Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พุทธปรัชญาการศึกษา

พุทธปรัชญาการศึกษา

Description: ศึกษาคุณลักษณะของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาในฐานะปรัชญา หลักคำสอนพื้นฐานในพุทธปรัชญา การศึกษาในทัศนะของนักปรัชญาการศึกษา

Keywords: พุทธ ปรัชญา

Search

Read the Text Version

พุ ท ธ ป รัช ญ า ก า ร ศึ ก ษ า Educational Buddhist Philosophy ทิพย์ ขันแก้ว

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั Mahachulalongkornrajavidyalaya University หลกั สูตรพทุ ธศาสตรบณั ฑติ เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า รหสั วชิ า ๒๐๐ ๒๒๔ หมวดวชิ าพระพุทธศาสนาประยุกต์ พทุ ธปรชั ญาการศกึ ษา Educational Buddhist Philosophy ทิพย์ ขันแก้ว วทิ ยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์ วัดพระพุทธบาทเขากระโดง ตำบลเสมด็ อำเภอเมอื ง จังหวัดบุรีรัมย์ ๒๕๕๕

คำนำ เอกสารประกอบการสอนรายวิชา พุทธปรัชญาการศึกษา (Educational Buddhist Philosophy) ในหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต ผู้สอนได้รวบรวมข้ึน เพื่อให้นิสิต นักศึกษาและผู้ที่ สนใจ ได้ศึกษาประกอบการเรียนการสอนในรายวิชาที่เรียน โดยได้นำแนวสังเขปรายวิชา ศึกษา คุณลักษณะของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาในฐานะปรัชญา หลักคำสอนพื้นฐานในพุทธ ปรัชญา การศึกษาในทัศนะของนกั ปรัชญาการศึกษา กระบวนการศึกษาตามหลักพระพุทธศาสนา ปรัชญาการศึกษาตามแนวพุทธศาสตร์ การศึกษาในทัศนะของนักวิชาการทางพระพุทธศาสนา เกี่ยวกับพุทธปรัชญากับการกำหนดจุดมุ่งหมายและหลักการ แนวทางการจัดการศึกษา หลักการ จัดการศึกษา สาระการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ การประเมินผลการเรียนรู้และการวิจัยเพื่อ พัฒนาการเรียนรู้ กราบขอบพระคุณพระครูปริยัติภัทรคุณ ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์ ท่ีให้โอกาส ในการจัดทำเอกสารประกอบการเรียนรายวิชานี้ และพระมหาถนอม อานนฺโท ผู้ให้แนวทางและ ข้อมูลในการจัดทำเอกสารน้ี เพื่อเป็นประโยชน์แก่นิสิต นักศึกษาและผู้ที่สนใจ ได้ศึกษาค้นคว้าใช้ เป็นเอกสารประกอบการเรียน มไิ ดห้ วังผลกำไรทางการค้าแตอ่ ยา่ งไร หวังเป็นอย่างยิ่ง เอกสารประกอบการเรียนการสอนเล่มนี้จะอำนวยประโยชน์แก่นิสิต นักศึกษา ผู้ท่ีสนใจ และคณาจารย์ ท่ีสนใจในการศึกษา หากท่านผู้อ่านพบข้อบกพร่องหรือมีคำ ชแ้ี นะเพื่อการปรับปรุงให้สมบูรณ์มากยิ่งข้นึ ผู้จัดทำยินดีรบั ฟังความคิดเห็น และจะนำไปปรับปรุง แก้ไขพฒั นาเอกสารใหม้ คี วามสมบรู ณแ์ ละมคี ุณคา่ ทางการศึกษาต่อไป ทิพย์ ขนั แกว้ ๒๑ ตลุ าคม ๒๕๕๔

บท สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบญั ข บทท่ี ๑ บทนำ ๑ ๑.๑ กำเนิดของพทุ ธปรชั ญา ๒ ๑.๒ พทุ ธปรชั ญาคืออะไร ๒ ๑.๓ ลกั ษณะเฉพาะของพุทธศาสนากบั พทุ ธปรชั ญา ๕ ๑.๔ ความแตกต่างระหวา่ งพระพทุ ธศาสนากบั พทุ ธปรชั ญา ๖ ๑.๕ คุณลกั ษณะของพระพุทธศาสนา ๖ บทที่ ๒ ลักษณะเด่นของศาสนาพทุ ธ ๙ ๒.๑ ลักษณะเดน่ ของศาสนาพทุ ธ ๑๐ บทท่ี ๓ พระพทุ ธศาสนาในฐานะปรัชญา ๒๔ ๓.๑ พระพทุ ธศาสนาเป็นปรัชญา ๒๕ บทที่ ๔ หลักคำสอนพ้นื ฐานในพุทธปรชั ญา ๒๗ ๔.๑ หลกั คำสอนพ้ืนฐานในพุทธปรัชญา ๒๘ ๔.๒ พทุ ธธรรมที่สำคญั ๒๙ ๔.๓ กระบวนการของการเกิดความทกุ ข์ ๓๑ ๔.๔ การดำเนินชีวิตของมนษุ ยใ์ นปัจจุบนั ๓๑ บทที่ ๕ การศกึ ษาในทศั นะปรชั ญาการศึกษา ๕๑ ๕.๑ ปรชั ญาการศกึ ษา ๕๒ ๕.๒ ยุคของปรัชญา ๕๒ ๕.๓ ปรัชญาต่างๆ ๕๓ ๕.๔ ความหมายของการศึกษา ๕๔ ๕.๕ การศึกษาในทัศนะของนักปรชั ญาการศึกษา ๕๙ บทที่ ๖ กระบวนการศกึ ษาตามหลกั พระพทุ ธศาสนา ๖๒ ๖.๑ กระบวนการศกึ ษาตามหลกั พระพทุ ธศาสนา ๖๓ ๖.๒ หลกั ปฏบิ ตั ิทสี่ ำคญั ในการใชอ้ ินทรีย์ ๖๓ ๖.๓ หลกั โยนโิ สมนสิการ ๑๐ วธิ ี ๖๔

บท สารบญั หน้า บทท่ี ๗ ปรัชญาการศกึ ษาตามแนวพุทธศาสตร์ ๗๓ ๗.๑ ปรชั ญาการศกึ ษาตามแนวพุทธศาสตร์ ๗๔ ๗.๒ พุทธปรัชญากับการกำหนดจุดมงุ่ หมายและหลกั การ ๗๗ ๗.๓ เป้าหมายของการศกึ ษา ๗๗ ๗.๔ หลกั การจดั การศกึ ษา (หลักไตรสิกขา) ๗๘ ๗.๕ สาระการเรียนรู้ ๗๙ บทที่ ๘ การศกึ ษาในทัศนะของนักวิชาการทางพระพทุ ธศาสนา ๘๔ ๘.๑ การศกึ ษาในทัศนะของนักวิชาการทางพระพทุ ธศาสนา ๘๕ บทที่ ๙ พุทธปรัชญากบั การกำหนดจดุ มงุ่ หมายและหลกั การ ๘๙ ๙.๑ ความนำ ๙๐ ๙.๒ แนวคิดพน้ื ฐานในการจดั การศึกษา ตามพระราชบัญญัตกิ ารศึกษา ๙๑ แหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ๙.๓ การจัดการศกึ ษาตาม พระราชบญั ญตั กิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ๑๐๔ ๙.๔ ระบบการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ๑๑๐ ๙.๕ กระบวนการเรียนรู้ ๑๑๒ บทท่ี ๑๐ การประเมนิ ผลการเรียนรู้ ๑๑๔ ๑๐.๑ การประเมนิ ผลการเรียนรู้ ๑๑๕ ๑๐.๒ การวัดและการประเมินผลการเรยี นรู้ ๑๑๖ ๑๐.๓ แนวทางของการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้ ๑๑๗ ๑๐.๔ การประเมินการปฏิบัติ (Performance Assessment) ๑๑๙ ๑๐.๕ การประเมนิ ดว้ ยแฟ้มผลงาน (Portfolio) ๑๒๑ ๑๐.๖ การประเมินดว้ ยการทำโครงการ ๑๒๓ ๑๐.๗ ขัน้ ตอนของการวัดและประเมนิ ผลการเรียน ๑๒๓ ๑๐.๘ การประเมนิ ผลการศึกษาในพระพทุ ธศาสนาโดยภาพรวม ๑๒๗ ๑๐.๙ การประเมินผลการศึกษาในพระพุทธศาสนาโดยภาวะทเี่ กิดข้ึนทางจติ ๑๒๙ ๑๐.๑๐ การวจิ ยั เพ่ือพฒั นาการเรยี นรู้ ๑๒๘ บรรณานกุ รม ๑๒๙

บทที่ ๑ บทนำ วตั ถปุ ระสงค์การเรียนประจำบทประจำบท เมอื่ ศึกษาเนื้อหาในบทเรยี นนแี้ ลว้ ผศู้ ึกษาสามารถ ๑.อธบิ ายความเปน็ มาของพุทธปรัชญาได้ ๒.อธิบายความเป็นพุทธปรัชญาและลกั ษณะเฉพาะพทุ ธปรัชญาได้ ๓.อธบิ ายความแตกต่างระหวา่ งพระพุทธศาสนากับพุทธปรชั ญาได้ ๔.อธิบายคุณลักษณะของพระพุทธศาสนาได้ ขอบขา่ ยเนอื้ หา ๑.ความเปน็ มาของพทุ ธปรัชญา ๒.ความเป็นพทุ ธปรชั ญาและลกั ษณะเฉพาะพทุ ธปรชั ญา ๓.ยความแตกตา่ งระหวา่ งพระพุทธศาสนากับพทุ ธปรัชญา ๔.คุณลกั ษณะของพระพุทธศาสนา

๒ ๑.๑ กำเนดิ ของพทุ ธปรชั ญา พระพุทธเจ้าหรือเจ้าชายสิตธัตถะ ผู้เป็นต้นกำเนิดของพุทธปรัชญา แม้เจ้าชายสิทธัตถะจะ ทรงสุขสำราญเพียบพร้อมไปด้วยสมบัติ และห้อมล้อมไปด้วยบริวารมากมายก็ตาม แต่พระองค์ก็มิได้ ทรงหลงหรือคลั่งไคล้อยู่กับสิ่งเหล่าน้นั พระองค์ทรงสนพระทยั ในปัญหาตา่ ง ๆ อยู่เสมอ ปัญหาท่ีกำลัง คุกคามต่อประชาชนอยู่ในขณะนั้น ก็คือความทุกข์ยากของประชาชน พระองค์ทรงคิดว่าปัญหา ท้ังหลายมีทางท่ีจะแก้ได้ เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงตัดสินพระทัยออกผนวช ขณะท่ีพระองค์ทรงมี พระชนมายุได้ ๒๙ พรรษา เพื่อท่ีจะทำการค้นหาหนทางแก้ความทุกข์ยากทั้งปวง หลังจากที่พระองค์ ได้ทรงอธิษฐานการบวชในเพศของบรรพชิตแล้ว พระองค์ก็เสด็จเข้าศึกษาในสำนักของคณาจารย์ที่มี ชอ่ื เสียง สำนักของอาฬารดาบสและอุทกดาบส ก็เป็นสำนักหน่ึงทพ่ี ระองคไ์ ด้เคยเข้าไปศึกษามาจนจบ แล้ว เมื่อพระองค์ได้ศึกษาค้นคว้าจากสำนักอาจารย์ต่าง ๆ แล้ว พระองค์ก็พบว่าคำสอนและวิธีปฏิบัติ ของบรรดาอาจารย์เหล่านนั้ มิใช่หนทางแห่ง การดับทุกข์ได้หมดสิ้นดังน้ัน พระองคจ์ ึงออกมาค้นหาสัจ ธรรมด้วยพระองค์เอง พระพุทธองค์เข้าสู่ปรินิพพาน ณ เมืองกุสินารา เมื่อพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดอื น ๖ ก่อนท่ีพระองค์จะเข้าสู่ปรินิพพาน พระองค์ได้ประทานปัจฉิมโอวาทว่า “ดกู ่อน ภิกษุทั้งหลาย บัดน้ี เราขอเตือนพวกเธอทั้งหลายให้รู้ สังขารท้ังหลายมีการเส่ือมสลายไปเป็น ธรรมดาเธอทง้ั หลาย จงยังกิจของตนและผู้อนื่ ใหบ้ ริบรู ณ์ดว้ ยความไม่ประมาทเถิด” พระพทุ ธเจา้ มิได้ทรงแตต่ ง้ั ให้สาวกรปู ใดเป็นศาสดาแทนพระองค์ โดยพระองค์ตรัสว่า พระ ธรรมวินัยเป็นศาสนาแทนพระองค์ การที่จะเห็นพระพทุ ธองคน์ ั้นกค็ ือการเหน็ ธรรมวินัย ดังทพ่ี ระพุทธ องค์ตรสั วา่ “ใครเหน็ ธรรมว่าเห็นเรา” ๑ ๑.๒ พทุ ธปรัชญาคอื อะไร พุทธศาสนาในฐานะท่ีเป็นศาสนามาแล้ว บดั นว้ี เิ คราะหว์ ่าพระพุทธศาสนาเป็นพุทธปรชั ญา อยา่ งไร คำวา่ ปรัชญาคืออะไร เพอ่ื จะได้สงเคราะห์พุทธศาสนาลงเป็นพทุ ธปรัชญาให้ชดั เจนได้ยิ่งขน้ึ ดังนี้ กลา่ วโดยสรปุ “ปรชั ญาคอื การแสวงหาความจรงิ อนั ติมะเกี่ยวกับมนุษยแ์ ละโลกหรือสากล จกั รวาล ภายนอกตวั มนุษยด์ ้วยการใช้เหตุผล” เมอื่ เข้าใจวา่ ปรชั ญาคอื อะไรแล้ว คราวนกี้ ็มาถึงคำถามว่า “พทุ ธปรชั ญาคอื อะไร” คำตอบ สำหรับคำถามน้ีก็คือ “พุทธปรชั ญาไดแ้ ก่ หลักคำสอนเก่ียวกบั ความจริง (สัจธรรม) และหลกั ปฏบิ ตั ิ (จรยิ ธรรม) บางประการของพระพทุ ธศาสนาท่ีนำมาศึกษาวเิ คราะห์ด้วยการใชเ้ หตุผลตามวิธกี าร ของ ปรัชญา “นิยามความ หมายนที้ ำให้มองเหน็ ขอบเขตของพุทธปรัชญาว่าจำกัดอยใู่ นส่วนที่ เปน็ ศาสน ธรรมของพุทธศาสนาเทา่ น้นั จะไมร่ วมไปถึงองค์ประกอบอ่ืน ๆ เว้นเสยี แต่ว่าองค์ประกอบเหลา่ นี้ จะ ๑ กำเนิดของพทุ ธปรชั ญา.http://www.bcoms.net/buddhism/detail.asp?id=๑๕๓.

๓ เกีย่ วโยงกับศาสนธรรมจงึ จะศึกษาวิเคราะหด์ ้วยการใช้เหตุผลเชงิ ปรชั ญาด้วยเทา่ นั้น๒ ๑. ลกั ษณะของพุทธปรชั ญา หลงั จากที่พระพุทธเจ้าไดต้ รสั รู้แล้ว ได้ทรงแสดงหลกั ธรรมให้เห็นถงึ ความเป็นศาสนา ที่สมบูรณ์ด้วยเหตุผล หลักจริยธรรมท่ีสามารถปฏิบัติได้จริง โดยทรงวางหลักง่าย ๆ ของการดำเนิน ชวี ิตเอาไว้ ซง่ึ พอจะประมวลลักษณะเดน่ ๆ ของพทุ ธปรัชญาไดด้ งั น้ี หลกี เลย่ี งท่จี ะโตแ้ ย้งทางปรชั ญา เชน่ ปัญหาทางอภิปรัชญาที่เรียกวา่ อัพยากตปัญหา เป็นตน้ มจี ุดเริ่มตน้ แบบทุนิยม (ทกุ ขก์ บั ความดบั ทุกขเ์ ท่านน้ั ) จบลงทีส่ นุ ยิ ม มีลกั ษณะเป็นสัจจ นิยมฯ กรรม คือ การกระทำด้วยตนเอง เปน็ แบบปฏบิ ัตนิ ิยม คือ อรยั สัจ ๔ ๒. หลกั คำสอนสำคญั ของพระพทุ ธเจ้า มรรค ๘ หรอื มัชฌมิ าปฏปิ ทา กฎสากลในธรรมชาติ พุทธปรัชญาปฏิเสธแนวคิดของปรัชญาอินเดียระบบเก่า คือ ประกาศิตของพระเจ้าในพระ เวท แม้ในพุทธศาสนาให้ใช้หลักกาลามสูตร ปฏิเสธการสร้างโลกของพระพรหม สรรพสิ่งเป็นไปตาม หลกั ปฏิจจสมุปบาทไมเ่ ห็นด้วยกบั การอาบนำ้ ลา้ งบาปและยัญ พลีกรรม,ไมย่ อมรับระบบวรรณะคนจะ ดีช่ัวเพราะกรรม มิใช่ชาติตระกูล ไม่ยอมรับทางสุดโด่งท้ังสองส่วน ทรงแสดงทางสายกลาง ๓. ไตรลกั ษณ์ ทรงแสดงวา่ สรรพสิ่ง ยอ่ มมลี ักษณะเกิดข้นึ ต้งั อยแู่ ละดับไปตามหลักแห่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ ไม่เที่ยงเป็นทุกขแ์ ละมใิ ช่ตัวตนเสมอกนั ไมม่ ยี กเวน้ ๔. อริยสัจ ๔ ทรงแสดงว่าปญั หาทุกข์ของชีวติ ทกุ อย่างเกิดจากสาเหตุคือความอยาก (ตัณหา) ด้วย ประการต่าง ๆ แล้วทรงแสดงว่า ความดับสนทิ แหง่ ความทุกข์ทั้งมวล (นโิ รธ) ตอ้ งปฏบิ ตั ิตามแนวทาง แห่งมรรคมีองค์ ๘ ประการ ๕. ปฏจิ จสมปุ บาท หรอื ทฤษฎีสาเหตสุ ัมพนั ธ์ ทรงแสดงวา่ การเกิดกับดับของส่งิ ตา่ ง ๆ เปน็ ไปตามหลกั ปัจจยาการคือเหตุปัจจยั อาศยั กนั เกดิ ข้นึ แบบลกู โซ่ ในลกั ษณะเปน็ วงจรหาเบ้ืองต้นและเบื้องปลายหรอื ทสี่ ุดไม่พบ ผลทีเ่ กิด จากสาเหตุอันหน่ึงย่อมเป็นสาเหตใุ หเ้ กิดสงิ่ อ่ืนอีกตอ่ ไปเรื่อยไปไม่มสี ้นิ สุด ๖.กฎแหง่ กรรม ทรงแสดงว่ากรรมคือการกระทำของ มนษุ ยม์ ีแรงผลกั ดันมาจากกิเลสเป็นเหตุแลว้ ให้ เกดิ ผล (วบิ าก) ของการกระทำนนั้ แล้วผลกจ็ ะกลายเปน็ เหตใุ หท้ ำกรรมต่อไปอีก จนกว่าจะตัดกิเลส ๒ พุทธปรัชญาคอื อะไร.http://wirotephilosophy.blogspot.com/๒๐๑๐/๐๑/blog-post_๙๖๕.html.

๔ อนั เปน็ เหตุแห่งการทำกรรมได้ วงจรแหง่ กฎแหง่ กรรมก็จะสนิ้ สุดลง เข้าส่คู วามส้ินทกุ ข์ในวัฏฏสงสาร คอื พระนิพพาน หรือ เข้าสู่อรหันตภมู กิ ารกระทำจงึ จะเป็นแต่เพยี งกิริยาไม่มีผล(วิบาก)ทีเ่ ป็นทุกข์อีก ตอ่ ไป ๗.อนัตตา จากการท่สี ่ิงทั้งหลายอาศัย กันเกิดขน้ึ ตามหลักแห่งปัจจยาการ จึงไม่มีอะไรเปน็ ตวั ตนทีแ่ ทจ้ รงิ ทจี่ ะยึดมั่นถือมั่นวา่ เปน็ ตัวเราของเรา เป็นตัวเขาของเขา ไม่อยใู่ นอำนาจของใคร ทจ่ี ะ บงั คับบญั ชาใหเ้ ป็นไปตามทีต่ นปรารถนาได้ จงึ ไร้ตวั ตน ไม่มอี าตมัน และวญิ ญาณอมตะดังนลี้ ทั ธเิ ทวนิ ยมท่ัวไปเชอื่ ถอื กนั อยู่ แสดงความแตกตา่ งและความเหมือนระหว่างพทุ ธศาสนากับพุทธปรัชญา ดังไดก้ ล่าวมาแลว้ วา่ ปรชั ญา (Philosophy) ทแี่ ปลว่าความรักในความรกู้ ับศาสนานน้ั มีความสัมพนั ธ์กันอย่างใกล้ชิด ในลำดับแหง่ วิวฒั นาการทผี่ า่ นมาบรรดาวิชาทั้งปวง ปรัชญาเปน็ วชิ าแรกท่เี กิดขนึ้ กับมนุษย์ ต่อมาก็คือ ศาสนา หากกลา่ วเฉพาะพุทธศาสนากับพทุ ธปรัชญา ก็จะได้ลกั ษณะเฉพาะว่า พทุ ธปรชั ญามลี ักษณะ เป็นคำถามสว่ นพุทธศาสนามีลกั ษณะเปน็ คำตอบ มีบอ่ เกิดมาจากแหล่งเดียวกันคือจิตใจของมนุษย์ ดังนน้ั จงึ อาจกล่าวสรปุ ได้ว่า ๑.พุทธปรัชญามฐี านะเป็นทฤษฎี พทุ ธศาสนาเป็นภาคปฏบิ ัติ ๒.พุทธปรัชญาเปน็ ความคดิ พทุ ธศาสนาเป็นการกระทำ พุทธปรชั ญาเกดิ จากความสงสยั พุทธศาสนาเป็นการตอบสนองความสงสยั และเปน็ คำตอบ ทีต่ อบแล้วปรชั ญา ทกุ ระบบ โดยเฉพาะปรัชญาตะวันออกซง่ึ รวมทง้ั พุทธปรชั ญาดว้ ย มงุ่ แสวงหาความ จริงเก่ียวกบั โลกและชีวิต เชน่ เดียวกับปรัชญาตะวนั ตก แต่มีข้อแตกตา่ งกนั คือ ปรัชญาตะวันตกมงุ่ แสวงหาความจริงหรอื ข้อเท็จจรงิ เพยี งอยา่ งเดยี ว โดยไม่พยายามทีจ่ ะปฏบิ ตั ิตนเพ่ือใหเ้ ข้าถงึ ความจริง ทไี่ ด้แสวงหาพบแลว้ เพราะฉะนั้น นักปรัชญาตะวันตกอาจดำเนนิ ชวี ติ ไปในทางตรงกันข้ามกบั แนวความคิดทางปรชั ญาของตนกไ็ ด้ อกี อย่างหนงึ่ ปรชั ญาตะวันตกส่วนใหญ่ไมเ่ กย่ี วกบั ศาสนา คือ แยกออกเป็นคนละส่วนกบั ศาสนา สว่ นปรชั ญาตะวนั ออกไมอ่ าจแยกออกจากศาสนาได้เด็ดขาด ทงั้ นี้ เพราะนักปรชั ญาตะวันออก เมอ่ื แสวงหาความจริงจนพบแลว้ ก็พยายามท่ีจะปฏบิ ตั ิตามวิธีการที่ กำหนดขนึ้ ไว้ เพ่อื เข้าถงึ ความจรงิ น้ัน ๆ ฉะน้ัน ปรชั ญาตะวนั ออกเชน่ พทุ ธปรัชญาที่กำลงั กล่าวถงึ นี้ จึง เปน็ ปรัชญาชีวติ เพราะแนวความคิดทางปรัชญาท่ีค้นคิดข้ึนได้นัน้ ได้นำมาใช้ปฏิบตั ิในชวี ติ ประจำวนั (way of life) ด้วย โดยลักษณะดงั กล่าวน้ี พุทธปรัชญากบั พุทธศาสนาจึงแยกออกจากกันไดย้ าก ไม่ เหมือนปรัชญาตะวันตกซง่ึ เป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์ ส่วนปรชั ญาตะวันออกโดยทั่วไปได้กลายมา เป็นรากฐานของศาสนาด่ังเชน่ พระพทุ ธ ศาสนา เปน็ ต้น

๕ ๑.๓ ลกั ษณะเฉพาะของพทุ ธศาสนากบั พทุ ธปรชั ญา แมว้ ่าพทุ ธศาสนากบั พทุ ธปรัชญาจะมีบ่อเกิดมาแหลง่ เดยี วกัน คอื ประสบการณ์ของชีวิต มนษุ ย์กต็ าม แตม่ ีลักษณะพเิ ศษเฉพาะอยา่ งตามธรรมชาติของประสบการณ์ วธิ ีการ และจุดหมายของ แตล่ ะวิชา ซ่ึงอาจยกมาเปรยี บเทียบใหเ้ ห็นเป็นประเดน็ ได้ดังนี้ ๑.พุทธศาสนามุ่งแสวงหาความรูเ้ กีย่ วกบั รปู แบบวิถที างและอิทธิพลของตนท่ีมตี อ่ ชีวิต และ สงั คมรวมทง้ั การตีความหลักคำสอนตา่ ง ๆ พยายามตอบปัญหาพ้ืนฐานทเี่ ก่ยี วกับชวี ติ โดยการยึดหลกั เอาศรัทธาเปน็ หลักเป็นพืน้ ฐาน, ส่วนพทุ ธปรชั ญามุ่งแสวงหาการแก้ปญั หาท่ีเกิดขน้ึ เพอ่ื พยายามเขา้ ใจตนเองและโลกโดย อาศัยเหตุ ผลเปน็ หลักการและจดุ ยืนในการมอง ปญั หาตา่ ง ๆ ๒.พทุ ธศาสนามุ่งแสวงหากฎทวั่ ไปซ่งึ เป็นบรรทัดฐานของมนุษย์โดยทั่วไป สว่ นปรชั ญาไม่ไดม้ ุ่งแสวงหากฎท่วั ไปเหมือนวทิ ยาศาสตรแ์ ละพทุ ธศาสนา เปน็ การแสวงหา ความเขา้ ใจเกยี่ วกบั ปัญหาพนื้ ฐานอน้ มีลักษณะเปน็ นามธรรม สมั พนั ธ์กบั ประสบการณ์ชีวิต ซึง่ ย่อม แตกต่างกนั ไปตามกาลเวลาและสถานที่ ๓.พุทธศาสนาไม่ได้ใช้เหตุผลอย่างเดียวมาอธิบายประสบการณ์ของชีวิต แต่อาศัยความงาม อารมณ์ และความรู้ความศรัทธามาเป็นองค์ประกอบ เพ่ือท่ีจะเข้าใจในหลักธรรมของศาสนา ส่วนพุทธปรัชญามิได้แสวงหาความช่ืนชมและความงามในตัวของมันเองในการตรวจสอบ ทบทวน ไตร่ตรอง วจิ ารณป์ ัญหาต่าง ๆ อาจจะเกดิ มีความช่นื ชมและความงามควบคู่ไปด้วย ๔.พุทธศาสนาม่งุ หมายที่จะ ตอ้ ง”พสิ จู น์” ความจริง อนั เปน็ คำตอบปญั หาเร่อื งชีวติ ซึง่ มี ลักษณะเฉพาะตนในแต่ละศาสนาบางอยา่ งอาจจะสอดคล้องลงรอยกัน กับวิธกี ารกฎเกณฑท์ าง วทิ ยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ แต่ไมส่ ามารถพสิ จู น์ได้ในทุกกรณี เพราะพุทธศาสนาเปน็ เรือ่ งความ เชอื่ ตอ่ สิ่งนอกเหนือกฎเกณฑเ์ หนอื ธรรมชาติ แต่พทุ ธปรัชญาพยายามหลีกเล่ียงการพสิ จู นต์ ามแบบวทิ ยาศาสตร์คงมุ่งแต่คน้ คว้าหา คำตอบ คือ ปัญหาท่ีเกิดขน้ึ อันอาจเป็นเพยี งคำอธบิ ายเบอ้ื งต้น ซึง่ อาจได้รบั การพิสจู นโ์ ดยกาลเวลาอยู่ แล้ว ๕.พุทธศาสนายดึ มนั่ ในเร่ือง คุณคา่ และข้อเทจ็ จริง ถือวา่ มมี าในศาสนาเพราะทำให้การ ปฏิบัติตามหลักมีความหมาย แต่พทุ ธปรัชญามีปัญหาเรือ่ งคุณค่าและข้อเท็จจริงแสดงบทบาทแตกตา่ งกันกล่าว คือ พุทธ อภิปรชั ญาเก่ยี วข้องกบั ความจรงิ สงู สุด พทุ ธญาณวทิ ยาเกี่ยวข้องกบั ข้อเทจ็ จริงเก่ียวกบั การแสวงหาความรู้ สว่ นพทุ ธจริยศาสตรเ์ กยี่ วข้องโดยตรงเก่ยี วกบั เรือ่ งของคุณคา่ และแตล่ ะประเภทของ ปรชั ญาจะเนน้ บทบาทของคุณคา่ ไม่ตรงกนั หากถือหลักการอันเปน็ สากลโดยท่วั ไป ซ่งึ เป็นธรรมชาติของระบบแนวคดิ ในโลกทาง ตะวันออกแล้ว กต็ ้องยอมรับวา่ ศาสนากบั ปรัชญาไม่วา่ จะเปน็ ศาสนาอะไร ไม่อาจแยกออกจากกนั โดย เดด็ ขาดไดท้ ั้งศาสนาและปรัชญาต่างมีข้อเหมือนกนั คือ“เป็นผลผลติ ของประสบการณช์ วี ติ ”

๖ ๑.๔-ความแตกตา่ งระหวา่ งพระพุทธศาสนากบั พุทธปรัชญา ๑. จุดมงุ่ หมายของการศึกษา พระพุทธศาสนามีจุดมงุ่ หมายของการศึกษาคอื ผูศ้ ึกษาจะ ปฏบิ ัตติ ามหลกั ธรรมคำสอนโดยตรงเพ่ือเขาถึงจุดมุ่งหมายสงู สุดของ พระพทุ ธศาสนา ส่วนพุทธปรชั ญาศกึ ษาเพ่ือให้เกดิ ความเขา้ ใจในเหตุและผลอนั เป็นไปเพ่ือการตอบ สนอง ความต้องการของตน คอื จะศึกษาใหเ้ กิดความรู้ว่าอะไร ทำไป อยา่ งไรเท่าน้ัน ๒.-การนับถอื พระพุทธเจา้ พระพุทธศาสนามักถือพระไตรปฎิ กว่าเป็นคำประศาสนข์ องผู้ ตรสั รอู้ ย่างจริงจงั ไมม่ ีบกพร่อง และไม่กลา้ มองในแง่ผิดหรือบกพร่อง ผู้ใดสงสยั คำประศาสน์ของพระ ศาสดาทีต่ นนบั ถอื และวพิ ากษ์วิจารณ์คำประศาสน์ น้ัน ผ้นู ้ันจะถูกประณามวา่ เปน็ มิจฉาทฏิ ฐิ ส่วนพุทธปรัชญายอมรับวา่ สิง่ ใดจรงิ กต็ ่อเมื่อสงิ่ น้ันมีเหตุผลพอ หรือทนต่อการพิสูจนต์ าม หลักเหตผุ ล หาไดน้ บั ถือพระพุทธเจา้ ในฐานะพระสมั มาสัมพทุ ธเจา้ แตเ่ พียงแง่เดียวไม่ ๓. ในเรื่ององคป์ ระกอบ พระพุทธศาสนามีองค์ประกอบทงั้ หมด ๕ องคป์ ระกอบคือ ศาสดา ศาสนธรรม ศาสนทายาท ศาสนสถาน และศาสนพธิ ี ส่วนพุทธปรัชญา ไมจ่ ำเป็นต้องมีองค์ประกอบต่าง ๆ ดงั กล่าว แตเ่ น้นเรือ่ งของทฤษฎลี ้วน ๆ โดยท่ีจริงศึกษาในแง่หลักการเพือ่ ใหเ้ กดความรวู้ ่า อะไร ทำไม อย่างไรเท่าน้ัน ๔. ในเรอื่ งการปฏบิ ัติ พระพุทธศาสนาเมื่อศกึ ษาไม่อาจแยกจากการปฏบิ ตั ิได้ คือต้องลงมือ ปฏิบตั ิได้จรงิ ๆ ซง่ึ เปน็ ประโยชนใ์ นการดำเนินชีวติ ต่อไป ส่วนพทุ ธปรัชญาไม่จำเป็นต้องปฏิบัติ ดังนัน้ จึงอาจกล่าวได้วา่ พุทธปรัชญาไม่ยอมรับความ เชอื่ งมงาย แม้ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ถา้ ไม่ไดต้ รวจสอบใหถ้ กู ต้อง ตามหลักเหตุผลก็จะไม่ยอมเชื่อ พระพุทธองคท์ รงแสดงว่า ทกุ อย่างเปน็ ไปตามเหตุปัจจยั และทรงแสดงทางสายกลางเพ่ือการพฒั นา คณุ ภาพชวี ิตทถี่ ูกต้องตามลำดบั คอื ศีล สมาธิ และปญั ญา. ๑.๕ คุณลกั ษณะของพระพทุ ธศาสนา สุชีพ ปุญญานภุ าพ ได้ประมวลคณุ ลกั ษณะพเิ ศษแหง่ พระพุทธศาสนาไว้ ๑๒ ประการ ดว้ ยกนั คอื ๓ ๑.แม้จะตัดความเช่ือในเร่ืองฤทธิ์เดชปาฏิหาริย์ออก ก็ไม่ทำให้พระพุทธศาสนากระทบ กระเทือนอะไรแม้แต่น้อย เพราะพระพุทธศาสนามิได้มีรากฐานอยู่บนฤทธ์ิเดชปาฏิหาริย์ หากอยู่ท่ี เหตุผลและคุณงามความดที ี่พิจารณาเห็นได้จริง ๆ ๒.พระพุทธศาสนา เป็นตวั อย่างแหง่ ลทั ธปิ ระชาธปิ ไตยที่เกา่ แก่ท่สี ดุ ของโลก มีหลกั การ และวธิ กี ารอันทันสมัยอยูจ่ นทุกวนั น้ี ๓.พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาแรกที่สง่ เสรมิ สิทธิมนุษยชน โดยสอนให้เลกิ ระบบทาส ไม่ เอามนุษย์มาเปน็ สินค้าสำหรบั ซอ้ื ขาย หา้ มไม่ให้พระภกิ ษุมีทาสไว้ใช้ กับทงั้ สอนให้เลิกทาสภายใน คอื ไม่เปน็ ทาสของความโลภ ความโกรธ และความหลง ๓ สชุ พี ปุญญานุภาพ. คุณลกั ษณะพิเศษแหง่ พระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : มหามกุฎราชวิทยาลยั , ๒๕๓๓), หนา้ ๑๕ – ๑๗.

๗ ๔.พระพุทธศาสนา เปน็ ศาสนาแรกทสี่ อนให้มนษุ ยเ์ ลิกดูหมิ่นเหยียบหยามกันเพราะเร่ืองถือ ชัน้ วรรณะ เพราะเหตชุ าตแิ ละวงศส์ กุล โดยไดต้ งั้ จดุ นดั พบกนั ไว้ที่ศีลธรรม ใครจะเกดิ ในสกุลสงู ตำ่ ยากดีมีจนอย่างไร ไม่เปน็ ประมาณ ถ้าต้ังอยู่ในศลี ธรรมแล้วกช็ อ่ื วา่ เปน็ คนดีควรยกย่องสรรเสรญิ ถา้ ตรงกนั ข้ามคือล่วงละเมดิ ศลี ธรรมแล้ว แม้จะเกดิ ในสกลุ สูงกน็ ับไดว้ า่ เป็นคนพาลอนั ควรตำหนิ ๕.พระพุทธศาสนา เปน็ ศาสนาแรกทสี่ อนปฏิวตั ิเรอื่ งการทำบุญ โดยวธิ ีฆ่าสัตว์หรอื ฆ่ามนุษย์ บูชาสิ่งศักด์ิสิทธ์ิ หรือการทำให้ผู้อ่ืนเดือดร้อน หากสอนให้ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์แทนการ เบียดเบยี น และสอนใหห้ าทางชำระจิตใจให้บรสิ ทุ ธส์ิ ะอาดว่าเป็นบญุ ๖.พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาสอนลัดตัดตรงเข้าหาความจริง ให้กล้าสู้หน้ากับความจริง เช่นในเรื่อง ความเกิดแก่เจ็บตาย แล้วให้หาประโยชน์จากความจริงน้ันให้ได้ รวมทั้งสอนอย่าง ตรงไปตรงมาในเร่ืองฤกษ์ยาม น้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นต้น และการสอนให้เป็นเทวดาได้ในชีวิตน้ีโดยไม่ต้อง รอใหต้ ายเสยี ก่อน โดยชใ้ี ห้เห็นความประพฤติปฏบิ ัติวา่ ทำคนใหเ้ ปน็ เทวดาได้ ๗.พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่สอนให้แก้ความเสื่อมทางศีลธรรมโดยไม่มองข้ามปัญหา เศรษฐกิจ สอนให้แก้ความช่ัวด้วยความดี และสอนให้แก้ท่ีตัวเราเองก่อน โดยไม่คอยเกี่ยงให้คนท้ัง โลกดีหมดแล้ว เราจึงจะดีเป็นคนสุดท้าย แม้ในการสอนให้มีเมตตาจิตก็ให้แผ่เมตตาในตนเองก่อน เพ่ือจะได้เปน็ พยานวา่ เรารกั สุขเกลยี ดทกุ ขฉ์ นั ใด คนอื่นก็มคี วามรกั สุขเกลียดทุกข์ฉนั นั้น ๘.พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาท่ีสอนให้ถือธรรม คือความถูกต้อง ตามเหตผุ ลเปน็ ประมาณ ที่เรียก ว่าธรรมาธิปไตย ไม่สอนให้ถือตนเองเป็นใหญ่ หรือสอนให้ถือคนอื่นเป็นใหญ่ หลักคำสอน เรอื่ งผเู้ หน็ ธรรมช่อื ว่าเหน็ พระพทุ ธเจา้ ผปู้ ฏิบตั ธิ รรมช่ือวา่ อยใู่ กลพ้ ระพุทธเจ้า คำสอนเรือ่ งอามิสบูชา และปฏบิ ัติบูชา และการตั้งพระธรรมวินัยไว้เปน็ พระศาสดาแทนพระองค์ของพระพุทธเจ้า กเ็ ป็นการ สอนแบบธรรมาธปิ ไตยน้ี ๙.พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่สอนเน้นหลักในเรื่องการใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต ให้ รู้จักกำจัด ความทุกข์ ความเดือดร้อนด้วยการพิจารณาให้เห็นต้นเหตุของความทุกข์ แล้วแก้ไขให้ ถกู ต้อง ไมใ่ หเ้ ชือ่ ถอื อยา่ งงมงายไร้เหตผุ ล ๑๐.พระพุทธศาสนา เปน็ ศาสนาที่สอนใหร้ ู้จกั พึ่งตนเองในการประกอบคุณงามความดี ในการ ยก ระดับชีวิตจองตนให้สูงข้ึน ไม่สอนให้คิดแต่จะเอาดีด้วยการอ้อนวอนบวงสรวง คำสอนข้อน้ีเป็น เหตุให้เกิดหลักเร่ืองทำดีได้ดี ทำช่ัวได้ชั่ว ท่ีเรียกว่ากฎแห่งกรรม (Law of Karma) อันทำให้ชาว ตา่ งประเทศหันมานิยมนับถอื มากข้ึน ๑๑.พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาเดียวในโลกทก่ี ล้าปฏิเสธตรรกวิทยา (Logic) ซง่ึ ชาวโลก ถอื กนั ว่าเปน็ ศาสตร์แห่งศาสตรท์ ง้ั หลาย (Science of Science) โดยไดเ้ สนอหลกั การอยา่ งอน่ื ทส่ี ูง กว่า แน่นอนกวา่ พร้อมท้งั ให้เหตผุ ลไว้อยา่ งชัดเจน ๑๒.พระพุทธศาสนาเป็นหลกั เกณฑ์และวิธีการในการส่ังสอน ตลอดจนตัวคำสอนอันเป็น วทิ ยาศาสตรม์ าก่อนท่ีวชิ าวทิ ยาศาสตร์ของโลกจะเกดิ เปน็ เนื้อเปน็ ตัวขึน้ สรุปคุณลักษณะของพระพุทธศาสนาท่ีเกี่ยวกับการศึกษา โดยแยกให้เห็นแตล่ ะข้อว่า มีความ สำคญั ๑.แสดงใหเ้ หน็ ถึงลกั ษณะการสอนทส่ี ามารถพสิ จู นไ์ ด้ คอื สอนหลักเหตผุ ล

๘ ๒.สอนเร่อื งหลักประชาธปิ ไตยที่ทันสมยั อยู่เสมอ ไมล่ ้าสมยั ๓.ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน โดยสอนให้เลิกระบบทาสท้ังภายในและภายนอก ไม่ตก เป็นทาสของตัณหา มานะ ทฏิ ฐิ เป็นตน้ ๔.สอนเรอ่ื งความเสมอภาค ๕.สอนเรื่องการทำบญุ โดยไม่ทำใหผ้ ูอ้ ่นื เดือดร้อน ๖.สอนให้กำหนดร้ทู ุกข์ ไมใ่ ห้หนที ุกข์ ๗.สอนวิธแี กไ้ ขความเสอื่ มทางศีลธรรม ๘.สอนให้ถอื ความถูกตอ้ ง ๙.สอนใหใ้ ช้สตปิ ัญญาในการดำเนินชีวติ ๑๐.สอนใหร้ จู้ ักพง่ึ ตนเอง ๑๑.เป็นคำสอนที่กลา้ ปฏิเสธตรรกวทิ ยา ๑๒.เปน็ คำสอนอนั เป็นวิทยาศาสตรแ์ ละเหนือกวา่ วิทยาศาสตร์

๙ บทท่ี ๒ ลักษณะเด่นของศาสนาพทุ ธ วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนประจำบท เมือ่ ศกึ ษาเนอ้ื หาในบทเรยี นนแ้ี ลว้ ผศู้ กึ ษาสามารถ ๑.อธบิ ายลกั ษณะเดน่ ของพระพทุ ธศาสนาได้ ๒.อธิบายความแตกตา่ งของศาสนาได้ ขอบข่ายเน้อื หา ๑.ลกั ษณะเดน่ ของพระพุทธศาสนา ๒.ความแตกต่างของศาสนาได้

๑๐ ๒.๑ ลักษณะเด่นของศาสนาพทุ ธ ๑.-ศาสนาแหง่ ความมีเหตผุ ล พระพุทธเจา้ ไดท้ รงถือปญั ญาวา่ เป็นคุณสมบัติท่สี ำคญั ท่ีสดุ พระพุทธเจ้าสอนคนให้ ใชเ้ หตผุ ลมองการณ์ไกลไปในโลก พระพทุ ธเจา้ ทรงอธบิ ายปรากฏการณ์ของมนุษย์ และธรรมชาติ มใิ ช่ โดยความเช่อื หรือความยึดถือในความเหนอื เหตผุ ลท่ีไร้เหตุผล แต่โดยการใชก้ ฎแห่งความเปน็ เหตุผลที่ เปน็ เหตเุ ปน็ ผลทกุ สง่ิ ทุกอยา่ งท้งั ท่เี ป็นรูปธรรม และไมเ่ ป็นรปู ธรรมทง้ั หมดต้องอยู่ในกฎเกณฑ์แห่ง ธรรมชาติ(นยิ าม) กฎธรรมชาติหรือนิยาม ๕ ประเภท ไดก้ ลา่ วไวต้ ามลำดับใน สุมงั คลวิลาสนิ ี- ดังตอ่ ไปน้ี ๑.๑-กรรมนยิ าม เปน็ กฎแหง่ กรรมทเ่ี กีย่ วข้องกบั พฤติกรรมของมนุษย์ น่นั ก็คือ กระบวนการแหง่ การกระทำ และการให้ผลแห่งการกระทำ ว่าตามกฎข้อน้ีคือกฎแห่งกรรม กรรมหรอื การกระทำก่อให้เกิดผลติ ผลแหง่ วิปากกรรมการกระทำทด่ี ีจะผลติ ผลท่ีดแี ละการทำช่ัวจะผลติ ผลท่ชี ว่ั ๑.๒ อุตนุ ยิ าม เปน็ กฎธรรมชาตเิ กย่ี วกบั วัตถุทางกายภาพ เช่น การเปลย่ี นแปลงของ อุณหภมู ิฤดูกาลและเหตกุ ารณท์ ่ีเป็นไปตามทางกายภาพ ๑.๓ พีชนยิ าม เปน็ กฎธรรมชาติแหง่ พันธุกรรม ดงั คากลา่ วทวี่ ่า“ตามท่ีพืชทา่ นหว่าน ลงไปเชน่ ใดทา่ นกจ็ ะไดผ้ ลท่ไี ด้รับจากการกระทำ” ๑.๔ จิตตนิยาม เป็นกฎทางด้านจิตใจที่เกีย่ วกับงานของจติ เช่น หน้าท่ขี องวญิ ญาณ ในกระบวนการแหง่ การเสวยอารมณ์(เวทนา)และการรบั รู้ ๑.๕ ธรรมนยิ าม เปน็ กฎแห่งธรรมทค่ี วบคมุ ความสัมพนั ธ์และความเก่ียวเนื่องกนั แห่ง ทกุ สง่ิ ทุกอย่าง นนั่ คือ กฎแห่งปฏจิ จสมปุ บาท ปฏจิ จสมุปบาทเป็นกฎสากลท่สี ดุ ท่รี วมเอานิยาม ๔ ข้างตน้ เอาไว้ โดยกฎหมวดน้ี พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธความเป็นผชู้ ้ีขาดของลทั ธเิ ทวนิยม ชว่ งชวี ิตของมนุษย์ ไม่ได้กำหนดโดยเจตนาของพระผ้เู ปน็ เจา้ (อิสสรนมิ านเหต)ุ แต่โดยกรรมที่เขาทำไว้ สภาวะปจั จบุ นั ของมนุษย์เป็นผลแห่งการกระทำหรือกรรมในอดีตของเขา พระพทุ ธเจา้ ตรัสว่า “สตั ว์มชี ีวติ เป็น เจา้ ของแหง่ การกระทำของตน เป็นผทู้ ายาทแห่งการกระทำของตน การกระทำหรือกรรมน้ันเป็นลกู ที่ ตนถอื กำเหนิดมา การกระทำของตนเป็นเพ่ือน เป็นท่ีพงึ่ ที่อาศัย ยิง่ ไปกวา่ นน้ั ความเชอื่ ท่เี หนอื เหตุผล ในหลายรูปแบบนน้ั ถกู ปฏเิ สธโดยพระพุทธเจ้า” ดังท่ีพระองค์ตรัสวา่ “แมว้ ่าจะชำระลา้ งตนเองอยเู่ ปน็ ประจำในแมน่ า้ ศักดสิ์ ทิ ธ์เิ ช่นแมน่ ้ำพหคุ ะ แม่น้ำคยา คนโง่กไ็ ม่ได้ทำความสะอาดของกรรมทเ่ี ลวทราม ของเขาได้ แม่น้ำเหล่านีจ้ ะทำอะไรได้ แมน่ ้ำเหล่านนั้ ไมส่ ามารถจะชำระล้างคนผดิ ทเี่ ลวร้ายนัน้ ผ้ซู งึ่ ทำ กรรมชว่ั มาไดเ้ ลย เพราะความบรสิ ทุ ธเ์ิ ท่านั้นเป็นสิ่งท่ีดีและเปน็ สงิ่ ศักด์สิ ทิ ธิ์ทุกๆ วันอยแู่ ล้ว” “คนโงผ่ ู้ ซ่งึ เฝ้ามองความดีจะเสยี ประโยชน์ของตนไป ประโยชน์นั้นเปน็ โชคในตวั ของมันเอง เพียงแตด่ วงดาว นัน้ จะทำอะไรให้เขาได้?” เป็นเร่อื งที่ควรค่าท่ีกลา่ วไวใ้ นท่ีนวี้ า่ ความมีเหตุมีผลมุมมองทีเ่ หตผุ ลของพระพุทธศาสนานา ไปสูค่ วามเปน็ มิตรกบั วิทยาศาสตร์ ในประวตั ิศาสตร์อันยาวนานของพระพุทธศาสนาไม่เคยมีข้อวิ ภาษณ์กบั วิทยาศาสตร์หรือนักวิทยาศาสตร์ เนือ่ งมาจากข้อเทจ็ จรงิ ทีว่ า่ พระพุทธศาสนาปฏิเสธความ เชื่อในพระผเู้ ป็นเจา้ และความเชือ่ ท่ีไร้เหตุ ซ่ึงไมเ่ ป็นท่ียอมรบั ของวิทยาศาสตร์ย่ิงไปกว่านนั้ ทั้ง

๑๑ พระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ไดม้ ผี ลประโยชนร์ ว่ มกันในเรือ่ งกฎแห่งธรรมชาติ ในเรื่องความเปน็ เหตเุ ป็นผลนนั้ เปน็ รากฐานร่วมกันมคี วามเป็นไปกันได้ระหวา่ งพระพุทธศาสนาและวทิ ยาศาสตร์ อลั เบรติ ไอสไตน์ นักวทิ ยาศาสตร์ผ้ยู ่งิ ใหญ่แหง่ ศตวรรษที่ ๒๐ กล่าวไว้วา่ ศาสนาในอนาคต จะเปน็ ศาสนาแห่งสากล ศาสนาน้นั ควรจะอยู่เหนือพระผู้เปน็ เจา้ หลีกเลย่ี งความยึดมั่นถือมัน่ และวิชา ทวี่ า่ ด้วยทฤษฎี ครอบคลมุ ทั้งทางดา้ นธรรมชาตแิ ละทางด้านจิตวิญญาณ ศาสนานัน้ ควรจะต้ังอยู่บน รากฐานแห่งความหมายทางศาสนาท่เี กดิ มาจากประสบการณแ์ หง่ ทุกสิง่ ทุกอยา่ งทั้งทางธรรมชาติและ จิตวิญญาณในฐานะที่เป็นหน่วยท่มี ีความหมายแหง่ ศาสนา และศาสนาท่ีวา่ นเ้ี ปน็ ศาสนาในอนาคต พระพุทธศาสนาให้คาตอบต่อนยิ ามนไี้ ด้ แลว้ เขากลา่ วต่อไปวา่ ถ้าจะมีศาสนาซักศาสนาหน่งึ ทีจ่ ะ ครอบคลุมความจาเป็นทางวิทยาศาสตรส์ มยั ใหม่ศาสนานั้นกค็ วรจะเป็นพระพทุ ธศาสนา ๒.-ศาสนาแหง่ ความไมเ่ หน็ แก่ตัว ในบรรดาศาสนาใหญ่ๆ ทกุ ศาสนาของโลก พระพทุ ธศาสนาเป็นศาสนาเดยี วท่สี อนใน ความคิดเรื่องปราศจากตวั ตนหรอื ปราศจากความเห็นท่ีเหน็ แก่ตวั หรือ อนตั ตา หลกั ธรรมเรื่องอนตั ตา นั้นปรากฏครง้ั แรกในเทศนาครง้ั ท่ี ๒ ของพระพทุ ธเจา้ ชือ่ วา่ อนตั ตลกั ขณสูตร หลกั ธรรมนี้ถอื กันวา่ เป็นหนึ่งในบรรดาหนิ ทเี่ ป็นเสาหลกั ใหญๆ่ รากฐานทส่ี ถาบนั แห่งการสอนของพระพุทธเจ้าไดถ้ ูกสร้าง ขน้ึ ไวใ้ นเสาหลกั นั้น เป็นหลักคาสอนพิเศษของพระพทุ ธเจ้าดงั ทกี่ ล่าวไวใ้ นหนงั สือ สัมโมหวโิ นทนีวา่ ไม่ว่าพระพุทธเจา้ จะเกดิ ขน้ึ หรือไมเ่ กิดขนึ้ กต็ ามลกั ษณะแห่งความไมเ่ ท่ยี ง (อนิจจัง)และความเป็นทกุ ข์ (ทกุ ขัง) เปน็ ทร่ี กู้ ันของมนษุ ย์ แต่ก็ลักษณะแหง่ ความไม่มีตัวตน (อนัตตา) จะไมเ่ ป็นทรี่ ู้จกั ของมนษุ ย์ เลย เว้นไวแ้ ต่วา่ พระพุทธเจ้าอบุ ตั ขิ ้นึ ในโลก เพราะฉะนน้ั พระพุทธศาสนาจงึ มลี กั ษณะพิเศษใน ประวตั ิศาสตรแ์ ห่งศาสนาในเรอ่ื งการปฏิเสธการมีอยขู่ องอัตตา พระพทุ ธเจา้ ตรัสสอนหลักธรรมเร่อื งอนตั ตาหรือความปราศจากแหง่ ตวั ตน เปน็ ลกั ษณะทีต่ รง ขา้ มกับเร่ืองอาตมันหรืออัตตา คำศัพทว์ า่ อาตมนั น้ัน ใช้แสดงถงึ ดวงวญิ ญาณทีไ่ ม่ตายของคน ดงั ท่ีทรง พรรณาไวใ้ น อลัสสูตรว่า นว้ี า่ โลก นี้ตน หลงั จากตาย ฉันจะเทยี่ ง ฉันจะยังคงอยู่ยาวนาน ฉันจะอยชู่ วั่ นริ นั ดร จะไมต่ ้องเปลย่ี นแปลง ฉันจะดารงคงอยู่เป็นนริ ันดร เหตผุ ลของพระพทุ ธเจ้าท่ีทรงปฏเิ สธ อัตตาน้ัน ต้ังอยูบ่ นพน้ื ฐานแห่งการวิเคราะห์ของมนุษย์ของพระองค์ พระองคว์ เิ คราะห์มนษุ ยโ์ ดยแยก มนุษย์ออกเปน็ ๕ กอง กล่าวคอื รปู เวทนา วิญญาณ สงั ขารและวิญญาณ และตรัสว่า ไม่มอี ะไรทง้ั ๕ อยา่ งน้ีเลยท่เี ปน็ อัตตาท่ีเปน็ ตัวตน เมือ่ พระพทุ ธเจา้ ตรัสวา่ ขันธ์ ๕ ไมใ่ ชต่ น พระองค์มิได้หมายความวา่ ยังมีอตั ตาทอ่ี ยู่เหนือกว่าขันธ์ท้ังหลายเหลา่ น้ี อัตตาทอ่ี ยเู่ หนอื ธรรมชาตหิ รืออยู่นอกเหนอื ออกไปไมม่ ี อยเู่ ลย เพราะวา่ อัตตาน้ันหาไม่เจอเลยทง้ั ภายในและภายนอกของขันธ์ ๕ นน้ั เปน็ เหตผุ ลทท่ี าไม พระพทุ ธเจ้าจงึ ได้ยกคาถามข้ึนวา่ ถ้าอัตตาและส่งิ ทีเ่ ป็นของอตั ตาไม่ได้พบเจออยา่ งแท้จริงและอย่าง จริงจังได้ กจ็ ะไม่เป็นลทั ธิที่โงอ่ ย่างสมบูรณ์แบบเลยหรือ ที่จะถือความเห็นดังตอ่ ไปน้ีวา่ น้โี ลก นอี้ ตั ตา หลังจากตายไปเราจะเป็นผูเ้ ท่ียง ผยู้ ่นื ยง ผู้นิรนั ดร ไมต่ ้องเปลย่ี นแปลง จะสถิตอยเู่ ช่นเดิมจนเป็น นิรันดร ตามหลกั การของพระพุทธเจา้ ทฤษฎีวา่ ดว้ ยอตั ตาเปน็ ความเห็นผดิ (มิจฉาทิฏฐ)ิ เพราะว่า ทฤษฎีเรือ่ งอตั ตาน้ันไม่มคี วามเปน็ จริงทตี่ อบรับกันได้เลย สงิ่ ที่แย่ไปกว่านน้ั กค็ ือ ข้อเท็จจริงทีว่ ่า ความคดิ เรื่องอัตตาก่อใหเ้ กดิ ทกุ ข์ อัตตาถือวา่ เปน็ ผลปรากฏแหง่ อุปาทานรูปแบบที่แข็งแรงท่สี ุดและ

๑๒ ละเอยี ดออ่ นที่สุดที่เรียกว่าอตั ตวาทปุ าทาน การยดึ ม่ันว่ามีตวั ตนนั้นเปน็ สาเหตุหลกั ของความทกุ ข์ นนั่ เปน็ เหตผุ ลทวี่ า่ ทาไมพระพทุ ธเจา้ จงึ ตรัสวา่ “อปุ าทานขันธท์ ง้ั ๕ แห่งอปุ าทานเป็นทุกข์” ความประสงคใ์ หญแ่ หง่ การปฏิเสธอตั ตาของพระพุทธเจ้าก็เพอ่ื ทจ่ี ะให้พระสาวกสามารถท่ีจะ สละละทิ้ง เชน่ สละละท้ิงความยดึ มน่ั ถือมน่ั ในทฤษฎวี า่ มีตวั มีตน เพ่อื ทจี่ ะบรรลุพระนิพพาน ทุกคน จะต้องขจดั ความเชื่อวา่ มีตัวมีบคุ คลให้ได้ (สักกายทฏิ ฐิ) และความถือตัววา่ ฉันเป็น (อัสมมิ านะ) ตราบ ใดทีค่ วามยดึ มนั่ ถือม่นั วา่ มตี วั ตนในรูปแบบใดๆ ยังมีอยู่ จะไม่มีความหลดุ พ้นท่แี ทจ้ รงิ ไดเ้ ลย คาศัพท์ ว่า “สญุ ญะ” ใชเ้ ป็นไวพจน์ของคาว่าอนตั ตา เพราะคาวา่ สญุ ญะ ได้นยิ ามไวโ้ ดยพระพุทธเจ้าว่า “วา่ ง เปล่าจากตนจากอัตตาและอะไรก็ตามทีเ่ ป็นของอตั ตา” ในพระพทุ ธศาสนามหายานแนวความคิดเรื่อง สญุ ญตาได้พฒั นาและทาใหเ้ ป็นที่รจู้ ักกนั แพรห่ ลายโดยนักปรัชญาท่ีชือ่ วา่ นาคารชนุ ๓.-ศาสนาแหง่ การพัฒนาทสี่ มดุล-(ทางสายกลาง) พระพุทธศาสนาสอนทางสายกลางหรอื มัชฌิมา ปฏปิ ทา พระพุทธศาสนานาเสนอคา สอนทจ่ี ะทาใหม้ นุษยส์ ามารถที่จะพัฒนาทั้งทางร่างกายและจติ ใจ บุคคลในอุดมคตคิ ือบุคคลผู้ซึ่งไดร้ บั การพัฒนาท้ัง ๔ ชนดิ ได้แก่ การพัฒนาด้านกายภาพ สังคมจติ ใจและการพฒั นาสติปญั ญาดังการ พัฒนาเหลา่ นั้นกล่าวได้ดังตอ่ ไปนี้ ๓.๑ การพัฒนาทางดา้ นกาย (กายภาวนา) คือการพฒั นาทางร่างกายและสิ่งแวดลอ้ ม ทางด้านวตั ถุหรือทางกายภาพแห่งร่างกาย การพัฒนาทางดา้ นกายจะทาใหแ้ จง้ ไดโ้ ดยการปฏิบัตติ าม คาสอนของพระพทุ ธเจ้า ซงึ่ สอนเกี่ยวกับแงม่ ุมแห่งชีวติ ทางด้านกายภาพเศรษฐกจิ และทางด้านส่งิ แวดลอ้ ม ๓.๒ การพฒั นาทางดา้ นสงั คม (ศีลภาวนา) เปน็ การพฒั นาความสมั พันธ์ท่ีดแี ละเป็น มิตรกับคนอืน่ เพอ่ื ให้สงั คมท่พี งึ ปรารถนาอันมสี ภาพทางสังคมทีด่ ีถกู สถาปนาขนึ้ ให้มใี นโลก ศีล ภาวนาจะทาให้แจง้ โดยการรักษาศีลและปฏิบตั ติ ามหลักคาสอนของพระพุทธเจ้าว่าด้วยความยุตธิ รรม ทางสงั คม ๓.๓ การพฒั นาทางด้านจิตใจ (จติ ภาวนา) เปน็ การพฒั นาคณุ ภาพทางด้านจติ ใจท่ดี ี เชน่ ความรัก ความเมตตากรณุ า มทุ ติ า อเุ บกขา สติ และสมาธิ การปฏิบัตสิ มถกมั มัฏฐานจะทาให้ บุคคลไดร้ บั คณุ สมบัติทางดา้ นจิตใจเหล่าน้ีและกาลังซกั ฟอกจิตใจให้บรสิ ุทธสิ์ ะอาดจากนิวรณธรรม ๓.๔-การพัฒนาทางด้านสตปิ ัญญา (ปญั ญาภาวนา) เปน็ การพัฒนาปัญญาหรอื อนิ ทรียแ์ ห่งความรสู้ ิง่ ตา่ งๆ ดงั ทีม่ นั เป็นอยู่ การพัฒนาปัญญาจะบรรลุไดโ้ ดยการปฏิบตั ิวปิ สั สนา กัมมฏั ฐาน ควรจะพูดเพ่ิมเติมไวท้ ี่นว่ี า่ สมถกมั มัฏฐาน ท่ีก่อใหก้ ำเนิดความสงบทางใจ ไม่สามารถท่ีจะ ถือว่าเปน็ กัมมฏั ฐานแบบพทุ ธอย่างเพยี วๆ ไมส่ ามารถที่จะถือไดว้ า่ เปน็ พุทธกัมมัฏฐานอย่างแท้จริง สมถกมั มฏั ฐานเคยทีร่ ้จู กั ในนามของคาว่าโยคะ และปฏิบัติกนั อยา่ งแพรห่ ลายโดยพวกฤาษีและพวก พราหมณ์ พระพุทธเจ้าก่อนพระองค์จะตรสั รู้ ได้ทรงเรียนรู้ที่จะปฏิบัตโิ ยคะหรือสมถกัมมฏั ฐานจาก อาฬาดาบสและอทุ กดาบส และทรงบรรลถุ ึงขน้ั สูงสุดแห่งฌาน พระองคท์ รงไม่พอพระทัยกบั บรรลุ ฌานนน้ั เพราะว่าฌานนน้ั ไม่ไดใ้ ห้ความหลดุ พ้นท่สี มบูรณแ์ บบแกพ่ ระองค์ ต่อมาพระพุทธเจา้ ทรง ค้นพบวิธใี หมแ่ ห่งการพฒั นาปัญญา ซ่งึ ทำให้พระองค์ทำใหแ้ จ้งในพระนพิ พาน วิธกี ารเชน่ นั้นเรยี กวา่ วปิ สั สนากัมมัฏฐาน การปฏบิ ัติวปิ สั สนากมั มัฏฐานนน้ั เก่ียวกบั การทำใหม้ ีกำลัง เสรมิ กำลัง และทำให้ หลักแหลม ซงึ่ อนิ ทรยี ์คือสติ ใหม้ ากจนกระทั่งว่าสตินนั้ ช่วยให้บุคคลมองเหน็ ลกั ษณะ ๓ ประการของ

๑๓ สงิ่ ตา่ งๆ กลา่ วคือ ความไม่เท่ียง เป็นทุกข์ และความไม่มอี ัตตา เมื่อได้ทำใหแ้ จง้ ซ่งึ พระสัจธรรมแลว้ บุคคลก็บรรลุถึงซ่ึงพระนิพพาน วิปัสสนากัมมัฏฐานเหมอื นกับหลักคำสอนเรื่องอนตั ตา ไมเ่ คยพบเหน็ ในศาสนาอื่น วิปัสสนา กมั มฏั ฐานเปน็ การเกดิ ขน้ึ ครั้งแรกที่พระพทุ ธเจ้าตรัสกับพระพุทธเจา้ ไม่เหมือนกับสมถกัมมัฏฐานซง่ึ จะปฏิบัติอย่างได้ผลได้ในทีเ่ งียบสงดั วปิ ัสสนากมั มฏั ฐานสามารถปฏบิ ตั ไิ ด้ในชีวิตประจำวันในขณะท่ี บุคคลพดู อยู่ สอนอยู่ เดินอยู่ หรอื ทำงานอยู่ ในมหาสติปัฏฐานสูตร พระพทุ ธเจ้าทรงอธิบายวิธีการนีไ้ ว้ โดยละเอยี ด ด้วยพระดำรสั เชน่ วา่ อกี คร้ังหน่ึง ภกิ ษเุ มื่อเดินอยู่ ก็รวู้ ่ากาลังเดนิ เม่อื ยืนอยู่ ก็รวู้ า่ กำลัง ยืน เม่อื น่ังอยู่ กร็ ้วู ่ากำลังนั่ง เมอื่ นอนอยู่ ก็รวู้ ่ากำลังนอน ไม่วา่ จะในกิริยาบถใด ท่ีร่างกายของภกิ ษุน้นั กำลงั ใช้อยู่ ภกิ ษุกร็ ู้กริ ยิ าบถนนั้ ว่ามนั เป็นอย่างไร วิธกี ารนีเ้ ปน็ กัมมัฏฐานทีน่ ิยมกัน เพราะวา่ มัน ออกแบบมาเพื่อใชไ้ ด้โดยทกุ คนในทุกสถานการณ์และปัจจุบันกมั มัฏฐานนเี้ รียกกนั ในประเทศตะวนั ตก วา่ กมั มฏั ฐานแบบพุทธ ๔.ศาสนาแห่งประชาธิปไตย ครง้ั หนงึ่ ดร.เอมเบ้ดก้า พูดว่า “พระพุทธศาสนาเป็นกระบวนการประชาธปิ ไตย ซึ่ง ส่งเสรมิ ประชาธปิ ไตยในทางศาสนา ประชาธปิ ไตยในทางสังคมและประชาธิปไตยในทางการเมือง” พระพทุ ธศาสนาถือว่าเป็นศาสนาทีเ่ หมาะสมท่สี ุดของสงั คมประชาธปิ ไตย เพราะพระพุทธศาสนาได้ เนน้ หลักการประชาธิปไตย ๓ อยา่ ง คือ หลักเสรีภาพ ความเสมอภาคกนั และความเป็นพเี่ ปน็ นอ้ งกัน ๔.๑-หลกั การแหง่ เสรภี าพหรืออิสรภาพในพระพุทธศาสนาไดก้ ล่าวไว้ในตอนต้นๆ เมือ่ เราพดู ถึงเสรีภาพในความคดิ ในการพดู และในการความคิดเห็น ดังที่หลวงพ่อวัลโพละ ราหุละ กลา่ วไวว้ ่า “เสรภี าพแหง่ ความคดิ ท่ีพระพทุ ธเจ้าทรงอนุญาตไวน้ ั้น ไม่เคยได้ยนิ ได้ฟังกนั มาเลยในท่ี ไหนๆ ในประวัติศาสตร์แหง่ ศาสนา” การสง่ เสริมเสรภี าพน้ันเปน็ สง่ิ จำเป็นในพระพุทธศาสนาเพราะว่า เปา้ หมายท่สี งู สดุ แห่งพระพทุ ธศาสนานั้นคือวิมุตหิ รือความเป็นอสิ รภาพจากสิ่งผูกมัดท้งั หลายทั้งปวง ในชีวิต ๔.๒-พระพุทธเจ้าเป็นพระศาสดาพระองค์แรกท่ีทรงมีพระสรุ เสยี งต่อตา้ น ระบบ วรรณะ และทรงสอนความเท่าเทียมกันความเสมอกันทางสังคมตามทกุ ผ้ทู ุกคน โดยปกตพิ ดู ตามจรงิ แล้วระบบวรรณะนัน้ วางอยู่บนพน้ื ฐานทวี่ ่า พระองคค์ ือพระผู้สร้างสร้างมนุษยม์ า แลว้ กส็ รา้ งมนษุ ย์ เหล่าน้นั ไม่เท่าเทยี มกนั ไม่เสมอกัน ต้งั แตต่ อนที่เกิดอยู่ ทรงปฏเิ สธความมีอยู่ ไม่ไดท้ รงปฏิเสธความมี อยูแ่ ห่งพระผ้สู ร้าง พระพทุ ธเจ้าทรงประกาศวา่ มนุษยเ์ กิดมาเทา่ เทียมกัน และวา่ มนษุ ยแ์ ตกตา่ งจาก กัน เพราะกรรมคือการกระทำของเขาเอง ดังท่ีพระพทุ ธเจ้าตรสั ไว้ในสตุ ตนิพานวา่ “ไม่ใชเ่ พราะชาติ กำเนดิ หลอกทคี่ นเป็นคน ไม่ใชเ่ พราะชาตกิ ำเนดิ หลอกที่ทำบคุ คลใหเ้ ป็นพราหมณ์ โดยการกระทำของ ตนเองเท่าน้นั ที่บคุ คลเปน็ คนไรช้ าติ โดยการกระทำของตนเองนัน่ และทบี่ คุ คลเป็นพราหมณ์” ความ เพ่มิ เติมทำลายระบบวรรณะ พระพุทธเจ้าทรงต่อต้านการปฏิบตั ิทีเ่ ลือกเพศทม่ี ตี ่อสตรี พระองคท์ รง พากเพียรพยายามทจี่ ะยกสถานะของสตรี และแนะนาสตรีให้ตระหนกั ถงึ ความสำคัญของตนทม่ี ีต่อ สงั คม ครงั้ หน่ึงพระเจา้ ปเสนทโิ กศล ได้เฝา้ พระพุทธเจ้าและไดบ้ น่ พรมึ พรำ เพราะวา่ พระราชินขี อง พระองค์ได้ประสตู ิพระราชธิดา พระพุทธเจ้าทรงปลอบโยนและปลุกเร้าพระองค์ตรัสว่า “เดก็ ผ้หู ญิง อาจจะพิสจู นไ์ ดว้ า่ เปน็ ทายาททดี่ ีเสียยงิ่ กว่าเด็กผู้ชายเสียอกี ” และการท่ีพระพทุ ธเจา้ ทรงสถาปนา คณะสงฆแ์ หง่ ภิกษุณสี งฆ์เปน็ การประทานพรให้แก่พวกสตรที งั้ หลาย

๑๔ ๔.๓-หลักการเรื่องภารดรภาพหรอื ความเป็นพเี่ ป็นน้องกนั พระพุทธเจ้าได้ตรสั ไว้ อยา่ งชัดเจนเม่ือพระองค์ทรงแนะนาประชาชนใหป้ ลกู ฝังเมตตาหรอื ความรัก ให้ถอื เพื่อนมนุษยด์ ว้ ยกัน ว่าเปน็ ญาติของตนในชีวิตในอดตี ชาตใิ ดชาติหน่ึง ดังที่พระพทุ ธเจ้าตรสั ไว้ว่า “ความเริ่มตน้ แห่งหว่ งโซ่ แห่งวงเวียน แหง่ การเกดิ ใหม่ (สงั สาระ) จุดเริม่ ต้นที่ไม่ไดเ้ ปิดเผยไวแ้ หง่ ห่วงโซ่ แห่งการเวยี นว่ายตาย เกิดของสัตวท์ ั้งหลายนน้ั ท่เี ปยี กชมุ่ อยใู่ นอวชิ ชา ถกู ยึดไว้ในตัณหา มันเปน็ ส่ิงท่ีไมง่ า่ ยเลยท่จี ะพบใคร สกั คนหนง่ึ ซึ่งในวงเวยี นห่วงโซ่หรอื ในวฏั ฏะที่ยาวนานแหง่ การเวยี นว่ายตายเกดิ นี้ ไม่เคยเปน็ แม่ ไม่ เคยเปน็ พ่อ ไม่เคยเป็นพช่ี ายหรือน้องชาย ไมเ่ คยเป็นพีส่ าวหรือน้องสาว ไม่เคยเปน็ ลูกชายลกู สาวกนั มาเลย” พระสงฆห์ รือหมู่คณะของพระภิกษุสงฆน์ น้ั เปน็ ตวั อย่างของสังคมประชาธปิ ไตยของ พระพทุ ธเจา้ เพราะคณะสงฆ์น้นั กอ่ ต้ังขนึ้ มาบนหลักการแหง่ เสรภี าพ ความเสมอภาพ และภารดรภาพ พระพุทธเจ้าทรงเปรยี บเทียบคณะสงฆข์ องพระองค์กับมหาสมุทรที่ทรงพลงั ซ่ึงแม่นำ้ ใหญ่หลายๆ สาย จากเส้นทางที่ต่างกัน ไหลมาประจบกนั แลว้ กล็ ะทงิ้ เอกลักษณ์ของตนเอง แลว้ ก็กลายเปน็ หนึ่งเดยี ว เป็นมหาสมุทรที่ใหญ่ เพราะภิกษุมารวมหมรู่ วมคณะจากวรรณะจากชนชน้ั ท่ีแตกต่างกันแห่งสงั คม และละทิ้งช่ือเดมิ ของตน ถือชือ่ ตามศาสนาใหม่ และก็รูส้ ึกว่าเปน็ หนึง่ เดียวและเหมือนกนั ในคณะสงฆ์ พระพุทธเจา้ มิได้ตัง้ ทายาทผสู้ ืบแทนของพระองค์กอ่ นที่พระองคจ์ ะเสด็จดับขนั ธปรินิพพาน พระองค์ เพยี งแตต่ รัสว่า “ธรรมและวนิ ัยที่เราสอนไว้แสดงไว้บญั ญัตไิ วแ้ กเ่ ธอทั้งหลายจะเป็นศาสดาของพวก เธอเมื่อเราจากไป” และตั้งแต่น้นั มาพระธรรมและวินัยท่ีมีอยู่ในพระไตรปฎิ ก ถือวา่ เป็นธรรมนูญของ ชาวพทุ ธท่ีกำกับกฎเกณฑป์ ระชาธิปไตยภายในคณะสงฆไ์ ว้ ๕.ศาสนาแห่งสนั ติภาพ เจ.ท.ี ซนั เดอรแ์ ลนด์ ครั้งหนงึ่ กล่าววา่ พระพทุ ธศาสนาไดส้ อนสันตภิ าพอย่าง แขง็ แรงยง่ิ ไปกวา่ ในหมู่สาวกของศาสนาพุทธ มปี ระสิทธภิ าพกว่าในประวัติศาสตร์แห่งศาสนาพุทธมาก ยิ่งกว่าศาสนาใหญ่ๆ ทโี่ ลกรจู้ ัก แต่ความจรงิ ท่ีวา่ สันตภิ าพหรอื สนั ติ เปน็ คำสอนหลกั ของพระพทุ ธเจา้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้วา่ “นตถฺ ิ สนตฺ ิปรํ สุขํ ไม่มคี วามสุขอ่นื ใดที่จะสูงส่งยิ่งไปกว่าสันติภาพ” ณ ทนี่ ้ี สันตเิ ป็นลกั ษณะของพระนิพพาน ในพระพุทธศาสนาแนวความคิดเรอื่ งสันติภาพ ได้ขยายวงออกไป จนกระทั่งรวมเอาสันตภิ าพภายในและสนั ติภาพภายนอกเอาไวด้ ว้ ย สนั ตภิ ายใน (อัชฌตั ตสนั ติ) เปน็ ความสงบแหง่ ใจ ในขณะทส่ี ันตภิ ายนอก ( พหธิ าสันติ) สนั ติกค็ ือ ความสงบสุขแหง่ สงั คม สนั ตอิ ันแรก จดั ให้มรี ากฐานที่แขง็ แรงระหวา่ งสนั ตอิ นั หลัง เวน้ เสยี แต่วา่ จะมีความสงบใจ จะไม่มีความสงบของ สังคมได้เลย สนั ติภาพแห่งสังคมจะมไี ม่ได้ถ้าปราศจากความสงบ วา่ ตามที่พระพทุ ธเจ้าทรงสอน มนุษย์ สามารถทีจ่ ะสงบ สง่ เสรมิ ความสงบทางใจและความสงบทางสังคมได้ โดยการควบคุมความโลภ ความ โกรธ และความหลง และในขณะเดยี วกันกเ็ จรญิ คุณธรรมทเ่ี ป็นกุศลที่รู้จกั กนั วา่ ธรรมเป็นเครื่องอยู่ ของพระพรหมสีป่ ระการ (พรหมวิหาร) กล่าวคอื เมตตา กรุณา มุทติ า และอเุ บกขา พระพทุ ธเจา้ มักจะทรงสง่ั สอนสาวกของพระองค์ ให้เป็นผู้ทีร่ ักความสงบอยา่ งแทจ้ ริง ซ่งึ ดำเนินชวี ิตโดยปราศจากความรนุ แรง ภิกษุรปู ใดใช้วธิ กี ารรนุ แรงเพ่ือที่จะแก้ความขัดขอ้ งใจ มใิ ชส่ าวก ทีแ่ ทจ้ ริงของพระพุทธเจา้ เลยดังทพี่ ระพธุ เจ้าตรสั วา่ “แมว้ ่าขโมยและโจรจะตัดแขนตดั ขาไปด้วยเลือ่ ยทมี่ ีคมสองดา้ น ฉะน้ัน บุคคลผซู้ ง่ึ ทำจิตใจ ให้เศรา้ หมอง (คอื รสู้ กึ โกรธเกีย่ วกับเรื่องนั้น) จะไม่ใช่ผทู้ ปี่ ฏบิ ัติตามคำสอนของเราเลย” พระพุทธเจ้า

๑๕ สอนสาวกของพระองค์ให้เผชิญกบั ความโกรธดว้ ยความรัก ไมใ่ ช่ดว้ ยความโกรธ และใหช้ นะความ โหดรา้ ยดว้ ยความดี ไม่ใชด่ ้วยความโหดรา้ ย จากที่กล่าวมาข้างตน้ เป็นเรือ่ งไม่ยากท่ีจะเขา้ ใจได้ว่า ทำไมพทุ ธศาสนิกชนจงึ สามารถอย่รู ว่ มกนั อย่างสันติกบั สาวกของศาสนาอนื่ ได้ เนื่องมาจากข้อเทจ็ จรงิ ท่วี ่า พระพุทธเจา้ ทรงสอนสาวกของพระองคใ์ หม้ ีความอดทนตอ่ หลักคาสอนในศาสนา และอยูร่ ว่ มกนั อย่างสันตกิ บั สาวกของศาสนาอ่นื เรื่องราวในสหี สตู รเปน็ ตวั อย่างอันดีในเร่อื งน้ี เมื่อสีหะซ่งึ เป็นสาวก ชัน้ หัวหน้าของนคิ รนถ์ (ศาสนาเชน) ประกาศตนเองว่าเปน็ พทุ ธมามกะ (สาวกของพระพุทธเจา้ ) พระพทุ ธเจา้ ทรงยอมรบั การนับถือของเขา และทรงอนุญาตให้สีหะถวายอาการแก่พวกนคิ รนถ์ผู้ซึง่ มา สบู่ ้านของเขา นี่คือพระดำรัสของพระพทุ ธเจา้ วา่ (สหี สูตร) “สหี ะตระกูลของเธอ เปน็ แหลง่ ปัจจัยทด่ี ี ของพวกนิครนถ์มาเป็นเวลานาน เพราะฉะนั้น เธออาจจะพิจารณาให้อาหารแกพ่ วกนคิ รนถ์เหลา่ น้นั ผู้ ซงึ่ มาหาเธอได้” ๒.๒ ความแตกตา่ งของศาสนา เมือ่ มีคนถามชาวพทุ ธ วา่ พุทธศาสนา ตา่ งกบั ศาสนาอื่น อยา่ งไร หรือ มีลักษณะอย่างไร อาจไมส่ ามารถอธบิ ายให้กับผสู้ นใจได้อยา่ งครบถว้ นในแง่มุมต่างๆ ธรรมะเกี่ยวกับลกั ษณะของ พระพุทธศาสนา ที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โต)๔ ไดแ้ สดงไว้ได้อยา่ งงดงาม เพื่อเสริมสรา้ ง ศรทั ธาและกำลงั ใจแก่ชาวพุทธใหห้ มนั่ ศกึ ษาปฏิบัติธรรมให้เขา้ ถงึ แกน่ ธรรมของพทุ ธศาสนายง่ิ ๆ ขน้ึ ไป พอสรุปประเด็นไดด้ งั นี้ ๑..ลักษณะทเ่ี ป็นสายกลาง มนษุ ย์น้นั มักมคี วามโนม้ เอียงที่จะไปสุดโตง่ ความสดุ โต่งมีอยสู่ องอยา่ ง คอื สดุ โต่ง ในทางความคิดอย่างหนงึ่ และสุดโต่งในทางปฏิบตั ิอย่างหนึ่ง ในทางปฏิบตั มิ นุษยม์ กั จะหนั ไปหาความสุดโต่ง เชน่ ในสมยั หนึง่ คนท้ังหลายพากันเพลิดเพลนิ มัวเมาในการหาความสขุ ทางเนือ้ หนัง ใหค้ วามสำคญั แกก่ ารบำรงุ บำเรอร่างกายมาก และในยุคนัน้ คนก็ ไมเ่ ห็นความสำคัญของจิตใจเลย ซึง่ ทางพุทธศาสนาเรียกวา่ เปน็ กามสขุ ัลลิกานโุ ยค พอเปลี่ยนไปอีกยคุ สมัยหนึ่ง คนบางพวกก็มีความรู้สกึ เบื่อหน่าย รงั เกยี จความสขุ ทางร่างกาย ทางเนือ้ หนงั แล้วกเ็ อยี งไปทางดา้ นจติ ใจอยา่ งเตม็ ที่ บางทีถึงกบั ทรมานร่างกาย ยอมสละความสขุ ทาง รา่ งกายโดยสน้ิ เชงิ เพื่อจะประสบผลสำเร็จในทางจติ ใจ แล้วก็กลายเปน็ การเสพตดิ ทางจิตไปอีก พวกนี้ อาจจะถึงกบั ทำการทรมานร่างกาย บำเพ็ญทกุ กรกริ ยิ า อย่างท่ีเรยี กว่า อัตตกลิ มถานโุ ยค ซึ่งจะเหน็ ตัว อยา่ งแมแ้ ตใ่ นสงั คมปจั จุบัน คือในยคุ เดยี วสมัยเดยี วก็จะมคี วามสดุ โต่งทัง้ สองอยา่ งน้ี แยกกันออกไป เป็นคนละขัว้ นี้เปน็ การเอียงสุดในด้านปฏิบัติ พระพุทธศาสนานน้ั ถอื ว่า การเอยี งสุดทัง้ ทางรา่ งกาย เหน็ แก่ร่างกาย บำรุงบำเรอรา่ งกาย อยา่ งเดียวก็ไม่ถกู ต้อง การเสพติดทางจิตใจ ไม่เห็นความสำคญั ของรา่ งกายเลยโดยส้ินเชิงจนกลายเปน็ การทรมานร่างกายไป ไม่ถูกตอ้ งเหมอื นกนั พระพุทธศาสนาจึงบญั ญัติขอ้ ปฏิบัติทเ่ี รียกว่ามชั ฌิมา ปฏปิ ทา แปลวา่ ทางสายกลาง หรอื ข้อปฏบิ ัติทีเ่ ปน็ สายกลาง คอื ความพอดี นก้ี เ็ ปน็ แงห่ นึ่ง ๔ http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp-prayuth/lp-prayuth-35.htm

๑๖ อกี ด้านหน่ึงก็คือ การเอียงสดุ ในทางความคดิ ซึ่งทว่ั ไปมักจะมคี วามโนม้ เอียงทจี่ ะเปน็ เช่นน้ัน เชน่ อยา่ งงา่ ยๆ ก็คือ เร่ืองวัตถกุ ับจติ ว่าอะไรมีจริง พวกหน่ึงจะเอยี งสดุ วา่ วัตถเุ ทา่ น้นั มจี ริง อกี พวกหน่ึง ก็เอียงสุดวา่ จิตเท่าน้ันมจี ริง จนกระทั่งในปรัชญาตะวนั ตกไดม้ ีการบัญญัติกันว่า เปน็ พวกวตั ถุนยิ มกับ พวกจติ นยิ ม แต่ในพระพทุ ธศาสนานัน้ จะเหน็ วา่ ไมไ่ ดบ้ ัญญัติอย่างนัน้ คือ มใิ ชเ่ ปน็ จิตนยิ ม หรอื เป็น วตั ถุนยิ มไปสดุ ทางแต่อย่างเดียว แตใ่ นพระพทุ ธศาสนามที ั้งนามและรปู ซึง่ เรียกรวมเขา้ ดว้ ยกันเป็นคำ เดียวว่า นามรูป เพราะเห็นคามสำคัญของทงั้ จติ และท้ังวัตถุ มีทัง้ สองอย่าง แต่มีบางอยา่ งอิงอาศยั เน่อื งเปน็ อันหนง่ึ อันเดียวกัน ๒. มีหลักการเป็นสากล ความเปน็ สากล พระพุทธศาสนามีลกั ษณะสำคัญอยา่ งหนึ่ง คอื ความเปน็ สากล เปน็ สากลทั้งความคดิ และการปฏิบตั ิเหมือนอยา่ งที่เป็นสายกลางทั้งความคิดและการปฏิบตั ใิ นแง่ความคิด ในท่ีน้ี หมายถึง เร่ืองสจั ธรรม หรือคำสอนเกี่ยวกบั สจั ธรรม พระพทุ ธศาสนานน้ั สอนความจริงเป็น กลางไม่ขนึ้ ต่อบคุ คล กลุ่ม เหล่า พรรคพวก แมแ้ ต่พระพทุ ธศาสนากไ็ ด้สอนวา่ การฆ่าสัตวเ์ ป็นบาป การทำปาณาตบิ าต เร่มิ แตฆ่ ่าคนเป็นต้นไปเปน็ บาป ก็สอนเป็นกลางๆ วา่ ไมว่ ่าฆา่ คนไหนก็ตามเปน็ บาปทั้งนัน้ ไมไ่ ด้จำกัดวา่ นับถือศาสนาไหน ไมม่ ีแบง่ พรรคแบง่ กลมุ่ แบ่งประเภทวา่ ถ้านับถือศาสนา อ่ืน เป็นพวกของมารร้าย แล้วกฆ็ า่ ได้ไมบ่ าป แตถ่ ้าเป็นชาวพทุ ธด้วยกนั ฆ่าไม่ไดเ้ ป็นบาป อยา่ งน้ีไมม่ ี สอนความจรงิ เป็นสากลเปน็ กลางๆ อนั นีเ้ ปน็ ลกั ษณะทช่ี ดั เจน คือการสอนความจรงิ เป็นกลางๆ และ สอนอย่างเป็นกลาง คือสจั ธรรมเปน็ ความจรงิ อย่างไร กต็ ้องเป็นความจริงอย่างนั้น ไม่สามารถแบ่งเปน็ พวกเป็นประเภท เปน็ หมู่เป็นเหล่าได้ ในทางปฏบิ ัติก็เหมอื นกนั เชน่ สอนให้คนมีกรุณาอยา่ งสากล เมอ่ื สอนวา่ การทำปาณาตบิ าต เป็นสิง่ ทไ่ี มด่ ี เป็นโทษ เพราะมีความจรงิ อนั เป็นสากลว่า สัตวท์ งั้ หลาย รักสุข เกลยี ดทกุ ข์ ด้วยกันทั้ง หมดแล้ว ก็สอนใหเ้ ผ่อื แผค่ วามกรุณาแก่สัตว์ทั้งหลายทัว่ กันหมด ชาวพทุ ธจะต้องมีกรุณาตอ่ สรรพสตั ว์ ตง้ั ตน้ แต่มนุษย์ ก็ต้องมกี รุณาตอ่ มนษุ ย์ทุกคนเหมือนกัน ไมไ่ ดม้ ีการแบง่ พรรคแบ่งพวก แบ่งเหล่าแบง่ ชาตนิ ้นั แบ่งศาสนา และในแง่สัตว์โลกดว้ ยกนั ก็ใหเ้ ผื่อแผค่ วามกรณุ านแ้ี ก่สัตวท์ กุ ประเภท ไม่ใช่ เฉพาะมนษุ ย์ด้วยกนั เท่านนั้ อันนี้ก็เป็นเร่อื งของความเปน็ สากลอยา่ งหนึ่ง นอกจากนัน้ พระพทุ ธศาสนาแสดงธรรมเหล่าน้ี เปน็ กลางๆ ไมบ่ ังคับให้ทำ และไม่ขดู่ ้วยการ ลงโทษ ใครจะเชื่อหรอื ไมเ่ ชื่อ ก็ไม่บังคบั ใคร สอนใหร้ ู้วา่ ความจรงิ เป็นอยา่ งนัน้ การกระทำแลว้ เกดิ ผล ดี หรอื ผลเสียก็เป็นไปตามธรรมดาของมันเอง เป็นเรอื่ งทุกคนสามารถพิจารณาด้วยสติปญั ญาของ ตนเอง ความเปน็ สากลน้ี วา่ ที่จริงก็เปน็ สายกลางอย่างหนึ่ง คือ สอนเป็นกลางๆ ตามความเป็นจรงิ ๓. ถือสำคญั ทงั้ สาระและรูปแบบ พระพุทธศาสนาประกอบดว้ ยองค์ ๒ อยา่ งท่ีสมพอดีกัน คอื ประกอบดว้ ยธรรมกับ วินยั หลักธรรมกับวินัยนี้ ไดบ้ อกแตต่ ้นแลว้ ว่า เป็นช่อื หนึ่งของพระพุทธศาสนา บางคร้ังเราเรียก พระพทุ ธศาสนาวา่ ธรรมวนิ ยั ซึ่งตอ้ งมีท้ังสองอย่างจึงจะเป็นพระพุทธศาสนาโดยสมบูรณ์ ถ้ามีอยา่ ง เดยี วก็ยงั ไม่ครบ ในโลกปจั จบุ ันนี้ หรอื ในโลกท่ีผ่านมากต็ าม มกั จะมีการถกเถียงกันอยู่เสมอว่า บุคคลกับระบบ อยา่ งไหนสำคัญกว่ากนั บางคนบอกวา่ บคุ คลสำคัญ ระบบไม่สำคัญ บางคนบอกวา่ ระบบสสิ ำคญั บุคคลไมส่ ำคญั ระบบเป็นอย่างไร คนก็เป็นไปตามน้นั

