Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สรุปผลงานวิจัยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน)

สรุปผลงานวิจัยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน)

Published by Book, 2019-09-09 23:07:29

Description: สรุปผลงานวิจัยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน)
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561

Search

Read the Text Version

สรุปผลงานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องคการมหาชน) ประจําปง บประมาณ พ.ศ. 2561 HIGHLAND RESEARCH AND DEVELOPMENT INSTITUTE (PUBLIC ORGANIZATION)

ISBN: 978-616-8082-11-9 รวบรวม/เรียบเรียง นางสาวจิราวรรณ ปน ใจ และนางสาวพันธทุ พิ ย นนทรยี  จดั พิมพ สิงหาคม 2562 จัดพมิ พโดย สถาบนั วิจัยและพัฒนาพื้นทีส่ งู (องคการมหาชน) 65 หมู 1 ตําบลสุเทพ อาํ เภอเมือง จงั หวัดเชียงใหม 50200 ออกแบบ/พิมพที่ โทรศัพท 0 5332 8496-8 โทรสาร 0 5332 8494, 0 5332 8229 เว็บไซต http://www.hrdi.or.th หจก.วนิดาการพิมพ 14/2 หมู 5 ตําบลสันผีเสอ้ื อาํ เภอเมือง จงั หวัดเชยี งใหม 50300 โทรศัพท/ โทรสาร 0 5311 0503-4

สารบัญ CONTENTS สารบญั หนา 3 บทสรุปผบู ริหาร 5 9 แผนงานที่ 1 การวิจยั เพ่ือเพมิ่ ผลผลิตและคุณภาพของผลิตผลเกษตร 10 1. โครงการศกึ ษาวจิ ัยการเพ่ิมผลผลิตขา วบนพ้ืนท่ีสูง 13 2. โครงการวจิ ยั และพฒั นาการเพาะปลูกและแปรรูปเฮมพ 20 3. โครงการวจิ ยั ระบบการปลูกพืชทีเ่ หมาะสมสาํ หรบั พืน้ ที่สูง 24 4. โครงการวจิ ยั การคดั เลือกสายพนั ธุและพฒั นาการปลูกและการผลิต 26 เพอื่ เพ่มิ คณุ ภาพของกาแฟอราบิกาโครงการหลวง 30 5. โครงการวิจัยและพัฒนาการเพม่ิ ผลผลิตและคณุ ภาพผักอินทรียใ นพนื้ ท่โี ครงการหลวง 32 6. โครงการเปรยี บเทียบพันธพุ ชื ผกั ท่ีเหมาะสมสําหรับพนื้ ทสี่ งู 33 7. โครงการคัดเลอื กพันธุพชื ผกั เพ่อื ผลติ เมล็ดพนั ธุอินทรีย 35 8. โครงการศกึ ษาคัดเลือกพันธุก ระเทียมบนพืน้ ท่สี ูง 38 9. โครงการวิจัยและพฒั นาการผลติ องุนรบั ประทานสดบนพ้ืนทส่ี ูง 40 10. โครงการวิจยั และพัฒนาการผลติ เสาวรสหวานปลอดโรค 42 11. โครงการวจิ ัยและพัฒนาการผลิตเคพกสู เบอรร ี่ ราสพเ บอรร ี่ และแบลค็ เบอรร่ี 44 12. โครงการวจิ ัยและพฒั นาการผลิตพชื ตระกลู สม ปลอดภัย 48 13. โครงการวจิ ัยเพอ่ื พฒั นาเทคโนโลยกี ารผลติ ไมด อกท่ีเหมาะสมและสรา งอาชพี ใหแกช มุ ชนบนพน้ื ทสี่ ูง 50 14. โครงการวิจยั และพัฒนาการปลูกไผบนพื้นท่สี ูง 53 15. โครงการวิจัยเพ่อื เสริมสรางประสทิ ธภิ าพการผลิตสกุ รบนพน้ื ทส่ี ูง 55 16. โครงการวจิ ยั และพัฒนาการเลยี้ งแพะและแกะขนบนพืน้ ทสี่ ูง 56 17. โครงการศึกษาวิจยั การผลิตอาหารสัตวอินทรีย 58 18. โครงการพัฒนาระบบกาซชีวภาพเพื่อใชเ ปน พลงั งานในการผลติ กระแสไฟฟาและปมน้าํ บนพ้ืนทีส่ ูง 59 19. โครงการประเมินผลสําเรจ็ ของงานพัฒนาและสง เสรมิ ดา นปศสุ ัตวข องมลู นิธโิ ครงการหลวง 61 20. โครงการศึกษาพนั ธุไกพน้ื เมืองบนพ้ืนทีส่ ูง 63 21. โครงการศึกษาวัสดุรองพ้ืนคอกท่เี หมาะสมสําหรับการเล้ียงหมหู ลมุ บนพื้นที่สงู 65 22. โครงการวิจัยและพฒั นาการเลี้ยงผ้ึงเพ่อื การเพ่ิมผลผลิตพชื และคุณภาพน้าํ ผึง้ 66 23. โครงการวิจยั เพ่ือปรับปรุงประสิทธภิ าพการใหน า้ํ และปยุ แกไ มผลสาํ คญั บนพื้นทีส่ ูง 24. โครงการศกึ ษาเพื่อปรบั ปรงุ กระบวนการจัดการหลงั การเก็บเกีย่ วผกั อนิ ทรยี ข องโครงการหลวง

แผนงานท่ี 2 การวิจัยเพอื่ ฟน ฟแู ละอนรุ กั ษท รัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอม 69 1. โครงการวิจัยการอนรุ กั ษและฟนฟูพืชทองถนิ่ เพ่ือการใชประโยชนข องชมุ ชนบนพ้นื ทสี่ งู 70 2. โครงการวิจยั เชิงปฏบิ ัติการเพอ่ื ฟน ฟแู ละสงเสรมิ การใชป ระโยชนเห็ดทองถิ่นบนพ้ืนทสี่ ูง 73 3. โครงการศกึ ษาชนดิ ไมทอ งถ่ินและการใชป ระโยชนเ พ่ือการปลูกปา ชาวบา น 76 4. โครงการศึกษาชนิด/พันธไุ มสนเพื่อปลูกเปนสวนปา และการอนรุ กั ษในพน้ื ที่โครงการหลวงวดั จนั ทร 78 5. โครงการฟน ฟแู ละใชประโยชนทรพั ยากรปาไมอ ยา งยั่งยืนภายใตก ระบวนการมีสวนรว ม 80 81 ของชุมชนบานวดั จันทร 84 6. โครงการวจิ ัยเพื่อฟน ฟูความอดุ มสมบูรณของดินบนพน้ื ที่สูง 86 7. โครงการศกึ ษาการจดั การขยะและน้ําเสยี ของชุมชนบนพ้ืนที่สงู 89 8. โครงการศึกษาการพัฒนาชุมชนโครงการหลวงเพอ่ื เปน ชมุ ชนคารบ อนตาํ่ และยงั่ ยืน ระยะท่ี 2 90 แผนงานที่ 3 การวิจัยเพ่อื ตอยอดภมู ปิ ญ ญาทองถิ่น และพฒั นานวัตกรรมจากความหลากหลาย 94 ทางชวี ภาพบนพื้นที่สงู 98 1. โครงการวิจัยและพัฒนาพืชสมนุ ไพรและยาพน้ื บา นบนพนื้ ทส่ี งู 103 2. โครงการวิจยั และพัฒนาผลิตภัณฑจากภมู ิปญญาทองถนิ่ และความหลากหลายทางชวี ภาพ 105 3. โครงการวิจัยและพฒั นาผลิตภณั ฑช วี ภาพเกษตรจากความหลากหลายทางชวี ภาพบนพน้ื ทส่ี ูง 108 แผนงานท่ี 4 การวจิ ยั ระบบเกษตรนิเวศพื้นท่ีสูง การวจิ ัยเชงิ พืน้ ท่ี และการทดสอบองคความรู 111 โครงการหลวง 114 1. โครงการวิจยั ระบบเกษตรแบบมีสว นรว มในชุมชนทมี่ ีฐานจากการปลูกฝน 117 2. โครงการวจิ ัยระบบเกษตรแบบมสี ว นรว มในชมุ ชนที่ปลูกขา วไร- ขา วโพด 121 3. โครงการวจิ ยั ระบบเกษตรแบบมสี ว นรว มในชุมชนทาํ นาบนพ้นื ทสี่ ูง 122 4. โครงการวจิ ัยระบบเกษตรแบบมสี วนรวมในชุมชนปาเม่ียง 125 5. โครงการวจิ ัยระบบเกษตรแบบมีสว นรว มในพนื้ ท่ีเฉพาะ 126 แผนงานท่ี 5 การวจิ ัยเพอื่ รองรบั การเปลี่ยนแปลงดานเศรษฐกจิ สังคม และสงิ่ แวดลอม 128 1. โครงการทดสอบรปู แบบการพฒั นาชมุ ชนตน แบบโครงการหลวงในโครงการพัฒนาพน้ื ที่สูง 131 แบบโครงการหลวง 132 2. โครงการศกึ ษาผลกระทบของสภาพภูมอิ ากาศทีม่ ตี อ ผลิตผลของไมผ ลบนพ้นื ทีส่ งู 135 3. โครงการทดสอบระบบฐานขอ มูลกาลอากาศในโครงการพัฒนาพน้ื ท่สี ูงแบบโครงการ 141 4. โครงการศกึ ษาระดบั การพฒั นาของชุมชนตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง 143 146 ในโครงการพัฒนาพื้นทีส่ ูงแบบโครงการหลวง แผนงานท่ี 6 การบรหิ ารจดั การและการจัดการทรพั ยส นิ ทางปญญาและสิทธชิ ุมชน 1. โครงการบริหารจัดการทรพั ยสนิ ทางปญ ญาจากผลงานวิจยั และภูมปิ ญญาทองถ่นิ ของชมุ ชนบนพ้นื ทีส่ ูง 2. การจัดการองคความรงู านวจิ ัย 3. โครงการพฒั นาเครือขา ยการวจิ ัยเพอื่ การพัฒนาพืน้ ทสี่ งู อยางย่งั ยนื 4. การกาํ กบั ติดตามงานวจิ ัย 5. การวิเคราะหและประเมนิ ผลกระทบจากการนาํ ผลงานไปใชประโยชน

บทสรปุ ผูบรหิ าร RESEARCH SUMMARY สถาบันวจิ ยั และพัฒนาพื้นทสี่ ูง (องคก ารมหาชน) ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2561 สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นท่ีสูง (องคการมหาชน) มีภารกิจหลักในการสนับสนุนงานโครงการหลวงและขยายผล องคค วามรูโครงการหลวง การดําเนินงานวิจัยของสถาบนั วิจยั และพัฒนาพ้นื ที่สงู มุง เนน การวิจยั เพอื่ ตอบสนองภารกิจหลกั ในการพัฒนาพ้ืนที่สูง โดยตอยอดองคความรูโครงการหลวง และภูมิปญญาทองถ่ิน รวมท้ังการพัฒนานวัตกรรมจากความ หลากหลายทางชวี ภาพบนพนื้ ทสี่ งู ตลอดจนสามารถนาํ ผลการวจิ ยั ไปใชป ระโยชนไ ดอ ยา งรวดเรว็ และกวา งขวาง รวมทง้ั การ สรา งความรวมมอื ดานงานวิจยั กบั ภาคสว นทเี่ กย่ี วขอ ง โดยในปง บประมาณ พ.ศ. 2561 มจี ํานวนโครงการวิจยั ท่ดี ําเนนิ การ 44 โครงการหลกั 92 โครงการยอ ย และ 5 กจิ กรรม ภายใต 6 แผนงาน งบประมาณรวม 84,453,000 บาท ผลการดาํ เนนิ งาน สําคญั มีดงั นี้ ตาราง จาํ นวนโครงการวิจยั และงบประมาณของแตล ะแผนงานวจิ ยั ประจําปง บประมาณ พ.ศ. 2561 แผนงานวจิ ยั จํานวนโครงการ/กิจกรรม งบประมาณ โครงการหลัก โครงการยอย กจิ กรรม (บาท) 1. แผนงานการวิจยั เพ่อื เพ่มิ ผลผลิตและคณุ ภาพ 24 51 - 42,900,000 ของผลิตผลเกษตร 11,700,000 2. แผนงานการวจิ ยั เพ่อื ฟน ฟแู ละอนรุ ักษ 8 10 - 13,200,000 ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ ม 5,300,000 3. แผนงานการวิจยั เพอ่ื ตอ ยอดภมู ิปญ ญาทองถิน่ - และพัฒนานวตั กรรมจากความหลากหลายทาง 3 16 3,600,000 ชวี ภาพบนพ้นื ทสี่ งู 7,753,000 84,453,000 4. แผนงานการวจิ ัยระบบเกษตรนเิ วศพ้ืนทสี่ ูง การวิจัยเชงิ พื้นที่ และการทดสอบองคความรู 5 11 - โครงการหลวง 5. แผนงานการวจิ ัยเพอื่ รองรบั การเปลีย่ นแปลง 4 4 - ดานเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดลอ ม 6. แผนงานการบริหารจดั การและการจัดการทรัพยสนิ - - 5 ทางปญญาและสิทธิชมุ ชน รวม 44 92 5 สรปุ ผลงานวิจยั สถาบนั วจิ ยั และพฒั นาพื้นทีส่ งู (องคการมหาชน) 5 ประจาํ ปงบประมาณ พ.ศ. 2561

แผนงานที่ 1 การวจิ ยั เพือ่ เพ่มิ ผลผลิตและคณุ ภาพของผลติ ผลเกษตร เนน การสนบั สนนุ งานวจิ ยั เพอ่ื ตอ ยอด องคความรูจากโครงการหลวง โดยเฉพาะองคความรูเพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพดานการผลิตพืชและสัตวใหผลผลิต มปี รมิ าณและ/หรอื คณุ ภาพสงู ขน้ึ จาํ นวน 24 โครงการ เชน ขา วพนั ธทุ อ งถนิ่ เฮมพ กาแฟอราบกิ า ผกั อนิ ทรยี  กระเทยี ม องุน เสาวรสรับประทานสด พืชตระกูลสม ไมผลกลุมเบอรรี่ ไมดอก แพะ แกะขน ไกพันธุพื้นเมือง เปนตน สรปุ ผลการดําเนนิ งานไดดงั น้ี 1. องคความรูดานพันธุพชื และสตั วท ี่มีศกั ยภาพและเหมาะสมสาํ หรบั พื้นทส่ี ูง (พืช 16 ชนดิ 24 พนั ธุ สตั ว 2 ชนดิ 5 พนั ธ)ุ ประกอบดวย 1.1 พันธพุ ชื กลมุ พชื ไร: ไดพ นั ธขุ า วทอ งถน่ิ ทมี่ คี ณุ คา ทางโภชนาการสงู 2 สายพนั ธุ พนั ธขุ า วไรท ที่ นตอ แมลงบวั่ บนพน้ื ทส่ี งู และไมไวตอ ชวงแสง 4 สายพันธุ และสายพนั ธุท่มี ธี าตเุ หล็กและสงั กะสีสงู หรอื มคี วามหอม 1 สายพนั ธุ สวนเฮมพอยูระหวา ง การคดั เลอื กและปรบั ปรงุ พนั ธเุ ฮมพ THC ตํ่า ที่มเี ปอรเซน็ ตเสน ใยสูง เปอรเ ซน็ ตน้ํามันในเมลด็ สงู ไมตอบสนองตอ ชวงแสง และเฮมพส ายพันธแุ ท กลมุ พชื ผกั : พนั ธุมนั เทศญ่ีปุน พนั ธฟุ ก ทอง และพนั ธมุ ะระทเ่ี หมาะสมแตละระดบั ความสงู ชนดิ ละ 2 พันธุ รวมทง้ั พันธมุ ะเขือเทศท่ที นตอ อากาศรอ น 1 พนั ธุ พันธุกระเทยี มทใ่ี หผ ลผลติ สงู และมคี ณุ คาทางโภชนเภสชั 2 พนั ธุ กลมุ ไมผล: พันธไุ มผ ลที่มศี กั ยภาพในการผลติ ประกอบดวย เสาวรส 2 พนั ธุ และแบล็คเบอรร ่ี 1 พนั ธุ กลุมไมด อก: ไดพนั ธุก หุ ลาบท่ีเหมาะสมและตรงความตองการตลาด 5 พนั ธุ และ พนั ธุไ ผ: ท่ีเหมาะสมสําหรบั การบริโภคและความตอ งการของตลาด 6 ชนดิ และเหมาะสมสาํ หรบั การใชลาํ และความตอ งการตลาด 10 ชนิด 1.2 พนั ธสุ ตั ว สุกร: สายพันธุลกู ผสมโครงการหลวง 2 สายพนั ธุ และสกุ รสายพันธแุ ท 2 สายพันธุ ไก: สายพันธไุ กพ้ืนเมอื งบนพน้ื ทสี่ งู 1 สายพนั ธุ ผึง้ : ชนิดผง้ึ และชนั โรงท่ีเหมาะสมในการชว ยเพมิ่ ประสิทธิภาพการผสมเกสร อยา งละ 1 ชนิด 2. องคความรเู ทคโนโลยกี ารเพม่ิ ผลผลติ และคุณภาพพืชและสตั ว ประกอบดว ย 2.1 องคความรเู ทคโนโลยีการเพิม่ ผลผลติ และคณุ ภาพพืช ไดแก (1) กลมุ พืชไร 5 วธิ กี าร (ขา วและเฮมพ) (2) กลมุ พืชผัก 11 วิธกี าร (กะหลํ่าปลหี วาน ถ่วั แขก กวางตุง เบบฮ้ี องเต มะเขือเทศอนิ ทรยี  คะนาฮอ งกง มันเทศญปี่ ุน และกระเทียม) (3) กลมุ ไมผล 7 วธิ กี าร (สม เคพกูสเบอรร ี่ ราสพเบอรรี่ แบลค็ เบอรร ี่ และองุน ) (4) ไมด อก 2 วิธีการ (วานสที่ ศิ และบวั ดิน) 2.2 องคค วามรูเทคโนโลยีการเพ่มิ ผลผลิตและคุณภาพสัตว 5 วิธีการ ไดแ ก สุกร แพะ ผึ้ง และชนั โรง 3. ระบบการปลูกพืชและสัตว ไดแก ระบบการปลูกพืชหมุนเวียนท่ีเพ่ิมความอุดมสมบูรณของดินและผลผลิตขาว และระบบการปลูกพืชเพอ่ื ลดการเผาในการปลกู ขาวไรบนพ้ืนทส่ี งู 2 ระบบ และระบบการเลย้ี งสกุ ร 1 วธิ ีการ 4. การจัดการหลังการเก็บเก่ยี วผกั อนิ ทรีย จาํ นวน 11 ชนิด ในพื้นที่ศนู ยพฒั นาโครงการหลวง 10 แหง 6 สรปุ ผลงานวจิ ัย สถาบนั วิจัยและพัฒนาพน้ื ที่สงู (องคการมหาชน) ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2561

แผนงานที่ 2 การวิจัยเพื่อฟน ฟูและอนุรกั ษท รัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอม เนนการวิจัยเพ่ืออนุรักษ และฟนฟูพืชทองถ่ินและความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเปนแหลงอาหารของชุมชนบนพ้ืนท่ีสูง นอกจากน้ียังมี การทดสอบเทคโนโลยกี ารฟน ฟคู วามอดุ มสมบรู ณข องดนิ บนพนื้ ทสี่ งู ตลอดจนงานวจิ ยั ดา นปา ไมเ พอ่ื นาํ ไปสกู ารจดั การ ทรพั ยากรปาไมข องชุมชนอยางยั่งยนื ซึง่ ดําเนนิ การเปน ปท่ี 3 ในพืน้ ทโี่ ครงการหลวง 10 แหง รวมถงึ กาํ หนดกจิ กรรม รวมกับชุมชนเพื่อใหเกิดการบริหารจัดการและใชประโยชนทรัพยากรปาไมอยางย่ังยืน นอกจากน้ียังมีการศึกษา พัฒนาชุมชนโครงการหลวงเพ่ือเปนชุมชนคารบอนต่ําและยั่งยืน 12 ชุมชน โดยมีผลการดําเนินงานวิจัยท่ีสําคัญ ประกอบดวย 1. ดานความหลากหลายทางชีวภาพ ไดแ ก (1) การรวบรวมองคค วามรแู ละวิธกี ารขยายพันธพุ ชื /เห็ดใน 84 ชุมชน 6,728 องคค วามรู การเพาะขยายพนั ธพุ ืชทองถิ่นทีม่ ีศกั ยภาพทางเศรษฐกจิ 5 ชนิด การเพาะเลยี้ งเหด็ ไมคอรไรซา 2 ชนดิ (2) การปลูกฟนฟูพืชทอ งถน่ิ 89 ชุมชน 950 ชนิด (3) กลุม อนุรกั ษฟน ฟแู ละใชประโยชนพืชและเห็ด 8 กลุม 2. ดา นปา ไม ไดแก ขอ มลู คณุ สมบัติเชิงกล และพลงั งานไมฟ น วิธกี ารรักษาเนือ้ ไมแ ละใชป ระโยชนไ มท อ งถ่ิน 3 ชนิด (ทะโล มะแขวน และกําลงั เสอื โครง ) รูปแบบผลิตภัณฑจากไมท องถน่ิ ไมส น และยาง อยางละ 1 รปู แบบ รวมทง้ั แนวทางการ ฟน ฟูและใชประโยชนทรัพยากรปาไม 1 แนวทาง 3. ดา นดนิ ไดแ ก วธิ กี ารฟน ฟคู วามอดุ มสมบรู ณข องดนิ ทเี่ หมาะสมกบั ชนดิ พชื บนพนื้ ทส่ี งู 3 ชนดิ (ขา วไร มนั สาํ ปะหลงั ขาวโพดเลีย้ ง) และแนวทางการลดปรมิ าณอาซินิคในดินเพาะปลูกบนพ้นื ที่สงู 1 แนวทาง 4. ดา นสิ่งแวดลอ ม ไดแก ตน แบบชุมชนที่มีการจดั การขยะและนาํ้ เสยี ทดี่ ี 2 ชุมชน และชมุ ชนคารบ อนต่ําและยัง่ ยนื 12 ชมุ ชน โดยมกี ารประเมนิ ผลเบื้องตน ตามชุดตัวช้วี ดั ใน 4 มิติ 32 ตัวช้ีวัดแลว ซึ่งอยูระหวา งดําเนนิ กิจกรรมเพือ่ ยกระดับ การพัฒนาของแตละชุมชน โดยมีเปาหมายในการขอรับการรับรองวาเปนชุมชนคารบ อนตํ่าและยั่งยืนในป พ.ศ. 2562 แผนงานที่ 3 การวจิ ยั เพอื่ ตอ ยอดภมู ปิ ญ ญาทอ งถนิ่ และพฒั นานวตั กรรมจากความหลากหลายทางชวี ภาพบนพนื้ ทสี่ งู เนนศึกษา รวบรวม และตอยอดภูมิปญญาทองถิ่นของชนเผาบนพ้ืนท่ีสูงเก่ียวกับการใชประโยชนจากพืช สมุนไพรและยาพื้นบานในการดูแลรักษาสุขภาพเบื้องตน การวิจัยและพัฒนาชีวภัณฑเกษตรและผลิตภัณฑ สําหรับ ปลูกพืชจากพืชหรือจุลินทรียบนพ้ืนท่สี ูงเพื่อทดแทนการใชสารเคมีเกษตร รวมท้ังยังมีงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ เพอื่ สรา งมลู คา เพม่ิ จากความหลากหลายทางชวี ภาพอนื่ ๆ ทส่ี ามารถนาํ มาเปน สว นประกอบสาํ คญั ของผลติ ภณั ฑต า งๆ เชน กลุมผลิตภัณฑอาหาร สมุนไพรและยาภายนอก กลุมผลิตภัณฑเวชสําอาง และกลมุ ผลิตภัณฑสําหรับคนและ/ หรอื สัตว เปนตน โดยมีผลผลิตงานวจิ ยั ที่สาํ คญั ประกอบดว ย 1. การวิจัยตอยอดภูมิปญญาทองถ่ินดานสมุนไพรและยาพื้นบานกลุมขับสารพิษ (สังหยู) โดยการศึกษาพฤกษเคมี ฤทธทิ์ างชีวภาพ และความเปนพิษระยะยาวของสงั หยูในสัตวทดลอง 2. ผลติ ภณั ฑชีวภาพเกษตรทดแทนการใชสารเคมี ไดแก ผลิตภัณฑปองกนั กําจัดโรคพืช 3 ผลิตภัณฑ ปอ งกนั กําจดั แมลง 1 ผลิตภณั ฑ และสง เสริมการเจรญิ เติบโตพชื 1 ผลติ ภณั ฑ 3. ผลิตภณั ฑจากธรรมชาติ 6 ผลิตภณั ฑ ไดแก ผลติ ภณั ฑตน แบบสําหรบั แมแ ละเด็ก ผลิตภณั ฑเพื่อสขุ ภาพสาํ หรบั ผูสูงอายุ และผลิตภัณฑเวชสําอางบํารุงผิวหนาสําหรับกลางคืน รวมทั้งการศึกษาคุณลักษณะทางเภสัชเวชและขอกําหนด มาตรฐานวตั ถดุ ิบสมนุ ไพรและสารสกัดพืชทอ งถิ่นท่ใี ชในผลิตภณั ฑเ วชสาํ อางของมลู นธิ ิโครงการหลวง โดยมีการสงมอบผลิตภัณฑใหกับมูลนิธิโครงการหลวง จํานวน 9 ผลิตภัณฑ ไดแก ผลิตภัณฑจากธรรมชาติ (ดแู ลผวิ หนังและผม) 6 ผลติ ภณั ฑ และผลติ ภณั ฑช ีวภาพเกษตร 3 ผลติ ภณั ฑ สรปุ ผลงานวิจยั สถาบนั วจิ ัยและพัฒนาพื้นทีส่ ูง (องคก ารมหาชน) 7 ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2561

แผนงานท่ี 4 การวิจัยระบบเกษตรนิเวศพ้ืนท่ีสูง การวิจัยเชิงพ้ืนที่ และการทดสอบองคความรูโครงการหลวง เนนผลงานวิจัยท่ีสามารถสนับสนุนการแกไขปญหาและยกระดับการพัฒนาระบบเกษตรที่เหมาะสมกับภูมิสังคม โดยกระบวนการวจิ ัยแบบมสี วนรว มกบั เกษตรกรบนพื้นทีส่ งู ใน 5 เขตเกษตรนิเวศ คอื (1) ชุมชนปาเมย่ี ง (2) ชมุ ชน ทป่ี ลกู ขา วเปน หลกั (3) ชมุ ชนทม่ี พี น้ื ฐานจากการปลกู ฝน (4) ชมุ ชนปลกู ขา วไร- ขา วโพด และ (5) พน้ื ทเ่ี ฉพาะทมี่ คี วาม แหงแลง โดยการนําองคความรูโครงการหลวงไปประยุกตใชผสมผสานกับภูมิปญญาของทองถ่ินในการแกไขปญหา การเกษตรของในแตละพ้ืนท่ี โดยมผี ลผลิตงานวจิ ยั ทส่ี ําคญั ประกอบดว ย 1. ชนิดพืช/สัตว ท่ีเหมาะสมในระบบเกษตรแบบตางๆ ไดแก ชนิดพืชผักที่เหมาะสมในการปลูกหลังนา 3 ชนิด ชนดิ ถ่วั ในการฟน ฟดู ิน 2 ชนิด ชนิดฟกทองญปี่ นุ 1 ชนิด ชนดิ พชื และสตั วท่ีสรางรายไดข องชุมชนปา เมีย่ ง และชนดิ ปลาที่ เหมาะสมกับนาขา ว 1 ชนดิ 2. เทคโนโลยีการผลิตและการจัดการ ไดแก ชนิดและอัตราการใหปุยอินทรียท่ีเหมาะสมการปลูกกาแฟในระบบ อินทรีย จาํ นวน 1 ชนิด และวิธีการเพิม่ ผลผลิตขา วไร 1 ชุดเทคโนโลยี วธิ กี ารปองกันเพลีย้ กระโดดแบบผสมผสานในนาขา ว 1 ชดุ เทคโนโลยี 3. ผลการวิเคราะหทุนการดํารงชีพและระบบเกษตรของชุมชน 2 ชุมชน (ชุมชนทํานา) โจทยวิจัยในการแกปญหา และยกระดบั อาชีพการเกษตรของชมุ ชน 2 โครงการ (ชมุ ชนทาํ นา) ความตอ งการสินคา เกษตร 3 ระดบั และผลตอบแทน ของพืชทมี่ ีโอกาสทางตลาด 3 ชนิด (พื้นทีเ่ ฉพาะ) แผนงานที่ 5 การวิจยั เพอื่ รองรับการเปลีย่ นแปลงดานเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดลอม เนนงานวิจัยเพื่อ สนับสนนุ การกําหนดนโยบายและทิศทางการดาํ เนินงานบนพน้ื ท่ีสงู ที่เหมาะสมกบั สภาพภมู สิ ังคม รวมทั้งการเตรยี ม การรองรบั การเปลย่ี นแปลงหรอื ผลกระทบตา งๆ ทมี่ ตี อ ชมุ ชนบนพนื้ ทส่ี งู โดยมผี ลผลติ งานวจิ ยั ทสี่ าํ คญั ประกอบดว ย 1. รูปแบบการพฒั นาชมุ ชนตนแบบโครงการหลวงในโครงการพัฒนาพน้ื ที่สูงแบบโครงการหลวง 6 แหง 2. ชุดตัวบงช้ีคุณลักษณะชุมชนที่พึงประสงคตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการยกระดับการพัฒนาชุมชนใน 3 ชมุ ชน 3. แนวทางการปรับตัวของเกษตรกรในการปลูกไมผลเขตหนาวบนพื้นท่ีสูง 1 แนวทาง และระบบฐานขอมูลกาล อากาศในการพยากรณอากาศในพื้นท่ีสูง 1 ระบบ รวมทั้งขอมูลผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตอความ ออ นไหวของผลผลิต แผนงานท่ี 6 การบริหารจัดการและการจัดการทรพั ยสินทางปญญาและสิทธิชมุ ชน โดยมีผลการดําเนินงาน ประกอบดวย (1) จดทะเบียน/จดแจงทรัพยสินทางปญญาใหมที่เกิดจากผลงานวิจัย และทรัพยสินทางปญญา ของชุมชนบนพ้ืนท่ีสูง 12 รายการ (2) สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยสินทางปญญาของชุมชน 5 ชุมชน (3) การเชอ่ื มโยงการเรยี นรแู ละถายทอดองคความรจู ากงานวิจัยไปสูเ กษตรกรและนกั พฒั นา 18 เรือ่ ง (4) การพฒั นา เครอื ขา ยความรวมมือกับหนวยงานท่ีเกีย่ วขอ ง 2 เร่ือง (5) การวเิ คราะหแ ละประเมนิ ผลกระทบจากการนาํ ผลงานไป ใชป ระโยชน 3 เร่อื ง (6) การจัดทาํ ระบบฐานขอ มลู งานวิจยั 1 ระบบ (7) การจัดทาํ ระบบติดตามงานวจิ ัย 1 ระบบ และ (8) การกาํ กบั ตดิ ตามงานวิจัยโดยคณะอนกุ รรมการวจิ ยั และพัฒนา ซึง่ มกี ารประชุมและติดตามงานในพ้ืนทีร่ วม 20 คร้งั 8 สรปุ ผลงานวจิ ยั สถาบันวิจยั และพฒั นาพืน้ ทสี่ ูง (องคก ารมหาชน) ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2561

การวิจยั เพือ่ เพมิ่ ผลผลิตและ คณุ ภาพของผลติ ผลเกษตร HIGHLAND RESEARCH AND DEVELOPMENT INSTITUTE (PUBLIC ORGANIZATION)

แผนงานการวจิ ัยเพ่ือเพิม่ ผลผลติ และคุณภาพของผลิตผลเกษตร งานวจิ ยั เพอื่ เพมิ่ ผลผลติ และตลาด มงุ เนน งานวจิ ยั เพอื่ สนบั สนนุ และตอ ยอดองคค วามรจู ากโครงการหลวง โดยเฉพาะ การวจิ ยั เพอ่ื เพม่ิ ประสทิ ธิภาพการผลติ พชื อาหารหลักในการสรางความม่นั คงดา นอาหาร การผลติ พชื และสัตวที่เปนมติ รกบั สงิ่ แวดลอ มบนพน้ื ทส่ี งู การวจิ ยั ชนดิ และพนั ธทุ ร่ี องรบั การเปลย่ี นแปลงของสภาพภมู อิ ากาศ หรอื มคี ณุ คา พเิ ศษทางโภชนาการ และการวิจยั ดา นการจดั การหลงั การเกบ็ เก่ียวพืชผกั ประกอบดว ย 24 โครงการหลกั สรปุ ผลการดาํ เนนิ งาน ดงั นี้ 1. โครงการศกึ ษาวจิ ัยการเพมิ่ ผลผลติ ขาวบนพ้นื ทสี่ งู ชมุ ชนบนพนื้ ทสี่ งู ปลกู ขา วเพอ่ื เปน อาหารหลกั โดยเฉพาะชนเผา ปกาเกอะญอทท่ี าํ นาเปน หลกั พนั ธขุ า วทปี่ ลกู บนพนื้ ทสี่ งู สําหรับบริโภคสวนใหญคือพันธุทองถ่ินหรือพันธุพื้นเมือง (Local variety) โดยปลูกปละคร้ังและอาศัยนํ้าฝนเปนหลัก บนพื้นที่สงู มีพื้นที่ปลกู ขาวถงึ รอยละ 60 ของพื้นท่เี กษตรทัง้ หมด แตยังประสบปญ หาขา วไมเพียงพอตอการบริโภคเน่ืองจาก ผลผลติ ตอ พน้ื ทต่ี าํ่ ปญ หาผลผลติ ขา วบนพน้ื ทสี่ งู ไมเ พยี งพอเนอ่ื งจาก (1) การเพม่ิ ขน้ึ ของประชากรตอ ครวั เรอื น (2) พนั ธขุ า ว ทีป่ ลูกไมเ หมาะสมกบั พนื้ ท่ี (3) การระบาดของแมลงบว่ั (4) ขาวมกี ารปนพนั ธุ กลายพันธุและสญู พนั ธุ (5) การแปรปรวน สภาพภมู อิ ากาศ ไดแ ก ฝนและอุณหภูมิ (6) ดินมีความอดุ มสมบูรณตํา่ และ (7) ดินมีการชะลางสงู ความสามารถในการ กกั เกบ็ นา้ํ ตา่ํ ดงั นน้ั เพอ่ื แกไ ขปญ หาการปลกู ขา วบนพนื้ ทสี่ งู จงึ ศกึ ษาวจิ ยั การเพม่ิ ผลผลติ ขา วบนพน้ื ทสี่ งู สรปุ ผลการดาํ เนนิ งาน ดังน้ี 1. การวจิ ยั และคดั เลอื กพนั ธขุ า วทอ งถนิ่ บนพนื้ ทสี่ งู ทมี่ ศี กั ยภาพใหผ ลผลติ สงู หรอื มคี ณุ คา ทางโภชนาการ สาํ หรบั เพ่มิ มูลคา 1.1 รวบรวมพันธุขา วทองถน่ิ ของพื้นท่ีสูงเพิ่มเตมิ จํานวน 23 พันธุ ประกอบดวย พนั ธขุ า วไร 8 พนั ธุ และพันธุ ขาวนา 15 พันธุ ปจจบุ ันมีพันธุขา วทอ งถิน่ ท่อี นรุ กั ษทัง้ หมด 429 พันธุ 1.2 พนั ธุขาวทองถ่นิ มคี ุณคา โภชนาการพิเศษจํานวน 2 พนั ธุ ไดแ ก ขา วฮา ว และขา วเจา ดาํ 1.2.1 ขา วฮา ว เมล็ดขาวกลองมีสีแดง ปริมาณอะไมโลส 18.92 เปอรเ ซน็ ต มีโปรตีน 11,800 มลิ ลกิ รัมตอ 100 กรัม กากใยอาหาร 2,010 มลิ ลิกรัม ตอ 100 กรมั แคลเซยี ม 129.7 มิลลิกรมั ตอกิโลกรมั ธาตุสงั กะสี 29.05 มลิ ลกิ รมั ตอ กิโลกรมั และมคี วามสามารถในการตานสารอนุมูลอิสระ 9.58 ขาวฮาว 1.2.2 ขาวเจาดํา เมล็ดขาวกลองมีสีมวงดํา ปริมาณอะไมโลส 12.11 เปอรเซ็นต โปรตนี 10,650 มลิ ลกิ รัมตอ 100 กรัม ปรมิ าณไขมัน 3,220 มลิ ลกิ รมั ตอ 100 กรมั ธาตสุ งั กะสี 27.61 มลิ ลกิ รมั ตอ กโิ ลกรมั และมคี วามสามารถ ในการตา นสารอนุมลู อสิ ระ 3.28 ขาวเจาดํา 1.3 การทดสอบและคัดเลอื กพนั ธขุ าวท่ีทนตอแมลงบ่ัวบนพนื้ ท่ีสงู พบวาฤดนู าป พ.ศ. 2561 แมลงบัว่ มกี ารเขา ทาํ ลายสงู ถงึ 66.33 เปอรเ ซน็ ต และสายพนั ธุ CMU-L3 ทนทานตอ แมลงบวั่ มากทส่ี ดุ ใหผ ลผลติ สงู สดุ เฉลย่ี 693 กโิ ลกรมั ตอ ไร 10 สรปุ ผลงานวจิ ยั สถาบนั วิจยั และพัฒนาพืน้ ท่ีสงู (องคก ารมหาชน) ประจําปง บประมาณ พ.ศ. 2561

2. การวจิ ยั และทดสอบเทคโนโลยีการเขตกรรมที่เหมาะสมสาํ หรบั การปลูกขาวบนพ้นื ท่ีสูง 1 2.1 การคัดพันธุและผลิตเมล็ดพันธุขาวทองถ่ินใหบริสุทธ์ิ ตรงตามพันธุ โดยทดสอบรวมกับเกษตรกร แผน ่ีท ในฤดูนาป พ.ศ. 2561 พบวาเมล็ดพันธุขาวจํานวนทั้งหมด 103 ตัวอยาง ผานคุณภาพมาตรฐานเมล็ดพันธุขาวจํานวน 63 ตวั อยาง (คดิ เปน รอยละ 61) ซ่ึงดาํ เนนิ การในพ้ืนทมี่ ลู นิธโิ ครงการหลวง 11 พน้ื ที่ ไดแ ก อนิ ทนนท หมอกจา ม วัดจนั ทร แมทาเหนือ พระบาทหวยตม ทุงหลวง แมโถ แมสะปอก แมสะเรียง แมแฮ และแมลานอย พ้ืนที่โครงการพัฒนาพื้นท่ีสูง แบบโครงการหลวง จํานวน 6 แหง ไดแก หวยเปา ผาแตก บอเกลือ แมสลอง และแมมะลอ และพื้นที่โครงการรักษนํ้า เพ่ือพระแมของแผนดิน 1 แหง คือ หมากแขง สําหรับตัวอยางเมล็ดพันธุขาวที่ยังไมผานมาตรฐาน เน่ืองจากมีจํานวน เมล็ดขาวแดงเกิน 20 เมล็ดตอ 500 กรมั ซึ่งตองปลกู คัดเลือกในฤดนู าป พ.ศ. 2562 ตอไป 2.2 การทดสอบและสาธิตวิธีการใหนํ้าแบบนาน้ํานอยสําหรับการปลูกขาวนาบนพ้ืนที่สูง โดยดําเนินการ รว มกับเกษตรกร 5 ชุมชน พบวา 2.2.1 บา นทงุ หลวง ปลกู ขาวพนั ธบุ อื โปะโละ ไดผ ลผลิต 699 กโิ ลกรมั ตอไร และปลูกพันธบุ ือบอ ไดผลผลติ 529 กิโลกรมั ตอ ไร 2.2.2 บานหว ยขา วลบี ปลูกขาวพนั ธุบอื โปะ โละ ไดผ ลผลิต 684 กิโลกรัมตอ ไร 2.2.3 บานหนองหลม ปลูกขาวพันธบุ อื โปะโละ ไดผลผลิต 685 กโิ ลกรัมตอไร 2.2.4 บา นแมข นิล ปลกู ขา วพนั ธุสันปาตอง 1 ไดผลผลิต 1,258 กโิ ลกรัมตอไร 2.2.5 บา นหว ยหอ ม ปลูกขา วพนั ธบุ อื โปะ โละ ไดผ ลผลิต 500 กโิ ลกรมั ตอ ไร 2.3 การทดสอบวิธีการจัดการปุยในดินสําหรับเพ่ิมผลผลิตขาวนาบนพื้นที่สูง พบวา ในฤดูนาป พ.ศ. 2561 วิธีการใสปุยตามคาวิเคราะหดินทําใหผลผลิตขาวในพื้นท่ีบอเกลือสูงขึ้นรอยละ 2.56 และวิธีการใสปุยอินทรียสามารถ เพ่มิ ผลผลิตขาวในพื้นทปี่ างหนิ ฝน แมม ะลอ และนา้ํ แขวง รอยละ 10.4, 35.0 และ 44.0 ตามลําดบั 2.4 วิธีการปลูกขาวอายุกลา 25-30 วัน เปรียบเทียบกับอายุกลาปกติของเกษตรกร (40-50 วัน) พบวา พันธุขาวบือเนอมู ปลกู กลา ขา วอายุ 15 วัน ผลผลติ ของขา วกลาเฉลย่ี 800 กโิ ลกรมั ตอ ไร และผลผลิตของกลาขาวอายุปกติ เฉล่ีย 640 กิโลกรัมตอ ไร ซึ่งปก ดาํ กลาอายสุ น้ั ใหผ ลผลติ ขา วสงู กวากลา อายปุ กติรอ ยละ 25.0 2.5 วิธีการอนุรักษดินและนํ้าดวยวิธีการ cut and fill สําหรับพื้นท่ีปลูกขาวไรบนพ้ืนท่ีสูง ในฤดูนาป พ.ศ. 2561 (ปที่ 1) พบวา การปรับพ้ืนที่ปลูกขาวไรดวยวิธีการ cut and fill ของพ้ืนท่ีหนองเขียวใหผลผลิตขาวพันธุ เลาทูหยา 920 กิโลกรัมตอไร พื้นที่ผาแตกใหผลผลิตขาวพันธุบือแขร 780 กิโลกรัมตอไร และพันธุเบี้ยวจิกูใหผลผลิต 500 กิโลกรัมตอไร สําหรับพ้ืนท่ขี นุ วางใหผ ลผลิตขา วพันธเุ ลา ทูหยา 820 กโิ ลกรมั ตอ ไร 3. การศึกษาและคัดเลือกพันธุขาวไรทองถ่ินบนพ้ืนท่ีสูงที่ทนทานแมลงบ่ัว ไมไวตอชวงแสง และพันธุขาวไร ทอ งถน่ิ ทมี่ คี ณุ ภาพพเิ ศษทางโภชนาการ ไดพ นั ธขุ า วไรท อ งถน่ิ ลกู ผสมทที่ นทานตอ แมลงบว่ั ไมไ วตอ ชว งแสง และมคี ณุ คา โภชนาการ จํานวน 5 สายพันธุ ประกอบดวย (1) BA3 × CMU-L2 (2) BA3 × CMU-B2 (3) JPD1 × CMU-L2 (4) JPD1 × CMU-B2 และ (5) JPD1 × PTT1 ซึ่งพันธุข า วทองถนิ่ คผู สม JPD1 × CMU-L2 ใหผ ลผลิตสูงสดุ รองลงมาไดแ ก JPD1 × PTT1 มคี าสูงกวาสองเทา ของพันธุแมพืน้ เมือง สรุปผลงานวิจยั สถาบันวิจยั และพัฒนาพน้ื ทส่ี งู (องคก ารมหาชน) 11 ประจาํ ปง บประมาณ พ.ศ. 2561

ผลผลิตท่สี าํ คญั ของงานวจิ ยั 1. พนั ธุขา วทองถิน่ ทม่ี ีคุณคาทางโภชนาการ 2 พันธุ ไดแ ก ขาวฮาว และขาวเจาดาํ 2. เมลด็ พนั ธขุ าวทอ งถน่ิ ท่บี รสิ ุทธ์ิ ตรงตามพนั ธุ และมคี ณุ ภาพผา นมาตรฐานเมลด็ พนั ธุ 3. ชมุ ชนบนพนื้ ทสี่ งู ปลกู ขา วนาโดยใหน า้ํ แบบนานา้ํ นอ ย 5 ชมุ ชน ไดแ ก บา นทงุ หลวง บา นหว ยขา วลบี บา นหนองหลม บานแมขนิล และบา นหวยหอ ม 4. ชมุ ชนบนพน้ื ท่ีสงู สามารถเพ่มิ ผลผลิตขา วนาตอพนื้ ท่ี โดยวธิ ีการใสป ยุ อนิ ทรยี ซ งึ่ เพิ่มขึ้นสงู สุดรอยละ 44.0 5. วิธีการปลูกขาวอายุกลา 25-30 วัน ทําใหผลผลิตขาวเพ่ิมขึ้นรอยละ 25 เมื่อเทียบกับการปลูกอายุกลา 40-50 วัน 6. การอนุรักษดินและนํ้าดวยวิธีการ cut and fill สําหรับพื้นที่ปลูกขาวไรบนพ้ืนที่สูง (ปท่ี 1) ใหผลผลิตขาว พนั ธเุ ลา ทหู ยาสงู ถงึ 820-920 กโิ ลกรมั ตอ ไร พนั ธบุ อื แขรใ หผ ลผลติ ขา ว 780 กโิ ลกรมั ตอ ไร และพนั ธเุ บย้ี วจกิ ใู หผ ลผลติ 500 กิโลกรัมตอไร 7. พันธุขาวไรทองถ่ินท่ีทนตอแมลงบ่ัวบนพื้นท่ีสูง ไมไวตอชวงแสง จํานวน 4 สายพันธุ และพันธุขาวไรทองถ่ิน บนพ้นื ท่สี ูงทมี่ ีธาตุเหลก็ และสงั กะสสี งู หรอื มีสารความหอม จาํ นวน 1 สายพนั ธุ แผนการนาํ ผลงานวิจัยไปใชป ระโยชน 1. การใชประโยชนเ ชิงวชิ าการ 1.1 นาํ องคความรูท ่ไี ดใ นป พ.ศ. 2561 ไปใชต อ ยอดงานวจิ ยั ป พ.ศ. 2562 ดังนี้ 1) ทดสอบและคัดเลอื กพันธขุ าวทอ งถ่ินทม่ี ีคุณคา ทางโภชนาการและเหมาะสมกบั พนื้ ทส่ี งู 2) ทดสอบและคัดเลือกพันธขุ าวนาทองถ่ินท่ที นตอแมลงบั่วในพ้ืนทส่ี งู ท่ีมคี วามสงู ของพ้ืนที่ตางกนั 3) ทดสอบและประเมินศกั ยภาพการใหผลผลิตของพันธุข าวทอ งถิ่นลูกผสม (Yield trails) 4) ศกึ ษาวิจัยการอนรุ กั ษดินและนา้ํ ท่เี หมาะสมสาํ หรบั การปลกู ขาวไรบนพื้นท่สี งู 1.2 การนาํ เสนอผลงานวิจยั หรอื ตีพมิ พในรปู แบบตา งๆ นําเสนอผลงานวิจัยในการประชุมวิชาการผลงานวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวงและสถาบันวิจัยและพัฒนา พื้นทสี่ ูง (องคการมหาชน) 2. การใชประโยชนเ ชิงสาธารณะ สง มอบพนั ธุขา วทอ งถ่นิ บนพ้นื ท่ีสูงทม่ี คี ณุ คาทางโภชนาการแกมูลนิธิโครงการหลวง เพอื่ ขยายเมลด็ พันธขุ าว จาํ นวน 2 พันธุ คือ ขาวฮา วและขา วเจา ดาํ 12 สรุปผลงานวิจยั สถาบันวิจัยและพัฒนาพืน้ ทีส่ งู (องคการมหาชน) ประจําปง บประมาณ พ.ศ. 2561

2. โครงการวิจยั และพฒั นาการเพาะปลกู และแปรรปู เฮมพ 1 การศึกษาวิจัยและพัฒนาเฮมพเพื่อใชประโยชนของไทยยังมีนอย ซึ่งตองศึกษาวิจัยใหครบท้ังกระบวนการ ตั้งแต แผน ่ีท การพัฒนาปรับปรุงพันธุ คนหาเทคโนโลยีการเพาะปลูกใหมๆ ท่ีทันสมัยเหมาะสมกับสภาพแวดลอม รวมทั้งการพัฒนา เทคโนโลยีการแปรรูปเฮมพเปนผลิตภัณฑแ ละนาํ ไปใชป ระโยชนไดอ ยา งคุมคา ซง่ึ จะชว ยสรางรายไดใหเ กษตรกรบนพื้นทสี่ งู ทปี่ ลกู เฮมพไ ดอ ยา งถกู ตอ งตามกฎหมาย ลดการนาํ เขา วตั ถดุ บิ ไมส ง ผลเสยี ตอ สงิ่ แวดลอ ม ดงั นน้ั ในปง บประมาณ พ.ศ. 2561 ไดศกึ ษาวิจัย 5 โครงการยอ ย ไดแ ก 1. การคัดเลือกและปรบั ปรงุ พนั ธุเฮมพ 1.1 การคัดเลือกพันธเุ ฮมพ THC ต่าํ ใหม เี ปอรเซ็นตเสนใยสงู (รนุ ที่ 7) จากประชากรรนุ ที่ 6 (M6) จาํ นวน 4 พนั ธุ คอื RPF1 RPF2 RPF3 และ RPF4 พบวา มเี ปอรเซ็นตเสน ใยเฉล่ยี ในรุน เทากับ 18.03, 18.25, 16.29 แลว คัดเลือก ตนเฮมพท ัง้ 4 พันธุ จํานวน 9, 7, 3 และ 6 ตน ตามลําดบั ซึ่งมีคาเปอรเ ซน็ ตเสนใยสงู เฉลี่ยเทา กับ 22.10, 22.77, 21.37 และ 22.30 เปอรเซน็ ต ตามลาํ ดบั และยังคงมปี รมิ าณ THC ต่ํากวารอ ยละ 0.3 คอื 0.046, 0.027, 0.070 และ 0.032 ตามลําดบั แสดงคา เปอรเ ซน็ ตเสนใยเฮมพเฉลีย่ ในรุนท่ี 6 และคา เปอรเ ซน็ ตเสนใยเฉลีย่ ของตนท่คี ัดเลอื กในรนุ ท่ี 7 1.2 การคดั เลอื กพันธเุ ฮมพ THC ต่ํา ใหม ีเปอรเซ็นตน ํ้ามันในเมล็ดสูง (รนุ ท่ี 5) พบวา เฮมพท ้ัง 4 พนั ธุ คือ RPF1 RPF2 RPF3 และ RPF4 มปี รมิ าณนา้ํ มนั ในเมลด็ เฉลย่ี เพมิ่ ขนึ้ เมอ่ื เทยี บกบั รนุ ที่ 4 มปี รมิ าณนาํ้ มนั ในเมลด็ สงู เฉลยี่ เทา กบั 21.93, 20.18, 18.07 และ 16.32 เปอรเ ซน็ ต ตามลําดับ ซึ่งทกุ พันธุย ังคงมีปรมิ าณ THC ตาํ่ 0.050, 0.023, 0.025 และ 0.051 ตามลําดับ (ดังตารางที่ 1) แลวทําการคัดเลือกสายพันธุตอในประชากร คือ RPF1 RPF2 RPF3 และ RPF4 จาํ นวน 5, 4, 4 และ 7 ตน ตามลาํ ดับ สรปุ ผลงานวจิ ยั สถาบันวิจัยและพัฒนาพืน้ ทส่ี งู (องคการมหาชน) 13 ประจาํ ปงบประมาณ พ.ศ. 2561

ตาราง แสดงการเพม่ิ ขน้ึ ของปรมิ าณนาํ้ มนั ในเมลด็ เฮมพ งานคดั เลอื กประชากรเฮมพใ หม ปี รมิ าณนา้ํ มนั ในเมลด็ สงู ขนึ้ ในรุน ที่ 5 (M5) พนั ธุ ปรมิ าณน้ํามนั ในเฮมพ %Crudefat (M4) %Selectedcrude fat (M5) RPF1 16.61 21.93 RPF2 15.02 20.18 RPF3 15.22 18.07 RPF4 11.76 16.32 ตาราง แสดงปริมาณนาํ้ มนั ปรมิ าณโปรตนี ในเมล็ดเฮมพ เปอรเซน็ ต THC และเปอรเ ซน็ ต CBD ของเฮมพท ่ผี า นการ คัดเลอื กพนั ธุ RPF1 RPF2 RPF3 และ RPF4 รุนที่ 5 (M5) สายพนั ธุ นาํ้ มัน (%) โปรตนี (%) THC (%) CBD (%) O-RPF1-1 24.30 22.06 0.011 0.453 O-RPF1-2 33.70 15.94 0.022 0.738 O-RPF1-3 24.30 0.011 0.448 O-RPF1-10 11.81 - 0.013 0.439 O-RPF1-11 15.56 18.23 0.017 0.401 เฉล่ีย M5-RPF1 21.93 16.91 0.015 0.496 O-RPF2-1 16.12 18.29 0.011 0.282 O-RPF2-17 18.52 0.014 0.456 O-RPF2-18 20.99 - 0.025 0.498 O-RPF2-30 25.07 15.25 0.016 0.294 เฉลย่ี M5-RPF2 20.18 16.53 0.016 0.382 O-RFF3-16 18.18 0.018 0.342 O-RFF3-18 19.15 - 0.020 0.633 O-RFF3-19 16.92 15.89 0.011 0.335 O-RFF3-21 18.04 18.47 0.015 0.493 เฉลยี่ M5-RPF3 18.07 0.016 0.451 O-RFF4-8 18.84 - 0.371 0.034 O-RFF4-9 16.90 - 0.026 0.502 O-RFF4-11 15.68 20.44 0.015 0.318 O-RFF4-12 15.88 19.46 0.036 0.144 O-RFF4-17 16.42 - 0.277 0.662 O-RFF4-19 16.62 - 0.004 0.147 O-RFF4-28 13.88 14.47 0.093 0.024 เฉล่ีย M5-RPF4 16.32 18.87 0.117 0.262 - - 21.62 18.32 14 สรปุ ผลงานวิจยั สถาบนั วิจัยและพัฒนาพน้ื ทส่ี ูง (องคก ารมหาชน) ประจําปง บประมาณ พ.ศ. 2561

1.3 การคดั เลอื กพนั ธุเฮมพ THC ต่ําใหไ มตอบสนองตอชวงแสง (รนุ ที่ 1) การปลูกเฮมพจ าํ นวน 20 สายพนั ธุ 1 ในชว งวนั สน้ั (ต.ค.-ม.ค.) พบวา เฮมพแ ตล ะสายพนั ธมุ คี วามสงู 57-190 เซนตเิ มตร อายเุ กบ็ เกยี่ ว 51-91 วนั และนา้ํ หนกั เมลด็ แตกตางกัน โดยความสงู จะแตกตา งกัน ไดค ดั เลือกสายพันธุท ่มี กี ารออกดอกชาและเจริญเติบโตดี สาํ หรบั การปลูกคดั เลอื ก แผน ่ีท ในรุนตอไปจาํ นวน 20 ตน 1.4 การศึกษาและคัดเลือกเฮมพชนิด Monoecieus ทําการปลูกเฮมพที่มีประวัติมีดอกเพศผูและเพศเมีย ในตน เดียวกันจํานวน 50 ตน ในชว งวันสั้น (ต.ค.-ม.ค.) และเกบ็ ตวั อยา งใบจากตน ทมี่ ีดอกเพศผแู ละเพศเมยี ในตนเดยี วกนั จํานวน 41 ตน นําตัวอยางใบแตละตนวิเคราะหเพศดวย DNA marker สามารถคัดเลือกเฮมพชนิด Monoecious ทง้ั 10 ตนไปปลกู เพอ่ื การคัดเลือกในรนุ ตอไป 1.5 การผลติ เมลด็ พนั ธเุ ฮมพเ พอื่ สนบั สนนุ การวจิ ยั และการสง เสรมิ มกี ารผลติ เมลด็ พนั ธขุ องเฮมพพ นั ธุ THC ตาํ่ จํานวน 4 พนั ธุ คือ RPF1, RPF2, RPF3 และ RPF4 ใน 7 แหง ภายใตระบบควบคุมและวางแผนการผลติ เมลด็ พนั ธเุ ฮมพ รว มกับมลู นธิ ิโครงการหลวง มีผลการดาํ เนนิ งาน ดังนี้ 1.5.1 เมลด็ พนั ธคุ ดั (Breeder seeds) ในพน้ื ทข่ี องสถานเี กษตรหลวงปางดะ ไดเ มลด็ พนั ธใุ นชนั้ เมลด็ พนั ธคุ ดั ท้ังหมด 3.786 กโิ ลกรัม 1.5.2 เมลด็ พันธุหลัก (Foundation seeds) ใน 3 พ้ืนทคี่ อื สถานฯี อางขาง (พนั ธุ RPF1) ศูนยฯ ทงุ หลวง (พนั ธุ RPF3) สถานีฯ ปางดะ (พันธุ RPF3) และศนู ยฯ ปางองุ (พนั ธุ RPF4) ไดเ มลด็ พันธเุ ฮมพพนั ธหุ ลกั 367 กโิ ลกรัม 1.5.3 เมลด็ พนั ธขุ ยาย (Extension seeds) 3 พืน้ ทคี่ ือ ศนู ยฯ ขนุ วาง (พนั ธุ RPF1) ศูนยฯ หว ยนํา้ ริน และ ศนู ยฯ หว ยโปง (พนั ธุ RPF3) ไดเมลด็ พันธหุ ลกั 3,349.5 กิโลกรัม 1.5.4 เมลด็ พนั ธรุ บั รอง (Certified seeds) ใน 2 พน้ื ท่ีคอื ศนู ยฯ หว ยเสย้ี ว และสถานฯี ปางดะ ไดเ มล็ด พนั ธรุ วม 400.5 กิโลกรมั 2. การศึกษาและทดสอบเทคโนโลยเี พอื่ เพ่ิมผลผลิตและคณุ ภาพผลผลติ เฮมพ 2.1 การศกึ ษาชว งเวลาการปลกู ทเี่ หมาะสมกบั การผลติ เสน ใยเฮมพ ทดสอบปลกู ในแตล ะเดอื น จาํ นวน 8 เดอื น ตงั้ แตเดือนมกราคมถงึ เดือนสิงหาคม พบวา ในพนื้ ที่ปางดะ เดอื นพฤษภาคม มีผลผลติ สงู ที่สุดคือ 7.89 ตันตอไร ในพ้ืนท่ี โครงการพฒั นาพ้นื ทสี่ ูงแบบโครงการหลวงพบพระ พบวาตน ที่ปลูกในเดอื นเมษายน สูง 340.40 เซนติเมตร ผลผลิตตน สดใน แตละเดอื นเปน ไปในทางเดียวกันกบั ความสูง และมปี ริมาณ THC ตํ่า ที่ 0.038-0.196 เปอรเซ็นต 2.2 การเปรยี บเทียบพันธุแ ละชว งเวลาปลูกทีเ่ หมาะสมสาํ หรับการผลติ เสน ใยและสาร CBD ในเฮมพ พบวา ในสถานีเกษตรหลวงปางดะ จังหวัดเชียงใหม สารปริมาณ CBD ในใบไมมีความสัมพันธระหวางชวงเวลาการปลูกกับพันธุ ของเฮมพ แตก ารปลกู เฮมพในเดือนพฤษภาคมมีปรมิ าณ CBD เฉลีย่ ของทัง้ 4 พนั ธสุ งู กวา การปลกู เฮมพในเดอื นมถิ ุนายน (1.55 และ 0.56 เปอรเ ซ็นต ตามลําดับ) ในโครงการพัฒนาพ้นื ทสี่ ูงแบบโครงการหลวงพบพระ ปริมาณ CBD ในใบมีความ แตกตางระหวางชวงเวลาการปลูกกับพันธุของเฮมพ โดยพันธุ RPF2 ที่ปลูกเดือนพฤษภาคม มีปริมาณ CBD ในใบสูงสุด 2.06 เปอรเ ซน็ ต 2.3 การศึกษาและการจัดการระบบการปลูกเฮมพท่ีเปนมิตรกับส่ิงแวดลอมภายใตระบบควบคุม ดําเนินการ ที่พ้ืนที่โครงการพัฒนาพ้ืนที่สูงแบบโครงการหลวงถํ้าเวียงแก พบวาการปลูกพืชบํารุงดินทําใหผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มจาก 2.83 เปน 4.32 ตันตอไร 3. การศึกษาและพฒั นากระบวนการแปรรูปผลติ ภัณฑจากเสนใยเฮมพคุณภาพดี 3.1 การศกึ ษาและพฒั นากระบวนการแปรรปู เสน ใยเฮมพค ณุ ภาพดีในกจิ การทหาร 3.1.1 พัฒนาอัตราสวนผสมที่เหมาะสมในการผลิตเสนดายเฮมพใหมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานการผลิต ชดุ ทหารของกองทัพ โดยพบวาอัตราทีเ่ หมาะสมในการปน เสน ดา ยผสมเฮมพเพ่อื ผลติ ชุดตนแบบทหารบก ดังน้ี สรุปผลงานวจิ ัย สถาบนั วจิ ัยและพฒั นาพนื้ ท่สี งู (องคก ารมหาชน) 15 ประจาํ ปงบประมาณ พ.ศ. 2561

1) ชุดพรางทหารบก เสน ดายยนื ขนาดเสนดายเบอร 35/2 ปน ผสม ฝา ย 60 เปอรเ ซน็ ต: เฮมพ 10 เปอรเซ็นต: โพลีเอสเตอร (Anti-Bac) 30 เปอรเซ็นต (antibacterial) มคี า Elongation 4.35 เปอรเ ซน็ ต และ Tenacity 117.39 กโิ ลกรมั แรง เสน ดา ยพงุ ขนาดเสน ดา ยเบอร 20/1 ปน ผสม ฝา ย 80 เปอรเ ซน็ ต: เฮมพ 20 เปอรเ ซน็ ต มคี า Elongation 5.10 เปอรเ ซน็ ต และ Tenacity 137.42 กิโลกรัมแรง 2) เสอ้ื ยดื ทหารบก เสน ดา ยขนาดเบอร 24/1 เฮมพ 20 เปอรเ ซน็ ต: ฝา ย 45 เปอรเ ซน็ ต: โพลเี อสเตอร (Anti-Bac) 35 เปอรเซ็นต มคี า Elongation 4.85 เปอรเซน็ ต และ Tenacity 93.50 กโิ ลกรัมแรง 3) ถุงเทาทหารบก เสนดายขนาดเบอร 20/1 เฮมพ 35 เปอรเซ็นต: โพลีเอสเตอร (Anti-Bac) 35 เปอรเ ซ็นต: โพลีเอสเตอร 30 เปอรเ ซ็นต มคี า Elongation 10.47 เปอรเซน็ ต และ Tenacity 149.31 กิโลกรัมแรง 3.1.2 การทอผืนผาใหตรงตามมาตรฐานการผลิตชุดทหารของกองทัพ เพื่อทอผืนผาใหตรงตามมาตรฐาน การผลิตชุดทหารของกองทัพโดยการเตรียมเสนใยดวยวิธีการตมดวยกรดในหมอท่ีไมมีการหมุนวนแลวนําเสนใยท่ีไดมาตีฟู หลงั จากนนั้ นาํ ไปตดั ใหไ ดข นาด 16 มลิ ลเิ มตร แลว นาํ ไปปน เสน ดา ยผสมกบั เสน ใยอนื่ ตามอตั ราสว นทกี่ าํ หนด จาํ นวน 4 แบบ พบวา 1) ชุดพรางทหารบก พบวาเสนดายผานมาตรฐานของกรมพลาธิการทหารบก โดยมีคาแรงดึง 117.39 กิโลกรัมแรง 2) เสื้อยืดทหาร พบวาเสนดายผานมาตรฐานของกรมพลาธิการทหารบก โดยผืนผามีนํ้าหนัก 220 กรมั ตอ ตารางเมตร คาแรงดงึ 93.5 กิโลกรมั แรง และคา ตานแรงดันทะลุ 7.1 กิโลกรัมแรงตอ ตารางเซนติเมตร 3) ถงุ เทาดาํ พบวาเสนดายผา นมาตรฐานของกรมพลาธกิ ารทหารบก โดยมีคา ความยืดตวั ขณะขาด 11.27 เปอรเซน็ ต 3.1.3 การพมิ พยอ มชุดพรางทหารบก ซงึ่ การยอ มพรางในครั้งแรกผลการทดสอบยงั ไมผานมาตรฐาน 3.2 การศึกษาและทดสอบปน เสนดา ยผสมใยเฮมพค ุณภาพดสี าํ หรับการแปรรปู ผลิตภณั ฑหัตถกรรม 3.2.1 การปนเสนดายผสมใยเฮมพโดยการเตรียมเสนใยโดยวิธีการตมดวยกรดในหมอที่ไมมีการหมุนวน แลวนาํ เสน ใยทไี่ ดมาตฟี หู ลงั จากน้นั นาํ ไปตดั ใหไดข นาด 16 มลิ ลเิ มตร แลวนําไปปน เสนดา ยผสมกบั ฝายขนาดเบอร 20/2 3.2.2 การทดสอบผลิตตนแบบผลิตภัณฑ โดยการทดสอบทอผาดวยเสนดายเฮมพผสมฝายท่ีปนแบบ อตุ สาหกรรมดว ยกท่ี อพนื้ เมอื งขนาดผา หนา กวา ง 75 เซนตเิ มตร ยาว 10 เมตร และนาํ ผนื ผา ทไี่ ดน าํ ไปใชแ ปรรปู เปน ผลติ ภณั ฑ ตน แบบใหกับกลมุ เกษตรกร 4. การคัดเลือกเฮมพสายพนั ธุแท ในป พ.ศ. 2561 เปนการดําเนินงานวิจัยตอเนื่องจากป พ.ศ. 2560 คือ การวิจัยและพัฒนาเฮมพสายพันธุแท ไ(Iปnไbดrใeนdกาliรnสeร)าใงนพรนั ุนธทุสี่ งั 6เค(รSา6)ะหทด(Sสyอnบtสhมeรtiรcถvนaะrใieนtกyา)รขรอวมงเตฮัวมขพอ งสายพันธคุ ัดเลือกรุนท่ี 5 (S5) และการประเมนิ ความเปน 5. การศกึ ษาและพฒั นาชดุ ตรวจวดั THC อยา งงาย (THC strip test) การปลูกเฮมพภายใตระบบควบคุมตามกฎหมายนั้น เกษตรกรตองตรวจปริมาณสารเสพติด THC ตามระบบ ที่กําหนด แตเน่ืองจากการตรวจในหองปฏิบัติการน้ันใชเวลามากและมีคาใชจายสูงถึงตัวอยางละประมาณ 5,000 บาท (กรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย) ดงั นน้ั เพอ่ื ใหก ารตรวจสอบและควบคมุ การผลติ เฮมพม คี วามคลอ งตวั ชดั เจน และมปี ระสทิ ธภิ าพสงู จึงศึกษาเพื่อปรับปรุงเครื่อง THC test kit ใหสามารถประหยัดเวลาและเพ่ิมประสิทธิภาพในการทดสอบ สามารถอานผล ไดงายและชัดเจนยง่ิ ขึน้ 16 สรปุ ผลงานวจิ ยั สถาบันวจิ ัยและพัฒนาพืน้ ทีส่ งู (องคก ารมหาชน) ประจําปง บประมาณ พ.ศ. 2561

1 แผน ่ีท การปลูกทดสอบรุนลกู รุน S6 ในฤดกู าลระหวา งเดอื นพฤษภาคมถงึ เดอื นตลุ าคม 2561 สรุปผลงานวจิ ัย สถาบนั วจิ ัยและพฒั นาพ้นื ทีส่ ูง (องคการมหาชน) 17 ประจําปง บประมาณ พ.ศ. 2561

ผลผลติ ทสี่ ําคญั ของงานวิจยั 1. พันธุเฮมพ THC ตํา่ ที่มีเปอรเ ซ็นตเสน ใยสงู 2. พันธเุ ฮมพ THC ตํ่า ที่มีเปอรเ ซน็ ตนํ้ามนั ในเมลด็ สงู 3. พนั ธุเฮมพ THC ต่ํา ที่ไมต อบสนองตอ ชว งแสง 4. เฮมพชนดิ Monoecieus 5. เมลด็ พันธุเ ฮมพเพ่ือสนบั สนนุ การวจิ ัย และการสง เสริมเมล็ดพันธุ 6. ชวงเวลาการปลูกที่เหมาะสมกับการผลติ เสน ใยเฮมพคือเดอื นเมษายนและมีนาคมท่ใี หผ ลผลิตสงู ท่ีสดุ 7. การเปรียบเทียบพนั ธุและชวงเวลาปลกู ทีเ่ หมาะสมสําหรับการผลติ เสนใยและสาร CBD ในเฮมพ 8. การศกึ ษาและการจดั การระบบการปลกู เฮมพท เ่ี ปน มติ รกบั สง่ิ แวดลอ มภายใตร ะบบควบคมุ โดยการปลกู พชื บาํ รงุ ดนิ 9. การศกึ ษาและพฒั นากระบวนการแปรรปู ผลติ ภณั ฑจ ากเสน ใยเฮมพค ณุ ภาพดี การปน เสน ดา ยผสมเฮมพแ บบ Ring spinning โดยผสมเสน ใยเฮมพก บั เสน ใยอนื่ ในสดั สว น 10-35 เปอรเ ซน็ ต สาํ หรบั การใชป ระโยชนใ นการผลติ ชดุ ตน แบบ ทหารบก ไดแ ก ชดุ พรางทหารบก เสอ้ื ยดื ทหารบก ถงุ เทา ทหารบก การผลติ ชดุ ตน แบบทหารบกเสน ดา ยเฮมพผ สมฝาย ทผี่ ลิตแบบอุตสาหกรรม 10. ผลติ และเกบ็ เมลด็ พันธุเฮมพ รุน ที่ (6S6()Sจ6)ําไนดวจ นําน2ว4นส1า1ย2พสนั าธยุ พมีคนั าธสุ าร 11. คัดเลอื กเฮมพส ายพนั ธแุ ทรุนที่ 6 THC ตา่ํ กวา 0.3 เปอรเ ซน็ ต และมคี า สัดสว น CBD:THC มากกวา 2 ท12ด.สอกบาแรทสดดงสคอวบาสมมดรีเรดถนนเหะในนือกสาารยรพวมันตธุพวั ขออแงมสใานยทพุกนั ลธักคุ ษดั ณเละอื ทกี่ศรึกนุ ษทาี่ 5แ(สSด5)งพใหบเวหา ็นคถรึง่งึ สหมนร่งึ รขถอนงะจใํานนกวานรลรกู วผมสตมัวทสีนู่งแําลมะา ใหผลผลิตเมลด็ สงู จาํ นวนหนึ่ง เพอ่ื นํามาปลูกทดสอบความเปนไปไดใ นการสรา งพันธสุ งั เคราะหในฤดูปลูกถดั ไป 13. การประเมนิ ความเปน ไปไดใ นการสรา งพนั ธสุ งั เคราะห พบวา ประชากรรนุ ลกู ของพนั ธสุ งั เคราะหม ลี กั ษณะดเี ดน กวา สายพนั ธพุ อแม แสดงวา มีความเปนไดใ นการสรา งพนั ธสุ งั เคราะหจากสายพนั ธทุ ค่ี ดั เลือกมา 14. ชดุ ตรวจวดั THC อยา งงา ย (THC strip test) ทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพในการแยกสาร มคี วามเฉพาะเจาะจง และมคี วามไว ในการทดสอบสงู สามารถทดสอบสารทม่ี ปี รมิ าณนอ ยๆ ในพชื สดได และจากการสาํ รวจความพงึ พอใจตอ ชดุ ตรวจวดั พบวา ผูใชมคี วามพงึ พอใจในทุกหัวขอ ในระดบั ดี แผนการนาํ ผลงานวิจยั ไปใชประโยชน 1. การใชประโยชนเ ชงิ วชิ าการ 1.1 นําองคค วามรูทไี่ ดในป พ.ศ. 2561 ไปใชตอ ยอดงานวจิ ัยป พ.ศ. 2562 ดงั นี้ 1) ไดขอ มลู และเมล็ดเมล็ดพนั ธุเฮมพส าํ หรับการคดั เลือกในรนุ ตอ ไป จาํ นวน 26 สายพันธุ 2) ผลติ เมลด็ พนั ธุค ัดของเฮมพ 4 พันธุ คอื RPF1, RPF2, RPF3 และ RPF4 ไดจ าํ นวน 3.786 กโิ ลกรมั 3) ผลติ เมลด็ พันธหุ ลักของเฮมพ 4 พันธุ คือ RPF1, RPF2, RPF3 และ RPF4 ได จํานวน 367 กโิ ลกรมั 4) ผลติ เมลด็ พันธุขยายของเฮมพ 2 พันธุ คือ RPF1 และ RPF3 ไดจ ํานวน 3,349.5 กิโลกรมั 5) ผลติ เมลด็ พันธรุ ับรองของเฮมพ 2 พันธุ คอื RPF1 และ RPF3 ไดจํานวน และ 400.5 กิโลกรัม 6) การศึกษาและทดสอบเทคโนโลยกี ารผลติ เฮมพเพ่อื เพมิ่ ผลผลติ และคณุ ภาพ 7) การศกึ ษาและพัฒนากระบวนการแปรรปู ผลติ ภัณฑจ ากเสน ใยเฮมพค ณุ ภาพดี 8) การคดั เลอื กเฮมพส ายพนั ธแุ ทไ ดข อ มลู การศกึ ษาและคดั เลอื กพนั ธซุ งึ่ ดาํ เนนิ งานตอ เนอ่ื งในปง บประมาณ 2562 18 สรุปผลงานวจิ ยั สถาบันวิจัยและพัฒนาพ้ืนท่ีสูง (องคการมหาชน) ประจาํ ปง บประมาณ พ.ศ. 2561

9) โครงการยอยท่ี 5: การศึกษาและพัฒนาชุดตรวจวัด THC อยางงา ย (THC strip test) ในปงบประมาณ 1 2562 จะยื่นจดสิทธิบัตร ชุดตรวจวัด THC อยางงาย (THC strip test) รวมกับกรมวิทยาศาสตรการแพทย และวางแผนผลิตรวมกันเพอ่ื ใหเ กิดการนาํ ไปใชป ระโยชนใ นวงกวา ง รวมท้ังการพัฒนาตอยอดชดุ ตรวจปริมาณ CBD แผน ่ีท อยา งงาย (CBD strip test) 1.2 การนําเสนอผลการวจิ ัยหรอื ตีพมิ พในรูปแบบตา งๆ นําเสนอผลงานวิจัยในการประชุมวิชาการผลงานวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวงและสถาบันวิจัยและพัฒนา พน้ื ทส่ี งู (องคการมหาชน) ประจําปง บประมาณ พ.ศ. 2561 2. การใชป ระโยชนเ ชิงสาธารณะ 2.1 กจิ กรรมถา ยทอดเผยแพรอ งคค วามรจู ากงานวจิ ยั ไดแ ก การใหค วามอนเุ คราะหส อ่ื มวลชน สถาบนั การศกึ ษา หนวยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและผูสนใจ ในการศึกษาดูงานการปลูกเฮมพภายใตระบบควบคุม เชน สํานักงาน คณะกรรมการอาหารและยา สํานักงานปองกันและปราบปรามยาเสพติด มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยแมโจ สถานโี ทรทัศน Thai PBS สถานโี ทรทศั นจ ากประเทศจีน และประเทศสิงคโปร 2.2 จดั อบรมการใชช ุดตรวจ THC ภาคสนาม (THC test kit) ใหก ับเจา หนาที่ เกษตรกร และผูส นใจจํานวน 50 คน 2.3 คมู ือการผลิตเมล็ดพันธเุ ฮมพภ ายใตระบบควบคุม ขนาด 62 หนา จํานวน 1,000 เลม 2.4 คมู อื ปฏบิ ตั กิ ารปลกู เฮมพภ ายใตร ะบบควบคมุ ISBN: 978-616-8082-06-5 ขนาด 74 หนา จาํ นวน 2,000 เลม 2.5 จดั ทาํ ซีดีความยาว 15 นาที เร่ือง การวิจัยและพัฒนาเฮมพภายใตร ะบบการควบคมุ 2.6 บรรยายเร่ือง “ความรูเกี่ยวกับพืชเสพติดเฮมพ” ใหเจาหนาที่สวนกลางและสวนภูมิภาค สํานักงาน คณะกรรมการปองกนั และปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จํานวน 150 คน 2.7 ตีพิมพบทความเรื่อง การวิจัยและพัฒนาเฮมพ (Hemp) บนพื้นท่ีสูงชวง Variety ของวารสารวิชโยสาร สาํ นักงานวิจยั และพฒั นาการทางทหารกองทพั บก 3. การใชป ระโยชนในเชิงนโยบาย 3.1 ใหขอมูลการศึกษาวิจัยและพัฒนาเฮมพแกหนวยงานตางๆ ในการเสนอปรับปรุงและแกไขกฎกระทรวง การขออนญุ าตผลิต จาํ หนาย หรอื มีไวในครอบครองซึ่งยาเสพตดิ ใหโ ทษในประเภท 5 เฉพาะเฮมพ 3.2 ใหขอมูลการศึกษาวิจัยแกสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในการจัดทํา “คูมือพนักงานเจาหนาที่ ในการกํากับดูแลซง่ึ ยาเสพติดใหโทษประเภท 5 เฉพาะเฮมพ (Hemp)” สรปุ ผลงานวจิ ยั สถาบันวจิ ัยและพัฒนาพน้ื ท่ีสงู (องคก ารมหาชน) 19 ประจาํ ปงบประมาณ พ.ศ. 2561

3. โครงการวจิ ัยระบบการปลกู พชื ทเ่ี หมาะสมสาํ หรับพ้ืนทสี่ งู การทําการเกษตรบนพ้ืนที่สูงสวนใหญเปนพื้นท่ีอาศัยนํ้าฝน มีการเพาะปลูกพืชไรหลายชนิด เชน ขาวโพด งา ถั่ว และมีการปลกู ขา วเปนอาหารหลัก นอกจากนี้ยังมกี ารปลกู พืชเพ่อื สรางรายได ซ่ึงมกี ารใชพ้ืนทเี่ กษตรอยางตอเน่อื งโดยไมมี การบํารุงดิน รวมท้ังมีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวติดตอกันเปนระยะเวลานานๆ ทําใหดินมีความอุดมสมบูรณลดลง ทําใหผลผลิต พืชลดลง จึงตองมีการศึกษาระบบการปลูกพืชและการปลูกพืชบํารุงดินเพ่ือฟนฟูความอุดมสมบูรณของดิน โดยมีสรุปผล การดาํ เนินงานดงั น้ี 1. การศกึ ษาระบบการปลกู พชื หมนุ เวยี นทสี่ ามารถเพม่ิ ความอดุ มสมบรู ณข องดนิ และผลผลติ ขา วนาบนพน้ื ทสี่ งู วิธกี ารที่ 1 ปลกู ขาวอยางเดยี ว วิธีการท่ี 2 ขา ว – ถว่ั ขาว วธิ ีการท่ี 3 ขาว – ถวั่ แดงหลวง วิธกี ารที่ 4 ถั่วบาํ รงุ ดิน (ถวั่ แปะยี) – ขา ว – ถ่ัวขาว วิธีการท่ี 5 ถวั่ บํารุงดิน (ถัว่ แปะยี) – ขา ว – ถ่วั แดงหลวง ผลการทดลองพบวา ผลผลิตขา ว ถ่วั ขาว และถว่ั แดงหลวง ไมมคี วามแตกตา งอยางมีนัยสําคัญทางสถติ ิ ปรมิ าณผลผลิตขา ว 880-912 กโิ ลกรัมตอไร ถว่ั ขาว 240-256 กโิ ลกรมั ตอ ไร ผลผลิตถัว่ แดงหลวง 160-208 กโิ ลกรัมตอ ไร ในสว นของเศษซากพชื เหลอื ทิ้งและปรมิ าณไนโตรเจน ทก่ี ลบั คนื สดู นิ นนั้ พบวา มคี วามแตกตา งอยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ โดยเศษซากพชื ในแปลงปลกู แบบหมนุ เวยี นเพม่ิ ขน้ึ 1.4-1.6 ของการปลูกขาวอยางเดียว ในขณะท่ปี รมิ าณไนโตรเจนท่ีกลบั คืนสดู ินเพ่มิ ขึน้ โดยวธิ ีการปลกู ขา ว – ถวั่ 2.0-2.2 เทา และ การปลูกถั่วบํารุงดิน (แปะยี) – ขาว – ถ่ัว ปริมาณไนโตรเจนที่กลับคืนสูดินเพ่ิมขึ้น 2.6-2.7 ของการปลูกขาวอยางเดียว ซ่ึงแสดงใหเห็นวาการปลูกขาวอยางเดียวทําใหสมดุลไนโตรเจนในดินเปนลบ พบระหวาง 0.7-8.2 กิโลกรัมไนโตรเจนตอไร และวิธีการที่ปลูกขาวนาอยางเดียวสมดุลธาตุอาหารเปนลบมากที่สุด ดังน้ันระบบการปลูกขาว – ถั่ว จึงเปนวิธีท่ีลด การสญู เสียของธาตอุ าหารในพื้นทป่ี ลูกขา ว แปลงปลูกพืชหมุนเวียนทสี่ ามารถเพม่ิ ความอดุ มสมบรู ณข องดิน 2. การศกึ ษาระบบการปลูกพชื เพอ่ื ลดการเผาในการปลูกขา วไรบนพื้นทส่ี ูง การศึกษาปที่ 2 พบวา พ้นื ท่ปี างหนิ ฝนผลผลติ ขาวไรใ นแปลงทดลองเทา กบั 389-571 กิโลกรมั ตอ ไร วิธีการปลูก ขาวไรสลับกับแปลงถ่ัวใหผลผลิตมากท่ีสุด และในแปลงท่ีปลูกขาวไรซ้ําที่เดิมและมีการใสปุยมีผลผลิตนอยท่ีสุด นอกจากนี้ นา้ํ หนกั แหง ซากถว่ั นว้ิ นางแดงทป่ี ลกู ในระบบหมนุ เวยี น มนี า้ํ หนกั 452±80 กโิ ลกรมั ตอ ไร คดิ เปน ปรมิ าณไนโตรเจนทหี่ มนุ เวยี น กลบั ลงดนิ เปน จํานวน 10.4 กิโลกรมั ไนโตรเจนตอ ไร 20 สรปุ ผลงานวจิ ยั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาพน้ื ที่สูง (องคการมหาชน) ประจําปง บประมาณ พ.ศ. 2561

1 แผน ่ีท แปลงศกึ ษาระบบเพอ่ื ลดการเผาในการปลูกขาวไรบ นพืน้ ทีส่ งู 3. ศกึ ษาชนิดพชื ปุยสดในการเพ่มิ ผลผลิตผักอนิ ทรยี บนพื้นทสี่ งู โดยศึกษาระบบการปลูกพชื ปยุ สดกับกะหล่าํ ปลีพบวาพชื บํารงุ ดินทีป่ ลกู ในพ้นื ท่สี ถานีฯ อางขาง ระบบหมนุ เวียน พืชท่ีใหปรมิ าณไนโตรเจนมากที่สุดคือ ถ่ัวพุมดํา และถ่ัวน้วิ นางแดง มีปรมิ าณไนโตรเจน 2.04 และ 1.94 กรมั ตอ ตารางเมตร ตามลาํ ดบั สว นการปลูกพชื บาํ รงุ ดินแซมพบวา ถวั่ พุม ดํามีปรมิ าณไนโตรเจนมากทส่ี ดุ 24.7 กรัมตอ ตารางเมตร และผลผลติ ไมม คี วามแตกตา งกนั ทาํ ศกึ ษาการปลกู พชื ปยุ สดหมนุ เวยี นกบั ถว่ั แขก ทสี่ ถานฯี อนิ ทนนท พบวา ถว่ั นว้ิ นางแดง และถวั่ เขยี ว มปี ริมาณไนโตรเจนมากที่สดุ เทากบั 8.1 และ 7.7 กรัมตอ ตารางเมตร ตามลาํ ดับ และผลิตเพม่ิ ขนึ้ 29 และ 36 เปอรเ ซ็นต ตามลําดับ เม่ือเทียบกบั การปลกู ถ่วั แขกอยางเดยี ว แปลงปลกู พืชปยุ สดในการเพ่มิ ผลผลิตผักอนิ ทรียบ นพนื้ ที่สงู สรปุ ผลงานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาพ้นื ทส่ี งู (องคการมหาชน) 21 ประจาํ ปงบประมาณ พ.ศ. 2561

4. การคัดเลือกพนั ธุถั่วขาวท่เี หมาะสมสําหรบั พนื้ ทสี่ ูง ทสี่ ถานีฯ ปางดะ จํานวน 50 สายพนั ธุ และคัดเลอื กตน ท่ีใหลกั ษณะการผลติ ที่ดี โดยพิจารณาจากลักษณะความ สมา่ํ เสมอในประชากร (family line) พบวา สายพันธุหมายเลขท่ี 39 มีลักษณะดอกทีไ่ มสม่ําเสมอภายในแปลงจึงตอ งตัดออก และสายพันธทุ ่ีเหลอื จะนาํ มาคดั เลอื กใชล กั ษณะทใ่ี หจ าํ นวนตอฝก และนา้ํ หนัก 100 เมล็ด พบวาสามารถคัดเลอื กไดจ าํ นวน 5 สายพนั ธุ ไดแก NB11, NB13, NB17, NB67, NB231 และจะนําไปปลกู ในรอบตอไป โดยเปรยี บเทยี บเทยี บกบั สายพนั ธทุ ี่ ใชสง เสริม แปลงคัดเลือกพนั ธถุ ่ัวขาว 5. การคัดเลือกพนั ธงุ าหอมทอ งถ่นิ ท่ีเหมาะสมสาํ หรับพื้นทีส่ ูง สํารวจและรวบรวมพันธุงาหอมจากเกษตรกรจาํ นวน 13 จังหวัด ไดแ ก เชยี งใหม เชียงราย ลาํ พูน ลาํ ปาง พะเยา ตาก แพร นาน แมฮ อ งสอน เพชรบูรณ เลย สุโขทัย และประเทศพมา ทั้งหมด 53 ตัวอยา ง และตวั อยางท่ีไดร ับการสนบั สนุน จากศูนยว ิจยั พืชสวนสุโขทยั จํานวน 10 ตัวอยา ง รวม 63 ตวั อยา ง นํามาปลูกทดลองท่ีสถานฯี ปางดะ เพือ่ คดั เลือกสายพันธุ ทใ่ี หผลผลติ สูง และมโี ภชนาการสงู จากการเก็บขอ มลู พบวา วนั ออกดอกของงาหอม แบง ออกเปน 3 ชว ง ไดแ ก (1) ออกดอก ชวง 80-100 วัน 10 สายพันธุ (2) ออกดอกชวง 100-120 วนั 19 สายพันธุ และ (3) ชวงทอ่ี อกดอกมากกวา 120 วัน 22 สายพันธุ นอกจากนี้อายุเก็บเก่ียว แบงออกเปน 4 ชวง ไดแก (1) นอยกวา 120 วัน 3 สายพันธุ (2) อายุเก็บเกี่ยว 120-140 วนั 13 สายพันธุ (3) 140-160 วัน 30 สายพันธุ และ (4) 160-180 วนั 5 สายพันธุ แปลงคดั เลือกพันธงุ าหอมทอ งถ่นิ 22 สรปุ ผลงานวจิ ัย สถาบันวจิ ัยและพัฒนาพ้นื ทสี่ งู (องคก ารมหาชน) ประจําปง บประมาณ พ.ศ. 2561

ผลผลิตที่สําคัญของงานวจิ ยั 1 1. ระบบการปลกู พชื หมนุ เวยี นทส่ี ามารถเพม่ิ ความอดุ มสมบรู ณข องดนิ และผลผลติ ขา วนาบนพนื้ ทสี่ งู จาํ นวน 1 ระบบ 2. ระบบการปลกู พืชเพอ่ื ลดการเผาในการปลกู ขาวไรบนพ้นื ที่สงู จาํ นวน 1 ระบบ แผน ่ีท 3. ขอ มลู การเจริญเตบิ โตและผลผลิตของถวั่ ขาวแตละสายพนั ธุ จาํ นวน 50 สายพันธุ แผนการนาํ ผลงานวิจัยไปใชป ระโยชน 1. การใชประโยชนเชิงวิชาการ 1.1 นําองคความรูทไี่ ดใ นป พ.ศ. 2561 ไปใชตอ ยอดงานวจิ ยั ป พ.ศ. 2562 ดังนี้ 1) คดั เลือกพนั ธุถว่ั แดงหลวง และถ่ัวขาวทเ่ี หมาะสมกบั พื้นท่สี ูง 2) คัดเลือกพนั ธงุ าหอมท่ีมคี ุณคา ทางโภชนาการและเหมาะสมกบั พ้นื ท่สี งู 1.2 นําเสนอผลงานวจิ ัยหรือตีพิมพใ นรูปแบบตางๆ 1) นําเสนอผลงานวิจัยในการประชุมวิชาการประจําปของมูลนิธิโครงการหลวงและสถาบันวิจัยและพัฒนา พ้ืนท่ีสูง เขารวมการนําเสนอผลงานในงานประชุม international Conference on Sustainable Agriculture (ICSA 2017) 2) เขารวมงานประชุมวิชาการและนําเสนอผลงานวิจัย ในงานประชุม Tropentag 2018 ระหวางวันที่ 17-19 กันยายน 2561 ณ มหาวทิ ยาลัย Ghent ประเทศเบลเยยี ม 3) เขา รว มงานประชมุ วชิ าการ และนาํ เสนอผลงานวจิ ยั ในการประชมุ วชิ าการประจาํ ปม หาวทิ ยาลยั ขอนแกน คร้ังที่ 20 ระหวา งวันท่ี 28-29 มกราคม พ.ศ. 2562 2. การใชป ระโยชนเชิงสาธารณะ 2.1 สงมอบองคความรเู รือ่ งระบบการปลูกพืชตระกูลถ่วั หมุนเวียนเพอื่ ลดรอบการปลูกขา วไรบ นพื้นทส่ี งู 2.2 จดั ทําส่อื ถา ยทอดองคความรจู ากงานวจิ ยั 1 เรอ่ื ง ไดแก การปลูกงามอนบนพน้ื ทสี่ งู สรปุ ผลงานวิจัย สถาบนั วิจัยและพฒั นาพ้ืนทสี่ ูง (องคการมหาชน) 23 ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2561

4. โครงการวิจัยการคดั เลอื กสายพนั ธแุ ละพฒั นาการปลกู และการผลิตเพ่อื เพิม่ คุณภาพของ กาแฟอราบกิ า โครงการหลวง ปจจุบันสายพันธุกาแฟอราบิกาท่ีปลูกและใชสงเสริมในพื้นท่ีโครงการหลวง และ สวพส. มคี วามหลากหลายของ สายพันธุ ทําใหคุณภาพผลผลิตไมแนนอน และโครงการหลวงยังไมมีสายพันธุกาแฟอราบิกาท่ีมีคุณภาพดีเย่ียมสงเสริม ใหเกษตรกรปลูก จึงไดมีการวิจัยรวบรวมและคัดเลือกเพื่อหาสายพันธุกาแฟอราบิกาท่ีมีคุณภาพดีเย่ียม ในการใหผลผลิต ทนทานตอโรคราสนิม และใหรสชาติการชิมท่ีดีมีลักษณะเฉพาะ ซึ่งเปนแนวทางหน่ึงในการเพ่ิมมูลคาสินคาใหกับเกษตรกร ในอนาคตได นอกจากการวิจัยเพอ่ื คน หาสายพันธุทดี่ ีแลว การปลกู กาแฟอราบกิ าท่ีใหผลผลติ ท่เี หมาะสม มีผลตอบแทนทดี่ ี มคี วามยง่ั ยนื และมกี ารผลติ ทเ่ี ปน มติ รตอ สงิ่ แวดลอ ม ศกึ ษาวธิ กี ารปลกู และการปรบั ปรงุ สวนกาแฟทด่ี เี พอื่ เพมิ่ ผลผลติ กาแฟ ที่ปลูกในสภาพรมเงา เพ่ือเปนตนแบบการปลูกกาแฟอราบิกาเชิงอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติท่ีควบคูกับการสรางรายได ใหก บั เกษตรกร โดยผลการดําเนินงานสรปุ ไดดังน้ี 1. การรวบรวมและคัดเลอื กสายพันธกุ าแฟอราบิกาคณุ ภาพดีเยย่ี มของโครงการหลวง รวบรวมและคดั เลอื กตน กาแฟจาก 12 แหลง พนั ธทุ ป่ี ลกู อยเู ดมิ ตง้ั แตป  พ.ศ. 2557 ในพนื้ ทโ่ี ครงการหลวง และ สวพส. นํามาทดสอบการเจริญเติบโต การตานทานของโรคราสนิม การใหผลผลิต และคุณภาพดานรสชาติ ณ แปลงทดสอบของ ศนู ยย อ ยแมย ะนอ ย สถานเี กษตรกรหลวงอนิ ทนนท จากผลการศกึ ษาในป พ.ศ. 2561 พบวา มี 4 แหลง พนั ธทุ ใ่ี หผ ลผลติ ไดแ ก พันธุจากอา งขาง (AK) มีคาเฉล่ียความสงู 147 เซนตเิ มตร และความกวางทรงพุม 151.5 เซนติเมตร พนั ธจุ ากอินทนนท (IN) มคี าเฉล่ยี ความสงู 144 เซนตเิ มตร และความกวางทรงพมุ 142 เซนติเมตร พันธุจากปาเมี่ยง (PM) มีคาเฉลย่ี ความสูง 118.2 เซนตเิ มตร และความกวางทรงพุม 148.5 เซนติเมตร และพันธจุ ากตีนตก (TT) มีคา เฉล่ยี ความสูง 127.1 เซนตเิ มตร และ ความกวา งทรงพมุ 121.3 เซนติเมตร และกาแฟจากอางขาง อินทนนท ปาเมีย่ ง และตนี ตก มีน้าํ หนกั ผลสดเฉล่ีย 3,549.5 กรัมตอตน, 2,918.4 กรัมตอตน, 2,907.2 กรัมตอตน และ 3,817.2 กรัม/ตน ตามลําดับ บันทึกความสมบูรณของเมล็ด ขอบกพรองของเมล็ดกาแฟ (Defects) จํานวน 46 ตัวอยาง และวิเคราะหคุณภาพทางดานรสชาติ (Cup test) พบวา 36 ตัวอยาง ไดค ะแนนอยใู นเกณฑค ณุ ภาพดีเยีย่ ม (Specialty) และ 10 ตวั อยางอยูในเกณฑพอใช โดยคดั เลือกตนกาแฟ ที่มีคะแนนคุณภาพการชิมดีเย่ียมสูงสุด 5 ตัวอยางที่มาวางแผนในการปลูกและขยายทําแปลงผลิตเมล็ดพันธุสําหรับ การสงเสริมตอไป แปลงทดสอบการเจริญเตบิ โตของสายพนั ธกุ าแฟ ตัวอยา งตน พันธุท่ไี ดจ ากการรวบรวมในพื้นท่ี 24 สรุปผลงานวจิ ัย สถาบนั วจิ ัยและพัฒนาพ้นื ทสี่ ูง (องคการมหาชน) ประจาํ ปงบประมาณ พ.ศ. 2561

2. การศึกษาวิธกี ารปลูกและการจัดการสวนทีด่ ีเพ่ือเพมิ่ ผลผลิตกาแฟทปี่ ลูกในสภาพรม เงา 1 ดาํ เนนิ การ 2 แหง ไดแ ก ศูนยฯ ปาเมยี่ ง และศนู ยฯ ตนี ตก โดยมีการศึกษา ดงั น้ี (1) วิธกี ารปลูกกาแฟในสภาพ แผน ่ีท รมเงา โดยปลูกตน กาแฟในระยะ 1.5×2.0 เมตร จาํ นวน 2 ไร จํานวน 1,000 ตน โดยปลูกระดบั รมเงาท่ี 70 เปอรเ ซ็นต และ ปลกู กลว ยไม และตน ลงิ ลาว เสรมิ เพอ่ื เปน รม เงาและเปน รายได มกี ารจดั การธาตอุ าหารตามปฏทิ นิ การดแู ลรกั ษา เปรยี บเทยี บ กับแปลงปลูกใหมของเกษตรกร จํานวน 2 ไร (ชุดควบคุม) และ (2) ศึกษาวิธีการเพ่ิมผลผลิตกาแฟแปลงเดิมดวยวิธีการ ตัดแตงกิ่ง หลังการตัดแตงมีการตัดริดหนอใหมใหเหลือ 1-2 หนอ บํารุงตนดวยการใหธาตุอาหารที่ปละ 3 ครั้ง ควบคูกับ การจัดการรม เงาดว ยการปลกู ไมใหรม เงาเพ่มิ เชน กลวย จนั ทรท องเทศ การบรู อาโวคาโด ในแปลงกาแฟปลกู ใหมที่มกี ารปลกู และการจัดการสวนท่ีดี พบวา ตน กาแฟอายุ 2 ป มีการเจรญิ เติบโตไดดีกวาแปลง ของเกษตรกรที่เปนชดุ ควบคุม ความสูงเฉลย่ี 115 เซนตเิ มตร ขนาดทรงพมุ กวาง 117.2 เซนตเิ มตร และมีการตดิ ผลระหวา ง 1.2-1.7 กิโลกรมั ตอตน โดยแหลงควบคุมมผี ลผลติ นอ ยกวา อยา งมีนยั สาํ คญั ทางสถิติ มผี ลผลิตเฉลย่ี 1-1.5 กิโลกรมั สําหรบั สวนกาแฟปลกู เดมิ ตน กาแฟกอ นการตดั แตง กง่ิ ใหผ ลผลติ ตอ ตน นอ ยกวา 0.5 กโิ ลกรมั และเมอ่ื หนอ ใหมอ ายุ 2 ป เพม่ิ ผลผลติ กาแฟตอ ตน เฉลย่ี 0.9-2 กโิ ลกรมั ตอตน สรางรายไดใ หกบั เกษตรกรเพ่มิ มากขึ้น 12,000-15,000 บาทตอไร ขณะท่แี ปลงเดิม ของเกษตรกรมผี ลผลิตเฉลีย่ 0.5 กิโลกรัมตอตน คิดเปนรายไดร ะหวา ง 3,000-5,000 บาทตอ ไร สวนกาแฟปลูกใหมภ ายใตระบบรมเงา ตน อายกุ าแฟ 2 ป ตน กาแฟที่ไดร บั การตดั แตงกิ่งแบบหนกั หนอ ใหมอายุ 2 ป และใหผลผลติ ประมาณ 0.9-2.0 กิโลกรมั ตอตน สรุปผลงานวจิ ัย สถาบนั วิจยั และพฒั นาพนื้ ทีส่ ูง (องคการมหาชน) 25 ประจําปง บประมาณ พ.ศ. 2561

ผลผลิตท่สี าํ คัญของงานวจิ ัย 1. ขอมูลการเจรญิ เตบิ โตและการใหผ ลผลิตของตนกาแฟจาก 4 แหลง พนั ธุ (AK, IN, PM และTT) จํานวน 1 เร่ือง 2. วธิ กี ารปลูกและการตดั แตง ก่ิงภายใตระบบรม เงาตอ การใหผ ลผลิตของกาแฟอราบกิ า ปท่ี 3 จาํ นวน 1 เร่อื ง แผนการนําผลงานวิจัยไปใชป ระโยชน 1. การใชป ระโยชนเชิงวิชาการ 1.1 นําองคความรูท ่ไี ดในป พ.ศ. 2561 ไปใชตอ ยอดงานวิจยั ป พ.ศ. 2562 โดยการนาํ ผลการวิเคราะหค ณุ ภาพ ของสายพนั ธกุ าแฟมาวเิ คราะหแ ละคดั เลอื กสายพนั ธสุ าํ หรบั วางแผนการขยายพนั ธเุ พอื่ พฒั นาเปน ตน แมพ นั ธสุ าํ หรบั รับรองพนั ธุแ ละใชใ นการสง เสริมใหกับเกษตรกรของมูลนธิ ิโครงการหลวง 1.2 การนําเสนอผลงานวิจัยหรือตีพิมพในรปู แบบตางๆ 1) นาํ เสนอผลงานวจิ ยั ในการประชมุ วชิ าการผลงานวจิ ยั ของมลู นธิ โิ ครงการหลวงและสถาบนั วจิ ยั และพฒั นา พนื้ ทส่ี ูง (องคการมหาชน) 2) การนําเสนอผลการประชมุ วิชาการกาแฟอาเซยี น ครง้ั ท่ี 1 5. โครงการวิจัยและพฒั นาการเพมิ่ ผลผลิตและคุณภาพผกั อนิ ทรียในพื้นทีโ่ ครงการหลวง การปลูกพืชผักเปนทางเลือกหน่ึงของเกษตรกรบนพื้นท่ีสูง การผลิตพืชในระบบเกษตรอินทรีย คือ ปจจัยการผลิต ท่ีจะนาํ มาใชท ดแทนสารเคมีเกษตร โดยเฉพาะปุยท่เี ปนปจ จยั สําคัญในการเพม่ิ ผลผลิต ปจ จบุ ันการผลิตพืชในระบบอินทรยี  ใชปยุ หมักทางการคา และปยุ หมักท่ีเกษตรกรหมกั เอง ซง่ึ ในปยุ หมักทเ่ี กษตรกรใชยงั ไมมคี วามชัดเจนของปริมาณธาตอุ าหาร ท่ีเหมาะสมในแตละชนิดพืช ทั้งในสวนของวัตถุดิบในการทําปุยหมักและการปลดปลอยธาตุอาหารธาตุอาหารพืชที่ตองทัน กบั ระยะเวลาทพี่ ชื ตอ งการ อยา งไรกต็ ามยงั ขาดขอ มลู ปรมิ าณความตอ งการธาตอุ าหารของผกั อนิ ทรยี ใ นแตล ะระยะการเจรญิ เตบิ โต ดงั นน้ั จงึ จาํ เปน ตอ งมกี ารศกึ ษาปรมิ าณความตอ งการธาตอุ าหารของผกั อนิ ทรยี  การศกึ ษาสตู รปยุ หมกั อนิ ทรยี ค ณุ ภาพ สงู ทสี่ ามารถเพม่ิ ผลผลติ ผกั อนิ ทรยี  เพอื่ ใหเ กษตรกรมสี ตู รปยุ ทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ สามารถผลติ เองได ลดตน ทนุ ในการผลติ และ ทําใหการผลิตพืชในระบบเกษตรอินทรียเกิดความยั่งยืน นอกจากน้ี การปลูกผักอินทรียเกษตรกรจะใหนํ้าแยกกับน้ําหมัก ชีวภาพ แตดวยวิธีการใหนํ้าพืชสมัยใหม การใหนํ้าพรอมกับการใหน้ําหมักชีวภาพจะชวยใหเกษตรกรประหยัดแรงงาน และเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพการผลติ ดงั นนั้ จงึ ตอ งมกี ารศกึ ษาวธิ กี ารใหน า้ํ พรอ มนาํ้ หมกั ชวี ภาพจงึ มคี วามสาํ คญั รวมทงั้ ปญ หาการ เขาทําลายของดวงน้ํามันที่กัดกินใบและดอกถ่ัวแขกทําใหผลผลิตเสียหาย การศึกษาวิธีการปองกันกําจัดดวงนํ้ามัน เพ่ือลด การระบาด และการเขาทําลายของดว งน้าํ มนั สรปุ ผลการดาํ เนินงาน ดังนี้ 1. การศกึ ษาวธิ ีการใหนาํ้ พรอมนํ้าหมักชวี ภาพในการปลกู คะนาฮอ งกงและมะเขือเทศอินทรีย การใหนํา้ พรอมกบั นํา้ หมักฮอรโมนไข อัตรา 40 ซซี ี ตอ นํ้า 20 ลิตร เปนวิธกี ารใหน้าํ พรอมนํ้าหมกั ชวี ภาพทด่ี ที ่ีสุด ในการปลูกคะนา ฮอ งกงและมะเขือเทศอินทรยี  26 สรุปผลงานวิจัย สถาบนั วิจัยและพัฒนาพ้นื ท่ีสูง (องคก ารมหาชน) ประจาํ ปงบประมาณ พ.ศ. 2561

1 แผน ่ีท แปลงปลูกคะนาฮองกง และมะเขือเทศอนิ ทรียท ท่ี ดสอบวธิ กี ารใหน ํา้ พรอ มนา้ํ หมกั ชวี ภาพ 2. การศกึ ษาสตู รปุยหมักอินทรียคุณภาพสงู ทีส่ ามารถเพิม่ ผลผลิตกะหล่าํ ปลหี วานอนิ ทรีย และถวั่ แขกอินทรยี  2.1 การใชปุยหมักสูตร 1 และน้ําหมักชีวภาพจากไข ทําใหกะหลํ่าปลีหวานมีนํ้าหนักเฉลี่ย 0.92 กิโลกรัม ตอหัว และมปี ริมาณผลผลิต 27.51 กโิ ลกรัมตอ พน้ื ที่ 6 ตารางเมตร มากกวา การใชปุยสตู รอ่ืน 2.2 การใชปุยหมักการคาสูตร 1 ทําใหถ่ัวแขกอินทรียมีปริมาณผลผลิตตอพื้นที่ 5 ตารางเมตร มากท่ีสุดคือ 2,007 กรัม โดยมคี ณุ ภาพผานมาตรฐาน 987.5 กรัม และไมมาตรฐาน 1,019.5 กรมั แตมีรอยละของคณุ ภาพผา นมาตรฐาน ตาํ่ ทส่ี ดุ รองลงมาคอื การใชป ยุ หมกั สตู ร 1 และนาํ้ หมกั ชวี ภาพจากไข มปี รมิ าณผลผลติ กรมั /พนื้ ท่ี 5 ตารางเมตร 1,612.50 กรมั ตอพนื้ ที่ 5 ตารางเมตร แปลงกะหล่ําปลหี วานและถั่วแขกอินทรยี ท ่ศี ึกษาสตู รปยุ หมกั อินทรยี ค ุณภาพสงู ที่สามารถเพ่มิ ผลผลติ สรปุ ผลงานวิจัย สถาบันวิจัยและพฒั นาพนื้ ทส่ี ูง (องคการมหาชน) 27 ประจําปง บประมาณ พ.ศ. 2561

3. การศึกษาวิธีการปอ งกันกาํ จดั ดวงน้ํามันในถว่ั แขกอนิ ทรยี  การใชมุงตาขายคลุมแปลงหลังจากปลูกถ่ัวแขกอินทรีย 30 วัน เปนวิธีการปองกันการระบาดของดวงนํ้ามัน ที่ดีท่ีสดุ โดยทําใหด อกถ่ัวแขกอนิ ทรียไ มถูกทําลาย สงผลใหมนี ้าํ หนกั ตอ ตน และนา้ํ หนกั ตอพ้นื ท่ี 10 ตารางเมตร มากท่ีสดุ คอื 420.16 กรมั ตอตน และ 22.83 กโิ ลกรัม ตามลําดับ ตอพืน้ ที่ 10 ตารางเมตร ลกั ษณะถั่วแขกอินทรียท เี่ กบ็ เก่ยี วจากแปลงควบคมุ (ซาย) และแปลงทคี่ รอบดวยมงุ ตาขาย (ขวา) 4. การศกึ ษาปรมิ าณความตองการธาตอุ าหารของผกั อินทรยี  ผกั กาดกวางตงุ และเบบ้ีฮอ งเตมคี วามตองการธาตอุ าหารสูงทส่ี ุดที่ 21 วนั และมคี วามตอ งการธาตุโพแทสเซียม สูงทสี่ ุด รองลงมาคือธาตุไนโตรเจน แคลเซยี ม ฟอสฟอรสั และแมกนเี ซยี ม ตามลําดับ คะนา ฮองกง มีความตอ งการธาตอุ าหารสูงท่สี ดุ ท่ี 28 วัน และมคี วามตองการธาตุโพแทสเซียมสูงทสี่ ดุ รองลงมา คอื ธาตุไนโตรเจน แคลเซยี ม ฟอสฟอรสั และแมกนเี ซียม ตามลําดบั 5. การศึกษาวธิ กี ารควบคุมเส้ยี นดินศตั รพู ืชบนพ้นื ที่สงู 5.1 ศกึ ษาชนิดเสยี้ นดินท่ีระบาดบนพ้ืนท่ีสงู พบเส้ยี นดิน 2 ชนิด คอื เสยี้ นดนิ ทงุ Dorylus laevigatus และ เส้ยี นดนิ ถ่ัว Dorylus orientalis กข คง มดงานเสี้ยนดนิ ชนิดตา งๆ: เส้ียนดินถั่ว Dorylus orientalis; (ก และ ข) เส้ียนดนิ ทุง D. laevigatus (ค และ ง) (ดัดแปลงจาก วียะวัฒน และคณะ, 2554) 28 สรปุ ผลงานวจิ ัย สถาบันวจิ ยั และพัฒนาพน้ื ทส่ี ูง (องคก ารมหาชน) ประจาํ ปงบประมาณ พ.ศ. 2561

5.2 ขอมูลชีววิทยาเบ้ืองตนของเสี้ยนดิน พบวา เส้ียนดินถั่วมีลักษณะลําตัวขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ภายใน 1 รังของเส้ียนดินพบเพียงวรรณะมดงาน ประกอบดวย มดงานขนาดใหญ สีนํ้าตาลแดงเขม และมดงานขนาดเล็ก สนี ้าํ ตาลเหลอื ง แผน ่ีท 5.3 เส้ียนดินเขาทําลายพืชตระกูลผักกาด โดยพบเขาทําลายเบบี้ฮองเตมากที่สุด 21.93 เปอรเซ็นต ผกั กาดกวางตงุ 2.17 เปอรเซน็ ต และผกั กาดหัว 100 เปอรเ ซ็นต 5.4 การระบาดของเส้ยี นดนิ พบ 2 ชว ง คือ เมษายน และสิงหาคม 5.5 สภาพแวดลอม ปริมาณน้าํ ฝน และอุณหภมู ิ ไมม ีความสัมพนั ธก นั การเขาทาํ ลายพืชของเสยี้ นดนิ ผลผลิตทส่ี าํ คัญของงานวจิ ยั 1. วิธกี ารใหน ้ําพรอ มนํา้ หมกั ชีวภาพในการปลกู คะนา ฮอ งกงและมะเขือเทศที่เหมาะสม 1 วิธีการ 2. สูตรปยุ หมกั ท่ีเหมาะสมสําหรับการปลูกกะหลาํ่ ปลีหวานและถ่วั แขกอนิ ทรยี  จํานวน 1 สูตรตอ ชนิดพชื 3. วธิ ีการปองกนั กาํ จัดดวงนาํ้ มันในถ่ัวแขกอินทรยี  1 วธิ กี าร 4. ปรมิ าณความตอ งการธาตอุ าหารของผักอนิ ทรีย จํานวน 3 ชนดิ 5. ขอ มลู ชนดิ ชวี วทิ ยา การแพรร ะบาด และพชื อาหารของเส้ยี นดนิ ในแปลงปลูกผักอนิ ทรยี  จาํ นวน 1 เรอ่ื ง 6. ผลการประเมนิ การเขา ทาํ ลายของเส้ียนดนิ จาํ นวน 1 เรอ่ื ง แผนการนําผลงานวจิ ัยไปใชประโยชน 1. การใชป ระโยชนเชิงวชิ าการ 1.1 นาํ องคความรทู ่ไี ดใ นป พ.ศ. 2561 ไปใชตอ ยอดงานวจิ ัยป พ.ศ. 2562 โดยนําผลการศกึ ษาการใหน ้ําพรอ ม นํา้ หมกั ชีวภาพ การปองกันกําจดั ดว งนาํ้ มนั สูตรปยุ ท่เี หมาะสมสําหรับการปลูกกะหล่ําปลหี วาน และถั่วแขกอนิ ทรยี  ไปใชในพ้นื ทส่ี ง เสรมิ การปลูกผกั อินทรยี ของมลู นิธิโครงการหลวง 1.2 การนาํ เสนอผลงานวจิ ยั หรอื ตพี ิมพในรูปแบบตางๆ นําเสนอผลงานวิจยั ในการประชุมวิชาการผลงานวจิ ยั ของมูลนธิ ิโครงการหลวงและสถาบันวจิ ยั และพัฒนา พน้ื ท่ีสูง (องคการมหาชน) สรุปผลงานวิจยั สถาบันวจิ ยั และพฒั นาพืน้ ทสี่ ูง (องคก ารมหาชน) 29 ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2561

6. โครงการเปรียบเทียบพันธพุ ืชผกั ท่เี หมาะสมสําหรับพื้นทีส่ งู มันเทศญปี่ ุนเปน พชื ใหมท ีท่ างโครงการหลวงสง เสรมิ ใหเ กษตรกรปลกู เนอ่ื งจากเปนพชื ทใ่ี ชน้ํานอย ทนแลง ไดดี และ มีคุณคาทางโภชนาการสูง แตในการปลูกยังมีขอจํากัดในดานพันธุซ่ึงมีจํานวนนอย วิธีการปลูกที่ยังไมเหมาะสมกับพื้นที่สูง การปองกันกําจัดดวงงวงมันเทศ ซึ่งเม่ือเขาทําลายแลวทําใหมันเทศมีกลิ่นเหม็นและรสชาติขม รวมทั้งสูตรปุยที่เหมาะสม ในการเพ่ิมผลผลิต นอกจากน้ีฟกทอง และมะระพันธุทองถ่ินท่ีไดรับการสนับสนุนจากศูนยพืชผักโลก และนํามาทดสอบ เม่ือปงบประมาณ พ.ศ. 2560 โดยพบวา ฟกทองพนั ธุ AVPU 1502 1504 1505 และมะระพนั ธุ AVBG 1301 1312 1324 สามารถปลูกไดบนพนื้ ที่สงู มปี รมิ าณผลผลผลิตตอพื้นท่สี งู ดงั น้นั ในปง บประมาณ พ.ศ. 2561 ตอ งมีการปลูกทดสอบพนั ธุ มันเทศญ่ีปุน ฟกทอง และมะระที่เหมาะสมสําหรับพื้นท่ีท่ีมีความสูงพ้ืนท่ีแตกตางกัน 3 ระดับ รวมถึงเทคโนโลยีการปลูก ไดแก วิธีการการผลิตยอดพันธุ วิธีการปลูก วิธีการปองกันกําจัดดวงงวงมันเทศ ชนิดและอัตราการใชปุย และทดสอบ พันธุมะเขือเทศท่ีสามารถปลูกในพ้ืนที่ที่มีสภาพอากาศรอนเพื่อสรางรายไดใหแกเกษตรกรบนพื้นท่ีสูงอยางย่ังยืนตอไป โดยผลการดาํ เนนิ งานสรุปไดด ังนี้ 1. การทดสอบพันธุมนั เทศญ่ปี นุ ทเี่ หมาะสมสาํ หรบั พืน้ ที่สงู ปลูกทดสอบ 3 แหง คอื (1) อทุ ยานหลวงราชพฤกษ (ระดบั ความสงู 330.26 MSL) มนั เทศญีป่ นุ มีการเจรญิ เตบิ โต ใหผลผลิต และความ หวานที่ดี เมอ่ื ปลูกในชว งฤดหู นาว โดยพนั ธุ Churamaru Sp 61 และ LR_Okinawa มีปริมาณผลผลติ 3,974.22 4,558.02 และ 3,918.96 กโิ ลกรมั ตอ ไร ตามลาํ ดบั และมขี นาด รปู รา งเหมาะสม เปน ทตี่ อ งการของตลาด (2) สถานเี กษตรหลวงปางดะ (707.00 MSL) มันเทศญ่ีปุนมีการเจริญเติบโต ใหผลผลิต และความหวานท่ีดี เม่ือปลูกในชวงฤดูหนาว โดยพันธุ Churamaru Sp 61 และ Narutokintoki มีปรมิ าณผลผลิต 5,732.16 5,862.48 และ 5,810.88 กิโลกรมั ตอไร ตามลาํ ดบั และมีขนาด รูปรา งเหมาะสม เปนทตี่ องการของตลาด และ (3) สถานีเกษตรหลวงอา งขาง (1,421.56 MSL) มันเทศญป่ี นุ มกี ารเจริญเติบโต ใหผลผลติ และความหวานทด่ี ี เมอ่ื ปลกู ในชว งฤดรู อน โดยพนั ธุ Churamaru Sp 61 และ Beniharuka มปี รมิ าณผลผลติ สงู 1,798.74 1,790.04 และ 1,697.58 กโิ ลกรมั ตอ ไร ตามลาํ ดบั และมขี นาด รปู รา งเหมาะสม เปน ทต่ี อ งการ ของตลาด 2. การทดสอบวิธกี ารปลูกมนั เทศญป่ี นุ ท่ีเหมาะสมสาํ หรับการเพม่ิ ผลผลติ วิธีการปลูกแบบขึ้นคางมีจํานวนหัวตอตน น้ําหนักตอตน และความกวางของหัว มากกวาวิธีการปลูกแบบเลื้อย อยางมนี ัยสาํ คญั ทางสถติ ิ 3. การศกึ ษาวิธีการผลติ ยอดพันธมุ นั เทศญี่ปุนท่เี หมาะสมบนพน้ื ท่สี งู การผลิตยอดพันธจุ ากตน ทีเ่ พาะเลีย้ งเน้อื เย่ือมีจํานวนยอดตอ ตน ความยาวเถา และความกวา งของเถา มากกวา กรรมวิธีอืน่ ๆ แตอ ยางไรก็ตามควรพจิ ารณาถงึ ตนทุนการผลิต และความคุม ทนุ 4. การทดสอบชนดิ และอัตราการใชป ยุ ท่เี หมาะสมสาํ หรับมันเทศญีป่ ุน การใชปุยสูตร 8-8-8 อัตรา 15 กรัมตอตน โดยใส 2 คร้ังตอรอบการผลิต ทําใหมันเทศญี่ปุนมีจํานวนหัว/ตน และนาํ้ หนกั ตอหัว และความยาวของหัวมากกวา กรรมวธิ ีอื่น คือ 4.07 หวั ตอ ตน 436.02 กรมั ตอหวั และ 16.50 เซนตเิ มตร ตามลาํ ดบั และมคี วามกวางหัวไมแ ตกตา งกนั ในทกุ กรรมวิธี สว นมีปริมาณของแขง็ ทล่ี ะลายนาํ้ ได (TSS) พบวาการใชป ยุ สูตร 46-0-0, 15-15-15 และ 13-13-21 อตั รา 15 กรัมตอตน โดยใส 3 คร้ังตอ รอบการผลิต ทาํ ใหม นั เทศญปี่ นุ มีคา TSS สูงสุด คอื 20.65 องศาบริกซ 5. การทดสอบวิธีการปองกนั กําจดั ดว งงวงมนั เทศญ่ีปุน การวิธฉี ีดพนดว ยสารเคมีฟโปรนลิ อตั รา 60 มลิ ลิลติ ร/นา้ํ 20 ลติ ร กอนปลูกและหลงั ยา ยปลกู ทกุ ๆ 2 สปั ดาห มกี ารเขา ทาํ ลายของดวงงวงมันเทศญปี่ ุนนอยที่สุด รอ ยละ 0.05 ซึง่ แตกตางกับกรรมวธิ ีอื่น อยา งมนี ยั สําคญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั เชื่อมั่น 95% รองลงมาคือ กรรมวิธีฉีดพนเช้ือราเมทาไรเซียม อัตรา 500 กรัม/นํ้า 20 ลิตร สลับกับสารเคมีฟโปรนิล ทุกๆ 2 สปั ดาห พบการเขาทําลายของดวงงวงมนั เทศ รอ ยละ 3.20 30 สรปุ ผลงานวิจัย สถาบันวิจยั และพัฒนาพน้ื ที่สูง (องคก ารมหาชน) ประจําปง บประมาณ พ.ศ. 2561

6. การทดสอบฟกทองพนั ธทุ อ งถนิ่ ทเ่ี หมาะสมสําหรบั พื้นท่สี ูง 1 ฟก ทองพนั ธุ AVPU 1504 เปน พนั ธทุ สี่ ามารถปลกู ไดด ใี นทกุ ระดบั ความสงู ทงั้ ในฤดรู อ น และฤดฝู น แตใ นฤดหู นาว แผน ่ีท สามารถปลูกไดในพื้นท่ีระดับความสูง 200-700 MSL โดยใหจํานวนผลตอตน นํ้าหนักตอตน ความหวาน และปริมาณ สารเบตาแคโรทนี มากกวาฟก ทองพันธุอ ่ืน 7. การทดสอบมะระพนั ธทุ อ งถิ่นทีเ่ หมาะสมสาํ หรบั พน้ื ทีส่ ูง มะระพันธุ AVBG 1301 สามารถปลูกในพ้ืนท่ีท่ีมรี ะดบั ความสงู ไมเ กิน 400 MSL ในฤดูหนาวไดดี โดยมจี าํ นวน ผลตอตน มากที่สุด รองลงมาเปนพ้ืนที่ท่ีมีความสูง 700 MSL ในฤดูรอน นอกจากนี้ยังพบวา มะระพันธุ AVBG 1301 มสี าร Charantin มากท่ีสดุ คือ รอยละ 84.57 เมือ่ ปลูกในพื้นที่ความสงู 700 MSL ในฤดรู อ น ผลผลิตที่สาํ คญั ของงานวิจัย 1. พันธมุ นั เทศญีป่ นุ ทเ่ี หมาะสมสําหรบั พนื้ ท่ีสงู แตล ะระดับความสงู จํานวน 2 พนั ธุ 2. วิธีการปลกู มนั เทศญปี่ นุ ทีเ่ หมาะสม จาํ นวน 1 วิธี 3. วธิ ีการผลิตยอดพนั ธมุ ันเทศญ่ีปนุ ทเ่ี หมาะสมบนพื้นทส่ี ูง จาํ นวน 1 วิธีการ 4. ชนิดและอัตราการใชปุยทเ่ี หมาะสมสําหรบั มนั เทศญี่ปนุ จํานวน 1 ชนิด และจํานวน 1 อัตรา 5. วิธีการปอ งกันกาํ จดั ดว งงวงมันเทศญ่ีปุนท่ีมีประสิทธภิ าพ 1 วิธี 6. พนั ธมุ ะเขอื เทศท่ที นตอ อากาศรอน จาํ นวน 1 พนั ธุ 7. พันธฟุ ก ทองที่เหมาะสมสาํ หรับพื้นท่สี งู แตละระดบั ความสงู จาํ นวน 2 พนั ธุ 8. พันธมุ ะระทีเ่ หมาะสมสาํ หรับพื้นท่ีสูงแตล ะระดับความสูง จํานวน 2 พันธุ แผนการนําผลงานวิจยั ไปใชป ระโยชน 1. การใชป ระโยชนเชงิ วิชาการ 1.1 นําองคความรทู ีไ่ ดใ นป พ.ศ. 2561 ไปใชตอยอดงานวิจัยป พ.ศ. 2562 ดังนี้ 1) นําพนั ธุมันเทศญป่ี นุ ไปสง เสริมปลกู ในพน้ื ทม่ี ลู นิธิโครงการหลวง 2) นําวิธีการปลกู การผลิตยอดพันธุ การปองกันกาํ จัดดวงงวงมันเทศ และสูตรปุยทเ่ี หมาะสม ไปใชในพน้ื ท่ี มูลนธิ โิ ครงการหลวง 3) นาํ ฟก ทองพนั ธุ AVPU1504 ไปสง เสรมิ ปลกู ในพนื้ ทม่ี ลู นธิ โิ ครงการหลวงและโครงการพฒั นาพน้ื ทสี่ งู แบบ โครงการหลวง 1.2 การนาํ เสนอผลงานวิจยั หรอื ตีพมิ พใ นรูปแบบตา งๆ 1) นาํ เสนอผลงานวจิ ยั ในการประชมุ วชิ าการผลงานวจิ ยั ของมลู นธิ โิ ครงการหลวงและสถาบนั วจิ ยั และพฒั นา พ้ืนทสี่ งู (องคการมหาชน) 2) นาํ เสนอผลงานวิจัยในงานประชุมวิชาการ Cucurbitaceae 2018 ณ มหาวทิ ยาลยั แคลฟิ อรเนียเดวสิ ประเทศสหรฐั อเมรกิ า 2. การใชประโยชนเ ชิงสาธารณะ การจดั ทําสื่อ และบทความเร่อื ง การปลูกมนั เทศบนพ้ืนท่ีสงู สรปุ ผลงานวจิ ยั สถาบันวจิ ัยและพฒั นาพ้ืนท่ีสงู (องคก ารมหาชน) 31 ประจาํ ปงบประมาณ พ.ศ. 2561

7. โครงการคัดเลือกพนั ธพุ ืชผกั เพอ่ื ผลติ เมล็ดพนั ธอุ ินทรยี  การปลกู ผกั อนิ ทรยี ม ขี อ กาํ หนดระบตุ ามมาตรฐานเกษตรอนิ ทรยี ว า เมลด็ พนั ธทุ ใ่ี ชต อ งมาจากการพชื ผกั ทป่ี ลกู ในระบบ เกษตรอนิ ทรยี  สาํ หรบั เมลด็ พนั ธผุ กั เมอื งหนาวทจ่ี าํ หนา ยในทอ งตลาดไมส ามารถหาซอื้ เมลด็ พนั ธทุ เ่ี ปน อนิ ทรยี ไ ด ซง่ึ สว นใหญ มกี ารคลกุ สารเคมี ยกเวน การนาํ เขา จากตา งประเทศ นอกจากนเ้ี มลด็ พนั ธผุ กั ตามตลาดทว่ั ไปของประเทศไทยมกั เปน พนั ธพุ ชื ผักเขตรอ นเหมาะสมตอ การปลูกอยูในพื้นราบ ปจจุบันพืชผักทีม่ ลู นธิ โิ ครงการหลวงสงเสริมใหเ กษตรกรปลูกภายใตมาตรฐานเกษตรอนิ ทรยี มจี ํานวน 36 ชนิด แตมี พชื ผกั อนิ ทรยี เ พยี ง 7 ชนดิ ทมี่ ลู นธิ ฯิ สามารถผลติ เมลด็ พนั ธใุ ชเ องภายใตม าตรฐานเกษตรอนิ ทรยี  โดยในป พ.ศ. 2560 มลู นธิ ิ โครงการหลวงสามารถผลิตเมล็ดพันธุพืชผักอินทรียไดรวม 236.0 กิโลกรัม สามารถทดแทนการสั่งซื้อจากภายนอกคิดเปน มูลคา 1,940,417.35 บาท ปจจุบันตลาดมีความตองการผักอินทรียเพิ่มข้ึน โดยเฉพาะพืชผัก 4 ชนิด ไดแก กะหลํ่าปลี ผกั กาดขาวปลี ผักกาดหัว และกะหลํ่าปลีรปู หัวใจ แตยังไมมเี มล็ดพันธุท ี่ไดจากการปลกู ในระบบเกษตรอินทรยี ส าํ หรบั ใชใน การสงเสริมใหกับเกษตรกร การวิจัยและพัฒนาพันธุเมล็ดพันธุพืชผักอินทรียท้ัง 4 ชนิดดังกลาว จึงมีความจําเปนตอ การสง เสรมิ การปลกู ผกั อนิ ทรยี ข องโครงการหลวง โดยการรวบรวมพนั ธุพืชผกั ดงั กลา ว ประเมินและคดั เลอื กลกั ษณะพันธุที่ ตองการปรับปรุงและคัดเลือกพันธุพอแมที่ดีใหผลผลิตสูง และมีคุณภาพดี รวมทั้งการปลูกภายใตมาตรฐานเกษตรอินทรีย เมอ่ื ประสบผลสาํ เรจ็ แลว จงึ นาํ เมลด็ พนั ธดุ จี ากงานวจิ ยั ดงั กลา วไปขยายปรมิ าณใหเ พยี งพอกบั ความตอ งการใชใ นการสง เสรมิ ใหเ กษตรกรเพาะปลูกตอไป สรปุ ผลการดาํ เนินงาน ดงั นี้ 1. รวบรวมพนั ธสุ าํ หรบั นาํ ไปปลกู ทดสอบ ประเมนิ และคดั เลอื กลกั ษณะพนั ธทุ ต่ี อ งการภายใตร ะบบเกษตรอนิ ทรยี  1.1 รวบรวมพนั ธุผกั ตระกลู Brassica จํานวน 4 ชนดิ ไดแ ก กะหล่าํ ปลี ไดแ ก พันธชุ าง เบอร 4 พนั ธุลูกโลก พันธุ Tropic Ace กะหล่ําปลีรูปหัวใจ ไดแก พันธุเจดีย พันธุ New Jersey พันธุ Caraflex F1 ผักกาดขาวปลี ไดแก พนั ธุบ ิ๊กบอส พนั ธสุ ุก้ี 60 พันธุ Rubicon และ ผกั กาดหัว ไดแ ก พันธใุ หญไดคอน โซบูโตริ พนั ธใุ หญไ ดคอน สวสี แลนเดอร พนั ธุ H.B. Everest 1.2 ปลกู ทดสอบพันธุผักอนิ ทรยี  4 ชนดิ เพ่อื ประเมนิ และคัดเลือกลกั ษณะพนั ธุท ่ตี องการ 2. ศึกษาการกระตุนการออกดอกของกะหล่ําปลี กะหลํ่าปลีรูปหัวใจ ผักกาดขาวปลี และผักกาดหัว ขณะน้ี อยูระหวา งปลูกทดสอบ ณ สถานฯี อา งขาง อาํ เภอฝาง จงั หวดั เชียงใหม และสถานฯี ปางดะ อําเภอสะเมิง จงั หวัดเชยี งใหม ผลผลิตทีส่ าํ คญั ของงานวจิ ยั 1. ขอมลู ลกั ษณะประจาํ พนั ธุ และผลผลติ ของพนั ธุผักท่ปี ลกู ในระบบเกษตรอนิ ทรยี ท้ัง 4 ชนดิ 2. วิธีการชกั นําการออกดอกของผัก 4 ชนดิ ชนิดละ 1 วธิ กี าร 3. การทดลองในปท ี่ 1 จะไดเ มลด็ พันธรุ นุ F2 ที่คัดเลอื กไดอยา งนอย 1 ชนิดเพือ่ ทจี่ ะนําไปปรบั ปรงุ พนั ธใุ นปตอไป แผนการนําผลงานวจิ ยั ไปใชป ระโยชน 1. การใชประโยชนเชงิ วชิ าการ 1.1 นําองคความรูที่ไดในป พ.ศ. 2561 ไปใชตอยอดงานวิจัยป พ.ศ. 2562 โดยนําพันธุ และวิธีการชักนํา การออกดอกของพืช 4 ชนดิ ไปใชใ นการปรับปรงุ พนั ธุในปถดั ไป 1.2 การนาํ เสนอผลงานวจิ ยั หรอื ตพี ิมพในรปู แบบตางๆ นําเสนอผลงานวิจัยในการประชุมวิชาการผลงานวิจัยของมลู นิธิโครงการหลวงและสถาบันวจิ ยั และพัฒนา พนื้ ท่สี ูง (องคก ารมหาชน) 32 สรปุ ผลงานวิจัย สถาบนั วจิ ัยและพัฒนาพืน้ ทีส่ งู (องคก ารมหาชน) ประจาํ ปง บประมาณ พ.ศ. 2561

8. โครงการศกึ ษาคัดเลอื กพนั ธุกระเทียมบนพ้ืนท่ีสูง 1 กระเทียมเปนพืชสมุนไพรท่ีนิยมนํามาใชเปนสวนประกอบในอาหารไทย ปจจุบันราคาขายกระเทียมไทยไดรับ แผน ่ีท ผลกระทบจากกระเทยี มนาํ เขาที่มีราคาตาํ่ กวา สาเหตุทก่ี ระเทียมไทยมรี าคาสงู เน่ืองจากตนทุนปยุ และสารเคมที ่ีเพม่ิ มากขน้ึ เกดิ การระบาดของโรคหรือแมลง ทําใหเทยี มมีคุณภาพหัวตาํ่ ฝอเรว็ อายเุ กบ็ รักษาสั้น เพือ่ เปน การสรา งมูลคา แกก ระเทยี มไทยใหส ามารถแขง ขนั กบั กระเทยี มนาํ เขา และรองรบั การเปลย่ี นแปลงของราคา กระเทียมสําหรับผูปลูกและผูบริโภคกระเทียมนั้น การศึกษาวิจัยพันธุกระเทียมไทยที่มีศักยภาพการผลิตและมีคุณคา ทางโภชนาเภสัชสูงเปนแนวทางหนึ่งที่สามารถยกระดับราคากระเทียมไทยโดยเฉพาะพันธุกระเทียมท่ีเหมาะสําหรับปลูก บนพนื้ ทีส่ ูง และมุง วิจัยการปลูกกระเทียมโดยใชป จจัยการผลติ อนิ ทรีย ลดการใชป ยุ เคมี และใหเ กษตรกรมีผลผลติ กระเทยี ม สําหรับบริโภคในชุมชนและมีหัวพันธุกระเทียมปลูกในฤดูถัดไปได นอกจากนี้ยังเปนการเพ่ิมมูลคากระเทียมจากการ ปลอดสารเคมี และใหกระเทยี มมีอายกุ ารเก็บรกั ษาท่ียาวนานข้นึ สรุปผลการดําเนนิ งาน ดังนี้ 1. การศึกษาทดสอบพนั ธกุ ระเทยี มทีเ่ หมาะสมสําหรบั ปลูกบนพนื้ ทสี่ ูง ปลกู ทดสอบพนั ธกุ ระเทยี มบนพนื้ ทสี่ งู หรอื พน้ื ทแี่ หลง ปลกู กระเทยี มทมี่ คี วามสงู แตกตา งกนั 3 ระดบั ไดแ ก บา นโฮง (400 MSL) บานเลอตอ (800 MSL) และบานปา เกยี๊ ะ (1100 MSL) พบวา ในฤดูปลูกเดอื นธนั วาคม พ.ศ. 2560 – มีนาคม พ.ศ. 2561 พันธุกระเทียมจากอําเภอนํ้าปาด จังหวัดอุตรดิตถ และพันธุกระเทียมจากอําเภอบานโฮง จังหวัดลําพูน ปลูกทร่ี ะดบั ความสูง 1,100 MSL มปี ริมาณ Diallyl disulfide และ Diallyl trisulfide สูงเทากับ 3,310.3 ± 28.4 และ 2,135.3 ± 24.3 ไมโครกรมั ตอกระเทียมสด 100 กรมั ตามลาํ ดบั และมีปริมาณกรดไขมันทเี่ ปนประโยชนสูงกวา พันธุอืน่ 2. การทดสอบและสาธติ วิธีการปลูกกระเทยี ม เกษตรกร 6 ชมุ ชนรว มปลูกกระเทยี มเพอื่ บรโิ ภค จาํ นวน 37 ราย ไดแก บานปพ อ บา นขุนตื่นนอย บานบราโกร บา นเลอะกรา บานพะกะเช และบา นเลอตอ ซง่ึ เกษตรกรทบี่ า นบราโกรสามารถปลกู กระเทียมไดผ ลผลิตกระเทียมสดสูงสดุ 1,420 กิโลกรมั ตอ ไร สาํ หรับผลผลิตกระเทยี ม ผลผลิตกระเทยี มจากแปลงของเกษตรกรบา นบราโกร 3. การศกึ ษาและทดสอบวธิ กี ารผลติ หวั พนั ธกุ ระเทยี มคณุ ภาพ โดยลดการใชส ารเคมี และศกึ ษาอายกุ ารเกบ็ รกั ษา หวั พนั ธกุ ระเทยี ม ดาํ เนนิ การรว มกับเกษตรกร 2 แหง คอื เกษตรอําเภอบา นโฮง จงั หวดั ลําพนู และอาํ เภอเชียงดาว จังหวดั เชียงใหม พบวา อําเภอบานโฮงกรรมวิธีใสปุยเคมีไดนํ้าหนักกระเทียมสดสูงสุด 2,016 กิโลกรัมตอไร รองมาคือ การใสปุย เคมีรวมกบั ปุย อนิ ทรยี  และใสปุยอนิ ทรีย เทา กบั 1,853 และ 1,753 กิโลกรัมตอไร ตามลาํ ดับ สาํ หรับพน้ื ทอี่ าํ เภอ เชียงดาวพบวาผลผลิตกระเทียมสดสูงกวาอําเภอบานโฮง โดยเฉพาะกรรมวิธีใสปุยอินทรียใหผลผลิตสูงถึง 2,962 กิโลกรัม ตอไร ซ่ึงมากกวากรรมวิธีใสปุยเคมีรวมกับปุยอินทรียและกรรมวิธีใสปุยเคมี (2,762 และ 2,506 กิโลกรัมตอไร) ท้ังนี้ สรปุ ผลงานวจิ ัย สถาบนั วิจัยและพฒั นาพื้นทีส่ ูง (องคการมหาชน) 33 ประจําปง บประมาณ พ.ศ. 2561

สาเหตทุ ผี่ ลผลติ กระเทยี มสดของกรรมวธิ ใี สป ยุ เคมใี นพน้ื ทอ่ี าํ เภอเชยี งดาวตาํ่ กวา ใสป ยุ อนิ ทรยี เ นอ่ื งจากเกดิ ฝนตกทาํ ใหแ ปลง กระเทียมที่ใสปุยเคมเี กดิ โรคใบจุด ใบไหม สําหรบั อายกุ ารเกบ็ รกั ษาของทงั้ สามกรรมวธิ ีไมแ ตกตางกัน คือ น้าํ หนกั กระเทียม ลดลง 57-62 เปอรเซน็ ต ใสป ยุ เคมี ใสป ุยเคมีรวมกับปุยอนิ ทรยี  ใสปุยอินทรยี  ลักษณะและสีกลบี กระเทียมที่ปลูกทดสอบดวย 3 กรรมวิธี ผลผลติ ทีส่ ําคญั ของงานวิจยั 1. พนั ธกุ ระเทยี มทม่ี ศี กั ยภาพใหผ ลผลติ สงู และมคี ณุ คา ทางโภชนาเภสชั 2 พนั ธุ คอื พนั ธกุ ระเทยี มจากอาํ เภอนาํ้ ปาด จงั หวดั อุตรดติ ถ และพันธุก ระเทียมจากอําเภอบา นโฮง จงั หวัดลําพูน 2. ชุมชนบนพื้นที่สูงปลูกกระเทียมสําหรับบริโภคในครัวเรือน จํานวน 6 ชุมชน ไดแก บานปพอ บานขุนตื่นนอย บานบราโกร บานเลอะกรา บานพะกะเช และบานเลอตอ 3. การผลิตหัวพันธุกระเทียมที่มีคุณภาพโดยวิธีการใสปุยเคมีทําใหไดผลผลิตน้ําหนักกระเทียมสดสูงสุด แตถาเกิด โรคหรอื แมลงระบาดก็จะทําใหผลผลิตเสยี หายไดมากกวา กระเทียมที่ใสป ยุ อินทรยี  แผนการนาํ ผลงานวจิ ัยไปใชประโยชน 1. การใชประโยชนเ ชงิ วิชาการ 1.1 นําองคค วามรูท ไ่ี ดใ นป พ.ศ. 2561 ไปใชต อ ยอดงานวิจัยป พ.ศ. 2562 ดงั นี้ 1) ทดสอบพันธุกระเทียมไทยทม่ี ีคุณคา ทางโภชนเภสชั สูงสําหรับปลูกบนพื้นท่ีสงู 2) ทดสอบอัตราการใชป ยุ อนิ ทรยี แ ละนา้ํ หมกั ชวี ภาพจากไขส ําหรับผลิตหวั พนั ธกุ ระเทียมบนพื้นที่สงู 1.2 การนําเสนอผลงานวิจยั หรือตพี ิมพใ นรูปแบบตา งๆ 1) นาํ เสนอผลงานวจิ ยั ในการประชมุ วชิ าการผลงานวจิ ยั ของมลู นธิ โิ ครงการหลวงและสถาบนั วจิ ยั และพฒั นา พืน้ ท่สี งู (องคก ารมหาชน) และงานประชมุ วชิ าการเกษตร ครง้ั ท่ี 20 2. การใชป ระโยชนเชงิ สาธารณะ การจดั กจิ กรรมถา ยทอดเผยแพรอ งคค วามรจู ากงานวจิ ยั จดั ฝก อบรม เรอื่ ง การปลกู ดแู ลรกั ษา และการเกบ็ เกย่ี ว กระเทียมสําหรบั ชมุ ชนบนพนื้ ท่สี ูง 34 สรปุ ผลงานวิจยั สถาบันวิจยั และพัฒนาพ้ืนที่สงู (องคก ารมหาชน) ประจําปง บประมาณ พ.ศ. 2561

9. โครงการวจิ ยั และพฒั นาการผลติ องนุ รับประทานสดบนพนื้ ทีส่ ูง 1 มูลนิธิโครงการหลวงไดสงเสริมการปลูกองุนใหกับเกษตรกรบนพ้ืนที่สูง เน่ืองจากใชพื้นที่นอยและไดผลตอบแทนสูง แผน ่ีท ยงั สามารถเปนแหลง ทองเท่ียว ซง่ึ ในป พ.ศ. 2557-2560 ไดค ัดเลือกพนั ธอุ งนุ ใหมที่มศี ักยภาพเพอ่ื สง เสรมิ ใหเกษตรกรปลกู จากการขยายพ้ืนท่ีปลูกองุนเพ่ิมมากข้ึนและพื้นท่ีสูงมีความหลากหลายจึงตองทดสอบพันธุองุนรับประทานสดที่มีปริมาณ และคณุ ภาพผลผลิตสงู สาํ หรับพืน้ ที่ท่ีมีระดับความสงู แตกตางกนั 3 ระดบั เพ่ือแบง พน้ื ท่ีการปลกู องุนแตละพันธุ (Zoning) ตกาลรอจดดั จทนรกงาตรน ศแึกบษบาใกหามรแ ใลชะ GลดAต3 น สทํานุหกราับรอผงลุนติ พกันาธรุตศากึ งษๆาแกลาะรวศธิ ึกกี ษาารรคูปวแน่ั บตนบ เคพาอ่ืงเแพลม่ิ ะปโรรงมิ เารณือนแพละลคาณุสตภิกาทพี่เผหลมผาละติ สขมอตงออรงูปนุ แพบนั บธุ Beauty Seedless สรปุ ผลการดําเนนิ งาน ดังน้ี 1. การทดสอบพันธุองนุ รับประทานสดที่มปี รมิ าณผลผลิตและคณุ ภาพสงู ในพ้ืนท่ีที่มีระดับความสงู ตางๆ ทดสอบพนั ธอุ งุนรับประทานสดจาํ นวน 8 พันธุ คือ Beauty Seedless, Marroo Seedless, Fantasy Seedless, Red Globe, Flame Seedless, Thompson Seedless, Perlette และ JG05 ในพื้นท่ีท่ีมีระดับความสูง 3 ระดับ คอื (1) โครงการพฒั นาพนื้ ทส่ี งู แบบโครงการหลวงปางแดงใน (480 MSL) คณุ สมบตั ดิ นิ กอ นปลกู ดงั นี้ pH 6.99 มปี รมิ าณ Zn และ B อยใู นระดบั ตาํ่ มคี า OM ปรมิ าณ Mg, Fe และ Mn อยใู นระดบั ปานกลาง และมปี รมิ าณ P, K และ Ca อยใู นระดบั สงู ปลูกองุนทั้ง 8 พันธุ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2561 หลังปลูก 3 เดือนพบวา องุนพันธุ Perlette เจริญเติบโตมากที่สุด คอื มขี นาดเสนผา ศูนยกลาง 11.90 มลิ ลเิ มตร (2) โครงการพัฒนาพน้ื ที่สงู แบบโครงการหลวงปา แป (840 MSL) มคี วามสูง 840 เมตรจากระดับนํ้าทะเล เม่อื เกบ็ ตวั อยางดินกอ นปลกู มาวเิ คราะหส ถานะธาตุอาหารพบวา ดินมคี า pH 4.64 มปี รมิ าณ P, Mg, Zn และ B อยูในระดบั ตา่ํ และมคี า OM ปริมาณ K, Ca, Fe, และ Mn อยใู นระดับปานกลาง ปลกู องุนทัง้ 8 พันธใุ น วนั ท่ี 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 หลงั ปลกู 3 เดอื นพบวา องนุ พนั ธุ Perlette เจรญิ เตบิ โตมากทส่ี ดุ คอื มขี นาดเสน ผา ศนู ยก ลาง 7.43 มลิ ลิเมตร และ (3) โครงการพัฒนาพ้ืนท่ีสงู แบบโครงการหลวงปางหินฝน (1,400 MSL) เมอ่ื เก็บตวั อยา งดินกอ นปลกู มาวเิ คราะหสถานะธาตุอาหารพบวา ดนิ มคี า pH 4.9 มปี รมิ าณ Ca, Mg, Fe, Zn, และ B อยูในระดบั ตํ่า มีคา OM และ ปริมาณ Mn อยูใ นระดับปานกลาง และมปี ริมาณ P และ K อยใู นระดบั สงู ปลกู องนุ ทัง้ 8 พันธใุ นเดอื นมิถุนายน พ.ศ. 2561 หลงั ปลกู พบวา ตน องนุ ทกุ พนั ธไุ มเ จรญิ เตบิ โตเนอ่ื งจากพบเชอื้ ราเขา ทาํ ลาย จงึ ตอ งปลกู ซอ มองนุ อกี ครง้ั ในเดอื น 28 สงิ หาคม พ.ศ. 2561 การทดสอบพนั ธุอ งุนรบั ประทานสดท่มี ีปริมาณผลผลติ และคณุ ภาพสูง ณ โครงการพฒั นาพ้ืนท่ีสูงแบบโครงการหลวงปางแดงใน (ซาย) ปาแป (กลาง) และปางหินฝน (ขวา) สรปุ ผลงานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาพืน้ ที่สงู (องคก ารมหาชน) 35 ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2561

2. การศึกษาวิธีการผลิตองุนรับประทานสดใหมีคุณภาพ ผตดัลปผลลาิตยสชูงอแททลด่รีะละมอยีขงะอนหงาลุนดงัพผดันลอธแกุ ลบBะeาชนaอu7ทtyส่ีวSนัมeา่ํ ทeเส่ีสdมถleาอsนกsฯีนั โโดปดยายใงชใดช ะG GAพA3บร3ววามกกาบั รกพานร ใแนลดะาไมนพขนน าGดAข3อแงลชะอควขานมาเดขขม อขงน ผขลองจGํานAว3 นไมผม ลคี ตวอาชมอแตปกรติมา างณกนัขทองาแงสขถ็งทติ ิี่ ละลายนํา้ ได (TSS) ปริมาณกรดทไ่ี ตเตรทได (TA) และสัดสว น TSS/TA แตการตัดชอผลทุกกรรมวิธีมีขนาดของชอและขนาดของผลมากกวา Control 3. การศึกษารูปแบบคางและโรงเรือนพลาสติกสําหรับองุน พันธุ Beauty Seedless ประกอบดว ยปจ จยั หลกั คอื ความสงู ของคา งตวั Y 1.5 และ 2.0 เมตร ปจจัยรองคือรูปแบบโรงเรือนหลังคาปกติและหลังคาท่ีสามารถ การขใอชง GชAอ ท3 ี่รระว ยมะกหบั ลกังาดรอตกดั บปาลนาย7ชวอ ัน1/3 เปด -ปด ได ตดั แตง กง่ิ ในเดือนสงิ หาคม พ.ศ. 2560 (ครง้ั ที่ 1) และเดอื น กุมภาพันธ พ.ศ. 2561 (คร้ังท่ี 2) หลังจากตัดแตงกิ่งจะเปดโรงเรือนในวันที่ฝนไมตกในแบบโรงเรือนที่เปด-ปดได และ เก็บผลผลติ ในเดือนมกราคม (คร้ังที่ 1) และเดือนมถิ ุนายน (ครัง้ ท่ี 2) เม่อื นาํ ผลผลติ มาวิเคราะหป ริมาณและคณุ ภาพพบวา ผลผลิตครั้งที่ 1 มีปริมาณผลผลิตตอตน สีผิวผล ปริมาณของแข็งท่ีละลายนํ้าได (TSS) ปริมาณกรดที่ไตเตรทได (TA) และสัดสว น TSS/TA ไมแ ตกตา งกนั ทางสถติ แิ ตมนี ้าํ หนกั ชอแตกตางกันทางสถติ ิ คือ คางตัว Y สงู 1.5 เมตรมนี าํ้ หนักชอ มากทส่ี ดุ (119.86 กรมั ) สว นผลผลติ ครงั้ ที่ 2 มนี า้ํ หนกั ชอ คา H° ของสผี วิ ผล ปรมิ าณ TA และ สดั สว น TSS/TA แตกตา งกนั ทางสถติ ิ คือ คางตัว Y สูง 2.0 เมตร มีน้ําหนกั ชอและสัดสว น TSS/TA มากที่สุดแตมีปรมิ าณ TA นอยทส่ี ดุ (127.87 กรมั 22.71 และ 0.57 เปอรเซ็นต ตามลําดับ) โรงเรือนหลังคาเปด-ปดไดมีปริมาณ TA และคา H° ของสีผิวผลมากที่สุด (0.62 เปอรเ ซน็ ต และ 359.04 องศา) แตม ีสดั สว น TSS/TA นอ ยทส่ี ดุ (20.43) และเมอ่ื พิจารณาปจจยั ทัง้ 2 พบวา Y สงู 1.5 เมตรโรงเรือนหลงั คาเปด -ปด ไดม ีคา H° ของสผี วิ ผลแตกตา งกนั ทางสถติ ิคือ 359.15 องศาซ่งึ มากกวากรรมวิธีอื่นๆ รูปแบบคา งตวั Y สงู 1.5 เมตร (ซา ย) และ 2.0 เมตร (ขวา) หลงั คาโรงเรอื นเปด ปดได 36 สรุปผลงานวิจัย สถาบันวจิ ัยและพฒั นาพ้นื ทีส่ ูง (องคก ารมหาชน) ประจําปง บประมาณ พ.ศ. 2561

4. การศึกษาวิธีการคว่ันตนเพื่อเพ่ิมปริมาณและคุณภาพ 1 ผลผลติ องุนพันธุ Beauty Seedless ศึกษาระหวา งเดือนสงิ หาคม พ.ศ.2560-มิถนุ ายน พ.ศ. 2561 แผน ่ีท ท่สี ถานฯี ปางดะ (680 MSL) มี 4 กรรมวธิ ี ประกอบดว ย กรรมวธิ ีไมคว่ัน ตน (control) คว่ันตนที่ระยะหลังดอกบาน 35 วันกอนใหผลผลิตใน ฤดูหนาวและฤดูฝน และกอนใหผลผลิตท้ัง 2 ฤดู ผลผลิตในฤดูหนาว (22 ธันวาคม พ.ศ. 2560) พบวา การควัน่ ตน ทกุ กรรมวิธมี ีขนาดของชอ ขนาดของผล สีผิวผล ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ําได (TSS) ปริมาณ กรดที่ไทเทรตได (TA) และสดั สว น TSS/TA ไมแตกตางกนั ทางสถิตจิ าก การไมค วน่ั ตน แตก ารควน่ั ตน ในฤดหู นาวมแี นวโนม ทาํ ใหผ ลมขี นาดใหญ ท่ีสุด (3.46 กรัม) และมีสดั สวน TSS/TA มากท่สี ุด (20.80) และเมือ่ เกบ็ ผลผลิตในฤดูฝน (22 มิถุนายน พ.ศ. 2561) พบวาวิธีการควั่นตน ทุกกรรมวธิ ี มีน้ําหนักผล สผี ิวผล (คา L* และ hº) ปรมิ าณ TSS และ สดั สว น TSS/TA ไมแ ตกตา งกนั ทางสถติ จิ ากการไมค วนั่ ตน แตม นี า้ํ หนกั ชอ การควน่ั ตน เปอรเซ็นตชอผลที่ผลแตกและเนาเสียตอตน คา C* ของสีผิวผล และปริมาณ TA แตกตางกันทางสถิติ โดยการไมควั่นกิ่ง มีนํ้าหนักตอชอและเปอรเซ็นตชอผลที่ผลแตกและเนาเสียตอตนมากที่สุดคือ 112.20 กรัม และ 35 เปอรเซ็นตตามลําดับ แตมคี า C* ของสีผวิ ผลและปรมิ าณ TA ต่ําทีส่ ุดคอื 1.48 และ 0.69 ตามลาํ ดบั ผลผลติ ทสี่ าํ คัญของงานวจิ ยั 1. ขอ มลู เบ้ืองตน องุนรบั ประทานสด 8 พนั ธุ ทป่ี ลูกในระดับความสงู ตางกัน 3 ระดับ จํานวน 1 เรอ่ื ง 2. ขอมูลเบ้ืองตนของการทดสอบวิธีการผลิตองุนรับประทานสดใหมีผลผลิตสูงและมีขนาดผลและชอที่สมํ่าเสมอ จาํ นวน 1 เร่ือง 3. รูปแบบโรงเรอื นท่ีเหมาะสมตอการปลกู องุน ทรงตน เตย้ี จํานวน 1 รูปแบบ 4. วิธกี ารคว่นั ตนทีส่ ามารถเพ่มิ คุณภาพขององนุ พันธุ Beauty Seedless 1 วิธกี าร แผนการนาํ ผลงานวจิ ยั ไปใชป ระโยชน 1. การใชประโยชนเ ชงิ วชิ าการ 1.1 นาํ องคความรูที่ไดใ นป พ.ศ. 2561 ไปใชตอยอดงานวจิ ยั ป พ.ศ. 2562 ดังน้ี 1) ขอมลู การเจรญิ เติบโต ปรมิ าณผลผลิตและคุณภาพผลผลติ และใหป ุย ตามผลวิเคราะหด ินตอ ไป 2) ทดสอบวิธีการผลิตองนุ รับประทานสดใหมีผลผลติ สงู และมีขนาดผลและชอทส่ี ม่าํ เสมอ 3) ศกึ ษาการเจรญิ เตบิ โต ผลผลติ และคณุ ภาพผลผลติ ปท ี่ 2 ในการปลกู องนุ ภายใตร ปู แบบคา งและโรงเรอื น ทีต่ า งกัน 4 รปู แบบ 2. การใชป ระโยชนเ ชิงสาธารณะ สงมอบวิธีการคว่ันตนองุนพันธุ Beauty Seedless ที่สามารถเพิ่มคุณภาพผลผลิตในฤดูฝนใหกับมูลนิธิ โครงการหลวงฯ เพื่อนําไปสง เสริมใหแ กเ กษตรกรปลกู สรปุ ผลงานวิจัย สถาบันวจิ ัยและพัฒนาพืน้ ทส่ี ูง (องคการมหาชน) 37 ประจําปง บประมาณ พ.ศ. 2561

10. โครงการวิจยั และพัฒนาการผลิตเสาวรสหวานปลอดโรค เสาวรสหวานเปนไมผลเศรษฐกิจท่ีสําคัญที่ มลู นธิ โิ ครงการหลวง และ สวพส. ไดส ง เสรมิ ใหเ กษตรกร บนพ้ืนท่ีสูงปลูกเพ่ือสรางรายได จากความตองการ ผลผลิตเสาวรสหวานของตลาดที่มีเพิ่มมากข้ึน มีการ ขยายพ้ืนที่ปลูกมากข้ึน แตพบวาคุณภาพผลผลิตลดลง ผลมีขนาดเล็ก เน่ืองจากตนกลาเสาวรสหวานท่ี ขยายพนั ธตุ อ กนั ไปนน้ั มโี รคทเ่ี กดิ จากไวรสั ทส่ี าํ คญั และ รนุ แรง คอื Passion fruit woodiness virus (PWV) ทาํ ใหต น ไมส มบรู ณแ ขง็ แรง สง ผลใหผ ลผลติ ไมไ ดค ณุ ภาพ ตามทตี่ ลาดตอ งการ ปย ะมาศ และคณะ (2559) สามารถ ผลิตตนเสาวรสหวานท่ีปลอดโรคโดยวิธีเพาะเลี้ยงเน้ือเย่ือ โดยในป พ.ศ. 2561 ไดปลูกทดสอบการใหผลผลิตและ การปรบั ตวั ตอ สภาพแวดลอมภายนอกของตนกลา เสาวรสหวานปลอดโรค จากการคดั เลอื กพนั ธเุ สาวรสในป พ.ศ. 2560 สามารถคดั เลอื กตน ทใี่ หผ ลผลติ ทมี่ คี ณุ ภาพดแี ละมลี กั ษณะเดน จาํ นวน 14 รหัส ไดปลูกทดสอบในแปลงกลางแจงเพื่อทดสอบการใหผลผลิตและการปรับตัวตอสภาพแวดลอมภายนอกในป พ.ศ. 2561 สรุปผลการดาํ เนนิ งาน ดงั น้ี 1. การทดสอบการใหผลผลิตของตนเสาวรสหวานปลอดโรค ไดทดสอบการใหผลผลิตของตนเสาวรสหวาน ที่ปลอดโรค (P-TC1) เปรียบเทียบกับตนควบคุม (RPF1) โดยปลูกในกระถางพลาสติกสีดําขนาด 24 น้ิว ใชคางแบบรั้ว ภายใตโ รงเรือนหลังคาพลาสติกใส ที่สถานีเกษตรหลวงปางดะพบวา เมอื่ ตน อายุ 10 เดือน ตนเสาวรส RPF1 และตน P-TC 1 มกี ารเจรญิ เตบิ โตไมแตกตา งกัน โดยมเี สน ผา ศนู ยก ลางของตน ตอเทากับ 17.90 และ 19.06 มิลลเิ มตร มีเสน ผา ศนู ยก ลาง ของตน พันธเุ ทา กับ 16.72 และ 17.02 มิลลเิ มตร ตามลําดับ เมอ่ื เปรียบเทียบการใหผ ลผลิตของตนควบคุมและเสาวรสหวาน ทป่ี ลอดโรค ตน RPF1 มอี ายกุ ารเก็บเกย่ี วผล 74.4 วัน นํา้ หนกั ผล 89.7 กรมั ขนาดของผล 6.2×6.7 เซนตเิ มตร TSS 18.4 องศาบรกิ ซ ปริมาณกรดทีไ่ ตเตรทได (TA) 2.3 เปอรเ ซน็ ต และคา TSS/TA เทา กับ 8.2 ขณะท่ีตน ปลอดโรค P-TC1 มีอายุ การเกบ็ เกย่ี วผล 72.9 วนั นาํ้ หนกั ผล 88.2 กรมั ขนาดผล 6.2×6.9 เซนตเิ มตร ความหนาของเปลอื ก 0.54 เซนตเิ มตร ปรมิ าณ ของแขง็ ที่ละลายน้าํ ได (TSS) 18.5 องศาบรกิ ซ ปรมิ าณกรดท่ไี ตเตรทได (TA) 2.0 เปอรเซ็นต และคา TSS/TA เทากบั 9.9 ซึง่ ตน เสาวรสท้งั 2 กรรมวิธมี คี ุณภาพผลที่ใกลเคยี งกนั แตต นปลอดโรคมีคา TSS/TA ท่ีสูงกวาตนควบคมุ ลักษณะภายในของผลเสาวรสชุด RPF1 (ซา ย) และผลเสาวรสหวาน P-TC1 (ขวา) 38 สรปุ ผลงานวจิ ยั สถาบันวิจยั และพัฒนาพื้นทสี่ งู (องคก ารมหาชน) ประจาํ ปงบประมาณ พ.ศ. 2561

2. การศกึ ษาและคดั เลอื กพนั ธเุ สาวรสสาํ หรบั พน้ื ทสี่ งู ปลกู ทดสอบการใหผ ลผลติ ของตน เสาวรสทค่ี ดั เลอื ก จาํ นวน 1 14 รหัส ในแปลงกลางแจง ใชคางแบบร้ัวและแบบผืนท่ีสถานีฯ ปางดะ เพื่อทดสอบการใหผลผลิตและการปรับตัวตอ สภาพแวดลอมภายนอก เกณฑก ารคัดเลือกคอื เปอรเซน็ ตของเนือ้ และนาํ้ สัดสวนระหวา งปรมิ าณของแข็งท่ีละลายนาํ้ ไดตอ แผน ่ีท ปรมิ าณกรดทไี่ ตเตรทได (TSS/TA) และปรมิ าณผลผลติ ตอ ตน และเรมิ่ เกบ็ เกยี่ วผลตงั้ แตส งิ หาคมถงึ เดอื นธนั วาคม พ.ศ. 2561 สามารถคัดเลอื กรหัสตน ทม่ี ีศักยภาพการผลติ จาํ นวน 4 รหสั ตน โดยเปนรหัสตนที่มผี ิวผลสเี หลอื ง 2 รหัส คือ SG02-9 และ SG09-4 และรหัสตนท่ีมีผิวผลสีมวง 2 รหัส คือ SG04-10 และ SG09-6 และเม่ือเปรียบเทียบการใหผลผลิตของแตละ รหสั พนั ธขุ องเสาวรสทปี่ ลกู ภายใตค า งแบบรวั้ และแบบผนื พบวา มอี ายเุ กบ็ เกย่ี วผลทใี่ กลเ คยี งกนั รวมถงึ เปอรเ ซน็ ตข องเปลอื ก เนื้อและนํ้า และปริมาณผลผลิตตอตนท่ีมีคาใกลเคียงกัน แตคางแบบผืนมีนํ้าหนักผล ขนาดของผล จํานวนเมล็ดตอผล ที่มากกวา ขณะท่ีคางแบบรั้วมคี ณุ ภาพผลดกี วาในดานรสชาติ โดยมคี า TA และTSS/TA ไดท ี่มากกวากรรมวธิ คี างแบบผืน ลักษณะภายในของผลเสาวรส รหสั SG02-9 (ซา ย) และ SG09-6 (ขวา) ผลผลิตทสี่ ําคัญของงานวิจยั 1. ขอ มลู การใหผ ลผลิตของเสาวรสหวานปลอดโรค จํานวน 1 เรื่อง 2. พันธเุ สาวรสที่มศี กั ยภาพในการผลิตบนพืน้ ท่ีสงู จาํ นวน 4 รหัส คือ SG02-9, SG09-4, SG04-10 และ SG09-6 แผนการนาํ ผลงานวิจยั ไปใชป ระโยชน 1. การใชป ระโยชนเชงิ วิชาการ 1.1 นาํ องคค วามรทู ีไ่ ดในป พ.ศ. 2561 ไปใชต อยอดงานวจิ ัยป พ.ศ. 2562 ดังนี้ 1) ทดสอบการใหผลผลิตของตนเสาวรสหวานปลอดโรคในพน้ื ทีท่ ่ีมีความสูงของพน้ื ทตี่ างกัน 3 ระดับ 2) คัดเลือกพนั ธุเ สาวรสจากงานวจิ ยั ในป พ.ศ. 2561 จากจํานวน 14 รหัส ใหเหลอื เพยี ง 4 รหสั เพอ่ื นําไป ทดสอบการใหผลผลติ และการปรบั ตวั ตอ สภาพแวดลอ มภายนอกในพืน้ ท่ีที่มคี วามสูงของพ้ืนท่ีตางกนั 3 ระดบั 3) นําองคความรูจากการปลูกทดสอบเสาวรสหวานปลอดโรคในโรงเรือนไปตอยอดในการทดสอบเสาวรส พันธุสง เสริมพนั ธุอ ืน่ เพอื่ พัฒนาการปลูกเสาวรสในโรงเรือนทส่ี ามารถเพ่มิ ผลผลิตใหด ียงิ่ ขนึ้ 1.2 การนาํ เสนอผลงานวิจยั หรือตีพิมพในรปู แบบตางๆ นําเสนอผลงานวิจัยในการประชุมวิชาการผลงานวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวงและสถาบันวิจัยและพัฒนา พื้นทสี่ ูง (องคก ารมหาชน) สรปุ ผลงานวจิ ยั สถาบันวจิ ัยและพฒั นาพืน้ ทส่ี งู (องคการมหาชน) 39 ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2561

11. โครงการวจิ ยั และพฒั นาการผลิตเคพกูสเบอรรี่ ราสพเบอรรี่ และแบล็คเบอรร ี่ มูลนิธิโครงการหลวงไดสงเสริมใหเกษตรกรบนพ้ืนที่สูงปลูกไมผลขนาดเล็กเพื่อเปนอาชีพสรางรายได ไดแก สตรอวเ บอรร ี เคพกสู เบอรร่ี ราสพเ บอรร ี่ เปน ตน โดยสตรอวเ บอรร เ่ี ปน ไมผ ลทสี่ รา งรายไดม ากเปน อนั ดบั 2 และเคพกสู เบอรร ี่ เปนอันดับ 5 ของผลผลิตไมผลโครงการหลวง อยางไรก็ตามจากการขยายพันธุท่ีใชวิธีการเพาะเมล็ดทําใหผลผลิตท่ีมี หลากหลายลักษณะทง้ั ผลกลมและผลรี ไมตรงกบั ความตอ งการของตลาด การใชต นกลา ทีไ่ ดจากการเพาะเล้ียงเนื้อเยอ่ื เปน ทางเลือกหนึ่งเพื่อใหไดผลผลิตที่มีคุณภาพและมีลักษณะตรงตามพันธุ สวนการปลูกราสพเบอรร่ีพบวาใหผลผลิตตอตนตํ่า จึงจําเปนตองศึกษารูปแบบการปลูกแบบใหมท่ีสามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตใหดียิ่งขึ้น สําหรับแบล็คเบอรรี่เปนพืชชนิดใหม ของมูลนิธิโครงการหลวงยังไมมีการสงเสริมใหแกเกษตรกรจึงตองมีการศึกษาพันธุและรูปแบบการปลูก เชน คางและ การจัดการก่ิงแบล็คเบอรร่ีที่เหมาะสม ดังนั้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตของกลุมไมผลขนาดเล็กที่สามารถ เพ่ิมผลผลิตและคุณภาพผลิตผลได ตลอดจนการหาชนิดหรือพันธุพืชใหม เพ่ือเปนโอกาสสําหรับเกษตรกรในการปลูกพืช ทางเลอื กสรางรายได สรปุ ผลการดําเนนิ งาน ดงั น้ี 1. การศึกษาการใหผลผลิตของเคพกูสเบอรรี่จากตนเพาะเล้ียงเนื้อเยื่อ เปรียบเทียบ 2 กรรมวิธี ประกอบดวย ตนเคพกูสเบอรร่ีพันธุเหลืองทองจากการเพาะเมล็ด (วิธีการควบคุม) และตนจากการเพาะเลี้ยงเน้ือเยื่อ โดยปลูกภายใต โรงเรอื นหลงั คาพลาสตกิ ใส ดา นขา งเปด โลง ทส่ี ถานฯี ปางดะ พบวา ตน จากการเพาะเมลด็ มอี ายผุ ล 56.8 วนั มปี รมิ าณผลผลติ ตอ ตน 1,550 กรมั นา้ํ หนกั ผล 10.71 กรมั มลี กั ษณะผลกลม 92.04 เปอรเ ซน็ ต ผลรี 7.96 เปอรเ ซน็ ต มี TSS 13.95 องศาบรกิ ซ TA 1.65 เปอรเ ซน็ ต และมคี า TSS/TA เทา กบั 8.45 ขณะทตี่ น จากการเพาะเลยี้ งเนอื้ เยอื่ มอี ายผุ ล 55.8 วนั มปี รมิ าณผลผลติ 1,762 กรมั นาํ้ หนกั ผล 10.53 กรมั มลี กั ษณะผลกลม 87.55 เปอรเ ซน็ ต ผลรี 12.45 เปอรเ ซน็ ต ปรมิ าณของแขง็ ทล่ี ะลายนาํ้ ได 14.03 องศาบรกิ ซ ปริมาณกรดทีไ่ ตเตรตได 1.53 เปอรเซน็ ต และมคี า TSS/TA เทากบั 9.16 จากผลการทดลองตน จาก การเพาะเลยี้ งเนือ้ เยอ่ื ใหค ุณภาพผลผลติ ที่ไมตางจากตน จากการเพาะเมล็ด แตมปี ริมาณผลผลติ ตอ ตน ทีม่ ากกวา 2. การศึกษารูปแบบการปลูกแบบใหมของราสพเบอรรี่ เปรียบเทียบรูปแบบการปลูกราสพเบอรรี่พันธุ Amity 3 กรรมวธิ ี ประกอบดว ย การปลกู ลงดนิ (วธิ คี วบคมุ ) ปลกู ในถงุ พลาสตกิ ขาว และปลกู ในกระบะ ทสี่ ถานฯี ปางดะ ผลการวจิ ยั ของปที่ 1 การปลูกในกระบะมีการแตกกิ่งขางมากที่สุด มีปริมาณผลผลิต (226 กรัมตอตน) น้ําหนักผล (2.3 กรัม) ขนาดของผล (1.6×1.6 ซม.) มากกวากรรมวิธีอื่น ขณะที่การปลูกในถุงพลาสติกสีขาว มีปริมาณของแข็งที่ละลายนํ้าได 11.4 องศาบริกซ และมีคา TSS/TA (5.33) สูงที่สุด หลังการตัดแตงกิ่งในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2560 เพ่ือใหผลผลิต ในฤดูกาลที่ 2 การปลูกในกระบะมีนํ้าหนักผลเฉล่ีย (2.2 กรัม) ขนาดของผล (1.5×1.5 ซม.) และปริมาณผลผลิตตอตน (99.28 กรมั ) มากกวา กรรมวธิ อี น่ื แตม ปี รมิ าณของแขง็ ทล่ี ะลายนา้ํ ได (TSS) ปรมิ าณกรดทไ่ี ตเตรตได (TA) และมคี า TSS/TA ไมแตกตางกัน ขณะที่การปลูกในถุงพลาสติกสีขาวใหผลผลิตท่ีมีคุณภาพดีในปแรก แตไมสามารถเก็บเก่ียวผลผลิตได ในปที่ 2 ดงั นั้น การปลกู ราสพเ บอรร ใี นกระบะจงึ เปนรูปแบบการปลกู ทส่ี ามารถเพิ่มผลผลติ ไดด ีทีส่ ุดท้ัง 2 ฤดกู าล รปู แบบการปลกู ลงดิน (ซาย) การปลกู ในถงุ พลาสตกิ สขี าว (กลาง) และการปลกู ในกระบะ (ขวา) 40 สรปุ ผลงานวจิ ัย สถาบนั วิจยั และพฒั นาพืน้ ทส่ี ูง (องคก ารมหาชน) ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2561

3. การทดสอบพนั ธแุ ละรปู แบบคา งสาํ หรบั แบลค็ เบอรร ี่ การทดสอบพนั ธแุ ละรปู แบบคา งสาํ หรบั แบลค็ เบอรร พ่ี นั ธุ 1 อา งขาง โดยเปรียบเทียบตนจากการแยกชาํ และตน จากการเพาะเลย้ี งเน้ือเย่อื ภายใตรปู แบบคาง 2 แบบ คอื คา งแบบตวั ที และแบบรวั้ หลงั การตดั แตง กง่ิ ตน จากการแยกชาํ สามารถใหผ ลผลติ ไดท งั้ 2 รปู แบบคา ง ขณะทตี่ น จากการเพาะเลยี้ งเนอ้ื เยอ่ื แผน ่ีท ใหผ ลผลติ ไดเ ฉพาะคา งแบบรวั้ โดยคา งแบบตวั ทแี ละคา งแบบรว้ั ของตน จากการแยกชาํ มชี ว งการออกดอก ชว งการเกบ็ เกย่ี ว อายผุ ล นา้ํ หนกั เฉลย่ี ตอ ผล ขนาดของผล สผี วิ ผล และจาํ นวนผลตอ ผลทไ่ี มแ ตกตา งกนั แตผ ลผลติ ของคา งแบบรวั้ มคี า สดั สว น TSS/TA (5.13 และ 4.46 ตามลําดบั ) และปรมิ าณผลผลติ เฉลยี่ ตอตน (91.28 และ 83.05 กรมั ตามลาํ ดบั ) ซ่ึงมากกวา คางแบบที เมื่อเปรียบเทียบตนพันธุอางขางจากการเพาะเล้ียงเน้ือเยื่อกับตนจากการแยกชําภายใตคางแบบร้ัว พบวา ตนจาก การเพาะเลีย้ งเนอ้ื เยื่อมีอายุผลและน้ําหนักผลเฉลี่ยที่มากกวา แตม คี า TSS, TA และ TSS/TA จาํ นวนผลตอตน และปรมิ าณ ผลผลติ ตอ ตนทีน่ อ ยกวาตน จากการแยกชํา ผลผลิตทส่ี าํ คัญของงานวิจยั 1. วธิ ีการผลิตตน กลา เคพกสู เบอรรี่ท่สี ามารถใหผ ลผลติ ทดี่ แี ละตรงตามพันธุ 1 วธิ กี าร 2. รูปแบบการปลูกราสพเบอรร ่ีท่เี หมาะสมสําหรับพ้นื ทส่ี ูง จํานวน 1 รปู แบบ 3. พนั ธุแบลค็ เบอรร ที่ ่มี ศี ักยภาพการผลติ บนพ้นื ที่สูงจาํ นวน จํานวน 1 พันธุ 4. รปู แบบคางสําหรบั แบล็คเบอรรท่ี ใ่ี หผ ลผลิตท่ีดี เหมาะสมสําหรับพน้ื ทีส่ ูง จํานวน 1 รูปแบบ แผนการนําผลงานวจิ ัยไปใชป ระโยชน 1. การใชป ระโยชนเชงิ วชิ าการ 1.1 นาํ องคความรูท่ีไดในป พ.ศ. 2561 ไปใชตอ ยอดงานวจิ ยั ป พ.ศ. 2562 ดงั นี้ 1) การศึกษาและดําเนินการทดลองซ้ํา โดยเพิ่มกรรมวิธี ตนเคพกูสเบอรรี่เพาะเมล็ดจากตนที่ไดจาก การเพาะเลี้ยงเนอ้ื เยอ่ื ป พ.ศ. 2561 2) ดําเนนิ การทดลองซา้ํ เร่อื งการศกึ ษารูปแบบการปลกู ราสพเบอรร เี่ พอื่ ยนื ยนั ผลการทดลอง 3) การศึกษาตอเน่อื งในเร่อื งการทดสอบและคัดเลือกพันธุแบลค็ เบอรร่ีท้ัง 4 พันธุ เปรียบเทียบรูปแบบคา ง 2 แบบ 1.2 การนําเสนอผลงานวจิ ยั หรอื ตพี มิ พใ นรปู แบบตางๆ นําเสนอผลงานวิจัยในการประชุมวิชาการผลงานวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวงและสถาบันวิจัยและพัฒนา พน้ื ที่สงู (องคก ารมหาชน) สรปุ ผลงานวิจยั สถาบนั วิจยั และพฒั นาพ้ืนทีส่ ูง (องคการมหาชน) 41 ประจาํ ปงบประมาณ พ.ศ. 2561

12. โครงการวจิ ัยและพัฒนาการผลิตพืชตระกลู สม ปลอดภัย พืชตระกูลสมเปนไมผลท่ีมูลนิธิโครงการหลวงสงเสริมใหเกษตรกรบนพื้นท่ีสูงปลูกสรางรายได ไดแก คัมควัท เกรพฟรทุ และเลมอน แตเ นอื่ งจากสม เปน พชื ทมี่ โี รคและแมลงศตั รพู ชื หลายชนดิ เขา ทาํ ลายในทกุ ระยะการเจรญิ เตบิ โต ทาํ ให มีการใชสารเคมีเกษตรจํานวนมาก จึงควรมีการศึกษาวิธีการจัดการศัตรูของพืชตระกูลสมเพ่ือลดการใชสารเคมีบนพ้ืนที่สูง รวมถึงการวิจัยและพัฒนาการผลิตตนแมพันธุสมปลอดโรค โดยเฉพาะโรคทริสเตซาและกรีนนิ่ง เพ่ือใหไดตนสมท่ีแข็งแรง สมบูรณสาํ หรับเกษตรกร สาํ หรบั สม โอจัดอยูในกลุมสมโอและเกรพฟรุท ผลสม โอมอี ายุการเก็บรกั ษาไดน านและไมมปี ญ หา ในการขนสงสําหรับพ้ืนที่ท่ีหางไกลซึ่งเหมาะสมกับพ้ืนที่ของมูลนิธิโครงการหลวงและพื้นท่ีของ สวพส. จึงควรมีการทดสอบ พนั ธุสมโอเพอื่ เปนทางเลอื กใหแ กเกษตรกรบนพน้ื ท่สี งู สรุปผลการดําเนินงาน ดังน้ี 1. การศึกษาวิธีการจัดการโรคและแมลงศัตรูสมบนพื้นที่สูง ไดสาํ รวจโรคพชื และแมลงศตั รพู ชื ในแปลงปลกู พชื ตระกูลสม 3 แหง คอื (1) ท่แี มหลอด (650 MSL) มีการระบาดของแมลงศัตรูสม 3 อันดับแรก คอื เพล้ียหอย เพล้ยี ไฟ และ ไรแดง ตามลาํ ดับ พบโรคเมลาโนสและราดาํ ทพ่ี บลดลง แตไ มพบแมลงศัตรธู รรมชาติ (2) โปง นอย (890 MSL) มีการระบาด ของแมลงศัตรูสม 3 อันดับแรก คือ ไรแดง เพล้ียไฟ และแมลงคอมทอง ตามลําดับ พบโรคเมลาโนสและแคงเกอร และ พบแมลงศัตรธู รรมชาติ และ (3) วัดจันทร (980 MSL) มีการระบาดของแมลงศัตรูสม 3 อนั ดบั แรก คอื เพล้ยี ออน เพล้ยี ไฟ และหนอนชอนใบ พบโรคเมลาโนสและราดํา และพบแมลงศตั รูธรรมชาตเิ พ่มิ มากขนึ้ จากการสํารวจทง้ั 3 แหง ซ่งึ มรี ะดบั ความสูงของพื้นที่ที่ตางกันนั้น ชนิดแมลงศัตรูพืชและจํานวนท่ีพบตางกันไป แตเพล้ียไฟยังเปนศัตรูสมท่ีพบมากท่ีสุด ผลจากการสํารวจจะสามารถนําไปวางแผนในการปองกันกําจัดโรคและแมลงในแปลงสมของเกษตรกรในพื้นที่ทั้ง 3 แหง โดยเนนการใชวิธีผสมผสานเพ่ือลดการใชสารเคมีเกษตร และสามารถควบคุมการระบาดของโรคและแมลงศัตรูสมไดอยาง ถูกตอ งและปลอดภัย 2. การทดสอบพันธุสมโอสําหรับพื้นท่ีสูง ทดสอบพันธุสมโอและเกรพฟรุท จํานวน 6 พันธุ ในพ้ืนที่ของมูลนิธิ โครงการหลวง 3 แหง คอื สะโงะ (350 MSL) ปางดะ (650 MSL) และหว ยแลง (980 MSL) อายตุ น 1 ป 4 เดอื น พบวา ตนสม โอทสี่ ะโงะและปางดะทุกพันธุ มกี ารเจรญิ เติบโตดีกวา ท่ีหว ยแลง โดยเฉพาะเกรพฟรุทพันธุส ตารร บู ี้ สม โอพันธทุ องดี และขาวใหญที่ปลูกทดสอบทั้ง 3 แหง มีการเจริญเติบโตของตนดีกวาสมโอพันธุอื่นๆ สําหรับผลการสํารวจแมลงศัตรูสม ในแปลงทดสอบสม โอ โดยเฉพาะชวงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกนั ยายน คือ ผเี ส้อื กลางคนื ดวง และเพลยี้ ไกแจสม 3. การวจิ ยั และพฒั นาการผลติ ตน แมพ นั ธสุ ม ปลอดโรคสาํ หรบั พนื้ ท่ี ผลการศกึ ษา (1) ไดว ธิ กี ารฟอกฆา เชอ้ื บรเิ วณ พ้ืนผิวช้ินสวนของเกรพฟรุท คัมควัท และเลมอน โดยมีคารอยละของเน้ือเย่ือเร่ิมตนท่ีสามารถเจริญเปนยอดออนได รอยละ 50 60 และ 60 ตามลําดบั (2) ผลของอาหารเพาะเลีย้ งทีม่ ีตอ การชักนําใหเกดิ ยอดของเกรพฟรุท คมั ควัท เลมอน บนอาหารสูตร ½ LS + Su30 มคี า รอยละของการเกิดยอด เทา กับ 70 100 และ 70 ตามลําดับ 3) ผลของการเติมสารควบคมุ การเจริญเตบิ โตกลมุ ไซโตไคนิน ชนดิ BAP ตอการชักนําใหเ กิดยอด พบวาอาหารเพาะเลย้ี งท่ีเติม BAP ที่ 3 มลิ ลิกรมั ตอลติ ร เหมาะสมในการเพาะเลย้ี งเนอื้ เยอื่ คมั ควทั เมอ่ื เพาะเลย้ี ง 4 สปั ดาหม กี ารเจรญิ ของเนอื้ เยอ่ื เกดิ เปน ยอดได รอ ยละ 100 สาํ หรบั เลมอนใชอาหารสตู ร ½ LS + Su30 + BAP ที่ 2 และ 3 มิลลิกรัมตอ ลติ ร เมือ่ เพาะเล้ยี ง 4 สัปดาหชกั นาํ ใหเ กดิ ยอดได รอ ยละ 90 และอาหารสตู ร ½LS ที่เตมิ ซโู ครส 30 กรมั ตอลิตร มคี าการชักนาํ ใหเ กิดยอดของเกรพฟรทุ รอ ยละ 70 อาหาร เพาะเลี้ยง 3 สูตร ไดแก อาหารสูตร LS ทเ่ี ติมซโู ครส 30 กรัมตอ ลิตร สตู ร ½LS ทเี่ ตมิ ซูโครส 30 กรมั ตอ ลิตร และสูตร ½MS ที่เติมซูโครส 30 กรัมตอลิตร ชักนําใหเกิดยอดของคัมควัท รอยละ 100 และเลมอนใชอาหารเพาะเลี้ยงสูตร ½WP ทเี่ ตมิ ซูโครส 30 กรัมตอ ลติ ร และอาหารสูตร ½LS ท่ีเติมซโู ครส 30 กรัมตอ ลิตร ชกั นําใหเ กิดยอดของเลมอน รอ ยละ 80 และ 70 ตามลาํ ดับ 42 สรุปผลงานวจิ ัย สถาบันวจิ ัยและพัฒนาพืน้ ทสี่ งู (องคการมหาชน) ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2561

4. การศึกษาวิธีการจัดการธาตุอาหารสําหรับพืชตระกูลสม ผลการศึกษา (1) พ้ืนท่ีโปงนอย การจัดการปุย 1 ตามวธิ ีปฏิบตั มิ ขี นาดของใบของคัมควทั และเลมอนใหญกวา วิธกี ารอืน่ สวนเกรพฟรทุ มคี าใกลเ คียงกัน และการจัดการใหปุย ตามวิธีปฏิบัติใหคาความเขียวของใบ (SPAD) มากกวาวิธีการอ่ืน โดยเฉพาะคัมควัท (66.85) สวนวิธีการอ่ืนมีคาระหวาง แผน ่ีท 58.26-60.86 นอกจากน้ี การจดั การปยุ ตามวธิ ีปฏบิ ัตมิ ีคา ความเขมขนไนโตรเจนในใบมากทส่ี ดุ (2.56 เปอรเซ็นต) ขณะที่ วธิ กี ารอ่ืนมคี า ระหวาง 2.28-2.45 เปอรเซน็ ต และ (2) พ้ืนที่แมห ลอด การจัดการใหปยุ หน่ึงเทา ของปริมาณธาตอุ าหารทีต่ ิด ไปกับผลผลิตและการใหปุยตามคาวิเคราะหดินมีความเขมขนของไนโตรเจนในใบคัมควัท (1.87-1.97 เปอรเซ็นต) และ ในใบเลมอน (2.03-2.17 เปอรเ ซน็ ต) จากผลการทดลอง พบวา การจดั การปยุ ตามวธิ เี กษตรกรปฏบิ ตั มิ แี นวโนม ทมี่ โี พแทสเซยี ม ในใบสูงกวาวิธกี ารอืน่ สวนการออกดอกติดผลใกลเคียงกันทั้งคัมควทั และเลมอน ยกเวน เกรพฟรทุ ทอี่ อกดอกติดผลนอย ผลผลติ ทีส่ ําคญั ของงานวจิ ัย 1. วธิ กี ารจดั การโรคและแมลงศตั รสู ม สาํ หรับพ้ืนท่ี 3 ระดับ 1 วธิ ีการ 2. ขอ มลู การเจริญเตบิ โตของสม โอ 7 พนั ธุในพืน้ ท่ีโครงการหลวง 3 แหง จํานวน 1 เรื่อง 3. สูตรอาหารสาํ หรบั การขยายพันธตุ นสม ปลอดโรคโดยการเพาะเลีย้ งเนอ้ื เย่อื 1 วิธีการ 4. วิธกี ารจดั การธาตุอาหารสม 3 พันธุ 1 วธิ ีการ แผนการนําผลงานวจิ ยั ไปใชประโยชน 1. การใชป ระโยชนเ ชงิ วิชาการ 1.1 นําองคค วามรทู ่ไี ดในป พ.ศ. 2561 ไปใชต อ ยอดงานวิจัยป พ.ศ. 2562 ดังน้ี 1) การนาํ ผลการสํารวจโรคและแมลงในพน้ื ท่ีโครงการหลวง 3 แหง ไปตอยอด โดยจดั ทาํ แผนและทดสอบ การจดั การโรคและแมลงพชื ตระกลู สม ในพนื้ ทท่ี ดสอบทั้ง 3 แหง 2) ศึกษาการเจริญเติบโตของตนสมโอและเกรพฟรุท (ตอเนื่องปที่ 3) และสํารวจการระบาดของโรค และแมลงทพี่ บในพ้ืนทศ่ี กึ ษาทง้ั 3 แหง 3) การนาํ วธิ กี ารฟอกฆา เชอื้ และสตู รอาหารไปตอ ยอดในการเพาะเลยี้ งเนอื้ เยอ่ื คมั ควทั เกรพฟรทุ และเลมอน เพอ่ื ผลิตตน แมพ นั ธุส ม ปลอดโรคในป พ.ศ. 2562 4) นําผลการศึกษาการจดั การธาตุอาหารไปใชใ นพน้ื ท่ีสงเสริมพืชตระกูลสมของมลู นิธิโครงการหลวง 1.2 การนาํ เสนอผลงานวจิ ัยหรอื ตีพมิ พในรปู แบบตา งๆ นําเสนอผลงานวิจัยในการประชุมวิชาการผลงานวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวงและสถาบันวิจัยและพัฒนา พนื้ ท่สี ูง (องคก ารมหาชน) สรปุ ผลงานวิจยั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาพื้นท่ีสูง (องคการมหาชน) 43 ประจาํ ปง บประมาณ พ.ศ. 2561

13. โครงการวิจยั เพื่อพัฒนาเทคโนโลยกี ารผลติ ไมด อกทีเ่ หมาะสมและสรางอาชพี ใหแ กช มุ ชนบนพื้นที่สงู 1. การปรบั ปรุงพันธุเ บญจมาศ (ไมไวแสง) การผลิตเบญจมาศของมูลนิธิโครงการหลวงปจจุบัน ประสบปญหาที่สงผลกระทบตอปริมาณและคุณภาพของ ดอกเบญจมาศ โดยเฉพาะอยา งยงิ่ การปลกู เบญจมาศตดั ดอกในชว งเดอื นเมษายนถงึ เดอื นสงิ หาคมของทกุ ๆ ป เนอื่ งจากตอ ง มีการคลุมผาดาํ ในแปลงเพือ่ ชักนาํ ใหออกดอก ซึ่งการคลมุ ผาดาํ จะทําใหอณุ หภมู ิใตผาดําสูง ทําใหไมสามารถปลกู เบญจมาศ ในฤดรู อ นเขตพนื้ ทต่ี าํ่ และพนื้ ทร่ี าบได นอกจากนยี้ งั สง ผลใหค วามชน้ื ภายในโรงเรอื น ทาํ ใหเ กดิ โรคราสนมิ ขาว งานวจิ ยั พฒั นา พันธุเบญจมาศที่ออกดอกไดในชวงฤดูรอนหรือในสภาพวันยาว ชวยลดปญหาเร่ืองโรคและสามารถขยายพื้นท่ีปลูกได สรปุ ผลการดาํ เนนิ งาน ดงั นี้ 1.1 รวบรวมพันธเุ บญจมาศจากแหลงตา งๆ จํานวน 36 พันธุ และคัดเลือกได 15 พันธุ เปน พันธุจากแหลงปลูก ในประเทศไทย 5 พนั ธุ ประเทศญี่ปนุ 4 พันธุ และสาธารณรัฐจนี (ไตหวัน) 6 พันธุ ผลการแสดงออกของเบญจมาศภายใต สภาพวนั ยาว โดยแบง กลมุ ตามความเรว็ ชา ของการเกดิ ตาดอก พนั ธทุ เ่ี กดิ ตาดอกภายใน 1-60 วนั (พนั ธเุ บา) มจี าํ นวน 5 พนั ธุ ไดแ ก พนั ธุ Finland, Pink Kogiku, Purple White, Kunwang Chiw Yang และ Caro Pink และพันธุทเ่ี กดิ ตาดอกภายใน 61-120 วัน (พนั ธุหนัก) มจี าํ นวน 10 พันธุ ไดแ ก Yellow Kamin, Carolene, Camel White Intanon, Seiloga, Kogiku Orange, White Udon, Pingpong Kunwang, Jee Saing Wang, Kogiku Pink และ Hong Wang Neang 1.2 ความสาํ เรจ็ ของการผสมขา มเพอ่ื การรวมลกั ษณะบางอยา งเขา ดว ยกนั ขน้ึ อยกู บั ความใกลช ดิ กนั ทางพนั ธกุ รรม ดวยการนับจาํ นวนโครโมโซม พันธเุ บญจมาศท่คี ัดเลือกจํานวน 15 พนั ธุ และพนั ธกุ ารคาทม่ี ลี กั ษณะดี 15 พันธุ มีจาํ นวน โครโมโซมตั้งแต 2n=3x=27 ไปจนถึง 2n=6x=54 ขนาดของปากใบ พบวาไมม ีความแตกตา งกันในพันธทุ ่ีศึกษาท้งั หมด และ ความสมบูรณแ ละการงอกของละอองเกสรตวั ผู พบวา ในจาํ นวนพันธเุ บญจมาศ 30 พนั ธทุ ่ีศึกษาครงั้ นี้ มี 9 พันธุทดี่ อกไมม ี เกสรตวั ผู และในจํานวน 21 พนั ธุท ม่ี เี กสรตวั ผูมีเพียง 4 พันธเุ ทานัน้ ทพ่ี บการงอกของละอองเกสรตวั ผูใ นอาหารสงั เคราะห คือ พันธุ Kogiku Purple, Kogiku Pink, Finland Pink และ Hong Wang Neung และอกี 14 พนั ธไุ มพ บการงอกของ ละอองเกสร นอกจากน้ียงั พบพนั ธเุ บญจมาศ 3 พันธุท ไ่ี มเ กิดตาดอก ไดแก พนั ธุ Kogiku Orange, Chiw Yang และ White Udon ขอ มูลทีไ่ ดเปน ประโยชนต อการผสมพันธุเพือ่ การคดั เลือกลกู ผสมท่ีมลี กั ษณะตามท่ตี องการในโครงการวิจัยคร้ังตอ ไป โครโมโซมปลายรากของเบญจมาศ เบญจมาศพันธุคัดเลือก 2. การทดสอบพนั ธกุ ุหลาบทนี่ ําเขา จากตางประเทศในระดับแปลงเกษตรกร การเพิ่มความสามารถในการแขงขนั ดานตลาดไมต ัดดอก โดยเฉพาะกุหลาบของมลู นิธิโครงการหลวง ดว ยวิธีการ เปลย่ี นพนั ธกุ หุ ลาบใหมท ดแทนพนั ธเุ ดมิ ทไี่ มเ ปน ทตี่ อ งการของตลาด เนอื่ งจากพนั ธกุ หุ ลาบเดมิ มจี ดุ ดอ ยทส่ี าํ คญั หลายประการ ยากตอการแขงขันกับกุหลาบจากตางประเทศ เชน พันธุสีแดง Royal Baccara ที่มีกลีบดอกคล้ําในฤดูหนาว และใบไหม 44 สรุปผลงานวจิ ัย สถาบันวจิ ัยและพฒั นาพืน้ ทส่ี ูง (องคก ารมหาชน) ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2561

พนั ธสุ ขี าว Avalanche กา นดอกสน้ั ฤดหู นาวดอกเปน จา้ํ พนั ธสุ ชี มพู Eliza กลบี ดอกนอ ย บานเรว็ พนั ธุ Dolce vita ผลผลติ ตา่ํ 1 เม่ือไดรับอากาศรอน พันธุ Titanic ผลผลิตตํ่า ไมดก และใบไหม การปรับปรุงพันธุเพื่อใหไดกุหลาบพันธุใหมตองใช ระยะเวลานาน ไมทันกับสถานการณของตลาด ดังน้ันการนําเขาพันธุใหมจากตางประเทศเปนทางเลือกหน่ึงในการได แผน ่ีท พนั ธใุ หม สาํ หรบั ทดสอบผลติ เปน การคา บนพนื้ ทสี่ งู เพอ่ื ใหเ กษตรกรในพนื้ ทมี่ ลู นธิ โิ ครงการหลวงมกี หุ ลาบพนั ธใุ หมท สี่ ามารถ เจรญิ เติบโตและใหผ ลผลติ ท่มี ีคุณภาพดี มลี กั ษณะตรงตามความตอ งการของตลาด และสามารถสรา งรายไดใหแ กเกษตรกร บนพ้ืนที่สูงได งานวิจัยครั้งน้ีมีวัตถุประสงคเพื่อทดสอบและคัดเลือกกุหลาบพันธุใหมที่เหมาะสมสําหรับการปลูกในพื้นที่ โครงการหลวงและตรงตามความตอ งการของตลาด สรุปผลการดําเนนิ งาน ดังน้ี 2.1 ผลการเจรญิ เตบิ โตและการใหผ ลผลติ ของกุหลาบทคี่ ดั ได 15 พนั ธุ 5 กลมุ สี ชว งฤดฝู นและฤดูหนาวในสภาพ แปลงปลูกจริง พบวา กลุมดอกสีแดง สามารถคัดเลือกพันธุท่ีเหมาะสําหรับปลูกในพื้นที่สถานีฯ อินทนนทได 1 พันธุ คือ พนั ธุ Red Crown พื้นที่ศนู ยฯ แมโ ถ 1 พนั ธุ คือ พันธุ Formidable+ กลมุ ดอกสีขาว สามารถคดั เลือกพันธุท่ีเหมาะสําหรับ ปลูกในพ้ืนท่ีสถานีฯ อินทนนทได 2 พันธุ คือ พันธุ Avalanche ที่เปนพันธุสงเสริมเดิม และพันธุ White Soda+ พ้ืนท่ี ศนู ยฯ แมโ ถ 2 พนั ธุ คอื พนั ธุ Avalanche และพนั ธุ Dolomiti กลมุ ดอกสชี มพอู อ น สามารถคดั เลอื กพนั ธกุ หุ ลาบทเี่ หมาะสม สาํ หรบั ปลกู ในพน้ื ทสี่ ถานฯี อนิ ทนนทไ ด 1 พนั ธุ คอื พนั ธุ Sweet Dolomiti ศนู ยฯ แมโ ถ 1 พนั ธุ คอื พนั ธุ Sweet Avalanche กลมุ ดอกสองส/ี ทูโทน สามารถคดั เลือกพนั ธทุ เี่ หมาะสาํ หรบั ปลูกในพ้ืนท่ีสถานีฯ อนิ ทนนท และศูนยฯ แมโถได 2 พนั ธุ คอื พนั ธุ Candy Avalanche และพนั ธุ Sorbet Avalanche สามารถคดั เลอื กพนั ธทุ เ่ี หมาะสาํ หรบั ปลกู ในพนื้ ทส่ี ถานฯี อินทนนท ได 1 พันธุ คอื พนั ธุ All 4 Love ศูนยฯ แมโ ถสามารถคดั เลือกได 2 พันธุ คอื พนั ธุ Cloud+ และพันธุ All 4 Love 2.2 ผลการเจริญเตบิ โต และการใหผ ลผลิตของกหุ ลาบ 8 พันธุ 4 กลุมสี ชวงฤดฝู นและฤดูหนาวในสถานเี กษตร หลวงปางดะ พบวา กลมุ ดอกสีขาว คือ พนั ธุ Ice Bear กลมุ ดอกสชี มพอู อ น คอื พันธุ Lovely Dolomiti กลมุ ดอกสขี าวขลิบ คือ พนั ธุ Jumilia กลุมดอกสีพีช คอื พันธุ Peach Avalanche+ พนั ธกุ ุหลาบทท่ี ดสอบในพน้ื ทีส่ ถานีฯ อินทนนทแ ละศูนยฯ แมโถ พนั ธกุ หุ ลาบท่ที ดสอบในพื้นท่ีสถานีฯ ปางดะ 3. การผลิตวา นสีท่ ิศเพ่อื ตดั ดอกเปนการคา วา นสที่ ศิ เปนไมด อกประเภทหวั ท่ีมดี อกขนาดใหญ สีสนั สวยงาม จดั อยูในวงศ Amaryllidaceae สามารถเจรญิ เตบิ โตไดด ใี นเขตรอ นและกง่ึ รอ น ปจ จบุ นั พบวา นสที่ ศิ ในธรรมชาตปิ ระมาณ 80 ชนดิ ในประเทศไทยนยิ มปลกู เปน ไมก ระถาง ในตางประเทศมกี ารปลกู เปนจาํ นวนมากเพอ่ื ใชเปน ไมต ัดดอก หรอื ไมกระถาง (นพพร, 2551; Rees, 1992) วา นส่ีทิศเปน ไมดอกประเภทหัวท่ีทางศูนยพัฒนาโครงการหลวงหนองเขียว ไดสงเสริมใหเกษตรกรนําไปปลูกเพื่อจําหนายหัวพันธุ สรุปผลงานวจิ ยั สถาบนั วิจัยและพัฒนาพนื้ ทีส่ งู (องคก ารมหาชน) 45 ประจําปง บประมาณ พ.ศ. 2561

ในป พ.ศ. 2559 มีปริมาณการจาํ หนา ยวา นสีท่ ศิ ในตลาดประมลู Flora Holland จํานวน 44.7 ลานชอ (AIPH, 2016) สําหรับ ในประเทศไทยยังไมมีรายงานการจําหนายวานส่ีทิศเพ่ือตัดดอก จงึ นบั เปน โอกาสทด่ี ที จี่ ะเพมิ่ ศกั ยภาพดา นการผลติ และการตลาด ของวานส่ีทิศท่ีปลูกในพื้นที่มูลนิธิโครงการหลวง วัตถุประสงค ในการศึกษา (1) เพื่อศึกษาและคัดเลือกวิธีการผลิตวานสี่ทิศ สาํ หรบั การผลติ เปน ไมต ดั ดอก (2) เพอื่ ศกึ ษาและคดั เลอื กสารเคมี สําหรับยืดอายุการปกแจกัน ของวานส่ีทิศสําหรับการผลิตเปน ไมตดั ดอก สรปุ ผลการดําเนินงาน ดงั นี้ วา นส่ที ิศพนั ธุ Clown การผลติ วา นสท่ี ศิ เพอ่ื ตดั ดอกเปน การคา ขนาดหวั พนั ธุ ที่เหมาะสมตอการเจริญเติบโตและคุณภาพดอกของวานส่ีทิศ โดยพันธุ Clown และ Carina ที่มีขนาดเสนรอบวง >30-32 เซนติเมตร สงผลใหมีเปอรเซ็นตการออกดอก และคุณภาพดอก ท่ีดีกวาเมื่อเทียบกับกรรมวิธีอ่ืน จากน้ันการเก็บรักษาหัวพันธุที่ อณุ หภมู ิ 5 °C นานเปนเวลา 2 เดอื นกอ นปลกู ชวยสง เสรมิ ใหพชื มคี วามกวา งดอก ความยาวดอกมากทสี่ ดุ และความกวา งกา นดอก ทดสอบอายุปกแจกันในพนั ธุ Carina สาํ หรบั การดแู ลโดยรดนํ้าและใหปุยสูตร 15-15-15 เดือนละ 1 คร้งั ปรมิ าณ 4 กรัมตอครงั้ นาน 6 เดือน ทาํ ใหว า นสที่ ศิ มเี สนผา ศูนยกลางดอก และความยาวกา นดอกมากทส่ี ุด สวนการจดั การหลังการเกบ็ เก่ียวดอกวานส่ีทศิ คือ นําดอกวา นส่ีทศิ พันธุ Carina มาแชในสารละลาย 8-HQS ความเขมขน 200 มิลลิกรัม/ลิตร รวมกับสารละลาย AgNO3 ความเขมขน 50 มลิ ลกิ รัม/ลิตร จะสง ผลใหด อกวา นสี่ทศิ มอี ายกุ ารปก แจกนั นานทีส่ ดุ (8.7 วนั ) 4. การศึกษารวบรวมและขยายพันธบุ ัวดนิ บวั ดนิ มชี อ่ื วทิ ยาศาสตรว า Zephyranthes Herb. มมี ากกวา 70 ชนดิ จดั เปน ไมด อกประเภทหวั ทม่ี คี วามทนทาน ตอ สภาพแหง แลง ปลกู เลยี้ งงา ย และมดี อกสวยงาม (กนั ยารตั น, 2532) ดว ยคณุ สมบตั ดิ งั กลา วจงึ มกี ารนาํ บวั ดนิ มาใชป ระโยชน ในดา นการจดั สวนโดยใชเ ปน ไมค ลมุ ดนิ ในปจ จบุ นั มกี ารขายเปน ไมก ระถางประดบั ซงึ่ ทางศนู ยพ ฒั นาโครงการหลวงหนองเขยี ว ไดสงเสริมใหเกษตรกรนําไปปลูกเพื่อจําหนายหัวพันธุ แตหัวพันธุบัวดินท่ีจําหนายผานตลาดมูลนิธิโครงการหลวงมีเพียง 2 พนั ธุ คอื Zephyranthes grandiflora Lindl. และ Z. candida Herb. ดงั นน้ั เพอ่ื เปน การเพมิ่ ศกั ยภาพการแขง ขนั ทางการ ตลาด จึงควรนําพันธุใหมๆ มาปลูกทดสอบและศึกษาการเจริญเติบโต คุณภาพดอกและหัวพันธุ รวมถึงศึกษาวิธีการขยาย พันธุเพ่ือเพ่ิมปริมาณหัวพันธุสําหรับใชสงเสริมเกษตรกรในพื้นที่มูลนิธิโครงการหลวงที่อยูในพ้ืนท่ีหางไกลผลิตหัวพันธุบัวดิน เพอ่ื จาํ หนา ย เนอ่ื งจากหวั พนั ธบุ วั ดนิ สามารถเกบ็ รกั ษาไดน านจงึ ลดปญ หาความเสยี หายทเ่ี กดิ จากการขนสง ได วตั ถปุ ระสงค ในการศกึ ษา (1) เพอื่ รวบรวมและคดั เลอื กพนั ธบุ วั ดนิ ทมี่ ศี กั ยภาพในการผลติ หวั พนั ธเุ พอ่ื จาํ หนา ย (2) เพอ่ื ศกึ ษาวธิ กี ารขยาย พนั ธุบัวดินสําหรบั เพิ่มปริมาณหัวพันธุ สรปุ ผลการดําเนินงาน ดังน้ี 4.1 รวบรวมพันธุบัวดนิ 15 พันธุ ไดแก พันธุ Australia candida, Full moon, ขาวหอม, Airie, Eastern pearl, Crimson sunset, Krakatua, Pride of Singapore, Bangkok yellow, Midas touch, Bubble, Heart throb, ไชยปราการ ซนั เซท็ , โอลดโ รสรมิ ดอย และ Pink emerald พนั ธบุ วั ดนิ ทมี่ กี ารแตกหนอ ดแี ละเหมาะสาํ หรบั ผลติ หวั พนั ธเุ พอื่ จาํ หนา ยมี 8 พนั ธุ ไดแ ก พนั ธุ Australia candida (12.83 หนอ ), Bubble (9.66 หนอ ), Crimson sunset (7.91 หนอ ), Eastern pearl (5.58 หนอ ), Bangkok yellow (5.50 หนอ ), Midas touch (4.25 หนอ ), ขาวหอม (3.08 หนอ ) และ Heart throb (3.00 หนอ ) พนั ธบุ วั ดนิ ท่ีมีจํานวนดอกตอตนดีและเหมาะสําหรับปลูกประดับแปลงมีจํานวน 6 พันธุ ไดแก พันธุ Full moon (9.58 ดอก/ตน), Eastern pearl (8.08 ดอก/ตน ), ขาวหอม (7.00 ดอก/ตน), Krakatua (6.83 ดอก/ตน ), Crimson sunset (6.25 ดอก/ตน) และ Pink emerald (6.25 ดอก/ตน ) 46 สรุปผลงานวจิ ัย สถาบันวิจยั และพฒั นาพื้นทีส่ ูง (องคก ารมหาชน) ประจําปง บประมาณ พ.ศ. 2561

4.2 วิธีการขยายพันธุบัวดินพันธุสงเสริมเพื่อเพิ่มปริมาณหัวพันธุบัวดิน ในพันธุ Zephyranthes grandiflora 1 Lindl. ใชว ิธกี ารตดั แบงโดยการผาหัว 2 ชน้ิ ตอ หวั มีจาํ นวนหนอ ตอชนิ้ เทา กับ 3.95 หนอ และในพนั ธุ Zephyranthes candida Herb. ควรใชวิธีการตัดแบงโดยการผาหัว 2 ช้ินตอหัว และผาหัว 4 ช้ินตอหัว เน่ืองจากมีจํานวนหนอตอช้ิน แผน ่ีท เทากบั 10.25 และ 10.86 หนอ ตามลําดบั ลักษณะดอกของบวั ดนิ จํานวน 15 พนั ธุ การแตกหนอบัวดนิ จาํ นวน 15 พันธุ ผลผลติ ท่สี ําคัญของงานวจิ ยั 1. ขอมูลการเจริญเติบโตของพันธเุ บญจมาศที่รวบรวม จาํ นวน 15 พันธุ 2. พนั ธกุ ุหลาบท่ีเหมาะสมสาํ หรับการปลกู บนพื้นท่ีสงู และตรงตามความตองการของตลาด จาํ นวน 5 พนั ธุ 3. ขอ มลู ปจจยั ทมี่ ผี ลตอการเจรญิ เติบโตและคุณภาพวานสที่ ศิ จาํ นวน 1 ชุด 4. ขอ มูลอายุปกแจกันวา นสท่ี ิศ จํานวน 1 ชดุ 5. รวบรวมพนั ธุบัวดนิ จํานวน 15 พันธุ 6. วิธกี ารขยายพนั ธุเ พ่อื เพิ่มจํานวนหวั พนั ธุ จํานวน 1 วิธี แผนการนาํ ผลงานวิจยั ไปใชป ระโยชน 1. การใชประโยชนเ ชงิ วชิ าการ 1.1 นาํ องคค วามรูท ่ีไดในป พ.ศ. 2561 ไปใชตอ ยอดงานวิจยั ป พ.ศ. 2562 ดังน้ี 1) นาํ ขอมลู พันธเุ บญจมาศจาํ นวน 15 พันธุ ไปใชป ระโยชนต อการวางแผนจบั คูผสมพนั ธุเพื่อการคดั เลือก ลกู ผสมทมี่ ลี กั ษณะตามทีต่ องการในโครงการวจิ ัยครัง้ ตอไป 2) ศกึ ษาผลการเจรญิ เติบโตและการใหผลผลติ ของกหุ ลาบชดุ ที่ 2 ในสภาพแปลงปลูกจรงิ 3) นําขอมูลเบื้องตนเก่ียวกับวานที่ทิศ ไปศึกษาประสิทธิภาพการใชน้ําของวานสี่ทิศ และนําขอมูลอายุ ปก แจกนั ไปปรบั สตู รสารเคมีในการยดื อายปุ กแจกนั ของวานสี่ทิศ 4) ศกึ ษาวธิ กี ารขยายพันธุ เพ่อื เพ่ิมปรมิ าณหวั พนั ธใุ นพันธบุ ัวดนิ ท่คี ัดเลอื กในป พ.ศ. 2561 ศกึ ษาสูตรปยุ และอัตราทเ่ี หมาะสมตอการผลติ และคณุ ภาพหัวพนั ธบุ วั ดิน และศึกษาอุณหภูมิทีเ่ หมาะสมตอการเก็บรกั ษาหัวพันธุ บัวดนิ 1.2 การนําเสนอผลงานวจิ ัย นําเสนอผลงานวิจัยในการประชุมวิชาการผลงานวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวงและสถาบันวิจัยและพัฒนา พ้ืนทส่ี งู (องคการมหาชน) สรปุ ผลงานวิจยั สถาบนั วจิ ยั และพฒั นาพื้นที่สงู (องคก ารมหาชน) 47 ประจาํ ปงบประมาณ พ.ศ. 2561

14. โครงการวจิ ยั และพัฒนาการปลกู ไผบ นพืน้ ที่สูง ประเทศไทยมไี ผท ข่ี น้ึ อยตู ามธรรมชาติ 15-20 สกลุ ประมาณ 80-100 ชนดิ แตเ ปน ชนดิ ไผท ร่ี จู กั และมกี ารใชป ระโยชน กนั เพยี งไมกช่ี นิดเทานน้ั ประกอบกบั ทผี่ า นมา พบวาไผท่อี ยูในพืน้ ทส่ี ูงเรมิ่ ตายขุย คอื เมือ่ ไผอ อกดอกแลว ทําใหไผต ายทง้ั กอ สงผลใหเกษตรกรขาดรายไดจากการขายหนอไผและนําลําไผไปใช ดังน้ันเพ่ือใหชุมชนสามารถใชประโยชนจากไผได หลากหลายชนิดอยางมีประสิทธิภาพ รวมถึงเกิดรายไดแกชุมชน จึงมีการศึกษาวิจัยการปลูกไผบนพ้ืนที่สูง สรุปผลการ ดาํ เนนิ งาน ดงั น้ี 1. ความหลากหลายชนิดพันธุและการใชประโยชนของไผในพ้ืนที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง จาํ นวน 33 แหง 45 ชมุ ชน พบไผ 13 สกลุ ไดแ ก Bambusa, Chimonobambusa, Cephalostachyum, Dendrocalamus, Dinochloa, Gigantochloa, Indosasa, Melocalamus, Phyllostachys, Pseudosasa Schizostachyum, Thyrsocalamus, Thyrsostachys พบชนิดตอ พันธไุ ผท ง้ั สนิ้ 50 ชนิดตอพนั ธุ แบง เปน ไผใ นปา ธรรมชาติ 26 ชนิดตอพันธุ และไผที่นํามาปลูกในชุมชน 24 ชนิดตอพันธุ โดยกลุมพ้ืนที่ท่ีมีระดับความสูงปานกลาง (500-1,000 MSL) พบความ หลากหลายของพนั ธุไผมากทสี่ ดุ 44 ชนดิ ตอพนั ธุ รองลงมาคือกลุมพ้นื ที่ท่ีมรี ะดับความสงู คอ นขางตํ่า (ต่าํ กวา 500 MSL) และกลมุ พืน้ ท่ีท่ีมรี ะดบั ความสูงคอ นขา งมาก (มากกวา 1,000 MSL) 31 และ 26 ชนิด ตามลาํ ดบั แสดงใหเหน็ วา ไผมกี าร กระจายพันธุและเตบิ โตไดด ีในพน้ื ท่ีที่มีความสูง 500-1,000 MSL 2. ชนดิ พนั ธุไผสาํ หรบั การบรโิ ภคหนอ ไดแก ไผห วานอา งขาง ไผก ิมซุง ไผหยก ไผบงหวาน ไผบ งบา น ไผบงใหญ ไผซ างหมน ไผเ ปา ะชอ แฮ ไผต ง ไผเ ลยี้ งหวาน ไผไ ร ไผร วก ไผซ างปา ไผห ก ไผข ม และไดค ดั เลอื กชนดิ ทชี่ มุ ชนตอ งการสาํ หรบั การบรโิ ภคและตลาดมีความตองการ 6 ชนิด ไดแก ไผห วานอางขาง ไผก มิ ซงุ ไผห ก ไผบ งหวาน ไผเ ปาะชอแฮ ไผไร สาํ หรับ ชนดิ พนั ธไุ ผทเี่ หมาะสมสําหรบั การใชล ําในชุมชน ไดแก (1) เคร่อื งจกั สาน ไดแก ไผบงบา น ไผบงปา ไผซ างปา ไผข า วหลาม ไผสสี กุ ไผเฮย๊ี ะ (2) สาํ หรับกอสรา ง ไดแ ก ไผตง ไผเ ลยี้ ง ไผบงปา ไผบงบา น ไผซ างปา ไผรวก ไผซ างหมน ไผสีสุก ไผหก ไผยักษ ไผมากิหนอย ไผบงใหญ ไผวะโซะ ไผวัดจันทร ไผโปก ไผซางจีน และไดคัดเลือกชนิดที่ชุมชนตองการสําหรับ การใชประโยชนลําและตลาดตองการ 10 ชนิด ไดแก ไผบงบาน ไผซางปา ไผซางหมน ไผซางจีน ไผหก ไผตง ไผยักษ ไผว ะโซะ ไผบ งใหญแ ละไผรวก 3. ประเมินการใชประโยชนจากไผในชุมชน โดยการศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพและเชิงกลของไผใชลําที่ชุมชน มกี ารใชป ระโยชน จาํ นวน 5 ชนิด ไดแก ไผบงใหญ ไผโ ปก ไผว ะโซะ ไผซางจีน และไผว ดั จันทร พบวา (1) ลักษณะระดบั มหภาคของลําไผ พบวา ไผบงใหญ มีคาเฉล่ียของความยาวของลํา ขนาดเสนผาศูนยกลางภายนอกของลํา และความหนา ผนังปลองสูงที่สุด ไดแก 32.50 เมตร 5.3-26.5 มิลลิเมตร และ 7.05-43.86 มิลลิเมตร ตามลําดับ ไผโปก มีคาเฉลี่ย จํานวนปลองตอลําสูงที่สุด 63 ปลอง (2) ปริมาณความช้ืน ไผบงใหญ มีคาเฉล่ียปริมาณความชื้นขณะทดสอบสูงที่สุด ในสวนของปลองตําแหนงโคนลํา รอยละ 12.01 (3) ความถวงจําเพาะ พบวา ไผวัดจันทร มีคาความถวงจําเพาะสูงที่สุด ในสวนของปลอ งตําแหนงปลายลาํ 0.838 (4) ความแขง็ แรงและความแข็งตึงในการดดั สถิตย พบวา ไผโ ปกตําแหนงโคนลํา สามารถรับน้ําหนักกดสูงสุดเทากับ 51,314.9 นิวตัน เมื่อนําคุณสมบัติดังกลาวมาประเมินแนวทางการใชประโยชน พบวา ไผบ งใหญ นาํ มาใชเ ปน วสั ดกุ อ สรา งทดแทนการใชไ มเ ปน สว นของโครงสรา งทถี่ า ยแรงในแนวตงั้ เชน เสา นาํ ไปทาํ หลงั คาจาก ลําไผ นาํ ไปเหลาใหเปนตอก และใชเ ปนวตั ถดุ ิบผลติ เคร่อื งจักสาน และ Bamboo mat ได รวมท้ังเปน วัตถุดบิ ในการผลติ ไมบ าง ไมพ น้ื หรอื ไมป ระกบั เนอื่ งจากมผี นงั ปลอ งหนา ไผโ ปก นาํ มาใชเ ปน วสั ดกุ อ สรา งทดแทนการใชไ มเ ปน สว นของโครงสรา ง ท่ถี า ยแรงในแนวนอน เชน คาน และนาํ ไปใชเ ปน เคร่อื งเรือน และเครอ่ื งใชไ ผว ะโซะ และไผซางจีนนํามาใชเปน วสั ดุกอสรา ง ทดแทนการใชไมเ ปน สวนของโครงสรางทถ่ี า ยแรงในแนวนอน เชน คาน เปนวตั ถุดิบในการทําเคร่อื งจักสาน เคร่อื งเรอื นและ เครอื่ งใช ไผว ัดจันทร นาํ มาใชงานแทนเหลก็ เสนโดยใชงานรว มกบั ซีเมนต ในการทาํ พน้ื สําเรจ็ รูป (Fabricated slab) หรอื ทาํ เปนพ้นื ถนนทรี่ บั น้าํ หนกั บรรทุกไมม ากได 48 สรุปผลงานวจิ ยั สถาบันวจิ ยั และพัฒนาพ้นื ทส่ี ูง (องคการมหาชน) ประจาํ ปงบประมาณ พ.ศ. 2561

4. การขยายพันธุไผ เก็บเมล็ดไผท่ีออกดอกในป 1 พ.ศ. 2561 และนํามาเพาะขยายพันธุสําหรับใชเปนแหลง ตนกลา ดังนี้ ไผวะโซะ 40 ตน ไผห ก 16 ตน และไผเ หลือง แผน ่ีท (ซางคาํ ) 17 ตน และบันทึกขอ มูลการเติบโตของไผท ไ่ี ดจ าก การเพาะเมลด็ ทป่ี ลกู ในแปลงรวบรวมทอ่ี ทุ ยานหลวงราชพฤกษ แปลงรวบรวมพนั ธุไ ผท ่ไี ดจ ากการเพาะเมลด็ ไดแก ไผรวกปา ไผเล้ียง ไผหก ไผมันหมู และไผซางปา การใชประโยชนจากไผบ นพ้ืนทีส่ ูง โดยเก็บขอ มลู ตอ เนอ่ื งเปนปท่ี 3 ขนาดเสนผา นศนู ยก ลางลาํ ที่ระดับอกของไผท่ีมีอายุลํา 3 ปและ 2 ป พบวา ไผหก มีขนาดเสนผา ศูนยกลางโดยเฉลยี่ สูงสุด 32.30 และ 45.33 มลิ ลเิ มตร ตามลาํ ดบั สาํ หรบั ไผท ม่ี อี ายลุ าํ 1 ป พบวา ไผม นั หมู มีคาเฉลี่ยสูงสุด 49.11 มิลลิเมตร และไผเล้ียง มีคาเฉลี่ย เสนผานศูนยกลางลําต่ําท่ีสุดท้ัง 3 ชวงอายุ 18.73, 25.86 และ 30.44 มลิ ลเิ มตร ตามลําดับ สาํ หรับจาํ นวนลาํ ของไผ ท้ัง 6 ชนิด พบวา ไผหวานอางขาง มีจํานวนลาํ เฉล่ียสงู สดุ 32 ลาํ ตอ กอ และไผรวกปา มจี าํ นวนลาํ เฉลีย่ นอ ยสดุ 7 ลาํ ตอ กอ 5. แหลงรวบรวมพันธุไผ คัดเลือกพื้นท่ีสถานีฯ ปางดะ สําหรับพัฒนาแหลงรวบรวมพันธุไผ โดยมีความสูง อยูท ี่ 700-800 MSL รวมพื้นที่ปลกู 2 ไร ปลกู ไผท ่ไี ดจ ากการ เพาะเมล็ด 8 ชนิด ไดแก ไผตงดํา ไผเล้ียง ไผซางหมน ไผข าวหลามกาบแดง ไผซางปาไผห ก ไผไ ร และไผบ งหวาน ผลผลิตที่สาํ คญั ของงานวิจยั 1. ขอมูลความหลากหลายของชนิดพันธุและการใชประโยชนของไผในพ้ืนท่ีโครงการพัฒนาพื้นท่ีสูงแบบ โครงการหลวง 10 แหง/1 เรื่อง 2. แนวทางการใชประโยชนข องไผที่เหมาะสมกบั พ้นื ทส่ี งู จํานวน 3 ชนดิ 3. ขอ มูลการเติบโตของไผท่ีเกิดจากการเพาะเมล็ด จาํ นวน 1 เรอ่ื ง 4. แหลงรวบรวมพนั ธุไผท ีไ่ ดจากการขยายพันธโุ ดยการเพาะเมลด็ จาํ นวน 1 พืน้ ที่ แผนการนาํ ผลงานวจิ ยั ไปใชประโยชน 1. การใชป ระโยชนเชิงวิชาการ 1.1 นําองคค วามรทู ไ่ี ดในป พ.ศ. 2561 ไปใชต อ ยอดงานวจิ ัยป พ.ศ. 2562 ดังน้ี 1) นําขอมูลการศึกษาความหลากหลายของชนิดพันธุและการใชประโยชนของไผ คุณสมบัติทางกายภาพ และเชิงกลของไผ มาทดสอบแนวทางการใชประโยชนไผใชลําในการกอสรางเฟอรนิเจอร และพัฒนาผลิตภัณฑจาก ลําไผรว มกับชมุ ชน สรุปผลงานวจิ ัย สถาบนั วิจัยและพัฒนาพื้นทสี่ งู (องคก ารมหาชน) 49 ประจําปง บประมาณ พ.ศ. 2561