151
152 บทสรปุ ย่อ การศึกษาน้ี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาข้อเสนอการพัฒนาระบบการจัดการตำบล เข้มแข็ง สนับสนุนการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ ที่เน้นการพัฒนา อย่างบูรณาการเต็มพื้นที่ ทำการศึกษาด้วยการทบทวนวรรณกรรม การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ฐานข้อมูล ตำบลเข้มแข็งจากแหล่งต่าง ๆ การศึกษาพนื้ ทกี่ รณีศึกษา ๔ แห่ง และการจดั เวทสี ัมมนา สรุปสาระสำคญั ผลการศึกษาได้ ๙ ประการ ดังนี้ ๑. แนวคิด “ชุมชนเข้มแข็ง” เป็นแนวคิดที่ถูกต้อง ทั้งระดับอุดมคติและรูปธรรมการพัฒนา ประเทศ เป็นการให้คุณค่าความสำคัญที่ฐานรากของสังคม ดังท่ี ศ.นพ.ประเวศ วะสี ย้ำว่า “เจดีย์ต้อง สร้างฐาน” และพบว่า ทิศทางการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนา “ชมุ ชนเขม้ แขง็ ” อยา่ งชัดเจน มีระบอุ ยูท่ ัง้ ในรฐั ธรรมนญู ยุทธศาสตรช์ าติ แผนการปฏิรูปประเทศ และมี ความพยายามส่งเสริมการพฒั นาชุมชนเข้มแขง็ มาโดยตลอด แต่ยังไมถ่ ึงระดับทท่ี ำให้ชุมชนเข้มแข็ง อย่างเป็นรูปธรรม ท่วั ถึง และย่ังยนื “ชุมชนเข้มแข็ง” หมายถึง การที่ชุมชนสามารถจัดการกันเองได้ ทั้งด้านข้อมูล แผน การ บริหารจัดการ การขับเคลื่อนการพัฒนาและการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างดี ชุมชนมีเศรษฐกิจที่ดี คุณภาพชีวิตดี สิ่งแวดล้อมดี อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และมีภูมิต้านทานต่อปัจจัยภายนอกที่มา กระทบ แตช่ มุ ชนจะเข้มแขง็ เองโดยลำพงั ไม่ได้ เพราะชุมชนเป็นส่วนย่อยของสังคม ท่มี ีระบบการบรหิ าร ราชการแผ่นดิน และระบบย่อยเป็นตัวกำหนดหลัก ดังนั้น การจะส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็งได้จริง ภาครัฐจำเป็นต้องเพิ่มสิทธิ อำนาจหน้าท่ี และทรัพยากรให้แก่ชุมชนมากขึ้น ขจัดปัญหาอุปสรรค ปกป้องคุ้มครองชุมชนไม่ให้ถูกกระทบจากการพัฒนา และสร้างเสริมพลังความสามารถให้แก่ชุมชน อยา่ งเพียงพอและตอ่ เนอ่ื งดว้ ย ๒. ตำบลเป็นพื้นที่ขนาดพอเหมาะสม มีองค์ประกอบเชิงองค์กร ๔ ภาคส่วน ที่เรียกว่า “จตุพลัง” ประกอบด้วย (๑) กลไกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค (ท้องที่) (๒) กลไกการบริหาร ราชการส่วนท้องถิ่น (๓) กลไกภาคสังคม และ (๔) หน่วยงานอื่น ๆ ในพื้นที่ตำบล จากการทบทวน วรรณกรรมและสัมภาษณ์ เป็นที่ประจักษ์ชัดตรงกันว่า พื้นที่ตำบล เป็นจุดยุทธศาสตร์ของการพัฒนา ชุมชนเข้มแขง็ ถา้ ตำบลเข้มแข็งท่ัวประเทศ ประเทก็จะม่ันคง มง่ั คง่ั และย่ังยนื ได้จรงิ ๓. ระบบการจัดการตำบลเข้มแข็ง ไม่ใช่ระบบบริหารจัดการเดี่ยวของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการ บริหารราชการส่วนภูมิภาค หรือการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น แต่ควรเป็นระบบการจัดการแบบหุ้นส่วน ซ่งึ สอดคลอ้ งกับโลกความจรงิ และพฒั นาการของประเทศทก่ี ำลงั ก้าวไป ระบบการบริหารจัดการแบบหุ้นส่วน คือ ระบบการจัดการสาธารณะ ที่องค์กรภาคส่วน ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำงานตามบทบาทภารกิจ หน้าที่และอำนาจขององค์กรตน และยังร่วมมือกัน
153 ทำงานโดยมีเป้าหมายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีหรือการมีสุขภาวะอย่างเป็นองค์รวม ของชุมชนและ ประชาชน ร่วมกนั นำ ผลดั กันนำ แชรข์ ้อมูล แชรท์ รัพยากร แชร์ศักยภาพ สานและเสรมิ พลงั กันและ กัน ไดป้ ระโยชน์รว่ มกัน โดยไม่บังคับหรอื ครอบงำกัน เสรมิ จุดแขง็ และปดิ จุดอ่อนของกนั และกัน ทำ ใหไ้ ดง้ านทด่ี ีกว่า ประชาชนไดร้ ับประโยชน์สงู กวา่ ซึ่งการศึกษาน้ี พบเหตุผลสนับสนนุ ได้แก่ ๓.๑ การพัฒนาประเทศสำหรับอนาคตต้องเน้นการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมตามแนวทาง ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ไม่ใช่แนวทางการผูกขาดการพัฒนาไว้ที่ภาคส่วนใดหรือองค์กรใดอย่าง เบ็ดเสรจ็ ตายตัว ๓.๒ การทำงานในโลกยุคใหม่ที่สังคมและเรื่องราวต่าง ๆ มีความสลับซับซ้อนมาก การ ทำงานโดยองค์กรเดียวหรือสาขาเดียว ประสบความสำเร็จได้น้อยกว่าการร่วมมือกันทำงานอย่างเห็นได้ ชัด ๓.๓ ในพื้นที่ตำบลมีองค์ประกอบเชิงองค์กร เป็น “จตุพลัง” ซึ่งทุกภาคส่วนล้วนมีบทบาท หน้าที่ที่สามารถเชื่อมโยง บูรณาการ หนุนเสริมกันได้ ซึ่งจะทำให้เกิดพลังการพัฒนาที่เพิ่มมากขึ้นเป็น ทวคี ูณ ๓.๔ จากการศึกษาพื้นที่กรณีศึกษาและการสัมภาษณ์สอบทานความเห็น เป็นที่ประจักษ์ ชดั เจนว่า ตำบลท่ีเข้มแข็งลว้ นมรี ะบบการจัดการตำบลในแนวทางการอภบิ าลแบบหนุ้ ส่วนทัง้ สิน้ ๔. การจัดการตำบลเข้มแข็ง ภายใต้แนวคิด “การสานจตุพลัง” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงในหลาย รูปแบบ ซึ่งพบว่าทุกรูปแบบล้วนต้องมี “ท้องถิ่น” และ “ท้องที่” เป็นภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญ แต่ เพียงแค่การสานพลังภายในยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมี “พลังการสนับสนุนจากภายนอก” มาเพิ่มเติม เป็นพลังที่ ๕ อาจเรียกใหม่ว่า “เบญจพลัง” จึงจะทำให้เกิดการทำงานเชิงบูรณาการในพื้นที่ได้อย่างมี ประสทิ ธิภาพ รูปธรรมการบูรณาการผ่านการหนนุ เสริมจากภายนอก ไดแ้ ก่ (๑) การทำงานรว่ มกบั กลไกใน พื้นที่ เช่น คณะประสานงานขบวนองค์กรชุมชน (คปอ.) ระดับจังหวัด คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) (๒) การนำกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลมาสนับสนุนการทำงาน โดยมี องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ิน (อปท.) ทำหนา้ ที่บรหิ ารจัดการแบบมสี ว่ นร่วม (๓) การสนับสนนุ การพัฒนา ตำบลผ่านโครงการของหน่วยงานภายนอก เช่น โครงการพัฒนาตำบลจัดการสุขภาพแบบบูรณาการ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โครงการส่งเสริมการจัดทำ ธรรมนูญสุขภาพระดับพื้นที่ สนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) โครงการวิจัย การพฒั นาผลติ ภณั ฑ์ชมุ ชน สนับสนุนโดยธนาคารออมสินและมหาวิทยาลัยราชภัฏต่าง ๆ เปน็ ตน้ ๕. รูปแบบการจัดการตำบลเข้มแข็ง ภายใต้แนวคิดการอภิบาลแบบหุ้นส่วน เกิดขึ้นได้จริง มี รูปธรรมความสำเร็จในหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละพื้นที่ จากผล การศกึ ษาพบรูปแบบการจัดการตำบลเข้มแขง็ อยา่ งนอ้ ย ๓ รปู แบบ ไดแ้ ก่
154 รูปแบบที่ ๑ นำโดยท้องถ่ิน เช่น กรณีตำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล มีรูปแบบการจัดการที่นำโดยองค์การบริหารส่วนตำบลนาทอน (อบต.นาทอน) เป้าหมายคือการพัฒนา คุณภาพชีวิตของคนนาทอน ซึ่งการขับเคลื่อนส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับบทบาทและภารกิจของ อบต. ตั้งแต่ การกำหนดวิสัยทัศน์ การจัดทำแผนพัฒนาตำบล ยุทธศาสตร์ และโครงการต่าง ๆ จุดเด่นที่สำคัญ คือ การมี “ธรรมนูญตำบล” หรือที่เรียกให้สอดคล้องกับท้องถิ่นของตนเองว่า “ชันชีนาทอน” เป็นกรอบ การพัฒนาที่มาจากข้อตกลงร่วมของประชาชนหลากหลายกลุ่มและอาชีพ โดยออกแบบให้มีกลไกการมี ส่วนร่วม คือ คณะกรรมการชันชีระดับตำบลและหมู่บ้าน ซึ่งมาจาก ๕ เสาหลัก ได้แก่ (๑) ท้องถิ่น (๒) ท้องที่ (๓) ผู้นำศาสนา (๔) ภาคประชาสังคม และ (๕) ภาคเอกชน ตำบลนาทอนเป็นที่รู้จักในด้านการ พัฒนา “ตำบลสุขภาวะ” “ตำบลจัดการตนเอง” “ตำบลจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน” มีรูปธรรม ความสำเรจ็ จนไดร้ บั รางวัล “ผนู้ ำนักพฒั นา” “ชมุ ชนตน้ แบบ” เปน็ ต้น รูปแบบท่ี ๒ นำโดยภาคประชาสงั คม เชน่ กรณีตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชยี งใหม่ มีรูปแบบการจัดการที่นำโดย “สถาบันพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติเกษตรกรรมยั่งยืนแม่ทา” ซ่ึง คณะกรรมการมาจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคประชาชน ท้องถิ่น ท้องที่ หน่วยงานรัฐ และเอกชน ทำให้ เกิดการพัฒนาตำบลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ การศึกษา ฯลฯ สร้างกฎกติกาการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติ พฒั นาระบบการเงินชุมชน สรา้ งผู้นำรนุ่ ใหม่ ๆ มกี ระบวนการเรียนรู้ภายใน และเชื่อมโยงการ หนุนเสริมจากภายนอก ตำบลแม่ทามีรูปธรรมความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ ในฐานะตำบลต้นแบบที่มี ศักยภาพในการจัดการกันเองภายใน และเชื่อมโยงกับภายนอกได้อย่างมีศักดิ์ศรี ทำให้ภาครัฐยอมให้ชุมชน เป็นผู้ดูแลรักษาผืนป่าในเขตอุทยานแห่งชาติ สามารถใช้ประโยชน์เป็นที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และการ อนุรักษ์มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ประชาชนมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง มีอาหารปลอดภัย ไม่มีภาวะ หนี้สิน หรือทม่ี ีกล็ ดลงเรื่อย ๆ รูปแบบที่ ๓ นำโดยภาคีหุ้นส่วน เช่น กรณีตำบลห้วยงู อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท มี รูปแบบการจัดการตำบลเข้มแข็งที่นำโดยภาคีหุ้นส่วน ในรูปแบบบริษัทสร้างสุขตำบลห้วยงู มีกรรมการ ทเี่ ปน็ ตัวแทนจากฝ่ายตา่ ง ๆ ท้งั สว่ นราชการ ทอ้ งถ่ิน ท้องท่ี และภาคประชาชน ยดึ หลกั การพฒั นาโดยใช้ พ้นื ทเ่ี ป็นตวั ตั้ง ด้วยการจดั ทำวสิ ยั ทศั น์ แผนยทุ ธศาสตร์ และการประกาศนโยบายสาธารณะท่ีมาจากการมี ส่วนร่วมของประชาชน ประเด็นที่ขับเคลื่อนจึงครอบคลุมการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกมิติ รวมถึงการเชื่อมโยงการสนับสนุนจากภายนอก ก็ต้องสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาพื้นที่ และได้รับ ความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัทฯ ตำบลห้วยงูประสบความสำเร็จจนเป็นที่รู้จักในหลาย ๆ ด้าน เช่น ตำบลต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ตำบลจัดการสุขภาพแบบบูรณาการ เป็นต้น (ดูรายละเอียดเพมิ่ เติมในตอนท้าย) ๖. หลกั การสำคัญของการจัดการตำบลเข้มแขง็ ประกอบดว้ ย
155 ๖.๑ การมีเจตนารมณ์ร่วม มีการกำหนดให้ “ตำบลเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการพัฒนา ประเทศ” เพอ่ื การพัฒนาระบบและกลไกในทกุ ระดับทช่ี ่วยหนุนเสรมิ การจัดการตำบลเขม้ แข็ง ๖.๒ หลักการอภิบาลแบบหุ้นส่วน หมายถึง “การปฏิสัมพันธ์กันระหว่างภาครัฐ ท้องถ่ิน องค์กรสาธารณะ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันบริหารกิจการสาธารณะ ตั้งแต่การ กำหนดทิศทางการพฒั นา การกำกบั ดูแล การแกไ้ ขปัญหาความทา้ ทายตา่ ง ๆ และสร้างสรรค์โอกาส หรือทางเลือกใหม่ ๆ” โดยอาศัยการทำงานแบบเครือข่าย มีความเป็นเจ้าของร่วมกัน เหมาะกับงานเชิง พัฒนาที่มีความสลับซับซ้อน เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ซึ่งใช้การอภิบาลโดยรัฐอย่างเดียวจัดการไม่ได้ผล หรอื ได้ผลน้อย ๖.๓ หลักการพฒั นาแบบบรู ณาการเชงิ พ้นื ที่ เน้นการประสานความร่วมมือของทกุ ภาคส่วน โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง มากกว่าการทำงานรายโครงการ หรือรายประเด็น โดยนัยนี้ การพัฒนาตำบลจึง เป็นทัง้ เปา้ หมาย เคร่อื งมอื และผลลพั ธไ์ ปพร้อมกัน ๖.๔ หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน คือ การสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและรับผิดชอบร่วมกัน และ การส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เครื่องมือที่ดีที่สุด คือ “พื้นที่สาธารณะ” ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและมีส่วน ร่วมได้ ๖.๕ หลักการพัฒนาที่สมดุล คือการพัฒนาอย่างสมดุลระหว่าง สิทธิกับหน้าที่ อำนาจรัฐกบั อำนาจทางสังคม การอนุรักษ์กับการพัฒนา ความเป็นทางการกับไม่เป็นทางการ ความสัมพันธ์แนวดิ่ง กบั แนวราบ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทีท่ ันสมัยกับภูมิปญั ญาของชมุ ชนท้องถิน่ เปน็ ต้น ๗. องค์ประกอบย่อยที่สำคัญของระบบการจัดการตำบลเข้มแข็ง มีอย่างน้อย ๑๐ ประการ คอื ๗.๑ หลักคิด ทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจนและแน่วแน่เป็นของตัวเอง และมาจากการมีส่วน รว่ ม ๗.๒ ความมุ่งมน่ั ในการทำให้เกดิ ผลลัพธ์ หรอื ความกา้ วหน้าอย่างชัดเจนและตอ่ เนอ่ื ง ๗.๓ กลไกและองค์กร ที่มีความเป็นทางการและมีภาวะการนำที่ชัดเจน สามารถรวบรวมและสาน พลงั ความร่วมมือ “จตพุ ลัง” ในพนื้ ท่ตี ำบล (ทอ้ งถ่นิ ทอ้ งท่ี ประชาสงั คม และองคก์ รอ่นื ๆ) ๗.๔ ระบบการจัดการที่มีประสทิ ธิภาพ สามารถควบคุมกำกับการขับเคลื่อนพัฒนาตำบล บริหาร แผน ทรัพยากรและงบประมาณ และบรหิ ารการตัดสนิ ใจตา่ ง ๆ ไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ ๗.๕ การจัดการคนและทุนทางสังคม สามารถรวบรวมบุคคล กลุ่ม กองทุน องค์กรชุมชนต่าง ๆ ให้เขา้ มาร่วมคดิ รว่ มทำ รว่ มรบั ประโยชนใ์ นการพัฒนาภาพรวมของตำบลไปด้วยกัน ๗.๖ การจัดการข้อมูลและเทคโนโลยี คือมีระบบฐานข้อมูลตำบล องค์ความรู้ บทเรียน รวมถึง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารและตัดสินเรื่องสำคัญ ๆ ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของ พนื้ ที่
156 ๗.๗ การจัดการเงินและทรัพยากร คือการจัดระบบการเงินการคลังของชุมชนให้มีความ มั่นคง สามารถเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนภายใน ดูแลช่วยเหลือด้านสวัสดิการให้กับประชาชนได้อย่าง ทว่ั ถึง ๗.๘ การสื่อสารและการเรียนรู้ มีการจัดระบบการติดต่อสื่อสารภายในพื้นที่ และการ ติดตอ่ สอ่ื สารสาธารณะ รวมถึงการจดั ระบบการเรียนรเู้ พื่อพัฒนาบคุ ลากรและพฒั นางาน ๗.๙ ภูมิต้านทาน คือ มีการสร้างความสามารถในการเผชิญกับความท้าทาย ปัญหาอุปสรรค และปัจจยั ตา่ ง ๆ ท่ีเข้ามากระทบไดอ้ ยา่ งเท่าทนั สถานการณ์ ๗.๑๐ การเชอ่ื มโยงสนบั สนุนจากภายนอก คือความสามารถในการเช่ือมประสานกบั องค์กร หรือหน่วยงานภายนอกเพอ่ื เสรมิ พลงั ภายใน โดยยึดเป้าหมายของพนื้ ท่เี ปน็ สำคัญ ๘. การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ที่พยายามให้ความสำคัญกับการ พัฒนาระบบการจัดทำแผนจากล่างขึ้นบนเป็นแผนเดียว โดยหวังให้ได้แผนพัฒนาที่สอดคล้องกับ สภาพปัญหา เปน็ ไปตามความตอ้ งการของชุมชน เกดิ การบูรณาการแผนของทกุ ภาคส่วน และได้รับ การสนับสนุนทรัพยากรลงไปสู่ตำบลได้อย่างตรงจุด แต่หากดำเนินการด้วยระบบราชการที่แข็งตัว อาจจะขาดการมีส่วนร่วมจากล่างขึ้นบนอย่างแท้จริง ดังนั้น ควรส่งเสริมระบบการจัดการระดับตำบลท่ี เน้น “กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะ และกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติ” ที่ เขม้ แข็งเขา้ ไปดว้ ย ๙. ในอดีตที่ผ่านมา มีหน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ ที่เข้าไปสนับสนุนและทำงานร่วมกับชุมชนเพ่ือ สร้างเสริมชมุ ชนเข้มแข็งด้วยเคร่ืองมอื วิธกี าร ในรูปแบบต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ไดแ้ ก่ การพฒั นาชุมชน โดยใช้กระบวนการแผนแม่บทชุมชน การวิจัยชุมชนโดยชุมชน การวิจัยชุมชนโดยใช้เครื่องมือ ๗ ชิ้น การจัดทำธรรมนูญสุขภาพตำบล การส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน สถาบันการเงินชุมชน สวัสดิการชุมชน และกองทนุ ชมุ ชน เป็นต้น สิ่งเหลา่ น้ไี ดก้ ลายเป็นองคค์ วามรู้ หรือ “ทุนทางสังคม” ทส่ี ามารถนำมาปรับ ใชส้ ำหรับการจดั การตำบลเขม้ แข็งไดเ้ ป็นอย่างดี ข้อเสนอแนะ ตำบล คือจุดยุทธศาสตร์ของการพัฒนาอย่างบูรณาการเต็มพื้นที่ ที่นำไปสู่ประเทศมั่นคง มั่งคั่ง ยง่ั ยืน ได้จรงิ ตำบล มีความหลากหลายทั้งในมิติทางกายภาพ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และอื่น ๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา ตำบลเป็นพื้นที่ที่มีองค์กร ๔ ภาคส่วน หรือที่เรียกว่า “จตุพลัง” การส่งเสริมการพัฒนาระบบ การจัดการตำบลเข้มแข็ง ต้องวางอยู่บนหลักการของการบริหารหรือการอภิบาลแบบหุ้นส่วนตามทิศ ทางการพัฒนาประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ต้องไม่พยายามลดรูปให้เหลือเพียงการบริหารโดยภาครัฐ เดย่ี ว ซึง่ จะไม่สอดคลอ้ งกับโลกความเป็นจริง
157 จากการสังเคราะหส์ รุปข้อเสนอแนะสำคญั ได้ ๖ ประการ ดังตอ่ ไปนี้ ๑. รัฐบาลควรกำหนดให้การขับเคลื่อนการพัฒนาที่มุ่งให้ “ตำบลเข้มแข็ง” เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อส่งสัญญาณและระดมสรรพกำลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน มุ่งสู่การสร้างเสริมตำบลเข้มแข็ง อย่างจริงจัง เป็นระบบ และต่อเนื่อง ตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศที่เกี่ยวข้อง ด้วย สโลแกนทว่ี า่ “ตำบลเข้มแข็ง ประเทศมนั่ คง” ๒. รัฐบาลควร “กำหนดเป็นนโยบาย” ส่งเสริมให้สว่ นราชการต่าง ๆ ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับ การปฏิรูปและพัฒนาระบบบริหารราชการแผ่นดิน และการพัฒนาเชิงพื้นที่ ทำความเข้าใจกับแนวคิด และแนวทางการบริหารจัดการแบบหุ้นส่วนในระดับพื้นที่ เพื่อพัฒนาระบบและวิธีการทำงานให้ สอดคล้องกบั ระบบการจดั การตำบลเขม้ แขง็ ในทศิ ทางน้ี ๓. เพื่อให้เกิดการรวมพลังทุกภาคส่วนจากภายนอก (พลังที่ ๕) เข้าไปส่งเสริมการพัฒนาระบบ การจัดการตำบลเข้มแข็งตามแนวทางนี้ ส่วนราชการทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น มี บทบาทสำคญั มาก สามารถเป็นได้ท้งั ตัวส่งเสริม หรอื อาจกลายเป็นตัวขดั ขวาง หรอื เป็นอุปสรรคเสยี เอง ดังนั้น รัฐบาลควรมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กำหนดตัวชี้วดั รว่ ม “เชงิ กระบวนการ” ของส่วนราชการทมี่ ภี ารกจิ ในระดับตำบล เพอ่ื ใหก้ ารทำงาน ของทุกส่วนราชการได้ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมการพัฒนาระบบการจัดการตำบลเข้มแข็งแบบ หุ้นส่วนอยา่ งเป็นรปู ธรรมและตอ่ เนอ่ื ง ๔. การปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินที่เน้นการพัฒนาเชิงพื้นที่ให้เกิดความเข้มข้น พยายามให้มีแผนพัฒนาทุกระดบั เป็นแผนเดียว และมีระบบการจดั ทำแผนแบบล่างขึ้นบน โดยหวงั ให้ได้ แผนพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาจริงและเป็นไปตามความต้องการของชุมชน เกิดการบูรณาการ แผนของทกุ ภาคสว่ น ซ่งึ จะทำใหก้ ารสนบั สนุนทรัพยากรเป็นไปอย่างตรงจดุ มากขนึ้ นบั เป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม การทำแผนพัฒนาผ่านระบบราชการล่างขึ้นบนและการสนับสนุนการพัฒนาแบบบน ลงล่าง ยังต้องเผชิญกับข้อจำกดั ของระบบราชการ และข้อจำกดั ของกฎหมายอกี มาก ดังนั้น รัฐบาลจึงควรสนับสนุนการพัฒนาระบบการบริหารราชการที่เกี่ยวข้อง กบั เร่ืองนี้ อย่างน้อย ๒ เร่ือง คือ ๔.๑ รัฐบาลควรกำหนดให้คณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) จัดให้มี “แผนงานโครงการและงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาระบบการจัดการตำบลเข้มแข็งแบบ หุ้นส่วน” ในระดับตำบลอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องทุกปี เพื่อสนับสนุนให้มีเวทีสาธารณะเพื่อเปิด โอกาสให้ “จตุพลัง” ในพื้นที่ ได้เข้ามาร่วมคิด ร่วมพัฒนานโยบายสาธารณะ ร่วมทำแผน ร่วม ขับเคลื่อนการพัฒนา ร่วมประเมินผล ครบทั้งวงจร และเพื่อให้เป็นเวทีเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติ จริงของคนทุกภาคส่วนในตำบล โดยสนับสนุนให้มีการทำงานทางวิชาการและการสื่อสารทางสังคม ควบคู่ไปด้วย ซึ่งกระบวนการลักษณะนี้จะส่งผลให้ทุกภาคส่วนในตำบลได้ “รวมตัว-ร่วมคิด-ร่วมทำ”
158 อย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ สานประโยชน์ร่วมกัน บูรณาการการทำงานร่วมกัน และเกิดความสมัคร สมานสามัคคขี องคนในพืน้ ที่ด้วย การทำงานในลักษณะนี้ จะมีคุณภาพมากกว่าการจัดเวทีประชาคมเป็นครั้ง ๆ และยัง เปน็ การสง่ เสรมิ และพัฒนากระบวนการประชาธิปไตยแบบมสี ่วนรว่ มไปพร้อม ๆ กนั ดว้ ย ทั้งนี้ ก.บ.จ. ควรจัดให้มีเวทีสาธารณะประจำปี เพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบการ จัดการตำบลเข้มแข็งแบบหุ้นส่วน ในระดับอำเภอและระดับจังหวัด โดยอาจเรียกชื่อว่า “สมัชชา ตำบลเข้มแข็งระดับอำเภอ” และ “สมัชชาตำบลเข้มแข็งระดับจังหวัด” หรือชื่ออื่นใดก็ได้ เพื่อเปิด โอกาสให้ผู้แทน “จตุพลัง” ในระดับตำบลได้มีโอกาสนำเสนอการทำงานของพื้นที่ของตน เพื่อการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามแนวคิดการพัฒนาด้วยวิธีการเรียนรู้ร่วมกันจากการ ปฏบิ ตั ิ ๔.๒ รัฐบาลควรกำหนดให้ ก.บ.จ. สนับสนุนให้อำเภอและตำบลใช้เครื่องมือหรือองค์ ความรู้หรือวิธีการจัดการตำบลเข้มแข็ง และการทำแผนพัฒนาตำบลเชิงคุณภาพ ที่มีการวิจัยและ ปฏิบัติจริงอย่างเห็นผลมาแล้วจำนวนมาก ได้แก่ กระบวนการแผนแม่บทชุมชน กระบวนการวิจัยชุมชน กระบวนการพัฒนาระบบข้อมูลตำบลสุขภาวะ กระบวนการจัดทำธรรมนูญตำบล เป็นต้น ซึ่งการส่งเสริม ให้ “จตุพลัง” ในตำบลใช้เครื่องมือต่าง ๆ เหล่านี้ จะทำให้การพัฒนานโยบายสาธารณะ การทำแผน พฒั นา และการขับเคล่ือนการพัฒนามคี ุณภาพดี และสามารถพฒั นายกระดับได้อยา่ งตอ่ เนอ่ื งไม่รจู้ บ ทั้งนี้ รัฐบาลควรกำหนดนโยบายให้ส่วนราชการที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเชิง พื้นที่ และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เข้าไปสนับสนุนตำบลอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยควรกำหนดพื้นท่ี รับผิดชอบให้ชัดเจนว่าหน่วยงานใดรับผิดชอบตำบลใดให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศด้วยก็จะเป็นการดี ยง่ิ ขึ้นไปอกี ๕. รัฐบาลควรกำหนดนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำ “หลักสูตรการจัดการตำบล เข้มแข็ง” สำหรับผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้อง ทั้งระดับประเทศ ภาค จังหวัด อำเภอ และตำบล อย่าง กว้างขวางและทั่วถึง เพื่อสร้างความเข้าใจหลักคิด แนวทาง และวิธีการจัดการตำบลเข้มแข็ งแบบ หุ้นส่วน โดยกำหนดให้บรรจุหลักสูตรน้ีเข้าไวใ้ นการอบรมและพัฒนาขา้ ราชการและผู้ทีเ่ กี่ยวขอ้ งกบั การ ทำงานเชิงพนื้ ท่ขี องส่วนราชการและหน่วยงานทเ่ี กย่ี วขอ้ งทกุ ระดบั ๖. รัฐบาลควรกำหนดนโยบายให้หน่วยงานหลักที่เหมาะสม จัดให้มี “สมัชชาตำบลเข้มแข็ง แห่งชาติ” ทุกปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ ได้นำเสนอการ พฒั นาตำบลเข้มแข็ง การแลกเปลย่ี นเรียนรู้ การสร้างเสริมกำลังใจ รวมทงั้ สร้างกระแสการจัดการตำบล เข้มแขง็ อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ต่อยอดจากการดำเนนิ การตามขอ้ เสนอแนะท่ี ๕.๒.๔
159 ผลการศึกษาพื้นท่กี รณีศึกษา ๔ แห่ง การศึกษาพื้นที่กรณีศึกษา ๔ แห่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการตำบลเข้มแข็งที่ควร ผลักดันในระดับนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณา คือ (๑) การกระจายใน ๔ ภูมิภาค (๒) มีกลไกหรอื องค์กรการจดั การสานพลงั ตามแนวคิด “จตพุ ลัง” (๓) คำนึงถงึ ความหลากหลายของรูปแบบการจดั การตำบลเข้มแข็ง เชน่ นำโดยท้องถิน่ นำโดยทอ้ งท่ี นำโดยส่วน ราชการ หรือนำโดยภาคประชาชน (๔) มีความโดดเด่น หรือรูปธรรมความสำเร็จที่น่าสนใจ โดยมีพื้นที่ เป้าหมาย ๔ ตำบล ได้แก่ (๑) ภาคเหนือ : ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ (๒) ภาคกลาง : ตำบลห้วยงู อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท (๓) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : ตำบลเลยวังไสย์ อำเภอภู หลวง จังหวัดเลย และ (๔) ภาคใต้ : ตำบลนาทอน อำเภอทงุ่ หวา้ จงั หวัดสตลู วิธกี ารศึกษา ๑) กำหนดประเด็นการศึกษารูปแบบการจัดการตำบลเข้มแข็ง ตามแนวคิด “ระบบ ตำบลจัดการตนเอง” (Tambol self-management system) ในลักษณะการจัดการแบบหุ้นส่วน (Governance by Partnerships) ประกอบด้วย ๑๐ ประเด็นหลัก คือ (๑) หลักคิดสำคัญ (๒) ความมุ่งม่ัน (๓) กลไกและองค์กร (๔) ระบบการจัดการ (๕) การจัดการคนและทุนทางสังคม (๖) การจัดการข้อมูล และเทคโนโลยี (๗) การจัดการเงินและทรัพยากร (๘) การสื่อสารและการเรียนรู้ (๙) การเชื่อมโยงและ สนบั สนุนจากภายนอก และ (๑๐) ความท้าทายและอปุ สรรค ๒) ศกึ ษาและรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร/สมั ภาษณ์ผู้ใหข้ ้อมลู สำคญั ๓) จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในพื้นที่กรณีศึกษา และพาไปดูรูปธรรมความสำเร็จ จำนวน ๒ วัน โดยมีผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วมเวทีจำนวนประมาณ ๑๕-๒๐ คน ประกอบด้วย (๑) แกนนำในพื้นที่ (ตำบล) ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตำบลเข้มแข็ง (จตุพลัง คือ ท้องท่ี ท้องถน่ิ สว่ นราชการ แกนนำกลุ่มองคก์ รชุมชน) (๒) ผู้แทนองค์กรทเ่ี ป็นฝา่ ยสนับสนนุ จากภายนอก และ (๓) ผ้ทู รงคุณวฒุ แิ ละคณะทำงานโครงการ ๔) วเิ คราะห์รูปแบบการจดั การตำบลเข้มแขง็ พรอ้ มทงั้ ขอ้ คน้ พบทีส่ ำคัญ สรปุ ผลการศึกษา ๑) กรณีศึกษาตำบลแม่ทา อำเภอแมอ่ อน จังหวดั เชยี งใหม่ บริบทพื้นที่ ตำบลแม่ทา แบ่งเขตการปกครองเป็น ๘ หมู่บ้าน พื้นที่อยู่ในเขตป่าสงวน แห่งชาติป่าขุนแม่ทาและอุทยานแห่งชาติแม่ไคร้ เดิมทีเป็นชุมชนกะเหรี่ยงที่อพยพมาอยู่บริเวณนี้ตั้งแต่ ๓๐๐ ปมี าแล้ว ตอ่ มาในปี ๒๕๓๓ จงึ เรมิ่ มีชนเผ่าอ่นื ๆ อพยพเข้ามามากข้นึ เรื่อย ๆ และนิยมต้ังบ้านเรือน อยู่ริมฝั่งแม่น้ำทาตลอดทั้งสายจนถึงปัจจุบัน ประชาชนมีอาชีพเกษตรกรรม ทำนา สวน และพืชไร่ พัฒนาการสำคัญเกิดขึ้นภายหลังการเปิดสัมปทานป่าไม้ในช่วงปี ๒๔๐๐-๒๕๐๐ ทำให้พื้นที่ป่าถูกทำลาย
160 พร้อม ๆ กับนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ ใช้สารเคมี ใช้เครื่องจักรแทนการเอามื้อเอา แรง นำมาสู่ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า การขาดแคลนน้ำ และภาวะหนี้สิน และการประกาศให้เป็นพื้นท่ี ป่าอนุรักษ์ฯ ทำให้การใช้ประโยชน์ที่ดินถูกจำกัดสิทธิ์ นำมาสู่การเรียกร้องสิทธิของชุมชนในการจัดการ ดูแลป่า ในช่วงนี้เองที่มีผู้นำตามธรรมชาติที่ไม่เชื่อในทิศทางการพัฒนาของภาครัฐ ได้ริเริ่มรวมกลุ่มกัน หันมาทบทวนตัวเอง เรียนรู้ภายใน เรียนรู้ภายนอก กำหนดทิศทางการพัฒนากันใหม่ บนฐานคิดการ พึ่งตนเอง โดยมอี งค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) เข้ามาช่วยเปน็ พ่ีเล้ยี ง จากกลุ่มท่ีมีเพียง ๒-๓ คน เพม่ิ ข้นึ เรือ่ ย ๆ จนมาเป็นคณะกรรมการกลางแม่ทา พัฒนาเปน็ “สหกรณ์เกษตรยั่งยนื แมท่ า จำกดั ” และในปี ๒๕๔๘ กอ่ ต้งั เปน็ “สถาบันพฒั นาทรัพยากรธรรมชาติเกษตรกรรมยั่งยนื แมท่ า” การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในพื้นที่ เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ณ องค์การ บริหารสว่ นตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มีผเู้ ขา้ ร่วม ๒๔ คน ประกอบดว้ ยผู้นำทมี่ ีบทบาท สำคัญในการขับเคลื่อนของพื้นที่ ที่สำคัญ คือ (๑) ผู้นำภาคประชาชน เช่น พ่ออนันต์ ดวงแก้วเรือน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาทรัพยากรและเกษตรกรรมยั่งยืนแม่ทา และพ่อสวัสดิ์ สุขจันทร์ ประธาน เครือข่ายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้ง ๒ ท่าน ถือเป็นแกนนำในยุคบุกเบิกตั้งแต่ ช่วง ๓๐ ปีที่แล้ว เป็นที่เคารพศรัทธาในฐานะปราชญ์ชาวบ้านและผู้นำทางความคิด ผู้นำในรุ่นกลาง เช่น นายพนมกร นามจันทร์ รองผู้อำนวยการสถาบันฯ นายอทุ ัย ปวงอปู ประธานสหกรณ์การเกษตรย่ังยืนแม่ ทาจำกัด และยังมีผู้นำที่เป็นคนรุ่นใหม่ เช่น นางสาวมัทนา อภัยมูล นายอภิศักดิ์ กำเพ็ญ นายสราวุธ วงศ์กาวิน ในฐานะผู้แทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่ทาออร์แกนิค และผู้แทนกลุ่มเด็กและเยาวชน (๒) ผู้นำ ท้องถิ่น เช่น นายกนกศักดิ์ ดวงแก้วเรือน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา และนายณรงค์ บุญมาอูป รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา และทีมเจ้าหน้าที่ (๓) ผู้นำท้องที่ เช่น กำนันตำบลแม่ทา และ ผู้ใหญ่บ้าน (๔) ผู้แทนหน่วยงาน ส่วนราชการในพื้นที่ เช่น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลแม่ทา ผู้อำนวยการโรงเรียนแม่ทา (๕) องค์กรสนับสนุนจากภายนอก เช่น ดร.สมคิด แก้วทิพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อาจารย์ไพสิฐ พาณิชย์กุล อาจารย์คณะ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้แทนจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ นายเทิดศักด์ิ กองพรม ผู้ประสานงานบริษัท ปตท. จำกัด (๖) ผู้ทรงคุณวุฒิโครงการ คือ นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ และนายพลากร วงศก์ องแกว้ ผลการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สามารถวิเคราะห์ คุณลักษณะสำคัญของการจัดการตำบลเข้มแข็งตำบลแม่ทา ตามกรอบประเด็นศึกษา ทก่ี ำหนดไว้ สรปุ ดงั ตารางท่ี ๑
161 ตารางที่ ๑ ระบบการจดั การตำบลเขม้ แข็ง กรณีตำบลแมท่ า อำเภอแม่ออน จังหวดั เชยี งใหม่ ประเด็นศึกษา รายละเอียด ๑. หลกั คดิ สำคัญ ยึดหลักคิดการพึ่งตนเองของชุมชน บนฐานการอนุรักษ์และพัฒนา ทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งตลอด ๓๐ กว่าปีที่ผ่านมา คนแม่ทายึดหลักการน้ีเป็นแนวทางการพัฒนามาโดยตลอดและถ่ายทอด ความคิดสู่แกนนำรุ่นต่อ ๆ มา จนกลายเป็นวิถีชีวิตของคนแม่ทาใน ปจั จบุ ัน ๒. ความมุ่งม่นั ในนามสถาบันได้ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาตำบลในทุกมิติให้ไป ในทิศทางเดียวกัน โดยมีแผนแม่บทชุมชน และแผนการดำเนินงาน ของกลุ่ม/เครือข่ายเป็นตัวกำกับ จนสามารถยกระดับเป็นแหล่งเรียนรู้ ฐานแห่งการพึ่งพาตนเองของตำบลแม่ทา ๙ ฐานเรียนรู้ สิ่งที่แสดงให้ เห็นความมงุ่ มั่นทส่ี ำคญั คอื • - การจัดการทรัพยากรป่าไม้ โดยการสำรวจข้อมูล ออกแบบการ จัดการและใช้ประโยชน์พื้นที่ให้มีความชัดเจน สร้างความเข้าใจกับ ชาวบ้าน นำชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา จัดตั้งคณะกรรมการ ป่าชุมชน สร้างระเบียบกติกาในการจัดการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ จากป่า และกิจกรรมการฟื้นฟู เช่น ทำแนวกันไฟ ลาดตะเวนป่า สร้าง มาตรการป้องกันไฟป่า หมอกควัน เชื่อมการทำงานกับรัฐ ท้องถิ่น และ เครือข่ายภายนอก • - พัฒนารูปแบบการผลิตด้านการเกษตรที่เหมาะสม เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ชุมชนมีความมั่นคงด้านที่ดินทำกินและที่อยู่อาศยั ตั้งแต่การวางระบบผังแปลง ออกแบบพื้นที่แปลงให้เหมาะสม ทั้งที่ราบ ที่ดอน และที่สูง เลือกชนิดพืชที่สามารถสร้างอาชีพและรายได้ที่เป็น รายวัน รายเดือน และรายปี วางแผนการผลิต จัดทำบัญชีครัวเรือน วิเคราะห์ต้นทุนการผลิตกับรายจ่าย วางแผนลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ เทคนิคเพิ่มมูลค่าในพื้นที่แปลงเกษตรให้เกิดพืชผักที่หลากหลาย การแลกเปลยี่ นเรียนรู้กับพื้นที่ภายนอก ๓. กลไกและองค์กร กลไกกลางที่ทำหน้าที่บริหารและตัดสินใจร่วมกัน คือ สถาบันพัฒนา ทรัพยากรธรรมชาติเกษตรกรรมยั่งยืนแม่ทา (จำลองชื่อสถาบัน ไม่ได้ จดทะเบียนนิติบุคคล) คณะกรรมการสถาบัน ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน
162 ประเดน็ ศกึ ษา รายละเอยี ด คือ ท้องถิ่น และท้องที่ ผู้นำตามธรรมชาติ คือตัวแทนกลุ่มต่าง ๆ และตัวแทนหน่วยงานรัฐในพื้นที่ (ตามตำแหน่ง) ตัวแทนที่พ้นจาก ตำแหน่งเดิมจะให้เป็นกรรมการต่อไป ไม่มีหมดวาระ (กรรมการจึง เพ่ิมขน้ึ เรือ่ ย ๆ ไมจ่ ำกดั จำนวน ) ผู้นำสำคัญ มีหลากหลายรุ่นและวัย ตั้งแต่ยุคบุกเบิกรุ่นพ่อ ยุคกลาง รุน่ ลูก และรนุ่ หลาน ทกุ รุน่ มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาตำบล ๔. ระบบการจัดการ จัดการโดยภาคประชาชน ในนามสถาบันฯ มีคณะกรรมการ ประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น ท้องที่ และภาคประชาชน โดยมีเทศบาลตำบลแม่ทาเป็นหน่วยงานสนับสนุน มีการประชุมคณะกรรมการสถาบันทุกเดือน หรือเมื่อมีวาระสำคัญ โดย ท ุ ก ฝ ่ า ย ม ี อ ิ ส ร ะ ด ำ เ น ิ น ง า น ต า ม ภ า ร ก ิ จ ห ล ั ก ข อ ง ต น เ อ ง ไ ด ้ ต า ม ป ก ติ แต่เมื่อมีประเด็น หรือโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตำบลหรือคน สว่ นใหญ่ ตอ้ งนำเขา้ มาหารอื ในทีป่ ระชมุ สถาบัน ๕. การจัดการคน การสร้างคน : เน้นการสร้างแกนนำและพัฒนาทีมทำงานก่อน ตั้งแต่ และทุนทางสังคม ระดับแกนนำทางความคิด แกนนำกลุ่ม จากกลุ่มเล็ก ๆ ชวนคิด ชวนทำ หาทางออกร่วมกัน จนเกิดกลุ่มและผู้นำกลุ่มที่เข้มแข็ง พร้อม ๆ กับการ ถ่ายทอดสร้างแกนนำรุ่นลูก รุ่นหลาน ผ่านการมอบหมายงาน/กิจกรรม ในชุมชน จนสามารถขึ้นมาเป็นแกนนำกลุ่ม และผู้นำชุมชนที่เป็น ทางการทงั้ ในภาคราชการ ทอ้ งถน่ิ และภาคประชาชน ทุนทางสังคม : แม่ทาเป็นพื้นที่ชนบทห่างไกล จึงมีพื้นฐานของการ พึ่งตนเอง และใช้ความสัมพันธ์แบบเครือญาติมาก่อนความสัมพันธ์ เชิงอำนาจแบบรัฐ คนในชุมชนจึงเคารพผู้ใหญ่ ช่วยเหลือเกื้อกูล ให้เกียรติคนทุกวัยทุกอาชีพเสมอกัน ซึ่งช่วยป้องกันความขัดแย้งทาง การเมืองได้อย่างดี เมื่อผู้นำที่ผ่านกระบวนการหล่อหลอมทางความคิด ได้เข้ามามีบทบาทในท้องถิ่น ท้องที่ จึงไม่ทำตัวแยกออกจากชุมชน แต่สามารถใช้กลไกที่เป็นทางการนี้มาสนับสนุนให้เกิดประโยชน์ต่อการ ขับเคลื่อนงานของชมุ ชนได้ดกี ว่าเดมิ ๖. การจดั การข้อมลู มีการใช้ข้อมูล ความรู้ และเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนงานตั้งแต่ และเทคโนโลยี ช่วงแรก ๆ จนถึงปัจจุบัน ทำให้สามารถวางแผนการทำงานได้อย่างครบ วงจร เห็นจุดอ่อนหรือช่องว่างได้ชัดเจน และเห็นโอกาสของการพัฒนา
163 ประเดน็ ศกึ ษา รายละเอยี ด ยกระดับการทำงานได้อย่างรวดเร็ว เช่น การจัดทำฐานข้อมูลระบบ ๗. การจัดการเงิน สารสนเทศทางภูมิศาสตร์ องค์ความรู้และภูมิปัญญาในการจัดการที่ดิน และทรพั ยากร ป่าไม้ เพื่อจัดทำแผนจัดการที่ดินและออกโฉนดชุมชน การสำรวจข้อมูล เพื่อจัดทำผังชีวิต ผังตำบล การทำวิจัยด้านการผลิตพืชผลในท้องถ่ิน ๘. การสื่อสาร เพื่อจัดทำแผนการพัฒนาพื้นที่เกษตรครบวงจร กลุ่มคนรุ่นใหม่มีการใช้ และการเรยี นรู้ โซเชียลมีเดียเพื่อการสื่อสารภายในและภายนอกรวมถึงต่างประเทศ มีการใช้แอปพลิเคชันเพื่อสำรวจวิเคราะห์ข้อมูล ใช้เทคโนโลยี ทางการเกษตรสมยั ใหม่ เป็นตน้ จัดการโดยกลุ่ม/เครือข่าย : ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเชิงอนุรักษ์ และกลุ่มเกษตรกร โดยแต่ละกลุ่มมีการระดมทุนและบริหารจัดการ ทรัพยากรกนั เองภายในกลุ่ม จดั ตง้ั เปน็ กองทุนเลก็ ๆ และต่อมาสามารถ รวมกองทุนต่าง ๆ เป็นสหกรณ์ชุมชนที่เข้มแข็ง มีเงินทุนหมุนเวียน ภายในตำบล ไมต่ ้องพึ่งเงินกนู้ อกระบบ ทุนและทรัพยากรจากภายนอก : ส่วนใหญ่จะเน้นการสร้างความ ร่วมมือและการสนับสนุนในรูปแบบโครงการวิจัย งานวิชาการ การให้ ข้อมูล คำปรึกษา การพัฒนาศักยภาพแกนนำกลุ่ม องค์กรสนับสนุน หลัก ๆ ของตำบลแม่ทา คือ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน พอช. สกว. ภาคเหนอื มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่ ฯลฯ การสื่อสารภายใน : เน้นการพูดคุยวงเล็กเฉพาะกลุ่ม การประชุม กรรมการสถาบันทุกเดือน/ประจำปี การประชุมชาวบ้านเมื่อมีวาระ สำคัญ การใช้โอกาสในกิจกรรมพัฒนา งานประจำปี ฯลฯ รวมถึงการ ใช้สื่อโซเชียลมีเดีย เช่น ไลน์กลุ่มกรรมการสถาบัน กลุ่มอนุรักษ์ กลุ่มเกษตรอินทรีย์ กลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่ม อสม. ฯลฯ และการ สือ่ สารสาธารณะ เช่น เวบ็ ไซต์ เฟชบุ๊ค วีดทิ ศั น์ บทความ หนงั สือ ฯลฯ การเรียนรู้ : ตำบลแม่ทาเป็นพ้ืนที่ทำงานพัฒนาร่วมกับ NGO รวมถึง สถาบันวิชาการต่าง ๆ มาโดยตลอด ทำให้คนแม่ทาคุ้นเคยกับการเรียนรู้ ทบทวนตัวเอง ตั้งแต่การสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูล การทำแผน ทำวิจัย ถอดบทเรียน การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใน รวมถึงการเป็นผู้ ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับคนภายนอกที่เข้ามาเรียนรู้ ศึกษาดูงาน
164 ประเด็นศกึ ษา รายละเอียด ๙. การเช่อื มโยงกบั วิถีคนแม่ทาต้องพึ่งพาธรรมชาติจึงให้ความสำคัญกับการรักษา ภายนอก และการ สนบั สนุนจาก ความมั่นคงของฐานทรัพยากร และทุนทางสังคมภายในชุมชน ภายนอก ในขณะเดียวกันก็ไม่ปฏิเสธโอกาสหรือความร่วมมือกับภายนอก แต่ทำ ด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ชุมชนกลายเป็นเพียงพื้นที่ทำงาน ๑๐. ความทา้ ทาย โครงการเพียงระยะสั้นของหน่วยงานภายนอก โดยเน้นความร่วมมือ และอปุ สรรค ในด้านวิชาการ ที่ปรึกษาทางกฎหมายข้อมูล องค์ความรู้ การพัฒนา ศักยภาพ หรือการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายข้ามพื้นที่ ตลอด ๓๐ ปี ตำบล แม่ทาเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอกจำนวนมาก แรก ๆ มักเป็นองค์กร พัฒนาเอกชนด้านการอนุรักษ์ดิน น้ำ ป่า และการพัฒนาการเกษตร ต่อมาจึงมีหน่วยงานรัฐ ภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษาทั้งใน ประเทศและต่างประเทศเข้ามาศกึ ษาเรียนรู้ เกิดเปน็ ความร่วมมือในการ สานต่องานพัฒนาของชุมชนให้มีความก้าวหน้า ทันสมัย และขยายผล ไปยังพื้นที่อื่น ๆ องค์กรสนับสนุนหลัก ๆ ของตำบลแม่ทา คือ มูลนิธิ เกษตรกรรมยง่ั ยนื พอช. สกว.ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฯลฯ ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ สวยงาม เป็นแรงดึงดูดให้นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ หรือคนจากภายนอก เข้ามาหาซื้อที่ดินในตำบลแม่ทา และพบว่ามีความพยายามในการเข้ามา ซื้ออยู่หลายครั้ง แต่ทีมผู้นำก็สามารถเจรจาจนรักษาที่ดินไว้ได้ ใน อนาคต กระแสการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจส่งผลให้คนรุ่นใหม่ในชุมชนปรับเปลี่ยนอาชีพ และวิถีชีวิตที่ต่างไป จากคนรุ่นก่อน ๆ จึงไม่แน่ว่าชุมชนจะสามารถรับมือกับภาวะคุกคาม จากภายนอกเหลา่ นีไ้ ด้แคไ่ หน จุดเดน่ ทนี่ ่าสนใจ คอื (๑) มีการขับเคลอื่ นที่ตอ่ เน่อื งยาวนานมามากกว่า ๓๐ ปี และ มีพัฒนาการ ต่อยอด ยกระดับมาโดยตลอด (๒) มีภาวะการนำร่วมตามวิถีชาวบ้านและวัฒนธรรมชุมชน ทอ้ งถิน่ ผู้นำมวี สิ ยั ทัศนม์ องเห็นการณ์ไกล รเู้ ท่าทันกระแสภายนอก และมีศกั ยภาพในการจัดการสูงมาก จึงพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ (๓) มีรูปธรรมความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับ ทั้งด้านการจัดการ กลไก การจัดการทรัพยากรและทุนทางสังคม ตั้งแต่ การสร้างคนรุ่นใหม่ ๆ ให้มีวิธีคิดเชิงอนุรกั ษ์ควบคู่ กับการพัฒนา จนสามารถขึ้นมาเป็นผู้นำรุ่นต่อ ๆ มา ทั้งผู้นำในสายท้องถิ่น ท้องที่ ส่วนราชการ และ ผู้นำกลุ่ม/องค์กรชุมชน การสร้างกฎกติกาเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
165 และการพัฒนาระบบการเงินชุมชนในรูปแบบกองทุนและสหกรณ์ จนสามารถเป็นแหล่งเงินทุน หมุนเวียนภายในตำบลมากกว่า ๑๐ ล้านบาท (๔) มีกระบวนการเรียนรู้ภายใน เชื่อมโยงกับการหนุน เสริมจากภายนอก ผ่านการวิจัย การสร้างและใช้ข้อมูล และความรู้เป็นตัวนำเสมอ ทำให้สามารถ วางแผนการทำงานไดอ้ ยา่ งครบวงจร เหน็ ช่องวา่ งและโอกาสการพฒั นาได้อยา่ งรวดเรว็ ข้อค้นพบสำคัญ ตำบลแม่ทาเป็นตำบลเข้มแข็งขึ้นมาได้ ด้วยกระบวนการพัฒนาภายใน ที่ยึดพื้นที่เป็นตัวตั้ง มีการ “รวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ ร่วมรับประโยชน์” อย่างแท้จริง ตั้งแต่ การมีหลักคิดรว่ มกัน คอื การพ่งึ ตนเองของชมุ ชน บนฐานการอนรุ กั ษแ์ ละพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและ เกษตรกรรมยั่งยืน และมีประเด็นขับเคลื่อนที่ชัดเจน คือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนา เกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับบริบทพื้นที่และวิถีชีวิตชุมชน เกี่ยวข้องกับประชาชนในทุกครัวเรือน รวมถึงส่วนราชการต่าง ๆ เมื่อมีการจัดทำแผนการพัฒนาของตำบล จึงได้รับความร่วมมืออย่างดี และ เป็นแผนที่ทุกภาคส่วนนำไปปฏิบัติ และกลับมารายงานผลอย่างต่อเนื่อง เป็นแผนที่มีชีวิต ใช้ได้จริง เกิดผลจรงิ มรี ูปธรรมความสำเร็จเปน็ ที่ประจกั ษ์ เป็นต้นแบบของชมุ ชนทีม่ ีศักยภาพในการจัดการตนเอง ได้ และเชื่อมโยงกบั ภายนอกไดอ้ ยา่ งมีศักดิ์ศรี จนทำให้ภาครฐั ยอมให้ชมุ ชนเป็นผูด้ แู ลรักษาผนื ป่าในเขต อุทยานแห่งชาติ สามารถใช้ประโยชน์เป็นที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และการอนุรักษ์ฟื้นฟูมาอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน ประชาชนมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง มีอาหารปลอดภัย ไม่มีภาวะหนี้สิน หรือที่มีก็ลดลงเรื่อย ๆ และชมุ ชนมอี ิสระ มอี ำนาจในการเจรจาต่อรองกบั แหลง่ ทุนหรอื โครงการจากภายนอก รูปแบบการจัดการตำบลเข้มแข็ง พบว่าตำบลแม่ทามีรูปแบบการจัดการที่นำโดย ภาคประชาชนมาโดยตลอด สังเกตได้จากกลไกการจัดการกลางที่มพี ัฒนาการตั้งแต่ “กลุ่มผู้นำ” มาเป็น “คณะกรรมการกลางแม่ทา” พัฒนาเป็น “สหกรณ์เกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด” และสุดท้ายก่อตั้งเป็น “สถาบันพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติเกษตรกรรมยั่งยืนแม่ทา” ทั้งหมดนี้ ล้วนมีภาคประชาชนเป็น ประธาน และรองประธาน โดยที่สถาบันฯ มีองค์ประกอบเชิงองค์กรที่มีลักษณะเป็น “จตุภาคี” หรือ “จตุพลัง” ประกอบด้วยผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่อย่างครบถ้วน ตั้งแต่ภาคประชาชน คือ ผู้แทน เครือข่าย/องค์กรชุมชน/กลุ่ม/กองทุนต่าง ๆ ในพื้นที่ ภาคท้องถิ่น คือ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ท้องที่ คือกำนันและผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน ผู้บริหารของส่วนราชการในพื้นที่ทุกแห่ง และภาคเอกชน เช่น ผู้ประกอบการ ร้านค้าต่าง ๆ เข้ามาร่วมเป็นกรรมการครบทุกมิติ ทำให้เกิดความร่วมมือในการ พัฒนาภาพรวมของตำบล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ทั้งน้ี กรรมการสถาบันฯ ไม่จำกัดจำนวน และไม่มีวาระ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนกลุ่ม องค์กรใหม่ ๆ และ เครือข่ายท่ีเพิ่มในภายหลงั ไดเ้ ขา้ มารว่ มไดอ้ ย่างตอ่ เนื่อง ๒) กรณศี กึ ษาตำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้า จงั หวดั สตูล บริบทพื้นที่ นาทอนเป็นตำบลขนาดเล็ก มี ๘ หมู่บ้าน บริหารการปกครองส่วน ท้องถิ่นโดย อบต.นาทอน ลักษณะพื้นที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีทั้งป่า เขา ที่ราบเชิงเขา
166 คลอง และชายฝั่งทะเล และมีพื้นที่ที่ได้รับการประกาศให้เป็นเขตอุทยานธรณีโลกในหลายหมู่บ้าน ด้าน โครงสร้างพื้นฐาน มถี นนทางหลวงสายหลกั และถนนลาดยางภายในหมูบ่ า้ นทำให้การตดิ ต่อเดินทางสะดวก รวดเร็ว ไฟฟ้า น้ำประปา ครอบคลุมทุกพื้นที่ ประชาชนมีอาชีพเกษตรและประมง ร้อยละ ๘๐ เป็นชาว มุสลิม มีกฎระเบียบทางศาสนาที่ช่วยยึดโยงผู้คน มีวัฒนธรรมประเพณีทางศาสนาที่ยังสืบทอดรักษากัน ไว้ได้อย่างดี แม้จะมีความต่างทางศาสนาแต่ก็อยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี ชาวบ้านส่วนใหญ่มีพื้นฐาน อุปนิสัยที่เปิดรับบุคคลภายนอก พัฒนาการสำคัญของตำบลนาทอน เริ่มในปี ๒๕๕๕ จากจุดที่ตกต่ำสุด คือชุมชนมปี ญั หาท้ังเศรษฐกิจ สังคม ความขัดแย้ง ยาเสพติด เด็กแว๊น ฯลฯ นำไปสู่การปรึกษาหารอื กนั ของผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ ส่วนราชการ และผู้นำศาสนา มี อบต.นาทอน เป็นเจ้าภาพหลัก จัดเวทีกำหนด วิสัยทัศน์ตำบล จนพัฒนาต่อมาเป็นการจัดทำธรรมนูญตำบล หรือที่เรียกว่า “ชันชีนาทอน” การ แก้ปัญหาขยะ การพัฒนากลุ่มอาชีพ กองทุนต่าง ๆ การเข้าร่วมโครงการตำบลสุขภาวะของ สสส. การ ไดร้ ับประกาศเป็นพื้นทอ่ี ทุ ยานธรณโี ลก และร่วมเปน็ เครือขา่ ยการท่องเท่ียวโดยชมุ ชน การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในพื้นที่ เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ณ องค์การ บริหารส่วนตำบลนาทอน อำเภอนาหว้า จังหวัดสตูล ผู้เข้าร่วมประกอบด้วย ผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการ ขับเคลื่อนของพื้นที่ที่สำคัญ คือ (๑) ผู้นำท้องถิ่น คือนายกสมยศ ฤทธิ์ธรรมนาถ นายก อบต.นาทอน และทีม เชน่ รองนายก อบต. ปลดั อบต. และทมี สนบั สนุน (๒) ผูน้ ำทอ้ งท่ี เช่น กำนนั ตำบลนาทอน และ ผู้ใหญ่บ้านเกือบครบทุกหมู่ (๓) ผู้นำภาคประชาชน เช่น ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลนาทอน ประธาน กลุ่มออมทรัพย์ และสถาบันการเงินชุมชน โต๊ะอิหม่าม และอดีตเจ้าอาวาส แกนนำกลุ่มจักสาน กลุ่มรักษ์ เรือพลีด เป็นต้น (๔) ผู้แทนหน่วยงาน ส่วนราชการในพื้นที่ เช่น ผอ.รพ.สต.นาทอน เกษตรตำบล พัฒนากร (๕) องค์กร เครือข่ายสนับสนุนจากภายนอก เช่น มรภ.สุราษฎร์ธานี ทรัพยากรจังหวัด เครือข่ายรักจังหวัด สตูล ผลการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สามารถวิเคราะห์ คุณลักษณะสำคัญของการจดั การตำบลเขม้ แขง็ ตำบลนาทอน ตามกรอบประเด็นศึกษาที่กำหนดไว้ สรุป ดงั ตารางที่ ๒ ตารางท่ี ๒ ระบบจัดการตำบลเขม้ แขง็ กรณตี ำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้า จงั หวดั สตูล ประเดน็ ศึกษา รายละเอียด ๑. หลักคดิ สำคญั ยึดหลักคิด “ตำบลจัดการตนเอง” และ “การพึ่งตนเอง” และแนวทาง การพฒั นา “ตำบลจัดการสขุ ภาวะ” ของ สสส. ๒. ความมงุ่ มัน่ • - พัฒนารูปแบบการเมืองการปกครองส่วนท้องถิ่นตามแนวคิด “ประชาธิปไตยแบบมีสว่ นรว่ ม” โดยใชก้ ลไก “สภา อบต.” กบั กลไก“ชนั ชี” เพื่อเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม จน อบต.
167 ประเดน็ ศกึ ษา รายละเอยี ด นาทอน สามารถเป็นโรงเรียนสอนการเมืองการปกครองส่วนท้องถิ่น (มรภ.สุ ราษฎรธ์ าน)ี • - ขับเคลื่อนตำบลจัดการตนเองผ่านกลไกธรรมนูญชีวิตชุมชน พร้อม ๆ กับการพัฒนาตามแนวทาง “การจัดการตำบลสุขภาวะ” ของ สสส. จนเป็น ตำบลแมข่ า่ ยและพนื้ ทีเ่ รียนรูต้ ำบลสขุ ภาวะ และตำบลจดั การตนเอง • - ใช้โอกาสของการเป็นพื้นที่อุทยานธรณีโลก พัฒนาการจัดการท่องเที่ยว โดยชุมชน มีการพัฒนากลุ่มเรือพลีดรักษ์คลองเปรีย กลุ่มโฮมสเตย์ กลุ่มจัก สาน กลุ่มนวดสปาสมุนไพร กลุ่มขนมโบราณ กลุ่มผ้ามัดย้อม/บาติก และ เชื่อมโยงกับเครือข่ายการท่องเทีย่ วโดยชุมชนของภาคใต้ เป็นต้น ๓. กลไกและองคก์ ร กลไกจัดการกลาง : คือ อบต.นาทอน และกลไกการมีส่วนร่วม คือ คณะกรรมการชันชีระดับตำบล ระดับหมู่บ้าน ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจาก ฝ่ายต่าง ๆ ๕ เสาหลัก ได้แก่ (๑) ภาครัฐ คือ ท้องถิ่น (อบต.) และส่วน ราชการอื่น (๒) ท้องที่ (กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน/กรรมการหมู่บ้าน) (๓) ผู้นำ ศาสนา (โต๊ะอิหม่าม/พระสงฆ์) (๔) ภาคประชาชน (หัวหน้ากลุ่ม/กองทุน) (๕) ภาคเอกชน (รา้ นค้า ผ้ปู ระกอบการ) ๔. ระบบการจดั การ จัดการโดยท้องถิ่น : คือ อบต.นาทอน มีชันชีนาทอน เป็นแผนแม่บทของ ตำบล การมีส่วนร่วม : ยึดหลักการสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาใช้พลังจาก ๓ ฝ่าย คือ ภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชน โดยการมีส่วนร่วมของ ๕ เสา หลัก คอื หน่วยงานรฐั /ทอ้ งถนิ่ ท้องท่ี ศาสนา ประชาชน และเอกชน ๕. การจัดการคนและ การสร้างคน : ยึดหลักการ “ทุกคนคือแกนนำ ทุกคนมีศักยภาพ” ทุนทางสงั คม ทำให้สามารถสร้างผู้นำที่หลากหลาย ทั้งผู้นำเป็นทางการ คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำตามธรรมชาติ เช่น ผู้นำกลุ่มอาชีพ กลุ่มกิจกรรม/ กองทุน รวมถึงเด็กและเยาวชน ประชาชนทั่วไปก็สามารถเป็นแกนนำกลุ่ม หรอื กิจกรรมต่าง ๆ ได้ ทุนทางสังคม : คนนาทอนแม้ส่วนใหญ่จะเป็นมุสลิมแต่ก็มีพื้นฐานนิสัย เปิดรับและกล้าพูดคุยกับคนภายนอก มีความสัมพันธ์ที่ดีกับภาครัฐและ ระหว่างคนต่างศาสนา โครงการ กิจกรรมต่าง ๆ ที่รัฐเข้ามาสง่ เสริม ชาวบ้าน จะให้ความร่วมมืออย่างดีและประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ตำบล
168 ประเด็นศึกษา รายละเอียด นาทอนเป็นพื้นที่ที่หน่วยงานมักเลือกเป็นพื้นที่เป้าหมายโครงการใหม่ ๆ เสมอ จึงเกิดกลุ่ม โครงการ และกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องซ่ึง เป็นทุนทางสังคมที่เอื้อต่อการต่อยอดการพัฒนาอย่างมาก นอกจากนี้ ยังให้ ความสำคัญกับการพัฒนาในกลุ่มเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ฝึกเป็นผู้นำใน การจดั กิจกรรมตา่ ง ๆ ในชมุ ชน รวมถึงการใหโ้ อกาสเด็กในพ้นื ที่ทจี่ บปริญญา ตรีเข้าทำงานใน อบต. ถึง ๔ คน และเป็นกำลังสำคัญของการทำงานใน ปัจจุบนั ๖. การจัดการข้อมูล มีการจัดทำระบบข้อมูลสุขภาพตำบล ภายใต้โครงการตำบลสุขภาวะของ และเทคโนโลยี สสส. และในงานวิจัยของหน่วยงานภายนอก เช่น มรภ. วชช. ทพจ. อพท. ๗. การจัดการเงิน จัดการโดยกลุ่มและกองทุนต่าง ๆ เช่น กลุ่มออมทรัพย์ กองทุนหมู่บ้าน และทรัพยากร กองทุนหลักประกันสุขภาพตำบล กองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งต่อมารวมกัน เป็นเครือข่ายกองทุนชุมชน มีเงินหมุนเวียนมากกว่า ๑๕ ล้าน จัดสวัสดิการ ให้สมาชิกครอบคลุมทุกมิติ และโดยความร่วมมือของหน่วยงานราชการใน พื้นที่ (คน ข้อมูลความรู้ เงิน สถานที่ อุปกรณ์) เช่น โรงเรียน รพ.สต. วัด/ มัสยิด และตัวอย่างการสนับสนุนจากภายนอก เช่น งบแผนพัฒนาจังหวัดใช้ ใ น ก า ร ก ่ อ ส ร ้ า ง อ า ค า ร อ เ น ก ป ร ะ ส ง ค์ เ พ ื ่ อ จ ั ด ก า ร ท ่ อ ง เ ท ี ่ ย ว โ ด ย ช ุ ม ช น โครงการวิจยั มรภ. สกว. เปน็ ต้น ๘ . ก า ร ส ื ่ อ ส า ร การสื่อสารภายใน : ผ่านผู้นำชุมชน (ผู้ใหญ่บ้าน/กำนัน/อสม./ผู้นำกลุ่ม) และการเรยี นรู้ ผ่านกลุ่มไลน์หมู่บ้าน (ใครก็เข้าได้) และตำบล (แกนนำ) และสื่อสาร สาธารณะผ่านเฟชบคุ๊ อบต.นาทอน เวทชี นั ชี และกจิ กรรมรณรงค์ การเรียนรู้ : การเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติงานโครงการ/กิจกรรม/งาน ประเพณี และเวที “ชันชี” ซึ่งเป็นการเรียนรู้ภายในที่สมาชกิ เข้าถึงได้ง่าย ไม่ เปน็ ทางการ เป็นการพฒั นาวิธคี ดิ วิธกี ารทำงานร่วมกนั แบบชาวบา้ น ๙. การเชื่อมโยง ตำบลนาทอน เป็นชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท มีการคมนาคมสะดวก ภ า ย น อ ก ก า ร ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมที่มีนิสัยนิสัยเปิดรับและกล้าพูดคุย ส น ั บ ส น ุ น จ า ก กับคนภายนอก ทำให้มีการเชอื่ มโยงกบั ภายนอกไดอ้ ย่างดี ภายนอก หน่วยงานภายนอกท่ีเขา้ มาสนบั สนุนการพฒั นาในภาพรวมตำบล คือ • - สสส. สนบั สนุนโครงการตำบลสุขภาวะ/ตำบลแมข่ ่าย • - สช. สนบั สนนุ โครงการธรรมนญู สขุ ภาพตำบล/ผลิตส่อื เผยแพร่
169 ประเด็นศึกษา รายละเอยี ด • - พัฒนาชมุ ชน เข้ามาสง่ เสรมิ อาชพี ต้ังกองทุน • - เกษตร เขา้ มาให้ความรู้ สง่ เสริมกลุ่มเกษตรกร • - กศน. เข้ามาพฒั นาอาชีพเสริม ฯลฯ • - มรภ.สุราษฎรธ์ านี ทำวิจัยในพน้ื ทีอ่ ทุ ยานธรณีโลก • - อพท. สง่ เสริมการทอ่ งเทีย่ วโดยชมุ ชน • - ครูสอนภาษาอังกฤษ จากโครงการความรว่ มมอื ต่างประเทศเปน็ ต้น ๑๐. ความท้าทาย แกนนำที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นรุ่นกลาง และเป็นผู้นำในส่วนท้องถิ่น ท้องท่ี และอุปสรรค เช่น ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ช่วย มีผู้นำท่ีเปน็ คนรุ่นใหม่จรงิ ๆ ไม่มากนัก ส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนที่รับผิดชอบกิจกรรมเป็นครั้ง ๆ ไป เมื่อจบ การศกึ ษาหรือตอ้ งออกไปทำงานนอกพน้ื ท่กี ็จะคอ่ ย ๆ ห่างออกไป การบริหารที่นำโดยท้องถิ่น ซึ่งมีนายก อบต. เป็นศูนย์กลาง อาจจะมี ความเสย่ี งทางการเมอื งเร่ืองความยงั่ ยนื ในระยะยาว การเปิดรับโครงการฯ ต่าง ๆ อย่างไม่จำกัด โดยเฉพาะการดูงาน โครงการ ต่าง ๆ จากภายนอก อาจกลายเป็นภาระให้กับทีม จนกระทบต่ออาชีพ หรือ งานพฒั นาท่เี ป็นโจทย์หรือความต้องการที่แท้จรงิ ของพนื้ ทีแ่ ผ่วลงไป จุดเด่น ตำบลนาทอนเป็นที่รู้จักในด้านการพัฒนาตำบลสุขภาวะ ในฐานะตำบลแม่ ข่ายของ สสส. การเป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่อง “ตำบลจัดการตนเอง” รวมถึงการเป็นพื้นที่อุทยานธรณีโลก ที่ ทำให้เกิดการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน มีรูปธรรมความสำเร็จจนได้รับรางวัลทั้งในด้าน “ผู้นำ นักพัฒนา” “ชุมชนต้นแบบ” “อบต.ที่มีธรรมาภิบาล” จุดเด่นที่สำคัญประการแรกคือการมี “ธรรมนูญ ตำบล” หรอื ทีเ่ รยี กวา่ “ชนั ชีนาทอน” เปน็ กรอบการพัฒนาที่มาจากข้อตกลงรว่ มของประชาชนหลากหลาย กลุ่มและอาชีพ ซึ่งออกแบบให้มีกลไกสำคัญ คือคณะกรรมการชันชีระดับตำบล ระดับหมู่บ้าน ประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายต่าง ๆ ๕ เสาหลัก ได้แก่ (๑) ภาครัฐ คือ ท้องถิ่น/ส่วนราชการอื่น (๒) ท้องที่ (กำนัน/ผ้ใู หญ่บ้าน/กรรมการหมบู่ ้าน) (๓) ผู้นำศาสนา (โต๊ะอหิ มา่ ม/พระสงฆ)์ (๔) ภาคประชาชน (หัวหน้า กลุ่ม/กองทุน) (๕) ภาคเอกชน (ร้านค้า ผู้ประกอบการ ) ถือเป็นตัวแทนการบริหารและการพัฒนาแบบมี สว่ นร่วม และจดุ เด่นประการที่สอง คอื การพัฒนารูปแบบการเมืองการปกครองส่วนท้องถ่นิ ตามแนวคิด “ประชาธิปไตยแบบมสี ว่ นร่วม” โดยใช้กลไก “สภา อบต.” กับ “เวทีชันชี” เพื่อเปิดพื้นที่การมสี ่วนร่วม ของประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม จน อบต.นาทอนสามารถเป็นโรงเรยี นสอนการเมืองการปกครอง สว่ นท้องถ่นิ (มรภ.สุราษฎร์ธาน)ี
170 ขอ้ คน้ พบสำคัญ ตำบลนาทอนได้รับการยอมรบั ว่าเป็น “ตำบลเขม้ แข็ง” ภายใต้การ นำของ ท้องถิ่น คือ อบต. ที่เป็นเจ้าภาพหลักในเกือบทุกเรื่อง มีศักยภาพในการจัดการ การประสาน ความร่วมมือ สร้างการยอมรับ และการมีส่วนร่วมของภาคส่วนอื่น ๆ ในพื้นที่ มีโครงการ กิจกรรมการ พัฒนาเกิดขึ้นอย่างหลากหลายและต่อเนื่อง รวมถึงการเชื่อมโยงการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก ผ่านโครงการต่าง ๆ จำนวนมาก จนเรียกได้ว่า เป็นแบบอย่างของ “ท้องถิ่น” ในการทำงานพัฒนาแบบ มีส่วนร่วม อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นด้วยปัจจยั ภายในที่เป็นเงื่อนไขความสำเร็จ คือ “อบต.” ด้วย การนำของ นายกสมยศ ฤทธิ์ธรรมนาถ กับปัจจัยภายนอก คือหน่วยงานและแหล่งทุนสนับสนุน งบประมาณต่าง ๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการดำเนินงานที่ผ่านมาอย่างมาก ตั้งแต่วิธีคิด การกำหนดประเด็น แนวทางการขับเคลื่อน รวมถึงการประเมินความสำเร็จ ดังนั้น “ความเข้มแข็ง” ที่เป็นอยู่ จึงไม่อาจ สะทอ้ น “ความเข้มแขง็ ภายใน” ทเ่ี ปน็ ศักยภาพของตำบลไดอ้ ย่างแท้จริง รูปแบบการจัดการตำบลเข้มแข็ง พบวา่ ตำบลนาทอนมรี ูปแบบการจดั การที่นำโดย ท้องถิ่น คือ อบต. การขับเคลื่อนส่วนใหญ่จึงเชื่อมโยงกับบทบาทและภารกิจของ อบต. ตั้งแต่การ กำหนดวิสัยทศั น์ การจัดทำแผนพัฒนาตำบล ยุทธศาสตร์ และโครงการต่าง ๆ ที่ได้รับการสนบั สนุนจาก หนว่ ยงานหรอื แหล่งทุนภายนอก โดยเนน้ การสร้างการมีสว่ นร่วมของ “จตภุ าคี” หรือ “๕ เสาหลัก” ใน รูปแบบคณะกรรมการชันชี และ “เวทีชันชี” ท่ีเปิดพื้นที่การรับฟังความคิดเห็น การสะท้อนปัญหา และ หาทางออกร่วมกนั เช่น ปญั หาการจัดการขยะ การรบั มือโควดิ -๑๙ ๓) กรณศี ึกษาตำบลห้วยงู อำเภอหนั คา จังหวัดชัยนาท บริบทพื้นที่ ตำบลห้วยงู แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๑๑ หมู่บ้าน บริหารการ ปกครองส่วนท้องถิ่นโดยเทศบาลตำบลห้วยงู ลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นพื้นที่ราบลุ่มมีแม่น้ำท่าจีนไหล ผ่าน และมีระบบชลประทานที่ดีมาก เหมาะแก่การเพาะปลูกและทำการเกษตร ประชาชนจึงมีอาชีพทำนา เป็นหลัก (ทำนาได้ถึงปีละ ๓ ครั้ง) รองลงมาคือทำสวน เศรษฐกิจของคนที่นี่จึงถือว่าดีมาก พัฒนาการท่ี สำคัญของตำบลห้วยงู เริ่มในปี ๒๕๔๖ เป็นการจับมือกันระหว่างเทศบาลตำบลห้วยงู (นายกเลิศฤทธิ์ พลนกิ ร) กบั สถานอี นามัยตำบลหว้ ยงู (แกนนำคอื คุณหมออัม้ อดศิ ักด์ิ ชวลติ วัชระ) เพอ่ื ริเริ่มงานพัฒนา ในภาพรวมของตำบล เริ่มต้นจากการประกาศนโยบายสาธารณะ “๓ ดี ๔ สุข” และการพัฒนาชมรม ผู้สูงอายุ ภายใต้การสนับสนุนของ พมจ. และขบวนสภาองค์กรชุมชนของจังหวัดชัยนาทที่มีความ เข้มแข็งมาก (มีกลไก คพอ.ที่จดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์ เข้ามาหนุนเสริมงานในพื้นที่ อย่างต่อเนื่อง) จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ปี ๕๙ แกนนำ ๙ เครือข่าย ได้ตกลงร่วมกันตั้งกลไกการบริหาร เครือข่ายในรูปแบบบริษัทสร้างสุขตำบลห้วยงู บนฐานคิด “ความเป็นหุ้นส่วน” ที่มีเป้าหมายร่วมกัน แต่มีอิสระต่อกัน จากจุดนี้เองทำให้ตำบลห้วยงูมีการกำหนดยุทธศาสตร์ ประกาศนโยบายสาธารณะ และออกแบบกลไกการทำงานที่เป็นระบบและแบ่งงานกันชัดเจนมากขึ้น ประกอบกับมีผลงานที่เป็น
171 รูปธรรมหลาย ๆ ด้าน ทำให้มีหน่วยงานภายนอกสนใจเข้ามาให้ความร่วมมือ เลือกเป็นพื้นที่วิจัย หรือ ทำโครงการพฒั นาต่าง ๆ การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในพื้นที่ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ณ ศนู ยพ์ ฒั นาศกั ยภาพผู้สูงอายุ เทศบาลตำบลห้วยงู ผู้เข้าร่วมประกอบด้วย ตัวแทนของภาคสว่ นต่าง ๆ ๕ ฝา่ ยในนามบรษิ ัทสร้างสขุ ห้วยงู จำกัด และองคก์ ร หนว่ ยงานสนบั สนนุ ภายนอก ท่สี ำคัญ คือ (๑) ตัวแทน ส่วนราชการ ที่ดูแลมิติสุขภาพ คือ ผู้อำนวยการ รพ.สต.ห้วยงู (นายอดิศักดิ์ ชวลิตวัชระ) ซึ่งมีบทบาท สำคัญในการจัดการ เชอ่ื มประสานฝ่ายตา่ ง ๆ (๒) ผ้นู ำท้องถนิ่ เช่น นายกเทศมนตรีตำบลห้วยงู (นายเลิศ ฤทธิ์ พลนกิ ร) และรองนายกฯ (นางอรวรรณ เศรษฐพงษ)์ ดูแลดา้ นการปกครอง (๓) ผนู้ ำภาคประชาชน ที่สำคัญคือ ประธานชมรมผู้สูงอายุ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ประธานสภาองค์กรชุมชน ดูแลมิติด้าน สังคมและคุณภาพชีวิต (๔) พัฒนาชุมชน และประธานกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ดูแลมิติด้านเศรษฐกิจ (๕) หัวหน้า กองสาธารณสุข และผู้นำท้องที่ เช่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ดูแลมิติสิ่งแวดล้อม และองค์กรสนับสนุนจาก ภายนอก เชน่ ตัวแทน พมจ. นักวจิ ัย มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั สวนสุนนั ทา เป็นต้น ผลการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สามารถวิเคราะห์ คณุ ลักษณะสำคัญของการจัดการตำบลเข้มแข็งตำบลห้วยงู ตามกรอบประเด็นศึกษาที่กำหนดไว้ สรุปดัง ตารางท่ี ๓ ตารางท่ี ๓ ระบบการจัดการตำบลเขม้ แขง็ กรณีตำบลหว้ ยงู อำเภอหนั คา จังหวดั ชัยนาท ประเดน็ ศึกษา รายละเอยี ด ๑. หลกั คดิ สำคัญ หลักคิดสำคัญคือ การจัดการตำบลสุขภาพแบบบูรณาการ (สุขภาพ ในความหมายกว้าง) ภายใต้ยุทธศาสตร์ ๕ ด้าน คือ การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม และการพัฒนานโยบาย สาธารณะแบบมสี ว่ นร่วม ๒. ความมงุ่ ม่นั สิง่ ทีแ่ สดงถึงความมงุ่ ม่ันสำคญั ๆ คอื - การพัฒนาตำบลจัดการสุขภาพแบบบูรณาการ ด้วยความร่วมมือ ของภาคีหนุ้ สว่ น ๙ เครือข่าย เริ่มตน้ จากการประกาศนโยบายสาธารณะ “๓ ดี ๔ สุข” จัดทำแผนพัฒนาตำบลของภาคประชาชน การพัฒนา กองทุนหลักประกันสุขภาพตำบล กองทุนสวัสดิการชุมชน ให้ประชาชน ทกุ กลุม่ วัยเขา้ ถึงได้งา่ ยและเป็นระบบ • - การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ตั้งแต่เป็นชมรมผู้สูงอายุ พัฒนา เป็นกองทุนดูแลสวัสดิการ การพัฒนาศักยภาพ สร้างอาชีพ จนจัดต้ัง เป็นโรงเรียนผู้สูงอายุ (พมจ.) และเป็นต้นแบบระบบการดูแลผู้สูงอายุ (สพฉ.)
172 ประเดน็ ศึกษา รายละเอยี ด • - การพัฒนากลุ่มอาชีพเกษตรกร จัดตั้งโรงเรียนชาวนา (ต่อมา ยกระดับเป็นโรงเรียนเกษตรกร) พัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เป็นป่าชุมชน พัฒนากลุ่มอาชีพและนวัตกรรม เช่น โครงการ Silver Waste เพื่อลด หนี้สิน (มรภ.จันทน์เกษม) เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น กระถางต้นไม้ จากเยื่อฟางข้าว (รางวัลชมเชย) ผลิตภัณฑ์จากหวาย กล้วย ผักปลอด สารพษิ ๓. กลไกและองค์กร กลไกกลาง : คือบริษัทสร้างสุขห้วยงูจำกัด (จำลองรูปแบบบริษัท ไม่ได้จดทะเบียน) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการบริหารและประสานความ ร่วมมือ กำหนดวิสัยทัศน์ ทิศทาง วางแผนการพัฒนาตำบล โดยมี รพ.สต.ห้วยงู และเทศบาลตำบลห้วยงู เป็นองค์กรสนับสนุน/ทีม เลขานุการ มีเป้าหมายร่วม คือ คุณภาพชีวิตของประชาชนตำบลห้วยงู ตามแนวทาง “ตำบลจัดการสขุ ภาพแบบบรู ณาการ” บรษิ ัทฯ มีโครงสร้าง ภารกจิ และกลไกการทำงาน ๔ ระดับ คอื ระดับผบู้ รหิ าร คือผอู้ ำนวยการบรษิ ทั ๕ คน คอื (๑) นายกเทศมนตรี (๒) กำนัน (๓) รองนายกเทศมนตรี (๔) ประธานชมรมผู้สูงอายุ (๕) ผอ.รพสต. ระดับผู้จัดการบริษัท คือ (๑) แกนนำ อสม. เชี่ยวชาญ ๕ กลุ่มวัย (๒) แกนนำหมออนามัย ๕ กลุ่มวัย (๓) แกนนำเครือข่าย ๕ กลุ่มวัย (๔) กรรมการกองทุน ๕ กลมุ่ วยั ระดับแกนนำนักจดั การสขุ ภาพบริษัทฯ จำนวน ๕๕ คน ระดบั นักจดั การสุขภาพบรษิ ทั ฯ จำนวน ๑๐๕ คน ๔. ระบบการจัดการ จัดการโดยภาคีหุ้นส่วน ในรูปแบบ “บริษัทสร้างสุขห้วยงูจำกัด” ประกอบด้วยภาคีหุ้นส่วน ๙ เครือข่ายในพื้นที่ (ท้องถิ่น ท้องที่ ภาคประชาชน และหน่วยราชการตามภารกิจ ๕ ด้าน (การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ ส่ิงแวดล้อม) ทีมทำงาน : ยุทธศาสตร์แต่ละด้านจะมีทีมทำงานที่มาจากหลาย ภาคส่วน ทำให้เกิดการประสานงานความร่วมมือข้ามสาขาอาชีพ และองค์กร
173 ประเด็นศกึ ษา รายละเอยี ด หลักการจดั การ : คอื กำหนดยทุ ธศาสตร์ ประกาศนโยบายสาธารณะ จัดทำแผน/ออกแบบกลไกการทำงานที่ชัดเจนเป็นระบบ และสร้าง ผลงานท่ีเป็นรูปธรรม การมีส่วนร่วม : ใช้กลยุทธ์การทำงานตามกลุ่มเป้าหมาย ๕ กลุ่มวัย เพื่อความครอบคลุมประชากร และการดูแลคุณภาพชีวิตได้ตรง ความตอ้ งการเฉพาะกลมุ่ โดยแต่ละกลุ่มจะมแี กนนำแตล่ ะระดบั ดแู ล ๕. การจัดการคน การสร้างคน : ส่งเสริมการรวมกลุ่มและชมรมต่าง ๆ ในพื้นที่ ซึ่งเป็น และทุนทางสงั คม พื้นฐานของการสร้างผู้นำและพัฒนาศักยภาพคนทำงานที่มีความ หลากหลาย มีโครงการ กิจกรรมการพัฒนาต่อเนื่อง ค่อย ๆ พัฒนา “จากเล็กไปใหญ่” ทำให้สำเร็จเป็นตัวอย่างก่อนค่อยขยายผล ทำให้ สร้างผู้นำตามธรรมชาติที่มีคุณภาพ และเกิดกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความ เข้มแขง็ ทุนทางสังคม : ตำบลห้วยงูเป็นชนบทวิถีเกษตรที่อยู่ห่างไกลจาก เมือง มีชีวิตเรียบง่าย และต้องพึ่งพาอาศัยช่วยเหลือกันในหมู่เครือญาติ และผู้นำที่เป็นทางการ มีแหล่งน้ำทำเกษตรกรรมจึงมีเศรษฐกิจที่ดี (ทำสวน ทำนาได้ ๒-๓ ครั้ง/ปี) ประกอบกับเคยประสบปัญหาผู้นำ ท้องถิ่นทุจริตโดนไล่ออก ทำให้ชาวบ้านมีบทเรียนที่จะไม่ปล่อยให้ ทุกอย่างอยู่ในมือผู้นำ ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ชาวบ้านมีความกระตือรือร้น ในการรวมกลุ่ม มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างดี โดยกลุ่ม ท่ีเปน็ พ้ืนฐานของการพฒั นาคือ ชมรมผู้สูงอายุ กับกลุ่มเกษตรกร ๖. การจดั การขอ้ มูล เนื่องจากตำบลห้วยงูเป็นพื้นที่ที่มีหน่วยงานรัฐและสถาบันการศึกษา และเทคโนโลยี เขา้ มาสนบั สนนุ ผ่านโครงการต่าง ๆ จึงมีโอกาสไดท้ ำงานขอ้ มลู และการ เรียนรู้อย่างเป็นระบบ มีการใช้เครื่องมือเพื่อการสำรวจและวิเคราะห์ ข้อมูลหลายประเภท เช่น การจัดการตำบลสุขภาวะ ของ สสส. การ พัฒนาระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินรองรับสังคมผู้สูงอายุ ของ สพฉ. (เครื่องมือการประเมินสุขภาพ/เครื่องมือการทำค่ากลางการดูแล ผู้สูงอายุ) ร่วมกับ พมจ. โดยกลไก คพอ. สำรวจข้อมูลความสุข ของประชาชนในตำบล (ใช้แบบสำรวจ TPMAP) เพื่อจัดทำแผนพัฒนา ภาคประชาชน การเข้าร่วมโครงการวิจัย สกว. เรื่องการผลิตสื่อแบบมี ส่วนร่วม เข้าร่วมโครงการของธนาคารออมสิน กับ มรภ.จันทน์เกษม
174 ประเดน็ ศึกษา รายละเอียด ทำเรื่องยุทธศาสตร์ท้องถิ่นกับการพึ่งตนเอง เข้าร่วมอบรมหลักสูตร แผนยุทธศาสตร์ (อ.อมร) ทั้งหมดนี้เป็นโอกาสในการสำรวจ วิเคราะห์ และจัดทำข้อมูลตำบล อย่างไรก็ตามพบว่าข้อมูลเหล่านี้ยังกระจัด กระจาย เป็นข้อมูลเฉพาะเรื่อง เฉพาะโครงการ ยังไม่มีการประมวล และจัดทำให้เปน็ ระบบข้อมลู ของตำบล ๗. การจดั การเงิน จัดการเงินโดยกองทุน : โดยให้ความสำคัญกับการบริหารกองทุน และทรัพยากร ตา่ ง ๆ อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ ทสี่ ำคญั คอื - กองทุนสวัสดิการชุมชน ไม่เน้นระดมทุนให้มีเงินหมุนเวียนมากนัก แต่เน้นการจดั การกองทนุ ให้มีความม่นั คง นา่ เช่อื ถือ วางระบบท่ีเข้มงวด สร้างแรงจูงใจจากการมีสวัสดิการหลายประเภท แต่ไม่เน้นจำนวนเงิน เพื่อให้สมาชิกทุกคนมโี อกาสได้รับสวสั ดิการ ไม่ตอ้ งรอจนปว่ ย หรือตาย • - กองทุนหลักประกันสุขภาพ มีนโยบายและแผนการทำงานที่เป็น ระบบ มีแผนงานกองทุนสุขภาพ ๕ กลุ่มวัย และกรรมการกองทุน ๕ กลุ่มวัย เป็นตัวเชื่อมประสาน ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเงินกองทุน ได้ และนำไปใช้ตรงกับปัญหาในพื้นที่ และใช้เงินกองทุนอย่างมี ประสทิ ธิภาพ ขับเคลื่อนด้วยแผน : (แผน-งบ-ระบบ-คน) มีทั้งแผนพัฒนา ภาคประชาชนด้วย (กลไก พคอ.จังหวัด พาทำ) และแผนพัฒนาตำบล ของทอ้ งถิน่ มาบรู ณาการงบประมาณกัน (ทอ้ งถน่ิ กองทนุ สุขภาพตำบล กองทุนสวัสดิการชุมชน งบจังหวัด พอช. อื่น ๆ) ทำให้เกิดการบริหาร จดั การทรพั ยากรในภาพรวมของตำบลได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ ๘. การส่อื สาร การสื่อสารภายใน : มีเวทีพูดคุยสม่ำเสมอ ทั้งเป็นทางการ ไม่เป็น และการเรียนรู้ ทางการ คล้าย ๆ สภาผู้นำ (ประจวบคีรีขันธ์) คือทุกฝ่ายมาประชุม รวมกัน ไม่แยกนักการเมือง ราชการ ชาวบ้าน ใช้สไตล์ความเป็นผู้นำ ไมใ่ ช่ผบู้ รหิ ารทีใ่ ช้อำนาจ การสอื่ สารสาธารณะ : ผา่ นเวบ็ ไซต์ เฟชบคุ๊ ของเทศบาลตำบลหว้ ยงู การเรียนรู้ : ผ่านโครงการ/กิจกรรมพัฒนา สำรวจข้อมูล การวิจัย ตา่ ง ๆ อย่างต่อเนอ่ื ง โดยมหี นว่ ยงานและสถาบนั การศึกษาภายนอกเป็น พเี่ ลยี้ ง
175 ประเดน็ ศึกษา รายละเอยี ด ๙. การเช่อื มโยง เชื่อมกับหน่วยงานภายนอกได้ทั้งระดับอำเภอ จังหวัด ภายนอก และการ และระดับประเทศ รูปแบบความร่วมมือหรือการสนับสนุน มีทั้งการ สนับสนนุ จาก เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษา ช่วยประสานภายนอก การทำงานวิชาการ ภายนอก การสนับสนุนงบประมาณผ่านโครงการ กิจกรรม การสร้างอาคาร การพัฒนาศักยภาพแกนนำ การอบรม ฯลฯ เชน่ • - สสส. สนับสนุนโครงการตำบลจัดการสุขภาวะ มีรูปธรรม ความสำเร็จเป็นนวัตกรรม เช่น การศึกษาสร้างสุขในศูนย์บริวาร ๑๑ หมู่ (กศน.) ตำบลต้นแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (วิทยาลัย สร้างสุขตำบลต้นแบบอำเภอหันคา) เครือข่ายห่วงโซ่ไร้สาร (ชุมชน เกษตรกรปลอดโรค) • - พมจ. ผ่านกลไก คพอ. (คณะประสานงานการพัฒนาขบวนองค์กร ชุมชนจังหวัดชัยนาท) และเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนจังหวัด ชัยนาท สนับสนุนการพัฒนาชมรมและกองทุนผู้สูงอายุ จนได้รับรางวัล มากมายและได้งบประมาณ ๑๐ ล้านบาท ก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนา ศักยภาพ (โรงเรยี นผู้สงู อายุ) • - สพฉ. สนับสนุนโครงการวิจัยระบบการแพทย์ฉุกเฉินรองรับสังคม ผู้สงู อายุ จนไดเ้ ป็นตำบลตน้ แบบด้านการแพทยฉ์ ุกเฉิน : หว้ ยงโู มเดล • - ธนาคารออมสิน และบริษัทเอกชน สนับสนุนโครงการพัฒนา นวัตกรรมการดูแลสขุ ภาพผสู้ ูงอายุ โดยใชห้ ่นุ ยนต์ดินสอ • - พอช. สนับสนุนการพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนพัฒนาเด็ก เยาวชนและผู้สูงวัยสู่ชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน/พัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เป็น ป่าชุมชน • - เกษตรตำบล/อำเภอ สนับสนุนการพัฒนากลุ่มเกษตรกร จัดต้ัง โรงเรียนชาวนา (ต่อมายกระดบั เป็นโรงเรยี นเกษตรกร ) • - มรภ.จันทน์เกษม สนับสนุนโครงการสำรวจข้อมูลสุขภาวะชุมชน และการวิจยั เพ่อื พฒั นาผลิตภณั ฑ์โอทอปของชุมชน ฯลฯ ๑๐. ความท้าทาย ผู้นำที่มีบทบาทสำคัญ ส่วนใหญ่อยู่ในวัยกลางคน ยังขาดการสร้าง และอุปสรรค ผูน้ ำรนุ่ ใหม่ ๆ ใหเ้ ข้ามาเรียนรตู้ ้ังแตแ่ รก เท่าทม่ี เี ปน็ การมสี ่วนร่วมระดับ กิจกรรม หรือโครงการ อาจจะทำให้การเปลี่ยนผ่านยุคของการพัฒนา
ประเด็นศึกษา 176 รายละเอยี ด ไม่ราบรื่นหรือต่อเนื่องเท่าที่ควร โดยเฉพาะแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิตและอาชีพของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ได้อยู่ในภาคการเกษตรเป็นหลัก เหมือนเดิม ดังนั้น สิ่งสำคัญที่พื้นที่ต้องเตรียมรองรับการเปลี่ยนผ่าน ด้วยการสร้างแกนนำรุ่นใหม่ให้เข้ามามีบทบาทในเชิงโครงสร้าง และ กลไก เพื่อการเรียนรู้ผ่านการทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้นำยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบข้อมูลกลางของตำบล และการสรุปบทเรียนการทำงานท่ีผ่านมา เพื่อเปน็ เคร่ืองมือในการส่งต่อ แนวคิด แนวปฏิบตั ไิ ปยงั คนทำงานรนุ่ ตอ่ ๆ ไป อยา่ งมคี ณุ ภาพ จดุ เด่นท่นี า่ สนใจ คือ (๑) การจำลองแนวคิดการทำงานแบบภาคีหุ้นสว่ น ในรูปแบบ บริษัทสร้างสุขตำบลห้วยงู ประกอบด้วยผู้แทนจาก ๕ ฝ่าย (มิติการพัฒนา ๕ ด้าน) จาก ๙ เครือข่ายใน พื้นที่ ทำให้สามารถประสานงานและบูรณาการความร่วมมือกันครอบคลุมทุกมิติ แต่ละด้านมีทีม รับผิดชอบที่มาจากฝ่ายต่าง ๆ ข้ามสาขาอาชีพ ข้ามกระทรวง (๒) กลยุทธ์การขับเคลื่อนด้วยการประกาศ นโยบายสาธารณะ มีแผนที่ชัดเจน และเน้นการสร้างรูปธรรมความสำเร็จให้ได้เพื่อการขยายผล (๓) กระบวนการเรียนรู้ภายในด้วยงานวิจัย การอบรม การพัฒนาเครื่องมือ เทคโนโลยีต่าง ๆ (๔) การ เชื่อมโยง และรับการสนับสนุนจากภายนอก มีความพอดี ไม่มากไปน้อยไป รู้จักเลือกรับปรับใช้ และ ตัดสินใจโดยที่ประชุมกรรมการบริษัท (๕) มีรูปธรรมความสำเร็จที่เป็นผลงานโดดเด่น เป็นที่รู้จัก คือ ชุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ตั้งแต่เป็นชมรมผู้สูงอายุ พัฒนาเป็นกองทุนดูแล สวัสดิการ การพัฒนาศักยภาพ สร้างอาชีพ จนจัดตั้งเป็นโรงเรียนผู้สูงอายุ (พมจ.) และเป็นต้นแบบ ระบบการดูแลผู้สูงอายุ (สพฉ.) และการพัฒนาตำบลจัดการสุขภาพแบบบูรณาการ เริ่มต้นจากการ ประกาศนโยบายสาธารณะ “๓ ดี ๔ สุข” จัดทำแผนพัฒนาตำบลของภาคประชาชน การพัฒนากองทนุ หลักประกันสุขภาพตำบล กองทุนสวัสดิการชุมชน ให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยเข้าถึงได้ง่ายและเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังมีความสำเร็จด้านการพัฒนากลุ่มอาชีพเกษตรกร จัดตั้งโรงเรียนชาวนา (ต่อมายกระดับ เป็นโรงเรียนเกษตรกร) พัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เป็นป่าชุมชน พัฒนากลุ่มอาชีพและนวัตกรรม เช่น โครงการ Silver Waste เพื่อลดหนี้สิน (มรภ.จันทน์เกษม) เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น กระถางต้นไม้ จากเย่อื ฟางข้าว (รางวลั ชมเชย) ผลติ ภณั ฑจ์ ากหวาย กล้วย ผกั ปลอดสารพษิ ข้อค้นพบสำคัญ “ความเข้มแข็ง” ของตำบลห้วยงู เกิดจากองค์ประกอบของการ พัฒนาอย่างเป็นระบบ มีความอิสระ มีศักยภาพในการจัดการตนเองได้อย่างดี และมีภูมิคุ้มกันจากภาวะ คุกคามภายนอก สังเกตได้จากการให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงานผ่านคณะทำงาน ๕ ฝ่าย และ กลไกการกำกับติดตาม โดยผู้อำนวยการแต่ละด้าน รวมทั้งการบริหารและตัดสินใจโดยใช้ที่ประชุมใหญ่
177 บริษัท และทีป่ ระชุมสามญั ประจำปี มีสมาชิกคือตัวแทนทกุ ครวั เรือน และตวั แทนกลุ่มตา่ ง ๆ นอกจากนี้ ยังมีความสามารถในการประสานความร่วมมือ เลือกรับการสนับสนุนจากภายนอกได้อย่างเหมาะสม มี ความระมัดระวังในการรับโครงการที่อาจเป็นภาระกับพื้นที่ หรือไม่ตอบสนองปัญหาที่แท้จริงของพื้นท่ี เน้นการรับการสนับสนุนในเชิงการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของทีมหรือแกนนำรุ่นใหม่ ๆ และการ ขยายผลรูปธรรมความสำเร็จจากพ้นื ที่ตน้ แบบ รูปแบบการจัดการตำบลเข้มแข็ง พบว่า ตำบลห้วยงูมีรูปแบบการจัดการตำบล เข้มแข็งที่นำโดยภาคีหุ้นส่วนในพื้นที่ ที่ร่วมกันบริหารในรูปแบบบริษัทสร้างสุขตำบลห้วยงู มีกรรมการ จากฝา่ ยต่าง ๆ ทง้ั จากสว่ นราชการ ท้องถน่ิ ท้องท่ี และภาคประชาชน มกี ารกำหนดบทบาทหน้าท่ี และ การกำกับติดตามที่ชัดเจนต่อเนื่อง มีแนวคิดการพัฒนาโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง (Area base) เป้าหมาย ร่วมจึงเป็นการพัฒนาตำบลในภาพรวม ให้ความสำคัญกับการประกาศนโยบายสาธารณะและจัดทำ วิสัยทัศน์ และขับเคลื่อนด้วยแผนยุทธศาสตรร์ ะยะยาว และแผนปฏิบัติการประจำปี และขับเคลื่อนตาม แผนที่กำหนดจริง ๆ ประเด็นที่ขับเคล่ือนจึงครอบคลุมการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ๕ มิติ คือ การ ปกครอง เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม การเชื่อมโยงและการสนับสนุนจากภายนอก ต้อง สอดคล้องกบั แนวทางการพฒั นาในมติ ิเหลา่ น้ี และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษทั ๔) กรณศี กึ ษาตำบลเลยวังไสย์ อำเภอภหู ลวง จังหวดั เลย บริบทพื้นที่ ตำบลเลยวังไสย์ แบ่งเขตการปกครองเป็น ๘ หมู่บ้าน บริหารโดย อบต. เลยวังไสย์ ลักษณะทางภูมิศาสตร์พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบเชิงเขา อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง เป็นแหล่งต้นน้ำแม่น้ำเลย และลำน้ำสายเล็ก ๆ ไหลผ่านหลายสาย มีจุดชมวิวภูหอ-ภูกระดึงที่สวยงาม และน้ำตกอีกหลายจุด การทำมาหากินชาวบ้านมีอาชีพหลัก คือ การเกษตร (ทำนา ยางพารา ไม้หอม และพืชไร่) อาชพี รองคือขายลอตเตอรี่ (ระยะหลงั น้ีเริ่มจะเป็นอาชีพ หลักแทนการทำเกษตร) เรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินพบว่า ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนมีที่ดินเฉลี่ย ๑๕-๓๐ ไร่ และ ประมาณร้อยละ ๓๐ เป็นเอกสารสิทธ์ิ สปก. และ สปก.๔-๐๑(ช) ที่เหลือส่วนใหญ่อยู่ในเขตอนุรักษ์พันธุ์ สัตว์ป่า ซึ่งชาวบ้านรู้ดีว่าไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้อยู่แล้ว และบางส่วนก็เป็นการขยายพื้นที่ทำกิน ออกไปในภายหลัง พัฒนาการของการพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๓, ๗ และ ๘ เร่ิม จากในปี ๒๕๔๒ กองทุนสัตว์ปา่ โลกสากล (WWF) ไดม้ ีโครงการพฒั นาชุมชนเพอื่ อนุรกั ษภ์ หู ลวง ในพน้ื ท่ี ๔ อำเภอของ จ.เลย และตำบลเลยวังไสย์ได้เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย จากโครงการนี้มีเงินเหลือจำนวน หนึ่ง จึงได้นำมาจดทะเบียนเป็นมูลนิธิเลยเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำหน้าที่สนับสนุน แนวคิด องค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนมาโดยตลอด ต่อมาในปี ๒๕๕๕ มีทีม วิจัย สกว. เข้ามาชักชวนชาวบ้านให้ทำการวิจัยเพื่อศึกษาทบทวนพื้นที่ตนเอง อบรมเป็นนักวิจัยไทบ้าน เกิดการรวมกลุ่มกันทำโครงการเพื่อการพ่ึงตนเอง จนสามารถต้ังกลุ่มต่าง ๆ กลุ่มออมทรพั ย์ กลุ่มเกษตร
178 อินทรีย์ กลุ่มอนุรักษ์สมุนไพร กลุ่มปลูกฝ้ายและทอผ้าฝ้าย ที่สำคัญคือการก่อตั้งศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ภูหลวง (บ้านศรีเจริญ) เป็นศูนย์ต้นแบบและแหลง่ อบรมให้กบั เกษตรกรและผสู้ นใจในจงั หวัดเลยและพ้ืนท่ี ใกลเ้ คียง และมกี ารรวมตัวกันจดทะเบียนเปน็ วสิ าหกิจชุมชนกลุ่มออมทรัพย์ เพอ่ื ยกระดบั มาทำเร่ืองการ แปรรูปผลผลติ การจดั เวทแี ลกเปล่ยี นเรยี นร้ใู นพืน้ ที่ เม่ือวนั ท่ี ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ณ ศนู ย์ กสกิ รรมธรรมชาตภิ ูหลวง บ้านศรเี จริญ ตำบลเลยวงั ไสย์ อำเภอภหู ลวง จงั หวดั เลย ผูเ้ ขา้ ร่วมประกอบด้วย ผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนของพื้นที่ ที่สำคัญ คือ (๑) ผู้นำภาคประชาชน เช่น ประธานสภา องค์กรชุมชนตำบลเลยวังไสย์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์กสิกรรมธรรมชาติภูหลวง บ้านศรีเจริญ และแกน นำจากแกนนำกลุ่มเกษตรอินทรีย์และวิสาหกิจชุมชนกลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลเลยวังไสย์ ตัวแทน อสม. (๒) ผู้นำท้องถิ่น เช่น ส.อบต. (๓) ผู้นำท้องที่ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน (๔) ผู้แทนหน่วยงาน ส่วน ราชการในพน้ื ท่ี เชน่ นกั วชิ าการ รพ.สต.เลยวงั ไสย์ ตวั แทนเกษตรตำบล และพฒั นาชุมชน ครู กศน. (๕) องค์กรสนบั สนนุ จากภายนอก เชน่ นกั วจิ ัย สกว.พ้นื ท่ี ตวั แทนมูลนธิ ิเลยเพอื่ การพัฒนาอยา่ งย่งั ยืน ผลการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สามารถวิเคราะห์ คุณลักษณะสำคัญของการจัดการตำบลเข้มแข็งตำบลเลยวงั ไสย์ ตามกรอบประเด็นศึกษาที่กำหนดไว้ สรุป ดงั ตารางท่ี ๔ ตารางท่ี ๔ ระบบการจดั การตำบลเข้มแขง็ กรณตี ำบลเลยวังไสย์ อำเภอภูหลวง จงั หวัดเลย ประเดน็ ศกึ ษา รายละเอียด ๑.หลกั คดิ สำคัญ ยดึ หลักคิด “การพึ่งตนเองและเกษตรกรรมยั่งยนื ” ๒. ความมุ่งม่นั สิง่ ทแ่ี สดงความมุง่ ม่นั สำคัญ ๆ คือ - ขับเคลื่อนในนามกลุ่มเกษตรอินทรีย์ เรียนรู้และพัฒนาตนเองตาม แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจนสามารถก่อตั้งเป็นศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ภูหลวง บ้านศรีเจริญ เป็นศูนย์ต้นแบบและแหล่งอบรมให้กับเกษตรกรและ ผู้สนใจในจงั หวัดเลยและพืน้ ท่ีใกลเ้ คยี ง • - สร้างแกนนำชุมชน ผ่านการวิจัยชาวบ้าน (สกว.) เกี่ยวกับแหล่งอาหาร ภูมิปัญญา และสมุนไพร จนเกิดการต่อยอดพัฒนาเป็นกลุ่มออมทรัพย์ กลุ่ม อนุรักษ์สมุนไพร กลุ่มปลูกฝ้ายและทอผ้าฝ้าย ในหมู่ ๓ และ ๘ และต่อมา รวมตัวกันจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มออมทรัพย์ ร่วมกันอนุรักษ์พืช สมุนไพรหายากจนสามารถเป็นแหล่งผลิตส่งให้ รพ.อภัยภูเบศร ร่วมกันฟื้นฟู ภูมิปัญญาการปลูกฝ้ายและทอผ้าฝ้าย ศึกษาพัฒนาเทคนิคการย้อมผ้าด้วย วตั ถุดบิ ธรรมชาติใหม่ ๆ จนได้ผลิตภณั ฑ์ผ้าฝ้ายที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน มี
179 ประเด็นศกึ ษา รายละเอียด ความสวยงาม โดดเดน่ สรา้ งอาชพี และรายได้ให้สมาชิกกลุ่ม และการแปรรูป ผลผลิตทางการเกษตร (น้ำหมากเม่า น้ำหมากหลอด) ภายใต้แบรนด์ “ขุน เลย” เป็นแหลง่ ศึกษาดูงานทีโ่ ดดเด่นทีส่ ดุ ของตำบล • - ริเริ่มจัดงานประเพณีเทศกาลอาหารตำบลเลยวังไสย์ ต่อเนื่อง เปน็ ปที ่ี ๓ ๓. กลไกและองคก์ ร กลไกจัดการกลาง ช่วงแรกนำโดยศูนย์กสิกรรมธรรมชาติภูหลวง บ้านศรี เจริญ และวิสาหกิจชุมชนกลุ่มออมทรัพย์ ผู้นำกลุ่มคือ อดีตกำนันแสวง ซ่ึง ภายหลังได้รับเลือกเป็นประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลเลยวังไสย์ จึงใช้ กลไกสภาองคก์ รชมุ ชนเปน็ ศนู ยก์ ลางประสานการทำงานของกล่มุ ต่าง ๆ โดย มีผนู้ ำชุมชน (ผใู้ หญ่บ้าน) อยู่ในโครงสร้างสภาด้วย ๔. ระบบการจัดการ จัดการโดยภาคประชาชน ในนามสภาองค์กรชุมชนตำบลเลยวังไสย์ ผู้นำ สำคัญอดีตกำนันแสวง และแกนนำกลุ่มเกษตรอินทรีย์และวิสาหกิจชุมชน กลุ่มออมทรัพย์ เน้นการสร้างชุมชนเข้มแข็งให้เป็นต้นแบบก่อน แล้วค่อย ๆ ขยายผลไปยังหมู่บ้านอื่น โดยใช้การประสานความร่วมมือกับหน่วยงาน ภายนอก (ภาพรวมการทำงานยังอยู่ในระดับ “ชุมชนเข้มแข็ง” ส่วนใหญ่อยู่ ในพ้ืนทหี่ มู่ ๓, ๗ และ ๘ ยังไมส่ ามารถทำให้เปน็ ภาพรวมของตำบลได้) ๕. การจัดการคนและ การสร้างคน : พัฒนาแกนนำผ่านการตั้งกลุ่มเกษตรอินทรีย์ กลุ่มออม ทนุ ทางสงั คม ทรัพย์ ทีมทำงานวิจัย และพัฒนาคนผ่านหลักสูตรศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ บา้ นศรเี จรญิ ทุนทางสังคม : ชุมชนยังรักษาวัฒนธรรม งานบุญประเพณีดั้งเดิมไว้ได้ หลายเรื่อง แต่ยังมีการรวมกลุ่มกันค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะในปัจจุบันมี แนวโนม้ ทกี่ ารขายลอตเตอร่ีจะกลายเป็นอาชพี หลักของชาวบา้ นส่วนใหญ่ ซึ่ง จะทำให้วิถีชีวิตของชุมชนเป็นแบบคนเมือง ต่างคนต่างอยู่ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และมคี วามร่วมมอื กันภายในชุมชนลดน้อยลงเร่อื ย ๆ ๖. การจดั การข้อมลู มีการทำข้อมูลเฉพาะเรื่อง เฉพาะกลุ่ม และทำข้อมูลเพื่อจัดทำแผนชุมชน และเทคโนโลยี โดยกลไกสภาองค์กรชมุ ชนแต่ยังไมส่ ามารถเช่ือมโยงกับท้องถิน่ และรวมเปน็ ข้อมูลระดับตำบลได้ ๗. การจัดการเงิน การจัดการกองทุน : ยังมีลักษณะต่างคนต่างทำ กองทุนหลักประกัน และทรัพยากร สุขภาพตำบล ส่วนใหญ่อยู่ในขอบเขตเรื่องสุขภาพ สำหรับกองทุนสวัสดิการ
180 ประเดน็ ศึกษา รายละเอยี ด ชุมชน ที่เคยมีการก่อตั้ง ในปี ๒๕๕๕ ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จนมี การยบุ เลกิ ไป (ภายหลัง อบต. เข้ามาจัดการเปลีย่ นเปน็ กองทุนขยะแทน) ทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ : มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ เหมาะกับการทำ เกษตรกรรม และการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร มีแหล่งท่องเที่ยวทาง ธรรมชาติหลายจุด และอากาศเย็นสบาย แต่พบว่าส่วนใหญ่แยกกันดูแลไป ตามหน่วยงานที่รับผิดชอบ ผู้นำชุมชน และประชาชนทั่วไปยังไม่สามารถใช้ ทุนทางทรัพยากรธรรมชาตินีใ้ ห้เกิดประโยชนต์ ่อการพฒั นาตำบลในภาพรวม ได้ การจัดการทรัพยากรอื่น ๆ : ส่วนใหญ่ยังมีลักษณะแยกกันจัดการไปตาม ภารกิจของกลุ่มและองค์กรต่าง ๆ ยังไม่มีการบูรณาการหรือจัดการร่วมกัน มากนัก ๘. การสือ่ สารและ การสอ่ื สารภายใน : ยงั จำกดั อยเู่ ฉพาะในกลมุ่ เกษตรอินทรีย์ และวิสาหกิจ การเรียนรู้ ชุมชน มีการสื่อสารเพื่อประสานความร่วมมือกับกลุ่มต่าง ๆ ท้องถิ่น หรือ หน่วยงานภายในพนื้ ทต่ี ามโอกาสและภารกิจที่เก่ยี วขอ้ ง การเรียนรู้ : มีการเรียนรู้ร่วมกันผ่านกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ศูนย์กสิกรรม ธรรมชาติ กลุ่มวิสาหกิจชมุ ชน และผ่านโครงการวิจัย สำรวจข้อมูล วิเคราะห์ สภาพปัญหา และทำโครงการเพื่อการพัฒนาเฉพาะประเด็นนั้น ๆ แต่ยัง จำกัดอยู่ในกลุ่มเล็ก ๆ ในบางหมู่บ้าน ยังไปไม่ถึงการเรียนรู้ร่วมกันใน ภาพรวมตำบล ๙. การเชอ่ื มโยง ประสานความรว่ มมอื กบั หน่วยงานภายนอกได้อย่างดี เช่น ภายนอก และการ • - สกว. สนบั สนนุ งานวจิ ยั ชมุ ชน การพัฒนาผลติ ภัณฑท์ ้องถ่นิ - สสส. สนบั สนนุ งานวิจยั สุขภาวะชุมชน กบั การพัฒนา OTOP สนบั สนุนจาก • - สำนักงานพลังงานจังหวัดเลย สนับสนุนการสร้างโรงอบและเทคโนโลยี ภายนอก • การผลติ กลว้ ยอบพลังงานแสงอาทิตย์ • - พอช. สนับสนุนการจดั ทำแผนชมุ ชน และการพฒั นาบรรจภุ ัณฑ์ • - มูลนิธิเลยเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน สนับสนุนวิชาการ การ วจิ ยั และพฒั นาศกั ยภาพแกนนำ • - พัฒนาชมุ ชนอำเภอภูหลวง สนบั สนุนการจดั ต้งั กลมุ่ และการบรหิ ารกลุ่ม
181 ประเด็นศึกษา รายละเอยี ด • - เกษตรจังหวัดเลย สนับสนุนวิชาการการเกษตรและการผลิตน้ำยา ชวี ภาพ • - BEDO (สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)) สนบั สนนุ การปลกู ตน้ ไม้ และการพัฒนาผลิตภณั ฑ์จากชวี ภาพ เป็นต้น ๑๐. ความท้าทาย ชาวบ้านโดยทั่วไปยังมีวิธีคิด ค่านิยมแบบหาไปใช้ไป ไม่มีการออม และ และอุปสรรค ไม่ให้ความสำคัญกับการรวมกลุ่ม โดยเฉพาะแนวโน้มที่จะยึดอาชีพขาย ลอตเตอรี่เป็นอาชีพหลัก จะเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนา เพราะคนวัย ทำงานจะไม่อยู่บ้าน ทิ้งลูกและคนชราไว้ ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ใน ครอบครัว ชุมชน สุขภาพ การศึกษา ซึ่งผู้นำเองก็กังวลในเรื่องนี้ว่าเป็นความ ทา้ ทายของชุมชน ที่ลำพังภาคประชาชนคงไมอ่ าจจะรบั มอื ได้ ด้วยสถานการณ์ในพื้นที่ที่ยังมีการชิงการนำกันในทางการเมืองระหว่าง นายก อบต. กำนัน และประธานสภาองค์กรชุมชน ทำให้การสานพลังกัน พัฒนาในภาพรวมตำบลยังไม่เกิดผลมากนัก จึงเป็นความท้าทายที่ผู้นำต้อง ทบทวน และเจรจา หาจุดรว่ มทท่ี ุกฝา่ ยยอมรับใหไ้ ด้ กลุ่มต่าง ๆ ยังมีไม่มาก และจำกัดอยู่เฉพาะบางหมู่ โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก และเยาวชนแทบไม่เห็นบทบาทเลย แต่ละกลุ่มยังขาดการเชื่อมโยงใน ภาพรวมตำบล กองทุนต่าง ๆ ในตำบล ส่วนใหญ่ยังไม่เข้มแข็ง เช่น กองทุน หลักประกันสุขภาพตำบลยังไม่สามารถตอบสนองปัญหาของประชาชนได้ กองทุนสวัสดิการชมุ ชนยังไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ น่ันหมายถงึ ระบบการเงิน การคลังที่หวังจะให้เป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในชุมชนยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง เท่าทค่ี วร ตำบลเลยวังไสย์ เป็นตำบลขนาดเล็กได้รับการจัดสรรงบประมาณ ไม่มาก ประกอบกับเป็นชุมชนชนบท ทำการเกษตร มีรายได้หลักจากการ ขายลอตเตอรี่ การเก็บภาษีจึงมีน้อยมาก ทำให้มีข้อจำกัดในการสนับสนุน การพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ในภาพรวมของตำบล องค์กร หน่วยงานภายนอก มักจะเข้ามาสนับสนุนในเรื่องที่ตรงกับภารกิจ เป็นโครงการสั้น ๆ เฉพาะเรื่อง มีน้อยมากที่จะสนับสนุนการพัฒนาใน ภาพรวมท้งั ตำบล และอย่างตอ่ เนื่อง
182 จุดเด่นที่น่าสนใจ คือ การขับเคลื่อนในนามกลุ่มเกษตรอินทรีย์ เรียนรู้และพัฒนา ตนเองตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง จนสามารถก่อตั้งเป็นศูนย์กสิกรรมธรรมชาติภูหลวง บ้านศรีเจริญ เป็นศูนย์ต้นแบบและแหล่งอบรมให้กับเกษตรกรและผู้สนใจในจังหวัดเลยและพื้นที่ใกล้เคียง สร้างแกน นำชุมชน ผ่านการวิจัยชาวบ้าน (สกว.) เกี่ยวกับแหล่งอาหาร ภูมิปัญญา และสมุนไพร จนเกิดการต่อ ยอดพฒั นาเปน็ กลุ่มออมทรพั ย์ กลุ่มอนรุ กั ษ์สมุนไพร กลุ่มปลูกฝ้ายและทอผ้าฝา้ ย ในหมู่ ๓ และ ๘ และ ต่อมารวมตัวกันจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มออมทรัพย์ ร่วมกันอนุรักษ์พืชสมุนไพรหายากจน สามารถเป็นแหล่งผลิตส่งให้ รพ.อภัยภูเบศร ร่วมกันฟื้นฟูภูมิปัญญาการปลูกฝ้ายและทอผ้าฝ้าย ศึกษา พัฒนาเทคนิคการย้อมผ้าด้วยวัตถุดิบธรรมชาติใหม่ ๆ จนได้ผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน มีความสวยงาม โดดเด่น สร้างอาชีพและรายได้ให้สมาชิกกลุ่ม และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร (น้ำ หมากเม่า น้ำหมากหลอด) ภายใต้แบรนด์ “ขุนเลย” เปน็ แหลง่ ศึกษาดูงานที่โดดเด่นทีส่ ุดของตำบล ข้อค้นพบสำคัญ ความเข้มแข็งของตำบลเลยวังไสย์ ถือว่ายังอยู่ในระดับ“ชุมชน เข้มแข็ง” ส่วนใหญ่ยังเป็นการพัฒนาเฉพาะกลุ่ม นำโดยอดีตกำนันแสวง และกลุ่มเกษตรอินทรีย์ กลุ่ม วิสาหกิจชุมชน การสานพลังความร่วมมือจึงจำกัดอยู่ในกลุ่มภาคประชาชน ยังไม่สามารถสานพลัง “จตุ ภาคี” ภายในพ้ืนที่ โดยเฉพาะท้องถิ่น คือ อบต. และท้องที่ คือ “กำนัน” ซึ่งยังมีบรรยากาศการแข่งขัน หรือชิงการนำทางการเมืองอยู่พอสมควร ประกอบกับตำบลเลยวังไสย์มีขนาดเล็กได้รับการจัดสรร งบประมาณไม่มาก และเป็นชุมชนชนบท ทำการเกษตร มีรายได้หลักจากการขายลอตเตอรี่ การเก็บ ภาษีจึงมีน้อยมาก ทำให้มีข้อจำกัดในการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตในภาพรวมของตำบล นอกจากนี้ องค์กร หน่วยงานภายนอกมักจะเข้ามาสนับสนุนในเรื่องที่ตรงกับภารกิจ เป็นโครงการสั้น ๆ เฉพาะเรื่อง มีน้อยมากที่จะสนับสนุนการพัฒนาในภาพรวมทั้งตำบล และอย่างต่อเนื่อง ด้วยข้อจำกัด และศักยภาพของภาคประชาชนที่ยังมีไม่มากพอ ทำให้ยังไม่สามารถยกระดับไปสู่การพัฒนาเพื่อให้เกิด ความเข้มแขง็ ในภาพรวมของตำบลได้ รูปแบบการจัดการตำบลเขม้ แข็ง หากมองในภาพ “ชุมชนเขม้ แข็ง” อาจกลา่ วไดว้ า่ ตำบลเลยวังไสย์ มีรูปแบบการจัดการชุมชนเข้มแข็งในรูปแบบที่นำโดยภาคประชาชน ผ่านกลไกสภา องค์กรชุมชนตำบลเลยวงั ไสย์ ผู้นำสำคญั คอื อดตี กำนันแสวง และแกนนำภาคประชาชน กบั สว่ นราชการ และผู้นำท้องที่บางส่วน การเชื่อมโยงจตุพลังภายในพื้นที่ โดยเฉพาะกับท้องถิ่น คือ อบต. และ ท้องที่ คือ กำนัน มีลักษณะเป็นการประสานความร่วมมือเฉพาะกิจ หรือโครงการที่เกี่ยวข้อง ยังไม่สามารถ พัฒนาให้เกิดกลไกความร่วมมือที่เป็นทางการได้ กระบวนการทำงานมีความพยายามในการจัดทำ แผนพัฒนาตำบลของภาคประชาชนผ่านขบวนสภาองค์กรชุมชน แต่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การ ปฏิบัติร่วมกับแผนพัฒนาของท้องถิ่นได้ มีการพัฒนาแกนนำกลุ่มเกษตรอินทรีย์และวิสาหกิจชุมชนกลุ่ม ออมทรพั ย์ เน้นการสร้างชุมชนเข้มแข็งให้เป็นตน้ แบบกอ่ น แล้วคอ่ ย ๆ ขยายผลไปยังหมู่บ้านอื่น โดยใช้ การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก ใหเ้ ปน็ ตวั กระตนุ้ และสร้างแรงจงู ใจให้คนในพนื้ ท่ีเข้ามา
183 มีส่วนร่วม ผ่านกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ภูมิปัญญาและสมุนไพร การพัฒนากลุ่มเกษตรอินทรีย์ การฟื้นฟู วัฒนธรรมประเพณี งานเทศกาลประจำปีของท้องถน่ิ เปน็ ตน้ กระบวนการสอ่ื สารและการเรียนรู้ภายใน ยังจำกดั อยใู่ นกลุ่มเลก็ ๆ ในบางหมูบ่ ้าน ยังไปไมถ่ ึงการเรียนรูร้ ่วมกนั ในภาพรวมตำบล
184 เก่ียวกบั ผู้เขียน นายแพทยอ์ ำพล จินดาวัฒนะ เปน็ ลกู นายทหารทมี่ าจากชน้ั ประทวน จบชนั้ ประถมที่ผดุงศิษยพ์ ทิ ยา บางซื่อ, จบ ม.ต้น และ ม.ปลาย ที่โยธินบูรณะ, จบแพทยศาสตร์ที่ศิริราช, จบปริญญาโทสาธารณสุข ที่มหิดล และ ที่สถาบันโรคเขตร้อน ประเทศเบลเยี่ยม, ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน และสาขา เวชศาสตรค์ รอบครัว จากแพทยสภา (เทียบเท่าปรญิ ญาเอก) เคยเป็นหัวหน้ากลุ่มอาสาและค่ายอาสา ม.มหิดล, ประธานชมรมแพทย์ชนบท, อดีต ผอ. โรงพยาบาลชุมชน 2 แห่ง ที่ลพบุรี (พัฒนานิคม และโคกสำโรง) ผอ.สำนักส่งเสริมวิชาการ และบริการสาธารณสุข 2 จังหวัด (ลพบุรี และพิษณุโลก), นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด 3 จงั หวัด (ยโสธร, พษิ ณโุ ลก และอุดรธานี), ผอ.กองการสาธารณสุขต่างประเทศ, เคยเป็นนายแพทย์ใหญ่ กรมควบคุมโรคติดต่อ, ผอ.สถาบันพระบรมราชชนก เพื่อการพัฒนา กำลงั คนด้านสาธารณสขุ , นักพฒั นาทรพั ยากรบคุ คล ระดับ 10, โฆษกกระทรวงสาธารณสุข,
185 ผอ.สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพ(สปรส.), เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, นกั วชิ าการสาธารณสขุ ระดบั 11, เคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), กรรมการกองทุนพัฒนาการเมือง, กรรมการสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน (มหาวิทยาลัยชีวติ ), ประธานกรรมการบริหาร องค์การเภสัชกรรม, เคยเปน็ สมาชิกสภาปฏริ ปู แห่งชาติ (สปช.) และประธานกรรมาธิการการปฏริ ูปด้านสังคมและ ชุมชน, สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.), ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการปรองดอง (ปยป.), กรรมการปฏิรูปประเทศด้าน สงั คม, ประธานอนุกรรมการติดตามการขับเคลอ่ื นนโยบายรัฐบาลเชงิ พืน้ ท่ี เปน็ สมาชิกวฒุ ิสภา (2562-ปัจจุบัน) เคยได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น และศิษย์เก่าเกียรติยศ คณะสาธารณสุขศาตร์ ม.มหิดล, ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ม.ราชภัฎเชียงราย และนักการสาธารณสุขดีเด่น (ด้านบริหาร) รางวัลชยั นาทนเรนทร เป็นนักบริหารกิจการสาธารณะ, ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสาธารณสุข, สังคมและชุมชน ประชา สงั คม งานรัฐสภา และการปฏิรปู ภรรยา คือ คุณวงเดือน (แฝงสีคำ) จินดาวัฒนะ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ พิเศษ หวั หน้ากล่มุ งานพฒั นาระบบบรหิ าร กรมการแพทยแ์ ผนไทย บุตรสาว: แพทย์หญิงอิษฏา (จินดาวัฒนะ) กุลกลการ และบุตรชาย: นายแพทย์ชญงค์ จนิ ดาวัฒนะ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185