งานวิจัยอ่านง่าย เร่ือง ปัจจยั ทำ�นายการปฏบิ ัติ ของประชาชนไทยตอ่ ผู้ที่เคยติดเชือ้ หรอื ผู้ถูกกกั กนั และผลกระทบ จากการระบาดของ โควดิ 19 ศาสตราจารย์ ดร.นงเยาว์ เกษตร์ภิบาล
งานวิจัยอ่านง่าย เรอื่ ง ปจั จัยทำ�นายการปฏบิ ตั ิ ของประชาชนไทยตอ่ ผู้ที่เคยติดเชอื้ หรือผูถ้ กู กกั กันและผลกระทบ จากการระบาดของ โควดิ 19 ศาสตราจารย์ ดร.นงเยาว์ เกษตรภ์ บิ าล
ช่อื หนงั สือ งานวิจยั อา่ นงา่ ย เรือ่ ง ปจั จัยท�ำนายการปฏบิ ตั ิของประชาชนไทยต่อผู้ทเี่ คยตดิ เช้ือหรือผ้ถู ูกกักกันและผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19 ผู้เขยี น ศาสตราจารย์ ดร.นงเยาว์ เกษตร์ภิบาล พิมพ์คร้งั ท่ี 1 จำ� นวน 1,000 เลม่ ธนั วาคม 2564 จ�ำนวนหน้า 120 หนา้ ISBN 978-616-398-651-1 ท่ปี รกึ ษากิตติมศักด์ิ ศาสตราจารย์เกยี รติคณุ ดร.มงิ่ สรรพ์ ขาวสอาด แหลง่ ทุน ส�ำนกั งานการวจิ ัยแห่งชาติ (วช.) หน่วยบริหารจดั การและสง่ มอบผลลัพธ์ (ODU) แผนงานคนไทย 4.0 คณะผวู้ ิจัย 1. ศาสตราจารย์ ดร.นงเยาว์ เกษตร์ภิบาล หัวหน้าโครงการวจิ ยั 2. รองศาสตราจารย์ ดร.นงค์คราญ วเิ ศษกลุ ผรู้ ว่ มโครงการวจิ ัย 3. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ขวัญพนมพร ธรรมไทย ผ้รู ่วมโครงการวิจัย 4. นางสาวคำ� พอง คำ� นนท์ ผรู้ ่วมโครงการวจิ ยั 5. นายศรสี กุล สังกำ� ปงั ผรู้ ่วมโครงการวิจัย 6. นางสาวรซู ีลา โตะกีเล ผ้รู ่วมโครงการวจิ ัย ที่ปรกึ ษาโครงการวิจยั ดร.อคั รพงศ์ อัน้ ทอง จดั ท�ำโดย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่ ด�ำเนนิ การผลติ บริษัท กลา้ กา้ ว อนิ สไปเรชนั่ จำ� กดั (email: [email protected]) พมิ พ์ท ่ี หา้ งห้นุ สว่ นจ�ำกัด พเี อน็ เอสครเี อชนั่ © สงวนลขิ สทิ ธิ์ พ.ศ. 2564 โดยส�ำนกั งานการวิจยั แห่งชาติ ขอ้ มลู ทางบรรณานกุ รมของสำ� นกั หอสมดุ แหง่ ชาติ /National Library of Thailand Cataloging in Publication data นงเยาว์ เกษตรภ์ บิ าล. งานวจิ ยั อา่ นงา่ ย เรอื่ ง ปจั จยั ทำ� นายการปฏบิ ตั ขิ องประชาชนไทยตอ่ ผทู้ เี่ คยตดิ เชอ้ื หรอื ผถู้ กู กกั กนั และผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19. กรงุ เทพฯ: พเี อน็ เอสครีเอชัน่ , 2564. 120 หนา้ . 1. โควดิ 19 2. การปอ้ งกันโควิด 19 3. ผลกระทบโควดิ 19 I. ชอ่ื เรอ่ื ง. 614.4 ISBN 978-616-398-651-1
คำ�นำ�ผู้เขยี น หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนได้รวบรวมองค์ความรู้จากประสบการณ์ที่ได้จาก การศึกษาวิจัย เร่ือง ปัจจัยท�ำนายการปฏิบัติของประชาชนไทยต่อผู้ที่ เคยติดเช้ือหรือผู้ถูกกักกันและผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19 โดยได้น�ำเสนอเนื้อหาสาระเก่ียวกับปัจจัยท�ำนายการปฏิบัติของประชาชน ไทยต่อผู้ท่ีเคยติดเชื้อหรือผู้ถูกกักกันและผลกระทบจากการระบาดของ โควิด 19 เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลง ของสังคมปจั จุบัน ผู้เขียนขอกราบขอบพระคุณ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด และขอขอบพระคุณ ดร.อัครพงศ์ อั้นทอง ที่มีคุณูปการแก่องค์ ความรู้ของผู้เขียนในการเขียนหนังสือเล่มนี้ และให้ก�ำลังใจในการจัดท�ำ หนังสือเล่มน้ี จนส�ำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี ท้ายที่สุดขอขอบคุณเจ้าหน้าท่ีหน่วย บริหารจัดการและสง่ มอบผลลพั ธ์ (ODU) แผนงานคนไทย 4.0 รวมทั้งผ้ทู ม่ี ี สว่ นเก่ยี วขอ้ ง และขอขอบคุณส�ำนักงานการวิจัยแหง่ ชาติ (วช.) และหน่วย บริหารจัดการและส่งมอบผลลัพธ์ (ODU) แผนงานคนไทย 4.0 ท่ีให้ทุน สนบั สนุนการวจิ ัย ศาสตราจารย์ ดร.นงเยาว์ เกษตรภ์ ิบาล
คำ�นิยม ดิฉันขอชื่นชม ศาสตราจารย์ ดร.นงเยาว์ เกษตร์ภิบาล และทีมวิจัย ทไี่ ดจ้ ดั ทำ� หนงั สอื สรปุ งานวจิ ยั “ปจั จยั ทำ� นายการปฏบิ ตั ขิ องประชาชนไทย ต่อผู้ที่เคยติดเชื้อหรือผู้ถูกกักกันและผลกระทบจากการระบาดของ โควิด 19” ด้วยความตั้งใจดีท่ีจะถ่ายทอดความรู้และผลงานวิจัยที่น่าสนใจ ซงึ่ เป็นงานวิจยั ทมี่ คี ณุ ค่า และหาได้ยากจากตำ� รา ดิฉันได้สัมผัสถึงคุณค่าของหนังสือเล่มนี้ท่ีสามารถส่งผ่านความรู้และ บทเรียนดี ๆ ไปสู่ท่านผู้อ่าน เน้ือหาของหนังสือเล่มน้ีมีความเหมาะสม กับยุคสมัยในสถานการณ์วิกฤตโควิด 19 สะท้อนถึงมุมมองของคนไทย ที่มีต่อผู้ท่ีเคยติดเชื้อและผู้ถูกกักกัน ซ่ึงนับวันจะมีจ�ำนวนมากข้ึน หนังสือ เล่มน้ีจะช่วยให้คนไทยมีความรู้ ความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจแก่ผู้ท ี่ ทุกข์ยากและได้รับผลกระทบจากโควิด 19 อาจส่งผลให้คนไทยปฏิบัติตัว ในการปอ้ งกันโควดิ 19 ได้ถกู ต้องมากขึ้น สดุ ท้ายดฉิ ันขอเป็นกำ� ลังใจให้ ศาสตราจารย์ ดร.นงเยาว์ เกษตร์ภบิ าล และทีมวิจัย ในการที่จะสร้างสรรค์งานวิจัยท่ีดีต่อไป อันจะเป็นประโยชน์ อย่างยิ่งต่อการพัฒนาคน สังคม และประเทศชาติในยุคสมัยใหม่ อย่างแท้จรงิ ศาสตราจารย์เกยี รติคุณ ดร.มง่ิ สรรพ์ ขาวสอาด ประธานมลู นธิ สิ ถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ
สารบญั บทที่ 1 : บทนำ� 9 10 • ความเป็นมาและความสำ�คัญของปัญหา 12 • วัตถปุ ระสงคก์ ารวจิ ัย 12 • คำ�ถามการวจิ ัย 13 • ขอบเขตการศึกษา 13 13 >> รูปแบบและวิธีด�ำเนินการวิจัย 14 >> การวเิ คราะหข์ อ้ มลู 15 • นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ 16 17 บทที่ 2 : แนวคดิ ทฤษฎี และงานวิจัยทีเ่ กย่ี วขอ้ ง 19 21 • สถานการณ์การระบาดของโควิด 19 23 • ความรูเ้ กี่ยวกบั โควดิ 19 23 • การปอ้ งกนั โควิด 19 27 28 >> การทำ� ความสะอาดและการท�ำลายเชือ้ ในส่งิ แวดล้อม 30 >> ประสิทธภิ าพของมาตรการการปอ้ งกนั และควบคมุ โควดิ 19 33 >> การคดั กรองและเฝ้าระวังโควิด 19 ในชมุ ชน 34 >> บทบาทของชุมชนในการปอ้ งกันโควดิ 19 34 >> โรงพยาบาลสนาม 36 >> วัคซีนปอ้ งกนั โควดิ 19 37 >> การเฝา้ ระวังปญั หาสุขภาพจิตเชงิ รุกในสถานการณ์โควิด 19 • งานวิจยั ที่เก่ยี วข้อง >> การปฏบิ ตั ิการป้องกันโควิด 19 >> ความรเู้ กีย่ วกับโควิด 19 >> ทศั นคตใิ นการป้องกนั โควดิ 19
>> การรบั รู้เกยี่ วกบั โควดิ 19 38 >> ปจั จัยที่เกย่ี วขอ้ งกับการปฏบิ ตั ใิ นการปอ้ งกันโควิด 19 40 >> ผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19 42 46 • แนวคิดทฤษฎที ีเ่ กยี่ วขอ้ ง 49 50 บทท่ี 3 : วธิ ีดำ�เนนิ การวจิ ัย 51 51 • ประชาชนและกลมุ่ ตัวอย่าง 55 • เครอื่ งมอื ท่ใี ชใ้ นการวิจัย 57 58 >> เครือ่ งมือที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู เชิงปรมิ าณ 59 >> เคร่อื งมอื ทใี่ ช้ในการศึกษาเชงิ คณุ ภาพ 59 60 • การพทิ ักษส์ ทิ ธ์ขิ องกลุ่มตวั อย่าง 61 • ขน้ั ตอนและวธิ ีการรวบรวมข้อมลู 63 • การวิเคราะห์ขอ้ มลู 63 66 >> การวเิ คราะหข์ ้อมลู เชงิ ปริมาณ 71 >> การวิเคราะห์ข้อมลู เชิงคุณภาพ 76 78 บทท่ี 4 : ผลการวิจัย • ผลการวเิ คราะหก์ ารประเมนิ ความรู้ ทัศนคติ การรบั รู้เกีย่ วกบั โควิด 19 และการปฏิบตั ิตัว >> ผลการประเมนิ ความรู้ >> การรับรขู้ ้อมลู ข่าวสารเกี่ยวกบั โควิด 19 >> ผลการวิเคราะห์ทัศนคติเกี่ยวกบั โควิด 19 >> การปฏบิ ตั ขิ องประชาชนไทยในการป้องกันการติดเชอ้ื โควดิ 19 >> การปฏบิ ัตขิ องประชาชนไทยตอ่ ผทู้ ่เี คยติดเชอื้ โควิด 19 และผถู้ ูกกกั กนั
• ผลการวเิ คราะหป์ จั จยั ทำ�นายการปฏบิ ัตขิ องประชาชนไทย 86 ต่อผ้ทู เี่ คยติดเชื้อโควดิ 19 หรือผ้ถู กู กักกนั >> ความคิดเหน็ ทีม่ ีต่อบริบทแวดล้อม 86 >> ผลการวเิ คราะหต์ ัวแปรปัจจัยทำ� นายการปฏบิ ัต ิ 87 >> ขอ้ คน้ พบส�ำคญั จากแบบจำ� ลอง 92 >> บริบทแวดลอ้ มที่มีผลตอ่ การปฏิบัติการป้องกันโควิด 19 93 >> การรบั รูข้ ้อมลู ข่าวสารเก่ยี วกับโควดิ 19 93 >> ผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19 94 ผลกระทบจากนโยบาย/มาตรการรฐั >> ข้อคน้ พบจากแบบจ�ำลองจ�ำแนกตามรายจังหวัด 98 >> สื่อออนไลนแ์ ละสอ่ื โทรทัศน์ 101 • ผลการประเมนิ ผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19 102 >> ผลกระทบทไี่ ดร้ ับจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 102 >> ผลกระทบท่ไี ด้รบั จากนโยบายหรอื มาตรการภาครฐั 105 >> ผลกระทบทางด้านภาวะวติ กกงั วลจากการแพรร่ ะบาดของโควิด 19 107 >> การเปรยี บเทียบผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19 110 และจากนโยบายหรอื มาตรการของรัฐบาล >> ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย 113 เอกสารอา้ งองิ 115
บ ท ที่ 1 บทนำ�
1. ความเปน็ มาและความสำ�คัญของปัญหา การระบาดของ การระบาดของโควิด 19 ถือเป็นปัญหาท่ีท่ัวโลกต้องเผชิญ โควิด 19 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนท่ัวโลก เพราะเม่ือตรวจพบว่าเป็น Work from home โรคแล้วสามารถก่อให้เกิดอาการต้ังแต่ในระดับไม่รุนแรงไปจนถึง การเสยี ชวี ติ ได้ นอกจากนย้ี งั สามารถแพรก่ ระจายเชอ้ื โควดิ 19 ไปใน อากาศส่งผลให้ผู้ที่สัมผัสต่อละอองอากาศหรือส่ิงปนเปื้อนต่าง ๆ ติดเช้ือโรคไปด้วย ดังน้ันเพ่ือให้เกิดความปลอดภัยต่อกลุ่มคน ส่วนใหญ่ จะเห็นได้ว่ามีหลายประเทศต้องปิดประเทศเพื่อกักเช้ือ ไมใ่ หแ้ พรก่ ระจาย มนี โยบายเวน้ ระยะหา่ งทางสงั คม รวมถงึ รณรงค์ ใหท้ ุกคนใส่หนา้ กากอนามยั เพอ่ื ป้องกนั การแพรแ่ ละรับเชือ้ โรค จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงท�ำให้ส่งผลกระทบทั้งทางตรง ดังเช่น คนบางกลมุ่ ต้องถูกเลกิ จ้างออกจากงาน พักงาน โดยเฉพาะ ในกลุ่มลูกจ้างรายวันท่ีมักได้รับผลกระทบก่อน ในขณะท่ีการขาด รายได้ดังกล่าวร่วมกับมาตรการหรือนโยบายจากทางภาครัฐ ไดส้ ่งผลต่อการดำ� รงชีวติ คอื มีคา่ ใช้จ่ายในการซือ้ หนา้ กากอนามัย แอลกอฮอลส์ ำ� หรบั ลา้ งมือ รวมถึงมาตรการการเรียนออนไลน์หรือ ทำ� งานจากทบี่ า้ น (work from home) ยงั สง่ ผลกระทบใหต้ อ้ งแบก รับคา่ สาธารณปู โภคและอปุ กรณต์ า่ ง ๆ ท่ีเพิ่มมากข้นึ นอกจากน้ี การเว้นระยะห่างทางสังคม และการงดเดินทางนั้น ยังส่งกระทบ ทางอ้อมต่อความสัมพันธ์ เพราะไม่สามารถใกล้ชิด สัมผัส หรือ กอดกันได้เช่นเคย ลูกหลานไม่สามารถเดินทางไปหาปู่ย่าตายาย ในเทศกาลได้ ดงั นนั้ บางรายอาจมอี าการซมึ เศรา้ ซง่ึ เปน็ ผลกระทบ ท่เี กดิ จากระบาดของโควดิ 19 ทั้งสนิ้ 10 ปัจจัยทำ�นายการปฏิบัตขิ องประชาชนไทยตอ่ ผทู้ เ่ี คยติดเช้ือ หรือผู้ถกู กกั กันและผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19
จากการศึกษาทบทวนพบว่า การระบาดของโควิด 19 เป็นปัญหาสาธารณสุขท่ีส่งผล กระทบที่รุนแรงท่ัวโลก มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคนี้เป็นจ�ำนวนมาก นอกจากน้ียังพบว่า การศึกษาเก่ียวกับโควิด 19 ในประเทศไทยส่วนใหญ่ เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาเกี่ยวกับ ระบาดวิทยาของโรค ความรู้ ทัศนคติ การรับรู้ การปฏิบัติในการป้องกันโควิด 19 และ ผลกระทบจากโรค ยงั มกี ารศกึ ษาเกยี่ วกบั ปจั จยั ทำ� นายการปฏบิ ตั ใิ นการปอ้ งกนั โควดิ 19 นอ้ ย และสว่ นใหญม่ เี พยี งการศกึ ษาในบคุ ลากรสขุ ภาพ นกั ศกึ ษา และประชาชนทว่ั ไป และทสี่ ำ� คญั ยังไม่พบการศึกษาเชิงโครงสรา้ งความสัมพนั ธข์ องปจั จัยท�ำนายการปฏิบัติของประชาชนไทย ตอ่ ผทู้ เ่ี คยติดเชือ้ โควดิ 19 หรอื ผู้ถูกกักกัน ดังน้นั คณะผวู้ ิจัยจงึ มคี วามสนใจท่ีจะศกึ ษาปจั จัย ท�ำนายการปฏิบัติของประชาชนไทยต่อผู้ท่ีเคยติดเชื้อโควิด 19 หรือผู้ถูกกักกัน นอกจากน้ี ผู้วิจัยจะศึกษาผลกระทบด้านสังคม ด้านวัฒนธรรม ด้านเศรษฐกิจ และด้านจิตใจ ของประชาชนไทยจากการระบาดของโควิด 19 ทั้งผลกระทบโดยตรงจากโควิด 19 และผลกระทบจากนโยบายหรือมาตรการในการป้องกันโควิด 19 ของรฐั บาล อยา่ งไรก็ตามการด�ำเนนิ การวิจยั คร้ังน้ีเป็นการเก็บผลการวจิ ัยต่อเน่อื งมาจากระยะเวลา การระบาดในระยะที่ 1 ทมี่ อี ตั ราการแพรร่ ะบาดสงู ประชาชนยังมีความต่ืนตวั ตอ่ การระบาด สูงเพราะเปน็ สงิ่ ใหม่ ยงั ไมม่ ีความรมู้ ากพอ แต่ในชว่ งการทำ� วจิ ยั ระยะท่ี 2 นี้อยูร่ ะหว่างเดือน ตุลาคม-ธันวาคม 2563 ซ่ึงเป็นช่วงท่ีมีจ�ำนวนผู้ติดเช้ือลดน้อยลง ดังน้ันการวิเคราะห์คร้ังน้ี ยงั สามารถนำ� ผลการศกึ ษามาเทยี บเคยี งกบั ระยะท่ี 1 ไดบ้ างสว่ น นอกจากนผ้ี วู้ จิ ยั ไดเ้ กบ็ ขอ้ มลู เชิงคณุ ภาพเพื่ออธิบายการเปลีย่ นแปลงและเหตผุ ลดังกล่าว ประกอบกบั ผลกระทบทีเ่ กิดขึน้ จากการระบาดโควิด 19 ทั้งจากนโยบายหรือมาตรการในการป้องกันโควิด 19 ของรัฐบาล ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างเพื่อค้นหาปัจจัยท�ำนายการปฏิบัติของประชาชนไทย ต่อผู้ท่ีเคยติดเชื้อโควิด 19 หรือผู้ถูกกักกัน เพื่อหวังให้เกิดองค์ความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับ พฤติกรรม ความคิดหรือการรับรู้ รวมถึงปัจจัยที่ช่วยท�ำนายการปฏิบัติของประชาชนไทย ตอ่ ผทู้ เี่ คยตดิ เชอ้ื หรอื ผถู้ กู กกั กนั อนั นำ� ไปสกู่ ารสนบั สนนุ มาตรการตา่ งๆ ของภาครฐั และชมุ ชน ให้เกิดการรับมือต่อการเปลยี่ นแปลงวิถีชวี ิตใหม่ (new normal) ได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ ปจั จยั ทำ�นายการปฏบิ ตั ิของประชาชนไทยตอ่ ผ้ทู ี่เคยติดเชอ้ื 11 หรอื ผู้ถูกกกั กนั และผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19
