเขาไม่ได้ให้, คนไม่ประพฤตใิ นกาม, คนท่งี ดเวน้ จากการพูดเทจ็ , คนทเ่ี วน้ จากการพดู สอ่ เสยี ด เป็นตน้ เท่านนั้ มารบั ทานบรจิ าคของพระองค์ ซง่ึ จะทาให้ 144 ท.ี ส.ี ไทย) 9/199/145.
49 พระเจา้ มหาวชิ ติ ราชมพี ระหฤทยั ผ่องใส เม่อื ทาครบแลว้ จงึ แสดงบรวิ ารของยญั 16 ประการ อน่ึงในบริวาร 16 ประการ ล้วนแต่เป็นเร่ืองท่ีผลท่ีเกิดข้ึนจากการ เตรยี มการต่างๆ ทไ่ี ดด้ าเนนิ การมาแลว้ เชน่ จะไมม่ ใี ครตเิ ตยี นไดว้ ่า พระเจา้ มหาวชิ ติ ราชทายญั เฉพาะพระองคเ์ ดยี ว ไม่ได้ชกั ชวนคนอ่นื ให้ร่วมพธิ มี หายญั ด้วย, พระเจ้า มหาวชิ ติ ราช แมจ้ ะทรงพรงั่ พรอ้ มดว้ ยโภคทรพั ยแ์ ล้ว พระองคก์ ็ยงั ทรงบูชามหายญั เหน็ ปานน้ี เป็นตน้ ทา้ ยทส่ี ุดพระพุทธเจา้ กท็ รงสรุปใหก้ ูฏทนั ตะพราหมณ์ไดเ้ หน็ ว่า มหายญั ของพระมหาวชิ ติ ราชนนั้ ไมม่ ขี นั้ ตอนไหนของพธิ กี รรมเลยทเ่ี ป็นการเบยี ดเบยี น ตอ้ ง ฆ่าสตั ว์เป็นจานวนมากๆ แมท้ าส กรรมกร ก็ไม่ไดเ้ ดอื ดรอ้ น มแี ต่ยนิ ดปี รดี ากบั มหา ยญั นนั้ หลงั แสดงยญั 3 บรหิ าร 16 จบลง กูฏทนั ตะพราหมณ์เกดิ ความเล่อื มใส แมจ้ ะเหน็ ดว้ ยกบั วธิ กี ารดงั กล่าว แต่เหน็ ว่าเป็นเร่อื งเหลอื กาลงั ของตน จงึ ขอวธิ กี ารท่ี ลงทุนน้อยกว่า แต่ให้มผี ลมากกว่า มอี านิสงส์มากกว่ายญั 3 บรวิ าร 16 ดงั กล่าว ขา้ งต้น พระพุทธเจา้ จงึ ไดเ้ สนอการสรา้ งวหิ ารถวายแด่สงฆท์ ม่ี าแต่ทศิ ทงั้ 4, ถา้ จะให้ เตรยี มการน้อยกว่านัน้ กใ็ หท้ าจติ ให้เล่อื มใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยดึ พระ พุทธ พระธรรม พระสงฆเ์ ป็นสรณะ, ถ้าจะใหน้ ้อยกว่านัน้ กค็ อื ใหส้ มาทานศลี 5 เป็น ตน้ พระดารสั ของพระพุทธเจา้ สน้ิ สุดลง กูฏทนั ตพราหมณ์เกดิ ความเล่อื มใส ประกาศตนเป็นอุบาสกตลอดชวี ติ ปฏญิ ญาต่อพระพุทธเจ้าว่ากลบั ไปบ้านจะปล่อย สตั วท์ เ่ี ตรยี มบชู ายญั ทงั้ หมด พรอ้ มกบั นิมนต์พระพุทธเจา้ พรอ้ มดว้ ยหมภู่ กิ ษุสงฆร์ บั อาหารบณิ ฑบาต เป็นทน่ี ่าสงั เกตว่า ในพระสตู รน้ี พระพุทธเจา้ ไม่ได้ตรสั ตาหนิการกระทา ของกฏู ทนั ตะพราหมณ์ หากแต่ทรงแสดงวธิ กี ารบูชายญั อกี ลกั ษณะหน่ึงใหฟ้ งั เพ่อื ให้ เกดิ การเทยี บเคยี งว่า สง่ิ ทก่ี ูฏทนั ตะพราหมณ์จะทานัน้ ส่งผลต่อความเดอื ดรอ้ นของ ขา้ ทาสบรวิ าร ตลอดจนชวี ติ สตั วต์ ่างๆ อย่างไรบา้ ง แลว้ พระองคก์ เ็ สนอทางเลอื กใหม่ ทท่ี าไดง้ า่ ย และมผี ลมาก แต่ไมต่ อ้ งลงทุนลงแรงมาก 3.3.4 การใช้เหตผุ ลเพ่ือให้คนเข้าถงึ ความจริง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144