Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การศึกษาวิวัฒนาการของการท่องเที่ยวไทยในสมัยสงครามเย็น พ.ศ. 2490-2530 ฉบับแก้ไข

การศึกษาวิวัฒนาการของการท่องเที่ยวไทยในสมัยสงครามเย็น พ.ศ. 2490-2530 ฉบับแก้ไข

Published by KOMCHAN SIRILAKSANANUKUL, 2022-05-05 12:09:56

Description: การศึกษาวิวัฒนาการของการท่องเที่ยวไทยในสมัยสงครามเย็น พ.ศ. 2490-2530 ฉบับแก้ไข

Keywords: การท่องเที่ยว สงคราม,การท่องเที่ยวไทย

Search

Read the Text Version

การศกึ ษาววิ ัฒนาการของการทอ่ งเทีย่ วไทยในสมยั สงครามเย็น พ.ศ. 2490-2530 Evolution of Thai Tourism during the Cold War A.D. 1947-1987 นายคมชาญ ศริ ิลกั ษณานกุ ุล นางสาวธัญญณดิ า หงษค์ า โครงการนีเ้ ปน็ สว่ นหนง่ึ ของรายวชิ าโครงงาน รหัสวิชา 30702-8501 หลกั สตู รประกาศนียบัตรวชิ าชพี ช้ันสงู (ปวส.) ประเภทวชิ าอตุ สาหกรรมท่องเทีย่ ว สาขาวิชาการท่องเทย่ี ว (ทวภิ าคี) สาขางานการทอ่ งเท่ียว วทิ ยาลัยอาชวี ศึกษาสุราษฎรธ์ านี ปีการศกึ ษา 2564

การศกึ ษาวิวฒั นาการของการทอ่ งเที่ยวไทยในสมยั สงครามเย็น พ.ศ. 2490-2530 นายคมชาญ ศริ ิลักษณานกุ ุล นางสาวธัญญณดิ า หงษ์คา โครงการนีเ้ ปน็ ส่วนหนึง่ ของรายวิชาโครงงาน รหสั วชิ า 30702-8501 หลักสตู รประกาศนียบตั รวชิ าชีพช้นั สงู (ปวส.) ประเภทวิชาอตุ สาหกรรมท่องเทย่ี ว สาขาวิชาการท่องเทย่ี ว (ทวิภาค)ี สาขางานการทอ่ งเทีย่ ว วิทยาลยั อาชวี ศกึ ษาสุราษฎร์ธานี ปกี ารศกึ ษา 2564

Evolution of Thai Tourism during the Cold War A.D. 1947-1987 MR. KOMCHAN SIRILUKSANANUKUL MS. THANYANIDA HONGKHAM This project is part of the project course, course code 30702-8501 Higher Vocational Certificate Program in Tourism Industry Tourism Department (Bilateral), Tourism Department Suratthani Vocational College Academic year 2021

ใบรับรองโครงการ วทิ ยาลัยอาชวี ศกึ ษาสุราษฎร์ธานี เรอื่ ง การศึกษาวิวฒั นาการของการทอ่ งเทย่ี วไทยในสมัยสงครามเยน็ พ.ศ. 2490-2530 Evolution of Thai Tourism during the Cold War A.D. 1947-1987 ผู้ศึกษา 1. นายคมชาญ ศิริลกั ษณานุกุล รหสั 63307020003 2. นางสาวธญั ญณิดา หงษ์คา รหสั 63307020006 ประเภทวชิ า อตุ สาหกรรมท่องเทย่ี ว สาขาวิชา การทอ่ งเทย่ี ว (ทวภิ าคี) สาขางาน การท่องเท่ยี ว ครปู ระจาวิชา นายกฤษฎา อานาจเจริญ อาจารยท์ ป่ี รกึ ษา นายชานนั ท์ ยอดหงษ์ อาจารยท์ ี่ปรึกษาโครงการ คณะกรรมการสอบ อาจารย์ทป่ี รึกษา ประธานกรรมการ (นายชานนั ท์ ยอดหงษ์) (นางสาวสรลั ดา พนั ธ์ครุฑ) ครปู ระจาวชิ า กรรมการสอบ (นายกฤษฎา อานาจเจริญ) (นางสาวณนิษรา ชูมณ)ี กรรมการสอบ (นางสาวกรรณิการ์ นาคทองแก้ว) กรรมการสอบ (นางสาวอลษิ า สวนอินทร)์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี อนุมัติโครงการฉบับนี้เพ่ือเป็นส่วนหน่ึงของการศึกษาตาม หลักสูตรประกาศนยี บัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ประเภทวิชาอุตสาหกรรมท่องเท่ียว สาขาวิชาการท่องเที่ยว (ทวิภาคี) สาขางานการทอ่ งเที่ยว (นางสาวสรัลดา พนั ธค์ รฑุ ) (นายประเสริฐ ทองสาลี) หัวหน้าแผนกวิชาการท่องเท่ยี ว รองผอู้ านวยการวิทยาลัยฯ ฝ่ายวิชาการ (นายพงษ์ศักด์ิ นุย้ เจริญ) ผู้อานวยการวทิ ยาลยั อาชวี ศึกษาสรุ าษฎร์ธานี

ก หัวข้อการศกึ ษา การศึกษาววิ ฒั นาการของการท่องเที่ยวไทยในสมัยสงครามเยน็ พ.ศ. 2490-2530 ผดู้ าเนินการศกึ ษา 1. นายคมชาญ ศิรลิ กั ษณานุกลุ รหสั 63307020003 2. นางสาวธัญญณิดา หงษ์คา รหัส 63307020006 ที่ปรกึ ษา นายชานนั ท์ ยอดหงษ์ นายกฤษฎา อานาจเจรญิ หนว่ ยงาน สาขาวิชาการทอ่ งเท่ยี ว (ทวิภาค)ี แผนกวิชาการท่องเท่ยี ว วทิ ยาลยั อาชวี ศกึ ษา สรุ าษฎรธ์ านี ปกี ารศกึ ษา 2564 บทคดั ยอ่ งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์ท่ีจะศึกษานโยบายของรัฐไทยต่ออุตสาหกรรมท่องเท่ียวในช่วง สงครามเย็น ระหว่าง พ.ศ. 2490-2530 บทบาทของความหลายหลายทางเพศท่ีมีต่อการดารงอยู่ของ ทหารสหรัฐอเมริกาไปจนถึงช่วงเวลาที่ทหารอเมริกันถอนกาลังออกจากประเทศไทย และปัจจัยในมิติอื่น ๆ ประกอบด้วย แนวคิด โลกทัศน์ ค่านิยม สภาพเศรษฐกิจสังคม การเมืองการปกครอง และการปรับตัวของ อตุ สาหกรรมทอ่ งเที่ยวและบริการ โดยวธิ กี ารสัมภาษณผ์ ู้เช่ยี วชาญ และศึกษาจากเอกสารอ่นื ๆ ที่เก่ยี วขอ้ ง จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ในช่วงทศวรรษแรก สภาพสังคมไทยยังอยู่ในช่วงของการ ปรับปรุงและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมหลังจากท่ีได้รับความเสียหายช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กอปรกับ ปัจจัยทางด้านของความขัดแย้งทางการเมืองที่อยู่ในช่วงเวลาของการเปล่ียนผ่านผู้ปกครอง ในขณะ เดียวกันมหาอานาจอย่างสหรัฐฯ ได้เข้ามามีบทบาทในภูมิภาคอุษาคเนย์อย่างมีนัยยะสาคัญรวมท้ัง ประเทศไทย การเข้ามาของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยสาคัญในการขับเคล่ือนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยเฉพาะ อุตสาหกรรมทางเพศซ่ึงเป็นแหล่งรายได้ที่สาคัญยิ่งต่อการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมในเชิง บูรณาการ การดารงอยู่ของทหารอเมริกันเป็นตัวแปรอย่างสาคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ค่านิยม และ วัฒนธรรมการเดินทางเพื่อการท่องเท่ียว รวมท้ังรูปแบบของการท่องเท่ียวที่เปลี่ยนแปลงไปซ่ึงส่วนใหญ่ มุ่งเน้นไปที่การท่องเที่ยวเพ่ือความบันเทิงเริงรมย์ ในขณะเดียวกันการส่งเสริมการท่องเท่ียวโดยรัฐบาล ยังคงดาเนินต่อไป มีการก่อต้ังองค์การส่งเสริมการท่องเท่ียว (อสท.) และจัดพิมพ์อนุสาร อสท. เพื่อรณรงค์ และประชาสัมพนั ธ์แหล่งท่องเที่ยวภายในประเทศ การเตบิ โตอย่างรวดเร็วของกิจการสถานบันเทิงเป็นไป อย่างไรทิศทางจนกลายเป็นปัญหาเร้ือรังของสังคม อาทิ ปัญหาโสเภณี และปัญหายาเสพติด เป็นต้น แมว้ า่ ปญั หาดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขและจัดระเบียบโดยรัฐฯ แล้วก็ตาม คาสาคญั : การทอ่ งเท่ียวในสมยั สงครามเย็น, อตุ สาหกรรมทางเพศ

ข Research Topic Evolution of Thai Tourism during the Cold War A.D. 1947-1987 Researcher 1. Mr. Komchan Sirilaksananukul code 63307020003 2. Ms. Thanyanida Hongkham Code 63307020006 Research Consultants Mr. Chanan Yodhong Mr. Krisada Amnatcharoen Organization Department of Tourism (Bilateral), Department of Tourism SuratThani Vocational College Academic Year 2021 Abstract The purpose of this research is to investigate the Thai government's policies on tourism during the Cold War period 1947-1987, the role of gender diversity in the existence of the US military until the period when Americans withdrew from Thailand, and factors in other dimensions, such as concepts, worldviews, values, socioeconomic conditions, politics, and the adjustment of tourism and service industries. According to studies, Thailand's social conditions in the first decade are still in the process of improving and recovering the economy and society after being damaged during the Second World War, in addition to the factors of political conflict during the period of ruler transition, has played a significant role in the Southeast region, including Thailand. The United States' entrance It is a major driving force behind the tourist sector, particularly the sex industry, which is a vital source of money for the development of an integrated socioeconomic system. The presence of the American soldier is a key factor in supporting the economy, tourism values, and culture, as well as a changing type of tourism that mostly focuses on entertainment tourism. At the same time, the government continues to promote tourism. The Tourism Promotion Organization (OTT) was formed and a brochure was created to promote and market the country's tourism attractions. How has the fast expansion of entertainment venues resulted in persistent societal problems such as prostitution and drug problems, for example, despite the fact that such problems have been handled and organized by the state. Keywords : Cold War tourism, sex industry

ค กติ ตกิ รรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้ประสบความสาเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาและความอนุเคราะห์อันดียิ่ง ของ อาจารย์ชานันท์ ยอดหงษ์ อาจารย์ท่ีปรึกษา ที่ได้ให้การช่วยเหลือแนะนา ชี้แนะแนวทาง ให้คาปรึกษา และติดตามการศึกษาอยา่ งสมา่ เสมอจนกระทง่ั เสร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์ ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณา และขอกราบขอบพระคุณเปน็ อย่างสูง มา ณ โอกาสนี้ ขอบพระคุณ รศ. ดร. วศิน ปัญญาวุธตระกูล และ รศ. ดร. ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ ท่ีได้ให้ความอนุเคราะห์ประเมินความสอดคล้องของข้อคาถามประกอบการสัมภาษณ์ และให้คาแนะนา เรอ่ื งของขอบเขตของการศึกษาเพ่ือใหง้ านวจิ ัยฉบับนีม้ คี วามรดั กุมและชัดเจนมากยงิ่ ขึ้น ขอบพระคุณคุณครูกฤษฎา อานาจเจริญ ครูผู้สอน เป็นอย่างสูงที่ได้กรุณาแนะนาแนวทาง ในประเด็นต่าง ๆ การจัดรูปแบบเอกสาร การนาเสนอผลการศึกษา ที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไข งานวจิ ยั ฉบับน้ใี หส้ มบูรณ์ยง่ิ ข้นึ ขอบพระคุณคุณครูสรัลดา พันธ์ครุฑ และคณะครูแผนกวิชาการท่องเท่ียวท่ีได้ให้คาแนะนา และให้ขอ้ มูลเพ่มิ เตมิ ในส่วนของวัตถุประสงค์ รวมทงั้ ให้คาปรึกษาดว้ ยดีเสมอมา ทา้ ยท่ีสดุ งานวิจัยฉบบั นไี้ มส่ ามารถสาเร็จลุล่วงได้ หากไม่ได้รับความเข้าใจ ความห่วงใย และกาลังใจจากครอบครัว เพื่อนฝูงทุกคนที่คอยอยู่เคียงข้างข้าพเจ้าอย่างใกล้ชิดเสมอมา อีกทั้งผู้ท่ีมี ส่วนเกีย่ วข้องทา่ นอน่ื ๆ ท่ไี ม่ไดเ้ อ่ยนาม ขา้ พเจา้ ขอแสดงความขอบคุณด้วยความซาบซึ้งจากใจจรงิ ข้อบกพร่องใด ๆ ที่เกิดขึ้นในงานวิจัยฉบับนี้ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้ทาการศึกษา คมชาญ ศริ ลิ กั ษณานุกุล ธัญญณดิ า หงษ์คา

ง สารบัญ หน้า บทคดั ยอ่ ภาษาไทย ก บทคดั ย่อภาษาองั กฤษ ข กิตตกิ รรมประกาศ ค สารบญั ง สารบญั ตาราง ช สารบญั ภาพประกอบ ซ บทที่ 1 บทนา 1 1.1 ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา 4 1.2 ความมุ่งหมายและวตั ถุประสงค์ของการศึกษา 4 1.3 กรอบแนวคดิ การศึกษา 6 1.4 ขอบเขตของการศกึ ษา 7 1.5 สมมตฐิ านการศึกษา 7 1.6 ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะไดร้ บั 8 1.7 นิยามศัพทเ์ ฉพาะ 10 บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี เอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง 11 2.1 แนวคดิ ทีเ่ กี่ยวข้องกบั การท่องเท่ียว 12 2.2 แนวคดิ การวเิ คราะห์นโยบายต่างประเทศ 13 2.3 แนวคิดการศึกษาความสมั พันธ์ของรัฐบาลกับการส่งเสริมการท่องเทย่ี วไทย 13 2.4 แนวคิดเพศพาณิชยแ์ อบแฝงและสถานบนั เทิงในประเทศไทย 14 2.5 แนวคดิ เกี่ยวกับผลกระทบของทหารสหรฐั ฯ ที่มตี ่อสภาพเศรษฐกจิ ไทย 2.6 งานวิจัยท่เี ก่ยี วข้อง 15 15 บทท่ี 3 วิธีดาเนนิ การวจิ ยั 16 3.1 หนว่ ยการวิเคราะหข์ อ้ มลู 17 3.2 การกาหนดกลมุ่ ผ้ใู ห้ขอ้ มูลสาคัญ 18 3.3 เครอื่ งมือทีใ่ ชใ้ นการศกึ ษา 3.4 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู 3.5 การวเิ คราะห์ขอ้ มลู

จ สารบัญ (ต่อ) หนา้ 3.6 เกณฑ์การหาคา่ ความสอดคล้องของข้อคาถาม 18 บทที่ 4 อภิปรายผลการศกึ ษา 20 4.1 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล 20 ตอนท่ี 1 ตารางแสดงผลการวเิ คราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องของประเด็น ข้อคาถามประกอบการสมั ภาษณ์ 22 4.2 อภิปรายผลการศกึ ษา 22 ตอนที่ 2 ผลการศกึ ษาภาคทฤษฎี บทที่ 5 บทสรุปและขอ้ เสนอแนะ 28 5.1 สรปุ ผลการศึกษา 29 5.2 ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนคี วามสอดคล้องของประเดน็ ข้อคาถาม ประกอบการสัมภาษณ์ (IOC) 30 5.3 ข้อเสนอแนะ บรรณานกุ รม ภาคผนวก ภาคผนวก ก แนวคดิ ที่เกีย่ วขอ้ งกบั การท่องเท่ยี ว 34 ภาคผนวก ข แนวคดิ การวเิ คราะห์นโยบายตา่ งประเทศ 48 ภาคผนวก ค แนวคดิ การศึกษาความสัมพนั ธ์ของรัฐบาลกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย 49 ภาคผนวก ง แนวคดิ เพศพาณชิ ย์แอบแฝงและสถานบันเทิงในประเทศไทย 50 ภาคผนวก จ แนวคดิ เกีย่ วกบั ผลกระทบของทหารสหรัฐฯ ทม่ี ตี ่อสภาพเศรษฐกิจไทย 51 ภาคผนวก ฉ งานวิจัยที่เกี่ยวขอ้ ง 52 ภาคผนวก ช ถอดบทสมั ภาษณ์ 54 ภาคผนวก ซ ภาพการสัมภาษณผ์ ้เู ช่ียวชาญ 59 ภาคผนวก ฌ การสง่ เสริมนโยบายการทอ่ งเท่ยี วของรัฐไทยในช่วงสงครามเย็น 61 ภาคผนวก ญ กระบวนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทางเพศและบทบาทของความ 69 หลากหลายทางเพศในชว่ งสงครามเย็น ภาคผนวก ฎ ผลกระทบทีม่ ีตอ่ อุตสาหกรรมท่องเทย่ี วไทยภายหลงั การถอนกาลงั ของ 76 สหรฐั อเมรกิ า

สารบญั (ต่อ) ฉ ภาคผนวก ฏ วิวัฒนาการของการทอ่ งเทยี่ วไทยในชว่ งสงครามเย็น หนา้ ภาคผนวก ฐ ตวั อย่างแบบประเมนิ ความสอดคลอ้ ง (IOC) 80 ภาคผนวก ฑ แบบขอความอนเุ คราะห์เป็นอาจารย์ที่ปรกึ ษา 84 ภาคผนวก ฒ แบบประเมินความสอดคลอ้ งและเอกสารประกอบ 87 ภาคผนวก ณ ภาพการนาเสนอและประเมนิ ผลการศึกษา 91 ประวตั ผิ ศู้ กึ ษา 111

ช สารบัญตาราง หนา้ 7 ตารางท่ี 12 1.1 ตารางแสดงผงั การดาเนินงาน “การศกึ ษาวิวฒั นาการของการท่องเทยี่ วไทย 21 ในสมยั สงครามเยน็ พ.ศ. 2490-2530/1947-1987” 68 2.1 ตารางกลมุ่ กรอบแนวคิดการศกึ ษาวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ 4.1 ตารางแสดงผลการประเมนิ คา่ ดชั นีความสอดคลอ้ งของประเด็นข้อคาถาม ประกอบการสัมภาษณ์ผเู้ ชี่ยวชาญ ฌ.1 ตารางแสดงลาดบั นติ ยสารท่องเท่ยี วของไทย ระหว่างปี 2503-2530

ซ สารบัญภาพประกอบ ภาพที่ หนา้ ก.1 องคป์ ระกอบทสี่ าคัญของการท่องเทยี่ ว 35 ซ.1 การสมั ภาษณ์ผู้เชยี่ วชาญในประเดน็ ขอ้ คาถาม เรือ่ ง “การศกึ ษาวิวฒั นาการของ 59 การทอ่ งเท่ยี วไทยในสมัยสงครามเยน็ พ.ศ. 2490-2530” ซ.2 การสมั ภาษณผ์ ู้เชย่ี วชาญในประเดน็ ขอ้ คาถามที่ 1 59 ซ.3 การสมั ภาษณ์ผู้เชย่ี วชาญส่วนของอาจารยช์ านนั ท์ ยอดหงษ์ 59 ซ.4 การสมั ภาษณผ์ ู้เชยี่ วชาญสว่ นของอาจารยส์ รัลดา พนั ธ์ครุฑ 60 ซ.5 การสมั ภาษณ์ผเู้ ช่ยี วชาญสว่ นของอาจารยป์ ัญจวรรณ ออ่ นหวาน 60 ฌ.1 พิธีเปดิ ใช้งานถนนมิตรภาพ ระหว่างจงั หวัดนครราชสมี า-หนองคาย 62 โดย จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะน้นั ฌ.2 แผนพฒั นาเศรษฐกจิ แห่งชาติ ฉบบั ท่ี 1 ระหวา่ งปี พ.ศ. 2504-2506-2509 63 ฌ.3 ข่าวสารการก่อสร้างถนนหมายเลข 2 (มิตรภาพ) เชื่อมต่อระหว่าง 64 จงั หวัดกรุงเทพฯ-หนองคาย ฌ.4 อนุสารองค์การสง่ เสริมการทอ่ งเทยี่ ว (อสท.) 66 ญ.1 การบรกิ ารทางเพศของผู้หญิงในชว่ งสงครามเย็น 71 ญ.2 การปดิ ปา้ ยรบั สมัครพรงั งานเสริ ์ฟผ้หู ญิงของบรรดาผปู้ ระกอบการธรุ กิจทางเพศ 73 ญ.3 ส่ือภาพยนตร์ทสี่ ่ือถงึ บริบทในชว่ งสงครามเย็น 75 ฎ.1 การประท้วงของนักศึกษาและประชาชนเพอื่ เรยี กร้องใหส้ หรัฐฯ ถอนกาลงั 77 ออกจากประเทศไทย ฎ.2 ภาพถา่ ยจากมมุ สูงของฐานทพั สหรัฐฯ ในประเทศไทย 78 ฎ.3 ภาพถา่ ยสนามบนิ อดุ รธานีในชว่ งทกี่ องทัพสหรัฐฯ กาลังถอนกาลังทหาร 79 ฏ.1 วิถชี วี ติ ของคนกรุงเทพฯ ในชว่ งปลายสงครามเย็น 80 ฏ.2 วิถชี ีวิตของคนกรุงเทพฯ ในชว่ งปลายสงครามเย็น 81 ฏ.3 ภาพตลาดน้าในมุมมองของดิสนีย์ 83 ณ.1 ภาพการนาเสนอผลการศึกษาในหัวข้อ “ววิ ัฒนาการของการทอ่ งเท่ียวไทย 111 ในสมัยสงครามเยน็ พ.ศ. 2490-2530”

ฌ สารบญั ภาพประกอบ (ตอ่ ) หน้า 111 ภาพที่ 111 112 ณ.2 ภาพการนาเสนอผลการศกึ ษาแนะนาผเู้ ช่ยี วชาญและผู้ทรงคณุ วฒุ ิ 112 ณ.3 ภาพการนาเสนอผลการศึกษาสว่ นของข้ันตอนดาเนินการศึกษา ณ.4 ภาพการนาเสนอผลการศกึ ษาส่วนของเครื่องมือที่ใชใ้ นการศึกษา 112 ณ.5 ภาพการนาเสนอผลการศกึ ษาภายหลงั การถอนกาลงั ทหารของสหรฐั อเมรกิ า ออกจากประเทศไทย ณ.6 ภาพการนาเสนอผลการศกึ ษา ช่วงการตอบคาถามและสรุปประเดน็

บทท่ี 1 บทนำ

บทท่ี 1 บทนา 1.1 ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา (Statement and Significance of the Problem) สงครามเย็น (The Cold War) นับว่าเป็นสงครามอุดมการณ์ที่มีขอบข่ายของช่วงเวลา เกือบครึ่งศตวรรษอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งกันระหว่างขั้วอานาจท้ังสองฝ่าย กล่าวคือ ผู้นาแนวคิด เสรีนิยมประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกา และผู้ที่ฝักใฝ่ในระบอบคอมมิวนิสต์อย่างสหภาพโซเวียด (รัสเซีย) และจีน ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 ภายหลังสงครามโลกคร้ังที่ 2 ได้ยุติลง การขยายอิทธิพล อย่างต่อเนื่องของลัทธิคอมมิวนิสต์ในพื้นท่ีแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทาให้สหรัฐฯ ได้เข้ามามี บทบาทอย่างเข้มข้นในการขัดขวางและต่อต้านภัยคุกคามของชาติคอมมิวนิสต์ตามทฤษฎีโดมิโน (the Domino Theory) โดยประธานาธิบดีดไวท์ ไอเซนฮาวร์ (Dwight Eisenhowr 2496-2504/1953-1961) (พวงทอง ภวัครพันธุ์, 2561: น.31-32) ผลจากการประกาศสงครามระหว่างสหรัฐฯ และเวียดนามใน ปี 2506/1963 ทาให้ประเทศไทยในฐานะพันธมิตรของสหรัฐฯ และการเข้ามาขอใช้พ้ืนท่ีสนามบิน ในภมู ิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย อาทิ สนามบินดอนเมือง สนามบินนครราชสีมา สนามบินนครพนม สนามบินตาคลี (นครสวรรค์) สนามบินอุดรธานี สนามบินอู่ตะเภา ฯลฯ (ภิญญพันธ์ุ พจนะลาวัณย์, 2563: น.114) เป็นผลให้เศรษฐกิจของไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะในเขตบริเวณ พื้นทอี่ นั เปน็ ท่ีตัง้ ของฐานทพั สหรฐั ฯ หน่ึงในน้ันคือกลุ่มเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมท่องเท่ียว ที่แต่เดิม จะมุ่งเน้นไปในทิศทางของการเดินทางท่องเท่ียวเพ่ือการพักผ่อนและรักษาสุขภาพ การจาริกเพื่อแสวงบุญ และการเผยแผ่ศาสนา ซ่ึงส่วนใหญ่จะจากัดเฉพาะในหมู่ชนช้ันนาไทยและกลุ่มผู้ที่มีฐานะหรือมีเวลา ว่างมากพอสาหรับการเดินทางท่องเที่ยว ภายหลังจากการเข้ามาของทหารอเมริกันเป็นผลให้ภาค อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยรับเอาวัฒนธรรมจากชาติตะวันตกเข้ามามากข้ึนด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นได้จาก ววิ ัฒนาการของวัฒนธรรมการเที่ยวกลางคืนของคนไทยในช่วงปี 2509/1966 ท่ีมีแนวโน้มนิยมเท่ียวสถาน บริการในยามวิกาล ได้แก่ สถานบันเทิง ไนต์คลับ อาบอบนวด บาร์แบบฝรั่ง บาร์ราวง และการเท่ียว ผ้หู ญิงบริการบรเิ วณหน้าค่ายรามสูร จังหวัดอดุ รธานี (ภญิ ญพันธ์ุ พจนะลาวัณย์, 2563: น.17-18) อย่างไรก็ตาม ปัจจัยท่ีส่งผลให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวภายในประเทศไทยเกิดกระบวนการ พัฒนาอย่างต่อเน่ืองเช่นนี้ ย่อมไม่ได้อาศัยเฉพาะแรงกระตุ้นภายนอกจากนโยบายต่างประเทศของ สหรัฐฯ เพยี งอยา่ งเดยี ว ตรงกันข้าม รัฐบาลไทยภายใต้การนาของจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ก็มีส่วนไม่น้อยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยภายใต้แผนพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยมเี ปา้ หมายคือ จังหวดั ท่ีเป็นหวั เมอื งในภมู ิภาคตา่ ง ๆ อาทิ เชียงใหม่ สงขลา นครราชสีมา นครสวรรค์

2 ชลบุรี(พัทยา) นครศรีธรรมราช ลาปาง ภูเก็ต กาญจนบุรี สุโขทัย และเพชรบุรี และนาไปสู่กระบวนการ จัดตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.) ในปี 2502/1959 (ปิ่นเพชร จาปา, 2545: น.135-136) ซ่ึงตอ่ มาได้ยกระดับเป็นการทอ่ งเทีย่ วแห่งประเทศไทย (ททท.) หากจะกล่าวให้แจ้งชัด ในอีกมิติหน่ึงของประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวไทย จะพบว่า รูปแบบและวัฒนธรรมการเดินทางท่องเท่ียวที่พบเห็นกันอย่างคุ้นชินในปัจจุบัน และบางส่วนยัง สอดแทรกเข้าไปในมโนทัศน์ของผู้คนในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงด้านนวัตกรรมนั้น แท้ที่จริงแล้ว ไม่อาจกล่าวได้อย่างไร้ข้อกังขาว่าเป็นวัฒนธรรมการท่องเที่ยวที่อยู่คู่กับสังคมไทยแต่มาแต่เดิม เน่ืองด้วย แตเ่ ดิมมา คนไทยในระดับภมู ิภาคมกั มีทศั นคติต่อการเดินทางท่องเที่ยวว่าเป็น “สิ่งเหลวไหลไร้ประโยชน์” (ปิ่นเพชร จาปา, 2545: น.135-136) สอดคล้องกับปัจจัยอีกนานัปการที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง ท่องเท่ียวของผู้คนในยุคแรก ด้วยเหตุนี้ส่งผลให้การท่องเท่ียวยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายเมื่อ เปรยี บเทยี บกบั สังคมในยคุ ปัจจุบนั วัฒนธรรมอีกรูปแบบหน่ึงท่ีอยู่คู่กับการท่องเที่ยวในสังคมไทย นับตั้งแต่ชนชั้นนาไทย รับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาในช่วงรัชกาลที่ 4 นั่นก็คือวัฒนธรรมความบันเทิง ในอดีตเดิมที วัฒนธรรมด้านความบันเทิงท่ีพบเห็นได้ในสังคมไทยน้ันสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท อันได้แก่ ความบันเทิงของราชสานัก และความบันเทิงของราษฎร ควรกล่าวไว้ด้วยว่า ความบันเทิงที่ได้ยกมา ทั้งสองประเภทนั้นยังคงมีความสอดคล้องกับพิธีกรรมทางศาสนาอันเป็นความเชื่อและค่านิยม โบราณที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนานผ่านการปลูกฝังของบรรพบุรุษทั้งสิ้น กล่าวคือ ความบันเทิง ในราชสานักมักจะอยู่ในรูปแบบของมหรสพเพื่อให้ความบันเทิงแก่ราษฎร์ภายหลังจากเสร็จส้ิน พิธีกรรม จนอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นขนบธรรมเนียมที่สืบทอดต่อ ๆ กันมาและถูกผนวกรวมอยู่กับสิ่งที่ เรียกว่า “ความเป็นไทย” ในโลกทัศน์ของคนไทยหลาย ๆ คนมาจนถึงยุคปัจจุบัน เน่ืองจากการแสดง มหรสพภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีเป็นการแสดงให้เห็นถึงสถานภาพของพระมหากษัตริย์ที่ เปรียบเสมอื นสง่ิ ศักดิ์สทิ ธิส์ ามารถบันดาลความสุขและความรื่นเริงแก่ราษฎรได้ (ยุวรี โชคสวนทรัพย์, 2554: น.2-3) ดงั ที่บนั ทกึ ของเซอร์จอหน์ เบารง่ิ ราชทูตองั กฤษท่เี ข้ามาแผ่นดินสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 ความวา่ “ชาวสยามเปน็ คนทช่ี อบดนตรี และเปน็ เจา้ ของเครอื่ งดนตรีหลากหลายชนิด ทัง้ ประเภทเครอ่ื งเปา่ และเครื่องสาย ฉ่ิง ฉาบ กลองต่าง ๆ ทั้งเล็กใหญ่หลายชนิดมีรูปทรงประหลาด” (เซอร์จอห์น เบาร่ิง, 2547: น.149) ต่อมากลุ่มชนช้ันนาไทยได้นาเอาวัฒนธรรมความบันเทิงแบบตะวันตกเข้ามาภายหลัง การทาสนธิสัญญาเบาริ่ง อาทิ โรงละคร โรงภาพยนตร์ และพัฒนาจนเกิดเป็นธุรกิจสถานบันเทิง ได้แก่ ผับ (Pub) บาร์ (Bar) ไนต์คลับ (Night Club) (จิรวัฒน์ แสงทอง, 2546: น.176) จวบจนกระทั่ง ในสมยั สงครามโลกครัง้ ที่ 2

3 ในช่วงสงครามโลกครั้งท่ี 2 ถือได้ว่าเป็นช่วงท่ีการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวใน ประเทศไทยต้องหยดุ ชะงกั ลง อันเน่อื งมาจากปัจจัยแวดล้อมทางสงครามเพราะฟากฝ่ังของญี่ปุ่นซึ่งใช้ ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการเคล่ือนย้ายกาลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ไปยังประเทศพม่าและอินเดีย ตามลาดับ ด้วยเหตุน้ีทาให้จุดยุทธศาสตร์ท่ีสาคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภาคการท่องเที่ยวใน ระดับภูมิภาคกลับกลายเป็นฐานที่ตั้งของค่ายทหารญี่ปุ่นไปโดยปริยาย แต่ในทางกลับกัน เขตเศรษฐกิจ ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครกลับมีชีวิตชีวาเน่ืองจากมีสถานบันเทิง โรงแรม และร้านอาหาร ท่ีคอยให้บริการแก่ทหารญ่ีปุ่นระหว่างช่วงพักสงคราม (Patporn Phoothong, 2009: p.85) อย่างไรก็ดี ภายหลังจากเข้าสู่ช่วงสงครามแสงสีและความมีชีวิตชีวาในยามค่าคืนที่เคยมีอยู่กลับเงียบหายไป (ภญิ ญพันธุ์ พจนะลาวัณย์, 2563: น.91) ภายหลังส้ินสุดสงครามโลกคร้ังที่ 2 แนวโน้มของอุตสาหกรรมภาคการท่องเท่ียวและ อตุ สาหกรรมความบันเทิงมีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีข้ึน กล่าวได้ว่า ในช่วงหลังสงครามโลก ครง้ั ที่ 2 เป็นชว่ งระยะเวลาท่ีเศรษฐกิจของประเทศไทยกาลังฟื้นตัวอีกครั้งจากภาวะสงครามส้ินสุดลง มกี ารเร่งรดั และพัฒนาระบบโครงสร้างพน้ื ฐานใหเ้ ท่าทันกับยุคสมัยมากขึ้น อาทิ ระบบคมนาคมขนส่ง การสร้างทางรถไฟจากเมืองหลวงไปยังภูมิภาคต่าง ๆ การตัดถนนสายหลักและซ่อมแซมถนนในจุดท่ี ได้รบั ความเสยี หายจากสงคราม (นกุ ูล ประจวบเหมาะ, 2531: น.85) ในบริบทน้ีทางรัฐบาลไทยได้รับ ความช่วยเหลอื จากทางกองทัพสหรัฐฯ มาในรูปแบบของงบประมาณและกาลังคน ซึ่งมีประโยชน์อย่าง มากในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน อันเป็นหน่ึงในปัจจัยที่สาคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม ทอ่ งเทีย่ วไทย ในการศึกษาคร้ังน้ี ผู้ศึกษามุ่งหวังท่ีจะทาความเข้าใจกับประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของ กระบวนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยภายหลังสงครามโลกคร้ังที่ 2 ส้ินสุดลง ต้ังแต่ พ.ศ. 2490/1947 อันเป็นช่วงท่ีภาคเศรษฐกิจของประเทศไทยกาลังอยู่ในระยะฟ้ืนตัวหลังจากได้รับ ผลกระทบสบื เนอ่ื งจากสงครามโลกครั้งท่ี 2 ผลกระทบจากการเข้ามาของสหรัฐฯ ต่อนโยบายส่งเสริม การท่องเท่ียวภายในประเทศไทย ศึกษาปัจจัยแวดล้อมของการขับเคลื่อนผลักดันให้อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว เป็นทางเลือกใหม่ในการแสวงหารายได้ของรัฐฯ และทัศนคติท่ีเปลี่ยนแปลงไปของคนไทย ท่ีมีต่อการท่องเที่ยว บทบาทของกองทัพอเมริกันที่มีต่อสภาพเศรษฐกิจ การถือกาเนิดของ อตุ สาหกรรมทางเพศและบทบาทของกลมุ่ ความหลากหลายทางเพศที่มีต่ออุตสาหกรรมทางเพศในมิติ ของการท่องเท่ียว การส่งเสริมการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาค และระดับจังหวัด การพัฒนาแหล่ง ท่องเท่ียวในชนบทรวมทั้งบทบาทของรัฐในการพัฒนาเขตพ้ืนที่สีแดงท่ีแต่เดิมถูกใช้เป็นฐานทับของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย การศึกษาผลกระทบ จากเหตกุ ารณส์ าคญั ทางการเมืองไทยทสี่ ่งผลต่ออุตสาหกรรมท่องเทีย่ ว อาทิ เหตุการณ์การชุมนุมของ

4 นักศึกษาและมวลชนในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516/1973 เหตุการณ์การปราบปรามนักศึกษาและ ประชาชนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันท่ี 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519/1976 (ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์, 2563: น.149-150) และผลกระทบจากการถอนกาลังทหารของสหรัฐฯ ออกจากอุษาคเนย์ รวมท้ังประเทศไทย การศึกษานโยบายการส่งเสริมการท่องเท่ียวของรัฐบายไทยภายหลังจากการตัดสินใจ ถอนกาลังทหารออกจากประเทศไทยของสหรัฐฯ โดยการศึกษาจะส้ินสุดลงในปี พ.ศ. 2530/1987 นอกจากน้ี ผู้ศึกษายังให้น้าหนักไปในมิติของการศึกษาวรรณกรรม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และ แนวคิดต่าง ๆ ที่มีความสอดคล้องและเก่ียวข้องอย่างสาคัญกับประวัติศาสตร์การเดินทางและ การท่องเท่ยี วไทย ดังในงานวจิ ยั ของทา่ นผู้ท่มี คี วามเชย่ี วชาญก่อนหนา้ นี้ เช่น นิธิ เอียวศรีวงศ์ (2528), วุฒิเทพ อินทปัญญา และจาลอง อติกุล (2528), ปิ่นเพชร จาปา (2545), ภัทรวดี ภูชฎาภิรมย์ (2547), พงษ์ศกั ด์ิ ปัตถา (2550), ยวุ รี โชคสวนทรพั ย์ (2554), พวงทอง ภวัครพันธ์ (2561), ภิญญพันธ์ุ พจนะลาวัลย์ (2562) 1.2 ความมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษา (Goal and Objective) 1. ศึกษานโยบายของรัฐไทยที่มีผลต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรม การทอ่ งเท่ียวไทย ระหวา่ ง พ.ศ. 2490-2530/1947-1987 2. ศกึ ษาปัจจยั แวดลอ้ มทม่ี ีส่วนเก่ียวขอ้ งกับกระบวนการขับเคล่ือนอุตสาหกรรมทางเพศ และบทบาทของความหลากหลายทางเพศต่อการมีอยู่ของกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคต่าง ๆ ของ ประเทศไทยรวมท้งั กรงุ เทพมหานคร ระหวา่ ง พ.ศ. 2500-2520/1957-1977 3. ศกึ ษาผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเท่ียวในประเทศไทยภายหลังจากการถอนกาลัง ทหารของสหรฐั ฯ ออกจากประเทศไทย ระหวา่ ง พ.ศ. 2518-2530/1975-1987 4. ศกึ ษาความสอดคล้องของขอ้ คาถามประกอบการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญท่ีมีต่อวัตถุประสงค์ ในการศกึ ษาวิวัฒนาการของการท่องเท่ียวไทยในสมยั สงครามเยน็ พ.ศ. 2490-2530 /1947-1987 1.3 กรอบแนวคิดการศึกษา (Educational Conceptual) กรอบแนวคิดการศึกษากระบวนการกาหนดนโยบายมีความหลากหลาย ข้ึนอยู่กับว่า ผู้ศึกษาจะเลือกใช้แนวทางใดเป็นกรอบแนวคิดประกอบการศึกษาเพ่ือทาความเข้าใจกระบวนการท่ี ซับซ้อนข้างต้น บ้างใช้ทฤษฎีสัจนิยมใหม่ (Neo-Realism) ซึ่งเป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศในรปู แบบความสัมพนั ธ์ท่ีรฐั มตี อ่ รัฐ โดยเริ่มศึกษาจากสภาพของการเมอื ง ได้แก่ สภาวะที่เป็น

5 อนาธิปไตย (Anarchy) การไม่ข้ึนต่อกัน (Interdependent) ความไม่เท่าเทียมกันทางอานาจ ความยุติธรรม ความรา่ รวย และทรพั ยากร (นรตุ ม์ เจรญิ ศรี, 2556: น.105-120) ทฤษฎีโครงสร้างทางประวัติศาสตร์ (Historical Structuralism) หรือการศึกษาประวัติศาสตร์ หมายถึง การศึกษาเหตุการณ์ต่าง ๆ ท่ีเคยเกิดข้ึนในอดีต ท้ังนี้ เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในมิติ ของศิลปวิทยาการ เศรษฐกิจ ศาสนา สังคม การเมือง โดยอาศัยแนวทางการศึกษาค้นคว้าจากหลักฐาน ทางประวัติศาสตร์ หรือท่ีเรียกว่า “ข้อเท็จจริง” หลักฐานทางประวัติศาสตร์สามารถจาแนกได้เป็น 2 ประเภท ใหญ่ ๆ (มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช) ได้ดังนี้ ก. การจาแนกตามลักษณะภายนอกของหลักฐาน เพ่ือการเข้าถึงแหล่งข้อมูลและ ปรมิ าณของขอ้ มูลที่เราจาต้องศึกษา ซ่ึงสามารถแบ่งย่อยได้เป็น 2 ประเภท คือ หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์ อักษร เชน่ บันทกึ หนงั สือ จดหมายเหตุ จดหมายส่วนตัว เป็นต้น และหลักฐานประเภทท่ีไม่เป็นลายลักษณ์ อกั ษร เชน่ ศลิ ปกรรม ภาพถา่ ย คาบอกเล่า เปน็ ต้น ข. จาแนกตามขอ้ สนเทศของหลักฐาน สามารถแบ่งย่อยได้เป็น 2 ประเภท คือ หลักฐาน ช้ันตน้ หมายถงึ หลักฐานที่ถูกจดั ทาขน้ึ รว่ มสมยั ถูกบันทึกโดยผู้ทีม่ ีส่วนเกยี่ วข้องกับเหตุการณ์โดยตรง และหลักฐานชั้นรอง หมายถึง หลักฐานท่ีถูกจัดทาข้ึนในภายหลัง อาจจะถูกจัดทาขึ้นจากคาบอกเล่า ของบุคคลอ่ืนมาอีกต่อหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มทฤษฎีพื้นฐานท่ีเกี่ยวข้องกับการศึกษาพฤติกรรมใน การดาเนนิ นโยบาย อาทิ ทฤษฎีพฤตกิ รรมนยิ ม (Behaviorism) การศึกษาพฤตกิ รรมซ่งึ เกดิ จากสิ่งเร้า (Stimulus) อันก่อให้เกิดส่ิงที่เรียกว่าการตอบสนอง (response) และจะนาไปสู่การเสริมแรง (reinforcing stimulus) การเสริมแรงนี้อาจมาในรูปแบบของการให้รางวัลซ่ึงเรียกว่าการเสริมแรงทางบวก และ การลงโทษ (punishment) ซง่ึ เปน็ การเสรมิ แรงทางลบ (วิจิตพาณี เจริญขวญั , 2542: น.104) ทฤษฎีการเชื่อมโยง (Linkage Theory) คือการสังเกตลักษณะของความสัมพันธ์ว่าส่ิงที่ เราจะศึกษาสมั พันธ์กบั สง่ิ ใด และสมั พนั ธ์กนั อย่างไร ทง้ั น้ีอาจจะศึกษาจากข้อมูลที่ได้รับ อาทิ รูปภาพ เสียง หรือสัญลักษณ์ โดยถือให้ข้อมูลเหล่านี้เป็นโหนด (Node) โดยโหนดเหล่าน้ีอาจจะสามารถ เชอ่ื มโยงกับสิ่งอ่นื ได้อกี (ณมน จรี ังสุวรรณ, 2555: น.54) ทฤษฎวี า่ ดว้ ยการตดั สนิ ใจ (Decision Making Theory) การศึกษาจากพฤติกรรมของรัฐ ซึ่งเชื่อว่ามีความเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ในอีกส่วนหนึ่งจะต้องให้ความสาคัญกับการศึกษาเชิงบุคคลท่ี แสดงพฤตกิ รรมในรฐั น้ันด้วย ซึ่งครอบคลุมและเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในด้านจิตวิทยาตามลักษณะ องคก์ ร (Institutional Process) (สกุ รี คลองวธิ ี, 2557: น.56)

6 1.4 ขอบเขตของการศึกษา (Scope or Delimitation of the Study) 1.4.1 ขอบเขตดา้ นทฤษฎี ศึกษาความเป็นมาของประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวในประเทศไทย นโยบายของรัฐไทย ในการส่งเสริมการท่องเท่ียวในภูมิภาคต่าง ๆ และนโยบายส่งเสริมการท่องเท่ียวระดับจังหวัดของ ประเทศไทย โดยเร่ิมศึกษาตั้งแต่ พ.ศ. 2490/1947 และช่วงที่มีการขยายตัวของโครงสร้างเศรษฐกิจ ภายในประเทศไทยประจวบกับการเข้ามามีบทบาทอย่างสาคัญของสหรัฐฯ ต่อการพัฒนา อุตสาหกรรมท่องเท่ียวไทย อุตสาหกรรมทางเพศ และบทบาทของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ กับการมอี ยขู่ องกองทัพสหรัฐฯ ในภูมภิ าคตา่ ง ๆ ของประเทศไทย ตลอดจนถึงช่วงที่สหรัฐฯ ตัดสินใจ ถอนกาลังทางการทหารออกจากภูมิภาคอุษาคเนย์รวมทั้งประเทศไทย ผู้ศึกษามุ่งเน้นอธิบายผ่าน มุมมองทางการเมอื ง อาทิ เหตุการณ์การชมุ นมุ ของนิสิต นักศึกษาและประชาชน (14 ตุลาคม 2516) และ เหตุการณ์การปราบปรามนักศึกษาและประชาชน (6 ตุลาคม 2519) การศึกษาจะสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2530/1987 ซ่ึงเป็นทศวรรษท่ีมีการจัดการระบบเศรษฐกิจ ระบบอุตสาหกรรมรวมถึงอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวภายในประเทศไทยอยา่ งเปน็ ลา่ เปน็ สันควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี โดยอยู่นอกเหนือ ขอบเขตการศกึ ษาในครง้ั น้ี ผู้เชี่ยวชาญ คือ ผู้ท่ีมีความรู้ความสามารถและมีความชานาญในด้านประวัติศาสตร์ สังคมไทยในช่วงสงครามเย็นโดยเฉพาะ เพ่ือการสัมภาษณ์ข้อมูลท่ีเท่ียงตรงและแม่นยาต่อการศึกษา วิวัฒนาการท่องเที่ยวไทยในช่วงสงครามเย็น พ.ศ.2490-2530/1947-1987 โดยได้จากวิธีการเลือก แบบเจาะจง ซ่ึงเปน็ ผู้ทรงคณุ วฒุ อิ ยา่ งแทจ้ รงิ จานวน 5 ทา่ น 1.4.2 ขอบเขตดา้ นตวั แปร ตัวแปรตน้ คือ การศกึ ษาววิ ฒั นาการของการท่องเที่ยวไทยในสมัยสงครามเย็น พ.ศ. 2490- 2530/1947-1987 ตัวแปรตาม คือ คุณภาพของข้อคาถามประกอบการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในการศึกษา ววิ ัฒนาการของการทอ่ งเท่ียวไทยในสมัยสงครามเยน็ พ.ศ. 2490-2530/1947-1987 1.4.3 ขอบเขตด้านระยะเวลา ระยะเวลาในการดาเนินการคือ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ระหว่างเดือนเมษายน ถึงเดอื นกนั ยายน พ.ศ. 2564

7 ตารางท่ี 1.1 ตารางแสดงผงั การดาเนินงาน “การศึกษาวิวัฒนาการของการท่องเท่ียวไทยในสมัย สงครามเยน็ พ.ศ. 2490-2530/1947-1987” ขัน้ ตอนการดาเนินงาน ระยะเวลาดาเนินการ ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2564 เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน 1. กาหนดหัวข้อทจ่ี ะศึกษาและวางแผน 2. สารวจและรวบรวมข้อมูล 3. การจัดกระทากับขอ้ มูล 4. วิเคราะหข์ ้อมลู 5. อภปิ รายผลการศึกษา 6. สรุปและรายงานผลการศึกษา 1.5 สมมติฐานการศึกษา (Study Hypothesis) 1. เขา้ ใจแผนงานและการดาเนินนโยบายของรัฐไทยที่มีผลต่อกระบวนการเปล่ียนแปลง ของภาคอุตสาหกรรมการทอ่ งเทย่ี วไทย ระหวา่ ง พ.ศ. 2490-2530/1947-1987 2. ไดผ้ ลสรุปของปัจจยั แวดลอ้ มทีม่ ีส่วนเกี่ยวข้องกบั กระบวนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ทางเพศ และบทบาทของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศที่มีต่อการมีอยู่ของกองทัพสหรัฐฯ ในภมู ิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยรวมท้ังกรงุ เทพมหานคร ระหวา่ ง พ.ศ. 2500-2520/1957-1977 3. ได้ผลสรุปของผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเท่ียวในประเทศไทยภายหลังจากการ ถอนกาลงั ทหารของสหรฐั ฯ ออกจากประเทศไทย ระหว่าง พ.ศ. 2518-2530/1975-1987 4. คณุ ภาพของขอ้ คาถามประกอบการสัมภาษณผ์ เู้ ชี่ยวชาญในการศึกษาวิวัฒนาการของ การท่องเท่ยี วไทยในสมยั สงครามเย็น พ.ศ. 2490-2530/1947-1987 อยใู่ นระดบั ดี 1.6 ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับ (Expected results) 1. เข้าใจการจัดการนโยบายของรัฐไทยท่ีมีผลต่อกระบวนการเปล่ียนแปลงของ ภาคอุตสาหกรรมการทอ่ งเท่ียวไทย ระหว่าง พ.ศ. 2490-2530/1947-1987 2. เข้าใจปัจจยั แวดลอ้ มที่มีสว่ นเก่ยี วขอ้ งกับกระบวนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทางเพศ และบทบาทของผู้หญิงไทยต่อการมีอยู่ของกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยรวมท้ัง กรุงเทพมหานคร ระหว่าง พ.ศ. 2500-2520/1957-1977

8 3. เข้าใจถึงผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศไทยภายหลังจากการถอน กาลงั ทหารของสหรัฐฯ ออกจากประเทศไทย ระหว่าง พ.ศ. 2518-2530/1975-1987 4. สามารถใช้งานวิจัยฉบับนี้เพื่อเป็นส่วนหน่ึงของข้อมูลประกอบการศึกษาต่อยอดใน ประเด็นที่มีความเกี่ยวขอ้ งและใกล้เคียงกนั สาหรับผู้ท่สี นใจในอนาคต 1.7 นิยามศพั ท์เฉพาะ (Technical Terms) สงครามเย็น (The Cold War) หมายถึง สงครามความขัดแย้งในแง่ของอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจ และระบอบการปกครองของมหาอานาจโลกท้ังสองฟากฝ่ังอันได้แก่ สหรัฐอเมริกาผู้ยึดมั่นในแนวทาง “โลกเสรี” (the Free Word) และรัสเซียหรือโซเวียดผู้ฝักใฝ่ในแนวคิดชาตินิยม หรือคอมมิวนิสต์ (communist) โดยเริ่มข้ึนภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกคร้ังที่ 2 ราวปี พ.ศ. 2488/1945 - พ.ศ. 2534/1991 ในขณะนั้นสหรัฐฯ มองว่าแนวทางการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ของรัสเซียและจีนนั้นเป็นภัยคุกคาม (threat perception) ดา้ นความมน่ั คงในระดับโลก ดังนั้นสหรัฐฯ จึงมีแนวคิดที่จะปราบปราม หยุดยั้ง และกาจัดภัยคอมมิวนิสต์เสีย ประการสาคัญคือประเทศไทยและประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นท้ัง เป้าหมายและจุด ยทุ ธศาสตรท์ ีส่ าคัญในสงครามครงั้ นด้ี ว้ ย (สรปุ ใจความสาคัญจาก การต่างประเทศไทยในยุคสงครามเย็น โดยพวงทอง ภวคั รพนั ธุ์, 2561: น.1-4) นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว หมายถึง ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้กาหนดความหมายของนโยบายไว้ว่า นโยบาย หมายถึง หลักการและวิธีปฏิบัติซึ่งถือเป็นแนวทาง ดาเนินการ และปทานุกรม Oxford English Dictionary ได้ให้คาจากัดความของนโยบายไว้ว่า นโยบาย หมายถึง ความฉลาดและการใช้ดุลยพินิจท่ีหลักแหลมในทางการเมือง ศิลปะแห่งการดาเนินกิจการ ของบ้านเมือง การดาเนินการท่ีฉลาดรอบคอบ แนวทางการดาเนินการของรัฐบาลพรรคการเมือง เป็นต้น (จุมพล หนิมพานิช, 2549: น.5) นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว จึงหมายถึงหลักการและวิธีการปฏิบัติซ่ึง ถือเป็นแนวดาเนินการอันมีเป้าหมายเพื่อพัฒนากระบวนการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมกิจการและปัจจัยที่ เก่ียวข้องในด้านการทอ่ งเท่ยี ว อุตสาหกรรมการท่องเท่ียว (Tourism Industry) หมายถึง การรวมตัวกันของกลุ่มธุรกิจ หลากหลายประเภททงั้ ท่มี ีความเก่ยี วขอ้ งโดยตรงกบั การทอ่ งเที่ยว อาทิ ธุรกิจการจัดนาเท่ียวและการบริการ นักท่องเท่ียว ธุรกิจร้านอาหารและสินค้าที่ระลึก ธุรกิจท่ีพัก และธุรกิจท่ีเกี่ยวข้องทางอ้อมอื่น ๆ (ฉันทัช วรรณถนอม, 2552: ดบู ทที่ 1) อุตสาหกรรมทางเพศ (Sex industry) หมายถึง ธุรกิจการค้าประเวณี โดยการค้าประเวณี หมายถึง การยอมรับการกระทาชาเราหรือการยอมรับการกระทาอ่ืนใด หรือการกระทาอื่นใดเพ่ือ

9 ความสาเร็จความใคร่ในกามของผู้อื่น อันเป็นการสาส่อนเพื่อสินจ้างหรือประโยชน์อื่นใด ท้ังนี้ไม่ว่าผู้ ยอมรับการกระทาและผู้กระทาจะเป็นบุคคลเพศเดียวกันหรือคนละเพศ (มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติ ป้องกนั และปราบปรามการคา้ ประเวณี พ.ศ. 2539) วิวฒั นาการ (Evolution) หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงหรือคล่ีคลายไปสู่ฐานะที่ดีขึ้น หรือเจริญย่ิงขึ้น การเปลี่ยนแปลงน้ีจะต้องเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปตามลาดับ และ ต้องใช้เวลานาน (สรุปสาระสาคัญจาก “ทฤษฎีวิวัฒนาการ” ของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin), (สืบค้นเมื่อวันจันทร์ท่ี 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564) ความหลากหลายทางเพศ (gender diversity) หมายถึง กลุ่มคนท่ีมีความหลากหลาย ทางเพศ หรือเพศทางเลือก LGBTQ เป็นกลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศ หรือรสนิยมทางเพศที่แตกต่าง ไปจากคนส่วนใหญ่ในสงั คม (ขอ้ มูลจากเว็ปไซตโ์ รงพยาบาลเพชรเวช, สืบค้นเม่ือวันเสาร์ท่ี 7 สิงหาคม พ.ศ. 2564) โดยคาวา่ LGBTQ ยอ่ มาจาก L (Lesbian) กลุ่มผู้หญิงรกั ผ้หู ญงิ G (Gay) กล่มุ ชายรักชาย B (Bisexual) หรือกลมุ่ ทร่ี กั ได้ท้ังผชู้ ายและผหู้ ญงิ T (Transgender) คือกลุ่มคนข้ามเพศ จากเพศชายเป็นเพศหญิง หรือเพศหญิง เปน็ เพศชาย Q (Queer) คือ กลุ่มคนท่ีพึงพอใจต่อเพศใดเพศหน่ึง โดยไม่ได้จากัดในเร่ืองเพศ และความรัก

บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง

บทท่ี 2 แนวคดิ ทฤษฎี เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กีย่ วขอ้ ง จุดประสงค์ของบทท่ี 2 การศึกษาเร่ือง “วิวัฒนาการของการท่องเที่ยวไทยในสมัย สงครามเย็น พ.ศ. 2490-2530/1947-1987” ผู้ศกึ ษาได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง โดยได้ให้น้าหนักไปในมิติของการวิวัฒนาการ และการพัฒนาด้านเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรมซ่ึง เป็นภูมิหลังทางสังคมของสังคมไทยตั้งแต่ยุคแรกเริ่มเร่ือยมาจนถึงช่วงระยะเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน เป็นสังคมอุตสาหกรรม และในส่วนของอุตสาหกรรมการท่องเท่ียวอันถือได้ว่าเป็นรายได้ท่ีส้าคัญ อย่างยง่ิ ใหก้ ับภาคเศรษฐกจิ ไทยในยคุ สมัยใหม่ ผู้ศึกษาได้ทบทวนแนวคิด ทฤษฎีที่เก่ียวข้องเพื่อเป็นพ้ืนฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังต่อไปน้ี 2.1 แนวคดิ และทฤษฎที เี่ กี่ยวข้องกับการท่องเท่ยี ว 2.2 แนวคิดการวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ 2.3 แนวคิดการศึกษาความสัมพันธ์ของรัฐบาลกบั การส่งเสริมการท่องเท่ียวไทย 2.4 แนวคดิ เพศพาณชิ ยแ์ อบแฝงและสถานบันเทิงในประเทศไทย 2.5 แนวคดิ เก่ยี วกบั ผลกระทบของทหารสหรฐั ฯ ที่มตี อ่ สภาพเศรษฐกิจไทย 2.6 งานวจิ ัยท่เี ก่ยี วขอ้ ง 2.1 แนวคิดท่ีเกยี่ วข้องกับการทอ่ งเท่ียว การท่องเท่ียว (Tourism) หมายถึง การเดินทางเพ่ือการพักผ่อนจากช่วงเวลาของการท้างาน ซึง่ เป็นรูปแบบของการท่องเท่ียวสมยั ใหม่ทไี่ ด้รับอิทธิพลมาจากชาติตะวันตก โดยภาพรวมอาจเริ่มนับ จากชว่ งทศวรรษ 2420 เปน็ ตน้ มา (ภญิ ญพันธุ์ พจนะลาวลั ย์, 2563: น.3) Meclntosh & Goeldner (2533/1990) กลา่ ววา่ การเดินทางไปยังสถานทีต่ ่าง ๆ เพอ่ื เปลี่ยน บรรยากาศและสภาพแวดล้อม โดยมีแรงกระตุ้นมาจากความต้องการทางด้านกายภาพ ปฏิสัมพันธ์ วฒั นธรรม และด้านเกียรตคิ ุณ เสรี วังส์ไพจิตร (2534/1991) ให้ความหมายของการท่องเที่ยวไว้ว่า ผลรวมของปรากฏการณ์ และความสัมพันธ์ต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนจากปฏิสัมพันธ์ต่อกันของนักท่องเท่ียวผู้ประกอบการรัฐบาลและ ชุมชนไดส้ รา้ งกระบวนการตอ้ นรับและดงึ ดดู ใจผทู้ ม่ี าเยือน

11 จากการศึกษาเกี่ยวกับความหมายของการท่องเที่ยว สามารถสรุปสาระส้าคัญได้ว่า การท่องเที่ยว (Tourism) หมายถึง การเดินทางของบุคคลหรือคณะบุคคลจากแหล่งที่อยู่อาศัย ภูมิล้าเนาเดิม ไปยังสถานท่ีต่าง ๆ เพื่อการเย่ียมเยือนหรือพักผ่อนจากการท้างาน โดยมาระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี และจะเดนิ ทางในรปู แบบใดกไ็ ด้ ภายใต้เงอ่ื นไขสา้ คัญ ดังนี้ (ภาคผนวก ก) 1) ตอ้ งไม่เป็นการเดนิ ทางเพื่อโยกย้ายถ่ินฐานเป็นการถาวร 2) ไมเ่ ปน็ การเดนิ ทางเพ่อื ประกอบอาชพี หรือแสวงหารายได้ 3) เปน็ การเดนิ ทางดา้ ยความสมัครใจ 2.2 แนวคิดการวเิ คราะหน์ โยบายตา่ งประเทศ นโยบายต่างประเทศ หมายถึง การจัดการความสัมพันธ์และกิจกรรมของรัฐกับกิจการ ภายนอกรฐั โดยมเี ป้าหมาย ยุทธศาสตร์ มาตรการ วธิ ีการ และแนวทางท่ีรัฐบาลแห่งชาติเลือกหรือไม่ เลือกท่ีจะด้าเนินการใด ๆ กับกิจการภายนอกเพ่ือตอบสนองผลประโยชน์ (Carlsnaes, W. อ้างใน Jackson and Georg Sorensen, 2031, p.252) กล่าวคือ เป็นระบบของกิจการของรัฐหน่ึง ๆ ท่ีใช้พฤติกรรม ของรัฐอ่ืน ๆ เพ่ือให้เป็นไปตามความต้องการของรัฐตนหรือเปลี่ยนพฤติกรรมของรัฐตนให้สอดคล้อง กับบริบทระหว่างประเทศเพ่ือให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายอันพึงปรารถนาของรัฐนั้น (โคริน เฟ่ือง เกษม, ม.ป.ป., น.2) นโยบายตา่ งประเทศมี 2 ลกั ษณะ (จุลชีพ ชิณวรรโณ, 2557, น.124) คือ 1) นโยบายต่างประเทศลักษณะทั่วไป เป็นกรอบแนวคิดต่างประเทศเป้าหมายและ แนวทางอย่างกวา้ ง ๆ ดา้ นการต่างประเทศ เช่น ค้าแถลงนโยบายต่างประเทศของรฐั บาลต่อรัฐสภา 2) นโยบายต่างประเทศลักษณะเฉพาะ ซึ่งมีเน้ือหาเจาะจง ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับสถานท่ี และโอกาส เชน่ นโยบายต่างประเทศไทยตอ่ สหรัฐฯ และจีน หรอื วกิ ฤตการณ์การกอ่ การร้าย เปน็ ตน้ ดังน้ัน การศึกษาเพื่อท้าความเข้าใจและส้ารวจนโยบายการต่างประเทศของรัฐหน่ึงท่ีมี ต่อรัฐหน่ึง รวมถึงผลกระทบทางการเมืองระหว่างประเทศในระดับความสัมพันธ์ต่อภูมิภาค มีกระบวนการก้าหนดกรอบนโยบายหรือกระบวนการตัดสินใจภายในอย่างไร มีความจ้าเป็นอย่างย่ิง ที่จะตอ้ งศกึ ษาวิเคราะห์ที่มาท่ีไปของกระบวนการท่ีท้าให้เกิดนโยบายต่างประเทศของรัฐน้ัน ๆ ทั้งใน ระดบั ปจั เจกและในระดับคณะบคุ คล (สุกรี คลองวิธี, 2557: น.56) การศึกษากระบวนการก้าหนดนโยบายต่างประเทศ หรือการวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ เปน็ การส้ารวจ พจิ ารณา ในปจั จบุ นั มีกล่มุ แนวคิดเพื่อศึกษาหลักการส้าคัญอันเป็นตัวก้าหนดนโยบาย ต่างประเทศประกอบด้วยกลุ่มแนวคิด 6 กลุ่ม (Robert Jackson และ Georg Sorensen, 2013: p.253-257)

12 ตารางที่ 2.1 กลุ่มกรอบแนวคดิ การศึกษาวเิ คราะห์นโยบายต่างประเทศ กลุม่ กรอบแนวคดิ จุดเนน้ 1) การศึกษาแบบด้งั เดิม เน้นผ้ตู ดั สินใจกา้ หนดนโยบาย เชงิ ประวตั ิศาสตร์ 2) การศึกษาเชิงเปรยี บเทยี บ พฤตกิ รรมนิยม ออกแบบทฤษฎีและการอธิบายที่เป็น ระบบของกระบวนการก้าหนดนโยบาย 3) การศึกษาเชิงโครงสร้างและกระบวนการ บริบทเชิงองค์กรที่ท้าหน้าที่ก้าหนดนโยบาย ทางระบบราชการ ต่างประเทศ 4) การศกึ ษาเชงิ กระบวนการรับรู้และเชิง การศึกษาท่ีผู้ก้าหนดนโยบาย เน้นการอธิบายเชิง จติ วิทยา จิตวทิ ยา ของตัวบุคคล 5) การศึกษาหลากหลายระดับและ ใช้แนวคิดทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ หลากหลายมมุ มอง หลากหลาย 6) การศึกษาแบบสรรสร้างนยิ ม ความคิด อตั ลกั ษณ์ วาทกรรม หมายเหตุ : จาก Robert Jackson และ Georg Sorensen, Introduction to International Relations : Theories and Approaches, vol. 5 (Oxford: Oxford University Press 2013), 253, box 10.1 (ภาคผนวก ข) 2.3 แนวคดิ การศกึ ษาความสัมพนั ธข์ องรัฐบาลกบั การส่งเสรมิ การท่องเท่ียวไทย แนวคดิ รัฐบาลกับการส่งเสริมการท่องเท่ียวของไทย เร่ิมมีเค้าโครงปรากฏให้เห็นเด่นชัด ในเชิงประจักษ์ คือการจัดตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเท่ียว (อ.ส.ท.) ในปี พ.ศ. 2503/1960 โดยมี จุดประสงค์ทางเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ กล่าวคือ มุ่งเน้นให้นักท่องเท่ียวชาวต่างชาติ เข้ามาท่องเทีย่ วในประเทศไทยและในเวลาตอ่ มาจงึ ได้มกี ารสง่ เสรมิ ใหค้ นไทยทอ่ งเท่ียวในประเทศไทย ดว้ ยตามลา้ ดับ (ป่นิ เพชร จา้ ปา, 2545: น.168) ในปี พ.ศ.2502/1959 มีการจัดต้ังรัฐบาลของคณะปฏิวัติน้าโดยจอมพลสฤษด์ิ ธนรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะน้ัน โดยออกประกาศราชกฤษฎีกาให้จัดแบ่งส่วนราชการ (กรมประชาสัมพันธ์) โดยตัด “สา้ นกั งานทอ่ งเทีย่ ว” ออกไป แล้วกอ่ ตั้ง “องค์การส่งเสริมการท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย” หรือ อ.ส.ท. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระขึ้นมาแทนที่ โดยมีนายถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศในขณะน้ันเป็นประธานกรรมการ และมีพลเอกสุรจิต จารุเศรณี เป็นผู้อ้านวยการ (องค์การ ส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ม.ป.ป.: น.8) ต่อมาได้มีการขยายอ้านาจและหน้าท่ีขององค์การ ส่งเสริมการท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย และยกฐานะขึ้นเป็นการท่องเท่ียวแห่งประเทศไทยเม่ือปี

