93 แบบสังเกตการปฏบิ ตั งิ านกล่มุ ช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี 6 / ….. แผนการสอนท่ี ……………………………------------------------------------------------------------------------------------------------------คาชี้แจง 1. ผปู้ ระเมินใส่คะแนนในช่องตามความเหมาะสมและเป็นจริง 2. เกณฑก์ ารผา่ นระดบั ร้อยละ 60กลุ่ม การแบง่ การมี การทางาน ความ การ รวม ผลการ ท่ี หนา้ ที่ ส่วนร่วม กระบวนการ ถูกตอ้ ง เสนอ ประเมิน เน้ือหา ผลงาน กลุ่ม (4) (4) (4) (4) (4) (20) ผ มผ123456 ลงช่ือ ………………..………..…….. ผปู้ ระเมิน (…………..………..…………. ) ……….. / ……..…..... / …….…
94 บนั ทกึ ท้ายแผนการสอน1. ผลการสอน……………………………………………………………………….………...………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………2. ปัญหาและอุปสรรค……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….3. ขอ้ เสนอแนะ / แนวทางการแกไ้ ข………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ ……………………………….. ผสู้ อน ( ……………………………… ) ตาแหน่ง ครูชานาญการพิเศษ วนั ท่ี ……. เดือน …………….. พ.ศ. ………
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 6 เรอ่ื ง ววิ ฒั นาการทางเศรษฐกิจ สังคมการปกครองของเมโสโปเตเมีย รายวิชา สงั คมศกึ ษา รหสั วชิ า ส 33101 ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6กลุม่ สาระการเรยี นรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ภาคเรียนท่ี 1 เวลา 5 ชัว่ โมง ครผู ูส้ อน นายพรชยั กสิกรรม โรงเรียน หนั คาราษฎร์รงั สฤษดิ์มาตราฐานการเรียนรู้ท่ี 4.1 เขา้ ใจพฒั นาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบนั ในแง่ความสมั พนั ธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อยา่ งต่อเน่ือง ตระหนกั ถึงความสาคญั และสามารถวเิ คราะห์ผลกระทบท่ีเกิดข้ึนสาระสาคญั ความเจริญทางดา้ นศิลปวฒั นธรรมของชาวตะวนั ตกมีความสาคญั ต่อภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกในการนาแบบอยา่ งมาประยกุ ตใ์ ชใ้ นปัจจุบนัจุดประสงค์ปลายทาง ศิลปวฒั นธรรมของชาติตะวนั ตกสมยั โบราณ สมยั กลางและสมยั ใหม่จุดประสงค์นาทาง 1. บอกศิลปวฒั นธรรมสมยั โบราณของอียปิ ต์ เมโสโปเตเมีย กรีกได้ 2. บอกศลิ ปวฒั นธรรมสมยั กลางได้ 3. บอกศลิ ปวฒั นธรรมสมยั ใหม่ได้
96เนือ้ หา 1. วฒั นธรรมสมยั โบราณของอียปิ ต์ เมโสโปเตเมีย กรีก 2. ศลิ ปวฒั นธรรมสมยั กลางกจิ กรรมการเรียนการสอน 1. ครูนาเขา้ สู่บทเรียน แจง้ จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ วธิ ีการวดั ผลและเกณฑ์การประเมินผลใหน้ กั เรียนทราบ 2. นกั เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียนเป็นแบบปรนยั ชนิดเลือกตอบ10 ขอ้ 5 คะแนน เวลา 5 นาที 3. นกั เรียนช่วยกนั ยกตวั อยา่ งศลิ ปของชาติตะวนั ตกที่นกั เรียนรู้จกั 4. ใหน้ กั เรียนแบ่งกลุ่มตามความสมคั รใจเพ่อื ศึกษาคน้ ควา้ แบ่งเป็น 5 กลุ่มๆ ละประมาณ 6 – 7 คน 5. ใหน้ กั เรียนในกลุ่มศึกษาเอกสารหมายเลข 9 เรื่อง ศลิ ปวฒั นธรรมของชาติตะวนั ตก โดยแบ่งหวั ขอ้ ดงั ต่อไปน้ี กลุ่มที่ 1 ศึกษาศิลปวฒั นธรรมสมยั โบราณของอียปิ ต์ กลุ่มท่ี 2 ศกึ ษาศิลปวฒั นธรรมสมยั โบราณของเมโสโปเตเมีย กลุ่มที่ 3 ศึกษาศลิ ปวฒั นธรรมสมยั โบราณของกรีก กลุ่มท่ี 4 ศกึ ษาศลิ ปวฒั นธรรมสมยั กลาง กลุ่มท่ี 5 ศึกษาศลิ ปวฒั นธรรมสมยั ใหม่ 6. ใหน้ กั เรียนอภิปรายแลว้ สรุปลงในแผน่ รายงานผลการปฏิบตั ิงาน 7. ใหท้ ุกคนในกลุ่มออกมาสรุปตามหวั ขอ้ ของกลุ่มท่ีได้ ครูสรุปเพม่ิเติมถา้ เน้ือหาไม่สมบรู ณ์และใหน้ กั เรียนจดบนั ทึก 8. นกั เรียนลงมือปฏิบตั ิงานกลุ่ม ครูสงั เกตการณ์ปฏิบตั ิงานกลุ่ม 9. ครูใหน้ กั เรียนทาแบบทดสอบหลงั เรียนเป็นแบบปรนยั ชนิดเลือกตอบ 10 ขอ้ 5 คะแนน ใชเ้ วลา 5 นาที่ 10. ครูใหน้ กั เรียนทาแบบฝึกหดั เสริมทกั ษะ
97ส่ือการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการการเรียน 2. รูปภาพการวดั ผล 1. วธิ ีการวดั ผล 1.1 ประเมินจากแบบทดสอบก่อนเรียน - หลงั เรียน 1.2 ประเมินจากแบบสังเกตการปฏิบตั ิงานกลุ่ม 1.3 ประเมินจากการทาแบบฝึ กหดั เสริมทกั ษะ 2. เกณฑก์ ารประเมิน 2.1 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน คะแนน 9-10 คะแนน หมายถึง ดีมาก คะแนน 7-8 คะแนน หมายถึง ดี คะแนน 5-6 คะแนน หมายถึง พอใช้ คะแนน 0-4 คะแนน หมายถึง ปรับปรุง ถือเกณฑผ์ า่ นร้อยละ 60 หรือ 6 คะแนน 2.2 แบบสงั เกตการปฏิบตั ิงานกลุ่ม คะแนน 18-20 คะแนน หมายถึง ดีมาก คะแนน 14-17 คะแนน หมายถึง ดี คะแนน 10-13 คะแนน หมายถึง พอใช้ คะแนน 0-9 คะแนน หมายถึง ปรับปรุง ถือเกณฑผ์ า่ นร้อยละ 60 หรือ 12 คะแนน
98 2.3 แบบฝึ กหดั เสริมทกั ษะตรวจจากนกั เรียนส่งแบบฝึ กหดั ถือเกณฑผ์ า่ น มี 5 ขอ้ ผา่ น 3 ขอ้ 3. เคร่ืองมือวดั ผลและประเมินผล 3.1 แบบรายงานผลการปฏิบตั ิงานของกลุ่ม 3.2 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน 3.3 แบบฝึกหดั เสริมทกั ษะ 3.4กจิ กรรมเสนอแนะ 1. ใหน้ กั เรียนศึกษาคน้ ควา้ เพ่ิมเติมจากหอ้ งสมุดของโรงเรียน 2. ใหน้ กั เรียนอ่านเพ่ิมเติมจากหนงั สือสังคมศึกษา ของ วฒั นาพานิช อกั ษรเจริญทศั น์ ไทยวฒั นาพาณิช
99ข้อเสนอแนะของหัวหน้าสถานศึกษาหรือผู้ทไ่ี ด้รับมอบหมาย( ตรวจสอบ/ นิเทศ/ เสนอแนะ/ รับรอง )……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่ือ ………………………………… () ตาแหน่ง ………………………………. วนั ท่ี ….… เดือน ………………… พ.ศ. ……..
100 แบบทดสอบก่อนเรียน – หลงั เรียนเร่ือง ศิลปวฒั นธรรมของชาติตะวนั ตก จานวน 3 ชว่ั โมงรายวชิ า สังคมศกึ ษา รหสั วชิ า ส 33101------------------------------------------------------------------------------------------------------คาชี้แจง แบบทดสอบเป็นแบบปรนยั เลือกตอบ มี 4 ตวั เลือกจานวน 10 ขอ้คาส่ัง ใหน้ กั เรียนเลือกคาตอบท่ีถูกท่ีสุด แลว้ ทาเคร่ืองหมาย X ลงในช่องตวั อกั ษร ก ,ข ,ค ,ง ในกระดาษที่แจกให้1. วฒั นธรรมดา้ นความเช่ือของอียปิ ต์ คือขอ้ ใด ก. อภินิหาร ข. อยบู่ นสวรรค์ ค. ความเป็นอมตะ ง. การลา้ งบาป2. สถาปัตยกรรมและปฏิมากรรมที่สาคญั ของอียปิ ต์ ก. ฟี รามิด – สฟิ งซ์ ข. โบสถ์ – เทวรูป ค. ฟี รามิด – มมั มี่ ง. สฟิ งซ์ - แฟงคเ์ กน3. วหิ ารซิกกแู รต ของเมโสโปเตเมีย ทาดว้ ยอะไร ก. หิน ข. ศิลาแลง ค. อิฐฉาบปนู ง. ดินเหนียวตากแหง้
1014. สถาปัตยกรรมของกรีก ดา้ นการสร้างวหิ ารเสาทาจากส่ิงใด ก. ศลิ าแลง ข. ไมแ้ กะสลกั ค. หินอ่อนแกะสลกั ง. เหลก็ เกลา้ ขนาดใหญ่5. วฒั นธรรมท่ีสาคญั ของสุเมเรียนคือ ก. อกั ษรล่ิม ข. สร้างนครวตั ค. ออกกฎหมาย ง. แกะสลกั ภาพนูน6. ขอ้ ใดคือลกั ษณะของวรรณกรรมแบบโรแมนติก ก. เนน้ สีแสง ข. ความรู้สึกจินตนาการ ค. ใชห้ ลกั การมีเหตุผล ง. สะทอ้ นใหเ้ ห็นปัญหาของสังคม7. ขอ้ ใดท่ีไม่ใชว้ ฒั นธรรมท่ีกรีกมีอิทธิต่อชาติตะวนั ตก ก. ศาสนา ข. วรรณกรรม ค. ประติมากรรม ง. สถาปัตยกรรม
102 8. ศลิ ปแบบใดท่ีมีความอ่อนโอนเหมือนจริงตามธรรมชาติ ก. โกธิก ข. โรแมนติก ค. แซนไทน์ ง. โรมาเนสก์ 9. ขอ้ ใดกล่าวถึงศิลปแบบสัจนิยมไดถ้ กู ก. ใหอ้ ารมณ์ในธรรมชาติ ข. เกิดจากจินตนาการของศิลปิ น ค. ใหค้ วามสาคญั ต่อเหตุผลมา ง. สะทอ้ นชีวติ ความเป็นอยทู่ ี่แร้นแคน้10. สถาปัตยกรรมชิ้นใดเป็นงานเพือ่ พธิ ีกรรมทางศาสนาของมนุษย์ ก. การสร้างพิรามิด ข. การสร้างกรุงโรม ค. อนุสาวรยห์ ินในองั กฤษ ง. ภาพแกะสลกั นูนต่า
103 เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน – หลงั เรียนเรื่อง ศลิ ปวฒั นธรรมของชาติตะวนั ตก จานวน 3 ชว่ั โมงรายวชิ า สงั คมศึกษา รหสั วชิ า ส 33101------------------------------------------------------------------------------------------------------- 1. ข 2. ก 3. ง 4. ค 5. ก 6. ข 7. ก 8. ก 9. ง 10. ค
104 เอกสารหมายเลข 9เรื่อง ศลิ ปวฒั นธรรมของชาติตะวนั ตก จานวน 3 ชวั่ โมงรายวชิ า สังคมศกึ ษา รหสั วชิ า ส 33101-------------------------------------------------------------------------------------------------------ศิลปวฒั นธรรมสมยั โบราณ อยี ปิ ต์ อาณาจกั รอียปิ ตก์ ่อต้งั ข้ึนในบริเวณท่ีราบดินดอนสามเหล่ียมปากแม่น้าไนส์ เมื่อประมาณ 4,000 ปี ก่อน ค.ศ. ผลงานการสร้างสรรคศ์ ิลปวฒั นธรรมส่วนใหญ่สะทอ้ นถึงความเช่ือทางศาสนา และเป็นการสร้างศลิ ปะเพอื่ ชนช้นั สูง สรุปได้ดงั น้ี 1. ดา้ นการปกครองและศาสนา มีกษตั ริยป์ กครอง เรียกวา่ ฟาโรห์ ชาวอียปิ ต์ นบั ถือเทพเจา้ หลายองค์ เทพเจา้ สูงสุด คือ สุริเทพ (Re,Ra) และมีความเช่ือเร่ืองภพหนา้ เรื่องชีวติ หลงั ความตาย และวญิ ญาณเป็นอมตะ จึงมีการเกบ็ รักษาซากศพมิใหเ้ น่าเปื่ อย ที่เรียกวา่ มมั มี (Mummy) 2. ดา้ นวรรณกรรม มีการประดิษฐอ์ กั ษรรูปภาพท่ีเรียกวา่ “เฮียโรกลีฟฟลิก”(Hieroglyphic) และทากระดาษไดจ้ ากตน้ ปาปิ รัส มีผลงานดา้ นวรรณกรรมท่ีสาคญัที่สุด คือ คมั ภีร์ผวู้ ายชนม์ (Book of the Dead) สะทอ้ นถึงความเช่ือทางศาสนา 3. ดา้ นสถาปัตยกรรม มีการก่อสร้างพรี ามิดทาจากกอ้ นหินใหญ่ ท่ีรู้จกั ดีคือฟี รามิดของพระเจา้ คีออปส์ (Cheops) ที่เมืองกีเซห์ (Gizeh) 4. งานปฏิมากรรม แกะสลกั รูปเทพเจา้ และฟาโรห์ ท่ีมีชื่อเสียงมาก คือสฟิ งซ์ หนา้ เป็นมนุษยต์ วั เป็นสิงโตหมอบต้งั อยหู่ นา้ ฟิ รามิด 5. งานจิตรกรรม ปรากฏบนเคร่ืองใชเ้ ป็นภาพเขียนแบบ ๆ ไม่มีส่วนลึกหรือแสดงระยะใกลห้ รือไกล ส่วนใหญ่สะทอ้ นถึงความเช่ือทางศาสนาและภารกิจของฟาโรห์ เมโสโปเตเมยี ดินแดนเมโสโปเตเมียต้งั อยบู่ ริเวณที่ราบลุ่มแม่น้า ไทกริส-ยูเฟรติส (ปัจจุบนั คือประเทศอิรัก) มีความเจริญของชนหลายเชื่อชาติเผา่ พนั ธุ์ สรุปได้ดงั น้ี
105 1. ชาวสุเมเรียน (Sumerians) เป็นพวกแรกท่ีต้งั ถิ่นฐานในดินแดน เมโสโปเตเมีย เมื่อประมาณ 4,000 ปี ก่อน ค.ศ. งานสร้างสรรคศ์ ลิ ปวฒั นธรรมท่ีสาคญั ไดแ้ ก่การประดิษฐต์ วั อกั ษรรูปลิ่ม หรือ คูนิฟอร์ม (cuneiforms) และการสร้างวหิ ารทาดว้ ยดินเหนียวตากแหง้ ที่เรียกวา่ ซิกกแู รต (Ziggurt) สาหรับประกอบพธิ ีกรรมทางศาสนาโรงพยาบาล และการทาศิลปหตั กรรม 2. ชาวบาบิโลเนีย (Babylonia) ผลงานศิลปวฒั นธรรมท่ีปรากฏแก่ชาวโลกคือ ประมวลกฏหมายของพระเจา้ ฮมั มูราบี (Hammurabi) เป็นกฎหมายฉบบั แรกของโลกที่มีบทลงโทษท่ีรุนแรง ตามหลกั ตาต่อตา ฟันต่อฟัน 3. ชาวอสั ซิเรียน (Assyrians) มีการแกะสลกั ภาพนูนต่า (Base – Relief) ลงบนแผน่ ดินเหนียวหรือหิน แสดงเรื่องการล่าสัตวแ์ ละสงคราม มีหอ้ งสมุดแห่งแรกของโลกที่เมืองนินีเวห์ (Nineveh) อยใู่ นประเทศอิรัก 4. ชาวคาลเดียน (Chhaldeans) มีการสร้างสวนลอยบาบิโล บริเวณเหนือพระราชวงั มีความสามารถทางดาราศาสตร์ การทานายสุริยปุ ราคา และแบ่งสปั ดาห์หน่ึงออกเป็น 7 วนั 5. ชาวเปอร์เชีย (Persia) ส่วนใหญ่เป็นงานสถาปัตยกรรมและประติมากรรม เช่น เสาคอลมั น์ (Column) แกะสลกั ภาพต่าง ๆ บนผนงั อาคาร ซ่ึงมีอิทธิพลต่อการสร้างสรรคศ์ ลิ ปกรรมสมยั กรีกและโรมนั ในสมยั ต่อมา กรีก ชาวกรีกโบราณ ต้งั ถิ่นฐานในดินแดนประเทศกรีซในปัจจุบนั เมื่อประมาณ 2,000 ปี ก่อน ค.ศ. ชาวกรีกเรียกตนเองวา่ “เฮเลนนิส” (Hellenes)ศิลปวฒั นธรรมส่วนใหญ่จะสะทอ้ นถึงความเป็นตวั ของตวั เอง ความรักในเสรีภาพ ไม่ผกู มดั ตนเองกบั ประเพณีหรือการปกครองอยา่ งเคร่งครัด แต่จะสนใจศกึ ษาเร่ืองราวมนุษย์ ธรรมชาติ และคน้ คาความจริงอยา่ งมีเหตุผล ซ่ึงถือวา่ เป็นพ้นื ฐานของศลิ ปวฒั นธรรมตะวนั ตกอยา่ งแทจ้ ริง 1. สถาปัตยกรรม การสร้างวหิ ารท่ีมีเสาหินอ่อนแกะสลกั ประณีตสวยงามเช่นวหิ ารพาร์ เธนอน (Parthenon) และวหิ ารอีเรคเธียม (Erectheum)
106 2. ประติมากรรม สะทอ้ นถึงลกั ษณะมนุษย์ แสดงออกทางอารมณ์ ท่าทางการเคล่ือนไหว เหมือนมนุษยจ์ ริง เช่น แสดงสรีระของมนุษยใ์ นลกั ษณะเปลือยกาย ได้รูปทรงและสัดส่วนท่ีสมบรู ณ์ 3. จิตรกรรม เป็นงานบนภาชนะของใชต้ ่าง ๆ ที่ทาจากเคร่ืองป้ันดินเผาเช่น ไหเหลา้ โถเหลา้ แกว้ เหลา้ แลว้ พฒั นาลวดลายโบราณท่ีคลา้ ยเรขาคณิตของเมโสโปเตเมีย ภาพที่นิยมวาด ส่วนใหญ่เป็นรูปสัตว์ ต่อมาวาดภาพคนขนาดใหญ่ลงไป สีที่ใชน้ ิยมสีแดงเป็นพ้ืน และวาดรูปคนเป็นสีดา 4. นาฏกรรม ชาวกรีกศรัทธาในเทพเจา้ นาฏกรรมหรือละครมีความเกี่ยวพนั กบั เทศการบวงสรวง และเฉลิมฉลองใหแ้ ก่เทพเจา้ ไดโอนิซุส (Dionysus) ซ่ึงเป็นเทพเจา้ แห่งความสมบรู ณ์การแสดงละครแพร่หลายในสมยั คลาสสิก 5. วรรณกรรม อยใู่ นรูปกวนี ิพนธ์ บทร้อยกรองแบบมหากาพยเ์ ก่ียวกบันิยาย ตานาน นิทานของอิสป (Aesop) 6. ปรัชญานิพนธ์หรืองานดา้ นปรัชญา มีนกั คิดคนสาคญั ไดแ้ ก่ อริสโตเติล (Aestotle) โสเครติส (Socrates )และเพลโต (Plato) 7. งานดา้ นประวตั ิศาสตร์นิพนธ์ มีนกั ประวตั ิศาสตร์ชาวกรีก 2 คน ที่มีผลงานท่ีทรงคุณค่าต่อมนุษยช์ าติ คือ เอโรโดตสั (Herodotus) ไดร้ ับการยกยอ่ งเป็นบิดาแห่งประวตั ิศาสตร์ของโลกตะวนั ตก และ (Thucydides) บรรยายสภาพสงครามระหวา่ งนครรัฐต่าง ๆ โรมนั ลกั ษณะของงานสร้างสรรคศ์ ลิ ปวฒั นธรรม เป็นการผสมผสานกบัศลิ ปวฒั นธรรมกรีก โดยประยกุ ตใ์ หเ้ กิดประโยชน์สูงสุด จนไดเ้ ชื่อวา่ เป็นนกั ปฏิบตั ิที่มีความสามารถ ศิลปวฒั นธรรมที่แตกต่างจากกรีก คือสะทอ้ นถึงความมีระเบียบวนิ ยั เหนือเสรีภาพส่วนบุคคล เนน้ เคารพในอานาจและรับผดิ ชอบต่อบา้ นเมือง
