เร่อื ง การศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมอื งและพฤตกิ รรมการเลือกตงั้ สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร 2562 จงั หวัดสรุ าษฎร์ธานี ผเู้ ขียน กฤษฎา พรรณราย นิติ มณกี าญจน์ เลขมาตรฐานสากลประจำ�หนังสอื (e-book) 978-616-476-141-4 รหัสส่งิ พมิ พส์ ถาบัน สวพ.63-63-00.0 (ebook) ประสานงาน วรศิ รา อมั พรศิรธิ รรม สงวนลิขสทิ ธิ์ © 2563 ลขิ สิทธ์ิของสถาบันพระปกเกล้า จดั พิมพ์โดย ส�ำ นักวจิ ัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ราชการเฉลมิ พระเกียรติ 80 พรรษาฯ อาคารรฐั ประศาสนภกั ดี ชัน้ 5 (โซนทิศใต้) เลขท่ี 120 หมู่ 3 ถนนแจง้ วัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลกั ส่ี กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0-2141-9596 โทรสาร 0-2143-8177 http://www.kpi.ac.th
3 ค�ำนำ� สถาบันพระปกเกล้า การเลกื ารเลอื กตง้ั สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรเมอ่ื วนั ที่ 24 มนี าคม พ.ศ.2562 เปน็ การเลอื กตงั้ ครงั้ แรก ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซ่ึงได้มีการเปลี่ยนแปลงกติกาที่ เกี่ยวข้องกับการเลือกต้ังหลายประการ ได้แก่ การน�ำระบบการเลือกต้ังท่ีเรียกว่า “การเลือกตั้งแบบจัดสรรปัน ส่วนผสม” มาใช้ โดยก�ำหนดให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เขตละหน่ึงคน และประชาชนผู้ มีสิทธิเลือกต้ังมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกต้ังได้คนละหน่ึงคะแนน ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายช่ือนั้นเป็นการจัดสรรโดยค�ำนวณจากคะแนนรวมท่ีพรรคการเมืองได้จากการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบแบง่ เขตทว่ั ประเทศ การก�ำหนดใหพ้ รรคการเมอื งสามารถเสนอรายชอื่ บคุ คลซง่ึ สมควรไดร้ บั แตง่ ตง้ั เปน็ นายกรฐั มนตรไี มเ่ กนิ สามรายช่ือ การก�ำหนดในเรอ่ื งคุณสมบัติและลักษณะตอ้ งห้ามของผสู้ มัครรบั เลอื กตัง้ รูปแบบและวิธีการรณรงค์หาเสียงเลือกต้ัง ตลอดจนบทลงโทษกรณีกระท�ำความผิดเกี่ยวกับการเลือกต้ังท่ีเข้ม ข้นกว่าการเลือกตั้งคร้ังก่อนๆ นอกจากน้ี การเลือกต้ังเม่ือวันท่ี 24 มีนาคม 2562 ยังเกิดขึ้นท่ามกลางบริบท และสภาพแวดล้อมทางสงั คม เศรษฐกจิ และการเมอื งทเ่ี ปล่ยี นแปลงไปจากการเลือกตง้ั ทั่วไปคร้ังหลงั สุดเม่อื ปี 2554 เป็นอยา่ งมาก อาทิ การวา่ งเว้นจากการเลือกต้งั เกอื บแปดปีท�ำให้มีผ้มู สี ทิ ธิเลอื กตั้งครง้ั แรก (First Time Voter) มากกวา่ 7 ลา้ นคน การเปลย่ี นแปลงอยา่ งฉบั พลนั ของเทคโนโลยกี ารสอ่ื สาร (Digital Disruption) ท�ำให้ ส่ือใหม่ (new media) เข้ามามีอิทธิพลในการเลือกต้ังอย่างเด่นชัดเป็นครั้งแรก การเปลี่ยนแปลงในกติกาและ สภาพแวดลอ้ มดงั กลา่ วท�ำใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลงในกระบวนการจดั การเลอื กตงั้ ยทุ ธวธิ กี ารหาเสยี งของผสู้ มคั ร และพรรคการเมือง รวมถงึ พฤตกิ รรมการตัดสินใจลงคะแนนของประชาชนอยา่ งมนี ัยยะส�ำคญั และนา่ สนใจย่ิง สถาบนั พระปกเกลา้ ขอขอบคณุ ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรรณราย และผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.นิติ มณีกาญจน์ ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานวิจัย เร่ือง “การศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองและพฤติกรรม การเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร 2562 จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ าน”ี และหวงั วา่ หนงั สอื เลม่ นจี้ ะเปน็ ประโยชนต์ อ่ สงั คมไทย และผสู้ นใจทว่ั ไปในการท�ำความเขา้ ใจปรากฎการณ์ ในการเลอื กตง้ั สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร ในวนั ที่ 24 มนี าคม พ.ศ. 2562 ตอ่ ไป ศาสตราจารยว์ ฒุ สิ าร ตันไชย เลขาธิการสถาบนั พระปกเกลา้ กนั ยายน 2563
4 การศึกษาความเคล่ือนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี
5 คำ� นำ� หนงั สอื การศกึ ษาความเคลอื่ นไหวทางการเมอื งและพฤตกิ รรมการเลอื กตง้ั สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร 2562 จงั หวัดสุราษฎรธ์ านี จัดท�ำขน้ึ จาก รายงานการวจิ ยั เรอื่ งการศกึ ษารปู แบบ วิธกี าร และผลกระทบของการเลือกตัง้ ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่: กรณีศึกษาจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีวัตถุประสงค์ส�ำคัญของการวิจัย 6 ประการ คือ 1. เพ่ือศึกษาบรรยากาศทางการเมือง ท้ังในส่วนของผู้ลงสมัครจากพรรคการเมืองต่าง ๆ การรณรงค์หาเสียง การรอ้ งเรยี น ความตน่ื ตวั และทศั นะของประชาชนในจงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านตี อ่ การเลอื กตงั้ และความเคลอ่ื นไหวทาง การเมอื งขององคก์ รและกลมุ่ ทางการเมอื งทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั การเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรในจงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี 2. เพอ่ื ศกึ ษาความเคลอ่ื นไหว และพฤตกิ รรมทางการเมอื งของผสู้ มคั รรบั เลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรในจงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี 3. เพอ่ื ศกึ ษาบทบาทของหนว่ ยงานภาครฐั บรษิ ทั เอกชน องคก์ รสาธารณะและองคก์ รอนื่ ๆ ทเ่ี ขา้ มา มีบทบาททีเ่ ก่ียวขอ้ งกับการเลือกต้ังสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรในจงั หวัดสุราษฎรธ์ านี 4. เพื่อศกึ ษาการเปลีย่ นของ พฤติกรรมทางการเมือง แบบแผนพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชน และกลุ่มการเมือง ในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 5. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในเรอ่ื งคา่ ใชจ้ า่ ยเพอื่ ใหเ้ หน็ มลู คา่ ของการใชจ้ า่ ยในสว่ นทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั การเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทน ราษฎรในจงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี และ 6. เพอื่ ศกึ ษาการเปลย่ี นแปลงของขวั้ อ�ำนาจทางการเมอื ง การยา้ ยพรรคการเมอื ง ปจั จยั ทสี่ ง่ ผลตอ่ การตดั สนิ ใจทางการเมอื ง รวมทงั้ การวเิ คราะหผ์ ลการเลอื กตงั้ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในเขตจงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี การด�ำเนินการศึกษาวิจัยในครั้งน้ีผู้วิจัยได้รับความอนุเคราะห์จากผู้ให้ข้อมูลจ�ำนวนมากทั้งประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกต้ังและบุคลากรของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีท่ีมีบทบาทส�ำคัญในการจัด การเลอื กตง้ั ครงั้ ทผ่ี า่ นมาทต่ี า่ งไดส้ ละเวลาใหข้ อ้ มลู กบั ผวู้ จิ ยั และผชู้ ว่ ยนกั วจิ ยั ในการลงพนื้ ทเี่ พอ่ื เกบ็ ขอ้ มลู การวจิ ยั เป็นอย่างดีทุกคร้ัง และขอขอบใจผู้ช่วยนักวิจัยทั้ง 6 คนท่ีมีความพยายามลงพ้ืนที่เพ่ือเก็บข้อมูลอย่างต่อเน่ือง ในพื้นท่ีการเลือกตั้งทั้ง 6 เขตของจังหวัดสุราษฎร์ธานีแบบซ�้ำแล้วซ�้ำเล่า ได้แก่ นางสาวชนกนันท์ ชัยณรงค์, นางสาวโสจริ ตั น์ อนิ ทรแ์ ดง, นางสาวฐติ ริ ตั น์ ศรนี วลปาน, นางสาวกวนิ ธดิ า ทองโมถา่ ย, นางสาววรนชุ เบญ็ จพนั ธ์ และนาย อาทติ ย์ สอนจนั ทร์ ในการนผ้ี วู้ จิ ยั ขอขอบพระคณุ ส�ำนกั วจิ ยั และพฒั นา สถาบนั พระปกเกลา้ ทก่ี รณุ าใหท้ นุ และใหโ้ อกาสในการวจิ ยั ในเรอ่ื งนเี้ ปน็ อยา่ งสงู ขอขอบพระคณุ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ วทิ ยาเขตสรุ าษฎรธ์ านี ตน้ สงั กดั ทอี่ นญุ าตใหผ้ วู้ จิ ยั ไดด้ �ำเนนิ การวจิ ยั ในเรอ่ื งนไี้ ด้ และในทา้ ยทส่ี ดุ นผ้ี วู้ จิ ยั ขอขอบพระคณุ ผทู้ รงคณุ วฒุ ทิ กุ ทา่ น ทก่ี รณุ าอา่ น ตรวจทาน และใหค้ �ำชแ้ี นะทเ่ี ปน็ ประโยชนเ์ พอ่ื การปรบั ปรงุ งานวจิ ยั ฉบบั นใ้ี หม้ คี วามสมบรู ณม์ ากยงิ่ ขน้ึ กฤษฎา พรรณราย นติ ิ มณีกาญจน์
6 การศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ หนงั สอื การศกึ ษาความเคลอ่ื นไหวทางการเมอื งและพฤตกิ รรมการเลอื กตง้ั สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งจัดท�ำขึ้นจาก การศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษารูปแบบ วิธีการ และผลกระทบของการเลือกต้ัง ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่: กรณีศึกษาจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาบรรยากาศทางการเมือง ทง้ั ในสว่ นของผลู้ งสมคั รจากพรรคการเมอื งตา่ ง ๆ การรณรงคห์ าเสยี ง การรอ้ งเรยี น ความตนื่ ตวั และทศั นะของประชาชน ในจงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านตี อ่ การเลอื กตง้ั และความเคลอ่ื นไหวทางการเมอื งขององคก์ รและกลมุ่ ทางการเมอื งทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั การเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรในจงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี 2) เพอื่ ศกึ ษาความเคลอื่ นไหว และพฤตกิ รรมทางการเมอื ง ของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 3) เพ่ือศึกษาบทบาทของหน่วยงานภาครัฐ บรษิ ัทเอกชน องค์กรสาธารณะและองคก์ รอน่ื ๆ ท่ีเข้ามามีบทบาทที่เกย่ี วขอ้ งกบั การเลอื กตงั้ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 4) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนของพฤติกรรมทางการเมือง แบบแผนพฤติกรรมทางการเมืองของ ประชาชน และกลุ่มการเมือง ในส่วนที่เก่ียวข้องกับการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 5) เพ่ือศึกษาพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องค่าใช้จ่ายเพ่ือให้เห็นมูลค่าของการใช้จ่าย ในส่วนท่ีเกี่ยวข้องกับการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 6) เพื่อศึกษาการเปล่ียนแปลง ของข้ัวอ�ำนาจทางการเมือง การย้ายพรรคการเมือง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจทางการเมือง รวมทั้งการวิเคราะห์ ผลการเลือกต้ังที่เกิดข้ึนในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี การศึกษาวิจัยครั้งน้ีใช้การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การส�ำรวจ ทบทวนเอกสารต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับการเลือกตั้งในพื้นท่ีจังหวัดสุราษฎร์ธานี การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกในประเด็น ท่ีเก่ียวข้องกับการเลือกตั้ง โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญกับกลุ่มตัวอย่างคือผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งทุกเขต และเป็นการเก็บขอ้ มูลทัง้ ในช่วงก่อนการเลอื กตัง้ ระหวา่ งการเลือกต้ัง และหลังการเลอื กตัง้ การสังเกตแบบมีส่วนรว่ ม และไม่มีส่วนร่วม ผลการศึกษาวิจัยพบว่า 1) บรรยากาศทางการเมืองในจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีความตื่นตัวของผู้สมัคร ลงรับเลือกต้ังจ�ำนวนมากอันเป็นผลจากการไม่ได้มีการเลือกตั้งมาเป็นเวลานานถึงแปดปีและผลจากการใช้ระบบ การเลอื กตง้ั แบบจดั สรรปนั สว่ นผสม แมว้ า่ จะมผี ลู้ งสมคั รรบั เลอื กตง้ั ลงแขง่ ขนั จ�ำนวนมากแตไ่ มไ่ ดเ้ ปน็ การแขง่ ขนั ทร่ี นุ แรง 2) วธิ กี ารหาเสยี งของผลู้ งสมคั รรบั เลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรในจงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านไี มไ่ ดเ้ กดิ ความเปลยี่ นแปลง ไปจากการเลือกต้ังครั้งท่ีผ่านมามากนัก ความเปล่ียนแปลงท่ีเห็นได้ชัดเจนคือการน�ำสื่อออนไลน์มาช่วยในการหาเสียง สว่ นพฤตกิ รรมการหาเสยี งของผลู้ งสมคั รรบั เลอื กตงั้ ไมไ่ ดม้ กี ารอภปิ รายโจมตใี หร้ า้ ยระหวา่ งผลู้ งสมคั รรบั เลอื กตง้ั ดว้ ยกนั
7 3) เจ้าหน้าท่ีรัฐของจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีการวางตัวและปฏิบัติหน้าท่ีได้อย่างเป็นกลาง กรรมการการเลือกต้ัง มกี ารเตรยี มความพรอ้ มและท�ำความเขา้ ใจกบั ผลู้ งสมคั รกอ่ นการเลอื กตง้ั และไดร้ บั ความรว่ มมอื จากหนว่ ยงานภาครฐั อน่ื ๆ บรษิ ทั เอกชน และองค์กรสาธารณะต่าง ๆ เพอื่ ช่วยในการจดั การเลือกต้งั และการตรวจสอบการเลอื กตั้ง 4) พฤตกิ รรม ทางการเมอื งและแบบแผนพฤตกิ รรมทางการเมอื งของประชาชน และกลมุ่ การเมอื งในพนื้ ทจ่ี งั หวดั สรุ าษฎรธ์ านไี มไ่ ดม้ ี ความเปลยี่ นแปลงไปจากการเลอื กตง้ั ครง้ั ทผี่ า่ นมา กลา่ วคอื ประชาชนยงั คงมคี วามนยิ มตอ่ พรรคประชาธปิ ตั ยโ์ ดยการน�ำ ของนายชวน หลีกภัย 5) การซ้ือขายเสียงในรูปแบบท่ีมีการใช้เงินและการจูงใจอ่ืนท่ีไม่ใช่ตัวเงินไม่มีผลต่อพฤติกรรม การลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง นอกจากน้ีประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานียังมีทัศนคติในเชิงลบต่อการใช้เงินซ้ือเสียง 6) ประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีมองว่าการย้ายพรรคการเมืองและการส่งคนในวงศ์ตระกูลของนักการเมืองเก่า ลงรบั สมคั รเลอื กตง้ั เปน็ เรอ่ื งปกติ และอาจจะสง่ ผลดที �ำใหป้ ระชาชนมที างเลอื กมากขน้ึ และไดผ้ สู้ มคั รทไ่ี ดร้ บั การถา่ ยทอด ประสบการณ์จากนักการเมืองรุ่นก่อน แต่ทั้งสองประเด็นนี้ไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกเพราะปัจจัยที่ส่งผลต่อ การตดั สินใจลงคะแนนมากทสี่ ดุ คอื พรรคการเมือง
8 การศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี Abstract This paper presents a study of political activities and electoral behavior in the 2019 Thailand general election in Surat Thani province. The objectives of this study were (1) to study of political climate, political campaigns, complaints and petitions, political consciousness, and opinions of people in Surat Thani Province concerning the election; (2) to study of political movements and political behavior of candidates in Surat Thani Province; (3) to study roles of state departments, private companies, public organizations, and other organizations in Surat Thani Province that had a role in the election; (4) to study behaviors of people and political groups in Surat Thani Province in the context of the election; (5) to study the use of election campaign resources, especially money, in Surat Thani Province; (6) to study change in political power, party switching, factors that affected people’s decision- making and analyze the result of the election in Surat Thani Province. This study was qualitative research using methods of documentary study, in-depth interview by accidental sampling from six election zones. Data was collected in three phrases that is before the election, during the election, and after the election using participant observation method. The research revealed the following (1) In Surat Thani Province, there are many political parties and candidates because it had been eight years since the previous election, and because of the mixed member apportionment election system, however, the election contest was not severe. (2) Election campaign methods in Surat Thani Province were not different from previous elections except more use of social media and candidates from different parties did not disparage or blame each other. (3) State officers in Surat Thani Province were neutral, the provincial election commission made preparations and communicated about election rules to political parties before election day and collaborated with other state organizations, private organizations, and public organizations to make the election transparent. (4) Political behavior of people and political groups in Surat Thani Province have not been changed from previous elections,
9 and voters continued to admire the Democratic Party headed by former prime minister and the ex-party leader Chuan Leekpai. (5) Use of monetary and non-monetary incentives for election fraud did not affect people’s decisions, and, furthermore people in Surat Thani Province have a negative attitude toward candidates who used financial fraud. (6) People in Surat Thani think that candidates who have switched political parties and those who are part of political dynasties are acceptable because their new party makes more choices for people and political experience from their families make skillful candidates, however, these two factors were not more important than political party preference.
