Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการเรียนรู้ออนไลน์ วิชาประวัต้ิศาสตร์ไทย

แผนการเรียนรู้ออนไลน์ วิชาประวัต้ิศาสตร์ไทย

Published by Sorraphak Oumket, 2021-04-18 08:44:12

Description: แผนการเรียนรู้ออนไลน์ วิชาประวัต้ิศาสตร์ไทย

Search

Read the Text Version

51 ..................………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………..………………………………………………………………………………….……………....................... ............................................................................................................................. ................................………… เฉลยใบงาน เรื่อง ความภูมใิ จในความเป็นชาตไิ ทย คาชแ้ี จง จงตอบคาถามต่อไปนี้ 1. จงอธบิ าย ความหมาย และความสาคญั ของชาติ ตอบ สถาบนั หลกั ของชาติประกอบดว้ ย ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตรยิ ซ์ ึง่ เป็น สถาบันที่อย่กู ับ สงั คมไทยมาชา้ นาน โดยเฉพาะอย่างยิง่ สถาบนั พระมหากษัตริยซ์ ึง่ เป็นเสาหลกั ในการสร้างชาตใิ ห้ เป็นปกึ แผน่ เปน็ ศนู ยร์ วมจิตใจของปวงชน เป็นบอ่ เกิดของความรักความสามคั คี นาพาประเทศชาติ ใหผ้ า่ นพน้ ภัยนานาประการ ไมว่ า่ จะเปน็ ภัยรุกรานของประเทศอื่น ภัยจาก การลา่ อาณานคิ มและ การแผ่ขยายลทั ธกิ ารปกครอง อีกทั้งสถาบันพระมหากษตั ริยม์ บี ทบาทสาคญั ในการพฒั นาความ เป็นอย่ขู องประชาชนในท่วั ทุกภมู ภิ าค โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ในทอ้ งถนิ่ ท่ีห่างไกล สง่ ผลใหม้ ีการ ยกระดับคุณภาพชวี ติ ของประชาชนในทกุ มิติ และเปน็ รากฐานใหป้ ระเทศชาติ มคี วามมัน่ คงสืบมา จนถึงปัจจุบนั 2. รายละเอียดความเปน็ มาของชนชาตไิ ทยมอี ะไรบ้าง ตอบ “ชนชาติไทย” เปนชนชาติทมี่ รี ากเหงาทางประวตั ิศาสตรและความเปนมาทีย่ าวนานไมแพชาติ ใดในโลก เรามแี ผนดินไทยท่ีอุดมสมบรู ณ ในํน้ามีปลา ในนามขี าว มีพืชพันธุธญั ญาหารทีอ่ ุดมสมบูรณ มี ภมู ิอากาศ และภมู ิประเทศทเ่ี ปนชยั ภมู ิ อากาศไมรอนมาก ไมหนาวมากมคี วามหลากหลายของแหลงทรพั ยา กรธรรมชาติที่สมบรู ณ มีที่ราบลุมแมํนา้ ที่อดุ มสมบูรณเหมาะแกการเพาะปลูก มภี เู ขา มีทะเลท่มี ีความสมดุล และสมบูรณเพยี บพรอมเปนทีห่ มายปองของนานาประเทศ นอกจากน้ี ชนชาติไทยยังมีขนมธรรมเนียม ประเพณแี ละวัฒนธรรมท่ีดีงามหลากหลาย งดงาม เปนเอกลักษณของชาติที่โดดเดน ซ่งึ ส่ิงเหลานลี้ กู หลาน ไทยทุกคนควรมีความภาคภมู ิใจทไ่ี ดเกดิ มาเปนคนไทย ในแผนดินไทย แตกอนทจ่ี ะสามารถรวมชนชาติไทยให เปน ปกแผน ทาใหลกู หลานไทยไดมีแผนดินอาศัยอยูอยางรมเย็นเปนสขุ หลายชวั่ อายคุ นมาจวบจนทกุ วนั นี้ บรรพ บรุ ษุ ของชนชาติไทยในอดตี ทานไดสละชีพเพ่ือชาติ ใชเลือดทาแผนดิน ตอสูเพือ่ ปกปองดินแดนไทย กอบกู เอกราชดวยหวังไววา ลูกหลานไทยตองมีแผนดนิ อยู ไมตองไปเปนทาสของชนชาติอืน่

52 3. การรวมไทยเปน็ ปึกแผ่นประกอบไปดว้ ย ตอบ ภายหลงั การลมสลายของอาณาจักรอยธุ ยา ใน พ.ศ. 2310 สมเดจ็ พระเจากรงุ ธนบุรไี ด พยายามกอบกเู อกราชและศักดิ์ศรขี องอาณาจักรกลับคนื มา หลังจากการสถาปนาอาณาจกั รธนบุรขี ึ้น ตอง เผชิญกับสงครามภายนอกจากกองทัพพมา และสงครามภายใน คือการปราบชุมนมุ ที่แยงชงิ ความเปนใหญ แตกกนั เปนกกเปนเหลา ชวงเวลาผานไปจนถึง พ.ศ. 2325อาณาจักรรตั นโกสนิ ทรเปนแผนดินไทยท่ีพอจะ เรยี กไดวา “เปนปกแผน” ขน้ึ มาบาง ถงึ แมวาในเวลาตอมาจะเกดิ สงครามเกาทัพที่เปนศึกใหญในสมยั รัตนโก สนิ ทร แตกถ็ ือวาเปนชวงแหงสันตสิ ขุ มาไดยาวนานความเปนปกแผนของความมั่นคงของสยามเดนชดั มากขน้ึ ในสมยั จอมพล ป. พบิ ูลสงคราม เปนนายกรฐั มนตรี มกี ารเปลีย่ นชือ่ ประเทศจากสยาม เปน “ไทย” กลาวอีกนยั หนงึ่ “การสรางชาติ” ไดเกดิ ข้ึนอยางสมบูรณในยุคสมัยนี้ คือ มีครบทั้งอาณาเขต ดินแดน ประชากร อานาจ อธปิ ไตย รัฐบาล ไปจนถึงสัญลกั ษณของชาติที่แสดงถึงเอกลกั ษณวัฒนธรรมไทย เชน ภาษาไทย และ ธงชาติไทย เปนส่ิงสาคัญท่ผี ูคนในยคุ ปจจบุ นั จะตองอนุรักษหวงแหนใหสามารถดารงสบื ไปในอนาคต 4. จงยกตัวอย่างเร่ืองพระมหากษัตรยิ ไทยกับการรวมชาติ ตอบ บทบาทของพระมหากษัตรยิ ไทยในการรวมชาตใิ นสมัยรชั กาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 หรือในสมยั รัตนโกสินทรตอนตนนัน้ ความเปนปกแผนมน่ั คงของอาณาจักรเกิดข้ึนจากการปรับปรงุ การปกครอง ประมวลกฎหมายการบูรณปฏสิ ังขรณวัดวาอาราม ทานุบารงุ พระพทุ ธศาสนา เกดิ เปนยุคทองของการฟนฟู วรรณคดี นาฏศิลป ดนตรไี ทย การคาและความสมั พันธระหวางประเทศ มีความเจรญิ รุงเรืองโดยเฉพาะกบั จีน เกิดเปน “เงินถุงแดง” ที่นามาใชในชวงวกิ ฤตของประเทศ

53 5. อธบิ ายศาสนา ในสมัย สโุ ขทยั อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสนิ ทร์ มาพอสังเขป ตอบ ศาสนาเปนลัทธิความเช่อื ของมนุษย เกี่ยวกับการกาเนิดและส้นิ สดุ ของโลก หลกั ศีลธรรม ตลอดจนลทั ธิพิธที ่ีกระทาตามความเช่อื น้ัน ๆ จะเหน็ ไดวาแตละประเทศนัน้ จะยึดคาสง่ั สอนของศาสนาเป นหลกั ในการปกครองประเทศ และมีการกาหนดศาสนาเปนศาสนาประจาชาติ นอกจากศาสนาจะมีอิทธิพลต อการปกครองของประเทศแลวยังมีอทิ ธพิ ลตอวฒั นธรรมของแตละประเทศเชน ประเทศไทยมีการหล่ อพระพุทธรูปเปนงานศลิ ปะ วฒั นธรรมการไหว การเผาศพ วัฒนธรรมเหลานไ้ี ดรบั อทิ ธิพลมาจากศาสนา เหมอื นกัน ดังนน้ั ศาสนาจงึ เปนสถาบนั ทส่ี าคญั ตอประเทศมาก ประเทศไทยมีพระมหากษัตริยปกครองประเทศสืบเนื่องมากวา 700 ปตงั้ แตสมยั สุโขทัย อยธุ ยา ธนบุรีและรัตนโกสินทรการปกครองโดยระบบกษัตริยเปนวัฒนธรรมทีไ่ ทยรับมาจากอินเดีย พรอมกบั การรับ วฒั นธรรมความเชอ่ื ทางศาสนา โดยไดผสมผสานแนวคดิ หลัก3 ประการ เขาดวยกนั คอื แนวคิดในศาสนา พราหมณ- ฮินดูท่ีเช่อื วากษตั ริยทรงเปนสมมตุ เิ ทพ แนวคิดในพุทธศาสนาทีว่ า พระมหากษตั ริยทรงมสี ถานะ เปรยี บประดจุ พระพทุ ธเจา ทรงเปนจักรพรรดิราช หรือธรรมราชา ท่กี อปรดวยราชธรรมหลายประการ อาทิ ทศพิธราชธรรม และจักรวรรดิวัตร 12 ประการแนวคดิ ทัง้ สองประการดงั กลาวนี้อยบู นพื้นฐานของแนวคิด ประการท่สี าม คือการปกครองแบบพอปกครองลูกดังปรากฏมาต้ังแตสมัยสโุ ขทัยดวยเหตุนีจ้ ึงทาใหการ ปกครองโดยระบบกษัตรยิ ของไทย มีความเปนเอกลกั ษณเฉพาะตวั แตกตางจากประเทศอ่ื

54 แบบทดสอบ ( google form ) หนว่ ยที่ 1 เรื่องความภูมใิ จในความเป็นชาตไิ ทย ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย คาชแ้ี จง จงเลือกคาตอบท่ีถูกตอ้ งทส่ี ุดเพียงข้อเดยี ว 1. ขอ้ ใดเป็นแนวคิดความเป็นมาของชนชาติไทย ก. แนวความคิดถ่ินเดิมของชนชาติไทยอยู่บริเวณตอนใต้ของจนี ข. แนวความคิดถน่ิ เดิมของชนชาตไิ ทยอย่ทู างแถบภเู ขาอัลไตในมองโกเลีย ค. แนวความคดิ ถนิ่ เดิมของชนชาติไทยอยบู่ รเิ วณตอนกลางของแมน่ ้าฮวงโห ง. ถูกทุกขอ้ 2. ขอ้ ใดไม่ใชข่ ้อสนั นิษฐานเก่ียวกับแนวคดิ เรือ่ งถิ่นกาเนดิ ของชนชาติไทยของนักวชิ าการไทย ก. ชนชาตไิ ทยมถี ิ่นกาเนดิ อยู่บรเิ วณมณฑลเสฉวน ข. ชนชาตไิ ทยมถี น่ิ กาเนดิ อยู่บริเวณประเทศไทยปจั จบุ นั ค. ชนชาติไทยมีถนิ่ กาเนดิ อยู่บริเวณแหลมมาลายมู ากอ่ น ง. ชนชาติไทยมถี ่นิ กาเนดิ อยู่บริเวณตอนใต้ของจีนและแควน้ อัสสัม 3. อาณาจกั รสโุ ขทยั ตอนต้นมกี ารปกครองแบบใด ก. สมมตุ ิเทพ ข. ประชาธิปไตย ค. พอ่ ปกครองลกู ง. อามาตยาธิปไตย 4. เคร่อื งราชบรรณาการจากเมอื งท่อี ยใู่ ต้อานาจ อาจเก็บเป็นสง่ิ ของหรือเงินทอง ก. สว่ ย ข. อากร ค. จกอบ ง. จงั กอบ 5. ลักษณะเด่นที่ทาให้คนไทยสามารถกอบกู้เอกราชของกรุงสุโขทัยจากขอมได้สาเร็จ เพราะคนไทยมีนิสัย อยา่ งไร ก. รักอสิ ระ ข. รกั ความสงบ ค. มีความสามัคคี ง. มรี ะเบียบและวนิ ัยในตนเอง 6. หลกั ฐานใดไมเ่ กี่ยวข้องกับหลักฐานทางโบราณคดที ส่ี นับสนนุ ข้อสันนษิ ฐานว่าชนชาตไิ ทยมีถน่ิ กาเนิดอยู่ บริเวณประเทศไทยปัจจบุ นั

55 ก. วฒั นธรรมบา้ นเกา่ ข. ตานานพญาแถน ค. วัฒนธรรมบา้ นเชยี ง ง. ภาพวาดผนังถ้าผาแตม้ 7. ราชธานี คอื อะไร ก. เมืองออก ข. เมืองหลวง ค. เมอื งลกู หลวง ง. เมอื งประเทศราช 8. หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ไทยท่เี ล่าต่อกนั มาตรงกบั ข้อใด ก. สภุ าษติ เพลงพ้ืนบา้ น ข. จดหมายเหตุ คาให้การ ค. เพลงพ้ืนบา้ น พงศาวดาร ง. พงศาวดาร จดหมายเหตุ 9. บดิ าแหง่ ประวัตศิ าสตร์ไทย คือใคร ก. เจา้ พระยาธรรมศกั ดิม์ นตรี ข. พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ ฯ ค. สมเดจ็ กรมพระปรมานุชิตชโิ นรส ง. สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพ 10. ข้อใดเป็นการเสยี ดินแดนครงั้ ท่ี 7 ใหก้ ับประเทศฝร่ังเศส ก. เขาพระวหิ าร ข. ประเทศเขมรและเกาะอีก 6 เกาะ ค. เกาะหมาก (ปนี งั ) ง. ประเทศลาว เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น หน่วยท่ี 1 เรื่องความภมู ใิ จในความเป็นชาติไทย

56 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย ข ข 1ง6 ค 2ก7 ง 3ค8 ข 4ข9 5 ง 10

57 แบบประเมนิ ใบงาน กลุม่ ท่ี........................................................ คาชีแ้ จง ใหข้ ดี ถูกในช่องทต่ี ้องการ สาระ/รายละเอียดการประเมิน 5 432 1 กระบวนการกลุ่ม 1. ความสามคั คี 2. การมีส่วนรว่ ม/แบ่งหน้าที่ เน้ือหาสาระ 3. ถกู ตอ้ งครบถว้ นตามหลักการ การนาเสนอ 4. นา่ สนใจเขา้ ใจงา่ ย 5. เนอ้ หาถูกต้องครบถ้วน รวม เกณฑ์การประเมิน 5 = ดีมาก 4 = ดี 3 = ปานกลาง 2 = นอ้ ย 1 = ปรับปรงุ

58 บันทกึ หลังการพบกลุ่ม ครั้งที.่ ................วนั ท.ี่ ................เดือน.................................พ.ศ................... กจิ กรรมการเรียนรู้ ............................................................................................................................. .............................................. ............................................................................................................................. .............................................. ....................................................................................................................................................................... .... สงิ่ ทีไ่ ดร้ บั จากการเรียนรู้ .................................................................................................. ......................................................................... ............................................................................................................................. .............................................. ......................................................................................................................................... .................................. สภาพปญั หาที่พบ ........................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................................. ............................................................................................................................. .............................................. วธิ ีการแก้ไขปัญหา ........................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................................. ............................................................................................................................. .............................................. ข้อเสนอแนะ .......................................................................................................................................................................... . ............................................................................................................................. .............................................. ลงช่อื ...........................................ผบู้ นั ทกึ หลงั การสอน (.............................................) ตาแหน่ง......................................... ลงชื่อ.....................................................ผูอ้ านวยการสถานศึกษา (...............................................................)

