Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือภูมิปัญญาท้องถิ่น จอมทอง

หนังสือภูมิปัญญาท้องถิ่น จอมทอง

Description: หนังสือภูมิปัญญาท้องถิ่น จอมทอง

Search

Read the Text Version

THE BEST THING OF LOCAL WISDOM IN CHOMTHONG

วัดราชโอรสาราม ราชวรวหิ าร คำ�นำ� จอมทองเป็นเขตใหมท่ แ่ี ยกออกมาจากเขตบางขุนเทียนเมอ่ื วนั ที่ 9 พฤศจกิ ายน พทุ ธศกั ราช 2532 ช่อื จอมทองสนั นิฐานกันว่ามาจากวดั จอมทอง ซึง่ บางคร้ังกเ็ รยี กว่าวัดเจ้า ทองหรอื วดั กองทอง นกั วชิ าการสันนิษฐานวา่ วัดนี้เป็นวดั ท่ีสรา้ งขนึ้ ในสมยั กรงุ ศรีอยุธยา รชั สมยั สมเด็จพระเจา้ ปราสาททอง ปจั จบุ นั วัดจอมทองมชี ือ่ อย่างเป็นทางการวา่ วัดราชโอรสา รามราชวรวหิ าร จอมทองมีความโดดเด่นในเชงิ ประวตั ศิ าสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตรร์ ัตนโกสนิ ทร์ สมยั รัชการที่ 3 พระองค์ได้นำ�ศิลปะแบบจนี มาผสมผสานเขา้ กับศลิ ปะไทยกลายเปน็ ศลิ ปะ แบบนอกอย่างในการสร้างวัดแบบนอกอย่างทำ�ให้ศิลปะแบบนอกอย่างถูกรู้จักอย่างแพร่ หลายอย่างเป็นทางการ ทงั้ ท�ำ ใหเ้ กิดศิลปะแบบนอกอยา่ งแขนงตา่ งๆข้ึนมากมาย เชน่ จิตรกรรมแบบนอกอยา่ ง สถาปัตยกรรมแบบนอกอย่าง และวรรณกรรมแบบนอกอย่าง แตค่ วามหมายเชงิ พระพุทธศาสนายังคงเดิม จอมทองจึงเปน็ ศนู ย์กลางของการศกึ ษาศิลปะ แบบนอกอยา่ ง สำ�หรับผ้ทู ี่สนใจเร่ืองงานศิลปะทสี่ �ำ คญั ในประเทศไทยทจ่ี ะต้องมาศึกษาใน พืน้ ทจี่ อมทอง นอกจากความโดดเดน่ ในเชิงประวตั ศิ าสตรส์ มยั รชั การที่ 3 และงานศิลปะแบบนอก อยา่ งแลว้ ในด้านความเปน็ สวนฝ่ังธนจอมทองกย็ งั คงเปน็ พ้นื ที่ๆเปน็ สวนทเี่ รยี กว่า สวนสมรม มีสวนเก่าอายนุ ับร้อยปี มีลิ้นจบี่ างขนุ เทียนอายุนบั ร้อยปที ่อี นรุ กั ษ์ไว้ให้ผู้ที่สนใจได้ศกึ ษา มี ภมู ิปัญญาด้านศลิ ปะการแสดง การทำ�อาหารแบบดง้ั เดิม การท�ำ สวนแบบดง้ั เดมิ และงาน ศลิ ปะประดษิ ฐ์ต่างๆ ที่อนรุ กั ษไ์ วใ้ ห้เยาวชนและผทู้ ่ีสนใจได้ศึกษาเรียนรู้เพอ่ื สบื สานภูมปิ ัญญา เหลา่ นใ้ี ห้คงอยตู่ ลอดไป สายวชิ าสงั คมศาสตร์และมนุษยศ์ าสตรต์ อ้ งขอขอบคุณภูมิปญั ญาทกุ ๆ ท่านทีก่ รณุ า ใหบ้ ันทึกองคค์ วามร้แู ละเร่ืองราวอันมคี ณุ คา่ สำ�หรบั การเรยี นรู้ของอนชุ นรุ่นหลัง ขอขอบคุณ คณะศิลปศาสตรท์ ส่ี นบั สนุนการทำ�งานของหนว่ ยจัดการข้อมูลชุมชนดว้ ยดีตลอดมา ขอ ขอบคุณทีมงานทุกท่านทีท่ ่มุ เททำ�งานจนหนังสอื ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถิน่ จอมทองเสร็จสมบรู ณ์ หวัง ว่าหนังสือรวบรวมภูมิปัญหาเขตจอมทองเล่นน้ีจะเป็นจุดเริ่มต้นให้เยาวชนและผู้ที่สนใจช่วย กันอนุรักษแ์ ละสืบสานภูมปิ ญั ญาไทยใหค้ งอยูก่ ับสงั คมไทยตอ่ ไป (ผศ.ดร. สุรพงษ์ ชูเดช) ประธานสายวิชาสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์

คณะท�ำ งาน จัดทำ�โดย หน่วยจัดการขอ้ มูลชุมชน (Community Data Management Unit : CDMU) สายวชิ าสงั คมศาสตรแ์ ละมนษุ ยศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คณะผู้จัดทำ� ผศ.ดร.สรุ พงษ์ ชูเดช นางสาวปฏิมากรณ์ กาญจนพนั ธ์ นางสาวณทั พร ภูนภุ า นายขจรศกั ดิ์ ก้ันใช้ นางสาวปวีณ ศาสนัส ร่วมกับ ชุมชนเขตจอมทอง วดั หนงั ราชวรวหิ าร

วดั นางนองวรวหิ าร คำ�นิยม เขต จอมทอง มีท่มี าจากชอ่ื ของวัดจอมทอง โดยนกั วชิ าการสันนษิ ฐานวา่ วัดน้เี ปน็ วัดท่ีสรา้ งข้ึน ในสมยั กรุงศรีอยธุ ยา ปัจจุบันมชี อ่ื อย่างเปน็ ทางการวา่ วัดราชโอรสาราม ราชวรวหิ าร ภายหลงั จาก การปฏสิ งั ขรณแ์ ละสถาปนาวดั ขนึ้ ใหม่ในสมยั รัชกาลที่ 2 โดยพระเจา้ ลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎา- บดินทร์ (ตอ่ มาคือ พระบาทสมเดจ็ พระนัง่ เกล้าเจ้าอย่หู ัว รัชกาลที่ 3) การสรา้ งวัดราชโอรสฯ ใน คร้งั น้ีถือเป็นการเรม่ิ ต้นครัง้ ส�ำคญั ของสถาปัตยกรรมสมัยรชั กาลท่ี 3 เปน็ ครั้งแรกที่สรา้ งโบสถ์วหิ าร โดยไมม่ ชี ่อฟา้ ใบระกา หางหงส์ ซึ่งเป็นเอกลกั ษณท์ ี่โดดเด่นของสถาปตั ยกรรม ทเ่ี รียเขกตวจา่ อ“มวทัดอนงอใกนออยด่าีตงม“สี ภาพเป็นบ้านสวน มกี ารท�ำการเกษตรกรรม สวนล้นิ จ่ี และสวนผลไม้ ต่างๆ แตใ่ นปัจจุบนั ลกั ษณะการใช้ที่ดนิ เปลยี่ นแปลงไปจากเดมิ กลายเปน็ สังคมเมือง เต็มไปดว้ ย ตึกรามบา้ นชอ่ ง โรงงานอตุ สาหกรรมต่างๆ การท่ีในอดีตของเขตจอมทองเปน็ ชุมชนทางผา่ นเข้า พระนคร และนิวาสสถานเดิมของพระชนนีในรัชกาลท่ี 3 ท�ำให้บริเวณย่านข้าหลวงเดิมแถบนี้ มีร่องรอยวฒั นธรรมและวิถกี ารใชช้ วี ติ ทแ่ี สดงให้เห็นความร่งุ เรอื งในอดตี และยังมภี ูมิปญั ญาทอ้ งถน่ิ ในการด�ำเนนิ ชีวิตและการประกอบอาชีพทห่ี ลากหลาย ไมว่ า่ จะเป็นภมู ปิ ญั ญาในเร่ืองการท�ำการ เกษตร ดนตรีไทย การละเล่นกระตัว้ แทงเสือ การท�ำหัวโขน คณะโขน คณะหนุ่ ละครมือ อาหารคาว หวานต�ำหรบั ชาววงั ดงั้ เดิม สมนุ ไพร งานประดษิ ฐ์ต่างๆ ซ่งึ ควรค่าตอ่ การสืบทอดใหก้ ับเยาวชนรุ่น ตอ่ ไปไดเ้ รียนรู้ และอนุรักษส์ บื สาน จากการท�ำงานเพื่อพัฒนาและยกระดับคณุ ภาพชีวิตของประชาชนในพืน้ ที่ โดยประยุกต์ใช้ องคค์ วามรแู้ ละความเช่ียวชาญของมหาวิทยาลัยร่วมกับชมุ ชนในพืน้ ท่ีมาอยา่ งต่อเนื่อง หนงั สือ “ภูมิปญั ญาทอ้ งถน่ิ เขตจอมทอง” ถือเปน็ ผลผลิตของการท�ำงานในพ้ืนท่ีรว่ มกันของชุมชน นักศกึ ษา คณาจารย์ และเจา้ หน้าทีข่ องสายวิชาสังคมศาสตรแ์ ละมนษุ ยศ์ าสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มจธ. ท่ี ไดส้ บื คน้ รวบรวมข้อมลู และเรียบเรียงออกมาเปน็ หนังสอื เล่มน ี้ ซึ่งทรงคุณค่ายง่ิ ในการส่งต่อองค์ ความรู้ เรอ่ื งราวในทอ้ งถิ่นในเขตจอมทอง แก่สาธารณชนทั่วไป ใหไ้ ดร้ ูจ้ กั และช่วยกันสบื สาน รักษาภูมปิ ญั ญาทอ้ งถิน่ เขตจอมทองสบื ไป (ผศ.ดร.ศศิธร สุวรรณเทพ) คณบดีคณะศิลปศาสตร์

สารบัญ : 1 สารบญั : 56 4 62 เขตจอมทอง 8 กระตั้วแทงเสือ 70 ศิลปะแบบนอกอย่าง 10 กระตั้งแทงเสือ คณะ ศิษย์วัดสิงห์ 74 วัดนอกอย่าง 16 หุ่นละครมือ โรงเรียนวัดบางประทุนนอก 80 วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร 24 โขนเด็ก โรงเรียนวัดศาลาครืน 86 วัดนางนองวรวิหาร 30 บ้านหัวโขน มหัทธนะศิลป์ 92 วัดหนังราชวรวิหาร 36 วิถีชาวสวน ย่านข้าหลวงเก่า 96 พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา วัดหนังราชวรวิหาร 42 ภูมิปัญญาจาก ต้นทองหลาง 98 ยาเป่า 46 ตำ�หรับอาหารชาวสวน : เมี่ยงตะลิงปลิง ภูมิปัญญาชาวสวน : บ่มกล้วยในโอ่ง 50 ตำ�หรับอาหารชาวสวน : พริกกะเกลือมะพร้าว 100 เกร็ดประวัติศาสตร์ คลอง ตำ�หรับอาหารชาวสวน : ตะลิงปลิงแช่อิ่ม ตลาดน้ำ�วัดไทร

THE BEST THING จอมทอง OF LOCAL WISDOM ท่ีมาของค�ำ วา่ จอมทองท่ีเป็นชอ่ื ของเขตจอมทองในปัจจบุ ัน มาจากชื่อวัดทสี่ ำ�คัญในพนื้ ท่ี คอื วัด IN CHOMTHONG จอมทอง ซึ่งบางคร้งั กเ็ รียกว่าวัดเจ้าทอง บา้ งก็ว่าวัดกองทอง นักวิชาการสนั นษิ ฐานวา่ วดั นเ้ี ป็นวัดที่สร้างขน้ึ ในสมัยกรงุ ศรีอยุธยา รัชสมยั สมเดจ็ พระเจ้าปราสาททอง ปจั จุบันวัดจอมทองมีชื่ออยา่ งเป็นทางการว่าวดั ราช โอรสารามราชวรวิหาร บริเวณเขตจอมทองเดิมเป็นพืน้ ทีท่ างทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนือของอำ�เภอบางขนุ เทียน จังหวดั ธนบุรี ซึ่งบรเิ วณนตี้ อ่ มามชี มุ ชนหนาแนน่ และมีความเจรญิ ขนึ้ เนอื่ งจากเป็นทีต่ ง้ั ท่วี า่ การอำ�เภอ มที ้ัง คลอง ถนน และเส้นทางรถไฟตดั ผ่าน ทางราชการจงึ ไดจ้ ัดตงั้ เทศบาลนครธนบุรีขึ้นในปี พุทธศกั ราช 2479 โดยให้ต�ำ บลบางค้ออยใู่ นท้องที่ด้วย และตัง้ สุขาภิบาลบางขนุ เทียนข้นึ ในพื้นที่บางส่วนของต�ำ บลบางขนุ เทียน และตำ�บลบางมดในปี พุทธศักราช 2508 ซึ่ง ต�ำ บลจอมทอง กไ็ ด้รบั การจดั ต้ังขน้ึ ในเดอื นมิถนุ ายน พทุ ธศักราช 2513 โดยโอนพน้ื ที่ 11 หม่บู า้ นทางตอนเหนอื ของต�ำ บลบางมดออกมา ต่อมาไดม้ ีการยุบรวมจงั หวัดธนบรุ ี และจงั หวัดพระนคร เปลย่ี นฐานะเป็นนครหลวงกรงุ เทพธนบุรี และเปลย่ี นเป็นกรงุ เทพมหานคร ยกเลกิ การ เรียกช่ือตำ�บลและอำ�เภอแบบเดมิ ตำ�บลจอมทองจงึ ได้รบั การเปลย่ี นแปลงฐานะเป็น แขวงจอมทอง และอยู่ ในเขตการปกครองของส�ำ นกั งานเขตบางขุนเทยี น จนกระท่งั ในวันที่ 9 พฤศจกิ ายน พุทธศักราช 2532 จงึ ได้มปี ระกาศกระทรวงมหาดไทยจัดตั้ง เขตจอมทองข้นึ โดยแบ่งพนื้ ทเ่ี ขตบางขุนเทยี นออกมา 4 แขวง ได้แก่ แขวงบางขนุ เทยี น แขวงบางค้อ แขวง บางมด และแขวงจอมทอง พ้นื ทเ่ี ขตจอมทองมีขนาดคอ่ นข้างเล็กหากเทียบกบั พื้นท่เี ขตปกครองอน่ื ๆภายใน กรุงเทพมหานคร อนั เนือ่ งมาจาก พน้ื ที่สว่ นใหญ่เป็นพน้ื ท่ีชุมชน ถนนหลวงขนาดใหญ่ เป็นจุดตอ่ เขตระหวา่ ง ขาเขา้ และขาออกเมือง เช่น ถนนพระรามท่ี 2 ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสนิ ทางพเิ ศษเฉลิมมหานคร เป็นต้น และยงั เปน็ ศูนย์งานราชการส�ำคญั ของกรงุ เทพมหานครฝ่ังตะวันตก เป็นเหตใุ ห้พืน้ ทีเ่ ขตจอมทองมีปญั หา ซำ�้ ซากที่ต้องแก้ไขอยสู่ ม่�ำเสมอ เช่น ปญั หาชมุ ชนแออดั ปัญหามลพิษทางอากาศและแหลง่ น้�ำ ปัญหาการ จราจรติดขัด ปัญหาพน้ื ที่การจราจรช�ำรุด และปญั หายาเสพตดิ เปน็ ต้น ตุก๊ ตาจีน และ เจดียจ์ นี ปา้ ยบอกชอ่ื วัดบริเวณทางเขา้ วดั ยายร่ม ในวดั หนังราชวรวหิ าร 1

ดา้ นนอกอโุ บสถ วดั ยายร่ม เขตจอมทองเปน็ เขตทถ่ี กู แยกออกมาจาก จงั หวดั ธนบรุ ี น�ำ มารวมกบั จงั หวดั พระนครแลว้ ยกฐานะเปน็ เขตปกครอง ทั้งนพ้ี ้นื ที่เขตจอมทอง เป็นทีต่ ้งั ของสถานที่ แผนที่แสดงเสน้ ทางรถไฟ มหาชัย ส�ำคัญในประวัตศิ าสตร์ ท้ังด้านวัฒนธรรม เขยี นเมือ่ 15 ธนั วาคม พุทธศกั ราช 2439 พเิ ศษและเปลย่ี นชอ่ื เมอื งหลวงเปน็ กรงุ เทพมหานคร ด้านศลิ ปป์ ระยกุ ต์ ด้านคมนาคม และ เปน็ ศนู ยก์ ลางในหลายๆดา้ น ทง้ั การจราจรเขา้ สเู่ มอื ง ศาสน-สถาน อันเหน็ ได้จากการมวี ดั แบบ ศิลป์นอกอยา่ งอย่หู ลายแหง่ เช่น วดั ราช ฝง่ั ทศิ ตะวนั ตกทส่ี �ำ คญั พน้ื ทเ่ี ศรษฐกจิ ทม่ี ขี นาดใหญ่ โอรสารามราชวรวิหาร วดั นางนองวรวหิ าร มกี ารจา้ งแรงงานสงู และส�ำ คญั ทส่ี ดุ คอื เปน็ ศนู ยร์ วม วดั วัดหนังวรวิหาร ซง่ึ วัดตา่ งๆท่กี ล่าวมา ดา้ นวฒั นธรรม วดั วาอาราม ศลิ ปแ์ บบนอกอยา่ ง ลว้ นเปน็ อารามหลวง อกี ทัง้ เปน็ ศนู ยร์ วม และเปน็ แหลง่ เรยี นรดู้ า้ นประวตั ศิ าสตรท์ ส่ี �ำ คญั ยง่ิ ดา้ นประวัติศาสตรข์ องกรุงเทพตะวนั ตก มี พระสถปู เจดียบ์ รรจุพระบรมสารรี กิ ธาตุ วดั หนงั ราชวรวหิ าร พพิ ิธภัณฑศ์ ูนยก์ ารเรยี นรู้ พนื้ ทเ่ี ขตจอมทอง เป็นแหล่งท่องเที่ยวส�ำคัญตั้งแต่สมัยอดีต 3 มหี ลกั ฐานวา่ เปน็ ทางสญั จรทางนำ้� หลกั ของพระนครในรัชสมยั รัชกาลที่ 3 โดยมคี ลองทใี่ ชส้ ัญจรส�ำคญั เชน่ คลองดา่ น คลองสนามชัย คลองบางคอ้ เป็นคลองทสี่ ามารถเดินทางลงอา่ วไทยได้ และมีประเพณสี บื ทอด กนั มากค็ ือ การแขง่ เรอื ยาว ทีม่ ักจัดข้ึนก่อนวัดลอยกระทง ซ่ึงเป็นประเพณีท่ีส�ำคัญของพ้ืนทเี่ ขตจอมทอง เขตจอมทอง จึงเปน็ พื้นทยี่ า่ นประวตั ิศาสตรท์ ี่ส�ำ คัญและท่ีสำ�คญั ที่สดุ คอื เป็นศนู ย์รวมศลิ ป์แบบ นอกอยา่ งทส่ี �ำ คัญ และเป็นแหล่งเรียนรดู้ า้ นประวัตศิ าสตรท์ ส่ี ำ�คัญย่งิ โดยเฉพาะสมัยรัชกาลที่ 3 2