2. วตั ถปุ ระสงคก์ ารวิจยั 11.. ประเมินความรู้ ทัศนคติ การรับรู้เก่ียวกับโควิด 19 และการปฏิบัติของประชาชนไทย 2 2.. ตอ่ ผ้เู คยติดเช้อื โควดิ 19 หรือผถู้ ูกกักกนั ศกึ ษาปจั จยั ทำ� นายการปฏบิ ตั ขิ องประชาชนไทยตอ่ ผทู้ เี่ คยตดิ เชอื้ โควดิ 19 หรอื ผถู้ กู กกั กนั 33. ประเมนิ การไดร้ บั ผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19 ตอ่ ประชาชนไทย ทงั้ ผลกระทบ โดยตรงจากโรค และผลกระทบจากนโยบายหรอื มาตรการในการปอ้ งกนั โควดิ 19 ของรฐั บาล 4 . สังเคราะห์ผลการศึกษาเพื่อเสนอนโยบายการป้องกันโควิด 19 และการลดผลกระทบ จากการระบาดของโควิด 19 ตอ่ ประชาชนไทย 3. คำ�ถามการวิจยั 1 1. . ประชาชนไทยมคี วามรู้ทศั นคติ การรบั รเู้ กย่ี วกบั โควดิ 19 และการปฏบิ ตั ขิ องประชาชนไทย ต่อผู้ท่เี คยติดเชือ้ โควิด 19 หรือผูถ้ กู กักกนั อย่างไร 22.. มีปัจจัยอะไรบ้างท่ีสามารถท�ำนายการปฏิบัติของประชาชนไทยต่อผู้ท่ีเคยติดเชื้อ โควดิ 19 หรือผูถ้ ูกกักกัน 33. ประชาชนไทยรบั รถู้ งึ ผลกระทบจากการระบาดโควดิ 19 และจากนโยบายหรอื มาตรการ ในการป้องกนั โควิด 19 ของรฐั บาลอย่างไร 44.. ควรมีการด�ำเนินนโยบายอย่างไรเพื่อการป้องกันโควิด 19 และลดผลกระทบ จากการระบาดของโควดิ 19 ทมี่ ตี อ่ ประชาชนไทย 12 ปัจจยั ทำ�นายการปฏิบตั ิของประชาชนไทยตอ่ ผู้ทเ่ี คยตดิ เชื้อ หรอื ผู้ถูกกกั กนั และผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19
4. ขอบเขตการศกึ ษา 4.1 รูปแบบและวิธีดำ�เนนิ การวิจยั การวิจัยครั้งน้ีเป็นการวิจัยเชิงท�ำนาย โดยท�ำการศึกษาทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ (predictive mixed method study) ศกึ ษาในประชาชนท่ีอาศยั อยู่ในกรงุ เทพมหานคร จงั หวดั ชลบรุ ี จงั หวดั เชยี งใหม่ จงั หวดั นครราชสมี า และจงั หวดั ยะลา รวมทง้ั สนิ้ 2,500 คน (500 คนตอ่ จงั หวดั ) เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เชงิ ปรมิ าณ ระหวา่ งเดอื นสงิ หาคม พ.ศ. 2563 ถงึ มกราคม พ.ศ. 2564 โดยใช้แบบสอบถาม และเก็บข้อมูลเชงิ คณุ ภาพโดยใช้การสัมภาษณ์ เชงิ ลกึ ระหวา่ งเดอื นตลุ าคม พ.ศ. 2563 ถงึ พฤษภาคม พ.ศ. 2564 ในผทู้ รี่ บั ผดิ ชอบงาน ด้านการป้องกันและควบคุมโควิด 19 จ�ำนวน 75 คน ประกอบด้วย คณะกรรมการ โรคตดิ ตอ่ จงั หวดั ผอู้ ำ� นวยการโรงพยาบาล ผบู้ รหิ ารสถานกกั กนั ของรฐั พยาบาล ผอู้ ำ� นวยการ ส่วนส่งเสริมสาธารณสุขและส่ิงแวดล้อมระดับจังหวัด สาธารณสุขอ�ำเภอ ผู้อ�ำนวยการ โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพตำ� บล ประธานอาสาสมคั รสาธารณสขุ หมบู่ า้ น ประธานอาสาสมคั ร สาธารณสุข ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้อ�ำนวยการโรงเรียนและครู ผู้น�ำศาสนา ผู้ใหญ่บ้าน ผชู้ ว่ ยผใู้ หญบ่ า้ น และสมาชกิ สภาเทศบาล 4.2 การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์โมเดลสมการ โครงสร้าง (Structural Equation Model: SEM) และวิเคราะห์ขอ้ มูลเชงิ คุณภาพ โดยใช้ การวเิ คราะห์เชงิ เนื้อหา (content analysis) ปจั จยั ทำ�นายการปฏบิ ตั ิของประชาชนไทยต่อผู้ท่เี คยติดเชื้อ 13 หรือผถู้ กู กักกนั และผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19
5. นยิ ามศพั ท์เฉพาะ ปัจจัยท�ำนายการปฏิบัติของประชาชนไทยต่อผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด 19 หรือ ผถู้ กู กกั กนั หมายถงึ สง่ิ ทม่ี ผี ลตอ่ การปฏบิ ตั ใิ นการปอ้ งกนั โควดิ 19 ของประชาชนไทย ต่อผู้ท่ีเคยติดเชื้อโควิด 19 หรือผู้ถูกกักกัน ประกอบด้วย ปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ในการปอ้ งกันโควดิ 19 ทศั นคตติ อ่ ผูท้ ี่เคยตดิ เช้อื โควิด 19 หรือผ้ถู กู กกั กัน และการรบั รูเ้ ก่ยี วกับโควิด 19 การปฏบิ ตั ติ อ่ ผทู้ เี่ คยตดิ เชอ้ื โควดิ 19หรอื ผถู้ กู กกั กนั หมายถงึ พฤตกิ รรมของประชาชน เพื่อป้องกันโควิด 19 จากผู้ท่ีเคยติดเช้ือโควิด 19 หรือผู้ถูกกักกัน ประกอบด้วย การท�ำความสะอาดมือ การสวมหน้ากากอนามัย การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล การเวน้ ระยะหา่ งทางสงั คม การทำ� ความสะอาดและการทำ� ลายเชอ้ื ในสง่ิ แวดลอ้ ม ผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19 หมายถึง ผลที่เน่ืองมาจากการระบาด ของโควิด 19 ท่ีก่อให้เกิดความเสียหายต่อด้านการปฏิบัติกิจวัตรประจ�ำวัน ของตนเอง ตอ่ ครอบครวั ดา้ นวฒั นธรรม/ประเพณ/ี วถิ ชี วี ติ ของชมุ ชน ดา้ นการศกึ ษา ของตนเอง และ/หรอื บุตรหลาน ดา้ นสุขภาพและการป้องกนั โรค ด้านเศรษฐกจิ และด้านจิตใจของประชาชนไทย ทั้งผลกระทบโดยตรงจากโควิด 19 และ ผลกระทบจากนโยบายหรอื มาตรการในการปอ้ งกันโควิด 19 ของรัฐบาล ผ้ทู ี่เคยตดิ เชือ้ โควดิ 19 หมายถึง ผ้ทู ่ีเคยป่วยด้วยโควิด 19 ทร่ี ักษาหายแลว้ และ แพทยอ์ นุญาตใหก้ ลับเข้ามาอยใู่ นชมุ ชน ผู้ถูกกักกัน หมายถึง ผู้ท่ีมีความเสี่ยงต่อการติดโควิด 19 ท่ีถูกกักกันหรือกักกัน ตนเอง เพ่ือสงั เกตอาการปว่ ยด้วยโควิด 19 ซงึ่ ผูท้ ่ีเข้าขา่ ยเสีย่ งตอ่ การตดิ โรค เชน่ กลับจากต่างประเทศหรือมีประวัติใกล้ชิดกับผู้ป่วย แม้ยังไม่มีอาการ แต่ควร ถกู กักกันหรือกกั กันตนเองตามระยะฟกั ตวั ของโรค เพอ่ื ดอู าการเปน็ เวลา 14 วัน เพื่อปอ้ งกันการแพร่เชื้อไปส่ผู อู้ ืน่ โดยไมร่ ้ตู ัว ประชาชนไทย หมายถงึ คนทอี่ าศยั อยใู่ นพนื้ ท่ี 5 จงั หวดั ของประเทศไทย ประกอบดว้ ย กรงุ เทพมหานคร จงั หวดั ชลบรุ ี จงั หวดั เชยี งใหม่ จงั หวดั นครราชสมี า และจงั หวดั ยะลา ครอบครัว หมายถึง กลุ่มคนต้ังแต่สองคนขึ้นไปท่ีอาศัยอยู่ร่วมกันในสถานท่ี เดียวกัน อาจจะมหี รือไมม่ กี ารสบื สายโลหิต หรืออาจจะเล้ียงดูผู้อ่ืนโดยการรับมา อุปการะ รวมถงึ ญาติพ่นี อ้ งหรอื ผ้อู ่นื มาอาศยั อย่ดู ว้ ยในสถานทีเ่ ดยี วกนั 14 ปจั จยั ทำ�นายการปฏบิ ัติของประชาชนไทยต่อผู้ทเ่ี คยตดิ เชือ้ หรือผ้ถู ูกกักกันและผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19
บ ท ที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี และงานวิจัยทเ่ี ก่ียวข้อง
ปัจจัยท�ำนายการปฏิบัติของประชาชนไทยต่อผู้ท่ีเคยติดเชื้อหรือผู้ถูกกักกัน และผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19 ผวู้ จิ ยั ไดท้ บทวนวรรณกรรม ประกอบดว้ ย 1. สถานการณ์การระบาดของโควดิ 19 2. ความรู้เกี่ยวกบั โควดิ 19 3. การปอ้ งกนั โควดิ 19 4. งานวิจยั เก่ียวกับการปฏบิ ัตใิ นการป้องกนั โควดิ 19 5. แนวคดิ ทฤษฎีทเ่ี กย่ี วข้องกบั การป้องกันโควดิ 19 1. สถานการณก์ ารระบาดของโควดิ 19 โควิด 19 เกิดจากเชื้อโคโรนาไวรัส 20191 ถูกพบคร้ังแรกในอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ์ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน หลังจากประชาชนมีอาการปอดบวมโดยไม่ทราบ สาเหตุท่ีแน่ชัด และวัคซีนหรือยาท่ีมีอยู่ไม่สามารถใช้รักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ2 มหี ลกั ฐานแสดงวา่ ไวรสั ชนดิ นส้ี ามารถแพรจ่ ากคนสคู่ น และมกี ารแพรร่ ะบาดอยา่ งรวดเรว็ 3 โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไข้ ไอ และหายใจล�ำบาก และอาการของโรคอาจท�ำให ้ เสยี ชวี ิตได้4 จนกระทง่ั วนั ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563 องค์การอนามยั โลกได้ประกาศการระบาด ของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 ให้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่าง ประเทศ (Public Health Emergency of International Concern)3,5-6 หลังจากนนั้ การติดเชอื้ โคโรนาไวรัสสายพันธ์ุใหม่ 2019 หรือโควดิ 19 ไดม้ กี ารระบาดไปยังประเทศ ตา่ ง ๆ ทว่ั โลก (pandemic) อยา่ งรวดเรว็ ขอ้ มลู ณ วนั ที่ 11 กนั ยายน พ.ศ. 2564 พบว่ามผี ูต้ ิดเชื้อโควิด 19 สะสมจำ� นวนทัง้ สิ้น 223.4 ลา้ นราย โดยมผี ้ปู ่วยเสยี ชีวติ สะสม 4.6 ล้านราย คิดเป็นอัตราตาย 595 ต่อล้านประชากร7,8 ส�ำหรับประเทศไทย มผี ตู้ ดิ เชอ้ื โควดิ 19 สะสมทง้ั สน้ิ ประมาณ 1.3 ลา้ นราย เสยี ชวี ติ ประมาณ 14,000 ราย คิดเป็นอัตราตาย 205 ต่อล้านประชากร9 จะเห็นว่าอัตราป่วยและอัตราตายจาก โควิด 19 ในประเทศไทยต่�ำกว่าหลายประเทศ ท้ังน้ีอาจเป็นเพราะผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้อง ทกุ ภาคสว่ นไดร้ ่วมมอื กนั ในการป้องกันและรกั ษาอยา่ งเต็มกำ� ลังความสามารถ7,8 16 ปัจจยั ทำ�นายการปฏิบตั ิของประชาชนไทยตอ่ ผู้ที่เคยตดิ เช้อื หรอื ผู้ถกู กกั กนั และผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19
2. ความรูเ้ กย่ี วกบั โควดิ 19 ความรู้เก่ียวกับโควิด 19 ที่ส�ำคัญ ประกอบด้วย เชื้อก่อโรค ระยะฟักตัวของโรค อาการของโรค วิธกี ารตดิ ต่อ และวิธีการป้องกนั โควดิ 1910 เชื้อก่อโรค โควิด 19 เกิดจากเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 มีช่ืออย่าง เป็นทางการว่า SARS-CoV-2 เป็นเชื้อไวรัสล�ำดับที่ 7 ในตระกูล coronaviruses lineage B จีนัส betacoronavirus ซ่ึงเป็นไวรัสอาร์เอ็นเอชนิดสายเดี่ยว มีล�ำดับ สารพันธกุ รรมเหมือน เอ็มอาร์เอน็ เอ (positive-sense single-stranded RNA virus) เป็นตระกูลเดียวกันกับไวรัสท่ีก่อให้เกิดโรคซาร์ส (SARS) ที่เคยระบาดในเอเชียเม่ือปี ค.ศ. 2002 และโรคเมอร์ส (MERS) ท่พี บในตะวันออกกลางเมอ่ื ปี ค.ศ. 2012 จากการ ศึกษาทางพันธุกรรมของไวรัส มีข้อมูลที่ยืนยันว่า ต้นตอของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 เกิดจากการผสมสารพันธุกรรมระหว่างโคโรนาไวรัสของค้างคาวกับโคโรนาไวรัส ในงเู ห่า กลายพันธเ์ุ ป็นโคโรนาไวรสั สายพนั ธ์ุ SARS-CoV-2 ท่แี พรเ่ ช้อื จากสตั วม์ าส่คู น ได้ ดังนั้นต้นตอการแพร่ระบาดของโรคอาจมาจากตลาดค้าสัตว์ นอกจากนี้แหล่งของ เชือ้ โรค (reservoir) อาจมาจากสตั วป์ ีก เชน่ นก ค้างคาว ไก่ หรอื สัตว์เลย้ี งลกู ด้วยนม เชน่ มา้ ววั แมว สนุ ัข กระต่าย หนู อูฐ หรอื สัตวเ์ ลอ้ื ยคลาน เชน่ งู เปน็ ต้น อย่างไรก็ตาม การท่ีโควิด 19 มกี ารแพรร่ ะบาดไปทวั่ โลก (pandemic) ไดอ้ ย่างรวดเร็วและมีผ้ตู ดิ เชอ้ื จำ� นวนมากน้ัน เนอ่ื งจากโรคนส้ี ามารถแพรเ่ ชอ้ื จากคนสู่คนได1้ 1 ระยะฟักตัวของโรค ไวรัสโคโรนา 2019 มีระยะฟกั ตวั ประมาณ 2-14 วนั แตผ่ ู้ปว่ ย บางรายอาจมีระยะฟกั ตวั นานถงึ 27 วัน อาการของโรค ผู้ติดเช้ือประมาณร้อยละ 80 ไม่มีอาการ (asymptomatic infection) หรือมีอาการปว่ ยเพียงเล็กน้อย (mild symptoms) คลา้ ยไขห้ วัดธรรมดา คอื มีไข้ ไอ จาม เจ็บคอ น�ำ้ มูกไหล หายใจไม่สะดวก ปวดเมอื่ ยตามรา่ งกาย และอาจมี อาการท้องเสียได้ มีเพียงร้อยละ 15-20 ท่ีมีอาการเจ็บป่วยรุนแรง คือ ท�ำให้มีอาการ ปอดอกั เสบ (pneumonia) และร้อยละ 1-5 จะมอี าการของโรคระบบทางเดนิ หายใจ เฉียบพลันรุนแรง (Severe Acute Respiratory Syndrome: SARS) เป็นสาเหตุ ใหผ้ ู้ปว่ ยเสียชีวติ ปจั จยั ทำ�นายการปฏบิ ตั ขิ องประชาชนไทยตอ่ ผู้ทีเ่ คยติดเชอื้ 17 หรือผถู้ ูกกักกันและผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19
วธิ กี ารตดิ ตอ่ ขณะนมี้ หี ลกั ฐานยนื ยนั วา่ โรคนส้ี ามารถตดิ ตอ่ จากคนสคู่ นได้ สามารถ แพรก่ ระจายโดยการสดู ดมละอองฝอยขนาดใหญ่ (droplet transmission) เขา้ สรู่ ะบบ ทางเดนิ หายใจ หรือจากการไอ จาม รดกันในระยะ 1-2 เมตร นอกจากนี้ยังแพรเ่ ช้ือโดย การสมั ผสั กบั ผตู้ ดิ เชอื้ โดยตรง (direct contact transmission) หรอื การสมั ผสั ทางออ้ ม (indirect contact transmission) เชน่ การสมั ผสั สง่ิ ของเครอ่ื งใชท้ ปี่ นเปอ้ื นสารคดั หลงั่ ของผตู้ ดิ เชอื้ เชน่ เสมหะ นำ้� มกู นำ�้ ลาย หรอื อจุ จาระ แลว้ มาสมั ผสั เยอ่ื บตุ า่ งๆ ในรา่ งกาย เช่น ขยี้ตา สัมผัสปาก หรือหยิบของกินเข้าปาก เป็นต้น ย่ิงไปกว่าน้ันบางการศึกษา รายงานว่าโควิด 19 สามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยขนาดเล็กในอากาศได ้ (airborne transmission)12 ดังน้ันวิธีการติดต่อท่ีส�ำคัญ คือ สัมผัสกับน�้ำมูก น้�ำลาย สารคัดหล่ัง ละอองจากการไอ จาม หรือสัมผัสเสื้อผ้าหรือของใช้ของผู้ติดเชื้อ โดยผู้ติดเชื้ออาจแพร่เชื้อให้ผู้อ่ืนได้โดยไม่รู้ตัว เน่ืองจากผู้ติดเช้ือส่วนใหญ่ไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อยคล้ายไข้หวัดธรรมดา ท�ำให้ผู้ติดเช้ือจ�ำนวนมากไม่ได้รับการตรวจ คดั กรองและไมไ่ ดร้ บั การรกั ษา นอกจากนเี้ ชอื้ โคโรนาไวรสั สายพนั ธใ์ุ หม่ 2019 ยงั สามารถ ตดิ ต่อจากสตั ว์สู่คนได้ดงั กลา่ วข้างตน้ การแพร่กระจายเชื้อ การแพร่กระจายเชื้อโควิด 19 จากผู้ติดเชื้อไปสู่คนปกต ิ และท�ำให้เกิดการติดเชื้อ ซ่ึงปัจจุบันพบการระบาดมากในครอบครัวและในชุมชน โดยผู้ติดเชื้อโควิด 19 สายพันธุ์แรก 1 คน สามารถแพร่กระจายเชื้อให้แก่บุคคลอื่นได้ 2.4-2.6 คน ผู้ติดเช้ือโควิด 19 สายพันธุ์อัลฟา 1 คน สามารถแพร่กระจายเชื้อให้แก ่ บคุ คลอนื่ ได้ 4-5 คน ผ้ตู ดิ เช้อื โควิด 19 สายพันธเ์ุ ดลตา 1 คน สามารถแพรก่ ระจายเช้ือ ให้แกบ่ คุ คลอน่ื ได้ 5-8 คน10,13-18 โควดิ สายพนั ธใ์ุ หม่ แรงกว่าเดิม ขนาดไหน โควิดสายพนั ธ์แุ รก โควิดสายพันธอ์ุ ัลฟา โควดิ สายพันธ์เุ ดลตา ผู้ติดเ2ชื้อ.4-1 2ค.น6 แคพนร่เช้ือได้ ผู้ติดเช้ือ 41-ค5น คแนพร่เชื้อได้ ผู้ติดเชื้อ 51-ค8น คแนพร่เช้ือได้ 18 ปจั จัยทำ�นายการปฏบิ ัติของประชาชนไทยต่อผทู้ ่เี คยติดเชือ้ หรอื ผถู้ ูกกักกันและผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19
อัตราการแพร่กระจายเชือ้ ข้นึ กบั 3 ปัจจัย ดงั น้ี 1. อตั ราการสมั ผสั ระหว่างผ้ตู ิดเชื้อกบั ผทู้ ่ีมีภูมติ า้ นทานตำ�่ 2. ความน่าจะเป็นของการแพร่กระจายเช้ือ ระหว่างผู้ติดเชื้อกับผู้ท่ีมีภูมิต้านทานต่�ำ ถ้าสมั ผัสใกลช้ ิดกันเป็นเวลานาน โอกาสเกิดการแพร่กระจายเชื้อจะสงู 3. ช่วงเวลาทผี่ ู้ติดเช้ือสามารถแพรก่ ระจายเชอื้ ได้ ผู้ท่ีมีภูมิต้านทานต�่ำ อยู่กับผู้ติดเชื้อ สัมผัสกับผู้ติดเชื้อ เป็นเวลานาน อยู่กับผู้ติดเชื้อ ในช่วงเวลาที่แพร่เชื้อได้ 3. การปอ้ งกันโควดิ 19 โควิด 19 เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ หากปฏิบัติตัวในการป้องกันโรคท่ีถูกต้อง ดงั นัน้ การปอ้ งกันการติดเช้ือไวรสั โคโรนา 2019 จึงเปน็ ส่ิงทม่ี คี วามส�ำคัญอยา่ งย่งิ ซงึ่ วธิ ี การป้องกันการติดเชื้อใช้หลักการป้องกันการติดเช้ือระบบทางเดินหายใจ ร่วมกับการ ปอ้ งกันการตดิ เชอ้ื ทางการสัมผสั มีดงั น้ี19 1. สวมหน้ากากอนามัย ส�ำหรับประเทศไทยได้มีการรณรงค์ให้ประชาชนทุกคน สวมหนา้ กากอนามยั (universal masking) เพือ่ ลดการแพรเ่ ชื้อ (ระยะไม่แสดงอาการ กอ่ นแสดงอาการ หรอื แสดงอาการ) และเปน็ การเตอื นให้ประชาชนเกดิ ความตระหนกั ในการปอ้ งกนั โรค และเวน้ ระยะหา่ งทางสังคม องคก์ ารอนามยั โลกจึงแนะนำ� ให้ทุกคน สวมหน้ากากอนามัยเมือ่ เข้าไปในชมุ ชนทมี่ ีการระบาดของโควิด 19 ในวงกว้าง และใน สถานบริการสุขภาพ แม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีผลการวิจัยที่ชัดเจนเก่ียวกับประสิทธิผลและ ผลไมพ่ งึ ประสงคข์ องการใชห้ นา้ กากอนามยั ตลอดเวลากบั การปอ้ งกันโควดิ 1920 ปจั จยั ทำ�นายการปฏบิ ตั ิของประชาชนไทยต่อผูท้ ีเ่ คยติดเชอื้ 19 หรือผ้ถู กู กกั กันและผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19
2. การเวน้ ระยะหา่ งทางสงั คม (social distancing) หรอื การเวน้ ระยะหา่ งทางกายภาพ (physical distancing) สามารถปฏบิ ัติได้ ดงั น9้ี 2.1 การเว้นระยะห่างระหว่างตัวเรากับผู้อ่ืน 1-2 เมตร เพราะไวรัสน้ันสามารถ ตดิ ตอ่ ไดผ้ า่ นละอองขนาดเลก็ ทมี่ าจากการไอหรอื จาม ซงึ่ ถา้ หากอยใู่ กลช้ ดิ กนั เกนิ ไปเราก็อาจจะสดู เอาไวรสั เขา้ รา่ งกายได้ 2.2 หลีกเลี่ยงการสัมผัสทางกายภาพ เพราะอาจเป็นการน�ำเชื้อมาสู่ตัวเอง หรือ ในขณะเดยี วกนั กเ็ ปน็ การแพรเ่ ช้อื ไปสู่ผอู้ ื่น 2.3 หลกี เลย่ี งการเดนิ ทางออกนอกบา้ น หรอื การใชข้ นสง่ สาธารณะ เนอื่ งจากไวรสั โคโรนา 2019 นั้นสามารถติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสและละอองขนาดเล็ก เพราะเราอาจอยใู่ กลช้ ดิ กบั ผทู้ ม่ี เี ชอ้ื แตไ่ มม่ อี าการ ซงึ่ สามารถแพรเ่ ชอื้ มาสเู่ ราได้ 2.4 การ Work from Home หรอื การท�ำงานทีบ่ ้าน เป็นวิธที ี่ช่วยลดความเสีย่ ง ในการติดเชอื้ และการแพรเ่ ช้อื จากผูร้ ่วมงาน 2.5 การเรยี นการสอนผา่ นทางชอ่ งทางออนไลนก์ เ็ ปน็ อกี ชอ่ งทางหนง่ึ ทมี่ หาวทิ ยาลยั หรือสถานศึกษาต่าง ๆ สามารถน�ำมาใช้ได้เพ่ือป้องกันการระบาดภายใน มหาวิทยาลัยและสถานศึกษา ซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน มแี พลตฟอรม์ ตา่ ง ๆ มารองรบั การเรยี นแบบระยะไกล เชน่ Zoom, Microsoft Teams และ Google Hangout 3. หมน่ั ลา้ งมอื ใหส้ ะอาดอยเู่ สมอดว้ ยนำ้� กบั สบู่ นำ้� กบั นำ้� ยาฆา่ เชอ้ื หรอื แอลกอฮอลเ์ จล 4. ไมน่ �ำมอื มาสัมผสั ตา จมูก และปากโดยไมจ่ �ำเป็น 5. ไม่ใช้ของส่วนตวั ร่วมกบั ผอู้ ืน่ เช่น ผ้าเชด็ หน้า ผา้ เช็ดตัว และแก้วน�ำ้ เป็นต้น 6. รบั ประทานอาหารทป่ี รงุ สกุ และร้อน 7. รกั ษาร่างกายให้อบอนุ่ 8. นอนหลบั พักผอ่ นใหเ้ พียงพอ 9. ไม่อย่ใู กล้ชดิ ผู้ตดิ เชื้อ ไม่อย่ใู กล้ชิดผ้ปู ่วยไอ จาม และไม่คลกุ คลกี ับผูป้ ว่ ยโรคระบบ ทางเดินหายใจ หากหลีกเลีย่ งไมไ่ ด้ใหส้ วมหนา้ กากอนามยั 10. หลีกเล่ียงการอยู่ในสถานที่แออัดหรือมีมลภาวะทางอากาศ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้สวมหนา้ กากอนามยั 11. หลีกเลย่ี งการเดินทางไปในพ้ืนท่ีซึ่งมีการระบาดของโรค 12. หลกี เลยี่ งการไปตลาดท่ขี ายซากสัตว์ป่าหรอื ทีม่ ีชีวิตและการสมั ผสั โดยไม่ใชถ้ ุงมือ 13. ภายใน 14 วัน หลังเดินทางกลับจากพ้ืนท่ีซึ่งมีการระบาดของโรค หากมไี ขร้ ว่ มกบั อาการทางเดินหายใจ ได้แก่ ไอ เจบ็ คอ มีนำ�้ มูก หายใจเหนื่อยหอบ ควรรบี พบแพทย ์ ทนั ที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดนิ ทางไปพ้ืนที่ซึ่งมีการระบาดของโรค 20 ปจั จัยทำ�นายการปฏบิ ตั ขิ องประชาชนไทยตอ่ ผ้ทู ่ีเคยติดเชื้อ หรือผ้ถู กู กักกนั และผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19
14. การเฝ้าระวังโรคในชุมชน กรณีที่พบนักท่องเท่ียวท่ีเดินทางมาจากพ้ืนที่ระบาด ของโรค มอี าการไข้ รว่ มกบั มอี าการระบบทางเดนิ หายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน�้ำมกู หายใจ เหน่ือยหอบ ให้แจ้งบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค DDC Hotline 1422 การทำ�ความสะอาดและการทำ�ลายเชือ้ ในสง่ิ แวดล้อม การทำ� ความสะอาดและการทำ� ลายเชอ้ื ในสง่ิ แวดลอ้ ม สำ� หรบั ประเทศไทย กรมควบคมุ โรคแนะน�ำใหใ้ ช้น้�ำยาโซเดยี มไฮโปคลอไรต์ให้ทง้ิ ไวน้ านอย่างน้อย 15 นาที แล้วเช็ดออก ด้วยผ้าชุบน�้ำสะอาดเพื่อป้องกันสนิม ความเข้มข้นของน�้ำยาโซเดียมไฮโปคลอไรต์ท่ีใช้ สำ� หรบั ทำ� ความสะอาดในบา้ นเรอื นคอื 0.05% สำ� หรบั ทำ� ความสะอาดในสถานพยาบาล 0.5% กรณที เ่ี ช็ดทำ� ความสะอาดดว้ ยแอลกอฮอล์ 70% ให้รอจนแอลกอฮอล์แห้งจงึ จะ ออกฤทธ์ิฆา่ เชอื้ โรค แตต่ ้องระวงั ไฟไหม้ เพราะแอลกอฮอลเ์ ปน็ สารทต่ี ิดไฟได้ การเชด็ ท�ำความสะอาดเพื่อก�ำจัดเชื้อโรคและสิ่งสกปรกต้องมีการออกแรงขัดถู (friction rub) การพ่นน้�ำยาท�ำลายเช้ือโดยไม่ออกแรงขัดถูจะไม่มีประสิทธิภาพในการก�ำจัดเช้ือ บนผิวสมั ผัสได้ กรณพี บผปู้ ว่ ยโควิด 19 ท่ีบา้ นหรือหอพกั ควรด�ำเนนิ การดงั นี้9 1. เพมิ่ ความตระหนกั ใหก้ บั แมบ่ า้ น พนกั งาน และพนกั งานทำ� ความสะอาด ถงึ ความ เสยี่ งในการปนเป้อื นเชอ้ื โดยให้ความส�ำคญั ในการปอ้ งกนั ตนเอง เช่น การสวมหนา้ กาก อนามัยหรือหน้ากากผา้ และถุงมอื ขณะปฏิบตั ิงาน และการดูแลทำ� ความสะอาดสง่ิ ของ ทใ่ี ชง้ านบอ่ ย ๆ เช่น โตะ๊ ท�ำงาน คอมพวิ เตอร์ อปุ กรณต์ ่าง ๆ ท่ใี ช้ในการทำ� งาน รวมถึง อุปกรณท์ �ำความสะอาดอื่น ๆ 2. การทำ� ความสะอาดอาคารบา้ นเรอื น หอพกั ใหม้ กี ารทำ� ความสะอาดอปุ กรณ์ และ บรเิ วณทมี่ ผี ูส้ มั ผัสปริมาณมากอยา่ งสม่�ำเสมอ เชน่ ราวจับ กลอนประตู หอ้ งน้�ำ อปุ กรณ์ ตา่ ง ๆ ดว้ ยน�้ำยาฟอกขาวความเข้มข้น 6% ผสมน�้ำสะอาด (โดยใช้นำ้� ยา 1 สว่ นต่อน้ำ� 99 สว่ น) หรอื แอลกอฮอล์ 70% ส่ิงที่ไม่ควรปฏิบัติ คือไม่ควรพ่นละอองน้�ำยาฆ่าเช้ือในลักษณะอุโมงค์หรือห้อง ระบบปิด เพราะอุโมงค์พ่นน้�ำยาฆ่าเช้ือ ไม่ได้ช่วยตัดช่องทางการแพร่โรค แต่อาจเพ่ิม ความเสี่ยงตอ่ การติดเชือ้ โควดิ 19 แทน เนอ่ื งจาก 1. ท�ำใหไ้ วรสั ฟุ้งและเป็นแหลง่ แพรโ่ รคได้ 2. ท�ำให้เกิดไอ จาม และ/หรืออาการแพ้น้�ำยา เพราะน้�ำยาอาจจะระคายเคือง เยอื่ บุทางเดินหายใจ และเยอ่ื บตุ าได้ ปจั จยั ทำ�นายการปฏบิ ตั ิของประชาชนไทยตอ่ ผ้ทู ีเ่ คยตดิ เชอื้ 21 หรอื ผูถ้ ูกกกั กันและผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19
3. หลงผิด ทำ� ให้การระมัดระวงั ตนเองของบคุ คลลดลง เพราะเช่อื วา่ จะชว่ ยป้องกัน การแพร่โรคได้ 4. ไมม่ ผี ลการพสิ ูจนถ์ งึ ประสทิ ธภิ าพในการควบคมุ ป้องกันโรค และองคก์ ารอนามยั โลกชว้ี ่าไมจ่ ำ� เป็นต้องทำ� ปัจจบุ ันกรมควบคมุ โรคได้สรุปมาตรการการปอ้ งกันการติดเชื้อโควดิ 19 โดยไมใ่ ชย้ า เพอื่ ใหป้ ระชาชนจำ� ไดง้ า่ ย โดยใชค้ ำ� วา่ D-M-H-T-T-A ไดแ้ ก่ D : Distancing เวน้ ระยะ ระหวา่ งบคุ คล หลกี เลย่ี งการสัมผสั กับผู้อืน่ M : Mask wearing สวมหน้ากากผ้า หรอื หนา้ กากอนามัยตลอดเวลา H : Hand washing ล้างมือบอ่ ย ๆ จดั ให้มีจดุ บรกิ ารเจล ลา้ งมอื อยา่ งทวั่ ถงึ เพยี งพอ T : Temperature ตรวจวดั อณุ หภมู ริ า่ งกายกอ่ นเขา้ ใชบ้ รกิ าร เพอื่ คดั กรองผใู้ ชบ้ รกิ ารทอี่ าจไมส่ บาย T : Testing ตรวจหาเชอ้ื โควดิ 19 และ A : Application ตดิ ต้งั และใชแ้ อปพลิเคชนั “ไทยชนะ” และ “หมอชนะ” กอ่ นเขา้ -ออกสถานท่ที กุ ครัง้ 6. 1. 1- 2. A : Application D : Distancing M : Mask wearing ติดต้ังและใช้แอปพลิเคชัน เว้นระยะระหว่างบุคคล สวมหน้ากากผ้า หรือหน้ากาก “ไทยชนะ” และ “หมอชนะ” หลีกเลี่ยงการสัมผัส อนามัยตลอดเวลา กับผู้อ่ืน 3. มาตรการการปอ้ งกัน H : Hand washing การติดเชื้อโควิด 19 5. โดยไมใ่ ชย้ า ล้างมือบ่อย ๆ จัดให้มีจุดบริการ เจลล้างมืออย่างท่ัวถึงเพียงพอ T : Testing 4. ตรวจหาเชื้อโควิด 19 T : Temperature ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้า ใช้บริการ เพ่ือคัดกรองผู้ใช้ บริการท่ีอาจไม่สบาย 22 ปจั จยั ทำ�นายการปฏิบตั ิของประชาชนไทยตอ่ ผ้ทู ีเ่ คยติดเชื้อ หรือผู้ถกู กกั กันและผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19
ประสทิ ธิภาพของมาตรการการป้องกันและควบคุมโควดิ 19 จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่ามาตรการการป้องกันและควบคุมโควิด 19 ท่ีมีประสิทธิภาพสูง คือ การเว้นระยะห่างทางสังคม และการสวมหน้ากากป้องกันโรค มตี วั อยา่ งการศกึ ษาในฮอ่ งกงพบวา่ การปฏบิ ตั ติ ามมาตรการการเวน้ ระยะหา่ งทางสงั คม ในช่วงระยะเวลาของการแพร่ระบาดของโควิด 19 สามารถลดการแพร่กระจายเช้ือ ในชุมชนได้ร้อยละ 44.0 โดยพบว่าการหยุดเรียนหรือปิดโรงเรียนจะช่วยลดอัตรา การแพรก่ ระจายเชอ้ื โควดิ 19 จาก 1.28 คน เหลอื 0.72 คน21 อยา่ งไรก็ตามการทบทวน วรรณกรรมอย่างเป็นระบบยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่าการปิดโรงเรียนจะช่วย ลดการแพร่กระจายเชื้อได้ และยังพบวา่ ความเหมาะสมของมาตรการการปดิ โรงเรยี น ข้ึนอยู่กับบริบทและสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ของแต่ละประเทศ และ มาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างอ่ืน เช่น การท�ำงานที่บ้าน อาจจะมี ประสิทธิภาพมากกว่า22 โดยการเว้นระยะห่างทางสังคมควรมีระยะอย่างนอ้ ย 1 เมตร ดังการทบทวนวรรณกรรมที่พบว่าการเว้นระยะห่าง 1 เมตร หรือมากกว่า ช่วยลด ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด 19 เม่ือเทียบกับการเว้นระยะห่างน้อยกว่า 1 เมตร นอกจากนพี้ บว่าการสวมหนา้ กากป้องกนั โรค (N95 หนา้ กากอนามัย หน้ากากผา้ ) และ เครื่องป้องกันหน้า (face shield) ช่วยลดความเส่ียงต่อการติดเช้ือโควิด 19 คือ การสวมหน้ากากป้องกันโรคช่วยลดความเส่ียงต่อการติดเช้ือโควิด 19 เม่ือเทียบกับ การไม่สวมหน้ากากป้องกันโรค และการสวมเครื่องป้องกันช่วยลดความเสี่ยงต่อ การติดเช้ือโควดิ 19 เมือ่ เทียบกบั การไม่สวมเครือ่ งปอ้ งกันหน้า23 การคดั กรองและเฝา้ ระวังโควดิ 19 ในชุมชน การแพร่ระบาดของโควิด 19 ท�ำให้ประชาชนและชุมชนเกิดความตระหนักและให้ ความรว่ มมอื ในมาตรการตา่ งๆ ดงั นนั้ ชมุ ชนจงึ มกี ารเฝา้ ระวงั ปอ้ งกนั และควบคมุ โควดิ 199 1. มาตรการการป้องกันการแพรร่ ะบาดของโควดิ 19 เขา้ สูช่ มุ ชน 1.1 การตั้งดา่ นชมุ ชน โดย • การจัดต้ังด่านชุมชนหน้าบริเวณทางเข้า–ออกชุมชนที่เป็นเส้นทางเข้า–ออก ส�ำคญั ทุกเสน้ ทาง • จัดใหม้ เี จ้าหน้าทีป่ ระจ�ำด่านหนา้ ชุมชน • บนั ทกึ ขอ้ มลู การเดนิ ทางของผเู้ ดนิ ทางเขา้ –ออกชมุ ชน รวมถงึ คดั กรองผทู้ ม่ี า จากพื้นที่เสี่ยง และผู้ที่เดินทางเข้า–ออกชุมชนทุกคน ต้องรายงานตัวต่อ เจ้าหน้าทีด่ ่านชมุ ชน ปจั จยั ทำ�นายการปฏิบตั ขิ องประชาชนไทยต่อผทู้ ่ีเคยติดเชอ้ื 23 หรือผถู้ ูกกกั กันและผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19
1.2 การคดั กรองผทู้ ม่ี าจากพน้ื ทเี่ สยี่ ง คน้ หาและคดั กรองวา่ มคี นในชมุ ชนทเ่ี ปน็ กลมุ่ ทมี่ ีความเสย่ี งเข้ามาพักอาศยั อยใู่ นชุมชนหรอื ไม่ ดงั น้ี • ผทู้ เ่ี ดนิ ทางกลบั มาจากพน้ื ทสี่ แี ดงเขม้ และพนื้ ทเ่ี สยี่ งอนื่ รวมถงึ ประเทศทเ่ี ปน็ เขตโรคตดิ ต่ออันตราย และประเทศที่มีการระบาดตอ่ เน่อื ง หรอื ผู้ท่ีอาศยั อยู่ ในสถานท่ีแออัด ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง เช่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด ตลาด แคมป์คนงาน โรงงาน เป็นตน้ • ตดิ ตามขา่ วสารหรอื สถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดทกุ ระยะอยา่ งใกลช้ ดิ ประกอบ การคดั กรองบุคคลทมี่ าจากสถานที่ จังหวัด หรือประเทศทมี่ คี วามเสย่ี ง • ผู้ที่อยู่ในระยะใกล้ชิดกับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด 19 หรืออยู่ในสถานท่ีร่วมกับ ผปู้ ว่ ยโควดิ 19 1.3 การปฏิบัติในกรณีทีช่ มุ ชนใดมผี ู้เข้าข่ายตามข้อ 1.2 ดังน้ี • จดั ท�ำบญั ชรี ายชื่อคนในชมุ ชนท่เี ปน็ ผูเ้ ข้าข่าย • เฝ้าตดิ ตามสังเกตอาการเปน็ ระยะเวลา 14 วนั นบั แตว่ ันทีผ่ ้เู ขา้ ขา่ ยเดนิ ทาง ไปยงั สถานท่เี สยี่ งต่อการระบาด • ขอความรว่ มมอื ผเู้ ขา้ ขา่ ยพกั อาศยั อยแู่ ตใ่ นบา้ นเรอื นเปน็ เวลาไมน่ อ้ ยกวา่ 14 วนั และให้งดหรือหลีกเล่ียงการเดนิ ทางไปยังสถานทต่ี ่าง ๆ นอกชุมชนไว้ก่อน • รายงานข้อมูลดังกล่าวไปยังผู้น�ำชุมชน เพ่ือรายงานตามขั้นตอนต่อไป โดยใหร้ ายงานทกุ วัน 2. มาตรการเฝ้าระวงั โควิด 19 ภายในชมุ ชน บุคลากรสาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) มีหน้าที่โดยตรง ในการเฝา้ ระวงั กลมุ่ เสย่ี งในชมุ ชน นอกจากนค้ี วรใหค้ วามรแู้ กป่ ระชาชน เมอ่ื พบนกั ทอ่ งเทยี่ ว ท่ีเดินทางมาจากพื้นท่ีระบาดของโรคมีอาการไข้ ร่วมกับมีอาการระบบทางเดินหายใจ เชน่ ไอ เจบ็ คอ มนี ำ้� มกู หายใจเหนอ่ื ยหอบ ใหแ้ จง้ บคุ ลากรสาธารณสขุ ในพน้ื ที่ หรอื สายดว่ น กรมควบคมุ โรค DDC Hotline 1422 ซึง่ มรี ายละเอยี ดดังน3้ี 9 2.1 แจง้ เตือนประชาชนในชมุ ชน ดงั นี้ • ประชาชนทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกคร้ัง เม่ือออก จากบ้านไปในที่ชุมนุมชนหรืออยู่ร่วมกับผู้ท่ีต้องกักกัน ท้ังกรณีท่ีมาจาก ตา่ งจังหวัด และต่างประเทศ • ให้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และความเข้าใจสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโควดิ 19 การปอ้ งกัน และการเฝ้าระวงั ดแู ลตัวเอง ผ่านส่อื ในทกุ ชอ่ งทาง เชน่ หอกระจายขา่ วชมุ ชน แอปพลเิ คชนั ไลน์ ปา้ ยประชาสมั พนั ธต์ า่ ง ๆ เปน็ ตน้ ท้งั นใ้ี หป้ ระกาศผา่ นหอกระจายข่าวชมุ ชนอยา่ งต่อเนอื่ งทุกวนั 24 ปจั จัยทำ�นายการปฏบิ ตั ิของประชาชนไทยตอ่ ผ้ทู เ่ี คยตดิ เชอ้ื หรอื ผู้ถกู กกั กันและผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19
