Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ความรักความอ่อนโยนระหว่างอะฮฺลุลบัยตฺกับเศาะหาบะฮฺ

ความรักความอ่อนโยนระหว่างอะฮฺลุลบัยตฺกับเศาะหาบะฮฺ

Description: ความรักความอ่อนโยนระหว่างอะฮฺลุลบัยตฺกับเศาะหาบะฮฺ.

Search

Read the Text Version

ความรกั ความออ นโยนระหวา ง อะฮลฺ ุลบัยตกฺ บั เศาะหาบะฮฺ [ ไทย – Thai – ‫] ﺗﺎﻳﻼﻧﺪي‬ ศอลหิ ฺ บนิ อับดลุ ลอฮฺ อัด-ดรั วชี แปลโดย๓T ๓T : แ3T วมูฮมั หมดั ซาบรี แวยะโกะ T3 ตรวจทานโดย : ฟย ซอล อบั ดลุ ฮาดีย 2012 - 1433

‫ﻤﺣﺎء ﺑيﻨﻬﻢ‬ ‫» لﺎﻠﻐﺔ اﺘﻟﺎﻳﻼﻧﺪﻳﺔ «‬ ‫ﺎﻟﺢ ﻦﺑ ﻋﺒﺪ اﷲ ﺪاﻟرو�ﺶ‬ ‫ﺮﻤﺟﺔ‪ :‬ﻤﺪ ﺻﺮﺒي ﻳﻌﻘﻮب‬ ‫ماﺮﺟﻌﺔ‪ :‬ﻴﺼﻞ ﻋﺒﺪﻬاﻟﺎدي‬ ‫‪2012 - 1433‬‬

ดว ยพระนามของอัลลอฮฺ ผูทรงเมตตา ปรานีย่ิงเสมอ ความรกั ความออนโยนระหวา ง อะฮฺลลุ บยั ตฺกบั เศาะหาบะฮฺ บทนาํ มวลการสรรเสริญเปนสิทธิโดยสมบูรณของอัลลอฮฺ เรา ขอสรรเสรญิ ตอ พระองค เราขอความชวยเหลือตอพระองค และ เราขอความคุมครองตออัลลอฮฺใหรอดพนจากความชั่วรายของ ตนเอง และจากความผิดพลาดที่เกิดจากการงานที่เราไดกระทํา ผใู ดที่พระองคทรงใหทางนาํ แกเขากไ็ มมผี ใู ดทที่ ําใหเขาหลงทาง ไดและผูใ ดทพี่ ระองคท รงใหเขาหลงทางก็ไมมีใครสามารถทําให เขาไดรบั ทางนาํ อน่งึ ... ทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คือ ผูนําของลูกหลานอาดัม ซึ่งถือเปนขอเท็จจริงตามหลักการ ศาสนาท่ีผูศรัทธาทุกคนตางเห็นพองตองกัน และการเห็นพองนี้ 3

เองที่ถือเปนความโปรดปรานที่ย่ิงใหญท่ีประชาชาติน้ีไดรับมา “อลั หัมดลุ ิลลาฮ”ฺ สวนผูที่มีทัศนะผิดแปลกจากบางคนในประชาชาติน้ีที่ ยกยองอิมามบางคนเหนือทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะ ลัยฮิวะสัลลัม ทั้งในดานความรูหรือดานอื่น ๆ 1 เพราะเรื่องราว FP0 P (ที่อาจทําใหเขาใจวามีคนอื่นประเสริฐกวาทานนบี)ท่ีปรากฏใน หนังสือบางเลมนั้นก็จะมีผูที่มาอธิบายทําความเขาใจ หรือไมก็ จะมีสายรายงานอ่ืนท่ีทําใหเร่ืองราวนั้นขาดความนาเช่ือถือไป โดยปริยาย ตามจริงตาํ แหนง และเกียรติศักด์ิของทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และทานคือผูท่ีมีสิทธิ์ในการให ชะฟาอะฮฺ(ความชวยเหลือในวันกิยามะฮฺ) และมีสิทธิ์ในสระนํ้า (อลั เหาฎ) และเปนผูท่ีมีเกียรติศักดิ์อันสูงสงทั้งในโลกน้ีและโลก หนา เปนส่ิงท่ีชัดเจนซ่ึงขอเท็จจริงนี้ก็ไมมีผูใดกลาคัดคาน เชน เดยี วกนั 1 อัล-มัจลิสีย ไดตั้งช่ือบรรพหน่ึงในหนังสือ บิหาร อัล-อันวาร วา “บรรพวาดวย แทจริง บรรดาอิมามน้ันมีความรอบรูเหนือกวาบรรดานบีท้ังหลาย” เลม 2 หนา 82 และดูใน อุศูล อลั -กาฟย  เลม 1 หนา 227 4

ปฏิเสธมิไดวา ความจําเริญ(ความบะเราะกะฮฺ)ท่ีมีอยู ในตัวของทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้น ไดถูกสงไปยังวงศเครือญาติของทาน(อะฮฺลุลบัยตฺ)และบรรดา เศาะหาบะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอนั ฮุม โดยแนนอน เกียรติศักด์ิของวงศเครือญาติของทาน เราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม น้ันมีความสําคัญ เปนอยางยิ่ง ดังท่ีมีอายะฮฺอัลกุรอานและหะดีษของทานเราะสู ลลุ ลอฮทฺ ถี่ กู รายงานโดยไมขาดตอน(มตุ ะวาติร)อยางมากมายท่ี ไดสาธยายถึงเรื่องน้ี ซึ่งมันเองก็ไดครอบคลุมถึงบรรดาเศาะ หาบะฮขฺ องทา นเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทั้ง ยังครอบคลุมถึงลูกหลานของพวกเขาดวยเชนกัน โดยที่ตัวบท เหลาน้ันเองที่มีการสาธยายถึงความประเสริฐและเกียรติศักด์ิ ของพวกเขาท้งั หลาย เชนเดียวกัน ในทุกเร่ืองราวที่กลาวถึงบรรดาเศาะ หาบะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม โดยแนนอนวงศเครือญาติของ ทานนบี อะลัยฮิมุสลาม ผูซ่ึงไดรับเกียรติใหใชชีวิตอยูรวมกับ ทา นเราะสลู ุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม พวกเขาก็ยอม เปนกลมุ ชนแรกท่ีถูกหมายรวมถงึ ในเรือ่ งราวเหลาน้ัน 5

ท่ีจริงกอนหนาน้ี ผมไดเขียนหนังสือเลมหนึ่งที่พูดถึง บรรดาเศาะหาบะฮฺของทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสลั ลมั ไวแลว ทาํ ใหเ น้ือหาในหนังสือเลมเล็กๆ น้ีผมจะขอพูด ถึงประเด็นของความรักความออนโยนระหวางบรรดาเศาะ หาบะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม เปนประเด็นหลัก ซึ่งสมควรท่ีเรา อยาใหความรูสึกเบื่อหนายมีผลตอการพูดถึงเรื่องราวของ บรรดาเศาะหาบะฮฺของทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสลั ลมั ความประเสรฐิ ของพวกเขา และความสัมพันธอันแนน แฟนระหวางผูท่ีมีความจําเริญ(นั้นคือทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ซ่ึงเปนผูที่เราตองใหการศรัทธา ตอการเปนศาสนทูตของทานกับบรรดาเศาะหาบะฮฺผูซึ่งไดรับ เกียรติใหใชชีวิตอยูรวมกับทานดวยกับฉายาที่ถูกเรียกขานวา “เศาะหาบียหรือเศาะหาบะฮฺ” รวมถึงประเด็นของเกียรติศักด์ิ และตําแหนงของพวกเขาในสวนสวรรคอันสถาพรท่ีไมมีความ เทาเทียมกันโดยขึ้นอยูกับการงานและการด้ินรนตอสูของพวก เขาท่ีทํารวมกับผูนําแหงบรรดาศาสนทูต เชนเดียวกับเกียรติ ศักด์ิของชาวมุฮาญิรีน ชาวอันศอร และผูท่ีมาหลังจากพวกเขา ในโลกนี้(ก็ไมมีความเทาเทียมกัน) โดยพวกเขาเหลานั้นอัลลอฮฺ 6

ไดท รงสญั ญาถงึ ความดีงาม(น้ันคือสวนสวรรคอันสถาพรท่ีพวก เขาจะไดรบั )ไวท้ังหมดแลว ดังท่อี ลั ลอฮฺ ตะอาลา ไดดํารสั วา ‫﴿ �َسۡ َتوِيمِن�ُممَ نّۡ أَنف قََ مِن � بَۡلِ ٱل فَۡتۡحِ وَ� َٰت لَ َۚأُو �ْ ٓ َٰ�ِ َك أَ ۡ� َظ ُم َد َر َج ٗة ِّم َن‬ ٞ�ِ‫ّ نيَِ أَنفَقُواْ مِنۢ � َعۡدُ وَ َ�ٰتَلُواْۚ وَ�ُ ٗ ّوَ َع َد ٱ�َُّ ٱ� ُۡسۡ� ٰ�َوَٱ� ّ َُ بِ َما َ� ۡع َملُو َن َخب‬ [١٠ : ‫﴾ ]ﺤﻟﺪﻳﺪ‬١ ความวา “ในหมูพวกเจานั้นมีผูบริจาคและไดตอสู (ในทาง ของอัลลอฮฺ) กอนการพิชิต(นครมักกะฮฺ) ชนเหลานั้นยอม มี ฐ า น ะ สู ง ส ง ก ว า บ ร ร ด า ผู บ ริ จ า ค แ ล ะ ต อ สู ( ใ น ท า ง ของอัลลอฮฺ) หลังการพิชิต(นครมักกะฮฺ) และอัลลอฮฺทรง สัญญาความดงี าม (สวนสวรรค) แกทั้งสองฝาย และอัลลอ ฮฺนั้นทรงรอบรูอยางละเอียดในส่ิงท่ีพวกเจากระทํา” (สู เราะฮฺ อลั -หะดีด : 10) กลาวไดวาพวกเขาเหลานั้นมีความประเสริฐและ เกียรติศักดเ์ิ ปนของตัวเอง และเราเองก็มีสวนในเกียรติศักดิ์อัน สูงสงของเศาะหาบะฮฺดวยเชนกัน ซ่ึงเกียรติศักด์ิท่ีสูงสงนี้มันมี ขึ้นก็ดวยกับบทบาทของพวกเขาเอง และเกียรติศักดิ์ของพวก เขาก็ขึ้นอยูกับการงานท่ีไดทํา ดังน้ันพวกเขาจึงมีระดับชั้นที่ 7

แตกตางกัน โดยท่ีกลุมชนแรกที่เขารับอิสลามพวกเขาจะมี เกียรติศักดิ์ท่ีสูงสงที่สุด สวนผูท่ีอัลลอฮฺทรงผนวกพวกเขาให เปนท้ังเศาะหาบะฮฺและวงศเครือญาติของทานนบี –น้ันคือวงศ เครือญาติที่มีความบริสุทธ์ิปราศจากมลทิน- ความศานติและ ความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺพึงมีแดพวกเขาทั้งหลาย พวก เขาคือกลุมชนท่ีมีเกียรติศักดิ์ของการเปนเศาะหาบะฮฺและ ไดรับสิทธ์ิในการเปนวงศเครือญาติของทานนบี โดยท่ีเกียรติ ศักดขิ์ องพวกเขากข็ ้นึ อยูกับการงานทีไ่ ดท าํ ดวยเชนกนั ผูอานจะพบวาการศึกษาถึงสาเหตุของความแตกแยก ในประชาชาตอิ สิ ลามและการเยียวยาประเด็นที่สําคัญนี้นั้นถือ เปนภารกิจของผศู รทั ธาและผูคนในยุครวมสมัย เนื่องจากมันมี ผลในวงกวางตอประชาชาติน้ี ซึ่งผมจะขอสรุปในการพูดถึง ความรกั ความออนโยนระหวางบรรดาเศาะหาบะฮฺของทานนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กับวงศเครือญาติของทานนบี (อะฮฺลุลบัยตฺ) อะลัยฮิมุสลาม และตอผูคนท้ังหลายใหรวบรัด ท่ีสุด ในการน้ีเองแมจะมีเหตุการณการสูรบระหวางพวกเขา ดวยกัน กระน้ันก็ตามพวกเขาก็ยังมีความรักความออนโยนซ่ึง กันและกันอยู ซึ่งนี่คือขอเท็จจริงอีกประการหนึ่งท่ีแมนวานัก 8