ต๊กุ ตาจีนลงสี ประดับมกุ ตั้งอยทู่ างประตู ศิลปะแบบนอกอยา่ ง เขา้ อุโบสถ วัดราชโอรสารามราชวรวหิ าร ศิลปะแบบนอกอยา่ ง กล่าวตามความหมายคือ ประเภทการออกแบบศิลป์ของไทยในแขนงตา่ งๆ แบบนอกอย่างท่ี 12 มกี ารท�ำสบื ต่อกนั มา โดยมหี ลักคิด ความเช่ือ วฒั นธรรม และต้นแบบคล้ายดงั เดมิ เป็นแบบแนวศลิ ปะของชนชั้น น�ำ (ชนช้ันสูง ชนชนั้ ปกครอง ขนุ นาง หรอื อาจหมายถงึ พระจกั รพรรดแิ ละพระมหากษัตรยิ ์) และเป็นค�ำบญั ญตั ใิ น 4 สมัยอยุธยาตอนปลาย เร่อื ยมาถึงสมัยตน้ รัตนโกสนิ ทร์ ในรัชสมยั ของรัชกาลที่ 1 ถึง รชั กาลที่ 3 ประตพู ระจนั ทร์ เป็นส่วนหน่ึง ของสถาปัตยกรรมในสวนจีน จดุ ประสงคข์ องประตนู ้ใี ชเ้ พอื่ เชื้อเชิญชนชนั้ สูงหรือผู้มีฐานะ ดีให้เข้าเย่ียมชมสวน 5

ความสัมพันธร์ ะวา่ งอาณาจักรรัตนโกสนิ ทรก์ ับจักรวรรดจิ ีน ในสมัยกาลก่อนนั้นมีความใกล้ชดิ กนั มาก เหน็ ในการสรา้ งวัดแบบนอกอยา่ งท�ำให้ศิลปะแบบนอกอย่างถกู รู้จกั อย่างแพรห่ ลายอยา่ งเปน็ ทางการ ท้งั ท�ำใหเ้ กดิ ได้ชัดจากการส่งคณะทูตน�ำบรรณาการไปยังเมอื งจนี มากกวา่ ในช่วงปลายกรงุ ศรอี ยุธยา ด้วยเหตุปัจจัยหลาย ศลิ ปะ แบบนอกอย่างแขนงต่างๆ ขึ้นมากมาย เช่น จติ รกรรมแบบนอกอยา่ ง สถาปตั ยกรรมแบบนอกอยา่ ง และ ประการ เช่น สง่ ออกสินค้าเพือ่ น�ำก�ำไรมาบริหารกิจการบ้านเมอื งในเวลานนั้ และเชอื่ มสมั พันธไมตรี โดยการ วรรณกรรมแบบนอกอย่าง แต่ความหมายเชิงพระพุทธศาสนายงั คงเดมิ ทง้ั รปู ภาพฝาผนงั หรอื นทิ านชาดก ดว้ ย สง่ เครอื่ งบรรณาการไมไ่ ดห้ มายความว่าไทยเป็นประเทศราชของจีน แตเ่ พื่อแสดงเจตจ�ำนงว่า ไทยมองจนี อทิ ธิพลของการเปิดโลกทัศน์ของยคุ โลกาภวิ ฒั น์ท�ำให้ไทยต้องออกจากกรอบเดมิ ๆ ทงั้ การปกครอง แนวคดิ เปน็ พนั ธมติ รจากเหตผุ ลข้างตน้ ท�ำใหก้ ารติดต่อ ทง้ั การคา้ ขายเศรษฐกจิ ศิลปะวทิ ยาการ ของไทยกับจนี ได้ วฒั นธรรม ประเพณี และศิลปะวทิ ยาการ เหน็ ไดช้ ัดเจนจากวรรณกรรมแบบนอกอย่างที่มกั จะเขียนองิ ส่งิ ท่ี ถกู น�ำเข้ามาประกอบ ไทยกับจกั รวรรดชิ าตติ ะวันตกไม่มคี วามสัมพันธ์มากนกั ดว้ ยเหตุผลทว่ี ่าจะซ้อื ของ สามารถเกิดขนึ้ จรงิ ทีใ่ ช้ความเรยี งประกอบ บทกาพยก์ ลอนแทรกไประหว่างเนอ้ื หา เหมือนกบั นวนยิ ายของจนี กบั ตะวนั ตกไปท�ำไมในเมือ่ ซื้อกับจนี กไ็ ด้ ท�ำให้เกิดการกดี กนั พ่อคา้ ชาวตะวันตก อกี ทัง้ ยังเปิดการรับอพยพ แตกต่างจากวรรณกรรมสมยั ปลายกรงุ ศรอี ยธุ ยาทีแ่ ต่งแบบองิ ค่านิยม ประเพณี วฒั นธรรมท่ีเคร่งครัด และยัง คนจีนเขา้ ประเทศ และการตงั้ บรรดาศักดิ์คนจนี ให้สูงกวา่ ไพรแ่ ละทาส ดังนัน้ เหตผุ ลและการประกอบกนั ดงั องิ กบั ความเชอ่ื ตา่ งๆในสมัยน้นั เชน่ สวรรคน์ รกหรอื ปา่ หมิ พานต์ เป็นต้น กลา่ วท�ำให้ พระมหากษตั รยิ ข์ องไทยในตน้ กรงุ รตั นโกสนิ ทรช์ ื่นชอบในศิลปะในแบบของจนี จงึ มแี นวคิดทจ่ี ะ น�ำมาประยุกตก์ ับความเป็นไทยในสมัยนนั้ ตงั้ แตร่ ัชสมัยของรัชการที่ 1 และ 2 ไม่ไดม้ นี ยิ ามค�ำชัดเจนวา่ ศิลป์ อยา่ งไรกต็ ามความทีเ่ ป็นโลกาภิวัตนท์ �ำใหก้ ารเปล่ียนแปลงคา่ นิยม รสนยิ มตา่ งๆ ก็มีการเรม่ิ ใหม่แล้วเสื่อมถอย แขนงนคี้ วรเป็นชอื่ ใด ถงึ รัชสมัยรัชกาลที่ 3 ไดม้ ีนิยามเป็นภาษาปากทางการว่า พระราชนิยม เพราะท่านให้ ลง หลงั รชั กาลที่ 3 ส้ินไปจกั รวรรดิจนี พา่ ยแพใ้ ห้กับจักรวรรดอิ งั กฤษ ท�ำใหไ้ ทยจ�ำเป็นตอ้ งหาคู่คา้ ใหม่และ ความส�ำคัญกับศลิ ปะจนี มากจนเกิดเปน็ วลที วี่ า่ ใครสร้างวัด ท่านก็ทรงโปรด จงึ ท�ำให้วดั ท่สี ร้างใหม่ และวดั ท่ี ลดบทบาทจีนลง เพื่อให้มเี งนิ เข้าคลังแลว้ ยังให้สามารถบรหิ ารบ้านเมอื งตอ่ ไปได้ อยา่ งไรกต็ าม หากตดั ปัจจยั ก�ำลงั ท�ำนุบ�ำรุง กลายเปน็ วัดแบบนอกอยา่ ง ถูกก่อสรา้ งขน้ึ มาหลายแห่งในรัชสมัยของพระองค์ ด้านการเมืองการปกครองและการค้าเศรษฐกิจออกไป ก็จะแสดงให้เหน็ วา่ ไทยมองจนี เปน็ แบบอย่างและ มหาอ�ำนาจ มอี ทิ ธิพลตอ่ การปรบั เปลย่ี นศิลปะวทิ ยาการและการมองโลกแบบสมยั ใหม่ของไทย ทสี่ ง่ ผลมาถึงใน อุโบสถทเี่ ปน็ ศิลปแ์ บบนอกอย่างภายใน วัดนางนองวรวิหาร ปัจจุบนั และฝั่งรากลกึ เปน็ ต้นแบบของศิลปะแบบนอกอย่าง ท่เี หน็ ไดช้ ัดเจนทสี่ ดุ คือการจดั ประเภทในสมัยหลัง ว่าเปน็ วัดแบบนอกอย่างทร่ี วบรวมศิลปะแบบนอกอยา่ งไวห้ ลายแขนงท่สี ดุ อุโบสถทเี่ ป็นศลิ ป์แบบนอกอยา่ งภายใน วัดราชโอรสาราม ราชวรวหิ าร 67

“ ภูมิปัญญาช่างฝีมือไทย-จีน ผ่านงานสถาปัตยกรรม ตามพระราชนิยม วัดนอกอย่าง “ 89

วดั าชโอรสาราม ราชวรวิหาร วดั ราชโอรสาราม ราชวรวิหาร เดมิ ช่ือ วดั จอมทอง สถาปนาเมอ่ื ครั้งกรุงศรอี ยธุ ยาเปน็ ราชธานี เมอื ครั้น พระบาทสมเดจ็ พระนั่งเกลา้ เจา้ อย่หู ัว พระมหากษัตรยิ ์ ไทยรชั กาลที่ 3 แห่งราชวงศจ์ กั รี ยังด�ำรงต�ำแหนง่ ทรง ประสบชยั ชนะ และเสดจ็ พระราชด�ำเนนิ กลับพระนคร เป็นกรมหมน่ื เจษฎาบดนิ ทร์ ได้มคี วามนิยมในพระราช โดยสวสั ดิภาพ ตามลกั ษณะพิชยั สงคราม แต่หลังจากสกัด หฤทยั ในศลิ ป์แบบจนี จงึ ไดโ้ ปรดใหท้ ะนบุ �ำรงุ วัดจอมทอง ทัพพม่าอยู่แรมเดือนก็ไม่มีแววทัพพม่าจะยกทัพมาตีกรุงฯ เสยี ใหม่เสยี ท้ังหมดใหเ้ ป็นศลิ ปแ์ บบจีน จนเป็นที่น่าสนใจ พระบรมราชชนกนาถ รัชกาลท่ี 2 จึงมีราชโองการใหเ้ ลกิ สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาด�ำรงราชานภุ าพ ทพั กลับพระนคร เม่อื เสด็จกลับถงึ พระนครไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ จงึ ได้ทูลฯกลา่ วชื่นชมเปน็ นัยความวา่ ดั่งท่พี ระองคท์ รง ใหป้ ฏิสงั ขรณ์วดั จอมทองเสียใหม่ท้งั หมด เสมอื นสร้าง ชอบในพระราชหฤทัยพระองค์เองโดยไม่สนพระทัยผู้อื่น วดั ใหม่ โดยเสดจ็ ทรงคุมงานการก่อสร้างด้วยพระองค์ จึงท�ำให้เกิดศลิ ป์แบบนอกอย่างประเพณี แต่คงความเปน็ โดยมีแนวพระราชด�ำริน�ำศิลป์จีนผสมผสานกับศิลป์ไทย พทุ ธศาสนสถาน อนั ไดแ้ ก่ วัด โบสถ์ วิหาร เป็นตน้ ทจี่ ะ ได้จะกลมกลนื งดงาม การกอ่ สร้างใช้เวลาทงั้ หมด 14 ปี เปลี่ยนแปลงมิได้ ธ ได้ทรงท�ำให้เกิดรปู แบบใหม่ของศลิ ป์ เศษ เป็นวัดทง่ี ดงามมผี ู้คนลงเรือมาชมมไิ ด้ขาด แม้กระ จึงนิยามศัพท์วัดที่สร้างไม่เป็นไปตามศิลปกรรมแบบเก่า ทั้งราชทูตอังกฤษนามว่า จอร์น ครอเฟิร์ด ได้เข้ามาเจริญ ว่า “วดั นอกอย่าง“ สัมพันธไมตรกี ับรัชกาลที่ 2 ได้กล่าวชมยกยอ่ งวดั จอมทอง ว่าเป็นวัดทงี่ ดงามหาวัดใดเปรยี บมิได้ รชั กาลท่ี 2 ไดม้ ี วดั จอมทอง เป็นวดั ทีม่ ีปรากฏหลักฐานคร้ันกรุงศรีอยธุ ยา พระราชโองการให้สถาปนาวัดจอมทองเป็นอารามหลวง เป็นราชธานี แตไ่ ม่ปรากฏวา่ ถูกก่อสร้างในกรุงศรีอยุธยา และทรงเปลย่ี นชือ่ เปน็ วดั ราชโอรส ตรงตามความหมาย ตอนใด เม่ือครั้ง พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั วา่ วดั ของพระราชโอรส เม่อื ครนั้ พระบาทสมเด็จพระนัง่ พระมหากษตั รยิ ์ไทยรัชกาลท่ี 2 แหง่ ราชวงศ์จักรี มีข่าว เกลา้ เจ้าอย่หู ัว รชั กาลที่ 3 เสด็จเถลงิ ถวัลราชสมบัติ ทรง ว่า พมา่ จะยกทัพมาตีกรุงรัตนโกสนิ ทรอ์ ีกครงั้ หลังจาก ศรัทธาในพระพทุ ธศาสนาเป็นอยา่ งมาก ไดโ้ ปรดฯให้สรา้ ง ปราชยั จากสงคราม 9 ทพั เม่อื ครง้ั พระบรมราชชนก วดั ขน้ึ อีกมากมาย กลา่ วกนั ว่า สมยั รชั กาลของพระองคน์ ้นั นาถ รัชกาลที่ 1 ปฐมกษัตราธิราชแห่งบรมราชจกั รีวงศ์ ใครสรา้ งวัด ทา่ นกท็ รงโปรด ภายหลงั พระองคเ์ สด็จสวร จงึ มรี าชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั รณคต พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว รชั กาล เกล้าเจา้ อยหู่ วั ยงั ด�ำรงต�ำแหน่งทรงเปน็ กรมหมน่ื เจษฎา ที่ 4 โปรดเกล้าใหอ้ นั เชญิ พระบรมศรีรงั คารมาบรรจไุ ว้ ณ บดินทร์ ไดน้ �ำทัพหม่ืนไปสกัดทัพพม่าท่ีด่านเจดยี ส์ าม พระพุทธอาสนข์ องพระประธานในพระอุโบสถ แล้วทรง องค์ จังหวัดกาญจนบุรี พระองคไ์ ดย้ กทัพไปพักแรมทห่ี น้า เพ่มิ สร้อยนามวัดว่า วดั ราชโอรสาราม และถือเป็นอาราม วดั จอมทองกอ่ น และอธษิ ฐานอวยชยั ใหศ้ กึ ผ่านไปดว้ ย หลวงประจ�ำรชั กาลท่ี 3 10 11

ลวดลายมังกรสถาปัตยกรรมแบบจีน พระประธานในพระอุโบสถ วดั ราชโอรสาราม ราชวรวหิ าร เป็นพระอารามหลวงชัน้ เอก ชนิดราชวรวิหาร วดั ประจ�ำรชั กาลที่ 3 แสดงให้เหน็ ถงึ การน�ำศลิ ปะจนี มาประยุกต์ ทีม่ ีความส�ำคัญด้านการทอ่ งเที่ยวเชิงวฒั นธรรม และสะท้อนให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถทีพ่ ยายามจะปรับเปลี่ยนความ ผสมผสานภายในวัดราชโอรสาราม สามัญดงั เดมิ ตงั้ แตก่ รงุ ศรอี ยธุ ยา มาให้ทนั ความเปน็ สากลในสมยั นั้นๆ โดยไมก่ ลนื กินความเป็นไทย แล้วหาความลงตวั ให้กับการเปลีย่ นแปลง ทรงเปน็ แบบอยา่ งไมเ่ พียงสะทอ้ นใหเ้ หน็ ถึงแนวพระราชด�ำริและด้านศลิ ป์เพียงเท่าน้ัน ยงั คง ทรงสอดแทรกแนวคดิ ที่วา่ เปล่ยี นแปลงได้แตอ่ ย่าให้มันเปล่ียนความเป็นเรา ลวดลายทผ่ี นงั ของพระอโุ บสถ 13 ลวดลายสถาปตั ยกรรมแบบไทยผสมจนี 12