13 พ.ศ. 2522/1979 โดยใช้ชื่อย่อว่า ททท. และใช้ช่ือภาษาอังกฤษว่า Tourism Authority of Thailand : TAT. (พระราชบัญญัติการท่องเทยี่ วแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522, 25 ปี ททท.: น.143) (ภาคผนวก ค) 2.4 แนวคดิ เพศพาณิชย์แอบแฝงและสถานบนั เทงิ ในประเทศไทย ประเทศไทยมีการออกกฎหมายปราบปรามการค้าประเวณี ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2503/1960 ถือว่า โสเภณีเป็นอาชีพที่ผิดกฎหมาย แต่เนื่องจากความเคยชินและทัศนคติของผู้ชายในสังคมที่นิยมการ เทยี่ วผู้หญงิ จงึ ท้าให้การบงั คับใชก้ ฎหมายฉบับนี้เปน็ ไปอย่างไม่เต็มที่นัก อีกท้ังกฎหมายฉบับดังกล่าว ไมไ่ ด้ทา้ ให้จ้านวนของโสเภณลี ดลงแต่อย่างใด ในทางกลับกันมีจ้านวนโสเภณีเพิ่มจ้านวนมากขึ้นทุก ๆ ปี แต่ก็มีส่ิงที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง กล่าวคือ ธุรกิจการค้าประเสณีและแหล่งโสเภณีต้องกระท้ากันอย่างลับ ๆ และแอบแฝงไปในรูปแบบต่าง ๆ (พีรสิทธ์ิ ค้านวณศิลป์, ศุภวัฒนากร วงศ์ธนวสุ และทะนงศักดิ์ คุ้มไข่น้า, 2543: น.3) รวมไปถึงสถานบนั เทงิ จนเคยมกี ระแสความคิดเห็นว่าควรปราบปรามบาร์ ไนต์คลับ เพ่ือ กวาดล้างเหล่าธุรกิจการค้าประเวณี โดยเหลือไว้เพียงย่านพัฒน์พงษ์เพื่อเป็นแหล่งท่องเท่ียวให้แก่ นักทอ่ งเทย่ี ว (ยวุ รี โชคสวนทรัพย์, 2554: น.118) นิตยสารนิวส์วีคได้ท้าการจัดกลุ่มบาร์ในย่านพัฒน์ พงษ์ออกเป็น 3 ประเภท ในปี พ.ศ.2528/1985 ได้แก่ คลาสสิคและร่มร่ืน อบอุ่น เร่าร้อนและเสน่ห์ เหลือรา้ ย เป็นต้น การค้าเพศพาณิชย์ที่แอบแฝงในสถานบันเทิงจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัย หลายหลายประการ กล่าวคือ หากยังมีความต้องการการซื้อบริการทางเพศในทางเดียวกับความ ต้องการขายก็จะเกิดข้ึนอยู่เสมอ อีกท้ังยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและกระบวนการปราบปรามของรัฐ บ่อยครั้งท่ีพบว่าเจ้าหน้าท่ีของรัฐมีส่วนรู้เห็นกับธุรกิจทางเพศดังกล่าวด้วย มีรายงานจากกระทรวงการ ตา่ งประเทศสหรัฐฯ เก่ียวกับสิทธมิ นุษยชนวา่ “เจ้าหน้าทตี่ ้ารวจสามารถหาเงินได้ 3,000-5,000 บาท ต่อเดือนในการรับเงินค่าคุ้มครองจากซ่องหรือโสเภณีอิสระ” (รูปแบบใหม่ของการค้าทาส, 2536: น.50) (ภาคผนวก ง) 2.5 แนวคดิ เกย่ี วกบั ผลกระทบของทหารสหรัฐฯ ท่มี ีต่อสภาพเศรษฐกิจไทย สา้ หรบั ในประเทศไทยเองนับตงั้ แต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้การน้าของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งมีแนวคิดว่าโลกเสรีประชาธิปไตยเป็นทางเลือกท่ีเหมาะสมท่ีสุด ระบอบ ประชาธิปไตยจะน้าพาชาติบ้านเมืองให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นท่ียอมรับ ในสายตาชาวโลก โดยเฉพาะต่อสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาอ้านาจประเทศล่าสุดในขณะนั้น จนกระทั่งไทย ยอมท้าข้อตกลงต่าง ๆ มากมายกับสหรัฐฯ โดยมีจุดประสงค์เพ่ือร่วมกันต่อต้านการขยายตัวของ คอมมิวนิสต์ในภูมิภาคอินโดจีน (พงษ์ศักดิ์ ปัตถา, 2550: น.44) ตามแนวคิดของทฤษฎีโดมิโน (พวงทอง

14 ภวคั รพนั ธ์ุ, 2561: น.31) ทง้ั ความชว่ ยเหลือดา้ นเงินทนุ พัฒนาประเทศ ดา้ นสาธารณูปโภค ดา้ นสาธารณสขุ ด้านวิชาการ และโดยเฉพาะด้านการทหาร มีการตกลงให้สหรัฐฯ เข้ามาใช้พื้นที่ทั่งประเทศไทยเพื่อ ทา้ สงครามกับประเทศเพ่อื บ้านในสงครามอินโดจนี อาทิ ลาว กัมพชู า และเวยี ดนาม การร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลไทยและสหรัฐฯ เพ่ือต่อต้านการขยายอิทธิพลของลัทธิ คอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของสหรัฐฯ ในการเข้ามา แทรกแซงภูมิภาคอินโดจีน รัฐบาลไทยจึงตกลงให้สหรัฐฯ เข้ามาจัดต้ังฐานทัพภายในประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507/1964 มีการส่งทหารเข้ามาประจ้าการในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทยกว่า 7 แห่ง และที่ไม่ได้ เปิดเผยอกี กว่า 30 แห่ง (พวงทอง ภวัครพนั ธ์ุ, 2549: น.36) (ภาคผนวก จ) 2.6 งานวจิ ยั ทเี่ ก่ียวข้อง จากการศึกษาสถานภาพวิทยานิพนธ์ งานเขียน และบทความที่เกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการ ของการท่องเทยี่ วและนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทยช่วงสงครามเย็น ในมุมของของอุตสาหกรรม ทางเพศ ที่ผ่านมายังไม่มีผู้ท่ีศึกษาไว้โดยตรง อย่างไรก็ตามได้มีงานจ้านวนหน่ึงท่ีมีเน้ือหาบางส่วนที่ เกย่ี วข้องกับวัฒนธรรมการท่องเที่ยวของคนไทย ผลกระทบของการต้ังฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาค ต่าง ๆ และบทบาทของผู้หญิงกับอุตสาหกรรมทางเพศ ท่ีสามารถให้ข้อมูลและเป็นประโยชน์ ต่อ การศึกษาสภาพเศรษฐกิจและสงั คมไทย ดงั รายละเอยี ดต่อไปนี้ (ภาคผนวก ฉ) วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตของ ปิ่นเพชร จ้าปา (2545) เร่ือง วัฒนธรรมการ ท่องเท่ียวของคนไทย พ.ศ. 2394-2544/1851-2001 วิทยานิพนธ์เล่มนี้มุ่งศึกษาถึงวัฒนธรรมการ เดินทางเพื่อการท่องเที่ยวจากอดีตถึงปัจจุบัน ก่อนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี 4) คนไทยยังไม่มีแนวทางความคิดท่ีชัดเจนเก่ียวกับการท่องเท่ียวตามแบบที่ชาวตะวันตก เข้าใจ ภายหลังจากที่ชนชั้นสูงได้รับเอาวัฒนธรรมการท่องเที่ยวของชาวตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ ส่งผลให้วัฒนธรรมการท่องเที่ยวของคนไทยเปล่ียนแปลงไปอย่างส้าคัญ อย่างไรก็ตามความนิยม ดังกล่าวยังคงรับรู้เฉพาะภายในกลุ่มชนช้ันสูงที่มีฐานะและเวลามากพอเท่านั้น เม่ือวัฒนธรรมการ ท่องเที่ยวแบบชาวตะวันตกถูกส่งผ่านสู่ชนชั้นกลางท้าให้การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับ การสง่ เสริมและสนับสนุน อย่างที่เห็นเป็นเชิงประจักษ์ ดังที่มาการก่อตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเท่ียว (อ.ส.ท.) ข้ึนในปี พ.ศ. 2502/1959 และต่อมาได้ยกฐานะข้ึนเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยใน ปี พ.ศ. 2522/1979

บทท่ี 3 วธิ ดี ำเนนิ กำรวจิ ยั

บทท่ี 3 วิธีดาเนินการวจิ ัย การศกึ ษาเรื่อง “ววิ ฒั นาการของการท่องเท่ียวไทยในสมัยสงครามเย็น พ.ศ. 2490-2530/ 1947-1987” ผูศ้ ึกษาไดน้ ากระบวนการวจิ ัยเชิงคุณภาพมาใช้ในการศึกษาคร้ังน้ี โดยมีรายละเอียดและ ข้นั ตอนในการดาเนนิ การศึกษา ดังนี้ 3.1 หนว่ ยการวเิ คราะหข์ ้อมูล 3.2 การกาหนดกลมุ่ ผู้ให้ข้อมูลสาคัญ 3.3 เครอื่ งมือท่ีใชใ้ นการศึกษา 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.6 เกณฑ์การหาค่าความสอดคล้องของขอ้ คาถาม (IOC) 3.1 หน่วยการวเิ คราะห์ขอ้ มูล ในการศึกษาครั้งนี้ หน่วยของการวิเคราะห์เป็นการวิเคราะห์ข้อเสนอของบุคคล โดยมี แนวทางการศกึ ษาผ่านหนังสือ ตารา บทความ งานวจิ ยั ท่เี กยี่ วขอ้ งและสอดคลอ้ งกับการท่องเที่ยวไทย ในช่วงสงครามเย็น (2490-2530/1947-1987) และการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์กลุ่มนักวิชาการ ที่มีความสนใจและเชี่ยวชาญในองค์ความรู้ดังกล่าว นามารวบรวม จากน้ันนาข้อมูลที่ได้มาสรุปและ วเิ คราะห์ผลการศกึ ษา 3.2 การกาหนดกลุ่มผูใ้ ห้ขอ้ มูลสาคญั ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้กาหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสาคัญโดยสรรหาตามจุดมุ่งหมาย ของการศกึ ษาทกี่ าหนดไว้ (Purposive selection) จานวน 3 กลุม่ ประกอบด้วย 1) กลุ่มนักวิชาการด้านนโยบายการท่องเท่ียว ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ท่ีมีบทบาทอย่างสาคัญใน การเสริมสร้างองค์ความรู้ และให้แนวคิดอ่ืนๆ การศึกษาเก่ียวกับกระบวนการสร้างนโยบายของรัฐ ไทยในช่วงสงครามเย็น วเิ คราะห์ความขัดแยง้ ของอดุ มการณท์ างการเมืองของกลุ่มต่าง ๆ ได้แก่ - รองศาสตราจารย์ ดร. ภิญญพันธ์ุ พจนะลาวัณย์ อาจารย์ประจาคณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏลาปาง

16 - รองศาสตราจารย์ ดร. วศิน ปัญญาวุธตระกูล อาจารย์ประจาคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 2) กลุม่ นกั วชิ าการดา้ นบทบาทของเพศและความหลากหลายทางเพศ ที่มีความสนใจ ศึกษาและมคี วามเชยี่ วชาญด้านสทิ ธิมนุษยชน บทบาทของความหลายหลายทางเพศกับความสัมพันธ์ กบั อุตสาหกรรมทางเพศในช่วงสงครามเย็น - อาจารยช์ านนั ท์ ยอดหงษ์ นกั เขียน/ นกั วชิ าการอสิ ระ 3) กลุ่มนักวิชาการด้านพลวัตและวัฒนธรรมการท่องเท่ียวไทย ซ่ึงมีบทบาทอย่าง สาคัญในด้านการศกึ ษาพลวตั และแนวคดิ ที่เกี่ยวข้องกับการทอ่ งเท่ยี วของคนไทย อิทธิพลของสหรัฐฯ ท่มี ีตอ่ ทิศทางของการท่องเทยี่ วในประเทศไทย - อาจารย์สรัลดา พันธ์ครุฑ แผนกวิชาการท่องเที่ยว วิทยาลัยอาชีวศึกษา สุราษฎร์ธานี - อาจารย์ปัญจวรรณ อ่อนหวาน แผนกวิชาสามัญสัมพันธ์ วิทยาลัยอาชีวศึกษา สุราษฎร์ธานี 3.3 เครื่องมอื ท่ีใชใ้ นการศึกษา 3.3.1 ลักษณะของเคร่อื งมือ เคร่ืองมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งน้ีคือ “แบบสัมภาษณ์” ซ่ึงประกอบด้วยคาถามที่ สอดคลอ้ งกบั ความมุง่ หมายและวตั ถุประสงค์ เพือ่ ใชเ้ ปน็ แนวทางในการสอบถามกลุ่มผูใ้ หข้ ้อมูลสาคัญ 3.3.2 การสร้างเครอ่ื งมือ 1) ศึกษาข้อมูลที่เก่ียวข้องกับประเด็นที่วางไว้ โดยศึกษาจากหนังสือ เอกสาร บทความวิชาการ ข่าวหนังสือพิมพ์ และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง ที่นาเสนอแนวคิดที่มีความเกี่ยวข้องกับ การท่องเที่ยวไทยในสมัยสงครามเย็น บทบาทของอุตสาหกรรมทางเพศกับการเข้ามาของกองทัพ สหรัฐฯ และแนวโน้มของนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยภายหลังการถอนกาลังของกองทัพ สหรฐั ฯ ออกจากประเทศไทย 2) จัดทาแบบสัมภาษณ์ท่ีประกอบไปด้วย คาถามที่ต้องการศึกษา ได้แก่ นโยบาย ของรัฐไทยท่ีมีต่อกระบวนการเปล่ียนแปลงของภาคอุตสาหกรรมท่องเท่ียวไทยในช่วงสงครามเย็น ปจั จัยแวดลอ้ มท่ีมีสว่ นเกยี่ วขอ้ งกบั กระบวนการขบั เคล่อื นอุตสาหกรรมทางเพศ และบทบาทของกลุ่ม ความหลากหลายทางเพศกับความสัมพันธ์กับกองทัพสหรัฐฯ ทั้งในกรุงเทพมหานครและภูมิภาคต่าง ๆ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมทอ่ งเท่ยี วภายหลงั การถอนกาลงั ทหารสหรฐั ฯ ออกจากประเทศไทย

17 3.4 การเกบ็ รวบรวมข้อมูล ในการศกึ ษาครั้งนี้ ผ้ศู ึกษาใช้วธิ ีการหลากหลายในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพ่ือให้ได้ข้อมูล ท่ีครบถ้วนและรอบลึก โดยใช้อุปกรณ์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ สมุดบันทึก เคร่ืองบันทึกเสียง และโปรแกรมซูม (ZOOM) โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมลู 3 ลกั ษณะ คือ 3.4.1 การเก็บรวบรวมขอ้ มูลจากค้นคว้าเอกสาร การวิจัยครั้งน้ีใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารต่าง ๆ อาทิ หนังสือ ตารา บทความวิชาการ งานวิจัยและวิทยานิพนธ์ท่ีเกี่ยวข้อง โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพควบคู่ ไปกบั การใช้วิธีการศึกษาค้นควา้ ทางประวัติศาสตร์ ผ่านกระบวนการจาแนกกลุ่มข้อมูล การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการวพิ ากษข์ อ้ มลู 3.4.2 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จากการสมั ภาษณ์ การศึกษาครั้งน้ีใช้การสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสาคัญ ซ่ึงผู้ศึกษาเป็น ผู้สัมภาษณ์ด้วยตัวเอง โดยลักษณะของข้อคาถามที่มีความสอดคล้องเก่ียวข้องกับความมุ่งหมาย และวัตถุประสงค์ของการศึกษา ทั้งน้ีเป็นไปตามความเหมาะสมเพ่ือให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ ในการสนทนาขณะนั้น สามารถแบ่งลักษณะการสมั ภาษณ์เป็น 2 ลกั ษณะ ดงั น้ี 4.2.2.1 แบบเปิดกว้างไม่จากัดคาตอบ โดยผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ สัมภาษณม์ ีอสิ ระในการอธิบายแนวความคดิ ของตนไปด้วยอย่างอสิ ระ ตามความรู้สึกทเี่ ป็นธรรมชาติ 4.2.2.2 แบบเจาะลึก (Depth Interview) หรือแบบมีจุดสนใจเฉพาะเพื่อ ค้นหาข้อมูลท่ีผู้วิจัยมีความสนใจอยู่แล้ว และหันความสนใจของผู้สัมภาษณ์เข้ามาสู่จุดท่ีต้ังไว้โดย ไมป่ ล่อยใหผ้ ู้สัมภาษณ์หนั เหไปสนทนาในประเด็นอน่ื ๆ 3.4.3 การวเิ คราะห์หลังปฏบิ ตั ิ (After Action Review: AAR) เปน็ การนาขอ้ มลู ท่ีได้จากการสัมภาษณ์มาทาการเรียบเรียง เพ่ือให้ได้ข้อมูล ท่ีตรงกับสิ่งที่ผู้ให้สัมภาษณ์ตอบ รวมถึงความรู้สึกต่าง ๆ ที่ได้รับขณะทาการสัมภาษณ์เพ่ือเป็นข้อมูล ทส่ี าคญั สาหรับการถอดบทสมั ภาษณ์ ผู้ศึกษานาข้อมูลท่ีรวบรวมได้มาตรวจสอบความเท่ียงของข้อมูลแบบสามเส้า (Triangulation Method) คอื ก. ตรวจสอบแหลง่ ขอ้ มลู จากผเู้ ช่ียวชาญ โดยผศู้ กึ ษาวเิ คราะห์บทสัมภาษณ์ ในเรื่องเดยี วกันโดยใช้แนวคดิ และมุมมองทีห่ ลากหลาย ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลจาก แหล่งสถานที่ โดยการศกึ ษาเปรียบเทยี บขอ้ มูล

18 ข. ตรวจสอบแหลง่ ขอ้ มลู จากแหลง่ บคุ คล โดยผ้วู ิจยั สังเกตและสัมภาษณ์ใน เรื่องเดียวกันแตต่ า่ งบุคคล โดยผู้ศึกษาใช้วิธีการสัมภาษณ์ผเู้ ชี่ยวชาญ ทั้งนี้ ในการพิจารณาถึงความเพียงพอและความน่าเชื่อถือของข้อมูล ความถูกต้อง ของข้อมูล เพ่ือเป็นการยืนยันข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึก และให้ได้ข้อมูลเชิงคุณภาพท่ีมีความ เท่ียงตรงรอบด้านด้วยการสัมภาษณ์ข้อมูลท่ีได้หรือข้อมูลอิ่มตัวจึงยุติการสัมภาษณ์ (ชาย โพธิสิตา, 2554: น.52) 3.5 การวเิ คราะหข์ ้อมูล 3.5.1 การถอดความบันทึกคาสัมภาษณ์ออกมาเป็นภาษาเขียน ด้วยผู้วิจัยรวมทั้งทวน ความกับเสียงบันทึกเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการถอดความและศึกษาทาความเข้าใจ เพื่อทา การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) โดยการจัดประเด็นความคิด วิเคราะห์ประเด็นสาคัญเพ่ือ นาไปเขียนพรรณนา ซ่ึงผู้ศึกษากระทาโดยคานึงถึงความเท่ียงตรงและความเช่ือถือได้เป็นสาคัญ ท้ังนี้ โดยต้ังอยู่บนความถูกต้องความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบในการศึกษาวิจัย (พจนี เทียมศักดิ์, 2543: น.79-80) 3.5.2 สังเคราะห์ข้อมูลท่ัวไปอย่างเป็นระบบร่วมกับการวิเคราะห์หลังการปฏิบัติ (After Review) เพื่อหาแนวทางการตอบสมมตอบฐานทีต่ ้งั ไว้ และอภิปรายผลการศึกษาซึ่งเป็นประเด็นหลัก ควบคู่กับการเสริมด้วยประเด็นรองท่ีมีความเก่ียวข้องและสอดคล้อง ที่จะช่วยเสริมให้ผลการศึกษามี ความสมบูรณ์ ครอบคลมุ และครบถว้ นมากยงิ่ ข้ึน 3.5.3 การวิเคราะห์หาค่าความสอดคล้องของข้อคาถามประกอบการสัมภาษณ์ที่มี ต่อวัตถุประสงค์ของการศึกษา (IOC) เพ่ือตรวจสอบหาค่าความสอดคล้องของข้อคาถามประกอบการ สัมภาษณ์ผู้เช่ียวชาญในด้านต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง นาไปสู่กระบวนการแสวงหาหาคาตอบของข้อสมมติฐาน ท่ีวางไว้ โดยใชก้ รอบแนวคิดทไ่ี ดย้ กมาช่วยในการวเิ คราะห์ 3.6 เกณฑ์การหาค่าความสอดคล้องของข้อคาถาม (IOC) การหาค่า IOC ของผู้เชี่ยวชาญจากการให้ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบแบบสอบถามการวิจัย IOC คือ ค่าความเท่ียงตรงของแบบสอบถาม หรือค่าสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับวัตถุประสงค์ หรือเนื้อหา (IOC : Index of item objective congruence) ในการตรวจสอบโดยให้เกณฑ์ในการ ตรวจพจิ ารณาขอ้ คาถาม (มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณร์ าชวทิ ยาลยั , 2551) ดงั นี้

19 ให้คะแนน +1 ถา้ แนใ่ จวา่ ข้อคาถามวัดได้ตรงตามวตั ถปุ ระสงค์ ให้คะแนน 0 ถ้าไม่แน่ใจวา่ ขอ้ คาถามวดั ไดต้ รงตามวัตถุประสงค์ ใหค้ ะแนน -1 ถา้ แน่ใจว่าข้อคาถามวดั ได้ไมต่ รงตามวตั ถุประสงค์ แลว้ นาผลคะแนนท่ีไดจ้ ากผู้เช่ียวชาญมาคานวณหาค่า IOC ตามสตู ร เกณฑแ์ ละวธิ ีการหาคา่ ความเที่ยงตรงของแบบสอบถาม (IOC) 1. ข้อคาถามท่ีมคี า่ IOC ตั้งแต่ 0.50 - 1.00 มีค่าความเทยี่ งตรง ใช้ได้ 2. ข้อคาถามท่ีมีคา่ IOC ตา่ กว่า 0.50 ต้องปรบั ปรงุ ยงั ใช้ไม่ได้ ตัวอยา่ งเชน่ ข้อคาถามข้อ 1 ผ้เู ชี่ยวชาญ 5 ท่าน แต่ละท่านให้คะแนนมา คือ +1 ท้ัง 5 ท่าน การหาค่า IOC คือ หาผลรวมของคะแนนในข้อ 1 โดยการบวก 1+1+1+1+1 เท่ากับ 5 คะแนน แล้วนามา หารด้วยจานวนผู้เช่ียวชาญ คอื ผลรวมคะแนน/จานวนผเู้ ชยี่ วชาญ เท่ากับ 5/5 = 1.00 จากน้ันนาผล ไปเทียบกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ จากผลการหาค่าความเท่ียงตรงของแบบสอบถาม IOC แสดงว่า ข้อคาถาม มคี วามเทย่ี งตรงสงู นาไปใชไ้ ดส้ ว่ นข้ออืน่ ๆ ก็ทาหลักการเดยี วกนั ท้งั หมดทุกขอ้ คาถาม ผลคะแนน ท้งั 5 ทา่ น ได้ 5 คะแนน = 1.00 มคี า่ ความเทย่ี งตรง ดีมาก ผลคะแนน ท้งั 5 ท่าน ได้ 4 คะแนน = 0.8 มีคา่ ความเที่ยงตรง ดี ผลคะแนน ท้งั 5 ท่าน ได้ 3 คะแนน = 0.6 มคี า่ ความเทยี่ งตรง พอใช้ ผลคะแนน ท้ัง 5 ท่าน ได้ 2 คะแนน = 0.4 ค่าความเที่ยงตรงต่ากว่า 0.50 ยังใช้ไม่ได้ ต้องปรบั ปรุง ผลคะแนน ท้ัง 5 ท่าน ได้ 1 คะแนน = 0.2 ค่าความเที่ยงตรงต่ากว่า 0.50 ยังใช้ไม่ได้ ตอ้ งปรบั ปรุง

บทท่ี 4 อภปิ รายผลการศกึ ษา

บทที่ 4 อภปิ รายผลการศกึ ษา การศึกษาวจิ ัยเรื่อง “ววิ ัฒนาการของการท่องเท่ียวไทยในสมยั สงครามเย็น พ.ศ. 2490-2530/ 1947-1987” ซึ่งเป็นการศึกษาค้นคว้าเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยผู้ศึกษาได้มุ่งให้ความ สาคัญในการศึกษารูปแบบ ความสัมพันธ์ แนวคิด และโลกทัศน์ ของการท่องเท่ียวไทย ในมิติต่าง ๆ ท่ีได้ ศึกษาจากเอกสารชุดข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตามข้ันตอนและกระบวนการทาง ประวัติศาสตร์และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้วิจัยได้จาแนกข้อมูลของผลการศึกษาออกเป็น 2 ตอน ดังน้ี ตอนท่ี 1 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องของประเด็นข้อคาถาม ประกอบการสมั ภาษณ์ (IOC) จากผเู้ ชยี่ วชาญจานวน 5 ท่าน ตอนท่ี 2 ผลการศึกษาภาคทฤษฎีจากเอกสาร หนังสือ ตารา งานเขียนท่ีเก่ียวข้อง และการสมั ภาษณผ์ ูเ้ ชีย่ วชาญ โดยนาเสนอแยกย่อยตามวัตถปุ ระสงค์ 4.1 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องของประเด็นข้อคาถามประกอบการสัมภาษณ์ (IOC) จากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิจานวน 5 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในกลุ่มสาขาต่าง ๆ ซึ่งมี ความเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ของการศึกษา รวมถึงผลการศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร งานเขียน งานวิจัยและข้อมูลจากแหล่งอ่ืน ๆ ที่มีความน่าเชื่อถือพร้อมท้ังมีการทดสอบเปรียบเทียบความเท่ียง ของข้อมูลเพือ่ ใหไ้ ด้ข้อมลู ทม่ี ีคณุ ภาพ ผู้วจิ ัยได้ทาการวิเคราะหข์ อ้ มลู และนาเสนอตามลาดบั ดังน้ี ตอนท่ี 1 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องของประเด็นข้อคาถามประกอบการ สัมภาษณ์ (IOC) จากผเู้ ช่ียวชาญจานวน 5 ทา่ น ผู้วิจัยได้ออกแบบข้อคาถามประกอบการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญโดยจาแนกออกเป็นกลุ่ม ต่าง ๆ เพี่อหาประสิทธิภาพของข้อคาถามประกอบการสัมภาษณ์โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item–Objective Congruence : IOC) เมื่อตรวจสอบค่าความสอดคล้องของข้อคาถาม จากผูเ้ ช่ียวชาญหรือผู้ทรงคณุ วุฒิจากหลากหลายสาขาปรากฏวา่ ได้รายละเอยี ดดังต่อไปนี้

21 ตารางท่ี 4.1 แสดงผลการประเมินค่าดัชนีความสอดคล้องของประเด็นข้อคาถามประกอบการ สัมภาษณ์ผ้เู ช่ียวชาญ รายการขอ้ คาถาม 1 ผ้เู ชย่ี วชาญ 5 ผลรวมของ IOC ความหมาย 234 คะแนน 1. ในช่วงสงครามเยน็ รฐั ไทยมกี ารดาเนินนโยบาย หรือให้ความสาคัญกับการส่งเสริมการท่องเท่ียว 1 1 1 1 1 5 1.0 ดีมาก อย่างไรบ้าง และส่งผลต่อกระบวนการขับเคลื่อน อุตสาหกรรมท่องเทย่ี วมากหรอื นอ้ ยเพียงใด 2. ปัจจัยแวดล้อมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการ 1 0 1 1 1 4 0.8 ดี ส่งเสรมิ การท่องเที่ยวไทยมีอะไรบา้ ง 3. บทบาทของความหลากหลายทางเพศและ อุตสาหกรรมทางเพศ มีส่วนเก่ียวข้องหรือ มีความสั มพั นธ์ กั นในลั กษณะใดบ้ างต่ อ 1 1 1 0 1 4 0.8 ดี อุตสาหกรรมท่องเท่ียวไทย และการมีอยู่ของ กองทพั สหรัฐฯ ในพน้ื ที่ต่าง ๆ 4. ภายหลังจากการถอนกาลังทหารสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย 1 1 1 1 1 5 1.0 ดมี าก ภาคอตุ สาหกรรมท่องเท่ียวไทยได้รับผลกระทบ อย่างไร และรัฐไทยมีท่าทอี ย่างไรบา้ ง 5. ในช่วงเหตุการณ์สาคัญทางการเมือง (14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519) มีผลกระทบต่อ 1 0 0 1 1 3 0.6 พอใช้ ทิศทางของการท่องเทีย่ วไทยในลักษณะใดบา้ ง 6. ในทัศนะของท่าน ท่านมีความเห็นอย่างไรบ้าง เกี่ยวกับ มรดกจากสงครามเย็นท่ีมีความเช่ือมโยง 1 1 1 0 1 4 0.8 ดี สอดคล้องกับการท่องเที่ยวและยังคงหลงเหลือ อยู่มาจนถึงปัจจุบัน ผลรวมคา่ ดัชนคี วามสอดคล้อง 25 0.8 ดี จากตารางท่ี 2 ปรากฏว่า ผลรวมของค่าดัชนีความสอดคล้องของประเด็นข้อคาถามอยู่ ในเกณฑด์ ี (IOC=0.8) และสามารถแยกตามประเดน็ ข้อคาถามจากมากไปน้อยไดด้ ังนี้

22 ข้อคาถามที่อยู่ในเกณฑ์ ดีมาก (IOC=1.0) มีอยู่ 2 ข้อ ได้แก่ 1) ในช่วงสงครามเย็นรัฐไทย มีการดาเนินนโยบายหรือให้ความสาคัญกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างไรบ้าง และส่งผลต่อ กระบวนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากหรือน้อยเพียงใด และ 4) ภายหลังจากการถอน กาลังทหารสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยได้รับ ผลกระทบอย่างไร และรัฐไทยมที ่าทีอยา่ งไรบา้ ง ข้อคาถามท่ีอยู่ในเกณฑ์ ดี (IOC=0.8) มีอยู่ 3 ข้อ ได้แก่ 2) ปัจจัยแวดล้อมท่ีมีส่วนเก่ียวข้อง กับกระบวนการส่งเสริมการท่องเท่ียวไทยมีอะไรบ้าง 3) บทบาทของความหลากหลายทางเพศและ อุตสาหกรรมทางเพศมีส่วนเก่ียวข้องหรือมีความสัมพันธ์กันในลักษณะใดบ้างต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และการมีอยู่ของกองทัพสหรัฐฯ ในพ้ืนที่ต่าง ๆ และ 6) ในทัศนะของท่าน ท่านมีความเห็นอย่างไรบ้าง เก่ียวกับมรดกจากสงครามเย็นท่ีมีความเช่ือมโยงสอดคล้องกับการท่องเที่ยวและยังคงหลงเหลืออยู่ มาจนถงึ ปจั จุบนั ข้อคาถามที่อยู่ในเกณฑ์ พอใช้ (IOC=0.6) มีอยู่ 1 ข้อ คือ 5) ในช่วงเหตุการณ์สาคัญทางการเมือง (14 ตลุ าคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519) มผี ลกระทบต่อทิศทางของการท่องเท่ยี วไทยในลักษณะใดบา้ ง 4.2 อภิปรายผลการศกึ ษา จากการศึกษาวิวัฒนาการของการท่องเที่ยวไทยในสมัยสงครามเย็น พ.ศ. 2490–2530/ 1947-1987 ผศู้ ึกษาสามารถนาชดุ ข้อมูลทีผ่ า่ นการวิเคราะห์มาเรียบเรียงตามวตั ถุประสงคไ์ ด้ดงั นี้ ตอนที่ 2 ผลการศึกษาภาคทฤษฎีจากเอกสาร หนังสือ ตารา งานเขียนท่ีเก่ียวข้อง และการสัมภาษณ์ ผเู้ ชีย่ วชาญ โดยนาเสนอแยกยอ่ ยตามวัตถุประสงค์ วตั ถปุ ระสงคข์ อ้ ที่ 1 นโยบายของรัฐไทยที่มีผลต่อกระบวนการเปล่ียนแปลงของภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวไทย ระหว่าง พ.ศ. 2490-2530/1947-1987 ในช่วงทศวรรษ 2500 ซึ่งอยู่ในช่วงระยะเวลาของการเปลี่ยนผ่านจากสงครามโลก ครัง้ ท่ี 2 สชู่ ว่ งสงครามเยน็ ในด้านของภาคอตุ สาหกรรมนัน้ ถือไดว้ ่ายังไมเ่ ปน็ รูปเปน็ ร่างมากนัก “ในช่วงต้นของสงครามเย็น ประเทศไทยเองยังไม่ค่อยแน่ใจว่าเริ่มเข้าสู่ช่วงของ สงครามเย็นอย่างเป็นทางการ....เพียงแต่ว่าประเทศไทยได้เข้าร่วมกับทางฝั่งสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยจึงได้รับการสนับสนุนในหลาย ๆ ด้าน จากสหรัฐฯ แต่หากจะ กล่าววา่ ประเทศไทยได้เขา้ สู่สงครามเย็นอย่างเป็นทางการคงจะเป็นช่วงท่ีทางการไทยส่ง ทหารเข้าร่วมในสงครามเวียดนาม” (ชานนั ท์ ยอดหงษ,์ จากบทสัมภาษณ์: 30 สิงหาคม 2564)

23 ในทางตรงข้ามรัฐไทยยังคงมุ่งประเด็นไปที่เรื่องการเมืองเป็นสาคัญจนถึงช่วงของ การรัฐประหารในปี พ.ศ. 2500 โดยจอมพล สฤษด์ิ ธนะรัชต์ และคณะ เป็นผลให้ขั้วอานาจทาง การเมืองเกิดความเปล่ียนแปลง กระน้ันก็ยังไม่สัมฤทธิ์ผลตามที่คาดหมายจนกระทั้งในปี พ.ศ. 2501 จอมพล สฤษด์ิ ธนะรัชต์ ได้ทาการรัฐประหารอีกคร้ังและข้ึนสู่ตาแหน่งนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการ ทหารสูงสุด และรักษาการอธิบดีกรมตารวจ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพุทธศักราช 2502 มาตรา 17 ที่ให้คาส่ังและการกระทาของนายกรัฐมนตรีถือเป็นกฎหมาย เป็นการเปิดฉากสาคัญของ ระบอบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ อย่างไรก็ตามช่วงเวลาดังกล่าวในทัศนะของคนไทยยังไม่ถือว่าเข้า สู่สงครามเย็น อย่างเป็นทางการ (ทักษ์ เฉลิมเตียรณ เขียน/ ธารงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์และคณะ แปล, 2561: น.11) ต่อมาในปี พ.ศ.2504 รัฐบาลได้ออกแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 1 ข้ึนเป็นฉบับแรก และได้ก่อต้ังองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือ อสท. ขึ้นในปีเดียวกัน โดยมี ใจความสาคัญไปที่เรื่องของการพัฒนาโครงการและระบบทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะในด้านของ การลงทนุ ระบบสาธารณปู โภค การคมนาคมขนส่ง การไฟฟา้ และการสร้างเข่ือนเพื่อการชลประทาน เป็นต้น (แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 1 พ.ศ.2504-2509) เน้นการสะสมทุนจาก ต่างชาติโดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งจะมีบทบาทอย่างสาคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและ ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงสงครามเย็น และหน่ึงในน้ันคือการส่งเสริมการท่องเท่ียว ภายในประเทศไทย “จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 ในปี พ.ศ.2504 ที่สหรัฐฯ ได้สนับสนุน งบประมาณให้รัฐบาลไทยอย่างเป็นทางการ นาไปสู่การพัฒนาระบบขนส่งมวลชน การส่ือสาร การคมนาคม การรถไฟ พอมาถึงช่วงปลายของสงครามเย็นเศรษฐกิจของ ประเทศไทยเฟื่องฟูเป็นอย่างมากและเป็นประเทศอุตสาหกรรม ทั้งน้ีทั้งน้ันอาจจะ สอดคล้องกับเรื่องนโยบายด้วยมากกว่าจะเป็นเรื่องสงครามเย็นโดยตรง ส่วนหนึ่งอาจ เปน็ ผลมาจากการสิ้นสุดลงของสงครามเย็นและการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่ง ประเทศไทย (พคท.) ประกอบกับทางการจนี เองก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนกลุ่มคอมมิวนิสต์ เหมือนเช่นเม่อื ก่อน จดุ เปล่ยี นของช่วงเวลานน้ั น่าจะเป็นเรื่องการท่องเท่ยี วมากกวา่ ” (ชานันท์ ยอดหงษ,์ จากบทสมั ภาษณ:์ 30 สงิ หาคม 2564) หากเปรียบโครงสร้างของการท่องเที่ยวไทยเป็นเถาวัลย์ การกล่าวว่าการก่อตั้งองค์การ ส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือ อสท. นั้นถือเป็นต้นเถาก็คงไม่เกินจริงนัก เนื่องด้วยโลกทัศน์ของ นักเศรษฐศาสตร์ในสมยั นน้ั ไดเ้ ลง็ เห็นวิธีการสร้างประโยชน์จากทรัพยากรท่ีมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ทั่ว ทุกภูมิภาคของประเทศไทยแม้ว่าในระยะแรกอัตราการเติบโตของโครงสร้างทางเศรษฐกิจจะกระจุก