เลานิยายจอมปล้ินปลอนจะทําเปนไมรูไมช้ี หรือนักบันทึก เร่ืองราวทางประวัติศาสตรบางคนจะไมพูดถึงก็ตาม แต ขอเท็จจริงท่ีขาวบริสุทธิ์น้ีก็ยังคงปรากฏอยูที่พรอมจะหักลาง เรือ่ งราวปราํ ปราและเร่ืองราวที่นึกคดิ เอาเองทางประวัติศาสตร ของนักบันทึกสว นใหญ ทีท่ าํ ใหผ ูท่ีมักชอบในอารมณใฝตํ่าและ มีความทะเยอทะยานในผลประโยชนทางการเมืองและบรรดา ศัตรูของอิสลามจะใชประโยชนจากมัน เพียงเพื่อใหบรรลุถึง ผลประโยชนของพวกเขา แมวามันจะเปนบอเกิดของความ แตกแยกและความขดั แยง ในประชาชาติน้กี ต็ าม ผมขอเรียกรองตอนักศึกษาคนควาและนักเขียน เร่ืองราวทางประวัติศาสตรของประชาชาติน้ี และตอผูท่ี เรยี กรองการผนึกกําลังและรวมตัวกันเปนหนึ่งเดียว รวมถึงผูที่ กลา วถงึ พษิ ภัยของกระแสโลกาภวิ ตั นและผลกระทบของมันซ่ึง จาํ เปนที่ตองมีการรวมตัวกันเปนหนึ่งเดียวเพื่อเผชิญหนา และ รวมถึงผคู นทงั้ หลายของประชาชาตินี้ ผมขอพูดอยางตรงไปตรงมาวา : ทําไมตองยก ประเด็นปญหาทางประวัติศาสตรมาโตเถียงกัน ท้ัง ๆ ท่ีมัน อาจจะสงผลในเชิงลบและอาจจะนําไปสูการเปนศัตรูกัน ท้ัง ๆ 9

ท่ียังไมมีการศึกษาและพิจารณาใหรอบคอบเสียกอน ? หรือที่ มันเปนไปก็เพื่อใหคนที่ไมรูขอเท็จจริงจะไดตกเปนเหย่ือ หรือ เพื่อใหผูคนเชื่อตามอยางมืดบอด หรือเพื่อจะไดกอบโกย ผลประโยชนท างดานวตั ถุเงนิ ทอง ? โดยแนนอน ผอู านตองประหลาดใจในการใชเวลาของ นกั เขยี นและนักศกึ ษาหลายตอหลายคนท่ีไดทุมเทความมุงม่ัน ของพวกเขาอยางเต็มความสามารถในประเด็นปญหาทาง ประวัติศาสตรหรือแนวคิดตาง ๆ ท่ีมันไดกอรางจากสาย รายงานที่ไรซึ่งความถูกตอง(เฎาะอีฟ) ท้ังยังมีความคลุมเครือ หรือสอดคลองกับอารมณใฝต่ํา ฯลฯ กระน้ันก็ตามในหมูพวก เขาก็ยงั มีความมัน่ ใจในสิ่งท่เี ขาไดทาํ นน้ั คอื ส่ิงทีด่ ีและทําใหเขา ไดบรรลุถึงแกนแทขององคความรูแลว !!! เปลาเลย...พวกเขา ทําใหประชาชาติน้ีแตกออกเปนเสี่ยง ๆ ตางหากละ และถา ผูอานถามถึงผลสัมฤทธิ์ของการศึกษาและการทุมเทความ มงุ มัน่ (ในเรอ่ื งดงั กลา ว)ของพวกเขา ผูอานก็จะไมไดรับคําตอบ ใด ๆ เลย !! อยางดีท่ีสุดที่พวกเขาจะตอบนั้นคือ “ก็เปนไปเพื่อ ความรูก็เพียงพอ !!!” แลวไหนละแกนหลักขององคความรูที่ พวกเขาตอ งยดึ มนั่ ไว ?? 10

ดงั ทไ่ี ดกลา วมาแลวในกอนหนานี้วา ในหนังสือ “เศาะ หาบะฮฺของทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลัม ” ไดมีการสาธยายถึงความสัมพันธอันแนนแฟน ระหวางทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กับ บรรดาเศาะหาบะฮฺผูมีเกียรติของทาน ซ่ึงภารกิจบางประการ ของทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม น้ันคือ การอบรมขัดเกลาผูที่ศรัทธาตอทานซึ่งพวกเขาคือกลุมชนที่ไม รูจักหนังสือ(อุมมียีน) คือผูที่อัลลอฮฺทรงใหเกียรติแกพวกเขา ดวยการศรัทธาตอทานนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และ ใหไ ดใ ชช วี ติ อยูรว มกับทาน ดังท่อี ลั ลอฮฺ ตะอาลา ไดด าํ รัสวา ‫﴿ُوَ ٱ�َّ ِ ي َ� َع َث ِ� ٱ ۡ ُ� ِّم ِّ ۧ� َن َر ُسوٗ� ِّم ۡن ُه ۡم َ� ۡت ُلواْ َعلَ ۡي ِه ۡم َءا َ�ٰتِهِۦ َو ُ� َز ّ ِ�ي ِه ۡم‬ ‫﴾ ]ﺠﻟﻤﻌﺔ‬٢ �ٖ ِ‫َ�ُعَلِّمُهُمُ ٱلۡكِ� َٰب َوَٱ� ِۡكۡمَةَ �ن � نَُواْ مِن � بَۡلُ لَ� ِض �ََٰلٖ م ُّب‬ [٢ : ความวา “พระองคทรงเปนผูแตงต้ังเราะสูลขึ้นคนหนึ่งใน หมูผูไมรูจักหนังสือจากพวกเขาเองเพ่ือสาธยายโองการ ตาง ๆ ของพระองคแกพวกเขา และทรงทําใหพวกเขาผุด ผอง และทรงสอนคัมภีรและความสุขุมคัมภีรภาพแกพวก เขา และแมวาแตกอนนี้พวกเขาอยูในการหลงผิดอยางชัด แจง กต็ าม” (อัล-มุ อุ ะฮฺ : 2) 11

ดังนั้น พวกเขาคือกลุมชนท่ีทานเราะสูลแหงความ เมตตาและแหงทางนํา ไดอ บรมสั่งสอนและขัดเกลาจิตวิญญาณ ของพวกเขา ในหนังสือเลมกอนหนาน้ีก็ไดพูดถึงความสัมพันธของ ทา นเราะสลู ผเู ปน แมทัพ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กับทหาร ของทา น ทานเราะสูลผูที่เปนแบบอยาง ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสลั ลมั กับผทู ไ่ี ดเ จริญรอยตามทา น ทา นเราะสลู ศ็อลลัลลอฮอุ ะลัยฮวิ ะสัลลัม ผูที่เปนเพื่อน บา นกับผทู ี่อยูเคียงขา งทา น ใชชีวิตอยรู ว มกบั ทา น และทานเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ผูเปน ผูนํากบั ผูทอ่ี ยูภายใตก ารปกครองของทา น เนื้อหาทไี่ ดกลาวถึงความสัมพันธอันแนนแฟน(ของทาน เราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กับบรรดาเศาะ หาบะฮฺของทาน)ที่ไดกลาวถึงในหนังสือเลมแรกนั้น ถาผูอาน ทานใดตองการศึกษาเพ่ิมเติมก็สามารถหาอานไดในหนังสือ 12

“เศาะหาบะฮฺของทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลมั ” -ยงั ไมมีฉบับแปลเปน ภาษาไทย- ผูอานคงไมมีขอสงสัยหรือขอกังขาใด ๆ ที่ทานเราะสู ลลุ ลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮวิ ะสลั ลัม น้ันเปน ผูที่ปฏิบัติภารกิจใน สิ่งที่อัลลอฮฺทรงสั่งใชใหแกทานไดดีท่ีสุด ทั้งการเผยแพรคําสอน ของศาสนา การขัดเกลาจิตวิญญาณบรรดาเศาะหาบะฮฺ และ การอบรมสั่งสอนพวกเขา ฯลฯ ซึ่งสวนหน่ึงของผลสัมฤทธิ์จาก การอบรมขัดเกลานั้นเองที่ไดผลิตอนุชนท่ีมีคุณภาพและได ก ล า ย เ ป น อั ต ลั ก ษ ณ อั น โ ด ด เ ด น ข อ ง บ ร ร ด า เ ศ า ะ ห า บ ะ ฮฺ เราะฎยิ ัลลอฮุอันฮมุ ซ่ึงเพียงพอแลวที่พวกเขาคือกลุมชนที่ดีเลิศยิ่งซึ่งถูกให อุบัติขน้ึ สาํ หรับมนุษยชาติ ดังที่อลั ลอฮฺ ตะอาลา ไดดํารสั วา [١١٠ : ‫﴾ ]آل اﺮﻤﻋن‬١ ‫﴿ تنُمۡ خَ�َۡ أُمَّةٍأُخۡر ِجَت ۡلِلنَّا ِس‬ ความวา “พวกเจาน้ัน เปนประชาชาติที่ดีย่ิงซึ่งถูกใหอุบัติ ขน้ึ สําหรับมนุษยชาติ” (สเู ราะฮฺ อาลิอิมรอน : 110) ดังนั้น ขอใหผูอานไดพินิจพิจารณาในคําดํารัส ของอัลลอฮฺ ตะอาลาน้ีเถิด (‫ )ُخۡر ِجَت ۡلِلنَّا ِس‬ใครกันท่ีเปนผูอุบัติ 13

พวกเขาขึ้นมา และทําใหพวกเขาไดรับเกียรติศักด์ินี้ ? และเชนน้ี เองดงั คาํ ดาํ รัสของอลั ลอฮฺ ตะอาลา ที่วา ‫﴿َ�َ� َٰلِكَ جَعَلۡ�َٰ�ُمۡ أُمَّ ٗة َو َس ٗطا ِّ َ� ُكنوُواْ ُهَدَآءَ � َ َٱ�َّا ِس َو َ� ُ�و َن لرَّ ُسو ُل‬ [١٤٣ : ‫َع َل ۡي ُ� ۡم َش ِهي ٗد�ۗ ﴾ ]ﺒﻟﻘﺮة‬ ความวา “และในทํานองเดียวกัน เราไดใหพวกเจาเปน ประชาชาติที่เปนกลาง เพื่อพวกเจาจะไดเปนสักขีพยาน แกม นุษยทั้งหลาย และเราะสูลก็จะเปนสักขีพยานแดพวก เจา ” (สเู ราะฮฺ อลั -บะเกาะเราะฮฺ : 143) ตามจรงิ ยังมีอายะฮฺอลั กุรอานอกี หลายตวั บทท่ีอัลลอฮฺ ทรงประทานลงมาเพ่อื พรรณนาถึงคณุ ลกั ษณะของพวกเขา ยก ยองสรรเสริญพวกเขาและกลาวถึงพวกเขา ซ่ึงกอนหนาน้ีผมก็ ไดพูดถึงทาทีบางประการของพวกเขาและอายะฮฺอัลกุรอานที่ ถูกประทานลงมายังพวกเขาไวแลว ดังนั้นจึงไมจําเปนท่ีตอง กลา วถึงมนั อีก 14

