240 เปล่ียนแปลงความคิดและการกระทาของสมาชิกกลุ่มและชุมชนเพ่ือเสริมสร้างความม่ันคงทางอาหาร ในชมุ ชนเกษตร โดยมรี ายละเอยี ด ดงั น้ี ผลการศึกษาพบวา่ กระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความม่ันคง ทางอาหารในชุมชนเกษตรเก่ียวข้องกับ สมาชิกในชุมชน ผู้นาชุมชน กลุ่มหรือองค์กรชุมชน และ เครือข่ายสนับสนุน ซ่ึงมีบทบาทความสาคัญต่อการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความม่ันคงทาง อาหารทีแ่ ตกต่างกันไป ดังนนั้ จึงจาเป็นตอ้ งมกี ลยุทธ์การทางานที่ให้ความสาคัญกับการพัฒนาผู้มีส่วน เกย่ี วข้องดังกลา่ ว ผวู้ จิ ัยจึงจดั ทารา่ งขอ้ เสนอเชงิ นโยบายในการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้าน ความมัน่ คงทางอาหารในชุมชนเกษตร แบ่งข้อเสนอเชิงนโยบายเป็น 4 ข้อ ได้แก่ 1) พัฒนาเกษตรกร และผู้มีส่วนเก่ียวข้องให้มีความรู้ ความเข้าใจ ตระหนัก และมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความมั่นคง ทางอาหารของชุมชนอย่างต่อเนื่องร่วมกัน 2) พัฒนาผู้นาหรือกลุ่มเพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้สู่การ เปลยี่ นแปลงดา้ นความม่นั คงทางอาหารในชุมชนเกษตรอย่างตอ่ เน่ือง 3) ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ท่ี ให้ความสาคัญกับการเปลี่ยนแปลงมโนทัศน์ด้านความมั่นคงทางอาหารของชุมชนเกษตร 4) สร้าง กลไกความร่วมมือในทุกระดับที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงเพื่อนาไปสู่ความมั่นคง ทางอาหารของชมุ ชน โดยมรี ายละเอียด ดังภาพผนวก ง ร่างข้อเสนอเชิงนโยบายในการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคง ทางอาหารในชุมชนเกษตร แบ่งเปน็ 4 ขอ้ ได้แก่ 1) ร่างข้อเสนอเชิงนโยบายที่ 1 ด้านการส่งเสริมประชาชนและผู้มีส่วน เก่ียวข้องให้มีความรู้ ความเข้าใจ ตระหนัก และมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความม่ันคงทางอาหาร ของชมุ ชนอยา่ งตอ่ เนือ่ งร่วมกนั มี 4 ข้อ ดังนี้ ร่างแนวปฏิบัติข้อท่ี 1 ส่งเสริมให้มีการศึกษาและรวบรวมข้อมูล เก่ียวกบั ความสาเรจ็ ของกลุ่มและชุมชนที่มีการเรียนรู้และเสริมสร้างความม่ันคงทางอาหารของชุมชน บนฐานของการพัฒนาความสามารถในการพึ่งตนเองและจัดการตนเองด้านอาหารของครัวเรือนและ ชุมชน เพ่ือนาเสนอข้อมูลท่ีเป็นแนวทางปฏิบัติในการเปล่ียนแปลงแบบแผนการผลิตและการบริโภค การเปล่ียนแปลงบทบาทและความสัมพันธ์ทางสังคม รวมท้ังการจัดการทรัพยากรท้ังในระดับ ครวั เรือนและชุมชน ร่างแนวปฏิบัติข้อท่ี 2 จัดให้มีแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้สาหรับ เผยแพร่ชุดความรู้ ท่ีเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตและการบริโภคท่ี เก่ียวข้องกับการเข้าถึงอาหารท่ีมีคุณภาพ ความปลอดภัยด้านอาหารและโภชนาการ การพึ่งตนเอง ด้านอาหาร และสิทธิในระบบอาหารที่เป็นธรรม โดยมีการจาแนกกรณีศึกษาเป็นหมวดหมู่ให้ง่ายต่อ การเข้าถึงและนาไปใช้ เช่น จาแนกตามผู้นาการเปล่ียนแปลง เช่น กลุ่มเกษตรกร อสม. หรือ
241 ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นาท้องถ่ิน หรือจาแนกตามมิติความมั่นคงทางอาหาร เช่น ผลกระทบจากการใช้ยาฆ่า หญ้าที่มีต่อสุขภาพ สิทธิเข้าถึงแหล่งอาหาร ความปลอดภัยในอาหาร และความไม่สมดุลระหว่าง รายได้และรายจ่ายในการผลิตพชื อาหารและพืชเศรษฐกจิ ร่างแนวปฏิบัติข้อท่ี 3 สนับสนุนให้มีกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ สร้าง ความเข้าใจให้ผู้คนท่ัวไปตระหนักว่า ปัญหาความไม่ม่ันคงทางอาหารเป็นปัญหาที่เกิดข้ึนได้กับทุกคน และทุกคนมีส่วนทั้งในการสร้างและแก้ปัญหาเหล่านั้น เช่น ปัญหาความไม่ม่ันคงทางอาหารของ เกษตรกร ที่สัมพันธ์กับความไม่มั่นคงทางอาหารและคุณภาพชีวิตของคนเมืองซึ่งเป็นผู้บริโภคกลุ่ม ใหญ่ เช่น เรียนรู้ด้วยตนเองจากแผ่นพับ วีดีทัศน์ หรือ เรียนรู้จากการอบรม การประชุม การสัมมนา ตา่ ง ๆ รา่ งแนวปฏิบตั ิข้อท่ี 4 ส่งเสริมให้มีการศึกษา พัฒนา และเผยแพร่แบบ ประเมินสถานะความมั่นคงทางอาหารด้วยตนเองในระดับบุคคล ระดับครัวเรือน ท่ีเหมาะสมกับ สมาชิกในชุมชนเกษตรท่ีมีความแตกต่างในช่วงวัยและบทบาทหน้าท่ีทางสังคม ซ่ึงเป็นแบบประเมิน เบ้ืองต้นท่ีมีข้อคาถามให้ผู้ทาแบบประเมินได้ทบทวนตนเองและควรออกแบบสาหรับกลุ่มคนท่ี หลากหลาย เช่น แบบประเมินตนเองด้านความมั่นคงทางอาหารสาหรับเกษตรกร แบบประเมิน ตนเองสาหรับลูกหลานเกษตร แบบประเมินตนเองสาหรับผู้บริโภคสินค้าเกษตร เป็นต้น เพื่อใช้แบบ ประเมินเป็นเคร่ืองมือในการเรียนรู้ ความเข้าใจมุมมอง ความคิดเห็น เก่ียวกับสถานการณ์ ก่อนจะ นาไปสู่การศึกษาข้อมูลตัวชี้วัดความม่ันคงทางอาหารซึ่งมีหลายหน่วยงานจัดทาและเผยแพร่ออกมา เพอ่ื นามาประกอบการวิเคราะหแ์ ละวางแผนชุมชนตอ่ ไป 2) ร่างข้อเสนอเชิงนโยบายที่ 2 ด้านการพัฒนาผู้นาหรือกลุ่มทางานเพื่อ ส่งเสรมิ การเรยี นรสู้ ู่การเปล่ยี นแปลงดา้ นความม่ันคงทางอาหารในชมุ ชนเกษตรอย่างต่อเน่ือง มี 3 ข้อ ดงั นี้ ร่างแนวปฏิบัติข้อท่ี 1 กาหนดให้มีการสรรหาผู้แทนชุมชนเพ่ือเป็น คณะทางานในการสง่ เสรมิ การเรียนรู้ รวมประเมินและติดตามสถานการณ์ความม่ันคงทางอาหารของ ชมุ ชน คณะทางานควรประกอบด้วยผู้ใหญ่บ้านและกรรมการหมู่บ้าน ผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วน ท้องถนิ่ ผูแ้ ทนจากส่วนงานราชการท่ีเก่ียวข้อง เช่น เจ้าหน้าท่ีส่งเสริมการเกษตรประจาตาบล ผู้แทน จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาวะตาบล ครู เป็นต้น เพื่อเป็นคณะทางานส่งเสริมการเรียนรู้สู่การ เปล่ียนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารในชุมชนเกษตร โดยคานึงถึงการวิเคราะห์ข้อมูลของบุคคล กลุ่ม องค์กรต่าง ๆ ในชุมชน เพ่ือกาหนดโครงสร้างของกลุ่มหรือองค์กรในการจัดการเรียนรู้ท่ี เหมาะสมกับบริบทของชุมชน ซึ่งอาจเช่ือมโยงกับกลุ่มกิจกรรมท่ีมีอยู่เดิมหรือตั้งคณะทางานข้ึนมา เฉพาะเพื่อดาเนนิ การในประเด็นดงั กลา่ ว
242 ร่างแนวปฏิบัตขิ ้อท่ี 2 ส่งเสรมิ บทบาทและพัฒนาศักยภาพคณะทางาน เพอ่ื การเรียนรู้และการเปล่ียนแปลงเพ่ือดาเนินกิจกรรมท่ีส่งเสริมการเรียนรู้ของเกษตรกรและสมาชิก ในชุมชนที่ให้ความสาคัญของการเสริมสร้างความม่ันคงทางอาหารทั้งในระดับครัวเรือนและชุมชน เช่น พัฒนาหลักสูตรอบรมเก่ียวกับเทคนิคการสนทนากลุ่มเพื่อการเปลี่ยนแปลงและการวางแผนเพ่ือ เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับครอบครัวและชุมชน สร้างเครือข่ายการเรียนรู้เพ่ือเป็น ชอ่ งทางในการแลกเปล่ียน เรยี นรู้ และพัฒนาศักยภาพผู้แทนชมุ ชนและคณะทางานดังกล่าว ร่างแนวปฏิบัติข้อที่ 3 ศึกษาและพัฒนาคู่มือหรือแนวปฏิบัติสาหรับ ผู้นาและคณะทางานในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของเกษตรกรที่ให้ความสาคัญกับการประชุม หรือการสนทนาเพ่ือนาไปสู่การสร้างความตระหนักถึงความจาเป็นในการเปลี่ยนแปลงตนเองและ ครอบครัวเพ่อื เสรมิ สร้างความม่นั คงทางอาหารครอบครวั และชมุ ชน 3) ร่างข้อเสนอเชิงนโยบายท่ี 3 ด้านการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ท่ีให้ ความสาคัญกับการเปล่ียนแปลงมโนทัศน์ด้านความมั่นคงทางอาหารของชุมชนเกษตร มี 4 ข้อ ดังตอ่ ไปนี้ ร่างแนวปฏิบัติข้อท่ี 1 ให้ความสาคัญกับการสร้างความตระหนักถึง ความจาเป็นในการเปลี่ยนแปลงเพื่อเสริมสร้างความม่ันคงทางอาหารท้ังในระดับครัวเรือนและชุมชน ว่าเป็นการเรียนรู้บนฐานของการทาความเข้าใจในสถานการณ์ แนวโน้ม และผลกระทบที่จะเกิดจาก ความไม่ม่ันคงทางอาหารร่วมกัน โดยเกษตรกรเป็นผู้ประเมินตนเอง ผ่านการวิเคราะห์เช่ือมโยง ความคิด ความเชอื่ บทบาท และพฤติกรรมในปัจจุบันว่ามีความสัมพันธ์กับสถานการณ์ความไม่มั่นคง ทางอาหารหรอื ความเสยี่ งต่อความไม่ม่ันคงทางอาหารในประเด็นใด เพื่อสร้างความตระหนักถึงความ ต้องการจาเปน็ ในการเปลีย่ นแปลง จากนนั้ จงึ หาข้อสรุปร่วมกันเพื่อกาหนดเปูาหมายท่ีพึงประสงค์ว่า จะเปล่ียนแปลงสถานการณ์ดังกล่าว และนาไปสู่การพิจารณาทางเลือกและแนวปฏิบัติใหม่ของ เกษตรกรเพ่ือนาไปสสู่ ถานการณด์ งั กลา่ วไดช้ ดั เจนข้นึ ร่างแนวปฏิบัติข้อที่ 2 มีการศึกษาและเผยแพร่แนวทางการจัด สภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้ประเมินตนเอง ยอมรับความเช่ือ และพร้อมเรียนรู้และ พฒั นาตนเองท่ามกลางบทบาทใหม่ท่ีกาหนดข้ึน เป็นการสนทนาท่ีเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้รับรู้และ เข้าใจถึงสถานการณ์ความไม่ม่ันคงทางอาหารที่เกิดข้ึน ผ่านการวิเคราะห์เช่ือมโยงกับประสบการณ์ ของเกษตรกรในระดับปัจเจกและครัวเรือนท่ีเป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ภายในบริบทชุมชน ณ ขณะน้ันท่ีมี ผลตอ่ สถานการณ์ความไม่มั่นคงทางอาหารท่เี กดิ ขน้ึ เชน่ คมู่ อื การจัดประชมุ หรือสนทนากลุ่ม ร่างแนวปฏิบัติข้อท่ี 3 ส่งเสริมให้เกษตรกรได้เรียนรู้ต่อเนื่องผ่าน กจิ กรรมกลุ่มหรือชุมชนในลักษณะของการเป็นเพ่ือนร่วมทางเรียนรู้และปฏิบัติการ โดยมีการกาหนด เปูาหมายของการเรียนรู้ บทบาทของสมาชิกในการทากิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันในระดับกลุ่มหรือ
243 คณะทางานระดับชุมชน กาหนดเงื่อนไขและข้อตกลงที่ทาให้สมาชิกได้แลกเปลี่ยนและรับฟังความรู้ ขา่ วสาร ขอ้ มลู ความคิดเหน็ ตา่ ง ๆ อย่างตอ่ เน่อื ง รวมทั้งกระบวนการท่ีทาให้เกษตรกรได้แลกเปลี่ยน รับฟัง และร่วมกันหาแนวทางเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการดาเนินตามแผนของครัวเรือนและ ชมุ ชน ในบรรยากาศของการช่วยเหลอื พ่งึ พาอาศัยกันและกัน ร่างแนวปฏิบัติข้อท่ี 4 พัฒนาระบบและกลไกการให้คาแนะนาปรึกษา รายครัวเรือนเกี่ยวกับการจัดการระบบการผลิตและการบริโภคภายในครัวเรือนท่ีทาให้เกษตรกรเห็น แนวทางในการเรียนรู้ การปฏิบัติ และผลประโยชน์ท่ีจะเกิดข้ึนได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างย่ิงใน เกษตรกรรายย่อยท่ีมีภาวะหนี้สินครัวเรือนและมีความจาเป็นในการใช้จ่ายทั้งด้านการศึกษาของ ลูกหลานหรือการเพาะปลูกในรอบถัดไป เช่น จัดให้มีการประชุมหรือการสนทนาในการวิเคราะห์ สถานการณแ์ ละการแสวงหาทางเลอื ก โดยมผี ูเ้ ชยี วชาญทงั้ ดา้ นความม่นั คงทางอาหาร ด้านการเกษตร ดา้ นสขุ ภาพ และด้านการศึกษารว่ มอย่ใู นการประชมุ หรือการสนทนา 4) รา่ งขอ้ เสนอเชงิ นโยบายท่ี 4 ด้านการสร้างกลไกความรว่ มมือท่ีส่งเสริมให้ เกิดการเรียนร้แู ละการเปลย่ี นแปลงเพอ่ื นาไปสู่ความมน่ั คงทางอาหารของชมุ ชน มี 7 ขอ้ ดงั ต่อไปน้ี ร่างแนวปฏิบัติข้อท่ี 1 พัฒนาระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศที่ เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือนและชุมชน และส่งเสริมให้มีการสารวจและนา ข้อมูลดงั กล่าวมาใช้ในการวิเคราะห์และประเมินสถานะความม่ันคงทางอาหารในระดับครัวเรือนและ ชุมชน เพื่อประกอบการวางแผนปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความม่ันคงทางอาหารทั้งระดับครัวเรือน ชมุ ชน และท้องถ่นิ ต่อไป ร่างแนวปฏิบัติข้อท่ี 2 กาหนดให้ประเด็นความมั่นคงทางอาหารเป็น ประเด็นสาคัญท่ีควรระบุในนโยบาย ยุทธศาสตร์ หรือแผนพัฒนาท้องถ่ินและชุมชน เพ่ือส่งเสริมให้มี การพัฒนาโครงการหรือกิจกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างความม่ันคงทางอาหาร ซึ่งเอ้ือต่อการ เข้าถึงการสนับสนุนทัง้ ด้านงบประมาณและทรัพยากรจากภายในและภายนอกชมุ ชน ร่างแนวปฏิบัติข้อท่ี 3 สารวจความรู้และพฤติกรรมที่เส่ียงต่อความไม่ ม่ันคงทางอาหารของประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ เพื่อกาหนดแนวทางในการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านความ ม่ันคงทางอาหารได้สอดคล้องกับสถานการณ์ และการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสมใน ระดับบุคคล ครัวเรือน และชุมชน ร่างแนวปฏิบัติข้อท่ี 4 สร้างเครือข่ายสนับสนุนทางวิชาการ ประกอบด้วยหน่วยงาน องค์กร และสถานศึกษาต่าง ๆ โดยคานึงถึงปัญหาและความต้องการของ ชมุ ชนเกษตร เชน่ การเก็บรวบรวมข้อมลู เพ่อื ประเมนิ สถานะความมั่นคงทางอาหารของชุมชน การให้ ความรู้และสนับสนุนเทคโนโลยีในการการเพิ่มผลิตภาพการผลิตในระบบเกษตรกรรมย่ังยืน การ จดั การทรพั ยากรดนิ และนา้ การจดั การตลาดทเี่ ปน็ ธรรม การฟ้ืนฟู ปรับปรงุ และพัฒนาพันธุพ์ ชื
244 ร่างแนวปฏิบตั ขิ ้อที่ 5 สง่ เสริมให้สถาบนั การศกึ ษาทง้ั ในระบบและนอก ระบบโรงเรียน มีบทบาทในการเช่ือมโยงประเด็นความมั่นคงทางอาหารเข้ากับรายวิชาพ้ืนฐานใน หลักสูตรหรือกิจกรรมในโรงเรียน เช่น รู้วิธีปลูก รู้ท่ีมาของอาหารกับวิชาวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมให้ นกั เรยี นได้มาเรียนรู้ในไร่ นา สวนกับพ่อแม่ รู้จกั เลือกทานอาหารปลอดภยั ถกู หลักโภชนาการ เป็นตน้ ร่างแนวปฏิบัติข้อที่ 6 ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน องค์กรท่เี ก่ยี วขอ้ งในการพัฒนาความรู้ การวจิ ัย และจัดการความรู้ในเร่ืองความม่ันคงทางอาหาร การ รักษาเสถียรภาพในการผลิตอาหารอย่างย่ังยืนของชุมชนเกษตรกร เช่น การส่งเสริมให้มีการคุ้มครอง พื้นทีท่ าการเกษตร การจัดการทรพั ยากรอยา่ งย่ังยืน ร่างแนวปฏิบัติข้อที่ 7 ส่งเสริมให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปมี ความรู้ด้านความม่ันคงทางอาหาร เช่น การเข้าถึงอาหารและการพึ่งตนเองด้านอาหารในระดับ ครัวเรือนและชุมชน การเข้าถึงอาหารท่ีมีคุณภาพ สิทธิในระบบอาหาร รวมไปถึงการให้ความรู้และ การสง่ เสริมพฤติกรรมการบรโิ ภคท่ีเหมาะสมในระดับบุคคล ครัวเรอื น และชุมชน 4.2 ผลการประเมิน (ร่าง) ข้อเสนอเชิงนโยบายในการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การ เปลีย่ นแปลงดา้ นความมั่นคงทางอาหารในชมุ ชนเกษตร หลังจากทผี่ ู้วจิ ัยได้พฒั นา (ร่าง) ข้อเสนอเชงิ นโยบายในการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การ เปลยี่ นแปลงดา้ นความม่นั คงทางอาหารในชมุ ชนเกษตร ผู้วจิ ยั จึงเสนอให้ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชียวชาญด้าน ส่งเสริมความม่ันคงทางอาหาร ด้านการส่งเสริมการเกษตร ด้านการจัดทาแผนพัฒนายุทธศาสตร์ ทางด้านการศึกษานอกโรงเรียน ด้านกระบวนการเรียนรู้ชุมชน ด้านส่งเสริมสุขภาพ และเกษตรกร จานวน 8 ท่าน เพ่ือประเมินความสอดคล้องและความตรงกับเน้ือหาและความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ โดยใช้วธิ ีการสัมภาษณ์ 4 ท่าน และสนทนากลุ่ม 4 ทา่ น ขอ้ คดิ เห็นโดยสรุปของผเู้ ชี่ยวชาญท่ีมีต่อ (ร่าง) ข้อเสนอเชิงนโยบายในการส่งเสริม การเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารในชุมชนเกษตร พบว่า ผู้เช่ียวชาญท้ัง 8 คน พิจารณาเห็นว่า ข้อเสนอเชิงนโยบายทุกประเด็นมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติและมีข้อเสนอแนะใน การปรบั ปรงุ และแก้ไขขอ้ ความเพ่ิมเติมเพื่อใหม้ คี วามชัดเจนในการปฏิบตั ิมากขึ้น ดงั นี้ ขอ้ เสนอในภาพรวม ได้แก่ ขอ้ เสนอเชิงนโยบายควรเปน็ นโยบายท่ีมุ่งการเสริมสร้าง กระบวนการเรยี นรเู้ พื่อการเปล่ียนแปลงตนเองของสมาชกิ ในชมุ ชนเกษตร ควรตัดเนื้อหาบางส่วนที่ไม่ เก่ียวข้องกับประเด็นดังกล่าวออก และอาจจัดกลุ่มข้อเสนอเชิงนโยบายใหม่เปล่ียนจาก 4 ข้อ เป็น 3 ข้อเสนอ โดยข้อเสนอเชิงนโยบายในข้อท่ี 3 ควรเป็นหัวใจที่แทรกในทุกข้อเสนอเชิงนโยบาย และ ตรวจสอบความซา้ ซอ้ นของแนวปฏบิ ัติ
245 ในแ ต่ล ะข้ อเ ส น อแ นะ ต่อ แน ว ท าง ปฏิ บัติค ว ร จา แน กเ ป็น ข้อ เส นอ ต่อ ภ า ค รั ฐ ระดับประเทศ ระดับท้องถิ่น ระดับชุมชน หรือเขียนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายโดยระบุว่า อยู่ในความ รับผิดชอบดูแลของหน่วยงานใดบา้ ง ประเด็นความมน่ั คงทางอาหารควรพิจารณาประเด็นองค์รวม เชื่อมโยงความม่ันคง ทางอาหารมติ อิ งค์รวมทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม สาหรับประเด็นเกี่ยวกับ การพฒั นาผนู้ าและคณะทางาน หลักสตู รควรสอดคล้องกบั ภาระงานท่ีคาดหวงั ให้คณะทางานทา ประเด็นการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงทางอาหาร ควรพิจารณาว่า ไม่ใช่การไปสอนให้เขาเปล่ียนไปสู่ที่เราต้องการ แต่เป็นการส่งเสริมให้ชาวบ้านสามารถคิด วิเคราะห์ สถานการณเ์ ชงิ ความคดิ จนทาให้เขาสามารถตดั สนิ ใจเลอื กทางเลือกที่เขาต้องการได้ เปลี่ยนจากผู้รับ ไปสู่การเป็นผู้ปฏิบัติ เป็น ผู้กระทาการ แต่ต้องมีข้อมูลเพียงพอสาหรับตัดสินใจ รวมท้ังการ ปรับเปล่ียนมโนทัศน์ควรจะสะท้อนให้ตระหนักถึงสถานการณ์จริงท่ีมีอันตรายต่อตัวเอง ครอบครัว ก่อน แล้วจึงขยายสู่คนท่ีมีปัญหาร่วมกัน เป็นการระเบิดจากภายใน จากน้ันจึงให้ความสาคัญกับ กระบวนการท่จี ะช่วยขับเคล่อื นต่อไป เช่น การประเมิน การวิเคราะห์ ทาแผน จะตามมา จึงน่าจะให้ ความสาคัญกับชว่ งแรก ว่าจะทาอยา่ งไรให้คนเห็นความสาคัญ และในช่วงสุดท้ายท่ีจะบูรณาการเข้าสู่ วิถีปฏิบัติประจา จะใช้กลยุทธ์อะไรได้บ้าง ตัวชี้วัดสุดท้าย คือการบูรณาการเข้าสู่วิถีชีวิต จะรู้ได้ อย่างไร จะเสนออย่างไร เพ่ือให้ผู้นานโยบายน้ีไปใช้สามารถตรวจสอบตามขั้นตอนต่าง ๆ ได้ น อกจ า กน้ี คว ร คานึ ง ถึงกา ร แล กเ ป ล่ี ย น ป ร ะส บ การ ณ์ แทร ก ไป ใน ก ร ะบ ว น การ ป ฏิบั ติเ พ่ือกา ร เปลี่ยนแปลง ใหใ้ ช้กระบวนการที่สอดคล้องกับธรรมชาติของแต่ละชุมชน น่าจะเหมาะสมและมีความ เป็นไปได้มากกว่า การตง้ั คณะทางานข้นึ ใหม่ในแต่ละเร่ือง กระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ต้องเน้นให้เกษตรกรเติบโตจากข้างใน มี ความสัมพันธ์ท่ีดีกับในชุมชน อาจออกแบบให้เขาได้ทางานกับในพื้นที่ ไม่แยกเกษตรกรออกไปจาก พื้นท่ี ไปอบรมที่อื่นมา ควรวางเงื่อนไขให้กลับไปทาที่ชุมชนตนเอง นอกจากน้ีควรเน้นส่งเสริม เครอื ขา่ ยการเรียนรูเ้ พ่อื สร้างพื้นทเี่ รียนรู้ เวทีเรยี นรู้แลกเปล่ยี นเรียนรูต้ อ่ เน่ืองในชมุ ชน รฐั ตอ้ งมนี โยบายท่สี นับสนุน สง่ เสรมิ ให้ชมุ ชนสามารถบรู ณการประเด็นความมั่นคง ทางอาหารเข้าสู่นโยบายชุมชน นโยบายหน่วยงาน เพราะบางเรื่องโดยเฉพาะชุมชนที่ไม่เข้มแข็ง การ จะเรยี นรจู้ นนาไปสกู่ ารปรบั เปลีย่ นมโนทศั น์โดยระเบิดจากในชุมชนเองไม่ใช่เร่ืองง่าย หากนโยบายรัฐ ไม่สนับสนุน ประกอบกับการปรับเปลี่ยนมโนทัศน์เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา นโยบายรัฐควรกาหนดให้มี กลไกการทางานแบบบูรณการการกันได้อยา่ งแท้จรงิ
246 4.3 ข้อเสนอเชิงนโยบายในการสง่ เสรมิ การเรยี นรสู้ ู่การเปลยี่ นแปลงด้านความม่นั คงทาง อาหารในชุมชนเกษตร (ปรับปรุง) ผู้วิจัยนาข้อคดิ เห็นโดยเพิม่ เติมของผู้ทรงคุณวุฒมิ าปรับปรงุ เพือ่ จัดทาเปน็ ข้อเสนอแนะ เกย่ี วกับจุดมงุ่ หมายและแนวทางปฏิบัติในการส่งเสรมิ การเรยี นรสู้ ู่การเปล่ียนแปลงดา้ นความมน่ั คง ทางอาหารของชุมชนเกษตร ดงั น้ี จุดม่งุ หมายของขอ้ เสนอเชงิ นโยบาย ประกอบดว้ ย 3 ขอ้ ได้แก่ 1) สมาชิกในชุมชนตระหนักถึงความจาเป็นในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองเพ่ือ นาไปสูก่ ารเสริมสร้างความมนั่ คงทางอาหารในระดับครวั เรือนและชุมชนได้อย่างตอ่ เน่ือง 2) ชุมชนมผี ้นู าการเปลี่ยนแปลงหรือกล่มุ ปฏิบตั ิการท่สี ามารถส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อ นาไปส่กู ารเสริมสรา้ งความม่นั คงทางอาหารท้ังในระดบั ครวั เรือนและชมุ ชนอยา่ งตอ่ เนื่อง 3) ชุมชนมกี ลไกความร่วมมือในทกุ ระดับท่สี ่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ การพัฒนาองค์ ความรู้ ใหค้ าปรึกษา และสนับสนุนการดาเนินงานต่าง ๆ เป็นเครือข่ายท้ังภายในและภายนอกชุมชน ในการส่งเสริมการเรียนรูเ้ พือ่ การเปลี่ยนแปลงที่นาไปสคู่ วามมนั่ คงทางอาหารของครวั เรอื นและชุมชน ขอ้ เสนอเชงิ นโยบายเพ่ือสง่ เสริมการเรียนรู้ส่กู ารเปล่ียนแปลงด้านความมน่ั คงทางอาหาร ในชุมชนเกษตร เพ่ือเป็นแนวทางในการตดั สนิ ใจเพ่ือการวางแผนและการดาเนินการต่าง ๆ ของผมู้ ี สว่ นเกี่ยวข้อง ซ่ึงสว่ นใหญอ่ ยู่ในความรบั ผิดชอบดูแลของหนว่ ยงานท่ีเกย่ี วข้อง ไดแ้ ก่ กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสขุ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทลั เพ่ือเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย องค์กรเอกชน องค์การปกครองส่วนท้องถ่นิ เพื่อสนับสนุนองคค์ วามรู้ ทรัพยากร และงบประมาณ เพื่อส่งเสรมิ ให้ชุมชนเกิดการเรยี นรูร้ ว่ มกันเพ่อื นาไปส่กู ารเรียนรเู้ พื่อกาหนดแนวทาง ในการเปลีย่ นแปลงท่ีเสริมสรา้ งความมน่ั คงทางอาหารทัง้ ระดบั ครวั เรอื น กลุ่ม และชุมชน มีจานวน ทง้ั หมด 3 ข้อ ดังนี้ ข้อเสนอเชิงนโยบายข้อท่ี 1 ดา้ นการส่งเสริมและสนบั สนนุ ให้สมาชกิ ในชุมชนได้ เรียนรู้และนาไปสู่การกาหนดแนวทางเพอ่ื เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดบั ครอบครวั และ ชุมชนอยา่ งต่อเน่ือง โดยมีแนวปฏบิ ัติดังนี้ 1.1 ส่งเสริมให้สมาชิกในชุมชนตระหนักถึงความสาคัญและมีส่วนร่วมในการ แก้ปัญหาและเสริมสร้างการเรียนรู้เพ่ือนาไปสู่การเสริมสร้างความม่ันคงทางอาหารท้ังในระดับ ครัวเรือนและชุมชน โดยชุมชนอาจจัดให้มีการประชุมหรือการสนทนาระหว่างสมาชิกในชุมชน โดย คานงึ ถึงภูมิหลัง ประสบการณ์ของสมาชิกในชุมชน อาจแบง่ เป็นกล่มุ เยาวชน กลุ่มเกษตรกร กลุ่มสตรี แม่บ้าน กล่มุ อาสาสมัครสาธารณสขุ เพือ่ นาเสนอข้อมลู ทีส่ อดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาท่ีแต่ละกลุ่ม
247 เผชิญ และนาไปสู่การวิเคราะห์ตนเอง การกาหนดแนวทางในการเรียนรู้และพัฒนาที่นาไปสู่การ เสริมสร้างความม่นั คงทางอาหารตามบทบาทและแนวทางใหม่ที่กาหนดข้นึ 1.2 ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปล่ียน ถ่ายทอด ข้อมูลข่าวสาร ประสบการณ์ องค์ ความรู้ต่าง ๆ ของสมาชิกในชุมชน และสนับสนุนจากเครือข่าย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการแสวงหา ทางเลือกและกาหนดแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับการปรับเปล่ียนวิถีการผลิตและการบริโภคท่ี เก่ียวข้องกับการเข้าถึงอาหารท่ีมีคุณภาพ ความปลอดภัยด้านอาหารและโภชนาการ การพึ่งตนเอง ด้านอาหาร และสิทธิในระบบอาหารที่เป็นธรรม โดยชุมชนเปิดโอกาสให้ผู้นา ผู้รู้ หรือเกษตรกรใน พื้นทีไ่ ด้ถ่ายทอด แลกเปลี่ยน ความรู้ผา่ นการประชุมหมบู่ ้าน การประชุมกลุ่ม หรือการถ่ายทอผ่านหอ กระจายข่าว และอาจประสานงานกับหน่วยงาน องค์กรภายนอกสนับสนุนความรู้ ข้อมูล องค์ความรู้ หรอื วทิ ยากรตามความต้องการและปัญหาที่ชุมชนตอ้ งการเรียนรู้ 1.3 ส่งเสริมให้สมาชิกในชุมชนตระหนักถึงความสาคัญในการวิเคราะห์ กาหนด แนวทางในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง เพื่อนาไปสู่การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมท่ีเสริมสร้างความ มั่นคงทางอาหารในครัวเรือนและชุมชน โดยหน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวข้องอาจสนับสนุนสื่อ เทคนิค และวิธีการท่ีหลากหลาย เช่น การเล่าเร่ือง การใช้กรณีศึกษา การวิเคราะห์เหตุการณ์สาคัญ การ วิเคราะห์เปรียบเทยี บ ทส่ี อดคลอ้ งกับความตอ้ งการและปญั หาทช่ี ุมชนต้องการเรยี นรู้ 1.4 พัฒนาระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศท่สี ง่ เสริมใหส้ มาชกิ ในชุมชนสามารถเขา้ ถงึ แลกเปลีย่ น และเผยแพร่ ความรู้ ขอ้ มลู ขา่ วสาร องค์ความรู้ทีเ่ ปน็ พื้นฐานสาคัญในการวเิ คราะห์ ประเมนิ ตนเอง การเพ่ิมพูนความรู้ ทักษะ และเจตคติทีน่ าไปสูก่ ารเสรมิ สร้างความมนั่ คงทางอาหาร ของครัวเรอื นและชุมชน โดยหน่วยงานองค์กรทเ่ี กย่ี วข้องสง่ เสรมิ ความรูใ้ นการใช้เทคโนโลยคี วบคูไ่ ป กับการพฒั นาโครงสรา้ งพืน้ ทีเ่ ปน็ ประโยชนต์ ่อการเรยี นรูแ้ ละการจัดการความรู้ของสมาชกิ ในชุมชน ข้อเสนอเชิงนโยบายข้อท่ี 2 ดา้ นการสรา้ งผนู้ าการเปลีย่ นแปลงและกลุม่ ปฏบิ ัตกิ าร เพ่อื สง่ เสริมการเรยี นรู้สู่การเปลย่ี นแปลงดา้ นความมน่ั คงทางอาหารในชุมชนเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยมแี นวปฏิบตั ิดงั น้ี 2.1 พัฒนาผูน้ าและสมาชกิ ในชุมชนท่ีมีบทบาทท่ีเก่ียวข้องกับการส่งเสริมความม่ันคง ทางอาหารในชุมชน เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน หมอดินอาสา อาสาสมัครเกษตร ผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ผู้แทนจากส่วนงานราชการท่ีเกี่ยวข้อง ให้เป็นผู้นาการ เปลี่ยนแปลงท่มี ีความสามารถในการจงู ใจ การวางแผน การส่ือสาร การประสานงาน การจัดกิจกรรม ที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันของสมาชิกในชุมชนเพ่ือนาไปสู่การวิเคราะห์ตนเองและแสวงหา แนวทางปฏบิ ัตทิ เ่ี สริมสร้างความม่ันคงทางอาหารในระดบั ครวั เรือนและชมุ ชนอย่างตอ่ เน่อื ง 2.2 ส่งเสริมให้สมาชิกในชุมชนมีการรวมกลุ่มปฏิบัติการเพ่ือวิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหา แลกเปลยี่ นประสบการณ์ ความรู้ และข้อมูลระหว่างกัน ร่วมกันแสวงหาทางเลือกและกาหนด
248 แนวทางเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารท้ังในระดับครัวเรือนและชุมชน อาจดาเนินการผ่าน เครือขา่ ยสังคมออนไลน์ และสนบั สนุนใหม้ ีการพบปะพูดคยุ และมกี ิจกรรมร่วมกัน เช่น การจัดประชม เครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การจัดนิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้และกรณีศึกษาต่าง ๆ โดย หน่วยงานและองค์กรท่ีเกี่ยวข้องสนับสนุนงบประมาณในการดาเนินการ หรือสนับสนุนการสร้างและ พัฒนาองค์ความรู้ การจัดการความรู้ และสนับสนุนให้มีการจัดทาและใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล ความรตู้ ่าง ๆ 2.3 สนับสนุนให้ผู้นาการเปลี่ยนแปลงหรือสมาชิกกลุ่มปฏิบัติการได้แสดงบทบาท ใน การแลกเปล่ียน แบ่งปันความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ การดาเนินกิจกรรม การสรุป บทเรียนร่วมกันบนฐานของการพัฒนาความสามารถของสมาชิกในชุมชนในการแสวงหาความรู้และ พัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องด้วยวิธีการเรียนรู้ที่สอดคล้องและเช่ือมโยงกับการดาเนินชีวิตของสมาชิก ในชุมชน เพื่อการพึ่งตนเองและจัดการตนเองด้านอาหารของครัวเรือนและชุมชนเกษตร ชุมชนอาจ ดาเนนิ การผ่านการประชมุ หมู่บ้าน การเขา้ ร่วมประชุมเครือข่ายการเรียนรู้ต่าง ๆ ข้อเสนอเชิงนโยบายท่ี 3 ด้านการสร้างกลไกความร่วมมือในทุกระดับที่ส่งเสริม ให้เกิดการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงเพ่ือนาไปสู่ความมั่นคงทางอาหารของชุมชน โดยมีแนว ปฏบิ ัตดิ ังน้ี 3.1 กาหนดให้ประเด็นการส่งเสริมการเรียนรู้เพ่ือเสริมสร้างความม่ันคงทางอาหาร ในชุมชนเป็นประเด็นสาคัญที่ควรระบุในนโยบาย ยุทธศาสตร์ของประเทศ แผนพัฒนาท้องถิ่นและ ชุมชน และเชื่อมโยงกับการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ครอบคลุมกับการเสริมสร้างความสามารถในการ พง่ึ ตนเองของสมาชิกในชุมชนเกษตร เพ่ือส่งเสริมให้มีการพัฒนาโครงการหรือกิจกรรมท่ีเก่ียวข้องกับ การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งเอ้ือต่อการเข้าถึงการสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและ ทรัพยากรเพอ่ื ปฏบิ ัตกิ ารในระดับชมุ ชน 3.2 สนบั สนุนงบประมาณและการดาเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการเรียนรู้สู่ การเปล่ียนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารของสมาชิกในชุมชน ผู้นาการเปลี่ยนแปลง และกลุ่ม ปฏิบัติการ โดยกาหนดเง่ือนไขการเข้าถึงงบประมาณสนับสนุนบนฐานของการมีส่วนร่วมของสมาชิก ในชุมชน ผ่านการจดั ทาโครงการ กจิ กรรมบนฐานของการเรียนรู้ร่วมกัน การเรียนรู้จากประสบการณ์ ที่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการท่ีจะนาไปสู่การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารท่ียืดหยุ่น เหมาะสมกับกลุ่มและชมุ ชนทอ้ งถ่ิน 3.3 ส่งเสริมให้มีการบูรณาการประเด็นความม่ันคงทางอาหารสู่การจัดบริการ การศึกษาท้ังการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย โดยมีเน้ือหาการ เรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับความรู้เชิงแนวคิด เทคนิค วิธีการที่เสริมสร้างความม่ันคงทางอาหารในระดับ
249 ครวั เรือนและชมุ ชน และความรูแ้ ละทกั ษะในการส่อื สาร การจดั การเรียนรเู้ พื่อให้สมาชิกในชุมชนเพ่ือ เสริมสรา้ งความมั่นคงทางอาหารในชมุ ชนเกษตรทัง้ ในระดับปัจเจก ครวั เรือน และชุมชน 3.4 ส่งเสริมและสนบั สนนุ ใหเ้ กดิ ความร่วมมือกันระหว่างชุมชน หน่วยงาน องค์กรท่ี เก่ียวข้องในการสร้างและใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้และงานวิจัยต่าง ๆ เพื่อแสวงหาทางเลือกและ กาหนดแนวทางในการส่งเสรมิ การเรยี นรดู้ ้านความมน่ั คงทางอาหารได้สอดคล้องกับสถานการณ์ และ การสง่ เสริมพฤตกิ รรมการบริโภคท่ีเหมาะสมในระดับบุคคล ครวั เรือน และชมุ ชน 3.5 ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกในชุมชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก เครือข่ายสนับสนุนทางวิชาการที่คานึงถึงปัญหาและความต้องการของชุมชนเกษตร เพื่อส่งเสริมการ เรยี นรสู้ กู่ ารเปลี่ยนแปลงดา้ นความมัน่ คงทางอาหารในชุมชน เช่น การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมิน สถานะความม่ันคงทางอาหารของชุมชน การให้ความรู้และสนับสนุนเทคโนโลยีในการการเพ่ิมผลิต ภาพการผลิตในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน การจัดการทรัพยากรดินและน้า การจัดการตลาดที่เป็น ธรรม การฟนื้ ฟู ปรบั ปรงุ และพัฒนาพนั ธุ์พืช
250 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ การวิจยั เร่ือง “การพัฒนากระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความม่ันคง ทางอาหารในชุมชนเกษตร” มีวตั ถปุ ระสงค์การวิจัยเพื่อ 1) เพื่อศึกษากระบวนการเรียนรู้ที่เสริมสร้าง ความมั่นคงทางอาหารในชุมชนต้นแบบ 2) เพ่ือพัฒนากระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การ เปล่ียนแปลงด้านความมั่นคงทางอาหารในชุมชนเกษตร 3) เพื่อศึกษาผลของการประยุกต์ใช้ กระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารในชุมชนเกษตรท่ี พัฒนาขึ้น และ 4) เพื่อนาเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้าน ความมน่ั คงทางอาหารในชมุ ชนเกษตร การวจิ ยั ครง้ั น้ี ผวู้ จิ ัยใชร้ ะเบียบวธิ ีการวจิ ยั เชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์รายบุคคลและ รายกลุ่มแบบไม่เป็นทางการ การสังเกต ในการศึกษาปรากฏการณ์และกระบวนการเรียนรู้ในชุมชน ตน้ แบบจาก 3 กรณศี กึ ษา และใชว้ ธิ กี ารสงั เกต การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่มกับผู้ให้ข้อมูลหลักและ ผู้เกีย่ วขอ้ ง วิธีวิจยั เชงิ ปฏิบตั กิ ารในชุมชนทดลอง 1 ชุมชน ในส่วนของการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย ในการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารในชุมชนเกษตร ใช้วิธีการ สมั ภาษณ์กลุ่มและรายบุคคล โดยสรปุ ถงึ ข้ันตอนการดาเนินการวิจยั รายวัตถุประสงค์ได้ ดังนี้ วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อศึกษากระบวนการเรียนรู้ท่ีเสริมสร้างความม่ันคงทางอาหาร ในชุมชนต้นแบบ เพ่ือศึกษาองค์ประกอบสาคัญของกระบวนการเรียนรู้ ได้แก่ เปูาหมายการเรียนรู้ เนอื้ หา วธิ กี ารเรยี นรู้ และแหลง่ เรียนรู้ ขนั้ ตอนของการเรยี นรู้ท่ี ปจั จัยและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอน นี้เป็นการวิจัยภาคสนาม ประกอบด้วย ข้ันท่ี 1 การคัดเลือกกรณีศึกษา 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนคู้ยาย หมี ชุมชนหนองสาหร่าย และชุมชนลานตากฟูา จากนั้นผู้วิจัยดาเนินการศึกษา สรุป และสังเคราะห์ กระบวนการเรียนรู้จากชุมชนต้นแบบ เป็นการวิจัยภาคสนาม เพื่อให้ได้ผลการศึกษาเกี่ยวกับ กระบวนการส่งเสรมิ การเรยี นรู้สู่การเปล่ียนแปลงดา้ นความมัน่ คงทางอาหารในชมุ ชนเกษตรผู้วิจัยเก็บ ข้อมูลโดยใช้วิธกี ารศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์รายบุคคล การสัมภาษณ์รายกลุ่มแบบไม่เป็นทางการ การสังเกต และการสนทนากลุ่ม โดยมีผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้นาชุมชนผู้นากลุ่ม สมาชิกชุมชน สมาชิกกลมุ่ จากนนั้ นาข้อมูลท่ีได้จากกรณีศึกษาข้างต้น รวมท้ังศึกษาเอกสารต่าง ๆ เพิ่มเติม มาสรุป และสังเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ที่ทาให้ชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการจัดการด้าน ความมนั่ คงทางอาหารมาอย่างตอ่ เนื่อง วัตถุประสงค์ที่ 2 เพื่อพัฒนากระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้าน ความม่ันคงทางอาหารในชุมชนเกษตร โดยมีข้ันตอนสาคัญ ดังนี้ ข้ันท่ี 1 การสังเคราะห์และจัดทา
251 ร่างแนวทางการจัดกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารใน ชุมชนเกษตร โดยผู้วิจัยนาผลที่ได้จากการวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ที่เสริมสร้างความม่ันคงทาง อาหารในชุมชนต้นแบบ จาก 3 กรณีศึกษา มาทาการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และเช่ือมโยงกับ กระบวนการเรยี นรจู้ ากการปรับเปลย่ี นมโนทศั น์ เพ่อื สรา้ งข้อสรปุ และพัฒนากระบวนการส่งเสริมการ เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารในชุมชนเกษตร ข้ันท่ี 2 ตรวจสอบร่าง กระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารในชุมชนเกษตรที่ ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น โดยผู้ทรงคุณวุฒิ พิจารณา ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ของกระบวนการส่งเสริม การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงทางอาหารในชุมชนเกษตร และให้ข้อเสนอแนะต่อการ นากระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารในชุมชนเกษตรไปใช้ ประโยชน์ ผ้วู ิจยั นาขอ้ คิดเหน็ และข้อเสนอแนะท่ีได้จากการสัมภาษณ์รายบุคคลมาปรับปรุงและแก้ไข รปู แบบกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ท่ีนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารในชุมชน เกษตรที่พัฒนาให้มีความถูกต้อง เหมาะสมและมีความเป็นไปได้ในการนาไปประยุกต์ใช้ได้มากยิ่งข้ึน และเพ่อื เขียนเปน็ ขอ้ สรุปผลการวิจัยตอ่ ไป วตั ถุประสงคข์ ้อที่ 3 ศึกษาผลของการประยกุ ต์ใช้กระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การ เปลี่ยนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารในชุมชนเกษตรที่พัฒนาข้ึน เพื่อตรวจสอบกระบวนการ สง่ เสริมการเรียนรู้ท่ีนาไปสู่การเปล่ียนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารในชุมชนเกษตร และรวบรวม ขอ้ เสนอแนะท่ีจะเป็นประโยชนต์ อ่ การนากระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความ มั่นคงทางอาหารในชุมชนเกษตร ไปใช้กับชุมชนเกษตรอื่นต่อไป ขั้นตอนนี้เป็นการศึกษาภาคสนาม ดาเนินการโดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับการศึกษาเอกสารและงานวิจัยต่าง ๆ เป็นแนวทาง ในการวางแผนออกแบบการศึกษา ประกอบด้วย 3 ข้ันตอนสาคัญ ได้แก่ 1) การคัดเลือกเกษตรกร กลุ่มตวั อย่าง 2) การประยกุ ต์ใช้กระบวนการสง่ เสรมิ การเรยี นรสู้ กู่ ารเปลยี่ นแปลงด้านความม่ันคงทาง อาหารในชุมชนเกษตร 3) การประเมินผลการประยุกต์ใช้กระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การ เปลีย่ นแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารในชุมชนเกษตร วัตถุประสงค์ข้อที่ 4 นาเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้สู่การ เปล่ียนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารในชุมชนเกษตร ขั้นตอนน้ีเป็นขั้นสุดท้าย โดยผู้วิจัยจัดทา รา่ งข้อเสนอเชงิ นโยบายเพ่อื ส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงทางอาหารในชุมชน เกษตร จากนั้นจึงดาเนินการข้ันท่ี 2 ตรวจสอบร่างและปรับปรุงข้อเสนอเชิงนโยบายเพ่ือส่งเสริมการ เรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความมั่นคงทางอาหารในชุมชนเกษตร ช้ันที่ 2 น้ี ผู้วิจัยใช้วิ ธีการ สัมภาษณ์และการสนทนากลุ่มกับผู้ทรงคุณวุฒิและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการส่งเสริมการเรียนรู้ ดังกล่าว ได้แก่ ผแู้ ทนชมุ ชน หน่วยงานองคก์ รทเี่ ก่ยี วข้อง นกั วิชาการ นักพฒั นา เพื่อร่วมให้ข้อคิดเห็น ขอ้ วพิ ากษ์ และขอ้ เสนอแนะเพ่มิ เติม เพื่อให้ได้ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบายที่มีความเหมาะสมและเป็นไป
252 ไดม้ ากขึ้น จากน้ันจึงนาผลท่ีได้จากการสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่มเพ่ือตรวจสอบร่างข้อเสนอเชิง นโยบายมาปรบั ปรงุ ข้อเสนอเชงิ นโยบายเพ่อื สง่ เสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านความม่ันคงทาง อาหารในชมุ ชนเกษตรใหส้ มบูรณม์ ากขึ้น สรปุ ผลการวจิ ัย ผู้วิจัยนาเสนอผลการวิจัยแบ่งเป็น 4 ตอน ตามวัตถุประสงค์การวิจัย ได้แก่ ตอนท่ี 1 ผล การศึกษากระบวนการเรียนรู้ที่เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในชุมชนต้นแบบ ตอนที่ 2 ผล การศึกษาการพัฒนากระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารใน ชุมชนเกษตร ตอนที่ 3 ผลของการประยุกต์ใช้กระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้าน ความม่ันคงทางอาหารในชุมชนเกษตรที่พัฒนาขึ้น และตอนที่ 4 ผลการศึกษาข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อส่งเสรมิ การเรยี นร้สู ู่การเปลยี่ นแปลงดา้ นความม่นั คงทางอาหารในชุมชนเกษตร ตอนท่ี 1 การศกึ ษากระบวนการเรยี นร้ทู ี่เสรมิ สรา้ งความมนั่ คงทางอาหารในชุมชนตน้ แบบ จากการศึกษากระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหาร ชองแต่ละกรณีศึกษาข้างต้น พบว่า การเรียนรู้เพ่ือการเปล่ียนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารนั้น เกยี่ วขอ้ งกับกบั การพฒั นาความสามารถในการคิด และวเิ คราะหส์ ถานการณ์ต่าง ๆ ที่กระทบต่อความ ม่ันคงทางอาหารของชุมชน จนทาให้ชุมชนตระหนักถึงความสาคัญของการตัดสินใจเลือกท่ีจะ เปล่ียนแปลงวิถีการผลิตและพฤติกรรมท่ีจะนาไปสู่การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของชุมชน และครัวเรอื น ทง้ั มิติของตนเองในฐานะทีเ่ ป็นเกษตรกรผู้ผลิตและเปน็ ผูบ้ ริโภค 1.1. ข้อมูลทั่วไปของชุมชนและการดาเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างความม่ันคง ทางอาหาร พบว่า ทั้ง 3 ชุมชนเผชิญกับสถานการณ์ปัญหาท่ีคล้ายคลึงกันคือ ปัญหาหนี้สินอัน เน่ืองมาจากการทาเกษตรเคมีแบบเข้มข้น เนื่องจากมีการเพาะปลูกพืชเชิงเด่ียว ผลิตปีละหลายรอบ การผลิต ขาดการบารุงดินอย่างต่อเนื่อง ทาให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ประกอบกับปุ๋ยเคมี ยาฆ่า แมลงและกาจัดวัชพืช ถูกนามาใช้ในการเกษตรมากขึ้น ชุมชนคู้ยายหมี อาเภอสนามชัยเขต จังหวัด ฉะเชงิ เทรา และชุมชนหนองสาหร่าย ตาบลหนองสาหรา่ ย อาเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี พบว่า มีเผชิญปัญหาเก่ียวกับแหล่งอาหารตามธรรมชาติลดน้อยลงไป รวมทั้งความสัมพันธ์ของผู้คนอยู่ใน ลักษณะต่างคนต่างอยู่ ด้านการดาเนินกิจกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารท่ี พบว่า 3 ชุมชนมีการดาเนินกิจกรรมเกี่ยวกับ 1) การเพ่ิมศักยภาพของครัวเรือนและชุมชนในการ แก้ไขปัญหาและการรวมกลุ่มช่วยเหลือกันด้านอาหารของชุมชน 2) การเสริมสร้างความสามารถใน การพึง่ ตนเองดา้ นอาหารของครวั เรือนและชมุ ชน โดยเฉพาะการดาเนินส่งเสริมให้สมาชิกในครัวเรือน
253 ปลูกพืชผักไว้รับประทานในครัวเรือน 3) การเสริมสร้างความม่ันคงทางอาหารในมิติของการเข้าถึง อาหารท่ีมีคุณภาพ มีความปลอดภัยด้านอาหารและโภชนาการ และกิจกรรมท่ีพบใน 2 ชุมชน ได้แก่ 1) การเสริมสร้างความม่ันคงทางอาหารในมิติทางวัฒนธรรมและการพัฒนา 2) การเสริมสร้างความ มนั่ คงทางอาหารในมติ ิของการเข้าถงึ อาหารในระบบตลาด ที่มีระบบการกระจายอาหารท่ีหลากหลาย และ 4) การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในมิติสิทธิฐานทรัพยากรการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านปจั จยั ท่ีดินและฐานทรพั ยากรพันธกุ รรม 1.2. องค์ประกอบที่สาคัญของกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความ มน่ั คงทางอาหารชองชมุ ชนต้นแบบ สรปุ ไดด้ งั นี้ 1.2.1 เปูาหมายของการเรียนรู้ที่พบใน 3 ชุมชน มีดังนี้ 1) การเรียนรู้เพ่ือเพ่ิมศักยภาพ ของสมาชิกกลมุ่ และชมุ ชนในการแกไ้ ปปัญหาและชว่ ยเหลือกันด้านอาหารทั้งในฐานะที่เป็นผู้ผลิตและ ผู้บริโภค 2) การเพ่ิมความสามารถในการพ่ึงตนเองด้านอาหาร 3) การเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ขณะท่ีเปูาหมายของการเรียนรู้ที่พบใน 2 ชุมชนต้นแบบเหมือนกัน คือ การเข้าถึงระบบ ตลาดทม่ี ีความหลายหลายและเป็นธรรม 1.2.2 เนื้อหาการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงทาง อาหาร ซึ่งพบท้ัง 3 ชุมชน เกี่ยวข้องกับประเด็นดังน้ี 1) การบริหารจัดการกลุ่ม/องค์กรชุมชนท่ีต้ังขึ้น เพ่ือแก้ปัญหาและช่วยเหลือกัน 2) กระบวนการผลิตพืชอาหารปลอดภัยต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และ สิ่งแวดล้อม 3) การบริโภคอาหารที่ปลอดภัย เนื้อหาการเรียนรู้ท่ีพบใน 2 ชุมชนต้นแบบ คือ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และ ระบบตลาดท่เี ป็นธรรม 1.2.3 กระบวนการเรียนรู้ที่เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในชุมชนต้นแบบ ประกอบด้วย 5 ข้ัน ได้แก่ 1) รับรู้และตระหนักถึงสถานการณ์ที่กระทบต่อความม่ันคงทางอาหาร 2) ทบทวนสถานการณ์ วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา กาหนดเปูาหมายร่วมกัน 3) แสวงหาแนวทางแก้ไข และกาหนดแนวปฏิบัติร่วมกัน 4) ปฏิบัติตามแนวทางท่ีกาหนด และ5) สรุปบทเรียนและบูรณาการ เขา้ สวู่ ิถีชีวิต 1.2..4 วธิ ีการเรยี นรทู้ ่มี ีการนามาใช้เพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชน อย่าง น้อย 2 ชุมชน ได้แก่ การเรียนรู้จาการประชุม การเรียนรู้จากการศึกษาดูงาน การเรียนรู้จากการ ปฏบิ ตั จิ รงิ การเรยี นรูจ้ าการฝึกอบรม การเรียนรู้จากการเข้าร่วมสัมมนาทางวิชาการ การจัดทาแปลง ทดลอง การเรียนรู้จากการวิจัย การได้รับคาแนะนาปรึกษาจากผู้นา/ผู้รู้ และการเรียนรู้จากการเป็น แหล่งศึกษาดูงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ (1) ทาให้สมาชิกกลุ่ม/ชุมชนได้พัฒนาความรู้จาก ประสบการณก์ ารทางานร่วมกันเป็นกลุ่มและมีการปฏิบัติเป็นประจา จนเกิดทักษะข้ึน (2) ส่งเสริมให้ สมาชิกกลุ่ม/ชุมชนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเน่ือง (3) วิธีการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องและ เช่ือมโยงกับการดาเนินชวี ติ ของสมาชกิ ในชมุ ชน
254 1.2.5 แหล่งเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหาร แบ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ภายในชุมชนและภายนอกชุมชน แหล่งเรียนรู้ภายในชุมชนที่พบใน 3 ชุมชน ต้นแบบ ได้แก่ ที่ประชุมกลมุ่ /ชมุ ชน ผู้นากล่มุ /ชุมชน แปลงทดลอง และแหล่งเรียนรู้นอกชุมชนได้แก่ นกั วิชาการ เจา้ หน้าทอ่ี งค์กรพัฒนาเอกชนและภาครฐั 1.2.6 ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนจากการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ฯ ทาให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงดา้ นความรู้ ความคิด และการกระทาดงั นี้ 1) การเปลยี่ นแปลงด้านความรู้ ประกอบด้วย ความรู้เก่ียวกับความมั่นคงทางอาหาร ท่ีนอกเหนือไปจากการมีอาหารเพียงพอต่อการบริโภค โดยเฉพาะแนวคิดการพ่ึงตนเองด้านอาหาร และทักษะในการวางแผน การแก้ไขปัญหา และการ รวมกลุ่มช่วยเหลือกันด้านอาหารของชุมชน 2) การเปลี่ยนแปลงด้านความคิด ท่ีเก่ียวข้องกับ ความ ปลอดภัยและที่มาของแหล่งอาหารต่าง ๆ โดยหันมาคานึงถึงกระบวนการผลิตอาหารท่ีท่ีปลอดภัยต่อ สุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากข้ึน ความสัมพันธ์ระหว่างความม่ันคงในชีวิตกับความม่ันคงทางอาหาร ความมน่ั ใจในการแกป้ ญั หาด้วยตนเองและกล่มุ และความสาคัญของตนเองและการมีส่วนร่วมของคน ในชุมชนในการแก้ปัญหาและการพัฒนาร่วมกัน 3) การเปลี่ยนแปลงด้านการกระทา ประกอบด้วย การปรบั เปลยี่ นวถิ ีการผลิต การปรับเปล่ียนวถิ ีการบริโภค การปรับเปลีย่ นวิถีชวี ติ 1.2.7 ปัจจัยและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร ของสมาชิกในชุมชนท่ีพบใน 3 ชุมชนหรืออย่างน้อย 2 ชุมชน ประกอบด้วย ปัจจัยที่สนับสนุน กระบวนการเรียนรู้ ได้แก่ ผู้นาชุมชน บรรยากาศการสนทนาและการทางานร่วมกัน ภูมิหลัง ประสบการณ์ และฐานะทางเศรษฐกิจของสมาชิกกลุ่ม/ชุมชน กลุ่มหรือองค์กรชุมชน และเครือข่าย การเรียนรู้ เงื่อนไขของกระบวนการเรียนรู้ ได้แก่ การมีข้อมูลท่ีเพียงพอต่อการวิเคราะห์บริบทและ สถานการณ์ทเี่ ก่ยี วขอ้ งสาหรบั การวิพากษส์ มมตฐิ านท่ีเคยเช่ือเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหาร การ สร้างกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ท่ีดี ระหว่างสมาชกิ กลมุ่ และการปรับปรุงและพฒั นากลไกสนบั สนุนการเรยี นรู้ท่สี อดคล้องกับสถานการณ์ ความม่ันคงทางอาหารที่เกดิ ขึน้ ในชุมชน ตอนที่ 2 การพฒั นากระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความมั่นคงทางอาหาร ในชุมชนเกษตร 2.1 หลกั การของกระบวนการเรยี นรู้ กระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้าน ความม่ันคงทางอาหารในชุมชนเกษตร มีดังนี้ หลักการเรียนรู้ร่วมกัน หลักการส่งเสริมให้รู้จักตนเอง และพัฒนาตนเองไดอ้ ยา่ งเหมาะสม หลักการเรียนรจู้ ากการปฏบิ ตั ิทีส่ อดคลอ้ งกับวิถีชวี ติ 2.2 เปูาหมายของกระบวนการเรียนรู้ เพ่ือพัฒนาความสามารถในการคิด วิเคราะห์ สถานการณ์ต่าง ๆ ที่กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของชุมชน ทั้งด้านเนื้อหาหรือประเด็น
255 สถานการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร และด้านวิธีการหรือกลยุทธ์ท่ีชุมชนเคยใช้ในการ จัดการกับประเด็นปัญหานั้น ๆ จนทาให้สมาชิกในชุมชนตระหนักถึงความสาคัญของการร่วมกัน แสวงหาแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมซึ่งเป็นผลจากการวิเคราะห์ข้างต้น และมีการดาเนินกิจกรรม รว่ มกนั และการพัฒนาตนเองที่จะนาไปสู่การเสริมสรา้ งความมนั่ คงทางอาหารของชมุ ชนและครวั เรอื น 2.3 เนื้อหาการเรียนรู้ สามารถปรับเปล่ียนได้ตามความเหมาะสมภายใต้กรอบของเน้ือหา ดงั ตอ่ ไปน้ี ประกอบด้วย 1) ความรู้เชิงแนวคดิ เทคนคิ วธิ ีการทีเ่ สริมสร้างความม่ันคงทางอาหาร และ 2) ความรู้และทักษะในการส่ือสารที่ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การวิเคราะห์ ตีความ สถานการณป์ ญั หา ทบทวนวิธีการทางานท่ีผ่านมาที่กระทบต่อความไม่มั่นคงทางอาหารของครัวเรือน และชมุ ชน เพอื่ ให้สมาชิกในชมุ ชนเกิดความเข้าใจกนั และกัน และส่งเสริมให้เกิดการกาหนดเปูาหมาย ในการเปล่ยี นแปลงไปในทศิ ทางเดยี วกนั 2.4 กระบวนการเรียนรู้ ประกอบดว้ ย 5 ระยะ 12 ขั้นตอนย่อย ดังนี้ ระยะที่ 1 กระตุ้นการ รับรู้สถานการณ์ปัญหา ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน ได้แก่ (1) สร้างความเข้าใจในสถานการณ์และ แนวคิดความมั่นคงทางอาหาร (2) วิเคราะห์และประเมินความต้องการเปล่ียนแปลงสถานการณ์ ระยะท่ี 2 ทบทวน วิเคราะหส์ ถานการณ์ และกาหนดเปูาหมายร่วมกัน ประกอบด้วย 3 ขั้น ได้แก่ (1) ทบทวนสถานการณ์และสาเหตุความไม่ม่ันคงทางอาหารร่วมกัน (2) วิเคราะห์วิธีการจัดการกับความ ไมม่ ่นั คงทางอาหารท่ีผ่านมา (3) กาหนดเปูาหมาย ประเด็นที่ต้องการแก้ปัญหา/พัฒนาร่วมกัน ระยะ ท่ี 3 แสวงหาทางเลอื กและวางแนวทางปฏบิ ตั ิ ประกอบดว้ ย 2 ขนั้ ได้แก่ (1) สารวจทางเลือกท่ีเป็นไป ได้ (2) วางแผนปฏิบัติ รายบุคคล ครัวเรือน กลุ่ม ชุมชน ระยะที่ 4 ปฏิบัติตามแนวทางที่กาหนด ประกอบด้วย 2 ขั้น ได้แก่ (1) ปฏิบัติตามแผน (2) แลกเปล่ียนเรียนรู้จากการปฏิบัติร่วมกันอย่าง ต่อเน่ือง ระยะท่ี 5 สรุปบทเรียนและบูรณาการเข้าสู่วิถีชีวิต ประกอบด้วย 3 ขั้น ได้แก่ (1) ติดตาม และประเมินผลการดาเนินตามแผน (2) ทบทวนและประเมินสิ่งที่ได้เรียนรู้ (3) ประเมินแนวคิดและ แนวปฏิบตั ใิ หมเ่ ขา้ สวู่ ถิ ีชวี ิต 2.5 วิธีการเรียนรู้ ท่ีส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงทางอาหารใน ชุมชนเกษตร ควรคานึงถึงความสอดคล้องกับเปูาหมายของการเรียนรู้ในแต่ละขั้นตอนของ กระบวนการเรียนรู้ ดังนี้ (1) ส่งเสริมให้สมาชิกกลุ่ม/ชุมชนได้แลกเปลี่ยน ปฏิสัมพันธ์ร่วมกันอย่าง ต่อเนื่อง เช่น การเรียนรู้จากการทากิจกรรมกลุ่ม (2) ส่งเสริมให้สมาชิกกลุ่ม/ชุมชนได้เรียนรู้จาก ทางานร่วมกันเป็นกลุ่มและมีการปฏิบัติเป็นประจา จนเกิดทักษะขึ้น เช่น การเรียนรู้จากการปฏิบัติ การเรยี นรู้จากการทาแปลงทดลองร่วมกัน (3) สอดคล้องและเชื่อมโยงกับการดาเนินชีวิตของสมาชิก ในชุมชน เช่น การเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ในชุมชน การเรียนรู้จากการสังเกตเห็นสภาพสังคมวิถีชีวิต (4) ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปล่ียนสะท้อนความคิด ความรู้ ความรู้ระหว่างสมาชิกกลุ่ม/ชุมชนอย่าง ต่อเน่อื ง เชน่ การเรยี นรจู้ ากการเสวนา ทม่ี ีการยกกรณตี ัวอยา่ งใกล้ตัว
256 2.6 แหล่งเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ภายในและภายนอกชุมชน เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกกลุ่มหรือ ชุมชนไดพ้ ฒั นาความรู้ ทักษะการวางแผน การแก้ปัญหา และการพัฒนาตนเองให้สามารถปฏิบัติการ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้เกิดขึ้นกับครัวเรือนและชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง อาทิแหล่ง เรียนรู้ท่ีเป็นบุคคล ได้แก่ ผู้นาชุมชน นักวิชาการ ผู้เช่ียวชาญด้านต่าง ๆ แหล่งเรียนรู้ท่ีเป็นกลุ่ม องค์กรชุมชน แหล่งเรียนรู้ท่ีเป็นสถานที่ ได้แก่ ชุมชนท่ีประสบความสาเร็จ ท่ีประชุมกลุ่ม ที่ประชุม หมบู่ า้ น แหล่งเรียนรูท้ ่ีเปน็ สื่อต่าง ๆ ไดแ้ ก่ หอกระจายขา่ ว โทรทศั น์ เครอื ข่ายสังคมออนไลน์ 2.7 ตวั บ่งชีก้ ารเปลยี่ นแปลงท่ีเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ มีดังน้ี 1) การเปลี่ยนแปลงด้านความรู้ ได้แก่ 1.1) มีความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับแนวคิดความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะที่เก่ียวข้องกับ ปัญหาท่ีสมาชิกกลุ่ม/ชุมชนเผชิญและดาเนินการแก้ไข 1.2) มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทางาน เป็นกลุ่ม 2) การเปลี่ยนแปลงด้านความคิด 2.1) เปล่ียนแปลงความคิดเก่ียวกับความปลอดภัยด้าน อาหารจากที่เคยละเลย เปล่ียนมาให้ความสาคัญกับการพิจารณาถึงแหล่งที่มาของอาหารท่ี รับประทานมากข้ึน คานึงถึงกระบวนการผลิตอาหารที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและส่ิงแวดล้อมมากขึ้น 2.2) เปลี่ยนแปลงความคดิ เกยี่ วกับความม่นั คงทางเศรษฐกจิ กบั ความมั่นคงทางอาหาร จากเดิมเช่ือว่า ความมั่นคงคือ มีรายได้จากการผลิตพืชขายได้เงินในจานวนมาก ๆ ความม่ันคงทางอาหารเป็นเร่ือง ของการมีเงินซื้ออาหารกินเพียงพอกับความต้องการ เปลี่ยนความคิดมาให้ความสาคัญกับชีวิตในมุม อื่น ๆ มากข้ึน เช่น สุขภาพ ความปลอดภัย ความอุดมสมบูรณ์ของส่ิงแวดล้อม เป็นต้น 2.3) เปลี่ยนแปลงความคิดจากละเลยมาสู่การคานึงถึงความรับผิดชอบต่อผู้อื่นมากขึ้น ความรู้สึกท่ีต้อง รับผิดชอบผู้บริโภค ในฐานะผู้ผลิตอาหารปลอดภัยมากข้ึน 2.4) มองเห็นบทบาทของตนเองในระบบ การผลิตที่เปล่ียนไปจากเดิมคือ ความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรกับพ่อค้าคนกลาง มาสู่การมองเห็น ความสาคัญของการพึ่งพาอาศัยกันและกันระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง ความคิดท่ีมีต่อผลผลิตในไร่นาว่าไม่ใช่เพียงสินค้าแต่เป็นอาหาร และมองผู้ซื้อด้วยความสัมพันธ์ท่ีดี บางรายมองว่าเป็นเพ่ือน 2.5) มีความสนใจเรยี นรแู้ ละพัฒนาตวั เองอย่างตอ่ เนื่อง 3) การเปล่ียนแปลง ด้านการกระทา มีการปรับเปล่ียนวิถีการผลิต ได้แก่ (1) ผลิตพืชท่ีหลากหลายและพืชท้องถ่ิน (2) ลด หรือเลิกการใช้สารเคมีทั้งปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืชในการผลิต (3) ปรับปรุงระบบการผลิตให้ตรง ตามระบบเกษตรกรรมอินทรีย์ การปรับเปลี่ยนวิถีการบริโภค ได้แก่ (1) มีการผลิตข้าวไว้บริโภคใน ครัวเรือนมากขึ้น (2) มีจานวนชนิดของผักท่ีปลูกในชุมชนท้ังสาหรับบริโภคและจาหน่ายท่ีมีความ หลากหลายมากข้ึน (3) มีแหล่งอาหารทั้งข้าวและพืชผักปลอดภัยไว้บริโภคในครัวเรือน ท้ังจากการ เพาะปลูกด้วยตนเองและจากการแบ่งปนั กบั สมาชิก และการปรับเปล่ียนวิถีชีวิต (1) มีความสัมพันธ์ที่ ดีกบั คนในชมุ ชนและต่างชมุ ชนมากขึ้น (2) มีเครือข่ายช่วยเหลือกันมากขึ้น (3) มีความสนใจเรื่องราว ของชุมชน ของคนในสังคมมากข้ึน (4) มีการใช้ประโยชน์จากแหล่งเรียนรู้ กลุ่ม องค์กรในชุมชนมาก ข้ึน
257 2.8 ปัจจัยและเง่ือนไขที่เกย่ี วขอ้ งกับกระบวนการเรียนรทู้ ่ีส่งเสรมิ ความมน่ั คงทางอาหารของ สมาชิกในชุมชนท่ี ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านผู้นาชุมชน สามารถออกแบบกลไกท่ีส่งเสริมให้คนในชุมชนมี แรงจูงใจในการเรียนรู้จากการปฏิบัติร่วมกันได้ สามารถนาความรู้และประสบการณ์ท่ีตนมีมา แลกเปลยี่ น สนทนาร่วมกับคนอื่นในชมุ ชน สามารถทาหน้าท่ีเป็นพี่เล้ียงหรือผู้ให้คาปรึกษาในการวาง แผนการเรียนรู้และการปรับเปล่ียนวิถีการผลิตและการบริโภคเป็นรายครัวเรือน 2) ปัจจัยด้าน บรรยากาศการสนทนาและทางานร่วมกันท่ีส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และการดาเนินกิจกรรมร่วมกัน อย่างต่อเน่ือง และเสริมความม่ันใจให้กับเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เรียนรู้และดาเนินตาม บทบาทใหม่ท่ีได้รับมอบหมาย 3) ปัจจัยด้านภูมิหลัง ประสบการณ์ และฐานะทางเศรษฐกิจของ สมาชิกกลุ่ม/ชุมชน มีส่วนสาคัญท่ีทาให้สมาชิกในกลุ่ม/ชุมชนเกิดความสนใจเรียนรู้ทางเลือกใหม่ ๆ และนาไปสู่การตัดสนิ ใจท่จี ะเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรมตนเองเพ่ือแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ 4) ปัจจัยด้านกลุ่ม หรือองค์กรชุมชน ทาให้สมาชิกเห็นความสาคัญของพัฒนาตนเองและการดาเนินกิจกรรมตาม เปูาหมายได้อย่างต่อเน่ือง และสามารถทาหน้าท่ีให้คาแนะนาปรึกษา ท่ีทาให้สมาชิกในชุมชนเห็น แนวทางในการเรยี นรู้ การปฏิบตั ิ และผลประโยชน์ท่ีจะเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน 5) ปัจจัยด้านเครือข่าย การเรียนรู้ ท่ีสนับสนุนการเสวนาท่ีเอื้ออานวยให้เกิดการวิเคราะห์ วิพากษ์สถานการณ์และวิธีการ แก้ปัญหากลุ่มร่วมกัน และสนับสนุนความรู้ ข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการประเมินข้อมูลและ สนบั สนุนหลักฐานตา่ ง ๆ เครือข่ายส่งเสริมและสนับสนุนความรู้เชิงเทคนิควิธีการท่ีเหมาะสม ซึ่งจะมี ส่วนสาคัญในการสร้างความมั่นใจในการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามบทบาทใหม่คื อ การเป็นผู้ผลิตอาหารปลอดภยั และผลติ อาหารเพ่ือบริโภคท่ีกาหนดไว้ได้อย่างต่อเน่ือง สาหรับเงื่อนไข ของกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ ได้แก่ 1) การมีข้อมูลที่เพียงพอต่อการวิเคราะห์บริบทและ สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องสาหรับการวิพากษ์สมมติฐานที่เคยเช่ือเก่ียวกับความปลอดภัยด้านอาหาร 2) การสรา้ งกจิ กรรมการเรียนรเู้ พ่อื แกป้ ญั หารว่ มกนั อย่างต่อเน่ือง 3) การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ท่ี ดีระหว่างสมาชิกกลุ่ม 4) การปรับปรุงและพัฒนากลไกสนับสนุนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับ สถานการณค์ วามมนั่ คงทางอาหารทีเ่ กิดขึน้ ในชมุ ชน ตอนที่ 3 การประยุกต์ใช้กระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความม่ันคงทาง อาหารในชมุ ชนเกษตรทพ่ี ัฒนาขนึ้ 3.1 ข้อมูลพื้นฐานของชุมชน สภาพชุมชนท่ีเกษตรกรกลุ่มทดลองอาศัยอยู่ตั้งในตาบลที่มี สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มริมฝ่ังแม่น้า มีระบบชลประทานท่ัวถึงทั้งพ้ืนท่ี จึงเหมาะกับการทา เกษตร ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม รองลงมาคือรับจ้าง ท่ัวไปทั้งในภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมและบริการ สถานการณ์ด้านความม่ันคงทางอาหารใน ชุมชน พบว่า ระบบการผลิตส่วนใหญ่อยู่ในระดับอาหารปลอดภัย เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้
258 ความเข้าใจเชิงเทคนิคหรือไม่ตระหนักถึงความปลอดภัยของตนเองและผู้บริโภค การลดลงของพ้ืนท่ี ทาการเกษตร ผลการตรวจเลือดพบว่ามีสารเคมีตกค้างในระดับไม่ปลอดภัย ความสามารถในการ พ่ึงตนเองด้านอาหารจากการบริโภคอาหารที่ส่วนใหญ่ผลิตขึ้นเองในครัวเรือนมีน้อยเมื่อเทียบกับ สัดส่วนของอาหารทไ่ี ดม้ าจากการซ้ือจากตลาด อย่างไรก็ตามชุมชนมีปัจจัยที่เอ้ือต่อการเรียนรู้ในการ ปรับเปล่ยี นมโนทศั น์ด้านมั่นคงทางอาหาร ได้แก่ การมแี หล่งเรียนรู้ที่เป็นบุคคลท่ีสามารถให้ความรู้ใน การผลิตอาหารปลอดภัยได้ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจาตาบลที่พร้อมให้ข้อมูลพื้นฐานที่ เป็นประโยชน์และพร้อมสนับสนุนการส่งเสริมให้สมาชิกในตาบลเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ รวมท้ังมี ผู้นาที่สนใจในการเรียนรู้เพื่อเสรมิ สร้างความมนั่ คงทางอาหารในชุมชน 3.2 การประยุกต์ใช้กระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความมั่นคงทาง อาหารในชุมชนเกษตร ผู้วิจัยนาผลการพัฒนากระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้าน ความมั่นคงทางอาหารซ่ึงได้จากการผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 มาเป็นกรอบแนวคิดในการ จดั กระบวนการสง่ เสรมิ การเรยี นรู้สูก่ ารเปลีย่ นแปลงด้านความมั่นคงทางอาหารในชุมชนเกษตรให้กับ เกษตรกรกลมุ่ ทดลอง ประกอบด้วย 4 กิจกรรมสาคัญ ได้แก่ 1) การสร้างการรับรู้และความตระหนัก เก่ียวกับแนวคิดและสถานการณ์ด้านความมั่นคงทางอาหาร ประกอบด้วย 2 กิจกรรมย่อยดังน้ี 1.1) กิจกรรมสร้างความรู้เก่ียวกับแนวคิดความม่ันคงทางอาหารของชุมชน 1.2) กิจกรรมสร้างความ ตระหนักถึงความสาคัญของของแนวคิดเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านความม่ันคงทางอาหารของครัวเรือน และชุมชน 2) การกาหนดแนวทางในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร เป็นการประชุมเพื่อ กาหนดประเดน็ ความม่ันคงทางอาหารของครัวเรือนและชุมชนที่ต้องการแก้ปัญหาและพัฒนาร่วมกัน ในประเด็นดังนี้ 2.1) ความต้องการในการแก้ปัญหาหรือส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือน และชุมชน 2.2) กิจกรรมเพ่ือแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาร่วมกัน 2.3) การแบ่งหน้าท่ีรับผิดชอบใน กิจกรรมต่าง ๆ ที่กาหนดขึ้น 3) การปฏิบัติตามแนวทางที่กาหนด ประกอบด้วย 3.1) การจัดทา แนวทางเสริมสร้างความม่ันคงทางอาหารในชุมชนร่วมกัน 3.2) การทดลองจัดกิจกรรมตามแนวทาง เสริมสร้างความม่ันคงทางอาหารท่ีเกษตรกรกลุ่มเปูาหมายร่วมกันพัฒนาขึ้น 4) การสรุปและ ประเมินผลการเรยี นรู้ ผวู้ ิจยั กาหนดให้มกี ารประเมินผลการดาเนินกิจกรรมตลอดกระบวนการส่งเสริม การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารในชุมชนเกษตรและประเมินผลการ เปลี่ยนแปลงท่ีเกิดขนึ้ จากการเรยี นร้ขู องเกษตรกรกลมุ่ ทดลอง สรุปผลการประยุกต์ใช้กระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความมั่นคง ทางอาหารของเกษตรกรกลุ่มทดลอง พบว่า ผลการเรียนรู้ที่สาคัญของเกษตรกรกลุ่มทดลองท่ีเกิดข้ึน ในกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ ประกอบด้วย 5 เง่ือนไขสาคัญได้แก่ กระบวนการเรียนรู้ทาให้เกิด การรจู้ ักตนเอง การมคี วามพร้อมทีจ่ ะเรียนร้ขู อ้ มลู ใหม่ ๆ การเลอื กรับปรับใช้ข้อมูล การวิเคราะห์ผลท่ี เกิดข้ึน และการประเมนิ ตนเอง โดยมีเง่ือนไขและปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนรู้ของเกษตรกรกลุ่มทดลอง
259 ในกระบวนการส่งเสริมการเรียนสู่การเปล่ียนแปลงด้านความมั่นคงทางอาหารของเกษตรกรกลุ่ม ทดลองได้ ดังน้ี (1) การส่งเสริมให้กลุ่มเปูาหมายรู้จักตนเอง (รู้ปัญหา รู้ความต้องการ) (2) การมี เครือข่ายการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (3) การสนทนาร่วมกันอย่างต่อเน่ือง (4) การส่งเสริมให้ผู้บริโภคมี ความรู้และตระหนักถึงการบริโภคอาหารปลอดภัย (5) ปัจจัยภายใน ได้แก่ ปัจจัยการผลิต (ที่ดิน) ความสัมพนั ธใ์ นครอบครัว (6) การรวมกล่มุ ช่วยเหลือแก้ปัญหาด้านอาหาร สรุปผลการเปล่ียนแปลงด้านความรู้ และการกระทาที่เกิดจากกระบวนการส่งเสริมการ เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงทางอาหารของเกษตรกรกลุ่มทดลอง จากการสังเกต การ สัมภาษณ์เกษตรกรกลุ่มทดลอง อาจกล่าวโดยสรุปได้ ดังน้ี เกษตรกรกลุ่มทดลอง 1) มีความเข้าใจ เกยี่ วกบั ความหมายและตวั ชว้ี ดั ความมน่ั คงทางอาหารทมี่ ากขน้ึ 2) ตระหนกั ถึงการขยายแนวคิดความ มัน่ คงทางอาหาร 3) พัฒนาความสามารถในการคิดและแก้ปัญหาร่วมกัน 4) มีความมั่นใจในความคิด เกย่ี วกบั การพึง่ ตนเองการผลติ อาหารปลอดภยั ที่เคยยึดถอื ปฏิบตั ิมามากขึ้น 5) มีการพัฒนากิจกรรมท่ี จะนาไปสกู่ ารเสริมสรา้ งความมน่ั คงทางอาหารข้ึนในครัวเรือน กลุ่ม และชุมชน 3.3 ข้อเสนอแนะต่อการนากระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความ มั่นคงทางอาหารในชุมชนเกษตรไปใช้ ควรคานึงถึงประเด็นต่อไปน้ี 1) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ความสาเร็จของการนากระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหาร ในชุมชนเกษตรไปใชใ้ นชมุ ชนทดลอง ประกอบด้วย สมาชิกในชุมชนหรือกลุ่มเปูาหมายหลัก ผู้นาการ เปล่ียนแปลง แหล่งเรียนรู้/เครือข่ายการสนับสนุน 2) ปัจจัยท่ีท่ีควรคานึงในการนากระบวนการ ส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารในชุมชนเกษตรไปใช้ ประกอบด้วย ปัจจัยภายในของสมาชิกในชุมชนผู้สนใจเรียนรู้ร่วมกัน ได้แก่ ประสบการณ์ชีวิตของสมาชิกในชุมชน ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว บทบาทในครอบครัวและในชุมชน ฐานะทางเศรษฐกิจ และสถานะความมั่นคงทางอาหาร ปัจจัยภายนอกของสมาชิกในชุมชนผู้สนใจเรียนรู้ร่วมกัน ได้แก่ ผนู้ า/ผู้จดั ประสบการณเ์ รียนรู้ กจิ กรรมการเรยี นรู้ เครอื ข่ายสนับสนุน แหล่งเรียนรู้ และนโยบายรฐั ตอนที่ 4 การศกึ ษาขอ้ เสนอเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านความม่ันคง ทางอาหารในชมุ ชนเกษตร ผลการสงั เคราะหข์ ้อเสนอเชงิ นโยบายในการส่งเสริมการเรียนรู้ในปรบั เปล่ียนมโนทัศน์ด้าน ความมั่นคงทางอาหารของชุมชนเกษตร ท่ีผู้วิจัยสังเคราะห์ได้จากผลการศึกษาของวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 และข้อที่ 3 นาไปรับรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ด้วยวิธีการสัมภาษณ์รายบุคคลและการสนทนากลุ่ม ทา ใหไ้ ดข้ อ้ เสนอเชงิ นโยบายในการสง่ เสริมการเรียนรู้ในปรับเปล่ียนมโนทัศน์ด้านความม่ันคงทางอาหาร ของชุมชนเกษตร แบ่งเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 ด้าน ดังน้ี ข้อเสนอเชิงนโยบายข้อท่ี 1 ด้านการ ส่งเสริมและสนับสนนุ ใหส้ มาชิกในชุมชนไดเ้ รียนรแู้ ละนาไปสู่การกาหนดแนวทางเพื่อเสริมสร้างความ
260 ม่ันคงทางอาหารในระดับครอบครัวและชุมชนอย่างต่อเน่ือง จานวน 4 ข้อ ข้อเสนอเชิงนโยบายท่ี 2 ด้านการสร้างผู้นาการเปลี่ยนแปลงและกลุ่มปฏิบัติการเพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้าน ความม่ันคงทางอาหารในชุมชนเกษตรอย่างต่อเนื่อง จานวน 3 ข้อ ข้อเสนอเชิงนโยบายท่ี 3 ด้านการ สร้างกลไกความร่วมมือในทุกระดับท่ีส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงเพื่อนาไปสู่ความ มัน่ คงทางอาหารของชุมชน จานวน 5 ข้อ อภิปรายผลการวจิ ัย จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลวิจัย เร่ือง “การพัฒนากระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การ เปลย่ี นแปลงดา้ นความม่นั คงทางอาหารในชุมชนเกษตร” ผวู้ ิจัยอภปิ รายผลตามประเด็น ดังนี้ ผลการศกึ ษาขอ้ มูลท่ัวไปของชุมชนและการดาเนินกจิ กรรมท่เี กีย่ วขอ้ งกบั การเสริมสร้างความ ม่ันคงทางอาหารของชุมชน สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางเสริมสร้างความม่ันคงทางอาหารว่าควรถูก พิจารณามากไปกว่า การต่อสู้กับความอดอยากโดยความช่วยเหลือจากภายนอก แต่ควรหันมาให้ ความสาคัญกับ การพยายามรวมตัวกันของผู้คนในระดับชุมชนเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิด วิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ ท่ีกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของชุมชน ซ่ึงครอบคลุมท้ังด้าน เนื้อหาหรือประเด็นสถานการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร และด้านวิธีการหรือกลยุทธ์ที่ ชุมชนเคยใช้ในการจัดการกับประเด็นปัญหานั้น ๆ ย่อมมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละบริบท แวดล้อมของชุมชนนั้น ๆ ซึ่งนามาสู่การกาหนดเป้าหมายของการเรียนรู้และปฏิบัติการที่เสริมสร้าง ความม่ันคงทางอาหารของชุมชน คือ การรวมตัวกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิด วิเคราะห์ สถานการณ์ต่าง ๆ ท่ีกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของชุมชน ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านเนื้อหาหรือ ประเด็นสถานการณ์ท่ีกระทบต่อความม่ันคงทางอาหาร และด้านวิธีการหรือกลยุทธ์ท่ีชุมชนเคยใช้ใน การจัดการกับประเด็นปัญหาน้ัน ๆ ได้แก่ การรักษาแหล่งอาหารและแหล่งรายได้ท่ีสาคัญของ ครัวเรือนควบคู่ไปกับการมีรายได้เพียงพอต่อการยังชีพจากระบบการผลิตและการตลาดดังกล่าว สอดคลอ้ งกับ คณะทางานสุขภาพคนไทย (2555) ที่กล่าวถึง ความมั่นคงทางอาหารว่าควรครอบคลุม ถึงระบบการผลิตอาหารมั่นคง เก้ือหนุน และรักษาสมดุลกับระบบนิเวศ สามารถเข้าถึงอาหารท่ีมีอยู่ อย่างเพียงพอและพอเพียง สาหรับการบริโภคของประชาชนในประเทศ มีคุณภาพของอาหาร ความ ปลอดภยั และคุณค่าทางโภชนาการตามวัย เพอ่ื การมสี ขุ ภาวะทดี่ ี รวมทัง้ การคงอยู่ของฐานทรัพยากร อาหารทางธรรมชาติของประเทศ ท้ังในภาวะปกติและในยามท่ีเกิดภัยพิบัติ สอดคล้องกับ สุภา ใย เมือง (2555) ท่ีเสนอให้พิจารณาความหมายของความมั่นคงทางอาหารของชุมชนชนบทในประเทศ ไทยวา่ ควรพจิ ารณาความกว้างไปกวา่ การมีอาหารเพียงพอตอ่ การบริโภค แต่เกย่ี วข้องกับสิทธิและการ เข้าถึงฐานทรัพยากรของชุมชน เช่น ไร่นาสวน ดิน น้า ปุา การเข้าถึงระบบอาหารท้องถิ่นและใน
261 ระบบห่วงโซอ่ าหารของสงั คม รวมทั้งมิติของความมีเสถียรภาพและความย่ังยืนของระบบอาหาร เพื่อ คุณภาพชีวิตที่ดีของครัวเรือนและชุมชนในปัจจุบันและอนาคต สาหรับเปูาหมายด้านการพัฒนา ความสามารถในการแกป้ ญั หาและเผชิญกับสถานการณ์ที่จะกระทบต่อความไม่มั่นคงทางอาหาร และ กระบวนการเรียนรู้ท่ีให้ความสาคัญกับการตระหนักและสนใจในปัญหาเรื่องปากท้อง และมีการ ทบทวนความคดิ และกาหนดเปูาหมายรว่ มกนั กระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารของของชุมชน เริ่มต้นด้วยการเผชิญกับ ปัญหาเป็นเง่ือนไขสาคัญที่นามาสู่การรวมตัวกันเป็นกลุ่มเรียนรู้หรือคณะทางานเพ่ือเรี ยนรู้และการ ปฏิบัติร่วมกัน ซ่ึงให้ความสาคัญกับกระบวนการเรียนรู้ท่ีให้ความสาคัญกับการตระหนักและสนใจใน ปัญหาเร่ืองปากท้องในบรรยากาศที่ผู้หญิงในรู้สึกอึดอัดไม่พอใจกับปัญหาเก่ียวกับแหล่งอาหาร สาธารณะเริม่ ลดลงและบทบาทของผู้นากับการทางานพัฒนาในขณะน้ัน สอดคล้องกับงานของพจนา เอ้ืองไพบูลย์ (2546) ท่ีเสนอกระบวนการเรียนรู้ในชุมชนเพ่ือการพัฒนาท่ีย่ังยืนและพัฒนารูปแบบ กระบวนการเรียนรู้ในชุมชนเพ่ือการพัฒนาท่ียั่งยืน ท่ีพบว่า 3 ข้ันตอนแรก คือ ขั้นท่ี 1 การทบทวน ความยากลาบากในชวี ิต มีส่วนสาคัญในการจดุ ประกายใหเ้ กดิ ความตระหนักในปัญหาหรือแรงบันดาล ใจในระยะก่อตัวของกระบวนการเรียนรู้ และพระมหาสุทิตย์ อาภากโร (2548) ท่ีเสนอว่า ปัญหาคือ เครื่องมือการเรียนรู้ของชุมชน เป็นการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาท่ีชุมชนเผชิญอยู่เป็นตัวเริ่ม เพ่ือให้รู้ว่า ชุมชนจะเรียนรู้เร่ืองอะไร และเพ่ือแก้ปัญหาอะไร โดยการเรียนรู้ที่สาคัญ คือ ทาอย่างไรให้เกิดการ ทบทวนปัญหาของตนเอง ให้เข้าถึง “วิธีคิด” ในการรับรู้ว่า ปัญหาท้ังหมดที่มีอยู่เกิดข้ึนมาได้อย่างไร เพื่อแก้ปัญหาท่ีตรงจุด เป็นการทาความเข้าใจระบบชีวิต โดยต้องอยู่บนพ้ืนฐานของการทาความ เขา้ ใจ”ตนเอง” และพยายามใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่ให้มากข้ึน รวมท้ังสร้างวิธีคิด วิธีทา ซึ่งต้องใช้ความ อดทน อดกล้ัน ลองผิดลองถูกเพ่ือได้มาซ่ึงความรู้และความสุขตามอัตภาพ จึงกล่าวว่า ปัญหาเป็น ปัจจัยท่ีทาให้ชุมชนได้ต่อสู้และหาทางออกร่วมกัน ผลลัพธ์ของการแก้ไขปัญหา คือ การเรียนรู้และ การสร้างความรูใ้ หม่ของชมุ ชน เน้ือหาการเรียนรู้ การศึกษาพบว่าเน้ือหาการเรียนรู้จะถูกกาหนดขึ้นให้สอดคล้องกับ เปูาหมายของกระบวนการเรียนรู้ ซ่ึงสามารถปรับเปล่ียนได้ตามความเหมาะสม แต่ควรอยู่ภายใต้ กรอบของเน้ือหา ดังต่อไปน้ี คือ 1) ความรู้เชิงแนวคิด เทคนิค วิธีการท่ีเสริมสร้างความม่ันคงทาง อาหาร เช่น กระบวนการผลิตพืชอาหารปลอดภัยต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม การบริโภค อาหารท่ีปลอดภัย มาตรฐานเกษตรอินทรยี ์ และ ระบบตลาดที่เป็นธรรม และ 2) ความรู้และทักษะใน การสื่อสารท่ีส่งเสริมให้เกิดการแลกเปล่ียนเรียนรู้ การวิเคราะห์ ตีความสถานการณ์ปัญหา ทบทวน วิธกี ารทางานที่ผา่ นมาท่กี ระทบตอ่ ความไมม่ ่นั คงทางอาหารของครัวเรือนและชุมชน เพื่อให้สมาชิกใน ชุมชนเกิดความเข้าใจกันและกัน และส่งเสริมให้เกิดการกาหนดเปูาหมายในการเปลี่ยนแปลงไปใน ทิศทางเดียวกัน คือ การพัฒนาความสามารถในการคิด วิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ ที่กระทบต่อ
262 ความมั่นคงทางอาหารของชมุ ชน สอดคล้องกับ นันทิยา และณรงค์ หุตานุวัตร (2547) ท่ีเสนอว่าการ ปรับเปลี่ยนสู่เกษตรกรรมย่ังยืน ประกอบด้วย ตัวชี้วัด 3 ประการ คือ การปรับเปล่ียนกระบวนทัศน์ การมคี วามร้แู ละการพฒั นาความรแู้ ละเทคนิค และการพ่ึงตนเองทางเศรษฐกิจท่ีมีความสัมพันธ์ซึ่งกัน และกัน และการปรับเปล่ียนกระบวนทัศน์ ประกอบด้วย สถานภาพของการปรับเปล่ียนเป็น เกษตรกรรมยั่งยืน การปรับเปล่ียนความเชื่อและกระบวนคิด การปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต การ ปรบั เปล่ยี นวิถีชีวติ การดารงอยู่ในการทาเกษตรยัง่ ยนื อย่างเตม็ รปู แบบ การรวมกลุ่มและบรรยากาศความสมั พันธข์ องผู้คนในกลุ่ม เป็นเง่ือนไขสาคัญที่มีผลต่อการ ตดั สินใจเขา้ รว่ มกจิ กรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้เพือ่ เสรมิ สรา้ งความม่นั คงทางอาหาร และมสี ่วนสาคัญใน การเสริมความมั่นใจให้กับเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ยอมรับบทบาทใหม่จากมุมมองที่ เปล่ียนไปและดาเนินกิจกรรมด้านความม่ันคงทางอาหารมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเกษตรกรมีภาระ งานในไร่นาสวนค่อนข้างมาก แต่ละคนมีต้นทุนในการรับมือและการเผชิญกับความไม่ม่ันคงทาง อาหารท่ีไม่เท่ากัน หากบรรยากาศในการทางานร่วมกันส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดี ทาให้สมาชิกกลุ่ม/ ชุมชนรู้สึกว่าตนมีเพ่ือน มีกลุ่มที่จะคอยช่วยเหลือ ให้คาแนะนากัน เรียนรู้ และปฏิบัติการร่วมกัน ไม่ รู้สึกโดดเด่ียวกับการเปลี่ยนแปลงท่ีจะเกิดข้ึน ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงมีส่วนสาคัญในการสร้างความ ม่นั ใจการมีส่วนรว่ มในการเรียนรแู้ ละการเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมตามบทบาทใหม่ท่ีกาหนดข้ึนได้อย่าง ต่อเน่ือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ีมีการเชื่อมโยงกับประเด็นความมั่นคงทางอาหารกับการสร้างความ ม่ันคงในอาชีพเกษตรกร เพราะการเสริมสร้างความสามารถในการพ่ึงตนเองด้านอาหาร สัมพันธ์กับ การเพ่ิมอานาจในการต่อรองเพื่อจัดการปัจจัยการผลิต กลไกตลาด รวมท้ังผลกระทบจากนโยบาย รัฐบาล สอดคล้องกับงานของ Duveskog (2006) ที่ศึกษามุมมองเชิงทฤษฎีเก่ียวกับกระบวนการ เรียนรู้ของโรงเรียนชาวนาจากประสบการณ์ของประเทศแอฟริกาตะวันตก ที่เสนอว่า ในงานส่งเสริม การเกษตร ชาวนาและนักส่งเสริมการเกษตรควรทางานร่วมกันเพ่ือค้นหาทางแก้ของปัญหาและ สะท้อนประสบการณ์ต่าง ๆ โดยคานึงถึงการปลดปล่อยให้เป็นอิสระหรืออยู่ในภาวะท่ีเท่าเทียมกัน ส่วนเงื่อนไขที่ไม่อาจควบคุมได้ในชุมชนชาวนานั้น การเรียนรู้จากการปรับเปล่ียนมโนทัศน์จะช่วยให้ ผู้คนไตร่ตรองทบทวนและวิเคราะห์ชีวิตของพวกเขา/เธอเอง เช่นเดียวกับการตระหนักถึงความคิด ใหม่ๆ ซ่ึงพบว่าวิธีการเรียนรู้เพ่ือการเปล่ียนแปลงน้ันมีหลายวิธีท่ีสัมพันธ์กับการพัฒนามนุษย์ เช่น การเพ่ิมความสามารถด้านทักษะในการแก้ปัญหา การทางานร่วมกัน การท้าทายอานาจ และการ เผชญิ ปญั หาในท้องถิ่นของตน หลักการของกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงทางอาหาร ในชุมชนเกษตร ที่กล่าวถึง การให้ความสาคัญกับหลักการเรียนรู้ร่วมกันและหลักการส่งเสริมให้รู้จัก ตนเองและพัฒนาตนเองได้อย่างเหมาะสม ภายในกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง ด้านความมั่นคงทางอาหารในชุมชนเกษตร ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นการนาหลักการของกรอบความคิดความ
263 เชื่อใหม่ มาเช่ือมโยงกับประสบการณ์ของแต่ละบุคคล เพื่อจะกาหนดแบบแผนการผลิตและการ บริโภคที่มีข้อจากัดและโอกาสที่ต่างกันไปตามทุนของแต่ละครัวเรือนเพ่ือเสริมสร้างความมั่นคงทาง อาหารที่ต่างกัน ดังท่ีพบว่าการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการทางานเป็นกลุ่มถูกนามาใช้เพ่ือเป็นแนวทางใน การแก้ปัญหาท่ีเกิดขึ้น เช่น การต้ังกลุ่มข้ึนมาใหม่ของชุมชนคู้ยายหมีและชุมชนลานตากฟูา หรือการ เชื่อมโยงกับองค์กรชุมชนท่ีมีอยู่เดิมของชุมชนหนองสาหร่าย ท้ังน้ีวิธีการท่ีชุมชนนามาใช้เพ่ือให้เกิด การวิเคราะห์ปัญหาจนนาไปสู่การวางแผนร่วมกัน คือ การประชุมซ่ึงมีบรรยากาศท่ีเอื้อต่อการ แลกเปล่ียนความคิดเห็นและการอภิปรายถึงปัญหาและวิธีการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา โดยเฉพาะการ เชื่อมโยงความคดิ ความหมายท่ีมีต่อผลผลิตทางการเกษตรที่มีความสัมพันธ์กับวิถีการผลิตและวิถีการ บริโภคท่ีคล้ายคลึงกันใน 3 ชุมชน กล่าวคือ มีการกาหนดเปูาหมายและวางแผนปฏิบัติการท่ี เปล่ียนแปลงจากระบบเกษตรที่เน้นการผลิตพืชเชิงเดี่ยวเพ่ือการค้าอย่างเข้มข้นจนทาให้ต้องพ่ึงพา ปัจจยั การผลติ จากภายนอกชมุ ชน (พันธุ์ ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง) และพึ่งพาพ่อค้าคนกลางเป็นอย่าง มาก มาสู่การผลิตที่ให้ความสาคัญกับความสามารถในการพ่ึงตนเองด้านปัจจัยการผลิตควบคู่ไปกับ ผลตอบแทนทเ่ี หมาะสม และลดปัญหาสขุ ภาวะท่เี กิดจากสารเคมีตกค้างทั้งในตัวเกษตรกรและอาหาร ซึ่งพบว่ากระบวนการกลุ่ม ผู้นา และเครือข่ายการเรียนรู้มีส่วนสาคัญในการเสริมความมั่นใจให้กับ เกษตรกรในการเปลยี่ นแปลงความคดิ และเปล่ียนแปลงวถิ ชี วี ิตตามแนวปฏบิ ัติดังกล่าว การให้ความสาคัญกับหลักการเรียนรู้ร่วมกันและหลักการส่งเสริมให้รู้จักตนเองและพัฒนา ตนเองได้อย่างเหมาะสมข้างต้น สอดคล้องกับงานวิจัยของ Taylor, Duveskog and Fris-Hansen (2012) ท่ศี ึกษาปฏิบัติการของโรงเรียนชาวนาในเชิงกรอบคิดทฤษฎีจากมุมมองของทฤษฎีการเรียนรู้ เพ่ือการเปลี่ยนแปลงและการศกึ ษานอกระบบ พบวา่ การเรียนรู้จากการปรับเปล่ียนมโนทัศน์เพื่อการ เปล่ียนแปลง ถูกพิจารณาในฐานะท่ีเป็นการสอนเพ่ือการเปล่ียนแปลง ท่ีผู้เรียนต้ังคาถามต่อ สมมติฐานเชิงลึกของตนซึ่งถูกดาเนนิ การให้เปลี่ยนแปลงไปด้วยประสบการณ์บางอย่าง โดยพบว่า ทั้ง การเรยี นรู้เพอ่ื การปฏิบตั แิ ละการจดั สภาพแวดลอ้ มทางกายภาพมนี ัยสาคญั มากต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับ ตัวเองของคน ๆ นนั้ กับคนอืน่ ๆ และชว่ ยสร้างโอกาสที่เอื้อต่อการพัฒนาตนเองของคน ๆ น้ัน ซ่ึงต้อง มีการออกแบบที่ชัดเจน คานึงถึงบริบทของกลุ่มเปูาหมาย ซึ่งควรดาเนินควบคู่ไปกับการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ โดยเน้ือหาถูกเชื่อมโยงกับความต้องการพื้นฐานคือ ความสามารถในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของตนและความมัน่ คงทางอาหาร โดยการเรียนรแู้ บบรว่ มมอื จะทาให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ไปพร้อมกับการ สรา้ งม่นั ใจในตนเอง นอกจากน้ี Duveskog (2013) ศกึ ษาเร่อื งโรงเรยี นชาวนาในฐานะท่ีเป็นโอกาสใน การเรียนรู้เพื่อการเปล่ียนแปลงในบริบทของชาวแอฟริกาชนบท ผลการวิเคราะห์ข้อมูลท่ีได้จากการ สารวจเชิงปริมาณแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมของชาวนาในโรงเรียนชาวนากับการ เพ่ิมขึ้นของสภาพความเป็นอยู่ท่ีดีในพื้นท่ีศึกษา ข้อถกเถียงสาคัญของการวิจัยครั้งน้ี คือ เพ่ือให้การ เสริมพลังเป็นหนทางไปสู่การมีสภาพความเป็นอยู่ท่ีดีข้ึน ควรกระตุ้นด้วยการเรียนรู้โดยใช้กลุ่มเป็น
264 ฐาน (group based learning) ท้ังน้ียังพบว่า ประสบการณ์การเรียนรู้จากโรงเรียนชาวนาส่ง ผลกระทบอย่างมีนัยสาคญั ตอ่ การสรา้ งความสามารถในการสร้างทางเลือกและตัดสินใจของประชาชน ซึ่งท้ายท่ีสุดจะนาไปสู่ความเข้าใจที่เพ่ิมข้ึนเกี่ยวกับนวัตกรรมการเกษตร การเข้าถึงบริการและตลาด ว่ามีไม่น้อยไปกว่าการกระทาการร่วมกัน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อนให้เห็นถึงนัยสาคัญของ ผลกระทบทางสงั คมเกีย่ วกบั โรงเรียนชาวนาในมิติของการเปล่ียนแปลงในชีวิตทุก ๆ วันของผู้ที่มีส่วน รว่ ม การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับมโนภาพต่อตนเอง การเปลี่ยนแปลงบทบาทและความสัมพันธ์ของเพศ สภาพ ประเพณแี ละธรรมเนียมปฏบิ ัติ ความสัมพนั ธ์ของชุมชนและการเพ่ิมขึ้นในการพัฒนาเศรษฐกิจ ของครัวเรือน นอกจากน้ีชุดเครื่องมือท่ีนามาใช้ในการสอนซึ่งถูกนามาปรับใช้ในโรงเรียนชาวนาถูก พบวา่ เป็นเครอื่ งมอื ในการอานวยใหเ้ กิดการเรียนรู้เพือ่ การเปลี่ยนแปลงและการเสรมิ พลงั กระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงทางอาหารในชุมชน เกษตรประกอบด้วย 5 ระยะ 12 ข้ันตอนย่อย ดังนี้ ระยะท่ี 1 รับรู้และรู้สึกไม่พอใจกับสถานการณ์ ปัญหา ประกอบดว้ ย (1) รับรูส้ ถานการณ์ เข้าใจความมั่นคงทางอาหาร (2) รู้สึกไม่พอใจและต้องการ เปลี่ยนแปลงสถานการณ์น้ัน ระยะท่ี 2 ทบทวน วิเคราะห์สถานการณ์ และกาหนดเปูาหมายร่วมกัน ประกอบด้วย 3 ข้ันตอน (1) ทบทวนสถานการณ์และสาเหตุความไม่มั่นคงทางอาหารร่วมกัน (2) วิเคราะห์วิธีการจดั การกบั ความไม่มนั่ คงทางอาหารที่ผ่านมา (3) กาหนดเปูาหมาย ประเด็นที่ต้องการ แก้ปัญหา/พัฒนา ระยะท่ี 3 แสวงหาทางเลือกและวางแนวทางปฏิบัติ ประกอบด้วย 2 ข้ันตอน (1) สารวจทางเลือกที่เป็นไปได้ (2) วางแผนปฏิบัติ รายบุคคล ครัวเรือน กลุ่ม ชุมชน ระยะท่ี 4 ปฏิบัติ ตามแนวทางทก่ี าหนด ประกอบด้วย 2 ข้ันตอน ได้แก่ (1) ปฏิบัติตามแผน (2) แลกเปล่ียนเรียนรู้จาก การปฏิบัติร่วมกันอย่างต่อเน่ือง ระยะที 5 สรุปบทเรียนและบูรณาการเข้าสู่วิถีชีวิต ประกอบด้วย 3 ข้ันตอน (1) ตดิ ตามและประเมินผลการดาเนนิ ตามแผนอย่างต่อเน่ือง (2) ทบทวนและประเมินส่ิงท่ีได้ เรียนรู้ (3) ยอมรับแนวคิด และแนวปฏิบตั ิใหมเ่ ขา้ สู่วิถีชีวิต สอดคล้องกับ พจนา เอื้องไพบูลย์ (2546) ที่เสนอกระบวนการเรียนรู้ในชุมชนเพ่ือการพัฒนาที่ยั่งยืนและพัฒนารูปแบบกระบวนการเรียนรู้ใน ชมุ ชนเพื่อการพฒั นาที่ยั่งยืน ว่าประกอบด้วย 8 ข้ันตอน คือ ขั้นที่ 1 การทบทวนความยากลาบากใน ชีวติ เพอ่ื จดุ ประกายให้เกิดความตระหนักในปัญหาหรือแรงบันดาลใจในระยะก่อตัวของกระบวนการ เรียนรู้ ขั้นท่ี 2 การตรวจสอบถึงสาเหตุวิกฤตหรือความยากลาบากของชุมชนโดยกลุ่มแกนนาชุมชน ขั้นที่ 3 กระตุ้นคนในชุมชนได้ความตระหนักในสถานการณ์ที่เป็นปัญหาของชุมชนและสาเหตุให้ กว้างขวางขึ้น ข้ันที่ 4 การหาทางเลือกในการแก้ไขปัญหา เป็นการวิเคราะห์หาแนวทางในการแก้ไข ปัญหาท่ีเหมาะสมท่ีสุดต่อการนามาปฏิบัติ ขั้นท่ี 5 การปฏิบัติการตามทางเลือกหรือตามแผนท่ีได้ ร่วมกันกาหนดขึ้น ข้ันท่ี 6 การประเมินผลยอ้ นกลับ โดยชมุ ชนมีการทบทวนและติดตามผลการปฏิบตั ิ ข้ันท่ี 7 การพฒั นาความเชื่อมน่ั ใหเ้ กดิ ขนึ้ เช่น การรว่ มเปน็ เครือข่ายกบั ชุมชนอืน่ ขยายสมาชิกเพิ่มขึ้น สร้างให้เกิดความเชื่อม่ันในองค์กรและความสามารถของตนเองในการปฏิบัติตามแนวทางสู่ความ
265 ย่ังยืน ข้ันท่ี 8 การบูรณาการเข้าสู่ชีวิตบนพื้นฐานของมุมมองใหม่ และอดุลย์ วังศรีคูณ (2543) เสนอ ว่า กระบวนการเรียนรขู้ องชุมชนที่ทาให้ชุมชนเข้มแข็ง ประกอบด้วย 7 ลาดับข้ันตอน คือ ชุมชนรับรู้ และตระหนักในปัญหา สมาชิกชุมชนร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา สมาชิกชุมชนร่วมกันแสวงหาและเลือก แนวทางแก้ปัญหา สมาชิกชุมชนร่วมกันดาเนินการ สมาชิกชุมชนร่วมกันประเมินผลการดาเนินงาน สมาชิกชมุ ชนร่วมกนั ปรับปรุงหากดาเนินการไม่สาเร็จ โดยชุมชนส่วนใหญ่รับรู้และตระหนักถึงปัญหา จากการที่สมาชิกในชุมชนประสบปัญหาที่รับรู้เอง เป็นปัญหาท่ีส่งผลกระทบต่อสมาชิกในชุมชน ทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับการทามาหากิน การวิเคราะห์ปัญหาของชุมชน จะร่วมกัน วิเคราะห์เป็นกลุ่มย่อย หรือท่ีประชุมหมู่บ้าน ชุมชนเลือกแนวทางแก้ไขปัญหาโดยการลองผิดลองถูก สมาชิกชุมชนร่วมวางแผนในท่ีประชุมหมู่บ้าน แล้วดาเนินการในลักษณะการจัดต้ังกลุ่มหรือองค์กร สถาบนั และประเมนิ โดยสมาชกิ กระทารว่ มกนั นอกจากนี้การทบทวนอย่างไตร่ตรองร่วมกันถึงความหมายของความมั่นคงท างอาหารจาก สถานการณ์ท่ีท้ัง 3 ชุมชนเผชิญ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสาคัญที่ทาให้ชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการ ผลิตและวิถีชีวิตที่คานึงถึงความม่ันคงทางอาหาร สอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้จากการปรับเปลี่ยน มโนทัศน์ของเมซิโรว์ (Mezirow, 2007a) ท่ีว่า เนื่องจากเราจะเรียนรู้ในสิ่งท่ีเราค้นหาตรวจสอบเพื่อ เรียนรู้ในฐานะที่เป็นผลของการปรับเปลี่ยนกรอบคิดท่ีใช้เพื่อทาความเข้าใจส่ิงต่าง ๆ โดยการนิยาม หรือจากดั ความใหม่เก่ยี วกับปญั หาน้ัน ๆ ซงึ่ จะทาให้เหน็ ความจาเป็นในการเรียนรู้ของเราจากมุมมอง ที่ต่างออกไป โดยการเรียนรู้เพื่อการเปล่ียนแปลงหรือการเรียนรู้จากการปรับเปลี่ยนมโนทัศน์น้ีจะ เกิดขน้ึ เมอ่ื เราพบวา่ หนทางท่ีเราเคยใช้ทาความเข้าใจในอดีตนั้นไม่สามารถใช้ได้ดีสาหรับเราอีกต่อไป สอดคล้องกับ ชิดชงค์ ส. นันทนาเนตร (2560) ท่ีรวบรวมแนวคิดและทฤษฎีของนักการศึกษาผู้ใหญ่ เสนอว่า กระบวนการปรับเปล่ียนมโนทัศน์ เป็นกระบวนการที่บุคคลปรับโลกทัศน์ของตน ใน กระบวนการดังกล่าว บุคคลจะมีการเปล่ียนแปลงเป็นข้ันตอน 3 ขั้นตอนที่สาคัญ คือ 1) ตระหนักว่า สมมติฐานและแนวคิดต่าง ๆ มีผลต่อการคิดอย่างไร และทาไมสมมติฐานเหล่าน้ันจึงมีผลต่อ กระบวนการคดิ ความเขา้ ใจ และความรู้สึกของตนและต่อส่ิงต่าง ๆ รอบตัว 2) บุคคลเร่ิมปรับเปลี่ยน กรอบความคิด ลักษณะนิสัย ท่ีจะช่วยให้เกิดมโนทัศน์ใหม่ที่มีความครอบคลุมและชัดเจน และเป็น มโนทศั นท์ ี่คานึงถงึ องค์ประกอบหลาย ๆ ด้าน และ3) บุคคลปฏิบัติหรือทาการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ โดยใช้ความรู้ความเข้าใจที่พัฒนาข้ึนมาใหม่ หรือใช้มโนทัศน์ใหม่น้ีเป็นแนวทางการปฏิบัติ การ ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้จากการปรับเปลี่ยนมโนทัศน์ นักการศึกษาหรือผู้เอื้ออานวยการเรียนรู้ควร พยายามสร้างโอกาสและบรรยากาศให้ผู้เรียนได้สะท้อนคิด ใคร่ครวญ วิพากษ์ วิเคราะห์อดีตอย่างมี เหตุผล โดยใช้ประสบการณ์จากชีวิต ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนทาความเข้าใจต่อความคิดความเชื่อของ ตนเองโดยผู้สอนอาจสร้างบรรยากาศสถานการณ์หรือหยิบยกประเด็นท่ีจะให้ผู้เรียนได้อภิปรายอย่าง
266 เสรี ไม่มีความกดดัน และมีความเสมอภาพในการวิเคราะห์เพ่ือให้เกิดความเข้าใจว่า ค่านิยม สมมติฐาน หรอื แนวคิดต่าง ๆ เข้ามามีอิทธิพลต่อความเช่ือ ความเข้าใจของตนเองอยา่ งไร วิธีการเรยี นรู้ ทีส่ ง่ เสรมิ การเรียนรู้เพื่อการเปลย่ี นแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารในชุมชน เกษตร ควรคานงึ ถงึ การส่งเสริมให้สมาชิกกลุ่ม/ชุมชนได้แลกเปลี่ยน ปฏิสัมพันธ์ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เช่น การเรียนรู้จากการทากิจกรรมกลุ่ม และการส่งเสริมให้สมาชิกกลุ่ม/ชุมชนได้เรียนรู้จากทางาน ร่วมกันเป็นกลุ่มและมีการปฏิบัติเป็นประจา จนเกิดทักษะขึ้น เช่น การเรียนรู้จากการปฏิบัติ การ เรยี นรู้จากการทาแปลงทดลองร่วมกัน สอดคล้องกบั นันทยิ า หุตานุวัตร และ ณรงค์ หุตานุวัตร พบว่า (2547) การมแี บบอยา่ งเกษตรกรรมยัง่ ยนื ในชมุ ชน การอบรม ศึกษาดูงาน และการทดลองปฏิบัติด้วย ตนเอง เป็นปัจจัยด้านการเรียนรู้ท่ีเกี่ยวข้องกับการปรับเปล่ียนสู่เกษตรกรรมย่ังยืนของเกษตรกร ต้นแบบ ในทานองเดียวกับ Percy (2005) ท่ีทบทวนทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์และทฤษฎี การเรียนรู้เพื่อการเปล่ียนแปลงกับปฏิบัติการส่งเสริมและการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (participatory research and extension) สาหรับชาวนา พบว่า ทฤษฎีการเรียนรู้เพ่ือการเปลี่ยนแปลงอธิบายให้ เห็นถึงรายละเอียดของกระบวนการเรียนรู้และการเปล่ียนแปลงในด้านมุมมองการให้ความหมายซ่ึงมี ผลต่อการเปล่ียนแปลงวิธีคิดท่ีเอื้อต่อการเปลี่ยนจากการส่งเสริมและการวิจัยตามท่ีเคยทากันมาไปสู่ การส่งเสริมและการวิจัยแบบมีส่วนร่วม อธิบายให้เห็นบทบาทของนักส่งเสริมในฐานะที่เป็นนัก การศึกษาผู้ใหญ่ ว่าจะอานวยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงวิพากษ์และภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ เหมาะสม และพบว่า กระบวนการกลุ่มท่ีเป็นสาเหตุสาคัญที่นาไปสู่การปฏิบัติการ เน่ืองจาก ปฏิบัติการส่งเสริมและการวิจัยแบบมีส่วนร่วมที่ผ่านมาพบว่ากระบวนการกลุ่มเป็นสาเหตุสาคัญที่มี การต่อการเปลี่ยนแปลงความตระหนักร่วมของกลุ่ม เช่น ความเข้าใจร่วมกันเก่ียวกับสถานการณ์ที่ กลุม่ กาลังทบทวนไตร่ตรองและปฏิบัติการอยู่) ดังนั้นจึงควรมีการศึกษาต่อไปว่าทาอย่างไรให้เกิดการ เปล่ียนแปลงระบบคิดทีเ่ ราใช้สรา้ งความหมายและมโนทศั น์ท่มี ีความหมายในระดบั ส่วนรวม วิธีการเรยี นรู้ ทสี่ ่งเสรมิ การเรียนร้เู พื่อการเปลยี่ นแปลงด้านความมั่นคงทางอาหารในชุมชน เกษตร ควรคานึงถงึ การสง่ เสริมใหเ้ กิดการแลกเปลี่ยนสะท้อนความคิด ความรู้ ความรู้ระหว่างสมาชิก กล่มุ /ชมุ ชนอยา่ งต่อเนอื่ ง เชน่ การเรยี นรจู้ ากการเสวนา ท่ีมกี ารยกกรณตี วั อย่างใกล้ตัว สอดคล้องกับ Mezirow (2007a) ท่ีกล่าวถึงการเสวนาร่วม (Collaborative Discourse) ในมิติที่เก่ียวข้องกับ เน้อื หา (the content) กลา่ วคือ เป็นการตรวจสอบอยา่ งรอบคอบเกี่ยวกับเหตุการณ์ การประเมินข้อ ถกเถียงหรือเหตุผลในเชิงสนับสนุนหรือโต้แย้ง การตรวจสอบมุมมองอ่ืน ๆ และการตรวจสอบ สมมตฐิ านเชิงวิพากษ์ เพ่ือให้ได้มาซ่ึงการตัดสินใจที่ดีที่สุดเกี่ยวกับความเป็นเหตุเป็นผลของความเช่ือ หน่ึงๆ (Mezirow, 2007a) เป็นวิธีการสาคัญในการเสริมพลังบุคคลหรือการพัฒนาชุมชน เพราะการ เสวนาร่วมเป็นวิธีการหนึ่งท่ีจะช่วยในการทบทวนไตร่ตรองเชิงวิพากษ์เพ่ือให้โอกาสผู้เรียนในการ ประเมินความเปน็ เหตเุ ป็นผลของการตีความสมมตฐิ านหรอื หลักการต่าง ๆ ท่ีอยู่เบ้ืองหลังสถานการณ์
267 ในอดีตที่ถูกยกขึ้นมาวิพากษ์ร่วมกัน ทั้งนี้การเสวนาจะมีประสิทธิภาพมากเม่ือผู้มีส่วนร่วมแบ่งปัน ความรู้สึก มีความเห็นอกเห็นใจระหว่างกัน ร่วมมือกันแสวงหาคาตอบของสถานการณ์หรือปัญหาท่ี สนใจร่วมกัน บุคคลที่เข้าร่วมการเสวนาจะเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ของสมาชิกคนอ่ืน ๆ ใน กลุ่ม ทาให้เข้าใจสมมติฐานที่อยู่เบ้ืองหลังสถานการณ์ต่าง ๆ มองเห็นความหมายใหม่และเกิดการ เรยี นรู้เพอื่ การเปลย่ี นแปลงภายในไดด้ ีขนึ้ ตัวบ่งช้ีการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึนจากการเรียนรู้ จากผลการศึกษา อาจกล่าวได้ว่า การ เปลี่ยนแปลงทางความคิดและการกระทาเป็นตัวที่บ่งชี้ถึงความสาเร็จของกระบวนการส่งเสริมการ เรียนรูท้ ี่นาไปสู่การเปลย่ี นแปลงดา้ นความม่ันคงทางอาหาร เช่น 1) การเปลยี่ นแปลงความคิดเกี่ยวกับ ความปลอดภัยด้านอาหารจากที่เคยละเลยมาคานึงถึงกระบวนการผลิตอาหารที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ และสงิ่ แวดลอ้ มมากขน้ึ 2) การเปล่ียนแปลงความคดิ เก่ียวกับความม่ันคงทางเศรษฐกิจกับความม่ันคง ทางอาหาร 3) เปลี่ยนแปลงความคิดจากละเลยมาสู่การคานึงถึงความรับผิดชอบต่อผู้อื่นมากข้ึน ความรู้สึกท่ีต้องรับผิดชอบผู้บริโภค ในฐานะผู้ผลิตอาหารปลอดภัยมากขึ้น 4) การเปลี่ยนแปลง ความคิดท่ีมีต่อผลผลิตในไร่นาว่าไม่ใช่เพียงสินค้าแต่เป็นอาหาร และมองผู้ซื้อด้วยความสัมพันธ์ท่ีดี บางรายมองว่าเป็นเพ่ือน 5) มีความสนใจเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเน่ือง รวมท้ังการ เปลี่ยนแปลงด้านการกระทา มีการปรับเปล่ียนวิถีการผลิต ได้แก่ (1) ผลิตพืชท่ีหลากหลายและพืช ท้องถิ่น (2) ลดหรือเลิกการใช้สารเคมีทั้งปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืชในการผลิต (3) ปรับปรุงระบบ การผลติ ให้ตรงตามระบบเกษตรกรรมอินทรีย์ การปรบั เปลี่ยนวิถีการบริโภค ได้แก่ (1) มีการผลิตข้าว ไว้บริโภคในครัวเรอื นมากขึ้น (2) มีจานวนชนิดของผักที่ปลูกในชุมชนท้ังสาหรับบริโภคและจาหน่าย ท่ีมีความหลากหลายมากขึ้น (3) มีแหล่งอาหารท้ังข้าวและพืชผักปลอดภัยไว้บริโภคในครัวเรือน ท้ัง จากการเพาะปลูกด้วยตนเองและจากการแบ่งปันกับสมาชิก และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต (1) มี ความสัมพนั ธ์ท่ีดีกับคนในชมุ ชนและตา่ งชุมชนมากขึน้ (2) มีเครือขา่ ยช่วยเหลือกันมากข้ึน (3) มีความ สนใจเรอ่ื งราวของชมุ ชน ของคนในสังคมมากขึ้น (4) มีการใช้ประโยชน์จากแหล่งเรียนรู้ กลุ่ม องค์กร ในชุมชนมากข้ึน สอดคล้องกับงานของ นันทิยา หุตานุวัตร และ ณรงค์ หุตานุวัตร (2547) เสนอให้ พิจารณาการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตว่าเก่ียวข้องกับการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ และเสนอว่า กระบวนทัศน์เกษตรกรรมย่ังยืนประกอบด้วย ความเช่ือและกระบวนคิด การปรับเปล่ียนวิถีการผลิต และการปรับเปล่ียนวิถีชีวิต อาจกล่าวโดยสรุปได้ดังน้ี ด้านความเชื่อและกระบวนการคิดในระบบ เกษตรกรรมยั่งยืนมี 5 ประการ คือ 1) ความเช่ือและกระบวนการคิดทวนกระแสกับเกษตรกระแส หลักและเศรษฐกิจแบบบริโภคนิยมท้ังด้านระบบการผลิตและการใช้ชีวิต 2) ความเช่ือและกระบวน คดิ ในความอุดมสมบรู ณแ์ ละความหลากหลายของระบบนิเวศน์ในแปลงนา 3) ความเช่ือและกระบวน คิดในการพง่ึ ตนเองทางเศรษฐกิจ 4) ความเชื่อและกระบวนคิดในการมีสุขภาพกายและใจท่ีดี และ 5) ความเชื่อและกระบวนคิดในการสร้างเป็นบานาญยามแก่เฒ่าเป็นมรดกแก่ลูกหลาน ทั้งน้ีความเช่ือ
268 และกระบวนคิด 5 ประการข้างต้น เป็นสิ่งท่ีกาหนดการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต 3 ประการหลัก คือ การปรับโครงสร้างทางการผลิตให้เหมาะสมกับเกษตรกรรมย่ังยืน การลด/เลิกการใช้สารเคมีทั้ง ปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพชื และใช้สารอนิ ทรยี ม์ ากข้ึน การปรับการผลิตจากการผลิตเชิงเด่ียวเป็นการ ผลติ หลากหลายเกือ้ กลู นอกจากน้ีในขณะที่มีการปรับวถิ ีการผลิต เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ สอดคล้องกับวิถีการผลิตใน 5 ลักษณะ คือ มีการซ้ือกินน้อยลงมีอาหารในแปลงของตนเองเพ่ิมขึ้น ขยันและใช้เวลาอยู่กับแปลงไร่นามากขึ้น มีความเอื้อเฟื้อต่อญาติมิตร มีจิตใจสงบและมีความสุขใน ครอบครัว และมีกลุ่มมีชมุ ชนทไี่ ม่จากดั ด้วยเขตการปกครองและพน้ื ทภ่ี ูมิศาสตร์ ปัจจัยและเงอ่ื นไขทเี่ ก่ียวขอ้ งกบั กระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความม่ันคงทางอาหารของ สมาชิกในชุมชนท่ีพบว่า ปัจจัยด้านบรรยากาศการสนทนาและทางานร่วมกันที่ส่งเสริมให้เกิดการ เรียนรู้และการดาเนินกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และเสริมความม่ันใจให้กับเกษตรกรในการ ปรับเปล่ียนวิถีชีวิต เรียนรู้และดาเนินตามบทบาทใหม่ที่ได้รับมอบหมาย สอดคล้องกับ Taylor (2009) ที่กล่าวถึง ความสัมพันธ์ท่ีจริงใจ ว่าเป็นองค์ประกอบสาคัญต่าง ๆ ที่นามาใช้ออกแบบการ สอนเพื่อการเปล่ียนแปลง เพราะการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงสัมพันธ์กับการสร้าง ความสมั พันธท์ ่จี ริงใจและมีความหมายกับผู้เรยี น ความสมั พันธท์ ่จี รงิ ใจเผยให้ปัจเจกตั้งคาถามเชิงการ ถกเถียง รู้สึกสะดวกใจ ไว้วางใจ แลกเปล่ียนกันอย่างเปิดเผย และการสร้างความเข้าใจที่ยอมรับ ร่วมกนั ให้บรรลผุ ล ถ้าปราศจากความสัมพนั ธก์ ารทบทวนไตร่ตรองเชิงวิพากษ์จะทาได้ไม่เต็มที่และไม่ มคี วามหมาย การเสวนาทีจ่ ริงใจจึงจาเป็นตอ่ การทบทวนไตร่ตรองอย่างลกึ ซ้งึ ปัจจัยด้านภูมิหลังและประสบการณ์ของสมาชิกกลุ่ม/ชุมชน มีส่วนสาคัญท่ีทาให้สมาชิกใน กลุ่ม/ชุมชนเกิดความสนใจเรียนรู้ทางเลือกใหม่ ๆ และนาไปสู่การตัดสินใจท่ีจะเปล่ียนแปลง พฤติกรรมตนเองเพ่ือแก้ปัญหาท่ีเผชิญอยู่ เช่น เกษตรกรท่ีมีประสบการณ์ตรงจากการเผชิญกับ สถานการณอ์ าหารไม่ปลอดภัยและปัญหาสุขภาพ ภาวะไม่สมดุลระหว่างรายรับและรายจ่ายจากการ ทาเกษตร และ เกษตรกรที่เคยไดไ้ ปศึกษาดูงาน ไปฝึกอบรมเก่ียวกับการทาเกษตรอินทรีย์ มีแนวโน้ม ที่จะรบั รแู้ ละเกดิ ความไม่พอใจกบั ปญั หาทพ่ี ูดคยุ กัน และเงื่อนไขด้านสถานะความไม่ม่ันคงทางอาหาร ท่ีปรากฏข้ึนในชุมชนเป็นเงื่อนไขสาคัญที่ทาให้สมาชิกในชุมชนเห็นความสาคัญของการเปิดใจเรียนรู้ เพอ่ื นาไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่าง โดยเฉพาะสมาชิกในชุมชนท่ีได้รับผลกระทบโดยตรง หากกระบวนการเรียนรู้ทาให้เห็นช่องทางท่ีเป็นไปได้ในการแก้ปัญหาดังกล่าว มีแนวโน้มท่ีจะเข้าร่วม กระบวนการเรียนรู้ท่ีจะเกิดข้ึน สอดคล้องกับ Taylor (2009) ที่กล่าวถึง ประสบการณ์ระดับปัจเจก ว่าเป็นองค์ประกอบสาคัญต่าง ๆ ที่นามาใช้ออกแบบการสอนเพ่ือการเปลี่ยนแปลง ซ่ึงครอบคลุมท้ัง ประสบการณ์ที่มีมาก่อนของผู้เรียนแต่ละคน และประสบการณ์ใหม่ที่ประสบภายในชั้นเรียน ประสบการณ์เป็นสิ่งท่ีนักการศึกษากระตุ้นและสร้างผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ ท่ีผู้เรียนและผู้สอนได้ เรียนรู้ความคิดใหม่ๆเกี่ยวกับตัวเองและโลกของพวกเขา มันจึงดูเหมือนถูกสร้างโดยสังคม ดังน้ันมัน
269 จึงสามารถถูกรื้อสร้างและแสดงออกผ่านกระบวนการสนทนาและการทบทวนไตร่ตรองตนเอง อาจ กล่าวได้วา่ ทงั้ ประสบการณด์ ัง้ เดมิ และประสบการณ์ทีส่ ร้างขึ้นผ่านกิจกรรมต่าง ๆ และการสัมพันธ์กับ ผเู้ รยี นคนอื่น ช่วยสร้างเง่ือนไขสาคัญสาหรับการทบทวนไตร่ตรองเชิงวิพากษ์และการสนทนาร่วมกัน สิ่งน้เี ป็นความสัมพนั ธ์แบบพ่งึ พากนั และกันระหว่างประสบการณ์และการทบทวนไตร่ตรองเชิงวิพากษ์ ซง่ึ สามารถนาไปสมู่ โนทัศนใ์ หม่ได้ ปัจจัยด้านฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว เช่น การมีหนี้สินและการถือครองท่ีดินซ่ึงเป็น ปจั จัยการผลิต มผี ลตอ่ ความพร้อมท่ีจะเรียนรู้ข้อมูล ความรู้ต่าง ๆ เพื่อนาไปสู่การตัดสินใจเลือกปรับ ใช้ข้อมูลความรู้ท่ีได้รับไปสู่การแสดงพฤติกรรมท่ีต่างไปจากความเคยชิน สอดคล้องกับผลการศึกษา ของนันทิยา หุตานุวัตร และ ณรงค์ หุตานุวัตร (2547) ที่พบว่า การมีหนี้สินเป็นได้ทั้งปัจจัยเอื้อและ ปัจจัยอุปสรรคต่อการปรับเปลี่ยนสู่เกษตรกรรมย่ังยืนของเกษตรกรต้นแบบ กล่าวคือ กรณีที่หน้ีสิน เป็นปัจจัยท่ีเป็นอุปสรรค เมื่อมีปริมาณหน้ีสินจานวนมาก ความเร่งรัดของการชาระคืนสูง และมี ทางเลอื กในการชาระคนื จะทาใหเ้ กษตรกรต้นแบบยังไม่ตัดสินใจทาเกษตรกรรมย่ังยืน แต่ถ้าปริมาณ หนี้สินมาก ความเร่งรัดของการชาระคืนสูง แต่ไม่มีทางเลือกอ่ืนในการชาระคืน เกษตรกรต้นแบบจะ ตัดสินใจทาเกษตรกรรมย่ังยืน กรณีนี้หนี้สินจะเป็นปัจจัยเอ้ือ เช่นเดียวกับกรณีท่ีเกษตรกรต้นแบบมี ปริมาณหน้ีสินไม่มาก ความเร่งรัดการชาระคืนต่าจะมีหรือไม่มีทางเลือกในการชาระคืนเกษตรกร ตน้ แบบจะตดั สนิ ใจทาเกษตรกรรมยงั่ ยนื การศึกษาครั้งนี้พบว่า การสร้างกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันอย่างต่อเน่ือง เป็น เง่ือนไขสาคัญของการกระบวนการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงทาง อาหาร มีส่วนสาคัญในการเสริมความมั่นใจให้กับเกษตรกรที่เห็นความสาคัญของการเปลี่ยนแปลงวิถี การผลิตพืชเชิงเด่ียวเพ่ือการค้ามาสู่การผลิตที่คานึงถึงความสามารถในการพ่ึงตนเอง ความปลอดภัย ด้านสุขภาพและส่ิงแวดล้อมมากขึ้น ให้เกิดความมั่นใจยอมรับบทบาทใหม่จากมุมมองที่เปลี่ยนไป พร้อมเรียนรู้ และดาเนินกิจกรรมการผลิต การบริโภคตามแนวคิดที่เปล่ียนไปได้อย่างต่อเน่ือง พบว่า สอดคล้องกับ สนทยา พลศรี (2550) ที่เสนอว่า กระบวนการกลุ่มเป็นอีกระบวนการหนึ่งท่ีสาคัญที่ สนับสนุนให้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชนประสบความสาเร็จ เนื่องจากกระบวนการกลุ่มเปิด โอกาสใหผ้ รู้ ่วมเรียนรไู้ ดร้ ้จู ักตนเอง เรียนรู้ในการปฏสิ ัมพนั ธ์กบั ผอู้ ่ืน ในทานองเดยี วกับ งานศึกษาของ Duveskog (2013) ท่ีศึกษาเร่ืองโรงเรียนชาวนาในฐานะที่เป็นโอกาสในการเรียนรู้เพื่อการ เปลี่ยนแปลงในบริบทของชาวแอฟริกาชนบท พบว่า การเสริมพลังเป็นหนทางไปสู่การมีสภาพความ เป็นอยู่ที่ดีข้ึน วิธีการหน่ึงที่สาคัญคือ การเรียนรู้โดยใช้กลุ่มเป็นฐาน ดังที่พบว่าการที่ชาวนาทางาน ร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อแลกเปล่ียนสารสนเทศ สะท้อนประสบการณ์ สนทนาและตรวจสอบความคิด และกาหนดกลยุทธ์ต่าง ๆ เพ่ือปฏิบัติการ และพบว่ามีแนวโน้มท่ีจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการ ปฏบิ ัตกิ ารในกระบวนการตดั สนิ ใจของชมุ ชนมากข้ึน
270 ข้อเสนอเชิงนโยบายเพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความม่ันคงทาง อาหารในชุมชนเกษตร จากการศึกษาครั้งนี้ พบว่า กลุ่มคนและกลไกท่ีเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการ เรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารในชุมชนเกษตร ประกอบด้วย สมาชิกในชุมชน ผู้นา กลมุ่ องค์กรต่าง ๆ แหล่งเรยี นรู้ และหน่วยงาน องค์กรทั้งในระดับชุมชนถึงระดับประเทศ ล้วนมี ส่วนสาคัญต่อการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงทางอาหารของชุมชนเกษตร อย่างไรก็ตามการส่งเสริมให้สมาชิกในชุมชนตระหนักถึงความจาเป็นในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง เพื่อนาไปสกู่ ารเสริมสรา้ งความม่ันคงทางอาหารในระดับครวั เรือนและชมุ ชนได้อย่างต่อเนื่อง และการ สร้างผู้นาการเปลี่ยนแปลงหรือกลุ่มปฏิบัติการที่สามารถส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อนาไปสู่การเสริมสร้าง ความม่ันคงทางอาหารทั้งในระดับครัวเรือนและชุมชนอย่างต่อเน่ือง ควรอยู่บนพื้นฐานของ กระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่คานึงถึงการพัฒนาความสามารถของสมาชิกในชุมชนให้สามารถ เรยี นร้ดู ว้ ยการชี้นาตนเอง เพื่อสามารถรับมอื กับการเปล่ียนแปลงของสภาพแวดล้อม สถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารท้ังระดับครัวเรือนและชุมชนอย่างต่อเน่ือง อาจกล่าวได้ว่า กระบวนการเรียนรู้เพ่ือเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในชุมชนเกษตรเป็นกระบวนการเรียนรู้ ร่วมกันอยา่ งตอ่ เนอื่ งตลอดชวี ิต สอดคล้องกับ สนทยา พลศรี (2550) ท่ีเสนอว่าการเรียนรู้ร่วมกันของ ชุมชนมีความสาคัญต่อบุคคล ชุมชน และการพัฒนาชุมชนเพราะการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชนมี ลักษณะเป็นกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นวิธีการแสวงหาความรู้ด้วยคนในชุมชน ทาให้คนใน ชุมชนพัฒนาตนเอง สามารถเรียนรู้และเข้าใจปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของชุมชนและสังคมภายนอกซึ่ง เปลย่ี นแปลงและเกิดขึน้ ใหม่ ๆ อยเู่ สมอ ท้ังน้ีการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารในชุมชน เกษตร ควรให้ความสาคัญกับการเรียนรทู้ ่ีสง่ เสริมให้สมาชิกในชุมชนสามารถวิพากษ์ประสบการณ์ของตนเอง ในด้านต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับการให้ความหมาย วิธีการรับมือและแก้ปัญหาเก่ียวกับความมั่นคงทาง อาหาร เพื่อนาไปสู่การแสวงหาแนวทางแก้ไขและปฏิบัติร่วมกันระหว่างสมาชิกในชุมชน สอดคล้อง กับงานของ Duveskog and Friis-Hansen (2009) ที่เสนอว่า กระบวนการเรียนรู้อย่างทบทวน ไตร่ตรองท่ีถูกนาไปใช้ในโรงเรียนชาวนานั้นทาให้เกิดผลด้านการปรับเปล่ียนมโนทัศน์และการพัฒนา มนุษย์ ซง่ึ เป็นข้อสรุปจากการเปลี่ยนแปลงของผู้ที่เคยเรียนรู้จากกลุ่มของโรงเรียนชาวนา เช่น พบว่า ชาวนามีความสามารถในการจัดการและแก้ปัญหาไร่นาของพวกเขา มีการเพ่ิมข้ึนของความม่ันใจใน ตนเองและการเปลี่ยนบทบาทไปสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญในบทบาทตนเอง สามารถจัดการกับความท้า ทายและอุปสรรคผา่ นการคดิ เชงิ วิพากษ์อย่างทบทวนไตร่ตรองและการปฏิบัติร่วมกัน บนพ้ืนฐานของ การทางานร่วมกันเป็นกลุ่มเพ่ือแลกเปล่ียนสารสนเทศ สะท้อนประสบการณ์ สนทนาและตรวจสอบ ความคดิ และกาหนดกลยุทธ์ต่าง ๆ เพ่ือปฏิบัติการ ทาให้ชาวนาเรียนรู้ในสิ่งท่ีสอดคล้องกับปัญหาใน ชีวิตจริงท่ีเกิดข้ึนในแต่ละวัน ดังน้ันบทบาทสาคัญสาหรับคนนอกหรือท่ีปรึกษา คือ “อานวยการ
271 เรียนรู้ ไมใ่ ชก่ ารสอน” โดยช่วยและแนะนาในกระบวนการเรียนรโู้ ดยกล่มุ และกระตุ้นการสนทนาและ การทบทวนไตรต่ รองเพ่ือใหช้ าวนาทา้ ทายวิธีคิดท่ีเคยชินและแสดงออกมา ดังนั้นทักษะของการเป็นผู้ อานวยความสะดวกจึงเป็นส่ิงจาเป็นในการสนับสนุนผู้คนในชนบทให้สามารถวิเค ราะห์และทบทวน ไตร่ตรองสะท้อนวิถีชีวิตของพวกเขา ให้ความสาคัญกับการสนทนากลุ่ม และใช้การตั้งคาถามเพ่ือ นาไปสู่การต้ังคาถามต่อไปเร่ือย ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการคิดอย่างลึกซ้ึงและทบทวนไตร่ตรองใน ประเด็นนน้ั ๆ ในระดับกลุม่ จะทาให้เกิดข้อมูลสารสนเทศตา่ ง ๆ ถูกสะท้อนออกมาจากสมาชิกในกลุ่ม โดยทัว่ ไปจะเปน็ กลุ่มเลก็ ๆ การอานวยความสะดวกท่ีมีประสิทธิภาพเป็นวิธีท่ีทาให้ผู้เรียนถูกท้าทาย ด้วยการตรวจสอบคุณค่า ความเชื่อ และพฤติกรรมเดิมท่ีพวกเขาเป็นหรือมี ซ่ึงกระบวนการของ โรงเรียนชาวนาทก่ี ล่าวมาข้างต้น เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนร่วมได้แลกเปลี่ยนกับคนอ่ืนไปพร้อมกับการตั้ง คาถามตอ่ มุมมองและมโนทัศนข์ องตนด้วยตนเอง ในทานองเดียวกับ Taylor (2009) ท่ีศึกษางานของ นักการศึกษาหลายท่านและนาเสนอองค์ประกอบที่จาเป็นต่อการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง พบว่า ประสบการณ์ การทบทวนไตรตรองเชงิ วพิ ากษ์ และการสนทนา มีส่วนสาคัญต่อการส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถวิพากษ์อดีตเพ่ือส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้จากการปรับเปล่ียนมโนทัศน์ เพราะประสบการณ์ ดั้งเดิมและประสบการณ์ที่สร้างข้ึนผ่านกิจกรรมต่าง ๆ และการสัมพันธ์กับผู้เรียนคนอ่ืน ช่วยสร้าง เง่ือนไขสาคัญสาหรับการทบทวนไตร่ตรองเชิงวิพากษ์และการสนทนาร่วมกันนาไปสู่การแสวงหา แนวทางในการเรยี นรแู้ ละพฒั นาทกั ษะท่ีจาเปน็ เพ่อื ไปสบู่ ทบาทหรือแนวปฏิบตั ิใหม่ที่กาหนดไว้ นอกจากนี้ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการสร้างผู้นาการเปลี่ยนแปลงท่ีสามารถส่งเสริมการ เรียนรู้เพื่อนาไปสู่การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารท้ังในระดับครัวเรือนและชุมชนอย่างต่อเนื่อง น้ัน ซึ่งเป็นผลจากการศึกษาพบว่า ผู้นาที่สามารถแสดงบทบาท ในการแลกเปล่ียน แบ่งปันความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ การดาเนินกิจกรรม การสรุปบทเรียนเป็นปัจจัยสาคัญใน กระบวนการส่งเสริมให้คนในชุมชนมีการแสวงหาความรู้และพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องด้วยวิธีการ เรยี นรทู้ สี่ อดคล้องและเชื่อมโยงกับการดาเนินชีวิตของสมาชิกในชุมชน เพื่อการพึ่งตนเองและจัดการ ตนเองด้านอาหารของครัวเรือนและชุมชนเกษตร สอดคล้องกับงานวิจัยของพจนา เอื้องไพบูลย์ (2546) ทว่ี า่ ผู้นาของชุมชนเปน็ ผทู้ ม่ี บี ทบาทสาคญั ในการจัดประกายให้คนในชุมชนเกิดการเรียนรู้ขึ้น ซ่ึงเป็นผู้นาท่ีมีความรู้ความสามารถในการนาการพัฒนาและการเรียนรู้ได้ สามารถกระตุ้นให้สมาชิก ในชุมชนเกิดความตระหนักรู้ เกิดความคิดหาวิธีการแก้ไขปัญหาและร่วมกันดาเนินการอย่างมีพลัง เกิดการเรียนรู้ท่ีกว้างขวาง มีการทบทวนสถานการณ์ ปัญหา ร่วมกันคิด ร่วมกันทา เพื่อคุณภาพชีวิต ที่ดขี องคนในสังคมชุมชน ในทานองเดียวกับงานของ จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล (2558) ท่ีศึกษาปัจจัย ของรูปแบบการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเพ่ือการสร้างเสริมองค์กรสุขภาวะอย่างบูรณาการ พบว่า ผู้นาการเปล่ียนแปลง เป็นปัจจัยสาคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เปูาหมายร่วมกันทั้งองค์กรเพ่ือไปใน แนวเดยี วกัน โดยกล่าวถงึ เงือ่ นไขของปัจจยั ผนู้ าการเปลีย่ นแปลงว่าควรเปน็ ผนู้ าที่เขา้ ใจถงึ คุณค่าและ
272 ความหมายของชวี ิต เปน็ ผูน้ าที่สามารถสร้างความสอดคล้องตอ่ การเปลี่ยนแปลงอย่างสมดุล เป็นผู้นา ทมี่ ีมุมมองอยา่ งเป็นองค์รวม และเป็นผนู้ าตน้ แบบของการสร้างแรงบนั ดาลใจ ขอ้ เสนอแนะ 1. ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวจิ ัยไปใช้ 1.1 ขอ้ เสนอแนะตอ่ ชุมชน 1.1.1 การนากระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านความ มั่นคงทางอาหารในชุมชนเกษตรไปประยุกต์ใช้ในชุมชน ควรเริ่มต้นจากการประเมินสถานการณ์ ปัญหาท่ีเก่ียวข้องกับความมั่นคงทางอาหารในชุมชนและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ปัญหา ดังกลา่ ว เพ่ือนามาใชเ้ ป็นข้อมลู ในการเชิญชวนและรวบรวมกลุ่มคนท่ีสนใจ ซ่ึงควรเป็นผู้มีส่วนได้ส่วน เสียกับสถานการณ์ท่ีเส่ียงต่อความไม่มั่นคงทางอาหารน้ัน ๆ เช่น เป็นสมาชิกในชุมชนที่ได้รับ ผลกระทบโดยตรงหรือผู้นาชุมชน องค์กรชุมชนท่ีเก่ียวข้อง เพ่ือจะนาไปสู่การทบทวนสถานการณ์ วิเคราะห์วิธีการแก้ไขที่ผ่านมา และกาหนดแนวทางในการเรียนรู้และปฏิบัติเพื่อการเปลี่ยนแปลง แก้ไขปญั หาดังกลา่ วรว่ มกันตอ่ ไป 1.1.2 การนากระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านความ ม่ันคงทางอาหารในชุมชนเกษตรไปประยุกต์ใช้ในชุมชน ควรพิจารณากระบวนการเรียนรู้ในฐานะที่ เป็นแนวทางในการดาเนนิ การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ ควรมีความยดื หยนุ่ แต่ละขน้ั ตอนอาจใช้เวลาเร็ว ช้าตา่ งกนั ท้ังนข้ี ้นึ อยกู่ ับภมู ิหลงั และประสบการณข์ องสมาชกิ ในชมุ ชนที่มาเรยี นรแู้ ละทางานร่วมกนั 1.2 ข้อเสนอแนะสาหรบั หน่วยงานองค์กรตา่ ง ๆ องค์กรหรือหน่วยงานในระดับท้องถ่ินในชุมชนท่ีประชากรส่วนใหญ่ประกอบ อาชีพเกษตรกรรม เช่น องค์การบริหารส่วนตาบล เทศบาล โรงพยาบาลสาธารณสุขประจาตาบล หน่วยงานด้านการเกษตร สามารถนากระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้านความ ม่ันคงทางอาหารในชุมชนเกษตรไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมความมั่นคงทางอ าหารในระดับตาบล หรือหมู่บ้านได้ เน่ืองจากมีความพร้อมด้านบุคลากร งบประมาณ และสามารถผลักดันให้เป็น ยุทธศาสตร์และแผนพฒั นาของหมู่บา้ นหรือตาบล เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความตอ่ เนอ่ื งในการดาเนนิ กิจกรรมได้ 1.3 ข้อเสนอแนะสาหรับนโยบาย รัฐควรกาหนดทิศทางและผลักดันให้มีสร้างกลไกความร่วมมือในทุกระดับท่ี สนบั สนนุ ใหเ้ กิดการเรยี นรู้เพ่อื การเปลี่ยนแปลงที่นาไปสู่ความม่ันคงทางอาหารของชุมชนเกษตร โดย คานึงถึงการพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้เพ่ือตระหนักถึงความสามารถในการพึ่งตนเองด้าน อาหารและรับมือกบั การเปลีย่ นแปลงท่ีอาจกระทบต่อความม่นั คงทางอาหารของชุมชนเกษตร
273 2. ข้อเสนอแนะสาหรบั การทาวิจัยคร้งั ต่อไป 2.1 การศึกษากระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านความม่ันคง ทางอาหารของชุมชนท่ีมีลักษณะเป็นชุมชนลักษณะกึ่งเมืองกึ่งชนบทหรือชุมชนที่อยู่ใกล้เ มืองมากขึ้น เพื่อให้ได้กรณีศึกษาที่หลากหลายเป็นประโยชน์ต่อชุมชนในบริบทใกล้เคียงและผู้สนใจสามารถนาไป ประยุกตใ์ ช้ 2.2 การศึกษาเก่ยี วกบั แนวทางเสรมิ สรา้ งเครอื ข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนท่ีนาไปสู่การเปลี่ย นแปลงเพ่ือเสริมสร้างความ ม่ันคงทางอาหารของชุมชน 2.3 การศึกษาเก่ียวกับแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันเพ่ือเสริมสร้างความ ตระหนักว่าสถานการณค์ วามไม่ม่ันคงทางอาหารเป็นประเด็นท่ีเก่ียวข้องท้ังผู้ผลิตในชุมชนเกษตรและ ผู้บรโิ ภคในชุมชนเมือง 2.4 การศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองเพ่ือสร้างความ เขา้ ใจและความตระหนกั ถึงการเสริมสร้างความมนั่ คงทางอาหารของกล่มุ คนท่ีหลากหลาย เช่น ผู้ผลิต ผู้บรโิ ภค ผูจ้ าหนา่ ยสินคา้ เปน็ ตน้
274 รายการอา้ งอิง ภาษาไทย เกยี รตศิ กั ดิ์ ยั่งยนื . (2555). จินตนาการ อาหาร และชมุ ชน เรอื่ งราวความมัน่ คงทางอาหารจากชุมชน. นนทบรุ ี: มลู นิธชิ ีววถิ ี. จันทรชยั ถวิลพพิ ฒั นก์ ุล. (2558). อนาคตภาพของรูปแบบการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงเพื่อการสร้าง เสริงองค์กรสุขภาวะอย่างบูรณาการ.วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชา การศกึ ษานอกระบบโรงเรยี น จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. ชูศักด์ิ คงคานนท์. (2550). เกษตรกรรม. แหล่งท่ีมา: http://e-book.ram.edu/e-book/g/GE253 (50)/GE253-9.pdf ชิดชงค์ ส. นนั ทนาเนตร. (มปป.). เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 469402 หลักการเรียนรู้และการ สอนผ้ใู หญ่. นครปฐม: คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศลิ ปากร. ชิดชงค์ นันทนาเนตร. (2549). ทฤษฎีการเรียนรู้สาหรับผู้ใหญ่. นครปฐม: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศิลปากร. ชดิ ชงค์ นันทนาเนตร. การเรยี นรเู้ พ่ือการเปลยี่ นแปลงและพฒั นา: การเรียนรู้จากการปรับเปล่ียนมโน ทัศน์. ใน วรรัตน์ อภินันท์กูล, บรรณาธิการ. (2551). แนวคิดและทฤษฎีท่ีน่ารู้ทาง การศึกษานอกระบบโรงเรียน. กรุงเทพฯ: ศูนย์ตาราและเอกสารทางวิชาการ คณะครุ ศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย. ชิดชงค์ ส. นันทนาเนตร. (2560). ทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่. นครปฐม: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศิลปากร. ช่ืนฤทัย กาญจนะจิตรา และคณะ. (2554). สุขภาพคนไทย 2554: เอชไอเอ กลไกพัฒนานโยบาย สาธารณะเพื่อชีวิตและสุขภาพ. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พรินติ้งแอนด์พับลิชช่ิง จากัด (มหาชน). นฤทยั กาญจนะจติ รา และคณะ. (2555). สุขภาพคนไทย 2555: ความม่ันคงทางอาหาร เงินทองของ มายา ข้าวปลาสขิ องจริง. นครปฐม: สถาบันวจิ ยั ประชากรและสังคม มหาวิทยาลยั มหิดล. ทรงสิริ วิชิรานนท์ม พจนีย์ บุญนา และจงทิพย์ อธิมุตติสรรค์. (2555). วิถีชีวิตและความมั่นคงทาง อาหารท้องถน่ิ ใต.้ กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร. ทศิ นา แขมมณี. (2553). ศาสตรก์ ารสอน: องคค์ วามร้เู พ่อื การจดั กระบวนการเรียนรู้ท่ีมีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ: สานกั พิมพ์แห่งจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
275 ไทยพับลกิ า้ . (2555). เปิดเสรปี ระชาคมอาเซียน อนาคตความม่ันคงทางอาหารของไทย เมื่อท่ีดินกว่า ครง่ึ ไม่ใช่ของเกษตรกร-ชาวนา. แหล่งท่ีมา: http://thaipublica.org/2012/10/aec-and- food-security-of-thailand/ ธนันชัย มุ่งจิต. (2555). แนวทางการเสริมสร้างศักยภาพด้านความมั่นคงทางอาหารบ้านแม่สุริน อาเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน. วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชา ส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช. ธริษตรี ธนรัตนพิมลกุล. (2555). การส่ือสารเพื่อสร้างเครือข่ายความม่ันคงทางอาหาร เรื่องข้าว ของ บริษัททีวีบูรพา. วิทยานิพนธ์ปริญญานิเทศศาสตรบัณฑิต สาขานิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวทิ ยาลัย. ธันวา จิตต์สงวน และบัณฑณิ ี สูตรสุคนธ์. (2546). การเช่ือมโยงความหลากหลายในภาคเกษตรกรรม ต่อการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ เกษตรและทรพั ยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์. นอร์เบอร์ก-ฮอดจ์, เฮเลนา; เมอรีฟิลด์, ทอดด์; และกอร์ลิค, สตีเวน, เขียน. ไพโรจน์ ภูมิประดิษฐ์, แปล. (2551). นาอาหารกลับบ้าน: ทางเลอื กและทางรอดของเศรษฐกิจอาหารชุมชน. พิมพ์ ครัง้ ท่ี 2. กรงุ เทพฯ: สวนเงนิ มมี า. นันทสาร สีสลับ และคณะ. (2541). แนวทางส่งเสริมภูมิปัญญาไทยในการจัดการศึกษา. กรุงเทพฯ: บริษัท พมิ พด์ ี จากดั . นันทิยา หุตานุวัตร และณรงค์ หุตานุวัตร. (2547). เกษตรกรรมยั่งยืน กระบวนทัศน์ กระบวนการ และตวั ช้ีวัด. นนทบุรี: มูลนิธิเกษตรกรรมยงั่ ยืน (ประเทศไทย). บาเพ็ญ เขียวหวาน และคณะ. (2555). รายงานการศึกษาต้นแบการจัดการเรียนรู้เพ่ือคุณภาพชีวิต เกษตรกรและข้อเสนอการปฏิรูปการเรียนรู้ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน. นนทบุรี: ศูนย์ศึกษา และเสรมิ สร้างศกั ยภาพการจดั การทรพั ยากรเพ่ือท้องถ่นิ . เบญจมาศ อยู่ประเสริฐ และพรรณภัทร ปลั่งศรีเจริญสุข. (2553) หน่วยท่ี 5 กระบวนการพัฒนา ชุมชนเกษตร. ใน ประมวลสาระชุดวิชาการพัฒนาชุมชนเกษตร. นนทบุรี: มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ.์ ประจวบ แหลมหลัก. (2547). การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ทางการศึกษานอกระบบโรงเรียนโดยใช้ แนวคิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติเพ่ือส่งเสริมการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจาหมู่บ้าน. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษานอกระบบ โรงเรียน จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
276 ประภาส ปิ่นตกแต่ง และพัชรินทร์ รักสัตย์. (มปป.). ความม่ันคงทางอาหารภายใต้บริบทสังคมไทย จังหวัดนครปฐม: ชุมชนคลองโยง ตาบลคลองโยง อาเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม, นนทบุรี: มลู นธิ เิ กษตรกรรมยงั่ ยืน (ประเทศไทย). ปาริชาติ วลัยเสถียร และคณะ. (2548). กระบวนการเทคนิคและทางานของนักพัฒนา. กรุงเทพฯ: โครงการเสรมิ สรา้ งการเรียนรู้เพ่อื ชุมชนเปน็ สุข. ปิยนาถ อ่ิมดี. (2547). ความม่ันคงทางอาหารของชุมชนชนบท: ศึกษาเฉพาะกรณีบ้านป่าคา หมู่ท่ี 2 ตาบลสวก อาเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน. วิทยานิพนธ์ปริญญาพัฒนาชุมชนมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. พจนา เอ้ืองไพบูลย์. (2546). การพัฒนารูปแบบกระบวนการเรียนรู้ในชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน: การศึกษาแบบพหุกรณี. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษา นอกระบบโรงเรียน จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พระมหาสุทิตย์ อาภากโร. (2548). นวัตกรรมการเรียนรู้: คน ชุมชน และการพัฒนา. กรุงเทพฯ: โครงการเสรมิ สรา้ งการเรยี นรเู้ พ่อื ชุมชนเป็นสุข. พฤกษ์ ยิบมันตะสริ ิ บุศรา ลม้ิ นริ ันดรก์ ุล และยุภาพร ศิรบิ ัต.ิ (2553). รายงานวจิ ัยฉบับสมบูรณ์ การ พัฒนาตัวช้ีวัดความมั่นคงทางอาหารภายใต้บริบทสังคมไทย จังหวัดเชียงใหม่. มูลนิธิ เกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) และสานักงานคณะกรรมการสุขภาพแหง่ ชาติ. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (2553). รายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ การประเมินผลการดาเนินงาน ของโครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน ปี 2552. เสนอต่อ กองนโยบาย เทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมย่ังยืน สานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ สานกั ส่งเสรมิ และฝกึ อบรมกาแพงแสน: นครปฐม. มูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน. (2552). ความหมาย “ชุมชน”. แหล่งท่ีมา: http://www.siang dham.com/Solar/index.php?option=com_content&view=article&id=102&Item id=62 รุ่งฤดี รัตนวิไล. (2557). การวิเคราะห์เปรียบเทียบปัจจัยส่งเสริมความสาเร็จด้านการผลิตและ การตลาดในการผลิตเกษตรอินทรีย์ระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับเกษตรกรรายย่อยในจังหวัด ฉะเชงิ เทรา. 6, 2.วารสารธุรกิจปรทิ ศั น์. วมิ ลลกั ษณ์ ชชู าติ. (2540). การนาเสนอรปู แบบของกระบวนการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้สาหรับการ อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนศึกษา จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
277 วีระยุทธ์ โพธิ์ถาวร, นภวรรณ งามขา และศิวโรจน์ จิตนิยม. (มปป.) ความมั่นคงทางด้านอาหาร ภายใต้บรบิ ทสังคมไทย กรณศึกษา ชุมชนหนองสาหร่าย ตาบลหนองสาหร่าย อาเภอพนม ทวน จงั หวัดกาญจนบรุ ี, นนทบุรี: มูลนธิ เิ กษตรกรรมยัง่ ยนื (ประเทศไทย). ศจินทร์ ประชาสันต์ิ. (2552). รายงานเรื่องการพัฒนาดัชนีช้ีวัดความมั่นคงทางอาหาร. ภายใต้ โครงการขับเคล่ือนประเด็นเกษตรและอาหารเพื่อสุขภาพตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งท่ี 1 พ.ศ. 2551 สูก่ ารปฏิบตั .ิ กรุงเทพฯ: สานักงานคณะกรรมการสขุ ภาพแหง่ ชาต.ิ ศจนิ ทร์ ประชาสนั ต.์ิ (2555). ความมนั่ คงทางอาหาร: แนวคดิ และตวั ชวี้ ดั . นนทบรุ ี: มลู นิธชิ ีววิถี. ศรินยา คาพิลา. (2546). การเรียนรู้เพ่ือการพ่ึงตนเองและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน. ใน ฉันทนา บรรพศิรโิ ชติ และคณะ, ผู้ใหญ่วบิ ูลยก์ บั การเรียนรู้เพ่ือการพึ่งตนเองและพัฒนาชุมชนอย่าง ย่งั ยนื . ฉะเชิงเทรา: ศนู ย์การเรยี นร้ชู มุ ชนปุาตะวันออก (วนเกษตร). ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร (2559). แหล่งที่มา: http://e-service.cpd.go.th/agri/ คมู่ อื การจัดเกบ็ ขอ้ มูลเครอื่ งจกั รกลการเกษตร.pdf สถาบันเกษตรกรรมย่ังยืน. (มปป.). ตัวช้ีวัดความม่ันคงทางด้านอาหารระดับชุมชน. แหล่งท่ีมา: http://www.sathai.org/images/Article/044_Food%20Security%20 Indicator.pdf สนธยา พลศรี. (2550). เครือขา่ ยการเรียนร้ใู นงานพฒั นาชุมชน. กรงุ เทพฯ: โอเดียนสโตร.์ สมพันธ์ เตชะอธกิ และคณะ. (2549). รายงานบทสงั เคราะห์การวิจัย เร่ือง การเรียนรู้และการจัดการ ความรู้ขององค์กรชุมชนเพ่ือชุมชนเป็นสุข. ขอนแก่น: ภาควิชาพัฒนาสังคม คณะ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ . สินธุ์ สโรบล. (2552). วธิ วี ิทยาวิจัยเพื่อการเปลย่ี นแปลงและพัฒนาชุมชน: บทสังเคราะห์งานวิจัยเพื่อ ท้องถิ่นในประเทศไทยและประสบการณ์จากต่างประเทศ. เชียงใหม่: สานักงานกองทุน สนบั สนุนการวิจยั ฝุายวิจัยทอ้ งถนิ่ . สิริลักษณ์ ย้ิมประสาทพร. (2548). กระบวนทัศน์ใหม่กับการเรียนรู้ของชุมชน. ปาริชาติ วลัยเสถียร, บรรณาธิการ. ชุดนวัตกรรมการเรียนรู้เพ่ือชุมชนเป็นสุข เล่ม 3. กรุงเทพฯ: โครงการ เสรมิ สรา้ งการเรียนรู้เพือ่ ชมุ ชนเปน็ สุข. สุธานี มะลิพันธ์. (2552). ความมั่นคงทางอาหารของชาวลัวะบ้านป่ากา อาเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรชีวภาพ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยพี ระจอมเกลา้ ธนบุรี. สุภา ใยเมอื ง. (2555). ตวั ชี้วดั ความมั่นคงทางอาหารระดบั ชมุ ชน. นนทบรุ ี: มลู นธิ ชิ ีววิถี. สุภา ใยเมือง และเกียรติศักดิ์ ยั่งยืน. (2554). รายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ “ตัวชี้วัดความม่ันคง ทางอาหารในระดบั ชุมชน”. นนทบุรี: มลู นิธเิ กษตรกรรมยั่งยืน.
278 แสงโฉม ศริ พิ านิช และสุชาดา มศี รี. (2556) พิษสารเคมีป้องกันกาจัดศัตรูพืช. สรปุ รายงานการเฝ้า ระวังโรค ประจาปี 2555. แหล่งท่มี า: http://www.boe.moph.go.th /Annual/AESR2012/main/AESR55_Part1/file9/4955_Pesticide.pdf สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2555). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 11 (พ.ศ. 2555-2559). แหล่งที่มา: www2.oae.go.th/EVA/ download/Plan/SummaryPlan11_thai.pdf สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ. (2560). สรุปสาระสาคัญแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564). แหล่งท่ีมา: http://www. nesdb.go.th/download/plan12/ส รุ ป ส า ร ะ ส า คั ญ แ ผ น พั ฒ น า เ ศ ร ษ ฐ กิ จ แ ล ะ สั ง ค ม แห่งชาติฉบับท่ี12.pdf อดุลย์ วังศรีคูณ. (2543). การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนท่ีทาให้ชุมชน เข้มแข็ง: การวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณาอภิมาณ. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวชิ าพฒั นศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อรุณี เวียงแสง และคณะ. (2548). การติดตามและประเมินผลแบบมีส่วนร่วม. กรุงเทพฯ: โครงการ เสริมสร้างการเรยี นรู้เพอ่ื ชมุ ชนเป็นสุข. อาชัญญา รัตนอุบล. (2540). กระบวนการฝึกอบรมสาหรับการศึกษานอกระบบโรงเรียน. กรุงเทพฯ: บริษทั ประชาชน จากัด. อาชัญญา รัตนอุบล. (2551). พัฒนาการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมสาหรับผู้ใหญ่. กรุงเทพฯ: คณะ ครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. อุ่นตา นพคุณ. (2547). การศึกษาชุมชนสังคมเพ่ือการศึกษาและแหล่งเรียนรู้. ในหนังสือ ชุดปฏิรูป การศึกษา การศึกษานอกระบบโรงเรียน: แนวทางการศึกษาและกิจกรรมที่หลากหลาย. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พแ์ หง่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั . ภาษาองั กฤษ Affolter Friedrich W., et al. (2009). “Transformative Learning and Mind-change in Rural Afghanistan.” Development in Practice, 19, (3) May 2009: 311-328. Alcantara, L. Hayes, S. and Yorks, Lyle. (2009) Collaborative Inquiry in Action: Transformative Learning through Co-inquiry. In Mezirow, J., et al., Transformative Learning in Practice: Insights from Community, Workplace, and Higher Education, pp.251-272. San Francisco: Jossey-Bass.
279 Alkon, A. H. Food Security. In Mulvaney, D., (2011). Green Food: An A-to-Z Guide. Los Angeles: SAGE Publications, Inc.. Cranton, P. (2006). Understanding and Promoting Transformative Learning: A Guide for Educators of Adults. San Francisco: Jossey-Bass. Duveskog, D. (2006). Theoritical Perspectives of the Learning Process in Farmer Field Schools with reference to East African Experiences. Working Paper, December. Food and Agricultural Organization of the United Nations. Duveskog, D. (2013). Farmer Field Schools as a Transformative Learning Space in the Rural African Setting. Doctoral Thesis. Swedish University of Agricultural Sciences. Uppsala. Duveskog, D. and Friis-Hansen, E. Farmer Field Schools: A Platform for Transformative Learning in Rural Africa. In Mezirow, J., et al., (2009). Transformative Learning in Practice: Insights from Community, Workplace, and Higher Education, pp.251-272. San Francisco: Jossey-Bass. Food Intelligence Center. (2015). Food Industry Overview; Thailand Food Industry in 2009 and Trends 2010. Bangkok: Food Intelligence Center, National Food Institute. Food Intelligence Center. (2016). Food Industry Overview; Thailand Food Industry in 2015 and Trends 2016. Bangkok: Food Intelligence Center, National Food Institute. Heino Apel and Anne Camozzi. (1996). Adult Environment Education: A Handbook on Context and Method. Bonn: Institute for International Cooperation of the German Adult Education Association. Imel, S. (n.d.). Transformative Learning in Adulthood. ERIC Digest No. 200. ERIC Clearinghouse on Adult Career and Vocational Education Columbus OH Source. Retrieved from: http://www.ericdigests.org/1999-2/adulthood.htm Jarvis, Peter. (2010). Adult Education and Lifelong Learning: Theory and Practice. 4thed. London: Routledge. Kitchenham, Andrew. (2008). The Evolution of John Mezirow’s Transformative Learning Theory. Journal of Transformative Education. 6, 2 (2008): 104-123.
280 Knowles, Malcom S. (1980). The Modern Practice of Adult Education: From Pedagogy to Andragogy. New York: Cambridge Books. Leypoldt, Martha M. (1992). 40 Ways to Teach in Groups. Valley Forge, PA: Eleventh Printing. McAfee, K. Food Sovereignty. In Mulvaney, D. (2011). Green Food: An A-to-Z guide. Los Angeles: SAGE Publications, Inc. Mezirow, Jack. (1991). Transformative Dimensions of Adult Learning. San Francisco, CA: Jossey-Bass. Mezirow, J. (1997). “Transformative Learning: Theory to Practice.” New Directions for Adult and Continuing Education. 74(1997): 5-12. Mezirow, J., et al. (n.d.). Core Principles of Transformative Learning Theory. Retrieved from: http://transformativelearningtheory.com/corePrinciples.htm Mezirow, Jack. Update on Transformative Learning. In Connolly, B., Fleming, T., McCormack, D., and Ryan, Anne, (ed.). (2007) (b). Radical Learning For Liberation 2, pp.10-17. Kildare: Maynooth Adult and Community Education, National University of Ireland. Mezirow, Jack. (2007)(a) Adult Education and Empowerment for Individual and Community Development. In Connolly, B., Fleming, T., McCormack, D., and Ryan, Anne, (a)). Radical Learning for Liberation 2, pp.10-17. Kildare: Maynooth Adult and Community Education, National University of Ireland. Humanitarian Response. (n.d.). Minimum Standards in Food Securities and Nutrition. The United Nations, Office for the Coordination of Humanitarian Affairs (OCHA). Retrieved from: https://www.humanitarianresponse.info/sys tem/files/documents/files/7.minimum-standards-in-food-secutity-and-nutrition .pdf Percy, Rachel. (2005). “The Contribution of Transformative Learning Theory to the Practice of Participatory Research and Extension: Theoretical Reflections.” Agriculture and Human. 22(2005): 127–136. Taylor, E. W. Chapter One Fostering Transformative Learning. In Mezirow, J., et al., (2009). Transformative Learning in Practice: Insights from Community, Workplace, and Higher Education, pp.3-17. San Fransico: Jossey-Bass.
281 Taylor, E. W., Duveskog, D. and Friis-Hansen, (2012). E. “Fostering Transformative Learning in Non-formal Settings: Farmer-field Schools in East Africa.” International Journal of Lifelong Education. 31, 6 (November-December 2012): 725-742. Taylor, E. W. (1998). The Theory and Practice of Transformative Learning: A Critical Review. ERIC Clearinghouse on Adult, Career, and Vocational Education. Information Series No. 375.
282 ภาคผนวก
283 ภาคผนวก ก รายชือ่ ผู้เชีย่ วชาญ
284 รายชอื่ ผูเ้ ชี่ยวชาญตรวจเครื่องมือการวจิ ัย 1) ดร.ปาน กมิ ปี (ดา้ นการศกึ ษานอกระบบโรงเรียน) 2) คุณเกยี รติศกั ดิ์ ยง่ั ยืน (นักวจิ ัยด้านตัวช้วี ดั ความม่ันคงทางอาหาร ผู้แทนจากมลู นิธเิ กษตรกรรมย่ังยนื แห่งประเทศไทย) 3) รศ.ดร.เบญจมาศ อยู่ประเสริฐ (ด้านการสง่ เสรมิ การเกษตร มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช) 4) ผศ.ดร.มาเรียม นลิ พันธ์ุ (ด้านวิจยั ทางการศึกษา มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร) 5) ผศ.ดร.ครี บี นู จงวฒุ ิเวศย์ (ด้านกระบวนการเรียนรชู้ มุ ชน มหาวทิ ยาลัยศิลปากร) รายชื่อผู้ทรงคณุ วุฒิตรวจสอบรับรองการยกรา่ งกระบวนการสง่ เสริมการเรียนรสู้ ู่การเปลยี่ นแปลง ดา้ นความมั่นคงทางอาหารในชมุ ชนเกษตร 1) รองศาสตราจารย์ ดร. เบญจมาศ อยปู่ ระเสริฐ สาขาวชิ าเกษตรและสหกรณ์ มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช ความเช่ยี วชาญ: การส่งเสรมิ การเกษตร การสง่ เสรมิ อาหารปลอดภัย 2) ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. คีรีบนู จงวุฒิเวศย์ ภาควชิ าการศึกษาตลอดชีวติ คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร ความเชย่ี วชาญ: ดา้ นกระบวนการเรียนรชู้ มุ ชน 3) นายศกั ดา ทวิชศรี นกั วิชาการอิสระและท่ีปรึกษางานส่งเสริมการเกษตร กรมสง่ เสรมิ การเกษตรและสหกรณ์ ความเช่ียวชาญ: การส่งเสริมการเกษตร การสง่ เสรมิ ความมน่ั คงทางอาหาร
285 รายช่ือผเู้ ช่ียวชาญตรวจสอบร่างขอ้ เสนอเชิงนโยบายเพื่อสง่ เสริมการเรยี นรู้สู่การเปลย่ี นแปลง ดา้ นความม่นั คงทางอาหารในชุมชนเกษตร 1) ดร. ปาน กิมปี ทีป่ รกึ ษาสานักงานสง่ เสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย ความเชยี่ วชาญ: การวางแผนงาน/โครงการ การจดั ทาแผนพัฒนายุทธศาสตร์ทางดา้ นการศึกษา นอกโรงเรียน 2) รองศาสตราจารย์ ดร. เบญจมาศ อย่ปู ระเสริฐ สาขาวชิ าเกษตรและสหกรณ์ มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช ความเชยี่ วชาญ: การสง่ เสริมการเกษตร การสง่ เสริมอาหารปลอดภัย 3) นางสุภา ใยเมือง รองประธานกรรมการ มลู นธิ ชิ วี วิถี และกรรมการและเลขานกุ าร มลู นิธเิ กษตรกรรมยัง่ ยืน ความเชยี่ วชาญ: ด้านความม่ันคงทางอาหาร 4) ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. คีรบี นู จงวฒุ เิ วศย์ ภาควิชาการศึกษาตลอดชวี ติ คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร ความเชย่ี วชาญ: ด้านกระบวนการเรียนรชู้ มุ ชน 5) นายศกั ดา ทวิชศรี นกั วิชาการอิสระและท่ีปรกึ ษางานส่งเสรมิ การเกษตร กรมสง่ เสรมิ การเกษตรและสหกรณ์ ความเช่ียวชาญ: การสง่ เสรมิ การเกษตร การส่งเสรมิ ความมั่นคงทางอาหาร 6) นางสาวสุวชิ า ทวีสุข นกั วชิ าการ สานักวชิ าการและนวัตกรรม สานกั งานคณะกรรมการสุขภาพแหง่ ชาติ 7) ผอู้ านวยการโรงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพตาบลท่ีเปน็ พื้นท่ีทดลอง 8) ผู้นาชุมชนในพ้นื ท่ีทดลอง
286 ภาคผนวก ข เครอ่ื งมือการวิจยั
287 เครื่องมือการวจิ ยั ชดุ ท่ี 1 ชุดที่ 1 แบบสมั ภาษณผ์ ู้มสี ว่ นเกี่ยวขอ้ งในการจดั กระบวนการส่งเสริมการเรียนร้สู ู่การ เปลี่ยนแปลงด้านความม่ันคงทางอาหารในชมุ ชนตน้ แบบ คาช้ีแจง แบบสัมภาษณ์ชุดนี้ใช้สาหรับสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างท่ีเป็นผู้มีส่วนร่วนเก่ียวข้องในการจัด กระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงทางอาหารในชุมชนต้นแบบท่ีเป็น กรณีศึกษา ตามวัตถุประสงค์การวิจัยข้อท่ี 1 เพ่ือศึกษากระบวนการเรียนรู้ท่ีเสริมสร้างความม่ันคง ทางอาหารในชุมชนต้นแบบ แบบสมั ภาษณน์ ้ีแบ่งเปน็ 3 ตอน ไดแ้ ก่ ตอนที่ 1 ข้อมูลพืน้ ฐานของผใู้ หส้ ัมภาษณ์ ตอนท่ี 2 ประสบการณ์ในการจัดกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการเปล่ียนแปลงด้าน ความม่ันคงทางอาหารในชุมชน ตอนท่ี 3 ข้อคดิ เหน็ หรอื ขอ้ เสนอแนะอื่น ๆ ชมุ ชน..................................................... วัน/เดือน/ปี ที่สัมภาษณ์............................................. สถานทส่ี ัมภาษณ์..................................................................... ตอนที่ 1 ข้อมลู พนื้ ฐานของผ้ใู หส้ มั ภาษณ์ 1. ขอให้ท่านแนะนาตวั เองอย่างคร่าวๆ ไดแ้ ก่ 1) ชอื่ – นามสกลุ 2) อายุ 3) ระดับการศึกษา 4) ระยะเวลาที่อยู่ในชมุ ชน 5) อาชพี 6) ตาแหน่ง/หน้าทใ่ี นชุมชน (ถ้าม)ี 7) ทอ่ี ยูป่ ัจจุบนั ตอนที่ 2 ประสบการณใ์ นการจดั กระบวนการสง่ เสริมการเรยี นรู้สูก่ ารเปลี่ยนแปลงด้านความ มัน่ คงทางอาหารในชุมชน 2. ท่านมคี วามเห็นต่อลกั ษณะของชมุ ชนหรอื ครอบครัวท่ีมีความมั่นคงทางอาหาร เปน็ อยา่ งไร 3. ความสนใจของทา่ นท่มี ตี ่อเรอ่ื งความมนั่ คงทางอาหารในชุมชนนัน้ เกดิ ขนึ้ เม่ือใด? เพราะเหตุใด? (โปรดอธบิ ายเหตผุ ลทท่ี าให้ท่านเกิดความสนใจในเร่อื งดังกลา่ ว) 4. เหตุใดท่านจึงคดิ วา่ ควรให้ความสาคัญกับการมีส่วนรว่ มในการส่งเสริมการเรยี นรูเ้ พอ่ื เสรมิ สร้างความมัน่ คงทางอาหารใหก้ บั คนในชมุ ชน
288 5. ทผ่ี า่ นมา ท่านมสี ่วนร่วมในการจัดการเรยี นรเู้ ก่ียวกับความมั่นคงทางอาหารในเรื่อง ใดบ้าง 6. ท่านคิดว่า เน้อื หาความรอู้ ะไรทที่ าให้สมาชกิ ในชมุ ชนเกดิ ความสนใจและเห็น ความสาคญั ของความมนั่ คงทางอาหารคืออะไร เพราะเหตุใด 7. กระบวนการเรยี นรู้ท่ที าให้คนในชมุ ชนหนั มาสนใจและเห็นความสาคญั ของความม่นั คง ทางอาหารมาอยา่ งต่อเนือ่ งนั้น 1) ท่านมีการดาเนนิ กจิ กรรมอย่างไรบ้าง ใช้แหล่งเรียนรใู้ ดบ้าง เน้ือหาที่เรียนรู้มี อะไรบา้ ง แต่ละกจิ กรรมเหล่านัน้ ใชเ้ วลานานเทา่ ไหร่ ใครบา้ งท่ีเขา้ ร่วมเรียนรู้ใน กิจกรรมดงั กล่าว 2) กระบวนการเรยี นรดู้ ังกล่าว มีข้นั ตอนอยา่ งไรบา้ ง (อาจมมี ากกว่า 1 กระบวนการที่นามาใช้แล้วประสบความสาเรจ็ ) 3) กระบวนการเรียนรู้ดังกลา่ ว มีที่มาอย่างไร หรือมใี ครสนบั สนุนหรือไม่ 4) แนวคิดสาคัญที่ใชใ้ นการจัดกระบวนการดงั กลา่ ว คืออะไร 5) วธิ กี ารเรยี นรู้แบบใดท่ที าใหส้ มาชิกในชุมชนมีความเข้าใจเกี่ยวกับความมั่นคงทาง อาหารมากท่ีสดุ เพราะเหตุใด 6) ระหว่างการเรียนรมู้ ีอปุ สรรคหรือปญั หาเกดิ ขน้ึ หรอื ไม่ ถ้ามี ทา่ นจัดการหรือ แก้ปญั หานนั้ อยา่ งไร 7) มปี ัจจัยหรอื เง่ือนไขอะไรที่สง่ เสรมิ ใหช้ ุมชนเกดิ การเรียนรู้ร่วมกันจนประสบ ความสาเร็จหรือไม่ 8. ทา่ นคดิ วา่ การเรียนรู้เก่ยี วกับความมั่นคงทางอาหารของชมุ ชนข้างตน้ มผี ลตอ่ การ เปลยี่ นแปลงความคดิ ของท่านและสมาชกิ ในชมุ ชนทเ่ี คยมเี ก่ยี วกบั เร่ืองความมนั่ คงทาง อาหารหรอื ไม่ ถา้ มีเปลีย่ นแปลงไปอย่างไร 9. ทา่ นและคนในชมุ ชน มีการรวมตัวกนั หรอื จัดกจิ กรรมเพื่อการพัฒนาชมุ ชนอ่นื ๆ ซ่งึ อาจ เชอื่ มโยงหรือไมเ่ ชือ่ มโยงกบั ความม่ันคงทางอาหารหรอื ไม่? ถ้ามี กิจกรรมดังกลา่ วคืออะไร? เหตใุ ดจึงจดั กจิ กรรมน้นั ข้ึน? และใครเป็นผูม้ สี ่วน เกี่ยวข้องกับการเรยี นร้ดู งั กลา่ ว? ตอนท่ี 3 ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะอื่น ๆ ต่อการจัดกระบวนการส่งเสริมการเรียนรูส้ กู่ าร เปล่ยี นแปลงดา้ นความมั่นคงทางอาหารในชมุ ชน 10. หากชมุ ชนอนื่ จะมกี ารเรียนรู้ร่วมกันเพ่ือเสรมิ สร้างความมนั่ คงทางอาหารขนึ้ ในชมุ ชน ท่านมขี ้อคดิ เห็นหรือข้อแนะนาอยา่ งไรบา้ ง
289 เครื่องมอื การวจิ ยั ชุดที่ 2 ชดุ ท่ี 2 แบบสัมภาษณส์ มาชิกในครอบครัวท่ีอาศยั ในชุมชนตน้ แบบ คาชี้แจง แบบสัมภาษณ์ชุดน้ีใช้สาหรับสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างซ่ึงเป็นสมาชิกในชุมชนท่ีเข้าร่วม กระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงทางอาหารในชุมชนต้นแบบท่ีเป็น กรณีศึกษา ตามวัตถุประสงค์การวิจัยข้อที่ 1 เพ่ือศึกษากระบวนการเรียนรู้ที่เสริมสร้างความม่ันคง ทางอาหารในชุมชนต้นแบบ แบบสัมภาษณน์ ้แี บง่ เปน็ 3 ตอน ไดแ้ ก่ ตอนท่ี 1 ขอ้ มลู ท่ัวไปของครอบครัวทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับการผลติ และการจัดการอาหาร ตอนที่ 2 สภาพการเรยี นรู้ทนี่ าไปสูก่ ารเปลีย่ นแปลงด้านความมัน่ คงทางอาหาร ตอนที่ 3 ผลการเปล่ียนแปลงที่เกิดขึ้นจากการได้รับประสบการณ์เรียนรู้ที่นาไปสู่การ เปลี่ยนแปลงดา้ นความมั่นคงทางอาหารของชุมชน ชมุ ชน..................................................... วัน/เดอื น/ปี ที่สัมภาษณ์........................................... สถานทส่ี ัมภาษณ์..................................................................... ตอนที่ 1 ขอ้ มูลทว่ั ไปของครอบครัวทเ่ี กยี่ วข้องกับการผลติ และการจัดการอาหาร 1. ขอให้ทา่ นแนะนาตนเองอย่างคร่าวๆ ไดแ้ ก่ 1) ช่อื – นามสกลุ 2) อายุ 3) ระดบั การศึกษา 4) ระยะเวลาท่ีอยใู่ นชมุ ชน 5) อาชีพ 6) ทอี่ ยู่ปจั จบุ ัน 2. ในครอบครวั ของท่านมีสมาชิกก่ีคนทอี่ าศัยอย่รู ่วมกัน เปน็ ใครบ้าง 3. อาหารทีท่ ่านบรโิ ภคในชวี ติ ประจาวัน สว่ นใหญ่มาจากที่ใด เช่น ผลิตเอง เก็บหาจาก ธรรมชาติ หรือซือ้ มา ถ้าซื้อมาส่วนใหญซ่ ้ือจากทีใ่ ด ในครอบครวั ของท่านแหล่งท่ีมาของ อาหารทีส่ าคัญคือแหล่งใด เพราะเหตุใด ใน 1 สปั ดาห์/ 1 เดอื น ครอบครวั ของทา่ นมี รายจา่ ยเกย่ี วกับอาหาร ประมาณเท่าใด (ใช้แผนทช่ี ุมชน แสดงการเข้าถึงแหล่งอาหาร ประกอบการสมั ภาษณ)์ 4. ครอบครวั ของท่านเคยประสบปญั หาเกีย่ วกบั อาหารหรอื ไม่ เชน่ มอี าหารไม่เพียงพอ สาหรบั บริโภค หรืออาหารไม่ปลอดภยั ถ้าท่านเคยประสบปญั หา ทา่ นแกป้ ัญหา ดงั กลา่ วอยา่ งไร
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328