24 ตัวอยู่เฉพาะในเขตเมืองก็ตาม การประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 ในปี พ.ศ. 2510 มีผลให้เกิดการกระจายตัวของความเจริญทางเศรษฐกิจออกไปสู่ระดับภูมิภาคโดยเฉพาะ อย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 2 พ.ศ. 2510 -2514) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สาคัญของฐานทัพสหรัฐซ่ึงใช้เป็นแหล่งขนถ่ายกาลังทางการทหารและ อาวุธยุทโธปกรณแ์ หล่งสาคัญของภูมิภาคอุษาคเนย์ ความเปล่ียนแปลงคร้ังสาคัญในช่วงทศวรรษ 2500 เป็นผลมาจากปัจจัยทั้งภายในและนอก สิ่งสาคัญ คือการที่อุษาคเนย์กลายเป็นสมรภูมิหนึ่งของสงครามเย็นนามาซึ่งการขยายตัวของการ บริโภคของทหารอเมริกนั ทม่ี าร่วมในสงครามเวยี ดนามสอดคลอ้ งกับการเกิดขึ้นของธุรกิจสถานบันเทิง และการท่องเท่ียวบริเวณโดยรอบพื้นที่ฐานทัพจนเกิดเป็นแหล่งท่องเท่ียวใหม่ ๆ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ชาวตะวันตกได้กลายเป็นตัวแปรสาคัญต่ออุตสาหกรรมท่องเท่ียวไทย ณ ช่วงเวลาน้ัน บทบาทของ อสท. ยงั สง่ ผลใหม้ กี ารผลักดนั นโยบายการท่องเท่ียวภายในประเทศอย่างกว้างขวาง การท่องเที่ยวได้ กลายเป็นอุตสาหกรรมการบริการที่สร้างรายได้เป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศรองจากข้าวและยางพารา (ภิญญพนั ธุ์ พจนะลาวัณย์, 2563: น.111) งานเขียนของ แมทธิว ฟิลลิปส์ (Matthew Phillips) ได้ให้ แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมและอุดมการณ์ของไทยในช่วงสงครามเย็นว่าผูกติดอยู่กับการอุปถัมภ์ของ สหรัฐอเมริกา ในขณะที่สหรัฐเองมองไทยเปรียบเสมือน “โอเอซิสบนทวีปท่ีมีปัญหา” (Matthew Phillips, 2012: p.3) จุดเปลี่ยนสาคัญของอุตสาหกรรมท่องเท่ียวไทย คือ การที่รัฐบาลประกาศพระราช กฤษฎีกาการจัดตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว พ.ศ. 2502 โดยมีวัตถุประสงค์ 6 ประการ (ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์, 2563: น.113-114) ดังนี้ 1) เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเท่ียวให้เป็นประโยชน์แก่ชาติ และเผยแพร่วัฒนธรรม ศิลปกรรม ประเพณี ฯลฯ 2) ช่วยเหลือ แนะนา และร่วมมือ ในการดาเนิน การงานอุตสาหกรรมท่องเท่ียวของเอกชน 3) สารวจ จัดสรร เสริมสร้าง และบูรณะสถานที่อันเหมาะสม แก่การท่องเที่ยว 4) ติดต่อและประสานงานกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งในและนอก ราชอาณาจักร 5) ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในกรณีท่ีภาคเอกชนไม่สามารถดาเนินการได้ 6) การประกอบ ธุรกิจอื่น ๆ อันเก่ียวเน่ืองกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว กล่าวได้ว่า การท่องเท่ียว เป็นเคร่ืองมืออย่างสาคัญ ใหแ้ ก่รัฐ 2 ส่วนดว้ ยกนั ส่วนแรกเป็นการแสแวงหารายได้จากต่างประเทศ ส่วนที่สองเป็นการส่งเสริม ให้ผู้คนในประเทศได้เดินทางไปหาประสบการณ์บนเสนทางคมนาคมท่ีกว้างขวางมากข้ึนทั่วทุก ภูมิภาค (ภาคผนวก ฌ)

25 วัตถุประสงค์ข้อท่ี 2 ความสัมพันธ์ของกระบวนการขับเคล่ือนอุตสาหกรรมทางเพศ และบทบาท ของความหลากหลายทางเพศต่อการมีอยู่ของกองทัพสหรัฐฯ ระหว่าง พ.ศ. 2500-2520/1957-1977 บทบาทของโสเภณีในประเทศไทยมีปรากฏให้เห็นท้ังในช่วงท่ีผิดกฎหมายมาจนถึงช่วงท่ี ประกาศให้มีการควบคุม กากับ ดูแลธุรกิจการค้าประเวณี ในปี พ.ศ. 2503 เมื่อองค์การสหประชาชาติ ประกาศนโยบายให้ยกเลกิ โสเภณี รัฐไทยได้มีการตอบรบั นโยบายดังกลา่ วโดยการออกพระราชบัญญัติ ปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 โดยกาหนดให้มีบทลงโทษต่าง ๆ ท่ีเก่ียวกับธุรกิจการค้า ประเวณี หากแตเ่ ป็นการปราบปรามเพียงเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการเท่านั้น มิได้ครอบคลุมถึงผู้ซ้ือบริการ แต่อย่างใด “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางเพศในฐานะมรดกหน่ึงของสงครามเย็นซ่ึงรัฐมิได้ มีกฎหมายคุ้มครอง และอาจผิดกฎหมายในบางกรณีแต่รัฐมีท่าทีหรือการสนับสนุน ทางอ้อม การพัฒนาการท่องเที่ยวในช่วงเวลาน้ีอาจทาให้อุตสาหกรรมการท่องเท่ียว ทางเพศเฟ่ืองฟูไปด้วย รวมทั้งปัจจัยแวดล้อมที่ทาให้การท่องเที่ยวประเภทน้ีเฟ่ืองฟู ดารงอยู่” (ชานนั ท์ ยอดหงษ,์ จากบทสมั ภาษณ:์ 30 สิงหาคม 2564) ด้วยเหตนุ ีเ้ องทาใหม้ โี สเภณีเพ่มิ จานวนมากขึน้ 25 เปอรเ์ ซ็นต์ ภายหลังจากการประกาศ ใชก้ ฎหมายดังกล่าว กอปรกับกรณีที่รฐั ไทยไดอ้ นญุ าตใหส้ หรัฐฯ เข้ามาใช้พ้ืนท่ีในประเทศไทยเพ่ือเป็น ฐานทัพสนับสนุนในสงครามเวียนนาม ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจการค้าประเวณีอย่าง ต่อเน่ืองเพ่ือรองรับความต้องการของทหารอเมริกันท่ีเข้ามาใช้บริการในพ้ืนที่ และพัฒนาจนเกิดเป็น อาชีพ “โสเภณี” หรือ “เมยี เช่า” ในพื้นท่ชี นบท “ในช่วงท่ีสงครามเลิกใหม่ ๆ บรรยากาศในกรุงเทพฯ ค่อนข้างจะแปลก ๆ ไป จากตอนสงคราม ทหารญีป่ นุ่ เมือ่ แพ้สงครามแล้วก็ถอดฟอร์มและทยอยกันเดินทางกลับ ประเทศ ขณะท่ีทหารฝร่ังและทหารแขกได้เข้ามาแทนที่” (วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, ส่ีแยกราช วัตร, น.188) ท่ีน่าสังเกตคือ กลุ่มของผู้ให้บริการที่ไม่ได้มีเพียงแต่เฉพาะกลุ่มผู้หญิงเท่าน้ัน หากแต่ยัง รวมไปถึงกลุ่มคนรักร่วมเพศอีกด้วย (รักฉันท์ ชัยชมภู, 2543: ดูบทสรุป) และแม้ว่ากองทัพสหรัฐได้ ถอนกาลังออกไปจากพื้นท่ีแล้ว แต่ธุรกิจการค้าประเวณีก็ยังคงดาเนินต่อไป แม้ว่าในระยะแรกจะ ประสบกบั ปญั หาอัตราการลดลงของกลุ่มผูใ้ ช้บรกิ ารกต็ าม อย่างไรก็ดี สงครามเย็นกลายเป็นต้นทางแห่งการพัฒนาและสนับสนุนธุรกิจการค้า ประเวณซี งึ่ ตอ่ มาไดย้ กระดับข้ึนเป็นอุตสาหกรรมทางเพศควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมท่องเท่ียว ตัวอย่าง

26 ทเ่ี หน็ ได้ชดั คือ การประกาศใช้พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 ทาให้สถานบริการและสถาน บันเทงิ บางอยา่ งถูกกฎหมายและในจานวนไมน่ ้อยเป็นการขายบริการทางเพศชนดิ แฝงเรน้ “วรี ะยทุ ธ ปสี าลี ได้กลา่ วถึง “การเกิดอาชีพใหม่”ท่ีเป็นตัวกาหนดความเป็นกลางคืน คือ อาชพี การให้บริการท่ีให้ความบันเทิงทางกามารมณ์แบบตะวันตก ตามสถานเริงรมย์ ต่าง ๆ คือโสเภณี หรือโรงบ่อน หรือมีการเปล่ียนอาชีพไปเป็นนักร้อง (Singsong Girls) หมอนวด หญงิ น่ังคุยกับแขก (Escort Girls) และคู่เต้นราตามสถานเริงรมย์ซ่ึงต่างจากท่ี เรารู้กันอยู่ว่าอาชีพเหล่าน้ีเกิดข้ึนในสมัยสงครามเวียดนาม” (วิศรุต หล่าสกุล, บทปริทัศน์ กรงุ เทพฯ ยามราตรี) จนในที่สดุ รัฐบาลได้มีการยอมรับอุตสาหกรรมทางเพศตามมาด้วยการบริหารจัดการ อย่างเป็นสัดเป็นส่วน อันเน่ืองมาจากรัฐตระหนักถึงความสาคัญและรายได้ที่มาจากธุรกิจประเภท ดงั กลา่ ว อีกทง้ั ยังเป็นปัจจัยสาคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวท้ังชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการ หาความสุขทางเพศในช่วงสงคราม (ภาคผนวก ญ) วัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศไทยภายหลังจากการถอน กาลังทหารของสหรัฐฯ ออกจากประเทศไทย ระหว่าง พ.ศ. 2518-2530 /1975-1987 ภายหลังจากท่ีทางการสหรัฐฯ ได้ยอมทาตามเง่ือนไขบางประการของรัฐบาลไทยโดย ดาเนินการถอนกาลังทหารออกจากประเทศไทยแล้วนั้น ปรากฏว่ายังคงมีข้าวของเคร่ืองใช้หลง เหลืออยมู่ ากมาย อาทิ เคร่อื งมอื เคร่อื งยิงอาวธุ กระสุน ยานพาหนะ อาคาร และสถานีเรดาร์ เป็นต้น (พงษศ์ กั ดิ์ ปัตถา, 2550: น.104) “สาหรบั การทอ่ งเทย่ี วในชว่ งน้ี คดิ วา่ ในช่วงต้นของทศวรรษ 2500 น่าจะเป็นช่วง ที่ทางรัฐไทยพยายามจะสนับสนุนการท่องเท่ียว โดยให้ชาวต่างชาติได้รู้จักมากขึ้นไล่มา จนถึงทศวรรษ 2520 เป็นช่วงท่ีการท่องเที่ยวไทยมีความม่ันคงและได้รับการยอมรับ” (ชานันท์ ยอดหงษ์, จากบทสมั ภาษณ:์ 30 สงิ หาคม 2564) โดยรัฐบาลไทยมีหน้าที่ในการดาเนินการแก้ไขปัญหาเร่ืองอุปกรณ์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ตามความเหมาะสม ผลจากกรณีการถอนกาลังทหารสหรัฐฯ ออกจากพื้นท่ีในภูมิภาคต่าง ๆ ของ ประเทศไทย ได้ก่อให้เกิดปัญหาและความเสียหายเป็นวงกว้าง ได้แก่ ความเสียหายต่อทรัพย์สิน บริเวณฐานบิน ปัญหาการตกงานและปัญหาการวา่ งงานซึ่งมีประมาณ 30,000 คน ในจังหวัดอุดรธานี โดยรัฐบาลได้หาทางออกของปัญหาดังกล่าว อาทิ โครงการแก้ปัญหาคนว่างงานของกรมแรงงาน ใช้งบประมาณ ทั้งส้ิน 1,137,400 บาท ครอบคลุมพื้นท่ีจังหวัดชลบุรี อุดรธานี ระยอง อุบลราชธานี

27 นครราชสมี า และนครพนม (พงษศ์ ักดิ์ ปตั ถา, 2550: น.105-106) นอกจากนี้ องค์การส่งเสริมการท่องเท่ียว ก็มีบทบาทอย่างสาคัญในการสนับสนุกการท่องเท่ียวภายในประเทศไทย ภายหลังการถอนกาลังทหาร ของสหรฐั ฯ อย่างทเ่ี หน็ ได้ชดั คอื การประกาศให้ปี พ.ศ. 2523 และ 2530 เป็นปแี หง่ การทอ่ งเทยี่ วเพ่ือรณรงค์ ให้คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเท่ียวในประเทศไทย (ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์, 2563: น.111) สาหรับภาคเศรษฐกิจได้รับผลกระทบต่อการดาเนินกิจการห้างร้านต่าง ๆ อาทิ กิจการ บังกะโล บ้านเช่า เนื่องจากในช่วงของสงครามเวียดนามน้ันทหารอเมริกันจะเข้ามาเช่าบ้านอยู่กินกับ บรรดาเมียเชา่ ของตน เพราะมีความเป็นส่วนตัวและที่พักในค่ายทหารมีไม่เพียงพอ (พงษ์ศักด์ิ ปัตถา, 2550: น.108) “….ไม่เพียงแต่ทหารอเมริกันเท่านั้น หากแต่ยังมีผู้คนต่างถ่ินท่ีเข้ามาทางานใน พื้นที่อีกด้วย ต่อมาบ้านเช่าและบังกะโลถูกเปล่ียนสภาพไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ แทน ในส่วนของกิจการสถานบันเทิงจาพวก บาร์ผี ไนต์คลับ อาบอบนวด โบว์ล่ิง โรงภาพยนตร์ ฯลฯ ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นเดียวกัน” (เพญ็ แข คชเดช, 2543: น.100-102) เน่ืองจากจานวนแขกที่มาใช้บริการนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นชาวต่างชาติและทหารต่างชาติ ที่มาร่วมในสงครามแทบทั้งส้ิน ผลกระทบอย่างสาคัญต่อภาคอุตสาหกรรมท่องเท่ียวท่ีควรได้รับการ กล่าวถึงคือ กิจการโรงแรม เพราะกลุ่มลูกค้าชั้นหนึ่งของธุรกิจประเภทนี้คือทหารอเมริกัน การขาด หายไปของรายได้จากทหารอเมรกิ นั ส่งผลให้กิจการโรงแรมซบเซาลงอย่างมาก ยอดจองห้องพักลดลง อย่างรวดเร็วนาไปสู่ภาวะขาดทุน โดยเฉพาพอย่างย่ิงกลุ่มโรงแรมระดับห้าดาวที่เจ้าของกิจการสร้าง ขึ้นมาเพื่อตอบสนองรองรับกลุ่มทหารอเมริกันโดยเฉพาะ ทาให้โรงแรมกว่า 9 แห่ง จากท้ังหมดที่มี 25 แห่ง ในจงั หวัดอดุ รธานีตอ้ งปิดตวั ลง (เพญ็ แข คชเดช, 2543: น.102) อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากิจการโรงแรมจะได้รับผลกระทบจากการถอนกาลังของกองทัพ สหรัฐฯ เช่นเดียวกับกิจการด้านอื่น ๆ แต่เน่ืองจากจังหวัดอุดรธานีเป็นศูนย์กลางของภาคตะวันออก -เฉียงเหนอื ตอนบน เปน็ ศนู ยก์ ลางของการติดตอ่ กับจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดขอนแก่น หนองคาย มหาสารคาม สกลนคร และนครพนม (พงษ์ศักด์ิ ปัตถา, 2550: น.110) ทาให้มีผู้คนเดินทางติดต่อ ค้าขายในพื้นที่อย่างต่อเน่ืองทาให้โรงแรมและกิจการอื่น ๆ ยังคมดาเนินต่อไปได้แม้ว่าจะมีจานวน ลดลงไปบ้างก็ตาม แต่เมื่อสภาพเศรษฐกิจในภูมิภาคฟื้นตัวกอปรกับมีการจัดการอย่างเป็นล่าเป็นสัน ท้ายที่สุดในปี พ.ศ.2525 ระบบเศรษฐกิจในภูมิภาคกลับมาคึกคักอีกครั้ง ด้านกิจการโรงแรมเองก็ ขยายตวั อยา่ งรวดเร็วจนมีธุรกิจโรงแรมเพิ่มข้ึนเป็น 39 แห่ง ในระยะเวลาเพียง 6 ปีให้หลัง (กองวิจัย สานกั ผงั เมือง, 2525: น.148) (ภาคผนวก ฎ)