10 การศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี สารบญั คำ� น�ำสถาบันพระปกเกล้า หน้า ค�ำนำ� ผเู้ ขียน 3 บทคัดย่อภาษาไทย 5 บทคดั ย่อภาษาอังกฤษ 6 สารบัญ 8 10 บทที่ 1 บทนำ� 1.1 หลกั การเบ้ืองต้น 12 1.2 วตั ถปุ ระสงค์ 13 1.3 ขอบเขตของการศกึ ษา 15 1.4 วิธีการศึกษาวิจัย 16 1.5 ระยะเวลาทำ� การศกึ ษา 18 1.6 ประโยชนท์ ไ่ี ด้รับ 19 19
11 บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ัยท่ีเกีย่ วข้อง 20 2.1 ระบบการเลือกต้งั 21 2.2 พฤติกรรมการเลอื กต้ัง 26 2.3 ความต้งั ม่นั ของประชาธปิ ไตย 35 2.4 พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา่ ด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร พ.ศ. 2561 2.5 งานวิจัยท่เี ก่ียวขอ้ ง 39 43 บทที่ 3 ข้อมูลการเลอื กตง้ั ในจังหวดั สุราษฎร์ธานี 46 บทท่ี 4 การวเิ คราะหก์ ารเลือกตง้ั ในจังหวดั สรุ าษฎร์ธาน ี 4.1 บทวิเคราะห์กอ่ นการเลอื กตัง้ 72 4.2 บทวิเคราะหร์ ะหว่างการเลอื กตงั้ 73 4.3 บทวิเคราะห์หลังการเลอื กตัง้ 91 106 บทที่ 5 สรุปและข้อเสนอแนะการวจิ ยั การเลือกต้งั ในจงั หวัดสรุ าษฎรธ์ านี 5.1 สรุปผลการวจิ ยั 126 5.2 ข้อเสนอแนะจากงานวิจยั 128 132 บรรณานุกรม ประวัติของนกั วจิ ยั 135 138
12 การศึกษาความเคล่ือนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี บทท่ี 1 บทน�ำ
13 1.1 หลักการเบ้อื งต้น การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2562 เกิดขึ้นภายหลังจากท่ีประเทศไทยไม่ได้มีการเลือกต้ังติดต่อกันถึง ระยะเวลา 8 ปี ซ่ึงเป็นช่วงเวลาท่ีมีความเปล่ียนแปลงเกิดขึ้นในโครงสร้างของทางอ�ำนาจ และโครงสร้างของ สถาบันการเมืองไทยอยา่ งท่ไี มเ่ คยปรากฏมาก่อน ในส่วนของโครงสร้างทางอ�ำนาจน้ัน การเว้นว่างของการเลือกตั้งในห้วงระยะเวลา 8 ปีนี้ ส่วนหนึ่ง เปน็ ผลมาจากการรฐั ประหารในวนั ที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซ่ึงเปน็ เหตกุ ารณต์ อ่ เนื่องในบรบิ ทของความขัดแยง้ ทางการเมืองในประเทศไทยในช่วงระยะเวลากว่าทศวรรษก่อนหนน้ัน โดยชนวนของความขัดแย้งล่าสุด อยู่ที่เรื่องพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ซึ่งได้น�ำไปสู่การต่อต้านรัฐบาล เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง และการใชค้ วามรุนแรงทั้งในเขตกรงุ เทพมหานครและเมอื งใหญ่หลายเมอื งในประเทศไทย ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวได้เกิดการเปล่ียนแปลงในโครงสร้างของความสัมพันธ์ทางอ�ำนาจของ ประเทศไทยหลายประการ ทั้งการเกิดขึ้นของกลุ่มการเมืองโดย กปปส. ท่ีประสบความส�ำเร็จในการระดม ความสนับสนุนจากทั่วประเทศต่อเนื่องมาจนถึงการรัฐประหาร และแม้กระท่ังช่วงหลังรัฐประหารก็ยังมี การแสดงออกทางการเมอื งของกลมุ่ ผลประโยชนต์ า่ ง ๆ และปฏกิ ริ ยิ าโตต้ อบของรฐั บาลในการจ�ำกดั การแสดงออก ทางการเมือง เช่น การเรียกพบนักการเมืองที่มีบทบาทเด่น การส่งทหารไปเฝ้าระวังท่ีบ้านนักการเมือง หรือ เรียกตัวนักการเมืองเข้าพบ คสช. เพื่อปรับทัศนคติ ซึ่งเกิดควบคู่กับการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มท่ี ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร เช่น กลุ่มประชาธิปไตยใหม่และกลุ่มอื่น ๆ ท่ีเก่ียวข้อง นอกจากน้ีในช่วงระยะเวลา ดังกล่าวน้ีได้มีการเสริมบทบาทของข้าราชการโดยมีการโยกย้ายสับเปลี่ยนข้าราชการหลายคนให้เข้าไปท�ำงาน ด้านยุทธศาสตร์ชาติ ตลอดจนการสนับสนุนบทบาทท่ีเด่นชัดมาขึ้นให้กับส�ำนักงานคณะกรรมการการพัฒนา เศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ เปน็ ต้น แม้จะมีการจ�ำกัดการแสดงออกทางการเมือง แต่ในระยะเวลาท่ีผ่านมากลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ หลายกลุ่มประสบความส�ำเร็จในการสร้างความเป็นสถาบันทางการเมืองให้กับตนเอง โดยพัฒนาไปเป็น พรรคการเมือง เช่น กลุ่ม กปปส. ที่กลายไปเป็นพรรครวมพลังประชาชาติไทย กลุ่มของนายไพบูลย์ นิติตะวัน
14 การศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่ีได้พัฒนาไปเป็นพรรคประชาชนปฏิรูป และกลุ่มท่ีเกิดข้ึนจากการรวมตัวกันของ 4 รัฐมนตรี ได้แก่ พรรค พลังประชารัฐ ตลอดจนมีกลุ่มนักกิจกรรมสังคมท่ีมีความสนใจที่จะต้ังพรรคการเมือง เช่น พรรคอนาคตใหม่ ทน่ี ายธนาธร จงึ รงุ่ เรอื งกจิ และ ดร.ปยิ บตุ ร แสงกนกกลุ เปน็ ผรู้ ว่ มกอ่ ตงั้ พรรค และการประกาศเปลย่ี นอดุ มการณ์ เพ่ือย้ายพรรคการเมืองของนักการเมืองหลายคน เช่น นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ นายนคร มาฉิม นายประดิษฐ์ ภทั รประสทิ ธิ์ นอกจากการเคล่ือนไหวทางการเมืองแล้ว ในส่วนของรัฐบาลเองได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู อกี 3 ฉบับได้แก่ พระราชบญั ญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกต้ัง พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกต้ังสมาชิก สภาผแู้ ทนราษฎร พ.ศ. 2561 จากโครงสร้างดังกล่าวน้ี ได้ส่งผลให้การเลือกต้ังที่ก�ำลังจะเกิดข้ึนแตกต่างจากการเลือกต้ังที่ผ่านมา ตั้งแต่หลังปี พ.ศ. 2544 โดยส้ินเชิง เช่น การเลือกต้ังแบบบัตรใบเดียว โดยใช้การนับคะแนนแบบจัดสรร ปันส่วนผสม ยังมีมาตรการใหม่ที่ก�ำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการเลือกต้ังข้ันต้น (แม้ภายหลังจะมีมาตรา 44 ออกมาสร้างความยืดหยุ่นให้กับมาตรการดังกล่าว) เงื่อนไขใหม่เกี่ยวกับการจัดต้ังพรรคการเมือง หน้าที่และ สถานภาพของสมาชกิ พรรคการเมอื ง และคณะกรรมการบรหิ ารพรรค รวมทงั้ การก�ำหนดโทษของพรรคการเมอื ง ไวส้ งู มาก การก�ำหนดอตั ราคา่ ใชจ้ า่ ยในการเลอื กตงั้ ของพรรคการเมอื งและวธิ กี ารหาเสยี งเลอื กตงั้ ของพรรคการเมอื ง ในมาตรา 62-83 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง บทบาทที่เพ่ิมมากข้ึนของ คณะกรรมการการเลือกต้ังพร้อมกับการประกาศยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนการปฏิรูปประเทศ 13 ด้าน ซงึ่ ลว้ นแลว้ แตเ่ ปน็ กตกิ า หรอื บทบญั ญตั ใิ หมท่ เ่ี กดิ ขนึ้ ทจี่ ะสง่ ผลตอ่ โครงสรา้ งทางการเมอื ง และการเปลย่ี นแปลง ของสถาบนั ทางการเมืองไทยอีกหลายสถาบนั ซ่งึ ยงั ไมน่ บั ถึงพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู อกี หลายฉบบั ที่ให้บทบาทหน้าท่ีกับองค์กรอ่ืน ๆ มากขึ้น ซึ่งจะมีผลต่ออ�ำนาจและบทบาทของผู้แทนราษฎรและรัฐบาล ทจ่ี ะเกดิ ข้ึนภายหลังการเลอื กต้ัง ด้วยการเปล่ียนแปลงในโครงสร้างอ�ำนาจ และโครงสร้างของสถาบันทางการเมืองในช่วงระยะเวลา 8 ปีท่ีผ่านมา จึงเป็นที่น่าจับตามองว่า การเลือกตั้งครั้งน้ีจะสามารถบรรเทาความขัดแย้งท่ีเกิดขึ้นมา เปน็ ระยะเวลากวา่ ทศวรรษไดห้ รอื ไม่ และจะท�ำใหป้ ระเทศไทยเขา้ สรู่ ะบอบประชาธปิ ไตยทม่ี คี ณุ ภาพไดห้ รอื ไม่ จะท�ำให้การปฏิรูปการเมืองเกิดข้ึนจริงหรือไม่ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนจะมีการเปลี่ยนแปลงไป อย่างไร ประชาชนมีการเรียนรู้ทางการเมืองมากข้ึนหรือไม่ และภายใต้กรอบกติกาใหม่น้ี ผลของการเลือกตั้ง ยังจะยืนยันความต้ังมั่นของระบบพรรคการเมือง หรือความเข้มแข็งของพรรคการเมืองบางพรรคท่ีเคยก่อร่าง สร้างตัวมาจากรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2540 ได้หรอื ไม่ การจบั ตาต่อประเดน็ ท้งั หลายที่กล่าว มานน้ั จงึ ควรจะไดร้ บั การศกึ ษาเชงิ ลกึ เกย่ี วกบั การเคลอื่ นไหวทางการเมอื งในระดบั พนื้ ทตี่ า่ ง ๆ ของประเทศไทย เพอื่ ให้เกิดความเขา้ ใจอยา่ งถอ่ งแท้
15 จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ในเชิงพ้ืนที่และจ�ำนวนประชากรของภาคใต้ เป็นฐาน ที่ม่ันส�ำคัญของพรรคการเมืองเก่าแก่ของประเทศไทยพรรคหนึ่ง ซ่ึงก่อนเหตุการณ์การรัฐประหาร วันท่ี 22 พฤษภาคม 2557 ได้เกิดความแตกแยกภายในพรรคการเมืองน้ีขึ้น โดยผู้ที่แยกตัวออกมาเคลื่อนไหวทาง การเมอื งและตอ่ มามกี ารยกระดบั โดยจดั ตงั้ เปน็ พรรคการเมอื งใหมน่ น้ั ถอื เปน็ บคุ คลส�ำคญั ทางการเมอื งในพนื้ ท่ี ของจงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านนี เ้ี อง ดงั นน้ั เพอ่ื การท�ำความเขา้ ใจพฤตกิ รรมการเมอื งของผลู้ งสมคั รรบั การเลอื กตงั้ และ ประชาชนทั่วไปว่าการเลือกต้ังคร้ังน้ีท่ีต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงไปท้ังเร่ืองของรูปแบบ วิธีการตามกฎกติกาใหม่ ทางการเมอื งนนั้ เงอื่ นไขของรฐั ธรรมนญู ใหมด่ งั กลา่ วนนั้ จะสง่ ผลกระทบตอ่ การเลอื กตงั้ ในพนื้ ทจี่ งั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี ไดอ้ ยา่ งไรบา้ ง ซง่ึ ขอ้ คน้ พบทไ่ี ดภ้ ายหลงั การศกึ ษาวจิ ยั นจ้ี ะมคี วามส�ำคญั เปน็ อยา่ งยงิ่ ทจี่ ะน�ำไปใชเ้ ปน็ ฐานขอ้ มลู เพ่ือการพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยท้ังในระดับพื้นท่ีของจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ ในภาพรวมของประเทศไทยตอ่ ไปได้ 1.2 วัตถุประสงค์ 1.2.1 เพื่อศึกษาบรรยากาศทางการเมือง ท้ังในส่วนของผู้ลงสมัครจากพรรคการเมืองต่าง ๆ การรณรงค์หาเสียง การร้องเรียน ความตื่นตัวและทัศนะของประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีต่อการเลือกต้ัง และความเคล่ือนไหวทางการเมืองขององค์กรและกลุ่มทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดสุราษฎรธ์ านี 1.2.2 เพ่ือศึกษาความเคล่ือนไหว และพฤติกรรมทางการเมืองของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิก สภาผ้แู ทนราษฎรในจังหวดั สรุ าษฎรธ์ านี 1.2.3 เพ่ือศึกษาบทบาทของหน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชน องค์กรสาธารณะและองค์กรอ่ืน ๆ ทเ่ี ขา้ มามบี ทบาททเี่ ก่ยี วขอ้ งกับการเลือกต้งั สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจงั หวัดสุราษฎร์ธานี 1.2.4 เพอื่ ศกึ ษาการเปลย่ี นของพฤตกิ รรมทางการเมอื ง แบบแผนพฤตกิ รรมทางการเมอื งของประชาชน และกลมุ่ การเมอื ง ในสว่ นที่เก่ียวขอ้ งกับการเลอื กตั้งสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรในจงั หวัดสรุ าษฎรธ์ านี 1.2.5 เพอื่ ศกึ ษาพฤตกิ รรมการใชท้ รพั ยากรตา่ ง ๆ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในเรอื่ งคา่ ใชจ้ า่ ยเพอื่ ใหเ้ หน็ มลู คา่ ของการใชจ้ ่ายในสว่ นทเ่ี ก่ยี วข้องกบั การเลอื กตัง้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรในจงั หวัดสุราษฎรธ์ านี 1.2.6 เพ่ือศึกษาการเปลี่ยนแปลงของขั้วอ�ำนาจทางการเมือง การย้ายพรรคการเมือง ปัจจัยท่ีส่งผล ตอ่ การตัดสนิ ใจทางการเมอื ง รวมท้งั การวเิ คราะหผ์ ลการเลือกต้งั ท่ีเกดิ ข้นึ ในเขตจังหวัดสรุ าษฎร์ธานี
16 การศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี 1.3 ขอบเขตของการศึกษา 1.3.1 ขอบเขตดา้ นเวลา ขอบเขตด้านเวลาของการศึกษา ประกอบด้วย การศึกษาต้ังแต่ช่วงก่อนการเลือกต้ัง ช่วงระหว่าง การมพี ระราชกฤษฎกี าก�ำหนดใหม้ กี ารเลอื กตง้ั วนั เลอื กตงั้ จนถงึ ประมาณ 1 เดอื น ภายหลงั จากคณะกรรมการ การเลือกตั้งประกาศรบั รองลการเลือกตัง้ อย่างเปน็ ทางการในจังหวัดสรุ าษฎร์ธานี 1.3.2 ขอบเขตประชากร ประชากรท่ีท�ำการศึกษา ได้แก่ ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง หน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชน องค์กรอิสระ องคก์ รสาธารณะ สอื่ มวลชน และองคก์ รอ่นื ๆ ท่มี ีอิทธิพลในการเลือกตัง้ ท้ังในระดับประเทศและในระดับเขต จงั หวดั สุราษฎร์ธานี ตลอดจนความตนื่ ตวั สนใจ การเขา้ มสี ว่ นร่วม และพฤติกรรมการเลอื กต้งั ของประชาชน 1.3.3 ขอบเขตพน้ื ท่ี พ้ืนทีเ่ ลอื กต้งั ทุกพืน้ ทใ่ี นเขตจงั หวัดสรุ าษฎรธ์ านี 1.3.4 ขอบเขตเนื้อหา 1.3.4.1 การตง้ั ม่นั ของความเปน็ พรรคการเมือง 1) โดยศกึ ษาการแขง่ ขนั ทางการเมอื ง โครงสรา้ งของตระกลู การเมอื ง หรอื เครอื ขา่ ยทางการเมอื ง ในเขตพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีว่ามีการเปล่ียนแปลงสังกัดพรรคการเมืองจากการเลือกต้ัง 3 ครงั้ ทผ่ี า่ นมาหรอื ไม่ และหากมกี ารเปลยี่ นแปลง อะไรคอื ปจั จยั ทท่ี �ำใหเ้ กดิ ความเปลยี่ นแปลง แตถ่ า้ หากไมม่ ีการเปลยี่ นแปลง โปรดระบสุ าเหตทุ ผี่ สู้ มัครรับเลือกต้ัง หรอื เครือขา่ ยการเมอื ง เดิมยังคงอยู่ในพรรคการเมอื งเดิมโดยไม่เปลยี่ นแปลง 2) การเปลยี่ นแปลงพรรคการเมอื งของผลู้ งสมคั รรบั เลอื กตง้ั หรอื เครอื ขา่ ยทางการเมอื ง มผี ลตอ่ รปู แบบการแพ้ชนะของผสู้ มัครรับเลอื กตั้งหรือไม่ อยา่ งไร หากไมม่ ี อะไรคือปจั จยั ท่ที �ำใหผ้ ล การเลอื กต้ังออกมาในรูปแบบนัน้ 3) การเลือกตั้งระบบใหม่ท่ีเป็นแบบบัตรใบเดียวที่บีบค้ันให้คนต้องเลือกคนหรือพรรคการเมือง มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกต้ังหรือไม่ อย่างไร ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ใชป้ ัจจัยอะไรมาก�ำหนดให้ตนเลือกพรรค หรอื เลอื กผสู้ มคั รรับเลือกตั้งคนไหน อยา่ งไร 4) การทแ่ี ตล่ ะพรรคต้องด�ำเนนิ นโยบายตามยทุ ธศาสตรช์ าติ มผี ลท�ำใหน้ โยบายของแตล่ ะพรรค ในเขตพื้นท่ีมีความแตกต่างกันหรือไม่ ในส่วนของนโยบายพรรคที่แตกต่างกันมีอิทธิพลต่อ การลงคะแนนเสียงเลือกต้ังของผ฿ลงคะแนนเสียงหรือไม่ หากเปรียบเทียบกับปัจจัยด้าน
17 ตัวบุคคลของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง นโยบายพรรคหรือตัวบุคคลมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ของผูล้ งคะแนนเสียงเลอื กตัง้ มากกว่ากัน 5) สภาพการณ์ที่เปล่ียนไปของเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ซ่ึงส่ิงต่าง ๆ เหล่าน้ีท�ำให้ ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมีความนิยม หรือมีความผูกพันกับพรรคการเมืองต่างไปจาก การเลอื กตง้ั ครงั้ ทแ่ี ลว้ หรอื ไมท่ งั้ นเ้ี พอ่ื ค�ำถามวา่ 8 ปที ไ่ี รก้ ารเลอื กตง้ั นน้ั ความเปน็ พรรคการเมอื ง หรอื ความนยิ มในพรรคการเมอื งยังสามารถฝงั รากลกึ ในสงั คมไทยได้หรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด 1.3.4.2 พฤตกิ รรมการเลือกตัง้ เป็นการศึกษาวิเคราะห์ เปรียบเทียบ ในทุกประเด็น เช่น การเลือกตั้งในคร้ังนี้มีความเหมือนหรือ แตกตา่ งจากการเลอื กตง้ั ทเ่ี คยผา่ นมาในพนื้ ทห่ี รอื ไม่ มปี ระเดน็ ใดบา้ ง มกี ารเปลย่ี นแปลงทส่ี �ำคญั ในเรอ่ื งใด และ สง่ ผลกระทบส�ำคญั ในเรอ่ื งการพฒั นาประชาธปิ ไตยอยา่ งไร รวมถงึ การแขง่ ขนั ทางการเมอื ง ทง้ั ในสว่ นทส่ี ามารถ เหน็ ไดช้ ดั เจน เชน่ การรณรงคห์ าเสยี ง กลยทุ ธ์ วธิ กี าร การน�ำเสนอนโยบาย ตลอดจนการแขง่ ขนั ในสว่ นทป่ี ดิ บงั เช่น การซื้อเสียง การใช้อิทธิพลของหนว่ ยงาน การแทรกแซงด้วยวิธกี ารตา่ ง ๆ เป็นตน้ 1.3.4.3 การใชเ้ งนิ ในการหาเสยี งเลอื กต้งั 1) ศึกษาผลของการบังคับใช้มาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายในการเลือกต้ังตามกฎหมายใหม่ โดย วเิ คราะหเ์ ปรยี บเทยี บเจตนารมณข์ องกฎหมายกบั ผลทเี่ กดิ ขน้ึ จรงิ ในระดบั พนื้ ท่ี ผา่ นการศกึ ษา บทบาทและวิธีการปฏิบัติงานของผู้จัดการเลือกต้ังว่ามีวิธีการควบคุมตรวจสอบค่าใช้จ่าย ในการเลอื กตงั้ ของพรรคการเมอื ง/นกั การเมอื งในพนื้ ทอี่ ยา่ งไร ไดผ้ ลหรอื ไม่ และพฤตกิ รรมของ ผสู้ มคั ร/พรรคการเมอื งวา่ มปี ญั หาอปุ สรรคในการปฏบิ ตั ติ ามกฎหมายหรอื ไม่ มคี วามพยายาม ทจี่ ะหลบเลย่ี งกฎหมายหรือไม่ อยา่ งไร 2) ศึกษาอิทธิพลของการใช้จ่ายเงินของผู้สมัครและพรรคการเมืองมีต่อประชาชน และผลของ การเลือกตั้ง ทั้งการใช้จ่ายเงินท่ีถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย โดยให้ความส�ำคัญกับ การส�ำรวจในพื้นท่ีว่ายังมีการซื้อสิทธิขายเสียงอยู่หรือไม่ มีรูปแบบหรือกระบวนการอย่างไร ในการซื้อเสียง หรือหากมีการให้เป็นประโยชน์อื่นนอกจากตัวเงิน ผลประโยชน์ดังกล่าวคือ อะไร เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในรูปแบบใด และการซื้อเสียงไม่ว่าจะในรูปแบบใด ยงั มีอทิ ธพิ ลต่อการตัดสนิ ใจของผู้ลงคะแนนเสยี งเลอื กต้งั หรอื ไม่ อย่างไร 3) สังเกต และชี้วัดความรู้สึกถึงทัศนคติ และการให้เหตุผลของบุคคลท่ัวไปในการรับรู้เกี่ยวกับ การซือ้ เสียง แลกผลประโยชน์ และสรา้ งเครือข่ายอปุ ถัมภ์ในพื้นท่ี โดยพจิ ารณาว่าประชาชน ทั่วไปสามารถยอมรับกับพฤติกรรมดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะเหตุใด และประชาชนท่ัวไป มีการตอบสนองต่อพฤตกิ รรมดังกล่าวอย่างไรบา้ ง