107ศิลปวฒั นธรรมสมยั กลาง สมยั กลาง (Middle Age) เป็นยคุ มืดของยโุ รปในช่วงคริสตศ์ ตวรรษที่ 2- 15ลกั ษณะเด่น คือการแผข่ ยายอิทธิพลและการครอบงาของคริสตจ์ กั ร และระบบสงั คมฟิ วดลั (Feudalism) ระบบฟิ วดลั ในสมยั กลาง มีลกั ษณะคลา้ ยกบั ระบบศกั ดินาของไทย คือพวกเจา้ นาย ขนุ นาง (Lords) เป็นเจา้ ของที่ดิน และมีนกั รบอศั วนิ (Knight) มาข้ึนในสังกดัช่วยดูแลการปกครอง เกบ็ ภาษีผลผลิตในไร่ในนาใหแ้ ก่ขนุ นาง เป็นลกั ษณะของการกระจายอานาจทางการเมือง การปกครอง ศลิ ปวฒั นธรรมที่สาคญั แบ่งออกเป็น 3 ยคุ 1. ไบแซนไทน์ (Bizantine Arts) ศยู ก์ ลางอยทู่ ี่กรุงคอนสแตนติโนเปิ ล(Constantinople) หรือกรุงอิสตนั บลู เมืองหลวงของตุรกีในปัจจุบนั มีลกั ษณะสืบทอดศลิ ปวฒั นธรรมกรีกและโรมนั ท่ีสาคญั ไดแ้ ก่ 1.1 สถาปัตยกรรม สร้างวหิ ารเป็นรูปโดมอยตู่ รงกลาง งานเอกคือ มหาวหิ ารซานตา โซเฟี ย (Santa Sophia) ในกรุงคอนสแตนติโนเปิ ล 1.2 ดา้ นกฎหมาย ประมวลกฎหมายโรมนั และกฎหมายใหม่เขา้ ดว้ ยกนัเรียกวา่ “ประมวลกฎหมายของจกั รพรรด์ิจสั ติเนียน” ซ่ึงเป็นตน้ แบบกฎหมายยโุ รปสมยั ต่อมา 1.3 วรรณกรรม เนน้ เรื่องราวทางศาสนาคริสต์ ผลงานที่สาคญั คือ “เทวนคร” (The City of God) โดยนกั บุญออกสั ติน (St. Augustine) 2. โรมาเนสก์ (Romanesque Arts) เป็นการผสมผสานระหวา่ งศลิ ปะโรมนักบั เยอรมนั มีศนู ยก์ ลางอยทู่ ี่ฝรั่งเศส มีลกั ษณะเรียบง่ายไม่หรูหราเหมือนศิลปไบแซนไทน์ สิลปะท่ีสาคญั คือ 2.1 สถาปัตยกรรม ลกั ษณะเด่น คือ การสร้างวหิ ารขนาดใหญ่เป็นศนู ยก์ ลางของวดั หลงั คารูปโคง้ (แต่มิใช่หลงั คารูปโดมเหมือนกบั ศลิ ปไบแซนไทน)์ ผลงานที่สาคญั คือ วหิ ารแซงตเ์ อเตียนนใ์ นฝร่ังเศสและ หอเอนปิซา ในอิตาลี
108 2.2 ประติมากรรม ส่วนใหญ่เป็นงานแกะสลกั หินตามฝาผนงั เหนือประตูหนา้ ต่าง เป็นเรื่องราวในคริสตศ์ าสนา และใชล้ วดลายเลขาคณิตตามแบบอยา่ งชนเผา่เยอรมนั โบราณ รูปแกะสลกั มกั ยาวเรียวไม่ไดส้ ัดส่วนเหมือนจริง แต่ช่วยเนน้จินตนาการ 3. ศิลปะโกธิก (Gothic Arts) เป็นลกั ษณะเด่นที่สุดของยโุ รปสมยั กลางประมาณ คริสตศ์ ตวรรษที่ 12 – 15 มีลกั ษณะอ่อนโยนเหมือนจริงตามธรรมชาติ และใหค้ วามสาคญั กบั ลกั ษณะมนุษยน์ ิยมมาก เป็นศิลปะท่ีสะทอ้ นถึงอิทธิพลของคริสต์ศาสนา และหลุดพน้ จากศลิ ปะของกรีกและโรมนั อยา่ ง แทจ้ ริง ตวั อยา่ งงานศิลปโกธิกท่ีเด่น ๆ มีดงั น้ี 3.1 สถาปัตยกรรม มีววิ ฒั นาการมาจากศิลปเแบโรมาเนสก์ ดงั จะเห็นไดจ้ ากวหิ ารในคริสตศ์ าสนา มกั กส็ ร้างดว้ ยอิฐและหินที่มีหลงั คาสูงและโคง้ แหลมไดแ้ ก่ วหิ ารโนตรดาม (Notre Dame) ในฝร่ังเศส 3.2 จิตรกรรม ส่วนใหญ่เป็นจิตรกรรมบานบนกระจกตามวหิ ารต่าง ๆโดยการประดบั กระจกสีและการงาดภาพบนผนงั วหิ าร เนน้ การเคล่ือนไหวเหมือนจริงตามธรรมชาติ จิตรกรรมท่ีมีช่ือเสียง คือ แจน ไว ไอค์ (Jan van Eych) นิยมเขียนภาพเกี่ยวกบั คริสตศ์ าสนา 3.3 วรรณกรรม เนน้ เน้ือหาทางโลกมากข้ึน มีลกั ษณะของมนุษยน์ ิยมชดั เจน มิใช่หมกมุ่นกบั เร่ืองราวทางศาสนาเหมือนแต่ก่อน เป็นงานเขียนท้งั ประเภทร้อยแกว้ และร้อยกรอง และนิยมใชภ้ าษาทอ้ งถ่ินของยโุ รป เช่น ภาษาองั กฤษ ภาษาฝรั่งเศส และภาษาอิตาเลียน แทนท่ีภาษาละติน นกั เขียนคนสาคญั คือ ดงั เต (Dante) โซเซอร์ (Chaucer) และบอคคชั ชิโอ (Boccaccio) ชาวอิตาลี ซ่ึงผลงานมกั ปรากฏในรูปของนิทานเพอ่ื ความบนั เทิงและการเสียดสีคริสตจ์ กั ร
109ศิลปวฒั นธรรมสมยั ใหม่ลกั ษณะสาคญั ของประวตั ศิ าสตร์สมยั ใหม่ของยุโรป “สมยั ใหม่” ของยโุ รป เริ่มต้งั แต่คริสตศ์ ตวรรษที่ 15 เป็นตน้ มาสภาพสงั คมของยโุ รป มีการเปลี่ยนแปลงไปจากสมยั กลางดงั น้ี 1. ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การคา้ ระหวา่ งเมืองต่าง ๆ ขยายตวั อยา่ งกวา้ งขวาง ทาใหเ้ กิดชนช้นั กลาง เช่น พ่อคา้ นกั กฎหมาย แพทย์ ฯลฯ ทาใหร้ ะบบฟิ วดลั (Feudalism) เส่ือมลง และอานาจขนุ นางลดลง 2. อานาจของกษตั ริยม์ น่ั คงมากข้ึน สามารถรวบรวมแวน่ แควน้ต่าง ๆ ใหก้ ลายเป็นปึ กแผน่ จนกลายเป็นรัฐชาติในปัจจุบนั 3. ประชาชนมีความตอ้ งการแสวงหาความรู้และชีวติ ความเป็นอยทู่ ่ีดีข้ึนทาใหค้ วามสนใจต่อคริสตศ์ าสนาลดลง และความกา้ วหนา้ ในการผลิตแป้ นพิมพข์ องโยฮนั น์ กเู ตนเบอร์ก ชาวเยอรมนั เม่ือ ค.ศ. 1448 เป็นผลใหพ้ มิ พห์ นงั สือไดร้ วดเร็วและความรู้แพร่หลายออกไปอยา่ งกวา้ งขวางการแบ่งยคุ ศิลปวฒั นธรรมของประวตั ศิ าสตร์สมยั ใหม่ ในช่วงคริสตศ์ ตวรรษท่ี 15 – 20 แบ่งยคุ ศิลปวฒั นธรรมของสมยั ใหม่ได้ดงั น้ี 1. สมยั ฟ้ื นฟศู ิลปวทิ ยาการ (Renaissances) 2. สมยั ศลิ ปแบบบารอก (Baroque) 3. สมยั ศลิ ปแบบนิโอ คลาสสิก (Neo Classicism) 4. สมยั ศิลปแบบโรแมนติก (Romanticism) 5. สมยั ศลิ ปแบบสัจจนิยม (Realism) 6. สมยั ศิลปแบบอิมเพรสชนั นิสม์ (Impressionism) 7. สมยั ศลิ ปแบบคิวบิสม์ (Cubism) หรือแอบสแตรค (Abstract)
110การเปลยี่ นแปลงทเี่ กดิ ในสมยั ใหม่ของยโุ รป 1. สมยั ใหม่ช่วงแรก ประมาณคริสตศ์ ตวรรษท่ี 15 – 18 ไดเ้ กิดเหตุการสาคญั ท่ีมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางดา้ นศิลปวฒั นธรรมของยโุ รป ดงั น้ี 1.1 การฟ้ื นฟูศลิ ปวทิ ยาการ (Renaissance) เป็นระยะที่ศิลปวิทยาการของกรีกและโรมนั กลบั มาไดร้ ับความนิยมใหม่อีกคร้ังหน่ึง และอานาจของคริสตจ์ กั รเริ่มเสื่อมลง 1.2 การสารวจและคน้ พบดินแดนใหม่ มีสาเหตุเกิดจากการขยายตวัทางการคา้ ทาใหน้ กั สารวจทางทะเลคน้ พบโลกใหม่ เช่น การคน้ พบทวปี อเมริกาของโคลมั บสั ใน ค.ศ. 1492 เป็นตน้ มา 1.3 การปฏิรูปศาสนา เป็นการปฏิรูปคริสตจ์ กั รใหพ้ น้ จากความเส่ือมต่อตา้ นการแสวงอานาจและความมง่ั คงั่ ร่ารวยของพระนกั บวชและพระสนั ตะปาปา(Pope) ประมุขของคริสตจ์ กั ร มีนกั ปฏิรูปคนสาคญั คือ มาร์ติน ลูเธอร์ (MartinLuther) และจอหน์ คาลแวง (Jhon Calvin) เป็นยคุ ที่สะทอ้ นถึงความใฝ่ หาเสรีภาพของมนุษย์ 1.4 การปฏิวตั ิวิทยาศาสตร์และยคุ แห่งเหตุผล เป็นช่วงที่มีความเจริญกา้ วหนา้ ทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์ มีการคน้ ควา้ ทดลอง และการใชเ้ หตุผล ทาใหไ้ ดค้ วามรู้ใหม่ ๆ เกิดข้ึนมากมาย เรียกวา่ “ยคุ แห่งเหตุผล” (Age of Reason) 1.5 การเกิดของกลุ่มปรัชญาท่ีเป็นพ้ืนฐานในการสร้างสรรค์ศลิ ปวฒั นธรรมของยโุ รป ไดแ้ ก่ - ปรัชญามนุษยน์ ิยม (Humanism) จะใหค้ วามสาคญั ต่อมนุษยใ์ นฐานะเป็นปัจเจกบุคคล และมีความเช่ือมนั่ ในสติปัญญาและความสามารถของมนุษยท์ ี่จะคน้ หาความจริงต่าง ๆ ได้ - ปรัชญาธรรมชาตินิยม (Naturalism) เช่ือวา่ ธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ มยอ่ มมีอิทธิพลต่อชีวติ ความเป็นอยขู่ องมนุษย์ ปรัชญากลุ่มน้ีจึงมุ่งศกึ ษาธรรมชาติอยา่ งจริงจงั
111 1.6 ศิลปวฒั นธรรมของสมยั ใหม่ช่วงแรก แบ่งออกเป็น 3 สมยั ยอ่ ย ๆไดแ้ ก่ สมยั ฟ้ื นฟูศิลปวทิ ยาการ (Renaissance) , สมยั บารอก (Baroque) และสมยั นีโอคลาสสิก (Neo Classicism) 2. สมยั ใหม่ช่วงหลงั ต้งั แต่ปี คริสตศ์ ตวรรษที่ 18 – 19 มีเหตุการณ์สาคญัเกิดข้ึนในยโุ รปดงั น้ี 2.1 การปฏิวตั ิอุตสาหกรรม ทาใหย้ โุ รปกา้ วสู่สมยั ใหม่อยา่ งแทจ้ ริง เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสงั คม มีชนช้นั ใหม่เกิดข้ึน 2 ชนช้นั คือ ชนช้นั กลางและชนช้นั กรรมกร 2.2 การเคล่ือนไหวของแนวความคิดเสรีนิยม มีการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคต่าง ๆ ทาใหเ้ กิดการปฏิรูปการปกครองเขา้ สู่ระบอบประชาธิปไตย เกิดการปฏิวตั ิอมเริกา ค.ศ. 1776 และการปฏิวตั ิฝร่ังเศส ค.ศ. 1789 2.3 การเคลื่อนไหวของแนวความคิดสังคมนิยม มีสาเหตุเกิดจากชนช้นักรรมกร ผใู้ ชแ้ รงงานถูกกดข่ีเอารัดเอาเปรียบจากนายทุน เจา้ ของโรงงานอุตสาหกรรมจึงเกิดมีแนวความคิดแบบสังคมนิยมเพ่อื แกไ้ ขปัญหาต่าง ๆ นกั คิดคนสาคญั คือ คาร์ล มาร์กซ์ (Carl Marx) ไดร้ ับยกยอ่ งใหเ้ ป็น“บิดาแห่งลทั ธิคอมมิวนิสต”์ การแพร่หลายของอุดมการณ์สงั คมนิยม เป็นผลใหเ้ กิดการปฏิวตั ิเขา้ สู่ระบอบคอมมิวนิสตค์ ร้ังสาคญั ใน 2 ประเทศ คือ การปฏิวตั ิรัสเซียค.ศ. 1917 และการปฏิวตั ิในจีน ค.ศ. 1949 2.4 ศลิ ปวฒั นธรรมสมยั ใหม่ช่วงหลงั ประมาณคริสตศ์ ตวรรษท่ี 19เป็นตน้ มามี 3 ประเภท ไดแ้ ก่ ศลิ ปแบบโรแมนติก (Romanticism) , แบบสัจจนิยม(Realism) และแบบอิมเพรสชนั นิสม์ (Impressionism)
112ศิลปสมยั ฟื้ นฟูศิลปวทิ ยาการ 1. สมยั ฟ้ื นฟศู ิลปวทิ ยาการ หรือ “เรอเนสซองส์” (Renaissance) หมายถึงการเกิดใหม่อีกคร้ังของศิลปวฒั นธรรมกรีกและโรมนั เกิดข้ึนประมาณคริสตศ์ ตวรรษที่15 – 17 มีเหตุการณ์สาคญั ที่นาไปสู่สมยั รเอเนสซองส์ 2 ประการ คือ 1.1 การประดิษฐเ์ ครื่องพมิ พห์ นงั สือของนกั ประดิษฐช์ าวเยอรมนั คือโยฮนั กเู ตนเบอร์ก (Johannes (Gutenberg) เมื่อ ค.ศ. 1448 ทาใหค้ วามรู้วทิ ยาการแขนงต่าง ๆ แพร่หลายมากข้ึน 1.2 การล่มสลายของกรุงคอนสแตนติโนยเปิ ล (Constantinople) เมืองหลวงของจกั รวรรดิโรมนั ตะวนั ออก ซ่ึงเป็นศนู ยก์ ลางของศลิ ปวฒั นธรรมไบแซนไทน์ของสมยั กลางเม่ือ ค.ศ. 1453 เป็นผลทาใหผ้ คู้ นนาศิลปวฒั นธรรมแบบกรีก – โรมนั เขา้มาเผยแพร่ในยโุ รป 2. ลกั ษณะสาคญั ของสมยั ฟ้ื นฟศู ลิ ปวทิ ยาการ มีความแตกต่างจากสมยั กลาง2 ประการ คือ 2.1 การแพร่หลายของแนวความคิดแบบมนุษยน์ ิยม (Humanism)โดยมุ่งคน้ หาความจริงเก่ียวกบั ตวั มนุษยแ์ ละส่ิงแวดลอ้ มรอบตวั มนุษย์ ใหค้ วามสนใจเร่ืองราวของโลกปัจจุบนั มากกวา่ เร่ืองราวของคริสตศ์ าสนา และพิจารณาสรรพสิ่งในโลกอยา่ งมีเหตุผล แนวความคิดแบบมนุษยน์ ิยมดงั กล่าว เป็นผลต่อการสร้างสรรค์ศิลปวฒั นธรรมของมนุษยส์ มยั น้นั เป็นอยา่ งมาก มนุษยเ์ ริ่มสลดั อิทธิพลการครอบงาทางปัญญาของคริสตจ์ กั รออกไป และคิดท่ีจพั ฒั นาตนเองใหเ้ จริญกา้ วหนา้ โดยการเรียนรู้ศลิ ปวทิ ยาการของกรีกและโรมนั ซ่ึงเป็นแบบฉบบั ของความเจริญสูงสุดของมนุษยชาติในสมยั น้นั 2.2 ฐานะของผสู้ ร้างสรรคผ์ ลงานดา้ นจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรมในสมยั ฟ้ื นฟศู ิลปวทิ ยาการมีฐานะเป็น “ศลิ ปิ น” (มิใช่ช่างฝี มือเหมือนในสมยั กลาง) มีชื่อเสียง มีเกียรติ ไดร้ ับการยกยอ่ ง และไดร้ ับการอุปถมั ภจ์ ากชนช้นั สูง 3. งานสร้างสรรคศ์ ิลปวฒั นธรรมสมยั ฟ้ื นฟูศิลปวทิ ยาการ สรุปได้ดงั น้ี
113 3.1 สถาปัตยกรรม นิยมใชร้ ูปแบบอาคารกรีกและโรมนั เช่น การใช้หลงั คาโคง้ หลงั คารูปโดม ฯลฯ งานชิ้นเอก คือ วหิ ารเซนต์ ปี เตอร์ (St. Peter)ในกรุงโรม สร้างโดยสถาปนิกท่ีช่ือ บรามนั เต (Bramante) และ ไมเคิลแอนเจโล(Michelangelo) เป็นมหาวหิ ารในคริสตศ์ าสนาท่ีมีขนาดใหญ่ ที่สุดในโลก 3.2 จิตรกรรม นิยมเขียนภาพที่มีลกั ษณะเหมือนจริง ที่เรียกวา่ “เปอร์สเปคทีฟ” (Perspective) โดยใหส้ ี แสง และเงาอยา่ งกลมกลืน มองเห็นความต้ืนลึกของภาพตามความเป็นจริง ผลงานท่ีเด่นท่ีสุด คือ ภาพโมนาลิซา (Mona Lisa) และภาพอาหารม้ือสุดทา้ ย (The Last Supper) ของลิโอนาร์โด ดาวนิ ซี (Leonardo daVinci) ศลิ ปิ นชาวอิตาลี 3.3 ประติมากรรม เนน้ ความงามในสรีระร่างกายของมนุษยร์ ูปป้ันหรือรูปแกะสลกั หินอ่อนจะแสดงอาการเคลื่อนไหวของกลา้ มเน้ือเหมือนจริงตามธรรมชาติส่วนใหญ่เป็นผลงานของไมเคิลแอนเจโล (Michelanglo) ศลิ ปิ นที่มีความสามารถในศิลปเกือบทุกแขนง 3.4 วรรณกรรม นกั เขียนท่ีมีช่ือเสียง ไดแ้ ก่ อีรัสมุส (Erasmus), แมคคิอาเวลลี (Machiavilli) , เซอร์โทมสั มอร์ (Sir Thomas More) และวลิ เลียม เชคเปี ยร์ ( William Shakespeare) เป็นตน้ศิลปะวฒั นธรรมแบบบารอก 1. ลกั ษณะของศิลปแบบบารอก (Baroqe) พฒั นามาจากศลิ ปแบบเรอเนสซองส์ในช่วงคริสตศ์ ตวรรษท่ี 17 – 18 เนน้ การแสดงออกถึงความเป็นธรรมชาติ และความงดงามเรียบง่ายตามแบบกรีก – โรมนั รวมท้งั แสดงถึงความมีอิสระภาพของมนุษย์ตามแนวความคิดมนุษยน์ ิยม (Humanism) 2. ผลงานศลิ ปวฒั นธรรมแบบบารอก เกิดข้ึนในยคุ ท่ียโุ รปมีความมง่ั คง่ั ในดา้ นเศรษฐกิจ และมีความมน่ั คงทางการเมือง สรุปไดด้ งั น้ี 2.1 สถาปัตยกรรม แสดงออกถึงความใหญ่โตหรูหรา ไดแ้ ก่พระราชวงั แวซายส์ (Versailes) ของพระเจา้ หลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส
114 2.2 จิตรกรรม ยงั คงรูปแบบของสมยั เรอเนสซองส์ แต่นิยมใชส้ ีฉูดฉาดมกั เป็นภาพแสดงชีวติ ตามเป็นอยทู่ ี่สุขสบายหรูหราของเจา้ นายช้นั สูง 2.3 ศลิ ปดนตรี วงดนตรีเป็นแบบวง “ออเครสตรา” (Orchestra) ท่ีใชผ้ ู้เล่นและเคร่ืองดนตรีจานวนมาก นกั ดนตรีคนสาคญั คือ โยฮนั น์ เซบาสเตียน บาค(Johann Sebastian Bach) ชาวเยอรมนั 2.4 วรรณกรรม ในคริสตศตวรรษท่ี 17 ไดช้ ื่อวา่ เป็นยคุ ทองแห่งวรรณกรรมยโุ รป มีผลงานชิ้นเอกของนกั เขียนชาวองั กฤษ คือ จอห์น ลอค์ (JohnLock) เป็นงานเขียนดา้ นปรัชญาดา้ นการเมืองศิลปวฒั นธรรมแบบนีโอ คลาสสิก 1. ศลิ ปวฒั นธรรมแบบนีโอคลาสสิก (Neo Classicism) เกิดข้ึนในช่วงคริสตศ์ ตวรรษที่ 18 – 19 ยงั คงยดึ รูปแบบคลาสสิกของกรีก – โรมนั แต่ใหค้ วามสาคญัต่อเหตุผลมากที่สุด เน่ืองจากในยคุ ดงั กล่าวเป็น “ยคุ แห่งเหตุผล” (Age of Reason)หรือ “สมยั แห่งภมู ิปัญญา” (The Enlightenment) 2. ศิลปวฒั นธรรมในยคุ น้ี แสดงใหเ้ ห็นวา่ มนุษยม์ ีความเช่ือมน่ั ในเหตุผลเชื่อมนั่ ในสติปัญญาและความสามารถของตนอนั เป็นผลจากการปฏิวตั ิทางวทิ ยาศาสตร์ท่ีเกิดในคริสตศ์ ตวรรษท่ี 17 เป็นตน้ มา ผลงานเด่นของศลิ ปแบบนิโอ คลาสสิก มีดงั น้ี 2.1 สถาปัตยกรรม ยงั คงปรากฏรูปแบบของศลิ ปกรีก – โรมนั อยอู่ ยา่ งมากมีความเจริญรุ่งเรื่องในฝรั่งเศส เช่น ประตชู ยั ท่ีกรุงปารีส และพระราชวงั เปอติต์ ตริอานอง (Petit Trianon) ในฝร่ังเศสเป็นตน้ 2.2 จิตรกรรม เนน้ เรื่องเส้นมากกวา่ การใชส้ ี จิตรกรท่ีมีชื่อเสียงแห่งยคุคือ ฟรานซิสโก โกยา (Francisco Goya) ชาวสเปน ผลงานมกั แสดงถึงความเลวร้ายของชนช้นั ปกครองสเปน และความเสื่อมโทรมของศาสนจกั รและสงั คมในสมยั น้นั 2.3 ศลิ ปดนตรี เพราะดว้ ยอิทธิพลของยคุ แห่งเหตุผล มีความเชื่อมน่ั ในภมู ิปัญญาความสามารถของมนุษย์ งานศิลปดนตรีของยคุ สมยั น้ี จึงเปิ ดโอกาสให้
115ศลิ ปิ นไดแ้ สดงออกถึงความสามารถส่วนตวั ไดอ้ ยา่ งเตม็ ที่ เช่น เดี่ยวเปี ยอาโน เดี่ยวไวโอลิน หรือขบั ร้องเดี่ยวในเพลงโอเปรา เป็นตน้ นกั ดนตรีและนกั แต่งเพลงท่ียง่ิ ใหญ่ของยคุ น้ีไดแ้ ก่โมสาร์ท (Mozart)และบิโธเฟน (Beethoven) เป็นตน้ 2.4 วรรณกรรม ในระยะแรก ๆ ยงั คงยดึ มน่ั ในระเบียบแบบแผนและกฎเกณฑข์ องวรรณกรรมคลาสสิกแบบเดิม แต่เนน้ ใหค้ วามสาคญั ในเหตุผลและความคิด มีการเขียนวพิ ากษว์ จิ ารณ์เสียดสีสังคม แสดงถึงความตอ้ งการจะเปล่ียนแปลงสังคมใหด้ ีข้ึน ในระยะหลงั ๆ การยดึ มนั่ กฎเกณฑใ์ นวรรณกรรมคลาสสิกแบบเดิมลดลงแต่ใหค้ วามสาคญั ในเสรีภาพการเขียนมากข้ึน เช่น การใชภ้ าษาประจาชาติของผปู้ ระพนั ธ์ เป็นตน้ ผลงานดา้ นวรรณกรรมท่ีสาคญั ไดแ้ ก่ โนบินสัน ครูโซ (RobinsonCrusoe) ของ แดเนียล เดอโฟ (Daniel Defoe) และผลการผจญภยั ของกลั ลิเวอร์(Gulliver’ Travels) ของ โจนาธาน สวฟิ ท์ (Jonathan Swift) เป็นตน้ศิลปวฒั นธรรมแบบโรแมนติก 1. ศิลปแบบโรแมนติก (Romanticism) หรือแบบจินตนาการนิยม เกิดข้ึนในตอนปลายคริสตศ์ ตวรรษที่ 18 เนน้ ใหค้ วามสาคญั ในอารมณ์ ความรู้สึก และธรรมชาติ โดยลดความเช่ือในเรื่องเหตุผลและระเบียบแบบแผนตามแบบสมยั ก่อน ๆใหน้ อ้ ยลง แต่ใหค้ วามสาคญั กบั มนุษยใ์ นฐานะเป็นปัจเจกบุคคลมากข้ึน รวมท้งั แอบแฝงความรู้สึกชาตินิยมในผลงานดว้ ย 2. ปัจจยั สาคญั ที่ทาใหเ้ กิดศิลปแบบโรแมนติก คือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในสมยั น้นั ไดแ้ ก่ การแพร่หลายของแนวความคิดแบบเสรีประชาธิปไตย ซ่ึงเป็นสาเหตุหน่ึงท่ีทาใหเ้ กิดการปฏิวตั ิใหญ่ฝรั่งเศส ค.ศ. 1789และการปฏิวตั ิอุตสาหรรมในยโุ รป ส่งผลใหก้ ารยดึ มนั่ ในระเบียบกฎเกณฑต์ ามแบบศิลปสมยั คลาสสิก (กรีก – โรมนั ) ผอ่ นคลายลง แต่กลบั แสดงออกอยา่ งเสรีในดา้ นอารมณ์ และความรู้สึกของตนมากข้ึน
116 3. ผลงานสร้างสรรคศ์ ิลปวฒั นธรรมของสมยั โรแทนติก มีดงั น้ี 3.1 วรรณกรรม มีนกั เขียนและกวคี นสาคญั ไดแ้ ก่ วลิ เลียม เวริ ์ดสเวริ ์ธ(William Wordsworth) นิยมเขียนบทกวชี ื่นชมความงามของธรรมชาติและโยฮนั น์โวลฟ์ กงั เกอเธ (John Wolfgang Goethe) นอกจากน้ียงั มีงานเขียนดา้ นปรัชญาทางการเมืองท่ีสาคญั ของสมยั โรแมนติกช่ือ “สัญญาประชาคม” (The Social Contract)โดย ชอง ชาค์ รุสโซ (Jean Jacques Rousseau) 3.2 งานเขียนประวตั ิศาสตร์ มีงานเขียนของนกั ปรัชญาทางประวตั ิศาสตร์สมยั โรแมนติกช่ือ ยอร์ช วลิ เลียม เฮเกล (George William Hegel) ผู้ก่อต้งั ทฤษฎีไดอะเลติก (Dialectic Theory) หรือทฤษฎีแห่งความขดั แยง้ สาระสาคญัคือ ความขดั แยง้ จะปรากฏในทุกสิ่งทุกท่ี และความขดั แยง้ เป็นสิ่งท่ีดีเพราะทาใหส้ ังคมเจริญกา้ วหนา้ 3.3 จิตรกรรม มีผลงานนอ้ ยกวา่ ดา้ นวรรณกรรม จิตรกรรมมกัแสดงออกในอารมณ์และความรู้สึกของตนอยา่ งเตม็ ที่ ใชส้ ีฉูดฉาดตดั กนั อยา่ งรุนแรงมกั เป็นภาพวาดทิวทศั นต์ ามธรรมชาติ หรือภาพสะทอ้ นสังคมของสมยั ปฏิวตัอุตสาหกรรม 3.4 ศลิ ปดนตรี เนน้ การแสดงออกในอารมณ์และความรู้สึกอยา่ งรุนแรงโดยเฉพาะความรู้สึกชาตินิยม นกั ดนตรีผมู้ ีชื่อเสียงในสมยั โรแมนติก ไดแ้ ก่ ไชคอฟสกี (Tchaikovsky) และเฟรเดอริก โชแปง (Frederic Chopin) เป็นตน้ศิลปวฒั นธรรมแบบสัจจนิยม 1. ศลิ ปแบบสจั จนิยม (Realism) เกิดข้ึนในช่วงตอนกลางของคริสตศ์ ตวรรษท่ี 19 เป็นศลิ ปท่ีสะทอ้ นความจริงที่เกิดข้ึนในสงั คมอยา่ งตรงไปตรงมามุ่งเสนอความจริงตามหลกั วทิ ยาศาสตร์ เช่น สะทอ้ นสภาพชีวติ ความเป็นอยทู่ ี่แร้นแคน้ของกรรมกร เป็นตน้ 2. แนวทางของศิลปแบบสัจจนิยม มุ่งต่อตา้ นศิลปแบบโรแมนติก ซ่ึงเนน้แต่อารมณ์หรือจินตนาการของศิลปิ น ไม่ใหค้ วามสาคญั ต่อสภาพที่เป็นจริงของสังคมดงั น้นั ศลิ ปแบบสจั จนิยมจึงเป็นศลิ ปท่ีมุ่งรับใชม้ นุษยโ์ ดยตรง
117 3. วรรณกรรม ศลิ ปแบบสัจจนิยมแสดงออกในรูปของวรรณกรรมมากท่ีสุดนกั เขียนที่สาคญั มีดงั น้ี 3.1 ชาร์ลส์ ดิกแกนส์ (Charles Dickens) นกั เขียนชาวองั กฤษผลงานที่เด่นท่ีสุด คือ “โอลิเวอร์ ทวสิ ต”์ (Oliver Twist) สะทอ้ นชีวติ เดก็ ของสงั คมอุตสาหกรรม และการเอารัดเอาเปรียบของนายทุน 3.2 ยอร์ช เบอร์นาร์ด ชอว์ (George Burnard Shaw) นกั เขียนแนวสจั จนิยมชาวองั กฤษที่ยง่ิ ใหญ่ท่ีสุด ชอบเขียนเสียดสีสังคม ศาสนา และลทั ธิทุนนิยม 3.3 ลิโอ ตอลสตอย (Leo Tolstoy) นกั เขียนชาวรัสเซีย ผลงานที่ยง่ิ ใหญ่ที่สุด คือ “สงครามและสันติภาพ” (War and Peace) 4. งานเขียนประเภทสจั สงั คมนิยม (Social Realism) เป็นงานเขียนที่ไดร้ ับอิทธิพลจากลทั ธิมาร์กซ์ (Marxism) มุ่งสะทอ้ นปัญหาสังคม การต่อสู้ทางชนช้นัระหวา่ งกรรมกรกบั นายทุน และช้ีนาวธิ ีแกไ้ ขปัญหาตามแนวทางของลทั ธิมาร์กซ์ นวนิยายท่ีโดดเด่นท่ีสุดในแนวน้ีคือ “แม่” (Mother) เขียนโดยแมกซิม กอร์กี (Maxim Gorky) ชาวรัสเซียศิลปแบบอมิ เพรสชันนิสม์ 1. ศิลปแบบอิมเพรสชนั นิสม์ (Impressionism) เป็นศิลปท่ีพฒั นามาจากแนวทางสัจจนิยมเกิดข้ึนในตอนปลายคริสตศ์ ตวรรษที่ 19 จนถึงตน้ คริสตศ์ ตวรรษที่20 ผลงานส่วนใหญ่จะปรากฏในงานจิตรกรรม 2. ศิลปแบบอิมเพรสชนั นิสม์ หมายถึง ศลิ ปที่ใหค้ วามสาคญั กบั เรื่องราวของแสง สี และเงา มากกวา่ เนน้ เรื่องของเสน้ แสดงออกในสิ่งท่ีศลิ ปิ นมองเห็นอยา่ งฉบั พลนั หรือบนั ทึกเหตุการณ์ท่ีพบเห็นมากกวา่ ที่จะเกิดจากจินตนาการของศลิ ปิ น 3. จิตรกรรม จะเนน้ ในแสง สี และเงา มากกวา่ เนน้ ในเรื่องเส้นนิยมใชส้ ีสดใส ฉูดฉาด ผลงานส่วนใหญ่มกั เป็นภาพวาดเกี่ยวกบั ทิวทศั น์ ธรรมชาติ หรือภาพเหตุการณ์ทีเกิดข้ึนในชีวติ ประจาวนั เช่น กลุ่มคนชาวเมือง ซ่ึงท้งั หมดน้ีเกิดในฝร่ังเศสเกือบท้งั สิ้น
118 จิตรกรชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียง ไดแ้ ก่ โคลด โมเนต์ (Claud Monet) และปิ แอร์ ออกสุ เรอนวั ร์ (Pierre Auguste Renoir) และวนิ เซนต์ แวนโกะ (VincentVan Gogh) เป็นตน้ 4. ประติมากรรม นิยมหล่อรูปคนเหมือนจริง โดยปล่อยใหผ้ วิ วสั ดุที่นามาป้ันหยาบ ขรุขระไม่ราบเรียบสมบูรณ์ วสั ดุส่วนใหญ่มีท้งั ทองแดง สาริด ข้ีผ้งึ และปนูปลาสเตอร์ แทนท่ีจะแกะสลกั จากหินเหมือนในสมยั ก่อน ผลงานที่มีชื่อเสียง คือ รูปหล่อสาริดของ ออกสุ ตโ์ รแดง (Auguste Rodin) ที่ช่ือ “นกั คิด” (The Thinker)ศิลปแบบควิ บิสม์ 1. ศิลปแบบคิวบิสม์ (Cubism) หมายถึง ศิลปที่เนน้ ในรูปทรงเลขาคณิตเพราะรูปทรงจะช่วยทาใหภ้ าพดูลึก ต้ืน หรือแบนราบ โดยไม่จาเป็นตอ้ งใชเ้ ทคนิคในดา้ นสีเหมือนสมยั ก่อน เป็นศิลปท่ีเกิดข้ึนในช่วงคริสตศ์ ตวรรษท่ี 20 บางทีเรียกวา่“แอบสแตรค” 2. จิตรกรรม ศิลปแบบคิวบิสมจ์ ะปรากฏในงานจิตรกรรมเป็นส่วนใหญ่จิตรกรท่ีมีชื่อเสียง คือ ปาโปล รูอิส ปิ กาโซ (Pablo Ruiz Picasso)
119 แบบทดฝึ กหดั เสริมทกั ษะเรื่อง ศิลปวฒั นธรรมของชาติตะวนั ตก จานวน 3 ชวั่ โมงรายวชิ า สังคมศึกษา รหสั วชิ า ส 33101--------------------------------------------------------------------------------------------------------คาชี้ส่ัง ใหน้ กั เรียนอธิบายหรือตอบคาถามต่อไปน้ีใหถ้ ูกตอ้ ง1. ศิลปวฒั นธรรมแบบบารอก เนน้ ในเร่ืองใด…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………2. ศิลปวฒั นธรรมแบบนีโอคลาสสิก ใหค้ วามสาคญั กบั เรื่องใด…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………3. ศิลปวฒั นธรรมแบบโรแมนติก ใหค้ วามสาคญั กบั เรื่องใด…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
1204. ใหน้ กั เรียนอธิบายศลิ ปวฒั นธรรมแบบสัจจนิยม ใหค้ วามสาคญั กบั เรื่องใด…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………5. ศิลปวฒั นธรรมแบบอิมเพรสชนั นิสม์ มีลกั ษณอยา่ งไร……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………………
121แบบรายงานผลการปฏบิ ัติงานกล่มุกล่มุ ที่ ……………………………….-------------------------------------------------------------------------------------------------------คาชี้แจง เม่ือนกั เรียนหาสมาชิกของกลุ่มไดค้ รบตามจานวนแลว้ ใหเ้ ลือก ดงั น้ี ประธาน , รองประธาน , เลขานุการกลุ่มผลของการเลอื ก ประธาน ไดแ้ ก่ ……………………………………………….…..… รองประธาน ไดแ้ ก่ ………………………………………………… เลขานุการกลุ่ม.……………………………………………………… สมาชิก ไดแ้ ก่………………………………………………….…… ……………………………………………………………………… ………………………………………………………………………หัวข้อของงานทไ่ี ด้รับ……………………………….…………………………………………………..………………………….………………………………………………………..ผลของการดาเนินการ ได้ผลดงั นี้…………………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………………..(ลงช่ือ) ………………..……. ผบู้ นั ทึก (ลงชื่อ) ……………….…… ประธาน( ………………………… ) (……………………… )….…. / …………. /….…… ….…. / …………. /….……
122 แบบสังเกตการปฏบิ ตั งิ านกล่มุ ช้ันมธั ยมศึกษาปี ที่ 6 / ….. แผนการสอนที่ ……………………………-------------------------------------------------------------------------------------------------------คาชี้แจง 1. ผปู้ ระเมินใส่คะแนนในช่องตามความเหมาะสมและเป็นจริง 2. เกณฑก์ ารผา่ นระดบั ร้อยละ 60กลุ่ม การแบ่ง การมี การทางาน ความ การ รวม ผลการ ท่ี หนา้ ท่ี ส่วนร่วม กระบวนการ ถูกตอ้ ง เสนอ ประเมิน เน้ือหา ผลงาน กลุ่ม (4) (4) (4) (4) (4) (20) ผ มผ123456 ลงช่ือ ………………..………..…….. ผปู้ ระเมิน (…………..………..…………. ) ……….. / ……..…..... / …….…
123 บันทกึ ท้ายแผนการสอน1. ผลการสอน……………………………………………………………………….………...………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………2. ปัญหาและอุปสรรค การใชแ้ ผน……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….3. ขอ้ เสนอแนะ / แนวทางการแกไ้ ข………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่ือ ……………………………….. ผสู้ อน ( ……………………………… ) ตาแหน่ง ครูชานาญการพิเศษ วนั ท่ี ……. เดือน …………….. พ.ศ. 2561
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 7 เรื่องการปฏิวตั ิวิทยาศาสตร์ การปฏิวตั ิอุตสาหกรรม รายวิชา สังคมศึกษา รหสั วิชา ส 33101 ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ภาคเรียนที่ 1 เวลา 5 ชว่ั โมง ครูผสู้ อน นายพรชยั กสกิ รรม โรงเรียน หันคาราษฎรร์ ังสฤษด์ิมาตราฐานการเรียนรู้ที่ 4.1 เขา้ ใจพฒั นาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบนั ในแง่ความสมั พนั ธ์และการเปล่ียนแปลงของเหตุการณ์อยา่ งต่อเน่ือง ตระหนกั ถึงความสาคญั และสามารถวเิ คราะหผ์ ลกระทบท่ีเกิดข้ึนสาระสาคญั ความเจริญทางดา้ นวิทยาศาสตร์ ส่งผลทาใหม้ นุษยร์ ู้จกั ประดิษฐค์ ิดคน้นาวทิ ยาการและเทคโนโลยใี หม่ ๆ มาใชเ้ พือ่ ทุนแรงและก่อใหเ้ กิดความสะดวกสบายของมนุษย์ อนั เป็นผลทาใหเ้ กิดการอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ข้ึนจุดประสงค์ปลายทาง การปฏิวตั ิวทิ ยาศาสตร์ มีผลดีต่อการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมของมนุษย์
125จุดประสงค์นาทาง 1. บอกผลกระทบของการปฏิวตั ิวทิ ยาศาสตร์ ที่มีผลต่อการปฏิวตั ิเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมได้ 2. บอกความหมายของการปฏิวตั ิอุตสาหกรรมได้ 3. บอกผลกระทบของการปฏิวตั ิอุตสาหกรรม ที่มีผลต่อการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสงั คมได้ 4. บอกประโยชน์ ของการปฏิวตั ิอุตสาหกรรม ท่ีมีผลต่อการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสงั คมได้เนือ้ หา 1. การปฏิวตั ิวิทยาศาสตร์ การปฏิวตั ิเกษตรกรรม 2. ความหมายของการปฏิวตั ิอุตสาหกรรม 3. การปฏิวตั ิอุตสาหกรรมท่ีมีต่อการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสงั คม 4. ประโยชนข์ องการปฏิวตั ิอุตสาหกรรม ดา้ นการเมืองการปกครองเศรษฐกิจ และสงั คมกจิ กรรมการเรียนการสอน 1. แจง้ จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ วธิ ีการวดั ผลและเกณฑก์ ารประเมินผลให้นกั เรียนทราบ ครูนาเขา้ สู่บทเรียน 2. นกั เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียนเป็นแบบปรนยั ชนิดเลือกตอบ10 ขอ้ 5 คะแนน เวลา 5 นาที 3. นกั เรียนช่วยกนั บอกใหค้ วามหมาย “การปฏิวตั ิอุตสาหกรรม” 4. นกั เรียนศกึ ษาเอกสารหมายเลข 11 เรื่อง การปฏิวตั ิวทิ ยาศาสตร์การปฏิวตั ิอุตสาหกรรม 5. ใหน้ กั เรียนยกตวั อยา่ งประโยชนข์ องการปฏิวตั ิอุตสาหกรรมครูคอยเพม่ิ เติมโดยใชแ้ ผน่ ใส่
126 6. ใหน้ กั เรียนแบ่งเป็นกลุ่ม เป็น 2 กลุ่ม ๆ เท่า ๆ กนั แลว้ ใหน้ กั เรียนคิดวเิ คราะห์ในหวั ขอ้ เร่ือง “อุตสาหกรรมที่ควรมีในประเทศไทยและอุตสาหกรรมใดท่ีไม่ควรมีในประเทศไทย” พร้อมใหเ้ หตุผล 7. นกั เรียนตวั แทนแต่กลุ่ม 1 3 คน ออกมาอภิปราย ในเรื่อง อุตสาหกรรมที่ควรมีในประเทศไทย พร้อมใหเ้ หตุผล 8. นกั เรียนตวั แทนแต่กลุ่ม 2 3คน ออกมาอภิปราย ในเร่ือง อุตสาหกรรมที่ไม่ควรมีในประเทศไทย พร้อมใหเ้ หตุผล 9. นกั เรียนลงมือปฏิบตั ิงานกลุ่ม ครูสงั เกตการณ์ปฏิบตั ิงานกลุ่ม 10. ครูใหน้ กั เรียนทาแบบทดสอบหลงั เรียนเป็นแบบปรนยั ชนิดเลือกตอบ 10 ขอ้ 5 คะแนน 11. ครูใหน้ กั เรียนทาแบบฝึกหดั เสริมทกั ษะสื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการการเรียน 2. วดี ีทศั น์การวดั ผล 1. วธิ ีการวดั ผล 1.1 ประเมินจากแบบทดสอบก่อนเรียน - หลงั เรียน 1.2 ประเมินจากแบบสงั เกตการปฏิบตั ิงานกลุ่ม 1.3 ประเมินจากการทาแบบฝึ กหดั เสริมทกั ษะ 2. เกณฑก์ ารประเมิน 2.1 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน คะแนน 9-10 คะแนน หมายถึง ดีมาก คะแนน 7-8 คะแนน หมายถึง ดี คะแนน 5-6 คะแนน หมายถึง พอใช้
127 คะแนน 0-4 คะแนน หมายถึง ปรับปรุง ถือเกณฑผ์ า่ นร้อยละ 60 หรือ 6 คะแนน 2.2 แบบสงั เกตการปฏิบตั ิงานกลุ่ม คะแนน 18-20 คะแนน หมายถึง ดีมาก คะแนน 14-17 คะแนน หมายถึง ดี คะแนน 10-13 คะแนน หมายถึง พอใช้ คะแนน 0-9 คะแนน หมายถึง ปรับปรุง ถือเกณฑผ์ า่ นร้อยละ 60 หรือ 12 คะแนน 2.3 แบบฝึ กหดั เสริมทกั ษะตรวจจากนกั เรียนส่งแบบฝึ กหดั ถือเกณฑผ์ า่ น มี 5 ขอ้ ผา่ น 3 ขอ้ 3. เคร่ืองมือวดั ผลและประเมินผล 3.1 แบบรายงานผลการปฏิบตั ิงานของกลุ่ม 3.2 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน 3.3 แบบฝึกหดั เสริมทกั ษะกจิ กรรมเสนอแนะ 1. ใหน้ กั เรียนศึกษาคน้ ควา้ เพ่ิมเติมจากหอ้ งสมุดของโรงเรียน 2. ใหน้ กั เรียนอ่านเพิ่มเติมจากหนงั สือสังคมศึกษา ของ วฒั นาพานิช อกั ษรเจริญทศั น์ ไทยวฒั นาพาณิช และ คู่มือสังคมศกึ ษา
128ข้อเสนอแนะของหัวหน้าสถานศึกษาหรือผู้ทไี่ ด้รับมอบหมาย( ตรวจสอบ/ นิเทศ/ เสนอแนะ/ รับรอง )……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่ือ ………………………………… () ตาแหน่ง ………………………………. วนั ท่ี ….… เดือน ………………… พ.ศ. ……..
129 แบบทดสอบก่อนเรียน – หลงั เรียนเรื่อง การปฏิวตั ิวทิ ยาศาสตร์ การปฏิวตั ิอุตสาหกรรม จานวน 4 คาบรายวชิ า สงั คมศึกษา รหสั วชิ า ส 33101-------------------------------------------------------------------------------------------------------คาชี้แจง 1. แบบทดสอบเป็นแบบปรนยั เลือกตอบ มี 4 ตวั เลือก จานวน 10 ขอ้คาสั่ง ใหน้ กั เรียนเลือกคาตอบที่ถกู ท่ีสุด แลว้ ทาเคร่ืองหมาย X ลงในช่องตวั อกั ษร ก ,ข ,ค ,ง ในกระดาษที่แจกให้1. รากฐานการปฏิวตั ิคร้ังใหญ่ในองั กฤษมาจาก ก. การปฏิวตั ิการเกษตร ข. การปฏิวตั ิวทิ ยาศาสตร์ ค. การสารวจเส้นทางการคา้ ง. การปฏิวตั ิประชาธิปไตย2. การนาเทคนิควทิ ยาการมาพฒั นาใชก้ บั การเกษตรส่งผลทาใหเ้ กิด “ระบบปิ ดลอ้ ม” มีผลเสียต่อเกษตรรายยอ่ ยอยา่ งไร ก. ไม่สามารถเพ่ิมผลผลิตได้ ข. ไม่ไดร้ ับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ค. ขาดแรงงานท่ีจะใชใ้ นการเกบ็ เกี่ยว ง. ไม่สามารถต่อรองราคากบั พ่อคา้ คนกลางได้
1303. กลุ่มใดที่มีอิทธิพลต่อการปฏิวตั ิอุตสาหกรรมเป็นพวกแรก ก. ขนุ นาง ข. นกั เขียน ค. นกั ปกครอง ง. นกั ประดิษฐ์4. ขอ้ ใดเป็นความหมายของการปฏิวตั ิอุตสาหกรรม ก. เป็นการเปล่ียนแปลงวธิ ีการผลิต ข. เป็นการเปลี่ยนแปลงการบริการ ค. เป็นการเปลี่ยนแปลงการขนส่งคมนาคม ง. เป็นการเปล่ียนแปลงการดาเนินและข้นั ตอน5. ผลกระทบของความเจริญกา้ วหนา้ จากการปฏิวตั ิอุตสากรรม ในช่วงปลายคริสตว์ รรษท่ี 18 ที่มีต่อสังคมคือ ก. การอพยพออกนอกประเทศ ข. เกิดช่องวา่ งระหวา่ งชนช้นั ค. การเพิ่มข้ึนของประชากรอยา่ งรวดเร็ว ง. เกิดการลอกเลียนแบบทางวฒั นธรรม6. ผลกระทบในการปฏิวตั ิอุตสาหกรรมต่อสงั คมเมืองคือ ก. เกิดปัญหายาเสพติด ข. เกิดปัญหาชุมชนแออดั ค. เกิดปัญหาอาชญากรรม ง. เกิดปัญหาการขาดแคลนอาหาร
131 7. ปัจจยั ที่มีส่วนในการส่งเสริมการปฏิวตั ิอุตสาหกรรมคือขอ้ ใด ก. ตลาด และทุน ข. วตั ถุดิบ และทุน ค. แรงงาน และตลาด ง. วตั ถุดิบและแรงงาน 8. ในคริสตว์ รรษที่ 20 การปฏิวตั ิอุตสาหกรรมในประเทศใดที่มีความเจริญรุ่งเรือง ก. อเมริกา ข. ฝร่ังเศส ค. เยอรมนั ง. องั กฤษ 9. การปฏิวตั ิอุตสาหกรรมมีผลกระทบต่อการเมืองในประเทศดอ้ ยพฒั นาอยา่ งไร ก. ถกู มหาอานาจล่าเป็นอาณานิคม ข. ขา้ ราชการเดิมกมุ อานาจไว้ ค. ประชาชนเรียกร้องเสรีภาพมาก ง. การปกครองไม่สามารถพฒั นาได้10. แนวความคิดใดที่มีความสัมพนั ธ์กบั ความเท่าเทียมกนั ในสงั คม ก. เสรีนิยม ข. สัจนิยม ค. สังคมนิยม ง. อิมเพรสช้นั นิสม์
132เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน – หลงั เรียนเรื่อง การปฏิวตั ิวิทยาศาสตร์ การปฏิวตั อุสาหกรรม จานวน 4 คาบรายวชิ า สงั คมศึกษา รหสั วชิ า ส 33101------------------------------------------------------------------------------------------------------ 1. ข 2. ง 3. ง 4. ก 5. ค 6. ข 7. ข 8. ค 9. ก 10. ค
133 เอกสารหมายเลข 11เร่ือง การปฏิวตั ิวทิ ยาศาสตร์ การปฏิวตั อุสาหกรรม จานวน 4 คาบรายวชิ า สังคมศึกษา รหสั วชิ า ส 33101---------------------------------------------------------------------------------------------------การปฏวิ ตั วิ ทิ ยาศาสตร์การปฏิวตั ิวทิ ยาศาสตร์มีรากฐานมาต้งั แต่คริสตศ์ ตวรรษท่ี 16 แต่เกิดการปฏิวตั ิในคริสตศ์ ตวรรษท่ี 17 โดยมีวชิ าแพทย์ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์และวชิ าการแขนง ต่าง ๆนิโคลสั โคเปอร์นิคสั สุริยะจกั รวาลมีดวงอาทิตยเ์ ป็นศนู ยก์ ลาง โลกหมุนรอบตวั เองกาลเิ ลโอ กาลเเลอิ ยนื ยนั ความถกู ตอ้ งของระบบสุริยะจกั รวาลโจน์อนั เนสเคปเลอร์ วงโคจรของดาวพระเคราะหเ์ ป็นรูปวงรี “ไข่” ไม่กลมการปฏวิ ตั เิ กษตรกรรม รากฐานของการปฏิวตั ิเกษตรกรรมเกิดข้ึนในคริสตศ์ ตวรรษท่ี 17 ( 1730-1850 ) “เป็นการนาเทคนิคและวทิ ยาการมาพฒั นาปรับปรุงใชก้ บั การเกษตรใหไ้ ดผ้ ลดีและมีประสิทธิภาพมากข้ึน”ระบบเปิ ดโล่ง ท่ีนาไม่ไดร้ วมกนั อยใู่ นที่เดียวกนั แต่เป็นผนื เลก็ ๆ อยกู่ ระจดั กระจายระบบปิ ดล้อม รวมที่ดิน ( นา ) ของเจา้ ของท่ีดิน หรือระหวา่ งเจา้ ของที่ดินเขา้ เป็นผนืเดียวกนั ลอ้ มรั่วเป็นสดั ส่วน
134ข้อดี ใชท้ ี่ดินอยา่ งคุมเตม็ ที่ เพ่ิมผลผลิต ใชเ้ ครื่องมือข้อเสีย ชาวนารายยอ่ ยเดือดร้อน ไม่สามารถหาตลาดสู้กบั ชาวนารายใหญ่ได้การปฏวิ ตั อสุ าหกรรม รากฐานของการปฏิวตั ิอุตสาหกรรม มีมาต้งั แต่คริสตศ์ ตวรรษที่ 16เร่ิมปฏิวตั ิในคริสตศ์ ตวรรษที่ 18 ที่ประเทศองั กฤษแต่ขยายแพร่หลายไปทว่ัในคริสตศ์ ตวรรษที่ 20 แต่ไปเจริญรุ่งท่ีเยอรมนั นี การปฏิวตั ิอุตสาหกรรม หมายถึง การเปล่ียนแปลงวธิ ีการผลิต จากแรงงานคน สัตว์ พลงั งาน มาเป็นเคร่ืองจกั รกล จนเกิด ระบบโรงงานนักประวตั ศิ าสตร์แบ่งการปฏวิ ตั อิ อกเป็ น 2 ระยะ 1. ระยะแรก พ.ศ. 2306 – 2403 เรียกวา่ สมยั ไอน้า โดยการทอผา้เครื่องจกั รไอน้า มีการนาถ่านหินและเหลก็ มาใช้ ( บางคร้ังกเ็ รียกวา่ ยคุ เหลก็ ) 2. ระยะที่สอง พ.ศ. 2403 – 2443 ( ยคุ เหลก็ กลา้ ) เป็นการคน้ ควา้ทางวทิ ยาศาสตร์ เพื่อพฒั นาอุตสาหกรรม นาพลงั งานใหม่ ๆ ใช้ ก๊าซ น้ามนั ไฟฟ้ าปรับปรุงระบบโรงงาน การลงทุน พฒั นาเป็นอุตสาหกรรมหนกั อุตสาหกรรมเคมีไฟฟ้ า เหลก็อทิ ธพิ ลของการปฏวิ ตั อิ ตุ สาหกรรมทมี่ ตี ่อสังคม 1. ประชากรเพิ่ม 1.1 การแพทยเ์ จริญ 1.2 ยา้ ยถ่ินจากชนบทสู่เมือง 1.3 ชาวยโุ รปแสวงหาโชคลาภในดินแดนต่าง ๆ ของโลก
135 2. การเติบโตของเมืองและมหานคร ประชาชนเขา้ สู่เมืองหางานทาชุมชนเลก็ ที่เป็นท่ีต้งั ของโรงงานขยายเป็นชุมชนเมือง ปรับปรุงถนน โคมไฟ ลิฟ ท์ นาเหลก็และกระจกมาเป็นส่วนประกอบของ สถาปัตยกรรม 3. ความเหล่ือมล้าทางสงั คม ยกเลิกระบบทาสติดท่ีดิน ส่งผลทาให้กรรมกรสามารถหาซื่อสินคา้ มาปรุงหาอาหารได้ เช่น เน้ือสัตว์ กาแฟแหล่งอตุ สาหกรรมเป็ นสาเหตุของหลายปัญหา 1. ที่อยอู่ าศยั 2. แหล่งเพาะเช้ือโรค 3. อาชญากรรมการปฏวิ ตั ิอสุ าหกรรมทาให้เกดิ ชนช้ันขนึ้ ในสังคมใหม่ - ชนช้นั กลาง( พอ่ คา้ ) มีอิทธิพลทางการเมืองแทนขนุ นาง - ชนช้นั กรรมาชีพ ( แรงงาน ) 4. ความแตกแยกทางสังคม ชนช้นั กลาง( นายทุน )ไดร้ ับผลประโยชน์กรรมกรถกู เอาเปรียบทางานวนั ละ 14 – 16 ช.ม. ค่าแรงงานต่า ลกู จา้ งไม่ใหส้ ิทธ์ิมีเสียงเกิดความอดยาก อาหารไม่ดี เส้ือผา้ ขาด กรรมกรจึงนดั หยดุ งาน นายจา้ งใชค้ วามรุนแรงปราบ กรรมกรจึงรวมกนั โค่นลม้ ระบบสงั คมที่ไม่เป็นธรรมอทิ ธิพลของการปฏวิ ตั อิ ตุ สาหกรรมที่มตี ่อการเมอื ง 1. อานาจของชนช้นั กลาง มีบทบาทในสังคม เศรษฐกิจ การเมือง( รัฐสภา )พระเจา้ ชาร์ลส์ท่ี 10 แห่งราชวงศบ์ ูร์บองลิดรอนสิทธิอานาจของชนช้นั กลางจนตนเองถูกลม้ อานาจ พระเจา้ หลุยส์ฟิ ลิปฟ์ แห่งราชวงศอ์ อร์เลอองส์ ข้ึนครองราชยแ์ ทนและไดร้ ับการยกยอ่ งวา่ (กษตั ริยช์ นช้นั กลาง) 2. บทบาททางการเมืองและการต่อสูข้ องกรรมกร จดั ต้งั “สหภาพแรงงาน”เพอื่ ใหม้ ีอานาจต่อรองนายทุนกบั รัฐบาลในการเรียกร้องสวสั ดิการ จดั ต้งั “ขบวนการ
136ชาร์ติสม”์ เรียกร้องใหป้ ฏิรูปกฎหมายเลือกต้งั ใหก้ รรมกรมีสิทธิเลือกต้งั รัฐบาลยอมรับและให้ 1 พ.ค. ของทุกปี “วนั กรรมกรโลก” 3. ลทั ธิจกั รวรรดินิยม มีการแสวงหาอาณานิคม ยดึ ครองดินแดนประเทศอ่ืนและประเทศพฒั นาท่ีดอ้ ยกวา่ แทรกแซง การเมือง ทหาร เศรษฐกิจ วฒั นธรรมอทิ ธพิ ลของการปฏวิ ตั อิ ตุ สาหกรรมทม่ี ตี ่อเศรษฐกจิ 1. ผลิตมากและเกิดการแข่งขนั ประชาชนมีความเป็นอยดู่ ีข้ึน ซ้ือสินคา้ราคาถกู มีมาตราฐานกลุ่มนายทุน ตอ้ งหาตลาดและวตั ถุดิบ เช่น ท่ีเอเชีย แอฟริกาละตินอเมริกา ทาใหเ้ กิดการสะสมกาลงั ทหารและอาวธุ 2. ความเหลื่อมล้าทางเศรษฐกิจและความร่วมมือกนั ระหวา่ งประเทศองั กฤษ เยอรมนั นี มีความมง่ั คง่ั อิตาลี สเปน ขาดแคลนทรัพยากร เอเชีย แอฟริกาลาตินอเมริกาตกอยภู่ ายใตอ้ าณานิคมของชาวยโุ รปทาใหเ้ กิด “ระบบตลาดโลก” ( WorldMarket ) เป็นการรวมตวั ทางเศรษฐกิจพ่ึงพาหรือร่วมมือกนั แลกเปลี่ยนซ้ือขายรวมท้งัความเจริญทางวิทยาการการปฏวิ ตั อิ ตุ สาหกรรมส่งผลทาให้ 1. การคมนาคมขนส่งพฒั นา เช่นปรับปรุงใหถ้ นนเรียบปูอิฐ หินบดสร้างทางระบายน้า สะพานเชื่อมถนนสายหลกั ปรับปรุงรถมา้ โดยเสริมสปริงนาพลงั งานไอน้ามาใชก้ บั รถจกั รและเรือกลไฟ 2. การสื่อสารโทรคมนาคมพฒั นา จากรถมา้ – เรือกลไฟ – รถไฟ รถยนต์เกิดระบบไปรษณีย์ “เพนนี โพสต”์ แซมมวล มอร์ส ปะดิษฐ์ โทรเลขไฟฟ้ าอเลก็ ซานเดอร์ เกรแฮม เบลลป์ ระดิษฐโ์ ทรศพั ท์
137ผลกระทบต่อภูมปิ ัญญาและวฒั นธรรม ทาใหเ้ กิดแนวคิดใหม่ดงั น้ี 1. เสรีนิยม เนน้ การใหเ้ สรีภาพแก่มนุษย์ ความอิสระทางเศรษฐกิจ 2. สังคมนิยม เนน้ การเท่าเทียมกนั ของคนในสงั คม “ชนช้นั กลางขดั ขวาง”แนวความคิดของคาร์ล มาร์กซ์คอมมิวนิสต์ 3. สจั นิยมหรืออตั ถนิยม สะทอ้ นความจริงออกมาในรูปแบบงานของจิตรกรรมและวรรณกรรม เปิ ดโปงภาพความเลวร้ายสภาพเดก็ กาพร้าชุมชนแออดั ความทุกขย์ ากของกรรมกรเหมืองถ่านหิน 4. อิมเพรสชนั่ นิสม์ เนน้ ทางศลิ ปะท่ีประทบั ใจ สี แสง ความงามของธรรมชาติ 5. การสร้างคุณภาพแห่งชีวติ รัฐบาลและสงั คมรณรงคท์ างความคิดในการรักษาสภาพแวดลอ้ มธรรมชาติและชีวติ ท่ีมีคุณภาพเป็นการเคลื่อนไหวอนั เกิดจากจิตสานึกทางสงั คม
138 แบบฝึ กหดั เสริมทกั ษะเรื่อง การปฏิวตั ิวทิ ยาศาสตร์ การปฏิวตั ิอุตสาหกรรม จานวน 4 คาบรายวชิ า สังคมศึกษา รหสั วชิ า ส 33101--------------------------------------------------------------------------------------------------------คาส่ัง ใหต้ อบคาถามต่อไปน้ีใหถ้ ูกตอ้ ง1. การพฒั นาทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์แขนงใดท่ีมีผลต่อการปฏิวตั ิอุสาหกรรม……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………2. สาเหตุของการปฏิวตั ิอุตสาหกรรมมีอะไรบา้ ง……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
1393. สาเหตุที่องั กฤษประสบความสาเร็จในการปฏิวตั ิอุตสาหกรรม เพราะ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………4. การปฏิวตั ิอุตสาหกรรมส่งผลต่อเศรษฐกิจอยา่ งไรบา้ ง…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………5. ผลของการปฏิวตั ิอุตสาหกรรมท่ีมีต่อสังคมมีอะไรบา้ ง…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
140แบบรายงานผลการปฏบิ ัตงิ านกล่มุกล่มุ ท่ี ……………………………….----------------------------------------------------------------------------------------------------คาชี้แจง เม่ือนกั เรียนหาสมาชิกของกลุ่มไดค้ รบตามจานวนแลว้ ใหเ้ ลือก ดงั น้ี ประธาน , รองประธาน , เลขานุการกลุ่มผลของการเลอื ก ประธาน ไดแ้ ก่ ……………………………………………….…..… รองประธาน ไดแ้ ก่ ………………………………………………… เลขานุการกลุ่ม.……………………………………………………… สมาชิก ไดแ้ ก่………………………………………………….…… ……………………………………………………………………… ………………………………………………………………………หัวข้อของงานทไ่ี ด้รับ……………………………….…………………………………………………..………………………….………………………………………………………..ผลของการดาเนินการ ได้ผลดังนี้…………………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………………..(ลงช่ือ) ………………..……. ผบู้ นั ทึก (ลงช่ือ) ……………….…… ประธาน( ………………………… ) (……………………… )….…. / …………. /….…… ….…. / …………. /….……
141 แบบสังเกตการปฏบิ ตั งิ านกล่มุ ช้ันมธั ยมศึกษาปี ที่ 6 / ….. แผนการสอนที่ ……………………………-------------------------------------------------------------------------------------------------------คาชี้แจง 1. ผปู้ ระเมินใส่คะแนนในช่องตามความเหมาะสมและเป็นจริง 2. เกณฑก์ ารผา่ นระดบั ร้อยละ 60กลุ่ม การแบ่ง การมี การทางาน ความ การ รวม ผลการ ท่ี หนา้ ท่ี ส่วนร่วม กระบวนการ ถูกตอ้ ง เสนอ ประเมิน เน้ือหา ผลงาน กลุ่ม (4) (4) (4) (4) (4) (20) ผ มผ123456 ลงชื่อ ………………..………..…….. ผปู้ ระเมิน (…………..………..…………. ) ……….. / ……..…..... / …….…
142 บนั ทกึ ท้ายแผนการสอน1. ผลการสอน……………………………………………………………………….………...………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………2. ปัญหาและอุปสรรค…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….3. ขอ้ เสนอแนะ / แนวทางการแกไ้ ข………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ ……………………………….. ผสู้ อน ( ……………………………… ) ตาแหน่ง ครูชานาญการพเิ ศษ วนั ท่ี ……. เดือน …………….. พ.ศ. ……..
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164