๑๗ คนพวกหนง่ึ บอกว่า ปจั เจกชนสำคญั สงั คมเกิดจากปจั เจกชน สังคมจะเปน็ อยา่ งไรกแ็ ล้วแต่ ปจั เจกชน ถา้ ทำปัจเจกชนให้ดี สังคมก็ดีไปเอง อีกพวกหน่งึ บอกวา่ สงั คมสิสำคัญ ปจั เจกชนถูกหล่อ หลอมโดยสงั คม ทำสงั คมให้ดีแลว้ ปัจเจกชนกด็ ไี ปตาม ในแงส่ าระกบั รูปแบบ พวกหน่ึงบอกวา่ สาระสำคญั รปู แบบไมส่ ำคัญหรอก เน้ือหาสำคัญกว่า รูปแบบเปน็ เพียงเปลอื กนอก บางพวกบอกวา่ รูปแบบสิสำคญั รูปแบบเปน็ เคร่อื งกำหนดเนอื้ หา เถยี ง กนั อย่นู ่ีไมร่ ู้จักจบ ในการฝกึ การปฏิบตั ิกเ็ หมือนกนั พวกหนึ่งบอกว่าด้านในจิตใจสำคัญ ต้องฝึกจติ ใจ ฝกึ จิตใจได้ แล้วทกุ อย่างกด็ ีไปเอง รา่ งกายภายนอกไมส่ ำคญั อกี พวกหนงึ่ บอกวา่ สำคัญท่วี ัตถุภายนอก เพราะ จิตใจเป็นสิง่ ท่ีอาศยั วัตถุ เกิดจากวตั ถุ ถ้าทำภายนอกดี สภาพแวดลอ้ มวตั ถุดีมีความเจริญทางวัตถุพรงั่ พร้อม เศรษฐกจิ ดีแล้ว จิตใจกด็ เี อง คนจำนวนมากเถยี งกันแมแ้ ต่ในเรื่องสมคั รใจกบั บังคบั วา่ อย่างไหนดี พวกหนง่ึ บอกวา่ ตอ้ ง สมัครใจหมดทุกอย่าง ต้องเป็นไปตามเสรภี าพ สมัครใจจึงจะถกู ตอ้ ง อกี พวกหนง่ึ ว่า ไม่ได้หรอก คนเรา นกี้ ิเลสมนั มาก ต้องบังคับมนั บงั คบั แลว้ จงึ จะได้ผล นก้ี ็เปน็ เรือ่ งของการเอียงสุดอยา่ งหน่งึ เหมือนกนั มนษุ ย์มักจะโน้มไปในทางเอียงสดุ หรอื สุดโต่งไปข้างหนง่ึ แต่พระพุทธศาสนาไม่เอยี งสดุ ไปข้างไหน เพราะยอมรบั ความสำคญั ของแต่ละเร่ือง แตล่ ะอย่างตามความเป็นจรงิ ของมนั หรือตามคณุ ค่าที่มันมีอยู่ ส่งิ ท้ังหลายแตล่ ะอยา่ งมคี วามสำคญั ตามสว่ นของมัน จะเรียกว่าเป็น ความเป็นกลางหรือความเปน็ สายกลาง อีกอยา่ งหนงึ่ ของ พระพทุ ธศาสนาก็ได้ ในเรื่องสาระกับรูปแบบ เปน็ ต้นทีว่ ่ามาน้ี พระพุทธเจา้ ทรงบัญญัตหิ ลักคำสอน ของพระองค์ ใหม้ ีองค์ประกอบท้งั สองอย่าง คือ ธรรมกับวินยั คุมทั้งคู่เลย ธรรมเปน็ หลักความจริง เป็นสง่ิ ทบ่ี ุคคลจะเข้าถึงได้ ธรรมนัน้ สงั คมไมส่ ามารถมปี ญั ญารู้ได้ บุคคลแต่ละคนเทา่ นน้ั ที่จะมีปัญญารแู้ จง้ เข้าถงึ สจั ธรรม แต่ในเวลาเดียวกัน พระพทุ ธศาสนากม็ ี หลกั เกณฑท์ ี่เรยี กว่า วินยั เป็นรูปแบบ เปน็ กฎเกณฑ์ เปน็ เรือ่ งของสภาพแวดล้อมทางดา้ นรา่ งกาย เน้นไปทางวตั ถุ เปน็ เร่ืองของสงั คม บญั ญตั ิขนึ้ เพือ่ ให้สังคมอยู่ได้ มนุษย์แต่ละบุคคลจะตอ้ งมาอยู่ รวมกนั เปน็ สงั คม แล้วธรรมและวินัย สองอยา่ งนี้ก็มาสัมพันธก์ นั พระพทุ ธศาสนาให้ความสำคัญทั้งแก่ธรรมและวนิ ัย หรอื จะพดู เป็นภาษาปจั จบุ นั ว่า ให้ความ สำคญั ท้ังแกบ่ คุ คลและระบบ ให้ความสำคัญทั้งแกป่ ัจเจกชนและสงั คม ให้ความสำคญั ท้ังแก่สาระและ รูปแบบ ใหค้ วามสำคญั ทั้งแก่การปฏบิ ัตทิ างด้านในจิตใจและการปฏิบัติด้านนอกทเ่ี น้นวตั ถุ กาย วาจา และให้มีการสมคั รใจและการบังคับ อยา่ งมสี มดลุ พอดี นี้คือลกั ษณะของพระพุทธศาสนาอยา่ งหนึ่งท่ี เข้ากบั ขอ้ แรกดว้ ย แตแ่ ยกใหเ้ ห็นเปน็ พเิ ศษตา่ งหาก จะเห็นว่า ในพระพุทธศาสนานี้ ท่านให้ธรรมเป็นเรอ่ื งของการสมคั รใจ เราแตล่ ะคนเกยี่ วขอ้ ง กบั ธรรมดว้ ยสตปิ ัญญาของตนเอง จะต้องรเู้ ข้าใจเหน็ แจง้ สัจธรรมดว้ ยปัญญาของตนเอง เฉพาะบคุ คล แต่ในเวลาเดยี วกนั นั้น ก็มวี ินยั เป็นเรือ่ งของสงั คม เปน็ เรื่องของรูปแบบ เปน็ เร่ืองของการปฏบิ ตั ิดา้ น กายวาจา เปน็ แบบแผนที่บังคับแก่ทกุ คนเสมอกนั สำหรบั ให้เปน็ เคร่อื งหลอ่ หลอม เป็นเครอื่ งท่จี ะ สรา้ งสภาพแวดลอ้ มชักจูงบุคคลเขา้ หาธรรม และเปน็ เคร่ืองสร้างสภาพชวี ิต และสภาพสังคมทีเ่ อ้ือต่อ การท่จี ะนำธรรมมาใชป้ ฏบิ ตั ิ ตลอดจนการทีจ่ ะเจรญิ งอกงามยงิ่ ขนึ้ ไป ในธรรม และเข้าถึงธรรม

๑๘ ธรรมและวินยั สองอย่างน้ี ถ้าจัดใหพ้ อดแี ลว้ ก็ไดค้ วามสมดลุ เกื้อกูลซึ่งกนั และกัน ประสาน สมั พันธก์ ัน ธรรมเป็นท่ีอิงอาศยั ของวินัย วินัยคือกฎเกณฑข์ อ้ บังคบั แบบแผนของสงั คมเปน็ การจัดตัง้ ถ้าไม่อิงธรรมก็ใช้ไม่ได้ ถา้ ไม่ตงั้ อย่บู นฐานของธรรมก็กลายเปน็ การไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น วนิ ัยตอ้ งอิง อยู่บนธรรม อกี ด้านหนึ่งเรามีวินัยเพ่ืออะไร ก็เพ่ือให้คนเราแตล่ ะคนน้ี ได้มีสภาพแวดลอ้ มทีเ่ กื้อกลู ใน การท่จี ะเขา้ ถึงธรรม ธรรมจงึ เป็นจดุ หมายของวินัย วินัยน้นั องิ อาศัยธรรม แลว้ กเ็ ป็นไปเพ่ือใหค้ นเข้าถงึ จุดหมายคือธรรมดว้ ย ในแง่ของธรรม อาจจะพูดว่า ถ้าทกุ คนเปน็ คนดีแลว้ สงั คมก็ดไี ปเอง แต่ในแงข่ องวินยั จะพดู ต่อวา่ เพื่อชว่ ยใหท้ ุกคนเป็นคนดี เราจงึ จดั ตง้ั ระเบียบระบบ และจัดสรรสภาพแวดล้อมให้เปน็ โอกาสที่ คนจะไดฝ้ กึ ฝนพัฒนาตนให้เป็นคนดี วินยั เปน็ เปลอื กนอกชว่ ยหอ่ หุ้มเน้ือในคือธรรมไว้ ถา้ ไมม่ เี ปลือกนอกหอ่ หุ้มแลว้ ต่อไปไม่นาน เนือ้ ในกจ็ ะหายสญู ไปลบเลือนไป เพราะฉะนั้น เราจะต้องเหน็ ความสำคัญของทง้ั เปลือกนอกและเนอ้ื ใน ถา้ มะม่วงไม่มเี ปลือก หรือมะพร้าวไมม่ กี ะลา มันจะอยไู่ ด้ไหม เราอาจจะบอกวา่ กะลาไมส่ ำคัญ เพราะกนิ ไมไ่ ด้ แต่ถ้าไมม่ กี ะลา เราก็ไม่ไดก้ นิ เนื้อและน้ำมะพร้าว ในทางกลับกัน ถา้ มแี ต่เปลือกมะมว่ ง และกะลามะพร้าว ไมม่ เี นื้อมะมว่ ง ไมม่ เี นื้อและน้ำมะพรา้ ว กไ็ ม่รจู้ ะมีเปลอื กมะมว่ งและกะลามะพร้าว ไว้ทำไม เปลอื กและกะลานน้ั กไ็ ม่มปี ระโยชนอ์ ะไร ๔. เปน็ กรรมวาท กิรยิ วาท วิริยวาท พระพุทธศาสนาน้ันมีชือ่ อยา่ งหนึ่งว่า เปน็ กรรมวาท หรือ กรรมวาที พระพทุ ธเจา้ เคย ตรัสว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ท่านใช้คำว่าท้ังหลาย คือไม่เฉพาะพระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้น แต่ทุก องค์ทงั้ หมด ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าท้ังหลายในอดีตก็ตาม ในอนาคตก็ตาม แม้องค์ท่ีอยู่ในยุคปัจจุบัน กต็ าม ล้วนเป็นกรรมวาทะ เป็นกริ ิยวาทะ และเปน็ วิริยวาทะ หรือเป็นกรรมวาที และกิริยวาที (เวลาใช้ วาที ท่านมีแค่สอง คือกรรมวาทีและกิริยวาที แต่เมื่อเป็นวาทะมีสาม คือ เป็นกรรมวาทะ กิริยวาทะ และวิริยวาทะ) หลักการน้หี มายความวา่ พระพุทธศาสนานน้ั สอนหลักกรรม สอนวา่ การกระทำมีจริง เป็น กรรมวาทะ สอนว่าทำแล้วเป็นอนั ทำ เป็นกิรยิ วาทะ สอนวา่ ความเพียรพยายามมีผลจรงิ ให้ทำการด้วย ความเพยี รพยายาม เปน็ วริ ิยวาทะ ให้ความสำคัญแกค่ วามเพียร เปน็ ศาสนาแหง่ การกระทำ เปน็ ศาสนาแหง่ การเพยี รพยายาม ไมใ่ ช่ศาสนาแหง่ การหยดุ น่ิงเฉยแห่งความเฉ่อื ยชาเกยี จคร้าน ลักษณะของหลักกรรมนี้ เปน็ เรอื่ งที่น่าพิจารณา เพราะกรรมเป็นหลกั ใหญ่ในพระพุทธศาสนา จะตอ้ งมีการเนน้ อยเู่ สมอ หลักการของศาสนานั้น ก็เหมือนกบั หลักการปฏิบตั ิทั่วไป ในหมู่มนษุ ย์ เมื่อ เผยแพร่ไปในหมมู่ นุษยว์ งกว้าง ซง่ึ มรี ะดบั สตปิ ัญญาต่างกัน มคี วามเอาใจใส่ต่างกัน มีพ้นื เพภูมหิ ลงั ต่างๆ กนั นานๆ เข้า กม็ ีการคลาดเคลื่อนเลือนลางไปได้ จงึ จะตอ้ งมีการทำความเข้าใจกนั อยู่อยา่ ง สมำ่ เสมอ เรือ่ งกรรมนี้กเ็ หมือนกนั เม่ือเผยแพร่ไปในหมู่ชนจำนวนมากเขา้ ก็มีอาการที่เรียกวา่ เกิด ความคลาดเคลื่อน มีการเฉไฉ ไขวเ้ ขว ไปได้ ทัง้ ในการปฏิบัติและความเขา้ ใจ หลักกรรมในพระพทุ ธศาสนานี้ ท่านสอนไวเ้ พ่ืออะไร ทเ่ี ราเหน็ ชดั กค็ ือ เพือ่ ไม่ให้แบง่ คนโดย ชาตกิ ำเนิด ใหแ้ บง่ โดยความประพฤตโิ ดยการกระทำ นี่เปน็ ประการแรก ดังทพี่ ระพุทธเจา้ ตรัสว่า กมฺมุนา วสโล โหติ กมมฺ ุนา โหติ พรฺ าหมโณ คนไมใ่ ชต่ ำ่ ทรามเพราะชาติกำเนดิ แต่คนจะเปน็ คนตำ่ ทราม ก็เพราะกรรมคือการกระทำ คนมิใชพ่ ราหมณ์เพราะชาติกำเนดิ แตเ่ ปน็ พราหมณ์ คอื ผู้บรสิ ทุ ธ์ิ

๑๙ คือคนดี คนประเสรฐิ ก็เพราะกรรมคอื การกระทำ ตามหลกั การนี้ พระพุทธศาสนายดึ เอาการกระทำ หรือความประพฤตมิ าเปน็ เคร่ืองแบ่งแยกมนุษย์ ในแง่ของความประเสรฐิ หรอื ความเลวทราม ไม่ให้ แบ่งแยกโดยชาตกิ ำเนิด อน่ึง หลักกรรมของเราน้ี ตอ้ งแยกให้ดีจากลทั ธิ ๓ ลัทธิในพระไตรปฎิ ก ท่านกลา่ วไวห้ ลาย แหง่ เก่ียวกับลทั ธทิ ี่ถอื ว่าผดิ ซ่ึงต้องถอื วา่ เปน็ เร่ืองละเอียดอ่อน เพราะเม่ือพดู ไปไมช่ ดั เจนพอก็อาจจะ ทำใหเ้ กิดความเข้าใจผิด ลัทธิท่พี ระพุทธเจา้ ตรสั ไว้วา่ ผิดหลกั กรรมมีอยู่ ๓ ลัทธิ ลัทธทิ ่ี ๑ คือ ปุพเพกตวาท ลัทธิกรรมเกา่ ลัทธิที่ ๒ คือ อิศวรนริ มติ วาท ลัทธทิ ถี่ อื วา่ พระผ้เู ป็นเจ้าบนั ดาล หรอื เทพเจา้ ผู้ยิ่งใหญ่บนั ดาล ลทั ธทิ ่ี ๓ คอื อเหตวุ าท ถอื ว่าความเปน็ ไปต่างๆ ไมม่ ีเหตปุ จั จัย แลว้ แต่โชคชะตา ๓ ลทั ธนิ พี้ ระพุทธศาสนาถือวา่ ไม่ทำให้คนมีความเพียรพยายาม เพราะถา้ ทุกสงิ่ ทุก อย่างที่คนเราไดร้ ับ สขุ และทุกขท์ ั้งหลายทเี่ ราได้ประสบ เปน็ เพราะกรรมเก่าบนั ดาลแล้ว เราก็นอนรอ แตก่ รรมเกา่ จะทำอะไรก็ไม่ได้ผล จะแก้ไขอะไรไปก็ไมม่ ีประโยชน์ หรอื ถ้าเชือ่ ว่าเป็นเพราะอิศวร คือ เทพเจ้าผยู้ ง่ิ ใหญ่บันดาล ก็อ้อนวอนเอาสิ ไม่ตอ้ งทำอะไร หรอื ถา้ ถือว่าไมม่ ีเหตุปจั จยั มนั บงั เอิญเปน็ ไป เองแล้วแต่โชคชะตา ผลท่ีสดุ สามหลักสามลทั ธินี้ ไมท่ ำให้คนมกี ารกระทำ ไม่ทำใหค้ นมฉี นั ทะมีความ เพียรพยายามในการกระทำเหตตุ ่างๆ พระพุทธเจา้ ตรัสว่าเปน็ ลัทธทิ ่ีผิด ๕. เปน็ วภิ ชั ชวาท พระพทุ ธศาสนาเป็นวภิ ัชชวาท ในการสงั คายนาคร้ังท่ี ๓ พระโมคคลั ลีบุตรติสสเถระ เป็นประธานครั้งน้ันพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นพระเจา้ แผ่นดินผู้อปุ ถมั ภ์การสงั คายนา เรียกว่า เอก อคั รศาสนปู ถมั ภก พระเจา้ อโศกมหาราช ได้ตรสั ถามพระโมคคัลลีบตุ รติสสเถระวา่ พระพทุ ธ ศาสนานี้ มลี ักษณะเป็นอยา่ งไร สอนอยา่ งไร พระโมคคลั ลีบุตรตสิ สเถระ ทูลตอบวา่ พระพทุ ธศาสนาเป็นวภิ ชั ชวาท วภิ ชั ชวาท คอื อะไร คือการแสดงความจรงิ หรือการสอนโดยจำแนกแยกแยะ หมายความว่า ไม่มองความจรงิ เพียงดา้ นเดยี ว แต่จำแนกแยกแยะมองความจริงครบทุกแง่ทกุ ด้าน ไม่ดง่ิ ไปอยา่ งใด อยา่ งหน่งึ บคุ คลผมู้ หี ลกั การแสดงความจรงิ ด้วยวิธีอยา่ งน้ัน ก็เรยี กวา่ วิภัชชวาท หรอื วิภัชชวาที เปน็ ความโน้มเอียงของมนุษย์ท่จี ะมองอะไรขา้ งเดยี ว ดา้ นเดียว พอเจออะไรอย่างหนง่ึ ด้านหนงึ่ กส็ รปุ ตีความวา่ น่ันคอื ส่งิ นนั้ ความจริงคืออยา่ งนน้ั แตค่ วามจริงท่ีแทข้ องส่ิงทั้งหลายนนั้ มหี ลายดา้ น ต้อง มองให้ครบทุกแง่ทุกมุม พระพทุ ธศาสนาน้นั มลี ักษณะจำแนกแยกแยะ ดังทเี่ รยี กว่า วภิ ชั ชวาท คำว่า “วิภัชช” แปลวา่ จำแนกแยกแยะ มีการจำแนกแยกแยะท้ังในด้านความจรงิ เช่น เมอื่ พูดถงึ ชวี ิตคน ทา่ นจะจำแนกออกไปเป็นขนั ธ์ ๕ โดยแยกออกไปเป็นรูปธรรมและนามธรรมกอ่ น แลว้ แยกนามธรรมออกไปอีกเป็น ๔ ขันธ์ แม้แต่ ๔ ขันธ์นั้น แต่ละขันธย์ ังแยกแยะออกไปอกี อันนี้เป็น ลักษณะหนงึ่ ของการจำแนก คอื แยกแยะความจริงใหเ้ ห็นทุกแง่ทุกด้าน ไม่ตคี ลมุ ไปอยา่ งเดียว คน จำนวนมากมีลักษณะตีขลมุ และก็คลมุ เอาอย่างเดยี ว ทำให้มีการผกู ขาดความจริงโดยง่าย แมแ้ ตใ่ นการตอบคำถาม ก็จะมลี ักษณะของการจำแนกแยกแยะ ไมต่ ีขลมุ ไปอย่างเดยี ว ยกตวั อย่างเช่น มีผู้มาทลู ถามพระพทุ ธเจา้ ว่า คฤหัสถ์คือชาวบ้านนั้น เปน็ ผทู้ ่ีจะยงั ข้อปฏิบตั ิทเ่ี ปน็ กุศล ใหส้ ำเร็จ แต่บรรพชิตไมส่ ามารถทำอยา่ งนน้ั ไดใ้ ชห่ รือไม่ น่ีถ้าตอบแบบตคี วามข้างเดยี ว ทเี่ รยี กว่า เอ กังสวาท ก็ต้องตอบดง่ิ ไปขา้ งหน่งึ โดยต้องปฏเิ สธ หรือว่ารับ ถา้ ยอมรบั ก็บอกว่าใช่แล้ว คฤหัสถ์เท่าน้นั

๒๐ ทำสำเรจ็ บรรพชติ ไมส่ ำเรจ็ ถา้ ปฏิเสธกบ็ อกว่าไม่ใช่ คฤหัสถไ์ ม่สำเรจ็ บรรพชิตจงึ จะสำเรจ็ แต่ พระพทุ ธเจ้าไมต่ รัสอยา่ งนัน้ ๖. มุ่งอสิ รภาพ พระพุทธศาสนาน้ันมีวิมตุ ติ หรือความมีอสิ รภาพเป็นจุดหมายสำคญั และไม่ใช่เปน็ เพียงจดุ หมายเท่านน้ั แตม่ ีอสิ รภาพเป็นหลักการสำคญั ท่วั ไปทเี ดยี ว ในทางธรรมท่านใช้คำวา่ วมิ ุตตริ ส กบั วิมุตติสาระ สำหรบั วิมุตติรสน้ัน พระพุทธเจ้าตรสั เป็นคำอปุ มาว่า มหาสมุทรแม้จะกว้างใหญ่เพียงใดก็ตาม แตท่ ง้ั หมดนั้น นำ้ ในมหาสมุทรทมี่ ากมาย มรี สเดียวคือรสเคม็ ฉันใด ธรรมวินัยของพระองคท์ ส่ี อนไว้ มากมายน้ัน ทง้ั หมดก็มีรสเดียวคือวมิ ตุ ติรส ได้แก่ ความหลุดพน้ จากทกุ ข์และกเิ ลส ฉันนน้ั ภาษาสมัยใหม่เรยี กความหลุดพ้นว่าอสิ รภาพ เดยี๋ วน้ี เราไมใ่ ช้คำว่า วิมุตติ เราตดิ คำว่า อิสรภาพ ทจ่ี ริงเราใช้คำวา่ อิสรภาพในความหมายของวมิ ุตติน่นั เอง เวลาแปลเป็นภาษาองั กฤษจะ เห็นชัด ฝร่งั แปลวิมตุ ติวา่ freedom เราแปลอสิ รภาพ ก็ว่า freedom ตรงกัน แต่ในภาษาไทย คนไทย แทนทจ่ี ะใช้คำว่าวมิ ุตติ กลับไปใชค้ ำว่า อิสรภาพ ที่จริงในภาษาบาลเี ดิม อสิ รภาพไมไ่ ด้แปลว่า freedom อสิ รภาพนนั้ แปลว่า ความเปน็ ใหญ่ ตรงกบั sovereignty หรือ แม้แต่ domination หรอื dominion คือความมอี ำนาจเหนือกวา่ แต่เราใชอ้ สิ รภาพในความหมายของ freedom เพราะฉะน้นั อสิ รภาพที่ใชก้ นั ในภาษาไทย จงึ ไปตรงกับคำวา่ วิมตุ ติ วมิ ตุ ตริ ส กค็ ือ รสแห่งอิสรภาพ พระพทุ ธศาสนาน้นั มีลกั ษณะของความหลุดพน้ หรือความเป็นอิสระอยูโ่ ดยตลอด จดุ หมาย ของพระพุทธศาสนาก็ได้แก่ วมิ ุตติ พระพุทธเจา้ ตรสั อีกแห่งหนึง่ วา่ วิมตุ ตสิ ารา สพเฺ พ ธมมฺ า ธรรม ท้งั หลายท้งั ปวงมีวิมตุ ติเปน็ สาระ คือมวี มิ ตุ ติเป็นแกน่ สาร ซึง่ กม็ ีความหมายอนั เดียวกัน ลกั ษณะน้กี ็ บอกให้ทราบว่า พระพุทธศาสนาน้ันถอื เอาวมิ ุตตหิ รืออสิ รภาพนี้ เป็นจดุ หมาย เปน็ หลักการสำคญั และใหค้ วามสำคญั แก่อิสรภาพทุกข้นั ตอน ไม่เฉพาะในขั้นสดุ ท้ายทว่ี ่าตอ้ งการให้คนเข้าถงึ ความหลดุ พ้นเทา่ นั้น แต่มีลักษณะของการไมย่ ึดติดถือมัน่ ไม่มีอุปาทานในสิ่งต่างๆ อยู่โดยตลอด ๗. เป็นศาสนาแหง่ ปญั ญา พระพุทธศาสนาถอื ปัญญาเป็นหลักธรรมสำคัญ หรอื เป็นธรรมแกนกลาง ดังพุทธ พจน์วา่ ปญฺญุตฺตรา สพเฺ พ ธมฺมา ธรรมทัง้ หลายทัง้ ปวงมีปญั ญาเป็นยอดยง่ิ พระพุทธศาสนาถอื ว่า ปญั ญาเปน็ ธรรมสูงสุด เปน็ ตัวตดั สินข้นั สดุ ทา้ ยในการทจ่ี ะเข้าถึงจุดหมายของพระพทุ ธศาสนา กอ็ ย่างท่ีไดบ้ อกเม่ือกนี้ ว้ี ่า พระพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาแหง่ ศรัทธา แตเ่ ป็นศาสนาแห่งปัญญา ซ่งึ บางทีก็เปน็ จุดอ่อนและหลายคนก็ถือวา่ เป็นจุดอ่อนของพระพทุ ธศาสนา เพราะเหตทุ ี่ให้อิสรภาพ ในทางปญั ญาแก่คนมาก กเ็ ลยทำให้ชาวพุทธเป็นคนทีไ่ มค่ ่อยเอาอะไรจริงจงั เชน่ เกีย่ วกบั ข้อปฏิบตั ใิ น หม่ชู าวพุทธในเมืองไทยปัจจบุ ันน้ี จับไม่ค่อยไดว้ า่ ชาวพุทธถอื ข้อปฏิบตั ิอะไรกันบา้ ง เอาอะไรเปน็ เคร่อื งกำหนดวา่ เปน็ ชาวพุทธ มองเปน็ รปู ธรรมก็หาไม่เห็น เพราะไปเอาแต่ปญั ญาแลว้ แต่ใครมปี ญั ญา พิจารณาเลือกปฏบิ ัติเท่าไหนก็ได้ตามสมคั รใจ ตา่ งจากในศาสนาอืน่ ซง่ึ สว่ นมากเปน็ ศาสนาแห่งศรัทธา เขาจะบังคบั กันเลย ห้ามสงสัย ไมต่ ้องถาม ฉันบอกอยา่ งนี้ เธอทำไปก็แลว้ กนั ฉะนั้น เขาจงึ มีแบบแผน ที่กำหนดไว้ชดั เจน มขี อ้ ปฏิบัตทิ ต่ี ายตวั วา่ ถา้ เปน็ ศาสนิกของศาสนานนั้ จะตอ้ งถือปฏิบตั ิอยา่ งนนั้ ๆ อย่างไรกต็ าม วา่ ทจ่ี ริงพระพุทธเจ้าตรัสวางแบบแผนไว้ให้แล้ว คอื ให้เรามีหลักสองอยา่ ง ไดแ้ ก่ ธรรม วนิ ยั อย่างท่ีไดพ้ ดู ไว้ในข้อท่ี ๓ ว่า พระพทุ ธศาสนาประกอบดว้ ยธรรมกับวินยั ถา้ ปฏิบตั ติ ามหลกั

๒๑ พระพุทธศาสนาแลว้ ชาวพุทธกจ็ ะมีแบบแผนเปน็ ของตนเองเหมือนกนั แต่เรามองข้ามเรอื่ งวนิ ัยไปเสยี ก็จึงขาดอนั น้ี จึงมัวคดิ หาธรรม แตไ่ ม่ยอมปฏบิ ัติวินัย ส่วนท่ีมหี ลักวา่ ปัญญาเป็นสำคัญน้นั กเ็ พราะว่าปัญญาเป็นตัวตดั สินในการเข้าถงึ จุดหมายของ พระพทุ ธศาสนามนุษยเ์ รานมี้ ีประสบการณ์ในเรอ่ื งศาสนากันมาเป็นเวลายาวนานมีนักคิดต่างๆ เกิดขึ้น แล้วกค็ น้ ควา้ หาหลักความจริงมาสอนมนุษย์ เกดิ เป็นลัทธิศาสนาตา่ งๆ มากมายซึ่งอาจแยกประเภทได้ ดงั น้ี ศาสนาประเภทหนงึ่ ย้ำเรื่องศรัทธา คือเขาบอกว่าให้ฝากชีวิต มอบจติ มอบใจไว้ในองค์เทพ สงู สดุ แล้วทำตามคำส่ังสอนไป ไมต่ ้องสงสัยอะไรทง้ั สนิ้ อย่างน้ีเปน็ ศาสนาที่ใชศ้ รัทธาเป็นเครอ่ื งตัดสนิ ศรทั ธาเท่าน้ัน จะใหท้ า่ นเข้าถึงจุดหมายของศาสนา ศาสนาประเภททส่ี อง คือพวกที่ถือศลี วตั รเปน็ ตวั ตัดสิน พวกน้จี ะถือระเบียบแบบแผน กฎเกณฑท์ ี่วางไวใ้ ห้ แลว้ ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามนนั้ ถือว่าจะบรสิ ุทธิ์หลุดพ้นเข้าถึงจุดหมายของศาสนา ด้วยศีลวตั ร ดงั มีคำในคัมภีรเ์ รยี กว่า สีเลน สทุ ธิ แปลวา่ การบรสิ ทุ ธ์ดิ ้วยศีล คือเพียงว่ายดึ ถอื ศลี ขอ้ บังคับระเบียบกฎเกณฑ์อย่างเดยี วเทา่ นั้นให้เคร่งครัดเข้มงวด เมอ่ื ปฏบิ ัติไปตามน้ันได้จริงแลว้ ก็จะ หลดุ พน้ ถึงจดุ หมายของศาสนาไดเ้ อง อนั นีพ้ ระพทุ ธศาสนาเรียกวา่ สลี พั พตปรามาส ก็เป็นหลักการ ของศาสนาประเภทหน่ึง ศาสนาประเภทที่สาม ได้แก่พวกท่ยี ดึ เอาสมาธเิ ปน็ ตัวตดั สิน คอื บำเพ็ญข้อปฏบิ ัติทางจิตใจให้ จิตดื่มดำ่ จนกระท่งั ในข้ันสุดท้าย จติ จะเข้ารวมกลนื หายกลายเปน็ หนง่ึ เดยี วกันในภาวะสูงสุด ซึ่ง อาจจะเป็นเทพสงู สุด หรือเป็นปรมาตมนั อะไรกต็ าม ศาสนาประเภทนี้มีอยไู่ ม่น้อย เป็นศาสนาขนั้ ที่ ประณีตมาก ๘. สอนหลกั อนตั ตา พระพทุ ธศาสนาประกาศหลักสำคัญเก่ียวกับความจรงิ ของสิ่งทั้งหลาย หรือของ สภาวธรรมต่างๆ เรียกว่า หลักอนตั ตา หลกั อนัตตานี้เป็นหลกั ที่ใหม่ ไม่เคยมผี คู้ ้นพบมาก่อน ความยึด ติดในอัตตาหรอื ตัวตนน้ี เปน็ ส่ิงที่ฝงั ลกึ แนบแน่นในจิตใจมนุษยเ์ ปน็ อยา่ งมาก มนุษย์จะรกั ษาหวงแหน ความร้สู ึกผูกพันในอัตตานี้ไว้อยา่ งเหนยี วแนน่ ที่สุดเท่าท่ีจะทำได้ แมแ้ ตเ่ ม่ือหนั มาค้นคว้าสจั ธรรม ในทางศาสนา เขากต็ ้องเพยี รพยายามที่จะรักษาอัตตานี้ไว้ใหไ้ ด้ เพราะฉะนนั้ นักคดิ ทง้ั หลายจึงพฒั นา ภาพอัตตาที่ยดึ ไวน้ ัน้ ให้ประณีตยิง่ ข้นึ ไปโดยลำดับ จะเหน็ ว่าในศาสนาต่างๆ มีแตค่ ำสอนท่ใี ห้พยายาม เข้าหาอัตตา เข้าถึงอตั ตา ปรากฏวา่ มีศาสนาเดียวคอื พระพุทธศาสนาเท่านน้ั ทีส่ อนหลักอนัตตา ที่ ประกาศวา่ ในที่สดุ แล้วสงิ่ ทง้ั หลายไมใ่ ช่อัตตา พระอรรถกถาจารย์บอกว่า ศาสดาตา่ งๆ ในหลายศาสนา รู้หลักอนจิ จงั แลว้ รหู้ ลงั ทุกขังแล้ว เพราะฉะนนั้ หลักอนิจจงั และทุกขงั จึงมีในศาสนาอืน่ ท่มี ีความกา้ วหนา้ ในทางสตปิ ัญญาดว้ ย แต่ไม่มี ศาสนาใดอืน่ ทป่ี ระกาศหลักอนัตตา ฉะนนั้ พระพุทธศาสนาจึงฝืนกระแส ฝนื ต่อจติ ใจ ต่อความยึดถือ หวงแหนของมนษุ ย์ การทจี่ ะมองเห็นสภาวะทเ่ี ปน็ อนัตตานี้ บง่ บอกไปถึงการที่ต้องมปี ัญญา คือการมี ปัญญารู้เทา่ ทันคตธิ รรมดา เห็นแจง้ ความจริงของสิง่ ท้ังหลายท่ีเป็นไปตามเหตปุ ัจจัย ไมม่ ีตวั คงท่ี ทเี่ ป็น ตวั บันดาลเปน็ ตวั บงั คับสง่ิ ทัง้ หลายใหเ้ ปน็ ไปอย่างใดอย่างหน่ึง แต่สง่ิ ทัง้ หลายนั้น ประกอบขึน้ จาก ปจั จยั ย่อยๆ มาประมวลกนั เข้า และปจั จัยตา่ งๆ แตล่ ะอย่างน้นั อาศัยสัมพนั ธ์ซึ่งกันและกนั แลว้ ก็

๒๒ เปน็ ไปตามเหตุปจั จัย ในความสัมพันธ์ซง่ึ กนั และกันนั้น ไม่มีส่ิงโดยลำพังตัวของมนั เอง น้คี อื หลกั ความ จรงิ ท่เี รียกวา่ อนัตตา การไม่ยึดติดในอัตตา จะไปสมั พันธ์กับหลกั ที่ไม่ให้ยึดตดิ ถือม่ันด้วยความปรารถนาของตวั ตน แต่ใหร้ ู้เทา่ ทันวา่ สง่ิ ทง้ั หลายน้ัน เราจะให้เป็นอยา่ งนัน้ อย่างนี้ตามความปรารถนาไม่ได้ คอื เราจะเอา ความปรารถนาของตวั ตนนี้ ไปบังคับสิ่งทัง้ หลายให้เป็นไปตามที่เราต้องการไม่ได้ เพราะวา่ สงิ่ ท้ังหลาย เปน็ ไปตามเหตุปจั จยั ของมนั เราจะต้องเรยี นรเู้ หตปุ จั จัยของมนั แลว้ ไปทำไปแก้ทเี่ หตุปัจจัย อนัตตานี้ จะโยงไปหาหลักสำคญั ของพระพทุ ธศาสนาในข้อต่อไป ในพระพทุ ธศาสนาท่านสอนเร่ืองการทำลายความเหน็ ผิดเกย่ี วกับอตั ตาน้ีมากมาย จะเป็นพระ โสดาบัน ก็ตอ้ งทำลายสกั กายทฏิ ฐิ คอื ความเหน็ ว่าเปน็ ตัวของตนได้ ตอ้ งถอนอตั ตานทุ ฏิ ฐิคือความตาม เหน็ ว่าเป็นตัวเป็นตนได้ ต้องถอนอัตตวาทุปาทานคือการยึดมนั่ ในความถือตวั ตนได้ อนั น้แี สดงวา่ หลกั อนัตตามีความสำคญั เปน็ อยา่ งมาก เป็นหลักการทจ่ี ะนำให้เขา้ ถึงจดุ หมายของพระพุทธศาสนา ผู้ทจี่ ะ เขา้ ถึงจุดหมายของพระพทุ ธศาสนา จะตอ้ งมีปญั ญาถึงขนั้ เห็นความเปน็ อนตั ตานี้ ๙. มองตามเหตปุ จั จยั พระพทุ ธศาสนามีลกั ษณะข้อตอ่ ไปท่คี ล้ายๆ กบั หลกั อนตั ตานั่นเอง คือการมที ัศนคติ ทมี่ องเหน็ สง่ิ ทง้ั หลายตามความสมั พนั ธแ์ ห่งเหตปุ ัจจัย ได้พดู แล้วว่า หลักอนัตตานน้ั โยงมาหาหลกั ความเปน็ ไปตามเหตุปัจจัย ส่ิงทง้ั หลายไม่มีอยโู่ ดยลำพงั ตน แตอ่ ิงอาศัยซึ่งกันและกนั เป็นไปตามเหตุ ปัจจัย หลักน้ีเขาวา่ คล้ายๆ กับหลกั สัมพัทธภาพ (relativity) ในพระพุทธศาสนาหลักนี้ก็คอื อทิ ัปปัจจย ตา หรอื ปฏิจจสมุปบาทนนั่ เอง หลกั ความสัมพันธห์ รอื ความเปน็ ไปตามเหตุปัจจยั นเ้ี ป็นหลกั สำคัญของวิปัสสนาด้วย การ ปฏิบัตใิ หป้ ัญญาเห็นแจ้งเกิดเป็นวปิ ัสสนานนั้ จะทำให้มองเหน็ ความเปน็ ไปตามเหตุปัจจยั น้ี และ หลักปฏจิ จสมปุ บาทหรืออิทัปปัจจยตานกี้ เ็ ปน็ ภมู ิธรรมของวิปสั สนา ท่านเรียกวา่ วปิ สั สนาภมู ิ ประการ หนึง่ หลักธรรมทั้งหลายนน้ั สมั พันธ์ซงึ่ กันและกนั เช่น ขนั ธ์ ๕ เม่อื วเิ คราะหแ์ ยกแยะองคป์ ระกอบ ออกไป กท็ ำใหเ้ ห็นความเปน็ ไปตามเหตุปจั จัย และร้วู ่าขนั ธ์ ๕ นั้นก็เปน็ ไปตามหลกั อิทปั ปัจจยตาน้ีเอง หลักความสมั พันธ์ท่เี ป็นไปตามเหตปุ ัจจยั นีแ้ หละ เปน็ หลกั ทแ่ี สดงลกั ษณะสำคญั อย่างหนงึ่ ของ พระพุทธศาสนา ถงึ ข้ันท่พี ระพุทธเจ้าเคยตรัสวา่ การเห็นปฏิจจสมปุ บาทน้ันแหละ คือการเห็นธรรม ตามพระพุทธพจนท์ ว่ี า่ ผูใ้ ดเห็นปฏิจจสมปุ บาท ผ้นู ัน้ เห็นธรรม ผใู้ ดเห็นธรรม ผู้นน้ั เหน็ ปฏิจจสมปุ บาท อยา่ งน้อยชาวพุทธกต็ ้องมีทัศนคตทิ ม่ี องส่งิ ท้ังหลายตามเหตปุ ัจจัย แมแ้ ตเ่ รื่องกรรม ก็สอนให้เรามที ศั นคตหิ รือท่าทีน้ี กรรมนั้นก็คือหลักของความเปน็ ไปตามเหตุ ปัจจัย ในแง่ทเี่ กี่ยวกับการกระทำของมนุษย์ การกระทำของมนษุ ย์กเ็ ปน็ ไปตามกฎเกณฑ์แห่งความเปน็ เหตเุ ป็นผลเหมอื นกนั คือกระทำเหตุอยา่ งน้ีกไ็ ดผ้ ลอย่างนี้ แต่จำกดั เฉพาะในแง่การกระทำของมนษุ ย์ เราเรยี กวา่ หลกั กรรมหรือกรรมนิยาม ถา้ เป็นหลกั เหตุปจั จัยท่ัวไป เราเรียกว่า ธรรมนิยาม พระพทุ ธเจา้ ตรสั หลกั เรื่องปฏิจจสมุปบาทนกี้ ็ตาม เรื่องไตรลักษณก์ ็ตาม พระองค์เรียกวา่ เป็นธรรม นิยาม เป็นกฎเกณฑ์แหง่ ธรรม คือความเปน็ ไปตามธรรมดาแหง่ เหตปุ จั จยั นั้นเอง ขอ้ สรุปทเ่ี ราจะดึงออกมาได้จากการอธบิ ายทีผ่ า่ นมาว่า พระพทุ ธศาสนาประกอบขน้ึ ด้วย แง่มุมท่ีมีจดุ เด่นทส่ี ำคัญหลากหลาย ซึง่ มีรายการที่ไม่อาจที่พดู ให้สมบูรณ์ข้นึ มาได้ เราตั้งใจทจี่ ะ

๒๓ กำหนดลักษณะพระพทุ ธศาสนาว่า เปน็ ศาสนาแหง่ การร้แู จ้งเหน็ จริง ศาสนาแหง่ ปญั ญา ศาสนาแห่ง เหตุผล ศาสนาแหง่ ความไม่เหน็ แกต่ ัว ศาสนาแห่งการพฒั นาทสี่ มดลุ ศาสนาแห่งประชาธปิ ไตย ศาสนาแห่งสันติสขุ ในบรรดาแงม่ ุมต่างๆ เหลา่ น้ี อนั สดุ ทา้ ยก็จะเป็นอันทส่ี ำคัญทสี่ ุด เพอ่ื ทีจ่ ะทาให้ แจง้ ซึง่ วัตถุประสงค์แห่งพทุ ธศาสนิกสัมพันธแ์ ห่งโลกนกิ ายเถรวาทและนิกายมหายานนั้นเปน็ เสมือนปกี สองปีกของนกทเ่ี รียกว่าพระพทุ ธศาสนาคือ นกน้ันสามารถทจ่ี ะบนิ ไปได้ท่ัวโลก เพียงแตเ่ ม่อื ปีกสองปีก นั้นได้ทาหน้าทไ่ี ด้อยา่ งถูกต้องพรอ้ มกัน ถา้ ชาวพุทธทัง้ จากนิกายเถรวาทและนิกายมหายานรวมกันได้ เมอ่ื เปน็ อยา่ งน้นั ชาวพุทธกจ็ ะประสบความสำเร็จในการประยกุ ตใ์ ช้คาสอนของพระพทุ ธเจา้ แก่โลกใน ปจั จบุ ันน้ี

๒๔ บทท่ี ๓ พระพุทธศาสนาในฐานะปรัชญา วัตถุประสงคก์ ารเรยี นประจำบท เม่ือศึกษาเนือ้ หาในบทเรียนนแ้ี ลว้ ผูศ้ กึ ษาสามารถ ๑.อธบิ ายความเปน็ พระพุทธศาสนาเป็นปรัชญาได้ ขอบขา่ ยเนอ้ื หา ๑.ความเป็นพระพุทธศาสนาเปน็ ปรัชญา

๒๕ ๓.๑ ความนำ ปรัชญาคอื อะไร คำถามนี้ยังไมม่ คี ำตอบทีส่ ามารถจะยตุ เิ ป็นเอกฉันท์ได้ ทัง้ นีเ้ พราะผ้รู ู้ นกั การศึกษาหรือแม้แต่นักปรชั ญาเองในแตล่ ะยุค แตล่ ะสมยั ตา่ งก็ใหค้ วามสนใจในเรื่องของปรชั ญา แตกตา่ งกันออกไป๕ ดังน้นั คำตอบของคำวา่ ปรัชญาคืออะไร จงึ มมี ากพอๆกับจำนวนนักปรชั ญาและ ก็แตกต่างกนั ตามความเช่ือ หรอื ทศั นะของแต่ละบคุ คล ทัง้ นเี้ พราะวา่ ปรชั ญามขี อบข่ายกวา้ งขวาง มี ลักษณะเปน็ นามธรรม แตอ่ ย่างไรก็ตามไดม้ นี ักปรชั ญาแตล่ ะคนแตล่ ะกลุ่มได้พยายามให้ความหมายไว้ ตา่ งๆมากมาย๖ ๓.๒ ความหมาย คำวา่ ปรัชญา เปน็ คำภาษาไทยท่ีแปลมาจากคำภาษาอังกฤษวา่ Philosophy ซึ่งมรี ากศัพท์ มาจากภาษากรีกวา่ Philosophai มาจากคำวา่ Philo ซ่งึ หมายถงึ To Love แปลว่า รกั กับ sophai หมายถึง Wisdom แปลวา่ ปญั ญา ความฉลาด ความปราดเปร่อื ง รวมความแล้วหมายถงึ Love of Wisdom หรอื ความรักในความรู้ รักในความฉลาด หรือรักในปัญญา ย่อมแสดงใหเ้ ห็นวา่ หวั ใจของ ปรัชญา คอื ความรกั ในความรู้น่ันเอง คนทไ่ี ด้ชื่อวา่ เปน็ นักปรชั ญา ก็คือคนท่ีรักในการแสวงหาความรู้ เพ่ือให้ไดม้ าซึง่ ความรู้ที่ตนเห็นวา่ เปน็ ความรู้ท่ีจรงิ แท้ แจม่ ชดั ทีส่ ุด และผูท้ ่ีเรียกตวั เองว่าผู้รกั ในความรู้ หรอื นกั ปรัชญา (Philosophre) เปน็ คนแรก คือ นักคดิ ชาวกรกี ชอ่ื ไพทากอร์ส (Pythagoras)๗ คำว่า ปรัชญา ตามความหมายในภาษาไทยน้ัน เปน็ คำท่ีพระเจา้ วรวงศ์เธอกรมหม่ืนนราธิป พงศ์พระพันธ์ ทรงบัญญัติขนึ้ เพ่อื ใช้แทนคำภาษาอังกฤษว่า Philosophy ตรงกับภาษาบาลีวา่ ปญั ญา หมายถงึ ความปราดเรื่องหรือความรู้อย่างลกึ ซง้ึ ๘และคำว่าปรชั ญา เปน็ คำภาษาสนั สกฤต มาจาก คำ วา่ ปร หมายถงึ พเิ ศษ ประเสริฐ กบั ชญา หมายถึง รู้ ดงั นัน้ คำว่า ปรชั ญา จงึ หมายถึง ความรพู้ ิเศษ ทไ่ี ม่มจี ุดส้ินสดุ ไม่มีอวสานแห่งความรใู้ นสรรพส่งิ ทว่ั ไป อันเปน็ ความร้ปู ระเสริฐอย่างแท้จริง๙ หากพิจารณาความหมายของคำวา่ ปรัชญาตามรูปศัพท์ภาษาองั กฤษ ภาษาสันสกฤตและ ภาษาไทยน้ัน พอจะสรปุ ไดว้ ่า ปรชั ญาเป็นวิธีการแสวงหาความรู้และแสวงหาต้นเหตุของความรู้ จน เปน็ ผลแหง่ การเรียนรู้ตามกระบวนการเรยี นรู้ ๕ รัตนา ตันบญุ เตก็ . ปรัชญาคืออะไร,กรุงเทพมหานคร,อัมรนิ ทรก์ ารพมิ พ์,๒๕๓๒,หนา้ ๑. ๖ ศักดา ปรางคป์ ระทานพร.ปรชั ญาการศกึ ษาพน้ื ฐาน, บางแสน,มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ, ๒๕๓๖, หน้า ๓. ๗ สุภา ใจบญุ .แนวโนม้ ปรัชญาการศกึ ษาไทยภายในปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๔๘ ตามการคาดการณข์ องผู้เชี่ยวชาญทางการศกึ ษา, วิทยานิพนธป์ รญิ ญามหาบัณฑติ ภาควชิ าสารัตถศกึ ษา บัณฑิตศกึ ษา จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั ,๒๕๓๑,หน้า ๑๔. ๘ กีรติ บญุ เจอื .แกน่ ปรัชญาปจั จุบนั , กรุงเทพมหานคร,ไทยวัฒนาพานิช,๒๕๑๙, หนา้ ๑. ๙ สวามี สตั ยานันทบุรี.ปาฐกถา, กรุงเทพมหานคร, สักนักพมิ พแ์ พรพ่ ทิ ยา,๒๕๑๔ หน้า ๓-๕.

๒๖ ๓.๓-พระพทุ ธศาสนาเป็นปรัชญา พระพทุ ธศาสนาเปน็ ปรชั ญา ซึ่งเปน็ เพียงแง่มุมหน่งึ เท่านั้นท่ีสามารถบง่ บอกได้ เพราะจริง ๆ แลว้ พระพุทธศาสนาเปน็ มากกว่าท่คี ิด มากกว่าทเ่ี ข้าใจ มากกว่าส่ิงท่ีไดเ้ หน็ ได้ยนิ ได้ฟังมา อยู่ทวี่ า่ สติปญั ญาของแต่ละบุคคลจะสามารถเข้าถงึ ไดม้ ากนอ้ ยเพียงใด และรวบรวมหลกั ฐานมาแสดงเพ่ือให้ เกิดความนา่ เชื่อถือ ดังน้ัน มมุ มองพระพทุ ธศาสนาในฐานะเปน็ ปรัชญา ดงั บทนยิ ามต่อไปนี้ นยิ ามท่ี ๑ เป็นนยิ ามตามรากศัพทข์ องปรชั ญาทว่ี า่ “รักในความร้”ู (Love of wisdom) ซ่ึงมีผู้ให้ความเหน็ เก่ยี วกับบทนิยามดงั กล่าวว่า “สะท้อนให้เห็นวา่ ปรัชญานัน้ เปน็ เรอ่ื งที่เกย่ี วกับการ คน้ หาหรอื แสวงหาความจริงอยา่ งสม่ำเสมอและในทกุ ๆ เรอ่ื ง” ได้บทสรุปหนง่ึ แล้วกแ็ สวงหาใหม่ เร่ือยไปตลอดชวี ิต เพราะวา่ กิจกรรมของปรัชญาคือการแสวงหาความร้แู ละความเข้าใจ พระพุทธศาสนาออกเป็น ๕ ระดับ ใน ๕ ระดับนี้ ระดับที่ ๒ ซง่ึ เรียกวา่ พระพุทธศาสนาใน ฐานะเปน็ ปรชั ญา โดยใหค้ วามหมายวา่ ระบบความรู้ ความเข้าใจเกยี่ วกบั ปัญหาพ้ืนฐานของชวี ิต ๔ ประการ คือ ๑. ชวี ติ คอื อะไร ๒. ชีวติ อยทู่ ี่ไหน โลกและจักรวาลคืออะไร ๓. เปา้ หมายสูงสดุ ของชวี ติ คืออะไร ๔. วิธที างอันถกู ต้องทจี่ ะนำไปสเู่ ป้าหมายของชีวิตคืออะไร พระพุทธเจ้าในฐานะเปน็ องค์ศาสดา พระองค์ทรงยกย่องปัญญาไวห้ ลายแห่ง เป็นตน้ ว่า ปญั ญาเป็นแสงสวา่ งในโลก แสงสวา่ งอน่ื เสมอด้วยปัญญาไมม่ ี ปญั ญาเป็นรัตนะของเหล่านรชน เปน็ ตน้ ชีวประวัติของพระพุทธองค์กส็ ะท้อนให้เหน็ ถงึ ความเป็นผู้ “รักในความรู้” โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ความรซู้ ่ึงจะนำไปสู่ความหลุดพ้น ซ่งึ ถือวา่ เป็นปัญญาขนั้ สงู สดุ ด้วยเหตนุ ้นั พระองค์จึงยอมเสียสละ ความสขุ ในราชสมบัติเพ่อื ออกแสวงหาจุดมุ่งหมายเพ่ือความหลดุ พน้ ดงั กลา่ ว พจิ ารณาจากคำสอนจะเหน็ ได้ว่า พระพุทธศาสนามีคำสอนท่ีสามารถตอบคำถามเกี่ยวกบั สัจธรรม คอื ความจรงิ ของโลก ความจริงของชวี ติ ในแง่มุมตา่ ง ๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่นักปรชั ญาถาม และตอบกนั อยู่ในยุคสมัยนั้น เปน็ ตน้ วา่ ความจริงของโลกเปน็ อย่างไร อะไรคือเปา้ หมายสงู สุดของ ชวี ติ ชวี ิตเบื้องหลงั ความตายเป็นอยา่ งไร คำตอบเหล่านเ้ี กิดจากความ “รักในความร้”ู ซ่ึงเป็นคณุ สมบัตทิ ่ีสำคญั ของพระพุทธองค์ใน ฐานะเป็นศาสดา ซ่ึงถา้ เราเพ่งในประเด็นนี้ พระพุทธเจ้าก็เปน็ นักปรัชญาอีกพระองค์หน่ึงและคำสอน ของพระองค์ในแง่มมุ หน่งึ ก็เป็นปรัชญาหรืออย่างน้อยก็ช่วยตอบปัญหาทางปรัชญา นิยามท่ี ๒ ท่านรามนาถศารมะ ไดน้ ยิ ามปรชั ญาไว้วา่ ปรัชญา หมายถึง กระบวนการแกไ้ ข้ ปญั หาซง่ึ มีลกั ษณะพิเศษบางอยา่ ง โดยวธิ ีซึ่งมลี ักษณะพเิ ศษ จากทัศนะซ่ึงมีลักษณะพเิ ศษ จนได้ ขอ้ สรปุ และคำสอนทีม่ ลี ักษณะพิเศษ ถา้ หากยอมรับวา่ ปัญหาเรื่องชีวิตไม่วา่ จะในแง่ของกำเนิด พฒั นาการ เร่อื งชาตินี้ ชาติ หนา้ ฯลฯ ซึ่งมแี งม่ ุมท่ีสลับซบั ซอ้ นเป็นปัญหาซ่งึ มี “ลักษณะพิเศษ” จากปัญหาทว่ั ไป เราก็อาจ กลา่ วได้ว่า พระพทุ ธศาสนามกี ระบวนการแก้ไขปัญหาซ่งึ มลี ักษณะพิเศษเกยี่ วกับชีวิต โดยวธิ ีพิเศษนี้

๒๗ มีความแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ เช่น ทรงแก้ไขปัญหาชวี ติ ของนางกีสาโคตรมี กใ็ ชว้ ธิ หี นงึ่ ทรงแก้ไขปัญหาชีวติ ของนางปฏาจารากท็ รงใช้อกี วธิ ีหนง่ึ ทรงแก้ไขปัญหาชีวิตของจุลปันถก ซง่ึ มี สติปัญญาโงเขลาให้สามารถบรรลุหรอื เข้าใจธรรมชน้ั สงู ก็ทรงใชอ้ กี วิธีหน่ึง ทรงแก้ปัญหาของนาง กุณฑลเกสี ผมู้ ปี ญั ญาเฉยี บแหลมให้ไดบ้ รรลุ หรอื เข้าใจธรรมะช้นั สูง กท็ รงใช้อกี วธิ ีหนึ่ง ฯลฯ ท่าที และวิธีปฏิบตั ติ อ่ บุคคลเหลา่ นี้ และคำตอบเกี่ยวกับปญั หาเหล่านจ้ี งึ มลี กั ษณะพเิ ศษตามไปด้วย ซ่ึง ควรคา่ แก่การศึกษาเชน่ เดียวกัน นยิ ามที่ ๓ จอหน์ อาร,์ อีเวอรเ์ รตต์ ได้ให้นยิ ามปรชั ญาวา่ หมายถึง ความพยายามทจ่ี ะ ศกึ ษาทำความเข้าใจจักรวาลและความสมั พันธ์ของมนุษยก์ ับจักรวาลอยา่ งมีเหตผุ ล พจิ ารณาจากนิยามดังกล่าวแลว้ ย้อนกลบั คำสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาท ซ่ึงว่าดว้ ยความ สัมพนั ธภาพระหว่างสรรพสงิ่ ท้ังหลาย การเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และการดับไปของสรรพส่ิง นบั ต้ังแต่สงิ่ เล็กสุด กระทง่ั ใหญ่สดุ คือจกั รวาล ไมว่ า่ จะในแง่ของความมีอยู่ และความสมั พนั ธภาพระหวา่ งสิง่ อื่น ๆ ล้วนสามารถอธบิ ายได้ดว้ ยหลกั คำสอนดังกล่าวทงั้ สน้ิ พระนามพระพุทธเจ้า “โลกวิทู” ก็เปน็ เคร่ืองแสดงความเป็นผ้เู ข้าใจโลก ทั้งโลกภายนอก (โลกคือแผ่นดนิ ) และโลกภายใน (โลกคอื หมู่สัตว,์ โลกคืออัตภาพร่างกาย) ในคมั ภีรพ์ ระไตรปิฎก และคัมภรี ์อรรถกถาจึงพบคำอธบิ ายเกยี่ วกับโลกความสมั พันธร์ ะหวา่ งมนุษย์กบั โลกอยา่ งมเี หตุผล นิยามท่ี ๔ เปน็ นิยามประเภทให้ความเหน็ สนับสนนุ วา่ พระพทุ ธศาสนาเป็นปรชั ญา บท นยิ ามและคำอธิบายนี้ เป็นพระราชดำรัสของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู ัว รัชกาลปัจจบุ นั ซึ่งแสดง ไวท้ ี่พุทธสมาคม-เม่ือวนั พฤหัสบดีท่ี-๒๖-พฤศจิกายน-๒๕๑๓ “เนอ้ื หาสาระ และกฎเกณฑข์ องพระพุทธศาสนา เกิดจากการค้นคว้าความจริงของชวี ติ ด้วยปญั ญามนษุ ย์ พระพุทธศาสนาแสดงความจรงิ ของชีวิต แสดงทางปฏบิ ัติทจ่ี ะให้บรรลุความสขุ สงู สุดของชวี ิต มวี ธิ กี ารสงั่ สอนท่ียึดหลักเหตผุ ลวา่ ทกุ ส่ิงทุกอย่างเกดิ จากเหตุ ผู้ใดประกอบเหตุ อย่างไร เพยี งใด กไ็ ดผ้ ลอยา่ งน้นั เพยี งนน้ั หากจะถามว่า พระพทุ ธศาสนาเปน็ อะไร กต็ ้องตอบวา่ โดยเน้ือหาความจริงของชวี ิต พระพทุ ธศาสนาเป็นปรัชญา โดยวธิ กี ารสอนที่ยึดหลักเหตผุ ล พระพุทธศาสนาเป็นศาสตร์ หรือพดู ใหช้ ดั ลงไปอีกกเ็ ปน็ วิทยาศาสตร”์ ๑๐ ๑๐ พระมหาบญุ เรือง ปญั ญาวชโิ ร, พระพทุ ธศาสนากบั ปรัชญา. (ฝ่ายเอกสารและตำรามหาวทิ ยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย ห้องเรยี นวดั พระพุทธบาทเขากระโดง จงั หวดั บรุ รี มั ย์, ๒๕๔๗), หน้า ๒๑-๒๒.

๒๘ บทที่ ๔ หลักคำสอนพ้นื ฐานในพทุ ธปรชั ญา วัตถปุ ระสงคก์ ารเรียนประจำบทประจำบท เมอ่ื ศกึ ษาเนื้อหาในบทเรยี นนแ้ี ลว้ ผู้ศกึ ษาสามารถ ๑.อธบิ ายหลักคำสอนพ้ืนฐานในพุทธปรชั ญาได้ ๒.อธิบายหลกั พุทธธรรมทสี่ ำคญั ได้ ๓.อธิบายกระบวนการเกิดทกุ ของมนุษย์ได้ ๔.อธิบายกระบวนการดำเนินชีวติ ได้ ขอบข่ายเนอื้ หา ๑.หลักคำสอนพนื้ ฐานในพุทธปรชั ญา ๒.หลักพทุ ธธรรมท่สี ำคัญ ๓.กระบวนการเกิดทกุ ของมนษุ ย์ ๔.กระบวนการดำเนนิ ชีวิต

๒๙ ๔.๑ หลักคำสอนพื้นฐานในพทุ ธปรัชญา พุทธปรชั ญา คือ หลกั คำสอนเกี่ยวกบั ความจรงิ (สจั ธรรม) และหลกั ปฏิบตั ิ (จริยธรรม) บาง ประการของพระพทุ ธศาสนาทีน่ ำมาศึกษาวิเคราะหด์ ้วยการใชเ้ หตผุ ลตามวิธกี าร ของปรัชญา” ตามคำ นิยามนหี้ มายความวา่ พทุ ธปรชั ญาจะจำกดั วงอยใู่ นสว่ นท่ีเป็นศาสนธรรมของพระพุทธศาสนาเทา่ นน้ั คัมภรี ข์ องพุทธปรัชญา คัมภีร์ทีส่ ำคญั ของพทุ ธปรชั ญาเรยี กว่า “พระไตรปิฎก” ซ่ึงเปน็ คมั ภรี ์ทีร่ วมเอาหลกั ธรรม ของพุทธปรชั ญามารวมไว้เป็นหมวดหมู่ หลักธรรมเหลา่ น้นั มที ง้ั หมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ นอกจากนี้ ยังมหี นังสือทนี่ ักปราชญ์ทางพุทธศาสนาไดเ้ ขยี นขน้ึ มามากมาย เชน่ พระอรรถกถาจารย์ได้ เขียนคำอธิบายข้อความในพระไตรปิฎกขึ้น เรยี กว่า “อรรถกถา” พระฎีกาจารย์ได้เขียนหนังสอื อธิบาย ข้อความในอรรถกถาเรยี กว่า “ฎกี า” และพระอนุฎีกาได้เขยี นหนงั สอื อธิบายฎีกาอีกต่อหนง่ึ เรียกว่า “อนฎุ กี า” นกั ปราชญ์ทางพทุ ธศาสนายังเขียนหนงั สอื เพ่ืออธิบายอนฎุ กี าอกี เรียกว่า “โยชนา” นอกจากนี้ ก็ยังมหี นงั สือทแี่ ตง่ ข้ึนเพ่ืออธิบายหวั ขอ้ ธรรมเฉพาะเรอ่ื งอีกเรยี กวา่ “ปกรณ์วิเสส” เชน่ มงคลทปี นี วิสทุ ธิมรรค เป็นต้น ซึ่งเป็นผลงานการรจนาของพระมหาเถระผมู้ ีความเช่ยี วชาญในศาสนา พทุ ธหลักธรรมใน พระไตรปิฎกถือวา่ เปน็ “พุทธพจน์” หรือ “พระบาลี” คือเปน็ ถ้อยคำหรอื คำพูดท่ี พระพทุ ธองค์ตรัสเอง และถือว่าเปน็ หลกั ฐานหรอื ขอ้ มูลข้ันท่ีหนึ่ง (ขอ้ มูลขั้นตน้ ) ในการศึกษาหรือ นำมาอ้างองิ แต่บางตอนอาจจะเปน็ ถ้อยคำหรือคำพูดของสาวกบา้ ง แต่พระพุทธองค์ก็ทรงรบั รองอีก ครั้งหนึง่ หลกั ธรรมในพุทธปรชั ญาท้ัง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์ น้ี แบ่งออกได้เป็น ๓ หมวดใหญ่ ๆ ตามลกั ษณะของคำสอน พระไตรปฎิ ก แปลวา่ ตะกรา้ ๓ หมายถึงการจัดหมวดหม่ขู องหลกั ธรรมไว้ เปน็ ๓ หมวดแล้วเรยี กชื่อตามหมวดของหลักธรรมน้นั ๆ ได้แก่ พระวินยั ปิฎก พระสตุ ตันตปิฎก และ พระอภิธรรมปิฎก และแต่ละหมวดก็การแบ่งย่อยออกไปอีก ดงั รายละเอียด ดงั นี้ ๑. พระวนิ ยั ปิฎก มตี ัวข้อธรรมท่เี รยี กว่า “พระธรรมขนั ธ์” ทัง้ หมดมี ๒๑,๐๐๐ พระ ธรรมขันธ์ แบง่ ออกเป็น ๕ หัวข้อใหญ่ ๆ คือ (๑) อาทิกรรม (สุตตวภิ งั ค์) (๒) ปาจิตตยี ์ (ภกิ ขุณีวภิ งั ค)์ (๓) มหาวรรค (๔) จลุ วรรค (๕) ปรวิ าร ๒. พระสตุ ตันปิฎก มหี ัวธรรมท้ังหมด ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เป็นคำสอนท่ไี ด้มาจากการ บนั ทกึ การเทศนาของพระพุทธเจ้า รายละเอยี ดในแต่ละเร่ืองจะบอกว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ทใี่ ด มใี ครเป็นผ้สู ดับธรรม ทรงแสดงธรรมเรือ่ งอะไร และเมอื จบพระธรรมเทศนาแลว้ ปรากฏผลอย่างไร บา้ ง พระสุตตนั ตปฎิ กแบง่ ออกเป็น ๕ คัมภรี ์ใหญ่ ๆ คือ (๑) ทีฆนิกาย (๒) มัชฌิมนกิ าย

๓๐ (๓) สังยตุ ตนกิ าย (๔) อังคุตตนิกาย (๕) ขุททกนิกาย ๓. พระอภธิ รรมปฎิ ก มีหัวข้อธรรมทั้งหมด ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์ เป็นคำสอน เกีย่ วกบั ปรมัตถธรรมล้วน ๆ เปน็ ช้ันสูง ละเอียดลึกซ้ึง การพรรณนาหรือการอธบิ ายไมร่ ะบบุ ุคคล สถานท่ี และกาลเวลา แบง่ ออกเป็น ๗ คมั ภรี ์ คอื (๑) สงั คณี (๒) วภิ ังค์ (๓) ธาตุกถา (๔) ปุคคลบญั ญัติ (๕) กถาวตั ถุ (๖) ยมก (๗) ปัฏฐาน ๔.๒ พุทธธรรมท่สี ำคญั พระพทุ ธเจา้ ไม่ทรงสอนอภปิ รัชญาท่ีขาดจากภาคปฏิบัติ พระองคจ์ ึงไมท่ รงเน้นเร่ืองเกีย่ วกับ ปญั หาอภปิ รชั ญาในสมัยนนั้ นิยมคิดกนั แตท่ รงสอนเนน้ ในเรื่องการปฏบิ ัตเิ พ่ือการพ้นทุกข์เปน็ สำคญั การทพ่ี ระองค์ทรงเพิกเฉยต่อปญั หาอภิปรัชญาก็ดว้ ยเหตุผลท่วี า่ การถกเถียงในเรื่องของโลกว่า เท่ยี ง หรือไม่ เป็นตน้ ตามทัศนะของพุทธเกยี่ วกับเรื่องดังกลา่ วนนั้ ถือว่าเป็นสงิ่ ท่ีไรป้ ระโยชน์ ไมเ่ ปน็ ไปเพ่ือ การพน้ ทุกข์ ไม่ใช้เหตุทีจ่ ะนำมหาชนเขา้ สจู่ ุดหมายปลายทางแหง่ ชีวิตอยา่ งแทจ้ รงิ อย่างไรกต็ าม แม้ พระพุทธองค์ไม่ทรงพยากรณ์ในเร่ืองท้ังหลายดงั กลา่ ว แตใ่ นพุทธธรรมทพ่ี ระองค์ตรสั ไวก้ เ็ ป็นการตอบ ปัญหาในเร่ืองอภชิ ญาอย่างชดั เจน อยู่ในตัวแล้ว ซึ่งจะได้กลา่ วถึงพุทธธรรมบางหวั ข้อ เปน็ ตน้ ลำดบั ดงั ตอ่ ไปนี้ ทุกขเ์ ปน็ สำคัญ การทพ่ี ระองค์ทรงเพิกเฉยต่อปัญหาอภิปรชั ญากด็ ว้ ยเหตุผลทีว่ ่า การ ถกเถียงในเรอื่ งของโลกว่า เท่ยี งหรอื ไม่? เปน็ ต้น ตามทัศนะของพุทธเก่ยี วกบั เรอื่ งดังกล่าวนั้นถอื ว่า เป็นสงิ่ ที่ไรป้ ระโยชน์ ไมเ่ ปน็ ไปเพื่อการพน้ ทุกข์ ไมใ่ ชเ้ หตุทีจ่ ะนำมหาชนเขา้ สจู่ ดุ หมายปลายทางแห่ง ชีวิตอยา่ งแท้จรงิ อยา่ งไรก็ตาม แม้พระพุทธองคท์ รงไม่พยากรณใ์ นเรื่องทั้งหลายดังกล่าว แตใ่ นพทุ ธ ธรรมที่พระองคต์ รสั ไวก้ ็เปน็ การตอบปัญหาในเร่อื งอภชิ ญาอย่างชดั เจน อยใู่ นตัวแลว้ ซง่ึ จะได้กลา่ วถึง พทุ ธธรรมบางหวั ข้อ เปน็ ตน้ ลำดับ ดังต่อไปนี้ อริยสจั ๔ (The Four Noble Truths) อริยสัจ แปลตามอักษรว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของทา่ นผู้ประเสริฐ (อริยะ) หรอื ความจรงิ อันทำใหบ้ ุคคลเปน็ ผ้ปู ระเสรฐิ ดังนัน้ ผูใ้ ดรแู้ จ้งเห็นจริงในอรสิ จั ผลน้นั กจ็ ะกลายเป็นพระ อริยบคุ คลหากจะกลา่ วโดยสรุป คำสอนของพระพุทธเจา้ ทั้งหมดอาจประมวลลงในอรยิ สจั เป็นต้นว่า หลักขนั ธ์ ๕ หลักไตรลกั ษณ์ หลกั ธรรมและหลกั ปฏจิ จสมุปบาท เปน็ อาทิ ล้วนแต่เป็นเรอ่ื งของทุกข์สัจ

๓๑ ท้ังสน้ิ การท่พี ระพุทธองคท์ รงเปน็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจ้าได้ก็เพราะทรงตรัสรู้อรยิ สัจ ๔ นีเ่ อง ดว้ ยเหตุน้ี อริยสจั ๔ จงึ มคี วามสำคัญมาก อาจกล่าวไดว้ า่ อริยสัจ ๔ เปน็ หวั ใจของพระพุทธศาสนาทีเดียว อริยสจั ๔ หมายถึง ความจริงอนั ประเสรฐิ ๔ ประการ หลักคำสอนเรื่องอริยสจั ๔ เปน็ คำ สอนท่ีสำคัญทส่ี ดุ เร่ืองหน่ึงในพระพทุ ธศาสนา ความจริงอันประเสรฐิ ๔ ประการ ไดแ้ ก่ ทกุ ข์ สมทุ ัย นโิ รธ และมรรค ๑. ทกุ ข์ คือ ความจริงว่าด้วยทุกข์ คนทกุ คนต่างก็เคยพบกบั ความทุกข์ หรือประสบปัญหา บางอยา่ งมาแล้วทง้ั นน้ั เชน่ นกั เรียนทสี่ อบตกก็เปน็ ทุกข์ เศรษฐีทห่ี าเงนิ ได้ยงั ไมม่ ากพอตามทตี่ น ต้องการก็เปน็ ทุกข์ คนจนก็เปน็ ทกุ ข์ เพราะไม่มสี ิ่งทีต่ นต้องการ ซ่ึงความทกุ ข์และปญั หาทเ่ี กิดข้นึ นัน้ อาจมีไดท้ กุ ขณะ ความจริงก็คอื ว่าความทกุ ขห์ รอื ปัญหาท่ีเกิดขึน้ น้ันเราจะตอ้ งไม่ประมาท และพรอ้ มที่ จะเผชิญกับปัญหาทุกเรื่อง หนา้ ทีต่ ้องทำในทุกข์ คือ การกำหนดร้ใู นทุกข์ หรือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขน้ึ หมวดธรรม ท่ีว่าทุกข์ ไดแ้ ก่ ขนั ธ์ ๕ ในสว่ นที่เป็นจิตและเจตสิก จิตและเจตสิก จิต หรือ วิญญาณธาตุ แปลวา่ สภาวะที่รู้ เมื่อมีร่างกายจึงรูค้ ิด รู้พิจารณา รจู้ กั ไตร่ตรอง ใครค่ ราญได้ หมายถงึ สภาพท่ีรคู้ ดิ รู้พจิ ารณา ไตรต่ รอง โดยต้องมรี ่างกายท่มี ีอาการ ๓๒ ครบ เปน็ เครือ่ งมอื หรือภาวะท่รี ู้แจง้ อารมณ์ เจตสิก หมายถงึ สภาวะทป่ี ระกอบกบั จิต คุณสมบตั แิ ละอาการของจิต มีจิตฝ่ายกุศล จติ ฝา่ ยอกศุ ล และจติ ทเ่ี ปน็ กลาง ๆ คือไม่ดีไม่ชว่ั ชีวติ ประกอบด้วย รา่ งกายและจิต (รปู และนาม) ๑. รูป หมายถงึ รา่ งกาย คือ ส่วนประกอบของชวี ิตเปน็ สสาร (ธาตุดนิ นำ้ ลม ไฟ) ๒. เวทนา หมายถึง อาการท่ีเป็นความสขุ ความทกุ ข์ และไม่เป็นสขุ ไม่เป็นทุกข์ ท่ีเกิดขึ้นกับ ร่างกายและใจ เรยี กว่า กายเป็นทกุ ข์ ใจเป็นทุกข์ ๓. สัญญา หมายถงึ ความจำไดห้ มายรู้ในสิ่งต่างๆ ของใจ ๔. สงั ขาร หมายถึง การคิดปรงุ แตง่ ท้ังทางดี ทางช่วั ไมด่ ีไมช่ ั่ว ของใจ ๕. วิญญาณ หมายถึง ความรู้แจ้งทางอารมณ์ในสงิ่ ต่างๆ ของใจ มี ๖ ทาง คือ ตา (จกั ขุ) หู (โสต) จมูก (ฆานะ) ลนิ้ (ชิวหา) กาย (กายะ) ใจ (มโน) ประกอบดว้ ย - ความรู้แจ้งทางอารมณท์ ต่ี ามองเหน็ สงิ่ ตา่ งๆ เรียก จกั ขุวญิ ญาณ - ความรูแ้ จง้ ทางอารมณท์ ่หี ูไดย้ ินเสยี งส่งิ ต่างๆ เรยี ก โสตวิญญาณ - ความรูแ้ จ้งทางอารมณท์ จ่ี มูกสูดดมกล่ินสงิ่ ต่างๆ เรียก ฆานวิญญาณ - ความรู้แจ้งทางอารมณท์ ีล่ ิน้ ไดล้ มิ้ รสสิง่ ตา่ งๆ เรยี ก ชวิ หาวิญญาณ - ความรู้แจง้ ทางอารมณ์ทก่ี ายไดส้ ัมผัสสงิ่ ต่างๆ เรียก กายวญิ ญาณ - ความรู้แจง้ ทางอารมณ์เม่ือใจไดส้ ัมผสั อารมณต์ า่ งๆ ทเี่ กิดข้นึ ในใจ เรยี ก มโนวิญญาณ

๓๒ ๔.๓ กระบวนการของการเกดิ ความทุกข์ ความรแู้ จง้ ทางอารมณ์ทตี่ ามองเหน็ สง่ิ ตา่ งๆ ที่ไมด่ ี ไมช่ อบ ไม่ปรารถนา แลว้ เกดิ ความไม่ พอใจ โดยแสดงอาการทา่ ทางตา่ งๆ ออกมาทางกาย ทางวาจา ใหเ้ หน็ นน่ั คือ ความทกุ ข์ ความรแู้ จ้งทางอารมณ์ทีห่ ูได้ยินเสียงสิ่งต่างๆ ทไ่ี ม่ดี ไม่ชอบ ไม่ปรารถนา แล้วเกิดความไม่ พอใจ โดยแสดงอาการท่าทางตา่ งๆ ออกมาทางกาย ทางวาจา ให้เหน็ นัน่ คือ ความทุกข์ ความรแู้ จ้งทางอารมณท์ ่ีจมกู สดู ดมกล่นิ ส่ิงตา่ งๆ ทไี่ ม่ดี ไม่ชอบ ไมป่ รารถนา แลว้ เกดิ ความ ไม่พอใจ โดยแสดงอาการทา่ ทางต่างๆ ออกมาทางกาย ทางวาจา ให้เหน็ นน่ั คอื ความทุกข์ ความรู้แจ้งทางอารมณท์ ี่ลนิ้ ไดล้ ้ิมรสส่ิงตา่ งๆ ท่ีไมด่ ี ไมช่ อบ ไมป่ รารถนา แล้วเกิดความไม่ พอใจ โดยแสดงอาการทา่ ทางต่างๆ ออกมาทางกาย ทางวาจา ให้เห็น นน่ั คอื ความทุกข์ ความรแู้ จ้งทางอารมณ์ที่กายได้สมั ผัสส่ิงตา่ งๆ ท่ีไมด่ ี ไมช่ อบ ไม่ปรารถนา แล้วเกิดความไม่ พอใจ โดยแสดงอาการท่าทางตา่ งๆ ออกมาทางกาย ทางวาจา ใหเ้ ห็น น่นั คอื ความทกุ ข์ ความรู้แจ้งทางอารมณท์ ี่ใจได้สมั ผสั อารมณ์ตา่ งๆ ที่เกดิ ข้ึนในใจ ท่ไี ม่ดี ไม่ชอบ ไมป่ รารถนา เพราะจำไดห้ มายรู้ (สญั ญา) แล้วคดิ ปรุงแตง่ ไมด่ ี (สงั ขาร) แล้วเกดิ ความไม่พอใจ อจิ ฉาริษยา โกรธ พยาบาทปองรา้ ง ฯลฯ นนั่ คือความทกุ ขใ์ จถ้าควบคมุ ความรู้สกึ ในใจทไ่ี ม่ดีเหลา่ นไ้ี ด้ กจ็ ะแสดงออกทางกายทาง วาจาใหเ้ ห็น ๔.๔ การดำเนินชีวิตของมนษุ ย์ในปจั จบุ ัน ทำอย่างไรทุกขใ์ จจะไมเ่ กดิ เมอื่ ตาได้สัมผัสกบั รูป หูได้ยินเสยี ง จมกู ไดส้ ดู ดมกล่ิน ลน้ิ ไดล้ ม้ิ รส กายได้สัมผัส และใจได้ นึกคิดต้องระวังใจ ไม่ให้คิดปรงุ แต่ง จำได้หมายร้ใู นทางทไ่ี ม่ดี ไม่ชอบ ไม่ปรารถนา หรอื ความ ปรารถนาอยากได้สง่ิ ทเี่ กินขอบเขตวสิ ัยของตนทีจ่ ะทำได้ แล้วความทกุ ข์ก็จะไม่เกดิ ขน้ึ ครอบงำ่ จิต สรุป อริยสัจ ๔ ข้อท่ี ๑ ทุกข์ เมื่อเกิดข้นึ แลว้ เปน็ ส่งิ ที่ควรกำหนดรู้ สมุทัย คือ ความจริงว่าดว้ ยเหตุแหง่ ทุกข์ ความทกุ ข์หรือปญั หาที่เกดิ ขึน้ กบั คนนน้ั ยอ่ มเกิด จากสาเหตบุ างอยา่ ง มใิ ช่เกิดข้นึ ลอย ๆ ดังพทุ ธดำรัสวา่ “เมอื่ สงิ่ นม้ี ี สง่ิ นั้นจึงมี เพราะสิ่งน้ีเกิด สิ่งน้ัน จึงเกิด ตัวอย่างเช่นน้ี นักเรียนที่สอบตกอาจเป็นเพราะเกียจครา้ นในการอ่านหนังสือ เศรษฐีที่หาเงนิ ไดย้ ังไม่มากพอตามท่ตี นต้องการ อาจเป็นเพราะมีความโลภจนเกินไปเปน็ ตน้ ซึ่งสาเหตุของความทุกข์ นนั้ คือความอยากท่เี กินพอดี ซ่งึ เรียกวา่ ตณั หา มี ๓ อยา่ งคอื กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ๔.๔.๑ หมวดธรรมท่ีว่าด้วย สมทุ ัย ไดแ้ ก่ ปฏจิ จสมุปบาท, นิวรณ์ ๕ และอุปาทาน ๔ ปฏจิ จสมุปบาท สภาพท่ีอาศยั ปจั จัยเกิดขน้ึ หรือองิ อาศยั กนั และกันเกดิ ขนึ้ กล่าวโดย หลกั การ คือ เม่ือสง่ิ เหล่านมี้ ี ส่ิงเหลา่ นนั้ จึงมี เพราะสงิ่ เหล่าน้เี กิด ส่งิ เหล่านนั้ จงึ เกิด เมอ่ื สิง่ เหลา่ น้ีไม่มี สิง่ เหล่านนั้ จงึ ไมม่ ี เพราะส่งิ เหล่านี้ดบั สิ่งเหลา่ น้ันจึงดับ

๓๓ สรปุ ความทุกขห์ รือปัญหาท่ีเกิดขึน้ กับมนษุ ยต์ ามหลกั ปฏจิ จสมปุ บาท เกดิ จากการกระทำ เหตุหรอื ปจั จยั ท่ไี ม่เหมาะสม เชน่ ความไม่ดี ความประมาท ความเกยี จครา้ น เปน็ ตน้ ผลก็เปน็ ความ ทุกข์ เช่น ความเดือดรอ้ น ความไมเ่ จริญกา้ วหนา้ ความวิบตั ิ เปน็ ต้น นิวรณ์ ๕ ได้แก่ ๑. กามฉันทะ ๒. พยาบาท ๓. ถีนมิทธะ ๔. อุทธัจจกุกกุจจะ ๕. วิจกิ จิ ฉา นวิ รณ์ ๕ แปลว่า กิเลสเป็นเคร่อื งก้นั เป็นเครื่องขัดขวาง เป็นเครอื่ งหา้ มมิให้บรรลุธรรม เกดิ ข้นึ มใิ ห้ฌาน อภญิ ญา สมาบตั ิ มรรค ผล เกดิ ขึน้ ได้ เปน็ เครอ่ื งกดี ขวาง ปิดก้นั การกระทำความดี คือ ๑.กามฉันทะ คือ ความพอใจรักใครใ่ นกามคณุ ๕ มี รปู เสยี ง กล่ิน รส โผฏฐพั พะ นวิ รณ์น้ี เมอื่ เกดิ ขึน้ ครอบงำใจแลว้ ยอ่ มทำให้เกดิ ความหมกมุน่ ครุ่นคิด หาแตก่ ามคุณท่ีตนปรารถนา ทำให้ จติ ใจไมเ่ ป็นสมาธใิ นการทำความดี ในการปฏบิ ัตธิ รรม ขัดขวางมใิ ห้บรรลกุ ศุ ลธรรมได้ ๒.พยาบาท คือ ความปองร้าย ความคิดอาฆาตมาดร้าย ความไม่พอใจในอารมณ์ทไี่ มน่ า่ ปรารถนา นวิ รณ์ข้อนี้ เมอ่ื เกิดข้นึ ครอบงำใจแลว้ ย่อมทำให้เกดิ ความขุน่ เคือง ความหม่นหมองใจ ทำ ให้จิตใจไม่มีปตี ปิ ราโมทย์ในการทำความดี ในการปฏบิ ตั ิ ขัดขวางมใิ ห้กุศลธรรมเกิดขนึ้ ได้ ๓.ถนี มทิ ธะ คือ ความหอห่ทู ้อแท้ใจและความงว่ งเหงาหาวนอน นวิ รณ์ข้อนี้เมื่อเกิดขน้ึ ครอบงำใจแล้ว ยอ่ มทำใหจ้ ิตใจหอหู่ท้อแท้ ทอ้ ถอย งว่ งเหงาหาวนอน ทำใหจ้ ิตปราศจากกุศลจติ คอื ทำใหจ้ ิตไม่มแี ก่ใจทจี่ ะทำความดี ไม่คดิ ปฏิบตั ิธรรม ขัดขวางมใิ ห้กุศลธรรมเกิดขนึ้ ได้ ๔.อุทธจั จกุกกจุ จะ คือ ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ ได้แก่ ความคิดฟุง้ ซ่าน แลบไหลไปใน อารมณ์ต่างๆ คิดเลื่อนลอยไปในอารมณ์ตา่ งๆ และเกดิ ความรำคาญใจ รอ้ นใจ กลมุ้ ใจในความผิดพลง้ั พลาดตา่ งๆ เช่น มัวคิดไปวา่ ตนเองได้ทำความชัว่ ความผิดพลาดไวม้ าก ไม่ไดท้ ำความดไี วเ้ ลย แล้ว เกดิ ความร้อนใจ รำคาญใจในภายหลงั นิวรณข์ ้อนเี้ ม่อื เกิดข้ึนครอบงำใจแลว้ ยอ่ มทำใหจ้ ติ ไมม่ ี ความสขุ ไมส่ บายใจในการทำความดี ในการปฏบิ ตั ธิ รรม ขัดขวางมิให้กศุ ลธรรมเกดิ ขน้ึ ได้ ๕. วจิ ิกิจฉา คอื ความสงสัย ความลงั เลใจ อนั ได้แก่ความสงสยั ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในอดีต ปจั จุบัน และอนาคต เป็นต้น นิวรณ์ขอ้ น้ีเม่ือเกดิ ขึ้นครอบงำใจแล้ว จะทำใหข้ าด วจิ ารณ์ ไม่สามารถพินิจพจิ ารณาตดั สินใจทำความดี ตดั สินใจปฏบิ ตั ธิ รรมได้ ยอ่ มขัดขวางมิใหก้ ุศล ธรรมเกดิ ข้นึ ได้ สรุป นวิ รณ์ ๕ เมือ่ เกิดขน้ึ อยู่ในใจของผ้ใู ดแล้ว ยอ่ มขัดขวาง หรือขวางกนั้ ในการทำความดี หรอื การปฏิบัติหน้าที่การงานทง้ั ทางโลกและทางธรรมมใิ หเ้ กดิ ความเจริญก้าวหน้าหรอื ประสบ ความสำเร็จ อุปาทาน ๔ กามุปาทาน ความยึดมน่ั ถือมนั่ ในกาม (กามคณุ ๕ = รูป เสยี ง กลนิ่ รส สมั ผสั ) ทิฏฐปุ าทาน ความยดึ ม่นั ถือม่ันด้วยทฏิ ฐิ (ความเห็น) สีลพั พตุปาทาน ความยึดมั่นถอื มน่ั ด้วย ศลี วตั ร (ขอ้ ปฏิบตั ิ) อตั ตวาทุปาทาน ความยึดม่ันถือม่นั วาทะว่าตน (การแบง่ เราแบง่ เขา) อุปาทาน เป็นช่ือของกิเลสกลุ่มหน่ึง ทแ่ี สดงออกมาในลกั ษณะทยี่ ึดมนั่ ถอื มั่น ด้วยอำนาจของกิเลสนน้ั ๆ โดย ความหมายทัว่ ไป อุปาทาน คือ ความยดึ มัน่ ถอื มั่น แบง่ ออกเป็น ๔ ประเภทคือ

๓๔ ๑.กามุปาทาน ความยดึ มนั่ ถือมนั่ ในกาม คอื การทีจ่ ิตเข้าไปยึดถือในวัตถกุ ามทงั้ ๕ คือ รปู เสยี ง กลนิ่ รส โผฏฐัพพะ อันตนกำหนดว่านา่ ใคร่ นา่ ปรารถนา น่าพอใจ ความยึดถือของจติ นน้ั มี ความร้สู กึ วา่ \"นน่ั เปน็ ของเรา\" เชน่ เหน็ รูปสวยงามเข้า ก็อยากได้มาเปน็ ของตนดว้ ย อำนาจตณั หา เมื่อ ไดม้ าไว้ในครอบครองแลว้ จะยดึ มน่ั ถือมน่ั วา่ รปู นนั่ ของเรา ในขณะเดยี วกันกพ็ ร้อมท่จี ะยดึ ถือรปู เปน็ ตน้ อยา่ งอนื่ ในทำนองเดียวกัน ความทกุ ขใ์ นชีวติ จะเกดิ ข้ึน เพราะการแสวงหา การครอบครอง การ เปล่ียนแปลง หรอื พลดั พรากไปของวตั ถุกามเหล่าน้นั ๒.ทฏิ ฐุปาทาน ความยึดมั่นถือม่ันดว้ ยอำนาจทิฏฐิ คอื ความเห็นผดิ เชน่ ยึดถือในลทั ธธิ รรม เนยี ม ความเชอ่ื ถือต่าง ๆ ขาดการใชป้ ัญญา พิจารณาหาเหตุผล เช่น ถือว่าการกระทำดี ชวั่ ไม่มี ความสขุ ความทุกข์ในชีวิตของคนไม่ได้เกิดมาจากเหตอุ ะไรท้ังส้นิ ไม่มีบุญบาป บิดา มารดา พระ อริยบุคคลเป็นต้น ความยดึ ถือบางอยา่ งนอกจากจะละได้อยากแล้ว ยังนำไปสกู่ ารถกเถยี ง การ แตกแยกกัน จนต้องประสบทุกขใ์ นอบายเพราะทฏิ ฐปุ าทานบางอยา่ ง ๓.สีลพั พตปุ าทาน ความยดึ ม่ันถือมน่ั ในศีลวัตร และข้อปฏิบัตติ ่าง ๆ ท่ีตนประพฤตมิ าจน ชินด้วยความเขา้ ใจว่าขลงั ศักด์สิ ทิ ธิ์ ถกู ต้องเป็นตน้ โดยทั่วไปเช่นการยดึ ติดในธรรมเนียมบางอยา่ ง พิธีกรรมบางประเภท ถือฤกษ์ผานาที ทิศดที ิศไม่ดี วันดีวนั รา้ ย จนถึงการถอื วตั รปฏิบัติทง่ี มงายต่างๆ เชน่ การทำตนเลยี นแบบสุนัขบ้าง โคบ้าง โดยเขา้ ใจวา่ จากการทำเชน่ นน้ั ทำให้ตนได้ประสบ บุญ เปน็ ทโ่ี ปรดปรานของพระเจา้ จนถึงละส้นิ ทุกข์ เพราะการกระทำเชน่ นนั้ เป็นต้น ๔.อตั ตวาทปุ าทาน ความยดึ ม่นั ถือมัน่ วาทะวา่ ตน โดยความหมายทว่ั ไป หมายถงึ ยึดถือใน ทำนองแบง่ เปน็ เรา เป็นเขา เปน็ พวกเราพวกเขา จนถึงการยึดถือว่ามตี วั ตนทเี่ ที่ยงแท้อยู่ ตนนั่นเอง เป็นผู้มี ผรู้ บั ผ้ไู ปในภพต่าง ๆ เสวยผลบญุ บาปตา่ ง ๆ ทต่ี นทำไว้ โดยขาดการมองตามความเปน็ จรงิ ว่าสรรพส่งิ ท้งั หลายนั้น ล้วนแต่เกดิ ขึ้นเพราะการประชมุ พรอ้ มแหง่ ปัจจัยทงั้ หลายเทา่ น้นั อปุ าทานท้ัง ๔ ประการน้ี ทีท่ รงแสดงไวใ้ นปฏจิ สมปุ บาทนน้ั อปุ าทานอยู่ในฐานะเป็น ปจั จุบนั เหตุ รว่ มกับตัณหา และด้วยอำนาจแหง่ อุปาทานน้ีเอง ท่ที ำให้ได้ประสบความทุกขต์ ่างๆ สรุป สมุทัย เหตแุ ห่งทุกข์ เป็นสง่ิ ทค่ี วรละ นโิ รธ คอื ความจรงิ ว่าดว้ ยความดบั ทุกข์ กล่าวคือ ความทุกข์น้ันเมอื่ เกดิ ได้กด็ ับได้ เมื่อความ ทุกข์เกิดจากสาเหตุ ถา้ เราดับสาเหตุนน้ั เสีย ความทุกข์นัน้ ก็ย่อมดับไปดว้ ย ดังพุทธดำรัสวา่ “เมอ่ื สิง่ นี้ ไม่มี ส่งิ นั้นกไ็ ม่มี เพราะสิง่ น้ีดบั ส่ิงนัน้ กด็ ับ” ความทุกข์หรอื ปัญหาของคนเรานั้น เมื่อเกิดแลว้ กจ็ ะไม่ คงอยู่อย่างนัน้ เปน็ นิจนิรนั ดร์ แตอ่ ย่ใู นวสิ ยั ทเ่ี ราสามารถจะแก้ไขได้ไม่ชา้ กเ็ รว็ ไม่มากกน็ ้อย และอยู่ ทว่ี ่ามีความตง้ั ใจจรงิ ท่ีจะแก้ไขหรือไม่ ๔.๔.๒ หมวดธรรมที่ว่าดว้ ยนโิ รธ ไดแ้ ก่ นพิ พาน คำวา่ “นิพพาน” แปลวา่ ดบั เยน็ นิพพานในพระพทุ ธศาสนา มนี ยั ท่ีตอ้ งพิจารณาอยา่ ง ละเอียดอยู่ ๓ อย่างคือ ๑.การสิ้นกเิ ลส หรือการดับกิเลส เรยี กวา่ นพิ พาน ๒.ผลที่เกดิ ขึน้ เปน็ ความสงบปราศจากความทกุ ขโ์ ดยสน้ิ เชงิ หรอื กล่าวอกี อยา่ งหนึง่ กค็ อื ภาวะท่ปี ราศจากความทุกข์ อันเกดิ จากการสิ้นกเิ ลสนนั่ เอง เป็นตวั นิพพาน

๓๕ ๓.ธรรมธาตอุ ยา่ งหน่งึ ซงึ่ เปน็ ทดี่ ับของกิเลสและเป็นสภาพท่มี อี ยู่นิรันดร เมื่อใครปฏบิ ตั ิ หรือลถุ งึ กิเลสของบุคคลนนั้ ก็ดบั ไป ธรรมธาตุอันนี้ถูกจัดว่าเป็นนิพพาน หรอื บางทีกเ็ รียกวา่ “นิพพาน ธาตุ” ความแตกตา่ งระหวา่ งความหมายทง้ั -๓-นยั นี้ไดโ้ ดยง่ายโดยพิจารณาไปในแงข่ องเวลาคือ นิพพานอย่างท่ี-๑-คำน้ีเป็นอาการนาม หมายถึงอาการที่กเิ ลสดบั ลงหรอื สิ้นลง จึงมีระยะ เวลาช่วั ขณะจิตเดียวหรอื แวบเดียว นิพพานอยา่ งที่ ๒ เปน็ ภาวะนาม หมายถึงความท่ีทุกข์ไม่มี มผี ลเปน็ ความไมท่ ุกข์อันน้ีจะมี ระยะยาวไปจนตลอดชวี ิตของบุคคลผลู้ ุถึงนพิ พานนนั้ นพิ พานอยา่ งท่ี ๓ น้นั คอื ว่า เป็นสภาพอย่างนิรนั ดร ไม่มีเกดิ ไม่มีดับ เรียกว่าเป็นสง่ิ ท่ีกล่าว ไมไ่ ดว้ า่ มอี ายุเทา่ ไร ทา่ นใช้คำวา่ อชาตัง = ไมเ่ ป็นอยู่, อมตัง = ไมต่ าย เปน็ ลักษณะนิพพาน เพราะฉะนน้ั จงึ อยู่นอกเหนือความมีอายุ นิพพานธาตุโดยนัยกล่าวแลว้ นีเ่ อง หมายถึงนพิ พานท่ี กลา่ วถงึ ใน โลกุตตรธรรม ๙. ทำใหเ้ ห็นได้ชดั วา่ นิพพานอย่างท่ี ๑ เนื่องดว้ ยมรรค, นิพพานอยา่ งที่ ๒ เนอื่ งด้วยผล, ส่วนนิพพานอย่างท่ี ๓ ไดแ้ ก่ นพิ พานธาตุ อนั เป็นของนริ นั ดรดังกลา่ วแล้ว, นิพพาน อยา่ งที่ ๑ เน่ืองด้วยมรรค เพราะมีชวั่ ขณะทม่ี รรคตัดกิเลส ซ่งึ ถือกันว่าชั่วขณะจิตหรอื แวบเดียว, นิพพานอย่างที่ ๒ เนื่องดว้ ยผล เพราะผลแห่งความสิน้ กเิ ลสนน้ั ปรากฏแก่บุคคลน้นั จนตลอดชวี ติ ของ บุคคลน้ัน, สว่ นนิพพานอย่างท่ี ๓ เป็นนพิ พานแท้ ไมต่ ้องเกย่ี วกับมรรค หรือผล กเ็ ปน็ สงิ่ ทีป่ รากฏตัว อยูไ่ ด้เองแก่บุคคลผู้มีปัญญา ในทที่ ง้ั ปวงและในกาลทุกเมอื่ . ในบาลีอติ วิ ุตตกะ แบ่งนิพพานธาตเุ ปน็ ๒ อยา่ ง คือ นิพพานสำหรับ พระอรหันต์ผู้ยงั มีชีวิต อยู่ และนิพพานสำหรับ พระอรหันต์ท่ดี ับขนั ธแ์ ลว้ เมื่อกล่าวโดยนยั น้ี นิพพานสำหรับพระอรหนั ต์ผมู้ ี ชีวิตอยู่กค็ ือนพิ พานอยา่ งท่ี ๒ ขา้ งต้น และนิพพานสำหรบั พระอรหนั ตผ์ ้ดู ับขันธแ์ ล้วกค็ ือนพิ พานอย่าง ที่ ๓ ในบาลอี งั คุตตรนิกาย กล่าวถงึ นิพพานโดยยกบุคคลเป็นท่ีตั้ง สรุปไดเ้ ปน็ ๒ พวกอย่าง เดยี วกัน คือ นพิ พานท่ีมเี ชื้อเหลือ เรียกว่า สอุปาทิเสสนพิ พาน และนิพพานหมดเช้อื โดยสนิ้ เชงิ เรียกว่า อนปุ าทเิ สสนิพพาน สรปุ นิโรธ (ความดบั ทกุ ข์) เปน็ สิง่ ทคี่ วรทำใหแ้ จง้ หรือทำใหเ้ กิดมีข้นึ มรรค คือ ข้อปฏบิ ตั ใิ ห้ถึงความดับทกุ ข์ หรอื หมดปญั หาตา่ งๆ โดยส้ินเชิง มอี งคป์ ระกอบ ๘ ประการ ได้แก่ ๑) เหน็ ชอบ (สัมมาทิฏฐ)ิ คือเหน็ สงิ่ ต่าง ๆ ตามท่ีเป็นจรงิ ๒) ดำรชิ อบ (สมั มาสงั กปั ปะ) คอื ไมล่ มุ่ หลงมัวเมากับความสขุ ทางกาย ไม่พยาบาทและไม่ คดิ ทำร้ายผ้อู ืน่ ๓) เจรจาชอบ (สัมมาวาจา)คือ การไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ และไม่พูดเพ้อ เจอ้ ๔) กระทำชอบ (สัมมากมั มนั ตะ) คือ ไมท่ ำลายชีวติ ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤตผิ ดิ ทางกาม ๕)-เลี้ยงชวี ิตชอบ (สมั มาอาชีวะ) คือ การทำมาหากนิ ด้วยอาชพี ทส่ี ุจรติ ไม่คดโกง ไม่ หลอกลวง ไม่ทำกจิ การในส่ิงทเ่ี ปน็ ผลรา้ ยต่อคนทว่ั ไป

๓๖ ๖) พยายามชอบ (สัมมาวายามะ) คือความพยายามที่จะป้องกนั มใิ ห้ความช่วั เกิดข้ึน ความ พยายามทจ่ี ะกำจดั ความชั่วที่เกดิ ข้ึนแล้วให้หมดไปความพยายามทจ่ี ะสร้างความดีที่ยงั ไม่เกิดให้เกิดข้ึน และความพยายาม ท่ีจะรักษาความดีท่ีเกิดขนึ้ แล้วให้คงอยู่ตลอดไป ๗) ระลกึ ชอบ (สัมมาสติ) ความหลงไมล่ ืม รตู้ ัวอยู่เสมอว่ากำลงั เหน็ ส่งิ ตา่ ง ๆ ตามทเ่ี ปน็ จรงิ ๘) ต้ังจิตมนั่ ชอบ (สัมมาสมาธิ) คือ การทส่ี ามารถตั้งจิตใหจ้ ดจ่ออยู่กบั ส่ิงใดส่ิงหนงึ่ ได้นาน ๔.๔.๓ หมวดธรรมท่ีวา่ ดว้ ยมรรค ได้แก่ อธปิ ไตย ๓, วปิ สั สนาญาณ ๙ และมงคล ๓๘ (ความเพียรเผากเิ ลส, ประพฤตพิ รหมจรรย์, เหน็ อริยสัจ และบรรลุนิพพาน ๑. อาธปิ ไตย ๓ (ความเปน็ ใหญ)่ แบง่ ออกเป็น ๓ ประเภท ๑.อัตตาธิปไตย ถือตนเป็นใหญ่ หมายถงึ กระทำการดว้ ยปรารภตนเป็นประมาณ ๒.โลกาธิปไตย ถอื โลกเปน็ ใหญ่ หมายถึง การกระทำด้วยปรารภนยิ มของโลกเป็น ประมาณ ๓.ธมั มาธิปไตย ถือธรรมะเปน็ ใหญ่ หมายถึง การกระทำการด้วยปรารภความถกู ต้อง เปน็ จรงิ สมควรตามธรรม เป็นประมาณ สรปุ ขอ้ ปฏิบตั ใิ ห้ถงึ ความดบั ทกุ ข์หรือหมดปัญหาต่างๆโดยสิ้นเชิงต้องเป็นตามหลกั ธัม มาธิปไตย ๒. วปิ ัสสนาญาณ ๙ : วิปสั สนา แปลวา่ การทำให้แจ้ง ญาณ แปลวา่ ความรู้ หมายถงึ ความรูท้ ่ที ำใหด้ ับทุกข์ ดบั กิเลสไดส้ นิ้ เชิง มี ๙ อย่าง ๑) อุทยัพพยานปุ สั สนาญาณ หมายถงึ ความรตู้ ามเหน็ ความเกิดและความดับแห่ง นาม ๒) ภังคานุปัสสนาญาณ หมายถงึ ความรตู้ ามเห็นจำเพาะความดับเด่นข้ึนมา ๓) ภยตูปัฏฐานญาณ หมายถึง ความรู้อนั มองเหน็ สงั ขารปรากฏเป็นของนา่ กลวั ๔) อาทีนวานปุ สั สนาญาณ หมายถงึ ความรู้คำนงึ เหน็ โทษ ๕) นพิ พิทานุปสั สนาญาณ หมายถึง ความรู้คำนึงเหน็ ด้วยความหน่าย ๖) มุจจติ กุ ัมยตาญาณ หมายถึง ความรู้หย่ังรู้อันให้ใคร่จะพน้ ไปเสยี ๗) ปฏิสงั ขานุปัสสนาญาณ หมายถึง ความรู้อันพิจารณาทบทวนเพือ่ จะหาทาง ๘) สงั ขารุเปกขาญาณ หมายถึง ความรอู้ ันเปน็ โดยความเป็นกลางตอ่ สังขาร ๙) สจั จานุโลมกิ ญาณ หมายถึง ความรทู้ ่ีเป็นไปโดยควรแก่การหย่ังรู้อรยิ สจั จ์ ๔.๔.๔ หมวดธรรทที่ว่าด้วยมงคล ๓๘ ประการ มงคลท่ี ๓๑ ความเพียรทเี่ ผากเิ ลส (บำเพญ็ ตบะ) คนเราเม่ือศกึ ษาจะพบว่า ยงั มีนิสยั ไม่ดบี า้ ง มคี วามประพฤตทิ ่ไี มด่ ีบา้ ง ซ่งึ จะตอ้ งปรับปรงุ แก้ไขให้ดีข้นึ นั้นยังมีอย่อู ีกมาก เชน่ เคยมักโกรธ เห็นแกต่ วั อิจฉาริษยา ซึมเซา ท้อถอย ฟงุ้ ซ่าน รำคาญใจ เป็นต้น อาการเหล่านเ้ี ปน็ สิง่ ทค่ี วรจัดการแกไ้ ขให้ดขี นึ้ ด้วยอาการที่เรียกว่า การบำเพ็ญ ตบะ หรือ การทำความเพียรเผากิเลส

๓๗ การบำเพ็ญตบะ หมายถงึ การทำความเพยี รเผาผลาญความชวั่ คือกิเลสทกุ ชนดิ ใหร้ ้อนตวั ทนอยู่ไม่ได้ เกาะใจไม่ตดิ ต้องเผ่นหนีไปแล้ว ใจก็จะผอ่ งใส หมดทกุ ข์ การทเ่ี ราจะขับไล่สงิ่ ใด เราก็ จะตอ้ งทำทุกอย่าง เพื่อฝืนความต้องการของสิ่งนัน้ เหมือนการไลค่ นออกจากบ้าน เขาอยากไดเ้ งิน เรา ก็ตอ้ งไม่ให้ อยากกนิ ก็ไม่ใหก้ ิน คือ ตอ้ งฝืนใจของเขา เขาจึงจะไป การไล่กเิ ลสออกจากใจกเ็ หมอื น ฉะนนั้ หลักปฏิบตั ขิ องการบำเพญ็ ตบะคือการฝืนความตอ้ งการของกเิ ลส ประเภทของการบำเพญ็ ตบะ การฝืนความต้องการของกิเลส เพอ่ื ไล่กิเลสออกจากใจ แบ่ง ออกได้เป็น ๒ แบบ ๑. สลั เลขะ คือ การฝนื กเิ ลส ด้วยกำจัดกิเลสค่อยเป็นค่อยไป หรือค่อยขดั เกลากนั ไป เช่น โลภกำจัดโดยใหท้ าน ชอบโกรธผู้อ่ืน แก้โดย แผเ่ มตตา ขีเ้ กยี จ แก้โดย ขยนั ทำ เปน็ ตน้ ๒. ตตุ ังคะ คือ การฝืนกเิ ลสด้วยการกำจดั กิเลสแบบหักโหมรนุ แรงได้ผลทนั ตาเห็น ใชป้ ฏิวตั ิ อุปนิสัยได้รวดเรว็ เฉยี บพลนั ผปู้ ฏิบัติตอ้ งมีความอดทน มีความเพียรสงู จงึ จะทำได้ วธิ ีปฏบิ ตั เิ ผากเิ ลสในชวี ติ ประจำวนั ทำได้ดงั น้ี ๑. ฝกึ ความอดทน ๒. อินทรีสงั วร คอื การสำรวมระวงั ตน(กาย วาจาและใจ)โดยอาศัยสติเป็นตวั กำกบั เหตุการณท์ จี่ ะเกิดแลว้ ผา่ นเข้ามาทางตา หู จมูก ลนิ้ กายและใจ แลว้ ทำความรเู้ ท่าทันกับเหตกุ ารณ์ น้ัน ไมเ่ กดิ เปน็ ความโลภ ความโกรธและความหลง เป็นต้น ๓. มีความเพียรในการปฏบิ ัตธิ รรม เนื่องจากคนเราสว่ นใหญ่มกั พอจะทราบอยวู่ ่าอะไรดี อยากจะไดส้ ง่ิ ทเ่ี หน็ ว่าดนี นั้ เกิดขึ้นกบั ตวั แต่ก็มักทำความดีน้ันไปได้ไมต่ ลอดรอดฝั่ง ท้ังน้ีเพราะขาด ความเพียร สรุป ความเพยี รทเ่ี ผากเิ ลส (บำเพ็ญตบะ)เมื่อปฏบิ ัตแิ ล้ว ความเสือ่ ม ความทุกขค์ วาม เดอื ดรอ้ น ก็จะไมเ่ กดิ ขน้ึ มงคลที่ ๓๒ ประพฤติพรหมจรรย์ แปลวา่ การประพฤตเิ ยยี่ งพรหม หรอื ความประพฤตอิ นั ประเสริฐ หมายถึง การประพฤติตามคุณธรรมต่างๆ ทั้งหมดในพระพุทธศาสนาใหเ้ ครง่ ครดั ย่ิงขนึ้ เพ่ือ ป้องกนั ไมใ่ ห้กเิ ลสฟูกลับขึน้ มาอกี จนกระทั่งหมดกเิ ลส วิธปี ระพฤติพรหมจรรย์ ๑. พรหมจรรยข์ ้นั ต้น สำหรับผู้ครองเรือน - ทาน คอื การรู้จักการสละวัตถภุ ายนอกที่เป็นส่วนเกิน ใหแ้ ก่ผทู้ ่ีด้อยกว่า หรือไดร้ ับ ความทุกข์เดือด เพ่ือใหเ้ ขามโี อกาส หรอื พ้นจากความทุกขเ์ ดือดตามอัตภาพเขา - เวยยาวัจจะ คอื การช่วยเหลือกจิ ทีช่ อบ เชน่ สาธารณกุศล สาธารณประโยชน์ - รกั ษาศลี ๕ โดยเฉพาะศลี ข้อ ๓ ไมป่ ระพฤตนิ อกใจสามี-ภรรยา

๓๘ ๒. พรหมจรรยข์ ั้นกลาง สำหรับผ้คู รองเรือน - อปั ปมัญญา คือ การแผเ่ มตตาแก่สรรพสตั ว์ท้ังหลาย แม้เขาจะเป็นศตั รกู ็ตาม - สทารสนั โดษ คอื พอใจยนิ ดีเฉพาะคู่ครองของตน และหาโอกาสรักษาศลี ๘ บ้างตาม กำลงั - เมถุนวิรัติ คือ เวน้ ขาดจากการครองคู่ ได้แก่ ผ้ทู ี่ไมแ่ ต่งงาน หรอื เป็นนักบวช ๓. พรหมจรรยข์ นั้ สงู สำหรับผไู้ ม่ครองเรือน - วิริยะ คอื ความเพยี รต้งั ใจทำฝกึ สมาธติ ลอดชวี ิต - ถา้ เปน็ ฆราวาสก็รักษาศีลอย่างนอ้ ย ศลี ๘ ตลอดชวี ติ - อรยิ มรรค คอื ปฏบิ ัตติ ามมรรคมอี งค์ ๘ พรอ้ มบรบิ รู ณ์อยใู่ นตวั พรหมจรรยท์ ุกขน้ั จะต้ัง มน่ั อยไู่ ด้ ตอ้ งอาศัยการฝกึ สมาธิเป็นหลัก สรปุ ประพฤติพรหมจรรย์ เมอ่ื ปฏิบัติแล้ว ความเสอ่ื ม ความทกุ ข์ ความเดือดร้อน กจ็ ะ ไม่เกดิ ข้ึน มงคลท่ี ๓๓ เหน็ อริยสัจจ์ : เหน็ ความจรงิ อันประเสริฐ ความหมาย การเห็นเก่ียวกบั ความจรงิ ของโลกและชวี ิตว่าเปน็ อย่างไร เพื่อจะได้เขา้ ใจแก่น แทข้ องชวี ติ อริยสัจจ์ ๔ เปน็ ความจรงิ ท่มี ีอยคู่ ่โู ลก แต่ไม่มใี ครเห็น จนกระท่ังพระสมั มาสมั พุทธเจา้ ตรสั รู้ คือท้งั ร้ทู ้ังเหน็ แลว้ ทรงชใ้ี หด้ ู ไดแ้ ก่ ๑. ทกุ ข์ คือ ความไมส่ บายกายไม่สบายใจต่างๆ แบง่ ออกเป็น ๒ ลักษณะ - สภาวทุกข์ (ทกุ ขป์ ระจำ) คอื ความทกุ ข์ที่เกิดจากตัวเอง ไดแ้ ก่ ความเกิด ความแก่ ความตาย ความทกุ ข์ประเภทน้ไี มม่ ใี ครหลกี เล่ยี งได้ - ปกิณกทุกข์ (ทุกข์จร) คือ ความทกุ ข์ทเี่ กิดจากเหตภุ ายนอก เมื่อกระทบตนแล้วทำให้ เกดิ อาการ เชน่ แหง้ ใจ นอ้ ยใจ ทอ้ ใจ กลุ้มใจ ครำ่ คราญ รำ่ ไรรำพนั เจ็บไข้ได้ป่วย ฯลฯ ความทกุ ข์ ประเภทนี้ ผู้มีปญั ญาสามารถหลีกเลยี่ งได้ ๒. สมุทัย เหตแุ ห่งทกุ ขท์ ้ังหลาย พระพุทธเจา้ ทรงค้นความจรงิ ว่า ความทกุ ข์เกิดจาก ตัณหา (ความดิ้นรนทะยานอยากในใจ) และทรงแยกอาการออกเป็น ๓ ลกั ษณะ - กามตัณหา คือ ความอยากได้ หรอื อยากยินดีในรปู เสียง กลิ่น รส และสมั ผัส เมอ่ื ไม่ได้ กเ็ กิดเป็นความทุกข์ ทงั้ กายและใจ - ภวตัณหา คือ ความอยากมอี ยากเป็น เม่อื ใจเกดิ ความอยากมีอยากเป็นตามท่ตี น ปรารถนาแลว้ ไม่ได้ ความทุกข์ก็เกิดข้นึ กับกายและใจของผู้นั้น - วภิ วตณั หา คือ ความไม่อยากมไี ม่อยากเปน็ เมอื่ พ้นสภาพทเ่ี ป็นอยไู่ ม่ได้ กายและใจก็ เป็นทุกข์ เช่น อยากไมเ่ ปน็ คนจน อยากไม่เปน็ คนแก่ อยากไม่เป็นคนข้ีโรค เป็นต้น ความทุกข์ก็เกิด ขน้ึ กับใจของผ้นู ั้น ๓. นโิ รธ คือ ความดับทุกข์ หรือดบั ปญั หาไดส้ ้นิ เชงิ หรอื ภาวะท่ีไม่ความทุกข์ ภาวะท่ีไมม่ ี ปญั หา หรือ ภาวะทเี่ ป็นความสขุ สงบ หรือภาวะเจรญิ ก้าวหนา้ หรือประสบความสำเรจ็ ในชวี ิต

๓๙ ๔. มรรค คอื ทางหรือวธิ กี ารปฏิบัตใิ ห้พ้นจากความทกุ ข์ หรือปญั หาทีเ่ กิดข้ึนใน ชวี ิตประจำวนั ดว้ ยการปฏบิ ัติตามทางมัชฌมิ าปฏปิ ทา ๘ ประการ คอื สัมมาทิฏฐิ, สมั มาสังกัปปะ, สมั มาวาจา, สมั มากัมมันตะ, สมั มาอาชวี ะ, สมั มาวายามะ, สมั มาสติ และสมั มาสมาธิ วธิ ีเหน็ อรยิ สัจจ์ คนท่ัวไปแต่เห็นอริยสัจจ์ได้แต่เพียงคิดและรู้อย่างผิวเผนิ เท่านน้ั ฉะนน้ั จึงประสบกับความ ทกุ ข์ท้งั กายและใจในการดำรงชีวติ คละเคล้ากันไปตามความมากน้อยแห่งเหตุและปจั จยั ทกี่ ระทำผู้ที่ เหน็ อรยิ สจั จ์ จะเห็นถึงสภาพทแี่ ทจ้ ริงของชีวติ วา่ มีแต่ความทุกข์ เหน็ ถึงเหตขุ องความทุกขเ์ หล่านัน้ อยา่ งชัดเจนวา่ มาจากความด้ินรนทะยานอยากในใจ เห็นแนวทางที่จะกำจดั สาเหตุแห่งทุกข์ท้งั หลาย เหลา่ นั้น โดยปฏบิ ตั ติ ามแนวทางแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ และเหน็ อยา่ งชดั แจ้งถึงสภาพที่หมดทุกข์แล้ ว่า มอี ยู่จริงและมีความสุขมากเพยี งใด จึงเป็นคนระมัดระวงั ไมป่ ระมาททง้ั กาย วาจา ใ จ มัน่ คนอย่ใู น ความดี เพื่อกำจัดกิเลสให้หมดบางเบา หรือหมดไป ตามแนวทางที่ไดเ้ หน็ แล้วน้นั ๑๑ ๔.๔.๕ โอวาทปาตโิ มกข์ หรือ โอวาท ๓ คือ หลักคำสอนสำคัญของพระพทุ ธศาสนา เรยี กว่า เปน็ คำสอนท่ีเป็นหัวใจของพระพทุ ธศาสนากว็ า่ ได้ โอวาท ๓ น้ี เปน็ พระพทุ ธพจนท์ ีพ่ ระพุทธเจ้าตรสั แกพ่ ระอรหนั ต์ ๑,๒๕๐ รปู ท่มี าชุมนมุ กัน โดยมไิ ดน้ ดั หมาย ณ พระเวฬุวนาราม ในวนั เพญ็ เดอื น ๓ (วันมาฆบูชา) ในครั้งนั้นพระพทุ ธองคท์ รง แสดงโอวาทปาฏิโมกข์ โดยตรัสเป็นพระคาถา รวม ๓ พระคาถาครึ่งดังตอ่ ไปน้ี ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา นิพพฺ านํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา น หิ ปพฺพชิโต ปรปู ฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเห ยนโฺ ต ฯ สพพฺ ปาปสฺส อกรณํ กุสลสสฺ ปู สมฺปทา สจติ ฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทธฺ านสาสนํ ฯ อนปู วาโท อนูปฆาโต ปาตโิ มกฺเข จ สํวโร มตฺต ฺ ุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺต ฺจ สยนาสนํ อธิจิตเฺ ต จ อาโยโค เอตํ พุทธฺ านสาสนนตฺ ิ ฯ๑๒ ความอดทนคือความอดกลัน้ เปน็ ตบะอย่างย่ิง พระพทุ ธเจา้ ท้งั หลายตรสั ว่า นพิ พานเป็นบรมธรรม ผู้ทำร้ายผอู้ น่ื ไม่ช่ือว่าเปน็ บรรพชติ ผเู้ บียดเบยี นผู้อืน่ ไมช่ ่อื ว่าเป็นสมณะ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถงึ พร้อม การทำจิตของตนใหผ้ ่องแผ้ว นีค้ อื คำส่ังสอนของพระพทุ ธเจ้าทง้ั หลาย ๑๑ http://www.bp-smakom.org/BP_School/Social/A-riyaset๔.htm. วนั ท่ีเขา้ ถึง ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓. ๑๒ ที.มหา. บาล,ี ๑๐/๙๐/๔๓-๔๔.

๔๐ การไม่กลา่ วร้ายผูอ้ น่ื การไม่เบยี ดเบยี นผู้อืน่ ความสำรวมในปาติโมกข์ ความเป็นผู้รู้จกั ประมาณในอาหาร การอยใู่ นเสนาสนะทีส่ งัด การประกอบความเพียรในอธิจติ น้ีคอื คำส่ังสอนของพระพทุ ธเจ้าท้งั หลาย๑๓ พระพุทธเจา้ ทรงเทศน์ \"โอวาทปาติโมกข์\" โอวาทปาตโิ มกข์ หมายถงึ หลกั คำสอนคำสำคัญของพระพุทธศาสนา อนั เป็นไปเพื่อป้องกัน และแกป้ ัญหาต่าง ๆ ในชวี ติ เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น หรือคำสอนอันเปน็ หวั ใจพระพุทธศาสนา หลักธรรมประกอบดว้ ย หลกั การ ๓ อดุ มการณ์ ๔ วิธกี าร ๖ ดงั นี้ หลกั การ ๓ ๑. การไม่ทำบาปทงั้ ปวง ได้แก่การงดเว้น การลด ละเลกิ ทำบาปทง้ั ปวง ซ่ึงได้แก่ อกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ทางแห่งความ ชว่ั มสี ิบประการ อันเปน็ ความช่วั ทางกาย ทางวาจา และทางใจความชว่ั ทางกาย ได้แก่ การฆา่ สัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤตผิ ิดในกาม ความชว่ั ทางวาจา ไดแ้ ก่ การพูดเท็จ การพดู ส่อเสยี ด การพูด เพอ้ เจ้อ ความช่วั ทางใจ ได้แก่ การอยากได้สมบตั ขิ องผู้อื่น การผูกพยาบาท และความเหน็ ผิดจาก ทำนองคลองธรรม ๒. การทำกศุ ลให้ถึงพร้อม ได้แก่ การทำความดี ทกุ อย่างซึ่งได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ เป็น แบบของการทำฝ่ายดีมี ๑๐ อย่าง อนั เป็นความดที างกาย ทางวาจาและทางใจ การทำความดที างกาย ได้แก่ การไมฆ่ า่ สัตว์ ไมท่ ำรา้ ยเบยี ดเบียนผอู้ ่นื มแี ตช่ ่วยเหลอื เก้ือกลู กนั การไมถ่ ือเอาส่ิงของท่ีเจา้ ของ เขาไม่ไดใ้ ห้ มาเป็นของตน มีความเอื้อเฟ้ือเผื่อแผ่ และการไมป่ ระพฤตผิ ดิ ในกาม การทำความดีทาง วาจา ได้แก่ การไม่พดู เทจ็ ไม่พูดสอ่ เสยี ด ไมพ่ ดู คำหยาบ และไม่พดู เพอ้ เจ้อพดู แต่คำจรงิ พดู คำ อ่อนหวาน พูดคำใหเ้ กดิ ความสามคั คแี ละพูดถกู กาลเทศะ การทำความดีทางใจ ได้แก่ การไม่โลภอยาก ไดข้ องของผ้อู น่ื มแี ตค่ ดิ เสียสละการไมผ่ ูกอาฆาตพยาบาท มแี ต่คิดเมตตาและปรารถนาดีและมี ความเหน็ ความรคู้ วามเข้าใจท่ีถูกต้อง ตามทำนองคลองธรรม เช่น เหน็ ว่าทำดีไดด้ ี ทำช่วั ได้ชั่ว ๓. การทำจิตใหผ้ อ่ งใส ได้แก่ การทำจติ ของตนใหผ้ อ่ งใส ปราศจากนิวรณ์ซึง่ เป็นเครือ่ ง ขดั ขวางจติ ไม่ใหเ้ ขา้ ถึงความสงบ มี ๕ ประการ ไดแ้ ก่ ๑). ความพอใจในกาม (กามฉันทะ) ๒). ความอาฆาตพยาบาท (พยาบาท) ๓). ความหดห่ทู อ้ แท้ ง่วงเหงาหาวนอน (ถนี ะมทิ ธะ) ๔). ความฟุง้ ซา่ น รำคาญ (อุทธัจจะกุกกุจจะ) และ ๕). ความลังเลสงสัย (วิกจิ ฉา) เช่น สงสัยในการทำความดี ความชว่ั วา่ มผี ลจริงหรือไม่ อุดมการณ์ ๔ ๑๓ ที.มหา. (ไทย) ๑๐/๙๐/๕๐-๕๑.

๔๑ ๑. ความอดทน ไดแ้ ก่ ความอดกล้ัน ไมท่ ำบาปทัง้ ทางกายวาจา ใจ ๒. ความไมเ่ บียดเบียน ได้แก่ การงดเวน้ จากการทำร้ายรบกวน หรอื เบยี ดเบียนผ้อู ืน่ ๓. ความสงบ ได้แก่ ปฏบิ ัตติ นให้สงบท้ังทางกาย ทางวาจาและทางใจ ๔. นพิ พาน ได้แก่ การดบั ทุกข์ ซง่ึ เปน็ เปา้ หมายสูงสดุ ในพระพทุ ธศาสนา เกิดข้นึ ได้จาการ ดำเนินชวี ิตตามมรรคมีองค์ ๘ วธิ กี าร ๖ ๑. ไม่ว่าร้าย ได้แก่ ไม่กล่าวใหร้ า้ ยหรอื กลา่ วโจมตีใคร ๒. ไมท่ ำร้าย ได้แก่ ไมเ่ บียดเบยี นผูอ้ ่นื ๓. สำรวมในปาตโิ มกข์ ได้แก่ความเคารพระเบียบวินยั กฎ กตกิ า กฎหมาย รวมท้งั ขนบธรรมเนียมประเพณีอนั ดีของสังคม ๔. รู้จกั ประมาณ ได้แก่ ร้จู ักความพอดใี นการบรโิ ภคอาหาร หรอื การใชส้ อยสง่ิ ต่าง ๆ ๕. อยู่ในสถานท่ที ี่สงัด ได้แก่ อย่ใู นสถานทส่ี งบมีสิ่งแวดลอ้ มที่เหมาะสม ๖. ฝกึ หัดจติ ใจใหส้ งบ ได้แก่ ฝึกหดั ชำระจติ ให้สงบมีสุขภาพ คุณภาพ และประสิทธิภาพท่ดี ี ๔.๔.๖ ปฏิจจสมปุ ปบาท เพราะการหมนุ เวยี นของวฏั ชีวิตทีม่ ีท้ังอดีต ปัจจุบนั และอนาคต หมุนเวียนไปตาม องคป์ ระกอบ ของการเกดิ หาจจุ บไม่ไดแ้ ละไม่สามารถหาต้นเหตไุ ดว้ า่ อะไร คอื ตน้ เหตุของการเกดิ และอะไร คือ ปลายเหตุของการดบั เร่มิ จากอดดีตสูป่ ัจจบุ นั ปัจจุบนั ส่อู นาคต อนาคตกลับมาเปน็ อดีต อดีตมาเป็นปจั จุบัน ประดจุ ห่วงของลกู โซท่ ่ผี ูกต่อกันไปหาท่ีสดุ มิได้ เรยี กว่า เป็นวงจรของปฏจิ จสมปุ บาทหรือบาทฐานการเกิดของกองทุกข์ซงึ่ ประกอบด้วย ๑. อวิชชา คอื ความไมร่ ตู้ ามความเปน็ จรงิ ในความทุกข์ของจติ ไม่รใู้ นเหตุใหเ้ กดิ แหง่ ความทุกข์ไม่รู้ ในการดับ ทุกขไ์ ม่รูใ้ นปฏิปทาให้ถึงความดบั ทุกข์ อวชิ ชาเป็นจิตท่ไี มร่ จู้ ติ ในจิต เพราะความไมร่ ู้หรือ อวชิ ชาเปน็ ปจั จัยจงึ เกิดมีสงั ขาร ๒. สงั ขาร คอื การปรุงแต่งของจิตให้เกิดหนา้ ที่ ทางกาย - เรยี กกายสังขาร ได้แก่ ธรรมชาติทป่ี รุงแต่งร่างกายให้เกดิ ลมหายใจเขา้ ออก ทางวาจา - เรยี กวจีสังขาร ได้แก่ ธรรมชาติท่ีปรงุ แต่งวาจาใหเ้ กิดวติ กวิจาร ทางใจ - เรียกจติ สงั ขาร ไดแ้ ก่ ธรรมชาติที่ปรงุ แต่งจิตให้เกิดสญั ญา เวทนา สขุ ทกุ ขท์ าง ใจเพราะการปรงุ แต่งของจติ หรือสงั ขารเปน็ ปัจจยั จึงเกดิ มวี ิญญาณ ๓. วญิ ญาณ

๔๒ คือ การรบั รู้ในอารมณ์ที่มากระทบในทวารทั้ง ๖ คอื ทางตา - จักขุวญิ ญาณ ทางเสยี ง - โสตวญิ ญาณ ทางจมูก - ฆานวิญญาณ ทางลิ้น - ชิวหาวญิ ญาณ ทางกาย - กายวิญญาณ ทางใจ - มโนวิญญาณ เพราะวญิ ญาณเป็นปจั จัยจึงมีนามรูป ๔. นามรูป นาม คอื จติ หรือความนึกคดิ ในรูปกายนี้ เปน็ ของละเอยี ดไดแ้ ก่ เวทนา คือ ความรสู้ ึกเสวยในอารมณ์ตา่ งๆ สัญญา คอื ความจำไดห้ มายรู้ จดจำในเรอื่ งที่เกดิ ขึน้ มาแล้วท้ังดแี ละไมด่ ีดังแต่อดีต เจตนา คือ ความตง้ั ใจ การทำทุกอย่างท้งั ดีและช่ัว ผสั สะ คือ การกระทบทางจิต มนสกิ าร คอื การน้อมจติ เข้าสูก่ ารพิจารณา รูป คอื รปู รา่ งกายทสี่ มั ผัสได้ทางตา เป็นของหยาบ ไดแ้ ก่ มหาภตู รปู ๔ คือ ดิน, นำ้ , ไฟ, ลมเพราะนามรปู เกิด จึงเปน้ ปัจจัยให้มีสฬายตนะ คอื ตา จมกู ลน้ิ กาย ใจ ๕. สฬายตนะ คอื ส่ิงที่ทำหน้าทเี่ ชื่อมต่อกันทางวิถีประสาทด้วยอายตนะทั้ง ๖ มี ตา - จักขายตนะ หู - โสตายตนะ จมูก - ฆานายตนะ ลิ้น - ชิวหายตนะ กาย - กายายตนะ ใจ - มนายตนะ เพราะสฬายตนะเปน็ ปัจจัยจงึ มผี ัสสะ ๖. ผัสสะ คือ การกระทบกับส่งิ ท่ีเหน็ รทู้ ุกทวารทั้งดแี ละไมด่ ี เช่น จักขุผัสสะ - สมั ผสั ทางตา โสตผสั สะ - สมั ผสั ทางเสยี ง ฆานผัสสะ - สัมผสั ทางจมกู ชิวหาผสั สะ - สัมผสั ทางลิ้น กายผสั สะ - สัมผัสทางกาย มโนผัสสะ - สมั ผัสทางใจ เพราะผสั สะเป็นปจั จัยจึงมเี วทนา ๗. เวทนา

๔๓ คอื ความรสู้ ึกเสวยอารมณ์พอใจ, ไม่พอใจและอารมณท์ ่เี ป็นกลางกับสิง่ ที่มากระทบพบ มาได้แก่ จกั ขสุ ัมผสั สชาเวทนา - ตา โสตสัมผสั สชาเวทนา - เสยี ง ฆานสัมผสั สชาเวทนา - จมูก ชวิ หาสมั ผสั สชาเวทนา - ล้ิน กายสัมผัสสชาเวทนา - กาย มโนสัมผัสสชาเวทนา - ใจ ตา หู จมกู ลิ้น กาย ใจ เป็นเครอื่ งรับของความรู้สึกต่างๆ เพราะเวทนาเป็นปจั จัย จงึ มีตัณหา ๘. ตัณหา คอื ความทะยานอยาก พอใจ และไม่พอใจในสิ่งท่เี หน็ รู้ใน รูป - รปู ตณั หา เสยี ง - สทั ทตณั หา กลน่ิ - คนั ธตัณหา รส - รสตณั หา กาย - โผฎฐพั พตณั หา ธรรมารมณ์ - ธมั มตณั หา เพราะตัณหาเปน็ ปัจจยั จงึ มีอุปาทาน ๙. อปุ าทาน คือ ความยดึ มัน่ ถือมัน่ ในอารมณ์ และท่ีเกิดข้นึ ในขัน ๕ มี ๔ เหลา่ คือ กามุปาทาน - ความยึดม่ันถือมัน่ ในวตั ถกุ าม ทฎิ ฐุปาทาน - ความยดึ มนั่ ถอื มนั่ ในการเห็นผิด สีลพั พตปุ าทาน - ความยึดมั่นถอื ม่นั ในการปฎิบตั ิผดิ อตั ตวาทุปาทาน - ความยดึ มั่นถือมน่ั ในตวั ตนในขนั ธ์ ๕ เพราะภพเปน็ ปัจจยั จึงมชี าติ ๑๐. ภพ คอื จติ ทีม่ ตี ัณหาปรุงแตง่ เกดิ อยู่ในจติ ปุถชุ นผ้หู นาแน่นในตัณหา ๓ เจตจำนงในการ เกดิ ใหม่ ความกระหายในความเปน็ เพราะยดึ ติดในรูปในสิ่งทตี่ นเองเคยเปน็ มี ๓ ภพ คือ กามภพ - ภพมนษุ ย,์ สตั ว์เดรัจฉาน, เทวดา รูปภพ - พรหมทม่ี รี ปู อรูปภพ - พรหมที่ไมม่ ีรปู เพราะภพเปน็ ปจั จัย จงึ มชี าติ ๑๑. ชาติ คือ ความเกิด ความบังเกิด ความหย่งั ลง ไดแ้ ก่ จติ ที่ผูกพนั กันมากๆจงึ เกิดการสมสู่ กนั อย่างสม่ำเสมอ จนปรากฎแห่งขันธ์ แหง่ อายตนะในหมู่สัตว์ เพราะชาติเปน็ ปัจจยั จงึ มชี รา มรณะ โสกปรเิ ทวะทุกขโทมมสั อุปายาส มีความเศร้าโศก เสียใจ รอ้ งไห้อาลยั อาวรณ์

๔๔ ๑๒. ชรา มรณะ ชรา คือ ความแก่ ภาวะของผมหงอก ฟันหลุด หนังเหยี่ วยน่ ความเส่อื มแหง่ อายุ ความแก่ของอนิ ทรีย์ เปน็ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไมเ่ ท่ียงเป็นทุกข์อยู่ในตัว มรณะ คือ ความเคลอ่ื น ความทำลาย ความตาย ความแตกแห่งขันธ์ ความขาดแห่ง ชีวติ ินทรียบ์ อ่ เกดิ แห่งกองทุกข์ทัง้ มวลน้ี เกดิ ขน้ึ มาไดเ้ พราะอวิชา ด่งั พชื เมื่อเกดิ เปน็ ตน้ ไม้แล้ว มรี าก ลำต้น ใบ ดอก ผล เป็นลำดับไป ไม่ปรากฏวา่ เบือ้ งตน้ เกดิ มาแต่ครงั้ ไหน ด่งั รปู นาม ของสรรพสัตว์ ทง้ั หลาย ไม่ปรากฏว่าเบื้องต้นคือ \" อวิชชา\" เกิดมาต้ังแต่เมอ่ื ไร เพราะ เกิดการผูกต่อกันมาเปน็ ลำดบั เกดิ เป็นปฎิจจสมปุ บาทขึ้นมาปุถชุ นดบั วงของปฎจิ จสมุปบาทได้บา้ ง เป็นการดบั ช่ัวขณะจึงต้องเกดิ อีก เพราะ ตัววชิ ชายงั ไม่แจ้งในขันธ์ ๕ สว่ นตวั อริยชนดบั วงของปฎจิ จสมุปบาทไดส้ นิท เพราะดับได้ดว้ ยวชิ ชาจงึ ไมต่ อ้ งเกิดอีก เปน็ การดบั ไม่เหลือเชือ้ เพราะวชิ ชาแจง้ ในขันธ์ ๕ พ้นจากการเกิด เปรียบเหมอื นไฟ ทสี่ นิ้ เชือ้ ดับไปแลว้ สงั สาร หรือ สงสาร แปลวา่ ความทอ่ งเทย่ี วไป ในทางพทุ ธศาสนาหมายถึง การเวยี นวา่ ยตายเกิด มิใชห่ มายถงึ ความรสู้ ึกหวน่ั ไหวด้วยความกรณุ าเมื่อเห็นผู้อนื่ ไดร้ ับความทุกข์ สังสารวฏั แปลวา่ ความท่องเท่ยี วไปในอาการทเี่ ป็นวฏั ฏะ การหมุนวนอยใู่ นสงสาร คอื การ เวียนว่ายตายเกดิ เรียกอกี อย่างหนง่ึ ว่า วัฏสงสาร การหมุนเวยี นแหง่ โลกหรือชวี ติ , เวยี นว่ายตายเกดิ อยู่ในโลก. เขยี น สงั สารวฏั ฏ์ ก็มี๑๔ สงั สารวฏั หมายถึง การเวยี นว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิตา่ งๆ ของสตั วโ์ ลกด้วยอำนาจกิเลส กรรม วิบากหมนุ วนอยู่เชน่ นั้นตราบเท่าที่ยงั ตัดกเิ ลส กรรม วบิ ากไม่ไดว้ ัฏฏะ คือความวน หรือความ เวียน ตามหลกั ธรรมในพทุ ธศาสนา มสี ามอยา่ งคือ กิเลสวัฏฏะ วนคือกิเลส กรรมวัฏฏะ วนคอื กรรม วิบากวัฏฏะ วนคอื วบิ าก ผลของกรรม อนั หมายความว่า กเิ ลสกเ็ ป็นเหตุใหท้ ำกรรม กิเลสจงึ เปน็ เหตุ กรรมจึงเปน็ ผลของกิเลสและกรรมน้ันเอง ก็เปน็ ตวั เหตุ ใหเ้ กิดวิบากคือผล กรรมจึงเปน็ เหตุ วิบากจึงเป็นผลและวบิ ากน้ันเอง กเ็ ป็นตัวเหตุ กอ่ กิเลสข้นึ อีก เม่ือเปน็ ดังน้ี วิบากน้นั กเ็ ปน็ เหตุกเิ ลสก็ เปน็ ผลของวบิ ากเพราะฉะนน้ั กเิ ลส กรรม วิบาก จึงวนอยู่ดั่งนี้ ก็โดยทบ่ี ุคคลนเี้ อง หรือจิตนเี้ องที่วนอยู่ ในกิเลสกรรมวิบาก แลว้ กก็ ลบั เปน็ เหตกุ ่อกเิ ลส กรรม วิบากข้นึ อีกสัตวแ์ ละบคุ คลจึงวนเวยี นอยู่ใน กิเลส กรรม วิบาก ทง้ั สามน้ี เป็น วฏั ฏะกเิ ลส (แปลวา่ สิ่งเกาะตดิ ) และตัณหา(หมายถงึ ความติดใจ อยาก)เปน็ สง่ิ ทแี่ ฝงติดอยใู่ นใจแลว้ ทำให้ใจเศร้าหมองขุ่นมัว ตณั หาเป็นตน้ เหตทุ ำใหเ้ กิดทกุ ข์ เมื่อดับ ตัณหาเสยี ได้ก็เปน็ อันวา่ หักวฏั ฏะดงั กล่าวได้ ดับกิเลส ดับทุกข์ทางจติ ใจในปัจจบุ นั และเม่ือดับขนั ธ์ใน ทีส่ ดุ ไมเ่ กดิ อีก ดับรอบส้ินทุกขด์ ว้ ยประการท้ังปวง๑๕ ๑๔ ธรี วัส บำเพ็ญบญุ บารม,ี ชีวิตตามทรรศนะพระพุทธศาสนา : ศึกษาจากคัมภรี พ์ ระไตรปิฎก อรรถ กถา ฎีกาตลอดจนคมั ภรี ์ทางพระพุทธศาสนา, ราชบณั ฑติ ยสถาน, พจนานกุ รม ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน ๒๕๒๕, (กรงุ เทพฯ : สำนักพมิ พ์ อักษรเจริญทศั น์ ๒๕๓๑), หน้า ๘๐๔. ๑๕ http://vattasungsorn.board.ob.tc/-View.php?N=๑. วนั ท่ีเข้าถงึ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๓.

๔๕ คำว่า “สังสารวฏั ” มาจากคำว่า “สงั สาระ - การทอ่ งเที่ยวไป” กับ “วฏั ฏ” - วง กลม”๑๖ ในกระบวนการแหง่ สังสารวัฏหรอื การเวียนวา่ ยตายเกิด ซึ่งมีหลักกรรมเป็นเคร่อื งบง่ ชว้ี ่า ตราบใดทมี่ นุษยย์ ังไม่สน้ิ กิเลสอนั เปน็ เหตุปจั จยั ให้เกิดกรรม ตราบน้ันมนุษย์ก็ยังต้องเวียนวา่ ยตายเกดิ อยู่ในโลกตอ่ ไปอย่างไมม่ ีทส่ี ิ้นสดุ ในพระพุทธศาสนา หลักกรรมเป็นหลักท่ีแสดงถึงความเปน็ ไปของ มนุษบยแ์ ละสัตว์ตามกระบวนการแหง่ เหตุปัจจยั ดงั นัน้ หลักสงั สารวฏั ทีเ่ น่ืองอยู่กับหลกั กรรมจงึ เปน็ ไปตามเหตุปจั จัยเช่นเดยี วกัน กระบวนการท่ีเปน็ ไปตามหลกั แห่งเหตุปจั จัยในพระพทุ ธศาสนานนั้ ก็คอื กระบวนการแห่งปฎจิ จสมปุ บาท หรือหลักปจั จยการนั่นเอง หรอื จะมองในแงข่ องกรรมก็ไดแ้ ก่ วัฏฏะ ๓ คอื กิเลส กรรม วิบาก หมายความว่ามนุษย์ธรรมดาท่วั ไปเปน็ ปถุ ุชน คือเปน็ ผยู้ ังมกี เิ ลส ในการดำรงชีวิตอยู่ในโลก มนุษย์ยอ่ มมีการกระทำทางกายบา้ ง ทางวาจาบา้ ง และทางใจบ้าง เจตนาเป็นส่ิงทำให้การกระทำของมนษุ ย์จดั เป็นกรรมซ่ึงเกิดจากแรงหนุนของกเิ ลส กเิ ลสจงึ เปน็ ปัจจยั ให้เกดิ การกระทำ เมือ่ มีกรรมหรอื การกระทำก็ย่อมมีวิบากหรือผลของการกระทำ วบิ ากเป็นเหตุ ปัจจยั ให้เกิดกเิ ลส แลว้ ทำใหเ้ กิดกรรมและวิบากวนเวียนเปน็ วงกลมอยู่อยา่ งน้ีเรื่อยไปไม่มีส้ินสดุ ซง่ึ สามารถแยกประเภทองค์ ๑๒ ของ ปฏจิ จสมุปบาท(วงจรชวี ติ ) ตามหน้าทีข่ องมนั ในวงจรได้เป็น ๓ พวก เรยี กว่าไตรวฏั ฏ์ ( วงจรชวี ิต ๓ ) คอื กเิ ลส คือ ตวั สาเหตุผลักดันให้คดิ ปรุงแต่งกระทำการตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ อวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน กรรม คอื กระบวนการกระทำหรือกรรมทป่ี รงุ แต่งชวี ิตให้เปน็ ไปตา่ ง ๆ ได้แก่ สงั ขาร (กรรม)ภพ วบิ าก คือ ผลแห่งการกระทำทส่ี ตั วโ์ ลกทง้ั หลายไดก้ ระทำกรรม มผี ลเปน็ ปัจจัยเสรมิ สรา้ ง กิเลสตอ่ ไปได้อกี ตามวงจรแห่งชีวิตในกฎปฏิจจสมปุ บาท มีอวิชชา วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตณั หา อปุ าทาน ภพ ชาติ ๒.การเกิดใหม่ของสตั ว์ พระพทุ ธศาสนาแสดงว่าต้องอาศยั กรรม ในกระบวนการของกรรม การเกิดใหม่ของสัตว์ อาจมีปัญหาว่า อะไรไปเกิดเมอ่ื ตัวตนไม่มีการเกิดใหมจ่ ะเป็นไปได้อย่างไร กระบวนการแห่งเหตุ ปัจจัย ทีเ่ กิดขึน้ การเกดิ ใหมข่ องสตั วน์ ้ันต้องอาศัยวบิ ากกรรมนำเกิด ก่อใหเ้ กดิ ปฏิสนธิจิตหรือ วิญญาณ เกดิ การเวยี นว่ายตายเกดิ หรอื สังสารวฏั ตอ่ เนืองกนั และเปน็ ไปได้ด้วยกฎเกณฑแ์ หง่ ธรรมชาติ ซ่งึ ไม่สามารถบังคับใหเ้ ปน็ ไปได้ดังใจไดเ้ พราะสัพพชวี ติ อยู่ในกฎแห่งอนตั ตา ซึ่งมีพุทธพจน์ แสดงเปรยี บเทยี บองคป์ ระกอบของการเกดิ ใหมว่ า่ ดูกรอานนท์ เหตุนีแ้ ลกรรมจึงชื่อวา่ เปน็ ไร่นา (กมฺมํ เขตฺต)ํ วิญญาณ ช่ือว่าเป็นพชื (วิญญาณํ พีช)ํ ตัณหาช่ือว่าเปน็ ยาง (ตณหฺ า สิเนโห) สตั ว์ทมี่ ีอวชิ ชาเป็นเครื่องขวาง มตี ัณหาเปน็ เครือ่ งผูกใจ ดว้ ยประการฉะนี้ จึงมกี ารเกดิ ในภพใหม่ ตอ่ ไปอีก ดูกรอานนท์ กก็ รรมท่อี ำนวยผลในกามธาตุ, รปู ธาตุ, อรปู ธาตุ จกั ไม่มีแลว้ กามภพ รูป ภพ อรูปภพ พงึ ปรากฏบ้างหรอื หนอ [๓๘] พทุ ธพจน์แสดงว่า “ตณั หา” เปรยี บเหมือนเชื้อหรือ ๑๖ สุนทร ณ รงั ส,ี พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, (กรงุ เทพฯ : สำนกั พมิ พจ์ ฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั ๒๕๔๓), หน้า ๒๒๖.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook