การพฒั นาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน วชิ าคณติ ศาสตร์ โดยใช้แบบฝึ กทกั ษะ เร่ือง การคูณ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปี ที่ 3 จริ ะพนั ธ์ุ ปากวเิ ศษ โรงเรียนวดั พืชนิมติ (คาสวสั ด์ิราษฎร์บารุง) สังกดั สานักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ปี การศึกษา 2562
การพฒั นาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน วชิ าคณติ ศาสตร์ โดยใช้แบบฝึ กทกั ษะ เร่ือง การคูณ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปี ที่ 3 จิระพนั ธ์ุ ปากวเิ ศษ โรงเรียนวดั พืชนิมติ (คาสวสั ด์ริ าษฎร์บารุง) สังกดั สานักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ปี การศึกษา 2562
กติ ติกรรมประกาศ การศึกษาวิจยั ฉบบั น้ีสาเร็จลุล่วงไปไดด้ ว้ ยความกรุณาของผอู้ านวยการโรงเรียน วดั พืชนิมิต (คาสวสั ด์ิราษฎร์บารุง) ซ่ึงเป็นที่ปรึกษาการศึกษาวจิ ยั ไดก้ รุณาใหค้ าแนะนา แกไ้ ขขอ้ บกพร่องต่างๆ พร้อมท้งั ใหข้ อ้ เสนอแนะท่ีเป็นประโยชนแ์ ละช้ีแนะในเวลาที่มี ขอ้ สงสัยหรือมีปัญหา ผวู้ จิ ยั จึงขอกราบขอบพระคุณเป็นอยา่ งสูง ณ โอกาสน้ี ขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญในการตรวจเคร่ื องมือ นางสาวโยษิตา มุขแก้ว นางสาวพรไพรินทร์ งาคชสาร และนางสาวแพรวรุ่ง ศรีประภา ที่ไดก้ รุณาใหค้ าแนะนา ขอ้ คิดเห็น ตรวจสอบ และแกไ้ ขเครื่องมือในการศกึ ษาวจิ ยั ใหม้ ีคุณภาพ ขอบพระคุณคณะครู อาจารย์ และนกั เรียน โรงเรียนวดั พืชนิมิต (คาสวสั ด์ิราษฎร์ บารุง) ท่ีไดใ้ หค้ วามร่วมมือในการใหข้ อ้ มูลในการพฒั นาแบบฝึ กทกั ษะ วชิ าคณิตศาสตร์ เร่ืองการคูณ ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 3 จนสาเร็จลุล่วง ตลอดจนความห่วงใยที่มี ใหเ้ สมอมา สุดทา้ ยขอขอบคุณโรงเรียนวดั พืชนิมิต (คาสวสั ด์ิราษฎร์บารุง) ท่ีเป็ นแหล่งให้ เรียนรู้ชีวิตและสังคม ซ่ึงเป็นสถานท่ีที่ทาใหผ้ วู้ ิจยั ไดม้ ีโอกาสในการเรียนรู้ ผวู้ ิจยั ขอให้ เป็นกตเวทิตาแด่ผูท้ ่ีเก่ียวขอ้ งทุกท่าน ตลอดจนผูเ้ ขียนหนงั สือ และบทความต่างๆ ท่ีให้ ความรู้แก่ผวู้ จิ ยั จนสามารถใหก้ ารศึกษาวจิ ยั ฉบบั น้ีสาเร็จไดด้ ว้ ยดี จิระพนั ธุ์ ปากวเิ ศษ
สารบัญ หนา้ (3) บทคดั ยอ่ (5) กิตติกรรมประกาศ (9) สารบญั ตาราง (11) สารบญั ภาพประกอบ บทที่ 1 1 1 บทนา 4 ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา 5 วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั 5 สมมติฐานของการวจิ ยั 5 ขอบเขตของการวจิ ยั 6 ตวั แปรที่ศึกษา 7 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 8 ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ 8 12 2 วรรณกรรมและงานวจิ ยั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง 12 หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 13 เอกสารท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั คณิตศาสตร์ 14 ความหมายของคณิตศาสตร์ 14 ความสาคญั ของคณิตศาสตร์ 15 หลกั การสอนคณิตศาสตร์ 16 แผนการจดั การเรียนรู้ 18 ความสาคญั ของแผนการจดั การเรียนรู้ 21 ลกั ษณะของแผนการจดั การเรียนรู้ท่ีดี แบบฝึกทกั ทกั ษะ หลกั การสร้างแบบฝึ กทกั ทกั ษะ
สารบัญ (ต่อ) หนา้ บทท่ี 22 23 ลกั ษณะของแบบฝึกทกั ษะท่ีดี 24 ประโยชนข์ องแบบฝึกทกั ษะ 25 ทกั ษะการสร้างสื่อการสอน 26 หลกั การเลือกใชส้ ื่อการสอน 27 ประโยชนข์ องส่ือการสอน 28 ผลสัมฤทธ์ ิทางการเรี ยน 29 ประเภทของแบบทดสอบวดั สัมฤทธ์ิทางการเรียน 30 ความพงึ พอใจ 30 งานวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง 33 งานวจิ ยั ในประเทศ 35 งานวจิ ยั ต่างประเทศ 35 3 วธิ ีดาเนินการวจิ ยั 36 กรอบแนวความคิดในการวจิ ยั 37 ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง 38 เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการวิจยั 46 การสร้างเครื่องมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั 48 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล 54 การวเิ คราะหข์ อ้ มูล 54 4 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล 55 สญั ลกั ษณ์ท่ีใชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูล 55 การวเิ คราะหผ์ ลขอ้ มูลและแปลความหมาย ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล 55 ตอนที่ 1 ผลการพฒั นาแบบฝึกทกั ษะ เร่ืองการคูณ ของนกั เรียน ช้นั ประถมศกึ ษาปี ท่ี 5
สารบัญ (ต่อ) บทท่ี หนา้ ตอนท่ี 2 ผลการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนโดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ วชิ าคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ของนกั เรียนช้นั ประถม ศึกษาปี ที่ 3 56 ตอนที่ 3 ผลการศกึ ษาความพึงพอใจของนกั เรียนช้นั ประถม ศึกษาปี ที่ 3 57 5 สรุปผลการศกึ ษา อภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ 59 สรุปผลการศึกษาวจิ ยั 60 การอภิปรายผล 61 ขอ้ เสนอแนะ 63 ขอ้ เสนอแนะในการนาไปใช้ 63 ขอ้ เสนอแนะในการศกึ ษาคร้ังต่อไป 64 ภาคผนวก ก รายนามผเู้ ช่ียวชาญตรวจสอบเครื่องมือ 65 ข เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการวจิ ยั 67 ค ผลการตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือ 80 ง ผลการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทกั ษะ 90 จ คะแนนสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนและ หลงั เรียน 95 ฉ ผลการทดสอบสมมติฐานของการวจิ ยั 97 ช รูปภาพการดาเนินกิจกรรม 99 ซ หนงั สือขอความอนุเคราะห์ 102 บรรณานุกรม 106 ประวตั ิผเู้ ขียน 110
สารบัญตาราง หนา้ ตาราง 55 56 1 ประสิทธิภาพแบบฝึกทกั ษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ 57 ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 2 คะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วชิ าคณิตศาสตร์ โดยการใช้ แบบฝึกทกั ษะ เร่ืองการคูณ ของนกั เรียนช้นั ประถม ศกึ ษาปี ที่ 3 3 ค่าเฉล่ียและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของแบบสอบถามความ พึงพอใจ ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 มีผลต่อการเรียน โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ เรื่องการคูณ 4 ค่าดชั นีความสอดคลอ้ งของแผนการจดั การเรียนรู้ที่ 1 วชิ า คณิตศาสตร์ เรื่องทบทวนการคูณจานวนท่ีมีหน่ึงหลกั กบั 100 82 ช้นั ประถมศกึ ษาปี ท่ี 3 โดยใชแ้ บฝึกทกั ษะ 5 ค่าดชั นีความสอดคลอ้ งของแผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 2 วชิ า คณิตศาสตร์ เร่ืองการคูณจานวนที่มีหน่ึงหลกั กบั 200,300,…,900 ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ 83 6 ค่าดชั นีความสอดคลอ้ งของแผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 3 วชิ า คณิตศาสตร์ เรื่องจานวนที่มีหน่ึงหลกั กบั 1,000 ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ 84 7 ค่าดชั นีความสอดคลอ้ งของแผนการจดั การเรียนรู้ที่ 4 วชิ า คณิตศาสตร์ เร่ืองการคูณจานวนท่ีมีหน่ึงหลกั กบั 2,000,3,000,….,9,000 ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ 85
สารบัญตาราง (ต่อ) หนา้ ตาราง 86 8 ค่าดชั นีความสอดคลอ้ งของแบบฝึกทกั ษะวชิ าคณิตศาสตร์ 87 เรื่องการคูณ ของนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปี ท่ี 3 88 9 ค่าดชั นีความสอดคลอ้ งของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทาง 89 การเรียนก่อนและหลงั เรียน วชิ าคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ของ 91 นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ 92 93 10 ค่าความยากง่าย ค่าอานาจจาแนก และค่าความเชื่อมน่ั ของ 96 แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนและหลงั เรียน วชิ าคณิตศาสตร์ เร่ืองการคูณของนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปี ท่ี 3 โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ 11 ค่าดชั นีความสอดคลอ้ งของแบบสอบถามความพงึ พอใจของ นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 3 12 ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) ของแบบฝึกทกั ษะ แบบรายบุคคล (Individual Tryout) 13 ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) ของแบบฝึกทกั ษะ แบบกลุ่มเลก็ (Small Group Tryout) 14 ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) ของแบบฝึกทกั ษะ แบบภาคสนาม (Field Tryout) 15 คะแนนสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนและหลงั เรียน กบั นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3
สารบัญภาพ หนา้ 36 ภาพ 1 ความสัมพนั ธข์ องตวั แปรในการวจิ ยั 100 2 การดาเนินกิจกรรม ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 3/2
บทท่ี 1 บทนา ความเป็ นมาและความสาคญั ของปัญหา พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 แกไ้ ขเพ่ิมเติม (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2545 มาตรา22 กล่าวว่า การจดั การศึกษาตอ้ งยดึ หลกั ผูเ้ รียนทุกคนมีความสามารถที่จะเรียนรู้ และพฒั นาได้ และถือวา่ ผเู้ รียนมีความสาคญั ที่สุด กระบวนการ จดั การศกึ ษาตอ้ งส่งเสริม ใหผ้ ูเ้ รียนสามารถพฒั นาตนเองตามธรรมชาติและเตม็ ศกั ยภาพ (หลกั สูตรแกนกลางข้นั พ้ืนฐาน, 2551, หน้า 56) การเรียนรู้คณิตศาสตร์จึงมีความมีความสาคญั อย่างยิ่งในการ พฒั นามนุษยใ์ หม้ นุษยม์ ีความคิดสร้างสรรค์ คิดอยา่ งมีเหตุผล เป็นระบบระเบียบ มีแบบ แผนสามารถวเิ คราะห์ปัญหา และแกส้ ถานการณ์ไดอ้ ยา่ งถ่ีถว้ นรอบคอบ ทาใหส้ ามารถ คาดการณ์วางแผน ตัดสินใจ และแก้ปัญหาได้อยางถูกต้องเหมาะสม นอกจากน้ี คณิตศาสตร์ยงั เป็นเคร่ืองมือใน การศึกษาดา้ นวทิ ยาศาสตร์เทคโนโลยแี ละศาสตร์อ่ืน ๆ คณิตศาสตร์จึงมีประโยชนต์ ่อการดารงชีวิต ช่วยพฒั นาคุณภาพใหด้ ีข้ึน และสามารถอยู่ ร่วมกบั ผอู้ ื่นอยา่ งมีความสุข นอกจากน้ีคณิตศาสตร์เพียงเป็ นความรู้พ้ืนฐานของวิทยาการแขนงต่าง ๆ (สถาบนั ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2551, หน้า 60) คุณภาพของ ผูเ้ รียนท่ีจบการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน 12 ปี จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเน้ือหาสาระ คณิตศาสตร์ มีทกั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ มีเจตคติท่ีดีต่อวิชาคณิตศาสตร์มี ความตระหนักในคุณค่าของคณิตศาสตร์และสามารถนาความรู้ทางคณิตศาสตร์ไป พฒั นาคุณภาพชีวิต (สถาบนั ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2551, หนา้ 4)
การจดั การเรียนการสอนวชิ าคณิตศาสตร์ ยงั ไม่ประสบผลสาเร็จเท่าที่ควร นกั เรียน มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนอยู่ในเกณฑ์ต่าท้งั น้ีอาจเน่ืองมาจากสาเหตุและปัจจยั หลาย ประการ เช่น เทคนิควธิ ีการจดั การเรียนรู้ ท่ียงั ส่งเสริมใหผ้ เู้ รียนรู้จกั คิดวเิ คราะห์ค่อนขา้ ง น้อย ครูไม่ค่อยเข้าใจในการนาหลักสูตรไปใช้ การจัดทาสื่อการเรียนรู้ และการ ประเมินผลผูเ้ รียน ยงั ไม่สามารถนาไปสู่การปฏิบัติได้ (สานักงานเลขาธิการสภา การศึกษา. 2551, หนา้ 19) ความเจริญกา้ วหน้าทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ ในยุคโลกาภิวตั น์ มีผลต่อการ เปล่ียนแปลงท้ังทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและเทคโนโลยี อย่างรวดเร็ว การศึกษาเป็นสิ่งหน่ึงที่กาหนดทิศทางความเป็นไปใหม้ นุษยร์ ู้เท่าทนั วิทยาการใหม่ๆ ท่ี เกิดข้ึนดว้ ยเหตุน้ีจึงเป็นหนา้ ท่ีของรัฐท่ีตอ้ งยกระดบั และพฒั นาการศึกษาของประชากร ในประเทศใหส้ ูงข้ึนการศึกษา จึงเป็นหวั ใจสาคญั ของการพฒั นาคนให้มีคุณภาพ และมี คุณลกั ษณะอนั พึงประสงคส์ ามารถดารงชีวิตอยใู่ นสังคมไดอ้ ยา่ งมีความสุข ทนั ต่อการ เปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนตามยุคสมัยและเป็ นกระบวนการพฒั นา อันจะนาสังคมไปสู่ ความสาเร็จในอนาคต (วฒั นาพร ระงบั ทุกข์, 2541, หน้า 1) เพ่ือให้เยาวชนเป็ นผูท้ ี่มี ความรู้ ความสามารถทางคณิตศาสตร์ ท่ีเพียงพอนาความรู้ทกั ษะ และกระบวนการทาง คณิตศาสตร์ ที่จะเปล่ียนไปพฒั นาคุณภาพชีวิตใหด้ ียงิ่ ข้ึนรวมท้งั นาไปเป็นเคร่ืองมือใน การเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ และเป็ นพ้ืนฐานสาหรับการศึกษาต่อ ผูเ้ รียนจะตอ้ งมีความรู้ความ เขา้ ใจ ในเน้ือหาสาระคณิตศาสตร์ มีทกั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์มีเจตคติที่ดีต่อ วิชาคณิตศาสตร์ ตระหนกั ในคุณค่าของคณิตศาสตร์ ผูเ้ รียนทุกคนจะตอ้ งศึกษาเรียนรู้ เน้ือหาทางคณิตศาสตร์ และกระบวนการทางคณิตศาสตร์ตามสาระท่ีเป็นองคป์ ระกอบ ของความรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ การจดั การเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ที่ผ่านมาพบว่ายงั ไม่ประสบผลสาเร็จเท่าที่ควร นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนอยู่ในเกณฑ์ต่า ท้งั น้ี
เน่ืองมาจาก สาเหตุและปัจจยั หลายประการ เช่น หลกั สูตร เน้ือหา ครูผูส้ อน นกั เรียน สภาพแวดลอ้ ม ผูป้ กครอง การจดั กิจกรรมการเรียนการสอนตลอดจนเทคนิค วิธีการ สอนของครู การรับรู้ของ นักเรียน การขาดการดูแลเอาใจใส่จากผูป้ กครอง และสื่อ อุปกรณ์ต่าง ๆ ท่ีไม่เพียงพอ และอาจเนื่องมาจากครูโดยทว่ั ไปมกั เขา้ ใจว่า การสอน คณิตศาสตร์ คือการสอนหรือการอธิบายเน้ือหา สาระแลว้ ให้นกั เรียนทาแบบฝึ กหดั ก็ เป็นการเพียงพอ แทท้ ี่จริงแลว้ การสอนคณิตศาสตร์ทุกเร่ืองตอ้ งพยายามให้นกั เรียนได้ ปฏิบตั ิจริงควบคู่กบั การคานวณสิ่งแรก คือการลงมือปฏิบตั ิ การพิสูจน์ การตรวจสอบ แลว้ ใหท้ าแบบฝึกหดั และในบางเร่ืองครูตอ้ งสาธิตใหเ้ ขา้ ใจหลกั การควบคู่กบั การอธิบาย ซ่ึงสาเหตุและปัจจยั ต่าง ๆ เหล่าน้ีทาใหผ้ ลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของกลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์อยใู่ นเกณฑต์ ่า การที่ผูเ้ รียนจะเกิดการเรียนรู้คณิตศาสตร์อยา่ งมีคุณภาพน้นั จะตอ้ งมีความสมดุล ระหว่างสาระทางดา้ นความรู้ทกั ษะกระบวนการ ควบคู่ไปกบั คุณธรรมจริยธรรมและ ค่านิยม คือ มีความรู้ความเข้าใจในคณิตศาสตร์พ้ืนฐาน เก่ียวกับจานวนและการ ดาเนินการ การวดั เรขาคณิต พีชคณิต การวิเคราะห์ขอ้ มูลและความน่าจะเป็น พร้อมท้งั สามารถนาความรู้น้ันไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวนั ได้ มีทักษะกระบวนการทาง คณิตศาสตร์ท่ีจาเป็น ไดแ้ ก่ ความสามารถในการแกป้ ัญหาดว้ ยวธิ ีการท่ีหลากหลาย การ ให้เหตุผลการสื่อสาร สื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ และการนาเสนอการมีความคิด ริเร่ิมสร้างสรรค์ การเช่ือมโยงความรู้ต่าง ๆ ทางคณิตศาสตร์ และเช่ือมโยงคณิตศาสตร์ กบั ศาสตร์อ่ืน ๆ มีการทางานเป็ นระบบ มีระเบียบวินยั มีความรอบคอบ ยอมรับความ คิดเห็นของผู้อื่นอย่างมีเหตุผล พร้อมท้ังตระหนักในคุณค่าและมีเจตคติท่ีดีต่อ คณิตศาสตร์ (กรมวชิ าการ. 2545, หนา้ 1) ผวู้ ิจยั จึง ไดพ้ ฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ืองการคูณ โดยใช้ แบบฝึ กทักษะ เพื่อส่งเสริ มความสามารถในการแก้ปัญหาสาหรับนักเรี ยนช้ัน
ประถมศึกษาปี ที่ 3 โดยการศึกษาขอ้ มูลพ้ืนฐาน หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง 2560) โครงสร้างหลกั สูตรสถานศกึ ษา โรงเรียนวดั พชื นิมิต (คาสวสั ด์ิราษฎร์บารุง) พุทธศกั ราช 2561 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ช้ัน ประถมศึกษาปี ที่ 3 ศึกษาความตอ้ งการ และความสามารถของผูเ้ รียนตลอดจนเอกสาร และงานวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง แนวคิดการดาเนินการวิจยั และพฒั นามาสร้างแบบฝึ กทกั ษะ เพื่อที่จะเป็ นสื่อนวตั กรรมใชเ้ ป็ นแนวทางในการพฒั นาความสามารถในการแกป้ ัญหา และเป็นการวางรากฐานใหผ้ ูเ้ รียนมีทกั ษะดา้ นการคิดแกป้ ัญหา เพ่ือเป็นกาลงั สาคญั ใน การแกป้ ัญหาของชาติและสร้างสรรคส์ ิ่งใหม่ๆ ต่อไป วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย ในการศึกษาวจิ ยั เร่ือง การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้ แบบฝึ กทักษะ เร่ื องการคูณ ของนักเรี ยนช้ันประถมศึกษาปี ท่ี 3 ผู้วิจัยกาหนด วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั ไวด้ งั น้ี 1. เพ่ือสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทกั ษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 ใหม้ ีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพ่อื พฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน โดยการใชแ้ บบฝึ กทกั ษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ของนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปี ที่ 3 หลงั เรียนสูงกวา่ ก่อนเรียน 3. เพอื่ ศกึ ษาความพึงพอใจของนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปี ที่ 3 ต่อการใชแ้ บบ ฝึกทกั ษะคณิตศาสตร์ เร่ืองการคูณ
สมมตฐิ านของการวจิ ัย ในการศึกษาวจิ ยั เรื่อง การพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ โดยใช้ แบบฝึกทกั ษะ เร่ืองการคูณ ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 ผวู้ จิ ยั ไดแ้ นวคิด ทฤษฎี งานวจิ ยั ที่ผา่ นมาจึงกาหนดสมมติฐานการวจิ ยั ไวด้ งั น้ี 1. แบบฝึกทกั ษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ เรื่องการคูณ ของนกั เรียนระดบั ช้นั ประถมศกึ ษาปี ที่ 3 หลงั เรียนสูงกวา่ ก่อนเรียน 3. นกั เรียนมีความพงึ พอใจต่อการใชแ้ บบฝึกทกั ษะคณิตศาสตร์ เร่ืองการคูณ ในระดบั มาก ขอบเขตของการวจิ ยั ประชากร ประชากรที่ใชใ้ นการศึกษาวิจยั คร้ังน้ีคือ นักเรียนระดบั ช้ันประถมศึกษาปี ที่ 3 ภาคเรียนท่ี 2 ปี การศึกษา 2562 โรงเรียนวดั พืชนิมิต (คาสวสั ด์ิราษฎร์บารุง) มี 2 ห้อง เรียนจานวน 42 คน กล่มุ ตวั อย่าง กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ศึกษาสุ่มจากประชากรโดยวิธี การสุ่มอย่างง่าย (Simple Random sampling) ขนาดของกลุ่มตวั อยา่ ง นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3/2 จานวน 21 คน
ตวั แปรท่ีใชใ้ นการศึกษาวจิ ยั 1. ตวั แปรอิสระ ไดแ้ ก่ แบบฝึ กทกั ษะ เร่ืองการคูณ ช้นั ประถมศกึ ษาปี ที่ 3 2. ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่ 2.1 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนดว้ ยแบบฝึ กทกั ษะคณิตศาสตร์ เรื่องการ คูณ ช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 2.2 ความพึงพอใจของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 ต่อการใช้แบบ ฝึกทกั ษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ เน้ือหาท่ีศกึ ษา การคูณจานวนท่ีมีหน่ึงหลกั กบั สามหลกั หารคณจานวนส่ีหลกั กบั หน่ึงหลัก ตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 ของนักเรี ยนช้ัน ประถมศึกษาปี ท่ี 3 ระยะเวลา ดาเนินการทดลองกบั กลุ่มตวั อย่าง นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3/2 โรงเรียนวัดพืชนิมิต (คาสวสั ด์ิราษฎร์บารุ ง) ในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2562 ใชเ้ วลา 6 คาบ คาบละ 60 นาที นิยามศัพท์เฉพาะ 1. แบบฝึกทกั ษะ หมายถึง สื่อ เอกสารที่ผวู้ จิ ยั สร้างข้ึน เพอ่ื ส่งเสริมความสามารถ ในการแกป้ ัญหาสาหรับนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 3 ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั มาตรฐานและ ผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐานพุทธศกั ราช 2551
2. แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ขอ้ สอบที่ผูว้ ิจยั สร้างข้ึน เพ่ือใชว้ ดั ความรู้เร่ือง การคูณ ครอบคลุมเน้ือหาตามจุดประสงคท์ ี่กาหนดไวเ้ ป็ นแบบ ปรนยั ชนิดเลือกตอบ 4 ตวั เลือก จานวน 10 ขอ้ 3. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ผลการเรียนรู้หรือคะแนนก่อนเรียน หรือ คะแนนหลงั เรียนของนกั เรียนท่ีไดจ้ ากการทาแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง การคูณ โดยใชแ้ บบฝึ กทกั ษะคณิตศาสตร์ท่ีผวู้ จิ ยั สร้างข้ึน 4. ประสิทธิภาพของแบบฝึ กทกั ษะการเรียนรู้ หมายถึง ประสิทธิภาพด้าน กระบวนการและประสิทธิภาพดา้ นผลลพั ธ์ท่ีไดจ้ ากการเรียนรู้ของนกั เรียนจากแบบฝึ ก ทกั ษะ ตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 80 ตวั แรก คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ หมายถึง ค่าเฉลี่ยร้อย ละของคะแนนของนักเรียนทุกคนท่ีทาได้ระหว่างเรียนในแบบฝึ กทักษะการเรียนรู้ จดั การเรียนรู้คณิตศาสตร์ในระหว่างเรียน เร่ืองการคูณ ของนกั เรียนซ่ึงตอ้ งไม่นอ้ ยกว่า ร้อยละ 80 80 ตวั หลงั คือ ประสิทธิภาพของผลลพั ธ์ หมายถึง ค่าเฉล่ียร้อยละ ของคะแนนการทาแบบทดสอบหลงั เรียน เรื่องการคูณ ซ่ึงตอ้ งไม่นอ้ ยกวา่ ร้อยละ 80 ตาม แผนการจดั การเรียนรู้ท่ีนาแบบฝึ กทกั ษะการเรียนรู้คณิตศาสตร์เร่ืองการคูณ มาใชเ้ ป็น ส่ือ 5. ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกหรือเจตคติ ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษา ปี ท่ี 3 ท่ีมีต่อการเรียนโดยใชแ้ บบฝึ กทกั ษะวิชาคณิศาสตร์ เรื่องการคูณ ประกอบการ จดั การเรียนรู้ โดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจที่ผูว้ ิจัยสร้างข้ึนตามวิธีของลิเคอร์ท (Likert) โดยใชร้ ูปแบบมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) 5 ระดบั มีเกณฑด์ งั น้ี มาก ที่สุด มาก ปานกลาง นอ้ ย และนอ้ ยท่ีสุด
ประโยชน์ทคี่ าดว่าจะได้รับ 1. ผลงานวจิ ยั สามารถนาไปใชพ้ ฒั นาการจดั การเรียนการสอน ในกลุ่มสาระการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ ใหม้ ีประสิทธิภาพดียง่ิ ข้ึน 2. นาแบบฝึกทกั ษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ไปพฒั นานกั เรียนกลุ่มอ่ืนได้ 3. เป็นประโยชน์ต่อผูท้ ่ีตอ้ งการศึกษาหาขอ้ มูลเพิ่มเติมในการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะคณิตศาสตร์
บทท่ี 2 วรรณกรรมและงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วข้อง การศึกษาวจิ ยั ในคร้ังน้ีเป็นการศึกษาวิจยั เพ่ือพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ เร่ืองการคูณ ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 ผวู้ จิ ยั ได้ศึกษาข้อมูลต่าง ๆ จากเอกสาร ตารา แนวคิด ทฤษฎีต่าง ๆ ตลอดจนงานวิจยั ที่ เกี่ยวขอ้ งดงั น้ี 1. หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐานพทุ ธศกั ราช 2551 2. เอกสารท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั คณิตศาสตร์ 3. แผนการจดั การเรียนรู้ 4. แบบฝึกทกั ษะ 5. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 6. ความพึงพอใจ 7. งานวจิ ยั ที่เกี่ยวขอ้ ง 7.1 งานวจิ ยั ในประเทศ 7.2 งานวจิ ยั ต่างประเทศ หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 กระทรวงศึกษาธิการ (2555, หนา้ 3-5) ไดก้ ล่าวถึงหลกั สูตรแกนกลางการศึกษา ข้นั พ้ืนฐานพุทธศกั ราช 2551 ไวด้ งั น้ี หลกั การ หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐานมีหลกั การท่ีสาคญั ดงั น้ี
1. เป็ นหลกั สูตรการศึกษาเพ่ือความเป็ นเอกภาพของชาติมีจุดมุ่งหมายและ มาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสาหรับพฒั นาเดก็ และเยาวชนใหม้ ีความรู้ทกั ษะเจตคติ และคุณธรรมบนพ้ืนฐานของความเป็นไทยควบคู่กบั ความเป็นสากล 2. เป็ นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชนท่ีประชาชนทุกคนมีโอกาสไ ด้รับ การศกึ ษาอยา่ งเสมอภาคและมีคุณภาพ 3. เป็นหลกั สูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอานาจใหส้ ังคมมีส่วนร่วมในการ จดั การศึกษาใหส้ อดคลอ้ งกบั สภาพและความตอ้ งการของทอ้ งถิ่น 4. เป็นหลกั สูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยดื หยนุ่ ท้งั ดา้ นสาระการเรียนรู้เวลาและ การจดั การเรียนรู้ 5. เป็นหลกั สูตรการศึกษาท่ีเนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั 6. เป็ นหลักสูตรการศึกษาสาหรับการศึกษาในระบบนอกระบบและตาม อธั ยาศยั ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายสามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ จดุ ม่งุ หมาย หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐานมุ่งพฒั นาผูเ้ รียนใหเ้ ป็นคนดี มีปัญญา มี ความสุข มีศกั ยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพจึงกาหนดเป็นจุดมุ่งหมาย เพอ่ื ให้ เกิดกบั ผเู้ รียนเม่ือจบการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐานดงั น้ี 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมท่ีพึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเองมีวินยั และปฏิบัติตนตามหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาท่ีตนนับถือ ยึดหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรู้อันเป็ นสากลและมีความสามารถในการส่ือสาร การคิด การ แกป้ ัญหา การใชเ้ ทคโนโลยแี ละมีทกั ษะชีวติ 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตท่ีดีมีสุขนิสัยและรักการออกกาลงั กาย
4. มีความรักชาติมีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยดึ มน่ั ในวถิ ี ชีวติ และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมุข 5. มีจิตสานึกในการอนุรักษว์ ฒั นธรรม และภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และ พฒั นาสิ่งแวดลอ้ มมีจิตสาธารณะที่มุ่งทาประโยชน์ และสร้างส่ิงท่ีดีงามในสังคม และอยู่ ร่วมกนั ในสังคมอยา่ งมีความสุข สมรรถนะสําคญั ของผ้เู รียน หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐานมุ่งให้ผูเ้ รียนเกิดสมรรถนะสาคัญ 5 ประการ ดงั น้ี 1. ความสามารถในการส่ือสาร เป็ นความสามารถในการรับและส่งสาร มี วฒั นธรรมในการใชภ้ าษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเขา้ ใจความรู้สึก และทศั นะของ ตนเองเพื่อแลกเปล่ียน ขอ้ มูลข่าวสารและประสบการณ์อนั จะเป็ นประโยชน์ ต่อการ พฒั นาตนเองและสังคม รวมท้งั การเจรจาต่อรองเพ่ือขจดั และลดปัญหาความขดั แยง้ ต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับขอ้ มูลข่าวสารดว้ ยหลกั เหตุผล และความถูกตอ้ ง ตลอดจนการ เลือกใชว้ ธิ ีการส่ือสาร ที่มีประสทธิภาพโดยคานึงถึงผลกระทบที่มีต่อ ตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็ นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิด สังเคราะห์ การคิดอยา่ งสร้างสรรคก์ ารคิดอยา่ งมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อ นาไปสู่การสร้างองคค์ วามรู้ หรือสารสนเทศเพ่ือการตดั สินใจเกี่ยวกบั ตนเองและสังคม ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็ นความสามารถในการแก้ปัญหาและ อุปสรรคต่าง ๆ ท่ีเผชิญไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลกั เหตุผล คุณธรรม และขอ้ มูลสารสนเทศ เขา้ ใจ ความสมั พนั ธ์และการเปล่ียนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ใน สังคม แสวงหาความรู้ประยกุ ตค์ วามรู้มาใช้ในการป้องกนั และแกไ้ ขปัญหา และมีการ ตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคานึงถึงผลกระทบที่เกิดข้ึน ต่อตนเอง สังคมและ สิ่งแวดลอ้ ม 4. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ เป็นความสามารถในการนากระบวนการ
ต่าง ๆ ไปใชใ้ นการดาเนินชีวิตประจาวนั การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง การเรียนรู้อยา่ งต่อเน่ือง การทางาน และการอยรู่ ่วมกนั ในสังคมดว้ ยการสร้างเสริมความสัมพนั ธ์อนั ดี ระหว่าง บุคคล การจดั การปัญหาและความขดั แยง้ ต่าง ๆ อยา่ งเหมาะสม การปรับตวั ให้ทนกบั การเปล่ียนแปลงของสังคมและสภาพแวดลอ้ ม และการรู้จกั หลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึง ประสงคท์ ี่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผอู้ ่ืน 5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยดี า้ นต่าง ๆ และมีทกั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยเี พอื่ การพฒั นาตนเองและ สังคม ในดา้ นการเรียนรู้การสื่อสาร การทางาน การแกป้ ัญหาอย่างสร้างสรรคถ์ ูกตอ้ ง เหมาะสม และมีคุณธรรม คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน มุ่งพฒั นาผูเ้ รียนใหม้ ีคุณลกั ษณะอนั พึง ประสงค์ เพ่ือให้สามารถอยู่ร่วมกับผูอ้ ื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็ น พลเมืองไทยและพลโลก ดงั น้ี 1. รักชาติ ศาสนา พระมหากษตั ริย์ 2. ซ่ือสัตยส์ ุจริต 3. มีวนิ ยั 4. ใฝ่ เรียนรู้ 5. อยอู่ ยา่ งพอเพียง 6. มุ่งมนั่ ในการทางาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้คณติ ศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ไดก้ าหนดสาระ และมาตรฐานการเรียนรู้ ซ่ึง ระบุสิ่งท่ีผเู้ รียนพงึ รู้ และปฏิบตั ิไดเ้ ม่ือจบการศึกษาข้นั พ้นื ฐานไวด้ งั น้ี สาระที่ 1 จํานวนและการดําเนินการ มาตรฐาน ค 1.1 เขา้ ใจถึงความหลากหลายของการแสดงจานวน และการใช้ จานวนในชีวติ จริง มาตรฐาน ค 1.2 เขา้ ใจถึงผลที่เกิดข้ึนจากการดาเนินการของจานวน และ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งการดาเนินการต่าง ๆ และใชก้ ารดาเนินการในการแกป้ ัญหา มาตรฐาน ค 1.3 ใชก้ ารประมาณค่าในการคานวณ และแกป้ ัญหา มาตรฐาน ค 1.4 เขา้ ใจระบบจานวน และนาสมบตั ิเกี่ยวกบั จานวนไปใช้ สาระท่ี 2 การวดั มาตรฐาน ค 2.1 เขา้ ใจพ้ืนฐานเก่ียวกบั การวดั วดั และคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ ตอ้ งการวดั มาตรฐาน ค 2.2 แกป้ ัญหาเกี่ยวกบั การวดั สาระที่ 3 เรขาคณติ มาตรฐาน ค 3.1 อธิบาย และวเิ คราะห์รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ มาตรฐาน ค 3.2 ใชก้ ารนึกภาพ (visualization) ใชเ้ หตุผลเก่ียวกบั ปริภูมิ (spatial reasoning) และใชแ้ บบจาลองทางเรขาคณิต (geometric model) ในการแกป้ ัญหา สาระที่ 4 พชี คณติ มาตรฐาน ค 4.1 เขา้ ใจ และวเิ คราะห์แบบรูป (pattern) ความสมั พนั ธ์ และ ฟังกช์ นั มาตรฐาน ค 4.2 ใชน้ ิพจน์ สมการ อสมการ กราฟ และตวั แบบเชิงคณิตศาสตร์
(mathematical model) อ่ืน ๆ แทนสถานการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนแปลความหมาย และ นาไปใชแ้ กป้ ัญหา สาระที่ 5 การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็ น มาตรฐาน ค 5.1 เขา้ ใจ และใชว้ ธิ ีการทางสถิติในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล มาตรฐาน ค 5.2 ใชว้ ธิ ีการทางสถิติ และความรู้เกี่ยวกบั ความน่าจะเป็นในการ คาดการณ์ ไดอ้ ยา่ งสมเหตุสมผล มาตรฐาน ค 5.3 ใชค้ วามรู้เกี่ยวกบั สถิติ และความน่าจะเป็นช่วยในการตดั สินใจ และแกป้ ัญหา สาระท่ี 6 ทกั ษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ มาตรฐาน ค 6.1 มีความสามารถในการแกป้ ัญหาการใหเ้ หตุผล การส่ือสาร การ ส่ือ ความหมายทางคณิตศาสตร์ และการนาเสนอ การเช่ือมโยงความรู้ต่าง ๆ ทาง คณิตศาสตร์และเช่ือมโยงคณิตศาสตร์กบั ศาสตร์อ่ืน ๆ และมีความ คิดริเริ่มสร้างสรรค์ เอกสารทเี่ กยี่ วข้องกบั คณิตศาสตร์ ความหมายของคณติ ศาสตร์ ปราณี จิณฤทธ์ิ (2552, หน้า 10) ได้ให้ความหมายว่า คณิตศาสตร์เป็ นวิชาท่ี เกี่ยวข้องกับจานวนตัวเลข การคิดคานวณ การวดั เรขาคณิต พีชคณิต และทักษะ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ เพ่ือพิสูจน์หาเหตุผล และสามารถนาเหตุผลน้นั ไปใชก้ บั วชิ าอ่ืน หรือการประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั มทั นา สีแสด (2552, หนา้ 14) ไดใ้ หค้ วามหมายวา่ คณิตศาสตร์เป็นวชิ าที่วา่ ดว้ ย การคานวณโดยอาศยั จานวนตวั เลข ปริมาตร ขนาด รูปร่าง และสัญลกั ษณ์ เป็นส่ือในการ สร้างความเขา้ ใจ ความคิดท่ีเป็ นระบบ มีเหตุผล มีวิธีการ และหลกั การท่ีแน่นอน เป็ น
ศาสตร์ และศิลป์ ในการพฒั นาการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพมาก ยง่ิ ข้ึน โดยจดั ใหม้ ีความสัมพนั ธก์ นั และคานึงถึงส่ิงท่ีเก่ียวขอ้ งในชีวติ ประจาวนั ไข่มุก มณีศรี (2554, หนา้ 25) ไดใ้ หค้ วามหมายวา่ คณิตศาสตร์เป็นวชิ าที่เก่ียวกบั พ้ืนฐานทางจานวนตวั เลข การคานวณ และการจดั โดยสมั พนั ธ์กบั ตวั เลข และสัญลกั ษณ์ (Symbols) แทนจานวนเพื่อสื่อความหมาย และเขา้ ใจกนั ได้ เป็นเครื่องมือที่แสดงความ คิดเห็นเป็ นระเบียบแบบแผน ท่ีประกอบไปดว้ ยเหตุผล ซ่ึงมีวิธีการ และหลกั เกณฑท์ ี่ แน่นอน เพือ่ สามารถนาไปใชใ้ นการแกป้ ัญหาภายในชีวติ ประจาวนั ได้ จากการศึกษาขา้ งตน้ สรุปไดว้ ่า ทกั ษะพ้ืนฐานทางดา้ นคณิตศาสตร์เป็นสิ่งสาคญั ที่ช่วยให้ผูเ้ รียนมีความพร้อม เป็ นพ้ืนฐานในการแกป้ ัญหา มีความสามารถในการคิด คานวณ ท้งั ยงั ช่วยสร้างประสบการณ์เก่ียวกบั คณิตศาสตร์ท่ีสอดคลอ้ งเป็นลาดบั จากง่าย ไปหายาก และความสาคญั อีกประการหน่ึงคือการดาเนินชีวิต เพราะในการดาเนิน ชีวติ ประจาวนั ตอ้ งใชค้ ณิศาสตร์ท้งั สิ้น ความสําคญั ของคณติ ศาสตร์ มัทนา สีแสด (2552, หน้า 15) กล่าวว่า ความสาคัญของคณิตศาสตร์ว่า คณิตศาสตร์มีความสาคญั ท้งั ในการพฒั นาผูเ้ รียนให้รู้จกั ใช้ความคิด มีเหตุผล รู้จกั วิธีการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ และเป็ นทกั ษะที่สาคญั ที่ตอ้ งใชท้ ้งั ในชีวิตประจาวนั ของ ทุกคนท้งั ในดา้ นการประกอบอาชีพ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยตี ่าง ๆ ตลอดจนช่วย ปลูกฝังคุณลกั ษณะท่ีดีของการเป็นทรัพยากรมนุษยท์ ่ีดี ในการดาเนินชีวิตทางสังคมให้ เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข สามารถใชช้ ีวติ ไดอ้ ยา่ งมีคุณภาพ ลกั ขณา ภูวิลยั (2552, หนา้ 12) กล่าวว่า คณิตศาสตร์มีบทบาทสาคญั ยิ่งต่อการ พฒั นาความคิดของมนุษย์ ทาให้มนุษยม์ ีความคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็ น ระเบียบ มีแบบแผน สามารถวเิ คราะห์ปัญหา และสถานการณ์ไดอ้ ยา่ งถี่ถว้ นรอบคอบ ทา ใหส้ ามารถคาดการณ์ วางแผน ตดั สินใจ และแกป้ ัญหาไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและเหมาะสม
หลกั การสอนคณติ ศาสตร์ ลกั ขณา ภูวิลยั (2552, หนา้ 45) กล่าวว่า การสอนคณิตศาสตร์น้ันจะตอ้ งมีการ เตรียมความพร้อมใหก้ บั ผูเ้ รียน จดั เน้ือหาใหต้ ่อเนื่อง เรียงลาดบั จากง่ายไปหายาก ความ ตอ้ งการ และความสนใจของผูเ้ รียน มีเทคนิคในการสอน ใชส้ ื่อการเรียนการสอนท่ีมี คุณภาพ เนน้ ใหผ้ เู้ รียนมีความเขา้ ใจ จนสามารถนาความรู้ไปใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ไดอ้ ยา่ ง มีความสุข ทองจนั ทร์ ปะสีรัมย์ (2555, หนา้ 29) กล่าวว่า การจดั การเรียนการสอนที่จะทา ให้นักเรียนมีความรู้ความเขา้ ใจในคณิตศาสตร์น้นั ครูผูส้ อนควรยึดหลกั โดยคานึงถึง ความแตกต่างระหวา่ งบุคคล การสอนแต่ละคร้ังตอ้ งมีจุดประสงคท์ ่ีแน่นอน จดั การเรียน การสอนไปตามลาดบั ข้นั โดยเริ่มจากประสบการณ์ที่ง่ายๆ สอนจากรูปธรรมนาไปสู่ นามธรรม ให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการศึกษาคน้ ควา้ เรียนรู้อย่างสนุกสนาน ไม่ เครียด ใหน้ กั เรียนสามารถตรวจเชค็ คาตอบไดด้ ว้ ยตนเอง มีการปลูกฝัง เจตคติท่ีดี ทาให้ เดก็ มีความพอใจ และสนใจในการเรียนรู้มากข้ึน จากท่ีกล่าวมา จะสรุปไดว้ ่า การสอนคณิตศาสตร์น้นั จะตอ้ งมีการเตรียมความ พร้อมให้กบั ผูเ้ รียน จดั เน้ือหาใหต้ ่อเน่ือง เรียงลาดบั จากง่ายไปหายาก ให้นกั เรียนไดม้ ี ส่วนร่วมในการศึกษาคน้ ควา้ เรียนรู้อย่างสนุกสนาน ไม่เครียด ให้นักเรียนสามารถ ตรวจเชค็ คาตอบไดด้ ว้ ยตนเอง แผนการจดั การเรียนรู้ การจดั ทาแผนการเรียนรู้ หรือแผนการสอน เป็ นภารกิจสาคญั ของครูที่ทาให้ครู ทราบล่วงหน้าว่าจะสอนอะไร เพื่อจุดประสงค์ใด สอนอย่างไร ใช้สื่ออะไร และวดั ผล ประเมินโดยวิธีใดเป็ นการเตรียมตวั ให้พร้อมก่อนสอน ทาใหผ้ ูส้ อนเกิดความมนั่ ใจในการ
สอน สอนครอบคลุมเน้ือหา และสอนอย่างมีแนวทางและมีเป้าหมาย ดังน้ันผูส้ อนจึง จาเป็นตอ้ งมีความรู้เกี่ยวกบั ความหมาย ความสาคญั ลกั ษณะข้นั ตอนการจดั ทา และหลกั การ วางแผนการสอน ตลอดจนลกั ษณะการสอนท่ีดีเพ่ือส่งผลให้การเรียนการสอนดาเนินไปสู่ จุดหมายปลายทางท่ีกาหนดไวอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ สุวทิ ย์ มูลคา และคณะ (2550, หนา้ 58) ไดใ้ หค้ วามหมายของแผนการจดั การเรียนรู้ คือ แผนการเตรียมการสอนหรือการกาหนดกิจกรรมการเรียนรู้ไวล้ ่วงหนา้ อยา่ งเป็ นระบบ และจดั ทาไวเ้ ป็นลายลกั ษณ์อกั ษร โดยมีการรวบรวมขอ้ มูลต่าง ๆ มากาหนดกิจกรรมการ เรียนการสอน เพื่อให้ผูเ้ รียนบรรลุจุดมุ่งหมายที่กาหนดไว้ โดยเร่ิมจากการกาหนด วตั ถุประสงค์จะให้ผูเ้ รียนเกิดการเปลี่ยนแปลงดา้ นใด (สติปัญญา เจตคติ ทกั ษะ) จะจดั กิจกรรมการเรียนการสอนวิธีใดใช้ส่ือการสอนหรือแหล่งเรียนรู้ใด และจะประเมินผล อยา่ งไร จากการศึกษาค้นควา้ เกี่ยวกับความหมายของแผนการเรียนรู้ สรุปได้ว่า แผนการจดั การเรียนรู้หมายถึง การวางแผนการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนไวล้ ่วงหนา้ อยา่ งเป็นระบบและเป็นลายลกั ษณ์อกั ษร เพื่อช่วยใหก้ ารเรียนการสอน บรรลุจุดประสงค์ การเรียนรู้ที่กาหนดไวอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพและคนอ่ืนสามารถนาไปใชส้ อนได้ ความสําคญั ของแผนการจดั การเรียนรู้ ความสาคญั ของแผนการจดั การเรียนรู้ แผนการจดั การเรียนรู้ เปรียบเสมือนพิมพ์ เขียวของสถาปนิกท่ีใชใ้ นการควบคุม การก่อสร้างครูผูส้ อนทุกคนจะขาดแผนการจดั การ เรียนรู้ไม่ได้ เพราะแผนการจดั การเรียนรู้มีความสาคญั และจาเป็นอยา่ งย่ิงสาหรับครูผูส้ อน ทุกคน สุวิทย์ มูลคาและคณะ (2550, หนา้ 58) ไดก้ ล่าวถึงความสาคญั ของแผนการจดั การ เรียนรู้ สรุปได้ ดงั น้ี 1. ทาใหเ้ กิดการวางแผนวธิ ีสอนท่ีดี วธิ ีเรียนท่ีดีที่เกิดจากการผสมผสาน
ความรู้และ จิตวทิ ยาการศกึ ษา 2. ช่วยใหค้ รูผสู้ อนมีคู่มือการจดั การเรียนรู้ที่ทาไวล้ ่วงหนา้ ดว้ ยตนเองและทาใหค้ รู มีความมนั่ ใจในการจดั การเรียนรู้ไดต้ ามเป้าหมาย 3. ช่วยใหค้ รูผูส้ อนทราบวา่ การสอนของตนไดเ้ ดินไปในทิศทางใด หรือทราบว่า จะสอนอะไร ดว้ ยวิธีใดสอนทาไม สอนอยา่ งไร จะใชส้ ื่อและแหล่งเรียนรู้อะไร และจะวดั และประเมินผลอยา่ งไร 4. ส่งเสริมใหค้ รูผูส้ อนใฝ่ ศึกษาหาความรู้ ท้งั เร่ืองหลกั สูตร วิธีจดั การเรียนรู้ จะ จดั หา และใชส้ ่ือแหล่งเรียนรู้ ตลอดจนการวดั และประเมินผล 5. ใชเ้ ป็นคู่มือสาหรับครูท่ีมาสอนแทนได้ 6. แผนการจัดการเรี ยนรู้ท่ีนาไปใช้และพัฒนาแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อวง การศกึ ษา 7. เป็ นผลงานทางวิชาการท่ีแสดงถึงความชานาญและความเช่ียวชาญของ ครูผสู้ อน สาหรับประกอบการประเมินเพ่ือขอเลื่อนตาแหน่งและวทิ ยฐานะครูใหส้ ูงข้ึน กล่าวไดว้ ่า แผนการจดั การเรียนรู้เป็ นเอกสารเครื่องมือช่วยให้ครูดาเนินการ สอนไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ ดงั น้ี 1. รู้วตั ถุประสงคใ์ นการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน 2. จดั กิจกรรมการเรียนการสอนดว้ ยความมนั่ ใจ 3. จดั กิจกรรมการเรียนการสอนไดเ้ หมาะกบั วยั ของนกั เรียน 4. จดั กิจกรรมการเรียนการสอนอยา่ งมีคุณภาพ ตรงกบั เจตนารมณ์ของหลกั สูตร ซ่ึงส่งเสริมใหน้ กั เรียนเกิดผลการเรียนรู้ตามลาดบั ข้นั ตอน สอนไดค้ รบถว้ นและทนั เวลา 5. ถา้ ครูมีความจาเป็นไม่ไดส้ อนดว้ ยตนเองผทู้ ่ีมาสอนแทนกส็ ามารถสอนแทน ไดต้ าม วตั ถุประสงคท์ ี่ต้งั ไว้
ลกั ษณะของแผนการจดั การเรียนรู้ทดี่ ี แผนการจดั การเรียนรู้ที่ดีจะช่วยให้การจดั การเรียนรู้ของครูบรรลุตามจุดมุ่งหมาย ท่ีต้งั ไว้ และบรรลุผลตามเจตนารมณ์ของหลกั สูตร ดงั น้นั ก่อนที่ครูผสู้ อนจะเขียนแผนการ จดั การเรียนรู้ของตนเอง จะตอ้ งคานึงว่าลกั ษณะของแผนการจดั การเรียนรู้ท่ีดีควรมีลกั ษณะ เช่นไรซ่ึงลกั ษณะของแผนการจดั การเรียนรู้ที่ดีน้นั ไดม้ ีนกั ศึกษาหลายท่าน รวมท้งั สถาบนั ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การศึกษา ไดใ้ หข้ อ้ เสนอแนะไว้ ดงั น้ี สุวิทย์ มูลคาและคณะ (2550, หนา้ 59) ไดก้ ล่าววา่ แผนการจดั การเรียนรู้ที่ดีว่าควรมี ลกั ษณะ ดงั น้ี 1. กาหนดจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ไวช้ ดั เจน 2. กาหนดกิจกรรมการเรียนการสอนไวช้ ัดเจน และนาไปสู่ผลการเรียนรู้ตาม จุดประสงคไ์ ดจ้ ริง 3. กาหนดสื่อ อุปกรณ์หรือแหล่งเรียนรู้ไวช้ ดั เจน 4. กาหนดวธิ ีการวดั และประเมินผลไวช้ ดั เจน 5. ยดื หยนุ่ และปรับเปล่ียนได้ 6. มีความทนั สมยั ทนั ต่อเหตุการณ์ ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ และสอดคลอ้ งกบั สภาพ ที่เป็นจริง ท่ีผเู้ รียนดาเนินชีวติ อยู่ 7. แปลความไดต้ รงกนั แผนการจดั การเรียนรู้ท่ีเขียนข้ึนจะตอ้ งสื่อความหมายได้ ตรงกนั เขียนให้อ่านเขา้ ใจง่าย กรณีมีการสอนแทนหรือเผยแพร่ ผูน้ าไปใชส้ ามารถเขา้ ใจ และใชไ้ ดต้ รงตาม จุดประสงคข์ องผเู้ ขียนแผนการจดั การเรียนรู้ 8. มีการบูรณาการแผนการจดั การเรียนรู้ที่จะสะทอ้ นใหเ้ ห็นการบูรณาการแบบองค์ รวม ของเน้ือหาสาระความรู้และวธิ ีการจดั การเรียนรู้เขา้ ดว้ ยกนั
9. มีการเช่ือมโยงความรู้ไปใช้อยา่ งต่อเนื่องเปิ ดโอกาสใหผ้ ูเ้ รียนไดน้ าความรู้และ ประสบการณ์เดิมมาเช่ือมโยงกบั ความรู้และประสบการณ์ใหม่ และนาไปใชใ้ นชีวติ จริงกบั การเรียนในเรื่องต่อไป จากขอ้ ความขา้ งตน้ สามารถบอกไดว้ า่ แผนการจดั การเรียนรู้ที่ดี ควรเป็นแผนการ จดั การเรียนรู้ที่ครูสามารถนาไปใช้ ในการจดั การเรียนรู้สาหรับช้นั เรียนของตนเองไดจ้ ริง ทาให้นกั เรียนเกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ ตามจุดประสงคท์ ่ีต้งั ไว้ และตามเจตนารมณ์ของ หลกั สูตร มีความชัดเจนในจุดประสงค์กิจกรรม การเรียนรู้เน้ือหา สื่อและแหล่งเรียนรู้ กระบวนการวดั ประเมินผล เนน้ ให้นกั เรียนลงมือปฏิบตั ิจริง เนน้ ทกั ษะกระบวนการซ่ึงจะ ทาใหน้ กั เรียน เกิดความคิดรวบยอดในเรื่องท่ีเรียน เกิดทกั ษะ กระบวนการ สามารถนาไปใช้ ในชีวติ ประจาวนั ได้ แบบฝึ กทกั ษะ แบบฝึกเสริมทกั ษะ เป็นส่ือการเรียนประเภทหน่ึงสาหรับใหน้ กั เรียนฝึกปฏิบตั ิ เพื่อใหเ้ กิดความรู้ความเขา้ ใจและทกั ษะเพิม่ ข้ึน มีผใู้ หค้ วามหมายของแบบฝึ กทกั ษะหรือ ชุดการฝึกไว้ ดงั น้ี สุวิทย์ มูลคา และสุนนั ทา สุนทรประเสริฐ (2550, หนา้ 53) ไดส้ รุปความสาคญั ของแบบฝึ กทักษะว่าแบบฝึ กทกั ษะมีความสาคญั ต่อผูเ้ รียนไม่น้อย ในการที่จะช่วย ส่งเสริมสร้างทักษะให้กับผูเ้ รียนได้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจได้เร็วข้ึน ชัดเจนข้ึน กวา้ งขวางข้ึนทาใหก้ ารสอนของครูและการเรียนของนักเรียนประสบผลสาเร็จอย่างมี ประสิทธิภาพ
ความหมายของแบบฝึ กทกั ษะ สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553, หนา้ 96) ไดใ้ หค้ วามหมายของแบบฝึ กทกั ษะวา่ สื่อ ท่ีสร้างข้ึนเพ่ือใหน้ กั เรียนไดท้ ากิจกรรมที่เป็นการทบทวนหรือเสริมเพิ่มเติมความรู้ใหแ้ ก่ นักเรียน หรือให้นักเรียนได้ฝึ กทักษะการเรียนรู้หลายๆรู ปแบบเพื่อสร้างเสริ ม ประสบการณ์การเรียนรู้ใหแ้ ก่ผเู้ รียนไดม้ ีคุณลกั ษณะตามที่ตอ้ งการ ศนั สนีย์ ส่ือสกุล (2554, หน้า 24) งานหรือกิจกรรมท่ีครูผูส้ อนมอบหมายให้ นักเรียนทาเพื่อฝึ กทักษะและทบทวนความรู้ที่ได้เรียนไปแล้วให้เกิดความชานาญ ถูกตอ้ ง คล่องแคล่ว จนสามารถนาความรู้ไปแกป้ ัญหาไดโ้ ดยอตั โนมตั ิ ขอ้ ความขา้ งตน้ ข้างตน้ สรุปไดว้ ่า แบบฝึ กทกั ษะเป็ นสื่อการเรียนการสอนให้ นักเรียนไดฝ้ ึ กฝนความรู้ให้เกิดความชานาญ หรือเป็ นการเสริมความรู้ให้กบั นกั เรียน เพ่ือใหเ้ กิดความถูกตอ้ ง ห ลั ก จิ ต วิ ท ย า แ ล ะ ห ลั ก ก า ร ส อ น ท่ี เ กี่ ย ว ข้ อ ง กั บ ก า ร ทํ า แ บ บ ฝึ ก ทั ก ษ ะ สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553, หนา้ 98-100) ไดก้ ล่าววา่ ในการสร้างแบบฝึ กทกั ษะ การเรียนรู้ที่เหมาะสม และสามารถนาไปใช้ในการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพน้ัน จาเป็นตอ้ งนาหลกั จิตวทิ ยาและหลกั การสอนมาเป็นพ้ืนฐานในการจดั ทาดว้ ย ดงั น้ี 1. ทฤษฎีการสอนของบรูเนอร์ (Bruner’s Instruction Theory) กล่าวว่าการท่ีครู จะจดั การเรียนการสอนใหก้ บั นกั เรียนน้นั จะตอ้ งพจิ ารณาหลกั การ 4 ประการ คือ 1.1 แรงจูงใจ (Motivation) ซ่ึงมีท้งั แรงจูงใจท่ีเกิดจากภายในตวั นกั เรียนเอง จะทาใหเ้ กิดความปรารถนาท่ีจะเรียนรู้ และความตอ้ งการความสาเร็จ นอกจากน้นั ยงั มี แรงจูงใจที่ตอ้ งการเขา้ ร่วมงานกบั ผูอ้ ่ืน และรู้จกั ทางานดว้ ยกนั กล่าวไดว้ ่าครูจะตอ้ งทา ใหน้ กั เรียนเกิดความปรารถนาท่ีจะรู้ โดยการจดั การทาใหน้ กั เรียนมีแรงจูงใจมากข้ึน เพอื่ นักเรียนจะไดพ้ ยายามสารวจทางเลือกต่าง ๆ อย่างมีความหมาย และพึงพอใจอนั จะ นาไปสู่เป้าหมายท่ีตอ้ งการ
1.2 โครงสร้างของความรู้ (Structure of Knowledge) มีการเสนอเน้ือหาใหก้ บั นกั เรียนในรูปแบบท่ีง่ายเพียงพอท่ีผเู้ รียนสามารถเขา้ ใจได้ เช่น เสนอโดยใหก้ ระทาจริง ใชร้ ูปภาพ ใชส้ ญั ลกั ษณ์มีการเสนอขอ้ มูลอยา่ งกระชบั เป็นตน้ 1.2.1 ลาดบั ข้นั ของการเสนอเน้ือหา (Sequence) ผสู้ อนควรเสนอเน้ือหา ตามข้ันตอน และควรเสนอในรูปแบบของการกระทามากที่สุด ใช้คาพูดน้อยท่ีสุด ต่อจากน้นั จึงค่อยเสนอเป็นแผนภูมิหรือรูปภาพต่าง ๆ สุดทา้ ยจึงค่อยเสนอเป็นสัญลกั ษณ์ หรือคาพูด ในกรณีท่ีความรู้พ้ืนฐานของนกั เรียนดีพอแลว้ ครูกส็ ามารถเร่ิมการสอนดว้ ย การใชส้ ัญลกั ษณ์ไดเ้ ลย 1.2.2 การเสริมแรง (Reinforcement) การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพถา้ มี การให้การเสริมแรงเม่ือนักเรียนสามารถแก้ปัญหาได้อย่างถูกตอ้ งตามเป้าหมายที่ กาหนดให้ 1.3 ทฤษฎีการเชื่อมโยง (Connectionism) ของธอร์นไดค์ ซ่ึงทิศนา แขมมณี (2555, หนา้ 51) ไดก้ ล่าวว่าธอร์นไดค์ เชื่อว่าการเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างส่ิง เร้ากบั การตอบสนอง ซ่ึงมีหลายรูปแบบ บุคคลจะมีการลองผิดลองถูกปรับเปล่ียนไป เรื่อย ๆ จนกวา่ จะพบรูปแบบการตอบสนองท่ีสามารถใหผ้ ลที่พงึ พอใจมากท่ีสุด เมื่อเกิด การเรียนรู้แลว้ บุคคลจะใชร้ ูปแบบการตอบสนองท่ีเหมาะสมเพียงรูปแบบเดียว และจะ พยายามใช้รูปแบบน้ันเช่ือมโยงกบั สิ่งเร้าในการเรียนรู้ต่อไปเร่ือย ๆ กฎการเรียนรู้ ของธอร์นไดคส์ รุปไดด้ งั น้ี 1) กฎแห่งความพร้อม การเรียนรู้จะเกิดข้ึนไดด้ ีถา้ ผเู้ รียนมีความพร้อมท้งั ร่างกาย และจิตใจ 2) กฎแห่งการฝึกหดั การฝึ กหดั หรือการกระทาบ่อย ๆ ดว้ ยความเขา้ ใจจะ ทาใหก้ ารเรียนรู้น้นั คงทนถาวร ถา้ ไม่ไดก้ ระทาซ้าบ่อย ๆ การเรียนรู้น้นั จะไม่คงทนถาวร และในท่ีสุดอาจลืมได้
3) กฎแห่งการใช้ การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างส่ิงเร้ากบั การ ตอบสนอง ความมนั่ คงของการเรียนรู้จะเกิดข้ึน หากไดม้ ีการนาไปใชบ้ ่อย ๆ หากไม่มี การใชอ้ าจมีการลืมเกิดข้ึนได้ 4) กฎแห่งผลที่พอใจ เม่ือบุคคลไดร้ ับผลที่พึงพอใจย่อมอยากจะเรียนรู้ ต่อไป แต่ถา้ รับผลท่ีไม่พึงพอใจจะไม่อยากเรียนรู้ ดงั น้นั การไดร้ ับผลที่พึงพอใจ จึงเป็น ปัจจยั สาคญั ในการเรียนรู้ 1.4 ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไข (The Condition of Learning) กาเยไ่ ด้ ศึกษาแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ของนักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม ปัญญานิยม และ มนุษยนิยม และไดน้ าแนวคิดเหล่าน้นั มาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการอธิบายพฤติกรรมมนุษยใ์ น สังคม ส่วนใหญ่เขาจะเนน้ ไปทางแนวคิดของนกั จิตวิทยาของกลุ่มปัญญานิยม กาเยไ่ ด้ เสนอแนวทางการจดั การเรียนการสอนในหอ้ งเรียนใหค้ านึงถึงปัจจยั ต่าง ๆ ดงั น้ี 1.4.1 ลักษณะของผูเ้ รียน ผู้สอนจะต้องพิจารณาถึงกับเร่ืองความ แตกต่างระหวา่ งบุคคลความพร้อม แรงจูงใจ 1.4.2 กระบวนการทางปัญญา และการสอน เง่ือนไขการเรียนรู้ที่ส่งผล ทาใหก้ ารสอนต่างกนั เช่น 1.4.2.1 การถ่ายโยงการเรียนรู้ มี 2 ลักษณะ คือทาให้เกิดการ เรียนรู้ทกั ษะในระดบั ท่ีสูงไดด้ ีข้ึน และแผข่ ยายไปสู่สภาพการณ์อ่ืนนอกเหนือจากสภาพ การสอน 1.4.2.2 การเรียนรู้ทักษะการเรียนรู้ บุคคลอาจมีวิธีการที่จะ จดั การเรียนรู้ การจดจาและการคิดด้วยตวั เขาเอง จึงควรช่วยพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้ ใหแ้ ก่ผเู้ รียนให้ พฒั นาไปตามศกั ยภาพของตนเองอยา่ งเตม็ ท่ี 1.4.2.3 การสอนกระบวนการแกป้ ัญหา มี 2 เง่ือนไข คือผเู้ รียน จะตอ้ งรู้กฎเกณฑต์ ่าง ๆ ที่จาเป็นมาก่อน และสภาพของปัญหาที่เผชิญน้นั ผูเ้ รียนตอ้ งไม่
เคยเผชิญมาก่อน ผูเ้ รียนจะคน้ พบคาตอบจากการเรียนรู้โดยการคน้ พบ ซ่ึงผูเ้ รียนจะมี โอกาสคน้ พบเกณฑต์ ่าง ๆ ในระดบั ที่สูงข้ึน 1.4.3 สภาพการณ์สาหรับการเรียนรู้ ผสู้ อนจะตอ้ งรู้สภาพการณ์ของการ เรียนรู้จึงจะสามารถวางระบบการเรียนรู้ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม เช่น การสอนซ่อมเสริม การ สอนกลุ่มเลก็ การสอนกลุ่มใหญ่ หลกั การสร้างแบบฝึ กทกั ษะ จิรเดช เหมือนสมาน (2551, หนา้ 8) ไดใ้ หแ้ นวทางในการดาเนินการสร้างแบบ ฝึกทกั ษะไวด้ งั น้ี กาหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนในการดาเนินการสร้างแบบฝึกทกั ษะ วิเคราะห์ทกั ษะและเน้ือหาวิชาท่ีตอ้ ง การสร้างชุดฝึ กทกั ษะเป็ นทกั ษะย่อย ๆ และเขียน จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมตามทกั ษะและเน้ือหายอ่ ย ๆ น้นั เขียนชุดฝึ กทกั ษะตามเน้ือหา และจุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมที่กาหนดไวใ้ หส้ อดคลอ้ งกบั หลกั จิตวทิ ยาการเรียนรู้ และ จิตวทิ ยาพฒั นาการตามวยั ของผเู้ รียน กาหนดรูปแบบของแบบฝึ กทกั ษะ สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553, หน้า 97) กล่าวว่าแบบฝึ กทกั ษะมีหลกั สาคญั เป็ น แนวในการจดั ทาแบบฝึ กทกั ษะ ดงั น้ี 1. จดั เน้ือหาสาระในการฝึ กตรงตามจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ 2. เน้ือหาสาระ และกิจกรรมการฝึ กเหมาะสมกบั วยั และความสามารถ ของผูเ้ รียนการวางรูปแบบของแบบฝึ กทกั ษะมีความสัมพนั ธ์กบั โครงเรื่อง และเน้ือหา สาระ 3. แบบฝึ กทกั ษะตอ้ งมีคาช้ีแจงง่ายๆ ส้ันๆ เพ่อื ใหผ้ เู้ รียนอ่านเขา้ ใจ เรียง จากง่ายไปยากมีแบบฝึกทกั ษะที่น่าสนใจ และทา้ ทายใหผ้ เู้ รียนไดแ้ สดงความสามารถ มีความถูกตอ้ ง ครูผสู้ อนจะตอ้ งพจิ ารณาตรวจสอบใหด้ ีอยา่ ใหม้ ีขอ้ ผดิ พลาด 4. กาหนดเวลาท่ีใชแ้ บบฝึ กทกั ษะแต่ละตอนใหเ้ หมาะสม นอกจากน้ียงั อธิบายถึงข้นั ตอนการสร้างแบบฝึ กทกั ษะ ดงั น้ี ศึกษาหลกั สูตร หลกั การ จุดมุ่งหมายของหลกั สูตร วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการ
เรียนรู้ และสาระการเรียนรู้ เพ่ือวิเคราะห์เน้ือหา จุดประสงค์ในแต่ละแบบฝึ กจดั ทา โครงสร้างและแบบฝึ กในแต่ละชุดออกแบบแบบฝึ กทกั ษะในแต่ละชุดใหม้ ีรูปแบบที่ หลากหลาย และน่าสนใจลงมือสร้างแบบฝึ กในแต่ละชุดรวมท้งั ออกขอ้ สอบก่อน และ หลังเรียนให้สอดคล้องกับเน้ือหา และจุดประสงค์การเรียนรู้ นาไปให้ผูเ้ ช่ียวชาญ ตรวจสอบ นาชุดฝึ กทกั ษะไปทดลองใช้บนั ทึกผลแลว้ ปรับปรุงแกไ้ ขส่วนที่บกพร่อง ปรับปรุงแบบฝึกทกั ษะใหม้ ีประสิทธิภาพ นาไปใชจ้ ริง หลกั ในการสร้างแบบฝึ กทกั ษะควรสร้างให้ตรงกบั จุดประสงคท์ ี่ตอ้ งการตาม ความเหมาะสมกบั พฒั นาการของเด็กสนองความสนใจ และคานึงถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคลจดั ทาให้จบเป็ นเรื่อง ๆ มีการประเมินผลความกา้ วหน้าในการฝึ กให้ นกั เรียนทราบทุกคร้ัง ลกั ษณะของแบบฝึ กทกั ษะทด่ี ี ปุณณภา จงอนุกลู ธนากร (2553, หนา้ 14) กล่าววา่ ลกั ษณะของแบบฝึ กทกั ษะที่ดี ควรประกอบไปดว้ ย เน้ือหาท่ีตรงกบั จุดประสงค์ กิจกรรมเหมาะสมกบั ระดบั วยั หรือ ความสามารถของนกั เรียน มีภาพประกอบ หรือวางฟอร์มท่ีดี มีที่วา่ งเหมาะสมสาหรับ การฝึกเขียนใชเ้ วลาท่ีเหมาะสม ทา้ ทายความสามารถของผเู้ รียน และความสามารถนาไป ฝึกดว้ ยตนเองได้ ถวลั ย์ มาศจรัส (2550, หนา้ 20) ไดอ้ ธิบายถึงลกั ษณะของแบบฝึ กหดั และแบบฝึ ก ทกั ษะท่ีดี ดงั น้ี 1. จุดประสงค์ 1.1 จุดประสงคช์ ดั เจน 1.2 สอดคลอ้ งกบั การพฒั นาทกั ษะตามสาระการเรียนรู้ และกระบวนการ เรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ 2. เน้ือหา 2.1 ถูกตอ้ งตามหลกั วชิ า
2.2 ใชภ้ าษาเหมาะสม 2.3 มีคาอธิบายและคาส่ังที่ชดั เจน ง่ายต่อการปฏิบตั ิตาม 2.4 สามารถพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้ นาผเู้ รียนสู่การสรุปความคิดรวบยอดและ หลกั การสาคญั ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ 2.5 เป็นไปตามลาดบั ข้นั ตอนการเรียนรู้สอดคลอ้ งกบั วธิ ีการเรียนรู้ และความ แตกต่างระะหวา่ งบุคคล 2.6 มีคาถามและกิจกรรมที่ทา้ ทายส่งเสริมทักษะกระบวนการเรียนรู้ของ ธรรมชาติวชิ า 2.7 มีกลยุทธ์การนาเสนอและการต้ังคาถามที่ชัดเจน น่าสนใจปฏิบัติได้ สามารถใหข้ อ้ มูลยอ้ นกลบั เพื่อปรับปรุงการเรียนไดอ้ ยา่ งต่อเน่ือง จากท่ีกล่าวมาขา้ งตน้ สรุปไดว้ า่ ลกั ษณะของชุดฝึ กท่ีดีน้นั ควรเป็นแบบฝึ กท่ีมีทุก ระดบั ต้งั แต่ง่าย ปานกลาง และค่อนขา้ งยาก ควรเป็ นแบบฝึ กที่สามารถเร้าความสนใจ ของนกั เรียนไดม้ ีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบชวนใหต้ ิดตาม ประโยชน์ของแบบฝึ กทกั ษะ สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553, หนา้ 96-97) ไดก้ ล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึ ก ทกั ษะ ดงั น้ี 1. ช่วยให้ผู้เรี ยนได้เรี ยนรู้ด้วยตนเองตามอัตภาพ เด็กแต่ละคนมี ความสามารถแตกต่างกนั 2. การใหผ้ ูเ้ รียนไดท้ าแบบฝึ กทกั ษะท่ีเหมาะสมกบั ความสามารถของแต่ละ คนใชเ้ วลาท่ีแตกต่างกนั ออกไปตามลกั ษณะการเรียนรู้ของแต่ละคน 3. จะทาใหผ้ เู้ รียนเกิดการเรียนรู้ดว้ ยตนเองอยา่ งมีประสิทธิภาพ 4. ทาใหผ้ เู้ รียนเกิดกาลงั ใจในการเรียนรู้
นอกจากน้ียงั เป็ นการซ่อมเสริมผูเ้ รียนที่เรียนไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน แบบฝึ กทกั ษะช่วยเสริมใหผ้ ูเ้ รียนเกิดทกั ษะที่คงทน แบบฝึ กทกั ษะสามารถใหผ้ เู้ รียนได้ ฝึ กทนั ทีหลงั จากจบบทเรียนน้นั ๆ หรือใหม้ ีการฝึ กซ้าหลาย ๆ คร้ังเพื่อความแม่นยาใน เร่ืองที่ตอ้ งการฝึ ก หรือเนน้ ย้าใหน้ กั เรียนทาแบบฝึ กทกั ษะเพ่ิมเติมในเร่ืองท่ีผดิ ชุดการ ฝึ กสามารถเป็ นเคร่ืองมือในการวดั ผลหลงั จากที่ผูเ้ รียนเรียนจบบทเรียนในแต่ละคร้ัง ผูเ้ รียนสามารถตรวจสอบความรู้ความสามารถของตนเองไดแ้ ละเม่ือไม่เขา้ ใจ และทาผดิ ในเรื่องใด ๆ ผูเ้ รียนก็สามารถซ่อมเสริมตนเองได้ จดั ไดว้ ่าเป็ นเคร่ืองมือที่มีคุณค่าท้งั ครูผูส้ อน และผูเ้ รียนเป็ นส่ือท่ีช่วยเสริมบทเรียนหรือหนังสือเรียนหรือคาสอนของ ครูผูส้ อน แบบฝึ กทักษะที่ครูทาข้ึนเพื่อฝึ กทักษะการเรียนนอกเหนือจากความรู้ใน หนังสือเรียนหรือบทเรียน ลดภาระการสอนของครูผูส้ อน ไม่ตอ้ งฝึ กทบทวนความรู้ ให้แก่นกั เรียนตลอดเวลาไม่ตอ้ งตรวจงานดว้ ยตนเองทุกคร้ัง นอกจากกรณีท่ีแบบฝึ ก ทกั ษะน้นั เป็นการฝึ กทกั ษะการคิดท่ีไม่มีเฉลยตายตวั หรือมีแนวเฉลยท่ีหลากหลาย และ ยงั เป็ นการฝึ กความรับผิดชอบของผูเ้ รียน การให้ผูเ้ รียนไดเ้ รียนรู้โดยการทาแบบฝึ ก ทักษะตามลาพังโดยมีภาระให้ทาตามท่ีมอบหมาย จัดได้ว่าเป็ นการเสริ มสร้าง ประสบการณ์การทางานใหผ้ เู้ รียนไดน้ าไปประยกุ ตป์ ฏิบตั ิในการดาเนินชีวติ ทกั ษะการสร้างสื่อการสอน ความหมายของส่ือการสอน วิโรจน์ วฒั นานิมิตกูล (2552, หนา้ 182) ไดก้ ล่าวถึงความหมายของส่ือการ สอนว่าส่ือการสอนหมายถึง สิ่งที่เป็ นพาหะหรือสื่อที่จะช่วยให้ผูเ้ รียนสามารถพฒั นา ความรู้ ทกั ษะ และเจตคติตามจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ และตามจุดหมายของหลกั สูตร อาภรณ์ ใจเท่ียง (2553, หน้า 192-194) ได้กล่าวถึงหลกั การเตรียมสื่อการ สอน, หลกั การเลือกใชส้ ่ือการสอน, ข้นั ตอนการใชส้ ื่อการสอน และประโยชน์ของสื่อ การสอน ไวด้ งั น้ี
1. จดั ทาส่ือการสอนใหส้ อดคลอ้ งเหมาะสมกบั บทเรียนตามแผนการที่ เตรียมไว้ เช่น ภาพ บตั รคา กระเป๋ าผนงั วทิ ยุ แผนภูมิ เป็นตน้ 2. สารวจวสั ดุอุปกรณ์ทุกชิ้นที่จะนามาใชก้ ่อนว่าอยู่ในสภาพที่ใชก้ ารไดม้ ี ความชดั เจน ไม่ขาดไม่ชารุด อาจจาเป็นตอ้ งปรับปรุงแกไ้ ขก่อนใช้ เช่น เติมสีใหเ้ ขม้ ขน้ ถา้ ของเดิมสีอ่อนหรือจางไป 3. ทดลองใช้วสั ดุอุปกรณ์ก่อนที่จะใช้จริง เพื่อการใช้ไดอ้ ย่างคล่องแคล่ว ถูกตอ้ งตามข้นั ตอนทาใหไ้ ม่เสียเวลาในขณะสอน 4. สารวจ และจดั เตรียมห้องเรียนก่อนใชจ้ ริงเพ่ือมิใหเ้ กิดความบกพร่องใน การใช้อุปกรณ์ เช่ น มีโต๊ะสาหรับวางอุปกรณ์ มีสายไฟ มีปล๊ักไฟ เป็ นต้น 5. จดั เรียงลาดบั วสั ดุอุปกรณ์การใชก้ ่อนหลงั เพอื่ ความคล่องตวั ในขณะสอน หลกั การเลอื กใช้สื่อการสอน ในการเลือกใชส้ ื่อการสอน ผูส้ อนควรกาหนดจุดประสงคก์ ารสอนก่อนเพ่ือ เป็นเครื่องช้ีนาในการเลือกใชส้ ื่อการสอน และควรมีหลกั การในการเลือกใชส้ ื่อการสอน ดงั น้ี 1. เลือกใช้สื่อการสอนที่สัมพนั ธ์กบั บทเรียน และตรงเป้าหมายกบั เร่ืองท่ี สอน 2. เลือกสื่อท่ีมีเน้ือหาถูกตอ้ ง ทนั สมยั น่าสนใจ และเป็นส่ือที่จะใหผ้ ลต่อการ เรียนการสอนมากท่ีสุด ช่วยใหผ้ เู้ รียนเขา้ ใจเน้ือหาวชิ าน้นั ไดด้ ีเป็นลาดบั ข้นั ตอน 3. เป็นสื่อที่เหมาะสมกบั วยั ระดบั ช้นั ความรู้ และประสบการณ์ของผเู้ รียน 4. สื่อน้ันควรสะดวกในการใช้ มีวิธีใช้ไม่ซับซ้อนยุ่งยากมากเกินไป 5. ต้องเป็ นส่ื อท่ีมีคุณภาพการผลิตที่ดี มีความชัดเจน และสมจริ ง 6. มีราคาไม่แพงจนเกินไป หรือถา้ ผลิตเองควรคุม้ กบั เวลา และการลงทุน
7. พิจารณาเลือกส่ือในปริมาณที่พอเหมาะท่ีจะใช้ประกอบการสอนอย่าง แทจ้ ริงไม่มากจนเกินไป จนทาใหก้ ารเรียนการสอนส่วนอ่ืนบกพร่องหรือเหลือใชใ้ นแต่ ละชวั่ โมงเรียน 8. เลือกสื่อการสอนที่ไม่เป็นอนั ตรายแก่ผเู้ รียน 9. เลือกส่ือการสอนที่มีสีสันดึงดูดความสนใจผเู้ รียน ควรใชส้ ีท่ีเยน็ ตา และ สดใส 10. เลือกใชส้ ื่อที่มีขนาดถูกตอ้ งตามหลกั เกณฑ์ เช่น บตั รคา ควรมีตวั อกั ษร สูงประมาณ 1.5 นิ้ว ความหนาตวั อกั ษรประมาณ 1.8 นิ้ว และเขียนดว้ ยหมึกท่ีมีสีชดั เจน สีที่ควรใชค้ ือ สีเขียว น้าเงินบนกระดาษสีขาว จะช่วยใหผ้ ูเ้ รียนเกิดการเรียนรู้ไดด้ ี ส่วน รูปแบบของตวั อกั ษรควรเป็นแบบที่อ่านง่าย มีหวั ตวั อกั ษรชดั เจน 11. ควรเลือกใชส้ ื่อที่แปลกไปจากส่ิงท่ีผูเ้ รียนเคยเห็นจาเจแลว้ หรือเลือกใช้ สื่อที่สามารถเคลื่อนไหวได้ จะช่วยเร้าความสนใจผเู้ รียนไดด้ ี ขนั้ ตอนการใช้ส่ือการสอน การใชส้ ่ือการสอนน้นั อาจจะใชเ้ ฉพาะข้นั ตอนหน่ึงของการสอนหรือจะใชใ้ น ทุกข้นั ตอนกไ็ ด้ ดงั น้ี 1. ข้นั นาเขา้ สู่บทเรียน เพื่อกระตุน้ ใหผ้ เู้ รียนเกิดความสนใจในเน้ือหาที่กาลงั จะเรียนน้นั สื่อท่ีใชใ้ นข้นั น้ีจึงเป็ นส่ือที่แสดงเน้ือหากวา้ ง ๆ หรือเน้ือหาที่เก่ียวขอ้ งกบั การเรียนในคร้ังก่อนยงั มิใช่ส่ือที่เนน้ เน้ือหาเจาะลึกอยา่ งแทจ้ ริง อาจเป็ นสื่อท่ีเป็ นแนว ปัญหา หรือเพ่ือให้ผูเ้ รียนคิด และควรเป็ นสื่อที่ง่ายต่อการนาเสนอในระยะเวลาอนั ส้ัน เช่น ภาพ บตั รคา หรือบตั รปัญหา เป็นตน้ 2. ข้นั ดาเนินการสอนหรือประกอบกิจกรรมการเรียน เป็ นข้นั สาคญั ในการ เรียน เพราะเป็นข้นั ท่ีใหค้ วามรู้ และเน้ือหา เพอื่ สนองวตั ถุประสงคท์ ี่ต้งั ไว้ ผสู้ อนจะตอ้ ง เลือกส่ือให้ตรงกบั เน้ือหาและวิธีการสอน หรืออาจจะใช้สื่อประสมก็ได้ ตอ้ งมีการ
จดั ลาดบั ข้นั ตอนการใชส้ ่ือใหเ้ หมาะสม และสอดคลอ้ งกบั กิจกรรมการเรียน การใชส้ ื่อ ในข้ันน้ี จะต้องให้ผู้เรี ยนได้รับความรู้น้ันอย่างละเอียดถูกต้องและชัดเจน 3. ข้นั วิเคราะห์และฝึ กปฏิบัติ เป็ นการเพิ่มพูนประสบการณ์ตรงแก่ผูเ้ รียน เพ่ือใหผ้ เู้ รียนไดท้ ดลองนาความรู้ดา้ นทฤษฎี หรือหลกั การที่เรียนมาแลว้ ไปใชแ้ กป้ ัญหา ในข้นั ฝึ กหดั โดยลงมือปฏิบตั ิเอง ส่ือในข้นั น้ีควรเป็ นส่ือท่ีเป็ นประเด็นปัญหาใหผ้ เู้ รียน ไดข้ บคิด โดยผเู้ รียนเป็นผใู้ ชส้ ื่อเองมากท่ีสุด เช่น สมุดแบบฝึ กหดั ภาพ บตั รปัญหา ชุด การเรียนรายบุคคล เป็นตน้ 4. ข้นั สรุปบทเรียน เป็ นข้นั สุดทา้ ยของการเรียนการสอน เพื่อการย้าเน้ือหา บทเรียน ใหผ้ ูเ้ รียนมีความเขา้ ใจที่ถูกตอ้ ง และตรงตามวตั ถุประสงคท์ ี่ต้งั ไว้ ข้นั สรุปน้ี ควรใชร้ ะยะเวลาส้ันๆเช่นเดียวกบั ข้นั นา ส่ือท่ีใชส้ รุปจึงควรครอบคลุมเน้ือหาท่ีสาคญั ท้งั หมดโดยยอ่ และใชเ้ วลานอ้ ย เช่น แผนภูมิ หรือแผน่ โปร่งใส เป็นตน้ ประโยชน์ของสื่อการสอน ประโยชนส์ ่ือกบั ผเู้ รียน 1. เป็ นสิ่งท่ีช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะช่วยใหผ้ ูเ้ รียนเกิด ความเขา้ ใจเน้ือหา บทเรียนท่ีซบั ซอ้ นไดง้ ่ายข้ึนในระยะเวลาอนั ส้ัน และสามารถช่วยให้ เกิดความคิดรวบยอดในเร่ืองน้นั ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและรวดเร็ว 2. สื่อจะช่วยกระตุน้ และสร้างความสนใจใหก้ บั ผเู้ รียน ทาใหเ้ กิดความสนุก และ ไม่เบ่ือหน่ายการเรียน 3. การใชส้ ่ือจะทาใหผ้ ูเ้ รียนมีความเขา้ ใจตรงกนั และเกิดประสบการณ์ร่วมกนั ในวชิ าท่ีเรียนน้นั 4. ช่วยให้ผูเ้ รียนไดม้ ีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนมากข้ึนทาให้เกิด มนุษยสัมพนั ธ์ท่ีดีในระหวา่ งผเู้ รียนดว้ ยกนั เอง และกบั ผสู้ อนดว้ ย
5. ช่วยสร้างเสริมลกั ษณะนิสัยท่ีดีในการศึกษาคน้ ควา้ หาความรู้ และช่วยให้ ผเู้ รียนเกิดความคิดสร้างสรรคจ์ ากการใชส้ ่ือเหล่าน้นั 6. ช่วยแกป้ ัญหาเร่ืองความแตกต่างระหว่างบุคคลโดยการจดั ให้มีการใชส้ ื่อใน การเรียนการสอนรายบุคคล ประโยชน์ส่ือกบั ผ้สู อน 1. การใชส้ ่ือวสั ดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ประกอบการเรียนการสอน ช่วยใหบ้ รรยากาศใน การเรียนน่าสนใจยง่ิ ข้ึน ทาใหผ้ สู้ อนมีความสนุกสนานในการสอนมากกวา่ วธิ ีการสอนท่ี เคยใชก้ ารบรรยายแต่เพียงอยา่ งเดียว เป็นการสร้างความเชื่อมนั่ ในตวั เองใหเ้ พม่ิ ข้ึนดว้ ย 2. ส่ือจะช่วยแบ่งเบาภาระของผสู้ อนในดา้ นการเตรียมเน้ือหา เพราะบางคร้ังอาจ ใหผ้ เู้ รียนศึกษาเน้ือหาจากส่ือไดเ้ อง 3. เป็นการกระตุน้ ใหผ้ ูส้ อนต่ืนตวั อยเู่ สมอในการเตรียมและผลิตวสั ดุใหม่ๆ เพ่ือ ใชเ้ ป็นสื่อการสอนตลอดจนคิดคน้ เทคนิควธิ ีการต่าง ๆ เพอื่ ใหก้ ารเรียนรู้น่าสนใจยงิ่ ข้ึน อย่างไรก็ตาม สื่อการสอนจะมีคุณค่ากต็ ่อเมื่อผูส้ อนไดน้ าไปใชอ้ ยา่ งเหมาะสม และถูกวธิ ี ดงั น้นั ก่อนท่ีจะนาส่ือแต่ละอยา่ งไปใช้ ผสู้ อนจึงควรที่จะไดศ้ ึกษาถึงลกั ษณะ และคุณสมบตั ิของสื่อการสอน ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณติ ศาสตร์ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเป็นความสามารถของนกั เรียนในดา้ นต่าง ๆ ซ่ึงเกิดจาก นกั เรียนไดร้ ับประสบการณ์จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครูตอ้ งศึกษา แนวทางในการวดั และประเมินผล การสร้างเคร่ืองมือวดั ให้มีคุณภาพน้ัน ได้มีผูใ้ ห้ ความหมายของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนไวด้ งั น้ี
จนั ตรา ธรรมแพทย์ (2550, หน้า 24) ไดใ้ ห้ความหมายว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการ เรียนวิชาคณิตศาสตร์ หมายถึง ความสามารถดา้ นสติปัญญาในการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ เพ่ือมุ่งวดั พฤติกรรมท่ีพึงประสงคป์ ระกอบดว้ ย ความรู้ความจาเก่ียวกบั การคิดคานวณ ความเขา้ ใจ การนาไปใช้ และการวเิ คราะห์ ซ่ึงผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์น้ี สามารถนาไปเป็นเกณฑป์ ระเมินระดบั ความสามารถในการเรียนการสอน ไข่มุก มณีศรี (2554, หน้า 57) ได้ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ความสาเร็จในดา้ นความรู้ ทกั ษะ และสมรรถภาพดา้ นต่าง ๆ ของสมองหรือ ประสบการณ์ที่ไดจ้ ากการเรียนรู้อนั เป็ นผลมาจากการเรียนการสอน การฝึ กฝนหรือ ประสบการณ์ต่าง ๆ ของแต่ละบุคคลสามารถวดั ไดโ้ ดยการทดสอบดว้ ยวธิ ีต่าง ๆ กชพร ฤาชา (2555, หนา้ 31) ไดใ้ หค้ วามหมายว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเป็นส่ิง ท่ีมีความสาคญั อยา่ งยิง่ ต่อกระบวนการเรียนการสอนไม่ว่าจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธี สอนอย่างไรก็ตาม สิ่งท่ีพึงปรารถนาของครู คือ การสอนน้ันจะตอ้ งทาให้นักเรียนมี ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงข้ึนและส่ิงที่ใชส้ าหรับวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนส่ิงหน่ึง ก็ คือ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน จากขอ้ ความขา้ งตน้ สรุปไดว้ า่ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่ใชว้ ดั ความรู้ ทกั ษะ และความสามารถทางวชิ าการที่ผเู้ รียนหลงั จากเรียน มาแลว้ วา่ บรรลุจุดประสงคท์ ี่กาหนดมากนอ้ ยเพียงใด แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิจึงเป็น เคร่ืองมือสาคัญอย่างหน่ึงในการวดั ผลสาเร็จของการจดั กิจกรรมการสอน และวดั ความสาเร็จในการเรียนของนกั เรียน ประเภทของแบบทดสอบวัดสัมฤทธิ์ทางการเรียน สมนึก ภัททิยธนี (2546, หน้า 73-97) กล่าวว่า แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียน ประเภทท่ีครูสร้างมีหลายแบบ แต่ที่นิยมใชม้ ี 6 แบบ ดงั น้ี
1. ข้ อ ส อ บ แ บ บ อั ต นั ย ห รื อ ค ว า ม เ รี ย ง ( Subjective or Essay Test) ลกั ษณะทว่ั ไป เป็ นขอ้ สอบที่มีเฉพาะคาถาม แลว้ ให้นกั เรียนเขียนตอบอย่างเสรี เขียน บรรยายตามความรู้ และขอ้ คิดเห็นของแต่ละคน 2. ขอ้ สอบแบบกาถูก – ผิด (True-false Test) ลกั ษณะทวั่ ไป ถือไดว้ ่าขอ้ สอบ แบบกาถูก – ผิด คือขอ้ สอบเลือกตอบที่มี 2 ตวั เลือก แต่ตวั เลือกดงั กล่าวเป็ นแบบคงท่ี และมีความหมายตรงกนั ขา้ ม เช่น ถูก – ผิด, ใช่ – ไม่ใช่, จริง – ไม่จริง, เหมือนกนั – ต่างกนั เป็นตน้ 3. ขอ้ สอบแบบเติมคา (Completion Test) ลกั ษณะทว่ั ไป เป็นขอ้ สอบท่ีประกอบ ด้วนประโยคหรือข้อความท่ียงั ไม่สมบูรณ์แลว้ ให้ผูต้ อบเติมคา หรือประโยค หรือ ขอ้ ความลงในช่องวา่ งท่ีเวน้ ไวน้ ้นั เพือ่ ใหม้ ีใจความสมบูรณ์และถูกตอ้ ง 4. ขอ้ สอบแบบตอบส้ันๆ (Short Answer Test) ลกั ษณะทว่ั ไป ขอ้ สอบประเภทน้ี คลา้ ยกบั ขอ้ สอบแบบเติมคา แต่แตกต่างกนั ท่ีขอ้ สอบแบบตอบส้ันๆ เขียนเป็นประโยค คาถามสมบูรณ์ (ขอ้ สอบแบบเติมคาเป็ นประโยคหรือขอ้ ความท่ียงั ไม่สมบูรณ์) แลว้ ให้ ผูต้ อบเป็นคนเขียนตอบ คาตอบท่ีตอ้ งการจะส้ันและกะทดั รัดไดใ้ จความสมบูรณ์ไม่ใช่ เป็นการบรรยายขอ้ สอบอตั นยั หรือความเรียง 5. ขอ้ สอบแบบจบั คู่ (Matching Test) ลกั ษณะทว่ั ไป เป็นขอ้ สอบเลือกตอบชนิด หน่ึง โดยมีคาหรือขอ้ ความแยกออกจากกนั เป็ น 2 ชุด แลว้ ใหผ้ ูต้ อบเลือกจบั คู่ว่า แต่ละ ขอ้ ความในชุดหน่ึง (ตวั ยืน) จะคูก้ บั คา หรือขอ้ ความใดในอีกชุดหน่ึง (ตวั เลือก) ซ่ึงมี ความสมั พนั ธก์ นั อยา่ งใดอยา่ งหน่ึง ตามท่ีผอู้ อกขอ้ สอบกาหนดไว้ 6. ขอ้ สอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice Test) ลกั ษณะทว่ั ไป คาถามแบบ เลือกตอบโดยทวั่ ไปจะประกอบดว้ ย 2 ตอน คือ ตอนนาหรือคาถาม (Stem) กบั ตอนเลือก (Choice) ในตอนเลือกน้ีจะประกอบดว้ ยตวั เลือกท่ีเป็ นคาตอบถูกและตวั เลือกที่เป็ นตวั
ลวง ปกติจะมีคานวณท่ีกาหนดใหน้ กั เรียนพิจารณา แลว้ หาตวั เลือกที่ใกลเ้ คียงกนั ดูเผิน ๆ จะเห็นวา่ ทุกตวั เลือกถูกหมด แต่ความจริงมีน้าหนกั ถูกมากนอ้ ยต่างกนั ความพงึ พอใจ โยธิน แสวงดี (2551, หน้า 9) การวดั ความพึงพอใจเราสามารถวดั ได้โดยใช้ เครื่องมือวดั ที่เรียกว่า แบบวดั คาว่า แบบวดั น้ีเป็ นคากลางใช้แทนความหมายของ เครื่องมือรวบรวมข้อมูลท่ัวไป ท้ังแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินค่า แบบทดสอบวดั ความรู้ วดั ความถนดั และวดั พฤติกรรม ดงั น้นั ในการวดั ความพึงพอใจ เราจึงสามารถสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของผูต้ อบไดโ้ ดยอาศยั แนวคิดทฤษฎี สนบั สนุน แบบวดั ความพงึ พอใจจึงจะมีคุณภาพสามารถวดั ไดต้ รงกบั ความตอ้ งการ การ วดั ความพึงพอใจ สามารถกระทาไดห้ ลายวธิ ี 1. การใชแ้ บบสอบถาม โดยผูส้ อบถามจะออกแบบสอบถาม เพ่ือตอ้ งการทราบ ความคิดเห็น ซ่ึงสามารถทาได้ในลกั ษณะท่ีกาหนดคาตอบให้เลือก หรือตอบคาถาม อิสระ คาถามดงั กล่าวอาจถามความพึงพอใจในดา้ นต่าง ๆ เช่น การบริหาร การควบคุม งานเง่ือนไข ต่าง ๆ เป็นตน้ 2. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีวดั ความพึงพอใจทางตรงทางหน่ึง ซ่ึงตอ้ งอาศยั เทคนิค และ วธิ ีการที่ดีจึงจะทาใหไ้ ดข้ อ้ มูลที่เป็นจริงได้ 3. การสังเกต เป็ นวิธีการวดั ความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมของบุคคล เป้าหมาย ไม่ว่าจะแสดงออกจากการพูด กิริยาท่าทาง วิธีน้ีจะตอ้ งอาศยั การกระทาอยา่ ง จริงจงั และ การสงั เกตอยา่ งมีระเบียบแบบแผน
งานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วข้อง งานวจิ ยั ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั การสอนโดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะน้นั มีผศู้ กึ ษาวจิ ยั ไวห้ ลายท่าน ดงั น้ี งานวิจยั ในประเทศ จิรเดช เหมือนสมาน (2551, บทคัดย่อ) ทาการวิจัยเร่ืองผลการใช้แบบฝึ ก คณิตศาสตร์เร่ืองการคูณท่ีมีต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 3 โรงเรียนเทศบาลวดั ราษฎร์นิยมธรรมสังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองศรีราชา ผลการวจิ ยั ปรากฏว่า นกั เรียนท่ีไดร้ ับการสอนโดยใชแ้ บบฝึ กคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงกว่านกั เรียนที่ไดร้ ับการสอนตามปกติอยา่ งมีนยั สาคญั ทาง สถิติ (p < .05) ปราณี จิณฤทธ์ิ (2552, บทคัดย่อ) ทาการวิจัยเรื่องผลการใช้แบบฝึ กทักษะ คณิตศาสตร์ ท่ีมีต่อผลสัมฤทธ์ิ และเจตคติทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียนเคหะประชาสามคั คี จงั หวดั นครราชสีมา ผลการวิจยั พบว่า (1) แบบฝึ กทกั ษะคณิตศาสตร์สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปี ที่6 มีประสิทธิภาพ 81.21/82.99 (2) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 6 หลงั การใช้ แบบฝึ กทกั ษะคณิตศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดบั .01 (3) เจต คติของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 6 หลงั เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนยั สาคญั ทาง สถิติที่ระดบั .01 และอยใู่ นระดบั มาก อาภรณ์ ใจเท่ียง (2553, บทคดั ยอ่ ) ทาการวจิ ยั เรื่องการพฒั นากิจกรรมการเรียนรู้ วชิ คณิตศาสตร์ โดยใชแ้ บบฝึ กเสริมทกั ษะการคิดคานวณเรื่องการหาร ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 2 ผลการวจิ ยั พบวา่
1. การพฒั นากิจกรรมการเรียนรู้วชิ าคณิตศาสตร์โดยใชแ้ บบฝึ กเสริมทกั ษะเรื่อง การหาร การคิดคานวณประกอบการเรียนรู้ เม่ือพิจารณาโดยภาพรวมแลว้ พบว่าท้งั 3 วงจรปฏิบัติมีการพัฒนาสูงข้ึนตามลาดับ แต่ในวงจรปฏิบัติท่ี 3 มีอัตราส่วนลดลง เลก็ นอ้ ยเน่ืองจากเน้ือหาค่อนขา้ งยากข้ึนตามลาดบั 2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เร่ืองการหาร ของนักเรียนช้ัน ประถมศกึ ษาปี ท่ี 2 พบวา่ มีจานวนนกั เรียนผา่ นเกณฑร์ ้อยละ 70 มีจานวน 18 คน คิดเป็น ร้อยละ 90.00 และคะแนนเฉล่ียของนกั เรียนท่ีผา่ นเกณฑค์ ิดเป็นร้อยละ 72.57 โศภิต วงศค์ ูณ (2553, บทคดั ย่อ) ทาการวิจยั เรื่องการพฒั นาชุดฝึ กทกั ษะการแก้ โจทยป์ ัญหาคณิตศาสตร์ เร่ือง การบวก การลบ ช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 2 ผลการวจิ ยั พบวา่ (1) ชุดฝึ กทกั ษะการแกโ้ จทยป์ ัญหาคณิตศาสตร์ เร่ือง การบวก การลบ ช้นั ประถมศึกษา ปี ท่ี 2 ที่ผูว้ จิ ยั สร้างข้ึนมีประสิทธิภาพเท่ากบั 77.43/78.00 ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่ต้งั ไว้ (2) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 2 ที่ไดร้ ับการสอนโดยใช้ ชุดฝึ กทักษะการแกโ้ จทยป์ ัญหาการบวก การลบ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดบั .01 กนกพร พว่ั พนั ธ์ศรี (2555, บทคดั ย่อ) ทาการวิจยั เร่ืองผลการใชแ้ บบฝึ กทกั ษะ การแกโ้ จทยป์ ัญหาเรื่องเศษส่วนที่มีต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์ ของนกั เรียน ช้ันประถมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียนบา้ นคาสร้อย จงั หวดั มุกดาหาร ผลการวิจยั พบว่า (1) แบบฝึ กทกั ษะการแกโ้ จทยป์ ัญหาเรื่องเศษส่วน มีประสิทธิภาพเท่ากบั 83.95/82.67 (2) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลงั การจดั กิจกรรมการเรียนคณิตศาสตร์โดยใชแ้ บบฝึ กทกั ษะ การแกโ้ จทยป์ ัญหาเร่ืองเศษส่วน สูงกวา่ ก่อนเรียน อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติที่ระดบั .05 และ (3) ความพึงพอใจของนกั เรียนท่ีเรียนคณิตศาสตร์โดยใชแ้ บบฝึ กทกั ษะการแกโ้ จทย์ ปัญหาเรื่องเศษส่วนมีความพึงพอใจอยใู่ นระดบั มาก
สมศรี อภยั (2553, บทคัดย่อ) ทาการวิจัยเร่ืองผลการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ เร่ืองการบวก และการลบจานวนช้ันประถมศึกษาปี ที่ 1 โดยใช้แบบฝึ ก ทกั ษะผลการวจิ ยั พบวา่ 1. แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการบวก และการลบจานวน ช้ันประถมศึกษาปี ที่ 1 โดยใช้แบบฝึ กทักษะ มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 77.17/76.36 2. นกั เรียนท่ีเรียนดว้ ยแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการบวก และการลบจานวนท่ีมีผลลพั ธ์ และตวั ต้งั ไม่เกิน 100 ช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 1 โดยใชแ้ บบ ฝึกทกั ษะมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลงั เรียนสูงกวา่ ก่อนเรียนอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติที่ ระดบั .05 3. นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนกบั หลงั เรียนไปแลว้ 2 สัปดาห์ ไม่แตกต่างกนั ซ่ึงแสดงว่านักเรียนมีความคงทนในการเรียนรู้หลงั เรียนได้ ท้งั หมด ไข่มุก มณีศรี (2554, บทคดั ยอ่ ) ทาการวจิ ยั เรื่องการสร้างแบบฝึ กทกั ษะสาระการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ เร่ือง การบวก การลบ การคูณ ทศนิยม สาหรับนักเ รี ยนช้ัน ประถมศกึ ษาปี ที่ 5 โรงเรียนเมืองพทั ยา 1 ผลการวจิ ยั พบวา่ 1. แบบฝึ กทกั ษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เร่ือง การบวก การลบ การคูณ ทศนิยม สาหรับนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 5 ที่สร้างข้ึนมีค่าประสิทธิภาพ 85.00/83.33 ซ่ึงเป็นไปตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนโดยใชแ้ บบฝึ กทกั ษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ การคูณ ทศนิยม ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 5 หลงั เรียนสูง กวา่ ก่อนเรียนอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติที่ระดบั .01
3. เจตคติของนกั เรียนต่อวิชาคณิตศาสตร์หลงั เรียนโดยใชแ้ บบฝึ กทกั ษะสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณ ทศนิยม ของนักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปี ที่ 5 อยใู่ นระดบั มาก งานวจิ ัยต่างประเทศ ไมเลส (Myles. 2006:Online) ได้ศึกษาแบบฝึ กที่เรียนโดยใช้ GSP เพ่ือพฒั นา ความเขา้ ใจความคิดรวบยอดเกี่ยวกบั เรขาคณิตของยคู ลิต ซ่ึงเครื่องมือน้ีจะช่วยในการ พฒั นาความเขา้ ใจเกี่ยวกบั ความคิดรวบยอดของแนวคิดท่ีเป็นมูลฐาน เก่ียวกบั เรขาคณิต ของยคู ลิต การศึกษาน้ีใชก้ ารสารวจความคิดเห็นคณิตศาสตร์ ก่อนเรียนและหลงั เรียน เพื่อวัดความเปล่ียนแปลง ในความคิดของนักเรี ยนท่ีเก่ียวกับคณิตศาสตร์ ซ่ึงมี ส่วนประกอบอยู่ 7 ส่วน คือ ความรู้เก่ียวกบั คณิตศาสตร์ โครงสร้างของความรู้เกี่ยวกบั คณิตศาสตร์ สถานะของคณิตศาสตร์ การทางคณิตศาสตร์ แนวคิดท่ีพิสูจน์ว่าใชไ้ ดใ้ น คณิตศาสตร์ การเรียนคณิตศาสตร์ และมีประโยชนข์ องคณิตศาสตร์ แบบฝึ กท่ีเรียนโดย GSP สามารถปรับปรุงนกั เรียนใหไ้ ดร้ ับความสาเร็จจากการวดั ดว้ ยแบบทดสอบ และทา ให้นกั เรียนไดร้ ับประสบการณ์โดยการใช้ GSP ผูว้ ิจยั ยงั พบอีกว่า ส่ิงที่จะตอ้ งคานึงถึง จากการสัมภาษณ์นกั เรียนถึงการเปล่ียนแปลงการประเมินความคิดของนกั เรียนเพิ่มเติม กค็ ือการวเิ คราะห์ความคิดของนกั เรียนจะช่วยใหค้ วามเขา้ ใจของครู ในแนวคิดเก่ียวกบั คณิตศาสตร์ของนกั เรียนดีข้ึน ทอมสัน (คาตา นดั กลา้ . 2547 หนา้ 52 อา้ งอิงจาก Thomson. 1991) ไดศ้ ึกษาผล ของวิธีสอนการคิดเลขในใจ เร่ือง ความสามารถในการแก้โจทยป์ ัญหาและการคิด คานวณสาหรับนกั เรียนเกรด 4 กลุ่มตวั อย่าง คือ นกั เรียนโรงเรียนประถมศึกษาท่ีต้งั อยู่ ตอนบนของภาคตะวนั ออกกลาง จานวน 95 คน โดยแบ่งเห็นกลุ่มควบคุมและกลุ่ม ทดลอง และชุดฝึ กทกั ษะคิดในใจ ผลการวิเคราะห์การทดลองพบว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนในเรื่อง การแก้โจทยป์ ัญหาและการคิดคานวณระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่ม ทดลองมีความแตกต่างกนั อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติ จากการท่ีผูศ้ ึกษาคน้ ควา้ ได้ทาการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับ คณิตศาสตร์หลักการสอนคณิตศาสตร์ การสร้างแบบฝึ กทักษะ และกระบวนการ แกป้ ัญหาแลว้ ทาให้ผูศ้ ึกษาคน้ ควา้ มีแนวคิดในการพฒั นาแบบฝึ กทกั ษะ เรื่องพฒั นา ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยใชแ้ บบฝึ กทกั ษะ เร่ืองการคูณ ของนกั เรียน ช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 ซ่ึงเป็นกระบวนการที่จะส่งเสริมใหผ้ ูเ้ รียนมีความสามารถในการ คูณไดด้ ียงิ่ ข้ึน
บทที่ 3 วธิ ีดาเนินการวจิ ยั การศึกษาวิจยั ในคร้ังน้ีเป็นการศึกษาวิจยั เพื่อพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วชิ าคณิตศาสตร์โดยใชแ้ บบฝึ กทกั ษะ เรื่องการคูณ ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 3 1. กรอบแนวความคิดในการวจิ ยั 2. ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง 3. เครื่องมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั 4. การสร้างเครื่องมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั 6. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล 7. การวเิ คราะห์ขอ้ มูล กรอบแนวความคดิ ในการวจิ ยั การศกึ ษาวจิ ยั เร่ืองพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ โดยใชแ้ บบฝึ ก ทกั ษะ เรื่องการคูณ ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 3 เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพ ของแบบฝึ กทกั ษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยการใชแ้ บบฝึ ก ทกั ษะ เรื่องการคูณ ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 หลงั เรียนสูงกว่าก่อนเรียน และ เพอ่ื ศึกษาความพงึ พอใจของนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปี ท่ี 3 ต่อการใชแ้ บบฝึ กทกั ษะ เร่ือง การคูณ มีแนวคิดในการวจิ ยั ดงั น้ี
ตัวแปรอสิ ระ (Independent Variables) ตวั แปรตาม (Dependent Variables) แบบฝึกทกั ษะ เรื่องการคูณ 1.ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนดว้ ยแบบ ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 3 ฝึกทกั ษะคณิตศาสตร์ เร่ืองการคูณ ช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 2.ระดบั ความพึงพอใจของนกั เรียน ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 3 ตอ่ การใชแ้ บบ ฝึกทกั ษะคณิตศาสตร์ เร่ือง การคูณ ภาพ 1 ความสมั พนั ธ์ของตวั แปรในการวจิ ยั คร้ังน้ี ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง ประชากร ประชากรท่ีใชใ้ นการศึกษาวิจยั คร้ังน้ีคือ นกั เรียนระดบั ช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2562 โรงเรียนวดั พืชนิมิต (คาสวสั ด์ิราษฎร์บารุง) อ.คลอง หลวง จ.ปทุมธานี สังกดั สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จานวน 2 หอ้ ง มีนกั เรียนท้งั หมด 42 คน กล่มุ ตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาสุ่มจากประชากรโดยวิธี การสุ่มอย่างง่าย (Simple Random sampling) ขนาดของกลุ่มตวั อยา่ ง นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 3/2 ภาคเรียนท่ี 2 ปี การศึกษา 2562 โรงเรียนวัดพืชนิมิต (คาสวัสด์ิราษฎร์บารุง) อ.คลองหลวง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128