คุณลักษณะบางประการของเศาะหาบะฮฺของทานเราะสู ลุลลอฮฺ ศอ็ ลลัลลอฮอุ ะลัยฮวิ ะสลั ลมั ผูอานคงยังจาํ ไดว า บรรดาเศาะหาบะฮฺน้ันพวกเขาคือ กลุมชนท่ีมีอัตลักษณที่ไมมีกลุมชนใดเสมอเสมือน พวกเขา ไดรบั ความดีงามท่ีไมมีผูใดหลังจากพวกเขาจะไดรับอีก เพราะ พวกเขาไดรับเกียรติใหใชชีวิตอยูรวมกับทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยที่ทานไดใหการดูแล อบรม และส่ังสอนพวกเขา และดวยกับพวกเขาที่ทานนบีไดตอสูกับ บรรดาผูปฏิเสธศรัทธา และพวกเขาเองก็ใหการชวยเหลือตอ ทานนบีเชนเดยี วกัน อยา งไรกต็ าม เราขอเลือกคณุ ลกั ษณะของบรรดาเศาะ หาบะฮฺเพียงคุณลักษณะเดียวเทานั้นที่เห็นควรมาศึกษา ทํา ความเขาใจ และกลาวถึงมันเปนประเด็นหลัก ทั้งน้ีก็เพื่อให ขอมูลเหลาน้ีเปนท่ีเขาใจกันดีของพ่ีนองมุสลิมที่มีอยูในกลุม ตา ง ๆ 15

แลวทานรูหรือไมวา มันคือคุณลักษณะอะไร ? ใชแลว ..มันคือคุณลักษณะ “อัร-เราะหฺมะฮฺ” หมายถึง ความเมตตา 2 (หรอื ความรักความออ นโยน ) น้ันเอง 1FP P ทําไมตองกลาวถงึ คณุ ลักษณะนี้ ? ผูอานกําลังครุนคิดเกี่ยวกับคุณลักษณะอันมีเกียรติน้ี รวมกับผมอยูหรือไม ? แนนอนเลยทีเดียว ผูอานจะตองพบกับ เหตผุ ลอันมากมาย -โดยไมมีขอสงสัยใด ๆ อีก- ท่ีจะตองพูดถึง มัน แตอยางไรก็ตามผมก็ขอนําเสนอเหตุผลบางประการแก ผูอาน ทั้งน้ีก็เพ่ือตองการสรุปเนื้อหาในหนังสือเลมน้ีใหรวบรัด ทส่ี ดุ เหตุผลท่ีหนึ่ง...เน้ือแทของคุณลักษณะขางตนมัน เต็มไปดวยนัยตาง ๆ อยางมากมาย และในอัลกุรอานและหะ ดี ษ ข อ ง ท า น เ ร า ะ สู ลุ ล ล อ ฮฺ –ค ว า ม ศ า น ติ แ ล ะ ก า ร ส ถ า พ ร ของอัลลอฮฺจงมีแดทาน และวงศเครือญาติอันบริสุทธิ์ของทาน ตลอดจนบรรดาเศาะหาบะฮฺท่ีดีย่ิงท้ังหลาย- ก็มีการพูดถึงมัน 2 ทานอิมามอลั -กุรฏบีย เราะหิมะฮุลลอฮฺ ไดอธิบายอายะฮฺ “ۖ‫ ” ُر َ َ�آ ُء بَيۡ َن ُه ۡم‬ไววา พวกเขามี ความรกั ความออ นโยนซึง่ กนั และกนั (ตฟั สรี อัล-กุรฏบ ยี  เลม 16 หนา 293) -ผแู ปล- 16

ในการนี้เองพระผูอภิบาลของเรา สุบหานะฮุ วะตะอาลา จึง เปนผูทรงเมตตา(อัร-เราะหฺมาน) ผูทรงกรุณาปรานียิ่ง(อัร- เราะฮมี ) และอัลลอฮฺ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ไดกลาวถึงทานน บี ผูเ ปน ทร่ี กั ศ็อลลลั ลอฮอุ ะลยั ฮิวะสลั ลมั ไวว า ‫ل ِّم ۡن أَف ُن ِس ُ� ۡم َع ِز� ٌز َلَيۡهِ مَا عَنِت ُّ ۡم َحرِ� ٌص َعلَ ۡي ُ�م‬ٞ ‫﴿ َل َق ۡد َجآ َء ُ� ۡم َر ُسو‬ [١٢٨ : ‫﴾ ]ﺘﻟﻮ�ﺔ‬١ ‫م‬ٞ ‫ف َّ ِحي‬ٞ ‫بِٱلۡ ُم ۡؤ ِمنِ َ� َر ُءو‬ ความวา “แทจริงมีเราะสูลคนหน่ึงจากพวกทานเองไดมา หาพวกทานแลว เปนท่ีลําบากใจแกเขาในส่ิงท่ีพวกทาน ไดรับความทุกขยาก เปนผูหวงใย เปนผูเมตตา ผูกรุณา สงสาร ตอบรรดาผูศ รทั ธา” (สเู ราะฮฺ อัต-เตาบะฮฺ : 128) และทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เองกไ็ ดกลา ววา [٢٣١٨ ‫ ومﺴﻠﻢ ﺑﺮﻗﻢ‬،٥٩٩٧ ‫» َﻣ ْﻦ َﻻ ﻳَ ْﺮ َﺣ ُﻢ َﻻ ﻳُ ْﺮ َﺣ ُﻢ« ]ﺒﻟﺨﺎري ﺑﺮﻗﻢ‬ ความวา “ผูใดไมเมตตา (ตอผูอ่ืน) เขาก็จะไมไดรับการ เมตตา(จากอัลลอฮฺ)” (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย หมายเลข : 5997 และมสุ ลมิ หมายเลข : 2318) 17

ซง่ึ การกลา วถึงเน้ือแทของคุณลักษณะน้ีน้ันเปนเร่ืองที่ ยืดยาวอยางยิ่ง และหลักฐานท่ีกลาวถึงมันก็มีอยางมากมาย แตก ระน้ันเองกเ็ ปน สง่ิ ทีผ่ ูอานรดู ีอยแู ลว เหตุผลที่สอง... อัลลอฮฺ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ได ทรงคดั เลือกคุณลักษณะนี้ในการยกยองและเทิดเกียรติบรรดา เศาะหาบะฮฺของทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลัม ซ่ึงการคัดเลือกคุณลักษณะน้ีเปนการเฉพาะนั้นมัน มเี หตผุ ล(หกิ มะฮฺ)และมีประโยชนอยางลึกซ้ึงเปนอยางย่ิง และ หน่ึงในความมหัศจรรยของอัลกุรอานในศาสตรดานความรูก็ คอื การไดพรรณนาถงึ พวกเขาดว ยกับคณุ ลักษณะน้ี ซึ่งผูใดก็ตามที่พินิจพิจารณาถึงคุณลักษณะน้ีเขาก็จะ พบกับความมหัศจรรยของอัลกุรอานไดอยางประจักษชัด เ พ ร า ะ ห ลั ก ฐ า น ท่ี ร ะ บุ เ จ า ะ จ ง ว า บ ร ร ด า เ ศ า ะ ห า บ ะ ฮฺ มี คุณลักษณะอัรเราะหฺมะฮฺหรือความรักความเมตตาน้ันมันได ปรากฏขึ้นจรงิ ระหวางพวกเขากนั เอง 18

แลวทําไมอัลลอฮฺถึงตองกลาวถึงคุณลักษณะนี้เพียง คณุ ลกั ษณะเดยี วเทา นนั้ ? ก็เพราะคุณลักษณะน้ีจะเปนขอหักลางในทุกขอครหา ทแี่ มย งั ไมปรากฏใหเห็นหรือยังไมมีการบันทึกในหนังสือตาง ๆ (ในชวงเวลากอนที่คุณลักษณะน้ีจะถูกกลาวถึง -ผูแปล-) แต มันก็ไดปรากฏใหเห็นภายหลังจากนั้นท่ีมีนักประวัติศาสตร หลายคนไดบันทึกเร่ืองราว(ท่ีเปนการใสไคลบรรดาเศาะ หาบะฮ-ฺ ผแู ปล-) อลั ลอฮฺเทานัน้ ท่ที รงรดู ยี ่งิ อัลลอฮฺ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ไดดาํ รัสวา �‫َّ﴿دّٗا َُ ريََّبسُۡتَوغُلُو نٱَ� َفَِّۡضۚ ٗو�َٱ َم�ِّّننيََِ ٱ �مََّ َعِه ُوۥَٓرِأَضشِۡ�دََّآٰنءُٗا ۖ� س َِيم ََاٱهلُۡكمُۡف ّ�َِا ِروُجُرُ َوهَ�ِآهُِءمَ يمۡنَِّهُنمۡۡۖ �ت ثََرَرَٮِٰ ٱهُلمۡس ّرُُكَُّج ٗوعدِا‬ َ ‫َك َز ۡر ٍع‬ ۡ ‫َو َم َث ُل ُه ۡم‬ ‫َ َٔ�ا َز َر ُهۥ‬ ‫َش ۡ َٔ� ُهۥ‬ ‫ۡخ َر َج‬ ‫أ‬ ‫ٱ ِ� ِ�ي ِل‬ �ِ �ِ‫َٰلِكَ مَثَلُهُمۡ �ِ ٱ�َّ ۡو َرٮٰة‬ [َُ ٢ّ ٩�‫ٱ‬: َ‫فَّ﴾ار]َﻟۗا وﻔَﺘعَدﺢ‬٢ُ‫َّفٱنيِ َۡس َتءظََا مفََنٱُسوۡاتَْ ووََ َىعمِٰ ل�ُواََْ ٰٱل �سَُوقّٰلِِه�ِ ٰۦ َت�ُِ عمِۡجنِۡبهُُ مٱ لمزَُّ ّۡغر ِفَّ َار ٗةعَ َو�أَِ ۡجغًَِرياظَ َعب ِِظهِيم َُمۢ �ٱلۡك‬ ความวา “มุหัมมัดเปนศาสนทูตของอัลลอฮฺ และบรรดาผู ท่ีอยูรวมกับเขา เปนผูเขมแข็งกลาหาญตอพวกปฏิเสธ ศรัทธา เปนผูเมตตาสงสาร(หรือมอบความรักความ ออนโยน)ระหวางพวกเขาเอง เจาจะเห็นพวกเขาเปนผูรู กอู ฺ ผูส ุดู โดยแสวงหาคุณความดีจากอัลลอฮฺและความ 19

โปรดปราน (ของพระองค) เครื่องหมายของพวกเขาอยู บนใบหนาของพวกเขาเนื่องจากเราะงรอยแหงการสุูด น่ันคืออุปมาของพวกเขาที่มีอยูในอัตเตารอต และอุปมา ของพวกเขาท่ีมีอยูในอัล-อินญีล ประหน่ึงเมล็ดพืชที่งอก หนอหรือก่ิงกานของมันออกมาแลวทําใหมันงอกงาม แลวมันก็เติบโตแข็งแรงและทรงตัวอยูไดบนลําตนของ มัน นําความปล้ืมปติมาใหแกผูหวาน เพ่ือที่พระองคจะ กอความโกรธแคนแกพวกปฏิเสธศรัทธาเพราะพวกเขา (มุสลิมีน) และอัลลอฮฺทรงสัญญาแกบรรดาผูศรัทธาและ กระทําความดที ้งั หลายในหมูพวกเขาวาจะไดรับการอภัย โทษและรางวัลอนั ใหญหลวง” (สเู ราะฮอฺ ัล-ฟต หฺ : 29) เหตุผลท่ีสาม... การยืนยันถึงขอเท็จจริงที่วาบรรดา เศาะหาบะฮฺของทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลัม มีความรักความออนโยนซ่ึงกันและกัน และ คุณลักษณะของความรักความออนโยนก็ไดฝงลึกอยูในกนบึ้ง ของหัวใจพวกเขาอยางมั่นคงน้ัน จะเปนการหักลางขอ คลมุ เครือและเรื่องเลา ปรมั ปราท่ีพยายามฉายภาพบรรดาเศาะ หาบะฮฺของทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม 20

น้ันเปนกลุมชนที่ปาเถื่อนโหดรายตอพวกเขากันเอง และการ เ ป น ศั ต รู กั น ร ะ ห ว า ง พ ว ก เ ข า นั้ น ไ ด ป ร า ก ฏ ใ ห เ ห็ น อ ย า ง ดาษดืน่ !!! โดยแนนอน หากตัวผูอานมีความมั่นใจอยางม่ันคง แลววาบรรดาเศาะหาบะฮฺน้ันมีความรักความออนโยนซึ่งกัน และกัน และความมั่นใจนี้ก็ไดถูกฝงลึกอยูในกนบึ้งของหัวใจ แลว หัวใจของผูอานก็ยอ มจะมีแตความสงบสุข และมันก็จะไม มีความเคียดแคนใด ๆ ตอผูท่ีอัลลอฮฺทรงส่ังใชใหวิงวอนขอดุ อาอต อพวกเขา ดังที่อลั ลอฮฺ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ไดด าํ รสั วา ‫﴿ َ�ّ نيَِ جَآءُو مِنۢ � َعۡدِ ِهمۡ �َقُ ولُونَ رَ َ� نَّا ٱغۡفِرۡ � ََا وَ ِ�ِخۡ� َٰنِنَا ٱ�َّ ِ ي َن َس َب ُقن َوا‬ ١ ‫ رَّ ِحي ٌم‬ٞ‫ِۡي َ�ٰنِ وَ�َ �َۡع ل َۡ �ِ قُلُو�ِنَا غِ�ّّٗ ِل� َِّ نيَ َءم َانُواْ رَ�َّنَآ إِنَّكَ رَءُوف‬ [١٠ : ‫]ﺮﻟﺸ‬ ความวา “และบรรดาผูที่มาหลังจากพวกเขาโดยพวกเขา กลาววา ขาแตพระเจาของเราทรงโปรดอภัยใหแกเรา และพี่นองของเราผูซ่ึงไดศรัทธากอนหนาเรา และขอ พระองคอยาไดมีการเคียดแคนเกิดข้ึนในหัวใจของเรา ตอ บรรดาผูศรัทธา ขาแตพระเจาของเราแทจริงพระองค 21

ทา นเปน ผูทรงเอ็นดู ผทู รงเมตตาเสมอ” (สเู ราะฮฺ อัล-หัชรฺ : 10) เหตุผลท่ีส่ี... หลักเกณฑบางประการที่นักคนควาทุก คนตองมีนั้นคือ การใหความสําคัญในเร่ืองตัวบทหลักฐาน(มะ ตัน)และสายรายงาน(อิสนาด) และการศึกษาในตัวบทที่ถูก รายงานท่ีมีการพิสูจนถึงความถูกตองในสายรายงานของมัน แลว หลังจากน้ันก็นํามาพจิ ารณาเปรียบเทียบกับตัวบทของอัล กุรอานและหลักเกณฑ(อุศูล)ตาง ๆ ที่มีอยูในศาสนาอิสลาม รวมถึงการรวบรวมสายรายงานทั้งหมดที่เกี่ยวของในประเด็น เดียวกัน ดังกลาวน้ีเองท่ีถือเปนกระบวนการศึกษาคนควาของ บรรดาผรู ูท กุ คน ดวยเหตุนี้ จึงมีความจําเปนท่ีตองเอาใจใสในกระบวนน้ีตอ การศึกษาเรื่องราวท่ีถูกบันทึกในหนังสือทางประวัติศาสตร แต เปนที่นาเสียใจอยางย่ิงที่เรื่องการศึกษาสายรายงาน(อิสนาด) นั้นเปนท่ีละเลยของนักคนควาหลายคน เพียงแคเร่ืองราว(โดย ไมมีสายรายงาน)ถูกบันทึกในหนังสือทางประวัติศาสตรและ วรรณคดีก็เปนอันเพียงพอแลวสําหรับพวกเขา!! แตสําหรับอีก 22

กลุมหนึ่งที่เขมงวดในเร่ืองสายรายงานแตก็กลับละเลยในการ พิจารณาตัวบทวามีความสอดคลองกับอัลกุรอานมากนอยแค ไหน ??? กอ นทผ่ี อู านจะตัดสินและรีบรอนในการกลาวหาหรือหุ กุมในส่ิงท่ผี อู านไดสะสมไวใ นตวั ท่มี นั เก่ียวของกับเรื่องราวทาง ประวัติศาสตร รวมท้ังขอมูลและความรูสึกท่ีไมดีทั้งหมดที่ ผูอานมีอยู (เชน ขอมูลที่ผูอานไดรับมาจากหนังสือที่ไดฉาย ภาพวาบรรดาเศาะหาบะฮฺกับอะฮฺลุลบัยตฺนั้นมีความเคียด แคนและเปนศัตรูกัน -ผูแปล-) ผมขอใหผูอานคอย ๆ อาน หลักฐานตาง ๆ ท่ีผมจะนําเสนอถึงมัน ณ ที่น้ี ซ่ึงมันอาจจะไม เปนท่ีคุนเคยมากนักสําหรับผูอาน แตมันมีความชัดเจน มี ความถูกตอง และมีความหนักแนนในแงของความหมายและ การบงช้ีถึงนัยตาง ๆ ไดเปนอยางดี เพราะมันเปนหลักฐานที่ อ า ง ถึ ง สิ่ ง ท่ี มั น เ กิ ด ข้ึ น ท่ี ส า ม า ร ถ สั ม ผั ส แ ล ะ รั บ รู ถึ ง มั น ไ ด เชนเดียวกันความหนักแนนของหลักฐานที่มาจากอัลกุรอาน ซ่ึงน่คี ือ อายะฮสฺ ดุ ทายของสูเราะฮอฺ ลั -ฟตหฺ ‫﴿ ّ ََُّسُولُ ٱ�َِّۚ وَٱ�َّ نِيَ َمعَهُۥٓ أَشِدَّآءُ �َ ٱَلۡكُفَّارِ رُ َ�َآءُ بَيۡنَهُمۡۖ تَرَٮ ٰهُمۡ رُكَّ ٗعا‬ �‫ُجَّ ٗدا َي ۡب َتونَ فَ ۡض ٗ� مِّنَ ٱ�َِّ وَرِضۡ� َٰنٗاۖ سِيمَاهُمۡ �ِ وُجُوهِهِم مِّنۡ � ثَ رَِ ٱلس ُّ ُجو ِد‬ 23

َ‫ ُ[ۥ‬٢‫ر ُّه‬٩َ �‫ َٱز‬: َ‫َفشَ ّۡ﴾ا َ�ٔر]َ ُﻟهۗا ۥوﻔَﺘَعَ َ�ٔدﺢا‬٢ُ‫َّفَٰلٱنِيِ ۡكَسَ َتء َمۡغاَمَلثَََنلُظُوهاَُْف مٱوَۡۡ َعسم� َتِِل َوُٱوى�اَّْٰ ۡٱولََ�ر ََٮٰٰ� ِة�ّٰلُِسَو�ق َموِٰ َثَتهِلُِ ۦُهم ُِۡم�ن ۡعِۡه�ُِجمٱ ُۡمبَِ�ّلۡغٱ ِ�ِفَّي َار ِٗةعلَ َو�َأَكِ َۡزجغًَِۡررياظٍَع َعبَأ ِِظ ۡهِيخم ََُمۢر �ٱ َلجۡك‬ ความวา “มุหัมมัดเปนศาสนทูตของอัลลอฮฺ และบรรดาผู ท่ีอยูรวมกับเขา เปนผูเขมแข็งกลาหาญตอพวกปฏิเสธ ศรัทธา เปนผูเมตตาสงสารระหวางพวกเขาเอง เจาจะ เห็นพวกเขาเปนผูรูกูอฺ ผูสุูด โดยแสวงหาคุณความดี จากอัลลอฮฺและความโปรดปราน (ของพระองค) เครื่องหมายของพวกเขาอยูบนใบหนาของพวกเขา เนื่องจากเราะงรอยแหงการสุูด นั่นคืออุปมาของพวก เขาที่มีอยูในอัตเตารอต และอุปมาของพวกเขาที่มีอยู ในอัล-อินญีล ประหนึ่งเมล็ดพืชท่ีงอกหนอหรือกิ่งกาน ของมันออกมาแลวทําใหมันงอกงาม แลวมันก็เติบโต แข็งแรงและทรงตัวอยูไดบนลําตนของมัน นําความ ปลื้มปติมาใหแกผูหวาน เพื่อท่ีพระองคจะกอความโกรธ แคนแกพวกปฏิเสธศรัทธาเพราะพวกเขา (มุสลิมีน) และอัลลอฮฺทรงสัญญาแกบรรดาผูศรัทธาและกระทํา ความดีทั้งหลายในหมูพวกเขาวาจะไดรับการอภัยโทษ และรางวัลอนั ใหญหลวง” (สูเราะฮฺอัล-ฟต หฺ : 29) 24

และอัลลอฮฺ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ไดดาํ รสั อีกวา ‫﴿ٱ�َِّينَ جَآءُو مِنۢ �َعۡدِهِمۡ �َقُولُونَ رَ�َّ َنا غ ۡٱ ِف ۡر ََا وَ ِ�ِخۡ� َٰنِنَا ٱ�َّ ِ ي َن َس َب ُقن َوا‬ ﴾١ ‫ رَّ ِحي ٌم‬ٞ‫ِۡي َ�ٰنِ وَ�َ �َۡع ل َۡ �ِ قُلُو�ِنَا غِ�ّّٗ ِل� َِّ نيَ َءم َانُواْ رَ�َّنَآ إِنَّكَ رَءُوف‬ [١٠ : ‫]ﺮﻟﺸ‬ ความวา “และบรรดาผูท่ีมาหลังจากพวกเขาโดยพวกเขา กลาววา ขาแตพระเจาของเราทรงโปรดอภัยใหแกเรา และพี่นองของเราผูซ่ึงไดศรัทธากอนหนาเรา และขอ พระองคอยาไดมีการเคียดแคนเกิดขึ้นในหัวใจของเรา ตอ บรรดาผูศรัทธา ขาแตพระเจาของเราแทจริงพระองค ทา นเปนผูทรงเอน็ ดู ผูท รงเมตตาเสมอ” (สเู ราะฮฺ อัล-หัชรฺ : 10) ข อ ใ ห อ า น อ า ย ะ ฮฺ เ ห ล า นี้ แ ล ะ พิ นิ จ พิ จ า ร ณ า ใ น ความหมายของมันเถิด โอผทู อี่ ัลลอฮทฺ รงใหค วามคุมครอง 25

บทที่หน่งึ ขอ บง ชเี้ รื่องความสมั พันธในดา นการตั้งชอ่ื ช่ือเปนตัวบงชี้สิ่งที่ถูกต้ังช่ือนั้นๆ และดวยกับชื่อ น้ันเองที่จะแยกแยะคนคนหนึ่งคนกับอีกคนได จึงทําใหการต้ัง ช่ือนั้นไดกลายเปนธรรมเนียมปฏิบัติของผูคนโดยทั่วไป ดังนั้น คนท่มี สี ติปญ ญาก็จะไมมขี อสงสัยใด ๆ ในความสําคัญของช่ือ เพราะดวยกับชื่อที่ทําใหรูวาเด็กที่เกิดมานั้นเปนคนละคนกับพี่ นองของเขาและกับคนอ่ืน ๆ และชื่อของแตละคนก็กลายเปนที่ รูกันท้ังตัวของเขาเอง ลูกหลานของเขา และคนที่มาภายหลัง จากเขา ซ่ึงแมวาคนแตละคนจะตองเสียชีวิตแตช่ือของเขาก็ ยังคงมอี ยู “ชื่อ” หรือ “อัล-อิสมุ” มีรากศัพทมาจากคําวา “อัส- สุมูวฺ” หมายถึง ความสูงสง หรือมาจากคําวา “อัล-วัสมุ” หมายถึง เครือ่ งหมายหรือสญั ลักษณ ซ่ึงท้ังสองความหมายเปนการบงช้ีถึงความสําคัญของ ช่ือสาํ หรับทุกคนที่เกดิ มา 26

ความสําคัญของช่ือสําหรับคนท่ีเปนพอน้ันยอมเปนท่ี รับรูกันเปนอยางดี เพราะมันเปนการบงช้ีถึงศาสนาและ สติปญญาของเขาเอง เม่ือเปนเชนน้ีผูอานเคยไดยินชาวคริสต หรือชาวยิวตั้งช่ือลูกของเขาวา มุหัมมัด –ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลัม – บา งหรอื ไม ? หรือผอู านเคยไดยินชาวมุสลิมต้งั ชื่อลกู ของพวกเขาวา “อลั -ลาต” หรือ “อลั -อซุ ซา” บา งหรอื ไม ? ถาจะมกี ค็ งเปนคนที่ ผดิ ปรกติอยางแนนอน ดังนั้นลูกจึงมีขอเกี่ยวพันกับคนที่เปนพอของเขาในแง ของชื่อ ซึ่งคนท่ีเปนพอและสมาชิกในครอบครัวก็จะเรียกลูก ของพวกเขาดว ยกบั ชื่อทพ่ี วกเขาไดต ั้งไว ซึ่งมีคนไมใชนอยที่จะ ใชชื่อของคนคนหน่ึงในการทําความรูจักกับครอบครัวของเขา ดงั ท่ผี ูค นในอดีตกจ็ ะมกี ารถามกนั วา “ทานช่ืออะไร ฉันจะได 3 รูวา พอของทานคือใคร” 2PF P ความสําคัญของช่ือในอิสลาม เพียงพอแลวที่จะ รับรูถึงความสําคัญของช่ือดวยกับการใหความสําคัญของ 3 ดูในหนังสือ “ตสั มยี ะฮฺ อลั -เมาลูด โดยอัล-ลามะฮฺ อชั -ชัยคฺ บักรฺ บนิ อับดุลลอฮฺ อบูซยั ดฺ” 27

หลักการศาสนาตอช่อื ตาง ๆ ซึ่งเคยปรากฏวาทานเราะสูลุลลอ ฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เคยเปล่ียนช่ือบรรดาเศาะ หาบะฮฺท้ังชายและหญิงหลายคนดวยกัน ใชแตเทานั้นทาน เราะสูลุลลอฮฺ ศอ็ ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ยังเปลี่ยนชื่อเมือง ที่ทานอาศัยอยูซ่ึงเดิมทีมีช่ือวา “ยัษริบ” เปน “มะดีนะฮฺ อัล-มุ เนาวะเราะฮฺ” และทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลัม เองก็ไดหามต้ังชื่อวา “มะลิกัลอัมลาก” และช่ือท่ี คลายคลึงกันน้ี ดังท่ีทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลัม ไดกลา ววา ‫» َأ ْﺧ َ� ا َﻷ ْﺳ َﻤﺎ ِء ﻳَ ْﻮ َم ﻟا ِﻘ َﻴﺎ َﻣ ِﺔ ِﻋﻨْ َﺪ � ّ َِ َر ُﺟ ٌﻞ َﺴَ� َّ َم ِﻠ َﻚ ا َﻷ ْم َﻼ ِك« ]ﺒﻟﺨﺎري‬ [٢١٤٣ ‫ ومﺴﻠﻢ ﺑﺮﻗﻢ‬،٦٢٠٥ ‫ﺑﺮﻗﻢ‬ ความวา “ช่ือที่ตํ่าตอยที่สุด ณ อัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะ ตะ อาลา ในวันกิยามะฮฺ คือผูที่มีช่ือวา “มะลิกัลอัมลาก” – กษัตริยของกษัตริยทั้งหลาย-” (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย หมายเลข 6205 และมุสลมิ หมายเลข 2143) และทานเราะสลู ลุ ลอฮฺ ผเู ปนท่ีรัก ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไดแนะนําใหต้ังชื่อวา “อับดุลลอฮฺ” และ “อับดุรเราะหฺมาน” 28

และที่คลายคลึงกันน้ี ท้ังน้ีก็เพ่ือใหคนท่ีมีชื่อเชนนั้นจะไดมี ความรูสึกของการเปนบาวที่ดีของอัลลอฮฺ สุบหานะฮุ วะตะอา ลา เชนเดียวกันจะทําใหคนคนนั้นไดเคารพสักการะตออัลลอฮฺ สุบหานะฮุ วะตะอาลา เพียงผูเดียว ดังที่ทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮอุ ะลยั ฮวิ ะสลั ลมั ไดกลาววา «‫ﺮَّﻤ ْ َﺣ ِﻦ‬ ‫َو َ�ﺒْ ُﺪ‬ ‫َ�ﺒْ ُﺪ‬ َ ‫أَ ْﺳ َﻤﺎﺋِ ُ� ْﻢ‬ َّ ‫أََﺐ‬ َّ ‫»ِن‬ [٢١٣٢ ‫ﺑﺮﻗﻢ‬ ‫]مﺴﻠﻢ‬ ‫ﷲ ِا‬ ‫ﷲ ِا‬ ‫ﻰِﻟ‬ ความวา “ช่ืออันเปนที่รักยิ่งของพวกเจา ณ ที่อัลลอฮฺน้ัน คือ อับดุลลอฮฺ(บาวของอัลลอฮฺ) และอับดุรเราะหฺมาน (บา วของผูทรงเมตตา)” (บันทกึ โดย มุสลมิ หมายเลข 2132) ซึ่งทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ของเรามีความชอบใจเปนอยางย่ิงตอช่ือที่มีความหมายท่ีดี และทานเองก็หวังวาชื่อที่ดีน้ันจะนําพาไปสูความดีงาม เชนเดียวกัน โดยท่ีเรื่องน้ีเปนที่รับรูกันดีวาเปนสวนหนึ่งจาก แบบฉบบั ของทา นเราะสลู ุลลอฮฺ ศอ็ ลลัลลอฮุอะลัยฮวิ ะสัลลมั ในหมูนักวิชาการดานอุศูลและดานภาษาไดเห็นพอง กนั วา “ชื่อ” นั้นมันสามารถบงชี้ถึงนัยตาง ๆ อยางมากมาย ซ่ึง ในประเด็นของชื่อและประเด็นอ่ืน ๆ ท่ีเกี่ยวของกันนี้ไดมี 29

นักวิชาการหลายทานดวยกัน -เราะหิมะฮุลลอฮฺ- ที่ไดศึกษา และยอยเปนประเด็นตาง ๆ อยางมากมาย ดังท่ีมีปรากฏใน หนังสือดานหลักภาษาอาหรบั และอุศูลฟกฮฺ สตปิ ญญาจะรบั ไดหรือไม ?!! ผอู านอยา เพิ่งรีบรอ นและอยาประหลาดใจ เรามาอาน และตอบคําถามเหลา น้ดี ว ยกนั : ผูอ า นจะตง้ั ชื่ออะไรใหล ูก ? ผอู านจะเลอื กชื่อที่ชื่นชอบ ที่ผูเปนแมของเด็กชื่อชอบ และที่ครอบครัวของเด็กชื่นชอบ หรือผูอา นจะต้ังช่ือลกู ดวยกบั ชื่อของคนทีเ่ ปนศัตรูกับผูอาน ? – สบุ หานัลลอฮฺ- อัลลอฮทฺ รงบรสิ ุทธ์ยิ งิ่ !! เราทุกคนตางก็เลือกช่ือดวยตัวของเราเองและชื่อน้ันมันก็บง บอกถึงนัยท่ีมีอยูในตัวของเรา แตสําหรับบรรดาผูท่ีดีเลิศที่สุด ในหมูผูคน -น่ันคืออะฮฺลุลบัยตฺ- เรากลับปฏิเสธสิทธิในเร่ืองน้ี ของพวกเขา ดวยการท่ีเรากลาววา “เปลาเลย พวกเขาไดเลือก ชื่อลูก ๆ ดวยกบั เหตผุ ลทางการเมอื งหรือมนี ัยทางสังคมเทาน้ัน พวกเขาไมไดเลือกช่ือเหมือนคนท่ัวไปเขาไดเลือกกัน และการ เลือกช่ือสําหรับพวกเขาก็ไมไ ดม นี ัยใด ๆ เลย ?!!” 30

อนุชนท่ีมีความเฉลียวฉลาดท้ังยังเปนแกนนําของ ประชาชาติน้ี และเปนกลุมชนท่ีมีเกียรติในเชื้อสายวงศตระกูล พวกเขาไดปฏิเสธในสิทธิข้ันพ้ืนฐานของความเปนมนุษย พวก เขาไมอ นุญาตใหต ั้งช่ือลูกของตัวเองดวยกับชื่อของผูที่พวกเขา รักและดวยกับช่ือของพ่ีนองพวกเขา ท้ังน้ีเพื่อใหเปนที่ยอมรับ ในเกียรติศักดิ์ของพวกเขาและความรักที่พวกเขามีอยู แตพวก เขากลับต้ังชื่อลูกบางคนดวยกับชื่อศัตรูของพวกเขา ผูอานจะ เช่ือเรอื่ งนห้ี รือไม ?? (พวกเขากลาวอีกวา) ทานก็รูดีวาการต้ังชื่อนั้น(เชนต้ัง ชือ่ ลูกวา อบบู ักร อมุ ัร อาอิชะฮฺ ฯลฯ -ผูแปล-)ไมไดต้ังใหแคคน เดียวแตต้ังชื่อใหลูก ๆ หลายคน และชวงท่ีต้ังช่ือก็ไมใชชวงที่ ลมื เลือนความเปนศัตรไู ปนานแลว แตเ ปนชวงเวลาท่ีความเปน ศตั รูนัน้ ยังคงปะทอุ ยู –นค่ี ือสิ่งท่พี วกเขากลา วอา ง- แตเราขอกลาววา : เปลาเลย...พวกเขาต้ังชื่อลูกในชวงท่ีพวก เขามีความรกั ใครกลมเกลยี วกนั ดอี ยูตางหากละ และนี่ถือเปนประเด็นสําคัญท่ีตองมีการศึกษาให เขาใจและใหความสําคัญตอมัน เพราะมันเปนประเด็นที่มีการ บงช้ีถึงนัยตาง ๆ อยางมากมาย และในตัวมันก็เปนขอหักลาง 31

ตอ เร่ืองราวปรมั ปราและขอคลุมเครือตาง ๆ รวมถึงเร่ืองเลาอัน เพอเจอ (ท่ีเก่ียวของกับความสัมพันธระหวางบรรดาเศาะ หาบะฮฺกับอะฮฺลุลบัยตฺ -ผูแปล-) และมันเองก็ยังสามารถดึง อารมณความรูสึกและโนมนาวใหคนที่มีสติปญญาไดยอมรับ โดยท่ีเขาไมสามารถที่จะเห็นแยงหรือตีความในนัยอื่น ๆ ไดอีก เลย มาถงึ ณ จดุ นผ้ี มขอสรุปใหผ ูอา นดงั น้ี : ทานสัยยิดินาอะลี บินอบีฎอลิบ อะลัยฮิสลาม ดวยกับ ความรักของทานที่มีตอบรรดาเคาะลีฟะฮฺท้ังสามทานแรก อยางย่ิงยวด ทานจึงต้ังชื่อลูกบางคนของทานดวยกับช่ือพวก เขา ดงั น้ี - ทานอบูบักรฺ บินอลี บินอบีฏอลิบ เสียชีวิต (ชะฮีด)ในเหตกุ ารณกัรบะลาอพรอ มกับพี่ชายของ ทานน้ันคือทานอัล-หุสัยนฺ ความศานติและการ สถาพรจงมแี ดพ วกทานและทานปูของพวกทาน – ศอ็ ลลัลลอฮอุ ะลยั ฮิวะสัลลมั – 32

- ทานอุมัร บนิ อลี บินอบีฏอลิบ เสียชีวิต(ชะฮีด) ในเหตุการณกัรบะลาอพรอมกับพี่ชายของทาน นั้นคือทานอัล-หุสัยนฺ ความศานติและการสถาพร จงมีแดพวกทานและทานปูของพวกทาน – ศ็อลลลั ลอฮอุ ะลัยฮิวะสลั ลัม – - ทานอุษมาน บินอลี บินอบีฏอลิบ เสียชีวิต (ชะฮีด)ในเหตกุ ารณกัรบะลาอพรอมกับพี่ชายของ ทานน้ันคือทานอัล-หุสัยนฺ ความศานติและการ สถาพรจงมีแดพ วกทานและทานปูของพวกทาน – ศ็อลลัลลอฮุอะลยั ฮวิ ะสัลลมั – สวนทานอัล-หะสัน บินอลี บินอบีฏอลิบ ก็ไดต้ัง ชื่อลูกของทานวา ทานอบูบักรฺ บินอัล-หะสัน , ทานอุมัร บินอัล-หะสัน , ทานฏ็อลหะฮฺ บินอัล-หะสัน , ซ่ึงทั้งหมด เสยี ชวี ิต(ชะฮีด)พรอมกับทานอาของทานนั้นคือทานอัล-หุสัยนฺ อะลัยฮิสลาม ทานอัล-หุสัยนฺ อะลัยฮิสลาม เองก็ไดตั้งชื่อลูกของ ทานวา ทานอมุ ัร บินอลั -หุสยั นฺ 33

ใชแตเทาน้ัน ผูนําของบรรดาตาบิอีนนั้นคือทานอลี บินอัล-หุสัยนฺ ซัยนุลอาบิดีน อะลัยฮิสลาม อิมามคนท่ีส่ี (ตามหลักความเชื่อของชีอะฮฺ -ผูแปล-) ก็ไดต้ังชื่อลูกสาวของ ทานวา ทานหญิงอาอิชะฮฺ และไดตั้งช่ือลูกชายของทานวา ทา นอมุ ัร ทง้ั นยี้ ังมีลูกหลานของพวกเขาภายหลังจากนั้นอีก(ที่ มีการตั้งช่ือลูกดวยกับช่ือของบรรดาเศาะหาบะฮฺผูมีเกียรติ 4 เราะฎยิ ัลลอฮุอันฮุม) PF3 P นอกจากน้ีวงศเครือญาติของทานนบี(อะฮฺลุลบัยตฺ)(ก็ มีการต้ังชื่อลูกดวยกับช่ือของบรรดาเศาะหาบะฮฺเชนเดียวกัน) เชนลูกหลานของทานอัล-อับบาส บินอับดุลมุฏฏอลิบ ลูกหลานของทานญะอฺฟร บินอบีฏอลิบ ทานมุสลิม บินอะกีล และทานอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งในหนังสือเลมน้ีคงไมใชที่จะมา กลา วถึงรายชื่อตาง ๆ ของพวกเขาท้ังหมด แตเพียงแคตองการ ชี้ใหเห็นถึงสิ่งที่อยากใหผูอานไดเขาใจเทานั้นเอง ซ่ึงกอนหนา 4 ดูในหนังสือ กัชฟุลฆุมมะฮฺ (2/334), อัล-ฟุศูล อัล-มุฮิมมะฮฺ (283), ใชแตเทาน้ันบรรดาอิ มามทั้งหมด(ท่ีชาวชีอะฮฺใหการยอมรับและเชื่อถือ) ทานก็จะพบวาพวกเขาไดใชช่ือเหลานี้ เปน ช่ือลกู หลานของพวกเขา ซ่ึงนักวิชาการของชาวชีอะฮฺเองก็มีการพูดถึงในเรื่องนี้ และได ระบุชอื่ ดงั กลา วในเยาว อฏั ฏิฟ (17-185) ทานสามารถดูตัวอยางไดในหนังสือ อิอฺลาม อัรรอ วยี  โดยฏอ็ บบรอสยี  (203) อลั -อิรชาด โดยมฟุ ด (186) และตารีค อลั ยะอฺกบู ีย( 2/213) 34

นี้ผมเองก็ไดกลาวถึงลูก ๆ ของทานอลี ทานอัล-หะสัน และ ทานอัล-หุสัยน อะลยั ฮมิ ุสลาม ไวแ ลว วิพากษ : ชีอะฮฺบางคนอาจจะปฏิเสธในเรื่องท่ีทานอลีและลูก ๆ ของทา น อะลัยฮิมุสลาม ไดต้ังชื่อลูก ๆ ของพวกเขาดวยกับช่ือ ของบรรดาเศาะหาบะฮฺ ซึ่งน่ีเองคือผลของคนที่ไมมีความรูใน เร่ืองการสืบเช้ือสายวงศตระกูลและนัยของชื่อตาง ๆ และเปน คนทไี่ มคอยมีโอกาสในการศึกษาตํารับตําราตาง ๆ แตอยางไร ก็ตาม “อลั หมั ดุลิลลาฮ”ฺ ท่พี วกเขามจี าํ นวนที่นอ ยนดิ มาก ตามจริงในเร่ืองนี้ อิมามผูอวุโสหลายตอหลายคนและ นักวิชาการท่ีเปนชาวชีอะฮฺเองก็มีการหักลางการปฏิเสธของ พวกเขาแลว เพราะหลักฐานที่ช้ีใหเห็นถึงการมีช่ือเหลานั้นมัน ไดปรากฏใหเห็นจริงจากลูกหลานของพวกเขาตามที่มีระบุใน หนังสือที่ชาวชีอะฮฺใหการยอมรับ กระท่ังเรื่องราวท่ีถูกบันทึก ในชวงเหตุการณโศกนาฏกรรมกัรบะลาอก็มีการบันทึกไววา ในจํานวนผทู เ่ี สยี ชีวิต(ชะฮีด)พรอมกับทานอิมามอัล-หุสัยนน้ัน คือ ทานอบูบักรฺ บินอลี บินอบีฏอลิบ และอีกคนหน่ึงคือ ทา 35

นอบูบักรฺ บินอัล-หะสัน บินอลี อะลัยฮิมุสลาม และทานอ่ืน ๆ ทีไ่ ดก ลาวมาแลว ในกอนหนา น้ี พวกเขาเหลาน้ันไดเสียชีวิต(ชะฮีด)พรอมกับทานอัล- หุสัยนฺ ซ่ึงชีอะฮฺเองก็ไดระบุไวในหนังสือของพวกเขา ฉะนั้น ทานจะกลาวไมไดวา : การที่ผูอานไมเคยไดยินชื่อเหลานั้นใน พิธไี วอ าลัยแกท า นอลั -หสุ ยั น(ฺ อลั -หสุ ัยนยี าต)ในวันอาชูรอ แลว ถือวาการท่ีไมมีใครกลาวถึงนั้นยอมหมายถึงวามันไมมีอยูจริง และผูอานรูหรือไมวาทานอุมัร บินอลี บินอบีฏอลิบ และทาน อุมัร บนิ อัล-หะสนั กเ็ ปน หน่ึงในอัศวินนักรบท่ีถูกใหการยอมรับ วาทานทงั้ สองไดต อสอู ยา งเด็ดเดย่ี วกลา หาญในวนั ดังกลา ว ท่ีสําคัญคือ ประเด็นการต้ังชื่อของบรรดาทานอิมาม อะลัยฮิมสุ ลาม ทีม่ ีตอ ลูก ๆ ของพวกเขาดวยกับช่ือของทานอบี บักรฺ ทานอุมัร ทานอุษมาน ทานหญิงอาอิชะฮฺ และเศาะ หาบะฮฺผอู วโุ สหลายทาน เปนประเด็นที่เราไมเคยไดรับคําตอบ ท่ีชัดเจนและเปนท่ีพอใจจากชีอะฮฺเลย ดังนั้นมันยอมเปนไป ไมไดท่ีเราจะใหการต้ังช่ือเหลานั้นมันเปนอะไรที่ไมไดเปนการ บงชีห้ รอื ไมม นี ยั ท่ีจะสื่อถึงอะไร และยอมเปนไปไดเชนกันท่ีเรา จะใหประเด็นการตั้งชื่อนี้เปนกลอุบายที่ชาวอะฮฺลุสสุนนะฮฺได 36

กุขึ้นมาในหนังสือของชาวชีอะฮฺ เพราะไมเชนน้ันแลวก็จะเปน การใสไคลตอ เรอ่ื งราวทัง้ หมดทมี่ ีบันทึกในหนังสือของชีอะฮฺทุก เลมไดเชนกัน ดังน้ันเรื่อราวใดก็ตามท่ีชีอะฮฺไมชอบใจพวกเขา ก็จะกลาววา : “ออ...มันคือกลอุบายและเปนการกุเร่ืองข้ึนมา (ของชาวอะฮฺลุสสุนนะฮฺ)” ใชแตเทานั้นในทุกเร่ืองราวที่ไม สอดคลองกับอารมณใครของนักวิชาการชีอะฮฺเขาก็จะปฏิเสธ มันไปอยางงายดายเพียงแคกลาววา “มันคือกลอุบาย(ของ ชาวอะฮฺลุสสุนนะฮฺ) !!” นอกเหนือจากนี้บรรดาผูรูของพวกเขา ตางก็มีสิทธ์ิท่ีจะยอมรับหรือปฏิเสธเรื่องราวใดก็ตามท่ีตนเอง ปรารถนาโดยที่ไมมีหลักเกณฑใด ๆ เลยสําหรับเร่ืองน้ีในหมู พวกเขา มีเรื่องบางเร่ืองท่ีนาขบขันปนกับน้ําตาท่ีชีอะฮฺบางคน ไดกลา ววา “ตามจริงการที่บรรดาทานอิมามไดตั้งชื่อลูก ๆ ของ พวกเขาดว ยกับช่ือของบรรดาเศาะหาบะฮฺผูอวุโสก็เพ่ือเปนการ สาปแชงและประณามพวกเขาตางหาก !!” หรือบางคนกลาว วา “การที่ต้ังชื่อเชนนั้นก็เพื่อเปนการเอาใจผูคนท่ัวไป ซึ่งการที่ บรรดาทานอิมามไดตั้งชื่อลูก ๆ ของพวกเขาก็เพื่อใหผูคนได รูสึกวาทานนั้นมีความรักใครตอบรรดาเคาะลีฟะฮฺทั้งสามและ 37

ไดพงึ พอใจในตัวของพวกเขา (ซ่ึงเปนการเสแสรงหรือตะกียะฮฺ ของบรรดาอมิ าม) !!!” - สบุ หานัลลอฮฺ- อัลลอฮฺทรงบริสุทธ์ิย่ิง ! มันเปนการสมควรแลวหรือที่เราจะกลาววา “ทานอิมามไดทํา ตัวเสแสรงหรือหลอกลวงบรรดาสาวกของทาน รวมถึงผูคน ท้ังหลายดวยกับส่ิงนั้น ??” และเปนไปไดกระน้ันหรือท่ีทานอิ มามจะสรางความเสื่อมเสียแกวงศเครือญาติของทานเพียง เพอื่ สงิ่ นี้ ?? และยังมีบางคนที่กลาววา ทานอิมามไดใชกลอุบาย เพื่อตอ งการเอาชนะบรรดาเศาะหาบะฮฺดวยการใชชื่อของพวก เขาต้ังช่ือลูก ๆ ของตัวเอง? ทานถึงกับตองทิ้งความกลาหาญ และศักดิ์ศรีของทาน –อะลัยฮิมุสลาม- และเหยียดหยามตัว ของทา นและลูก ๆ ของทานเพียงเพื่อเอาใจชาวบนีตัยมฺ บนีอัด ดีย หรือบนอี ุมัยยะฮฺ กระน้ันหรอื ? โดยแนนอน คนที่ศึกษาชีวประวัติของบรรดาทานอิ มามเขายอมตอ งตระหนักอยา งแนนอนวาบรรดาทานอิมามนั้น เปนผูท่ีมีความกลาหาญมากที่สุดในหมูผูคนท้ังหลาย และมัน ก็ไดคานกับเร่ืองราวอันมดเท็จท่ีถูกรายงานซึ่งทําใหเห็นวาตัว ของพวกทานนั้นเปนคนท่ีขี้ขลาด ไมไดด้ินรนตอสูเพื่อศาสนา 38

เกียรติยศและศักดิ์ศรีของทาน ซ่ึงเปนที่นาเศราใจอยางย่ิงท่ี เรือ่ งราวเชนนมี้ อี ยูอยา งมากมายย่งิ นกั สรุปคือ ส่ิงท่ีบรรดาทานอิมามไดปฏิบัติกันนั้น ไดแก ทานอลีและบรรดาลูกหลานของทาน อะลัยฮิมุสลาม ถือเปน หลักฐานท่ีหนักแนนท่ีสุดท่ีสอดคลองกับสติปญญา อารมณ ความรูสึกและขอเท็จจริงที่มันเกิดขึ้นวา อะฮฺลุลบัยตฺนั้นมี ความรักใครตอเคาะลีฟะฮฺผูทรงธรรมทั้งสามทานและตอ บรรดาเศาะหาบะฮฺของทานนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทุกทานอยางสัจจริง ซ่ึงผูอานก็ไดสัมผัสดวยตัวเองแลวใน ขอเทจ็ จรงิ ทม่ี นั เกดิ ขึน้ และมันก็ไมมีรูทางใดอีกท่ีจะหักลางมัน ได ซึ่งขอเท็จจริงที่มันเกิดขึ้นนี้มันก็ยังสอดคลองกับคําดํารัส ของอลั ลอฮฺ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทว่ี า ‫﴿ ّ ََُّسُولُ ٱ�َِّۚ وَٱ�َّ نِيَ َمعَهُۥٓ أَشِدَّآءُ �َ ٱَلۡكُفَّارِ رُ َ�َآءُ بَيۡنَهُمۡۖ تَرَٮ ٰهُمۡ رُكَّ ٗعا‬ ﴾�‫َّدٗا يَبۡتَغُونَ فَ ۡض ٗ� مِّنَ ٱ�َِّ وَرِضۡ� َٰنٗاۖ سِيمَاهُمۡ �ِ وُجُوهِهِم مِّنۡ � ثََرِ ٱلس ُّ ُجو ِد‬ [٢٩ : ‫]ﻟاﻔﺘﺢ‬ 39

ความวา “มุหัมมัดเปนศาสนทูตของอัลลอฮฺ และบรรดาผู ที่อยูรวมกับเขา เปนผูเขมแข็งกลาหาญตอพวกปฏิเสธ ศรัทธา เปนผูเมตตาสงสารระหวางพวกเขาเอง เจาจะ เห็นพวกเขาเปนผูรูกูอฺ ผูสุูด โดยแสวงหาคุณความดี จากอัลลอฮฺและความโปรดปราน (ของพระองค) เครื่องหมายของพวกเขาอยูบนใบหนาของพวกเขา เนอ่ื งจากเราะงรอยแหงการสุ ดู ” (สเู ราะฮฺอัล-ฟต หฺ : 29) คงจะไมเปน ภาระแกผอู า นถา จะใหอา นอายะฮฺน้ีพรอม กบั ใครครวญถึงความหมายของมันอีกครั้ง และขอใหทานอาน อยางพินิจพิจารณาในคุณลักษณะของความรักความออนโยน (ท่ีมีอยูในตวั ของบรรดาเศาะหาบะฮทฺ ุกคน) 40

บทท่ีสอง ความสมั พันธทางเครอื ญาตโิ ดยการแตงงาน “ลูกสาว” ถือเปนหัวแกวหัวแหวนและเปนผลสัมฤทธิ์ ท่ีมาจากหัวใจ แลวผูอานจะใหนางแตงงานกับใคร ? ผูอานจะ พอใจหรือไม ถาใหนางแตงงานกับคนที่ช่ัวหรือเปนคนที่ฆาผูท่ี เปนแมและพี่นองของนาง ? แลวผูอานมีความเขาใจในคําวา “ความสัมพันธทางเครือญาติโดยการแตงงานหรือทางเช้ือสาย วงศตระกลู ” อยางไรบาง ? “อัล-มุศอฮะเราะฮฺ” ในหลักภาษา เปนคําภาษา อาหรับที่มีรากศัพทมาจากคําวา “ศอฮะเราะ” ดังที่คนอาหรับ กลาววา “ศอฮัรตุลเกาม อิซา ตะเซาวัจฺตุ มินฮุม” หมายถึง ฉันไดทําใหเขาเปนเครือญาติ เม่ือฉันไดแตงงานกับหญิงคน หน่งึ ในหมูพ วกเขา ทานอัล-อัซฮะรีย ไดกลาววา “อัศ-ศิฮฺรุ” ที่หมายถึง เครือญาติโดยการแตงงาน ไดครอบคลุมถึงญาติใกลชิดของ ผหู ญงิ ทีเ่ ปนมะหฺรอมฝายชาย (บุคคลที่แตงงานกันไมได) และ ท่ีเปนมะหฺรอมฝายหญิง เชน พอแมและพ่ีนอง ฯลฯ รวมถึง 41

ญาติใกลชิดท่ีเปนมะหฺรอมของสามี ซ่ึงพวกเขาทั้งหมดก็คือ เครือญาติโดยการแตง งานของฝายหญิงเชน เดยี วกนั ดังน้ันเครือญาติโดยการแตงงานของสามีก็คือญาติ ใกลช ดิ ของภรรยา และเครือญาติโดยการแตงงานของภรรยาก็ คือญาติใกลชดิ ของสามี สรุปคอื “อลั -มศุ อฮะเราะฮฺ” ในหลักภาษาน้ันคือ ญาติ ใกลชิดของผูหญิง และในบางครั้งมันก็ใชในกรณีญาติใกลชิด ของผูชาย ซึ่งอัลลอฮฺไดทําใหเรื่องน้ีเปนหนึ่งในสัญญาณของ พระองค -สบุ หานะฮุ วะตะอาลา- ดงั ท่ีพระองคไ ดดํารสั วา �‫﴿َه ُوَ ٱ�َّ ِ ي َخ َل َق ِم َن ل ۡٱ َمآ ِء �َ َ ٗ�� َف َج َعلَ ُهۥ �َ َس ٗبا َو ِص ۡه ٗرۗ وَ� نََ رَ� ُّ َك َق ِدر ٗي‬ [٥٤ : ‫﴾ ]ﻟاﻔﺮﻗﺎن‬٥ ความวา “และพระองคคือผูทรงบงั เกดิ มนุษยจากน้ํา(อสุจิ) และทรงทําใหมีเชื้อสายและเครือญาติ และพระเจาของ เจา นัน้ เปนผูทรงอานุภาพ” (สูเราะฮฺ อลั -ฟรุ กอน : 54) ขอใหผูอานตั้งใจอานอายะฮฺนี้อยางพินิจใครครวญ เถิด อัลลอฮฺ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ไดใหมนุษยมีความผูกพัน กับอีกคนหนึ่งดวยกับการมีเชื้อสายวงศตระกูลและการเปน 42

เครือญาตโิ ดยการแตงงานไวเชนไร ดังนั้น “อัล-มุศอฮะเราะฮฺ” หรือความสัมพันธทางเครือญาติโดยการแตงงานนั้นถือเปน ความผูกพันที่ถูกตองตามหลักการศาสนาซ่ึงอัลลอฮฺทรงใหมัน ไดเคียงคูกับ “อัน-นะสับ” หรือญาติใกลชิดของบิดา(อัล-กอ รอบะฮฺ) แตนักวิชาการบางทานก็มีความเห็นวา “อัน-นะสับ” นนั้ มนั รวมถงึ ญาติใกลช ิดของบิดาและคนอ่ืน ๆ ตามท่ีไดกลาวไวแลววา อัลลอฮฺทรงให “อัน-นะสับ” และ “อัศ-ศิฮฺรุ” ไดเคียงคูกัน ดังกลาวน้ีจึงเปนการบงช้ีถึง ความสําคัญในประเด็นน้ีอยางย่ิงยวด โดยท่ีเรามิอาจเพิกเฉย ตอมนั ไดอ กี “อัล-มุศอฮะเราะฮฺ” ในแงม มุ ประวัติศาสตร ความสัมพันธทางเครือญาติโดยการแตงงานในสังคม อาหรับถือเปนตําแหนงทางสังคมท่ีมีความพิเศษ พวกเขามัก แสดงความภาคภูมิใจในเช้ือสายวงศตระกูลของตัวเอง และ สําหรับบางคนก็จะภาคภูมิใจในตัวสามีของลูกสาวและเกียรติ ศักด์ิท่ีพวกเขามีอยู เปนที่รับรูกันดีวาชาวอาหรับจะไมยอมให ลูกสาวของพวกเขาแตงงานกับคนท่ีเขาเห็นวามีเกียรติศักด์ิท่ี 43

ตํ่าตอยกวาอยางแนนอน ในการนั้นเองทัศนคติเชนน้ีก็ยังคงมี อยูในสังคมอ่ืน ๆ อยางมากมายเชนเดียวกัน และความ แตกตางในเรื่องชาติพันธุก็ยังคงเปนปญหาทางสังคมในโลก ตะวนั ตกมาจนถึงปจ จุบนั ชาวอาหรับมีความหึงหวงตอบรรดาผูหญิงของพวก เขาเปนอยางยง่ิ จนกระทั่งบางคนถึงกับพาลูกสาวของตัวเองท่ี ยังเล็กอยูไปฝงท้ังเปนเพราะเกรงวานางอาจจะทําใหเขามี ความอับอาย ใชแตเทาน้ันพวกเขายอมหลั่งเลือดและสูรบกัน เพียงเพราะเร่ืองน้ี วาไปแลวเร่ืองราวเชนน้ีก็มีใหเห็นจนถึง ปจจุบันดังที่ผูอานเองก็รับรูกันดี และน่ีเองก็เปนการบงช้ีถึง อะไรบางอยา งทไ่ี มตอ งอธบิ ายใหมากความเลย “อัล-มุศอฮะเราะฮฺ” ในแงมมุ อสิ ลาม อิสลามไดมาเนนย้ําถึงเกียรติศักดิ์อันสูงสงนี้พรอมกับ ไ ด กํ า ชั บ ใ ห มี คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ที่ ดี ง า ม แ ล ะ ใ ห อ อ ก ห า ง จ า ก คุณลกั ษณะทีห่ ยาบทราม ซึ่งอัลลอฮฺ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ก็ ไดอธิบายถึงคําวา “ความยําเกรง” ดวยกับคําดํารัสของ พระองคที่วา 44

[١٣ : ‫﴾ ]ﺤﻟﺠاﺮت‬١ ‫﴿نَّ أَ�ۡرَمَ�ُمۡ عِندَ ٱ� َِّ َ� ۡ� َقٮٰ ُ� ۡۚم‬ ความวา “แทจริงผูท่ีมีเกียรติย่ิงในหมูพวกเจา ณ ท่ีอัลลอ ฮฺ นน้ั คอื ผูทีม่ ีความยาํ เกรงยิ่งในหมูพวกเจา” (สูเราะฮฺ อัล- หุ รุ อต : 13) ซึง่ นค่ี อื หลักเกณฑต ามหลกั การศาสนา ในการน้ีเองจึงมีนักนิติศาสตรอิสลามหลายทาน เราะ หมิ ะฮุลลอฮฺ ไดศ กึ ษาในประเด็นท่ีเกี่ยวของกับความเหมาะสม ระหวางคูบาวสาว(อัล-กะฟาอะฮฺ)ในเรื่องศาสนา เชื้อสายวงศ ตระกูล การงานอาชีพ และท่ีเกี่ยวของกันอ่ืนจากนี้ท่ีมีอยาง มากมาย ในจํานวนน้ันคือ ความเหมาะสมกันระหวางคูบาว สาวถือเปน เงือ่ นไขและความจาํ เปนประการหน่ึงท่ีจะทําใหการ แตงงานใชไดหรือไม และมันถือเปนสิทธิของฝายเจาสาวเพียง คนเดยี วหรือสาํ หรบั ผูปกครองดวย ? ฯลฯ สําหรับประเด็นของการปกปองรักษาศักดิ์ศรีและการ ใหความหวงใยตอบรรดาสตรี ทานนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลัม ไดยืนยันถึงการเสียชีวิตในฐานะชะฮีดสําหรับคนท่ี ถูกสังหารเพราะรักษาศักด์ิศรีของเขา และทานนบี ศ็อลลัลลอ ฮอุ ะลัยฮิวะสัลลัม ตัวทานเองก็เคยเปนผูนําในการทําสงคราม 45

เพ่ือรักษาศักดิ์ศรีของสตรีที่ถูกชาวยิวแกลงดวยการเปลื้องผา ของนาง และเรื่องราวน้ีก็เปนท่ีรับรูกันดีถึงการบิดพล้ิวใน สนธิสัญญาของชาวยิวบนีก็อยนุกออฺท่ีมีตอทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งเรื่องราวอยางยอนั้นคือ ชาวยิวคนหนึ่งไดขอใหหญิงสาวมุสลิมะฮฺทานหน่ึงท่ีกําลังซื้อ ทองกับเขาใหนางเปดหนาแตนางกลับปฏิเสธ ครั้นเม่ือนาง เผลอชาวยิวคนน้ันจึงผูกเชือกที่ปลายเสื้อของนางในขณะท่ี นางกําลังนั่งอยูโดยไมรูสึกตัว ดังน้ัน เม่ือนางลุกข้ึนเส้ือผาของ นางก็เลยเปล้ืองออกมา นางจึงรองตระโกนขอความชวยเหลือ จากผคู น ซึ่งในละแวกใกลเคียงนน้ั มีชายหนุมมุสลิมคนหนึ่งอยู เขาก็เลยเขาไปจัดการฆาชาวยิวคนนั้น ชาวยิวที่อยูใน เหตุการณคนอื่น ๆ ก็เลยรวมตัวแลวฆาชายหนุมมุสลิมคนน้ัน กลับ และดวยสาเหตุอื่นอีกมากมายท่ีบงชี้ถึงการบิดพล้ิวใน สนธิสัญญาของพวกเขา(ที่มีตอทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอ ฮอุ ะลัยฮวิ ะสัลลมั ) ขอใหผูอานไดพินิจไตรตรองหลักการศาสนาบาง ประการเหลานี้เถิด เชน การที่มีเง่ือนไขใหมีวะลีหรือผูปกครอง 46

ในการแตงงาน(อักดุนนิกาหฺ)และใหมีพยานในเร่ืองน้ัน รวมถึง ก า ร มี บ ท ล ง โ ท ษ ใ น เ ร่ื อ ง ก า ร ก ล า ว ห า ว า ค น ผิ ด ป ร ะ เ ว ณี บทลงโทษของการผิดประเวณี และหลักการศาสนาอื่นจากนี้ อีกมากมายที่เปน การรักษาศักด์ิศรีของความมนุษย ซ่ึงดวยกับ การพนิ ิจไตรตรองถงึ หลักการศาสนาที่สวยงามเหลา น้ัน รวมถึง สิ่งที่เปนหิกมะฮฺหรือเหตุผลและคุณประโยชนของมันนั้นเองท่ี จะทําใหผูอ านไดป ระจกั ษถึงความสําคัญของประเดน็ นี้ “อัล-มุศอฮะเราะฮฺ” หรือความสัมพันธทางเครือ ญาติโดยการแตงงาน เปนสิ่งที่ทําใหมีหลักการอ่ืน ๆ ตามมา อีกมากมาย ดังนั้นขอใหผูอานไดพินิจไตรตรองถึงการบัญญัติ ในเร่ืองการแตงงานหรืออักดุนนิกาหฺ(ซึ่งเปนคํามั่นสัญญาอัน หนักแนน)เถิด เร่ิมท่ีการใหฝายชายเขามาสูขอฝายหญิงซึ่งใน น้ันเองก็มีหลักการศาสนาอีกมากมาย ซึ่งการเขามาสูขอน้ันก็ อาจจะไดร บั การตอบตกลงหรอื อาจจะถูกปฏิเสธไป ในบางคร้ัง ฝายชายก็อาจมีการขอความรวมมือจากคนในครอบครัวหรือ เพ่ือนฝูงเพ่ือใหเขาไปสูขอนางให ท้ังนี้ก็เพื่อท่ีจะใหไดรับการ ยินยอมหรือตอบตกลง หลังจากน้ันครอบครัวและผูปกครอง 47

ของฝายหญิงก็จะถามฝายหญิงวาจะตกลงยอมรับการสูขอ ของฝา ยชายหรือไม ซ่งึ ทางฝายหญงิ เขาก็มสี ิทธิ์เต็มท่ีท่ีจะตอบ ตกลงหรือปฏิเสธเขาไป แมกระทั่งชวงท่ีมีการใหฮะดียะฮฺหรือ ของขวัญ หรือไดเรียกคามะฮัร และอ่ืนจากนี้แลวก็ตาม ทาง ฝายหญิงก็ยังคงมีสิทธิ์ท่ีจะปฏิเสธคนท่ีมาสูขอตราบใดที่การ แตง งาน(อัล-อกั ดฺ)ยังไมเ กิดขึ้นอยา งสมบรู ณ ในการแตงงาน(อักดุนนิกาหฺ)จําเปนตองมีพยานและ ตองประกาศวามีการแตงงานกันแลว และถือเปนส่ิงที่ศาสนา ไดกําชับใหปฏิบัติ เพราะอะไรหรือ ? ก็เพราะการแตงงานน้ัน เปน สง่ิ ทีท่ ําใหมีหลกั การอ่นื ๆ ตามมาอีกมากมาย มันทําใหคน ท่ีหางไกลเปนญาติที่ใกลชิดกัน ใชแตเทานั้นยังทําใหพวกเขา ทง้ั หมดมีความสัมพันธทางเครือญาติโดยการแตงงานกัน และ ทําใหผูหญิงคนน้ันถูกหามท่ีจะแตงงานกับชายอื่นอีกอยาง ถาวร หรือตราบท่ียังเปนภรรยาของชายคนน้ันอยู อยางไรก็ ตามหนังสือเลมน้ีก็ไมไดตองการกลาวถึงเร่ืองน้ีใหมันมาก ความนัก แตเพียงตองการท่ีจะตอกย้ําถึงความสําคัญของ ประเดน็ ที่จะมีหลงั จากนีเ้ ทา น้ัน 48

ขอใหผูอานไดพ ินจิ ไตรต รองในสงิ่ เหลา นีก้ นั เถิด ตัวอยางท่ีหน่ึง... นองสาวของทานอัล-หะสัน และ ทา นอลั -หสุ ัยนฺ ซ่ึงบิดาของทา นนั้นคอื ทา นอลี อะลัยฮิสลาม ได ใหนางแตงงานกับทานอุมัร บินอัล-ค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ในการน้ีเองหรือเราจะกลาววา การที่ทานอลี อะลัยฮิ สลามไดใหลูกสาวของทานแตงงานกับทานอุมัรเพราะทาน หวาดกลัวตอ ทานอุมัร ? ถาเปนเชนน้ันจริงความกลาหาญของ ทานหายไปไหนเลา ? ความรักความหวงใยของทานที่มีตอตัว ลูกสาวไมมีเลยกระนั้นหรือ ? จะเปนไปไดอยางไรท่ีทานจะยก ลูกสาวของตัวเองใหกับคนท่ีอธรรม ?? แลวความหวงใยของ ทานท่ีมีตอศาสนาของอัลลอฮฺอยูท่ีไหนละ ? มีคําถามเชนน้ีอีก มากมายโดยไมส้ินสุด หรือเราตองกลาววา การท่ีทานอลี อะ ลัยฮิสลามไดใหลูกสาวของทานแตงงานกับทานอุมัรนั้น ก็ เพราะทานชืน่ ชอบและพอใจในตัวของทา นอมุ รั โดยแนแท การ แตงงานของทานอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กับลูกสาวของทานอ ลี อะลัยฮิสลาม น้ันเปนการแตงงานท่ีถูกตองตามหลักการ ศาสนาและปราศจากมลทนิ ใด ๆ ทง้ั ส้ิน 49

การแตงงานของทานอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กับทาน หญิงอุมมุกัลษูม น้ันเปนส่ิงที่ชี้ใหเห็นถึงความสัมพันธและ ความรักใครระหวางสองครอบครัวไดเปนอยางดี แลวจะไมให เปนเชนน้ันไดอยางไร ก็ในเม่ือทานเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอ ฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เองก็ไดแตงงานกับลูกสาวของทานอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ น่ันคือทานหญิงหัฟเศาะฮฺ ?! ดวยเหตุนี้ ความสัมพันธทางเครือญาติโดยการแตงงานของทั้งสอง ครอบครัว(ครอบครัวของทา นอุมัรและครอบครัวของทานนบีซ่ึง ทานอลีและทานหญิงฟาฎิมะฮฺก็เปนสมาชิกในครอบครัวของ ทานนบีดวย)ไดเริ่มกอรางข้ึนมากอนที่ทานอุมัร เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ จะแตง งานกับทานหญิงอุมมุกลั ษมู เสียอกี ตัวอยางท่ีสอง... เพียงพอแลวกับคํากลาวของทานอิ มามญะอฟฺ รฺ อัศ-ศอดกิ อะลัยฮสิ ลาม ทีท่ านไดก ลา ววา �‫و�� أبو��ر لاصقيد متر‬ ความวา “อบูบักรฺ อัศศิดดีก คือตนตระกูลของฉันทั้งสอง สาย” 50