151 ของทรงผมผ้ชู ายยงั ไวท้ รงมหาดไทยอยู่ ส่วนรัชกาลท่ี 4 จะไมท่ รงไวท้ รงมหาดไทย ภาพ : การแต่งกายสมยั รชั กาลท่ี 4 สมัยรชั กาลท่ี 5 ในสมยั รัชกาลที่ 5 นี้ ถอื เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงการแตง่ กายของคนไทยเนอ่ื งจากรัชกาลท่ี 5 ทรงเสด็จประพาส ยโุ รปและมกี ารนาํ แบบอยา่ งการแต่งกายของชาวยุโรปกลบั มาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยอกี ท้ังในสมยั นยี้ ังมี กาํ เนดิ ชุดชั้นในรนุ่ แรกทด่ี ัดแปลงจากเสอ้ื พรนิ้ เซส ซึ่งต่อมาได้พัฒนาใหเ้ ปน็ เส้อื ชุดชน้ั ในที่เรียกวา่ เสือ้ คอ กระเชา้ ท่ียงั คงเปน็ ท่ีรจู้ กั กนั ในปจั จุบนั นี้ การแตง่ กายของหญิง : ผหู้ ญงิ จะนุ่งผา้ ลายโจงกระเบน เสื้อกระบอก แขนยาว ผ่าอก ห่มผา้ แพร จีบตามขวางสไบเฉียงทบั บนเสื้ออีกชัน้ หนึง่ ถ้าอยบู่ ้านจะหม่ แตส่ ไบ ไม่สวมเส้ือ เมือ่ มีงานพธิ ีจะนงุ่ หม่ ผ้าตาด เลกิ ไว้ผมปี และหันมาไว้ผมยาวประบ่า การแตง่ กายของชาย : ผูช้ ายจะนงุ่ ผา้ มว่ งโจงกระเบน สวมเสื้อราชปะแตน สวมหมวกหางนกยงู ถอื ไม้เทา้ และไวผ้ มรองทรง หากไปงานพธิ จี ะสวมถุงเทา้ และรองเทา้ ดว้ ยการสวมเสื้อแพรสจี ะสวมตามกระทรวง และหมวดต่าง ๆ ดงั น้ี 1) ช้ันเจา้ นาย สวมเสื้อสไี พล 2) ชั้นขุนนางกระทรวงมหาดไทยสวมเสือ้ แพรสเี ขียวแก่ 3) ชั้นขุนนางกระทรวงกลาโหมสวมเสอื้ แพรสลี กู หวา้ 4) ชน้ั ขนุ นางกรมท่า (กระทรวงตา่ งประเทศ) เสอ้ื แพรสีน้ําเงนิ (สกี รมท่า)
152 5) ชน้ั มหาดเลก็ สวมเส้ือแพรสีเหลก็ 6) พลเรอื น สวมเสอ้ื ปีก เปน็ เสอื้ คอปดิ มีชายไมย่ าวมาก คาดเข็มขัดไวน้ อกเสอื้ ภาพ : การแต่งกายสมัยรชักาลท่ี 5 ตอนตน้ ตอนกลาง ตอนปลาย สมยั รชั กาลท่ี 6 การแตง่ กายของหญงิ : ผ้หู ญิงเร่มิ มีการนุ่งผา้ ซิ่นตามพระราชนยิ ม สวมเสอื้ แพร โปรง่ บาง หรอื ผ้า พิมพ์ดอกคอกวา้ งขนึ้ หรือแขนเสือ้ สัน้ ประมาณตน้ แขน ไม่มกี ารสะพายแพร สว่ นทรงผมจะไวย้ าวเสมอต้นคอ ตัดเป็นลอน หรอื เรยี กวา่ ผมบ๊อบมกี ารดดั ผมด้านหลงั ให้โคง้ เข้าหาต้นคอเลก็ นอ้ ยนิยมคาดผมดว้ ยผา้ หรอื ไข่มุก การแตง่ กายของชาย : ผู้ชายยงั คงน่งุ ผ้ามว่ งโจงกระเบน สวมเสือ้ ราชปะแตน แตเ่ ริ่มมกี ารนุ่ง กางเกงแบบชาวตะวันตกในภายหลงั แตป่ ระชาชนธรรมดาจะน่งุ กางเกงผ้าแพรของจนี สวมเสื้อคอกลมสีขาว (ผา้ บาง)
153 ภาพ : การแต่งกายสมัยรชกั าลที่ 6 สมยั รชั กาลที่ 7 การแตง่ กายของหญิง : ผู้หญงิ เลกิ นงุ่ โจงกระเบน แต่จะน่งุ เปน็ ผา้ ซิน่ แคเ่ ข่า สวมเสือ้ ทรงกระบอก ไม่มแี ขนไวผ้ มสัน้ ดัดลอน ซงึ่ จะดดั ลอนมากขึน้ การแต่งกายของชาย : ผูช้ ายจะนงุ่ กางเกงเปน็ สีต่าง ๆ แตข่ า้ ราชการจะนงุ่ ผา้ มว่ งหรอื สนี า้ํ เงินสวม เสอื้ ราชปะแตน สวมถงุ เท้าและรองเท้า แต่ในปี พ.ศ. 2475 มกี ารเปลยี่ นแปลงระบอบการปกครองเป็น ระบอบประชาธปิ ไตย ทาํ ให้อารยธรรมตะวนั ตกมอี ิทธพลตอ่ การแตง่ กายของคนไทยมากขึน้ ผูช้ ายจงึ จะมีการ นุ่งกางเกงขายาวแทนการนุ่งผ้ามว่ ง แต่ถึงอย่างไรสามัญชนทัว่ ไปยังคงแต่งกายแบบเดิม คือ ผชู้ ายสวม กางเกงแพรหรอื กางเกงไทยสวมเสอื้ ธรรมดา ไม่สวมรองเท้าสว่ นผหู้ ญิงสวมเสื้อคอกระเชา้ เกบ็ ชายไว้ในผ้าซิ่น หรือโจงกระเบนเวลาออกนอกบา้ นจึงแตง่ กายสุภาพ ภาพ : การแต่งกายสมยั รชกั าลที่ 7 สมัยรชั กาลท่ี 8 โดยสรปุ แลว้ ในสมยั นจี้ ะมีการแตง่ กายท่ีเปน็ สากลมากยิ่งขึน้ อกี ท้งั ยงั เป็นยุครฐั นิยมซ่ึงจอมพล ป. พิบลู สงคราม ไดก้ ําหนดเครอื่ งแต่งกายออกเป็น 3 ประเภท 1) ใช้ในทชี่ ุมชน 2) ใช้ทาํ งาน
154 3) ใช้ตามโอกาส ผูห้ ญงิ จะสวมเสอ้ื แบบไหนก็ได้ แต่ต้องคลมุ ไหล่มีการนงุ่ ผ้าถุง แต่ตอ่ มาจะเรมิ่ นุ่งกระโปรง หรอื ผ้าถงุ สําเร็จสวมรองเทา้ สวมหมวกและเลิกกนิ หมาก สว่ นผู้ชายจะสวมเสื้อมีแขน คอปดิ หรอื จะเปดิ กไ็ ภาพ : การแต่งกายสมยั รชกั าลที่ 8 สมยั รชั กาลที่ 9 รชั กาลท่ี 10 จนถึงปจั จบุ นั ผ้าไทยแม้จะเสอ่ื มความนิยมไปบา้ งในบางเวลา แตก่ ็ยงั เป็นทนี่ ิยมอย่ใู นปจั จบุ นั กลา่ วไดว้ า่ ด้วยพระ มหากรุณาธคิ ุณ ของสมเด็จพระนางเจ้าสริ กิ ิติ์ พระบรมราชนิ นี าถ (ในรัชกาลที่ 9)ทที่ รงสนพระราชหฤทยั สนบั สนนุ การทอผา้ พนื้ เมือง โดยเฉพาะการทอผา้ มัดหมขี่ องภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ให้แพรห่ ลาย เปน็ ที่ร้จู ักอย่าง มาก ท้งั ในประเทศ และต่างประเทศ เปน็ ผลให้เกดิ การตน่ื ตวั ทจ่ี ะอนรุ ักษ์ และพฒั นาการทอผา้ พื้นเมอื งใน ภูมิภาคอนื่ ๆ ของไทยเราใหเ้ จรญิ กา้ วหนา้ ย่งิ ขนึ้ เปน็ ทน่ี ยิ มของคนไทย ซอื้ หานาํ มาใชโ้ ดยทว่ั ไปอีกด้วยสมเด็จ พระนางเจา้ สิรกิ ติ ์พิ ระบรมราชินนี าถ (ในรัชกาลที่ 9) ทรงสนพระราชหฤทยั สนบั สนนุ การทอผ้าพนื้ เมือง โดยเฉพาะผ้ามดั หม่ีของภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ใหเ้ ปน็ ที่รจู้ กั กนั อย่างแพรห่ ลาย ข้อความแต่โบราณทวี่ า่ “ผู้หญงิ ทอผ้า” นน้ั เหมาะอยา่ งยงิ่ สําหรบั คนไทย เพราะแสดงถึงวัฒนธรรม อนั สูงสง่ ทีไ่ ทยเรามบี รรพบรุ ุษ ซง่ึ ปราดเปรอ่ื ง คิดประดิษฐกรรมวธิ ีการทอผา้ ทั้งผา้ ฝา้ ย และผา้ ไหมไดอ้ ยา่ ง ดีเลิศ และคดิ วธิ ีได้หลากหลาย ไม่วา่ จะทอผ้าพื้น หรอื ทอใหเ้ กิดลวดลายต่าง ๆ ดว้ ยวธิ ีทเี่ รยี กวา่ ยก จก ขิด มัดหมี่ และลว้ ง เป็นตน้ และวฒั นธรรมน้ี ได้รบั การสบื ทอดต่อมา นานนบั รอ้ ยพันปจี นเปน็ เอกลกั ษณท์ โ่ี ดด เด่น ชุดไทยแบบดัง้ เดมิ นน้ั แทบจะสญู หายไป ชดุ ไทยพระราชนยิ มเกิดจากพระราชเสาวนยี ์ของสมเดจ็ พระนางเจ้า สริ กิ ิตติ์พระบรมราชนิ นี าถ (ในรชั กาลที่ 9) เพ่ือหาแบบชดุ ไทยทร่ี ่วมสมยั เพ่อื ทรงในระหวา่ งเสดจ็ ประพาส ยุโรป โดยศึกษาคน้ ควา้ จากภาพถา่ ยเก่าและออกแบบปรบั ปรงุ ใหเ้ ข้ากับสมยั นิยมมที ง้ั ส้ิน 8 แบบ ดงั น้ี 1) ไทยเรอื นต้น ใชแ้ ต่งในงานท่ีไมเ่ ปน็ พธิ ี และตอ้ งการความสบาย เช่น ไปเท่ยี ว
155 2) ไทยจิตรลดา เปน็ ชดุ ไทยพิธกี ลางวนั ใชร้ ับประมขุ ต่างประเทศเป็นทางการหรอื งานสวนสนาม 3) ไทยอมรนิ ทร์ สาํ หรบั งานเลย้ี งรบั รองตอนหัวคํ่า อนโุ ลมไมค่ าดเขม็ ขดั ได้ 4) ไทยบรมพมิ าน ชุดไทยพธิ ีตอนคาํ่ คาดเข็มขดั 5) ไทยจักรี คือ ชดุ ไทยสไบ 6) ไทยดสุ ติ สําหรบั งานพธิ ตี อนคํ่า จดั ให้สะดวกสําหรบั สวมสายสะพาย 7) ไทยจักรพรรดิ เปน็ แบบไทยแท้ 8) ไทยศวิ าลยั เหมาะสาํ หรบั เมอื่ อากาศเย็น ภาพ : การแต่งกายสมยั รชกั าลที่ 9 - รัชกาลท่ี 10 อาหารในสมยั รัตนโกสนิ ทร์ อาหารไทยมีจุดกาํ เนดิ พรอ้ มกบั การต้ังชนชาตไิ ทย และมกี ารพฒั นาอยา่ งต่อเนอื่ งสมัยรัตนโกสนิ ทรม์ ี การจําแนกความเปน็ มาของอาหารไทยเป็น 2 ยคุ คอื ยุคสมยั รชั กาลที่ 1 จนถงึ รชั กาลท่ี 3 และยคุ สมยั รัชกาลที่ 4 จนถงึ ปัจจุบนั สมยั รตั นโกสนิ ทร์ ยุคที่ 1 (พ.ศ. 2325 - พ.ศ. 2394)
156 อาหารไทยในยุคต้นรตั นโกสินทร์ มีลักษณะเดียวกบั ยุคสมัยธนบรุ ี คือ นอกจากมอี าหารคาว และ อาหารหวานแลว้ ยงั มีอาหารวา่ ง เปน็ อาหารทเ่ี กดิ ขนึ้ จากอทิ ธพิ ลทางวัฒนธรรมอาหารของประเทศจีน ต่อมา มีการปรบั เปล่ยี นดดั แปลงจนกลายเป็นอาหารไทย นอกจากนี้ จดหมายความทรงจําของกรมหลวงรนิ ทรเทวี ไดก้ ล่าวถึงเครอื่ งต้งั สํารบั คาวหวานของพระสงฆใ์ นงานสมโภชพระพทุ ธมณีรัตนมหาปฏมิ ากร (พระแกว้ มรกต) แสดงใหเ้ หน็ ว่ารายการอาหารในยคุ นี้ นอกจากจะมอี าหารไทย เชน่ ผกั น้าํ พริก ปลาแหง้ และหนอ่ ไม้ผดั แล้วยังมอี าหารทปี่ รุงด้วยเครอ่ื งเทศแบบอิสลาม มอี าหารจนี ซ่งึ ใชเ้ นื้อหมูในการประกอบอาหาร สําหรับ อาหารประเภทผัดผักทีใ่ ช้ไฟแรงทุกชนดิ คนไทยรบั วฒั นธรรมการปรงุ อาหารมาจากชาวจนี ที่อพยพเข้ามา อาศัยหรือเดนิ ทางมาคา้ ขายในประเทศไทย ในสมัยต้นรัตนโกสนิ ทร์ โดยคนไทยสามารถหาซื้อกระทะเหล็กได้ จากคนจนี ทีน่ าํ สินคา้ มาขายในประเทศไทยทางเรอื (สําเภาจนี ) นอกจากน้ี การเผยแพรว่ ฒั นธรรมการ รับประทานอาหารจากชาวตะวนั ตกทเ่ี ข้ามาเผยแพร่ศาสนา ก็ทําให้คนไทยเรมิ่ รบั ประทานอาหารตะวันตก เชน่ ขนมปงั ไข่ เน้ือ เนย และนม เปน็ ต้น บทพระราชนิพนธ์ “กาพย์เหเ่ รือชมเครือ่ งคาวหวาน” ของพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั ได้ทรงกลา่ วถึงอาหารคาวและอาหารหวานหลายชนดิ ซึง่ สะท้อนภาพของอาหารไทยในราชสาํ นกั ได้อยา่ ง ชัดเจนที่สุด และสามารถแสดงใหเ้ หน็ ถึงลักษณะของอาหารไทยในราชสํานัก ทีม่ ีการปรงุ กลนิ่ และรสอย่าง ประณตี โดยใหค้ วามสาํ คัญกบั รสชาตอิ าหารมากเปน็ พิเศษและถอื วา่ เปน็ ยุคสมยั ที่มศี ิลปะการประกอบอาหาร ท่ีคอ่ นขา้ งโดดเดน่ ที่สุด ทั้งในด้านรปู รส กลนิ่ สี และการตกแตง่ ให้เกดิ ความสวยงาม รวมทง้ั มกี ารพัฒนา อาหารนานาชาติ ใหเ้ ปน็ อาหารไทยตวั อยา่ งอาหารคาว เชน่ แกงชนดิ ตา่ ง ๆ เครื่องจิม้ และยาํ ทุกประเภท ตัวอยา่ งอาหารว่างคาว เชน่ หมแู นม ล่าเตยี ง หร่มุ รงั นก และอาหารว่างหวาน เชน่ ขนมดอกลําเจยี ก และ ขนมผิง รวมทั้งขนมท่ีรบั ประทานกับน้ําหวานและกะทเิ จอื อยดู่ ว้ ย เชน่ ซ่าหรม่ิ และบัวลอย เปน็ ต้น ภาพ : อาหารคาว นอกจากนี้ วรรณคดไี ทย เรอ่ื งขนุ ช้างขนุ แผน จดั ว่าเป็นวรรณคดที ่ีสะทอ้ นวิถีชวี ิตของคน รวมทง้ั สะทอ้ นถึงวฒั นธรรมการรบั ประทานอาหารชาวบา้ น ทพี่ บว่ามีความนิยมรบั ประทานขนมจนี นา้ํ ยา และมีการ รบั ประทานขา้ วเป็นอาหารหลกั รว่ มกบั กับขา้ วประเภทตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ แกง ต้ม ยาํ และค่วั โดยอาหารมคี วาม หลากหลายมากข้นึ ท้ังอาหารคาว และอาหารหวาน สมยั รัตนโกสนิ ทร์ ยคุ ท่ี 2 (พ.ศ. 2394 - ปัจจุบนั )
157 ต้ังแต่สมยั รชั กาลท่ี 4 ประเทศไทยมีการพัฒนาดา้ นความเจรญิ กา้ วหนา้ ทางเศรษฐกจิ สงั คม และ เทคโนโลยีเปน็ อยา่ งมาก และมีการตั้งโรงพิมพข์ น้ึ เปน็ แห่งแรกในประเทศไทย ดงั น้นั ตํารบั อาหารการกนิ ของ ไทยจึงเริ่มมีการบันทกึ มากขน้ึ ซึ่งข้อมลู เหล่านีไ้ ด้บอกเรือ่ งราว และลักษณะของอาหารไทยท่ีมีความ หลากหลายในชว่ งเวลาต่าง ๆ ทง้ั ท่ีเป็นวธิ ีการปรงุ ของราชสาํ นักและวธิ ีการปรุงแบบชาวบ้านทีส่ ืบทอดมา จนถงึ ปจั จุบนั นอกจากน้สี มยั รชั กาลที่ 4 มกี ารตงั้ โรงสขี ้าวขึ้นทาํ ใหเ้ มล็ดข้าวมสี ีขาว สวย และแตกหกั น้อยลง คนไทยจงึ คอ่ ย ๆ เลิกตาํ ขา้ วกินเอง และหันมาซอ้ื ขา้ ว จากโรงสแี ทน ต่อมามกี ารเลี้ยงสตั ว์ขายเป็นอาชพี มี โรงฆ่าสตั ว์ ทําใหก้ ารซอ้ื หาเนื้อสตั ว์มาปรุงอาหารไดร้ ับความนยิ มมากขน้ึ ส่งผลให้เนอ้ื สัตวใ์ หญ่เขา้ มามี บทบาทในสํารบั อาหารไทย ในเวลาตอ่ มา การใชเ้ ครอ่ื งเทศหลายชนดิ เพื่อดบั กลน่ิ คาวของเนอื้ สตั ว์ท่ีนํามา ปรงุ อาหารกเ็ กดิ ขนึ้ ในชว่ งนี้แม้คนไทยจะใช้เคร่ืองเทศบางอยา่ ง เช่น ขิง และกระชาย เพอื่ ดบั กลนิ่ คาวปลามา นานแลว้ ก็ตาม แต่เมือ่ มีการนาํ เนื้อสัตว์ประเภทวัว และควายมาปรงุ อาหาร คนไทยจงึ ไดค้ ดิ และดดั แปลงการ ใช้เคร่ืองเทศหลายชนิดกบั เนอื้ สัตว์เหลา่ นนั้ และสรา้ งสูตรอาหารใหม่ ๆ ขึน้ มากมาย เร่อื งท่ี 3 มรดกไทยทม่ี ีผลตอ่ การพัฒนาชาติไทย คณุ คา่ ของภูมิปญั ญาไทย ไดแ้ ก่ ประโยชน์ และความสาํ คญั ของภมู ิปัญญา ทบี่ รรพบุรษุ ไทยได้ สรา้ งสรรค์ และสบื ทอดมาอยา่ งต่อเน่อื ง จากอดีตสู่ปจั จบุ ัน ทําให้คนในชาติเกดิ ความรัก และความภาคภูมิใจ ทีจ่ ะร่วมแรงรว่ มใจสืบสานตอ่ ไปในอนาคต เชน่ โบราณสถาน โบราณวตั ถสุ ถาปัตยกรรม ประเพณีไทย การมี น้ําใจ ศักยภาพในการประสานผลประโยชน์ เปน็ ต้น ภมู ปิ ัญญาไทยจงึ มีคุณค่า และความสําคญั ดังนี้ 1. สรา้ งความภาคภมู ิใจ และศักด์ิศรี เกียรตภิ ูมแิ กค่ นไทย คนไทยในอดตี ทีม่ คี วามสามารถ ปรากฏในบนั ทึกประวตั ิศาสตร์ เป็นทย่ี อมรับของนานา อารยประเทศ เช่น มรดกทางภาษาและวรรณกรรม โดยที่มีอักษรไทยเปน็ ของตนเองตง้ั แต่สมยั กรงุ สโุ ขทยั และมีวิวฒั นาการมาจนถงึ ปัจจบุ นั วรรณกรรมไทย ถือว่าเปน็ วรรณกรรมท่ีมีความไพเราะไดอ้ รรถรสครบทกุ ดา้ น วรรณกรรมหลายเรอื่ งไดร้ บั การแปลเปน็ ภาษาต่างประเทศหลายภาษา ดา้ นอาหาร อาหารไทยเปน็ อาหารทป่ี รงุ งา่ ย อาหารสว่ นใหญเ่ ปน็ พืชสมุนไพรทห่ี าได้งา่ ยในท้องถิน่ ราคาถกู มีคณุ คา่ ทางโภชนาการสูง และยงั ปอ้ งกนั โรคได้หลายโรค เพราะสว่ นประกอบส่วนใหญเ่ ปน็ พืช สมุนไพร เชน่ ตะไคร้ ขิง ข่า กระชาย ใบมะกรดู ใบโหระพา ใบกะเพรา เปน็ ต้น 2. สามารถปรบั ประยกุ ตห์ ลกั ธรรมคาสอนทางศาสนา ใชก้ ับวิถีชวี ติ ได้อย่างเหมาะสม คนไทยสว่ นใหญ่นบั ถือศาสนาพทุ ธ โดยนาํ หลักธรรมคําสอนของศาสนา มาปรับใช้ในวถิ ีชวี ติ ไดอ้ ยา่ ง เหมาะสม ทาํ ใหค้ นไทยเปน็ ผู้ออ่ นนอ้ มถอ่ มตน เอือ้ เฟอ้ื เผื่อแผ่ ประนปี ระนอมรกั สงบ ใจเยน็ มคี วามอดทน ให้ อภัยแก่ผ้สู ํานึกผิด ดํารงวถิ ชี วี ิตอยา่ งเรยี บงา่ ย ปกติสขุ ทาํ ใหค้ นในชมุ ชนพ่ึงพากันได้ ท้ังหมดนสี้ ืบ เนื่องมาจากหลักธรรมคาํ สอนของพระพุทธศาสนา เปน็ การนําเอาหลักของพระพทุ ธศาสนามาประยกุ ต์ใชก้ ับ ชีวติ ประจาํ วนั และดําเนนิ กศุ โลบายด้านตา่ งประเทศจนทําใหช้ าวพุทธทวั่ โลกยกย่องใหป้ ระเทศไทยเปน็ ผนู้ าํ ทางพทุ ธศาสนา 3. สรา้ งความสมดลุ ระหว่างคนในสงั คม และธรรมชาติไดอ้ ยา่ งยั่งยนื
158 มรดกไทยมีความเดน่ ชดั ในเรอ่ื งของการยอมรับนับถือ และใหค้ วามสาํ คญั แกค่ นสังคมและธรรมชาติ อยา่ งยิ่ง มีสิ่งที่แสดงใหเ้ หน็ ไดอ้ ยา่ งชัดเจนมากมาย เช่น ตลอดทั้งปีมปี ระเพณีไทย 12 เดือน ลว้ นเคารพ คุณคา่ ของธรรมชาติ ได้แก่ ประเพณีสงกรานต์ ประเพณลี อยกระทง เปน็ ตน้ วิถชี วี ติ ความเป็นอย่ขู องคนไทยลว้ นมคี วามสัมพันธ์เชอื่ มโยงกับธรรมชาตสิ ง่ิ แวดลอ้ ม ซึ่งจะสะทอ้ น ภาพชีวติ แบบไทย ทัง้ ในดา้ นความเป็นอยู่ ทัศนคติ คา่ นิยม และความเชอ่ื เชน่ “บา้ น” หรอื “เรือน” การสรา้ ง บ้านในอดีตมีการกอ่ สรา้ งทอ่ี ยอู่ าศยั โดยคํานงึ ถงึ สภาพอากาศสภาพภูมปิ ระเทศ และความเหมาะสมของ ทาํ เลท่ตี ั้ง ถงึ แม้ว่าปจั จบุ ันการดาํ เนินชีวติ และรปู ลักษณข์ องบา้ นจะแปรเปลยี่ นไป ชวี ิตในบา้ นของคนไทยยงั ไม่ เปลีย่ นแปลงไปมากนัก ซ่งึ ค่านยิ มบางประการ ยงั คงดําเนนิ การสืบทอดจากคนรนุ่ หน่งึ สคู่ นอกี รนุ่ หน่งึ อยา่ ง ต่อเนอ่ื ง ดงั จะเหน็ ไดว้ า่ ลกั ษณะของบ้านเรือนชใี้ หเ้ ห็นถงึ ภูมปิ ญั ญาของคนโบราณ ทงั้ ช่างปลกู บา้ นและชา่ ง ออกแบบ ทปี่ ลกู บ้านเพื่อประโยชนแ์ ละความตอ้ งการใชส้ อย ทั้งน้ี คนไทยส่วนใหญป่ ระกอบอาชพี เกษตรกรรม ได้แก่ ทําสวน ทํานา ทําไร่ ทาํ ประมง แมน่ าํ้ ลําคลองจึงเปรียบเสมือนเส้นโลหิตหล่อเลี้ยงชีวติ เป็นทัง้ แหลง่ อาหาร แหล่งพักผ่อน และเปน็ เสน้ ทางคมนาคมต้งั แต่อดีตจนถึงปจั จุบนั ซี่งจะสรปุ ไดว้ ่าวถิ ีชวี ิตของคนไทยมี ความสมดลุ กันทั้งอาชพี ที่อย่อู าศยั และธรรมชาติไดอ้ ยา่ งลงตัว เรือ่ งท่ี 4 การอนุรกั ษ์มรดกไทย ประเทศไทย เปน็ ประเทศทมี่ เี อกลักษณ์อันโดดเดน่ ทางดา้ นมรดกทางวฒั นธรรมที่บรรพบรุ ุษได้ สรา้ งสรรคเ์ อาไวม้ ากมาย ไมว่ า่ จะเป็นโบราณวัตถุ ศิลปวตั ถุ โบราณสถาน วรรณกรรมศิลปหตั ถกรรม นาฏศลิ ป์ ดนตรี ตลอดจนการดาํ เนนิ ชีวติ และประเพณีต่าง ๆ ท่สี ืบทอดตอ่ ๆ กนั มายาวนาน จนกลายเปน็ มรดกไทยอนั ทรงคุณคา่ และเปน็ จดุ เดน่ ของประเทศไทย แต่ในปจั จบุ นั มรดกไทยไดร้ ับผลกระทบจากความ เปลี่ยนแปลงของสงั คมทงั้ ภายในประเทศ และจากตา่ งประเทศ อีกท้ังมีการเปลย่ี นแปลงทางเทคโนโลยี สง่ ผล มรดกไทยอนั ทรงคุณคา่ ของไทยบางส่วนตอ้ งเส่อื มสูญไปอย่างนา่ เสยี ดาย ดงั นนั้ ประชาชนทกุ คนจึงควรรว่ มกนั อนรุ ักษม์ รดกไทย ตลอดจนให้ขอ้ มูล ความรูค้ ําแนะนําแก่คนรุ่น หลังในการสง่ เสริมให้รูค้ ณุ คา่ ของมรดกทไี่ ดร้ บั การสบื ทอดตอ่ ไปอยา่ งไม่สิ้นสุดซึง่ นอกจากความภาคภมู ิใจใน มรดกไทยแลว้ ยงั มีคณุ คา่ ท่เี ป็นประโยชนต์ อ่ การพฒั นาการศกึ ษาทางดา้ นประวัติศาสตร์ ศิลปะศาสตร์ สุนทรยี ศาสตร์ ชาตพิ นั ธวุ์ ทิ ยา และมานษุ ยวิทยา อีกท้ังยังสง่ เสรมิ การพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน และ ประเทศผา่ นทางการทอ่ งเทีย่ ว ของชาตติ ลอดมา ความหมาย การอนรุ ักษ์มรดกไทย คือ การทคี่ นรนุ่ หลังตระหนกั และเหน็ ถงึ ความสาํ คญั ของส่งิ ท่ีบรรพบรุ ษุ ได้ สรา้ งข้นึ โดยการอนรุ กั ษ์นนั้ จะทําในเชงิ ปฏบิ ตั ิ คือ การดูแลรกั ษาและการสบื สานวฒั นธรรมนนั้ ๆ ไม่ให้ หายไป ซ่ึงการอนุรกั ษ์เปน็ เหมือนเครอ่ื งชว่ ยยดึ เหนีย่ วจติ ใจ ทําให้เกิดการหวงแหนในมรดกของตน กอ่ ให้เกิด เปน็ ความรักและความผูกพนั อกี ทงั้ ยังส่งเสริมใหเ้ กดิ ความสามัคคอี ีกด้วย
159 โดยสรปุ การอนุรักษม์ รดกเปน็ สง่ิ สาํ คัญท่คี นรนุ่ หลัง ควรใส่ใจหรอื ตระหนกั ถงึ ใหม้ ากเพราะมรดกจะ สอื่ ถงึ ความเปน็ เอกลักษณ์ของชนชาตนิ ้นั ๆ และยงั ก่อให้เกดิ ความผกู พันหรือความรักในชาตขิ องตน สง่ ผลไป ถงึ การสร้างจิตสํานกึ ท่ีดีในการรกั ชาติ ซึ่งเปน็ สิ่งสําคญั ในการคงอยขู่ องชาตนิ น้ั ๆ สามารถทาํ ได้ คือ การ สะสมและการสบื ทอดมรดกทางวฒั นธรรมใหค้ งอยู่ต่อไป ความสาคัญของการอนุรกั ษ์มรดกไทย มรดกไทย คือ มรดกทางวฒั นธรรมทแี่ สดงออกถงึ สญั ลกั ษณ์ของความเปน็ ชาติซงึ่ ไดแ้ ก่ โบราณวัตถุ ศิลปวตั ถุ โบราณสถาน วรรณกรรม ศลิ ปหตั ถกรรม นาฏศลิ ป์และดนตรตี ลอดจนถึงการดาํ เนนิ ชวี ิตและคณุ ค่าประเพณี ต่าง ๆ อันเปน็ ผลผลิตรว่ มกนั ของผคู้ นในผืนแผน่ ดนิ ในชว่ งระยะเวลาทีผ่ ่านมา ประเทศไทยเปน็ ประเทศทมี่ ศี ลิ ปวฒั นธรรมทเี่ ป็นเอกลักษณอ์ นั โดดเดน่ มาเป็นเวลาชา้ นาน ศิลปวฒั นธรรมไทยนบั ว่าเปน็ สิ่งสําคญั อยา่ งยงิ่ ท่ีจะหลอ่ หลอมชาวไทยในภมู ภิ าคต่าง ๆให้เกดิ ความ สมานฉนั ท์เป็นอันหน่ึงอนั เดยี ว แต่เนอ่ื งจากการเปลีย่ นแปลงทางสังคมท่ีเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีผลทาํ ให้มรดก ทางวัฒนธรรมในแขนงตา่ ง ๆ นบั ต้งั แตโ่ บราณวัตถุ โบราณสถานวรรณกรรม ศิลปกรรม นาฏศลิ ป์ ดนตรี ตลอดจนวธิ กี ารดําเนนิ ชีวติ ค่านยิ มและระบบประเพณีตา่ ง ๆในทอ้ งถน่ิ ไดร้ บั ผลกระทบและถูกละเลยทอดทิง้ ประชาชนชาวไทยต้องตระหนักและนกึ ถึงความจําเป็นและความสาํ คญั ในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของชาติ เพ่ือใหท้ กุ คนเกิดแนวคดิ ทีจ่ ะทาํ นุบาํ รงุ รกั ษาโบราณสถาน โบราณวตั ถุ และศิลปวฒั นธรรมแขนงต่าง ๆ ใหม้ ี การสืบทอดต่อไป เรอ่ื งท่ี 5 การมสี ่วนร่วมในการอนรุ ักษ์มรดกไทย การมีสว่ นร่วมในการอนุรักษม์ รดกไทย ไดแ้ ก่ 1. ค้นคว้า วิจัย ศึกษา และเกบ็ รวบรวมข้อมูล 2. การอนรุ กั ษ์โดยการปลกู จิตสาํ นึก และสร้างจิตสํานกึ ทต่ี อ้ งรว่ มกันอนรุ กั ษ์ 3. การฟนื้ ฟโู ดยเลอื กสรรมรดกทางวฒั นธรรมท่กี ําลงั สูญหาย หรือทส่ี ญู หายไปแลว้ มาทาํ ใหม้ ีคณุ ค่า และมคี วามสาํ คัญตอ่ การดําเนนิ ชวี ติ 4. การพฒั นาโดยริเรม่ิ สร้างสรรค์ และปรบั ปรงุ มรดกทางวฒั นธรรมในยุคสมยั ใหเ้ กิดประโยชนใ์ น ชวี ติ ประจาํ วนั 5. การถ่ายทอดโดยนาํ มรดกทางวัฒนธรรมมาเลือกสรร กลน่ั กรอง ดว้ ยเหตแุ ละผลอย่างรอบคอบ และรอบดา้ น แล้วไปถา่ ยทอดใหค้ นในสงั คมรบั รู้
160 6. การสง่ เสริมกจิ กรรมโดยการสง่ เสรมิ สนบั สนุนใหเ้ กดิ เครอื ขา่ ยการสบื สานมรดกทางวฒั นธรรม 7. การเผยแพรแ่ ละแลกเปล่ยี นโดยการสง่ เสริม สนบั สนนุ ให้เกดิ การเผยแพร่และแลกเปลี่ยนมรดก ทางวฒั นธรรม อยา่ งกวา้ งขวางดว้ ยสอ่ื และวธิ ีการตา่ ง ๆ บทท่ี 4 ใบงานที่ 1 เร่ือง วรรณกรรมสมัยรตั นโกสนิ ทร์ คาช้ีแจง ให้ผเู้ รียนสรุปและอธบิ ายความรู้ในประเดน็ ทีก่ าหนด 1. วรรณกรรมสมยั รตั นโกสนิ ทรตอนตน มีอะไร อธิบายมาพอสงั เขป ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
161 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- บทท่ี 4 ใบงานท่ี 2 เร่ือง ดานดนตรีและนาฏศลิ ป์ คาช้ีแจง ให้ผ้เู รยี นาสรปุ และอธบิ ายความรู้ในประเดน็ ท่ีกาหนด 1. จงอธบิ ายดนตรไี ทย ในสมัยรัตนโกสินทร์ มอี ะไร อธบิ ายมาพอสังเขป ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 2. จงอธบิ ายโขนในแตล่ ะยุคมาพอสังเขป ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
162 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- บทที่ 4 ใบงานที่ 3 เรื่อง การละเลน่ พนื้ บ้าน คาช้แี จง ให้ผู้เรยี นคน้ คว้า สรปุ และอธบิ ายดังตอ่ ไปน้ี พร้อมยกตวั อย่างและวิธกี ารละเลน่ พ้ืนบ้าน 1. ความเปน็ มาของการละเล่นพ้ืนบ้านไทย ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 2. ความสาคัญ คุณคา่ และประโยชนข์ องการละเลน่ พืน้ บา้ นไทย ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 3. บอกวธิ กี ารละเลน่ พ้ืนบ้าน และประโยชน์ คนละ 2 เรอ่ื ง ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
163 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- บทท่ี 4 ใบงานที่ 4 เร่ือง นางในวรรณคดี คาชแี้ จง ให้ผ้เู รียนอธบิ ายลักษณะของนางในวรรณคดี ดงั ต่อไปนี้ 1. นางผีเสอื้ สมุทร ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 2. นางสดี า ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 3. นางเออ้ื ย ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 4. นางรจนา
164 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 5. นางวันทอง ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 6. มโนราห์ ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
165 แบบทดสอบก่อน/หลงั เรียน หนว่ ยท่ี 4 มรดกไทยสมัยรัตนโกสนิ ทร์ ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย คาช้แี จง จงเลอื กคาตอบท่ีถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. ข้อใดไม่ใช่งานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ทรง ร.9 พระราชนิพนธ์ ก. อเิ หนา ก. คณุ ทองแดง ข. พระมหาชนก ค. นายอนิ ทรผ์ ปู้ ดิ ทองหลังพระ 2. ไตรภูมพิ ระร่วงมเี น้ือหาเกี่ยวกับอะไร ก. ศาสนา ข. เศรษฐกิจ ค. การปกครอง ง. พระราชประวตั ิ 3. บทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั ภูมิพลอดลุ ยเดชมลี ักษณะเด่นในเรอื่ งใด ก. ลอ้ เลยี นมนุษยใ์ นปัจจบุ นั ข. แปลวรรณกรรมตา่ งประเทศ ค. ยกตัวอย่างบุคคลทที่ าความดี ง. บอกประโยชน์ของการจงรักภกั ดี 4. การเรยี กผอู้ ่นื ที่ไมใ่ ชญ่ าติว่า “พี่ ปา้ น้า อา ลุง ตา ยาย” สะทอ้ นถึงวัฒนธรรมไทยในเรอื่ งใด ก. คนไทยอยูร่ ่วมกนั ในสงั คมฉันญาติพน่ี ้อง ข. คนไทยไมน่ ิยมจดจาชื่อบุคคล จงึ สมมติชื่อเรียกแทน ค. คนไทยขาดความอบอุ่นและมีปัญหาภายในครอบครัว
166 ง. คนไทยรกั ครอบครัวและมคี วามสมัครสมานกลมเกลียวกนั 5. ขอ้ ใดคือการอนรุ กั ษ์วฒั นธรรมและภมู ปิ ญั ญาไทยที่ดที ่ีสุด ก. เรียนรภู้ มู ปิ ัญญาไทยจากคนรุน่ เก่า ข. ใชภ้ ูมิปญั ญาไทยในการดารงชวี ิตประจาวนั ค. สง่ เสริมการซือ้ สนิ ค้าที่เกดิ จากภมู ิปัญญาไทย ง. ยกยอ่ งผ้อู นรุ ักษ์วฒั นธรรมและภมู ิปญั ญาไทย 6. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราชทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์โดยยดึ หลกั ใด ก. สรา้ งอยา่ งประหยดั ข. สรา้ งโดยยดึ หลักศาสนา ค. สรา้ งให้อยูใ่ กลแ้ หล่งนา้ ง. สร้างให้เหมือนสมัยอยุธยา 7. หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตรใ์ นข้อใดจดั ว่าเปน็ หลกั ฐานช้นั ตน้ ก. พระพุทธรปู ข. พระไตรปฎิ ก ค.จดหมายเหตุวนั วลิต ง.เครื่องปนั้ ดินเผาบา้ นเชยี ง 8. ผลงานสร้างสรรคศ์ ิลปวฒั นธรรมสะท้อนให้เห็นลักษณะเฉพาะของชาวกรกี คือเร่ืองใด ก. ความหมกมุน่ ในเร่ืองศาสนา ข. ความไม่นยิ มในปจั เจกบุคคล ค. ความเป็นตวั ของตวั เองและรักในเสรีภาพ ง. ความมีระเบยี บวนิ ยั และความรับผิดชอบ 9. การเปล่ยี นแปลงด้านใดต้ังแตร่ ชั กาลที่ 4 เป็นตน้ มาส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญช่ า้ ทส่ี ุด ก. ดา้ นสงั คม ข. ด้านเศรษฐกิจ ค. ดา้ นวฒั นธรรม ง. ดา้ นการปกครอง 10. รัชกาลใดมิได้จดั เปน็ ยุคทองของการกวีและวรรณคดี ก. พระนารายณ์มหาราช ข. พระเจา้ ประปราสาททอง
167 ค. พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหล้านภาลยั ง. พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยหู่ วั เฉลยแบบทดสอบก่อน/เรียน ง หน่วยท่ี 4 มรดกไทยสมัยรัตนโกสินทร์ ง ค ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ค ข 1ก6 2ก7 3ข8 4ก9 5 ง 10
168 แผนการจดั การเรียนรู้ออนไลน์ รายวชิ า ประวตั ิศาสตร์ชาติไทย รหสั วชิ า สค 32034 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย จานวน 3 หนว่ ยกติ จานวน 120 ช่ัวโมง หนว่ ยการเรียนรู้ ท่ี 5 เร่อื งการเปลย่ี นแปลงของชาตไิ ทยสมยั รตั นโกสินทร์ จานวน 18 ช่วั โมง 1. ตัวชว้ี ดั 1. วิเคราะหเ์ หตุการณสาคญั ทางประวตั ศิ าสตร์ท่มี ีผลตอ่ การพัฒนาชาติไทย 2. อภปิ รายและนาเสนอเหตุการณสาคญั ทางประวตั ิศาสตร์ ท่มี ีผลตอ่ การพัฒนาชาติไทย 2. เน้ือหา 1. เหตุการณสาคญั ทางประวตั ศิ าสตรท์ ่มี ผี ลตอ่ การพัฒนาชาตไิ ทย 1.1 การสถาปนาอาณาจกั รรตั นโกสนิ ทร์ 1.2 สนธสิ ญั ญาเบาวรงิ 1.3 การปฏิรูปการปกครองในสมยั รัชกาลที่ 5 1.4 การเปลยี่ นแปลงการปกครอง 2475 1.5 ความเปน็ ชาตไิ ทยสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม 2. ตวั อย่างการวิเคราะหแ์ ละอภิปรายเหตกุ ารณสาคัญทางประวัติศาสตรท์ ่มี ีผลต่อการพฒั นาชาตไิ ทย
169 3. ขัน้ ตอนการจดั การกระบวนการเรยี นรู้ ขน้ั ตอนท่ี 1 การกาหนดปญั หาการเรียนรู้ - ครทู กั ทายผูเ้ รยี น ช้ีแจงจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้เร่อื ง การเปลย่ี นแปลงของชาตไิ ทยสมยั รตั นโกสนิ ทร์ ผา่ น Google classroom - ครูใหผ้ ้เู รยี นทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน ผา่ น Google Form - ครูตง้ั คาถามเกี่ยวกับการใช้แหลง่ เรยี นร้ใู หผ้ ้เู รยี นได้ตอบผา่ น ผา่ น Google classroom ก่อนเขา้ สู่ข้ันตอน ตอ่ ไป ขน้ั ตอนท่ี 2 การแสวงหาขอ้ มูลและกจิ กรรมการเรียนรู้ - ครูใหผ้ ู้เรยี นทาแผนภาพความคดิ เรอ่ื งการปฏริ ปู การปกครองในสมัยรชั กาล ที่ 5 ผา่ น Google classroom - สาเหตขุ องการปฏริ ูปบานเมอื ง - การปกครองสวนกลาง - การปกครองสวนภมู ิภาค - การปกครองสวนทองถนิ่ - ครใู ห้ผ้เู รยี นสแกน GR Code จากใบความรู้ เร่อื งการเปลย่ี นแปลงของชาตไิ ทยสมัยรตั นโกสินทร์ และให้ ผเู้ รยี นศกึ ษาเพิ่มเตมิ หลังจากทค่ี รอู ธิบายให้เกดิ ความเข้าใจมากข้นึ http://gg.gg/nj6kg ขั้นตอนที่ 3 การปฏิบตั แิ ละการนาไปประยกุ ต์ใช้ - ครผู ู้สอนใหผ้ ูเ้ รยี นไปศึกษาใบความรู้ทไ่ี ดร้ บั
170 - ครูใหผ้ เู้ รยี นทาใบงาน เร่ือง การเปลยี่ นแปลงของชาตไิ ทยสมยั รัตนโกสินทร์ และนดั ส่งงาน ผ่าน Google classroom - ครูตอบข้อซักถาม หากผเู้ รยี นมขี อ้ สงสัย ผ่าน Application line - ครูและผู้เรยี นร่วมกนั สรุป - ครูนดั หมายการเข้ารียนออนไลนคฺ ร้งั ตอ่ ไป - ครูให้ผเู้ รยี นจดั ทาแบบทดกอ่ นเรยี นและสอบหลังเรียน ผ่าน Google Form ข้ันตอนที่ 4 การประเมนิ ผล - ผเู้ รยี นสง่ ใบงาน เรื่อง การเปลย่ี นแปลงของชาตไิ ทยสมัยรตั นโกสนิ ทร์ ผา่ น Google classroom - คะแนนแบบทดสอบหลงั เรียน 4. สอื่ และแหล่งการเรยี นรู้ 4.1.ใบความรู้ เรอื่ ง การเปลย่ี นแปลงของชาตไิ ทยสมยั รัตนโกสนิ ทร์ 4.2 หนงั สือแบบเรียน วิชาประวตั ศิ าสตรช์ าติไทย 4.3 ส่ืออินเตอรเ์ นต็ 4.4 ใบงาน 4.5 สมดุ บันทกึ กจิ กรรมการเรยี นรู้ 5. การวัดและประเมนิ ผล 5.1 การสงั เกต และ การมีสว่ นร่วม 5.2 ตรวจใบงาน 5.3 แบบทดสอบกอ่ นเรียน และ หลังเรียน
171 ใบความรู้ หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 5 การเปล่ยี นแปลงของชาตไิ ทยสมัยรัตนโกสินทร์ เรื่องที่ 1 เหตุการณส์ าคัญทางประวัตศิ าสตร์ที่มีผลต่อการพัฒนาชาติไทย ปัจจัยท่มี ีผลตอ่ การสถาปนาอาณาจกั รไทยนับตง้ั แตส่ มัยสโุ ขทัย จนถึงสมยั รัตนโกสินทร์ปัจจบุ นั เปน็ อาณาจักรต่อเนื่องกัน นบั เวลามานานกวา่ 700 ปี มีปัจจัยที่ส่งผลตอ่ การสถาปนาอาณาจกั รไทย ไดแ้ ก่ ปจั จัยดา้ นภมู ิศาสตร์ และปจั จยั ดา้ นการเมือง 1.1 การสถาปนาอาณาจักรรตั นโกสนิ ทร์ (พ.ศ. 2325 - ปัจจุบัน) อาณาจักรรัตนโกสนิ ทร์ เป็นราชธานเี ร่มิ ต้ังแต่การยา้ ยเมืองหลวงเดมิ จากกรงุ ธนบุรี มายัง กรงุ เทพมหานคร ซง่ึ ตง้ั อยบู่ นฝัง่ ตะวนั ออกของแมน่ า้ เจา้ พระยา ปจั จยั ท่ีมผี ลตอ่ การสถาปนา อาณาจกั รรตั นโกสนิ ทร์ ดงั น้ี ด้านภูมศิ าสตร์ เป็นพื้นทรี่ าบลุ่มกวา้ งใหญเ่ หมาะแกก่ ารเพาะปลูก และใกลป้ ากอา่ วไทย เหมาะสมแกก่ ารติดต่อค้าขายกบั ชาวตา่ งประเทศ ด้านการเมอื ง ในช่วงปลายสมัยธนบุรีเกดิ กบฏพระยาสรรค์ ทาใหบ้ า้ นเมืองไม่สงบ เรียบร้อย สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช ทรงดารงตาแหน่งใน ขณะนัน้ ) ได้ทาการปราบกบฏพระยาสรรค์ได้สาเร็จ จึงไดส้ ถาปนาราชวงศจักรี และทรงย้ายเมอื งหลวงจาก กรุงธนบุรมี ายังกรุงเทพมหานคร โดยลอกแบบส่งิ ก่อสร้างบางประการ เลยี นแบบในสมยั กรุงศรีอยุธยา เพอื่ สรา้ งความรสู้ กึ ใหป้ ระชาชนเข้าใจว่ากรงุ เทพมหานครเป็นราช ธานีทสี่ บื ทอดตอ่ เน่ืองมาจากสมยั กรงุ ศรีอยธุ ยา 1.2 สนธิสญั ญาเบาว์รงิ หนงั สอื สัญญาทางพระราชไมตรปี ระเทศองั กฤษ และประเทศสยาม (องั กฤษ : Treaty of Friendship and Commerce between the British Empire and the Kingdom of Siam)” หรอื บนปกสมดุ ไทย ใชช้ ่อื ว่า หนังสอื สัญญาเซอร์ จอหน์ เบาวร์ ิง หรือที่มกั เรียกกนั ทัว่ ไปว่า สนธิสัญญาเบาว์ริง (องั กฤษ : Bowring Treaty) เปน็ สนธิสญั ญาที่ราชอาณาจักรสยามทากบั สหราชอาณาจกั ร ลงนามเม่ือวนั ท่ี 18 เมษายน พ.ศ. 2398 โดยเซอร์ จอห์น เบาว์ริง ราชทตู ท่ีได้รบั การแตง่ ตั้งจากสมเด็จพระบรมราชินีนาถ วกิ ตอเรีย ถือพระราชสาสน์ สมเดจ็ พระนางเจา้ วิกตอเรยี เข้ามาถวายพระเจ้าแผ่นดนิ ไทยและใชเ้ วลาประมาณ 1 สัปดาหเ์ จรจากบั “ผูส้ าเรจ็ ราชการฝ่ายสยาม” 5 พระองค์ ดงั น้ี
172 สมเดจ็ เจา้ พระยาบรมมหาประยรู วงศ์ (สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่) ผู้สาเรจ็ ราชการ ท่ัวพระ ราชอาณาจักร ประธานผแู้ ทนรัฐบาล พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธริ าชสนทิ สมเดจ็ เจา้ พระยาบรมมหาพิไชยญาติ (สมเดจ็ เจา้ พระยาองค์นอ้ ย) ผสู้ าเรจ็ ราชการ พระนคร เจา้ พระยาศรสี ุรยิ วงศ์ (ชว่ ง บุนนาค) รักษาในตาแหน่งสมุหพระกลาโหม บงั คับ บัญชาหวั เมอื ง ชายทะเลปากใตฝ้ ่ายตะวันตก เจา้ พระยารวิวงศ์ พระคลัง และสาเรจ็ ราชการกรมทา่ บังคับบญั ชาหวั เมอื งฝา่ ย ตะวันออก สาระสาคญั ของสนธิสญั ญาเบาวร์ งิ มีดังน้ี 1) คนที่อยู่ในการบังคบั อังกฤษ จะอยูภ่ ายใต้อานาจการควบคุมของกงสลุ อังกฤษ นบั เปน็ ครั้งแรกท่ี สยาม มอบสนธสิ ภาพนอกอาณาเขตแกป่ ระชากรต่างประเทศ 2) คนทอ่ี ยู่ในการบงั คบั องั กฤษ ได้รบั สทิ ธใิ นการค้าขายอย่างเสรีในเมืองท่า ทุกแห่งของสยาม และ สามารถพานักอาศัยอย่ใู นกรุงเทพมหานครเปน็ การถาวรได้ ภายในอาณาเขต สไี่ มล์ (สองรอ้ ยเส้น) 3) คนท่ีอย่ใู นการบงั คับอังกฤษ สามารถซ้ือ หรือเชา่ อสังหารมิ ทรัพย์ในบรเิ วณ ดังกลา่ วได้ 4) คนที่อยู่ในการบังคบั อังกฤษ ไดร้ ับอนุญาตใหเ้ ดนิ ทางได้อยา่ งเสรใี นสยาม โดยมี หนงั สอื ที่ไดร้ บั การ รบั รองจากกงสุล 5) ยกเลิกค่าธรรมเนียมปากเรือ และกาหนดอัตราภาษีขาเขา และขาออกอย่าง ชัดเจน 5.1) อัตราภาษีขาเขา้ ของสินค้าทกุ ชนิดกาหนดไวท้ ่ีร้อยละ 3 ยกเวน่ ฝนิ่ ท่ีไมต่อง เสียภาษแี ต่ ต้อง ขายใหก้ บั เจา้ ภาษี ส่วนเงนิ ทองและขา่ วของเครื่องใชข้ องพ่อค้าไม่ต้องเสยี ภาษี เช่นกัน 5.2) สนิ ค้าส่งออกใหม้ ีการเก็บภาษีช้ันเดยี ว โดยเลอื กว่าจะเกบ็ ภาษชี ้นั ใน (จงั กอบ ภาษีป่า ภาษี
173 ปากเรอื ) หรือภาษีสง่ ออก 6) พ่อคา้ องั กฤษ ไดร้ ับอนุญาตใหซ้ ้ือขายโดยตรง ได้กบั เอกชนสยามโดยไมม่ ผี ้ใู ด ผหู้ นง่ึ ขัดขวาง 7) รฐั บาลสยาม สงวนสิทธใิ์ นการหา้ มสง่ ออกข้าว เกลือ และปลา เม่อื สินค้าดังกล่าวจะ ขาดแคลน ภายในประเทศ ผลทีไ่ ดร้ ับจากการทาสนธิสัญญาเบาว์รงิ 1) องั กฤษประสบความสาเร็จอย่างมาก โดยการทร่ี ฐั บาลสยามยอมให้องั กฤษเข้า มาต้ังกงสลุ มี อานาจ พจิ ารณาคดีที่คนองั กฤษมคี ดีความกนั และรว่ มพิจารณาคดที ่คี นไทยกบั อังกฤษมีคดีความกนั 2) ข้าว เกลอื และปลาไม่เป็นสนิ คา้ ตอ้ งห้ามอีกต่อไป 3) มกี ารรบั เอาวิทยาการตะวนั ตกสมัยใหม่เขา้ สูป่ ระเทศ ซ่ึงทาใหช้ าวต่างประเทศ ให้การยอมรบั สยามมากขึน้ 4) การแลกผูกขาดการค้าของรัฐบาลทาให้เกิดการเปลย่ี นแปลงด้านเศรษฐกจิ ทีส่ าคัญ อยา่ งหน่งึ คอื ราษฎรสามารถซ้ือขายสนิ ค้าไดโ้ ดยอสิ ระ รฐั บาลไม่เข้ามาเก่ยี วข้องกับการขายสนิ ค้า มีค้า เชน่ ไมฝ้ าง ไม้ กฤษณา หรืองาช้าง เพราะรัฐบาลจะขาดทุน 5) ขา้ ว ได้กลายมาเป็นสินค้าสง่ ออกท่สี าคัญทส่ี ดุ ของไทย สง่ ผลใหก้ ารทานา แพร่หลายกว่าแตก่ ่อน และทาให้ราษฎรมีเงินตราหมุนเวยี นอยใู่ นมือ พร้อมทัง้ ชาวนามโี อกาสไถ่ ลูกเมียทขี่ ายให่แก่ผอู้ นื่ และยงั ทาให้ เงินตราตา่ งประเทศเขา้ สรู่ าชสานกั เปน็ จานวนมาก 6) ฝรัง่ ทีเ่ ข้ามาจา้ งลกู จา้ งคนไทยใหค้ ่าจา้ งเป็นรายเดือน และโบนสั คิดเป็นมูลค่าสงู กวา่ ข้าราชการ ไทยเสยี มาก สง่ ผลใหร้ ัฐบาลไดเ้ พ่มิ เงนิ เบ้ียหวดั และคา่ แรงแก่ขา้ ราชการและคนงาน มากขนึ้ 7) พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยูห่ วั ทรงใหส้ ร้างถนน ไดแ้ ก่ ถนนหัวลาโพง ถนนเจรญิ กรงุ และ ถนนสลี ม แตล่ ะเสน้ กว้าง 5 ศอก 8) ในสมยั ปลายรชั กาลที่ 4 ฝรงั่ ต่างก็เขา้ มาตัง้ โรงงานในสยามเป็นจานวนมาก ตงั้ แตโ่ รงสีขา้ ว โรงงานํน้าตาลทราย อู่ต่อเรอื โรงเล่อื ยไม้ เป็นตน้
174 9) การให้สิทธิเสรีภาพในการถือครองที่ดนิ แกร่ าษฎรไทย และชาวตา่ งประเทศ ซึ่งรฐั บาลแบง่ ทีด่ นิ ออกเปน็ สามเขต คือ ในพระนคร และห่างกาแพงพระนครออกไปสองรอ้ ยเสน้ ทุกทิศ ยอมใหเ้ ช่าแต่ไม่ยอมให้ ซื้อ ถ้าจะซื้อตอ้ งเชา่ ครบ 10 ปกี อ่ น หรอื จะต้องไดร้ ับอนญุ าตจาก เสนาบดเี ขตทล่ี ่วงออกไป เจา้ ของท่ีและบ้าน มสี ิทธิให้เชา่ หรือขายกรรมสทิ ธไิ์ ด้ โดยไม่มีข้อแม้ แตล่ ว้ งจากเขตน้ีไปอีก ห้ามมิให้ฝร่งั เช่าหรือซอื้ โดยเดด็ ขาด เมื่อราษฎรได้รับสทิ ธใิ นการถือครอง กรรมสิทธ์ทิ ่ีดิน ราษฎรก็มที างทามาหากนิ เพิม่ ขนึ้ อีกทางหนง่ึ คือ การ จานองท่ีดินเพื่อกเู้ งนิ หรือ ขายฝาก ขายขาดทดี่ ินของตนได้ 1.3 การปฏิรปู การปกครองในสมยั รชั กาลที่ 5 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว (รัชกาลที่ 4) เปน็ ลทั ธิการลา่ อาณานิคมของ ชาวตะวันตก จึงได้ทรงดาเนินนโยบายทางการทูต เพ่ือมใิ ห้ประเทศมหาอานาจ ใชเ้ ปน็ ข้ออา้ งในการยึดครอง ประเทศไทย ครน้ั ตอ่ มาในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยูห่ ัว (พ.ศ. 2411 - 2453) เปน็ สมัยที่มี การปฏิรูปบ้านเมืองในดา้ นต่าง ๆ ทาให้ประเทศไทยเปน็ ประเทศทนั สมยั ท่ีสามารถรอดพ้นจากลทั ธิการล่า อาณานิคมมาได้ เป็นประเทศเดยี วในภูมภิ าค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังสง่ ผลใหเ้ กิดความเจริญแก่ ประเทศชาติในปจั จุบัน สาเหตขุ องการปฏริ ูปบ้านเมือง ในรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอย่หู วั เปน็ ช่วงเวลาทีช่ าติตะวันตก มกี ารล่าอาณานิคม สง่ ผลให้ประเทศเพื่อนบา้ นของไทยหลายแหง่ ตกอยภู่ ายใต้อทิ ธิพลของชาติ ตะวันตก เช่น พมา่ อย่ภู ายใต้การ ปกครองของอังกฤษ เวยี ดนามตกเปน็ เมืองขน้ึ ของฝร่งั เศส นอกจากนี้ ประเทศอังกฤษและประเทศฝรัง่ เศส มี ความพยายามขยายอานาจเข้ามาในดนิ แดนของ ประเทศไทย และบรเิ วณโดยรอบดนิ แดนของประเทศไทย ทา ให้พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว ซง่ึ ทรงตดิ ตามเรอื่ งราวการขยายอานาจของประเทศชาติ ชาวตะวนั ตก และความเจริญ ของประเทศชาติของชาวตะวันตก จงึ ตอ้ งการปฏริ ปู บ้านเมืองให้ทนั สมยั แบบ เดยี วกบั ประเทศชาติ ชาวตะวันตก เพ่ือไมใ้ ห้ใชเ้ ป็นข้ออ้างว่าประเทศไทยเป็นบา้ นเมืองป่าเถ่ือน ด้อยความ เจรญิ แลว้ ถือ โอกาสเขา้ มายึดครอง ดงั นั้น พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว จึงทรงดาเนนิ การปฏริ ูป บา้ นเมือง โดยมีแนวความคิดในการปฏิรปู การปกครอง 3 ประการ คือ 1) การรวมอานาจเข้าสสู่ ว่ นกลางมากข้ึนเป็นการใช้อานาจของรฐั บาลกลางในการยืนยัน อาณาเขต ของประเทศไทย เพื่อปอ้ งกันประเทศชาติตะวันตกอา่ งเอาดนิ แดนไปยดึ ครอง 2) การศาลและกฎหมายท่มี ีมาตรฐานเปน็ สากลมากข้ึน
175 3) การพัฒนาประเทศ ทรงริเร่ิมนาสิ่งใหม่ ๆ เขา้ มา เช่น การไปรษณีย์ การรถไฟ การโทรเลข ฯลฯ การปฏิรูปการปกครอง การปกครองก่อนรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว การบริหาร บา้ นเมืองนัน้ อยู่ ภายใต้อานาจบรรดาขนุ นางผู้ใหญ่และเจา้ นายท่ีมที ้ังกาลังทหาร อาวธุ และ ไพรส่ ว่ นพระองค์ อกี ทั้งยังมี บทบาทในการควบคุมผลประโยชน์ทางดา้ นการค้าขาย เชน่ การเกบ็ ภาษี และการควบคุมไพร่ เป็นตน้ ส่งผล ให้พระราชอานาจของพระมหากษัตรยิ ์เกิดความไม่มน่ั คง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัวจึงทรง จัดระเบียบการปกครองเสยี ใหม่ และเปน็ รากฐานการปกครองมาจนถึงปจั จบุ ัน โดยจาแนกออกเป็น 3 ส่วนท่ี สาคัญ ดงั นี้ 1. การปกครองสว่ นกลาง การปรบั ปรุงการบรหิ ารราชการในสว่ นกลางของพระบาทสมเดจ็ พระ จลุ จอมเกลา้ เจ้าอย่หู ัว ทรงยกเลกิ ตาแหนง่ อคั รเสนาบดี 2 ตาแหนง่ คอื สมหุ กลาโหม และสมหุ นายก รวมทง้ั จตสุ ดมภ์ โดยแบ่งการบริหารราชการออกเป็นกระทรวงตามแบบอารยประเทศ มกี ารจดั สรรอานาจหนา้ ท่ี ความรบั ผิดชอบเปน็ สดั สว่ น เพื่อให้มีประสทิ ธิภาพ และให้มเี สนาบดีเป็นผวู้ ่าการแตล่ ะ กระทรวง กระทรวง ทต่ี ั้งข้ึนทั้งหมด เม่ือ พ.ศ. 2435 มี 12 กระทรวง มหี น้าทค่ี วามรบั ผิดชอบ ดังนี้ (1) กระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบหวั เมอื งฝ่ายเหนือและเมอื งลาวประเทศราช (2) กระทรวงกลาโหม รบั ผดิ ชอบหัวเมืองฝ่ายใต้ หัวเมืองฝ่ายตะวันออก ตะวันตก และเมืองมลายู ประเทศราช (3) กระทรวงต่างประเทศ รบั ผิดชอบเก่ียวกบั การต่างประเทศ (4) กระทรวงวงั รบั ผดิ ชอบเก่ียวกับกจิ การในพระราชวัง (5) กระทรวงเมือง รับผดิ ชอบเก่ยี วกับการตารวจ บญั ชีคน และราชทัณฑห์ รือกระทรวงนครบาล (6) กระทรวงเกษตราธิการ รับผิดชอบเก่ียวกับการเพาะปลูก เหมืองแร่ ปา่ ไม้ (7) กระทรวงคลงั รับผิดชอบเกี่ยวกับภาษีอากรและเงนิ รายรับ งบประมาณแผน่ ดนิ (8) กระทรวงยตุ ิธรรม รับผดิ ชอบเกีย่ วกับการชาระคดีและการศาล (9) กระทรวงยทุ ธนาธกิ าร รับผิดชอบเกยี่ วกับการทหาร
176 (10) กระทรวงธรรมการ รบั ผิดชอบเก่ยี วกับการศกึ ษา การสาธารณสุขและพระสงฆ์ (11) กระทรวงโยธาธกิ าร รับผดิ ชอบเกย่ี วกับการก่อสรา้ ง ถนน คลอง การชา่ งไปรษณียโ์ ทรเลข และ รถไฟ (12) กระทรวงมรุ ธาธิการ รับผดิ ชอบเกี่ยวกบั การรักษาตราแผน่ ดนิ และงานระเบียบสารบรรณ ภายหลงั ไดย้ บุ กระทรวงยทุ ธนาธิการไปรวมกบั กระทรวงกลาโหม และยบุ กระทรวง มรุ ธาธกิ ารไปรวม กบั กระทรวงวัง คงเหลือเพียง 10 กระทรวง เสนาบดีทุกกระทรวงมฐี านะเทา่ เทยี มกนั และประชมุ รว่ มกนั เปน็ เสนาบดีสภา ทาหน้าทีป่ รกึ ษาและชว่ ยบริหารราชการแผ่นดนิ ตามที่ พระมหากษตั ริย์ทรงมอบหมาย เพราะ อานาจสูงสดุ เด็ดขาดเปน็ ของพระมหากษัตริยต์ ามระบอบ สมบรู ณาญาสิทธิราชย์และทรงแตง่ ต้งั “สภาท่ี ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ซึง่ ต่อมาได้เปล่ียนเป็น “รัฐมนตรีสภา” ประกอบดว้ ย เสนาบดี หรือผูแ้ ทน กับผทู้ ี่ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง รวมกนั ไม่นอ้ ยกว่า 12 คน มีจดุ ประสงค์เพ่ือใหเ้ ป็นทปี่ รึกษาและคอยทัดทานอานาจ พระมหากษัตริย์ แตก่ ารปฏบิ ัติ หน้าทีข่ องสภาดงั กลา่ ว ไม่ไดบ้ รรลจุ ดุ ประสงค์ท่ีทรงหวงั ไว้ เพราะสมาชกิ ส่วน ใหญไ่ ม่กล้าโตแ้ ยง้ พระราชดาริ คณะที่ปรกึ ษาสว่ นใหญ่มักพอใจที่จะปฏิบัติตามมากกว่าทีจ่ ะแสดงความ คิดเห็น นอกจากนพ้ี ระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว ยงั ทรงแต่งต้ัง “สภาที่ปรึกษา ในพระองค์” ซง่ึ ต่อมาได้เปล่ียนเป็น “องคมนตรีสภา” ขึ้นอีก มจี ุดประสงค์เพื่อสง่ เสริม สนบั สนุน การดาเนนิ พระราชกรณยี กิจ ต่าง ๆ ทที่ รงมอบหมายให้สาเร็จลลุ ว่ งเกิดประโยชน์ต่อราษฎรและ ประเทศชาติ ประกอบดว้ ยสมาชิกเมื่อแรก ต้ัง 49 คน มีทั้งสามัญชน ตั้งแต่ชนั้ หลวงถงึ เจ้าพระยา และพระราชวงศ์ องคมนตรีสภานอี้ ยใู่ นฐานะรองจากรฐั มนตรีสภา เพราะขอ้ ความทีป่ รกึ ษา และ ตกลงกันในองคมนตรีสภาแล้วจะต้องนาเขา้ ทปี่ ระชมุ รฐั มนตรีสภา กอ่ นแล้วจึงจะเสนอเสนาบดี กระทรวงตา่ ง 2. การปกครองสว่ นภูมภิ าค พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดารใิ ห้ยกเลิกการ ปกครองหวั เมือง และให้ เปลยี่ นแปลงเป็นการปกครองส่วนภูมภิ าคท่ีมีความสมั พันธก์ บั ส่วนกลาง โดยโปรดเกล้าฯ ให้ตรา พระราชบญั ญตั ลิ ักษณะปกครองท้องท่ี ร.ศ. 116 ขึน้ เพ่ือจัดการปกครอง เปน็ มณฑล เมือง อาเภอ ตาบล และหมบู่ ้าน ดงั น้ี 1) มณฑลเทศาภบิ าล ประกอบด้วยเมืองตง้ั แต่
177 2 เมืองข้ึนไปมีสมหุ เทศาภิบาล ทพี่ ระมหากษัตรยิ ์ทรงแต่งต้ังไปปกครองดแู ลต่างพระเนตร พระกรรณ 2) เมอื ง ประกอบด้วยอาเภอหลายอาเภอ มผี ู้วา่ ราชการเมืองเปน็ ผรู้ ับผดิ ชอบ ขนึ้ ตรงตอ่ ขา้ หลวงเทศาภบิ าล 3) อาเภอ ประกอบด้วยท้องท่ีหลาย ๆ ตาบล มนี ายอาเภอเป็นผู้รบั ผดิ ชอบ 4) ตาบล ประกอบด้วยท้องท่ี 10 - 20 หมูบ่ ้าน มีกานนั ซึง่ เลือกตั้งมาจากผใู้ หญ่บา้ น เป็นผ้รู บั ผดิ ชอบ 5) หมบู่ ้าน ประกอบด้วยบ้านเรอื นประมาณ 10 บา้ นขึ้นไป มีราษฎรอาศัย ประมาณ 100 คน เปน็ หน่วยปกครองท่เี ลก็ ทีส่ ุด มผี ูใ้ หญบ่ า้ นเป็นผรู้ บั ผิดชอบต่อมาใน สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว ไดย้ กเลิกมณฑลเทศาภิบาล และเปลย่ี น เมือง เปน็ จงั หวัด 3. การปกครองสว่ นท้องถน่ิ พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อย่หู ัวทรงจัดให้มีการบริหารราชการ สว่ นท้องถน่ิ ในรูปสุขาภบิ าล ซ่ึงมีหนา้ ท่ีคลา้ ยเทศบาลในปัจจุบนั เป็นคร้ังแรกเมอ่ื พ.ศ. 2440 โดย โปรดเกลา้ ฯ ใหต้ ราพระราชกาหนด สขุ าภิบาลกรงุ เทพฯ ร.ศ. 116 (พ.ศ. 2440) ขึน้ บังคับใช้ใน กรงุ เทพฯ ต่อมาใน ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) ได้ ขยายไปที่ทา่ ฉลอม ปรากฏวา่ ดาเนนิ การได้ผลดี เปน็ อย่างมาก ต่อมาพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัวได้โปรดเกลา้ ฯ ให้ตรา พระราชบัญญัติจัดการสขุ าภบิ าล ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451) ขึ้น โดยแบง่ สขุ าภิบาลออกเป็น 2 ประเภท คอื สขุ าภบิ าลเมือง และสุขาภิบาลตาบล ทอ้ งถ่นิ ใดเหมาะสมทีจ่ ะจัดตง้ั เป็น สขุ าภบิ าลประเภทใด ก็ให้ ประกาศตงั้ สุขาภบิ าลในทอ้ งถิ่นนัน้ 1.4 การเปลย่ี นแปลงการปกครอง พุทธศักราช 2475 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยู่หวั รชั กาลท่ี 5 ไดท้ รงดาเนนิ พระบรมราโชบาย ดงั น้ี 1) ปลดปลอ่ ยไพรใ่ ห้เป็นอิสระและทรงประกาศเลิกทาสให้เป็นไทยแก่ตนเอง 2) ผลจากปฏริ ูปการศึกษาตามแบบตะวันตก เพื่อใหค้ นไทยทกุ คนไดร้ ับการศกึ ษา ถงึ ขนั้ อา่ นออก เขียนไดแ้ ละคิดเลขเปน็ ไมว่ า่ จะเป็นเจา้ นาย บตุ รหลานขนุ นาง หรือราษฎรสามญั ชน ท่ีพ้นจากความเป็นไพร่ หรอื ทาส ถา้ บุคคลใดมีสตปิ ัญญาเฉลียวฉลาดกจ็ ะมีโอกาสเดินทางไปศกึ ษา ตอ่ ยังประเทศตะวนั ตก 3) ผลการปฏริ ปู การศึกษา ทาให้คนไทยบางกลุ่มที่ได้รบั การศึกษาตามแบบชาติ ตะวันตกเรมิ่ มีกระแส ความคิดเกย่ี วกับการเมอื งสมัยใหม่ ทย่ี ดึ ถือรัฐธรรมนญู เป็นกฎหมายสูงสดุ ใน การปกครองประเทศ และมี ความปรารถนาท่จี ะเหน็ การเปล่ียนแปลงการปกครองเกดิ ข้ึนใน ประเทศไทย
178 เม่อื พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยู่หัว รชั กาลท่ี 6 เสด็จข้ึนครองราชสมบตั ิ พ.ศ. 2453 กลมุ่ ปญั ญาชนต่างก็มุ่งหวังว่า พระองค์จะทรงเปลย่ี นแปลงการปกครองของประเทศ ไปสรู่ ะบอบประชาธิปไตย ท้งั นีเ้ พราะ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาอย่ใู น ประเทศองั กฤษ ซ่ึงมีการปกครองใน ระบอบประชาธปิ ไตยและคงไดท้ รงเตรยี มพระองค์ดังที่ พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยูห้ วั มีพระราช ดารัสไว้ แต่ปรากฏว่ายังไม่มีพระราชดารใิ น เร่ืองรฐั สภาและรัฐธรรมนูญแตอ่ ย่างใด ในเวลาเดียวกนั ประเทศ จีนมีการปฏิวตั ลิ ม้ ลา้ งราชวงศ์แมนจู เปลย่ี นการปกครองประเทศเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ เปน็ ผลสาเรจ็ ทาให้ความคดิ อยากจะได้ประชาธิปไตยมีมากข้ึน ประกอบกบั ความไม่พอใจในพระราชจรยิ า วัตรบางประการของ พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ จงึ ทาให้เกิดปฏิกริ ิยาทจี่ ะลม้ ล้างระบอบการปกครอง ดงั นั้น เหตุการณส์ าคัญที่เกิดขึน้ ในตน้ รชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้า เจา้ อยู่หัว กค็ อื พวก นายทหารบกทหารเรือและพลเรอื น รวมประมาณ 100 คน เรยี กตัวเองว่า คณะ ร.ศ. 130 ได้วางแผนการ ปฏวิ ตั ิการปกครองหวงั ให้พระมหากษตั รยิ ์พระราชทานรฐั ธรรมนญู ใหแ้ ก่ปวงชนชาวไทย สาเหตุทนี่ าไปสกู่ ารเปลย่ี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เมื่อวนั ที่ 24 มิถนุ ายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรโดยการนาของพนั เอกพระยา พหลพลพยุหเสนา ได้ เข้ายึดอานาจการปกครอง มีสาเหตุที่สาคญั ดงั นี้ 1) ความเสอ่ื มของระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์ 2) การได้รับการศึกษาตามแนวความคิดตะวนั ตกของบรรดาชนชน้ั นาในสงั คมไทย 3) ความเคลื่อนไหวของบรรดาสอ่ื มวลชน 4) ความขดั แย้งทางความคิดเก่ียวกบั การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย 5) ปญั หาสภาวะการคลังของประเทศ และของโลก คณะราษฎรกบั การเปลย่ี นแปลงการเมืองการปกครอง ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อยู่หวั ราชอาณาจกัรสยามไดป้ กครอง ระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ชาติไดป้ ระสบกบั ปัญหาซ่งึ เกิดจากรฐั บาลตอ้ งรบั มือกับปญั หา เศรษฐกิจทร่ี า้ ยแรงและ ภัยคุกคามจากต่างประเทศ (โดยเฉพาะประเทศองั กฤษและประเทศ ฝรั่งเศส)
179 คณะราษฎรภายใต้การนาของพันเอกพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหนา้ คณะราษฎร ประกอบดว้ ย กลุ่ม บคุ คลผตู้ ้องการให้มีการเปล่ียนแปลงการปกครอง และมีสมาชิกท่ีมคี วามคดิ แบบเดียวกัน รวมท้ังสิ้น 7 คน ได้แก่ 1) หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี) ผู้ชว่ ยราชการสถานทตูสยามในประเทศ ฝรง่ั เศส 2) ร้อยโทประยูร ภมรมนตรี นักเรียนวิชารัฐศาสตร์ ประเทศฝร่ังเศส 3) ร้อยโทแปลก ขตี ตะสงั คะ นกั เรียนวชิ าทหารป็นใหญ่ ประเทศฝรัง่ เศส 4) รอ้ ยตรที ัศนัย มิตรภกั ดี นักเรียนวชิ าทหารมา ประเทศฝรั่งเศส 5) นายปรดี ี พนมยงค์ นักเรียนวิชากฎหมาย ประเทศฝรัง่ เศส 6) นายแนบ พหลโยธิน นกั เรยี นวิชากฎหมาย ประเทศอังกฤษ 7) นายตว้ั ลพานุกรม นักเรียนวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ประเทศ สวติ เซอร์แลนด์ และได้ทาการประชมุ ครั้งแรกท่ีบา้ นพักเลขที่ 9 ถนนซอเมอราร์ ในกรุงปารสี ประเทศ ฝรั่งเศส เม่ือ วนั ที่ 5 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2469 ซึ่งตดิ ต่อกันนานถึง 4 คนื 5 วัน โดยมีรอ้ ยโท แปลก ที่สมาชกิ คณะราษฎรคน อน่ื ๆ เรียกวา่ “กัปตัน” เปน็ ประธานในการประชมุ ที่ประชมุ มีมตติ กลง ที่จะทาการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธิราชย์ มาเปน็ การปกครอง ในระบอบประชาธปิ ไตยทีม่ ีกษัตริย์อยใู่ ต้กฎหมาย โดยตกลงท่ใี ช้วิธีการ “ยึดอานาจโดยฉับพลัน” รวมทง้ั พยายามหลีกเล่ยี งการนองเลอื ด เหมอื นกบั ที่เคยเกิดข้นึ แล้วในการปฏิวตั ปิ ระเทศฝรั่งเศส และการ ปฏิวตั ใิ นประเทศรสั เซีย ท้ังนเ้ี พือ่ เปน็ การป้องกันการถือโอกาสเข้ามาแทรกแซงจาก มหาอานาจทมี่ ีอาณานคิ ม อยลู่ อ้ มรอบประเทศสยามในสมยั นั้น คือ ประเทศอังกฤษและประเทศ ฝร่งั เศส ในการประชมุ ครั้งน้นั กลมุ่ ผู้ก่อการไดต้ ัง้ ปณิธาน 6 ประการในการเปลีย่ นแปลง การปกครอง ซงึ่ ตอ่ มาหลงั จากปฏวิ ตั ยิ ดึ อานาจได้แลว้ กไ็ ด้นาประกาศเป้าหมาย 6 ประการน้ีไวใ้ น ประกาศคณะราษฎร ฉบบั ท่ี 1 และตอ่ มาได้เรียกว่า “หลัก 6 ประการของคณะราษฎร” คือ 1) จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในบ้านเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจของ ประเทศไวใ้ หม้ ่ันคง 2) จะรกั ษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทษุ ร้ายต่อกันลดน้อยลงใหม้ าก
180 3) จะต้องบารุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจไทย รฐั บาลใหม่จะพยายาม หางานให้ ราษฎรทาโดยเตม็ ความสามารถ จะร้างโครงการเศรษฐกจิ แหง่ ชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎร อดอยาก 4) จะต้องให้ราษฎรไดม้ สี ิทธิเสมอภาคกัน ไมใ่ ช้ให้พวกเจา้ มีสทิ ธยิ ิ่งกว่าราษฎรเช่นที่ เป็นอยู่ 5) จะต้องใหร้ าษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเปน็ อิสระ เม่อื เสรีภาพน้ไี ม่ขัดต่อหลัก 4 ประการ ดงั กลา่ ว แล้วข้างตน้ 6) จะต้องใหม้ ีการศึกษาอย่างเต็มทแ่ี ก่ราษฎร และท่ีประชมุ ไดล้ งมติให้ ปรดี ี พนมยงค์ เปน็ หวั หน้า จนกวา่ จะหาผู้ทเ่ี หมาะสมกวา่ ได้ หลังจากการประชมุ คร้ังนั้น คณะผู้กอ่ การได้กลับมาประเทศสยาม ได้พยายามหา สมาชิกเพื่อเข้ารว่ มก่อการปฏิวัติ โดยไดต้ ิดต่อ ประชาชนทกุ อาชีพ ท้งั พ่อคา้ ข้าราชการพลเรือน และทหาร ไดส้ มาชิกทงั้ สนิ้ 115 คน แบ่งเปน็ สายตา่ ง ๆ คือ 1) สายพลเรอื น นาโดย หลวงประดิษฐม์ นธู รรม (ปรีดี พนมยงค)์ 2) สายทหารเรอื นาโดย นาวาตรหี ลวงสินธสุ งครามชยั (สนิ ธ์ุ กมลนาวนิ ) 3) สายทหารบกช้นั ยศน้อย นาโดย พันตรีหลวงพบิ ูลสงคราม (แปลก พิบลู สงคราม) 4) สายนายทหารช้นั ยศสูง นาโดย พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) โดยทีป่ ระชุมคณะราษฎรตกลงกนั ว่า ในเรอื่ งของการปฏิวตั ิ ความมน่ั คง และความ ปลอดภยั ของ บรรดาสมาชกิ และของประเทศ เปน็ หนา้ ที่ของฝา่ ยทหาร และในสว่ นของการ ร่างคาประกาศ ตลอดจนการ ร่างกฎหมาย และการวางเค้าโครงต่าง ๆ ของประเทศ เป็นหน้าที่ของ ฝ่ายพลเรือน ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะผู่ก่อการสามารถยึดอานาจและจับกุมบุคคล สาคัญฝา่ ยรฐั บาล ไว้ไดโ้ ดยเรยี บรอ้ ย และได้ร่วมกนั จดั ตัง้ คณะราษฎรข้นึ มาเพ่ือทาหน้าท่ีรบั ผิดชอบ รวมทัง้ ออกประกาศ แถลงการณข์ องคณะราษฎร เพือ่ ชี้แจงที่ตอ้ งเข้ายดึ อานาจการปกครอง ใหป้ ระชาชนเข้าใจ นอกจากน้ี คณะราษฎรได้แตง่ ตัง้ ผู้รกั ษาการพระนครฝ่ายทหารขนึ้ 3 นาย ไดแ้ ก่ พนั เอกพระยาพหลพลพยหุ เสนา พนั เอก พระยาทรงสรุ เดช พันเอกพระยาฤทธ์ิอคั เนย์ โดยใหท้ า หน้าทเี่ ป็นผูบ้ รหิ ารราชการแผ่นดิน ขณะท่ยี งั ไมม่ ี รัฐธรรมนูญเปน็ หลกั ในการบริหารประเทศ หลังจากน้นั คณะราษฎรได้มีหนงั สอื กราบบงั คมทูลอัญเชญิ พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจ้าอย็หวั เสดจ็ กลับคืนสพู่ ระนคร ซง่ึ ขณะน้นั พระองค์ทรงประทับอยู่ทวี่ ังไกล กังวล จงั หวดั ประจวบคีรขี นั ธ์ เพอ่ื ดารงฐานะเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรต่อไป
181 ภายหลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าอยู่เจา้ อยหู่ ัว รัชกาลที่ 7 เสดจ็ พระราชดาเนินจากพระราชวังไกล กังวล กลับคนื สู่พระนครแลว้ คณะราษฎรดน้ าพระราชบัญญตั ิธรรมนญู การปกครองแผ่นดินสยาม ช่วั คราว ซ่งึ นายปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎรบางคนไดร้ า่ งเตรยี มไว้ข้ึนทูลเกลา้ ฯ ถวายเพือ่ ทรง พระปรมาภไิ ธยมี 2 ฉบบั คอื พระราชบัญญัตธิ รรมนญู การปกครองแผน่ ดนิ สยามชว่ั คราว พ.ศ. 2475 และรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รสยาม พ.ศ. 2475 1) พระราชบญั ญตั ิธรรมนูญการปกครองแผน่ ดนิ สยามชว่ั คราว พ.ศ. 2475 พระองค์ได้พระราชทานกลบั คืนมาเม่ือวนั ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และได้มี พิธเี ปด็ สภา ผู้แทนราษฎรคร้ังแรกในประเทศไทย เมอื่ วนั ที่ 28 มถิ ุนายน พ.ศ. 2475 ซ่งึ รฐั ธรรมนญู น้ี มชี อ่ื เรียกวา่ “พระราชบัญญตั ิธรรมนญู การปกครองแผ่นดินสยามชว่ั คราว” รัฐธรรมนญู ชัว่ คราวนี้ กาหนดว่า อานาจสูงสดุ ในแผน่ ดนิ ประกอบดว้ ย อานาจนิตบิ ญั ญตั ิ อานาจบริหาร และอานาจ ตลุาการ ซ่ึงแต่เดิมปน็ ของ พระมหากษัตริย์ จงึ ไดเ้ ปล่ยี นเปน็ ของปวงชนชาวไทยตามหลกั การของระบอบ ประชาธิปไตยเกีย่ วกบั การได้มา ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้กาหนดแบ่งระยะเวลาออกเป็น 3 สมัย คอื (1) สมยั ท่ี 1 นบั แตว่ ันใช้รัฐธรรมนูญนเ้ี ป็นตน้ ไป จนกวา่ จะถงึ เวลาทีส่ มาชิก ในสมยั ท่ี 2 จะเข้ารบั ตาแหน่ง ใหค้ ณะราษฎรซงึ่ มีผ้รู ักษาพระนครฝา่ ยทหารเป็นผูใ้ ช้อานาจแทน และจัดต้ังผู้แทนราษฎรช่ัวคราวขน้ึ เปน็ จานวน 70 นาย เป็นสมาชิกในสภา (2) สมยั ท่ี 2 ภายในเวลา 6 เดือน หรือจนกว่าจะจัดประเทศเปน็ ปกตเิ รยี บร้อย สมาชิกในสภาจะต้อง มบี คุ คล 2 ประเภท ทากจิ กรรมรว่ มกนั คือ ประเภทที่หนึง่ ได้แก่ ผแู้ ทนราษฎร ซึ่งราษฎรไดเ้ ลอื กขึ้นมา จังหวัดละ 1 นาย ต่อราษฎรจานวน 100,000 คน ประเภททสี่ อง ผ้เู ป็น สมาชิกอยใู่ นสมัยท่หี นึง่ มีจานวน เท่ากบั สมาชิกประเภทท่หี นึง่ ถา้ จานวนเกินให้เลือกกนั เองว่าผู้ใด จะยงั เป็นสมาชิกต่อไป ถา้ จานวนขาดให้ผ้ทู ี่ มีตัวอยเู่ ลอื กบุคคลใด ๆ เขา้ แทนจนครบ (3) สมัยท่ี 3 เมื่อจานวนราษฎรท่ัวราชอาณาจักรได้สอบไล่วิชาประถมศึกษาไดเ้ ป็น จานวนกวา่ ครึ่ง และอย่างช้าต้องไมเ่ กิน 10 ปี นบั ต้ังแต่วนั ใช้รัฐธรรมนูญ สมาชิกในสภาผู้แทนราษฎร จะเป็นผทู้ ีร่ าษฎรได้ เลอื กต้งั ขนึ้ เองทัง้ สนิ้ สว่ นสมาชิกประเภททส่ี องเป็นอนั ส้ินสดุ ลง ผแู้ ทนราษฎร ชว่ั คราว จานวน 70 นาย ซึง่ ผรู้ ักษาการพระนครฝา่ ยทหารจะเปน็ ผู้จัดตั้งข้นึ ในระยะแรกนัน้ ประกอบด้วย สมาชิกคณะราษฎร ขา้ ราชการ ช้ันผูใ้ หญ่ ผูป้ ระกอบอาชพี สาขาตา่ ง ๆ ซึ่งมคี วาม ปรารถนาจะชว่ ยบ้านเมอื ง และกลุ่มกบฏ ร.ศ. 130 บางคน ซ่งึ สมาชิกทั้ง 70 คน ภายหลงั จากการ ได้รับการแต่งตั้งแล้ว 6 เดือน ก็จะมฐี านะเป็นสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร
182 ประเภทที่ 2 ตามทร่ี ะบุไว้ ในรฐั ธรรมนูญฉบับชว่ั คราว ทางด้านอานาจบริหารนนั้ ในรฐั ธรรมนญู ได้บัญญัตไิ ว้ซ่ึง ตาแหนง่ บรหิาร ท่ีสาคญั เอาไว้ คอื ประธานคณะกรรมการราษฎร (เทียบเท่านายกรัฐมนตร)ี ซ่ึงจะตอ้ งเปน็ บุคคลที่สามารถประสาน ความเขา้ ใจระหวา่ งคณะราษฎรกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจา้ อยูห่ ัว เปน็ อย่างดี และเพื่อความราบร่ืนใน การบรหิ ารประเทศต่อไป คณะราษฎรจึงตกลงเหน็ ชอบท่ีจะให้ พระยามโนปกรณ์นติ ธิ าดา (ก่อน หุตะสิงห)์ เปน็ ประธานคณะกรรมการราษฎร คณะกรรมการ ราษฎร (คณะรัฐมนตรี) ในรัฐบาลของพระยามโนปกรณน์ ิติ ธาดา ซ่ึงเปน็ คณะรฐั มนตรีชดุ แรก ทต่ี ั้งขน้ึ ตามพระราชบญั ญัติธรรมนูญการปกครองสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 มจี านวนท้ังส้นิ 15 นาย เปน็ ผบู้ ริหารราชการแผน่ ดนิ 2) รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รสยาม พ.ศ. 2475 ภายหลังท่ีพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธย ในรัฐธรรมนูญปกครอง แผ่นดนิ สยามช่วั คราวแลว้ สภาผู้แทนราษฎรได้แตง่ ตั้งอนกรุ รมการขน้คึ ณะหนงึ่ เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเพ่ือใช้ เป็นหลักในการปกครองประเทศสืบไป ในทสี่ ดุ สภา ผแู้ ทนราษฎรได้พจิ ารณาแกไ้ ขรา่ งรัฐธรรมนญู ครัง้ สดุ ทา้ ย ในวนั ท่ี 16 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2475 และ สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมตริ ับรองใหใ้ ช้เม่ือวนั ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2475 โดยพระบาทสมเด็จ พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไดท้ รงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร สยาม การประกาศใชร้ ฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามคณะราษฎรภายใตก้ ารนา ของพนั เอกพระยาพหล พลพยหุ เสนา ได้ทาการเปลยี่ นแปลงการปกครองจากระบอบ สมบรู ณาญาสทิ ธิราชยม์ าเป็นระบอบการ ปกครองทม่ี ีพระมหากษตั ริย์เป็นประมขุ ภายใต้ รฐั ธรรมนญู โดยมิต้องสูญเสยี เลอื ดเน้อื แต่ประการใดนั้น เป็น เพราะพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจา้ อยู่หวั ที่พระองคท์ รงยอมรบั การเปลย่ี นแปลง ดงั กลา่ ว โดยมไิ ด้ทรง ต่อต้าน และคดิ ตอบโตค้ ณะราษฎรด้วยการใชก้ าลังทหารที่มอี ยู่แต่ประการใด และทรง พระราชทานรฐั ธรรมนูญให้กับปวงชนชาวไทยตามทค่ี ณะราษฎรได้เตรยี มร่างเอาไว้ เพื่อนาขึ้น ทูลเกลา้ ฯ ถวายให้ทรงลงพระปรมาภไิ ธย นอกจากน้ีพระองค์ก็ทรงมีพระราชประสงคม์ าแต่เดิม แล้วว่าจะพระราชทาน รฐั ธรรมนญู ให้เป็นกฎหมายสงู สุดในการปกครองประเทศแกป่ ระชาชนอยู่ แลว้ จึงเป็นการสอดคล้องกับ แผนการของคณะราษฎร ประกอบกับพระองค์ทรงเห็นแก่ความสงบ เรียบร้อยของบา้ นเมืองและความสุขของ ประชาชนเป็นสาคญั ย่งิ กว่าการดารงไว้ซึง่ พระราชอานาจ ของพระองค์
183 รฐั ธรรมนูญทีค่ ณะราษฎรไดน้ าข้ึนทูลเกล้าฯ ถวาย เพ่ือทรงลงพระปรมาภิไธย ในวนั ท่ี 10 ธนั วาคม พ.ศ. 2475 หลงั จากนัน้ ไดท้ รงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตัง้ พระยามโนปกรณน์ ติ ธิ าดา เปน็ นายกรัฐมนตรี และต่อมาทางราชการได้กาหนดใหถ้ ือเอาวันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี เป็น “วนั รฐั ธรรมนูญ” รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 มสี าระสาคัญพอสรปไุ ด้ ดังนี้ 1) อานาจนติ ิบัญญัติ กาหนดให้มสี ภาผแู้ ทนราษฎร ประกอบด้วย สมาชกิ ซง่ึ ราษฎรเป็นผ้เู ลือกตงั้ แต่มี บทเฉพาะกาลกาหนดไว้ว่า ถา้ ราษฎรผูม้ สี ิทธอิ อกเสียงเลอื กต้งั สมาชกิ ผู้แทนราษฎรตามบทบญั ญตั ิแหง่ รฐั ธรรมนูญนี้ ยงั มีการศึกษาไม่จบชัน้ ประถมศกึ ษามากกวา ครึง่ หน่ึงของจานวนท้ังหมด และอยา่ งช้าต้องไม่ เกิน 10 ปี นบั แต่วนั ใช้พระราชบัญญัตธิ รรมนูญ การปกครองแผ่นดินสยามชว่ั คราว พ.ศ. 2475 สภาผแู้ ทนราษฎร ประกอบด้วย สมาชิก 2 ประเภท มีจานวนเท่ากัน คือ สมาชกิ ประเภทท่ี 1 ไดแ้ ก้ ผทู้ ่รี าษฎรเลอื กต้ังข้ึนมาตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร สว่ นสมาชิกประเภทที่ 2 ไดแ้ ก่ ผทู้ ่ีพระมหากษตั ริย์ทรงแตง่ ตัง้ ขนึ้ ตามกฎหมายว่าด้วยการเลอื กตั้ง สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร ในระหวา่ ง ท่ีใช้บทบัญญตั ิเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรสยาม 2) อานาจบรหิ าร พระมหากษตั รยิ ท์ รงแต่งตัง้ คณะรฐั มนตรีขึ้นคณะหนงึ่ ประกอบดว้ ย นายกรัฐมนตรี 1 นาย และรัฐมนตรีอีกอย่างนอ้ ย 14 นาย อยา่ งมาก 24 นาย และ ในการแต่งต้งั นายกรฐั มนตรี ประธานสภา ผู้แทนราษฎรเปน็ ผ้ลู งนามรบั สนองพระบรมราชโองการ กล่าวโดยสรุปในภาพรวมของรัฐธรรมนูญท้ัง 2 ฉบับ ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทาง การเมืองการปกครองและสังคมไทย ดงั นี้ 2.1) อานาจการปกครองของแผ่นดนิ ซงึ่ แตเ่ ดิมเคยเปน็ ของพระมหากษัตริย์ ใหต้ กเปน็ ของปวงชนชาว ไทยตามบทบัญญัตแิ หง่ รฐั ธรรมนญู พระมหากษตั ริยท์ รงดารงฐานะเปน็ ประมขุ ของประเทศภายใต้ รฐั ธรรมนูญ พระองค์จะทรงใช้อานาจอธิปไตยทง้ั 3 ทาง คือ อานาจนิตบิ ัญญตั ิ ผา่ นทางสภาผูแ้ ทนราษฎร อานาจบริหารผา่ นทางคณะรัฐมนตรี อานาจตุลาการผ่านทางผูพ้ ิพากษา 2.2) ประชาชนจะไดร้ ับสทิ ธใิ นทางการเมือง โดยการเลือกสมาชิกสภาผแู้ ทน ราษฎรเข้าไปทาหน้าที่ ควบคมุ การบรหิ ารงานของรัฐบาล ออกกฎหมายและเปน็ ปากเสียงแทน ราษฎร
184 2.3) ประชาชนมสี ิทธิเสรีภาพในทางการเมืองมากข้นึ สามารถแสดงความ คิดเหน็ วพิ ากษ์วจิ ารณใ์ น เร่อื งตา่ ง ๆ ได้ ภายใตบ้ ทบญั ญตั ขิ องกฎหมาย และคนทุกคนมีความเสมอภาค ภายใต้กฎหมายฉบบั เดียวกนั 2.4) ในระยะแรกของการใชร้ ัฐธรรมนญู อานาจบรหิ ารประเทศจะต้องตก อยู่ภายใตก้ ารชน้ี าของ คณะราษฎร ซ่ึงถือวา่ เปน็ ตวั แทนของราษฎรทงั้ มวลในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จนกวา่ สถานการณ์จะเข าสคู่ วามสงบเรียบรอ้ ย ประชาชนจงึ จะมีสทิ ธใิ นอานาจอธิปไตยอยา่ งเต็มท่ี ผลกระทบท่ีเกิดขึ้นจากการเปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 1) ผลกระทบทางดา้ นการเมือง การเปล่ยี นแปลงส่งผลกระทบต่อสถานภาพของสถาบัน พระมหากษัตริย์ เป็นอยา่ งมาก เพราะเป็นการสิน้ สดุ พระราชอานาจในระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชย์ ถึง แมว้ าา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจา้ อยู่หวั จะทรงยอมรับการเปล่ียนแปลง และทรงยินยอม พระราชทาน รฐั ธรรมนูญใหก้ บั ปวงชนชาวไทยแลว้ กต็ าม ตาพระองคก์ ท็ รงเป็นห่วงว่าประชาชน จะมไิ ด้รบั อานาจการ ปกครองที่พระองค์ทรงพระราชทานให้ โดยผ่านทางคณะราษฎรอยาางแทจ้ ริง พระองคจ์ ึงทรงใช้ความ พยายามท่ีจะขอให้คณะราษฎรไดด้ าเนนิ การปกครองประเทศด้วยหลกั การ แห่งประชาธิปไตยอยา่ งแทจ้ รงิ แต่ พระองค์กม็ ิไดร้ ับการสนองตอบจากรัฐบาลของคณะราษฎร แต่ประการใด จนกระทงั่ ภายหลงั พระองค์จงึ ทรง ประกาศสละราชสมบตั ใิ น พ.ศ. 2477 นอกจากนี้ การเปล่ยี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ยังก่อใหเ้ กดิ ความขัดแยง้ ทางการเมืองระหวา่ ง กลามผลประโยชนต์ ่าง ๆ ทีม่ ีสว่ นรว่ มในการเปล่ียนแปลงการปกครอง ยงั ไม่ได้ดาเนินการใหเ้ ป็นไปตามคา แถลงทใี่ ห้ไว้กบั ประชาชน จากการท่ีคณะราษฎรได้มอบหมายใหน้ ายปรดี ี พนมยงค์ ร่างเคา้ โครงการ เศรษฐกิจแหง่ ชาติ เพอ่ื ดาเนนิ การปรบั ปรุงเศรษฐกิจของประเทศ ปรากฏว่าหลายฝา่ ยมองวา่ เคา้ โครงการเศรษฐกจิ มีลักษณะโน้ม เอยี งไปในทางหลักเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ ความขดั แยง้ จงึ เกดิ ข้ึนในหมู่ผู้ท่ีเก่ยี วข้อง ภายหลงั การ เปลีย่ นแปลงการปกครองส้ินสุดลงแลว้ ไม่นาน พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรฐั มนตรี เห็นวา่ การบริหาร ประเทศทา่ มกลางความขัดแย้งในเรอื่ ง เคา้ โครงเศรษฐกจิ ไม่สามารถจะดาเนินต่อไปได้ จงึ ประกาศปิดสภาและ งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา อันสง่ ผลใหพ้ ันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นากาลงั ทหารยดึ อานาจรฐั บาลพระ ยามโนปกรณ์ นิติธาดา ในวันท่ี 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 และหลงั จากนน้ั พันเอกพระยาพหลพลพยหุ เสนา ไดเ้ ขา้ ดารงตาแหน่งนายกรฐั มนตรีบริหารราชการแผน่ ดินสืบไป
185 เมอื่ รฐั บาลของ พนั เอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เขา้ บรหิ ารประเทศได้ไม่นาน ก็มีบุคคลคณะหนึ่งซ่ึง เรยี กตนเองว่า คณะกูบ้ ้านกู้เมอื ง นาโดยพลเอกพระองค์เจ้าบวรเดช ไดก้ ่อการรฐั ประหารยึดอานาจรฐั บาลใน เดือนตลุ าคม พ.ศ. 2476 โดยอ้างว่ารฐั บาลได้ทาการหมน่ิ ประมาทองคพ์ ระประมขุ ของชาติ และรบั นายปรีดี พนมยงค์ ซึง่ เป็นผู้รา่ งเค้าโครงเศรษฐกิจ อนั อ้ือฉาวเขา้ รว่ มในคณะรฐั บาล พรอ้ มกบั เรียกรอ้ งใหร้ ฐั บาล ดําเนนิ การปกครองประเทศในระบอบ รฐั ธรรมนญู ทีเ่ ป็นประชาธิปไตยอยา่ งแท้จริง แต่ในที่สดุ รัฐบาลกส็ ามารถปราบ รัฐประหารของคณะ กูบ้ า้ นกู้เมืองไดส้ าเรจ็ ปัญหาการเมืองดงั กลา่ ว ได้กลายเปน็ เงอื่ นไขที่ทาใหส้ ถาบันทางการเมอื งในยุคหลงั ๆ ไมค่ ่อยประสบ ความสาเรจ็ เท่าที่ควร เพราะการพฒั นาการทางการเมืองมิได้เปน็ ไปตามครรลองของ ระบอบประชาธปิ ไตย และเป็นการสร้างธรรมเนียมการปกครองท่ีไมถ่ ูกต้องใหก้ ับนักการเมืองและ นกั การทหารในยุคหลังต่อ ๆ มา ซ่ึงทาใหร้ ะบอบประชาธปิ ไตยต้องประสบกบั ความล้มเหลว 2) ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ การเปล่ยี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 นบั ไดว้ า่ เป็นการ เปลี่ยนแปลง ทางการเมอื ง ทสี่ าคญั ของไทย จากการท่ีคณะราษฎรได้มอบหมายให้นายปรีดี พนมยงค์ เปน็ คนรา่ งเค้า โครงการ เศรษฐกิจเพ่ือนาเสนอแต่ไมไ่ ด้รับการยอมรบั จากคณะราษฎรส่วนใหญ่ ดงั นน้ั ระบบเศรษฐกจิ จงึ ยงั คงเป็นแบบทนุ นิยมเช่นเดิม และเนน้ ที่การเกษตรกรรมมากกวา่ อตุ สาหกรรม นอกจากนกี้ ลุ่ม ผลประโยชน์ท่ี ครอบครองที่ดนิ และทนุ อนั เป็นปัจจยั การผลิตที่สาคญั ก็รวมตัวกนั ต่อต้านกระแส ความคิดที่จะเปลยี่ นแปลง กรรมสิทธทิ์ ีด่ ินและเงนิ ทุนจากของบุคคลเปน็ ระบบสหกรณ์ การเปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ยังส่งผลทาใหช้ นชั้นเจ้านายและขนุ นาง ในระบบเก่าถูก ลิดรอนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เชน่ พระมหากษตั รยิ ์จะได้รับเงินจาก งบประมาณเพียงปลี ะ1 - 2 ลา้ นบาท จากเดมิ เคยได้ประมาณปลี ะ 2 -10 ลา้ นบาท เงนิ ปขี อง พระบรมวงศานุวงศ์ถูกลดลงตามสว่ น ขนุ นางเดิมถกู ปลดออกจากราชการโดยรับเพียงบานาญ และ เจ้านายบางพระองคถ์ ูกเรียกทรัพย์สนิ สมบตั ิคืนเปน็ ของ แผน่ ดิน 3) ผลกระทบทางด้านสงั คม ภายหลังการเปล่ียนแปลงการปกครอง ประชาชนเริ่มไดร้ บั เสรภี าพและ มีสิทธิ ตา่ ง ๆ ตลอดจนความเสมอภาคภายใตบ้ ทบญั ญัตแิ ห่งรัฐธรรมนูญ และได้รับสิทธใิ นการปกครอง ตนเอง ในขณะท่บี รรดาเจ้าขนุ มูลนาย ขนุ นาง ซึ่งมีอานาจภายใตร้ ะบอบการปกครองดั้งเดมิ ได้สูญเสียอานาจและ สิทธปิ ระโยชนต์ า่ ง ๆ ทเ่ี คยมีมาก่อน โดยทค่ี ณะราษฎรไดเ้ ขา้ ไปมีบทบาทแทน บรรดาเจ้านายและขนุ นางใน ระบบเกา่ เหลา่ นั้น
186 รัฐบาลไดก้ ระจายอานาจการปกครองไปสูท่ ้องถ่ินดว้ ยการจัดตัง้ เทศบาลตาบล เทศบาลเมือง และ เทศบาลนคร มีสภาเทศบาล คอยควบคมุ กจิ การบรหิ ารของเทศบาลเฉพาะ ทอ้ งถิ่นนั้น ๆ โดยมเี ทศมนตรีเปน็ ผู้บรหิ ารตามหน้าท่ี รฐั บาลของพันเอกพระยาพหลพลพยหุ เสนา ไดป้ ระกาศใช้แผนการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2479 โดยกาหนดแบ่งการศึกษาออกเปน็ 2 ประเภท คือ สายสามัญศึกษาและสายอาชีวศกึ ษา ซึ่งเปน็ การเนน้ ความสาคญั ของอาชวี ศึกษาอยา่ งแทจ้ รงิ โดยได้กาหนดความมุ่งหมายเพื่อสง่ เสริมให้ ผู้ทเ่ี รยี นจบการศกึ ษาใน สายสามญั แตล่ ะประโยคแต่ละระดบั การศึกษาได้เรียนวชิ าอาชีพเพ่มิ เติม นอกเหนือไปจากเรยี นวิชาสามญั ท้ังนเี้ พ่ือประโยชนใ์ นการทจี่ ะออกไปประกอบอาชพี และมี นโยบายที่จะสง่ เสรมิ การศึกษาของราษฎรอยาาง เต็มที่ ตามหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ดังนัน้ รัฐบาลจึงไดโ้ อนโรงเรียนประชาบาลที่ตัง้ อยู่ในเขตเทศบาล ทรี่ ัฐบาลได้จัดตงั้ ข้นึ ให้เทศบาลเหลา่ นนั้ รับไปจัดการศึกษาเอง ตามท่เี ทศบาลเหล่านัน้ จะสามารถรับโอนไป จากกระทรวงธรรมการได้ ทาให้ ประชาชนในทอ้ งถนิ่ ตา่ ง ๆ มสี ว่ นร่วมในการทานุบารงุ การศกึ ษาของบตุ ร หลานของตนเอง นาไปใช้ประกอบอาชีพต้อไปอยาางมั่นคงและมคี วามสุข หลงั จากได้ดาเนนิ การเปล่ยี นแปลงการปกครองสาเรจ็ เรียบรอ้ ยแลว้ คณะราษฎรได้มี บทบาทและ อิทธิพลในทางการเมือง การปกครอง และสังคมของประเทศไทย เป็นระยะเวลา ประมาณ 15 ปี จนกระท่ังใน ปลายปี พ.ศ. 2490 ได้เกิดการรฐั ประหารของคณะนายทหาร ภายใต้ การนาของพลโทผิน ชณุ หะวณั และ จากนนั้ ได้ให้จอมพล ป. พิบลู สงคราม ขึ้นดารงตาแหนง่ นายกรฐั มนตรีต่อไป ความเปน็ ชาติไทยสมยั จอมพล ป.พบิ ูลสงคราม (ระหว่าง พ.ศ. 2481 - 2487) ประวัตจิ อมพล ป.พิบลู สงคราม
187 จอมพล ป.พบิ ลู สงคราม มีชอื่ เดมิ ว่า “แปลก ขีตตะสงั คะ” ช่ือจริงคาว่า “แปลก” เนอ่ื งจากเม่ือแรกเกดิ บดิ า มารดาเห็นวา่ หทู ั้งสองขา้ งอยํู่ตา่ กวา่ นยั น์ตาผดิ ไปจากบุคคลธรรมดา จึงหชื ่ือวา่ “แปลก” ภาพ : ประชุมครบรอบจอมพล ป.พิบลูสงครามถึงแกก่ รรม ในสมยั รัฐบาลของ จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม มีการดาเนนิ นโยบายโดยรัฐบาล ใชร้ ะบบเศรษฐกจิ แบบ ทุนนยิ ม และรฐั บาลสนับสนนุ ประชาชนคนไทยใหใ้ ชข้ องทผ่ี ลิตในประเทศ ไทยดังมีคาขวัญที่ว่า “ไทยทา ไทย ใช้ ไทยเจริญ” แนวนโยบายของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม หรอื “นโยบายสรา้ งชาติ” มีความหมายตามที่ ปรากฏในคากลาาวปราศรยั ของจอมพล ป. วา่ “ความหมายของการสรา้ งชาติ” นน้ั มีวา่ ชาตไิ ทยมีอยู่แลว้ แต่ สถานะบางอย่างของชาติยงั ไมข่ ึ้นถึงขั้นระดับสมความต้องการของ ประชาชาตไิ ทย เราจาเปน็ ตอ้ งพร้อมใจกัน สรา้ งเพ่ิมเติมใหด้ ขี ้ึนกวา่ เดิม ชาวยกันปรับปรงุ ไปจนกวา้ เราทุกคนจะพอใจ หรืออย่างนอ้ ยกไ็ ดร้ ะดับเสมอ อารยประเทศ” นาไปสู่การเปล่ียนโฉมประเทศสยาม ไปจากเดิม เป็นลกั ษณะเฉพาะที่เกิดขน้ึ ในชว่ งน้นั กค็ ือ การประกาศส่ิงที่เรยี กว่า “รฐั นยิ ม” อนั เป็น ประกาศเกี่ยวกบั รปู แบบการปฏิบัติทางวฒั นธรรมสาหรับ ประชาชนท่จี ะแสดงใหเ้ ห็นถึงความเป็นชาติ ทม่ี ีอารยธรรม ซ่งึ เป็นแนวทางทีก่ าหนดขึ้นเพ่อื ปรับปรุงแก้ไข วัฒนธรรมบางอย่างของชาติ สาหรับ ใหใ้ ชเ้ ปน็ หลกั ใหป้ ระชาชนไดย้ ดึ ถือปฏิบัติ ประกาศรัฐนยิ มออกมาในช่วง ระหวา่ ง พ.ศ. 2482 - 2485 รวมทัง้ สนิ้ จานวน 12 ฉบบั และได้มีการกาหนดบทลงโทษสาหรับผทู้ ไ่ี มป่ ฏิบตั ิ ตามรัฐนยิ มดังต่อไปนี้ รฐั นิยมฉบบั ท่ี 1 : เรื่อง การใช้ชอ่ื ประเทศ ประชาชน และสญั ชาติ
188 โดยทีช่ ือ่ ของประเทศนี้ มเี รยี กกนั เป็นสองอย่าง คอื “ไทย” และ “สยาม” แต่ประชาชน นิยมเรียกวา่ “ไทย” รฐั บาลเห็นสมควรถือเปน็ รฐั นิยมใชช้ อื่ ประเทศใหต้ ้องตามชื่อเชอ้ื ชาตแิ ละ ความนยิ มของประชาชน ชาวไทย ดงั ต่อไปนี้ ก. ในภาษาไทย ช่ือประเทศ ประชาชน และสญั ชาตใิ ห้ใชว้ าา “ไทย” ข. ในภาษาอังกฤษ 1) ชอื่ ประเทศ ให้ใช้วา่ THAILAND 2) ช่อื ประชาชน และสัญชาตใิ หใ่ ชว้ า่ THAI แตไ่ ม่กระทบถงึ กรณีท่ีมบี ทกฎหมายบญั ญัตคิ าวา่ “สยาม” ไว้ ท้ังน้ตี ง้ั แตว่ ันที่ 24 มถิ ุนายน พุทธศกั ราช 2482 เป็นต้นไป ประกาศมา ณ วันที่ 24 มิถุนายน พุทธศกั ราช 2482 รัฐนยิ มฉบบั ท่ี 2 : เรอื่ ง การปอ้ งกนั ภยั ทจ่ี ะบังเกิดแก่ชาติ ด้วยรฐั บาลพจิ ารณาเหน็ วา่ ชาตไิ ทยต้องเปน็ ท่ีเทิดทูนของชาวไทยอยา่ งสงู สุด เหนอื สงิ่ ใด ๆ การ ปอ้ งกนั รักษาชาตยิ ่อมเป็นหน้าทขี่ องประชาชนทุกคนทร่ี ่วมชาติ จักตอ้ งป้องกนั อันตรายหรอื ความเสอ่ื มโทรม ของชาตทิ ่ีอาจมีมาด้วยประการต่าง ๆ จ่งึ ประกาศเป็นรฐั นิยมไว้ ดงั ต่อไปนี้ 1) ชนชาติไทยต้องไมป่ ระกอบกจิ การใด ๆ โดยไม่คานึงถงึ ผลประโยชน์และความปลอดภยั ของชาติ 2) ชนชาติไทยต้องไมเ่ ปด็ เผยสิง่ ซง่ึ อาจเป็นผลเสียหายแกช่ าตใิ ห้ชนตา่ งชาตลิ ว่ งร้เู ลยเป็นอันขาด การ กระทาเช่นน้นั เปน็ การทรยศต่อชาติ 3) ชนชาติไทยต้องไม่ทาตนเป็นตัวแทนหรือเปน็ ปากเสยี งของต่างชาติ โดยไม่คานึงถงึ ผลประโยชน์ แหง่ ชาตไิ ทย ต้องไมอ่ อกเสยี งหรือแสดงตนเข้าข้างต่างชาติในกรณที ีเ่ ปน็ ปัญหา ระหว่างชาติ การกระทา เช่นนน้ั เป็นการทรยศต่อชาติ 4) ชนชาตไิ ทยต้องไม่แอบอ้าง ซ้ือขายท่ีดินแทนชนต่างชาติ ในทางทเ่ี ป็นภยั แกช่ าติ การกระทา เชน่ นนั้ เป็นการทรยศต่อชาติ 5) เม่ือปรากฏว่า มีผ้หู นง่ึ ผู้ใดทรยศต่อชาติ เป็นหนา่ ทีข่ องชาวไทยต้องเอาใจใส่ รบี ระงับเหตนุ ้ัน ประกาศมา ณ วันที่ 3 กรกฎาคม พุทธศกั ราช 2482 รัฐนิยมฉบบั ท่ี 3 : เรื่อง การเรยี กชื่อชาวไทย
189 ดว้ ยรฐั บาลเห็นวา่ การเรยี กชาวไทยบางสว่ นไมต่ ้องตามช่อื เช้ือชาติและความนิยม ของผู้ถกู เรยี กก็ดี การเรียกชื่อบางแยกคนไทยออกเป็นหลายพวกหลายเหล่า เชน่ ไทยเหนอื ไทยอสิ าน ไทยใต้ ไทยอสิ ลามกด็ ี ก็ มาสมควรแก่สภาพของประเทศไทย ซึง่ เป็นอันหนึง่ อนั เดยี วกัน จะแบ่งแยกมิได้ จึงประกาศเปน็ รฐั นิยมไว้ ดงั่ ตอ่ ไปน้ี 1) ใหเ้ ลกิ การเรยี กชาวไทย โดยใช้ชื่อท่ไี มต่ ้องตามช่ือเชื้อชาติและความนยิ มของ ผูถ้ กู เรียก 2) ให้ใชค้ า วา่ “ไทย” แก่ชาวไทยท้ังมวลไมบ่ างแยก ประกาศมา ณ วันที่ 2 สิงหาคม พทุ ธศักราช 2482 รฐั นยมิ ฉบบทั ี่ 4 : เร่อื ง การเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสรญิพระบารมี ด้วยรฐั บาลไดพ้ ิจารณาเหน็ ว่า ธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี เปน็ ส่งิ สาคัญประจา ชาติ พงึ ได้รับความเชิดชเู คารพของชาวไทยทั้งมวล จ่งึ ประกาศเป็นรฐั นิยมไว้ ดงั ต่อไปนี้ 1) เมอ่ื ได้เห็นการชกั ธงชาตขิ ้ึน หรอื ลง จากเสาประจาสถานทีร่ าชการตามเวลาปกติ หรือไดย้ นิ เสยี ง แตรเด่ียวหรอื นกหวีดเปา่ คานับ หรอื ให้อาณัติสัญญาณการชกั ธงชาติขนึ้หรอืลดธงลง ให้แสดงความเคารพ โดย ปฏิบัตติ ามระเบยี บเครือ่ งแบบหรอื ตามประเพณนี ิยม 2) เมอ่ื ไดเ้ หน็ ธงชยั เฉลมิ พล ธงเรือรบ ธงประจากองยวุ ชนทหาร หรือธงประจากอง ลูกเสือ ซง่ึ ทาง ราชการเชิญผา่ นมา หรืออย่กู ับท่ีประจาแถวทหารหรือหนววยยุวชนหรอื ลูกเสอื ให้ แสดงความเคารพ โดย ปฏบิ ตั ิตามระเบียบเครอ่ื งแบบหรอื ตามประเพณนี ิยม 3) เมอ่ื ได้ยนิ เพลงชาติ ซงึ่ ทางราชการบรรเลงในราชการกด็ ี ซึง่ บุคคลบรรเลงในงาน พิธีอย่างหนึ่ง อย่างใดกด็ ี ใหผ้ ูท้ ร่ี ว่ มงาน หรือที่อยใู่ นวงงานนั้น แสดงความเคารพ โดยปฏบิ ตั ติ าม ระเบียบเครอ่ื งแบบหรือ ตามประเพณีนยิ ม 4) เมอื่ ได้ยินเพลงสรรเสรญิ พระบารมี ซ่ึงทางราชการบรรเลงในราชการก็ดี ซงึบ่ คคุ ล บรรเลงในโรง มหรสพ หรอื ในงานสโมสรใด ๆ ก็ดี ให้ผ้ทู ร่ี ว่ มงานหรือทอ่ี ยู่ในวงงานหรอื ในโรงมหรสพน้ัน แสดงความเคารพ โดยปฏบิ ัตติ ามระเบียบเครื่องแบบหรอื ตามประเพณีนยิ ม 5) เมื่อไดเ้ หนผ็ ใู้ ดมาแสดงความเคารพดงั กล่าวในขอ้ 1 - 2 - 3 และ 4 น้นั พึงชว่ ยกนั ตักเตือนชแ้ี จง ใหเ้ หน็ ความสาคญัแห่งการเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสรญิ พระบารมี ประกาศมา ณ วนั ท่ี 8 กนั ยายน พทุ ธศักราช 2482
190 รัฐนยิ มฉบบทั ี่ 5 : เรอื่ งให้ชาวไทยพยายามใชเ้ ครอืง่ อุปโภคบริโภคท่ีมกี าเนดิ หรอื ทาขึ้นใน ประเทศไทย เนื่องด้วยสถานการณข์ องโลกอยูใ่ นสภาพสงคราม ทุกประเทศทง้ั ทเี่ ปน็ คู้สงคราม และเป็นกลาง จาตอ้ งสนบั สนนุ การเกษตร พาณชิ ย์และอุตสาหกรรมของชาติเป็นพิเศษ คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเหน็ วา่ ถึง เวลาจาเป็นที่จะต้องชักชวนชาวไทยให้กระทาเชน่ นั้นจึ่งได้ลงมติ เป็นเอกฉันทใ์ ห้ประกาศเป็นรัฐนิยมไว้ ดังต่อไปน้ี 1) ชาวไทยพึงพยายามบริโภคแต่อาหารอนั ปรงุ จากสิ่งซึ่งมีกาเนิดหรือทาขึ้นในประเทศไทย 2) ชาวไทยพึงพยายามใชเ้ ครื่องแตง่ กายด้วยวัตถุท่ีมกี าเนิดหรอื ทาขึน้ ในประเทศไทย 3) ชาวไทยพึงชว่ ยกันสนบั สนนุ งานอาชพี การเกษตร พาณิชย์ อตุ สาหกรรมและวชิ าชพี ของชาวไทย ดว้ ยกัน 4) กิจการสาธารณูปโภคอันใดท่รี ฐั บาลหรอื ชาวไทยจัดให้มีข้นึ แล้ว ชาวไทยพึงพยายามใชแ้ ละ สนบั สนุน 5) ชาวไทยผู้ประกอบการเกษตร พาณชิ ย์ อตุ สาหกรรม งานอาชพี หรือวิชาชีพ อันได้รบั การ สนับสนุนโดยรฐั นิยมฉบับน้ี ต้องพยายามรักษามาตรฐานปรับปรงุ คณุ ภาพให้ดียง่ิ ข้นึ และ ดาเนินกิจการนนั้ ๆ ด้วยความซ่อื สัตย์สจุ รติ ทุกประการ ประกาศมา ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2482 รฐั นิยมฉบบั ที่ 6 : เร่อื ง ทานองและเน้ือร้องเพลงชาติ ดว้ ยรฐั บาลไดพ้ ิจารณาเห็นว่า ทานองและเนื้อร้องเพลงชาติ ซ่งึ ไดป้ ระกาศไว้ ณ วนั ที่ 20 สิงหาคม พุทธศกั ราช 2477 น้ัน ทานองเพลงเป็นทน่ี ยิ มแพร่หลายตามสมควรแลว้ แตเ่ นือ้ ร้องจะต้องมีใหม่ เพราะชือ่ ประกาศไดเ้ รยี กว่าประเทศไทยแลว้ จึงได้ประกาศให้ประชาชน เขา้ ประกวดแต่งมาใหม่ บัดนี้ คณะกรรมการ ได้พจิ ารณาคัดเลือกเน้ือร้องบางบทเสนอให้ คณะรัฐมนตรวี นิ ิจฉัย คณะรฐั มนตรีได้ประชมุ ปรกึ ษาพิจารณาแล้ว ลงมติพร้อมกนั ตกลงตามบท เพลงของกองทัพบกโดยแก้ไขเลก็ น้อย จึงประกาศเป็นรัฐนยิ มไว้ ดงั ต่อไปน้ี 1) ทานองเพลงชาติ ให้ใช้ทานองเพลงของ พระเจนดรุ ยิ างค์ตามแบบท่ีมีอยู่ ณ กรมศลิ ปากร 2) เนือ้ ร้องเพลงชาติ ให้ใชบ้ ทเพลงของกองทัพบก ดังต่อไปนี้
191 ประเทศไทยรวมเลือดเน้ือชาติเชอื้ ไทย เปน็ ประชารฐั ไผทของไทยทุกส่วน อยู่ดารงคงไวไ้ ด้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมายรกั สามัคคี ไทยน้ีรักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราช จะไม่ให้ใครข่มข่ี สละเลือด ทกุ หยาดเปน็ ชาติพลี เถลงิ ประเทศชาติไทยทวีมชี ัย ชโย ประกาศมา ณ วนั ที่ 10 ธันวาคม พุทธศักราช 2482 รัฐนิยมฉบับท่ี 7 : เรื่อง ชักชวนใหช้ าวไทยร่วมกนั สร้างชาติ โดยทีร่ ัฐบาลพจิ ารณาเห็นว่าการทชี่ าติของเราจะเจริญก้าวหน้าสมความปรารถนา อันดไี ดย้ อ่ มอยทู่ ี่ ขา้ ราชการจะต้องช่วยกนั ทางานตามหนา้ ท่ีอยา่ งเขม็ แข็งและใฝ่ใจทุกวิถที างทจ่ี ะ ช่วยสนับสนุนพน่ี อ้ งชาวไทย ใหม้ ีทางประกอบอาชพี โดยหวงั ให้ฐานะของคนทุกคนดขี น้ึ เป็นลาดับ อนึ่ง งานสรา้ งชาติ เป็นงานท่ีใหญย่ ่งิ ต้องช่วยกนั อย่างพรอ้ มเพรยี ง ถา้ พ่นี ้อง ชาวไทยทุกคนพยายาม แสวงหาอาชีพอนั สุจริตสาหรับตนเองและครอบครวั โดยไม่เลือกงาน ประกอบการงานของตนให้มรี ายได้ พอทจ่ี ะทานุบารงุ ครอบครวั ของตนให้รุง่ เรืองยิง่ ขึ้น ก็ย่อมจะทา ให้ชาตขิ องเราเจริญรวดเรว็ โดยมติ อ้ งสงสยั การทพี่ ่นี ้องชาวไทยชว่ ยกันทางานเช่นนี้ ย่อมได้ชือ่ ว่า ราวมกนั สรา้ งชาติ คณะรัฐมนตรีจึงลงมติเปน็ เอกฉนั ท์ ให้ประกาศเปน็ รัฐนิยมไว้ ดังตาอไปน้ี “ชาวไทยทกุ คนต้องร่วมกนั สร้างชาติโดยทุกคนซ่ึงมีกาลังกายดีตอ้ งทางานประกอบ อาชีพเป็นหลัก แหล่ง ผ้ไู ม่ประกอบอาชีพเป็นหลกั ฐานนบั ว่าเปน็ ผไู้ ม่ชว่ ยชาตแิ ละไมค่ วรไดร้ บั ความ นบั ถือของชาวไทยท่ัวไป” ประกาศมา ณ วนั ท่ี 21 มนี าคม พุทธศักราช 2482 รัฐนิยมฉบบั ที่ 8 : เร่อื ง เพลงสรรเสริญพระบารมี โดยเหตทุ ี่ไดบ้ ัญญตั ิใหเ้ รียกช่ือประเทศว่า “ประเทศไทย” รัฐบาลจึงเห็นสมควรแกไ้ ข บทเพลง สรรเสริญพระบารมี มิให้มีคาวา่ สยาม และตัดทอนข้อความและทานองใหก้ ระทัดรัด เหมาะสมยิ่งข้นึ
192 คณะรัฐมนตรจี ึงลงมติเป็นเอกฉนั ทใ์ หป้ ระกาศเป็นรฐั นยิ ม แก้ไขบทเพลงสรรเสรญิ พระบารมีแบบพิศดาร ใหม้ ี ข้อความดังต่อไปน้ี ข้าวรพุทธเจา้ เอามโนและศิระกราน นบพระภูมบิ าลบรมกษัตรยิ ไ์ ทย ขอบนั ดาล ธประสงคใ์ ด จงสิทธิด่งั หวังวรหฤทยั ดุจถวายไชย ชโย สว่ นทานองเพลงแบบสังเขปน้ันใหค้ งไวต้ ามเดิม ประกาศมา ณ วนั ท่ี 26 เมษายน พุทธศักราช 2483 รัฐนิยมฉบับท่ี 9 : เรื่อง ภาษาและหนงั สือไทยกับหน้าที่พลเมอื งดี ด้วยรัฐบาลพิจารณาเหน็ วาา การทชี่ าตไิ ทยจะดารงถาวรและเจริญกา้ วหนา้ ย่ิงขน้ึ ไปนนั้ ยอ่ มต้องใช้ ภาษาและหนงั สือของชาติเป็นสว่ นประกอบอนั สาคัญ คณะรฐั มนตรจี งึ ไดล้ งมติเป็นเอกฉันท์ ให้ประกาศรัฐ นิยมไวด้ งั ต่อไปนี้ 1) ชนชาติไทย จะต้องยกย่อง เคารพ และนับถือภาษาไทย และต้องรู้สึกเป็นเกียรตยิ ศ ในการพูดหรือ ใช้ภาษาไทย 2) ชนชาติไทย จะต้องถอื วา่ หนา้ ที่ของพลเมืองไทยท่ีดีประการท่ีหนึ่ง คอื ศกึ ษาใหร้ ู้ หนังสอื ไทยอนั เป็นภาษาของชาติ อย่างน้อยต้องให้อา่ นออกเขยี นได้ ประการท่ีสองชนชาติไทยจะต้อง ถือเปน็ หน้าท่อี ันสาคญั ในการชว่ ยเหลอื สนบั สนุนแนะนาชักจูง ให้พลเมืองท่ียังไมร่ ู้ภาษาไทย หรอื ยัง ไม่รูห้ นังสือไทย ให้ไดร้ ภู้ าษาไทย หรือให้รูห้ นงั สอื ไทยจนอา่ นออกเขยี นได้ 3) ชนชาติไทย จะต้องไม่ถือเอาสถานที่กาเนิด ภมู ลิ าเนาที่อยหู่ รอื สาเนยี งแหง่ ภาษา พูดทแ่ี ปรง่ ไปตาม ท้องถ่นิ เปน็ เครื่องแสดงความแตกแยกกนั ทุกคนต้องถือวา่ เมื่อเกดิ มาเปน็ ชนชาติไทย ก็มีเลอื ดไทยและพดู ภาษาไทยอย่างเดยี วกนั ไม่มีความแตกต้างกนั ในการกาเนิดตา่ งท้องทีห่ รือพูด ภาษาไทยด้วยสาเนียงต่าง ๆ กนั 4) ชนชาตไิ ทย จะต้องถอื เป็นหนา้ ทใ่ี นการปฏิบัติตนเป็นพลเมอื งดีแห่งชาติ ชาวยแนะนา ชกั ชวนกนั ส่ังสอนผทู้ ยี่ ังไมร่ ้ไู ม่เขา้ ใจหน้าที่พลเมืองดีของชาติ ให้ได้รไู้ ด้เขา้ ใจในหนา้ ท่ีพลเมืองดี แห่งชาตไิ ทย ประกาศมา ณ วนั ท่ี 24 มถิ นุ ายน พทุ ธศกั ราช 2483 รัฐนยิ มฉบบั ที่ 10 : เรือ่ งการแตง่ กายของประชาชนชาวไทย
193 ด้วยรฐั บาลได้สังเกตเห็นวา่ การแตง่ กายของประชาชนชาวไทยในสาธารณสถาน หรอื ทช่ี ุมนมุ ชน ยัง ไม่สุภาพเรยี บร้อยสมกับวฒั นธรรมของชาติไทย คณะรฐั มนตรจี ึงไดล้ งมติเป็นเอกฉนั ท์ให้ประกาศเปน็ รฐั นิยมไว้ ดงั ต่อไปนี้ 1) ชนชาตไิ ทยไม่พึงปรากฏตัวในท่ชี ุมนมุ ชน หรือสาธารณสถาน ในเขตเทศบาลโดย ไม่แตง่ กายให้ เรียบร้อย เชน่ น่งุ แตก่ างเกงช้ันใน หรือไมส่ วมเส้ือ หรือน่งุ ผ้าลอยชาย เป็นตน้ 2) การแต่งกายที่ถือว่าเรียบรอ้ ยสาหรับประชาชนชาวไทย มดี ังต่อไปนี้ ก. แตง่ เครอ่ื งแบบตามสทิ ธแิ ละโอกาสทจี่ ะแต่งได้ ข. แต่งตามแบบสากลนยิ มในทานองทีส่ ภุ าพ ค. แต่งตามประเพณีนิยมในทานองท่สี ุภาพ ประกาศมา ณ วันที่ 15 มกราคม พุทธศกั ราช 2484 รัฐนิยมฉบับที่ 11 : เรอ่ื ง กจิ ประจาวันของคนไทย ด้วยรฐั บาลไดพ้ จิ ารณาเหน็ ว่า การรจู้ กั ปฏบิ ัติกจิ ประจาวนั เปน็ ข้อสาคัญอยา่ งหนึ่ง ซ่ึงเกี่ยวแกก่ ารผดุง ส่งเสริมวัฒนธรรมของชาติ อันจะเปน็ ผลให้ประชาชนพลเมืองไทยท่วั ไป มสี ุขภาพแข็งแรงมนั่ คง เป็นกาลงั ของ ชาตสิ ืบไปคณะรัฐมนตรจี งึ ได้ลงมตเิ ป็นเอกฉันท์ให้ประกาศ เปน็ รฐั นยิ มไว้ดังตอ่ ไปนี้ 1) ชนชาติไทยพึงแบง่ เวลาในวนั หน่ึงออกเป็น 3 ส่วน คอื ปฏบิ ัตงิ านท่ีเป็นอาชีพ สว่ นหนง่ึ ปฏบิ ตั ิกิจ สว่ นตัวสาวนหนงึ่ และพักผอ่ นหลบั นอนอีกสว่ นหนึ่ง ใหเ้ ป็นระเบยี บและมี กาหนดเวลาอันเหมาะสมจนเกิด เปน็ นิสัย 2) ชนชาตไิ ทยพึงปฏบิ ตั กิ จิ ประจาวนั ตามปกตดิ ังต่อไปน้ี ก. บรโิ ภคอาหารใหต้ รงตามเวลาไมเ่ กิน 4 มอ้ื ข. นอนประมาณระหวา่ ง 6 ถึง 8 ช่วั โมง ชนชาติไทยพงึ ตงั้ ใจปฏิบัติหน้าที่ประกอบกจิ การงานของตนโดย ไม่ท้อถอย และ หลกี เลยี่ ง กบั ควรหยุดเพื่อรับประทานอาหารและพักกลางวันไมเ่ กนิ 1 ชวั่ โมง เมื่อพ้น กาหนดเวลาทางาน เวลาเยน็ ควรออกกาลงั กายโดยเลน่ กีฬากลางแจ้งวนั หน่งึ อยา่ งน้อย 1 ช่ัวโมง หรอื ประกอบงานอืน่ เช่น ทาสวนครวั เล้ียงสัตว์ หรอื ปลูกต้นไม่ เปน็ ตน้ และเมื่อชาระล้างรา่ งกายแล้ว จึง รับประทาน อาหาร
194 3) ชนชาติไทยพึงใช้เวลาวา่ งเวลากลางคนื ทาการงานอนั จาเปน็ ทคี่ ง่ั คา้ งอยูใ่ ห้เสร็จ หรอื สนทนา ปราศยั กับบุคคลในครอบครวั มิตรสหาย ศึกษาหาความร้โู ดยการฟงั ขา่ วทางวทิ ยุ กระจายเสยี ง อา่ นหนังสอื หรือในการชมมหรสพ หรอื ศิลปกรรม แล้วแต่โอกาส 4) ชนชาตไิ ทยพึงใชเ้ วลาในวันหยุดงาน ใหเ้ ปน็ ประโยชนแ์ ก่รา่ งกายและจิตใจ เชน่ ประกอบกิจในทาง ศาสนา ฟังเทศน์ ทาบญุ ศกึ ษาหาความรู้ ท้องเทย่ี ว เล่นกฬี า หรอื พักผ่อน เปน็ ตน้ ประกาศมา ณ วันท่ี 8 กนั ยายน พุทธศักราช 2484 รฐั นยิ ม ฉบบั ที่ 12 : เรื่อง การช่วยเหลือคมุ้ ครองเดก็ คนชราหรอื คนทุพพลภาพ ดว้ ยรฐั บาลได้พจิ ารณาเหน็ ว่า ในการอยรู่ ว่ มกนั แหง่ ชุมนมุ ชนนัน้ ความมี ใจเผื่อแผ่ ช่วยเหลือผทู้ ี่อยู่ในเยาวว์ ยั คนชราหรือคนทุพพลภาพ เป็นวัฒนธรรมอันหน่ึงซึ่งบคุ คลจักต้องปฏบิ ัติ คณะรัฐมนตรจี งึ ไดล้ งมตเิ ป็นเอกฉันท์ ใหป้ ระกาศเปน็ รฐั นยิ มไว้ดังต่อไปน้ี 1) ในที่สาธารณสถานหรือในถนนหลวง ให้บุคคลทาการชว่ ยเหลอื คมุ้ ครองโดยลกัษณะ ทจ่ี ะยงั ความ ปลอดภยั ใหแ้ กเ่ ด็ก คนชราหรือคนทุพพลภาพในการสัญจรไปมา หรอื ในการหลบหลีก ภยันตราย 2) ผู้ใดสามารถกระทาการช่วยเหลือคุม้ ครองดังกล่าวในข้อ 1 ถอื ว่าผู้น้ันเปน็ ผูม้ ี วฒั นธรรม ควรไดร้ ับ ความนับถือของชาวไทย ประกาศมา ณ วนั ที่ 28 มกราคม พทุ ธศกั ราช 2485 รฐั บาลจอมพล ป. พบิ ลู สงคราม ได้เปลย่ี นแปลงประเพณีและมีการสรา้ งวัฒนธรรมใหม่เมือ่ พ.ศ. 2485 ได้จัดต้ังสภาวัฒนธรรมแหง่ ชาติขึ้นเพ่ือจดั ระเบยี บการดาเนนิ ชีวิตของคนไทย ให้เป็นแบบอารยประเทศ โดยประกาศรฐั นิยมฉบับตาาง ๆ เพ่อื ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง การปกครองและให้เกดิ ความทันสมัย อาทิ 1) สง่ั หา้ มประชาชนกินหมากโดยเด็ดขาด 2) ไมส่ ง่ เสรมิ ศลิ ปะและดนตรีไทยเดมิ แตส่ ง่ เสริมดนตรสี ากล ฯลฯ 3) มคี าขวัญในสมยั นน้ั ว่า “มาลานาไทยสู่มหาอานาจ” หากผหู้ ญงิ คนใดไม่ใสห่ มวกจะ ถูกตารวจจับ และปรับ 4) วางระเบยี บการใช้คาแทนช่ือเป็นมาตรฐาน เช่น ฉนั ทา่ น เรา
195 5) มคี าส่งั ใหข้ ้าราชการกล่าวคาว่า “สวสั ดี” ในโอกาสแรกท่พี บกนั ก่อนสงครามโลกคร้ังทส่ี อง เกดิ สงครามอนิ โดจนี ระหวา่ งประเทศไทยกบั ประเทศ ฝรงั่ เศส จากปญั หาเรือ่ งการใชแ้ มํน่ า้ โขงเป็นเสน้ แบง่ พรมแดน ระหว่างประเทศไทยกบั อนิ โดจีน ซง่ึ อยู่ในครอบครองประเทศฝรัง่ เศสมาต้ังแต่สมยั รชั กาลท่ี 5 โดย ประเทศฝรง่ั เศสไม่ยอมตกลงเรื่อง การใช้ร่องํน้าลึกเป็นเสน้ เขตแดน ในเดอื นพฤศจิกายน พ.ศ. 2483 ประเทศฝร่งั เศสสง่ เคร่ืองบินมาทิ้งระเบดิ เมืองนครพนม การรบ ระหว่างประเทศฝรง่ั เศสกบั ประเทศไทยจงึ เริ่มขึน้ ประเทศฝร่งั เศสโจมตปี ระเทศไทยทาง อรญั ประเทศ รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม สางทหารไทยเข้าไปในอินโดจีนทางด่านเขมร แต่ในท่ีสดุ ญีป่ ุ่นเสนอตัวเขา้ ไกล่เกล่ีย จนมีการสง่ ผแู้ ทนไปลงนามอนสุ ญั ญาโตเกียว เม่ือวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ในคร้ังนัน้ ไทยได้ดนิ แดนฝง่ั ขวาแมํน่ า้ โขงคนื รวมทั้งทางใต้ของแมํ่นา้ โขงตรงขา้ มปากเซ คือ แขวงจาปาศักด์ิ และดินแดนในเขมรทีเ่ สยี ให้ ฝรัง่ เศสไปเม่ือ ปี พ.ศ. 2450 กลบั คืนมาด้วย ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2484 พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ ก่อสร้าง “อนสุ าวรีย์ชยั สมรภมู ิ” เพ่ือเปน็ อนุสรณส์ ถานระลึกถึงชยั ชนะของไทยตอ่ ประเทศฝร่งั เศส และหนึ่งปตี ่อมา จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม เปน็ ผกู้ ระทาพิธีเปิดเมื่อวนั ท่ี 24 มถิ ุนายน พ.ศ. 2485 ในชว่ งสงครามโลกคร้ังทส่ี อง จอมพล ป. พบิ ูลสงคราม ในฐานะนายกรฐั มนตรีไทย ต้องใช้ความ พยายามอยา่ งมากในการประคับประคองประเทศชาติ ให้ผ่านพ้นวกิ ฤตไปไดห้ ลาย ประการ ท้งั นีม้ ีการบอกเล่า กนั วา่ ท่านขอพระราชทานยศจอมพลใหก้ บั ตนเองเพราะท่านต้องการ ทาสงครามจิตวทิ ยากับทางกองทัพญีป่ ่นุ หลงั สงครามโลกสงบแลว้ ทา่ นตอ้ งตดิ คุก ระหว่างการถูกไตส่ วน ในฐานะอาชญากรสงครามอยรู่ ะยะหนึ่งตาม พระราชบัญญัติอาชญากรรมสงครามทีร่ ฐั บาลไทย ประกาศใช้เปน็ กฎหมายหลังสงครามโลก อย่างไรก็ดี ศาล ไทยไดพ้ ิจารณาเห็นวา่ “กฎหมายยอ่ มไม่มี ผลย้อนหลัง” จึงปลอ่ ยตวั ท่านเป็นอสิ ระ หลงั จากนน้ั ท่านก็ได้ ประกาศยตุ ิบทบาททางการเมืองทงั้ หมด กลับไปใชช้ วี ติ เรียบง่ายอยบู่ ้านท่ี อาเภอลาลูกกา จังหวดั ปทุมธานี โดยปลูกผกั ต่าง ๆ เพื่อเลย้ี งชีพ เรอ่ื งที่ 2 ตัวอยา่ งการวิเคราะหแ์ ละอภิปรายเหตกุ ารณ์สาคัญทางประวตั ิศาสตร์ ท่ีมผี ลต่อการ พฒั นา ชาตไิ ทย การวิเคราะห์ข้อมูลทางประวตั ิศาสตรค์ ือ การวิเคราะหแ์ ละการตีความข้อมูลทาง ประวัตศิ าสตร์โดย การนาข้อมลู ท่ีได้สืบค้น รวบรวม คัดเลอื ก และประเมินไว้ นามาพิจารณาใน รายละเอยี ดทุกด้าน นัก
196 ประวตั ศิ าสตรต์ ้องใชเ้ หตผุ ล เปน็ แนวทางในการตีความเพื่อนาไปสู่การคน้ พบ ข้อเท็จจรงิ ทางประวตั ิศาสตรท์ ่ี ถกู ต้อง ความสาคัญท่ีใช้เป็นแนวทางทีผ่ วู้ เิ คราะห์จะนาไปใช้ในการวิเคราะหโ์ ดยระมัดระวงั ไมล่ าเอียง จะให้ เกิดความน่าเช่ือถือได้มากท่ีสุด 1. หลักฐานที่จาแนกความสาคัญตา่ ง ๆ 2. หลกั ฐานทีใ่ ชอ้ กั ษรเปน็ ตวั กาหนด 3. หลกั ฐานที่กาหนดตามจุดหมายของการผลิต 3.1 หลักฐานทม่ี นุษย์สรา้ งขนึ้ 3.2 หลักฐานทไ่ี ม่ไดป้ น็ ผลผลติ จากสิ่งทีม่ นุษย์สรา้ งขึ้น ตัวอยา่ งแนวทางการวิเคราะห์และอภปิ ราย 1. การทาสนธสิ ญั ญาเบาว์ริง ในรัชกาลที่ 4 ผลกระทบท่เี กิดกบั ประเทศไทย ข้อดี 1. ได้รบั วทิ ยาการจากประเทศชาตติ ะวนั ตกสมยั ใหม่ 2. มเี ส้นทางการคมนาคมสะดวก เชน่ การสร้างถนน ขดุ คลองใช้เป็นเส้นทางใน การเดินทางทาให้ เกิดประโยชนด์ า้ นการคา้ ขาย 3. การคา้ ขาย ประชาชนสามารถค้าขายได้อย่างอสิ ระมากข้ึน 4. ขา้ ว เป็นสินคา้ ส่งออกที่สาคัญที่สุดของไทย สง่ ผลถงึ ปัจจุบนั ข้อเสยี เปรียบ 1. การยนิ ยอมให้อังกฤษเข้ามาตั้งกงสุล ทาใหอ้ านาจพจิ ารณาคดีที่มชี าวองั กฤษ ร่วมด้วยกงสุลต้องมี สว่ นรวมพิจารณา
197 2. ชาวตา่ งประเทศมสี ทิ ธิเสรีภาพในการเช่าและสามารถถือครองทีด่ ินได้หากทา การเชา่ มาไม่น้อย กวา 10 ปี ในประเทศไทย ใบงานบทท่ี 5 เรื่อง คาช้ีแจง ใหผ้ ูเ้ รยี นสรปุ และอธิบายความรู้ในประเด็นท่กี าหนด 1. เหตกุ ารณสาคญั ทางประวัตศาสตรทมี่ ผี ลต่อการพัฒนาชาติไทย อยา่ งไรบ้าง อธิบายมาพอ เข้าใจ .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... ............................. 2. เพราะเหตุใดจงึ มีการปฏริ ปู บ้านเมือง ............................................................................................................................. ................................................. ..... ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. .................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ........... 3. พ.ศ. 2435 มีการแต่งตัง้ กระทรวงทง้ั หมดก่ีกระทรวง และแต่ละกระทรวงมีหน้าท่ีความรบั ผดิ ชอบ ด้านใดบ้าง ........................................................................................................................................................ ...................... .....
198 ....................................................................................................... ....................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ........................................................................................................................................ ...................................... .................. ............................................................................................................................. ................................................. ..... 4.การเปล่ียนแปลงการปกครอง พุทธศักราช 2475.ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รัชกาลท่ี 5 ได้ทรงดาเนนิ พระบรมราโชบาย ไว้อยา่ งไรอย่าง อธิบายมาเป็นข้อๆ ............................................................................................................................. .......................................... .................................................................................................................................. ............................................ ....................................................................................... ....................................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................. ........................................................................................................................................................................... ... ..... 5.บอกสาเหตทุ ่นี าไปสกู่ ารเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................. 6.บอกประวัตจิ อมพล ป.พบิ ลู สงคราม ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ........................
199 ............................................................................................................................. ................................................. .......................................................................................................................................................... .................... ........... 7.พ.ศ. 2482 - 2485จอมพล ป. พิบูลสงคราม หรอื “นโยบายสรา้ งชาติเพอ่ื ยึดถือปฏบิ ัติ ประกาศรัฐ นยิ มออกมาทงั้ หมดก่ีฉบบั อะไรบา้ ง ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. .......................................... ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. .......................................... ............................................................................................................................................ .................................. ................................................................................................. ............................................................................. .............................................................................................................................................................................. ................. 8.รัฐบาลจอมพล ป. พิบลู สงคราม ได้เปล่ยี นแปลงประเพณีและมกี ารสรา้ งวฒั นธรรมใหม่เมือ่ พ.ศ. 2485ไว้อย่างไรบา้ ง อธบิ าย ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................................................................................................... .......... ......................................................................................................................... .....................................................
200 ............................................................................................................................. ................................................. .......................................................................................................................................................... .................... .............................................................................................................................................................................. .......................................... 9.การแตง่ กายของประชาชนชาวไทย ในทสี่ าธารณะ เพื่อแสดงถึงความเป็นรฐั นิยมไว้อย่างไรบา้ ง อธบิ ายมาเปน็ ข้อๆ ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ........................................ 10.บอกข้อดี และข้อเสีย ของเหตุการณส์ าคัญทางประวัติศาสตร์ ท่ีมผี ลตอ่ การพฒั นาชาติไทย ขอ้ ดี ............................................................................................................................. ................................................. .......................................................................................................................................... .................................... ............................................................................................... ............................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ................................................................................................................................ .............................................. ..............................ข้อเสีย ............................................................................................................................................................................. . ....................................................................................... ....................................................................................... ............ ............................................................................................................................. ................................................. ...................................................................................................................................................... ........................ ........................................................................................................... ................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................................ .................................. .........................
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204