Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 26นักการเมืองถิ่นราชบุรี.

26นักการเมืองถิ่นราชบุรี.

Description: 26นักการเมืองถิ่นราชบุรี.

Search

Read the Text Version

นักการเมอื งถน่ิ จังหวัดราชบรุ ี คร้ังท่ ี วันท่ ี ชอื่ -สกุล พรรค ประชาธิปัตย์ 15 24 กรกฎาคม 2531 นายทวี ไกรคปุ ต์ ชาตไิ ทย นายจริ ะ มังคลรังษี ชาติไทย ชาติไทย นายสรอรรถ กลนิ่ ประทมุ ชาติไทย พลังธรรม พ.อ.วินยั เจริญจันทร์ ชาตไิ ทย พลังธรรม นายทวชิ กล่นิ ประทุม ชาตไิ ทย ชาติไทย 16 22 มนี าคม 2535 นายขจรศกั ด์ิ จินตานนท์ ชาติไทย ประชาธปิ ตั ย์ นายสรอรรถ กลนิ่ ประทุม ชาตไิ ทย ชาตไิ ทย นางสาวกุสมุ า ศรสุวรรณ ประชาธิปตั ย์ ประชาธิปัตย์ นายทวชิ กลน่ิ ประทมุ ประชาธิปตั ย์ ชาตไิ ทย 17 13 กันยายน 2535 นายสรอรรถ กลน่ิ ประทุม ประชาธปิ ตั ย์ ประชาธิปัตย์ นายจริ ะ มังคลรงั ษี ชาตพิ ฒั นา ความหวงั ใหม่ นายทวี ไกรคุปต์ ประชาธิปัตย ์ ร.ต.ท.เชาวรนิ ลัทธศกั ด์ศิ ิริ นายทวิช กลนิ่ ประทมุ 18 2 กรกฎาคม 2538 นายทวี ไกรคปุ ต์ นายบุญมาก ศิรเิ นาวกลุ นายวจิ ัย วฒั นาประสิทธ์ ิ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม 19 17 พฤศจกิ ายน 2539 นายวิจัย วฒั นาประสทิ ธิ์ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายทวี ไกรคุปต์ นายวิเชษฐ์ เกษมทองศร ี นายบญุ มาก ศริ เิ นาวกลุ 32

การศึกษานกั การเมืองท้องถ่ินและการเมืองถน่ิ จงั หวดั ราชบุรี ครงั้ ท่ ี วันท ี่ ชื่อ-สกุล พรรค 20 6 มกราคม 2544 นายวิวัฒน์ นติ กิ าญจนา ประชาธิปตั ย์ นางประไพพรรณ เส็งประเสรฐิ ประชาธปิ ัตย์ นายวจิ ยั วฒั นาประสิทธิ ์ ประชาธิปัตย์ นายบญุ ลอื ประเสริฐโสภา ประชาธปิ ัตย์ 21 6 กมุ ภาพนั ธ์ 2548 นางกอบกุล นพอมรบดี ชาตพิ ัฒนา นายวิวัฒน์ นิตกิ าญจนา ไทยรักไทย นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ไทยรกั ไทย นายวฒั นา มงั คลรงั ษี ชาตไิ ทย นายบญุ ลอื ประเสริฐโสภา ไทยรักไทย นางประไพพรรณ เส็งประเสรฐิ ประชาธิปตั ย ์ 22 2 เมษายน 2549 นางกอบกุล นพอมรบดี ไทยรักไทย นายบุญลือ ประเสริฐโสภา ไทยรักไทย นางสาวปารณี า ไกรคุปต์ ไทยรกั ไทย นายวฒั นา มงั คลรังษี ไทยรักไทย นายวิวฒั น์ นิติกาญจนา ไทยรกั ไทย 23 23 ธนั วาคม 2550 นายบญุ ลือ ประเสริฐโสภา พลงั ประชาชน นางปารีณา ปาจรียากรู ชาติไทย นางสาวปรชี ญา ขำ�เจรญิ ประชาธิปัตย์ นายมานิต นพอมรบดี มชั ฌมิ าธปิ ไตย นายสามารถ พริ ยิ ะปญั ญาพร ประชาธปิ ตั ย์ 33

นกั การเมอื งถิ่นจงั หวดั ราชบรุ ี 34

บ2ทที่ทบทวนเอกสาร งานวจิ ยั และทฤษฎที ี่เกี่ยวข้องฯ ทบทวนเอกสาร งานวจิ ยั และทฤษฎที ี่เกยี่ วข้อง บริบทการเมอื ง การบริหารกบั การเลือกตง้ั นกั การเมอื งถนิ่ จังหวดั ราชบรุ ี ในการวจิ ยั ครงั้ นผี้ วู้ จิ ยั ไดใ้ ชแ้ นวคดิ เกยี่ วกบั ผนู้ �ำ เชน่ ทฤษฎี ว่าด้วยชนช้ันนำ� เป็นกรอบในการวิเคราะห์หลัก และได้ ทบทวนผลงานวจิ ัยทีเ่ กย่ี วขอ้ งเปรยี บเทยี บ ซึง่ มรี ายะเอยี ดดังตอ่ ไปน้ี 1.แนวคดิ เกย่ี วกบั ผนู้ ำ� 1.1. ทฤษฎวี า่ ด้วยชนชน้ั น�ำ (Elitist theory) คำ�ว่า Elitist ได้เริ่มใช้ครั้งแรกในประเทศฝร่ังเศส เม่ือศตวรรษ ท่ี 17 ในการพรรณนาถึงสินค้า ที่มีลักษณะพิเศษท่ีดีเลิศ และต่อมา ความหมายน้ีได้เปล่ียนแปลงไปโดยหมายถึง กลุ่มสังคมท่ีมีอำ�นาจ เช่น กลุ่มทหาร หรือกลุ่มขุนนางชั้นสูง (Bottomor T.B., 1976) ใน ทัศนะของ Lasswell ชนชั้นนำ� คือ ผู้ที่ทรงอิทธิพลในการท่ีจะหา ประโยชน์ หรอื คณุ คา่ จากสงั คมใหไ้ ดม้ ากทสี่ ดุ โดยเขาไดจ้ �ำ แนกลกั ษณะ 35

นักการเมอื งถน่ิ จังหวัดราชบรุ ี ของคุณค่า ออกเป็นตำ�แหน่งที่ได้รับการยอมรับเช่ือถือ (deference) รายได้ (income) และสวัสดิภาพ (safety) (Lasswell D.H., 1968) นอกจากน้ี Lasswell ยังกล่าวตอ่ ไปอกี วา่ มนั เปน็ ส่งิ ที่เป็นสากลทีท่ กุ สังคมย่อมมีการแบ่งคนออกเป็นสองชนช้ันคือ (elite) และมวลชน (masses) ผอู้ ยูใ่ ตก้ ารปกครองของชนช้นั นำ� Mosca นกั รฐั ศาสตรช์ าวอติ าลไี ดเ้ สรมิ ความคดิ ของ Lasswell ไว้ ว่าในทกุ สังคมตั้งแต่สงั คมทด่ี ้อยพัฒนา หรอื ทีก่ �ำ ลงั พัฒนาจนถึงสังคม ทก่ี ้าวหนา้ และพฒั นาแลว้ จะมกี ารแบ่งชนช้ันออกเปน็ 2 ชนชัน้ กล่าว คอื ชนช้ันผ้นู �ำ (ผู้ปกครอง) และชนชน้ั ผู้อย่ใู ตป้ กครอง (มวลชน) ชนช้นั ผู้นำ�จะเป็นกลุ่มบุคคลผู้มีจำ�นวนน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับจำ�นวน ประชาชนภายในสังคมแต่คนส่วนน้อยเหล่าน้ีจะเป็นผู้ทรงอำ�นาจและ ผกู ขาดการใชอ้ �ำ นาจเพอ่ื ประโยชนข์ องตนเองทงั้ สน้ิ ส�ำ หรบั ชนชน้ั ผอู้ ยู่ ใตป้ กครองถงึ แมจ้ ะมจี �ำ นวนมากในสงั คม แตถ่ กู ควบคมุ โดยคนจ�ำ นวน น้อยเพราะคนจำ�นวนน้อยเหล่านั้น สามารถท่ีจะจัดองค์กรได้อย่าง เขม้ แข้งมีประสทิ ธิภาพ และมจี ดุ มุ่งหมายทแ่ี นน่ อน Pareto ไดอ้ ธบิ ายถงึ ความหมายของชนชนั้ น�ำ ไวส้ องความหมาย ดว้ ยกนั กลา่ วคอื ความหมายแรก เขาไดเ้ นน้ ถงึ ใครกต็ ามทป่ี ระสบความ สำ�เรจ็ ในชวี ติ เกี่ยวกบั หนา้ ทก่ี ารงานอยา่ งสงู ความหมายทสี่ อง เขาได้ เน้นถึงการแบ่งบุคคลภายในสังคมออกเป็นสองระดับด้วยกันคือ ใน ระดับต่ำ� ไดแ้ ก่พวกท่ีไม่ได้เปน็ ชนช้นั นำ� (non-elite) และในระดับทส่ี ูง กวา่ ได้แกช่ นช้นั นำ�ผ้ทู ี่มีบทบาทในการปกครอง (governing elite) กบั ชนช้ันผนู้ �ำ ผทู้ ่ีไม่มีบทบาทในการปกครอง (non-governing elite) ในทฤษฎมี ารก์ ซสิ ต์ ได้มกี ารแบง่ สงั คมออกเปน็ สองชนชน้ั ด้วย กันคือ ชนช้ันปกครอง (ruling class) และผู้อยู่ใต้ปกครอง (subject 36

ทบทวนเอกสาร งานวจิ ัยและทฤษฎีทเ่ี กย่ี วขอ้ งฯ class) ชนช้นั ปกครองจะเปน็ ผคู้ วบคมุ ปจั จัยผลิตในทางเศรษฐกจิ ส่งิ ท่ี แตกต่างระหว่างทฤษฎีมาร์กซิสต์ และทฤษฎีชนชั้นผู้นำ�อยู่ตรงที่ว่า ทฤษฎชี นชนั้ ผนู้ �ำ จะเนน้ ถงึ การหมนุ เวยี นของพวกชนชน้ั ผนู้ �ำ (circulation of elites) ถึงแมจ้ ะมีการปฏวิ ตั เิ ปล่ียนแปลงผู้ปกครองโดยกลุ่มบุคคล ภายในสังคมแต่ในท่ีสุดกลุ่มบุคคลผู้ที่ทำ�การปฏิวัติน้ันก็จะกลายเป็น ชนชน้ั นำ�ชุดใหม่โดยปรยิ าย ส�ำ หรบั ทฤษฎมี าร์กซิสต์ เมอ่ื มกี ารปฏวิ ัติ โดยมวลชนเกดิ ขึน้ จะเปน็ จดุ จบของชนช้ันผนู้ �ำ และจะน�ำ ไปสู่เสรภี าพ อันแทจ้ รงิ ที่ปราศจากผปู้ กครอง กล่าวโดยสรุป จากคำ�อธิบายของหลายสำ�นักจะเห็นว่าชนชั้น ผู้นำ� คือ ผู้ท่ีมีอำ�นาจในการปกครองในการที่จะชี้ชะตาบุคคลท่ีอยู่ ภายใตก้ ารปกครอง ใหเ้ ปน็ ไปตามครรลองทพี่ วกเขาตอ้ งการ เครอื่ งมอื ท่ีสำ�คญั ในการชว่ ยสร้างฐานอ�ำ นาจให้เข้มแขง็ ได้แก่ สถานะเศรษฐกจิ ทม่ี น่ั คง และความสามารถทคี่ วบคมุ ปจั จยั การผลติ ไวไ้ ด้ นอกจากนยี้ งั มี สงิ่ ก�ำ หนดอนื่ ๆ อกี ทท่ี �ำ ใหช้ นชน้ั ผนู้ �ำ มอี �ำ นาจเหนอื บคุ คลอนื่ ๆ ภายใน สงั คม เช่น สภาวะผู้น�ำ การศกึ ษา ฯลฯ ดงั นนั้ เมอ่ื เรามองโครงสรา้ งของสงั คมในแนวความคดิ ของทฤษฎี ชนชั้นนำ� จะเห็นได้ว่า ลักษณะโครงสร้างของสังคมจะมีรูปร่างเป็น ปิรามิด โดยมีชนชั้นผู้นำ�ซึ่งมีจำ�นวนน้อยอยู่บนยอดของปิรามิด ข้าราชการจะเป็นผู้ท่ีรับใช้ชนชั้นผู้นำ�เหล่านั้น และมีมวลชนเป็นฐาน ของปิรามิดซ่ึงไมม่ บี ทบาทมากมายอะไรนักในสงั คม 1.2. แนวความคิดของทฤษฎชี นช้นั น�ำ 1.ยอมรบั การแบ่งสงั คมเป็นสองชนชั้น คือ ผทู้ ีป่ กครอง และผู้ ทอี่ ยูใ่ ต้ปกครอง 37

นกั การเมอื งถน่ิ จงั หวัดราชบุรี 2. ผ้ปู กครอง จะเป็นผู้ท่ีครอบครองเศรษฐกจิ ส่วนใหญภ่ ายใน สงั คม 3. ทฤษฎีชนช้ันผู้นำ� ยอมรับแนวความคิดท่ีจะเปิดโอกาสให้ พวกมวลชนได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในระบบการเมืองในสถานะ ของผู้ปกครองเช่นกัน แต่เง่ือนไขอันน้ีเกิดมาจากสภาวะจำ�ยอมของ ผปู้ กครองเองทก่ี ลวั จะเกดิ การปฏวิ ตั โิ ดยมวลชน แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามลกั ษณะ การเปลี่ยนแปลงของกลุ่มมวลชนที่จะเข้าไปสู่ศูนย์กลางของอำ�นาจ นนั้ จะเปน็ ไปในลกั ษณะทคี่ อ่ ยเปน็ คอ่ ยไปมากกวา่ การเปลยี่ นแปลงโดย การปฏวิ ตั ิ (Pareto V., อา้ งถงึ ใน Bottmor, 1976) Pareto ไดพ้ ูดถึงการ หมุนเวียนของชนช้ันผู้นำ� (the circulation of elite) ไว้ 3 ประการด้วย กัน ในประการแรก เป็นการหมนุ เวยี นในเฉพาะกลุ่มของพวกชนชน้ั นำ� ดว้ ยกนั ในแตล่ ะประเภท ส�ำ หรบั การจ�ำ แนกประเภทของกลมุ่ ชนชนั้ ผนู้ �ำ ทีส่ �ำ คญั น้นั นักสงั คมวทิ ยา C.Wright Mills ไดจ้ ำ�แนกออกเปน็ 3 กลุ่ม ใหญๆ่ ไดแ้ ก่ นักการเมอื ง (government bureaucracies) ผู้บัญชาการ ทหาร (military commanders) และกลุ่มเศรษฐกิจ (economic elite) (C. Wright Mills, 1956) ส�ำ หรับ Bottomor ได้แบ่งชนชนั้ ผ้นู �ำ ภายใน สังคมได้ 3 กล่มุ ไดแ้ ก่ กลมุ่ ปัญญาชน (intellectuals) กลมุ่ ผู้จดั การของ อตุ สาหกรรม (managers of industry) และกลมุ่ ขา้ ราชการชั้นสูง (high government officials) ในประการที่ 2 เป็นการหมนุ เวียนระหวา่ งชนชั้น น�ำ กบั มวลชน ส�ำ หรบั การหมนุ เวยี นในประการนี้ สามารถเกดิ ขนึ้ ไดด้ ว้ ย 2 ลกั ษณะด้วยกนั กลา่ วคือในลักษณะแรกมวลชนไดเ้ ปลย่ี นสถานะตวั เองไปเป็นชนชัน้ น�ำ หรือในลักษณะที่ 2 มวลชนได้รวมตัวกนั ขนึ้ เพ่อื ที่ จะต้ังกล่มุ ชนช้ันผ้นู �ำ ใหมข่ ้นึ เพ่ือต่อสู้กับชนชัน้ ผู้นำ�ที่มอี ำ�นาจอยู่ ใน ประการสุดท้ายการหมุนเวียนของชนชั้นผู้นำ�นั้นเป็นการหมุนเวียน 38

ทบทวนเอกสาร งานวจิ ัยและทฤษฎที ่เี กยี่ วข้องฯ ระหว่างผลประโยชน์เดิมท่ีกำ�ลังหมดลงไปกับผลประโยชน์เดิมที่กำ�ลัง หมดลงไปกับผลประโยชน์ใหม่ที่เข้ามาแทนท่ี (Pareto V. อ้างถึงใน Bottomor, 1976) 4. ทฤษฎีชนช้ันผู้นำ�เน้นถึงการมีฉันทานุมัติ (consensus) รว่ มกนั เกย่ี วกบั กฎเกณฑ์เบอื้ งต้นของสงั คม เพ่ือการอยูร่ อดของระบบ ดังตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมรกิ า ความเช่อื ร่วมกันของพวกชนชัน้ ผู้นำ� ไดแ้ ก่รัฐบาลที่มีอ�ำ นาจจ�ำ กัด (limited government) การเลือกตง้ั สทิ ธิ เสรีภาพส่วนบุคคล การเคารพในทรัพย์สินส่วนบุคคล สำ�หรับความ ขดั แยง้ หรอื การแขง่ ขนั ระหวา่ งกลมุ่ ชนชนั้ ผนู้ �ำ อาจจะเกดิ ขนึ้ ได้ แตจ่ ะมี ลกั ษณะในทางท่จี ะคอ่ นขา้ งจ�ำ กัด 5. นโยบายสาธารณะ (public policy) จะไม่สะท้อนถึงความ ตอ้ งการของมวลชน แตจ่ ะแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความตอ้ งการของมวลชน แต่ จะแสดงใหเ้ ห็นถงึ ความต้องการของพวกตน ถึงแม้ในบางคร้งั จะมีการ เปลยี่ นแปลงในนโยบายสาธารณะ แตก่ ารเปลยี่ นแปลงนนั้ เกดิ ขนึ้ เพราะ พวกชนชน้ั ผนู้ �ำ ตอ้ งการทจี่ ะเปลยี่ นแปลงคา่ นยิ มของตนมใิ ชเ่ พราะเพอ่ื ประชาชน ดงั นนั้ นโยบายสาธารณะจงึ มลี กั ษณะทเี่ ปลย่ี นแปลงไปอยา่ ง ชา้ ๆ และมขี น้ั ตอน แตอ่ ย่างไรก็ตามก็ไม่ไดห้ มายความวา่ พวกชนช้นั ผนู้ ำ�อาจจะสนองตอบความตอ้ งการของประชาชนบ้าง ถา้ เป็นไปเพ่ือ การรักษาสถานะของตน (Dye R. T. and Zeigler L. H., 1972) 1.3 ประเภทของชนชน้ั ผู้น�ำ ทฤษฎีชนชน้ั ผู้น�ำ ยังสามารถท่จี ะจ�ำ แนกได้เปน็ 2 รูปแบบด้วย กันกลา่ วคอื ผ้นู ำ�เชิงเดีย่ ว (The single elite model) และผนู้ �ำ เชงิ พหุ ( The plural elite model) ส�ำ หรบั ในรปู แบบแรก จะเนน้ ถงึ อ�ำ นาจอยใู่ น 39

นกั การเมืองถิน่ จังหวัดราชบุรี มอื ของคนกลมุ่ นอ้ ยเพยี งสองสามกลมุ่ โดยปกตแิ ลว้ จะเปน็ การรว่ มมอื กันระหว่างกลมุ่ พ่อค้า นกั ธุรกจิ กลุ่มนายทหาร และข้าราชการ ในรูป แบบที่สองจะเนน้ ถึงการกระจายอำ�นาจระหว่างกลุม่ ผูน้ �ำ หลาย ๆกลมุ่ ซ่งึ เป็นตวั แทนของกลมุ่ ผลประโยชนต์ ่าง ๆ ภายในสงั คม นอกจากนน้ั กลมุ่ เหลา่ นจี้ ะแข่งขนั กัน เพ่อื ที่จะอยู่ในอำ�นาจโดยจะใช้วิธที างในการ เลอื กตงั้ พรรคการเมอื ง หรอื กลมุ่ ผลประโยชนเ์ ปน็ แนวทาง (Robert L., 1971) สง่ิ ท่ีเห็นแตกตา่ งได้ชดั ของทง้ั สองรปู แบบ ได้แก่ กลา่ วคอื ผนู้ �ำ เชิงเดยี่ ว (The single elite model)จะจ�ำ กดั การมสี ว่ นร่วมของประชาชน ในการกำ�หนดนโยบาย และการก�ำ หนดนโยบายส่วนใหญ่มักจะตดั สนิ ดว้ ยคนส่วนน้อย ส่วน ผนู้ ำ�เชิงพห(ุ The plural elite model) จะเนน้ ถึง การมสี ว่ นรว่ มของประชาชนและเปดิ โอกาสใหก้ ลมุ่ ตา่ งๆทหี่ ลากหลาย เขา้ มารว่ มโดย Dye และ Zeigles ได้เปรยี บเทียบรูปแบบทัง้ สองจะเหน็ ไดว้ า่ มีลกั ษณะแตกตา่ ง ดงั ตอ่ ไปนี้ ผนู้ ำ�เชงิ เดย่ี ว (The single elite model) 1. อ�ำ นาจเกดิ มาจากบทบาทหรอื ต�ำ แหนง่ ทไี่ ดม้ าจากสถานภาพ ทางสังคมและทางเศรษฐกิจ ดังน้ันผู้ท่ีทรงอำ�นาจมักจะเป็นผู้ท่ีมี ตำ�แหน่งส�ำ คญั ในทางธรุ กจิ การเงิน การทหาร หรือสถาบนั การเมือง อ่นื ๆ 2. อำ�นาจจะอยู่ในกลุ่มของชนช้ันผู้นำ�ตลอดเวลา ถึงแม้จะมี การเลอื กตัง้ แต่อำ�นาจทัง้ หลายก็ยังคงอยใู่ นมอื ของกลมุ่ เดมิ อยา่ งเชน่ เคยไม่เปล่ียนแปลง 3. การเปลี่ยนแปลงจากมวลชนไปเป็นชนช้ันผู้นำ�นั้นเกิดข้ึนได้ ยาก นอกเสียจากว่ามวลชนเลื่อนฐานะของตนให้มีตำ�แหน่งสูงข้ึนใน 40

ทบทวนเอกสาร งานวจิ ัยและทฤษฎที ่ีเกีย่ วขอ้ งฯ สังคม 4. สิ่งที่แตกต่างระหว่างชนช้ันผู้นำ�กับมวลชน เกิดข้ึนจากพื้น ฐานความสามารถทจี่ ะควบคมุ เศรษฐกจิ ภายในสงั คมไวไ้ ด้ เพราะฉะนน้ั จะเหน็ ได้วา่ พ่อคา้ หรือนักธุรกจิ ใหญ่ๆ จะเป็นชนช้ันน�ำ ทสี่ ำ�คญั 5. ระบบการเมือง จะมีโครงสร้างคลา้ ยกับรูปปิรามดิ กล่าวคือ อ�ำ นาจจะมารวมอยูท่ ย่ี อดของปริ ามิดเพียงจุดเดยี ว 6. มีความขัดแย้งระหว่างชนชั้นผู้นำ�ด้วยกัน แต่ความขัดแย้ง เหล่านี้ถูกขจัดให้ลดน้อยลงด้วยแนวความคิดในการท่ีจะรักษาระบบ ใหค้ งไว้ 7. มวลชนไม่สามารถที่จะมีอำ�นาจเหนือชนชั้นผู้นำ�ได้ ถึงแม้ จะมสี ่วนรว่ มในการเลอื กต้งั และเข้ารว่ มกจิ กรรมการเมอื งด้านอ่ืนๆ ผู้นำ�เชงิ พหุ (The plural elite model) 1. อำ�นาจถูกกระจายไประหว่างกลุ่มหลายกลุ่มด้วยกันภายใน สังคมโดยไมค่ ำ�นึงถึงสถานะทางเศรษฐกจิ และสงั คม 2. อ�ำ นาจจะเปลยี่ นแปลงอยตู่ ลอดเวลา และจะไมอ่ ยใู่ นมอื ของ กล่มุ ใดกลมุ่ หนงึ่ โดยถาวร 3. ความแตกต่างระหว่างชนช้ันผู้นำ�กับมวลชนเห็นได้ไม่ชัด เพราะฉะน้ันการหมุนเวียนท่ีจะเข้าไปสู่อำ�นาจของมวลชนจึงเป็นไป ได้ง่าย 4. ความแตกต่างระหว่างชนช้ันผู้นำ�กับมวลชนน้ัน ข้ึนอยู่กับ ความสนใจของมวลชนในนโยบายเร่ืองใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะ ฉะนนั้ การทจี่ ะเขา้ ไปมบี ทบาทในนโยบาย จงึ ไมจ่ �ำ เปน็ จะตอ้ งมสี ถานะ ทางเศรษฐกจิ ทด่ี ี แตอ่ าจจะอาศยั ปจั จยั อน่ื ๆ เชน่ ทกั ษะในการเปน็ ผนู้ �ำ 41

นักการเมืองถ่ินจังหวดั ราชบุรี ความสามารถในการพดู จูงใจคน เป็นตน้ 5. อ�ำ นาจจะกระจายอยู่ในมอื คนหลายๆ กลมุ่ โดยแต่ละกล่มุ จะมอี �ำ นาจเฉพาะเรอ่ื ง และจะไมม่ กี ลมุ่ ใดจะผกู ขาดอ�ำ นาจทงั้ หมดไวไ้ ด้ 6. มีการแข่งขันกันระหว่างกลุ่มของชนช้ันผู้นำ�ด้วยกันโดย เชื่อถือในแนวความคิดในการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย 7. มวลชนสามารถท่ีจะควบคุมชนชน้ั ผู้น�ำ ไดด้ ว้ ยระบบเลอื กตง้ั เพราะเนอื่ งจากมกี ารแขง่ ขนั กนั ระหวา่ งกลมุ่ ชนชนั้ ผนู้ ำ�ดว้ ยกนั (Robert L.L. and lra S., 1971) 2.แนวคิดการหาเสียงเลือกต้ัง การหาเสยี งเลอื กตงั้ คือ การพยายามหาวธิ กี ารต่าง ๆ เพ่ือให้ ผู้สมัครได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนผู้มีสิทธ์ิเลือกตั้ง เพื่อเข้าไปทำ� หนา้ ทผี่ แู้ ทนในสภาผแู้ ทนราษฎร 2.1 แนวคดิ พืน้ ฐานในการรณรงค์หาเสียงเลอื กตง้ั 2.1.1 การจัดองคก์ รในการรณรงค์หาเสียงเลือกต้งั การจัดองค์กรในการรณรงค์หาเสียงเลือกต้ังอย่างไม่เป็น ทางการ เป็นแนวทางจัดองค์กรที่อาศัยภาพของปจั เจกบคุ คลเปน็ หลัก การดำ�เนินงานในการรณรงค์หาเสียงจะอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว ระหว่างผสู้ มคั ร กบั ญาติมติ ร เพอื่ นฝงู โดยไม่มกี ารจัดแบ่งหน้าท่ขี อง บคุ ลากรอยา่ งชดั เจนเปน็ ระบบเปา้ หมายจะเปน็ กลมุ่ ญาตพิ น่ี อ้ ง เพอ่ื น ฝูงคนรู้จักเป็นอันดับแรก คะแนนเสียงท่ีผู้รับสมัครหวังจะได้เป็นกอบ เปน็ ก�ำ คอื คะแนนเสยี งของผทู้ อ่ี ยใู่ นชนบททมี่ ฐี านะทางเศรษฐกจิ และ 42

ทบทวนเอกสาร งานวิจัยและทฤษฎที ี่เกย่ี วขอ้ งฯ การศึกษาทไ่ี ม่สงู นัก โดยการจัดตงั้ จากระบบหวั คะแนน การจัดต้ังองค์กรในการรณรงค์หาเสียงเลือกต้ังอย่างเป็น ทางการหรอื เปน็ ระบบ เปน็ การปรบั ปรงุ ระบบและใหค้ วามส�ำ คญั เกยี่ ว กับองค์กรมากข้ึน มีการแบ่งงาน แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยมี โครงสรา้ งหนา้ ทแี่ ตกตา่ งกนั ตามภารกจิ ทป่ี ฏบิ ตั มิ เี ปา้ หมายงานของแต่ หนว่ ยงานชดั เจนยงิ่ ขน้ึ แตก่ ม็ ปี ญั หาวา่ การปฏบิ ตั งิ านเปน็ ระบบทางการ มากเกินไป จนการบริหารทรัพยากรบุคคลไม่ดีเท่าที่ควร ไม่สามารถ ทดแทนกันไดใ้ นบางเวลา อย่างไรก็ตาม รูปแบบของการจัดต้ังองค์กรในการรณรงค์หา เสียงเลือกต้ัง ในทุกรูปแบบที่กล่าวมาข้างต้นจะมีท้ังข้อดีและข้อเสีย ควบคู่กันไป ดังนั้นในการจัดองค์กรรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่ดี และมี ความคลอ่ งตวั ในการปฏบิ ตั งิ าน เหมาะสมกบั ทกุ สภาพพนื้ ที่ ควรมกี าร ใช้ท้ัง 2 ระบบผสมผสานอย่ใู นองค์กรเดียวกัน แนวคดิ เก่ียวกบั สามเขตยุทธศาสตร์ สามเขตยทุ ธศาสตร์ หมายถงึ การจ�ำ แนกกลมุ่ ประชาชนผมู้ สี ทิ ธิ ออกเสยี งเลอื กตงั้ หรอื กลมุ่ เปา้ หมายเปน็ 3 พน้ื ทเี่ พอื่ เปน็ กญุ แจน�ำ ไปสู่ ผลส�ำ เร็จตามเปา้ หมายทต่ี อ้ งการคอื เขตเรา เขตเป็นกลาง และเขตเขา เนื่องจากพ้ืนฐานพรรคการเมืองของไทยไม่เป็นพรรคของ มวลชน (Mass Party) ดังน้ัน ประชาชนผทู้ ีสิทธอิ อกเสยี งเลอื กต้งั ท่เี ปน็ ฐานะคะแนนเสียงของฝ่ายเรา หรือฝ่ายเขาจึงไม่มีมากนัก ส่วนใหญ่ เปน็ มวลชนเฉยเมยทย่ี งั ไมไ่ ดอ้ ยฝู่ า่ ยใด จะมลี กั ษณะเปน็ กลางมากกวา่ เรียกว่ามวลชนเป็นกลาง มีลักษณะเฉยเมยหรือเฉ่ือยชาทางการเมือง 43

นกั การเมอื งถ่ินจังหวดั ราชบรุ ี ซง่ึ แบง่ ได้เปน็ กลุ่มเฉยเมยไร้เดียงสา และเฉยเมยปัญหา กลมุ่ เฉยเมยไรเ้ ดยี งสา กลมุ่ นเี้ ปน็ กลมุ่ ทม่ี มี ากทสี่ ดุ ในบรรดาผู้ มสี ทิ ธอิ อกเสยี งเลอื กตงั้ เปน็ ผทู้ ม่ี คี วามรนู้ อ้ ยและไมส่ นใจเรอ่ื งการเมอื ง การออกไปใชส้ ทิ ธจิ ะยดึ ทต่ี วั บคุ คลเปน็ หลกั หรอื การชกั จงู ตลอดจนการ รว่ มมอื ทจุ รติ ในรปู แบบตา่ งๆ ดงั นนั้ แนวทางในการรณรงคท์ เ่ี หมาะสม กับบุคคลกล่มุ นี้ควรจะใช้แนวทางการรณรงคด์ า้ นลึก กลุ่มเฉยเมยปัญหา กลุ่มน้ีเป็นกลุ่มของชนชั้นกลาง ได้แก่ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และผู้ประกอบธุรกิจ พ่อค้าท่ีมีการ ศกึ ษาเปน็ กลุ่มบุคคลทร่ี เู้ รอื่ งการเมืองคอ่ นขา้ งดี แต่ไมค่ อ่ ยสนใจเก่ยี ว กับการไปใช้สิทธิเลือกต้ัง โดยคิดว่าการเลือกตั้งมิใช่ความหวัง หรือ ทางออกของการแก้ปัญหาในการดำ�รงชีพของกลุ่มตน หรือไม่มีความ ศรทั ธาในพรรคการเมอื ง และนกั การเมอื งทลี่ งสมคั ร แตก่ ลมุ่ นจี้ ะมคี วาม ต่ืนตัวในการไปใช้สิทธิเลือกต้ังเม่ือมีความขัดแย้งในประเด็นทางการ เมอื ง (Issue Politics) แนวทางรณรงค์ท่ีเหมาะสมกบั คนกลุ่มน้ีควรเปน็ แนวทางการรณรงค์ดา้ นกว้าง เมอ่ื จดุ ชข้ี าดของการไดร้ บั ชยั ชนะในการเลอื กตงั้ อยทู่ กี่ ารชว่ งชงิ มวลชนทง้ั ประเภทเฉยเมยตอ่ ปญั หา แนวทางการรณรงคจ์ ะตอ้ งจ�ำ แนก พ้ืนท่ีออกเป็นเขตยุทธศาสตร์ (Target Areas) และจำ�แนกกลุ่มบุคคล เป้าหมาย (Target Group) โดยแบง่ พนื้ ทอ่ี อกเป็นเขตเรา เขตเป็นกลาง และเขตเขา ตามแนวคิด 3 เขตยทุ ธศาสตร์ 8 ระดบั ความม่ันคงดงั นี้ 1. เขตเรา หมายถงึ พน้ื ทท่ี ม่ี ฐี านคะแนนเดมิ ของฝา่ ยเรา รอ้ ยละ 60 ขน้ึ ไปของผู้ท่มี าใชส้ ทิ ธอิ อกเสียงเลือกตง้ั ท้งั หมด (Voting Turn-out) จำ�แนกเปน็ 3 ระดับ คอื 1.1. ระดบั เรา – มัน่ คงมาก หมายถึง พ้ืนทที่ ี่มฐี านคะแนนเดิม 44

ทบทวนเอกสาร งานวิจัยและทฤษฎีทเ่ี กี่ยวขอ้ งฯ ของฝ่ายเราร้อยละ 80 ข้ึนไป 1.2. ระดบั เรา – ม่นั คง หมายถึง พ้นื ที่ที่มีฐานคะแนนเสียงของ ฝา่ ยเรารอ้ ยละ 70-79 1.3. ระดบั เรา – ค่อนข้างมัน่ คง หมายถึง พนื้ ทีท่ ่มี ีฐานคะแนน เสยี งของฝ่ายเรารอ้ ยละ 60-69 2. เขตเปน็ กลาง หมายถงึ พน้ื ทท่ี ม่ี ฐี านคะแนนเดมิ ของฝา่ ยเรา ร้อยละ 45-59 จ�ำ แนกเป็น 2 ระดบั คือ 2.1. ระดบั กลาง – โนม้ เอียงเรา หมายถึง พืน้ ท่ที ี่มฐี านคะแนน เดมิ ของฝ่ายเรารอ้ ยละ 50-59 2.2. ระดบั กลาง – โน้มเอียงเขา หมายถงึ พืน้ ท่ีทีม่ ีฐานคะแนน เดิมของฝ่ายเรารอ้ ยละ 40-49 3. เขตเขา หมายถึง พืน้ ท่ที ี่มีฐานคะแนนเดิมของฝ่ายเรา ตำ�่ กว่ารอ้ ยละ 40 จ�ำ แนกได้เป็น 3 ระดบั คอื 3.1. ระดบั เขา – คอ่ นข้างมั่นคง หมายถึง พ้นื ทีท่ ่มี ีฐานคะแนน เดมิ ของฝา่ ยเราร้อยละ 30-39 3.2. ระดบั เขา – มน่ั คง หมายถึง พืน้ ท่ที ีม่ ีฐานคะแนนเดมิ ของ ฝา่ ยเรารอ้ ยละ 20-29 3.3. ระดับเขา – มัน่ คงมาก หมายถงึ พืน้ ที่ทมี่ ีฐานคะแนนเดมิ ของฝ่ายเราต่�ำ กว่าร้อยละ 20 การช่วงชงิ มวลชนนี้ จ�ำ เป็นตอ้ งเรมิ่ จากเขตยุทธศาสตร์เราก่อน โดยพยายามจัดต้ังและกระชับองค์กรจัดตั้งของฝ่ายเราแล้วจึงออกไป เคลอ่ื นไหวชงิ มวลชนเฉยเมยทง้ั สองกลุ่ม และอาจจะเข้าไปเคลอ่ื นไหว ในเขตเขาหรอื ไมไ่ ปกไ็ ด้ ในทน่ี แ้ี ล้วแตส่ ถานการณข์ องการรณรงคท์ เ่ี ขม้ ขน้ หรอื ไม่ ในชว่ งปลายของฤดหู าเสยี ง (ชยั วฒั น์ กลุ ศกั ดวิ์ มิ ล, 2545: 12) 45

นกั การเมอื งถนิ่ จงั หวดั ราชบุรี แนวความคิดเกี่ยวกบั การหาเสียงเลอื กตัง้ การหาเสยี งมที งั้ แนวทางทสี่ จุ รติ และทจุ รติ โดยแนวทางสจุ รติ น้ันแยกได้ 2 ด้าน คือ ด้านกว้างและด้านลึก หรือในเชิงแนวราบ กบั แนวดงิ่ โดยพจิ ารณาจากกลมุ่ เปา้ หมายเปน็ หลกั สว่ นแนวทางทจุ รติ ก็แยกได้ในทำ�นองเดียวกัน โดยทั่วไปการทุจริตในการเลือกตั้ง มักจะเกิดจากผู้สมัครที่ไม่เคยมีฐานมวลชนมาก่อนมีแต่ฐานเศรษฐกิจ ดี และมีความมุ่งหวังว่าแพ้ไม่ได้ แม้ว่าจะไม่ได้เตรียมการท่ีจะทุจริต มาก่อน หากแต่ว่าในช่วงฤดูกาลหาเสียงเลือกต้ังน้ันอยู่ในสภาพ สสู ีกบั ผ้แู ข่งขัน จงึ จำ�ตอ้ งทจุ ริตเพือ่ ใหไ้ ด้ชัยชนะ การหาเสยี งดา้ นกวา้ ง หมายถงึ การใชส้ อื่ ประชาสมั พนั ธต์ า่ งๆ โดยไม่เน้นกลุ่มเป้าหมาย แบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ - การใชส้ ื่อโฆษณาประชาสมั พนั ธ์ เช่น คัทเอาตโ์ ปสเตอร์ แผ่น ใบปลวิ ออกรายการวิทยุ และโทรทศั น์ ใชร้ ถโฆษณาหาเสียง เป็นต้น - การปราศรัยบนเวที เช่น การจัดเวทีปราศรัยใหญ่ และการ ปราศรัยย่อย การหาเสียงด้านกว้างแบบสุจริต คือ ต้องมีมรรยาท ทางการเมือง ไม่ใช้วิธีโจมตีคู่แข่ง ไม่ฉวยโอกาสแอบอ้างผลงาน ของผู้อ่นื เปน็ ต้น การหาเสยี งด้านกวา้ งแบบทจุ ริต คือ การทำ�ลายป้ายโปสเตอร์ คู่แข่ง การใส่ร้ายป้ายสี การโจมตีคู่แข่งด้วยแผ่นใบปลิวและใช้ การปราศรัยบนเวที รวมท้งั การฉวยโอกาสเอาสถานการณท์ ี่ประชาชน 46

ทบทวนเอกสาร งานวจิ ัยและทฤษฎที เี่ กย่ี วขอ้ งฯ มีความสงสัย ลังเลใจในเร่ืองหนึ่งมาโจมตีหรือทำ�ลายคู่แข่ง เพื่อสร้าง คะแนนเสยี งใหต้ นทางสื่อประชาสัมพันธ์ และการปราศรยั บนเวที ข้อดีของการหาเสยี งดา้ นกว้าง คือ ทำ�ให้ประชาชนได้ทราบถงึ ประวัติ และความเป็นมาของผู้สมคั รรับเลอื กตั้ง รนู้ โยบายของพรรคท่ี ผสู้ มัครสงั กดั อยู่ ข้อเสียของการหาเสียงด้านกว้าง คือ ขาดความดึงดูดใจให้ผู้ มีสิทธิเลือกตั้งไปลงคะแนน ยกเว้นในกลุ่มประชาชนท่ีมีความตื่นตัว ทางการเมืองสงู อยูแ่ ลว้ การหาเสียงเลือกต้ังด้านลึก หมายถึง การหาเสียงที่จะเน้น เฉพาะกลุม่ เป้าหมายในลกั ษณะเขา้ พบประชิดตัวเพ่อื หวงั คะแนน แบ่ง ได้ 2 ลกั ษณะ คอื - การใช้ระบบตัวแทน จะมีอาสาสมัครหรือหัวคะแนนเข้าพบ ประชาชนโดยท่ตี วั ผสู้ มคั รเองไม่ต้องลงพ้นื ที่ - การเขา้ พบมวลชนโดยตรง ผสู้ มัครรับเลอื กตั้งเดินเคาะประตู บา้ น หรอื พบปะประชาชนดว้ ยตวั เอง หรอื จะเปน็ ในลกั ษณะการประชมุ กลุ่มย่อย หรอื พูดคุย ปรึกษาในด้านปัญหาหรือความตอ้ งการของกลุ่ม อาชีพนน้ั ๆ หรือการเขา้ ร่วมงานประเพณีกจิ กรรมต่างๆ ของชมุ ชน การหาเสียงด้านลึกแบบสุจริต ได้แก่ การเย่ียมเยียน พบปะ ประชาชนในท้องถิ่น การเคาะประตูบ้าน การใช้อาสาสมัครเข้าช้ีแจง กบั ประชาชน เป็นต้น การหาเสยี งเชงิ ลกึ แบบทจุ รติ ไดแ้ ก่ การแจกเงนิ แจกสง่ิ ของ การ ซือ้ บัตรประชาชน การปลอ่ ยข่าวทำ�ลายคแู่ ขง่ การทุจริตเกย่ี วกับบัญชี รายชอื่ ผมู้ สี ทิ ธิ การซอื้ เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั เพอ่ื เออ้ื เฟอ้ื ประโยชนก์ บั ฝา่ ยตน ขอ้ ดขี องการหาเสยี งดา้ นลกึ คอื การสรา้ งความผกู พนั สนทิ สนม 47

นกั การเมืองถนิ่ จังหวัดราชบุรี ส่วนตัวของผู้สมัครรับเลือกต้ังกับประชาชนอันเป็นการสอดคล้องกับ วัฒนธรรมการยดึ ถือตวั บุคคลของไทย ขอ้ เสยี ของการหาเสยี งด้านลกึ คือ การใชเ้ วลาทมี่ ากเกินไปจน ไม่สามารถทำ�ได้ทุกพ้ืนที่ และมักจะถูกเรียกร้องผลประโยชน์อยู่เสมอ ดงั นนั้ การใชแ้ นวทางดา้ นนจ้ี ำ�เปน็ ทจี่ ะตอ้ งมกี ารจำ�แนกกลมุ่ และระดบั ของกลุ่มบคุ คลวา่ จำ�เป็นตอ้ งมีความใกล้ชิดหรอื ไม่ ขนาดไหน เพยี งใด เพราะเป็นการขัดแย้งระหว่างประสิทธิผลของแนวทางกับการสูญเสีย เวลา และผลตอบแทนของความใกล้ชดิ การหาเสยี งแบบดา้ นกวา้ งและดา้ นลกึ ในอดตี ทผ่ี า่ นมานน้ั มกั มี ขอ้ ผดิ พลาด คอื มกี ารใชจ้ า่ ยกบั การใชส้ อ่ื โฆษณาเกนิ ความจ�ำ เปน็ และ การไม่ประสานงานกันระหว่างแนวทางด้านลึก กับแนวทางด้านกว้าง เก่ียวกับการปราศรัย จึงทำ�ให้ขาดการขานรับและการเสริมพลังซึ่งกัน และกนั ของสองแนวทาง การรณรงคห์ าเสยี งเลอื กตั้งทส่ี ำ�คัญ และเพ่ือมงุ่ หวงั สูก่ ารไดร้ ับ ชยั ชนะในการเลอื กตง้ั ของผสู้ มคั รนนั้ จะตอ้ งใชร้ ปู แบบทสี่ จุ รติ และทจุ รติ ผสมกันไป เพราะในบางคร้ังการหาเสียงเลือกต้ัง เพื่อความได้เปรียบ ทางการเมืองในช่วงระยะหน่ึงนั้นเป็นส่วนผลักดันให้เกิดกระแสความ นยิ มหรือการลดความนิยมในตัวผ้สู มัครบางคน จนเกิดผลแหง่ ชัยชนะ หรือความพ่ายแพ้เกิดขึ้นได้ เช่น การให้ตัวแทนให้ตัวแทนให้ข่าวหรือ การบอกกล่าวให้ประชาชนทราบถึงความจริงในด้านลบในตัวผู้สมัคร รับเลอื กตั้งทีเ่ ป็นคู่แข่งขนั ในสิ่งท่ีประชาชนยงั ไมท่ ราบมากอ่ น แตต่ ้อง กระทำ�ด้วยความระมดั ระวงั และไมใ่ ห้มีหลกั ฐานให้จับผดิ ได้ 48

ทบทวนเอกสาร งานวจิ ยั และทฤษฎีทเี่ กยี่ วขอ้ งฯ งานวิจัยทเ่ี กี่ยวข้อง รองศาสตราจารย์พรชัย เทพปญั ญา และพงษ์ยทุ ธ สฟี า้ (2549) ไดท้ �ำ การศกึ ษานกั การเมอื งถนิ่ จงั หวดั สมทุ รปราการ โดยมวี ตั ถปุ ระสงค์ เพื่อรู้จักนักการเมืองท่ีเคยได้รับการเลือกตั้งในจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อให้ทราบถึงเครือข่ายและความสัมพันธ์ เพ่ือให้ทราบบทบาทและ ความสัมพันธ์ของกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มท่ีไม่เป็นทางการเช่น ครอบครัว วงศาคณาญาติ ท่ีมีส่วนสนับสนุนทางการเมือง เพ่ือ ทราบบทบาทและความสัมพันธ์ของพรรคการเมืองกับนักการเมืองใน จงั หวดั และเพอื่ ทราบกลวธิ ใี นการหาเสยี งเลอื กตงั้ โดยจะท�ำ การศกึ ษา นกั การเมอื งถน่ิ จงั หวดั สมทุ รปราการทไ่ี ดร้ บั การเลอื กตง้ั เปน็ สมาชกิ สภา ผแู้ ทนราษฎรจากการเลือกตัง้ คร้งั แรกเมื่อปี พ.ศ.2476 ถึงการเลอื กต้งั เม่ือปี พ.ศ.2548 โดยเริม่ ท�ำ การศกึ ษาเม่ือเดือนมีนาคม พ.ศ.2548 ถึง วนั ที่ 30 เดือนกันยายน พ.ศ.2548 โดยใชว้ ิธกี ารวิจยั เชงิ คุณภาพ เน้น การศกึ ษาจากเอกสารและสมั ภาษณน์ กั การเมอื งและบคุ คลทเี่ กย่ี วขอ้ ง จากการศึกษาพบว่านักการเมืองถ่ินจังหวัดสมุทรปราการส่วน ใหญ่มีการศึกษาที่ดี มีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมที่ด เอ้ือ อำ�นวยต่อการเป็นนักการเมือง โดยสามารถจำ�แนกนักการเมืองถิ่น ออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มนายวัฒนา อัศวเหม กลุ่มสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคไทยรักไทย สำ�หรับความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองถิ่นของ จังหวัดสมุทรปราการถือว่ามีน้อย ยกเว้นกลุ่มนายวัฒนา อัศวเหม ท่ีให้ความสำ�คัญต่อระบบเครือญาติ การหาเสียงของนักการเมือง ถิ่นกลุ่มนายวัฒนา อัศวเหม ให้ความสำ�คัญกับตัวบุคคลมากกว่า 49

นกั การเมืองถิ่นจงั หวัดราชบรุ ี พรรคการเมือง ส่วนนักการเมืองถ่ินกลุ่มพรรคไทยรักไทยหรือพรรค ประชาธิปัตย์จะให้ความสำ�คัญต่อนโยบายของพรรคหรือความสำ�คัญ ของหัวหน้าพรรค สำ�หรับกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจมีความสัมพันธ์ นอ้ ยกับสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรกล่มุ ตา่ งๆ ในการเลอื กตั้ง แต่ตัวแปร ที่สำ�คัญต่อการเลือกตั้งคือระบบราชการ กลุ่มการเมืองท่ีมีอิทธิพล ในท้องถ่ินคือกลุ่มของนายวัฒนา อัศวเหม ส่วนกลุ่มอ่ืนหรือบุคคล อนื่ อาศัยกระแสจากพรรคการเมืองเปน็ หลกั และการพา่ ยแพ้ของกลุม่ นายวัฒนา อัศวเหม ในการเลือกตั้งถือได้ว่าเป็นการพ่ายแพ้ต่อ ชนชน้ั น�ำ ในระดับชาติ ผชู้ ว่ ยศาสตราจารยภ์ ญิ โญ ตนั พทิ ยคปุ ต์ (2549) ไดท้ ำ�การส�ำ รวจ เพ่ือประมวลข้อมูลนักการเมืองถ่ินจังหวัดสงขลา โดยมีวัตถุประสงค์ เพ่ือรู้จักนักการเมืองท่ีเคยได้รับเลือกตั้งในจังหวัดสงขลา เครือข่าย และความสัมพันธ์กับกลุ่มผลประโยชน์ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็น ทางการ ตลอดจนกลวิธีการหาเสียงของนักการเมืองถิ่นสงขลา โดย ศึกษาเอกสารท่ีเกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์และการสังเกตในพ้ืนที่ของ ผู้วิจัย นำ�ข้อมูลมาประมวล จัดระบบและวิเคราะห์แล้วนำ�เสนอโดย พรรณนาวิเคราะห์ จากการศึกษาพบวา่ นกั การเมืองถน่ิ สงขลา หากจ�ำ แนกตามภูมิ หลงั แลว้ จะแบง่ ไดเ้ ปน็ 4 กลมุ่ คอื กลมุ่ นกั กฎหมาย กลมุ่ อดตี ขา้ ราชการ กลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มผู้กว้างขวาง หากจำ�แนกโดยเครือข่ายสาย สัมพนั ธ์จะเป็นค่บู ดิ า-บุตร 2 คู่ คู่พี่น้องรว่ มบดิ ามารดา 2 คู่ เปน็ ญาติ สกลุ เดียวกนั 1 คู่ และนับแตก่ ารเลือกตัง้ ครั้งแรกในปี พ.ศ.2476 จนถึง การเลือกตงั้ คร้ังลา่ สุดวันที่ 6 ก.พ. พ.ศ.2548 นักการเมืองจาก 7 พรรค ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา นับต้ังแต่นาย 50

ทบทวนเอกสาร งานวจิ ัยและทฤษฎีที่เกยี่ วขอ้ งฯ ชวน หลกี ภัย ไดข้ ึ้นเปน็ หัวหน้าพรรคประชาธิปตั ย พรรคประชาธิปัตย์ ก็ผูกขาดการเมืองถิ่นสงขลา ผู้สมัครของพรรคชนะการเลือกตั้งในทุก เขตและทุกครั้งของการเลือกต้ัง นักการเมืองคนสำ�คัญท่ีเป็นเหมือนผู้ วางรากฐานแห่งความศรัทธาในพรรคประชาธิปัตย์ในจิตใจชาวสงขลา คือนายคล้าย ละอองมณี กลุ่มผลประโยชน์ท่ีมีบทบาทต่อการเมือง ถิ่นสงขลามีท้ังกลุ่มที่เป็นทางการและกลุ่มที่ไม่เป็นทางการ กลุ่มที่ ส�ำ คญั ทีส่ ุดคอื พรรคประชาธิปัตย์ บคุ คลทมี ีบทบาทสูงยิง่ คือ นายชวน หลกี ภยั และกลวธิ สี �ำ คญั ในการหาเสยี งจะเปน็ กลวธิ สี �ำ คญั ในการรกั ษา ฐานเสียงดว้ ย ได้แก่ การลงพื้นท่ี พบปะประชาชน การเข้าร่วมกิจกรรม ทางสังคมในชุมชน การปราศรัย และการให้ความอุปถัมภ์ช่วยเหลือ ในรูปแบบต่างๆ และในทัศนะของนักการเมืองถ่ินปัจจุบันกลุ่มสตรี แมบ่ า้ นเปน็ คะแนนเสยี งส�ำ คญั และเชอ่ื ถอื ไดม้ ากในการเมอื งถน่ิ สงขลา สุเชาน์ มีหนองหว้า และกิติรัตน์ สีหมัณฑ์ (2549) ได้ทำ�การ ศกึ ษานกั การเมอื งถนิ่ จงั หวดั อบุ ลราชธานี ตง้ั แตป่ ี พ.ศ.2475 – ปจั จบุ นั (พ.ศ.2548) โดยมวี ตั ถปุ ระสงคข์ องการศกึ ษาทส่ี �ำ คญั คอื เพอ่ื รจู้ กั นกั การ เมืองท่ีเคยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัด อุบลราชธานีนับต้ังแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน เพ่ือทราบถึงเครือข่าย และความสมั พนั ธข์ องนกั การเมอื งในจงั หวดั อบุ ลราชธานี บทบาทและ ความสัมพันธ์ของกลุ่มผลประโยชน์ท่ีมีส่วนให้การสนับสนุนทางการ เมืองแก่นักการเมืองในจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อทราบถึงบทบาทและ ความสมั พนั ธข์ องพรรคการเมอื งกบั นกั การเมอื งในจงั หวดั อบุ ลราชธานี ต้ังแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน ซ่ึงการดำ�เนินการศึกษาเป็นการวิจัยเชิง คุณภาพ ดำ�เนินการวจิ ัยโดยการศึกษาจากเอกสาร การเก็บขอ้ มลู จาก การสัมภาษณ์สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี และการ 51

นกั การเมืองถิ่นจงั หวัดราชบุรี ใช้การสงั เกตการณ์ จากการศึกษาพบวา่ ตั้งแต่มกี ารเปลีย่ นแปลงการปกครองของ ประเทศไทยมาสรู่ ะบอบประชาธิปไตย จากปี พ.ศ.2475 และจัดใหม้ ี การเลอื กตั้งสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรตัง้ แต่ปี พ.ศ.2476 เปน็ ต้นมาจน กระทง่ั ปจั จบุ นั จงั หวดั อบุ ลราชธานใี นฐานะจงั หวดั หนงึ่ ของประเทศไทย กเ็ ขา้ สกู่ ระบวนการการเมอื งการปกครองของไทย โดยจดั ใหม้ กี ารเลอื ก ตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเข้าไปทำ�งานในรัฐสภาเช่นเดียวกับจัง หวดั อน่ื ๆ อยา่ งไรกต็ ามเมอื่ ใชเ้ กณฑภ์ มู หิ ลงั และอาชพี ของนกั การเมอื ง ในจงั หวดั อบุ ลราชธานตี ง้ั แตอ่ ดตี จนกระทง่ั ปจั จบุ นั สามารถแบง่ ไดเ้ ปน็ 2 ยุค คอื ยุคของนกั การเมอื งท่ีเป็นข้าราชการ ระหว่างปี พ.ศ.2476 – พ.ศ. 2414 และยุคของนักการเมืองท่ีเป็นนักธุรกิจ พ่อค้า ระหว่างปี พ.ศ.2518 – ปัจจุบนั ในส่วนเครือข่ายของนักการเมืองในจังหวัดอุบลราชธานีและ กลมุ่ ผลประโยชนท์ มี่ สี ว่ นใหก้ ารสนบั สนนุ ทางการเมอื งแกน่ กั การเมอื ง ในจังหวัดอุบลราชธานีน้ัน นักการเมืองในจังหวัดอุบลราชธานีโดย เฉพาะอย่างย่ิงในระยะหลังมีการรวมกันเป็นกลุ่มในบางช่วงบางขณะ เพ่ือใหค้ วามช่วยเหลือกนั ในการเลือกต้งั เช่น ในสมยั แรกๆ ภายหลงั การเลือกต้ังในปี พ.ศ.2518 เร่ิมมีการรวมกลุ่มทางการเมืองที่มีนาย สุทัศน์ เงินหมื่น เป็นผู้นำ� ต่อมามีกลุ่มทางการเมืองท่ีมีนายประสิทธ์ิ ณรงค์เดช และกลมุ่ ของนายไชยศิริ เรอื งกาญจนเศรษฐ์ เป็นผู้นำ� สว่ น ในปัจจุบนั จงั หวัดอุบลราชธานีมีกลมุ่ การเมอื งส�ำ คญั 2 กลุ่มคอื กลมุ่ ที่ มนี ายปรชี า เลาหพงศช์ นะ เปน็ ผนู้ ำ� กบั กลมุ่ ทม่ี นี ายเกรยี ง กลั ปต์ นิ นั ท์ เปน็ ผนู้ �ำ แมว้ า่ จะอยใู่ นพรรคการเมอื งเดยี วกนั กต็ าม โดยกลมุ่ การเมอื ง เหล่านจ้ี ะลงสมคั รในนามพรรคการเมอื งเดียวกัน และเมอื่ ยา้ ยพรรคก็ 52

ทบทวนเอกสาร งานวจิ ัยและทฤษฎที เี่ กย่ี วข้องฯ จะย้ายไปสังกัดพรรคใหม่คล้ายกัน ขณะเดียวกันหัวหน้ากลุ่มก็อาจมี ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักการเมืองระดับชาติที่เป็นแกนนำ�ในระดับ รองหัวหน้าพรรค หรือหวั หนา้ พรรคการเมอื งด้วย ในสว่ นรปู แบบและวธิ กี ารหาเสยี งของนกั การเมอื งถน่ิ ในจงั หวดั อุบลราชธานี จากการศึกษาพบว่า รูปแบบวิธีการหาเสียงของนักการ เมืองที่ได้รับการเลือกตั้งในสมัยแรกท่ีมีการเลือกต้ังกับในปัจจุบันแตก ตา่ งกนั กลา่ วคอื ในสมยั แรกจากการเลอื กตงั้ ของจงั หวดั อบุ ลราชธานี ทีม่ นี ักการเมอื งไดร้ บั การเลือกตั้ง เชน่ นายทองอินทร์ ภรู ิพัฒน์ นาย เลียง ไชยกาล นายฟอง สิทธิธรรม การหาเสียงใชร้ ปู แบบของการออก ปราศรัยตามท้องถิ่นต่างๆ ในเขตเลือกต้ัง และการใช้กลุ่มเครือญาติ เพอ่ื นสนทิ ชว่ ยในการหาเสยี ง แตร่ ปู แบบและวธิ กี ารหาเสยี งของนกั การ เมืองในจังหวัดอุบลราชธานีในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิม เป็นการ ใช้การจัดต้ังระบบหัวคะแนนในหมู่บ้านและชุมชนกระจายครอบคลุม เขตเลือกตงั้ ซ่งึ ปจั จัยเก่ยี วกบั ความสามารถในการจดั ต้งั หวั คะแนนจัด ได้ว่าเป็นปัจจัยช้ีขาดสำ�คัญที่จะทำ�ให้ผู้สมัครได้รับชัยชนะในการ เลือกตั้ง นอกจากน้ี ผู้สมัครยังจะต้องมีความสามารถและเอาใจใส่ ต่อการให้บริการประชาชนในเขตเลือกตั้ง เช่น การดูแลทุกข์สุขของ ประชาชนท่ีได้รับความเดือดร้อนที่มาขอความช่วยเหลือจากสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ลงสมัครรับเลือกต้ัง การเข้าร่วมในกิจกรรม งานบุญประเพณีที่ชาวบ้านจัดขึ้นในชุมชนอย่างสม่ำ�เสมอตลอดเวลา ซึ่งรูปแบบและวิธีหาเสียงดังกล่าวสำ�คัญมาก อย่างไรก็ตามปัจจัย เกย่ี วกบั \\คณุ สมบตั ขิ องผสู้ มคั รทเี่ ปน็ คนมคี วามรคู้ วามสามารถ คบงา่ ย พ่ึงพาได้ ก็เป็นปัจจัยท่สี �ำ คญั ประกอบกัน รองศาสตราจารย์พรชัย เทพปัญญา (2549) ได้ทำ�การศึกษา 53

นักการเมืองถิน่ จงั หวัดราชบรุ ี นักการเมืองถ่ินจังหวัดปทุมธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือรู้จักนักการ เมืองที่เคยได้รับการเลือกต้ังในจังหวัด เพื่อให้ทราบถึงเครือข่ายและ ความสัมพันธ์ เพ่ือให้ทราบบทบาทและความสัมพันธ์ของกลุ่มผล ประโยชน์และกลุ่มทไี่ มเ่ ป็นทางการเชน่ ครอบครวั วงศาคณาญาติ ที่มี ส่วนสนบั สนนุ ทางการเมอื ง เพือ่ ทราบบทบาทและความสัมพันธ์ของ พรรคการเมอื งกบั นักการเมืองในจังหวดั และเพ่ือทราบกลวิธใี นการ หาเสียงเลือกตั้ง โดยจะทำ�การศึกษานักการเมืองถ่ินจังหวัด ปทุมธานีที่ได้รับการเลือกต้ังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการ เลอื กตง้ั ครง้ั แรกเมอ่ื ปี พ.ศ.2476 ถงึ การเลอื กตงั้ เมอื่ ปี พ.ศ.2548 โดยใช้ วธิ กี ารวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพ เนน้ การศกึ ษาจากเอกสารและสมั ภาษณน์ กั การ เมอื งและบุคคลที่เกยี่ วข้อง ผลการศึกษาพบว่า นักการเมืองถนิ่ ส่วนใหญม่ ภี ูมหิ ลงั ทางการ ศกึ ษาทด่ี ี มสี ถานภาพทางเศรษฐกจิ และสงั คมทเ่ี ออื้ อำ�นวยตอ่ การเปน็ นักการเมอื ง โดยนักการเมืองถิน่ ในจังหวัดส่วนใหญจ่ ะอยู่ในกลุม่ ของ ตระกูลหาญสวัสด์ิ นอกนั้นจะได้รับเลือกตั้งเพราะชื่อเสียงของตนเอง สำ�หรับความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองถิ่นในจังหวัดถือได้ว่ามีค่อน ข้างน้อยรวมถึงความสัมพันธ์กับกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจด้วย ใน ด้านของการหาเสียงปัจจุบันจะให้ความสำ�คัญกับพรรคการเมืองและ นโยบายของพรรค และการรวมตวั ของกลมุ่ ตระกลู หาญสวสั ดก์ิ บั พรรค ไทยรักไทยถือได้ว่าเป็นการรวมกันระหว่างอิทธิพลท้องถิ่นกับอิทธิพล ระดบั ชาติ นิรันดร์ กุลฑานันท์ (2549) ได้ทำ�การศึกษานักการเมืองถิ่น จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือทำ�ความรู้จักกับนักการเมือง 54

ทบทวนเอกสาร งานวิจยั และทฤษฎที ี่เกีย่ วข้องฯ ที่เคยได้รับการเลือกต้ังในจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อทราบถึงเครือข่ายและ ความสัมพันธ์ของนักการเมืองในจังหวัด เพ่ือทราบบทบาทและ ความสัมพันธ์ของกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มท่ีไม่เป็นทางการท่ีมีส่วน สนับสนนุ ทางการเมอื งในจังหวดั เพอื่ ทราบบทบาทและความสัมพันธ์ ของพรรคการเมอื งกบั นกั การเมอื งในจงั หวดั เพอื่ ทราบวธิ กี ารหาเสยี ง ในการเลือกตั้งของนักการเมืองในจังหวัด ทำ�การศึกษานักการเมือง ระดับชาติ ตงั้ แต่การเลือกตั้งทัว่ ไปครัง้ แรก จนถงึ ปี พ.ศ.2548 โดยใช้ กระบวนการวิจยั เชงิ คุณภาพในการศกึ ษา ผลการศึกษาพบวา่ นกั การเมืองท่ีโดดเดน่ ในยุคแรก พ.ศ.2476 - 2500 ได้แก่ นายเสรี อิศรางกูร ณ อยุธยา (บิดาของพลเอก ธรรมรกั ษ์ อิศรางกรู ณ อยุธยา และเปน็ รัฐมนตรคี นแรกของบุรรี มั ย)์ และนายสอง้ิ มารงั กลู (นักการเมอื งหวั กา้ วหน้าในยุคแรก) ในยุคที่ 2 (พ.ศ.2512 - 2519) นกั การเมอื งทโ่ี ดดเดน่ คอื นายสวสั ด์ิ คชเสนยี ์ และ นาย ประเสรฐิ เลศิ ยะโส (ผสู้ มคั รพรรคสงั คมนยิ มแหง่ ประเทศไทย) เปน็ นกั การเมืองหัวก้าวหนา้ ที่ไดร้ ับเลอื กหลงั เหตกุ ารณ์ 14 ตลุ าคม พ.ศ. 2516 ในยคุ ที่ 3 (พ.ศ.2522 - 2535) นกั การเมืองที่โดดเด่นคือ นาย อนุวรรตน์ วัฒนพงศ์ศิริ (อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย) และนายการุณ ใสงาม นักการเมืองหัวก้าวหน้าในยุคท่ี 4 (พ.ศ.2535-2540) นักการ เมืองที่โดดเด่นคือนายพรเทพ เตชะไพบลู ย์ (อดตี รัฐมนตรีหลายสมัย) ในยุคปัจจุบัน (พ.ศ.2540 - 2548) นักการเมืองบุรีรัมย์ที่โดดเด่นคือ นายเนวนิ ชดิ ชอบ (รฐั มนตรหี ลายสมัย) นายโสภณ เพชรสวา่ ง (อดีต รองประธานสภาผู้แทนราษฎร) และพลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา (รฐั มนตรีหลายสมยั ) สำ�หรับเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองในจังหวัด 55

นักการเมืองถิน่ จงั หวัดราชบรุ ี พบวา่ นกั การเมืองบรุ รี มั ยม์ ีความสมั พันธ์กนั ผา่ นการท�ำ ธรุ กิจ และการ แบ่งผลประโยชน์งบประมาณพัฒนาที่ลงมาในพื้นที่เลือกต้ัง มีความ สมั พนั ธใ์ นเชงิ เครอื ญาตกิ นั บา้ ง และสมั พนั ธก์ บั กลมุ่ ผลประโยชนต์ า่ งๆ เชน่ หอการคา้ สภาอตุ สาหกรรม องคก์ รกภู้ ยั เปน็ ตน้ สว่ นความสมั พนั ธ์ ระหวา่ งพรรคการเมอื งกบั นกั การเมอื งจะสมั พนั ธผ์ า่ นมงุ้ การเมอื งทต่ี น สังกดั อยู่ ในด้านวิธีการหาเสียงในการเลือกตั้ง มีพัฒนาการมาต้ังแต่ เคาะประตบู ้าน จดั มหรสพแล้วปราศรยั หาเสียง ทำ�โปสเตอรแ์ ผน่ ป้าย โฆษณา มาจนถึงการแจกสิ่งของ อาหาร ยารกั ษาโรค เสอื้ ผา้ จนแจก เงนิ ในท้ายที่สุด และรูปแบบการจัดตงั้ หวั คะแนน เร่ิมจากง่ายๆ อาศัย ผู้นำ�ท้องถ่นิ มาเป็นการวางเครอื ข่ายคล้ายธุรกจิ ขายตรง มสี ัดส่วนหวั คะแนนตอ่ ผใู้ ชส้ ทิ ธเิ ลก็ ลง และนอกจากนยี้ งั ใชว้ ธิ กี ารหาเสยี งโดยจดั ตง้ั กองทนุ ใหก้ ลมุ่ ชาวบา้ น การอบรม และพาไปศกึ ษา ดงู าน การจดั เลยี้ ง การแจกเบีย้ เล้ยี ง เปน็ ต้น ชาญวฒุ ิ ไชยรกั ษา (2549) ได้ทำ�การประมวลขอ้ มูลเพือ่ ศกึ ษา นักการเมืองถ่ินจังหวัดพิษณุโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือรู้จักนัก การเมืองที่เคยได้รับการเลือกต้ังในจังหวัด เพื่อให้ทราบถึงเครือข่าย และความสัมพันธ์ เพื่อให้ทราบบทบาทและความสัมพันธ์ของกลุ่มผล ประโยชนแ์ ละกลุ่มทไ่ี มเ่ ป็นทางการเช่น ครอบครวั วงศาคณาญาติ ท่ี มีส่วนสนบั สนุนทางการเมือง เพื่อทราบบทบาทและความสัมพันธ์ของ พรรคการเมอื งกบั นกั การเมอื งในจงั หวดั และเพอ่ื ทราบกลวธิ ใี นการหา เสยี งเลอื กตง้ั โดยจะท�ำ การศกึ ษานกั การเมอื งถน่ิ จงั หวดั พษิ ณโุ ลกทไี่ ด้ รับการเลือกต้ังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกต้ังครั้งแรก เม่ือปี พ.ศ.2476 ถึงการเลือกต้ังเมื่อปี พ.ศ.2548 โดยใช้วิธีการวิจัย 56

ทบทวนเอกสาร งานวจิ ยั และทฤษฎีทเี่ กย่ี วขอ้ งฯ เชงิ คณุ ภาพ เน้นการศึกษาจากเอกสารและสมั ภาษณน์ ักการเมอื งและ บุคคลท่เี กย่ี วข้อง จากการศึกษาพบว่า นับต้ังแต่การเลือกต้ังคร้ังแรก พ.ศ.2476 ถึงการเลือกตง้ั เม่ือปี พ.ศ.2548 มนี กั การเมืองทไี่ ดร้ ับการเลอื กต้งั ด้วย วิธีการเลือกตั้งแบบต่างๆ กันไปเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด พิษณุโลกแล้ว จำ�นวนทั้งส้ิน 29 คน โดยในช่วงแรกผู้ท่ีได้รับการ เลอื กตงั้ จากประชาชนสว่ นใหญจ่ ะเปน็ ผทู้ เี่ คยด�ำ รงต�ำ แหนง่ ขา้ ราชการ ในจงั หวดั พษิ ณโุ ลก ทง้ั นเ้ี นอ่ื งจากจงั หวดั พษิ ณโุ ลกตง้ั แตอ่ ดตี เปน็ จงั หวดั ทมี่ ขี นาดใหญแ่ ละเปน็ ศนู ยก์ ลางของภมู ภิ าค ภาคเหนอื ตอนลา่ ง ท�ำ ให้ ผมู้ คี วามรคู้ วามสามารถมารบั ราชการอยทู่ จี่ งั หวดั พษิ ณโุ ลกจ�ำ นวนมาก ในชว่ งถดั มานบั ตงั้ แตป่ ี พ.ศ.2512 นน้ั การเมอื งถนิ่ ของจงั หวดั พษิ ณโุ ลก ไดม้ กี ารเปลย่ี นแปลงไป เนอื่ งจากผทู้ ไ่ี ดร้ บั การเลอื กตงั้ นนั้ จะเปน็ ผทู้ เี่ กดิ และเตบิ โตหรอื มคี วามผกู พนั อยา่ งใกล้ชดิ กบั จงั หวดั พษิ ณโุ ลกตง้ั แตร่ ุ่น บิดามารดา ท�ำ ใหม้ ีทนุ ทางสังคม (Social Capital) อนั เปน็ ทีม่ าของทุน ทางการเมือง จนได้คะแนนเสียงจากประชาชนชาวจังหวัดพิษณุโลก สำ�หรับนักการเมืองถิ่นท่ีได้ดำ�รงตำ�แหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก หลายคนเป็นผู้ท่ีมีความเกี่ยวพันกับจังหวัดพิษณุโลกโดย เฉพาะโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ซ่ึงเป็นโรงเรียนชายประจำ�จังหวัด ซึ่งได้ทำ�ให้อดีตอาจารย์หรือผู้บริหาร และศิษย์เก่าของโรงเรียนได้รับ การเลอื กตงั้ เปน็ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร เพราะเปน็ สถานศกึ ษาทม่ี ชี อ่ื เสยี งและเป็นที่ยอมรบั ของคนพิษณโุ ลกเปน็ อยา่ งมาก สำ�หรับวิธีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่นักการเมืองถิ่นจังหวัด พิษณุโลกใช้ในการเลือกตั้งก็ได้แก่ การลงพ้ืนท่ีพบปะชาวบ้านเพ่ือ แนะนำ�ตัวเองรวมทั้งนโยบายในการหาเสียง ซักถามพูดคุยถึงปัญหา 57

นกั การเมืองถ่ินจงั หวัดราชบรุ ี ในพ้ืนที่ การปราศรัยหาเสียงซ่ึงในเริ่มแรกจะมีการฉายหนังกางแปลง ไปฉายรว่ มดว้ ยเพอ่ื ดงึ ชาวบา้ นมารว่ ม แตต่ อ่ มาจะอาศยั โอกาสในงาน วัดหรืองานรืน่ เรงิ ประจ�ำ ปีแทน มกี ารใช้สื่อประชาสมั พันธ์ เชน่ พวก แผ่นป้ายขนาดใหญ่ มีการใชร้ ถขยายเสียง สำ�หรับการซ้ือเสียงนน้ั ผูใ้ ห้ ข้อมลู บางทา่ นระบุว่าเรม่ิ มาตัง้ แต่ปี พ.ศ.2518 แตบ่ างทา่ นบอกว่าเริ่ม ปี พ.ศ.2526 ซ่งึ สาเหตุทีท่ ำ�การซ้ือเสียงนัน้ กเ็ พราะทำ�ตามผสู้ มคั รราย อ่ืนและเพ่ือท่ีจะให้ตนเองมีโอกาสในการชนะการเลือกตั้ง โดยกระทำ� ผา่ นหัวคะแนน ซึ่งอาจเป็น กำ�นนั ผู้ใหญบ่ า้ น สมาชิกองคก์ ารบริหาร สว่ นต�ำ บล (อบต.) และประธานชุมชน ส�ำ หรบั ปจั จยั ทสี่ ง่ ผลตอ่ ความส�ำ เรจ็ ในการเลอื กตงั้ สมาชกิ สภา ผแู้ ทนราษฎร จงั หวดั พษิ ณโุ ลกนน้ั กไ็ ดแ้ ก่ ปจั จยั เรอ่ื งความสมั พนั ธข์ อง ผู้สมัครที่มีต่อชุมชนและประชาชน กล่าวคือ ถ้าผสู้ มคั รพยายามทำ�ตวั ใกลช้ ดิ และเกาะตดิ พ้นื ทเ่ี ลือกตง้ั กจ็ ะท�ำ ให้ชาวบ้านร้จู ักและใหค้ วามไว้ วางใจมากข้ึน ปจั จยั เร่ืองเงินท่ใี ชใ้ นการหาเสยี งโดยเฉพาะการจา่ ยเงนิ ใหช้ าวบา้ นโดยผา่ นหวั คะแนนหรอื ผนู้ �ำ ชมุ ชน ซงึ่ เปน็ สง่ิ ทไ่ี มอ่ าจปฏเิ สธ ได้ ปัจจัยเรื่องทุนทางสังคมหรือการมีเครือข่ายทางสังคมของผู้สมัคร ปจั จยั เรอื่ งความสมั พนั ธก์ บั นกั การเมอื งถนิ่ ทดี่ �ำ รงต�ำ แหนง่ สมาชกิ สภา ผแู้ ทนราษฎร อยแู่ ล้ว ณรงค์ บุญสวยขวัญ (2549) ได้ทำ�การศึกษานักการเมืองถิ่น จงั หวดั นครศรีธรรมราช โดยมีวัตถปุ ระสงคใ์ นการศกึ ษาคือ เพื่อศกึ ษา อตั ลกั ษณข์ องนกั การเมอื งระดบั ชาตใิ นจงั หวดั นครศรธี รรมราช และเพอ่ื ศึกษาถึงเครือข่ายความสัมพันธ์ของนักการเมืองระดับชาติในจังหวัด นครศรีธรรมราชกับประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้วิธี วิทยาการวิจัยแบบคุณภาพ เน้นการศึกษาจากเอกสารและสัมภาษณ์ 58

ทบทวนเอกสาร งานวิจัยและทฤษฎีทีเ่ กีย่ วข้องฯ นกั การเมอื งและบคุ คลท่เี ก่ียวขอ้ ง หรือรบั รู้ปรากฏการณท์ างการเมือง จากการศกึ ษาพบวา่ ปฏบิ ตั กิ ารทางการเมอื งนครศรธี รรมราชนน้ั สัมพันธ์กับบริบทการเมืองระดับชาติและบริบทสังคมวิทยาการเมือง แบบดง้ั เดมิ ตามวถิ ขี องชาวนครศรธี รรมราช โดยสามารถแบง่ ชว่ งเวลา การเมืองในระบอบประชาธิปไตยออกเป็น 3 ช่วง โดยมีคุณลักษณะ ของแต่ละช่วงต่างกันไป ประกอบด้วย ช่วงแรก พ.ศ.2475 - 2500 ยุคเทคนิควิธีการหาเสียง ยุคที่สอง พ.ศ.2500 - 2535 ยุคสถาปนา พรรคประชาธิปัตย์ เน้นการปราศรัยอภิปรายด้วยลีลาดุดัน กลาย เป็นดาวสภา หางบประมาณลงสู่เขต ต่อสู้กับลัทธิและอิทธิพลเพ่ือ ประชาธปิ ไตย ชว่ งทส่ี าม หลงั พ.ศ.2535 ยคุ การจรรโลงประชาธปิ ไตย และยุคจรรโลงความเป็นประชาธิปัตย์ในนครศรีธรรมราช ดังนั้นการ กล่าวถึงการเมืองนครศรีธรรมราชต้องเพ่งพินิจไปท่ีนักการเมืองจาก พรรคประชาธิปัตย์ เพราะความต่อเนื่องในการชนะเลือกตั้ง โดยมี ลักษณะพัฒนาการจากระบบแบบเดิมหรือสังคมการเมืองไทยแบบ โบราณทีม่ ตี ัวแทนแบบอ�ำ นาจนิยมที่มสี ายใยทางศาสนาไปสู่การเมือง ระบบตัวแทนในระบอบประชาธิปไตยอย่างเข้มข้น ท่ีมีการใช้ศาสนา เปน็ กลไกในการสรา้ งอดุ มการณใ์ นการชว่ ยขบั เคลอื่ นใหเ้ กดิ อดุ มการณ์ ของการเมอื งประชาธปิ ไตยตวั แทนโดยนกั การเมอื งและพรรคการเมอื ง การเมืองแบบใหม่ที่เน้นความสำ�คัญต่อระบบตัวแทนจึงสำ�เร็จผลใน นครศรธี รรมราชสงู มาก สง่ ผลใหป้ ระชาชนกลายเปน็ ผรู้ บั อปุ ถมั ภ์ โดย มผี ู้ใหอ้ ุปถัมภ์รายใหม่คือ นกั การเมืองทีช่ นะเลือกตง้ั อตั ลกั ษณท์ างการเมอื งของนกั การเมอื งถนิ่ คอื มคี วามรสู้ งู หรอื มีการศึกษาค้นคว้าอยู่ตลอด พร้อมกับมีความใกล้ชิดประชาชนอย่าง มาก การอปุ ถัมภ์โดยการสรา้ งโครงการพัฒนาทางกายภาพ สร้างวาท 59

นักการเมืองถ่ินจังหวดั ราชบรุ ี กรรมทางการเมือง ความกล้าหาญท่ีช้ีนำ�ประชาชนให้เห็นถึงความไม่ ถกู ตอ้ ง ความไมเ่ หมาะสมของราชการและคตู่ อ่ สทู้ างการเมอื งอยา่ งไม่ เกรงกลวั จงึ เนน้ กลวธิ กี ารหาเสยี งมากกวา่ การเมอื งเชงิ นโยบาย อยา่ งไร กต็ ามนกั การเมอื งถนิ่ ในนครศรธี รรมราชจะมกี ารแยง่ ชงิ การน�ำ ระหวา่ ง กนั ภายในจงั หวดั ฯ เพอ่ื หวงั เปน็ สญั ลกั ษณข์ องจงั หวดั นครศรธี รรมราช และประเทศ แม้นว่าทุกกลุ่มการเมืองแย่งชิงการนำ�กันแต่ไม่ยอม พา่ ยแพ้ออกจากความเปน็ ประชาธปิ ตั ย์ กระบวนการสรา้ งเครอื ขา่ ยการหาเสยี ง ในชว่ งแรกมกี ารใชพ้ รรค พวก ญาติ เครือข่ายวิชาชีพครู เครอื ข่ายสถาบันการศกึ ษา ในชว่ งการ จรรโลงประชาธปิ ตั ยน์ นั้ มกี ารใชเ้ ครอื ขา่ ยสตรซี ง่ึ เปน็ กลมุ่ ทตี่ อ่ ยอดกลมุ่ ทางสังคมที่ทางราชการสร้างข้ึนมา การใช้กลไกศาสนามาเป็นกลไก สร้างความเป็นนักการเมืองแบบประชาธิปัตย์จาก้ันก็สร้างอุดมการณ์ แบบประชาธปิ ตั ยข์ นึ้ มา และนกั การเมอื งทอ้ งถน่ิ ทพ่ี ยายามสรา้ งความ เปน็ ประชาธปิ ตั ยน์ คี้ อื มาตรฐานทางการเมอื งทอ้ งถนิ่ นครศรธี รรมราชท่ี สามารถจรรโลงอ�ำ นาจทางการเมอื งดว้ ยการชนะการเลอื กตง้ั ตลอดมา ดร.บฆู อรี ยหี มะ (2549) ไดท้ ำ�การส�ำ รวจเพือ่ ประมวลผลข้อมูล นกั การเมอื งถน่ิ จงั หวดั ปตั ตานี โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ท�ำ ความรจู้ กั กบั นกั การเมอื งถน่ิ ปตั ตานตี งั้ แตอ่ ดตี จนถงึ ปจั จบุ นั ทงั้ ในดา้ นประวตั คิ วาม เป็นมา เครือข่ายและความสัมพันธ์กับกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มท่ีไม่ เป็นทางการ เช่น ครอบครวั เครือญาติ ตลอดจนกลยุทธห์ รือเทคนคิ การหาเสยี ง และความสัมพนั ธ์ของตัวนกั การเมืองกบั พรรคการเมอื ง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ งานวิจัยฉบับน้ีใช้กรอบ แนวคดิ การวจิ ยั ทเี่ ชอื่ มโยงบรบิ ทเชงิ โครงสรา้ งทางการเมอื ง เศรษฐกจิ และสังคมในพน้ื ท่ี เข้ากับผ้กู ระท�ำ ซึ่งเปน็ ตัวนกั การเมอื ง เพ่อื ช้เี หน็ ว่า 60

ทบทวนเอกสาร งานวจิ ยั และทฤษฎที ่ีเกยี่ วขอ้ งฯ บริบทเชิงโครงสร้างเป็นเง่ือนไขสำ�คัญท่ีกำ�หนดว่าบุคคลประเภทใด ที่จะมีโอกาสในทางการเมือง กำ�หนดพฤติกรรมทางการเมืองว่าควร จะเป็นเช่นใด หรือกำ�หนดกลยุทธ์ทางการเมืองว่าควรจะมีลักษณะ อย่างไร ดงั นน้ั แนวทางการศกึ ษาและการน�ำ เสนอในงานวจิ ยั ฉบบั นี้จงึ ใชแ้ นวทางเชงิ ประวตั ศิ าสตร์ (Historical Approach) เพอื่ เสนอใหเ้ หน็ ถงึ พัฒนาการของบริบทเชิงโครงสร้างกับโอกาสทางการเมืองของนักการ เมืองในแต่ละช่วงเวลา ผลการศึกษาพบว่าการเมืองปัตตานีสามารถแบ่งพัฒนาการได้ เป็น 3 ยคุ คือ ยคุ แรก ระหวา่ งปี พ.ศ.2476 - พ.ศ.2528 การเมอื งของปตั ตานี เป็นการต่อสู้ช่วงชิงระหว่างตระกูลอดีตเจ้าเมืองกับตระกูลนักการ ศาสนาและเครือข่าย ตระกูลอดตี เจา้ เมืองน้นั มีบทบาท มอี �ำ นาจและ อิทธิพลในด้านต่างๆ ในสังคมปัตตานีมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ก่อน การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปีพ.ศ.2475 เมื่อประเทศไทยมีการ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็น ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ลูก หลานผสู้ บื ตระกลู เจา้ เมอื งยงั คงมบี ทบาทสบื เนอ่ื งตอ่ มา เพราะไดก้ ลาย มาเป็นส่วนหนึ่งของกลไกรัฐไทยมานับแต่อดีต จึงมีบทบาทต่อคนใน พื้นท่ีซ่ึงไม่สามารถเข้าถึงกลไกรัฐ ที่ท้ังแตกต่างจากคนท้ังหลายท้ังใน แง่ศาสนา ภาษา ขนบธรรมเนยี มประเพณี ความจ�ำ เป็นที่จะตอ้ งพง่ึ พา อาศยั ลกู หลานตระกลู อดีตเจ้าเมอื งยง่ิ มสี งู ในขณะเดยี วกันโอกาสใน ทางการเมืองของลูกหลานตระกูลอดีตเจ้าเมืองยังมาจากการให้การ สนบั สนนุ ของกลไกรับในพ้นื ท่ี ท้ังกลไกรฐั ในระดบั บน เช่น เจ้าหนา้ ที่ 61

นกั การเมอื งถ่นิ จงั หวัดราชบรุ ี ฝา่ ยปกครอง และกลไกรฐั ในระดับล่าง เช่น ก�ำ นัน ผใู้ หญ่บา้ น ซ่งึ รับ ใช้ใกล้ชดิ ตระกลู อดตี เจา้ เมอื งมาอยา่ งยาวนาน แต่ในสงั คมมุสลมิ น้ัน นกั การศาสนานบั เปน็ อกี กลมุ่ หนง่ึ ทม่ี บี ทบาทสงู ยง่ิ เปน็ บคุ คลทใี่ กลช้ ดิ กบั ประชาชนและไดร้ บั การเคารพนบั ถอื จากประชาชนสว่ นใหญใ่ นฐานะ เปน็ ผนู้ ำ�ทางจิตวิญญาณ เปน็ แบบอย่างในการด�ำ รงชีวติ เพราะเป็นผูท้ ่ี มคี วามรู้ทางศาสนา ผนู้ �ำ ทางศาสนานี้กระจายอยู่ทุกสว่ นในโครงสร้าง สงั คมมุสลิมในจงั หวดั ปตั ตานี ตั้งแตร่ ะดบั จงั หวดั อำ�เภอ ต�ำ บล ไป จนถึงระดับหมู่บ้าน ในโรงเรียนสอนศาสนาต้ังแต่ระดับเด็กเล็กที่เรียก วา่ โรงเรียนตาดกี า ตลอดจนถึงการเรียนการสอนตามอธั ยาศยั ท่ีใหแ้ ก่ วยั ผใู้ หญโ่ ดยใชส้ ถานทท่ี เ่ี ปน็ บา้ นของผนู้ �ำ ศาสนาหรอื มสั ยดิ ตามแตจ่ ะ สะดวก ผู้นำ�ศาสนาเหล่านี้มีหน้าท่ีสำ�คัญในการสอนหลักการศาสนา และให้คำ�ปรึกษาในด้านต่างๆ แก่ชาวมุสลิมเพ่ือการดำ�รงชีวิตท่ีถูก ตอ้ งตามหลกั การศาสนา รวมถงึ การท�ำ หนา้ ทใ่ี นการไกลเ่ กลย่ี ขอ้ พพิ าท ต่างๆ ท่เี กดิ ขึน้ ระหวา่ งประชาชนในชมุ ชน โดยในสมัยนม้ี นี โยบายรฐั นยิ มและชาตนิ ิยมของจอมพล ป. พิบลู สงคราม ที่ส่งผลกระทบส�ำ คัญ ตอ่ จติ วญิ ญาณและการด�ำ เนนิ ชวี ติ ของชาวไทยมสุ ลมิ ในพนื้ ท่ี และผนู้ �ำ ศาสนาก็ได้เป็นตัวแทนไปเรียกร้องทางการเมืองให้กับคนในพ้ืนท่ี นับ เป็นบทบาททางการเมืองทสี่ ำ�คญั นบั แต่นั้นเปน็ ต้นมา ยุคทสี่ อง ระหวา่ งปี พ.ศ.2529 - พ.ศ.2547 มีการก่อตั้งกลมุ่ การเมืองเพ่ือเป็นกลไกในการต่อรองกับพรรคการเมืองและกลยุทธ์ใน การชนะเลอื กตง้ั คอื กลมุ่ วะดะห์ และกลมุ่ ญามาอะฮอ์ ลุ ามะอ์ ปตั ตานี รสุ สลาม (ชมุ ชนนกั ปราชญแ์ หง่ ปัตตานีดารสุ สลาม) โดยในช่วงน้มี กี าร รวมกล่มุ ทางการเมืองของ สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร และอดตี สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร ที่กระจายอยู่กับพรรคการเมืองต่างๆ ในพื้นท่ี 5 62

ทบทวนเอกสาร งานวิจยั และทฤษฎีทีเ่ ก่ยี วข้องฯ จังหวัดชายแดนภาคใต้ นำ�โดยนายเด่น โต๊ะมีนา โดยใช้ช่ือกลุ่มว่า “วะดะห์” หรือ เอกภาพ ในความหมายภาษาไทย เพ่อื สร้างอ�ำ นาจใน การต่อรองกับพรรคการเมืองทั้งในเชิงการผลักดันนโยบายท่ีเก่ียวข้อง กบั พ้นื ท่แี ละการไดร้ ับตำ�แหน่งทางการเมอื งของสมาชกิ กลุ่ม ในขณะ เดยี วกนั กย็ งั เปน็ การขดี วงหรอื ก�ำ หนดพนื้ ทใี่ หก้ บั คนกลมุ่ ใหมห่ รอื คนท่ี อยนู่ อกกลมุ่ ทห่ี วงั จะเขา้ มาสเู่ วทกี ารเมอื งตอ้ งเขา้ มาสงั กดั กลมุ่ การเมอื ง ทตี่ นเองจดั ตง้ั โดยเฉพาะหากตอ้ งการประสบความส�ำ เรจ็ ทางการเมอื ง ไดอ้ ยา่ งงา่ ยดายมากยง่ิ ขน้ึ โดยหลงั จากกลมุ่ วะดะหป์ ระสบความส�ำ เรจ็ ทางการเมืองอย่างท่วมท้น โดยเฉพาะในการเลือกต้ังปี พ.ศ.2535/2 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เห็นถึงความเพลี่ยงพลำ้�ทางการเมืองเพราะกลุ่ม วะดะหก์ วาดทนี่ ง่ั เกอื บหมดในพน้ื ทจี่ งั หวดั ชายแดนภาคใตน้ กั การเมอื ง พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งกลุ่มญามาอะฮ์อุลามะอ์ ปัตตานีรุสสลาม (ชุมชนนักปราชญ์แห่งปัตตานีดารุสสลาม) โดยอาศัยความเป็นนัก วชิ าการของ ดร.สรุ นิ ทร์ พศิ สวุ รรณ เปน็ แกนน�ำ เพอ่ื อธบิ ายการเมอื งใน มิติของศาสนาอิสลาม ทแี่ ตกต่างจากกลุ่มวะดะห์ ด้วยการเคลอื่ นไหว ตอบโตก้ ลุ่มวะดะหว์ ่า มีแนวคดิ อสิ ลามส�ำ นกั วาฮาบีย์ (คณะใหม)่ ซ่งึ เปน็ เรื่องอ่อนไหวในพน้ื ที่ เนอื่ งจากการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา มีความแตกต่างในความเชื่อทางจิตวิญญาณ ในขณะท่ีชาวไทยมุสลิม ส่วนใหญใ่ นพ้นื ท่ีรบั แนวคดิ อิสลามนิกายสุหน่ี สำ�นกั คิดชาฟอี ยี ์ (จารีต ดง้ั เดมิ หรอื คณะเกา่ ) นอกจากนน้ั กลมุ่ ญามาอะฮฯ์ ยงั ใชว้ ธิ ดี งึ คะแนน เสียงจากชาวไทยมุสลิมท่ีให้การสนับสนุนกลุ่มวะดะห์ด้วยการอธิบาย การเมืองในแนวทางของอิสลามที่สอดคล้องกับความคิดของมุสลิม คณะเก่าแมก้ ระทงั่ ประเดน็ ละเอยี ดอ่อนเช่น สตรีกับการเมอื ง กลมุ่ ญา มาอะฮ์ฯ อธิบายว่าสตรีมีบทบาททางการเมืองไดใ้ นฐานะท่ีเป็นผูแ้ ทน 63

นักการเมืองถน่ิ จงั หวัดราชบรุ ี หรอื ตวั แทนไมใ่ ชใ่ นฐานะผนู้ �ำ ในขณะทกี่ ลมุ่ วะดะหไ์ มเ่ หน็ ดว้ ยกบั การท่ี สตรสี มคั รเปน็ ผแู้ ทนมาโดยตลอด เพง่ิ จะเปลยี่ นแปลงความคดิ เมอื่ นาย เด่น พยายามผลักดนั บตุ รสาวคือ พญ.เพชรดาว โตะ๊ มนี า ลงสมคั ร แต่ก็ไม่ได้รับการขานรับจากสมาชิกกลุ่ม กลุ่มญามาอะฮ์ฯใช้สถาบัน ปอเนาะดาลอ จงั หวดั ปตั ตานี เปน็ ฐานส�ำ คญั ในการตอ่ สทู้ างการเมอื ง กบั กล่มุ วะดะห์ ทงั้ น้ี สถาบนั ปอเนาะดาลอ เป็นสถาบนั ทางศาสนาที่ เก่าแกก่ วา่ 100 ปี มชี อ่ื เสยี งและมลี ูกศิษย์จำ�นวนมาก อยา่ งไรก็ตาม กลมุ่ ญามาอะฮฯ์ มคี วามแตกตา่ งจากกลมุ่ วะดะหต์ รงทกี่ ลมุ่ ญามะอะฮฯ์ ไม่ไดเ้ ป็นมงุ้ ทางการเมืองเหมอื นอย่างกล่มุ วะดะห์ แต่เปน็ เพยี งกลไก ของพรรคในพ้ืนที่เพ่ือจะแย่งความนิยมจากกลุ่มวะดะห์เท่าน้ัน จึงไม่ เปน็ ที่รูจ้ กั ในระดบั ชาติแตกตา่ งจากกลมุ่ วะดะห์ ยุคปัจจบุ นั (พ.ศ.2548 – ปัจจุบนั ) การเกดิ วิกฤตคิ วามรุนแรง ใน 3 จงั หวัดชายแดนภาคใตก้ ่อใหเ้ กดิ ความเปล่ยี นแปลงทางการเมอื ง เมอ่ื อดตี นกั การเมอื งผมู้ ชี อ่ื เสยี งตอ้ งพา่ ยแพใ้ หก้ บั นกั การเมอื งหนา้ ใหม่ เนื่องจากคนในพื้นที่เห็นว่าเป็นผลมาจากนโยบายและการปฏิบัติงาน ของรัฐบาลภายใต้การนำ�ของพรรคไทยรักไทยนับต้ังแต่เข้ามาบริหาร ประเทศเม่ือปี พ.ศ.2544 เป็นต้นมา ก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจ ของคนในพ้ืนท่ีและปฏิเสธแนวทางในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล จน สง่ ผลท�ำ ใหก้ ารเลอื กตง้ั ในปี พ.ศ.2549 เกดิ การเปลยี่ นแปลงจากเดมิ ใน อดตี เป็นอย่างมาก กลา่ วคือ ผูส้ มคั รหน้าใหมส่ ังกดั พรรคประชาธปิ ตั ย์ ซง่ึ เปน็ ฝา่ ยคา้ นและไมเ่ ปน็ ทร่ี จู้ กั ของประชาชนอยา่ งกวา้ งขวางมากอ่ น เมอ่ื เทยี บกบั ชอื่ เสยี งและบารมขี องอดตี สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร กลมุ่ วะดะห์ ที่สังกัดพรรคไทยรกั ไทย กลบั ไดร้ บั ชัยชนะในการเลอื กตัง้ ดว้ ย คะแนนเสียงท่วมท้น ซ่ึงปรากฏการณ์ทางการเมืองดังกล่าวจึงเป็น 64

ทบทวนเอกสาร งานวจิ ยั และทฤษฎีทีเ่ กย่ี วข้องฯ เครื่องช้ีบ่งให้เห็นถึงความเช่ือมโยงสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นระหว่าง การเมอื งในระดบั พน้ื ทขี่ องจงั หวดั ปตั ตานกี บั การเมอื งในระดบั ชาติ เมอื่ ประชาชนปฏเิ สธผสู้ มคั รจากพรรครฐั บาล หนั ไปเลอื กผสู้ มคั รจากพรรค ฝ่ายค้านแม้จะเป็นเพียงผู้สมัครที่จัดอยู่ในพวก “โนเนม” อันเป็นการ เลอื กเพอื่ แสดงปฏกิ ริ ยิ าตอ่ นโยบายของรฐั บาลวา่ ประชาชนรสู้ กึ เชน่ ใด แนวโนม้ ในอนาคต การเมอื งของปตั ตานใี นอนาคตอนั ใกลย้ อ่ ม เกี่ยวโยงกับการเมืองในระดับชาติอย่างเลี่ยงไม่พ้น จะเกิดปฏิสัมพันธ์ กนั อยา่ งแนบแนน่ กบั การเมอื งในระดบั ชาตใิ นเชงิ ของการผลติ นโยบาย และการนำ�นโยบายไปปฏิบัติในพื้นท่ี กล่าวคือ ประเด็นการเมืองอัต ลักษณ์ (Politics of Identity) จะเข้ามาเกี่ยวข้อง ความอยู่รอดของ นักการเมืองและนักการเมืองในระดับพ้ืนที่ขึ้นอยู่กับความสามารถใน การจัดการการเมืองอัตลักษณ์ น่ันคือ ทำ�อย่างไรถึงจะมีบทบาทหรือ แสดงบทบาททางการเมืองที่สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับคนใน พ้ืนท่ีในเร่ืองของการเมืองอัตลักษณ์ที่ต้องการปกปักษ์รักษาวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมอันดีงามของตนให้คงอยู่ต่อไป ด้วยการเจรจา ท�ำ ความเขา้ ใจให้กบั รฐั และรฐั บาลเขา้ มายงุ่ เกยี่ วในการ ปรบั เปลย่ี นวถิ ชี วี ติ ของพวกเขาไปในหนทางทเ่ี ขาไมต่ อ้ งการใหน้ อ้ ยทส่ี ดุ ในขณะเดยี วกนั กม็ นี โยบายทเี่ ออ้ื อ�ำ นวยหรอื สนองตอบตอ่ การเมอื งอตั ลกั ษณ์ในพืน้ ทอี่ ีกด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประกายศรี ศรีรุ่งเรือง (2550) ได้ทำ�การ สำ�รวจเพื่อประมวลข้อมูลของนักการเมืองถ่ินจังหวัดเชียงราย มี วัตถุประสงค์เพ่ือรู้จักนักการเมืองท่ีเคยได้รับเลือกในจังหวัดเชียงราย เครือข่ายของนักการเมือง กลวิธีหาเสียงของนักการเมือง ตลอดจน ความเปน็ มาทางการเมอื งของเชยี งรายตงั้ แตอ่ ดตี จนถงึ ปจั จบุ นั วธิ กี าร 65

นกั การเมอื งถน่ิ จังหวัดราชบุรี ศกึ ษาจะเปน็ การศกึ ษาจากเอกสารและขอ้ มลู ทเี่ กย่ี วขอ้ ง การสมั ภาษณ์ การสงั เกต แลว้ นำ�ขอ้ มลู ทไ่ี ดม้ าจดั ระบบนำ�เสนอทง้ั ในเชงิ ปรมิ าณและ การพรรณนาความ จากการศึกษาพบว่า นักการเมืองถิ่นจังหวัดเชียงรายสามารถ จำ�แนกได้เป็น 3 กลมุ่ คือ นกั ธุรกจิ นักกฎหมาย และอดตี ขา้ ราชการ สว่ นใหญเ่ ปน็ นกั การเมอื งชาย นกั การเมอื งหญงิ มจี �ำ นวนนอ้ ย ตงั้ แต่ มีการเลือกตั้งครั้งแรกจนถึงปัจจุบันมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็น หญิงเพียง 3 คน และมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่ีอยู่ในตำ�แหน่ง 8 สมัย ถึง 2 คน คือ จ่าสิบเอกทรงธรรม ปัญญาดี และนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ (ไม่รวมการเลือกตั้งเม่ือวันท่ี 2 เมษายน พ.ศ.2549 ท่ีถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เป็นการเลือกตั้งมิชอบ) สมาชิกสภา ผ้แู ทนราษฎรทีด่ ำ�รงต�ำ แหน่งสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร 7 สมยั มี 3 คน ไดแ้ ก่ พันเอกบุญเกิด สตุ ันตานนท์ ร้อยโทสมศาสตร์ รัตนลคั และนาย มงคล จงสทุ ธนามณี ความนิยมของคนเชียงรายต่อพรรคการเมืองใดการเมืองหนึ่ง ไมเ่ หนยี วแนน่ เหมอื นกบั จงั หวดั ในภาคใตท้ ย่ี ดึ มน่ั ในพรรคประชาธปิ ตั ย์ เหน็ ไดจ้ ากการทผี่ สู้ มคั รของจงั หวดั เชยี งรายทไ่ี ดร้ บั เลอื กตงั้ สว่ นใหญจ่ ะ เปล่ียนพรรคที่สงั กัดเสมอ จะมไี ม่ก่ีคนทจ่ี งรักภัคดตี อ่ พรรคเดิม นอกจากนี้นักการเมืองถิ่นท่ีอาศัยความเป็นเครือญาติของ นักการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้งมีไม่มากนัก ความสัมพันธ์ดังกล่าว ได้แก่ การเป็นสามีกับภริยา พี่สามีและน้องสะใภ้ และการเป็นพ่ีกับ นอ้ งอยา่ งละ 1 คู่เทา่ นนั้ ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ศรดุ า สมพอง (2550) ได้ท�ำ การสำ�รวจเพ่ือ ประมวลข้อมูลนักการเมืองถิ่นจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีวัตถุประสงค์ 66

ทบทวนเอกสาร งานวิจยั และทฤษฎที เี่ กยี่ วข้องฯ เพอื่ รจู้ กั และเขา้ ใจบทบาทพฤตกิ รรมของนกั การเมอื งจงั หวดั ฉะเชงิ เทรา การศกึ ษาครั้งนี้จะใช้วิธีการวิจยั เชิงคุณภาพ เน้นการศึกษาจากเอกสาร และสัมภาษณน์ กั การเมืองและบุคคลท่ีเกีย่ วขอ้ ง จากการศกึ ษานกั การเมอื งถน่ิ จงั หวดั ฉะเชงิ เทรา พบวา่ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรในจงั หวดั ฉะเชงิ เทราตงั้ แตอ่ ดตี ถงึ ปจั จบุ นั (พ.ศ.2548) จะเป็นบุคคลในกลุ่มชนช้ันนำ�ของจังหวัด มีสถานภาพทางเศรษฐกิจ และสังคมทด่ี ี เป็นที่รู้จักของคนในจงั หวดั โดยมปี จั จัยที่สำ�คญั จากพนื้ ฐานทางด้านอาชีพการรับราชการ โดยเฉพาะการเป็นสมาชิกองค์การ ปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ มากอ่ น ลกั ษณะทางการเมอื งในจงั หวดั ฉะเชงิ เทรา จะเป็นการสืบทอดอำ�นาจทางการเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มเครือญาติ และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอิทธิพลทางการเมือง ซ่ึงในปัจจุบัน มีอยู่ด้วยกัน 2 กลุ่มคือ กลุ่มตระกูลฉายแสง นำ�โดยนายอนันต์ ฉายแสงและกลมุ่ ตระกลู ตนั เจรญิ น�ำ โดยนายสชุ าติตนั เจรญิ ในการสงั กดั พรรคการเมอื งของสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรในจงั หวดั ฉะเชงิ เทรานนั้ จะ ไมไ่ ดใ้ หค้ วามส�ำ คญั มากนกั เพราะลกั ษณะการลงคะแนนของประชาชน ทว่ั ไปจะยดึ ทตี่ วั บคุ คลเปน็ หลกั วธิ ที ใี่ ชใ้ นการหาเสยี งของผสู้ มคั รสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยทั่วไปจะใช้การลงพ้ืนที่ พบปะประชาชนในพื้นท่ี การปราศรยั บนเวที การใชส้ อ่ื ประชาสมั พันธ์ ตา่ งๆ การใชร้ ถขยายเสยี งวง่ิ ตามทอ้ งถนน แตท่ ส่ี ำ�คญั จะใชว้ ธิ กี ารผา่ น ทาง “หวั คะแนน” ซงึ่ เปน็ ผทู้ มี่ บี ารมใี นพน้ื ทเี่ ชน่ สมาชกิ องคก์ ารบรหิ าร ส่วนจังหวัด (อบจ.) สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำ�บล (อบต.) กำ�นัน ผใู้ หญบ่ า้ น ผู้น�ำ ชุมชน เปน็ ต้น สานติ ย์ เพชรกาฬ (2550) ได้ทำ�การสำ�รวจเพ่ือประมวลข้อมูล นักการเมืองถิ่นจังหวัดพัทลุง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะรู้จักและเข้าใจ 67

นกั การเมืองถิน่ จงั หวดั ราชบรุ ี บทบาท พฤตกิ รรมนกั การเมอื งจงั หวดั พทั ลงุ ทไี่ ดร้ บั เลอื กตง้ั เปน็ สมาชกิ รฐั สภาตงั้ แตก่ ารเลอื กตงั้ ครง้ั แรกเมอ่ื ปี พ.ศ.2476 จนกระทงั่ ถงึ การเลอื ก ต้ังเมื่อปี พ.ศ.2548 เพ่ือศึกษาเครือข่ายทางการเมือง ความสัมพันธ์ ทางการเมือง รูปแบบการหาเสียง วิธีการสร้างคะแนนนิยม และเพ่ือ ศึกษาบทบาทของกลุ่มผลประโยชน์ และกลุ่มท่ีไม่เป็นทางการอ่ืนๆ ท่มี ีสว่ นสนับสนุนนักการเมือง โดยการใชเ้ ทคนิควิธวี จิ ัยเชิงคณุ ภาพ ซง่ึ ประกอบดว้ ยการศึกษาวิเคราะหเ์ อกสาร และการสัมภาษณ์ ผลการศึกษาพบว่าจังหวัดพัทลุงมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนับ จากการเลือกต้ังคร้ังแรกจนถึงปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 22 คน โดยมาจาก พรรคการเมือง 11 พรรค ทัง้ ยังมีมาจากการเปน็ ผสู้ มัครอสิ ระดว้ ย มี สมาชกิ วฒุ สิ ภา 2 คน ซงึ่ หนงึ่ ในนนั้ เคยเปน็ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรมา กอ่ น 1 คน โดยนักการเมืองถิน่ พัทลงุ สามารถจำ�แนกตามภูมิหลังของ อาชพี และบทบาทพฤตกิ รรมได้ 3 กลมุ่ คือ กลมุ่ อดตี ข้าราชการ กลมุ่ นกั กฎหมาย และกลุ่มผูก้ ว้างขวางในสังคม โดยกลมุ่ อดีตขา้ ราชการได้ รบั เลือกเป็น สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร มากท่สี ุด ในจ�ำ นวนนส้ี ว่ นใหญ่ มาจากอดีตข้าราชการครู ส่วนกลุ่มอาชีพธุรกิจยังไม่ประสบความ ส�ำ เรจ็ ในการเลอื กตงั้ โดยปจั จยั ทเ่ี ปน็ เหตผุ ลใหไ้ ดร้ บั การเลอื กตงั้ ขนึ้ อยู่ กบั เงือ่ นไขศกั ยภาพของนกั การเมือง และอิทธพิ ลของพรรคการเมอื งท่ี สังกัด กล่าวคอื การเลือกต้งั ในช่วงแรกต้ังแต่ปี พ.ศ.2476 - พ.ศ.2518 การได้รับการเลือกตั้งเกิดจากความนิยมในตัวบุคคลมากกว่าอิทธิพล ของพรรคการเมอื ง และในชว่ งเวลาตอ่ มา ตงั้ แต่ พ.ศ.2519 - พ.ศ.2535 อิทธิพลของพรรคการเมืองเป็นปัจจัยสำ�คัญควบคู่กับศักยภาพของผู้ สมคั รรับเลือกตง้ั ท�ำ ใหน้ กั การเมอื งพรรคตา่ งๆ ไดร้ บั การเลอื กเขา้ มา หลายพรรค แต่แนวโน้มความนิยมต่อพรรคประชาธิปัตย์เริ่มมีสูงกว่า 68

ทบทวนเอกสาร งานวิจยั และทฤษฎที ่ีเกย่ี วขอ้ งฯ พรรคการเมอื งอนื่ จนกระทั่งการเลอื กต้งั เมื่อวันท่ี 13 กนั ยายน พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา พรรคประชาธิปัตย์สามารถยึดพ้ืนท่ีจังหวัดพัทลุงได้ ทงั้ หมด นกั การเมอื งสงั กดั พรรคประชาธปิ ตั ยไ์ ดร้ บั เลอื กตง้ั เขา้ มายกทมี ติดต่อกันทกุ คร้งั ทง้ั นีส้ ืบเนือ่ งมาจากความนิยมทีป่ ระชาชนชาวพัทลุง มตี อ่ พรรคประชาธปิ ตั ย์ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ความเชอ่ื ถอื ศรทั ธาทม่ี ตี อ่ นายชวน หลกี ภยั อดีตหวั หนา้ พรรคเป็นส�ำ คญั สว่ นศักยภาพ และ ความนยิ มในตวั ผู้สมคั รเป็นปัจจัยรองลงมา ผชู้ ว่ ยศาสตราจารยไ์ ชยวฒุ ิ มนตรีรักษ์ (2551) ไดท้ ำ�การศกึ ษา เกี่ยวกับนักการเมืองถิ่นจังหวัดเลย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวม ข้อมูลเก่ียวกับนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดเลย ระหว่าง พ.ศ.2476 ถึง พ.ศ.2548 เพื่อศึกษา เครือข่ายทางการเมืองและความสัมพันธ์ทางการเมืองกับประชา ชนในแตล่ ะช่วงเวลาที่มกี ารเลอื กตงั้ เพอื่ ศึกษารปู แบบการหาเสียง วิธี การสร้างคะแนนนิยม และเพ่ือศึกษาบทบาทของกลุ่มผลประโยชน์ และกล่มุ ทีไ่ ม่เปน็ ทางการอนื่ ๆ ท่ีมีสว่ นสนบั สนุนนักการเมือง โดยการ ใช้เทคนคิ วิธีวจิ ยั เชิงคณุ ภาพ (Qualitative Research) ซึ่งประกอบด้วย การศกึ ษาวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์แบบไมม่ ีโครงสรา้ ง และการ สัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง โดยการค้นหาข้อมูลจากบุคคลผู้ให้ข้อมูล ส�ำ คญั (Key Informant) ซงึ่ คดั เลอื กบคุ คลผใู้ หข้ อ้ มลู ส�ำ คญั อยา่ งเจาะจง และตรวจสอบความถูกต้องด้วยวิธีการตรวจสอบสามเส้าด้านวิธีการ รวบรวมข้อมลู (Methodological Triangulation) นำ�ขอ้ มูลมาวเิ คราะห์ แบบอุปนัย (Analytic Induction) และวิเคราะห์โดยการจัดจ�ำ แนกชนิด ขอ้ มลู (Typological Analysis) ตามแนวคดิ การจดั จ�ำ แนกของลอฟแลนด์ (Lofland) 69

นักการเมอื งถ่ินจังหวัดราชบุรี ผลการศึกษาพบว่า นับต้ังแต่การเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรครง้ั ท่ี 1 เมอื่ วันท่ี 15 พฤศจกิ ายน พ.ศ.2476 ถงึ การเลือกตงั้ ทวั่ ไปครงั้ ท่ี 21 เมอ่ื วนั ท่ี 6 กมุ ภาพนั ธ์ 2548 มสี มาชกิ สภาผแู้ ทนจงั หวดั เลยทง้ั สนิ้ 25 คน เปน็ ชาย 21 คนคดิ เปน็ รอ้ ยละ 84 ในขณะทเี่ ปน็ หญงิ 4 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 16 อาชีพก่อนเขา้ มาด�ำ รงต�ำ แหน่งทางการเมือง สว่ นใหญม่ อี าชพี นกั ธรุ กจิ รองลงมาไดแ้ กร่ บั ราชการ ผทู้ ด่ี �ำ รงต�ำ แหนง่ ทางการเมอื งยาวนานมากทส่ี ดุ คอื นายทศพล สงั ขทรพั ย์ จ�ำ นวน 9 สมยั ระยะเวลา 18 ปี 3 เดอื น 25 วนั ในขณะทผ่ี ทู้ ด่ี �ำ รงต�ำ แหนง่ สน้ั ที่สุดคอื นายบัวพัน ไชยแสง จ�ำ นวน 1 สมัย ระยะเวลา 6 เดอื น 18 วนั สมาชกิ สภาผแู้ ทนทย่ี า้ ยพรรคมากทสี่ ดุ คอื นายปรชี า เรง่ สมบรู ณส์ ขุ จ�ำ นวน 4 พรรค มีภมู ลิ �ำ เนาโดยการเกิดในจังหวดั เลย 12 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 48 เครือข่ายทางการเมืองที่ให้การสนับสนุนนักการเมืองท่ีให้การ สนบั สนนุ นกั การเมอื ง และความสมั พนั ธข์ องนกั การเมอื งกบั ประชาชน ในชว่ งการเลอื กตง้ั ระหวา่ ง พ.ศ.2476 ถงึ พ.ศ.2500 สว่ นใหญเ่ ปน็ ความ สมั พนั ธแ์ บบเครอื ญาตทิ งั้ ในแบบเครอื ญาตติ ระกลู และเครอื ญาตเิ กอื้ กลู การเลอื กตง้ั ในปี พ.ศ.2512 เปน็ ยคุ แรกทนี่ กั ธรุ กจิ เขา้ มาสกู่ ารเมอื งระดบั ชาติ โดยมีความสัมพันธ์เครือข่ายธุรกิจระหว่างจังหวัด ได้รับความ ช่วยเหลือจากกลุ่มธุรกิจค้าไม้ และสมาชิกสภาจังหวัดเลยที่มาจาก ภาคตะวันออก เร่ิมมีการใช้เงินซื้อเสียงและมีการใช้อิทธิพลข่มขู่ หัวคะแนน และการสร้างระบบอปุ ถัมภก์ ับหวั คะแนน ผู้มสี ิทธเิ ลอื กตั้ง ช่วงปี พ.ศ.2531 ถึง พ.ศ.2535 เป็นชว่ งการเมืองสองสภาพโดยนักการ เมอื งถนิ่ สว่ นหนง่ึ มพี ฤตกิ รรมทางการเมอื งเชงิ อดุ มการณ์ ในขณะที่ อกี กลุม่ หนง่ึ เปน็ แบบธนกจิ การเมอื ง (Political Finance) การเลอื กตงั้ หลัง จากปี พ.ศ. 2538 เปน็ ตน้ มา นกั การเมอื งถน่ิ กลมุ่ คณุ ภาพยดึ อดุ มการณ์ 70

ทบทวนเอกสาร งานวจิ ัยและทฤษฎีที่เก่ยี วขอ้ งฯ ประชาธปิ ไตยพ่ายแพก้ ารเลอื กต้ัง และไม่ได้ดำ�รงตำ�แหนง่ สมาชกิ สภา ผู้แทนราษฎรอีกเลย ในขณะท่ีนักการเมืองกลุ่มธนกิจการเมือง เข้ามามีบทบาทและประสบความสำ�เร็จทางการเมืองทุกเขตเลือกตั้ง ในส่วนการจัดตั้งเครือข่ายทางการเมืองไม่ปรากฏข้ัวการแข่งขันทาง การเมืองท่ีเด่นชัด แม้การเลือกตั้งในปี พ.ศ.2538 จะมีกลุ่มที่มีความ เข้มแข็งทางการเมืองอยู่ 3 ตระกูล คือ ตระกูลแสงเจรญิ รัตน์ ตระกูล เรง่ สมบรู ณส์ ขุ และตระกลู ทมิ สวุ รรณ โดยทกุ ตระกลู มธี รุ กจิ การรบั เหมา ก่อสร้างและการสัมปทานแร่ธาตุ แต่ได้จัดแบ่งขอบเขตพ้ืนที่ทางการ เมืองอย่างประนีประนอม อิงประโยชน์ทางธุรกิจและจัดสรรอำ�นาจ ทางการเมืองอย่างลงตัว ทำ�ให้ยังคงมีบทบาทมีอิทธิพลทางการเมือง อยา่ งตอ่ เนอ่ื งจนถงึ ปี พ.ศ.2548 ท�ำ ใหไ้ มเ่ กดิ สภาพการแขง่ ขนั ในตลาด การเมืองอย่างแท้จริง รูปแบบการหาเสียงและวิธีการสร้างคะแนนนิยมของนัก การเมืองถ่ินในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2476 ถึง พ.ศ.2500 ใช้การเดิน หาเสียงกับประชาชนในหมู่บ้าน มีใบปลิว โปสเตอร์หาเสียง ฉายภาพยนตร์ มีการจัดเล้ียงสุราอาหาร แจกสิ่งของหลายประเภท เช่น น้ำ�ปลา ปลาทูเค็ม ปลาร้า ไม้ขีดไฟ นำ้�ตาล รองเท้า บางคน มกี ารปราศรยั โดยชนู โยบายการพฒั นาพน้ื ทใ่ี หเ้ จรญิ และชภู าพลกั ษณ์ หวั หนา้ พรรคหรอื หวั หนา้ กลมุ่ การเมอื ง มกี ารปลอ่ ยขา่ วลอื โจมตวี า่ รา้ ย ค่แู ข่งขนั ทางการเมอื ง การเลอื กตง้ั จากปี พ.ศ.2518 เรมิ่ มีการใชเ้ งนิ ซ้ือเสียง การจัดเลีย้ ง และการจัดตัง้ ระบบเครอื ขา่ ยหัวคะแนนในพื้นท่ี ผสู้ มคั รรบั เลอื กตงั้ ทเ่ี ปน็ นกั ธรุ กจิ ปราศรยั หาเสยี งนอ้ ย การสรา้ งคะแนน นิยมจะอาศัยการจ่ายเงินและอุปถัมภ์หัวคะแนน การเลือกต้ังนับจาก ปี พ.ศ.2538 เป็นต้นมามีการนำ�รูปแบบการบริหารจัดการเชิงธุรกิจ 71

นักการเมอื งถ่นิ จังหวัดราชบรุ ี เข้ามาใช้ในการสร้างคะแนนเสียงทางการเมือง ควบคู่ไปกับการสร้าง ความสมั พนั ธท์ ใี่ กลช้ ดิ กบั ขา้ ราชการชน้ั ผใู้ หญใ่ นจงั หวดั เลย เพอ่ื ควบคมุ และใช้ประโยชน์จากกลไกราชการ ในขณะเดียวกันนักการเมืองจะอยู่ ในการควบคุมการช่วยเหลือของหัวหน้ากลุ่ม (มุ้ง) การเมืองเพ่ือสร้าง ความเขม้ แขง็ ทางอ�ำ นาจการเมอื ง และรองรบั การกระจายผลประโยชน์ บทบาทของกลุ่มผลประโยชน์กับการเมืองก่อนปี พ.ศ.2500 ไม่ปรากฏเด่นชัด เริ่มมีบทบาทและมีความสัมพันธ์กับนักการเมืองถิ่น อย่างเด่นชัดนับจากการเลือกต้ังในปี พ.ศ.2512 คือ กลุ่มสัมปทาน ปา่ ไม้ และกลมุ่ คา้ สง่ คา้ ปลกี ตอ่ จากนน้ั เปน็ กลมุ่ ธรุ กจิ รบั เหมากอ่ สรา้ ง เริ่มเขา้ สู่การเมอื งปี พ.ศ.2529 ในบางเขตเลอื กต้งั และกลุม่ สมั ปทาน แร่และกลุ่มรับเหมาก่อสร้างเข้ายึดพื้นท่ีทางการเมืองจังหวัดเลยทุก เขตเลือกตั้งมาตงั้ แตก่ ารเลอื กตั้งในปี พ.ศ.2539 ถงึ พ.ศ.2548 และ มเี ครอื ข่ายธุรกิจรับเหมาระหวา่ งจังหวัด สว่ นกล่มุ ท่ีไม่เป็นทางการทีม่ ี บทบาทส�ำ คญั ในการชว่ ยเหลอื นกั การเมอื งถน่ิ ไดแ้ ก่ กลมุ่ อสม. (อาสา สมคั รสาธารณสขุ ประจ�ำ หมบู่ า้ น) กลมุ่ สตรี เครอื ขา่ ยก�ำ นนั ผใู้ หญบ่ า้ น และสมาชกิ สภาองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ โดยใชเ้ งนิ คา่ ตอบแทนและ ระบบอปุ ถมั ภท์ างการเงนิ เปน็ เครอ่ื งมอื หลกั ปจั จยั ทน่ี �ำ ไปสคู่ วามส�ำ เรจ็ ทางการเมืองแตกต่างกันตามช่วงเวลา ก่อนการเลือกต้ัง พ.ศ.2476 ถงึ พ.ศ.2522 ปจั จยั สถานภาพบุคคลเปน็ ส่ิงส�ำ คญั ทีส่ ุดรองลงมาเป็น วิธีการหาเสียงจากปี พ.ศ.2522 ถึง พ.ศ.2535 เป็นปัจจัยสถานภาพ บคุ คลและการจัดตั้งเครอื ขา่ ยหัวคะแนนโดยใชเ้ งนิ ตอบแทน นับจาก ปี พ.ศ.2535 ถงึ พ.ศ.2548 ระบบอปุ ถมั ภแ์ ละเงนิ เปน็ ปจั จยั ส�ำ คญั ทสี่ ดุ ท่ีนำ�ไปสู่ความสำ�เร็จทางการเมือง ส่วนปัจจัยท่ีนำ�ไปสู่ความไม่สำ�เร็จ ทางการเมอื งของนกั การเมอื งถน่ิ จงั หวดั เลยจะเกดิ จากขอ้ จ�ำ กดั ในดา้ น 72

ทบทวนเอกสาร งานวจิ ัยและทฤษฎที ีเ่ กี่ยวข้องฯ ของความสามารถเชงิ เศรษฐกจิ วธิ กี ารบรหิ ารจดั การหวั คะแนน ขา่ วลอื และพฤติกรรมของนักการเมือง ทัง้ ในระหวา่ งการดำ�รงตำ�แหน่งและไม่ ได้ด�ำ รงตำ�แหน่งทางการเมือง รองศาสตราจารย์ ดร.พิชญ์ สมพอง (2551) ได้ทำ�การสำ�รวจ เพื่อประมวลผลนักการเมืองถิ่นจังหวัดยโสธร โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือ รจู้ กั นกั การเมอื งทเี่ คยไดร้ บั การเลอื กตงั้ ในจงั หวดั ยโสธร เครอื ขา่ ยความ สมั พนั ธข์ องนกั การเมอื งในจงั หวดั ยโสธร บทบาทของเครอื ขา่ ยและกลมุ่ ผลประโยชนใ์ นการสนบั สนนุ นกั การเมอื งถนิ่ ยโสธร กลวธิ ใี นการหาเสยี ง ของนักการเมืองถ่ินยโสธร โดยการศึกษาจากเอกสารท่ีเกี่ยวข้อง การ สมั ภาษณ์ และการสงั เกตการณ์ในพน้ื ท่ขี องผู้วจิ ยั ข้อมูลที่ได้จะถกู น�ำ มาประมวล จดั ระบบ วเิ คราะหแ์ ลว้ น�ำ เสนอโดยการพรรณนาวเิ คราะห์ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มการเมืองถิ่นยโสธรจำ�แนกได้ 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่ม นักสื่อสารมวลชน กลุ่มครู อาจารย์ ข้าราชการ เก่า นักกฎหมาย และกลุ่มนักการเมืองถิ่น นักธุรกิจ เครือข่ายสาย- สัมพนั ธ์ทพ่ี บจะเป็น บดิ า-บตุ ร 1 คู่ นอกจากน้ันจะเป็นการเชือ่ มโยง เครือข่ายกับกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองในระดับท้องถิ่น กลุ่มผล ประโยชนท์ างเศรษฐกจิ และกลมุ่ ผลประโยชนท์ างสงั คมและวฒั นธรรม พรรคการเมืองคือกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง มีบทบาทสูงต่อการ นกั เมอื งถนิ่ ยโสธร นกั การเมอื งถนิ่ ยโสธรมกี ารเปลย่ี นแปลงสงั กดั พรรค ตามวาระของรัฐบาล โดยพรรคใดได้เปน็ รฐั บาลบริหารประเทศนกั การ เมืองถ่ินยโสธรก็สังกัดพรรคน้ัน ส่วนกลวิธีสำ�คัญในการหาเสียงได้แก่ การลงพ้ืนท่พี บปะประชาชนอยา่ งสม�ำ่ เสมอ การใหค้ วามอปุ ถัมภช์ ว่ ย เหลอื ในรปู แบบตา่ งๆ รักฎา เมธีโภคพงษ์ และวีระ เลิศสมพร (2551) ได้ทำ�การ 73

นักการเมอื งถิ่นจงั หวัดราชบุรี ส�ำ รวจเพอื่ ประมวลขอ้ มลู นักการเมอื งถนิ่ ในพนื้ ทีจ่ งั หวดั เชียงใหม่ โดย มีวัตถุประสงค์เพ่ือรู้จักนักการเมืองท่ีเคยได้รับการเลือกตั้งในจังหวัด เชยี งใหมต่ งั้ แตอ่ ดตี ถงึ ปจั จบุ นั เครอื ขา่ ย และกลวธิ หี าเสยี งของนกั การ เมอื ง วธิ ีการศึกษาเป็นการศึกษาเอกสาร และการสมั ภาษณ์ จากการ ศึกษาพบว่านักการเมืองถิ่นจังหวัดเชียงใหม่สามารถจำ�แนกได้ดังน้ีคือ อดตี ข้าราชการในองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิน่ บุคลากรทางการศกึ ษา นักธุรกิจ บุคคลท่ีมีตำ�แหน่งในสมาคมหรือชมรม อดีตข้าราชการใน การบรหิ ารราชการสว่ นภมู ภิ าค นกั กฎหมาย และบุคลากรดา้ นส่ือสาร มวลชน สว่ นใหญผ่ ทู้ ไ่ี ดร้ บั เลอื กตง้ั เปน็ นกั การเมอื งชาย มนี กั การเมอื ง หญงิ เพยี ง 4 คน โดยในจ�ำ นวนนมี้ คี วามสมั พนั ธก์ บั นกั การเมอื งคอื เปน็ คูส่ มรส 2 คน และเป็นเครอื ญาติ 1 คน สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรท่ีได้ รับการเลือกตงั้ อยใู่ นตำ�แหนง่ 7 สมัยคอื นายไกรสร ตันตพิ งศ์ รองลง มาคือ 6 สมัย ได้แก่ นายทองดี อิศราชีวนิ นายเจรญิ เชาวน์ประยูร และนายสรุ พันธ์ ชินวตั ร ความนิยมพรรคการเมืองของประชาชนจังหวัดเชียงใหม่นับ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 จนถึง ปีพ.ศ.2539 พรรคการเมืองท่ีได้รับความ นิยมจากประชาชนและได้ที่น่ัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัด เชียงใหม่ค่อนข้างสม่ำ�เสมอ มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไปในแต่ละ ยุคสมัย ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ ยกเว้นการเลือกต้ังคร้ังที่ 15 (24 กรกฎาคม 2531) การเลอื กตง้ั คร้งั ที่ 18 (2 กรกฎาคม พ.ศ.2538) และ ในช่วงปี พ.ศ.2544 - 2548 ซงึ่ กระแสความนยิ มของพรรคไทยรักไทย ในจังหวดั เชียงใหม่มสี งู วิธีการและกลวิธีหาเสียงในการเลือกต้ังของนักการเมืองถ่ินใน จังหวัดเชียงใหม่มีหลายรูปแบบ ได้แก่ การใช้ความสามารถเฉพาะตัว 74

ทบทวนเอกสาร งานวิจัยและทฤษฎที เ่ี กยี่ วขอ้ งฯ ท่โี ดดเดน่ การหาเสยี งแบบเข้าถงึ ชาวบ้าน การแจกใบปลิว และการใช้ เครอื ขา่ ย สว่ นบทบาทและความสมั พนั ธข์ องกลมุ่ ผลประโยชนแ์ ละกลมุ่ ที่ ไม่เป็นทางการ พบวา่ ครอบครัว วงศาคณาญาติ เพือ่ นฝูง ลกู ศษิ ย์ ลูกค้า รวมทั้งภูมิลำ�เนาเดิม ล้วนเป็นปัจจัยสำ�คัญท่ีมีส่วนสนับสนุน ทางการเมืองแก่นักการเมืองจงั หวดั เชียงใหม่ใหไ้ ดร้ บั การเลอื กตงั้ รองศาสตราจารย์พรชัย เทพปัญญา (2552) ได้ทำ�การศึกษา เกยี่ วกบั นกั การเมอื งถน่ิ จงั หวดั ชลบรุ ี ในประเดน็ ของความเปน็ มาของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) ในจังหวัดชลบุรี ต้ังแต่อดีตถึงปัจจุบัน เครือข่ายความสัมพันธ์ของนักการเมืองกับกลุ่ม ผลประโยชน์ต่างๆท่ีมีส่วนช่วยสนับสนุนทางการเมือง บทบาทของ พรรคการเมือง และยุทธวิธีท่ีใช้ในการหาเสียงของสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรในจงั หวดั ชลบรุ ี โดยใชว้ ธิ กี ารสมั ภาษณส์ มาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร ทง้ั ในอดตี และปจั จบุ นั รวมถงึ ผรู้ ทู้ มี่ สี ว่ นเกยี่ วขอ้ งกบั การเมอื งในจงั หวดั ชลบรุ ี ในชว่ งเดอื นมกราคม พ.ศ.2551 ถงึ เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2551 โดยผลการวจิ ัย พบวา่ 1. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดชลบุรีต้ังแต่อดีตจนถึง ปัจจบุ นั (พ.ศ.2551) จะเป็นบุคคลทอี่ ยู่ในกลุ่มชนชน้ั นำ�ของจงั หวัด มี สถานภาพทางเศรษฐกจิ และสงั คมทด่ี ี เปน็ ทร่ี จู้ กั ของคนในจงั หวดั โดย มีพ้ืนฐานสำ�คัญจากการเป็นผู้น�ำ ในท้องถ่ิน และเคยร่วมทำ�งานอยู่ใน กลมุ่ การเมืองทอ้ งถิ่นมากอ่ น ซงึ่ เป็นการสบื ทอดอำ�นาจทางการเมือง ในกลุ่มเครือญาติและคนรู้จกั ที่มีความสนิทสนมกัน 2. ลักษณะการเมืองในจังหวัดชลบุรีจะมีการแข่งขันกันอยู่ 2 กลุ่มชัดเจน ระหว่างกลุ่มเรารักชลบุรี ท่ีมีตระกูลคุณปลื้มเป็นแกนนำ� ส�ำ คญั มฐี านคะแนนอยทู่ กี่ ลมุ่ นกั การเมอื งทอ้ งถนิ่ เชน่ สมาชกิ องคก์ าร 75

นักการเมอื งถ่ินจังหวัดราชบุรี บริหารส่วนจังหวัด (ส.จ.) สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำ�บล (อบต.) และผูน้ �ำ ท้องถนิ่ ก�ำ นนั ผ้ใู หญบ่ า้ น กับกล่มุ นักการเมอื งทสี่ งั กัดพรรค ประชาธิปัตย์ปัจจุบัน ท่ีมีฐานคะแนนจากกลุ่มประชาชนท่ัวไป และ อาศยั กระแสพรรคเป็นส�ำ คัญ 3. การสังกัดพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และมีกระแสที่ดีของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี จะส่งผลต่อคะแนนเสียงเป็น อย่างมาก เพราะประชาชนจังหวัดชลบุรีมีความนิยมที่จะเลือกลง คะแนนตามกระแสของพรรคทมี่ แี นวโนม้ จะไดจ้ ดั ตง้ั รฐั บาล และหวั หนา้ พรรคจะไดเ้ ป็นนายกรัฐมนตรี 4. วิธีการหาเสียงของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ชลบุรีจะเน้นท่ีการลงพ้ืนท่ีพบปะกับประชาชนเป็นสำ�คัญ มีการ ปราศรัยย่อยในพ้ืนท่ี การปราศรัยใหญ่บนเวที กาใช้ส่ือต่างๆในการ ประชาสมั พนั ธ์ เชน่ ปา้ ยหาเสยี ง แผน่ พบั แนะน�ำ ตวั รถปคิ อพั ตดิ เครอ่ื ง ขยายเสยี งใชว้ ง่ิ พน้ื ที่ การใชส้ อ่ื วทิ ยโุ ทรทศั นเ์ คเบลิ้ ทวี ที อ้ งถน่ิ และการ ใชห้ ัวคะแนนจากความสัมพันธส์ ว่ นตัวของผสู้ มคั ร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภาคภูมิ ฤกขะเมธ (2551) ได้ทำ�การ สำ�รวจข้อมูลนักการเมืองถิ่นในพ้ืนท่ีจังหวัดตาก มีวัตถุประสงค์เพ่ือ ศึกษานักการเมืองถิ่นที่เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิก วฒุ สิ ภาทไ่ี ดร้ บั การเลอื กตงั้ ตง้ั แตอ่ ดตี ถงึ ปจั จบุ นั โดยมงุ่ เนน้ การศกึ ษา ภมู หิ ลงั รูปแบบความสมั พันธ์ เครือญาติ เครือขา่ ยนกั การเมือง วิธี การหาเสยี ง ตลอดจนวเิ คราะหก์ ารเมอื งถนิ่ จงั หวดั ตาก โดยเกบ็ รวบรวม ข้อมูลจากเอกสาร หลักฐาน และการสัมภาษณ์ โดยใช้เทคนิคการ เชอ่ื มโยงบคุ คลต่อบคุ คล (Snowball technique) ตลอดจนสงั เกตการณ์ ในพน้ื ที่ 76

ทบทวนเอกสาร งานวจิ ยั และทฤษฎีทเ่ี ก่ียวข้องฯ ผลการศกึ ษาพบวา่ นกั การเมอื งถนิ่ จงั หวดั ตากมี 2 กลมุ่ ตระกลู ใหญ่ที่วางรากฐานการเมือง ได้แก่ ตระกูลไชยนันทน์ นับต้ังแต่นาย เทียม นายเทอดพงษ์ และนายธนติ พล ไชยนนั ทน์ รวมทั้งนายแพทย์ เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ และหากจัดกลุ่มท่ีมาจากเครือข่ายนักการเมือง บา้ นจีน นายหมงั สายชุ่มอนิ ทร์ และนายเฉลยี ว วัชรพกุ ก์ ก็จัดอย่ใู น กลุ่มน้ี ขณะที่ตระกูลตันติสุนทรเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นนักธุรกิจพ่อค้า ในจังหวดั ได้แก่ นายอุดร นายรกั ษ์ และนายธนญ ตันตสิ นุ ทร และ หากแบ่งกลุ่มทางภูมิศาตร์ จะพบว่าท้ังหมดจะเป็นนักการเมืองถิ่นใน ฝงั่ ตะวันออก สำ�หรบั นกั การเมอื งถ่นิ ในฝ่งั ตะวนั ตก ได้แก่ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ และนายแพทยถ์ าวร กาสมสัน สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร ทั้งหมดที่กล่าวมาน้ีสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งผูกขาดการเมืองถ่ิน จังหวัด ยกเว้นนายอุดร ตันติสุนทร นายเฉลียว วัชรพุกก์ และนาย หมงั สายชุ่มอนิ ทร์ กลวธิ ีในการหาเสียงมีความใกล้เคียงกนั คอื ใชบ้ ตั ร แนะน�ำ ตวั แผน่ พบั ใบปลิว การโฆษณาประชาสัมพันธ์โดยขับรถขยาย เสียง การปราศรัย สาเหตุที่ทำ�ให้ได้รับการเลือกต้ังเกิดจากการเข้าถึง ประชาชนอย่างสม่ำ�เสมอ ความจริงใจ ความพรอ้ มทจี่ ะชว่ ยเหลอื รวม ถงึ บุคลกิ ลกั ษณะทอ่ี ่อนนอ้ ม ถ่อมตน ไมก่ า้ วร้าว ประกอบกับมคี วาม พรอ้ มทางครอบครวั ทางเศรษฐกจิ ทางการศกึ ษาและหากเปน็ นกั การ เมอื งอาชพี ไมม่ ผี ลประโยชนท์ บั ซอ้ น กเ็ ปน็ สง่ิ สนบั สนนุ ท�ำ ใหไ้ ดร้ บั การ เลือกตง้ั ส�ำ หรับกรณสี มาชิกวุฒิสภาตอ้ งมีความสำ�เร็จทางวชิ าชีพและ เป็นท่ียอมรับจากภายนอก ท้ังนี้ส่วนใหญ่มีวุฒิการศึกษาที่ดี อย่างไร กต็ ามหากสามารถสรา้ งเครอื ขา่ ยใหเ้ กดิ การยอมรบั และศรทั ธา และการ รับรู้จากประชาชนในระยะสั้นได้ก็จะสามารถประสบความสำ�เร็จได้รับ เลอื กตงั้ และดว้ ยโครงสรา้ งทางสงั คมและวฒั นธรรมทางการเมอื งแบบ 77

นกั การเมอื งถิ่นจงั หวัดราชบรุ ี ไพร่ฟ้า ทำ�ให้ประชาชนชาวตากยึดถือตัวบุคคล ดังนั้นไม่ว่านโยบาย พรรคจะดเี พยี งใดกจ็ ะไมใ่ ชป่ จั จยั หลกั ในการไดร้ บั เลอื กตงั้ ในจงั หวดั ตาก บริบทการเมือง การบริหารกับการเลือกต้ังนกั การเมอื ง ถิน่ จงั หวัดราชบุรี ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงการครองจากระบบสมบูรณา- ญาสิทธิราชย์ เมอื่ วันที่ 24 มิถนุ ายน 2475 เป็นการปกครองในระบอบ ประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมขุ ประเทศไทยไดใ้ ชร้ ปู แบบการปกครองแบบประชาธปิ ไตยแบบตัวแทน มีรัฐสภาเป็นองคก์ ร ด้าน นิตบิ ญั ญัตทิ ่ีมาจากประชาชนโดยการเลือกตง้ั จนถึงปจั จุบันได้มี การเลือกต้งั สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 23 ครงั้ (นับรวมวันท่ี 2 เมษายน 2549 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำ�วินิจฉัยให้ การเลือกต้ังไม่ ชอบดว้ ยกฎหมาย) ในแตล่ ะครงั้ มเี หตกุ ารณท์ างการเมอื งของประเทศ ที่มผี ลตอ่ การเลอื กตั้งการเมอื งถ่นิ ของจงั หวัดราชบุรี เช่น มีการปฏวิ ตั ิ รฐั ประหารโดยมกั มเี งอ่ื นไขเขา้ ไปเกย่ี วพนั กบั การเปลยี่ นแปลงกฎหมาย รัฐธรรมนูญเกือบท้ังส้ิน จึงทำ�ให้มีผลกระทบโดยตรงต่อ การเลือกต้ัง การเมืองถิ่นในจังหวัดราชบุรี โดยผู้วิจัยจะนำ�เสนอข้อมูล เหตุการณ์ ทางการเมือง ในแต่ละคร้งั ตามลำ�ดับเหตุการณด์ ังนี้ การเลือกต้ังสมาชกิ สภาผ้แู ทน คร้ังที่ 1 (วนั ท่ี 15 พฤศจกิ ายน 2476) การเลือกต้งั สมาชิกสภาผแู้ ทนของประเทศไทย เกดิ ข้ึนคร้งั แรก 78

ทบทวนเอกสาร งานวจิ ัยและทฤษฎที เ่ี ก่ยี วขอ้ งฯ ในวนั ที่ 15 พฤศจกิ ายน 2476 ภายหลงั จากมกี ารประกาศใช้ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทยในวันท่ี 10 ธันวาคม 2475 รัฐธรรมนญู ฉบับดัง กลา่ วระบไุ ดบ้ ญั ญตั ใิ นมาตรา 16 ใหร้ ฐั สภามรี ปู แบบสภาเดยี ว คอื สภา ผู้แทนราษฎร และสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก 2 ประเภท ซ่ึงมีจำ�นวนเท่ากัน คือ สมาชิกประเภทท่ี 1 มาจากการเลือกต้ังจาก ราษฎรและสมาชิกประเภทท่ี 2 มาจากการแตง่ ตั้งโดยพระมหากษัตริย์ ใหจ้ งั หวดั หนง่ึ มสี มาชกิ สภาผแู้ ทนไดห้ นง่ึ คน(10) แตถ่ า้ จงั หวดั ใดมรี าษฎร เกินกว่าสองแสนคนให้มีการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนเพ่ิมขึ้นอีกหนึ่ง คนทกุ ๆ จำ�นวนราษฎรสองแสนคน ในครงั้ นน้ั ประเทศไทยมสี มาชิก สภาผู้แทนทั้งหมด จำ�นวน 78 คน(11) และได้กำ�หนดให้มีการจัดการ เลอื กตงั้ สมาชิกสภาผู้แทนข้ึน ในวนั ที่ 15 พฤศจิกายน 2476 ซง่ึ ถือว่า เป็นการเลือกตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนครงั้ แรกในประเทศไทย (ในยคุ แรกการเรยี ก สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรจะเรยี กว่าสมาชิกสภาผ้แู ทน) การเลือกต้ังครั้งน้ีตามรัฐธรรมนูญกำ�หนดให้เป็นการเลือกตั้ง โดยอ้อม กลา่ วคอื รปู แบบการเลอื กตง้ั ครง้ั นเี้ ป็นการเลือกต้งั ทางอ้อม แบบรวมเขตจงั หวดั เปน็ เขตเลอื กตงั้ กลา่ วคอื ราษฎรผมู้ สี ทิ ธเิ ลอื กตงั้ จะ ทำ�การเลือกผู้แทนตำ�บลของตนขึ้นมาตำ�บลละหนึ่งคน เพื่อให้ผู้แทน ตำ�บลเปน็ ผูเ้ ลอื กสมาชิกสภาผแู้ ทนอกี ครงั้ หนึ่ง การเลือกตั้งลกั ษณะนี้ น�ำ มาใชใ้ นการเลอื กตง้ั ครงั้ แรกนเ้ี พยี งครง้ั เดยี วเทา่ นนั้ ส�ำ หรบั การเลอื ก ตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนในครง้ั นี้ จงั หวดั ราชบรุ มี ผี ไู้ ดร้ บั เลอื กตงั้ เปน็ สมาชกิ 10 เทศาภบิ าลฉบบั พิเศษ.2538. 11 ประเสริฐ ปทั มสคุ นธ.์ วารสารรัฐสภาไทยในรอบ 42 ปี (2475-2517) 79

นกั การเมอื งถ่นิ จงั หวัดราชบุรี สภาผแู้ ทนราษฎรคือนายกมิ เสง็ (โกศล) สินธเุ สก (ส�ำ นกั งานเลขาธกิ าร สภาผู้แทนราษฎร. 2548) และมีสมาชกิ ภาพได้ส้ินสุดลงเมอ่ื ครบวาระ การดำ�รงต�ำ แหน่ง 4 ปี/วาระ การเลอื กตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ครัง้ ท่ี 2 (วันที่ 7 พฤศจกิ ายน 2480) การเลือกต้ังครั้งน้ีรัฐบาลได้กำ�หนดให้มีการเลือกต้ังขึ้นในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2480 โดยกำ�หนดให้เป็นการเลือกตั้งโดยตรงจาก ประชาชน และจดั แบง่ เขตเลอื กตงั้ ออกเปน็ ลกั ษณะ เขตเดยี วเบอรเ์ ดยี ว ทง้ั น้ีใชอ้ ัตราส่วนราษฎร 200,000 คน ตอ่ สมาชิกสมาชิกสภาผู้แทน 1 คน(12) ในการเลอื กตง้ั ครง้ั นี้ จงั หวดั ราชบรุ ี มสี มาชกิ สภาผแู้ ทน จ�ำ นวน 1 คน และผทู้ ไี่ ดร้ บั เลอื กตง้ั เปน็ สมาชกิ สภาผแู้ ทน คอื นายกมิ เสง็ (โกศล) สนิ ธเุ สก(13) และสมาชกิ สภาผแู้ ทนนสี้ นิ้ สดุ ลงเมอื่ วนั ท่ี 11 กนั ยายน พ.ศ. 2481 โดยเหตุท่มี กี ารตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผ้แู ทนราษฎร ในวัน ท่ี 11 กนั ยายน พ.ศ.2481 ถือเปน็ การยุบสภาครง้ั แรกของประเทศไทย และได้กำ�หนดใหม้ กี ารเลอื กต้งั ใหม่ ในวนั ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2481 12 เทศาภบิ าลฉบบั พิเศษ การเลือกตง้ั สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร 2 กรกฎาคม, 2538 13 ส�ำ นักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราฎร.2598:18 80

ทบทวนเอกสาร งานวิจยั และทฤษฎีที่เก่ียวข้องฯ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผแู้ ทน คร้ังท่ี 3 (วันท่ี 12 พฤศจิกายน 2481) การเลือกตั้งในคร้ังนี้เกิดจากมีพระราชกฤษฎีกาให้ยุบสภา ผู้แทน ภายหลังเมื่อรัฐบาล แพ้การลงมติในญัตติของการพิจารณาวิธี การเสนอรา่ งพระราชบัญญัติงบประมาณประจ�ำ ปี ซึ่งสง่ ผลให้พระยา- พหลพลพยหุ เสนา นายกรฐั มนตรี ในขณะนน้ั ไดต้ ดั สนิ ใจยบุ สภาผแู้ ทน ราษฎรในวันที่ 11 กันยายน 2481 ทำ�ให้สภาผู้แทนราษฎรส้ินสุดลง และได้กำ�หนดให้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนข้ึนใหม่ในวันท่ี 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2481 การเลอื กตงั้ ครั้งนีเ้ ป็นการเลอื กต้ังทางตรง แบบแบ่งเขต ซ่งึ เปน็ ระบบและวิธีการเดยี วกับการเลือกต้งั ท่วั ไป คร้งั ที่ 2 มี สภาผแู้ ทนราษฎรได้ 91 คน ส�ำ หรบั การเลอื กตงั้ ครงั้ น้ี จงั หวดั ราชบรุ ี มีผู้ไดร้ ับเลือกเป็นสมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร คือ ทองดี จนั ทรกูล และ สมาชกิ ภาพ สิ้นสดุ ลง เมอื่ วนั ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2488 โดยเหตุที่มีการ ตราพระราชกฤษฎกี ายบุ สภาผแู้ ทนราษฎร และไดก้ �ำ หนดใหม้ กี ารเลอื ก ต้งั ครั้งใหมใ่ นวนั ที่ 6 มกราคม พ.ศ.2589 การเลอื กต้ังสมาชิกสภาผูแ้ ทน คร้งั ที่ 4 (วนั ท่ี 6 มกราคม 2489) จากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งท่ี 2 ท่ีเกิดขึ้น ในปี พ.ศ.2484 ประเทศไทยเข้าไปมีส่วน จนเกิดกรณีพิพาท รวมทั้งกรณีท่ีญี่ปุ่นได้ ประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา และญ่ีปุ่นได้ขอเคล่ือน กำ�ลังทหารผ่านประเทศไทยเพ่ือไปยังประเทศอ่ืนที่ต้องการจะโจมตี 81