• ให้ทุกคนในครอบครวั สงั เกตอาการทกุ คนในครอบครวั หากพบวา่ มีอาการ เป็นไข้หรือมีเหตุอันควรสงสัยเป็นโควิด 19 ให้เจ้าบ้านรีบแจ้งผู้น�ำชุมชน เชน่ ผู้ใหญ่บ้าน ก�ำนัน แพทยป์ ระจำ� ตำ� บล สารวัตรกำ� นนั ผู้ชว่ ยผ้ใู หญบ่ ้าน พนักงานควบคุมโรคตดิ ต่อ โดยทันที 2.2 กรณีบุคคลทีเ่ ดนิ ทางมาจากประเทศทเี่ ป็นเขตโรคติดตอ่ อนั ตราย และประเทศ ท่ีมีการระบาดต่อเนอ่ื ง • แจ้งบุคคลดังกล่าวใหก้ กั กันตัวไว้เพอื่ สงั เกตอาการเปน็ ระยะเวลา 14 วัน • เฝ้าระวัง สังเกต และควบคุมผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ ให้กักกันตัวไว้ สงั เกตอาการให้ครบ 14 วัน โดยหา้ มออกจากท่กี ักกันอาการ • กรณีถูกกักกันหรือถูกคุมไว้ สังเกตอาการ มีอาการป่วยเป็นไข้ หรือมีเหตุ อันควรหรอื อาการตอ้ งสงสัย ใหแ้ จง้ เจ้าหน้าทสี่ าธารณสุขโดยทนั ที และหาก มเี หตอุ นั ควรหรอื มอี าการตอ้ งสงสยั ใหแ้ จง้ โรงพยาบาลทร่ี บั ผดิ ชอบดำ� เนนิ การ รบั ตัวไปรักษาทันที 2.3 กรณีบุคคลท่ีเดินทางกลับ หรือมีการเดินทางไปยังสถานท่ีเส่ียงต่อการแพร่ ระบาดที่มีคนแออัดเบียดเสียด ตามข้อ 2.2 แล้วมีอาการป่วยเป็นไข้ให้แจ้ง เจา้ หนา้ ทสี่ าธารณสขุ โดยทนั ที และหากเจา้ หนา้ ทสี่ าธารณสขุ ประเมนิ อาการวา่ เข้าข่ายสงสัยอาจจะติดเชื้อโควิด 19 ให้แจ้งโรงพยาบาลท่ีรับผิดชอบด�ำเนิน การรบั ตัวไปรกั ษาทันที 2.4 กรณีบุคคลที่เป็นผู้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยติดเช้ือโควิด 19 หรือไปร่วมอยู่ในสถานท ่ี ท่ีผปู้ ่วยตดิ เช้อื โควิด 19 ไปปรากฏตัว ให้แจง้ เจ้าหน้าท่สี าธารณสุขทราบทันที เพอ่ื ด�ำเนินการตามมาตรการคดั กรองแยกกกั กนั หรอื คมุ ไว้สงั เกตอาการ 2.5 กรณีมีความจ�ำเป็นต้องใช้รถส่วนบุคคลในการน�ำส่งตัวผู้เข้าข่าย ให้ผู้เข้าข่าย ตอ้ งสงสยั ตดิ เชอ้ื โควดิ 19 แยกหอ้ งโดยสารจากผอู้ น่ื ใหช้ ดั เจน รวมถงึ ตอ้ งจดั หา อปุ กรณป์ อ้ งกนั เชน่ หนา้ กากอนามยั เจลลา้ งมอื แอลกอฮอลล์ า้ งมอื เปน็ ตน้ 2.6 กรณีมีคนในชุมชนได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้ติดเช้ือโควิด 19 ให้แจ้งเทศบาล หรอื องคก์ รทเี่ กยี่ วขอ้ งเขา้ ไปดำ� เนนิ การทำ� ความสะอาดฆา่ เชอื้ พน้ื ทท่ี มี่ ผี ตู้ ดิ เชอื้ ไปท�ำกิจกรรม เพ่อื ปอ้ งกันการแพร่ระบาดของโรคโดยเร็ว 3. การปอ้ งกนั และเฝา้ ระวงั กลมุ่ ผสู้ งู อายุ กลมุ่ ผปู้ ว่ ยเรอ้ื รงั เดก็ และหญงิ ตง้ั ครรภ์ ในชมุ ชน 3.1 ใหอ้ าสาสมคั รสาธารณสขุ หมบู่ า้ น (อสม.) จดั ทำ� ทะเบยี นกลมุ่ ผสู้ งู อายุ กลมุ่ ผปู้ ว่ ย เรอ้ื รัง เด็กและหญงิ มคี รรภใ์ นชมุ ชน ซึ่งเปน็ กลุม่ ทีเ่ ส่ยี งต่อการติดเช้อื โควดิ 19 ไดง้ า่ ย ปัจจยั ทำ�นายการปฏบิ ัติของประชาชนไทยตอ่ ผ้ทู ี่เคยติดเช้ือ 25 หรอื ผถู้ กู กกั กันและผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19
3.2 ให้คำ� แนะนำ� แก่ผู้สงู อายุ และกลุม่ ผู้ป่วยเร้ือรงั ใหป้ ฏิบัตติ วั อยา่ งเคร่งครดั ดงั น้ี • ให้หลีกเลี่ยงการพบปะ และสัมผัสกับบุคคลที่เดินทางกลับจากจังหวัดท่ีม ี การระบาดจากต่างประเทศ หรอื มีการเดินทางไปยังสถานที่เส่ยี งต่อการแพร่ ระบาดโควิด 19 • งดไปรว่ มกิจกรรมทม่ี คี นมารวมตัวกนั จำ� นวนมาก และงดการไปในชุมนุมชน การกักกนั โรค (quarantine) การกกั กนั โรคมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื แยกผทู้ เี่ สยี่ งตอ่ การแพรเ่ ชอื้ จนกวา่ มนั่ ใจวา่ ไมม่ เี ชอื้ ก่อโรค (พ้นจากระยะฟักตัวของโรค) ซึ่งจะกักกันคนท่ีมีความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อเป็น ระยะเวลายาวทส่ี ดุ ของระยะฟกั ตวั ของโรคหรอื จนพสิ จู นไ์ ดว้ า่ ผถู้ กู กกั กนั ไมม่ เี ชอื้ กอ่ โรค ส�ำหรับประเทศไทย การกักกนั โรคมี 5 รูปแบบ ไดแ้ ก่ สถานท่กี กั กันโรคซ่ึงหนว่ ยงาน ของรัฐจัดตั้งข้ึน (state quarantine) สถานที่กักกันโรคทางเลือกที่รัฐบาลก�ำหนด (alternative quarantine) สถานทก่ี กั กนั ขององคก์ รทง้ั ของภาครฐั และเอกชนทร่ี ฐั บาล ก�ำหนด (organizational quarantine) สถานท่ีกักกันส�ำหรับผู้ท่ีมีปัญหาทางสุขภาพ หรือผูท้ เ่ี ขา้ มาในราชอาณาจกั รเพอื่ การรกั ษา (hospital quarantine) และการกักกนั ผทู้ ่ีเข้าขา่ ยเส่ียงทีบ่ า้ น (home quarantine)24 5. 1. 2. การกักกัน สถานที่กักกันโรค สถานที่กักกันโรค ผู้ท่ีเข้าข่ายเส่ียงที่บ้าน ซึ่งหน่วยงานของรัฐจัดต้ังข้ึน ทางเลือกท่ีรัฐบาลก�ำหนด (home quarantine) (state quarantine) (alternative quarantine) รูปแบบการกักกันโรค 4. 3. สถานที่กักกันส�ำหรับผู้ท่ีมีปัญหา สถานท่ีกักกันขององค์กร ทางสุขภาพหรือผู้ท่ีเข้ามา ทั้งของภาครัฐและเอกชน ในราชอาณาจักรเพื่อการรักษา ท่ีรัฐบาลก�ำหนด (hospital quarantine) (organizational quarantine) 26 ปจั จัยทำ�นายการปฏิบตั ิของประชาชนไทยตอ่ ผทู้ เี่ คยติดเช้อื หรือผถู้ กู กกั กันและผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19
บทบาทของชุมชนในการปอ้ งกันโควิด 19 ชมุ ชนมบี ทบาทสำ� คญั อยา่ งมากในการปอ้ งกนั การแพรก่ ระจายของโควดิ 19 เนอื่ งจาก ในชมุ ชนตา่ ง ๆ อาจมผี ตู้ ดิ เชอื้ และประชาชนกลมุ่ เสย่ี งกระจายอยใู่ นพนื้ ที่ ดงั นน้ั องคก์ ร ปกครองส่วนท้องถ่ิน และประชาชนท่ีอาศัยอยู่ในพื้นท่ีจึงมีบทบาทส�ำคัญในการดูแล สขุ ภาพประชาชน/สุขภาพตนเอง และปอ้ งกันการแพรก่ ระจายของโควิด 19 รวมถึงมี บทบาทในการฟน้ื ฟู ดแู ล การเปดิ พน้ื ทเ่ี มอื งและชมุ ชน เพอ่ื ใหป้ ระชาชนสามารถใชช้ วี ติ และประกอบอาชีพตามปกติได้อย่างมั่นใจ ซ่ึงบทบาทส�ำคัญของชุมชนในการป้องกัน โรคติดเชื้อโควิด 19 มีดงั น2้ี 5-27 1. ควบคมุ กำ� กบั ดแู ลรกั ษาความสะอาด ปอ้ งกนั การแพรร่ ะบาดเชอ้ื โรคอยา่ งเครง่ ครดั ของสถานประกอบการและกิจการในพ้นื ท่ีรบั ผิดชอบ โดยจดั เตรยี มอปุ กรณ์ในการดแู ล สขุ อนามยั สว่ นบคุ คล และการปอ้ งกันตนเองสำ� หรับผู้ประกอบการ และผู้รบั บรกิ าร 2. ควบคมุ กำ� กบั ดแู ลสถานทสี่ าธารณะในชมุ ชน สถานทแี่ ออดั อาทิ ศาสนสถาน สถานี ขนสง่ โดยสาร ตลาดนดั เปน็ ตน้ โดยผปู้ ระกอบการตอ้ งจดั จดุ ลา้ งมอื ดว้ ยนำ้� และสบู่ หรอื เจลแอลกอฮอล์ และท�ำความสะอาดพื้นท่ีอย่างท่ัวถึง โดยเฉพาะบริเวณท่ีเป็นจุดเสี่ยง เช่น จุดใหบ้ รกิ ารนำ้� ด่มื ในสถานทส่ี าธารณะ โตะ๊ เกา้ อ้ี และห้องน้ำ� สาธารณะ 3. การจัดการมูลฝอย ต้องคัดแยกระดับครัวเรือน การเก็บรวบรวมและการก�ำจัด ตามคำ� แนะนำ� การจดั การมลู ฝอยสำ� หรบั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ และจดั จดุ รวบรวม มูลฝอย พร้อมภาชนะรองรบั ท่มี ฝี าปิดอยา่ งเพยี งพอและท่ัวถงึ กรณมี ูลฝอยที่ปนเป้อื น นำ้� มกู นำ้� ลาย สารคดั หลง่ั เชน่ หนา้ กากอนามยั กระดาษทชิ ชู ตอ้ งใสถ่ งุ ขยะ 2 ชนั้ มดั ปากถงุ ให้แน่นและซ้อนด้วยถุงขยะอีก 1 ชั้น มัดปากถุงให้แน่น น�ำไปทิ้งรวมกับขยะทั่วไป หรอื จดั เก็บรวบรวมแยกไว้เฉพาะตามทอ่ี งค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ินก�ำหนด 4. เฝ้าระวงั อาการผดิ ปกติของตนเอง และครอบครัว 5. ใหค้ วามรว่ มมอื กบั อสม. และเจา้ หนา้ ทรี่ ฐั ในการปฏบิ ตั ติ ามมาตรการของรฐั ทก่ี ำ� หนด 6. มีส่วนร่วมในการสังเกตและแจ้งข้อมูลความผิดปกติท่ีอาจเส่ียงต่อการเกิดโควิด 19 แก่ อสม. และเจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั 7. การคดั กรองผทู้ มี่ าจากพนื้ ทเ่ี สย่ี ง ผนู้ ำ� ชมุ ชนและประชาชนในพน้ื ทร่ี ว่ มกนั คน้ หาและ คัดกรองกล่มุ เส่ียงทเ่ี ขา้ มาพกั อาศยั อย่ใู นหมู่บา้ นหรอื ชมุ ชน ดังนี้ 7.1 ผทู้ เี่ ดนิ ทางมาจากพนื้ ทเี่ สยี่ ง เชน่ สนามมวย สนามกฬี า สนามมา้ สนามชนโค สนามชนไก่ สถานบนั เทงิ ศาสนสถาน หรือการไปร่วมกิจกรรมทีม่ ีคนเข้ารว่ ม เป็นจำ� นวนมาก เป็นต้น ปัจจยั ทำ�นายการปฏิบัตขิ องประชาชนไทยต่อผทู้ เ่ี คยติดเชอื้ 27 หรอื ผู้ถกู กักกนั และผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19
7.2 ผู้ท่ีใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด 19 หรือไปร่วมอยู่ในสถานท่ีที่ผู้ป่วยโควิด 19 ไปปรากฏตัว 8. การเฝ้าระวงั ผทู้ ่มี าจากพืน้ ทเี่ ส่ียง ผนู้ ำ� ชุมชนและประชาชนในพ้นื ทรี่ ่วมกันเฝา้ ระวงั กลุ่มเสย่ี งทเี่ ขา้ มาพักอาศยั อยู่ในหมู่บ้านหรอื ชุมชน ดังนี้ 8.1 จัดท�ำบัญชีรายชื่อเพ่ือเฝ้าติดตามสังเกตอาการเป็นระยะเวลา 14 วัน นับแต ่ วนั ท่ผี ้นู นั้ เดนิ ทางไปยังสถานที่เสี่ยงต่อการแพรร่ ะบาด 8.2 ขอความรว่ มมอื ผนู้ น้ั ใหง้ ดหรอื หลกี เลย่ี งการเดนิ ทางไปยงั สถานทตี่ า่ ง ๆ นอกหมบู่ า้ น หรอื ชุมชนไวก้ ่อน หรอื พักอาศัยอยแู่ ต่ในบา้ นเรือนเป็นเวลาไม่นอ้ ยกวา่ 14 วัน 8.3 ขอใหร้ ายงานขอ้ มลู ดงั กลา่ วใหเ้ ทศบาล และองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บล เพอื่ ตดิ ตาม เฝา้ ระวัง และใหส้ ง่ ข้อมลู ใหอ้ �ำเภอทราบเพื่อบนั ทกึ ข้อมูลเข้าระบบรายงาน โรงพยาบาลสนาม การเตรยี มความพรอ้ มเพอื่ รบั การระบาดของโรคตดิ เชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) คาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้มของจ�ำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ขีดความสามารถของโรงพยาบาลในการรับดูแลรักษาผู้ป่วยอาจไม่เพียงพอ แนวคิดใน การจัดต้ังสถานที่รักษาพยาบาล และการเตรียมระบบบริการในการดูแลผู้ป่วยจ�ำนวน มากเป็นสิ่งส�ำคัญ เช่น การจัดท�ำแคมป์กักกัน (camp quarantine) หรือการจัดต้ัง โรงพยาบาลสนาม24,28 ซึ่งหมายถึง สถานที่ท่ีให้การดูแลรักษาพยาบาลในกลุ่มผู้ป่วย ที่ไม่แสดงอาการหรือมีอาการน้อย เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการดูแลผู้ป่วย อาจจัดต้ัง ขึ้นในบริเวณท่ีเป็นโรงพยาบาล หรือสถานที่ที่ไม่ได้เป็นหน่วยงานด้านสาธารณสุข มากอ่ น เชน่ วดั โรงเรยี น โรงยมิ หรอื หอประชมุ ขนาดใหญ่ เปน็ ตน้ ขนึ้ อยกู่ บั วตั ถปุ ระสงค์ ของการจัดตั้ง และความต้องการของชุมชน รวมถึงทรัพยากรทางสาธารณสุขที่มีอยู่ โดยจะมุ่งเน้นเร่ืองของการดูแลและประคับประคองผู้ป่วยโควิด 19 ในสภาวการณ์ที่มี การระบาด ทัง้ นี้ผรู้ บั ผิดชอบหลกั ในการด�ำเนินการ คือ ผูว้ ่าราชการจงั หวดั หรือผ้ทู ี่ได้ รับมอบหมาย ร่วมกับส�ำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ส�ำนักงานป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยจังหวัดและอื่น ๆ และควรมีการก�ำหนดคณะท�ำงานผู้รับผิดชอบในการ ดำ� เนนิ งาน ประกอบดว้ ยหวั หนา้ สว่ นราชการระดบั จงั หวดั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งรวมถงึ ภาคเอกชน 28 ปัจจัยทำ�นายการปฏบิ ตั ขิ องประชาชนไทยต่อผูท้ ีเ่ คยตดิ เช้อื หรือผถู้ ูกกักกนั และผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19
การบรหิ ารจดั การในการจัดต้ังโรงพยาบาลสนาม 1. การเลือกสถานที่ในชมุ ชนท่มี ีคณุ สมบตั ิ ดงั นี้ 1.1 อากาศโปรง่ และเปน็ สถานทีท่ ม่ี ีการถา่ ยเทอากาศได้ดี 1.2 ไม่ควรอยู่ในที่ชมุ ชนแออัด เช่น ตลาดสด 1.3 มีส่ิงอ�ำนวยความสะดวกทางด้านสาธารณูปโภคท่ีส�ำคัญในการด�ำเนินงาน เช่น ไฟฟ้า ประปา และอ่นื ๆ ตวั อยา่ งโรงพยาบาลสนาม เชน่ อาคารเรยี น หอพกั หอประชมุ วดั ทอี่ ยหู่ า่ งจากชมุ ชน แต่มีระบบน้ำ� ประปา และไฟฟ้า 2. การจดั เตรยี มวสั ดอุ ปุ กรณแ์ ละเวชภณั ฑท์ จ่ี ำ� เปน็ รวมถงึ วสั ดสุ ำ� นกั งาน เครอ่ื งอปุ โภค บริโภค และน้ำ� ดืม่ เสบียง อาหาร รวมถึงการฝกึ อบรม ปฐมนเิ ทศ ตลอดจนการกำ� กบั ดูแลการทำ� งานของบคุ ลากรโดยเฉพาะอาสาสมัคร 3. ระบบการดแู ลการรกั ษาผปู้ ว่ ย ใหเ้ ปน็ ไปตามแนวทางเวชปฏบิ ตั กิ ารดแู ลรกั ษาผปู้ ว่ ย โควดิ 19 ของกระทรวงสาธารณสขุ (ซง่ึ จะมี update เปน็ ระยะ ใหต้ ดิ ตามอยา่ งใกลช้ ดิ ) 4. ระบบการบรหิ ารจดั การหนว่ ยผปู้ ว่ ยนอก หอผปู้ ว่ ย การจดั เวร ประเมนิ ความเพยี งพอ ของการให้บริการ 5. ระบบการขนส่งตา่ ง ๆ รวมถึง ระบบการสง่ ต่อผ้ปู ว่ ย การขนสง่ วสั ดอุ ุปกรณท์ างการ แพทย์ วัสดอุ ปุ กรณอ์ ่ืน ๆ ขยะติดเชื้อ การจดั การ และการเคล่อื นยา้ ยศพ 6. ระบบการเช่อื มโยง และระบบส่อื สาร เชน่ ระบบเวชระเบยี น การติดต่อสื่อสารทวั่ ไป ระหว่างโรงพยาบาลสนามกับหน่วยงานอ่ืนที่เก่ียวข้อง เช่น โรงพยาบาล ส�ำนักงาน สาธารณสขุ จังหวดั ส�ำนักงานป้องกนั ควบคุมโรค การประชาสัมพันธ์ เปน็ ต้น 7. ระบบการป้องกันควบคุมการตดิ เช้อื และแพร่กระจายเชอ้ื 7.1 ควรส�ำรวจ และเตรียมส�ำรองอุปกรณ์ป้องกันตนเอง (Personal Protective Equipment: PPE) ใหพ้ รอ้ มและเพียงพอเมื่อมกี ารระบาด 7.2 การฝึกซ้อม การสวมและถอด PPE 7.3 การท�ำความเข้าใจ หลักการพื้นฐานของการป้องกันและควบคุมการติดเช้ือ (infection prevention and control) 8. ระบบสนับสนุน รวมถึงการจัดการด้านสาธารณูปโภค ท่ีพักบุคลากร โภชนาการ เครอ่ื งปน่ั ไฟ เครือ่ งกรองน้�ำ ประปาสนาม ฯลฯ 9. ระบบรกั ษาความปลอดภยั แกบ่ คุ ลากร ผปู้ ว่ ย ยา เวชภณั ฑ์ และวสั ดอุ ปุ กรณต์ า่ ง ๆ 10.งานสังคมสงเคราะหแ์ ละจติ วทิ ยา 11.การจัดระบบการส่ือสารความเส่ียง ให้ผู้ป่วย ญาติ รวมถึงประชาชน ให้เข้าใจ ตง้ั แตก่ ่อนจดั ตัง้ และในระหว่างการระบาด ปัจจัยทำ�นายการปฏบิ ตั ขิ องประชาชนไทยตอ่ ผูท้ ่เี คยตดิ เช้อื 29 หรอื ผูถ้ ูกกกั กันและผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19
วคั ซนี ป้องกนั โควดิ 19 ส่ิงส�ำคัญที่สุดในการป้องกันการติดเช้ือและการแพร่กระจายเช้ือโควิด 19 คือ การปฏบิ ตั ติ ามมาตรการตา่ ง ๆ ทกี่ ลา่ วมาขา้ งตน้ แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามประชาชนยงั ไมส่ ามารถ ท่ีจะปฏิบัติตามมาตรการได้อย่างเคร่งครัดและถูกต้อง รวมถึงประชาชนที่เคยติดเช้ือ และมีภูมิคุ้มกันท่ีเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติมีจ�ำนวนน้อยเม่ือเทียบกับประชากรโลก ดังนั้นจึงมีความจ�ำเป็นในการเสริมสร้างเพิ่มภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโควิด 19 โดยการใช้ วคั ซนี ซง่ึ วคั ซนี มคี วามสำ� คญั ตอ่ การหยดุ ยง้ั การแพรร่ ะบาดของโรคตดิ เชอื้ หลายประเทศ จงึ คดิ คน้ และพฒั นาวคั ซนี เพอ่ื นำ� มาใชใ้ นการปอ้ งกนั การแพรร่ ะบาดของโควดิ 19 ใหแ้ ก่ ประชาชน วัคซีนที่ใช้ป้องกันโควิด 19 ปัจจุบันมี 4 ชนิดหลัก โดยแบ่งตามเทคนิคที่ใช ้ ในการผลิตวัคซีนป้องกนั โควิด 19 ได้แก2่ 9 1. วคั ซีนปอ้ งกนั โควดิ 19 ชนิดสารพันธกุ รรม (mRNA vaccines) เปน็ เทคโนโลยี ใหม่ ที่เคยใช้กับการพัฒนาวัคซนี ป้องกนั อโี บล่า สำ� หรบั กรณีโควดิ 19 วัคซนี น้ีผลิตขน้ึ จากการใช้สารพันธุกรรมของเช้ือไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) ซึ่งเมื่อฉีดเข้าไปใน รา่ งกาย mRNA จะเข้าไปก�ำกบั การสรา้ งโปรตนี สว่ นหนาม (spike protein) ของไวรัส แล้วท�ำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตัวน้ีออกมา วัคซีนที่ใช้เทคโนโลยีน้ีคือ BioNTech/ Pfizer และ Moderna 2. วัคซีนป้องกนั โควิด 19 ชนิดใช้ไวรสั เป็นพาหะ (viral vector vaccines) โดยใช้ ไวรัสที่ถูกท�ำให้อ่อนฤทธิ์จนไม่สามารถท�ำให้ป่วย หรือไม่สามารถแบ่งตัวได้อีก แลว้ ตดั แตง่ พนั ธกุ รรมเพอ่ื ใชเ้ ปน็ พาหะ โดยฝากสารพนั ธกุ รรมของเชอื้ ไวรสั ซารส์ -โคว-ี 2 (SARS-CoV-2) เข้าไป ทำ� ให้รา่ งกายสรา้ งภมู ิคมุ้ กนั ต่อเชือ้ ไวรสั ขึน้ มา วคั ซีนประเภทน้ี สามารถกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี เน่ืองจากเลียนแบบให้ใกล้เคียงกับการติดเช้ือ ตามธรรมชาติ ได้แก่ วัคซนี ของ Johnson & Johnson, Oxford–AstraZeneca และ วคั ซนี Sputnik V 3. วัคซีนป้องกันโควิด 19 ที่ท�ำจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ (protein-based vaccines) โดยจะใชโ้ ปรตนี บางสว่ นของเชอื้ ไวรสั ซารส์ -โคว-ี 2 (SARS-CoV-2) เชน่ โปรตนี สว่ นหนาม (spike protein) แลว้ นำ� มาผสมกบั สารกระตนุ้ ภมู ิ เมอื่ ฉดี เขา้ ไปแลว้ จะกระตนุ้ ใหร้ า่ งกายสรา้ งภมู คิ มุ้ กนั ตอ่ เชอื้ ไวรสั ขน้ึ มา เทคนคิ นใี้ ชก้ นั มานานแลว้ เพราะเปน็ เทคนคิ ที่ใช้ผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนตับอักเสบชนิดบี วัคซีนท่ีใช้เทคนิคดังกล่าว เช่น Novavax เป็นต้น 30 ปจั จัยทำ�นายการปฏิบตั ิของประชาชนไทยต่อผู้ท่เี คยตดิ เชื้อ หรือผู้ถูกกกั กันและผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19
4. วัคซีนปอ้ งกนั โควิด 19 ชนดิ เช้อื ตาย (inactivated vaccines) จะผลติ จากไวรสั ซารส์ -โคว-ี 2 (SARS-CoV-2) ทถ่ี กู ทำ� ใหต้ ายแลว้ ดว้ ยสารเคมหี รอื ความรอ้ น เมอื่ ฉดี เขา้ ไป ในรา่ งกายจะกระตนุ้ ใหร้ า่ งกายสรา้ งภมู คิ มุ้ กนั ตอ่ เชอื้ ไวรสั เปน็ เทคนคิ ทเี่ คยใชก้ บั การผลติ วคั ซนี ตบั อกั เสบเอ หรอื วคั ซนี โปลโิ อ (ชนดิ ฉดี ) มาแลว้ แตต่ อ้ งทำ� ในหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารนริ ภยั ระดับ 3 ท�ำให้ผลิตได้ช้า และมีต้นทุนการผลิตที่สูง ส�ำหรับวัคซีนท่ีใช้เทคนิคดังกล่าว ไดแ้ ก่ Sinovac และ Sinopharm 1. ชนิดสารพนั ธุกรรม 2. ชนดิ ใชไ้ วรสั เปน็ พาหะ mRNA vaccines viral vector vaccines ก�ำกับส่วนหนามท่ีใช้สร้างโปรตีน ของไวรัส ท�ำให้ร่างกาย ใช้ไวรัสท่ีถูกท�ำให้ฤทธิ์อ่อนลง สร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัส มาตัดต่อพันธุกรรม สร้างเป็น พาหะกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรค >> วัคซีน BioNTech/ Pfizer และ Moderna >> วัคซีน Johnson & Johnson, Oxford–AstraZeneca และ Sputnik V วัคซีนที่ใช้ 3. ชนดิ ทท่ี ำ�จากโปรตีนสว่ นหนึง่ ของเชอื้ น�ำโปรตีนบางส่วนมาผสมสาร กระตุ้นภูมิ และฉีดกลับเข้าสู่ ร่างกาย >> วัคซีน Novavax ปอ้ งกันโควดิ 19 4. ชนิดเชื้อตาย น�ำเช้ือไวรัสมาท�ำให้ตาย และ ฉีดกลับไปกระตุ้นให้ร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกัน >> วัคซีน Sinovac และ Sinopharm ปัจจยั ทำ�นายการปฏิบตั ขิ องประชาชนไทยตอ่ ผทู้ ี่เคยตดิ เชอื้ 31 หรอื ผถู้ ูกกกั กนั และผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19
จากการเปรยี บเทยี บผลการศกึ ษาดา้ นประสทิ ธภิ าพและความปลอดภยั ของ วคั ซีนป้องกันโควดิ 19 ที่มใี นปจั จุบันสามารถสรุปไดด้ ังน้ี 1. ประสทิ ธภิ าพของวคั ซนี ในการปอ้ งกนั โควดิ 19 ทม่ี อี าการมคี วามแตกตา่ งกนั ในแต่ละผู้ผลิต โดยวัคซีนของ Moderna มีประสิทธิภาพสูงสุด ตามมาด้วย Pfizer สว่ นประสิทธภิ าพของ Sinovac และ Astra/Oxford ไมม่ คี วามแตกต่าง กันมากนัก โดยผลท่ีได้คือ ร้อยละ 93.0-94.0, 81.8-95.0, 78.2 และ 70.4 ตามล�ำดับ 2. ถ้าสามารถให้วัคซีนแก่คนทุก ๆ 1,000 คน ด้วยวัคซีนของ Moderna, Pfizer, Sinovac และ Astra/Oxford จะสามารถปอ้ งกันโควิด 19 ท่มี อี าการได้ 12-17, 8-10, 10 และ 12 คนตามลำ� ดบั 3. จ�ำนวนผู้ป่วยอาการรุนแรง (ท่ีต้องเข้ารับการรักษาใน ICU หรือเสียชีวิต) ในการศึกษามีจ�ำนวนน้อยมาก พบเพียงร้อยละ 0-0.04 ในกลุ่มวัคซีนและ ร้อยละ 0-0.05 ในกลุม่ เปรยี บเทยี บจากขอ้ มูลที่มีอย่จู ึงเปรยี บเทียบไดย้ าก 4. ข้อมูลในกลุ่มหญิงมีครรภ์ เด็ก และผู้สูงอายุยังมีไม่เพียงพอ ยังไม่มีข้อมูล สนบั สนุนหรอื ตอ่ ตา้ นการรบั วคั ซนี 5. ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ อ่อนเพลีย ปวดหัว ปวดกล้ามเน้ือ และมีไข ้ ส่วนผลข้างเคียงรุนแรงพบเพียงร้อยละ 0.5 ในวัคซีน Pfizer (อาการบาดเจ็บ ของไหล่ที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน ต่อมน้�ำเหลืองท่ีรักแร้โต หัวใจห้องล่างเต้น ผิดจงั หวะและอาการชาที่ขา) และรอ้ ยละ 0.6 ในวคั ซีน Astra/Oxford (รวม อาการไขสันหลังอกั เสบ) 6. ผลสรุปนีม้ าจากขอ้ มูลเชงิ ประจักษ์ระดับดี (1B) ท่ที ำ� ในระยะสั้น (2 เดือน) ยกเว้นขอ้ มลู วัคซนี ของ Sinovac มาจากขอ้ มูลการรายงานอย่างไมเ่ ปน็ ทางการ (ไมไ่ ด้ตีพิมพ์) ท�ำให้ไม่สามารถวเิ คราะหค์ วามน่าเช่อื ถือได้ 7. ผลสรปุ ของการศกึ ษาในประเทศไทย พบวา่ การฉดี วคั ซนี สตู รไขวม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันโควิด 19 ได้ค่อนข้างดี เช่น เข็มแรก Sinovac และ เข็มสอง Astra/Oxford เข็มแรกและเข็มสอง Sinovac และเข็มสาม Astra/Oxford หรอื Pfizer เปน็ ต้น 32 ปจั จยั ทำ�นายการปฏิบัติของประชาชนไทยต่อผทู้ ี่เคยติดเชอื้ หรือผถู้ ูกกักกนั และผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19
การเฝ้าระวงั ปญั หาสขุ ภาพจติ เชิงรกุ ในสถานการณโ์ ควิด 19 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำ� เนนิ การเฝ้าระวงั ปญั หาสขุ ภาพจติ เชงิ รกุ และเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการติดโรคโควิด 19 ระลอกสอง โดยมีแผนการ ด�ำเนนิ งาน ดงั นี้ 1. มีการเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตของประชาชนกลุ่มเสี่ยง (active surveillance) โดยรายงานผลการเฝา้ ระวังทกุ สปั ดาห์ 2. มีทมี ช่วยเหลอื เยียวยาจติ ใจผู้ประสบภาวะวกิ ฤต (Mental Health Crisis Assess- ment and Treatment Team: MCATT) ทุกอ�ำเภอ เพ่ือรองรับปัญหาวิกฤต สขุ ภาพจติ จากการระบาดของโควดิ 19 3. มรี ะบบบริการจติ เวชแบบวถิ ใี หม่ (new normal psychiatric service) 4. มรี ะบบสายดว่ นสขุ ภาพจติ 1323 และสายดว่ นในแตล่ ะภมู ภิ าคเพอ่ื รองรบั ผตู้ อ้ งการ คำ� ปรึกษาทางสุขภาพจติ 5. ปรบั หอผู้ป่วยเพ่อื รองรบั ผู้ป่วยจิตเวชท่ีมคี วามเสยี่ งต่อการตดิ หรือแพรเ่ ช้ือโควิด 19 ส�ำหรบั การเฝา้ ระวงั ทางจิตมีการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ดังนี้ 1) แบบประเมิน online 2) ประสานขอ้ มลู ผ่านเครอื ขา่ ยในพนื้ ที่ 3) ขอ้ มลู จากทมี MCATT 4) ไลน์ของกรมสขุ ภาพจติ (line bot) 5) ลงพ้ืนที่เก็บข้อมูลประชาชนในชุมชน โดยการเฝ้าระวังและป้องกันปัญหา สขุ ภาพจติ ดว้ ยการคน้ หาคดั กรองเชงิ รุก (active screening) ส�ำหรบั กลุ่มเสี่ยง ใน 4 ประเด็น (stress, depression, suicide, burnout)30-31 ปัจจัยทำ�นายการปฏิบัตขิ องประชาชนไทยต่อผู้ที่เคยตดิ เชอื้ 33 หรอื ผู้ถกู กักกนั และผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19
4. งานวิจัยท่ีเกีย่ วขอ้ ง ผู้วิจัยได้ทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติการป้องกันโรค ความรู้ ทัศนคติ การรับรู้เกี่ยวกับโรค ปัจจัยที่เก่ียวข้องกับการปฏิบัติในการป้องกันโรค ผลกระทบจาก การระบาดของโควิด 19 และแนวคิดทฤษฎที เ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การปอ้ งกนั โควิด 19 สรุปได้ ดังน้ี การปฏบิ ัตกิ ารปอ้ งกนั โควิด 19 จากการทบทวนวรรณกรรมการศึกษาการปฏิบัติและความต้ังใจในการปฏิบัติการ ปอ้ งกนั การตดิ เชอ้ื โควดิ 19 ในตา่ งประเทศมกี ารศกึ ษาในกลมุ่ บคุ ลากรสขุ ภาพ นกั ศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั และประชาชน โดยพบวา่ ในประเทศปากสี ถาน ศกึ ษากลมุ่ บคุ ลากรสขุ ภาพ มีการปฏิบัติเพื่อป้องกันโควิด 19 อยู่ในระดับดีถึงร้อยละ 88.732 ในประเทศอิหร่าน มีการปฏิบัติตัวอยู่ในระดับน่าพอใจถึงร้อยละ 73.1 โดยพฤติกรรมป้องกันที่พบมาก ท่ีสุด คือ การท�ำความสะอาดมือ (ร้อยละ 87.0) เลี่ยงการอยู่ร่วมกับผู้อื่นเวลา ปฏิบัติงาน (ร้อยละ 84.6) แต่ต้ังใจสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาเพียงร้อยละ 51.8 มีบางกลุ่มต้ังใจไม่สวมถุงมือเมื่อท�ำหัตถการกับผู้ป่วยถึงร้อยละ 7.9 ต้ังใจ ไม่สวมหนา้ กากอนามัยถึงรอ้ ยละ 3.733 ผลการทบทวนงานวิจัยในกลุ่มนักศึกษาบังกลาเทศ ส่วนใหญ่มีการท�ำความสะอาด มือบ่อยครั้ง (ร้อยละ 89.5) การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ (รอ้ ยละ 82.3) และมีการเว้นระยะห่างทางสงั คม โดยการอย่บู ้านและหลีกเลีย่ งการไป ในที่ชุมชน (ร้อยละ 59.7)34 สอดคล้องกับผลการศึกษาในประเทศเคนยาท่ีพบว่า ประชาชนทั่วไปมีพฤติกรรมท�ำความสะอาดมือบ่อยคร้ัง (ร้อยละ 97.1) รองลงมาคือ หลีกเล่ียงการไปในชุมชน (ร้อยละ 94.1) และรักษาระยะห่างจากบุคคลอื่นอย่างน้อย 2 เมตร (รอ้ ยละ 81.5)35 นอกจากนใ้ี นชว่ งทม่ี มี าตรการใหป้ ระชาชนอยบู่ า้ นเพอ่ื เวน้ ระยะ ห่างทางสังคมพบว่า ร้อยละ 81.0 มีการออกนอกบ้าน36 การศึกษาการปฏิบัติต่อ การปอ้ งกนั โควดิ 19 ของประชาชนในประเทศจีน ปี ค.ศ. 2020 พบว่า ร้อยละ 98.0 ของกลุ่มตัวอย่างสวมหน้ากากอนามัยเม่ือออกจากบ้าน ร้อยละ 96.4 ของประชาชน หลีกเลย่ี งการไปในสถานทแี่ ออัด37 สำ� หรบั การศกึ ษาการปฏบิ ตั ใิ นการปอ้ งกนั การตดิ เชอ้ื โควดิ 19 ในประเทศไทยพบวา่ ประชาชนปฏิบัติตามแนวปฏิบัติในการป้องกันโควิด 19 ของกระทรวงสาธารณสุขได ้ ในระดับสงู โดยรอ้ ยละ 80.0-94.0 ไมม่ กี จิ กรรมหรือการสงั สรรค์ ร้อยละ 92.0-96.0 34 ปจั จยั ทำ�นายการปฏิบตั ิของประชาชนไทยต่อผ้ทู เ่ี คยติดเชอ้ื หรอื ผถู้ กู กกั กนั และผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19
ไม่มีการสัมผัสผู้ป่วยท่ีมีอาการหวัด ร้อยละ 63.0-79.0 ไม่มีการเข้าไปในพ้ืนที่แออัด ร้อยละ 79.0-85.0 ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ร้อยละ 71.0-92.0 ล้างมือหลัง เข้าห้องน้�ำ และร้อยละ 98.0 สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเม่ือออกนอกบ้าน ยกเว้นการใช้มือจับใบหน้า พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีการใช้มือจับใบหน้าเป็นบางครั้งสูงถึง รอ้ ยละ 65.0-90.0 และการเวน้ ระยะห่างทางสังคม ที่พบวา่ มีกลมุ่ ตวั อย่างเพยี งรอ้ ยละ 11.7-16.7 ที่รักษาระยะห่างได้ 1-2 เมตร38 คล้ายคลึงกับอีกหนึ่งการศึกษาที่พบว่า ประชาชนสว่ นใหญ่ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมต่าง ๆ ในการปอ้ งกันโควิด 19 ไดถ้ ูกตอ้ ง โดยพบวา่ กลุ่มตัวอย่างสวมหน้ากากอนามัยเม่ือพูดคุยกับผู้ท่ีเคยติดเช้ือโควิด 19 (ร้อยละ 94.5) และผ้ทู ี่ถกู กักกันหรอื ผู้กกั กันตนเอง (รอ้ ยละ 93.0) ไมใ่ ชจ้ าน ชาม ชอ้ นสอ้ ม รว่ มกบั ผทู้ เ่ี คยตดิ เชอ้ื โควดิ 19 (รอ้ ยละ 94.0) และผทู้ ถ่ี กู กกั กนั หรอื ผกู้ กั กนั ตนเอง (รอ้ ยละ 92.0) ลา้ งมอื หรอื ทำ� ความสะอาดมอื ดว้ ยแอลกอฮอลเ์ จลหลงั พดู คยุ กบั ผทู้ เี่ คยตดิ เชอ้ื โควดิ 19 (ร้อยละ 92.0) และผู้ท่ีถูกกักกันหรือผู้กักกันตนเองทุกครั้ง (ร้อยละ 89.5) ไม่สัมผัส ร่างกายผู้ที่เคยติดเช้ือโควิด 19 (ร้อยละ 90.5) และผู้ท่ีถูกกักกันหรือผู้กักกันตนเอง (รอ้ ยละ 86.0) ไม่รบั ประทานอาหารรว่ มกับผู้ท่เี คยติดเช้อื โควดิ 19 (ร้อยละ 90.0) และ ผู้ที่ถูกกักกันหรือผู้กักกันตนเอง (ร้อยละ 86.0) ล้างมือหรือท�ำความสะอาดมือด้วย แอลกอฮอล์เจลหลังรับประทานอาหารร่วมกับผู้ท่ีเคยติดเชื้อโควิด 19 (ร้อยละ 88.5) และผู้ที่ถูกกักกันหรือผู้กักกันตนเอง (ร้อยละ 87.5) สนับสนุนให้แยกผู้ท่ีเคยติดเชื้อ โควดิ 19 (ร้อยละ 87.5) และผู้ท่ถี ูกกกั กันหรือผู้กกั กนั ตนเอง (ร้อยละ 85.5) โดยใหอ้ ยู่ แยกห้องหรือแยกบ้านกับผู้อ่ืน ล้างมือหรือท�ำความสะอาดมือด้วยแอลกอฮอล์เจล ก่อนรับประทานอาหารรว่ มกบั ผทู้ ีเ่ คยตดิ เช้อื โควดิ 19 (รอ้ ยละ 87.0) และผูท้ ถี่ กู กักกนั หรือผู้กักกันตนเอง (ร้อยละ 86.5) แนะน�ำวิธีป้องกันการติดเช้ือหรือการแพร่เช้ือ โควิด 19 ให้ผทู้ ีเ่ คยตดิ เชื้อโควดิ 19 (ร้อยละ 87.0) และผู้ท่ถี กู กกั กนั หรือผกู้ กั กันตนเอง (รอ้ ยละ 86.0) พูดคุยกบั ผทู้ เี่ คยตดิ เชอื้ โควดิ 19 (ร้อยละ 86.0) และผทู้ ี่ถูกกกั กนั หรอื ผู้กักกันตนเอง (ร้อยละ 88.5) แต่เว้นระยะห่างอย่างน้อย 1-2 เมตร19 แตกต่างกับ การศึกษาในประชาชนที่มีฐานะยากจนท่ีอาศัยอยู่ในเขตเมือง ซ่ึงพบว่ามีการปฏิบัติ ท่ีถูกต้องในการป้องกันตนเองจากโควิด 19 ค่อนข้างน้อย โดยพบว่ามีกลุ่มตัวอย่าง เพียงร้อยละ 44.3 ท่ีพกเจลหรอื แอลกอฮอล์ลา้ งมือทุกครัง้ ที่ออกจากบ้าน และรอ้ ยละ 43.8 ไม่สามารถใช้พื้นที่อยู่อาศัยเป็นท่ีกักสมาชิกในครอบครัว โดยแยกจากคนอ่ืน เน่ืองจากมีพ้ืนที่ไม่เพียงพอ ส่วนการปฏิบัติที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่สามารถปฏิบัติได ้ คอื สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งทีอ่ อกจากบา้ นร้อยละ 89.939 ปจั จัยทำ�นายการปฏบิ ัติของประชาชนไทยต่อผูท้ ี่เคยตดิ เชือ้ 35 หรอื ผ้ถู กู กกั กันและผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19
ความรเู้ กี่ยวกับโควดิ 19 จากการทบทวนวรรณกรรมการศึกษาความรู้เก่ียวกับโควิด 19 โดยการศึกษา ในต่างประเทศ ดังเช่นการศึกษาในประเทศปากีสถานพบว่า บุคลากรสุขภาพมีความรู้ ทถ่ี กู ตอ้ งเกย่ี วกบั โควดิ 19 คอื เกดิ จากเชอ้ื ไวรสั (รอ้ ยละ 100.0) อาการและอาการแสดง (ร้อยละ 98.8) การท�ำความสะอาดมือสามารถป้องกันการติดเช้ือได้ (ร้อยละ 98.3) ยงั ไมม่ วี คั ซนี ปอ้ งกนั โรค (รอ้ ยละ 97.6) ทำ� ใหเ้ กดิ การตดิ เชอื้ โรคทางเดนิ หายใจเฉยี บพลนั รนุ แรง (ร้อยละ 96.4) ระยะฟกั ตวั ของโรค (ร้อยละ 96.4) การตดิ เชอื้ โควิด 19 ทำ� ให้ เสียชีวิตได้ (ร้อยละ 90.8) และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่สามารถป้องกันโควิด 19 ได้ (ร้อยละ 76.8)32 ส�ำหรับการศึกษาในนักศึกษามหาวิทยาลัยประเทศบังกลาเทศพบว่า กลุ่มตัวอย่างตอบได้ถูกต้องเกี่ยวกับอาการและอาการแสดงของโควิด 19 โดยมี อาการไข้ (ร้อยละ 91.8) มีอาการไอแห้ง ๆ (ร้อยละ 81.3) มีอาการหายใจล�ำบาก (รอ้ ยละ 78.4) มีความร้สู กึ ไมส่ ุขสบาย (ร้อยละ 77.7) มีอาการปวดศีรษะ (ร้อยละ 55.1) มอี าการคัดจมูก (รอ้ ยละ 54.8) มีอาการเจ็บคอ (รอ้ ยละ 49.8) และมีอาการทอ้ งเสีย (ร้อยละ 16.4) นอกจากนี้ กลมุ่ ตัวอยา่ งตอบไดถ้ ูกต้องเกยี่ วกับวถิ ที างการแพร่กระจาย เชื้อของโควิด 19 โดยสามารถแพร่จากคนสู่คน (ร้อยละ 97.0) คนได้รับเช้ือจาก การไอ จาม (ร้อยละ 94.1) น�ำเชื้อเข้าสู่ร่างกายทางปากและจมูกหลังสัมผัสผู้ติดเช้ือ (ร้อยละ 84.9) แพร่จากสัตวส์ คู่ น (รอ้ ยละ 78.7) จากการสัมผสั สิง่ ของท่ีมีการปนเปื้อน (รอ้ ยละ 78.0) ไมส่ ามารถแพรจ่ ากการถกู ยงุ กัด (รอ้ ยละ 77.4) และแพรจ่ ากอาหารและ น้�ำ (ร้อยละ 52.5)34 ส่วนการศกึ ษาในประเทศอฟั กานสิ ถานพบว่า ประชาชนต้องการ ความรเู้ พมิ่ เตมิ เกยี่ วกบั โควดิ 19 ในประเดน็ วถิ ที างตดิ ตอ่ ของโรค (รอ้ ยละ 63.0) อาการ และอาการแสดง (รอ้ ยละ 59.0) การดแู ลตนเอง (รอ้ ยละ 35.0) ความเส่ยี งและภาวะ แทรกซอ้ นของการตดิ เชอ้ื (รอ้ ยละ 31.0) และมาตรการการปอ้ งกนั โควดิ 19 ของรฐั บาล (ร้อยละ 27.0)40 การศึกษาประชาชนในประเทศอินโดนีเซียพบว่า ประชาชนมีความรู้ ในระดับดี (ร้อยละ 98.0)41 การศึกษาในประเทศอียิปต์พบว่า ประชาชนมีคะแนน ความรู้เฉล่ีย 16.4 คะแนน จากคะแนนเตม็ 23.0 คะแนน ซึง่ กล่มุ ท่มี คี ะแนนความรนู้ ้อย คือ กลุ่มประชาชนทม่ี ีอายุ 50 ปขี ึ้นไป กลมุ่ ที่ไมไ่ ด้รบั การศึกษา หรอื มกี ารศึกษาระดบั ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ผทู้ ่มี รี ายได้นอ้ ย และผอู้ าศยั อยูใ่ นชนบท42 ส�ำหรับประเทศไทยมีการศึกษาความรู้เก่ียวกับโควิด 19 ดังเช่นการศึกษาของ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซ่ึงศึกษาในกลุ่มตัวอย่างจากทั่วทุกภาค ของประเทศไทย พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 62.0 มีความรู้ท่ีถูกต้องเกี่ยวกับวิธีการ ป้องกันตนเองโดยการอยู่บ้าน/ท�ำงานท่ีบ้าน การไม่ใช้ภาชนะร่วมกับผู้อ่ืน การสวม 36 ปจั จยั ทำ�นายการปฏิบตั ิของประชาชนไทยต่อผ้ทู ี่เคยตดิ เช้อื หรอื ผ้ถู ูกกกั กันและผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19
หน้ากากอนามัยหรือหนา้ กากผา้ การกนิ รอ้ น การล้างมือให้สะอาดเปน็ ประจำ� การเว้น ระยะห่างทางสังคม และห้ามจับใบหน้า และมีความรู้ที่ถูกต้องว่า การยืนกลางแจ้ง การดื่มเหล้าหรือแอลกอฮอล์ไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ แต่มีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 28.0 เข้าใจผิดว่า การยืนกลางแจ้ง การด่ืมเหล้าหรือแอลกอฮอล์สามารถฆ่าเชื้อโรคได้38 ส่วนการศึกษาน�ำร่องในภาคเหนือมาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้เก่ียวกับ โควดิ 19 ระดบั ปานกลาง (11-15 คะแนน) คดิ เป็นร้อยละ 71.5 คะแนนความรูเ้ ฉลีย่ 14.0 คะแนน โดยความรู้พ้ืนฐานเกี่ยวกับโควิด 19 ท่ีกลุ่มตัวอย่างมีความรู้ที่ถูกต้อง น้อยกว่าร้อยละ 50.0 คือ โควิด 19 ไม่ได้มีการแพร่กระจายจากคนสู่คนเท่านั้น ส่วนความรู้ด้านการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด 19 ท่ีกลุ่มตัวอย่างมีความรู้ ทถี่ กู ตอ้ งนอ้ ยกวา่ ร้อยละ 30.0 ได้แก่ การให้คนเดนิ ผ่านสเปรยพ์ ่นยาฆา่ เช้อื ไมใ่ ช่วิธกี าร สำ� คญั ทชี่ ว่ ยลดการตดิ เชอ้ื โควดิ 19 การฉดี พน่ ยาฆา่ เชอื้ ในสง่ิ แวดลอ้ มไมใ่ ชว่ ธิ กี ารปอ้ งกนั การตดิ เชอ้ื โควดิ 19 ทสี่ ำ� คญั และรฐั บาลไมค่ วรใหท้ กุ ชมุ ชน/หมบู่ า้ นรณรงคใ์ หม้ กี ารฉดี พน่ ยาฆา่ เช้ือเพื่อปอ้ งกนั การตดิ เช้อื โควดิ 1919 ทัศนคติในการปอ้ งกันโควดิ 19 จากการทบทวนวรรณกรรมการศึกษาทัศนคติเก่ียวกับโควิด 19 โดยการศึกษา ในต่างประเทศ ดังเช่นการศึกษาในประเทศเคนยาพบว่า ประชาชนมีความกลัว และวิตกกงั วลเกีย่ วกบั โควิด 19 โดยร้อยละ 67.9 มีความเช่ือว่าโควดิ 19 ท�ำใหเ้ สยี ชวี ติ ได้ ร้อยละ 39.5 มีความเช่ือว่าโควิด 19 ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ร้อยละ 34.4 มีความกลวั ตกงาน ไมม่ ีรายได้ และธรุ กิจปิดกิจการ รอ้ ยละ 25.8 มคี วามเชอ่ื ว่าตนเอง สามารถแพร่เช้อื ไปให้ผอู้ น่ื ได้ และรอ้ ยละ 21.8 มคี วามเช่อื วา่ โควดิ 19 ท�ำให้ขาดแคลน อาหาร35 การศกึ ษาประชาชนในประเทศอนิ โดนเี ซยี พบวา่ ประชาชนมที ศั นคตทิ างบวก เกีย่ วกบั การระบาดร้อยละ 96.0 แต่อยา่ งไรกต็ ามมที ศั นคตเิ ชงิ ลบอยู่ 2 ประเด็น คอื ต้องรกั ษาระยะหา่ ง 1-2 เมตร เมอ่ื เขา้ ไปอยู่ในท่ีชมุ ชนรอ้ ยละ 78.6 ทำ� ใหไ้ มส่ ามารถ ออกกำ� ลังกาย หรอื การออกไปรบั ประทานอาหารได้ตามปกติร้อยละ 79.141 ส�ำหรับประเทศไทยมีการศึกษาเก่ียวกับทัศนคติ พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความเช่ือมั่น ว่าการปฏิบัติตามแนวทางของสาธารณสุขจะช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อในระดับ มากถงึ มากทส่ี ดุ กลมุ่ ตวั อยา่ งคดิ วา่ การปฏบิ ตั ติ ามแนวทางของสาธารณสขุ มคี วามสำ� คญั ในระดับมากถึงมากท่ีสุด กลุ่มตัวอย่างมีความต้ังใจในการปฏิบัติตามแนวทางของ สาธารณสุขในระดับมากถึงมากที่สุด และกลุ่มตัวอย่างคิดว่าคนในชุมชนหรือสังคม สามารถปฏิบัติตามแนวทางของสาธารณสุขได้ดีในระดับมาก38 นอกจากน้ีมีการศึกษา ปจั จยั ทำ�นายการปฏิบัตขิ องประชาชนไทยตอ่ ผ้ทู เี่ คยติดเช้ือ 37 หรอื ผถู้ กู กกั กันและผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19
ทพี่ บวา่ กลุ่มตัวอยา่ งมที ัศนคติทางลบต่อผู้ท่เี คยติดเชอ้ื โควิด 19 หรอื ผทู้ ถ่ี ูกกกั กันหรือ ผู้กักกันตนเองในหลายประเด็น โดยกลุ่มตัวอย่างมากกว่าร้อยละ 90 มีความเห็นว่า ผทู้ ่เี คยตดิ เชอื้ โควดิ 19 หรอื ผทู้ ี่ถกู กกั กนั หรือผกู้ กั กนั ตนเอง ไดร้ ับเชอ้ื หรอื มโี อกาสได้รบั เช้ือจากพฤติกรรมการม่ัวสุมในสถานที่อโคจร และมีความเห็นว่าการได้รับเช้ือ หรือมีโอกาสได้รับเช้ือเกิดจากการไม่รับผิดชอบต่อตนเอง นอกจากน้ีมีความเห็นว่า ผู้ทเ่ี คยตดิ เช้อื โควดิ 19 หรอื ผทู้ ถี่ กู กักกนั หรือผูก้ กั กนั ตนเอง เปน็ บุคคลทน่ี ำ� เชอ้ื มาแพร่ ใหค้ นในครอบครวั คิดเป็นร้อยละ 87.5 และ 84.5 ตามล�ำดบั แตม่ ีทศั นคติทางบวกคอื มีความเห็นว่าผู้ท่ีเคยติดเช้ือโควิด 19 หรือผู้ที่ถูกกักกันหรือผู้กักกันตนเอง เป็นบุคคล ทส่ี มาชิกในครอบครวั ต้องดแู ลชว่ ยเหลอื อยา่ งใกลช้ ดิ ท้งั ดา้ นรา่ งกายและจติ ใจ เพ่ือให้ ผา่ นภาวะวกิ ฤตของชวี ติ ไปได้ คดิ เป็นรอ้ ยละ 87.0 และ 87.5 ตามล�ำดบั และเปน็ บคุ คล ที่คนในชุมชนต้องดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดท้ังด้านร่างกายและจิตใจ เพ่ือให้ผ่าน ภาวะวกิ ฤตของชวี ติ ไปได้ คดิ เป็นรอ้ ยละ 86.0 และ 84.5 ตามล�ำดบั 19 การรับรเู้ ก่ียวกบั โควดิ 19 จากการทบทวนวรรณกรรมการศึกษาการรับรู้เกี่ยวกับโควิด 19 โดยการศึกษา ในต่างประเทศ ดังเช่นการศึกษาในประเทศเคนยาพบว่า ประชาชนร้อยละ 42.0 มีการรับรวู้ ่าตนเองความเสย่ี งสูงในการตดิ เชื้อโควดิ 19 และรอ้ ยละ 24.0 รบั รูว้ า่ ตนเอง มคี วามเสยี่ งตำ่� เนอ่ื งจากมกี ารเวน้ ระยะหา่ งทางสงั คม อยบู่ า้ น สวมหนา้ กากอนามยั และ ท�ำความสะอาดมือ36 สำ� หรับการศึกษาในประเทศแอฟริกาใต้ เคนยา และไนจีเรยี พบว่า ประชาชนร้อยละ 94.0 วิตกกังวลเก่ียวกับการระบาดของโควิด 19 โดยร้อยละ 23.0 วติ กกงั วลว่าตนเองจะติดเชื้อ ร้อยละ 19.0 วติ กกังวลเกีย่ วกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 14.0 วิตกกังวลเรอื่ งการจำ� กัดการเดินทาง และรอ้ ยละ 10.0 วติ กกังวลเก่ียวกบั การติดเช้ือในพนื้ ท4ี่ 3 ส่วนการศกึ ษาในประเทศอฟั กานิสถานพบวา่ ประชาชนส่วนใหญ่ มีการรับรู้เก่ียวกับการปฏิบัติในการป้องกันโควิด 19 ดังนี้ ร้อยละ 93.0 การท�ำ ความสะอาดมือ ร้อยละ 92.0 หลีกเล่ียงการสัมผัสผู้ที่มีอาการคล้ายโรคไข้หวัด หรือ ไข้หวัดใหญ่ ร้อยละ 89.0 ไม่ใช้มือสัมผัสตา จมูก และปาก ร้อยละ 87.0 หลีกเลี่ยง การชุมนุม ร้อยละ 85.0 ปิดจมูกและปากหลังการไอ จาม ร้อยละ 80.0 หลีกเลี่ยง การสัมผัสมือ ร้อยละ 72.0 หากมีอาการป่วยให้พักรักษาตัวที่บ้านและไปพบแพทย ์ เม่ือมีอาการรุนแรง และร้อยละ 69.0 ท�ำความสะอาดและท�ำลายเช้ือบนอุปกรณ์และ พนื้ ผิวสัมผัส นอกจากนกี้ ลุม่ ตัวอย่างร้อยละ 56.0 มีความเห็นว่ามาตรการในการจำ� กดั 38 ปัจจยั ทำ�นายการปฏบิ ัติของประชาชนไทยตอ่ ผู้ทเี่ คยตดิ เช้อื หรอื ผู้ถกู กักกันและผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19
การเดินทางและให้อยู่บ้าน ส่งผลต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพ40 การศึกษาการรับรู ้ เก่ียวกับการติดเชื้อและผลกระทบของโควิด 19 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยในประเทศ บงั กลาเทศ พบว่ากลุม่ ตวั อย่างส่วนใหญม่ ีการรบั รูใ้ นระดับมากถึงมากที่สดุ โดยรอ้ ยละ 70.2 กลัวท่ีจะติดเชื้อ ร้อยละ 67.9 วิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบ และร้อยละ 66.3 วิตกกังวลท่ีจะตดิ เช้ือ34 จากการทบทวนวรรณกรรมการศึกษาแหล่งข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับโควิด 19 โดยการศกึ ษาในตา่ งประเทศ ดงั เชน่ การศกึ ษาในประเทศแอฟรกิ าใต้ เคนยา และไนจเี รยี พบวา่ ประชาชนรบั รขู้ ้อมูลเกี่ยวกบั โควิด 19 จากหลายแหลง่ ดังนี้ รอ้ ยละ 46.0 จากสอ่ื สังคมออนไลน์ ร้อยละ 35.0 จากโทรทัศน์ ร้อยละ 25.0 จากวทิ ยุ รอ้ ยละ 12.0 ขา่ วสาร จากรัฐบาล รอ้ ยละ 11.0 จากหนังสอื พมิ พ์ และร้อยละ 6.0 จากเพือ่ นหรือครอบครัว ซึ่งประชาชนเพียงร้อยละ 20.0 ท่ีมีความเห็นว่าข้อมูลจากส่ือสังคมออนไลน์ถูกต้อง ทงั้ หมด ร้อยละ 65.0 ถกู ต้องบางสว่ น และร้อยละ 15.0 ไมม่ ีความถูกตอ้ ง43 คล้ายคลงึ กับการศึกษาประชาชนประเทศเคนยาซ่ึงพบวา่ ประชาชนรับรขู้ อ้ มลู เก่ยี วกับโควดิ 19 จากหลายแหล่งดังน้ี ร้อยละ 83.8 จากช่องโทรทัศน์ของรัฐบาล ร้อยละ 78.0 จากการส่งข้อความจากรัฐบาล (Short Message Service: SMS) ร้อยละ 72.9 จากสถานีวิทยุของรัฐบาล ร้อยละ 71.4 จากสถานีโทรทัศน์ทั่วไป ร้อยละ 68.6 จากสถานวี ิทยุทัว่ ไป ร้อยละ 64.0 จากเพอื่ น รอ้ ยละ 57.6 จากเพ่ือนบา้ น รอ้ ยละ 45.0 จากสอ่ื สงั คมออนไลน์ รอ้ ยละ 35.9 จากเพอ่ื นรว่ มงาน และรอ้ ยละ 31.1 จากผนู้ ำ� ศาสนา คริสต์35 ส่วนการศึกษาในประเทศอัฟกานิสถานพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 61.0 ได้รับขอ้ มูลเกี่ยวกบั โควดิ 19 จากบคุ ลากรสขุ ภาพ ร้อยละ 47.0 ไดร้ ับจากสอ่ื สาธารณะ เช่น วิทยุ และโทรทัศน์ เป็นต้น ร้อยละ 45.0 จากสื่อสังคมออนไลน์ ร้อยละ 36.0 จากสมาชิกในครอบครัว ร้อยละ 29.0 จากสมาชิกในชุมชน และร้อยละ 28.0 จากผนู้ ำ� ทางศาสนา โดยประชาชนมคี วามเหน็ วา่ แหลง่ ขอ้ มลู ทม่ี คี วามนา่ เชอ่ื ถอื มากทส่ี ดุ คือ ร้อยละ 89.0 จากบุคลากรสขุ ภาพ รอ้ ยละ 75.0 จากวิทยุ ร้อยละ 52.0 จากสอื่ สังคมออนไลน์ และร้อยละ 37.0 จากผู้น�ำทางศาสนาอิสลาม40 การศึกษาในประเทศ อยี ปิ ตพ์ บวา่ ประชาชนไดร้ บั ความรจู้ ากสอื่ สงั คมออนไลน์ รอ้ ยละ 66.9 จากอนิ เทอรเ์ นต็ ร้อยละ 58.3 จากโทรทัศน์ ร้อยละ 52.6 จากเพ่ือนและสมาชิกในครอบครัว รอ้ ยละ 38.1 จากบคุ ลากรสุขภาพ ร้อยละ 35.4 และจากหนังสือพมิ พ์ ร้อยละ 6.342 ปัจจัยทำ�นายการปฏิบตั ิของประชาชนไทยตอ่ ผู้ทเี่ คยตดิ เชือ้ 39 หรือผ้ถู กู กักกันและผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19
ปจั จยั ที่เกยี่ วข้องกบั การปฏบิ ัตใิ นการปอ้ งกนั โควิด 19 จากการทบทวนวรรณกรรมการศึกษาปัจจัยท่ีเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติในการป้องกัน โควดิ 19 พบปัจจัยท่เี ก่ยี วข้อง ไดแ้ ก่ ปัจจยั สว่ นบุคคล ความรู้ ทัศนคติ และการรบั รู้ เกยี่ วกบั โควดิ 19 มคี วามสมั พนั ธท์ างบวกหรอื ทางลบกบั การปฏบิ ตั ใิ นการปอ้ งกนั โควดิ 19 การศกึ ษาปจั จยั สว่ นบคุ คลทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การปฏบิ ตั ใิ นการปอ้ งกนั โควดิ 19 ในตา่ งประเทศ ดังเช่น การศึกษาในนักศกึ ษามหาวทิ ยาลัยประเทศบงั กลาเทศพบว่า เพศหญิงมคี ะแนน เฉล่ียการปฏิบัติในการป้องกันโควิด 19 สูงกว่าเพศชาย (p<0.01) และยังพบว่า กลุ่มตัวอย่างท่ีอาศัยอยู่ในครอบครัวเดี่ยวมีคะแนนเฉล่ียการปฏิบัติในการป้องกัน โควดิ 19 สงู กวา่ กล่มุ ตัวอย่างทีอ่ าศยั อยใู่ นครอบครวั ขยาย (p<0.05) นอกจากนี้พบวา่ กลุ่มตัวอย่างที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทมีทัศนคติที่ดีในการป้องกันโควิด 19 สูงกว่ากลุ่ม ตัวอย่างท่ีอาศัยอยู่ในเขตเมือง (p<0.05)34 ส่วนการศึกษาในประเทศเคนยาพบว่า ประชาชนเพศหญิงมีความกลวั ตกงาน ไมม่ รี ายได้ และธรุ กิจปดิ กจิ การมากกว่าเพศชาย อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ (p<0.05) นอกจากน้ี กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่ากลุ่มที่มี ความเส่ียงที่จะเกิดอาการรุนแรงเมื่อมีการติดเชื้อโควิด 19 มากท่ีสุด คือ ผู้สูงอายุ (ร้อยละ 64.0) รองลงมาคือ ผู้ป่วยท่ีมีภาวะภูมิคุ้มกันต่�ำ (ร้อยละ 26.0) อีกทั้ง การศึกษานี้ยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างรับรู้ความเส่ียงของการติดเชื้อโควิด 19 เพิ่มขึ้น ตามกลุ่มอายุ และกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาสูงมีความตระหนักเก่ียวกับอาการ และอาการแสดงของการติดเชื้อ และความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิด 19 มากกว่า กลมุ่ ตวั อยา่ งทไี่ มไ่ ดร้ บั การศกึ ษา35 อกี ทง้ั ยงั พบวา่ เศรษฐานะทางสงั คมสง่ ผลใหป้ ระชาชน เข้าถงึ การปฏบิ ตั ใิ นการป้องกันตนเองจากโควดิ 19 ไมเ่ ท่าเทยี มกัน44 การศึกษาน�ำร่องในประเทศไทยพบว่า ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับ การปฏบิ ตั กิ ารปอ้ งกนั โควดิ 19 คอื การเวน้ ระยะหา่ งทางสงั คม (r=0.168, p=0.05) และ มีแอลกอฮอล์เจลท�ำความสะอาดมือเพียงพอ (r=0.140, p=0.05) นอกจากน้ีพบว่า เศรษฐานะทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการปฏิบัติการป้องกันโควิด 19 คือ มพี นื้ ทอี่ ยอู่ าศยั เพยี งพอในการเวน้ ระยะหา่ งทางสงั คม (r=0.273, p=0.01) มแี อลกอฮอล์ เจลทำ� ความสะอาดมอื เพยี งพอ (r=0.312, p=0.01) พกแอลกอฮอลเ์ จลตดิ ตวั (r=0.317, p=0.01) และสวมหน้ากากอนามัยเม่ือออกจากบ้าน (r=0.173, p=0.05) อีกทั้งยัง พบว่าการรับรู้ว่ามีผู้ถูกกักกันในชุมชนมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการมีแอลกอฮอล์เจล ท�ำความสะอาดมอื เพียงพอ (r=0.199, p=0.01) แต่พบวา่ ความร้มู คี วามสัมพันธท์ างลบ กบั การใหฉ้ ดี พน่ ยาฆา่ เชอื้ ทว่ั รา่ งกายผทู้ เ่ี คยตดิ เชอื้ (r= -0.254, p=0.01) และผถู้ กู กกั กนั (r= -0.158, p=0.01) ก่อนเข้ามาอยู่ร่วมกับคนในชุมชน นอกจากนี้พบว่าทัศนคติต่อ 40 ปัจจัยทำ�นายการปฏิบัติของประชาชนไทยต่อผูท้ ี่เคยตดิ เชื้อ หรือผูถ้ ูกกักกนั และผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19
การป้องกันการติดเชื้อมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อ ต่อผู้ท่เี คยติดเชอ้ื (r=0.388, p=0.01) และผถู้ ูกกักกัน (r=0.379, p=0.01)19 การศึกษาปัจจัยด้านความรู้ ทัศนคติ และการรับรู้เก่ียวข้องกับการปฏิบัติในการ ป้องกันโควิด 19 ในต่างประเทศ ดังเช่นการศึกษาในประเทศบังกลาเทศที่พบว่า ความรู้มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติการป้องกันโควิด 19 (r=0.291, p<0.01)45 ส่วนการศึกษาในประเทศอิหร่านพบว่า การรับรู้ความเส่ียงของการเกิดโรค (r=0.210, p=0.001) ความรุนแรงของโรค (r=0.240, p=0.001) ความคาดหวังในประสทิ ธผิ ลของ การตอบสนอง (r=0.270, p=0.001) ความคาดหวงั ในความสามารถของตนเอง (r=0.370, p=0.001) และค่าใช้จ่ายในการป้องกันการติดเช้ือโควิด 19 (r=0.130, p=0.001) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความตั้งใจในการปฏิบัติของบุคลากรสุขภาพ (p<0.001)33 การศึกษาในประเทศปากีสถานพบว่า บุคลากรสุขภาพที่มีประสบการณ์ในการท�ำงาน มากกวา่ 5 ปี มคี วามรู้เกย่ี วกับโควดิ 19 ในการป้องกนั การตดิ เชอ้ื มากกวา่ บุคลากรทมี่ ี ประสบการณน์ อ้ ยกวา่ 1 ปี (odd ratio: OR=2.00, 95%CI=1.29-4.81) และมกี ารปฏบิ ตั ิ มากกว่าบคุ ลากรท่ีมีประสบการณน์ ้อยกวา่ 1 ปี (OR=10.71, 95%CI=2.80-40.75)32 ส�ำหรับประเทศไทยมีการศึกษาปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการป้องกันโรค ระบบทางเดนิ หายใจอืน่ ๆ เชน่ โรคไข้หวดั ใหญข่ องผ้รู ับบริการงานผปู้ ว่ ยนอก โดยพบ วา่ อายุ (r=0.168, p=0.001) ทศั นคตติ อ่ การปอ้ งกนั โรคไขห้ วดั ใหญ่ (r=0.126, p=0.012) คา่ นยิ มตอ่ การปอ้ งกนั โรคไขห้ วดั ใหญ่ (r=0.140, p=0.005) และการรบั รสู้ ถานะสขุ ภาพ (r=0.158, p=0.001) มคี วามสมั พนั ธท์ างบวกกับพฤตกิ รรมการปอ้ งกันโรคไขห้ วัดใหญ่ (p<0.05) แต่ความรู้ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่46 นอกจากนี้ มีการศึกษาพบว่า รายได้ต่อเดือน (r=0.151, p=0.003) และทัศนคติ (r=0.179, p<0.001) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการปฏิบัติในการป้องกันโรค ไข้หวัดใหญ่ ชนดิ A (2009 H1N1) ของประชาชน สว่ นการรับรู้ (r=-0.019, p<0.001) และความรู้ (r=-0.020, p<0.001) มีความสัมพนั ธ์ทางลบกบั การปฏบิ ัตใิ นการปอ้ งกนั โรคไขห้ วัดใหญ่ ชนิด A (2009 H1N1) ของประชาชน47 จะเห็นได้ว่าการศึกษาส่วนใหญ ่ พบวา่ ปจั จยั สว่ นบคุ คล ความรู้ ทศั นคติ และการรบั รเู้ กย่ี วกบั โควดิ 19 มคี วามเกยี่ วขอ้ ง กับการปฏบิ ตั ิในการป้องกนั โควิด 19 นอกจากนก้ี ารปฏบิ ตั ใิ นการป้องกนั โควดิ 19 ของ ประชาชนยังเก่ียวข้องกับวัฒนธรรม (culture) และบรรทัดฐานทางสังคม (social norms) โดยพบวา่ วฒั นธรรมการทกั ทายของประชาชนในประเทศแถบยโุ รป และอเมรกิ า ใช้วิธีการจับมือ การจูบ หรือการกอด ท�ำให้เส่ียงต่อการแพร่กระจายเช้ือ ซ่ึงประเทศ ในแถบเอเชยี สว่ นใหญใ่ ชก้ ารทกั ทายโดยการไหว้ โอกาสการแพรก่ ระจายเชอื้ จะนอ้ ยกวา่ ปัจจยั ทำ�นายการปฏิบตั ขิ องประชาชนไทยต่อผทู้ เี่ คยติดเชอ้ื 41 หรือผู้ถูกกกั กนั และผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19
ส่วนวัฒนธรรมการกิน ประเทศทางแถบเอเชียจะมีโอกาสแพร่กระจายเช้ือมากกว่า ประเทศทางแถบยโุ รปและอเมรกิ า เนอ่ื งจากมกี ารรบั ประทานอาหารรว่ มกนั โดยใชจ้ าน ชาม ช้อน หรือตะเกียบร่วมกัน ส�ำหรับบรรทัดฐานทางสังคมพบว่าบุคคลที่ได้รับ การยอมรับในชุมชนเป็นผู้ที่มีความส�ำคัญที่จะท�ำให้ประชาชนในชุมชนเกิดความ คล้อยตามและปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อตามสิ่งประชาชนรับรู้จากบุคคลเหล่าน4ี้ 8 ดังการศึกษาท่ีพบว่า การปฏิบัติในการป้องกันโควิด 19 ของประชาชนรายบุคคล มคี วามสมั พนั ธท์ างบวกกบั การปฏบิ ตั ติ วั ของคนในชมุ ชนหรอื สงั คม (r=0.89, p<0.05)38 และยังอาจข้ึนกับนโยบายหรือมาตรการในการป้องกันโควิด 19 และมาตรการ การผ่อนปรนข้อบังคับของรัฐบาล ซึ่งจะปรับเปลี่ยนไปตามจ�ำนวนกลุ่มเสี่ยง จ�ำนวน ผู้ติดเชอ้ื จำ� นวนผู้เสียชวี ติ และระยะการระบาดของโรค43,49-50 ผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19 จากการทบทวนวรรณกรรมการศึกษาผลกระทบทางด้านสังคมและวัฒนธรรม เก่ียวกับโควิด 19 พบว่าการระบาดของโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติ กิจวัตรประจ�ำวัน และการชะลอตัวทางด้านเศรษฐกิจ โดยผู้ให้บริการไม่สามารถเปิด ให้บริการได้ตามปกติ ยกเลิกหรือเลื่อนการแข่งขันกีฬา หลีกเล่ียงการเดินทางภายใน ประเทศและระหว่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ให้บริการถูกยกเลิกการให้บริการ งดกิจกรรม ทางศาสนา วัฒนธรรม และเทศกาลตา่ งๆ มกี ารเว้นระยะหา่ งระหว่างเพอ่ื นและสมาชิก ในครอบครัว สง่ ผลให้ขาดความใกล้ชดิ มกี ารปดิ โรงแรม ร้านอาหาร และศาสนสถาน ปดิ สถานบนั เทิง เชน่ โรงภาพยนตร์ โรงละคร สถานที่ออกกำ� ลงั กาย สระว่ายน�ำ้ และ อื่น ๆ เป็นต้น51 นอกจากนี้ผู้ป่วย ผู้ถูกกักกัน ผู้ดูแล ครอบครัว เพื่อนฝูง และชุมชน อาจไดร้ ับการตตี ราทางสังคม (social stigma) โดยมีการเลอื กปฏบิ ัตติ อ่ กลุ่มคนเหลา่ นี้ ท่ีประชาชนในสังคมเข้าใจว่ามีการสัมผัสกับเชื้อไวรัส และมีโอกาสแพร่เชื้อไปสู่ผู้อ่ืน ท้ังนเ้ี นอ่ื งจากโควดิ 19 เป็นโรคอุบัตใิ หม่ และยงั มอี งคค์ วามร้เู กี่ยวกบั โรคน้อย สง่ ผลให้ เกิดความสับสน ความกลัว ความหวาดระแวง และความวิตกกังวล เกิดขึ้นในสังคม นอกจากนก้ี ารตตี ราทางสงั คมทำ� ใหเ้ กดิ การแยกตวั ทางสงั คมและทำ� ใหค้ วามสมคั รสมาน สามัคคีของประชาชนในสังคมลดลง52-53 ย่ิงไปกว่านั้นการศึกษาในประเทศแซมเบีย พบว่า การแพร่ระบาดของโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษาของนักเรียน ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยครูและนักเรียนขาดส่ิงสนับสนุนในการจัดการ เรียนการสอนออนไลน์ ทำ� ให้ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนแบบมปี ฏิสมั พันธร์ ะหวา่ ง ผ้เู รียนและผสู้ อน อาจสง่ ผลต่อการสอบเขา้ ศกึ ษาต่อในระดับอดุ มศึกษาของนกั เรียน54 42 ปัจจยั ทำ�นายการปฏิบตั ขิ องประชาชนไทยตอ่ ผทู้ ีเ่ คยตดิ เช้ือ หรือผู้ถกู กกั กันและผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19
ส�ำหรับประเทศไทยมีการศึกษาผลกระทบด้านสังคมและวัฒนธรรมเกี่ยวกับ โควิด 19 พบว่า กลุ่มตัวอย่างได้รับผลกระทบจากโควิด 19 และนโยบายของรัฐบาล หลายด้าน คอื ดา้ นการปฏบิ ตั กิ จิ วตั รประจำ� วันมผี ลกระทบมากทีส่ ุด คอื การเดนิ ทางไป ต่างจังหวัด (ร้อยละ 63.5) การรับประทานอาหารนอกบ้าน (ร้อยละ 63.0) การสืบสานขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม (ร้อยละ 61.5) การไปร้านเสริมสวย (ร้อยละ 61.0) และการไปชอปปิงหรือไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า (ร้อยละ 58.0) ผลกระทบดา้ นการศกึ ษา ได้แก่ นักเรียน/นกั ศึกษาสำ� เร็จการศกึ ษาชา้ ลง (ร้อยละ 61.0) ไมม่ คี อมพวิ เตอร์ โนต้ บกุ๊ แทบ็ เลต็ สำ� หรบั การเรยี นหรอื การสอบออนไลน์ (รอ้ ยละ 43.0) ไมม่ ผี ู้ให้ความช่วยเหลือ ช่วยแก้ปัญหาในการเรยี นหรอื การสอบออนไลน์ (รอ้ ยละ 43.0) ไม่มีอินเทอรเ์ น็ตสำ� หรับการเรยี นหรอื การสอบออนไลน์ (ร้อยละ 38.5) และไม่มีทักษะ ในการเรียนหรือการสอบออนไลน์ (ร้อยละ 38.0) ผลกระทบด้านมาตรการของรัฐ มากที่สดุ คอื การขาดแคลนหนา้ กากอนามัย (ร้อยละ 50.5) การขาดแคลนแอลกอฮอล์ เจล (รอ้ ยละ 48.5) การจดั หาอปุ กรณป์ อ้ งกนั รา่ งกายขณะฉดี พน่ ยาฆา่ เชอื้ (รอ้ ยละ 41.5) การเสยี ชวี ติ จากอุบัตเิ หตุลดลง (ร้อยละ 40.0) และการดืม่ แอลกอฮอล์ เสพสารเสพตดิ ในชุมชนลดลง (ร้อยละ 38.5)19 การระบาดของโควดิ 19 ส่งผลกระทบอย่างรนุ แรงในด้านเศรษฐกิจ โดยท�ำให้ภาวะ เศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทัว่ โลกเกดิ การชะลอตัว ทง้ั ในยโุ รป อเมริกา และเอเชีย55 ท�ำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) และการเติบโต ทางเศรษฐกิจ (economic growth) ลดลง56 การผลิตสินค้าท่ีจ�ำเป็นได้ช้าลง และ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (supply chain)51 นอกจากน้ีมีการศึกษาในประเทศ สหรฐั อเมรกิ าพบวา่ ทำ� ใหเ้ กดิ ภาวะวกิ ฤตทางการเงนิ ในกลมุ่ ผทู้ มี่ รี ายไดน้ อ้ ย โดยรอ้ ยละ 43.0 ตกงานหรือถูกตัดเงินเดือน ส่งผลให้ร้อยละ 53.0 มีเงินไม่เพียงพอในเดือนแรก และมีเพียงร้อยละ 23.0 ท่ีคาดว่าจะมีเงินพอใช้ในระยะเวลา 3 เดือน57 และมีการ คาดการณ์ว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบที่รุนแรง โดยท�ำให้ประชาชนเกิด ความยากจนท่วั โลกสูงถึง 420-580 ล้านคน56 ส�ำหรับประเทศไทยมีการศึกษาผลกระทบด้านเศรษฐกิจของโควิด 19 ดังเช่น การศึกษาคนจนในเขตเมืองพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 และนโยบายของรัฐบาล ในระดบั ทีม่ ากนอ้ ยแตกตา่ งกันไป สำ� หรบั กลมุ่ วยั ท�ำงานพบวา่ ไม่สามารถประกอบอาชีพและท�ำงานได้ตามปกติ โดยนายจ้างให้หยุดงานโดยสิ้นเชิง ร้อยละ 18.9 ให้ลดเวลาท�ำงานและรายได้ลดลงร้อยละ 18.0 ผู้ประกอบอาชีพค้าขาย หาบเร่ แผงลอย ไม่สามารถค้าขายได้ร้อยละ 18.2 ส่วนผู้ประกอบอาชีพอิสระ เช่น ปัจจยั ทำ�นายการปฏบิ ัตขิ องประชาชนไทยตอ่ ผทู้ ี่เคยตดิ เชื้อ 43 หรอื ผู้ถกู กักกันและผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19
รบั เหมาก่อสร้าง คนขับรถต/ู้ รถรบั จา้ ง/มอเตอรไ์ ซคร์ ับจา้ ง มีผู้ว่าจา้ งลดลงหรือไมม่ เี ลย ร้อยละ 18.4 นอกจากนี้พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 60.2 รายได้ลดลงเกือบทั้งหมด และร้อยละ 31.2 รายได้ลดลงประมาณคร่ึงหน่ึง มีเพียงน้อยกว่าร้อยละ 10 ที่ได้รับ ผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยหรือไม่ได้รับผลกระทบเลยเน่ืองจากมีเงินเดือนประจ�ำ44 ส่วนอีกหน่ึงการศึกษา ประชาชนได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจในระดับมาก 5 อนั ดบั แรก ได้แก่ ขาดรายได้หรอื รายไดล้ ดลง (รอ้ ยละ 80.0) รายไดไ้ ม่พอใช้ (ร้อยละ 78.0) คา่ ไฟฟา้ เพม่ิ ขน้ึ จากการเรยี นหรอื ทำ� งานทบ่ี า้ น (รอ้ ยละ 76.0) ถกู พกั งานชว่ั คราว (รอ้ ยละ 71.0) และถูกเลกิ จา้ ง (ร้อยละ 67.5)19 จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่าผลกระทบที่ส�ำคัญจากการระบาดของโควิด 19 อกี ดา้ นหนง่ึ คอื ผลกระทบดา้ นจติ ใจ ซงึ่ จะสง่ ผลใหป้ ระชาชนมคี วามกลวั ความวติ กกงั วล ความเครียด และอาจรนุ แรงท�ำให้เกิดภาวะซมึ เศรา้ ได้ ดงั เชน่ การศึกษาในตา่ งประเทศ พบวา่ ประชาชนมคี วามกลวั การตดิ เชอ้ื มคี วามเครยี ดสงู จากปญั หาการวา่ งงาน ขาดรายได ้ ถกู ลดเงนิ เดอื น และตอ้ งปรบั ตวั ภายใตก้ ารใชช้ วี ติ วถิ ใี หม่ เชน่ การเวน้ ระยะหา่ งทางสงั คม การท�ำงานหรอื เรียนทบี่ ้าน การท�ำงานหรอื เรยี นออนไลน์ มาตรการหา้ มประชาชนออก นอกเคหสถาน (curfew) หรอื ลอ็ กดาวน์ เปน็ ตน้ ซง่ึ ประชาชนบางสว่ นอยใู่ นภาวะเครยี ด รุนแรงและเร้ือรังจนถึงข้ันพยายามฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ58-63 โดยมกี ารศกึ ษาปญั หาสขุ ภาพจติ ในผปู้ ว่ ย ผดู้ แู ล และบคุ ลากรทางสขุ ภาพทม่ี ปี ระสบการณ์ ในการถกู กกั กนั พบวา่ ภาวะสขุ ภาพจติ ของผทู้ ถี่ กู กกั กนั และแยกจากสงั คม (quarantine and isolation) เพ่ือปอ้ งกนั การตดิ เช้ือ ปัญหาสขุ ภาพจิตที่พบมาก ไดแ้ ก่ ภาวะซึมเศรา้ วติ กกงั วล กลวั โรคอารมณผ์ ดิ ปกติ ความรสู้ ึกเปน็ ตราบาป การรบั รู้คุณคา่ ในตนเองต่�ำ โรคเครยี ด ความทกุ ขท์ รมานดา้ นจติ ใจ และนอนไมห่ ลบั 59 นอกจากนกี้ ารศกึ ษาผลกระทบ ของประชาชนในเมืองอู่ฮ่ัน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่าประชาชนมีภาวะ ซึมเศรา้ (ร้อยละ 48.3) วิตกกังวล (ร้อยละ 22.6) และมที ัง้ ภาวะซมึ เศร้าและความวิตก กังวล (ร้อยละ 19.4) ซึ่งพบวา่ ปจั จยั เส่ยี งของภาวะซมึ เศร้า ไดแ้ ก่ กลุ่มอายุ 21-30 ปี (OR=1.49, 95%CI=1.12–1.99) และกลมุ่ อายุ 31–40 ปี (OR=1.54, 95%CI=1.11–2.14) มีความเสย่ี งมากกว่าอายุ 20 ปี ระดบั การศกึ ษาพบว่า ผู้สำ� เรจ็ การศกึ ษาระดับวิทยาลยั (OR=0.69, 95%CI=0.53–0.91) และระดบั ปรญิ ญาโท (OR=0.46, 95%CI=0.63–0.85) มีความเสย่ี งนอ้ ยกว่าผูท้ ีส่ ำ� เร็จการศึกษามัธยมตน้ กล่มุ ตวั อย่างทีอ่ าศยั อยูใ่ นเขตชนบท มคี วามเสย่ี งนอ้ ยกวา่ กลมุ่ ตวั อยา่ งทอี่ าศยั อยใู่ นเขตเมอื ง (OR=0.74, 95%CI=0.64–0.87) ส่วนปัจจัยเสี่ยงของความวิตกกังวล ได้แก่ กลุ่มอายุ 31–40 ปี มีความเส่ียงมากกว่า อายุ 20 ปี (OR=1.63, 95%CI=1.06–2.51) ระดบั การศกึ ษาพบวา่ ผู้สำ� เรจ็ การศกึ ษา 44 ปจั จัยทำ�นายการปฏบิ ตั ิของประชาชนไทยตอ่ ผู้ทีเ่ คยติดเช้อื หรือผถู้ ูกกกั กนั และผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19
ระดับวิทยาลัย (OR=0.40, 95%CI=0.30–0.53) และระดับปริญญาโท (OR=0.31, 95%CI=0.22–0.44) มคี วามเสยี่ งนอ้ ยกว่าผทู้ ี่ส�ำเรจ็ การศกึ ษามธั ยมตน้ สถานภาพโสด มคี วามเสย่ี งนอ้ ยกวา่ สถานภาพสมรส (OR=0.80, 95%CI=0.66–0.96) ผทู้ ม่ี ภี าวะสขุ ภาพ อยใู่ นระดับด/ี ปานกลาง/ต่�ำ มีความเสยี่ งมากกว่าผู้ท่มี ภี าวะสุขภาพดเี ยีย่ ม (OR=1.77, 95%CI=1.41–2.21) นอกจากนี้พบว่า ความถี่ในการรับส่ือสังคมออนไลน์ ท�ำให้เพ่ิม ความเสี่ยงของความวิตกกังวล (OR=1.72, 95%CI=1.31–2.26) ส�ำหรับปัจจัยเสี่ยง ของกลุ่มตัวอย่างที่มีท้ังภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล ได้แก่ กลุ่มอายุ 31–40 ปี มีความเสีย่ งมากกว่าอายุ 20 ปี (OR=1.69, 95%CI=1.07–2.68) ระดบั การศึกษาพบวา่ ผสู้ ำ� เรจ็ การศกึ ษาระดบั วทิ ยาลยั (OR=0.50, 95%CI=0.37–0.68) และระดบั ปรญิ ญาโท (OR=0.40, 95%CI=0.28–0.57) มีความเสี่ยงน้อยกว่าผู้ที่ส�ำเร็จการศึกษามัธยมต้น สถานภาพโสดมีความเสี่ยงน้อยกวา่ สถานภาพสมรส (OR=0.79, 95%CI=0.64–0.97)64 สำ� หรับประเทศไทยมกี ารส�ำรวจในชว่ งการระบาดของโควิด 19 ในประชาชนทีอ่ าศัย อยู่ในเขตปริมณฑล และต่างจังหวัดพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความเครียดระดับปาน กลาง (รอ้ ยละ 54.1) รองลงมาคอื ระดบั ตำ่� (รอ้ ยละ 28.3) ระดบั สงู (รอ้ ยละ 13.3) ระดบั สงู มาก (ร้อยละ 4.2) ส่วนการสำ� รวจมีความวติ กกังวลของประชาชนพบว่า ประชาชน ส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลระดับปานกลาง (ร้อยละ 74.2) ระดับต่�ำ (ร้อยละ 22.7) ระดับสูง (ร้อยละ 3.1)65 ส่วนผลการวิเคราะห์ข้อมูลการเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิต ประชาชนไทยในภาพรวม ดังนี้ 1) ความเครยี ดสูง คิดเป็นร้อยละ 2.5 จาก 85,640 คน 2) เสยี่ งซมึ เศรา้ คดิ เป็นร้อยละ 3.1 จาก 109,899 คน 3) ซมึ เศรา้ รุนแรง คดิ เปน็ ร้อยละ 0.05 จาก 824 คน 4) เส่ยี งฆ่าตัวตาย คิดเป็นรอ้ ยละ 0.1 จาก 1,048 คน และ 5) มภี าวะ หมดไฟ คิดเป็นร้อยละ 3.3 จาก 19,014 คน ซึ่งสถานการณ์การเสียชีวิตจากการฆ่า ตวั ตาย ประเทศไทยระหวา่ งวนั ท่ี 1 มกราคม-30 มถิ นุ ายน 2563 จากรายงานการฆา่ ตวั ตาย (รง.506 S) พบผู้เสียชีวติ จากการฆา่ ตวั ตาย 2,181 ราย คิดเป็นอตั ราการตาย 3.32 ตอ่ ประชาชนแสนคน สรปุ สถานการณป์ ญั หาสขุ ภาพจติ จากการระบาดของโรคตดิ เชอ้ื โคโรนา ไวรัส 2019 อยู่ในสถานการณ์ท่ีสามารถควบคุมได้66 นอกจากน้ีมีการศึกษาท่ีพบว่า ประชาชนได้รับผลกระทบดา้ นจติ ใจ ไดแ้ ก่ ความเครียดจากการเลิกจ้าง (รอ้ ยละ 63.5) ความเครียดจากการหยุดงาน (ร้อยละ 62.5) วิตกกังวลว่าจะหางานท�ำไม่ได้ เมื่อสถานการณ์ดีขน้ึ (รอ้ ยละ 62.0) วติ กกังวลว่าจะถูกเลกิ จ้าง (รอ้ ยละ 61.0) และภาวะ ซมึ เศรา้ จากการไม่ได้พบปะผคู้ น (ร้อยละ 39.0)19 ปจั จัยทำ�นายการปฏิบตั ขิ องประชาชนไทยตอ่ ผู้ทเี่ คยติดเชื้อ 45 หรือผ้ถู ูกกักกนั และผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19
5. แนวคิดทฤษฎที เ่ี กี่ยวข้อง จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า มีการน�ำทฤษฎที างพฤติกรรมศาสตร์หลากหลาย ทฤษฎมี าใชใ้ นการป้องกันโรค เพ่อื ใหม้ กี ารปฏบิ ัตกิ ารป้องกันโรคทถี่ กู ต้อง เชน่ ทฤษฎี ความเช่ือด้านสุขภาพ (health belief model) ทฤษฎีแรงจูงใจในการป้องกันโรค (protection motivation theory) ทฤษฎกี ารปรบั เปลี่ยนพฤตกิ รรม (transtheoret- ical model/stage of change) และโมเดลเชงิ นเิ วศวทิ ยา (ecological model) เปน็ ตน้ สำ� หรบั การดำ� เนนิ การปอ้ งกนั โควดิ 19 ซง่ึ มกี ารระบาดไปทวั่ โลกใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ ควรม ี การดำ� เนนิ การรว่ มกนั ในหลายระดบั ตงั้ แตร่ ะดบั บคุ คล ระดบั ระหวา่ งบคุ คล ระดบั องคก์ ร ระดบั ชุมชน และระดบั นโยบายสาธารณะ ตามแนวคดิ โมเดลเชงิ นิเวศวทิ ยา67 ดงั น้ี ระดับบคุ คล หมายถึง คณุ ลกั ษณะสว่ นตัวของกลุ่มตัวอยา่ ง ประกอบด้วย เพศ อายุ ระดบั การศึกษา อาชพี ศาสนา ฐานะทางเศรษฐกิจ ความรู้ และทัศนคติ ระดับระหว่างบุคคล หมายถึง สิ่งท่ีท�ำให้มีการเชื่อมโยงระหว่างประชาชนไทย กับบริบทแวดล้อมทางสังคมรอบ ๆ ตัว และสังคมท่ีประชาชนไทยมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ซึ่งปฏิสัมพันธ์น้ันมีท้ังแบบเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ รวมทั้งระบบสนับสนุน ทางสงั คม หรือเครือขา่ ยความสมั พันธร์ ะหวา่ งบุคคล ประกอบดว้ ย บุคคลในครอบครวั เพอื่ นหรอื เพอ่ื นบา้ น และเครอื ขา่ ยทางสงั คมออนไลน์ เชน่ Facebook, line group เปน็ ตน้ ระดับองคก์ ร หมายถงึ ส่ิงทีม่ ีผลต่อการปฏบิ ัตขิ องประชาชนทงั้ ในระดบั บุคคลและ ระดับระหว่างบุคคล ประกอบด้วย นายกเทศมนตรี/นายกองค์การบริหารส่วนต�ำบล ก�ำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าท่ีสาธารณสุขจังหวัด/คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เจ้าหน้าท่ีสาธารณสุขอ�ำเภอ/ต�ำบล/เทศบาล อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) ครูประจ�ำโรงเรียนในชุมชน และผู้น�ำทางศาสนา เช่น พระสงฆ์ บาทหลวง จฬุ าราชมนตรี โต๊ะอหิ มา่ ม เปน็ ต้น ระดบั ชุมชน หมายถึง ลกั ษณะของกลมุ่ คนหรือสังคมในหมู่บา้ นทีม่ ีผลต่อการปฏิบัติ ของประชาชนทั้งในระดบั บคุ คล ระดับระหว่างบุคคล และระดบั องคก์ ร ประกอบดว้ ย วัฒนธรรมของชมุ ชน และบรรทดั ฐานทางสงั คมหรือกฎระเบียบขอ้ บังคบั ของชุมชน ระดับนโยบายสาธารณะ หมายถึง นโยบาย มาตรการ กฎระเบยี บ และข้อบงั คับ ท ่ปี ระกาศโดยรัฐบาลไทย ซง่ึ มีผลต่อการปฏิบตั ิของประชาชน ส�ำหรับการศึกษาครั้งนี้ มุ่งเน้นศึกษาปัจจัยในระดับบุคคลของประชาชนไทยที่มีผล ตอ่ การปฏบิ ตั กิ ารปอ้ งกนั โควดิ 19 ตอ่ ผทู้ เ่ี คยตดิ เชอ้ื หรอื ผถู้ กู กกั กนั ซงึ่ ประกอบดว้ ย เพศ อายุ ระดบั การศกึ ษา อาชพี ศาสนา ฐานะทางเศรษฐกิจ ความรู้ ทัศนคติ และการรบั รู้ เก่ยี วกบั โควดิ 19 รวมทงั้ ผลกระทบจากการระบาดของโควิด19 46 ปัจจัยทำ�นายการปฏิบตั ิของประชาชนไทยตอ่ ผู้ทเี่ คยติดเชอ้ื หรอื ผถู้ ูกกักกนั และผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19
นโยบายสาธารณะ ชมุ ชน ฒนธรรมแฝง องค์กร หน่วยงานชุมชน วัฒนธรรม/วั ร ติในชุมชน/ ัสงคม กฎชุมชนเจ้าสหธน.้าที่ ระหวา่ งบคุ คลนอาบยตก. กฎหมาย เพื่อน ครอบครัว ออสสมส.. บุคคล ผบู้ใ้าหนญ่ เพ่ือนบ้าน สื่อสังคม ครู ก�ำนัน ผู้นจ�ำิตทวาิญงศญาสาณนา/ นโยบแานยว/ปมฏาิบตั รกา ความเช่ือ 6 . กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั การระบาดของโควดิ 19 ทำ� ใหม้ ผี ตู้ ดิ เชอ้ื และเสยี ชวี ติ เปน็ จำ� นวนมาก การศกึ ษาปจั จยั ทำ� นายการปฏบิ ตั ขิ องประชาชนไทยตอ่ ผทู้ เ่ี คยตดิ เชอ้ื โควดิ 19 หรอื ผถู้ กู กกั กนั ในการวจิ ยั ครง้ั นี้ ผวู้ จิ ยั ศกึ ษาปจั จยั สว่ นบคุ คล (เพศ อายุ ระดบั การศกึ ษา อาชพี ศาสนา และฐานะ ทางเศรษฐกจิ ) ความรู้ ทศั นคติ และการรบั รเู้ กย่ี วกบั โควดิ 19 ตอ่ การปฏบิ ตั ขิ องประชาชน ไทยต่อผู้ท่ีเคยติดเช้ือโควิด 19 หรือผู้ถูกกักกัน ซึ่งได้มาจากการทบทวนวรรณกรรม ที่เกี่ยวข้อง ส่วนการศึกษาผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19 ต่อประชาชนไทย ผวู้ จิ ยั ศกึ ษาผลกระทบดา้ นการปฏบิ ตั กิ จิ วตั รประจำ� วนั ของตนเอง ครอบครวั วฒั นธรรม/ ประเพณ/ี วถิ ชี วี ติ ของชมุ ชน การศกึ ษา สขุ ภาพและการปอ้ งกนั โรค เศรษฐกจิ และจติ ใจ ของประชาชนไทย ท้ังผลกระทบโดยตรงจากโควิด 19 และผลกระทบจากนโยบาย หรอื มาตรการในการปอ้ งกนั โควดิ 19 ของรฐั บาล ปัจจยั ทำ�นายการปฏบิ ตั ขิ องประชาชนไทยต่อผู้ทเ่ี คยติดเชื้อ 47 หรอื ผู้ถกู กักกนั และผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19
กรอบแนวคิดในการวจิ ยั 1. สำ�รวจและประเมนิ 4. สรา้ งข้อเสนอเชงิ นโยบาย 1.1 ปัจจัยส่วนบุคคล เพื่อป้องกันโควิด 19 และลด ผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19 เพศ ต่อประชาชนไทย อายุ ระดับการศึกษา 2. ปัจจัยทำ�นายการปฏบิ ัติ อาชีพ ศาสนา ของประชาชนไทยท่ีมตี ่อ ฐานะทางเศรษฐกิจ ผู้ท่ีเคยติดเชื้อ ผู้ถูกกักกัน 1.2 ความรู้ 1.3 ทัศนคติ ผลกระทบจาก 1.4 การรับรู้เกี่ยวกับ 1. มาตรการหรือนโยบายภาครฐั โควิด 19 1.5 การปฏิบัติตัว 3. 2. ผลกระทบจากการระบาด โควิด 19 สง่ ผลตอ่ ... • ครอบครัว • เศรษฐกิจ • การศึกษา • สภาพจิตใจ • สุขภาพและ • วัฒนธรรม/ การป้องกันโรค ประเพณี/ วิถีชีวิตชุมชน 48 ปัจจัยทำ�นายการปฏิบัตขิ องประชาชนไทยตอ่ ผู้ทีเ่ คยตดิ เชื้อ หรอื ผถู้ กู กักกนั และผลกระทบจากการระบาดของโควดิ 19
บ ท ที่ 3 วธิ ดี ำ�เนนิ การวิจัย
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122