59 แผนการจัดการเรยี นรอู้ อนไลน์ รายวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย รหัส ( สค32034 ) จานวน 3 หนว่ ยกติ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จานวน 120 ชั่วโมง บทท่ี 2 เรื่อง การประยุกต์ใชว้ ิธกี ารทางประวตั ิศาสตร์ จานวน 36 ช่วั โมง 1.ตวั ชี้วดั 1. อธบิ ายความหมาย ความสาคัญ และประโยชนของวธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์ 2. อธบิ ายวิธีการทางประวัติศาสตร์ 3. ประยุกตใ์ ช้วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์ ในการศกึ ษาเร่ืองราวทางประวัติศาสตร์ท่สี นใจรตั นโกสินทร์ 2.เน้ือหา การศึกษาเร่ืองราวทางประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะในยุคสมัยใดล้วนเริ่มต้นจากความสงสัยใคร่รู้อันเป็น คุณลักษณะท่ีติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่กาเนิด โดยการศึกษาประวัติศาสตร์เปรียบเสมือนการศึกษาค้นคว้าความ จริงทางวิทยาศาสตร์ทต่ี ้องมีขั้นตอนท่ีไดรับการยอมรบั วธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์จึงเปน็ เครื่องมือที่นามาช่วย ในการศึกษาค้นคว้าเพ่ือหาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ให้ออกมาสมบูรณ์ ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ทาง ประวัตศิ าสตร์ทจ่ี ะชว่ ยเติมเตม็ ความสงสัยใครรขู องมนษุ ย์ต่อไปอกี ในอนาคต วตั ถุประสงค์ 1. เพ่อื ให้ผเู้ รียนอธบิ ายความหมาย ความสาคญั และประโยชนของวธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์ 2. เพื่อใหผ้ ู้เรียนอธิบายวิธีการทางประวัตศิ าสตร์ 3. เพื่อใหผ้ ูเ้ รียนประยุกตใ์ ชว้ ิธกี ารทางประวัตศิ าสตร์ ในการศึกษาเรอ่ื งราวทางประวัติศาสตร์ที่สนใจ รัตนโกสินทร์ คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซอ่ื สตั ย์สุจรติ มีวนิ ยั ใฝเ่ รียนรู้ มุ่งม่ันในการทางาน รกั ความเป็นไทย และมจี ติ สาธารณะ

60 3.ขั้นตอนการจดั การกระบวนการเรยี นรู้ ขนั้ ที่ 1 การกาหนดสภาพปัญหา ความต้องการในการเรียนรู้ ครพู ูดคุยกับผเู้ รยี นเกยี่ วกบั นาเข้าสู่บทเรียน เปดิ คาอ่านของหลักศิลาจารึก พูดคยุ ซกั ถามเกยี่ วกบั เน้ือหาของหลักศลิ าจารกึ และให้ผู้เรียนบอกวา่ เนอื้ หาของศลิ าจารกึ น้นั แสดงถงึ ความอยู่ของคนไทยในสมัยนนั้ อย่างไร ผา่ น google classroom ครตู รวจสอบผูเ้ รียนที่เขา้ ร่วมการเรียนออนไลน์ ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน หนว่ ยท่ี 2 การประยุกต์ใชว้ ิธกี ารทางประวัติศาสตร์ ผา่ น google form ขน้ั ตอนท่ี 2 การแสวงหาข้อมูลและกิจกรรมการเรียนรู้ ครใู หผ้ เู้ รียนศึกษาค้นควา้ จากใบความรู้ เร่ืองการร้จู ักตนเอง และใหผ้ ้เู รยี นดูคลปิ วดิ ีโอ จาก You Tube โดยสามารถสแกนจาก Qr code ได้ และสามารถ คน้ หาดว้ ย URL ได้ ความหมาย ความสาคญั และประโยชนของวิธกี ารทางประวัติศาสตร์ คลิป You Tube มา จาก... http://gg.gg/nhtp ช่ือเร่อื ง แหลงรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร http://gg.gg/nhtqe

61 ชอื่ เร่ือง หลกั ฐานทางประวัติศาสตร http://gg.gg/nhtqt ชื่อเรื่อง ขอมลู ท่ีไดจากหลักฐานทง้ั ความจรงิ และขอเทจ็ จริง http://gg.gg/nhtrl 2. ผู้เรยี นแตล่ ะกลุม่ เลอื กผู้นา และเลขานุการกลุม่ แลว้ แบ่งหน้าที่กันแสวงหาความรู้จาก เวบ็ ไซด์ หนงั สือเรยี น หนงั สือค้นควา้ เพ่ิมเติม แหล่งข้อมูลสารสนเทศ และแหลง่ เรยี นรู้ ขน้ั ที่ 3 ปฏิบัติและการนาไปประยกุ ต์ใช้ - ครูและผู้เรียนศึกษาใบความรู้ท่ไี ดร้ บั - ครใู ห้ผเู้ รียนทาใบงานเรื่อง การรู้จกั ตนเอง และนัดสง่ งานใน Google classroom - ครูตอบข้อซกั ถามหากผเู้ รยี นมขี ้อสงสัย ผา่ น Application Line - ครแู ละผู้เรียนร่วมกันสรปุ - ครนู ดั หมายการเข้าเรยี นออนไลน์ครั้งต่อไป - ครูใหผ้ เู้ รยี นจัดทาแบบทดสอบหลังเรยี น ผา่ น Google form ข้นั ที่ 4 การประเมนิ ผล - ผเู้ รยี นสง่ ใบงาน เร่อื ง “เรื่องความภมู ใิ จในความเป็นชาตไิ ทย ” ผา่ น Google classroom - ผู้เรียนส่งใบงานหนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 2 เร่อื งความภูมิใจในความเปน็ ชาติไทย ” ผ่าน Google classroom

62 4. สอื่ และแหล่งการเรยี นรู้ 4.1 ใบความรู้ เร่ือง การรู้จกั ตนเอง 4.2 ใบงาน 4.3 ส่อื ทางอินเทอร์เน็ต 5. การวดั และประเมินผลการเรียนรู้ 5.1 ใบงาน 5.2 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน ออนไลน์ รปู แบบ Google form ผ้เู รยี นสง่ งานผา่ น Google classroom ในช้ันเรียนของครผู ูส้ อน

63 ใบความรู้บทท2ี่ เรอื่ งที่ 1 ความหมาย ความสาคญั และประโยชน์ของวธิ กี ารทางประวัติศาสตร์ ประวตั ศิ าสตร์เปน็ การศึกษาเรอ่ื งราวของมนษุ ย์ในอดีต โดยอาศยั หลกั ฐานทยี่ ังคงหลงเหลอื อยู่ในปัจจบุ ัน โดยใชว้ ธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์ในการศึกษาประเด็นทส่ี นใจ อยา่ งเปน็ ระบบ ตัง้ แต่การกาหนดหัวข้อเร่ืองที่ จะศกึ ษา การรวบรวมหลักฐาน และการเรยี บเรยี ง พรอ้ มนาเสนอซง่ึ จะทาให้สามารถสรา้ งองค์ความรใู้ หม่ได้ อยา่ งมีเหตุผล และมคี วามน่าเช่ือถอื ซึง่ การเรยี นรู้วิธีการทางประวัตศิ าสตรจ์ ะชว่ ยให้ผ้เู รียน รู้จกั สบื ค้นหา ขอ้ เทจ็ จริงทางประวัตศิ าสตรไ์ ด้อยา่ งถูกต้อง 1. ความหมายของวิธกี ารทางประวตั ิศาสตร์ วิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ หมายถึง วิธกี าร หรอื ขั้นตอนตา่ ง ๆ ทใี่ ชใ้ นการศึกษาค้นคว้า วจิ ยั เกี่ยวกบั เรือ่ งราวทางประวตั ศิ าสตร์ โดยเฉพาะอาศยั จากหลกั ฐานที่เปน็ ลายลกั ษณอ์ ักษรเปน็ สาคญั ประกอบกบั หลกั ฐานอน่ื ๆ เช่น ภาพถ่าย แถบบันทึกเสยี ง วดี ทิ ศั น์ หลกั ฐานทางโบราณคดี เป็นตน้ เพอ่ื ใหส้ ามารถฟน้ื อดตี หรือจาลองอดีตขึ้นมาใหม่ ได้อยา่ งถูกตอ้ ง ตรงประเดน็ และลาดบั เรอ่ื งราวได้ อยา่ งใกลเ้ คียงกับความเป็นจริงท่ีสดุ 2. ความสาคัญของวธิ ีการทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์มีความสาคญั คือ ทาใหเ้ ร่ืองราว กิจกรรม เหตกุ ารณท์ ี่เกิดขน้ึ ใน ประวตั ิศาสตร์มีความน่าเช่อื ถือ มคี วามถกู ต้องเปน็ จริง หรือใกล้เคียงกบั ความเปน็ จริงมากทส่ี ดุ เพราะไดม้ ีการศึกษาอย่างเป็นระบบ อยา่ งมีข้ันตอน มคี วามระมัดระวังรอบคอบ โดยผู้ได้รับการ ฝึกฝนในระเบยี บวธิ ีการทางประวัติศาสตรม์ าดีแล้ว สาหรับการศึกษาประวตั ิศาสตร์นัน้ มปี ญั หาทสี่ าคัญประการหนง่ึ คอื อดตี ทีม่ ีการร้อื ฟืน้ หรือ จาลอง ขน้ึ มาใหมน่ นั้ มีความถูกต้อง สมบูรณ์ และเชือ่ ถอื ได้เพยี งใด รวมทั้งหลักฐานทเ่ี ป็นลายลักษณ์อักษร และไมเ่ ป็นลายลักษณ์อักษรที่นามาใช้เปน็ ข้อมลู นั้น มคี วามสมบรู ณม์ ากน้อยแค่ไหน เพราะ เหตกุ ารณท์ างประวัติศาสตรม์ ีอยู่มากมาย เกนิ กว่าทจ่ี ะศึกษาหรือจดจาได้หมดแตห่ ลักฐานทใี่ ชเ้ ปน็ ข้อมูล อาจมีเพียงบางสว่ น ดงั นน้ั วธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์จงึ มีความสาคัญ เพื่อใช้เป็นแนวทาง สาหรบั ผู้ศกึ ษาประวัติศาสตร์ หรือผฝู้ ึกฝนทางประวตั ศิ าสตรจ์ ะไดน้ าไปใช้ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวงั ไมล่ าเอยี ง และเพื่อใหเ้ กดิ ความนา่ เชื่อถือ 3. ประโยชนข์ องวธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร์ วิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ มีประโยชน์ทงั้ ต่อการศึกษาประวตั ศิ าสตร์ท่ีทาใหไ้ ด้เร่ืองราวทาง ประวัติศาสตรท์ น่ี า่ เช่ือถือ ประโยชน์อีกดา้ นหนง่ึ คือ ผู้ที่ได้รบั การฝกึ ฝน การใช้วิธีการทาง

64 ประวตั ิศาสตร์จะทาใหเ้ ป็นคนละเอียด รอบคอบ มกี ารตรวจสอบเรอ่ื งราวท่ีศกึ ษา รวมท้ังนามาปรบั ใชใ้ นชีวติ ประจาวันได้ โดยจะทาใหเ้ ป็นผู้รู้จกั ทาการประเมินเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ วา่ มคี วามน่าเชอ่ื ถอื เพียงใด หรือก่อนท่จี ะเชือ่ ถือขอ้ มูลของใคร ก็นาวธิ ีทางประวตั ิศาสตรไ์ ปตรวจสอบก่อน เรื่องที่ 2 วิธกี ารทางประวตั ิศาสตร์ การศกึ ษาประวัตศิ าสตร์ มคี วามเกีย่ วข้องสัมพันธก์ บั หลักฐานทางประวัติศาสตรก์ าลเวลา และนัก ประวตั ศิ าสตร์ ดงั นนั้ จาเปน็ ตอ้ งมีวิธีการในการรวบรวมค้นควา้ หาขอ้ มลู เพ่ือนามาวเิ คราะห์หา เหตผุ ล และขอ้ สรุป ซง่ึ จะเป็นข้อเทจ็ จริงทางประวัติศาสตรท์ ี่ใกลเ้ คียงกบั ความเป็นจริงมากทส่ี ดุ โดยวิธกี ารทางประวตั ิศาสตร์ วิธีการทางประวตั ศิ าสตร์ 1. การกาหนดหัวเร่ืองท่จี ะศึกษา/การตงั้ ประเด็นทจี่ ะศกึ ษา การศกึ ษาเรื่องราวในประวัติศาสตรเ์ ริม่ จากความสงสัย อยากรู้ ไมแ่ น่ใจกับคาอธิบายเรื่องราวทม่ี ีมา แตเ่ ดมิ ดงั นน้ั ผู้ศึกษาจงึ เริ่มจากการกาหนดเรอ่ื งหรือประเด็นทต่ี อ้ งการศึกษาซ่งึ ในตอนแรก อาจ กาหนดประเด็นท่ตี ้องการศกึ ษาไว้กวา้ ง ๆ ก่อน แล้วจึงค่อยจากดั ประเดน็ ลงใหแ้ คบ เพ่ือใหเ้ กิด ความชัดเจนในภายหลงั เพราะบางเรื่องขอบเขตของการศึกษาอาจกว้างมากทง้ั เหตุการณ์ บคุ คล และเวลา การกาหนดหวั เร่อื งอาจเก่ียวกบั เหตกุ ารณ์ ความเจริญ ความเสือ่ มของอาณาจกั รตัวบุคคลใน ชว่ งเวลาใดเวลาหน่งึ อาจยาวหรือส้นั ตามความเหมาะสม ซึ่งผศู้ กึ ษาเหน็ ว่าเปน็ ช่วงเวลาที่สาคัญ และยงั มหี ลักฐานข้อมลู ที่ผตู้ ้องการศึกษาหลงเหลืออยู่ หวั ข้อเรื่องอาจปรับให้มคี วามเหมาะสมหรอื เปลี่ยนแปลงได้ ถ้าหากหลกั ฐานท่ใี ชใ้ นการศกึ ษามนี ้อยหรอื ไม่น่าเชือ่ ถือ 2. การรวบรวมหลักฐาน/สบื ค้นและรวบรวมข้อมลู การรวบรวมหลักฐาน คอื การรวบรวมรายละเอียดและสง่ิ ต่าง ๆ ทเ่ี กีย่ วข้องกับหวั ข้อทจี่ ะศกึ ษา ซ่งึ มที ัง้ หลกั ฐานทเี่ ปน็ ลายลักษณอ์ ักษร และหลักฐานท่ไี ม่เป็นลายลกั ษณ์อักษร 1) หลักฐานทเ่ี ป็นลายลกั ษณ์อกั ษร ได้แก่ หลักฐานที่เป็นตัวหนงั สือโดยมนษุ ย์ไดท้ งิ้ ร่องรอยขีด เขียนเป็นตวั หนงั สอื ประเภทต่าง ๆ ในรปู ของการจารึกในศิลาจารกึ และการจารึกบนแผ่นโลหะ นอกจากนี้หลักฐานทางประวัติศาสตรท์ เ่ี ปน็ ลายลักษณ์อักษรประเภทอ่ืน เช่นพงศาวดาร จดหมาย เหตุ ตานาน เอกสารพื้นบา้ น และกฎหมาย

65 2) หลกั ฐานทเ่ี ป็นวตั ถุ ได้แก่ วตั ถุท่มี นุษยแ์ ต่ละยุคแต่ละสมยั ได้สร้างข้ึน และตกทอดมาจนถงึ ปจั จุบัน เชน่ โบราณสถาน ประกอบด้วย วัด เจดีย์ มณฑป และโบราณวตั ถุ เช่น พระพุทธรปู ถว้ ย ชามสังคโลก ประเภทของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทย แบง่ ตามลาดบั ความสาคญั ของหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์เป็น 2 ประเภท คือ 1) หลักฐานช้นั ตน้ หรือหลกั ฐานปฐมภูมิ (Primary Sources) เป็นหลักฐานทีม่ าจากเหตุการณท์ ี่ เกดิ ขึ้นในสมัยน้ันจรงิ ๆ โดยมกี ารบนั ทึกของผู้ท่เี กีย่ วกับเหตกุ ารณ์โดยตรงหรือผูท้ ีร่ เู้ หตกุ ารณน์ ั้น ดว้ ยตนเอง ดังนนั้ หลักฐานช่วงต้น จึงเป็นหลกั ฐานทีม่ ีความสาคัญและนา่ เช่อื ถือมากทีส่ ุด เพราะ บนั ทึกของบุคคลท่ีเกี่ยวข้องกับเหตกุ ารณ์หรือผูอ้ ยู่ในเหตุการณ์บันทึกไว้ เช่น จดหมายเหตุ คา สัมภาษณเ์ อกสารทางราชการ ทงั้ ท่ีเป็นเอกสารลบั และเอกสารท่เี ปิดเผยบันทึกความทรงจากฎหมาย หนังสอื พิมพ์ ประกาศ สนุ ทรพจน์ รายงานขา่ ว ภาพยนตร์ สไลด์ วีดิทัศนแ์ ถบบันทกึ เสียง ภาพถา่ ย เหตุการณ์ที่เกดิ ขึ้น โบราณสถาน แหลง่ โบราณคดี โบราณวตั ถุ เป็นตน้ 2) หลักฐานชัน้ รองหรือหลกั ฐานทตุ ิยภูมิ (Secondary Sources) เปน็ หลกั ฐานที่เขยี นขน้ึ โดย บุคคลท่ีไมไ่ ดม้ สี ว่ นเก่ยี วข้องกับเหตุการณน์ ั้นโดยตรง โดยมีการเรยี บเรยี งขน้ึ ภายหลงั จากเกดิ เหตุการณน์ ้ัน ๆ ส่วนใหญ่อยู่ในรปู ของบทความทางวิชาการและหนังสือตา่ ง ๆ เช่นพงศาวดาร ตานาน บนั ทกึ คาบอกเลา่ ผลงานทางการศกึ ษาค้นควา้ ของนกั วิชาการ เปน็ ตน้ สาหรับหลักฐานชัน้ รองนนั้ มีข้อดี คือ มีความสะดวกและง่ายในการศึกษาทาความเขา้ ใจ เน่ืองจากเป็นข้อมลู ท่ไี ดผ้ า่ น การศึกษาค้นควา้ ตรวจสอบข้อมลู วเิ คราะหเ์ หตุการณ์ และอธบิ ายไวอ้ ย่างเป็นระบบโดยนกั ประวตั ิศาสตรม์ าแลว้ หลักฐานชน้ั ตน้ และหลกั ฐานชั้นรองจดั วา่ มีคุณคา่ แตกต่างกัน คือ หลักฐานชน้ั ต้นมคี วามสาคญั มาก เพราะเปน็ หลักฐานร่วมสมัยที่บันทกึ โดยผู้รูเ้ ห็น หรอื ผู้ที่เกี่ยวขอ้ งกับเหตกุ ารณโ์ ดยตรง ส่วน หลักฐานช้นั รองเปน็ หลกั ฐานท่ที าข้ึนภายหลัง โดยใชข้ ้อมลู จากหลกั ฐานช้ันตน้ แตห่ ลักฐานช้ันรอง จะช่วยอธิบาย เรอื่ งราวให้เข้าใจหลักฐานชน้ั ตน้ ได้ง่ายขน้ึ ละเอียดขึ้นอนั เป็นแนวทางไปสู่หลกั ฐาน ข้อมลู อน่ื ๆ ซง่ึ ปรากฏในบรรณานกุ รมของหลักฐานช้ันรองทงั้ หลักฐานชัน้ ต้น และชั้นรองสามารถ คน้ คว้าไดจ้ ากหอ้ งสมุดของทางราชการ และของเอกชนตลอดจนฐานขอ้ มูลในเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ต (website) แหล่งรวบรวมหลักฐานประวัตศิ าสตร์ไทยทส่ี าคัญ คือ สานักหอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ

66 ทง้ั ในกรุงเทพมหานครและตา่ งจังหวดั ซ่งึ รวบรวมเอกสาร ตัวเขียนทเ่ี ป็นสมดุ ฝรัง่ ภาพถ่ายเก่าส่วน สานกั หอสมดุ แห่งชาตเิ ปน็ ท่ีเกบ็ เอกสารตัวเขียนทเ่ี ป็นสมุดไทยพิพธิ ภัณฑสถานแหง่ ชาติท้ังในพระ นครและต่างจังหวัดเป็นสถานทที่ ่ีมศี ลิ าจารึกโบราณวตั ถุ ศิลปวตั ถุเกบ็ ไว้จานวนมาก นอกจากน้ี หอสมดุ กลางของมหาวทิ ยาลัยตา่ ง ๆบางแหง่ ก็มีหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตรเ์ กบ็ ไวเ้ ชน่ กนั หลักฐาน ทางประวัตศิ าสตร์ไทยส่วนหนึ่งมีการพิมพ์เผยแพร่ โดยหลายหน่วยงานซึง่ ทาใหเ้ กิดความสะดวกแก่ การศึกษาคน้ คว้า รวมทงั้ มีการปรวิ รรตหรอื ถอดเปน็ ภาษาปัจจุบนั ด้วยหน่วยงานสาคัญที่เป็นแหล่ง พมิ พ์เผยแพรห่ ลกั ฐานประวัติศาสตรไ์ ทย คือ กรมศลิ ปากรคณะกรรมการชาระประวตั ศิ าสตร์ไทย สมาคมประวัติศาสตรใ์ นพระราชปู ถัมภ์สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี สานกั พมิ พ์มหาวทิ ยาลยั ต่าง ๆ ตลอดจนสานกั พมิ พเ์ อกชนท้งั หลาย การใชห้ ลักฐานทางประวตั ศิ าสตรท์ ีเ่ ป็นหลักฐานช้นั ตน้ ใช้ไดส้ ะดวกพอสมควรแตบ่ างสว่ นอาจใชจ้ าก ฉบับสาเนา เพราะตน้ ฉบบั เดิมกระดาษกรอบและขาดงา่ ย เน่อื งจากอากาศร้อนชน้ื และมีอายมุ าก ดังน้นั การใช้จงึ ต้องระมดั ระวัง และต้องชว่ ยกันถนอมรักษา เพราะหลักฐานเหล่านเี้ ปน็ สมบัติที่ สาคญั ของชาติ ไมส่ ามารถจะหามาใหม่ทดแทนได้ หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ หลกั ฐานทางประวัติศาสตร์ หมายถึง ร่องรอยหรือหลกั ฐานทเ่ี กดิ ขึน้ ในอดีตท่มี ีความเกย่ี วขอ้ งกับ พัฒนาการและความเปน็ มาของมนุษย์ ซึง่ แสดงให้เหน็ ถงึ ความคิด ความเช่อื และการดา เนนิ ชีวิต ของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัยหลกั ฐานทางประวัติศาสตร์เปน็ ส่ิงสาคญั ในการศกึ ษาเร่ืองราวทาง ประวัตศิ าสตร์ เพราะชว่ ยใหส้ ามารถทาความเข้าใจเกยี่ วกับเรอื่ งราวทเ่ี กิดข้ึนในอดีตได้อย่างถกู ต้อง ตรงประเด็น ทราบเร่ืองราวได้อยา่ งใกล้เคียงกับความจรงิ ท่ีสดุ ตวั อย่างหลักฐานทางประวตั ิศาสตร์ทีใ่ ช้ในการศกึ ษาเหตกุ ารณ์สาคญั ในสมยั รัตนโกสินทร์ 1) จารกึ เป็นหลกั ฐานทางประวัติศาสตร์ประเภทลายลกั ษณ์อักษรทม่ี ีการบนั ทึกลงในวตั ถุตา่ ง ๆ เชน่ แผ่นศลิ าแผ่นผนงั แผน่ กระเบอ้ื ง ใบลาน เปน็ ตน้ มกั เป็นการบันทึกเร่อื งราวของช่วงเวลาน้ัน ๆ หรือบนั ทึกวิชาความรู้ต่าง ๆ เมือ่ ทาการจารึกแลว้ จะไมม่ กี ารแกไ้ ข เพราะเปน็ การจารึกเพยี งครง้ั เดยี วจึงมคี วามนา่ เชือ่ ถอื เชน่ จารึกทว่ี ดั พระเชตุพลวมิ ลมงั คลารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ ซง่ึ พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกล้าเจ้าอยหู่ ัว(รชั กาลที่ 3) แห่งกรุงรัตนโกสนิ ทร์โปรดเกลา้ ฯ ให้รวบรวม สรรพวิชาทีส่ าคญั แล้วจารกึ ไว้บนแผ่น

67 2) พงศาวดาร เปน็ หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ทมี่ ลี กั ษณะเปน็ บนั ทกึ เรื่องราวเกย่ี วกับ พระมหากษัตรยิ ์และราชวงศ์เนอื้ หามกั เป็นเรือ่ งทีเ่ กิดข้นึ ในอาณาจักรหรอื ราชสานกั ซ่ึงช่วยให้ ความรู้เก่ียวกบั พระมหากษัตริย์และราชสานักได้อยา่ งดี เชน่ พระราชพงศาวดารฉบับพระ ราชหัตถเลขา พระราชพงศาวดารกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ เป็นตน้ 3) บนั ทึกของชาวต่างชาติ เป็นหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตรท์ ชี่ าวต่างชาตซิ ง่ึ เขา้ มาในประเทศไทยได้ บนั ทึกถึงเหตกุ ารณ์ทีต่ นเองได้ประสบพบเหน็ ในช่วงเวลานั้น ๆ เชน่ การดาเนินชวี ิตของผู้คน ลกั ษณะ ทางภมู ศิ าสตร์ วฒั นธรรมและประเพณี เปน็ ต้น บนั ทึกของชาวต่างชาตทิ ี่น่าสนใจ เช่น บนั ทกึ ของ เซอร์ จอหน์ เบาวร์ งิ่ ราชทูตท่ีสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรยี แห่งองั กฤษสง่ มาเจริญสมั พนั ธไมตรีในรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว (รัชกาลท่ี 4) ใน พ.ศ. 2397 ซึง่ ได้มีโอกาสบันทกึ ถึงราช สานักและบา้ นเมอื งในสมัยนั้น เป็นต้น 4) เอกสารทางราชการ เปน็ เอกสารท่หี น่วยงานราชการตา่ ง ๆ ออกขน้ึ เพือ่ ใช้ในงานหรือกิจการที่มี ความเก่ียวข้องซงึ่ ถือเป็นหลักฐานทม่ี คี วามน่าเชื่อถือ เพราะเปน็ บนั ทึกท่ีอยู่ในชว่ งเวลานนั้ เช่น กฎหมายตราสามดวงทีช่ าระแกไ้ ขในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช(รชั กาลท่ี 1) เอกสารแจ้งข่าวของกระทรวงการต่างประเทศในสมยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอย่หู วั (รชั กาลที่ 5) พระราชหัตถเลขาของพระมหากษัตรยิ ์ ที่มถี งึ หนว่ ยงานต่าง ๆ เป็นต้น 5) แหล่งโบราณสถาน โบราณสถานสาคัญทีส่ ามารถใช้ในการศกึ ษาเร่ืองราวทางประวัติศาสตรท์ ่ี เกิดขึ้นในรชั สมยั รัตนโกสินทร์นน้ั มีด้วยกนั หลายแหง่ ดว้ ยกัน เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดารามและ พระบรมมหาราชวงั วดั อรณุ ราชวรารามราชวรมหาวหิ าร วดั พระเชตุพลวมิ ลมงั คลารามราช วรมหาวหิ าร ป้อมพระสุเมรุ พระที่น่ังจักรมี หาปราสาท พระทนี่ งั่ อนันตสมาคม เป็นต้น ข้อมูลที่ได้จากหลักฐานทงั้ ความจรงิ และขอ้ เทจ็ จริง ในการสรุปข้อมลู ที่ได้จากหลักฐาน สิง่ ท่ีผ้ทู าการศึกษาค้นคว้าจะมที ้ังข้อเท็จจรงิ และความจริงที่ ปรากฏอยูบ่ นหลกั ฐาน ผู้ทีท่ าการศึกษาจะต้องทาความเข้าใจก่อนวา่ ข้อเทจ็ จริงกบั ความจรงิ ที่ไดจ้ าก หลกั ฐานนนั้ แตกตา่ งกันอยา่ งไร ขอ้ เท็จจริง คอื เร่ืองราวหรอื ส่ิงทีป่ รากฏอยู่ในหลักฐานซึ่งมที ั้งสว่ นทเ่ี ปน็ จรงิ (ข้อจริง)และส่วนท่ไี ม่ เปน็ ความจรงิ (ข้อเทจ็ ) ปะปนกันอยู่ จงึ ต้องไดร้ บั การประเมินและตรวจสอบความนา่ เชื่อถืออยา่ ง รอบคอบ ความจริง คือ เร่อื งราวซ่ึงไดร้ ับการประเมนิ และให้การยอมรับวา่ มีความนา่ เชื่อถือเปน็ เรือ่ งราวที่ ใกล้เคยี งกับความเปน็ จริงมากทส่ี ดุ และมีหลักฐานทนี่ ่าเชอื่ ถอื ไดใ้ ห้การสนับสนุน

68 ดงั นนั้ การศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โดยใชข้ ้อมลู จากหลกั ฐานนัน้ จึงต้องมีการแยกแยะถงึ ขอ้ เทจ็ จรงิ และความจรงิ เสมอ เพราะเร่ืองราวในประวตั ิศาสตรเ์ ป็นส่งิ ท่ีเกิดขึ้นมาแล้วในอดตี เราจึง ไม่สามารถทราบไดว้ ่าเร่อื งราวท่เี กดิ ขน้ึ น้นั เป็นอย่างไร การใชข้ อ้ มลู จากหลกั ฐานจงึ ต้องทาการ พจิ ารณาอย่างถี่ถ้วนจนกว่าจะได้ข้อมูลที่มคี วามน่าเชอื่ ถอื เพือ่ ให้ไดเ้ รื่องราวท่ีใกลเ้ คียงกับความจริง มากทสี่ ดุ 3. การประเมินคณุ ค่าของหลกั ฐาน/การวิเคราะหแ์ ละตีความข้อมูลทางประวัติศาสตร์ หลักฐานทางประวตั ิศาสตร์ทคี่ น้ คว้ามาได้ ก่อนทจี่ ะทาการศึกษาจะต้องมีการประเมนิ คณุ ค่า วา่ เป็นหลักฐานทแ่ี ทจ้ รงิ เพียงใด การประเมินคุณค่าของหลักฐานน้เี รยี กว่า“วพิ ากษว์ ิธที าง ประวัตศิ าสตร์” มี 2 วธิ ี ดงั ต่อไปน้ี 1) การประเมนิ คุณคา่ ภายนอกหรอื วิพากษ์วธิ ีภายนอก หมายถึง การประเมินคณุ ค่าของหลักฐาน จากลักษณะภายนอกของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ บางครง้ั ก็มีการปลอมแปลงเพื่อการโฆษณา ชวนเชอ่ื ทาให้หลงผดิ หรอื เพื่อเหตุผลทางการเมือง การคา้ ดงั นั้น จึงต้องมีการประเมนิ ว่าเอกสาร นัน้ เป็นของจรงิ หรือไม่ ในส่วนวิพากษ์วธิ ภี ายนอก เพ่ือประเมนิ หลกั ฐานว่าเป็นของแท้ พจิ ารณาได้ จากสง่ิ ทีป่ รากฏภายนอก เชน่ เนอ้ื กระดาษ ของไทยแต่เดิมจะหยาบและหนาส่วนกระดาษฝรัง่ ทใ่ี ช้ กนั อยใู่ นปจั จุบัน เริ่มเข้ามาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกลา้ เจ้าอยู่หวั (รชั กาลท่ี 3) แต่ทาง ราชการจะใช้กระดาษฝรง่ั หรือสมุดฝร่ังมากขึ้น ในต้นรชั สมัยพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้า เจา้ อยูห่ วั (รัชกาลที่ 5) เกยี่ วกบั ตวั พมิ พด์ ดี เรมิ่ ใช้มากขึ้นในกลางรัชสมยั พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว ถา้ ปรากฏว่ามหี ลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ไทยในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระ น่งั เกลา้ เจา้ อยู่หัวใช้ตัวพิมพ์ดีด กค็ วรสงสยั วา่ หลักฐานน้ันเปน็ ของปลอม 2) การประเมนิ คณุ ค่าภายในหรือวิพากษ์วิธภี ายใน เป็นการประเมินคุณค่าของหลกั ฐานจากข้อมลู ภายในหลักฐานนัน้ เป็นตน้ ว่า มชี ่ือบคุ คล สถานที่ เหตุการณ์ ในช่วงเวลาทีห่ ลกั ฐานนน้ั ทา ขึน้ หรือไม่ ดังเชน่ หลกั ฐานซง่ึ เช่ือวา่ เป็นของสมยั สโุ ขทัยแต่มกี ารพูดถึงสหรัฐอเมริกาในหลักฐานน้นั ก็ ควรสงสยั ว่าหลักฐานน้ันเปน็ ของสมยั สโุ ขทัยจรงิ หรือไม่ เพราะในสมัยสโุ ขทัยยังไม่มีประเทศ สหรัฐอเมริกา แตน่ า่ จะเป็นหลักฐานที่ทาขึ้น เมือ่ คนไทยได้รับรวู้ า่ มปี ระเทศสหรฐั อเมรกิ าแล้ว หรอื หลักฐานเปน็ ของเก่าสมยั สุโขทยั จรงิ แตก่ ารคดั ลอกตอ่ กนั มามีการเตมิ ชอื่ ประเทศสหรฐั อเมรกิ าเข้า ไป เปน็ ต้น วพิ ากษว์ ิธีภายในยงั สงั เกตได้จากการกล่าวถงึ ตัวบคุ คล เหตุการณ์ สถานท่ถี ้อยคา เป็นต้น ใน หลกั ฐานว่ามีความถูกตอ้ งในสมัยน้นั ๆ หรอื ไม่ ถ้าหากไม่ถูกตอ้ งก็ควรสงสยั วา่ เป็นหลกั ฐานปลอม แปลง หลกั ฐานทีแ่ ทจ้ รงิ เทา่ น้ันท่มี ีคุณค่าในทางประวตั ศิ าสตรส์ ่วนหลักฐานปลอมแปลงไม่มีคุณคา่

69 ใด ๆ อกี ทัง้ จะทาใหเ้ กิดความร้ทู ไ่ี ม่ถกู ต้อง ดังนั้นการประเมนิ คุณคา่ ของหลกั ฐานจึงมีความสาคญั และจาเปน็ มาก 4. การวิเคราะห์ สงั เคราะห์ และจัดหมวดหม่ขู ้อมลู เม่ือทราบว่าหลกั ฐานนนั้ เปน็ ของแท้ ใหข้ ้อมลู ทเี่ ปน็ ขอ้ เท็จจรงิ หรอื ความจริงในประวัติศาสตร์ผู้ ศกึ ษาประวตั ศิ าสตร์กจ็ ะต้องศึกษาข้อมูลหรอื ข้อสนเทศในหลกั ฐานนน้ั ว่าใหข้ อ้ มลู ทางประวัตศิ าสตร์ อะไรบา้ ง ข้อมูลนนั้ มีความสมบูรณ์เพียงใด หรือข้อมูลนั้นมีจุดมงุ่ หมายเบื้องต้นอยา่ งไร มีจดุ มงุ่ หมาย แอบแฝงหรือไม่ ข้อมลู มีความยตุ ิธรรมหรือไม่ จากนนั้ จงึ นาข้อมลู ท้ังหลายมาจดั หมวดหมู่ เช่น ความ เป็นมาของเหตุการณ์ สาเหตุทท่ี าใหเ้ กดิ เหตกุ ารณ์ความเป็นไปของเหตุการณ์ ผลของเหตกุ ารณ์ เปน็ ตน้ เมือ่ ได้ข้อมูลเปน็ เร่ือง เปน็ ประเดน็ แลว้ ผศู้ ึกษาประวัตศิ าสตรเ์ รอ่ื งนัน้ กจ็ ะต้องหาความสัมพันธข์ อง ประเดน็ ตา่ ง ๆ และตีความขอ้ มลู วา่ มขี ้อเทจ็ จรงิ ใดที่ซอ่ นเร้นอาพรางไม่กล่าวถงึ หรือในทางตรงกัน ขา้ มอาจมขี ้อมูลกลา่ วเกินความเป็นจริงไปมาก ในการวเิ คราะห์ สังเคราะหข์ ้อมลู ผู้ศกึ ษาประวัติศาสตร์ควรมีความละเอยี ดรอบคอบ วางตวั เปน็ กลาง มจี นิ ตนาการ มคี วามรอบรู้ โดยศกึ ษาข้อมูลท้ังหลายอย่างกว้างขวาง และนาผลการศกึ ษา เร่ืองนน้ั ทมี่ ีแตเ่ ดิมมาวเิ คราะห์เปรยี บเทียบ รวมทั้งจดั หมวดหมู่ข้อมลู ใหเ้ ป็นระบบ 5. การเรียบเรียงและการนาเสนอข้อมูล/การเรยี บเรียง รายงาน ข้อเทจ็ จริงทางประวัติศาสตร์ การเรยี บเรยี งหรอื การนา เสนอจดั เป็นขั้นตอนสุดทา้ ยของวธิ ีการทางประวัติศาสตร์ ซึง่ มีความสาคญั มาก โดยผูศ้ กึ ษาประวตั ิศาสตรจ์ ะตอ้ งนาข้อมลู ทงั้ หมดมารวบรวมและเรียบเรียงหรอื นาเสนอให้ตรง กบั ประเด็นหรือหวั เรอ่ื งท่ีตนเองสงสัย ต้องการอยากร้เู พมิ่ เติมท้งั จากความรู้เดิมและความร้ใู หม่ รวม ไปถึงความคิดใหม่ที่ไดจ้ ากการศึกษาคร้งั นซี้ ง่ึ เทา่ กบั เป็นการร้อื ฟื้นหรือจาลองเหตุการณ์ทาง ประวัตศิ าสตร์ขน้ึ มาใหม่ อย่างถูกต้องและเปน็ กลาง ในขน้ั ตอนการนาเสนอ ผศู้ กึ ษาควรอธบิ ายเหตกุ ารณ์อยา่ งมีระบบและมีความสอดคล้องต่อเนือ่ ง เปน็ เหตุเปน็ ผล มกี ารโตแ้ ยง้ หรอื สนบั สนุนผลการศึกษาวเิ คราะห์แต่เดิม โดยมีขอ้ มลู สนบั สนุนอย่าง มนี า้ หนัก เป็นกลาง และสรุปการศึกษาว่าสามารถให้คาตอบที่ผศู้ กึ ษามีความสงสยั อยากรไู้ ด้เพียงใด หรอื มขี ้อเสนอแนะใหส้ าหรบั ผู้ท่ีต้องการศึกษาต่อไปอย่างไรบ้าง จะเหน็ ได้วา่ วธิ ีการทางประวตั ิศาสตรเ์ ป็นวิธีการศกึ ษาประวัตศิ าสตร์อยา่ งมีระบบ มคี วามระมดั ระวัง รอบคอบ มเี หตุผลและเป็นกลาง ซ่ือสัตย์ต่อขอ้ มูลตามหลักฐานที่ค้นคว้ามาอาจกล่าวได้ว่า วิธกี าร ทางประวตั ิศาสตร์เหมือนกบั วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร์ จะแตกตา่ งกันกเ็ พยี งวธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ สามารถทดลองไดห้ ลายคร้ัง จนเกดิ ความแน่ใจในผลการทดลอง แตเ่ หตุการณท์ างประวัติศาสตรไ์ ม่

70 สามารถทาใหเ้ กิดข้ึนใหม่ได้อีก ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ทด่ี ีจงึ เปน็ ผูฟ้ ื้นอดีตหรือจาลองอดตี ให้มีความ ถกู ต้องและสมบูรณ์ที่สดุ โดยใชว้ ิธีการทางประวตั ิศาสตรเ์ พ่ือท่ีจะไดเ้ กดิ ความเขา้ ใจอดตี อนั จะนามา ส่คู วามเขา้ ใจในปจั จบุ ัน ตวั อย่างการนาวธิ ีการทางประวัติศาสตร์มาใช้ศกึ ษาประวตั ิศาสตร์ไทย การศึกษาเร่ืองราวเก่ียวกบั ป้อมพระจุลจอมเกลา้ จังหวดั สมทุ รปราการด้วยวิธกี ารทาง ประวัตศิ าสตร์ 1. การกาหนดหวั เรอ่ื งทจ่ี ะศึกษา/การต้งั ประเดน็ ท่จี ะศกึ ษา จะต้องตงั้ ประเดน็ ปญั หาเพอ่ื ใช้เปน็ แนวทางในการศึกษาก่อน เพราะการต้ังประเด็นปัญหาจะช่วยกาหนดเป้าหมายในการศึกษา ประวัติศาสตร์ไทยได้อย่างถูกตอ้ งและตรงประเดน็ การต้ังกาหนดปญั หาเพ่ือใชเ้ ป็นแนวทางใน การศึกษาน้นั มดี ว้ ยกนั หลายอย่าง ดงั นี้ “ปอ้ มพระจลุ จอมเกล้าสรา้ งขึ้นมาเม่ือใด” “ใครเป็นผูท้ ี่สรา้ งป้อมพระจุลจอมเกลา้ นี้ขน้ึ ” “ป้อมพระจุลจอมเกลา้ ถูกสร้างข้ึนไว้ในบรเิ วณใด” “ปอ้ มพระจลุ จอมเกลา้ ถูกสร้างข้ึนดว้ ยจุดประสงคใ์ ด” “ลกั ษณะโดยท่ัวไปของป้อมพระจุลจอมเกลา้ เปน็ อย่างไร” “ป้อมพระจลุ จอมเกล้ามคี วามสาคญั อย่างไรในทางประวัติศาสตร์” 2. การรวบรวมหลักฐาน/สบื ค้นและรวบรวมข้อมูล ในการศกึ ษาเร่ืองราวเก่ียวกบั ปอ้ มพระ จลุ จอมเกล้านัน้ ผทู้ ่ีไดศ้ ึกษาจะตอ้ งทาการค้นควา้ และรวบรวมข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกบั ป้อมพระ จลุ จอมเกลา้ จากแหลง่ ตา่ ง ๆ ซง่ึ แหล่งข้อมลู ทส่ี ามารถรวบรวมขอ้ มลู หลักฐานไดน้ น้ั มดี ้วยกันหลาย อยา่ ง เช่น หอ้ งสมดุ โรงเรียน หอ้ งสมุดประชาชน หอสมดุ แห่งชาติหอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ พิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติ พพิ ิธภณั ฑ์ทหารเรอื จงั หวัดสมุทรปราการ ป้อมพระจลุ จอมเกลา้ จังหวัด

71 สมทุ รปราการ เวบ็ ไซตต์ ่าง ๆ นติ ยสาร สารคดี รวมถึงผูท้ ่มี ีความร้เู กีย่ วกบั ประวตั ศิ าสตร์หรือ เกี่ยวกับป้อมพระจลุ จอมเกล้า เปน็ ตน้ 3. การประเมินคา่ ของหลกั ฐาน/การวเิ คราะห์และตคี วามขอ้ มูลทางประวัตศิ าสตร์ เมอ่ื ทาการ วเิ คราะห์ข้อมลู หลักฐานจนได้ขอ้ มลู ท่ีมีความถูกต้องและตรวจสอบความน่าเชอื่ ถือของขอ้ มูล หลกั ฐานเหลา่ นนั้ ทงั้ น้ี ในการศึกษาเร่ืองราวเก่ียวกับปอ้ มพระจลุ จอมเกลา้ นนั้ ควรใช้ข้อมูล หลักฐานท่ีมีความหลากหลายและจะต้องมีการเทยี บเคียงข้อมลู หลกั ฐานหลาย ๆ อย่าง เพือ่ ให้ได้ ขอ้ มูลที่มคี วามถูกต้องมากที่สุด และจะต้องวเิ คราะหด์ ว้ ยใจทีเ่ ปน็ กลาง ไม่มีอคติ 4. การวิเคราะห์ สงั เคราะห์และจัดหมวดหม่ขู ้อมลู เม่ือทาการวิเคราะห์ข้อมูลหลกั ฐานท่ีมจี นได้ ข้อมลู ท่ีมคี วามถกู ต้องและใกลเ้ คยี งมากท่สี ดุ แลว้ ผทู้ ีท่ าการศึกษาจะต้องนาข้อมลู ที่มเี หล่านี้ไปใช้ใน การตอบประเดน็ ปญั หาท่ตี ้ังไวเ้ กย่ี วกับป้อมพระจลุ จอมเกล้า ดังนี้ ป้อมพระจุลจอมเกล้าสร้างขึน้ มาเม่อื ใด เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. 2427 รัชสมยั พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยูห่ ัว พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 แห่งกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ใครเป็นผทู้ ีส่ ร้างป้อมพระจลุ จอมเกล้าน้ีขึ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ 5 ปอ้ มพระจุลจอมเกล้าถกู สร้างข้นึ ไวใ้ นบริเวณใด บรเิ วณปากแม่น้าเจา้ พระยาฝั่งขวาตาบลแหลม ฟา้ ผ่า อาเภอพระสมทุ รเจดีย์ จงั หวดั สมุทรปราการ ปอ้ มพระจลุ จอมเกล้าถกู สรา้ งขึ้นด้วยจุดประสงค์ใด เพ่ือสกัดกนั้ การรุกรานของกองเรือต่างชาตทิ ี่จะ รุกลา้ เข้ามาบรเิ วณปากแม่น้าเจา้ พระยา ลักษณะโดยท่ัวไปของป้อมพระจุลจอมเกล้าเป็นอย่างไร ป้อมพระจุลจอมเกลา้ มลี กั ษณะการสรา้ ง เปน็ ป้อมปนื ใหญแ่ บบตะวันตก ประกอบดว้ ยหลมุ ปนื ใหญ่จานวน 7 หลมุ ติดต้ังปืนอารม์ สตรอง ขนาด 155 มลิ ลเิ มตร เรียกวา่ “ปืนเสือหมอบ”ซ่ึงส่ังมาจากประเทศอังกฤษ ภายในประกอบด้วย คหู าและห้องสาหรับเก็บกระสุนปนื ใหญ่ มีการออกแบบป้อม เพื่อลดการสูญเสยี หากถูกโจมตดี ว้ ย การยิงจากปนื ใหญจ่ ากฝ่ายตรงขา้ ม ป้อมพระจุลจอมเกลา้ มคี วามสาคญั อยา่ งไรในทางประวตั ศิ าสตร์ วกิ ฤตกิ ารณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ในชว่ งที่มหาอานาจตะวันตกพยายามคกุ คามประเทศไทยป้อมพระจุลจอมเกล้ามีบทบาท สาคัญในการสกัดกัน้ การรกุ รานของกองเรอื ฝรงั่ เศส จานวน 3 ลา ท่เี ขา้ มาบรเิ วณปากแม่น้า เจ้าพระยา เกิดการต่อสู้กันและทหารท่ีป้อมพระจุลจอมเกลา้ สามารถยิงเรือรบฝร่งั เศสจนเกยตน้ื ได้ 1 ลา เรือรบท่เี หลอื ของฝร่ังเศสได้รบั ความเสยี หาย แต่สามารถฝา่ เข้าไปจนถึงกรุงเทพฯ ได้ ปัจจุบัน ป้อมพระจลุ จอมเกลา้ อยูใ่ นความดแู ลของกองทัพเรอื โดยฐานทัพเรือกรงุ เทพซึ่งไดเ้ ปิดให้ประชาชน

72 ท่ัวไปเขา้ ไปเทย่ี วชม และศึกษาเร่ืองราวทสี่ าคัญทางประวัติศาสตร์ของชาตติ ลอดจนชมทศั นยี ภาพ ของระบบนเิ วศท่ีอยู่โดยรอบปอ้ มพระจุลจอมเกลา้ อีกด้วย 5. การเรยี บเรยี งและนาเสนอข้อมูล/การเรียบเรียงรายงานขอ้ เทจ็ จรงิ ทางประวตั ิศาสตร์ ในการ เรยี บเรียงเร่อื งราวทางประวตั ิศาสตร์น้นั ผทู้ ที่ าการศึกษาจะต้องลาดับเรอ่ื งราวให้มีความถูกต้องตาม ขอ้ มูลท่ีไดม้ า และในการนาเสนอข้อมลู ที่ไดจ้ ากหลักฐานทางประวตั ศิ าสตรน์ น้ั สามารถทาไดห้ ลาย วธิ ีการ เชน่ การนาขอ้ มลู เกย่ี วกบั ปอ้ มพระจลุ จอมเกลา้ มาเลา่ ให้เพ่ือน ๆ ฟงั การจัดทารายงาน เกีย่ วกบั ปอ้ มพระจุลจอมเกลา้ และความสาคัญทางประวัติศาสตร์ การจัดนทิ รรศการเพ่ือเผยแพร่ ความรู้ เปน็ ต้น

73 ใบงานที่ 1 เรอ่ื ง การประยุกต์ใชว้ ธิ กี ารทางประวัติศาสตร์ 1. ความหมายของวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร ............................................................................................................................. .............................................. .................................................................................... ....................................................................................... ............................................................................................................................. .............................................. ............................................................................................................................. .............................................. ........................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................................. 2. ความสาคญั ของวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์ ............................................................................................................................. .............................................. .............................................................................................................................................................. ............. ..................................................................................................................... ...................................................... ............................................................................................................................. .............................................. .......................................................................................................................................................... ................. ................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. ............................................. 3. ประโยชนของวธิ ีการทางประวัตศิ าสตร์ ............................................................................................................................. .............................................. ........................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................. ............................................................................................................................. .............................................. ............................................................................................................................. ............................................. .......................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................................. ............................................................................................................................. .......................................... 4.ตัวอยา่ งหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตร์ทีใ่ ชใ้ นการศกึ ษาเหตกุ ารณ์สาคญั ในสมัยรัตนโกสนิ ทร์ ............................................................................................................................. .............................................. .................................................................................... ....................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................. ............................................................................................................................. ..............................................

74 .......................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................. ............................................................................................................................. .............................................. ....................................................................................................................................................................... 5.การรวบรวมหลักฐาน/สืบค้นและรวบรวมข้อมลู อยา่ งไร ...................................................................................................................... ..................................................... ............................................................................................................................. .............................................. ........................................................................................................................................................... ............... ................................................................................................................... ........................................................ ............................................................................................................................. ............................................. ......................................................................................................................................................... ................. ................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. ..........................................

75 เฉลย ใบงาน ที่ ๑ เรอื่ ง ความหมาย ความสาคัญ และประโยชน์ของวธิ ีการทางประวัติศาสตร์ ๑. ความหมายของวิธีการทางประวัติศาสตร์ วธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์ หมายถงึ วิธกี ารหรือขั้นตอนต่าง ๆ ที่ใช้ในการศึกษา ค้นคว้า วจิ ัยเกยี่ วกับ เรือ่ งราวทางประวตั ิศาสตร์ โดยเฉพาะอาศัยจากหลักฐานทเี่ ปน็ ลายลกั ษณ์อักษรเป็นสาคัญ ประกอบกบั หลักฐานอน่ื ๆ เช่น ภาพถา่ ย แถบบนั ทึกเสยี ง วดี ที ศั น์ หลักฐานทางโบราณคดี เป็นต้น เพอ่ื ใหส้ ามารถฟื้น อดีตหรือจาลองอดตี ขึ้นมาใหม่ ได้อย่างถูกต้อง ตรงประเด็นและลาดับเร่ืองราวได้อย่างใกลเ้ คยี งกับความเปน็ จรงิ ท่สี ดุ ๒. ความสาคญั ของวธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์ วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์มคี วามสาคัญ คือ ทาให้เร่ืองราว กิจกรรม เหตกุ ารณ์ ท่เี กดิ ขน้ึ ใน ประวัตศิ าสตรม์ ีความนา่ เชื่อถือ มคี วามถูกต้องเปน็ จรงิ หรือใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากทีสุด เพราะไดม้ ี การศึกษาอย่างเปน็ ระบบ อย่างมีข้ันมีตอน มีความระมดั ระวังรอบคอบ โดยผไู้ ดร้ ับการฝึกฝนในระเบียบ วิธกี ารทางประวตั ศิ าสตรม์ าดีแล้ว สาหรับการศึกษาประวตั ิศาสตรน์ ้ัน มีปญั หาทส่ี าคญั อีกประการหน่ึงคือ อดีตท่ีมกี ารรื้อฟ้นื หรอื จาลองขนึ้ มาใหมน่ ั้น มีความถูกตอ้ ง สมบรู ณ์ และเชื่อถือได้เพียงใด รวมทงั้ หลักฐาน ที่เป็นลายลกั ษณ์อักษร และไมเ่ ป็นลายลกั ษณอ์ ักษรท่ีนามาใชเ้ ป็นข้อมลู น้นั มีความสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน ดังนัน้ วิธกี ารทาง ประวัติศาสตร์จงึ มีความสาคัญเพอ่ื ใชเ้ ป็นแนวทางสาหรบั ผู้ศกึ ษาประวตั ศิ าสตร์ หรือผฝู้ ึกฝนทาง ประวตั ิศาสตร์จะไดน้ าไปใชด้ ้วยความรอบคอบ ระมดั ระวัง ไม่ลาเอยี ง และเพื่อก่อให้เกิดความนา่ เชอ่ื ถือ ๓. ประโยชนท์ างวิธีการทางประวัตศิ าสตร์ วธิ ีการทางประวัตศิ าสตร์ มปี ระโยชนท์ ง้ั ตอ่ การศึกษาประวตั ศิ าสตร์ท่ที าใหไ้ ด้เร่ืองราวทาง ประวัตศิ าสตรท์ ี่นา่ เชื่อถือ ประโยชน์อีกด้านหนึง่ คอื ผูท้ ่ีได้รบั การฝึกฝน การใช้วิธีการทางประวตั ิศาสตร์จะ ทาใหเ้ ปน็ คนละเอียด รอบคอบ มีการตรวจเร่อื งราวที่ศึกษา รวมท้ังนามาปรับใชใ้ นชวี ติ ประจาวันได้ โดยจะ ทาใหเ้ ป็นผ้รู ้จู กั ทาการประเมินเหตกุ ารณต์ ่าง ๆ ว่า มคี วามน่าเช่ือถอื เพียงใด หรือก่อนที่จะเชื่อถือข้อมลู ของ ใคร กน็ าวธิ ีการทางประวตั ศิ าสตรไ์ ปตรวจสอบก่อน

76 4.ตวั อย่างหลักฐานทางประวัตศิ าสตร์ท่ีใช้ในการศกึ ษาเหตุการณ์สาคญั ในสมัยรัตนโกสนิ ทร์ ตอบ 1) จารกึ เป็นหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ประเภทลายลกั ษณ์อักษรท่ีมีการบนั ทึกลงในวตั ถตุ า่ ง ๆ เช่น แผ่นศิลาแผน่ ผนัง แผ่นกระเบื้อง ใบลาน เปน็ ตน้ มักเปน็ การบันทกึ เร่ืองราวของชว่ งเวลานน้ั ๆ หรือบันทึกวชิ าความรู้ต่าง ๆ เมือ่ ทาการจารกึ แล้วจะไมม่ ีการแก้ไข เพราะเป็นการจารึกเพียงครงั้ เดยี วจงึ มีความน่าเช่อื ถือ 2) พงศาวดาร เปน็ หลักฐานทางประวัติศาสตรท์ ี่มลี ักษณะเป็นบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับ พระมหากษัตริยแ์ ละราชวงศ์เนื้อหามกั เป็นเร่ืองทเี่ กดิ ข้นึ ในอาณาจักรหรือราชสานกั ซ่ึงช่วยให้ ความรู้เก่ียวกับพระมหากษัตริยแ์ ละราชสานักได้อย่างดี เช่นพระราชพงศาวดารฉบับพระ ราชหตั ถเลขา พระราชพงศาวดารกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ เปน็ ต้น 3) บนั ทกึ ของชาวต่างชาติ เปน็ หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ทชี่ าวต่างชาติซ่ึงเข้ามาในประเทศไทยได้ บันทึกถึงเหตกุ ารณ์ท่ีตนเองไดป้ ระสบพบเห็นในช่วงเวลาน้ัน ๆ เชน่ การดาเนินชีวติ ของผู้คน ลักษณะ ทางภูมศิ าสตร์ วัฒนธรรมและประเพณี เป็นต้น บนั ทกึ ของชาวต่างชาตทิ ่นี า่ สนใจ เช่น บันทึกของ เซอร์ จอห์น เบาวร์ ิง่ ราชทตู ที่สมเด็จพระนางเจา้ วิคตอเรียแห่งองั กฤษส่งมาเจรญิ สมั พนั ธไมตรีในรัช สมัยพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยู่หัว (รชั กาลที่ 4) ใน พ.ศ. 2397 ซ่ึงไดม้ ีโอกาสบันทึกถงึ ราช สานกั และบา้ นเมอื งในสมยั น้ัน เป็นตน้ 4) เอกสารทางราชการ เปน็ เอกสารทห่ี น่วยงานราชการตา่ ง ๆ ออกข้ึน เพื่อใชใ้ นงานหรือกิจการทมี่ ี ความเกี่ยวข้องซึ่งถือเปน็ หลักฐานทม่ี คี วามน่าเชื่อถือ เพราะเปน็ บนั ทึกที่อยูใ่ นช่วงเวลานนั้ เช่น กฎหมายตราสามดวงที่ชาระแก้ไขในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช(รัชกาลท่ี 1) เอกสารแจง้ ขา่ วของกระทรวงการต่างประเทศในสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว (รัชกาลท่ี 5) พระราชหตั ถเลขาของพระมหากษตั ริย์ ท่ีมีถงึ หน่วยงานต่าง ๆ เปน็ ต้น 5) แหล่งโบราณสถาน โบราณสถานสาคญั ทส่ี ามารถใช้ในการศกึ ษาเรื่องราวทางประวตั ิศาสตร์ที่ เกดิ ขึ้นในรชั สมยั รัตนโกสินทร์น้ัน มดี ว้ ยกันหลายแห่งด้วยกัน เช่น วัดพระศรีรตั นศาสดารามและ พระบรมมหาราชวงั วดั อรุณราชวรารามราชวรมหาวหิ าร วดั พระเชตุพลวิมลมงั คลารามราช วรมหาวหิ าร ป้อมพระสุเมรุ พระทนี่ ่ังจักรีมหาปราสาท พระทีน่ ่งั อนันตสมาคม เปน็ ตน้

77 5. การรวบรวมหลักฐาน/สบื ค้นและรวบรวมข้อมลู อยา่ งไร ตอบ ในการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับป้อมพระจุลจอมเกล้านัน้ ผทู้ ีไ่ ดศ้ ึกษาจะต้องทาการค้นคว้าและ รวบรวมข้อมลู หลักฐานเก่ียวกับป้อมพระจุลจอมเกล้าจากแหลง่ ต่าง ๆ ซ่งึ แหลง่ ข้อมูลทีส่ ามารถ รวบรวมขอ้ มลู หลักฐานไดน้ นั้ มีด้วยกันหลายอยา่ ง เชน่ หอ้ งสมุดโรงเรยี น หอ้ งสมดุ ประชาชน หอสมดุ แหง่ ชาติหอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ พพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ พพิ ธิ ภณั ฑท์ หารเรือ จังหวัด สมุทรปราการ ป้อมพระจลุ จอมเกล้าจังหวดั สมุทรปราการ เวบ็ ไซตต์ า่ ง ๆ นิตยสาร สารคดี รวมถึงผู้ ทม่ี ีความรูเ้ กีย่ วกับประวัตศิ าสตรห์ รอื เกยี่ วกบั ป้อมพระจลุ จอมเกล้ แบบทดสอบก่อนเรยี น บทที่ 2 1. เพราะเหตุใจจงึ ต้องใช้วิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์เพ่ือศึกษาประวัตศิ าสตร์ ก. เพื่อใหเ้ กดิ ความเข้าใจขั้นตอนในการศึกษาประวัติศาสตร์ ข. เพอ่ื หาความจรงิ จากข้อเทจ็ จริงทางประวัติศาสตร์ ค. เพื่อจัดหมวดหมู่ข้อมูลจากหลักฐานประวตั ศิ าสตร์ ง. เพือ่ หาจดุ ประสงค์ของผู้สร้างหลกั ฐานประวตั ศิ าสตร์ 2. ขอ้ ใดไม่อยู่ในขัน้ ตอนทางประวตั ิศาสตร์ ก.การตัง้ ประเด็นคาคาม ข.การปรับแตง่ ข้อมลู ค.การรวบรวมหลกั ฐาน ง.การตีความหลกั ฐาน 3. ขอ้ ใดคือขั้นตอนแรกของวิธีการทางประวัติศาสตร์ ก. การคน้ หาข้อมูลและการรวบรวมขอ้ มลู ข.การต้ังคาถามและการกาหนดประเดน็ ของการศึกษา ค.การอธิบายที่มเี หตุผลและมีคาตอบชดั เจน ง.การแสวงหาความหมายและความสัมพนั ธข์ องข้อมูล

78 4. การกาหนดหัวข้อหรอื ประเดน็ ทดี่ มี ีประโยชนอ์ ยา่ งไรต่อวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์ ก. บอกถงึ ความสนใจของผู้ศกึ ษาค้นควา้ ข.ปอ้ งกนั การศึกษาหัวข้อซ้ากับผูอ้ ่ืน ค. กาหนดของข่ายของเร่ืองท่ีจะศึกษาชดั เจน ง.ทาให้ทราบแหลง่ ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ 5. วิธีการในขอ้ ใดเป็นการนาเสนอข้อเทจ็ จรงิ ทางประวัติศาสตร์ใหเ้ ป็นเรอ่ื งราว ก.การคน้ ควา้ และการตคี วาม ข.การวเิ คราะห์และการสงั เคราะห์ ค.การตคี วามและการสังเคราะห์ ง.การรวบรวมข้อมลู และการวิเคราะห์ 6. หลักฐานทางประวตั ิศาสตรม์ คี วามสาคญั ต่อวิธีการทางประวัติศาสตรอ์ ย่างไร ก.ใหข้ ้อมูลทางประวตั ศิ าสตร์ ข. กาหนดวธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์ ค.กาหนดหวั ข้อหรอื ประเด็นทางประวตั ิศาสตร์ ง. ทาใหเ้ กิดวธิ ีการทางประวัตศิ าสตร์ 7. ในการขุดค้นชมุ ชนโบราณแหง่ หน่ึงพบกระดูกสตั ว์และเคร่อื งมือจบั ปลา ข้อใดตีความได้ถูกตอ้ งน้อยท่สี ดุ ก.ชุมชนนีน้ า่ จะเป็นชาวเกาะ ข.ชุมชนนร้ี ้จู ักการล่าสัตว์และประมง ค.ชุมชนนนี้ า่ จะมปี ลาเป็นอาหารหลกั ง.ชุมชนนร้ี จู้ ักเล้ียงสัตว์ละประมง

79 8.ขอ้ ใดไม่ใช่ความสาคัญทางประวตั ิศาสตร์ ก.ทาใหเ้ ร่ืองราว ที่เกดิ ขึ้นมคี วามนับถอื ข.ทาให้กิจกรรม ทเ่ี กิดขึ้นมีความน่าเชื่อถือ ค.ทาใหเ้ กดิ เหตุการณ์ ทีเ่ กิดข้ึนมีความน่าเชื่อถอื ง.ผิดทกั ก ข และ ค 9.วิธีการทางประวัตศิ าสตร์มีอยู่ข้ันตอน ก.5 ขัน้ ตอน ข.6 ขั้นตอน ค.7 ขัน้ ตอน ค. 8 ข้นั ตอน 10.ป้อมพระจลุ จอมเกลา้ ถูกสร้างข้นึ เพราะเหตุใด ก.เพอ่ื ป้องกนั นา้ กดั เซาะ ข.เพ่ือป้องก้นดนิ พังทลาย ค.เพอ่ื สกดั กนั การรกุ รานกองเรือตา่ งชาติที่จะรุกลา้ เขา้ มาบริเวณปากนา้ ทา่ จีน ง.เพ่อื สกัดกนั้ ของกองเรือตา่ งชาติท่ีจะรุกล้าเข้าบรเิ วณปากน้าเจา้ พระยา

80 เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น บทท่ี 2 หน่วยท่ี 1 เรื่องความภูมิใจในความเปน็ ชาติไทย ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 1 ข 6ก 2 ข 7ก 3 ข 8ง 4 ข 9ก 5 ง 10 ง

81 แผนการจดั การเรียนรอู้ อนไลน์ รายวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทยรหัส ( ทร 03017 ) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลายจานวน 3 หน่วยกติ จานวน 120 ชว่ั โมง บทที่ 3 เรอ่ื ง พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริยไ์ ทยสมัยรัตนโกสินทร์ 1.ตวั ช้ีวัด ตวั ชี้วัด 1. อธบิ ายความหมาย ความสาคัญ และประโยชนของวิธีการทางประวตั ศิ าสตร์ 2. อธิบายวธิ ีการทางประวัติศาสตร์ 3. ประยุกต์ใชว้ ิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ ในการศกึ ษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ท่ีสนใจรตั นโกสินทร์ 2.เนอื้ หา การศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะในยุคสมัยใดล้วนเริ่มต้นจากความสงสัยใคร่รู้อันเป็น คุณลักษณะท่ีติดตัวมนุษย์มาต้ังแต่กาเนิด โดยการศึกษาประวัติศาสตร์เปรียบเสมือนการศึกษาค้นคว้าความ จริงทางวทิ ยาศาสตร์ที่ต้องมีขั้นตอนท่ีไดรับการยอมรับ วิธีการทางประวตั ิศาสตร์จึงเป็นเครื่องมือที่นามาช่วย ในการศึกษาค้นคว้าเพื่อหาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ให้ออกมาสมบูรณ์ ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ทาง ประวัตศิ าสตรท์ จ่ี ะชว่ ยเติมเต็มความสงสยั ใครรขู องมนษุ ย์ต่อไปอีกในอนาคต วตั ถปุ ระสงค์ 1. เพือ่ ให้ผู้เรียนอธบิ ายความหมาย ความสาคญั และประโยชนของวธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์ 2. เพือ่ ใหผ้ เู้ รียนอธบิ ายวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ 3. เพื่อใหผ้ ู้เรียนประยกุ ต์ใชว้ ิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ ในการศึกษาเร่อื งราวทางประวตั ิศาสตรท์ ี่สนใจ รตั นโกสนิ ทร์ คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ซื่อสัตยส์ ุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ ม่งุ ม่นั ในการทางาน รกั ความเปน็ ไทย และมจี ติ สาธารณะ

82 3. ขนั้ ตอนการจัดการกระบวนการเรยี นรู้ ข้นั ตอนที่ 1 การกาหนดสภาพปญั หา ความตอ้ งการในการเรียนรู้ 1. ครพู ูดคยุ กบั ผเู้ รียนเกย่ี วกับรายวิชาประวตั ิศาสตรช์ าติไทย Application Line (ยกตวั อยา่ ง คาถามปลายเปิดทีจ่ ะซักถาม) เปิดคาอา่ นของหลักศลิ าจารึก พดู คุยซักถามเกี่ยวกับเนอื้ หาของหลักศิลา จารึก และให้ผู้เรยี นบอกวา่ เนื้อหาของศิลาจารึกนั้นแสดงถงึ ความอยู่ของคนไทยในสมัยนั้นอยา่ งไร 2. - ครูตรวจสอบผู้เรียนที่เข้าร่วมการเรียนออนไลน์ 3. ครูให้ผูเ้ รยี นทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน เร่ือง การประยุกต์ใชว้ ิธีการทางประวัติศาสตร์ ผ่าน google form ข้นั ตอนที่ 2 การแสวงหาข้อมูลและกิจกรรมการเรยี นรู้ 1) ปญั หาในสมยั ประวตั ิศาสตร์ทที่ าใหผ้ เู้ รียนคิดวา่ อะไรเปน็ สาเหตุทที่ าให้เสยี ผืนแผน่ ดนิ ไทย ผ่าน google classroom 2) ผเู้ รียนมีแนวคดิ และจะปลูกฝงั ลกู หลานในปัจจุบนั ให้มีความรักสถาบันหลกั ของชาติ อย่างไร ผ่าน google classroom 4. ผูเ้ รยี นตอบคาถาม ผู้เรียนค้นหาคาตอบจาก พัฒนาการเรียนรู้ คลิป You Tube มาจากบทความ หรือ แหล่งข้อมูลต่าง ๆ โดยสรุปแล้ว คิดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ มาจากการล่าอาณานิคม และ ประเทศสยามเปน็ ประเทศทีม่ ที รัพยากรมากทาให้ประเทศเพอ่ื นบ้านตอ้ งการเป็นเมอื งขึ้น เวบ็ ไซด์ http://gg.gg/nhu92

83 5. ครูผ้สู อนสงั เกตพฤตกิ รรมการมีส่วนรว่ มของผู้เรยี นแต่ละกล่มุ และใหค้ าแนะนา ครผู สู้ อนให้ผเู้ รียนดคู ลปิ ตามหวั ขอ้ ดงั ต่อไปน้ี ชื่อเร่อื ง การประยุกตใ์ ชว้ ธิ กี ารทางประวัติศาสตร์ http://gg.gg/nhu92 ชอ่ื เรอื่ ง แหลงรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร http://gg.gg/nhubn ชือ่ เรื่อง ขอมูลทไี่ ดจากหลกั ฐานท้งั ความจรงิ และขอเทจ็ จริง http://gg.gg/nhuc9 ข้ันตอนที่ 3 การปฏบิ ตั แิ ละการนาไปประยกุ ตใ์ ช้ 1. ครูและผูเ้ รยี นศึกษาใบความรู้ที่ได้รบั ทาใบงานที่ 1 เร่ือง ความหมาย ความสาคัญ และประโยชนของวิธีการทางประวัติศาสตร์ผ่าน google form ทาใบงานท่ี 2 เรือ่ ง แหลงรวบรวมหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร ผ่าน google form ทาใบงานที่ 3 เรื่อง หลกั ฐานทางประวัติศาสตรผา่ น google form ทาใบงานที่ 4 เรอ่ื ง ขอมูลทไี่ ดจากหลักฐานทั้งความจรงิ และขอเทจ็ จรงิ ผา่ น google form

84 2. - ครูและผูเ้ รยี นศึกษาใบความรู้ทไี่ ดร้ บั - ครูใหผ้ ้เู รียนทาใบงานเรื่อง การรู้จักตนเอง และนัดสง่ งานใน Google classroom - ครตู อบข้อซักถามหากผเู้ รยี นมขี ้อสงสยั ผ่าน Application Line - ครแู ละผูเ้ รยี นร่วมกันสรปุ - ครูนดั หมายการเขา้ เรียนออนไลนค์ ร้งั ต่อไป - ครใู หผ้ ู้เรยี นจดั ทาแบบทดสอบหลังเรียน ผ่าน Google form ขน้ั ท่ี 4 แลกเปล่ียนความรู้ความเข้าใจกบั กลุ่ม ขัน้ ตอนที่ 4 ประเมินผล - ผเู้ รียนสง่ ใบงาน เร่ือง “การร้จู ักตนเอง” ผ่าน Google classroom - ผู้เรียนส่งใบงานหน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 1 เร่อื ง “การรู้จักตนเอง” ผ่าน Google classroom สือ่ อุปกรณ์ และแหลง่ เรียนรู้ 4.1 ใบความรู้ เรอื่ ง การรู้จักตนเอง 4.2 ใบงาน 4.3 สื่อทางอนิ เทอร์เนต็ การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้ 5.1 ใบงาน 5.2 แบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรยี น ออนไลน์ รูปแบบ Google form ผเู้ รียนสง่ งานผา่ น Google classroom ในช้นั เรียนของครูผู้สอน

85 ใบความรู้ เร่อื งที่ 1 พระราชกรณยี กิจของพระมหากษัตรยิ ไ์ ทยสมัยรัตนโกสนิ ทร์ พระราชกรณียกจิ หมายถงึ งานทีพ่ ระเจ้าแผน่ ดินทรงทา (พจนานุกรม ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2554) ความสาคัญของพระราชกรณียกิจ พระมหากษัตริย์ไทย ทรงคานึงถงึ พระราชกรณียกจิ ซงึ่ ทรงทาเพื่อพฒั นาคุณภาพชวี ิตของประชาชน ทานบุ ารุงศาสนา ศิลปะ วฒั นธรรม ประเพณี ให้มีความเจริญรงุ่ เรือง ถาวรเปน็ มรดกของชาตสิ ืบไป และทรง บาเพ็ญพระราชกรณยี กิจนานัปการ เพ่ือประโยชนส์ ขุ แกป่ วงอาณาประชาราษฎร์และชาตบิ ้านเมอื งเปน็ อเนก ประการ ยังผลให้พสกนกิ รอยู่อยา่ งร่มเย็นเปน็ สุขภายใตร้ ม่ พระบารมี สืบมาจนถงึ ทุกวนั นี้ พระราชกรณียกิจ ของพระมหากษตั รยิ ์ ลว้ นกอ่ ให้เกดิ ประโยชน์ตอ่ สว่ นรวมแม้การปฏิบตั ิ พระราชกรณียกิจจะเปน็ พระราช ภาระอนั หนกั แตก่ ท็ รงกระทาอยา่ งครบถว้ น สมา่ เสมอ สามารถผกู จติ ใจของประชาชนให้เกดิ ความจงรักภักดี ตอ่ พระมหากษตั รยิ ์ทุก ๆ พระองค์ ซึ่งพระราชกรณียกิจทีส่ าคญั ๆ ของพระมหากษัตรยิ ์ไทยในสมัย รตั นโกสินทร์ มดี งั นี้ 1.1พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลท่ี 1) พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช (รัชกาลท่ี 1)

86 พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช พระปฐมบรมกษัตรยิ ์แหง่ กรุงรัตนโกสินทร์ ผทู้ รง สถาปนากรงุ เทพมหานคร (หรือกรุงรัตนโกสนิ ทร์) เป็นราชธานี และทรงสถาปนาราชวงศจ์ กั รี มีพระนามเดิม ว่า ดว้ ง หรอื ทองดว้ ง พระราชบดิ า คือ สมเดจ็ พระปฐมบรมมหาชนก พระนามเดมิ วา่ ทองดี สบื เชอ้ื สายมา จากเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) พระราชมารดาพระนามเดิมวา่ หยก หรอื ดาวเรือง เสด็จพระบรมราชสมภพ เม่อื วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2279เสดจ็ ขน้ึ ครองราชสมบัติ เม่อื วันเสารท์ ่ี 6 เมษายน พ.ศ. 2325 เสดจ็ สวรรคต เม่อื วันพฤหัสบดีท่ี 7 กนั ยายน พ.ศ. 2352 พระราชกรณยี กจิ พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช ทรงบาเพญ็ พระราชกรณียกิจเพ่อื ทานบุ ารงุ บา้ นเมืองใหเ้ จริญรุ่งเรืองนานัปการ โดยเฉพาะในด้านการสงคราม ทรงทาศึกสงครามปอ้ งกันและขยายพระ ราชอาณาจกั รหลายครงั้ ครงั้ สาคญั ในรชั กาล คือ สงครามเกา้ ทัพใน พ.ศ. 2328 ซงึ่ ไดร้ บั ชยั ชนะเป็นท่ีเลื่อง ลือในยทุ ธวธิ กี ารรบของกองทัพไทยที่มีกาลังพลน้อยกวา่ ข้าศกึ ท่ียกมาถึงเก้าทัพ ด้านกฎหมายบ้านเมอื ง โปรดให้ชา ระพระราชกาหนดกฎหมายใหถ้ กู ตอ้ งแลว้ ให้อาลกั ษณ์ชุบเสน้ หมกึ ไว้ ประทบั ตราพระราชสีห์ พระคชสีห์ และบวั แกว้ ซ่งึ เป็นตราของสมหุ นายก สมุหพระกลาโหม และ พระคลงั เพ่ือใช้บงั คบั ทั่วราชอาณาจักร กฎหมายน้ีเรยี กกันวา่ กฎหมายตราสามดวง ดา้ นศาสนา พ.ศ. 2331 โปรดเกลา้ ฯใหม้ ีการสังคายนาพระไตรปิฎก ณ วดั นพิ พานาราม(ปัจจบุ ัน คือ วดั มหาธาตยุ วุ ราชรังสฤษฎ์ิ) และโปรดให้ตรากฎพระสงฆค์ วบคุมสมณปฏิบตั แิ ละขอ้ พึงปฏบิ ัตขิ อง พุทธศาสนิกชน รวมทัง้ พระราชกาหนดกวดขนั ศีลธรรมข้าราชการและพลเมือง มีพระราชศรทั ธาทานบุ ารุง พระอารามทั้งในเขตพระนครและหัวเมืองหลายแหง่ วัดประจา รชั กาล คอื วดั พระเชตุพนวมิ ลมงั คลาราม ดา้ นขนบธรรมเนยี มประเพณีและศลิ ปวัฒนธรรม โปรดใหส้ รา้ งปราสาทพระราชวัง วดั วาอาราม เช่น วดั พระศรีรตั นศาสดาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วดั สระเกศและวัดสทุ ศั นเทพวราราม ท้งั ยัง ฟน้ื ฟูทานุบารุงงานศิลปกรรม ขนบธรรมเนียมและราชประเพณีต่าง ๆ ท่ีมีมาแตค่ รง้ั กรุงศรีอยธุ ยา เชน่ พระ ราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก พระราชพธิ โี สกนั ต์ พระราชพิธีถือน้าพระพพิ ัฒนส์ ัตยา เป็นตน้

87 1.2 พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หล้านภาลัย (รัชกาลท่ี 2) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลยั (รชั กาลท่ี 2) พระราชประวตั ิ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั พระนามเดิมว่า สมเดจ็ เจ้าฟ้าฉิม เปน็ พระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราชกบั สมเดจ็ พระอมรินทราบรมราชนิ ี เสดจ็ พระบรมราช สมภพ เมื่อวันพุธท่ี 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310 เสดจ็ ข้นึ ครองราชสมบตั ิ เม่ือวันพฤหสั บดีท่ี 7 กนั ยายน พ.ศ. 2352 เสด็จสวรรคต เมื่อวันพุธที่ 21 กรกฎาคมพ.ศ. 2367 พระราชกรณยี กิจ พระองค์ทรงมีพระราชกรณยี กิจที่สาคัญต่อบ้านเมืองและราษฎรหลายดา้ น เพื่อให้เกิดความมั่นคง และเจริญรงุ่ เรืองของชาติไทย ซง่ึ ในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลา้ นภาลยั ถือว่าเป็นยคุ ทองของ วรรณคดี เพราะวรรณคดีของชาตริ ุ่งเรอื งมาก ทรงส่งเสริมศิลปะทกุ ประเภททรงพระปรชี าสามารถในงาน วรรณกรรมและบทละครเป็นอยา่ งยงิ่ ทรงพระราชนิพนธง์ านวรรณกรรมและบทละครต่าง ๆ ท่ที รงคุณคา่ ไว้ จานวนมาก เช่น เสภาเรือ่ งขุนช้างขุนแผน (บางตอน) บทละครเรื่องอิเหนา รามเกยี รติ์ คาวี ไกรทอง มณี พชิ ัย สังขท์ อง กาพย์เห่เรอื และบทพากย์โขนตอนเอราวณั นาคบาศ และนางลอย เป็นต้น นอกจากนี้ พระองคย์ งั สนพระราชหฤทยั ด้านศิลปะการดนตรเี ป็นอยา่ งย่ิงทรงเช่ยี วชาญและโปรดซอสาม สาย พระองคม์ ีซอคูพ่ ระหตั ถ์อยู่คนั หนึง่ พระราชทานนามวา่ “ซอสายฟ้าฟาด” ทงั้ น้ี พระองคย์ งั พระราช

88 นิพนธท์ านองเพลงบุหลนั ลอยเล่อื น (บหุ ลันเลื่อนลอยฟา้ หรือ สรรเสริญพระจนั ทร์ บางแห่งเรยี กว่า เพลงทรง พระสุบิน) ซ่ึงในรัชสมัยของพระองค์ ศลิ ปะด้านนาฏกรรมเจรญิ รุ่งเรอื งมาก ความงดงามไพเราะทั้งบทละคร ทา่ รา ไดป้ รับปรุงและใชเ้ ปน็ แบบแผนทางนาฏศิลป์ของชาติมาจนปัจจบุ ัน ดา้ นการปกครอง ทรงทานุบารงุ บ้านเมอื งในทุกด้าน โปรดเกล้าฯ ใหส้ ร้างปอ้ มปราการต่าง ๆ สร้าง เมอื งนครเขื่อนขันธ์ เป็นเมืองหน้าดา่ นชายทะเลเพอ่ื ป้องกันข้าศกึ รุกราน ด้านการคา้ กับต่างประเทศ ปรากฏว่าการค้ากับจีนและประเทศทางตะวันตกเฟื่องฟมู าก ทรง ส่งเสริมการคา้ กบั ต่างประเทศ โดยทรงสง่ เรอื สาเภาไปค้าขายกบั จีน เขมร ญวนมลายู มีเรือสินค้าของหลวง เดินทางไปจนี เปน็ ประจา รวมทง้ั ประเทศตะวันตกต่าง ๆ เช่น โปรตุเกสอังกฤษ เปน็ ตน้ นารายไดเ้ ขา้ สู่ ประเทศจานวนมาก ด้านสงั คม ทรงพระราชดารวิ ่า การสูบฝ่นิ เปน็ อันตรายแก่ผู้สูบ ทง้ั กอ่ ให้เกิดคดอี าชญากรรมขึ้นมาก แมฝ้ นิ่ จะนารายได้จานวนมากเขา้ พระคลังหลวง แตด่ ว้ ยพระมหากรุณาธคิ ณุ ท่ีมตี ่อราษฎร ทรงตราพระราช กาหนดห้ามมิใหซ้ ือ้ ขายและสูบฝ่ิน ทรงกาหนดบทลงโทษสาหรบั ผูฝ้ ่าฝืนไว้อย่างหนัก สว่ นการพระศาสนา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ใหร้ ิเร่ิมการประกอบพธิ วี สิ าขบชู าขน้ึ ใน พ.ศ. 2360 เปน็ คร้งั แรกในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หลา้ นภาลยั ทรงบริหารราชการโดยการ กระจายอานาจการบริหารไปสู่บุคคลท่มี ีความสามารถในด้านตา่ ง ๆทรงมอบอานาจการบริหารราชการ แผน่ ดินแกเ่ จา้ นายและขุนนางทท่ี รงไว้วางพระราชหฤทยั ทรงส่งเสรมิ ให้ขา้ ราชการปฏบิ ัติหน้าท่รี าชการตาม ความสามารถและความถนดั ของบุคคลน้ัน ๆการปกครองหัวเมอื งประเทศราช ทรงใช้นโยบายสร้างดลุ อานาจ ของขนุ นางในการบริหาร การปกครองด้านความสมั พนั ธ์ระหว่างประเทศ ทรงใช้นโยบายการทหาร การทตู และการคา้ ควบคู่กันไปตามแต่สถานการณ์ ตลอดรชั สมยั ของพระองค์ ส่งผลให้บา้ นเมืองมคี วามสขุ พสก นกิ รไทยต่างตระหนักถึงพระบารมปี กเกล้าดา้ นพุทธศาสนา อักษรศาสตร์ ศลิ ปะ และนาฏยศลิ ป์ อนั เป็น ต้นแบบแห่งศาสตร์และศิลป์นานปั การ

89 1.3 พระบาทสมเดจ็ พระนัง่ เกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3 ) พระบาทสมเดจ็ พระนั่งเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว พระบาทสมเด็จพระน่งั เกลา้ เจา้ อยู่หัว (รชั กาลที่ 3 ) พระราชประวตั ิ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา้ เจ้าอย่หู ัวพระนามเดมิ วา่ พระองคเ์ จา้ ทบั เป็นพระราชโอรสพระองค์ ใหญใ่ นพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หล้านภาลัย กับเจ้าจอมมารดาเรียมเสด็จพระบรมราชสมภพ เมอ่ื วนั จันทรท์ ่ี 31 มีนาคม พ.ศ. 2330 เสด็จข้นึ ครองราชสมบตั เิ มอื่ วันพธุ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 เสด็จ สวรรคต เมอ่ื วันพธุ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 พระราชกรณยี กิจ ในรชั สมัยของพระองค์ ได้รบั การยกย่องวา่ มีความเจรญิ ร่งุ เรืองทางดา้ นเศรษฐกจิ และศาสนาเป็น อยา่ งยิง่ ทรงมพี ระปรีชาสามารถในการนารายได้เขา้ สู่ท้องพระคลังมาตงั้ แตก่ ่อนขน้ึ ครองราชย์ ครัน้ เมื่อเสวย ราชย์แลว้ ทรงสรา้ งความเป็นปึกแผน่ ทางเศรษฐกิจด้วยการประหยัดรายจา่ ยและเพิ่มพูนรายได้แผ่นดนิ โดย การแก้ไขวธิ ีเก็บภาษีอากรแบบเดิม เช่น เปลยี่ นเก็บอากรค่านาจากหางข้าวมาเป็นเงิน ทรงตั้งภาษีอากรใหม่ อีก 38 ชนิด และทรงกาหนดระบบเจ้าภาษีนายอากรใหม่ โดยรฐั เก็บภาษีเองเฉพาะภาษีท่สี าคัญบางอยา่ ง ด้วยพระบาทสมเด็จพระนงั่ เกลา้ เจา้ อยูห่ วั ทรงพระปรีชาสามารถในการพาณชิ ย์มานับแต่สมยั รัชกาลที่ 2 จน ทรงได้รับการยกย่องจากสมเด็จพระบรมชนกนาถว่าเป็น “เจ้าสวั ” เพราะทรงเช่ยี วชาญในดา้ นการคา้ กับ

90 ต่างประเทศเปน็ อย่างย่งิ โดยเฉพาะการคา้ กับจีน เปน็ ผลให้มีพระราชทรพั ย์ส่วนพระองคเ์ ปน็ จานวนมากก่อน เสด็จขึ้นครองราชย์ พระราชทรัพยด์ งั กล่าวนบี้ รรจไุ ว้ในถงุ แดงเก็บรักษาไวใ้ นพระคลงั ข้างที่ ต่อมาเรียกวา่ “เงินถุงแดง” (ถึงรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอย่หู วั รัชกาลท่ี 5พ.ศ. 2436 ทรงใช้เงินถุงแดง เป็นคา่ ปฏกิ รรมสงคราม ภายหลงั เกิดเหตกุ ารณ์ความขดั แย้งระหวา่ งไทยกับฝร่งั เศส เมอื่ ครั้งวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112) ด้านพระศาสนา ทรงเปน็ องค์อัครศาสนูปถัมภกตามพระราชประเพณี ในรัชสมัยของพระองค์ ผลท่เี กิดจากการท่ีทรงพระราชศรทั ธาในพระพุทธศาสนา คือ ความเจริญรุง่ เรืองทางศลิ ปกรรมแขนงตา่ ง ๆ โดยเฉพาะสถาปัตยกรรม ซึง่ มีลักษณะเฉพาะเป็นพระราชนยิ ม เช่นการเปล่ียนแปลงสว่ นหลงั คาโบสถ์ ไมม่ ีช่อ ฟ้า ใบระกา หางหงส์ หนา้ บันประดบั กระเบื้องเคลือบจานชามจีน เช่น ทวี่ ัดราชโอรสาราม จิตรกรรมก็มี ลกั ษณะผสมผสานแบบจนี ตลอดรชั กาลพระบาทสมเด็จพระนัง่ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั แผ่นดินสยามมีความม่ันคงทั้งทางด้านการ ปกครอง เศรษฐกจิ และสงั คม ท้ังน้ี ก็ดว้ ยพระบารมีปกเกล้า ด้วยพระปรชี าสามารถและพระวจิ ารณญาณท่ี กวา้ งไกล พระราชภารกิจท่ีทรงมี ทาใหบ้ า้ นเมืองเปรียบเสมอื นฐานแหง่ ความม่ันคงและความเจรญิ ของ ประเทศที่ได้รบั การบรู ณาการโดยพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั ในอกี หลายรชั กาลต่อมา จากการท่ีพระองค์ ทรงประกอบพระราชกรณยี กิจเพอื่ บ้านเมอื งอยา่ งเตม็ พระสตกิ าลงั ตลอดเวลาแหง่ รชั กาล ทรงได้รับการถวาย ราชสดุดีจากพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั ว่า “พระองคท์ ่านเปน็ หัวใจแผ่นดิน”

91 1.4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว (รชั กาลที่ 4) พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยู่หัว (รัชกาลท่ี 4) พระราชประวตั ิ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อย่หู วั พระนามเดิมวา่ สมเด็จเจา้ ฟ้ามงกฎุ เป็นพระ ราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลัยกบั สมเด็จพระศรสี ุริเยนทราบรมราชินี เสด็จพระบรม ราชสมภพ เม่อื วนั พฤหัสบดีที่ 18 ตลุ าคม พ.ศ. 2347 เสด็จข้นึ ครองราชสมบัติ เมอื่ วันพธุ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 เสด็จสวรรคต เมื่อวนั พฤหสั บดีท่ี 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411

92 พระราชกรณียกจิ ในรัชสมยั พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั ไทยต้องเผชิญกับการคุกคามโดย การแผ่ขยายอานาจและอิทธพิ ลของจกั รวรรดินยิ มตะวันตกรอบดา้ น โดยเฉพาะอังกฤษกับฝรั่งเศส ดังนั้น เพอ่ื ความอยรู่ อดของประเทศไทยในฐานะประเทศเอกราชประเทศเล็กซงึ่ ด้อยกวา่ องั กฤษและฝรัง่ เศส จงึ ต้อง ดาเนนิ นโยบายการเจรจาผ่อนปรนทางการทูต การทาสนธสิ ญั ญาไมตรีและพาณชิ ย์กบั ประเทศต่าง ๆ พระราชกรณียกิจทสี่ าคญั ยง่ิ ของพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอย่หู วั คือการ รักษาเอกราชของชาติ เพราะในรัชสมัยของพระองคต์ รงกับสมัยลัทธจิ กั รวรรดนิ ิยมทีช่ าติมหาอานาจตะวันตก โดยเฉพาะองั กฤษและฝรั่งเศสกาลงั แขง่ ขนั แสวงหาอาณานิคม พระองคท์ รงตระหนกั วา่ ถึงเวลาทสี่ ยามตอ้ ง ยอมเปดิ สมั พันธภาพกับประเทศตะวนั ตก โดยทาสนธิสัญญาในลกั ษณะใหม่ เม่อื สมเด็จพระราชินีนาถ วกิ ตอเรยี แห่งอังกฤษทรงแตง่ ตง้ั เซอรจ์ อห์น เบาวร์ งิ เป็นอัครราชทูตผูม้ อี านาจเต็มเชิญพระราชสาสน์ มาเจรจา ทาสนธิสญั ญาทางไมตรีกับสยามใน พ.ศ. 2398 พระองค์ทรงตอ้ นรับอยา่ งสมเกยี รติ และโปรดเกล้าฯ ให้ เซอร์จอหน์ เบาว์ริง เข้าเฝ้าเพ่ือเจรจากนั เปน็ การภายในแบบมิตรภาพก่อน ซงึ่ เปน็ ท่ีประทบั ใจของอัคร ราชทูตองั กฤษมากการเจรจาเปน็ ทางการใช้เวลาไม่นานก็ประสบความสาเร็จ อังกฤษและสยามได้ลงนามใน สนธิสัญญาไมตรีและพาณิชยต์ ่อกันในวนั ท่ี 18 เมษายน พ.ศ. 2398 เปน็ ท่ีร้จู ักกันในนามวา่ สนธิสัญญาเบาว์ รงิ พระองค์ทรงวางรากฐานในการยอมรับความเจริญก้าวหน้าแบบอารยประเทศมาใช้ใน สยาม เชน่ การรบั ชาวต่างประเทศเข้ามารับราชการดว้ ยการให้เป็นล่าม เป็นผแู้ ปลตาราเปน็ ครูหดั ทหารบก และโปลิศ ซึ่งโปรดให้จัดตั้งข้ึนตามแบบยโุ รป นอกจากกิจการดังกล่าวแล้ว ยังมีงานสมัยใหมเ่ กิดข้นึ อีกมาก เช่น การสารวจทาแผนทช่ี ายแดนพระอาณาเขต การตัง้ โรงพิมพ์อักษรในพระบรมมหาราชวัง เพ่อื พิมพ์ หนังสอื ราชกจิ จานเุ บกษา เผยแพรก่ ฎหมาย คาส่ัง ขา่ วราชการตา่ ง ๆ สรา้ งโรงกษาปณ์สิทธกิ าร (ปัจจุบันเปน็ กรมธนารักษ์) เพ่ือใช้ทาเงินเหรยี ญแทนเงนิ พดดว้ งใชอ้ ัฐทองแดงและดบี ุกแทนเบ้ยี หอย จดั ต้งั ศลุ กสถาน (กรมศลุ กากร) สถานที่เกบ็ ภาษีอากรมถี นนสาหรบั ใชร้ ถมา้ เกดิ ตึกแถวและอาคารแบบฝร่ัง โรงสไี ฟ โรงเล่อื ย จกั ร ฯลฯ นอกจากนีท้ รงทานุบารงุ พระพทุ ธศาสนาให้เจรญิ รุ่งเรืองยิ่งขน้ึ ทรงก่อต้งั คณะ ธรรมยตุ กิ นิกาย ทรงบูรณะและปฏิสงั ขรณพ์ ระอารามทีส่ ร้างคา้ งในรชั กาลก่อนให้ลุล่วงเรยี บรอ้ ยท่ีสาคัญย่ิง คอื ได้ทรงปฏิสงั ขรณ์พระปฐมเจดีย์เป็นงานใหญ่

93 ด้านการศกึ ษา พระองค์ทรงตระหนักถึงความสาคัญของการศกึ ษาว่าเปน็ รากฐาน สาคัญในการพัฒนาบา้ นเมืองให้ทนั สมยั แบบตะวนั ตก จงึ ทรงรเิ รม่ิ สนับสนนุ การศึกษาภาษาอังกฤษและ วิทยาการสมัยใหม่ของโลกตะวนั ตก โดยเฉพาะดา้ นดาราศาสตร์ ทรงมพี ระอัจฉรยิ ภาพเป็นทปี่ ระจกั ษ์เลอ่ื ง ลอื ในวงการดาราศาสตรท์ ่ัวโลก ดว้ ยทรงสามารถคานวณวนั เวลาและสถานทีเ่ กิดสุริยปราคาได้อย่างถกู ต้อง แม่นยา จนไดร้ ับการยกย่องว่าเปน็ “พระบิดาแหง่ วิทยาศาสตรไ์ ทย” 1.5 พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว (รชั กาลท่ี 5) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั

94 พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว (รัชกาลที่ 5) พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว พระนามเดมิ วา่ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์เปน็ พระ ราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั กบั สมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชินีเสดจ็ พระบรมราช สมภพ เม่อื วนั อังคารท่ี 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เสด็จขน้ึ ครองราชสมบตั ิเมื่อวนั พฤหัสบดที ่ี 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 เสด็จสวรรคต เมื่อวนั อาทติ ย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 พระราชกรณียกิจ พระราชกรณยี กจิ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อย่หู ัวมมี ากมายเป็นอเนกประการ แตท่ ่อี ยู่ในความทรงจาของอาณาประชาราษฎร์ ไดแ้ ก่ พระราชกรณียกจิ ที่ทรงเลกิ ทาส โดยใชว้ ธิ ีผอ่ นปรน เป็นระยะ พอมเี วลาใหผ้ ูเ้ ปน็ นายและตัวทาสเองได้ปรับตวั ปรับใจทรงพระราชดารเิ ร่ิมจัดการศึกษาในทุก ระดับ ทรงตั้งโรงเรยี นหลวงขึ้น เพอ่ื ให้การศึกษาแกค่ นทกุ ชั้นตง้ั แตเ่ จา้ นายในราชตระกลู ไปจนถงึ ราษฎร สามัญ ในตอนกลางและตอนปลายรชั กาลของพระองคก์ ารศึกษาเจริญก้าวหนา้ มากขึน้ มีโรงเรียนวิชาชพี ชัน้ สูงหลายแหง่ เกิดขึน้ เช่น โรงเรยี นนายรอ้ ยโรงเรียนนายเรือ โรงเรียนกฎหมาย โรงเรียนแพทยาลยั และ โรงเรยี นยันตรศกึ ษา เปน็ ต้น พระราชกรณยี กิจสาคัญอีกประการหนึง่ คือ การปฏริ ูประบบการเงินการคลังของประเทศและการปฏริ ปู ระบบบรหิ ารราชการแผน่ ดิน ด้านการเงินการคลงั ทรงต้ังหอรษั ฎากรพพิ ฒั น์ เมอื่ พ.ศ. 2416 เพ่ือจดั ระบบ รายรับของประเทศให้เตม็ เมด็ เต็มหนว่ ยข้ึนกว่าแต่กอ่ น ทดแทนวธิ ีการที่ใช้เจา้ ภาษีนายอากรเปน็ เคร่ืองมือ ทรงพระราชดาริแก้ไขระบบบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ ครัง้ ใหญ่ เม่ือ พ.ศ. 2435 โดยทรงยกเลิกระบบเสนาบดี แบบเดมิ แล้วทรงแบ่งราชการเปน็ กระทรวงจานวน 12 กระทรวง ทรงแบ่งหน้าทใ่ี ห้ชัดเจน และเหมาะกับ ความเป็นไปของบา้ นเมืองในรัชสมยั ของพระองค์ นอกจากนย้ี งั มีพระราชกรณยี กิจด้านการสาธารณูปโภค และสาธารณสขุ โปรดเกลา้ ฯ ใหท้ ดลอง จดั การสุขาภิบาลหวั เมอื งขึ้นเปน็ แหง่ แรกที่ตาบลทา่ ฉลอม เมืองสมุทรสาครเมื่อ พ.ศ. 2448 โปรดเกลา้ ฯ ให้ สร้างทางรถไฟหลวงสายแรกระหวา่ งกรงุ เทพฯ - นครราชสีมา และรเิ ริม่ กิจการด้านไฟฟ้า ประปา และโทร เลข สว่ นด้านการสาธารณสุข โปรดเกลา้ ฯ ให้ก่อตง้ั โรงพยาบาลขึน้ เป็นแหง่ แรก เมื่อ พ.ศ. 2431 พระราชทานนามว่า“โรงศิรริ าชพยาบาล” ปจั จุบนั คอื “โรงพยาบาลศริ ิราช”

95 สว่ นพระราชกรณียกิจทสี่ าคัญท่ีสดุ คือ การท่ีทรงรกั ษาอิสรภาพของชาติไว้ไดร้ อดปลอดภัย ในขณะท่ีประเทศเพ่ือนบา้ นโดยรอบทุกทศิ ต้องตกเป็นอาณานคิ มของชาติตะวันตกแตช่ าตไิ ทยสามารถดารง อธปิ ไตยอยู่ได้อย่างนา่ อศั จรรย์ โดยสรุป พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว ทรงดาเนินการปฏิรูปประเทศในลักษณะ “พลิกแผ่นดิน” ซง่ึ สง่ ผลเปน็ คณุ ประโยชนอ์ ยา่ งใหญห่ ลวงต่ออาณาประชาราษฎร์ และก่อใหเ้ กิดความเจรญิ ร่งุ เรอื งเปน็ อเนก อนันตแ์ ก่บา้ นเมืองท่ามกลางกระแสการคกุ คามของจกั รวรรดินยิ มตะวันตกในขณะนั้น พระราชกรณียกิจตา่ ง ๆ ลว้ นเปน็ การวางรากฐานและเป็นตน้ แบบของความเจริญท้งั ด้านการปกครอง เศรษฐกิจ สงั คม และ วัฒนธรรมของประเทศไทยสืบตอ่ มาจนถงึ ปจั จุบัน 1.6 พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยู่หัว (รัชกาลที่ 6) พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยหู่ ัว

96 พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยูห่ ัว (รัชกาลที่ 6) พระราชประวัติ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจา้ อยหู่ ัว พระนามเดมิ วา่ สมเดจ็ เจ้าฟา้ มหาวชิราวธุ เปน็ พระราชโอรสใน พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั กบั สมเดจ็ พระศรีพัชรินทราบรมราชนิ นี าถ พระบรมราชชนนีพนั ปี หลวง เสดจ็ พระบรมราชสมภพ เมื่อวนั เสาร์ท่ี 1 มกราคมพ.ศ. 2423 เสด็จขน้ึ ครองราชสมบตั ิ เมื่อวันอาทติ ย์ ท่ี 23 ตลุ าคม พ.ศ. 2453 เสด็จสวรรคตเม่อื วันพฤหัสบดที ี่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 พระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยหู่ วั มีพระราชกรณียกิจอันเป็นคุณูปการต่อประชาชนชาวไทยและ ประเทศมากมาย ด้วยพระปรีชาสามารถดจุ นกั ปราชญ์ของพระองค์โดยทรงวางแผนการพัฒนาด้านตา่ ง ๆ เริ่มจากการทีพ่ ระองค์มีพระราชดารใิ นการทจ่ี ะนาพาประเทศไปสู่ความเจริญให้ทัดเทยี มกับนานา อารยประเทศซงึ่ ทรงเนน้ การใหก้ ารศึกษาแก่พสกนิกรเปน็ ประการสาคัญ ทรงปรับปรงุ โรงเรยี นมหาดเลก็ ซ่งึ ตงั้ ในรัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูห่ ัว เป็น “โรงเรยี นขา้ ราชการพลเรือนของ พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว”เม่ือ พ.ศ. 2453 และโปรดสร้างอาคารเรยี นที่อาเภอปทุมวนั เมอ่ื พ.ศ. 2458 ต่อมาทรงสถาปนาขนึ้ เป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมอื่ พ.ศ. 2459 โปรดให้ตรา พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ใน พ.ศ. 2461 พร้อมท้ังทรงขยายงานดา้ นประถมศึกษาใหก้ วา้ งขวางขึ้น พระราชกรณียกจิ การพัฒนาประเทศที่สาคญั คอื ทรงเปล่ียนธงชาตจิ ากธงชา้ งเผือกเปน็ “ธงไตรรงค์” เชน่ ปจั จบุ ัน นอกจากน้ยี ังมีพระราชกรณียกจิ ในการสร้างความเจรญิ กา้ วหน้าให้กับประเทศอีกดา้ นหนึ่ง คือ พระ ราชกรณยี กจิ เพอ่ื การพฒั นาเศรษฐกิจ ทรงจดั ตั้งคลังออมสิน (ปัจจบุ นั คอื ธนาคารออมสนิ ) ทรงกอ่ ตัง้ บรษิ ัท ปนู ซีเมนต์ไทยนอกจากน้ียังมีพระราชกรณยี กิจดา้ นกิจการกองเสือป่าและกองลกู เสือพระองคท์ รงจัดต้ังกอง เสอื ป่า เมื่อวนั ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 มีพระราชประสงค์ท่ีจะฝึกหดั อบรมข้าราชการพลเรือนให้ได้รบั การฝึกอบรมอย่างทหาร เป็นพลเมืองที่มรี ะเบยี บวนิ ัยและมคี วามสามัคคีในชาติ สว่ นกองลกู เสือโปรดเกลา้ ฯ ใหจ้ ดั ตั้งเป็นกจิ การของเยาวชนตง้ั ขึ้นคู่กบั กองเสือป่า เมอ่ื วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 และได้รับการยก ยอ่ งว่าเป็นพระบดิ าแหง่ ลกู เสือไทย แมพ้ ระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยู่หัว จะทรงพระปรีชาสามารถทางด้านการปกครอง ทรงมีความเป็น ประชาธิปไตยแตช่ าวไทยและชาวต่างประเทศก็รู้จักพระองคแ์ ละยกย่องพระองคท์ างด้านอักษรศาสตร์ มากกว่ามีพระราชนิพนธม์ ากมายท้ังภาษาไทยและภาษาองั กฤษ เช่นพระขรรคเ์ พชร ศรีอยธุ ยา นายแก้วนาย

97 ขวัญ เปน็ ตน้ ในรัชสมัยของพระองค์นบั เป็นยคุ รุ่งเรืองของกิจการพมิ พ์และหนังสือพิมพทรงไดร้ บั การถวาย พระราชสมญั ญาว่า “สมเดจ็ พระมหาธีรราชเจา้ ” หมายถงึ พระมหากษตั รยิ ผ์ ู้เป็นปราชญ์ท่ียงิ่ ใหญ่ มิใช่จะ ทรงเปน็ ปราชญ์ด้านอกั ษรศาสตร์ ผรู้ จนาคาประพนั ธ์หลากหลายประเภทจานวนมากเทา่ นั้น หากแตท่ รงเป็น พระเจ้าแผน่ ดินผูม้ ีความสขุ ุมคมั ภีรภาพ ทรงมีพระราชวิสยั ทศั นท์ ี่กว้างไกล จึงทรงวางแผนบรหิ ารประเทศใน ลกั ษณะ “การต้ังรับและป้องกัน” ปัญหาที่อาจจะเกดิ ขนึ้ ในอนาคต เชน่ การป้องกนั ตนเองของพลเรือน การ วางระบบให้การศกึ ษาแกร่ าษฎรทงั้ ประเทศ 1.7 พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี 7) พระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยหู่ ัว (รัชกาลที่ 7) พระราชประวตั ิ พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจา้ อย่หู วั พระนามเดมิ วา่ สมเด็จเจ้าฟา้ ประชาธปิ กศักดิเดชน์ เป็นพระ ราชโอรสในพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระศรีพชั รินทราบรมราชนิ ีนาถ พระบรม ราชชนนพี นั ปีหลวง เสด็จพระบรมราชสมภพ เมือ่ วันพธุ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 เสดจ็ ขึ้นครองราช สมบัติ เมอ่ื วนั พฤหสั บดที ่ี 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468ทรงสละราชสมบตั ิ เมื่อวันที่ 2 มนี าคม พ.ศ. 2477 เสด็จสวรรคต เม่ือวนั ศุกร์ที่ 30 พฤษภาคมพ.ศ. 2484 พระราชกรณยี กิจ

98 พระองค์ทรงรเิ รมิ่ สิง่ ใหมใ่ ห้ปรากฏในแผ่นดนิ หลายประการ ทั้งการเมืองการปกครอง เศรษฐกจิ และ สงั คม โดยเฉพาะการวางรากฐานระบบข้าราชการพลเรือนไทยในยุคปัจจบุ ัน อนั มาจากแนวพระราชดาริ 4 ประการ คือ 1) ให้ข้าราชการพลเรือนอยู่ในระเบียบเดียวกนั 2) ใหเ้ ลือกสรรผู้มีความรคู้ วามสามารถเข้ารบั ราชการ 3) ใหข้ ้าราชการพลเรือนยึดถือการเขา้ รบั ราชการเป็นอาชีพ และ 4) ให้ข้าราชการพลเรือนมวี ินยั ซึ่งจากแนวพระราชดาริน้ี ทรงร่างกฎหมายว่าด้วยระเบียบขา้ ราชการพลเรือน ขึน้ เป็นครัง้ แรกนอกจากนย้ี ังมพี ระราชกรณียกจิ ตา่ ง ๆ ดงั ต่อไปนี้ ด้านการปกครอง พระองคม์ ีพระราชปรารภจะพระราชทานรัฐธรรมนูญ ให้แดค่ นไทยแตถ่ ูกทกั ท้วงจากพระ บรมวงศ์ชน้ั ผู้ใหญ่ จึงได้ระงบั ไปก่อน ตอ่ มาเกิดเหตุการณ์ปฏวิ ัติโดยคณะราษฎรในวันท่ี 24 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2475 พระองคจ์ งึ ยินยอมสละพระราชอานาจ และเปน็ พระมหากษตั ริย์ภายใต้รัฐธรรมนญู นาไปสูก่ ารตั้ง รฐั สภาและรฐั บาล เพ่ือบรหิ ารราชการแผ่นดนิ ต่อมามีการรา่ งรฐั ธรรมนญู ฉบบั ใหม่ และพระราชทาน รัฐธรรมนญู สาหรบั การปกครองแผน่ ดินเม่ือวันที่ 10 ธนั วาคม พ.ศ. 2475 ด้านการศกึ ษาและการศาสนา ทรงปฏริ ูปมหาวทิ ยาลัย โดยทรงสรา้ งกลไกการปฏริ ูปมกี ารแตง่ ต้ัง คณะกรรมการปฏิรูปจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั นับเปน็ ครง้ั แรกทีผ่ ู้หญิงและผชู้ ายไดร้ ับความเสมอภาคทาง การศกึ ษา มโี อกาสเขา้ รับการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะแพทยศาสตร์ ด้านศาสนา ทรงจดั พมิ พ์พระไตรปิฎกฉบบั พิมพ์อักษรไทยสมบรู ณ์ ขนานนามว่า “พระไตรปฎิ ก สยามรฐั ”

99 1.8 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานนั ทมหดิ ลพระอฐั มรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ 8) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหดิ ล พระอฐั มรามาธบิ ดนิ ทร พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธบิ ดนิ ทร (รัชกาลที่ 8) พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอฐั มรามาธบิ ดนิ ทรพระนามเดมิ ว่า พระว รวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ อานันทมหดิ ล เปน็ พระราชโอรสในสมเดจ็ พระมหิตลาธิเบศร อดลุ ยเดชวิกรม พระบรม ราชชนก กับสมเดจ็ พระศรีนครนิ ทราบรมราชชนนเี สดจ็ พระบรมราชสมภพ เม่ือวนั อาทติ ยท์ ี่ 20 กนั ยายน พ.ศ. 2468 เสด็จข้ึนครองราชสมบตั ิเม่ือวันเสารท์ ี่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 เสดจ็ สวรรคต เมือ่ วันอาทิตยท์ ่ี 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489

100 พระราชกรณียกจิ พระราชกรณยี กจิ ในการบริหารจดั การของพระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอานนั ทมหิดล ดา้ นการปกครอง ได้พระราชทานรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2489 ซง่ึ เป็นรฐั ธรรมนญู ฉบับถาวรฉบบั ที่ 2 ประกาศใช้หลังจากรัฐธรรมนญู ฉบบั ถาวร ฉบบั ท่ี 1 พทุ ธศักราช 2475 ท่ปี ระกาศใช้มา เปน็ เวลา 14 ปี การแก้ไขความบาดหมางระหวา่ งชาวไทย - จีน โดยพระองค์ได้เสด็จประพาสสาเพ็ง อย่างเป็นทางการ โดยมี พระราชประสงคส์ าคญั ที่จะเชื่อมสัมพนั ธไมตรีระหว่างชาวไทยกับชาวจนี นอกจากนี้ พระองค์ได้ทรง ประกอบพระราชกรณยี กิจที่มีความสาคัญและเป็นคุณประโยชน์แกป่ ระเทศชาตอิ ย่างไพศาล ในฐานะพระ ประมขุ สงู สดุ ของประเทศไทย ซงึ่ เปน็ ประเทศเอกราช โดยการเสด็จพระราชดาเนนิ ตรวจพลสวนสนามกอง ทหารสหประชาชาติพร้อมด้วยลอร์ด หลุยส์ เมานตแ์ บตเตน ผบู้ ญั ชาการทหารฝ่ายสมั พันธมิตรในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้การเสดจ็ พระราชดาเนินในครง้ั น้ีเปน็ การประกาศยืนยนั แนช่ ดั ถึงสถานภาพความเป็นเอก ราชของประเทศไทย สรา้ งขวญั และกาลงั ใจใหแ้ กป่ ระชาชนชาวไทยอย่างดยี ่ิง 1.0 พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช (รัชกาลท่ี 9) พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook