82 ระบบสารสนเทศ 5.2.1 Rules-Base-Expert Systems เคร่ืองมือสาหรับใช้พัฒนาระบบ ผู้เช่ียวชาญในรูปแบบกฎพื้นฐาน เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาข้ึนมาเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานระบบ ผ้เู ชย่ี วชาญ 5.2.2 Frame-Base Systems เครอ่ื งมือสาหรบั ใช้พฒั นาระบบผู้เชี่ยวชาญใน รูปแบบผสมผสาน โดยส่วนใหญ่อาศัยหลกั การเขียนโปรแกรมเชิงวตั ถุ 5.2.3 Hybrid Systems เคร่ืองมือสาหรับใช้พัฒนาระบบผู้เชี่ยวชาญใน รูปแบบผสมผสาน โดยส่วนใหญ่อาศัยหลักการในส่วนของกฎและเฟรมมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา ระบบ 5.2.4 Model-Base Systems เครื่องมือสาหรับใช้พัฒนาระบบผู้เช่ียวชาญ สรา้ งมาเพ่อื ความต้องการผู้ใช้งานหรอื เป็นชนดิ สาเรจ็ รปู มาใช้ในการบรหิ ารจัดการแบบต่างๆ เปน็ ตน้ 6. ระบบสารสนเทศสานกั งาน เปน็ ระบบสารสนเทศสานักงาน (Office Automation System : OAS) ที่ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นเพ่ือช่วยให้ทางานในสานักงานมีประสิทธิภาพ มี วตั ถปุ ระสงค์เพอ่ื อานวยความสะดวกในการติดต่อส่ือสารระหว่างพนักงานภายในองค์กรเดียวกันหรือ ระหว่างองค์กรระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารระบบสารสนเทศสานักงาน แบ่งการทางานได้ 4 ประเภทดงั น้ี 6.1 ระบบจัดการเอกสาร (Document Management System) เป็นการจัดการ บันทกึ พมิ พ์เอกสารจดั เกบ็ ด้วยโปรแกรมประยุกต์ เช่น โปรแกรม Microsoft office, Reprographics Desktop, Publishing, Image Processing เป็นตน้ 6.2 ระแบบควบคุมและส่งผ่านข่าวสาร (Message handling System) การ ติดต่อส่ือสารในองค์การ เช่น การสง่ E-mail, Voice mail, SMS 6.3 ระบบประชุมทางไกล (Teleconferencing) การติดต่อสื่อสารสาหรับ บุคลากรต้องการประชุมระยะไกลภายในองค์การ เช่น Audio Teleconferencing, Video Teleconferencing Computer Conferencing 6.4 ระบบสนับสนุนการดาเนินงานในสานักงาน (Office Support System) เป็น โปรแกรมอรรถประโยชน์อ่ืนๆ ที่ในควบคุมกับการดาเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น Presentation Graphics, โปรแกรมที่องค์กรพัฒนามาใช้ในสานักงานโดยเฉพาะ ระบบตอบรับ เอกสาร
ระบบสารสนเทศ 83 รูปท่ี 3.8 ความสัมพนั ธข์ องระบบสารสนเทศแบบต่างๆ ท่มี า http://www4.csc.ku.ac.th/~b5340205428/chap13.html, 2557 ระดับการปฏบิ ัตงิ านของบคุ ลากรในระบบสารสนเทศ บุคลากรในองค์การต่างๆ มีหน้าที่รับผิดชอบแตกต่างกันออกไปตามลักษณะงานท่ีได้รับ มอบหมาย โดยท่ัวไปแล้วการแบ่งประเภทของผู้ใช้ระบบสารสนเทศในองค์การ นิยมแบ่งตามระดับ ของการปฏบิ ตั งิ านหรือการบรหิ ารจัดการ ซงึ่ แบง่ ออกเป็น 4 ระดับดังนี้ 1. ผู้ปฏิบัติงาน (Workers) เป็นบุคลากรที่ดาเนินงานด้านการสนับสนุนและอานวย ความสะดวกให้กับบุคลากรฝ่ายต่างๆ เป็นผู้ท่ีทากิจกรรมประจาวันตลอดจนจัดทาฐานข้อมูลและ รายงานขององค์กร เช่น พนักงานพิมพ์เอกสาร เจ้าหน้าที่ห้องสมุด พนักงานบัญชี พนักงาน ประชาสมั พันธ์ และพนักงานท่เี คานเ์ ตอรธ์ นาคาร เป็นต้น 2. ผู้บริการระดับปฏิบัติการ (Operation Managers) เรียกกันโดยท่ัวไปว่า หัวหน้า งาน (Supervisors) ผู้บริหารระดับน้ีจะทาหน้าที่ควบคุมและดูแลการดาเนินงานประจาของบุคลากร ระดับปฏิบัติงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างได้แก่ หัวหน้างาน (Supervisor) หัวหน้า คนงาน (Foreman) และผู้จัดการสานักงาน ข้อมูลการลงทะเบียนของนักศึกษา และข้อมูลการฝาก หรือการถอนเงินของลกู ค้าธนาคาร เป็นตน้ 3. ผู้บริหารระดับกลาง (Middle Managers) เป็นผู้ที่กากับการบริหารงานของ ผู้บริหารระดับปฏิบัติการ รวมท้ังวางแผนยุทธวิธีเพื่อให้การดาเนินงานขององค์การบรรลุเป้าหมาย นอกจากน้ยี งั ตอ้ งทาหนา้ ที่ประสานงานกบั ผ้บู ริหารงานระดบั สงู เพือ่ รบั นโยบายแล้วนามาวางแผนการ ปฏิบัติงาน ผู้บริหารระดับกลางในองค์การ เช่น ผู้จัดการฝ่ายขาย ผู้จัดการฝ่ายจัดซ้ือ ผู้จัดการฝ่าย บคุ คล เป็นต้น ตวั อย่างสารสนเทศที่ใช้ ได้แก่ รายงานเปรียบเทยี บยอดขายสนิ คา้ ของเดือนเดียวกันใน ปีนี้กบั ปีท่แี ล้ว และรายงานยอดขายท่ลี ดลงของพนักงานขาย เป็นต้น 4. ผู้บริหารระดับสูง (Senior Managers) ในบางครั้งเรียกกันท่ัวไปว่า Executive Managers เป็นผู้บริหารระดับสูงสุดขององค์การ เป็นผู้รับผิดชอบการวางแผนกลยุทธ์ (Strategic
84 ระบบสารสนเทศ Planning) ในการกาหนดเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ขององค์การ ตลอดจนดูแลองค์การในรูปรวม ผู้บริหารในระดับสูงนี้ได้แก่ ประธานบริษัท (President Director) และผู้จัดการท่ัวไป (General Manager) เป็นต้น ลักษณะของสารสนเทศที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลเก่ียวกับภายนอกองค์กร เช่น ขอ้ มูลคแู่ ขง่ ทัง้ ในและตา่ งประเทศ ดัชนที างเศรษฐกจิ เปน็ ตน้ รูปที่ 3.9 ระดับของผใู้ ช้ระบบสารสนเทศ ท่มี า http://kruyaocom.blogspot.com/p/blog-page_45.html, 2557
ระบบสารสนเทศ 85 บทสรปุ ระบบสารสนเทศและองค์การต่างมีอิทธิพลซ่ึงกันและกัน โดยระบบสารสนเทศจะต้อง นาเสนอข้อมูลข่าวสารตามกลุ่มบุคคลในองค์การท่ีต้องการ ในขณะเดียวกันองค์การก็ต้องเปิดรับเอา ระบบสารสนเทศเข้ามามีบทบาท่ีสาคัญเพ่ือรับประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ระบบสารสนเทศ (Information Systems) เป็นการนาองคป์ ระกอบทมี่ ีความสัมพันธ์กันของระบบมาใช้ในการรวบรวม บันทึก ประมวลผลและแจกจ่ายสารสนเทศเพื่อใช้ในการวางแผน ควบคุม จัดการและสนับสนุนการ ตัดสินใจ ระบบสารสนเทศมีผลกระทบต่อกระบวนการทางานและโครงสร้างขององค์การ คือ 1) ลดระดับขั้นของการจัดการ 2) มีความคล่องตัวในการดาเนินงาน 3) ลดขั้นตอนการดาเนินงาน 4) เปล่ียนแปลงกระบวนการจดั การ 5) กาหนดขอบเขตการดาเนนิ งานใหม่ เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตสนับสนุนการทาธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์และการเกิดข้ึนขององค์การ แบบเครือข่าย ช่วยให้จัดการแพร่กระจายข่าวสารไปยังบุคคลภายในและภายนอกได้ทันที องค์การ สามารถใชส้ ารสนเทศนีเ้ พอ่ื ปรับปรุงกระบวนทางธรุ กจิ ภายในและภายนอกองคก์ ารได้ ระดับผู้ใช้ระบบสารสนเทศ โดยท่ัวไปจาแนกออกเป็น 4 ระดับ คือ 1) ระดับผู้ปฏิบัติการ 2) ผ้บู ริหารระดับปฏบิ ตั กิ าร 3) ผูบ้ ริหารระดบั กลาง 4) ผบู้ รหิ ารระดบั สงู ระบบสารสนเทศสามารถจัดแบ่งประเภทได้ดังนี้ 1) ระบบสารสนเทศจาแนกตามประเภทของธุรกิจ เช่น ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล ระบบสารสนเทศโรงเรียน และระบบสารสนเทศโรงภาพยนตร์ เป็นตน้ 2) ระบบสารสนเทศจาแนกตามหน้าที่ของงาน เช่น ระบบการประเมินผล และระบบ ฐานข้อมลู พนกั งาน เปน็ ต้น 3) ระบบสารสนเทศจาแนกตามลักษณะการดาเนินงาน เช่น ระบบการประมวลผล ธุรกรรม ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศสาหรับ ผบู้ รหิ ารระดับสงู ระบบสารสนเทศสานกั งานและปญั ญาประดิษฐแ์ ละระบบผูเ้ ชยี่ วชาญ เป็นตน้ กล่าวโดยสรุป ระบบสารสนเทศมีหลายรูปแบบ ข้ึนอยู่กับลักษณะสารสนเทศและ ระดับของผูใ้ ช้ ในการนาระบบสารสนเทศมาใชใ้ นองคก์ ารผู้ที่เกี่ยวข้องควรจะพิจารณาถึงความจาเป็น และประโยชน์ทจ่ี ะไดร้ ับจากสารสนเทศแต่ละระบบเพ่ือใหเ้ กิดประสทิ ธิภาพสูงสดุ ในการดาเนินงาน
86 ระบบสารสนเทศ แบบฝึกหัดท้ายบทท่ี 3 ตอนท่ี 1 จงทาเครื่องหมาย เลือกคาตอบท่ีถูกทีส่ ุดเพยี งขอ้ เดียว 1. ข้อใดต่อไปนี้ ”ไม่ใช่” ส่วนประกอบทส่ี าคัญของระบบสารสนเทศ ก. บุคลากร ข. ฮาร์ดแวร์ ค. ซอฟต์แวร์ ง. การสือ่ สาร จ. กระบวนการ 2. ผลกระทบตอ่ กระบวนการทางานข้อใดสามารถให้ขอ้ มูลรายละเอยี ดเกยี่ วกบั การทางานของระบบ ต่างๆในองค์การได้ตลอดเวลา ก. ลดระดบั ข้นั ของการจัดการ ข. มคี วามคล่องตวั ในการดาเนินงาน ค. ลดขั้นตอนการดาเนนิ งาน ง. เปลี่ยนแปลงกระบวนการจดั การ จ. กาหนดขอบเขตการดาเนนิ งานใหม่ 3. ลักษณะขององคก์ ารเสมอื นจริงมกี ่ีลักษณะ ก. 1 ลกั ษณะ ข. 3 ลกั ษณะ ค. 5 ลกั ษณะ ง. 7 ลักษณะ จ. 9 ลกั ษณะ 4. ผู้ใชร้ ะบบสารสนเทศระดับใดทาหนา้ ท่ีควบคุมดูแลการเดนิ งานประจาของบุคลากรให้เปน็ ไปอยา่ ง มีประสทิ ธิภาพ ก. Workers ข. Operation Managers ค. Small Managers ง. Middle Managers จ. Senior Managers 5. ข้อใดต่อไปน้ีคือระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ก. MIS ข. TPS ค. DSS ง. OLAP จ. GIS
ระบบสารสนเทศ 87 ตอนท่ี 2 จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้ 1. ระบบสารสนเทศมีผลกระทบตอ่ กระบวนการทางานและโครงสร้างขององคก์ ารอยา่ งไร …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… 2. องค์กรเสมือนจริงมีลกั ษณะอย่างไรและมีข้อดีอยา่ งไรเม่อื เปรยี บเทยี บกบั องค์กรโดยทวั่ ไป …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… 3. ระบบสารสนเทศสามารถถูกจัดเป็นประเภทใดบ้าง อธบิ ายและยกตัวอย่างระบบสารสนเทศ ในแต่ละประเภท …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………
88 ระบบสารสนเทศ 4. ระบบสารสนเทศสานักงาน (OIS) แตกต่างจากระบบสารสนเทศการประมวลผลธุรกรรม (TPS) อยา่ งไร …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… 5. อธบิ ายความสมั พันธร์ ะหว่างระบบ TPS, OIS, MIS, DSS และ EIS …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………
ระบบสารสนเทศ 89 ตอนท่ี 3 กิจกรรมฝึก Work Shop คาบบรรยาย 1. แบ่งกล่มุ ๆละ 5-7 คน 2. จับฉลากตามหวั ข้อท่ีไดร้ บั มอบหมายในบทที่ 3 3. แบ่งหน้าที่กันทารายงานเพ่ือเตรียมนาเสนอหนา้ ช้นั เรยี นพร้อมทงั้ ตอบคาถามเกบ็ คะแนน เป็นรายกลุ่ม
90 ระบบสารสนเทศ เอกสารอ้างอิง กติ ติ ภักดวี ฒั นะกลุ . (2547). คัมภรี ร์ ะบบสารสนเทศ. กรงุ เทพฯ: เคทีพี คอมพ์ แอน คอนซัลท์. กิตติพันธ์ คงสวัสดิ์เกียรติ. (2553). เอกสารประกอบการบรรยายการจัดความรู้. ปทุมธานี : มหาวิทยาลัยรงั สิต. พจนานกุ รม ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ [Online]. Available: http://www.it24hrs.com [15 มิถนุ ายน 2557]. วาสนา สุขกระสารติ. (2541). โลกของคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั . วกิ ิพเี ดียสารนุกรมเสรี [Online]. Available: http://www.upload.wikimedia.org/wikipidia. [15 มถิ ุนายน 2557]. วศนิ เพ่มิ ทรพั ย์และวโิ รจน์ ชยั มลู . (2548). ความรู้เบื้องตน้ เกย่ี วกับคอมพวิ เตอรแ์ ละเทคโนโลยี สารสนเทศ. กรงุ เทพมหานคร. ศรไี พร ศักดร์ิ งุ่ พงศากุล. (2548). เทคโนโลยีคอมพิวเตอรแ์ ละสารสนเทศ. กรงุ เทพฯ: บริษทั ซีเอด็ ยูเคช่ัน จากัด (มหาชน). ศรีไพร ศักดร์ิ ุง่ พงศาสกลุ และ เจษฎาพร ยทุ ธนวบิ ูลย์ชยั . (2549). ระบบสารสนเทศและการจดั การ เทคโนโลยีการจดั การความร้.ู พมิ พค์ รงั้ ท่ี 10. กรงุ เทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชนั่ จากดั (มหาชน). สาขาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2546). เอกสารการสอนชุดวิชา คอมพวิ เตอร์เบอ้ื งต้นหนว่ ยท่ี 1-7. นนทบรุ ี: มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช. สุชาดา กีระนันท์น์. (2541).เทคโนโลยีสารสนเทศสถิติ : ข้อมูลในระบบสารสนเทศ. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พจ์ ุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . สุพรรษา ยวงทอง. (2557). ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ. กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั โปรวชิ ัน จากัด. โอภาส เอ่ยี มสริ วิ งศ์. (2557). วทิ ยาการคอมพวิ เตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ. กรงุ เทพฯ: บริษทั ซีเอด็ ยเู คชั่น จากดั (มหาชน).
แผนการสอนประจาบทที่ 4 เนอื้ หา 6 ช่วั โมง บทที่ 4 จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณในการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ 1. ความหมายของจริยธรรม 2. จรยิ ธรรมในสงั คมยุคปจั จบุ นั 3. กฎหมายเทคโนโลยสี ารสนเทศ 4. พระราชบัญญตั ิว่าด้วยการกระทาความผดิ เกย่ี วกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 5. อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ 6. การรกั ษาความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ 7. ขอ้ ควรระวังและแนวทางการปอ้ งกนั การใช้เครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ คู่มอื ปฏิบตั กิ ารคอมพิวเตอร์ (Microsoft Excel 2010) 4 ชว่ั โมง (รายละเอยี ดย่ใู นภาคผนวก ข. เล่มคมู่ ือปฏิบตั ิการคอมพิวเตอร)์ จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม 1. เพอ่ื ให้ผู้เรยี นสามารถบอกความหมายของจรยิ ธรรมได้ 2. เพื่อใหผ้ เู้ รียนสามารถนาความรเู้ รือ่ ง จรยิ ธรรมในสงั คมยคุ ปัจจุบันไปประยุกตใ์ ชใ้ นการ ปฏบิ ัตติ นเป็นผู้ทม่ี ีความรู้ได้ 3. เพอ่ื ให้ผู้เรียนสามารถอธิบายและสรปุ เน้อื หาเกยี่ วกับกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศได้ 4. เพื่อให้ผเู้ รียนสามารถจาแนกความสาคญั ของพระราชบญั ญัติวา่ ด้วยการกระทาความผิด เกยี่ วกบั คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ได้ 5. เพื่อให้ผู้เรยี นสามารถยกตวั อยา่ งอาชญากรรมคอมพวิ เตอร์ได้ 6. เพ่ือให้ผเู้ รยี นสามารถอธิบายและสรุปการรักษาความปลอดภยั ของระบบสารสนเทศได้ 7. เพื่อใหผ้ ู้เรียนสามารถยกตวั อยา่ งข้อควรระวงั และแนวทางการป้องกันการใชเ้ ครอื ขา่ ย คอมพวิ เตอร์ได้ ส่อื การเรียนการสอน 1. แผนการสอนประจารายวชิ า 2. เอกสารประกอบการสอน วิชา เทคโนโลยีสารสนเทศเพอ่ื การเรยี นรู้ 3. E-learning รายวชิ า เทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ 4. โปรแกรมในคมู่ อื ปฏบิ ตั กิ ารคอมพิวเตอร์ 5. เคร่ืองคอมพิวเตอร์ 6. แบบฝึกหดั ท้ายบทเรียน และ คาถามทา้ ยบทเรยี น 7. ส่อื อิเลก็ ทรอนิกส์ต่างๆ ไดแ้ ก่ วดี ีทัศน์ บทความเทคโนโลยสี ารสนเทศและเวบ็ ไซต์
92 จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณในการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ การวัดผลและประเมินผล 1. ตรวจใบงานท่มี อบหมาย 2. ตรวจแบบฝึกหดั ทา้ ยบทเรียน 3. การตอบคาถามในช้ันเรียน 4. การนาเสนอชิ้นงานหน้าชั้นเรยี น 5. สังเกตพฤตกิ รรมจากการมีส่วนรว่ มในการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมตา่ งๆ
บทที่ 4 จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณในการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณในการปฏบิ ตั ิงานสารสนเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งท่ี ผู้ประกอบการ นักคอมพิวเตอร์และผู้ใช้ต้องตระหนักถึงร่วมกันเพ่ือความสงบสุขในสังคมสารสนเทศ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีเป็นจานวนมากและเพ่ิมขึ้นทุกวัน การใช้งานระบบเครือข่ายท่ีออนไลน์ และส่ง ข่าวสารถึงกันย่อมมีผู้ท่ีมีความประพฤติไม่ดีปะปนและสร้างปัญหาให้กับผู้ใช้อ่ืนอยู่เสมอ หลาย เครือข่ายจึงได้ออกกฎเกณฑ์การใช้งานภายในเครือข่ายเพื่อให้สมาชิกในเครือข่ายของตนยึดถือและ ปฏบิ ตั ิตาม การสร้างกฎเกณฑก์ เ็ พอื่ ใหส้ มาชิกโดยส่วนรวมได้รบั ประโยชน์สูงสุด ไม่เกิดปัญหาจากผู้ใช้ บางคนที่สรา้ งความเดือดร้อนให้ ดังนั้นผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนที่เป็นสมาชิกเครือข่าย ใดจะต้องเข้าใจ กฎเกณฑข์ ้อบังคบั ของเครอื ข่ายนนั้ มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้ร่วมใช้บริการคนอ่ืนและจะต้อง รับผิดชอบต่อการกระทาของตนเองที่เข้าไปขอใช้บริการต่างๆ บนเครือข่ายบนระบบ คอมพิวเตอร์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเรียกเข้าใช้มิได้เป็นเพียงเครือข่ายขององค์กร ท่ีผู้ใช้สังกัดอยู่ แตเ่ ป็นการเชื่อมโยงของเครอื ข่ายตา่ งๆ เข้าหากันหลายพันหลายหมื่นเครือข่าย มีข้อมูลข่าวสารว่ิงอยู่ ระหวา่ งเครือข่ายเป็นจานวนมาก การส่งข่าวสารลงในเครือข่ายน้ันอาจทาให้ข่าวสารกระจายเดินทาง ไปยังเครือข่ายอ่ืนๆ อีกเป็นจานวนมาก หรือแม้แต่การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ฉบับหน่ึง ก็อาจจะ ตอ้ งเดินทางผา่ นเครอื ข่ายอกี หลายเครือข่ายกว่าจะถึงปลายทาง ดังน้ันผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตต้องให้ ความสาคัญและตระหนักถึงปัญหาปริมาณข้อมูลข่าวสารที่วิ่งอยู่บนเครือข่ายในฐานะที่เป็นผู้ใช้งาน คุณได้รับสิทธิ์ให้เข้าใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่อย่างไรก็ดีจะต้องเข้าใจกฎเกณฑ์ต่างๆที่แต่ละ เครือข่ายยอ่ ยวางไว้ดว้ ย ไม่พงึ ละเมดิ สทิ ธ์ิหรอื กระทาการใดๆ ที่สร้างปัญหา หรือไม่เคารพกฎเกณฑ์ท่ี แตล่ ะเครือขา่ ยวางไว้และตอ้ งปฏิบตั ติ ามคาแนะนาของผู้บริหารเครอื ขา่ ยยอ่ ยๆ นน้ั อยา่ งเครง่ ครัด การใช้งานอย่างสร้างสรรค์เพอื่ ทาใหเ้ กดิ ประโยชน์จะทาให้สังคมอินเทอร์เน็ตน่าใช้และเป็น ประโยชน์ร่วมกันอย่างดี กิจกรรมบางอย่างท่ีไม่ควรปฏิบัติจะต้องหลีกเลี่ยง เช่น การส่งกระจาย ข่าว ลือไปเปน็ จานวนมากบนเครือข่าย การกระจายข่าวแบบสง่ กระจายไปยังปลายทางจานวนมาก การส่ง เอกสารจดหมายลกู โซ่ ฯลฯ ส่ิงเหล่านจ้ี ะเป็นผลเสยี โดยรวมต่อผู้ใช้และไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อสังคม อินเทอร์เน็ต เพ่ือให้การอยู่ร่วมกันในสังคมอินเทอร์เน็ตสงบสุข จึงมีผู้พยายามรวบรวมกฎกติกา มารยาทและจรรยาบรรณอินเทอร์เน็ต หรือท่ีเรียกว่า “Netiquette” ต่อไปน้ีเป็นเน้ือหาบางส่วนที่ ผู้เรียนพิจารณาในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ ความหมายของจรยิ ธรรม ได้มผี ใู้ หค้ วามหมายจรยิ ธรรมไวห้ ลากหลาย ดงั น้ี สุพรรษา ยวงทอง (2557) ได้ให้ความหมายของคาว่า จริยธรรม หมายถึง แบบแผนความ ประพถตหิ รือสามญั สานึกตอ่ สงั คมในทางโลกทีด่ โี ดยไม่มีกฎหมายตายตัว พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 (2542) ได้ให้ความหมายของคาว่า จริยธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นขอ้ ประพถตปิ ฏบิ ัติ,ศีลธรรม
94 จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ จากความหมายข้างตน้ สรุปไดว้ า่ จรยิ ธรรม หมายถึง ข้อประพฤติศลี ธรรมทด่ี ีต่อสังคม เชน่ การคัดลอกผลงานของผอู้ น่ื เป็นตน้ จริยธรรมในสงั คมยคุ ปจั จบุ ัน โดยท่ัวไปเม่ือพิจารณาถึงจริยธรรมเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ แล้ว จะกล่าวถึง 4 ประเด็น (Richard Mason อ้างถึงใน O Brien (1996:599)) ที่รู้จักกันในลักษณะ ตัวย่อว่า PAPA ประกอบด้วย 1) ความเป็นส่วนตัว 2) ความถูกต้อง (Information Accuracy) 3) ความเป็นเจ้าของ (Intellectual Property) และ 4) การเข้าถึงข้อมูล (Data Accessibility) มี รายละเอยี ด ดงั นี้ 1. ความเป็นส่วนตัว (Information Privacy) ในโลกยุคดิจิทัล ข้อมูลและสารสนเทศ จานวนมากสามารถสืบค้นได้อย่างสะดวกผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีท้ังข้อมูลท่ีเผยแพร่เป็น สาธารณะและข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องเสียค่าบริการ และด้วยความสามารถของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ อานวยความสะดวกและรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศให้กับผู้ใช้นี้เอง หลายคนจึงเร่ิมวิตก กงั วลถึงความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่อาจถูกจัดเก็บและเปิดเผยไม่มีเหตุอันควรตัวอย่างข้อมูลที่ได้รับ ผลกระทบจากความเป็นส่วนบุคคล เช่น ข้อความในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ท่ีถูกควบคุมโดยผู้ ให้บริการอีเมล์ หรอื ข้อมูลท่ผี ู้ใชล้ งทะเบยี นในการเขา้ เยี่ยมชมเว็บไซต์ เป็นต้น ความเป็นส่วนตัว และ ข้อมลู สารสนเทศ โดยทั่วไปหมายถงึ สิทธทิ ่จี ะอยตู่ ามลาพงั และเปน็ สิทธิ์ที่เจา้ ของสามารถท่ีจะควบคุม ข้อมูลของตนเองในการเปิดเผยให้กับผู้อื่น สิทธิ์นี้ใช้ได้ครอบคลุมท้ังปัจเจกบุคคล กลุ่มบุคคล และ องคก์ รตา่ งๆ ปัจจุบันมีประเดน็ เกี่ยวกบั ความเปน็ ส่วนตวั ทเ่ี ป็นขอ้ น่าสังเกตดังน้ี (O Brien, 2003:389) 1.1.1 การเข้าไปดูข้อความจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และการบันทึกข้อมูลใน เครื่องคอมพิวเตอร์ รวมท้ังการบันทึกแลกเปล่ียนข้อมูลท่ีบุคคลเข้าไปใช้บริการเว็บไซต์และกลุ่ม ข่าวสาร 1.1.2 การใช้เทคโนโลยีในการติดตามความเคล่ือนไหวหรือพฤติกรรมของ บคุ คลบริษทั ใชค้ อมพวิ เตอร์ในการตรวจจับหรอื เฝา้ ดกู ารปฏิบตั ิงาน การให้บริการของพนักงาน ถึงแม้ จะเปน็ การติดตามการทางานเพ่ือพัฒนาคุณภาพการให้บริการ แต่กิจกรรมหลายอย่างของพนักงานก็ ถูกเฝา้ ดูดว้ ย พนักงานสูญเสียความเป็นส่วนตวั ซ่งึ การกระทาเช่นน้ีถอื เปน็ การผิดจริยธรรม 1.1.3 การใช้ข้อมูลของลูกค้าจากแหล่งต่างๆ เพ่ือผลประโยชน์ในการขยาย ตลาด 1.1.4 การรวบรวมหมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่อีเมล์หมายเลขบัตรเครดิตและ ขอ้ มูลสว่ นบคุ คลอืน่ ๆ เพือ่ นาไปสร้างฐานข้อมลู ประวัติลกู คา้ ขนึ้ มาใหม่ แล้วนาไปขายใหบ้ ริษัทอน่ื ปัจจุบันมีบริษัททาธุรกิจผ่านเว็บไซต์เพ่ือรวบรวมข้อมูลบุคคล เช่น DoubleClick และ Engage ท่ีจะติดตามกิจกรรมต่างๆ ในการเข้าไปใช้เยี่ยมชมเว็บไซต์ จากน้ันก็จะขายข้อมูลให้กับ บริษัทอืน่ ๆ ทต่ี ้องการสินค้าและบริการ (Haag, 2002) นอกจากนี้เจ้าของกิจการยังมีการใช้โปรแกรม สายลับคอมพิวเตอร์ หรือ สปายแวร์ (Spyware) เพ่ือรวบรวมสารสนเทศการใช้งานโปรแกรมของ พนักงาน ส่วนบริษัทโฆษณาทางอินเทอร์เน็ตมีการใช้ Spyware ท่ีเรียกว่า “แอดแวร์” (Adware)
จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณในการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ 95 เพอ่ื รวบรวมขอ้ มูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการใชอ้ ินเทอร์เน็ต สามารถติดตามการเขา้ เยี่ยมชมเว็บไซต์ต่างๆ ซ่ึงบริษัทจะใช้สารสนเทศเหล่าน้ีสาหรับการตัดสินใจทางการตลาด หรือ การโฆษณาสินค้า และ บริการทางเว็บไซต์ หรือการส่งไปยังอีเมล์ วิธีป้องกัน Spyware คือ การใช้ไฟร์วอลล์ และ การติดตั้ง โปรแกรมอรรถประโยชน์เพ่ือการตรวจ และ กาจัด Spyware ได้แก่ โปรแกรม Ad-aware, SpyCop และ Spybot-Search & Destroy เปน็ ตน้ Spyware หรือเรียกอีกช่ือ คือ Web Bug ซ่ึงเป็นไฟล์รูปกราฟิกขนาดเล็กซ่อนตัวอยู่ท่ีเว็บ เพจเพ่ือรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการท่องอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ แล้วส่งข้อมูลกลับไปยังเครื่อง เซิร์ฟเวอร์วิธีการหลีกเลี่ยง Web Bug คือ การใช้โปรแกรมที่เรียกว่า “Bug-catching” เช่น Flow Protector หรือ Bugnosis เป็นตน้ นอกจากปัญหา Spyware แล้ว ปัญหาอีเมล์ขยะ (Junk Mail) ที่เรียกว่า “สแปม” (Spam) ซ่ึงเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการโฆษณาท่ีส่งมาให้กับผู้รับ โดยผู้รับอาจไม่ต้องการก็ อาจสร้างปัญหาความเป็นส่วนตัวได้เช่นกัน จากการศึกษาพบว่าในแต่ละปีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตตั้งสแปม เมล์เฉลย่ี ถึง 1,000 ข้อความ (Shelly, et al., 2006) ซ่ึงนับได้ว่า สแปมเมล์เป็นปัญหาหนึ่งของผู้ใช้ท่ี ทาให้กล่องจดหมายเต็ม และ ต้องใช้เวลาในการลบเมล์เหล่าน้ัน รบกวนเวลาในการทางาน และ ส่งผลต่อประสิทธิรูปของระบบเครือข่าย ดังน้ันเพื่อเป็นการลดจานวนสแปมเมล์ให้น้อยลงบริษัทที่ ให้บริการด้านอินเทอร์เน็ต หรือ ISP จึงให้บริการท่ีช่วยในการบล็อกสแปมเมล์ก่อนท่ีเมล์เหล่าน้ันจะ ถูกส่งไปยังกล่องจดหมายของผู้ใช้บริการ เรียกบริการน้ีว่า E-mail Filtering ส่งอีกทางเลือกหน่ึงคือ การตดิ ตั้งโปรแกรมแอนต้ีสแปม (Anti Sjpam Program) ท่ีจะช่วยกรอง และ กาจัดสแปมเมล์ก่อนที่ เมล์เหล่าน้ันจะส่งไปยังกล่องของผู้ใช้ อย่างไรก็ตามในบางครั้งวิธีการเหล่าน้ีก็มีการกรอง และ กาจัด เมล์ท่ีจาเปน็ ได้เชน่ เดียวกนั รปู ที่ 4.1 ตวั อยา่ งสแปมเมล์ ท่ีมา http://www.scriptdd.com/webtip/google_apps.html, 2557
96 จริยธรรมและจรรยาบรรณในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ ดังนั้นเพ่ือเป็นการป้องกันการละเมิดสิทธ์ิความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และ สารสนเทศ จึง ควรจะต้องระวังการให้ข้อมูล โดยเฉพาะการใช้อินเทอร์เน็ตที่มีการให้โปรโมชั่นหรือระบุให้มีการ ลงทะเบียนก่อนเขา้ ใช้บริการ เชน่ ข้อมลู บตั รเครดิต และทีอ่ ยู่อเี มล์ 2. ความถูกต้อง (Information Accuracy) ในการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการรวบรวม จดั เก็บ และ เรียกใช้ข้อมูลน้ัน คุณลักษณะที่สาคัญประการหน่ึงคือ ความน่าเช่ือถือได้ของข้อมูล ท้ังนี้ ข้อมูลจะมีความน่าเช่ือถือมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับความถูกต้องในการบันทึกข้อมูลด้วย ประเด็นด้านจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับความถูกต้องของข้อมูล โดยท่ัวไปจะพิจารณาว่าใครจะเ ป็น ผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องของข้อมูลที่จัดเก็บและเผยแพร่ เช่น ในกรณีที่องค์การให้ลูกค้า ลงทะเบียนดว้ ยตนเอง หรอื กรณขี องข้อมูลที่เผยแพรผ่ ่านทางเว็บไซต์ อีกประเด็นหน่ึง คือ จะทราบได้ อย่างไรว่าข้อผิดพลาดท่ีเกิดข้ึนนั้นไม่ได้เกิดจากความจงใจ และผู้ใดจะเป็นผู้รับผิดชอบหากเกิด ข้อผิดพลาด ดังนั้นในการจัดทาข้อมูลและสารสนเทศให้มีความถูกต้อง น่าเชื่อถือนั้น ข้อมูลควรได้รับ การตรวจสอบความถูกต้องก่อนท่ีจะนาเข้าฐานข้อมูล รวมถึงการปรับปรุงข้อมูลให้มีความทันสมัยอยู่ เสมอ นอกจากนี้ควรใหส้ ิทธ์ิแก่บุคคลในการเข้าไปตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลของตนเองได้ เช่น ผู้สอนสามารถดูคะแนนของนักศึกษาในความรับผิดชอบหรือที่สอนเพ่ือตรวจสอบว่าคะแนนท่ีป้อนไม่ ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลง เป็นต้น 3. ความเป็นเจ้าของ (Intellectual Property) สิทธิความเป็นเจ้าของ หมายถึง กรรมสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งอาจเป็นทรัพย์สินท่ัวไปที่จับต้องได้ เช่น คอมพิวเตอร์ รถยนต์ หรือ อาจเป็นทรพั ยส์ ินทางปัญญา (ความคดิ ) ทจี่ บั ต้องไม่ได้ เช่น บทเพลง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่ สามารถถ่ายทอด และ บันทึกลงในส่ือต่างๆ ได้ เช่น สิ่งพิมพ์ เทป ซีดีรอม เป็นต้น ทรัพย์สินทาง ปัญญา อาจคิด / สร้าง หรือ ผลิตขึ้นจากบุคคลหรือองค์การ ซึ่งทรัพย์สินเหล่าน้ันจะได้รับการ คมุ้ ครองสิทธิ์ภายใตก้ ฎหมาย ไดแ้ ก่ 3.1 ความลบั ทางการค้า (Trade Secret) เป็นข้อมูลต่างๆ ท่ีเกิดจากความคิดของ บุคคลหรอื กลุม่ บคุ คลเก่ยี วกบั สูตร กรรมวิธกี ารผลิตและรปู แบบสินคา้ เป็นต้น 3.2 ลิขสิทธ์ิ (Copyright) เป็นสิทธ์ิในการกระทาใดๆ (ตีพิมพ์ แสดงผลงาน หรือ แจกจ่ายผลงาน) เก่ียวกับงานที่สร้างสรรค์ขึ้น เช่น งานเขียน งานดนตรี และงานศิลปะ ซ่ึงเป็นสิทธ์ิที่ ได้รับการคุ้มครองในการคดั ลอกหรอื ทาซ้าผลงาน ถึงแม้ว่าผลงานน้นั จะนาเสนอทางอินเทอร์เน็ต และ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ จะคุ้มครองผลงานนั้นๆ เป็นเวลา 50 ปี หลังจากท่ีงานได้คิดค้นน้ัน หรือ ตั้งแต่ทม่ี กี ารแสดงผลงานเปน็ คร้ังแรก 3.3 สิทธิบัตร (Patent) เป็นหนังสือที่ออกรับรองให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ หรือออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งสิทธิบัตรลิขสิทธ์ิจะมีอายุ 20 ปี นับต้ังแต่วันขอรับสิทธิบัตร (ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ ,2545) ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรแตกต่างจากความลับทางการค้าตรงท่ีผลผลิตที่ได้รับความคุ้มครอง จากลขิ สิทธแิ์ ละสิทธิบัตรเป็นสิง่ ทเี่ ปิดเผยตอ่ สาธารณะเพราะสร้างข้ึนเพ่ือให้คนท่ัวไปใช้และโปรแกรม คอมพิวเตอร์จะได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์เพราะจัดอยู่ในประเภทเดียวกับงานเขียน (อกุ ฤษฎ์ แพทยน์ อ้ ย,http://pioneer.chula.ac.th/~pukrit/2200199/ethics.html)
จริยธรรมและจรรยาบรรณในการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ 97 ทรัพย์สนิ ทางปัญญาจาเปน็ ทจี่ ะตอ้ งได้รบั การคมุ้ ครองเพื่อเป็นการสนับสนุนให้กาลังใจแก่ผู้ ท่ีสร้างสรรค์ผลงานสามารถได้ประโยชน์หรือผลตอบแทนจากประเทศไทยเป็นสมาชิก WIPO ต้ังแต่ เดือนธันวาคม 1989 ในเอกสารเกี่ยวกับประเทศไทยของ WIPO ระบุว่าประเทศไทยได้ให้ความสนใจ ในการคุ้มครองทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญามานานตวั อยา่ ง เช่น เข้าเป็นสมาชิกของ Berne Convention ซึ่ง มีการประชุมตกลงกันเก่ียวกับงานวรรณกรรมและศิลปะต้ังแต่ กรกฎาคม 1931 ประเทศไทยมี หน่วยงานท่ีดาเนินเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา คือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ได้ จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาได้ให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาโดยมีกฎหมายหลายฉบับและ ดาเนินการเพือ่ ออกกฎหมายหลายฉบบั ดังน้ี พระราชบญั ญตั สิ ิทธบิ ัตร ซึ่งมกี ารปรบั ปรงุ มาเปน็ ระยะ ให้ความคุ้มครองการประดิษฐ์ การ ออกแบบผลติ ภณั ฑ์ ต้องมกี ารจดทะเบียนและให้ระยะความคุ้มครองในระยะจากัดต่างกัน นอกจากน้ี ยังอนุมตั อิ นุสทิ ธิบัตรสาหรับงานดัดแปลง พระราชบัญญัติเคร่ืองหมายการค้า พ.ศ. 2547 ให้ความคุ้มครองเคร่ืองหมายการค้าใน รูปแบบต่างๆกันซึ่งแบ่งเป็นเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง เครื่องหมาย รว่ มซึง่ ตอ้ งทาการจดทะเบียนและเมือ่ ได้รับอนุมัตจิ ะมีระยะคมุ้ ครองจากัด แต่สามารถต่ออายุได้ พระราชบัญญตั ิความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ให้ความคุ้มครองความลับทางการค้าโดย ไมต่ อ้ งจดทะเบยี น และคุ้มครองตลอดไปตราบเทา่ ท่ีไดแ้ สดงวา่ มมี าตรการควบคุมทีเ่ หมาะสม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ให้ความคุ้มครองงานลิขสิทธิ์โดยไม่ต้องจดทะเบียน ตลอดอายขุ องผู้สร้างสรรค์และหลงั จากนั้นอกี 50 ปี พระราชบัญญัติส่ิงบ่งช้ีทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 ให้ความคุ้มครองผลิตภัณฑ์ท่ีมีส่ิงบ่งช้ี ทางภูมิศาสตร์และยังเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคได้ด้วย เน่ืองจากให้สิทธิส่วนราชการท่ีเก่ียวข้องกับ สถานท่ีและกลุ่มผู้บริโภคขอทาการจดทะเบียนได้ เพ่ือป้องกันการนาไปหาประโยชน์แต่ผู้เดียว การ คุ้มครองนี้จะคุ้มครองตลอดไปและให้ลิขสิทธ์ิกับผู้ผลิตสินค้าและผู้ประกอบการค้าในท้องถิ่นน้ัน สามารถใช้สง่ิ บ่งชท้ี างภูมศิ าสตร์ได้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแบบผังภูมิวงจรรวม พ.ศ. 2543 ให้ความคุ้มครองแบบผังภูมิของ วงจรรวมโดยการจดทะเบียนเปน็ เวลา 10 ปี ในสังคมของเทคโนโลยสี ารสนเทศ มักจะกล่าวถงึ การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟแวร์ เม่ือบุคคลซ้ือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีการจดลิขสิทธิ์ นั่นหมายความว่าบุคคลน้ันได้จ่ายค่าสิทธิในการใช้ซอฟแวร์ นนั้ สาหรับตวั ท่านเองหลังจากทท่ี า่ นเปิดกลอ่ งหรอื บรรจภุ ัณฑ์แล้ว หมายถึงว่าท่านได้ยอมรับข้อตกลง เกี่ยวกับสิทธิในการใช้สินค้าน้ัน ซึ่งสิทธิในการใช้จะแตกต่างกันไปในแต่ละสินค้าและบริษัท บาง โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะอนุญาตให้ติดต้ังได้เพียงครั้งเดียว หรือไม่อนุญาตให้ใช้กับคอมพิวเตอร์ เครื่องอื่นๆ ถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์เครื่องน้ันๆ ท่านเป็นเจ้าของ และไม่มีผู้อ่ืนใช้ก็ตาม ในขณะท่ีบาง บริษัทอนุญาตให้ใช้โปรแกรมน้ันได้ในหลายๆ เครื่อง ตราบใดท่ีท่านยังเป็นบุคคลที่มีสิทธิในโปรแกรม คอมพวิ เตอร์ทซี่ อ้ื มา
98 จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ รปู ท่ี 4.2 ตัวอย่างข้อตกลงการใช้ซอฟต์แวร์ ท่มี า http://wiphadaa.blogspot.com/2014/02/ethics-2546-4-papa-information- privacy.html, 2557 การคัดลอกโปรแกรมคอมพิวเตอร์กับเพื่อน เป็นการกระทาที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ ก่อนว่าโปรแกรมท่ีจะทาการคัดลอกนั้นเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ท่ีท่านมีสิทธ์ิในระดับใด ตัวอย่าง เชน่ Copy หรอื software license - ทา่ นซ้อื ลขิ สทิ ธิ์มา และ มสี ทิ ธ์ิใช้ Shareware - ให้ทดลองใช้ได้กอ่ นท่จี ะตัดสินใจซอื้ Freeware - ใช้งานได้ฟรี คดั ลอก และ เผยแพร่ให้ผู้อน่ื ได้ รปู ที่ 4.3 เวบ็ ไซต์สาหรบั ดาวนโ์ หลด Shareware และ Freeware ทม่ี า http://share.psu.ac.th/system/assets/media/files/000/022/077/ original_kavrescuredsk25.jpg, 2557
จริยธรรมและจรรยาบรรณในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ 99 4. การเข้าถึงข้อมูล (Data Accessibility) ปัจจุบันการเข้าใช้งานโปรแกรมหรือระบบ คอมพิวเตอร์มักจะมีการกาหนดสิทธ์ิตามระดับของผู้ใช้งาน ทั้งน้ีเพ่ือเป็นการป้องกันการเข้าไป ดาเนินการตา่ งๆ กับข้อมลู ของผใู้ ชท้ ีไ่ มม่ สี ว่ นเกีย่ วขอ้ ง และเป็นการรักษาความลับของข้อมูล ตัวอย่าง สิทธ์ิในการใชร้ ะบบ เชน่ การบนั ทกึ การแกไ้ ข/ปรบั ปรงุ และการลบ เป็นตน้ ดงั น้ันในการพัฒนาระบบ คอมพวิ เตอรจ์ ึงได้มีการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงของผู้ใช้และการเข้าถึงข้อมูล ของผอู้ ื่นโดยไมไ่ ดร้ บั ความยนิ ยอมนัน้ เปน็ การผดิ จรยิ ธรรมเชน่ เดียวกับการละเมิดข้อมูลส่วนตัว ในการใช้คอมพิวเตอร์และเครือข่ายร่วมกันให้เป็นระเบียบหากผู้ใช้ร่วมใจกันปฏิบัติตาม ระเบยี บและข้อบังคบั ของแตล่ ะหนว่ ยงานอย่างเคร่งครัดแล้ว การผิดจริยธรรมตามประเด็นที่กล่าวมา ขา้ งต้นกค็ งจะไมเ่ กิดข้นึ กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ ดว้ ยความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ICT (Information and Communication Technology) ทาให้การดาเนินกิจกรรมต่างๆ ท้ังทางด้านอุตสาหกรรมและ บริการมีการทาธุรกิจผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์กันมากขึ้น การซื้อ-ขายสินค้า แลกเปลี่ยนข้อมูล ตลอดจนการให้บริการระหวา่ งประชาชนกับองค์การ หรือระหว่างองคก์ ารด้วยกันเองมีการดาเนินงาน และให้บริการแบบไม่จากัดสถานท่ีและเวลา หรือการให้บริการแบบ 24 x 7 x 365 ดังนั้นเพื่อให้การ ดาเนินธรุ กจิ และการใหบ้ ริการมคี วามคล่องตัว นา่ เชอื่ ถือ และใช้เปน็ แนวปฏิบัติร่วมกัน ประเทศต่างๆ จึงได้ออกกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศข้ึน สาหรับประเทศไทยก็ได้มีการร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งสน้ิ 6 ฉบบั คือ 1. กฎหมายเก่ียวกับธุรกรรมอิเลก็ ทรอนิกส์ 2. กฎหมายลายมือชอ่ื อิเลก็ ทรอนิกส์ 3. กฎหมายเก่ยี วกับอาชญากรรมคอมพวิ เตอร์ 4. กฎหมายเกย่ี วกับการโอนเงินทางอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ 5. กฎหมายเกีย่ วกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบคุ คล 6. กฎหมายลาดบั รองรัฐธรรมนญู มาตรา 78 หรือ กฎหมายเกีย่ วกับการพัฒนาโครงสรา้ ง พ้นื ฐานสารสนเทศ รูปที่ 4.4 กฎหมายเทคโนโลยีของไทย ทม่ี า http://www.ku.ac.th/magazine_online/law.html, 2557
100 จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณในการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ พระราชบัญญัติวา่ ด้วยการกระทาความผิดเก่ียวกบั คอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2550 วิวัฒนาการของเทคโนโลยกี ารสอื่ สารและเทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์ที่มีการใช้อย่างแพร่หลาย ในปัจจุบัน ทาใหก้ ลมุ่ ท่ีกระทาผิดกฎหมายหาวิธีการช่องโหวงท่ีจะกระทาผอดทาร้ายข้อมูลประชาชน ผู้ใช้บริการท่ัวไป ประเทศไทยได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทาผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซ้ึงมีผล บังคบั ตั้งแต่วนั ท่ี 18 กรกฎาคม พ.ศ.2550 พระราชบัญญัติว่าดว้ ยการกระทาความผิดเก่ียวกับคอมพิวเตอร์ น้ันมีความสาคัญมากใน การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบัน ผู้ใช้อาจจะกระทาผิดแบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ป้องกันไม่ให้เกิด การกระทาผิดทางคอมพิวเตอร์ จึงจาเป็นต้องศึกษาพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทาผิดเกี่ยวกับ คอมพวิ เตอร์ (www.mict.go.th) มีรายละเอยี ดสรุปดังน้ี 1. เขา้ ไปใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทีไ่ ม่ได้รับอนญุ าต 2. รู้วิธีการเขา้ ระบบคอมพวิ เตอรข์ องคนอื่นและนาความวธิ ีการไปบอกบุคคลอืน่ 3. เขา้ ไปเจาะระบบขอ้ มูลบุคคลอื่นในระบบคอมพวิ เตอร์ 4. โจรกรรมขอ้ มูลทีส่ ่งผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 5. แกไ้ ข ดัดแปลงขอ้ มลู ผู้อนื่ 6. ก่อกวนการทางานของระบบคอมพิวเตอร์คนอ่ืน ให้เกิดความเสียหายไม่สารมารถ ทางานได้ เชน่ ส่ง Message หรือ Virus worm เปน็ ต้น 7. เผยแพร่ส่อื ลามกอนาจาร และยินยอมใหเ้ กดิ ข้นึ จงใจสนบั สนุนใหก้ ระทาผดิ 8. ตัดต่อภาพบุคคลอนื่ และทาการเผยแพร่ 9. การกระทาผิดทีเ่ ว็บไซต์ท่ตี ่างประเทศ กจ็ ะมคี วามผิดตามกฎหมายเชน่ กัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการกระทาความผิดเก่ียวกับคอมพิวเตอร์ จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติข้ึนไว้โดยคาแนะนาและยินยอมของสภานิติบัญญัติ แหง่ ชาติ ดงั ตอ่ ไปนี้ มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทาความผิดเก่ียวกับ คอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2550” มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกาหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราช กจิ จานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา 3 ในพระราชบัญญัติน้ี “ระบบคอมพิวเตอร์” หมายความว่า อุปกรณ์หรือชุด อุปกรณข์ องคอมพิวเตอร์ท่ีเชื่อมการทางานเข้าด้วยกัน โดยได้มีการกาหนดคาส่ัง ชุดคาส่ัง หรือส่ิงอ่ืน ใดและแนวทางปฏิบตั ิงานให้อุปกรณ์หรอื ชุดอปุ กรณ์ทาหนา้ ท่ปี ระมวลผลขอ้ มูลโดยอัตโนมตั ิ “ข้อมูลคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คาส่ัง ชุดคาส่ังหรือส่ิงอื่นใดบรรดาท่ี อย่ใู นระบบคอมพวิ เตอร์ในสภาพระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลไดแ้ ละใหห้ มายความรวมถึงข้อมูล อิเล็กทรอนกิ สต์ ามกฎหมายวา่ ด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกสด์ ว้ ย “ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบ คอมพวิ เตอร์ ซงึ่ แสดงถงึ แหล่งกาเนดิ ตน้ ทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันท่ี ปริมาณ ระยะเวลาชนิด ของบริการ หรืออื่นๆ ทเ่ี ก่ยี วข้องกับการตดิ ตอ่ สือ่ สารของระบบคอมพวิ เตอรน์ น้ั
จริยธรรมและจรรยาบรรณในการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ 101 “ผูใ้ ห้บริการ” หมายความว่า 1) ผ้ใู หบ้ ริการแก่บุคคลอน่ื ในการเขา้ สู่อนิ เทอรเ์ นต็ หรือให้สามารถติดต่อถงึ กันโดย ประการอ่ืน โดยผา่ นทางระบบคอมพวิ เตอร์ ทงั้ น้ี ไม่วา่ จะเป็นการให้บริการในนามของตนเอง หรอื ใน นามหรือเพ่ือประโยชน์ของบุคคลอืน่ 2) ผใู้ ห้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพวิ เตอร์เพื่อประโยชนข์ องบคุ คลอ่นื “ผู้ใช้บริการ” หมายความว่าผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการไม่ว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม “พนักงานเจ้าหน้าที่”หมายความว่าผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งต้ังให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติน้ี “รัฐมนตรี” หมายความว่า รฐั มนตรผี ู้รกั ษาการตามพระราชบัญญัติน้ี มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารรักษาการตาม พระราชบญั ญัติน้ี และใหม้ ีอานาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติน้ี กฎกระทรวง นั้น เม่ือไดป้ ระกาศในราชกจิ จานเุ บกษาแล้วให้ใช้บังคบั ได้ หมวด 1 ความผิดเกี่ยวกบั คอมพิวเตอร์ มาตรา 5 ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ท่ีมีมาตรการป้องกันการเข้าถึง โดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สาหรับตน ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน หนงึ่ หมน่ื บาท หรอื ท้งั จาท้ังปรบั มาตรา 6 ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ท่ีผู้อื่นจัดทาขึ้นเป็นการ เฉพาะถ้านามาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ต้อง ระวางโทษจาคุกไมเ่ กินหนึง่ ปี หรอื ปรบั ไมเ่ กินสองหมื่นบาท หรือทงั้ จาทัง้ ปรบั มาตรา 7 ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึง โดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สาหรับตน ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินส่ี หมื่นบาทหรอื ท้ังจาท้ังปรับ มาตรา 8 ผู้ใดกระทาด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดักรับไว้ ซ่ึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อ่ืนที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้น มไิ ด้มไี วเ้ พื่อประโยชนส์ าธารณะหรอื เพ่อื ให้บคุ คลท่ัวไปใช้ประโยชน์ได้ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินสาม ปี หรอื ปรบั ไม่เกนิ หกหมนื่ บาท หรอื ทัง้ จาทง้ั ปรับ มาตรา 9 ผู้ใดทาให้เสียหาย ทาลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพ่ิมเติมไม่ว่าท้ังหมดหรือ บางส่วน ซ่ึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน หน่งึ แสนบาท หรอื ทัง้ จาทงั้ ปรบั มาตรา 10 ผู้ใดกระทาดว้ ยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทางานของระบบคอมพิวเตอร์ ของผ้อู ่ืนถกู ระงับ ชะลอ ขดั ขวาง หรอื รบกวนจนไมส่ ามารถทางานตามปกติได้ต้องระวางโทษจาคุกไม่ เกินห้าปี หรอื ปรับไม่เกนิ หนึ่งแสนบาท หรือท้ังจาทงั้ ปรับ มาตรา 11 ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิด หรอื ปลอมแปลงแหลง่ ที่มาของการส่งขอ้ มูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของ บุคคลอ่นื โดยปกติสุข ตอ้ งระวางโทษปรับไมเ่ กนิ หนึ่งแสนบาท
102 จริยธรรมและจรรยาบรรณในการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ มาตรา 12 ถา้ การกระทาความผิดตามมาตรา 9 หรอื มาตรา 10 1) ก่อใหเ้ กิดความเสียหายแก่ประชาชน ไม่ว่าความเสียหายน้ันจะเกดิ ข้ึนในทันทหี รอื ในภายหลังและไม่วา่ จะเกิดข้ึนพรอ้ มกนั หรือไม่ ตอ้ งระวางโทษจาคกุ ไมเ่ กนิ สบิ ปี และปรับไม่เกินสอง แสนบาท 2) เปน็ การกระทาโดยประการทน่ี า่ จะเกิดความเสียหายต่อขอ้ มลู คอมพิวเตอร์ หรอื ระบบคอมพวิ เตอร์ท่ีเก่ียวกบั การรักษาความม่ันคงปลอดภยั ของประเทศ ความปลอดภยั สาธารณะ ความม่ันคงในทางเศรษฐกจิ ของประเทศ หรือการบริการสาธารณะ หรอื เป็นการกระทาต่อ ข้อมลู คอมพวิ เตอรห์ รอื ระบบคอมพวิ เตอร์ท่มี ีไวเ้ พ่ือประโยชนส์ าธารณะ ต้องระวางโทษจาคกุ ต้ังแต่ สามปถี งึ สบิ ห้าปี และปรับตง้ั แต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท ถา้ การกระทาความผิดตาม (2) เป็นเหตใุ หผ้ ้อู น่ื ถึงแก่ความตาย ตอ้ งระวางโทษจาคุกตั้งแต่ สิบปีถึงยส่ี ิบปี มาตรา 13 ผู้ใดจาหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคาสั่งที่จัดทาขึ้นโดยเฉพาะเพ่ือนาไปใช้เป็น เคร่อื งมอื ในการกระทาความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 หรือ มาตรา 11 ต้องระวางโทษจาคกุ ไม่เกนิ หน่ึงปี หรอื ปรับไมเ่ กินสองหมื่นบาท หรอื ทั้งจาทงั้ ปรับ มาตรา 14 ผ้ใู ดกระทาความผิดทร่ี ะบุไว้ดงั ตอ่ ไปนี้ ตอ้ งระวางโทษจาคุกไม่เกินหา้ ปี หรือ ปรบั ไม่เกนิ หน่ึงแสนบาท หรือ ท้ังจาท้ังปรับ 1) นาเข้าสู่ระบบคอมพวิ เตอร์ซึ่งข้อมลู คอมพิวเตอรป์ ลอมไม่ว่าท้งั หมด หรอื บางสว่ น หรือข้อมลู คอมพวิ เตอร์อันเป็นเทจ็ โดยประการทนี่ ่าจะเกิดความเสียหายแกผ่ ู้อ่ืน หรอื ประชาชน 2) นาเขา้ สู่ระบบคอมพิวเตอร์ซ่งึ ขอ้ มลู คอมพิวเตอร์อันเปน็ เทจ็ โดยประการทีน่ ่าจะ เกดิ ความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือ ก่อใหเ้ กิดความต่ืนตระหนักแก่ประชาชน 3) นาเขา้ สูร่ ะบบคอมพวิ เตอร์ซงึ่ ขอ้ มูลคอมพวิ เตอร์ใด ๆ อันเปน็ ความผิดเกย่ี วกบั ความม่นั คงแห่งราชอาณาจกั ร หรือ ความผิดเกีย่ วกับการก่อการรา้ ยตามประมวลกฎหมายอาญา 4) นาเขา้ สู่ระบบคอมพวิ เตอร์ซึ่งขอ้ มูลคอมพวิ เตอรใ์ ด ๆ ท่มี ีลักษณะอนั ลามกและ ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ 5) เผยแพร่ หรอื สง่ ต่อซงึ่ ขอ้ มลู คอมพวิ เตอรโ์ ดยรู้อย่แู ล้วว่าเปน็ ขอ้ มูลคอมพิวเตอร์ ตาม (1) , (2) , (3) มาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทาความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ท่ีอยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทาความผิด ตามมาตรา 14 มาตรา 16 ผู้ใดนาเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ท่ีประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่ง ขอ้ มูลคอมพวิ เตอรท์ ่ีปรากฏเป็นรูปของผอู้ นื่ และรปู นนั้ เปน็ รปู ทเ่ี กิดจากการสร้างข้ึน ตัดต่อ เติม หรือ ดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งน้ี โดยประการท่ีน่าจะทาให้ผู้อ่ืนน้ันเสีย ชือ่ เสยี ง ถกู ดหู มน่ิ ถูกเกลียดชงั หรือไดร้ ับความอับอาย ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่ เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจาท้ังปรับ ถ้าการกระทาตามวรรคหนึ่ง เป็นการนาเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยสุจริต ผู้กระทาไม่มีความผิด ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายใน
จริยธรรมและจรรยาบรรณในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ 103 ความผิดตามวรรคหน่งึ ตายเสยี ก่อนร้องทุกข์ ใหบ้ ดิ า มารดา คู่สมรส หรือ บุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ ไดแ้ ละใหถ้ อื ว่าเป็นผเู้ สียหาย มาตรา 17 ผ้ใู ดกระทาความผิดตามพระราชบัญญัตนิ ี้นอกราชอาณาจกั ร 1) ผกู้ ระทาความผิดน้นั เปน็ คนไทย และ รฐั บาลแห่งประเทศทีค่ วามผิดไดเ้ กิดขึ้นหรอื ผูเ้ สียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ หรอื 2) ผ้กู ระทาความผิดน้นั เป็นคนต่างด้าว และ รฐั บาลไทยหรือคนไทยเปน็ ผูเ้ สียหาย และผู้เสยี หายได้ร้องขอใหล้ งโทษจะต้องรบั โทษภายในราชอาณาจักร หมวด 2 พนกั งานเจา้ หนา้ ท่ี มาตรา 18 ภายใตบ้ ังคบั มาตรา 19 เพือ่ ประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนในกรณีที่มี เหตอุ ันควรเชอ่ื ได้ว่ามกี ารกระทาความผดิ ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจา้ หนา้ ที่มีอานาจอย่าง หนึง่ อยา่ งใด ดังตอ่ ไปน้ี เฉพาะท่ีจาเป็นเพ่ือประโยชนใ์ นการใชเ้ ปน็ หลกั ฐานเก่ียวกับการกระทา ความผดิ และหาตัวผกู้ ระทาความผดิ 1) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบคุ คลท่ีเก่ยี วข้องกบั การกระทาความผดิ ตาม พระราชบัญญตั ิน้มี าเพอ่ื ให้ถ้อยคา ส่งคาช้แี จงเป็นหนงั สือ หรอื สง่ เอกสาร ข้อมูล หรือหลักฐานอ่นื ใดที่ อย่ใู นรปู แบบทสี่ ามารถเขา้ ใจได้ 2) เรยี กข้อมลู จราจรทางคอมพวิ เตอรจ์ ากผู้ให้บริการเกยี่ วกับการติดต่อสื่อสารผา่ น ระบบคอมพิวเตอรห์ รือจากบุคคลอนื่ ทเ่ี ก่ยี วข้อง 3) ส่ังให้ผูใ้ หบ้ รกิ ารสง่ มอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใชบ้ รกิ ารทตี่ ้องเก็บตามมาตรา 26 หรอื ท่ี อย่ใู นความครอบครองหรอื ควบคุมของผ้ใู ห้บรกิ ารใหแ้ ก่พนักงานเจา้ หน้าท่ี 4) ทาสาเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ขอ้ มลู จราจรทางคอมพวิ เตอร์ จากระบบคอมพิวเตอร์ ทมี่ เี หตุอนั ควรเชือ่ ได้วา่ มีการกระทาความผิดตามพระราชบัญญตั นิ ี้ ในกรณที ่รี ะบบคอมพวิ เตอรน์ ้นั ยัง มิได้อยู่ในความครอบครองของพนกั งานเจ้าหนา้ ที่ 5) ส่งั ใหบ้ คุ คลซ่ึงครอบครองหรือควบคุมข้อมลู คอมพวิ เตอร์ หรอื อุปกรณท์ ี่ใชเ้ กบ็ ข้อมูลคอมพวิ เตอร์ สง่ มอบข้อมูลคอมพวิ เตอร์ หรอื อปุ กรณด์ ังกลา่ วให้แกพ่ นักงานเจ้าหน้าที่ 6) ตรวจสอบหรอื เขา้ ถงึ ระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพวิ เตอร์ ขอ้ มลู จราจรทาง คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้เกบ็ ข้อมลู คอมพิวเตอร์ของบุคคลใด อันเปน็ หลกั ฐานหรอื อาจใชเ้ ป็น หลกั ฐานเกย่ี วกบั การกระทาความผดิ หรอื เพ่ือสืบสวนหาตวั ผูก้ ระทาความผิดและส่ังให้บุคคลนัน้ ส่ง ข้อมลู คอมพวิ เตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ท่เี กี่ยวข้องเทา่ ที่จาเป็นใหด้ ว้ ยก็ได้ 7) ถอดรหัสลับของข้อมลู คอมพวิ เตอร์ของบุคคลใด หรอื สั่งให้บคุ คลทเ่ี กี่ยวข้องกบั การ เข้ารหสั ลับของขอ้ มูลคอมพวิ เตอร์ ทาการถอดรหสั ลบั หรอื ให้ความร่วมมือกบั พนกั งานเจ้าหนา้ ทีใ่ น การถอดรหสั ลับดังกล่าว 8) ยดึ หรอื อายดั ระบบคอมพิวเตอร์เท่าทจ่ี าเป็นเฉพาะเพื่อประโยชนใ์ นการทราบ รายละเอียดแหง่ ความผดิ และผู้กระทาความผดิ ตามพระราชบัญญตั ินี้
104 จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ มาตรา 19 การใช้อานาจของพนักงานเจ้าหน้าท่ีตามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7) (8) ให้ พนักงานเจ้าหนา้ ทยี่ ่นื คาร้องต่อศาลทมี่ ีเขตอานาจเพ่อื มีคาส่ังอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีดาเนินการ ตามคาร้อง ท้ังนี้ คาร้องต้องระบุเหตุอันควรเช่ือได้ว่าบุคคลใดกระทาหรือกาลังจะกระทาการอย่าง หนึ่งอย่างใดอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติน้ี เหตุท่ีต้องใช้อานาจ ลักษณะของการกระทา ความผิดรายละเอียดเก่ียวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทาความผิดและผู้กระทาความผิด เท่าที่สามารถ จะระบุได้ ประกอบคาร้องดว้ ยในการพจิ ารณาคาร้องให้ศาลพิจารณาคาร้องดังกล่าวโดยเร็วเม่ือศาลมี คาสงั่ อนญุ าตแล้ว ก่อนดาเนนิ การตามคาสัง่ ของศาล ใหพ้ นักงานเจ้าหน้าท่ีส่งสาเนาบันทึกเหตุอันควร เช่ือที่ทาให้ต้องใช้อานาจตามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7) (8) มอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบ คอมพวิ เตอรน์ ้นั ไว้เปน็ หลกั ฐาน แตถ่ า้ ไมม่ เี จ้าของหรอื ผคู้ รอบครองเคร่ืองคอมพิวเตอร์อยู่ ณ ท่ีน้ัน ให้ พนกั งานเจ้าหนา้ ที่สง่ มอบสาเนาบันทึกน้ันให้แก่เจ้าของหรือ ผู้ครอบครองดังกล่าวในทันทีที่กระทาได้ ให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีผู้เป็นหัวหน้าในการดาเนินการตามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7) (8) ส่งสาเนา บนั ทึกรายละเอียดการดาเนนิ การและเหตผุ ลแหง่ การดาเนินการให้ศาลท่มี ีเขตอานาจภายในสี่สิบแปด ชั่วโมงนับแต่เวลาลงมือดาเนินการ เพื่อเป็นหลักฐานการทาสาเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 18 (4) ให้กระทาได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทาความผิดตามพระราชบัญญัติน้ีและต้อง ไม่เป็นอุปสรรคในการดาเนินกิจการของเจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเกินความ จาเป็น การยึดหรืออายัดตามมาตรา 18 (8) นอกจากจะต้องส่งมอบสาเนาหนังสือแสดงการยึดหรือ อายัดมอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐานแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ จะส่ังยดึ หรืออายัดไว้เกนิ สามสบิ วันมิได้ ในกรณจี าเปน็ ท่ีต้องยึดหรืออายัดไว้นานกว่าน้ัน ให้ย่ืนคาร้อง ต่อศาลท่มี เี ขตอานาจเพื่อขอขยายเวลายึดหรืออายัดได้ แต่ศาลจะอนุญาตให้ขยายเวลาครั้งเดียวหรือ หลายครั้งรวมกันได้อีกไม่เกินหกสิบวัน เม่ือหมดความจาเป็นที่จะยึดหรืออายัดหรือครบกาหนดเวลา ดังกล่าวแล้ว พนักงานเจา้ หน้าท่ตี ้องสง่ คืนระบบคอมพวิ เตอรท์ ี่ยดึ หรือถอนการอายัดโดยพลัน หนังสือ แสดงการยดึ หรืออายดั ตามวรรคห้าให้เปน็ ไปตามท่ีกาหนดในกฎกระทรวง มาตรา 20 ในกรณีท่ีการกระทาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการทาให้แพร่หลายซ่ึง ข้อมูลคอมพิวเตอร์ท่ีอาจกระทบกระเทือนต่อความม่ันคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กาหนดไว้ในภาค สองลักษณะ 1 หรือลักษณะ 1/1 แห่งประมวลกฎหมายอาญาหรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบ เรยี บร้อยหรือศีลธรรมอนั ดีของประชาชน พนกั งานเจา้ หน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจ ย่ืนคาร้อง พร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอานาจขอให้มีคาสั่งระงับการทาให้แพร่หลายซึ่ง ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ ในกรณีที่ศาลมีคาสั่งให้ระงับการทาให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม วรรคหน่ึง ให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีทาการระงับการทาให้แพร่หลายน้ันเอง หรือสั่งให้ผู้ให้บริการระงับ การทาให้แพรห่ ลายซ่งึ ข้อมลู คอมพวิ เตอรน์ นั้ ก็ได้ มาตรา 21 ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าท่ีพบว่า ข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดมีชุดคาสั่งไม่พึง ประสงค์รวมอยู่ด้วย พนักงานเจ้าหน้าท่ีอาจย่ืนคาร้องต่อศาลท่ีมีเขตอานาจเพ่ือขอให้มีคาส่ังห้าม จาหน่ายหรือเผยแพร่ หรือส่ังให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นระงับการใช้ ทาลาย หรือแก้ไขข้อมูลคอมพิวเตอร์น้ันได้ หรือจะกาหนดเง่ือนไขในการใช้ มีไว้ในครอบครอง หรือเผยแพร่ ชุดคาสั่งไม่พึงประสงค์ดังกล่าวก็ได้ชุดคาส่ังไม่พึงประสงค์ตามวรรคหน่ึงหมายถึงชุดคาสั่งท่ีมีผลทาให้ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์หรือชุดคาส่ังอื่นเกิดความเสียหาย ถูกทาลาย ถูกแก้ไข
จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณในการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ 105 เปล่ียนแปลงหรือเพ่ิมเติมขัดข้อง หรือปฏิบัติงานไม่ตรงตามคาส่ังท่ีกาหนดไว้ หรือโดยประการอ่ืน ตามที่กาหนดในกฎกระทรวงทั้งน้ี เว้นแต่เป็นชุดคาสั่งท่ีมุ่งหมายในการป้องกันหรือแก้ไขชุดคาส่ัง ดังกลา่ วข้างต้น ตามทรี่ ฐั มนตรีประกาศในราชกจิ จานุเบกษา มาตรา 22 ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูล จราจรทางคอมพิวเตอร์ หรอื ข้อมูลของผู้ใช้บรกิ าร ทไี่ ด้มาตามมาตรา 18 ให้แก่บุคคลใดความในวรรค ห นึ่ ง มิ ใ ห้ ใ ช้ บั ง คั บ กั บ ก า ร ก ร ะ ท า เ พื่ อ ป ร ะ โ ย ช น์ ใ น ก า ร ด า เ นิ น ค ดี กั บ ผู้ ก ร ะ ท า ค ว า ม ผิ ด ต า ม พระราชบัญญัตินี้ หรือเพื่อประโยชน์ในการดาเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าท่ีเก่ียวกับการใช้อานาจ หน้าที่โดยมิชอบ หรือเป็นการกระทาตามคาสั่งหรือที่ได้รับอนุญาตจากศาลพนักงานเจ้าหน้าท่ีผู้ใดฝ่า ฝืนวรรคหนึง่ ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินสามปี หรอื ปรับไมเ่ กนิ หกหมนื่ บาท หรอื ทงั้ จาทงั้ ปรับ มาตรา 23 พนักงานเจ้าหน้าท่ีผู้ใดกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อ่ืนล่วงรู้ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ท่ีได้มาตามมาตรา 18 ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินหน่งึ ปี หรอื ปรับไม่เกนิ สองหมน่ื บาทหรือทง้ั จาท้ังปรับ มาตรา 24 ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลของ ผู้ใช้บริการ ท่ีพนักงานเจ้าหน้าท่ีได้มาตามมาตรา18 และเปิดเผยข้อมูลน้ันต่อผู้หน่ึงผู้ใด ต้องระวาง โทษจาคกุ ไม่เกนิ สองปี หรือปรบั ไมเ่ กินส่ีหมืน่ บาท หรือทงั้ จาทง้ั ปรับ มาตรา 25 ข้อมูล ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่พนักงาน เจ้าหน้าทไี่ ดม้ าตามพระราชบญั ญัตินี้ ใหอ้ ้างและรบั ฟังเป็นพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแห่งประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยานได้ แต่ต้องเป็นชนิดที่มิได้ เกดิ ขน้ึ จากการจงู ใจมคี ามน่ั สญั ญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรอื โดยมิชอบประการอื่น มาตรา 26 ผใู้ ห้บรกิ ารต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน นับแต่วันท่ีข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจาเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะส่ังให้ผู้ให้บริการ ผู้ใดเก็บรกั ษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินเก้าสิบวันแต่ไม่เกินหนึ่งปีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย และเฉพาะคราวกไ็ ด้ ผ้ใู หบ้ ริการจะตอ้ งเก็บรักษาขอ้ มูลของผู้ใชบ้ ริการเทา่ ท่จี าเป็นเพ่ือให้สามารถระบุ ตัวผใู้ ช้บริการนบั ต้งั แตเ่ รมิ่ ใช้บริการและต้องเกบ็ รักษาไวเ้ ปน็ เวลาไม่นอ้ ยกว่าเกา้ สบิ วนั นับตั้งแต่การใช้ บรกิ ารสิ้นสดุ ลง ความในวรรคหนึ่งจะใช้กับผูใ้ หบ้ ริการประเภทใด อย่างไร และเมื่อใด ให้เป็นไปตามท่ี รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ผู้ให้บริการผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับไม่ เกนิ ห้าแสนบาท มาตรา 27 ผูใ้ ดไมป่ ฏบิ ัตติ ามคาสั่งของศาลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ทีส่ ่งั ตามมาตรา 18 หรือ มาตรา 20 หรือไม่ปฏิบัติตามคาส่ังของศาลตามมาตรา 21 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท และปรับเป็นรายวันอีกไม่เกนิ วนั ละหา้ พนั บาทจนกว่าจะปฏิบตั ใิ ห้ถูกต้อง มาตรา 28 การแต่งต้ังพนักงานเจ้าหน้าท่ีตามพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐมนตรีแต่งต้ังจากผู้มี ความรู้และความชานาญเกย่ี วกับระบบคอมพวิ เตอรแ์ ละมีคณุ สมบัติตามทีร่ ฐั มนตรีกาหนด มาตรา 29 ในการปฏิบัติหน้าท่ีตามพระราชบัญญัติน้ี ให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีเป็นพนักงาน ฝ่ายปกครองหรือตารวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีอานาจรับคาร้อง ทุกข์หรือรับคากล่าวโทษ และมีอานาจในการสืบสวนสอบสวนเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในการจับ ควบคุม ค้น การทาสานวนสอบสวนและดาเนินคดีผู้กระทาความผิดตามพระราชบัญญัติน้ี
106 จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ บรรดาท่ีเป็นอานาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจชั้นผู้ใหญ่ หรือพนักงานสอบสวนตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประสานงานกับพนักงานสอบสวน ผู้รับผิดชอบเพ่ือดาเนินการตามอานาจหน้าท่ีต่อไป ให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กากับดูแลสานักงาน ตารวจแห่งชาติและรัฐมนตรีมีอานาจร่วมกันกาหนดระเบียบเก่ียวกับแนวทางและวิธีปฏิบัติในการ ดาเนินการตามวรรคสอง มาตรา 30 ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจาตัวต่อบุคคลซ่ึง เกี่ยวขอ้ งบตั รประจาตัวของพนักงานเจา้ หน้าทีใ่ หเ้ ปน็ ไปตามแบบทรี่ ฐั มนตรีประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ : พลเอกสุรยุทธ์ จลุ านนท์ นายกรฐั มนตรี อาชญากรรมคอมพวิ เตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและต่อเน่ือง ทาให้การ ดาเนนิ ชวี ิตประจาวนั โดยเฉพาะการตดิ ต่อสอ่ื สารระหว่างกันจากทุกมุมโลกทาได้อย่างสะดวก อย่างไร ก็ตามในโลกของไซเบอรท์ ีม่ จี านวนการใชเ้ ครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอรแ์ ละอินเตอร์เน็ตอย่างมากมายน้ันต้อง ยอมรับว่าเทคโนโลยีกส็ ามารถกอ่ ให้เกิดปญั หาไดเ้ ชน่ กนั โดยแต่ละวันคาดว่ามีอีเมล์ฟิชชิ่ง (Phishing) ส่งเข้าไปลวงผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมากถึง 75-150 ล้านฉบับ (TechTrends: IT เดือนสิงหาคม-กันยายน 2548) อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Crime หรือ Cyber Crime) เป็นการกระทาที่ผิด กฎหมายโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นเคร่ืองมือ เช่น การโจรกรรมข้อมูลหรือความลับของบริษัท การ บิดเบือนข้อมูล การฉ้อโกง การฟอกเงิน การถอดรหัสโปรแกรมคอมพิวเตอร์ รวมถึงการก่อกวนโดย กลุ่มแฮกเกอร์ (Hacker) เชน่ ไวรสั คอมพวิ เตอร์ การทาลายข้อมลู และอปุ กรณ์ เปน็ ต้น คนทีม่ จี ุดประสงค์ไม่ดเี ข้ามาลกั ลอบ โจรกรรมข้อมูลทาความเสียหาย การเข้าไปเอาข้อมูล โดยท่ีไม่ได้รับอนุญาต เช่น การเปลี่ยนแปลงข้อมูลหน้าโฮมเพจ เพ่ือสร้างชื่อเสียงให้ตนเองแบ่งกลุ่ม คนทีล่ ักลอบเขา้ ถึงข้อมูลทไี่ ม่ได้รับอนญุ าต 3 กลมุ่ ดงั นี้ 1. แฮกเกอร์ (Hacker) คือ นักเลงคอมพิวเตอร์หรือคนที่มีความรู้ และความสามารถ ด้านคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย และอาศัยช่องโหวงของระบบเพื่อหาวิธีการป้องกันระบบ ไม่มี จดุ ประสงค์ทารา้ ยข้อมลู ในระบบ หรือจะเรียกคนกลมุ่ นว้ี า่ กลมุ่ คนหมวกขาว (White Hat ) 2. แคกกเกอร์ (Cracker) คือ นักเจาะหรือคนท่ีมีความรู้ความสามารถด้าน คอมพวิ เตอรแ์ ละเครือข่ายคอมพิวเตอรเ์ ชน่ เดียวกับแฮกเกอร์ แต่คนกลุ่มน้ีมีจุดประสงค์ต่างกันคือไป ทารา้ ยโจรกรรมขอ้ มลู คนอน่ื ใหเ้ กดิ ความเสยี หาย ทาลายขอ้ มูลหรือระบบคอมพิวเตอร์คนอนื่ 3. สครปิ ต์ (Script Kiddy) คือ บคุ คลทีเ่ ขา้ มาลักลอบข้อมูลคนอน่ื ก่อนกวนการ ทางานของคนอน่ื จากการเขียนโปรแกรมหรอื เครอ่ื งมอื บางอย่างข้อมูลคนอ่นื ส่วนใหญ่จะเปน็ เด็กวัย อยากรู้อยากเหน็ ทดลองโทรแกรมจากการดาวนโ์ หลดทม่ี ใี นเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ น็ต โดยท่ัวไปเขา้ ใจกนั ว่า แฮกเกอร์ คอื บคุ คลที่ใช้ความรู้ความสามารถในทางท่ีไม่ถูกต้อง/ผิด กฎหมาย ได้แก การลักลอบเข้าไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นโดยผ่านการส่ือสารเครือข่ายโดยไม่ได้รับ
จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ 107 อนุญาตเพื่อเข้าไปอ่าน คัดลอก เปลี่ยนแปลง ลบ หรือทาความเสียหายให้กับข้อมูล ซึ่งอาจจะทาไป ด้วยความสนกุ ต้องการทดลองความสามารถของตนเอง รวมถงึ การอวดความสามารถกบั เพอื่ นๆ สว่ น “แครก็ เกอร์” (Cracker) กค็ ือ “แฮกเกอร์” ทล่ี ักลอบเข้าไปยังคอมพิวเตอรข์ องผ้อู ่ืนเพื่อวัตถุประสงค์ ในเชิงธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีคาว่า Hacktivist หรือ Cyber Terrorist ซึ่งได้แก่แฮกเกอร์ที่ใช้ อินเทอร์เน็ตในการส่งข้อความเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองไปยังบุคคลอื่นๆ โดยเฉพาะในช่วง สงครามระหว่างอเมริกนั กับอิรกั ทีผ่ า่ นมา จะเหน็ วา่ มกี ารพูดถงึ Hacktivist กนั มากข้ึน คอมพิวเตอร์เป็นทั้งเครื่องมือ และ เป้าหมายของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ ในฐานะที่เป็นเคร่ืองมือ เช่น ใช้ในการขโมยเงิน รายช่ือลูกค้า ข้อมูลส่วนบุคคล หมายเลขบัตรเครดิต และอ่ืนๆ ส่วนคอมพิวเตอร์ในฐานที่เป็นเป้าหมายของการก่ออาชญากรรม เช่น แฮกเกอร์เข้าไป ก่อกวน ทาลายระบบของผูอ้ นื่ (Haag, 2002) การรักษาความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ โดยท่ัวไปวิธีการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลและคอมพิวเตอร์จากบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตจะ แตกต่างกันออกไปในที่น้ีจะแนะนา 4 วธิ คี อื (Shelly, 2002 : 12.08) 1. การใช้ Username หรอื User ID และรหัสผ่าน (Password) บางระบบกาหนดช่ือผู้ใช้ และรหัสผ่านมาให้เพ่ือความสะดวก ในขณะท่ีบางระบบจะให้ผู้ใช้กาหนดรหัสผ่านมาให้ ผู้ใช้ควร เปล่ียนแปลงด้วยตนเองในภายหลัง และควรหลีกเล่ียงการกาหนดรหัสท่ีเป็นวันเกิดหรือรหัสอื่นๆ ท่ี แฮกเกอรส์ ามารถเดาได้ 2. การใช้วัตถุใดๆเพ่ือการเข้าสู่ระบบ ได้แก่ บัตร หรือกุญแจ ตัวอย่างเช่น การใช้บัตร ATM เพื่อทาธุรกรรมเกี่ยวกับบัญชีธนาคาร ซ่ึงโดยปกติจะใช้บัตรควบคู่กับ PIN (Personal identification Number) ประกอบด้วยตัวเลข 4 หลัก และ PIN เป็นรหัสผ่านท่ีเจ้าของควรให้ ความสาคัญ เชน่ ไมค่ วรใช้ปีเกดิ หรอื จดลงในบตั ร 3. การใช้อุปกรณ์ทางชีวภาพ (Biometric Devices) เป็นการใช้อุปกรณ์ที่ตรวจสอบ ลักษณะส่วนบุคคลเพ่ือการอนุญาตใช้โปรแกรม ระบบ หรือการเข้าห้องใช้คอมพิวเตอร์ เช่น การ ตรวจสอบเสียง ลายน้ิวมือ ฝ่ามือ ลายเซ็น ม่านตาและรูปหน้า เป็นต้น โดยอุปกรณ์จะทาการแปลง ลักษณะส่วนบุคคลให้อยู่ในรูปดิจิทัลแล้วเปรียบเทียบกับข้อมูลท่ีจัดเก็บในคอมพิวเตอร์ ถ้าไม่ตรงกัน คอมพวิ เตอร์จะปฏิเสธการเข้าสู่ระบบ รปู ที่ 4.5 ตัวอย่างอปุ กรณเ์ พื่อใชร้ ักษาความปลอดภยั ทม่ี า https://ubonrat.wordpress.com/, 2557
108 จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ 4. ระบบเรียกกลับ (Callback System) เป็นระบบที่ผู้ใช้ระบุชื่อและรหัสผ่านเพื่อขอ เข้าใช้ระบบปลายทาง หากข้อมูลท่ีถูกต้อง คอมพิวเตอร์ก็จะเรียกกลับให้เข้าใช้งานเอง ระบบใน ลักษณะนี้เป็นการเพ่ิมความปลอดภัยให้คอมพิวเตอร์อีกระดับหน่ึง คือคอมพิวเตอร์จะตรวจสอบ หมายเลขโทรศัพท์ของผู้ใช้เมื่อเรียกกลับ อย่างไรก็ตามการใช้งานลักษณะนี้จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าผู้ขอใชร้ ะบบใช้เครอื่ งคอมพิวเตอร์จากตาแหนง่ เดิม คือ จากบ้าน หรือท่ีทางาน (หมายเลขโทรศัพท์ เดิม) ในขณะที่การใช้คอมพิวเตอร์แบบพกพาอาจต้องเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ ทาให้เกิดความเส่ียง มากกว่า ขอ้ ควรระวังและแนวทางป้องกนั ในการใชเ้ ครือขา่ ย หากจะซื้อสินค้าและบรกิ ารผ่านอนิ เตอร์เน็ต ใหพ้ ิจารณาขอ้ พึงระวังตอ่ ไปนี้ 1. บตั รเครดิตและการแอบอา้ ง 2.1 ใหห้ มายเลขบตั รเครดิตเฉพาะท่ที ่านไวว้ างใจเทา่ นั้น 2.2 ใช้เฉพาะเวบ็ ไซต์ที่มีระบบรักษาความปลอดภัย เช่น https:// 2.3 ใช้รหสั ผ่านอยา่ งน้อย 10 ตวั อกั ขระ (ควรผสมกนั ระหว่างตัวอักษรกบั ตวั เลข) 2.4 ใชร้ หัสผา่ นทแ่ี ตกต่างกนั ในแต่ละระบบหรอื เวบ็ ไซต์ 2. การปอ้ งกันขอ้ มลู ส่วนตวั 2.1 พิจารณาอย่างรอบคอบก่อนการให้ข้อมูลส่วนตัว และให้ข้อมูลในส่วนตัว และให้ ขอ้ มูลในส่วนท่จี าเปน็ เฉพาะบคุ คลนน้ั ๆเท่านั้น 3. การป้องกันการตดิ ตามการท่องเวบ็ ไซต์ 3.1 ใช้โปรแกรม เช่น SurfSecret เพื่อป้องกันการติดตามการท่องเว็บไซต์ โปรแกรม จะทางานคลา้ ยกับโปรแกรมป้องกันไวรสั และลบข่าวสาร / โฆษณาที่เกดิ ข้ึนเม่อื ผใู้ ชท้ อ่ งเว็บไซต์ 4. การหลีกเล่ียงสแปมเมล์ 4.1 สแปมเมล์ อาจก่อความราคาญแก่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตได้อย่างมากเนื่องจากจะทวี จานวนข้ึนเรื่อยๆถ้าผู้ใช้ให้ท่ีอยู่อีเมล์แก่บริษัทท่ีทาธุรกิจออนไลน์ดังน้ันจึงต้องระมัดระวังการ ลงทะเบยี นเพอ่ื รบั ข่าวสารกลบั มายงั อเี มล์ รูปที่ 4.6 การป้องกนั ระบบด้วย Firewall ทมี่ า http://7meditation.blogspot.com/2014/02/firewall.html, 2557
จริยธรรมและจรรยาบรรณในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ 109 5. การป้องกันระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย ใช้ไฟร์วอลล์ (Firewall) ท่ีเป็นฮาร์ดแวร์ หรือซอฟต์แวร์เพื่อทาหน้าที่เป็นยามประตูตรวจสอบการเข้าระบบ แต่ถ้าท่านใช้คอมพิวเตอร์เพียง เคร่ืองเดียว โปรแกรมไฟล์วอลก็เพียงพอท่ีจะใช้ป้องกันระบบ เช่น McAfee Personal Firewall (www.mcafee.com), Norton lnternet Security (www.symantec.com),Security Personal Firewall (www.sygate.com) และ ZoneAlarm (www.zonelabs.com สาหรับเวอร์ชั่น ธรรมดาดาวน์โหลดฟรี แตถ่ า้ เปน็ เวอร์ช่ัน Pro และ Plus จะตอ้ งเสียค่าใช้จา่ ย) 6. การป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ ปฏิบัติตามเคล็ดลับง่ายๆ 5 ข้อ ด้วยตัวอักษรย่อ EMAIL ดังนี้ E ย่อมาจาก Exempt from unknown คือไม่เปิดอีเมล์จากคนแปลกหน้า เพราะมี โอกาสเสย่ี งสงู ทจี่ ะตดิ ไวรสั หรือเปน็ อีเมล์ขยะ M ย่อมาจาก Mind the subject คือ หม่ันสังเกตหัวข้อของจดหมายก่อนที่จะเปิด อา่ นโดยเฉพาะอเี มล์ทีม่ ีหัวข้อเปน็ ภาษาองั กฤษท่ีมใี จความดึงดูดให้รบี เปดิ อ่านหรือมีการหลอกล่อด้วย วิธกี ารตา่ งๆ เชน่ มีคาว่า “RE…’’อยู่หนา้ หวั ข้อ ทาใหผ้ ู้รบั อีเมลค์ ิดวา่ เปน็ การตอบจดหมายกลบั A ย่อมาจากประโยค Antivirus must be installed ซ่ึงหมายความว่าควรติดตั้ง โปรแกรมป้องกันไวรัส เช่น Norton Antiviirus (www.symantec.com ) PC-cillin (www.pc- cillin.com ) Dr. Solomon Anti-Virus และหมัน่ อปั เดตฐานขอ้ มลู ไวรสั อยา่ งสมา่ เสมอ I ย่อมาจาก Interest on virus news หมายความว่า ควรให้ความสนใจกับข่าว เกย่ี วกบั ไวรสั ตดิ ตามขา่ วสารจากสือ่ ตา่ งๆ L ย่อมาจาก Learn to on be cautious หมายความว่า ให้ระวังให้มาก อย่าเปิด อเี มลอ์ ย่างไม่ย้งั คดิ เพราะจากการสารวจพบวา่ รอ้ ยละ70-80 ของอเี มล์ท้งั หมด คอื ไวรสั อีเมลข์ ยะ ตดิ ตามข่าวสารเก่ียวกับการป้องกันกอ่ กวนและทาลายข้อมูลได้ที่ศูนย์ประสานงานการ รกั ษาความปลอดภยั คอมพวิ เตอรป์ ระเทศไทย (http://thaicert.nectec.or.th/) นอกจากข้อควรระวังข้างต้นแล้ว ยังมีข้อแนะนาบางประการเพื่อการสร้างสังคมและ รักษาสง่ิ แวดลอ้ ม ดงั นี้ 1. การป้องกันเด็กเข้าไปดูเว็บไซต์ท่ีไม่เหมาะสม การส่งเสริมให้เด็กใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อ การค้นคว้าเป็นส่งิ ทีด่ มี ปี ระโยชน์ แตใ่ นขณะเด่ียวกันก็มีข้อควรพึงระวังเช่นกัน เน่ืองจากสารสนเทศท่ี เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตมีทั้งดีและไม่ดี ดังนั้นผู้ปกครองควรให้ความเอาใจใส่ให้เด็กใช้อินเตอร์เน็ต อย่างเหมาะสมด้วย โดยทั่วไปการป้องกันการเข้าไปเว็บไซต์ท่ีไม่เหมาะสม เช่น เว็บไซต์รูปอนาจาร หรือเว็บไซต์การพนัน จะมีโปรแกรมสาหรับกลั่นกรอง(Web Filtering Software) โดยจะทาการ เปรียบเทียบเว็บไซต์ท่ีเด็กจะเข้าไปกับฐานข้อมูลเว็บไซต์ที่รวบร่วมไว้ ว่าเป็นเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม หากไมพ่ บจะไปตรวจสอบกับเน้อื หาในเว็บไซต์นั้น ถ้าพบคาที่ไม่เหมาะสมก็จะไม่อนุญาตให้เด็กเข้าไป ยงั เวบ็ ไซต์นนั้ ๆ 2. การวางแผนเพ่ือจัดการกับเคร่ืองคอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช้แล้ว คอมพิวเตอร์ที่ซ้ือในวันท่ี ล้าสมัยภายใน 2-3 ปใี นระหวา่ งการใชง้ าน ผใู้ ชอ้ าจมีความต้องการอพั เกรดอุปกรณ์ต่างๆ ส่งผลให้เกิด อเิ ล็กทรอนกิ ส์ ซ่งึ กาลงั สร้างปญั หาอย่างมากในหลายประเทศ ไม่เพียงเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่ล้าสมัยไม่ ใช้แล้วเท่าน้ันที่ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อม ยังรวมถึงคู่มือการใช้ซอฟต์แวร์โบรชัวร์ และบัตรลงทะเบียน
110 จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ ทุกๆ คร้ังท่ีมีการเปลี่ยนแปลงซอฟต์แวร์ ดิสก์เกตต์ หรือ ชีดีรอมของเดิมก็จะเปล่ียนเป็นขยะไปใน ที่สุด ในบางบริษัทจัดการด้วยการบริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช้แล้วให้กับโรงเรียนบางบริษัทที่ จาหน่ายคอมพิวเตอร์ก็รับช้ือคืนเพื่อนาอุปกรณ์บางส่วนไปประกอบใหม่และขายในราคาถูกและใน บางประเทศกจ็ ะมีหน่วยงานท่ที าหนา้ ท่ดี ดั แปลงอุปกรณ์คอมพวิ เตอรม์ าใชง้ านใหม่ 3. การใชพ้ ลงั งาน บริษัทที่ผลิตฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์พยายามคิดค้นและผลิตสินค้าท่ี ใชพ้ ลังงานใหน้ อ้ ยท่สี ดุ เครือ่ งคอมพิวเตอร์ร่นุ ใหมๆ่ ผู้ใช้สามารถเลือกกาหนดเป็น Sleep Mode เพ่ือ หยุดการหมุนของฮาร์ดดิสก์และปิดการใช้งานจอภาพชั่วคราว ผู้ใช้ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ช่วยลดมลพิษได้ ดว้ ยการกาหนดระบบและเลอื กใช้สนิ คา้ ทชี่ ่วยรกั ษาส่ิงแวดลอ้ ม กรณีศึกษา: การโจมตีแบบฟชิ ชง่ิ ลกู ค้าธนาคาร เม่ือเดือนเมษายน 2548 ลูกค้าธนาคารชิตี้แบงค์ได้รับอีเมล์หลอกลวงเพ่ือให้เช่ือมโยงเข้า ไปยังเว็บไซต์ธนาคารเพื่อทาธุรกรรมทางการเงิน เว็บไซต์ท่ีให้เชื่อมโยงไปนั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับ เว็บไซตข์ องธนาคารมาก ขอ้ ความในอีเมล์แจ้งให้ลูกค้าธนาคารเข้าไปยังเว็บไซต์เพื่อกรอกข้อมูลต่างๆ เชน่ ข้อมลู สว่ นตัว รหัสบัตรเครดิต บัญชผี ู้ใช้ และรหัสผ่าน การกระทาโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นเคร่ืองมือในการหลอกลวงผู้อื่น ปัจจุบันมีรูปแบบที่ แตกต่างกันมากมาย เชน่ 1. การส่งข้อความหรือโฆษณาบนเว็บไซต์ว่าท่านสามารถเดินทางเข้าพัก/ท่องเท่ียว แบบหรใู นราคาถูก แตเ่ มอ่ื ไปใชบ้ ริการจรงิ กลบั ไมเ่ ปน็ อย่างท่ีบอกไว้หรือในบางครั้งอาจต้องมีการจ่าย เพิ่มเติมซ่ึงไม่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้า ดังน้ันหากเกิดกรณีเช่นนี้ ก่อนตัดสินใจควรจะต้องมีข้อตกลงเป็นลาย ลกั ษณอ์ ักษร รวมทัง้ ขอ้ ตกลงเกี่ยวการยกเลิกใหช้ ัดเจนเสยี ก่อน 2. การฉ้อโกงด้านธุรกรรมการเงินหรือการใช้บัตรเครดิต เรียกว่า ฟิชช่ิง (Phishing) เป็นการสร้างจดหมาย ข้อความเลียนแบบ หรือรูปแบบการแจ้งข่าวสารของบริษัทท่ีมีช่ือเสียง เช่น eBay เพื่อหลอกลวงเอาข้อมูลบางอย่างจากผู้ใช้ โดยให้ผู้ใช้ส่งข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลการเงินไปยัง กลุ่มผู้ที่ไม่หวังดี ดังนั้นก่อนที่ท่านจะกรอกหมายเลขบัตรเครดิตจะต้องอ่านรายละเอียดหรือข้อตกลง ให้รอบคอบเสียก่อน นอกจากฟิชช่ิงแล้ว ยังมีอีกคาหน่ึงท่ีมีความเหมือนและความแตกต่างกันเล็กน้อย คือ ฟาร์มมงิ่ (Pharming) ซง่ึ มีแนวคิดเดยี วกับฟิชชง่ิ คือการลอ่ ลวงจากเหย่อื ต่างกันทฟ่ี ชิ ช่ิงจะตกเบ็ดเป็น รายบุคคลในขณะท่ีฟาร์มม่ิงจะโจมตีแบบหว่านแห เป็นการพุ่งเป้าไปที่เครื่องแม่ข่ายแล้วเปลี่ยนลิงค์ ไปยังเว็บไซตป์ ลอมอย่างผิดกฎหมาย โดยมีเจตนาขโมยข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินของเหยื่อ เช่น รหสั ผ่าน หมายเลขบตั รเครดิต เป็นตน้
จริยธรรมและจรรยาบรรณในการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ 111 รูปท่ี 4.7 ตวั อยา่ งฟชิ ชง่ิ ที่มา http://news.thaiware.com/1119.html, 2557
112 จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ บทสรุป จริยธรรม หรือ Ethics หมายถึง หลักศีลธรรมจรรยาที่กาหนดขึ้นเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ หรอื ควบคุมการใช้ระบบคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ หรืออาจหมายถึง หลักเกณฑ์ท่ีประชาชนตกลง ร่วมกันเพอื่ แนวทางในการปฏบิ ตั ิร่วมกันในสงั คม จริยธรรมเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศจะกล่าวถึงใน 4 ประเด็น คือ 1) ความเป็นส่วนตัว 2) ความถูกตอ้ ง 3) ความเปน็ เจ้าของ 4) การเข้าถงึ ข้อมูล ในด้านกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ ประเทศไทยได้มีการวางกฎหมายท่ีเก่ียวข้องท้ังสิ้น 6 ฉบบั คือ 1) กฎหมายเก่ียวข้องกับธรุ กรรมอเิ ล็กทรอนิกส์ 2) กฎหมายลายมือชอ่ื อิเลก็ ทรอนิกส์ 3) กฎหมายเก่ยี วกบั อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ 4) กฎหมายเก่ยี วกับการโอนเงนิ ทางอิเล็กทรอนิกส์ 5) กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล และ 6) กฎหมายลาดับรองรัฐธรรมนูญมาตรา78 หรือ กฎหมายท่ีเกย่ี วกับการพรรณนาโครงสรา้ งพื้นฐานสารสนเทศ อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ เป็นการกระทาท่ีผิดกฎหมายโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือ เช่น การโจรกรรมข้อมูลหรือความลับของบริษัท การบิดเบือนข้อมูล การฉ้อโกง การฟอกเงิน การ ถอดรหัสโปรแกรมคอมพิวเตอร์ รวมถึงการก่อกวนโดยกลุ่มแฮกเกอร์ เช่น ไวรัสคอมพิวเตอร์ การทา รายข้อมูลและอุปกรณ์ เป็นต้น คอมพิวเตอร์เป็นท้ังเครื่องมือและเป้าหมายของอาชญากรรม คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ เช่น ใช้ในการขโมยเงิน รายช่ือลูกค้าข้อมูลส่วนบุคคล หมายเลขบัตร เครดิตและอ่นื ๆ ส่วนคอมพิวเตอร์ในฐานะท่ีเป็นเป้าหมายของการก่ออาชญากรรม เช่น แฮกเกอร์เข้า ไปกอ่ กวน ทาลายระบบของผอู้ นื่ วิธีการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลและคอมพิวเตอร์จากบุคคลไม่ได้รับอนุญาตมี ดังนี้ 1) การใช้Username หรอื UserID และ รหสั ผ่าน 2) การใช้วัตถุใดๆ เพื่อเข้าสู่ระบบ ได้แก่ บัตรหรือ กญุ แจ 3) การใชอ้ ุปกรณท์ างชีวะ เป็นการใช้อุปกรณ์ท่ีตรวจสอบลักษณะส่วนบุคคลเพ่ืออนุญาตให้ใช้ โปรแกรม ระบบหรือการเข้าใช้ห้องคอมพิวเตอร์ 4) ระบบเรียกกลับเป็นระบบท่ีผู้ใช้ระบุชื่อและ รหสั ผ่านเพือ่ ขอเขา้ ในระบบปลายทาง เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ ขณะเดียวกันก็สามารถบั่นทอนความรู้ได้ หาก นาไปใชใ้ นทางทไ่ี ม่ถูกต้อง การกาหนดนโยบายเกี่ยวกับจริยธรรมการใช้คอมพิวเตอร์และเครือข่ายจึง เปน็ สง่ิ จาเป็นหน่วยงานตา่ งๆ ควรกาหนดระเบียบ กฎเกณฑ์เป็นลายลักษณ์อักษรเพ่ือเป็นแนวทางใน การปฏิบัติร่วมกันและผู้ใช้ก็ควรปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด อีกท้ังช่วยกันสอดคล่องดูแลและ ปอ้ งกนั อาชญากรรม
จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณในการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ 113 แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 4 ตอนที่ 1 จงตอบคาถามต่อไปนี้ 1. จงอธบิ าย เปรยี บเทียบ พร้อมยกตวั อยา่ งขอไวรสั เวริ ์ม และมา้ โทรจัน …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… 2. สปายแวร์ (Spyware) คือ อะไร และมวี ิธกี ารติดตัง้ ในเครอื่ งคอมพวิ เตอรอ์ ย่างไร …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… 3. วธิ ีหลกี เลีย่ งการเป็นเป้าหมายของสแปมเมล์อยา่ งไรบ้าง …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… 4. ปญั หาในเร่ืองความปลอดภยั ใดบ้างที่มีแนวโนม้ ทจ่ี ะเพิม่ จากการใช้อนิ เทอรเ์ น็ตและ เอ็กซท์ ราเน็ตในองคก์ ารธรุ กจิ และมวี ธิ ปี อ้ งกันและแกไ้ ขปัญหานั้นอยา่ งไรบา้ ง …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… 5. การทาสาเนาแผ่นชดี เี พลงเป็นการทาผิดจริยธรรมหรือไม่ เพราะเหตุใด และการดาวน์โหลด เพลงจากอนิ เทอรเ์ นต็ เช่นเดียวกัน ผู้เรยี นมีความคดิ เห็นอยา่ งไร …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… 6. จากเหตุการณ์ตอ่ ไปน้จี งตอบคาถาม ผู้จัดการฝ่ายดูแลความปลอดภัยของข้อมูลและสารสนเทศของบริษัทแห่งหนึ่งได้สอดคล้ อง การใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของพนักงานบริษัท และพบว่ามีพนักงานจานวนมากใช้ระบบของบริษัท เพื่องานส่วนตัวข้อความบางส่วนที่ตรวจพบเป็นจดหมายรักบ้าง ดูผลการแข่งขันบอลบ้าง ดังนั้น ผู้จัดการจึงได้เตรียมรายงานช่ือพนักงานเหล่านั้นให้กับฝ่ายบริหารต่อไป ผู้จัดการบางคนก็ลงโทษ พนักงานของตนเองในขณะท่ีฝ่ายพนักงานได้เรียกร้องในความเป็นส่วนตัวของการใช้งานระบบอีเมล์ ของบรษิ ทั
114 จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ 6.1 การท่ีผู้บริหารหรือผู้จัดการฝ่ายสอดส่องเฝ้าดูการใช้อีเมล์ของพนักงานเป็นการทาผิด จรยิ ธรรมหรือไม่เพราะเหตใุ ด ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… 6.2 การใช้อีเมล์เพื่อการส่ือสารส่วนตัวของพนักงานเป็นการกระทาผิดจริยธรรมหรือไม่จง ให้เหตุผลประกอบ ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… 6.3 การที่ผู้จัดการฝ่ายดูแลความปลอดภัยข้อมูลสารสนเทศส่งข้อมูลชื่อพนักงานท่ีกระทา ผดิ ให้กบั ผูบ้ ริหารเป็นการทาผิดจริยธรรมหรอื ไม่เพราะเหตุใด ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… 6.4 การลงโทษพนักงานทก่ี ระทาผดิ ในกรณนี เ้ี ปน็ การกระทาผิดจริยธรรมหรือไม่เพราะเหตุ ใด ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… 6.5 บริษทั ควรทาเชน่ ใดเพ่ือแก้ไขสถานการณน์ ี้ใหถ้ กู ตอ้ ง ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………
จริยธรรมและจรรยาบรรณในการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ 115 ตอนท่ี 2 ใหจ้ บั คคู่ าถามด้านลา่ งกบั คาตอบดา้ นบนให้ถกู ต้อง ก. Macro Virus ข. Hoax ค. Trojan Horse ง. Trojan Horse จ. Worm …………1. ทางานบนภาษาที่ใชภ้ าษามาโคร …………2. โปรแกรมคอมพิวเตอรท์ ่กี ระจายตวั เองเชน่ เดียวกับไวรัส …………3. ไม่กระจายตวั เอง จะแฝงตวั อยู่กบั โปรแกรมอื่นๆ …………4. ส่งข้อความตอ่ ๆ กนั เหมอื นจดหมายลูกโซ่ ตอนที่ 3 กิจกรรมในคาบปฎบิ ัติ 1. ศึกษาเน้ือหาเก่ียวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทาความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 2. สืบค้นข่าวเก่ียวกับการกระทาผิดท่ีมีความเส่ียงว่าด้วยการกระทาความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 3. คนละ 1 ข่าว 4. พรอ้ มทงั้ วิเคราะห์ สงั เคราะห์ และสรปุ 5. นาเสนอหน้าชัน้ เรยี น และตอบคาถาม
116 จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณในการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ เอกสารอ้างอิง คณาจารยม์ หาวทิ ยาลยั ราชภัฏสวนดุสติ . (2548). เทคโนโลยีเพือ่ การเรยี นร.ู้ กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัย ราชภัฏสวนดสุ ติ . ครรชิต มาลยั วงศ์ (2540). ทัศนะไอท.ี กรงุ เทพฯ: บริษทั ซเี อด็ ยูเคชัน่ จากัด (มหาชน). เตชา อศั วสทิ ธถิ าวร. (2547). เทคโนโลยีสารสนเทศเบอื้ งต้น. กรงุ เทพฯ: วงั อักษร. บัณฑิตศึกษา สาขาวิชาศลิ ปะศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สโุ ขธรรมาธิราช, (2548). เอกสารการสอนชุด วชิ า-เทคโนโลยีเพ่ือการจัดการสารสนเทศหน่วยท่ี 1-15. นนทบรุ ี: มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช. พจนานกุ รม ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ [Online]. Available: http://www.it24hrs.com [1 มิถุนายน 2557]. พระราชบญั ญัติ, (2550). การกระทาผดิ เก่ียวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550. วิกพิ ีเดยี สารนุกรมเสรี [Online]. Available: http://www.upload.wikimedia.org/wikipidia. commons5/5a/transistor.agr.jpg [1 มิถุนายน 2557]. ศรีไพร ศกั ดิ์รุ่งพงศาสกุล. (2548). เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ. กรงุ เทพฯ: บรษิ ัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จากดั (มหาชน). ไสว มาลา. (2542). คูม่ ือการศึกษาจรยิ ธรรม. กรมการศาสนา.
แผนการสอนประจาบทที่ 5 เนอ้ื หา 6 ชว่ั โมง 6 ชว่ั โมง บทท่ี 5 การสือ่ สารข้อมลู 1. ความหมายของการสอ่ื สารข้อมูล 2. ความหมายของเทคโนโลยี 3. องคป์ ระกอบของการสือ่ สารข้อมลู 4. ความหมายของระบบเครือข่าย 5. ทศิ ทางการสง่ ข้อมลู 6. ตวั กลางการสอ่ื สาร 7. การประยุกต์ใชง้ านระบบเครอื ขา่ ย 8. ประเภทของระบบเครือขา่ ย 9. เครอื ข่ายไร้สาย 10. สถาปัตยกรรมของระบบเครือข่าย 11. การสง่ ผ่านข้อมลู 12. ส่ือกลางสง่ ข้อมลู 13. อุปกรณท์ ่ีใชง้ านบนระบบเครือขา่ ย 14. ชนดิ ของสัญญาณขอ้ มลู 15. คณุ ลักษณะของระบบเครอื ขา่ ย 16. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 17. รปู แบบการประมวลผลขอ้ มูลในเครอื ขา่ ย คู่มอื ปฏิบตั ิการคอมพิวเตอร์ (Microsoft PowerPoint 2010) (รายละเอยี ดอยู่ในภาคผนวก ข. เล่มคู่มือปฏบิ ัตกิ ารคอมพิวเตอร์) จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. เพ่ือให้ผู้เรียนสามารถบอกความหมายของการส่ือสารข้อมูล ,เทคโนโลยีและ ความหมายของระบบเครือขา่ ยได้ 2. เพือ่ ใหผ้ เู้ รียนสามารถยกตวั อย่างการประยุกตใ์ ช้งานระบบเครือข่ายได้ 3. เพอื่ ให้ผู้เรียนสามารถอธิบายองค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูลได้ 4. เพ่ือใหผ้ ู้เรียนสามารถจาแนกคณุ ลักษณะของระบบเครอื ขา่ ยได้ 5. เพ่อื ให้ผเู้ รียนสามารถเปรียบเทยี บและบอกความแตกตา่ งระหวา่ งระบบเครอื ขา่ ยแบบ ไคลเอนตเ์ ซริ ์ฟเวอร์และระบบเครือข่ายแบบเพียร์ทเู พียร์ได้ 6. เพ่อื ให้ผเู้ รียนสามารถบอกประเภทของระบบเครือขา่ ย 7. เพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นสามารถจาแนกสื่อกลางในการส่งข้อมูลได้ 8. เพือ่ ให้ผเู้ รยี นสามารถยกตวั อยา่ งอปุ กรณ์ที่ใช้ในระบบเครือข่ายได้
118 การสอ่ื สารข้อมูล 9. เพอื่ ใหผ้ ู้เรยี นสามารถนาความรู้ที่ได้จากเนอื้ หาเรอ่ื งอปุ กรณ์การใช้งานบนเครือข่ายไป ประยุกต์ใช้ในชวี ิตประจาวนั ได้ 10. เพอ่ื ให้ผู้เรยี นสามารถบอกความแตกต่างของทิศทางการส่ือสารข้อมูลและตัวกลางการ ส่อื สารขอ้ มูลได้ 11. เพ่อื ให้ผู้เรียนสามารถวเิ คราะห์ได้ว่าคณุ ลกั ษณะของระบบเครอื ขา่ ยตา่ งกนั อย่างไร 12. เพื่อใหผ้ ้เู รยี นสามารถอภิปรายเครือขา่ ยไร้สายได้ ส่ือการเรยี นการสอน 1. แผนการสอนประจารายวิชา 2. เอกสารประกอบการสอน วชิ า เทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือการเรยี นรู้ 3. E-learning รายวชิ า เทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือการเรียนรู้ 4. โปรแกรมในคู่มือปฏบิ ตั ิการคอมพวิ เตอร์ 5. เครือ่ งคอมพิวเตอร์ 6. แบบฝึกหัดท้ายบทเรยี น และ คาถามท้ายบทเรยี น 7. สอื่ อเิ ลก็ ทรอนิกส์ต่างๆ ได้แก่ วดี ีทัศน์ บทความเทคโนโลยีสารสนเทศและเวบ็ ไซต์ การวดั ผลและประเมนิ ผล 1. ตรวจใบงานทม่ี อบหมาย 2. ตรวจแบบฝึกหัดท้ายบทเรยี น 3. การตอบคาถามในชน้ั เรยี น 4. การนาเสนอช้นิ งานหนา้ ชัน้ เรียน 5. สงั เกตพฤติกรรมจากการมีส่วนรว่ มในการปฏิบตั ิกจิ กรรมต่างๆ
บทที่ 5 การสอ่ื สารขอ้ มลู คาว่า “การส่ือสาร” (Communications) เมื่อมีการนามาใช้กับบริบทของคอมพิวเตอร์ แล้วหมายถึง การส่ือสารโทรคมนาคม (Telecommunications) ที่เก่ียวข้องกับการส่งข้อมูลจาก อุปกรณ์หนึ่งไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ผ่านส่ือกลางส่งข้อมูล เช่น สายโทรศัพท์ สายเคเบิล แม้กระทั่งส่ือไร้ สายผ่านคล่ืนวทิ ยใุ นอากาศ มีวัตถุประสงคเ์ พอ่ื การแลกเปล่ยี นขอ้ มลู / สารสนเทศระหว่างกัน สาหรับ ข้อมลู ทส่ี ่งผา่ นในระบบโทรคมนาคมน้ัน สามารถเป็นไดท้ ัง้ ข้อความ เสียง ภาพ และ วีดีทัศน์ ท่ีส่งผ่าน สื่อกลางดังกล่าวเพ่ือไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการ แม้ว่าสถานท่ีต้นทางและปลายทางที่ส่ือสาร กัน จะอยู่ห่างไกลกันคนละทวีปก็ตาม ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค และ ในช่วงไม่ก่ีปีมานี้ เทคโนโลยีการ สื่อสารได้ก้าวล้าไปมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและระบบเครือข่าย โทรศัพท์ ที่ถูกนามาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว จนทาให้เราสามารถติดต่อส่ือสารกันได้สะดวกและ รวดเร็วภายในพริบตา ท่สี าคัญเทคโนโลยีเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหน่ึงในชีวิตประจาวันของผู้คนในยุค ปัจจบุ นั ความหมายของการสอื่ สารขอ้ มูล การส่ือสาร หมายถึง วธิ ีการนาถ้อยคา ขอ้ ความ หรือหนังสือเปน็ ต้น จากบุคคลหน่งึ หรือ สถานทหี่ นงึ่ ไปยังอีกบคุ คลหนึ่งหรืออีกสถานท่ีหน่ึง การส่ือสารข้อมูล (Data Communication) หมายถึง กระบวนการถ่ายโอนข้อมูล / สารสนเทศจากแหล่งกาเนดิ ข่าวสารผา่ นสอ่ื กลางเพ่อื สง่ ไปยังจุดหมายปลายทางท่ีตอ้ งการทสี่ าคัญ การสือ่ สารข้อมลู จะสมั ฤทธ์ผิ ลและสมบรู ณ์กต็ ่อเมื่อครบองค์ประกอบของระบบการสื่อสาร ซึง่ ประกอบด้วย ข่าวสาร, ผสู้ ง่ , ผู้รบั , สื่อกลางสง่ ขอ้ มลู และ โปรโตคอล ความหมายของเทคโนโลยี พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2542) ให้ความหมายของคาว่า เทคโนโลยี หมายถึง วทิ ยาการที่นาเอาความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์มาใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ในทางปฏิบัติและ อุตสาหกรรม ดังน้ันจากเน้ือหาท่ีกล่าวมาในเบ้ืองต้น สรุปได้ว่า เทคโนโลยีการส่ือสาร หมายถึง การ นาเอาความรูท้ างด้านวทิ ยาศาสตร์มาใช้ในการส่ือสารขอ้ มลู จากบคุ คลหน่ึงไปยังบคุ คลหน่งึ องคป์ ระกอบของการสื่อสารขอ้ มูล มีองค์ประกอบสาคัญ ๆ ดังนี้ 1) ผู้ส่งข้อมูล 2) ผู้รับข้อมูล 3) ข้อมูล หรือ ข่าวสาร 4) สื่อกลาง และ 5) โปรโตคอล 1. ผู้ส่ง (Sender) คือ แหล่งกาเนิดข่าวสารน่ันเอง โดยอุปกรณ์ที่นามาใช้เพื่อการส่ง ข่าวสาร อาจเป็นเครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ เวิรก์ สเตชั่น โทรศัพทห์ รอื กลอ้ งวิดีโอ
120 การส่อื สารข้อมูล 2. ผรู้ ับ (Receiver) คือ จุดหมายปลายทาง โดยอุปกรณ์ท่ีนามาใช้สาหรับรับข่าวสาร อาจเป็นเครอ่ื งคอมพิวเตอร์เวริ ก์ สเตชน่ั โทรศพั ทห์ รือโทรทศั น์ 3. 3. ข่าวสาร (Message) หมายถึง ข้อมูลหรือสารสนเทศต่างๆ ที่เป็นได้ทั้งข้อความ ตัวเลข ภาพ เสียงและวิดีโอ โดยข่าวสารที่ส่งจะได้รับการเข้ารหัสเพื่อส่งผ่านส่ือกลาง และเมื่อ ปลายทางได้รับข้อมูลแล้วก็จะถอดรหสั กลบั มาใหเ้ หมือนกบั ข้อมลู ตน้ ฉบบั เพ่ือนาไปใช้งานตอ่ ไป 4. ส่ือกลางส่งข้อมูล (Transmission Medium) คือ เส้นทางกายภาพที่ใช้สาหรับ ลาเลียงข่าวสารจากผู้ส่งไปยังผู้รับ ตัวอย่าง เช่น สายโคแอกเชียล สายคู่บิดเกลียว สายไฟเบอร์ออ ปตกิ และ คล่ืนวิทยุ 5. โปรโตคอล (Protocol) คือ กลุ่มของกฎเกณฑ์และข้อปฏิบัติต่างๆ ที่ถูกกาหนด ข้ึนมา เพื่อใช้เป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้ส่งและผู้รับเพ่ือให้การส่ือสารบรรลุผล ถึงแม้ว่าอุปกรณ์ จากท้ังสองฝั่งจะสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ก็ตาม แต่หากไม่มีหรือใช้โปรโตคอลคนละตัวกันแล้ว ย่อม ทาให้ไม่สามารถสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจส่งผลให้การสื่อสารล้มเหลวได้ในที่สุด ในทานองเดียวกันกับ การคุยคนละภาษาของมนุษย์ ทาให้ส่ือสารกันไม่รู้เร่ือง ดังนั้น เพ่ือให้ส่ือสารกันรู้เร่ือง ก็ต้องอ้างอิง มาตรฐานโปรโตคอลเดียวกันตัวอย่าง เช่น มาตรฐานโปรโตคอลที่นามาใช้บนระบบเครือข่าย อินเทอรเ์ น็ตกค็ อื TCP/IP รูปท่ี 5.1 องค์ประกอบของการสอื่ สาร ทีม่ า tanakorntongmee.blogspot.com, 2557 ในทีน้จี ะขอตวั อย่างการสอื่ สารขอ้ มูลดว้ ยโทรศัพท์ เช่น ผู้สง่ ขอ้ มลู : ผทู้ ที่ าการส่งข้อความในรูปแบบของเสียงรวมถึงตัวเคร่ืองโทรศัพท์ท่ีใช้ใน การตดิ ต่อดว้ ย ผู้รับข้อมูล : ผู้ที่ทาการรับข้อความเสียงรวมถึงตัวเครื่องโทรศัพท์ท่ีใช้ในการรับข้อมูล ดว้ ย ขอ้ มูล : ขา่ วสารทีถ่ กู สง่ ในการสนทนาระหว่างสองฝ่ายในรูปของเสียง สอ่ื นาข้อมลู : สายโทรศัพท์ ชุมสายโทรศพั ท์
การสอ่ื สารข้อมลู 121 โปรโตคอลใช้วิธีการแปลงข้อมูลจากสัญญาณเสียงให้อยู่ในรูปของสัญญาณไฟฟ้า ทาการ จัดส่งไปตามสายโทรศัพท์ ผ่านชุมสายโทรศัพท์ จนไปถึงเคร่ืองโทรศัพท์ปลายทางและทาการแปลง สัญญาณกลบั ไปอยู่ในรปู แบบของเสียงจนถงึ ผู้รบั ปลายทาง รปู ท่ี 5.2 การสือ่ สารข้อมูลดว้ ยโทรศัพท์ ทีม่ า http://kruartit.com/bottee3-2.html, 2557 ในบางกรณี ผู้ส่งข้อมูลอาจเปลี่ยนสถานะเป็นผู้รับข้อมูล เช่น การสื่อสารข้อมูลด้วย โทรศัพท์ เมื่อฝ่ายหนง่ึ เปน็ ผสู้ ่งข้อมูลไปให้แล้วฝ่ายรับข้อมลู ได้สง่ ขอ้ มลู กลับมาใหใ้ นขณะน้ันผู้ส่งข้อมูล จะเปล่ยี นสถานภาพเปน็ ผ้รู บั ขอ้ มูล ความหมายของระบบเครือขา่ ย ระบบเครือข่าย (Network) หมายถึง ระบบที่มีการเช่ือมต่อกันของวัตถุ หรือ คนใน ขณะเดียวกัน ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) คือ การนากลุ่มคอมพิวเตอร์และ อุปกรณ์ต่างๆ มาเช่ือมต่อกันเป็นระบบเครือข่าย ผ่านส่ือกลางส่งข้อมูล ท่ีอาจเป็นสายเคเบิลหรือ คลื่นวิทยุเปน็ เสน้ ทางการลาเลยี งข้อมูลให้สามารถสื่อสารระหว่างกันได้ ในด้านประโยชน์ที่ได้จากการ เชื่อมต่อระบบเครือข่ายก็คือผู้ใช้งานบนระบบเครือข่ายสามารถแชร์ใช้งานอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟตแ์ วรแ์ ละข้อมลู ในทานองเดียวกนั กับการส่ือสารกบั บุคคลอน่ื ๆ ในรปู แบบอเิ ลก็ ทรอนิกส์ ปัจจุบันระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้ถูกหล่อหลอมรวมเข้าด้วยกันกับระบบเครือข่าย โทรศัพท์และระบบเครือข่ายการส่ือสาร ที่สามารถส่งผ่านได้ท้ังข้อมูลและเสียง นอกจากน้ี ระบบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ก็มีอยู่หลายขนาดด้วยกัน ตั้งแต่ระบบเครือข่ายขนาดเล็กท่ีสร้างขึ้นเพ่ือใช้งาน ส่วนตวั จนถึงระบบเครือข่ายขนาดมหึมาอย่างอินเทอร์เน็ตที่มีการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายทั้งโลกเข้า ดว้ ยกัน
122 การสอื่ สารข้อมลู ทิศทางการส่งข้อมลู (Transmission Mode) การส่งข้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์สามารถจาแนกทิศทางการส่งข้อมูลได้เป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ 1. การส่งขอ้ มูลแบบทิศทางเดียว (Simplex Transmission) เปน็ การสอ่ื สารข้อมูลท่ีมีผู้ ส่งข้อมูลทาหน้าท่ีส่งข้อมูลแต่เพียงอย่างเดียวและผู้รับข้อมูลก็ทาหน้าที่รับข้อมูลแต่เพียงอย่างเดียว ด้วยเช่นกนั การสง่ ขอ้ มลู ในลักษณะน้ี เช่น การส่งสัญญาณของสถานีโทรทัศน์ไปยังเครื่องรับโทรศัพท์ โดยท่ีสถานีส่งสัญญาณโทรทัศน์จะทาหน้าท่ีส่งสัญญาณเท่าน้ัน และเคร่ืองรับโทรทัศน์ก็จะทาหน้าท่ี รบั สญั ญาณเท่านนั้ เช่นกนั 2. การสง่ ข้อมูลแบบสองทิศทางสลับกัน (Half-Duplex Transmission) เ ป็ น ก า ร ส่ือสารข้อมูลท่ีมีการแลกเปล่ียนข้อมูลของผู้รับและส่ง โดยแต่ละฝ่ายสามารถเป็นท้ังผู้ส่งและผู้รับ ข้อมูล แตจ่ ะต้องสลับกนั ทาหนา้ ที่เป็นผู้ส่งข้อมูล จะเป็นผู้ส่งข้อมูลพร้อมกันทั้งสองฝ่ายไม่ได้ ลักษณะ การส่งข้อมูลประเภทนี้ เช่น การส่ือสารโดยใช้วิทยุส่ือสาร ซ่ึงผู้ท่ีจะส่งข้อมูลต้องกดปุ่มเพ่ือส่งข้อมูล ในขณะนัน้ ผูอ้ ื่นจะเปน็ ผรู้ ับขอ้ มลู 3. การส่งข้อมูลแบบสองทิศทางพร้อมกัน (Full-Duplex Transmission) เป็นการ สอ่ื สารข้อมลู ทม่ี กี ารแลกเปลี่ยนข้อมูลท้ังผู้ส่งและผู้รับข้อมูลโดยทั้งสองฝ่ายสามารถเป็นผู้ส่งและผู้รับ ข้อมูลได้ในเวลาเดียวกัน และสามารถส่งข้อมูลได้พร้อมกัน ลักษณะการส่งข้อมูลแบบสองทิศทาง พร้อมกนั เชน่ การสื่อสารโดยใช้โทรศพั ท์ ซ่งึ ทง้ั สองฝ่ายสามารถพูดพรอ้ มกนั ไดใ้ นเวลาเดียวกัน โดยปกติ จะส่ือสารข้อมูลส่วนใหญ่จะไม่ใช่การส่งข้อมูลแบบสองทิศทางพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น การใช้โทรศัพท์ ถึงแม้จะสามารถส่งข้อมูลได้สองทิศทางพร้อมกัน แต่เวลาพูดยังคงต้อง สลับกันพูด อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การส่ือสารระหว่างเคร่ืองคอมพิวเตอร์ ซ่ึงบางครั้งดูเหมือนว่าเป็น แบบสองทิศทางพร้อมกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการส่งข้อมูลแบบสองทิศทางสลับกัน ซึ่ง ชว่ งเวลาทส่ี ลับกันน้ีอาจเป็นชว่ งเวลาที่เร็วมาก จึงดูเหมือนวา่ เปน็ การสง่ ข้อมูลสองทิศทางพร้อมกัน รูปที่ 5.3 ทศิ ทางการส่งข้อมูล ทม่ี า thongsuta57.wordpress.com, 2557
การส่ือสารข้อมลู 123 ตัวกลางการสือ่ สาร ตัวกลางการสื่อสาร เป็นสื่อท่ีใช้เชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างผู้ส่งและผู้รับข้อมูล ตัวกลางท่ี ใช้ในการส่ือสารแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือส่ือนาข้อมูลแบบมีสาย (Wired Media) และส่ือนา ข้อมลู แบบไรส้ าย (Wireless Media) 1. สือ่ นาขอ้ มูลแบบมีสาย (Wired Media) สอ่ื ข้อมูลแบบมสี ายที่นิยมใช้ มี 3 ชนิดดังนี้ 1.1 สายคู่บิดเกลียว (Twisted-Pair Cable) สายคู่บิดเกลียว เป็นสายสัญญาณนา ข้อมูลไฟฟ้า สายแต่ละเส้นมีลักษณะคล้ายสายไฟท่ัวไป จานวนสายจะมีเป็นคู่ เช่น 2, 4 หรือ 6 เส้น แต่ละคู่จะมีการบิดกันเป็นเกลียว การบิดเกลียวนี้จะช่วยลดสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นในการส่งข้อมูล ทาใหส้ ามารถสง่ ข้อมูลได้ไกลกว่าปกติ สายสญั ญาณคูบ่ ดิ เกลยี วมีความถี่ในการส่งข้อมูลประมาณ 100 Hz ถึง 5 MHz ลักษณะของสายสัญญาณชนิดน้ีมี 2 ลักษณะ คือ สายคู่บิดเกลียวแบบไม่มีชั้นโลหะ ห่อหุ้ม (Unshielded Twisted-Pair หรือ UTP) และ สายคู่บิดเกลียวแบบมีชั้นโลหะห่อหุ้ม (Shielded Twisted-Pair หรือ STP) สาหรับคู่บิดเกลียวแบบมีช้ันโลหะห่อหุ้มจะมีชั้นโลหะท่ีทา หนา้ ทีเ่ ป็นเกราะหุ้มเพือ่ ป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอกได้ รูปที่ 5.4 สายคูบ่ ิดเกลียวแบบมีช้ันโลหะห่อหมุ้ ทีม่ า http://mc403-06.blogspot.com/2014/04/6-medium-bandwidth-bits-1- bitsper.html, 2557 1.2 สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable) สายโคแอกเชียล เป็นสายสัญญาณนาข้อมูล ไฟฟ้า มีความถ่ีในการส่งข้อมูลประมาณ 100 MHz ถึง 500 MHz สายโคแอกเชียลมีความเร็วในการ ส่งข้อมูลและราคาสูงกว่าสายคู่บิดเกลียว ลักษณะของสายโคแอกเชียลเป็นสายนาสัญญาณที่มีฉนวน หุ้มเป็นชั้นๆ หลายชั้นสลับกับตัวนาโลหะ ตัวนาโลหะช้ันในทาหน้าท่ีส่งสัญญาณ ส่วนตัวนาโลหะ ช้ันนอกทาหน้าท่ีเป็นสายดิน และเป็นเกราะป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก ทาให้มีสัญญาณ รบกวนตัวนาชนั้ ในนอ้ ย จงึ ส่งขอ้ มลู ได้ในระยะไกล
124 การส่ือสารข้อมลู รปู ที่ 5.5 สายโคแอกซียล ทมี่ า http://mc403-06.blogspot.com/2014/04/6-medium-bandwidth-bits-1- bitsper.html, 2558 1.3 สายใยแก้วนาแสง (Optical Fiber Cable) สายสัญญาณทาจากใยแก้วหรือสาย นาแสงห่อหุ้มด้วยวัสดุป้องกันแสง มีความเร็วในการส่งสูง เท่ากับความเร็วแสง สามารถใช้ในการส่ง ขอ้ มูลทม่ี ีความถี่สงู ได้ สญั ญาณทีส่ ่งผ่านสายในแก้วนาแสง คือแสง และสัญญาณรบกวนจากภายนอก มีเพียงอย่างเดียว คือแสงจากภายนอก ดังน้ันสายใยแก้วนาแสงท่ีมีสภาพดีจะมีสัญญาณรบกวนน้อย มาก สายใยแก้วนาแสงมีราคาค่อนข้างสูงและดูแลรักษายาก จึงไม่ค่อยเป็นท่ีนิยมสาหรับการใช้งาน สื่อสารทว่ั ๆ ไปในองคก์ รขนาดเล็ก หรือในการส่อื สารท่ไี มต่ ้องการความเรว็ สูง รูปที่ 5.6 สายใยแกว้ นาแสง ที่มา www.thailandindustry.com, 2558
การสื่อสารข้อมลู 125 2. สื่อนาข้อมูลแบบไร้สาย (Wireless Media) การสื่อสารข้อมูลแบบไร้สาย จะใช้อากาศ เป็นตวั กลางของการส่ือสาร ลกั ษณะของการส่อื สารข้อมลู ประเภทนี้ เชน่ 2.1 แสงอินฟราเรด (Infrared) อินฟราเรด เป็นการสื่อสารข้อมูลโดยแสงอินฟราเรด เป็นส่ือกลางโดยในการส่งข้อมูลจาเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่ทาหน้าท่ีส่งข้อมูลและอุปกรณ์ที่รับข้อมูล ซึ่ง เคร่ืองคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ในปัจจุบัน เช่น เมาส์ เคร่ืองพิมพ์ และกล้องดิจิทัล จะมี IrDA port ซึ่งเป็นอุปกรณ์ท่ีสามารถส่งข้อมูลจากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่งด้วยแสงอินฟราเรด การ ส่ือสารประเภทน้ีนิยมใช้สาหรับการส่ือสารข้อมูลระยะใกล้ เช่น การส่ือสารจากรีโมทคอนโทรไปยัง เครอ่ื งรบั วิทยุหรอื โทรทัศน์ การสง่ ข้อมูลระหว่างโทรศพั ท์มอื ถือในระยะใกล้ และการส่งข้อมูลระหว่าง เคร่ืองคอมพวิ เตอรพ์ กพา เปน็ ต้น รปู ท่ี 5.7 การส่อื สารข้อมลู ด้วยแสงอินฟราเรด ที่มา http://maew-123.blogspot.com/2011/01/blog-post_13.html, 2558 2.2 สญั ญาณวิทยุ (Radio Wave) สัญญาณวิทยุ เป็นสื่อนาข้อมูลแบบไร้สาย (Wireless Media) ท่ีมีการส่งข้อมูลเป็นสัญญาณคลื่นวิทยุไปในอากาศไปยังตัวรับสัญญาณ จึงทาให้ ถูกสภาพแวดล้อมรบกวนข้อมูลได้ในช่วงท่ีสภาพอากาศไม่ดี การส่งสัญญาณวิธีน้ีจะช่วยส่งข้อมูลใน ระยะทางไกล หรือในสภาพภมู ิประเทศท่ีไมเ่ อ้อื อานวยในการใชส้ ายส่งข้อมูล 2.3 ไมโครเวฟภาคพ้ืนดิน (Terrestrial Microwave) ไมโครเวฟภาคพื้นดิน เป็นการ ส่ือสารโดยใช้ส่ือนาข้อมูลแบบไร้สายอีกประเภทหนึ่ง การส่ือสารประเภทนี้จะมีเสาส่งสัญญาณ ไมโครเวฟที่อยู่ห่างๆ กัน ทาการส่งข้อมูลไปในอากาศไปยังเสารับข้อมูล ในกรณีที่ระยะทางห่างกัน มาก หรือมีส่ิงกีดขวางสัญญาณ จะต้องใช้สถานีทวนสัญญาณ (Repeater Station) เพ่ือการส่ง สัญญาณต่อเป็นช่วงๆ การส่ือสารประเภทนี้สามารถส่งข้อมูลปริมาณมากได้ แต่ในบางครั้งอาจถูก สภาพแวดล้อมรบกวนไดเ้ ชน่ กนั โดยเฉพาะในช่วงฝนตกหรอื มีพายุ จะทาให้การส่งขอ้ มูลทาได้ไม่ดีนัก
126 การส่อื สารข้อมลู รปู ที่ 5.8 เสาสง่ สญั ญาณไมโครเวฟ ทีม่ า http://maimaitarini.blogspot.com/, 2558 2.4 การสื่อสารผ่านดาวเทียม (Satellite Communication) การสื่อสารผ่าน ดาวเทียม เป็นการสื่อสารจากพื้นโลกท่ีมีการส่งสัญญาณข้อมูลไปยังดาวเทียม โดยดาวเทียม จะทาหน้าที่เป็นสถานีทวนสัญญาณ เพื่อจัดส่งสัญญาณต่อไปยังสถานีภาคพื้นดินอ่ืนๆ ระยะทางจากโลกถงึ ดาวเทยี มประมาณ 22,000 ไมล์ ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลมาก ทาให้ข้อมูล ทส่ี ง่ ไปยงั ดาวเทียมเกดิ ความล่าช้าขึ้นได้ โดยเฉลี่ยความล่าช้าท่ีเกิดข้ึนมีค่าประมาณ 2 วินาที การสง่ ข้อมูลวธิ นี ี้จะทาให้ส่งข้อมูลทม่ี ีระยะทางไกลมากๆ ได้การส่ือสารผ่านดาวเทียมนิยมใช้ สาหรับการส่อื สารระหว่างประเทศ รปู ที่ 5.9 การสือ่ สารผา่ นดาวเทยี ม ทมี่ า http://thaitelecomkm.org/TTE/topic/attach/ Principle_of_Satellite_Communications /index.php, 2557
การส่อื สารข้อมลู 127 การประยุกต์ใชง้ านระบบเครอื ขา่ ย เทคโนโลยีระบบเครือขา่ ยถูกนาไปประยุกต์ใชง้ านไดอ้ ย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะนามาใช้เพ่ือ การสื่อสารตามภาคธุรกิจต่างๆ รวมถึงงานส่วนบุคคล ผ่านการเรียกดูสารสนเทศและการประยุกต์ใช้ อื่นๆ อีกมากมาย ดงั รายละเอียดตอ่ ไปนี้ 1. อินเทอร์เน็ต (Internet) เป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันมีคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายท้ังตามภาครัฐ ภาคธุรกิจและบ้านพักอาศัย ที่เช่ือมต่อเข้า กับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาข้อมูลสื่อสารกันผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการ ชอปปิงออนไลน์ และความบันเทิงต่างๆ สาหรับรายละเอียดเก่ียวกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต สามารถ ศึกษาเพ่ิมเตมิ ได้ในบทที่ 6 2. การบริหารโทรศัพท์ (Telephone Service) ระบบเครือข่ายโทรศัพท์แบบดั้งเดิม เรียกว่า Plain Old Telephone Service (POTS) เป็นบริการทางโทรศัพท์พ้ืนฐานในยุคแรกๆ ที่ใช้ สาย ท่ียังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบัน และยังถูกนาไปใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอย่างไรก็ตาม วิถีการดาเนิน ชีวิตในปัจจุบัน ผู้คนต่างล้วนต้องการระบบสื่อสารท่ีมีความฉับไวและสามารถพกพาใช้งานได้ในทุกๆ แห่งและด้วยความสะดวกนี้เอง โทรศัพท์เคลื่อนที่จึงมีผู้คนมากมายจากท่ัวโลกใช้งาน โดยมีการ ประมาณวา่ มกี ารใช้โทรศพั ทเ์ คลือ่ นท่มี ากกวา่ ครง่ึ หนึง่ ของประชากรในโลกใบน้ี โทรศัพท์เคล่ือนท่ีที่ใช้งานอยู่ทั่วโลกในทุกวันน้ี มีปริมาณมากกว่าสองเท่าเม่ือเทียบกับ โทรศัพท์แบบพื้นฐาน (แบบมีสาย) ประกอบกับพื้นที่ตามหุบเขาหรือสถานท่ีทุรกันดาร หากยังคงใช้ โครงสร้างพน้ื ฐานแบบดั้งเดิม มักเข้าไปได้ไม่ถึงเพราะมีข้อจากัดในเร่ืองสภาพภูมิประเทศ ดังนั้น การ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของชุมสายโทรศัพท์เคล่ือนท่ีจึงมีความสะดวกมากกว่า ทาให้ประชากรตาม สถานท่ีเหล่านั้น สามารถสื่อสารผ่านโทรศัพท์เคล่ือนท่ีได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบ้านพักอาศัยของคน เมืองยุคใหม่ มักไม่นิยมติดต้ังโทรศัพท์พ้ืนฐานแล้วก็ตาม แต่ในขณะเดียวกัน แต่ละบ้านมักเชื่อมต่อ หรือขอใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอย่าง ADSL ท่ีจาเป็นสื่อสารผ่านสาย ซ่ึงในอดีตเวลาขอใช้ บริการจะต้องใช้ควบคู่กับโทรศัพท์บ้าน แต่ในปัจจุบันสามารถขอใช้บริการเพ่ือเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เพียงอย่างเดียวได้แล้ว (ไม่ต้องขอเบอร์โทรศัพท์พ้ืนฐาน) อีกทั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในระบบ ADSL ที่ทาใหค้ อมพวิ เตอร์เข้าถึงอนิ เทอรเ์ น็ตไดน้ น้ั นอกจากสื่อสารผ่านสายสัญญาณได้แล้ว ยังเพิ่มช่องทาง ให้สามารถสื่อสารแบบไรส้ ายได้อกี ดว้ ย รปู ที่ 5.10 โทรศัพท์เซลลูลาร์ รูปที่ 5.11 โทรศัพท์แบบดาวเทียม ที่มา http://monkeyknesz. ทมี่ า http://cellphones. blogspot.com/lovetoknow.com /2011/06/1g-2g-3g-4g.html, 2557 /innovation-technology/satellite- phone-costs, 2557
128 การสอื่ สารข้อมูล โทรศัพท์เคล่ือนที่ท่ีใช้งานทั่วไปส่วนใหญ่ล้วนเป็นโทรศัพท์แบบเซลลูลาร์ ที่สื่อสารผ่าน เทคโนโลยีเซลลูลาร์ โดยจะมีเซลล์แต่ละเซลล์ ทาหน้าท่ีครอบคลุมพ้ืนท่ีบริเวณหนึ่งและเซลล์หน่ึง ๆ ยังสามารถเชื่อมโยงสื่อสารระหว่างเซลล์ที่อยู่ใกล้เคียงกัน ทาให้การส่ือสารสามารถครอบคลุมพื้นที่ เป็นบริเวณกว้างได้สาหรับ โทรศัพท์เซลลูลาร์ในปัจจุบัน นอกจากใช้เพื่อการสนทนาแล้วยังสามารถ เชื่อมต่อเขา้ กับระบบเครือข่าย Wi-Fi เพือ่ เขา้ ถงึ อินเทอรเ์ น็ตได้อกี ด้วย นอกเหนือจากโทรศัพท์เคลื่อนท่ีที่ใช้เทคโนโลยีเซลลูลาร์แล้ว ยังมีโทรศัพท์เคล่ือนที่แบบ ดาวเทียม (Satellite Phone) ท่ีสื่อสารผ่านเทคโนโลยีดาวเทียม ซ่ึงครอบคลุมพ้ืนที่ได้กว้างกว่ามาก ท้ังในระดบั ประเทศในขณะทก่ี ารบริการโทรศัพท์แบบดาวเทียมบางชนิด จะครอบคลุมพ้ืนท่ีได้ท่ัวโลก โทรศัพท์เคล่ือนท่ีแบบดาวเทียมมักถูกใช้งานโดยบุคคลต่างๆ เช่น ทหาร นักข่าว นักวิจัยและนัก เดินทาง โดยเฉพาะการเดนิ ทางไปยังพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร เช่น ทะเลทราย พ้ืนท่ีป่า ทะเลและ ภเู ขา ซึ่งบริการโทรศัพทแ์ บบเซลลูลาร์อาจครอบคลมุ ไม่ถงึ 3. โทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง (Television and Radio Broadcasting) ระบบ เครือข่ายสื่อสารแบบด้ังเดิมทั้ง 2 ชนิด คือ ระบบเครือข่ายการส่งภาพโทรทัศน์และระบบเครือข่าย วิทยุกระจายเสียง ซ่ึงทุกวันน้ียังคงมีการส่งมอบเนื้อหารายการทีวีและวิทยุให้แก่ประชาชนทั่วไป แม้ว่าบางส่วนของเนื้อหาได้ถูกเคลื่อนย้ายผ่านทางอินเทอร์เน็ตบ้างแล้ว นอกจากน้ี ก็ยังมีระบบ เครือข่ายอื่นๆ ที่ส่งมอบเน้ือหาผ่านเคเบิลทีวี ระบบเครือข่ายทีวีดาวเทียมและโทรทัศน์วงจรปิด ส่วนตัว (CCTV) ท่ีมกั ใชง้ านตามภาคธุรกิจท่ัวไปเพื่อเฝ้าระวังและรักษาความปลอดภัย ท่ีสาคัญระบบ เครอื ขา่ ยเคเบลิ ทีวีและทีวดี าวเทียมในปจั จุบัน สามารถเชื่อมโยงเขา้ กบั อนิ เทอร์เนต็ ได้แล้ว 4. ระบบช้ีตาแหน่งบนโลก (Global Positioning System : GPS) ระบบ GPS ถูก นามาใช้เพ่ือระบุตาแหน่งสถานที่และเพ่ือนาทาง หลักการทางานคร่าวๆ ก็คือ อุปกรณ์รับสัญญาณ GPS จะวัดระยะทางระหว่างตัวเคร่ืองรับและดาวเทียม GPS เพ่ือชี้ตาแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของ ผู้รับไดอ้ ยา่ งเทยี่ งตรง รวมถึงการคานวณระยะทางจากจุดเริ่มต้นจนถึงปลายทางว่าต้องใช้ระยะทางกี่ เมตร ปัจจุบันมีการนาระบบ GPS มาประยุกต์ใช้กับงานหลายด้านด้วยกัน เช่น การนามาใช้เพื่อ กาหนดพิกัดตามสถานที่ต่างๆ การนามาใช้เป็นแผนท่ีหรือนาทางในรถยนต์ การนาไปใช้เพื่อติดตาม การเดินทางของรถขนสง่ และการนาไปใชเ้ พื่อการตดิ ตามบุคคลหรอื วัตถุ รปู ท่ี 5.12 การนาระบบ GPS มาประยุกต์ใช้งานทางด้านต่างๆ ทีม่ า http://www.pbj.ac.th/IT11/C8.htm, 2557
การสอ่ื สารข้อมลู 129 5. ระบบตรวจสอบ (Monitoring Systems) ระบบตรวจสอบได้นาเทคโนโลยีระบบ เครือข่ายมาใช้เพ่ือกาหนดตาแหน่งท่ีอยู่ปัจจุบันของวัตถุหรือสถานะของวัตถุ ระบบตรวจสอบอาจใช้ เทคโนโลยี RFID ซ่งึ เปน็ ระบบบง่ ชดี้ ้วยคลื่นความถ่ีวิทยุท่ปี ระกอบด้วยเคร่อื งอ่านและแผ่นปา้ ย รปู ที่ 5.13 การนาระบบตรวจสอบมาใช้เพ่อื ติดตามยานพาหนะ ทีม่ า http://g03.s.alicdn.com/kf/HT1kK9XFHJgXXagOFbX5/202786500/ HT1kK9XFHJgXXagOFbX5.jpg, 2557 นอกจาก RFID แล้วระบบตรวจสอบยังสามารถนาเทคโนโลยี GPS มาใช้ได้เช่นกัน โดยเฉพาะการนามาใช้กับระบบติดตามยานพาหนะ ซ่ึงตัวเครื่องรับสัญญาณจะถูกติดตั้งอยู่ภายในรถ ของครอบครัวหรือรถพนักงาน เพ่ือตรวจสอบการใช้ยานพาหนะด้วยเทคโนโลยีระบบเครือข่าย โดย ระบบดังกล่าว จะบนั ทึกเหตุการณต์ า่ งๆ เอาไว้ เช่น ขณะน้ีรถกาลังเดินทางอยู่ท่ีไหน และใช้ความเร็ว เท่าไรในการขับขี่ ในขณะที่บางระบบยังสามารถติดตามตาแหน่งของยานพาหนะบนเว็บไซต์แบบ เรียลไทมไ์ ด้ นอกจากนร้ี ะบบตดิ ตามยานพาหนะยังสามารถต้งั กฎข้อหา้ มตา่ งๆ เช่น พนักงานขับรถจะ ใชค้ วามเร็วสงู สุดในการขบั ขี่ได้ไม่เกนิ 80 กิโลเมตรตอ่ ชัว่ โมง เป็นต้น ซ่งึ หากมีการขับขี่เกินความเร็วท่ี ระบไุ ว้ ระบบจะสง่ ขอ้ ความเตือนไปยงั นายจา้ งใหร้ บั ทราบโดยทันที 6. ระบบเครือข่ายมัลติมีเดีย (Multimedia Networking) การเติบโตของระบบ เครือข่ายภายในบ้านพักอาศัย ส่งผลให้มีการส่งมอบเนื้อหาเกี่ยวกับดิจิตอลมัลติมีเดีย (เช่น รูปถ่าย ดิจิตอล, เพลงดิจิตอล, การดาวน์โหลดภาพยนตร์และการบันทึกรายการทีวี) ไปยังอุปกรณ์ (เช่น คอมพวิ เตอร์, ทวี ี, โทรศพั ทเ์ คลือ่ นทแ่ี ละระบบความบนั เทงิ ภายในบ้าน) ที่เช่ือมต่อบนระบบเครือข่าย มากข้นึ ในขณะเดียวกัน ระบบเครือข่ายภายในบ้านยังถูกนาไปใช้เชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตทีวีและ ในอนาคตอุปกรณ์เคร่ืองใช้ไฟฟ้าต่างๆ ผู้ผลิตจะผนวกชิปประมวลผลด้านระบบเครือข่ายฝังอยู่ในตัว อุปกรณ์ เช่น ทีวีที่ผนวกเทคโนโลยีไร้สาย เป็นต้น ทาให้เราสามารถเชื่อมโยงทีวีเข้ากับอุปกรณ์ มัลติมีเดียอ่ืนๆ บนระบบเครือข่ายเพ่ือนาส่ง จัดเก็บ หรือถ่ายโอนไปมาระหว่างอุปกรณ์ได้สะดวก ยิ่งขึน้
130 การส่ือสารข้อมูล รูปที่ 5.14 อุปกรณ์ Slingbox ท่มี า http://www.amazon.com/Sling-Media-SlingCatcher-SC100- 100Universal/dp/B000VXD2S8, 2557 7. การประชุมทางไกล (Videoconferencing) เป็นการนาเทคโนโลยีระบบเครือข่ายมา ประยุกต์ใช้ เพ่ือการประชุมผ่านระบบเครือข่าย โดยผู้เข้าร่วมประชุมไม่จาเป็นต้องอยู่ในสถานท่ี เดียวกัน สามารถอยู่คนละท่ีรวมถึงอยู่คนละประเทศก็สามารถโต้ตอบระหว่างกันได้ในรูปแบบ เรียลไทม์ พิจารณาจาก รูปท่ี 5.9 เป็นการประชุมแบบทางไกลท่ีผู้เข้าร่วมประชุมแต่ละคน สามารถ มองเห็นและพูดคุยเสมือนกับการพบปะกันซ่ึงหน้า (ผ่านทางจอภาพ) ท่ีจับภาพโดยกล้อง พร้อม ไมโครโฟนและลาโพงท่ีทาให้ต่างฝ่ายสามารถโต้ตอบระหว่างกันได้ สาหรับเทคโนโลยีน้ี เป็นการนา เทคโนโลยีระบบเครือข่ายมาใช้เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางบนสภาพแวดล้อมท่ีติดขัด และข้อจากัดของผู้เข้าร่วมประชุมที่อาจอยู่ต่างสถานที่หรืออยู่คนละประเทศ นอกจากน้ียังสามารถ นาไปใช้กับระบบการศึกษาแบบทางไกล ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนท่ีอยู่ห่างไกลสามารถศึกษาหาความรู้ ผ่านระบบน้ไี ด้ ซง่ึ นบั เปน็ การนาเทคโนโลยีระบบเครือขา่ ยมาใชใ้ หเ้ กดิ ความคุ้มคา่ สงู สุด รปู ที่ 5.15 การประชมุ ทางไกลด้วยเทคโนโลยี Videoconferencing ทม่ี า http://www.conferencecal.com/page/2/, 2557
การสอื่ สารขอ้ มลู 131 รปู ท่ี 5.16 Videoconferencing กับการเรยี นการสอนแบบทางไกล ท่ีมา http://www.lifesize.com/en/solutions/industry/education, 2557 เทคโนโลยีระบบเครือข่าย ยังส่งผลให้เกิด การทางานร่วมกัน ( Collaborative Computing) ท่ีคณะทางานสามารถทางานร่วมกันผ่านระบบเครือข่าย ตัวอย่างเช่น วิศวกรและ สถาปนิกได้ปรึกษาหารือเพ่ือออกแบบช้ินงานร่วมกัน รวมถึงสานักพิมพ์ (หนังสือพิมพ์และนิตยสาร ต่างๆ) ท่ีบรรณาธิการจะต้องอ่านชิ้นงาน และ ตรวจงานของนักเรียนหรือนักแปลข่าว (ซ่ึงอาจอยู่คน ละประเทศ) ก่อนที่จะตัดสินใจนาส่งเพ่ือตีพิมพ์ ส่ิงเหล่านี้ถือเป็นเร่ืองที่สาคัญมาก และจาเป็นต้อง สื่อสารถึงกันโดยตรงได้ทันทีและทันเวลา ทั้งนี้จะมีโปรแกรม Collaborative Software Tools ท่ี ช่วยให้แต่ละคนสามารถทางานร่วมกัน ภายใต้เอกสารท่ีใช้สื่อสารร่วมกันภายในโครงการดังกล่าว สาหรับเทคโนโลยีการทางานร่วมกัน ในบางครั้งอาจใช้คาว่า Workgroup Computing หรือ Collaborative Computing และท้ายสุดคือ การทางานโดยใช้เทคโนโลยีส่ือสารโทรคมนาคม (Telecommuting) ที่หนั มาใช้เทคโนโลยีระบบเครือข่ายการส่ือสารเป็นช่องทางในการทางาน ซึ่งถือ เป็นการปฏิวัติรูปแบบการทางานของคนยุคใหม่ ที่ไม่จาเป็นต้องเข้าออฟฟิตสานักงาน โดยเหล่า พนกั งานสามารถนงั่ ทางานอยู่ท่ีบ้าน ช่วยให้พวกเขาเหล่าน้ันไม่จาเป็นต้องย้ายท่ีอยู่ หรือต้องเดินทาง ฝ่าการจราจรติดขัดเข้ามาในเมืองใหญ่ อีกท้ังยังประหยัดน้ามันเช้ือเพลิง ลดค่าครองชีพ และค่า เสียเวลาในการเดินทาง รวมถึงลดผลกระทบท่ีอาจส่งผลต่อสุขภาพและประสิทธิภาพการทางานของ พนักงานได้ ทั้งนี้ พนักงานอาจเข้าสานักงานใหญ่เพื่อพบปะกับหัวหน้างานหรือผู้ร่วมงานเป็นครั้ง คราว 8. การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เป็นการนาความก้าวหน้าของเทคโนโลยีระบบ เครอื ข่ายและการส่ือสารโทรคมนาคมมาใช้เพือ่ งานบริการทางการแพทย์ ระบบการแพทย์ทางไกล คือ การเปิดเว็บไซต์เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงเพื่อติดต่อสื่อสารกับแพทย์ที่เป็นเจ้าของคนไข้ การนัด หมาย การฟังผลวิเคราะห์โรคและอ่ืนๆ อย่างไรก็ตามกรณีระบบการแพทย์ทางไกลที่มีความซับซ้อน มากขึ้น ส่วนใหญ่จะนาไปใช้เพ่ือการรักษาพยาบาลให้แก่ประชาชนท่ีไม่สามารถเข้าถึงแหล่งพยาบาล เช่น การอนุญาตให้บุคคลที่อาศัยตามชนบทหรือตามพื้นท่ีห่างไกล สามารถปรึกษาเพื่อสุขภาพกับ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300