18 การศึกษาความเคล่ือนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี 1.4 วธิ ีการศึกษาวิจัย อาศยั วิธกี ารศกึ ษาเชงิ คณุ ภาพเปน็ เครอ่ื งมือส�ำคัญในการศึกษา ได้แก่ 1.4.1 เอกสารต่าง ๆ ทเี่ กย่ี วข้อง ได้แก่ กฎหมายทเี่ กยี่ วขอ้ ง เชน่ ขน้ั ตอนการเลอื กตง้ั ตามรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2560 และ พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการเลอื กตงั้ พ.ศ. 2560 อ�ำนาจหนา้ ทขี่ องคณะกรรมการการเลอื กตงั้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และบทบาทของพรรคการเมือง ตามพระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ขอ้ มูลเชิงพน้ื ทจี่ งั หวัดสรุ าษฎรธ์ านี เช่น ขอ้ มลู ประชากร ขอ้ มลู พรรคการเมืองท่มี ีผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในการเลอื กตงั้ ปจั จบุ นั และการเลอื กตงั้ ในอดตี และขอ้ มลู ประวตั ผิ ลู้ งสมคั รรบั เลอื กตงั้ พรอ้ มความเปน็ เครอื ญาติ หรอื เครอื ข่ายของนักการเมอื งเก่า ทัง้ ในระดับชาตแิ ละระดบั ทอ้ งถน่ิ และผลการเลือกต้งั ยอ้ นหลงั 3 คร้งั ในเขต จังหวัดสรุ าษฎรธ์ านี 1.4.2 การสมั ภาษณอ์ ย่างเจาะลกึ ในทกุ ประเด็นที่เกีย่ วข้อง โดยมีการลงพื้นที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด คณะกรรมการการเลือกต้ัง ผู้ลงสมัครรับเลือกต้ัง บริษัทเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้จัดการ การเลือกต้งั ก�ำนนั ผู้ใหญบ่ า้ น และประชาชน 1.4.3 การสงั เกตแบบมีสว่ นรว่ มและไม่มีสว่ นรว่ ม โดยเป็นการสังเกต บันทึก และวิเคราะห์บรรยากาศทั่วไป พฤติกรรมทางการเมืองของผู้ลงสมัคร รับเลือกตง้ั บทบาทของหนว่ ยงานภาครฐั บรษิ ัทเอกชน องคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ ทีเ่ ขา้ มามีบทบาทเกีย่ วขอ้ ง กับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชน ในช่วงก่อนการเลือกต้ัง ช่วง การเลือกต้ัง และช่วงหลังจากการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย (Population) คอื ผมู้ สี ทิ ธเิ ลอื กตง้ั ในพน้ื ทจ่ี งั หวดั สรุ าษฎรธ์ านที งั้ หมด วธิ กี ารเลอื กกลมุ่ ตวั อยา่ ง ผวู้ จิ ยั ใชก้ ารเลอื กกลมุ่ ตวั อยา่ ง แบบบงั เอญิ (Accidental Sampling) คอื การใชก้ ระบวนการคดั เลอื กกลมุ่ ตวั อยา่ งจากประชากรทต่ี อ้ งการศกึ ษา โดยบังเอิญ ไมไ่ ดม้ กี ารเจาะจง และไม่ไดอ้ าศยั หลกั ความน่าจะเป็นในการคัดเลือก ท�ำตามความสะดวกแกเ่ วลา และสถานทอี่ นั เนอื่ งมาจากขอ้ จ�ำกดั ของการวจิ ยั 2 ประการ คอื หนง่ึ ระยะเวลาการเลอื กตงั้ เปน็ เพยี งชว่ งเวลาสน้ั และสอง คือ ความสะดวกใจของประชาชนผมู้ ีสทิ ธเิ ลือกตง้ั ทมี่ คี วามยินดที จ่ี ะให้ข้อมูลกับผู้วจิ ัย อันเนือ่ งมาจาก เรอื่ งการเมอื งเปน็ เรอ่ื งการตดั สนิ ใจสว่ นบคุ คล ขณะเดยี วกนั สถานการณค์ วามขดั แยง้ ทางการเมอื งในระดบั ชาติ ส่งผลต่อการแสดงทา่ ทีต่อการเลอื กต้งั ในระดับพน้ื ท่ดี ้วย
19 1.5 ระยะเวลาท�ำการศึกษา 1 มกราคม 2562 – 31 กรกฎาคม 2562 1.6 ประโยชนท์ ่ไี ด้รบั 1.6.1 ทราบถงึ บรรยากาศทว่ั ไป ความรคู้ วามขา้ ใจ และความเคลอ่ื นไหวของประชาชน คณะกรรมการ การเลอื กตงั้ องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ พรรคการเมอื ง และนกั การเมอื งในพนื้ ท่ี องคก์ รเอกชน องคก์ รสาธารณะ และหนว่ ยงานภาครฐั รวมถงึ องคก์ รอน่ื ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั การเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรในจงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี 1.6.2 ทราบถงึ บทบาทและการท�ำงานของคณะกรรมการการเลอื กตง้ั ระดบั ตา่ ง ๆ รวมถงึ ปญั หาอปุ สรรค และการแกไ้ ขปญั หาทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการบรหิ ารจดั การการเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรในจงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี 1.6.3 ทราบถึงพฤติกรรมทางการเมืองของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หน่วยงาน ภาครัฐ บริษัทเอกชน องค์กรสาธารณะ และองค์กรอื่น ๆ ที่เข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องกับการเลือกต้ังสมาชิก สภาผ้แู ทนราษฎรในจังหวดั สรุ าษฎรธ์ านี 1.6.4 ทราบถึงแบบแผนพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนโดยเฉพาะท่ีเก่ียวข้องกับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรในจงั หวดั สรุ าษฎร์ธานี 1.6.5 ทราบถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินในการหาเสียงเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัด สรุ าษฎร์ธานี 1.6.6 ทราบถงึ การตงั้ มนั่ ของสถาบันพรรคการเมืองในสังคมไทยในบริบทท่ีมีการเปล่ียนแปลง เน้นท่ี การเลอื กตัง้ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรในจงั หวัดสรุ าษฎร์ธานี
20 การศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี และ งานวิจยั ทีเ่ ก่ยี วข้อง
21 2.1 ระบบการเลอื กต้งั (electoral system) ระบบการเลือกต้ังหมายถึงกรอบความคิด กระบวนการ และวิธีการท่ีถูกออกแบบไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ ได้มาซ่ึงตัวแทนของประชาชนที่จะไปท�ำหน้าท่ีเป็นผู้แทนในรัฐสภา โดยหลักการส�ำคัญของระบบการเลือกต้ัง จะระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนรายละเอียดของระบบการเลือกต้ังจะอธิบายไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และประกาศต่าง ๆ ของผู้ที่ท�ำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง หรืออาจกล่าวในเชิงหลักการได้ว่า ระบบเลือกต้ังคือ วิธีการในการแปลงเจตจ�ำนงของประชาชนให้กลายเป็นจ�ำนวนสมาชิกรัฐสภาท่ีได้มาจากการเลือกต้ัง (ปรชี า หงษไ์ กรเลศิ , 2524, น.3) การอธบิ ายความหมายของระบบการเลอื กตง้ั ขา้ งตน้ นส้ี ามารถใชไ้ ดอ้ ยา่ งทวั่ ไป ไม่ว่าจะเป็นการเลือกต้ังในระบอบประชาธิปไตย หรือการเลือกต้ังในระบอบอ�ำนาจนิยม-เผด็จการที่มีการใช้ ตัวแทนของประชาชนในการปกครอง (ตัวอย่างประเทศท่ียังไม่ได้เป็นประชาธิปไตยแต่ยังคงมีการเลือกต้ัง ทางตรง ได้แก่ บรไู น ซาอุดิอาระเบยี และลิเบยี ) (พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์, 2558, น.10) โดยทั่วไปแล้ว ระบบเลือกต้ังของแต่ละประเทศจะมีหลักการส�ำคัญที่คล้ายกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศทมี่ รี ะบบการเมอื งทเ่ี หมอื นหรอื ใกลเ้ คยี งกนั ตวั อยา่ งเชน่ การก�ำหนดคณุ สมบตั ขิ องผลู้ งรบั สมคั รเลอื กตงั้ การก�ำหนดคุณสมบัติผู้ท่ีมีสิทธิในการลงคะแนนเสียง การมีองค์กรหรือผู้ท�ำหน้าที่จัดการเลือกต้ัง การจัดต้ัง พรรคการเมือง การเปิดพ้ืนที่ให้มีการแข่งขันรณรงค์ทางการเมือง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้โดยหลักการ จะมีความใกล้เคียงกัน แต่จะพบได้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น ระบบการเลือกตั้งของแต่ละประเทศ มีความแตกต่างกันในรายละเอียดค่อนข้างมาก จนกล่าวได้ว่ามีรูปแบบของระบบเลือกตั้งในโลกนี้มากมาย จนแทบนับไม่ถ้วน (แอนดรูส์ เรย์โนลด์ และ แอนดรูว์ เอลลิส, 2551, น.31) ความแตกต่างดังกล่าวเกิดจาก หลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญจ่ ะเปน็ ผลมาจากปัจจยั หลัก 3 ประการ ไดแ้ ก่
22 การศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี 1) การก�ำหนดเขตเลอื กตง้ั การก�ำหนดเขตเลอื กตง้ั หมายถงึ การก�ำหนดอาณาบรเิ วณของพน้ื ทที่ ป่ี ระชากรอาศยั อยแู่ ละใหป้ ระชากร ในอาณาบริเวณดังกล่าวเลือกตั้งตัวแทนของพวกเขาได้ โดยท่ัวไปแล้ว การก�ำหนดเขตเลือกต้ังมักจะใช้การแบ่ง ไปตามการแบง่ เขตการปกครองทมี่ อี ยแู่ ลว้ เชน่ อ�ำเภอ จงั หวดั โดยพจิ ารณาจากจ�ำนวนประชากรทใ่ี กลเ้ คยี งกนั ของแต่ละเขต หรืออาจจะแบ่งเขตโดยพิจารณาตามความเหมาะสมกับสภาพพ้ืนท่ี (อย่างไรก็ตาม การแบ่ง เขตเลือกตั้งใหม่อาจจะเป็นไปในลักษณะของยุทธศาสตร์ทางการเมืองเพ่ือให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ ในการเลือกตั้ง ตัวอย่างเช่น การแบ่งเขตใหม่เพื่อลดทอนฐานเสียงเดิมของพรรคการเมืองบางพรรคโดย การแยกพื้นท่ีที่เคยเป็นฐานเสียงของพรรคนั้นออกจากกัน ไปอยู่กันคนละเขตเลือกต้ัง เป็นต้น) โดยท่ัวไปแล้ว รูปแบบการก�ำหนดเขตเลอื กตง้ั จะมอี ยอู่ ย่างนอ้ ย 3 รูปแบบ ดงั น้ี 1.1) การแบ่งเขตเลอื กต้ังเป็นเขตเลก็ การแบ่งในลักษณะนี้จะท�ำให้ประชากรในเขตเลอื กต้งั มจี �ำนวน ไมม่ ากนกั สง่ ผลใหป้ ระชากรอาจจะรจู้ กั คนุ้ เคยกนั และมปี ฏสิ มั พนั ธต์ อ่ กนั รวมไปถงึ สามารถทจี่ ะรจู้ กั ผลู้ งสมคั ร ซง่ึ เปน็ ผทู้ อ่ี ยใู่ นพนื้ ทน่ี น้ั ไดง้ า่ ย ตวั ผทู้ ลี่ งสมคั รเองกจ็ ะมคี วามใกลช้ ดิ คนุ้ เคยกบั ประชาชนในเขตเลอื กตงั้ ระยะหา่ ง ระหว่างตัวผู้สมัครกับประชาชนมีน้อย ประชาชนและผู้สมัครจึงสามารถส่ือสารกันได้ตลอดเวลา และด้วย ความทเี่ ปน็ ผทู้ อี่ ยใู่ นพน้ื ทโ่ี ดยตรง ประกอบกบั เขตเลอื กตงั้ มขี นาดเลก็ ตวั ผสู้ มคั รจงึ สามารถรบั รปู้ ญั หาในพน้ื ทไี่ ด้ เปน็ อยา่ งดี จากทกี่ ลา่ วมาทง้ั หมดขา้ งตน้ การแบง่ เขตเลอื กตงั้ เปน็ เขตเลก็ จงึ ท�ำใหผ้ สู้ มคั รทไี่ ดร้ บั เลอื กมคี ณุ ลกั ษณะ เปน็ ตวั แทนของประชาชนในเขตพน้ื ทนี่ น้ั จรงิ ๆ สามารถรบั รปู้ ญั หาและสอื่ สารกบั ประชาชนในพน้ื ทไี่ ด้ ทวา่ ในอกี ด้านหน่ึง การแบ่งเป็นเขตเล็กอาจจะท�ำให้เกิดการแข่งขันสูง โดยเฉพาะหากในเขตเลือกต้ังนั้นสามารถเลือก ตวั แทนไดค้ นเดยี ว เมอ่ื การแขง่ ขนั สงู การใชอ้ ทิ ธพิ ลหรอื ผลประโยชนต์ า่ ง ๆ เพอ่ื จงู ใจใหป้ ระชาชนลงคะแนนใหต้ น ก็จะมีเพ่ิมข้ึนเช่นกัน ประกอบกับเม่ือพื้นท่ีเล็กการควบคุมตรวจสอบของบรรดาหัวคะแนนก็จะท�ำได้อย่าง เขม้ แขง็ การทมุ่ เงนิ เพอื่ ซอ้ื เสยี งหรอื การใหผ้ ลประโยชนเ์ กดิ ขนึ้ ไดง้ า่ ย แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม หากวา่ ประชาชนตดั สนิ ใจ ลงคะแนนโดยพจิ ารณาจากผลงาน พฤตกิ รรม ของตวั ผลู้ งสมคั ร (ซง่ึ พวกเขาสามารถรบั รไู้ ดไ้ มย่ ากนกั ) กอ็ าจจะ ท�ำให้การซ้ือเสยี งไม่ประสบผลส�ำเรจ็ 1.2) การแบง่ เขตเลอื กตง้ั เปน็ เขตใหญ่ การแบง่ ในลกั ษณะนจ้ี ะท�ำใหป้ ระชากรในเขตเลอื กตงั้ มจี �ำนวน มาก มีความหลากหลาย จนท�ำให้ยากท่ีประชากรจะรู้จักมักคุ้นกันเองหรือใกล้ชิดกับตัวผู้สมัคร (ประชาชน ในบางพ้ืนที่อาจจะไม่รู้จักและไม่สามารถรับรู้พฤติกรรมของตัวผู้สมัครด้วยซ�้ำ) ผู้สมัครเองก็ไม่มีความใกล้ชิด คุ้นเคยกับประชาชนได้ท้ังหมด นอกจากนี้ เขตเลือกตั้งที่ใหญ่ย่อมท�ำให้ปัญหาของประชาชนในพ้ืนที่นั้นมี ความแตกตา่ งหลากหลายอยา่ งมาก การรบั รปู้ ญั หาท�ำไดค้ อ่ นขา้ งยาก การสอ่ื สารระหวา่ งผสู้ มคั รและประชาชน กเ็ ปน็ ไปไดน้ อ้ ยเพราะจ�ำนวนประชากรมเี พมิ่ มากขนึ้ จนอาจจะท�ำใหผ้ สู้ มคั รไมส่ ามารถเปน็ ตวั แทนของประชากร กลมุ่ ใหญน่ นั้ ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ แตใ่ นอกี ดา้ นหนงึ่ การทแี่ บง่ เปน็ เขตใหญ่ กลบั ท�ำใหก้ ารแขง่ ขนั ทางการเมอื ง ไมส่ งู มากนกั การใชเ้ งนิ อทิ ธพิ ล หรอื การใหผ้ ลประโยชนก์ บั ประชาชนเพอื่ เปน็ การจงู ใจอาจท�ำไดย้ ากขน้ึ เพราะ จ�ำนวนประชากรมีเพม่ิ มากข้นึ ระบบการควบคมุ ตรวจสอบของหวั คะแนนก็ท�ำไดย้ ากด้วยเช่นกนั
23 1.3) การใช้ท้ังประเทศเป็นเขตเลือกต้ัง การก�ำหนดเขตในการเลือกต้ังโดยรูปแบบน้ี ประชากรใน เขตเลือกต้ังก็คือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งท้ังหมดทั่วประเทศ ท�ำให้ความแตกต่างหลากหลายของประชากร มีสูงอย่างมาก ความใกล้ชิดคุ้นเคยกับประชาชนและการรับรู้สภาพปัญหาจริงในแต่ละพื้นท่ีก็มีน้อยมาก การสื่อสารระหว่างผู้สมัครกับประชาชนท�ำได้ยากอย่างย่ิง การแบ่งเขตเลือกต้ังในลักษณะนี้มีวัตถุประสงค์ เพ่ือให้ผู้สมัครเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ ผู้ท่ีมีโอกาสได้รับเลือกตั้งจึงต้องเป็นผู้ที่มีช่ือเสียงหรือ ผลงานเปน็ ทรี่ จู้ กั ผา่ นสอื่ ตา่ ง ๆ เพอื่ ทจ่ี ะท�ำใหป้ ระชาชนจากทวั่ ประเทศลงคะแนนเสยี งให้ ขอ้ ดปี ระการหนงี่ ของ การใชป้ ระเทศเปน็ เขตเลือกตง้ั คือการซ้ือเสียงแทบจะกระท�ำไม่ไดเ้ ลยเพราะมีจ�ำนวนประชากรทมี่ ีสิทธเิ ลือกตัง้ ท้ังประเทศ นอกจากน้ี ยังเปิดโอกาสให้กับผู้สมัครที่มีคุณภาพได้รับเลือกด้วย เพราะผู้สมัครท่ีแม้จะมีความรู้ ความสามารถโดดเดน่ หรอื เปน็ ทรี่ จู้ กั ของคนทงั้ ประเทศ แตห่ ากตอ้ งไปแขง่ ขนั ในเขตเลอื กตงั้ ทเ่ี ลก็ อาจจะแขง่ ขนั กับผู้สมัครคนอ่ืนไม่ได้ เพราะไม่มีการสร้างฐานเสียง ทุนทรัพย์ อิทธิพล หรือเครือข่ายหัวคะแนนในพ้ืนที่น้ัน ๆ แตห่ ากใชป้ ระเทศเปน็ เขตเลอื กตง้ั ผสู้ มคั รคนนนั้ กม็ โี อกาสทจี่ ะไดร้ บั เลอื กมากกวา่ ทวา่ ขอ้ เสยี ของการใชป้ ระเทศ เปน็ เขตเลอื กตงั้ คอื ผสู้ มคั รทไี่ ดร้ บั เลอื กนนั้ อาจจะไมไ่ ดเ้ ปน็ ตวั แทนของใครหรอื กลมุ่ ใดในพนื้ ทใ่ี ดพน้ื ทห่ี นง่ึ จรงิ ๆ ฉะนนั้ การตดั สนิ ใจในเรอื่ งตา่ ง ๆ ของเขาอาจไมไ่ ดค้ �ำนงึ ถงึ ผลกระทบทเี่ กดิ ขน้ึ ในพน้ื ทใี่ ดพน้ื ทหี่ นงึ่ เปน็ การเฉพาะ แตจ่ ะพจิ ารณาไปที่ภาพรวมของท้งั ประเทศมากกวา่ 2) จำ� นวนผู้แทนท่ีมีไดใ้ นเขตเลอื กต้งั จ�ำนวนผแู้ ทนทมี่ ไี ดใ้ นเขตเลอื กตง้ั สามารถจดั อยใู่ น 2 ลกั ษณะคอื ใหเ้ ขตเลอื กตงั้ หนงึ่ ๆ สามารถมผี แู้ ทน ไดเ้ พยี งคนเดยี ว และ ใหเ้ ขตเลอื กตง้ั หนง่ึ ๆ สามารถมจี �ำนวนผแู้ ทนไดม้ ากกวา่ 1 คน ซง่ึ อธบิ ายรายละเอยี ดไดด้ งั นี้ ในกรณีท่ีเขตเลือกตั้งหนึ่ง ๆ มีจ�ำนวนผู้แทนได้เพียง 1 คน นอกจากเร่ืองการแข่งขันระหว่างผู้สมัคร ทต่ี อ้ งมสี งู มากแลว้ (จนบางครงั้ น�ำไปสคู่ วามขดั แยง้ แตกแยก แบง่ เปน็ ฝกั ฝา่ ยตา่ ง ๆ ) การตดั สนิ ใจของประชาชน กจ็ ะท�ำไดย้ าก และผสู้ มคั รทไ่ี ดร้ บั การเลอื กกอ็ าจไมส่ ามารถเปน็ ตวั แทนคนทงั้ หมดไดจ้ รงิ (เพราะตอ้ งตดั คะแนน เสียงของประชาชนท่ีเลือกผู้สมัครที่ได้คะแนนเป็นล�ำดับรองลงมาท้ิงไป) ดังนั้น พรรคการเมืองเดิมหรือผู้สมัคร ทมี่ ฐี านเสยี งเดมิ จะกมุ ความไดเ้ ปรยี บมากกวา่ (โดยเฉพาะหากใชร้ ะบบเสยี งขา้ งมากอยา่ งงา่ ยในการตดั สนิ ผชู้ นะ) สว่ นกรณเี ขตเลอื กตงั้ หนงึ่ ๆ มจี �ำนวนผแู้ ทนไดม้ ากกวา่ 1 คน ยอ่ มจะท�ำใหก้ ารแขง่ ขนั ระหวา่ งผสู้ มคั ร ไม่สูงมาก (ลดความขัดแย้ง ความแตกแยกในพ้ืนที่ลง) ขณะที่ประชาชนก็สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น อย่างเช่น สามารถเลือกพรรคท่ีต้องการและยังสามารถลงคะแนนให้กับบุคคลที่อาจจะไม่ได้สังกัดพรรคดังกล่าวก็ได้ นอกจากนี้ การมีจ�ำนวนผู้แทนได้มากกว่า 1 คน ยังเป็นการเปิดโอกาสให้พรรคใหม่ ๆ หรือผู้สมัครหน้าใหม่ มีโอกาสได้รับเลือกต้ังง่ายกว่า อีกท้ังผู้แทนซ่ึงมีจ�ำนวนมากน้ันสามารถเป็นตัวแทนของคนท้ังหมดได้ดีกว่า การมีผู้แทนเพียงคนเดียว แต่ข้อเสียคืออาจจะท�ำให้จ�ำนวนสมาชิกสภามีมากเกินไปและน�ำไปสู่การจัดต้ัง รฐั บาลผสมท่ีขาดเสถยี รภาพ (เพราะมีพรรคการเมอื งและสมาชกิ สภาเปน็ จ�ำนวนมาก)
24 การศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3) การคิดคะแนนเพื่อหาผูช้ นะ วธิ กี ารคิดคะแนนเพ่อื หาผู้ชนะในการเลือกต้งั แบง่ ออกได้อยา่ งน้อย 3 รปู แบบหลัก ได้แก่ 3.1) การคดิ คะแนนแบบใครไดค้ ะแนนเปน็ อนั ดบั หนง่ึ เปน็ ผชู้ นะ (first-past-the-post) หรอื อาจเรยี ก อีกอย่างว่าผู้ชนะจะได้ท่ีนั่งไปเพียงผู้เดียว (winner-take-all) ในการคิดคะแนนแบบน้ี ใครที่ได้คะแนนสูงสุด เหนอื ผสู้ มคั รคนอนื่ ๆ กจ็ ะไดเ้ ปน็ ผชู้ นะการเลอื กตง้ั (Heywood, Andrew, 2013, p.208) โดยไมต่ อ้ งพจิ ารณาวา่ คะแนนที่ได้น้ันเป็นคะแนนเสียงจากคนส่วนใหญ่หรือไม่ (ไม่จ�ำเป็นต้องได้คะแนนเกิน 50% ของเสียงคนที่มา ลงคะแนนท้ังหมด) ส่วนใหญ่มักจะใช้ในเขตเลือกต้ังที่ไม่ใหญ่มากและมีท่ีน่ังเพียงท่ีเดียว การคิดคะแนนแบบนี้ มักจะปรากฎในระบบการเมืองที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพแล้ว โดยเฉพาะประเทศที่มีระบบพรรคการเมืองแบบ ระบบสองพรรค เพราะประชาชนทไี่ ปลงคะแนนเสยี งจะเปน็ ผทู้ ท่ี �ำหนา้ ทตี่ ดั สนิ ไปอยา่ งเดด็ ขาดชดั เจนไปเลยวา่ ตอ้ งการพรรคไหน (ดว้ ยวธิ กี ารคดิ คะแนนดงั กลา่ ว พรรคการเมอื งทเ่ี ปน็ พรรคเลก็ หรอื พรรคเกดิ ใหมย่ อ่ มจะยาก ท่ีจะเบียดแย่งท่ีน่ัง เพราะคะแนนท่ีพรรคเล็กหรือผู้สมัครหน้าใหม่ได้จากประชาชนจะถูกตัดทิ้งท้ังหมดหาก พวกเขาไมไ่ ดร้ บั คะแนนสงู สดุ ) ดงั นน้ั จงึ กลายเปน็ การแขง่ กนั ของสองพรรคเดน่ ไปโดยปรยิ าย ซง่ึ เปน็ ไปตามกฎ ของ Duverger’s Law (Duverger, Maurice, 1954) อยา่ งไรกต็ าม การหาผชู้ นะในรปู แบบนอ้ี าจจะท�ำใหไ้ มไ่ ด้ ผแู้ ทนทเี่ ปน็ ตวั แทนของคนทง้ั หมดจรงิ ๆ หากประชาชนลงคะแนนใหก้ บั ผสู้ มคั รรายอนื่ กระจายกนั ไปจนคะแนน ของผู้สมคั รแตล่ ะคนไมห่ า่ งกันมาก ยกเวน้ แต่มผี ชู้ นะท่ไี ด้คะแนนอย่างถลม่ ทลาย 3.2) การคดิ คะแนนแบบเสยี งขา้ งมาก (Majority electoral systems) บางครง้ั เรยี กวา่ การลงคะแนน ครั้งที่สอง (second ballot) การคิดคะแนนแบบน้ีมีฐานคิดอยู่ท่ีว่าคนท่ีเป็นผู้แทนจะต้องเป็นผู้แทนของ คนส่วนใหญ่จริง ๆ ถ้าคนที่ได้คะแนนมากท่ีสุดได้คะแนนไม่ถึง 50% +1 ของคนท่ีมาลงคะแนน ก็ไม่อาจถือว่า ตวั แทนของประชาชนในเขตเลอื กตงั้ นนั้ ได้ ดงั นนั้ หากไมม่ ใี ครไดค้ ะแนนเกนิ 50% จะตอ้ งมกี ารจดั เลอื กตงั้ ใหม่ รอบทสี่ องหลงั จากนน้ั (โดยทว่ั ไปประมาณหนง่ึ สปั ดาห)์ ซง่ึ การเลอื กตงั้ รอบสองนอี้ าจจะใหเ้ ฉพาะผไู้ ดร้ บั คะแนน มากสุดสองคนแรกของรอบแรกมาลงสมัคร (อย่างเช่นในรัสเซีย) บางประเทศเช่นฝรั่งเศสก็ก�ำหนดว่าต้องเป็น ผู้ที่ได้คะแนนมากกว่าขั้นต่�ำท่ีก�ำหนดไว้ในรอบแรกจึงจะไปแข่งขันใหม่ในรอบท่ีสองได้ และในรอบท่ีสองระบบ การคดิ คะแนนจะเปลย่ี นมาใชแ้ บบ ใครไดค้ ะแนนเปน็ อนั ดบั หนงึ่ เปน็ ผชู้ นะ (first-past-the-post) (Heywood, Andrew, 2013, p.209) 3.3) การคิดคะแนนแบบสัดส่วน (Proportional representation) เป็นค�ำเรียกกว้าง ๆ ของระบบ การคิดคะแนนที่พยายามเทียบสัดส่วนคะแนนให้เหมาะสมว่าคะแนนที่พรรคการเมืองหรือผู้สมัครได้รับจาก ประชาชนนั้นจะแปลงเป็นท่ีนั่งในสภาได้เท่าไหร่หรือพรรคน้ันจะได้ผู้แทนก่ีคน (Heywood, Andrew, 2013, p.210) (ระบบบัญชีรายช่ือ (party list) เป็นระบบหนึ่งในการคิดคะแนนแบบน้ี) เช่น ถ้าพรรคการเมืองหน่ึง ไดร้ บั เสยี งจากประชาชน 60 % พรรคนนั้ กค็ วรไดท้ น่ี งั่ ในสภา 60 % ของจ�ำนวนทนี่ ง่ั ทง้ั หมด แตร่ ะบบนอ้ี าจจะ ท�ำใหเ้ กดิ ประเดน็ ถกเถยี งไดอ้ ยา่ งมาก เชน่ พรรคทไ่ี ดค้ ะแนนจากประชาชน 0.001 % ควรจะไดท้ น่ี ง่ั ในสภาหรอื ไม่ หรอื ถา้ พรรคการเมอื งหนง่ึ ไดร้ บั คะแนนคอ่ นขา้ งนอ้ ย เราควรจะน�ำคะแนนนน้ั มาคดิ หรอื ไม่ (พรรคนส้ี มควรไดท้ น่ี งั่ สมาชิกสภาท่ีเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศหรือไม่) และหากคะแนนที่ได้ของพรรคนี้ไม่ถูกน�ำมาคิด
25 (ได้คะแนนน้อยกว่าคะแนนข้ันต่�ำท่ีก�ำหนดไว้ล่วงหน้า ซ่ึงมักจะใช้เกณฑ์ 5% ของคะแนนเสียงท้ังหมด) จะหมายความวา่ ตดั เสยี งประชาชนจ�ำนวนหนงึ่ ออกไปหรอื ไม่ และการท�ำในลกั ษณะนเี้ ปน็ การกดี กนั การเกดิ ขน้ึ ของพรรคขนาดเล็กและพรรคใหม่ ๆ หรือไม่ หรือ ถ้าได้คะแนนจากประชาชนคิดเป็น 22.5 % จะแปลงเป็น กี่ที่น่ัง ฯลฯ แต่หากไม่มีการก�ำหนดคะแนนข้ันต�่ำ การนับคะแนนแบบน้ีจะน�ำไปสู่การเกิดข้ึนของพรรคเล็ก ๆ จ�ำนวนมาก แต่ก็จะท�ำให้มีจ�ำนวนผู้แทนกระจัดกระจายไปพรรคละไม่กี่คน แต่หากไปก�ำหนดคะแนนขั้นต�่ำ ก็จะกลายเป็นอุปสรรคในการเติบโตของพรรคเล็กและท�ำให้คะแนนเสียงท่ีตัดท้ิงไร้ความหมายไปโดยปริยาย การหาผชู้ นะรูปแบบนี้จงึ คอ่ นขา้ งจะมีปัญหาซับซ้อน ตัวอย่างของการคิดคะแนนแบบสัดส่วนท่ีนิยมใช้ เช่น ระบบบัญชีรายช่ือ (party list system) ซง่ึ แยกเปน็ สองระบบยอ่ ย คอื ระบบบญั ชรี ายชอื่ แบบเปดิ (open party list system) กลา่ วคอื พรรคการเมอื ง จะจัดท�ำบัญชีรายชื่อผู้สมัคร โดยเรียงล�ำดับรายช่ือไปตามความเหมาะสม แล้วให้ประชาชนเลือกว่าต้องการ บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด หลังจากนั้นก็ไปดูว่าพรรคการเมืองได้คะแนนเท่าไหร่ เมื่อน�ำมาเทียบ สดั สว่ นแลว้ ควรจะไดท้ นี่ ัง่ ในสภากที่ น่ี ง่ั แลว้ ไปไลเ่ รยี งนบั ไปตามล�ำดบั บญั ชรี ายชือ่ ของพรรคนน้ั สว่ นอกี ระบบ คอื ระบบบญั ชรี ายชอ่ื แบบปดิ (closed party list system) ประชาชนเพยี งแตเ่ ลอื กพรรค เมอ่ื เทยี บสดั สว่ นแลว้ ได้ค�ำตอบว่าพรรคการเมืองหนึ่ง ๆ ควรจะได้จ�ำนวนผู้แทนกี่คน ก็ให้พรรคการเมืองน้ัน ๆ เป็นคนเลือกสมาชิก ในพรรคเองว่าจะให้ใครได้ไปน่ังในสภา โดยการหาโควตาที่นั่งที่แต่ละพรรคการเมืองควรจะได้นั้นมักจะใช้จาก การค�ำนวณโดยสูตรของ Victor d’Hondt หรอื Saint-Lague method ในขณะท่ีระบบ Single transferable vote (STV) เป็นการคิดคะแนนแบบสัดส่วนซ่ึงใช้ในกรณี ท่ีมีการเลือกลงคะแนนเป็นตัวบุคคล วิธีการน้ีพัฒนาข้ึนโดย Thomas Hare นักการเมืองชาวอังกฤษ โดยใน การเลอื กนนั้ ผเู้ ลอื กจะเรยี งล�ำดบั ตวั ผสู้ มคั รทต่ี นเองชอบไวต้ ามล�ำดบั คอื มลี �ำดบั ที่ 1 ล�ำดบั ท่ี 2 ล�ำดบั ท่ี 3 ฯลฯ (บางประเทศอย่างเช่นออสเตรเลียก�ำหนดให้เรียงล�ำดับผู้สมัครตามความชอบให้ครบทุกคน แต่บางประเทศ ก็ไม่ได้ก�ำหนดให้เรียงล�ำดับผู้สมัครครบทุกคน) ซึ่งการเรียงล�ำดับเป็นการแสดงถึงระดับของความนิยมใน ตัวผู้สมัครได้ชัดเจนมากกว่าเลือกคนเดียวซึ่งอาจจะมองไม่เห็นอะไรมากนัก ส่วนการจะค�ำนวนว่าใครจะ ได้เป็นผู้แทนหรือไม่จะใช้สูตรท่ีเรียกว่า Droop quota เพื่อดูว่าคะแนนขั้นต่�ำอยู่ท่ีเท่าไหร่ และใครที่ได้ คะแนนเกินคะแนนขั้นต�่ำ (พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์, 2558, น.16) วิธีการคือน�ำบัตรลงคะแนนท้ังหมดมาดูว่า ใครถกู เลือกมากสดุ เป็นอนั ดับหนึ่ง สมมตวิ า่ ประชาชนเลอื กนาย A ไว้ล�ำดบั ท่หี น่งึ มากท่สี ุด นาย A กจ็ ะได้เปน็ ผู้แทน ส่วนนาย B ท่ีคนเลือกเป็นอันดับหนึ่งน้อยสุดจะถูกตัดชื่อออก แล้วให้เอาบัตรลงคะแนนที่เลือกนาย B ใส่กลับเข้าไปในกองใหม่ แต่คร้ังน้ีให้ไปดูว่าบัตรเลือกต้ังของประชาชนท่ีเลือกนาย B เป็นอันดับแรกนั้น เลือกใครมาเป็นอันดับสอง ส่วนบัตรเลือกต้ังที่เลือกนาย A ก็ให้ไปดูว่าประชาชนเลือกใครเป็นอันดับสอง (เพราะชอื่ ล�ำดบั หนงึ่ คอื นาย A ไดเ้ ปน็ ผแู้ ทนแลว้ ตดั ออกไปจากระบบการคดั เลอื กแลว้ ) กจ็ ะไดค้ ะแนนเสยี งไป หากใครคะแนนได้เกินเกณฑ์ข้ันต่�ำก็ได้เป็นผู้แทน (ด้วยเหตุน้ี ระบบดังกล่าวจึงได้ชื่อว่า transferable vote คือคนทเ่ี ราเลอื กเป็นที่หน่งึ อาจจะไม่ไดเ้ ปน็ ผู้แทนแตค่ นทเี่ ราเลือกเป็นอันดับต่อ ๆ มานัน้ อาจจะเป็นผูช้ นะก็ได้ เพราะคะแนนจากผ้เู ลือกต้งั ทงั้ หมดสามารถส่งตอ่ กันได้)
26 การศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ท้ังน้ี ปัจจัยสามประการหลักข้างต้น อันได้แก่ การก�ำหนดเขต จ�ำนวนผู้แทนที่พึงมี การคิดคะแนน หาผชู้ นะ ทมี่ คี วามแตกตา่ งกนั ไปในแตล่ ะประเทศ ไดท้ �ำใหร้ ะบบเลอื กตง้ั ในโลกมหี ลากหลายระบบเปน็ อยา่ งมาก ในกรณีระบบการเลือกตั้งของไทยใน ปี พ.ศ. 2562 มีลักษณะเฉพาะคือ เป็นการให้พรรคการเมืองจัดท�ำ บัญชีรายชื่อแบบเปิดไว้ แต่ไม่ให้มีการลงคะแนนเลือกพรรคการเมืองโดยตรง และใช้การแบ่งเขตเลือกต้ัง เป็นเขตเล็ก เลือกตัวแทนได้หน่ึงคน และน�ำคะแนนของคนที่ไม่ได้รับเลือกทุกคนไปเป็นคะแนนของพรรคเพื่อ ค�ำนวณสดั สว่ นวา่ พรรคการเมอื งจะไดท้ นี่ งั่ ของผแู้ ทนในระบบบญั ชรี ายชอื่ เทา่ ไหร่ ซงึ่ จะเหน็ ไดว้ า่ มกี ารใชร้ ะบบ การเลือกต้ังแบบผสมระหว่างการเลือกแบบแบ่งเขตเล็กและแบบบัญชีรายช่ือ แต่ไม่ได้มีการแยกบัตรออกเป็น สองใบ กลบั ใชเ้ พียงใบเดียว สว่ นการนบั คะแนนจะเป็นการนับทุกคะแนน ไม่ไดต้ ดั คะแนนของผทู้ ่ไี ม่ได้คะแนน สูงสุดทิ้ง ในแง่หนึ่ง ระบบดังกล่าวเป็นระบบที่ขัดกันเองในเชิงหลักการ กล่าวคือ โดยหลักการแล้ว ข้อดีของ การแบ่งเขตแบบเขตเล็กย่อมมุ่งหมายให้ประชาชนเลือกผู้สมัครที่เป็นตัวแทนของตนได้จริง ๆ ขณะที่ระบบ บัญชีรายชอ่ื ของพรรคการเมืองย่อมมคี วามมุ่งหมายท่จี ะให้ประชาชนเลอื กพรรคการเมอื งหรอื บุคคลทพ่ี รรคได้ น�ำเสนอไว้ ดงั นนั้ การน�ำคะแนนจากแบบแบง่ เขตไปเปน็ คะแนนแบบบญั ชรี ายชอ่ื ของพรรคการเมอื งจงึ อาจจะมี ปญั หา แมท้ กุ คะแนนจะไมถ่ กู ตดั ทง้ิ แตม่ นั เปน็ ความผดิ ฝาผดิ ตวั โดยเฉพาะคนทเี่ ลอื กสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร ในเขตโดยพิจารณาจากตัวบุคคลมากกกว่าพรรค เพราะหากบุคคลที่เขาเลือกไม่ได้รับชัยชนะในเขต คะแนน ของประชาชนกลบั ถกู เอาไปใหพ้ รรคทต่ี วั บคุ คคลนน้ั สงั กดั (ซงึ่ ผทู้ ล่ี งคะแนนอาจจะไมน่ ยิ มในพรรคนนั้ กเ็ ปน็ ได)้ และถึงแม้จะถ่ายโอนคะแนนไปให้พรรคแล้ว แต่หากพรรคการเมืองดังกล่าวได้คะแนนน้อยเกินไปก็อาจจะ ท�ำให้พรรคน้ันไม่ได้ผู้แทนเลย คะแนนเสียงที่ประชาชนมอบให้นั้นสุดท้ายก็เสมือนว่าถูกตัดท้ิงไปอยู่ดี แต่ถ้า หากประชาชนไปเลือกต้ังโดยมุ่งหวังท่ีจะเลือกพรรคการเมืองมากกว่าตัวผู้สมัคร (เพราะชื่นชอบรายชื่อผู้สมัคร ในบัญชีรายช่ือที่พรรคการเมืองน้ันน�ำเสนอ) แต่ถ้าหากผู้สมัครที่สังกัดพรรคน้ันได้รับชัยชนะในเขตเลือกตั้ง โอกาสทพี่ รรคการเมอื งจะไดค้ ะแนนรวมจากทง้ั ประเทศเพอื่ ไปค�ำนวณสดั สว่ นผแู้ ทนแบบบญั ชรี ายชอ่ื ของพรรค กน็ ้อยลงไปด้วย ซง่ึ กไ็ ม่ตรงกับความต้องการของประชาชน 2.2 พฤตกิ รรมการเลอื กตง้ั (election behavior) โดยทั่วไปแล้วพฤติกรรมการเลือกต้ังจะหมายถึงการศึกษาพฤติกรรมของผู้ท่ีออกมาลงคะแนนและ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งพฤตกิ รรมกบั ผลการเลอื กตงั้ เพอ่ื ทจี่ ะหารปู แบบของการลงคะแนนเสยี งของคนกลมุ่ ตา่ ง ๆ หรือในภาพรวมของท้ังประเทศ การศึกษาน้ีมักจะท�ำในเชิงเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นถึงความเปล่ียนแปลงของ พฤติกรรมด้วย โดยพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชนนั้นได้มีการศึกษากันอย่างกว้างขวาง ในประเทศสหรฐั อเมรกิ าโดยเฉพาะในการเลอื กตง้ั ประธานาธบิ ดี นบั ตง้ั แตช่ ว่ งปี ค.ศ.1900 เปน็ ตน้ มา (สว่ นหนง่ึ กเ็ พ่ือที่จะหารูปแบบการลงคะแนนและท�ำนายผลการเลอื กตั้ง) มหาวิทยาลัยท่ีมีบทบาทอยา่ งมากและได้จัดต้งั ศูนยศ์ กึ ษาและรวบรวมขอ้ มูลพฤติกรรมการเมอื งโดยเฉพาะ ได้แก่ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มหาวิทยาลยั ชคิ าโก และมหาวิทยาลัยมิชิแกน ท้ังนี้ อาจแบ่งแนวทางการอธิบายถึงพฤติกรรมการเลือกต้ังได้เป็น 2 แนวทางหลัก คอื การอธบิ ายจากปจั จัยภายนอก และการอธบิ ายจากปัจจยั ภายใน
27 1. การอธบิ ายจากปัจจยั ภายนอก แนวทางการอธิบายน้ีเช่ือว่าการตัดสินใจลงคะแนนเป็นผลมาจากปัจจัยหรือเง่ือนไขภายนอกตัว ผลู้ งคะแนน ซง่ึ ปจั จยั ภายนอกนน้ั สามารถสง่ ผลตอ่ ทศั นคติ วธิ คี ดิ วถิ ชี วี ติ ของผลู้ งคะแนนเปน็ อยา่ งมาก ประกอบกบั ปัจจัยภายนอกดังกล่าวน้ันเป็นส่ิงท่ีผู้ลงคะแนนไม่สามารถก�ำหนดหรือเปลี่ยนแปลงได้ง่ายนัก เช่น ระดับ การศกึ ษา อาชพี รายได้ ชว่ งอายุ เปน็ ตน้ และดว้ ยเหตทุ ป่ี จั จยั ภายนอกคอ่ นขา้ งมคี วามคงทจ่ี งึ ท�ำใหก้ ารอธบิ าย พฤตกิ รรมการลงคะแนนโดยยึดโยงกบั ปจั จยั ภายนอกสามารถใช้อธิบายได้ในระยะเวลาท่ียาวนาน โดยสามารถ แบ่งการอธบิ ายออกเปน็ 2 แนวทาง ได้แก่ 1.1 การอธิบายโดยใชส้ ถานะทางเศรษฐกิจและสังคม แนวทางนอ้ี ธบิ ายวา่ การกระท�ำของปจั เจกบคุ คลตกอยภู่ ายใตอ้ ทิ ธพิ ลของปจั จยั ภายนอกดา้ นเศรษฐกจิ และสังคม โดยมีสมมติฐานว่าพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงของคนแต่ละคนย่อมได้รับอิทธิพลจากสถานภาพ ทางเศรษฐกิจและสังคมของบุคคลคนน้ัน โดยมีงานวิจัยช้ินส�ำคัญของ Charles E. Merriam และ Harold F. Gosnel ยืนยันข้อสรุปดังกล่าว กล่าวคือ คนที่มีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมใกล้เคียงกันจะมีทัศนะ ความคิดเห็นทางการเมืองใกล้เคียงกันด้วย ท�ำให้การลงคะแนนเสียงของพวกเขาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยตัวแปรที่แนวทางใช้ในการศึกษาอธิบาย ได้แก่ เพศ เชื้อชาติ ระดับการศึกษา ระดับรายได้ อาชีพ ถิน่ ทอี่ ยอู่ าศยั ชว่ งอายุ เป็นตน้ (Merriam, Charles E. and Gosnel, Harold F., 1924) ในกรณีของประเทศไทย งานวิจัยของนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ท่ียึดถือแนวทางการอธิบายรูปแบบน้ี มอี ยเู่ ปน็ จ�ำนวนมาก โดยงานชน้ิ บกุ เบกิ และมอี ทิ ธพิ ลอยา่ งยงิ่ คอื การศกึ ษาการเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร พ.ศ.2522 โดย สุจิต บุญบงการ และ พรศักด์ิ ผ่องแผ้ว โดยผู้ศึกษาค้นพบว่าถิ่นท่ีอยู่อาศัยของผู้ลงคะแนน (ซึ่งเป็นตัวแปรทางเศรษฐกิจและสังคม) มีผลต่อพฤติกรรมการลงคะแนน น่ันคือ ประชากรที่อาศัยในชนบท มีแนวโน้มออกไปใช้สิทธิลงคะแนนมากกว่าประชากรท่ีอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ หรือ เพศ มีผลต่อพฤติกรรม การเลือกตั้ง นั่นคือ เพศชายใช้เวลาในการตัดสินใจเลือกตัวผู้แทนได้เร็วกว่าเพศหญิง หรือ ช่วงอายุมีผลต่อ พฤติกรรมการเลือกต้งั กล่าวคอื ผู้ทอ่ี ย่ใู นวัยหน่มุ สาวถึงวัยกลางคนมกั เลอื กต้ังโดยพิจารณาไปทพี่ รรคมากกว่า ตวั บุคคล เป็นตน้ (โปรดดู สจุ ิต บุญบงการและพรศักด์ิ ผ่องแผ้ว, 2526) ในปี พ.ศ.2535 มีงานวิจัยของ นัฐพงศ์ สุขวิสิฎฐ์ ที่ท�ำการศึกษาเหตุผลของการลงคะแนนเสียง เลือกต้ัง ศึกษาเฉพาะกรณีเขต ๑ จังหวัดนครราชสีมา และได้มีข้อค้นพบที่ยืนยันถึงความส�ำคัญของฐานะทาง เศรษฐกิจและสังคมที่ส่งผลต่อการลงคะแนนเสียง น่ันคือ บุคคลที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมเหมือนกัน จะมพี ฤตกิ รรมการเลอื กตง้ั ไปในทางเดยี วกนั ในกรณดี งั กลา่ ว พบวา่ บคุ คลทมี่ สี ถานะทางเศรษฐกจิ และสงั คมสงู จะไปลงคะแนนเสียงอย่างมจี ติ ส�ำนกึ ทางการเมอื งและค�ำนงึ ถึงพรรคเป็นเกณฑใ์ นการตัดสนิ ใจ ในขณะทีบ่ คุ คล ท่ีมีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต�่ำจะไปลงคะแนนเสียงในเชิงประเพณีและยึดตัวบุคคลเป็นเกณฑ์ตัดสินใจ (นัฐพงศ์ สขุ วสิ ฎิ ฐ์, 2535, บทคัดย่อ)
28 การศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในปี พ.ศ.2543 โรเบิร์ต บี อัลบริททัน และ ถวิลวดี บุรีกุล ได้ท�ำการศึกษาเร่ือง ความต่อเน่ืองของ ประชาธปิ ไตยไทย การเลอื กตงั้ สมาชกิ วฒุ สิ ภา 2543 มขี อ้ คน้ พบทสี่ อดคลอ้ งกบั งานของสจุ ติ และพรศกั ด์ิ นนั่ คอื ผู้ท่ีอาศัยอยู่ในชนบทและมีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมต�่ำจะมีระดับความพึงพอใจต่อระบอบประชาธิปไตย สูงกว่าผู้ที่อาศัยในเมืองและมีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูงกว่า หรือในงานศึกษาเรื่องการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการเลือกต้ังสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2543 พบว่าปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและสังคมส่งผลต่อการมี สว่ นรว่ มทางการเมอื งโดยตรง โดยเพศเปน็ ปจั จยั ทกี่ �ำหนดพฤตกิ รรมได้ นน่ั คอื เพศชายจะมสี ว่ นรว่ มทางการเมอื ง มากกว่าผหู้ ญิง นอกจากนี้ ถ่ินฐานก็มีผลต่อการมีสว่ นรว่ มดว้ ย กล่าวคือ ผู้ท่ีพกั อาศัยในเมอื งหรือชานเมอื งของ กรุงเทพมหานครมีส่วนร่วมทางการเมืองต่�ำกว่าผู้ท่ีพักอาศัยอยู่ในต่างจังหวัด เป็นต้น (โรเบิร์ต บี อัลบริททัน และ ถวิลวดี บรุ ีกลุ , 2543) 1.2 การอธิบายโดยใชส้ ถาบนั และกฎหมาย แนวทางน้ีให้ความส�ำคัญกับเงื่อนไขภายนอกท่ีมาก�ำหนดพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลเช่นกัน หากแต่ ระบลุ งไปวา่ เปน็ เงอ่ื นไขทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การสถาบนั ทางการเมอื งและกฎหมาย กลา่ วคอื มสี มมตฐิ านวา่ การปฏบิ ตั ิ การและการท�ำหน้าท่ีของสถาบันทางการเมืองและกฎหมายย่อมส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชน ท้ังน้ีเพราะสถาบันทางการเมืองและกฎหมายนั้นมีสภาพบังคับ (ทั้งท่ีเป็นทางการและไม่เป็นทางการ) ดังนั้น จงึ สามารถสง่ อทิ ธพิ ลตอ่ พฤตกิ รรมการเลอื กตงั้ ของประชาชนไดโ้ ดยตรง ตวั อยา่ งเชน่ รฐั ธรรมนญู กฎหมายเกย่ี วกบั การเลือกตั้ง บทบาทของผู้จัดการเลือกตั้ง บทบาทของรัฐบาล ค�ำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ การท�ำหน้าท่ีของ พรรคการเมือง รูปแบบของระบบการเลือกตง้ั กติกาในการหาเสยี ง เปน็ ตน้ ส�ำหรบั งานวจิ ยั ในไทยอาจจะยงั ไมม่ ากนกั ตวั อยา่ งเชน่ งานวจิ ยั เรอ่ื ง ระบบเลอื กตงั้ กบั การคาดคะเน ชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคการเมือง ของ พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ ที่อธิบายว่าหากมีการเปลี่ยนระบบ การเลอื กตง้ั จะท�ำใหผ้ ลคะแนนของแตล่ ะพรรคการเมอื งเปลยี่ นไป แตไ่ มไ่ ดอ้ ธบิ ายในประเดน็ ทวี่ า่ การเปลย่ี นระบบ เลอื กตงั้ จะสง่ ผลตอ่ พฤตกิ รรมการลงคะแนนเสยี งของประชาชนอยา่ งไร (โปรดดู พรรณชฎา ศริ วิ รรณบศุ ย,์ 2558) ในกรณีของต่างประเทศงานของ Thomas Fujiwara เรือ่ ง Voting Technology, Political Responsiveness and Infant Health Evidence from Brazil เป็นตัวอย่างท่ีดีของการศึกษาในแนวทางน้ี กล่าวคือ Fujiwara อธิบายว่า ในช่วงทศวรรษ 1990 บราซิลมีประชากรที่ยังไม่รู้หนังสือประมาณร้อยละ 23 ในขณะที่รูปแบบ การเลือกต้ังยังมีความยุ่งยากในการลงคะแนนจนเป็นอุปสรรคต่อผู้ลงคะแนนอย่างมาก เน่ืองจากผู้ลงคะแนน จ�ำเป็นต้องกรอกเบอร์ของผู้สมัครท่ีตนต้องการเลือก และบางคร้ังในการเลือกต้ังมีผู้ลงสมัครรับการเลือกตั้ง เป็นจ�ำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างย่ิงในการเลือกตั้งท่ัวไปที่จะเลือกต้ังพร้อมกันท้ังในระดับประเทศและระดับ ท้องถิ่น การก�ำหนดเบอร์ของผู้สมัครจึงมีความซับซ้อนเพราะอาจมีหลายหลัก จนท�ำให้เกิดความสับสนกับ ผลู้ งคะแนน จ�ำนวนบตั รเสยี และการงดออกเสยี งจงึ มสี ดั สว่ นทส่ี งู มาก ตอ่ มาในปี 1998 ระบบการลงคะแนนเสยี ง แบบอเิ ลก็ ทรอนกิ สจ์ งึ ถกู น�ำมาใชเ้ พอ่ื ลดปญั หาดงั กลา่ ว โดยออกแบบใหม้ รี ปู แบบการใชง้ านทงี่ า่ ยขน้ึ มรี ปู และชอื่ ของผู้รับสมัครปรากฏชัดเจนบนหน้าจอ ความเข้าใจต่อการเลือกตั้งของประชาชนจึงมีมากขึ้นและท�ำให้จ�ำนวน สัดส่วนบัตรดีก็เพ่ิมข้ึนมากกว่าเดิม เป็นต้น (โปรดดู Fujiwara, Thomas, 2015, p.423-464) ข้อสรุปของ งานวิจยั นี้จึงค่อนขา้ งชัดเจนว่าระบบการเลือกต้งั แบบใหมส่ ่งผลตอ่ พฤติกรรมของผ้ลู งคะแนนอยา่ งมาก
29 2. การอธบิ ายด้วยปจั จัยภายใน แนวทางการอธิบายนี้เชื่อว่าการตัดสินใจลงคะแนนเป็นผลจากปัจจัยหรือเง่ือนไขที่เกิดขึ้นภายในตัว ผลู้ งคะแนนเอง โดยผลู้ งคะแนนแตล่ ะคนนน้ั เมอื่ รบั รขู้ อ้ มลู ตา่ ง ๆ แลว้ สามารถคดิ วเิ คราะห์ เปรยี บเทยี บ ตดั สนิ ใจ เลือกได้ด้วยตัวเอง ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากแรงจูงใจหรือสิ่งเร้าบางอย่างก็ได้ โดย ปัจจัยภายในนั้นอาจจะเป็นสิ่งท่ีเปล่ียนแปลงได้ง่าย เช่น สภาพอารมณ์ แรงจูงใจ สิ่งเร้า เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ปจั จัยภายในบางอยา่ งกเ็ ปน็ สิง่ ทีค่ ่อนขา้ งมีความคงท่ีและสามารถใช้อธิบายถึงพฤติกรรมการลงคะแนนได้อย่าง เหมาะสม เชน่ บคุ ลกิ ภาพ ความเชอื่ อดุ มการณ์ เปน็ ตน้ โดยสามารถแบง่ การอธบิ ายออกเปน็ 2 แนวทาง ไดแ้ ก่ 2.1 สำ� นักจติ วิทยาสงั คม แนวทางนี้อธิบายพฤติกรรมการเลือกตั้งโดยให้ความส�ำคัญกับปัจจัยภายใน เร่ิมต้นจากนักวิจัย ในมหาวิทยาลัยมิชิแกน อย่าง Angus Campbell Phillip E. Converse Warren Miller David E. Stokes ได้คัดค้านแนวทางของส�ำนักชิคาโกท่ีเน้นการอธิบายโดยอาศัยปัจจัยภายนอก ข้อโต้แย้งหลักของพวกเขาคือ ปจั จยั ทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นสง่ิ ทคี่ ่อนขา้ งเสถียรและเปลี่ยนแปลงได้ชา้ น่ันหมายความว่า หากพฤติกรรม การเลือกต้ังขึ้นกับปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมจริง พฤติกรรมการลงคะแนนของคนก็จะต้องคงท่ีหรืออยู่ใน รูปแบบเดิมหรืออย่างน้อยก็ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ แต่ในโลกของความเป็นจริงผลคะแนนการเลือกต้ัง ประธานาธิบดีกลับเปล่ียนแปลงไปมาอย่างรวดเร็ว ทั้ง ๆ ที่สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของคนอเมริกัน ไม่ได้เปล่ียนแปลงไปมากนัก (โปรดดู Neimi, Richard G. and Weisberg, Herbert F., 1984, p.12) ฉะน้ัน ส�ำนักนี้จึงใช้แนวทางการอธิบายใหม่ว่าปัจจัยทางจิตวิทยาต่างหากท่ีเป็นตัวก�ำหนดพฤติกรรมการเลือกตั้งของ คน โดยใช้องค์ความรู้ด้านจิตวิทยาสังคม (Social Psychology) มาอธิบาย ตัวอย่างของปัจจัยทางจิตวิทยา ท่ีส�ำนักนี้ใช้ศึกษา เช่น ความผูกพันต่อพรรคการเมือง ความโน้มเอียงในนโยบายหาเสียงแบบใดแบบหนึ่ง อยู่กอ่ นแล้ว ความช่นื ชอบหรอื ผูกพันในตัวผสู้ มัครลกั ษณะใดลักษณะหนึง่ อยกู่ ่อนแลว้ เปน็ ต้น ในกรณีของประเทศไทย ได้มีการศึกษาพฤติกรรมการเลือกต้ังตามแนวทางนี้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ในปี 2541 จุฑาทิพย์ ชยางกูร ได้ศึกษาเร่ือง อิทธิพลของโฆษณาทางการเมืองที่มีต่อทัศนคติและพฤติกรรม ของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และพบว่าประชากรส่วนใหญ่เห็นว่ามีความจ�ำเป็นต้องพิจารณาการโฆษณา หาเสยี งของแตล่ ะพรรคกอ่ นการเลอื กตง้ั ท�ำใหก้ ารโฆษณาทางการเมอื งมอี ทิ ธพิ ลตอ่ การตดั สนิ ใจของผลู้ งคะแนน (โดยพบว่าอยู่ในระดับปานกลาง) กลุ่มตัวอย่างยังเห็นด้วยว่าภาพลักษณ์ของนักการเมืองมีผลต่อการตัดสินใจ ลงคะแนนเสียงของพวกเขาและเห็นว่าภาพลักษณ์ของนักการเมืองน้ันส�ำคัญกว่านโยบายท่ีใช้ในการหาเสียง นอกจากนี้ยังพบว่า สื่อหาเสียงต่าง ๆ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของกลุ่มตัวอย่าง (อยู่ในระดับปานกลาง) โดยสื่อหาเสียงท่ีค่อนข้างมีอิทธิพล คือ การปราศรัยทางโทรทัศน์ การปราศรัยในท่ีชุมชน และการโฆษณาทาง โทรทัศน์ (จฑุ าทพิ ย์ ชยางกูร, 2541, บทคดั ย่อ) ในปี 2543 บันลือศักด์ิ แสงสว่าง ได้ศึกษาเร่ือง กระบวนการสร้างภาพทางการเมืองของผู้สมัคร รบั เลอื กตง้ั : ศกึ ษาการเลอื กตง้ั ผวู้ า่ ราชการกรงุ เทพมหานคร 2543 โดยงานวจิ ยั ดงั กลา่ วไดข้ อ้ สรปุ วา่ การรณรงค์
30 การศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี หาเสียงของพรรคการเมืองและผู้สมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้มีการน�ำเอาวิธีการโฆษณาและ การประชาสัมพันธ์มาใช้สร้างภาพลักษณ์ของตนเองเพ่ือให้ผู้ลงคะแนนเลือกต้ังรับรู้และเกิดความรู้สึกที่ดีต่อ ผสู้ มคั ร บนั ลอื ศกั ดิ์ สรปุ วา่ การสรา้ งภาพลกั ษณข์ องผสู้ มคั รนนั้ ไมต่ า่ งจากการสรา้ งภาพของสนิ คา้ ในเชงิ พาณชิ ย์ แตอ่ ยา่ งใด (บนั ลอื ศักด์ิ แสงสวา่ ง, 2544, บทคัดยอ่ ) ในปี 2545 ได้มีการศึกษา พฤติกรรมการเลือกต้ังสมาชิกวุฒิสภา ในกรณีจังหวัดสกลนคร ของ ทศพล สมพงษ์ โดยพยายามค้นหาว่ามีการสร้างแรงจูงใจในการลงคะแนนเสียงหรือไม่และอะไรคือแรงจูงใจท่ี ท�ำให้ประชาชนไปลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัคร ผลจากการศึกษาพบว่าผู้สมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาในเขตพื้นที่ นั้นได้มีการใช้วิธีการต่าง ๆ เพ่ือสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนไปลงคะแนนเสียงให้กับตน โดยวิธีการหรือสิ่งที่ใช้ ในการจูงใจได้แก่ การแจกจ่ายส่ิงของ การบริจาคเงินให้กับหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ การแจกเงินโดยตรง รวมถงึ การสนบั สนนุ กจิ กรรมสาธารณะประโยชนข์ องชุมชน (ทศพล สมพงษ,์ 2545) 2.2 สำ� นักทางเลือกสาธารณะ ส�ำนักทางเลือกสาธารณะเป็นแนวทางการอธิบายพฤติกรรมการเลือกต้ังของประชาชนโดยใช้ แนวคิดทางด้านการตลาดหรือทางเศรษฐศาสตร์มาท�ำความเข้าใจ โดยมักจะมีสมมติฐานเบื้องต้นว่ากิจกรรม การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นไม่ต่างจากการซ้ือขายแลกเปล่ียนในตลาดมากนัก พรรคการเมืองเป็นผู้ผลิตสินค้า (นโยบายท่ีใช้ในการหาเสียง) ประชาชนเป็นผู้เลือกบริโภคสินค้าของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหน่ึง (ลงคะแนนเสยี งให)้ โดยการใชด้ ลุ พนิ จิ ในการเลอื กของประชาชนนนั้ มกั จะอยบู่ นฐานของการคดิ ค�ำนงึ ถงึ ประโยชน์ ที่ตัวเองจะได้รับโดยการใช้เหตุผลในการค�ำนวนหรือเปรียบเทียบหรือประมวลผล ท้ังน้ี ทฤษฎีที่ถูกน�ำมาใช้ อธิบายถึงพฤติกรรมทางการเมืองตามแนวทางน้ีเป็นอย่างมากคือทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการกระท�ำทาง การเมอื งในระบอบประชาธิปไตย (An Economic Theory of Democracy) ของ Anthony Downs ท้ังน้ี Downs อธิบายว่า สมมติฐานเบื้องต้นของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการกระท�ำทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยน้ันควรต้องต้ังอยู่บนสมมติฐานและสอดคล้องกับเง่ือนไขต่าง ๆ เหล่านี้ (เพ่ือให้ การอธิบายพฤตกิ รรมของประชาชนตรงกับความเปน็ จริงมากที่สุด) 1. การปกครองหมายถึงหน่วยหนึ่งในระบบการแบ่งงานซ่ึงมีอ�ำนาจท่ีจะบังคับบัญชาหน่วยอ่ืน ๆ ในสังคมได้ทง้ั หมด การปกครองจงึ เปน็ สถานทขี่ อง “อ�ำนาจข้ันสุดทา้ ย” ในพืน้ ที่ทางการเมืองหน่งึ ๆ 2. ประชาธปิ ไตย เปน็ ระบบการเมอื งการปกครองอยา่ งหน่ึงทมี่ ีลักษณะดงั น้ี 2.1 มีสองพรรคการเมืองหรือมากกว่าน้ันในการลงสมัครรับเลือกต้ังเพื่อท่ีจะเข้าไปกุมกลไก การปกครองของรฐั 2.2 พรรคการเมือง (หรือพรรคร่วม) ที่ได้รับชัยชนะจากการลงคะแนนของเสียงส่วนใหญ่จะได้ กมุ กลไกการปกครองรัฐจนกระทั่งมกี ารเลอื กต้ังครั้งตอ่ ไป
31 2.3 พรรคที่พ่ายแพ้ต้องไม่พยายามท่ีจะขัดขวางพรรคที่ชนะจากการเข้าไปครองอ�ำนาจ ขณะที่ พรรคท่ีชนะก็ไม่ใช้อ�ำนาจที่เป็นทางการท่ีตนมีอยู่เพื่อท�ำลายความสามารถในการแข่งขัน ของพรรคทแ่ี พ้ในการเลือกต้งั ครั้งต่อไป 2.4 ผู้ท่ีถูกก�ำหนดโดยกฎหมายและเป็นผู้ซึ่งถูกปกครองย่อมถือเป็นพลเมือง และพลเมือง แต่ละคนจะมีเสียงเพียงคนละหนง่ึ เสยี งในการเลือกต้งั แต่ละคร้ัง 3. เง่ือนไขเก่ยี วกบั พรรคการเมืองและพรรครฐั บาล 3.1 พรรคการเมืองแต่ละพรรคเป็นกลุ่มคนผู้ซ่ึงแสวงหาต�ำแหน่งด้วยเหตุผลเพียงต้องการรายได้ อภสิ ทิ ธ์ิ อ�ำนาจ ซง่ึ สงิ่ เหลา่ นจ้ี ะเปน็ ไปไดก้ ด็ ว้ ยการเขา้ ครอบครองกลไกอ�ำนาจปกครองของรฐั 3.2 พรรคท่ีชนะ (หรือพรรคร่วมรัฐบาล) จะสามารถครองอ�ำนาจรัฐได้อย่างสมบูรณ์จนกระทั่ง ถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะต้องไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงคะแนนไม่ว่าจะมาจาก ฝ่ายนิติบัญญัติหรือจากผู้ที่มีสิทธิออกเสียง ดังนั้น พรรครัฐบาลจึงต้องไม่ถูกขับออกก่อนจะมี การเลอื กตง้ั คร้งั ตอ่ ไป 3.3 อ�ำนาจทางเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นไปอย่างไม่จ�ำกัด เน่ืองจากรัฐสามารถท�ำทุกสิ่งทุกอย่าง ใหเ้ ปน็ เรือ่ งของชาต/ิ รัฐได้ สามารถอยเู่ หนอื ผลประโยชน์ของเอกชน 3.4 สิ่งท่ีจ�ำกัดอ�ำนาจรัฐบาลได้เพียงอย่างเดียวคือพรรครัฐบาลที่ก�ำลังครองอ�ำนาจอยู่นั้นก็คือ การที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมเสรีภาพทางการเมืองของฝ่ายค้านหรือพลเมือง (ในฐานะ ปจั เจก) เวน้ เสียแตร่ ัฐบาลจะจัดการดว้ ยก�ำลงั 3.5 ทุกหน่วยในตัวแบบน้ี ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง หรือ ปัจเจกบุคคล หรือ พรรคร่วม ล้วนมี พฤติการณ์ที่เป็นเหตุเป็นผลอยู่ตลอดเวลา นั่นคือ ทุกส่ิงเป็นไปภายใต้เป้าหมายที่จะใช้ ทรัพยากรอย่างน้อยที่สุดและจะกระท�ำหรือแสดงออกก็ต่อเมื่อผลตอบแทนที่ได้มามากกว่า ส่ิงที่ตอ้ งเสยี ไป ทั้งน้ี Downs ระบวุ า่ ค�ำว่าเป็นเหตุเป็นผล (rational) ทเี่ ขาใช้นัน้ หมายความ เท่ากับค�ำว่า มีประสิทธิภาพ (efficient) และย�้ำเตือนว่าความหมายท่ีใช้นี้เป็นความหมาย ในทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ควรน�ำไปปะปนกับความหมายในทางตรรกะวิทยาหรือในทาง จติ วทิ ยา (Downs, Anthony, 1957, p.136) จากเงื่อนไขทั้งหมดข้างต้น Downs จึงสร้างหลักการทั่วไป (axioms) ที่ใช้ส�ำหรับอธิบายพฤติกรรม ของตัวกระท�ำต่าง ๆ ในตลาดแห่งการเลือกตั้งว่า “...พรรคการเมืองย่อมประกอบด้วยคน และผู้คนที่อยู่ ในพรรคการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยได้สร้างนโยบายด้วยความต้ังใจที่จะใช้นโยบายดังกล่าวนั้นใน การได้มาซึ่งคะแนนเสียงเท่าน้ัน ผู้คนเหล่าน้ันไม่ได้แสวงหาอ�ำนาจรัฐเพื่อที่จะผลักดันให้เกิดนโยบายแบบใด แบบหนงึ่ หรอื เพอ่ื ทจ่ี ะรบั ใชก้ ลมุ่ ผลประโยชนก์ ลมุ่ ใดกลมุ่ หนงึ่ เพราะความจรงิ แลว้ ทพ่ี รรคการเมอื งสรา้ งนโยบาย ขึ้นมาและรับใช้กลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ก็เพื่อให้ได้มาซึ่งอ�ำนาจรัฐมากกว่า ดังน้ัน หน้าท่ีของพรรคการเมือง ที่เราพบเห็นทั่วไป น่ันคือ การสร้างนโยบายและผลักดันนโยบายให้ได้รับการปฏิบัติเม่ือตนเองได้เป็น
32 การศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรครัฐบาลน้ัน จึงเป็นเพียงผลพลอยได้ของการสนองเป้าหมายส่วนตัวของผู้คนเหล่าน้ัน (a byproduct of their private motive) อันเป็นเร่ืองของการได้มาซึ่งรายได้, อ�ำนาจ และความมีอภิสิทธ์ิต่าง ๆ ในฐานะ ผกู้ ุมอ�ำนาจรฐั ” (Downs, Anthony, 1957, p.137) ในส่วนของประชาชน เขามองว่าผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกต้ังเป็นผู้ท่ีมีเหตุผลและค�ำนึงถึงประโยชน์ ของตนเอง ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจะพิจารณาว่าการลงคะแนนเสียงให้กับพรรคการเมืองหรือผู้สมัคร คนใดคนหนึ่งน้ันท�ำให้อรรถประโยชน์ที่เขาได้รับน้ันเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ หรือในบางคร้ังเขาก็กล่าวว่า ผู้มีสิทธิ ออกเสียงเลือกตั้งจะพิจารณาว่าการเลือกพรรคการเมืองหรือผู้สมัครคนใดท่ีจะท�ำให้เขาได้ผลตอบแทน มากทีส่ ุด (Downs, Anthony, 1957, p.138) Downs กล่าวว่า ส�ำหรับนกั ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์มักจะมองว่าการตัดสนิ ใจใด ๆ ของมนุษย์จะท�ำ ไปดว้ ยความคิดทมี่ ีเหตผุ ล (ration minds) ซง่ึ ความคดิ ดงั กล่าวจะช่วยในการท�ำนายหรอื คาดการณพ์ ฤตกิ รรม ของคนได้ นกั เศรษฐศาสตรจ์ งึ ตอ้ งพยายามท�ำความเขา้ ใจวา่ พฤตกิ รรมใดทจี่ ะเกดิ ขน้ึ (Downs, Anthony, 1957, p.4) หากมองในเชิงปรชั ญา แนวคดิ นจี้ ะมองว่ามันไมม่ อี ะไรท่ีด�ำรงอยู่กอ่ น (a priori reason) ทจี่ ะประมวลว่า สิ่งที่ท�ำน้ันมีเหตุผล กล่าวได้ว่าเหตุผลน้ันเช่ือมโยงโดยตรงกับส�ำนึก ดังน้ัน ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์จึงต้ังอยู่ บนแนวคดิ หรอื การคาดการณว์ า่ ในส�ำนกึ (conscious) ของมนษุ ยน์ นั้ มคี วามเปน็ เหตเุ ปน็ ผลอยแู่ ลว้ (ตา่ งไปจาก แนวทางของส�ำนกั จิตวิทยาที่ไม่ไดม้ องวา่ จติ ของมนุษย์มีเพียงดา้ นทเี่ ปน็ “เหตุผล” เท่านั้น) Downs ยอมรับว่าวิธีการในการวิเคราะห์และท�ำนายตามตัวแบบของเขานั้นยังจะยึดถือในรูปแบบ ของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิม เนื่องจากว่าถ้านักทฤษฎีรู้เป้าหมายของผู้ที่ท�ำหน้าที่ตัดสินใจ ดังนั้น เขาย่อม สามารถท�ำนายวา่ การกระท�ำหรอื พฤติกรรมใดที่จะเกิดข้นึ น่นั คอื 1) เขาจะค�ำนวนหาทางทมี่ เี หตุผลทส่ี ุดในการตัดสนิ ใจเพื่อใหบ้ รรลเุ ป้าหมาย 2) เขามองว่าหนทางนจ้ี ะถูกเลอื กเพราะวา่ ผทู้ ต่ี ัดสนิ ใจนน้ั เป็นผทู้ ่ีมเี หตุผล ฉะนั้น การวิเคราะห์ในทางเศรษฐศาสตร์จึงประกอบด้วยสองขั้นตอนหลัก คือ การค้นพบเป้าหมาย ท่ีผู้ตัดสินใจต้องการ และ วิเคราะห์ว่าวิธีการหรือการกระท�ำแบบไหนที่มีเหตุมีผลมากท่ีสุดในการจะน�ำไปสู่ การบรรลุเป้าหมายดังกล่าว Downs กล่าวว่าการนิยามค�ำว่ามีเหตุผล (rationality) อยู่บนสมมติฐานท่ีว่า มนุษยย์ ่อมท�ำไปตามประโยชน์ของตนเองเป็นที่ต้ัง (Downs, Anthony, 1957, p.4) การเข้าใจความมีเหตุผลในลักษณะดังกล่าวน้ีท�ำให้มองเห็นได้ว่า ความมีเหตุผลก็คือความมี ประสทิ ธภิ าพ (rational as efficient) กลา่ วคอื ความมเี หตผุ ลกค็ อื การท�ำผลใหไ้ ดม้ ากทสี่ ดุ ภายใตป้ จั จยั น�ำเขา้ ท่ีจ�ำกัด หรือ การใช้ปัจจัยน�ำเข้าน้อยที่สุดเพ่ือให้ได้ผลท่ีต้องการ ดังน้ันแล้ว นักเศรษฐศาสตร์จึงมองว่า มนุษย์เหตุผล (rational man) ไม่ได้หมายถึงมนุษย์ที่กระบวนการทางความคิดประกอบด้วยตรรกะอย่าง ถูกต้อง หรือมนุษย์ท่ีปราศจากอคติ หรือมนุษย์ที่ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกอย่างที่คนท่ัวไปเข้าใจ แต่ค�ำนิยาม
33 “มนุษย์ผู้มีเหตุผล” ของนักเศรษฐศาสตร์น้ัน หมายความไปถึงมนุษย์ผู้ซึ่งพยายามมุ่งสู่เป้าหมายของเขา ด้วยวิธีการใดเท่าที่เขาพอจะมีปัญญาคิดได้ โดยใช้ปัจจัยน�ำเข้าจากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจ�ำกัดให้น้อยท่ีสุด ตอ่ ผลท่มี คี ่าหน่งึ หน่วย (Downs, Anthony, 1957, p.5) ตัวอย่างของพฤติกรรมท่ีมีเหตุผลในมุมมองของเศรษฐศาสตร์ก็เช่น นักบวชซึ่งมีเป้าหมายในการ เขา้ ถงึ พระผเู้ ปน็ เจา้ เพอื่ ใหก้ ารบรรลเุ ปา้ หมายนนั้ เปน็ ไปได้ นกั บวชจะตอ้ งท�ำลายหรอื ตดั ความคดิ ทเ่ี ตม็ ไปดว้ ย ตรรกะเหตผุ ลและท�ำลายส�ำนกึ ในการแสวงหาใหห้ มดสน้ิ แมก้ ารกระท�ำนนั้ จะดเู หมอื นไมม่ เี หตผุ ล (เพราะนกั บวช ท�ำลายเหตผุ ลและตรรกะทง้ิ ) กระนน้ั เรากจ็ ะเหน็ ไดว้ า่ การท�ำลายดงั กลา่ วกถ็ อื วา่ เปน็ การกระท�ำทมี่ เี หตผุ ลอยดู่ ี ดังน้ันแลว้ Downs จงึ สรุปวา่ พฤติกรรมของมนุษยผ์ มู้ เี หตุผล (rational man) จะเกิดขึ้นกต็ ่อเมอ่ื 1) เขาจะตดั สินใจเสมอเมื่อตอ้ งเผชญิ หนา้ กับทางเลอื กตา่ ง ๆ 2) เขาจะจดั ล�ำดบั ทางเลอื กตา่ ง ๆ ไปตามความพอใจของเขา ซงึ่ จะมบี างทางเลอื กทเี่ ขาชอบมากกวา่ บางทางเลอื กชอบนอ้ ยกวา่ 3) การจดั ล�ำดับน้ันเป็นไปเพอ่ื วัตถุประสงคบ์ างอยา่ ง 4) เขาจะเลอื กทางเลือกท่เี ขาจดั ล�ำดบั ไว้สงู สุด 5) เขายงั จะเลอื กทางเลือกนี้เสมอหากเผชิญกับสถานการณ์ทไี่ ม่แตกต่างกัน อน่ึง ผู้ตัดสินใจท่ีมีเหตุผลในตัวแบบของ Downs นั้น สามารถหมายความไปถึงพรรคการเมือง กลุม่ ผลประโยชน์ รฐั บาล ไดท้ ั้งสน้ิ (โปรดดู Downs, Anthony, 1957, p.6) ในกรณีของการเลือกต้ัง Downs อธิบายว่า หากมีสองพรรคการเมืองใหญ่ ประชาชนแต่ละคน จะลงคะแนนให้พรรคที่เขาเชื่อว่าจะให้อรรถประโยชน์แก่เขาได้มากที่สุดมากกว่าพรรคอ่ืนในช่วงเวลาท่ีก�ำลัง จะมีการเลือกตั้งคร้ังต่อไป และเพื่อท่ีจะรู้ว่าควรจะเลือกพรรคไหน ประชาชนจะเปรียบเทียบอรรถประโยชน์ ระหว่างสองพรรคว่าถ้าได้เป็นพรรครัฐบาลแล้วเขาจะได้ประโยชน์อย่างไร ถ้าพรรคฝ่ายรัฐบาลสามารถจะให้ อรรถประโยชนใ์ หม้ ากกวา่ พรรคฝา่ ยคา้ น เขากจ็ ะเลอื กพรรคเดมิ กลบั เขา้ ไปเปน็ รฐั บาลอกี แตถ่ า้ พรรคฝา่ ยคา้ นให้ อรรถประโยชนไ์ ดม้ ากกวา่ เขากจ็ ะเลอื กฝา่ ยคา้ น แตถ่ า้ หกั ลบแลว้ เทา่ กนั เปน็ ไปไดส้ งู วา่ เขาจะไมล่ งคะแนนเสยี ง ส�ำหรับผู้ออกเสียงท่ีมีเหตุมีผล เขาจะค�ำนวนถึงอรรถประโยชน์ท่ีจะได้ กล่าวคือ เม่ือคนคนหน่ึง ไปลงคะแนน น่ันหมายความว่า เขาก�ำลังตัดสินใจเลือกรัฐบาลที่จะปกครองเขาไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง ครั้งต่อไป ดังนั้น เขาจะท�ำการตัดสินใจโดยการเปรียบเทียบถึงการท�ำงานในอนาคตท่ีเขาคาดหวังไว้จาก พรรคการเมืองทั้งสอง แต่ถ้าเขามีเหตุผลมากพอ เขาย่อมจะรู้ว่าไม่มีพรรคการเมืองใดท่ีสามารถจะท�ำทุกอย่าง ตามที่ได้หาเสียงไว้ ดังนั้น เขาจึงไม่สามารถเปรียบเทียบค�ำปราศรัยหรือนโยบายที่ใช้หาเสียงของทั้งสองพรรค ได้อย่างเต็มที่ แต่เขาจะต้องประมาณไว้ในใจของตนเองว่าแต่ละพรรคจะท�ำได้จริงแค่ไหนหากได้อยู่ในอ�ำนาจ (Downs, Anthony, 1957, p.39)
34 การศึกษาความเคล่ือนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนกระบวนการในการตัดสนิ ใจลงคะแนนเสียงเลือกนน้ั Downs ไดก้ ล่าวถึงข้ันตอนในการตัดสินใจ อย่างมีเหตุมีผลว่าประชาชนไว้ดังตอ่ ไปนี้ 1) รวบรวมขอ้ มลู ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั ประเดน็ ตา่ ง ๆ ทเี่ กยี่ วเนอื่ งกบั ผลประโยชนข์ องผลู้ งคะแนน (ประเดน็ ส�ำคญั ที่จะใช้ส�ำหรบั ตดั สินใจในทางการเมืองของแต่ละคน) 2) ผู้ลงคะแนนจะท�ำการคัดเลือกข้อมูลที่จ�ำเป็นต่อการออกเสียงจากข้อมูลท้ังหมดท่ีได้รวบรวม เอาไว้ส�ำหรับแตล่ ะประเด็น 3) ผู้ลงคะแนนวิเคราะห์ข้อเท็จจริงในแต่ละประเด็นเพื่อจะน�ำไปสู่ข้อสรุปเกี่ยวกับทางเลือกนโยบาย ต่าง ๆ ที่เปน็ ไปได้และผลท่ีเกดิ ตามมาของแต่ละทางเลือก 4) ผู้ลงคะแนนประเมินผลท่ีจะเกิดตามมาของแต่ละทางเลือกในประเด็นต่าง ๆ ว่าสอดคล้องกับ เป้าหมายของตนเองหรอื ไม่ 5) ผลู้ งคะแนนน�ำเอาผลการประเมนิ ของแตล่ ะประเดน็ ทเี่ ราสนใจมาประเมนิ รวมกนั เปน็ ผลการประเมนิ สุทธิ (net evaluation) ของแต่ละพรรคการเมืองในช่วงการเลือกต้ังหน่ึง ๆ ซึ่งข้ันตอนน้ียังเป็นการตัดสินใน เชิงคุณค่าสว่ นบุคคลที่พยายามปรับเขา้ หาเปา้ หมายสว่ นตวั ของเขาเอง 6) ผลู้ งคะแนนท�ำการตดั สนิ ใจโดยการเปรยี บเทยี บผลการประเมนิ สทุ ธิ (net evaluation) ของแตล่ ะ พรรคการเมอื งและชงั่ นำ�้ หนกั ส�ำหรบั เหตกุ ารณ์ท่ีจะเกิดขน้ึ ในอนาคต 7) ผลู้ งคะแนนออกไปลงคะแนนเสยี งหรอื ไมไ่ ปลงคะแนน (โปรดดู Downs, Anthony, 1957, p.209) ในกรณีงานวิจัยของไทยที่ศึกษาพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนโดยใช้แนวทางเลือกสาธารณะ พบค่อนข้างน้อย อย่างเช่นในปี 2557 นิติ มณีกาญจน์ ได้ศึกษาถึงพฤติกรรมการบริโภคสินค้าการเมืองของ ประชาชนในเขตกรงุ เทพมหานคร โดยผลการศกึ ษาพบวา่ คณุ สมบตั ขิ องสนิ คา้ การเมอื ง (ซงึ่ หมายความถงึ นโยบาย ของพรรคการเมอื ง) ทป่ี ระชาชนสนใจตอ้ งการ “ซื้อ” มากทีส่ ดุ คอื นโยบายท่ีท�ำใหท้ กุ คนสามารถเข้าถงึ บรกิ าร ดา้ นตา่ ง ๆ ของรฐั ไดอ้ ยา่ งเทา่ เทยี มกนั สว่ นตราสนิ คา้ การเมอื ง (ซงึ่ กค็ อื พรรคการเมอื ง) ทสี่ ง่ ผลตอ่ การตดั สนิ ใจ ในการลงคะแนนเสียงมากท่ีสุดคือพรรคการเมืองท่ีสามารถสร้างการติดต่อสื่อสารกับประชาชนได้จริง และ ในด้านรูปแบบการตัดสินใจซื้อสินค้าการเมือง (รูปแบบการตัดสินใจลงคะแนน) พบว่ารูปแบบการตัดสินใจที่ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือเม่ือถึงตอนลงคะแนนจริงประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครจะตัดสินใจด้วยตนเองมากกว่า ฟงั คนอื่น (นิติ มณกี าญจน์, 2557, น.114)
35 2.3 ความตัง้ มนั่ ของประชาธิปไตย ประชาธิปไตยท่ีตั้งมั่น (consolidated democracy) คือการด�ำรงอยู่ของประชาธิปไตยอย่างถาวร (endure) ตัวกระท�ำทางการเมืองต่าง ๆ ในระบบการเมืองยอมรับในความชอบธรรมของระบอบการปกครอง แบบประชาธิปไตย ทุกคนเคลื่อนไหวภายใต้กรอบกติกาประชาธิปไตย และมีปฏิสัมพันธ์กันภายใต้สถาบัน ทางการเมอื ง พรอ้ มทงั้ พยายามใชเ้ หตผุ ลสาธารณะทมี่ งุ่ ถกเถยี งเพอื่ หาทางออกรว่ มกนั มากกวา่ ใชเ้ หตผุ ลสว่ นตวั เพอื่ ประโยชนเ์ ฉพาะตนเทา่ นน้ั อกี ทง้ั ทศั นคตแิ ละพฤตกิ รรมของตวั กระท�ำกต็ อ้ งเปน็ ในทางประชาธปิ ไตยนนั้ ดว้ ย จนประชาธิปไตยกลายเป็นเรื่องท่ีถูกท�ำให้เป็นปกติ (normalize) เป็นกิจวัตรประจ�ำ (routine) และมี ความเป็นสถาบัน (institutional) ส�ำหรับพวกเขา และในท่ีสุดการกระท�ำใดที่เบี่ยงออกจากปทัสถานแห่ง ประชาธิปไตยจะกลายเป็นเรอื่ งทผี่ ิดปกตไิ ป (Gorokhovskaia, Yana, 2017) อย่างไรกต็ าม การทีป่ ระเทศซง่ึ มี ระบอบประชาธปิ ไตยที่ด�ำรงอยไู่ ด้นานนบั ตัง้ แต่อดตี มากใ็ ช่ว่าจะมคี วามตัง้ มัน่ เสมอไป เพราะในระบบการเมอื ง ยุคใหม่ที่พรรคการเมืองแทบทุกพรรคมีลักษณะเป็นพรรคท่ีเน้นประชานิยม (Populist Party) นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอีกจ�ำนวนหนึ่ง เช่น เศรษฐกิจ สังคม การส่งอิทธิพลจากต่างประเทศ ท่ีอาจจะท�ำให้ประชาธิปไตย ไม่สามารถด�ำรงอยไู่ ดอ้ ยา่ งมน่ั คงถาวรไดอ้ ีกต่อไป Linz and Stepan อธิบายว่า สิ่งท่ีเป็นอุปสรรคส�ำคัญต่อความต้ังมั่นของประชาธิปไตยคือรูปแบบ ของอ�ำนาจนิยม ซึ่งอ�ำนาจนิยมที่ปรากฎในระบบการปกครองนั้นมีหลายรูปแบบ และการเปล่ียนจากอ�ำนาจ นิยมไปสู่ประชาธิปไตยก็มีหลายรูปแบบด้วยเช่นกัน แต่ก่อนท่ีระบบการเมืองนั้นจะไปถึงความตั้งม่ันได้ ต้องมี เงื่อนไขเบอ้ื งต้น 3 ประการ ดงั นี้ 1. ต้องมีรัฐที่ท�ำงานได้จริงและเป็นท่ียอมรับของสมาชิกในระบบการเมืองนั้น หากมีความขัดแย้ง ในอ�ำนาจรัฐ ขอบเขตของอ�ำนาจรัฐ หรือ อัตลักษณ์ของประชาชนที่ไม่มีความผูกพันกับรัฐ จนเสมือนกับว่า ไมม่ รี ฐั ด�ำรงอยู่ ซงึ่ หากไมม่ รี ฐั การเลอื กตงั้ ทเ่ี สรกี ย็ อ่ มจะมไี มไ่ ด้ ผชู้ นะการเลอื กตง้ั กไ็ มอ่ าจใชอ้ �ำนาจทชี่ อบธรรมได้ สิทธิของประชาชนย่อมไม่ได้รับการคุ้มครอง ดังนั้น จึงสรุปได้ชัดว่าหากไม่มีรัฐก็ไม่อาจมีประชาธิปไตยได้ (no state, no democracy) 2. มกี ารเลือกตง้ั ทเี่ สรีและเปดิ ให้มกี ารแขง่ ขันอยา่ งเป็นธรรมจริง 3 ผู้ปกครองหรือรัฐบาลท่ีมาจากระบอบประชาธิปไตยก็ต้องปกครองอย่างเป็นประชาธิปไตยด้วย กล่าวคอื รฐั บาลตอ้ งไม่ละเมดิ สิทธิเสรีภาพของประชาชน ไมล่ ะเมดิ กฎหมาย หรือ รัฐธรรมนูญ ด้วยเง่ือนไขข้างต้น Linz and Stepan จึงสรุปว่าประชาธิปไตยที่ต้ังมั่นจะต้องเริ่มจากประเทศท่ี เป็นประชาธิปไตยจริง ๆ อยู่ก่อน ไม่สามารถเร่ิมจากประเทศท่ีไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย (non-democratic regimes) หรอื ประเทศทมี่ ปี ระชาธปิ ไตยเทยี ม (pseudo-democracies) หรอื ประเทศทม่ี ปี ระชาธปิ ไตยพนั ทาง (hybrid democracy) ไดเ้ ลย (Linz, Juan J. and Stepan, Alfred, 1996, p.14)
36 การศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี Linz and Stepan ได้ให้ค�ำนิยามเชิงปฏิบัติการของประชาธิปไตยที่ต้ังม่ันว่า สามารถมองในสองแง่ หน่ึง ในแง่พฤติกรรม ระบอบประชาธิปไตยในประเทศหนึ่งจะถูกท�ำให้ต้ังมั่นไม่ได้หากตัวแสดงหลักทาง การเมืองต่าง ๆ ทั้งตัวแสดงระดับชาติ ตัวแสดงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ใช้ทรัพยากรต่าง ๆ เพ่ือให้ได้ มาซ่ึงเป้าหมายของพวกเขาโดยสร้างระบอบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยข้ึนมาหรือพยายามแยกห่างออกจากรัฐ สอง ในแง่ทัศนคติ ระบอบประชาธิปไตยจะตั้งม่ันได้นั้นมติของมหาชนส่วนใหญ่ต้องยืนหยัด (แม้ในช่วงที่เกิด ปัญหาทางเศรษฐกิจหรือเกิดความไม่พึงพอใจต่อรัฐบาลที่อยู่ในอ�ำนาจอย่างมากก็ตาม) มหาชนยังคงยึดใน ความเชื่อที่ว่ากระบวนการทางประชาธิปไตยและสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเป็นหาทางที่ เหมาะสมทส่ี ดุ ในการปกครองสงั คมสว่ นรวม หรอื มกี ารสนบั สนนุ ระบอบอนื่ ทไ่ี มใ่ ชป่ ระชาธปิ ไตยมเี ปน็ สว่ นนอ้ ย หรือ การออกห่างจากพวกที่นิยมประชาธิปไตยมีน้อย หรือ ในเชิงรัฐธรรมนูญ ระบอบประชาธิปไตยจะตั้งมั่น เอาพลงั ทงั้ ฝา่ ยรฐั บาลและมใิ ชร่ ฐั อยใู่ นการหาทางออกจากความขดั แยง้ ภายในขอบเขตของกฎหมาย กระบวนการ สถาบันท่ีเกี่ยวข้อง ในวิถีของกระบวนการแห่งประชาธิปไตย (Linz, Juan J. and Stepan, Alfred, 1996, p.14-15) Linz and Stepan วเิ คราะหว์ า่ เงอ่ื นไขทสี่ ง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ ความตงั้ มน่ั แหง่ ประชาธปิ ไตยนน้ั มอี ยู่ 5 เงอื่ นไข โดยแตล่ ะเงือ่ นไขเกยี่ วพนั และสนบั สนนุ ซ่ึงกันและกัน ดังน้ี 1. ประชาสังคมทีม่ ีเสรีและมชี ีวิตชีวา (free and lively civil society) หมายความว่า ในสงั คมนัน้ ๆ ต้องมีพ้ืนท่ี (areas) ที่สามารถปกครองตัวเอง มีกลุ่มต่าง ๆ ที่สามารถเคลื่อนไหวได้ค่อนข้างเสรี และสามารถ สรา้ งคณุ คา่ ใหต้ วั เอง เกดิ การสานสมั พนั ธก์ นั จนมคี วามเปน็ ปกึ แผน่ สนองผลประโยชนข์ องพวกเขาเอง รวมไปถงึ มกี ารเคลอ่ื นไหวทางสงั คมปรากฎโดยทวั่ ไป เชน่ การรวมกลมุ่ และเคลอ่ื นไหวของสตรี องคก์ รทางวชิ าการ ประชาคม หมบู่ า้ น หรอื เปน็ การเคลอื่ นไหวของกลมุ่ ตวั แทนชว่ งชนั้ ทางสงั คม (social strata) เชน่ สหภาพแรงงาน สมาคม ผ้ปู ระกอบการ สมาคมวชิ าชีพ เป็นตน้ 2. สังคมการเมือง (political society) หมายความถึงพื้นท่ีท่ีตัวแสดงทางการเมืองสามารถแข่งขัน ประชันกันเพื่อสิทธิอ�ำนาจอันชอบธรรมในการใช้อ�ำนาจสาธารณะและกลไกของรัฐ (public power and state apparatus) ในความเปน็ จรงิ เพยี งแค่มเี งื่อนไขแรก (ประชาสังคมท่ีมเี สรีและมีชีวิตชีวา) กเ็ พียงพอทจี่ ะ ท�ำลายระบอบที่มิใช่ประชาธิปไตยได้อยู่แล้ว แต่การที่จะท�ำให้ประชาธิปไตยต้ังม่ันได้น้ันต้องไปสัมพันธ์กับ สังคมการเมือง (political society) กล่าวคือ สมาชิกในระบบการเมืองต้องเลือกหรือไว้วางใจต่อสถาบันหลัก ต่าง ๆ ในสังคมการเมือง เชน่ พรรคการเมอื ง สภาผแู้ ทนราษฎร ระบบและกตกิ าการเลอื กตง้ั รวมถงึ ความเปน็ ผนู้ �ำทางการเมอื ง 3. รัฐและกลไกของรัฐอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม (government and state apparatus subjected to rule of law) รฐั ตอ้ งอยภู่ ายใตก้ ฎหมาย ซง่ึ ตามลทั ธเิ สรนี ยิ มแลว้ รฐั จะตอ้ งถกู จ�ำกดั อ�ำนาจ ในขณะเดยี วกนั พลเมืองสามารถปกป้องตัวเองจากรัฐ ทุกองค์กรต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย และมีการตรวจสอบจากศาลและ องค์กรอิสระ การท�ำเช่นน้ีมิใช่เพื่อให้เกิดการใช้อ�ำนาจรัฐอย่างระมัดระวังเท่าน้ัน แต่ยังเป็นการเรียกร้องให้เกิด
37 ความโปร่งใส (transparency) ตรวจสอบได้ (accountability) การจะท�ำให้ประชาธิปไตยตั้งมั่นได้จึงต้องมี การปกครองที่อยู่ภายใต้กฎหมาย มีรัฐท่ีถูกควบคุมจ�ำกัดอ�ำนาจ ย่ิงสถาบันท่ีตรวจสอบถ่วงดุลกับรัฐเหล่านี้ ท�ำงานได้ดีเท่าไหร่ ยิ่งมีประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ ซึ่งพูดอีกอย่างได้ว่า เป็นการปกครองที่มีลักษณะเป็นแบบ รัฐธรรมนูญนิยม (constitutionalism) โดยไม่มีการแทรกแซงหรือเปล่ียนแปลงหรือละเมิดหลักการดังกล่าว ในอีกทางหน่ึง แม้จะมีรัฐบาลและผู้ปกครองที่มาจากการเลือกตั้งตามวิถีแห่งประชาธิปไตย แต่หากผู้น�ำคิดว่า เขามาจากการเลือกตั้ง มีความชอบธรรมโดยวิถีทางแห่งประชาธิปไตย จึงไม่ให้ความส�ำคัญกับสถาบันอื่น ทั้งสภาและศาล ลักษณะดังกล่าวก็ส่งผลเสียต่อความตั้งมั่นของประชาธิปไตยได้เช่นกัน (Linz, Juan J. and Stepan, Alfred, 1996, p.19) 4. ระบบราชการท่ีสามารถใช้การได้ (usable bureaucracy) เน่ืองจากเง่ือนไขสามประการข้างต้น ต้องอาศัยระบบราชการในการด�ำเนนิ การเป็นหลกั รัฐบาลประชาธิปไตยจงึ ตอ้ งสามารถใช้อ�ำนาจอนั ชอบธรรม ในขอบเขตพน้ื ทนี่ น้ั ๆ ได้ กลา่ วคอื รฐั บาลตอ้ งสามารถสง่ั การ ควบคมุ ระบบราชการหรอื เกบ็ ภาษเี พอื่ หารายได้ เข้ารัฐ ไม่เช่นน้ันอาจเกิดปัญหาที่เป็นอุปสรรคบ่ันทอนประชาธิปไตยได้ อย่างในประเทศชิลีและหลายพ้ืนที่ ในโลกท่ีระบบราชการไม่มีการท�ำหน้าที่อย่างเหมาะสมมากเพียงพอ หรือบางคร้ังระบอบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ได้ปล่อยให้ข้าราชการเข้าไปกุมอ�ำนาจในต�ำแหน่งท่ีมีความอ่อนไหวทางการเมือง เช่นในหน่วยงานด้าน งานยตุ ิธรรมหรอื ด้านการศกึ ษา เปน็ ตน้ 5. สังคมเศรษฐกิจ (economic society) Linz and Stepan เชื่อว่าสภาพเศรษฐกิจในรูปแบบเดิม ที่สุดโต่งสองขั้วไม่อาจน�ำพาไปสู่ความตั้งม่ันของประชาธิปไตยได้ กล่าวคือ ขั้วแรก เศรษฐกิจแบบส่ังการ/ แบบวางแผน (command economic) ท่ีรัฐหรือองค์กรส�ำคัญระดับชาติมีบทบาทในการวางแผน แทรกแซง ก�ำหนดนโยบายทางเศรษฐกจิ และ ขวั้ ทสี่ อง เศรษฐกจิ แบบอาศยั กลไกตลาดแตเ่ พยี งอยา่ งเดยี ว (pure market economy) ที่รัฐไม่ได้มีบทบาทในการก�ำหนดหรือแทรกแซงทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด ปล่อยให้กลไกตลาด ด�ำเนินไปอย่างเต็มที่ โดยหวังว่า “มือท่ีมองไม่เห็น” จะจัดระเบียบในตลาดเอง Linz and Stepan เสนอว่า ควรปฏิเสธการผลักดันระบบเศรษฐกิจไปสู่ข้วั ใดข้วั หนง่ึ แต่ตอ้ งใชส้ ง่ิ ท่เี ขาเรียกวา่ สังคมเศรษฐกิจ (economic society) ซงึ่ เปน็ การไกลเ่ กลย่ี ประนปี ระนอมกนั ระหวา่ งรฐั และตลาด โดยการสรา้ งปทสั ถาน กฎระเบยี บ นโยบาย สถาบนั บางอยา่ งขนึ้ มา จนระบอบประชาธปิ ไตยสามารถผลกั ดนั นโยบายบางอยา่ งผา่ นทาง economic society และสามารถจัดบริการสาธารณะในเร่ืองส�ำคัญ ๆ ได้ เช่น การศึกษา สุขภาพ การขนส่งคมนาคม เป็นต้น ในทางตรงข้ามหากสังคมเศรษฐกิจไม่สามารถเกิดขึ้น ไม่มีการจัดตาข่ายรองรับผู้ที่ถูกผลักออกจากตลาด (safe net) และปล่อยให้เกิดความเหลื่อมล้�ำทางเศรษฐกิจสูง การจะหวังให้ประชาธิปไตยตั้งม่ันก็คงจะ เป็นไปไม่ได้ (Linz, Juan J. and Stepan, Alfred, 1996, p.20-21) นักวิชาการบางท่านเชื่อว่า ความตั้งมั่นของประชาธิปไตยต้องอาศัยเงื่อนไขบางอย่างก่อนเสมอ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันที เช่น Larry Diamond เชื่อว่าความตั้งมั่นของระบอบสามารถเกิดข้ึนได้หลายทาง เพราะประชาธปิ ไตยนน้ั มหี ลายรปู แบบและมหี ลายระดบั แตใ่ นประเทศประชาธปิ ไตยเกดิ ใหมจ่ �ำตอ้ งมเี งอ่ื นไขน�ำ
38 การศึกษาความเคล่ือนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (preconditions) บางอยา่ งกอ่ น เชน่ สถาบนั ทางการเมอื งทเ่ี ขม้ แขง็ มคี วามรบั ผดิ ชอบตรวจสอบไดข้ องรปู แบบ การบริหารงานภาครัฐทั้งแนวด่ิงและแนวระนาบ มีหลักนิติธรรม มีภาคประชาสังคม และมีเศรษฐกิจที่เติบโต ม่ันคงด้วย (โปรดู Diamond, Larry, 1999) ขณะท่ี Huntington ได้ต้ังข้อสังเกตว่าจากการศึกษาประเทศ 35 ประเทศท่ีมีการเปลี่ยนผ่านจากประเทศท่ีไม่ใช่ประชาธิปไตยมาเป็นประเทศประชาธิปไตยในช่วงปี 1970- 1980 การต้ังม่ันของประชาธิปไตยในหลายประเทศมักจะเกิดภายใต้เง่ือนไขบางอย่าง กล่าวคือ เกิดได้ใน ประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ เกิดในประเทศที่มีกระบวนการเปล่ียนผ่านจากระบอบอ�ำนาจนิยม มาเป็นประชาธิปไตยอย่างสันติ หรือ เกิดในประเทศท่ีมีประสบการณ์ในการเป็นประชาธิปไตยมาบ้างและ ยอมรับการสนบั สนนุ ช่วยเหลอื จากตา่ งชาติ (โปรดดู Huntington, Samuel, 1993) ขณะที่นักวิชาการบางท่าน เช่น Guillermo O’Donnell ท้าทายแนวคิดของนักวิชาการท่ีอธิบาย ความต้ังม่ันของประชาธิปไตยโดยเน้นไปที่การสร้างความเป็นสถาบัน O’Donnell เสนอว่า หากเรายึดถือว่า การท�ำให้ประชาธิปไตยตั้งมั่นคือการดูว่าประชาธิปไตยจะคงทนหรือยั่งยืนยาวนานมากแค่ไหน เราก็ไม่ควร ดเู ฉพาะสถาบนั ทางการเมอื งทเ่ี ปน็ ทางการเทา่ นั้น แต่ตอ้ งดไู ปถงึ สถาบนั องคก์ ร ทางการเมอื งที่ไมเ่ ปน็ ทางการ ดว้ ย ซง่ึ ในความจรงิ แลว้ สถาบนั หรอื องคก์ รทไี่ มเ่ ปน็ ทางการพวกนกี้ ลบั มตี วั กระท�ำตา่ ง ๆ ทไ่ี มไ่ ดก้ ระท�ำไปดว้ ย เหตุผลสาธารณะแบบที่นักวิชาการอธิบาย แต่ท�ำไปเพราะเหตุผลเฉพาะของแต่ละคนมากกว่า อย่างไรก็ตาม ประชาธิปไตยท่ีดูจะไม่สมบูรณ์แบบเช่นน้ีกลับสามารถมีความมั่นคงยืนยาวได้ทั้งที่ระบอบประชาธิปไตยแบบ เปน็ ทางการกบั พฤตกิ รรมทางการเมอื งทเ่ี กดิ ขน้ึ จรงิ มนั ไมส่ อดคลอ้ งกนั (O’Donnell, Guillermo, 1996, p.34-51) ฉะนั้น การท่ีนักวิชาการพยายามสร้างทฤษฎีโดยการแบ่งแยกระหว่างประชาธิปไตยกับไม่ใช่ประชาธิปไตย หรือ การพยายามท่ีจะตัดแบ่งระหว่างประเทศที่เป็นประชาธิปไตยต้ังมั่นกับไม่ต้ังมั่นก็อาจจะเกิดปัญหา เพราะในความเป็นจริง หลายประเทศแม้จะสามารถล้มระบอบอ�ำนาจนิยมไปได้แล้ว แต่อีกหลายประเทศ ก็กลับมาอยู่ในสภาวะอ�ำนาจนิยมแบบใหม่ (แม้จะมีการเลือกต้ังก็ตาม) บางประเทศอยู่ในเขตพื้นที่สีเทาท่ี เตม็ ไปดว้ ยความคลมุ เครอื ฯลฯ แตน่ กั วชิ าการบางกลมุ่ กลบั พยายามบอกวา่ การทปี่ ระเทศหนง่ึ มลี กั ษณะขา้ งตน้ ย่อมแสดงถึงความไม่ตั้งมั่นของประชาธิปไตย พร้อมกันนั้นยังพยายามท่ีจะแยกประชาธิปไตยออกจากระบอบ ทไี่ มใ่ ชป่ ระชาธปิ ไตย ซง่ึ O’Donnell มองวา่ การท�ำเชน่ นน้ั เปน็ เรอื่ งทยี่ ากมาก เพราะในเชงิ วชิ าการ มกี ารนยิ าม ลักษณะ และรูปแบบของประชาธิปไตยท่ีมีความหลากหลายอย่างมาก ดังนั้น การที่นักวิชาการบางกลุ่มยึดม่ัน ในแนวทาง Polyarchy ของ Dahl (ทมี่ งุ่ พนิ จิ แตป่ ระชาธปิ ไตยในเชงิ สถาบนั และความเปน็ ทางการ) โดยไมส่ นใจ ความไม่เป็นทางการและความซับซ้อนในโลกความเป็นจริง ก็อาจจะไม่เข้าใจถึงการตั้งมั่นของประชาธิปไตย ไดม้ ากนกั
39 2.4 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตัง้ สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร พ.ศ.2561 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ถูกตราขึ้นด้วยเหตุท่ีว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ได้บัญญัติให้มีพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพ่ือให้การจัดการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ต่อมาจึงได้ประกาศพระราชบัญญัติประกอบ รฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร พ.ศ.2561 ในราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ 135 ตอนที่ 68 ก เม่ือวันที่ 12 กันยายน 2561 โดยมีสาระส�ำคัญและมีความแตกต่างจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งก่อน ดังต่อไปน้ี (โปรดดู พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตงั้ สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร พ.ศ.2561, 2561, น.40-97) มาตรา 11 ได้ระบุถึงจ�ำนวนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท้ังแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายช่ือ กล่าวคือ เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งทั่วไปข้ึนใช้บังคับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งด�ำเนินการ จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจ�ำนวนสามร้อยห้าสิบคน และด�ำเนินการ เพอื่ ใหไ้ ดม้ าซงึ่ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรแบบบญั ชรี ายชอ่ื ของแตล่ ะพรรคการเมอื งรวมจ�ำนวนหนงึ่ รอ้ ยหา้ สบิ คน ตามหลกั เกณฑ์และวธิ ีการท่ีก�ำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญฉบับน้ี มาตรา 13 และมาตรา 14 กล่าวถึงการเสนอชื่อบุคคลของพรรคการเมืองเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี โดยให้พรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลซ่ึงพรรคการเมืองน้ันมีมติว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบแต่งต้ังเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกินสามรายชื่อต่อคณะกรรมการก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวพร้อมกับชื่อของพรรคการเมืองน้ันให้ประชาชนทราบ เป็นการทั่วไป เมื่อพรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลใดแล้ว บุคคลน้ันหรือพรรคการเมืองนั้นจะถอนรายชื่อ หรือเปล่ียนแปลงรายช่ือบุคคลนั้นได้เฉพาะกรณีบุคคลน้ันตายหรือขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม อยา่ งไรกต็ าม พรรคการเมอื งจะไมเ่ สนอรายชอื่ บคุ คลกไ็ ด้ แตห่ ากเสนอชอ่ื บคุ คลใดแลว้ พรรคการเมอื งจะตอ้ งมี หนงั สอื ยนิ ยอมของบคุ คลซงึ่ ไดร้ บั การเสนอชอื่ และบคุ คลนนั้ จะตอ้ งไมเ่ คยท�ำหนงั สอื ยนิ ยอมใหก้ บั พรรคการเมอื งอน่ื มาตรา 18 กลา่ วถงึ เจ้าพนกั งานผู้ด�ำเนนิ การเลือกตัง้ ดังตอ่ ไปนี้ (1) ผอู้ �ำนวยการการเลือกตั้งประจ�ำ เขตเลือกตั้งหนึ่งคน มีหน้าที่เก่ียวกับการรับสมัครรับเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และด�ำเนินกิจการท่ีจ�ำเป็น (2) คณะกรรมการการเลอื กตง้ั ประจ�ำเขตเลอื กตง้ั ไมน่ อ้ ยกวา่ สามคน มหี นา้ ทก่ี �ำหนดหนว่ ยเลอื กตง้ั สถานทเี่ ลอื กตงั้ การจัดท�ำบัญชีรายช่ือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การเพ่ิมและการถอนชื่อผู้มีสิทธิเลือกต้ังในเขตเลือกต้ัง รวมทั้งมีหน้าที่ ก�ำกบั ดูแลการออกเสียงลงคะแนน การนบั คะแนน และการประกาศผลการนบั คะแนน มาตรา 19 ให้คณะกรรมการการเลือกต้ังประจ�ำเขตเลือกตั้งแต่งต้ังผู้มีสิทธิเลือกต้ังเป็นเจ้าพนักงาน ผู้ด�ำเนินการเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้ (1) คณะกรรมการประจ�ำหน่วยเลือกต้ังห้าคน มีหน้าที่เกี่ยวกับการออกเสียง ลงคะแนนในท่ีเลือกต้ังและนับคะแนนของหน่วยเลือกต้ังแต่ละแห่ง ในกรณีท่ีหน่วยเลือกตั้งใดมีผู้มีสิทธิ
40 การศึกษาความเคล่ือนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี เลือกตั้งเกินแปดร้อยคน อาจแต่งต้ังกรรมการประจ�ำหน่วยเลือกตั้งเพ่ิมได้ตามหลักเกณฑ์ท่ีคณะกรรมการ ก�ำหนด (2) เจา้ หนา้ ทร่ี ักษาความปลอดภยั อย่างนอ้ ยหนึง่ คน ซงึ่ แต่งตั้งจากเจา้ หนา้ ที่ของรัฐเพื่อท�ำหนา้ ทีร่ ักษา ความปลอดภัยและสนับสนุนการปฏิบตั ิหน้าทขี่ องคณะกรรมการประจ�ำหนว่ ยเลือกตั้ง มาตรา 26 การก�ำหนดจ�ำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละจังหวัดพึงมีและพูดถึงหลักเกณฑ์ การแบง่ เขตการเลอื กตงั้ ดงั ตอ่ ไปน้ี (1) ใหใ้ ชจ้ �ำนวนราษฎรทง้ั ประเทศตามหลกั ฐานการทะเบยี นราษฎรทปี่ ระกาศ ในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจ�ำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามร้อยห้าสิบคน จ�ำนวนท่ีได้รับ ใหถ้ อื วา่ เปน็ จ�ำนวนราษฎรตอ่ สมาชกิ หนง่ึ คน (2) จงั หวดั ใดมรี าษฎรไมถ่ งึ เกณฑจ์ �ำนวนราษฎรตอ่ สมาชกิ หนงึ่ คน ตาม ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดน้ันได้หน่ึงคน โดยให้ถือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง (3) จังหวัด ใดมีราษฎรเกินจ�ำนวนราษฎรต่อสมาชิกหน่ึงคน ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนั้นเพ่ิมข้ึนอีกหน่ึงคน ทุกจ�ำนวนราษฎรท่ีถึงเกณฑ์จ�ำนวนราษฎรต่อสมาชิกหน่ึงคน (4) เมื่อได้จ�ำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของแต่ละจังหวัดตามแล้ว ถ้าจ�ำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ครบสามร้อยห้าสิบคน จังหวัดใดมีเศษ ทีเ่ หลอื จากการค�ำนวณมากทส่ี ุด ให้จงั หวดั น้ันมีสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรเพมิ่ ข้ึนอีกหนง่ึ คน และใหเ้ พ่ิมสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรตามวิธีการดังกล่าวแก่จังหวัดที่มีเศษที่เหลือจากการค�ำนวณน้ันในล�ำดับรองลงมาจนครบ จ�ำนวนสามรอ้ ยหา้ สบิ คน (5) จงั หวดั ใดมกี ารเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรไดเ้ กนิ หนง่ึ คน ใหแ้ บง่ เขตจงั หวดั ออกเป็นเขตเลือกตั้งเท่าจ�ำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่ีพึงมี โดยต้องแบ่งพ้ืนท่ีของเขตเลือกตั้งแต่ละเขตให้ ตดิ ต่อกนั และตอ้ งจัดให้มีจ�ำนวนราษฎรในแตล่ ะเขตใกลเ้ คยี งกนั มาตรา 27 กล่าวถึงการด�ำเนินการแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยต้องแบ่งพ้ืนที่ของเขตเลือกต้ังแต่ละเขต ใหต้ ดิ ตอ่ กนั และตอ้ งจดั ใหม้ จี �ำนวนราษฎรในแตล่ ะเขตเลอื กตง้ั ใกลเ้ คยี งกนั โดยถอื เกณฑด์ งั ตอ่ ไปน้ี (1) ใหร้ วม อ�ำเภอตา่ ง ๆ เปน็ เขตเลอื กตงั้ โดยค�ำนงึ ถงึ พน้ื ทที่ ต่ี ดิ ตอ่ ใกลช้ ดิ กนั ความสะดวกในการคมนาคมระหวา่ งกนั และ การเคยอยู่ในเขตเลือกต้ังเดียวกัน ถ้าการรวมอ�ำเภอในลักษณะนี้จะท�ำให้มีจ�ำนวนราษฎรมากหรือน้อยเกินไป ให้แยกต�ำบลของอ�ำเภอออกเพื่อให้ได้จ�ำนวนราษฎรพอเพียงส�ำหรับการเป็นเขตเลือกต้ัง แต่จะแยกหรือ รวมเฉพาะเพยี งบางสว่ นของต�ำบลไมไ่ ด้ (2) ในกรณที ก่ี ารก�ำหนดพน้ื ทตี่ ามเกณฑใ์ น (1) จะท�ำใหจ้ �ำนวนราษฎร ในแต่ละเขตเลือกต้ังมีจ�ำนวนไม่ใกล้เคียงกันหรือไม่มีสภาพเป็นชุมชนเดียวกัน ให้ด�ำเนินการแบ่งเขตเลือกตั้ง ตามสภาพของชุมชนที่ราษฎรมีการติดต่อกันเป็นประจ�ำในลักษณะท่ีเป็นชุมชนเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน และสามารถเดินทางติดต่อกันได้โดยสะดวก โดยจะต้องท�ำให้จ�ำนวนราษฎรมีจ�ำนวนใกล้เคียงกันมากที่สุด (3) เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองและประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาเก่ียวกับ การแบ่งเขตเลอื กตงั้ มาตรา 31 กล่าวถึงผู้มีสิทธิเลือกต้ังว่าจะต้องเป็นบุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ (1) มีสัญชาติไทย หากเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี (2) มีอายุ ไม่ต่�ำกว่าสิบแปดปีในวันเลือกตั้ง (3) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกต้ังมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า เก้าสิบวันนับถึงวันเลือกต้ัง ส่วนมาตรา 32 ได้ระบุถึงบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกต้ัง ได้แก่
41 (1) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช (2) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกต้ังไม่ว่าคดีนั้นจะถึงท่ีสุด แล้วหรือไม่ (3) ตอ้ งคมุ ขังอยโู่ ดยหมายของศาลหรอื โดยค�ำสั่งทชี่ อบดว้ ยกฎหมาย (4) วิกลจรติ หรอื จิตฟน่ั เฟือน ไม่สมประกอบ มาตรา 41 กล่าวถึงคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกต้ังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุไว้ ดงั น้ี (1) มสี ญั ชาตไิ ทยโดยการเกดิ (2) มอี ายไุ มต่ ำ่� กวา่ ยสี่ บิ หา้ ปนี บั ถงึ วนั เลอื กตง้ั (3) เปน็ สมาชกิ พรรคการเมอื ง ใดพรรคการเมืองหน่ึงแต่เพียงพรรคการเมืองเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกต้ังทั่วไปเพราะเหตุยุบสภา ระยะเวลาเก้าสิบวันดังกล่าวให้ลดลงเหลือสามสิบวัน (4) ผูส้ มคั รแบบแบง่ เขตเลือกตง้ั ต้องมลี ักษณะอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ดงั ต่อไปน้ีด้วย (ก) มีช่ืออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดท่ีสมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ห้าปนี ับถึงวันสมัครรับเลือกตงั้ (ข) เป็นบคุ คลซงึ่ เกดิ ในจังหวัดทีส่ มัครรบั เลอื กตัง้ (ค) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ต้ังอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ห้าปีการศึกษา (ง) เคยรับราชการหรือปฏิบัติหน้าท่ีในหน่วยงานของรัฐ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัด ท่ีสมคั รรบั เลือกตัง้ แล้วแต่กรณี เปน็ เวลาตดิ ตอ่ กนั ไม่น้อยกว่าห้าปี มาตรา 62 การก�ำหนดจ�ำนวนเงินค่าใช้จ่ายของผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแต่ละคน และค่าใช้จ่าย ของพรรคการเมืองโดยคณะกรรมการการเลือกต้ังต้องหารือกับหัวหน้าพรรคการเมือง และให้มีการทบทวน การก�ำหนดจ�ำนวนเงินดังกล่าวให้สอดคล้องกับความจ�ำเป็นและสภาวะทางเศรษฐกิจอย่างน้อยทุกสี่ปี ส่วนใน มาตรา 63 หา้ มมใิ หผ้ สู้ มคั รหรอื พรรคการเมอื งใชจ้ า่ ยในการเลอื กตงั้ เกนิ จ�ำนวนคา่ ใชจ้ า่ ย โดยคา่ ใชจ้ า่ ยดงั กลา่ ว ให้รวมถึงบรรดาเงินหรือทรัพย์สินอ่ืนใดท่ีบุคคลใด ๆ จ่ายหรือรับว่าจะจ่ายแทน หรือน�ำมาให้ใช้โดยไม่คิด คา่ ตอบแทนเพ่อื ประโยชนใ์ นการหาเสียงเลอื กต้ังโดยผสู้ มคั รหรือพรรคการเมืองน้ันยนิ ยอมหรอื ไม่คัดคา้ น มาตรา 125 วิธีการนับคะแนนของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตให้ผู้สมัคร ซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ส่วนในกรณีที่มีผู้ ได้รับคะแนนสูงสุดเท่ากันหลายคน ให้ใช้วิธีการจับสลาก ส่วนใน มาตรา 126 ระบุว่าเขตเลือกต้ังที่ไม่มีผู้สมัคร รายใดได้รับคะแนนเสียงมากกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกต้ังน้ัน ให้คณะกรรมการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ และไม่ให้น�ำคะแนนของผู้สมัครแต่ละคนท่ีได้รับจากการเลือกตั้ง ครัง้ กอ่ นไปใชใ้ นการค�ำนวณหาจ�ำนวนสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชอ่ื มาตรา 127 ในการเลอื กตง้ั ทวั่ ไป ใหค้ ณะกรรมการประกาศผลการเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกต้ังได้เม่ือตรวจสอบเบ้ืองต้นแล้วมีเหตุอันควรเช่ือว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและ เท่ียงธรรม และมีจ�ำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของเขตเลือกต้ังทั้งหมด โดยไม่ช้ากว่าหกสิบวันนับแต่
42 การศึกษาความเคล่ือนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี วันเลือกต้ัง และในมาตรา ๑๒๘ ในกรณที ี่มกี ารประกาศผลการเลอื กตง้ั ครบทุกเขตเลอื กตัง้ แล้ว การค�ำนวณหา จ�ำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองท่ีส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อจะพึง ไดร้ บั ให้ค�ำนวณตามวิธีการดงั ต่อไปน้ี โดยในกรณที ม่ี เี ศษให้ใช้ทศนยิ มส่ตี �ำแหนง่ (1) น�ำคะแนนรวมทั้งประเทศท่ีพรรคการเมืองทุกพรรคท่ีส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายช่ือได้รับจาก การเลือกตงั้ แบบแบ่งเขตเลือกตั้งหารดว้ ยหา้ รอ้ ยอันเป็นจ�ำนวนสมาชกิ ทงั้ หมดของสภาผแู้ ทนราษฎร (2) น�ำผลลัพธ์ที่ได้ไปหารจ�ำนวนคะแนนรวมท้ังประเทศของพรรคการเมืองแต่ละพรรคท่ีได้รับจาก การเลอื กตงั้ แบบแบง่ เขตเลอื กตงั้ ทกุ เขต จ�ำนวนทไ่ี ดร้ บั ใหถ้ อื เปน็ จ�ำนวนสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรทพ่ี รรคการเมอื ง นน้ั จะพงึ มไี ด้เบื้องต้น จงึ ใหถ้ อื วา่ เปน็ จ�ำนวนสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรทีพ่ รรคการเมอื งนน้ั จะพงึ มีได้ (3) น�ำจ�ำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองจะพึงมีได้ตาม (2) ลบด้วยจ�ำนวนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลอื กตัง้ ทั้งหมดทพ่ี รรคการเมืองนัน้ ได้รบั เลือกต้ัง (4) ให้จัดสรรจ�ำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อท่ีพรรคการเมืองจะได้รับให้ครบ หน่ึงร้อยห้าสิบคน โดยจัดสรรให้พรรคการเมืองตามผลลัพธ์ตาม (3) เป็นจ�ำนวนเต็มก่อน หากยังไม่ครบ จ�ำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน ให้พรรคการเมืองท่ีมีเศษจากการค�ำนวณมากที่สุดได้รับการจัดสรรจ�ำนวนสมาชิก สภาผูแ้ ทนราษฎรแบบบญั ชีรายชอื่ เพม่ิ อกี หนึ่งคนตามล�ำดับจนครบจ�ำนวนหนง่ึ ร้อยห้าสบิ คน (5) ถ้าพรรคการเมืองใดมีผู้ได้รับเลือกต้ังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกต้ังเท่ากับ หรือสูงกว่าจ�ำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองน้ันจะพึงมีได้ตาม (2) ให้พรรคการเมืองน้ันมี สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรตามจ�ำนวนทไ่ี ดร้ บั จากการเลอื กตงั้ แบบแบง่ เขตเลอื กตงั้ และไมม่ สี ทิ ธไิ ดร้ บั การจดั สรร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบญั ชีรายชอ่ื และให้น�ำจ�ำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบญั ชีรายชื่อทั้งหมด ไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจ�ำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกต้ังต�่ำกว่าจ�ำนวนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (2) ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใด ดงั กล่าวมสี มาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจ�ำนวนท่ีจะพึงมีได้ (6) ถ้าจัดสรรแล้วปรากฏว่ายังจัดสรรจ�ำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายช่ือไม่ครบ หน่ึงร้อยห้าสิบคน ให้พรรคการเมืองที่มีเศษจากการค�ำนวณมากท่ีสุดได้รับการจัดสรรจ�ำนวนสมาชิก สภาผแู้ ทนราษฎรแบบบญั ชรี ายชอื่ เพมิ่ อกี หนง่ึ คนตามล�ำดบั จนครบจ�ำนวนหนง่ึ รอ้ ยหา้ สบิ คน กรณที เ่ี ศษทเี่ หลอื ของแต่ละพรรคการเมืองเท่ากันจนท�ำให้ไม่สามารถจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายช่ือได้ครบ จ�ำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน ให้น�ำค่าเฉล่ียคะแนนของแต่ละพรรคการเมืองต่อจ�ำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่ีพึงมีหน่ึงคนมาพิจารณา โดยหากพรรคการเมืองใดมีค่าเฉลี่ยคะแนนของพรรคการเมืองต่อจ�ำนวนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่พึงมีหน่ึงคนมากกว่าพรรคการเมืองอื่น ให้พรรคการเมืองน้ันมีสิทธิได้รับการจัดสรร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายช่ือเพ่ิมอีกหน่ึงคน และหากยังมีจ�ำนวนค่าเฉล่ียดังกล่าวเท่ากันอีก ให้ใชว้ ธิ จี ับสลาก
43 2.5 งานวจิ ยั ท่เี กี่ยวขอ้ ง ชวน เพชรแก้ว วิศาล ศรีมหาวโร ราตรี นันทสุคนธ์ พูลฉัตร วิชัยดิษฐ บรรเจิด เจริญเวช และ อรุณ หนูขาว (2558) ศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาความเคล่ือนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกต้ัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554 : จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบรรยากาศทางการเมือง และความเคลื่อนไหวทางการเมืองขององค์กร และกลุ่มทางการเมืองที่เก่ียวข้องกับการเลือกต้ังสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ศึกษาความเคล่ือนไหวและพฤติกรรมทางการเมืองผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร ศกึ ษาบทบาทของหนว่ ยงานภาครฐั บรษิ ทั เอกชน องคก์ ารสาธารณะ และองคก์ รอน่ื ๆ ทเี่ ขา้ มามบี ทบาท เกย่ี วขอ้ งกบั การเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร ศกึ ษาแบบแผนพฤตกิ รรมทางการเมอื งของประชาชนและกลมุ่ การเมอื งในสว่ นทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั การเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรในพน้ื ท่ี และเพอื่ น�ำเสนอแนวทางการพฒั นา ปรับปรุงกระบวนการการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นกระบวนการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย ของประเทศใหม้ คี วามเขม้ แขง็ และยงั่ ยนื โดยใชก้ ารศกึ ษาวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพทใี่ ชว้ ธิ กี ารศกึ ษาเอกสาร วธิ กี ารสงั เกต และสัมภาษณ์เชิงลึกในการเก็บข้อมูลภาคสนามแล้วน�ำข้อมูลท้ังหมดมาประมวลและน�ำเสนอด้วยวิธีพรรณนา วเิ คราะห์ การวจิ ยั ครง้ั นแี้ บง่ ออกเปน็ 4 ชว่ งเวลา คอื กอ่ นการเลอื กตงั้ ขณะเลอื กตง้ั หลงั การเลอื กตง้ั และการวนิ จิ ฉยั และคัดค้านการเลือกตั้ง ผลการวิจัยมีดังนี้ 1) ความเคล่ือนไหวก่อนการเลือกต้ังพบว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีผลู้ งสมัครรบั เลือกตง้ั จ�ำนวนทัง้ หมด 40 คน และแต่ละเขตมผี ูล้ งสมคั รรับเลือกต้งั โดยเขต 1 มีจ�ำนวน 8 คน เขต 2 มจี �ำนวน 5 คน เขต 3 มีจ�ำนวน 8 คน เขต 4 มีจ�ำนวน 6 คน เขต 5 มีจ�ำนวน 7 คน และเขต 6 มจี �ำนวน 6 คน พบวิธีการหาเสียง 4 วิธี ได้แก่ วิธีการติดป้ายหาเสียง การใช้รถยนต์ติดตั้งเครื่องขยายเสียงและป้าย ผู้สมัคร การเดินหาเสียงด้วยตัวผู้ตัวสมัคร และญาติพี่น้องและผู้เกี่ยวข้องเดินแจกแผ่นพับหรือเอกสารหาเสียง ผู้สนบั สนนุ หรอื หวั คะแนนส่วนใหญ่เป็นผนู้ �ำทอ้ งถิน่ ผ้นู �ำชมุ ชนและผู้มอี ทิ ธิพล รวมทงั้ ญาติพ่ีนอ้ ง บทบาทของ คณะกรรมการการเลอื กตง้ั ทงั้ คณะกรรมการการเลอื กตงั้ ประจ�ำจงั หวดั และคณะกรรมการการเลอื กตงั้ ประจ�ำเขต ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายก�ำหนด ได้แก่ การท�ำเอกสารประชาสัมพันธ์ สปอตวิทยุ ติดประกาศรายชื่อของ ผสู้ มคั รและผมู้ สี ทิ ธเิ ลอื กตงั้ จดั เวทกี ลางเพอื่ ใหพ้ รรคปราศรยั หาเสยี ง เปน็ ตน้ ขา้ ราชการสว่ นใหญว่ างตวั เปน็ กลาง ไม่มีความเคล่ือนไหวของกลุ่มองค์กรที่ชัดเจน สื่อมวลชนระดับชาติมีบทบาทมากกว่าส่ือมวลชนระดับท้องถ่ิน ในการประชาสมั พนั ธก์ ารเลอื กตง้ั สอ่ื รปู แบบอนื่ ๆ ทใี่ ชม้ ากคอื สอ่ื ออนไลน์ และไมพ่ บความเคลอ่ื นไหวทางการเงนิ ท่ีชัดเจน 2) ความเคลื่อนไหวขณะเลือกต้ัง พบว่า ด้านการบริหารจัดการเลือกตั้ง ส�ำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งประจ�ำจังหวัด ได้มีการจัดประชุมครูโครงการเรียนรู้ประชาธิปไตย การประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง การประชมุ คณะกรรมการการเลอื กตงั้ ประจ�ำเขต และการรบั สมคั รผสู้ มคั รรบั เลอื กตง้ั สว่ นการเลอื กตงั้ ลว่ งหนา้ และในวันเลือกตั้ง พบว่าเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผู้มีสิทธิเลือกต้ังส่วนใหญ่ต่างทยอยมาใช้สิทธิในช่วงเช้า 3) ความเคล่ือนไหวหลังการเลือกต้ัง พบว่า มีผู้มาใช้สิทธิจ�ำนวน 537,002 คน คิดเป็นร้อยละ 74.55 บัตรเสีย 28,471 คน คิดเป็นร้อยละ 5.30 ไม่ประสงค์ลงคะแนน 30,973 คน คิดเป็นร้อยละ 5.77 ผู้ได้รับการเลือกต้ัง ทง้ั 6 เขต เปน็ ผสู้ มคั รพรรคประชาธปิ ตั ยท์ ง้ั หมด 4) การวนิ จิ ฉยั และคดั คา้ นการเลอื กตงั้ พบวา่ จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี ไม่ปรากฏการร้องเรียนใด ๆ เก่ียวกับการเลือกต้ัง จากผลการวิจัยคร้ังนี้ได้แนวทางการพัฒนาปรับปรุง คือ
44 การศึกษาความเคล่ือนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่าควรพัฒนาความเคล่ือนไหวทางการเมืองของประชาชนเพื่อก�ำหนดนโยบายต่าง ๆ ไมใ่ ชก่ ารเมืองเปน็ การเลอื กตัง้ เพยี งอย่างเดยี ว ควรให้ประชาชนมสี ่วนร่วมทกุ ขนั้ ตอน ควรพฒั นาการเมืองภาค ประชาชนใหม้ คี วามเขม้ แขง็ ใหม้ บี ทบาทในการควบคมุ ก�ำกบั และตรวจสอบระบบการเมอื งได้ ส�ำหรบั ขอ้ เสนอ แนะเพอ่ื การจดั การเลอื กตง้ั คณะกรรมการการเลอื กตง้ั ประจ�ำจงั หวดั ตอ้ งประสานงานและซกั ซอ้ มกบั หนว่ ยงาน ท่ีเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันข้อผิดพลาด การจัดสถานที่ควรมีความเหมาะสมโดยเฉพาะสถานท่ีจอดรถ ควรใชร้ ะบบการลงทะเบยี นในการเลอื กตงั้ ลว่ งหนา้ ตอ่ ครง้ั และจดั อบรมเจา้ หนา้ ทใ่ี หเ้ ขา้ ใจระเบยี บวธิ กี ารเลอื กตง้ั เพอื่ การแกไ้ ขปญั หาการเลือกตงั้ ทอี่ าจจะมีข้ึนใหถ้ กู ต้องและรวดเร็ว รจุ นจ์ าลกั ษณร์ ายา คณานรุ กั ษ์ (2553) ศกึ ษาวจิ ยั เรอื่ งนกั การเมอื งถน่ิ จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี มวี ตั ถปุ ระสงค์ คอื 1) เพอ่ื ทราบถงึ เครอื ขา่ ยและความสมั พนั ธข์ องนกั การเมอื งถน่ิ จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี 2) เพอื่ ทราบบทบาทและ ความสัมพันธ์ของนักการเมืองถ่ินจังหวัดสุราษฎร์ธานีกับพรรคการเมือง 3) เพื่อทราบถึงกลวิธีการหาเสียงของ นกั การเมอื งถนิ่ จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี 4) เพอ่ื ทราบประวตั แิ ละผลงานของของนกั การเมอื งถน่ิ จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี โดยใช้การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพทางสังคมศาสตร์ เคร่ืองมือส�ำคัญท่ีใช้ในการวิจัย คือการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และเอกสารงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์นักการเมืองถิ่น ตลอดจนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง ถน่ิ และประชาชนทว่ั ไปในจงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านใี นประเดน็ ทเ่ี กยี่ วกบั นกั การเมอื งถน่ิ ในดา้ นภมู หิ ลงั เครอื ขา่ ยและ ความสัมพันธ์ กลวิธีการหาเสียง และพรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกต้ังในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผลการศึกษา พบว่า นักการเมืองถ่ินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนใหญ่มีภูมิหลังมาจากการเป็นนักการเมืองท้องถิ่นของพรรค ประชาธิปัตย์ ซ่ึงเป็นพรรคเก่าแก่ มีการจัดตั้งมานาน และมีความชัดเจนทางการเมือง นักการเมืองถ่ินจังหวัด สุราษฎร์ธานีมีพรรคพวก มีบริวาร เป็นตัวแทนของประชาชนเมื่อประชาชนเดือดร้อน ในด้านเครือข่าย และ ความสัมพันธ์ นักการเมืองถิ่นจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีเครือข่ายความสัมพันธ์ในลักษณะทายาททางการเมือง เครอื ญาติ หรอื บคุ คลทใ่ี กลช้ ดิ กบั พรรคประชาธปิ ตั ย์ นกั การเมอื งถน่ิ สรุ าษฎรธ์ านมี เี ครอื ขา่ ยกระจายอยทู่ กุ พน้ื ท่ี มีการจัดตั้งหัวคะแนน มีตัวแทนท�ำงานในพ้ืนที่ มีเครือข่ายท่ีเข้มแข็ง มีฐานคะแนนเสียงค่อนข้างม่ันคง ในด้าน กลวิธีการหาเสียง นักการเมืองถิ่นจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีกลวิธีการหาเสียงเหมือน ๆ กัน คือ การลงพื้นท่ีพบปะ ประชาชนดว้ ยตนเองทง้ั ในชว่ งทมี่ แี ละไมม่ กี ารเลอื กตงั้ การขยนั ลงพน้ื ที่ การไปรว่ มกจิ กรรม งานบญุ ประเพณตี า่ ง ๆ การรว่ มกจิ กรรมทางสงั คม การปราศรยั ใหญ่เพอื่ แถลงนโยบายของพรรคในส่วนกลางของจงั หวดั ประชาชนใน พน้ื ทจ่ี งั หวดั สรุ าษฎรธ์ านจี งึ มคี วามผกู พนั อยกู่ บั พรรคประชาธปิ ตั ยม์ าทกุ ยคุ ทกุ สมยั บคุ คลทจี่ ะเปน็ นกั การเมอื ง ถ่ินจงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านีตอ้ งเป็นตวั แทนพรรคประชาธปิ ตั ย์ซึง่ จะหมายถงึ การเปน็ ตัวแทนประชาชนด้วย (พรรค เลือกคน ประชาชนเลือกพรรค) นักการเมืองถ่ินจังหวัดสุราษฎร์ธานีเมื่อย้ายออกจากพรรคประชาธิปัตย์ไปอยู่ พรรคอนื่ จะไมไ่ ดร้ บั การเลอื กตง้ั แตพ่ อยา้ ยกลบั มาอยทู่ พี่ รรคกจ็ ะไดร้ บั การเลอื กตงั้ เชน่ เดมิ พรรคประชาธปิ ตั ย์ ได้รับความไว้วางใจและความเชื่อถือจากประชาชนในพ้ืนท่ีจังหวัดสุราษฎร์ธานี หรืออาจกล่าวได้ว่าประชาชน ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีความผูกพันกับนักการเมืองถิ่นผ่านทางพรรคมากกว่าตัวบุคคล พรรคประชาธิปัตย์ จงึ ครองทนี่ งั่ ของนักการเมอื งถ่ินจังหวัดสุราษฎรธ์ านีมาตลอดระยะเวลายาวนานหลายสมยั
45
46 การศึกษาความเคล่ือนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี บทที่ 3 ข้อมลู การเลอื กตั้งใน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
47 3.1 การเปรยี บเทยี บขอ้ มลู การเปลยี่ นแปลงเขตพื้นที่ เลือกต้ังเมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2554 กับ วันอาทิตย์ท่ี 24 มีนาคม 2562 เขต การเลือกตัง้ การเลอื กตัง้ การ ท่ี 3 กรกฎาคม 2554 24 มีนาคม 2562 เปลย่ี นแปลง 1 อ�ำเภอเมืองสุราษฎรธ์ านี อ�ำเภอเมอื งสรุ าษฎรธ์ านี เขตเลอื กต้งั × 2 อ�ำเภอกาญจนดิษฐ์ (ยกเว้น ต�ำบลคลองสระ, อ�ำเภอกาญจนดิษฐ์ (ยกเว้น ต�ำบลคลองสระ, × ปา่ รอ่ น, ชา้ งซา้ ย, ชา้ งขวา, ทงุ่ รงั ) อ�ำเภอดอนสกั ปา่ รอ่ น, ชา้ งซา้ ย, ชา้ งขวา, ทงุ่ รงั ) อ�ำเภอดอนสกั × อ�ำเภอเกาะพะงนั อ�ำเภอเกาะสมยุ อ�ำเภอเกาะพะงนั อ�ำเภอเกาะสมยุ × × 3 อ�ำเภอกาญจนดิษฐ์ (เฉพาะ ต�ำบลคลองสระ, อ�ำเภอกาญจนดิษฐ์ (เฉพาะ ต�ำบลคลองสระ, × ป่าร่อน, ช้างซ้าย, ช้างขวา, ทุ่งรัง) อ�ำเภอ ป่าร่อน, ช้างซ้าย, ช้างขวา, ทุ่งรัง) อ�ำเภอ บ้านนาสาร อ�ำเภอเวยี งสระ บ้านนาสาร อ�ำเภอเวยี งสระ 4 อ�ำเภอครี รี ฐั นคิ ม (ยกเวน้ ต�ำบลทา่ ขนอน, บา้ น อ�ำเภอคีรีรัฐนิคม (ยกเว้น ต�ำบลท่าขนอน, ยาง, น้�ำหัก) อ�ำเภอบ้านนาเดิม อ�ำเภอพุนพิน บา้ นยาง, นำ้� หกั ) อ�ำเภอบา้ นนาเดมิ อ�ำเภอพนุ พนิ อ�ำเภอเคยี นซา (ยกเว้นต�ำบลบา้ นเสดจ็ ) อ�ำเภอเคยี นซา (ยกเว้นต�ำบลบ้านเสด็จ) 5 อ�ำเภอชัยบุรี อ�ำเภอบ้านตาขุน อ�ำเภอพนม อ�ำเภอชัยบุรี อ�ำเภอบ้านตาขุน อ�ำเภอพนม อ�ำเภอพระแสง อ�ำเภอเคียนซา (เฉพาะต�ำบล อ�ำเภอพระแสง อ�ำเภอเคียนซา (เฉพาะต�ำบล บ้านเสดจ็ ) บ้านเสด็จ) 6 อ�ำเภอคีรีรัฐนิคม (เฉพาะ ต�ำบลท่าขนอน, อ�ำเภอคีรีรัฐนิคม (เฉพาะ ต�ำบลท่าขนอน, บ้านยาง, น�้ำหัก) อ�ำเภอท่าฉาง อ�ำเภอท่าชนะ บ้านยาง, น�้ำหัก) อ�ำเภอท่าฉาง อ�ำเภอท่าชนะ อ�ำเภอวิภาวดี อ�ำเภอไชยา อ�ำเภอวิภาวดี อ�ำเภอไชยา
48 การศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3.2 การเปรียบเทียบข้อมูลการเปลี่ยนแปลงจ�ำนวน ผมู้ สี ทิ ธเิ ลอื กตงั้ เมอื่ วนั อาทติ ยท์ ี่ 3 กรกฎาคม 2554 กบั วันอาทติ ยท์ ่ี 24 มนี าคม 2562 เขตท่ี จำ� นวนผ้มู ีสทิ ธิเลอื กตง้ั การเลอื กตง้ั การเลอื กตง้ั 3 กรกฎาคม 2554 24 มนี าคม 2562 1 อ�ำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี 119,932 2 อ�ำเภอกาญจนดิษฐ์ (ยกเว้น ต�ำบลคลองสระ, ป่าร่อน, 123,322 ชา้ งซา้ ย, ชา้ งขวา, ทงุ่ รงั ) อ�ำเภอดอนสกั อ�ำเภอเกาะพะงนั อ�ำเภอเกาะสมยุ 3 อ�ำเภอกาญจนดิษฐ์ (เฉพาะ ต�ำบลคลองสระ, ป่าร่อน, 121,878 ช้างซ้าย, ช้างขวา, ทุ่งรัง) อ�ำเภอบ้านนาสาร อ�ำเภอ เวียงสระ 803,478 4 อ�ำเภอคีรีรัฐนิคม (ยกเว้น ต�ำบลท่าขนอน, บ้านยาง, 121,733 นำ�้ หกั ) อ�ำเภอบา้ นนาเดมิ อ�ำเภอพนุ พนิ อ�ำเภอเคยี นซา (ยกเวน้ ต�ำบล บ้านเสดจ็ ) 5 อ�ำเภอชัยบุรี อ�ำเภอบ้านตาขุน อ�ำเภอพนม อ�ำเภอ 112,656 พระแสง อ�ำเภอเคียนซา (เฉพาะต�ำบล บ้านเสดจ็ ) 6 อ�ำเภอครี รี ฐั นคิ ม (เฉพาะ ต�ำบลทา่ ขนอน, บา้ นยาง, นำ้� หกั ) 120,808 อ�ำเภอทา่ ฉาง อ�ำเภอทา่ ชนะ อ�ำเภอวภิ าวดี อ�ำเภอไชยา
49 3.3 การเปรียบเทียบข้อมูลการเปลี่ยนแปลงจ�ำนวน ผู้ไปใช้สิทธิเลือกต้ังเมื่อวันอาทิตย์ท่ี 3 กรกฎาคม 2554 กบั วนั อาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562 เขตท่ี จำ� นวนผไู้ ปใช้สิทธิเลอื กตั้ง การเลือกตงั้ การเลอื กต้ัง 3 กรกฎาคม 2554 24 มนี าคม 2562 1 อ�ำเภอเมืองสรุ าษฎร์ธานี 82,408 2 อ�ำเภอกาญจนดิษฐ์ (ยกเว้น ต�ำบลคลองสระ, ป่าร่อน, 87,367 ชา้ งซา้ ย, ชา้ งขวา, ทงุ่ รงั ) อ�ำเภอดอนสกั อ�ำเภอเกาะพะงนั อ�ำเภอเกาะสมยุ 3 อ�ำเภอกาญจนดิษฐ์ (เฉพาะต�ำบลคลองสระ, ป่าร่อน, 91,507 ช้างซ้าย, ช้างขวา, ทุ่งรัง) อ�ำเภอบ้านนาสาร อ�ำเภอ เวยี งสระ 4 อ�ำเภอคีรีรัฐนิคม (ยกเว้น ต�ำบลท่าขนอน, บ้านยาง, 94,340 586,936 นำ�้ หกั ) อ�ำเภอบา้ นนาเดมิ อ�ำเภอพนุ พนิ อ�ำเภอเคยี นซา (ยกเว้นต�ำบลบ้านเสดจ็ ) 5 อ�ำเภอชยั บรุ ี อ�ำเภอบา้ นตาขนุ อ�ำเภอพนม อ�ำเภอพระแสง 88,383 อ�ำเภอเคยี นซา (เฉพาะต�ำบล บ้านเสดจ็ ) 6 อ�ำเภอครี รี ฐั นคิ ม (เฉพาะต�ำบลทา่ ขนอน, บา้ นยาง, นำ้� หกั ) 92,997 อ�ำเภอทา่ ฉาง อ�ำเภอทา่ ชนะ อ�ำเภอวภิ าวดี อ�ำเภอไชยา
50 การศึกษาความเคล่ือนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3.4 การเปรยี บเทยี บขอ้ มลู ผทู้ เ่ี คยไดร้ บั การเลอื กตง้ั เมอ่ื วนั อาทติ ยท์ ่ี 3 กรกฎาคม 2554 กบั การลงสมคั ร รับเลือกตง้ั ในวันอาทิตย์ท่ี 24 มีนาคม 2562 เขต การเลอื กตงั้ 3 กรกฎาคม 2554 การเลือกต้งั 24 มนี าคม 2562 ท่ี ชื่อ-นามสกุล พรรคการเมือง ชือ่ -นามสกุล พรรคการเมอื ง 1 1. นายธานี เทอื กสุบรรณ ประชาธิปัตย์ 1. นายธานี เทอื กสบุ รรณ รวมพลงั ประชาชาตไิ ทย 2- - - - 3 1. นายสมพล ขุนทอง รักษ์สนั ติ 1. นายสมพล ขุนทอง ภูมใิ จไทย 4 1. นายชัยชนะ สงฤทธิ์ ชาติพัฒนาเพื่อ 1. นายชัยชนะ จิตราภิรมย์ เพ่อื ชาติ แผน่ ดนิ สงฤทธิ์ (ถูกตดั สทิ ธิ) 2. นายเชน เทือกสุบรรณ ประชาธิปตั ย์ 2. นายเชน เทือกสบุ รรณ รวมพลงั ประชาชาตไิ ทย 5 1. นายสินติ ย์ เลิศไกร ประชาธปิ ัตย์ 1. นายสินิตย์ เลิศไกร ประชาธปิ ัตย์ 6 1. นายธรี ภัทร พรง้ิ ศุลกะ ประชาธิปตั ย์ 1. นายธรี ภทั ร พริ้งศุลกะ ประชาธปิ ัตย์
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139