บทท่ี 5 บทสรปุ และขอ้ เสนอแนะ

บทท่ี 5 บทสรุปและขอ้ เสนอแนะ 5.1 สรปุ ผลการศึกษา การท่องเท่ยี วไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 ถึง พ.ศ. 2503 (1947-1960) เป็นช่วงเวลาแห่งการฟ้ืนฟู สภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และประเพณี ตลอดจนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค อันประกอบ ไปด้วยโครงสร้างพ้ืนฐานท่ีสาคัญ อาทิ การซ่อมบารุงถนนหนทางสายต่าง ๆ ในพื้นท่ีชนบทที่ได้รับ ความเสียหายจากภัยสงครามโลกครั้งที่ 2 การพัฒนาระบบไฟฟ้า การจัดการผังเมือง และการวาง รากฐานด้านการชลประทาน ถึงแม้ว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจะเต็มไปด้วยความขัดแย้งทาง การเมืองไปจนถึงการเปล่ียนผ่านขั้วอานาจอันส่งผลโดยตรงต่อความม่ันคงภายในประเทศ นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงแนวคิดและโลกทัศน์ที่ทาให้เกิดปรากฏการณ์ส่งต่อของแนวคิด การท่องเท่ียวจากกลุ่มชนช้ันนาไทยมาสู่กลุ่มชนชั้นล่างและประชาชนท่ัวไป การเปลี่ยนแปลงสภาพ สังคมในส่วนของการรับอิทธิพลของท่องเท่ียวแบบชาวตะวันตกและการพัฒนาประเทศไปสู่ความ ศิวไิ ลซ์ทันสมัย การท่องเท่ียวช่วงหลัง พ.ศ. 2503 เป็นต้นมา ปัจจัยหนึ่งเป็นความสืบเน่ืองจากการเดินทาง ท่องเท่ียวที่เกิดข้ึนในยุคศักดินา เป็นการเดินทางท่องเท่ียวที่มีจุดประสงค์เพ่ือการตากอากาศ การเดินทาง เพ่ือหาประสบการณ์ใหม่ ๆ สอดคล้องกับแนวคิดของ จอมพล สฤษดิ์ ธนรัชต์ ท่ีเห็นว่าประเทศไทย เต็มไปด้วยทรัพยากรอันสวยงามมีความอุดมสมบูรณ์ มีความล้าค่าในด้านประเพณีวัฒนธรรมและ มีมนต์เสน่ห์เหมาะแก่การนามาเป็นเคร่ืองมือเพ่ือส่งเสริมการท่องเที่ยว และดึงดูดชาวต่างชาติให้เดิน ทางเข้ามาท่องเท่ียวในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้เองในปี พ.ศ. 2503 รัฐบาลไทยจึงได้ก่อตั้งองค์การ ส่งเสริมการท่องเที่ยว (อสท.) ขึ้นเพ่ือเป็นหน่วงงานที่ค่อยดูแล ส่งเสริม สนับสนุน และแก้ไขจัดการ เก่ียวกับอุตสาหกรรมท่องเท่ียวท่ีกาลังพัฒนาภายใต้พระราชกฤษฎีกาจัดต้ังองค์การ ส่งเสริม การท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2502 และได้ยกระดับขึ้นเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2522 นอกจากน้ัน ต่อมาภาครัฐยังได้จัดทาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติข้ึน ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2504 เป็นฉบับแรก ภายใต้สภาวะมรสุมทางการเมืองและสมรภูมิสงครามเช่นนี้ การส่งเสริม การทอ่ งเทยี่ วของรัฐไทยยังคงดาเนินตอ่ ไปอยา่ งมนี ยั ยะสาคญั ประการที่แรก รายได้ส่วนหนึ่งท่ีนามาพัฒนาโครงสร้างพ้ืนฐานภายในประเทศและ สนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวล้วนแล้วแต่มาจากแรงอุดหนุนของสหรัฐฯ ภายใต้เงื่อนไขจากการ ขอใช้พนื้ ทีใ่ นหลายภูมภิ าคในประเทศไทยเพ่ือเป็นฐานทัพและสนับสนุนกาลังพลทางการทหารในการ

29 เข้าร่วมสงครามอินโดจีนในภูมิภาคอุษาคเนย์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเข้ามาของทหารอเมริกันจะทา ให้เศรษฐกิจภายในประเทศโตขึ้น แต่กลับสร้างปัญหาสังคม อาทิ ปัญหาค่านิยมฟุ้งเฟ้อ ปัญหายาเสพติด ปัญหาโสเภณี และปญั หาเดก็ ลูกคร่ึง เปน็ ต้น ประการท่ีสอง การมีอยู่ของทหารอเมริกันในภูมิภาคต่าง ๆ ได้ส่งผลกระทบต่อแรง ขับเคลอื่ นทางเศรษฐกจิ อยา่ งมหาศาลโดยเฉพาะบริเวณที่เป็นฐานทัพของสหรัฐฯ ก่อให้เกิดกลุ่มธุรกิจ ใหม่ข้ึนมากมาย อาทิ กิจการบ้านเช่า กิจการโรงแรม และกิจการเพ่ือความบันเทิงอื่น ๆ ได้แก่ บาร์ผี ไนต์คลับ ดิสโก้เทค อาบอบนวด ตลอดจนธุรกิจการค้าประเวณีและเมียเช่า ที่มีให้เห็นอย่างเปิดเผย และท่ัวไป แม้ว่าจะไม้ได้เป็นไปอย่างถูกกฎหมายก็ตาม ทั้งนี้ไม่จากัดแต่เฉพาะกลุ่มผู้หญิงขายบริการ เท่านั้น จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า อุตสาหกรรมทางเพศในช่วงสงครามเย็นนั้น ยังประกอบไปด้วย กลุ่มท่ีมีความหลากหลายทางเพศอีกด้วย อย่างเช่นการค้าบริการของวัยรุ่นชายในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวดั นครราชสมี า จงั หวัดขอนแกน่ จงั หวดั อุดรธานี และในพ้ืนที่ย่านการค้าสาคัญอย่าง สีลม พัฒน์พงษ์ ข้าวสาร และในพน้ื ท่ีพทั ยาทสี่ ามารถพบเห็นธุรกิจประเภทนมี้ าจนถงึ ปัจจบุ ัน ควรกล่าวไว้ด้วยว่า มรดกของการท่องเที่ยวจากสงครามเย็นท่ีได้รับการถ่ายทอดผ่าน กระบวนการที่มีความซับซ้อนและแนวคิดที่หลากหลายจนกระท่ังนาไปสู่ความเป็นอัตลักษณ์ และ ค่านิยมของคนไทย ในเชิงประวัตศิ าสตร์แล้วการท่องเท่ียวและการเดินทางได้สร้างความเปล่ียนแปลง อย่างมากมายมหาศาลให้กับสังคมไทย การท่องเที่ยวมิได้มีความสาคัญแค่เพียงค่าของตัวเลข ทางอุตสาหกรรมภาคบริการที่ผลิตเงินจานวนมากมายมหาศาลให้กับประเทศไทยเท่านั้น เพราะ การทอ่ งเทยี่ วไดก้ ลายเปน็ คา่ นิยมส่วนหนงึ่ ของผคู้ นในสงั คมไปแล้ว ปรากฏการณ์ท่ีเกิดขึ้นได้เน้นย้าให้ ตระหนักถึงความสาคัญเชิงโลกทัศน์และอุดมการณ์ของผู้คนในสังคมท่ีมีความเปล่ียนแปลงอยู่ ตลอดเวลา 5.2 ผลการวิเคราะหค์ ่าดัชนคี วามสอดคล้องของประเด็นข้อคาถามประกอบการสมั ภาษณ์ (IOC) จากตารางท่ี 2 ปรากฏว่า ผลรวมของค่าดัชนีความสอดคล้องของประเด็นข้อคาถามอยู่ ในเกณฑด์ ี (IOC=0.8) และสามารถแยกตามประเดน็ ขอ้ คาถามจากมากไปน้อยได้ดังน้ี ข้อคาถามที่อยู่ในเกณฑ์ ดีมาก (IOC=1.0) มีอยู่ 2 ข้อ ได้แก่ 1) ในช่วงสงครามเย็นรัฐไทย มีการดาเนินนโยบายหรือให้ความสาคัญกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างไรบ้าง และส่งผลต่อ กระบวนการขับเคล่ือนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากหรือน้อยเพียงใด และ 4) ภายหลังจากการถอน กาลังทหารสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยภาคอุตสาหกรรมท่องเท่ียวไทยได้รับ ผลกระทบอย่างไร และรัฐไทยมที ่าทีอย่างไรบ้าง

30 ข้อคาถามที่อยู่ในเกณฑ์ ดี (IOC=0.8) มีอยู่ 3 ข้อ ได้แก่ 2) ปัจจัยแวดล้อมท่ีมีส่วน เกย่ี วขอ้ งกบั กระบวนการสง่ เสริมการท่องเทีย่ วไทยมีอะไรบา้ ง 3) บทบาทของความหลากหลายทางเพศและ อตุ สาหกรรมทางเพศมีส่วนเก่ียวข้องหรือมีความสัมพันธ์กันในลักษณะใดบ้างต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และการมีอยู่ของกองทัพสหรัฐฯ ในพ้ืนที่ต่าง ๆ และ 6) ในทัศนะของท่าน ท่านมีความเห็นอย่างไรบ้าง เกี่ยวกับมรดกจากสงครามเย็นที่มีความเชื่อมโยงสอดคล้องกับการท่องเที่ยวและยังคงหลงเหลืออยู่มา จนถงึ ปจั จุบัน ข้อคาถามที่อยู่ในเกณฑ์ พอใช้ (IOC=0.6) มีอยู่ 1 ข้อ คือ 5) ในช่วงเหตุการณ์สาคัญทาง การเมือง (14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519) มีผลกระทบต่อทิศทางของการท่องเที่ยวไทยใน ลกั ษณะใดบา้ ง 5.3 ข้อเสนอแนะ จากผลการศึกษา ผ้ศู ึกษามีข้อเสนอแนะดงั ต่อไปนี้ วิวัฒนาการของการท่องเท่ียวไทยในช่วงสงครามเย็น เป็นการศึกษาครอบคลุมมูลเหตุ และปัจจัยแวดล้อมท่ีมีความเช่ือมโยงเกี่ยวข้องอย่างสาคัญกับการเกิดข้ึนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ในประเทศไทย โดยเริม่ ต้นจากการกาหนดหัวข้อที่จะศึกษา การจาแนกประเด็นศึกษาตามความมุ่งหมาย และวัตถุประสงค์ ศกึ ษากรอบแนวคิด ทฤษฎี และรวบรวมหลกั ฐาน เอกสารต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้อง ตลอด จนถึงกระบวนการวิเคราะหแ์ ละเรียบเรียงขอ้ มลู เปน็ ลาดบั ขนั้ ตอน ด้วยเหตุน้ี ผศู้ กึ ษาจึงขอยกประเด็นการท่องเที่ยวไทยภายใต้ความขัดแย้งทางการเมืองท่ี ผู้ศึกษาปรารถนามุ่งศึกษาในเบื้องต้น แต่ด้วยข้อจากัดต่าง ๆ ทาให้ต้องยกไปไว้สาหรับการศึกษาใน ครั้งต่อไป บริบททางการเมืองไทยในช่วงสงครามเย็นมีความสาคัญอย่างยิ่งสาหรับผู้ท่ีสนใจศึกษา ปรากฏการณ์ของเปลี่ยนแปลงภายในสังคมไทยร่วมสมัยท้ังในด้านแนวคิด อุดมการณ์ เหตุการณ์สาคัญ และผลกระทบท่ีเกิดขึ้นในแง่ความเช่ือมั่นของนักท่องเท่ียวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีต่อ ปรากฏการณ์ทางการเมือง ความเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ท่ีส่งผล ต่อวัฒนธรรมการเดินทางการท่องเท่ียวของคนไทย และบริบทของการท่องเท่ียวเชิงอนุรักษ์ภายหลัง การล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ในชนบท นาไปสู่นโยบายการพัฒนาพ้ืนที่ท่องเที่ยวของภาครัฐฯ ในท้ายท่ีสุดฐานท่ีมั่นคอมมิวนิสต์ได้กลายเป็นแหล่งท่องเท่ียวรูปแบบใหม่ นอกจากน้ีการศึกษาในเชิงลึก และการลงสารวจในพื้นที่ท้องถิ่นยังคงเป็นสิ่งที่มีความจาเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ การทอ่ งเทีย่ วในชว่ งสงครามเย็น

บรรณานกุ รม

บรรณานกุ รม ฉันทัช วรรณถนอม, อตุ สาหกรรมการท่องเทีย่ ว, กรุงเทพฯ : สามลดา, พิมพค์ รง้ั ท่ี 1, 2552. ฐิรชญา มณีเนตร, แรงจูงใจและพฤติกรรมการทางานในธุรกิจท่องเที่ยวชายแดนไทย-ลาว, รายงานวิจัย, กรุงเทพฯ : สานกั งานกองทนุ สนบั สนุนการวจิ ัย, 2553. ณัฐพล ใจจริง, ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี : การเมืองไทยภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา 2491-2500, กรุงเทพฯ : สานกั พิมพฟ์ ้าเดยี วกัน, 2563. ทักษ์ เฉลิมเตียรณ, การเมือง : ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ, แปลจาก Thailand : the politics of Despotic Paternalism, โดย พรรณี ฉัตรพลรกั ษ์ ม.ร.ว. ประกายทอง สิริสุข ธารงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, กรงุ เทพฯ : มูลนธิ โิ ครงการตาราสงั คมศาสตรแ์ ละมนุษยศาสตร์, 2561. บุญเลิศ จิตต้ังวัฒนา, อุตสาหกรรมท่องเท่ียว, กรุงเทพฯ : เพรส แอนด์ ดีไซน์, สมาคมวิจัยการเดินทาง และการทอ่ งเที่ยว, 2548. ปัญจวรรณ อ่อนหวาน, อุตสาหกรรมทอ่ งเทยี่ ว, กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคช่นั , 2559. ผุสดี ทิพทัต และมานพ พงศทัต, บ้านในกรุงเทพ : รูปแบบและการเปลี่ยนแปลงในรอบ 200 ปี (2325-2525), กรงุ ทพฯ : โรงพิมพ์จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , 2525. พวงทอง ภวคั รพันธุ์, การต่างประเทศไทยในยุคสงครามเย็น, กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั , 2561. พวงทอง ภวัครพันธุ์, สงครามเวยี ดนามกับความจริงของ “รัฐไทย”, กรงุ เทพฯ : สานักพมิ พค์ บไฟ, 2549. พิทยะ ศรีวฒั นสาร, เอกสารคาสอนวชิ าอตุ สาหกรรมท่องเที่ยว, กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลัยธุรกจิ บัณฑติ , 2555. ภิญญพนั ธุ์ พจนะลาวณั ย์, ประวตั ศิ าสตร์การเดนิ ทางและภมู ิศาสตร์การเมอื งในรอบศตวรรษ : ว่าดว้ ย การท่องเท่ียวในฐานะแห่งมรดกแห่งการสร้างชาติของรัฐไทยจากรัฐจารีต สงคราม เวยี ดนาม สู่ยุครฐั ประหาร 2549, กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์สมมติ, 2563. วันทิกา หิรัญเทศ, ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจท่องเท่ียวเชิงนิเวศของนักท่องเท่ียวชาวไทยในแหล่ง ท่องเท่ียวจงั หวดั นนทบรุ ี, กรงุ เทพฯ : วิทยาลยั ราชพฤกษ์, 2556. สมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ, เร่ืองเที่ยวต่าง ๆ ภาคที่ 4 ว่าด้วยเท่ียวมณฑลนครราชสีมา มณฑลอุดรและมณฑลรอ้ งเอ็ด, กรงุ เทพฯ : อรณุ การพมิ พ์, 2512. สุวัฒน์ จุธากรณ์ และจริญญา เจริญสุกใส, แนวคิดเกี่ยวกับการท่องเที่ยว, นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธริ าช, 2552. อุกฤษฎ์ ปัทมานนท์, สหรัฐอเมริกานโยบายเศรษฐกิจไทย 1960-1973, กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย, 2526.