ศาลาริมน้ำ� ชุมชนริมน�ำ้ คลองด่านข้างวดั ราชโอรสาราม 14 พระวหิ ารพระพุทธไสยาสน์ ต้ังอยูด่ ้านหลงั พระอุโบสถในเขตก�ำแพงแกว้ เชน่ เดียวกนั แต่พระวหิ ารมีก�ำแพง แกว้ ล้อมรอบโดยเฉพาะอีกชัน้ หน่งึ เปน็ พระวหิ ารขนาดใหญ่ ภายในประดิษฐาน พระพทุ ธไสยาสนป์ ูนปนั้ ขนาดยาว 20 เมตร 15

วดั นางนอง วัดนางนองวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงช้ันตรี ชนดิ วรวิหาร ใน วัดนางนองวรวิหาร เปน็ อารามหลวงในพระบาทสมเด็จพระน่งั เกล้าเจ้าอยหู่ ัว พระมหากษตั รยิ ์ไทยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเดจ็ พระน่ังเกล้าเจา้ อยู่หวั รัชกาลที่ 3 เป็นหนง่ึ ใน แหง่ ราชวงศจ์ ักรี ตั้งอยู่ในเขตจอมทอง ในบนั ทึกหลวงไมม่ ีปรากฏหลกั ฐานใหศ้ ึกษามากเทา่ ทีค่ วร และยังไม่ปรากฏหลัก สัญลักษณ์เชิงวัฒนธรรมที่แสดงออกถึงอิทธิพลของศิลป์จีนท่ีส่งผล ฐานว่าวดั นางนอง ถูกกอ่ สร้างข้ึนเมอ่ื ใดคาดการณว์ า่ มีมาตัง้ แตส่ มยั ท่กี รุงศรีอยธุ ยาเป็นราชธานี โดยภายหลงั รชั กาลท่ี 3 ตอ่ ศลิ ปไ์ ทยท�ำใหเ้ กิด ศลิ ปแ์ บบนอกอย่างขึ้นมาเป็นพระราชนยิ ม ใน ได้ทรงมีราชโองการใหร้ ้ือของเกา่ แล้วปฏิสังขรณ์ใหมเ่ สียท้ังหมด สมยั นัน้ ยังแสดงออกถงึ เจตนารมณ์ของรชั กาลที่ 3 ทท่ี รงจะสบื สาน พระพุทธศาสนาใหเ้ จรญิ ร่งุ เรืองและ ยงั สานตอ่ สงิ่ ทพ่ี ระบรมราชชนก อารามหลวงในพระบาทสมเดจ็ พระน่งั เกลา้ เจ้าอยูห่ วั รชั กาลท่ี 3 ส่วนมากเปน็ นิเวศสถานของพระญาติ นาถ รัชกาลที่ 2 ตอ้ งการใหบ้ า้ นเมอื งมีทีย่ ึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นเอกศลิ ป์ ในพระองค์แล้วหลายพระองค์ วัดนางนองเดิมเป็นนิวาสถานของสมเด็จพระศรีสุลาลัย หรือเจ้าจอมมารดาเรียม ทบ่ี ง่ บอกความเปน็ พระองคท์ ่ีเหน็ ไดอ้ ยา่ งชัดเจน พระราชชนนี พระบาทสมเดจ็ พระน่งั เกลา้ เจา้ อย่หู วั รัชกาลท่ี 3 จงึ ตอ้ งมีการบรู ณปฏิสังขรณใ์ หมเ่ พ่ือให้ทดั เทียมกบั พระยศของเจ้านาย ด้วยทรงศรัทธาในพระพุทธศาสนา และมแี นวด�ำรชิ ื่นชอบในศลิ ป์แบบนอกอยา่ ง จงึ มีราชโองการ 17 โปรดเกล้าฯให้ รื้อของเก่าแล้วปฏสิ ังขรณใ์ หมเ่ สียทงั้ หมด แล้วเปลี่ยนศิลป์ไทยแบบสามญั ผสานเขา้ กับศลิ ป์จนี เกดิ เปน็ ศิลปแ์ บบนอกอยา่ ง และมีความแตกตา่ งจากวดั ทมี่ ีศลิ ปส์ ามญั ท่ัวไป จากการศึกษาศลิ ป์ทีม่ าแต่เดิม ไม่คอ่ ยปรากฏหลกั ฐานการกอ่ นสรา้ งวัดนางนองทช่ี ัดเจน แตค่ าดจากศิลป์ดังเดิมวา่ จะสรา้ งในสมัยกรุงศรอี ยธุ ยาเปน็ ราชธานี ในรชั สมัย ของ ขุนหลวงสรศักดิ์ หรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจา้ เสือ) แต่ยังหาขอ้ สรปุ เรือ่ งการสรา้ งวดั นางนองไม่ได้ แต่ ยังพอสันนษิ ฐานได้ว่า ชอื่ วดั นางนอง มาจากชื่อแขวงบางค้อ ท่ีเดิมชอื่ แขวงบางนางนอง โดยเม่ือสมัยก่อนทกี่ ารสญั จร ทางนำ้� เปน็ ทนี่ ิยมและสะดวกสะบายกวา่ การสัญจรทางบก ด้วยเหตุดงั กลา่ วหน้าของวดั นางนองจึงหันไปทางคลองดา่ น ซ่ึง ปัจจบุ ันเปล่ียนช่อื เปน็ คลองบางขนุ เทียนเปน็ ทางทิศตะวนั ตก แต่ในปจั จุบันการเดนิ ทางบกสะดวกสบายกวา่ สมัย กอ่ น จงึ เปล่ียนดา้ นหน้าของวดั นางนองมาทางทิศตะวันออก ริมถนนวฒุ ากาศ วัดนางนองมีพระพทุ ธรปู ทส่ี �ำคัญและเปน็ โบราณวัตถพุ ุทธศลิ ป์อย่างสุโขทัย เป็นพระประธานในพระอุโบสถ พระนามวา่ พระพุทธมหาจกั รพรรดิ ท�ำจากส�ำรดิ ปิด ทอง ทรงเคร่ืองปางมารวิชัย เคร่อื งทรงทุกชิน้ แยกออกจากองคพ์ ระ ทส่ี วมทับลงไปท่ตี ัวองคพ์ ระ มีลกั ษณะเด่นส�ำคญั คอื บนพระเศียรขององค์พระมพี ระมงกุฎสวมทบั ไว้ มีประวตั กิ ล่าววา่ พระมงกฎุ ของพระพทุ ธมหาจักรพรรดิ องค์เก่า รชั กาลที่ 3 อนั เชญิ ไปประดษิ ฐานบนยอดตรีศลู พระปรางคว์ ดั อรุณราชวราราม เม่อื ครัง้ ทรงปฏสิ งั ขรณ์พระปรางคว์ ดั ให้ สูงขึ้นจากเดิม เนือ่ งดว้ ยวัดอรณุ ราชวรารามเปน็ อารามหลวงในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศล้านภาลยั พระมหากษัตริย์ ไทยรัชกาลท่ี 2 แห่งราชวงศ์จกั รี ดังด�ำรขิ องพระองคว์ า่ กรุงรัตนโกสินทร์ได้ตั้งข้นึ เป็นราชธานี ยงั ไมม่ พี ระมหาธาตุ ควร เสรมิ สร้างให้ใหญเ่ ปน็ พระมหาธาตุส�ำหรบั พระนคร แลว้ จงึ สรา้ งพระมงกฎุ องคใ์ หม่ทดแทนอนั เชญิ ขึน้ เทียบประดษิ ฐาน บนพระเศียร พระพุทธมหาจกั รพรรดิ ดงั เดิม พระพทุ ธมหาจักรพรรดิ พระประธานในพระอุโบสถ คอื พระพุทธรูปส�ำรดิ ปดิ ทอง เปน็ พระพทุ ธรปู ทรงเครือ่ งปางมารวิชัยพระนาม “พระพุทธ มหาจกั รพรรดิ” เครื่องทรงที่ประดับทุกชน้ิ แยกออกจาก องคพ์ ระ สวมทับลงไว้ ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีปนั้ ลาย ปิดทองประดับกระจก มปี ระวัติส�ำคญั คอื ได้มีการน�ำมงกุฎ ของพระพุทธรูปท่ีวัดนางนองไปประดิษฐานยังยอดของ ตรีศูลพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามภายหลังจึงมีการสร้าง ถวายคนื ให้ในรชั กาลของพระองค์ 16

ภาพจติ รกรรมในพระอุโบสถ 19 งานจิตรกรรมภายในพระอุโบสถมีหลายเร่ืองอันประกอบด้วยท่ีผนัง พระอโุ บสถสว่ นบนเหนือกรอบหนา้ ตา่ งทกุ ดา้ น เขยี นเรื่อง ชมพบู ดี ศูตร เปน็ งานเขยี นสลี งบนฝาผนัง ระหวา่ งหน้าต่างเป็นงานเขียนบน รกั อยา่ งจีนท่ีเรียกวา่ ลายก�ำมะลอ เรอื่ งสามก๊ก ระหวา่ งบานประตู เปน็ ภาพส�ำคญั คอื ฮก ลก ซว่ิ พรอ้ มทง้ั เครอื่ งมงคล ตามรชั กาลที่ 3 ทสี่ มบรู ณอ์ ีกแห่งหนึง่ ในกรอบกระจ�ำเปน็ นยิ ายจนี จติ รกรรม ประดับบานประตู หนา้ ตา่ ง และบานแผละ เปน็ ลายรดน้�ำท่บี าน ประตูเขยี นเรอ่ื งรามเกียรติ์ บานหนา้ ต่างเขยี นภาพเทพในศาสนา ฮนิ ดทู ่ีน�ำมาใช้เปน็ งานประดบั และทวารบาลอยา่ งไทย บานแผละ เขียนเปน็ ภาพมงคลทีเ่ กย่ี วกับพระมหากษตั รยิ ์ ได้แก่ เครือ่ งราชกธุ ภัณฑ์ คอื พระมหามงกุฎ ธารพระกร พระแสง- ขรรคช์ ยั ศรี พัดวาลวีชนี พระแส้ และฉลองพระบาทเครอ่ื งสงู ภาพเขียนภายในพระอโุ บสถลบเลอื นมากวิเคราะห์วา่ นา่ จะเปน็ พุทธประวัตติ อนชมพูบดีสตู ร คือตอนพระพุทธเจ้าทรมาณแสดง ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างงานจิตรกรรมกับพระพุทธรูปท่ีเป็น พระพุทธรปู ทรงเคร่อื ง ซ่งึ หมายถงึ ปางทรมานพญามหาชมพู 18

http://www.naryak.com/forum/album_showpage.php?pic_id=192 20 21

ปูนปนั้ หนา้ บันได รปู ปั้นทีแ่ สดงถึงศลิ ปกรรมแบบจนี ตกแตง่ อยทู่ ชี่ านบนั ได ปนู ป้ันรปู สัตว์ ทีแ่ สดงออกถึงความเป็นศลิ ปะแบบจีน ซ้มุ เสมารอบพระอโุ บสถ ซ้มุ เสมารอบพระอโุ บสถ ท�ำเป็นซุ้มทรงกระโจม แบบฝรงั่ คหู าเสมารอบซุ้ม เฉพาะที่บัวกรอบซุ้ม ท�ำทรงรปู ไข่ หลังคาท�ำเป็นบัวลดค้ิว 22 23

วดั หนังราชวรวหิ าร เปน็ อารามหลวงใน วดั หนัง เดมิ เปน็ วัดราษฎร์ แต่หลังจากพระบาทสมเดจ็ เรือนของคนในแถบนี้ ไมว่ ่าจะเปน็ ห้องนอน มีมมุ แต่ง พระนงั่ เกลา้ เจ้าอยหู่ ัว รัชกาลที่ 3 ข้นึ เสวยราชสมบัติ ได้ ตวั มีโต๊ะเครอื่ งแป้งตัวเล็กๆนา่ รัก มีเครื่องเล่นแผ่นเสียง พระบาทสมเดจ็ พระน่ังเกล้าเจ้าอย่หู ัว พระมหากษัตรยิ ์ ทรงมีความศรัทธาสว่ นพระองค์ ท่ียึดม่นั ในพระพทุ ธ หนา้ ตาโบราณแตย่ งั ใช้ไดจ้ ริง มีครัวไฟ มีเตียงเกา่ หลงั ไทยรัชกาลท่ี 3 แห่งราชวงศ์จักรี ตง้ั อย่ใู นเขตจอมทอง ศาสนา เหน็ ได้จากรัชสมัยของพระองค์ ไดม้ วี ดั วาอาราม หนึ่งมาจัดแสดงไว้ซึ่งกล่าวว่าไม้ท่ีน�ำมาท�ำเตียงมาจากฝา ทางทิศตะวนั ตกขา้ มฝ่ังแมน่ ้�ำตรงขา้ ม วดั นางนอง ถกู กอ่ สร้างขน้ึ มามากมายหลายแห่งในพระนคร ในขณะ โลงศพ มีเตาไฟหน้าตาโบราณ หมอ้ ไหที่ท�ำจากดินเผา เปน็ วดั ท่ีศิลปแ์ บบนอกอยา่ งท่ี รัชกาลที่ 3 ทรงมพี ระ นนั้ พระองคไ์ ด้ปฏิสงั ขรณ์รอ้ื วัดหนงั เสยี ใหมท่ งั้ หมด ตูก้ ับข้าว รวมท้งั กระบุงกระจาดเคร่อื งใช้อีกมากมายจดั ราชโองการโปรดเกล้าฯ รื้อถอนภายนอกวัดเสยี ใหม่ วดั หนังจึงถูกเลอ่ื นขึ้นจากวดั ราษฎร์ เป็นอารามหลวงใน แสดงไวใ้ หร้ �ำลึกถงึ อดตี และมตี ะเกียงนำ้� มันหลายขนาด แล้วปฏสิ ังขรณใ์ ห้ผสมผสานศิลป์จนี เข้ากบั ศลิ ปไ์ ทย แต่ รัชกาลท่ี 3 แล้วพระราชทานสร้อยนาม และยังใชช้ ่อื วัด ที่เป็นของใชส้ �ำคัญก่อนท่ีไฟฟ้าจะเขา้ มาถึง ดว้ ยเนื่อง ยังคงไมช่ ัดเจนเท่าวัดนางนอง หรือวดั ราชโอรสาราม เดิมเป็น วัดหนงั ราชวรวหิ าร ประวตั ิความเป็นมาของวดั หลงั จากวดั หนัง สถาปนาเป็นอารามหลวงแลว้ ชาวบ้าน ราชวรวหิ าร ยังคงพบความเปน็ ศลิ ป์ไทยแบบเดมิ อยู่ หนงั มีปรากฎไมช่ ัดเจน คาดว่าถกู ก่อสร้างมาตั้งแต่สมยั การจะท�ำพธิ งี านบุญ งานมงคล หรอื งานศพกต็ าม ย่อม บา้ ง แตย่ งั คงความงดงามศิลปกรรมแบบนอกอยา่ งลงตวั กรงุ ศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในรชั สมัยสมเดจ็ พระสรรเพชญ์ มคี า่ ใชจ้ ่ายท่ีราคาสูง และด้วยการเป็นวดั สว่ นพระองค์ ท่ี ๙ องิ จากปที ีจ่ ารกึ บนตวั ระฆงั ท�ำใหเ้ ราทราบถึงช่วงเวลา ท�ำให้ชาวบ้านไม่กลา้ จะขอใหพ้ ระท�ำพิธใี ดซกั เท่าไหร่ มา ในการเริม่ สร้างวดั ทั้งยังมกี อ้ นอิฐโบราณท่เี ปน็ ฐานราก ถงึ ปจั จุบันอารามหลวงแหง่ น้ีมนี โยบายว่า วดั ในปจั จุบัน ของวัดมาแตเ่ ดมิ รวมไปถงึ เครอื่ งป้นั ดินเผาตา่ งๆที่ขุดพบ ต้องคกู่ ับประชาชน จึงมีแนวทางใหส้ �ำหรบั ครอบครัวท่ีมี เม่อื ปฏสิ ังขรณ์วัด เม่อื คร้ังสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ทุนทรัพย์ไม่เพียงพอหรือไม่มีชุดอุปสมบทต่อการท�ำพิธี ชาวบา้ นรอบวัดหนังมักประกอบอาชีพท�ำไร่ท�ำสวน ท�ำ เชน่ งานบวช หรอื งานศพ ทางวดั ยนิ ดีออกทุนทรัพย์และ เกษตรกรรมตา่ งๆ จึงมีการจดั แสดงเคร่ืองไม้เครอื่ งมือ ตระเตรยี มเครื่องประกอบพธิ ใี ห้ครบครัน ส�ำหรับคณะท่ี เก่ยี วกบั การเกษตร มเี รือชนิดและขนาดตา่ งๆ ทชี่ าวบา้ น มที นุ ทรัพย์ จะไม่เรียกเกบ็ แล้วแตจ่ ะมอบใหต้ ามศรัทธา ใช้เป็นพาหนะเดนิ ทาง และมีการจ�ำลองเอาสภาพบา้ น ซึง่ เปน็ วดั ตัวอยา่ งทีค่ วรเอาเปน็ แบบอย่างในปัจจบุ นั ลวดลายกระเบ้อื งตามก�ำแพงพระอโุ บสถ ป้ายวัดหนังในอดีต พระปรางค์ พระประธานในพระอโุ บสถ เปน็ ทรงแปดเหลีย่ ม สงู 22.30 เมตร เป็นพระพุทธรปู หลอ่ โลหะ สมัยสโุ ขทัย ตั้งอย่รู ะหว่างพระอุโบสถกบั พระวหิ าร ปางมารวชิ ัย มีนามวา่ “พระพทุ ธปฏมิ ากร“ 25 24

วดั หนงั ราชวรวิหาร เปน็ วัดโบราณตงั้ แตป่ ลายสมัยกรุงศรอี ยธุ ยา ท่ยี งั คงอยถู่ ึง ปจั จบุ นั ถกู สถาปนาเปน็ วัดหลวงชนั้ ตรี ชนิดวรวหิ าร ท่ี ยังด�ำรงเป็นที่ยึดเหน่ียวจิตใจและช่วยเหลือชุมชนรอบวัด เสมอมา โดยไม่ยึดถอื วดั หนังเปน็ อารามหลวงท่ีเป็นสถาน สงู ยงั คงยึดแบบวัดราษฎ์ เปน็ วดั ในอุดมคตทิ ส่ี อดคลอ้ ง กับหลกั ค�ำสอนของพระพทุ ธศาสนา ทป่ี จั จุบันหลักค�ำสอน อันดีผิดเพ้ียนกันไปแล้วท�ำให้เข้าใจในหลักค�ำสอนที่ผิด แปลกไป และยังเปน็ วัดท่ีมีสถานเรียนรดู้ า้ นประวตั ศิ าสตร์ ได้เก็บรักษาโบราณวัตถุและเครื่องใช้ของชาวบ้านสมัย กอ่ น เก่ยี วกบั ชุมชนใหเ้ ขตจอมทอง ให้ผคู้ นได้ศึกษาสืบไป คลองด่านเส้นทางสัญจรเรอื ที่สำ� คัญในอดตี ศาลาท่านำ�้ หลังเกา่ วดั หนงั 26 27

ภาพเกา่ เล่าเรอ่ื ง ภาพเกา่ ชาวคุ้งเผาถ่าน/ ชมุ ชนวดั หนงั / ชาวบางนางนอนในอดตี 28 29

พิพิธภณั ฑ์เพื่อการศึกษาวัดหนัง เกิดขน้ึ จากความต้ังใจ ของคณุ ไพฑูรย์ซ่ึงในขณะนนั้ ได้บวชเป็นพระภกิ ษุสงฆ์อยู่ ในวัดและพบเหน็ เคร่ืองสงั ฆภัณฑ์ อฐั บริขารและของวัตถุ โบราณภายในวัดมากมายถกู ท้ิงไว้ในกฏุ ิเก่า คุณไพฑรู ย์ จึงเกดิ ความคดิ รวบรวมเรอ่ื งราวและประวัติศาสตรท์ ี่ เกย่ี วขอ้ งกับวัดหนงั และทอ้ งถ่นิ จอมทอง เพ่ือส่งตอ่ เรอื่ ง ราวของประวตั ิพืน้ ท่ใี ห้กบั คนรุ่นหลงั ได้รับรู้ พพิ ธิ ภณั ฑ์เพือ่ การศกึ ษาวดั หนัง กอ่ ต้ังขึน้ อยา่ งเป็น ทางการในปี พ.ศ. 2550 แบ่งการจดั แสดงเปน็ สองชัน้ ช้นั ล่างเป็นเร่ืองราวเกยี่ วกบั วิถีชวี ิตของชุมชน ชาวสวน ฝั่งธนบุรีข้าวของเคร่ืองใช้จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการท�ำ เกษตรกรรม การสญั จรทางน้ำ� วสั ดุที่สามารถหาไดใ้ น เบ้าขนมครก อายุ 50 ปี คณุ ไพฑูรย์ สรวยโภค ทอ้ งถ่ิน ไม่ว่าจะเปน็ เครอ่ื งปน้ั ดนิ เผา โอ่งเก็บน�้ำ ตุม่ หม้อ ยา หมอ้ ขา้ ว เคร่อื งถ้วยชาม เคร่ืองจักสาน เช่น งอบ สุ่ม พพิ ิธภณั ฑม์ ี 2 ชั้น พพิ ิธภณั ฑ์เพอื่ การศกึ ษาวัดหนงั ราชวรวหิ าร ไก่ ชะลอม ตะกร้า กระบุง เสวียนรองหม้อ หวดน่งึ ข้าว ชนั้ 1 : แสดงขา้ วของเคร่ืองใช้ วิถีชีวิตชาวบา้ น ชั้น 2 : แสดงวตั ถุ, ความศรัทธา, วัตถโุ บราณของวดั โดย คณุ ไพฑูรย์ สรวยโภค (พปี่ อ้ ม( กะดง้ กระจาด กระบวยตักน�้ำ ชอ้ นจากกาบหมาก ช้อน ภายในพิพิธภัณฑ์จ�ำลองบ้าน ผดู้ ูแลพพิ ธิ ภัณฑ์เพื่อการศกึ ษาวดั หนงั ราชวรวหิ าร กะลามะพร้าว ชอ้ นไมไ้ ผ่ อปุ กรณใ์ นการท�ำนาสวน ปอก ท่ีอยอู่ าศยั ของคนในอดตี ข้ึนหมาก ระหดั วดิ นำ�้ เคยี ว คราด คันไถ จอบ เสยี ม อุปกรณใ์ นการจับปลา อีจู้ ไซ ลอบดกั ปลา เบด็ ธง เรือ พพิ ิธภัณฑเ์ พอ่ื การศึกษาวดั หนงั ราชวรวิหาร ต้ังอยู่ในวดั หนัง ประเภทตา่ งๆ เรือมาบ เรอื อีโปง มีส่วนจ�ำลองครวั ไทย ราชวรวหิ าร ซอยวุฒากาศ 42 ถนนวฒุ ากาศ แขวงบางคอ้ โบราณ ที่ใชข้ องจดั แสดงจริงจากบา้ นคณุ ยายของคณุ เขตจอมทอง กรงุ เทพมหานคร ปัจจุบันทางพิพธิ ภัณฑเ์ ปดิ ให้ ไพฑูรย์ และชาวบ้านในชุมชนน�ำมาบริจาคให้ ไมว่ ่าจะ บุคคลทว่ั ไปเขา้ เยย่ี มชม ต้ังแต่เวลา 9.00 – 16.00 น. โดย เปน็ ครก หม้อสังกะสี เช่ียนหมาก ตู้กับข้าว พมิ พข์ นม ต้องติดต่อล่วงหนา้ ทคี่ ุณไพฑูรย์ สรวยโภค (พ่ีปอ้ ม) ผอู้ �ำนวย ทองพบั -ทองมว้ น กระต่ายขดู มะพร้าว ฯลฯ ส่วนช้ัน การพิพธิ ภณั ฑ์ 089-792-1131 ที่สองจะจัดแสดงเร่ืองราวเก่ียวกับความเช่ือและความ ศรัทธาในพระพุทธศาสนาและเร่ืองราวของวัดหนัง ราชวรวิหาร เครื่องใชข้ องพระสงฆ์ ตพู้ ระไตรปฎิ ก ตูพ้ ระ ธรรม ทส่ี ร้างดว้ ยศลิ ปะท่หี ลากหลาย ทง้ั รายรดน้ำ� ลงรัก ลายจีน ลายแกะสลัก วตั ถุมงคล วตั ถโุ บราณท่ีพบในวัด ต�ำรายา สมดุ ข่อยโบราณ ตงั้ แตส่ มยั ก่อนกรงุ ศรีอยธุ ยา มาจนถึงยุคสมัยรตั นโกสนิ ทร์ โดยเฉพาะสมัยรัชกาลท่ี หา้ ซงึ่ เป็นยคุ ทวี่ ดั หนังมชี ื่อเสียงในดา้ นของพระพทุ ธคณุ #1 โชงโลง เครือ่ งมอื ส�ำหรบั วิดน�้ำ ตกั หรอื สาดนำ�้ ของชาวสวน และพระเกจิอาจารย์ชื่อดังอันเป็นที่เคารพของล้นเกล้า #3 #2 แครง ส�ำหรับตักวิดน�ำ้ ตน้ ไม้ รัชกาลท่ีห้า และประชาชนในสมัยน้ัน นอกจากนี้ยังมี #2 #3 ชะนาด (ชะ - หนาด) ส�ำหรับตกั นำ้� สาดรดต้นไม้ เอกสารโบราณส�ำคญั ดา้ นการแพทย์ ไม่ว่าจะเปน็ ต�ำรา #1 เศษภาชนะดินเผา และเศษภาชนะ​กระเบ้อื ง แพทยแ์ ผนไทย ยาแผนโบราณ อุปกรณ์ เครอ่ื งมือการท�ำ ​เคลอื บสมัยอยุธยา​-​รตั นโกสินทร์ ยาปรุงยาสมยั รตั นโกสินทรต์ อนต้น ท่แี สดงใหเ้ หน็ ถึงวิถี พบในคลองด่านหน้าวัดหนงั และบริเวณ​วดั การด�ำรงชวี ติ ในอดีตของชาวบ้านทม่ี ักพ่งึ พา “หมอพระ” เนื่องจากระบบสาธารณสขุ ยังไมพ่ ฒั นาดี 30 31

แมพ่ มิ พ์ขนมทองเอก โมห่ ิน ใช้ส�ำหรบั บดขา้ วสารท�ำแปง้ เช่ียนหมาก ข้าวของเครอ่ื งใช้ ใส่หมาก,พล,ู ปูนแดง,ยาจดื แม่พิมพ์ท�ำขนมทองมว้ น เตาถา่ นแบบมีแมเ่ ตาไฟ เคร่ืองเล่นแผน่ เสยี ง,วิทยไุ ขลาน แม่เตาไฟ คือ กรอบไม้สี่เหล่ียมส�ำหรับ ไม่ใช้ไฟฟ้าหรือถา่ นแต่จะใชร้ ะบบไขลาน เวลาจะฟัง 32 ใส่ดินหรือทรายเพ่อื กันความรอ้ นลงส่พู ื้น ต้อไขลานใหต้ งึ พอเหมาะ เมอ่ื ปลดตัวหยุดแผน่ ออก เวลาตั้งเตาหงุ ตม้ อาหาร แลว้ น�ำเขม็ หัวอา่ นวางลงบนแผ่นจะเกิดเสยี งเพลง ออกจากล�ำโพงรูปทรงปากแตร 33

เคร่ืองพมิ พ์ดีด (พ.ศ.2480( ถว้ ยชามเบญจรงคส์ มยั อยุธยา ตู้พระไตรปฎิ กลายกำ� มะลอ สมยั รชั กาลที่ 3 ลักษณะเป็นถา้ ยชามเขียนสี ”ก�ำมะลอ“ เป็นชอ่ื เรียกลวดลายทใ่ี ชว้ ิธีการเขยี นดว้ ย แต่ยงั ไมน่ ยิ มเขยี นลายทอง สีฝ่นุ ผสมกับยางรักสีด�ำและปดิ ทองค�ำเปลวลงในภาพ ส่วนใหญ่จะเขียนลวดลายแบบจนี พระพมิ พ์ เนอื้ ชน้ิ ตะกั่วลงรกั ปดิ ทองสมยั อยธุ ยา ใช้แทนเงินในสมยั กอ่ น 34 35

ยาเป่า ยาเป่า บรรยายใหค้ วามรู้โดย คุณไพฑูรย์ สรวยโภค ยามวนเปา่ ฝี เปน็ แพทยโ์ บราณของไทย ไมท่ ราบทม่ี าของการแพทย์แขนงนี้แนช่ ัดนัก แตท่ ่ีวัดหนังฯ ใชย้ าเปา่ รักษากนั มาแต่ครัง้ โบราณ เป็นท่เี ชอื่ ถอื ของผู้คนท่วั ไปวา่ ใช้รกั ษาไดผ้ ลดี ลักษณะของยาเป่าเป็นมวนแบบบหุ รีข่ นาดท่ใี หญ่กวา่ บุหรที่ ั่วไป มขี นาด 6 นว้ิ ใช้เปา่ รกั ษาโรคได้หลายชนิด เชน่ ริดสีดวงจมกู เรมิ งสู วดั และฝี ตวั ยาทใ่ี ชป้ ระกอบการรกั ษา มใี บตองกลว้ ยแหง้ ตวั ใหม้ ีขนาด 24 ตารางนิ้ว เถ้าฝน่ิ กรอบ (เศษฝิน่ ที่เหลอื จากการสบู ) การบูร พมิ เสน อยา่ งละ 1 ก�ำ มอื น�ำไปบดให้ละเอียด ผสมกับยาเสน้ ที่สบู ตอ่ 1 มวน ใชใ้ บตองทีต่ ดั ไวห้ อ่ มวลผูกคาดดว้ ยดา้ ยดบิ 3 เปราะ เพอื่ กนั มวนยาคลายตวั ออกจากกนั จากน้นั จึงเสกคาถาก�ำกับเวลาเป่า ต้องอมตรงทจ่ี ุดไฟเปา่ ยอ้ นควันให้ควนั ออกมาถกู ตรงท่ี เป็นฝี ใช้ม้วนยาสวมลงในกระบอกไมไ้ ผ่เพอ่ื กนั รอ้ น ขณะเป่าใหเ้ ปา่ วนไปรอบๆหัวฝีก่อน และต้องเป่าให้รอ้ นๆเป่าวัน ละ 1 ถึง 2 คร้ังไปทกุ วันจนกว่าจะหาย ยาเป่านถ้ี ือเป็นของสงู เปน็ ยาคณุ พระ หา้ มน�ำเศษเถา้ ท่ีเหลือจากการรักษาทงิ้ ลงตามพนื้ หรือกระโถนมิได้ ต้องน�ำไปลอยนำ�้ ทิ้งเท่านั้น ปัจจุบันการรกั ษาด้วยยาเป่าน้ี มีเพียงหลวงตาเวินที่ไดร้ บั สืบทอดวิธีการมาจากหลวงตาช้วน เพยี งองคเ์ ดยี ว ดว้ ยสภาพรา่ งกายของพระทช่ี ราภาพมากแล้ว การจะท�ำการรักษาด้วยวิธีนจ้ี ึงไม่เกดิ ขึ้นบอ่ ยจะเห็นเพยี งในวันงานใหญ่ ของวดั หนงั เท่าน้ัน ยามวนเปา่ ฝีจึงเปน็ แพทยแ์ ผนโบราณของไทยทกี่ �ำลงั เส่อื มหายไป /https://www.facebook.com/groups/555119617927085/permalink/926683584104018 36 37

3 45 12 ยาเป่าผี/ยามวน อุปกรณ์ปรงุ ยาเปา่ ผี 6 ส่วนประกอบของตัวยา 1 ใบตองกลว้ ยแหง้ 2 ยาเสน้ หรือยาสูบ 3 การบูร 4 พิมเสน 5 เถ้าฝิ่นกรอบ 6 ดา้ ยดบิ กระบอกไมไ้ ผ่ 39 ส�ำหรบั ใช้เป่ายา 38

ช่งั ๑ ต�ำลงึ บาท ๑ ๑ เฟอ้ื ง สลงึ ๑ ๑ ไพ ๑ ต�ำรายาแผนโบราณ ในการซอ้ื ยาน้นั ใชค้ �ำวา่ เจียดยา มาตราชัง่ โบราณของไทย ๑ หาบ เทา่ กบั ๕๐ ชัง่ เทา่ กบั ๖๐ กิโลกรัม ๑ ช่งั เท่ากับ ๒๐ ต�ำลึง เท่ากบั ๑.๒ กโิ ลกรมั ๑ ต�ำลงึ เทา่ กบั ๔ บาท เท่ากับ ๖๐ กรัม ๑ บาท เท่ากับ ๔ สลึง เทา่ กบั ๑๕ กรมั ๑ สลงึ เท่ากับ ๒ เฟ้ือง เทา่ กบั ๓.๗๕ กรัม ๑ เฟือ้ ง เท่ากบั ๔ ไพ เทา่ กบั ๑.๘๗๕ กรมั ๑ ไพ เทา่ กบั ๒ อัฐ เทา่ กบั ๐.๔๖๘ กรัม มาตราโบราณ ค�ำว่า องคุลี ตามโบราณใหห้ มายเอา ๑ ขอ้ ของน้ิวกลาง ตามมาตรา ดังนี้ ๒ เมล็ดงา เป็น ๑ เมลด็ ข้าวเปลือก ๔ เมล็ดขา้ วเปลอื ก เปน็ ๑ องคุลี (วดั ตามยาว( 40 41

ภูมปิ ัญญาชาวสวน โอ่งบม่ ผลไม้และเชอื กกล้วย ชาวสวนในสมยั กอ่ นมวี ิธีการบม่ ผลไม้ เช่น กล้วย มะม่วง ละมดุ ใหส้ ุกกอ่ นน�ำออกขาย โดย การบ่มไวใ้ นโอง่ นำ้� ดินเผา โดยใช้ใบตองแห้งรองกน้ โอง่ ดา้ นใน จากนัน้ น�ำผลไมด้ บิ วางเรียงในโอ่งใหเ้ ปน็ ระเบียบ คลุมปิดผลไม้ด้วยกระสอบป่าน แล้วจุดธูป ประมาณ 10 ดอก (ควรใชธ้ ูปไทย เพราะใหค้ วันดี และกลิ่นหอมกว่าธูปจนี ) ปกั บนกาบกล้วยวางไว้ในโอ่ง เพ่ือให้เกดิ ความรอ้ นเร่งใหผ้ ลไมส้ กุ ปิดปากโอ่ง ด้วยกระสอบปา่ นอกี ชัน้ แล้ววางอ่างดนิ เผา หรอื ฝาโอ่งท่ีท�ำจากดนิ หรือปนู ทงิ้ ไวป้ ระมาณ 2 คืน จะไดผ้ ลไมท้ ีส่ กุ ถ้วนเทา่ กันทุกผล นอกจากการบม่ ผลไม้ การน�ำกาบกลว้ ยมาท�ำเชือกกลว้ ย เพ่ือใชม้ ดั ผูกบรรจภุ ัณฑ์ เป็นอกี หน่ึงภูมิปญั ญาท่ีอย่คู ู่กันกบั วถิ ีชาว ภูมิปัญญาชาวสวน บ้านสวนในอดีต โดยการท�ำเชอื กกลว้ ย จะใช้กาบกลว้ ย เช่น กลว้ ยตานี มาผ่าเป็นเส้นบาง โดยใช้หวีสางเชือกกล้วย น�ำไปตากแดดใหแ้ หง้ ประมาณ 1 วนั จนแหง้ จงึ น�ำมาใชไ้ ด้ 42 43

อปุ กรณ์ยาเรอื กนั น�ำ้ เขา้ ชันผง น้�ำมนั ยาง ดา้ ยดิบ ชันผง : ส�ำหรบั ใชย้ าเรือ นำ้� มันยาง : ส�ำหรบั ผสมกับชัน ชนั และน้ำ� มันยาง ด้ายดิบ : ส�ำหรับอดุ รอยแตกของไมท้ ่ีตัวเรอื ดว้ ยวธิ ใี ชค้ ลกุ กับชัน และนำ�้ มันยางให้ชุม่ แล้วน�ำไปอุดรอยแตก เรียกว่า การอุดหมัน 44 ชันและน�้ำมนั ยาง : ชันและนำ้� มนั ยางน้ีท�ำมาจากยางไม้ ท้งั 2 อย่างนี้น�ำมาผสมกนั จนขน้ เหนยี ว ใชอ้ ุดรอยร่ัวทตี่ ัวเรอื เพื่อปอ้ งกนั น้ำ� เข้า แลว้ ท้งิ ไว้ให้แหง้ จึงน�ำเรือออกไปพายได้ ชนั และน�้ำมนั ยาง นี้เหมาะทจ่ี ะใชก้ ับเรอื ไมเ้ ทา่ น้ัน เพราะจะยึดเกาะไดด้ กี วา่ เรือที่ท�ำ ด้วยวัสดอุ นื่ 45

แผนทแ่ี สดงเส้นทาง คเกลรอ็ดงปในรเะขวตัตจศิ อามสทตอรง์ สญั จรทางน้�ำและทางบก ของพ้ืนท่เี ขตจอมทอง คลองในพน้ื ท่ีถกู ขุดขึ้น ต้ังแต่รัชสมยั สมเด็จพระสรรเพชญท์ ่ี 8 หรือพระเจ้าเสือ ในรชั สมัยของพระองค์ถูกขนึ้ โดยกรงุ เทพมหานคร เพอื่ เปน็ เสน้ ทางเสด็จประพาส พระราชด�ำเนนิ ทางชลมารค เป็นการสว่ นพระองค์ จากเดิมคูคลองในพืน้ ท่ีนี้ ท่ีคดเคีย้ วมาก ยากต่อการน�ำเรือพระท่ีนง่ั ที่ยาวและหนัก พายขา้ มผา่ นได้ จนกระทงั้ ถึงต้น กรุงรตั นโกสนิ ทร์ 46 มกี ารให้ขดุ คูคลองเพืม่ ให้เชื่อกบั แม่น้�ำเจ้าพระยา เพ่อื เช่อื มไปยงั ทา่ วดั พระศรีรัตนศาสดาราม ซ่ึง เปน็ สถานประทับของ พระบรมมหาราชวงั คลองในพ้นื ทีเ่ ขตจอมทองถูกขุดเพ่มื เตมิ เพ่ือใชอ้ ย่างชัดเจนในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระนัง่ เกลา้ เจา้ อยู่ หวั รชั กาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จกั รี เพ่ือเช่อื มทางเสด็จพระราชด�ำเนิน ออกบ�ำเพ็ญพระราชกศุ ล ตามวัดใน พระองค์เลียบคลอง และใช้เปน็ ทางเสดจ็ ฯออกอ่าวไทยด้วยแม่น�ำ้ ท่าจีน แทนออกทางแม่น�ำ้ เจา้ พระยา ดว้ ย เนื่อง เพือ่ ถวายความปลอดภยั เปน็ สว่ นพระองค์ที่มากกวา่ และไม่ขดั ตอ่ การคา้ ขายของอาณาจกั รเพราะการ เสดจ็ ฯหนึง่ ครง้ั ต้องก้นั ทางแมน่ ำ้� เพือ่ ให้พระองคเ์ สด็จกอ่ น การเลอื กเสด็จฯทางอื่นจึงเป็นสิ่งทีใ่ หผ้ ลทดี่ ีกว่า ในหลายๆดา้ น ปจั จุบันคลองหลายคลองในพ้นื ท่ีเขตจอมทองถกู ลดบทบาทลงอย่างมาก เนอ่ื งดว้ ยการสัญจรทางบกสะดวก มากกว่าในครั้งอดีต 47

ต�ำหนกั วัดทองไทร หรือ 49 ตำ� หนกั พระเจา้ เสอื เปน็ สถาปตั ยกรรมไม้สมยั อยุธยาท่ี สำ� คญั และเหลืออยู่ไม่กี่หลงั ต�ำหนกั นม้ี ีรปู แบบอาคาร ไม้ ไทยขนาด 3 หอ้ ง มชี านข้าง พร้อมบันไดปนู ภายในอาคาร มกี ารตกแตง่ ด้วยลวดลาย เขยี นสโี ครงหลงั คา บานประตู ผนงั ทง้ั ภายนอก และภายใน 48

ตลาดนำ�้ วดั ไทร คลองสนามชัย หรอื คลองมหาชัย เป็นคลองทข่ี ดุ ขน้ึ ในรชั สมยั สมเดจ็ พระสรรเพชญท่ี 8 แหง่ กรงุ ศรอี ยุธยา แทนท่ีคลองโคกขามเดิม ซ่ึงมีความคดเคยี้ วอยา่ งมาก เรียกคลองทข่ี ุดข้ึนใหมน่ ว้ี ่า คลอง พระพทุ ธเจ้าหลวง แต่ยงั ไม่ทันแล้วเสร็จก็สวรรคตไปกอ่ น ต่อมาสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ท้ายสระได้โปรด เกล้าให้พระราชสงครามเปน็ นายกอง เกณฑค์ นจากหวั เมอื งปกั ษ์ใตม้ าขุดต่อ ใช้เวลาขุดสองเดือนจึง แลว้ เสร็จ จดุ เร่มิ ต้นของคลองอยตู่ อ่ จากคลองดา่ น บริเวณแยกคลองบางขนุ เทยี น ในเขตจอมทอง แล้วไปออกแมน่ ำ้� ท่าจนี ใน จงั หวัดสมุทรสาคร ตัวคลองลกึ 6 ศอก และกวา้ ง 7 วา ใช้ในการคมนาคม ขนสง่ และท�ำสงคราม และยงั มีชาวตา่ งชาตใิ ชเ้ สน้ ทางนีไ้ ปกรงุ ศรอี ยุธยาโดยไม่ต้องผา่ นเขา้ ทางแม่น้�ำ เจ้าพระยาอกี ด้วย ในปี พทุ ธศกั ราช 2352 คลองสายน้ีเปน็ เส้นทางทสี่ มเด็จกรมพระราชวงั บวรมหา เสนานุรกั ษ์ ทรงใชย้ กทัพไปปราบพม่าทเ่ี มอื งถลางและเมอื งชุมพร ปจั จุบนั ยังมีความส�ำคัญทางด้าน การสง่ เสรมิ การทอ่ งเท่ยี วอีกด้วย โดยเฉพาะชาวตา่ งประเทศมกั นิยมนง่ั เรือจากโรงแรมผา่ นเขา้ มาทาง คลองดาวคะนอง ไปตามล�ำคลองสนามชยั ไปจนถึงวดั ไทร ซ่ึงแต่เดิมมีตลาดน�ำ้ เรียกวา่ ตลาดนำ�้ วัดไทร ประชาชนชาวสวนนิยมน�ำผลไม้ของสวน ของพ้นื บา้ น ใสเ่ รอื พายน�ำออกมาขายกนั เตม็ ล�ำคลองจนรำ่� ลอื ไปทั่วสารทศิ ตลาดน้ำ� วัดไทรค่อยๆเลือนหายไป เพราะแม่นำ�้ ล�ำคลองทนตอ่ การสัญจรไปมาของเรือ หางยาวหรอื เรือลากจูงซึ่งมาจากมหาชยั ไมไ่ ด้ และนำ้� ในล�ำคลองเน่าเสยี ตลาดน�้ำวดั ไทรจงึ คอ่ ยเลิกรา กนั ไป ถงึ แม้ทางราชการและองค์การส่งเสริมการท่องเทีย่ วแห่งประเทศไทย ไดพ้ ยายามสง่ เสรมิ ให้เกดิ การท่องเท่ียวตลาดน้�ำอย่างไรกไ็ มส่ ามารถท�ำใหต้ ลาดนำ้� วดั ไทรกลบั มามีชวี ิตอกี คร้งั หนง่ึ ได้ เหลือไวแ้ ต่ รอ่ งรอยความทรงจ�ำในอดตี ใหก้ ับคนร่นุ หลัง ได้เรียนรวู้ ถิ ีชีวติ เดิมของบรรพบรุ ษุ ภาพเก่า แสดงให้เห็นถงึ การค้าขายทางนำ้� ของผูค้ นในอดีต 33 50 51

ตลาดน้�ำวดั ไทร เปน็ ตลาดนำ�้ ในคลองสนามชยั บริเวณหนา้ วดั ไทร แขวงบางขุนเทยี น เขต 80 หอ้ ง บริเวณสองฝ่งั คลองสนามชัยหน้าวัดไทร ดา้ นหน้าริมน�ำ้ มีสะพานไมท้ อดยาว จอมทอง ซึง่ วดั ไทรนั้นสันนิษฐานว่า เปน็ วดั เก่าแกส่ รา้ งข้นึ สมยั กรงุ ศรีอยุธยาประมาณ ตลอด เพอ่ื เปน็ ท่าเรอื ขนสง่ สนิ ค้าจากสวน ซ่งึ ในทกุ เชา้ แตล่ ะวนั จะมเี รือประมาณ 100- อายุได้ 300 กวา่ ปี เปน็ วัดในชุมชนใหญ่ มปี ระชาชนอาศยั อย่หู นาแนน่ กับทง้ั คลอง 150 ล�ำ น�ำสนิ คา้ เขา้ มาจ�ำหน่าย และด้วยความแปลกและเป็นแหลง่ ทม่ี ีทัศนียภาพวถิ ี สนามชัยเปน็ คลองท่เี ชอื่ มต่อกับคลองต่างๆ ซึง่ ออกสแู่ ม่น้�ำเจ้าพระยาได้ และหลงั วดั ไทยอันสวยงาม ท�ำใหน้ ักท่องเทย่ี วชาวต่างประเทศมาเยย่ี มชมเปน็ จ�ำนวนมาก และ ไทรมีสถานรี ถไฟมหาชัย-วงเวียนใหญผ่ า่ น การคมนาคมสะดวก ท่าน้�ำหนา้ วดั ไทรจงึ เป็น กลายเป็นแหล่งท่องเท่ียวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวท้ังในและต่างประเทศยาวนานเกือบ จุดรวมของผคู้ นในการซื้อขายผลไม้ และพืชสวน ซง่ึ ใสเ่ รอื มาถา่ ยขึน้ บกเพ่อื จ�ำหนา่ ยและ 40 ปี ส�ำนกั งานเขตจอมทองได้ด�ำเนนิ การจดั ท�ำโครงการฟน้ื ฟตู ลาดน้�ำวดั ไทรและแหลง่ ขนสง่ ตอ่ ไปทางรถไฟ จุดนีจ้ งึ ถูกเรียกวา่ ตลาดน�้ำวัดไทร ภาพเดมิ มีหอ้ งแถวประมาณ ท่องเท่ียวในพืน้ ที่เขตจอมทองขึ้น เม่อื วนั ท่ี 29 มิถนุ ายน พุทธศักราช 2545 ภายในงาน มีการแสดงต่างๆ นอกจากน้ี ได้จัดใหม้ กี ารจ�ำหนา่ ยสินคา้ ทางการเกษตรมากมายบรเิ วณ ชดุ ภาพ วิถีชวี ติ ของชุมชนในพนื้ ท่ีเขตจอมทอง หนา้ ตลาดน้�ำวัดไทร และการจดั ลอ่ งเรอื ชมวิถชี วี ติ สองฝ่ังคลอง ชมโบราณสถานและ ทมี่ สี ายน้�ำมีความส�ำคัญ ในหลายด้าน สถาปตั ยกรรมลำ้� คา่ ของวัดต่างๆ ในพื้นท่ี เชน่ วดั ราชโอรสารามราชวรวหิ าร วัดนางนองวรวิหาร วัดหนัง วรวหิ าร เป็นตน้ แตต่ ่อมาไดเ้ ส่อื มความนิยมและซบเซาลงดว้ ยเหตุปัจจยั หลายอยา่ งเช่น มีถนนหลายสาย เกิดขนึ้ ในพ้นื ที่เขตจอมทองท�ำใหค้ นเดนิ ทางไปจบั จ่ายใช้สอยในท่ีอ่นื ๆ และปัญหาน�้ำในล�ำคลองเนา่ เสีย ความนยิ มในการมาท่องเทีย่ วทต่ี ลาดน�ำ้ วดั ไทรจึงลดลงและต้องเลกิ ไปในปัจจุบัน 52 53

ภาพวาดแผนท่แี สดงจดุ ตั้งตลาดในพน้ื ที่ เขตจอมทอง ในสมัยกอ่ น ชดุ ภาพเก่า ท่แี สดงใหเ้ ห็นถึงการค้าขายทาง น้�ำกับการสญั จรทางน้�ำ ของผคู้ นในพน้ื ทจ่ี อม 54 มคี วามส�ำคญั และมีการจดั การมี เจ้าหนา้ ทด่ี ู ความเรียบรอ้ ย และเปน็ ระบบ 55

กระตัว้ แทงเสอื กระตั้วแทงเสอื หรือบอ้ งตันแทงเปน็ การละเล่นทีถ่ ูกดัดแปลงจาก การละเล่นโบราณกระอวั้ แทงควาย ซ่งึ เปน็ การละเล่นท่มี ีความเกย่ี วขอ้ งกบั วิถชี วี ติ ระหวา่ งคนกบั ควายในสังคมเกษตรกรรม บรเิ วณลุ่มนำ้� ของพนื้ ทอ่ี ุษาคเนย์ (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) การละเล่นกระอัว้ แทงควาย เป็นเพ่อื เคารพควาย โดยเชอ่ื วา่ ควาย เปน็ สตั วท์ ี่ใหก้ �ำเนดิ คน และเชอื่ ว่าควายเปน็ สตั วท์ ี่สอนให้คนปลูกขา้ ว ดงั น้ันการละเลน่ และความเชื่อดงั กล่าว เกิดขน้ึ เพอื่ ใหเ้ กิดความอดุ มสมบูรณใ์ นพืน้ ทล่ี ุ่มนัน้ ๆ โดยประกฏหลกั ฐานตามผนังถ้�ำ โดยข้อมลู ทาง ประวตั ศิ าสตรช์ ช้ี ัดว่า การละเล่นกระอัว้ แทงควายถกู น�ำมาแสดงทม่ี ีการบนั ทกึ ครง้ั แรก ทมี่ าจากเมืองทวาย อนั เปน็ เมอื งประเทศราชทก่ี ารผลัดเปลยี่ นการเปน็ เมืองข้นึ ไป - มา หว่างอาณาจกั รสุโขทยั กับอาณาจกั ร ตะนาวศรี ถูกน�ำมาแสดงถวายในงานพระราชพิธีโสกันต์ และงานมหรสพสมโภชในการพระเมรุ จงึ ท�ำให้ถูก หมายรวมเข้าเป็นสว่ นหนึ่งในการละเล่นของหลวง ตั้งแตส่ มัยกรงุ ศรีอยธุ ยาเรื่อยมาถึงสมยั กรงุ รัตนโกสนิ ทร์ การละเล่นกระต้ัวแทงเสอื ปจั จบุ ันยังสามารถหาชมได้ในงานบุญต่างๆ แต่เหลอื ผูส้ ืบทอดการละเลน่ ไม่เพยี ง พอตอ่ การถกู กลืนกนิ โดยวฒั นธรรมอนื่ ในปัจจบุ ัน จงึ ควรคา่ แกก่ ารศกึ ษาและอนรุ ักษ์สบื สานการละเล่น โบราณดังกล่าวไว้ หัวเสอื ท่ใี ชป้ ระกอบการแสดงกระต้วั แทงเสือ และเคร่ืองดนตรีประกอบจังหวะ คอื กลองตุ๊ก 16 56 57

คณะกระตว้ั แทงเสอื ศษิ ยว์ ดั สิงห์ ขณะตระเตรยี มการแสดง และฝึกซ้อมการแสดง ในวรรณกรรมหลายเร่อื ง ไดแ้ ก่ พระอภยั มณี ตอนพระบาทหลวงพาพระมงั คลาหนที พั ไปเมืองก�ำพลเพชร การละเล่นโบราณกระอ้ัวแทงควาย ปรากฏเปน็ หลักฐานเปน็ ยคุ ประวตั ิศาสตร์ประมาณ 3,000 ปีก่อน ,ระเด่นลนั ได และสี่แผนดนิ การละเล่นกระอ้วั แทงควายถูกจดั เป็นการเล่นของหลวง 1 ใน 5 แขวง ดงั มาส่เู ป็นการละเลน่ ที่แสดงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งคนกบั ควาย ในบรเิ วณลมุ่ ของพน้ื ทอ่ี ษุ าคเนย์ โดยเฉพาะ ปรากฏอยใู่ นเอกสารทางประวัติศาสตร์และในภาพจิตรกรรมฝาผนังของพระอารามหลวง ทัง้ นี้ หลายคน บริเวณสุวรรณภมิ ไดแ้ ก่ ลุ่มนำ�้ สาละวิน ล่มุ น้ำ� เจ้าพระยา และน้�ำลุม่ โขง โดยเชื่อวา่ ควายใหก้ �ำเนิดคน โดย อาจเคยไดย้ ินชือ่ ของการละเล่น บอ้ งตนั แทงเสอื หรอื กระต้วั แทงเสอื ซึ่งมีลกั ษณะการเรยี กชอ่ื และวิธกี าร คนออกมาจากนำ�้ เตา้ ปงุ ซ่งึ งอกจากซากจมูกควายท่ตี ายแลว้ หลงั จากพญาแถนสง่ ควายลงมาบนโลก ดัง เล่นท่คี ลา้ ยคลึงกับ กระอว้ั แทงควาย จึงมกี ารถกเถยี งวา่ เป็นการละเล่นท่ีมกี ารพฒั นาสืบเนือ่ งกนั มาหรอื ต�ำนานเรือ่ งการก�ำเนิดมนษุ ย์ของกลมุ่ ชาติพนั ธุ์ไท อีกท้ังยังมีหลักฐานปรากฏในภาพเขียนสีคนกับควาย เป็นคนละชนดิ กันแน่ จากการสิบคน้ วรรณกรรมท�ำใหท้ ราบชดั วา่ บอ้ งตนั แทงเสือ เป็นหน่ึงในชดุ การเบิก เม่ือ 2,500 ปีมาแลว้ ท่ภี ปู ลารา้ จงั หวัดอทุ ยั ธานซี ึ่งเชอื่ กนั วา่ เป็นพิธีกรรมแทงควาย หรือเซน่ ไหวผ้ ีบรรพ โรงในสมยั อยุธยาที่ถกู ยกมาจากการละเล่น และเป็นท่ีนยิ มอย่างมาก แตไ่ มป่ รากฏแนช่ ดั วา่ ถกู ยกเข้ามา ชนด้วยควาย ปจั จบุ ันยงั มีเล่นสบื เนื่องในชุมชนภาคอสี าน เรียกว่า “บวชควาย” คล้ายคลงึ กบั ประเพณี เป็นชดุ การเบกิ โรงเม่อื ใด สันนษิ ฐานวา่ ได้รบั อิทธพิ ลมาจากการละเล่นกระอั้วแทงควาย เพราะมีการเรยี ก แทงควาย หรอื ประเพณีแปงฮตี กนิ ควาย ทอ่ี าณาจกั รลาว การละเล่นโบราณกระอัว้ แทงควายมีตัวละคร ชอ่ื อกี แบบหน่ึงวา่ กระตว้ั แทงเสอื พัฒนาการจากกระอัว้ แทงควายกลายเป็นกระต้วั แทงเสอื ไดใ้ หข้ ้อมลู หลกั อยู่ 3 ตัว ประกอบดว้ ย นางกระอ้วั นายกระแอ และควายป่า อยา่ งไรก็ตาม การตง้ั ช่อื ตัวละครมคี วาม ไวใ้ นวารสารทีทัศน์วฒั นธรรม วา่ สาเหตุทเี่ ปล่ยี นจากการเล่นแทงควายมาเป็นเล่นแทงเสอื เพราะผูร้ บั บท แตกตา่ งกนั ออกไป โดยมีเรื่องยอ่ ว่า คืนหนึ่งนางกระอว้ั ฝันวา่ ไดก้ ินแกงตบั ควายมีรสชาติอร่อยมาก นาง เปน็ ควายจะตอ้ งสวมหัวท�ำใหต้ ลี งั กาได้ล�ำบาก แตถ่ า้ หากเปลีย่ นมาเป็นการเล่นแทงเสอื แล้ว ผู้สวมใส่หวั จึงรบเร้าให้สามอี อกไปแทงควายเอาตับมาแกงใหก้ ิน สามีก็ถอื หอกเขา้ ไปในปา่ โดยมีนางกระอว้ั ตามไป เสือจ�ำลองจะสามารถตลี ังกาโลดโผนไดส้ ะดวกกว่า ทว่า ในบันทกึ ของเอกสารหลายฉบบั ได้ประมวลว่า ผู้ ด้วย พอพบควายฝ่ายสามไี ดต้ รงเข้าไปไลแ่ ทง ควายก็ไล่ขวดิ ผลัดกันหนีผลัดกนั ไล่ไปเร่ือยๆดว้ ยทา่ ทาง ท่ีสวมบทเปน็ ควายจะต้องประกอบดว้ ยคนเล่นสองคน จึงท�ำให้มกี ารถกเถียงกนั วา่ มีท่ีมาเดยี วกัน หรอื มา ทีช่ วนให้ผชู้ มเกดิ ความตลกขบขัน การละเล่นกระอวั้ แทงควายปรากฏในงานพระบรมศพสมัยอยธุ ยาตอน จากคนละท่มี า และการละเล่นดงั กลา่ วยังมีความคลา้ ยคลึง การละเล่นหลวงทีช่ ื่อว่าแทงวสิ ยั หรอื แทงปี ปลาย สันนษิ ฐานราวรัชสมยั สมเดจ็ พระบรมราชาธริ าชที่ 3 และสมยั รตั นโกสนิ ทร์ตอนตน้ การละเล่นกระ ไสย ทีไ่ ดร้ บั อิทธิพลมาจากมลายู การละเลน่ กระต้วั แทงเสือได้ถูกดัดแปลงมาจาก เรื่องมโนราห์ ตอน พราน อ้วั แทงควาย ถูกดแู ลควบคุมโดยกรมมหรสพในการก�ำกบั ของกรมมหาดเลก็ ในรชั สมยั รชั กาลที่ 5 ได้ยา้ ย บุญจบั นางมโนราห์ถวายแดพ่ ระสธุ น โดยมีต้นเรือ่ งมาจากพรานบญุ กลายเป็นนายพรานชื่อวา่ “บ้องตัน” มี กรมมหรสพ ไดย้ ้ายมาสังกดั กระทรวงวงั และกรมช่างสิบหมู่ อยู่ภายในกระทรวงโยธาธิการ อกี ท้ังยงั ปรากฏ คณะกระตัว้ แทงเสือ ศษิ ยว์ ดั สิงห์ ขณะแสดง 58 59

ภรรยาและบุตรอีกสองคนชื่อวา่ “จุก”และ“แกละ” เครือ่ งดนตรที ่ีใชป้ ระกอบการแสดง ได้แก่ ฆ้องคู่ ตามท้องเรอ่ื งที่วา่ ในเมืองแห่งหนง่ึ ไดม้ ีเสอื ออก โทนชาตรี 2 คแู่ ละกลองต๊กุ อาละวาด บอ้ งตนั จึงไดข้ ันอาสาออกไปปราบเสือร้าย พร้อมกับภรรยาและลกู ครั้นเดินทางไปถึงกลางป่า พระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงรื้อฟื้นศิลปวิทยาการข้ึนมาให้ ก็ได้พบกับเสือและไดต้ อ่ สู้กัน เสือก็พา้ ยแพแ้ ลว้ ตาย เจริญรุง่ เรอื งอกี ครงั้ ในทสี่ ดุ แล้วแต่งเป็นเรอ่ื งราวที่มดี นตรปี ระกอบ มี บทพากย์ บทเจรจา และบทร้อง รบั สง่ กนั ไดอ้ ยา่ ง จากเอกสารหลักฐานที่แสดงให้เห็นประวัติ สนุกสนาน เคร่อื งดนตรีมฆี ้องคูแ่ ละกลอง ได้แก่ โทน ความเป็นมาและพัฒนาการของการละเล่นสองชนิด ชาตรี 2 คู่และกลองตกุ๊ ประมาณ 5 ลูก กลา่ วคอื การ ทั้ง กระอั้วแทงควายและกระตั้วแทงเสือ หรอื บอ้ งตนั ละเล่นกระต้ัวแทงเสือเท่ากับเป็นการจ�ำลองเรื่องราว แทงเสอื ท�ำใหเ้ ข้าใจไดว้ า่ กระอัว้ แทงควายเปน็ การ ชีวิตครอบครัวของพรานบุญหรือบ้องตันก่อนที่จะ ละเล่นที่พัฒนาการมาจากรากฐานความสัมพันธ์ ออกไปจับนางมโนราหใ์ หแ้ กพ่ ระสธุ น ปัจจุบนั ค�ำว่า ระหว่างคนกับควายตามรูปแบบการด�ำรงชีวิตในสังคม บ้องตัน ถกู แสลงใหเ้ ปน็ ความหมายที่ตำ่� ลง อาทิ คน เกษตรกรรมของภูมภิ าคเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต้ ดว้ ย ท่มี ีความโงเ่ ขลาวา่ ไอต้ ือ้ บ้องตนั แม้แต่วงการเพลง วัตถุประสงค์ในการขอฝนหรือเพื่อความอุดมสมบูรณ์ ไทยสมัยใหม่ยงั ตง้ั ช่ือเพลงว่า บอ้ งตันเข้ากรุง เพ่อื โดยประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากการละเล่นกระอั้ว เปรยี บเทียบบอ้ งตนั เป็นเสมอื นคนชนบท อย่างไร แทงควายมาจากทวาย เมอื งในสาธารณรัฐสหภาพเมีย กต็ าม ไพศาล สุวรรณชยั หวั หน้าคณะกระต้ัวแทงเสือ นมา ในฐานะผู้ครอบครองเมืองทวายสลบั ปรบั เปลย่ี น ศษิ ยว์ ดั สงิ หไ์ ดใ้ ห้ข้อมูลเพ่มิ เติมวา่ กระอัว้ แทงควาย กนั ไปมา อนั เป็นเมอื งประเทศราชทนี่ �ำมาแสดงถวายใน ช่ือในอดีตที่ระบุอยู่ในจดหมายเหตุกรุงศรีได้ประยุกต์ พระราชพิธีโสกันต์และงานมหรสพสมโภชในการพระ แปลงมาเปน็ กระตวั้ แทงเสอื เปน็ การแสดงของคน เมรุ จงึ ท�ำให้ถูกหมายรวมเข้าเปน็ ส่วนหน่งึ ในการละเลน่ ไทยในภาคกลางท่มี ีแตโ่ บราณ เป็นศลิ ปะของชาว ของหลวง ปรากฏหลักฐานผา่ นงานวรรณกรรมต้ังแต่ ฝง่ั ธนบุรที ีส่ บื ทอดกนั มาจากรนุ่ ส่รู ุน่ ศลิ ปะดงั กล่าว สมยั กรุงศรีอยธุ ยาเรือ่ ยมาจนถงึ สมัยรัตนโกสินทร์ ตอ่ เปน็ การประยุกต์ระหว่างโขน ลเิ ก เเละมโนราห์ เขา้ มาได้มีการดัดแปลงกระอั้วแทงควายกลายเป็นกระต้ัว ดว้ ยกนั เปน็ การเเสดงทใี่ หข้ ้อคดิ การเเสดงจะมกี าร แทงเสือ ดว้ ยเหตุผลทต่ี ้องใชผ้ ู้แสดงจ�ำนวนมากกวา่ ใน ละเลน่ หยอกล้อ มที า่ ลอ้ เลียนตีลังกาเพื่อความบนั เทงิ การสวมศรี ษะและล�ำตวั ของควายถึงสองคน มาเปน็ ดว้ ย โดยส่วนใหญจ่ ะเล่นในเทศกาลทวั่ ไป เช่น งาน เสือท่ีใช้ผู้แสดงน้อยกว่าเพราะสวมศีรษะเสือแค่เพียง บวช งานเเหน่ าค งานประจ�ำปเี ปน็ ตน้ ส�ำหรับเพลงท่ี คนเดยี ว เพื่อใหง้ า่ ยตอ่ การเคลื่อนทแ่ี ละเพ่ิมความ ใช้เล่นเปน็ เพลงจังหวะตะลงุ การเเสดงในสมยั กอ่ นไม่ สนุกสนาน ปจั จบุ ันการละเลน่ กระอัว้ แทงควายแทบจะ ค่อยสนกุ ต่ืนเต้น ด�ำเนินเรอื่ งด้วยท�ำนองเเละบทร้อง ไม่ปรากฏให้เหน็ แล้ว คงเหน็ เพียงแคก่ ระตั้วแทงเสือท่ี คอ่ นข้างช้า ท�ำให้คนไม่คอ่ ยนิยม จงึ เรม่ิ มีการแกไ้ ข นยิ มเลน่ ในงานบุญงานประเพณที ัว่ ไปเท่านัน้ จงึ ถอื เป็น ดัดแปลงให้สนกุ สนานน่าต่ืนตาตนื่ ใจ มีการเพิ่มตวั ความเก่ียวข้องเชื่อมโยงระหว่างการละเล่นกับวิถีชีวิต ละครเข้าไปจากเดิม 3 - 4 เทา่ ตัวโดยไมต่ �ำ่ กว่า 20 ของผู้คนและราชส�ำนักที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน คน ในสมยั กรงุ ธนบรุ ีหลังจากได้เสียกรุงศรอี ยุธยาให้ ควรคา่ ยิ่งในการอนรุ ักษแ์ ละสืบสานสืบไป แกพ่ ม่า เหล่าศิลปนิ ท่ีท�ำการแสดงกระต้ัวแทงเสือได้ กระจดั พรัดพรายกนั ไปเพราะภัยสงคราม บา้ งกถ็ กู กวาดตอ้ นเข้าไปเปน็ เชลยสงครามในพม่า จนกระทั่ง 60 20 61

กระตวั้ ศแษิ ยท์วงัดเสสงิ อืห์ คุณไพศาล สุวรรณชยั หากเอ่ยถึงวัดท่ีเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านย่าน จอมทองแล้วนนั้ วัดสิงห์ กเ็ ป็นอกี วดั หน่งึ ทอี่ ยคู่ ู่ชมุ ชนมา ผู้ก่อต้งั กระต้วั แทงเสือ คณะ ศษิ ยว์ ัดสิงห์ อยา่ งยาวนานสืบความได้ถงึ สมยั อยธุ ยาเป็นราชธานี ตวั วัดตง้ั อยู่รมิ คลองสนามชัย(คลองด่าน) เสน้ ทางคมนาคม สายหลักท่ีใช้ติดต่อระหว่างแม่น�้ำเจ้าพระยาและแม่น�้ำท่า จนี ในสมัยอดีต และมีสถานีรถไฟวัดสิงห์ เส้นทางเดินรถไฟ สายกรงุ ธนบุรี มหาชยั – วงเวยี นใหญ่ ตั้งอยหู่ ลงั วัด เปน็ เส้นทางสายส�ำคญั ของชาวชมุ ชนวดั สิงห์ ในการเดินทาง ต้ังแต่อดีตจนปจั จบุ ัน พีโ่ ก๋ (คณุ ไพศาล สุวรรณชยั ) หัวหนา้ วง และผู้ก่อตัง้ “คณะกระตว้ั แทงเสือไพศาลศลิ ป์ ศษิ ยว์ ดั สงิ ห”์ ไดเ้ ลา่ ถงึ ปา้ ยกระตัว้ แทงเสือ คณะ ศษิ ยว์ ดั สิงห์ ตั้งอย่ทู ี่ บา้ นเลขท่ี 4/5 หมู่ 3 ถนนเอกชัย 43 แขวง บางขุนเทยี น เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร 21 62 63

ความเปน็ มาของการแสดงกระตว้ั แทงเสอื ในแถบชมุ ชนวดั สงิ ห์ ซ่งึ พีโ่ กร๋ บั สืบทอดความร้กู ารแสดง จากนาย ลือ หวั หน้าคณะกระต้ัวแทงเสอื ในชุมชนวดั สงิ ห์ในอดตี ว่า การแสดงกระตว้ั แทงเสือ ดั้งเดิมเป็นการละเลน่ โบราณของฝ่ังธนบุรี ที่สบื ทอดกันมารุน่ ส่รู ุ่น เดมิ เปน็ การละเล่นท่ถี กู ดดั แปลงจาก การละเล่นโบราณกระอ้ัว แทงควาย ซ่ึงเปน็ การละเล่นท่มี คี วามเกีย่ วขอ้ งกับวิถีชวี ิตระหวา่ งคนกับควายในสงั คมเกษตรกรรม เปน็ หนง่ึ ในชุดการเบกิ โรงในสมัยอยธุ ยาทีถ่ ูกยกมาจากการละเลน่ และเปน็ ท่นี ยิ มอย่างมาก โดยเนื้อเรื่องการแสดง กล่าวถงึ นายพรานช่ือวา่ “บอ้ งตนั ” มีภรรยาและบุตรอกี สองคนชอ่ื วา่ “จกุ ”และ“แกละ” ตามท้องเรื่องท่ี ว่า ในเมอื งแห่งหนึง่ ได้มเี สือออกอาละวาด บอ้ งตนั จึงไดข้ ันอาสาออกไปปราบเสอื รา้ ยพรอ้ มกบั ภรรยาและ ลูก คร้ันเดนิ ทางไปถึงกลางปา่ ก็ได้พบกบั เสอื และได้ต่อสู้กัน เสือก็พ่ายแพแ้ ล้วตายในท่สี ุด แล้วแตง่ เป็นเรอ่ื ง ราวทมี่ ีดนตรปี ระกอบ มีบทพากย์ บทเจรจา และบทร้อง รบั ส่งกนั ได้อย่างสนุกสนาน เครอ่ื งดนตรีท่ใี ช้ พี่โก๋ เล่าวา่ จะคลา้ ยๆกับของการแสดงหนังตะลุง หรอื มโนราห์ ได้แก่ 1. กลองโทน 2.กลองต๊กุ 3. นิ้งหน่อง 4. ฉง่ิ 5.ฉาบ 6.กรับ 7.โหมง่ และอาจมอี ย่างอ่นื เสรมิ ตามเอกลกั ษณ์แต่ละคณะ กระตัว้ แทงเสอื คณะหนึ่งจะมสี มาชกิ ประมาน 20 คน รบั หนา้ ท่ีนักแสดง นกั ดนตรี เรยี กไดว้ า่ ทง้ั รอ้ งท้งั “ เมอ่ื ถามถงึ การรบั งาน รวมไปถึงเรื่องการดแู ลวง พ่โี กไ๋ ด้ฝากโฆษณาส�ำหรบั ผู้สนใจ จา้ งวงกระต้ัว คณะ ส.ไพศาล เตน้ ได้หมด ซง่ึ แตล่ ะคณะก็จะมเี อกลักษณ์ในการแสดงทเี่ ฉพาะตัวไป ส�ำหรบั คณะ ส.ไพศาลศลิ ป์ ศิษย์ ศิลป์ฯ ไปแสดงว่า “ทกุ วนั นพ้ี ี่ก็รับงานตลอด งานบวช งานแต่ง งานเปิดร้าน งานอเี วนตต์ า่ งๆ ราคากม็ าตรฐาน วดั สิงห์ เอกลักษณข์ องการแสดงคือมกี ารผสมผสานการโชวก์ ายกรรม และใช้ “หม”ี กบั ตวั ตลก “เหมอื น ทว่ั ไป เรม่ิ ท่ี 7000 บาท ได้วงใหญ่เลย 20 กวา่ คน มีเครื่องครบ ถามว่า 7000 นไ่ี ดม้ าก็แบง่ กนั ในวงนะ ส่วนทปิ ท่ี ลิเกเขามีออกแขกนนั่ แหละ” พี่โก๋เล่าพลางชีใ้ ห้ดูหัวเสือทีต่ งั้ เรียงเป็นระเบยี บอยู่บนชนั้ วางในบ้าน “หวั เสอื เขาใสก่ ลอ่ งน่ันกต็ อ้ งแบง่ กนั เวลาออกงานกม็ ีน้องๆในโรงเรียนวดั สิงห์ ท่ีเปน็ เด็กไปกัน กไ็ ด้ค่าขนม คนละ 100 – ท้ังหมดนี่ ก็ใชเ้ ล่นมาหมด มบี างอนั เยินไปบา้ ง ออกรับงานมาเยอะ แต่ชว่ งน้ีจะเงียบหน่อย ตามสภาพ” 200 นอกจากกระตั้วก็มีแตรวง มีกลองยาว ร�ำแก้บนพก่ี ร็ บั นะ ยุคน้ตี ้องปรับตัว วงเราจงึ อยูไ่ ด้ ไมง่ น้ั ตายหมด” พี่ โก๋เล่าถงึ สถานการณข์ องวงดนตรพี ืน้ บ้านในปจั จบุ นั 64 65

ทางรถไฟ สถานวี ัดสงิ ห์ เครือ่ งประกอบจังหวะเปน็ กลองตุ๊ก ช้นั บน กลองชาตรี ชั้นล่าง 66 67

หวั สว้ มตัวคน ของกระตั้วแทงเสอื คณะ ศษิ ยว์ ัดสงิ ห์ ซ้มุ ประตทู างเขา้ วดั สงิ ห์ 68 69

หุ่นละครมอืโรงเรียนวดั บางประทุนนอก ครูชยั อทุ ยั ธรรม หุ่นละครมือ เปน็ การแสดงศิลปะไทย ด้านห่นุ ละครซงึ่ เป็นการผสมผสานระหว่างหุ่นมอื และหุน่ กระบอก สว่ นหัวและ ครชู ัย อทุ ยั ธรรม ครสู อนร�ำและสร้างหนุ่ ละครมอื มอื มาจากหุ่นกระบอก แตใ่ ชน้ ิว้ ในการเชดิ ประจ�ำสาระการเรยี นรู้ศลิ ปะ โรงเรียนวดั บาง หุ่นละครมือโรงเรยี นวดั บางประทนุ นอก กอ่ ตง้ั ข้ึนในปีการ ประทุนนอก ศึกษา 2552 ภายใตช้ อ่ื “คณะบางประทนุ หนุ่ ละครมอื ” โดย ทา่ น ผอ.สชุ าติ เมฆธารา ผู้อ�ำนวยการโรงเรยี นขณะนนั้ เปน็ ผู้ ด�ำริข้นึ แล้วมอบหมายให้ ครูดนตรเี ปน็ ผู้ด�ำเนินการ เพื่อสรา้ ง หุ่นไปประกวดในงานของสภาวฒั นธรรมเขตจอมทอง ซง่ึ มถี ว้ ย ประทานของพระเจา้ วรวงศ์เธอ พระองค์เจา้ โสมสวลี พระวรรา ชาทินัดดามาตุ เป็นรางวัล โดยมกี ติกา คอื ตอ้ งเปน็ เรอื่ งที่เก่ยี ว กบั คติสอนใจ หรอื เรื่องประวตั ิศาสตร์ในท้องถิน่ เมือ่ ได้รับมอบ หมายจากทา่ นผอู้ �ำนวยการ ครชู ยั จงึ รบี กลับมาคิดเรอ่ื งราวที่จะ ท�ำไปประกวด จดั ล�ำดบั ความส�ำคัญกอ่ นหลงั โดยเริ่มจากเรื่อง ทีจ่ ะน�ำมาเลน่ กอ่ นคดิ ว่าควรเป็นเรอื่ งของประวัตศิ าสตร์ กเ็ ลย หุ่นละครมือ ตวั พระ ทรงเครื่อง กระดับดว้ ยแกว้ 25 70 71

มองวา่ ท้องถิ่นทเี่ ราอยนู่ นั้ มีอะไรทเ่ี ป็นสุดยอดบ้าง คิดไปคิดมากส็ รุปได้วา่ เรื่องของสมเดจ็ พระเจา้ ตากสิน ครชู ัยได้เลา่ ถึงการน�ำหุ่นละครมือ มา ทรงเปน็ ทีส่ ุดแลว้ ส�ำหรบั ฝงั่ ธนบรุ ี เมือ่ ได้เร่อื งทจ่ี ะแสดงแล้ว ครูชัยจึงไปศกึ ษาค้นคว้าประวัติของสมเดจ็ ประยุกต์ใช้กับการเรียนรู้ของเด็กๆ พระเจา้ ตากสนิ จนได้บทละคร จงึ มาปรกึ ษากบั ทีมงานที่สร้างหุน่ ซึ่งเปน็ คณะครใู นโรงเรยี น ให้ครูรตั ติกาล ในโรงเรียนวัดบางประทนุ นอก วา่ ครูสอนศิลปะเปน็ คนเขยี นหน้าห่นุ เราอยากไดแ้ บบไหนกแ็ จ้งไป ครทู วศี ักด์ิ ครสู อนพละศกึ ษา รับหน้าที่ “ส�ำหรับโรงละครหนงึ่ โรงน้ัน เด็กๆ ก็ ตัดเยบ็ เสือ้ ผา้ หุน่ ท้ังหมด “และที่เลอื กเป็นหุ่นละครมอื คือในระหวา่ งทีท่ �ำหุ่นกันอยนู่ ั้น สบั สนวา่ จะให้ จะได้รับบทบาทตามความสามารถและ หนุ่ ออกมาเปน็ ห่นุ อะไรดรี ะหวา่ งห่นุ มอื กบั หุน่ กระบอก คิดไม่ตกอยหู่ ลายวัน จงึ มาปรึกษาครูทวศี กั ด์ิเลา่ ความถนดั ของตนเอง มที มี พากย์ มีคน ปัญหาให้ฟงั ครทู วศี ักดิ์แนะน�ำ แลว้ ครกู ไ็ ดไ้ อเดยี จงึ กลายมาเปน็ นวัตกรรมใหม่ เปน็ ตัวหุ่นทเ่ี ป็นหุน่ มือ เลน่ ดนตรีประกอบ มีทีมซาวด์ บทก็ คล้ายหุ่นของฝร่ัง แตน่ ีข่ องไทย” ข้นั ตอนของการสรา้ งห่นุ นน้ั ก็ส�ำเร็จลลุ ่วงไปได้ดว้ ยดี มาถึงการท�ำเพลง ปรับจากเน้ือหาที่เด็กนักเรียนก�ำลังเรียน ประกอบกไ็ ด้ ครวู จั รงค์ ครสู อนวิชาภาษาตา่ งประเทศมาช่วยบรรยาย พากย์ ท�ำให้หุ่นละครมือมีความ ในรายวชิ านน้ั เช่น วิชาประวัติศาสตร์ สนุกมากย่งิ ขึ้น ส่วนของโรงละครหุ่น คณุ หมึก นกั การภารโรงของทางโรงเรยี นผู้มีฝีมือด้านงานชา่ ง เป็นหัว ป.5 เรอ่ื งบคุ คลส�ำคัญ บทละครมือ เรี่ยวหัวแรงในการประกอบให้ โดยแนวคิดมาจากครูทวศี ักดิ์กับครูวัจรงค์ เรียกไดว้ า่ มีการรว่ มมือรว่ มแรง เร่อื ง “ตากสิน มหาราช” กจ็ ะเปน็ ฉาก กันทกุ ฝ่าย สดุ ทา้ ยห่นุ ของโรงเรียนวัดบางประทนุ นอกก็คว้ารางวลั ชนะเลิศ ประเภทความคิดสร้างสรรคม์ า ตอนทกี่ รุงแตก เดก็ ๆ ก็แบ่งทมี แบ่งงาน ครองได้ส�ำเร็จ กันรบั ผดิ ชอบ ไดเ้ ลน่ ดว้ ย เรียนไปด้วย ขณะเปลี่ยนเครอ่ื งทรงหนุ่ ”บรรยากาศห้องเรยี นก็ไมน่ ่าเบือ่ 72 ขณะซ้อมการแสดง ปจั จุบนั โรงเรยี นวัดบางประทนุ นอก ได้รับการคัดเลอื กจากส�ำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเทีย่ ว ในเรื่อง ของ”ห่นุ ละครมือ” ให้เป็นของดขี องเขตจอมทอง กรงุ เทพมหานคร 73

โขนเด็กโรงเรียนวดั ศาลาครนื คณะโขนเด็ก แหง่ โรงเรยี นวดั ศาลาครนื เขตจอมทอง เป็น คณะโขนที่ฝกึ สอนโดยครูอู สหวฒั น ธรรัตนศรนั ย์ ครูผสู้ อน ดนตรีและนาฏศลิ ป์ โรงเรียนวัดศาลาครนื โดยมีเอกลักษณ์ คอื การใช้นกั แสดงรุ่นจว๋ิ ซงึ่ เป็นนักเรียนจากโรงเรยี นวัดศาลาครนื เปน็ ผแู้ สดง และช่วยกันสร้างหัวโขนขนึ้ มาใช้ในการร�ำโขน โดย ครูอูเปน็ ผู้ควบคุมดแู ล และถา่ ยทอดความรูใ้ หอ้ ยา่ งใกล้ชิด ครูอูได้เล่าถึงจุดเร่ิมต้นของคณะโขนจ๋ิวโรงเรียนวัด ศาลาครืนให้ฟงั ว่า “เมอื่ 20 ปกี ่อน ในระแวกชุมชนแถบน้เี ป็น พื้นท่ีสแี ดง มีคดอี าชญากรรม และยาเสพตดิ เยอะ เปน็ ยคุ ท่ียา ครูสหวัฒน ธรรตั นศรันย์ เสพติดเปิดเผยในชมุ ชนนช้ี ดั เจน กฎบตั รกฎหมายไม่สามารถ จดั การได้ถกู จุด บ้างก็ซอ้ื ขายส่งยากนั หนา้ โรงเรยี น ผู้หญงิ ครูสหวัฒน ธรรตั นศรนั ย์ ครสู อนร�ำและสรา้ ง บ้าง ผู้ชายบา้ ง ครูกลัวเด็กนักเรยี นจะคลุกคลีกบั สิ่งเหลา่ นี้ หวั โขนเพ่ือใช้ร�ำเอง เป็นครปู ระจ�ำสาระการเรียนรู้ แล้วจะเสยี คน โตขึ้นเสยี่ งวา่ จะไปว่งิ ราวทรัพย์ เปน็ ขโมย เป็น ศิลปะ โรงเรียนวัดศาลาครืน โจรไปหมด เหตุดว้ ยพ่อแมเ่ ด็กตดิ ยา ท�ำให้เดก็ กต็ ิดยาตามไป 29 โขนเดก็ ขณะทรงตวั ยักษ์ทศกัณฐ์ 74 75

ด้วย จงึ ปรึกษาผู้อ�ำนวยการโรงเรียนในสมัยน้ันวา่ จะขอดงึ เดก็ ไวก้ บั ครเู อง โดยครูจะดูแลเด็กที่จะมีความ หัวโขนท่ีสรา้ งสำ� เร็จ สุ่มเสีย่ งเปน็ พิเศษ วนั เสาร์และวันอาทติ ย์จะน�ำเดก็ มาหดั โขน ท�ำหวั โขน จากแรกๆ มีเด็กเพยี ง 10 กวา่ คน ขนาดส�ำหรับเด็ก ท่ี หลังๆ ก็เพิม่ มาเปน็ 30 ถึง 40 คน แลว้ เป็นที่สนใจในชมุ ชน ทางเขตจอมทองกส็ ่งคนมาดู เขาเหน็ คุณคา่ แสดงเป็นตัวยักษ์ วา่ ควรจะสนบั สนนุ จงึ เอาโขนเดก็ ของทางโรงเรยี นเราไปแสดงทตี่ ลาดนำ�้ วัดไทร ให้นักท่องเทยี่ วมาดู มา ถา่ ยรูป เปน็ เอกลกั ษณ์ของเขตจอมทองในยคุ นั้น” ต่อมาเม่อื ตลาดนำ้� วัดไทรปิดตวั ลง คณะโขนโรงเรยี นวัด ศาลาครนื ไดร้ ับการตดิ ต่อเขา้ มาจากชาวตา่ งชาติที่สนใจ ครูอเู ล่าวา่ “หลงั จากท่ีตลาดน้ำ� วัดไทรปิดไป กม็ ี ทางญป่ี ุ่นตดิ ตอ่ มาขอถา่ ยท�ำสารคดี ก็เริ่มมีไปโชวท์ ญ่ี ่ีปุ่น พอมีอนิ เตอรเ์ น็ตเข้ามา เรากเ็ ริ่มรบั งานมากขึน้ มี รับงานในพระราชวังทกุ ปี แสดงเบื้องหน้าพระพกั ตรบ์ ้าง ขา้ ราชบริพารบา้ ง เอาไปแสดงวันเด็ก ในท�ำเนียบ รัฐบาล ทางกทม. กต็ ดิ ตอ่ เขา้ มา ต่อมาเลือ่ นเป็นระดบั ชาติ มงี านเขียนหลักสูตรโขนเดก็ กบั กระทรวงฯ ก็มา จากคณะโขนเราน่ีแหละ” ครอู เู ลา่ ด้วยความภาคภมู ิใจ แมพ่ มิ พ์ส�ำหรับ สรา้ ง หวั โขนขนาดเลก็ ท่พี อดี ครอบหัวเดก็ ได้ หวั โขนทีส่ รา้ งสำ� เร็จ ขนาดส�ำหรบั เด็ก ท่ีแสดง เปน็ ตวั ลิง 76 77

ครอู ไู ดเ้ ลา่ ถึงจุดเร่ิมตน้ ของการเป็นครโู ขนของครวู า่ “แต่เดิมเราไม่ได้จบนาฏศลิ ป์มาโดยตรง จบศิลปะ แตว่ า่ ชีวติ อย่คู ลุกคลมี ากับวงการโขน ต้งั แต่ 7-8 ขวบ ก็มขี นุ หลวงทีเ่ ปน็ พช่ี ายหลวงตาท่ีวัด ราชโอรส เกษยี ณจากงานราชการกลบั มาอยกู่ บั หลวงตาที่วดั แล้วเราก็มหี น้าที่คอยรบั ใช้ แลว้ ได้เหน็ วา่ เขา เขียนหัวโขนเกง่ เขียนพนื้ ทรายบ้าง เขียนอะไรบา้ ง กไ็ ปดู พอไปดูเรากช็ อบศิลปะ แบบนี้ พอเขาถามวา่ เอง็ ชอบหรอ ถา้ ชอบชอบอะไร กบ็ อกว่าชอบหวั โขน พอมีงานวัดแล้วกไ็ ปดหู วั โขน จดุ มันมาจากเราดหู วั โขน ชอบหวั โขน กเ็ ลยชอบก็ไปนง่ั ดู แกก็สอน แลว้ บอกวา่ นลี่ ักษณะดนี ะ เล่นโขนได้ ตง้ั แตน่ ้ันมาก็ดทู ีท่าเรา แล้วก็สอนเรา จนกระท่ัง เราเริม่ ร�ำเปน็ ก็พาเราไปฝากตวั เปน็ ศิษย์กบั ศิลปินแหง่ ชาติ ชอ่ื อาจารยบ์ ุญยงค์ เกตุคง เราก็ไปอยู่เป็นศิษย์ทา่ นนะ เวลาทา่ นไหวค้ รอู ะไรที ให้ตอ่ ท่า ร�ำโชว์อะไรอยา่ งน้ี เรามกี ารประชัน ”ระหว่างโขนหลวงกบั โขนนอกก็คือโขนศลิ ปนิ ฝัง่ ธนด้วย พญาวานรองคต ด้านซา้ ย พญาวานร ปัจจุบนั คณะโขนโรงเรยี นวัดศาลาครืน ไดป้ ิดตัวลงเนอื่ งจากครอู เู กษยี ณอายรุ าชการ และยังไมม่ ีผรู้ บั ชามพูวราช ช่วงงานต่อ “ห่วงแต่หัวโขน กบั ของทีใ่ ช้แสดงน่แี หละ กลัวเราไม่ได้ท�ำแล้วมนั จะเปน็ ขยะไป แต่ถ้าให้อยู่ หรอื นิลเกสร สอนต่อก็ไมเ่ อา มันร้สู ึกเหมือนมาหากนิ ไมไ่ ดม้ าสอน เลยคดิ ว่า ปิดให้เปน็ ต�ำนานไปดีแลว้ ” ครอู ูกลา่ ว “พอเกษยี ณจากตรงนี้ก็ไปรบั งานสอนท่ีวดั พระเชตพุ นฯ วดั โพธ์ิ เขามีชมรมสอนพทุ ธศาสนาวนั อาทิตย์ ดา้ นขวา มีหลายวชิ าเลย แตเ่ ราสอนโขน สอนมาเมอ่ื ปที แี่ ล้ว สอนแลว้ กลายเปน็ ทีฮ่ อื ฮา คอื ไปสอนแลว้ เปน็ ผล งานท่เี ขาโชวเ์ ป็นเก่ยี วกับแบบวา่ โขนรนุ่ ใหญ่ สงกรานต์นี่สามารถท�ำแลว้ แบบวา่ คนมาดู ก็คือเดก็ ที่เรียน รปู ป้ันแบบจำ� ลอง พุทธศาสนาวันอาทิตย์ภาคบา่ ยแล้วภาคเช้าเขากจ็ ะมาเรยี นโขน คอื เราเปน็ คนท่อี ยใู่ นวงการมาเยอะ หัวโขนขนาดเล็ก แลว้ ก็จะร้วู า่ สอนแล้วยงั ไงคือเดก็ เล่นได้ คอื สอนแลว้ ถา้ เดก็ ไม่มโี อกาสได้เล่น ไม่มีโอกาสได้แต่งตัว ไม่มี โอกาสไดข้ ึน้ เวที อกี สักพักเขากเ็ บ่ือ แต่ถ้าสอนแล้วแบบวา่ วันนี้เขาไดเ้ ป็นตวั นน้ี ะ เคา้ จะแบบว่า Step 78 ขน้ึ ไป เปลย่ี นไปเร่ือย เขาจะไดม้ คี วามรสู้ ึกวา่ เออเขาจะสนใจ แล้วกเ็ ราจะพยายามหางาน คอื เราไมไ่ ด้ หาคือเขาจะหามาให้ แล้วเรากพ็ ยายามปอ้ น ทนี ี้เด็กคนไหนที่ชา้ ก็ไดข้ นึ้ เลน่ แต่ว่าอาจจะเปน็ ตวั มบี ทนิด นงึ แต่ว่าพอมองแล้วไม่มตี ัวน้ีโขนกด็ �ำเนินเร่ืองไมไ่ ด้อะไรอยา่ งนี้ ให้เขาดมู ีหน้าที่ กท็ �ำใหเ้ ขาใหเ้ ตบิ โตเร็ว ตอนน้ีลูกศิษย์เราสามารถเลน่ ไดท้ กุ คน เรียกมาท�ำนี่ แบบว่าเปน็ งานใหญ่หรืองานทเี่ ราจะต้องแสดงโชว์ ใหญๆ่ อะไรอย่างนี้นะครับ ก็เรยี กลูกศิษยไ์ ปสอนคนละอยา่ ง คนนงึ สอนลงิ นะ คนนึงสอนพระนะ ส่วนครู ”จะดรู วมๆ ล�ำพงั เราคนเดยี วกเ็ รม่ิ ไมไ่ หว 79

บมา้หนทั หธวันโะขศนลิ ป์ ครูธวัชชยั มหทั ธนะสิน ครูธวัชชัยเร่ิมท�ำหัวโขนหลังเกษียณอายุราชการจาก กรมชลประทาน โดยครูธวัชชัย ไดเ้ ขา้ ฝึกอาชพี กบั ทาง ข้าราชการเกบ�ำนาญเกษียณอายุ วิทยาลัยในวังชาย แถวท่าราชวรดิษฐ์ เป็นเวลา 8 เดือน กรมชลประทาน (เรม่ิ เรียนปี 2550) กอ่ นทจ่ี ะเรมิ่ ท�ำหวั โขนจ�ำหนา่ ย และสง่ ประกวดกบั ทางเขตจอมทอง จนไดร้ างวัล OTOP 4 ดาว เป็น OTOP ระดบั เขต โดย ครธู วัชชยั ไดเ้ ลา่ ถึงความเป็นมา แรงบันดาลใจทสี่ นใจในการท�ำหัวโขนวา่ “เดมิ ทีผมเรียนจบ หัตถกรรมจากสถาบันเพาะชา่ ง ตอนทกี่ รงุ เทพฯมีงานฉลอง กรุงรัตนโกสนิ ทร์ 200 ปี มกี ารบรู ณะวัดพระแก้ว ผมได้มี โอกาสไปเดนิ ดู เหน็ กรมศิลป์เขาเขียนภาพรามเกยี รติ์ เราก็ เดินดูทุกวนั ก็เริม่ ชอบ เริ่มจ�ำรายละเอียดตัวละครรามเกียรต์ิ ได้ พอเกษียณจากงานมา เลยมาเรียนท�ำหัวโขน“ 39 80 81

ครธู วัชชยั ไดอ้ ธบิ ายถงึ วัสดุ ขั้นตอนการท�ำหัวโขนใหฟ้ ังวา่ ขน้ั แรกเลยคือหล่อหวั ดว้ ยปนู ปลาสเตอร์ก่อน แมพ่ มิ พ์ เตรยี มหลอ่ หัวโขน ทั้งตัวลิง และตวั ยักษ์ และใช้กระดาษสาปิดทับเพ่ือเพ่ิมความทนทาน ก่อนน�ำมาแกะลาย วาดลาย โดยระยะเวลาตง้ั แต่การหล่อ จนถึงการวาดลายการตีลาย ทาสี ปิดทอง ใชเ้ วลาอยา่ งตำ่� ประมาณ 1 เดือน โดยเฉพาะการแกะลาย ทชี่ ่าง ส�ำหรับการท�ำหวั โขนบา้ นมหัทธนะศลิ ป์ จะรบั ท�ำตามออเดอรข์ องลูกคา้ และรา้ นจ�ำหน่ายสนิ คา้ ท่ีระลกึ จะแกะลายลงในหินสบู่ แตล่ ะคน กม็ ีลายทเี่ ป็นเอกลกั ษณแ์ ตกต่างตามฝมี อื ตัวเอง แต่ต้องคงเอกลกั ษณ์ ราคาเรมิ่ ตน้ 2000 บาท ไปจนถงึ หลักหม่นื ตามขนาด ความละเอยี ดของงานและวัสดทุ ี่ใช้ โดยหวั ทไ่ี ด้รบั และลักษณะของตวั ละครแตล่ ะตัวตามเนอื้ เร่ืองรามเกยี รติ์ ไว้ ความนยิ มจะเป็นตัวละครทคี่ นท่ัวไปร้จู ัก เช่น หนมุ าน ทศกัณฑ์ พระราม พระลกั ษมณ์ หน้าพ่อแก่ (บรม ครศู าสตร์แห่งการแสดง) กับหนา้ พระพริ าพ (ปางหน่ึงของพระศวิ ะ ตามคตคิ วามเชอ่ื ของชาวฮนิ ดู กลา่ วว่า ใบรับรองมาตรฐานผลิตภณั ฑ์ เป็นบดิ าของนาฏศิลป์และดนตร)ี ถอื เป็นสงิ่ ศกั ดสิ์ ิทธ์ิต้องท�ำพิธเี บกิ เนตร คือพธิ ีเชญิ จิตวิญญาณของเทวดา ชุมชน ออกโดย สำ� นักงาน ปัจจุบนั ครู มาสงิ สถติ ในหนา้ ทีท่ �ำเสรจ็ แลว้ เพื่อความเปน็ สิรมิ งคลตามความเชอ่ื ทสี่ ืบทอดมาแต่โบราณ ธวชั ชัยยังคงท�ำงานฝีมอื นี้อยา่ งต่อเนื่อง และเปิดให้ผู้ทสี่ นใจเขา้ เยีย่ มชมบ้านหัวโขนมหัทธนะศลิ ป ์ 8/44 มาตรฐานผลติ ภัณฑ์อุตสาหกรรม ซอยเอกชัย 12 เขตจอมทอง กรงุ เทพมหานคร โดยสามารถนัดหมายเวลาลว่ งหนา้ ประกาศนยี บัตรผลิตภณั ฑร์ ะดบั 4 83 ดาว ออกโดย โครงการคัดสรรสดุ ยอดหนึ่งต�ำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย หรอื OTOP พทุ ธศักราช 2559 วุฒบิ ตั รผา่ นการฝึกอบรม เรื่อง การสร้างหัวโขนเลก็ ออกโดย กระทรวงวัฒนธรรม 82

อปุ กรณ์ท่ีสำ� คัญในการทำ� หวั โขนของครูธวชั ชัย ประกอบไปดว้ ย ปนู ปลาสเตอร์ ดนิ ไทย ส�ำหรับป้นั ลาย กาวลาเทก็ ซ์ พมิ พ์ส�ำหรับหลอ่ หวั โขน สีพลาสติกส�ำหรับรองพื้น น้�ำยาแชล็คเหลอื ง เพชรประดบั กระดาษทรายเบอร์ละเอียด กระดาษสา แผ่นทองค�ำเปลว อุปกรณ์ส�ำหรับงานปั้นอ่ืนๆ รกั กระแหนะส�ำหรับตลี าย พมิ พ์หนิ สบู่ ส�ำหรับปน้ั ลายประดับ หัวโขนตัวยักษ์ทศกัณฐ์ หัวโขน ตัวพระลกั ษมณ์ ลักษณะหวั โขน ลักษณะหวั โขน หน้าพระสที อง ท�ำเปน็ หน้ายักษ์ 3 ชั้น สวมมงกฎุ ยอดเดินหนมงกุฎ คอื ช้นั แรกมีหนา้ ปกติ 1 ยอดชัยหรอื พระมหามงกฎุ หน้า และมหี น้าเลก็ เรียง กนั 3 หน้า ตรงท้ายทอง หวั โขน ตวั ยกั ษท์ ัพนาสูร หรอื ชั้นที่ 2 ทำ� หนา้ เปน็ หนา้ เทพาสูร ลักษณะหวั โขน หนา้ เล็ก 4 หน้า เรยี งสดี า้ น ยกั ษส์ ีหงดิน ปากขบตาโพลง ชนั้ 3 ท�ำเปน็ หนา้ พรหม สวมมงกฎุ สามกลีบกายสีหงดนิ ด้านหน้า หนา้ ยกั ษ์ด้าน พมิ พ์หนิ สบู่ ส�ำหรบั ปัน้ ลายประดับ ภาพบน หลัง ปากแสยะตาโพลง รกั กระแหนะสำ� หรับตีลาย ในกล่องเหล่ยี ม ภาพล่าง กระดาษสาตัด ในกลอ่ งกลม ภาพลา่ ง สวมมงกฎุ ยอดขยั กาวลาเทก็ ซ์ ภาพลา่ ง 84 85

ย่านขว้าถิ หชี ลาววงสเวดนิม ยา่ นข้าหลวงเดมิ และสวนในบางกอก ล้วนเปน็ ค�ำทผี่ ศู้ ึกษา ประวตั ิศาสตรใ์ ช้เรยี กชมุ ชนในระแวกวดั จอมทอง หรือ วัดราชโอรสารามราชวรวิหารในปัจจุบันแสดงให้เห็นถึง ประวัตศิ าสตร์ความเปน็ มา และความรงุ่ เรืองในอดตี ของ พนื้ ที่ชมุ ชนแถบน้ชี ว่ งต้นกรุงรัตนโกสนิ ทร์ คณุ พรทิพย์ เทียน ทรัพย์ หรอื คณุ เอ๋ เจา้ ของสวนภูมใิ จการเ์ ด้น สวนลิ้นจ่ีอายุ กว่า 100 ปี รมิ คลองบางขุนเทียน ไดอ้ ธิบายถึงความเป็นมา ของชุมชนยา่ นข้าหลวงเก่า ให้ฟงั ว่า เดิมพื้นที่เขตจอมทอง ตั้งแต่คลองด่านมาคลองบางขุนเทยี น ตลอดทง้ั เสน้ นล้ี ว้ น เป็นท่ีดินของข้าราชบริพารต้ังแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ แทบท้ังสิน้ อยา่ งเชน่ บริเวณวดั หนงั วรวิหาร เดมิ กเ็ ปน็ นวิ าส ถานของพระชนนีของรัชการท่ี 3 เม่ือสมัยท่ีรัชการท่ี 3 ทรง บูรณปฏิสงั ขรณ์วดั จอมทองขน้ึ ใหม่ และถวายเปน็ พระอาราม หลวง พระองค์ทา่ นลงมาสรา้ งวัดอยู่ราวๆ 14 ปี เหล่าข้าราช คณุ พรทิพย์ เทียนทรัพย์ บริพารก็ยา้ ยมาตามเสด็จทา่ น จดั แจงท่ีดินท�ำกนิ กันตามแนว คลอง ที่ดินผนื นกี้ เ็ ช่นเดียวกัน บรเิ วณน้ีเป็นพืน้ ที่ท�ำสวนมา ผ้มู ีกรรมสทิ ธ์ิ และผ้กู ่อตั้งภมู ใิ จการเ์ ดน้ 45 86 87

แต่โบราณแลว้ อย่างเชน่ ชอื่ คลองบางขนุ เทยี น ก็มที ี่มาจาก ขุนเทียร เป็นขนุ นางรักษาสวนหลวง ที่ กล่าวถงึ ความแตกต่างของสวนผลไมท้ ่ัวๆไป กบั สวนแบบไทยดั้งเดิม คณุ เอ๋ ได้อธบิ ายใหฟ้ ังวา่ สวน คงมสี ่วนเขา้ มาดูแลสวนบริเวณพืน้ ที่คลองบางขุนเทยี น หรือ สวนในบางกอก สวนนอกบางชา้ ง วลนี ีก้ ็ ของไทยดง้ั เดิม เช่นท่สี วนภูมใิ จการเ์ ด้น เราไมเ่ นน้ ปลูกพชื แคช่ นดิ ใดชนิดหนงึ่ แต่ต้นไม้ในสวนเรามี เป็นตัวบง่ บอกถึงสภาพชมุ ชนของชาวสวนฝั่งธนในอดีต ว่าเป็นพน้ื ทที่ �ำสวนมาแตโ่ บราณ ครบ ท้ังพชื ดอก และพืชแดก คือมคี วามหลากหลายของพรรณไม้ ครบทั้งพืชท่กี นิ ได้ และพืชที่เปน็ ไม้ประดับ เปน็ สวนสมรม มีการปลูกแบบยกร่อง แตท่ สี่ วนของเราจะยกรอ่ งต้ืนหนอ่ ย เพราะตน้ ไม้ สวนลนิ้ จีโ่ บราณ ถูกคดั เลือกเปน็ บางตน้ ชอบน�้ำ หากไปสวนผลไม้อ่ืนๆ จะเหน็ วา่ เปน็ การปลกู พชื แบบเชิงเด่ียว และยกรอ่ งสวนสงู ต่ำ� รกุ ขมรดกของแผ่นดนิ 1 ใน 60 แหง่ ตามลกั ษณะพนื้ ท่แี ละพชื ทปี่ ลูก สวนสมรม เปน็ การปลูกพชื แบบผสมผสานให้มคี วามหลากหลาย ของพันธุไ์ ม้ เป็นวธิ ีการช่วยเพ่ิมรายไดแ้ ละเปน็ การท�ำเกษตรแบบยัง่ ยืน เพราะมผี ลผลติ ท้งั ปี ต่างจาก ท่ัวราชอาณาจักรไทย สวนที่เป็นการปลูกพืชเชงิ เด่ยี ว ทเี่ กบ็ ผลผลติ ได้ตามหน้าฤดูกาลเท่านัน้ เป็นภูมิปญั ญาการท�ำสวนของ บรรพบุรษุ ทีม่ าจากการสังเกต เรียนรสู้ ภาพแวดลอ้ มธรรมชาติ ทีไ่ ม่ต้องใช้เทคโนโลยอี ะไรมาก สวน แบบดง้ั เดมิ แทบไม่ตอ้ งใชป้ ยุ๋ ใชย้ าอะไรเลย เพราะความหลากหลายของพนั ธ์ุพืช ท�ำให้มีสมดลุ ระบบ นิเวศเกดิ ข้ึนในตวั มีการพ่งึ พากัน แผนท่แี สดง คุณเอ๋ อธบิ ายถึงความเชือ่ มโยงกนั ของวิถีชวี ิตชาวสวน กับความเปล่ยี นแปลงของชุมชนเมืองที่ขยาย เส้นทางทางนำ้� ตัวมากขึน้ ในปัจจบุ ันว่า ชาวสวน ไมไ่ ด้หมายถงึ อาชีพ แตค่ ือรปู แบบของวิถชี วี ิต เช่นเดียวกบั ชาวนา ชาวเขา ชาวไร่ ดัง้ เดมิ คือคนไทยเรามีบ้าน มีทีด่ นิ ท�ำกนิ ท�ำนา ท�ำไร่ ท�ำสวน ปลกู ไวก้ ินเอง เหลอื ก็ ท่สี ามารถ เกบ็ ขาย การทีเ่ ราปลกู ไวก้ นิ นีแ่ หละ ท�ำใหเ้ กิดภูมปิ ัญญาในการท�ำอาหาร แปรรปู ผลผลิตขึ้นมา แต่ เดนิ ทางมา เดยี๋ วน้ีเรามีรา้ นค้า มีอาหารส�ำเร็จรปู เราซอ้ื กบั ขา้ วกนิ ไมไ่ ด้ท�ำอาหารเองเหมอื นสมัยก่อน พอไม่ได้ ภูมิใจการเ์ ดน้ ได้ ท�ำอาหาร สวนกเ็ ริ่มหายไป องค์ความรู้ ภมู ิปัญญาตา่ งๆ ก็เร่ิมหายไป เพราะไม่มใี ครน�ำมาใช้ 88 89


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook