151 5.6 การเข้าถึงข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือ Smartphone www.nhso.go.th สำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) Application ระบบ iOS บริการข้อมูล สิทธิหลักประกันสุขภาพ 30 บาท 7.2 การรู้เท่าทันสื่อสุขภาพและข้อมลู ขา่ วสารทางด้านสขุ ภาพ การรเู้ ทา่ ทันส่อื (Media Literacy) หมายถงึ “ความสามารถในการวิเคราะห์ วิจารณ์ และ ประเมินค่าส่อื ความสามารถในการเข้าถึงสื่อ นำเสนอส่ือในแบบฉบับของตนเอง และผลติ ส่อื เพอ่ื ส่อื สาร ไดห้ ลายรูปแบบ นอกจากน้ี การรเู้ ท่าทันสอ่ื ยังหมายรวมถงึ กจิ กรรมทางการศึกษาเพอื่ พัฒนาทกั ษะการวเิ คราะหว์ ิจารณ์ และสรา้ งโอกาสในการเข้าถึงสื่อ” การรู้เทา่ ทนั ส่อื สุขภาพและขอ้ มลู ข่าวสารทางดา้ นสุขภาพ หมายถึง ความสามารถ และทักษะ ในการวเิ คราะห์ วิจารณ์ และประเมินคา่ สอื่ ความสามารถในการเข้าถึงส่ือ นำเสนอส่อื ในแบบฉบบั ของ ตนเอง และผลติ ส่อื เพื่อสอ่ื สารทางสขุ ภาพและขอ้ มูลข่าวสารทางดา้ นสุขภาพ ทกั ษะการรเู้ ทา่ ทนั สื่อสขุ ภาพและขอ้ มลู ขา่ วสารทางดา้ นสขุ ภาพ การพฒั นาทักษะการเรียนรเู้ พอื่ การท่ีจะเทา่ ทนั สอ่ื สขุ ภาพและขอ้ มูลขา่ วสารทางดา้ นสุขภาพได้ น้นั มอี งคป์ ระกอบทส่ี ำคัญ ดงั นี้ 1. การเข้าถงึ (Access) การเข้าถึงสอ่ื หมายถึง การได้รบั สอ่ื ประเภทต่างๆ ได้อยา่ งเต็มท่แี ละรวดเร็ว สามารถ รับรู้และเข้าใจเนอ้ื หาของสอ่ื ประเภทต่างๆ ได้อยา่ งเต็มความสามารถ มีการแสวงหาข่าวสารไดจ้ ากสื่อ หลายประเภทและไมถ่ กู จำกดั อยกู่ ับสือ่ ประเภทใดประเภทหนึง่ มากเกนิ ไป ความสามารถในการเก็บ ขอ้ มูลทเ่ี กย่ี วขอ้ งและเปน็ ประโยชน์ พรอ้ มทง้ั ทำความเขา้ ใจความหมายอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ โดย - อา่ นเน้ือหาจากสือ่ นน้ั ๆ และทำความเข้าใจอยา่ งถ่องแท้ - จดจำและเข้าใจความหมายของคำศพั ท์ สัญลกั ษณ์ และเทคนคิ ท่ใี ชใ้ นการส่อื สาร - พฒั นากลยทุ ธ์ เพือ่ หาตำแหนง่ ท่มี าของขอ้ มลู จากแหล่งต่างๆ ทห่ี ลากหลาย - เลือกกรองขอ้ มูลประเภทตา่ งๆ ที่เกยี่ วขอ้ งใหส้ อดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงคท์ ่ตี อ้ งการ 2. การวเิ คราะห์ (Analyze) การวเิ คราะห์ หมายถงึ การตคี วามเน้อื หาสอื่ ตามองคป์ ระกอบและรปู แบบทส่ี ่อื แตล่ ะ ประเภทนำเสนอ ว่าสงิ่ ทส่ี ื่อนำเสนอนัน้ ส่งผลกระทบอะไรบา้ งตอ่ สงั คม การเมือง หรอื เศรษฐกิจโดยใช้พน้ื ความร้เู ดมิ และประสบการณใ์ นการคาดการณถ์ ึงผลทจี่ ะเกดิ ขนึ้ ที่อาจมาจากการวิเคราะห์ถงึ วตั ถุประสงค์ของการสื่อสาร การวิเคราะหก์ ลุ่มเป้าหมายของสื่อ (กลุม่ ผเู้ ปิดรับส่ือ) จุดยนื ของส่ือ บรบิ ทตา่ งๆ ของสอ่ื ทสี่ ่งผลกระทบต่อการนำเสนอของสื่อ โดยอาจใชว้ ิธีการ ของการวิเคราะห์เปรียบเทียบ การแตกองค์ประกอบยอ่ ยต่างๆ หรอื การวเิ คราะหข์ ้อมูลเชิงเหตุและผล ความสามารถในการวิเคราะหข์ ้อมลู โดยการตรวจสอบรูปแบบการใช้ส่อื โครงสร้าง
152 และลำดบั การเรยี งเนอื้ หาสื่อ ซง่ึ สามารถใชแ้ นวคดิ จากศาสตรต์ า่ งๆ ไดแ้ ก่ ศลิ ปะ วรรณกรรม สขุ ภาพ สังคม การเมือง และเศรษฐกิจ เพือ่ ทำความเข้าใจเนือ้ หาบรบิ ทที่ตอ้ งการสอ่ื ตัวอย่างเชน่ - ใช้ความรูแ้ ละประสบการณ์เดมิ เพอื่ ทำนายผลทจ่ี ะเกิด - ตคี วามเนื้อหา โดยใช้หลักการวเิ คราะห์พ้ืนฐาน เชน่ วเิ คราะห์ “วัตถปุ ระสงค์” “ผู้รบั สาร” “ความคิดเห็น” “รปู แบบทก่ี ำหนด” “ประเภทรายการ” “บุคลกิ ภาพ” “พล็อต” “แนวคิด รวม” “อารมณ”์ “ภาพทเ่ี ห็น” และ “เน้ือหา” - ใช้ยุทธวธิ ีซึง่ รวมถึงการเปรยี บเทยี บ/หาความแตกตา่ ง ขอ้ เท็จจรงิ /ความเห็นเหตุ/ผล การลำดบั ความสำคญั /การเรยี ง - ใชค้ วามรู้เกยี่ วกบั บรบิ ททางประวตั ศิ าสตร์ การเมือง เศรษฐกจิ ซง่ึ เปน็ ท่ีมาของการ สร้างสรรคแ์ ละตีความหมาย 3. การประเมินค่าสอ่ื (Evaluate) การประเมินคา่ ของสอื่ เป็นผลมาจากการวิเคราะห์สอ่ื ท่ีผา่ นมา ทำใหส้ ามารถทจี่ ะ ประเมนิ ค่าคณุ ภาพของเนื้อหาสารท่ีถกู ส่งออกมาได้วา่ มคี ุณคา่ ตอ่ ผู้รบั มากน้อยเพียงใด สามารถนำไปใช้ ใหเ้ กิดประโยชน์ตอ่ ผ้รู บั ในดา้ นใดได้บา้ ง คุณคา่ ท่ีเกิดข้ึนเป็นคุณคา่ ท่เี กิดขน้ึ ทางใจ อารมณ์ ความรู้สกึ หรือมคี ุณค่าทางศลี ธรรม จรรยาบรรณ สงั คม วฒั นธรรม หรอื ประเพณีอยา่ งไรบ้าง สง่ิ ทส่ี ่ือนำเสนอมี ประโยชน์ต่อการเรยี นรใู้ นศาสตร์ใด ศาสตรห์ นงึ่ หรือไม่ อย่างไร ในขณะเดยี วกนั การประเมนิ คา่ ทเ่ี กิดขึน้ อาจเปน็ การประเมนิ คณุ ภาพของสอ่ื วา่ การนำเสนอของสอ่ื นนั้ มกี ระบวนการผลิตทมี่ ีคณุ ภาพหรือไมเ่ ม่อื เปรียบกับส่อื ประเภทเดียวกนั ความสามารถในการประเมนิ เนอื้ หา โดยสร้างความเกยี่ วข้องของเน้อื หา กบั ประสบการณ์ พร้อมเสนอความเหน็ ในแงม่ มุ ของความหลากหลาย คุณภาพ และความเก่ยี วข้องกบั เน้อื หาโดยใชว้ ิธีดังน้ี - ชื่นชอบและเกิดความพงึ พอใจในการตคี วามหมายสือ่ จากประเภทรายการและ รปู แบบทหี่ ลากหลาย - สนองตอบโดยการพมิ พห์ รอื พดู ถึงความซับซ้อนท่ีหลากหลายและเนื้อหาส่ือ - ประเมนิ คณุ ภาพของเนอื้ หา จากเนอ้ื หาสอื่ และรูปแบบ - ตัดสินใหค้ ณุ คา่ ของเน้อื หา โดยพจิ ารณาจากหลกั จรยิ ธรรม ศาสนา และหลกั ประชาธิปไตย 4. การสรา้ งสรรค์ (Create) ความสามารถในการสรา้ งสรรค์ (หรือสื่อสาร) เนื้อหา โดยการเขียนบรรยายความคดิ ใชค้ ำศัพท์ เสียง และ/หรอื สรา้ งภาพใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพตามวตั ถปุ ระสงคท์ ่ีหลากหลาย และ ต้องสามารถใชป้ ระโยชนจ์ ากเทคโนโลยที ี่หลากหลายของการสอ่ื สารเพื่อสร้างสรรค์ ตดั ต่อ และเผยแพร่เนอื้ หาดงั กลา่ ว - ใชป้ ระโยชน์จากขั้นตอนการระดมสมอง วางแผน เรียบเรียง และแก้ไข - ใชภ้ าษาเขยี นและภาษาพดู อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพท่ีสุดตามหลกั ของภาษาศาสตร์ - สร้างสรรค์และเลอื กภาพอยา่ งมีประสิทธภิ าพ เพื่อบรรลเุ ปา้ หมายตา่ งๆ ท่ี
153 กำหนดไว้ - ใช้เทคโนโลยีการส่อื สารในการวางโครงสร้างของเนอ้ื หา แบบจำลองแนวคิดหลักของการรู้เท่าทันสื่อ (Key Concept of Media Literacy Model) จากหลักการสำหรับการพัฒนาทักษะการรู้เทา่ ทนั สือ่ ทกี่ ล่าวมาข้างต้น ท่วี า่ ด้วย การเข้าถงึ สื่อ การวเิ คราะหส์ อื่ การประเมนิ ค่าส่อื และการสรา้ งสรรค์ส่อื ทักษะเหล่านี้ คอื ทกั ษะทต่ี ้องใชว้ ิเคราะหถ์ ึง รายละเอียดในองคป์ ระกอบของแบบจำลองแนวคิดหลักของการรู้เท่าทนั ส่อื มี รายละเอยี ดในประเดน็ ท่ี สำคัญดงั ต่อไปนี้ 1. ผูป้ ระกอบการสอื่ (Media Agencies) ผู้ประกอบการส่อื หมายถึง เจา้ ของสอื่ รายบุคคล ผู้ประกอบการ หรือองคก์ ร สถานี ขา่ ว หนว่ ยงานราชการ หรอื บริษทั เอกชนที่เปน็ เจา้ ของสื่อ หรืออาจหมายถงึ เจา้ ของคอลัมน์ ผอู้ ำนวยการผลิตภาพยนตร์ เจา้ ของรายการวทิ ยุเจา้ ของรายการโทรทศั น์ ตลอดจนผอู้ ปุ ถัมภ์รายการท่ี เป็นผกู้ ำหนดเปา้ หมาย กำหนดนโยบายกำหนดแนวเนอ้ื หาและรูปแบบรายการในการสร้างสื่อตา่ ง ๆ 2. ประเภทของสอื่ (Media Categories) สอ่ื มีอยหู่ ลากหลายประเภท ในที่นีส้ ื่อ หมายถึง สอ่ื มวลชน ประเภทวิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ หนังสือพมิ พ์ นิตยสาร และอินเทอร์เนต็ หรอื สอ่ื ออนไลน์ ท่ีจำแนกตามลักษณะเฉพาะของสื่อ และในสื่อแต่ละประเภทเรายังจำแนกตามประเภท รูปแบบ และเนอ้ื หาท่ีส่ือนำเสนอ เชน่ ในหนังสือพิมพ์ แตล่ ะฉบบั ประกอบดว้ ยหลายคอลัมน์ เชน่ ขา่ ว บทความ นิยาย รายการโทรทัศนก์ ป็ ระกอบดว้ ยรายการ หลายรปู แบบในชว่ งเวลาตา่ งๆ เปน็ รายการละคร เกมโชว์ ข่าว เป็นตน้ 3. เทคโนโลยขี องส่ือ (Media Technologies) เทคโนโลยขี องส่ือ หมายถึง องคป์ ระกอบเชิงวทิ ยาศาสตรท์ ใ่ี ชส้ รา้ งสื่อต่างๆ ขน้ึ เปน็ เครอ่ื งมือประกอบการพมิ พ์ การสร้างภาพ การบันทึกภาพ เสียง ข้อความ กราฟิก อาจจะเป็นเทคโนโลยี งา่ ยๆ หรือมคี วามสลบั ซับซอ้ นดว้ ยระบบเครอื่ งจกั รกล ดจิ ทิ ัล คล่นื แสง คล่ืนเสียงในระบบตา่ งๆ ประกอบกับศิลปะแขนงตา่ งๆ ทนี่ ำมาใช้อยา่ งลงตวั ในกระบวนการผลิตสื่อทกุ ประเภท 4. ภาษาของสอ่ื (Media Languages) สื่อแต่ละประเภทมีภาษาของตนเอง ผู้เปิดรบั สอ่ื เป็นผู้ตีความสง่ิ ที่สอื่ นำเสนอ ส่อื ท่ีใช้ แตเ่ สยี งอยา่ งเดียว อยา่ งวทิ ยกุ ระจายเสียงใช้ภาษาพูดเปน็ หลกั แตส่ ่ือสงิ่ พมิ พ์จะใชภ้ าษาเขียนเปน็ หลัก ในขณะเดยี วกันสิ่งทป่ี ระกอบอยู่ในส่อื ตา่ งๆ สามารถเปน็ สญั ลกั ษณ์ทสี่ ่อื ความหมายได้โครงสรา้ งการเลา่ เรอื่ ง การดำเนินเร่อื งของภาพยนตรต์ า่ งๆ ใชก้ ารตัดต่อภาพสอ่ื ความหมายได้ดว้ ยเชน่ กนั ละครอาจส่ือ ความดี ความช่ัว ผา่ นตัวละครตา่ งๆ ไดส้ ิ่งทสี่ อ่ื ดว้ ยภาษาใช้การสร้างรหัสเพ่ือสอื่ ความหมาย แตผ่ ู้รบั สาร จะเป็นผถู้ อดรหสั และตคี วามออกมาตามประสบการณ์และความรขู้ องตนเอง 5. ผเู้ ปิดรบั ส่อื (Media Audiences) ผเู้ ปิดรับสื่อ หมายถึง กลมุ่ เปา้ หมายของส่ือ ทอี่ าจเป็นผู้ชมรายการโทรทัศน์ ผฟู้ งั รายการวทิ ยุ ผอู้ ่านหนังสือพิมพ์ กลมุ่ เปา้ หมายของส่อื แตล่ ะประเภทแตกต่างกนั ด้วยเพศ วัย การศกึ ษา
154 ประสบการณ์ ความชอบ ความสนใจ ทัศนคติ ประเพณี วัฒนธรรม ซ่ึงความหลากหลายเหลา่ นจ้ี ะสง่ ผล ให้การตีความ การรับรู้ และการเขา้ ใจภาษาของส่อื เนื้อหาของ สอ่ื แตกตา่ งกนั ออกไปดว้ ย ในขณะเดยี วกนั สื่อแตล่ ะประเภทจะมีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะของ ตน แต่ไม่สามารถควบคุมผู้เปดิ รบั คนอื่นๆ ได้ การตีความของผเู้ ปิดรับส่ือจงึ ส่งผลกระทบ ในวงกวา้ งได้ 6. การนำเสนอของสือ่ (Media Representations) การนำเสนอของสื่อ หมายถึง การนำเสนอเนือ้ หาในรปู แบบต่างๆ ของสอื่ ซ่ึงสง่ ผลต่อ การรับรขู้ องผูเ้ ปดิ รบั เปน็ อย่างยง่ิ การนำเสนอข่าวใหญ่ในหน้าหนึง่ ยอ่ มหมายถงึ ขา่ วท่ีมีองคป์ ระกอบที่ สำคญั กว่าข่าวเลก็ ๆ ในหน้าใน การนำเสนอของละครชว่ งหลังขา่ วกบั ละครช่วงเชา้ วันอาทติ ย์ ทำให้เห็น คณุ ค่าความย่งิ ใหญข่ องละครแตกตา่ งออกไป เทคนิคการนำเสนอเน้ือหาตา่ งๆ สามารถทำใหผ้ ้รู ับเชือ่ ใน สิง่ ทีอ่ าจถูกหลอกลวงไปในทางทผ่ี ิดได้ หรือเทคนิคการสรา้ งภาพจำลองเหตกุ ารณ์ ประวัตศิ าสตรต์ า่ ง ๆ ทำใหค้ นดมู ีสว่ นรว่ มรับรู้ในอดตี ของชาติตนได้ ทงั้ น้ีเปน็ เพราะคำทวี่ ่า “สอ่ื ทง้ั หมดถกู ประกอบสรา้ งขึน้ ” องค์ความรใู้ นการร้เู ท่าทันสือ่ ในบริบทของสงั คมไทย การรเู้ ท่าทนั สือ่ มีองค์ความรู้สำคญั ในการรู้เท่าทนั สื่อ 5 ดา้ น ดงั น้ี คอื - มิตใิ นการรบั สอ่ื - การวเิ คราะห์สือ่ - การเขา้ ใจส่อื - การประเมินคา่ สื่อ - การใช้ส่ือให้เกิดประโยชน์ 1. มติ ิในการรับสอื่ มิตใิ นการรบั สื่อด้วยประสาทสมั ผสั ท้ัง 5 ทเ่ี ปน็ ส่อื กลางในการสง่ ผ่านสารจากผู้สง่ สาร ไปยังผรู้ ับ อันไดแ้ ก่ หู ตา จมูก ลนิ้ สัมผสั จะเป็นสง่ิ ทีเ่ ปิดมิติการรบั สอ่ื ของผรู้ ับ โดยสอ่ื มวลชนจะส่งผา่ น ประสาทสมั ผสั ทางดา้ นหกู ับตามากกวา่ ประสาทสัมผสั ดา้ นอื่นๆ เน่อื งจากข้อจำกัดของสือ่ เอง และในการ นีป้ ระสาทสัมผสั จะส่งขอ้ มลู ไปยงั ระบบสมองเพ่ือตคี วามและรบั ร้ตู ่อไป ในการรเู้ ทา่ ทันการเปดิ รบั ส่ือของประสาทสัมผัสของตนเอง เมือ่ เปิดรบั แล้ว สมองจะ สัง่ การคดิ และปรงุ แต่งให้เกิดอารมณ์ต่างๆ ตามมา การรู้เทา่ ทนั สอ่ื ในข้ันของการรบั รูอ้ ารมณข์ องตนเอง จงึ เป็นสง่ิ สำคัญ ท่ีตอ้ งแยกความคดิ และอารมณอ์ อกจากกนั ไม่หลงใหลไปตามการชนี้ ำของสอ่ื เชน่ การ ทำใหเ้ กดิ ความต้องการสนิ ค้าท่โี ฆษณา การเลยี นแบบดาราที่เหน็ ว่าสวย หล่อตามแฟชนั่ การแสดง อารมณร์ ัก โลภ โกรธหลง ตามภาพยนตร์หรือละครต่างๆ ความคดิ จะทำให้เรารบั รูค้ วามจริงวา่ อะไรเป็น สง่ิ ทสี่ ื่อสรา้ งข้ึน อะไรเปน็ ความจรงิ ท่มี ีอยู่จรงิ อารมณท์ ีเ่ กดิ ขึ้นจากการนำเสนอสือ่ ที่เร้าอารมณป์ ระเภท ต่างๆ เปน็ การรู้ไม่เทา่ ทนั สื่อ เพราะถ้าเรารู้เท่าทนั สื่อ เราจะเหน็ เหตุและผลตา่ งๆ อันเปน็ ท่มี าของ ผลประโยชน์ทางธรุ กิจของส่ือ 2. การวเิ คราะหส์ ่ือ
155 การวเิ คราะห์สือ่ หรือการอ่านสอื่ หมายถงึ การแยกแยะองคป์ ระกอบในการนำเสนอ ของส่อื ในประเด็นของวัตถุประสงคข์ องสอื่ - กลุ่มเปา้ หมายของสื่อ - สง่ิ ทส่ี อ่ื นำมาเสนอสง่ ผลกระทบตอ่ สงั คม เศรษฐกิจ และการเมอื งอย่างไร - รูปแบบการนำเสนอของสือ่ - ข้อมลู ท่นี ำมาเสนอเปน็ ขอ้ เท็จจรงิ หรือความเห็น - ปจั จัยเก่ยี วกบั บริบททางสังคม ศลี ธรรม ประวตั ศิ าสตร์ ประเพณี ค่านยิ มทสี่ อ่ื นำเสนออยใู่ นกรอบของจรรยาบรรณหรอื ไม่ สง่ เสริมคณุ ธรรมให้กับสังคมหรือไม่ - การวิเคราะห์ประเดน็ ต่างๆ เหล่าน้ี จะทำให้เราเหน็ ภาพความเป็นจรงิ ของสือ่ ได้ อย่างชดั เจนขนึ้ 3. การเข้าใจสือ่ การเขา้ ใจสื่อหรอื การตีความสือ่ เป็นสิ่งที่เกดิ ข้นึ ในตวั ผ้รู บั สาร หลงั จากเปิดรบั สอื่ ไป แล้ว เพอื่ ที่จะทำความเข้าใจในสงิ่ ท่สี ือ่ นำเสนอ เขา้ ใจภาษาเฉพาะของสอ่ื แต่ละประเภท และรู้จกั ที่มา ของข้อมลู ประเภทตา่ งๆ ซ่งึ ผรู้ บั สารแต่ละคนจะมีความเขา้ ใจส่ือได้ไม่เหมือนกนั ตีความไปคนละแบบ ข้นึ อยกู่ ับประสบการณเ์ ดิม พ้ืนฐานการศกึ ษา และคุณสมบตั ติ า่ งๆ ในการเรยี นรู้ ตลอดจนการรบั รู้ขอ้ มลู ของแต่ละบุคคลทไี่ ม่เทา่ กันมากอ่ น 4. การประเมินค่าส่อื หลังจากการท่ีผู้รบั สารผา่ นการวเิ คราะห์และการทำความเข้าใจส่อื แลว้ ผรู้ บั สารควรที่ จะทำการประเมินค่าสิง่ ทส่ี อื่ นำมาเสนอวา่ มคี ุณภาพและคณุ คา่ มากนอ้ ยเพยี งไร ไมว่ า่ จะเปน็ เนื้อหาทส่ี ่ือนำเสนอ หรือวิธีการนำเสนอในรูปแบบใดกต็ าม สือ่ ได้ใชเ้ ทคนคิ อะไร กอ่ ให้เราเกิด ความสนใจ ความพอใจข้ึน หรือทำใหห้ ลงเชอื่ ไปโดยขาดการวิเคราะหอ์ ย่างถ่องแท้ 5. การใช้สื่อใหเ้ กดิ ประโยชน์ ถา้ ผรู้ ับสารได้ใชก้ ารวิเคราะห์และทำความเขา้ ใจในองคป์ ระกอบข้ันต้นท้ัง 4 มาไดเ้ ปน็ อยา่ งดแี ลว้ เท่ากบั ว่าผนู้ น้ั ไดผ้ า่ นกระบวนการการรเู้ ทา่ ทันส่ือทคี่ รบถ้วน แตย่ งั ไมเ่ พียงพอเพราะเม่อื เรา เข้าใจองคป์ ระกอบสื่อ อ่านสื่อได้ ประเมนิ ค่าได้ โดยใช้องคป์ ัญญาทเี่ กดิ น้ี แตเ่ ราทกุ คนไมส่ ามารถออกไปจากโลกของสอ่ื ได้ ความจำเปน็ ที่จะตอ้ งอยู่ในโลกของส่อื ตอ่ ไปเราควรทีจ่ ะ ปฏิบัตไิ ดด้ งั นี้ - นำสงิ่ ทตี่ นวิเคราะหไ์ ปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ - เลือกรบั ส่ือเปน็ - สามารถส่งสารต่อได้ - มปี ฏกิ ริ ิยาตอบกลบั ส่ือได้ สดุ ท้ายอาจเปน็ ผ้ผู ลิตส่ือเองตามวัตถปุ ระสงคเ์ ฉพาะกจิ ตา่ งๆ อนั ก่อให้เกิดส่ือดีๆ ขน้ึ ในสังคมไดโ้ ดยการ - มีการวางแผนการจัดการเพ่อื ใชส้ อื่ ให้เหมาะสม ใชส้ ่อื ใช้ภาพเเละเสยี งใหม้ ี
156 ประสิทธิภาพ สอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงค์ทว่ี างไว้ - เลือกขอ้ มลู เพ่ือการคดิ เขียน และพดู ใหส้ อดคลอ้ งกบั วัตถปุ ระสงคท์ ต่ี อ้ งการ - ผลติ ส่ืออย่างมีความรบั ผดิ ชอบต่อสังคม มติ ขิ องการร้เู ท่าทันส่ือ ในการรเู้ ท่าทันสอ่ื มีมติ ิทสี่ มั พันธก์ ันของการรู้เทา่ ทนั สอื่ อยู่ 4 ดา้ น คอื 1) ดา้ นการรับรู้ 2) ดา้ นอารมณ์ ความรูส้ กึ 3) ดา้ นความไพเราะหรอื ความสนุ ทรียะ 4) ด้านศีลธรรม มิตทิ ี่ 1: องคป์ ระกอบทางด้านการรับรสู้ ือ่ การรับรู้สือ่ หมายถงึ การคิดและวิเคราะห์ การรับรู้เรม่ิ จากการเข้าใจสญั ลักษณต์ า่ งๆ ไปจนถึง การทำความเขา้ ใจท่ซี บั ซ้อนขนึ้ ของสื่อที่ถกู สรา้ งข้นึ มาตามความนยิ มในยคุ นนั้ ๆ ซง่ึ ต้องการพนื้ ฐานทาง ความรูท้ ่ดี พี อในการทจี่ ะสรุปขอ้ มูลเหลา่ น้นั ดว้ ยตวั เอง มติ ิท่ี 2: องค์ประกอบทางดา้ นอารมณ์ ความรู้สกึ ความสามารถในความรู้สึก และอารมณ์ของแตล่ ะคนจะไมเ่ ท่ากัน บางคนมีความสามารถนอ้ ย ในการแสดงความรสู้ ึกขณะทรี่ ับสอ่ื แต่บางคนกม็ ีการรบั รซู้ ่งึ เจตนารมณข์ องสือ่ น้ัน บางครงั้ อารมณท์ ่ี เกิดขึ้นจากการรบั สอื่ ก็มผี ลในทางลบดว้ ย เชน่ เดก็ วยั รุ่นท่ีดูภาพยนตรส์ ยองขวัญและใชค้ วามรนุ แรง ก็ จะประสบกับอารมณ์ความหวาดกลวั หรอื ภาพยนตรป์ ระเภทสะเทือนอารมณ์ ก็สามารถทำใหเ้ กดิ อารมณ์เศรา้ แก่ผู้ชมได้ ดังน้ันเราจึงต้องการ การรเู้ ท่าทนั อารมณ์ของผสู้ อื่ สารดว้ ย มติ ิที่ 3: องคป์ ระกอบทางดา้ นความไพเราะหรอื ความสนุ ทรยี ะ การจะสามารถเขา้ ใจความไพเราะหรอื ความสนุ ทรียะทส่ี อ่ื นำเสนอ เพราะสือ่ ต้องใช้ องคป์ ระกอบศลิ ป์อย่างมากมาประกอบเพอื่ การนำเสนอทห่ี ลากหลายตามลกั ษณะเฉพาะ ของสือ่ แต่ละประเภท เช่น เสยี งดนตรี ภาพศิลปะ สสี นั ความงาม คำประพนั ธต์ ามบทบรรยาย และบท พูดของตัวละคร หรอื ผมู้ าสนทนาโน้มนา้ วใจ ซงึ่ เราในฐานะที่เปน็ ผู้รับสารต้องมคี วามเข้าใจเรือ่ งศิลปะ แขนงตา่ งๆ เพอ่ื สามารถแยกแยะความแตกตา่ งระหว่างศิลปะทแ่ี ท้จริงกบั การจำลองที่สื่อสร้างขน้ึ ได้ มติ ทิ ่ี 4: องค์ประกอบทางดา้ นศลี ธรรม ส่อื จะนำเสนอคุณค่าของสิง่ ตา่ งๆ ให้แกผ่ ู้รบั สารได้รับรู้ ตวั อยา่ งเชน่ ในสถานการณ์ ท่ีขบขนั คณุ ค่าของสอื่ นนั้ ถูกแสดงออกมาในลกั ษณะของอารมณข์ นั ในภาพยนตรก์ ารตอ่ สู้ คุณค่าทีถ่ กู ส่ือออกมา คอื ความรุนแรง ลักษณะเชน่ น้ีเราต้องใชก้ ารรู้เท่าทนั สือ่ ในระดบั ท่มี าก ในการท่ีจะ เขา้ ใจวา่ ข้อมลู นั้นมีคุณคา่ ทางศลี ธรรมหรือไม่ อย่างไร ความสามารถของคนเราแตล่ ะคน กจ็ ะแสดงอยใู่ นมติ ิการรเู้ ท่าทนั ท้งั 4 มติ ินี้ โดยในมิตแิ ตล่ ะ ดา้ นอาจจะไม่ขนึ้ ต่อกนั เช่น บางคนอาจจะมคี วามสามารถในมติ หิ นงึ่ มากกว่าอีกมติ หิ นง่ึ แตส่ ำหรับผู้ทีม่ ี ความรู้เท่าทนั ส่อื มาก จะเปน็ ผทู้ ่ีมที ง้ั 4 มติ ิทำงานรว่ มกนั ได้เปน็ อย่างดี
157 7.3 การเลอื กใชแ้ อพลเิ คชนั ทางดา้ นสุขภาพ ในการเลอื กใช้แอปพลเิ คชัน่ ทางดา้ นสขุ ภาพ สำหรับการเรยี นร้ใู นรายวชิ าน้ี สามารถแบ่ง ออกเป็นกลุ่มแอปพลเิ คชั่น 2 ประเด็นหลกั ดงั น้ี - แอปพลเิ คชันทางดา้ นสุขภาพของมหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม - แอปพลิเคชนั ทางดา้ นสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข 7.3.1 แอปพลเิ คชนั ทางดา้ นสุขภาพของมหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม MSU Health Care MSU Health Care เป็นแอปพลิเคชั่นสำหรับติดตามสภาวะสุขภาพผู้ใช้สามารถบันทึกข้อมูล อาการเจ็บป่วยที่เกดิ ขึน้ ประจำวัน ซึง่ ข้อมูลนีเ้ ป็นประโยชนต์ ่อการประเมนิ ความเสี่ยงของการเกิดโรคติด เชื้อไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) และสามารถตรวจสอบยอ้ นกลับเพ่ือหาสาเหตุของอาการป่วยได้ แอปพลิเคชัน MSU Health Care ใช้ในการคัดกรองกลุม่ เสี่ยงป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้รับการสนับสนุนจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้มีนโยบายสำคัญ ให้มีการจัดทำแอปพลิเคชัน MSU Health Care ซึ่งเป็น แอปพลิเคชันท่ีสามารถช่วยคดั กรองตัวเองได้เบื้องต้นว่า “เรามีโอกาสจะติดเชื้อโรคติดเชือ้ ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรอื ไม่” กอ่ นจะตัดสนิ ใจไปพบแพทย์ ซึ่งจะเปน็ ประโยชน์ต่อการตรวจสอบขอ้ มลู เชงิ พ้ืนท่ีย้อนกลบั ในกรณที ่ีมีการติดเช้อื
158 อาจารย์ ดร.สมหมาย ขนั ทอง ผู้ออกแบบ ได้อธบิ ายถึง แอปพลเิ คชนั MSU Health Care โดย แบง่ ผู้ใช้งานออกเปน็ 3 กลมุ่ ได้แก่ 1. กลุ่มทเ่ี ดินทางกลบั จากประเทศกลุม่ เสยี่ งหรอื พน้ื ทกี่ ลุ่มเส่ยี ง 2. กลุม่ ทีใ่ กล้ชิดกับผู้เดนิ ทางกลับจากประเทศกลุ่มเส่ยี งหรอื พ้นื ทก่ี ล่มุ เสี่ยง 3. ผทู้ ี่มีอาการเสี่ยงหรอื นา่ สงสยั ท่จี ำเป็นตอ้ งกกั ตวั เพอ่ื เฝา้ ระวังเปน็ เวลา 14 วัน การทำงานของแอปพลิเคชั่น นี้ จะเป็นเหมือนสมุดบันทึกให้กับผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและถูกกักตวั โดยผ้ใู ชส้ ามารถบนั ทึกอาการที่เกิดขนึ้ ประจำวนั ไวใ้ นแอปพลิเคชันนี้ และสง่ ไปยังบคุ ลากรทางการแพทย์ เพื่อให้ตรวจสอบ สามารถระบุพื้นที่ของผู้ถูกเฝ้าระวังได้ด้วยว่าได้อยู่ในพื้นที่ใด โดยการใช้ข้อมูลพิกัด GPS ในเครอื่ งโทรศัพท์มือถือ และจะวิเคราะห์ความเสี่ยงเบอื้ งต้นของการเป็นผูต้ ดิ เชื้อโรคติดเช้ือไวรัสโค โรนา 2019 (COVID-19) จากข้อมูลประวัติอาการที่บันทึกในแอปพลิเคชั่น นอกจากนั้นบุคลากรทาง การแพทยห์ รือผูป้ ระสานงานโควิด- 19 สามารถตรวจสอบขอ้ มลู ผ่าน Web Application ได้ตลอดเวลา ซึ่งแอปพลิเคชันน้ี จะสะดวกในการติดตามและเฝ้าระวังการติดเชื้อได้ ซึ่งจะสามารถประเมิน อาการความน่าจะเปน็ ของกลมุ่ เสีย่ งวา่ อยูใ่ นระดบั ใดใน 3 ระดับ คอื - มคี วามเส่ยี ง (สญั ลกั ษณส์ ีแดง) กจ็ ะทำใหเ้ ข้าถงึ การรักษาได้เร็ว และหายจากอาการ ป่วยได้ - เฝ้าระวงั (สญั ลกั ษณส์ ีสม้ ) - ปกติ (สญั ลักษณ์สีเขยี ว) เราก็สามารถดูแลรักษาสุขภาพในเบื้องตน้ ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องไปพบแพทย์หรือเดนิ ทางไป โรงพยาบาล ซึ่งจะเป็นการชว่ ยแบ่งเบาภาระการปฏิบตั ิงานของทมี แพทย์ พยาบาล และบคุ ลากรทางการ แพทย์ไดอ้ กี ดว้ ย
159 ท้งั นี้ แอปพลิเคชนั MSU Health Care สามารถใช้งานไดท้ ้ังระบบ IOS และ Android โดย ผ้ใู ชง้ านต้องเขา้ เวบ็ ไซต์ portal.msu.ac.th และลอ็ กอินดว้ ยบญั ชีของนิสติ และบคุ ลากรที่ใช้สำหรับเขา้ ใช้งานอนิ เทอรเ์ น็ตของมหาวิทยาลยั และเลอื กเมนู “แอปพลเิ คชั่น” แลว้ เลอื กแอปพลเิ คชัน MSU Health Care และคลิกเลือกติดตงั้ บนระบบ IOS สำหรับโทรศพั ท์ iPhone หรอื คลิกเลอื กติดตัง้ บน ระบบ Android ซงึ่ สำหรบั Android น้นั ต้องใชบ้ ัญชอี เี มล @msu.ac.th ใน Google Play เท่านน้ั 7.3.2 แอปพลิเคชนั ทางดา้ นสุขภาพของกระทรวงสาธารณสขุ กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำแอปพลิเคชั่นทางด้านสุขภาพ Application กระทรวง สาธารณสุข (สำหรับประชาชนทั่วไป) เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการรับบริการเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร ทางด้านสุขภาพ การใช้บรกิ ารทางสุขภาพ และการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เป็นต้น โดยแอปพลิเคช่ัน สามารถเข้าระบบใช้งานได้ท้ังระบบ IOS และ Android โดยผูใ้ ชง้ านต้องเขา้ เวบ็ ไซต์ www.moph.go.th > index.php > home > app_moph ดังตัวอยา่ งต่อไปนี้ Application ชือ่ Application ลักษณะการบริการ สมุดสขุ ภาพประชาชน เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบ (H4U) สถานพยาบาล และผูร้ ับบริการ ผา่ นระบบ HIS Gateway ของกระทรวงสาธารณสุข (Health For You) เพื่อให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของข้อมูลได้ เข้าถึงประวัติการเขา้ รบั บริการ และข้อมลู สขุ ภาพของตนเอง MOPH Connect จองคิวล่วงหน้า รู้สิทธิการรักษา ค้นหาได้ ทกุ หน่วยบริการ Application ชือ่ Application ลักษณะการบริการ
160 Application ชอื่ Application ลักษณะการบรกิ าร ระบบแจ้งเหตุฉกุ เฉนิ ระบบรบั แจง้ เหตุฉุกเฉิน ประกอบด้วย -รบั แจ้งเหตผุ า่ น 1669โดยมีการสง่ ขอ้ มูล ได้แก่ ชื่อ-สกลุ , หมายเลขโทรศพั ท์, เพศ, ปีเกิด หรือ ข้อมลู สว่ นตวั เชน่ โรค ประจำตัว, การแพ้ยา เป็นตน้ -ระบพุ กิ ดั ท่เี กดิ เหตุ (latitude, longitude) -สง่ ภาพถ่ายสถานที่เกดิ เหตุ GIS Health ให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับสถานพยาบาล ค้นหาโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และเครื่องมือ แพทย์ ในกรณที ีต่ อ้ งการทราบข้อมูล EMSScertified ใช้สำหรับแจ้งเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉินไปยัง (EMS1669) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน แห่งชาติ (สพฉ.) หรือ 1669 สร้างสขุ by ใ ห ้ ก า ร ร ว บ ร ว ม ข ่ า ว ส า ร ห น ั ง สื อ Thaihealth อิเล็กทรอนิคส์ และ Infographic ท่ี เก่ยี วกับ สุขภาพร่างกายทีแ่ ข็งแรง จิตใจที่ เบกิ บานแจ่มใส Oryor Smart ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่มี Application ป ร ะ โ ย ช น ์ ที่ เ ก ี ่ ย ว ข ้ อ ง ก ั บ ก า ร บ ร ิ โ ภ ค ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ได้แก่ ยา, อาหาร, เครื่องสำอาง, เครื่องมือแพทย์, วัตถุ อันตรายที่ใช้ในบา้ นเรอื น และวัตถุเสพติด เปิดใหบ้ ริการ 7 เมนู ทีอ่ ดั แนน่ ไปด้วยข้อมู
161 Application ชอ่ื Application ลักษณะการบริการ กดดรู ้โู รค ให้บริการอ่านข่าว จากเว็บไซต์แบบง่าย Thai First Aid รวดเร็ว และ ทันสถานการณ์ กับ DoctorMe คลังข้อมูลข่าวสุขภาพ ที่อัพเดทมากที่สุด รวมถึงสถานการณ์โรคระบาดล่าสุด สื่อ สำหรับเผยแพร่ต่างๆ มากมายให้เลือกชม และ ดาวน์โหลดได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ใดๆ ข ้ อ ม ู ล ใ น ก า ร ป ฐ ม พ ย า บ า ล เ บ ื ้ อ ง ต้ น ฟังก์ชั่นหลักในการค้นหาข้อมูลการปฐม พยาบาล วีดีโอแนะนำและสามารถแจ้ง เหตฉุ ุกเฉนิ ไปยัง 1669 ได้ บริการวิธีดูแลตัวเองจากอาการเจ็บป่วย เบื้องต้นด้วยตนเอง พร้อมข้อมูลประกอบ ใหร้ จู้ กั กับโรคและการใช้ยา Anamai Book การส่งเสริมสุขภาพและการดูแลสุขภาพ, Smile hub สภาพแวดล้อมที่อยู่รอบ ในรูปแบบ อิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถกระจายผ่านทาง E-Book และอปุ กรณท์ ี่ทนั สมัย รวบรวมข้อมูลความรู้ที่ง่ายต่อความเข้าใจ รวมถึงแบบประเมินทางสุขภาพจิตท่ี สามารถทำและประเมินผลได้ออนไลน์ รวมถึงคำแนะนำความรู้ทางสุขภาพจติ เพอื่ นำไปใช้ในการดูแล ปรับปรุงและพัฒนา อารมณ์ ความคิด สุขภาพจิตของตนและ
162 Application ช่ือ Application ลกั ษณะการบรกิ าร คนใกล้ชิดให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตใน ปัจจุบนั Tumdee drug alert ระบบข้อมลู แจง้ เตือนภัยผลิตภณั ฑ์สขุ ภาพ ด้านยา สิทธิ 30 บาท ใช้ตรวจสอบ และเข้าถึงข้อมูลบริการ Sook Navi สาธารณสุขตามสิทธิหลักประกันสุขภาพ หรือสทิ ธบิ ตั รทอง Khun Look (คุณลกู ) ทำให้คุณได้รับข้อมูลข่าวสารเพื่อสร้าง เสริมความสุข และกิจกรรมสรรค์สร้าง ความสขุ มากมายจากศนู ย์เรยี นร้สู ุข อีกท้ัง ยังรวบรวมข้อมูลของศูนย์เรียนรู้และพิพธิ ภัณท์ต่างๆมากมาย ที่ทำให้คุณสามารถใช้ เวลาว่างหรอื วันหยุดพักผ่อนของคุณไปกับ การเที่ยวชมศูนย์เรียนรู้เหล่านี้ เพื่อร่วม สรา้ งสขุ ภาวะในสงั คมไทย ช่วยในการดูแล ประเมิน และติดตาม การ เจริญเติบโต พัฒนาการและสุขภาพของ เดก็ ปฐมวัย
163 Application ชือ่ Application ลักษณะการบรกิ าร ยากับคุณ (Ya&You) สำหรับสืบค้นและบริการขอ้ มูลความรู้ด้าน ยาและสุขภาพ เพื่อส่งเสริมการใช้ยาและ สมนุ ไพรไทย Thai การดูแลสุขภาพอย่างถูกต้องเหมาะสม Herbs เ ป ็ น ก ิ จ ก ร ร ม ท ี ่ ด ำ เ น ิ น ก า ร เ พ่ื อ สาธารณประโยชน์ เพ่อื คนไทยสุขภาพดดี ว้ ยสมนุ ไพร Application ชื่อ Application ลกั ษณะการบรกิ าร Samunprai First บริการสืบค้นข้อมูลสมุนไพรและยาจาก สมุนไพรจากอาการที่พบบ่อยและไม่ รุนแรง เพื่อใช้ในการดูแลรักษาโรค เบื้องต้นดว้ ยตวั เอง แอปพลิเคชน่ั ทางดา้ นสขุ ภาพ เปน็ สงิ่ ทม่ี คี วามสำคญั มาก ในการนำไปใช้ประโยชนใ์ นการรบั บรกิ ารเกย่ี วกับข้อมูลขา่ วสารทางด้านสุขภาพ การใช้บริการทางสุขภาพ และการเลือกใช้ผลิตภณั ฑ์ สขุ ภาพ เป็นตน้ สำหรับประชาชน และผู้ใชบ้ รกิ ารทางสุขภาพ นำไปสูก่ ารเข้าถึงบริการสาธารณสขุ ได้ ครอบคลมุ ได้รบั การบรกิ ารสุขภาพทมี่ คี วามเสมอภาค และเปน็ ธรรมมากขึ้น
164 เอกสารอ้างองิ กระทรวงสาธารณสขุ . (4 มิถนุ ายน พ.ศ. 2563 ). Application กระทรวงสาธารณสุข (สำหรับ ประชาชนทั่วไป). เข้าถงึ ไดจ้ าก กระทรวงสาธารณสุข. http.// www.moph.go.th > index.php > home > app_moph เทอดศักด์ิ พรหมอารกั ษ์. (2562). เอกสารประกอบการเรียน ความรอบรู้ดา้ นสุขภาพ. โครงการ ตำราหลกั สูตรสาธารณสุขศาสตรบณั ฑิต, คณะสาธารณสุขศาสตร์. มหาวิทยาลยั มหาสารคาม. มหาสารคาม. เทอดศักด์ิ พรหมอารกั ษ์. (2562). เอกสารประกอบการเรยี น การสาธารณสุขเบื้องตน้ . โครงการ ตำราหลกั สูตรสาธารณสขุ ศาสตรบณั ฑติ , คณะสาธารณสุขศาสตร,์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม. มหาสารคาม. ปณิธาน หล่อเลิศวทิ ย์. (2541). นิยามศพั ท์ส่งเสรมิ สุขภาพ ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2541. สถาบันวจิ ยั ระบบสาธารณสขุ . พมิ พ์ครัง้ ที่ 3. กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั ดไี ซร์ จำกัด. พรทิพย์ เย็นจะบก. (2552). คู่มือการเรยี นรู้เท่าทันสื่อ. แผนงานสอ่ื สรา้ งสขุ ภาวะเยาวชน (สสย.), กองทุนสนบั สนุนการเสรมิ สร้างสุขภาพ (สสส.). กรงุ เทพฯ : บรษิ ัท ออฟเซท็ ครีเอช่ัน จำกัด. มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม. (5 มิถนุ ายน พ.ศ. 2563). แอปพลเิ คชนั MSU Health Care. เขา้ ถึงได้จาก มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม. portal.msu.ac.th/login/ ราชกิจจานเุ บกษา. (2560). รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560. เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก วันท่ี 6 เมษายน พ.ศ. 2560 สุรจติ สุนทรธรรม และพงษ์พสิ ทุ ธ์ิ จงอดุ มสขุ . (2555). ระบบหลักประกันสขุ ภาพไทย. สถาบนั วิจยั ระบบสาธารณสขุ . สำนักงานหลกั ประกนั สขุ ภาพแห่งชาต.ิ กรุงเทพฯ. บรษิ ทั ศรเี มอื งการพิมพ์ จำกัด. สถาบันวจิ ัยระบบสาธารณสขุ . 2551. แผนงานวจิ ยั และพฒั นาระบบส่ือสารสขุ ภาพสู่ประชาชน การสอื่ สารสุขภาพ. พิมพค์ รั้งที่ 2. กรงุ เทพฯ: หา้ งหนุ้ ส่วนจำกดั ภาพพิมพ์. สำนักงานหลักประกนั สุขภาพแห่งชาติ. (2560). 10 เรื่องควรรู้...สิทธหิ ลกั ประกนั สุขภาพ. พิมพ์ ครงั้ ท่ี 4. กรุงเทพฯ: บรษิ ทั สหมติ รพรนิ้ ตงิ้ แอนด์พับลสิ ซ่งิ จำกัด.
165 ใบงาน/ใบกิจกรรม/แบบทดสอบทา้ ยบท ชือ่ -สกลุ ............................................................. รหสั ประจำตวั นสิ ิต................................................ ชอื่ รายวชิ า ตระหนักรู้เรือ่ งสุขภาพ (Health Awareness) รหสั วชิ า ...0042 002.......... กลุม่ ที่ เรยี น ..................ใบงานที่ ............................. วนั ที่ ........................................................... อาจารยผ์ ู้สอน................................................................................................................................. 1) ใหน้ ิสิตอธิบายและยกตัวอยา่ ง สทิ ธทิ างสขุ ภาพของนสิ ิต การขน้ึ ทะเบียนและการเลือกใช้ บรกิ ารสุขภาพตามสทิ ธปิ ระโยชน์ของนิสิตท่ีจะได้รบั มาให้เข้าใจ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… 2) ให้นสิ ติ อธบิ ายและใช้แอปพลิเคชัน MSU Health Care ในการประเมิน ความเส่ียงต่อการเกิดโรคติดเช้อื ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของนิสิตในสปั ดาห์น้ี ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………
166 บรรณานุกรม (TH SarabunPSKขนาด 22ตวั หนา) กระทรวงสาธารณสขุ . (4 มิถนุ ายน พ.ศ. 2563 ). Application กระทรวงสาธารณสุข (สำหรับ ประชาชนทวั่ ไป). เขา้ ถึงไดจ้ าก กระทรวงสาธารณสุข. http.// www.moph.go.th > index.php > home > app_moph เทอดศกั ด์ิ พรหมอารกั ษ์. (2562). เอกสารประกอบการเรียน ความรอบรู้ดา้ นสุขภาพ. โครงการ ตำราหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต, คณะสาธารณสขุ ศาสตร์. มหาวิทยาลยั มหาสารคาม. มหาสารคาม. เทอดศกั ด์ิ พรหมอารกั ษ.์ (2562). เอกสารประกอบการเรียน การสาธารณสุขเบื้องตน้ . โครงการ ตำราหลักสตู รสาธารณสขุ ศาสตรบัณฑติ , คณะสาธารณสขุ ศาสตร,์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม. มหาสารคาม. ปณธิ าน หล่อเลศิ วทิ ย์. (2541). นิยามศัพท์ส่งเสริมสุขภาพ ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2541. สถาบนั วจิ ัยระบบสาธารณสขุ . พมิ พ์ครง้ั ที่ 3. กรุงเทพฯ: บรษิ ัท ดไี ซร์ จำกัด. พรทิพย์ เย็นจะบก. (2552). คู่มือการเรยี นร้เู ทา่ ทันสื่อ. แผนงานสือ่ สร้างสขุ ภาวะเยาวชน (สสย.), กองทุนสนบั สนนุ การเสริมสรา้ งสขุ ภาพ (สสส.). กรงุ เทพฯ : บรษิ ัท ออฟเซท็ ครีเอช่ัน จำกดั . มหาวิทยาลยั มหาสารคาม. (5 มิถุนายน พ.ศ. 2563). แอปพลิเคชนั MSU Health Care. เขา้ ถึงไดจ้ าก มหาวิทยาลยั มหาสารคาม. portal.msu.ac.th/login/ ราชกิจจานเุ บกษา. (2560). รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2560. เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก วันท่ี 6 เมษายน พ.ศ. 2560 สุรจติ สนุ ทรธรรม และพงษพ์ สิ ทุ ธ์ิ จงอดุ มสุข. (2555). ระบบหลกั ประกนั สขุ ภาพไทย. สถาบนั วิจยั ระบบสาธารณสุข. สำนกั งานหลักประกนั สขุ ภาพแห่งชาต.ิ กรุงเทพฯ. บรษิ ทั ศรีเมอื งการพิมพ์ จำกัด. สถาบันวจิ ยั ระบบสาธารณสขุ . 2551. แผนงานวจิ ยั และพัฒนาระบบสื่อสารสขุ ภาพสู่ประชาชน การส่ือสารสขุ ภาพ. พมิ พ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: หา้ งห้นุ สว่ นจำกัด ภาพพิมพ์. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแหง่ ชาติ. (2560). 10 เรื่องควรรู.้ ..สิทธิหลักประกนั สุขภาพ. พิมพ์ คร้งั ที่ 4. กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั สหมติ รพริ้นต้งิ แอนด์พับลิสซิ่ง จำกดั .
167 บทท่ี 8 การแพทยท์ างเลอื ก (Alternative Medicine) วัตถปุ ระสงค์เชิงพฤตกิ รรม เม่ือจบการเรยี นการสอนในหัวขอ้ นี้แลว้ นสิ ิตสามารถ 1. อธิบายความหมายของการแพทย์ทางเลอื กได้ 2. อธิบายหลกั ในการพจิ ารณาเลอื กใช้การแพทย์ทางเลอื กได้ 3. อธบิ ายประเภทของการแพทยท์ างเลือกได้ วิธีการสอน/กิจกรรมการเรยี นการสอน 1. การบรรยายและยกตัวอยา่ งประกอบ 2. กิจกรรมการนำเสนองานกลมุ่ 3. การอภปิ รายซักถาม การประเมนิ ผลลัพธ์การเรียนรู้ 1. ใบงาน 2. การทดสอบยอ่ ย 3. การสอบกลางภาคและปลายภาค
168 บทนำ ปจั จุบนั ปัญหาสุขภาพของประชาชน ไดเ้ ปลย่ี นแปลงรูปแบบไปตามสภาพเศรษฐกจิ และสังคม ทำ ให้มีการเจบ็ ปว่ ยด้วยโรคไมต่ ิดตอ่ มีแนวโนม้ สงู ขึ้น เช่น โรคมะเรง็ โรคเบาหวาน โรคหวั ใจและหลอดเลอื ด รวมท้ังภาวะเครยี ด เปน็ ตน้ การบำบดั รกั ษาโรคดังกลา่ วในปจั จุบนั มิใชม่ เี พยี งวิธีการเดยี วทจ่ี ะทำให้ อาการป่วยหายขาดหรอื บรรเทา แตย่ ังมที างเลอื กหลากหลายทจ่ี ะทำใหบ้ รรลุเปา้ หมายดงั กลา่ ว รวมทัง้ อาจตอบสนองความพงึ พอใจของประชาชนได้ สำหรบั ในประเทศไทย การแพทยท์ างเลอื กได้กลายเป็น ทางเลือกใหมข่ องประชาชนมากข้นึ โดยทก่ี ารแพทย์ทางเลอื กคือการแพทย์ทีไ่ มใ่ ชก่ ารแพทย์แผนปัจจบุ นั การแพทยแ์ ผนไทย และการแพทย์พืน้ บา้ นไทย ดังน้นั การแพทย์อน่ื ๆทีเ่ หลือจึงถอื เป็นการแพทย์ ทางเลอื กท้งั หมด เนือ้ หา 1. บทนำ 2. ความหมายของการแพทยท์ างเลอื ก 3. หลักในการพจิ ารณาเลอื กใช้การแพทย์ทางเลอื ก 4. ประเภทของการแพทยท์ างเลือก 5. การใชก้ ารแพทยท์ างเลอื กในประเทศไทย 6. ตัวอยา่ งของการแพทย์ทางเลือก
169 1. บทนำ ปัจจบุ นั ปัญหาสุขภาพของประชาชน ได้เปลย่ี นแปลงรปู แบบไปตามสภาพเศรษฐกิจและสงั คม ทำให้มี การเจ็บป่วยดว้ ยโรคไมต่ ิดตอ่ มีแนวโน้มสูงขึ้น เชน่ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหวั ใจและหลอด เลอื ด รวมทั้งภาวะเครยี ด เปน็ ตน้ การบำบดั รกั ษาโรคดงั กลา่ ว ในปจั จบุ ันมิใช่มีเพียงวิธีการเดียวที่จะทำ ใหอ้ าการป่วยหายขาดหรอื บรรเทา แต่ยังมีทางเลือกหลากหลายทจี่ ะทำให้บรรลเุ ปา้ หมายดังกล่าว รวมทัง้ อาจตอบสนองความพงึ พอใจของประชาชนได้ สุขภาพทางเลือก หรือ การแพทยท์ างเลอื ก (Alternative Health, Alternative medicine) เปน็ รูปแบบวิธกี ารดแู ลส่งเสรมิ สุขภาพที่มิใช่การแพทย์หลัก หรือวธิ ีการดูแลรกั ษาสขุ ภาพตนเองหรอื ได้รับจากผ้อู ืน่ นอกเหนือจากระบบวธิ กี ารแพทย์แผนปัจจบุ ัน การแพทยแ์ ผนไทย และการแพทยพ์ ้นื บา้ น ไทย โดยเทคนคิ การรักษาส่วนใหญ่จะมีลกั ษณะไม่กระทำตอ่ รา่ งกายอยา่ งรนุ แรง (Non-invasive) หรอื ไม่ใชเ้ ภสัชภณั ฑท์ ีม่ สี ารเคมี (Non-pharmaceutical) ซง่ึ การแพทย์ทางเลือกจะสามารถชว่ ยใหผ้ ปู้ ว่ ยผอ่ น คลายความเครียด ลดความวติ กกงั วล เสริมสรา้ งกำลงั ใจ จึงสามารถชว่ ยเสรมิ ประสทิ ธิผลของการรักษาได้ นอกจากนี้ยงั สามารถลดความทกุ ข์ทรมานจากภาวะแทรกซอ้ นหรอื ผลขา้ งเคยี งของการรกั ษาดว้ ยวธิ กี าร แพทย์แผนปัจจบุ นั บางประเภทได้ แม้ว่าการแพทย์แผนปัจจบุ นั จะมีความก้าวหนา้ และมกี ารใชเ้ ทคโนโลยที ี่ทนั สมยั แต่ยงั พบวา่ ประชาชนและผู้เจ็บปว่ ยจำนวนหนึง่ นิยมใช้การแพทยท์ างเลือกในการดูแลสขุ ภาพและรกั ษาโรคหรือ อาการเจ็บปว่ ยทีเ่ ปน็ อยู่ จึงทำให้แนวโนม้ การใช้การแพทยท์ างเลอื กสงู ขึ้นเรื่อยๆ เปน็ ปรากฏการณท์ ี่ เป็นไปทั่วโลก ประเทศสหรัฐอเมรกิ าไดต้ ัง้ หน่วยงานท่มี าดแู ลเร่ืองนี้ภายใต้สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institute of Health) คือศูนยก์ ารแพทย์เสริมและการแพทย์ทางเลือกแหง่ ชาติ (National Center of Complementary and Alternative Medicine) ใน พ.ศ. 2545 ประเทศไทยได้จัดตั้งหน่วยงานคือกองการแพทย์ทางเลือก สงั กัดกรมพฒั นา การแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลือก (ภายหลงั ไดย้ กฐานะเปน็ สำนกั การแพทยท์ างเลือก) การแพทยท์ างเลือกทนี่ ำมาสง่ เสรมิ นอกจากจะคำนงึ ถงึ ประสิทธผิ ลของการรกั ษา ความปลอดภยั ในการ ใช้ ความนา่ เช่ือถือ และความคุม้ ค่าในการนำมาใช้แล้ว สง่ิ ทส่ี ำนกั การแพทย์ทางเลอื กให้ความสำคัญเป็น อย่างยิง่ อีกประการหน่งึ คอื ความเหมาะสมและความสามารถในการพึ่งตนเองทั้งในระดบั ประเทศ องคก์ ร หรือหนว่ ยงานท่ีใหบ้ รกิ ารตลอดจนชุมชน ทอ้ งถิน่ และประชาชน
170 2. ความหมายของการแพทย์ทางเลอื ก (Alternative Medicine) สำนักการแพทยท์ างเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวง สาธารณสุข (2558) ใหค้ วามหมายของการแพทย์ทางเลอื กว่า “ศาสตรเ์ พือ่ การวินจิ ฉยั รักษาและปอ้ งกัน โรค นอกเหนือจากศาสตรก์ ารแพทยแ์ ผนปัจจบุ นั การแพทย์แผนไทย และการแพทย์พน้ื บา้ นไทย” Food and Drug Administration (2007) ใหค้ วามหมายของการแพทย์ทางเลือกว่า “ศาสตร์ เพอ่ื การวนิ ิจฉัย การรักษาและการปอ้ งกนั โรคทน่ี อกเหนอื จากศาสตรก์ ารแพทยแ์ ผนปจั จบุ ัน เป็นการ ปฏบิ ตั ิใดๆทถี่ ูกหยบิ ยกวา่ มผี ลในการรักษาโรคอะไรก็ตาม ทไี่ มไ่ ด้ต้ังอยูบ่ นพ้นื ฐานของ“หลักฐาน”ท่ีมีการ เก็บรวบรวม โดยใช้วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร์ ซงึ่ ประกอบไปด้วยความหลากหลายของการดูแลสุขภาพ ผลิตภณั ฑ์และการบำบัดรกั ษาตา่ งๆ” 3. หลักในการพิจารณาเลือกใช้การแพทย์ทางเลือก สำนักการแพทยท์ างเลือก กรมพฒั นาการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลือก กระทรวง สาธารณสุข (2558) ไดใ้ ห้แนวทางในการพิจารณาเลอื กใช้การแพทย์ทางเลอื กวา่ ควรคำนงึ ถงึ หลกั 4 ประการ ดงั น้ี (1) หลักการมปี ระสทิ ธผิ ล (Efficacy) การแพทย์ทางเลือกนน้ั จะต้องสามารถบรรเทาอาการ เจ็บปว่ ยของผปู้ ว่ ยได้จรงิ (2) หลกั ความปลอดภยั (Safety) การแพทย์ทางเลอื กนน้ั ผปู้ ่วยจะต้องใช้ไดอ้ ยา่ งปลอดภยั โดยไม่พบภาวะแทรกซ้อนหรอื สามารถปอ้ งกันภาวะแทรกซอ้ นท่ีอาจเกิดข้นึ ได้ (3) หลักความคมุ้ ค่า (Cost - Benefit - Effectiveness) การแพทย์ทางเลือกนน้ั จะตอ้ ง ประหยดั ค่าใชจ้ า่ ย และค้มุ คา่ สมกบั ราคา ซ่งึ ขน้ึ กบั ฐานะของผปู้ ่วยแตล่ ะรายซงึ่ มคี วามแตกต่างกัน (4) หลักความมีเหตผุ ล (Rational) การแพทยท์ างเลือกนนั้ จะตอ้ งสามารถอธิบายใหเ้ ข้าใจได้ ถงึ ทฤษฎหี รอื กลไกของการบำบดั รกั ษาโรค ตามปรชั ญาของการแพทย์ทางเลือกในแต่ละสาขาได้ 4. ประเภทของการแพทย์ทางเลือก การแพทย์ทางเลอื ก สามารถแบง่ ตามหลกั เกณฑ์ตา่ งๆ ไดห้ ลายประเภท ในที่นแี้ บ่งได้ 3 ประเภทดังน้ี 4.1 แบ่งตามการใชป้ ระโยชน์ แบ่งเป็น 2 กลุ่มไดแ้ ก่
171 4.1.1 Complementary Medicine (การแพทย์สนับสนนุ ) คอื การแพทย์ ทางเลือกทน่ี ำไปใช้ร่วมกับการแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั เช่น การใช้สมุนไพร การฝังเข็ม การทำสมาธิ การนวด วารบี ำบัด การเลอื กบรโิ ภคอาหาร (อาทิ อาหารมังสวริ ัติ อาหารเจ) ฯลฯ ร่วมกับการรักษาดว้ ยการแพทย์ แผนปจั จบุ ัน 4.1.2 Alternative Medicine (การแพทยท์ างเลอื ก) คอื การแพทย์ทางเลือกที่ สามารถนำไปใช้ทดแทนการแพทยแ์ ผนปจั จุบนั ได้ ส่วนมากนยิ มใชใ้ นการป้องกนั โรคมากกว่าการรกั ษา 4.2 แบง่ ตามหนว่ ยงาน National Center of Complementary and Alternative Medicine (NCCAM) ของสหรฐั อเมริกา (2005) แบง่ เปน็ 5 กลมุ่ ดงั น้ี 4.2.1. Alternative Medical Systems คอื การแพทยท์ างเลอื ก ทม่ี ีวิธกี ารตรวจ รักษาวนิ ิจฉัยและการบำบัดรักษาทม่ี หี ลากหลายวิธีการ ทง้ั ดา้ นการให้ยา การใชเ้ ครอ่ื งมอื มาชว่ ยในการ บำบดั รกั ษาและหัตถการตา่ งๆ เช่น การแพทยแ์ ผนโบราณของจนี (Traditional Chinese Medicine) การแพทย์แบบอายรุ เวทของอนิ เดยี เปน็ ต้น 4.2.2 Biologically Based Therapies คือวธิ กี ารบำบดั รกั ษาโดยการใช้ สารชีวภาพ สารเคมีต่างๆ เชน่ สมุนไพร วติ ามนิ อาหารสขุ ภาพ Chelation Therapy และ Ozone Therapy เปน็ ต้น 4.2.3 Mind-Body Interventions คอื วิธกี ารบำบดั รักษาแบบใชก้ ายและใจ เชน่ การใช้สมาธบิ ำบดั โยคะ และ ชก่ี ง เปน็ ตน้ 4.2.4 Manipulative and Body-Based Methods คอื วธิ กี ารบำบดั รักษาโดยการ ใช้ หัตถการ ต่างๆ เชน่ การนวด การดดั การจัดกระดกู Osteopathy และ Chiropractic เป็นต้น 4.2.5 Energy Therapies คือวธิ ีการบำบัดรกั ษาที่ใช้พลังงานในการบำบัดรกั ษาท่ี สามารถวดั ได้ และไม่สามารถวดั ได้ ในการบำบดั รกั ษา เช่น สวดมนตบ์ ำบัด เรกิ และ โยเร เปน็ ตน้ 4.3 แบง่ ตามศาสตรแ์ ขนงตา่ งๆ แบง่ เป็น 3 กลมุ่ ได้แก่ 4.3.1 ศาสตร์ของการปรบั สมดุลของธาตหุ รือสารชีวภาพในรา่ งกาย เชน่ (1) สมนุ ไพร (2) วติ ามินบำบดั (3) การล้างพษิ (4) อาหารสตู รต่างๆ เช่น อาหารเจ อาหารมังสวริ ตั ิ อาหารเฉพาะสตู ร สำหรับผปู้ ว่ ย 4.3.2 ศาสตรข์ องการปรบั สมดุลของโครงสรา้ งรา่ งกาย (กระดกู และกลา้ มเนื้อ) เชน่ (1) การนวด
172 (2) การจัดกระดูก (3) ธาราบำบดั หรือวารบี ำบดั (4) การออกกำลงั กายแบบตา่ งๆ เช่น โยคะ ช่กี ง ไทเกก็ 4.3.3 ศาสตร์ของการปรบั สมดุลพลังในรา่ งกาย เชน่ (1) การฝึกสมาธิ (2) การฝงั เขม็ (3) ดนตรีบำบดั (4) สุคนธบำบดั 5. การใช้การแพทยท์ างเลือกในประเทศไทย มกี ารทำวิจยั เชิงสำรวจในภาพกว้างของประชาชนเกี่ยวกับศาสตรก์ ารแพทย์ทางเลอื ก ทไี่ ด้รบั ความนิยมและถกู เลือกมาใชใ้ นสังคมไทย ผลการศกึ ษามดี งั นี้ จากรายงานสุขภาพทางเลอื กของสำนักนโยบายและแผนสาธารณสุข (ตุลาคม 2540) เป็นการ สำรวจในภาพกวา้ งของประชาชน โดยศกึ ษาจากหนว่ ยงานของกระทรวงสาธารณสุขและหนว่ ยงาน เอกชนทมี่ บี ทบาทการดำเนนิ งานดา้ นการแพทย์ทางเลอื ก ผลการศกึ ษาพบวา่ สขุ ภาพทางเลอื กทไี่ ดร้ ับ ความนยิ มสงู สุด ไดแ้ ก่ การนวดกดจุด (Massage) รองลงมาคอื การทำสมาธิ (Meditation) และโยคะ (Yoga) จากรายงานการวจิ ัยของ สมพร เตรยี มชยั ศรี และคณะ (2543) เร่อื ง การสำรวจข้อมูลและการ ดแู ลสขุ ภาพทางเลือกในคนไทย พบว่า ศาสตร์ทค่ี นไทยรู้จกั ใหค้ วามศรทั ธาและมคี วามนิยมใช้ มีจำนวน 25 ศาสตร์ (ไม่เรียงลำดบั ) ดงั นี้ สมุนไพร การนวด สมาธิ/โยคะ การนวดศรี ษะ รำมวยจนี /ไทเกก็ พลงั รังสี ธรรม สมาธิหมนุ ชีวจติ พลังจกั รวาล/โยเร การฝังเขม็ การฟงั ดนตรี การสวดมนต์/ภาวนา อบสมนุ ไพร การใช้เครือ่ งหอม/ยาดม การใช้วติ ามนิ /เกลอื แร/่ อาหารปลอดสารพษิ ด่มื นำ้ ผัก/ผลไม้ การสวนลา้ งพษิ การดหู มอ/รดนำมนต์ ศิลปะบำบดั การผอ่ นคลายแบบ Biofeedback การใช้คาถา/เวทมนต์ การเพ่งโดย การใช้แสง สี เสยี ง การเข้าทรงน่งั ทางใน การใช้เกา้ อีแ้ มเ่ หลก็ ไฟฟา้ และการใช้วิชาธรรมจักร ในประเทศไทยไดม้ กี ารนำการแพทยท์ างเลอื กรปู แบบตา่ งๆ ไปใช้ในกล่มุ ผปู้ ่วยเร้อื รงั รว่ มกบั การแพทย์แผนปจั จบุ นั ทชี่ ัดเจนที่สุดคือ “กลุ่มเพ่ือนมะเร็ง” ได้นำเอาการแพทย์ทางเลอื กในรปู แบบของ “อาหารสขุ ภาพ การนง่ั สมาธิและการใชห้ นิ บำบดั ” มาใช้ร่วมกนั กบั การรักษาโดยแพทย์แผนปจั จุบนั ใน การรักษาโรคมะเร็ง และการเลอื กใช้ “อาหารพร่องแปง้ อาหารมงั สวิรัติ และสมนุ ไพร” ร่วมกบั การรกั ษา “โรคเบาหวาน” ดว้ ยการแพทย์แผนปัจจุบนั ทำให้การรกั ษาโรคเบาหวานไดผ้ ลดกี ว่าวธิ ีการรักษา แบบเดิม
173 นอกจากน้ีมกี ารตีพิมพ์รายงานการวิจัยอยา่ งแพร่หลาย ถงึ ผลของการใช้การแพทย์ทางเลือกใน การดูแลสุขภาพผปู้ ่วย เชน่ การศึกษาผลของการหายใจแบบห่อปากเป่าควบคกู่ ับการนบั เลข ตอ่ ความดนั โลหติ ในผปู้ ่วย ความดนั โลหิตสงู เรง่ ดว่ น พบว่าในกลุ่มทดลองมีระดบั ความดนั โลหติ ซสิ โตลิกและไดแอสโตลกิ ลดลง และ ลดลงมากกวา่ กลมุ่ ควบคมุ ตง้ั แตช่ ั่วโมงที่ 1 โดยแนวโน้มลดลงทุกชัว่ โมง สรุปได้วา่ กจิ กรรมดังกล่าวเสริม แผนการรักษาของแพทย์ มปี ระสิทธผิ ลในการลดความดนั โลหติ ในหอ้ งฉุกเฉิน (นภิ า ศรีมกุ ดา และคณะ, 2563) การศกึ ษาการออกกาํ ลังกายแบบฤๅษีดัดตน ตอ่ การบรรเทาความรนุ แรงของภาวะขอ้ เข่าเสอื่ ม ระยะเร่มิ ต้นในผหู้ ญิงวัยกลางคน พบวา่ ผู้เขา้ รว่ มวิจยั มีคะแนนเฉลีย่ ความรนุ แรงของภาวะขอ้ เขา่ เส่อื มใน ดา้ นอาการปวด อาการฝืดการใชง้ าน ระดบั อาการความปวดเข่าและเสน้ รอบวง ลดลง (ปรยิ าภทั ร สิงห์ ทอง และคณะ, 2563) การศกึ ษาการพอกตํารับยาหา้ รากบรรเทาอาการปวด บรเิ วณตาํ แหน่งตบั ใต้ชายโครงขา้ งขวา ตามแนวทางเวชปฏิบัติการดแู ลรักษาผู้ปว่ ยมะเรง็ ตบั ระยะสุดทา้ ย พบว่า ระดบั คะแนนความปวด ภายหลงั การพอกตาํ รบั ยาห้ารากบรรเทาอาการปวดบริเวณตาํ แหน่งตบั ใต้ชายโครงข้างขวาของกลุ่ม ทดลองลดลง (ปรชี า หนทู มิ และคณะ, 2563) การศกึ ษาองค์ประกอบของดนตรที ่ีใช้ในการบาํ บัดทีม่ ผี ลตอ่ การสง่ เสรมิ ปฏสิ มั พันธร์ ว่ มทาง สงั คมในเด็กออทิซึม พบว่าองคป์ ระกอบดา้ นระดบั เสยี ง/ทำนองของบทเพลง องคป์ ระกอบดา้ นเนอื้ เพลง และองคป์ ระกอบด้านสสี นั ของเสียง ถกู นำเสนอผา่ นบทเพลงและกจิ กรรมดนตรีท่ีเดก็ ชืน่ ชอบ ซึ่งเปน็ การ สรา้ งแรงจูงใจให้เดก็ มีปฏิสัมพนั ธร์ ่วมทางสงั คมได้ดยี ง่ิ ข้นึ (พัชวรรณ พพู่ ทิ ยาสถาพร และ นัทธี เชียงชะ นา, 2562) 6. ตวั อย่างของการแพทย์ทางเลอื ก ในปัจจบุ นั การแพทยท์ างเลือกมมี ากมาย ในบทนจ้ี ึงไดค้ ดั เลอื กตวั อย่างของการแพทย์ทางเลือก ที่เป็นทน่ี ิยมมาอธบิ าย มีรายละเอียดทสี่ ำคญั โดยสรปุ ดงั น้ี 6.1 สมนุ ไพร กรมการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้ศกึ ษาวจิ ัยเกยี่ วกับ สรรพคณุ ของสมนุ ไพรในการบำบัดและรักษาโรค รวมทัง้ ความค้มุ คา่ ในการใชส้ มนุ ไพร นอกจากยา สมนุ ไพรจะมีพษิ ขา้ งเคยี งน้อยกวา่ ยาจากเภสัชเคมีแลว้ ยงั เปน็ ยาทสี่ ามารถผลิตจากวตั ถดุ ิบสมุนไพรทมี่ ี อยใู่ นประเทศ ชว่ ยลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และอาจช่วยประหยดั เงินมิใหร้ ว่ั ไหลออกนอก ประเทศไดป้ ลี ะหลายพนั ล้านบาท
174 กระทรวงสาธารณสุข ได้ผลกั ดนั ยาสมนุ ไพรใหเ้ ขา้ สรู่ ะบบบริการสาธารณสุขของรัฐและเอกชน อย่างเป็นทางการ โดยประกาศบญั ชยี าจากสมนุ ไพรเปน็ ครัง้ แรกเม่อื ปี พ.ศ.2542 (ก่อนหนา้ นยี้ าสมนุ ไพร เป็นยาทส่ี งั่ จา่ ยโดยผปู้ ระกอบการโรคศิลปะแพทยแ์ ผนไทยเทา่ นัน้ ) ปัจจุบนั มกี ารปรบั ปรงุ กฎเกณฑ์เกยี่ วกบั การพิจารณายาจากสมนุ ไพร ใหม้ คี วามทนั สมยั โดย กำหนดระเบยี บปฏบิ ตั ิ ดงั น้ี 1. ยาแผนไทยประยุกต์ หมายถงึ ยาแผนไทยที่มกี ารพัฒนารปู แบบ สตู รตำรบั การผลติ หรอื การ ใช้ทีแ่ ตกตา่ งนอกเหนอื จากยาแผนไทยตามหลักเกณฑ์ที่รบั ขนึ้ ทะเบียนเปน็ ตำรบั ยาแผนโบราณทว่ั ไป 2. ยาแผนเดิมประยุกต์ หมายถงึ ยาจากสมนุ ไพรทเี่ ป็นไปตามองคค์ วามรู้ดงั้ เดิมนอกเหนอื จากยา แผนไทย เชน่ ยาตามศาสตร์การแพทยแ์ ผนจนี ท่มี กี ารพฒั นาท่แี ตกต่างนอกเหนอื จากยาท่ีเข้าตาม หลกั เกณฑท์ เ่ี ปน็ ตำรบั ยาแผนโบราณทั่วไป 3. ยาที่เป็นตำรบั ยาสมนุ ไพรเดี่ยว หมายถึง ยาทมี่ ีการประยกุ ตส์ มนุ ไพรเด่ยี วมาพัฒนาเปน็ ตำรบั ยา นอกเหนอื จากทม่ี กี ารรับขน้ึ เป็นยาแผนโบราณทว่ั ไป 4. ยาจากสมุนไพรแผนปจั จบุ ัน หมายถึงยาที่ มกี ารวเิ คราะห์ วจิ ัยครบวงจร โดยสามารถหา สารสำคัญในสมนุ ไพรได้ และมขี อ้ มลู การวิจยั ทางคลนิ ิกสนบั สนนุ 6.1.1 การควบคุมคณุ ภาพมาตรฐานของยาสมนุ ไพร 1. ดา้ นวตั ถดุ ิบ ตัวยาจากพชื (ต้องระบุชอื่ วทิ ยาศาสตร์ ส่วนของพชื ที่ใช้) ตัวยาจากสตั ว์ (ตอ้ งระบชุ อื่ วิทยาศาสตร์และสว่ นท่ีใช้) ตัวยาจากธาตวุ ัตถุ (ระบชุ ื่อวิทยาศาสตรแ์ ละองค์ประกอบหลักทางเคมี) ตวั ยา เป็นสารสกดั (ให้แสดงชอ่ื ตัวทำละลายและอัตราส่วนของตัวยาและสารสกดั ทไ่ี ด้ เชน่ ใบมะขามแขก (แห้ง) : 60 % เอทลิ แอลกอฮอล์ (8:1)) 2. สตู รตำรับยา ให้แจง้ สตู รตำรบั ของผลติ ภัณฑต์ ่อหน่วยหรือน้ำหนักรอ้ ยละแลว้ แต่กรณี (เอกสารจากโรงงาน ผ้ผู ลติ ) โดยระบวุ ตั ถุดบิ ทเี่ ปน็ สว่ นประกอบแตล่ ะชนิด พรอ้ มปริมาณท่ีใชใ้ นสตู รตำรบั แยกตัวยาทีเ่ ปน็ ตัว ยาสำคัญและสว่ นประกอบทีไ่ ม่ใช่ตวั ยาสำคญั ในสตู รตำรบั การแจ้งปรมิ าณตวั ยาสำคัญ ให้แจง้ เปน็ ปริมาณตอ่ หน่วย (unit dose) ของผลิตภัณฑต์ ามความเหมาะสมโดยใช้มาตราเมตริกแสดงนำ้ หนกั หรอื ปรมิ าตร หรอื แจง้ เป็นรอ้ ยละในผลติ ภัณฑ์ หรอื แจ้งเปน็ ชว่ ง (range) เทยี บเท่ากบั ปริมาณสารออกฤทธ์ิ (constituent of know therapeutic activity) หรอื สารเทียบ ( marker) 6.1.2 บญั ชียาหลกั แห่งชาติจากสมนุ ไพร
175 ปจั จบุ นั บญั ชียาหลกั แห่งชาตจิ ากสมุนไพร มกี ารปรบั ปรุงลา่ สดุ โดยประกาศคณะกรรมการ พฒั นาระบบยาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2562 และประกาศในราชกิจจานเุ บกษา เมือ่ วันท่ี 19 มีนาคม พ.ศ. 2562 ซึ่งไดแ้ บง่ กลุ่ม 2 กลมุ่ ไดแ้ ก่ กล่มุ 1 ยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณ (จำนวน 50 รายการ) และกลมุ่ 2 ยาพัฒนาจากสมนุ ไพร (จำนวน 24 รายการ) ในทนี่ ้ขี ออธิบายรายละเอยี ดเฉพาะกลุม่ 2 ยาพัฒนาจาก สมุนไพร ซ่ึงยาพฒั นาจากสมนุ ไพร จำนวน 24 รายการ แบง่ ออกเป็นยาใชร้ ักษา 8 กล่มุ อาการคือ 1. กลุ่มยารักษากลุม่ อาการของระบบทางเดินอาหาร 1.1 กลมุ่ ยาขบั ลม บรรเทาอาการทอ้ งอืดท้องเฟ้อ ได้แก่ 1.1.1 ยาขม้นิ ชนั (ยาเม็ด ยาแคปซลู ) 1.1.2 ยาขิง (ยาชง ยาแคปซูล) 1.2 กลมุ่ ยาบรรเทาอาการทอ้ งผกู ไดแ้ ก่ 1.2.1 ยาชุมเหด็ เทศ (ยาชง ยาแคปซลู ) 1.2.2 ยามะขามแขก (ยาชง ยาเม็ด ยาแคปซลู ) 1.3 กลมุ่ ยาบรรเทาอาการท้องเสยี ได้แก่ 1.3.1 ยากล้วย (ยาผงกลว้ ยนำ้ วา้ แก่จัด หรอื กล้วยหักมุกแก่จดั ) 1.3.2 ยาฟ้าทะลายโจร (ยาแคปซลู ยาเม็ด ยาลูกกลอน) 1.4 กลุ่มยารกั ษาแผลในกระเพาะอาหาร ได้แก่ 1.4.1 ยากลว้ ย (ยาผงกลว้ ยนำ้ ว้าแกจ่ ดั หรอื กล้วยหกั มกุ แกจ่ ดั ) 1.5 กล่มุ ยาบรรเทาอาการคลน่ื ไส้อาเจียน ไดแ้ ก่ 1.5.1 ยาขิง (ยาชง ยาแคปซลู ) 2. กลมุ่ ยารกั ษากลุ่มอาการของระบบทางเดนิ หายใจ บรรเทาอาการเจ็บคอและบรรเทาอาการของโรคหวดั (common cold) เช่น เจบ็ คอ ปวด เมือ่ ยกล้ามเนอ้ื ไดแ้ ก่ ยาฟ้าทะลายโจร (ยาแคปซลู ยาเม็ด ยาลูกกลอน) 3. กลุม่ ยารักษากลมุ่ อาการทางระบบผิวหนัง 3.1 ทาแกก้ ลากเกลือ้ น โรคผวิ หนงั ทีเ่ กิดจากเชื้อรา นำ้ กดั เทา้ ไดแ้ ก่ ยาทองพันช่ัง (ทิงเจอร์) 3.2 บรรเทาอาการผวิ หนงั อักเสบ อาการอกั เสบจากแมลง กดั ตอ่ ย ได้แก่ ยาพลู (ทิงเจอร์) 3.3 สมานแผล ไดแ้ ก่ ยาบัวบก (ยาครมี ) 3.4 ทาแผลสด แผลเร้อื รงั ไดแ้ ก่ ยาเปลอื กมังคุด (ยานำ้ ใส) 3.5 บรรเทาอาการของโรคเรมิ โรคงสู วดั ผดผน่ื ลมพิษ ไดแ้ ก่ ยาพญายอ (ยาทิงเจอร์ ยา ครมี
176 ยาโลชั่น และยาขผ้ี ึ้ง) 3.6 รกั ษาแผลไฟไหม้ นำ้ รอ้ นลวก ไดแ้ ก่ ยาว่านหางจระเข้ (ยาเจล) 3.7 กำจัดเหา ได้แก่ ยาเมล็ดนอ้ ยหนา่ (ยาครมี ) 4. กลุม่ ยารกั ษากลุ่มอาการทางกลา้ มเน้อื และกระดูก 4.1 บรรเทาอาการปวดกลา้ มเนือ้ ลดการอักเสบของกลา้ มเนื้อ บรรเทาอาการปวดหลงั ส่วนลา่ งและอาการปวดจากขอ้ เขา่ เสื่อม ไดแ้ ก่ ยาเถาวลั ย์เปรยี ง (ยาแคปซลู ) 4.2 บรรเทาอาการปวดกลา้ มเนื้อ ลดการอักเสบของกล้ามเน้ือ ไดแ้ ก่ ยาพรกิ (ยาเจล ยา ครมี ) 4.3 บรรเทาอาการบวม ฟกชำ้ เคลด็ ยอก ได้แก่ ยาไพล (ยาครมี ยานำ้ มนั ) 5. กลุ่มยารักษากลมุ่ อาการทางระบบทางเดินปสั สาวะ 5.1 ขับปสั สาวะ แก้ขดั เบา ไดแ้ ก่ ยากระเจย๊ี บแดง (ยาชง) 5.2 ขับปัสสาวะ แกข้ ดั เบา ขบั นิว่ ขนาดเล็ก ได้แก่ ยาหญ้าหนวดแมว (ยาชง) 6. กลมุ่ ยาแกไ้ ข้ แกร้ ้อนใน 6.1 แก้ไข้ แก้ร้อนใน ชำ้ ใน ไดแ้ ก่ ยาบัวบก (ยาชง) 6.2 แก้ไข้ แก้ร้อนใน เจริญอาหาร ไดแ้ ก่ ยามะระขี้นก (ยาชง ยาเมด็ ยาแคปซลู ) 6.3 ถอนพิษไข้ แก้รอ้ นใน ไดแ้ ก่ ยารางจืด (ยาแคปซลู ยาชง) 6.4 แกไ้ ข้ แก้ร้อนใน แกน้ ้ำเหลืองเสยี ได้แก่ ยาหญ้าปักก่งิ (ยาแคปซลู ) 7. กลุม่ ยาถอนพิษเบ่ือเมา ถอนพิษเบอ่ื เมา ได้แก่ ยารางจดื (ยาชง) 8. กลมุ่ ยาลดความอยากบุหร่ี ลดความอยากบหุ ร่ี ได้แก่ ยาหญา้ ดอกขาว (ยาชง) 6.1.3 การเลอื กใช้ผลติ ภัณฑส์ มุนไพร กระทรวงพาณิชย์ไดข้ บั เคล่อื น “แผนแม่บทแห่งชาติวา่ ด้วยการพฒั นาสมุนไพรไทย พ.ศ. 2560 - 2564 โดยมเี ปา้ หมายการสร้างมูลคา่ สนิ คา้ สมนุ ไพร จากเดมิ มมี ลู คา่ 1.8 แสนลา้ นบาท เพม่ิ เปน็ มูลคา่ 3.6 แสนล้านบาทใหเ้ ป็นผลสำเร็จภายใน 4 ปี โดยเนน้ การพฒั นาพชื สมนุ ไพร 4 ชนดิ ไดแ้ ก่ บวั บก ไพล กระชายดำ และขม้ินชนั ทำใหป้ ัจจบุ นั ความนิยมผลิตภัณฑ์สมนุ ไพรในปัจจุบนั มีเพิม่ มากข้นึ และปัญหา การท่ผี ู้บริโภคถกู หลอกลวงจากผูผ้ ลติ และจำหน่วยผลติ ภัณฑ์สมุนไพรก็ตามมาเปน็ เงาตามตวั ทำให้ ผูบ้ ริโภคเกิดความเข้าใจผดิ จงึ ไมไ่ ดก้ อ่ ให้เกดิ ผลดีทางสุขภาพ ผ้บู รโิ ภคจึงควรที่จะมีความรคู้ วามเข้าใจใน การเลือกใชผ้ ลติ ภณั ฑส์ มนุ ไพรอยา่ ง รู้จริง รทู้ นั ร้ตู ัว และร้สู ิทธขิ องตนเอง ซงึ่ ปจั จัยท่มี ผี ลต่อการ เลือกใช้ผลิตภัณฑส์ มนุ ไพรคอื
177 1. การโฆษณาเกินจรงิ หรอื เป็นเท็จ กรณีเป็นยาแสดงสรรพคุณไดใ้ นเรอ่ื งการรักษาอาการ ทัว่ ไป 2. การแสดงฉลาก เชน่ ทะเบยี นยา ผลติ ยาโดยผู้ประกอบโรคศลิ ปะ 3. รูปลกั ษณะของผลติ ภณั ฑ์ 4. ช่องทางการจำหนา่ ย โดยทวั่ ไปซื้อจากร้านขายยา ยกเว้นยาสามัญประจำบา้ น 5. การสง่ เสรมิ การขาย 6. ความรคู้ วามเขา้ ใจของผซู้ ื้อ 7. กระแสความนิยม ความเช่ือ หรอื วฒั นธรรม ผลติ ภัณฑส์ มุนไพรทร่ี ู้จกั กันแพรห่ ลายในปัจจบุ นั มี 3 รปู แบบ คอื อาหาร เครื่องสำอาง และยา มรี ายละเอียดดังนี้ 1. ผลิตภัณฑอ์ าหาร ตามพระราชบญั ญตั ิอาหาร พ.ศ. 2522 แบ่งประเภทอาหารเป็น อาหาร ควบคุมเฉพาะ (ตอ้ งข้ึนทะเบยี น) อาหารกำหนดคณุ ภาพหรือมาตรฐาน อาหารที่ตอ้ งมีฉลาก และอาหาร ท่ัวไป ซงึ่ ประเภทของผลติ ภัณฑอ์ าหารทคี่ วรรู้จกั มดี ังน้ี 1.1 ผลิตภัณฑ์ท่ีไม่ตอ้ งมีเคร่ืองหมาย อย. แตต่ ้องมีฉลาก เชน่ เมล็ดธญั พชื เหง้าขงิ มะตูม 1.2 ผลิตภณั ฑ์ทตี่ ้องขออนุญาต (ขอเครือ่ งหมาย อย.) แตไ่ ม่ตอ้ งส่งตัวอยา่ งตรวจวิเคราะห์ เชน่ ผักผลไม้ตากแหง้ เชน่ ดอกกระเจยี๊ บแดงตากแหง้ เหงา้ ขม้ินชนั ตากแห้ง 1.3 ผลติ ภณั ฑ์ทต่ี ้องขออนุญาต (ขอเครื่องหมาย อย.) และต้องสง่ ตัวอย่างตรวจวเิ คราะห์ เช่น เครอื่ งดม่ื ชนิดนำ้ และผงทที่ ำจากผกั ผลไม้ สมนุ ไพร ผลติ ภณั ฑด์ งั กลา่ วขา้ งตน้ กรณเี ข้าขา่ ยโรงงานตอ้ ง ขออนญุ าตสถานทผี่ ลิตด้วย นอกจากผลติ ภณั ฑ์อาหารดงั กลา่ วมาแลว้ ยงั มีผลิตภณั ฑ์อาหารเสรมิ (Nutraceuticals) ท่นี ำ สมุนไพรมาใช้นอกเหนือจากการเป็นอาหาร คอื สำหรับสง่ เสรมิ สขุ ภาพหรอื ลดความเส่ียงจากการเกดิ โรค หรอื ความเจบ็ ปว่ ย เชน่ ต้านอนมุ ลู อิสระ ชะลอความแก่ ส่งเสรมิ สุขภาพผู้ชาย ช่วยเสรมิ สรา้ งภมู ิต้านทาน สมุนไพรเหลา่ น้ีหากมกี ารแสดงสรรพคณุ ดังกลา่ วข้างต้น จะถกู จดั เป็นยา ไม่สามารถเปน็ อาหารตาม พระราชบญั ญัติอาหารได้ 2. ผลติ ภัณฑ์เครอ่ื งสำอาง ตามพระราชบญั ญัติเคร่ืองสำอาง พ.ศ. 2535 แบง่ ประเภท เครือ่ งสำอางเป็น 3 ประเภท ได้แก่ เครื่องสำอางควบคุมพเิ ศษ เคร่ืองสำอางควบคมุ และเครอ่ื งสำอาง ทว่ั ไป ดงั น้ี 2.1 เคร่ืองสำอางควบคุมพิเศษ ได้แก่ ยาสฟี ันผสมฟลูออไรด์ ผลิตภัณฑด์ ดั ผม ย้อมผมชนดิ ถาวร แต่งผมดำ ฟอกสีผม ยืดผม ทำใหข้ นร่วง เปน็ ตน้ ซึ่งตอ้ งขอขนึ้ ทะเบยี นตำรบั เครอื่ งสำอางควบคมุ พเิ ศษ มี
178 ขอ้ ความฉลากภาษาไทยตอ้ งถกู ต้องครบถว้ น ข้อความบนฉลากมขี อ้ ความ “เครื่องสำอางควบคมุ พเิ ศษ” และมีเลขทะเบยี นเครอ่ื งสำอางในกรอบเครอ่ื งหมาย อย. 2.2 เครื่องสำอางควบคุม ได้แก่ ผา้ อนามยั ผ้าเย็นหรอื กระดาษเย็น แปง้ ฝ่นุ โรยตวั แป้งนำ้ มสี าร ควบคมุ ตามประกาศฯ ได้แก่ สารปอ้ งกันแสงแดด สารขจัดรังแค ซ่ึงตอ้ งแจ้งรายละเอยี ดกอ่ นผลิต/นำเขา้ ฯไมน่ ้อยกว่า 15 วนั มขี ้อความฉลากภาษาไทยต้องถูกต้องครบถ้วน และข้อความบนฉลาก มขี อ้ ความ “เครื่องสำอางควบคมุ ” 2.3 เครือ่ งสำอางทวั่ ไป คือเครื่องสำอางทไี่ ม่มสี ่วนผสมของสารควบคมุ พเิ ศษ และสารควบคุม เช่น แชมพูสระผมทไี่ ม่มสี ารขจดั รงั แคทีเ่ ปน็ เครือ่ งสำอางควบคมุ ครีมนวดผม น้ำมนั ทาผิว โฟมลา้ งหนา้ เปน็ ตน้ ตวั อยา่ งสมนุ ไพรทใี่ ชเ้ ป็นผลิตภณั ฑ์เคร่ืองสำอาง เช่น แชมพูสมุนไพรมะกรดู ตะไคร้ และวา่ น หางจระเข้ แชมพดู อกอญั ชนั สบูเ่ ปลือกมังคดุ สบู่มะขามป้อม และยาสฟี ันขอ่ ย 3. ผลิตภัณฑ์ยา ตามพระราชบญั ญตั ยิ า พ.ศ. 2510 แก้ไขเพม่ิ เติม 4 ฉบับโดยมีฉบบั ทีส่ ำคญั คอื พระราชบญั ญตั ยิ า (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2522 และพระราชบญั ญตั ยิ า (ฉบบั ท่ี 5) พ.ศ. 2530 การขอขน้ึ ทะเบยี นตำรับยา ผ้รู บั อนุญาต ผลติ ยาหรือผ้รู ับอนุญาตนำสงั่ ฯยา ผใู้ ดประสงคจ์ ะผลติ หรือนำสั่งฯ ซึ่งยา แผนปัจจบุ นั หรือยาแผนโบราณต้องนำตำรบั ยาน้นั มาขอขึ้นทะเบียนตอ่ พนกั งานเจา้ หน้าที่ และเมอ่ื ไดร้ ับ ใบสำคัญการขน้ึ ทะเบียนตำรบั ยาแลว้ จึงจะผลติ ยาหรอื สงั่ ยาเข้ามาในราชอาณาจกั รได้ โดยการแจง้ รายละเอียดในการขอขนึ้ ทะเบยี นตำรับยา ตอ้ งมรี ายละเอียดดงั น้ี (1) ชอื่ ยา (2) ชื่อและวตั ถอุ ันเปน็ ส่วนประกอบของยา (3) ขนาดบรรจุ (4) วธิ ีวเิ คราะห์ของยาแผนปจั จบุ ัน กรณใี ชว้ ธิ นี อกตำรายาฯ ยกเวน้ ยาแผนโบราณไมต่ อ้ ง แจง้ วธิ วี เิ คราะห์ตวั ยาสำคญั เนอ่ื งจากกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ (5) ฉลาก (6) เอกสารกบั ยา (7) รายการอืน่ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ในปัจจุบนั มกี ารโฆษณาชวนเชือ่ มากมาย ซ่งึ ผลิตภณั ฑท์ ี่สำนกั งานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ควบคุมดูแล คอื ยา อาหาร เครือ่ งมือแพทย์ ซง่ึ ต้องขออนุญาตโฆษณาตามกฎหมาย ผู้บริโภคต้องมี ความรูค้ วามเขา้ ใจอย่างเพียงพอ โดยไมห่ ลงเช่อื ตามคำโฆษณาทเ่ี กินจรงิ ซ่งึ การโฆษณาขายยาทาง วิทยุกระจายเสียง เครือ่ งกระจายเสยี ง วิทยุโทรทศั น์ ทางฉายภาพ หรอื ภาพยนตรห์ รือทางสิ่งพมิ พ์ จะตอ้ ง
179 ไดร้ บั อนมุ ตั ิขอ้ ความ เสยี ง หรือภาพทีใ่ ช้ในการโฆษณาจากผอู้ นญุ าตและปฏบิ ัตติ ามเง่อื นไขทผี่ อู้ นุญาต กำหนด ดังนี้ 1. ไม่เปน็ การโออ้ วดสรรพคุณยา หรอื วตั ถุอนั เป็นส่วนประกอบของยาว่าสามารถบำบัด บรรเทา รกั ษาหรือป้องกันโรคหรอื ความเจ็บป่วยได้อยา่ งศกั ดิ์สิทธิ์ หรือหายขาด หรือใช้ถอ้ ยคำอืน่ ใดทมี่ ี ความหมายทำนองเดียวกนั 2. ไม่แสดงสรรพคณุ ยาอนั เปน็ เทจ็ หรือเกินความจรงิ 3. ไม่ทำใหเ้ ข้าใจวา่ มีวตั ถใุ ดเปน็ ตัวยา หรือเปน็ ส่วนประกอบของยาซ่ึงความจริงไมม่ วี ตั ถุ หรอื ส่วน ประกอบนัน้ ในยา หรือมีแตไ่ ม่เทา่ ทีท่ ำใหเ้ ขา้ ใจ 4. ไมท่ ำใหเ้ ข้าใจวา่ เปน็ ยาทำใหแ้ ทง้ ลูกหรือยาขับระดูอยา่ งแรง 5. ไม่ทำใหเ้ ขา้ ใจว่าเปน็ ยาบำรงุ กามหรอื ยาคมุ กำเนดิ 6. ไม่แสดงสรรพคณุ ยาอนั ตราย หรือยาควบคมุ พิเศษ 7. ไม่มกี ารรบั รองหรือยกย่องสรรพคุณยาโดยบุคคลอนื่ 8. ไมแ่ สดงสรรพคณุ ยาว่าสามารถบำบดั บรรเทา รักษาหรอื ปอ้ งกนั โรค หรืออาการของโรคที่ รัฐมนตรีประกาศตามมาตรา 77 (โรคอันตรายเชน่ วัณโรคปอด มะเรง็ สมอง ตบั มา้ ม ไต หัวใจ) 6.1.4 ตัวอย่างสมุนไพรที่มกี ารโฆษณาเกินความจริง มสี มุนไพรบางชนดิ ท่ถี ูกนำไปโฆษณาเกินจรงิ ว่าสามารถรกั ษาโรคตา่ งๆ ไดท้ ันทที นั ใด เชน่ โรคเบาหวาน โรคไต โรคมะเรง็ และอนื่ ๆ ซง่ึ ถอื เปน็ การหลอกลวงประชาชน ซง่ึ สมนุ ไพรที่พบวา่ มกี าร โฆษณาเกินจริง เช่น แปะก๊วย (Ginkgo biloba) โสมเกาหลี (Panax ginseng) มะขามแขก (Cassia senna) แฮ่ม (Coscinium fenestratum) ว่านชักมดลกู (Curcuma xanthorhiza) กระชายดำ (Kaempferia parviflora) กวาวเครอื ขาว (Pueraria mirifica) และสาหรา่ ยเกลียวทอง (Spirulina platensis) เปน็ ตน้ ข้อแนะนำในการเลือกซ้ือหรือใชผ้ ลิตภณั ฑส์ มนุ ไพร โดยตอ้ งสงั เกตวา่ เปน็ ผลติ ภัณฑ์ประเภทใด เชน่ ยา อาหาร เครอ่ื งสำอาง มชี ่ือผผู้ ลิต/จำหนา่ ย และท่ีอย่ชู ัดเจน ซ่ึงโดยท่วั ไปมีข้อแนะนำดงั นี้ 1. ใชใ้ ห้ถกู ต้น ถูกส่วน ถกู ขนาด ถูกอาการ 2. ไมค่ วรใชม้ ากหรอื ถเ่ี กนิ ไป 3. อ่านฉลากก่อนใช้ อ่านให้ละเอียดกอ่ นใช้ 4. เมอื่ เรมิ่ ใชค้ วรสังเกตอาการ หากพบว่ามีอาการผิดปกติเกิดข้ึนให้หยุดใช้ยาแล้วปรกึ ษาแพทย์ หรอื เภสัชกร 5. ควรระมัดระวงั ในเรือ่ งความสะอาดของสมุนไพร เช่น เชือ้ โรคปนเปอ้ื น 6. สงั เกตวา่ เสียหรอื หมดอายุหรือไม่
180 7. ปรึกษาผู้ทมี่ ีความรใู้ นการให้คำแนะนำทีถ่ ูกตอ้ ง 8. รสู้ ทิ ธิของผู้ซื้อ/ผู้บรโิ ภคเมือ่ พบปัญหาร้องเรยี นไดท้ ี่ เบอรโ์ ทรศพั ท์ 1556 (สายด่วนผบู้ ริโภค กับอย.) ดังนน้ั การเลอื กใช้สมนุ ไพรอยา่ งปลอดภัยและไม่ถกู หลอก นอกจากจะมีกฎหมายมารองรับเพอ่ื เป็นการค้มุ ครองผูบ้ ริโภคในระดบั หน่ึงแล้ว ผบู้ รโิ ภคจะต้องดแู ลค้มุ ครองสทิ ธขิ องตนเองโดยตระหนักถึง ความปลอดภยั ในการเลือกผลิตภัณฑท์ ่นี ำมาใช้เปน็ หลกั รวมทง้ั ตอ้ งแสวงหาความรู้ รับขอ้ มลู ตรวจสอบ ว่าเป็นขอ้ มลู ท่ีถูกตอ้ งและน่าเชอ่ื ถอื อยู่เสมอ เพ่อื สทิ ธิประโยชนแ์ ละความปลอดภยั ของตนเอง 6.2 ธาราบำบดั หรอื วารีบำบดั (Hydrotherapy) ธาราบำบัด คอื การนำคุณสมบตั ขิ องนำ้ มาใชใ้ นการบำบดั รกั ษาโรคหรอื อาการผิดปกติต่างๆ โดย นำ้ จะมีแรงลอยตวั ชว่ ยลดแรงกดต่อขอ้ ต่อ และการเคลือ่ นไหวช้าๆ ในทิศทางต่างๆ นำ้ จะเป็นเสมอื นแรง พยุงชว่ ยให้เคลื่อนไหวไดง้ ่ายขน้ึ ในขณะท่กี ารเคลอ่ื นไหวในนำ้ เรว็ ๆแรงๆนัน้ สง่ ผลใหน้ ำ้ กลายเปน็ แรง ตา้ นเพม่ิ ความแขง็ แรงของกลา้ มเน้ือนน่ั เอง ธาราบำบดั เป็นการใชน้ ้ำในการรักษาโรค บรรเทาอาการปวดทำใหผ้ อ่ นคลายและรักษาสขุ ภาพ ทัว่ ไป การรกั ษาอาจใชน้ ำ้ รอ้ น นำ้ เยน็ นำ้ แขง็ หรอื ไอนำ้ รปู แบบอาจเป็นการแชใ่ นอ่างน้ำเยน็ อ่างน้ำรอ้ น อ่างนัง่ (โดยอา่ งนงั่ ใหม้ ีความสูงระดับเอว) โดยสว่ นมากจะปรบั อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการรักษาอยู่ที่ 33- 35 องศาเซลเซยี ส มีระบบแรงดนั นำ้ พเิ ศษ (bubble jet and blower) มอี ุปกรณ์เพื่อการออกกำลงั กาย ทห่ี ลากหลาย และปรบั ระดบั ความลกึ ใหเ้ หมาะสมแกผ่ ู้ปว่ ยแตล่ ะประเภท ตัวอยา่ งของการใช้ธาราบำบัด เชน่ 6.2.1 อา่ งนง่ั เหมาะสำหรบั บรรเทาอาการรดิ สีดวงทวาร รอยแตกบรเิ วณเย่อื บทุ วารหนกั 6.2.2 การอบไอน้ำ ชว่ ยรกั ษาอาการคดั จมกู และบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ 6.2.3 การประคบนำ้ เยน็ หรอื นำ้ แข็ง ช่วยลดอาการบวม และบรรเทาอาการปวดกลา้ มเนื้อ 6.2.4 การลอยตัวในสระน้ำ จะชว่ ยในการบริหารกล้ามเน้ือ สำหรับผปู้ ว่ ยท่ีมปี ญั หากลา้ มเนอื้ ออ่ นแรง อันเน่อื งมาจากโรคอมั พฤกษ์ หรืออมั พาต โรคทางระบบประสาทและกลา้ มเนอื้ เฉยี บพลันและ เรื้อรังต่างๆ ข้อห้ามในการรักษาดว้ ยธาราบำบดั มีดังนี้ คือ มีไข้สูง เปน็ โรคผวิ หนังทต่ี ดิ ต่อได้ หรือโรคตดิ เชอื้ ตา่ งๆ (เชน่ เป็นฝี ไข้หวดั ใหญ่) มแี ผลเปดิ แผลตดิ เชือ้ เปน็ ความดันโลหิตสูงหรอื ต่ำเกินไปทไี่ มส่ ามารถ ควบคมุ ได้ มีภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นโรคระบบทางเดนิ หายใจ ผปู้ ่วยไมส่ ามารถกลั้นอุจจาระหรอื ปัสสาวะ ได้ ผู้ปว่ ยมีประจำเดอื น ผปู้ ว่ ยโรคลมชกั และผูท้ ่แี พ้คลอรีน
181 ตวั อยา่ งผลงานวจิ ัยมีดงั น้ี การศกึ ษาเปรยี บเทียบการรักษาดว้ ยธาราบำบัดในกลุ่มผปู้ ว่ ยโรคพารก์ ินสนั (Parkinson) โดย ศกึ ษาการทรงทา่ การทรงตวั การเคล่ือนท่ีและการเปล่ยี นทา่ ทาง (Vivas, J.,et al, 2011) ศกึ ษาการสน่ั ไหวขณะยนื ลืมตาและหลบั ตา (Volpe, D., et al, 2014) และศกึ ษาการควบคมุ การหายใจและการ ควบคุมการเคลือ่ นไหวรา่ งกาย (Villegas, I.L. & Israel, V., 2014) ผลการศึกษาพบว่าในกลุม่ ทรี่ บั การ รกั ษาด้วยธาราบำบดั มีผลการเปลยี่ นแปลงดขี ึน้ นอกจากนย้ี ังมรี ายงานวา่ ธาราบำบัดเปน็ วธิ ีการรกั ษา หนง่ึ ท่ีสามารถนำมาใชใ้ นผปู้ ว่ ยเด็กสมองพิการในด้านความสามารถในการทรงตวั ได้อีกดว้ ย (รุ่งทพิ ย์ ดวง แกว้ และสุธีรา ใจด,ี 2560) 6.3 การฝงั เขม็ (Acupuncture) การฝงั เข็มเป็นการใชเ้ ขม็ ปกั ลงไปตามจุดตา่ งๆบนรา่ งกาย ตามจดุ สำคญั ๆทม่ี คี วามสำคญั และ สมั พันธก์ ับอวยั วะตา่ งๆในรา่ งกาย ในเอกสารตำราแพทยจ์ นี โบราณและในเอกสารอ้างอิงขององคก์ าร อนามัยโลก (WHO) รายงานวา่ จดุ ฝังเข็มบนร่างกายมนุษยม์ ีอยจู่ ำนวน 349 จดุ บนเสน้ ลมปราณ (meridian) 12 เส้นหลักและอกี 2 เส้นรอง จำนวนเส้นลมปราณในรา่ งกายแตล่ ะขา้ ง (ขวา-ซา้ ย) มี 12 เสน้ โดยแบง่ เปน็ ส่วนของแขน 6 เส้น และสว่ นของขาอกี 6 เส้น (สว่ นอกี 2 เสน้ รองจะอยู่ตรงกลางหลัง และตรงกลางหน้าทอ้ ง) ในส่วนของแขน 6 เส้น กจ็ ะจับคกู่ นั เองเปน็ 3 คู่ เชน่ เดียวกับขาก็จะจบั คกู่ ันเอง เป็น 3 คู่ แตล่ ะเสน้ จะมีชอ่ื เรยี กและหนา้ ทอ่ี ยา่ งชดั เจน การฝงั เขม็ จะกระตุ้นใหเ้ กิดสัญญาณประสาทสง่ เข้าไปยังไขสันหลงั แลว้ วกออกมา ทำใหก้ ลา้ มเนอื้ ท่ีหดเกร็งเกิดการคลายตัว และหลอดเลือดทห่ี ดตัวเกดิ การขยายตัว สัญญาณประสาทบางสว่ นจะถกู ส่ง ขน้ึ ไปยงั สมองกระตุน้ ให้มีการหล่ังสารสือ่ สญั ญาณประสาท (เชน่ สารเอน็ ดอร์ฟนิ (Endorphin) ซึ่งเป็น สารภายในรา่ งกายมนษุ ย์ทีห่ ลงั่ ออกมาเพือ่ ช่วยบรรเทาความเจบ็ ปวด) แลว้ สง่ สญั ญาณประสาทกลับลง มาตามไขสนั หลังและเสน้ ประสาท เพ่อื ช่วยปรับการทำงานของอวยั วะระบบต่างๆ และระบบภมู ิค้มุ กัน ของรา่ งกายใหส้ มดุลเป็นปกติ การฝงั เข็มไดผ้ ลดีกบั อาการปวดต่างๆ เช่น ปวดประจำเดอื นรนุ แรง อาการออ่ นแรง ปวดหัว ไม เกรน โรคเสน้ เลอื ดในสมองตบี อมั พฤกษ์ อมั พาต อาการชาจากโรคเบาหวาน ความดัน และโรคภูมิแพ้ ตัวอยา่ งผลงานวจิ ัยมีดังนี้ การศึกษาการฝังเข็มเพอ่ื ลดอาการปวดและเพ่ิมความสามารถในการใช้ข้อในผปู้ ่วยข้อเขา่ เส่ือม ผลการศึกษาพบว่าผู้ปว่ ยข้อเขา่ เส่ือมท่ีได้รบั การฝังเขม็ สปั ดาหล์ ะ 1 ครัง้ จนครบ 10 ครง้ั มอี าการปวดและ อาการขอ้ ฝดื ขอ้ ยดึ ลดลง และมคี วามสามารถในการใชง้ านข้อดขี นึ้ (วนดิ า โลวพฤกษมณี, 2558)
182 นอกจากน้ี การศกึ ษาผลของการฝงั เข็มต่ออาการปลายประสาทชาในผ้ปู ว่ ยเบาหวานชนิดท่ี 2 พบว่า หลังจากฝังเข็มตามจุดมาตรฐานโดยฝงั เขม็ ตามวิธีการของแพทยแ์ ผนจนี พบวา่ ผปู้ ว่ ยเบาหวานมีจุดชาเทา้ ลดลง (ภัทรพร ริมชลา, 2561) 6.4 สคุ นธบำบัด (Aromatherapy) สุคนธบำบัด หมายถึง ศาสตรข์ องการใช้กลิน่ หอมโดยเจาะจงจากน้ำมนั หอมระเหยจากพชื เพอื่ สง่ เสรมิ ให้สขุ ภาพจิตและสุขภาพกายดีขึน้ การใชป้ ระโยชนข์ องนำ้ มันหอมระเหยตอ่ ร่างกายและจิตใจ สว่ นใหญ่มักจะทำโดยการสดู ดมและการใช้ผา่ นผิวหนงั นำ้ มันหอมระเหยเป็นผลติ ผลจากการสกัดพชื สมุนไพรนานาชนิด ซึ่งอาจสกดั มาจากส่วนใดสว่ นหนึง่ ของพชื นนั้ ๆ เชน่ สกดั มาจาก ผล ดอก ใบ เมลด็ เปลอื ก กา้ น ฯลฯ วธิ ีการสกดั ทนี่ ิยมใช้ในปจั จบุ ันคอื การกลัน่ ดว้ ยไอนำ้ และการใช้สารเคมีเปน็ ตัวทำ ละลาย สคุ นธบำบดั เปน็ การรวมศาสตร์และศลิ ป์ของกล่ินนำ้ มันหอมระเหยและการนวดเขา้ ดว้ ยกัน จงึ เป็นการบำบัดโรค เพือ่ จดุ ประสงค์ใหเ้ กดิ ความสมดลุ ของรา่ งกาย-จติ ใจ-และอารมณ์ ตัวอย่างของนำ้ มนั หอมระเหยท่สี ามารถนำมาใช้เปน็ สคุ นธบำบัด มดี ังนี้ 1. น้ำมันหอมระเหย-โรสแมร่ี มคี ณุ สมบัติ ช่วยขจัดแบคทเี รีย ทำให้สดชนื่ แจ่มใสชว่ ยใหม้ ีสมาธิ และมกี ำลงั ใจ ถา้ ใชใ้ นการนวด จะใหค้ วามอบอนุ่ และกระตนุ้ กลา้ มเนอื้ 2. น้ำมนั หอมระเหย-ลาเวนเดอร์ มีคุณสมบัติ ชว่ ยกำจดั แบคทีเรีย และชว่ ยกระตุ้นให้รา่ งกาย ขับเชื้อโรคออกไป ทำใหส้ งบ และผอ่ นคลาย ช่วยใหอ้ ารมณเ์ กดิ ความสมดุล ถ้าใชใ้ นการนวด จะช่วยให้ นอนหลับสบายและผ่อนคลายกลา้ มเนื้อที่ทำงานหนกั 3. น้ำมันหอมระเหย-ยคู าลิปตสั มีคุณสมบตั ิ ในการขจดั แบคทีเรีย ช่วยใหห้ ายใจโลง่ ช่วยให้ ปลอดโปรง่ และมีสมาธิ ถ้าใชน้ วด จะช่วยใหส้ ดชื่นและฟน้ื ฟสู มรรถภาพของรา่ งกาย 4. น้ำมันหอมระเหย-มะนาว มคี ุณสมบัติ ช่วยใหส้ ดชื่น แจม่ ใส มสี มาธิ ถ้าใชน้ วดจะทำใหร้ ะบบ ไหลเวยี นโลหติ ดขี น้ึ จะชว่ ยใหร้ ู้สึกร่าเรงิ และกระตอื รือร้น 5. น้ำมันหอมระเหย-มะกรูด มคี ณุ สมบตั ิ ชว่ ยดบั กลนิ่ และใหค้ วามสดช่ืน และเสริมสร้าง อารมณใ์ ห้มีทศั นะในทางบวกมากขึน้ 6. นำ้ มันหอมระเหย-สม้ มีคณุ สมบัติ ชว่ ยใหก้ ารเผาผลาญพลังงาน ชว่ ยใหส้ ดชน่ื ผอ่ นคลาย ความตงึ เครียด 7. นำ้ มันหอมระเหย-สะระแหน่ มีคุณสมบัติ ชว่ ยลดอาการบวมนำ้ และชว่ ยกระตนุ้ การ ไหลเวียนของโลหิตไดด้ ี ตวั อย่างผลงานวิจยั มีดังน้ี
183 การศึกษาผลการทำสวุ คนธบำบดั โดยใชน้ ำ้ มนั หอมระเหยกลน่ิ ลาเวนเดอร์ ตอ่ พฤตกิ รรม กระสับกระสา่ ยในผปู้ ่วยโรคสมองเสอ่ื ม ผลการศกึ ษาพบว่าหลังจากทผ่ี ู้ปว่ ยได้รบั น้ำมนั หอมระเหยกลิน่ ลาเวนเดอร์ 1 ชวั่ โมงต่อวนั เปน็ เวลา 2 สัปดาห์ พฤติกรรมกระสบั กระสา่ ยในผู้ปว่ ยโรคสมองเสอ่ื มลดลง (กนกอร ศรโี รจนน์ พคุณ และสขุ เจริญ ตงั้ วงษ์ไชย, 2556) นอกจากนี้การศึกษาผลของการดมน้ำมันหอม ระเหยกล่ินส้มและกลนิ่ กะเพราต่อความจำและอารมณใ์ นอาสาสมคั รเพศหญงิ ผลการศกึ ษาพบวา่ อาสาสมคั รท่ีดมน้ำมนั หอมระเหยกลิ่นสม้ มคี วามสามารถในการจดจำคำศพั ท์ จดจำภาพ และมคี ณุ ภาพ ในการจดจำทิศทางดีขนึ้ อย่างไรกต็ ามนำ้ มันหอมระเหยกลิน่ กะเพรา ไม่มฤี ทธิ์กระตนุ้ ความจำแต่มฤี ทธ์ิ กระตนุ้ อารมณ์ความรสู้ ึกสดชน่ื และมพี ลงั (Hawiset, T. et al., 2016) บทสรปุ การแพทย์ทางเลือก คือทางเลอื กที่บุคคลสามารถใชเ้ พ่อื จัดการหรือรักษาบำบดั ตนเองใหห้ าย หรือบรรเทาอาการของโรค ทำให้ร่างกายสมบรณู แ์ ขง็ แรงและจิตใจมคี วามสุข ซ่ึงความเหมาะสมของ ทางเลือกตา่ งๆ ขน้ึ กบั ความพงึ พอใจของแต่ละคน รวมทัง้ ขอ้ จำกัดของทางเลอื กนัน้ และขอ้ จำกัดของ บคุ คลด้วย ดังนั้นกอ่ นการใชต้ อ้ งมีการพิจารณาความถกู ตอ้ ง เหมาะสมและขอ้ จำกดั กจ็ ะทำใหก้ ารใช้ การแพทย์ทางเลอื กหรือวถิ สี ขุ ภาพทางเลือกมคี ุณภาพและประสิทธภิ าพต่อไป
184 เอกสารอา้ งอิง Food and Drug Administration. Complementary and Alternative Medicine Products and their Regulation. http://www.fda.gov/RegulatoryInformation/Guidances/ucm144657.htm. Cited in May, 8, 2020. Hawiset, T. et al. (2016). Effect of Orange Essential Oil Inhalation on Mood and Memory in Female Humans. Journal of Physiological and Biomedical Sciences, 29(1): 5- Villegas, I.L. & Israel, V. (2014). Effect of the Ai-Chi method on functional activity, quality of life, and posture in patients with Parkinson disease. Topics in Geriatric Rehabilitation, 30: 282-289. Vivas, J., Arias, P. & Cudeiro, J. (2011). Aquatic therapy versus conventional land-based therapy for Parkinson's disease: an open-label pilot study. Archives of Physical Medicine and Rehabilitation, 92: 1202-1210. Volpe, D., et al. (2014). Comparing the effects of hydrotherapy and land-based therapy on balance in patients with Parkinson's disease: a randomized controlled pilot study. Clinical Rehabilitation, 28: 1210-1217. กนกอร ศรโี รจนน์ พคณุ และ สขุ เจริญ ตัง้ วงษ์ไชย. (2556). โครงการนำร่องผลการทำสวุ คนธบำบดั โดย ใชน้ ำ้ มนั หอมระเหยกลิน่ ลาเวนเดอรต์ อ่ พฤติกรรมกระสับกระส่ายในผปู้ ่วยโรคสมองเส่อื ม ณ คลนิ ิกโรคสมองเสอื่ มโรงพยาบาลจฬุ าลงกรณ.์ จฬุ าลงกรณเ์ วชสาร, 57(3): 333-344. กรมพฒั นาการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลอื ก กระทรวงสาธารณสขุ . (2555). คู่มอื ดแู ลสขุ ภาพ ดว้ ยการแพทย์แผนไทยและการแพทยท์ างเลอื ก. นนทบุรี: กองทนุ ภมู ิปัญญาการแพทยแ์ ผนไทย กรมพฒั นาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสขุ . กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลอื ก กระทรวงสาธารณสขุ . (2551). การดแู ลผปู้ ว่ ย โรคมะเร็งดว้ ยการแพทย์ผสมผสาน. พิมพ์คร้ังท่ี 2. กรุงเทพมหานคร : บรษิ ทั สุขุมวทิ ยม์ ีเดีย มารเ์ ก็ตตงิ้ จำกดั . กลุ่มงานส่งเสริมภมู ปิ ัญญาการแพทยไ์ ทยและสมนุ ไพร สถาบนั การแพทยแ์ ผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์
185 แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสขุ . (2556). เอกสารแนะนำ มาตรฐาน โรงพยาบาลส่งเสริมและสนบั สนนุ การแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน (รพ.สส.พท.) กรงุ เทพฯ: องคก์ ารทหารผ่านศกึ . ตวงพร กตญั ญุตานนท์. (2551). การแพทยท์ างเลอื ก (Alternative Medicine). วารสารมหาวทิ ยาลยั หวั เฉียว เฉลิมพระเกียรตวิ ิชาการ, 11 (22): 68-78. เทวัญ ธานรี ัตน.์ “การแพทย์ทางเลือกคืออะไร”. กองการแพทยท์ างเลอื ก . http://www.dtam.moph.go.th/alternative. เขา้ ถึงเมอ่ื 8 กรกฎาคม, 2559. นิภา ศรีมุกดา และคณะ. (2563). ผลของการหายใจแบบห่อปากเป่าควบคูก่ ับการนบั เลขต่อความดัน โลหติ ในผปู้ ว่ ยความดนั โลหติ สูงเร่งดว่ น. วารสารพยาบาลศาสตร์และสขุ ภาพ, 43 (1): 87-96. ประสทิ ธ์ิ ศรที ิพยส์ โุ ข และ พนติ นาฏ คำนุ้ย. (2549). เลือกใชผ้ ลติ ภณั ฑส์ มนุ ไพรอยา่ งไรไมถ่ ูกหลอก. กล่มุ งานพฒั นาวชิ าการแพทยแ์ ผนไทยและสมนุ ไพร สถาบนั การแพทย์แผนไทย. ปริยาภทั ร สิงห์ทอง และคณะ. (2563). ผลของการออกกำลังกายแบบฤๅษีดัดตนต่อการบรรเทาความ รุนแรงของภาวะ ข้อเข่าเส่อื มระยะเริม่ ตน้ ในผ้หู ญงิ วยั กลางคน. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ ทางเลอื ก, 18(1): 59-70. ปรีชา หนทู มิ อมรรัตน์ ราชเดมิ และวรวุฒิ รักไทรทอง. (2563). ประสิทธผิ ลการพอกตาํ รบั ยาหา้ ราก บรรเทาอาการปวดบริเวณตําแหน่งตบั ใตช้ ายโครงขา้ งขวาตามแนวทางเวชปฏบิ ัตกิ ารดแู ลรักษา ผู้ปว่ ยมะเร็งตบั ระยะสดุ ทา้ ย ด้านการแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทยผ์ สมผสาน. วารสาร การแพทย์แผนไทยและการแพทยท์ างเลอื ก, 18(1): 5-18. พัชวรรณ พู่พทิ ยาสถาพร และนทั ธี เชยี งชะนา. (2562). องคป์ ระกอบของดนตรที ่ีใชใ้ นการบาํ บดั ทม่ี ีผล ต่อการสง่ เสริมปฏสิ มั พันธ์รว่ มทางสงั คมในเดก็ ออทิซมึ . วารสารการแพทยแ์ ผนไทยและ การแพทยท์ างเลอื ก, 17(3): 460-474.ภทั รพร ริมชลา. (2561). ประสิทธผิ ลของการฝงั เข็มต่อ อาการปลายประสาทชาในผูป้ ว่ ยเบาหวานชนดิ ที่ 2. วารสารกรมการแพทย์, 43(5): 40-44. ราชกิจจานุเบกษา. ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแหง่ ชาติ เรอื่ ง บญั ชยี าหลักแหง่ ชาติ พ.ศ. 2562. เล่ม 136 ตอนพเิ ศษ 95ง; 2562. วนิดา โลวพฤกษมณี. (2558). ประสิทธภิ าพของการฝงเข็มเพ่ือลดอาการปวดและเพ่มิ ความสามารถใน การใชขอใน ผูปวยขอเขาเสอ่ื ม. สวรรคประชารักษเวชสาร, 12(1): 1-15
186 ร่งุ ทิพย์ ดวงแก้ว และสธุ ีรา ใจด.ี (2560). ผลของธาราบำบดั ต่อความสามารถในการทรงตวั ของเดก็ สมอง พกิ าร. ธรรมศาสตรเ์ วชสาร, 17(2): 182-193. สุพจน์ วงศใ์ หญ่ พมิ พร ลลี าพรพิสิฐ และนภาลยั หาญสนุ ันทนนท.์ (2550). แนวทางการใชส้ คุ นธบำบัด. กรงุ เทพฯ: เอช อาร์ พร้ินซ์ แอนด์ เทรนนงิ่ . แบบทดสอบท้ายบท ชอ่ื -สกลุ ...................................................................... รหสั ประจำตวั นสิ ิต ..................................................................... ชอื่ รายวชิ า ................................................................................. รหัสวชิ า ..................................... กลมุ่ ที่ เรียน .................. ใบงานที่ ............................. วันที่ ........................................................... อาจารย์ผสู้ อน................................................................................................................................. 1. จงอธบิ ายหลกั ในการพิจารณาเลอื กใช้การแพทยท์ างเลือก ว่ามกี ี่ประเด็น อะไรบา้ ง พรอ้ มทั้งให้ ค้นควา้ หาข่าวสารจากแหลง่ ตา่ งๆ อยา่ งน้อย 1 ขา่ ว กรณีผลเสยี จากการท่ผี ปู้ ่วยไมไ่ ด้ใช้ การแพทยท์ างเลอื กในการรกั ษาโรคอยา่ งเหมาะสม 2. ให้นสิ ติ ค้นขอ้ มลู ขา่ วสารเกย่ี วกบั การใช้สมนุ ไพรอยา่ งไมถ่ ูกตอ้ ง เช่น การซื้อสมุนไพรจากแผง ขายตามท้องตลาด การส่ังซ้อื ออนไลน์ การใช้ผดิ วัตถปุ ระสงค์ ฯลฯ พรอ้ มทั้งวิเคราะห์ รายละเอียดผลเสยี ของการกระทำนน้ั ๆ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186