Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาประวัติศาสตร์

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาประวัติศาสตร์

Description: แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาประวัติศาสตร์
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ปีการศึกษา 2564

Search

Read the Text Version

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวชิ า ประวตั ศิ าสตร์ รหัสวิชา ส 31102 ระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 ภาคเรียนที่ 1 เวลาเรียน 1 ช่วั โมง/สัปดาห์ หน่วยกติ 0.5 (นน./นก.) ระยะเวลา 10 ชวั่ โมง หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 เร่ือง อารยธรรมโลกยุคโบราณ แผนจดั การเรียนรทู้ ่ี 5 เร่ือง อารยธรรมโลกยคุ โบราณ (ตะวนั ตก) ระยะเวลา 5 ชัว่ โมง ....................................................................................... ....................................................................................................... 1. สาระสาคัญ อารยธรรม มีความหมายตามศัพท์ว่า เจริญงอกงาม ตรงกับภาษาอังกฤษว่า civilization มาจากคาภาษาละติน ว่า civilis ซ่ึงหมายถึง พลเมือง civitas แปลว่า เมืองหรือนคร ความหมายของอารยธรรมทั่วไปจึงมีความเก่ียวข้องกับ มนษุ ย์ ซึ่งเป็นผู้สรา้ งสรรคอ์ ารยธรรมและสังคมเมอื ง ดังนัน้ อารยธรรม จงึ หมายถงึ ความเจริญก้าวหน้าแบบสังคมเมืองซ่ึง เกิดจากการอยู่รวมกันมีขนบธรรมเนียมและประเพณีให้ยึดถือปฏิบัติร่วมกัน เมื่อมีการพัฒนาก็กลายเป็นสังคมท่ีมีความ เจริญรุ่งเรือง มีโครงสร้างของสังคมที่เป็นระบบระเบียบ สมาชิกของสังคมมีความสามารถและมีความชานาญในการคิด ประดิษฐ์ และพฒั นาให้กา้ วหนา้ อยู่เสมอ โดยเราสามารถย้อนกลับไปในอดีตที่ผ่านมาของมนุษย์เม่ือหลายพันปีก่อน จาก การศึกษาทางประวัติศาสตร์ของเหล่านักโบราณคดีและผู้ที่สนใจ อารยธรรมของโลกยุคโบราณ แบ่งได้เป็น 2 ฝั่งใหญ่ๆ ได้แก่ อารยธรรมโลกฝ่ังตะวันตก คือ อารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารยธรรมอียิปต์ อารยธรรมกรีก และอารยธรรมโรมัน และอารยธรรมโลกฝ่ังตะวนั ออก คือ อารยธรรมจีนและอารยธรรมอนิ เดีย 2. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชวี้ ัดช้นั ป/ี ผลการเรียนร้/ู เปา้ หมายการเรียนรู้ มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้านความสัมพันธ์และการ เปล่ียนแปลงของเหตกุ ารณอ์ ยา่ งต่อเน่อื ง ตระหนักถงึ ความสาคัญและสามารถวเิ คราะหผ์ ลกระทบท่ีเกิดขนึ้ ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ ส 4.2 ม.4-6/1 วิเคราะห์อิทธิพลของอารยธรรมโบราณ และการติดต่อระหว่างโลก ตะวนั ออกกบั โลกตะวนั ตกทมี่ ีผลต่อพัฒนาการและการเปลย่ี นแปลงของโลก 3. สาระการเรียนรู้ 3.1 เนอื้ หาสาระหลัก : Knowledge อารยธรรมโลกยคุ โบราณ ฝง่ั ตะวนั ตก - อารยธรรมเมโสโปเตเมีย - อารยธรรมอยี ปิ ต์ - อารยธรรมกรกี - อารยธรรมโรมัน 3.2 ทกั ษะ/กระบวนการ : Process เน้นให้นักเรยี นได้ทางานเป็นกลุ่ม รว่ มศึกษาอารยธรรมโบราณของโลกผ่านเกม Domino History : Ancient World civilization 3.3 คุณลักษณะทพ่ี ึงประสงค์ : Attitude มีความสนใจใฝ่เรยี นรู้ และมีทัศนคติที่ดตี อ่ การศึกษาประวัติศาสตร์

4. สมรรถนะสาคัญของนกั เรียน 4.1 ความสามารถในการสอื่ สาร 4.2 ความสามารถในการคดิ 5. คุณลักษณะของวิชา - ความรบั ผดิ ชอบ - ความรอบคอบ - กระบวนการกลุ่ม 6. คณุ ลกั ษณะที่พึงประสงค์ 1. ใฝเ่ รยี นรู้ 2. มุ่งมัน่ ในการทางาน 3. ซ่ือสัตย์ สุจริต 7. ช้นิ งาน/ภาระงาน : - ชุดคาถาม-ตอบ อารยธรรมโลกยคุ โบราณ (ตะวนั ตก) - เกม Domino History : Ancient World civilization 1 - แผนผังความคิด เรือ่ ง อารยธรรมโลกยคุ โบราณ (ตะวันตก) - แบบทดสอบวัดความรู้ กอ่ นเรยี นและหลงั เรียน เรื่อง อารยธรรมโลกยคุ โบราณ (ผา่ นโปรแกรม Plicker) 8. กจิ กรรมการเรียนรู้ ชั่วโมงท่ี 1 – 4 (ความสามารถในการวิเคราะห์ / ใฝ่เรียนรู้ และมีความมุ่งม่ันในการทางาน / เทคนิคการถามตอบและ กระบวนการกลมุ่ ) 1. ทาแบบทดสอบวดั ความรู้ก่อนเรียน เร่อื ง อารยธรรมโลกยุคโบราณ (ตะวนั ตก) 2. แบ่งกลุม่ นกั เรยี น กลุม่ ละ 6 – 10 คน ร่วมกันศึกษาวีดิทัศน์และภาพประกอบคาบรรยาย เรื่อง อารยธรรม โลกยุคโบราณ (ตะวันตก) อันได้แก่ อารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารยธรรมอียิปต์ อารยธรรมกรีก และอารย ธรรมโรมนั 3. นกั เรียนแตล่ ะกลุม่ ต้ังคาถามจากการศกึ ษาวดี ทิ ัศนแ์ ละภาพประกอบคาบรรยาย กลุ่มละ 5 ข้อ ต่อ 1 อารย ธรรมโบราณ สลบั กนั ถามทลี ะกลมุ่ กลมุ่ ท่ตี อบไดม้ ากท่สี ุดจะไดร้ ับคะแนนพิเศษ 1 ดาวเพ่ิมคะแนนจติ พสิ ัย 4. นาคาถามที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง และสลับกันถามแบบกลุ่ม สร้างเป็นชุดคาถามของห้องเรียน และร่วมกันเฉลย 5. นาความรทู้ ี่ได้รับ เรื่อง อารยธรรมโลกยุคโบราณ มาจัดสร้างเป็น เกม Domino History : Ancient World civilization 1 ชว่ั โมงท่ี 5 (ความสามารถในการวิเคราะห์ / ซอ่ื สัตย์สจุ ริต / ประเมินผลโดยแบบทดสอบวดั ความรู้) 1. ทบทวนความรเู้ ร่ืองอารยธรรมโลกยคุ โบราณ (ตะวันตก) 2. นกั เรียนสรุปความร้ใู นรูปแบบแผนผังความคิด เรื่อง อารยธรรมโลกยุคโบราณ (ตะวันตก) 3. ทาแบบทดสอบวดั ความรู้หลงั เรียน เร่อื ง อารยธรรมโลกยุคโบราณ (ตะวนั ตก) 4. นักเรยี นและครรู ่วมกนั เฉลยแบบทดสอบวัดความรูห้ ลังเรียน เร่ือง อารยธรรมโลกยคุ โบราณ (ตะวันตก) 5. นักเรียนและครรู ่วมกนั สรุปบทเรยี นในหน่วยการเรียน

9. ส่ือการเรยี นการสอน / แหล่งเรยี นรู้ สภาพการใช้สื่อ ขนั้ ตรวจสอบความรเู้ ดิม รายการสอ่ื ขนั้ สรา้ งความสนใจ 1. แบบทดสอบก่อนเรยี น 2. วดี ิทัศน์และภาพประกอบคาบรรยาย เร่อื ง อารยธรรมโลกยุคโบราณ ขั้นขยายความรู้ 3. สรา้ งชุดคาถาม-ตอบ และเกม Domino History : Ancient World ขั้นตรวจสอบความรู้ใหม่ civilization 1 4. แบบทดสอบหลังเรียน 10. การวดั ผลและประเมนิ ผล เปา้ หมาย หลกั ฐานการเรยี นรู้ ประเด็น/ การเรียนรู้ ชิ้นงาน/ภาระงาน วิธวี ดั เคร่ืองมือวัดฯ เกณฑก์ ารให้ คะแนน เข้าใจและสามารถ 1. แบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบก่อนเรยี น แบบทดสอบ 5 คอื ดีเย่ยี ม ศึกษาประวัติศาสตร์ ก่อนเรยี น 4 คือ ดีมาก อย่างเป็นระบบ เร่ือง 3 คือ ดี อารยธรรมของโลก 2. วีดิทัศน์และภาพประกอบ การถามตอบของครูและ ก า ร สั ง เ ก ต 2 คอื พอใช้ ยุคโบราณ(ตะวันตก) คาบรรยาย เร่ือง อารยธรรม นักเรยี น แ ล ะ ก า ร 1 คอื ควร สอบถาม ปรับปรงุ คือ อารยธรรมเมโส โลกยุคโบราณ โปเตเมีย อารยธรรม 3. สรา้ งชดุ คาถาม-ตอบ และ การต้ังคาถามถามตอบ ก า ร สั ง เ ก ต 0 คือ ไม่ผา่ น อียิปต์ อารยธรรม เกม Domino History : ของนักเรียน รวมถึงการ แ ล ะ ก า ร กรีก และอารยธรรม Ancient World civilization ประยุกต์ความรู้นาไปสร้าง สอบถาม โรมัน 1 เปน็ เกมได้ 4. แบบทดสอบหลังเรยี น แบบทดสอบหลงั เรียน แบบทดสอบ หลงั เรียน ลงชื่อ .................................................. ผสู้ อน (นางสาวศิริมา เมฆปัจฉาพิชติ )

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ประวตั ิศาสตร์ รหสั วิชา ส 31102 ระดับช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 4 ภาคเรียนท่ี 1 เวลาเรียน 1 ชว่ั โมง/สปั ดาห์ หน่วยกติ 0.5 (นน./นก.) ระยะเวลา 10 ชั่วโมง หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 3 เร่อื ง อารยธรรมโลกยคุ โบราณ แผนจัดการเรยี นรู้ที่ 6 เรอ่ื ง อารยธรรมโลกยุคโบราณ (ตะวนั ออก) ระยะเวลา 5 ชวั่ โมง ....................................................................................... ....................................................................................................... 1. สาระสาคญั อารยธรรม มีความหมายตามศัพท์ว่า เจริญงอกงาม ตรงกับภาษาอังกฤษว่า civilization มาจากคาภาษาละติน ว่า civilis ซ่ึงหมายถึง พลเมือง civitas แปลว่า เมืองหรือนคร ความหมายของอารยธรรมทั่วไปจึงมีความเก่ียวข้องกับ มนุษย์ ซึง่ เปน็ ผู้สรา้ งสรรคอ์ ารยธรรมและสังคมเมอื ง ดังนน้ั อารยธรรม จงึ หมายถึงความเจรญิ ก้าวหน้าแบบสังคมเมืองซ่ึง เกิดจากการอยู่รวมกันมีขนบธรรมเนียมและประเพณีให้ยึดถือปฏิบัติร่วมกัน เมื่อมีการพัฒนาก็กลายเป็นสังคมท่ีมีความ เจริญรุ่งเรือง มีโครงสร้างของสังคมที่เป็นระบบระเบียบ สมาชิกของสังคมมีความสามารถและมีความชานาญในการคิด ประดษิ ฐ์ และพัฒนาใหก้ า้ วหนา้ อยเู่ สมอ โดยเราสามารถย้อนกลับไปในอดีตที่ผ่านมาของมนุษย์เมื่อหลายพันปีก่อน จาก การศึกษาทางประวัติศาสตร์ของเหล่านักโบราณคดีและผู้ที่สนใจ อารยธรรมของโลกยุคโบราณ แบ่งได้เป็น 2 ฝั่งใหญ่ๆ ได้แก่ อารยธรรมโลกฝั่งตะวันตก คือ อารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารยธรรมอียิปต์ อารยธรรมกรีก และอารยธรรมโรมัน และอารยธรรมโลกฝ่ังตะวนั ออก คอื อารยธรรมจนี และอารยธรรมอินเดยี 2. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ชว้ี ดั ช้นั ปี/ผลการเรยี นรู/้ เปา้ หมายการเรียนรู้ มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้านความสัมพันธ์และการ เปลีย่ นแปลงของเหตุการณ์อย่างตอ่ เนือ่ ง ตระหนกั ถงึ ความสาคญั และสามารถวเิ คราะห์ผลกระทบทเ่ี กดิ ขึ้น ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ ส 4.2 ม.4-6/1 วิเคราะห์อิทธิพลของอารยธรรมโบราณ และการติดต่อระหว่างโลก ตะวันออกกบั โลกตะวนั ตกทม่ี ผี ลต่อพฒั นาการและการเปลี่ยนแปลงของโลก 3. สาระการเรียนรู้ 3.1 เนอ้ื หาสาระหลกั : Knowledge อารยธรรมโลกยคุ โบราณ ฝ่งั ตะวันออก - อารยธรรมจีน - อารยธรรมอนิ เดีย 3.2 ทกั ษะ/กระบวนการ : Process เนน้ ให้นักเรียนได้ทางานเป็นกลุ่ม รว่ มศึกษาอารยธรรมโบราณของโลกผา่ นเกม Domino History : Ancient World civilization 2 3.3 คณุ ลกั ษณะที่พึงประสงค์ : Attitude มคี วามสนใจใฝเ่ รยี นรู้ และมีทัศนคติที่ดีตอ่ การศึกษาประวัติศาสตร์ 4. สมรรถนะสาคัญของนักเรยี น 4.1 ความสามารถในการส่อื สาร 4.2 ความสามารถในการคดิ

5. คุณลักษณะของวิชา - ความรบั ผิดชอบ - ความรอบคอบ - กระบวนการกล่มุ 6. คุณลกั ษณะท่พี ึงประสงค์ 1. ใฝ่เรียนรู้ 2. มงุ่ ม่ันในการทางาน 3. ซ่ือสัตย์ สุจริต 7. ชิ้นงาน/ภาระงาน : - ชุดคาถาม-ตอบ อารยธรรมโลกยุคโบราณ (ตะวันออก) - เกม Domino History : Ancient World civilization 2 - แผนผงั ความคดิ เรอื่ ง อารยธรรมโลกยคุ โบราณ (ตะวันออก) - แบบทดสอบวัดความรู้ กอ่ นเรยี นและหลังเรยี น เรื่อง อารยธรรมโลกยุคโบราณ (ผา่ นโปรแกรม Plicker) 8. กจิ กรรมการเรียนรู้ ชั่วโมงท่ี 1 – 4 (ความสามารถในการวิเคราะห์ / ใฝ่เรียนรู้ และมีความมุ่งม่ันในการทางาน / เทคนิคการถามตอบและ กระบวนการกลมุ่ ) 6. ทาแบบทดสอบวัดความรูก้ อ่ นเรยี น เรื่อง อารยธรรมโลกยคุ โบราณ (ตะวนั ออก) 7. แบ่งกลมุ่ นกั เรยี น กลุ่มละ 6 – 10 คน ร่วมกันศึกษาวีดิทัศน์และภาพประกอบคาบรรยาย เร่ือง อารยธรรม โลกยคุ โบราณ (ตะวันออก) อนั ไดแ้ ก่ อารยธรรมจนี และอารยธรรมอนิ เดีย 8. นักเรยี นแตล่ ะกล่มุ ต้ังคาถามจากการศึกษาวดี ิทัศน์และภาพประกอบคาบรรยาย กลุ่มละ 5 ข้อ ต่อ 1 อารย ธรรมโบราณ สลบั กนั ถามทีละกลมุ่ กลมุ่ ท่ตี อบได้มากท่ีสุดจะได้รับคะแนนพเิ ศษ 1 ดาวเพ่ิมคะแนนจติ พิสยั 9. นาคาถามที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง และสลับกันถามแบบกลุ่ม สร้างเป็นชุดคาถามของห้องเรียน และรว่ มกนั เฉลย 10.นาความร้ทู ่ีได้รับ เรื่อง อารยธรรมโลกยุคโบราณ มาจัดสร้างเป็น เกม Domino History : Ancient World civilization 2 ช่วั โมงท่ี 5 (ความสามารถในการวเิ คราะห์ / ซ่ือสตั ย์สจุ ริต / ประเมนิ ผลโดยแบบทดสอบวัดความรู้) 6. ทบทวนความร้เู ร่ืองอารยธรรมโลกยุคโบราณ (ตะวันออก) 7. นักเรียนสรปุ ความรใู้ นรูปแบบแผนผงั ความคิด เร่ือง อารยธรรมโลกยุคโบราณ (ตะวนั ออก) 8. ทาแบบทดสอบวดั ความรู้หลังเรยี น เร่ือง อารยธรรมโลกยุคโบราณ (ตะวนั ออก) 9. นักเรยี นและครูรว่ มกันเฉลยแบบทดสอบวัดความรูห้ ลงั เรยี น เร่อื ง อารยธรรมโลกยุคโบราณ (ตะวันออก) 10.นกั เรียนและครรู ่วมกนั สรุปบทเรียนในหนว่ ยการเรียน 9. ส่อื การเรยี นการสอน / แหลง่ เรยี นรู้ รายการสอื่ สภาพการใชส้ ่ือ 1. แบบทดสอบก่อนเรียน ขั้นตรวจสอบความรเู้ ดิม 2. วดี ิทัศนแ์ ละภาพประกอบคาบรรยาย เร่ือง อารยธรรมโลกยคุ โบราณ ขั้นสร้างความสนใจ 3. สรา้ งชดุ คาถาม-ตอบ และเกม Domino History : Ancient World ขั้นขยายความรู้ civilization 2 4. แบบทดสอบหลงั เรยี น ขนั้ ตรวจสอบความรูใ้ หม่

10. การวดั ผลและประเมนิ ผล เปา้ หมาย หลักฐานการเรียนรู้ ประเดน็ / การเรยี นรู้ ช้ินงาน/ภาระงาน วิธีวดั เครือ่ งมือวดั ฯ เกณฑก์ ารให้ คะแนน เข้าใจและสามารถ 1. แบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบกอ่ นเรยี น แบบทดสอบ 5 คอื ดเี ยี่ยม ศึกษาประวัติศาสตร์ ก่อนเรยี น 4 คอื ดีมาก อย่างเป็นระบบ เร่ือง 3 คอื ดี อารยธรรมของโลกยุค 2. วีดิทัศน์และภาพประกอบ การถามตอบของครูและ ก า ร สั ง เ ก ต 2 คอื พอใช้ โบราณ (ตะวันออก) คาบรรยาย เรื่อง อารยธรรม นักเรียน แ ล ะ ก า ร 1 คอื ควร สอบถาม ปรบั ปรุง คือ อารยธรรมจีนและ โลกยุคโบราณ อารยธรรมอนิ เดีย 3. สรา้ งชดุ คาถาม-ตอบ และ การตั้งคาถามถามตอบ ก า ร สั ง เ ก ต 0 คือ ไมผ่ ่าน เกม Domino History : ของนักเรียน รวมถึงการ แ ล ะ ก า ร Ancient World civilization ประยุกต์ความรู้นาไป สอบถาม 2 สร้างเป็นเกมได้ 4. แบบทดสอบหลงั เรยี น แบบทดสอบหลังเรียน แบบทดสอบ หลงั เรียน ลงชื่อ..................................................ผู้สอน (นางสาวศริ ิมา เมฆปัจฉาพชิ ิต)

แผนการจดั การเรยี นรู้ รายวิชา ประวัติศาสตร์ รหัสวิชา ส 31104 ระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ภาคเรียนท่ี 2 เวลาเรยี น 1 ชว่ั โมง/สัปดาห์ หนว่ ยกิต 0.5 (นน./นก.) ระยะเวลา 10 ชัว่ โมง หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 4 เรือ่ ง การเปล่ียนแปลงในประวตั ิศาสตรข์ องมนษุ ยชาติ แผนจดั การเรียนรทู้ ี่ 7 เร่ือง เหตกุ ารณ์สาคญั ในสมัยกลาง ระยะเวลา 4 ชัว่ โมง ....................................................................................... ....................................................................................................... 1. สาระสาคัญ เหตุการณ์สาคัญในโลกตะวันตกและตะวันออก การขยายและการล่าอาณานิคมของประเทศในยุโรปไปยังทวีป อเมรกิ า แอฟรกิ า และเอเชียสง่ ผลต่อการเปลีย่ นแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมอื งเขา้ สโู่ ลกสมยั ปจั จบุ นั 2. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชี้วดั ช้ันปี/ผลการเรยี นรู้/เป้าหมายการเรียนรู้ มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้านความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของ เหตุการณอ์ ยา่ งตอ่ เน่อื ง ตระหนกั ถงึ ความสาคัญและสามารถวิเคราะหผ์ ลกระทบทเี่ กดิ ขนึ้ ตัวชีว้ ัด/ผลการเรยี นรู้ ส 4.2 ม.4-6/2 วิเคราะห์เหตุการณ์สาคัญต่างๆท่ีส่งผลต่อการเปล่ียนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เขา้ สู่โลกสมัยปจั จุบนั 3. สาระการเรยี นรู้ 3.1 เนอ้ื หาสาระหลัก : Knowledge เหตุการณ์สาคัญในสมัยกลาง - ระบบฟวิ ดัล (Feudalism) - สงครามครูเสด (The Crusades, ค.ศ. 1096 – 1291) - การฟน้ื ฟศู ลิ ปะวิทยาการ (Renaissance) - การสารวจทางทะเล - การปฏริ ปู ทางศาสนา (Reformation) 3.2 ทักษะ/กระบวนการ : Process เน้นให้นักเรียนได้ทางานเป็นกลุ่ม ร่วมศึกษาเหตุการณ์สาคัญที่ส่งผลถึงปัจจุบัน อันเป็นฉนวนเหตุของ ความรว่ มมือและความขัดแยง้ ของประเทศตา่ งๆในโลกปจั จบุ นั 3.3 คุณลักษณะที่พงึ ประสงค์ : Attitude มคี วามสนใจใฝ่เรยี นรู้ ติดตามข่าวสาร และร้จู ักการวิเคราะห์ สงั เคราะหข์ ้อมลู อยา่ งมีเหตุผล 4. สมรรถนะสาคัญของนักเรียน 4.1 ความสามารถในการสื่อสาร 4.2 ความสามารถในการคิด

5. คุณลกั ษณะของวิชา - ความรับผิดชอบ - ความรอบคอบ - กระบวนการกลมุ่ 6. คุณลักษณะทพี่ ึงประสงค์ 1. ใฝ่เรยี นรู้ 2. มงุ่ ม่นั ในการทางาน 3. ซ่อื สัตย์ สุจริต 7. ชน้ิ งาน/ภาระงาน : - ใบกจิ กรรมที่ 5 เร่ือง ระบบฟวิ ดัลและสงครามครูเสด - ใบกจิ กรรมท่ี 6 เรือ่ ง สมยั ฟื้นฟศู ลิ ปะวทิ ยาการ - ใบกจิ กรรมที่ 7 เรอื่ ง การสารวจทางทะเล และการปฏริ ูปศาสนา - เสน้ แสดงเวลา (Time Line) ลาดับเหตกุ ารณส์ าคัญในสมัยกลาง สมัยใหม่ และครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 20 - แบบทดสอบวดั ความรู้ กอ่ นเรยี นและหลังเรียน เร่ือง เหตุการณ์สาคัญในสมัยกลาง (ผ่านโปรแกรม Plicker) 8. กิจกรรมการเรยี นรู้ ชั่วโมงที่ 1 – 3 (ความสามารถในการวิเคราะห์ / ใฝ่เรียนรู้ และมีความมุ่งม่ันในการทางาน / เทคนิคการถามตอบและ กระบวนการกลุ่ม) 1. ทาแบบทดสอบวดั ความรู้กอ่ นเรยี น เรอื่ ง เหตกุ ารณ์สาคัญในสมยั กลาง 2. แบ่งกลุ่มนักเรียน กลุ่มละ 6 – 10 คน ร่วมกันศึกษาวีดิทัศน์และภาพประกอบคาบรรยาย เรื่อง ระบบ ฟวิ ดลั และสงครามครูเสด แลว้ ลงมือตอบคาถามในใบกิจกรรมที่ 5 เร่ือง ระบบฟิวดลั และสงครามครเู สด 3. ครูและนกั เรียนร่วมกนั เฉลยใบกจิ กรรมท่ี 5 เรอ่ื ง ระบบฟวิ ดลั และสงครามครเู สด 4. แบ่งกลุ่มนักเรียน กลุ่มละ 6 – 10 คน ร่วมกันศึกษาวีดิทัศน์และภาพประกอบคาบรรยาย เรื่อง สมัยฟื้นฟู ศลิ ปวทิ ยาการ แล้วลงมอื ตอบคาถามในใบกิจกรรมที่ 6 เรอื่ ง สมยั ฟ้นื ฟูศลิ ปวทิ ยาการ 5. ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั เฉลยใบกจิ กรรมที่ 6 เรอ่ื ง สมยั ฟน้ื ฟูศลิ ปวิทยาการ 6. แบ่งกลุม่ นกั เรียน กลุ่มละ 6 – 10 คน ร่วมกันศึกษาวีดิทัศน์และภาพประกอบคาบรรยาย เรื่อง การสารวจ ทางทะเลและการปฏิรปู ศาสนา แล้วลงมือตอบคาถามในใบกิจกรรมท่ี 7 เร่ือง การสารวจทางทะเลและการ ปฏิรูปศาสนา 7. ครูและนกั เรยี นร่วมกันเฉลยใบกจิ กรรมท่ี 7 เรอื่ ง การสารวจทางทะเลและการปฏริ ูปศาสนา ช่วั โมงท่ี 4 (ความสามารถในการวิเคราะห์ / ซอ่ื สตั ย์สจุ รติ / ประเมินผลโดยแบบทดสอบวดั ความรู้) 1. ทบทวนความรูเ้ ร่ืองเหตกุ ารณ์สาคญั ในสมัยกลาง 2. นักเรียนสรุปความรู้ในรูปแบบเส้นแสดงเวลา (Time Line) ลาดับเหตุการณ์สาคัญในสมัยกลาง สมัยใหม่ และคริสตศ์ ตวรรษที่ 20 3. ทาแบบทดสอบวัดความรหู้ ลังเรยี น เรอ่ื ง เหตุการณ์สาคัญในสมยั กลาง 4. นักเรียนและครรู ่วมกนั เฉลยแบบทดสอบวดั ความร้หู ลังเรียน เรอื่ ง เหตุการณ์สาคญั ในสมยั กลาง 5. นักเรยี นและครรู ว่ มกันสรปุ บทเรียนในหน่วยการเรียน

9. ส่อื การเรียนการสอน / แหล่งเรียนรู้ รายการสือ่ สภาพการใชส้ อ่ื 1. แบบทดสอบก่อนเรียน ขน้ั ตรวจสอบความร้เู ดิม 2. วดี ทิ ศั นแ์ ละภาพประกอบคาบรรยาย เร่อื ง ระบบฟวิ ดัลและสงครามครเู สด ขนั้ สร้างความสนใจ 3. วดี ิทัศน์และภาพประกอบคาบรรยาย เรอื่ ง สมัยฟน้ื ฟูศิลปวิทยาการ ขั้นสร้างความสนใจ 4. วีดิทัศน์และภาพประกอบคาบรรยาย เรื่อง การสารวจทางทะเลและการ ขน้ั สรา้ งความสนใจ ปฏิรูปศาสนา 5. เส้นแสดงเวลา (Time Line) ลาดับเหตุการณ์สาคัญในสมัยกลาง สมัยใหม่ ขั้นขยายความรู้ และคริสตศ์ ตวรรษท่ี 20 6. แบบทดสอบหลงั เรียน ขน้ั ตรวจสอบความรูใ้ หม่ 10. การวัดผลและประเมินผล เปา้ หมาย หลกั ฐานการเรยี นรู้ วธิ วี ดั เครอื่ งมือวัดฯ ประเดน็ / การเรยี นรู้ ชน้ิ งาน/ภาระงาน แบบทดสอบ เกณฑก์ ารให้ แบบทดสอบกอ่ นเรียน ก่อนเรยี น เหตุการณ์สาคัญใน 1. แบบทดสอบก่อนเรียน ใบกจิ กรรมที่ 5 คะแนน โ ล ก ต ะ วั น ต ก แ ล ะ การถามตอบของครแู ละ นักเรยี น ใบกจิ กรรมที่ 6 5 คือ ดีเยีย่ ม ตะวันออก การขยาย 2. วดี ิทัศนแ์ ละภาพประกอบคา 4 คอื ดมี าก และการล่าอาณา บรรยาย เร่อื ง ระบบฟวิ ดัลและ การถามตอบของครูและ ใบกจิ กรรมท่ี 7 3 คือ ดี นิคมของประเทศใน สงครามครูเสด นักเรียน 2 คอื พอใช้ ยุ โ ร ป ไ ป ยั ง ท วี ป 3. วดี ทิ ศั น์และภาพประกอบคา เสน้ แสดงเวลา 1 คอื ควร อเมริกา แอฟริกา บรรยาย เร่ือง สมัยฟนื้ ฟู การถามตอบของครูและ แบบทดสอบ ปรับปรงุ นกั เรียน หลงั เรียน 0 คือ ไมผ่ ่าน กา ร เ รีย ง ล า ดับ เ ว ล า และเอเชียส่งผลต่อ ศลิ ปวิทยาการ เหตุการณ์สาคัญในสมัย การเปลี่ยนแปลงทาง กลาง สมัยใหม่ และ สั ง ค ม เ ศ ร ษ ฐ กิ จ 4. วดี ทิ ศั นแ์ ละภาพประกอบคา คริสต์ศตวรรษท่ี 20 และการเมืองเข้าสู่ บรรยาย เร่ือง การสารวจทาง แบบทดสอบหลังเรยี น โลกสมยั ปัจจุบัน ทะเลและการปฏริ ปู ศาสนา 5. เส้นแสดงเวลา (Time Line) ลาดับเหตุการณ์สาคัญในสมัย ก ล า ง ส มั ย ใ ห ม่ แ ล ะ ครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 20 6. แบบทดสอบหลงั เรยี น ลงชอื่ .................................................. ผสู้ อน (นางสาวศริ มิ า เมฆปัจฉาพิชิต)

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวิชา ประวัติศาสตร์ รหสั วิชา ส 31104 ระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 4 ภาคเรียนที่ 2 เวลาเรียน 1 ช่ัวโมง/สปั ดาห์ หนว่ ยกิต 0.5 (นน./นก.) ระยะเวลา 10 ช่ัวโมง หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 4 เรอื่ ง การเปลี่ยนแปลงในประวตั ิศาสตรข์ องมนษุ ยชาติ แผนจดั การเรยี นรทู้ ่ี 8 เรื่อง เหตุการณ์สาคญั ในสมยั ใหม่ – คริสต์ศตวรรษที่ 19 ระยะเวลา 2 ชว่ั โมง ....................................................................................... ....................................................................................................... 1. สาระสาคญั เหตุการณ์สาคัญในโลกตะวันตกและตะวันออก การขยายและการล่าอาณานิคมของประเทศในยุโรปไปยังทวีป อเมริกา แอฟริกา และเอเชยี สง่ ผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกจิ และการเมอื งเข้าสู่โลกสมยั ปัจจุบัน 2. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ชว้ี ัดชน้ั ป/ี ผลการเรยี นร/ู้ เป้าหมายการเรยี นรู้ มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้านความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของ เหตกุ ารณอ์ ยา่ งตอ่ เนอื่ ง ตระหนกั ถงึ ความสาคัญและสามารถวเิ คราะหผ์ ลกระทบที่เกดิ ขนึ้ ตวั ชีว้ ดั /ผลการเรียนรู้ ส 4.2 ม.4-6/2 วิเคราะห์เหตุการณ์สาคัญต่างๆท่ีส่งผลต่อการเปล่ียนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เขา้ ส่โู ลกสมยั ปัจจุบนั ส 4.2 ม.4-6/3 วเิ คราะห์ผลกระทบของการขยายอิทธพิ ลของประเทศในยุโรปไปยังทวีปอเมริกา แอฟริกา และ เอเชีย 3. สาระการเรยี นรู้ 3.1 เนือ้ หาสาระหลกั : Knowledge เหตกุ ารณส์ าคัญในสมัยใหม่ - การปฏิรูปวทิ ยาศาสตร์ - การปฏริ ปู อุตสาหกรรม - การขยายลัทธิจกั รวรรดินิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 19 - การก่อตวั ของลทั ธิชาตินยิ ม 3.2 ทักษะ/กระบวนการ : Process เน้นให้นักเรียนได้ทางานเป็นกลุ่ม ร่วมศึกษาเหตุการณ์สาคัญท่ีส่งผลถึงปัจจุบัน อันเป็นฉนวนเหตุของ ความรว่ มมอื และความขดั แย้งของประเทศตา่ งๆในโลกปจั จุบนั 3.3 คุณลักษณะท่ีพงึ ประสงค์ : Attitude มคี วามสนใจใฝ่เรียนรู้ ติดตามขา่ วสาร และรูจ้ กั การวิเคราะห์ สงั เคราะห์ข้อมลู อยา่ งมีเหตุผล 4. สมรรถนะสาคัญของนกั เรยี น 4.1 ความสามารถในการส่อื สาร 4.2 ความสามารถในการคิด

5. คุณลกั ษณะของวิชา - ความรับผิดชอบ - ความรอบคอบ - กระบวนการกลุ่ม 6. คุณลักษณะทพ่ี งึ ประสงค์ 1. ใฝเ่ รียนรู้ 2. มุ่งม่นั ในการทางาน 3. ซอ่ื สัตย์ สจุ ริต 7. ชิ้นงาน/ภาระงาน : - ใบกจิ กรรมที่ 8 เร่ือง การปฏวิ ัตวิ ทิ ยาศาสตร์ และการปฏิวตั อิ ตุ สาหกรรม - หนงั สือการ์ตูนเล่มเลก็ เร่ือง การขยายตัวของลัทธจิ กั รวรรดนิ ยิ มและการก่อตัวของลทั ธิชาตนิ ยิ ม - เสน้ แสดงเวลา (Time Line) ลาดับเหตกุ ารณ์สาคญั ในสมัยกลาง สมัยใหม่ และครสิ ต์ศตวรรษท่ี 20 (ตอ่ เน่ือง) 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ชั่วโมงท่ี 1 – 2 (ความสามารถในการวิเคราะห์ / ใฝ่เรียนรู้ และมีความมุ่งมั่นในการทางาน / เทคนิคการถามตอบและ กระบวนการกลุ่ม) 1. ทบทวนความรู้เก่ียวกับสมัยกลาง ก่อนเริ่มด้วยคาถามสาคัญ อาทิ สมัยใหม่เร่ิมข้ึนเมื่อใด ใช้สิ่งใดเป็นเกณฑ์ ในการแบ่งแยกสมยั กลางและสมยั ใหม่ 2. แบ่งกลุ่มนักเรียน กลุ่มละ 6 – 10 คน ร่วมกันศึกษาวีดิทัศน์และภาพประกอบคาบรรยาย เรื่อง การปฏิวัติ วิทยาศาสตร์ และการปฏิวัติอุตสาหกรรม จากน้ันตอบคาถามในใบกิจกรรมที่ 8 เรื่อง การปฏิวัติ วิทยาศาสตรแ์ ละอตุ สาหกรรม 3. ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั เฉลยใบกจิ กรรมที่ 8 เรอื่ ง การปฏิวตั ิวทิ ยาศาสตรแ์ ละอุตสาหกรรม 4. แบ่งกลุ่มนักเรียน กลุ่มละ 6 – 10 คน ร่วมกันศึกษาวีดิทัศน์และภาพประกอบคาบรรยาย เร่ือง การ ขยายตวั ของลัทธิจักรวรรดินยิ ม (การลา่ อาณานคิ ม) และการกอ่ ตัวของลัทธชิ าตินยิ ม 5. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสร้างหนังสือการ์ตูนเล่มเล็ก เร่ือง การขยายตัวของลัทธิจักรวรรดินิยมและการก่อตัว ของลัทธิชาตินิยม เพ่ืออธิบายเรื่องราวของการล่าอาณานิคมและการปลดแอกของชาติต่างๆภายใต้การ ปกครองในจกั รวรรดินิยม 6. นักเรียนสรปุ ความรู้ในรปู แบบเส้นแสดงเวลา (Time Line) ลาดับเหตุการณ์สาคัญในสมัยกลาง สมัยใหม่ และครสิ ต์ศตวรรษท่ี 20 (ต่อเนื่องจากเรื่องราวสมัยกลาง) 9. สื่อการเรียนการสอน / แหล่งเรียนรู้ รายการสื่อ สภาพการใช้ส่ือ การสอบถามความเขา้ ใจด้วยคาถามสาคญั ข้ันตรวจสอบความรู้เดิม ใบกิจกรรมท่ี 8 เร่ือง การปฏิวัติวทิ ยาศาสตร์ และการปฏิวัตอิ ตุ สาหกรรม ข้ันสรา้ งความสนใจ หนังสอื การต์ ูนเล่มเล็ก เรอื่ ง การขยายตัวของลัทธจิ ักรวรรดินยิ มและการก่อตวั ข้ันขยายความรู้ ของลัทธิชาตนิ ยิ ม ขน้ั ตรวจสอบความรู้ใหม่ เส้นแสดงเวลา (Time Line) ลาดับเหตกุ ารณ์สาคัญในสมยั กลาง สมยั ใหม่ และ ครสิ ต์ศตวรรษที่ 20 (ต่อเนือ่ ง)

10. การวัดผลและประเมินผล เปา้ หมาย หลักฐานการเรยี นรู้ วิธวี ัด เครอ่ื งมอื วัดฯ ประเด็น/ การเรยี นรู้ ช้ินงาน/ภาระงาน เกณฑ์การให้ เหตุการณ์สาคัญใน ใบกิจกรรมที่ 8 เร่ือง การ การถามตอบของครแู ละ ใบกจิ กรรมที่ 8 คะแนน โลกตะวันตกและ ปฏิวัติวิทยาศาสตร์ และการ นกั เรียน ตะวันออก การขยาย ปฏิวตั ิอุตสาหกรรม 5 คือ ดเี ยย่ี ม 4 คอื ดีมาก และการล่าอาณา หนังสือการ์ตูนเล่มเล็ก เรื่อง ค ว า ม เ ข้ า ใ จ จ า ก 3 คือ ดี นิคมของประเทศใน ก า ร ข ย า ย ตั ว ข อ ง ลั ท ธิ การศึกษาแล้วแสดงผล หนังสอื การ์ตูน 2 คือ พอใช้ 1 คอื ควร ยุ โ ร ป ไ ป ยั ง ท วี ป จักรวรรดินิยมและการก่อตัว ออกมาด้วยการสร้าง เลม่ เลก็ ปรับปรงุ 0 คือ ไมผ่ ่าน อเมริกา แอฟริกา ของลัทธิชาตินิยม หนังสอื เล่มเลก็ และเอเชียส่งผลต่อ การเปล่ียนแปลงทาง เส้นแสดงเวลา (Time Line) กา ร เ รีย ง ล า ดับ เ ว ล า เสน้ แสดงเวลา สั ง ค ม เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ลาดับเหตุการณ์สาคัญในสมัย เหตุการณ์สาคัญในสมัย และการเมืองเข้าสู่ ก ล า ง ส มั ย ใ ห ม่ แ ล ะ กลาง สมัยใหม่ และ โลกสมยั ปจั จบุ ัน ค ริ ส ต์ ศ ต ว ร ร ษ ท่ี 2 0 คริสตศ์ ตวรรษท่ี 20 (ตอ่ เน่ือง) ลงชอื่ .................................................. ผู้สอน (นางสาวศิรมิ า เมฆปัจฉาพิชติ )

แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวิชา ประวัตศิ าสตร์ รหัสวิชา ส 31104 ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 ภาคเรยี นท่ี 2 เวลาเรยี น 1 ช่วั โมง/สัปดาห์ หน่วยกติ 0.5 (นน./นก.) ระยะเวลา 10 ช่ัวโมง หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรือ่ ง การเปล่ยี นแปลงในประวตั ศิ าสตรข์ องมนุษยชาติ แผนจัดการเรียนรู้ท่ี 9 เร่อื ง ความรว่ มมอื และความขดั แย้งของมนษุ ยชาติ ระยะเวลา 4 ชวั่ โมง ....................................................................................... ....................................................................................................... 1. สาระสาคัญ เหตุการณ์สาคัญในโลกตะวันตกและตะวันออก การขยายและการล่าอาณานิคมของประเทศในยุโรปไปยังทวีป อเมรกิ า แอฟริกา และเอเชียสง่ ผลตอ่ การเปลยี่ นแปลงทางสงั คม เศรษฐกจิ และการเมืองเขา้ ส่โู ลกสมัยปจั จุบนั 2. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้ีวดั ชั้นปี/ผลการเรยี นรู/้ เปา้ หมายการเรียนรู้ มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้านความสัมพันธ์และการเปล่ียนแปลงของ เหตกุ ารณอ์ ย่างตอ่ เนือ่ ง ตระหนักถงึ ความสาคญั และสามารถวิเคราะหผ์ ลกระทบทเ่ี กดิ ขน้ึ ตัวชว้ี ัด/ผลการเรียนรู้ ส 4.2 ม.4-6/2 วิเคราะห์เหตุการณ์สาคัญต่างๆที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เขา้ สูโ่ ลกสมัยปัจจบุ นั 3. สาระการเรยี นรู้ 3.1 เนอ้ื หาสาระหลัก : Knowledge ความร่วมมือและความขดั แย้งของมนุษยชาตใิ นคริสศตวรรษท่ี 20 ความขัดแยง้ ของมนษุ ยชาติในคริสศตวรรษท่ี 20 - สงครามโลกครัง้ ที่ 1 (ค.ศ. 1914 – 1918) - สงครามโลกครัง้ ที่ 2 (ค.ศ. 1939 – 1945) - สงครามเย็น (Cold War) ความร่วมมือของมนุษยชาติในคริสศตวรรษท่ี 20 - องค์การสนั นิบาตชาติ - องคก์ ารสหประชาชาติ - องค์การความรว่ มมือระดบั ภมู ภิ าค o ตามสภาพภูมิศาสตร์ ได้แก่ ASEAN, EU, OAS o ตามการรวมกลุ่มทางเศรษฐกจิ ได้แก่ WTO, G-8, AFTA, NAFTA, APEC, ASEM 3.2 ทกั ษะ/กระบวนการ : Process เน้นใหน้ กั เรยี นได้ทางานเปน็ กลุ่ม ศึกษาเหตุการณ์สาคัญที่ส่งผลถึงปัจจุบัน อันเป็นฉนวนเหตุของความ รว่ มมอื และความขัดแย้งของประเทศต่างๆในโลกปจั จบุ ัน 3.3 คุณลกั ษณะท่พี งึ ประสงค์ : Attitude มคี วามสนใจใฝ่เรียนรู้ ติดตามข่าวสาร และรู้จักการวเิ คราะห์ สังเคราะหข์ ้อมลู อยา่ งมเี หตุผล

4. สมรรถนะสาคัญของนกั เรียน 4.1 ความสามารถในการส่อื สาร 4.2 ความสามารถในการคดิ 5. คณุ ลักษณะของวิชา - ความรบั ผดิ ชอบ - กระบวนการกลุม่ 6. คณุ ลกั ษณะท่พี งึ ประสงค์ 1. ใฝ่เรียนรู้ 2. มงุ่ มั่นในการทางาน 3. ซอ่ื สัตย์ สจุ ริต 7. ช้ินงาน/ภาระงาน : - ชุดคาถาม-ตอบ เร่ือง สงครามโลกครงั้ ที่ 1 – 2 และสงครามเย็น - แผนผงั ความคิด เร่อื ง ความรว่ มมือของมนุษยชาตใิ นครสิ ต์ศตวรรษท่ี 20 - เส้นแสดงเวลา (Time Line) ลาดับเหตุการณส์ าคัญในสมัยกลาง สมยั ใหม่ และคริสต์ศตวรรษที่ 20 (ตอ่ เน่ือง) - แบบทดสอบวัดความรู้ ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง ความร่วมมือและความขัดแย้งของมนุษยชาติ (ผ่าน โปรแกรม Plicker) 8. กจิ กรรมการเรียนรู้ ช่ัวโมงท่ี 1 – 3 (ความสามารถในการวิเคราะห์ / ใฝ่เรียนรู้ และมีความมุ่งม่ันในการทางาน / เทคนิคการถามตอบและ กระบวนการกล่มุ ) 1. ทาแบบทดสอบวัดความรกู้ อ่ นเรยี น เรือ่ ง ความร่วมมอื และความขัดแย้งของมนษุ ยชาติ 2. แบ่งกลุ่มนักเรียน กลุ่มละ 6 – 10 คน ร่วมกันศึกษาวีดิทัศน์และภาพประกอบคาบรรยาย เรื่อง สงครามโลกครั้งท่ี 1, สงครามโลกคร้ังที่ 2 และสงครามเย็น 3. นักเรียนแต่ละกลุ่มต้ังคาถามจากการศึกษาวีดิทัศน์และภาพประกอบคาบรรยาย กลุ่มละ 7 ข้อ ต่อ 1 สงคราม สลับกนั ถามทลี ะกล่มุ กลุ่มท่ตี อบได้มากที่สดุ จะไดร้ ับคะแนนพิเศษ 1 ดาวเพิม่ คะแนนจิตพสิ ัย 4. แบ่งกลุ่มนักเรียน กลุ่มละ 6 – 10 คน ร่วมกันศึกษาวีดิทัศน์และภาพประกอบคาบรรยาย เร่ือง องค์การ สันนบิ าตชาติ, องคก์ ารสหประชาชาติ, องค์การความร่วมมือระดับภูมภิ าค 5. ใหน้ ักเรียนสรปุ องค์การความร่วมมอื ระดับภมู ิภาค ตามสภาพภูมิศาสตร์ ได้แก่ ASEAN, EU, OAS และตาม การรวมกลมุ่ ทางเศรษฐกิจ ไดแ้ ก่ WTO, G-8, AFTA, NAFTA, APEC, ASEM ถึงความเหมอื นและแตกต่าง 6. นักเรียนสรุปความรู้ในรูปแบบเส้นแสดงเวลา (Time Line) ลาดับเหตุการณ์สาคัญในสมัยกลาง สมัยใหม่ และคริสต์ศตวรรษที่ 20 (ต่อเนือ่ งจากเรือ่ งราวสมยั กลางและสมยั ใหม่) ช่วั โมงท่ี 4 (ความสามารถในการวิเคราะห์ / ซือ่ สัตยส์ จุ รติ / ประเมนิ ผลโดยแบบทดสอบวดั ความรู้) 1. ทบทวนความร้เู ร่ืองความร่วมมอื และความขดั แยง้ ของมนุษยชาติ 2. นักเรยี นสรุปความรใู้ นรูปแบบแผนผังความคิด เรื่อง ความร่วมมือและความขัดแยง้ ของมนษุ ยชาติ 3. ทาแบบทดสอบวดั ความร้หู ลงั เรยี น เรอื่ ง ความร่วมมือและความขัดแย้งของมนุษยชาติ 4. นักเรียนและครูร่วมกันเฉลยแบบทดสอบวัดความรู้หลังเรียน เรื่อง ความร่วมมือและความขัดแย้งของ มนษุ ยชาติ 5. นักเรียนและครูรว่ มกันสรุปบทเรียนในหน่วยการเรยี น

9. ส่ือการเรียนการสอน / แหล่งเรียนรู้ รายการสื่อ สภาพการใช้ส่อื 1. แบบทดสอบก่อนเรยี น ขน้ั ตรวจสอบความรูเ้ ดิม 2. วีดิทัศน์และภาพประกอบคาบรรยาย เร่ือง สงครามโลกครั้งท่ี 1, ขน้ั สรา้ งความสนใจ สงครามโลกครง้ั ที่ 2 และสงครามเย็น 3. สร้างชุดคาถาม-ตอบ เรื่อง สงครามโลกครั้งที่ 1, สงครามโลกคร้ังท่ี 2 และ ขั้นขยายความรู้ สงครามเยน็ 4. แผนผงั ความคดิ เรอ่ื ง ความรว่ มมือและความขัดแย้งของมนษุ ยชาติ ขน้ั ขยายความรู้ 5. เส้นแสดงเวลา (Time Line) ลาดบั เหตกุ ารณส์ าคัญในสมยั กลาง สมัยใหม่ ขนั้ ตรวจสอบความรู้ใหม่ และครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 20 (ตอ่ เนื่อง) 6. แบบทดสอบหลังเรียน ขั้นตรวจสอบความรู้ใหม่ 10. การวัดผลและประเมินผล เปา้ หมาย หลักฐานการเรยี นรู้ ประเด็น/ การเรยี นรู้ ช้ินงาน/ภาระงาน วิธีวดั เคร่อื งมอื วัดฯ เกณฑก์ ารให้ คะแนน เหตุการณ์สาคัญใน 1. แบบทดสอบก่อนเรยี น แบบทดสอบกอ่ นเรียน แบบทดสอบ 5 คือ ดเี ย่ียม โลกตะวันตกและ กอ่ นเรยี น 4 คือ ดีมาก ต ะ วั น อ อก ก า ร 2. วีดิทัศน์และภาพประกอบคา การถามตอบของครูและ ก า ร สั ง เ ก ต 3 คือ ดี ขยายและการล่า บรรยาย เร่ือง สงครามโลกครั้งท่ี นักเรียน และการ 2 คอื พอใช้ อ า ณ า นิ ค ม ข อ ง 1, สงครามโลกคร้ังท่ี 2 และ สอบถาม 1 คือ ควร ประเทศในยุโรปไป สงครามเย็น ปรบั ปรุง ยั ง ท วี ป อ เ ม ริ ก า 3. สร้างชุดคาถาม-ตอบ เร่ือง ก า ร ตั้ ง ค า ถ า ม ถ า ม ต อ บ ก า ร สั ง เ ก ต 0 คอื ไมผ่ ่าน แ อ ฟ ริ ก า แ ล ะ สงครามโลกครั้งท่ี 1, สงครามโลก ของนักเรียน รวมถึงการ และการ เอเชียส่งผลต่อการ ครั้งท่ี 2 และสงครามเยน็ ประยุกต์ความรู้นาไปสร้าง สอบถาม เปลี่ยนแปลงทาง เป็นเกมได้ สังคม เศรษฐกิจ 4. แผนผังความคิด เร่ือง ความ การสรุปความรู้เรื่องความ แ ผ น ผั ง และการเมืองเข้าสู่ ร่ว มมือและความขัดแย้งของ ร่วมมือและความขัดแย้ง ความคดิ โลกสมยั ปจั จบุ นั มนุษยชาติ ของมนษุ ยชาติ 5. เส้นแสดงเวลา (Time Line) ก า ร เ รี ย ง ล า ดั บ เ ว ล า ลาดับเหตุการณ์สาคัญในสมัยกลาง เหตุการณ์สาคัญในสมัย เสน้ แสดงเวลา สมัยใหม่ และคริสต์ศตวรรษท่ี 20 ก ล า ง ส มั ย ใ ห ม่ แ ล ะ (ตอ่ เนอ่ื ง) ครสิ ต์ศตวรรษท่ี 20 6. แบบทดสอบหลังเรยี น แบบทดสอบหลังเรยี น แบบทดสอบ หลงั เรียน ลงช่ือ .................................................. ผูส้ อน (นางสาวศิรมิ า เมฆปัจฉาพิชติ )

ใบกิจกรรมที่ 5 ประวตั ศิ าสตร์สากล ส 31104 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 เร่ือง ระบบฟิวดัลและสงครามครเู สด ครูศริ ิมา เมฆปจั ฉาพชิ ติ ชือ่ -สกลุ .............................................................................. ชัน้ ............... เลขท่ี ............ คาชีแ้ จง ให้นกั เรียนศกึ ษาคน้ ควา้ เร่อื งระบบฟวิ ดัลและสงครามครูเสดพร้อมอธิบายหัวขอ้ ต่างๆในแบบกิจกรรมน้ี ระบบฟิวดลั (Feudalism) ๑. สาเหตใุ ดท่ีทาให้เกดิ ระบบฟวิ ดลั ............................................................................................................................. ........................................................................... ............................................................................................................................. ........................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................... .............................................................................................................. .......................................................................................... ............................................................................................................................. ........................................................................... ............................................................................................................................. ........................................................................... 2. ระบบฟวิ ดัลมลี ักษณะอยา่ งไร จงวาดรูปประกอบเพ่อื อธบิ ายดว้ ย ..................................................................................................... ................................................................................................... ..................................................................................................... ................................................................................................... ..................................................................................................... ................................................................................................... ..................................................................................................... ................................................................................................... ..................................................................................................... ................................................................................................... ..................................................................................................... ................................................................................................... 3. ผลกระทบจากระบบฟิวดัลคอื อะไร ............................................................................................................................. ........................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................... .............................................................................................................. .......................................................................................... ............................................................................................................................. ........................................................................... ............................................................................................................................. ........................................................................... 4. การเสือ่ มสลายของระบบฟิวดลั มาจากสาเหตุใด ........................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................. ........................................... ........................................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................................

สงครามครเู สด (The Crusades) 1. สาเหตขุ องสงครามครเู สด มี 3 ด้าน ใหน้ กั เรียนอธิบายแตล่ ะดา้ นดังตอ่ ไปน้ี ดา้ นความศรทั ธาในครสิ ตศ์ าสนา ........................................................................................................................................................................................................ .................................................................................................................................................................................... .................... ........................................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ........................................................ ด้านการเมอื งการปกครอง ........................................................................................................................................................................................................ .................................................................................................................................................................................... .................... ........................................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ........................................................ ดา้ นการค้าและพาณิชย์ .................................................................................................................................................................................. ...................... ........................................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................................ .............................................................................................................................................. .......................................................... 2. ผลกระทบของสงครามครเู สดต่อพัฒนาการของยุโรป มี 3 ดา้ น ใหน้ ักเรยี นอธบิ ายแตล่ ะด้านดังต่อไปน้ี ดา้ นการเมอื งการปกครอง ........................................................................................................................................................................................................ ......................................................................................................................................... ............................................................... ................................................................................................................................................................................................ ........ ........................................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................................ ดา้ นเศรษฐกิจ ........................................................................................................................................................................................................ .............................................................................................................................................. .......................................................... ..................................................................................................................................................................................................... ... ........................................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................................ ดา้ นสังคม ........................................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................................ .................................................................................................................................................................................... .................... ........................................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................................

ใบกิจกรรมท่ี 5 ประวัตศิ าสตร์สากล ส 31104 ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 4 เร่อื ง ระบบฟิวดัลและสงครามครูเสด ครูศริ มิ า เมฆปจั ฉาพิชิต ชอื่ -สกลุ .............................................................................. ช้ัน ............... เลขที่ ............ คาชี้แจง ใหน้ ักเรียนศกึ ษาค้นคว้าเรื่องระบบฟวิ ดลั และสงครามครูเสดพร้อมอธิบายหัวข้อต่างๆในแบบกจิ กรรมน้ี ระบบฟิวดลั (Feudalism) ๑. สาเหตใุ ดทีท่ าให้เกดิ ระบบฟวิ ดัล ตอบ มาจากการเสื่อมอานาจของจักรวรรดิโรมัน และปรากฏชัดเจนในปลายสมัยราชวงศ์คาโรลิงเจียน (Carolingian) ของพวกแฟรงก์ เมื่อ กษตั ริย์เส่ือมอานาจ ได้เกิดการแย่งชิงอานาจระหว่างกลุ่มผู้ปกครอง ทาให้โดนเผ่าอ่ืนรุกราน ประชาชนขาดความเชื่อม่ันจึงหันไปพึ่งพาขุนนาง ท้องถิ่นซึ่งมีสิทธิขาดในการจัดตั้งกองทัพและออกกฎหมายเป็นของตนเอง และเม่ือกษัตริย์ขอความช่วยเหลือไปยังขุนนางเหล่านี้ ทาให้ขุนน าง เหลา่ นม้ี อี านาจมากขน้ึ ในการปกครอง ส่วนกษัตรยิ ์ไม่มอี านาจที่แท้จรงิ 2. ระบบฟวิ ดัลมลี กั ษณะอย่างไร จงวาดรูปประกอบเพ่อื อธิบายด้วย ตอบ เป็นการปกครองลกั ษณะระบบอปุ ถมั ภ์ มีทด่ี นิ เปน็ ส่งิ กาหนดฐานะและความสมั พนั ธข์ องคนในสังคม 3. ผลกระทบจากระบบฟิวดลั คืออะไร ตอบ แบ่งผลกระทบออกเปน็ 2 ดา้ น คือ ด้านการเมืองการปกครอง และด้านสังคม ในด้านการเมืองการปกครองนั้น ระบบฟิวดัลเป็นรากฐานในการวางแผนการปกครองส่วนท้องถ่ินในดินแดนต่างๆ ส่งเสริมให้ประชาชนมี จิตสานึกร่วมกนั เปน็ ฐานสาคญั ในการพฒั นาชาติปละอุดมการณเ์ สรนี ิยม ในด้านสงั คมนนั้ ระบบฟวิ ดลั แบง่ คนในสงั คมออกเป็น 2 ส่วน คือ ผู้ปกครอง และผู้ถูกปกครอง ซ่ึงผู้ปกครองมีสิทธิเหนือกว่าและสามารถ กาหนดชีวิตของผ้ถู ูกปกครองมากเกินไป จนกระทัง่ เกิดกลุ่มพอ่ คา้ และสมาคมชา่ งฝีมอื หรือสมาคมอาชีพ (Guild) ขนึ้ 4. การเสอื่ มสลายของระบบฟิวดลั มาจากสาเหตุใด ตอบ การเติบโตของเมอื งต่างๆ มมี ากขน้ึ และกษตั รยิ ข์ องยโุ รปมอี านาจมากขึน้ พร้อมๆ กนั ทาใหอ้ านาจของเหล่าขนุ นางและระบบฟิวดลั เสอ่ื มลง ไปตามกาลเวลา

สงครามครเู สด (The Crusades) 1. สาเหตุของสงครามครเู สด มี 3 ด้าน ให้นกั เรยี นอธิบายแตล่ ะด้านดงั ต่อไปนี้ ด้านความศรัทธาในครสิ ตศ์ าสนา ตอบ ในคริสต์ศตวรรษท่ี 11 ชาวคริสต์จากยุโรปเดินทางไปแสวงบุญยังนครเยรูซาเลม ถูกพวกเซลจุกเติร์กที่ยึดครอง ปาเลสไตน์อยู่ขัดขวางและบางคนถูกสังหาร สานักวาติกันจึงเรียกร้องให้พวกคริสต์เตียนไปร่วมรบเพ่ือชิงนครเยรูซาเลมจาก พวกมุสลิม และมีชาวครสิ ตเ์ ตียนมากมายเขา้ รว่ มรบเน่อื งจากเช่ือว่าการรบเพื่อศาสนาจะเป็นการไถ่บาปที่ยิ่งใหญ่ ผู้เสียชีวิตจะ ได้ข้ึนสวรรค์ โดยพระสันตะปาปาเออร์เบนที่ 2 (Urban II) ทรงให้สัญญาว่าทรัพย์สินและครอบครัวของนักรบครูเสดจะได้รับ การคุ้มครองจากศาสนจกั ร มีหน้กี ็ไดร้ บั การยกเว้น มีโทษกไ็ ด้รบั การอภยั โทษ ดา้ นการเมอื งการปกครอง ตอบ เน่ืองจากพระสันตะปาปาเป็นผู้ประกอบพิธีถวายมงกุฎแก่กษัตริย์และจักรพรรดิ เพ่ือแสดงว่ามอบอานาจทางโลกให้แก่ กษัตริยห์ รือจักรพรรดิในนามของพระเจา้ เมอื่ พระสนั ตะปาปาชักชวนให้ร่วมรบ กษัตริย์และจักรพรรดิท้ังหลายในยุโรปจึงตอบ รับเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนให้เห็นว่าการที่กษัตริย์และจักรพรรดิท่ีไปร่วมรบเหล่าน้ันในสงครามครูเสดไม่ได้เกิดจาก การศรทั ธาตอ่ ศาสนาครสิ ต์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการตอบสนองนโยบายของพระสันตะปาปาเพื่อความม่ันคงทางการเมือง ของตนเองอีกดว้ ย ด้านการค้าและพาณชิ ย์ ตอบ เหล่าพ่อค้าในแหลมอิตาลีได้รับผลประโยชน์จากการขนส่งยุทโธปกรณ์ทางการทหารและเสบียงให้กองทัพ และยังได้ แสวงหาผลประโยชน์จากกองทัพแอบแฝงอีกด้วย ดังกรณี พ่อค้าเมืองเวนิส เสนอลดค่าขนส่งราคาแพงให้แก่กองทัพ หาก กองทพั ยกทพั ไปตีเมืองซาราซึง่ เปน็ ค่แู ข่งสาคัญของเมอื งตน 2. ผลกระทบของสงครามครูเสดต่อพัฒนาการของยุโรป มี 3 ดา้ น ให้นกั เรยี นอธิบายแต่ละด้านดังต่อไปนี้ ด้านการเมอื งการปกครอง 1. ความสัมพนั ธ์ระหว่างยุโรปและโลกมุสลิมเสอ่ื มลง เนือ่ งจากแตล่ ะฝ่ายมีอคติตอ่ กนั อย่างรุนแรง 2. หลังจากยกทัพครูเสด คร้ังท่ี 4 จักรวรรดิไบเซนไทน์อ่อนแอลง ไม่อาจต้านทานการรุกรานจากออตโตมันเติร์ก ล่ม สลายลง 3. ระบบฟิวดัลในยุโรปเส่ือมลง เน่ืองมาจากขุนนางและอัศวินผู้มีอานาจท้ังหลายต้องไปร่วมรบ ส่วนมากเสียชีวิตลง กษัตริย์มอี านาจการปกครองมากขึ้นจากการเก็บภาษีและเกณฑ์ทหาร ดา้ นเศรษฐกิจ 1. พอ่ คา้ ประสบปัญหาในการเดนิ เรอื ในเขตทะเลเมดิเตอร์เรเนยี น เพราะเมืองท่าบางแห่งอยู่ภายใต้การปกครองของพวก มสุ ลมิ และบางสว่ นของเส้นทางบกก็ต้องผ่านดินแดนของมุสลิมเช่นกัน ทาให้เหล่าพ่อค้าต้องพัฒนาเส้นทางเดินทะเล โดยการอ้อมแอฟรกิ า สาเรจ็ ในครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 15 2. เกิดการนาเขา้ สนิ ค้าและผลติ ภณั ฑจ์ ากตะวนั ออกกลาง เช่น ข้าว น้าตาล มะนาว ผลแอปริคอต และผ้าป่านมุสลิม ซ่ึง ในเวลาต่อมากลายเปน็ สินค้าทย่ี ุโรปเขา้ นาเปน็ ประจา ด้านสงั คม 1. ชาวยุโรปได้รู้จักโลกตะวันออกมากย่ิงขึ้น เช่น การใช้ดินปืนในการทาสงครามของชาวมุสลิม ต่อมาชาวยุโรปนาไป พัฒนากลายเปน็ ปนื และทาสงครามชนะชาวเอเชยี กลายเปน็ มหาอานาจของโลก 2. นักรบครูเสดซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันจากทุกที่ท่ัวยุโรป เกิดการแลกเปล่ียนทัศนคติและองค์ความรู้ต่อกัน เกิด การ หล่อหลอมทางด้านวัฒนธรรมและความคิด ซึ่งกลายเป็นรากฐานของขบวนการมนุษยนิยมในยุคสมัยฟ้ืนฟูศิลปวิทยา การ 3. สตรีในยุโรป เร่ิมมีบทบาทหลังจากสามีหรือบุตรชายต้องไปร่วมรบ มีบทบาทในการบริหารจัดการทรัพย์สิน ดูแล บริวารและผลประโยชน์ต่างๆ สง่ ผลใหส้ ังคมยอมรบั ศักยภาพและความสามารถของสตรี

ใบกจิ กรรมที่ 6 ประวัตศิ าสตรส์ ากล ส 31104 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 เร่ือง สมัยฟืน้ ฟศู ิลปวทิ ยาการ ครูศริ มิ า เมฆปัจฉาพิชติ ช่ือ-สกุล .............................................................................. ชั้น ............... เลขที่ ............ คาช้แี จง ให้นักเรยี นศกึ ษาค้นควา้ เรอ่ื งสมยั การฟ้นื ฟูศิลปวทิ ยาการของทวปี ยโุ รปพร้อมอธิบายหัวข้อต่างๆในแบบกจิ กรรมนี้ การฟน้ื ฟูศลิ ปะวิทยาการ การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (RENAISSANCE) เกิดในช่วงเวลาระหว่างคริสต์ศตวรรษท่ี 14-16 คือ ปลายสมัยกลางถึงต้น สมัยใหม่ ถือว่าเป็นจุดเช่ือมต่อ (TRANSITIONAL PERIOD) ของ ประวัติศาสตร์สองยุค การฟื้นฟูศิลปวิทยาการเร่ิมข้ึนท่ีนครรัฐ ตา่ งๆ บนคาบสมทุ รอติ าลี ซ่งึ มคี วาม มงั่ คงั่ และรา่ รวยจากการคา้ ขาย ตอ่ มาจงึ แพรห่ ลายไปสบู่ ริเวณอ่ืนๆ ในยุโรป ค่าว่า RENAISSANCE แปลว่า เกิดใหม่ (REBIRTH) หมายถึง การน่าเอาศิลปวิทยาการของ กรีกและโรมันมาศึกษาใหม่ ท่าให้ศิลปวิทยาการกรีก-โรมันเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหน่ึง เป็นสมัยท่ี ชาวยุโรปเกิดความกระตือรือร้นสนใจอารยธรรมกรีก-โรมัน จึงถือวา่ เปน็ ยคุ เจรญิ รงุ่ เรอื งท่ี ชาวยุโรปมสี ทิ ธแิ ละเสรภี าพ ชว่ งเวลานี้จงึ ถือวา่ เป็นขบวนการขั้นสุดท้ายท่ีจะปลดปล่อยยุโรปจาก สังคมในยคุ กลางทเ่ี คยถูกจ่ากดั โดยกฏเกณฑแ์ ละข้อบงั คบั ของครสิ ต์ศาสนาสาเหตแุ ละความเป็นมาของการฟื้นฟศู ิลปวทิ ยาการ สาเหตุและความเป็นมาของการฟื้นฟูศลิ ปวทิ ยาการ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผลของการฟ้ืนฟูศิลปวทิ ยาการ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ความเจรญิ ในสมัยฟนื้ ฟูศลิ ปะวทิ ยาการ การฟื้นฟูศิลปวิทยาการเป็นการศึกษาอารยธรรมกรีก-โรมัน ท้ังด้านวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และ วิทยาการด้านตา่ งๆ โดยใหค้ วามสา่ คญั ของมนษุ ยก์ บั การด่าเนนิ - ชวี ิตในโลกปจั จุบนั ทเ่ี รียกว่า มนุษยนิยม (HUMANISM) โดยผู้ ท่ีมีความคิดความเชื่อเช่นนเี้ รียก ตนเองว่า นักมนุษยนิยม (HUMANISTS) ซ่ึงได้พยายามปลดเปลื้องตนเองจากการครอบง่าของ คริสตจักรและระบบฟิวดัล ลักษณะที่ให้ความส่าคัญของความเจริญในสมัยฟ้ืนฟูศิลปวิทยาการ คือ ถึงแม้จะเป็นความสนใจ ศึกษาความรู้จากอารยธรรมกรีก-โรมัน แต่มิใช่การลอกเลียนแบบ จุดมุ่งหมายส่าคัญ คือ การศึกษาความรู้เพื่อประโยชน์ต่อ สงั คมและสร้างสรรคส์ ่งิ ใหมๆ่ ข้ึนมา ใหน้ ักเรยี นเลอื กผลงานสา่ คญั ในสมยั การฟื้นฟศู ลิ ปะวิทยาการมา 1 อยา่ ง และอธบิ ายประกอบผลงานโดยละเอียด …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ใบกิจกรรมที่ 6 ประวัติศาสตร์สากล ส 31104 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 เรื่อง สมัยฟนื้ ฟูศลิ ปวิทยาการ ครูศริ ิมา เมฆปจั ฉาพชิ ติ ชอ่ื -สกุล .............................................................................. ชน้ั ............... เลขท่ี ............ คาชี้แจง ใหน้ ักเรยี นศึกษาคน้ คว้าเรื่องสมยั การฟนื้ ฟศู ลิ ปวทิ ยาการของทวีปยโุ รปพร้อมอธิบายหวั ข้อต่างๆในแบบกิจกรรมนี้ การฟนื้ ฟูศลิ ปะวิทยาการ การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (RENAISSANCE) เกิดในช่วงเวลาระหว่างคริสต์ศตวรรษท่ี 14-16 คือ ปลายสมัยกลางถึงต้น สมัยใหม่ ถือว่าเป็นจุดเชื่อมต่อ (TRANSITIONAL PERIOD) ของ ประวัติศาสตร์สองยุค การฟ้ืนฟูศิลปวิทยาการเร่ิมขึ้นที่นครรัฐ ตา่ งๆ บนคาบสมุทรอติ าลี ซงึ่ มคี วาม มั่งคง่ั และรา่ รวยจากการคา้ ขาย ตอ่ มาจึงแพร่หลายไปสบู่ รเิ วณอนื่ ๆ ในยโุ รป คา่ ว่า RENAISSANCE แปลว่า เกิดใหม่ (REBIRTH) หมายถึง การน่าเอาศิลปวิทยาการของ กรีกและโรมันมาศึกษาใหม่ ท่าให้ศิลปวิทยาการกรีก-โรมันเจริญรุ่งเรืองอีกคร้ังหน่ึง เป็นสมัยท่ี ชาวยุโรปเกิดความกระตือรือร้นสนใจอารยธรรมกรีก-โรมัน จึงถอื ว่าเปน็ ยุคเจรญิ รุ่งเรืองที่ ชาวยุโรปมีสิทธแิ ละเสรีภาพ ชว่ งเวลานี้จึงถอื วา่ เป็นขบวนการข้ันสุดท้ายท่ีจะปลดปล่อยยุโรปจาก สงั คมในยคุ กลางทเ่ี คยถูกจา่ กดั โดยกฏเกณฑ์และข้อบงั คบั ของคริสตศ์ าสนาสาเหตแุ ละความเปน็ มาของการฟ้นื ฟูศิลปวทิ ยาการ สาเหตุและความเป็นมาของการฟืน้ ฟศู ลิ ปวทิ ยาการ มดี ังน้ี 1. การขยายตัวทางการค้า ท่าให้พ่อค้าชาวยุโรปและบรรดาเจ้าผู้ครองนครในนครรัฐ อิตาลีมีความม่ังค่ังขึ้น เช่น เมือง ฟลอเรนซ์ เมืองมิลาน หันมาสนใจศิลปะและวิทยาการความ เจริญในด้านต่างๆ ประกอบกับท่ีตั้งของนครรัฐในอิตาลีเป็น ศูนย์กลางของจักรวรรดิโรมันตะวันตก มาก่อน ท่าให้นักปราชญ์และศิลปินต่างๆ ในอิตาลีจึงให้ความสนใจศิลปะและวิทยาการ ของโรมัน 2. ความเจริญทางเศรษฐกิจและการเกิดรัฐชาติในปลายยุคกลาง ท่าให้เกิดการ เปล่ียนแปลงหลายด้าน ทั้งด้านองค์กร ทางการเมือง องค์กรทางเศรษฐกิจซึ่งต้องใชค้ วามรคู้ วาม สามารถมาบริหารจดั การ แต่การศกึ ษาแบบเดมิ เน้นปรัชญาทางศาสนา และสงั คมในระบบฟวิ ดัล จึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้ ดังน้ันนักปราชญ์สาขาต่างๆ จึงหันมาศึกษา อารย ธรรมกรีกและโรมัน เช่น นักกฎหมายศึกษากฎหมายโรมันโบราณเพ่ือน่ามาใช้พิพากษาคดี ทางการค้า นักรัฐศาสตร์ศึกษาต่ารา ทางการเมือง เพ่ือน่ามาใช้ในการทูตและความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ รวมท้ังนักประวัติศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ นัก คณิตศาสตร์ ก็ค้นหาความจริงและสนใจ ศึกษาอารยธรรมกรกี -โรมันเชน่ กนั เปน็ ตน้ 3. ทัศนคติของชาวยโุ รปในชว่ งปลายสมยั กลางต่อการด่าเนินชีวิตเปล่ียนแปลงไป จากเดิม จากการที่เคร่งครัดต่อค่าสั่ง สอนทางคริสต์ศาสนา มุ่งแสวงหาความสุขในโลกหน้า ใฝ่ใจ ที่จะหาทางพ้นจากบาป และปฏิบัติทุกอย่างเพื่อเสริมสร้างกุ ศล ใหแ้ ก่ตนเอง ได้เปล่ยี นมาเปน็ การ มองโลกในแง่ดี และเบ่ือหน่ายกับระเบียบสังคมที่เข้มงวดกวดขันของคริสตจักร รวมท้ังมีอคติ ต่อ การกระท่ามิชอบของพวกพระ จึงหันไปสนใจผลงานสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ของมนุษยชาติ และเห็น ว่ามนุษย์สามารถพัฒนา ชีวิตตนเองให้ดีและมีคุณค่าข้ึนได้ ซ่ึงแนวคิดดังกล่าวเป็นท่ีมาของแนวคิด แบบมนุษยนิยม (HUMANISM) ท่ีสนใจโลกปัจจุบัน มากกวา่ หนทางมุง่ หนา้ ไปสสู่ วรรค์ดังเชน่ เคย 4. การล่มสลายของจักรวรรดิไบแซนไทน์หรือจักรวรรดิโรมันตะวันออก เพราะถูกพวก มุสลิมเติร์กยึดครองใน ค.ศ. 1453 ทา่ ใหว้ ทิ ยาการแขนงตา่ งๆ ท่ีจักรวรรดไิ บแซนไทน์สบื ทอดไว้ หลั่งไหลคืนส่ยู โุ รปตะวันตก ความเจรญิ ในสมยั ฟนื้ ฟูศิลปะวทิ ยาการ การฟื้นฟูศิลปวิทยาการเป็นการศึกษาอารยธรรมกรีก-โรมัน ทั้งด้านวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และ วิทยาการด้านต่างๆ โดยใหค้ วามสา่ คญั ของมนุษย์กับการด่าเนนิ - ชวี ติ ในโลกปจั จุบนั ทเ่ี รียกว่า มนุษยนิยม (HUMANISM) โดยผู้ ทมี่ ีความคดิ ความเชอื่ เชน่ นเี้ รยี ก ตนเองว่า นักมนุษยนิยม (HUMANISTS) ซึ่งได้พยายามปลดเปลื้องตนเองจากการครอบง่าของ คริสตจักรและระบบฟิวดัล ลักษณะท่ีให้ความส่าคัญของความเจริญในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ คือ ถึงแม้จะเป็นความสนใจ

ศึกษาความรู้จากอารยธรรมกรีก-โรมัน แต่มิใช่การลอกเลียนแบบ จุดมุ่งหมายส่าคัญ คือ การศึกษาความรู้เพ่ือประโยชน์ต่อ สงั คมและสรา้ งสรรคส์ ิง่ ใหม่ๆ ขึน้ มา ผลงานสา่ คญั ไดแ้ ก่ 1. วรรณคดีประเภทคลาสสิก นักมนุษยนิยมท่ีกระตุ้น จินตนาการของชาวยุโรปให้มาสนใจงานวรรณคดีและปรัชญา ไดร้ บั การ ยกย่องวา่ เป็นบดิ าแห่งมนุษยนิยม คือ ฟรานเซสโก เพทราร์ก (FRANCESCO PETRARCA : ค.ศ. 1304-1374) ชาว อิตาลี ผู้ซึ่งชี้ความ งดงามของภาษาละตินและการใช้ภาษาละตินให้ถูกต้อง ผู้ที่สนใจและ นิยมงานเขียนวรรณคดีประเภท คลาสสิกจะค้นคว้าศึกษางานของ ปราชญ์สมัยโรมันตามห้องสมุดของวัดและโบสถ์วิหารในยุโรป แล้วน่า มาคัดลอกรวมท้ังน่า วรรณคดีและแนวคิดของปรัชญากรีกมาแปลเป็น ภาษาละตินเผยแพร่ท่ัวไป นอกจากน้ียังมีผลงานของนิคโคโล มา- เคียเวลลี (NICCOLO MACHIAVELLI : ค.ศ. 1469-1527) เรอื่ งเจ้าผคู้ รอง นคร (THE PRINCE) กล่าวถึงลักษณะการเปน็ ผู้ปกครองรัฐท่ี ดี และ เซอร์ธอมัส มอร์ (SIR THOMAS MORE : ค.ศ. 1478-1536) เขยี นเรื่อง ยูโทเปีย (UTOPIA) กล่าวถึงเมืองในอุดมคติท่ี ปราศจากความเลวรา้ ย ซ่ึงผลงานของนักมนุษยนิยมเหล่านี้น่าไปสู่การต่อต้านการปกครองและ วิธีปฏิบัติของคริสตจักรท่ีขัดต่อ คัมภีร์ไบเบิล ซ่ึงส่งผลท่าให้เกิดการ ปฏิรูปศาสนาขึ้นใน ค.ศ. 1517 ส่วนงานวรรณกรรมที่เป็นบทละคร นักประพันธ์ท่ีส่าคัญ คือ วิลเลียม เช็กสเปียร์ (WILLIAM SHAKESPEARE: ค.ศ. 1564-1616) ซึ่งเขียนบทละครท่ีมีชื่อเสียง คือ โรมิโอและ จูเลียต (ROMEO AND JULIET) และเวนิสวาณิช (THE MARCHANT OF VENICE) 2. ศิลปกรรม ในยุคกลางศิลปกรรมเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคริสต์ศาสนาโดยเฉพาะ ท่าให้ ไม่สามารถถ่ายทอด จนิ ตนาการอย่างเสรไี ด้ ผลงานสว่ นใหญจ่ งึ ขาดชีวิตชีวา แตศ่ ิลปกรรมในสมยั ฟ้นื ฟศู ลิ ปวิทยานิยมงานศิลปะของกรกี -โรมันท่ีเป็น ธรรมชาติ จึงให้ความสนใจความสวยงามใน สรีระของมนุษย์ มิติของภาพ สี และแสงในงานประติมากรรมและจิตรกรรมให้ สมจริง สมดุล และกลมกลืนสอดคลอ้ งมากขนึ้ ศิลปินทส่ี า่ คัญ เชน่ – ไมเคลิ แอนเจโล บูโอนารโ์ รตี (MICHELANGELO BUONARROTI : ค.ศ. 1475-1564) เป็นศลิ ปนิ ทม่ี ีผลงานทั้งด้าน จิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม ผลงานประติมากรรมท่ี ส่าคัญและมีช่ือเสียง คือ รูปสลักเดวิด (DAVID) เป็นชาย หนุ่มเปลือยกาย และปิเอตา (PIETA) เป็นรูปสลักพระมารดาก่าลังประคองพระเยซูในอ้อมพระกร ส่วน ผลงานจิตรกรรมที่มี ช่ือเสียง คือ จิตรกรรมฝาผนังท่เี ขียนไวบ้ น เพดานและฝาผนังของโบสถ์ซีสติน (SISTINE CHAPEL) ในมหาวิ หารเซนต์ปีเตอร์ ท่ี กรงุ โรม ทม่ี ีลักษณะงดงามมาก รูปแกะสลกั เดวดิ ประติมากรรมทีม่ ชี ่ือเสยี งของ ไมเคิลแอนเจโล – เลโอนาร์โด ดา วินชี (LEONARDO DA VINCI : ค.ศ. 1452-1519) เป็นศิลปินที่มี ผลงานเป็นเลิศในสาขาต่างๆ ภาพเขยี นทีม่ ีชอ่ื เสียง คือ ภาพอาหารมื้อสุดท้าย (THE LAST SUPPER) ซึ่งเป็นภาพพระเยซูกับสาวกน่ังที่โต๊ะอาหารก่อนท่ีพระ เยซูจะถกู น่าไปตรึงไมก้ างเขน และภาพโมนาลิซา่ (MONALISA) เปน็ ภาพหญงิ สาวท่มี รี อยยม้ิ ปรศิ นากับบรรยากาศของธรรมชาติ

ภาพวาดโมนาลซิ ่า งานจติ รกรรมของเลโอนาร์โด ดา วนิ ชี – ราฟาเอล (RAPHAEL : ค.ศ. 1483-1520) เปน็ จติ รกรทว่ี าดภาพเหมือนจริง ภาพที่มี ชื่อเสียง คือ ภาพพระมารดา และพระบุตร พรอ้ มด้วยนกั บุญจอหน์ (MADONNA AND CHILD WITH ST. JOHN) ภาพวาดพระมารดาและพระบตุ ร งานจิตรกรรมของราฟาเอล 3. ดา้ นวิทยาการความเจรญิ อื่นๆ ไดแ้ ก่ – ด้านดาราศาสตร์ เป็นสาขาวิชาท่ีชาวยุโรปสนใจกันมากในช่วงเวลานี้ นัก ดาราศาสตร์ท่ีส่าคัญ คือ คอเปอร์นิคัส (ค.ศ. 1473-1543) ได้เสนอทฤษฎที ีข่ ดั แย้งกับค่าสอนของ ครสิ ต์ศาสนา โดยระบุว่าโลกไม่ได้แบนและไม่ได้เป็นศูนย์กลางของ จกั รวาล แตเ่ ปน็ บริวารทีโ่ คจร รอบดวงอาทติ ย์ – ด้านการพิมพ์ ในช่วงสมัยน้ีได้มีการคิดค้นการพิมพ์ท่ีใช้วิธีการเรียงตัวอักษรได้ ส่าเร็จเป็นครั้งแรก โดยโยฮัน กูเต นเบริ ก์ ( JOHANNES GUTENBURG : ค.ศ. 1400-1468) ชาว เมอื งไมนซ์ (MAINZ) ในเยอรมนี ท่าให้ราคาหนังสือถูกลงและ เผยแพร่ไปได้อยา่ งกว้างขวาง ผลของการฟืน้ ฟูศิลปวิทยาการ ในสมัยฟื้นฟูศลิ ปวิทยาการ ศลิ ปกรรมและวทิ ยาการตา่ งๆ ไดเ้ จรญิ ก้าวหน้ามากขึ้นส่งผล ให้คนยุโรปมลี กั ษณะ ดงั นี้ 1. ความสนใจในโลกปัจจุบัน ในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ชาวยุโรปยังคงนับถือศรัทธาใน พระเจ้า แต่จากการได้รับ อิทธิพลจากแนวคิดแบบมนุษยนิยม ท่าให้ชาวยุโรปมีแนวคิดในการ ด่าเนินชีวิตในโลกปัจจุบันให้ดีและสร้างส่ิงต่างๆ เพ่ือ

ความสขุ และความม่ันคงให้แกต่ น ท้ังหมดนี้ สะท้อนในงานศิลปกรรมต่างๆ ที่สร้างข้ึนเพื่อนสนองความพึงพอใจของตนเอง เช่น สรา้ งบา้ น เรอื นอยา่ งวิจติ รสวยงาม การมรี ปู ปนั้ ประดับอาคารบา้ นเรือน การวาดภาพเหมอื นของมนุษย์ เปน็ ต้น 2. ความต้องการแสวงหาความรู้ การท่ีมนุษย์ต้องการหาความรู้และความสะดวกสบาย ให้แก่ชีวิต ท่าให้ต้องมีการคิด สร้างสรรค์ผลงานและวิทยาการต่างๆ ดังน้ันมนุษย์ในสมัยฟ้ืนฟู ศิลปวิทยาการ จึงมีการส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา การคิ คค้น การทดลอง การพิพากษ์ วจิ ารณอ์ ย่างมเี หตผุ ล เปน็ ผลใหว้ ทิ ยาการดา้ นต่างๆ พัฒนามากขึ้น สภาพสังคมของมนุษย์ในสมัย น้ีคือการตื่นตัวในการค้นหาความจริงของโลก ท่าให้มนษุ ยต์ ้องการแสวงหาความรู้และส่ารวจดนิ แดนต่างๆ อันน่าไปสู่การปฏิรูป ศาสนา การสา่ รวจทางทะเล และการปฏวิ ตั ทิ างวิทยาศาสตร์ใน เวลาต่อมา

ใบกจิ กรรมท่ี 7 ประวัตศิ าสตร์สากล ส 31104 ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 เรื่อง การสารวจทางทะเลและการปฏิรปู ศาสนา ครศู ิรมิ า เมฆปัจฉาพิชติ ช่ือ-สกุล .............................................................................. ชั้น ............... เลขที่ ............ คาชแ้ี จง ให้นกั เรียนศึกษาค้นควา้ เรื่องการสารวจทางทะเลและการปฏริ ูปศาสนาพรอ้ มอธบิ ายหวั ข้อตา่ งๆในแบบกิจกรรมน้ี การสารวจทางทะล การสารวจทางทะเลของยโุ รปเริม่ ตน้ เมอื่ ค.ศ. 1450-1750 ซ่งึ เกดิ ขน้ึ ในช่วงเวลาใกล้ เคียงกับยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ของยุโรป และต่างก็มีบทบาทสาคัญต่อประวัติศาสตร์ยุโรปในยุค ใหม่ กล่าวได้ว่า การฟื้นฟูศิลปวิทยาการเป็นพื้นฐานสาคัญทา ให้เกิดการสารวจทางทะเล ซึ่งเป็น ผลให้ยุโรปเผยแพร่วัฒนธรรมของตนไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ ของโลกได้ในเวลาต่อมา สาเหตุของการสารวจทางทะเล มดี งั นี้ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… บทบาทของชาติตา่ งๆ ในการสารวจทางทะเล ประเทศ บุคคลสาคัญ ความสามารถ/ความสาคญั โปรตเุ กส เจ้าชายเฮนรี นาวกิ ราช ……………………………………………………………………………………………………… (HENRY THE NAVIGATOR) ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… โปรตเุ กส บารโ์ ธโลมวิ ไดแอส ……………………………………………………………………………………………………… (BARTHOLOMEU DIAS) ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… โปรตเุ กส วัสโก ดา กามา ……………………………………………………………………………………………………… (VASCO DA GAMA) ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ครสิ โตเฟอร์ โคลัมบัส ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… สเปน (CHRISTOPHER ……………………………………………………………………………………………………… COLUMBUS) ……………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………..

คริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นช่วงการแข่งขันอานาจทางทะเลระหว่างโปรตุเกสและสเปนเพื่อ หาเส้นทางไปหมู่เกาะอีสต์ อินดสี (EAST INDIES) ซ่ึงเป็นแหล่งเคร่ืองเทศและพริกไทย ใน ค.ศ. 1494 สันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ท่ี 6 (ALEXANDER VI) ได้ให้สเปนและโปรตุเกสทาสนธิสัญญา ทอร์เดซียัส (TREATY OF TORDESILLAS) กาหนดเส้นสมมติแบ่งโลกออกเป็น 2 ส่วน โดยสเปนมีสิทธิ สารวจและยึดครองดินแดนทางด้านตะวันตกของเส้นเมริเดียนที่ 51 ส่วนโปรตุเกสได้สิทธิทาง ด้านตะวันออก และนาไปสู่การสรา้ งจกั รวรรดิทางทะเลของโปรตุเกสในเอเชีย ในครติ ส์ศตวรรษที่ 16 โปรตุเกสไดข้ ยายอานาจมาจนถึงเอเชียตะวันออกเฉยี งใตแ้ ละเขา้ ยดึ ครองมะละกา ทาให้ บริเวณคาบสมุทรมลายแู ละหมู่เกาะอินโดนเี ซียตกอยภู่ ายใตอ้ ทิ ธิพลของโปรตุเกส ……………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………….. สเปน เฟอรด์ นิ นั ด์ แมกเจลลนั ……………………………………………………………………………………………………….. (FERDINAND MAGELLAN) ……………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………….. โปรตุเกสและสเปนกลายเป็นชาติที่มีอานาจ มีความม่ังคั่ง ทาให้หลายชาติทาการ สารวจเส้นทางเดินเรือ การแข่งขัน อานาจทางทะเลระหว่างโปรตเุ กสกับสเปนยุติลงเม่ือโปรตเุ กส ตกอยูภ่ ายใต้การปกครองของสเปนในช่วง ค.ศ. 1580-1640 ฮอลันดา เคยอยู่ใต้การปกครองของสเปน และทาหน้าท่ีเป็นพ่อค้าคนกลางในการค้า เคร่ืองเทศ จนกระท่ัง ค.ศ. 1581 ได้แยกตวั เปน็ อสิ ระจากสเปน ทาใหส้ เปนประกาศปิดทา่ เรือ ลสิ บอนสง่ ผลให้ฮอลันดาไม่สามารถซ้ือเครื่องเทศได้อีก ฮอลันดาจึง ต้องหาเส้นทางทางทะเลเพ่ือ ซ้ือเคร่ืองเทศโดยตรง ในที่สุดกองทัพเรือของฮอลันดาก็สามารถยึดครองอานาจทางทะเลใน ค.ศ. 1598 และได้จัดต้งั สถานีการคา้ ในเกาะชวา และจดั ต้ังบริษทั อินเดียตะวนั ออกของฮอลนั ดา เพอ่ื ควบคมุ การค้าเครือ่ งเทศ ……………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………….. ฮอลันดา เรอื ดุฟเกน (DUYFKEN) ของ ……………………………………………………………………………………………………….. ฮอลนั ดา ……………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………….. องั กฤษ กองทพั เรือของอังกฤษ ……………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………….. ผลการสารวจทางทะเล มดี ังนี้ 1. อารยธรรมยุโรปเผยแพร่ไปสู่ดนิ แดนอ่ืนๆ ทช่ี าวยโุ รปเดนิ ทางไปถึง โดย…………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ยุโรปไดร้ บั อารยธรรมจากดินแดนอ่ืนๆ เชน่ ……………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. เกิดการแพรก่ ระจายของพันธ์พุ ชื และพนั ธุ์สัตว์ ชาวยโุ รปไดน้ าพันธุพ์ ชื จากถ่ินกาเนดิ ไปยังภมู ิภาคอนื่ ๆ เชน่ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

4. เกิดการระบาดของโรคภัยไขเ้ จบ็ ซึ่งมาพร้อมๆ กับเรือของชาวยุโรป โรคระบาดท่ีสาคัญ เชน่ .................................... …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. ศาสนาคริสต์ได้แผ่ขยายไปในดินแดนต่างๆ ที่ชาวยุโรปเข้าไปติดต่อค้าขาย หรือดินแดนท่ียุโรปได้เข้ายึดครองจัดต้ัง เปน็ อาณานิคม แบบสันตวิ ธิ ี …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… แบบการรุนแรง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 6. การเปล่ียนแปลงระบบเศรษฐกิจของยุโรป การขยายตัวทางการค้าทาให้ สมาคมอาชีพ (GUILD) ท่ีมีมาต้ังแต่สมัย กลางล่มสลายลง การค้นพบดินแดนใหม่ส่งผลให้การค้า ขยายตัวอย่างรวดเร็ว นาไปสู่การปฏิวัติทางการค้า ประเทศต่างๆ ใน ตะวันตกต่างใช้นโยบาย แข่งขันทางเศรษฐกิจเป็นหลัก บรรดาพ่อค้าและนายทุนรวมตัวกันจัดต้ังบริษัทโดยมีกษัตริย์ให้ การ สนับสนุนทาการค้าในนามของประเทศ เช่น บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ บริษัท อินเดียตะวันออกของฮอลันดา เป็นต้น ซ่ึงทาให้บรรดาพ่อค้าและนายทุนมีฐานะมั่นคงและกลาย เป็นบุคคลช้ันนาทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมใน เวลาต่อมา ********************* การปฏิรปู ศาสนา การปฏิรูปศาสนา (RELIGIOUS REFORMATION) เกิดข้ึนในคริสต์ศตวรรษที่ 16 มีสาเหตุ สาคัญมาจากความเส่ือม ความนิยมในผู้นาทางศาสนาและการเกิดแนวคิดใหม่เก่ียวกับศาสนา เนื่องจากมีการศึกษาคัมภีร์ไบเบิลและแปลออกเป็นภาษา ต่างๆ เช่น ภาษาองั กฤษ ฝรัง่ เศส เยอรมัน ทาให้ครสิ ตศ์ าสนิกชนมีความรู้ความเข้าใจใหม่ การปฏิรูปศาสนาจึงเกิดข้ึนในหลายๆ ประเทศ โดยมีผู้นาการปฏิรูปหลายคนและใช้ช่ือแตกต่างกันการปฏิรูปคริสต์ศาสนา หมายถึง ขบวนการในยุโรปตะวันตกที่ ปัจเจกชนและสถาบันต่างๆ แสดงความเห็นคัดค้านการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามหลักในคัมภีร์ไบเบิล การปฏิรูปเป็นไปอย่าง ต่อเน่อื ง จนในทสี่ ดุ คริสตศ์ าสนาในยโุ รปได้แตกแยกเปน็ 2 นิกาย คือโรมันคาทอลกิ และ โปรเตสแตนต์ สาเหตกุ ารปฏริ ปู ศาสนา มีดงั น้ี …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… การเริม่ ตน้ ปฏริ ปู ศาสนา ประเทศ ผนู้ าความ เหตุการณ์ความเปล่ียนแปลง เปล่ยี นแปลง ……………………………………………………………………………………………………………………… เยอรมนี มาร์ติน ลูเธอร์ ……………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………

ประเทศ ผู้นาความ เหตกุ ารณ์ความเปล่ยี นแปลง เปลย่ี นแปลง อุลริค ชวิงลี ……………………………………………………………………………………………………………………… สวิตเซอรแ์ ลนด์ ชาวเยอรมัน ……………………………………………………………………………………………………………………… ไฮริช บูลลงิ เจอร์ ……………………………………………………………………………………………………………………… และจอห์น คาลวิน ……………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………… อังกฤษ พระเจา้ เฮนรีท่ี 8 ……………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………… ฝรัง่ เศส จอหน์ คาลวนิ หรอื ……………………………………………………………………………………………………………………… กัลแวง (JOHN ……………………………………………………………………………………………………………………… CALVIN : ค.ศ. ……………………………………………………………………………………………………………………… 1509-1564) ……………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………… นิกายทางศาสนาท่เี กิดขน้ึ ใหมใ่ นคริสตศ์ ตวรรษที่ 16 นี้ คอื …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… การปฏริ ูปศาสนาของคริสตจักร เม่ือมีการปฏิรูปศาสนาในดินแดนต่างๆ นักบวชและชาวคริสต์บางคนได้รวมตัวกันต่อต้าน และปฏิรูปตนเอง รวมทั้ง ชักชวนให้คริสต์ศาสนิกชนอื่นๆ ทาตาม บางท่านมีผู้เลื่อมใสและยกย่อง ให้เป็นนักบุญ เช่น บริจิตต์แห่งสวีเดน (BRIGITT OF SWEDEN) ฟรังซีสแห่งปาโอลา (FRANCIS OF PAOLA) ในอิตาลี และพวกปัญญาชนพยายามศึกษาเรื่องศาสนาและเผยแพร่สู่ ประชาชน ซึ่งการ ปฏิรูปดังกล่าวเป็นการปฏิรูปจากคริสต์ศาสนิกชนเบื้องล่าง แต่เม่ือการปฏิรูปศาสนาลุกลามไป อย่างรวดเร็ว คริสตจกั รจงึ ไดห้ าทางยับย้งั ดงั น้ี …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผลของการปฏิรูปการศาสนา มีดังน้ี …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ใบกจิ กรรมท่ี 7 ประวตั ิศาสตร์สากล ส 31104 ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 เร่ือง การสารวจทางทะเลและการปฏิรปู ศาสนา ครูศิรมิ า เมฆปัจฉาพิชติ ช่ือ-สกุล .............................................................................. ชัน้ ............... เลขท่ี ............ คาชแ้ี จง ให้นกั เรียนศึกษาคน้ ควา้ เรื่องการสารวจทางทะเลและการปฏริ ูปศาสนาพร้อมอธิบายหวั ข้อตา่ งๆในแบบกจิ กรรมนี้ การสารวจทางทะล การสารวจทางทะเลของยุโรปเรม่ิ ต้นเม่อื ค.ศ. 1450-1750 ซึ่งเกดิ ขึน้ ในช่วงเวลาใกล้ เคียงกับยุคฟ้ืนฟูศิลปวิทยาการ ของยุโรป และต่างก็มีบทบาทสาคัญต่อประวัติศาสตร์ยุโรปในยุค ใหม่ กล่าวได้ว่า การฟ้ืนฟูศิลปวิทยาการเป็นพื้นฐานสาคัญทา ให้เกิดการสารวจทางทะเล ซ่ึงเป็น ผลให้ยุโรปเผยแพร่วัฒนธรรมของตนไปสู่ภูมิภาคอ่ืนๆ ของโลกได้ในเวลาต่อมา สาเหตขุ องการสารวจทางทะเล มดี ังนี้ 1. การมีวทิ ยาการที่กา้ วหน้า ในสมัยฟ้ืนฟูศิลปวิทยาการ ชาวยุโรปได้เร่ิมหันมาสนใจ ศึกษาส่ิงแวดล้อมรอบๆ ตัว และ ผลจากการติดตอ่ กับโลกตะวันออกในสมยั สงครามครูเสด รวมทง้ั การขยายตัวของเมอื งในระยะเวลาใกล้เคยี งกัน ทาให้ชาวยุโรป ไดส้ มั ผัสกบั อารยธรรมความเจริญ ของโลกตะวันออกหลายอย่าง โดยเฉพาะทางด้านปรัชญา คณิตศาสตร์ และดาราศาสตร์ ทา ให้ ปัญญาชนเร่ิมตรวจสอบความรู้ของตนและค้นหาคาตอบให้กับตนเองเกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัว ซ่ึงผลักดันให้ชาวยุโรปหันมา สนใจต่อความลี้ลับของท้องทะเลท่ีกั้นระหว่างโลกตะวันออกกับโลก ตะวันตก โดยเฉพาะความรู้ทางภูมิศาสตร์และแผนท่ีของ โตเลมี (PTOLEMY) นักดาราศาสตร์และ นักคณิตศาสตร์ชาวกรีก ท่ีแสดงที่ต้ังของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ดินแดนริมฝั่งทะเล คาบสมทุ ร ไอบีเรีย จนถึงดินแดนฝ่ังทะเลตอนเหนือของทวีปแอฟริกา รวมท้ังดินแดนทางด้านตะวันออกท่ี เป็นผืนแผ่นดินใหญ่ ถงึ อนิ เดยี และจีน นอกจากน้ีความรู้ในการใช้เข็มทิศและการพัฒนารูปทรง และขนาดของเรือให้แข็งแรงทนทานต่อสภาพลมฟ้า อากาศ สามารถท่ีจะเดนิ ทางไกลไดด้ ีข้นึ ทาให้ชาติตะวนั ตกหลัง่ ไหลสโู่ ลกตะวนั ออกอย่างกวา้ งขวาง 2. แรงผลกั ดนั ทางดา้ นการค้า เมอ่ื พวกมสุ ลิมสามารถยึดครองกรงุ คอนสแตนตโิ นเปลิ และดนิ แดนจักรวรรดิไบแซนไทน์ ไดท้ ้งั หมดใน ค.ศ. 1453 ทาให้การค้าทางบกระหว่างโลก ตะวันออกกับโลกตะวันตกหยุดชะงัก แต่สินค้าต่างๆ จากตะวันออก เช่น ผ้าไหม เครื่องเทศยาต่างๆ ยังเป็นท่ีต้องการของตลาดตะวันตก ซึ่งหนทางเดียวที่พ่อค้าจะติดต่อค้าขายได้ก็คือ การติดต่อ คา้ ขายทางทะเล ดังนน้ั จงึ จาเปน็ ต้องสารวจเสน้ ทางทางทะเล เพอ่ื หาเสน้ ทางติดต่อกบั ดนิ แดนต่างๆ ทางตะวันออก 3. แรงผลกั ดนั ทางด้านศาสนา เนื่องจากความคดิ ของผนู้ าชาติต่างๆ ในขณะน้นั เห็น วา่ การเผยแผค่ ริสต์ศาสนาเป็นกุศล อย่างมาก รวมท้ังต้องการแข่งขันกับชาวมุสลิมที่เข้ามาขยาย อิทธิพลอยู่ในขณะน้ัน จึงสนับสนุนให้มีการค้นหาดินแดนใหม่ๆ และเผยแผ่คริสต์ศาสนาไป พรอ้ มกันด้วย 4. อิทธพิ ลของแนวคิดในสมยั ฟ้นื ฟศู ิลปวทิ ยาการ แนวความคิดในสมัยฟ้ืนฟูศิลปวิทยา การ ทาให้ชาวยุโรปมุ่งหวังท่ีจะ สร้างช่ือเสียงเกียรตยิ ศและความต้องการที่จะเสี่ยงโชคเพื่อชีวิต ที่ดีกว่า ผลักดันให้ชาวยุโรปเกิดความกล้าหาญที่จะเผชิญกับสิ่ง ต่างๆ รวมท้ังความกระตือรือร้น ท่ีจะแสวงหาความรู้ใหม่ๆ และรักการผจญภัย เป็นปัจจัยสาคัญที่ทาให้ชาวยุโรปกล้าเสี่ยงภัย เดนิ ทางสารวจมหาสมุทรทกี่ วา้ งใหญ่ไพศาล บทบาทของชาตติ ่างๆ ในการสารวจทางทะเล ประเทศ บุคคลสาคัญ ความสามารถ/ความสาคัญ โปรตุเกส เจา้ ชายเฮนรี นาวิกราช (HENRY THE พระอนุชาของพระเจา้ จอห์นท่ี 1 (JOHN I) แหง่ โปรตุเกส NAVIGATOR) ได้จัดตั้งโรงเรียนราชนาวีเพ่ือเป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้ เกี่ยวกับการเดินทางทะเล การใช้ เคร่ืองมือและเทคนิค การสร้างเรือ ซึ่งส่งผลให้ชาว โปรตุเกสสามารถค้นพบ เสน้ ทางเดนิ เรือสดู่ ินแดนทางตะวันออก

โปรตเุ กส สามารถเดินเรือเลียบชายฝ่ังทวีปแอฟริกาผ่านแหลม กู๊ด โฮป (CAPE OF GOOD HOPE) ได้สาเรจ็ ใน ค.ศ. 1488 บาร์โธโลมิว ไดแอส (BARTHOLOMEU DIAS) โปรตุเกส แล่นเรือตาม เส้นทางสารวจของไดแอสจนถึงทวีปเอเชีย และสามารถข้ึนฝ่ัง ท่ีเมืองกาลิกัต (CALICUT) ของ อินเดียได้เมื่อ ค.ศ. 1498 ต่อมา ชาวโปรตุเกสสามารถ ควบคุมเมืองต่างๆ ทางชายฝ่ังตะวันออก ของทวีป แอฟริกาและอินเดียทางชายฝั่งตะวันตก สามารถยึด เมืองกวั (GOA) ในมหาสมทุ รอินเดยี ได้ วัสโก ดา กามา (VASCO DA GAMA) ค.ศ. 1492 ชาวเมืองเจนัว (ประเทศอิตาลี) ซ่ึงมีความ เชื่อว่าโลกกลม ได้รับ การสนับสนุนจากกษัตริย์สเปนให้ เดินทางข้าม มหาสมุทรแอตแลนติก เพ่ือสารวจเส้นทาง สเปน เดินเรือ ไปประเทศจีน แต่เขาได้พบหมู่เกาะเวสต์อินดีส ซึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของทวีปอเมริกาใต้โดยบังเอิญใน ค.ศ. 1492 ซ่ึงทาให้สเปนได้ครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ ใน อเมริกาใต้ท่ีอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่เงินและทองคา ในเวลา ต่อมา คริสโตเฟอร์ โคลัมบสั (CHRISTOPHER COLUMBUS) คริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นช่วงการแข่งขันอานาจทางทะเลระหว่างโปรตุเกสและสเปนเพ่ือ หาเส้นทางไปหมู่เกาะอีสต์ อินดีส (EAST INDIES) ซ่ึงเป็นแหล่งเครื่องเทศและพริกไทย ใน ค.ศ. 1494 สันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 (ALEXANDER VI)

ได้ให้สเปนและโปรตุเกสทาสนธิสัญญา ทอร์เดซียัส (TREATY OF TORDESILLAS) กาหนดเส้นสมมติแบ่งโลกออกเป็น 2 ส่วน โดยสเปนมีสิทธิ สารวจและยึดครองดินแดนทางด้านตะวันตกของเส้นเมริเดียนที่ 51 ส่วนโปรตุเกสได้สิทธิทาง ด้านตะวันออก และนาไปสู่การสรา้ งจกั รวรรดิทางทะเลของโปรตุเกสในเอเชยี ในคริตสศ์ ตวรรษท่ี 16 โปรตเุ กสได้ขยายอานาจมาจนถึงเอเชียตะวันออกเฉยี งใต้และเข้า ยดึ ครองมะละกา ทาให้ บริเวณคาบสมุทรมลายูและหมเู่ กาะอินโดนเี ซยี ตกอยภู่ ายใตอ้ ิทธพิ ลของโปรตุเกส ค.ศ. 1519 ไดเ้ ดินทางไปทางทิศตะวันตกของมหาสมุทร แอตแลนติกผ่านช่องแคบท่ีภายหลังตั้งชื่อว่าแมกเจลลัน ทางตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้ ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก สเปน เฟอร์ดนิ นั ด์ แมกเจลลัน (FERDINAND มายังทวีปเอเชีย เขาถูกชาวพื้นเมืองฆ่าตายเม่ือพยายาม MAGELLAN) เผยแผ่คริสต์ศาสนาท่ีเกาะฟิลิปปินส์ แต่ ลูกเรือของเขา สามารถเดนิ ทางกลบั สเปนทางมหาสมุทรอินเดียได้สาเร็จ ใน ค.ศ. 1522 นับเป็นเรือ ลาแรกที่แล่นรอบโลกได้ สาเรจ็ โปรตุเกสและสเปนกลายเป็นชาติท่ีมีอานาจ มีความมั่งคั่ง ทาให้หลายชาติทาการ สารวจเส้นทางเดินเรือ การแข่งขัน อานาจทางทะเลระหว่างโปรตเุ กสกับสเปนยตุ ิลงเม่ือโปรตเุ กส ตกอยภู่ ายใต้การปกครองของสเปนในชว่ ง ค.ศ. 1580-1640 ฮอลันดา เคยอยู่ใต้การปกครองของสเปน และทาหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางในการค้า เครื่องเทศ จนกระทั่ง ค.ศ. 1581 ไดแ้ ยกตวั เป็นอิสระจากสเปน ทาให้สเปนประกาศปดิ ท่าเรือ ลสิ บอนสง่ ผลให้ฮอลันดาไม่สามารถซ้ือเครื่องเทศได้อีก ฮอลันดาจึง ต้องหาเส้นทางทางทะเลเพื่อ ซื้อเคร่ืองเทศโดยตรง ในท่ีสุดกองทัพเรือของฮอลันดาก็สามารถยึดครองอานาจทางทะเลใน ค.ศ. 1598 และไดจ้ ัดตง้ั สถานกี ารคา้ ในเกาะชวา และจดั ต้ังบริษัทอนิ เดยี ตะวนั ออกของฮอลันดา เพอ่ื ควบคุมการคา้ เครื่องเทศ ค.ศ. 1605 ที่เป็นเรือค้นหาเกาะทองคาท่ีเช่ือว่า อยู่ทาง ทิศใต้และทิศตะวันออกของเกาะชวา ได้ค้นพบทวีป ออสเตรเลียเป็นครั้งแรก และเรียก ทวีปน้ีว่า นิว ฮอลันดา เรือดฟุ เกน (DUYFKEN) ของฮอลนั ดา ฮอลแลนด์ (NEW HOLLAND) แต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 อังกฤษได้ครอบครองและ เรียกทวีปนี้ว่า ออสเตรเลีย ซ่ึงมาจาก AUSTRALIS ในภาษากรีก แปลวา่ ดนิ แดนทางซีกโลกใต้ ค.ศ. 1588 กองทัพเรือของอังกฤษทาสงครามชนะ กองทพั เรอื อาร์มาดา (ARMADA) ของสเปนท่มี ีชื่อเสียงได้ ทาให้อังกฤษขยายอิทธิพลสู่ดินแดนตะวันออก สามารถ สลายอานาจทาง ทะเลของโปรตุเกสและเข้าไปมีอานาจ และอิทธิพลในอินเดีย และเป็นคู่แข่งทางการค้ากับ ฮอลันดา ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 มีเพียงอังกฤษ อังกฤษ กองทพั เรือของอังกฤษ ฮอลันดา และฝร่ังเศส แข่งขันกันมีอานาจทางทะเลและ แสวงหาอาณานคิ ม ทั้งนี้ได้มีการทาสงครามกันหลายคร้ัง ในท่ีสุดฮอลันดายังคงมีอานาจแถบ มะละกาและควบคุม การค้าเคร่ืองเทศในหมู่เกาะเคร่ืองเทศต่อไป จนถึงปลาย คริสต์ศตวรรษท่ี 18 อังกฤษกลับเป็นประเทศที่มี แสนยานุภาพกลางทะเลเหนือกว่าทุกชาติ โดยได้อาณา นิคมในอินเดีย อเมริกาเหนือ และทวีปออสเตรเลียท้ัง ทวีป

ผลการสารวจทางทะเล มดี ังนี้ 1. อารยธรรมยโุ รปเผยแพรไ่ ปสู่ดินแดนอื่นๆ ที่ชาวยุโรปเดินทางไปถึง โดยชาวยุโรป ได้สร้างเมืองและความเจริญต่างๆ เพื่อใหต้ นสามารถดาเนนิ ชีวิตไดต้ ามแบบทค่ี ุ้นเคย จึงเกดิ การ แพร่กระจายวัฒนธรรมตามแบบตะวันตก เช่น ภาษา การแต่งกาย อาหาร ระบบการปกครอง ศิลปกรรม เช่น การกอ่ สร้างถนน สะพาน สถานทีร่ าชการ โบสถ์ วิหาร เป็นต้น 2. ยุโรปได้รับอารยธรรมจากดินแดนอ่ืนๆ เช่น วิทยาการของชาวตะวันออก เช่น การ เดินเรือ ศิลปะจีนที่เน้นความ งดงามของธรรมชาติ อารยธรรมของอสิ ลาม เช่น คณิตศาสตร์ การ ดื่มชาแบบจีน กาแฟจากตุรกี ยาสูบจากหมู่เกาะเวสต์อินดีส นา้ ตาลจากบราซิล และมนั ฝร่งั จาก อเมรกิ าใต้ ได้มีบทบาทสาคญั ตอ่ การดาเนินชีวิตของชาวยโุ รป 3. เกิดการแพร่กระจายของพันธ์ุพืชและพันธ์ุสัตว์ ชาวยุโรปได้นาพันธุ์พืชจากถ่ินกาเนิด ไปยังภูมิภาคอื่นๆ เช่น นา กาแฟจากดนิ แดนตะวันออกกลางมาปลูกท่ีเกาะชวา ต่อมาได้แพร่ขยาย ไปปลูกยังอเมริกาใต้ ต้นยางพาราจากบราซิลมาปลูกท่ี อินโดนีเซีย มาเลเซีย ต่อมาได้ขยายมาปลูก ทางภาคใต้ของไทย มันฝร่ังและข้าวโพดจากทวีปอเมริกามาปลูกในยุโรป ปลูกข้าว โอ๊ตและ ข้าวโพดในทวีปแอฟริกา หัวผักกาดหวานจากทวีปอเมริกามาปลูกท่ีจีน และนาสัตว์ต่างๆ ไปยัง ทวีปอ่ืน เช่น แกะ ไป แพรพ่ นั ธ์ทุ ่ีออสเตรเลียและนวิ ซีแลนด์ และนาลา ล่อ ววั แพะ มาเล้ียงใน อเมริกา เป็นต้น 4. เกิดการระบาดของโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งมาพร้อมๆ กับเรือของชาวยุโรป โรคระบาดท่ี สาคัญ เช่น โรคหัดและฝีดาษใน อเมริกาเหนือ ไขเ้ หลืองและไขม้ าลาเรยี ที่มมี ากในแอฟรกิ ามา ระบาดในอเมรกิ ากลางและใต้ เป็นต้น 5. ศาสนาคริสตไ์ ดแ้ ผ่ขยายไปในดินแดนตา่ งๆ ที่ชาวยุโรปเข้าไปติดต่อค้าขาย หรือ ดินแดนท่ียุโรปได้เข้ายึดครองจัดต้ัง เป็นอาณานิคม ในบางแห่งใช้แบบสันติวิธี โดยบาทหลวงจะทา หน้าท่ีส่ังสอนให้การศึกษากับชาวพ้ืนเมืองและช่วย เหลือด้าน มนุษยธรรม ในบางแห่งใช้วิธีการรุนแรงบีบ บังคับคนพ้ืนเมืองในบริเวณอเมริกากลางและ อเมริกาใต้ ให้มาเข้ารีตนับถือคริสต์ ศาสนา ทาให้ ศาสนาครสิ ตเ์ จริญอย่างม่นั คงในดนิ แดนทวีปอเมรกิ า และดนิ แดนต่างๆ 6. การเปล่ียนแปลงระบบเศรษฐกิจของยุโรป การขยายตัวทางการค้าทาให้ สมาคมอาชีพ (GUILD) ที่มีมาต้ังแต่สมัย กลางล่มสลายลง การค้นพบดินแดนใหม่ส่งผลให้การค้า ขยายตัวอย่างรวดเร็ว นาไปสู่การปฏิวัติทางการค้า ประเทศต่างๆ ใน ตะวันตกต่างใช้นโยบาย แข่งขันทางเศรษฐกิจเป็นหลัก บรรดาพ่อค้าและนายทุนรวมตัวกันจัดตั้งบริษัทโดยมีกษัตริย์ให้ การ สนับสนนุ ทาการค้าในนามของประเทศ เช่น บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ บริษัท อินเดียตะวันออกของฮอลันดา เป็นต้น ซึ่งทาให้บรรดาพ่อค้าและนายทุนมีฐานะม่ันคงและกลาย เป็นบุคคลชั้นนาทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมใน เวลาต่อมา ********************* การปฏิรปู ศาสนา การปฏิรูปศาสนา (RELIGIOUS REFORMATION) เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษท่ี 16 มีสาเหตุ สาคัญมาจากความเส่ือม ความนิยมในผู้นาทางศาสนาและการเกิดแนวคิดใหม่เกี่ยวกับศาสนา เนื่องจากมีการศึกษาคัมภีร์ไบเบิลและแปลออกเป็นภาษา ต่างๆ เช่น ภาษาอังกฤษ ฝรัง่ เศส เยอรมัน ทาใหค้ ริสตศ์ าสนิกชนมีความรู้ความเข้าใจใหม่ การปฏิรูปศาสนาจึงเกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ โดยมีผู้นาการปฏิรูปหลายคนและใช้ช่ือแตกต่างกันการปฏิรูปคริสต์ศาสนา หมายถึง ขบวนการในยุ โรปตะวันตกท่ี ปัจเจกชนและสถาบันต่างๆ แสดงความเห็นคัดค้านการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามหลักในคัมภีร์ไบเบิล การปฏิรูปเป็นไปอย่าง ต่อเน่ือง จนในที่สดุ คริสต์ศาสนาในยุโรปได้แตกแยกเป็น 2 นิกาย คอื โรมนั คาทอลกิ และ โปรเตสแตนต์ สาเหตุการปฏิรูปศาสนา มีดังน้ี 1. ประชาชนไม่พอใจสันตะปาปาท่ีกรุงโรม พระและบาทหลวงท่ีมีความเป็นอยู่อย่าง ฟุ่มเฟือย หรูหรา ทั้งยังเรียกเก็บ ภาษีบารุงศาสนาสูงข้ึน เพื่อนาเงินไปใช้จ่ายในคริสตจักรใน กรุงโรม รวมทั้งการซ้ือขายตาแหน่งของพวกบาทหลวงและความ เสอ่ื มเสียในจรยิ วัตรของ สนั ตะปาปาท่คี รองอานาจในครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 15-16 2. เจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆ ในยุโรปต้องการเป็นอิสระจากคริสตจักรท่ีมีสันตะปาปาเป็น ผู้ปกครอง และจากจักรพรรดิ แห่งจกั รวรรดิโรมันอนั ศักดส์ิ ิทธิ์ เนอื่ งจากสนั ตะปาปาเข้าไปย่งุ เก่ยี ว และใช้อานาจทางการเมอื ง 3. การศกึ ษาในสมยั ฟ้ืนฟูศลิ ปวทิ ยาการ ทาใหช้ าวยุโรปเห็นวา่ มนุษย์สามารถทาความ เข้าใจคัมภีร์ไบเบิลได้ด้วยตนเอง มากกว่าที่จะผา่ นพิธกี รรมของศาสนจกั ร

4. สันตะปาปาจเู ลยี สท่ี 2 (JULIUS II) และสนั ตะปาปาลีโอท่ี 1 ตอ้ งการหาเงนิ ในการ กอ่ สร้างมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่ กรงุ โรม จงึ สง่ คณะสมณทูตมาขาย “ใบไถ่บาป” ในดินแดน เยอรมนี เน่ืองจากเป็นแนวคิดของชาวคริสต์ว่า พระเป็นเจ้าส่งพระ เยซูคริสต์มาช่วยมนุษย์ให้พ้น จากบาป เรียกว่า การไถ่บาป (REDEMPTION) ด้วยการเสียสละพระชนม์ชีพ การไถ่บาปจะเป็น การ เปิดทางใหม้ นษุ ยไ์ ด้รับการอภยั โทษ และกลบั มามีความสัมพันธก์ ับพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ได้ อยา่ งถูกต้อง การเรม่ิ ตน้ ปฏิรูปศาสนา ประเทศ ผูน้ าความ เหตุการณค์ วามเปล่ียนแปลง เปล่ียนแปลง เยอรมนี มารต์ ิน ลเู ธอร์ มาร์ติน ลูเธอร์ (MARTIN LUTHER : ค.ศ. 1483-1546) นักบวชชาวเยอรมันและ (MARTIN LUTHER : เป็นผู้สอนเทววิทยาสายคัมภีร์ (BIBLICAL THEOLOGY) แห่งมหาวิทยาลัยวิท ค.ศ. 1483-1546) เทนบูร์ก (WITTENBURG) ใน เยอรมนี ได้เขียนญัตติ 95 ข้อ (NINETY-FIVE THESES) คัดค้าน การขายใบไถ่บาปติดไว้หน้ามหาวิหารแห่งเมืองวิทเทนบูร์ก ญัตติ ของเขาได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางในเยอรมนี แต่ผู้นา ของคริสตจักรได้ ลงโทษเขา โดยประกาศให้เขาเป็นบุคคลนอก ศาสนา (การบัพพาชนียกรรม : EXCOMMUNICATION) แต่เจ้าชาย เฟรเดอริก (FRIEDERICK THE WISE) ผู้ครอง แคว้นแซกโซนีได้ให้ ความอุปถัมภ์เขาไว้ และให้เขาแปลคัมภีร์ไบเบิลเป็นภาษา เยอรมัน ทาให้ความรู้ด้านศาสนาแพร่หลายไปทั่ว นอกจากน้ีเขา ได้ก่อต้ังนิกายลู เธอร์ (LUTHERANISM) ซึง่ ไดแ้ พรข่ ยายไปท่ัวเยอรมนีและสแกนดเิ นเวีย สวิตเซอรแ์ ลนด์ อุลรคิ ชวิงลี อลุ รคิ ชวงิ ลี (ULRICH ZWINGLI : ค.ศ. 1484-1531) ชาวเยอรมัน ไฮรชิ บลู ลิง (ULRICH ZWINGLI : เจอร์ (HEINRICH BULLINGER) และจอห์น คาลวิน หรอื กัลแวง (JOHN CALVIN : ค.ศ. 1484-1531) ค.ศ. 1509-1564) ชาวฝรัง่ เศส ซ่งึ เปน็ ผู้ก่อตัง้ ลัทธคิ าลวินส์ (นกิ ายกลั แวง : ชาวเยอรมัน CALVINISM) ท่แี พรห่ ลายในสวติ เซอร์แลนด์ ฝร่ังเศส และสกอตแลนด์ ไฮริช บูลลงิ เจอร์ ( HEINRICH BULLINGER) และจอห์น คาลวิน หรอื กลั แวง (JOHN CALVIN : ค.ศ. 1509-1564) องั กฤษ พระเจ้าเฮนรีที่ 8 พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ทรงขัดแย้งกับสนั ตะปาปา เรอ่ื งการหย่าขาดกับพระมเหสี องค์เดิม ของพระองค์ คอื พระนางแคเธอรีนแห่งอารากอน (CATHERINE OF ARAGON) เพื่อ อภิเษก สมรสใหม่ พระองค์จึงให้อังกฤษแยกตัวทางศาสนาออกจากศาสนจักรที่กรุง โรม โดยแตง่ ตงั้ สังฆราชแห่งแคนเทอร์บิวรี (ARCHBISHOP OF CANTERBURY) ข้ึน ใหม่ ต่อมาใน ค.ศ. 1563 กษัตริย์ อังกฤษ (สมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบทที่ 1) ทรงประกาศต้ังนิกายอังกฤษหรือนิกายแองกลิคัน (ANGLICAN CHURCH) โดย กษัตริย์อังกฤษเป็นประมุขของศาสนา นิกายน้ีมีลักษณะเด่นคือ การ ยอมรับและ รักษาพิธีกรรมต่างๆ ของนิกายโรมันคาทอลิก แต่ไม่ยอมรับนับถือสันตะปาปาท่ีกรุง โรม ฝรัง่ เศส จอหน์ คาลวนิ หรอื ลัทธิคาลวินได้แพร่หลายในฝร่ังเศสในกลุ่มท่ีเรียกว่า พวกอูเกอโนต์ (HUGUENOT) กัลแวง (JOHN ซึ่งถกู รฐั บาลปราบปรามอย่างหนกั ในครสิ ต์ศตวรรษท่ี 16การปฏิรูปได้แพร่ขยายจาก CALVIN : ค.ศ. เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ ฮอลแลนด์ และกลุ่มสแกน- ดิเนเวีย ไปยังประเทศ 1509-1564) อื่นๆ ในยุโรป และมีการต่อต้านทุกแห่ง การต่อต้านอย่างรุนแรงเกิดขึ้นใน ฝร่ังเศส และสเปน จนกลายเป็นสงครามศาสนา

นิกายทางศาสนาที่เกิดขึ้นใหม่ในครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 16 น้ี คือ นิกายโปรเตสแตนต์ (PROTESTANTISM) ซ่ึงหมายถึงผู้คัดค้าน ซึ่งต่อมาได้แยกเป็นนิกายต่างๆ มากมาย เช่น นิกายลู เธอร์แรน นิกายรีฟอรม์ นิกายเพรสไบทเี รียน นกิ ายแองกลิคนั เปน็ ตน้ การปฏริ ูปศาสนาของคริสตจักร เม่ือมีการปฏิรูปศาสนาในดินแดนต่างๆ นักบวชและชาวคริสต์บางคนได้รวมตัวกันต่อต้าน และปฏิรูปตนเอง รวมท้ัง ชักชวนให้คริสต์ศาสนิกชนอื่นๆ ทาตาม บางท่านมีผู้เลื่อมใสและยกย่อง ให้เป็นนักบุญ เช่น บริจิตต์แห่งสวีเดน (BRIGITT OF SWEDEN) ฟรังซีสแห่งปาโอลา (FRANCIS OF PAOLA) ในอิตาลี และพวกปัญญาชนพยายามศึกษาเร่ืองศาสนาและเผยแพร่สู่ ประชาชน ซึ่งการ ปฏิรูปดังกล่าวเป็นการปฏิรูปจากคริสต์ศาสนิกชนเบ้ืองล่าง แต่เมื่อการปฏิรูปศาสนาลุกลามไป อย่างรวดเร็ว คริสตจักรจงึ ไดห้ าทางยบั ย้ัง ดงั น้ี 1. การประชุมสังคายนาแห่งเทรนต์ (COUNCIL OF TRENT) ในระหว่าง ค.ศ. 1545-1547 และ ค.ศ. 1562- 1563 เพอ่ื กาหนดระเบียบวนิ ัยภายในคริสตจักร ยกเลิกการขายใบไถ่บาป และ ใหใ้ ช้ภาษาพื้นเมืองในการสอนศาสนา 2. การปรับปรงุ ระเบียบวินยั ของนักบวชและตั้งคณะนกั บวชเพอื่ การปฏิรปู เชน่ คณะเยซอู ติ ตง้ั ขน้ึ ใน ค.ศ. 1534 เพ่ือ จัดต้ังโรงเรียนสอนศาสนาและเผยแผ่ศาสนาไปยังประเทศ ต่างๆ การปฏิรูปศาสนาของคริสตจักรทาให้เกิดมิชชันนารีจานวน มาก เพ่ือเผยแผค่ าสอนของ โรมนั คาทอลิกไปท่วั โลก ผลของการปฏริ ูปการศาสนา มดี งั นี้ 1. คริสตศาสนาแบ่งออกเป็น 2 นิกาย คือ โรมันคาทอลิก มีศูนย์กลางที่กรุงโรม มี สันตะปาปาเป็นประมุข และนิกาย โปรเตสแตนต์ ซ่ึงแยกเป็นนิกายต่างๆ ได้แก่ นิกายลูเธอร์แรน นิกายคาลวิน นิกายแองกลิคัน เป็นต้น (ส่วนนิกายออร์ทอดอกซ์ แยกตัวไม่ข้ึนกับสันตะปาปา ใน ค.ศ. 1045 โดยมีสังฆราช ที่เรียกว่า PATRIARCH เป็นประมุข ซ่ึงแพร่หลายในกรีซ รัสเซีย เซอร์เบีย โรมาเนยี บัลแกเรยี ) ทาใหค้ วามเปน็ เอกภาพทางศาสนาส้ินสดุ ลง 2. เกิดการกระตุ้นให้ศึกษาหลักธรรมทางคริสต์ศาสนามากยิ่งข้ึนในหมู่สามัญชน มีการ เผยแผ่คริสต์ศาสนาไปยัง ดินแดนตา่ งๆ 3. เกิดกระแสชาตนิ ยิ มในประเทศต่างๆ เนือ่ งจากนิกายโปรเตสแตนต์ส่งเสรมิ วัฒนธรรม ท้องถ่ิน และส่งเสริมให้อานาจ แกผ่ ้ปู กครองในทอ้ งถิน่ เป็นตวั แทนของพระเจา้ ในการปกครอง ประเทศ 4. เกิดสงครามศาสนาในยุโรปหลายครัง้ ส่งผลให้สถาบันกษตั ริยม์ ีอานาจเหนอื ครสิ ตจกั ร ในท่ีสดุ

ใบกิจกรรมที่ 8 ประวตั ศิ าสตร์สากล ส 31104 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 เรื่อง การปฏวิ ตั ิวิทยาศาสตร์และอตุ สาหกรรม ครูศริ ิมา เมฆปัจฉาพชิ ิต ชือ่ -สกุล .............................................................................. ชนั้ ............... เลขที่ ............ คาช้ีแจง ให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าเร่ืองการปฏิวัติวิทยาศาสตร์และการปฏิวัติอุตสาหกรรม พร้อมอธิบายหัวข้อต่างๆในแบบ กิจกรรมนี้ การปฏวิ ัตทิ างวทิ ยาศาสตร์ การฟ้ืนฟูศิลปวิทยาการในช่วงคริสตศ์ ตวรรษท่ี 14-16 ถือว่าเปน็ การเริ่มต้นของการปฏิวัติ ทางวิทยาศาสตร์ เน่ืองจาก เปน็ ผลมาจากความรเู้ ก่ยี วกบั ธรรมชาติ การแสวงหาความรู้ใหมด่ ้วย การสงั เกต ทดลอง และการใชเ้ หตุผล ในยุคฟ้ืนฟูศิลปวิทยา การ ศลิ ปินที่สาคญั ต่างๆ ต่างใช้หลกั วชิ ากายวภิ าคศาสตร์ เช่น กล้ามเน้ือและโครงสร้างของมนุษย์มาสร้างสรรค์งานศิลปกรรม ทั้ง งานจิตรกรรมและประติมากรรมที่เน้นสัดส่วนและความงดงามของสรีระของมนุษย์อย่างแท้จริง ความสนใจในเรื่องการ เดนิ เรอื ทาให้มนษุ ยใ์ นยโุ รปสมยั กลางคดิ ประดษิ ฐ์เคร่ืองมือสาหรับการ เดินทาง เช่น เลนส์สาหรับกล้องส่องทางไกลและกล้องดู ดาว พัฒนาเทคนคิ การตอ่ เรือ เปน็ ตน้ จากยุคโบราณถึงยุคกลาง การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และปรัชญาเป็นวิชาแขนงเดียวกัน นอกจากนี้คริสต์ศาสนายังมี อิทธิพลครอบงาความรู้ด้านต่างๆ ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 จึงมีการแยกวิชาปรัชญาออกจากวิทยาศาสตร์ ซ่ึงในระยะแรกเป็น การศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติ ส่วนปรัชญา เป็นเร่ืองการศึกษาความคิด วิธีการศึกษาในช่วงคริสต์ศตวรรษท่ี 16 ก็เปล่ียนไปจาก เดิมมาก ซ่ึง แต่เดิมเป็นความเชื่อตามศาสนาและเชื่อตามนักปราชญ์โบราณ ในยุคนี้ปัญญาชนได้ใช้วิ ธีสังเกต คิดประดิษฐ์ อปุ กรณ์มาช่วยในการสงั เกต และใช้การทดลองอย่างมเี หตุผล ทาให้วทิ ยาศาสตร์ ก้าวหน้ามากข้ึน ช่วยให้การศึกษาคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ มีความลึกซง้ึ มากกว่าเดมิ นอกจากน้ี ยังทาให้เกิดความรู้ด้านอนื่ ๆ พัฒนาข้ึนด้วย 1. นกั วทิ ยาศาสตร์และผลงานในชว่ งน้ี ไดแ้ ก่ บุคคลสาคัญ ผลการคน้ พบ/ขอ้ เสนอ/ทฤษฎตี ่างๆ นิโคลสั โคเปอร์นิคสั ......................................................................................................................................................... (NICOLUS COPERNICUS ......................................................................................................................................................... : ค.ศ. 1473 -1543) ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... กาลิเลโอ กาลิเลอิ ......................................................................................................................................................... (GALILEO GALILEI ......................................................................................................................................................... : ค.ศ. 1564 - 1642) ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... เซอร์ ฟรานซสิ เบคอน ......................................................................................................................................................... (SIR FRANCIS BACON ......................................................................................................................................................... : ค.ศ. 1561 -1626) ......................................................................................................................................................... เรอเน เดส์การส์ ......................................................................................................................................................... (RENE DESCARTES ......................................................................................................................................................... : ค.ศ. 1596- 1650) ......................................................................................................................................................... เซอร์ ไอแซก นวิ ตัน (SIR ......................................................................................................................................................... ISAAC NEWTON ......................................................................................................................................................... : ค.ศ. 1642- 1727) ......................................................................................................................................................... .........................................................................................................................................................

2. สาเหตทุ ี่ทาใหเ้ กิดการปฏวิ ัตทิ างวทิ ยาศาสตร์ สาเหตทุ ี่ทาใหเ้ กิดการปฏิวัตทิ างวทิ ยาศาสตร์ มี 2 ประการ ดังน้ี …………………………………………………………………………. ......................................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ...................... ....................................................................................................................................................................................... .................. ......................................................................................................................................................................................................... 3. ผลของการปฏวิ ตั ิทางวิทยาศาสตร์ มดี ังน้ี 1. ทาให้เกิดความรู้ใหม่แตกแยกออกไปหลายสาขา ทั้งคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ พฤกษศาสตร์ และการแพทย์ ความรู้ทางวทิ ยาศาสตรไ์ ด้ถกู นามาประยุกต์ใช้ในงานต่างๆ เชน่ ……………………………………………………………………………………….. ......................................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ...................... 2. มอี ิทธพิ ลต่อความคิดและความเชอื่ ของชาวยุโรปก่อใหเ้ กดิ ……………………………………………………………………………….. ................................................................................................................................................. ........................................................ ....................................................................................................................................................................................... .................. 3. นาไปสกู่ ารปฏิวตั ทิ างภมู ิปญั ญา (INTELLECTUAL REVOLUTION) ในคริสต์ศตวรรษท่ี 18 อกี ดว้ ย ซ่ึงหมายถงึ ......................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ...................... ....................................................................................................................................................................................... .................. ......................................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................................... *************************************** การปฏิวตั อิ ุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรม (INDUSTRIAL REVOLUTION) หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงใน วิธีการผลิตและระบบ การผลติ จากเดมิ ระบบการผลติ มักทากันภายในครอบควั พ่อค้ามกั เปน็ นายทุนซ้ือวัตถุดิบแล้วแจกจ่ายให้แต่ละครอบครัวรับมา ทา แล้วพ่อค้าจะรับผลิตภัณฑ์ที่สาเร็จ แล้วไปขาย คนงานก็จะได้ค่าจ้างเป็นการตอบแทน การผลิตสินค้าเดิมใช้แรงงานคน แรงงานสตั ว์ รวมท้งั พลังงานจากธรรมชาติ เคร่ืองมือแบบง่ายๆ มาเป็นการใช้เคร่ืองจักรกลแทน เร่ิมจากแบบ ง่ายๆ จนถึงแบบ ซับซ้อนท่ีมีกาลังผลิตสูง จนเกิดเป็นการผลิตในระบบโรงงาน (FACTORY SYSTEM) การผลิตภายในครอบครัวก็ค่อยๆ หมดไป และผ้คู นจานวนมากตามชนบทต้องอพยพเข้ามาทางานเป็นกรรมกรในโรงงาน การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกเกิดในประเทศอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และได้แพร่ขยายไปยังประเทศตะวันตก อื่นๆ ท่ัวโลก การปฏิวัติอุตสาหกรรมนับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ท่ีมีผล กระทบต่อการเมืองการปกครอง สังคม เศรษฐกิจ และ วัฒนธรรมของมนุษยชาตทิ ั่วโลก อังกฤษ : ผู้นาการปฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มต้นท่ีอังกฤษเพราะอังกฤษมีปัจจัยสนับสนุนการ ขยายตวั ทาง อตุ สาหกรรมครบถว้ น คือ มที นุ วตั ถุดิบ แรงงาน และตลาดการคา้ องั กฤษเปน็ ผูน้ าในการปฏวิ ัติเกษตรกรรม (AGRICULTURAL REVOLUTION) โดย…………………………………………………. ......................................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................. ....................... ....................................................................................................................................................................................... ..................

การเกษตรกรรมในอังกฤษได้ผลดีขึ้น ทาให้การค้าขายเจริญรุ่งเรืองขึ้น ประเทศมีความมั่งคั่งขึ้นใน ค.ศ. 1694 รัฐบาลจัดต้ัง ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ (BANK OF ENGLAND) เพื่อ…………………………………………………………………………………………………. ......................................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ...................... ....................................................................................................................................................................................... .................. ......................................................................................................................................................................................................... ปัจจัยสาคัญท่ีทาให้อังกฤษเป็นประเทศผู้นาการปฏิวัติอุตสาหกรรม เน่ืองจากในระหว่างคริสต์ศตวรรษท่ี 17-18 อังกฤษมีอาณานิคมที่อยู่โพ้นทะเลที่เป็นแหล่งวัตถุดิบและตลาดท้ังใน ทวีปเอเชียและอเมริกา จนในที่สุดการค้าได้กลายเป็น นโยบายหลักของประเทศ เรือรบของอังกฤษ ทาหน้าที่รักษาเส้นทางทางการค้าทางทะเล และให้ความคุ้มครองแก่เรือพาณิชย์ที่ เดินทางไปค้าขายทั่วโลก ส่ิงเหล่านี้คือปัจจัยที่ทาให้ชาวอังกฤษคิดค้นประดิษฐ์เครื่องจักรมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอย่าง ต่อเนื่อง การปฏิวัติอุตสาหกรรมแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรกใน ระหว่าง ค.ศ. 1760-1840 เป็นระยะที่มีการประดิษฐ์เครื่องจักรช่วยในการผลิตและการปรับปรุง โรงงานอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพ และการปฏิวัติ อุตสาหกรรมระยะท่ี 2 ระหว่าง ค.ศ. 1861- 1865 เป็นการปรับปรุงการคมนาคมส่ือสาร ซึ่งเป็นผลมาจากความสาเร็จของ อตุ สาหกรรมเหลก็ และเครอื่ งจกั รไอน้า การปฏวิ ัติอุตสาหกรรมในระยะแรก คือ การประดษิ ฐ์เพ่อื ตอบสนองอตุ สาหกรรมการ ทอผ้า เชน่ ปคี ริสต์ศกั ราช บคุ คลสาคัญ ผลงานของบุคคลสาคญั ค.ศ. 1733 จอห์น เคย์ .................................................................................................................................... (JOHN KAY) .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... ค.ศ. 1764 เจมส์ ฮาร์กรีฟส์ .................................................................................................................................... (JAMES .................................................................................................................................... HARGREAVES) .................................................................................................................................... ค.ศ. 1769 ริชารด์ อาร์กไรต์ .................................................................................................................................... (RICHARD .................................................................................................................................... ARKWRIGHT) .................................................................................................................................... ค.ศ. 1793 วิตนยี ์ .................................................................................................................................... (ELI WHITNEY) .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... ค.ศ. 1769 เจมส์ วัตต์ .................................................................................................................................... (JAMES WATT) .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... ค.ศ. 1769 เฮนรี คอร์ต .................................................................................................................................... (HENRY CORT) .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... ค.ศ. 1807 นกั ธุรกิจชาวองั กฤษ .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... ค.ศ. 1851 นทิ รรศการครั้งใหญ่ .................................................................................................................................... (GREAT EXHIBITION) .................................................................................................................................... ....................................................................................................................................

การปฏวิ ตั ิอตุ สาหกรรมระยะที่ 2 เป็นการปรับปรุงการคมนาคมสื่อสาร ซึ่งเป็นผลมาจากความสาเร็จของอุตสาหกรรม เหล็กและเครอ่ื งจักรไอน้า ปี บุคคลสาคญั ผลงานของบุคคลสาคัญ ครสิ ต์ศักราช .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... ค.ศ. 1804 รชิ าร์ด เทรวที กิ .................................................................................................................................... (RICHARD TREVITICK) .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... ค.ศ. 1789 ฝ ร่ั ง เ ศ ส ภ า ย ห ลั ง ก า ร .................................................................................................................................... ปฏวิ ตั ิใน ค.ศ. 1789 .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... ค.ศ. 1807 โรเบิรต์ ฟุลตัน .................................................................................................................................... (ROBERT FULTON) .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... ค.ศ. 1840 แซม มวล คนู าร์ด .................................................................................................................................... (SEMUEL CUNARD) .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... คารล์ เบนซ์ .................................................................................................................................... ค.ศ. 1857 และกอตต์ลบี เดมเลอร์ .................................................................................................................................... (KARL BENZ & .................................................................................................................................... GOTTLIEB DAIMLER) .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... ค.ศ. 1812 วงการการพิมพ์ .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... ปลาย แซมมวล มอรส์ .................................................................................................................................... ครสิ ต์ศตวรรษ (SEMUEL MORSE) .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... ที่ 19 อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม .................................................................................................................................... ค.ศ. 1837 เบลล์ (ALEXANDER .................................................................................................................................... GRAHAM BELL) ............................................................................................................................. ....... .................................................................................................................................... ค.ศ. 1876 วงการการโทรเลข .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... ธอมัส แอลวา เอดสิ ัน .................................................................................................................................... ค.ศ. 1901 (THOMAS ALVA .................................................................................................................................... EDISON) ....................................................................................................................................

ผลของการปฏิวตั ิอตุ สาหกรรม มดี ังน้ี 1. ประชากรท่ัวโลกเพิม่ ข้นึ อยา่ งรวดเรว็ ........................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................................... 2. การก่อสร้างอาคารบ้านเรอื นและสถาปัตยกรรมพัฒนาก้าวหนา้ มากขึน้ ...................................................................... ......................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ...................... ....................................................................................................................................................................................... .................. 3. เกิดปัญหาสงั คมต่างๆ มากมาย เช่น ............................................................................................................................ ......................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ...................... ....................................................................................................................................................................................... .................. ......................................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................................... 4. เกิดลทั ธิเสรนี ิยม (LIBERALISM) .................................................................................................................................. ....................................................................................................................................................................................... .................. ......................................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................................... กล่าวได้ว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อให้เกิดการแบ่งค่ายระหว่างลัทธิทุนนิยมกับลัทธิ สังคมนิยมอย่างเป็นรูปธรรม ต่อมาใน ค.ศ. 1889 ได้มีการประกาศให้วันท่ี 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันเมย์เดย์หรือวันแรงงานสากล (MAY DAY) นอกจากน้ียังทาให้เกิดวรรณกรรมแนวสัจนิยม (REALISM) ในกลางคริสต์ศตวรรษท่ี 19 ที่พยายามเสนอเรื่องความเป็นจริง เบื้องหลัง ความสาเร็จ ของระบบสังคมอุตสาหกรรม ทชี่ นชั้นกรรมกรมชี วี ิตท่ียากไร้และถกู เอารัดเอาเปรยี บ 5. การปฏวิ ตั ิทางอตุ สาหกรรมได้ขยายไปท่วั ภูมิภาคตา่ งๆ ของโลก .................................................................................. ......................................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................... ...................................................

ใบกิจกรรมท่ี 8 ประวัติศาสตรส์ ากล ส 31104 ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 เร่ือง การปฏวิ ัติวิทยาศาสตร์และอตุ สาหกรรม ครูศิรมิ า เมฆปัจฉาพชิ ิต ช่อื -สกุล .............................................................................. ชัน้ ............... เลขที่ ............ คาชี้แจง ให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าเร่ืองการปฏิวัติวิทยาศาสตร์และการปฏิวัติอุตสาหกรรม พร้อมอธิบายหัวข้อต่างๆในแบบ กจิ กรรมน้ี การปฏวิ ตั ทิ างวิทยาศาสตร์ การฟื้นฟศู ิลปวทิ ยาการในชว่ งคริสตศ์ ตวรรษท่ี 14-16 ถอื วา่ เปน็ การเร่ิมต้นของการปฏิวัติ ทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจาก เป็นผลมาจากความรู้เก่ียวกบั ธรรมชาติ การแสวงหาความรูใ้ หม่ดว้ ย การสงั เกต ทดลอง และการใช้เหตุผล ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา การ ศลิ ปินทส่ี าคัญตา่ งๆ ต่างใช้หลกั วชิ ากายวิภาคศาสตร์ เช่น กล้ามเน้ือและโครงสร้างของมนุษย์มาสร้างสรรค์งานศิลปกรรม ทั้ง งานจิตรกรรมและประติมากรรมท่ีเน้นสัดส่วนและความงดงามของสรีระของมนุษย์อย่างแท้จริง ความสนใจในเร่ืองการ เดินเรือทาให้มนษุ ยใ์ นยุโรปสมัยกลางคิดประดิษฐ์เครื่องมือสาหรับการ เดินทาง เช่น เลนส์สาหรับกล้องส่องทางไกลและกล้องดู ดาว พฒั นาเทคนคิ การตอ่ เรือ เปน็ ต้น จากยุคโบราณถึงยุคกลาง การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และปรัชญาเป็นวิชาแขนงเดียวกัน นอกจากนี้คริสต์ศาสนายังมี อิทธิพลครอบงาความรู้ด้านต่างๆ ในคริสต์ศตวรรษท่ี 16 จึงมีการแยกวิชาปรัชญาออกจากวิทยาศาสตร์ ซ่ึงในระยะแรกเป็น การศึกษาเกี่ยวกบั ธรรมชาติ ส่วนปรัชญา เป็นเร่ืองการศึกษาความคิด วิธีการศึกษาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ก็เปลี่ยนไปจาก เดิมมาก ซึ่ง แต่เดิมเป็นความเช่ือตามศาสนาและเช่ือตามนักปราชญ์โบราณ ในยุคนี้ปัญญาชนได้ใช้วิ ธีสังเกต คิดประดิษฐ์ อุปกรณม์ าชว่ ยในการสังเกต และใชก้ ารทดลองอยา่ งมเี หตผุ ล ทาให้วิทยาศาสตร์ ก้าวหน้ามากขึ้น ช่วยให้การศึกษาคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ มีความลึกซึ้งมากกวา่ เดิม นอกจากน้ี ยังทาใหเ้ กิดความรู้ดา้ นอนื่ ๆ พัฒนาขนึ้ ดว้ ย 1. นกั วทิ ยาศาสตรแ์ ละผลงานในช่วงนี้ ไดแ้ ก่ บุคคลสาคัญ ผลการค้นพบ/ข้อเสนอ/ทฤษฎีต่างๆ เสนอทฤษฎีว่าดวงอาทิตย์เป็น ศูนย์กลางของจักรวาล โดยมีดาวเคราะห์รวมทั้ง โลกหมุนรอบ ดวงอาทิตย์ ทฤษฎีของเขาล้มล้างความเชื่อของคนในสมัย โบราณ และสมัยกลางที่ยึดถือข้อสมมติฐานของอริสโตเติล (ARISTOTLE) และงานเขียน ของโตเลมี (PTOLEMY) ท่ีอธิบายว่า โลกเปน็ ศูนย์กลางของจักรวาล นิ โ ค ลั ส โคเปอร์นิคัส (NICOLUS COPERNICUS : ค.ศ. 1473-1543)

ประดิษฐ์กล้องโทรทัศน์ เพ่ือสังเกตการโคจรรอบดวงดาว ทาให้นักดาราศาสตร์ ได้รับความรู้เกี่ยวกับจักรวาลและการ เคล่ือนท่ีในระบบสุริยจักรวาลตามทฤษฎี ของโคเปอร์นิคัส ทฤษฎีของ กาลิเลโอขัดแย้งกับคริสต์ศาสนา ทาให้ถูกลงโทษ จากครสิ ตจกั ร กา ลิเลโอ กาลิเลอิ (GALILEO GALILEI : ค.ศ. 1564- 1642) วางรากฐานการศึกษางานด้าน วิทยาศาสตร์ จนในท่ีสุดทาให้มีการจัดต้ังราช บัณฑิตยสมาคม ที่ เรียกว่า THE ROYAL SOCIETY OF LONDON FOR THE PROMOTION OF NATURAL KNOWLEDGE ข้ึนเพ่ือส่งเสริมการค้นคว้าทาง วทิ ยาศาสตร์ เซอร์ ฟรานซิส เบคอน (SIR FRANCIS BACON : ค.ศ. 1561-1626) เสนอหลกั การใช้เหตุผล และการศึกษาคน้ คว้า วจิ ัยในการแสวงหาความรู้และการ วเิ คราะห์ทางคณิตศาสตร์วา่ สามารถนามาพิสูจนแ์ ละตรวจสอบขอ้ เท็จจริงได้ เรอเน เดส์การ์ส (RENE DESCARTES : ค.ศ. 1596- 1650)

ค้นพบกฎแรงดึงดูด (LAW OF UNIVERSAL ATTRACTION) และกฎแห่งความ โนม้ ถว่ ง (LAW OF GRAVITY) ซ่ึงเป็นผลให้นกั วทิ ยาศาสตร์อธิบายการโคจรของ โลกและดาวเคราะหต์ ่างๆ ที่หมนุ รอบดวงอาทติ ยไ์ ด้ เซอร์ ไอแซก นิวตัน (SIR ISAAC NEWTON : ค.ศ. 1642- 1727) 2. สาเหตทุ ่ีทาให้เกดิ การปฏิวตั ิทางวิทยาศาสตร์ สาเหตุทีท่ าใหเ้ กิดการปฏวิ ัติทางวทิ ยาศาสตร์ มีดงั นี้ 1. การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ เป็นผลให้ชาวยุโรปสนใจใฝุหาความรู้และกระตือรือร้นท่ีจะ หาความรู้ใหม่ๆ นอกจากนี้ ระบบการพิมพ์ก็กา้ วหนา้ ขน้ึ ทาให้ประชาชนสนใจทจ่ี ะศึกษามากขึน้ 2. การสารวจทางทะเลและการค้นพบดินแดนใหม่ๆ ทาให้ชาวยุโรปพบเห็นสิ่งใหม่ๆ พืชพันธ์ุใหม่ คนต่างเช้ือชาติต่าง วฒั นธรรม ทาใหเ้ กิดอยากเรยี นร้เู สาะหาขอ้ เท็จจรงิ ใหม่ๆ ยิง่ ข้ึน 3. ผลของการปฏวิ ัติทางวทิ ยาศาสตร์ มีดังน้ี 1. ทาให้เกิดความรู้ใหม่แตกแยกออกไปหลายสาขา ท้ังคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ พฤกษศาสตร์ และการแพทย์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ถูกนามาประยุกต์ใช้ในงานต่างๆ เช่น การประดิษฐ์นาฬิกา การคานวณการยิงปืนใหญ่ มีการจัดต้ัง ราชบณั ฑติ ยสถานทาง วทิ ยาศาสตรท์ ี่องั กฤษใน ค.ศ. 1662 2. มีอิทธิพลต่อความคิดและความเชื่อของชาวยุโรป ทาให้ชาวยุโรปเช่ือม่ันตนเอง และเช่ือมั่นในอนาคตว่าจะสามารถ นาความสาเร็จมาสชู่ วี ติ ได้ ทาใหเ้ กิดความปรารถนาทจี่ ะเรยี นรู้ และประดษิ ฐส์ งิ่ ต่างๆ 3. นาไปสู่การปฏวิ ตั ทิ างภูมปิ ญั ญา (INTELLECTUAL REVOLUTION) ในครสิ ต์ศตวรรษท่ี 18 อกี ด้วย ซึ่งหมายถึงยุคท่ี ชาวยุโรปกล้าใชเ้ หตุผลแสดงความเห็นเก่ียวกับการเมือง การปกครอง ตลอดจนเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคเท่า เทียมกัน เกิดนักปรัชญา ทางการเมืองท่ีสาคัญ เช่น วอล์แตร์ (VOLTAIRE) และมองเตสกิเออร์ (MONTESQUICU) ซ่ึงเป็น พน้ื ฐานสาคัญทาใหต้ ะวนั ตกเข้าสคู่ วามเจริญในยุคใหม่ ครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 18 จึงได้รับสมญาว่าเป็น ยุคแห่งความรู้แจ้งหรือยุคภูมิ ธรรม (THE AGE OF ENLIGHTENMENT) อนั เป็นความคดิ พ้นื ฐานของ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยในเวลาต่อมา

การปฏวิ ตั ิอตุ สาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรม (INDUSTRIAL REVOLUTION) หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงใน วิธีการผลิตและระบบ การผลิต จากเดมิ ระบบการผลติ มักทากนั ภายในครอบคัว พอ่ คา้ มกั เปน็ นายทุนซื้อวัตถุดิบแล้วแจกจ่ายให้แต่ละครอบครัวรับมา ทา แล้วพ่อค้าจะรับผลิตภัณฑ์ท่ีสาเร็จ แล้วไปขาย คนงานก็จะได้ค่าจ้างเป็นการตอบแทน การผลิตสินค้าเดิมใช้แรงงานคน แรงงานสัตว์ รวมท้งั พลงั งานจากธรรมชาติ เครื่องมือแบบง่ายๆ มาเป็นการใช้เครื่องจักรกลแทน เริ่มจากแบบ ง่ายๆ จนถึงแบบ ซับซ้อนท่ีมีกาลังผลิตสูง จนเกิดเป็นการผลิตในระบบโรงงาน (FACTORY SYSTEM) การผลิตภายในครอบครัวก็ค่อยๆ หมดไป และผคู้ นจานวนมากตามชนบทตอ้ งอพยพเข้ามาทางานเป็นกรรมกรในโรงงาน การปฏิวัติอุตสาหกรรมคร้ังแรกเกิดในประเทศอังกฤษในคริสต์ศตวรรษท่ี 18 และได้แพร่ขยายไปยังประเทศตะวันตก อื่นๆ ท่ัวโลก การปฏิวัติอุตสาหกรรมนับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่มีผล กระทบต่อการเมืองการปกครอง สังคม เศรษฐกิจ และ วฒั นธรรมของมนษุ ยชาตทิ ัว่ โลก อังกฤษ : ผู้นาการปฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมเร่ิมต้นท่ีอังกฤษเพราะอังกฤษมีปัจจัยสนับสนุนการ ขยายตวั ทาง อตุ สาหกรรมครบถว้ น คอื มีทนุ วตั ถุดบิ แรงงาน และตลาดการคา้ อังกฤษเป็นผู้นาในการปฏิวัติเกษตรกรรม (AGRICULTURAL REVOLUTION) โดยนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มา ปรบั ปรุงการเกษตรให้พฒั นาขน้ึ โดยในครสิ ต์ศตวรรษที่ 16 อังกฤษนาระบบล้อม เขตที่ดิน (ENCLOSURE SYSTEM) มาใช้เพื่อ เพ่ิมผลผลิตทางเกษตรอย่างแพร่หลาย ซ่ึงเป็นผลให้เจ้าของที่ดินรายใหญ่สามารถรวบรวมที่ดินของตนเป็นผืนใหญ่ และสร้างร้ัว ล้อมที่ดินของตนเพื่อ ปูองกันความเสียหายของพืชผลจากการทาลายของคนและสัตว์ นอกจากน้ียังนาวิทยาการใหม่ๆ มาใช้ใน การผลิต การปรับปรงุ วธิ กี ารทานาให้มีประสทิ ธิภาพยิ่งขึ้น การปฏิวตั ิเกษตรกรรมนาไปสู่การปฏวิ ตั อิ ตุ สาหกรรม การเกษตรกรรมในองั กฤษไดผ้ ลดีขน้ึ ทาให้การค้าขายเจริญรุ่งเรืองข้ึน ประเทศมีความมั่งคั่งข้ึนใน ค.ศ. 1694 รัฐบาล จดั ตงั้ ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ (BANK OF ENGLAND) เพ่ือเป็นแหล่งระดมทุนของรัฐ ทรัพยากรมนุษย์ของอังกฤษก็มีความ พร้อมสนับสนุนการปฏิวัติอุตสาหกรรม เพราะชาวอังกฤษไม่เคร่งครัดต่อการแบ่งแยกชนชั้น เช่น สังคมอื่นๆ ในยุโรป ท้ังยังให้ การ ยอมรับชนทุกชัน้ ทสี่ ามารถสรา้ งฐานะเปน็ ปึกแผน่ ดงั น้ันขนุ นางอังกฤษจึงไมร่ งั เกยี จที่จะทาการค้า เช่นเดียวกับคนชั้นกลาง ที่พยายามยกสถานภาพทางเศรษฐกิจให้เท่าเทียมขุนนาง นอกจากน้ีรัฐยังส่งเสริมให้การค้าขยายตัว เช่น มีการออก พระราชบัญญัติสร้างถนน ท่าจอดเรือ และขุดคูคลอง ต่างๆ เป็นจานวนมาก เพ่ือใช้เป็นเส้นทางคมนาคมทางการค้า มีการ ยกเลิกการเก็บภาษีผ่านด่าน และมีนโยบายการค้าแบบเสรี ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้มีการขยายตัวของตลาดการค้าภายในอย่าง กวา้ งขวาง ปัจจัยสาคัญที่ทาให้อังกฤษเป็นประเทศผู้นาการปฏิวัติอุตสาหกรรม เน่ืองจากในระหว่างคริสต์ศตวรรษท่ี 17-18 อังกฤษมีอาณานิคมท่ีอยู่โพ้นทะเลท่ีเป็นแหล่งวัตถุดิบและตลาดทั้งใน ทวีปเอเชียและอเมริกา จนในที่สุดการค้าได้กลายเป็น นโยบายหลกั ของประเทศ เรือรบขององั กฤษ ทาหน้าที่รักษาเส้นทางทางการค้าทางทะเล และให้ความคุ้มครองแก่เรือพาณิชย์ท่ี เดินทางไปค้าขายท่ัวโลก สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยท่ีทาให้ชาวอังกฤษคิดค้นประดิษฐ์เคร่ืองจักรมาใช้ในโรงงาน อุตสาหกรรมอย่าง ตอ่ เนือ่ ง การปฏิวัติอุตสาหกรรมแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรกใน ระหว่าง ค.ศ. 1760-1840 เป็นระยะที่มีการประดิษฐ์เครื่องจักรช่วยในการผลิตและการปรับปรุง โรงงานอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพ และการปฏิวัติ อุตสาหกรรมระยะที่ 2 ระหว่าง ค.ศ. 1861- 1865 เป็นการปรับปรุงการคมนาคมสื่อสาร ซึ่งเป็นผลมาจากความสาเร็จของ อุตสาหกรรมเหล็กและเครือ่ งจกั รไอน้า การปฏิวตั ิอุตสาหกรรมในระยะแรก คอื การประดษิ ฐ์เพื่อตอบสนองอตุ สาหกรรมการ ทอผา้ เชน่ ปีครสิ ต์ศกั ราช บุคคลสาคญั ผลงานของบุคคลสาคัญ ค.ศ. 1733 จอหน์ เคย์ ได้ประดิษฐ์กี่กระตุก (FLYING SHUTTLE) ซ่ึงช่วยให้ช่างทอผ้าสามารถ (JOHN KAY) ผลิตผา้ ไดม้ ากกวา่ เดิมถงึ 2 เทา่ ค.ศ. 1764 เจมส์ ฮารก์ รีฟส์ สามารถผลิตเคร่ืองป่นั ดา้ ย (SPINNING JENNY) ได้สาเร็จ (JAMES HARGREAVES) ค.ศ. 1769 รชิ าร์ด อารก์ ไรต์ ได้ปรับปรุงเคร่ืองป่ันด้ายให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และพัฒนาเป็น

(RICHARD ARKWRIGHT) เครอื่ งจักรกลที่ใช้พลังน้าหมุนแทนพลังคนเรียกว่า WATER FRAME ทาให้ เกิดโรงงาน ทอผ้าตามริมฝ่ังแม่น้าทั่วประเทศ มีการ ขยายตัวทาไร่ฝูายใน อเมรกิ า ค.ศ. 1793 วติ นีย์ (ELI WHITNEY) สามารถประดษิ ฐ์เครื่องแยกเมลด็ ฝูายออกจากใย (COTTON GIN) ค.ศ. 1769 เจมส์ วัตต์ (JAMES WATT) ประดิษฐเ์ คร่ืองจักรไอน้าโดยใช้ขบั เคลื่อนเครื่องจกั รกลแทนพลงั งานนา้ ค.ศ. 1769 เฮนรี คอร์ต (HENRY CORT) คิดค้นวิธีการหลอมเหล็กให้มีคุณภาพดีข้ึนส่งผลให้มีการปรับปรุงคุณภาพ ของปืนใหญ่ ตลอดจนยุทโธปกรณ์ต่างๆให้มปี ระสิทธภิ าพข้นึ ค.ศ. 1807 นกั ธรุ กจิ ชาวอังกฤษ ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมจาหน่ายเคร่ืองจักร ณ เมืองลีจ (LIEGE) ประเทศเบลเยียม ทาให้เกิดการปฏิวัตอิ ุตสาหกรรมข้นึ ในเบลเยียม ค.ศ. 1851 นทิ รรศการคร้งั ใหญ่ แสดงความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยแี ละอตุ สาหกรรมเหล็กขององั กฤษ (GREAT EXHIBITION) การปฏิวตั อิ ุตสาหกรรมระยะที่ 2 เป็นการปรับปรุงการคมนาคมส่ือสาร ซ่ึงเป็นผลมาจากความสาเร็จของอุตสาหกรรม เหลก็ และเคร่อื งจักรไอน้า ปคี รสิ ต์ศักราช บุคคลสาคัญ ผลงานของบุคคลสาคัญ นาพลังงานไอน้ามาขับเคลื่อนรถบรรทุก รถจักรไอน้าจึงมีบทบาทสาคัญใน อุตสาหกรรมขนส่ง ที่มีช่ือเสียงมาก คือ หัวรถจักรไอน้า ช่ือ ร็อกเกต (ROCKET) ของจอร์จ สตีเฟนสัน (GEORGE STEPHENSON) ทาให้มีการ ค.ศ. 1804 รชิ าร์ด เทรวที กิ เปิดบริการรถจักรไอน้าบรรทุกสินค้าเป็นครั้งแรก ต่อ มามีการดัดแปลงมา (RICHARD TREVITICK) รับส่งผู้โดยสาร ถือเป็นจุดเริ่มต้นการเข้าสู่ยุคการใช้รถไฟ ซ่ึงเป็นผลทาให้ ความเจริญขยายตัวจากเขตเมืองไปสู่ชนบท เปล่ียนชนบทให้กลายเป็น เมือง นอกจากนี้รถไฟยังเป็นพาหนะสาคัญในการลาเลียงกาลังพลและ อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ และเป็นส่ิงกระตุ้นให้ยุโรป สนใจกระบวนการ ปฏิวัติอุตสาหกรรมในครสิ ต์ศตวรรษที่ 19 ค.ศ. 1789 ฝรั่งเศสภายหลังการปฏิวัติใน ได้หันมาสนใจปฏิวัติอุตสาหกรรมเช่นเดียวกับเยอรมนีและสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1789 และกา้ วขึ้นเป็นคแู่ ขง่ กับองั กฤษ ค.ศ. 1807 โรเบริ ต์ ฟลุ ตนั ประสบความสาเรจ็ ในการนาพลงั ไอนา้ มาใช้กบั เรือเพอ่ื รับสง่ ผโู้ ดยสาร (ROBERT FULTON) ค.ศ. 1840 แซม มวล คูนารด์ เปิดเดินเรือกลไฟแล่นข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้ภายใน 14 วัน และมี (SEMUEL CUNARD) การปรับปรงุ เรอื กลไฟใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพยิ่งขึ้นทางด้านรถยนต์มีการนาพลัง ไอน้ามาใชก้ ับรถสามล้อ คารล์ เบนซ์ (KARL BENZ) สามารถนาเครือ่ งยนตท์ ใ่ี ช้น้ามันเบนซินมาใช้กับรถยนต์ทาให้อุตสาหกรรม ค.ศ. 1857 และ กอตตล์ ีบ เดมเลอร์ รถยนตเ์ จรญิ ก้าวหน้าขึ้น (GOTTLIEB DAIMLER) ประดษิ ฐเ์ คร่อื งพมิ พ์แบบลกู กล้ิงข้ึนใช้ ทาให้การพิมพพ์ ัฒนาได้ปริมาณมาก ค.ศ. 1812 วงการการพิมพ์ ขึ้นและเร็วทันเหตุการณ์ หนังสือพิมพ์จึงแพร่หลาย การเผยแพร่ความรู้ และข่าวสารกแ็ พรห่ ลายในวงกวา้ งข้นึ ปลาย แซมมวล มอรส์ ประดษิ ฐ์โทรเลขได้สาเร็จเป็นคนแรก ครสิ ตศ์ ตวรรษ (SEMUEL MORSE) ที่ 19 อเลก็ ซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ ค.ศ. 1837 (ALEXANDER GRAHAM ประดษิ ฐ์โทรศัพท์ได้สาเร็จ BELL)

ค.ศ. 1876 มีการประดิษฐ์วิทยุโทรเลขได้และส่งโทรเลขข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้ สาเรจ็ ค.ศ. 1901 ธอมสั แอลวา เอดสิ นั ประดิษฐห์ ลอดไฟฟาู เคร่ืองเล่นจานเสยี ง และ กลอ้ งถา่ ยภาพยนตรไ์ ด้ (THOMAS ALVA EDISON) ผลของการปฏวิ ัตอิ ตุ สาหกรรม มดี ังน้ี 1. ประชากรทั่วโลกเพ่ิมขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และทางด้านการแพทย์เจริญก้าวหน้า ข้ึนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งความสมบูรณ์ของอาหาร ระบบ สาธารณสุขและการดูแลสุขภาพอนามัย การเพิ่มประชากรอย่าง รวดเร็ว ทาใหเ้ กดิ การอพยพจากชนบทมาหางานทาใน เมืองจนเกดิ ปัญหาความแออัดของประชากรในเขตเมือง 2. การก่อสร้างอาคารบ้านเรือนและสถาปัตยกรรมพัฒนาก้าวหน้ามากข้ึน เพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมและ เทคโนโลยีการก่อสร้าง ทาให้อาคารแข็งแรงขึ้น การออกแบบ ก่อสร้างหอไอเฟล (EIFFEL TOWER) ท่ีกรุงปารีส ประเทศ ฝร่ังเศสใน ค.ศ. 1889 ถอื เป็นสัญลกั ษณข์ องการเร่ิมต้นการกอ่ สรา้ งท่ีทันสมัยของโลก 3. เกิดปัญหาสังคมต่างๆ มากมาย เช่น ชุมชนแออัด การแพร่กระจายของเช้ือโรค ปัญหาอาชญากรรม การใช้แรงงาน เด็ก การเอารัดเอาเปรียบกัน ทาให้เกิดแนวคิดของ ลัทธิสังคมนิยม (SOCIALISM) ของคาร์ล มาร์กซ์ (KARL MARX) ที่เรียกร้อง ใหก้ รรมกรรวมพลงั กนั เพ่อื ก่อการปฏิวัติโคน่ ล้มระบบทุนนิยม ทาใหล้ ทั ธิสงั คมนิยมมีบทบาทและอทิ ธิพลมากขึ้น 4. เกิดลทั ธิเสรนี ยิ ม (LIBERALISM) ซึง่ เปน็ พน้ื ฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยและแนวคิดนีแ้ พรห่ ลายกว้างขวาง ข้ึน ท้ังด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ค.ศ. 1776 แอดัม สมิธ (ADAM SMITH) ได้พิมพ์งานเขียนชื่อ THE WEALTH OF NATIONS เพอ่ื เสนอแนวคิดว่าความม่งั คง่ั ของประเทศจะเกดิ จากระบบการค้าแบบเสรี (LAISSEZ FAIRE) กล่าวได้ว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อให้เกิดการแบ่งค่ายระหว่างลัทธิทุนนิยมกับลัทธิ สังคมนิยมอย่างเป็นรูปธรรม ต่อมาใน ค.ศ. 1889 ได้มีการประกาศให้วันท่ี 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันเมย์เดย์หรือวันแรงงานสากล (MAY DAY) นอกจากน้ียังทาให้เกิดวรรณกรรมแนวสัจนิยม (REALISM) ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่พยายามเสนอเร่ืองความเป็นจริง เบื้องหลงั ความสาเรจ็ ของระบบสงั คมอุตสาหกรรม ท่ชี นชั้นกรรมกรมีชวี ิตที่ยากไรแ้ ละถูกเอารัดเอาเปรยี บ 5. การปฏิวัติทางอุตสาหกรรมได้ขยายไปท่ัวภูมิภาคต่างๆ ของโลก ทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและ สงั คม การเมือง และทาให้ประเทศต่างๆ เหลา่ น้มี ี “วัฒนธรรมรว่ ม” ตามตะวนั ตกไปด้วย

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวิชา ประวัตศิ าสตร์ รหัสวชิ า ส 31104 ระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 ภาคเรียนที่ 2 เวลาเรียน 1 ชว่ั โมง/สัปดาห์ หนว่ ยกติ 0.5 (นน./นก.) ระยะเวลา 10 ชัว่ โมง หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 5 เรือ่ ง สถานการณข์ องโลกในคริสตศ์ ตวรรษท่ี 21 แผนจัดการเรยี นรทู้ ่ี 10 เรอ่ื ง ปัญหาของโลกในคริสตศ์ ตวรรษท่ี 21 ระยะเวลา 4 ชั่วโมง ....................................................................................... ....................................................................................................... 1. สาระสาคัญ สถานการณ์ของโลกยุคปัจจุบันมีปัญหาท้ังทางด้านการเมือง การขาดแคลนทรัพยากร การก่อการร้าย และการ ตอ่ ตา้ นการกอ่ การรา้ ย ความขัดแยง้ ทางศาสนา ส่งผลกระทบตอ่ สภาพความเปน็ อยขู่ องมนุษย์ 2. มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตวั ชว้ี ัดชนั้ ป/ี ผลการเรียนร/ู้ เป้าหมายการเรยี นรู้ มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้านความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของ เหตกุ ารณ์อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ตระหนักถึงความสาคัญและสามารถวิเคราะห์ผลกระทบท่ีเกดิ ขึ้น ตัวช้ีวดั /ผลการเรียนรู้ ส 4.2 ม.4-6/4 วเิ คราะห์สถานการณข์ องโลกในคริสตศ์ ตวรรษที่ 21 3. สาระการเรียนรู้ 3.1 เนื้อหาสาระหลัก : Knowledge ปัญหาของโลกในคริสตศ์ ตวรรษที่ 21 - ปัญหาดา้ นการเมือง o การขาดดุลยภาพทางการเมืองระหว่างประเทศ o การขยายตัวของลัทธิก่อการรา้ ย (Terrorism) - ปญั หาด้านเศรษฐกจิ o ความยากจน o การขาดแคลนทรพั ยากรธรรมชาติ - ปัญหาดา้ นสงั คม o สงิ่ แวดล้อม o ความเส่ือมของวฒั นธรรมและภมู ิปัญญาท้องถ่ิน 3.2 ทักษะ/กระบวนการ : Process เน้นให้นักเรียนได้ทางานเป็นกลุ่ม ร่วมศึกษาปัญหาและเหตุการณ์สาคัญซึ่งเป็นผลพวงมาจากยุคกลาง และยคุ ใหมข่ องมนุษยชาติ ซง่ึ กอ่ ใหเ้ กิดปญั หามากมายทค่ี นในยุคปัจจุบันกาลังเร่งคลค่ี ลายปัญหา 3.3 คณุ ลักษณะทีพ่ ึงประสงค์ : Attitude มคี วามสนใจใฝเ่ รยี นรู้ ติดตามข่าวสาร และร้จู กั การวเิ คราะห์ สังเคราะหข์ ้อมลู อย่างมเี หตุผล 4. สมรรถนะสาคญั ของนักเรยี น 4.1 ความสามารถในการสอ่ื สาร

4.2 ความสามารถในการคิด 4.3 ความสามารถในการแก้ไขปัญหา 5. คุณลักษณะของวิชา - ความรบั ผดิ ชอบ - ความรอบคอบ - กระบวนการกลุ่ม 6. คณุ ลักษณะทีพ่ ึงประสงค์ 1. ใฝเ่ รยี นรู้ 2. มุง่ มน่ั ในการทางาน 3. ซ่อื สตั ย์ สจุ ริต 7. ชนิ้ งาน/ภาระงาน : - รายงานการศึกษาปัญหาของโลกในครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 21 - แบบทดสอบวัดความรู้ ก่อนเรียนและหลังเรียน เร่ือง ปัญหาของโลกในคริสต์ศตวรรษท่ี 21 (ผ่านโปรแกรม Plicker) 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ช่ัวโมงที่ 1 – 3 (ความสามารถในการวิเคราะห์ / ใฝเ่ รียนรู้ และมีความมงุ่ มน่ั ในการทางาน / กระบวนการกลุม่ ) 1. ทาแบบทดสอบวดั ความรกู้ อ่ นเรยี น เร่ือง ปัญหาของโลกในครสิ ต์ศตวรรษที่ 21 2. แบ่งกลุ่มนักเรียน กล่มุ ละ 6 – 10 คน ร่วมกันศึกษาวีดิทัศน์และภาพประกอบคาบรรยาย เร่ือง ปัญหาของ โลกในคริสตศ์ ตวรรษที่ 21 ปญั หาด้านการเมือง ได้แก่ การขาดดุลยภาพทางการเมืองระหว่างประเทศ และ การขยายตวั ของลัทธิกอ่ การร้าย (Terrorism) แล้วสรุปเปน็ แผนผังความคดิ ลงในสมดุ 3. แบง่ กล่มุ นักเรยี น กลมุ่ ละ 6 – 10 คน ร่วมกันศึกษาวีดิทัศน์และภาพประกอบคาบรรยาย เรื่อง ปัญหาของ โลกในครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 21 ปญั หาด้านเศรษฐกจิ ไดแ้ ก่ ความยากจน และการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ แล้วสรปุ เป็นแผนผังความคิดลงในสมุด 4. แบง่ กลุ่มนักเรียน กลุ่มละ 6 – 10 คน ร่วมกันศึกษาวีดิทัศน์และภาพประกอบคาบรรยาย เร่ือง ปัญหาของ โลกในคริสต์ศตวรรษที่ 21 ปัญหาด้านสังคม ได้แก่ ปัญหาส่ิงแวดล้อม และความเส่ือมของวัฒนธรรมและ ภูมปิ ัญญาท้องถิน่ แล้วสรุปเป็นแผนผังความคดิ ลงในสมดุ 5. ครูและนักเรียนร่วมกันวิเคราะห์สาเหตุและผลกระทบจากปัญหาของโลกในคริวต์ศตวรรษท่ี 21 แล้วสรุป สาระสาคญั จัดทารายงานสรุป เรื่อง ปญั หาของโลกในครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 21 ช่วั โมงท่ี 4 (ความสามารถในการวิเคราะห์ / ซ่อื สตั ยส์ ุจริต / ประเมินผลโดยแบบทดสอบวัดความรู้) 1. ทบทวนความรเู้ รื่องปญั หาของโลกในครสิ ต์ศตวรรษที่ 21 2. ทาแบบทดสอบวัดความรหู้ ลงั เรยี น เร่ือง ปัญหาของโลกในครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 21 3. นักเรียนและครูร่วมกันเฉลยแบบทดสอบวัดความรหู้ ลงั เรียน เรือ่ ง ปัญหาของโลกในครสิ ต์ศตวรรษท่ี 21 4. นกั เรยี นและครรู ่วมกนั สรุปบทเรียนในหน่วยการเรียน

9. สือ่ การเรยี นการสอน / แหล่งเรยี นรู้ รายการสอ่ื สภาพการใชส้ อ่ื 1. แบบทดสอบก่อนเรยี น ขน้ั ตรวจสอบความรูเ้ ดิม 2. วดี ิทัศนแ์ ละภาพประกอบคาบรรยาย เรอ่ื ง ปัญหาของโลกในคริสต์ศตวรรษที่ ขั้นสรา้ งความสนใจ,ขัน้ ขยายความรู้ 21 ปัญหาด้านการเมือง 3. วดี ทิ ัศนแ์ ละภาพประกอบคาบรรยาย เร่ือง ปญั หาของโลกในครสิ ต์ศตวรรษท่ี ขัน้ สร้างความสนใจ,ขัน้ ขยายความรู้ 21 ปัญหาด้านเศรษฐกิจ 4. วดี ิทศั น์และภาพประกอบคาบรรยาย เรอ่ื ง ปญั หาของโลกในคริสต์ศตวรรษที่ ขั้นสรา้ งความสนใจ,ขน้ั ขยายความรู้ 21 ปัญหาดา้ นสงั คม 5. แบบทดสอบหลังเรียน ขน้ั ตรวจสอบความรู้ใหม่ 10. การวัดผลและประเมนิ ผล เป้าหมาย หลักฐานการเรียนรู้ ประเดน็ / การเรียนรู้ ชิ้นงาน/ภาระงาน วิธีวดั เครื่องมอื วดั ฯ เกณฑ์การให้ คะแนน สถานการณ์ของโลก 1. แบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบ 5 คอื ดีเยย่ี ม ยุคปัจจุบันมีปัญหา ก่อนเรยี น 4 คือ ดีมาก ท้ังทางด้านการเมือง 2. วีดิทัศน์และภาพประกอบคา 3 คอื ดี ก า ร ข า ด แ ค ล น บรรยาย เร่อื ง ปัญหาของโลก การถามตอบของครแู ละ แผนผงั ความคิด 2 คือ พอใช้ 1 คือ ควร ทรัพยากร การก่อ ในคริสตศ์ ตวรรษที่ 21 ปัญหา นกั เรยี น การร้าย และการ ด้านการเมือง ปรบั ปรงุ ต่อต้านการก่อการ 3. วีดิทัศนแ์ ละภาพประกอบคา 0 คอื ไม่ผ่าน ร้าย ความขัดแย้ง บรรยาย เร่ือง ปญั หาของโลก การถามตอบของครูและ แผนผังความคดิ ทางศาสนา ส่งผล ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 ปัญหา นักเรยี น ก ร ะ ท บ ต่ อ ส ภ า พ ดา้ นเศรษฐกิจ คว า ม เ ป็ น อ ยู่ ข อ ง 4. วีดิทศั นแ์ ละภาพประกอบคา มนษุ ย์ บรรยาย เร่ือง ปัญหาของโลก การถามตอบของครูและ แผนผงั ความคดิ ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 ปัญหา นักเรียน แบบทดสอบ ดา้ นสังคม หลงั เรยี น 6. แบบทดสอบหลังเรียน แบบทดสอบหลงั เรยี น ลงช่ือ .................................................. ผู้สอน (นางสาวศริ ิมา เมฆปัจฉาพชิ ติ )

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ประวัตศิ าสตร์ รหัสวิชา ส 31104 ระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 ภาคเรียนท่ี 2 เวลาเรียน 1 ชวั่ โมง/สัปดาห์ หน่วยกติ 0.5 (นน./นก.) ระยะเวลา 10 ชว่ั โมง หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 5 เร่อื ง สถานการณข์ องโลกในครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 21 แผนจัดการเรยี นรทู้ ่ี 11 เรื่อง เหตุการณ์สาคญั ของโลกในครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 21 ฯ ระยะเวลา 6 ชวั่ โมง ....................................................................................... ....................................................................................................... 1. สาระสาคญั สถานการณ์ของโลกยุคปัจจุบันมีปัญหาทั้งทางด้านการเมือง การขาดแคลนทรัพยากร การก่อการร้าย และการ ต่อตา้ นการกอ่ การร้าย ความขดั แยง้ ทางศาสนา ส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยขู่ องมนุษย์ 2. มาตรฐานการเรียนรู/้ ตวั ชีว้ ดั ช้นั ป/ี ผลการเรยี นร/ู้ เป้าหมายการเรยี นรู้ มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้านความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของ เหตกุ ารณอ์ ย่างตอ่ เน่ือง ตระหนกั ถึงความสาคญั และสามารถวเิ คราะหผ์ ลกระทบท่ีเกิดข้นึ ตวั ชว้ี ัด/ผลการเรียนรู้ ส 4.2 ม.4-6/4 วิเคราะหส์ ถานการณ์ของโลกในครสิ ต์ศตวรรษที่ 21 3. สาระการเรยี นรู้ 3.1 เนอ้ื หาสาระหลัก : Knowledge เหตกุ ารณ์สาคญั ของโลกในครสิ ต์ศตวรรษที่ 21 และผลกระทบ - เหตกุ ารณ์ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 - สงครามในอัฟกานิสถาน - สงครามอิรกั - การประชมุ แกไ้ ขปัญหาภาวะโลกร้อน - ปญั หาวิกฤตเศรษฐกจิ โลก 3.2 ทกั ษะ/กระบวนการ : Process เน้นให้นักเรียนได้ทางานเป็นกลุ่ม ร่วมศึกษาปัญหาและเหตุการณ์สาคัญซ่ึงเป็นผลพวงมาจากยุคกลาง และยคุ ใหม่ของมนุษยชาติ ซ่ึงกอ่ ให้เกดิ ปญั หามากมายที่คนในยุคปจั จบุ ันกาลงั เร่งคล่คี ลายปญั หา 3.3 คณุ ลกั ษณะทพ่ี ึงประสงค์ : Attitude มคี วามสนใจใฝ่เรยี นรู้ ตดิ ตามข่าวสาร และรจู้ ักการวิเคราะห์ สังเคราะหข์ ้อมลู อย่างมเี หตุผล 4. สมรรถนะสาคัญของนกั เรยี น 4.1 ความสามารถในการสื่อสาร 4.2 ความสามารถในการคิด 4.3 ความสามารถในการแก้ไขปญั หา 5. คุณลกั ษณะของวิชา - ความรบั ผดิ ชอบ