101 พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช (รัชกาลท่ี 9) พระราชประวัติ พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลท่ี 9) พระนามเดิมว่าพระวรวงศเ์ ธอ พระองค์เจ้าภมู ิพลอดุลยเดช เปน็ พระราชโอรสในสมเดจ็ พระมหิตลาธเิ บศรอดลุ ยเดชวิกรมพระบรมราชชนก กับสมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี เสด็จพระบรมราชสมภพเมือ่ วันจันทรท์ ่ี 5 ธนั วาคม พ.ศ. 2470 เสดจ็ ข้ึนครองราชสมบตั ิ เม่อื วันท่ี 9 มถิ ุนายน พ.ศ. 2489 และในวนั ท่ี 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 โปรดเกลา้ ใหต้ ัง้ การพระราชพิธีบรมราชาภเิ ษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี มีพระปฐมบรมราชโองการแก่ ประชาชนชาวไทยว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพ่ือประโยชนส์ ุขแห่งมหาชนชาวสยาม” เสดจ็ สวรรคต เมื่อวันพฤหัสบดที ่ี 13 ตลุ าคม พ.ศ. 2559 พระราชกรณยี กจิ พระราชกรณยี กจิ ของพระองค์ในระยะเร่มิ แรก ทรงเน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหนา้ นาไปสู่การ พฒั นา เนน้ การเกษตรเปน็ หลัก เพราะราษฎรส่วนใหญข่ องประเทศประกอบอาชพี กสิกรรม ทรงตระหนักว่า เกษตรกรสว่ นใหญ่การศึกษานอ้ ย ขาดหลกั วิชาสมยั ใหม่ต้องเผชญิ ปัญหาดา้ นทรพั ยากรธรรมชาตินา้ ดนิ ปา่ ไม้ แตกต่างกันไปในแตล่ ะภมู ิภาค พระองค์มพี ระราชประสงค์ใหเ้ กษตรกรเรียนรู้เร่ืองการอาชีพ มีการพฒั นา ท่เี หมาะสมสอดคล้องกบั สภาพแวดล้อม ดังที่ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้จดั ตั้งศูนย์ศึกษาการพฒั นาอนั เนอื่ งมาจากพระราชดารขิ ้ึนในภูมภิ าคต่าง ๆ ได้แก่ 1. ศูนยศ์ กึ ษาการพัฒนาหว้ ยฮอ่ งไคร้ จังหวัดเชียงใหม่ 2. ศนู ย์ศกึ ษาการพัฒนาภูพาน จงั หวดั สกลนคร 3. ศนู ย์ศกึ ษาการพฒั นาห้วยทราย จงั หวดั เพชรบรุ ี 4. ศนู ยศ์ ึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จงั หวดั ฉะเชงิ เทรา 5. ศูนยศ์ ึกษาการพฒั นาอา่ วคุ้งกระเบน จงั หวัดจนั ทบรุ ี 6. ศูนยศ์ กึ ษาการพัฒนาพิกุลทอง จังหวัดนราธิวาส พระราชกรณยี กิจดา้ นการพัฒนาที่สาคญั คือ การบริหารจดั การทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ ส่ิงแวดล้อมเปน็ สงิ่ ท่ีทรงสนพระราชหฤทยั อย่างย่ิง ทรงตระหนักว่าปญั หาเกษตรกรมาจาก ทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อมทเ่ี สื่อมโทรม ถูกทาลายจานวนมาก ทรงคิดคน้ ดดั แปลงปรบั ปรงุ และ แก้ไขดว้ ยการพฒั นาทดี่ าเนินการไดง้ ่าย ไม่ยุ่งยากซับซอ้ น สอดคลอ้ งกับสภาพความเปน็ จริงของความเปน็ อยู่ และระบบนิเวศในแตล่ ะภูมภิ าค พระราชกรณียกจิ ทที่ รงปฏบิ ัตมิ าตลอดรัชสมยั เป็นทยี่ อมรับ ทรงสรา้ ง รปู แบบท่ีเป็นตวั อย่างของการพฒั นาแบบย่ังยนื ผสมผสานความต้องการของราษฎรให้เข้ากับการประกอบ
102 อาชีพ โดยทรงนาพระราชดาริมาปฏิบัติจริง และสามารถพัฒนาให้เปน็ ทฤษฎใี หม่ ซ่ึงเป็นระบบการจดั การ ท่ดี นิ และแหลง่ น้าเพื่อการเกษตรท่ียัง่ ยืน ทาให้เกษตรกรสามารถดาเนินชวี ิตได้อย่างมีความสุขตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช ทรงปฏิบัตพิ ระราชกรณียกิจเพื่อการ พฒั นาประเทศ โดยทรงเน้นคนเป็นศนู ย์กลางตลอดมา พระองค์เปน็ ตน้ แบบการบรหิ ารจัดการที่ดใี นทกุ พระ ราชภารกิจ ในฐานะพระมหากษตั รยิ ์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ทรงเกอื้ หนุนการบรหิ ารราชการทกุ รฐั บาล แนว พระราชดารจิ านวนมากที่พระราชทานให้รัฐบาลนาไปปฏิบตั ิลว้ นมีจุดมุง่ หมายใหป้ ระชาชนชาวไทยมี ความสขุ ได้รบั บริการจากรฐั อย่างทัว่ ถึง เขา้ ถึงทรัพยากรของชาตอิ ยา่ งเท่าเทียมกัน และใชท้ รัพยากรอย่าง ชาญฉลาด พระราชกรณียกจิ ในช่วงสมัยตน้ ๆ เป็นลักษณะของการพัฒนาสังคม เชน่ การรณรงค์หา ทุนเพื่อก่อสร้างอาคารพยาบาล การตอ่ สโู้ รคเรอื้ นของมลู นธิ ิราชประชาสมาสัย การจัดตงั้ โรงเรียนสงเคราะห์ เด็กยากจน พระราชกรณยี กิจด้านการพัฒนาทสี่ าคัญย่ิงคือ งานพัฒนาท่เี กี่ยวข้องกับน้า ศาสตรท์ ง้ั ปวงท่ี เกีย่ วกับนา้ ท้ังการพัฒนา การจัดหาแหล่งนา้ การเกบ็ กักน้า การระบาย การควบคุม การทาน้าเสียให้เปน็ นา้ ดี ตลอดจนการแก้ไขปัญหานา้ ท่วมนอกจากนี้ ยงั มีพระราชดารเิ กย่ี วกับการแก้ไขปัญหานา้ เสยี เชน่ โครงการ “นา้ ดีไลน่ ้าเสีย” ในการแกไ้ ขปญั หามลพษิ ทางน้า โดยทรงใชน้ า้ ทมี่ คี ณุ ภาพดีจากแม่น้าเจ้าพระยาให้ชว่ ย ผลักดันและเจือจางนา้ เนา่ เสียใหอ้ อกจากแหลง่ นา้ ของชุมชนภายในเมอื งตามคลองตา่ ง ๆแนวพระราชดาริ ดา้ นการเกษตรทส่ี าคญั คือ “ทฤษฎีใหม่” เปน็ การใชป้ ระโยชนจ์ ากพืน้ ที่ที่มีอยจู่ ากดั ใหเ้ กดิ ประโยชนส์ งู สดุ พ.ศ. 2540 ประเทศไทยประสบปญั หาภาวะเศรษฐกจิ ตกต่า พระบาทสมเด็จพระ ปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช พระราชทานหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ทรงช้แี นะแนวทางการดาเนนิ ชีวติ ให้แก่ราษฎร เป็นผลให้เกิดการพฒั นาสังคมและทรัพยากรบคุ คลอยา่ งมน่ั คง ยัง่ ยนื และสงบสขุ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริในรชั สมยั ของพระองค์มีทง้ั ส้นิ มากกวา่ 4,000 โครงการอยู่ในความรบั ผดิ ชอบของสานักงานคณะกรรมการพเิ ศษเพ่ือประสานงานโครงการอันเน่ืองมาจาก พระราชดาริ (สานักงาน กปร.) นอกจากน้พี ระองคย์ งั ทรงมีพระปรชี าสามารถในศาสตร์สาขาต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาทงั้ สน้ิ ทั้งในดา้ น การประดิษฐ์ ไดแ้ ก่ การประดิษฐ์ “กังหันชยั พฒั นา” ซ่งึ เป็นเคร่อื งกลเติมอากาศแบบทุน่ ลอย งานทางดา้ นวรรณศลิ ป์ พระองค์ทรงเชี่ยวชาญในภาษาหลายภาษาทรงพระราชนพิ นธ์บทความ แปลหนังสือ เชน่ นายอนิ ทรผ์ ู้ปิดทองหลงั พระ ตโิ ต พระมหาชนก และพระมหาชนกฉบับการต์ ูน เป็นตน้ งานทางดา้ น ดนตรี พระองค์ทรงพระปรชี าสามารถเป็นอย่างมาก และรอบรใู้ นเรอ่ื งการดนตรเี ป็นอย่างดี พระองค์ทรง ดนตรีได้หลายชนิด เช่น แซก็ โซโฟนคลารเิ นต็ ทรัมเป็ต กตี ารแ์ ละเปียโน พระองคย์ ังไดป้ ระพนั ธเ์ พลงทม่ี ี
103 ความหมายและไพเราะหลายเพลงดว้ ยกนั เชน่ เพลงพระราชนพิ นธแ์ สงเทียน เป็นเพลงแรก นอกจากนีย้ งั มี เพลงสายฝน ยามเย็น ใกลร้ ุ่ง ลมหนาว ย้ิมสู้ สายลม คา่ แลว้ ไกลกงั วล ความฝันอันสูงสดุ เราสู้ และเพลงพร ปีใหม่ เป็นตน้ ตลอดรชั สมยั พระองคไ์ ด้ทรงทมุ่ เทกาลังพระวรกาย และกาลังพระสติปัญญา เพ่ือพสกนิกรของพระองค์ ดงั ที่ ปรากฏในโครงการอนั เน่ืองมาจากพระราชดาริต่าง ๆ ซึ่งเป็นพระราชกรณียกจิ ดา้ นการพัฒนาเพื่อบาบัดทุกข์ บารงุ สุขของประชาชนเพ่อื ให้ประชาชนของพระองคม์ คี วามเกษมสุขโดยเท่าเทียมกัน กล่าวไดว้ ่า นับแต่เม่ือพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช เสด็จเถลิงถวลั ยราชสมบตั ิ พระองค์ ทรงบาเพ็ญพระราชกรณยี กจิ นานัปการ เพื่อประโยชนส์ ุขของปวงอาณาประชาราษฎร์และความ เจริญก้าวหน้าของชาติบา้ นเมืองเป็นอเนกประการยงั ผลให้ราษฎร อยู่เยน็ เปน็ สุขภายใต้พระบรมโพธส์ิ มภาร ตลอดมา พระองคจ์ ึงทรงเป็นมิ่งขวัญศนู ย์รวมจิตใจ และพลังสามคั คขี องคนไทยทง้ั ชาติตลอดกาลนิรนั ดร์ 10.สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกรู (รชั กาลท่ี 10) สมเด็จพระเจ้าอยู่หวั มหาวชิราลงกรณบดนิ ทรเทพยวรางกูร สมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ ัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกรู (รชั กาลที่ 10) พระราชประวัติ
104 สมเด็จพระเจ้าอยู่หวั มหาวชริ าลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกูร พระนามเดมิ วา่ สมเดจ็ พระเจา้ ลูกยา เธอ เจา้ ฟา้ วชริ าลงกรณ เป็นพระราชโอรสพระองคเ์ ดียวในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รชั กาลที่ 9) กบั สมเดจ็ พระนางเจ้าสริ กิ ติ ์ิ พระบรมราชินีนาถเสดจ็ พระราชสมภพ เมือ่ วันจันทร์ท่ี 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกลา้ โปรดกระหม่อมให้ ประกาศสถาปนาสมเดจ็ พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชริ าลงกรณ ข้นึ เป็น สมเดจ็ พระบรมโอรสาธริ าช เจา้ ฟา้ มหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวนั ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ภายหลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช (รัชกาลที่ 9) เสดจ็ สวรรคตเม่ือวันท่ี 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 สภานติ บิ ญั ญตั แิ หง่ ชาตริ ับทราบมตคิ ณะรัฐมนตรี กราบบงั คมทูลเชญิ สมเดจ็ พระบรม โอรสาธิราช เจา้ ฟา้ มหาวชิราลงกรณ สยามมกฎุ ราชกมุ าร เสดจ็ ขน้ึ ครองสริ ิราชสมบตั สิ ืบราชสนั ตตวิ งศ์เปน็ พระมหากษัตรยิ ์ รชั กาลที่ 10 เมอื่ วนั ท่ี 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ตอ่ มาในวันท่ี 1 ธนั วาคม พ.ศ. 2559 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผูส้ าเรจ็ ราชการแทนพระองค์ นายพรเพชร ลิขิตชลชยั ประธานสภานิตบิ ัญญตั แิ ห่งชาติ พลเอกประยทุ ธ์ จนั ทร์โอชานายกรัฐมนตรี นายวี ระพล ต้ังสุวรรณ ประธานศาลฎกี า เข้าเฝ้าทลู ละอองพระบาท กราบบังคมทลู เชญิ ขน้ึ ครองราชยเ์ ปน็ พระมหากษัตริย์ รัชกาลท่ี 10 แหง่ พระบรมราชจักรวี งศ์ โดยสมเดจ็ พระบรมโอรสาธริ าช เจา้ ฟา้ มหาวิชราลง กรณ สยามมกุฎราชกมุ าร ทรงตอบรับข้ึนทรงราชย์ เฉลิมพระปรมาภิไธยวา่ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชริ า ลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกรู ” พระราชกรณยี กิจ สมเด็จพระเจ้าอยู่หวั มหาวชริ าลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกูร ทรงปฎิบตั ิพระราชกรณียกิจ เพ่อื แบ่งเบาพระ ราชภาระในพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) และสมเดจ็ พระนางเจา้ สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มาต้งั แตค่ รง้ั ยงั ทรงพระเยาวเ์ รม่ิ ตั้งแตก่ ารตามเสดจ็ พระราชดาเนินไปยังภูมิภาคต่าง ๆ เพ่ือทอดพระเนตรความเปน็ อยแู่ ละความทุกข์ยากเดือดร้อนของราษฎรทรงเรียนร้แู นวทางการพระราชทาน ความชว่ ยเหลอื ราษฎรซ่ึงประสบปัญหาแตกตา่ งกนั ในแตล่ ะพื้นที่โดยเฉพาะการพัฒนาอาชพี การพฒั นา แหลง่ นา้ และการพฒั นาชวี ติ ความเปน็ อยขู่ องราษฎรผู้ยากไร้ในถน่ิ ทุรกันดาร ทาให้ทรงเข้าพระราชหฤทยั ถงึ ความทกุ ข์ยากของราษฎรทุกหมูเ่ หล่า นอกจากนี้ พระองคท์ รงเอาพระราชหฤทยั ใส่เกย่ี วกบั การส่งเสริมการศึกษาของเยาวชนไทยโดย ทรงรบั โรงเรยี นหลายแห่งไว้ในพระราชปู ถัมภ์ เนือ่ งจากทรงตระหนักวา่ การศึกษาจะสามารถพัฒนาเยาวชน ซ่งึ เปน็ กาลงั หลักในการพฒั นาประเทศชาติในอนาคต จงึ พระราชทานพระราชดาริดา้ นการสง่ เสริมการศึกษา
105 ได้แก่ “โครงการทุนการศกึ ษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชริ าลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร” เพ่อื สนบั สนนุ การสง่ เสรมิ การศกึ ษาแกเ่ ดก็ และเยาวชน ในยามท่รี าษฎรประสบความเดอื ดร้อนเนื่องจากภยั พบิ ตั ิทางธรรมชาติ เชน่ เม่ือครั้งเกดิ มหาอทุ กภัยในปี พ.ศ. 2554 พระองค์ไดเ้ สดจ็ พระราชดาเนนิ ไปทรงเยีย่ มพสกนิกรยังพ้ืนท่ีต่าง ๆ เพ่ือสร้างขวัญกาลงั ใจ และยงั ได้ พระราชทานความช่วยเหลอื แกร่ าษฎรผปู้ ระสบภยั สรา้ งความปล้ืมปติ แิ ก่ผู้ได้รับพระมหากรุณาธิคณุ เปน็ อย่าง ยง่ิ เป็นต้น พระราชภาระสาคัญประการหนึ่งที่ทรงปฏิบัติต่อเนอ่ื ง คอื การเสดจ็ แทนพระองค์พระบาทสมเด็จ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช (รชั กาลที่ 9) ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณยี กิจทัง้ ในประเทศและ ตา่ งประเทศ โดยการเสดจ็ พระราชดาเนนิ แทนพระองค์ไปทรงเยอื นมติ รประเทศทว่ั ทกุ ทวปี นอกจากจะเป็น การเจรญิ สมั พนั ธไมตรีระหวา่ งประเทศไทยและประเทศตา่ ง ๆ ใหแ้ นน่ แฟน้ ย่ิงขนึ้ แลว้ ยังไดท้ อดพระเนตร กิจการอนั เปน็ ประโยชน์ตา่ ง ๆ อนั จะนามาใช้ในการพฒั นาประเทศโดยเฉพาะด้านการทหาร สาหรับการเสด็จพระราชดาเนินแทนพระองค์ในประเทศนั้น ไดเ้ สดจ็ พระราชดาเนินไปในการพระ ราชพธิ สี าคัญหลายโอกาส อาทิ การเปลย่ี นเครื่องทรง “พระพุทธมหามณีรตั นปฏิมากร”หรอื “พระแกว้ มรกต” ตามฤดูกาล การบาเพ็ญพระราชกุศล เนอ่ื งในวนั สาคัญทางศาสนาการตรงึ หมุดธงชยั เฉลิมพล และ พระราชทานธงชยั เฉลิมพล การพระราชทานปริญญาบัตรในสถาบนั การศึกษาต่าง ๆ การพระราชทานพระ ราชวโรกาสให้เอกอัครราชทูตประเทศต่าง ๆเฝา้ ทูลละอองพระบาทถวายราชสาส์น และอักษรสาส์นตราต้งั ท้งั ยัง พระราชทานพระราชวโรกาสให้นายทหารและนายตารวจชั้นนายพล เฝ้าทูลละอองพระบาท ถวายสตั ย์ ปฏิญาณในโอกาสเข้ารับตาแหน่ง การท่มุ เทพระวรกายปฏบิ ตั ิพระราชกรณยี กิจน้อยใหญ่ โดยมทิ รงว่างเว้นของสมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ ัว มหาวชิราลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกรู สะท้อนถงึ พระราชหฤทยั มุ่งมน่ั ในการขจัดทุกข์บารงุ สขุ แก่พสกนิกร เพ่อื สืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช (รัชกาลท่ี 9) และสมเดจ็ พระนางเจา้ สริ กิ ติ ์ิพระบรมราชินีนาถ ซง่ึ ยงั ประโยชนส์ ขุ แก่ราษฎรทกุ หมเู่ หลา่ สืบมา นอกจากน้ี สมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั มหาวชิราลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกูร ยงั ทรงห่วงใยและทรง คานงึ ถึงความอยดู่ ีมีสขุ ของประชาชนเป็นสาคญั และพระองคม์ พี ระราชปณิธานแนว่ แนท่ ี่จะทาให้ ประเทศชาติมนั่ คงและประชาชนมชี วี ติ ความเปน็ อยทู่ ดี่ ีขนึ้ ดว้ ยมพี ระราชประสงคท์ ี่จะสืบสาน รักษา และต่อ ยอดโครงการอนั เนื่องมาจากพระราชดาริและแนวพระราชดารติ ่าง ๆในการบาบัดทุกขแ์ ละบารุงสุขให้ ประชาชนและพฒั นาประเทศให้เจรญิ ก้าวหนา้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยราชการในพระองค์ รว่ มกับหน่วยราชการตา่ ง ๆ และประชาชน ทกุ หมเู่ หลา่ ท่ีมีจิตอาสา บาเพญ็ สาธารณประโยชน์ในพ้นื ที่ต่าง ๆ เพ่ือบรรเทาความเดอื ดร้อน และแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน ไมว่ ่าจะเปน็ ปัญหานา้ ทว่ มในเขตชมุ ชน ปัญหา
106 การจราจร และอื่น ๆ เพื่อสบื สานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช (รัชกาล ท่ี 9) ที่ทรงหว่ งใยปญั หานา้ ท่วมและปญั หาการจราจร ในเขตพื้นท่ีกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ซ่ึง พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ใหจ้ ดั โครงการจิตอาสา “เราทาความดี ด้วยหวั ใจ” ระหวา่ งวันที่ 28 กรกฎาคม - 3 สงิ หาคม พ.ศ. 2560 ในพื้นท่ีกรุงเทพมหานครก่อน เพ่ือเปน็ แบบอย่างในการพัฒนา สภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่ในชุมชนใหม้ สี ภาพทดี่ ีขึน้ โครงการจติ อาสา “เราทาความดี ด้วยหวั ใจ” โครงการในพระราชดาริ สมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวได้ปลุกจิตสานึก ในการทาความดี ปลูกฝงั ให้คนทุกเพศทุกวยั ได้ตน่ื ตวั ในการบาเพ็ญตน ใหเ้ ป็นประโยชน์แกส่ งั คม ชมุ ชน และ ประเทศชาติ เร่อื งท่ี 2 คณุ ประโยชน์ของบุคคลสาคัญ กรมพระราชวังบวรมหาสรุ สิงหนาท (บญุ มา) กรมพระราชวงั บวรมหาสรุ สงิ หนาท ทรงร่วมศึกสงครามขบั ไลอ่ รริ าชศตั รปู กปอ้ งพระราชอาณาจักรตลอด พระชนม์ชพี ของพระองค์ ซ่ึงพระองค์ไดเ้ สดจ็ ไปในการพระราชสงครามทงั้ ทางบกและทางเรอื ใน รชั สมัย สมเดจ็ พระเจ้ากรงุ ธนบรุ ี จา นวน 16 ครง้ั ในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช จานวน 8 ครงั้ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ในการทาสงครามเก้าทัพกับพม่า นอกจากพระองคจ์ ะทรงอุทิศพระองค์ เสดจ็ ไปในการศกึ สงครามกอบกเู้ อกราชและป้องกนั พระราชอาณาจกั รตลอดพระชนมช์ ีพแล้ว ยังทรง เสรมิ สร้างความมั่นคงให้แก่บ้านเมอื งเมอื่ ทรงเห็นวา่ บา้ นเมืองสงบเรยี บรอ้ ยเป็นปกติสุข ไดท้ รงอปุ ถัมภ์บารุง การพระศาสนา ศลิ ปะวรรณกรรม และสถาปตั ยกรรม ทรงเปน็ ประธานรว่ มกบั พระบาทสมเด็จพระพุทธยอด ฟา้ จฬุ าโลก สงั คายนาพระไตรปิฎก ทรงสรา้ งวัดชนะสงคราม (วดั ตองปุ) วัดเทวราชกญุ ชร (วดั สมอแครง) วดั ปทมุ คงคา (วัดสาเพ็ง) วัดสุวรรณดาราราม เป็นตน้ ท้าวสุรนารีวรี สตรเี มืองนครราชสมี า เหตกุ ารณป์ ระวตั ศิ าสตร์อนั เป็นที่มาแหง่ วรี กรรมของทา้ วสรุ นารี เกิดขนึ้ เมื่อพทุ ธศักราช 2369 หลังจากพระบาทสมเด็จพระน่งั เกลา้ เจา้ อย่หู ัวเสดจ็ เถลงิ ถวลั ยราชสมบตั ไิ ด้เพยี ง 2 ปี พระราชพงศาวดารกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ รชั กาลท่ี 3 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ บันทึกความไว้วา่ \"เจา้ อนเุ วียงจนั ทน์เปน็ กบฏ…ฝ่ายอนเุ วยี งจันทนต์ ั้งแต่กลับไปถงึ เมืองแล้วก็ตรึกตรองท่ีจะคิดมาประทุษรา้ ย ตอ่ กรุงเทพมหานครจงึ ใหม้ หาอปุ ราช ราชวงศ์ สทุ ธิสารกบั ท้าวเพีย้ ขุนนางผ้ใู หญม่ าปรึกษาวา่ ท่กี รงุ เดีย๋ วน้ีมี แต่เจ้านายเดก็ ๆ ขุนนางผใู้ หญ่ก็นอ้ ยตัวฝีมือทัพศึกก็อ่อนแอ ทัง้ เจ้าพระยานครราชสีมาก็ไมอ่ ยู่หวั เมืองราย ทางก็ไม่มีทกี่ ดี ขวาง การเป็นที่หนักหนาแลว้ ไม่ควรเราจะเปน็ เมืองขน้ึ ชาวองั กฤษก็มารบกวนอยู่เราจะยกทัพ ไปตเี อากรุงก็เห็นจะได้โดยง่าย...\"
107 เจา้ อนวุ งศ์ หรอื เรยี กกันเปน็ สามญั วา่ เจา้ อนุตามที่กล่าวถึงในพระราชพงศาวดารนี้เปน็ บตุ รพระเจ้าบญุ สาร เสด็จขน้ึ ครองนครเวยี งจันทน์ ตอ่ จากเจ้าอนิ ทวงศ์เปน็ ผู้มคี วามสวามภิ กั ดิต์ อ่ กรุงเทพฯ มาแตร่ ัชกาล พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หล้านภาลัยและรบั ทาราชการตา่ ง ๆ โดยแขง็ ขนั สบื มา จนเปน็ ท่สี นทิ ชดิ ชอบ พระราชอัธยาศัยส่วนมูลเหตทุ ี่เจา้ อนวุ งศ์คิดเปน็ กบฏ จะเขา้ มาตีกรุงเทพฯ กลา่ ววา่ เน่ืองจากทูลขอครัวชาว เวยี งจนั ทน์ ทถี่ ูกกวาดตอ้ นมาแตค่ ร้ังกรุงธนบรุ ีเพ่ือจะนากลับไปบา้ นเมืองแตพ่ ระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้า เจ้าอยหู่ วั ไม่พระราชทานให้ตามประสงค์ดว้ ยทรงพระราชดาริว่า ครัวชาวเวียงจันทนเ์ หลา่ นไ้ี ดต้ ้งั ภมู ิลาเนาอยู่ เป็นหลักแหลง่ มน่ั คงแล้วซ่ึงเป็นเหตุให้เจา้ อนวุ งศ์มีความอปั ยศ จงึ เปน็ กบฏจะยกทัพเขา้ มาตีกรุงเทพมหานคร การเตรียมกาลังเข้ามาตีกรงุ เทพฯ ครงั้ นั้นเจ้าอนวุ งศ์ได้ไปเกลี้ยกล่อมบรรดาหวั เมอื งตา่ ง ๆ ใหเ้ ข้าร่วมดว้ ยเจา้ เมืองใดขัดขนื กฆ็ ่าเสีย มีเจ้าเมืองกาฬสนิ ธ์ุ เป็นต้น ราษฎรและเจ้าเมืองอืน่ ๆ พากนั กลัวอานาจยอมเข้าดว้ ย หลายเมอื ง เม่ือเหน็ ว่ามีกาลังมากพอก็ให้ยกกองทัพไปพร้อมกนั ที่เมืองนครราชสีมาการท่ีกองทัพของเจ้า อนุวงศย์ กผ่านเมอื งต่าง ๆ ไปโดยสะดวกก็โดยใชอ้ บุ ายลวงเจา้ เมอื งกรมการรายทางวา่ มีศุภอกั ษรจาก กรุงเทพฯ โปรดให้เกณฑก์ องทัพมาช่วยรบกบั องั กฤษเจ้าเมืองกรมการเมืองหลงกลและพากันเชื่อฟงั จดั หา เสบียงอาหารใหแ้ ละไม่มใี ครขัดขวางยอมให้ผ่านไปแตโ่ ดยดีทุกเมือง เมอ่ื เจา้ อนุวงศย์ กกองทัพมาต้ังอยู่ที่เมืองนครราชสีมานั้นเป็นเวลาท่เี จ้าพระยานครราชสีมาไม่อยู่ ไปราชการทีเ่ มืองขุขันธค์ งมีแตก่ รมการผู้น้อยรกั ษาเมืองอยู่ เช่น พระยาพรหม ยกรบตั ร เป็นตน้ เจา้ อนวุ งศ์ได้ สง่ั ให้พระยาพรหมยกรบัตรเตรยี มกวาดครอบครวั ขึน้ ไปเมืองเวยี งจนั ทน์ให้เสร็จภายในเวลา 4 วนั พระยา พรหมยกรบตั รกลัวอานาจกจ็ าตอ้ งยอมทาตามและแกลง้ จัดหาหญิงรปู งามให้เจา้ อนวุ งศ์เพอ่ื ลวงให้ตายใจ ฝา่ ยพระยาปลัดซึ่งไปราชการกับเจา้ เมืองนครราชสมี าเมอื่ ทราบข่าวว่าเจ้าอนุวงศล์ งมากวาดตอ้ น ครวั เมืองนครราชสีมาไปเป็นจานวนมาก จงึ ขออนุญาตเจ้าพระยานครราชสีมากลับมาช่วยครอบครวั และ ชาวเมอื งได้เขา้ เฝา้ เจา้ อนวุ งศ์ โดยลวงเจา้ อนวุ งศ์ว่า เจ้าเมอื งนครราชสีมาหนีไปเสยี แล้วเจา้ อนวุ งศห์ ลงเช่ือ ก็ มอบให้พระยาปลดั และพระยาพรหมยกรบัตรควบคมุ ครวั เมืองนครราชสีมา ออกเดนิ ทางไปเมืองเวยี งจนั ทน์ เหตุการณท์ ี่ครอบครวั ชาวเมืองนครราชสมี า รวมกาลงั กนั ต่อสู้คร้ังนี้เอง ท่ีได้เกดิ วีรสตรคี นสาคัญ ข้นึ ในประวัติศาสตรข์ องชาติไทยนน่ั คือ ทา่ นผู้หญิงโม ภรยิ าพระยาปลัดได้ควบคมุ กาลังฝ่ายผหู้ ญิงหนนุ ชว่ ยสู้ รบอยา่ งองอาจกล้าหาญ โดยคบคิดวางแผนกบั ผ้นู าฝ่ายชาย และกรมการเมืองจัดหาหญิงสาวให้นายทพั นายกอง ท่คี วบคุมครอบครวั ไปจนถงึ ชน้ั ไพรจ่ นพวกลาวกบั ครอบครัวชาวเมืองสนิทเป็นอันดี แลว้ ออกอบุ าย แจง้ ว่าครอบครัวทีอ่ พยพไปได้รับความยากลาบากอดอยาก ขอมดี ขวาน ปนื พอจะไดย้ งิ เนอ้ื มากินเปน็ เสบยี งเล้ียงครอบครวั ไปตามทาง เมอื่ เดนิ ทางถงึ ทงุ่ สัมฤทธก์ิ ็พร้อมใจกันเขา้ สทู้ ัพลาว ดว้ ยอาวุธอันมีอยนู่ ้อยนิดบา้ งกต็ ัดไม้ตะบองเสย้ี มเปน็ หลาว สามารถฆา่ ฟันศตั รลู ม้ ตายเปน็ จานวนมาก หลังจากชัยชนะของชาวครอบครัวเมืองนครราชสมี าครงั้ น้ี
108 ทาให้เจ้าอนวุ งศ์หวาดหวัน่ ไม่กล้าทีจ่ ะยกทัพลงมายังกรุงเทพฯพากนั ถอยทัพกลับไป และถูกปราบจับตวั มา ลงโทษทีก่ รงุ เทพฯ ในทสี่ ดุ จากวรี กรรมของคุณหญงิ โมท่ีไดร้ วบรวมครอบครัวชายหญงิ ชาวเมืองนครราชสีมาเข้าต่อสู้ข้าศึก ศตั รจู นแตกพ่ายไปครงั้ นน้ั เป็นเหตใุ หเ้ จ้าอนุวงศ์ไมย่ กทัพไปตีกรุงเทพ ฯพระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา้ เจ้าอยหู่ วั ได้ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ พระราชทานบาเหนจ็ ความชอบแตง่ ตัง้ ข้นึ เปน็ ท้าวสุรนารี สมเด็จเจา้ พระยาบรมมหาศรีสรุ ิยวงศ์ (ช่วง บุญนาค) สมเดจ็ เจา้ พระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เปน็ บุคคลท่มี ีบทบาทเด่นทส่ี ดุ ท่านหนง่ึ ในประวตั ิศาสตร์ การเมืองการปกครองของไทย ช่อื เสียงและความสามารถของท่านเริ่มปรากฏขึน้ ตั้งแต่ในรัชกาลท่ี 3 เปน็ ต้น มา นอกจากนี้พระองค์ไดร้ บั การแต่งตัง้ เปน็ ผู้สาเรจ็ ราชการแผน่ ดินในระหวา่ งท่รี ัชกาลท่ี 5 ยังไม่ทรงบรรลุนิติ ภาวะ จากการท่ีพระองค์ศึกษาภาษาอังกฤษทาให้เป็นผู้ที่มีความคดิ ทนั สมยั กา้ วหน้ากวา่ คนอน่ื ๆ ในสมัยน้นั พระองค์ไดน้ าความเจรญิ ของตะวนั ตกท้ังทางด้านศิลปวทิ ยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ทางด้านศาสนา พระองคไ์ ด้ทานุบารงุ พทุ ธศาสนาโดยการสรา้ งและปฏสิ ังขรณว์ ัดวาอารามตา่ ง ๆ เป็น จานวนมากทง้ั ในพระนครและหัวเมอื ง ทางด้านวรรณกรรม การละคร และดนตรี พระองค์ได้ส่งเสรมิ ให้มีการแปลพงศาวดารจนี เป็นภาษาไทย ทางดา้ นสถาปัตยกรรมและการก่อสรา้ ง พระองค์ได้รบั มอบหมายงานด้านนม้ี าต้ังแต่สมัยรชั กาลท่ี 3 ใหท้ า การทานบุ ารงุ บ้านเมืองให้ม่นั คงและเจริญรุ่งเรอื ง ได้แก่ การสรา้ งถนน ขดุ คูคลอง การสร้างปอ้ มปราการ สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพ สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพ ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 57 ใน พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อย่หู วั เจา้ จอมมารดาช่มุ ธดิ าพระอพั ภันตริกามาตย์ (ดิศ)ตน้ สกลุ “โร จนดศิ ” เป็นเจ้าจอมมารดา ประสูตใิ นพระบรมมหาราชวงั เมื่อวันท่ี 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 ทรงประกอบ พระกรณียกจิ ด้านต่าง ๆ ซึ่งล้วนแตเ่ ป็นงานใหญ่ และงานสาคัญอยา่ งย่งิ ของบ้านเมือง ทรงเปน็ กาลงั สาคัญใน การบริหารประเทศหลายดา้ น และทรงเปน็ ที่ไว้วางพระราชหฤทยั ในพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว เปน็ อย่างสงู ผลงานดา้ นตา่ ง ๆ ของพระองค์แสดงให้เหน็ ถงึ พระอัจฉริยภาพอันสูง เป็นที่ประจักษ์ แกม่ หาชนทุกยคุ ทุกสมัย พระราชกรณียกจิ ดา้ นต่าง ๆ ของพระองค์ มีดงั นี้ 1. ดา้ นการศกึ ษา ถงึ แม้ว่าพระองค์จะทรงปฏิบัติหน้าทท่ี างการศึกษา อย่ใู นชว่ งระยะเวลาสน้ั เพียง ประมาณ 3 ปี (พ.ศ. 2333 - 2335) แต่พระองค์ ทรงมพี ระดาริรเิ ริ่มเป็นเยย่ี มในพระกรณยี กจิ ด้านน้ี ไดแ้ ก่ 1) ทรงเรมิ่ งานจดั การศึกษาเป็นครัง้ แรก เม่ือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ใหเ้ ปล่ยี นสภาพ “โรงเรียนทหารมหาดเล็ก” ซ่งึ เป็นโรงเรยี นฝึกสอนวิชาทหารใหแ้ ก่นายร้อย นายสบิ ใน
109 กรมทหารมหาดเล็ก มาเป็นโรงเรยี นสาหรบั พลเรือน มีช่ือเรียกว่า“โรงเรียนพระตาหนกั สวนกุหลาบ” และ พระองค์ทรงดารงตาแหนง่ ผูจ้ ัดการโรงเรยี น 2) ในขณะที่ทรงดารงตาแหน่งอธบิ ดีกรมธรรมการ ได้ทรงจัดวางระเบยี บการบรหิ ารราชการของ กรมและโรงเรียน กลา่ วคือ ทรงวางระเบียบ ข้อบังคบั ตาแหนง่ หน้าทีเ่ สมยี น พนักงานในการเขา้ รับราชการ การเล่อื นตาแหนง่ ลาออก ลงโทษ ตลอดจนทรงกาหนดให้มีการตรวจสอบและรายงานผลตรวจโรงเรียนท้งั ในกรงุ และหวั เมืองของพนักงานดว้ ย 3) ทรงขยายการศึกษาโดยอาศยั “วัด” ซงึ่ เป็นสถานท่ีถ่ายทอดวิชาความรู้ และอบรมศลี ธรรม ให้แก่ราษฎรมาแตโ่ บราณ และ “วดั มหรรณพาราม” เป็นโรงเรยี นหลวงแห่งแรกท่ีทรงจัดต้ังขน้ึ ซงึ่ การศกึ ษา ลักษณะนไี้ ด้ขยายออกไปอยา่ งกวา้ งขวางทว่ั กรงุ เทพฯ ในเวลาตอ่ มาและเม่ือทรงปรบั ปรุงหลักสตู รและวธิ ีการ สอน ตลอดจนจดั พิมพ์ตาราเรียนเรยี บรอ้ ยแลว้ ได้ทรงขยายการศึกษาออกไปสู่ราษฎรตามหวั เมืองตา่ ง ๆ โดยทรงจดั ตงั้ โรงเรียนหลวงข้นึ ทว่ั ประเทศ เมือ่ ปีพ.ศ. 2435 4) ทรงริเรมิ่ จัดให้มกี ารตรวจสอบตาราเรยี นและออกประกาศรบั รอง ท้ังนี้ เพ่ือให้นักเรยี นมี ความรู้ และความสามารถอย่างเหมาะสม และทรงกาหนดใหม้ กี ารปรับปรงุ หลกั สตู รตาราเรียนข้นึ ใหม่ คือ ตาราแบบเรียนเรว็ 5) ทรงจดั ต้งั “โรงเรยี นฝึกหัดข้าราชการพลเรือน” เม่ือ พ.ศ. 2442 ในขณะท่ที รงดารงตาแหนง่ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ซ่ึงตอ่ มา ใน พ.ศ. 2453 พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอยหู่ ัว ทรงพระ กรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ ปล่ียนชอื่ เป็น “โรงเรียนมหาดเลก็ ” และเปล่ียนเป็น “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ใน เวลาตอ่ มา 6) ทรงปรบั ปรุงและแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ของหอพระสมุดวชริ ญาณ ซงึ่ เป็นหอสมดุ แหง่ เดยี วในพระนคร เช่น ทรงกา หนดให้มีการแต่งตัง้ คณะกรรมการดาเนินงานจัดงบประมาณสาหรบั ซ้ือหนังสือ กาหนดระเบยี บ วิธกี ารยมื และการเป็นสมาชิก เปน็ ตน้ 2. ด้านมหาดไทย เปน็ กิจการสาคญั ยิง่ ในการบริหารประเทศ พระองค์ทรงมบี ทบาทสาคัญย่ิงในการก่อตั้ง และปฏริ ปู การจัดระเบยี บการปกครอง ภายในประเทศ และการบริหารราชการของกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ 1) ทรงจดั การบงั คบั บัญชางานภายในกระทรวง ให้มรี ูปแบบเป็นระบบราชการชดั เจนขึน้ มลี าดบั ขั้นการ บงั คับบญั ชา มีการแบง่ งานและเลือกสรร ผมู้ ีความร้คู วามสามารถเขา้ รับราชการ โดยการจัดสอบคดั เลือก ตลอดจนออกระเบยี บวนิ ัยตา่ ง ๆ เชน่ เลิกประเพณใี ห้ข้าราชการทางานอยู่ท่บี ้าน กาหนดใหม้ ีการประชุม ข้าราชการทุกวัน กาหนดเวลาการทางาน ตลอดจนจัดระเบยี บสง่ รา่ ง เขยี น และเก็บหนังสอื ราชการ เป็นตน้
110 2) ทรงจดั ระบบการปกครองสว่ นภูมิภาค ซึ่งเรียกวา่ “ระบบเทศาภบิ าล” ได้เป็นผลสาเรจ็ และนับว่าเป็น ผลงานสาคญั ท่สี ดุ ของพระองค์ โดยทรงรวมหัวเมอื งต่าง ๆ จดั เข้าเป็น“มณฑล” และมี “ขา้ หลวง เทศาภบิ าล” เป็นผูบ้ งั คบั บญั ชา อยใู่ นอานาจของเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยอีกช้ันหนึง่ สาหรับการแบง่ เขต ยอ่ ยลงไปเป็นจังหวดั อาเภอ ตาบล และหมบู่ ้าน น้ันใน พ.ศ. 2440 ได้ออก “พระราชบัญญัติลักษณะการ ปกครองท้องท่ี” บังคบั ใช้ท่ัวพระราชอาณาจักร พระราชกรณยี กจิ ด้านการปกครองสว่ นท้องถ่ินที่สาคัญอกี ประการหนงึ่ คือทรงริเรมิ่ จดั ตัง้ “การสุขาภิบาลหวั เมือง” ในปี พ.ศ. 2448 โดยเร่ิมท่ี ตาบลทา่ ฉลอม จงั หวัดสมทุ รสาครเป็นแห่งแรก และนับเป็นการปูพ้นื ฐาน การปกครองสว่ นท้องถนิ่ ดังน้ัน พระกรณยี กิจด้านมหาดไทยทกุ ประการ จงึ ลว้ นแต่เป็นคุณประโยชนแ์ ก่ ประเทศชาติและประชาชนยัง่ ยนื มาจนถึงปจั จุบัน นอกจากพระราชกรณียกจิ ดา้ นการศกึ ษาและด้านมหาดไทยแล้ว พระองคย์ งั ทรงรับพระราชภาระจดั การและ มีสว่ นรว่ มในการปรับปรุงกจิ การด้านอน่ื ๆ อีกหลายดา้ น ได้แก่ ด้านการป่าไม้ ซ่ึงทรงรเิ ร่ิมกอ่ ตั้งกรมป่าไม้ขึน้ เพ่อื ใหห้ น่วยงานของรัฐได้เข้าไปควบคุมดูแลกจิ การปา่ ไมโ้ ดยตรง และทรงรเิ ริ่ม ให้ดาเนนิ การออก พระราชบัญญัติ กฎกระทรวง และกฎข้อบงั คบั ตา่ ง ๆเพ่อื เป็นผลประโยชนข์ องกรมป่าไม้เปน็ หลกั สาคัญ และ เปน็ รากฐานในการ ปฏิบตั ิงานของกรมปา่ ไมม้ าจนถงึ ปัจจุบนั ทรงรเิ ริม่ การออกโฉนดท่ีดิน 3. ด้านสาธารณสขุ ทรงรบั ภาระในการจัดการโรงเรียนแพทยต์ ่อจาก พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจา้ ศรีเสาวภางค์ ทรงมีพระดาริ รเิ รม่ิ ให้มีโอสถศาลา สาหรับรบั หนา้ ทีผ่ ลิตยาแจกจา่ ยให้ราษฎรในตาบลห่างไกล ซงึ่ ปัจจุบนั คอื สถานีอนามัย และทรงจัดตั้งปาสตุรสภา สถานท่ปี อ้ งกันโรคพิษสุนขั บ้าซึ่งในปัจจบุ ันโอนไปอยู่ในสงั กัดของสถานเสาวภา สภากาชาดไทย นอกจากน้ีพระองคย์ งั ทรงรบั พระภารกจิ ด้านงานสรรพากร และงานอตุ สาหกรรมโลหกจิ ซ่ึง เป็นแนวทางพฒั นางานมาจนถึงปจั จุบันด้วย 4. ด้านศิลปวฒั นธรรม ทรงริเร่มิ และวางรากฐานการดาเนินงานของกจิ การพิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติหอสมดุ แห่งชาติ และพระองค์ ท่านกท็ รง อุทิศเวลา ทรงพระนิพนธห์ นงั สือ ตาราต่าง ๆ ด้านประวตั ิศาสตรแ์ ละโบราณคดี อนั เปน็ มรดกทาง ปญั ญาของชาวโลกมาจนกระทัง่ ทุกวันน้ี จนไดร้ บั การยกย่องว่าเป็น บิดาทางโบราณคดีและประวตั ศิ าสตร์ ไทย พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักด์ิ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงชมุ พรเขตอดุ มศักด์ิ พระบิดาแห่งราชนาวีไทยถึงแม้วา่ เสดจ็ ในกรมฯ จะทรงแกไ้ ข ปรบั ปรงุ ระเบียบการศกึ ษาให้มคี วามก้าวหนา้ แตส่ ถานท่ตี ้งั โรงเรยี นนายเรอื น้ัน ไมม่ ีทต่ี งั้ เปน็ หลักแหล่งท่ีม่ันคง ตอ้ งโยกยา้ ยสถานทีเ่ รียนบ่อย ๆ ซึ่งเปน็ เหตุผลประการหน่ึงทที่ าใหผ้ ลการ
111 เรียนของนักเรียนนายเรือไมด่ ีเท่าทค่ี วร เสดจ็ ในกรมฯ ทรงพยายามทกุ วถิ ีทางที่จะปรับปรุงกจิ การด้านน้ีให้ กา้ วหนา้ จึงไดน้ าความข้นึ กราบบังคมทลู พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานทด่ี นิ เพ่ือต้ังเป็นโรงเรยี นนายเรือ ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทด่ี ินบรเิ วณพระราชวงั เดมิ ฝ่ัง ธนบุรี และได้ดดั แปลงเป็น โรงเรียนนายเรือเม่ือปี พ.ศ. 2448 พระอัจฉรยิ ะด้านการดนตรี พระองค์ทรงมีอจั ฉริยะทางดา้ นการดนตรี ทรงพระราชนิพนธเ์ พลงไว้หลายเพลง ไดแ้ ก่ เพลงดอกประดู่ (เพลงสญั ลักษณ์ของกองทัพเรอื ) เพลงเดินหนา้ เพลงดาบของชาติ ซง่ึ ทรงนพิ นธ์ไว้ เป็นโคลงสี่สภุ าพ และเพลงสรรเสริญพระบารมี สานวนขับรอ้ งของทหารเรือนอกจากน้พี ระองค์ยังศึกษาวิชา แพทยแ์ ผนโบราณรบั รักษาบุคคลท่วั ไปโดยทรงเลา่ เรยี นกับพระยาพษิ ณฯุ หวั หน้าหมอหลวงแหง่ พระราชสานกั โดยพระองค์จะไม่ทรงยนิ ยอมรักษาใครจนกวา่ จะไดร้ ับการทดลองแม่นยาแล้วว่าเปน็ ยาที่ รกั ษาโรคชนดิ พน้ื ๆ ให้หายขาดได้เสียก่อนทีจ่ ะรกั ษาผ้ปู ว่ ย ทรงตัง้ ฐานทัพเรอื ทสี่ ัตหบี ด้วยพระองค์ทรงมีความเห็นทางดา้ นยุทธศาสตร์วา่ สมควรใชพ้ ้ืนที่ บริเวณตาบลสตั หีบสร้างเปน็ ทม่ี นั่ สาหรับกจิ การทหารเรอื ขึน้ ตามชายฝ่ังและเกาะตา่ ง ๆ ในอา่ วสัตหบี เพราะ ทาเลเหมาะแก่การสร้างเปน็ ฐานทัพเรือตามพระราชประสงค์ดงั น้ันพระองคจ์ งึ ทูลเกล้าฯ ขอพระราชทาน ท่ีดินทสี่ ตั หีบเพ่ือเปน็ กรรมสิทธแิ์ ก่กองทัพเรือในด้านการป้องกันฐานทพั ทรงให้ความเหน็ วา่ ควรสร้างปอ้ ม ปืนใหญข่ นาดตั้งแต่ 16 น้วิ ลงมาจนถึง 4.7 นิ้ว และปนื ยิงเคร่อื งบินดว้ ย ไว้บนยอดเกาะต่าง ๆ ในอ่าวสตั หีบ ศาสตราจารยพ์ ระยาอนมุ านราชธนราชบณั ฑติ พระยาอนุมานราชธน เปน็ บุคคลผ้ใู ฝห่ าความรู้มาตง้ั แต่เด็ก ชอบสะสมหนงั สอื อา่ นหนงั สือ ศกึ ษาในช้นั ต้นท่ี โรงเรียนบ้านพระยานานาพิพิธภาษี (โต บุนนาค) ต่อมาเข้าเรยี นทโี่ รงเรียนอสั สมั ชญั จบถึงชนั้ มัธยมปีที่ 4 เร่มิ แรกทางานท่โี อสถศาลารัฐบาล และโรงแรมโอเรยี ลเตล็ ตามลาดบั และไดเ้ ข้ารบั ราชการในกรมศุลกากร ตาแหนง่ เสมียนพนักงาน ดว้ ยความขยันในหน้าท่ีการงาน ท่านจงึ ได้รบั เล่อื นตาแหน่งตามลาดบั พรอ้ มกบั รับ พระราชทานบรรดาศกั ดิ์เปน็ ขุน หลวงพระ พระยา โดยเป็นพระยาอนมุ านราชธน ตาแหนง่ ผูช้ ่วยอธิบดีกรม ศลุ กากร ตอ่ มาหลวงวิจิตรวาทการ ซงึ่ ขณะน้นั ดารงตาแหน่งอธิบดคี นแรกของกรมศลิ ปากรได้ชกั ชวนให้ท่านเขา้ รบั ราชการในกรมศลิ ปากรในตาแหนง่ หัวหน้ากองศลิ ปวิทยา จนในท่สี ุดเปน็ อธิบดีกรมศลิ ปากร ช่วงท่ที ่านดารง ตาแหนง่ อธิบดีกรมศลิ ปากร ไดร้ ับแต่งตง้ั เปน็ ราชบัณฑิตหลังเกษยี ณอายุราชการท่านได้ดารงตาแหน่งผู้ รักษาการตาแหนง่ นายกราชบัณฑิตยสถาน โดยเปน็ ประธานกรรมการชาระปทานุกรม ประธานกรรมการทา อักขรานกุ รมภมู ิศาสตรไ์ ทย ประธานกรรมการบญั ญัติศพั ท์ภาษาตา่ งประเทศเปน็ ภาษาไทย และประธาน คณะบรรณาธกิ ารคาสารานกุ รมไทยเปน็ ต้น
112 ผลงานของพระยาอนมุ านราชธน ท่านเป็นบุคคลท่ีไดร้ บั การยกยอ่ งวา่ เป็นนักปราชญเ์ ป็นบุคคลท่ีแสวงหา ความรู้ จึงเป็นบุคคลผู้รอบรู้ในหลายสาขาวชิ า เป็นที่ร้จู กั ของชาวไทยและต่างประเทศ มีดงั น้ี 1. งานด้านประวตั ิศาสตร์ ได้แก่ งานแปลเร่ือง อารยธรรมยคุ ดกึ ดาบรรพ์ บนั ทึกความรู้ตา่ ง ๆ ท่เี ป็นจดหมาย โตต้ อบระหวา่ งพระยาอนุมานราชธนกับสมเดจ็ เจา้ ฟ้ากรมพระยานรศิ รานุวตั ตวิ งษ์ 2. งานด้านภาษาศาสตร์ ทา่ นเปน็ นักนริ กุ ติศาสตร์ เขยี นตารานิรุกติศาสตรเ์ ผยแพรท่ ั้งภาษาไทยและ ภาษาตา่ งประเทศ และเป็นตาราเรียน 3. งานดา้ นมานุษยวทิ ยา ท่านไดเ้ ขียนตาราเรือ่ ง วฒั นธรรม ฟืน้ ความหลังชวี ิตชาวไทยสมัยก่อนและ การศกึ ษาเรื่องประเพณีไทย ประกอบดว้ ยประเพณเี กยี่ วกับชวี ิต เกิด - ตายปลกู เรือน การแตง่ งาน ประเพณี เกยี่ วกบั เทศกาลตรุษ - สารท เป็นตน้ ท่านเปน็ ผูว้ างรากฐานการศกึ ษาความรู้ทางดา้ นคตชิ นวทิ ยา ซึง่ ได้รวบรวมงานเก่ียวกับนิทานพน้ื บ้าน การละเลน่ ความเช่ือและประเพณี โดยแปลนิทานของต่างประเทศ วิจารณ์นิทานไทย ซงึ่ ผลงานของท่าน ตพี ิมพ์โดยใชน้ ามปากกา “เสฐียรโกเศศ” รว่ มกบั นาคะประทปี ผลงานบางเร่ืองที่ทา่ นแต่งเอง ไดแ้ ก่ หิโตป เทศ ทศมนตรี นิยายเบงคลี กถาสรติ สาคร ทวิ าราตรพี ันหนึ่งทวิ า นทิ านอหิ ร่ายราชธรรม สบิ สองเรอ่ื ง ฯลฯ 4. ทางด้านภาษาและวรรณคดี ทา่ นได้เขียนสารานุกรมพร้อมคาอธบิ าย และไดจ้ ดั ทาพจนานกุ รมฉบับ ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 เพอื่ ใชอ้ า้ งอิงในภาษาไทยไดอ้ ยา่ งถูกต้อง ท่านเป็นผู้ริเริม่ การเรียนวรรณคดี โดยพจิ ารณาถงึ วรรณศิลป์และบญั ญตั ิศพั ท์วรรณคดใี นภาษาไทยผลงานทางด้านวชิ าการของท่านมีมากมาย ซง่ึ ไดร้ บั การสรรเสริญทง้ั ภายในประเทศและต่างประเทศ พร้อมยกย่องให้ทา่ นเปน็ ปราชญ์ของประเทศไทย
113 ใบงาน บทที่3 เรอื่ ง พระราชกรณียกิจของพระมหากษตั ริย์ไทยสมยั รัตนโกสนิ ทร์ คาช้ีแจง จงตอบคาถามต่อไปนี้ 1. อธบิ ายความหมาย ความสาคัญของพระราชกรณียกิจ ………………………………………………………………………………………......................................................……………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ….………………………………..……………………………………………………………………………………………… 2.จงอธบิ ายความสาคัญพระราชกรณียกจิ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ………………………………………………………………………………………......................................................……………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ….………………………………..……………………………………………………………………………………………… 3.สงครามเกา้ ทพั ใน พ.ศ. 2328 เปน็ พระราชกรณียกจิ ของราชการที่เท่าไร ………………………………………………………………………………………......................................................……………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ….………………………………..……………………………………………………………………………………………… 4.พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชในเขตพระนครและหัวเมืองหลายแห่ง วดั ประจา รชั กาล คือวดั อะไร ………………………………………………………………………………………......................................................……………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ….………………………………..……………………………………………………………………………………………… 5.พระราชกรณียกจิ พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หลา้ นภาลยั (รัชกาลที่ 2) คืออะไร
114 ………………………………………………………………………………………......................................................……………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ….………………………………..………………………………………………………………………………………………
115 เฉลยใบงาน เรือ่ ง พระราชกรณยี กจิ ของพระมหากษตั รยิ ์ไทยสมยั รตั นโกสนิ ทร์ คาช้ีแจง จงตอบคาถามต่อไปน้ี 1. อธบิ ายความหมาย ความสาคญั ของพระราชกรณียกิจ ตอบ พระมหากษัตรยิ ์ไทย ทรงคานงึ ถึงพระราชกรณยี กจิ ซ่ึงทรงทาเพอื่ พัฒนาคณุ ภาพชีวิตของ ประชาชน ทานบุ ารุงศาสนา ศิลปะ วฒั นธรรม ประเพณี ให้มคี วามเจริญร่งุ เรือง ถาวรเปน็ มรดกของชาติ สบื ไป และทรงบาเพ็ญพระราชกรณียกจิ นานัปการ เพ่ือประโยชน์สขุ แกป่ วงอาณาประชาราษฎร์และชาติ บ้านเมอื งเปน็ อเนกประการ ยังผลให้พสกนิกรอยู่อย่างรม่ เย็นเปน็ สุขภายใตร้ ม่ พระบารมี สบื มาจนถึงทุกวนั น้ี พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ ลว้ นก่อให้เกดิ ประโยชนต์ ่อส่วนรวมแม้การปฏบิ ัติ พระราชกรณยี กจิ จะเปน็ พระราชภาระอนั หนัก แต่กท็ รงกระทาอยา่ งครบถ้วน สม่าเสมอ สามารถผูกจติ ใจของประชาชนให้ เกิดความจงรักภักดตี ่อพระมหากษตั ริย์ทุก ๆ พระองค์ ซึง่ พระราชกรณยี กจิ ที่สาคัญ ๆ ของพระมหากษตั รยิ ์ ไทยในสมยั รตั นโกสนิ ทร์ 2.จงอธบิ ายความสาคัญพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช ตอบ พระราชกรณียกิจ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช ทรงบาเพญ็ พระราชกรณียกจิ เพื่อทานุบารงุ บ้านเมอื งให้เจริญรงุ่ เรืองนานัปการ โดยเฉพาะในด้านการสงคราม ทรงทาศึกสงครามป้องกันและขยายพระ ราชอาณาจกั รหลายครง้ั คร้ังสาคัญในรชั กาล คือ สงครามเกา้ ทัพใน พ.ศ. 2328 ซ่ึงไดร้ ับชยั ชนะเป็นท่ีเลื่อง ลอื ในยุทธวิธกี ารรบของกองทัพไทยที่มีกาลังพลน้อยกว่าข้าศึกทยี่ กมาถงึ เกา้ ทัพ ดา้ นกฎหมายบ้านเมอื ง โปรดใหช้ า ระพระราชกาหนดกฎหมายใหถ้ ูกต้องแล้วใหอ้ าลักษณ์ชุบเสน้ หมึกไว้ ประทับตราพระราชสีห์ พระคชสหี ์ และบัวแก้ว ซึง่ เป็นตราของสมุหนายก สมุหพระกลาโหม และ พระคลงั เพ่ือใช้บังคับท่ัวราชอาณาจักร กฎหมายนี้เรียกกันวา่ กฎหมายตราสามดวง ด้านศาสนา พ.ศ. 2331 โปรดเกลา้ ฯใหม้ ีการสังคายนาพระไตรปิฎก ณ วดั นิพพานาราม(ปจั จุบัน คอื วดั มหาธาตยุ ุวราชรงั สฤษฎ)ิ์ และโปรดใหต้ รากฎพระสงฆค์ วบคมุ สมณปฏบิ ัติและขอ้ พึงปฏิบตั ิของ พุทธศาสนกิ ชน รวมทง้ั พระราชกาหนดกวดขันศลี ธรรมขา้ ราชการและพลเมอื ง มพี ระราชศรัทธาทานุบารุง พระอารามทั้งในเขตพระนครและหัวเมืองหลายแห่ง วดั ประจา รชั กาล คอื วดั พระเชตุพนวมิ ลมงั คลาราม
116 ด้านขนบธรรมเนียมประเพณแี ละศิลปวฒั นธรรม โปรดให้สรา้ งปราสาทพระราชวงั วัดวาอาราม เชน่ วัดพระศรรี ัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนวมิ ลมงั คลาราม วัดสระเกศและวดั สุทัศนเทพวราราม ท้ังยัง ฟน้ื ฟูทานบุ ารุงงานศลิ ปกรรม ขนบธรรมเนยี มและราชประเพณีต่าง ๆ ทม่ี มี าแตค่ ร้ังกรงุ ศรีอยุธยา เชน่ พระ ราชพิธีบรมราชาภเิ ษก พระราชพธิ ีโสกนั ต์ พระราชพธิ ีถือน้าพระพพิ ฒั น์สัตยา เป็นต้น 3.สงครามเกา้ ทัพใน พ.ศ. 2328 เปน็ พระราชกรณียกจิ ของราชการทเี่ ทา่ ไร ตอบ พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช (รชั กาลท่ี 1) 4.พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราชในเขตพระนครและหวั เมอื งหลายแห่ง วัดประจา รชั กาล คือวัดอะไร ตอบ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 5.พระราชกรณยี กิจพระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หล้านภาลยั (รัชกาลที่ 2) คืออะไร ตอบ พระราชกรณยี กจิ พระองค์ทรงมีพระราชกรณยี กจิ ที่สาคัญต่อบา้ นเมอื งและราษฎรหลายด้าน เพอื่ ให้เกดิ ความมน่ั คง และเจริญรงุ่ เรืองของชาตไิ ทย ซงึ่ ในรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั ถอื ว่าเป็นยุคทองของ วรรณคดี เพราะวรรณคดีของชาติร่งุ เรอื งมาก ทรงส่งเสริมศิลปะทกุ ประเภททรงพระปรชี าสามารถในงาน วรรณกรรมและบทละครเปน็ อย่างยง่ิ ทรงพระราชนิพนธ์งานวรรณกรรมและบทละครต่าง ๆ ทท่ี รงคุณค่าไว้ จานวนมาก เช่น เสภาเร่ืองขุนชา้ งขนุ แผน (บางตอน) บทละครเร่ืองอเิ หนา รามเกยี รต์ิ คาวี ไกรทอง มณี พชิ ัย สงั ข์ทอง กาพยเ์ หเ่ รือ และบทพากย์โขนตอนเอราวณั นาคบาศ และนางลอย เปน็ ต้น นอกจากน้ี พระองคย์ ังสนพระราชหฤทัยดา้ นศิลปะการดนตรีเป็นอย่างยิ่งทรงเชยี่ วชาญและโปรดซอสาม สาย พระองคม์ ีซอคู่พระหัตถ์อยคู่ ันหนงึ่ พระราชทานนามว่า“ซอสายฟ้าฟาด” ทงั้ นี้ พระองค์ยงั พระราช นพิ นธ์ทานองเพลงบุหลันลอยเลอื่ น (บหุ ลนั เลอื่ นลอยฟ้าหรือ สรรเสรญิ พระจันทร์ บางแหง่ เรยี กว่า เพลงทรง พระสุบนิ ) ซ่ึงในรัชสมยั ของพระองค์ ศิลปะดา้ นนาฏกรรมเจรญิ รงุ่ เรืองมาก ความงดงามไพเราะทงั้ บทละคร ทา่ รา ได้ปรับปรงุ และใช้เป็นแบบแผนทางนาฏศลิ ป์ของชาติมาจนปจั จบุ ัน ดา้ นการปกครอง ทรงทานุบารุงบา้ นเมอื งในทุกดา้ น โปรดเกล้าฯ ใหส้ รา้ งปอ้ มปราการต่าง ๆ สร้าง เมอื งนครเขื่อนขันธ์ เป็นเมืองหนา้ ดา่ นชายทะเลเพ่อื ป้องกันข้าศึกรุกราน ด้านการคา้ กับตา่ งประเทศ ปรากฏว่าการคา้ กบั จนี และประเทศทางตะวนั ตกเฟ่ืองฟูมาก ทรง สง่ เสริมการค้ากับต่างประเทศ โดยทรงส่งเรือสาเภาไปค้าขายกับจีน เขมร ญวนมลายู มีเรือสินค้าของหลวง
117 เดนิ ทางไปจีนเปน็ ประจา รวมทัง้ ประเทศตะวนั ตกตา่ ง ๆ เช่น โปรตุเกสอังกฤษ เป็นตน้ นารายไดเ้ ข้าสู่ ประเทศจานวนมาก ดา้ นสงั คม ทรงพระราชดาริว่า การสบู ฝ่ินเป็นอนั ตรายแก่ผู้สูบ ทงั้ กอ่ ใหเ้ กดิ คดอี าชญากรรมขนึ้ มาก แม้ฝ่ินจะนารายได้จานวนมากเข้าพระคลังหลวง แตด่ ว้ ยพระมหากรุณาธคิ ุณที่มตี ่อราษฎร ทรงตราพระราช กาหนดหา้ มมิให้ซือ้ ขายและสบู ฝ่นิ ทรงกาหนดบทลงโทษสาหรบั ผูฝ้ า่ ฝืนไว้อยา่ งหนกั ส่วนการพระศาสนา ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ใหร้ เิ ร่ิมการประกอบพธิ วี ิสาขบชู าข้ึนใน พ.ศ. 2360 เปน็ ครงั้ แรกในสมยั รัตนโกสินทร์ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลัยทรงบรหิ ารราชการโดยการ กระจายอานาจการบริหารไปส่บู ุคคลทมี่ ีความสามารถในด้านต่าง ๆทรงมอบอานาจการบริหารราชการ แผน่ ดินแกเ่ จา้ นายและขนุ นางท่ีทรงไว้วางพระราชหฤทยั ทรงส่งเสรมิ ให้ข้าราชการปฏบิ ัติหน้าทีร่ าชการตาม ความสามารถและความถนดั ของบุคคลนั้น ๆการปกครองหัวเมอื งประเทศราช ทรงใช้นโยบายสรา้ งดุลอานาจ ของขนุ นางในการบรหิ าร การปกครองด้านความสัมพนั ธ์ระหว่างประเทศ ทรงใช้นโยบายการทหาร การทตู และการคา้ ควบคู่กันไปตามแตส่ ถานการณ์ ตลอดรัชสมัยของพระองค์ ส่งผลให้บ้านเมืองมคี วามสขุ พสก นิกรไทยต่างตระหนักถึงพระบารมปี กเกล้าด้านพุทธศาสนา อกั ษรศาสตร์ ศลิ ปะ และนาฏยศลิ ป์ อันเปน็ ตน้ แบบแห่งศาสตร์และศิลป์นานัปการ
118 แบบทดสอบบทที่ 3 1.ขอ้ ใดไม่ใช่เหตุผลในการย้ายราชธานีของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช ก.ราชธานใี หมส่ ามารถขยายพระนครไทย ข.ราชธานีเดมิ ถูกน้ากดั เซาะตลิง่ พงั ได้งา่ ย ค.ราชธานเี ดมิ เปน็ เมืองอกแตกปอ้ งกันข้าศึกไดย้ าก ง.ราชธานีใหมม่ ีพระราชวงั และปอ้ มปราการพรอ้ มอยูแ่ ล้ว 2.เหตุผลใดที่ทาให้พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราชทรงไมใ่ ห้กรงุ ธนบุรีเปน็ ราชธานีอกี ต่อไป ก. ต้ังอยู่ใกล้ปากแมน่ ้ามากเกนิ ไป ข. มีวัดขนาบพระราชวงั อยู่ทั้ง 2 ดา้ น ค. ไมส่ ามารถขายพระราชวงั ให้กว้างกว่าเดิมได้ ง. ถูกข้อ ก และค 3.ราชธานีใหมท่ ่พี ระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลก โปรดให้สร้างขึ้นต้งั อยู่บริเวณใด ก. ทศิ ใต้ของกรงุ ธนบุรี ข. ทิศเหนือของกรงุ ธนบรุ ี ค. ฝงั่ ตะวนั ตกของแม่น้าเจ้าพระยา ง. ฝง่ั ตะวันออกของแม่น้าเจ้าพระยา 4.วดั พระศรรี ตั นศาสดารามทสี รา้ งขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวงั เลียนแบบวัดใดในสมยั อยุธยา ก. วดั มหาธาตุ ข. วัดใหญ่ชัยมงคล ค. วัดพระศรสี รรเพ็ชญ์ ง. วัดอรุณราชวราราม 5.พระท่ีน่งั ทีส่ รา้ งขึ้นในสมัยพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลก ก. พระทน่ี ั่งอนนั ตสมาคม ข. พระท่นี ั่งดสุ ติ มหาปราสาท ค. พระท่นี ่ังจกั รมี หาปราสาท ง. พระทนี่ ่ังไอสวรรย์ทพิ ยอาสน์ 6.สถานที่จะสรา้ พระราชวงั ใหม่ในสมัยรชั กาลที่ 1 เคยเป็นทอ่ี ยู่อาศัยของคนกลุ่มใดมากอ่ น ก. พอ่ คา้ ชาวจนี ข. มชิ ชันนารอี เมริกนั ค. ฝรั่งชาวโปรตุเกส
119 ง. ขนุ นางไทยสมยั ธนบรุ ี 7.สว่ นท่เี ปน็ เขตวงั หนา้ ในปัจจบุ ันน้เี ป็นท่ีตั้งของสถานที่สาคญั ของชาติคือข้อใด ก. หอสมดุ แหง่ ชาติ ข. โรงละครแห่งชาติ ค. มหาวิทยาลยั ศิลปากร ง. พพิ ิธภัณฑสถานแห่งชาติ 8.ฐานะท่ีนบั วา่ สาคัญที่สุดของพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกในสมยั ธนบุรคี อื ข้อใด ก. ตาแหน่งพระมหาอปุ ราช ข. ทรงเปน็ ผูส้ าเร็จราชการในสมัยธนบุรี ค. ทรงเป็นผดู้ แู ลสมุหนายก และสมหุ กลาโหม ง. ทรงเป็นแม่ทพั คบู่ ารมีสมเดจ็ พระเจ้าตาก 9.ในสมัยรัตนโกสนิ ทร์สงครามระหวา่ งไทยกบั พม่ากระทากันบอ่ ยทส่ี ดุ ในรัชกาลใด ก. พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา้ เจ้าอยู่หวั ข. พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหล้านภาลัย ค. พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจา้ อยูห่ วั ง. พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช 10.ลาวตกอยใู่ นฐานะเมืองข้ึนของไทยมาต้งั แต่สมยั ใด ก. พอ่ ขนุ รามคาแหงมหาราช ข. พระนเรศวรมหาราช ค. พระเจา้ ตากสนิ มหาราช ง. พระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช
120 เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยท่ี 1 เร่ืองความภูมิใจในความเปน็ ชาตไิ ทย ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 1 ง 6ก 2 ง 7ข 3 ง 8ง 4 ค 9ง 5 ค 10 ค แบบประเมินใบงาน กลุ่มท.่ี ....................................................... คาชแ้ี จง ให้ขีดถูกในชอ่ งท่ตี ้องการ สาระ/รายละเอยี ดการประเมิน 5 432 1 กระบวนการกลุ่ม 1. ความสามคั คี 2. การมีสว่ นรว่ ม/แบ่งหน้าท่ี เนอ้ื หาสาระ 3. ถกู ต้องครบถว้ นตามหลักการ การนาเสนอ 4. น่าสนใจเขา้ ใจงา่ ย 5. เนอ้ หาถูกต้องครบถ้วน รวม
121 เกณฑ์การประเมนิ 5 = ดีมาก 4 = ดี 3 = ปานกลาง 2 = นอ้ ย 1 = ปรับปรงุ
122 บนั ทกึ หลังการพบกลุ่ม ครัง้ ที่.................วันท่.ี ................เดอื น.................................พ.ศ................... กจิ กรรมการเรียนรู้ ............................................................................................................................. .............................................. ........................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................................. สิง่ ที่ไดร้ ับจากการเรียนรู้ ............................................................................................................................. .............................................. ........................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................................. สภาพปัญหาทพี่ บ ............................................................................................................................. .............................................. ................................................................................................................................................................. .......... ......................................................................................................................... .................................................. วิธกี ารแก้ไขปัญหา ............................................................................................................................. .............................................. ............................................................................................................................................. .............................. ..................................................................................................... ...................................................................... ขอ้ เสนอแนะ ............................................................................................................................. .............................................. ............................................................................................................................... ............................................ ลงชอื่ ...........................................ผบู้ ันทกึ หลงั การสอน (.............................................) ตาแหน่ง......................................... ลงช่ือ.....................................................ผู้อานวยการสถานศกึ ษา
123 แผนการจัดการเรียนร้อู อนไลน์ รายวิชา ประวัตศิ าสตรช์ าตไิ ทย รหสั วิชา สค 32034 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย จานวน 3 หน่วยกิต จานวน 120 ชั่วโมง หน่วยการเรยี นรู้ ที่ 4 เร่ือง เรอื่ ง มรดกไทยสมยั รตั นโกสนิ ทร์ จานวน 24 ชั่วโมง 1. ตัวชวี้ ัด 1. อธบิ ายความหมายและความสาคญั ของมรดกไทย 2. ยกตวั อยา่ งมรดกไทยสมัยรตั นโกสินทรไ์ ดอ้ ย่างน้อย 3 เรือ่ ง 3. วเิ คราะหม์ รดกไทยสมยั รตั นโกสนิ ทร์ทีม่ ผี ลตอ่ ชาตไิ ทย 4. อธิบายความหมายความสาคัญของการอนุรักษม์ รดกไทย 5. ยกตัวอย่างการมสี ว่ นร่วมในการอนุรักษม์ รดกไทย 2. เนอื้ หา 1. ความหมายและความสาคญั ของมรดกไทย 2. มรดกไทยสมยั รตั นโกสินทร์ 2.1 ด้านสถาปตั ยกรรม 2.2 ด้านประตมิ ากรรม 2.3 ด้านจิตรกรรม 2.4 ดา้ นวรรณกรรม 2.5 ด้านดนตรี และนาฏศลิ ป์ 2.6 ด้านประเพณี
124 2.7 ดา้ นการแตง่ กายและอาหาร 2.8 ตัวอยา่ งการมสี ว่ นรว่ มการอนรุ กั ษ์มรดกไทยสมัยรตั นโกสินทร์ 3. มรดกไทยทม่ี ผี ลต่อการพัฒนาการพัฒนาชาตไิ ทย 4. การอนรุ กั ษม์ รดกไทย 5. การมีสว่ นรว่ มในการอนุรกั ษม์ รดกไทย 3. ขนั้ ตอนการจัดการกระบวนการเรยี นรู้ ขัน้ ตอนที่ 1 การกาหนดสภาพปญั หา ความตอ้ งการในการเรยี นรู้ - ครูทกั ทายผเู้ รยี น ชีแ้ จงจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้เรอื่ งความหมายและความสาคญั ของมรดกไทย ผ่าน Google classroom - ครูให้ผู้เรยี นทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน หนว่ ยที่ 4 มรดกไทยสมัยรตั นโกสินทร์ ผ่าน Google Form - ครตู ง้ั คาถามเกี่ยวกบั พระมหากรณุ าธคิ ณุ ของพระมหากษัตริยไ์ ทยทม่ี ผี ลตอ่ การพัฒนาชาตไิ ทย ให้ ผเู้ รยี นไดต้ อบผา่ น ผา่ น Google classroom กอ่ นเขา้ สขู่ ั้นตอนตอ่ ไป ขน้ั ตอนท่ี 2 การแสวงหาข้อมูลและกจิ กรรมการเรียนรู้ - ครูผู้สอนใหผ้ ู้เรยี นไปศกึ ษามรดกไทย ท่ีมีอยู่ในชุมชน เช่น วัด พิพธิ ภัณฑ์ เพ่อื ศกึ ษา ดังหวั ขอ้ ตอ่ ไปนี้ - ดา้ นสถาปตั ยกรรม - ด้านประตมิ ากรรม - ดา้ นจิตรกรรม - ดา้ นวรรณกรรม - ด้านดนตรี และนาฏศลิ ป์ - ด้านประเพณี
125 - ครูให้ผเู้ รยี นสแกน GR Code จากใบความรู้ ศกึ ษาคน้ ควา้ วเิ คราะห์ความหมาย ความสาคัญของมรดก ไทยทตี่ ่อประเทศชาติและให้ผเู้ รยี นศกึ ษาเพ่มิ เตมิ หลงั จากท่คี รอู ธิบายใหเ้ กิดความเข้าใจมากขึน้ http://gg.gg/nj55u ขั้นตอนที่ 3 การปฏบิ ัตแิ ละการนาไปประยุกต์ใช้ - ครผู ู้สอนใหผ้ ู้เรยี นไปศึกษาใบความรทู้ ่ีไดร้ บั - ครใู ห้ผู้เรยี นทาใบงาน เรอื่ งความหมาย ความสาคญั ของมรดกไทยทีต่ ่อประเทศชาติ และนดั ส่งงาน ผา่ น Google classroom - ครตู อบขอ้ ซักถาม หากผเู้ รียนมขี ้อสงสัย ผ่าน Application line - ครแู ละผเู้ รยี นรว่ มกันสรปุ - ครูนัดหมายการเข้ารยี นออนไลนคฺ รง้ั ต่อไป - ครูให้ผเู้ รยี นจัดทาแบบทดก่อนเรียนและสอบหลงั เรียน ผ่าน Google Form ขน้ั ตอนท่ี 4 การประเมนิ ผล - ผเู้ รยี นส่งใบงาน เรอื่ ง การเปลย่ี นแปลงของชาตไิ ทยสมัยรตั นโกสนิ ทร์ ผา่ น Google classroom - คะแนนแบบทดสอบหลังเรยี น 4. ส่ือและแหล่งการเรยี นรู้ 4.1 ใบความรู้ เร่อื ง การเปลี่ยนแปลงของชาติไทยสมยั รัตนโกสินทร์ 4.2 หนงั สือแบบเรียน วชิ าประวตั ศิ าสตร์ชาติไทย 4.3 ส่อื ทางอินเตอรเ์ นต็ 4.4 ใบงาน
126 4.5 สมดุ บนั ทึกกจิ กรรมการเรยี นรู้ 4.6 ผูเ้ รยี นสง่ งานในช้ันเรยี นของครผู ้สู อน ผา่ น Google classroom 5. การวัดและประเมินผล 5.1 การสงั เกต และ การมีสว่ นรว่ ม 5.2 ตรวจใบงาน 5.3 แบบทดสอบก่อนเรียน และ หลงั เรยี นออนไลน์ รปู แบบ Google Form
127 ใบความรู้ หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 4 มรดกไทยสมยั รตั นโกสินทร เร่อื งท่ี 1 ความหมายและความสาคญขั องมรดกไทย คณะกรรมการอาํ นวยการวันอนรุ ักษ์มรดกไทย ใหค้ วามหมายคาํ ว่า มรดกไทย หมายถงึ มรดกทาง วัฒนธรรมทแี่ สดงออกถึงสัญลักษณ์ของความเป็นชาติ ซึง่ ได้แก่ โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ โบราณสถาน วรรณกรรม ศิลปหตั ถกรรม นาฏศลิ ป์ และดนตรี ตลอดจนถึงการดาํ เนนิ ชีวติ และคุณคา่ ประเพณีต่าง ๆ อนั เป็นผลผลิตรว่ มกนั ของผูค้ นในผนื แผ่นดินในชว่ งระยะเวลาทผ่ี ่านมา มรดกไทย สามารถแบง่ ได้ 7 ประเภท ดงั นี้ 1. โบราณวตั ถุและศลิ ปวัตถุสมยั ตา่ ง ๆ หมายถงึ สง่ิ ของ หรือ รอ่ งรอยของความเจรญิ ในอดีตที่ ผา่ นมา ซงึ่ มคี ุณคา่ ต่อคนรนุ่ หลัง เช่น ศลิ ปะทวารวดี ลพบรุ ี สุโขทัย อยุธยา และศลิ ป รัตนโกสนิ ทร์ โบราณวัตถุสว่ นมากเปน็ ลวดลายปูนปนั้ และลวดลายดนิ เผา เศยี รพระพทุ ธรูป เครอื่ งสงั คโลก ปูนปั้นรปู ยกั ษ์ เทวดา 2. ศลิ ปวัตถุ เปน็ ผลงานสร้างสรรค์ทางทศั นศิลป์ที่ประกอบดว้ ย ผลงานศลิ ปะ ลกั ษณะต่าง ๆ เชน่ ภาพเขียน รูปป้ัน เคร่ืองลายคราม เคร่ืองถม เคร่ืองทอง และสง่ิ ทีท่ ําดว้ ยฝมี อื อยา่ งประณตี มีคณุ คา่ สูงส่ง ในทางศลิ ปะ เปน็ ต้น 3. โบราณสถาน เป็นหลักฐานเกยี่ วกบั ประวตั ขิ องสถานทนี่ น้ั อนั เป็นประโยชน์ ในทางศลิ ปะ ประวตั ศิ าสตร์ หรือโบราณคดี รวมถงึ สถานที่ที่เปน็ แหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ และอุทยาน ประวัติศาสตร์ ด้วย โบราณสถานโดยท่ัวไป หมายถงึ อาคารหรือสิ่งก่อสร้างท่ีมนษุ ย์ สร้างข้ึน ที่มคี วาม เก่าแก่ มปี ระวัติความเป็นมาทีเ่ ป็นประโยชนทางด้านศิลปะ ประวตั ิศาสตร์ หรือ โบราณคดี และยงั รวมถึง สถานทห่ี รอื เนินดนิ ที่มีความสําคัญทางประวัตศิ าสตร์ หรือมรี ่องรอย ท่เี ป็นกิจกรรมของมนษุ ยป์ รากฏอยู่ 4. วรรณกรรม หมายถึง วรรณคดหี รอื ศลิ ปะ ท่ีเปน็ ผลงานอนั เกดิ จากการคิด และ จนิ ตนาการ แล้วเรียบเรยี ง นํามาบอกเลา่ บนั ทึกขับรอ้ ง หรอื ส่อื ออกมาดว้ ยวธิ ีตา่ ง ๆ โดยทั่วไป แลว้ จะแบง่ วรรณกรรม เป็น 2 ประเภท คอื วรรณกรรมลายลกั ษณ์ คอื วรรณกรรมทีบ่ ันทกึ เปน็ ตวั หนังสือ และวรรณกรรมมุขปาฐะ อนั ไดแ้ ก่ วรรณกรรมท่ีเล่าดว้ ยปาก ไม่ได้จดบนั ทกึ ด้วยเหตุนี้ วรรณกรรมจงึ มีความหมายครอบคลมุ กว่างถึง ประวตั ิ นทิ าน ตาํ นาน เรอื่ งเลาาขาํ ขนั เรื่องสัน้ นวนยิ าย บทเพลง คําคม เป็นตน้ 5. ศลิ ปหัตถกรรม จาํ แนกเป็นประเภทตา่ ง ๆ ได้หลายลักษณะ เช่น การจัดประเภท ของงาน ศิลปหตั ถกรรมไทยตามประโยชน์ใชส้ อย เชน่ ท่อี ยู่อาศยั เคร่อื งมือประกอบอาชพี อาวธุ เครอ่ื งใชต้ า่ ง ๆ
128 เคร่ืองนุง่ ห่ม ยานพาหนะ และวตั ถทุ เ่ี กย่ี วเนื่องกบั ความเชื่อ การจัดประเภทของ งานศิลปหตั ถกรรมไทยตาม วสั ดุและกรรมวธิ ีการผลิต เชน่ การปน้ั และหล่อ การทอและเยบ็ ปกั ถกั ร้อย การแกะสลัก การก่อสร้าง การ เขยี นหรือการวาด การจกั สาน การทําเคร่ืองกระดาษ และกรรมวธิอนี ื่ ๆ การจัดประเภทของงาน ศลิ ปหตั ถกรรมไทยตามสถานภาพของชา่ ง เชน่ ศลิ ปหตั ถกรรมฝมี อื ชา่ งหลวง ศลิ ปหตั ถกรรมฝมี ือชาวบ้าน 6. นาฏศลิ ป์และดนตรี “นาฏศลิ ป์” หมายถึง ศิลปะการฟ้อนราํ หรือความรปู แบบแผนของการฟอ้ น ราํ เปน็ ส่ิงท่ีมนษุ ย์ประดษิ ฐด์ ้วยความประณตี งดงาม ให้ความบันเทงิ โน้มน้าวอารมณ์และความรูส้ กึ ของ ผู้ชมใหค้ ล้อยตาม ศิลปะประเภทนีต้ ้องอาศัยการบรรเลงดนตรี และการขบั รอ้ งเขา้ รว่ มดว้ ย เพื่อส่งเสริมให้ เกิดคณุ ค่ายงิ่ ขน้ึ “ดนตรีไทย” สนั นษิ ฐานวา่ ไดแ้ บบอย่างมาจากอนิ เดียเนอื่ งจากอนิ เดยี เป็น แหล่งอารยธรรม โบราณท่ีสําคญั แห่งหน่ึงของโลก อารยธรรมต่าง ๆ ของอนิ เดยี ได้เขา้ มามอี ทิ ธพิ ล ตอ่ ประเทศตา่ ง ๆ ในแถบ เอเชียอยา่ งมาก ท้ังในด้านศาสนา ประเพณี ความเชอ่ื ตลอดจนศลิ ปะ แขนงต่าง ๆ โดยเฉพาะทางด้าน ดนตรี และยงั ถือเปน็ มรดกอนั ํลา้ คา้ ของชาตไิ ทยอกี ดว้ ย 7. ประเพณตี า่ ง ๆ ประเพณไี ทยแบ่งออกไดเ้ ป็น 2 ลกั ษณะ คอื 1) ประเพณสี ่วนบคุ ล ได้แก่ ประเพณเี ก่ยี วกบั การแต่งงาน ประเพณีการเกดิ ประเพณกี าร ตาย ประเพณีการ บวช ประเพณีการขนึ้ บา้ นใหม่ ประเพณที ําบุญอายุ เป็นต้น 2) ประเพณีสว่ นรวม ไดแ้ ก่ ประเพณีทางศาสนาตา่ ง ๆ เช่น ประเพณกี ารทําบญุ เข้าพรรษา ออกพรรษา ประเพณีตรุษ สารท ลอยกระทงประเพณีเทศกาลสงกรานต์ และประเพณี วันสําคญั ทางพระพทุ ธศาสนา เป็นต้น ความสาคัญของมรดกไทย มรดกไทยเปน็ ส่งิ ทีบ่ ุคคลในชาติควรใหค้ วามสาํ คญั และหวงแหน เพราะเปน็ สิง่ ทีบ่ ่งบอกความเปน็ เอกลักษณ์ของชนชาติไทย ซง่ึ แสดงใหเ้ หน็ ความเจรญิ รงุ่ เรืองของประเทศไทยตงั้ แต่อดตี ท่ีผ่านมาจวบจน ปจั จบุ นั มรดกไทยจงึ มีความสําคัญในด้านต่าง ๆ ดงั นี้ 1) แสดงใหเ้ หน็ ถึงประวตั ิศาสตรค์ วามเป็นมาของชนชาติของเผ่าพนั ธุท์ ้องถิน่ 2) แสดงถงึ เกยี รติและความภาคภูมใิ จของคนในทอ้ งถน่ิ และของคนในชาติ ทาํ ใหเ้ กิดความรกั หวง แหน เหน็ คุณค่า 3) ก่อใหเ้ กิดความรสู้ กึ ความสามคั คี เป็นอันหน่งึ อนั เดยี วกนั ในชาติ เป็นความมัน่ คงของชาติ 4) เปน็ หลกั ฐานทีเ่ ปน็ ประโยชนต์ ่อการศึกษา คน้ คว้า วจิ ัย (การดาํ เนนิ การทางวชิ าการ) เพ่อื การ เผยแพร่การสืบทอดและนาํ มาใช้ในการพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ อนั นาํ ไปสกู่ ารพฒั นาสังคมเศรษฐกจิ ท่ยี ่งั ยนื ตอ่ ไป
129 เชน่ การประกอบอาหาร การถกั ทอผ้า การคดิ ประดษิ ฐ์ลายผา้ วิธีการตัดเยบ็ เครอ่ื งมอื เครอ่ื งใช้ เครอื่ ง เรือน การแพทย์ การผลติ ยา เป็นต้น เร่ืองท่ี 2 มรดกไทยสมัยรัตนโกสนิ ทร์ ศลิ ปกรรมสมัยรตั นโกสินทร์ตอนต้น เปน็ การสบื ทอดและสร้างเลยี นแบบสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยาทง้ั ประตมิ ากรรม สถาปัตยกรรม จติ รกรรม หัตถศิลป์ การฟนื้ ฟงู านศิลปะประเภท ต่าง ๆ โดยเฉพาะในสมัย รชั กาลท่ี 2 ถึงรัชกาลท่ี 3 มีการนาํ ศลิ ปะจนี เข้ามาผสมผสานในงาน ศิลปกรรม ตง้ั แต่สมยั รชั กาลท่ี 4 เปน็ ตานมา วัฒนธรรมตะวนั ตกก็ได้เขา้ มามีอทิ ธพิ ลตอ่ ลกั ษณะของ การสร้างสรรคผ์ ลงานทศั นศิลป์ของไทยดว้ ย ส่งผลใหง้ านศิลปะแบบด้ังเดมิ เสอ่ื มความนยิ มลง แต่ในปัจจบุ นั ได้รบั การรอื้ ฟนื้ ใหม่ในรปู ของงานศลิ ปาชพี ศลิ ปะประจําชาติ ตลอดจนงานภมู ปิ ัญญา ท้องถนิ่ ต่าง ๆ 1. ดา้ นสถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมทางศาสนา ได้แก 1.1 วดั สถาปตั ยกรรมทางศาสนา ไดแ้ ก่ในยคุ รัตนโกสนิ ทรต์ อนต้นมรี ูปแบบการดาํ เนินรอยตามแบบ สถาปตั ยกรรมสมยั กรุงศรีอยุธยา เชน่ การสร้างโบสถว์ ิหารใหม้ ฐี านโค้ง การสรา้ งหอไตรหรอื หอ พระไตรปิฎกกลางนํ้า เปน็ ต้น ตอ่ มาเม่อื มกี ารทํามาค้าขายกับต่างชาตมิ ากขึ้น จึงไดร้ ับอิทธพิ ล ทเี่ ห็นได้ชดั คือ ในสมัยรัชกาลที่ 3 ทีไ่ ดร้ ับอทิ ธพิ ลจากจนี การเปลย่ี นแปลงวดั ทีเ่ ห็นไดช้ ดั เชน่ การนาํ ช่อฟา้ ใบระกา หางหงส์ ออกจากหลงั คาโบสถ์ วหิ าร แล้วเปลีย่ นมาเปน็ กอ่ อฐิ ถือปูนโดยการใชล้ วดลายดนิ เผาเคลือบประดบั หนา้ แทนการใช้ไม้สลักแบบเดมิ นยิ มใช้เสาเป็นสเี่ หลีย่ มทบึ ไมม่ ีเสาบัว วัดท่ีมกี ารผสมผสานสถาปตั ยกรรมตะวนั ตก เชน่ วดั นเิ วศธรรม ประวตั ริ าชวรวหิ ารในจังหวัดพระนครศรอี ยุธยา ทเี่ ปน็ ศลิ ปะแบบกอธคิ 1.2 วงั พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช โปรดเกลา้ ฯ ให้สรา้ งพระราชวังตามแบบกรุงศรี อยธุ ยา 3 แหง่ คือ พระบรมมหาราชวงั พระราชวังบวรสถานมงคล พระราชวังบวรสถานพมิ ขุ โดยท้ังตําแหนง่ ท่ตี ้ังน้ันยดึ หลัก ยทุ ธศาสตรเ์ ปน็ สําคัญ ตามตาํ ราพิชยั สงคราม คอื “มีแม่นาํ้ โอบล้อมภเู ขาหรือหากไม่มีภูเขา มแี ม่นํ้าเพียง อยา่ งเดยี วก็ได้ เรียกวา่ นาคนาม”ท่ีอย่อู าศัยของพระมหากษตั รยิ ์ พระบรมวงศานุวงศ์ และขนุ นางไทยผูส้ ูง ศักด์ิในสมยั นนั้ เรยี กขานตามแตบ่ รรดาศกั ดิ์ ใหเ้ หน็ ถงึ บรรดาศกั ด์ิทช่ี ัดเจน อาทิ พระตําหนัก พระทนี่ ั่งพระ วมิ านหรอื พระมหาปราสาท โดยเฉพาะพระวิมานและพระมหาปราสาท ใช้เฉพาะเรือนที่มีเจา้ ของเปน็ พระมหากษัตรยิ ์เทา่ นน้ั สว่ นทป่ี ระทับของพระมหากษัตรยิ ห์ รอื แม้จะเปน็ พระมหาอปุ ราชเรยี กวา่ พระราชวัง เวน้ แตพ่ ระราชวังประทบั ถาวรของพระมหากษัตรยิ ์เท่านนั้ ท่ีเรียกวา่ พระบรมมหาราชวงั และวงั หลายแห่ง เปน็ จดุ เร่ิมต้นของศลิ ปะไทยแขนงตา่ ง ๆ เช่น ชา่ งสบิ หมู่
130 ลกั ษณะของปราสาท พระราชวงั พระบรมมหาราชวัง ของพระมหากษตั ริยพ์ ระบรมวงศานวุ งศแ์ ละ ขนุ นาง แบง่ ไดเ้ ปน็ 3 สมยั คือ สมัยตน้ (รัชกาลท่ี 1 - 3) เปน็ ยคุ สบื ทอดสถาปัตยกรรมแบบกรุงศรอี ยธุ ยา ตอนปลาย สมัยกลาง (รชั กาลท่ี 4 - 6) ซึง่ ประเทศไทยไดร้ บั อทิ ธิพลสถาปตั ยกรรมตะวนั ตก และสมยั หลัง (รชั กาลที่ 7 - ปจั จบุ ัน) เปน็ ยุคแห่งสถาปัตยกรรมร่วมสมยั ภาพ : พระที่นั่งจกั รมหี าปราสาทและพระทนี่ ่งั อาภรณภ์ ิโมกข์ปราสาท เป็น สถาปัตยกรรมในรตันโกสนิ ทร์ตอนต้น 1.3 ทพี่ กั อาศัย ในสมยั รัตนโกสินทร์ตอนต้น หลงั จากท่ีพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราชสถาปนา กรงุ เทพมหานครขนึ้ เปน็ เมอื งหลวงแห่งกรุงรตั นโกสนิ ทร์ พระองคม์ พี ระราชประสงคท์ ีจ่ ะทําให้กรงุ รัตนโกสนิ ทร์เป็นเหมอื นกรงุ ศรอี ยธุ ยาแห่งที่สอง มีการสร้างสถาปัตยกรรมทส่ี าํ คัญเลียนแบบกรงุ ศรีอยุธยา ส่วนบา้ นพักอาศยั เรือนไทยทีค่ งเหลอื จากสงครามกถ็ ูกถอดและนาํ มาประกอบใหม่ สมยั รชั กาลท่ี 4 เร่ิมมีการตดิ ต่อกับชาติตะวนั ตกมากข้ึน มีการสร้างอาคารรูปแบบตา่ ง ๆ เพ่ือ รองรบั กจิ กรรมทางธรุ กจิ นอกเหนือจากทอี่ ยอู่ าศัย และวดั วาอารามในอดีต ไดแ้ ก่ โรงงาน โรงสี โรงเล่อื ย ห้างร้านและท่ีพกั อาศัยของชาวตะวนั ตก นอกจากน้ีการสรา้ งอาคารของทางราชการ กระทรวงต่าง ๆ และ พระราชวงั ทม่ี รี ปู แบบตะวนั ตกผสมผสานกับสถาปตั ยกรรมไทยในรปู แบบนีโอคลาสสิค เชน่ พระทนี่ งั่ จักรีมหา ปราสาท พระทนี่ งั่ อนนั ตสมาคม เป็นต้น ภาพ : พระที่น่ังอนนั ตสมาคม ซึง่ มกี ารสร้างในรปู ทรงแบบยโุ รป
131 ท่มี า : https://mgronline.com/travel/detail/9590000026961 สาํ หรับที่พักอาศยั ในการประยกุ ต์ยุคแรก ๆ เรอื นไมจ้ ะนาํ ศิลปะตะวนั ตกมาประยกุ ต์เชน่ เรอื น ปนั้ หยา ซ่งึ ดดั แปลงมาจากเรอื นไมข้ องยโุ รป สร้างขนึ้ ในพระราชวงั ก่อนแพร่หลายสู่บ้านเรอื นประชาชน หลังคาเรือนปน้ั หยาท่มี ุงด้วยกระเบือ้ งทุกดา้ นของหลงั คาจะชนกนั แบบปิรามดิ ไมม่ หี น้าจว่ั แบบสถาปัตยกรรม ด้ังเดมิ จากน้นั ไดว้ วิ ัฒนาการเปน็ เรือนมะนลิ า ในบางส่วนอาจเปน็ หลังคาปั้นหยา แตเ่ ปดิ บางสว่ นใหม้ หี น้าจว่ั หลงั จากนน้ั กม็ เี รือนขนมปังขิง ซง่ึ ได้รบั อทิ ธพิ ลจากเรอื นขนมปงั ขงิ สมยั โบราณของตะวันตก ซงึ่ มกี ารตกแตง่ อย่างหรหู รา มคี รีบระบายอย่างแพรวพราวโดยทัง้ เรอื นขนมปงั ขงิ และเรือนมะนลิ า เปน็ ศิลปะฉลลุ ายทเ่ี ฟอื่ งฟู มากในสมัยรัชกาลที่ 5 - รชั กาลท่ี 6 ในสมัยรชั กาลท่ี 5 เร่ิมมีการใหก้ รรมสิทธทิ์ ่ดี นิ อกี ทง้ั เกิดยา่ นตลาดเป็นศนู ยก์ ลางชุมชน ทาํ ให้เกดิ ทพี่ ักอาศยั และรา้ นคา้ ตามย่านหวั เมอื ง เรยี กสถาปตั ยกรรมเชน่ น้วี า่ เรอื นโรงมลี ักษณะเปน็ เรอื นพน้ื ติดดนิ ไม่ตัง้ อย่บู น เสาสงู เช่น เรอื นไทยในอดีต ต้งั อยู่ยา่ นชุมชนการค้าชาวจนี ท่เี ข้ามาทาํ การคา้ ขาย โดยเปดิ หน้ารา้ นสาํ หรบั ขายของ ส่วนดา้ นหลงั ไวพ้ ักอาศยั สร้างเรียงรายกนั เป็นแถว จงึ กลายเปน็ หอ้ งแถวในเวลาต่อมา ถงึ แม้วา่ เรือนไทยจะไดร้ บั อทิ ธพิ ลตะวนั ตก แต่คนไทยก็ยงั ถอื เร่อื งคตกิ ารสร้างบ้านแบบไทย ๆ อยู่ เชน่ การยกเสาเอก และการถอื เรื่องทิศ ตอ่ มาสถาปนิกและนักตกแต่งซึง่ สาํ เรจ็ การศกึ ษาจากตา่ งประเทศได้กลบั นาํ มาใช้ในการ ทาํ งาน ทําใหม้ แี นวโนม้ นาํ เอารปู แบบสถาปัตยกรรมแบบอนื่ มาด้วย ในปัจจบุ นั สถาปัตยกรรมโดยเฉพาะในเมืองหลวงหรอื ตามเมอื งใหญ่ ๆ แทบไม่หลงเหลือรปู แบบ สถาปัตยกรรมไทยในอดตี สถาปัตยกรรมในยุคหลังอตุ สาหกรรม ได้เนน้ การสรา้ งความงามจากโครงสรา้ ง วสั ดุ การออกแบบโครงสรา้ งใหม้ ีความสวยงามในตัว เชน่ ใช้เหลก็ ใชก้ ระจกมากขนึ้ ผนังใชอ้ ิฐและปนู นอ้ ยลง ใช้โครงสร้างเหลก็ มากขน้ึ ออกแบบรปู ทรงให้เปน็ กลอ่ งมผี นังเปน็ กระจกโล่ง เปน็ ต้น ภาพ : ตกึ แถว ย่านบางรัก https://th.wikipedia.org/wiki/สถาปตั ยกรรมสมยั รัตนโกสนิ ทร์#/media/File:Thanon_Chaoren_Krung_3.JPG/ ด้านประติมากรรม ประตมิ ากรรมไทยสมัยรัตนโกสนิ ทร์
132 เร่มิ ตั้งแตส่ ถาปนากรุงรัตนโกสนิ ทร์เมอ่ื พ.ศ. 2325 จนถงึ ปจั จุบนั นบั เปน็ ยคุ แหง่ การเปลย่ี นแปลง ทาง ศิลปวฒั นธรรม ท่เี ปน็ ไปอย่างรวดเร็วฉับพลนั มากกวา่ ยุคสมัยในอดตี ทผ่ี า่ นมาเนอ่ื งจากอทิ ธพิ ลของความเจรญิ ทางเทคโนโลยี อารยธรรมตะวนั ตกท่ีหล่งั ไหลเขา้ มาในประเทศอยา่ งรวดเรว็ และมากมาย การตดิ ตอ่ กบั นานา ประเทศท่ัวโลก เปน็ ไปอยา่ งกวา้ งขวาง มกี ารสื่อสารท่ีฉับพลนั มีสว่ นอย่างมากตอ่ การเปลี่ยนแปลงของ สงั คมไทย และการสรา้ งงานประติมากรรมกล่าวโดยสรปุ ประตมิ ากรรมไทยสมยั รัตนโกสินทรแ์ บ่งออกไดเ้ ปน็ 3 ระยะ คอื ประตมิ ากรรมแบบดง้ั เดมิ ประตมิ ากรรมระยะปรบั ตัว และประตมิ ากรรมรว่ มสมัย ประติมากรรมแบบดง้ั เดมิ ในสมยั รัชกาลที่ 1 ถงึ รัชกาลที่ 3 การสร้างงานประตมิ ากรรม ดําเนนิ รอย ตามแบบประเพณนี ิยมท่ีทาํ กนั มาแต่อดตี ของไทย สมัยรัชกาลที่ 1 เปน็ ยุคท่ีเรม่ิ สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เปน็ ช่วงเวลาแห่งการสรา้ งบา้ นเมืองใหม่ จึง มกี ารสรา้ งพระพุทธรูปน้อยมาก พระประธานที่สรา้ งในสมยั นีท้ สี่ าํ คญั คือ พระประธานที่พระอโุ บสถ และ พระวหิ าร วดั มหาธาตยุ ุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวหิ าร ฝมี อื พระยาเทวารงั สรรค์เป็นพระพทุ ธรปู ที่มขี นาด ใหญ่ จนดเู กือบคบั อาคาร มีฐานชกุ ชเี ตย้ี เป็นผลในการแสดงอาํ นาจราชศกั ด์ิ พระพุทธรปู สว่ นใหญ่ เคล่ือนย้ายมาจากสโุ ขทยั และจงั หวดั ทางภาคกลางทอี่ งคพ์ ระพทุ ธรปู เหลา่ น้ี ถกู ทอดทิ้งอยูต่ ามโบราณสถาน ที่ปรกั หักพงั ต้องกราํ แดด กรําฝน นํามาบรู ณะใหมก่ ว่า 1,200 องคแ์ ละสง่ ไปเป็นพระประธานตามวดั ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ทเ่ี หลอื นํามาประดษิ ฐานไว้ ณ ระเบยี งวัด พระเชตพุ นวมิ ลมงั คลารามราชวรมหาวหิ าร พนั กวา่ องค์ ทง้ั ช้นั นอก และชนั้ ใน ประตมิ ากรรมอื่น ๆทสี่ าํ คญั คอื หัวนาค และเศยี รนาคจาํ แลง และยักษ์ทวาร สํารดิ ปดิ ทอง ประจาํ ประตูทางเข้าพระมณฑป หอพระไตรปฎิ ก หลงั ปราสาทพระเทพบิดร วดั พระศรรี ัตน ศาสดารามฝมี อื ครูดาํ ชา่ งป้ันเอกสมัยรัชกาลท่ี 1 ภาพ : ยักษ์บนฐานปลายพลสงิ ห์ เหนอื บนั ไดทางขนึ้ พระมณฑป วดั พระศรรี ัตนศาสดาราม ทีม่ า : http://kanchanapisek.or.th/kp6/pictures14/s14-110-2.jpg สมยั รชั กาลที่ 2 พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลัย โปรดเกล้าฯ ใหบ้ ูรณะศลิ ปสถาน และงาน ศิลปะอน่ื ๆ โดยเฉพาะดา้ นประติมากรรมเป็นพเิ ศษ เช่น ทรงปน้ั ห่นุ พระยารักใหญ่ รกั น้อย และรูปพระ ลกั ษณ์ พระราม ซ่งึ เป็นหนุ่ หลวงทส่ี วยงามมาก ปัจจบุ นั อยใู่ นพพิ ิธภณั ฑส์ ถานแห่งชาติ ทรงปน้ั หนุ่ พระพักตร์ พระพุทธประธาน 2 องค์ คือ พระพุทธจฬุ ารักษ์ พระประธานพระอุโบสถวดั ราชสทิ ธารามราชวรวิหาร และ
133 พระพุทธธรรมิศรราชโลกธาตดุ ลิ ก พระประธานพระอโุ บสถวดั อรณุ ราชวรารามราชวรมหาวหิ าร งานชน้ิ ที่ สําคัญอีกชน้ิ หนึ่ง คอื ทรงรว่ มสลกั บานประตูพระวิหารหลวงวดั สุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวหิ าร รปู พรรณ พฤกษาซ้อน 3 ชนั้ มภี าพสตั ว์ ประเภทนก และกระตา่ ยประกอ ภาพ : พระยารักใหญ่ พระยารกั นอ้ ย ทีม่ า : https://farm2.staticflickr.com/1532/23947628289_dcac7513a1_o.jpg สมยั รชั กาลที่ 3 ในรัชกาลนม้ี ีการสรา้ งหล่อพระประธานขนาดใหญ่ ตามวดั ทีส่ รา้ งใหม่เชน่ “พระ พทุ ธตรีโลกเชษฐ”์ พระประธานพระอโุ บสถวดั สุทศั นเทพวรารามราชวรมหาวหิ าร และ“พระพุทธเสฏฐมนุ ”ี พระประธานในศาลาการเปรียญวัดสุทศั นเทพวรารามราชวรมหาวหิ าร“พระเสฏฐตมมุนี” พระประธานพระ อโุ บสถวดั ราชนัดดารามวรวหิ าร และ “พระพุทธมหาโลกาภนิ นั ทปฏมิ า” พระประธานพระอโุ บสถวัดเฉลิมพระ เกยี รตวิ รวหิ าร นอกจากนย้ี ังทรงสรา้ งพระพุทธไสยาสน์ ยาว 90 ศอก ทวี่ ดั พระเชตุพนวมิ ลมังคลารามราช วรมหาวิหาร และพระพทุ ธรปู ยนื ทรงเครอื่ งกษัตริยาธริ าชเจา้ 2 องค์ เพือ่ เป็นราชอนสุ รณ์แดพ่ ระอยั กา และ พระราชบิดาของพระองค์ ซึ่งเปน็ พระหลอ่ สมั ฤทธห์ิ ุ้มทองคาํ ประดับด้วยอญั มณมี คี า่ ถวายพระนามวา่ “พระ พทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลก”และ “พระพุทธเลิศหลา้ นภาลยั ” ประดษิ ฐานในพระอุโบสถวดั พระศรีรตั นศาสดาราม การสรา้ งพระพุทธรปู ยนื ทรงเครอื่ งปางห้ามญาตขิ นาดใหญน่ ี้ นยิ มสรา้ งไว้เปน็ จาํ นวนมาก ถอื เปน็ พระราช นิยมของพระบาทสมเด็จพระนง่ั เกลา้ เจา้ อย่หู วั ภาพ : พระพทุธมหาโลกาภนิ นั ทปฏมาิ พระประธานพระอโุ บสถวดั เฉลมิพระเกียรติวรวิหาร
134 ทมี่ า : http://mapio.net/pic/p-94874421/ ประติมากรรมระยะปรับตวั สมยั รชั กาลท่ี 4 ถงึ รชั กาลท่ี 5 เป็นยุคสมัยของการปรบั ตัว เปดิ ประเทศ ยอมรับอิทธพิ ลตะวนั ตก ยอมรบั ความคิดใหม่มาเปลย่ี นแปลงสังคม ระเบียบประเพณี เพอื่ ประคองใหป้ ระเทศรอดพน้ จากภยั สงคราม หรอื จากลทั ธลิ า่ อาณานคิ มตะวันตก ซง่ึ หลายประเทศในซกี โลกเอเชยี ยคุ น้นั ประสบอยู่ การสรา้ งงาน ศลิ ปกรรมทกุ สาขา รวมทั้งประติมากรรมกถ็ กู กระแสการเมอื งนด้ี ว้ ยพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั มี พระราชดํารปิ ้ันรูปเหมอื นแบบตะวนั ตกขนึ้ เป็นครงั้ แรกในประเทศไทย จึงโปรดเกล้าฯ ใหห้ ลวงเทพรจนา (พลบั ) ซึ่งต่อมาเปน็ พระยาจนิ ดารังสรรคป์ นั้ ถวาย โดยปนั้ จากพระองคจ์ ริง และเลยี นแบบรูปปั้นของพระองค์ ท่ฝี รั่งปน้ั จากรูปพระฉายที่ส่งมาถวายแตไ่ มเ่ หมอื น เม่ือทอดพระเนตรเหน็ พระรปู ทหี่ ลวงเทพรจนาปัน้ ขน้ึ ใหมก่ ็ ทรงโปรด ตอ่ มานาํ พระรปู องคน์ ้ปี ระดษิ ฐานไว้ ณ พระทน่ี ั่งเวชยนั ต์วเิ ชยี รปราสาทในพระนครครี ี จังหวัด เพชรบรุ ี ปจั จบุ นั มกี ารหลอ่ ไวห้ ลายองค์ ประดิษฐานท่ีพระตาํ หนกั เพชร วดั บวรนเิ วศวิหาร กรงุ เทพฯ และหอ พระจอมวดั ราชประดิษฐ์สถติ มหาสีมารามราชวรวหิ าร กรงุ เทพฯ จากพระรปู องคน์ ี้ นบั เปน็ การเปลีย่ นศักราช ประตมิ ากรรมไทย ทเ่ี ดมิ ปั้นรปู ราชานสุ รณ์ โดยใชก้ ารสร้างพระพุทธรปู หรอื เทวรปู แทน มาสูก่ ารปนั้ รปู ราชา นสุ รณ์เหมือนรปู คนจริงขนึ้ และจากจุดนีเ้ องสง่ ผลให้มีการปรบั ตวั ทางประตมิ ากรรมระยะปรับตวั ไปสู่ ประตมิ ากรรมสมยั ใหม่ การป้ันหล่อพระพุทธรูปในยคุ นี้ ไม่ใหญโ่ ตเท่าสมยั รัชกาลที่ 3 มีพุทธลักษณะท่ีเป็น แบบฉบบั ของตนเอง มีลกั ษณะโดยสว่ นรวมใกล้ความเปน็ มนษุ ย์ มกี ารป้นั จีวรเปน็ รว้ิ บนพระเศียร ไม่มตี ่อม พระเมาลี พระพทุ ธรูปทีส่ ําคญั เหล่านี้ คอื พระสมั พุทธพรรณี พระนริ นั ตราย และพระพทุ ธสหิ งั คปฏมิ า พระประธาน ในพระอุโบสถวดั ราชประดษิ ฐ์สถติ มหาสมี ารามราชวรวิหาร ในรชั สมยั นี้ มีการสรา้ งพระพทุ ธรปู ยืนปางห้ามญาตเิ ชน่ กนั แตจ่ ีวรพระสมัยนีเ้ ปน็ รว้ิ ใกลเ้ คียงธรรมชาตมิ ากขึ้น ประติมากรรมทส่ี าํ คญั อีกชน้ิ หนึง่ คือ “พระสยามเทวาธิราช” เปน็ เทวรูปขนาดเล็กหล่อดว้ ยทองคาํ ทัง้ องคส์ งู 8 น้วิ ฟุต ลักษณะงดงามมาก เปน็ ฝีพระหัตถข์ องพระองค์เจ้าประดิษฐวรการ
135 ภาพ : พระสยามเทวาธราิ ช ทมี่ า : http://oknation.nationtv.tv/blog/home/blog_data/220/15220/images/2_Travel/001_Bangkok/2011/Mueseam/SakThong/038.JPG สมยั รชั กาลท่ี 5 ระยะตน้ รัชกาล อายุกรงุ รตั นโกสินทร์จะครบ 100 ปี พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อย่หู ัว ทรงทํานุบํารงุ ศลิ ปะแบบดั้งเดมิ อย่างมาก มีการปฏสิ ังขรณ์วัดวาอารามตา่ ง ๆ ปราสาทราชมณเฑียร โดยเฉพาะวัดพระศรีรตั น ศาสดาราม เกิดงานประตมิ ากรรมตกแตง่ ท่สี วยงาม ในศาสนสถานแห่งนม้ี ากทสี่ ุด งานประตมิ ากรรมสว่ นใหญ่เป็นฝีพระหตั ถ์ พระองคเ์ จา้ ประดิษฐวรการทงั้ สิ้น เชน่ รปู สัตว์หมิ พานต์ 7 คู่ บนชานชาลาไพที รอบปราสาทพระเทพบิดร รปู พระบรมราชานุ สาวรยี ์ประจํารัชกาลที่ 1, 2 และ 3 เป็นรูปบษุ บกประดิษฐานพระราชลัญจกร บนพานแวน่ ฟ้า พร้อมช้างเผอื กและฉัตร ตรงมุม ดา้ นตะวันตกเฉียงเหนือของปราสาทพระเทพบิดรป้นั หลอ่ พระบรมรูป 3 รชั กาล คอื รชั กาลท่ี 1 รัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3 รวมท้งั ปน้ั แก้ไขรชั กาลท่ี 4 ทพี่ ระยาจินดารงั สรรค์ปัน้ ไว้ พระบรมรูปท้งั 4 รชั กาล ปัจจุบนั ประดิษฐานอยใู่ นปราสาทพระเทพ บดิ รเป็นรูปเหมือนท่แี ปลกไปจากภาพเหมือนโดยทว่ั ไป เพราะเปน็ ศิลปะระยะปรับตวั เป็นการผสมระหว่างความตอ้ งการท่ีจะให้ รูปปัน้ เหมือนรัชกาลน้นั ๆ กับการสร้างรูปให้มคี วามงามแบบพระหรอื เทวรปู ทีต่ ้องการความเกล้ียงเกลากลมกลึงของรปู ทรง เป็นคณุ คา่ ความงาม รูปเหมือนจึงแสดงความเหมอื นบุคคลออกมา พรอ้ มกับให้อารมณค์ วามรู้สกึ แบบไทยด้วย ในสมยั รัชกาลท่ี 5 มีการสร้างพระพทุ ธรปู ข้นึ ใหมเ่ หมือนกัน ทส่ี ําคญั คือ พระพทุ ธนฤมลธรรโมภาส พระประธานวัด นิเวศธรรมประวตั ิ บางปะอิน จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยาฝีพระหตั ถ์พระองค์เจา้ ประดิษฐวรการ นอกจากนี้ ยงั มีการปน้ั หล่อ พระพุทธรปู ขนาดใหญ่ ซง่ึ มีอยู่ครง้ั เดียวในรชั กาลนี้ สร้างในระหว่าง พ.ศ. 2442 - 2444 ในคราวนัน้ โกลาหลมาก เนือ่ งจากไม่ มีการปั้นพระขนาดใหญ่มานาน แตก่ ็สาํ เรจ็ ลงด้วยดี พระพทุ ธรูปองค์นี้ คือ พระพทุ ธชินราชจําลองป้นั หลอ่ ขนึ้ เพอ่ื นาํ มา ประดษิ ฐานเปน็ พระประธานวัดเบญจมบพิตรดสุ ิตวนารามราชวรวิหารต้องลงไปป้นั หล่อทพ่ี ษิ ณุโลก ผ้ปู ้นั หล่อจําลอง คือ หลวง ประสิทธิปฏิมา ภาพ : พระพทุธนฤมลธรรโมภาส ท่มี า : http://kanchanapisek.or.th/kp6/pictures14/s14-113-1.jp 1. ประติมากรรมร่วมสมัย อยู่ในสมัยรัชกาลท่ี 6 จนถงึ รัชกาลปัจจุบนั เปน็ ศิลปะทีม่ ีผลสืบเน่อื งมาจากความเจริญแบบตะวนั ตก ท่ีหลัง่ ไหลเขา้ มาในประเทศไทย ทาํ ให้เกดิ แนวความคดิ ใหม่ในการสรา้ งสรรคศ์ ิลปะเพอ่ื สาธารณะประโยชน์ นอกเหนือจากการสร้างเพ่ือศาสนาอยา่ งเดยี ว สมัยรชั กาลท่ี 6 ศลิ ปะตะวนั ตกเขา้ มาสชู่ วี ติ ความเป็นอยู่ของคนไทย และกําลังฝังรากลกึ ลงไปใน สังคม และวัฒนธรรมไทย การตกแตง่ วงั เจ้านาย อาคารราชการ อาคารพาณิชยส์ วนสาธารณะ และอาคาร
136 บ้านเรอื นของคนสามญั เร่มิ ตกแตง่ งานจติ รกรรม และงานประตมิ ากรรมภาพเหมือนมากขนึ้ งาน ประติมากรรมไทยทท่ี าํ ขนึ้ เพอื่ ศาสนา เชน่ การสรา้ งศาสนสถาน ปนั้ พระพุทธรูปทเี่ คยกระทํากนั มาก็ถึงจุด เสอื่ มโทรมลง แม้จะมีการทํากนั อยู่ก็เป็นระดบั พนื้ บา้ น ท่ีพยายามลอกเลียนสิง่ ดงี ามในยุคเกา่ ๆ ที่ตนนยิ ม ขาดอารมณค์ วามรสู้ ึกทางการสรา้ งสรรค์ และไม่มีรปู ลกั ษณะทเ่ี ปน็ แบบแผนเฉพาะยุคสมยั พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอยู่หวั ทรงหนั มาสง่ เสริมศลิ ปะการช่างสมัยใหม่โดยตัง้ โรงเรยี นเพาะชา่ งขน้ึ เมอื่ พ.ศ. 2456 จดั สอน ศลิ ปะการชา่ งทงั้ แบบตะวนั ตก และแบบไทยการสร้างงานศลิ ปะระดับชาติ ไดจ้ า้ งฝรง่ั มา ออกแบบ ตกแตง่ พระบรมมหาราชวัง หรอื พระท่ีนง่ั ทรงเหน็ ความจาํ เปน็ ที่ตอ้ งใชช้ ่างทํารปู ปน้ั ตา่ ง ๆ เชน่ เหรียญตรา และอนสุ าวรีย์ ซึ่งชา่ งไทยยงั ไมช่ ํานาญงานภาพเหมอื นขนาดใหญ่ จงึ สงั่ ช่างปนั้ มาจากประเทศ อติ าลี ผไู้ ด้รบั เลอื ก คอื ศาสตราจารย์ คอราโด เฟโรจี เขา้ รบั ราชการเปน็ ประตมิ ากร กรมศลิ ปากร กระทรวง วงั เมื่อวันท1ี่ 4 มกราคม พ.ศ. 2466 ตอ่ มาโปรดเกล้าฯ ใหศ้ าสตราจารย์คอราโด เฟโรจี เข้าไปปนั้ พระบรม รูปของพระองคโ์ ดยใกลช้ ดิ เปน็ พระบรมรูปเทา่ พระองคจ์ รงิ ปจั จุบนั ประดิษฐานในปราสาทพระเทพบดิ ร นับเปน็ งานภาพเหมือนที่สาํ คัญในรชั กาลนี้ ต่อมาศาสตราจารย์คอราโด เฟโรจี ไดโ้ อนสัญชาติ และเปล่ียนชอ่ื เปน็ ไทยวา่ ศิลป พีระศรี ทา่ นผู้น้ี ต่อมามคี วามสาํ คัญต่อวงการศลิ ปกรรมไทยสมัยใหมท่ กุ สาขาอย่างทสี่ ุด รัชกาลท่ี 7 - รชั กาลปัจจบุ นั ระยะแรกศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เป็นชา่ งปน้ั ท่ีสาํ คญั แต่ผูเ้ ดียวใน ยคุ นัน้ ได้ดาํ เนนิ การป้ันรูปอนสุ าวรียพ์ ระปฐมบรมราชานุสรณ์เปน็ ภาพเหมือนขนาดใหญ่ 3 เท่าคนจรงิ เปน็ คร้งั แรกในเมืองไทย ส่งไปหล่อทองแดงทป่ี ระเทศอติ าลี เสร็จทนั มาตดิ ตั้งท่ีเชิงสะพานพทุ ธยอดฟา้ เพ่อื เปดิ สะพาน และฉลองกรุงครบ 150 ปี เมือ่ พ.ศ. 2475 หลงั จากการฉลองกรุงไม่กว่ี นั ก็เกดิ การเปลี่ยนแปลงการปกครองขนึ้ ในประเทศไทย โดยคณะทหาร และพลเรือน อาํ นาจการปกครองและการบรหิ ารประเทศ จงึ ไม่ตกอยู่กบั พระมหากษัตรยิ อ์ กี ต่อไป การสรา้ ง งานศลิ ปกรรม ซง่ึ แต่เดมิ อยู่ในความดูแลของราชสาํ นัก ซง่ึ มพี ระมหากษัตรยิ ท์ รงส่งเสรมิ กส็ ิน้ สดุ ลง วถิ กี าร ดําเนนิ ชวี ิต ความรูส้ กึ นกึ คดิ ของประชาชนเปลย่ี นแปลงไป คณะรฐั บาลม่งุ พฒั นาประเทศทางด้านวตั ถมุ ากกวา่ การพัฒนาดา้ นจิตใจโดยเฉพาะทางศิลปะ การสร้างงานศิลปกรรมยคุ ตอ่ มา ล้วนต้องตอ่ ส้ดู น้ิ รนอยู่ในวงแคบ ๆแต่กระนน้ั การต่อสดู้ นิ้ รน เพื่อใหส้ ังคมเหน็ คณุ คา่ ในงานศิลปะ ยังดําเนนิ ตอ่ ไป โดยมศี าสตราจารยศ์ ลิ ป พรี ะ ศรี เป็นผนู้ าํ เพือ่ ทําให้ผนู้ าํ ประเทศและคนทว่ั ไปเหน็ คณุ ค่า ท่านตอ้ งทํางานอย่างหนักกลา่ วคอื นอกจากงาน ปน้ั อนสุ าวรียท์ ่ีสําคัญแลว้ ท่านยังไดว้ างแนวทางการศึกษาศลิ ปะ โดยหาทางจดั ตัง้ โรงเรยี นประณีตศลิ ปกรรม ขน้ึ เม่อื พ.ศ. 2477 ซ่ึงตอ่ มาขยายตวั ขึ้นเปน็ มหาวิทยาลัยศลิ ปากรเมอื่ พ.ศ. 2486 จัดใหม้ ีการเรียนการสอน ท้งั ด้านจติ รกรรม และประตมิ ากรรม ซ่ึงการศกึ ษาและการสรา้ งงานประตมิ ากรรม ตอ่ มาเปลยี่ นไปตามการ พัฒนาวัฒนธรรมของสงั คม ทตี่ ้องการพงึ่ พาพลงั งานใหม่ ๆ ภายใต้อทิ ธิพลทางวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมอื ง และอน่ื ๆ ซ่งึ เปน็ การก้าวหนา้ แหง่ ยคุ โดยเฉพาะในรชั กาลปัจจุบนั การสอื่ สาร และการคมนาคม เปน็ ไปอยา่ งรวดเรว็ ทั่วถงึ เกอื บทุกมมุ โลก มีลทั ธิทางศลิ ปะเกิดขน้ึ มากมาย ท้งั ในยโุ รป และสหรฐั อเมริกา และไดแ้ พรห่ ลายเขา้ มามบี ทบาทในประเทศไทยด้วย ประตมิ ากรรมจงึ เข้าสู่รปู แบบของศลิ ปะรว่ มสมยั เป็น การแสดงออกทางด้านการสรา้ งสรรคท์ ี่มีอสิ ระ ทั้งความคดิ เน้อื หาสาระ และเทคนคิ การสรา้ งงาน สุดแต่ ศิลปินจะใฝห่ า งานศิลปะทีแ่ สดงออกมานนั้ จงึ เปน็ สัญลักษณส์ าํ คัญทส่ี ะท้อนถงึ เอกลกั ษณใ์ หมข่ องวัฒนธรรม ไทยอกี รูปแบบหน่ึง
137 ภาพ : “มนษุ ย์กับความปรารถนา” ประติมากรรมรว่ มสมยั หรือสมัยใหม่ ป้ันดว้ ยปูนปลาสเตอร์ เข็มรตั น์ กอง สขุ เป็นผูป้ ั้น ที่ มา : http://kanchanapisek.or.th/kp6/pictures14/s14-113-2.jpg 2. ด้านจิตรกรรม งานจติ รกรรมในสมัยรัตนโกสนิ ทร์มีท้ังศลิ ปะไทยประเพณี ศลิ ปะไทยประยกุ ตแ์ ละศลิ ปะแบบตะวนั ตก สมยั รัตนโกสนิ ทรต์ อนตน้ สกลุ ชา่ งสมัยนีพ้ ฒั นามาจากสกลุ ช่างธนบรุ ีและอยธุ ยาใชส้ หี นักเปน็ พน้ื หลัง ส่วนใหญจ่ ะใชส้ โี ทนเย็น นิยมการปิดทองบนภาพมากขึน้ โดยเฉพาะสถานทแี่ ละบคุ คลสาํ คัญ ตวั ละครใชส้ ี แสดงฐานะทางสงั คม ลักษณะจติ รกรรมฝาผนงั สมัยรัชกาลที่ 1 มีแบบแผนการวางภาพทนี่ ยิ มกัน คือลวดลายเพดาน นิยม ทาํ ด้วยไม้จําหลกั ลงรกั ปดิ ทอง ประดบั ดว้ ยกระจก เปน็ ลายดาวจงกล หรอื ลายดาวดอกใหญอ่ ยู่ตรงกลาง ฝาผนังด้านหน้าพระประธานนิยมเขยี นภาพมารผจญ ด้านหลังพระประธานเป็นภาพไตรภูมิ ดา้ นขา้ งทงั้ 2 ด้าน ตอนบนเปน็ ภาพวทิ ยาธร เทพชุมนุม ตอนลา่ งระหวา่ งช่องประตหู นา้ ต่าง เขียนภาพพุทธประวัติ หรือทศ ชาติชาดก บานประตหู นา้ ต่างเขยี นภาพทวารบาล ผนงั วงกบประตูหน้าต่างเปน็ ภาพทวารบาลหรอื เช่ียวกลาง หรอื ลายดอกไมร้ ว่ ง บานประตหู นา้ ต่างด้านในมกั เปน็ รูปดอกไมร้ ่วง ดอกไม้ประดษิ ฐห์ รอื เครอื่ งแขวน สมยั รชั กาลที่ 3 งานจิตรกรรมฝาผนงั มคี วามเปล่ียนแปลงทเ่ี กดิ ขึน้ อยา่ งเหน็ ไดช้ ัดสอดคล้องกบั ความเปล่ียนแปลงในดา้ นสถาปตั ยกรรม คือ อิทธิพลจากศลิ ปะจนี ลกั ษณะการใชส้ มี ดื เปน็ สพี ้นื มกี ารใช้คู่สี ระหวา่ งสเี ขยี วกับสีแดงให้โดดเด่นและเปน็ คสู่ ีหลกั กับการระบายพ้ืนดว้ ยสีมืดเปน็ เอกลกั ษณ์ เชน่ จิตรกรรม เครื่องมงคลอย่างจนี หรือเครื่องตั้งในพระอุโบสถวดั ราชโอรสารามราชวรวิหาร วดั นาคปรกกบั ลกั ษณะงานท่ี ยงั สบื ทอดแบบประเพณี เชน่ วดั สวุ รรณารามราชวรวิหารช่างเขยี นจิตรกรรมฝาผนงั ต้องเขียนภาพอิงความ สมจรงิ ตามไปด้วย ไมว่ า่ จะเป็นความหลากหลายของผู้คน เชอื้ ชาติ และอาชีพท่เี ปน็ ความเปลย่ี นแปลงท่ี เกดิ ขนึ้ จรงิ ในสังคมขณะนนั้ หรอื อาคารบ้านเรอื นทง้ั แบบจนี และฝร่งั ทเี่ รมิ่ มกี ารกาํ หนดแสงเงาและใชล้ กั ษณะ การถ่ายทอดท่ีแสดงความสมจรงิ ของส่วนประกอบในฉาก เชน่ ตน้ ไม้ น้ําทะเล ผสมลงไป รัชกาลที่ 4 เรมิ่ มีอทิ ธิพลของตะวันตกเข้ามาผา่ นผลงานจิตรกรรม คอื ภาพเขยี น เปน็ ภาพ 3 มติ ิ มี การใช้สี แสง - เงา และแสดงทศั นียภาพในระยะใกล้ - ไกล จติ รกรคนสําคญั คือ ขรวั อนิ โข่ง ซง่ึ เปน็ ผ้วู าด
138 ภาพปริศนาธรรมทว่ี ดั บวรนเิ วศราชวรวหิ ารและวดั บรมนวิ าสราชวรวิหาร ตอ่ มาในสมยั รัชกาลที่ 5 มีการ วาดภาพพระราชประวัติเขยี นแบบจติ รกรรมประเพณีผสมกบั ทางตะวนั ตกและภาพเหมอื นบคุ คลไวท้ ผ่ี นงั พระที่ นั่งทรงผนวช อยทู่ วี่ ัดเบญจมบพติ รดสุ ติ วนารามราชวรวหิ าร รชั กาลที่ 5 โปรดเกลา้ ฯ ใหจ้ ติ รกรชาวยโุ รปวาดพระบรมสาทิศลักษณ์พระมหากษตั ริยแ์ ห่งราชวงศ์ จกั รที ุกพระองค์ และพระบรมวงศานวุ งศท์ ี่สาํ คญั ในรชั สมยั ของพระองค์ ประดิษฐานทีพ่ ระทีน่ งั่ จักรีมหา ปราสาทและพระทน่ี ัง่ ในพระราชวังต่าง ๆ ซ่ึงการวาดภาพเหมอื นและภาพทวิ ทัศน์เหลา่ นี้ไดร้ บั ความนยิ มอยา่ ง แพร่หลาย ประกอบกบั ในรชั กาลต่อมา คอื รัชกาลท่ี 6 มีการจดั ตง้ั โรงเรียนสอนศลิ ปะแบบใหม่ เช่น โรงเรยี นเพาะชา่ ง โรงเรียนชา่ งศลิ ป์ ทําใหม้ จี ิตรกรชาวไทยทีม่ คี วามสามารถทั้งการวาดภาพจติ รกรรมแบบ ไทยและสากล รัชกาลท่ี 6 ยงั นิยมการถา่ ยภาพ ทําให้เกดิ การบนั ทกึ ภาพบุคคลบา้ นเมอื งและเหตกุ ารณด์ ว้ ย เทคโนโลยีแบบใหมเ่ พ่ิมขน้ึ อยา่ งรวดเร็ว ดังปรากฏจากพระบรมฉายาลักษณพ์ ระฉายาลักษณ์และภาพถา่ ยต่าง ๆ จาํ นวนมาก เปน็ หลกั ฐานประวตั ิศาสตรท์ ่ีสาํ คัญ รชั กาลท่ี 9 - รชั กาลปจั จบุ ัน ในปัจจบุ นั ภาพจิตรกรรมมิไดจ้ าํ กดั จะมีอย่แู คใ่ นเฉพาะวดั กบั วังเหมอื น ในอดีตทีผ่ ่านมา แต่ไดม้ ีการนําไปประดบั ตกแต่งอาคารสถานทเี่ พอื่ ใชใ้ นการส่อื สารโฆษณาประชาสมั พนั ธ์ อยา่ งแพรห่ ลายผา่ นส่ือตา่ ง ๆ ภาพจิตรกรรมที่นาํ เสนอออกมา นอกจากจะเปน็ ภาพเก่ียวกบั ศาสนาและ เอกลกั ษณไ์ ทยแล้ว ยงั เสนอภาพทม่ี แี นวคิดสะทอ้ นสงั คม หรอื มเี รอื่ งราวท่ีศิลปนิ มีความประทบั ใจ เชน่ ธรรมชาติ ส่งิ แวดลอ้ ม บคุ คล สถานท่ี จนิ ตนาการภาพนามธรรม (Abstract) ตลอดจนเทคนคิ ในการ สร้างสรรคง์ านจติ รกรรมกม็ ีความหลากหลายกวา่ เดมิ และนาํ เอาเทคโนโลยีสมยั ใหมม่ าใช้ในการนาํ เสนอ ผลงานดว้ ย ภาพ : จิตรกรรมฝาผนงั สมัยรชั กาล ที่ 1
139 ภาพ : จิตรกรรมประดบั เพดานอิทธิพลศลิ ปะจีนวดั ราชโอรสารามราชวรวหิ าร ทีม่ า : https://www.chillpainai.com/scoop/620/ 3.วรรณกรรม วรรณกรรมสมัยรตั นโกสนิ ทรน์ ีเ้ ป็นการฟนื้ ฟวู รรณคดไี ทยและจารตี การเขียนบนั ทึแบบเกา่ คือ เปน็ งานกวนี พิ นธแ์ บบร้อยกรองทีม่ คี วามสมบูรณ์ ต่อมาเร่มิ เขยี นแบบรอ้ ยแกว้ เพอื่ ให้สอดคลอ้ งกบั การ เปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองและอทิ ธพิ ลจากภายนอก เป็นผลให้เกิดงานดา้ นวรรณกรรมรปู แบบใหม่ขึ้นเป็น จาํ นวนมากในสมัยรตั นโกสนิ ทรต์ อนต้น (รัชกาลที่ 1) มกี ารฟ้นื ฟูบทประพนั ธช์ นดิ รอ้ ยแก้วซง่ึ เปน็ บทประพันธ์ ไทยแท้และมกั เขยี นเรอื่ งราวของประเทศใกลเ้ คยี งกบั ไทย พระราชนพิ นธ์ท่ีทรงประพันธ์ขน้ึ มจี ดุ มุ่งหมายใน การปลุกขวญั ประชาชนมคี วามกลา้ หาญ เชน่ รามเกยี รต์ิ อณุ รทุ แมแ้ ต่เรื่อง สามก๊ก ราชาธริ าช ของ เจ้าพระยาพระคลงั (หน) กม็ ีจดุ ม่งุ หมายไปในทางเดียวกัน วรรณคดีทมี่ ชี ่อื เสียงในสมัยพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลก ได้แก่ 1. พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้แก่ เพลงยาวรบพม่าท่ที า่ ดนิ แดงบทละครเรอื่ งอณุ รทุ บทละครเรือ่ งรามเกียรติ์ กฎหมายตราสามดวง บทละครเรอ่ื งดาหลังและอเิ หนา 2. เจา้ พระยาพระคลัง (หน) ไดแ้ ก่ สามก๊ก ราชาธริ าช บทมโหรี เรอื่ งกากี ลลิ ิต-ศรวี ชิ ัยชาดก ลลิ ิต พยหุ ยาตราเพชรทอง รา่ ยยาวมหาเวสสันดรชาดกกณั ฑก์ มุ ารและกณั ฑ์มทั รี 3. พระยาธรรมปรชี า (แกว้ ) ไดแ้ ก่ ไตรภูมโิ ลกวนิ จิ ฉัย พระไตรปฎิ ก 4. พระเทพโมลี (กลน่ิ ) ได้แก่ รา่ ยยาวมหาเวสสันดรกณั ฑ์มหาพน นริ าศตลาดเกรียบโคลงกระทู้ เบ็ดเตล็ด 5. กรมพระราชวงั หลัง ไดแ้ ก่ ไซฮ่ ่ัน สมยั รัชกาลที่ 2 นบั เปน็ ยุควรรณกรรมท่ีรุง่ เรอื งที่สุด ราชสาํ นกั ได้ฟน้ื ฟวู รรณคดที ัง้ เกา่ และใหมไ่ ว้ เปน็ มรดกสาํ คญั ทรงนิพนธบ์ ทละครไวห้ ลายเรือ่ ง แต่ท่ีไดร้ ับการยกยอ่ งมากทส่ี ุดคอื บทละครเรอื่ งอิเหนา กวี เอกสมัยนี้ คือ สุนทรภู่ ซึง่ มผี ลงานหลายประเภทดว้ ยกัน มที ง้ั บทละครเสภา นริ าศ บทเห่ และกลอน เช่น เสภาเรอ่ื งขุนชา้ งขุนแผน นิราศภเู ขาทอง กลอนสภุ าษติ สอนหญงิ ฯลฯ นอกจากนี้ สุนทรภู่ยงั ไดน้ ํากลอนเพลง ยาวมาแต่งนยิ าย คอื พระอภยั มณี ซ่งึ เป็นผลงานชนิ้ เอกนบั เปน็ เร่อื งแรกของวรรณคดีไทยท่ีเปน็ การผกู เรื่อง เอง แทนทีจ่ ะแต่งเปน็ สาํ นวนใหม่จากตน้ เรือ่ งทเี่ ปน็ นทิ าน นิยายหรอื พงศาวดาร สมัยรชั กาลที่ 3 - รชั กาลที่ 5 งานวรรณกรรมเร่มิ กระจายไปสู่ประชาชน วรรณกรรมสมยั นี้ สอดคลอ้ งกบั นโยบายการพฒั นาบา้ นเมืองใหท้ ันสมยั จึงเริ่มมีงานประพนั ธ์ด้านรอ้ ยแก้ว อนึง่ ได้มกี ารจดั ตั้ง หอสมดุ แบบพระนคร “หอสมดุ วชิรญาณ” รวบรวมรักษาเอกสารสําคัญของชาติ ผลงานสําคญั มที ั้งของรัชกาล ที่ 4 รชั กาลท่ี 5 สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอกรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพ ฯลฯ
140 คร้ันเม่อื ถึงสมัยรัชกาลท่ี 6 นบั เป็นยุคทองของงานวรรณกรรมแบบใหม่ เรมิ่ มกี ารเปล่ยี นแปลงเป็น แบบตะวนั ตกมากขึน้ จากการเขยี นแนวรอ้ ยกรองมาเปน็ รอ้ ยแก้ว ซึง่ มรี ปู แบบเนอ้ื หา แนวคิด มกี ารจดั วาง มาตรฐานของผลงาน โดยจดั ตง้ั วรรณคดีสโมสร วรรณกรรมในยุคนเ้ี ปน็ วรรณกรรมแปลและแปลงเป็นสว่ น ใหญ่ จนสามารถกลา่ วได้ว่าวรรณคดีและวรรณกรรมปัจจุบนั เริ่มตน้ จากสมยั นี้ และยงั เปน็ ยคุ เร่ิมของแนวการ เขียนนวนิยาย และเรื่องสัน้ อกี ดว้ ย นอกจากน้ี ยังมีผลงานของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธปิ ประพนั ธ์ พงศ์ นายชิต บรุ ทัตพระราชวรวงศเ์ ธอกรมหม่ืนพทิ ยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) เจา้ พระยาธรรมศักดมิ์ นตรี เสถียร โกเศศและนาคะประทีป สมัยรชั กาลที่ 7 วรรณกรรมในยคุ นีจ้ งึ เรม่ิ เป็นของคนไทยมากขน้ึ วรรณกรรมแปลและแปลงนอ้ ยลง หนุ่มสาวหันมาสนใจงานเขียนมากขนึ้ กล้าแสดงความคดิ เห็นมากข้ึน งานเขยี นมีท้งั วรรณกรรมสร้างสรรค์ และผลงานทัว่ ไปเปน็ ร้อยแกว้ เนือ้ หามหี ลากหลาย ทงั้ ดา้ นการเมอื งอุดมการณ์ บทวเิ คราะหส์ ถานการณ์ ตําราวชิ าการ นิยายสะทอ้ นการเปล่ียนแปลงในสังคม เรอ่ื งแปล นทิ านนานาชาติ วรรณกรรมสําหรบั เดก็ ฯลฯ โดยเฉพาะสบิ ปแี รกหลังการเปล่ยี นแปลงการปกครองจะเนน้ ในเร่ืองชาตนิ ยิ ม วงการวรรณกรรม พยายามยกระดบั คณุ ภาพงานเขยี น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช (รชั กาลที่ 9) ทรงพระราชนิพนธว์ รรณกรรม เรือ่ ง “พระมหาชนก” ดว้ ยความประณตี และทรงต้ังพระทยั เผยแพร่อยา่ งกว้างขวางให้เปน็ เครอ่ื งเตอื นใจ ประชาชน เข้าถงึ จิตใจผู้คนเพอ่ื เป็นเครื่องเตือนใจประชาชนผมู้ ีจติ ศรทั ธาให้เกิดความคิดในทางสรา้ งสรรค์ถึง ความเพียร เพ่ือท่จี ะฝา่ ฟนั ทกุ อปุ สรรคใหผ้ า่ นพน้ และกอ่ ใหเ้ กิดสมั มาทศั นะในการดําเนนิ ชวี ิต ในทิศทางการ พฒั นาประเทศในพระราชปรารภหรอื คํานาํ ของพระราชนิพนธ์ คอื ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ โปรดกระหม่อม ใหพ้ มิ พใ์ นโอกาสเฉลมิ ฉลองกาญจนาภิเษกแห่งรชั กาล ให้เปน็ เครื่องพิจารณาเพ่อื ประโยชนใ์ นการดาํ เนนิ ชีวติ ของสาธชุ นท้งั หลาย ดังน้ี 1. ในยามวกิ ฤต ตอ้ งคิดพง่ึ ตนเอง เทวดาจะช่วยผู้ที่ชว่ ยตวั เองเทา่ นน้ั 2. ความเพยี รอนั บรสิ ุทธ์ิ หมายถึง ตอ้ งพยายามอยา่ งถึงท่ีสดุ เพอ่ื ทจ่ี ะกา้ วผา่ นวกิ ฤตสรา้ ง เศรษฐกจิ จริงดว้ ยงานหรอื ความเพียรอนั บริสุทธิ์ 3. สรา้ งเศรษฐกจิ ดว้ ยการอนุรกั ษแ์ ละเพิม่ พนู ทรพั ยากร 4. โมหภมู แิ ละมหาวชิ ชาลยั หมายถงึ มนษุ ยจ์ ะสามารถปฏิรปู การเรียนรูข้ องมนุษยต์ ้องหลดุ พน้ จาก อวชิ ชา เพือ่ กา้ วไปสกู่ ารพัฒนาอย่างแท้จรงิ 4. ด้านดนตรแี ละนาฏศลิ ป์ ในสมัยรตั นโกสนิ ทร์ตอนต้นยงั คงรบั แบบอย่างจากสมยั อยธุ ยา โดยรัชกาลที่ 1โปรดเกลา้ ฯ ให้มีการ ฝึกหดั โขนขน้ึ ทง้ั ในวังหลวงและวงั หนา้ และใหป้ ระชุมครูละคร เพอ่ื จัดทาํ ตําราท่าราํ ขึน้ ใหม่แทนตําราที่สญู หายไปเม่ือครงั้ เสยี กรงุ ศรีอยุธยา ต่อมาในสมยั รชั กาลที่ 2 งานฟ้นื ฟนู าฏศลิ ป์มคี วามรงุ่ เรอื งมาก พระองค์ โปรดเกลา้ ฯ ให้ปรบั ปรุงแกไ้ ขบทละครและวธิ ีราํ ใหม่ใหไ้ พเราะและงดงาม นอกจากน้ี พระองค์ทรงมพี ระปรีชา สามารถอย่างย่ิงในการดนตรี โดยเฉพาะซอสามสายครั้นถงึ สมยั รัชกาลท่ี 3 โปรดเกลา้ ฯ ให้ยกเลกิ งาน
141 นาฏศลิ ป์และดรุ ยิ างคศลิ ป์ในพระบรมมหาราชวงั เปน็ ผลให้ศลิ ปนิ ต้องย้ายไปสงั กดั กับขนุ นางผู้มีฐานะที่รบั อุปถัมภ์งานศลิ ปะแขนงดังกลา่ ว 1) ดนตรไี ทย การแสดงดนตรีไทยในสมัยรตั นโกสินทร์ ถอื เปน็ ยุคสมัยของการกอ่ สรา้ งบ้านเมืองให้มนั่ คงเปน็ ปกึ แผน่ อกี ทั้งยังมีการส่งเสรมิ และฟน้ื ฟศู ลิ ปวัฒนธรรมของชาติในทุกแขนงใหเ้ จริญรุ่งเรอื ง โดยเฉพาะดนตรี ไทยในสมยั รตั นโกสนิ ทร์ไดม้ ีการเปลยี่ นแปลงไปตามลาํ ดบั ช่วงเวลาในรชั กาลตา่ ง ๆ ดังน้ี สมยั รชั กาลที่ 1 ดนตรีไทยในสมยั น้ียังคงยึดถอื รูปแบบและลกั ษณะมาจากสมัยกรงุ ศรีอยุธยา แต่ ได้มกี ารเปล่ยี นแปลงเคร่ืองดนตรใี นวงปพ่ี าทยแ์ ละวงมโหรี โดยมีการเพ่มิ กลองทดั อีก 1 ลูก เข้าไปในวงปี่ พาทย์ สว่ นวงมโหรกี ไ็ ดเ้ พม่ิ ระนาดเข้าไปอกี 1 ราง สมัยรัชกาลที่ 2 เป็นยคุ สมัยท่ีการดนตรีไทยมีความเจรญิ รุง่ เรอื งอย่างมากสืบเน่อื งมาจาก พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั ทรงสนพระทยั ในเรอื่ งดนตรไี ทย อีกท้งั พระองค์ยังทรงพระปรชี า สามารถเป็นอย่างยิ่งในดา้ นดนตรไี ทย นอกจากนใี้ นสมยั รัชกาลที่ 2วงปพ่ี าทย์ได้นาํ ไปใชบ้ รรเลงประกอบการ ขับเสภาเปน็ ครั้งแรก รวมทั้งไดม้ ีการนําเอา “เปงิ มาง”เข้ามาไว้ในวงปพ่ี าทย์ เพอื่ ตปี ระกอบจงั หวะในการ บรรเลงดนตรีขับเสภาวงมโหรกี ไ็ ด้เพิ่ม “ฆ้องวง”เข้าเปน็ เคร่อื งดนตรภี ายในวงอกี ชนดิ หน่งึ ดว้ ย สมัยรัชกาลที่ 3 วงปี่พาทยไ์ ด้เปลย่ี นไปเปน็ “วงปีพ่ าทย์เคร่อื งคู่” เพราะมผี ู้คิดประดษิ ฐ์ระนาดเพม่ิ เขา้ มาในวงอีก 1 ราง ซงึ่ มขี นาดใหญ่กวา่ ระนาดแบบเดมิ และตีดว้ ยไมน้ วมให้เสียงท่ตี า่ํ กว่านน่ั คอื “ระนาด ทมุ้ ” นอกจากนีย้ ังสรา้ งฆ้องวงทีม่ ขี นาดเลก็ และให้เสยี งสูงเรียกวา่ “ฆ้องวงเล็ก” รวมท้งั การนาํ เอาปนี่ อกเข้ามา ผสมในวงป่ีพาทยด์ ้วย ดงั นนั้ เครอื่ งดนตรใี นวงปพ่ี าทยเ์ ครอ่ื งหา้ ที่ประกอบไปดว้ ย ป่ใี น ฆ้องวง ตะโพน กลองทดั ระนาด และฉ่งิ จงึ เปลยี่ นไปเปน็ วงปี่พาทย์เคร่อื งคู่ ซง่ึ มีเครอ่ื งดนตรใี นวง ดงั ต่อไปนี้ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆอ้ งวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ป่ีใน ปนี่ อก ตะโพน กลองทดั ฉงิ่ ฉาบเล็ก ฉาบใหญ่ โหมง่ กลองสอง หน้า สมยั รชั กาลที่ 4 “วงปพี่ าทย์เครอ่ื งใหญ่” ซง่ึ เปน็ แบบแผนของวงป่ีพาทยท์ ใี่ ช้มาจนปจั จุบนั สบื เนอ่ื ง จากรัชกาลท่ี 4 ได้ทรงสรา้ ง “ระนาดทุ้มเหล็ก” และ “ระนาดเอกเหล็ก” เพิ่มเข้าไปในวงป่ีพาทยเ์ ครอ่ื งคู่ จงึ ทาํ ให้วงปพี่ าทย์เคร่อื งคู่มีวิวฒั นาการไปเปน็ วงปพ่ี าทย์เคร่ืองใหญ่ประกอบไปด้วย เครอื่ งดนตรชี นดิ ต่าง ๆ ดังนี้ คือ ปี่ใน ปน่ี อก ระนาดเอก ระนาดท้มุ ระนาดเอกเหลก็ ระนาดท้มุ เหล็ก ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเลก็ ตะโพน กลองทดั ฉ่งิ ฉาบเลก็ ฉาบใหญ่ โหมง่ สมยั รชั กาลที่ 5 สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอเจา้ ฟา้ กรมพระยานรศิ รานวุ ดั ตวิ งศ์ ทรงคดิ ประดิษฐว์ ง ปี่พาทยข์ ึ้นมาในอีกรูปแบบหนึ่ง เพื่อใชบ้ รรเลงประกอบการเลน่ ละครเรียกวา่ “วงปพี่ าทยด์ กึ ดาํ บรรพ์” พระองคท์ รงนําเอาฆอ้ งชยั หรอื “ฆอ้ งหยุ่ ” จํานวน 7 ลกู เพม่ิ เขา้ มา นอกจากนพ้ี ระองค์ยงั ทรงตดั เครื่อง ดนตรีทม่ี เี สยี งแหลมเสียงสูงและเสยี งทดี่ ังมาก ๆ ออกไป ส่วนระนาดกใ็ หต้ ดี ว้ ยไม้นวม ดังน้ันวงปีพ่ าทยด์ กึ ดาํ บรรพ์จึงมีเฉพาะเคร่อื งดนตรที บ่ี รรเลงแลว้ มีเสียงเบา ไพเราะนุม่ นวลแตกตา่ งไปจากวงปพ่ี าทย์อนื่ ๆ โดย
142 เครอ่ื งดนตรใี นวงปพ่ี าทย์ดึกดําบรรพ์ ประกอบดว้ ยระนาดเอก ระนาดทมุ้ ระนาดทมุ้ เหลก็ ฆอ้ งวงใหญ่ ซออู้ ขลุ่ยอู้ ขล่ยุ เพียงออ ฉ่ิง ฆ้องชยั หรือฆ้องหุย่ ตะโพน กลองตะโพน สมัยรัชกาลท่ี 6 พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยหู่ วั ทรงสนพระทัยดนตรไี ทยเป็นอยา่ งย่งิ อกี ทัง้ ยังทรงทาํ นุบํารงุ และรกั ษาการดนตรีไทยอยา่ งมงุ่ มน่ั จรงิ จัง โดยพระองค์ทรงใหต้ ัง้ กรมมหรสพขน้ึ มา ประกอบไปดว้ ยกรมบัญชาการ กรมโขนหลวง กรมพณิ พาทยห์ ลวงกองเครอ่ื งสายฝรงั่ หลวงและกรมช่าง มหาดเลก็ เพ่อื สร้าง ซอ่ มแซม และรักษาสง่ิ ที่เป็นศลิ ปะทงั้ หมดนับวา่ ยคุ สมยั นด้ี นตรไี ทยมคี วามเจรญิ รุ่งเรือง เปน็ อย่างมากและถอื ไดว้ ่าเปน็ ยคุ ทองของดนตรไี ทยอกี ยุคหน่ึงเช่นกนั สมยั รชั กาลที่ 7 พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจา้ อยู่หัว ทรงสนพระทยั ดนตรไี ทยเปน็ อนั มาก และ พระองคท์ รงต้ังวงเคร่ืองสายส่วนพระองค์ท่สี มบรู ณท์ ี่สดุ วงหนงึ่ ขนึ้ มา โดยพระองคท์ รงสีซอด้วง ส่วนสมเดจ็ พระนางเจา้ ราํ ไพพรรณี พระบรมราชนิ ี ทรงสีซออู้ นอกจากน้ียงั มเี จา้ นายอกี หลายพระองคท์ ่เี ปน็ สมาชิกในวง เคร่อื งสายนดี้ ว้ ย ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2475 ได้มีการเปลีย่ นแปลงการปกครองจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธริ าชยไ์ ปเป็นการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย ดนตรีไทยได้รับผลกระทบจากการ เปลีย่ นแปลงในคร้งั นี้ ดนตรไี ทยค่อย ๆ เส่ือมถอยลงเป็นลําดบั จนแทบสญู สิ้นไป แต่ภายหลังจากสงครามโลก คร้ังท่ี 2สนิ้ สุดลง การฟน้ื ฟดู นตรไี ทยจงึ ไดเ้ ริ่มต้นขน้ึ ใหม่อกี ครง้ั และมกี ารพัฒนาดนตรไี ทยให้เจริญก้าวหนา้ อยา่ งต่อเนื่องมาจนถึงยุคสมยั ปัจจบุ นั 2) โขน การแสดงโขน เปน็ การแสดงทา่ ราํ เตน้ มดี นตรีประกอบการแสดง มีบทพากยแ์ ละเจรจาตวั ละคร ประกอบดว้ ยยกั ษ์ ลิง มนษุ ย์ เทวดา ผูแ้ สดงสวมหวั โขนจะไม่รอ้ ง และเจรจาเองแตป่ จั จบุ ันผู้แสดงเปน็ มนษุ ย์ เทวดาจะไมส่ วมหัวโขน การแต่งกายแต่งแบบยืนเครอ่ื งเหมอื นละครในตามลักษณะตวั ละคร ได้แก่ ตัวพระ ตวั นาง ยักษ์ ลิง และตวั ประกอบ ศรี ษะโขน ได้แก่ ศรี ษะเทพเจา้ ศรี ษะมนษุ ย์ ศีรษะยักษ์ ศรี ษะลงิ และศีรษะ สตั วต์ า่ ง ๆ โขนสมยั กรงุ รัตนโกสินทร์ แบ่งไดเ้ ปน็ 3 ยุค คอื ยคุ ที่ 1 เปน็ โขน ในรัชสมยั พระบาทสมเด็จพระ พทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ถงึ รชั สมัยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว ยุคที่ 2 เปน็ โขน ในรัช สมัยพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจา้ อยหู่ วั ยุคที่ 3 เป็นโขน ในสมัยเปลยี่ นแปลงการปกครอง โขนยคุ ท่ี 1 เมือ่ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช ทรงสรา้ งกรงุ รตั นโกสนิ ทร์เปน็ ราชธานีและ เสด็จขน้ึ เถลงิ ถวัลยราชสมบัติแลว้ ทรงฟน้ื ฟศู ลิ ปวฒั นธรรม สาํ หรบั ดา้ นการแสดงโขนทรงพระราชทานพระ บรมราชานญุ าต ให้เจ้านาย และขุนนางผูใ้ หญ่ หดั โขนได้ โดยไม่ทรงห้ามปรามเพราะฉะนั้นเจา้ นายและ ข้าราชการชนั้ ผู้ใหญ่ จึงได้ฝึกหดั โขน เพื่อประดับเกยี รตขิ องตนการแสดงโขนจึงแพรห่ ลาย กวา้ งขวางขนึ้ นอกจากนี้ ยงั โปรดให้ นกั ปราชญร์ าชบณั ฑติ ชว่ ยกนั แต่งบทละครเรือ่ งรามเกียรต์ิ สําหรบั ใชเ้ ปน็ บทแสดงโขน ละคร โดยพระองคท์ รงตรวจตราแก้ไข คร้ันถงึ สมัยรัชกาลท่ี 2 ก็ทรงพระราชนิพนธบ์ ทละครเรอ่ื งรามเกียรติ์ ขึน้ อกี สว่ นหน่ึง ซงึ่ มีเรื่องราวและคํากลอนกระชบั ขน้ึ เหมาะในการใชบ้ ทสําหรบั แสดงโขนละคร
143 โขนในยุคต้นรตั นโกสนิ ทร์เจรญิ รงุ่ เรอื ง เพราะเจ้านายหลายองค์ และขนุ นางหลายท่านให้การ สนับสนนุ โดยให้มกี ารหัดโขนอยใู่ นสาํ นกั ของตน เช่น โขนของกรมพระพทิ กั ษ์เทเวศร์(ต้นสกลุ กญุ ชร) โขนของ กรมหมื่นเจษฎาบดนิ ทร์ (พระบาทสมเด็จพระนัง่ เกลา้ เจา้ อยู่หวั ) โขนของเจา้ พระยาบดนิ ทรเดชา และโขนของ เจา้ พระนคร (น้อย) เปน็ ตน้ เม่ือเกิดมโี ขนขน้ึ หลายโรง หลายคณะแต่ละโรง แตล่ ะคณะ กค็ งจะประกวด ประชนั กนั เปน็ เหตุใหศ้ ิลปะการแสดงโขนในสมยั นน้ั เจริญแพร่หลาย เปน็ ทน่ี ิยมของประชาชนทวั่ ไป โขนของ เจา้ นายและขนุ นางดงั กลา่ วน้ี เรยี กวา่ “โขนบรรดาศกั ด์ิ” ปลายสมยั รชั กาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจ้าอย่หู ัว ทรงดํารงพระราชอิสริยยศเป็นสมเดจ็ พระ บรมโอรสาธิราชสยามมกฎุ ราชกมุ าร ไดท้ รงเอาพระทัยใส่ และทรงสนบั สนนุ การแสดงโขน โดยโปรดใหฝ้ ึกหดั พวก มหาดเล็กแสดงโขน เรียกว่า “โขนสมัครเลน่ ” ผ้ทู ฝ่ี ึกหดั โขนคณะนีล้ ว้ นเปน็ โอรสเจ้านาย และลกู ขุนนางมหาดเล็กใน สมเด็จพระบรมโอรสาธริ าช ทง้ั ส้ินต่างเข้ามาฝึกหดั โขนดว้ ยความสมคั รใจ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจ้าอย่หู วั ทรงปรับปรุงบทโขน และทรงควบคมุ ฝกึ ซอ้ มบางคร้งั กท็ รงแสดงดว้ ยพระองคเ์ อง โขนสมคั รเลน่ โรงน้ี มีช่อื เสยี งว่า แสดงได้ดีและเคยแสดงในงานสาํ คัญ ๆ สมยั ปลายรัชกาลที่ 5 หลายครั้ง โขนยคุ ที่ 2 เมอื่ พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยหู่ วั เสดจ็ ขนึ้ ครองราชย์สมบตั ิแล้วจึงโปรดใหต้ ้ังกรม มหรสพขึน้ และปรับปรุงกรม กอง ตลอดจนการบริหารงานตา่ ง ๆ เก่ียวกบั การมหรสพใหด้ ีขนึ้ ทรงทํานุ บาํ รุงส่งเสรมิ ศิลปะ และฐานะของศลิ ปนิ ให้เจริญกา้ วหนา้ ถึงขดี สดุ ทรงพระราชทานบรรดาศกั ดิแ์ กศ่ ิลปนิ โขนผมู้ ีฝีมือ แมแ้ ต่เจา้ หน้าที่ผูร้ ักษาเคร่อื งโขนก็โปรดให้มบี รรดาศักด์ดิ ้วย นอกจากนโี้ ปรดใหต้ ้ังโรงเรยี นฝกึ หดั ศลิ ปะการแสดงโขนละคร ดนตรปี ่ีพาทย์ข้ึนในกรมมหรสพเรียกวา่ โรงเรยี นพรานหลวง โขนยคุ ที่ 2 ของกรุง รตั นโกสินทร์ นบั เปน็ ยุคท่เี จรญิ รุ่งเรอื งถงึ ขีดสดุ ทั้งศลิ ปะและฐานะของศลิ ปิน โขนยุคที่ 3 โขนยุคท่ี 3 เป็นยุคเปล่ยี นแปลงการปกครองจากระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าช มาส่รู ะบอบ ประชาธปิ ไตย เริม่ ตง้ั แตเ่ มือ่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว เสด็จสวรรคต โขนกต็ กต่ําลงทนั ที รัชกาลที่ 7 โปรดให้ยบุ กรมมหรสพ เพราะทรงเหน็ วา่ เปน็ การสนิ้ เปลอื งพระราชทรพั ยจ์ าํ นวนมาก มกี าร ดุลยภาพข้าราชการออกจากราชการ รวมทัง้ ขา้ ราชการกรมมหรสพด้วย แตใ่ นเวลาตอ่ มา พระบาทสมเด็จ พระปกเกลา้ เจ้าอยหู่ วั กโ็ ปรดใหข้ า้ ราชการกรมมหรสพที่มีความสามารถรวมกนั แลว้ ต้งั เปน็ กอง เรียกวา่ กอง มหรสพ สังกดั กระทรวงวัง มีการฝกึ หัดโขนขึ้นอีกครง้ั หน่งึ โขนหลวง กระทรวงวัง สามารถออกโรงแสดง ตอ้ นรบั แขกเมอื งในงานสาํ คญั ๆ หลายงาน 3) ละคร ต้ังแตก่ ารสถาปนากรุงรัตนโกสินทรเ์ ปน็ ราชธานีไทย เมอ่ื พ.ศ. 2325 จนถงึ ปัจจุบนั (พ.ศ. 2542) เปน็ เวลา 217 ปี กวไี ทยไดส้ ร้างสรรค์วรรณคดที ส่ี มควรรกั ษาเปน็ มรดกไทยไวจ้ ํานวนมากซ่ึงเปน็ วรรณกรรม ทงั้ ดา้ นรอ้ ยแกว้ ได้แก่ สามก๊ก โคลนติดลอ้ และ ดา้ นรอ้ ยกรอง ได้แก่ บทละครเรือ่ งรามเกียรต์ิ พระราช
144 นพิ นธ์ในรชั กาลท่ี 1 บทละครเรอ่ื งอเิ หนา พระราชนพิ นธใ์ นรชั กาลที่ 2 บทเสภาเร่ืองขนุ ชา้ งขนุ แผน ลลิ ติ ตะเลงพ่าย เปน็ ต้น 4) ราและระบา สมัยรัตนโกสินทร์ ระบาํ และราํ มคี วามสําคญั ตอ่ ราชพิธีตา่ ง ๆ ในรปู แบบของพธิ ีกรรมโดยถือ ปฏิบตั ิเปน็ กฎมณเฑียรบาลมาจนถงึ สมัยรัตนโกสินทรต์ อนต้น (สมัยรชั กาลท่ี 1 - รชั กาลท่ี 4) รัชสมยั พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลก โปรดรวบรวมตาํ ราฟอ้ นรํา และเขียนภาพท่าราํ แม่บทบนั ทกึ ไว้เปน็ หลักฐาน มีการพัฒนาโขนเปน็ รปู แบบละครใน มกี ารปรับปรุงระบาํ สบี่ ท ซ่ึงเปน็ ระบาํ มาตรฐานตงั้ แต่สุโขทัย ในสมัยนไ้ี ด้เกดิ นาฏศลิ ป์ขนึ้ มาหลายชดุ เช่น ระบาํ เมขลา - รามสูร ในราชนิพนธ์ รามเกียรต์ิ รัชสมยั สมเด็จพระพทุ ธเลิศหล้านภาลัย เปน็ ยุคของนาฏศลิ ป์ไทย เนื่องจากพระมหากษัตรยิ ์ทรง โปรดละครราํ ท่าราํ งดงามตามประณีตแบบราชสาํ นัก มกี ารฝึกหดั ท้ังโขนละครใน ละครนอก โดยไดฝ้ ึก ผู้หญิงใหแ้ สดงละครนอกของหลวงและมีการปรบั ปรุงเคร่ืองแตง่ กายยนื เครอ่ื งแบบละครใน รชั สมยั พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยหู่ วั โปรดให้ยกเลิกละครหลวง ทําใหน้ าฏศิลปไ์ ทยเปน็ ที่ นยิ มแพรห่ ลายในหมูป่ ระชาชน และเกดิ การแสดงของเอกชนขน้ึ หลายคณะศลิ ปนิ ท่ีมีความสามารถได้สืบทอด การแสดงนาฏศลิ ปไ์ ทยทีเ่ ปน็ แบบแผนกนั ต่อมา รัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั โปรดให้มลี ะครราํ ผหู้ ญงิ ในราชสํานักตามเดมิ และ ในเอกชนมกี ารแสดงละครผู้หญงิ และผชู้ าย ในสมยั นมี้ บี รมครูทางนาฏศลิ ป์ ไดช้ ําระพธิ โี ขนละคร ทลู เกลา้ ถวายตราไวเ้ ปน็ ฉบบั หลวง และมีการดดั แปลงการราํ เบกิ โรงชุดประเรงิ มาเปน็ รําดอกไมเ้ งินทอง รัชสมยั พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจา้ อย่หู วั ในสมยั นม้ี ีท้งั การอนรุ ักษแ์ ละพัฒนานาฏศิลปไ์ ทย เพ่ือให้มีความทันสมยั เช่น มกี ารพัฒนาละครในละครดกึ ดําบรรพ์ พฒั นาละครราํ ที่มีอยเู่ ดมิ มาเปน็ ละคร พันทางและละครเสภา และไดก้ าํ หนดนาฏศลิ ป์เป็นทบ่ี ทระบาํ แทรกอยู่ในละครเร่อื งต่าง ๆ เชน่ ระบาํ เทวดา - นางฟา้ ในเร่อื งกรงุ พาณชมทวปี ระบําตอนนางบษุ บากบั นางกาํ นนั ชมสารในเรือ่ งอิเหนา ระบําไก่ เปน็ ตน้ รชั สมัยพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจ้าอย่หู วั เปน็ ศิลปะดา้ นนาฎศลิ ป์เจรญิ ร่งุ เรอื งมาก พระองค์ โปรดใหต้ ัง้ กรมมหรสพข้นึ มกี ารทํานบุ าํ รงุ ศลิ ปะทางโขน ละคร และดนตรีปพี่ าทย์ ทาํ ใหศ้ ิลปะมกี ารฝึกหัด อย่างมรี ะเบียบแบบแผน และโปรดตั้งโรงเรียนฝกึ หดั นาฏศิลปใ์ นกรมมหรสพ นอกจากนี้ ยงั ได้มีการปรบั ปรุง วิธีการแสดงโขนเปน็ ละครดกึ ดําบรรพ์ เรื่องรามเกียรติ์ และไดเ้ กดิ โขนบรรดาศกั ดท์ิ มี่ หาดเล็กแสดงคกู่ บั โขน เชลยศักดิท์ ีเ่ อกชนแสดง รชั สมัยสมเดจ็ พระปกเกล้าเจ้าอยูห่ ัว โปรดใหม้ ีการจดั ต้งั ศลิ ปากรข้นึ แทนกรมมหรสพทีถ่ ูกยบุ ไป ทํา ให้ศลิ ปะโขน ละคร ระบาํ ราํ ฟอ้ น ยงั คงปรากฏอยู่ เพื่อเปน็ แนวทางในการอนุรักษ์และพัฒนาสบื ต่อไป รชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอานันทมหดิ ลพระอัฐมรามาธิบดนิ ทร หลวงวจิ ิตรวาท การ อธบิ ดีของกรมศิลปากร ไดก้ อ่ ต้งั โรงเรียนนาฏดรุ ิยางคศาสตรข์ ้ึนมา เพอื่ ปอ้ งกันไมใ่ หศ้ ลิ ปะทางดา้ น
145 นาฏศลิ ปส์ ูญหายไป ในสมยั น้ีไดเ้ กิดละครวจิ ิตร ซ่ึงเปน็ ละครปลกุ ใจให้รักชาติ และเปน็ การสร้างแรงจงู ใจให้ คนไทยหันมาสนใจนาฏศลิ ปไ์ ทย และไดม้ ีการต้ังโรงเรยี นนาฏศิลปแ์ ทนโรงเรียนนาฏดรุ ยิ างคศาสตร์ ซ่งึ ถกู ทาํ ลายตอนสงครามโลกครงั้ ท่ี 2 เพื่อเปน็ สถานศึกษานาฏศลิ ปแ์ ละดรุ ิยางคศลิ ป์ของทางราชการ และเปน็ การ ทาํ นุบาํ รุง เผยแพรน่ าฏศลิ ปไ์ ทยใหเ้ ป็นท่ียกยอ่ งนานาอารยประเทศ รชั สมยั พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) นาฏศิลป์ ละคร ฟอ้ น ราํ ได้อยู่ในความรบั ผิดชอบของรัฐบาล ไดม้ กี ารสง่ เสรมิ ใหผ้ ้เู ชยี่ วชาญนาฏศลิ ปไ์ ทยคิดประดษิ ฐ์ทา่ ราํ ระบาํ ชดุ ใหม่ ไดแ้ ก่ ระบําพมา่ ไทยอธษิ ฐาน ปจั จบุ นั ไดม้ ีการนาํ นาฏศลิ ปน์ านาชาตมิ าประยุกตใ์ ชใ้ นการประดษิ ฐท์ า่ ราํ รปู แบบของการแสดง มกี ารนําเทคนิคแสงสี เสยี ง เขา้ มาเปน็ องค์ประกอบในการแสดงชดุ ต่าง ๆ ปรบั ปรุง ลีลาท่าราํ ใหเ้ หมาะสมกับฉาก บนเวทกี ารแสดงมกี ารติดต้งั อปุ กรณ์ที่ทนั สมัย ทงั้ ระบบมา่ น ฉาก แสง ควบคุมดว้ ยระบบคอมพวิ เตอร์มรี ะบบเสียงท่ีสมบูรณ์ มเี ครอื่ งฉายภาพยนตร์ประกอบการแสดงและเผยแพร่ ศลิ ปกรรมทุกสาขานาฏศลิ ป์ และสรา้ งนักวชิ าการและนักวิจยั ในระบบสูง โดยมกี ารเปดิ สอนนาฏศิลปไ์ ทยใน ระดบั ปรญิ ญาเอกอีกหลายแห่ง 5) การแสดงพน้ื เมือง การแสดงพน้ื เมอื งท่เี กิดขน้ึ ในสมยั รัตนโกสนิ ทร์ เป็นศลิ ปะการรา่ ยราํ หรอื การละเลน่ ทเี่ ปน็ เอกลกั ษณข์ องกลุ่มชนตามวัฒนธรรมในแต่ละภูมภิ าค สามารถแบ่งได้ตามภูมภิ าคได้ ดังน้ี 5.1 การแสดงพ้นื เมอื งภาคเหนอื การแสดงพน้ื เมอื งทางภาคเหนอื เปน็ ศลิ ปะการรําและการละเลน่ นิยมเรียกกนั ทวั่ ไปว่า “ฟ้อน” การ ฟอ้ นเป็นวัฒนธรรมของชาวลา้ นนา และกลุม่ ชนเผ่าต่าง ๆ เชน่ ชาวไต ชาวล้ือ ชาวยอง ชาวเขนิ เปน็ ตน้ ลักษณะของการฟอ้ น มลี ลี า ทา่ รําท่ีงดงามออ่ นชอ้ ย มกี ารแตง่ กายตามวฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ โอกาสทแี่ สดงมกั เลน่ ในงานประเพณี ตอ้ นรบั แขกบ้านแขกเมอื ง ไดแ้ ก่ ฟ้อนเลบ็ ฟอ้ นเทียน ฟอ้ นครวั ทาน ฟอ้ นสาวไหม และ ฟอ้ นเจิง การฟอ้ นแบบพื้นบ้านดงั้ เดมิ ในกลมุ่ นใี้ นเวลาตอ่ มาเมือ่ ราชสํานกั สยามเข้าปกครองราชอาณาจกั ร ลา้ นนาไทยในสมัยรชั กาลท่ี 5 ชาวลา้ นนาจงึ ไดร้ บั อทิ ธพิ ลทางวฒั นธรรมจากราชสํานัก โดยเอาแบบแผนการ ราํ ของภาคกลางมาปรบั ปรุงการฟ้อนแบบดง้ั เดิม ต้งั แต่ลลี าการราํ กระบวนการจดั แถวราํ การเดนิ สลบั แถว และการใช้ดนตรปี ระกอบการฟอ้ น
146 5.2 การแสดงพน้ื เมอื งภาคกลาง การแสดงพน้ื เมืองภาคกลาง เปน็ ศิลปะการร่ายราํ และการละเลน่ ของชาวภาคกลางสว่ นใหญจ่ ะมี ความเกี่ยวข้องและสอดคล้องกบั วิถชี วี ติ ทางดา้ นเกษตรกรรม และยงั ส่งผลตอ่ ความบนั เทิง สนกุ สนาน เป็น การพักผ่อนหย่อนใจจากการทาํ งาน หรือเมอื่ เสร็จจากฤดูเกบ็ เก่ยี ว เชน่ การแสดงเพลงเกย่ี วข้าว เตน้ กาํ ราํ เคยี ว รําโทน หรือ ราํ วง ราํ เถิดเทงิ ราํ กลองยาว มกี ารแต่งกายตามวัฒนธรรมท้องถน่ิ โดยใช้เครอื่ งดนตรี พื้นบา้ น เช่น กลองยาว กลองโทน ฉง่ิ ฉาบ กรบั และโหม่ง ศลิ ปะการเลน่ กลองยาว เริ่มปรากฏในเมอื งไทย อยา่ งมีแบบแผนในสมัยรชั กาลที่ 4ในการแสดงละคร เร่อื งพระอภัยมณี โดยร่วมแสดงผสมผสานกับ วฒั นธรรมหลวงเปน็ ครง้ั แรก ภาพ : รากลองยาว ภาคกลาง ทมี่ า : https://sites.google.com/site/sinlapakarnsadangnattasin/kar/phakh-klang 5.3 การแสดงพนื้ เมืองภาคอสี าน การแสดงพน้ื เมืองภาคอสี าน เปน็ ศิลปะการรําและการละเลน่ ของชาวพ้ืนบ้านภาคอีสานหรอื ภาค ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของไทย เพอื่ ตอบสนองผลทางจติ ใจท่ีมตี ่อการนบั ถอื ลทั ธิความเชอื่ ตา่ ง ๆ และการนบั ถือ พุทธศาสนา ดังนนั้ การแสดงศลิ ปะในภูมิภาคนจ้ี งึ เนน้ ท่กี ารระบาํ ราํ ฟอ้ นเพอ่ื การบวงสรวงส่งิ ศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ และ การเฉลิมฉลองเทศกาลอนั เกย่ี วข้องกับพทุ ธศาสนา ซ่ึงแบบแผนดัง้ เดมิ ของการราํ ฟ้อน ได้แก่ ฟอ้ นผ้ไู ทย หรอื ราํ ซ่วยมอื เซงิ้ บ้งั ไฟ เครอื่ งดนตรที ่ีใชบ้ รรเลงประกอบการราํ ไดแ้ ก่ แคน และกลองหาง เปน็ หลกั นอกจากนี้ ยังมี พณิ กลองตุ้ม (ตะโพน) หมากกลิง้ กลอ่ ม (โปงลาง) ส่ิง (ฉ่ิง) แสง (ฉาบ) หมากกับ๊ แก็บ (กรบั ) ฆ้อง โหมง่ และพังฮาด (ฆ้องโบราณไม่มปี ่มุ ) ผู้บรรเลงดนตรีเป็นชาย
147 นอกจากน้ศี ลิ ปะการแสดงทีจ่ ดั เป็นการละเล่นดั้งเดมิ ของชาวอสี านทไี่ ดร้ ับความนิยมและเปน็ ท่รี จู้ ัก อยา่ งแพรห่ ลายในสมยั รัชกาลที่ 5 คือ หมอลํา และหนังตะลุงอสี าน ซ่งึ ใชเ้ ครอื่ งดนตรพี ื้นบ้านประกอบ ได้แก่ ระนาดเอก ซออู้ แคน กลองทดั ตะโพน ฉง่ิ ฉาบ ภาพ : การแสดงราํ ฟ้อนทางภาคอสี าน หมอลาํ ที่มา : https://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9480000159535 5.4 การแสดงพื้นเมอื งภาคใต้ การแสดงพน้ื เมืองภาคใต้ มคี วามแตกตา่ งไปจากภาคอนื่ ๆ เน่อื งจากสภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐกจิ และ สังคม ก่อให้เกิดการแสดงอารมณ์อยา่ งเรยี บงา่ ย ประสมประสานไปกบั ภาพสะท้อนของการทาํ งานและการ ตอ่ สใู้ นชวี ิต การละเลน่ จงึ มีความเดน่ ในดา้ นการสือ่ ความคิดการใชภ้ าษาทข่ี บั รอ้ งดว้ ยบทกลอน เนน้ ทล่ี าํ นาํ และจังหวะ เครอื่ งดนตรีท่ใี ชป้ ระกอบการละเล่นไมเ่ น้นเครอื่ งดดี สี เหมือนภาคอน่ื ๆ ลลี าการรา่ ยรํามจี งั หวะ ฉับไว การรําและการละเล่นของชาวพนื้ บ้านภาคใต้ เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมแบ่งได้ 2 กลมุ่ คือ วฒั นธรรมไทยพุทธ ไดแ้ ก่ การแสดงโนรา หนังตะลุง เพลงบอก เพลงนาและวฒั นธรรมไทยมสุ ลิม ไดแ้ ก่ รองเงง็ ซาํ แปง มะโย่ง (การแสดงละคร) ลเิ กฮูลู (คล้ายลเิ กภาคกลาง)และสลิ ะ มีเครอ่ื งดนตรปี ระกอบท่ี สาํ คญั เช่น กลองโนรา กลองโพน กลองปดื โทน ทบั กรบั พวง โหม่งปก่ี าหลอ ป่ีไหน ราํ มะนา ไวโอลนิ อัค คอร์เดยี น 6. ดา้ นประเพณี
148 ขนบธรรมเนยี มประเพณี เปน็ สง่ิ แสดงใหเ้ หน็ วฒั นธรรมความเจรญิ รุง่ เรอื งของชาติพระมหากษตั ริย์ ในสมัยรัตนโกสนิ ทร์ตอนตน้ จึงทรงฟื้นฟขู นบธรรมเนียมประเพณที ถี่ อื ปฏิบัตมิ าชา้ นานต้งั แตส่ มัยอยธุ ยา อาจ กล่าวโดยสังเขป ดังน้ี 1) ประเพณเี ก่ยี วกบั พระมหากษตั ริย์ มพี ระราชพธิ บี รมราชาภิเษก (พธิ ขี นึ้ ครองราชย์เปน็ พระมหากษัตรยิ )์ พระราชพธิ ีโสกนั ต์ (พธิ ีโกนจกุ ของพระราชวงศ์) พระราชพธิ พี ระเมรุมาศ (พธิ เี ผาศพ) พระ ราชพธิ ฉี ตั รมงคล (พธิ ีฉลองพระเศวตฉัตรในวนั คล้ายวันบรมราชาภเิ ษก) พระราชพธิ ีสมโภชช้างเผอื ก ฯลฯ 2) ประเพณเี กีย่ วกบั บา้ นเมือง มพี ระราชพธิ ีถอื นํา้ พระพพิ ฒั น์สัตยา พระราชพธิ อี าพาธพนิ าศ (พิธี ปัดเปา่ โรคภัยมใิ ห้เบียดเบียน) พระราชพธิ พี ชื มงคล (พธิ ีปลกู พชื เอาฤกษช์ ยั ) ฯลฯ 3) ประเพณีเกยี่ วกบั พระพทุ ธศาสนา พธิ ีวิสาขบชู า พธิ อี าสาฬหบชู า พธิ ีมาฆบชู าพธิ ีเขา้ พรรษา - ออกพรรษา พธิ บี วชนาค เทศนม์ หาชาติ สวดภาณยักษ์ ฯลฯ 4) ประเพณพี ราหมณ์ พธิ ีโล้ชิงชา้ พธิ วี างศิลาฤกษ์ พิธโี กนจุก ฯลฯ 5) ประเพณีชาวบา้ น พิธใี นโอกาสสาํ คญั ๆ เชน่ แต่งงาน ข้นึ บา้ นใหม่ ทําขวัญนาคเผาศพ พธิ ตี รุษ สงกรานต์ พธิ ีสารท การละเลน่ ต่าง ๆ เช่น การเลน่ เพลงสักวา เพลงเรือ เพลงฉ่อย ลเิ ก ลาํ ตดั ฟอ้ นเล็บ หนงั ตะลงุ หมอลํา พระราชประเพณสี ิบสองเดือน พระราชพธิ สี บิ สองเดอื นเปน็ พระราชนพิ นธ์ในพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว พระราช นิพนธ์เมื่อ พ.ศ. 2431 ตีพมิ พใ์ นนติ ยสารวชริ ญาณรายสปั ดาห์ จากนน้ั นาํ มารวบรวมเปน็ เลม่ พระราชนิพนธ์ เลม่ นน้ี บั เปน็ วรรณคดชี น้ิ เอกเล่มหนึ่งของไทย พระราชพธิ ีสิบสองเดอื น เป็นความเรียง เนอ้ื เร่อื งกลา่ วถงึ พระราชพธิ ีต่าง ๆ ท่กี ระทาํ ในแตล่ ะเดือน ตลอดทง้ั ปี ทรงอธบิ ายตาํ ราเดมิ ของพระราชพธิ กี ารแกไ้ ขเปลยี่ นแปลง หรอื เลกิ พธิ เี พอื่ ให้ผู้อา่ นไดร้ บั ความรู้ ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั พระราชพธิ ตี ั้งแต่ต้นปจี นถึงปลายปี ยกเวน้ พิธเี ดอื น 11 ทม่ี ไิ ด้รวมไว้ เนื่องจากตดิ พระราช ธุระจนไม่ได้แตง่ ตอ่ จวบสน้ิ รชั สมยั ทรงศกึ ษาคน้ ควา้ ขอ้ มูลทั้งจากตําราและจากคาํ บอกเล่าของบคุ คล เชน่ พระมหาราชครพู ราหมณ์ผ้ทู ําพธิ ี และจากการสังเกตเหตกุ ารณท์ ่ที รงคุ้นเคย นบั ได้วา่ หนังสอื เลม่ นีม้ ีคณุ ค่า ทางดา้ นสังคมศาสตร์ ทรงใช้ภาษาท่เี ขา้ ใจง่ายและเขียนอธบิ ายตามลําดบั จากง่ายไปสยู่ าก จากอดตี มาสู่ ปจั จุบนั เหมาะสมกบั การเป็นคาํ อธบิ ายใหเ้ กิดความรคู้ วามเขา้ ใจ และมผี นู้ ิยมนําพระราชพิธีสบิ สองเดือนมา วาดเปน็ รูปภาพลงบนฝาผนังตามวัดต่าง ๆ ในสมัยรตั นโกสินทร์ พระราชพธิ สี ิบสองเดอื น เป็นหนงั สอื ทอี่ า่ นได้ไมย่ าก มีรายละเอยี ดของพระราชพธิ ใี นส่วนตา่ ง ๆ อย่างครบถว้ น นอกจากทรงเลา่ ถึงพระราชพิธตี ามตํารบั โบราณแล้ว ยงั ทรงมพี ระราชวนิ ิจฉยั ในเรอื่ งต่าง ๆ ไดอ้ ย่างแยบยล พระราชนพิ นธ์เลม่ นี้เปน็ แบบอย่างของการเขยี นความเรยี งและตาํ ราอา้ งองิ ท่ีสําคญั เก่ียวกบั พระราชพธิ ีของไทย เม่อื สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยหู่ วั ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯใหจ้ ดั ต้ัง
149 วรรณคดสี โมสรข้นึ พระราชนิพนธ์ พระราชพิธีสบิ สองเดือนก็ไดร้ ับการยกยอ่ งวา่ เปน็ “ยอดของความเรียง อธิบาย” 7. ดา้ นการแตง่ กายและอาหาร การแต่งกาย การใชผ้ า้ เปน็ เครือ่ งแต่งกายนนั้ เดิมครัง้ กรุงศรีอยธุ ยาคงมอี ยูร่ ะยะหนึง่ ท่มี ีระเบียบ เครง่ ครัดวา่ คนชนั้ ไหนใชผ้ ้าชนดิ ใดไดบ้ า้ ง หรอื ชนดิ ไหนใช้ไม่ได้ ตอ่ มาระเบียบนลี้ ะเวน้ ไปไม่เครง่ ครัด จงึ ปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลก รชั กาลที่ 1 โปรดให้ออกพระราชบญั ญัติ วา่ ดว้ ยการแตง่ กายการใชผ้ ้า บังคับและห้ามไวใ้ หม่ อีกครัง้ หนึ่ง จะเห็นไดว้ ่า การใชผ้ า้ เครือ่ งประดบั ในสมยั รตั นโกสินทร์ตอนต้น เป็นการใช้ตามฐานะรวมถึง บรรดาศักดิ์ ตาํ แหนง่ หนา้ ทก่ี ารงาน และตามสกุล ผา้ ในสมัยนคี้ งใชส้ บื ต่อแบบเดยี วกบั ท่ใี ชใ้ นสมัยกรงุ ศรี อยธุ ยา คอื สว่ นหนงึ่ เปน็ ผ้าทอในประเทศ อกี สว่ นหน่ึงเปน็ ผา้ ส่ังเขา้ มาจากต่างประเทศ ผา้ ไทย ไดแ้ ก่ ผ้ายก ผา้ ไหม ผา้ สมปัก ผ้ายกทองระกาํ ไหม สมัยรัชกาลท่ี 2 มีผ้าลาย ซงึ่ เจา้ นาย และคนสามัญนิยมใชจ้ ะตา่ งกนั ตรงท่ีลวดลายวา่ เปน็ ลายอยา่ ง หรือผ้าลายนอกอย่าง(ผ้า ซ่งึ คนไทยเขยี นลวดลายเปน็ แบบอยา่ ง สง่ ไปพมิ พ์ ในตา่ งประเทศ โดยเฉพาะอนิ เดยี ) ถา้ เปน็ ของเจา้ นายชนั้ สูง ผ้าลายจะเขียนลายดว้ ยสีทอง เรยี กว่า ผา้ ลาย เขียนทอง ใชไ้ ด้เฉพาะระดบั พระเจา้ แผน่ ดนิ ถึงพระองค์เจา้ เท่านน้ั ผ้าชนิดนีน้ ยิ มใชเ้ ชน่ เดยี วกบั ผา้ ยก ผ้าที่ น่าสนใจอกี อยา่ งหนงึ่ ของพวกเจา้ นาย คือ ผา้ ใยบวั ผา้ กรองทอง และผา้ โขมพัสตร์ พวกชาวบ้านท่วั ไป มักจะ ใช้ผ้าตาบวั ปอกผา้ ดอก ส้มดอกเทียน ผ้าเลด็ งา ผา้ ตามะกลํา่ ผา้ ตาสมกุ ผ้าไหมมีหลายชนิด เชน่ ผ้าไหม ตาตารางผา้ ไหมตะเภา การเพิ่มความงามให้แก่เสอื้ ผ้าทใ่ี ช้ นอกจากปักไหมเปน็ ลวดลายต่าง ๆ แลว้ กม็ ีการ ปกั ดว้ ยทองเทศ ปกั ดว้ ยปีกแมลงทับ ซ่งึ ใชป้ กั ทง้ั บนผ้าทรงสะพกั ผา้ สมรด หรือผ้าคาดเอว และเชิงสนับ เพลาของเจ้านายผ้ชู าย การแตง่ กายไทยในสมยั รัตนโกสนิ ทร์นน้ั แบ่งไดต้ ามสมยั ในชว่ งรชั กาลต่าง ๆ ไดด้ งั ตอ่ ไปนี้ รชั กาลที่ 1 - รชั กาลที่ 3 การแตง่ กายของผ้หู ญิง : ผู้หญงิ จะน่งุ ผา้ จบี หม่ สไบเฉียง ตัดผมไวป้ กี ประบ่า กนั ไรผมวงหนา้ โคง้ หากเป็นชาวบา้ นอาจนุ่งผ้าถงุ หรอื โจงกระเบน สวมเสอ้ื รัดรปู แขนกระบอก หม่ ตะเบงมานหรือผา้ แถบคาดรดั อก แล้วหม่ สไบเฉียง
150 การแตง่ กายของผชู้ าย : ผู้ชายจะนุง่ ผา้ ม่วง โจงกระเบน สวมเสือ้ นอกคอเปดิ ผ่าอกกระดุม 5 เม็ด แขนยาวหากเปน็ ชาวบา้ นจะไม่สวมเส้อื การแต่งกายของชาววังและชาวบา้ นจะไม่แตกตา่ งกันมากจะมแี ตกตา่ ง กันกต็ รงส่วนของเน้อื ผา้ ทส่ี วมใสซ่ ่งึ หากเปน็ ชาววงั แล้วจะหม่ ผ้าไหมอยา่ งดี ทอเนอ้ื ละเอียด เล่นลวดลายสอด ดน้ิ เงนิ - ดน้ิ ทอง ส่วนชาวบ้านทั่วไปจะนุง่ ผ้าพืน้ เมอื ง หรอื ผา้ ลายเน้อื เรียบ ๆ หากเปน็ ราษฎรทั่วไปที่มอี าชพี เกษตรกร ทําไร่ ทาํ นาแล้วจะนุง่ ผา้ ในลักษณะถกเขมร คอื จะนงุ่ เปน็ โจงกระเบนแตจ่ ะถกสนั้ ขน้ึ มาเหนือเข่า เพือ่ ความสะดวก ไม่สวมเส้อื หากอยบู่ ้านจะนุง่ ลอยชาย หรอื โสรง่ แลว้ มผี ้าคาดพงุ แต่ถา้ แต่งกายไปงาน เทศกาลต่าง ๆ มกั นุ่งโจงกระเบนดว้ ยผา้ แพรสีต่าง ๆ และห่มผา้ คลอ้ งคอปล่อยชายท้งั สองยาวไว้ดา้ นหน้า การตัดผมของสตรสี าวจะตัดผมทรงดอกกระทุ่ม ปล่อยทา้ ยทอยยาวถงึ บา่ หากเปน็ ผู้ใหญแ่ ลว้ จะตดั ผมปีกแบบโกนท้ายทอยส้ัน ภาพ : การแตง่ กายสมยั รชกั าลท่ี 1 – รชั กาลที่ 3 สมยั รัชกาลที่ 4 เน่ืองจากสมยั โบราณคนไทยไมน่ ยิ มสวมเสือ้ แมแ้ ต่เวลาเข้าเฝ้า ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล เจ้าอยู่หวั จงึ ประกาศให้ขา้ ราชการสวมเสื้อเข้าเฝา้ และทรงสนบั สนนุ ใหม้ ีการศึกษาภาษาองั กฤษ จงึ ทาํ ใหม้ ี การรับวฒั นธรรมตะวนั ตกเข้ามา การแต่งกายของสตรีจงึ มกี ารเปลยี่ นแปลงไป การแตง่ กายของผ้หู ญิง : ผ้หู ญิงจะนุ่งผา้ ลายโจงกระเบน หรอื นุง่ ผา้ จีบ ใสเ่ ส้ือแขนยาวผ่าอก ปกคอ ตัง้ เตยี้ ๆ (เส้อื กระบอก) แลว้ ห่มผา้ แพรสไบจบี เฉยี งทับบนเสอื้ ตดั ผมไวป้ ีกเช่นเดมิ แตไ่ ม่ยาวประบ่า การแต่งกายของผู้ชาย : ผูช้ ายจะนงุ่ ผ้ามว่ งแพรโจงกระเบน สวมเสือ้ เปิดอกคอเปิดหรอื เปน็ เสอื้ กระบอกแขนยาว เร่อื ง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204