Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ขลัง_ศักดิสิทธิ์_อิทธิฤทธิ์_ปาฏิหาริย์_กรรม

ขลัง_ศักดิสิทธิ์_อิทธิฤทธิ์_ปาฏิหาริย์_กรรม

Published by akkarasubun, 2021-05-11 05:29:56

Description: ขลัง_ศักดิสิทธิ์_อิทธิฤทธิ์_ปาฏิหาริย์_กรรม

Search

Read the Text Version

๙๕ พระมหาวิเชยี ร ชนิ วํโส พระผู้จัดการเรียนการสอนเช่นสำ�นักบาลี สำ�นักพระอภิธรรม โรงเรียน ปรยิ ตั สิ ามญั ซงึ่ เปน็ ผสู้ รา้ งปญั ญาใหก้ บั สงั คม เมอื่ เทยี บอตั ราสว่ นกบั พระ ชนดิ อน่ื ๆ แลว้ กถ็ อื วา่ มนี อ้ ย มไี วส้ �ำ หรบั ใหบ้ รกิ ารทางปญั ญาแกส่ งั คม บาง รปู มวั แตส่ อนคนอน่ื แตล่ มื สอนตนเอง กม็ สี ทิ ธเิ์ ปน็ พระถกู สอย คอื ถกู สกี า สอยเอาไปกินงา่ ยๆ ๖.พระเสรมิ เปน็ พระนกั สงั คมสงเคราะห์ บางครง้ั เรยี กวา่ พระ NGO สร้างอาชีพให้ชาวบา้ น เสริมงานใหช้ ุมชน มักจะหนกั ไปทางชอบเสียสละ ชว่ ยเหลอื เก้ือกลู ช้ีทางร่งุ และทางรอดในการประกอบอาชพี หรอื ไม่กเ็ ป็น หมอยาแผนโบราณรกั ษาชาวบา้ น เปน็ ผนู้ �ำ ชมุ ชนตอ่ ตา้ นยาเสพตดิ อนรุ กั ษ์ สง่ิ แวดลอ้ ม ตอ่ ตา้ นไฟปา่ รณรงคล์ ดโลกรอ้ นเปน็ ตน้ หากใชธ้ รรมเขา้ เสรมิ ด้วย ก็นับวา่ เปน็ ประโยชนต์ อ่ สังคมอยา่ งย่งิ ๗.พระสาน คือพระท่ีใฝ่หาวิชาความรู้ท้ังทางโลกและทางธรรม ตลอดชีวิต รวมถึงศึกษาปริยัติ ลงมือปฏิบัติ สัมผัสปฏิเวธ เป็นนักวิจัย ธรรมโดยแท้ เป็นพระทปี่ ระสานปริยตั ิ ปฏบิ ตั ิ ปฏิเวธ หรือประสมโลกกบั ธรรมใหเ้ ปน็ หนง่ึ เดยี วกนั พระชนดิ นม้ี กั กลายรา่ งเปน็ พระสอนในภายหลงั พระชนดิ นม้ี นี อ้ ยมาก เพราะสว่ นมากมกั เนน้ ไปทป่ี รยิ ตั ิ แตข่ าดปฏบิ ตั ิ หรอื เนน้ ปฏิบัตไิ ม่สนใจปรยิ ัติ เมอ่ื ปริยตั อิ าพาธ ปฏบิ ตั อิ าเพศ ปฏเิ วธจึงอาภพั

ขลัง ศักด์ิสทิ ธ์ิ อทิ ธฤิ ทธิ์ ปาฏิหาริย์ กรรม ๙๖ ๘.พระสงบ คือพระที่หนักไปทางปฏิบัติสมถะวิปัสสนา จนบาง สำ�นักไม่สนใจสังคมภายนอกว่าเป็นอยู่อย่างไร เพราะเห็นว่าภายนอกน้ัน วุน่ วาย ควรเอาตนเองให้รอดก่อน ส่วนมากจะเปน็ สายวดั ป่าทัง้ หลาย ถ้า ปฏบิ ตั ิได้ถูกตอ้ ง กก็ ลายเปน็ พระสะอาด พระสว่างเป็นเนอื้ นาบุญของโลก ตอ่ ไป แตบ่ างวดั กห็ ลงทางไปไกลเพราะมวั แตป่ ฏบิ ตั หิ าความสงบ หาฤทธิ์ หาความเป็นผวู้ ิเศษ บางวัดก็ไม่สนใจแม้แต่ปริยัติ หนกั เข้าก็ปฏเิ สธว่าพระ ไตรปฎิ กเขยี นผิดก็มี พระแบบน้ีเอาไว้บริการคนเบ่ือโลก ๙.พระเสอื ก คอื เมอ่ื ถึงฤดฝู น มนี �้ำ ทำ�ไรไ่ ถนา ก็อย่เู ปน็ ฆราวาสทำ� มาหากินเล้ียงครอบครัวไป แต่เมื่อหมดฤดูทำ�มาหากิน ก็หาจีวรมาห่ม เหมารถเขา้ เมอื งกรงุ เชา่ บา้ นอยกู่ นั เปน็ กลมุ่ ๆ ออกเรย่ี รายชาวบา้ น ท�ำ มา หาเลย้ี งชีพด้วยการหลอกผอู้ ืน่ วา่ ตนเป็นพระกม็ ี กลางวนั เป็นพระ กลาง คืนกลายเป็นฆราวาส หรือพระประเภทอยู่เป็นเปรตเฝ้าวัด ทำ�ตัวเหมือน คฤหสั ถ์ หาของเลน่ สนกุ สนานไปวันๆ เลน่ หวย เลน่ สีกา เลน่ ยาบ้า ยาอี ถ้ามีลาภสักการะก็บวช หมดลาภสักการะก็สึกขาลาเพศไป คือเสือกเป็น พระโดยทส่ี ังคมไมป่ รารถนา พระชนิดนี้บริการตนเองเท่านนั้ ๑๐.พระเส่ีย คือพระที่มีญาติโยมเสน่หาเลื่อมใสศรัทธามาก เป็น พระหมอดบู า้ ง เปน็ พระผมู้ ยี ศถาบรรดาศกั ดบ์ิ า้ ง เปน็ พระผวู้ เิ ศษบา้ ง เปน็ พระผเู้ ตม็ ไปดว้ ยบารมบี า้ ง จงึ ท�ำ ใหม้ จี ตปุ จั จยั ไหลมาเทมา สรา้ งวดั เหมอื น

๙๗ พระมหาวเิ ชยี ร ชนิ วโํ ส วัง บางรูปถึงกบั มธี ุรกจิ หรอื มอี าณาจักรส่วนตวั ถา้ ต่อยอดบญุ ดว้ ยการ ช่วยเหลือสังคมไม่ว่าจะเรื่องสุขภาพ เร่ืองการศึกษา ก็สามารถทำ�ได้ง่าย ถา้ ตอ่ ยอดบาปก็ทำ�ลายตัวเอง ๑๑.พระสว้ ม คือพระที่ประพฤติตนเปน็ อลชั ชี หน้าด้าน ไม่มคี วาม ละอาย อยเู่ ปน็ พระเพอื่ ท�ำ ลายพระศาสนา หาอบุ ายวธิ กี ารตา่ งๆ เพอ่ื หลอก ลวงชาวบา้ นหาเงนิ เขา้ กระเปา๋ ตนเอง เปน็ พระประเภทหนกั พระศาสนา ยงิ่ อยู่ก็ยิ่งทำ�ให้พระศาสนาเหม็นเน่าฉาวโฉ่ บางรูปบางองค์กลัวจะช่ัวไม่พอ ยงั อุตส่าห์ถ่ายคลบิ ประจานตนเองในยทู บู อีกต่างหาก ๑๒.พระเสฯ คอื เสนาบดี ไดแ้ กพ่ ระฝา่ ยปกครอง เปน็ สมภารเจา้ วดั เจ้าคณะพระสังฆาธิการ ออกแนวเผด็จการนิดๆ หรอื ประชาธิปไตยตามใจ ฉนั ถา้ มภี าวะผนู้ �ำ ดว้ ยกช็ ว่ ยสรา้ งสรรคจ์ รรโลงใหว้ ดั วาอารามเปน็ ทพ่ี ง่ึ ทาง ใจให้ญาติโยมไดอ้ ยา่ งยอดเยย่ี ม บรหิ ารจัดการดี ลกู วัดเรียบร้อย สมภาร ก็พลอยได้หน้า บริหารไม่เปน็ หรือไม่เอาใจใส่ สมภารก็พลอยถกู ด่า ย่ิงถา้ ขาดภาวะผนู้ �ำ บรหิ ารจดั การไมเ่ ปน็ วดั กจ็ ะกลายเปน็ เวจ็ ไป ไมต่ ่างอะไรกบั พระสาย ๑๓. พระสาย คือบวชในเวลาแก่ สว่ นมากเป็นหลวงปู่ หลวงตา ท�ำ อะไรไม่ไหว พัฒนาอะไรไมไ่ ด้แลว้ ๓ วันดี ๔ วันอาพาธ บิณฑบาตรไม่ได้

ขลงั ศกั ดิส์ ิทธ์ิ อทิ ธฤิ ทธ์ิ ปาฏหิ าริย์ กรรม ๙๘ สอนไม่เป็น สร้างไม่เอา เสกไม่ขลัง สกปรกรกรุงรังไปท้ังวัด อยู่เฝ้าวัด เลย้ี งไก่ เลีย้ งหมา เลยี้ งแมว เลยี้ งยงุ รอวนั มรณภาพเทา่ นนั้ แม้เปน็ พระ แบบน้ี กย็ งั มปี ระโยชน์ เพราะอย่างนอ้ ยกย็ ังไดช้ ว่ ยดแู ลศาสนสถานทช่ี าว บ้านสร้างไว้ พระบางรูปมคี วามสามารถมาก เปน็ ได้หลายอยา่ ง เช่น เจา้ คณะ พระสงั ฆาธกิ ารบางรูป เปน็ ไดท้ ง้ั พระสอน พระเสก พระสวด พระเสริมฯ แตน่ ำ�มากลา่ วโดยสรุป พอใหค้ นนอกวดั ไดเ้ ห็นภาพครา่ วๆ เทา่ น้ัน ตราบใดทส่ี งั คมยงั หลากหลาย พระกค็ งเปน็ อยา่ งทกี่ ลา่ วแลว้ หาก สังคมติดตายอยู่แค่วัตถุ พิธีกรรมหรือศรัทธา พระซึ่งก็คือส่วนหน่ึงของ สงั คมกต็ อ้ งด�ำ เนนิ ชวี ติ ไปตามคา่ นยิ มเพอื่ บรกิ ารชาวบา้ นนนั่ เอง เพราะพระ ต้องอาศัยการอุปถมั ภ์บ�ำ รงุ จากญาติโยม พระพุทธเจ้าฝากศาสนาไวท้ ่บี ริษัท ๔ คอื ภกิ ษุ ภิกษุณี อบุ าสก อบุ าสกิ า อยา่ ปลอ่ ยหนา้ ทดี่ แู ลพทุ ธศาสนาไวท้ พี่ ระเทา่ นนั้ อยา่ ถอื คติ “ชวั่ ชา่ งชี ดชี า่ งสงฆ”์ ชว่ ยกนั ตกั เตอื นดว้ ยเมตตาธรรม หากสงั คมอดุ มไปดว้ ย ปัญญา พระที่ไม่พัฒนาก็จะค่อยๆ เสื่อมความนิยมและหายไปจากสังคม เอง แตห่ ากสงั คมยงั ตดิ ตายอยกู่ บั เครอื่ งราง ของขลงั ความศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ อทิ ธิ ปาฏหิ ารยิ ์ อนั เปน็ สลี พั พตปรามาส(การยดึ ถอื ดว้ ยความหลงงมงาย อยา่ ง ไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายของสิ่งน้ัน) เช่นนี้ก็คงต้องรับกรรมไปท้ังพระทั้งโยม น่ันเอง

๙๙ พระมหาวิเชยี ร ชนิ วโํ ส พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ปราชญแ์ หง่ พทุ ธศาสนาไทย ซง่ึ เป็นทีย่ อมรับระดบั โลก ตงิ เตือนไว้ว่า [๓๖] “พึงสงั เกตวา่ การถือสลี ัพพตปรามาสอยา่ งเหนียวแน่นแบบนี้ มี แพร่หลายในอินเดียโบราณก่อนพุทธกาล จนถึงปัจจุบันก็มิได้ลดน้อยลง เลย การลม้ ล้างความเช่ือถือเหลา่ น้ี เปน็ จุดมุง่ ทเ่ี ด่นชดั ที่สดุ อยา่ งหนึ่ง ใน การบำ�เพ็ญพุทธกิจของพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกับการหักล้างเรื่องวรรณะ และการดงึ คนจากปญั หาทางอภปิ รชั ญา กลบั มาหาปญั หาชวี ติ จรงิ การถอื สีลัพพตปรามาสเหล่านี้ กลับรุนแรงย่ิงข้ึน พร้อมกับการเสื่อมลงของ พระพุทธศาสนา และเป็นสาเหตุสำ�คัญอย่างหน่ึงของความเสื่อมน้ันด้วย นา่ จะกลา่ วไดด้ ว้ ยวา่ การถอื ตดิ แนน่ ในสลี พั พตปรามาส เปน็ สาเหตสุ �ำ คญั ให้ต้องมีการเปล่ียนแปลงรุนแรง ที่เรียกว่าการปฏวิ ัติทางสังคม” และ “สภาพปัญหาอย่างหนึ่งในปัจจุบันก็คือ พระที่เก่งทาง อนศุ าสน(ี สง่ั สอน) กม็ กั ไมเ่ ออื้ เฟอ้ื เอน็ ดแู กพ่ ระพวกอนื่ ทย่ี งั อาศยั สงิ่ จงู ลอ่ ฝ่ายพระพวกอื่นนั้น ก็มักไม่ใส่ใจในอนุศาสนีชนิดนำ�ออกสู่ความเป็นอิสระ ออกจากกิเลสบ้างเสียเลย หรือไม่ก็มัวเพลินหมุนวนอยู่ที่เดิมอย่างเดียว ไมย่ อมเดนิ หนา้ (พวกทเี่ หน็ แกล่ าภ ไมต่ อ้ งพดู ถงึ ) เมอ่ื เปน็ เชน่ นี้ จดุ บรรจบ ประสานจงึ ไม่มี พาให้ชาวบ้านสับสน หรือถึงกับแตกสามคั คี ดถู กู เหยยี ด หยามและข้งึ เครียดต่อกัน”

ขลัง ศกั ดิส์ ทิ ธ์ิ อทิ ธฤิ ทธิ์ ปาฏิหารยิ ์ กรรม ๑๐๐ ที่เขียนมาท้ังหมดน้ี ไม่ได้ดูแคลนครูบาอาจารย์ท่ีท่านเก่งเร่ือง เครอื่ งรางของขลงั หรอื ปาฏหิ าริย์ เพราะเช่ือว่าสิ่งเหลา่ นจ้ี ะยังคงอย่คู ูฟ่ ้า ดินตอ่ ไป ไม่เฉพาะในเมืองไทยเท่านน้ั ประชากรอกี คอ่ นโลกนี้ ก็ยงั คงหวัง พงึ่ พงิ สงิ่ ภายนอกอยนู่ นั่ เอง เพยี งแคส่ ะกดิ เตอื นกนั เบาๆ ในฐานะชาวพทุ ธ ให้หันมาสนใจศึกษาว่าอะไรที่เป็นแก่น อะไรท่ีเป็นกาก เพราะการดำ�เนิน ชีวติ น้ัน บางครง้ั ต้องใชก้ ากในขณะทีต่ ้องเขา้ ใจในแกน่ ไปดว้ ย จะไดไ้ ม่หลง ทางไปไกลนัก เพราะแม้วา่ จะขลงั ศกั ดสิ์ ิทธิ์ ฤทธมิ์ ากแคไ่ หน ก็ไม่พน้ จาก กฎแห่งกรรม และภัยแหง่ ความแก่ ความเจ็บ ความตายไปได้

พระมหาวเิ ชียร ชนิ วโํ ส

ขลัง ศกั ดสิ์ ทิ ธ์ิ อิทธฤิ ทธ์ิ ปาฏหิ าริย์ กรรม เกดิ จากกรรม “บคุ คลจะชอื่ วา่ เปน็ พราหมณเ์ พราะชาตกิ �ำ เนดิ กห็ ามไิ ด้ จะชอ่ื วา่ มิใช่พราหมณ์เพราะชาติกำ�เนิดก็หามิได้ แต่ช่ือว่าเป็นพราหมณ์เพราะ กรรม(การกระท�ำ การงาน อาชีพ ความประพฤติ การด�ำ เนินชีวติ ) ชอ่ื ว่า มใิ ช่พราหมณ์ก็เพราะกรรม บคุ คลช่ือว่าเป็นชาวนาเพราะกรรม ชอื่ ว่าเป็นช่างศลิ ป์ เปน็ พ่อค้า เป็นคนรับใช้กเ็ พราะกรรม ชื่อว่าเปน็ โจร เป็นทหารอาชีพ เปน็ ปโุ รหติ แม้ กระทั่งเปน็ พระราชา กเ็ พราะกรรมทั้งนั้น บัณฑิตผู้มีปกติเห็นการที่ทุกข์เกิดข้ึน เพราะอาศัยความสัมพันธ์ เกยี่ วเนอ่ื งกนั มา(ปฏจิ จสมปุ บาท) ฉลาดในกรรมและวบิ าก ยอ่ มเหน็ กรรม ตามความเป็นจริงอยา่ งนี้ สตั วโ์ ลกยอ่ มเปน็ ไปตามกรรม หมสู่ ตั วย์ อ่ มเปน็ ไปตามกรรม สตั ว์ ท้ังหลายมีกรรมเป็นเครื่องผูกพัน เปรียบเหมือนรถที่แล่นไปมีหมุดเป็น เครอ่ื งตรึงไว้ ฉะนัน้ ” [๓๗]

๑๐๓ พระมหาวเิ ชยี ร ชนิ วํโส พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสถึงกรรมเก่า[๓๘] ท่ีดีซึ่งเป็นปัจจัยให้ พระองคไ์ ด้มาตรสั รู้เปน็ พระพุทธเจ้าไว้เป็นคร้ังแรก คือ ชาตหิ นง่ึ ในอดตี นน้ั พระองคเ์ กดิ เปน็ คนยากจนเหน็ พระสาวกของ พระพทุ ธเจา้ รปู หนงึ่ ซง่ึ ถอื อยปู่ า่ เปน็ วตั รแลว้ เลอ่ื มใสจงึ ถวายผา้ หม่ เกา่ ผนื เดยี วทต่ี วั เองมอี ยแู่ กท่ า่ น พรอ้ มกนั นน้ั กไ็ ดฟ้ งั เรอื่ งราวของพระพทุ ธเจา้ จาก พระสาวกรูปนนั้ แล้วเกดิ เลือ่ มใสยงิ่ ข้ึนจงึ ตง้ั จติ ปรารถนาเปน็ พระพุทธเจ้า เป็นครง้ั แรก การเริ่มต้นปรารถนาแต่คร้ังนั้นของพระองค์ ส่งผลให้ทำ�ความดี บำ�เพ็ญบารมีอย่างตอ่ เน่อื งจนมาได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในชาตนิ ้ี และยงั ไดต้ รสั ถงึ อกศุ ลกรรมทใ่ี หผ้ ลแกพ่ ระองค์ ซง่ึ เปน็ กรรมทท่ี �ำ ไวใ้ นอดตี ชาติ แลว้ ใหผ้ ลในชาตปิ จั จบุ นั ถงึ แมว้ า่ จะไดต้ รสั รเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ แล้ว กย็ ังไมพ่ น้ ไปจากผลของกรรมนน้ั แต่น่าแปลกใจวา่ ชาวพุทธ(มงั๊ )ใน ยคุ ปจั จบุ นั น้ี กลบั ท�ำ พธิ ตี ดั กรรม แกก้ รรมกนั ไดง้ า่ ยๆ ไมร่ วู้ า่ ฉลาดกวา่ หรอื ทำ�พธิ ีกรรมนอกรตี จนห่างไกลจากค�ำ สอนของพระพทุ ธเจ้ากนั แน่ ๑. แกลง้ โคไม่ให้ดมื่ นำ�้ พระองค์ตรัสเล่าว่า ชาติหนึ่งในอดีต พระองค์เกิดเป็นคนเลี้ยงโค ตอ้ นโคไปเลย้ี ง เหน็ แมโ่ คแวะดม่ื น�้ำ ขา้ งทาง เกรงจะชกั ชา้ จงึ ไลแ่ มโ่ คไมใ่ หด้ มื่ น้ำ� ด้วยการแกล้งเอาไมก้ วนนำ้�ใหข้ นุ่ บาปกรรมในชาติน้ันสง่ ผลมาถงึ ชาติ น้ี เม่อื เสดจ็ สูเ่ มืองกุสินารา ทรงกระหายน�้ำ แมใ้ ชใ้ หพ้ ระอานนท์ไปตักนำ้�มา

ขลงั ศกั ด์สิ ทิ ธ์ิ อิทธิฤทธ์ิ ปาฏิหาริย์ กรรม ๑๐๔ ให้เสวย แตน่ ำ้�นนั้ ถูกกองเกวียนถงึ ๕๐๐ เลม่ ขับผา่ นไป จึงท�ำ ให้นำ�้ ข่นุ มวั จงึ ไมไ่ ดเ้ สวยสมปรารถนาทันที เมอ่ื คราวใกล้จะเสดจ็ ดบั ขันธปรินิพพาน ๒. ใส่ร้ายผู้ทรงศลี ชาตหิ นงึ่ ในอดตี พระองคเ์ กดิ เปน็ นกั เลง ชอื่ “ปนุ าล”ิ ไดใ้ สร่ า้ ยพระ ปจั เจกพทุ ธเจา้ พระนามวา่ “สรุ ภ”ี วา่ ท�ำ ผหู้ ญงิ ทอ้ ง ตายจากชาตนิ น้ั บาป กรรมส่งผลให้ไปเกิดอยู่ในนรกนานแสนนาน เสวยทุกขเวทนาอย่างแสน สาหัส เกดิ มาในชาติน้ี แมจ้ ะได้ตรสั รู้เป็นพระพุทธเจา้ แล้ว เศษกรรมท่ยี งั หลงเหลืออยู่ ก็สง่ ผลใหพ้ ระองคม์ าถกู นางสุนทริกา ใส่รา้ ยวา่ พระองค์ได้ ร่วมรกั กบั นางจนตง้ั ครรภ์ ต่อมาในชาติหน่ึง มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติข้ึนในโลก พระองค์ได้ ทรงใสร่ า้ ยพระเถระชอื่ “นนั ทะ” ดว้ ยเรอ่ื งท�ำ นองเดยี วกนั ตายจากชาตนิ น้ั บาปกรรมสง่ ผลใหไ้ ปเกดิ อยู่ในนรกนานนบั หมนื่ ปี เกิดมาในชาตนิ ้แี ม้จะได้ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เศษกรรมท่ียังเหลืออยู่ก็ส่งผลให้พระองค์ถูก นางจญิ จมาณวิกาใสร่ ้ายวา่ พระองค์ได้ร่วมรักกบั นางจนนางตง้ั ครรภ์ ๓. ฆ่าน้องชายต่างมารดา ชาติหน่ึงในอดีต พระองค์เกิดเป็นลูกเศรษฐี บิดาของพระองค์มี ภรรยาหลายคน ภรรยาคนหนงึ่ มลี กู ชาย จงึ เกรงวา่ ทรพั ยส์ มบตั สิ ว่ นหนงึ่ จะถกู แบง่ ไปใหแ้ กน่ ้องชายต่างมารดานนั้ จงึ ลวงน้องชายไปฆา่ ทีซ่ อกเขา

๑๐๕ พระมหาวิเชียร ชนิ วํโส แล้วเอาหินทับไว้ ตายจากชาตนิ นั้ บาปกรรมส่งผลใหไ้ ปเกิดอยใู่ นนรกนาน ปี เกดิ มาในชาตนิ แี้ มจ้ ะไดต้ รสั รแู้ ลว้ เศษกรรมทย่ี งั หลงเหลอื อยกู่ ส็ ง่ ผลให้ พระองค์ถูกพระเทวทตั กลิง้ หนิ กระทบน้ิวพระบาทจนห้อพระโลหติ ๔. จุดไฟดกั ทางพระปัจเจกพทุ ธเจา้ ชาติหนึ่งในอดีต พระองค์เกิดเป็นเด็กซน วันหน่ึงขณะเล่นอยู่กับ เพอื่ นเดก็ เหน็ พระปจั เจกพทุ ธเจา้ รปู หนง่ึ ก�ำ ลงั เดนิ มา จงึ ชวนกนั จดุ ไฟดกั ทางเพือ่ มิให้พระปัจเจกพุทธเจ้าผ่านไปได้ ตายจากชาตินนั้ บาปกรรมส่ง ผลใหไ้ ปเกดิ อยใู่ นนรกนานแสนนาน เกดิ มาในชาตนิ แ้ี มจ้ ะไดต้ รสั รแู้ ลว้ เศษ กรรมทย่ี ังหลงเหลอื อยู่กส็ ่งผลใหพ้ ระองคถ์ ูกไฟไหม้ ๕. ไสชา้ งไล่พระปจั เจกพระพุทธเจา้ ชาตหิ นงึ่ พระองคเ์ กดิ เปน็ ควาญชา้ ง วนั หนง่ึ เหน็ พระปจั เจกพทุ ธเจา้ บณิ ฑบาตผา่ นไปแลว้ รสู้ กึ เกลยี ดชงั จงึ ไสชา้ งไลพ่ ระปจั เจกพทุ ธเจา้ รปู นนั้ ตายจากชาตินน้ั บาปกรรมส่งผลให้ไปเกิดอยู่ในนรกนานแสนนาน เกดิ มา ในชาตินี้ แม้จะได้ตรัสรูเ้ ปน็ พระพุทธเจา้ เศษกรรมท่ยี ังหลงเหลืออยู่ สง่ ผลให้พระองค์ถูกพระเทวทัตยยุ งพระเจา้ อชาตศตั รู ให้ปล่อยช้างนาฬาครี ี มาไล่พระองค์ ๖. เป็นทหารออกศกึ

ขลงั ศักดส์ิ ทิ ธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏหิ ารยิ ์ กรรม ๑๐๖ ชาติหนึ่งในอดีต พระองค์เกิดเป็นทหารออกรบ ได้ฆ่าข้าศึกตาย เป็นจำ�นวนมาก ตายจากชาตนิ นั้ บาปกรรมส่งผลให้ไปเกิดอย่ใู นนรกนาน แสนนาน เสวยทุกขเวทนาอย่างแสนสาหสั เกิดมาในชาตนิ ี้ แมจ้ ะไดต้ รสั รู้ เป็นพระพุทธเจ้า เศษกรรมยังหลงเหลืออยู่ก็ส่งผลให้พระองค์ถูกพระ เทวทตั จ้างนายขมังธนูมายงิ พระองค์ ๗. เห็นคนฆา่ ปลาแลว้ ชอบใจ ชาติหน่ึงในอดีต พระองค์เกิดเป็นลูกชาวประมง เห็นชาวประมง ฆ่าปลาแลว้ เกดิ ความยินด(ี แม้มโนกรรมกม็ ีผล) เม่ือเกิดในชาตนิ ้ี แม้จะได้ ตรัสรเู้ ป็นพระพทุ ธเจา้ แลว้ บาปกรรมกย็ งั สง่ ผลใหพ้ ระองคร์ สู้ ึกปวดพระ เศยี รเมื่อคราวทีพ่ วกเจ้าศากยะพระประยูรญาตขิ องพระองคถ์ ูกพระเจ้า- วฑิ ูฑภะ กษัตรยิ ์แหง่ แคว้นโกศลยกทัพบกุ สงั หารหมู่ ๘. ด่าพระสาวกของพระพุทธเจ้า ชาติหน่งึ ในอดีต พระองคเ์ กิดเป็นคนปากกลา้ ด่าว่าพระสาวกของ พระพุทธเจ้าพระนามว่า “ผสุ สะ” และพูดแดกดนั ในทำ�นองวา่ ให้ทา่ นเหล่า นน้ั ไดฉ้ นั แตข่ า้ วชนดิ เลว อยา่ ใหไ้ ดฉ้ นั ขา้ วดๆี เลย ตายจากชาตนิ นั้ บาปกรรม ส่งผลให้ไปเกิดอยู่ในนรกนานแสนนาน มาเกิดในชาติน้ีแม้จะได้ตรัสรู้แล้ว บาปกรรมกย็ ังสง่ ผลใหพ้ ระองค์ได้รบั นิมนตไ์ ปจำ�พรรษาในเมืองเวรญั ชา ครน้ั พระองค์เสด็จไปถงึ กเ็ กดิ ทุพภกิ ขภัย ท�ำ ให้พระองคต์ ้องเสวยขา้ วแดง อยู่นานถงึ ๓ เดือน

๑๐๗ พระมหาวิเชียร ชนิ วโํ ส ๙. เบียดเบียนบตุ รนกั มวยปลำ�้ พระองค์ตรัสเล่าว่า ชาติหนึ่งในอดีต เม่ือนักมวยกำ�ลังชกกัน ได้ เบยี ดเบยี นบตุ รนกั มวยปล�้ำ จนบาดเจบ็ ดว้ ยวบิ ากแหง่ กรรมนนั้ มาเกดิ ใน ชาตินี้ แมจ้ ะได้ตรสั รู้เป็นพระพุทธเจา้ แล้ว บาปกรรมยงั สง่ ผลให้พระองค์ มโี รคประจำ�พระองค์คือ ปวดพระปฤษฎางค์(ปวดหลัง) ๑๐.เป็นหมอยารักษาคนไข้ตาย ชาติหน่ึงในอดีต พระองค์เกิดเป็นหมอยารับรักษาลูกชายเศรษฐี โดยวธิ ใี หถ้ ่ายยา จนลกู ชายเศรษฐตี าย หลังจากชาตินั้น บาปกรรมส่งผล ให้ไปเกิดอยู่ในนรก มาเกิดในชาตินี้แม้จะได้ตรัสรู้แล้วเศษกรรมที่ยังหลง เหลอื อยกู่ ส็ ง่ ผลใหพ้ ระองคเ์ กดิ พระโรคปกั ขนั ทกิ าพาธหรอื โรคทอ้ งรว่ ง หลงั จากเสวยสกู รมทั ทวะของนายจุนทะ กอ่ นเสดจ็ ดับขันธปรินิพพาน ๑๑. เยาะเย้ยพระพุทธเจ้า ชาตหิ นง่ึ ในอดตี พระองคเ์ กดิ เปน็ ชายหนมุ่ ชอ่ื “โชตปิ าละ” วนั หนง่ึ เขา้ ไปเฝา้ พระพุทธเจา้ กสั สปะ แลว้ กราบทลู ทำ�นองเย้ยหยันวา่ ทำ�ไมจงึ ได้ ตรัสรู้ช้า ตอ้ งบ�ำ เพ็ญเพยี รอย่นู านกวา่ จะตรสั รไู้ ด้ ด้วยผลกรรมน้นั จึงสง่ ผลใหพ้ ระองคห์ ลงทางในการแสวงหาโมกขธรรมจนตอ้ งบ�ำ เพญ็ ทกุ รกริ ยิ า ทรมานตนเองอยถู่ ึง ๖ ปี อนั ทำ�ให้พระองค์ตอ้ งประสบกับทกุ ข์อยา่ งแสน สาหสั กว่าจะตรัสรู้ได้

ขลงั ศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหารยิ ์ กรรม ๑๐๘ และอีกเรื่องหน่ึงคือเรื่อง “บุพกรรมของการได้มหาปุริสลักขณะ ๓๒ ประการ” [๓๙] สามารถอธิบายเร่ืองผลของกรรมดีได้อย่างมีเหตุมีผล ชาวพุทธควรรู้เรื่องน้ีไว้ จะได้แยกแยะออกว่า อะไรคือกรรมดีตามอย่าง พระพทุ ธเจา้ เพอ่ื เราจะไดไ้ มห่ ลงไปกบั ค�ำ วา่ กรรมดตี ามกระแสชาวโลก หรอื ลัทธินอกรีต เชน่ ของธรรมาจารยใ์ นลทั ธติ า่ งๆ ท่ีท�ำ หนงั สอื ลอกเลยี นแบบ พทุ ธ หรอื หลงเชอื่ เอาตามค�ำ สอนทถี่ า่ ยทอดกนั มา โดยไมต่ รงกบั หลกั เหตผุ ล อนั เป็นสัจธรรม พระพทุ ธเจา้ ทรงตรสั วา่ ไมเ่ พยี งแตพ่ ทุ ธบรษิ ทั เทา่ นน้ั ทจ่ี ะดลู กั ษณะ นี้ออก แม้แต่พวกฤษีนอกศาสนาก็สามารถดูและรู้ลักษณะเหล่าน้ันได้ ใน แต่ละลกั ษณะน้นั กจ็ ะมบี พุ กรรมท่ที ำ�มาแตกตา่ งกนั ออกไป คือ ๑. ลักษณะฝา่ พระบาทราบเสมอกัน บุพกรรมในภพชาติก่อน พระพุทธองค์ทรงยึดมั่นในกุศลอย่าง ม่ันคง ประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต บำ�เพ็ญทาน สมาทาน เบญจศลี อโุ บสถศลี ปฏบิ ตั ดิ ตี อ่ บดิ ามารดา สมณพราหมณ์ เคารพผใู้ หญ่ ในตระกูล เคารพในธรรมทสี่ งู ข้นึ ไป ผลในชาติปัจจุบันนี้ พระพุทธองค์ทรงไม่มีข้าศึกศัตรูภายใน คือ ราคะ โทสะ โมหะ ไมม่ ีข้าศกึ ศตั รภู ายนอก คือ สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม ใครๆ ในโลกนมี้ อิ าจข่มได้

๑๐๙ พระมหาวเิ ชยี ร ชนิ วํโส ๒. ลกั ษณะของจักรบนพนื้ ฝ่าพระบาท บุพกรรม พระพุทธองค์ได้นำ�ความสุขมาให้แก่ชนเป็นอันมาก บรรเทาความหวาดกลัว จดั การรกั ษาคุ้มครองปอ้ งกนั อยา่ งเป็นธรรม ให้ ทานด้วยสง่ิ ของตา่ งๆ ผลในปัจจบุ นั พระพทุ ธองค์ทรงมบี รวิ ารมาก มบี รวิ ารเปน็ ภกิ ษุ ภิกษุณี อุบาสก อบุ าสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ แวดลอ้ ม พระองคไ์ มม่ ใี ครยง่ิ กว่า ๓-๕. ลักษณะส้นพระบาทย่ืนยาวออกไป น้ิวพระหัตถ์และ พระบาทเรียวยาว บุพกรรม พระพุทธองค์ทรงเว้นปาณาติบาต มิได้เหยียบสัตว์ให้ ตายดว้ ยความประมาท มไิ ดป้ ระหารสตั วใ์ หต้ ายดว้ ยพระหตั ถ์ มคี วามละอาย มคี วามกรุณา มคี วามปรารถนาดีแกส่ ัตว์ทง้ั ปวง ผลในปัจจุบัน พระพุทธองค์มีพระชนมายุยืน ไม่มีผู้ใดปลงพระ ชนมช์ ีพได้ ๖. ลกั ษณะพระมงั สะในที่ ๗ แหง่ คอื พระองั สะ ๒ หลงั พระหตั ถ์ ๒ หลังพระบาท ๒ ล�ำ พระศอ ๑ เต็มบรบิ ูรณ์ บพุ กรรม พระพทุ ธองคท์ รงใหข้ องทค่ี วรเคย้ี วควรบรโิ ภค น�้ำ ทคี่ วร ดืม่ อนั ประณีต มรี สอรอ่ ย เป็นจำ�นวนมาก

ขลัง ศกั ดิส์ ทิ ธ์ิ อิทธฤิ ทธ์ิ ปาฏิหารยิ ์ กรรม ๑๑๐ ผลในปจั จบุ นั พระพทุ ธองคไ์ ดข้ องทค่ี วรเคย้ี วควรบรโิ ภค ควรลม้ิ นำ�้ ทีค่ วรดื่ม อันประณตี มรี สอร่อย ๗-๘. ลกั ษณะพระหตั ถแ์ ละพระบาทออ่ นนมุ่ และมเี สน้ ทข่ี อ้ พระ องคุลจี ดกนั เปน็ รปู ตาขา่ ย บุพกรรม พระพุทธองคท์ รงสงเคราะหช์ นด้วยสังคหวตั ถุ ๔ ได้แก่ ทาน (การให้) ปิยวาจา (วาจาไพเราะ) อัตถจริยา (บำ�เพ็ญตนให้เป็น ประโยชน์) สมานตั ตตา (วางตนเหมาะสม) ผลในปัจจุบัน พระพุทธองคท์ รงมีบริวารทีพ่ ระองค์สงเคราะหเ์ ปน็ อย่างดี ผูกใจบริวารได้เป็นอย่างดี โดยการสงเคราะห์ในบุพชาติ และใน ปจั จบุ ัน เป็นท่ีรกั ของบรวิ าร ๙-๑๐. ลกั ษณะขอ้ พระบาทสูงและพระโลมชาตมิ ีปลายงอนข้ึน บุพกรรม พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้กล่าววาจาประกอบด้วยอรรถ ดว้ ยธรรม แนะน�ำ ประชาชนเปน็ อนั มาก เปน็ ผนู้ �ำ ประโยชนแ์ ละความสขุ ให้ แก่สตั ว์ทง้ั หลาย เป็นผบู้ ชู าธรรมเปน็ ปกติ ผลในปจั จบุ นั พระพทุ ธองคท์ รงเปน็ ผเู้ ลศิ ผปู้ ระเสรฐิ เปน็ ประมขุ สูงสดุ กวา่ สตั ว์ทัง้ ปวง ๑๑. ลักษณะพระชงฆ์เรียวดุจแขง้ เน้ือทราย

๑๑๑ พระมหาวิเชยี ร ชนิ วโํ ส บุพกรรม พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ต้ังใจสอนศิลปะวิทยา ความ ประพฤติหรือการงาน ท่ีไม่เป็นไปเพ่ือเบียดเบียนใครๆ โดยต้ังใจว่า ทำ� อยา่ งไรชนทงั้ หลายจะเรยี นรเู้ รว็ สำ�เร็จเรว็ ไม่ล�ำ บากนาน ผลในปัจจุบัน พระพุทธองค์ทรงได้ปัจจัยอันควรแก่สมณะและ บรษิ ทั เครื่องสมณูปโภคอันควรแตส่ มณะโดยพลนั ๑๒. ลกั ษณะพระฉวลี ะเอียด บุพกรรม พระพทุ ธองค์ทรงเข้าหาสมณพราหมณส์ อบถามธรรม ต้งั ใจฟัง ท�ำ ความเข้าใจ ไตรต่ รอง เพ่อื ความเจรญิ ทางปัญญา ผลในปจั จบุ นั พระพทุ ธองคท์ รงมพี ระปรชี ามาก กวา้ งขวาง วอ่ งไว เฉยี บแหลม ท�ำ ลายกเิ ลส ปญั ญาเหนอื กวา่ สตั วท์ งั้ หลาย บรรลพุ ระสมั มา สัมโพธิญาณ ๑๓. ลักษณะพระฉวสี ที อง บพุ กรรม พระพทุ ธองคท์ รงอธษิ ฐานความไมโ่ กรธและใหท้ านเปน็ ผา้ เนอ้ื ละเอยี ดจำ�นวนมาก ผลในปัจจุบัน พระพุทธองค์ทรงได้เครื่องลาด ผ้านุ่งห่มอย่างดี เนอื้ ละเอยี ด ๑๔. ลกั ษณะพระคยุ หฐาน(อวยั วะเพศชาย)เรน้ อยู่ในฝัก

ขลัง ศกั ด์สิ ิทธ์ิ อทิ ธิฤทธิ์ ปาฏิหารยิ ์ กรรม ๑๑๒ บุพกรรม พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้นำ�ญาติมิตรที่สูญหาย พลัด พรากไปนานมาพบกนั ผลในปัจจุบัน พระพุทธองค์ทรงมีพระโอรสมาก หมายถึง พุทธ บตุ ร สาวก ผดู้ ำ�เนินตามพทุ ธพจน์ ๑๕-๑๖.ลกั ษณะพระวรกายเป็นปรมิ ณฑลดจุ ปริมณฑลแห่งต้น ไทร และเมอ่ื ประทบั ยนื ไมต่ อ้ งนอ้ มพระองคล์ งกท็ รงลบู คล�ำ ถงึ พระชานุ ดว้ ยฝ่าพระหตั ถท์ ั้งสองได้ บุพกรรม พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ฉลาดในการพิจารณาบุคคลที่ ควรสงเคราะห์ ควรยกยอ่ ง ควรเลอื่ มใส และการกระท�ำ การสงเคราะห์ การ ยกย่อง การเลือ่ มใส ผลในปัจจุบัน พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้มั่งคั่งมากมีทรัพย์สมบัติ มาก คอื ศรทั ธา ศีล หริ โิ อตตปั ปะ สตุ ะ จาคะ ปญั ญา ๑๗-๑๙. ลักษณะมีพระวรกายทุกส่วนบริบูรณ์ ดุจลำ�ตัวท่อน หน้าของราชสีห์ บุพกรรม พระพุทธองค์ทรงหวังประโยชน์เก้ือกูลความสุขแก่ มหาชนด้วยคิดว่า ทำ�อย่างไรชนท้ังหลายพึงเจริญด้วย ศรัทธา ศีล สุตะ พทุ ธิ จาคะ ธรรมะ ปญั ญา พงึ เจรญิ ด้วย ทรพั ย์ ข้าว นา สวน สัตวเ์ ล้ียง บตุ รภรรยา ทาสกรรมกร ญาตมิ ติ ร พวกพ้อง

๑๑๓ พระมหาวเิ ชียร ชนิ วํโส ผลในปจั จบุ นั พระพทุ ธองคท์ รงไมเ่ สอ่ื มจากอรยิ ทรพั ย์ ๕ ประการ ไดแ้ ก่ ศรัทธา ศลี สุตะ จาคะ ปญั ญา และสมบตั ทิ ง้ั ปวง ๒๐. ลักษณะมีเส้นประสาทรับรสพระกระยาหารได้ดี บุพกรรม พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ไมว่ า่ ดว้ ยมอื กอ้ นหนิ ไมห้ รอื อาวธุ ฆา่ เองหรอื บงั คบั ใหผ้ อู้ นื่ ฆา่ หรอื ท�ำ ให้ สตั ว์ทงั้ หลายหวาดกลัว ผลในปัจจุบัน พระพุทธองค์ทรงมีโรคาพาธน้อย มีความลำ�บาก น้อย สมบูรณ์ด้วยเตโชธาตุ ทำ�ให้ย่อยอาหารได้ดี เหมาะแก่การบำ�เพ็ญ เพยี รปฏบิ ตั ธิ รรม ๒๑-๒๒. ลกั ษณะมีดวงพระเนตรด�ำ สนทิ และแจม่ ใส ดจุ ตาลูก โคเพิง่ คลอด บพุ กรรม พระพทุ ธองคท์ อดพระเนตรดมู หาชนดว้ ยสายพระเนตร เบกิ บาน นา่ รกั ไม่ถลึงตาดู ไม่ค้อนตาดู ผลในปัจจุบัน พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ที่ชนทั้งหลายเห็นแล้วรัก เป็นทรี่ ักใคร่ของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ และยงั ชนเปน็ อันมากให้สรา่ งโศก ๒๓. ลกั ษณะพระเศยี รดจุ ประดับดว้ ยกรอบพระพักตร์

ขลัง ศักดสิ์ ิทธิ์ อทิ ธิฤทธ์ิ ปาฏิหาริย์ กรรม ๑๑๔ บพุ กรรม พระพทุ ธองคท์ รงเปน็ หวั หนา้ ชนเปน็ อันมาก ทรงเป็น ผู้นำ�มหาชนท้ังหลายในการทำ�กุศลธรรม ด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโน สจุ รติ ในการบ�ำ เพ็ญทาน สมาทานเบญจศลี รักษาอุโบสถศลี ปฏิบตั ิดีต่อ บิดามารดา สมณพราหมณ์ เคารพผใู้ หญ่ในตระกลู และทำ�กศุ ลทย่ี ิ่งอืน่ ๆ ผลในปจั จุบัน พระพุทธองคม์ ีมหาชนคล้อยตาม ๒๔-๒๕. ลกั ษณะพระโลมชาตเิ ดย่ี วและพระอณุ าโลมระหวา่ งพระ ขนง(คือขนระหวา่ งคิ้ว)สีขาวออ่ นเหมือนน่นุ บพุ กรรม พระพทุ ธองคท์ รงละการพดู เทจ็ เวน้ ขาดจากการพดู เทจ็ พดู แตค่ วามจริง ด�ำ รงค�ำ สัตย์ มถี ้อยคำ�เปน็ หลักฐาน ควรเช่ือถือ ไมพ่ ูด ลวงโลก ผลในปจั จบุ นั เมอ่ื เปน็ พระพทุ ธเจา้ จะเปน็ ผทู้ ค่ี นหมมู่ าก คอื ภกิ ษุ ภิกษณุ ี อุบาสก อุบาสกิ าเทวดา มนษุ ย์ อสูร นาค คนธรรพ์ ประพฤตติ าม ๒๖-๒๗. ลกั ษณะพระทนต์ ๔๐ ซ่แี ละไม่ห่างกัน บุพกรรม พระพุทธองคท์ รงละและเวน้ ขาดจากคำ�ส่อเสยี ด ไมพ่ ดู ใหค้ นแตกรา้ วกนั พดู สมานคนทแี่ ตกรา้ วใหส้ ามคั คกี นั ยนิ ดใี นความพรอ้ ม เพรียงของหมู่ชน ผลในปจั จุบัน พทุ ธบริษทั ไม่แตกแยกกนั

๑๑๕ พระมหาวิเชียร ชนิ วํโส ๒๘-๒๙. ลักษณะพระชิวหาใหญ่ยาวและพระสุรเสียงดุจเสียง พรหม บุพกรรม พระพุทธองค์ทรงละคำ�หยาบ เว้นขาดจากคำ�หยาบ กลา่ วแตค่ ำ�ไมม่ โี ทษ ไพเราะหู ชวนใหร้ กั จับใจ ผลในปจั จุบัน ตรสั คำ�ใด กเ็ ป็นทเ่ี ชือ่ ถือของพหูชน ๓๐. ลักษณะพระหนุดุจคางราชสหี ์ บพุ กรรม พระพุทธองคท์ รงละคำ�เพอ้ เจ้อ เวน้ ขาดจากค�ำ เพอ้ เจ้อ พดู แต่คำ�จรงิ ถกู กาละ อิงอรรถ องิ ธรรม อิงวินยั มีหลักฐาน มีประโยชน์ ในกาลอันควร ผลในปัจจุบัน พระพุทธองค์ทรงไม่มขี า้ ศกึ ภายใน คอื ราคะ โทสะ โมหะ ไมม่ ขี า้ ศกึ ภายนอก ไมว่ า่ สมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรอื ใครๆ ในโลกก�ำ จดั ได้ ๓๑-๓๒. ลักษณะพระทนต์เรียบเสมอกันและพระเข้ียวแก้ว ขาวงาม บพุ กรรม พระพทุ ธองคท์ รงเล้ยี งชพี ดว้ ยสัมมาอาชพี ละมิจฉาชพี ๑๒ อย่าง ได้แก่ การโกงด้วยตาชัง่ ด้วยของปลอม ดว้ ยเคร่ืองตวงวดั ดว้ ย การรบั สินบน การหลอกลวง การตลบตะแลง การตดั การฆา่ การจองจำ� การตชี งิ การปลน้ การกรรโชก

ขลัง ศักด์ิสิทธิ์ อทิ ธิฤทธ์ิ ปาฏิหาริย์ กรรม ๑๑๖ ผลในปัจจุบัน พระพุทธองค์ทรงมีบริวารบริสุทธิ์ คือมีบริวารที่ กำ�จัดกิเลสเป็นพระอรยิ บคุ คลไดแ้ ลว้ ทรี่ วบรวมไวน้ ้ี เพอื่ ตอ้ งการใหเ้ ขา้ ใจผลแหง่ การกระท�ำ ไมว่ า่ จะท�ำ ดีหรือช่ัว ล้วนมีผลสืบต่อทง้ั สิ้น อัตภาพทเี่ ราท่านได้มาตง้ั แต่เกิด แมก้ ระทั่งดีเอน็ เอ ทแ่ี ต่ละคนมี แตกต่างกันไปน้ัน ก็เพราะกรรมนั่นเองที่จัดสรรความลงตัวให้เกิดขึ้นแก่ ทกุ คน หรอื แมแ้ ตพ่ อ่ แม่ ครอบครวั สตปิ ญั ญา อาชพี การงาน วถิ ชี วี ติ ลว้ น แตเ่ ราไดเ้ ลอื กมาแล้วแต่อดตี ชาติ หน้าท่ีของเราในปจั จบุ ัน ไมใ่ ช่ปล่อยให้ชวี ติ ลอ่ งลอยไปตามกรรม แต่ควรจะพัฒนาหรือฝ่าดาวฝืนดวง ทำ�ให้อัตภาพที่ได้มาเพราะผลแห่ง กรรมเกา่ นด้ี ยี ง่ิ ๆ ขน้ึ ไป ไมใ่ ชน่ อนรอรบั ผลแหง่ กรรมอยา่ งเดยี ว ซงึ่ ไมใ่ ชส่ งิ่ ที่บัณฑติ สรรเสริญ ปาฏหิ าริย์ ท่ีเกิดข้ึนกับพระองค์ จงึ ล้วนเกดิ จากการลงมือท�ำ ไม่ใช่ การอ้อนวอนขอจากสิ่งศักดิ์สทิ ธ์ใิ ดเลย

พระมหาวเิ ชียร ชนิ วโํ ส

ขลัง ศกั ดิส์ ทิ ธิ์ อทิ ธฤิ ทธิ์ ปาฏหิ ารยิ ์ กรรม ตัดกรรม ปจั จบุ นั นเ้ี รมิ่ เหน็ ปา้ ยคทั เอา้ ทโ์ ฆษณาขา้ งทางเกยี่ วกบั ท�ำ พธิ อี ทุ ศิ ส่วนกุศลสำ�หรับเดก็ ที่ถกู ท�ำ แทง้ ดว้ ยการไปท�ำ พิธตี ดั กรรมทวี่ ดั ตา่ งๆ หรอื แมแ้ ตร่ ายการทวี หี ลายรายการทเ่ี รม่ิ จบั เอาเรอื่ งราวเกยี่ วกบั กรรมมาเลน่ บ้างก็ว่ากรรมท่ีทำ�ไปแล้วแก้ไม่ได้ บ้างก็ว่าสามารถแก้ได้ด้วยพิธี กรรมต่างๆ ที่ล้านนามีวิธีตัดกรรมซ่ึงนักปราชญที่เป็นพระท่านได้ต้ังไว้ เป็น อุบายใหค้ นสมยั ก่อนท่ชี อบล่าสัตว์ ละการล่า เชน่ น�ำ อาวุธท่เี คยใช้ในการ ฆา่ สัตว์ นำ�รปู สตั ว์ ตุก๊ ตาสัตวท์ เี่ คยฆ่า มาฝังในพธิ ตี ัดกรรม กรรมคือการกระท�ำ การตดั กรรมกห็ มายถงึ การตัดการกระท�ำ อัน ชั่วร้าย แตค่ นที่มาตดั ต้องจรงิ ใจคอื จะไม่ท�ำ กรรมนนั้ อกี จึงจะตดั กรรมได้ พิธีตัดกรรมในทางล้านนาหมายถึงการตัดการกระทำ�ช่ัว ไม่ได้ตัดผลของ กรรม เพราะแมแ้ ต่พระพทุ ธเจา้ ก็ตัดผลกรรมไม่ได้ เหมอื นขวา้ งลกู เทนนสิ ใสผ่ นงั ปนู ผลทตี่ ามมาคอื แรงสะทอ้ นกลบั ขว้างไปแรงแค่ไหนลูกเทนนิสก็สะท้อนกลับมาแรงแค่น้ัน จะห้ามมิให้ลูก เทนนสิ ไมส่ ะทอ้ นกลบั ไมไ่ ด้

๑๑๙ พระมหาวเิ ชยี ร ชนิ วํโส ในพระไตรปฎิ ก มีพระสตู รอย่บู ทหนึ่งชือ่ ว่า “กัมมนโิ รธสูตร” [๔๐] วา่ ดว้ ยกรรมและความดับกรรม พระผู้มพี ระภาคตรสั วา่ “กรรมเก่าเป็นอย่างไร คือ จักขุ (ตา) โสตะ (หู) ฆานะ (จมูก) ชวิ หา (ลน้ิ ) กายะ (กาย) มโน (ใจ) บัณฑติ พึงเหน็ ว่าเป็นกรรมเกา่ ถูก ปจั จยั ปรงุ แตง่ ส�ำ เรจ็ ดว้ ยเจตนา(ความตงั้ ใจ) เปน็ ทต่ี งั้ แหง่ เวทนา (ความ รสู้ ึกสุข ทุกข์ เฉยๆ) นีเ้ ราเรียกว่า กรรมเก่า กรรมใหม่เป็นอยา่ งไร คอื กรรมทบี่ คุ คลท�ำ ด้วยกาย วาจา ใจ นี้ เราเรียกว่า กรรมใหม่ ความดบั กรรมเปน็ อยา่ งไร คอื ภาวะทสี่ มั ผสั วมิ ตุ ต(ิ ความหลดุ พน้ ) เพราะความดับไปแหง่ กายกรรม วจกี รรม และมโนกรรมได้ นเ้ี ราเรียกว่า ความดบั กรรม ปฏิปทาทใ่ี หถ้ งึ ความดบั กรรม อะไรบ้าง คอื มัชฌมิ าปฏปิ ทา หรืออรยิ มรรคมอี งค์ ๘ ไดแ้ ก่ ๑. สัมมาทิฐิ (เห็นอยา่ งถูกต้องใน อรยิ สัจ ๔ คือทกุ ข์ เหตแุ หง่ ทกุ ข์ ความดับทกุ ขแ์ ละขอ้ ปฏบิ ัติให้ถงึ ความดับทกุ ข)์ ๒. สัมมาสงั กัปปะ (คิดถกู ต้อง คอื คดิ ทจี่ ะไมพ่ ยาบาทปองร้ายเขา คดิ ไม่โลภอยากไดข้ องเขา คิดถูกต้องตามทำ�นองคลองธรรม)

ขลัง ศกั ด์ิสทิ ธิ์ อทิ ธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ กรรม ๑๒๐ ๓. สมั มาวาจา (พดู ถกู คอื ไมพ่ ดู เทจ็ สอ่ เสยี ด หยาบคาย เพอ้ เจอ้ ) ๔. สัมมากัมมันตะ (ทำ�การงานถูก คือไม่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผดิ ในกาม) ๕. สมั มาอาชีวะ (มีอาชพี ถกู คอื การละมจิ ฉาชีพ เล้ียงชีวิตดว้ ย สัมมาชีพ รวมถึงความขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพสุจริต เช่น ท�ำ งานไม่ค่งั ค้างอากลู เปน็ ตน้ ) ๖. สมั มาวายามะ (เพียรถกู คอื เพียรละอกศุ ล เพยี รระวงั อกศุ ล เพียรเพ่ิมพูนกศุ ล เพียรรกั ษากุศล) ๗. สมั มาสติ (ระลกึ ถกู คอื ระลกึ ในสตปิ ฏั ฐาน ๔ ไดแ้ ก่ กาย เวทนา จิต ธรรม) ๘. สัมมาสมาธิ (ตั้งมั่นถูก คืออาการท่ีจิตตั้งมั่นเป็นปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน) นีเ้ ราเรียกวา่ ปฏิปทาท่ีใหถ้ ึงความดบั กรรม…” ฉะน้ันตวั จักษปุ ระสาท โสตประสาท ฆานประสาท ชวิ หาประสาท กายประสาท และใจของเราทา่ นทกุ คนนน่ั แหละคอื ผลแหง่ กรรมเกา่ แตล่ ะ คนจึงได้มาไม่เทา่ กนั บางคนสตปิ ญั ญาดี บางคนโง่ บางคนเก่ง บางคน คดิ เองไม่เปน็ ตอ้ งรอค�ำ สัง่ จากผอู้ น่ื บางคนมหี น้าตาบุคลิกภาพดี นแ่ี หละ ผลแหง่ กรรมเก่า

๑๒๑ พระมหาวเิ ชยี ร ชนิ วโํ ส กรรมใหม่ คอื กรรมทที่ �ำ ในปจั จบุ นั ชาตนิ ้ี แมไ้ ดร้ บั ผลแหง่ กรรมเกา่ มาไมเ่ ทา่ กนั แตท่ กุ คนสามารถพฒั นาผลแหง่ กรรมเกา่ ใหเ้ ปน็ กรรมใหมใ่ น ทางทีถ่ กู ตอ้ งได้ ดว้ ยการพัฒนาทก่ี ารท�ำ พดู คดิ อย่างถกู ตอ้ ง ความดบั กรรม ไมใ่ ชห่ ยดุ การท�ำ พดู คดิ แตค่ อื การรเู้ ทา่ ทนั การท�ำ พดู คดิ นน้ั จนท�ำ พูด คิดแตส่ ่งิ ที่ดงี าม พัฒนาไปจนกระท่ังจติ อยู่เหนอื ดี เหนอื ชว่ั จงึ เป็นการดบั ทงั้ กรรมดีอันส่งผลใหเ้ ปน็ สขุ หรอื สคุ ติ และดับทั้ง กรรมชั่วอันสง่ ผลใหเ้ ปน็ ทุกขห์ รอื ทคุ ติ วา่ โดยการตอบสนองทางอารมณ์ ก็คืออาการทีจ่ ิตอยู่เหนอื ความ ดคี วามชวั่ หรืออยู่เหนอื สขุ เหนือทกุ ข์ไดใ้ นปัจจบุ นั ขณะนนั่ เอง เม่อื ย่อความแล้ว สมั มาวาจา สัมมากัมมันตะ สมั มาอาชวี ะ ก็คอื ศีลหรือสีลสิกขา, สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คือ สมาธิหรือ จติ ตสิกขา, สมั มาทฏิ ฐิ สัมมาสงั กปั ปะ คือ ปญั ญาหรอื ปญั ญาสิกขา ใน ไตรสกิ ขา หรอื วิธีการพัฒนาชีวติ ดว้ ยการศกึ ษา ๓ อย่าง ศลี ในองคม์ รรค คอื อาการทจี่ ติ เปน็ ปกตเิ มอื่ กระทบสง่ิ เรา้ ภายนอก สมาธิในองค์มรรค คืออาการท่ีจิตตั้งมั่น เมื่อกระทบกับสิ่งเร้า ภายนอก ปญั ญาในองค์มรรค คอื อาการทจ่ี ิตร้เู ทา่ ทันสิ่งเรา้ ภายนอกท่เี ข้า มากระทบ ปฏิปทาให้ถึงความดับกรรม จึงคือจิตท่ีเป็นปกติ(ศีล) ตั้ง มนั่ (สมาธิ) และรู้เท่าทันอารมณ(์ ปัญญา)ในปัจจุบันขณะนน่ั เอง

ขลัง ศักด์สิ ิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏหิ าริย์ กรรม ๑๒๒ ฉะน้ันการสะเดาะเคราะห์ แก้กรรม ตัดกรรมหรือที่พระพุทธเจ้า ตรัสเรียกว่าการดับกรรม ตามความหมายของพุทธแท้ ไม่จำ�เป็นต้องไป ทำ�พิธีกรรมภายนอกใดๆ ให้ส้ินเปลืองโดยใช่เหตุ แต่คือการฝึกจิตของ ตนเองตามหลักแหง่ มรรค ๘ นั่นเอง แล้วจะฝึกอย่างไร ลองอ่าน “โลณ- ผลสตู ร” [๔๑] ท่แี สดงเร่อื งของการตัดกรรมดว้ ยตนเองดังนี้ ก.(บคุ คลประเภทที่ ๑) ผู้ใดพึงกลา่ วอย่างนวี้ ่า “บุคคลนีท้ �ำ กรรม ไว้ อย่างใดๆ เขาตอ้ งเสวยกรรมน้นั อยา่ งนน้ั ๆ” เม่ือเปน็ เช่นน้ัน การอยู่ ประพฤตพิ รหมจรรย(์ การครองชวี ิตประเสรฐิ ) ย่อมมไี ม่ได้ โอกาสทจี่ ะท�ำ ท่ีสดุ แหง่ ทกุ ขโ์ ดยชอบ(นพิ พาน) ยอ่ มไม่ปรากฏ (บคุ คลประเภทท่ี ๒) สว่ นผใู้ ดพงึ กลา่ วอยา่ งนว้ี า่ “บคุ คลนที้ �ำ กรรม อนั เปน็ ทต่ี ั้งแห่งเวทนาอย่างใดๆ เขาย่อมได้เสวยวบิ ากแห่งกรรม(เวทนา) นั้น อย่างน้ันๆ” เมื่อเป็นเช่นนั้น การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีได้ โอกาสทจี่ ะท�ำ ทส่ี ดุ แหง่ ทุกข์โดยชอบย่อมปรากฏ ข.(บคุ คลประเภทท่ี ๑) บคุ คลบางคนในโลกนท้ี �ำ บาปกรรมแมเ้ พยี ง เลก็ น้อย บาปกรรมกน็ ำ�เขาไปสูน่ รกได้ (บคุ คลประเภทท่ี ๒) สว่ นบคุ คลบางคนในโลกนที้ �ำ บาปกรรมเพยี ง เล็กน้อยเช่นนั้นแล บาปกรรมนั้นให้ผลในปัจจุบันเท่าน้ัน ไม่ให้ผลแม้แต่ นอ้ ยในชาติหน้า ไมจ่ ำ�เป็นตอ้ งพดู ถึงผลมาก

๑๒๓ พระมหาวิเชียร ชินวํโส ค.(บุคคลประเภทท่ี ๑) บุคคลที่ทำ�บาปกรรมแม้เพียงเล็กน้อย บาปกรรมนน้ั กน็ ำ�เขาไปส่นู รกได้ คือบุคคลเช่นไร คือ บคุ คลบางคนในโลก นี้ไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา มีคุณน้อย มี อตั ภาพเลก็ มปี กตอิ ยเู่ ปน็ ทกุ ข์ บคุ คลเชน่ นที้ �ำ บาปกรรมแมเ้ พยี งเลก็ นอ้ ย บาปกรรมนน้ั กน็ ำ�เขาไปสู่นรกได้ (บคุ คลประเภทที่ ๒) บคุ คลทท่ี �ำ บาปกรรมเพยี งเลก็ นอ้ ยเชน่ นนั้ แล บาปกรรมนั้นให้ผลในปัจจุบันเท่าน้ัน ไม่ให้ผลแม้แต่น้อยในชาติหน้า ไม่ จ�ำ เปน็ ตอ้ งพดู ถงึ ผลมาก คอื บคุ คลเชน่ ไร คอื บคุ คลบางคนในโลกน้ี อบรม กาย อบรมศีล อบรมจิต อบรมปัญญาแล้ว มคี ณุ ไม่น้อย มอี ตั ภาพใหญ่ มีธรรมเป็นเครื่องอยู่หาประมาณมิได้ บุคคลเช่นนี้ทำ�บาปกรรมเพียงเล็ก นอ้ ยเชน่ เดียวกนั น้นั บาปกรรมนั้นใหผ้ ลในปัจจบุ ันเทา่ นัน้ แต่ส่วนน้อยไม่ ปรากฏ ปรากฏเฉพาะส่วนมาก ง.(บคุ คลประเภทที่ ๑) ภกิ ษุท้ังหลาย เปรียบเหมือนบรุ ุษใส่ก้อน เกลอื ลงในขนั ใบน้อย...น�้ำ ในขันเล็กนอ้ ยนน้ั เค็ม ดืม่ กินไม่ได้... (บคุ คลประเภทที่ ๒) บคุ คลใสก่ อ้ นเกลอื ลงในแมน่ ำ้�คงคา...เพราะ ในแม่น�ำ้ คงคาน้นั มหี ว้ งนำ�้ ใหญ่ น�้ำ น้ันจงึ ไมเ่ ค็ม ดม่ื กนิ ได”้ ขออธิบายเพิ่มเตมิ ดงั น้ี

ขลัง ศักดิส์ ิทธิ์ อทิ ธฤิ ทธิ์ ปาฏหิ าริย์ กรรม ๑๒๔ ก.(บุคคลประเภทที่ ๑)แปลไทยเปน็ ไทยวา่ ใครคดิ ว่า “ตีหวั คน เอาไว้ สกั วนั เขาตอ้ งตหี วั เรากลบั แน”่ “ฆา่ หมตู วั หนง่ึ ชาตหิ นา้ ฉนั ตอ้ งเกดิ เป็นหมูใหเ้ ขาฆา่ แนๆ่ ” “นาย ก. ติดหนีฉ้ นั ไว้ ชาติหน้านาย ก. ตอ้ งตามมา ใชห้ น้ีฉนั แน่ๆ” ผลแหง่ กรรมประเภทน้ี เปน็ ลักษณะแหง่ อตั ตา ซ่ึงแยง้ กบั คำ�สอนของพระพทุ ธเจา้ เร่ืองอนัตตา ใครคิดอย่างน้ี คงไม่มีโอกาสประพฤติวัตร ปฏิบัติธรรมเป็นแน่ เพราะมัววุน่ วายแตเ่ รื่องแกก้ รรม สะเดาะเคราะห์ ตอ่ ชะตากนั ไมเ่ ลกิ ด้วย เหตุวา่ มนุษยเ์ ราท�ำ กรรม ทางกาย วาจา ใจ เป็นบุญบา้ ง เปน็ บาปบ้างกนั อยตู่ ลอดเวลา (บคุ คลประเภทท่ี ๒) สว่ นใครเขา้ ใจพทุ ธพจนน์ ้ี กจ็ ะสมั ผสั ผลแหง่ กรรมได้ทันทีวา่ ทกุ ครงั้ ทีท่ ำ�ดี ยอ่ มได้เสวยสุขเวทนาเดีย๋ วน้นั สว่ นใครท�ำ ช่วั ก็ย่อมสมั ผัสกบั ความรู้สึกทเี่ ป็นทุกขเวทนาทนั ทีทันใดน่นั เอง หากเขา ฝึกจิตให้รู้เท่าทันสุข-ทุกข์เหล่านั้นได้ ย่อมไม่ก่อกิเลสอันเป็นเหตุให้เกิด กรรมใหม่อีก เมอ่ื เปน็ เช่นนี้ก็สามารถท�ำ ดจี นถึงท่ีสุดแห่งทกุ ข์ได้ ข.(บคุ คลประเภทท่ี ๑) คนทม่ี กั ย�้ำ คดิ ย�ำ้ ท�ำ กบั ความผดิ หรอื ความ รสู้ กึ ผดิ ทตี่ นท�ำ พลาดพลงั้ ไป ซง่ึ สว่ นมากมกั เปน็ คนดี จงึ เปน็ ทกุ ขก์ บั เรอ่ื ง ไมเ่ ปน็ เรอื่ ง ตอ่ ใหเ้ คยท�ำ ชวั่ มามากแคไ่ หน เรอื่ งนนั้ กจ็ บไปแลว้ ไมส่ ามารถ ทจ่ี ะยอ้ นเวลากลบั ไปแก้ไขเร่ืองนนั้ ได้อกี สิ่งทีค่ วรทำ�คอื

๑๒๕ พระมหาวเิ ชยี ร ชนิ วโํ ส ๑.อบรมกาย คอื การสำ�รวมกายใหเ้ สพคุ้นแตเ่ รอ่ื งที่เปน็ กศุ ล ๒.อบรมศลี คือการรกั ษาศลี พฒั นาพฤตกิ รรมให้ถูกทำ�นอง คลองธรรม ๓.อบรมจิต คอื การเจรญิ สมาธฝิ ึกใหจ้ ติ ต้ังมนั่ ไม่หวนั่ ไหวไป ตามอารมณ์ ๔.อบรมปัญญา คือการเจริญวิปัสสนา เพ่ือให้รู้เท่าทันโลก ตามความเป็นจริง จนมีจิตใจกว้างขวาง เลิกทุกข์กับเรื่องไม่ดีท้ังปวงนั้นเสีย เพราะ ยง่ิ ย�ำ้ คดิ กย็ ง่ิ เพม่ิ ทกุ ขใ์ หก้ บั ตนเอง ปจั จบุ นั นนั้ กเ็ สวยผลกรรม(ทกุ ขเวทนา) ซ�้ำ ๆ นนั้ อย่แู ลว้ ไม่จ�ำ เป็นต้องพดู ถึงว่าตายแล้วจะเปน็ อยา่ งไร คำ�วา่ มอี ตั ภาพเลก็ หมายถงึ ฐานะทางสังคมต�ำ่ และยากจนขดั สน ประเภทยงิ่ โง่ กย็ ง่ิ จน ยงิ่ เจบ็ เหมอื นผซี �้ำ ด�้ำ พลอย มปี กตอิ ยเู่ ปน็ ทกุ ขเ์ พราะ ทุกข์ยากลำ�บากในการทำ�งานหาเลี้ยงชีพอยู่แล้ว แถมไม่ยอมหาโอกาส พฒั นาตนเอง จงึ เป็นไปได้ยากท่พี น้ จากทกุ ข์น้ัน (บคุ คลประเภทที่ ๒) สว่ นคนทอี่ บรมกาย ศลี จติ ปญั ญา จนจติ ใจ กว้างขวางไมม่ ีประมาณ ไม่ย้ำ�คิดย�ำ้ ท�ำ หรอื คิดเลก็ คิดน้อยในเรื่องท่ที �ำ ให้ จิตทุกข์ อะไรผิดก็ยอมรับผิดไม่เข้าข้างตนเอง ยอมรับผลแห่งกรรมชั่วที่ สง่ ผลเปน็ ทกุ ขเวทนาในปจั จบุ นั นี้ แลว้ มคี วามตระหนกั รู้ ไมห่ วนกลบั ไปท�ำ ชั่วเช่นน้ันอีก เพราะรู้ดีว่าเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น หากยังไม่ใช่พระอรหันต์ อย่างไรเสียก็อดทจ่ี ะท�ำ ผดิ พลาดพล้งั ไปไม่ได้ คนท่วี างใจได้ถูกตอ้ งเชน่ น้ี

ขลงั ศกั ดิส์ ิทธิ์ อทิ ธิฤทธ์ิ ปาฏหิ ารยิ ์ กรรม ๑๒๖ ผลแหง่ กรรมชว่ั ยอ่ มสง่ ผลไดใ้ นปจั จบุ นั ชาตเิ ทา่ นน้ั ซงึ่ ไมม่ ใี ครหนี พ้น แต่ไม่อาจส่งผลให้เขาตกนรกได้ เพราะเหตุที่ไม่คอยซำ้�เติมทำ�ร้าย ตนเอง และพรอ้ มที่พฒั นาตนเองให้ชวี ติ มีคุณภาพย่งิ ๆ ขนึ้ ไปดว้ ย สว่ นค�ำ วา่ ผมู้ อี ตั ภาพใหญ่ คอื คนทมี่ ตี น้ ทนุ ทางสงั คมสงู ไมล่ �ำ บาก ในการท�ำ มาหากนิ พรอ้ มทจ่ี ะตอ่ ยอดบญุ ใหก้ บั ตนเองไดง้ ่าย และท�ำ ใหก้ าร พฒั นาชวี ติ ตนเองไดโ้ ดยงา่ ย เพราะการทม่ี ธี รรมเปน็ เครอื่ งอยไู่ มม่ ปี ระมาณ นัน่ เอง ไดแ้ ก่การเจรญิ พรหมวหิ ารธรรม (เมตตา กรณุ า มุทติ า อุเบกขา) ไม่มีประมาณอยู่เป็นนิตย์ ค.กลา่ วโดยสรปุ บคุ คลประเภทท่ี ๑ แมท้ �ำ บาปกรรมเพยี งเลก็ นอ้ ย แต่เวลากรรมให้ผลกลับได้ผลมาก เพราะได้รับผลเต็มกำ�ลังของกรรมน้ัน ดว้ ยไมม่ คี ณุ ธรรมฝา่ ยดซี ง่ึ เปน็ ตน้ ทนุ ชวี ติ อยใู่ นตวั ซงึ่ คอยท�ำ หนา้ ทตี่ อ่ ตา้ น หรอื ลดิ รอนก�ำ ลงั แหง่ กรรมชวั่ เปรยี บเสมอื นกอ้ นเกลอื ทใี่ สล่ งไปในขนั น�ำ้ ใบเล็ก น้�ำ นนั้ ยอ่ มเคม็ เป็นธรรมดา บคุ คลประเภทที่ ๒ แมท้ �ำ บาปกรรมเชน่ เดยี วกนั แตก่ รรมจะใหผ้ ล ไดเ้ ฉพาะปจั จบุ ันน้ีเท่าน้นั ไมส่ ง่ ผลต่อไปในภพหน้า เพราะเหตุวา่ ได้อบรม กาย ศลี จติ ปญั ญา จนมีคุณธรรมสงู ขนึ้ คณุ ธรรมน่ันเองท่ีเปน็ ต้นทุน ชวี ติ คอยตดั กำ�ลงั แห่งกรรมชวั่ จนไมม่ โี อกาสส่งผล เปรยี บเสมอื นก้อน เกลือท่โี ยนลงในแม่น้ำ�คงคา แม้มีเกลืออยู่ แต่รสเค็มย่อมไม่ปรากฏ

๑๒๗ พระมหาวิเชียร ชนิ วํโส ในพระไตรปฎิ ก กลา่ วบรรยายเรอ่ื งชาตกิ อ่ น ชาตหิ นา้ นรก สวรรค์ ไวน้ อ้ ยมาก โดยมากท่านเพยี งกล่าวถงึ เท่านน้ั แสดงถงึ อตั ราสว่ นของการ ใหค้ วามสนใจแก่เร่อื งนี้วา่ มีเพยี งเล็กน้อย ในเมื่อเทียบกับค�ำ สอนเก่ียวกบั การด�ำ เนนิ ชวี ติ ในโลกปจั จบุ นั หรอื ขอ้ ปฏบิ ตั จิ �ำ พวก ศลี สมาธิ ปญั ญา อนั เป็นการพฒั นาชวี ติ ในปัจจุบันน้ี พระไตรปิฎก เมื่อกล่าวถงึ ผลร้ายของกรรมชว่ั และอานสิ งสข์ อง กรรมดี เช่นถา้ กลา่ วถงึ การไปเกิดในนรก หรอื สวรรค์ มกั กลา่ วไวต้ ่อทา้ ย ผลทจี่ ะประสบในชวี ิตนี้ เชน่ หากชอบฆ่าสัตว์ จะเป็นผ้มู ีอายสุ น้ั แล้วจึงจบ ลงด้วยคำ�ว่า “เบ้ืองหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วนิ บิ าต นรก” หรอื ถ้าทำ�ดี ย่อมมีชวี ติ ปจั จุบนั ทีเ่ ปน็ สขุ หลังจากตายไป แลว้ “ยอ่ มเข้าถึงสคุ ติ โลกสวรรค์” ชาติหน้าจะมหี รอื ไม่กไ็ ม่ส�ำ คญั เพราะพระพุทธเจา้ ให้ความส�ำ คัญ กับปัจจุบันชาติมากกว่าชาติหน้าหรือชาติไหนๆ เพราะเหตุว่าในชาติน้ี สามารถแก้ไขช่วั ใหเ้ ปน็ ดี ต�ำ่ ใหเ้ ป็นสูงได้ สว่ นชาติตอ่ ๆ ไป กเ็ พยี งแตร่ อรับ ผลแหง่ กรรมเก่าเทา่ นน้ั และวธิ แี ก้ กค็ วรแกใ้ หต้ รงกบั ทพ่ี ระพทุ ธเจ้าแสดง ไว้เช่น “ผใู้ ด ประมาทพลาดไปแล้วในกาลกอ่ น คร้ังภายหลงั (กลบั ตวั ได)้ ไมป่ ระมาท ผนู้ นั้ ยอ่ มท�ำ โลกนใ้ี หส้ วา่ งสดใส ดจุ ดงั ดวงจนั ทรอ์ นั พน้ ไปแลว้ จากเมฆหมอก”

ขลัง ศักดิ์สิทธ์ิ อิทธฤิ ทธิ์ ปาฏหิ าริย์ กรรม ๑๒๘ “ผ้ใู ด ได้ทำ�บาปกรรมไว้ เลกิ เสยี ไดด้ ้วยกศุ ล ผู้นนั้ ยอ่ มท�ำ โลกนีใ้ ห้ สวา่ งสดใส ดุจดวงจันทรอ์ นั พน้ ไปแล้วจากเมฆหมอก” [๔๒] อธบิ ายงา่ ยๆ ว่าเมือ่ รวู้ า่ ชั่วกเ็ ลิกทำ�เสีย กลบั เนื้อกลบั ตัว ไมก่ ลับ ไปทำ�ชวั่ อยา่ งนั้นอกี หรอื อกี พทุ ธพจนห์ นงึ่ ทพ่ี ระพทุ ธเจ้าสอนใหต้ รวจสอบการกระท�ำ และผลแห่งการกระทำ�ของตนเอง จนไม่ย้อนกลับไปทำ�ในสิ่งที่ให้ผลเป็น ทุกข์ ปรากฏในราหุโลวาทสูตร [๔๓] ว่า “ถา้ เธอปรารถนาจะท�ำ กรรมใดทางกาย วาจา ใจ เธอควรพจิ ารณา กายกรรม วจกี รรม มโนกรรมนนั้ เสยี กอ่ นวา่ ‘กายกรรม วจกี รรม มโนกรรม ทเ่ี ราปรารถนาจะท�ำ น้ี เป็นไปเพื่อเบยี ดเบยี นตนเองบ้าง เพ่อื เบยี ดเบยี น ผอู้ ืน่ บา้ ง เพือ่ เบยี ดเบียนทัง้ ๒ ฝา่ ยบา้ ง กายกรรม วจกี รรม มโนกรรมนี้ เปน็ อกศุ ล มที กุ ขเ์ ปน็ ก�ำ ไร มที กุ ขเ์ ปน็ วบิ าก...กรรมทางกาย วาจา ใจอยา่ ง นน้ั เธอไมค่ วรท�ำ แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่ ควรรู้อย่างน้ีว่า ‘กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ท่เี ราปรารถนาจะทำ�น้ี ไม่เปน็ ไปเพือ่ เบียดเบยี นตนเองบา้ ง ไม่ เป็นไปเพ่ือเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพ่ือเบียดเบียนท้ัง ๒ ฝ่าย กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมนีเ้ ปน็ กุศล มีสุขเป็นกำ�ไร มีสุขเป็นวิบาก’ กรรมทางกาย วาจา ใจ อย่างน้ันเธอควรทำ� เธอพึงมีปีติและปราโมทย์ ตระหนกั รใู้ นกศุ ลธรรมทงั้ หลาย ทง้ั กลางวนั และกลางคนื อยดู่ ว้ ยกายกรรม วจกี รรม มโนกรรมน้นั แล...”

๑๒๙ พระมหาวิเชยี ร ชินวํโส เมอื่ พระเจา้ อชาตศตั รู ไดร้ บั การยยุ งจากพระเทวทตั ปลงพระชนม์ พระราชบดิ า คอื พระเจา้ พมิ พสิ ารแลว้ ไดค้ รองราชสมบตั ิ ในเมอื งราชคฤห์ ราตรหี นง่ึ ทรงทอดพระเนตรเหน็ ดวงจนั ทรแ์ จม่ กระจา่ ง มพี ระราช ประสงคจ์ ะเสดจ็ ไปฟงั ธรรมจากพระผมู้ พี ระภาค ณ อมั พวนั มหาวหิ าร ตาม คำ�แนะนำ�ของหมอชีวกโกมารภัจน์ พระองค์ได้ทรงสดับสามัญญผลสูตร [๔๔] เม่อื ฟังธรรมจบแล้วทรงกราบทูลแดพ่ ระผ้มู พี ระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะ ยิ่งนัก... พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรยี บเหมอื นบคุ คลหงายของทค่ี ว�่ำ เปดิ ของทปี่ ดิ บอกทางแกผ่ หู้ ลงทาง หรือจุดประทีปในที่มืดโดยต้ังใจว่าคนมีตาดีจักมองเห็นได้ หม่อมฉันนี้ขอ ถึงพระผมู้ พี ระภาคพร้อมท้งั พระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระผู้มี พระภาคจงทรงจ�ำ หมอ่ มฉนั วา่ เปน็ อบุ าสกผถู้ งึ สรณะตง้ั แตว่ นั นเ้ี ปน็ ตน้ ไป จนตลอดชีวิต ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความผิดได้ครอบงำ�หม่อมฉันผู้โง่เขลาเบา ปัญญา ซึง่ ได้ปลงพระชนม์พระราชบดิ าผ้ทู รงธรรม เพราะต้องการความ เป็นใหญ่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดทรงรับทราบความผิด ของหมอ่ มฉันตามความเปน็ จรงิ เถดิ เพื่อจะได้ส�ำ รวมตอ่ ไป” แล้วพระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงวิธีแก้กรรมที่ง่ายที่สุด แก่พระเจ้า อชาตศตั รกู ค็ อื

ขลงั ศักดิ์สิทธิ์ อทิ ธิฤทธิ์ ปาฏหิ ารยิ ์ กรรม ๑๓๐ “มหาบพิตร...พระองคท์ รงเหน็ ความผดิ ว่าเปน็ ความผดิ แล้วทรง สารภาพตามความเปน็ จรงิ ดงั นนั้ อาตมภาพขอรบั ทราบความผดิ นน้ั ของ พระองค์ ก็ผู้ทเ่ี ห็นความผดิ วา่ เปน็ ความผิดแลว้ สารภาพออกมาตามความ เปน็ จรงิ รบั วา่ จะส�ำ รวมตอ่ ไป วธิ นี เี้ ปน็ ความเจรญิ ในวนิ ยั ของพระอรยิ เจา้ ” ส�ำ นกึ ผิด ยอมรบั ผิด สำ�รวมระวงั ไม่ทำ�ผิดซำ้�อกี พร้อมทีจ่ ะปรับ เปลยี่ นตนเองไปในทางทดี่ ีขนึ้ กว่าเดมิ น่ีแหละการแก้กรรม ตัดกรรมแบบ พุทธแท้ ดังพระเจ้าอชาตศตั รู ได้กลบั ใจมาบ�ำ รงุ พระพุทธศาสนา และเป็น ผ้อู ปุ ถัมภก์ ารท�ำ สังคายนาครงั้ แรก เป็นตวั อยา่ ง

พระมหาวเิ ชียร ชนิ วโํ ส

ขลงั ศักดสิ์ ิทธิ์ อิทธฤิ ทธ์ิ ปาฏหิ ารยิ ์ กรรม ดับทกุ ข์ ด.ช.วีรชัย ต้องเรียนพิเศษเพ่ิมเติม จากการเรียนปกติประจำ�วัน เพราะพ่อแม่เกรงว่าลูกจะไม่เก่งเหมือนลูกของคนอ่ืนๆ กลัวจะขาดโอกาส ในการแขง่ ขัน ทุกเย็นเสาร์-อาทิตย์ ด.ญ.รุจิญา ต้องฝึกเรียนบัลเลย์ เรียน ไวโอลนิ เรยี นเปยี โน และหัดร้องเพลง เพราะพ่อแม่เห็นแววว่า ลกู สาวตวั น้อยอาจเปน็ “ซุปตาร”์ กบั เขาได้ในวันข้างหนา้ นสิ ิตแพทย์ธนพล คร่�ำ เคร่งกับเคสแรก ซึ่งเป็นผูป้ ว่ ยท่ีตนต้องรบั ผดิ ชอบ เขากงั วลใจกบั งานทที่ �ำ สง่ อาจารยแ์ พทยไ์ มท่ นั ไหนจะตอ้ งขนึ้ เวร จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ในห้องเรียนจึงเป็นเหมือนห้องนอนของเขา น่ี คอื เหตุการณท์ ี่เกิดข้ึนเมือ่ เขาเรียนช้ันคลินิก เลศิ ลกั ษณ์ พยายามทมุ่ เทกบั งานทอ่ี ยตู่ รงหนา้ แมจ้ ะเลกิ งานแลว้ ก็ยังหอบกลับไปทำ�ต่อที่บ้าน กว่าจะได้พักก็เกือบเที่ยงคืน เพ่ือพิสูจน์ให้ เพอ่ื นร่วมงาน และเจ้านายเหน็ ถึงความสามารถของตนเอง รัฐศักด์ิ กำ�ลังขะมักเขม้นในการสานสัมพันธ์กับสาวคนใหม่ เขา แต่งตัวเน้ียบหัวจรดเท้า เพื่อให้ดูดีท่ีสุดในการออกเดทคร้ังแรก ส่ิงท่ีเขา ต้องการอย่างแท้จริงไม่ใช่สาวคนน้ัน แต่ต้องการเอาชนะคำ�ดูหม่ินของ เพือ่ นต่างหาก

๑๓๓ พระมหาวิเชียร ชนิ วํโส สุรยี ์ภรณ์ แอบเชค็ mail และ Facebook ของเธอทุกครึ่งช่ัวโมง ดว้ ยข้ออา้ งว่าใครๆ เขากท็ ำ�กัน แมท้ ่ีท�ำ งานจะหา้ มเจ้าหน้าทไี่ ม่ใหใ้ ชเ้ วลา งานในเร่อื งส่วนตัวก็ตาม เทิดศักด์ิ หักโหมทำ�งานหามรุ่งหามคำ่� เพราะคิดถึงครอบครัว คิดถึงลูกท่ีเรียนอยู่ต่างประเทศตามค่านิยมของคนช้ันกลางขึ้นไป และจะ ไดม้ ีเงินเกบ็ มากๆ มีรถ มบี ้าน มีทกุ สง่ิ ท่ีต้องการเหมือนคนอืน่ เขา ทา่ นรฐั มนตรสี มศกั ดิ์ ชอบท�ำ ตวั ใหเ้ ปน็ ขา่ วอยเู่ สมอ เพราะไดอ้ อก ทวี ีบ่อยๆ ภาพลกั ษณ์ของท่านดูเป็นนักการเมอื งนำ�้ ดี ท่ปี ระชาชนยกยอ่ ง ว่าเปน็ คนมผี ลงานคนหนึง่ จากตวั อยา่ งข้างตน้ ทกุ คนกำ�ลงั ท�ำ สิ่งเหล่านี้ กำ�ลังสรา้ งสถานะในสังคม กำ�ลังสร้างความภาคภูมใิ จในตนเอง กำ�ลงั สร้างภาพลักษณ์ ก�ำ ลงั พยายามรกั ษาอัตลักษณ์ (identity) ก�ำ ลงั ท�ำ เพอ่ื ศักดิศ์ รี กำ�ลงั ท�ำ เพอ่ื เงนิ ลว้ นๆ กำ�ลงั ทำ�เพอื่ เอาตวั รอด หรือ...เพราะเหน็ แกต่ วั

ขลงั ศกั ด์ิสทิ ธ์ิ อทิ ธิฤทธ์ิ ปาฏิหาริย์ กรรม ๑๓๔ หากจะกลา่ วโดยสรปุ แลว้ ไมว่ า่ จะเพราะเหตผุ ลใดกต็ าม ทกุ คนลว้ น มจี ดุ หมายอยทู่ คี่ วามสขุ และหวงั การดบั ทกุ ขใ์ นปจั จบุ นั หรอื ทกุ ขท์ จ่ี ะเกดิ ข้ึนในอนาคตทัง้ สน้ิ แตน่ ่าเสยี ดายวา่ สง่ิ ทก่ี �ำ ลงั ท�ำ อยู่นนั้ เปน็ การดบั ทกุ ข์ ช่วั คราว ดบั ท่ปี ลายเหตุ ทุกข์จึงไม่ดบั จรงิ มีพทุ ธวจนะว่า [๔๕] “ภกิ ษทุ งั้ หลาย เพราะอรยิ สาวกรชู้ ดั อยา่ งน.้ี ..เธอจงึ รชู้ ดั พรหมจรรย์ (หลกั ปฏิบตั ิอันประเสริฐ) ท่เี ปน็ เหตุดับกิเลส เปน็ ท่ีดบั กรรมนี้ เพราะอาศยั เหตุนี้วา่ แมค้ วามเกิดก็เปน็ ทุกข์ ความแกก่ เ็ ป็นทกุ ข์ ความตายกเ็ ปน็ ทกุ ข์ ความโศก ความครำ่�ครวญ ความทกุ ขก์ าย ความทกุ ข์ใจ ความคบั แค้นใจ ก็ เปน็ ทุกข์ ปรารถนาส่ิงใดไมไ่ ดส้ ิง่ น้ัน ก็เปน็ ทกุ ข์ วา่ โดยย่อ อุปาทานขนั ธ์ ๕ (ความยึดม่ันถือมั่นในขนั ธ์ ๕ ว่าเป็นตัวกู-ของกู) เปน็ ทุกข์ เหตเุ กดิ แหง่ ทกุ ข์ เปน็ อยา่ งไร คอื ตณั หา(ความอยาก+ความเหน็ แก่ตัว) เป็นเหตเุ กิดแหง่ ทุกข์ ความต่างกันแหง่ ทุกข์ เป็นอยา่ งไร คอื ทุกข์มากก็มี ทุกขน์ ้อยก็ มี ทุกขท์ ่ีคลายชา้ กม็ ี ทกุ ข์ทค่ี ลายเรว็ ก็มี นเี้ รียกวา่ ความต่างกันแหง่ ทุกข์ วิบากแห่งทกุ ข์ เป็นอย่างไร คือ บคุ คลบางคนในโลกนี้ ถูกทุกขใ์ ด ครอบง�ำ มีจิตถกู ทกุ ข์ใดกลมุ้ รุม ย่อมเศรา้ โศก ลำ�บากใจ ร�ำ่ ไร ตีอกชกหวั ครำ่�ครวญ ถึงความเลอะเลือน...เรากล่าวว่าทุกข์นั้นมีความหลงเป็นผล หรอื มกี ารแสวงหาการปลดเปล้ืองทกุ ข์ภายนอกเปน็ ผล

๑๓๕ พระมหาวเิ ชยี ร ชนิ วโํ ส ความดับแหง่ ทุกข์ เปน็ อย่างไร คือ เพราะตัณหาดับ ทุกขจ์ ึงดับ ขอ้ ปฏบิ ตั ใิ หถ้ งึ ความดบั แหง่ ทกุ ข์ เปน็ อยา่ งไร คอื อรยิ มรรคมอี งค์ ๘” อริยมรรคมีองค์ ๘ แม้จะมีถึง ๘ ขอ้ หากแยกแยะรายละเอียดกด็ ู จะยุ่งยาก ปฏิบตั ยิ าก แตแ่ ทจ้ ริงแลว้ ๘ ข้อรวมเป็นหน่ึงเดียว ไม่ได้มีเอา ไว้พดู เท่ๆ แตใ่ ช้ดับทกุ ข์ไดจ้ ริง ยกตวั อย่างเชน่ ๑.ผู้ใหญ่ ก. ท�ำ งานหนกั เพราะตอ้ งการให้ลูกบา้ นยอมรบั ๒.นาง ข. ทำ�งานหนัก อยากร�่ำ รวยเหมอื นคนอ่ืนเขา ๓.ก�ำ นนั ค. ท�ำ งานหนกั เพราะตอ้ งการพฒั นาชมุ ชนทตี่ นเปน็ ผนู้ �ำ ๔.ทายก ง. ท�ำ งานหนัก เพราะมคี วามภูมิใจในความดที ตี่ นทำ� ๕.นาย จ. ทำ�งานหนัก เหมือนคนอื่นแต่ไม่ได้ทำ�เพื่ออะไร เพ่ือ ทำ�งานเท่านน้ั ปุจฉา สภาพจติ ของบุคคลตวั อยา่ งทัง้ ๕ นนั้ ตา่ งกันหรอื ไม่ ตัวอย่างที่ ๑ ผู้ใหญ่ ก. ทำ�งานเพราะหวังผลที่การยอมรับจาก บคุ คลรอบขา้ ง เป้าหมายของงานจงึ อยู่ทค่ี นอนื่ ตวั อยา่ งที่ ๒ นาง ข. ท�ำ งานเพราะหวังผลทีว่ ตั ถุ เปา้ หมายของ งานจึงอยูท่ ีเ่ งนิ ถา้ ได้มากกย็ นิ ดี ได้น้อยก็ยนิ ร้าย ตวั อยา่ งท่ี ๓ ก�ำ นัน ค. ทำ�งานเพราะตอ้ งการเป็นผูน้ �ำ ชมุ ชนทดี่ ี เป้าหมายของงานจงึ อยู่ทภ่ี าพลกั ษณข์ องตน และเพื่อสนองความตอ้ งการ

ขลงั ศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ อทิ ธิฤทธ์ิ ปาฏิหารยิ ์ กรรม ๑๓๖ ของผคู้ นทอ่ี ยใู่ นชมุ ชนนนั้ ดว้ ย และแนน่ อนวา่ ไมม่ ใี ครท�ำ ใหท้ กุ คนชนื่ ชอบได้ เมอ่ื มผี สู้ รรเสริญกส็ ุข เมื่อได้รบั ค�ำ นินทากท็ ุกข์ ตัวอยา่ งท่ี ๔ ทายก ง. ท�ำ งานเพราะหวังผลท่ีสภาพจติ อันเป็นสุข ของตน แม้เป้าหมายไม่ได้อยู่ท่ภี ายนอก แตค่ วามสขุ มักมาคู่กบั ทุกขเ์ สมอ ตัวอย่างท่ี ๕ นาย จ. ทำ�งาน ไมห่ วังผลอะไร แมแ้ ต่ความพอใจ ของตน เปา้ หมายของงานจงึ อยทู่ ีต่ ัวงานจริงๆ วิสชั ชนา สภาพจิตของทงั้ ๕ คนนัน้ ต่างกันอยา่ งแนน่ อน ตวั อย่างท่ี ๑-๒-๓-๔ ท�ำ ดว้ ยอ�ำ นาจแหง่ ตณั หาหรอื ความเหน็ แกต่ วั แต่มรี ะดับความเข้มขน้ แตกต่างกนั ตัวอยา่ งท่ี ๕ ท�ำ ด้วยอำ�นาจแหง่ มรรค ๘ หรือศีล สมาธิ ปญั ญา เพราะมไิ ดท้ �ำ เพอื่ อะไร การกระท�ำ นนั้ จงึ อยบู่ นรากฐานแหง่ กศุ ลอยา่ งแทจ้ รงิ ปุจฉา การทำ�งานแบบไหน ก่อให้เกิดความทุกข์ วิสชั ชนา ท�ำ งานด้วยอำ�นาจแห่งตณั หา เพราะทำ�ด้วยความรูส้ ึก ตอบสนองอัตตา หรือความรสู้ กึ ตวั ก-ู ของกู จงึ มีตัณหาหรือความเห็นแก่ ตัวเปน็ แรงผลักดนั ใหท้ �ำ งาน ปุจฉา ท�ำ งานแบบไหน ความทกุ ข์จึงดับ วสิ ชั ชนา ท�ำ งานดว้ ยมรรค ๘ เพราะท�ำ สง่ิ ทคี่ วรท�ำ เพยี รพยายาม ด้วยจติ ที่เป็นปกต(ิ ศีล) มนั่ คง(สมาธ)ิ และหมนั่ พจิ ารณาไตร่ตรองท่ีเน้อื งาน(ปัญญา)(ศลี สมาธิ ปญั ญาคอื การอธบิ ายมรรค ๘ โดยสงั เขป) จึง

๑๓๗ พระมหาวิเชยี ร ชนิ วโํ ส ไม่หวังว่าจะมีคนชอบหรือชัง ไม่หวังว่าจะมีวัตถุอะไรเป็นเครื่องตอบแทน ไมห่ วงั ผลคอื การสรรเสรญิ เยนิ ยอจากคนรอบขา้ ง นน่ั แหละคอื การด�ำ เนนิ ตามมรรค ในขณะท่ีจิตดำ�เนินไปตามมรรค ๘ นั่นเอง ตัณหา(ความอยาก +ความเหน็ แก่ตัว) กด็ บั ไป เม่อื ตัณหาดับ การทำ�งาน(กรรม) ดว้ ยความ เหน็ แก่ตัวทางกาย วาจา ใจ กด็ บั ไปดว้ ย ทา่ นพุทธทาสเรียกวา่ “ท�ำ งาน ด้วยจิตว่าง” หรอื “การท�ำ งานคอื การปฏบิ ตั ิธรรม” ความทุกข์จึงเกิดไม่ได้ หลายคนอาจสงสยั ว่า ถา้ ไม่ “อยาก” ก็ไม่ตอ้ งท�ำ อะไรเลยสิ นอน อยูเ่ ฉยๆ ก็พอ ไอ้นอนเฉยๆ นนั่ แหละ กำ�ลงั ท�ำ ดว้ ยอำ�นาจของตัณหาอยา่ งเต็มที่ และผลท่ีตามมาก็คือความทุกข์ ยิ่งทุกข์ก็ยิ่งมึน หาทางออกให้ชีวิตไม่ได้ น่ันคือส่ิงท่ีพระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า “ทุกข์น้ันมีความหลงเป็นผล” หรือ “มแี สวงหาการปลดเปลอ้ื งทกุ ขจ์ ากภายนอกเปน็ ผล” ยง่ิ แกก้ ย็ ง่ิ ยงุ่ เพราะ แก้ทกุ ข์ผิดที่ เพราะทแ่ี ทแ้ ลว้ ตณั หานนั้ เปน็ แรงจงู ใจใหก้ ระท�ำ และใหไ้ มก่ ระท�ำ ด้วย เชน่ เพราะตอ้ งการ iPhone จงึ ลงมือทำ�งานเก็บเงิน หรอื ฉกชิง วิ่งราวเพ่อื ให้ได้สง่ิ นน้ั มา คอื ท�ำ ตามความเหน็ แกต่ วั แตเ่ มื่อรู้สึกวา่ จะไมไ่ ด้

ขลงั ศักดสิ์ ทิ ธ์ิ อทิ ธิฤทธิ์ ปาฏิหารยิ ์ กรรม ๑๓๘ ตามที่ตนปรารถนา ก็ไม่อยากทำ� ข้ีเกียจ หมดกำ�ลังใจ นั่นก็ด้วยอำ�นาจ แหง่ ตณั หา การด�ำ เนนิ ตามมรรค ๘ นั้น ตอ้ งลงมอื ทำ�อยา่ งเต็มท่ี และต้องทำ� อย่างถูกตอ้ งตามหลกั การ คือท�ำ ดว้ ยอ�ำ นาจแหง่ “ธรรมฉนั ทะ” เป็นการ กระทำ�เพื่อดบั ทุกข์ทตี่ ้นเหตุอยา่ งถกู ต้อง ในขณะท่ีทำ�งานมีความเพียรอย่างฉลาด มีสติรู้อยู่ท่ีงาน ต้ังใจ พจิ ารณา ใครค่ รวญ ไมท่ �ำ ดว้ ยความยนิ ด-ี ยนิ รา้ ย เพอ่ื ใหง้ านออกมาดที ส่ี ดุ แต่จะสมบูรณแ์ ละถูกใจคนอน่ื หรือไมน่ นั้ อกี เรือ่ งหนึง่ การท�ำ งานน้นั จงึ ไม่ เปน็ ไปเพ่อื ตอบสนองความตอ้ งการใดๆ ของตน หรอื ของใครอน่ื เมือ่ วางใจได้อย่างน้ี แม้จะมใี ครมาต�ำ หนหิ รอื สรรเสริญ ก็ไมย่ ินดี ยินร้ายไปกับคำ�พูดของเขา เพราะไม่ได้ต้ังเป้าไว้ที่บุคคลรอบข้างแต่แรก จะมผี ลพลอยไดเ้ ป็นเงนิ ทองหรือไม่ กไ็ ม่ยนิ ดี-ยนิ รา้ ย เพราะไม่ได้ ตงั้ ความหวังไวท้ ่ีเงนิ ทองต้ังแตแ่ รกหรือหากจะมีความสขุ หรอื ความทกุ ข์ เกดิ ขึน้ กไ็ ม่รำ่�ไรหรอื โวยวาย เพราะเปา้ หมายอย่ทู ่ีงาน ไม่ได้อยู่ท่ีสขุ หรอื ทกุ ข์ ตวั อยา่ งในพระสตู รเบอื้ งตน้ จงึ เปน็ วธิ กี ารท�ำ งาน การด�ำ เนนิ ชวี ติ เพ่อื เพิ่มสขุ กำ�จดั ความทกุ ข์ทีเ่ กดิ ขนึ้ ทันที ดุจพุทธวจนะทว่ี ่า “เพราะส้นิ ตณั หาจงึ สนิ้ กรรม เพราะสนิ้ กรรมจึงสน้ิ ทุกข์” [๔๖]

๑๓๙ พระมหาวิเชียร ชนิ วโํ ส ชายหนมุ่ คนหนง่ึ มาหาผเู้ ขยี นดว้ ยหนา้ ตาเศรา้ หมอง ระบายใหฟ้ งั วา่ เขา้ กบั คนในทที่ �ำ งานไมไ่ ด้ เพราะตนเหน็ วา่ ระบบทที่ �ำ กนั อยนู่ น้ั มขี อ้ ผดิ พลาด หากถกู ตรวจสอบตนเองกค็ งไมพ่ ้นจากความผิดนน้ั ดว้ ย เมอื่ ตนแนะน�ำ ทงั้ หวั หนา้ และเพอื่ นรว่ มงานกต็ �ำ หนวิ า่ ท�ำ ตวั แปลก แยก ถูกตฉิ นิ นนิ ทาสารพัด เขาจงึ หาความสขุ จากการทำ�งานไมไ่ ด้ จึงแนะนำ�เขาวา่ คุณมที างเลือกอยู่ ๓ ทาง คอื ๑.ท�ำ อย่างทค่ี นสว่ นใหญเ่ ขาทำ� ยอมรบั ระบบที่ตนไมช่ อบใจเสีย ๒.ลาออกจากทที่ �ำ งานนนั้ เสยี แลว้ ไปหางานใหมท่ �ำ หรอื ไมก่ อ็ อก ไปสรา้ งงานด้วยตนเอง จะได้ไม่ขดั แย้งกบั ใคร ๓.ท�ำ อย่างที่คนอ่นื เขาท�ำ นั่นแหละ แต่มสี ตริ ู้อยูท่ ่ีงาน ทุกครัง้ ทม่ี ี เร่อื งราวมากระทบ กลบั มาดูจิตตนเอง เม่ือรูบ้ ่อยๆ เขา้ จติ จะวางความ ยินดยี ินรา้ ยไปเอง อย่าหวังเพียงว่าจะมาพบพระผู้วิเศษ ที่จะช่วยเสกเป่าให้คนอื่นๆ เลกิ นนิ ทาวา่ รา้ ย หรอื ใหม้ เี มตตามหานยิ ม กลบั ไปรกั ษาใจตนเองไมใ่ หท้ กุ ข์ กบั เรอื่ งธรรมดาของโลกอย่างนีด้ ีกวา่ ไหม อกี ๒ รายระบายมาทางเว็บบอร์ดของ chinawangso.net ราย แรกใชช้ ่ือว่า “ความรู้ท่วมหวั เอาตวั ไม่รอด” ดิฉนั ถกู ผู้บังคบั บัญชาสงั่ ใหท้ ำ�งานในหน้าท่ี ทง้ั ๆ ท่รี ูว้ ่าไม่ถูกต้อง และขัดกับหลักจริยธรรมแตก่ ต็ อ้ งทำ� รู้สึกทุกข์ทั้งกายและใจท่ตี ้องอดทน

ขลงั ศกั ด์ิสทิ ธ์ิ อิทธฤิ ทธ์ิ ปาฏิหาริย์ กรรม ๑๔๐ ท�ำ ให้งานส�ำ เร็จ ตอ้ งต่อสู้กับความรู้สึกผดิ ชอบชวั่ ดเี พราะส่งิ ทต่ี อ้ งทำ�มนั ขดั แยง้ กบั หลกั ธรรมประจ�ำ ใจของตนเอง พยายามสวดมนตท์ �ำ วตั รเชา้ เยน็ เทา่ ทจ่ี ะท�ำ ได้ แตก่ ไ็ มห่ ายฟงุ้ ซา่ น รสู้ กึ ขาดสติ ขอพระอาจารยไ์ ดโ้ ปรดเมตตา แนะน�ำ ดว้ ยค่ะ จงึ ตอบไปว่า “กลับมาอยู่กับมือท่ีกำ�ลังทำ�งาน อยู่กับปัจจุบัน ทิ้งอดีตและ อนาคตเสยี เพราะขณะปัจจุบันไมม่ ถี ูก ไม่มผี ดิ ไมม่ ไี ด้ ไม่มีเสีย เมื่ออยกู่ ับ ปัจจบุ นั มแี ต่งานเฉพาะหนา้ ท่คี วรสนใจ ส่วนเจา้ นายจะสั่งท�ำ อะไร จะถูก ผดิ แค่ไหน ยกให้เปน็ เร่ืองของนายไป อย่าเอาใจของตนเข้าไปปรุงทุกข์ ปรุงบาปตั้งแต่เดี๋ยวน้ี เราไม่มี เจตนาที่จะทำ�อะไรให้ทุจริต ขณะน้ีงานข้างหน้าไม่ใช่ทั้งทุจริตและสุจริต แตค่ ุณกลบั ปรงุ แต่งใหจ้ ติ ทุกข์ รบั บาปไปกอ่ นเจ้านายเสยี แลว้ อีกรายใช้ชอ่ื วา่ “0125” ถามมาว่า ขอค�ำ ชแ้ี นะเพอื่ การปฏิบตั ิงานและชีวติ ประจ�ำ วนั ดังนี้คะ่ ๑. รสู้ กึ หงดุ หงดิ เวลาทปี่ ฏบิ ตั งิ านรว่ มกบั นางสาว ก. (นามสมมต)ิ เพราะเขาแสดงตนว่ารู้ทุกเร่ือง จัดการได้ทุกอย่าง และมักจับกลุ่มนินทา คนในท่ีทำ�งาน ข้าพเจ้ารู้ทันอารมณ์ตัวเองว่าหงุดหงิด ก็เลยไม่อยู่ใกล้ นางสาว ก. และจะทำ�เฉยๆ ไม่เขา้ รว่ มสนทนาดว้ ย เบอื่ มากกแ็ ลกเวรกับ คนอ่ืนเพอ่ื จะไดเ้ จอกับเขาใหน้ ้อยทสี่ ุด...ฯ

๑๔๑ พระมหาวิเชียร ชนิ วํโส ๒. เพอื่ นสนิท คยุ โทรศพั ทใ์ นเวลางาน แล้วขอท�ำ OT บอกว่างาน ไมเ่ สรจ็ เคยพบวา่ เบกิ คา่ แรง OT แตต่ วั ไมไ่ ดอ้ ยใู่ นทที่ �ำ งาน ขา้ พเจา้ ไมส่ นทิ ใจที่จะคบกับเพื่อนคนน้ีต่อไป จึงทำ�ตัวห่างออกมา...ข้าพเจ้าควรปฏิบัติ อยา่ งไร พระอาจารย์โปรดใหค้ ำ�แนะน�ำ ด้วยคะ่ รายน้จี ัดหนกั เพราะตอบไปวา่ ... ๑.อยกู่ บั โลกอยา่ แปลกแยกกบั โลก คณุ ก.และเพอื่ นคณุ ทว่ี า่ นี้ เปน็ อาจารย์สอนฝึกจิตคุณได้เป็นอย่างดี เม่ือคุณไม่พอใจเขาก็กลับมาดูใจ ตนเอง ไม่พอใจเขาเพราะรู้สึกว่าเราดีกว่าเขาหรือเปล่า ทั้งสองคนน้ันคง ไม่มีแต่เร่ืองแย่ๆ มั้ง ลองมองหาส่วนดีของเขาแล้วช่ืนชมกับความดีนั้น เพราะเราเองก็มีทั้งดีและชั่วเช่นเขาเหมือนกัน อย่างน้อยความรู้สึกว่า ตนเองดีกว่านัน่ แหละ ทท่ี ำ�ให้จิตคุณทกุ ข์อยนู่ นั่ คณุ ไมไ่ ด้หนเี ขาหรอก แต่ หนีความทุกข์ในใจคุณต่างหาก ไมง่ ้ันคณุ มติ อ้ งลางานกันทั้งปีเพราะเร่อื ง ท่ฟี ังดูเหมอื นไรเ้ หตผุ ลนี้หรอื ๒. หลวงพ่อชา สภุ ทฺโท วัดหนองปา่ พง จ.อุบลฯ ตอบค�ำ ถามน้ีไว้ นานแลว้ วา่ “ดทู อ่ นไมน้ สี่ .ิ ..สน้ั หรอื ยาว? สมมตวิ า่ คณุ อยากไดไ้ มท้ ย่ี าวกวา่ น.ี้ .. ไม้ท่อนน้ีมันก็ส้ัน แต่ถ้าคุณอยากได้ไม้สั้นกว่าน้ี...ไม้ท่อนน้ีมันก็ยาว หมายความวา่ ตณั หาของคุณต่างหากท่ีทำ�ใหม้ สี น้ั -มียาว มีดี-มชี ัว่ มีสุข- มีทกุ ข์ข้ึนมา ละตัณหาเสียไดเ้ ทา่ นัน้ ทุกอยา่ งก็จบ”

ขลงั ศักด์สิ ิทธ์ิ อิทธฤิ ทธิ์ ปาฏิหาริย์ กรรม ละบาป เพิ่มบญุ สรา้ งตน้ ทนุ ใหช้ วี ติ

พระมหาวเิ ชียร ชนิ วโํ ส

ขลงั ศักดิ์สทิ ธ์ิ อทิ ธฤิ ทธิ์ ปาฏหิ ารยิ ์ กรรม สัตยาธษิ ฐาน บทสดุ ทา้ ยนี้ เปน็ ของฝากส�ำ หรบั ชาวพทุ ธในระยะพฒั นาขน้ั ตน้ ผู้ ยงั หว่ ง ยงั หวงั ยงั ชอบออ้ นวอนขอ หรอื ยงั มเี ยอื่ ใยทตี่ ดั ไมค่ อ่ ยขาดในเรอื่ ง แรงดลบนั ดาล หรอื อ�ำ นาจอัศจรรยต์ า่ งๆ ประเพณพี ทุ ธแตเ่ ดิมมา ยงั มวี ธิ ีปฏบิ ตั ทิ เี่ ป็นทางออกใหอ้ กี อย่าง หนึง่ คอื “สัจกริ ิยา” แปลว่า การกระท�ำ สจั จะ หมายถึงการอา้ งพลงั สัจจะ หรือการอ้างเอาความจริงเป็นพลังบันดาล คือยกเอาคุณธรรมท่ีตนได้ ประพฤติปฏิบัติบำ�เพ็ญมา ท่ีมีอยู่ตามความจริง หรือแม้แต่สภาพของ ตนเองที่เป็นอยู่จรงิ ในเวลาน้ัน ขึ้นมาอา้ ง เป็นพลังอำ�นาจสำ�หรบั ขจัดปดั เป่าภยันตรายท่ีได้ประสบ ในเมื่อหมดทางแก้ไขอย่างอ่ืน ในภาษาไทย ปัจจุบันเรียกว่า “สัตยาธิษฐาน” คือ การต้ังความจริงใจเป็นหลักในการ อธษิ ฐานนั่นเอง ดงั ตวั อยา่ งทปี่ รากฏในบาลีและอรรถกถาเชน่ ๑.นฬปานชาดก [๔๗] สมัยหน่ึงพระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาลิง มีบริวารแปดหมื่นตัว พญาลิงโพธิสัตว์ได้สั่งบริวารว่า ในป่านี้มีต้นไม้มีพิษและสระโบกขรณีท่ีมี ผเี ส้อื นำ้�(ยักขช์ นิดหน่ึงท่ีสิงอยใู่ นน้ำ�) อาศยั อยู่ หากจะเคี้ยวกินผลไม้ทีไ่ ม่ เคยกนิ หรอื ดมื่ น�้ำ ในทท่ี ไ่ี มเ่ คยดม่ื ใหถ้ ามตนกอ่ น เพอ่ื ปอ้ งกนั อนั ตรายทจี่ ะ เกิดขน้ึ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook