๑๔๕ พระมหาวเิ ชยี ร ชินวํโส วันนั้นฝูงลิงเดินทางไปถึงสระโบกขรณีแห่งหน่ึง นึกถึงคำ�ของ พญาลงิ จึงนงั่ รออยู่ เมื่อพญาลงิ มาถึงจงึ เดินสำ�รวจรอบสระ เห็นแต่รอย เท้าลง ไม่มีรอยเท้าขึน้ จึงได้รู้ว่าสระนมี้ ีอันตราย จึงสง่ั ไมใ่ หล้ งิ ลงไปด่ืม ผีเสอื้ น้ำ�ซึ่งสงิ สถติ อยใู่ นสระโบกขรณี เม่อื ได้ยนิ ดังน้ัน จึงปรากฏ ตัวและประกาศว่าใครลงไปกินน้ำ�ในสระ แม้แต่นกท่ีบินได้ก็ไม่เหลือรอด กลบั ไปเพราะตนจะจับกินเป็นอาหารว่าง พญาลิงจึงกล่าวว่า เราไม่ใหท้ ่านกนิ แตเ่ ราจะด่ืมน�ำ้ ในสระนี้ แล้ว จงึ สั่งใหฝ้ งู ลิงนำ�ไม้อ้อมา(ไม้มีปล้องอยา่ งไม้ไผต่ น้ เล็ก) ว่ากันว่า สมัยน้ันไม้อ้อมีปล้องไม่ได้กลวงตลอดเหมือนในปัจจุบัน พญาลงิ โพธิสัตวจ์ ึงไดน้ ึกถึงบารมที ่ตี นเคยบ�ำ เพญ็ มา แลว้ ตง้ั สัจกิรยิ าเป่า ไม้อ้อให้ทะลุถึงกันท้ังหมดทุกลำ� ลิงทั้งฝูงพากันดื่มนำ้�จากสระ เหมือนใช้ หลอดดดู น�ำ้ ในแกว้ ไมจ่ �ำ เปน็ จะตอ้ งลงไปในสระใหผ้ เี สอ้ื น�้ำ จบั กนิ เลย ผเี สอ้ื น�้ำ ไดแ้ ตน่ งั่ มองตาปรบิ ๆ ตง้ั แตน่ น้ั มาไมอ้ อ้ จงึ ไมม่ ปี ลอ้ งมาจนถงึ ปจั จบุ นั นี้ อาจจะฟังดูเป็นนิทานไปหน่อย แต่แฝงแนวคิดไว้ว่า บุญบารมีท่ี เคยท�ำ มานน้ั มปี ระโยชนอ์ ยา่ งยงิ่ เหมอื นคนมเี งนิ ในกระเปา๋ ถงึ เวลาจะตอ้ ง ใช้ก็จ่ายได้ทันที แต่ถ้าไม่เคยทำ�บุญอะไรไว้ เมื่อถึงคราเดือดร้อน ต่อให้ อ้อนวอนร้องขอขนาดไหน ก็ไม่มีอะไรช่วยได้ ชาดกนี้พญาลิงโพธิสัตว์ได้ อ้างถงึ บารมีทีต่ นเคยท�ำ แล้วจึงท�ำ สัจกิริยา ๒.วัฏฏกชาดก [๔๘] ในอดตี กาล ในแควน้ มคธนน่ั เอง พระโพธสิ ตั วไ์ ดอ้ บุ ตั เิ ปน็ ลกู นกคมุ่
ขลัง ศักดิ์สิทธ์ิ อทิ ธฤิ ทธิ์ ปาฏิหาริย์ กรรม ๑๔๖ วันหน่ึงเมื่อพ่อแม่บินออกไปหากิน ไฟป่าได้ลามมาใกล้รังนกคุ่ม ลกู นกจงึ ได้คดิ ว่า “คุณแห่งศีลมีอยู่ในโลก ความสัตย์ ความสะอาดและความเอ็นดู มอี ยใู่ นโลกดว้ ยความสัจน้ัน ข้าพเจา้ จักท�ำ สัจกริ ิยาอนั ยอดเย่ียม ข้าพเจ้า พิจารณากำ�ลงั แหง่ ธรรม ระลกึ ถึงพระชนิ เจา้ ทงั้ หลายในปางก่อน อาศยั ก�ำ ลงั สัจจะ ขอท�ำ สัจกิรยิ าวา่ ปกี ของเรามีอยู่ แตก่ ็บินไมไ่ ด้ เทา้ ทง้ั สองของเรามอี ยู่ แตก่ เ็ ดนิ ไม่ ได้ มารดาและบิดาของเรา ออกไปหาอาหาร ดูก่อนไฟ ทา่ นจงถอยกลับ ไปเสีย” ไฟปา่ ดับไปทันทีเหมอื นเอาถ่านจมุ่ น้ำ�ฉะนั้น ในวัฏฏกชาดกนี้ คนโบราณเรียกว่าคาถานกคุ่ม ใช้สาธยายเพ่ือ ป้องกนั ไฟไหม้เคหสถาน และเปน็ หน่งึ ในบทพระปรติ รทีพ่ ระสงฆ์ใช้ในงาน มงคลมาจนถงึ ปจั จบุ นั น้ี หากพจิ ารณาจะทราบวา่ ลกู นกคมุ่ ไมไ่ ดอ้ า้ งความ ดีหรือบารมีของตนเหมือนพญาลิง แต่อ้างสิ่งท่ีเป็นอยู่จริงๆ คือปีกก็บิน ไม่ได้ ขากย็ งั วง่ิ หนไี ฟไม่ไหว และทส่ี ำ�คญั ไมไ่ ดท้ �ำ สจั กิรยิ าพรำ�่ เพรอื่ แต่รอ ใหม้ ีเหตกุ ารณ์ที่ไมส่ ามารถแก้ไขได้จึงอ้างสจั กิรยิ า หากจะคดิ อยา่ งข�ำ ๆ ถา้ ไมม่ คี วามดหี รอื บญุ บารมอี ะไรปรากฏชดั ท่ี พอจะอา้ งได้ กน็ า่ จะท�ำ สจั กริ ิยาอย่างนกคุ่มไดว้ า่ “ผัวก็ขี้เหล้า ลูกก็ข้ีเกียจ เมื่อเช้าข้าพเจ้าด่าลูกด่าผัวไปหลายยก ดว้ ยสัจวาจานี้ ขอให้ผวั เลิกสรุ า ขอใหล้ ูกยาเลิกข้ีเกียจดว้ ยเถิด”
๑๔๗ พระมหาวเิ ชียร ชนิ วํโส ๓. สีวริ าชชาดก [๔๙] เมอื่ พระโพธสิ ตั ว์ เกดิ เปน็ พระเจ้าสวี ริ าช ครองราชสมบตั ทิ อี่ รฎิ ฐ- ปรุ นคร แควน้ สีวีรัฐ พระองคท์ รงบรจิ าคทรัพย์วนั ละแสน ดว้ ยการตัง้ โรง ทาน ๖ แหง่ ให้ทานทุกวัน วนั หน่งึ ทรงดำ�รวิ ่า “วตั ถทุ านซง่ึ เปน็ ของมนษุ ย์ ทเ่ี รายงั ไมไ่ ดบ้ รจิ าคไมม่ เี ลย แมย้ าจก คนใด ขอดวงตากับเรา เราจะไมห่ วน่ั ไหว เราจะให้ดวงตาแก่ยาจกน้นั ” ท้าวสักกะ(พระอินทร์) ทรงทราบอัธยาศัยของพระโพธิสัตว์ จึง แปลงเป็นพราหมณ์เฒา่ ตาบอด เอย่ ขอดวงตาของพระเจ้าสีวิราชวา่ “ขา้ พระพทุ ธเจา้ เปน็ คนชรา มนี ยั นต์ าขา้ งเดยี ว ขอพระองคไ์ ดโ้ ปรด พระราชทานพระเนตรข้างหนึง่ แกข่ ้าพระพุทธเจา้ เถดิ ” เมอื่ พระเจา้ สวี ริ าชรบั ปาก แมถ้ กู อ�ำ มาตยข์ อรอ้ งวา่ ใหพ้ ระราชทาน วตั ถุสิ่งของแก่พราหมณ์ตาบอดนน้ั เถดิ พระองคก์ ็ไม่ลังเลพระทัย เมอ่ื ถกู ถามถงึ เหตผุ ลวา่ เหตใุ ดจงึ กลา้ ใหแ้ มก้ ระทงั่ ดวงตาของตน พระโพธสิ ตั วจ์ งึ ตรสั วา่ “ดวงตาท้ังสองข้างจะได้เป็นที่เกลียดชังของเราก็หาไม่ ตนของ ตนเองก็หาได้เปน็ ทเี่ กลียดชังของเราไม่ พระสพั พญั ญุตญาณ(ญาณเป็น เครื่องรู้ทุกส่ิง ซ่ึงเป็นญาณของพระพุทธเจ้าเท่านั้น) เป็นท่ีรักของเรา เพราะฉะน้นั เราจงึ ไดใ้ ห้ดวงตา” จงึ ตรสั สง่ั ใหแ้ พทยห์ ลวงชอื่ สวี กิ ะ น�ำ พระเนตรขา้ งขวาของพระองค์ ออกพระราชทานใหพ้ ราหมณ์ เครอ่ื งทรงของพระองคเ์ ปยี กชมุ่ ไปดว้ ยโลหติ
ขลงั ศักด์ิสิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏหิ าริย์ กรรม ๑๔๘ อันไหลจากเบ้าตานั้น ท่ามกลางเสียงร่ำ�ไห้ปริเทวนาการของเหล่าข้าราช บรพิ าร เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นดวงพระเนตรข้างขวา ทรงตรสั ว่า “มารับไปเถิดพราหมณ์ สัพพัญญุตญาณเท่าน้ัน เป็นท่ีรักกว่า ดวงตาของเรานี้ ตง้ั ร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า ผลท่เี ราบรจิ าคดวงตานี้ จง เปน็ ปจั จยั แกพ่ ระสัพพัญญตุ ญาณนั้นเถดิ ” ไดพ้ ระราชทานดวงพระเนตรนนั้ แกพ่ ราหมณไ์ ปแลว้ ทรงเกดิ ปตี อิ ยา่ ง ท่วมท้น จงึ พระราชทานพระเนตรข้างซ้ายให้แก่พราหมณอ์ ีก หลังจากนน้ั ไมน่ านนกั กม็ กี อ้ นเนอ้ื งอกออกมาปดิ หลมุ พระเนตรดจุ คนปกติ พระองคจ์ งึ ดำ�ริว่าคนตาบอดไม่ควรครองราชย์สมบัติ จึงออกบวชบำ�เพ็ญสมณธรรม ทา้ วสกั กเทวราช จงึ เสดจ็ มาหาและแนะน�ำ ใหท้ รงท�ำ สจั กริ ยิ า พระ โพธิสัตว์จึงท�ำ สัจกริ ยิ าว่า “วณพิ กคนใดมาขอเรา วณพิ กนนั้ กเ็ ปน็ ทรี่ กั ของเรา ดว้ ยการกลา่ ว คำ�สัตยน์ ี้ ขอดวงตาจงบงั เกิดขึน้ แกเ่ ราเถดิ ” ทันใดนั้น พระเนตรข้างหน่ึงได้เกิดข้ึนกับพระโพธิสัตว์ทันที พระองค์จงึ ไดก้ ระทำ�สัจกริ ิยาครง้ั ที่ ๒ ว่า “พราหมณ์ผู้ใดมาขอเราว่า ขอพระราชทานพระเนตรเถดิ เราได้ ให้ดวงตาทั้งสองแก่พราหมณ์ผู้นั้นซึ่งเป็นวณิพก ปีติและโสมนัสหา ประมาณมไิ ดเ้ กดิ ขน้ึ แกเ่ รา ดว้ ยการกลา่ วค�ำ สตั ยน์ ี้ ขอดวงตาจงบงั เกดิ ขน้ึ แก่เราเถดิ ” พระเนตรขา้ งที่ ๒ ก็บังเกิดขึ้นแกพ่ ระองค์ พระเนตรท้ัง ๒ นี้เรยี กวา่
