Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 2562-09-11_คนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ

2562-09-11_คนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ

Description: หนังสือฉบับนี้ คงทำหน้าที่มากกว่าหนังสือทั่วๆ ไป ซึ่งบอกกล่าวถึงความรู้และประสบการณ์ของใครคนหนึ่ง แต่ยังมีวัตถุประสงค์สำคัญและเฉพาะกิจที่จะทำหน้าที่เป็นตำราเรียนสำหรับผู้อ่านที่อยากมีความรู้เบื้องต้นในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ซึ่งเป็นวิชากฎหมายที่ปรากฏในคณะนิติศาสตร์ในทุกประเทศบนโลก เพื่อให้ความรู้ในเรื่องความยุติธรรมที่มีเพื่อมนุษย์ที่ข้ามชาติไปมา ด้วยสาเหตุต่างๆ แต่ตำรา ฉบับนี้มุ่งที่จะเป็นตำราพื้นฐาน หรือตำราเล่มแรกในเรื่องดังกล่าว สำหรับผู้อ่าน ความลึกซึ้งจึงไม่มากในเชิงทฤษฎี อ้างอิงที่ใช้ ก็มาจากเรื่องจริงในสังคม

Search

Read the Text Version

ขŒอกฎหมายและขอŒ นโยบาย ดŒานกฎหมายระหว‹างประเทศแผนกคดบี คุ คล ผา‹ นกรณีศึกษาจากเรอ�่ งจร�งของมนษุ ย ทีม่ ีจ�ดเกาะเกีย่ วกบั รัฐไทยและรัฐตา‹ งประเทศพรอŒ มกัน : “คนหลายรฐั คนหลายทะเบยี นราษฎร คนหลายสัญชาต”ิ โดย รศ.ดร.พันธทุ พิ ย กาญจนะจติ รา สายสนุ ทร เมอ่ื วันท่ี ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๗ ปรบั ปรุงเม่ือวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๒ สถานภาพ ๑.การรบั รองสถานะบุคคลตามกฎหมาย ตามกม.มหาชน ๒.การขอมสี ถานะคนสญั ชาติ ๓.การเขาเมือง สถานภาพ สถ๑า๕นะ ๔.การอาศยั อยู ของเอกชนในทาง ๕.การมีศักดิศ์ รคี วามเปนมนุษย ระหวา งประเทศ ๖.การสาธารณสุข ๗.การศึกษา สถานภาพตาม ๘.การเคล่อื นไหว กม.เอกชน ๙.การกอต้งั ครอบครัว ๑๐.การทำงาน ประเดน็ สำคญั -กฎหมายระหวา งประเทศ ๑๑.การลงทุนประกอบธรุ กิจ แผนกคดบี ุคคล ๑๒.การมสี วสั ดิการสังคมอนั จำเปน ๑๓.การถอื ครองทรพั ยส ิน โดย รศ.พนั ธทุ พิ ย สายสนุ ทร ๑๔.การเขา รวมเพือ่ ประชาธปิ ไตย ๑๕.การเขา สูก ารระงบั ขอพิพาท เพ่ือความยตุ ธิ รรม



ช่ือหนงั สอื : ข้อกฎหมายและข้อนโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี ุคคล ผ่านกรณีศึกษาจากเร่ืองจรงิ ของมนษุ ยท์ ี่มีจดุ เกาะเกี่ยวกับรฐั ไทยและรัฐตา่ งประเทศพรอ้ มกนั : “คนหลายรัฐ คนหลายทะเบียนราษฎร คนหลายสัญชาติ” ปีท่ีพิมพ์ : กนั ยายน ๒๕๖๒ จาำ นวนพมิ พ์ : ๕๐๐ เล่ม จาำ นวนหนา้ : ๑๒๒ หน้า ISBN : 978-616-488-049-8 พิมพ์ที่ : โรงพมิ พ์เดือนตุลา โทร. ๐๒-๙๙๖-๗๓๙๒-๔ โทรสาร ๐๒-๙๙๖-๗๓๙๕

3 คำานำา งานเขียนฉบับน้ี มีเป้าหมายหลายประการ กลา่ วคือ ในประการแรก งานเขยี นฉบับน้ี มุ่งท่จี ะทาำ หน้าที่ “หนงั สอื ” หรอื “ตาำ รา” ก็ได้ ท่ีจะเป็นส่อื การเรยี น การสอนระหวา่ งผเู้ ขยี น ซงึ่ ทาำ หนา้ ทผี่ สู้ อนในคณะนติ ศิ าสตร์ ของหลายมหาวทิ ยาลยั ในประเทศไทย และนกั ศกึ ษา ของคณะดังกล่าวที่ลงทะเบียนเรียนในวิชาปัญหากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล และสิทธิมนุษยชน ทง้ั นี้ ดว้ ยผเู้ ขยี นรบั ผดิ ชอบทจี่ ะสอนในวชิ าทงั้ สองนม้ี ายาวนาน งานเขยี นนม้ี งุ่ ทจ่ี ะวเิ คราะหห์ ลกั กฎหมายระหวา่ ง ประเทศแผนกคดีบุคคล แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีความเป็นไปได้ที่จะต้องมีการวิเคราะห์เข้าไปในขอบเขตของวิชา กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง หรือแผนกคดีอาญาอยู่บ้าง เพ่ือท่ีจะฝึกฝนให้นักศึกษาน้อยได้มีทักษะ ในการใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ในการสร้างสันติภาพและสันติสุขต่อสังคมและคนในสังคมไทย อันเป็นส่วน หนึ่งของสังคมระหว่างประเทศ ในประการที่สอง เม่ือเป้าหมายของการสอนเป็นไปเพ่ือการศึกษาสำาหรับนักศึกษาในช้ันปีท่ี ๔ ของ คณะนิติศาสตร์ ซึ่งกำาลังจะออกไปจากมหาวิทยาลัย เพ่ือสร้างชีวิตของตน และรับใช้สังคม ซึ่งการใช้ชีวิตใน ความเป็นจริงของสังคม จึงต้องมีความลึกซ้ึงมากข้ึนในการใช้กฎหมาย เน้ือหาท่ียกมาเขียนจึงไปไกลกว่าการ อธิบายหลักกฎหมายพื้นฐาน ข้อกฎหมายและข้อนโยบายที่ซับซ้อนจึงเป็นเร่ืองราวท่ีต้องยกมาวิเคราะห์ เพ่ือ แนะนำานักศึกษากฎหมายใหฝ้ กึ ทักษะและใชเ้ ปน็ เนื่องจากผ้เู ขียนทำางานใหค้ วามช่วยเหลือทางกฎหมายมานาน จึงมีขอ้ มูลในสว่ นน้ีท่จี ะถักทอเปน็ ระบบ แตอ่ ย่างไรกต็ าม ผเู้ ขียนก็เลือกท่ีจะใช้การเรียนการสอน “ผ่านตกุ๊ ตา” ซง่ึ น่าจะสรา้ งจนิ ตนาการการเรียนกฎหมายใหเ้ ข่้าใจง่าย และแมน่ ยาำ ในการทำางานต่อไปของนกั ศึกษา การเขยี น อธบิ ายความจงึ ไมเ่ รม่ิ จากขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบาย ซง่ึ มาจากการกระทาำ ของรฐั แตม่ าจากเรอื่ งจรงิ ของมนษุ ย์ ในประการที่สาม เม่ือเป้าหมายในการศึกษาเป็นการเร่ิมต้นจาก “เร่ืองจริงของมนุษย์” ผู้เขียน ซ่ึง ทาำ งานใหค้ วามชว่ ยเหลอื ประชาชนทางกฎหมาย” มายาวนาน โดยเฉพาะมนษุ ยท์ มี่ จี ดุ เกาะเกย่ี วระหวา่ งประเทศ ผูเ้ ขียนจึงเลือกเอา “เรื่องจรงิ ที่เป็นปัญหาและโอกาสของประเทศไทยและประชาคมระหวา่ งประเทศท่เี ก่ยี วข้อง กบั ประเทศไทย” ใน ๘ สถานการณ์มาเขียนวิเคราะห์ ซึง่ การวิเคราะหใ์ นหนงั สือหรือตำาราเลม่ น้ี ก็น่า จะเปน็ ใช้ แนวคดิ ทางนติ ศิ าสตร์ ๓ มติ ิ เพ่ือสร้างความรอบดา้ นให้แกน่ กั กฎหมาย กล่าวคือ มิติแรก ก็คอื วิธีคดิ แบบนิติศาสตร์โดยแท้ หรอื เชงิ กฎเกณฑ์ (Legal Science Proper or Normative Legal Science) ซึ่งผู้เขียนจะต้องพาผู้อ่านไปสู่ความรู้ในข้อกฎหมายท่ีจะใช้ในการจัดการสิทธิและหน้าที่ของ มนุษย์ท่ียกมาศึกษา ตลอดจนผู้รักษาการตามกฎหมายและผู้สนับสนุนทางสังคมของมนุษย์ท่ีเป็นกรณีศึกษา ทักษะที่เกิดจากนิติศาสตร์ในมิติน้ีนำาไปสู่องค์ความรู้เพื่อการใช้กฎหมายในทางปฏิบัติ เกิดความแม่นยำาใน ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบาย เกิดความเปน็ ไปไดท้ ี่จะช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย มิตทิ ี่สอง กค็ ือ วิธีคิดแบบนิตศิ าสตร์โดยขอ้ เทจ็ จรงิ (Legal Science of Fact) ซง่ึ ผูเ้ ขยี นกน็ ่าจะต้อง พาผู้อ่านไปเข้าใจ “ข้อเท็จจริง” ของมนุษย์แต่ละประเภทท่ียกมาเป็นกรณีศึกษา และสร้างทักษะให้แก่ผู้อ่าน ทจ่ี ะสามารถใชค้ วามรทู้ างกฎหมายและนโยบายมาปรบั ใชต้ อ่ ขอ้ เทจ็ จรงิ ของมนษุ ยใ์ นแตล่ ะประเภท ดว้ ยนติ ศิ าสตร์ ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบคุ คล ผ่านกรณศี กึ ษาจากเรอื่ งจริง : วา่ ดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ

4 ในมติ นิ ้ี ผศู้ กึ ษากจ็ ะมวี ธิ วี ทิ ยาทจ่ี ะสาำ รวจและรวบรวมขอ้ เทจ็ จรงิ ของมนษุ ยท์ มี่ ที กุ ขภาวะ เพอื่ ใชก้ ฎหมายในการ ขจดั ความอยตุ ิธรรมได้ หรอื หากพวกเขานา่ จะมสี ขุ ภาวะมากขนึ้ จากขอ้ เทจ็ จริงท่ีมีอยู่ การพัฒนาโอกาสให้พวก เขามีคุณภาพมากข้ึนกว่าเดิม ก็น่าจะเป็นได้ได้ด้วยข้อเท็จจริงที่ก่อตั้งสิทธิท่ีรวบรวมได้ และพาพวกเขาเข้าสู่ กระบวนการพฒั นาสทิ ธิ มิตทิ ีส่ าม กค็ ือ วิธีคิดแบบนิติศาสตร์โดยคณุ คา่ (Legal Science of Value) ซ่งึ ผูเ้ ขยี นกน็ ่าจะต้องพา ผู้อ่านไปวิเคราะห์ถึง “ความยุติธรรม” และ “ความเหมาะสม” ที่ข้อกฎหมายและข้อนโยบายท่ีเป็นอยู่ใน ประเทศไทย และในประชาคมระหวา่ งประเทศทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั ประเทศไทย หากกฎหมายหรอื นโยบายของรฐั หรอื ประชาคมระหว่างรัฐบกพร่องหรือหายไป ก็น่าจะเป็นโอกาสที่จะได้สร้างการปฏวัติหรือปฏิรูปกฎหมายหรือ นโยบายน้ันเสยี ที จากบทเรียนเลก็ ๆ ในห้องเรยี นมหาวทิ ยาลัย จงึ ยกระดบั เปน็ การทำางานในบรบิ ททกี่ วา้ งข้ึน ในประการที่ส่ี เม่อื ผเู้ ขียนเลอื กที่เขยี นดว้ ยแนวคิดนติ ิศาสตร์ทร่ี อบด้าน ดังกลา่ วมา มุมมองท้งั ๓ มิติ นี้ก็จะมาเป็นส่วนขยายเรื่องจริงของมนุษย์ท่ีจะยกมาศึกษา ซ่ึงน่าจะจำาแนกออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ก็คือ (๑) คนท่ีเกิด “ใน” ประเทศไทย ซ่ึงย่อมมีจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศไทยโดยหลักดินแดนโดยการเกิด และ (๒) คนทเ่ี กดิ ”นอก” ประเทศไทย ซึ่งยอ่ มมี “เพยี ง” จดุ เกาะเกี่ยวกบั ประเทศไทยโดยหลกั ดินแดน “ภายหลัง” การเกิด หรือไม่มีจุดเกาะเก่ียวโดยหลักดินแดนกับประเทศไทยเลย หลายกรณีศึกษาจากเร่ืองจริงจึงถูกนำามา เสนอควบคู่ไปกับหลักคิดและข้อกฎหมาย ตลอดจนข้อนโยบาย อันมีผลกำาหนดความยุติธรรมให้แก่มนุษย์ท่ีมี จดุ เกาะเก่ียวกบั หลายรฐั ซ่งึ อาจจะมีหลายสญั ชาติ หรืออยใู่ นหลายทะเบยี นราษฎร หนังสอื ฉบับนี้ คงทำาหนา้ ทีม่ ากกว่าหนงั สือทวั่ ๆ ไป ซ่ึงบอกกล่าวถงึ ความรแู้ ละประสบการณข์ องใคร คนหนึ่ง แต่ยังมีวัตถุประสงค์สำาคัญและเฉพาะกิจท่ีจะทำาหน้าท่ีเป็นตำาราเรียนสำาหรับผู้อ่านท่ีอยากมีความรู้ เบื้องต้นในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ซึ่งเป็นวิชากฎหมายที่ปรากฏในคณะนิติศาสตร์ในทุก ประเทศบนโลก เพ่ือให้ความรู้ในเร่ืองความยุติธรรมท่ีมีเพ่ือมนุษย์ท่ีข้ามชาติไปมา ด้วยสาเหตุต่างๆ แต่ตำารา ฉบบั นมี้ งุ่ ทจี่ ะเปน็ ตาำ ราพน้ื ฐาน หรอื ตาำ ราเลม่ แรกในเรอื่ งดงั กลา่ ว สาำ หรบั ผอู้ า่ น ความลกึ ซง้ึ จงึ ไมม่ ากในเชงิ ทฤษฎี อา้ งองิ ทใ่ี ช้ ก็มาจากเรื่องจรงิ ในสงั คม ท้ายที่สุด ขอขอบคุณคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ท่ีให้ความรู้กฎหมายแก่ผู้เขียนในชั้นปริญญาตรี จนมาถึงการยอมรับให้ทำางานเป็นอาจารย์ในคณะน้ี จนอาจต่อยอดความรู้ท่ีเริ่มต้นในบ้านทางวิชาการนี้ และ คำาขอบคุณนี้ คงตอ้ งเลยไปหาคณะนิตศิ าสตรข์ องมหาวิทยาลัย Robert Schuman de Strasbourg ท่ีเพ่มิ พูน ความรู้ทางกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลให้ในระดับปริญญาโทและเอก คำาขอบคุณต่อมาย่อมต้องมี เพื่อคณะนักวิชาการร่วมทางทุกท่าน โดยเฉพาะมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตท่ีลุยเข้าไปทำางานเพ่ือชีวิตท่ีดีท่ีสุด ของคนหลายรฐั หลายทะเบยี นราษฎรหลายสญั ชาติ คาำ ขอบคณุ ต่อมาตอ้ งมีต่อมูลนิธิ ฮันส์ ไซเดล ประเทศไทย โดยเฉพาะ คุณชยานนท์ รุ่งเรืองสุข ท่ีดูแลสนับสนุนทุนการทำางานทุกเรื่องเพ่ือทำาให้องค์ความรู้เพื่อจัดการ สุขภาวะของคนดังกล่าวเป็นจริงได้ คำาขอบคุณท้ายท่ีสุดของวรรคท้ายท่ีสุดคงต้องมีไปยังชาวโรงพิมพ์เดือนตุลา โดยเฉพาะ “พถ่ี า” หรอื คณุ สถาพร ล้ิมมณี ซง่ึ ชว่ ยผเู้ ขยี นมาตลอดในการสร้างงานเขียนเพือ่ คนรากหญา้ ในสงั คม พันธท์ุ พิ ย์ กาญจนะจิตรา สายสนุ ทร เมอื่ วันที่ ๙ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ณ บา้ นพทุ ธมณฑล ข้อกฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ผ่านกรณศี กึ ษาจากเรอื่ งจริง : วา่ ดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ

5 สารบาญ คำานาำ เปา้ หมายของหนังสอื และขอบเขตของเรื่องราวท่ศี ึกษา หน้า ๓ เรื่องท่ ี ๑ เรอ่ื งของบุตรเกดิ ในประเทศลาวของบิดาตามข้อเทจ็ จริงสัญชาติไทย และมารดาเกิด ๗ ในประเทศลาวและน่าจะมสี ถานะคนสญั ชาติลาว และต่อมา สมรสตามกฎหมายกบั ชายสัญชาตเิ ยอรมัน จนไปตั้งบา้ นเรอื นในเยอรมัน ผ่านกรณศี กึ ษานางสาวอมิรตา มีบาง เรอ่ื งที่ ๒ เรื่องของบตุ รเกิดในประเทศสหรัฐอเมริกาของบิดาตามกฎหมายและมารดาสัญชาติไทย ๒๑ ผา่ นกรณีศกึ ษานางสาวกรุณา เรอ่ื งที่ ๓ เรอ่ื งของบุคคลเกดิ ในประเทศไทยจากบพุ การีเช้อื สายมอญที่เกิดในประเทศเมยี นมา ๒๙ แล้วอพยพเข้ามาอาศยั ในประเทศไทย ผา่ นกรณศี กึ ษานายวเิ ชียร เลศิ หงษ์ เรื่องที่ ๔ เรอื่ งของคนเกิดในประเทศไทยเมือ่ พ.ศ. ๒๕๓๕ จากบิดาและมารดาทเี่ กิดในประเทศไทย ๔๗ จากบุพการีซง่ึ เป็นคนเช้ือสายเวียดนาม ซงึ่ เกดิ ในประเทศเวยี ดนามและอพยพเข้ามาอาศยั ในประเทศไทย ผา่ นกรณีศึกษานางสาวรมติ า เรอ่ื งท ่ี ๕ เรือ่ งของคนเกิดในประเทศไทยเม่ือ พ.ศ. ๒๕๔๙ จากบดิ าตามข้อเทจ็ จรงิ เปน็ คนเชอ้ื สายจนี ไรส้ ัญชาติ ซงึ่ มสี ิทธิอาศัยถาวรในประเทศไทย และมารดาสญั ชาตจิ ีน ซ่ึงมีสทิ ธอิ าศัยชว่ั คราว ในประเทศไทย แต่เปน็ บุตรบุญธรรมของคนสญั ชาตไิ ทย ผ่านกรณศี ึกษานอ้ งบอส ๕๗ เรือ่ งท่ ี ๖ เรอื่ งของ “ผู้ล้ภี ยั ” ซ่งึ เป็นคนเกิดในประเทศปากสี ถาน เม่อื พ.ศ. ๒๕๒๖ จากบดิ าและ ๘๑ มารดาซึ่งเกิดในประเทศปากสี ถานและมีสัญชาตปิ ากีสถาน แตต่ อ่ มา เขาหนภี ัยความตาย ในประเทศตน้ ทางเขา้ มาอาศยั ในประเทศไทย ผ่านกรณศี กึ ษานายซาฮิด เรอ่ื งที่ ๗ เรื่องของ “อดตี ผู้ลีภ้ ยั ” ซงึ่ เป็นคนเกดิ ในประเทศเมยี นมา เมือ่ พ.ศ. ๒๔๙๘ จากบดิ าและ ๑๐๑ มารดาซ่งึ เกิดในประเทศเมยี นมาและมีสัญชาติเมยี นมา แตต่ อ่ มา พวกเขาหนีภยั ความตาย ในประเทศตน้ ทางเขา้ มาอาศัยในประเทศไทย ผา่ นกรณศี ึกษาอาจารย์อายุ นามเทพ และ ครอบครัว เรือ่ งท่ ี ๘ เร่ืองของคนถอื สัญชาติอติ าลี ซงึ่ มาท่องเท่ยี วและเสยี ชีวติ ในประเทศไทย ผา่ นกรณศี ึกษา กรณศี ึกษานายเจยี ต้า จิโอวานนี่ หรอื นายเมารซิ โิ อ ทอสซาโดรี ๑๐๗ บทสรปุ รัฐไทยและพันธกรณรี ะหวา่ งประเทศเพือ่ จัดการสิทธิอนั จำาเปน็ เพ่ือมนุษยท์ ม่ี ีจุดเกาะ ๑๑๕ เกี่ยวกับหลายรัฐ บรรณานุกรม ๑๑๙ ข้อกฎหมายและข้อนโยบายดา้ นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี ุคคล ผ่านกรณีศกึ ษาจากเรอื่ งจรงิ : วา่ ด้วยคนหลายรัฐคนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสัญชาติ

6 ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ผ่านกรณศี ึกษาจากเรือ่ งจรงิ : วา่ ดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ

7 ๑เรอื่ งท่ ี กรณศี ึกษานางสาวอมิรตา มบี าง : คนเกดิ ในประเทศสาธารณประชาธปิ ไตยประชาชนลาว หรอื ส.ป.ป.ลาว เมอ่ื พ.ศ. ๒๕๒๗ จากมารดาสัญชาติลาวและบิดาตามข้อเท็จจริงสญั ชาติไทย และสมรสตามกฎหมายกบั ชายสัญชาตเิ ยอรมนั สารบาญ ๑) ขอ้ เท็จจริง หนา้ ๘ ๒) ขอ้ เทจ็ จริงทแ่ี สดงจดุ เกาะเก่ียวระหว่างนางสาวอมริ ตาและรัฐอธปิ ไตย รวมถงึ ขอ้ เท็จจริงทก่ี อ่ ตงั้ สทิ ธิ ในสัญชาติของเธอ ๑๐ ๓) รัฐทีม่ ีสถานะเป็นรฐั เจ้าของตวั บุคคลของนางสาวอมริ ตา ๑๒ ๔) กฎหมายเพ่ือกาำ หนดสทิ ธิในสญั ชาติไทยของนางสาวอมริ ตา ๑๔ ๕) สทิ ธใิ นสถานะราษฎรไทยของนางสาวอมริ ตา และผลของการอพยพไปอาศัยอยู่กับสามี ในประเทศเยอรมนั ตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบยี นราษฎร ๑๗ ๖) สิทธใิ นเสรภี าพของนางสาวอมิรตาที่จะทาำ งานในประเทศเยอรมัน ๑๘ ๗) กฎหมายเพอื่ กาำ หนดสัมพนั ธภาพอนั ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สิน ระหว่าง นางสาวอมิรตา และสามี สัญชาตเิ ยอรมนั ๑๙ ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล ผ่านกรณศี กึ ษาจากเรอื่ งจรงิ : วา่ ด้วยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ

8 ๑. ข้อเทจ็ จรงิ นางสาวอมิรตา มีบาง เกิดเม่ือวันท่ี ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๗ ณ เมืองปากเซ แขวงจำาปาศักด์ิ ประเทศสาธารณรฐั ประชาชนลาว จากนางวันทา ซึ่งเกดิ ในประเทศลาวจากบพุ การีทเ่ี กิดในประเทศลาวเช่นกัน แต่ตกหล่นจากทะเบยี นราษฎรลาว และนายบญุ ธรรม ซึ่งมีสัญชาติไทยในทะเบยี นราษฎรไทย อมิรตามีชื่อในขณะเกิดว่า “บังอร” เธอให้ปากคำาว่า เธอมิได้รับจดทะเบียนคนเกิดและคนอยู่ใน ขณะทีเ่ กิดท้ังในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยและของรัฐลาว ดังนัน้ ในขณะทเ่ี กดิ เธอจึงประสบปัญหาความไรร้ ฐั โดยสิ้นเชิง เพราะเธอไม่ได้รับการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรของรัฐใดเลยบนโลก ซง่ึ พ่นี ้องของเธออีก ๕ คน ซึ่งเกิดในประเทศลาวเช่นกนั ก็ประสบปัญหาความไร้รฐั เช่นเดยี วกัน ตอ่ มา ใน พ.ศ. ๒๕๓๓ นายบุญธรรม บดิ าของอมิรตา ไดพ้ าครอบครวั ทั้งหมดมาตงั้ รกรากอยทู่ ีอ่ าำ เภอ ศรีสงคราม จงั หวัดนครพนม ในชว่ งเวลาทเ่ี ร่ิมตน้ ชวี ติ ในประเทศไทยน้นั บุตรทั้ง ๖ คนของคุณพ่อบุญธรรมและ คุณแม่วันทา ก็ยังเป็นผู้เยาว์และยังประสบปัญหาความไร้รัฐ กล่าวคือ (๑) นางสาวแก้วนคร ซ่ึงเกิดเม่ือ พ.ศ. ๒๕๑๔ จงึ มีอายุ ๑๙ ปี (๒) นางสาวพนมพร ซง่ึ เกดิ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ จงึ มอี ายุ ๑๖ ปี (๓) นายบุญทอน ซง่ึ เกดิ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ จึงมีอายุ ๑๒ ปี (๔) นางสาวบังอรหรืออมิรตา ซ่ึงเกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ จึงมีอายุ ๖ ปี (๕) นายรัตนชัย ซ่ึงเกดิ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒ จงึ มอี ายุ ๑ ปี ส่วนคุณแมว่ นั ทามีอายุ ๔๑ ปี เพราะเธอเกิดเม่อื พ.ศ. ๒๔๙๒ เธอยงั ประสบปญั หาความไร้รฐั โดยสน้ิ เชงิ อยู่ตอ่ ไป ลำาพงั แต่คณุ พอ่ บุญธรรม ซง่ึ มีอายุ ๕๒ ปี เพราะเกดิ เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๑ เทา่ นน้ั ทีม่ สี ถานะคนมรี ฐั มี สญั ชาติ เขามชี อ่ื ในทะเบยี นราษฎรของรฐั ไทยในสถานะคนสญั ชาตไิ ทย เขามที ะเบยี นบา้ นอยู่ ณ อาำ เภอศรสี งคราม จงั หวดั นครพนมนน่ั เอง เขาพยายามทจี่ ะหารอื อาำ เภอศรสี งครามเพอื่ ทจี่ ะเพมิ่ ชอื่ ภรยิ าและบตุ รในทะเบยี นราษฎร ของรฐั ไทย แต่เจา้ หน้าที่ในอำาเภอดงั กล่าวตอบว่า เขาไมอ่ าจทาำ เชน่ นัน้ ได้ ดว้ ยไมม่ กี ฎหมายรับรองสทิ ธิ ตอ่ มา เม่อื พ.ศ. ๒๕๓๕ นายบุญธรรมและนางวันทา ได้มบี ตุ รอกี ๑ คน ก็คือ นายสทิ ธพิ งษ์ มบี าง เกิดเม่ือวนั ที่ ๑๐ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ณ บา้ นท่าบ่อ อาำ เภอศรสี งคราม จังหวดั นครพนม เปน็ การเกดิ นอก โรงพยาบาล แต่สิทธิพงษ์ก็ได้รับการแจ้งการเกิดเป็นคนสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย เขาเป็นคนที่ สองของครอบครัวมบี างท่ีมสี ถานะเปน็ คนมรี ฐั มีสญั ชาติ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒ ในขณะที่อมิรตาเรียนอยู่ช้ันประถมศึกษาปีที่ ๖ ณ โรงเรียนบ้านท่าบ่อ คุณครู สามคนของโรงเรยี น อันได้แก่ (๑) คุณครวู ารณุ ี (๒) คณุ ครูพิชญา และ (๓) คุณครรู ชั นี ตระหนักว่า บุตร ๓ คน ของครอบครัวมีบาง อนั ไดแ้ ก่ (๑) นายสุดสาคร (๒) นางสาวอมิรตา และ (๓) นายรตั นชยั เปน็ เดก็ เรยี นดีและ มีความสามารถ จึงต้องการช่วยเหลือเด็กทั้ง ๓ คน ซึ่งเป็นเด็กยากไร้ ให้ได้รับทุนนักเรียนเรียนดี แต่ด้วยทั้ง สามคนไม่มีเอกสารรับรองตัวบุคคล คุณครูทั้งสามจึงประสานงานไปท่ีปลัดอำาเภอศรีสงครามเพ่ือดำาเนินการ เพิ่มเชื่อบุคคลท้ังสามในทะเบียนบ้านของนายบุญธรรม ซ่ึงเป็นบิดา โดยมีคุณครูทั้งสามเสนอเป็นพยานบุคคล รบั รอง ต่อมา ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ปลัดอำาเภอศรีสงครามได้ดำาเนินการเพิ่มชื่ออมิรตา และรัตนชัย ในทะเบยี นบา้ นประเภทคนอยถู่ าวร (ท.ร. ๑๔) ตามกฎหมายไทยวา่ ดว้ ยการทะเบยี นราษฎรในสถานะคนสญั ชาติ ไทย ณ อาำ เภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ดงั นั้น บุคคลท้ังสองนี้จึงเป็นคนท่มี ีสามและสี่ของครอบครวั มีบางที่ มีสถานะคนมรี ฐั มสี ัญชาติ ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ผ่านกรณศี กึ ษาจากเร่อื งจรงิ : ว่าดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ

9 ในราว พ.ศ. ๒๕๔๖ อมิรตาสมรสกบั ชายสัญชาตไิ ทย และมีบตุ รจากการสมรสน้ี ๑ คน บตุ รชายมี อายุ ๑๒ ปี การก่อต้ังครอบครัวคร้ังนี้ไม่มีการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายแต่อย่างใด ต่อมา สามีจากการ กอ่ ต้ังครอบครวั คร้งั นี้เสยี ชีวติ เมอ่ื พ.ศ. ๒๕๔๗ ต่อมา เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ คุณแม่วันทาเสียชีวิตอย่างกระทันหัน ณ โรงพยาบาล ศรสี งคราม และดว้ ยปญั หาทไ่ี มม่ เี อกสารแสดงตนทอ่ี อกโดยรฐั ใดเลยบนโลก อมริ ตาจงึ มปี ญั หาอยา่ งมากทจี่ ะนำา ศพออกจากโรงพยาบาลเพื่อทำาพิธีตามศาสนาได้ แต่ในที่สุดก็สามารถแจ้งการตายเพ่ือขอออกมรณบัตรได้ จึงสามารถจัดการศพของคุณแม่วันทาได้ สว่ นคณุ พ่อบุญธรรมเสยี ชีวิตเม่ือวนั ที่ ๗ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ด้วยโรคชรา ณ โรงพยาบาลศรสี งคราม ในขณะท่ีถอื เพศบรรพชติ ต่อมา อมิรตาจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายครั้งที่สองในวันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ กับคน สัญชาตไิ ทย แตใ่ นทสี่ ุด กห็ ย่าขาดจากกันใน พ.ศ. ๒๕๕๙ ในวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ อมริ ตาก่อตั้งครอบครวั คร้ังทส่ี ามกบั คนสัญชาตเิ ยอรมัน โดยมกี าร จดทะเบียนสมรสกับสามีคนที่สามน้ีตามกฎหมายเยอรมัน และย้ายไปอาศัยอยู่กับสามีในเมืองมิวนิค แคว้น บาวาเรีย ประเทศเยอรมัน แต่อย่างไรก็ตาม อมิรตาก็ยังมีช่ือในทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร. ๑๔) ตามกฎหมายไทยในสถานะคนสัญชาตไิ ทย ณ บา้ นในอาำ เภอศรสี งคราม จังหวัดนครพนม อมิรตามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าท่ีจะผลักดันการแก้ไขปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติให้แก่พ่ีสาว พชี่ ายอีก ๔ คน กลา่ วคือ (๑) นางสาวแกว้ นคร (๒) นางสาวพนมพร (๓) นายบญุ ทอน และ (๔) นายสดุ สาคร เธอคงไม่สบายใจหากพ่ีทั้งส่ียังมีปัญหาการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย เธอตระหนักว่า ดวงวิญญาณของ คุณพ่อบุญธรรมและคุณแม่วันทาคงไม่สงบสุข หากบุตรอีก ๔ คน ยังไม่มีเอกสารรับรองสิทธิในสัญชาติ เธอ ใช้เวลาส่วนหน่ึงของชีวิตท่ีจะทำางานร่วมกับบางกอกคลินิกนิติธรรมศาสตร์เพ่ือที่จะจัดการปัญหาความไร้รัฐ ไร้สัญชาติของพท่ี ง้ั สคี่ น ซง่ึ การทาำ งานสำาเรจ็ ลงในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ นอกจากน้ัน อมิรตายงั มคี วามต้งั ใจที่จะเปิดรา้ นอาหารทงั้ ในประเทศไทยและประเทศเยอรมัน สำาหรับแผนชีวิตของอมิรตาในประเทศเยอรมัน เธอยังมีสถานะเป็นคนต่างด้าวท่ีเข้าเมืองถูก กฎหมาย และมสี ทิ ธอิ าศยั ตามกฎหมายคนเขา้ เมอื ง ประเภทคนตา่ งดา้ วซง่ึ เปน็ คสู่ มรสของคนสญั ชาตเิ ยอรมนั เธอพยายามเรยี นภาษาเยอรมัน เพ่อื ท่จี ะใช้สทิ ธิในเยอรมันตามสามีในอนาคต ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล ผ่านกรณีศึกษาจากเร่ืองจรงิ : ว่าดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ

10 ๒. ข้อเท็จจริงท่ีแสดงจุดเกาะเก่ียวระหว่างนางสาวอมิรตาและรัฐอธิปไตย รวมถึง ข้อเทจ็ จริงทกี่ ่อตงั้ สทิ ธใิ นสัญชาติของเธอ โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า นางสาวอมิรตามีข้อเท็จจริงอันเป็น จดุ เกาะเกย่ี วทแ่ี ทจ้ รงิ กบั ประเทศใดบา้ ง ? ถา้ มี ขอ้ เทจ็ จรงิ นนั้ อาจทำาใหไ้ ดร้ บั สญั ชาตขิ องรฐั ทม่ี จี ดุ เกาะเกยี่ ว หรือไม่ ? เพราะเหตุใด ? ๑ โดยพิจารณาแนวปฏิบัติของนานารัฐในเรื่องหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยอำานาจอธิปไตย ของรัฐ บุคคลธรรมดาหรือมนุษย์อาจมีจุดเกาะเกี่ยวอย่างแท้จริงอันอาจทำาให้ได้สัญชาติกับรัฐใดรัฐหน่ึงได้ใน ๒ ช่วงเวลา กล่าวคือ ในขณะที่เกิด บุคคลธรรมดาอาจมีจุดเกาะเกี่ยวท่ีแท้จริงกับรัฐใน ๓ ลักษณะด้วยกัน กล่าวคือ (๑) กบั รฐั เจา้ ของถน่ิ ทเ่ี กดิ ซง่ึ จะนาำ ไปสสู่ ทิ ธใิ นสญั ชาตโิ ดยหลกั ดนิ แดนโดยการเกดิ (๒) กบั รฐั เจา้ ของสญั ชาตขิ อง บดิ า ซึง่ จะนาำ ไปสู่สิทธิในสญั ชาตโิ ดยหลักสบื สายโลหิตจากบิดาโดยการเกิด และ (๓) กบั รฐั เจ้าของสญั ชาติของ มารดา ซ่ึงจะนาำ ไปสสู่ ทิ ธิในสัญชาตโิ ดยหลักสืบสายโลหติ จากมารดาโดยการเกิด ต่อมา ภายหลังการเกิด บุคคลธรรมดาอาจมีจุดเกาะเก่ียวกับรัฐใน ๒ ลักษณะด้วยกัน กล่าวคือ (๑) รัฐเจ้าของสญั ชาตขิ องคู่สมรส ซึง่ จะนำาไปสู่สทิ ธใิ นสัญชาติภายหลังการเกดิ โดยหลกั ครอบครัว และ (๒) รฐั ซึ่งมีความสัมพนั ธ์ทแ่ี ทจ้ รงิ กับบคุ คลธรรมดาโดยขอ้ เท็จจรงิ ภายหลงั การเกิด ซ่งึ มกั จะนำาไปส่สู ิทธิในสัญชาตภิ าย หลงั การเกดิ โดยการแปลงสัญชาติ (Naturalization) กลา่ วคือ (๑) มีภมู ลิ ำาเนาอย่ใู นรัฐเป็นระยะเวลานานพอที่ จะมคี วามกลมกลนื กบั สงั คมของรฐั นน้ั ได้ (๒) มคี รอบครวั เปน็ บคุ คลทม่ี สี ญั ชาตขิ องรฐั นนั้ ได้ (๓) ทาำ คณุ ประโยชน์ ใหก้ บั รัฐนั้น และ (๔) อาศัยอย่ใู นดนิ แดนที่รัฐไดม้ าเปน็ ส่วนหนง่ึ ของอาณาเขตแหง่ รฐั จึงสรุปได้วา่ นางสาวอมริ ตาย่อมมีจุดเกาะเก่ียวอยา่ งแทจ้ ริงกับ ๓ รฐั กลา่ วคือ ในประการแรก นางสาวอมิรตาย่อมมีจุดเกาะเก่ียวอย่างแท้จริงกับประเทศไทยโดยหลักบุคคล ประเภทหลักสืบสายโลหิตจากบิดา ท้ังน้ี เพราะเธอมีบิดาตามข้อเท็จจริงเป็นคนสัญชาติไทยในขณะที่เกิด นอกจากนน้ั จดุ เกาะเกยี่ วดงั กลา่ วยงั มลี กั ษณะเปน็ จดุ เกาะเกย่ี วโดยการเกดิ และเปน็ จดุ เกาะเกยี่ วทแ่ี ทจ้ รงิ กบั รฐั ไทย อนั ทาำ ให้นางสาวอมริ ตาอาจ “ม”ี สิทธิในสัญชาตไิ ทยโดยการเกดิ โดยหลกั สบื สายโลหิตจากบดิ า แต่จะได้ หรอื ไมย่ ่อมขึน้ อยู่กฎหมายของรัฐไทยในขณะทน่ี างสาวอมริ ตามจี ดุ เกาะเก่ียวกบั ประเทศไทย กล่าวคอื ในขณะ ท่เี ธอเกดิ กล่าวคอื พ.ศ. ๒๕๒๗ แต่สถานะคนสญั ชาติไทยจะเกิดขึ้นเมอื่ มกี ารใชส้ ิทธิในสัญชาตไิ ทยโดยบพุ การี ของเขาในขณะที่เธอยังเป็นผู้เยาว์หรือโดยตัวเธอเองในเวลาต่อมา และมีการรับรองสิทธิดังกล่าวโดยหน่วยงาน ของรฐั ไทยทม่ี อี าำ นาจหนา้ ทเ่ี กย่ี วกบั การทะเบยี นบคุ คลของรฐั ไทย ซงึ่ ตามกฎหมายไทย เรยี กวา่ “ทะเบยี นราษฎร” จะเห็นว่า บุพการีของอมิรตามิได้แจ้งการเกิดของอมิรตาในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย อมิรตาจึงไม่ได้รับการ รับรองสถานะคนสัญชาติไทยในขณะท่ีเกิด แต่เธอมาแจ้งการเกิดของเธอย้อนหลังด้วยตัวของเธอเองต่อสำานัก ทะเบยี นอาำ เภอศรสี งครามใน พ.ศ. ๒๕๔๒ - ๒๕๔๔ ซงึ่ รัฐไทยโดยสาำ นกั ทะเบยี นอาำ เภอศรสี งครามกร็ บั รองวา่ อมิรตามีสิทธิในสญั ชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหติ จากบิดา ๑ ข้อสอบในกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ปีการศกึ ษา ๒๕๖๑ ภาคที่ ๒ ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล ผ่านกรณีศกึ ษาจากเร่ืองจริง : วา่ ดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ

11 ในประการสอง นางสาวอมิรตาย่อมมีจุดเกาะเก่ียวอย่างแท้จริงกับประเทศลาวโดยหลักบุคคล ประเภทหลักสืบสายโลหิตจากมารดาและโดยหลักดินแดน ทั้งนี้ เพราะเธอมีมารดา “ท่ีน่าพิสูจน์” สิทธิใน สญั ชาตลิ าวได้ เพราะคณุ แม่วันทาเกดิ ในประเทศลาวจากบุพการที เ่ี กิดในประเทศลาว คุณแมว่ ันทาจึงมีจดุ เกาะ เกย่ี วทแี่ ทจ้ รงิ กบั ประเทศลาว อนั ทาำ ใหอ้ มริ ตามจี ดุ เกาะเกยี่ วทแี่ ทจ้ รงิ กบั ประเทศลาวโดยผา่ นมารดา หากรฐั ลาว ยอมรับรองสิทธิในสัญชาติลาวแก่คุณแม่วันทา ก็จะทำาให้รัฐลาวย่อมรับรองสิทธิในสัญชาติแก่อมิรตาต่อไป นอกจากน้ัน การเกิดในลาวของอมิรตาก็จะทำาใหเ้ ธอมจี ดุ เกาะเกยี่ วที่แท้จรงิ รฐั รฐั ลาวโดยหลักดินแดน อนั นาำ ไป สิทธิในสัญชาติลาวโดยหลักดินแดนโดยการเกิด จะเห็นว่า สิทธิในสัญชาติลาวท้ังโดยหลักสืบสายโลหิตจากลาว และโดยหลักดนิ แดนเป็นสทิ ธใิ นสญั ชาติไทยในขณะทีเ่ กดิ แต่อย่างไรกต็ าม ความเป็นไปไดท้ ี่จะได้มาซ่ึงสิทธินน้ั อาจมเี งอื่ นไขหรอื เงอื่ นเวลาตามกฎหมายของรฐั ลาวในขณะทนี่ างสาวอมริ ตามจี ดุ เกาะเกยี่ วกบั ประเทศลาว กลา่ ว คอื ใน พ.ศ. ๒๕๒๗ และเช่นเดยี วกัน สถานะคนสัญชาติลาวจะเกดิ ขึน้ เมื่อมกี ารใชส้ ิทธิในสัญชาตไิ ทยโดยบพุ การี ของเธอในขณะท่ีเธอยังเป็นผู้เยาว์หรือโดยตัวเธอเองในเวลาต่อมา และมีการรับรองสิทธิดังกล่าวโดยหน่วยงาน ของรฐั ลาวทม่ี อี าำ นาจหนา้ ทเ่ี กยี่ วกบั การทะเบยี นบคุ คลของรฐั ลาว ซง่ึ เปน็ ไปตามกฎหมายลาววา่ ดว้ ยการทะเบยี น ราษฎรเช่นกัน จะเห็นวา่ บพุ การีของอมริ ตามไิ ดแ้ จง้ การเกดิ ของอมริ ตาในทะเบียนราษฎรของรัฐลาว อมิรตาจึง ไม่ไดร้ บั การรบั รองสถานะคนสัญชาตลิ าว ในประการทส่ี าม นางสาวอมริ ตามีจดุ เกาะเกี่ยวอย่างแท้จรงิ ภายหลังการเกดิ กบั ประเทศเยอรมนั โดยหลักครอบครัว ท้งั น้ี เพราะเธอมสี ามที ีช่ อบดว้ ยกฎหมายเป็นคนสัญชาตเิ ยอรมัน จะเห็นว่า จุดเกาะเก่ยี วดัง กลา่ วยงั มลี กั ษณะเปน็ จดุ เกาะเกยี่ วภายหลงั การเกดิ และเปน็ จดุ เกาะเกย่ี วทแ่ี ทจ้ รงิ กบั รฐั เยอรมนั อนั ทาำ ใหน้ างสา วอมริ ตาอาจ “ม”ี สิทธใิ นสญั ชาตเิ ยอรมนั ภายหลงั การเกิดโดยหลักครอบครวั แตใ่ นความเป็นจริง จะได้หรอื ไม่ ยอ่ มขน้ึ อยกู่ ฎหมายของรฐั เยอรมนั ในขณะทอี่ มริ ตามจี ดุ เกาะเกยี่ วกบั ประเทศดงั กลา่ ว กลา่ วคอื ในขณะทอี่ มริ ตา และสามสี ญั ชาตเิ ยอรมนั กอ่ ตงั้ ครอบครวั ดว้ ยกนั แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม สถานะคนสญั ชาตเิ ยอรมนั โดยการสมนจ้ี ะเกดิ ขน้ึ เมอื่ มกี ารใชส้ ทิ ธใิ นสญั ชาตเิ ยอรมนั โดยตวั เจา้ ของสทิ ธเิ อง ซง่ึ อมริ ตาจะไมใ่ ชส้ ทิ ธกิ ไ็ ด้ และมกี ารรบั รองสทิ ธดิ งั กลา่ วโดยหน่วยงานของรฐั เยอรมันทีม่ ีอำานาจหนา้ ทีเ่ ก่ยี วกับการจัดการสทิ ธิในสัญชาติเยอรมัน ในท่ีสุด จะเห็นว่า นางสาวอมิรตาจึงมีจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงจริงโดยการเกิดกับ ๒ รัฐ และมีจุด เกาะเก่ียวภายหลังการเกิด ๑ รัฐ รวมเป็น ๓ รัฐ ซึ่งจุดเกาะเก่ียวทั้งสามอาจนำาไปสู่สิทธิที่จะใช้สัญชาติของ ทั้งสามรัฐ แต่การรับรองการใช้สิทธิดังกล่าวย่อมเป็นไปตามกฎหมายภายในของรัฐเจ้าของสัญชาติทั้งสาม ซึ่ง สถานะคนสัญชาติ (national status) ย่อมเกิดข้ึนเม่ือมีการใช้สิทธิของบุคคลธรรมดาเจ้าของสัญชาติ และจะ ต้องมีการรับรองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติของรัฐเจ้าของสัญชาติอย่างถูกต้องและครบถ้วนตาม ขน้ั ตอนของกฎหมาย มฉิ ะน้นั สญั ชาติท่มี ีประสิทธภิ าพ (Effective Nationality) ย่อมไมอ่ าจเกดิ แก่ผทู้ รงสิทธิ ในสญั ชาตไิ ดเ้ ลย และอาจนาำ ไปสสู่ ภาวะความไรส้ ญั ชาตกิ เ็ ปน็ ไดห้ ากมไิ ดม้ กี ารดาำ เนนิ การใหค้ รบขน้ั ตอนทก่ี าำ หนด ในกฎหมายของรัฐทงั้ สองที่เกย่ี วข้อง ดังทเ่ี ก่ยี วข้ึนแก่อมิรตาในชว่ งเวลาตัง้ แตเ่ กิดจนถึง พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล ผา่ นกรณีศึกษาจากเรื่องจริง : วา่ ด้วยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ

12 ๓. รัฐทมี่ ีสถานะเป็นรฐั เจา้ ของตัวบุคคลของนางสาวอมิรตา โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า รัฐใดบ้างที่มีสถานะเป็นรัฐเจ้าของตัว บุคคลของนางสาวอมิรตา ? เพราะเหตใุ ด? ๒ ประเดน็ ของเรื่อง เป็นคำาถามเพือ่ ให้กาำ หนดตวั รฐั เจ้าของตัวบุคคลของมนษุ ย์/บคุ คลธรรมดา ซ่ึงกค็ ือ เป็นเรือ่ งของการพจิ ารณาสัมพันธภาพระหว่างรัฐอธปิ ไตยและบคุ คลตามกฎหมายเอกชน เราจงึ ตอ้ งมาพิจารณา ว่า รัฐอธิปไตยใดที่มีจุดเกาะเก่ียวที่แท้จริงกับบุคคลธรรมดาตามข้อเท็จจริงอันเป็นโจทย์ อันทำาให้มีสถานะเป็น “รัฐเจา้ ของตวั บคุ คล (Personal State)” ของบคุ คลธรรมดาดงั กลา่ ว โดยหลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ขอ้ เทจ็ จรงิ ทท่ี าำ ใหร้ ฐั อธปิ ไตยรฐั ใดรฐั หนง่ึ มสี ถานะ เป็น “รัฐเจ้าของตัวบุคคล” ของบุคคลธรรมดาคนใด ย่อมเกิดจากสัมพันธภาพระหว่างรัฐอธิปไตยและบุคคล ธรรมดานั้นใน ๓ ลกั ษณะ กล่าวคอื (๑) ความเป็นคนทีม่ สี ถานะเปน็ คนสัญชาติของรฐั น้ัน และ (๒) ความเป็นคน ทม่ี ภี ูมิลาำ เนาตามกฎหมายมหาชนบนดนิ แดนของรฐั น้ัน และ (๓) ความเปน็ คนทม่ี ภี มู ิลาำ เนาตามกฎหมายเอกชน บนดินแดนของรัฐน้ัน เม่ือเราพิจารณาข้อเท็จจริงของนางสาวอมิรตาตามข้อเท็จจริงท่ีให้มา เราก็อาจสรุปได้เป็น ๓ ข้อ วเิ คราะห์ กล่าวคอื ในประการแรก เราอาจสรุปได้อย่างชัดเจนว่า รัฐไทยจึงมีสถานะเป็น “รัฐเจ้าของตัวบุคคล (Personal State)” ของนางสาวอมิรตา ในสถานะรัฐเจ้าของสัญชาติของนางสาวอมิรตา ทั้งน้ี เพราะ นางสาวอมริ ตาได้รับการรบั รองสถานะความเปน็ คนสัญชาตไิ ทยโดยรัฐไทยเทา่ น้นั ดงั จะเหน็ ว่า นางสาวอมริ ตา จงึ ถือเอกสารรบั รองสถานะคนสญั ชาติไทยท่ีออกโดยทางราชการไทยเทา่ นัน้ สำาหรบั รัฐลาวนน้ั แม้ว่า รฐั ดงั กลา่ วอาจจะมสี ถานะเปน็ รัฐเจา้ ของสัญชาตโิ ดยหลักสบื สายโลหิตจาก มารดา เพราะคุณแม่วนั ทามคี วามเป็นไปได้ท่จี ะร้องขอการรบั รองสัญชาตลิ าวโดยการเกิด และโดยหลกั ดินแดน ทัง้ นี้ เพราะอมิรตาเกดิ ในประเทศลาว แต่ด้วยข้อเทจ็ จรงิ ที่วา่ การแจ้งการเกิดของอมริ ตายงั มไิ ดท้ าำ ในทะเบียน ราษฎรของรัฐลาว รัฐดังกล่าวจึงไม่อาจตระหนักรู้ได้ว่า มีนางสาวอมิรตาซึ่งทรงสิทธิในสัญชาติลาวอยู่บนโลกน้ี เมื่อการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรในสถานะคนสัญชาติลาวให้แก่นางสาวอมิรตายัง ไมเ่ กดิ ข้นึ รัฐลาวกจ็ ะไม่อาจเข้าทาำ หนา้ ทร่ี ฐั เจา้ ของตวั บคุ คลของนางสาวอมริ ตาในสถานะรัฐเจา้ ของสญั ชาติ จงึ ไมป่ รากฏมีการออกเอกสารรับรองสถานะบคุ คลใดๆ แก่นางสาวอมิรตา นอกจากน้นั การถือสองสญั ชาติยงั หา้ มตามกฎหมายรัฐธรรมนูญลาว ดงั นน้ั หากอมิรตาจะใชส้ ทิ ธใิ น สัญชาตลิ าว ก็จะต้องสละสัญชาตไิ ทยเสยี กอ่ น ในประการที่สอง จึงกล่าวได้อีกว่า รัฐไทยจึงยังเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคลของนางสาวอมิรตา ใน สถานะรัฐเจ้าของดินแดนอันเป็นภูมิลำาเนาตามกฎหมายมหาชนของนางสาวอมิรตาอีกด้วย ท้ังน้ี เพราะ นางสาวอมริ ตาไดร้ บั การแจง้ การเกิดยอ้ นหลังในทะเบยี นราษฎรของรฐั ไทย และไดร้ ับการบันทกึ รายการสถานะ บคุ คลเพยี งในทะเบยี นราษฎรตามกฎหมายไทย เธอจงึ มชี อื่ ในทะเบยี นบา้ นตามกฎหมายไทยวา่ ดว้ ยการทะเบยี น ราษฎร เธอจึงมีสถานะเป็นคนท่ีมีภูมิลำาเนาตามกฎหมายมหาชนบนดินแดนของรัฐไทย ดังนั้น นอกจากรัฐไทย ๒ ข้อสอบในกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๑ ภาคที่ ๒ ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายดา้ นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ผ่านกรณศี กึ ษาจากเรื่องจรงิ : ว่าด้วยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ

13 จะเป็นรัฐเจ้าของสัญชาติของอมิรตาแล้ว รัฐนี้ยังเป็นรัฐเจ้าของภูมิลำาเนาตามกฎหมายมหาชนของเธอผู้นี้ อกี ด้วย ในส่วนของรัฐเยอรมันหรือรัฐลาวน้ัน หากมีการจดทะเบียนคนอยู่ตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร ของรัฐทง้ั สองนใี้ ห้แก่นางสาวอมริ ตาในทะเบียนบ้านตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรของรัฐทงั้ สอง รฐั ท้งั สองน้ี ก็จะเริ่มต้นมีสถานะเป็นรัฐเจ้าของภูมิลำาเนาตามกฎหมายมหาชนของนางสาวอมิรตา แต่เมื่อยังไม่มีการกระทำา ดังกล่าว ในปัจจุบัน รัฐท้ังสองก็ยังไม่มีสถานะเป็นรัฐเจ้าของภูมิลำาเนาตามกฎหมายมหาชนของนางสาวอมิรตา แต่อย่างใด ในประการท่ีสาม รัฐเยอรมันได้เข้ามาเป็นรัฐเจ้าของภูมิลำาเนาตามกฎหมายเอกชนของนางสาว อมริ ตาแทนรฐั ไทย ต้งั แต่ พ.ศ. ๒๕๖๐ ทงั้ นี้ เพราะเธอมเี จตนาท่ีจะอพยพไปอาศยั อยู่กับสามสี ัญชาติเยอรมนั ในประเทศเยอรมัน โดยมเี จตนาทจ่ี ะละท้ิงบ้านเดมิ ในอาำ เภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ประเทศไทย ซ่งึ เปน็ ภูมิลาำ เนา “เดิม” ตามกฎหมายเอกชน ที่มอี ยใู่ นขณะเยาว์วยั ตามคุณพอ่ บญุ ธรรม ผูเ้ ป็นบดิ า และนับแต่บรรลุ นิติภาวะ ตง้ั แต่ พ.ศ. ๒๕๔๗ เราจึงฟังได้ว่า ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๖๐ นางสาวอมิรตาย่อมมีภูมิลำาเนาตามกฎหมายเอกชนในประเทศ เยอรมัน ซ่ึงเป็นถิ่นที่อยู่กินฉันสามีภริยากับสามีสัญชาติเยอรมัน เม่ือเธอเข้ามาอาศัยอยู่จริงในบ้านในประเทศ เยอรมนั ตามเจตนา สว่ นรฐั ไทยนนั้ จงึ มสี ถานะเปน็ รฐั เจา้ ของสญั ชาติ และรฐั เจา้ ของภมู ลิ าำ เนาตามกฎหมายมหาชน ของนางสาวอมิรตา ส่วนรัฐลาวน้ัน ไม่ปรากฏมีสัมพันธภาพทางภูมิลำาเนากับนางสาวอมิรตาท้ังตามกฎหมาย มหาชนและตามกฎหมายเอกชน โดยสรุป จึงมี ๒ รัฐอธิปไตยบนโลกน้ีท่ีมีสถานะเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคลของนางสาวอมิรตา กล่าวคือ (๑) รัฐไทย ซึ่งทำาหน้าที่เป็นทั้งรัฐเจ้าของสัญชาติของนางสาวอมิรตา และรัฐเจ้าของภูมิลำาเนา ตามกฎหมายมหาชนของนางสาวอมิรตา และ (๒) รัฐเยอรมัน ซ่ึงทำาหน้าที่เป็นรัฐเจ้าของภูมิลำาเนาตาม กฎหมายเอกชนของนางสาวอมริ ตา จะเหน็ ว่า ด้วยว่า นางสาวอมริ ตาเป็นมนษุ ย์/บคุ คลธรรมดา/บุคคลตามธรรมชาติ ซงึ่ มีจุดเกาะเก่ียว ที่แท้จริงโดยการเกิดกับ ๓ รัฐอธิปไตยพร้อมๆ กัน แต่นางสาวอมิรตาก็ได้ใช้เสรีภาพท่ีจะขอการรับรองสิทธิใน สถานะบคุ คลตามกฎหมาย “เพยี ง” จากสองรฐั ทม่ี จี ดุ เกาะเกยี่ วทแี่ ทจ้ รงิ กบั ตนแลว้ ดงั นน้ั เธอจงึ ไดร้ บั การรบั รอง สถานะบคุ คลตามกฎหมายในสถานการณ์ทเ่ี ธอเลือกเองภายใตอ้ าำ นาจอธปิ ไตยของ ๒ รัฐพรอ้ มๆ กัน รฐั ทั้งสอง จงึ มโี อกาส “ร่วมกนั ” ทำาหนา้ ที่สง่ เสรมิ และคุ้มครองนางสาวอมิรตา ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ผ่านกรณีศึกษาจากเร่ืองจรงิ : ว่าด้วยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ

14 ๔. กฎหมายเพอ่ื กาำ หนดสิทธใิ นสัญชาติไทยของนางสาวอมิรตา โดยหลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ถามวา่ จะตอ้ งใชก้ ฎหมายอะไรบา้ งเพอ่ื กาำ หนด สทิ ธิในสญั ชาติไทยของนางสาวอมิรตา ? เพราะเหตใุ ด ? ๓ ประเดน็ ของเร่อื งเป็นคาำ ถามเพอ่ื ให้กำาหนดสทิ ธใิ นสญั ชาติไทยของมนษุ ย/์ บคุ คลธรรมดา จึงเปน็ เรื่อง ของการพิจารณาสัมพันธภาพระหว่างรัฐอธิปไตยและบุคคลตามกฎหมายเอกชน เป็นกรณีของนิติสัมพันธ์ของ เอกชนตามกฎหมายมหาชนภายใตก้ ฎหมายระหว่างประเทศ จึงเป็นเรอื่ งของกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดี บุคคล โดยหลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล สทิ ธใิ นสญั ชาตขิ องมนษุ ย/์ บคุ คลธรรมดา ยอ่ มเปน็ ไปตามกฎหมายมหาชนภายในของรฐั เจา้ ของสญั ชาติ ทั้งน้ี เวน้ แต่จะมีการกำาหนดเปน็ อย่างอื่น โดยทางปฏิบตั ขิ องนานารฐั รฐั มกั ยอมรบั รองสทิ ธใิ นสัญชาตขิ องตนใหแ้ กม่ นษุ ยท์ มี่ จี ดุ เกาะเกย่ี วท่ีแท้ จรงิ กับตน ซ่ึงอาจจะเป็นจุดเกาะเก่ียวโดยการเกดิ หรอื เปน็ จุดเกาะเกย่ี วภายหลังการเกิด และหลกั คิดที่นานารัฐ มักใช้ในการกาำ หนดสัญชาตไิ ทย กค็ อื (๑) หลักบคุ คล (Personal Principle) และ (๒) หลกั ดินแดน (Territorial Principle) โดยพิจารณาหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลและทางปฏิบัติของนานารัฐ เพ่ือกำาหนด สิทธิในสัญชาติไทยของนางสาวอมิรตา เราจึงต้องเริ่มต้นพิจารณาจากกฎหมายไทยว่าด้วยสัญชาติไทยที่มีผลใน ขณะทน่ี างสาวอมิรตาเกิด อนั ได้แก่ พ.ร.บ. สญั ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซง่ึ แก้ไขและเพิ่มเตมิ โดย ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบบั ท่ี ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ท้งั นี้ เพราะเปน็ กฎหมายสัญชาตไิ ทยลายลักษณอ์ กั ษรท่มี ีผลใน นางสาวอมิรตาเกดิ กล่าวคอื ในวันที่ ๕ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๕๒๗ เราพบว่า หลกั กฎหมายไทยว่าด้วยสทิ ธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดดังปรากฏในกฎหมายไทยลาย ลักษณ์อักษรว่าด้วยสัญชาติไทยดังกล่าว บุคคลย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดในสถานการณ์ท่ัวไป หากมขี ้อเทจ็ จรงิ ทแี่ ทจ้ รงิ กับประเทศไทยใน ๔ ประการอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ดังต่อไปนี้ ในประการแรก จะต้องเป็นบุคคลที่เกิดจากบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นคนสัญชาติไทย ท้ังน้ี เปน็ ไปตามมาตรา ๗ (๑) แหง่ พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ แต่ในกรณที ่ีมบี ิดาตามขอ้ เทจ็ จริงเปน็ คนสัญชาติไทย นนั้ บตุ รจะไมไ่ ดร้ บั การรบั รองจากแนวคาำ พพิ ากษาของศาลฎกี าวา่ มสี ทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยจากบดิ า แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม บุตรในสถานการณ์น้ีจะกลับมีสิทธิในสัญชาติไทยจากบิดาตามข้อเท็จจริงโดยผลอัตโนมัติของมาตรา ๒๑ แห่ง พ.ร.บ.สญั ชาติ (ฉบบั ท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ จะเหน็ วา่ สัญชาตไิ ทยในสถานการณ์นีจ้ งึ เรยี กกนั วา่ “สัญชาติไทย โดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหติ จากบดิ า” ในประการทส่ี อง จะต้องเป็นบุคคลท่ีเกิดนอกประเทศไทย จากมารดาซ่ึงเปน็ คนสัญชาติไทย โดย ไมป่ รากฏบดิ าที่ชอบดว้ ยกฎหมาย หรอื บิดาท่ชี อบด้วยกฎหมายไม่มีสญั ชาติ ทงั้ นี้ เปน็ ไปตาม มาตรา ๗ (๒) แหง่ พ.ร.บ. สญั ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ แตใ่ นกรณีที่มีบตุ รเกิดในประเทศไทย หรือเกดิ นอกประเทศไทยโดยมีบดิ าที่ ชอบดว้ ยกฎหมายเปน็ คนตา่ งดา้ ว บตุ รจะไมไ่ ดร้ บั การรบั รองวา่ มสี ทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยจากมารดา แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม บตุ รในสถานการณน์ ้จี ะกลบั มสี ทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยจากมารดาโดยผลอัตโนมตั ขิ องมาตรา ๑๐ แหง่ พ.ร.บ. สัญชาติ ๓ ข้อสอบในกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ปีการศกึ ษา ๒๕๖๑ ภาคท่ี ๒ ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี ุคคล ผา่ นกรณีศึกษาจากเรือ่ งจรงิ : วา่ ดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสัญชาติ

15 (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ จะเห็นวา่ สัญชาติไทยในสถานการณ์นจี้ ึงเรยี กกันวา่ “สัญชาตไิ ทยโดยการเกิดโดย หลักสืบสายโลหิตจากมารดา” ในประการท่ีสาม จะตอ้ งเป็นบุคคลที่เกิดในประเทศไทย โดยบพุ การเี ป็นคนทม่ี สี ทิ ธอิ าศัย ในไทยอย่างถาวร ซึ่งเป็นไปได้ใน ๔ สถานการณ์ กล่าวคือ (๑) บดิ าท่ชี อบดว้ ยกฎหมายเป็นคนสญั ชาติไทยใน ขณะทบี่ ุตรเกดิ หรอื (๒) มารดาเปน็ คนสญั ชาตไิ ทยในขณะทบี่ ตุ รเกดิ โดยไมป่ รากฏบดิ าทชี่ อบดว้ ยกฎหมาย หรอื (๓) บิดาทช่ี อบด้วยกฎหมายเป็นคนต่างด้าวทมี่ สี ทิ ธิอาศยั ถาวรในประเทศไทย หรอื (๓) มารดาเป็นคนตา่ งด้าวที่ มีสทิ ธอิ าศัยถาวรในประเทศไทยโดยไม่ปรากฏบิดาท่ีชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนั้น หากบุพการที ั้งสองเปน็ คน ตา่ งดา้ ว ฝา่ ยใดฝา่ ยหนง่ึ จะตอ้ งไมเ่ ปน็ บคุ คลทมี่ เี อกสทิ ธแ์ิ ละความคมุ้ กนั ตามกฎหมายระหวา่ งประเทศ ทง้ั นี้ เปน็ ไปตาม มาตรา ๗ (๓) แห่ง พ.ร.บ.สญั ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ โดยไม่ตกอยภู่ ายใต้ ข้อ ๒ แหง่ ประกาศคณะปฏิวัติฉบับ ท่ี ๓๓๗ ลงวนั ท่ี ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ และมาตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ. สญั ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ จะเหน็ ว่า สญั ชาติ ไทยในสถานการณ์นี้จึงเรียกกันว่า “สัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดนโดยผลของกฎหมาย” หรือ “สัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดนแบบไมม่ ีเงอื่ นไข” ในประการทสี่ แ่ี ละเปน็ ประการสดุ ทา้ ย จะตอ้ งเปน็ บคุ คลทเ่ี กดิ ในประเทศไทย โดยบดิ าและมารดา เปน็ คนตา่ งด้าวท่ีเขา้ มาในประเทศไทยในลกั ษณะไมถ่ าวร แต่มคี ำาสง่ั ของรฐั มนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทย อนญุ าตใหใ้ ชส้ ญั ชาตไิ ทยน้ี นอกจากนนั้ โดยบพุ การตี า่ งดา้ วฝา่ ยใดฝา่ ยหนงึ่ จะตอ้ งไมเ่ ปน็ บคุ คลทม่ี เี อกสทิ ธแ์ิ ละ ความคมุ้ กนั ตามกฎหมายระหวา่ งประเทศ อกี เชน่ กนั ทงั้ นี้ เปน็ ไปตาม มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ แหง่ พ.ร.บ. สญั ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซ่ึงแก้ไขและเพ่ิมเตมิ โดย พ.ร.บ. สญั ชาติ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยไม่ตกอยภู่ ายใต้มาตรา ๘ แหง่ พ.ร.บ. สญั ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ฉบับดั้งเดิม จะเหน็ ว่า สญั ชาติไทยในสถานการณ์น้ีจึงเรยี กกันวา่ “สัญชาติ ไทยโดยการเกิดโดยหลกั ดินแดนแบบมเี งอ่ื นไข” โดยพจิ ารณาข้อเทจ็ จรงิ ของนางสาวอมริ ตาแล้ว เราอาจวิเคราะหไ์ ด้ดังตอ่ ไปน้ี ในประการแรก เราจะเหน็ วา่ เมอื่ อมิรตามบี ิดาตามขอ้ เท็จจริงเป็นคนสญั ชาติไทยในทะเบียนราษฎร ของรัฐไทยในขณะที่เกิด เธอจึงไม่อาจได้รับการรับรองสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดา ต้ังแต่ เกดิ กล่าวคือ ตัง้ แตว่ ันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๗ จนถงึ วนั ท่ี ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ทั้งนี้ เพราะไมม่ ี ข้อเทจ็ จรงิ ครบองค์ประกอบของมาตรา ๗ (๑) แหง่ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ดังกลา่ วขา้ งตน้ แต่จะมสี ิทธิ ในสญั ชาตไิ ทยโดยการเกิดโดยหลกั สบื สายโลหติ จากบดิ า ต้ังแตว่ ันที่ ๒๘ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยผลของ มาตรา ๒๑ แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ ดงั กล่าวข้างตน้ ดงั นัน้ ในประการท่ีสอง อมิรตาไมอ่ าจได้รับการรบั รองสทิ ธิในสญั ชาตไิ ทยโดยหลักสบื สายโลหติ จากมารดา ทั้งน้ี เพราะมารดาเปน็ คนไมม่ ีสัญชาตไิ ทย ในประการท่ีสาม อมิรตาไม่อาจได้รับการรับรองสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน ท้ังนี้ เพราะ อมริ ตาไม่ได้เกดิ ในประเทศไทย เมอื่ ยอ้ นกลบั มาวเิ คราะหห์ ลกั กฎหมายสญั ชาตดิ งั กลา่ วตอ่ ขอ้ เทจ็ จรงิ ของนางสาวอมริ ตา เราอาจ มีขอ้ สงั เกตได้ ๒ ประการ กล่าวคือ ในประการแรก หากพิจารณาข้อกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิในสัญชาติ อมิรตาย่อม นา่ จะมีสทิ ธใิ นสัญชาติไทยโดยหลกั สืบสายโลหิตจากบดิ า ท้ังนี้ เพราะคุณพ่อบญุ ธรรม บิดาของอมิรตา เปน็ ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ผา่ นกรณศี ึกษาจากเรือ่ งจริง : วา่ ด้วยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ

16 คนสญั ชาตใิ นทะเบยี นราษฎรไทย แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม หากพจิ ารณาวา่ รฐั ไทยยอ่ มมอี าำ นาจอธปิ ไตยในทางนติ บิ ญั ญตั ิ ท่ีจะรับรองสิทธิในสัญชาติไทยนี้แก่อมิรตาหรือไม่ ก็ได้ รัฐไทยก็จะเพิกเฉยต่อความเป็นต่างด้าวของบุตรตาม ข้อเท็จจริงของบิดาสัญชาติไทย แต่หากพิจารณาด้วยหลักสิทธิมนุษยชน ดังข้อ ๑๕ แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วย สทิ ธมิ นษุ ยชน ค.ศ. ๑๙๔๘ / พ.ศ. ๒๔๙๑ รฐั ไทยก็จะต้องพยายามปรับกฎหมายภายในให้สามารถรับรองสทิ ธิ ในสญั ชาตไิ ทยโดยหลกั สบื สายโลหติ จากบดิ าแกบ่ ตุ รของบดิ าสญั ชาตไิ ทย ซง่ึ ไมไ่ ดจ้ ดทะเบยี นสมรสตามกฎหมาย กบั มารดาของบตุ ร เราคงตระหนกั วา่ รฐั ไทยเองกย็ อมรบั ในแนวคดิ วา่ ดว้ ยสทิ ธมิ นษุ ยชนน้ี จงึ ไดม้ กี ารรบั รองสทิ ธิ ในสญั ชาตไิ ทยจากบิดาแกบ่ ตุ รตามขอ้ เทจ็ จริงในการปฏริ ูปกฎหมายสัญชาตใิ น พ.ศ. ๒๕๕๑ โดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ ในประการทส่ี อง ก่อนการปฏิรูปกฎหมายสัญชาติใน พ.ศ. ๒๕๕๑ อมติ ราย่อมไม่มสี ทิ ธใิ นสญั ชาติ ไทยโดยหลกั สืบสายโลหติ จากบิดา กล่าวคือ ต้งั แตว่ นั ที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๗ ซ่งึ เปน็ วนั เกิดของเธอ จนถึงวันท่ ี ๒๗ กมุ ภาพนั ธ ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ทงั้ นี้ เพราะศาลฎีกาตคี วามคาำ ว่า “บดิ า” ทอี่ าจสบื ทอดสญั ชาตไิ ทย ของตนแก่บุตรได้ จะต้องเป็นบิดาท่ีชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม กรมการปกครอง ซ่ึงทำาหน้าท่ี นายทะเบียนกลางตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ถือว่า บุตรของบิดาสัญชาติไทยทุกคนย่อม สืบทอดสัญชาติไทยของตนแก่บุตรได้ จึงมีบางสำานักทะเบียนราษฎรท่ีถือตามการตีความของกรมการปกครอง และอำาเภอศรีสงครามก็ถือตามกรมการปกครอง จึงเป็นเหตุให้อมิรตาและรัตนชัย น้องชาย ได้รับการบันทึก ในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยในสถานะคนสัญชาติไทยใน พ.ศ. ๒๕๔๔ แต่ด้วยการตีความของฝ่ายตุลาการ ของรัฐย่อมมีผลเหนือการตีความของฝ่ายบรหิ ารของรฐั จึงสรุปได้ว่า การถือสิทธิในสญั ชาตไิ ทยของอมริ ตาและ รตั นชยั ในช่วง พ.ศ. ๒๕๔๔ จนถึงวันท่ี ๒๗ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ จึงเปน็ ไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ในประการทีส่ าม ต้งั แตก่ ารปฏริ ูปกฎหมายสัญชาตใิ น พ.ศ. ๒๕๕๑ อมติ ราย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทย โดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดาโดยการเกิดโดยผลของกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ กล่าวคือ มาตรา ๒๑ แห่ง พ.ร.บ. สญั ชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ ตัง้ แต่วันท่ี ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ จนถึงปัจจบุ ัน ดงั นน้ั การถอื สทิ ธิในสญั ชาติไทยของอมริ ตาและรตั นชัยต้ังแต่วันท่ี ๒๘ กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ จนถึงปจั จบุ ัน จงึ เปน็ ไปโดย ชอบดว้ ยกฎหมาย เพราะการตคี วามของฝา่ ยตลุ าการของรฐั ทป่ี ฏเิ สธสทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยจากบดิ าของบตุ รตามขอ้ เทจ็ จรงิ ของบดิ าสญั ชาตไิ ทยยอ่ มสนิ้ สดุ เมอ่ื ฝา่ ยนติ บิ ญั ญตั ขิ องรฐั ประกาศยอมรบั รองสทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยจากบดิ า ของบตุ รตามข้อเทจ็ จริงของบิดาสัญชาตไิ ทย จะเห็นวา่ กรณขี องนางสาวอมิรตาจึงเป็นตวั อยา่ งของการจัดการสิทธิในสญั ชาตไิ ทยของบตุ รตามขอ้ เท็จจริงของบิดาสัญชาติไทยในช่วงเวลาก่อนการปฏิรูปกฎหมายสัญชาติไทยว่าด้วยสิทธิในสัญชาติไทยจากบิดา ของบุตรตามข้อเท็จจริงของบดิ าสญั ชาตไิ ทย และดว้ ยปญั หาของระบบการจดทะเบียนคนเกิดในรฐั ต่างประเทศ ดังประเทศสาธารณรัฐประชาชนลาวที่ยังไม่สมบูรณ์ บุตรตามข้อเท็จจริงของบิดาสัญชาติไทยจึงตกเป็นคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ อันนำาไปสู่ทุกขภาวะแก่คนท่ีมีจุดเกาะเกี่ยวท่ีแท้จริงกับรัฐไทย เร่ืองราวในลักษณะนี้จึงทำาให้ฝ่าย นิติบัญญัติของรัฐไทยใน พ.ศ. ๒๕๕๑ ปรับแนวคดิ เพ่ือรบั รองสทิ ธิในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดา เพ่ือบตุ รของบิดาสญั ชาติไทยทกุ คน ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกประเทศไทย หรอื ไมว่ ่าบดิ าจะจดทะเบียนสมรสตาม กฎหมายกับมารดาของบตุ รหรือไมก่ ต็ าม ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ผา่ นกรณีศกึ ษาจากเรือ่ งจรงิ : ว่าดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสัญชาติ

17 ๕. สทิ ธใิ นสถานะราษฎรไทยของนางสาวอมริ ตา และผลของการอพยพไปอาศยั อยกู่ บั สามใี นประเทศเยอรมนั ตามกฎหมายไทยวา่ ด้วยการทะเบียนราษฎร โดยหลกั กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี คุ คล ถามว่า นางสาวอมริ ตามสี ิทธิในสถานะราษฎร ไทยหรอื ไม่ ? เพราะเหตุใด ? การอพยพไปอาศัยอยูก่ ับสามใี นประเทศเยอรมันจะทำาใหเ้ สียสถานะดังกลา่ ว หรอื ไม่ ? เพราะเหตุใด ? ๔ โดยหลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล นติ สิ มั พนั ธต์ ามกฎหมายมหาชนทมี่ ลี กั ษณะระหวา่ ง ประเทศ ย่อมตกอยภู่ ายใต้กฎหมายมหาชนภายในของรฐั คูก่ รณี เว้นแตจ่ ะมกี ารกาำ หนดเป็นอยา่ งอนื่ จะเห็นวา่ ปัญหาสถานะความเป็นราษฎรไทยเป็นเรื่องตามกฎหมายมหาชน ดังนั้น ปัญหาน้ีย่อมตกอยู่ภายใต้กฎหมาย มหาชนภายในของรัฐคกู่ รณี ซ่งึ กค็ ือ กฎหมายวา่ ด้วยการทะเบียนราษฎรของประเทศไทย อนั ได้แก่ พ.ร.บ. การ ทะเบยี นราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถกู แกไ้ ขและเพ่มิ เตมิ โดย พ.ร.บ. การทะเบยี นราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยหลักกฎหมายการทะเบยี นราษฎรซงึ่ พัฒนาในรฐั ไทย ราษฎรไทยมีอยู่ ๔ ลกั ษณะใหญ่ กล่าวคือ (๑) คนที่มีสิทธิอาศยั ถาวรในประเทศไทย (๒) คนท่ีมสี ทิ ธิอาศัยช่ัวคราวในประเทศไทย (๓) คนท่ไี ม่มีสทิ ธิอาศยั แต่มีเหตุอันไม่ควรส่งออกนอกประเทศไทยเพราะเป็นแรงงานไร้ฝีมือเมียนมาลาวกัมพูชาท่ีอาสาทำางานในอาชีพ ท่ีขาดแคลนในตลาดแรงงานไทย และ (๔) คนท่ไี ม่มสี ิทธอิ าศยั แตม่ เี หตุอันไม่ควรสง่ ออกนอกประเทศไทยเพราะ เปน็ บุคคลทไ่ี มม่ ีสถานะทางทะเบยี น จะเห็นว่า เมื่ออมิรตาได้รับการรับรองสิทธิในสัญชาติไทย เธอจึงมีสิทธิอาศัยถาวรตามกฎหมาย รฐั ธรรมนูญ ซง่ึ ในปจั จุบัน ก็คือ มาตรา ๓๙ วรรคแรก แห่ง รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งบัญญัติว่า “การเนรเทศบุคคลสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือห้ามมิให้ผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาใน ราชอาณาจกั ร จะกระทาำ มไิ ด้” ดังน้ัน เธอจึงมสี ทิ ธใิ นการรับรองสถานะบคุ คลตามกฎหมายการทะเบยี นราษฎร ในสถานะคนสญั ชาติไทยในทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร. ๑๔) ทงั้ น้ี เปน็ ไปตามมาตรา ๓๖ วรรคแรก แหง่ พ.ร.บ. การทะเบยี นราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ ซง่ึ ถกู แกไ้ ขและเพม่ิ เตมิ โดย พ.ร.บ. การทะเบยี นราษฎร (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ ซง่ึ บญั ญตั วิ า่ “ใหน้ ายทะเบยี นอาำ เภอหรอื นายทะเบยี นทอ้ งถน่ิ จดั ทาำ ทะเบยี นบา้ นไวท้ กุ บา้ น สาำ หรบั ผู้มสี ัญชาตไิ ทยและคนซง่ึ ไม่มีสญั ชาติไทยแต่มีถนิ่ ท่ีอย่ใู นราชอาณาจักร” เราจะเห็นว่า อมิรตาถูกบันทึกใน ท.ร. ๑๔ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยอำาเภอศรสี งคราม เธอจึงมสี ถานะ เปน็ ราษฎรไทยตง้ั แต่ พ.ศ. ๒๕๔๔ เปน็ ต้นมา กลา่ วคอื ตั้งแต่เธอไดร้ บั การรบั รองสทิ ธิในสถานะคนสญั ชาตไิ ทย น้ันเอง และแม้เธอจะอาศัยอยู่จริงในเยอรมัน เธอก็ยังถูกสันนิษฐานว่า มีภูมิลำาเนาตามกฎหมายมหาชนใน ประเทศไทย ท้ังนี้ เพราะมาตรา ๒๙ แห่ง พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ ซ่ึงถูกแก้ไขและเพิ่มเติม โดย พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ “ผูใ้ ดมีชอ่ื อยูใ่ นทะเบยี นบา้ นใด ให้สนั นิษฐานไวก้ ่อน วา่ ผนู้ ้ันอยแู่ ละมีภมู ิลำาเนาอยู่ ณ ที่น้นั ” โดยสรุป นางสาวอมิรตาจึงมีสถานะเป็นราษฎรไทย ซึ่งยังมีภูมิลำาเนาตามกฎหมายมหาชนอยู่ใน ประเทศไทย ณ อำาเภอศรสี งคราม จังหวัดนครพนม ประเทศไทย แต่มีภูมิลำาเนาตามกฎหมายเอกชนอยูใ่ นเมือง มิวนคิ แคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมนั ๔ ข้อสอบในกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ปีการศึกษา ๒๕๖๑ ภาคที่ ๒ ข้อกฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี ุคคล ผ่านกรณีศกึ ษาจากเรือ่ งจริง : วา่ ดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ

18 ๖. สทิ ธิในเสรภี าพของนางสาวอมริ ตาทจี่ ะทำางานในประเทศเยอรมัน โดยหลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล นางสาวอมริ ตาจะมสี ทิ ธใิ นเสรภี าพทจี่ ะทาำ งาน ในประเทศเยอรมันมากน้อยเพียงใด ? เพราะเหตุใด ? ๕ กรณตี ามขอ้ เทจ็ จรงิ เปน็ เรอื่ งตามกฎหมายมหาชน เพราะวา่ เปน็ นติ สิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งรฐั เจา้ ของดนิ แดน ทน่ี างสาวอมิรตาผู้รอ้ งขอเข้าทาำ งาน กลา่ วคือ รฐั เยอรมัน และเอกชนทีร่ อ้ งขอสทิ ธิในทาำ งาน กล่าวคือ นางสาว อมิรตาซ่ึงเป็นบุคคลธรรมดาท่ีถือสัญชาติไทย ดังน้ัน เรื่องราวที่พิจารณาจึงจัดเป็นนิติสัมพันธ์ของเอกชนตาม กฎหมายมหาชนทีม่ ลี ักษณะระหว่างประเทศ อนั ทำาให้ตกอยภู่ ายใต้กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คลว่า ดว้ ยการเลอื กกฎหมาย โดยหลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คลวา่ ดว้ ยการเลอื กกฎหมาย ปญั หาสทิ ธใิ นการทาำ งาน ย่อมเป็นปัญหาตามกฎหมายมหาชน จึงต้องใช้กฎหมายมหาชนภายในของรัฐคู่กรณี อันได้แก่ กฎหมายของรัฐ เจ้าของดินแดน เวน้ แต่จะมีการกาำ หนดเป็นอย่างอนื่ เม่ือนางสาวอมิรตามีสถานะเป็นคนต่างด้าวในประเทศเยอรมัน ก็จะต้องนำาเอากฎหมายเยอรมันว่า ด้วยการทำางานของคนต่างด้าวมาใช้กำาหนดสิทธิในการทำางานในประเทศเยอรมันของนางสาวอมิรตา เว้นแต่จะ มกี ารกาำ หนดเป็นอย่างอื่น อาทิ มคี วามตกลงระหวา่ งประเทศไทยและประเทศเยอรมันเปน็ อย่างอน่ื นอกจากนัน้ เราคงตระหนักได้วา่ สทิ ธิในการทาำ งานของมนษุ ย์จัดเป็นสิทธใิ นการประกอบอาชพี ซึ่ง เปน็ สทิ ธมิ นษุ ยชน เปน็ ไปไมไ่ ดท้ จี่ ะหา้ มมนษุ ยป์ ระกอบอาชพี เพราะเรอ่ื งของอาชพี เปน็ เรอื่ งของการทาำ มาหากนิ เพ่ือยังชีพ ดังจะเห็นว่า ปรากฏมีการรับรองสิทธิในการทำางานของมนุษย์ในสถานะสิทธิมนุษยชน ดังปรากฏ ตามขอ้ ๒๓ (๑)๖ แหง่ ปฏญิ ญาสากลวา่ ดว้ ยสทิ ธมิ นษุ ยชน ค.ศ. ๑๙๔๘ / พ.ศ. ๒๔๙๑ ถา้ เปน็ คนสญั ชาติ เสรภี าพ ในการเลือกอาชีพเพ่ือทำางานย่อมไม่อาจถูกจำากัด ในขณะท่ีคนต่างด้าวย่อมถูกจำากัดเสรีภาพที่จะเลือกอาชีพ เพอื่ ทำางานได้ นั่นกค็ ือ อาชีพทีค่ นต่างดา้ วย่อมเลอื กทาำ น้นั จะต้องไมม่ ลี กั ษณะท่ไี มข่ ดั ต่อความสงบเรียบรอ้ ยและ ศีลธรรมอันดีของรัฐเจ้าของดินแดน กล่าวคือ ไม่แย่งอาชีพคนสัญชาติของรัฐเจ้าของดินแดน ดังน้ัน โดยท่ัวไป คนตา่ งดา้ วยอ่ มจะตอ้ งมหี นา้ ทตี่ อ้ งรอ้ งขอใบอนญุ าตทาำ งานตามกฎหมายของรฐั เจา้ ของดนิ แดนวา่ ดว้ ยการทาำ งาน ของคนต่างดา้ ว ดังนัน้ นางสาวอมิรตายอ่ มถูกจำากดั สทิ ธใิ นเสรีภาพท่ีจะทำางานในประเทศเยอรมนั โดยการตอ้ งขอรับ ใบอนญุ าตทาำ งาน (Work Permit) กอ่ นเขา้ ทาำ งานตามสญั ญาจา้ งงาน เพราะเธอมสี ถานะเปน็ คนตา่ งดา้ วในประเทศ เยอรมัน แม้เธอจะมีสามีเป็นคนสัญชาติเยอรมัน และอยู่ในข้ันตอนท่ีกำาลังจะร้องขอแปลงสัญชาติเป็นเยอรมัน ตามสามี และจะทาำ งานได้ในสาขาอาชีพทีก่ ฎหมายของประเทศเยอรมนั ซึง่ เป็นรัฐเจ้าของดนิ แดนอนุญาต จงึ สรปุ ไดว้ ่า นางสาวอมริ ตามสี ิทธเิ สรีภาพ “ระดบั หนึง่ ” ทจ่ี ะทำางานในประเทศเยอรมัน แต่ต้องได้ รับอนุญาตเสียกอ่ นกฎหมายเยอรมนั ว่าดว้ ยการทาำ งานของคนต่างดา้ ว แตเ่ ม่อื เธอได้รบั อนุญาตให้แปลงสัญชาติ เปน็ เยอรมันแลว้ เธอกจ็ ะมีเสรีภาพทีจ่ ะทำางานโดยไมต่ อ้ งขอรับใบอนุญาตทาำ งานก่อนการเข้าทาำ งาน ๕ ข้อสอบในกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๑ ภาคท่ี ๒ ๖ ซง่ึ บญั ญัติว่า “บุคคลมสี ิทธทิ ี่จะทำางาน, ทีจ่ ะเลอื กงานอยา่ งเสรี, ทีจ่ ะมีสภาวะการทาำ งานทยี่ ุตธิ รรมและพอใจ และทจ่ี ะได้ รับความคุ้มครองจากการว่างงาน. (Everyone has the right to work, to free choice of employment, to just and favourable conditions of work and to protection against unemployment.)” ข้อกฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล ผ่านกรณีศกึ ษาจากเรอ่ื งจรงิ : วา่ ด้วยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ

19 ๗. กฎหมายเพอ่ื กำาหนดสมั พนั ธภาพอันไมเ่ กีย่ วกับทรัพยส์ นิ ระหว่าง นางสาวอมริ ตา และสามีสัญชาติเยอรมัน โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดี บคุ คล ถามวา่ หากมกี ารกลา่ วอา้ งในประเทศไทย จะตอ้ งใชก้ ฎหมายของประเทศใดบา้ งกาำ หนดสมั พนั ธภาพ อนั ไมเ่ ก่ียวกบั ทรัพย์สนิ ระหว่าง นางสาวอมริ ตา และสามสี ญั ชาติเยอรมนั ? เพราะเหตใุ ด ? ๗ โดยหลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล จะเหน็ วา่ ปญั หาสมั พนั ธภาพอนั ไมเ่ กย่ี วกบั ทรพั ยส์ นิ จัดเปน็ เรอ่ื งตามกฎหมายเอกชน และเม่อื เป็นเรื่องระหว่างหญิงสัญชาตไิ ทยและชายสญั ชาตเิ ยอรมนั จึงเป็นเรอ่ื ง ของนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนท่ีมีลักษณะระหว่างประเทศ กล่าวคือ ระหว่างประเทศไทยและประเทศ เยอรมัน กรณีก็จะต้องเริ่มต้นพิจารณากรณีภายใต้กฎหมายขัดกันของรัฐที่มีการกล่าวอ้างนิติสัมพันธ์ ซึ่งหาก เปน็ การกลา่ วอา้ งสมั พันธภาพในประเทศไทย กจ็ ะตอ้ งใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกนั แห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ นอกจากน้ัน เราจะต้องตระหนักว่า แม้ไม่มีกฎหมายขัดกันโลกในความเป็นจริง แต่ก็ปรากฏมีหลัก กฎหมายขัดกันสากลที่ชี้ให้ใช้ “กฎหมายของรัฐเจ้าของตัวบุคคลของสามีตามกฎหมาย” แต่อย่างไรก็ตาม ขอใหส้ ังเกตวา่ คาำ ว่า “รัฐเจา้ ของตัวบคุ คล” มีความหมายถงึ “รฐั เจ้าของสัญชาติของบุคคล” ในระบบกฎหมาย ขัดกนั แบบ Civil Law ในขณะท่ี “รฐั เจา้ ของตวั บคุ คล” มคี วามหมายถึง “รฐั เจา้ ของภูมิลาำ เนาของบุคคล” ใน ระบบกฎหมายขัดกันแบบ Common Law ดังน้ัน ความสัมพันธ์ระหว่างสามีตามกฎหมายและภริยาในระบบ กฎหมายขดั กนั แบบ Civil Law จงึ เป็นไปตามกฎหมายของรฐั เจา้ ของสัญชาติของสามตี ามกฎหมาย แตใ่ นระบบ กฎหมายขัดกนั แบบ Common Law ความสัมพนั ธ์ระหว่างสามีตามกฎหมายและภริยาจึงเปน็ ไปตามกฎหมาย ของรฐั เจา้ ของภมู ลิ ำาเนาของสามตี ามกฎหมาย ดังนั้น หากมีการกล่าวอ้างสิทธิหน้าท่ีในประเทศไทย การเลือกกฎหมายเพื่อพิจารณาความสัมพันธ์ อันไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีตามกฎหมายและภริยาย่อมไปเป็นตามมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ. วา่ ด้วยการขดั กนั แห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ เม่ือมาตรา ๒๑ แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกนั แห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ บัญญัตวิ า่ “ถ้าคู่สมรสมีสัญชาติอันเดียวกัน หรือถ้าภริยาได้มาซึ่งสัญชาติแห่งสามีโดยการสมรส ความสัมพันธ์ ระหว่างสามีภริยาให้เปน็ ไปตามกฎหมายสัญชาติอันรว่ มกันแหง่ คสู่ มรส ในกรณีที่ภริยามิได้ได้มาซึ่งสัญชาติแห่งสามีโดยการสมรส ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาให้เป็นไป ตามกฎหมายสัญชาตแิ หง่ สาม”ี สมั พันธภาพอันไม่เกย่ี วกบั ทรพั ย์สินระหว่าง นางสาวอมริ ตา และสามีสัญชาตเิ ยอรมัน จงึ ตกอยภู่ าย ใตก้ ฎหมายเยอรมนั ซง่ึ เป็นกฎหมายของรฐั เจ้าของสัญชาติของสามี แมว้ า่ จะกล่าวอา้ งในศาลไทย กฎหมายขดั กันไทยก็จะส่งให้ใช้กฎหมายเยอรมัน อันหมายถึงกฎหมายขัดกันเยอรมัน และเมื่อกฎหมายขัดกันเยอรมันเป็น กฎหมายในระบบ Civil Law กฎหมายขดั กนั นจี้ งึ ยอมรบั ใหใ้ ชก้ ฎหมายแพง่ สาระบญั ญตั เิ ยอรมนั วา่ ดว้ ยครอบครวั ท้ังนี้ เพราะกฎหมายขัดกันของเยอรมันก็ยอมรับให้ใช้กฎหมายสัญชาติของสามีกำาหนดสัมพันธภาพอันไม่เกี่ยว ๗ ขอ้ สอบในกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล หลกั สตู รปรญิ ญาตรนี ติ ศิ าสตรบณั ฑติ คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ภาค ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๑ ภาคท่ี ๒ ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบคุ คล ผา่ นกรณีศึกษาจากเรอื่ งจริง : วา่ ดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ

20 กบั ทรัพย์สนิ ระหวา่ งสามีและภรยิ าต่างสัญชาติเช่นกัน นอกจากน้ัน กรณียงั ตอ้ งพิจารณาภายใต้มาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกนั แหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ ซึง่ บัญญตั วิ า่ “ผลแหง่ การสมรสดัง่ บัญญัตไิ ว้ในสองมาตรากอ่ นย่อมไม่ถกู กระทบกระท่งั หากวา่ ภายหลัง การสมรส คสู่ มรสฝา่ ยใดฝา่ ยหนง่ึ หรอื ทง้ั สองฝา่ ยไดม้ าซง่ึ สญั ชาตแิ ตกตา่ งกบั ทมี่ อี ยหู่ รอื ทไ่ี ดม้ าขณะทาำ การสมรส” อีกด้วย ซ่งึ บทบญั ญตั ิน้ชี วี้ า่ สัมพันธภาพอนั ไม่เกีย่ วกบั ทรัพยส์ ินระหว่างอมริ ตาและสามีสญั ชาตเิ ยอรมนั ซ่ึงเปน็ ไปตามกฎหมายเยอรมัน อันเป็นกฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติของสามี ก็จะไม่ถูกกระทบกระท่ัง แม้ในเวลา ต่อมา ท้ังอมิรตาและสามีสัญชาติเยอรมันมีสัญชาติอ่ืนท่ีแตกต่างไปจากช่วงเวลาที่สมรสกันก็ตาม สัมพันธภาพ ทางครอบครวั อนั ไม่เก่ียวกับทรพั ย์สินก็จะเป็นไปตามกฎหมายเยอรมันตลอดไป แตอ่ ย่างไรก็ตาม ก็มีขอ้ จาำ กัดในการกล่าวอา้ งกฎหมายเยอรมันในศาลไทย ๒ ประการ กล่าวคือ ในประการแรก ผู้อยากกล่าวอ้างกฎหมายเยอรมันจะต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์เนื้อหาของกฎหมาย เยอรมันนี้จนศาลไทยพอใจ ซึ่งหากศาลน้ีไม่พอใจ ศาลนี้ก็อาจกลับไปใช้กฎหมายแพ่งไทยว่าด้วยครอบครัวได้ ทงั้ น้ี เพราะมาตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ. วา่ ด้วยการขดั กนั แหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ บัญญัติว่า “ในกรณีท่ีจะตอ้ ง ใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับ ถ้ามิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาล ให้ใช้กฎหมายภายในแห่ง ประเทศสยาม” ในประการทส่ี อง ผอู้ ยากกล่าวอา้ งกฎหมายเยอรมันจะต้องเป็นฝา่ ยพสิ จู นว์ ่า กฎหมายเยอรมนั ที่ กล่าวอ้างนีไ้ มข่ ัดตอ่ หลกั ความสงบเรียบรอ้ ยและศีลธรรมอนั ดขี องประเทศไทย ซ่ึงหากศาลไทยไมพ่ อใจ ศาล นีก้ อ็ าจกลบั ไปใชก้ ฎหมายแพง่ ไทยวา่ ด้วยครอบครวั ได้ ทง้ั น้ี เพราะมาตรา ๕ แหง่ พ.ร.บ. วา่ ด้วยการขดั กนั แห่ง กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ บัญญัติว่า “ถ้าจะต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับ ให้ใช้กฎหมายนั้นเพียงไม่ขัดต่อ ความสงบเรียบรอ้ ยหรอื ศลี ธรรมอันดีของประชาชนแหง่ ประเทศสยาม” จะเห็นว่า โดยหลัก สัมพันธภาพอันไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่าง นางสาวอมิรตา และสามีสัญชาติ เยอรมนั ยอ่ มจะเป็นไปตามกฎหมายเยอรมัน แม้จะมีการกล่าวอ้างสมั พนั ธภาพดังกลา่ วในประเทศเยอรมัน หรอื ประเทศไทย หรือในประเทศอ่ืนใดท่ีใช้ระบบกฎหมายขัดกันแบบ Civil Law ก็ตาม และแม้มีการกล่าวอ้าง สมั พนั ธภาพดังกลา่ วในประเทศท่ใี ช้ระบบกฎหมายขัดกันแบบ Common Law กต็ าม หากบคุ คลทั้งสองยงั ตง้ั บา้ นเรอื นในประเทศเยอรมนั อนั ทาำ ใหม้ ภี มู ลิ าำ เนาตามกฎหมายเอกชนในประเทศดงั กลา่ ว กฎหมายเยอรมนั กจ็ ะ ถูกเลือกโดยศาลของประเทศดังกล่าวเพ่ือกำาหนดสัมพันธภาพอันไม่เก่ียวกับทรัพย์สินระหว่าง นางสาวอมิรตา และสามสี ัญชาตเิ ยอรมัน เช่นกัน ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายดา้ นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี ุคคล ผา่ นกรณศี กึ ษาจากเร่ืองจรงิ : วา่ ดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ

21 ๒เร่ืองท่ี กรณีศกึ ษานางสาวกรุณา : หญงิ สองสัญชาติซ่ึงสญั ชาติหนง่ึ เป็นสัญชาติไทย แตย่ ังมไิ ด้รับการรับรองสทิ ธิในสัญชาติไทย สารบาญ หนา้ ๒๒ ๑) ความในใจของผูเ้ ขียนต่อเร่ืองของคุณกรณุ า ๒๒ ๒) ประเด็นสาำ คญั ๒๒ ๓) ขอ้ เท็จจริงทก่ี ่อตัง้ สทิ ธอิ นั จาำ เปน็ ๒๓ ๔) จุดเกาะเกยี่ วทีแ่ ทจ้ ริงระหว่างนางสาวกรุณาและประเทศบนโลก ๒๔ ๕) ความเป็นไปได้ที่นางสาวกรุณาจะร้องขอการรบั รองความมีสทิ ธิในสญั ชาติไทย ๖) กฎหมายทศี่ าลไทยจะตอ้ งใชเ้ พอ่ื พจิ ารณาความสมบรู ณข์ องสัญญาระหว่าง ๒๖ บรษิ ัท M&S’ s Sweet House จาำ กัด และนางสาวกรณุ า ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ผา่ นกรณศี ึกษาจากเรื่องจริง : วา่ ดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ

22 (๑) ความในใจ อยากใหก้ รณศี กึ ษานางสาวกรณุ า เปน็ ตน้ แบบของการรบั รองสทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยโดยหลกั สบื สายโลหติ จากบิดา ของบตุ รของบดิ าสญั ชาตไิ ทย ประเด็นที่ยังเป็นปัญหาอยูม่ าก ท้งั ทไี่ มค่ วรเปน็ ปัญหาแลว้ ในปจั จบุ ัน (๒) ประเด็นสำาคัญ ประเด็นสำาคญั ที่จะนำาเสนอในงานเขียนนีม้ ี ๔ เรื่องท่สี าำ คญั กล่าวคือ (๑) ข้อเทจ็ จริงท่กี อ่ ตัง้ สิทธอิ นั จำาเป็น (๒) จุดเกาะเกยี่ วท่แี ท้จรงิ ระหวา่ งนางสาวกรุณาและประเทศบนโลก (๓) ความเป็นไปไดท้ ่ีนางสาวกรณุ า จะรอ้ งขอการรบั รองความมสี ทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทย และ (๔) กฎหมายทศ่ี าลไทยจะตอ้ งใชเ้ พอ่ื พจิ ารณาความสมบรู ณ์ ของสญั ญาระหว่างบริษทั M&S’ s Sweet House จำากัด และนางสาวกรณุ า (๓) ข้อเทจ็ จริงทก่ี ่อตั้งสทิ ธิอนั จาำ เปน็ นางแมรี่เกิดในประเทศฝรั่งเศสเม่ือ พ.ศ. ๒๕๐๑ จากบิดาและมารดาซ่ึงเป็นคนสัญชาติฝรั่งเศส เธอมชี ื่อในทะเบยี นราษฎรฝรัง่ เศสในสถานะคนสญั ชาตฝิ รั่งเศสมาตั้งแตเ่ กิด เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ นางแมรี่ได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายฝรั่งเศส ณ ที่ว่าการอำาเภอในประเทศ ฝรงั่ เศส กับนายพิชยั ซ่ึงมีสถานะเปน็ คนสัญชาตไิ ทยในทะเบยี นราษฎรของรฐั ไทย ต่อมา นางแมร่มี บี ตุ ร ๑ คนกับนายพิชยั กล่าวคือ นางสาวกรณุ า ซ่งึ เกดิ ในประเทศฝรงั่ เศสเม่ือวันท่ี ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๔ และมกี ารแจง้ การเกดิ ของ นางสาวกรณุ าทงั้ ในทะเบยี นราษฎรของรฐั ฝรงั่ เศสในสถานะ คนสัญชาติฝร่งั เศส แตย่ งั มิได้มีการแจง้ การเกดิ ของนางสาวกรุณาในทะเบยี นราษฎรของรัฐไทยแต่อย่างใด เมอื่ พ.ศ. ๒๕๒๖ นางแมรแ่ี ละนางสาวกรณุ าอพยพมาอาศยั อยใู่ นประเทศไทยกบั นายพชิ ยั อยา่ งถาวร โดยบุคคลท้ังสองถอื หนังสือเดนิ ทางที่ออกโดยกระทรวงการต่างประเทศฝร่ังเศสที่ระบวุ ่า บุคคลทั้งสองมสี ถานะ เป็นคนสัญชาติฝร่ังเศส และบุคคลท้ังสองได้รับอนุญาตให้อาศัยในประเทศไทยในสถานะครอบครัวของคน สัญชาติไทย ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล ผ่านกรณศี กึ ษาจากเรอ่ื งจริง : ว่าดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ

23 ปรากฏข้อเท็จจริงในปัจจุบันว่า แม้จะอพยพออกจากประเทศฝรั่งเศสมากว่า ๒๖ ปี นางแมรี่และ นางสาวกรุณายังมีสถานะเป็นคนสัญชาติฝรั่งเศสในทะเบียนราษฎรของรัฐฝรั่งเศสในสถานะคนสัญชาติฝรั่งเศส และเธอท้งั สองยงั มชี อ่ื บคุ คลในทะเบียนบา้ นคนอยชู่ ั่วคราว (ท.ร. ๑๓) ตามกฎหมายการทะเบยี นราษฎรของรฐั ไทยอกี ด้วย ตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ จนถงึ ปจั จบุ นั นางแมรไ่ี ดร้ ว่ มลงทนุ กบั นางมาลาเพอ่ื ผลติ ขนมหวานในประเทศไทย เพอ่ื สง่ ออกจากประเทศไทยไปขายในตลาดอเมริกนั การประกอบธรุ กจิ ทำาในนามของบรษิ ทั ชือ่ “บริษทั M&S’s Sweet House จาำ กดั ” ซ่งึ ตงั้ ตามกฎหมายไทยโดยมวี ัตถุประสงคเ์ พือ่ ประกอบธุรกิจผลติ ขนมไทยเพ่อื สง่ ไปขาย ในประเทศสหรฐั อเมรกิ า หุ้นร้อยละ ๗๐ ในบริษัทนถ้ี อื โดยนางมาลา และรอ้ ยละ ๓๐ ถอื โดยนางแมร่ี สัญญารว่ ม ทนุ ทาำ ลงในประเทศสหรฐั อเมรกิ า สาำ นกั งานใหญข่ องบรษิ ทั จงึ ตงั้ อยใู่ นประเทศสหรฐั อเมรกิ า แตโ่ รงงานผลติ ขนม หวานตงั้ อยูใ่ นประเทศไทย นางแมร่ีทำาหนา้ ทเ่ี ป็นผจู้ ัดการของบรษิ ทั M&S’s Sweet House จาำ กดั อนง่ึ นางมาลาเกิดในประเทศไทยเมอื่ พ.ศ. ๒๕๑๗ จากบิดาและมารดาซง่ึ เปน็ คนสญั ชาติไทยซึ่งมีช่ือ ในทะเบยี นราษฎรของรฐั ไทย และถอื เอกสารรบั รองตวั บคุ คลทอ่ี อกโดยรฐั ไทย นางมาลาสมรสตามกฎหมายไทย กับนายโยชิซ่ึงถือหนังสือเดินทางที่ออกโดยรัฐบาลญ่ีปุ่นในสถานะคนสัญชาติญ่ีปุ่น ท้ังนางมาลาและนายโยชิต้ัง บา้ นเรือนอย่ใู นประเทศสหรฐั อเมริกา โดยมีธุรกจิ หลายลกั ษณะในประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และไทย (๔) จดุ เกาะเกยี่ วท่แี ทจ้ รงิ ระหว่างนางสาวกรุณาและประเทศบนโลก โดยหลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ถามวา่ นางสาวกรณุ า ซง่ึ เปน็ บตุ รสาวของนาง แมรี่มขี อ้ เทจ็ จรงิ อันเปน็ จุดเกาะเกีย่ วทแี่ ทจ้ รงิ กับประเทศใดบา้ ง ? เพราะเหตุใด ? โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐมีอำานาจอธิปไตยเหนือดินแดนและประชากร ดังน้ัน บุคคล ธรรมดาจงึ อาจมจี ดุ เกาะเกย่ี วกับรฐั ได้ โดยผา่ นข้อเทจ็ จริง ๕ ประการ กล่าวคือ (๑) ถิน่ ท่เี กิดของบคุ คลธรรมดา (๒) ถิ่นที่บุคคลปรากฏตวั (๓) สญั ชาตขิ องบคุ คลธรรมดา (๔) ภูมิลาำ เนาของบุคคล และ (๕) ถ่ินท่ีทรพั ย์สินอนั เปน็ สทิ ธิของบุคคลตง้ั อยู่ จะเหน็ วา่ นางสาวกรุณามจี ดุ เกาะเกย่ี วกับ ๒ ประเทศ กล่าวคอื ประเทศแรกท่ีมีจุดเกาะเก่ยี วกับบคุ คลตามขอ้ เท็จจรงิ น ี้ กค็ ือ ประเทศฝรงั่ เศส เพราะ ทัง้ น้ ี เพราะ ประเทศนอ้ี าจมจี ุดเกาะเก่ยี ว ๔ ประการกับนางสาวกรณุ า กลา่ วคอื (๑) หากรับฟงั ว่า กรุณาเกดิ ในประเทศ ฝร่ังเศส ประเทศนี้จึงมีสถานะเป็นรัฐเจ้าของถิ่นที่เกิดของนางสาวกรุณา (๒) หากรับฟังว่า มารดาของนางสาว กรณุ าเปน็ คนสัญชาตฝร่งั เศส ประเทศนจ้ี งึ สถานะเป็นรฐั เจ้าของสญั ชาติของมารดาของนางสาวกรณุ า (๓) หาก รับฟังว่า นางสาวกรุณาเองไดร้ บั การรับรองสิทธใิ นสถานะบุคคลเปน็ คนสัญชาติฝรง่ั เศส ประเทศนจ้ี งึ สถานะเปน็ รัฐเจ้าของสญั ชาติของนางสาวกรุณาอกี ดว้ ย และ (๔) หากรบั ฟงั ได้ว่านางสาวกรุณาไดร้ ับการบนั ทึกในทะเบยี น ราษฎรของประเทศฝรั่งเศส ประเทศน้ีจึงมีสถานะเป็นรัฐเจ้าของถิ่นอันเป็นภูมิลำาเนาตามกฎหมายมหาชนของ นางสาวกรณุ าอกี ดว้ ย โดยสรปุ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งนางสาวกรณุ ากบั รฐั ฝรงั่ เศสจงึ เปน็ ความสมั พนั ธท์ งั้ โดยการ เกดิ และภายหลังการเกดิ ท้ังโดยหลักดนิ แดนและหลกั บุคคล ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล ผ่านกรณศี กึ ษาจากเรื่องจรงิ : ว่าด้วยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ

24 ประเทศทสี่ องท่มี จี ุดเกาะเกยี่ วกับบคุ คลตามขอ้ เท็จจรงิ นี้ ก็คือ ประเทศไทย ท้งั นี ้ เพราะประเทศ น้ีมจี ุดเกาะเกี่ยว ๓ ประการกับนางสาวกรุณา เชน่ กนั กล่าวคอื (๑) หากรบั ฟงั ว่า บิดาของนางสาวกรณุ าเปน็ คนสัญชาตไทย ประเทศนี้จึงสถานะเป็นรัฐเจ้าของสัญชาติของบิดา ดังน้ัน จึงเกิดความสัมพันธ์โดยหลักบุคคล ระหว่างประเทศไทยและนางสาวกรณุ าผ่านบิดา เป็นความสมั พนั ธโ์ ดยหลกั หลักบคุ คลโดยการเกดิ และ (๒) เมื่อ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางสาวกรุณาอาศัยอยู่ในประเทศไทย ประเทศนี้จึงมีสถานะเป็นรัฐเจ้าของถิ่นอันเป็น ภมู ลิ ำาเนาตามกฎหมายเอกชนของของนางสาวกรณุ า และ (๓) หากรับฟงั ได้วา่ นางสาวกรณุ าไดร้ ับการบันทึกใน ทะเบียนราษฎรของประเทศไทย ประเทศน้ีจึงมีสถานะเป็นรัฐเจ้าของถ่ินอันเป็นภูมิลำาเนาตามกฎหมายมหาชน ของนางสาวกรุณาอีกด้วย ขอให้ตระหนักว่า ความสัมพันธ์ใน ๒ จุดเกาะเก่ียวในสองประการหลังระหว่าง ประเทศไทยและนางสาวกรุณาผา่ นดนิ แดนที่อาศยั เป็นความสัมพนั ธโ์ ดยหลักหลักดินแดนภายหลังการเกิด โดยสรปุ จึงมเี พยี ง ๒ ประเทศ กลา่ วคอื ประเทศไทยและประเทศฝร่ังเศสทม่ี จี ุดเกาะเกยี่ วกับนางสาว กรุณา อันทำาให้สถานะบุคคลของบุคคลธรรมดาดังนางสาวกรุณามีลักษณะระหว่างประเทศ และตกอยู่ภายใต้ กฎหมายระหวา่ งประเทศ ขอสงั เกตวา่ กรุณาเปน็ ผทู้ รงสทิ ธิในสญั ชาตไิ ทยโดยหลักดนิ แดนโดยการเกิดโดยผลของมาตรา ๗ (๑) แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ แต่ได้มีการร้องขอลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยใน สถานะคนสญั ชาตฝิ ร่งั เศส เมอื่ การใชส้ ิทธิในสญั ชาตไิ ทยไม่เกดิ ขึน้ สัมพนั ธภาพในสถานะราษฎรไทยประเภทคน สญั ชาตไิ ทยจงึ ไมเ่ กดิ ระหวา่ งรฐั ไทยและนางสาวกรณุ า แตส่ ง่ิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ กลบั เปน็ สมั พนั ธภาพในสถานะราษฎรไทย ประเภทคนต่างดา้ วอยู่ชวั่ คราวแทนท่ี (๕.) ความเปน็ ไปได้ท่นี างสาวกรุณาจะร้องขอการรับรองความมีสทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทย โดยหลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล มคี วามเปน็ ไปไดท้ นี่ างสาวกรณุ าจะรอ้ งขอการ รบั รองความมีสทิ ธิในสัญชาตไิ ทยหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ? โดยหลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คลวา่ ดว้ ยหลกั อาำ นาจอธปิ ไตยของรฐั และหลกั การเลอื ก การกฎหมาย จะเหน็ วา่ กรณเี ปน็ เรอื่ งของการพจิ ารณาสทิ ธใิ นสญั ชาตขิ องนางสาวกรณุ า ซงึ่ เปน็ เรอ่ื งตามกฎหมาย มหาชน ด้วยว่า เป็นเร่อื งระหวา่ งรัฐและเอกชน จึงเป็นนติ ิสัมพนั ธ์ของเอกชนตามกฎหมายมหาชน แตเ่ ป็นกรณี ท่ีมีจุดเกาะเก่ียวกับ ๒ รัฐ กล่าวคือ รัฐไทย และรัฐฝรั่งเศส ซึ่งต่างก็แสดงอำานาจอธิปไตยเหนือนางสาวกรุณา นิตสิ มั พนั ธ์ตามกฎหมายมหาชนท่เี กดิ ขนึ้ จึงมลี ักษณะระหวา่ งประเทศไทยและประเทศฝรงั่ เศส ในส่วนการเลือกกฎหมายเพ่ือกำาหนดสิทธิในสัญชาติไทยของนางสาวกรุณา ซึ่งเป็นเร่ืองที่ใช้หลัก กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล จะต้องใช้กฎหมายมหาชนของรัฐคู่กรณี ทั้งนี้ เว้นแต่จะกำาหนดเป็น อยา่ งอืน่ ดงั น้ัน หากไม่มีความตกลงในการกาำ หนดสญั ชาติของบคุ คลที่มีจุดเกาะเก่ยี วไทย – ฝร่ังเศสแลว้ สิทธิใน สัญชาติของทงั้ ๒ รฐั ดังกล่าวจะมีอย่หู รือไมย่ ่อมเป็นไปตามกฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติ การทนี่ างสาวกรณุ า จะมสี ทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยหรอื ไม่ จงึ ตอ้ งเปน็ ไปตามกฎหมายไทยวา่ ดว้ ยสญั ชาตไิ ทย มใิ ชก่ ฎหมายฝรง่ั เศส กฎหมาย นี้ไมอ่ าจมผี ลอย่างใดตอ่ การพิจารณา ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบคุ คล ผา่ นกรณศี กึ ษาจากเร่อื งจรงิ : วา่ ดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ

25 กฎหมายไทยว่าด้วยสัญชาติไทยท่ีมีผลกำาหนดสิทธิในสัญชาติไทยของนางสาวกรุณาในขณะที่เกิด ก็ คือ กฎหมายท่มี ีผลใน พ.ศ.๒๕๒๔ ซง่ึ เปน็ ช่วงเวลาเกิดของนางสาวกรณุ า อันได้แก่ พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึง่ ถกู เพิม่ เติมโดยประกาศคณะปฏวิ ตั ิฉบบั ที่ ๓๓๗ ลงวนั ที่ ๑๓ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ซึง่ โดยกฎหมายดงั กลา่ ว บุคคลท่ีมีจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐไทยโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดา จะมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลัก สบื สายโลหติ จากบดิ ากต็ ่อเมอ่ื มขี ้อเทจ็ จรงิ ๒ ประการประกอบกนั กลา่ วคือ (๑) บิดาเปน็ คนที่มสี ทิ ธิในสัญชาติ ไทยในขณะท่ีบคุ คลนัน้ เกดิ และ (๒) บิดาเป็นบดิ าท่ชี อบดว้ ยกฎหมายในขณะทบ่ี คุ คลนนั้ เกิด ทัง้ นี้ เป็นไปตาม มาตรา ๗ (๑) แห่ง พ.ร.บ. สญั ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ฉบบั ดง้ั เดิม ในขณะทีน่ างสาวกรุณาเกดิ น้นั เราพบขอ้ เทจ็ จรงิ ว่า (๑) นายพิชยั ซง่ึ มสี ถานะเป็นคนสัญชาตไิ ทยใน ทะเบียนราษฎรของรัฐไทย และ (๒) นางแมรไี่ ดจ้ ดทะเบียนสมรสกับนายพิชัยตามกฎหมายฝรัง่ เศส ณ ท่วี า่ การ อาำ เภอในประเทศฝร่งั เศส เม่ือ พ.ศ. ๒๕๒๓ ซึ่งเป็นชว่ งเวลาท่ีนางสาวกรณุ าเกิด ดงั นั้น นางสาวกรุณาจึงมีสิทธิ ในสญั ชาตไิ ทยโดยหลกั สืบสายโลหิตจากบิดาโดยการเกิดโดยผลของกฎหมาย กรณจี ึงไมต่ อ้ งมกี ารร้องขอสทิ ธิใน สญั ชาตไิ ทยตอ่ รัฐมนตรวี ่าการกระทรวงมหาดไทย นอกจากนนั้ ยงั ไมป่ รากฏข้อเท็จจรงิ ว่า นางสาวกรณุ าได้เสยี สทิ ธใิ นสญั ชาติน้ีโดยผลของกฎหมายใด และดว้ ยสทิ ธใิ นสญั ชาตทิ มี่ เี ปน็ สทิ ธทิ ไ่ี ดม้ าโดยหลกั สบื สายโลหติ จงึ ไมอ่ าจถกู เพกิ ถอนโดยองคก์ รฝา่ ยบรหิ ารหรอื ตลุ าการของรัฐ ปัญหาของการเข้าไม่ถึงสิทธิในสัญชาติไทย ก็ด้วยว่า ไม่เคยมีการแจ้งช่ือนางสาวกรุณาในสถานะคน สัญชาติไทยในทะเบยี นราษฎรของรัฐไทย ความสามารถท่ีจะใชส้ ิทธเิ ป็นของฝา่ ยนางสาวกรุณา หากบุพการีมไิ ด้ กล่าวอ้างให้ในขณะที่เกิด เมอ่ื นางสาวกรุณาบรรลุนติ ิภาวะแล้ว กอ็ าจเข้าใชส้ ิทธินี้ได้ด้วยตนเอง โดยการรอ้ งขอ เพม่ิ ชอ่ื ในทะเบยี นบา้ นคนอยถู่ าวร (ท.ร. ๑๔) ตามกฎหมายการทะเบยี นราษฎรของรฐั ไทย ในสถานะคนสญั ชาตไิ ทย ท้งั น้ี เปน็ ไปตามมาตรา ๓๖ วรรคแรก แหง่ พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ ซง่ึ แก้ไขและเพิม่ เติมโดย พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ และโดย พ.ร.บ. การทะเบยี นราษฎร (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อกฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี ุคคล ผา่ นกรณีศกึ ษาจากเร่อื งจริง : ว่าดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสัญชาติ

26 ดงั นนั้ คาำ ตอบอันเป็นทสี่ ุด กค็ อื มคี วามเป็นไปไดท้ ี่นางสาวกรณุ าจะรอ้ งขอเพม่ิ ชือ่ ในทะเบยี นราษฎร ไทยในสถานะคนสญั ชาตไิ ทย ไมจ่ ำาเป็นต้องรอ้ งขอสิทธิในสญั ชาติไทย เพราะมีสทิ ธนิ ม้ี าแล้วต้งั แตเ่ กิด และการ เพิ่มชื่อเปน็ หนา้ ท่ขี องนายทะเบยี นราษฎรในทอ้ งทีท่ น่ี างสาวกรุณามีภมู ิลำาเนาอยู่ และเมอ่ื นางสาวกรุณามชี ื่อใน ทะเบียนตามกฎหมายไทยอยู่แล้ว นายทะเบียนก็เพียงย้ายช่ือจากทะเบียนคนอยู่ช่ัวคราว (ท.ร. ๑๓) มาไว้ใน ทะเบียนคนอยู่ถาวร (ท.ร. ๑๔) และปรับสถานะบุคคลท่เี ป็น “คนตา่ งด้าวสัญชาติฝร่งั เศส” มาเปน็ “คนสญั ชาติ ไทย” การปฏิเสธสิทธิในการบันทึกทางทะเบียนราษฎรโดยนายทะเบียนใดๆ ย่อมมีความผิดกฎหมายอาญาใน ฐานเจ้าพนักงานไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และนางสาวกรุณาอาจฟ้องนายทะเบียนน้ันต่อศาลปกครองเพื่อ บงั คับการตามสทิ ธิทมี่ ีทง้ั ตามกฎหมายสญั ชาติและกฎหมายการทะเบียนราษฎร (๖) กฎหมายทศ่ี าลไทยจะตอ้ งใชเ้ พอื่ พจิ ารณาความสมบรู ณข์ องสญั ญาระหวา่ งบรษิ ทั M&S’ s Sweet House จำากัด และนางสาวกรุณา หากบริษัท M&S’ s Sweet House จาำ กัด ทาำ สญั ญาจา้ งแรงงานนางสาวกรณุ าให้ทาำ หนา้ ทพี่ นกั งาน ของบรษิ ทั น้ี โดยหลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ถามว่า ศาลไทยจะต้องใช้กฎหมายของประเทศใด ในการพิจารณาความสมบรู ณข์ องสัญญาระหว่างบรษิ ัท M&S’ s Sweet House จาำ กัด และนางสาวกรณุ า ? เพราะเหตุใด ? จะเห็นว่า เพื่อพิจารณาปัญหาความสมบูรณ์แห่งสัญญาจ้างแรงงานระหว่างบริษัท M&S’s Sweet House จาำ กัด และนางสาวกรุณา ศาลไทยจะตอ้ งเรมิ่ ตน้ พจิ ารณากรณภี ายใต้กฎหมายขดั กนั ของรัฐเจา้ ของศาล อันได้แก่ พ.ร.บ. ว่าดว้ ยการขดั กันแห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ เพราะเรื่องดงั กล่าวเป็นเรอื่ งหนี้ทางสญั ญา จงึ เปน็ นติ สิ มั พันธต์ ามกฎหมายเอกชนที่มีลกั ษณะระหว่างประเทศ ศาลไทยจงึ ตอ้ งเรมิ่ ตน้ พจิ ารณาปญั หาการเลอื กกฎหมายเพอ่ื บงั คบั ความสมบรู ณแ์ หง่ สาระของสญั ญา โดยมาตรา ๑๓ วรรค ๑ และ ๒ แห่ง พ.ร.บ. วา่ ด้วยการขดั กันแหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ ข้อกฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ผา่ นกรณีศึกษาจากเรื่องจรงิ : วา่ ดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ

27 แต่ในส่วนของความสมบูรณ์แห่งแบบของสัญญานั้น ศาลไทยจะต้องใช้มาตรา ๑๓ วรรค ๓ แห่ง พ.ร.บ. วา่ ดว้ ยการขดั กนั แหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ เวน้ แต่ในส่วนทเี่ กี่ยวกบั อสังหาริมทรพั ย์ จะตอ้ งใชม้ าตรา ๙ วรรค ๒ แหง่ พ.ร.บ. ว่าดว้ ยการขดั กันแห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ โดยพจิ ารณามาตราท้งั หมดท่ีเกี่ยวขอ้ งใน พ.ร.บ. ว่าดว้ ยการขดั กันแห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ จงึ สรปุ ไดว้ ่า กฎหมายทมี่ ผี ลบังคบั ปญั หาความสมบูรณแ์ ห่งสาระและแบบของสัญญาที่ไม่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ กค็ ือ (๑) กฎหมายแหง่ เจตนาหากได้มกี ารแสดงเจตนาเลือกกฎหมายนนั้ (๒) กฎหมายของรฐั เจ้าของสญั ชาติอันรว่ ม กันของคู่สัญญาในกรณีท่ีไม่มีเจตนาเลือกกฎหมาย (๓) กฎหมายของรัฐเจ้าถิ่นท่ีทำาสัญญาในกรณีที่ไม่มีเจตนา เลือกกฎหมายและค่สู ญั ญามสี ญั ชาตติ า่ งกนั (๔) กฎหมายของรัฐเจา้ ของถนิ่ ที่มีการปฏิบัติการตามสญั ญาในกรณี ทีไ่ มม่ เี จตนาเลอื กกฎหมายและค่สู ญั ญามสี ัญชาติต่างกนั อกี ท้งั ยังไม่อาจหยัง่ ทราบถึงถิ่นที่ทำาสญั ญา แต่ในส่วนของสัญญาจ้างแรงงานที่เก่ียวกับอสังหาริมทรัพย์ ให้เป็นไปตามกฎหมายของรัฐเจ้าของ ดนิ แดนอันเปน็ ท่ตี ้งั ของอสังหาริมทรัพยน์ ้นั เนื่องจากสัญญากรณีตามข้อเท็จจริงไม่มีการแสดงเจตนาเลือกกฎหมายเพ่ือกำาหนดต่อสัญญา เรา จงึ ต้องมาพิจารณาวา่ คูส่ ญั ญามีสัญชาตอิ ันเดยี วกนั หรือตา่ งกนั ? ในสว่ นของบริษทั M&S’s Sweet House จำากัด นนั้ เม่อื ขอ้ เทจ็ จริงปรากฏวา่ เปน็ นติ ิบคุ คลทตี่ ้ังตาม กฎหมายไทย จึงมีสถานะเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทยในสถานการณ์ทั่วไป แต่เม่ือข้อเท็จจริงปรากฏต่อไปว่า มี สำานักงานใหญข่ องบรษิ ทั จงึ ตัง้ อยู่ในประเทศสหรฐั อเมริกา จึงต้องถือว่า มสี ัญชาติอเมรกิ นั ในส่วนท่เี กยี่ วข้องกับ การขดั กนั แหง่ กฎหมายเอกชน ซง่ึ สญั ญาจา้ งแรงงานทเี่ กดิ น้ี กจ็ ดั เปน็ สญั ญาทต่ี กอยภู่ ายใตก้ ารขดั กนั แหง่ กฎหมาย ไทย ฝร่ังเศส และอเมริกัน ด้วยว่าบริษัทคู่สัญญาก่อต้ังตามกฎหมายไทย โดยมีสมาชิกเป็นคนสัญชาติไทยและ ฝร่ังเศส และยงั มีสาำ นักงานใหญ่ต้งั อยใู่ นประเทศสหรัฐอเมริกา แต่สาำ หรบั นางสาวกรุณาน้นั เราพบวา่ เป็นคนทมี่ ีสิทธทิ งั้ ในสัญชาตฝิ รง่ั เศสทัง้ โดยหลกั สบื สายโลหิต จากมารดาและโดยหลกั ดนิ แดน และเปน็ คนท่ีมีสิทธิในสญั ชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดา ซง่ึ มาตรา ๖ วรรค ๓ แห่ง พ.ร.บ. วา่ ดว้ ยการขดั กนั แหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ ถอื ว่า เป็นคนสญั ชาติไทยหากมกี ารพจิ ารณา โดยศาลไทยภายใตก้ ฎหมายขดั กันไทย กล่าวคอื พ.ร.บ. วา่ ดว้ ยการขดั กนั แหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ นนั่ เอง ดังนั้น จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงว่า คู่สัญญามีสัญชาติต่างกัน เพราะบริษัท M&S’s Sweet House จาำ กัด มีสญั ชาตอิ เมริกันในสายตาของกฎหมายขัดกนั ไทยและนางสาวกรณุ ามสี ญั ชาตไิ ทยในสายตากฎหมายขดั กันไทย โดยผลของมาตรา ๑๓ วรรค ๑ ดังกล่าวมาแล้ว ศาลไทยจึงจะต้องใช้กฎหมายของรัฐเจ้าของถิ่นที่ทำา สัญญา หรือหากไม่อาจหย่ังทราบถน่ิ ทท่ี ำาสัญญาได้ มาตรา ๑๓ วรรค ๒ ก็กาำ หนดให้ใช้กฎหมายของรัฐเจา้ ของ ถนิ่ ทสี่ ญั ญามผี ล เม่ือพจิ ารณาข้อเทจ็ จริง เราไมพ่ บว่า สญั ญาทาำ บนดนิ แดนของประเทศใด และกไ็ ม่พบว่า การปฏบิ ัติ การตามสัญญาเกิดขึ้นในประเทศใด กรณีที่ข้อเท็จจริงท่ีนำาสืบมาไม่เพียงพอดังน้ี จึงต้องมีข้อสันนิษฐานทาง กฎหมาย และโดยการตั้งข้อสันนิษฐานทางกฎหมายตามประเพณีการจ้างงานนั้น สัญญาจ้างแรงงานย่อมทำา ณ สาำ นกั งานของนติ บิ ุคคล เมื่อข้อเทจ็ จรงิ ฟงั ไดว้ า่ สาำ นักงานใหญต่ ้งั อยใู่ นประเทศสหรฐั อเมรกิ า สญั ญากน็ า่ จะ มีการลงนามกัน ณ ประเทศสหรฐั อเมรกิ า กฎหมายที่มผี ลกำาหนดความสมบูรณ์ของสัญญาทัง้ ในทางเนอื้ หาและ แบบ จงึ ไดแ้ กก่ ฎหมายอเมรกิ นั ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล ผา่ นกรณีศกึ ษาจากเรื่องจรงิ : ว่าด้วยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ

28 โดยผลของกฎหมายขัดกันอเมริกัน ผลของสัญญาย่อมเป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นท่ีหนี้เกิด ซ่ึงตาม ขอ้ เทจ็ จรงิ ปรากฏวา่ สญั ญาเกดิ ในประเทศสหรฐั อเมรกิ า ศาลไทยจงึ ตอ้ งนาำ เอากฎหมายแพง่ สาระบญั ญตั อิ เมรกิ นั ว่าด้วยสญั ญามาพิจารณาตอ่ ไป ท้ังน้ี เว้นแตใ่ นสว่ นอสังหารมิ ทรัพยท์ ่ีตง้ั อยนู่ อกประเทศสหรฐั อเมรกิ า กเ็ ปน็ ไป ตามกฎหมายของประเทศท่ตี ั้งอยูข่ องอสังหาริมทรพั ยน์ นั้ ๆ แต่อยา่ งไรกต็ าม เมอื่ กฎหมายอเมริกนั เปน็ กฎหมายของรฐั ต่างประเทศ จะตอ้ งตระหนักว่า ศาลไทย จะใชก้ ฎหมายนี้เพียงเทา่ ทีค่ ู่ความพสิ จู นไ์ ด้จนศาลพอใจ (มาตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ. ว่าดว้ ยการขัดกันแหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑) และเพียงเท่าที่ไม่ขัดตอ่ ความสงบเรียบร้อยและศลี ธรรมอนั ดีของประชาชนไทย (มาตรา ๕ แหง่ พ.ร.บ. วา่ ด้วยการขดั กันแหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑) ขอใหต้ ระหนกั วา่ ความสมบรู ณแ์ หง่ สญั ญาจา้ งงานนจี้ งึ ตกอยภู่ ายใตก้ ฎหมายอเมรกิ นั ทง้ั ทก่ี ารทาำ งาน จริงน้นั อาจเกิดทง้ั ในประเทศไทย และประเทศสหรัฐอเมรกิ า หรือในประเทศอ่ืนใดที่มกี ารสง่ สินคา้ ไปขาย ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล ผ่านกรณศี ึกษาจากเร่อื งจริง : วา่ ด้วยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ

29 ๓เร่อื งท ี่ กรณีศกึ ษาครอบครัวเลศิ หงษ ์ : ครอบครวั ของคนเชือ้ สายมอญ ซึ่งบิดาเป็นคนรนุ่ สองจากรฐั ทวาย ประเทศเมยี นมา ซง่ึ มาเกดิ ในประเทศไทยเมอ่ื พ.ศ. ๒๕๐๘ ส่วนมารดาเป็นคนร่นุ หน่ึงจากท่ีเดยี วกัน แตบ่ ุตรสาวนัน้ เกดิ ในประเทศไทยเมอ่ื พ.ศ. ๒๕๓๙ สารบาญ หนา้ ๓๐ ๑) ข้อเท็จจริง ๓๒ ๒) นายวิเชียร และนางสาวพลอย เลิศหงษ์ มจี ดุ เกาะเก่ยี วท่แี ทจ้ รงิ โดยการเกิดกบั รฐั ไทยหรือไม่ ? ๓๔ อย่างไร ? เพราะเหตุใด ? ๓๗ ๓) รฐั ไทยใช้กฎหมายไทยฉบับใดบา้ ง และมาตราหรอื ขอ้ ใดบ้างในกฎหมายดังกล่าว เพ่ือรบั รองสทิ ธิ ๓๙ ในสญั ชาติไทยของนายวเิ ชียร เลศิ หงษ์ อย่างไร เพราะเหตใุ ด ๔๒ ๔) หากจะมกี ารฟอ้ งคดีในศาลของรัฐไทยเกี่ยวกบั การรบั รองสิทธิในสญั ชาตไิ ทยของนางสาวพลอย ตามขอ้ เทจ็ จริงน้ี นางสาวพลอยควรจะฟอ้ งต่อศาลใดของรัฐไทยบา้ ง ? เพราะเหตุใด ? และควร จะตอ้ งฟ้องใครบ้าง ? เพราะเหตุใด ? การ กล่าวอ้างสทิ ธิในกระบวนการยตุ ิธรรมระหว่างประเทศ เปน็ ไปได้สาำ หรับนางสาวพลอยหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ? ๕) จะต้องใช้กฎหมายของประเทศใดกำาหนดความสัมพันธ์ทางครอบครวั ระหวา่ งนายวิเชยี ร นางเอมู และนางสาวพลอย ในระหว่างท่ีนางสาวพลอย เลิศหงษ์ ยังไม่ได้รบั การกำาหนดสถานะบคุ คลตาม กฎหมายสญั ชาติ ? เพราะเหตใุ ด ? ๖) ในระหวา่ งทนี่ างสาวพลอย เลศิ หงษ์ ยังไมไ่ ด้รับการกาำ หนดสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติ เชน่ กนั จะต้องใช้กฎหมายของประเทศใด กาำ หนดความสมบูรณ์ และผลของสัญญาจา้ งทำางาน เป็นนางแบบในการถ่ายวิดิทศั น์ประชาสัมพันธผ์ ลติ ภัณฑน์ ้าำ ตาลของเครือมิตรไทยน้าำ ตาลอาเซียน ซึ่งผลติ ในประเทศเมียนมา ระหวา่ งนางสาวพลอย และ เครอื บรษิ ัทมิตรไทยนำ้าตาลอาเซยี น โดย บริษัทมติ รไทยนาำ้ ตาลอาเซียน (เมยี นมา) จำากดั ? เพราะเหตใุ ด ? ข้อกฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบคุ คล ผา่ นกรณศี กึ ษาจากเรอ่ื งจรงิ : ว่าดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ

30 (๑) ขอ้ เทจ็ จริง๘ นายวิเชียร เลิศหงษ์ เกิดนอกโรงพยาบาลที่อำาเภอสวนผึ้ง ซ่ึงในปัจจุบันเป็นพ้ืนท่ีของอำาเภอบ้านคา จังหวัดราชบรุ ี เมือ่ พ.ศ. ๒๕๐๘ จากนางเพญ็ ศรี และนายทองคาำ คนในชาตพิ ันธุ์มอญ ซึง่ เกิดในจงั หวัดทวาย ประเทศเมียนมา บุพการีเข้ามาในประเทศไทย ทางจังหวัดราชบุรี ในราว พ.ศ. ๒๕๐๐ ซ่ึงก็น่าจะเป็นเพราะ สถานการณ์ความไม่สงบในประเทศเมยี นมาในขณะนั้น ตอ่ มา วเิ ชียรและครอบครวั ได้รบั การสำารวจและจดั ทำาทะเบยี นประวตั ิประเภทบุคคลบนพนื้ ท่ีสูงโดย สาำ นกั ทะเบยี นอาำ เภอสวนผึ้ง จังหวดั ราชบรุ ี เมื่อวนั ที่ ๑๒ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๓๔ และออกบตั รประจำาตวั ตาม กฎหมายไทยว่าดว้ ยการทะเบียนราษฎรใหถ้ ือ โดยมเี ลขประจำาตวั ประชาชน ๑๓ หลัก ข้นึ ตน้ ด้วยเลข ๖ กอ่ น พ.ศ. ๒๕๓๙ นายวเิ ชยี รไดอ้ ยกู่ นิ ฉนั สามภี รยิ ากบั “นางเอมู ไมม่ ชี อ่ื สกลุ ” ซง่ึ เปน็ หญงิ ในชาตพิ นั ธ์ุ มอญซ่ึงเกิดในจังหวัดทวาย ประเทศเมียนมา และได้อพยพเข้ามาในประเทศไทย โดยผ่านชายแดนด้านอำาเภอ สวนผ้ึง จงั หวดั ราชบุรี ในชว่ งเวลาที่ยังมีความไม่สงบในประเทศ เมียนมา แม้เธอจะตกหล่นจากทะเบยี นราษฎร ของรฐั เมยี นมามาตง้ั แตเ่ กดิ แตต่ อ่ มา เธอกไ็ ดร้ บั การรบั รองสถานะคนสญั ชาตเิ มยี นมาโดยการออกหนงั สอื เดนิ ทาง จากกระทรวงการต่างประเทศเมยี นมา ภายหลังการพิสจู น์สญั ชาติเมยี นมาใน พ.ศ. ๒๕๕๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๙ นายวิเชียรและนางเอมู มบี ตุ รด้วยกนั ๑ คน กล่าวคอื เดก็ หญงิ พลอย เลิศหงษ์ ซึง่ เกิดเม่ือวนั ที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๙ ณ หม่ทู ี่ ๑ ตำาบลบ้านคา อาำ เภอบ้านคา จงั หวดั ราชบรุ ี ขอให้ตระหนัก วา่ ในขณะทนี่ างสาวพลอยเกดิ กลา่ วคอื บดิ ามสี ถานะเปน็ ราษฎรไทยประเภทบคุ คลบนพนื้ ทส่ี งู ณ จงั หวดั ราชบรุ ี และยงั มสี ถานะเปน็ คนไรส้ ญั ชาติ และถกู บนั ทกึ เปน็ “คนสญั ชาตมิ อญ” ในทะเบยี นประวตั ดิ งั กลา่ ว และทสี่ าำ คญั มาก ไมม่ ีการแจ้งการเกดิ ของนางสาวพลอยในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ตง้ั แต่ พ.ศ. ๒๕๔๐ นายวเิ ชยี รยา้ ยมาตง้ั บา้ นเรอื นกบั นางเอมู และนางสาวพลอย ณ อาำ เภอเมอื ง จงั หวดั สมทุ รสาคร ด้วยว่า เขาได้งานทำาในจังหวดั น้ี เม่ือวันที่ ๑๑ มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๔๗ นายวสิ ตู ร นุกลู กจิ ปลัดอำาเภอหัวหน้าประจาำ กงิ่ อาำ เภอบา้ นคา ได้ออกหนังสือรับรองสถานท่ีเกิด เลขที่ ๒๘๕/๒๕๔๗ เพื่อนายวิเชียร เลิศหงษ์ ออกโดยเอกสารน้ีระบุว่า นายวเิ ชยี รเกดิ ที่ หมู่ ๑ ตำาบลบ้านคา อาำ เภอสวนผงึ้ จงั หวดั ราชบรุ ี เมอื่ พ.ศ. ๒๕๐๘ เม่ือ พ.ศ. ๒๕๔๙ นายวิเชียรได้รับการบันทึกในทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร. ๑๔) ตาม กฎหมายการทะเบียนราษฎรของรฐั ไทยในสถานะคนสญั ชาติไทย โดยมีเลขประจำาตวั ประชาชน ๑๓ หลัก ขึน้ ตน้ ดว้ ยเลข ๘ และมเี ลข ๗๖ เปน็ เลขประจาำ ตวั หลกั ทหี่ กและเจ็ด ซึ่งหมายความวา่ เขามสี ิทธใิ นสถานะบคุ คลตาม กฎหมายไทยวา่ ดว้ ยสญั ชาตเิ ปน็ คนสญั ชาตไิ ทยโดยการเกดิ โดยหลกั ดนิ แดนโดยคาำ สงั่ ของรฐั มนตรวี า่ การกระทรวง มหาดไทย จากการสอบขอ้ เทจ็ จรงิ เพมิ่ เตมิ เราถามวา่ ขณะทดี่ ำาเนนิ การทำาบตั รประชาชนนนั้ ทำาไมนายวเิ ชยี รจงึ ไม่แจ้งอำาเภอบ้านคาว่า เขามีบุตรสาวทยี่ ังไรร้ ัฐอกี ๑ คน ซึง่ ในขณะน้ัน ก็น่าจะมีอายปุ ระมาณ ๑๐ ปี เขาเลา่ ให้ฟังว่า เขาได้แจ้งต่อเจ้าหน้าท่ีของอำาเภอบ้านคาแล้วว่า เขามีภริยาและบุตรที่ยังประสบปัญหาความไร้รัฐ แต่ เจา้ หนา้ ท่ีก็แนะนำาให้เขาจัดการปญั หาของตวั เองก่อน แลว้ ค่อยไปจัดการปัญหาของภริยาและบตุ รตอ่ ไป ๘ เป็นเรือ่ งจริงที่ผ้บู ันทึกไดห้ ารือเขา้ มาท่ีโครงการบางกอกคลนิ กิ คณะนติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแตก่ ลาง พ.ศ. ๒๕๖๐ และกรณยี ังอย่ใู นระหวา่ งการให้ความช่วยเหลอื ทางกฎหมาย และผ้บู ันทึก ตลอดจนผ้ทู เ่ี ก่ียวขอ้ งกบั เรอื่ งราวนป้ี ระสงคท์ จ่ี ะให้เรอ่ื ง ราวนถ้ี กู ศึกษาและเผยแพร่ผลการให้ความช่วยเหลอื ทางกฎหมายออกไปยังบุคคลในสถานการณเ์ ดียวกัน ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ผ่านกรณศี ึกษาจากเรื่องจริง : วา่ ดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ

31 ต่อมา เม่ือวนั ท่ี ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ นางสาวพลอยไดร้ ับการสำารวจเปน็ นักเรียนไรส้ ญั ชาติ ในสถาบนั การศึกษาไทยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันท่ี ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ดังปรากฏตามแบบสาำ รวจเพ่ือ จัดทาำ ทะเบียนสาำ หรบั บุคคลที่ไม่มสี ถานะทางทะเบียน (แบบ ๘๙) เลขทส่ี าำ รวจ ๐๐๑๑๐ และระบสุ ถานทส่ี าำ รวจ ก็คอื โรงเรยี นหลวงแพทยโ์ กศลอุปถัมภ์ หมู่ ๑ ตำาบลทา่ จนี อำาเภอเมือง จงั หวัดสมุทรสาคร เพ่ือเดก็ หญงิ พลอย เลิศหงษ์ ซ่ึงเรียนในระดับการศึกษาช้ันประถมปีที่ ๔ ลงนามผู้ขอรับรองว่า ข้อความข้างต้นเป็นความจริงทุก ประการ โดย (๑) เดก็ หญิงพลอย เลิศหงษ์ ผไู้ ดร้ บั การสาำ รวจ และ (๒) นายสชุ าติ เติมสายทอง ครู ค.ศ.๒ ผสู้ าำ รวจ และไม่ปรากฏการบนั ทกึ ขอ้ มลู ใดๆ ของนายทะเบียน แม้เอกสารจะไม่ระบุปีท่ีจดั ทาำ โดยพิจารณาจากช่วงเวลา ทีน่ างสาวพลอยเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ่ี ๔ กค็ ือ พ.ศ. ๒๕๔๙ นั่นเอง แต่อยา่ งไรกต็ าม กวา่ นางสาวพลอยจะได้ รับการบันทึกในทะเบยี นประวตั แิ ละออกบตั รประจำาตัวบคุ คลทไี่ ม่มสี ถานะทางทะเบยี น ก็คอื พ.ศ. ๒๕๕๒ เมอ่ื วันที่ ๒๕ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ นายภาคภูมิ แสวงคำา แห่งมูลนิธิรักษ์ไทย ได้หารือกับสำานัก ทะเบยี นอาำ เภอบ้านคาทจี่ ะขอพสิ จู น์สทิ ธิในสญั ชาติไทยโดยการเกดิ ให้แก่นางสาวพลอย เลิศหงษ์ และกบ็ รรลุถงึ ข้อตกลงที่จะใช้วิธีการพิสูจน์สัมพันธภาพระหว่างนายวิเชียรและนางสาวพลอยโดย DNA ทั้งน้ี สำานักทะเบียน อำาเภอบา้ นคาจงึ ออกหนังสอื อาำ เภอบ้านคาท่ี รบ ๑๐๑๗/๒๙๒๑ ลงวันท่ี ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เร่ืองขอ ความอนเุ คราะห์ตรวจ DNA ถึงผู้อำานวยการสถาบันนิติวทิ ยาศาสตร์ เม่อื พ.ศ. ๒๕๕๓ สถาบนั นิติวทิ ยาศาสตร์ มหี นงั สอื สถาบนั นิติวิทยาศาสตร์ ท่ี ยธ ๑๐๐๒.๑๓/๐๒๔๘ เมอื่ วนั ท่ี ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เรือ่ งขอส่งรายงานผลการตรวจพิสจู น์สารพันธุกรรมถงึ นายอาำ เภอบา้ นคา หนงั สอื ฉบบั นส้ี รปุ อยา่ งชดั เจนวา่ จากการตรวจพสิ จู นพ์ บวา่ ไมม่ ขี อ้ ขดั แยง้ ในความสมั พนั ธก์ ารเปน็ บดิ าและบตุ ร ของนายวเิ ชยี ร เลศิ หงษ์ (รายการที่ ๑) และเดก็ หญงิ พลอย เลศิ หงษ์ (รายการที่ ๒) ตามหลกั การถา่ ยทอดพนั ธกุ รรม ด้วยคา่ ความเช่ือมน่ั (probability of paternity) ๙๙.๙๘๙๙๒๑๓๘ % หนังสือน้ีลงนามโดย คณุ หญิงพรทพิ ย์ โรจนสุนนั ท์ ผอู้ าำ นวยการสถาบนั นติ วิ ิทยาศาสตร์ แม้จะมีผลการตรวจ DNA ดังกล่าว นางสาวพลอยเล่าว่า อำาเภอบ้านคาปฏิเสธการเพ่ิมช่ือนางสาว พลอย โดยอา้ งเหตุผลว่า นางสาวพลอย ซ่งึ เปน็ บตุ รของคณุ วเิ ขยี ร ผู้ร้องได้รับการสำารวจรายชอื่ โดยสถานศกึ ษา และกำาหนดเลขประจำาตัวบุคคลตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๑ ณ สำานักทะเบียน อำาเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร จึงไม่ สามารถเพิกถอนเลขประจำาตัวเดิมได้ นางสาวพลอยจึงต้องกลับมายื่นคำาร้องขอออกบัตรประจำาตัวบุคคลท่ีไม่มี สถานะทางทะเบยี น ณ สำานกั ทะเบียนอำาเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร จะเห็นว่า นายวิเชียรมีความพยายามตลอดระระยะเวลา ๑๐ ปีนับแต่ พ.ศ. ๒๕๔๙ ท่ีจะทำาบัตร ประชาชนให้แก่บุตรสาวน้อยของเขา แต่กระบวนการร้องขอการรับรองสิทธิในสัญชาติไทยเพ่ือนางสาวพลอยก็ ยงั ไมแ่ ลว้ เสรจ็ จนถึงปัจจุบัน แม้จะมกี ารร้องขอและรอ้ งทุกขต์ ่อหลายหน่วยงานตลอดเวลากวา่ ๑๐ ปี อาทิ (๑) สำานักทะเบยี นอำาเภอเมืองสมทุ รสาครเมือ่ วันที่ ๖ กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ (๒) นายภาคภมู ิ แสวงคำา แหง่ มลู นิธิ รกั ษไ์ ทย เม่อื พ.ศ.๒๕๕๔ (๓) สถาบนั นติ ิวิทยาศาสตร์ เม่อื พ.ศ.๒๕๕๔ เชน่ กนั (๔) สาำ นักทะเบียนอำาเภอบ้าน คาเม่ือ พ.ศ. ๒๕๕๕ (๕) ศนู ย์ดำารงธรรมจังหวดั ราชบรุ ี เมือ่ วนั ที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘ (๖) โครงการกาำ หนด สถานะใหแ้ ก่บุคคลไรส้ ญั ชาติ ประจำาปี ๒๕๕๘ (๗) ผอู้ าำ นวยการคลนิ กิ กฎหมายสญั ชาติ กรมการปกครอง เมอ่ื วันที่ ๑๐ มนี าคม พ.ศ.๒๕๕๙ และ (๘) โครงการบางกอกคลินกิ เพ่ือบคุ คลทม่ี ีปญั หาการรับรองสถานะบุคคลตาม กฎหมาย คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ซง่ึ อาจารยศ์ ิวนุช สร้อยทอง นกั ศกึ ษาปรญิ ญาเอกของคณะ นติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ และกาำ ลงั เตรยี มวทิ ยานพิ นธว์ า่ ดว้ ยกระบวนการยตุ ธิ รรมเพอื่ คนทม่ี สี บื สาย ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี คุ คล ผ่านกรณศี ึกษาจากเรื่องจริง : วา่ ดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสัญชาติ

32 โลหติ ไทย ไดร้ บั มอบหมายใหเ้ ขา้ ชว่ ยเหลอื ทางกฎหมายแกน่ างสาวพลอย โดยไดร้ บั ทนุ การทาำ งานจากมลู นธิ ฮิ นั ส์ ไซเดล แห่งประเทศเยอรมัน ในฐานะท่ีท่านทำางานในทีมเข้าช่วยเหลอื ทางกฎหมายเพ่อื นางสาวพลอย เลศิ หงษ์ โปรดตอบคำาถาม ดังต่อไปนี้ โดยใช้หลกั กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล (๒) นายวเิ ชยี ร และนางสาวพลอย เลศิ หงษ ์ มจี ดุ เกาะเกยี่ วทแ่ี ทจ้ รงิ โดยการเกดิ กบั รฐั ไทยหรอื ไม ่ ? อย่างไร ? เพราะเหตใุ ด ?๙ ประเด็นตามคำาถามเป็นเรื่องของการกำาหนดจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงระหว่างรัฐอธิปไตยและเอกชน ซึ่งโดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล รัฐอธิปไตยย่อมมีจุดเกาะเก่ียวที่แท้จริงกับเอกชนท่ีตกอยู่ ภายใต้อำานาจอธิปไตยของรัฐนั้น จุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงท่ีปรากฏในสัมพันธภาพระหว่างรัฐและเอกชนนั้นมีอยู่ ๒ ลักษณะ กล่าวคือ (๑) จดุ เกาะเกยี่ วโดยการเกดิ และ (๒) จดุ เกาะเกย่ี วภายหลงั การเกิด ในขณะที่เกิด เอกชนประเภทมนุษย์หรือบุคคลธรรมดาอาจมีจุดเกาะเก่ียวท่ีแท้จริงกับรัฐอธิปไตย ใน ๓ ลักษณะดว้ ยกัน กล่าวคือ (๑) รัฐเจา้ ของถน่ิ ท่เี กิด (๒) รฐั เจา้ ของสัญชาตขิ องบิดา และ (๓) รฐั เจา้ ของ สญั ชาติของมารดา ด้วยว่า ขอ้ เทจ็ จริงทงั้ สามประการนำามนษุ ยไ์ ปสูค่ วามกลมกลืนทางสงั คม (Socialization / Assimilation/Integration) กบั รฐั เจา้ ของสญั ชาติตัง้ แตเ่ กิด ตอ่ มา ภายหลงั การเกดิ เอกชนประเภทมนษุ ยห์ รอื บคุ คลธรรมดาอาจมจี ดุ เกาะเกยี่ วทแี่ ทจ้ รงิ กบั รฐั ใน ๒ สถานะ กล่าวคือ (๑) รัฐเจ้าของสัญชาติของคู่สมรส และ (๒) รัฐซ่ึงมีความสัมพันธ์ท่ีแท้จริงกับเอกชนโดย ข้อเท็จจริง กล่าวคือ (๑) มีภูมิลำาเนาอยู่ในรัฐเป็นระยะเวลานานพอที่จะมีความกลมกลืนกับสังคมของรัฐน้ันได้ (๒) มีครอบครวั เปน็ บุคคลทม่ี สี ัญชาติของรัฐนนั้ ได้ (๓) ทาำ คุณประโยชนใ์ หก้ บั รฐั น้ัน และ (๔) อาศัยอยใู่ นดินแดน ทร่ี ัฐไดม้ าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขตแห่งรัฐ ด้วยวา่ ขอ้ เท็จจริงท้ังสามประการนำามนษุ ยไ์ ปสู่ความกลมกลืนทาง สังคม (Socialization /Assimilation/Integration) กับรฐั เจา้ ของสัญชาติภายหลงั การเกดิ เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาสัมพันธภาพระหว่างรัฐไทยกับนายวิเชียร และระหว่างรัฐไทยกับนางสาว พลอย เราอาจจะสรปุ ไดด้ ังนี้ (๑.) นายวเิ ชยี รมจี ดุ เกาะเกย่ี วอยา่ งแทจ้ รงิ กบั รฐั ไทยหรอื ไม ่ ? อยา่ งไร ? เพราะเหตใุ ด ? จากการพจิ ารณาขอ้ เทจ็ จรงิ ทร่ี บั ฟงั ไดข้ องนายวเิ ชยี ร เราจงึ สรปุ ไดว้ า่ นายวเิ ชยี รมจี ดุ เกาะเกยี่ วทแี่ ท้ จรงิ “โดยการเกิด” กบั รัฐไทยโดยหลกั ดนิ แดน เพราะนายวิเชยี รเกดิ ในประเทศไทย ณ อาำ เภอสวนผง้ึ จังหวัด ราชบรุ ี ใน พ.ศ.๒๕๐๘ หรอื ในปจั จุบัน ก็คือ อาำ เภอบา้ นคา จงั หวดั ราชบรุ ี แตเ่ ขาไมม่ ีจดุ เกาะเกี่ยวที่แท้จริงกับ ประเทศไทยโดยการเกดิ โดยหลกั บุคคลประเภทหลกั สืบสายโลหิต ทัง้ น้ี เพราะนางเพ็ญศรี มารดาของนายวิเชียร และนางทองคำา บิดาของนายวเิ ชยี รนนั้ เกิดในประเทศเมียนมา ๙ วชิ า น.๔๙๐/น.๔๙๑ กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี ุคคล การสอบความรูช้ ัน้ ปริญญาตรี ภาคบัณฑิต คณะนติ ิศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การสอบภาคที่ ๒ ประจาำ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๐ วชิ าบังคบั ชั้นปที ี่ ๔ วนั ท่ี ๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๑ ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี ุคคล ผ่านกรณีศกึ ษาจากเรือ่ งจริง : วา่ ด้วยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ

33 (๒) นางสาวพลอยมีจุดเกาะเก่ียวอย่างแท้จริงกับรัฐไทยหรือไม่ ? อย่างไร ? เพราะ เหตใุ ด ? จากการพจิ ารณาขอ้ เทจ็ จรงิ ทรี่ บั ฟงั ไดข้ องนางสาวพลอย เราจงึ สรปุ ไดว้ า่ นางสาวพลอยมจี ดุ เกาะ เกยี่ วกบั ประเทศไทยใน ๒ ลักษณะ กล่าวคือ ในประการแรก นางสาวพลอยมีจุดเกาะเกี่ยวอย่างแท้จริงกับรัฐไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดน ทง้ั นี้ เพราะเธอเกดิ ในประเทศไทย ณ อาำ เภอบ้านคา จงั หวัดราชบุรี ในประการที่สอง นางสาวพลอยมีจุดเกาะเก่ียวอย่างแท้จริงกับรัฐไทยโดยการเกิดโดยหลักบุคคล ประเภทหลักสืบสายโลหิต ท้ังนี้ เพราะเธอมีบิดาเป็นคนที่เกิดในประเทศไทย แม้ว่า นายวิเชียร บิดาของ นางสาวพลอยจะเปน็ เพยี งบดิ าตามขอ้ เทจ็ จรงิ เพราะมไิ ดม้ กี ารจดทะเบยี นสมรสระหวา่ งนายวเิ ชยี ร และนางเอมู มารดาของนางสาวพลอย และแมว้ า่ นายวเิ ชยี รจะไมไ่ ดร้ บั การรบั รอง “สถานะคนสญั ชาตไิ ทย” ในขณะทนี่ างสาว พลอยเกิดกต็ าม แตก่ ค็ งปฏิเสธมิไดว้ า่ นายวเิ ชียรเป็นคนเกดิ ในประเทศไทย จึงมีจุดเกาะเกี่ยวท่ีแทจ้ ริงกับรฐั ไทย ตัง้ แต่เกิด เราจงึ สรปุ ไดว้ า่ นายวเิ ชยี รมจี ดุ เกาะเกยี่ วทแ่ี ทจ้ รงิ กบั รฐั ไทยโดยหลกั ดนิ แดนเทา่ นนั้ ในขณะทนี่ างสาว พลอยมจี ุดเกาะเก่ยี วที่แท้จริงกบั รฐั ไทยท้งั โดยหลักดนิ แดนและหลักบคุ คล หมายเหต ุ กรณศี กึ ษานางสาวพลอย เลศิ หงษ์ เป็นข้อเท็จจริงท่ที ้าทายวิชานติ ิศาสตรไ์ ทยอยา่ งยิง่ ในขณะท่กี าำ ลงั มีการสอบคร้ังน้ี ด้วยว่า กรมการปกครองมีหนังสือสั่งการปฏิเสธสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจาก บดิ าของนางสาวพลอย เลิศหงษ์ ซึง่ ก็จะเปน็ การปฏิเสธสถานะคนสัญชาติไทยโดยการเกดิ ของนายวิเชยี ร ซึ่งมีจดุ เกาะเกี่ยวทแ่ี ท้จรงิ โดยการเกดิ กบั รัฐไทยเพราะเกิดในประเทศไทย อันทาำ ให้นายวเิ ชียรถกู ปฏิบัติเย่ยี งคนสัญชาติ ไทยภายหลังการเกิด และส่งผลร้ายต่อไปยังนางสาวพลอยท่ีจะถูกเลือกปฏิบัติจากบุตรของบิดาสัญชาติไทยอื่น นางสาวพลอยจึงตัดสินใจที่จะใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมต่อศาลปกครองเพ่ือยืนยันสิทธิในสัญชาติไทยโดย หลักสืบสายโลหิตจากบิดาของตน แต่อย่างไรก็ตาม กรมการปกครองก็มิได้ปฏิเสธสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดนของ นางสาวพลอย และยังสั่งการให้สอบสวนความล่าช้าของการรักษาการตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรและ กฎหมายสัญชาติทที่ าำ ให้นางสาวพลอยตกเป็นคนไรร้ ัฐมาตั้งแตเ่ กดิ จนถึง พ.ศ. ๒๕๕๒ และประสบปัญหาความ ไรส้ ัญชาติจนถึงปัจจุบัน กรณีศึกษานางสาวพลอย เลศิ หงษ ์ จงึ เป็น “ไม้บรรทัด” ทว่ี ดั ศกั ยภาพในปัจจบุ นั ของฝ่ายบริหาร ของรฐั ไทยในการรกั ษาความยตุ ิธรรมทางสญั ชาต ิ นัน่ เอง ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล ผา่ นกรณศี กึ ษาจากเรอ่ื งจรงิ : ว่าดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ

34 (๓) รัฐไทยใช้กฎหมายไทยฉบับใดบ้าง และมาตราหรือขอ้ ใดบา้ งในกฎหมายดังกลา่ ว เพือ่ รับรองสิทธิในสญั ชาติไทยของนายวเิ ชยี ร เลิศหงษ์ อยา่ งไร เพราะเหตุใด๑๐ โดยพจิ ารณาขอ้ เทจ็ จริงของนายวิเชียร ประกอบกบั ววิ ัฒนาการกฎหมายไทยว่าด้วยสัญชาติ เราอาจ ตอบได้ว่า มกี ฎหมายไทยท่นี า่ จะมผี ลตอ่ นายวิเชียร ๓ ฉบับด้วยกนั กลา่ วคือ ---------------------------------------------------- ฉบบั แรก ก็คือ พ.ร.บ. สญั ชาติ พ.ศ. ๒๔๙๕ ซ่งึ แกไ้ ขและเพิ่มเตมิ โดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบบั ท ี่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๙ ซง่ึ มีผลตอ่ นายวเิ ชยี รตง้ั แต่เกดิ เม่ือปรากฏว่า นายวเิ ชยี รเกดิ ในประเทศไทยเมอ่ื พ.ศ.๒๕๐๘ โดยไม่ทราบวันเดือนเกิด กรณีจึงเป็นไป ตามมาตรา ๑๖ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ จึงต้องถือว่า เขาเกดิ ในวันท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๘ ดังนัน้ กฎหมายไทยวา่ ดว้ ยสัญชาตทิ ีม่ ผี ลในวนั ท่ดี ังกล่าว จงึ ได้เแก่ มาตรา ๗ (๓) แห่ง พ.ร.บ. สญั ชาติ พ.ศ. ๒๔๙๕ ซ่งึ แก้ไขและเพม่ิ เติมโดย พ.ร.บ. สญั ชาติ (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๙ ซ่งึ บัญญตั ิรับรองสิทธใิ นสญั ชาติไทย โดยหลกั ดินแดนโดยการเกดิ ใหแ้ ก่บุคคลธรรมดาทุกคนท่ีเกดิ ในประเทศไทย ดังน้ัน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายวิเชียรเกิดในประเทศไทย เขาจึงย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดย หลักดนิ แดนโดยการเกดิ จะเห็นวา่ สิทธใิ นสญั ชาติไทยน้ีเป็นไปโดยการเกดิ และไมม่ ีเงื่อนไข จึงมผี ลโดยทนั ที ---------------------------------------------------- ฉบบั ท่สี อง ก็คือ ประกาศคณะปฏิวัตฉิ บับท่ ี ๓๓๗ ลงวนั ท ่ี ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ซึง่ มผี ลต่อ สทิ ธิในสัญชาตไิ ทยโดยหลักดนิ แดนโดยการเกดิ ของนายวิเชียร ตง้ั แตว่ นั ท่ี ๑๔ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ จนถงึ วนั ที ่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ เราพบว่า ขอ้ ๑ แหง่ ประกาศคณะปฏิวัตฉิ บับท่ี ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ซ่งึ มีสถานะ เป็นกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐไทย บัญญัติให้ถอนสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนของบุคคลที่มี ลักษณะ ๓ ประการดงั ต่อไปนี้ใหเ้ สยี สิทธใิ นสัญชาติไทยน้ีต้ังแตว่ นั ที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ กล่าวคอื (๑) เกิด ในประเทศไทยก่อนวันที่ ๑๔ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ (๒) ในขณะท่เี กดิ บดิ าที่ชอบดว้ ยกฎหมายเปน็ คนต่างดา้ ว หรอื ในกรณที ไี่ มป่ รากฏบดิ าทช่ี อบดว้ ยกฎหมาย มารดาเปน็ คนตา่ วดา้ ว และ (๓) บดิ าหรอื มารดานนั้ มสี ถานะเปน็ คนตา่ งด้าวท่ีเขา้ เมืองไทยในลกั ษณะไม่ถาวร ๑๐ วชิ า น.๔๙๐/น.๔๙๑ กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล การสอบความรู้ช้นั ปริญญาตรี ภาคบัณฑิต คณะนติ ิศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การสอบภาคท่ี ๒ ประจาำ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๐ วชิ าบงั คับ ช้นั ปที ่ี ๔ วันท่ี ๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๑ ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี ุคคล ผา่ นกรณศี ึกษาจากเรือ่ งจริง : ว่าดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ

35 ดงั นนั้ เมอื่ (๑) นายวเิ ชยี รเกดิ กอ่ นวนั ที่ ๑๔ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ (๒) ไมป่ รากฏวา่ นางเพญ็ ศรี มารดา เปน็ คนสัญชาติไทย และไม่ปรากฎว่า นายทองคาำ บิดาของนายวเิ ชียร จดทะเบยี นสมรสตามกฎหมายกับมารดา และ (๓) นางเพญ็ ศรี มารดาของนายวเิ ชียร เปน็ คนจากเมียนมาที่อพยพหนีความไมส่ งบในประเทศต้นทางเขา้ มา ในประเทศไทย จงึ นา่ จะเปน็ คนตา่ งดา้ วทเ่ี ขา้ เมอื งผดิ กฎหมายในขณะทน่ี ายวเิ ชยี รเกดิ จงึ อาจสรปุ ไดว้ า่ นายวเิ ชยี ร เสียสทิ ธิในสญั ชาติไทยโดยการเกดิ ที่มีอยโู่ ดยผลอตั โนมัติของขอ้ ๑ แหง่ ประกาศคณะปฏวิ ัตฉิ บบั ที่ ๓๓๗ และ หากต้องการถือสิทธิในสัญชาติไทยต่อไป เขาก็จะต้องไปร้องขอสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนต่อรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย และเมื่อรัฐมนตรีดังกล่าวอนุญาต เขาก็จะสามารถใช้สิทธิในสัญชาติไทยอีกครั้ง ซ่ึงรัฐมนตรนี ยี้ อ่ มจะใชอ้ ำานาจตามวรรคท้ายของขอ้ ๑ แห่ง ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ หากไมม่ กี ารรอ้ งขอ ใช้สิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนตามวรรท้ายของข้อ ๑ นี้ คนท่ีถูกถอนสิทธิในสัญชาติไทยเพราะเกิดใน ประเทศไทยกอ่ นวนั ที่ ๑๔ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ จงึ มสี ถานะเปน็ “คนตา่ งดา้ วทเ่ี กดิ ในประเทศไทย” เราตระหนกั ว่า คนในสถานการณ์นี้ย่อมเป็น “คนต่างด้าวเทียม” เพราะพวกเขาทรงสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน “แบบมีเงื่อนไข” จะเหน็ วา่ แมน้ ายวเิ ชยี รจะไดร้ บั การรบั รองสทิ ธทิ จี่ ะขออนญุ าตใชส้ ทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยโดยหลกั ดนิ แดน นต้ี อ่ รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทยโดยวรรทา้ ยของข้อ ๑ แหง่ ประกาศคณะปฏวิ ัติฉบับท่ี ๓๓๗ ลงวนั ท่ี ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ แต่เมื่อนายวิเชียรไม่เคยใช้สิทธิ การรับรองสิทธิในสัญชาติไทยจึงไม่เกิดข้ึน และแม้ว่า นายวิเชียรขอใช้สิทธิ ก็เช่ือกันว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวมหาดไทยก็อาจไม่อนุญาตก็ได้ เพราะช่วงเวลาของ ประกาศคณะปฏิวัติฉบับท่ี ๓๓๗ เป็นช่วงเวลาของแนวคิดแบบแคบนิยมในเร่ืองการรับรองสิทธิในสัญชาติไทย ของบุตรของบพุ การีต่างดา้ วเพราะเกดิ ในประเทศไทย ฉบับที่สาม กค็ ือ พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ซง่ึ มีผลต่อสทิ ธิในสญั ชาติไทยโดยหลัก ดินแดนโดยการเกดิ ของนายวิเชียร ต้ังแตว่ ันที่ ๒๖ กมุ ภาพันธ ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ จนถึงปจั จุบนั จะเห็นวา่ เมือ่ นายวิเชียรไดร้ ับการออกบตั รประชาชนทแ่ี สดงสทิ ธิในสัญชาติไทยเมื่อราว พ.ศ. ๒๕๔๙ จงึ อาจสรปุ ไดว้ า่ นายวเิ ชยี รไดใ้ ชส้ ทิ ธริ อ้ งขอใชส้ ญั ชาตไิ ทยโดยผลของมาตรา ๗ ทว ิ วรรค ๒ แหง่ พ.ร.บ. สญั ชาต ิ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึ่งถูกแกไ้ ขและเพิม่ เตมิ โดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ประกอบกับมาตรา ๑๑ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ. สัญชาต ิ (ฉบบั ท ี่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ซงึ่ ใหอ้ ำานาจแกร่ ัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่จะ ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล ผ่านกรณีศึกษาจากเร่ืองจรงิ : วา่ ด้วยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ

36 รบั รองสทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยใหแ้ กค่ นทเี่ กดิ ในประเทศไทยกอ่ นวนั ท่ี ๒๖ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ จากบพุ การตี า่ งดา้ ว ทีเ่ ขา้ เมอื งไมถ่ าวร ซ่ึงนายวิเชียรก็น่าจะเป็นคนหนึง่ ทร่ี อ้ งขออนุญาตใชส้ ิทธิในสัญชาตไิ ทยตอ่ รฐั มนตรีดังกลา่ วใน ราว พ.ศ. ๒๕๔๙ และเราตระหนักว่า รัฐมนตรีดังกล่าวก็คงอนุญาตให้นายวิเชียรถือสัญชาติไทย ดังปรากฏว่า สาำ นกั ทะเบยี นอาำ เภอบา้ นคากไ็ ดบ้ นั ทกึ ชอื่ นายวเิ ชยี รในทะเบยี นบา้ นประเภทคนอยถู่ าวร (ท.ร. ๑๔) ตามกฎหมาย ไทยวา่ ดว้ ยการทะเบยี นราษฎรในสถานะคนสญั ชาติไทย และกำาหนดเลขประจาำ ตัว ๑๓ หลัก ข้นึ ตน้ ด้วย ๘ ให้ นายวเิ ชยี รถือ และออกบตั รประชาชนเพือ่ ให้นายวเิ ชยี รใช้แสดงตนเป็นคนสัญชาติไทย เราจึงสรปุ ว่า นายวเิ ชยี ร จงึ กลับคนื สสู่ ทิ ธิและสถานะในสญั ชาติไทยเพราะเกดิ ในประเทศไทยเม่ือ พ.ศ. ๒๕๐๘ อกี คร้ังตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๙ และไมเ่ คยเสยี สทิ ธนิ อ้ี กี เลย หมายเหตุ ผอู้ อกขอ้ สอบไมไ่ ดอ้ อกขอ้ สอบเพอื่ ถามถงึ “ประเดน็ วา่ สทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยโดยหลกั ดนิ แดนเพราะเกดิ ในประเทศไทย ซึง่ นายวิเชยี รได้กลับคืนมาใน พ.ศ. ๒๕๔๙ น้ี มีคณุ ภาพอยา่ งไร ?” ทั้งท่เี ป็นประเดน็ ท่ีกำาลังถูก ยกข้ึนมาปฏิเสธสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดาของนางสาวพลอย บุตรของนายวิเชียร ด้วยว่า การเรียนการสอนของเราไม่ได้ลงลึกมากนัก แต่ก็อยากจะเขียนหมายเหตุว่า เป็นอีกคร้ังที่บางความคิด ในกรมการปกครองพยายามที่จะตีความ “แบบแคบนิยม” ในเรื่องสิทธิและสถานะในสัญชาติไทยเพราะเกิดใน ประเทศไทยของ “คนทีเ่ กิดในประเทศไทยจากบพุ การตี ่างด้าวทเ่ี ข้าเมืองไทยแบบไมถ่ าวร” ซ่งึ เรือ่ งนี้อาจจะเดนิ ทางไปสู่ศาลปกครองอีกครั้งหน่ึง หลังจากคดีของนายสุขสันต์ สามพายวรกิจในคำาพิพากษาศาลปกครองทั้งชั้น ตน้ เมอื่ พ.ศ. ๒๕๕๑๑๑ และศาลปกครองสงู สดุ เมือ่ พ.ศ. ๒๕๕๘๑๒ แมบ้ างความคิดในกรมการปกครองใน พ.ศ. ๑๑ คำาพิพากษาศาลปกครองราชสมี าลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ระหวา่ ง นายสขุ สนั ต์ สามพายวรกิจ ผู้ฟ้องคดี กับ ผู้อาำ นวยการการเลอื กตั้งประจาำ เทศบาลนครอุบลราชธานที ่ี ๑ คณะกรรมการการเลือกต้งั ประจาำ จงั หวัดอุบลราชธานี ท่ี ๒ คณะกรรมการ การเลือกตั้งท่ี ๓ ผู้ถกู ฟอ้ งคดี เรอื่ งคดพี พิ าทเกยี่ วกบั การทเ่ี จา้ หนา้ ทขี่ องรฐั ออกคาำ สง่ั โดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย ซง่ึ ชวี้ า่ ผไู้ ดร้ บั สญั ชาตไิ ทยตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซ่ึงแก้ไขและเพมิ่ เติมโดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นผมู้ ีสัญชาติไทยโดยการ เกดิ มาต้ังแตต่ น้ แล้ว (กรณีการประกาศไม่รบั สมคั รเปน็ ผ้สู มคั รรบั เลอื กตัง้ สมาชิกสภาเทศบาลนครอุบลราชธานี เขตเลือกตั้งท่ี ๓ ในการเลอื ก ต้ังเมอ่ื วันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เพราะผู้ฟอ้ งมิไดม้ สี ญั ชาตไิ ทยโดยการเกิด) ๑๒ คำาพิพากษาศาลปกครอสูงสุด คดหี มายเลขแดงท่ี อ.๙๖๙/๒๕๕๘ ระหวา่ งนายสขุ สันต์ สามพายวรกิจ ผู้ฟอ้ งคดี กับคณะ กรรมการการเลอื กตั้ประจาำ จงั หวัดอุบลราชธานี และพวก ผถู้ ูกฟ้องคดี ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี คุ คล ผา่ นกรณศี กึ ษาจากเรือ่ งจริง : วา่ ด้วยคนหลายรัฐคนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ

37 ๒๕๕๘ กพ็ ยายามทจ่ี ะใช้ “แนวคดิ มนษุ ยน์ ยิ ม” ในการตคี วาม “สญั ชาตไิ ทยโดยคาำ สงั่ ของรฐั มนตรวี า่ การกระทรวง มหาดไทย ในทศิ ทางเดยี วกบั แนวคาำ พพิ ากษาของศาลปกครองดงั กลา่ ว แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม ใน พ.ศ. ๒๕๖๑ “แนวคดิ แคบนยิ ม” ไดถ้ กู ยกข้นึ มาเพือ่ “สรา้ งความแตกตา่ ง” ระหว่างบุตรของบิดาสัญชาติไทยโดยคำาสง่ั ของรัฐมนตรฯี ทเี่ กดิ กอ่ นการรบั รองสทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทย และบตุ รทเ่ี กดิ ภายหลงั การรบั รองสทิ ธิ การเลอื กปฏบิ ตั จิ งึ เกดิ ขนึ้ ระหวา่ ง บคุ คลใน ๒ สถานการณ์ และคาำ ถามท่ีกอ้ งขนึ้ ก็คอื ประเทศไทยไดป้ ระโยชนอ์ ะไรในการใชแ้ นวคดิ แคบนิยมแทน แนวคิดมนุษย์นิยม ความม่ันคงเชิงประชากรของรัฐไทยจะดีขึ้นด้วยแนวคิดแคบนิยมหรือแนวคิดมนุษย์นิยมกัน แน่ ? กรณศี ึกษานายวเิ ชียร เลิศหงษ์ และนางสาวพลอย เลศิ หงษ์ จึงเปน็ กรณสี าำ คญั ทีเ่ ป็น “คำาถามปัจจุบัน” ว่า ด้วย “ความยุติธรรมเพ่ือการรับรองสัญชาติไทย” คนท่ีได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกันกับนางสาวพลอย เลศิ หงษจ์ งึ มมี ากกวา่ หมน่ื คนอยา่ งแนน่ อน จงึ ควรทว่ี งการนติ ศิ าสตรไ์ ทยนา่ จะมาทำานติ ปิ รชั ญากนั ในเรอื่ งนอ้ี ยา่ ง ไม่ชักชา้ (๔.) ด้วยวา่ นางสาวพลอยตอ้ งการจะรอ้ งขอความยตุ ธิ รรมตอ่ ไป ถามว่า หากจะมี การฟอ้ งคดใี นศาลของรฐั ไทยเกย่ี วกบั การรบั รองสทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยของนางสาวพลอย ตามขอ้ เทจ็ จริงน ้ี นางสาวพลอยควรจะฟ้องตอ่ ศาลใดของรฐั ไทยบา้ ง ? เพราะเหตใุ ด ? และควรจะต้องฟ้องใครบ้าง ? เพราะเหตุใด ? การกล่าวอ้างสิทธิในกระบวนการ ยตุ ิธรรมระหว่างประเทศเป็นไปได้สาำ หรับนางสาวพลอยหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?๑๓ ประเด็นคำาถามท้ังสองเป็นเรอื่ งเกี่ยวกับสิทธใิ นความยุติธรรม ซงึ่ น่าจะมอี ยู่ ๒ ทศิ ทาง กลา่ วคอื (๑) กระบวนการยตุ ิธรรมภายในรฐั และ (๒) กระบวนการยุติธรรมระหว่างรฐั ดังน้นั นางสาวพลอยน่าจะมีความเปน็ ไปได้ ๒ ทศิ ทางท่ีจะร้องขอความยตุ ิธรรมต่อไป ทศิ ทางแรก กค็ อื การฟอ้ งคดใี นศาลของรฐั ไทยเกย่ี วกบั การรบั รองสทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยของนางสาว พลอยตามข้อเท็จจริงน้ี หากกระบวนการยุติธรรมก่อนศาล๑๔ โดยกรมการปกครองเอง ก็ไม่รับรองสิทธิใน สัญชาติไทยโดยการเกิดของนางสาวพลอย กระบวนการยตุ ิธรรมเพื่อรบั รองและบงั คบั การตามสิทธิในสัญชาติ ไทย ซงึ่ จดั การโดยศาลของรฐั ไทย อาจเกดิ ใน ๒ ศาลภายในของรฐั ไทย กลา่ วคือ ศาลภายในของรัฐไทยศาลแรกที่อาจมีคำาพิพากษาเพ่ือรับรองและบังคับการตามสิทธิและสถานะ ในสัญชาติไทย ก็คอื ศาลปกครอง ซ่งึ ประกอบดว้ ย (๑.) ศาลปกครองชัน้ ตน้ และ (๒.) ศาลปกครองสูงสุด สว่ น เจ้าหน้าทข่ี องรัฐไทยทม่ี ีอาำ นาจหน้าท่ี (๑.) รบั รองสิทธิและสถานะในสญั ชาตไิ ทย ตลอดจน (๒.) บงั คับการตาม สทิ ธนิ ้ี ตลอดจน (๓.) เยยี วยาความเสยี หายทเี่ กดิ ขนึ้ จากการถกู โตแ้ ยง้ สทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยทเี่ กดิ ขน้ึ กค็ อื เจา้ หนา้ ท่ี ๑๓ วชิ า น.๔๙๐/น.๔๙๑ กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล การสอบความรู้ชนั้ ปริญญาตรี ภาคบณั ฑิต คณะนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การสอบภาคท่ี ๒ ประจาำ ปีการศึกษา ๒๕๖๐ วิชาบงั คับ ชั้นปที ่ี ๔ วนั ที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑ ๑๔ สำาหรับทางปฏิบัติของประเทศไทย ข้อพิพาทเก่ียวกับสิทธิในสัญชาติไทยของมนุษย์ท่ีมีจุดเกาะเก่ียวที่แท้จริงอาจใช้ กระบวนการยุติธรรมก่อนศาลได้ใน ๒ ระดับ กล่าวคือ (๑) กระบวนการยุติธรรมเพ่ือรับรองสิทธิในสัญชาติไทยของมนุษย์ ซ่ึงจัดการโดย กระทรวงมหาดไทย ซึ่งรักษาการตามกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐไทยว่าด้วยสัญชาติไทยและการทะเบียนราษฎรเพื่อคนท่ีมีสิทธิใน สญั ชาตไิ ทย และ (๒) กระบวนการยตุ ธิ รรมเพอ่ื บังคบั การตามสิทธินี้ ซ่งึ จดั การโดยคณะกรรมการสทิ ธิมนุษยชนแห่งชาติ ข้อกฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล ผ่านกรณีศกึ ษาจากเร่อื งจรงิ : ว่าด้วยคนหลายรัฐคนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ

38 ของกระทรวมหาดไทย ซง่ึ รกั ษาการตามกฎหมายสัญชาติและกฎหมายการทะเบยี นราษฎร ดงั นั้น เม่ือนางสาว พลอยถูกปฏเิ สธการรับรองสิทธใิ นสญั ชาติไทยโดยการเกดิ มาตลอดระยะเวลากวา่ ๑๐ ปี โดยอาำ เภอท่ีเก่ยี วข้อง กล่าวคอื (๑) อำาเภอบางคา จังหวดั ราชบุรี ซ่ึงเป็นอำาเภออันเปน็ สถานท่เี กิดของนางสาวพลอย และ (๒) อาำ เภอ เมือง จังหวัดสมุทรสาคร ซ่ึงเป็นอำาเภอท่ีมีหน้าที่ดูแลสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรของนาย วิเชียรและนางสาวพลอย ตลอดจนตามกฎหมายว่าดว้ ยการละเมิดทางปกครอง ดังนั้น การฟ้องคดจี งึ ตอ้ งทาำ ต่อ นายอาำ เภอทง้ั สองนเี้ ปน็ ลำาดบั แรก และอาจฟ้องต่อไปยงั ผู้บังคบั บัญชาของนายอาำ เภอทัง้ สอง อนั ได้แก่ (๒) ผู้วา่ ราชการจงั หวดั ราชบรุ ี (๓) ผูว้ ่าราชการจงั หวัดสมทุ รสาคร (๔) อธบิ ดีกรมการปกครอง และ (๕) รัฐมนตรวี า่ การ กระทรวงมหาดไทย นอกจากนั้น ศาลภายในของรัฐไทยศาลที่สองท่ีอาจเข้ามาทำาหน้าท่ีลงโทษเจ้าหน้าท่ีของรัฐท่ีไม่ รบั รองและบงั คบั การตามสทิ ธแิ ละสถานะในสญั ชาตไิ ทย กค็ อื ศาลอาญา ทงั้ น้ี เพราะการไมย่ อมปฏบิ ตั หิ นา้ ที่ หรอื การปฏบิ ตั หิ นา้ ทอี่ ยา่ งลา่ ชา้ โดยไมส่ นใจระยะเวลาทก่ี าำ หนดโดยกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความปกครอง ยอ่ ม หมายถงึ การกระทาำ ความผดิ ตามมาตรา ๑๕๗ แหง่ ประมวลกฎหมายอาญา อยา่ งไมต่ อ้ งสงสยั และเปน็ ความ ผดิ รา้ ยแรงทสี่ ง่ ผลใหผ้ ทู้ รงสทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยตกเปน็ คนตา่ งดา้ วเทยี ม และอาจตกเปน็ คนไรร้ ฐั ไรส้ ญั ชาติ อกี ด้วย ตลอดจนขาดไรส้ ิทธิในสวสั ดกิ ารสังคมอนั พึง่ มีตอ่ คนท่มี สี ทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทย ซง่ึ ศาลอาญาของรฐั ไทย ก็ คือ (๑) ศาลช้ันตน้ (๒) ศาลอทุ ธรณ์ และ (๓) ศาลฎกี า ส่วนเจา้ หนา้ ทขี่ องกระทรวงมหาดไทยมกี ารกระทาำ ความ ผดิ ทางอาญาในการปฏบิ ตั หิ นา้ ทตี่ ามกฎหมายสญั ชาตแิ ละกฎหมายการทะเบยี นราษฎรนนั้ กจ็ ะตอ้ งพจิ ารณาองค์ ประกอบความผดิ เปน็ กรณเี ฉพาะเรอื่ งไป เราคงตอ้ งตระหนกั วา่ หากกระทรวงมหาดไทยหยอ่ นยานในการลงโทษ เจา้ หนา้ ของตนทก่ี ระทาำ ความผดิ อาญาเกย่ี วกบั การรบั รองสทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทย กจ็ ะมผี ทู้ รงสทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยแบบ ไมม่ เี งอ่ื นไขจาำ นวนไมน่ อ้ ยถกู ถอื เปน็ คนตา่ งดา้ ว และเสยี สทิ ธใิ นสวสั ดกิ ารสงั คมอนั พง่ึ มตี ามกฎหมาย กรณศี กึ ษา นางสาวพลอย เลศิ หงษ์ จงึ เปน็ การสง่ สญั ญานเตอื นกระทรวงมหาดไทยใหเ้ รง่ แสวงหาคาำ ตอบตอ่ ปญั หาความลา่ ชา้ ในการรบั รองสทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยของมนษุ ยท์ มี่ จี ดุ เกาะเกย่ี วทแ่ี ทจ้ รงิ กบั ประเทศไทย จะเหน็ วา่ การถกู ปฏเิ สธสทิ ธิ ในสัญชาติไทยตลอดเวลา ๒๐ กว่าปี ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเธอ ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน กระบวนการยุติธรรมทางอาญาท่ีหายไปในการบริหารจัดการการรับรองสิทธิในสัญชาติไทยจึงเป็นเรื่องที่ควร ทบทวนอยา่ งยงิ่ ในสว่ นของนางสาวพลอยนน้ั กระบวนการตรวจสอบความผดิ ของเจา้ หนา้ ทที่ เี่ กย่ี วขอ้ งถกู สงั่ การ แลว้ โดยกรมการปกครอง เราจงึ หวงั ทจ่ี ะเหน็ ความจรงิ จงั ในการใชก้ ระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญาอยา่ งตรงไปตรง มา เพอ่ื อธบิ ายความล่าช้าในการรบั รองสทิ ธใิ นสัญชาตไิ ทยโดยการเกิดของนางสาวพลอย เลิศหงษ์ ทศิ ทางท่สี อง กค็ ือ การรอ้ งทุกขเ์ ก่ยี วกบั ปัญหาการรบั รองสทิ ธใิ นสญั ชาติไทยของนางสาวพลอย ตามขอ้ เทจ็ จรงิ นี้ อาจมีตอ่ ไปยังกระบวนการยุตธิ รรมในระดับระหว่างประเทศไทยได้อย่างไม่ตอ้ งสงสยั ด้วย ว่าสิทธิในสัญชาติเป็นสิทธิท่ีได้รับการรับรองทั้งใน (๑) กฎหมายระหว่างประเทศท่ีไม่เป็นลายลักษณ์อักษร อันได้แก่ กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศและหลักกฎหมายท่ัวไปของกฎหมายระหว่างประเทศ และ (๒) กฎหมายระหว่างประเทศท่ีเป็นลายลักษณ์อักษร อันได้แก่ ปฏิญญา ตลอดจนสนธิสัญญาและอนุสัญญา ระหวา่ งประเทศหลายฉบบั ทร่ี บั รองสิทธใิ นสญั ชาตใิ ห้แกม่ นุษย์ สำาหรับประเทศไทยเอง ก็มกั ถกู ร้องทกุ ขใ์ นปัญหาความไรส้ ญั ชาตขิ องมนุษยใ์ นสงั คมไทย โดยเฉพาะ ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ผา่ นกรณีศึกษาจากเรอื่ งจรงิ : ว่าดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ

39 ปัญหาท่ีเกิดแก่ชาวเขาและชนกลุ่มน้อยของประเทศไทยมาแล้วอย่างต่อเน่ือง ดังนั้น หากกระบวนการยุติธรรม ในชน้ั ของกระทรวงมหาดไทยเพอ่ื รบั รองและบงั คบั การตามสทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยของนางสาวพลอยไมอ่ าจสาำ เรจ็ ลง ได้ การร้องทกุ ข์ต่อไปยังกระบวนการพจิ ารณาของสหประชาชาตใิ นรอบ UPR ตลอดจน (๑) ICCPR (๒) CERD (๓) CEDAW เป็นต้น ก็เป็นหนทางต่อไปที่จะจัดการสิทธิในความยุติธรรมให้แก่นางสาวพลอย ทั้งนี้ เพราะ ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกของสหประชาชาติ ตลอดจนเป็นภาคีของความตกลงระหว่างประเทศดังกล่าวมา ทกุ ฉบับ จึงสรปุ ไดว้ ่า นางสาวพลอยจงึ มีสทิ ธใิ นความยตุ ิธรรมทีร่ ักษาการโดยฝา่ ยตลุ าการของรัฐไทย และโดย สหประชาชาติ ซึ่งดูแลการรักษาการของประเทศไทยในส่วนที่เก่ียวข้องกับความยุติธรรมตามกฎหมายสัญชาติ อกี ดว้ ย การใหค้ วามช่วยเหลือทางกฎหมายแกน่ างสาวพลอยจงึ เป็นไปได้ หากกระทรวงมหาดไทยไมอ่ าจจดั การ ความยตุ ิธรรมเพื่อนางสาวพลอยในปที ี่ ๒๒ ของชีวิตของเธอ (๕) จะตอ้ งใชก้ ฎหมายของประเทศใดกาำ หนดความสมั พนั ธท์ างครอบครวั ระหวา่ งนาย วิเชียร นางเอมู และนางสาวพลอย ในระหว่างทน่ี างสาวพลอย เลศิ หงษ ์ ยังไม่ไดร้ ับ การกาำ หนดสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาต ิ ? เพราะเหตุใด ?๑๕ จะเห็นว่า เม่ือประเด็นท่ีจะต้องพิจารณาเป็นปัญหาการเลือกกฎหมายเพื่อกำาหนดความสัมพันธ์ทาง ครอบครัวระหว่าง (๑) นายวเิ ชียร บิดาตามขอ้ เทจ็ จรงิ ซ่งึ มสี ถานะคนสญั ชาตไิ ทย (๒) นางเอมู มารดาซม่ึ สี ถานะ คนสัญชาติเมียนมา และ (๓) นางสาวพลอย ซงึ่ ยงั ประสบปัญหาความไรส้ ัญชาติ ดังน้ัน นติ สิ ัมพันธ์ทางครอบครวั ระหวา่ งบคุ คลทง้ั สามจงึ เปน็ นติ สิ มั พนั ธท์ มี่ จี ดุ เกาะเกย่ี วกบั ๒ ประเทศ กลา่ วคอื (๑) ประเทศไทย โดยผา่ นสญั ชาติ และภมู ิลำาเนาของนายวิเชยี ร บิดา ตลอดจน โดยผ่านภูมิลาำ เนาของนางเอมู มารดา และนางสาวพลอย บุตรสาว นอกจากนนั้ โดยผา่ นสถานทเ่ี กดิ ของนางสาวพลอย และ (๒) ประเทศเมยี นมา โดยผา่ นสญั ชาตขิ องนาเอมู มารดา โดยสรปุ ของประเดน็ ทจ่ี ะพจิ ารณา จงึ เปน็ เรอื่ ง (๑) ตามกฎหมายเอกชนวา่ ดว้ ยครอบครวั และ (๒) เปน็ นติ สิ มั พนั ธ์ ท่ีมลี กั ษณะระหวา่ งประเทศ อนั ทำาใหต้ ้องใช้หลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คลเพ่ือพจิ ารณา หากจะ ตอ้ งการใหเ้ รือ่ งราวนเ้ี ปน็ ไปโดยชอบด้วยหลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศ อันทาำ ใหม้ ผี ลในทป่ี ระเทศของโลก โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เมื่อกรณีที่จะต้องพิจารณาเป็นเร่ืองตามกฎหมาย เอกชนและมลี กั ษณะระหวา่ งประเทศ กรณจี งึ ตอ้ งเปน็ ไปตาม “หลกั กฎหมายขดั กนั ” หรอื “กฎหมายวา่ ดว้ ยการ ขัดกนั แห่งกฎหมายเอกชน” ของรฐั เจ้าของศาลที่จะต้องพิจารณากรณี จะเหน็ วา่ ศาลภายในของโลกอาจถูกจำาแนกวัฒนธรรมทางกฎหมายขดั กันออกเปน็ ๒ ลกั ษณะ กล่าว คือ (๑) ศาลในตระกลู Civil Law ซ่งึ ประเทศไทยจัดว่า มีวัฒนธรรมทางกฎหมายแบบน้ี และ (๒) ศาลในตระกูล Common Law ซ่ึงสหภาพเมยี นมาจดั วา่ มีวฒั นธรรมทางกฎหมายแบบน้ี ดงั น้นั คำาตอบจงึ อาจแยกพิจารณา ออกไดเ้ ป็น ๒ ลักษณะ ในประการแรก หากเป็นการพิจารณาในศาลไทย หรือศาลท่ีมีวัฒนธรรมกฎหมายขัดกันแบบ ๑๕ วิชา น.๔๙๐/น.๔๙๑ กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี ุคคล การสอบความรชู้ ้ันปริญญาตรี ภาคบณั ฑติ คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ การสอบภาคท่ี ๒ ประจาำ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๐ วิชาบงั คบั ชน้ั ปีท่ี ๔ วันท่ี ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑ ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี ุคคล ผา่ นกรณศี กึ ษาจากเร่อื งจริง : วา่ ด้วยคนหลายรัฐคนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสัญชาติ

40 Civil Law ศาลดงั กลา่ วกจ็ ะเลือกใช้กฎหมายของรัฐเจ้าของสญั ชาติในการพจิ ารณาปญั หาความเปน็ บคุ คล ตามกฎหมายในสถานการณท์ วั่ ไป (Legal Personality) ตลอดจนปญั หาความเปน็ ครอบครวั (Familyhood) ซ่ึงจะเป็นไปตามกฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติของบุคคลหลักในครอบครัว ซึ่งสัมพันธภาพระหว่างบิดา มารดา และบุตร ในครอบครัวตามกฎหมาย ก็จะเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบิดาตามกฎหมาย ในขณะที่ สมั พนั ธภาพระหวา่ งคนในครอบครวั ทบ่ี ดิ าและมารดามไิ ดก้ อ่ ตงั้ ครอบครวั ตามกฎหมายดว้ ยการจดทะเบยี นสมรส สัมพันธภาพระหว่างมารดาและบุตรก็จะเป็นไปตามกฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติของมารดา สัมพันธภาพ ระหว่างบิดาตามข้อเท็จจริงและบุตรย่อมจะเป็นไปตามกฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติของบิดาตามข้อเท็จจริง นน้ั ซง่ึ มกั จะเปน็ ไปตามขอ้ กฎหมายวา่ ดว้ ยการรบั รองบตุ ร ดงั จะเหน็ วา่ หลกั กฎหมายดงั กลา่ วปรากฏในกฎหมาย ขัดกันไทยท่ีจะต้องเริ่มใช้ในการพิจารณากรณีตามข้อเท็จจริงหากประเด็นแห่งคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลไทย ซงึ่ ก็คอื มาตรา ๒๙ - ๓๑ แห่ง พ.ร.บ. วา่ ดว้ ยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ ซึ่งเปน็ กฎหมายขดั กนั ไทยท่ี มีผลในขณะท่จี ะต้องพจิ ารณาประเด็นแห่งคดี แตใ่ นระบบกฎหมายขัดกันแบบ Common Law ความสัมพนั ธ์ระหว่างบดิ า มารดา และบุตร จึงเป็น ไปตามกฎหมายของรัฐเจ้าของภูมิลำาเนาของบิดาตามกฎหมาย ในกรณีท่ีบิดาและมารดาสมรสกันตามกฎหมาย หรอื ในกรณที ไ่ี มป่ รากฏมบี ดิ าตามกฎหมาย กจ็ ะตอ้ งใชก้ ฎหมายของรฐั เจา้ ของภมู ลิ าำ เนาของมารดากาำ หนดความ สัมพันธ์ระหว่างมารดาและบุตร และก็จะต้องใช้กฎหมายของรัฐเจ้าของภูมิลำาเนาของบิดาตามข้อเท็จจริงเพ่ือ กาำ หนดสมั พนั ธภาพระหวา่ งบุตรและบิดาตามข้อเท็จจรงิ ซึ่งกลบั มารับรองบตุ ร ซึ่งกฎหมายขดั กนั เมยี นมากจ็ ะมี ลักษณะเชน่ นี้ เพราะรฐั เมยี นมามวี ัฒนธรรมทางกฎหมายแบบ Common Law สาำ หรับคนไรส้ ญั ชาตแิ ลว้ จะใช้ “กฎหมายของรัฐเจา้ ของภมู ลิ าำ เนาของบคุ คล” ในการกาำ หนดสถานะ บุคคลท้ังตามกฎหมายเอกชนในสถานการณ์ท่ัวไป และตามกฎหมายครอบครัว ท้ังในกฎหมายขัดกันท้ังแบบ Civil Law๑๖ และแบบ Common Law เมือ่ ยอ้ นกลบั มาพิจารณาข้อเท็จจริงของครอบครวั เลิศหงษใ์ นสายตาของกฎหมายขัดกันไทย ซงึ่ บุพการที ้งั สองมิไดจ้ กทะเบียนสมรสกนั ตามกฎหมาย และเมือ่ มาตรา ๓๐ วรรค ๒ แหง่ พ.ร.บ. วา่ ด้วยการ ขดั กนั แห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ ซึ่งบญั ญตั วิ า่ “ในกรณที ่ีเดก็ เกดิ จากหญงิ ทม่ี ิไดม้ กี ารสมรสกบั ชาย สิทธิ และหนา้ ทีร่ ะหว่างมารดากบั บุตร ให้เปน็ ไปตามกฎหมายสัญชาตขิ องมารดา” กฎหมายขดั กันไทยจึงช้ีใหใ้ ช้ กฎหมายขดั กนั เมยี นมาในการกาำ หนดความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งคณุ เอมแู ละนางสาวพลอย ซง่ึ กฎหมายขดั กนั เมยี นมาก็ชใ้ี ห้ใช้กฎหมายของรฐั เจา้ ของภมู ลิ าำ เนาของคุณแมเ่ อมู ซ่งึ ก็คอื อาำ เภอเมือง จังหวดั สมุทรสาคร ดังน้นั จงึ เทา่ กบั วา่ กฎหมายขดั กันเมียนมาชีใ้ หใ้ ช้กฎหมายไทย ซ่งึ กฎหมายไทยในชัน้ นี้ มาตรา ๔ แหง่ พ.ร.บ. ว่าดว้ ยการ ขดั กนั แหง่ กฎหมายบญั ญตั วิ า่ “ถา้ จะตอ้ งใชก้ ฎหมายตา่ งประเทศบงั คบั และตามกฎหมายตา่ งประเทศนนั้ กฎหมาย ท่ีจะใช้บังคับได้แก่กฎหมายแห่งประเทศสยาม ให้ใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามบังคับ มิใช่กฎเกณฑ์ แห่งกฎหมายสยามว่าด้วยการขดั กันแห่งกฎหมาย” อนั หมายความวา่ กฎหมายขดั กันไทยบัญญัตใิ ห้ใช้กฎหมาย แพ่งสาระบัญญัติไทยเพ่อื กำาหนดความสมั พนั ธ์ระหวา่ งคณุ แม่เอมแู ละนางสาวพลอย โดยไม่ตอ้ งกลบั ไปพิจารณา ๑๖ สำาหรับกฎหมายขัดกันไทย มาตรา ๖ วรรค ๔ แหง่ พ.ร.บ.ว่าดว้ ยการขัดกนั แหง่ กฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ บัญญัตวิ า่ “สำาหรบั บคุ คลผู้ไรส้ ญั ชาติ ใหใ้ ชก้ ฎหมายภมู ลิ ำาเนาของบคุ คลน้ันบังคบั ถ้าภมู ลิ ำาเนาของบุคคลน้นั ไมป่ รากฏ ใหใ้ ช้กฎหมายของประเทศซึ่งบุคคลนั้น มีถนิ่ ท่ีอย่บู ังคับ” ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ผ่านกรณศี ึกษาจากเรอ่ื งจรงิ : วา่ ดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ

41 มาตรา ๓๐ วรรค ๒ อีกคร้ัง ดังน้ัน ในกระบวนการพิจารณาของศาลที่เก่ียวข้อง หากมีการพิสูจน์กฎหมาย เมยี นมาในระดบั กฎหมายขดั กนั เมยี นมาจนศาลไทยพอใจ ศาลนจี้ ะปรบั ใชป้ ระมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ยไ์ ทย วา่ ดว้ ยครอบครวั เพอ่ื กาำ หนดความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งคณุ แมเ่ อมแู ละนางสาวพลอย และถา้ เปน็ การพจิ ารณาประเดน็ แห่งคดีโดยศาลไทย การการพิสูจนเ์ น้ือหาของกฎหมายไทยตอ่ ศาลไทยจงึ ไม่มคี วามจาำ เป็น๑๗ แตห่ ากเปน็ การพจิ ารณาประเดน็ แหง่ คดวี า่ ดว้ ยสมั พนั ธภาพระหวา่ งคณุ แมเ่ อมแู ละนางสาวพลอย ในศาลเมียนมาหรือศาลในตระกูลกฎหมายแบบ Common Law ศาล เมียนมาย่อมใช้กฎหมายขัดกัน เมยี นมาในการเรมิ่ ตน้ พิจารณาคดี และเมอ่ื ขอ้ เทจ็ จรงิ ปรากฏวา่ คุณแม่เอมตู ้ังบ้านเรอื นอย่ใู นประเทศไทย ศาล เมียนมาย่อมใช้กฎหมายไทยในประเด็นแห่งคดีน้ี หากการพิสูจน์กฎหมายไทยจึงเป็นส่ิงที่คู่ความนำาสืบ เพราะ ศาลภายในของรัฐย่อมไม่อาจรู้เน้ือหาของกฎหมายต่างประเทศได้เอง แต่อย่างไรก็ตาม หากความปรากฏว่า การใช้กฎหมายไทยเป็นการขัดหลักความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของรัฐเมียนมา๑๘ ศาลน้ีก็จะไม่ยอมใช้ กฎหมายไทยในการพิจารณาประเด็นแห่งคดีน้ี แต่จะกลับมาใช้กฎหมายเมียนมาในการกำาหนดสัมพันธภาพ ระหวา่ งคุณแม่เอมแู ละนางสาวพลอย ในสว่ นการพิจารณาความสัมพนั ธท์ างกฎหมายครอบครวั ระหว่างคุณพ่อวเิ ชยี รและนางสาวพลอยนนั้ เราพบว่า ไม่มีการจดทะเบียนรับรองบุตรระหว่างบุคคลทั้งสอง คุณพ่อเซิงจึงมีสถานะเป็นบิดาตามข้อเท็จจริง มิใช่บิดาตามกฎหมาย ความสัมพันธ์ตามกฎหมายครอบครัวจึงเกิดข้ึนอย่างมีเง่ือนไขระหว่างบุคคลท้ังสอง ซ่ึง รายละเอียดย่อมเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของคุณพ่อวิเชียร ทั้งนี้ ย่อมเป็นไปตามมาตรา ๓๑ ซึ่งบัญญัติว่า “การรบั เป็นบตุ รชอบด้วยกฎหมายใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมายสัญชาตขิ องบิดาในขณะที่รับเป็นบุตร ถา้ หากในขณะ นั้นบิดาได้ถึงแก่ความตายเสียแล้ว ก็ให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบิดาในขณะที่ถึงแก่ความตาย” แต่ด้วย คณุ พอ่ วเิ ชียรมีสถานะเป็นคนสัญชาตไิ ทย ดังนั้น กฎหมายแพ่งวา่ ด้วยครอบครวั ของรฐั ไทย อันได้แก่ ประมวล กฎหมายแพง่ และพาณชิ ยไ์ ทย ซงึ่ มสี ถานะเปน็ กฎหมายของรฐั เจา้ ของสญั ชาตขิ องบดิ า จงึ มผี ลกาำ หนดสมั พนั ธภาพ ระหวา่ งคุณพอ่ วิเชียรและนางสาวพลอย และแมป้ ระเด็นแห่งคดจี ะอยู่ในการพิจารณาของศาลเมยี นมา ซ่งึ อยใู่ น ตระกูลกฎหมายแบบ Common Law ศาลในสถานการณ์นกี้ จ็ ะใช้กฎหมายไทย ทงั้ นี้ เพราะข้อเท็จจรงิ ปรากฏ วา่ คณุ พอ่ วเิ ชยี รมภี มู ลิ าำ เนา ทงั้ ตามกฎหมายเอกชน และกฎหมายมหาชนในประเทศไทย เพอ่ื กาำ หนดความสมั พนั ธ์ ระหว่างคุณพ่อวิเชียรและนางสาวพลอย กรณีอาจเพียงต้องพิสูจน์กฎหายไทยต่อศาลเมียนมาเท่าน้ันเอง ศาลนี้ ย่อมยอมรบั ใชก้ ฎหมายไทยเทา่ ท่ีไม่ขัดความสงบเรยี บรอ้ ยและศีลธรรมอันดขี องรัฐเมยี นมา โดยสรุป โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล กฎหมายท่ีมีผลกำาหนดความสัมพันธ์ ทางครอบครัวของคนในครอบครัวเลิศหงษ์ย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไทย จะเห็นว่า หลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คลย่อมระแวดระวังมิใหเ้ กิด “สญู ญากาศทางกฎหมาย” เพอื่ รบั รอง สทิ ธิในครอบครัวใหแ้ ก่มนษุ ยใ์ นทกุ สถานการณ์ แม้วา่ มนษุ ยน์ ้นั จะประสบปัญหาความไรส้ ัญชาติกต็ าม ปัญหา ความไร้สัญชาติของนางสาวพลอยจึงไม่มีผลกระทบด้านลบต่อสัมพันธภาพทางครอบครัวกับท้ังบิดาและมารดา ข้อเท็จจริงว่าเป็นมนุษย์เพียงพอท่ีจะได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายแพ่งไทย ตลอดจนกฎหมายแพ่งเมียนมา ๑๗ สาำ หรับกฎหมายขัดกันไทย มาตรา ๘ แหง่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ บญั ญัตวิ ่า “ในกรณที ี่จะตอ้ ง ใช้กฎหมายตา่ งประเทศบังคบั ถ้ามไิ ดพ้ สิ จู นก์ ฎหมายน้นั ใหเ้ ป็นท่ีพอใจแก่ศาล ให้ใชก้ ฎหมายภายในแหง่ ประเทศสยาม” ๑๘ สำาหรับกฎหมายขดั กนั ไทย มาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ. วา่ ด้วยการขดั กันแห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ บญั ญัติวา่ “ถ้าจะตอ้ งใช้ กฎหมายตา่ งประเทศบังคับ ใหใ้ ช้กฎหมายนั้นเพียงไมข่ ัดต่อความสงบเรยี บร้อยหรอื ศีลธรรมอันดีของประชาชนแหง่ ประเทศสยาม” ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบคุ คล ผ่านกรณศี ึกษาจากเรือ่ งจริง : วา่ ด้วยคนหลายรฐั คนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสัญชาติ

42 หรอื แม้กฎหมายแพ่งของนานาอารยประเทศบนโลก (๖) ในระหว่างที่นางสาวพลอย เลิศหงษ์ ยังไม่ได้รับการกำาหนดสถานะบุคคลตาม กฎหมายสัญชาติ เช่นกัน จะต้องใช้กฎหมายของประเทศใด กำาหนดความสมบูรณ์ และผลของสญั ญาจา้ งทาำ งานเปน็ นางแบบในการถา่ ยวดิ ทิ ศั นป์ ระชาสมั พนั ธผ์ ลติ ภณั ฑ ์ นำา้ ตาลของเครอื มติ รไทยน้ำาตาลอาเซยี นซง่ึ ผลติ ในประเทศเมยี นมา ระหวา่ งนางสาว พลอย และเครือบริษัทมิตรไทยน้ำาตาลอาเซียน โดย บริษัทมิตรไทยนำ้าตาลอาเซียน (เมียนมา) จำากดั ? เพราะเหตุใด ?๑๙ ปรากฏขอ้ เทจ็ จรงิ เพมิ่ เตมิ ในประการแรกวา่ การถา่ ยวดิ ทิ ศั นป์ ระชาสมั พนั ธผ์ ลติ ภณั ฑน์ าำ้ ตาลทาำ ใน ประเทศไทย และมแี ผนจะเรมิ่ ใชว้ ิดิทศั น์นใี้ นประเทศเมยี นมา ตลอดจนประเทศอน่ื ๆ ในประชาคมอาเซยี น สญั ญาจะลงนามทีอ่ ำาเภอชะอำา จงั หวดั เพชรบรุ ี ในราวเดอื นตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ในสว่ นขอ้ เทจ็ จรงิ ของบรษิ ัทคสู่ ัญญานัน้ บรษิ ัทมิตรไทยน้าำ ตาลอาเซียน (เมียนมา) จาำ กดั จดทะเบียน บรษิ ทั จาำ กดั ตามกฎหมายเมยี นมา โดยหนุ้ รอ้ ยละ ๙๕ ถอื โดยบรษิ ทั มติ รไทยนาำ้ ตาลอาเซยี นตามกฎหมายไทย และสำานกั งานตามตราสารจัดตั้งต้ังอยู่ในสหภาพเมยี นมา ในขณะทีส่ าำ นกั งานท่แี ทจ้ รงิ ตง้ั อยู่ในประเทศไทย นอกจากนัน้ เครอื บริษทั มิตรไทยน้ำาตาลอาเซียนมีบรษิ ัทลกู ในทุกประเทศสมาชกิ อาเซียน และในทุก บริษัทลูก บริษัทมิตรไทยน้ำาตาลอาเซียนตามกฎหมายไทยถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ ๖๐ ทั้งส้ิน หุ้นท่ีเหลือถือโดย คนในแตล่ ะประเทศที่บริษัทลกู ตั้งอยู่ บรษิ ทั มติ รไทยนาำ้ ตาลอาเซยี นตามกฎหมายไทย มสี ำานกั งานตามตราสารจดั ตงั้ และสำานกั งานใหญท่ แี่ ท้ จริง อยู่ที่อาำ เภอเมอื ง จงั หวัดเพชรบรุ ี และผูถ้ ือหนุ้ ทงั้ หมดเปน็ บุคคลสัญชาตไิ ทย และมภี มู ลิ ำาเนาตามขอ้ เท็จจริง อยใู่ นประเทศไทย ผ้จู ัดการบริษัทนี้เป็นคนสัญชาติไทยในทะเบยี นราษฎรไทย ประเด็นท่ีจะต้องพิจารณาเป็นเรื่องของการเลือกกฎหมายที่มีผลกำาหนดความสมบูรณ์และผลของ สัญญา จึงเป็นเรื่องของนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชน ซึ่งโดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล นติ สิ มั พนั ธต์ ามกฎหมายเอกชน ยอ่ มเปน็ ไปตามกฎหมายขดั กนั ของรฐั ทม่ี กี ารกลา่ วอา้ งนติ สิ มั พนั ธ ์ เวน้ แตจ่ ะ กำาหนดเป็นอยา่ งอ่ืน ในกรณีตามข้อเท็จจริง เป็นเรื่องของสัญญาจ้างแรงงานระหว่างนางสาวพลอย คนไร้สัญชาติซึ่งมี ภมู ลิ ำาเนาไทย และบรษิ ัทมิตรไทยนา้ำ ตาลอาเซียน จาำ กดั ซ่งึ เปน็ นิติบุคคลตามกฎหมายเมียนมา ท่ีมีจดุ เกาะเกย่ี ว ที่แท้จริงกับประเทศไทย เราจะสังเกตว่า จุดเกาะเกี่ยวระหว่างรัฐไทยและสัญญาดังกล่าวยังปรากฏที่ถ่ินที่ทำา สญั ญา เพราะสญั ญาทาำ ในประเทศไทย นอกจากนนั้ หากพจิ ารณาถน่ิ ทส่ี ญั ญามผี ล สญั ญาตามขอ้ เทจ็ จรงิ ยงั มผี ล ในอกี ๙ ประเทศอาเซียน โดยพจิ ารณาจุดเกาะเก่ียวท้งั หมด กรณจี ึงเปน็ เรือ่ งของสญั ญาตามกฎหมายเอกชนท่มี ี ลกั ษณะระหว่างประเทศ หรอื กล่าวโดยเฉพาะเจาะจง สญั ญานจี้ งึ มลี ักษณะอาเซียน สถานการณท์ เี่ กดิ ขนึ้ จึงเป็น ๑๙ วชิ า น.๔๙๐/น.๔๙๑ กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล การสอบความรูช้ ั้นปรญิ ญาตรี ภาคบณั ฑิต คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ การสอบภาคท่ี ๒ ประจาำ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๐ วิชาบงั คับ ช้นั ปีท่ี ๔ วันท่ี ๓ มถิ ุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑ ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล ผ่านกรณีศกึ ษาจากเรื่องจรงิ : วา่ ดว้ ยคนหลายรฐั คนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสัญชาติ

43 เร่ืองของการขดั กนั แหง่ กฎหมายเอกชนของประเทศอาเซียน หากจะพจิ ารณาอยา่ งรอบดา้ น เราควรจะตอ้ งวเิ คราะห์ความสมบรู ณ์ของสัญญาท้ัง (๑) ภายใตร้ ะบบ กฎหมายขดั กันเก่า กล่าวคอื ระบบกฎหมายขดั กันแบบ Civil Law ท่นี ำาความคิดโดยนกั กฎหมายฝรง่ั เศส และ ระบบกฎหมายขดั กันแบบ Common Law ซง่ึ ถอื ว่า สัญญาย่อมตกอยูภ่ ายใต้กฎหมายแหง่ ถิ่นท่ีทาำ สญั ญา และ (๒) ภายใต้ระบบกฎหมายขัดกนั แบบ Civil Law ใหม่ ที่เรมิ่ ตน้ โดยนกั กฎหมายเยอรมัน ซึ่งถือวา่ สญั ญาย่อมตก อยภู่ ายใต้กฎหมายแห่งถิ่นทสี่ ัญญามผี ล แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม ในขอ้ เทจ็ จรงิ น้ี เมอ่ื สญั ญาตามขอ้ เทจ็ จรงิ ทาำ ในประเทศไทย ดงั นนั้ ไมว่ า่ จะพจิ ารณา สญั ญาภายใต้ระบบกฎหมายแบบใด กฎหมายท่ีมผี ลบังคับ ก็ยอ่ มได้แก่ กฎหมายไทย นอกจากนนั้ โดยหลกั การ เราอาจจะตอ้ งยนื ยนั ถงึ การยอมรบั หลกั ความศกั ดสิ์ ทิ ธใิ์ นการแสดงเจตนา เลอื กกฎหมายอกี ดว้ ย หากมเี จตนาเลอื กกฎหมายของประเทศใดเปน็ กฎหมายทม่ี ผี ล กาำ หนดกฎหมายตามเจตนา ของเอกชนคู่สัญญาจะได้รับการยอมรับในสถานะกฎหมายที่มีผลในประเด็นท่ีเกี่ยวความสมบูรณ์แห่งสัญญา ท้ังในทางสาระหรือแบบก็ตาม ไม่ว่าสัญญานั้นจะมีลักษณะระหว่างประเทศแบบแท้หรือไม่ ก็ตาม ไม่ว่าการ พจิ ารณาสญั ญานจ้ี ะพิจารณาโดยศาลในตระกูลกฎหมายขดั กนั แบบ Civil Law หรือ Common Law ก็ตาม แต่ อยา่ งไรก็ตาม ในข้อเทจ็ จริงนี้ ไมป่ รากฏมีการแสดงเจตนาเลอื กกฎหมายเพ่ือบังคับใชต้ อ่ สญั ญา สำาหรับกฎหมายขดั กนั ไทยในเรอ่ื งสัญญานั้น บทบญั ญัติหลกั กค็ อื มาตรา ๑๓ แหง่ พ.ร.บ. วา่ ดว้ ย การขัดกันแหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ ซ่ึงเรอ่ื งสาระหรอื ความสมบรู ณ์ทางเนอ้ื หา และผลของสญั ญา ปรากฏใน มาตรา ๑๓ วรรค ๑ และ ๒ แห่ง พ.ร.บ. วา่ ด้วยการขัดกนั แหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ ในส่วนความสมบรู ณ์ทาง แบบแหง่ สัญญาท่ีไมเ่ กี่ยวกับอสงั หาริมทรพั ย์ กฎหมายทม่ี ผี ล ก็คือ มาตรา ๑๓ วรรค ๓ แหง่ พ.ร.บ. วา่ ดว้ ยการ ขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ แต่ในส่วนแบบแห่งสัญญาที่เก่ียวกับอสังหาริมทรัพย์ กฎหมายท่ีมีผล ก็คือ มาตรา ๙ วรรค ๒๒๐ แห่ง พ.ร.บ. วา่ ด้วยการขัดกันแหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ เม่อื สญั ญาตามข้อเท็จจรงิ เป็น สัญญาจ้างแรงงานจงึ ไมต่ กอย่ภู ายใตม้ าตรา ๙ วรรค ๒ คงจะต้องพจิ ารณาภายใต้มาตรา ๑๓ เท่านัน้ มาตรา ๑๓ แหง่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกนั แห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ บัญญตั วิ า่ “ปญั หาวา่ จะพงึ ใชก้ ฎหมายใดบงั คบั สาำ หรบั สงิ่ ซงึ่ เปน็ สาระสาำ คญั หรอื ผลแหง่ สญั ญานน้ั ใหว้ นิ จิ ฉยั ตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีท่ีไม่อาจหย่ังทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอัน เดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอัน เดียวกนั กใ็ หใ้ ชก้ ฎหมายแหง่ ถน่ิ ท่สี ญั ญานน้ั ไดท้ าำ ขนึ้ ถา้ สญั ญานนั้ ไดท้ าำ ขนึ้ ระหวา่ งบคุ คลซงึ่ อยหู่ า่ งกนั โดยระยะทาง ถนิ่ ทถ่ี อื วา่ สญั ญานนั้ ไดเ้ กดิ เปน็ สญั ญา ขน้ึ คอื ถนิ่ ทคี่ าำ บอกกลา่ วสนองไปถงึ ผเู้ สนอ ถา้ ไมอ่ าจหยงั่ ทราบถนิ่ ทว่ี า่ นนั้ ได้ กใ็ หใ้ ชก้ ฎหมายแหง่ ถนิ่ ทจ่ี ะพงึ ปฏบิ ตั ิ ตามสญั ญาน้ัน สัญญาย่อมไม่เป็นโมฆะ ถ้าได้ทำาถูกต้องตามแบบอันกำาหนดไว้ในกฎหมายซ่ึงใช้บังคับแก่ผลแห่ง สัญญานน้ั ” ตามขอ้ เทจ็ จรงิ เมอื่ ไมป่ รากฏเจตนาเลอื กกฎหมายทมี่ ผี ลโดยนางสาวพลอย คนไรส้ ญั ชาตซิ งึ่ มภี มู ลิ าำ เนา ๒๐ ซง่ึ บญั ญตั วิ ่า “อยา่ งไรก็ดี กฎหมายของประเทศทท่ี รัพย์สนิ ตั้งอยยู่ ่อมใชบ้ งั คบั แกแ่ บบทจี่ ำาเปน็ เพอื่ ความสมบรู ณแ์ ห่งสญั ญา เอกสาร หรอื นติ ิกรรมอ่ืนๆ เกย่ี วกับอสงั หาริมทรัพย”์ ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบคุ คล ผา่ นกรณศี กึ ษาจากเรื่องจรงิ : วา่ ดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ

44 ไทย และบรษิ ัทมิตรไทยนา้ำ ตาลอาเซียน จำากัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเมียนมา ทมี่ จี ุดเกาะเกีย่ วทีแ่ ทจ้ ริง กับประเทศไทย กฎหมายท่ีมีผลจึงได้แก่กฎหมายของรัฐที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับสัญญามากท่ีสุด สำาหรับกฎหมาย ขัดกนั ไทยซ่งึ อยู่ในระบบความคดิ แบบฝร่ังเศส มีความเชื่อวา่ จดุ เกาะเกีย่ วท่แี ทจ้ รงิ ระหวา่ งรฐั และสัญญา ก็คือ ถ่ินที่เกิดของสัญญา แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีโอกาสท่ีจะใช้กฎหมายของประเทศอ่ืนได้ หากมีสถานการณ์พิเศษ แทรกเข้ามา โดยพิจารณามาตรา ๑๓ ซึ่งเป็นกฎหมายขัดกันไทยว่าด้วยความสมบูรณ์แห่งสัญญา เราอาจสรุป ได้ว่า กฎหมายขัดกันไทยรับรองให้ใช้กฎหมาย ๔ ประเภทดังต่อไปนี้กำาหนดความสมบูรณ์ของสัญญาจ้างตาม ข้อเท็จจริง กล่าวคือ (๑) กฎหมายแห่งเจตนาของคู่สัญญา (๒) กฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติอันร่วมกันของ คู่สัญญา (๓) กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญาเกิด หากไม่มีเจตนาเลือกกฎหมาย และคู่สัญญามีสัญชาติต่างกัน และ (๔) กฎหมายแห่งถิ่นทีส่ ญั ญามีผลหากไมม่ เี จตนาเลือกกฎหมาย และไมอ่ าจทราบถิน่ ทเี่ กิดแหง่ สัญญา ดังนั้น เม่ือไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีการแสดงเจตนาเลือกกฎหมายในสัญญาจ้างแรงงานระหว่าง นางสาวพลอยและบรษิ ัทมิตรไทยนาำ้ ตาลอาเซยี น จำากัด เราจงึ ตอ้ งพจิ ารณาตอ่ ไปว่า สัญญานี้เปน็ สัญญาระหว่าง คู่สญั ญาท่ีมสี ัญชาตอิ นั รว่ มกันหรอื ต่างกนั ? จะเหน็ ว่า เม่อื นางสาวพลอยยังมสี ถานะเป็นคนไรส้ ญั ชาติ โดยมาตรา ๖ วรรค ๔๒๑ แหง่ พ.ร.บ. ว่า ด้วยการขดั กนั แห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ จงึ ตอ้ งใช้กฎหมายไทย ซึง่ เป็นรฐั เจ้าของภูมิลำาเนา แทนกฎหมายของ รัฐเจ้าของสญั ชาติ สว่ นบริษทั มิตรไทยนำ้าตาลอาเซยี น (เมยี นมา) จำากดั น้ัน ซงึ่ กอ่ ต้ังสภาพบุคคลตามกฎหมาย เมียนมา และมีสาำ นักงานใหญ่ที่แทจ้ รงิ ต้งั อยู่ในประเทศไทย โดยมาตรา ๗๒๒ แหง่ พ.ร.บ. วา่ ดว้ ยการขัดกันแหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ จึงถกู ถือว่า มสี ัญชาตไิ ทยในสถานการณ์แห่งการขัดกันแห่งกฎหมายเอกชน เพราะบริษทั นีต้ กอย่ใู นการขัดกันแหง่ สัญชาติ ดงั นัน้ จงึ ถอื ไม่ไดว้ า่ สญั ญาระหว่างนางสาวพลอยและบรษิ ทั มิตรไทยนา้ำ ตาล อาเซียน (เมียนมา) จำากัด เป็นสัญญาระหว่างคนต่างสัญชาติกัน อันส่งผลให้ความสมบูรณ์แห่งสัญญาระหว่าง บคุ คลทัง้ สองฝา่ ยยอ่ มจะตอ้ งเป็นไปตามกฎหมายของรัฐเจา้ ของถิ่นที่ทำาสญั ญาจา้ งแรงงาน เม่ือปรากฏข้อเทจ็ จรงิ วา่ สัญญาจ้างแรงงานทำาในประเทศไทย กย็ ่อมหมายความต่อไปว่า กฎหมาย ขัดกันไทย อันไดแ้ ก่ มาตรา ๑๓ แห่ง พ.ร.บ. ว่าดว้ ยการขดั กันแห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ ยอ่ มชใ้ี ห้ใชก้ ฎหมาย ไทยเองเปน็ กฎหมายทมี่ ผี ลกาำ หนดความสมบรู ณข์ องสญั ญาทงั้ ทางสาระและแบบ กฎหมายไทยในทนี่ ้ี ยอ่ มหมาย ถงึ กฎหมายแพ่งสาระบญั ญัติไทยว่าดว้ ยสัญญาจ้างแรงงาน กลา่ วคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ของรัฐ ไทยนัน่ เอง ขอให้ตระหนักว่า เมื่อกฎหมายไทยเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับต่อสัญญาในที่สุด หากศาลไทยจะต้อง พจิ ารณาสญั ญานี้ กไ็ มจ่ าำ เปน็ ตอ้ งมกี ารพสิ จู นเ์ นอื้ หาของกฎหมายไทย เพราะศาลไทยยอ่ มรกู้ ฎหมายไทยไดเ้ อง๒๓ และไม่ต้องพิสูจน์ว่า กฎหมายนี้ไม่ขัดหลักความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประเทศไทย๒๔ แต่หากศาล ๒๑ ซึง่ บัญญตั วิ า่ “สาำ หรบั บุคคลผไู้ ร้สญั ชาติ ให้ใช้กฎหมายภมู ลิ าำ เนาของบุคคลนั้นบงั คับ ถา้ ภมู ิลาำ เนาของบุคคลนั้นไม่ปรากฏ ใหใ้ ชก้ ฎหมายของประเทศซ่งึ บคุ คลนนั้ มถี ่นิ ที่อย่บู ังคับ” ๒๒ ซ่ึงบัญญัติว่า “ในกรณีที่มีการขัดกันในเรื่องสัญชาติของนิติบุคคล สัญชาติของนิติบุคคลนั้นได้แก่สัญชาติแห่งประเทศซึ่ง นติ บิ คุ คลนน้ั มีถิ่นทีส่ าำ นกั งานแห่งใหญ่หรอื ที่ต้ังทำาการแห่งใหญ่” ๒๓ มาตรา ๘ แหง่ พ.ร.บ. วา่ ดว้ ยการขดั กนั แหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ ซงึ่ บัญญัตวิ า่ “ในกรณีท่จี ะตอ้ งใชก้ ฎหมายต่างประเทศ บังคับ ถา้ มิได้พิสูจนก์ ฎหมายน้นั ให้เปน็ ทพี่ อใจแกศ่ าล ให้ใชก้ ฎหมายภายในแหง่ ประเทศสยาม” ข้อกฎหมายและขอ้ นโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี ุคคล ผา่ นกรณศี กึ ษาจากเรือ่ งจรงิ : ว่าดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสัญชาติ

45 ของรัฐต่างประเทศอื่นพิจารณาประเด็นแห่งคดีน้ี ก็จะต้องมีการพิสูจน์เนื้อหาของกฎหมายไทย และต้องพิสูจน์ วา่ กฎหมายนไ้ี มข่ ดั หลกั ความสงบเรยี บรอ้ ยและศลี ธรรมอนั ดขี องประเทศไทย ตอ่ ศาลตา่ งประเทศนน้ั การพสิ จู น์ กฎหมายไทยใน ๒ ลักษณะน้ีย่อมใช้วิธีการตามกฎหมายของรัฐต่างประเทศ ซ่ึงเป็นเจ้าของศาลท่ีพิจารณาคดี นน่ั เอง โดยสรุป เราจะเห็นเช่นกันว่า ปัญหาความไร้สัญชาติของนางสาวพลอยไม่เป็นอุปสรรคในการใช้ สิทธิในเสรีภาพท่ีจะทำาสัญญาแต่อย่างใด และแม้จะเป็นสัญญาจ้างแรงงานท่ีมีลักษณะระหว่างประเทศ ก็ไม่มี อุปสรรคใดๆ เลย หลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายเอกชนย่อม รบั รองสิทธิตามกฎหมายเอกชนให้แกน่ างสาวพลอย อย่างไมม่ ีการเลอื กปฏิบัติ จะเห็นวา่ ความหลากหลายของ จดุ เกาะเกยี่ วกบั สญั ญาอาจจะนาำ กฎหมายของ ๑๐ ประเทศอาเซยี นมาเกยี่ วขอ้ งกบั สญั ญาจา้ งแรงงานของนางสาว พลอย เป็นทีแ่ น่นอนทจ่ี ะมกี ฎหมายของรัฐอธปิ ไตยหนึง่ ทีค่ ้มุ ครองสิทธทิ างสัญญาใหแ้ กน่ างสาวพลอย และโดย หลักการ กฎหมายที่มีผลย่อมได้แก่กฎหมายของรัฐที่มีจุดเกาะเก่ียวท่ีแท้จริงกับสัญญา ซ่ึงในท่ีน้ี ก็กลับมาเป็น กฎหมายไทย จะเหน็ วา่ แมร้ ฐั ไทย โดยสาำ นกั บรหิ ารการทะเบยี นยงั ไมร่ บั รองสถานะคนสญั ชาตไิ ทยใหแ้ กน่ างสาว พลอย แตร่ ฐั ไทย โดยฝา่ ยนติ บิ ญั ญตั ขิ องรฐั ไทย กย็ งั ยนื ยนั ทจี่ ะคมุ้ ครองสทิ ธใิ นเสถยี รภาพทางสญั ญาใหแ้ กน่ างสาว พลอย ความยุติธรรมด้านสัญชาติอาจยังไม่มาจากรัฐไทย แต่ความยุติธรรมด้านสัญญาย่อมมาถึงนางสาวพลอย แลว้ โดยผลอัตโนมัตขิ องกฎหมาย ๒๔ มาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ. วา่ ด้วยการขดั กนั แหง่ กฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ ซ่ึงบัญญตั วิ ่า “ถา้ จะตอ้ งใช้กฎหมายต่างประเทศบงั คบั ให้ใชก้ ฎหมายนนั้ เพียงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศลี ธรรมอนั ดีของประชาชนแหง่ ประเทศสยาม” ข้อกฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบุคคล ผา่ นกรณีศึกษาจากเรอ่ื งจริง : วา่ ด้วยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ

46 ข้อกฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ผา่ นกรณศี กึ ษาจากเรือ่ งจรงิ : ว่าด้วยคนหลายรัฐคนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ

47 ๔เร่อื งที ่ กรณีศึกษานางสาวรมติ า : คนสญั ชาตไิ ทยในทะเบยี นราษฎรของรฐั ไทยแต่ประสบปญั หา การถกู กาำ หนดเลขประจาำ ตัวประชาชนผิดพลาด ทาำ ไม ? สารบาญ หน้า ๑) ขอ้ เท็จจรงิ ของนางสาวรมติ า ๔๘ ๒) โดยหลักกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบคุ คล ถามว่า โดยพิจารณาขอ้ เท็จจรงิ ที่นางสาว รมิตา กลา่ วอ้างเธอผ้นู ตี้ กอยภู่ ายใต้ประกาศคณะปฏวิ ัตฉิ บบั ท่ี ๓๓๗ ลงวนั ที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ อันทาำ ใหต้ กอยใู่ นข้อยกเว้นของการได้สญั ชาตไิ ทยโดยหลกั ดนิ แดนโดยการเกิดโดยผลของกฎหมาย หรอื ไม่ ? เพราะเหตุใด ? ๔๙ ๓) โดยหลกั กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลถามว่า หากขอ้ กฎหมายฟังได้เปน็ ยตุ ิว่านางสาวรมติ า มสี ถานะเปน็ คนสญั ชาตไิ ทยโดยการเกดิ โดยผลของกฎหมายและนายทะเบียนท้องถนิ่ เทศบาลนคร สกลนครปฏิเสธทจ่ี ะแกไ้ ขเลขประจำาตวั ประชาชนของเธอให้ถูกต้องตามสทิ ธิท่ีมตี ามกฎหมายเธออาจ ใชส้ ทิ ธใิ นกระบวนการยตุ ิธรรมใดได้บา้ งเพือ่ บงั คับการตามสทิ ธดิ ังกลา่ ว ? เพราะเหตใุ ด ? ๕๐ ๔) โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี ุคคลถามว่า นางสาวรมิตามจี ดุ เกาะเกี่ยวกบั ประเทศ เวียดนามหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ? ๕๒ ๕) โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดบี คุ คลถามว่าจะต้องใช้กฎหมายของประเทศใดกาำ หนด ความสมบรู ณ์ของสญั ญาจา้ งแรงงานดังกลา่ ว ? เพราะเหตใุ ด ? ๕๓ ขอ้ กฎหมายและขอ้ นโยบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คล ผ่านกรณศี กึ ษาจากเร่อื งจริง : วา่ ด้วยคนหลายรฐั คนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ

48 (๑) ข้อเทจ็ จริงของนางสาวรมิตา เมอื่ วนั ที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗ นางสาวรมิตา ดษิ ย์ฐาจรุงชัย มีหนงั สือถึงคณบดคี ณะนิตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น โดยมใี จความว่า “เน่ืองด้วยดิฉัน นางสาวรมิตา ดิษย์ฐาจรุงชัย นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแกน่ ชัน้ ปีท่ี ๔ มปี ัญหาเรือ่ งกฎหมายเพ่ือขอความชว่ ยเหลอื จากทางคณะนติ ิศาสตร์ โดยเปน็ ปัญหาเรอื่ งสญั ชาติ ซ่งึ มีปัญหาดังน้ี ดฉิ ันมี คุณปู่ คุณยา่ คณุ ตา คุณยาย เป็นชาวเวียดนาม อพยพเขา้ มาในประเทศไทย และมาตงั้ ถ่นิ ฐานในไทยและได้มบี ตุ ร คือคณุ พอ่ กับคณุ แมข่ องดิฉนั คณุ พ่อเกิดเม่ือ ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ คณุ แมเ่ กิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ท่ี อาำ เภอเมอื ง จงั หวัดสกลนคร และทางราชการได้ออกใบ สตู ิบัตร ใหก้ บั ท่านทง้ั ๒ ว่าเปน็ บคุ คลทีม่ สี ญั ชาตไิ ทยโดยกาำ เนิดตามหลกั ดินแดน และดิฉันเกดิ วันท่ี ๘ มกราคม ๒๕๓๕ โดยเม่อื หลังคลอดทีโ่ รงพยาบาล สกลนครได้ทาำ การแจง้ เกิดท่ี เทศบาลเมอื งสกลนคร และทางราชการได้ออกสตู ิบัตรใหต้ ามปกติ โดยมีเลขบัตรประจาำ ตวั ประชาชน ๑ ๔๗๙๙ ๐๐๑๖๗ ๘๓ ๔ แตต่ อ่ มา ไดม้ กี ารถอนสัญชาติไทยคืน โดยอาจเป็นเพราะ ประกาศของคณะปฏิวตั ิ ฉบับท่ี ๓๓๗ เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ และเมอื่ วันท่ี ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๑ จงึ ได้สัญชาติไทยคืนโดยอาศัยอาำ นาจตามมาตรา ๑๑ แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ และ มาตรา ๗ ทวิ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. สญั ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ โดย พ.ร.บ. สญั ชาติ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทย ไดอ้ นมุ ตั ใิ หส้ ญั ชาติ ไทยแก่ ด.ญ. รมิตา วนั สว่างเมือง (ชอื่ -สกลุ ขณะน้นั ) เม่อื วนั ที่ ๒๙ มถิ นุ ายน ๒๕๔๑ แต่ปัญหาของดิฉันคือเมื่อทางราชการได้ให้สัญชาติไทยคือแก่ดิฉันแล้วกับเป็นเลขบัตรประจำาตัว ประชาชนที่ขึ้นต้นด้วยเลข ๘ คือ ซ่ึงเป็นเลขบัตรประจำาตัวประชาชนของคนท่ีได้รับสัญชาติไทยโดยการแปลง สัญชาติ โดยทาำ ให้ดิฉนั เสยี สิทธติ ่างๆ เชน่ การสอบเพื่อเป็นข้าการบางสายงานท่ตี ้องการ บคุ คลทมี่ สี ัญชาติไทย โดยกาำ เนดิ เท่านั้น ซง่ึ จากการไดป้ รกึ ษากบั อาจารย์พนั ธท์ุ พิ ย์ สายสนุ ทร อาจารยพ์ เิ ศษในวิชาคดบี คุ คลระหวา่ งประเทศ ของคณะนติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ ทา่ นอาจารย์ไดก้ ล่าววา่ ดฉิ ันมีสัญชาติไทยโดยกาำ เนิดซ่งึ กรณีเหมือน ดิฉันได้เกิดข้ึนแล้วและมีคำาพิพากษาออกมีแล้วว่า กรณีเช่นนี้ไม่เคยเสียสัญชาติไทยแต่ประการใด ประกาศของ คณะปฏิวตั ิ ฉบบั ท่ี ๓๓๗ เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ไมส่ ามารถบังคบั ดิฉันได้ ฉะน้นั ดิฉนั จงึ ไดเ้ รยี นเพื่อขออนุเคราะห์คาำ ปรึกษาวา่ จะดาำ เนนิ การอย่างไร” ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายดา้ นกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบคุ คล ผา่ นกรณีศึกษาจากเร่อื งจริง : ว่าดว้ ยคนหลายรัฐคนหลายทะเบียนราษฎรคนหลายสญั ชาติ

49 (๒.) โดยหลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี คุ คล ถามวา่ โดยพจิ ารณาขอ้ เทจ็ จรงิ ท่ีนางสาวรมิตากล่าวอ้างเธอผู้นี้ตกอยู่ภายใต้ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลง วนั ท ี่ ๑๓ ธนั วาคม พ.ศ.๒๕๑๕ อนั ทาำ ใหต้ กอยใู่ นขอ้ ยกเวน้ ของการไดส้ ญั ชาตไิ ทยโดย หลกั ดินแดนโดยการเกิดโดยผลของกฎหมายหรอื ไม่ ? เพราะเหตใุ ด ? ๒๕ ประกาศคณะปฏวิ ัตฉิ บบั ที่ ๓๓๗ ลงวนั ท่ี ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ทำาหนา้ ทกี่ ฎหมายไทยวา่ ดว้ ย สญั ชาตไิ ทยทมี่ ผี ลต้งั แตว่ นั ที่ ๑๔ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ จนถึงวนั ที่ ๒๕ กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ เพอ่ื กาำ หนด ขอ้ ยกเวน้ ของหลักการได้สญั ชาติไทยโดยหลักดนิ แดน ข้อ ๑ แห่งประกาศฉบบั นีก้ ำาหนดใหค้ นทเี่ กดิ ในประเทศไทยระหวา่ งวนั ที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๖ และวนั ที่ ๑๓ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ เสยี สทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยโดยหลกั ดนิ แดนโดยผลอตั โนมตั ขิ องกฎหมาย ในขณะ ที่ข้อ ๒ แห่งประกาศฉบับนี้กำาหนดให้คนท่ีเกิดในประเทศไทยระหว่างวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ จนถึง วนั ที่ ๒๕ กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ไมไ่ ด้สิทธิในสญั ชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยผลอตั โนมตั ิของกฎหมาย หากมี ข้อเท็จจรงิ ๓ ประการดังตอ่ ไปนี้ ในประการแรก บุคคลดงั กลา่ วเกิดในประเทศไทย ในประการทส่ี อง ในขณะทีเ่ กดิ บิดาท่ชี อบดว้ ยกฎหมายเปน็ คนต่างดา้ ว หรือในกรณที ไี่ มป่ รากฏบดิ า ทช่ี อบด้วยกฎหมายมารดาเป็นคนตา่ งด้าว ในประการทส่ี าม บดิ าหรอื มารดานนั้ แลว้ แตก่ รณมี สี ถานะเปน็ คนตา่ งดา้ วดา้ วทเ่ี ขา้ เมอื งในลกั ษณะท่ี ไมถ่ าวร กลา่ วคอื (๑) เปน็ คนตา่ งดา้ วทไี่ ดร้ บั การผอ่ นผนั ใหพ้ กั อาศยั อยใู่ นราชอาณาจกั รไทยเปน็ พเิ ศษเฉพาะราย (๒) เปน็ คนต่างด้าวทไ่ี ดร้ บั อนญุ าตให้เข้าอยใู่ นราชอาณาจกั รไทยเพียงชวั่ คราว หรอื (๓) เป็นคนต่างด้าวทเ่ี ข้ามา อยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไมไ่ ด้รบั อนุญาตตามกฎหมายวา่ ด้วยคนเข้าเมอื ง กลับมาพจิ ารณาข้อเท็จจริงของนางสาวรมติ าแล้วเราจะพบวา่ ในประการแรก นางสาวรมิตาเกิดเมือ่ วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๓๕ ณ โรงพยาบาล สกลนคร ทัง้ นป้ี รากฏ ตามสูติบตั รท่ีออกโดยเทศบาลเมืองสกลนคร ดงั นน้ั เธอจึงเกดิ ในชว่ งเวลาท่ปี ระกาศคณะปฏวิ ตั ิฉบบั ท่ี ๓๓๗ ลง วันที่ ๑๓ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ มีผล ในประการท่ีสอง โดยข้อเท็จจริงที่นางสาวรมิตาให้มา ไม่ปรากฏว่า มีการจดทะเบียนสมรสระหว่าง บดิ าและมารดาของนางสาวรมติ าหรอื ไมแ่ ตป่ รากฏขอ้ เทจ็ จรงิ วา่ บดิ าและมารดาเปน็ คนทเ่ี กดิ ณ จงั หวดั สกลนคร โดยบิดาเกิดใน พ.ศ. ๒๕๐๑ และมารดาเกิดใน พ.ศ. ๒๕๐๒ จากบุพการีที่เป็นคนเวียดนามอพยพซ่ึงน่าจะมี ลกั ษณะการเขา้ เมอื งไมถ่ าวรอนั ทาำ ใหเ้ สยี สทิ ธใิ นสญั ชาตไิ ทยโดยหลกั ดนิ แดนโดยผลอตั โนมตั ขิ องกฎหมาย กลา่ ว คอื ตกอยภู่ ายใตข้ อ้ ๑ แห่ง ประกาศคณะปฏิวตั ิฉบบั ที่ ๓๓๗ ลงวันท่ี ๑๓ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ อนั ทำาใหบ้ ดิ า และมารดามีสถานะเป็น “คนตา่ งด้าว” ในขณะทีน่ างสาวรมิตาเกิด ๒๕ ข้อสอบในวิชากฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบคุ คล หลักสตู รปริญญาตรนี ิตศิ าสตรบ์ ัณฑิตคณะนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลัย ขอนแก่น ปีการศึกษา ๒๕๕๖ ภาคปลาย เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๗ โดย รองศาสตราจารย์ ดร. พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร https://www.facebook.com/note.php?saved&&note_id=101522604696613834 ขอ้ กฎหมายและข้อนโยบายด้านกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดบี ุคคล ผ่านกรณศี กึ ษาจากเรอ่ื งจริง : ว่าด้วยคนหลายรัฐคนหลายทะเบยี นราษฎรคนหลายสญั ชาติ