๑๔๙ พระมหาวิเชียร ชนิ วํโส “สจั จปารมติ าจกั ษ”ุ หลงั จากนนั้ ไมน่ าน เหลา่ อ�ำ มาตยก์ ก็ ราบทลู เชญิ พระองค์ กลับไปครองราชยเ์ หมือนเดิม เม่อื มหาชนเห็นความอัศจรรย์น้แี ล้ว จงึ พากัน ใหท้ าน เชื่อฟงั ค�ำ สอนของพระโพธสิ ตั ว์ ไดไ้ ปบังเกดิ ในเทวโลกทว่ั กนั ขอ้ ทคี่ วรสงั เกตอย่างหนงึ่ กค็ อื พระโพธสิ ตั วม์ กั เปน็ ผใู้ ห้ แทบจะไม่ ปรากฏวา่ ทา่ นเป็นผรู้ ับเลย แม้สัจกริ ิยาทท่ี รงกระทำ�น้ี ก็เพราะทา้ วสกั กะ มาขอให้ท�ำ พระโพธิสตั วม์ ไิ ดค้ ดิ จะทำ�เพ่ือพระองค์เองดว้ ยซ�้ำ ไป เพราะไม่ ไดป้ รารถนาสุขทจี่ ะเกิดขึ้นแกต่ น แต่มงุ่ ไปที่พระสพั พญั ญตุ ญาณ อันเป็น เคร่ืองมอื ทีจ่ ะช่วยสรรพสตั วใ์ หพ้ น้ ทุกข์ จติ ใจของพระโพธสิ ตั ว์จึงยงิ่ ใหญ่ ดว้ ยประการฉะน้ี ๔.อังคุลมิ าลสูตร [๕๐] สจั กิรยิ าของพระองคุลมิ าล เปน็ ตัวอยา่ งการท�ำ สัจกริ ิยาของพระ สาวก ทนี่ �ำ มายกตวั อยา่ ง กเ็ พราะทา่ นเปน็ พระดงั ตดิ อนั ดบั ทอ็ ปเทน็ ในยคุ นั้นเลยทเี ดียว และเป็นท่ีรูจ้ กั กันดีในหมูช่ าวพทุ ธไทย พระสงฆ์ในปัจจุบันนำ�องคุลิมาลสูตร ซ่ึงเป็นพุทธพจน์ มาสวด เฉพาะทีท่ า่ นทำ�สัจกริ ิยาเรยี กว่าองั คลุ มิ าลปริตร นิยมสวดในงานแตง่ งาน เพราะเช่ือกันว่าชว่ ยใหค้ ลอดบุตรง่าย ลองอ่านดู เช้าวนั หนง่ึ พระองคุลมิ าลอดตี จอมโจร ๙๙๙ ศพ ไปบณิ ฑบาตที่ พระนครสาวัตถี ขณะกำ�ลังเท่ยี วบิณฑบาตอยู่นัน่ เอง ได้เหน็ หญิงท้องแก่ คนหนึ่ง ทา่ นเกิดธรรมสงั เวชว่า “สตั ว์ทั้งหลายยอ่ มเศร้าหมองหนอ สัตว์ ทัง้ หลายย่อมเศร้าหมองหนอ”
ขลัง ศกั ด์ิสิทธ์ิ อทิ ธิฤทธ์ิ ปาฏิหารยิ ์ กรรม ๑๕๐ หลังจากฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ท่านจึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าถึงท่ี ประทับ ถวายบังคมแลว้ กราบทลู เร่ืองที่ท่านคิด พระพทุ ธเจา้ จึงตรัสสอนให้ทำ�สจั กิรยิ าว่า “องคุลิมาล ถ้าอย่างน้ัน เธอจงเข้าไปหาหญิงน้ัน แล้วกล่าวว่า น้องหญิง ต้ังแต่เราเกิดแล้วในอริยชาติ(ขณะน้ันพระองคุลิมาลเป็นพระ อรยิ บคุ คลระดบั โสดาบนั ) ไมเ่ คยแกลง้ ฆา่ สตั วเ์ ลย ดว้ ยสจั วาจานี้ ขอความ สวัสดีจงมแี ก่เธอ ขอความสวสั ดีจงมแี กค่ รรภข์ องเธอเถดิ ” พระองคลุ มิ าลจงึ ไดท้ �ำ อยา่ งนน้ั ปรากฏวา่ ความสวสั ดไี ดม้ แี กห่ ญงิ นั้นและครรภข์ องนางแลว้ พทุ ธพจนต์ รสั ไวเ้ พยี งเทา่ นี้ พระอรรถกถาจารย์ อธบิ ายเพม่ิ เตมิ วา่ พระองคลุ มิ าลเขา้ ไปทบี่ า้ นของหญงิ ทอ้ งแกน่ นั้ แลว้ นง่ั บนตง่ั โดย ใหค้ นก้นั มา่ นไว้ระหว่างตง่ั กบั หญิงนัน้ เมื่อทา่ นทำ�สจั กิริยา ทารกก็คลอด ออกมาประดจุ น�้ำ ไหลจากธมกรก(กระบอกกรองน�้ำ ของพระสงฆ)์ นน่ั เทยี ว วา่ กนั วา่ แมพ้ ระองคลุ มิ าลกลับไปแลว้ หากมสี ตั วด์ ริ ัจฉานตัวเมีย ท่ีมีครรภ์มานอนท่ีตั่งนั้น ก็คลอดออกได้โดยง่ายทันที ตัวใดทุพลภาพนำ� มาไมไ่ ด้ เอาน�้ำ ลา้ งตง่ั นนั้ ไปรดศรี ษะ กจ็ ะคลอดลกู ไดใ้ นขณะนนั้ ทเี ดยี ว แม้ โรคอยา่ งอื่นก็หายไปดว้ ย แมอ้ รรถาธบิ าย “เว่อร์” ไปหน่อย แตห่ ากสงั เกตจะรไู้ ดว้ ่านเี่ ป็น อำ�นาจแหง่ คณุ บรรพชา และคณุ แหง่ พระอรยิ บคุ คลระดบั โสดาบันท่ีทา่ น เข้าถงึ แล้วนนั่ เอง
๑๕๑ พระมหาวเิ ชยี ร ชนิ วโํ ส หลวงพอ่ พระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมโฺ ม) เจ้าอาวาสวดั อัมพวัน อำ�เภอพรหมบุรี จงั หวัดสงิ หบ์ ุรี ทา่ นมีชื่อเสยี งในระดับประเทศ จากการเป็นพระนกั พัฒนา พระนักเทศน์ และพระวิปสั สนาจารย์ และยัง เปน็ ผทู้ ส่ี ง่ เสรมิ ใหพ้ ทุ ธศาสนกิ ชนหมน่ั สวดมนตด์ ว้ ยบทพทุ ธชยั มงคลคาถา (พาหงุ มหากา) และเฉพาะบทพทุ ธคณุ เกนิ อายุ ๑ รอบของผสู้ วด ทา่ นเลา่ ไว้ในหนังสือหลายเล่มของท่านว่า เม่ือสวดมนต์แล้วให้ต้ังสัตยาธิษฐาน อา้ งเอาคุณของพระรัตนตรัย รวมถึงความดีทีต่ นสวดมนตช์ ่วยใหพ้ น้ จาก ภัยพิบัติทั้งปวง และมีตัวอย่างของผู้ท่ีใช้วิธีของท่านหลายราย ประสบ ความส�ำ เร็จสมดงั หวงั นี่เปน็ ตวั อย่างแห่งการท�ำ สัจกริ ยิ าในปจั จุบนั วิธีการทำ�สัจกิริยานี้ ไม่กระทบกระเทือนเสียหายต่อความเพียร พยายาม และไมเ่ ปน็ การขอรอ้ งออ้ นวอนตอ่ อ�ำ นาจดลบนั ดาลจากภายนอก แต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับเป็นการยำ้�ความม่ันใจในคุณธรรมและความ เพียรพยายามของตน และท�ำ ให้มกี ำ�ลังใจเข้มแขง็ ยิง่ ข้นึ อีกทงั้ ไม่ตอ้ งย่งุ เกี่ยวกับวัตถุหรือพิธีรีตอง ท่ีจะเป็นช่องทางให้ติดอยู่ในรูปแบบพิธีกรรม ต่างๆ อนั เปน็ เหตุให้หลงทางได้ บางทปี ระเพณกี ารท�ำ สจั กิริยา อาจเป็นเครือ่ งแสดงอย่างหนง่ึ ว่า จริยธรรมยังมั่นคงแข็งแรงอยู่ในสังคมหรือไม่ การเสื่อมไปของประเพณี สจั กิรยิ า อาจแสดงถึงความเส่อื มถอยอ่อนแอลงในทางจริยธรรม เพราะ ในเมื่อไม่มีคุณธรรมที่จะให้เกิดความม่ันใจในตนเอง ก็ต้องหันกลับไป
ขลัง ศักดส์ิ ิทธ์ิ อทิ ธิฤทธ์ิ ปาฏิหาริย์ กรรม ๑๕๒ อ้อนวอนสงิ่ ศกั ดสิ์ ทิ ธอิ์ ย่างทคี่ นไทยสว่ นมากเป็นกนั อยูน่ ้ี คงเป็นด้วยเหตุ นี้ การกระทำ�ตามระบบเดิม เช่น การบนบานบวงสรวง การสาปแชง่ การ สบถสาบาน จงึ ยนื ยงและแพร่หลายกว่าการทำ�สัจกริ ิยาเสียด้วยซำ�้ ไป ก่อนจบขอแถมบทสวดมนต์ท่ีผู้เขียนใช้บ่อยและเป็นบทกระทำ� สัจกิริยาอย่างหนึ่ง ส้ันๆ ง่ายๆ ใช้เฉพาะภาษาไทยก็ได้ สำ�หรับเจริญสติ หรอื ใช้ขณะท่ีกม้ กราบพระรตั นตรัย นตั ถิ เม สะระณงั อญั ญัง พทุ โธ เม สะระณงั วะรัง เอเตนะ สจั จะวชั เชนะ โสตถิ เม โหตุ สพั พะทาฯ นัตถิ เม สะระณัง อญั ญงั ธมั โม เม สะระณงั วะรงั เอเตนะ สัจจะวชั เชนะ โสตถิ เม โหตุ สพั พะทาฯ นตั ถิ เม สะระณงั อัญญงั สังโฆ เม สะระณัง วะรงั เอเตนะ สัจจะวชั เชนะ โสตถิ เม โหตุ สพั พะทาฯ ค�ำ แปล สรณะอนื่ ของข้าพเจ้าไม่มี พระพทุ ธเจา้ พระธรรม พระสงฆ์ เปน็ สรณะอันประเสริฐของขา้ พเจา้ ดว้ ยการกล่าวคำ�สตั ย์นี้ ขอความสวสั ดจี ง มีแกข่ ้าพเจ้าทุกเม่ือ
๑๕๓ พระมหาวิเชยี ร ชินวโํ ส
ขลงั ศักดิส์ ิทธ์ิ อิทธิฤทธิ์ ปาฏหิ ารยิ ์ กรรม ๑๕๔ ภัททกัป มคี ำ�กล่าววา่ พระพุทธเจ้ามีมากมายดุจเมด็ ทรายในมหาสมุทร ในคมั ภรี อ์ รรถกถา ขุททกนกิ าย พุทธวงศ์ ท่านแบ่งกัปตามจ�ำ นวน การอบุ ัตขิ องพระพุทธเจ้า แบง่ ออกเป็น ๒ ประเภทหลักๆ คอื สญุ ญกปั คอื กปั ทว่ี า่ งจากพระพทุ ธเจา้ แตอ่ าจมพี ระปจั เจกพทุ ธ เจา้ และพระเจ้าจกั รพรรดิได้ สญุ ญกปั น้นั แทรกในระหวา่ งอสุญญกปั อสุญญกัป คือ กัปทไ่ี มว่ า่ งจากพระพุทธเจ้า แบ่งเปน็ ๕ ประเภท ยอ่ ยคอื ๑.สารกปั คอื กปั ทเ่ี ปน็ แกน่ สาร มพี ระพทุ ธเจา้ มาตรสั รู้ ๑ พระองค์ ๒.มัณฑกัป คอื กปั ทผี่ ่องใส มีพระพทุ ธเจา้ มาตรัสรู้ ๒ พระองค์ ๓.วรกัป คือ กัปทีป่ ระเสริฐ มพี ระพทุ ธเจ้ามาตรัสรู้ ๓ พระองค์ ๔.สารมณั ฑกปั คอื กปั ทเี่ ปน็ แกน่ สารและผอ่ งใส มพี ระพทุ ธเจา้ มา ตรสั รู้ ๔ พระองค์ ๕.ภทั ทกปั คือกัปทเ่ี จริญ มพี ระพทุ ธเจ้ามาตรสั รู้ ๕ พระองค์ หากดยู อ้ นหลงั ไปในอดตี ๔ อสงไขย เศษแสนกปั จะมกี ปั ตา่ งๆ ดงั นี้ เริม่ ดว้ ย สารมณั ฑกัป มพี ระพทุ ธเจา้ ๔ พระองค์ (พระตัณหังกร, พระเมธงั กร, พระสรนังกร, พระทีปังกร)
๑๕๕ พระมหาวเิ ชยี ร ชินวํโส เขา้ อสงไขยท่ี ๑ เปน็ สญุ ญอสงไขย แทรกดว้ ยสารกปั มพี ระพทุ ธเจา้ ๑ พระองค์ (พระโกณฑญั ญะ) เข้าอสงไขยที่ ๒ เป็นสุญญอสงไขย แทรกด้วยสารมณฑกัป มี พระพุทธเจา้ ๔ พระองค์ (พระสมุ ังคละ, พระสมุ นะ, พระเรวตะ, พระโสภิตะ) เขา้ อสงไขยท่ี ๓ เปน็ สญุ ญอสงไขย แทรกดว้ ยวรกปั มพี ระพทุ ธเจา้ ๓ พระองค์ (พระอโนมทสั สี, พระปทมุ ะ, พระนารทะ) เข้าอสงไขยที่ ๔ เปน็ สุญญอสงไขย เขา้ สูแ่ สนมหากัปปจั จุบัน เร่ิมด้วย มัณฑกัป มีพระพุทธเจ้า ๑ พระองค์ (พระปทุมมุตระ) ตามดว้ ยสญุ ญกัป ๓๐,๐๐๐ กปั ตอ่ ดว้ ยมณั ฑกปั มพี ระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ (พระสุเมธะ, พระสชุ าตะ) ตามดว้ ยสุญญกปั ๖๐,๐๐๐ กัป ต่อด้วยวรกัป มีพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ (พระปียทัสสี, พระ อตั ถทัสสี, พระธรรมทสั ส)ี ตามดว้ ยสุญญกปั ๒๔ กปั ต่อดว้ ย สารกัป มพี ระพทุ ธเจ้า ๑ พระองค์ (พระสิทธตั ถะ) ตาม ดว้ ยสญุ ญกปั ๑ กัป ต่อด้วยมณั ฑกัป มีพระพทุ ธเจา้ ๒ พระองค์ (พระติสสะ, พระมหา ปุสสะ) ต่อด้วย สารกปั มีพระพทุ ธเจ้า ๑ องค์ (พระวิปัสส)ี ตามดว้ ยสุญญ กัป ๖๐ กปั ตอ่ ดว้ ยมณั ฑกปั มพี ระพทุ ธเจา้ ๒ องค์ (พระสขิ ,ี พระเวสสภ)ู ตาม ดว้ ยสุญญกปั ๓๐ กปั ต่อด้วยกปั ปัจจุบัน คอื ภัททกปั มีพระพทุ ธเจา้ อุบัติแล้ว ๔ องค์
ขลัง ศักด์สิ ิทธ์ิ อิทธฤิ ทธ์ิ ปาฏิหาริย์ กรรม ๑๕๖ คือ พระกกุสนั โธ พระโกนาคม พระกสั สปะ พระสมณโคดม และจะมอี งค์ที่ ๕ ในอันตรกปั หน้า คอื พระศรีอริยเมตตรัย(บาลีว่า พระเมตเตยยะ) ภทั ทกปั นเี้ ปน็ กปั ทเ่ี จรญิ ทส่ี ดุ แลว้ เพราะมพี ระพทุ ธเจา้ มาอบุ ตั ถิ งึ ๕ พระองค์ ไมม่ กี ปั ไหนทีม่ พี ระพุทธเจ้ามาอบุ ัตเิ กินกว่า ๕ องคอ์ กี แลว้ ท่ีนำ�ตัวเลขมาให้อ่านชวนเวียนหัวนี้ ก็เพราะต้องการชี้ให้เห็นว่า บัดน้ีเราท่านทั้งหลายต่างเกิดมาในห้วงเวลาที่ประเสริฐสุด เป็นนาทีทอง ของชวี ตทิ ไี่ ดเ้ กดิ เปน็ มนษุ ยพ์ บพระพทุ ธศาสนาแลว้ อยา่ มวั แตห่ ลงไหลใน สิ่งทไี่ ม่เป็นแกน่ สาร แก้ทกุ ข์ด้วยวธิ กี ารที่ไม่ประเสริฐอยูเ่ ลย พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมท่ีบริสุทธ์ิ บริบูรณ์ไว้แล้ว ท่าน สามารถศกึ ษาไดง้ า่ ย เพยี งแคป่ ลายนวิ้ สมั ผสั โดยปรกึ ษาอาจารย์ Google หรอื เวบ็ ไซด์พระไตรปฎิ กอกี มากมาย หากไปเกดิ ในสญุ ญกปั เราคงตอ้ งรอคอยอกี นานแสนนาน กวา่ จะ มีพระพุทธเจ้าอุบัติ แม้จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติหากเวลานั้นไม่ได้เกิดเป็น มนุษย์หรือเกิดในลัทธิศาสนาอื่นๆ ก็คงต้องรอคอยอีกหลายกัป กว่าจะ เข้าใจสจั ธรรมได้ หมายเหตุ : คำ�วา่ กัป เป็นภาษาบาลี สนั สกฤตเขยี นวา่ กัลป์
พระมหาวเิ ชยี ร ชินวํโส เร่ืองนมี้ ที ีม่ า หนังสือเล่มนี้ไม่ได้อ้างอิงตามหลักวิชาการ เพราะไม่ได้เขียนให้นักวิชาการ อ่าน แต่เขียนใหช้ าวบา้ นอา่ น จึงอ้างองิ ตามใจผเู้ ขยี นเอง หนังสอื ท่ีใช้ประกอบการอา้ งอิง ๑.พระบาลี นำ�มาจากพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ของมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั (๔๕ เล่ม) ๒.หากเป็นอรรถกถา นำ�มาจากพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ของ มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย (๘๐ เลม่ ) ๓.หนังสือพทุ ธธรรม ฉบับปรบั ขยาย ของพระพรหมคณุ าภรณ์ พิมพค์ รัง้ แรกของฉบบั ขอ้ มลู คอมพวิ เตอร/์ ๒๕๕๕ น�ำ มาจาก http://www.namjaidham.net/ forum/index.php?topic=555.0 ๔. หนงั สือพจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของพระพรหมคุ- ณาภรณ์ ฉบับพมิ พค์ รั้งท่ี ๑๒/๒๕๔๖ ๕.หนังสือประตูสู่ชาดก ของคณะทำ�งานคู่มือศึกษาชาดก วัดจากแดง จ.สมทุ รปราการ พมิ พ์ครง้ั แรก/๒๕๕๕ ๖.หนังสือพทุ ธปรัชญาจากพระไตรปฎิ ก ของ สนุ ทร ณ รังษี สำ�นักพมิ พ์ แห่งจฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั ฉบบั พมิ พค์ ร้ังที่ ๓/๒๕๕๐ ๗.และเวบ็ ไซดท์ ่ีปรากฏในเชิงอรรถนั้น เชิงอรรถ [๑] ปาฎคิ ามิยสตู ร ทฆี นกิ าย มหาวรรค เลม่ ท่ี ๒๕ ข้อท่ี ๒๒๔
ขลัง ศกั ดส์ิ ิทธ์ิ อิทธฤิ ทธิ์ ปาฏิหาริย์ กรรม ๑๕๘ [๒] ปัญจปุพพนิมติ ตสูตร ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เล่มท่ี ๒๕ ข้อที่ ๘๓ [๓] ตฐิ านสตู ร อังคุตตรนิกาย นวกนบิ าต เล่มที่ ๒๓ ข้อท่ี ๒๑ [๔] สงิ คาลกสตู ร ทฆี นกิ าย ปาฏิกวรรค เลม่ ที่ ๑๑ ขอ้ ท่ี ๒๖๖-๒๗๒ [๕] อรรถกถาสารปิ ุตตเถรมาตเุ ปตวิ ตั ถุ ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เลม่ ที่ ๔๙ ขอ้ ท่ี ๙๙ [๖] สัปปุริสทานสตู ร องั คตุ ตรนกิ าย อฏั ฐกนบิ าต เลม่ ที่ ๒๓ ขอ้ ท่ี ๓๗ [๗] มงคลสูตร ขุททกนกิ าย สุตตนบิ าต เลม่ ท่ี ๑๑ ข้อท่ี ๒๖๒-๒๗๒ [๘] นิธิกัณฑสูตร ขุททกนิกาย ขทุ ทกปาฐะ เลม่ ที่ ๒๕ ขอ้ ท่ี ๖-๑๖ [๙] นกั ขัตตชาดก ขุททกนิกาย ชาดก เลม่ ท่ี ๒๗ ขอ้ ที่ ๔๙ [๑๐] http://thaiastro.nectec.or.th/library/faqs/faq0017.html [๑๑] ปพุ พณั หสตู ร อังคุตตรนิกาย ตกิ นบิ าต เลม่ ท่ี ๒๐ ขอ้ ที่ ๑๕๖ [๑๒] มหาปรินพิ พานสูตร ทีฆนกิ าย มหาวรรค เลม่ ท่ี ๑๐ ขอ้ ที่ ๒๒๑ [๑๓] ปูติคัตตตสิ สเถรวัตถุ ขุททกนกิ าย ธรรมบท เล่มที่ ๒๕ ขอ้ ท่ี ๔๑ [๑๔] โทณปากสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เลม่ ที่ ๑๕ ข้อท่ี ๑๒๔ [๑๕] ปฐมอนายสุ สาสูตร องั คุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต เลม่ ที่ ๒๒ ข้อท่ี ๑๒๕ [๑๖] จกั กวตั ตสิ ตู ร ทีฆนกิ าย ปาฏกิ วรรค เล่มท่ี ๑๑ ขอ้ ที่ ๑๐๙ [๑๗] http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid= 20090727072330AAB9cGz [๑๘] http://www.thaimtb.com/cgi-bin/viewkatoo.pl?id=171731 [๑๙] เรอ่ื งพรานเบ็ดชอื่ อริยะ อรรถกถาธรรมบท เล่มที่ ๔๓ ขอ้ ที่ ๒๙ [๒๐] http://hilight.kapook.com/view/71145 [๒๑] มิลินทปัญหา ตอนท่ี ๒๐ ถามเร่อื งปญั หาท่ีแกด้ ว้ ยการพักไว้ [๒๒] วิสุทธชนวลิ าสนิ ี อรรถกถาขทุ ทกนิกาย อปทาน เลม่ ที่ ๗๐ หน้า ๔๘ [๒๓] สรุ ิยสูตร อังคุตตรนิกาย สตั ตกนิบาต เลม่ ที่ ๒๓ ข้อที่ ๖๖ [๒๔] มหาสุบนิ ชาดก ขทุ ทกนิกาย ชาดก เล่มที่ ๒๗ ข้อท่ี ๗๗ [๒๕] อรรถกถามหาสุบินชาดก เลม่ ท่ี ๕๖ ข้อที่ ๗๗
๑๕๙ พระมหาวเิ ชียร ชนิ วโํ ส [๒๖] http://th.wikipedia.org/wiki/เพลงยาวกรุงศรีอยุธยา [๒๗] http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2009/07/X8033862/X8033862.html [๒๘] จิตตสตู ร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่มที่ ๑๕ ขอ้ ท่ี ๖๒ [๒๙] ขุททกนิกาย จรยิ ปฎิ ก เล่มที่ ๓๓ [๓๐] [๓๑] [๓๒] ทฆี นกิ าย สีลขันธวรรค เลม่ ท่ี ๙ ขอ้ ที่ ๔๘๑-๕๐๐ [๓๓] เกวฏั ฏสูตร ทีฆนิกาย สลี ขนั ธวรรค เล่มท่ี ๙ ขอ้ ท่ี ๓๓๘-๓๕๐ และ ๒๗๓-๒๘๓ [๓๔] ทฆี นิกาย ปาฏิกวรรค เล่มที่ ๑๑ ขอ้ ที่ ๙๐ [๓๕] พระวินัยปิฎก เลม่ ที่ ๗ ข้อที่ ๓๓ [๓๖] เชงิ อรรถหนังสือพุทธธรรมฉบบั ปรับขยาย พ.ศ.๒๕๕๕ หน้า ๗๑๑ และหน้า ๙๖๓ [๓๗] วาเสฏฐสตู ร ขุททกนกิ าย สุตตนิบาต เล่มท่ี ๒๕ ข้อที่ ๖๕๖-๖๖๐ [๓๘] พุทธาปทานช่อื ปพุ พกัมมปโิ ลติ ขุททกนกิ าย อปทาน เลม่ ที่ ๓๒ ขอ้ ท่ี ๖๔-๙๖ [๓๙] ลกั ขณสูตร ทฆี นิกาย ปาฎิกวรรค เลม่ ที่ ๑๑ ขอ้ ที่ ๒๐๑-๒๔๑ [๔๐] กัมมนโิ รธสูตร สังยตุ ตนิกาย สฬายตนวรรค เลม่ ที่ ๑๘ ข้อท่ี ๑๔๖ [๔๑] โลณผลสูตร องั คุตตรนิกาย ทกุ นิบาต เล่มท่ี ๒๐ ข้อท่ี ๑๐๑ [๔๒] ขทุ ทกนิกาย ธรรมบท เลม่ ท่ี ๒๕ ข้อที่ ๑๗๓ [๔๓] จฬู ราหโุ ลวาทสูตร มชั ฌมิ นิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่มที่ ๑๓ ขอ้ ที่ ๑๐๙-๑๑๑ [๔๔] สามญั ญผลสตู ร ทีฆนกิ าย สีลขันธวรรค เลม่ ท่ี ๙ ข้อที่ ๒๕๐-๒๕๑ [๔๕] นพิ เพธิกสตู ร อังคตุ ตรนกิ าย ฉกั กนบิ าต เล่มที่ ๒๒ ข้อท่ี ๖๓ [๔๖] ตัณหกั ขยสูตร สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เลม่ ที่ ๑๙ ข้อที่ ๒๐๗ [๔๗] นฬปานชาดก ขุททกนิกาย ชาดก เล่มท่ี ๕๕ ขอ้ ที่ ๒๐ [๔๘] วัฏฏกชาดก ขทุ ทกนิกาย ชาดก เล่มที่ ๕๕ ขอ้ ที่ ๓๕ [๔๙] สวี ริ าชชาดก อรรถกถาชาดก เล่มท่ี ๖๑ ขอ้ ที่ ๒๐๘๓ [๕๐] องคลุ ิมาลสตู ร มัชฌิมนกิ าย มชั ฌมิ ปัณณาสก์ เลม่ ท่ี ๒๑ ขอ้ ที่ ๕๓๑
ขลัง ศักด์ิสิทธิ์ อิทธฤิ ทธิ์ ปาฏหิ าริย์ กรรม เสน้ ทางสร้างบญุ ๑. สรา้ งอโุ บสถวดั วังหิน ตดิ ต่อบรจิ าคได้ท่ีพระสนุ ันท์ สุมงคฺ โล โทร. ๐๘๗-๓๐๘๔๓๘๗ หรอื โอนเงินเขา้ บญั ชธี นาคารกรุงไทย ชอื่ บญั ชี วดั วังหิน สาขา ถนนสงิ หวัฒน์ พษิ ณโุ ลก บัญชเี ลขที่ ๖๔๔-๐-๓๕๙๐๙-๖ ๒.กองทุนจติ ภาวนาชนิ วงส์ เพื่อการจัดกจิ กรรมโครงการ โครงการทวั รศ์ ีล ๕ โครงการพัฒนาชีวติ ดว้ ยจติ ภาวนา โครงการความรูส้ คู่ วามสุขชว่ งสดุ ท้ายของ ชวี ิต ติดตอ่ สอบถามคณุ สมจิตร ด�ำ มนิ เสก โทร.๐๘๙-๖๔๔๓๔๖๗ หรอื บริจาคโดย การโอนเงนิ เขา้ บัญชธี นาคารไทยพาณิชยส์ าขาย่อย ถ.บรมไตรโลกนารถ พิษณโุ ลก บญั ชเี ลขที่ ๘๗๓-๒๐๓-๗๕๕-๙ ๓.กองทุนโรงทานอาหารสำ�หรบั ผู้ปฏบิ ัติธรรมคอร์สแคร่ ู้ ๑, คอร์สแคร่ ู้ ๒ และคอร์สครอบครัวรักษธ์ รรม ตดิ ต่อสอบถามคุณพรทพิ ย์ นวลศริ ิ โทร.๐๘๔- ๖๘๘ ๘๒๗๒ หรือโอนเงนิ เข้าบัญชีธนาคารกรงุ ไทย บญั ชอี อมทรพั ย์ สาขาเทสโก้ โลตสั จ.พิษณุโลก บญั ชเี ลขที่ ๙๘๐-๘-๕๗๑๗๔-๓ ๔.กองทนุ เผยแผ่ธรรมเพื่อผลิตสื่อวีซดี ธี รรมะและหนงั สอื ธรรมะ ติดต่อ บริจาคได้ที่ คุณพรทพิ ย์ นวลศริ ิ โทร.๐๘๔-๖๘๘๘๒๗๒ โดยโอนเงนิ เขา้ บญั ชี ธนาคารกรุงเทพ ชื่อบญั ชี พระมหาวเิ ชียร ชินวโํ ส สาขาถนนสิงหวัฒน ์ พิษณุโลก บญั ชเี ลขท่ี ๕๓๕-๐ -๒๒๔๕๑-๔
พระมหาวิเชียร ชินวโํ ส ผลงานหนังสอื ของสำ�นักพิมพ์วัดวงั หนิ โดย พระมหาวเิ ชียร ชนิ วโํ ส ๑.สขุ งา่ ยๆ แคป่ ลายจมกู ความสขุ อย่ใู กล้กว่าทีค่ ุณคดิ ๒.เพือ่ นรว่ มทาง เสน้ ทางชวี ติ แสนยาวไกลเราจะไปดว้ ยกนั ๓.พุทธมนต์ สายลมแห่งศรัทธาและปัญญาวิถพี ทุ ธ ๔.คำ�บ่นจากพระบา้ บ้าให้ได้ดี อยา่ ดแี ต่บา้ ๕.ดบั เบ้ลิ คลกิ ความคดิ คดิ อีกครงั้ เพ่ิมพลงั บวกให้ชีวติ ๖.ขลัง ศกั ดิ์สิทธิ์ อิทธฤิ ทธิ์ ปาฏหิ ารยิ ์ กรรม เข้มขลังเตมิ พลังปัญญา ๗.แค่รู้ ชวี ติ เรียบงา่ ยกว่าทค่ี ณุ คดิ ๘.รอ้ ยรปู เรยี งคำ� ธรรมเดยี ว รวมบทกวขี องชินวงส์
ขลงั ศกั ดิส์ ิทธ์ิ อทิ ธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ กรรม ผลงานหนังสือของส�ำ นกั พิมพ์วดั วังหนิ โดย นกั เขยี นทา่ นอ่ืนๆ ๑.เพ่อื พระนิพพาน รู้ ตน่ื เบกิ บาน ผ่านการทำ�บุญ โดย หมูอว้ น ๒.กอ่ นวันจากลา วธิ ีจากกันอย่างบนั เทิง โดย จติ ใส ใจดี ๓.บันทกึ ฝึกใจ บันทึกไว้อา่ นใจตน โดย สณุ ิตา หอมกลิ่น ๔.ธันยาวาท หิมาลประเทศ เดินทางสู่ภายใน โดย เอกจารณิ ี ๕.แค่เล่า...อยา่ งทีเ่ รารู้ เลา่ ไว้เผ่ือใครอยากรู้ โดย บูรังกา้ ๖.ค�ำ ครูท่รี วู้ ่าไลค ์ คมคดิ ค�ำ เขียนของคร ู โดยกลุ่มศิษย์ ศ.เวฬวุ นั
พระมหาวเิ ชียร ชนิ วโํ ส รว่ มสมทบทุนค่าจดั พิมพต์ ามก�ำ ลงั ศรัทธา (ตน้ ทุนการพิมพ์เลม่ ละ ๒๐ บาท) รายไดท้ ้งั หมดเขา้ โครงการผลติ สอื่ ธรรมะเพ่ือการเจรญิ สติ กองทนุ จิตภาวนาชินวงส์ สำ�นกั ปฏิบตั ธิ รรมประจ�ำ จงั หวดั พิษณโุ ลกแห่งท่ี ๔ วัดวังหิน ต.พลายชมุ พล อ.เมอื ง จ.พิษณโุ ลก ร่วมศกึ ษาและสนทนาธรรมไดท้ ี่ www.chinawangso.net เพ่อื นร่วมทางส่คู วามพน้ ทุกข์
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169