นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม วุฒิสภา ประกอบด้วยจำนวนสมาชิก 200 คน มาจาก การเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2543 ตาม บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 โดยใช้เกณฑ์จำนวนประชากรต่อสมาชิกหนึ่งคน ให้ คำนวณจากจำนวนประชากรทั้งประเทศตามหลักฐานทะเบียน ประชากรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ย ด้วยจำนวนสมาชิกวุฒิสภาสองร้อยคน มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี ส่วนจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีให้นำ จำนวนประชากรต่อสมาชิกวุฒิสภาหนึ่งคนมาเฉลี่ยจำนวน ราษฎรในจังหวัดนั้น สภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 20 มีจำนวน 500 คนมาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ วันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2544 เป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน และมาจากการเลือกตั้งแบบการแบ่งเขต เลอื กตง้ั เขตละ 1 คน มจี ำนวน 400 คน ครบวาระเมอ่ื 5 มกราคม พ.ศ. 2548 ผลการเลือกตั้งในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2544 จังหวัด นครพนมแบง่ เขตพน้ื ทอ่ี อกเปน็ 5 เขต มสี มาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร จำนวน 5 คน ตามกฎหมายรัฐธรรมนญู พ.ศ. 2540 คือ เขต 1 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เขต 2 นายไพจิตร ศรีวรขาน เขต 3 นายมงคล บุพศิริ เขต 4 นายอรรถสิทธิ์ คันคาย ทรัพยสิทธิ์ เขต 5 นายศุภชัย โพธิ์สุ 84
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม การเลือกต้ังครั้งท่ี 21 รัฐสภาชุดนี้ประกอบด้วย สองสภาคือ วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรวุฒิสภามีจำนวน สมาชิก 200 คน มาจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2543 เป็นสมาชิกชุดเดียวกับชุดที่ 29 เนื่องจากยังไม่ครบวาระสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง ทั่วไปครั้งที่ 21 มีจำนวนสมาชิก 500 คน มาจากการเลือกตั้ง ทั่วไปเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 เป็นสมาชิก ซึ่งมาจาก การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวน 100 คนและสมาชิก ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 400 คน จาก 400 เขต ผลการเลือกตั้งในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 จังหวัด นครพนมแบง่ เขตพน้ื ทอ่ี อกเปน็ 5 เขต มสี มาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร จำนวน 5 คน ตามกฎหมายรัฐธรรมนญู พ.ศ. 2540 คือ เขต 1 นายชวลิต วิชยสุทธิ์ เขต 2 นายไพจิตร ศรีวรขาน เขต 3 นายแพทย์ประสงค์ บรู ณ์พงศ์ เขต 4 นายอรรถสิทธิ์ คันคาย ทรัพยสิทธิ์ เขต 5 นายศุภชัย โพธิ์สุ การเลือกตั้งคร้ังที่ 22 รัฐสภาชุดนี้ประกอบด้วย สองสภา คือ วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภายังคงอยู่ ตอ่ ไปเนอ่ื งจากยงั ไมค่ รบวาระ สภาผแู้ ทนราษฎร ตอ้ งเลอื กตง้ั ใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ครั้งที่ 22 เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 เนื่องจากมีสื่อมวลชนและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย (พลตรีจำลอง ศรีเมือง และนายสนธิ ลิ้มทองกุล 85
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม เป็นแกนนำ) ได้กล่าวหานายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่าซุกหุ้นภาคสอง เนื่องจากการขายหุ้นบริษัทแอมเพิลริช ในเครือชินคอร์ปให้ บริษัทเทมาเส็คของสิงคโปร์ เป็นเงิน 73,000 ล้านบาท โดยไม่เสียภาษี ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องยุบ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 เมษายน 2549 ผลการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 จังหวัด นครพนมแบง่ เขตพน้ื ทอ่ี อกเปน็ 5 เขต มสี มาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร จำนวน 5 คน ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 คือ เขต 1 นายชวลิต วิชยสุทธิ์ เขต 2 นายไพจิตร ศรีวรขาน เขต 3 นายแพทย์ประสงค์ บรู ณ์พงศ์ เขต 4 นายอรรถสิทธิ์ คันคาย ทรัพยสิทธิ์ เขต 5 นายศุภชัย โพธิ์สุ สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เนื่องจากรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดย คณะปฏิรูปการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) การเลือกตั้งครั้งที่ 23 จากเหตุการณ์การทำรัฐประหาร ของกลมุ่ คณะปฏริ ปู การเมอื งการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 นำโดยพลเอกสนธิ บุญรัตกลิน ซึ่งได้ ดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 และได้ดำเนินการ ทำประชามติจากประชาชนทั่วไปเทศ ผลคือประชาชนส่วนใหญ่ มีมติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 ดังนั้นจึงได้ประกาศให้ 86
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ผลการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 จังหวัด นครพนมแบง่ เขตพน้ื ทอ่ี อกเปน็ 2 เขต มสี มาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร จำนวน 4 คน ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 คือ เขต 1 (1) นายแพทย์ประสงค์ บรู ณ์พงศ์ (2) นายศุภชัย โพธิ์สุ เขต 2 (1) นายไพจิตร ศรีวรขาน (2) นายแพทย์อลงกต มณีกาศ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครพนม ได้ประกาศให้ใบแดง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 คือ นายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ จึงทำให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2552 ผู้ได้รับการเลือกตั้งซ่อม คือ นายสุริยา พรหมดี จากพรรคเพื่อไทย ตารางที่ 4 แสดงสถิติจำนวนประชาชนผู้มีสิทธิและผู้มาใช้สิทธิ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดนครพนม ตั้งแต่ พ.ศ. 2476 – พ.ศ. 2552 ครั้งที ่ วัน เดือน ปี ผูม้ สี ทิ ธิ ์ ผู้ใช้สิทธ ์ิ ร้อยละ 1 15 พฤศจิกายน 2476 69,453 27,562 39.68 2 7 พฤศจิกายน 2480 112,027 44,300 39.54 3 12 พฤศจิกายน2481 114,662 46,706 39.86 4 6 มกราคม 2489 114,741 45,509 39.66 5 29 มกราคม 2491 123,403 53,579 40.16 87
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม ครั้งท ่ี วนั เดอื น ปี ผมู้ ีสิทธิ์ ผใู้ ชส้ ทิ ธ์ ิ ร้อยละ 6 29 กุมภาพันธ์ 2495 136,336 86,345 63.46 80.35 7 26 กุมภาพันธ์ 2500 171,987 138,200 64.98 63.40 8 15 ธันวาคม 2500 171,081 111,176 60.22 63.53 9 10 กุมภาพันธ์ 2512 244,995 155,343 - 10 26 มกราคม 2518 306,370 184,502 70.97 76.63 11 4 เมษายน 2519 297,055 188,723 83.74 70.92 12 22 เมษายน 2522 - - 75.56 70.84 13 18 เมษายน 2526 238,575 169,324 65.72 68.90 14 27 กรกฎาคม 2529 253,474 194,233 63.88 61.66 15 24 กรกฎาคม 2531 253,129 211,982 67.63 16 22 มีนาคม 2535 317,544 225,218 17 13 กันยายน 2535 297,470 224,768 18 2 กรกฎาคม 2538 376,590 266,773 19 17 พฤศจิกายน 2539 407,768 267,994 20 6 มกราคม 2544 475,231 327,659 21 6 กุมภาพันธ์ 2548 489,555 312,711 22 2 เมษายน 2549 492,326 303,558 23 23 ธันวาคม 2550 485,415 328,268 ท่ีมา : สำนักงานคณะกรรมการการเลือกประจำจังหวัดนครพนม 88
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม พฤติกรรมทางการเมืองของนักการเมืองถ่ินจังหวัด นครพนม 1. นาวาโทพระศรการวิจิตร (นายช้อย ชลทรัพย์) ได้รับการเลือกตั้งในช่วงเวลา 15 พฤศจิกายน 2476 - 6 ธันวาคม 2480 ที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข และจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นเป็น ครั้งแรก จังหวัดนครพนมสามารถมีผู้แทนได้ 1 คน ตามที่ทาง การกำหนด และเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ประชาชนผู้มีสิทธิ จำนวน 69,453 คน และประชาชน มาใชส้ ทิ ธิ จำนวน 27,562 คน คิดเป็นร้อยละ 39.68 ของจำนวนประชากรผู้มีสิทธิ นาวาโท พระศรการวิจิตร ได้รับการเลือกตั้ง ซึ่งเดิมท่านเป็น ข้าหลวงเก่าจากเมืองหลวง ที่ลาออกมาพำนักอยู่ที่จังหวัด นครพนม ตามนโยบายของรัฐที่มีการลดจำนวนข้าราชการลง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระจากวิกฤตการณ์ของประเทศ และได้ลง สมัครเป็นผู้แทนจังหวัดนครพนม พระศรการวิจิตร เป็นผู้แทนสมัยแรก นานถึง 4 ปี 25 วัน โดยไม่สังกัดพรรคการเมือง กล่าวได้ว่าบทบาทในการพัฒนา จังหวัดนครพนมของพระศรการวิจิตรมีไม่มากนัก เนื่องจากใน ช่วงเวลานั้นอำนาจหน้าที่อยู่ในส่วน ส.ส. ประเภทที่ 2 ซึ่งมา จากการแต่งตั้งของคณะราษฎร โดย ส.ส. ชุดนี้อยู่ในตำแหน่ง จนครบวาระ 4 ปี และได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งโดยตรง 89
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม 2. นายสงวน จันทรสาขา เป็นชาวอำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม ประกอบ อาชีพผู้อำนวยการกองสลาก (เป็นน้องชายต่างมารดาจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และเป็นพี่ชายผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม นายสง่า จันทรสาขา) ได้รับการเลือกตั้ง 2 สมัย คือ สมัยที่ 1 เป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 7 ในระดับประเทศ โดยจังหวัด นครพนมมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ 3 คน นายสงวน จันทรสาขา ได้รับการเลือกตั้งลำดับที่ 1 จากจำนวนผู้ลงสมัคร ทั้งสิ้น 14 คน ด้วยคะแนน 79,079 คะแนน สังกัดพรรค เสรีมนังคศิลา (ตำแหน่งเลขาธิการพรรค) ในช่วงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 – 15 กันยายน พ.ศ. 2500 และสมัยที่ 2 เป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 8 ในระดับประเทศ จังหวัด นครพนมสามารถมีผู้แทน ได้ทั้งหมด 3 คน นายสงวน จันทร- สาขา ได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 1 จำนวนผู้สมัคร 11 คน ด้วยคะแนน 54,020 สังกัดพรรคสหภูมิช่วงเวลาวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2500 – 19 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ช่วงเวลานี้มีการเลือกตั้งทางตรง นายสวน จันทรสาขา ได้ใช้วิธีการหาเสียงโดยได้รับอิทธิพลจาก ความเป็นน้องชาย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่กำลังมีอำนาจระดับชาติ และเป็น พี่ชายผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม การหาเสียงจึงไม่ยากนัก แต่ระยะพื้นที่จังหวัดนครพนม จากโซนเหนือ (อำเภอบ้านแพง) ถึงโซนใต้ (อำเภอดอนตาล) ใช้ระยะเวลานานมาก เดิมการ คมนาคมยังไม่สะดวกเหมือนในปัจจุบันนี้ การหาเสียงจึงต้องใช้ เรือในการติดต่อกับชาวบ้าน ค่ำไหนนอนนั่น การเดินทาง 90
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม ออกไปแต่ละครั้งใช้เวลาเป็นเดือน ๆ หรือบางพื้นที่ต้องอาศัย เรือกลไฟของประเทศฝรั่งเศสเทียบท่าที่อำเภอธาตุพนมลัดเลาะ ไปตามแม่น้ำโขง กลุ่มผู้แทนไปหาเสียงส่วนมากใช้กลวิธีคือ ฉายภาพยนตร์ โดยใช้ภาพยนตร์ที่กำลังได้รับความนิยมชื่น ชอบไปให้ชาวบ้านดู/ชม เพื่อเป็นการเรียกให้ชาวบ้านออกมาดู และเพื่อเป็นการสร้างความคุ้นเคยและเป็นการแนะนำตัวให้กับ ประชาชนได้ทราบในการเป็นตัวแทนของผู้สมัคร การหาเสียง ของนายสงวน จันทรสาขา ส่วนมากจะใช้เครือข่ายญาติ ๆ ที่กระจายตามพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดนครพนมเป็นฐาน เสียงในการประชาสัมพันธ์ บทบาททางการเมืองหลังจากที่ได้ รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายสงวน จันทรสาขา ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 3. นายสุข รอบรู้ เป็นชาวบ้านวัดท่าด่าน อำเภอมุกดาหาร จังหวัด นครพนม เป็นข้าราชการครูเก่า ตำแหน่งครูใหญ่ (เป็นพี่เขย ภรรยานายเฉิดศักดิ์ แสนวิเศษ) เขตพื้นที่อำเภอดงหลวง ได้รับ การเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม 2 สมัย คือ สมัยที่ 1 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 จังหวัดนครพนม มีจำนวน ส.ส. ได้ 3 คน นายสุข รอบรู้ ได้รับ การเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 2 จากจำนวนทั้งสิ้น 14 คน จากผู้ มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 138,200 คน ด้วยคะแนน 62,980 คะแนน และสมัยที่ 2 ในช่วง 15 ธันวาคม พ.ศ. 2500 จังหวัดนครพนม มีจำนวน ส.ส. ได้ 3 คน นายสุข รอบรู้ ได้ลำดับที่ 2 จาก ผู้สมัครทั้งสิ้น 11 คน ด้วยคะแนน 34,694 คะแนน จากผู้มาใช้ สิทธิ์ทั้งสิ้น จำนวน 111,176 คน 91
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม นายสุข รอบรู้ ใช้วิธีการหาเสียง จากการเป็นข้าราชการ คร ู ซึ่งครูมีโอกาสย้ายไปสอนตามโรงเรียนต่าง ๆ ในพื้นที่ จังหวัดนครพนม จึงทำให้ประชาชนในพื้นที่รู้จักนายสุข รอบรู้ พอสมควร ประกอบกับการเข้าพื้นที่หาเสียงโดยใช้กลยุทธ์ ในการไปสร้างสัมพันธไมตรีกับชาวบ้านให้เกิดความคุ้นเคย โดยใช้วิธีเคาะประตูบ้าน รับประทานอาหารร่วมกับชาวบ้าน พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากญาติพี่น้องในพื้นที่ช่วยกัน ประชาสัมพันธ์ การสมัครของนายสุข รอบรู้ อีกทางด้วย ประกอบกับความเกรงอกเกรงใจของประชาชนสำหรับ ข้าราชการครูที่เสมือนมีพระคุณต่อชาวบ้านเป็นอย่างมาก จึงทำให้การหาเสียงง่าย แต่ต้องใช้เวลามากในการลงพื้นที่เพื่อ การประชาสัมพันธ์ 4. นายไขแสง สุกใส เดิมเป็นคนจังหวัดอุบลราชธานี ญาติเป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี ประกอบอาชีพรับราชการ สรรพสามิต จังหวัดนครพนม ก่อนลาออกมาสมัครการเมือง ท้องถิ่น เป็นบุตรนายทับทิม สุกใส นายกเทศมนตรีจังหวัด นครพนม ก่อนได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายไขแสง สุกใส เป็นผู้มีบทบาทต่ออุดมการณ์ทางการเมือง ของประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครพนม และเขาหน้าจะได้แจ้ง เกิดบนเวทีการเมืองระดับชาติ หากว่าไม่มาเจอกับคู่ชิงยักษ์ ใหญ่อย่างนายสงวน จันทรสาขา เลขาธิการพรรคสหภูมิ และ เป็นน้องชายจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในสมัยนั้นที่กำลังมี อำนาจบังคับประเทศไทย เป็นผลให้นายไขแสง สุกใส ประสบ ปัญหากับมรสุมชีวิตต้องโทษคดีจากทางการด้วยข้อหากบฎ 92
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม เป็นคอมมิวนิสต์ สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่เมื่อได้ผ่าน พ้นเหตุการณ์เหล่านั้นแล้ว นายไขแสง สุกไส ยังได้เป็นผู้นำ การปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองในการบริหารงาน ของรฐั และมรี ว่ มในเหตกุ ารณต์ า่ ง ๆ เชน่ 6 ตลุ าคม 14 ตลุ าคม นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ เข้าร่วม ขบวนการเป็นเครือข่ายกลุ่มนักศึกษาและกลุ่มเรียกร้อง ประชาธิปไตย และด้วยบุคลิกส่วนตัวของนายไขแสง สุกใส ที่ค่อนข้างชอบแสดงอออกจึงให้เป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไป และ เมื่อลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครพนมได้รับการเลือกตั้งทั้งสิ้น 3 สมัย คือ สมัยที่ 1 ช่วง วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2512 - 16 พฤศจิกายน 2514 สมัคร ในนามพรรคประชาชน ซึ่งจังหวัดนครพนมแบ่งเขตพื้นที่การ เลือกตั้งออกเป็น 1 เขต มี ส.ส. ได้ทั้งหมด 4 คน นายไขแสง สุกใส ได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 4 จากจำนวนผู้สมัคร 25 คน มีผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 155,343 คน ด้วยคะแนน 26,097 คะแนน สมัยที่ 2 ช่วงวันที่ 26 มกราคม 2518 - 11 มกราคม 2519 จังหวัดนครพนมแบ่งเขตพื้นที่การเลือกตั้ง ออกเป็น 2 เขต มี ส.ส. ได้ทั้งหมด 5 คน นายไขแสง สุกใส ได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 1 จากจำนวนผู้สมัคร 30 คน มีผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 184,502 คน ด้วยคะแนน 24,045 คะแนน สมัยที่ 3 ช่วงวันที่ 27 กรกฎาคม 2529 - 28 เมษายน 2531 จังหวัดนครพนมแบ่งเขตพื้นที่การเลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มี ส.ส. ได้ทั้งหมด 4 คน นายไขแสง สุกใส ได้รับการเลือกตั้ง เป็นลำดับที่ 1 จากจำนวนผู้สมัคร 20 คน มีผู้มาใช้สิทธิ์ ทั้งสิ้น 194,233 คน ด้วยคะแนน 39,149 คะแนน 93
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม วิธีการหาเสียงจากหนังสือ ไขแสง สุกใส ลูกผู้ชาย หัวใจไม่ผูกเชือก แบบเรียนเบื้องต้นของนักการเมือง โดย วัฒน์ วรรลยางกูร ผู้เรียบเรียง (งาน ไขแสง สิ้นแสงไข อำลา อาลัยไขแสง) นายไขแสง สุกใส ใช้วิธีการหาเสียงและการ กล่าวปราศรัยซึ่ง ใช้วิธีการลงพื้นที่พบปะประชาชนด้วยการปั่น จักรยานตระเวนแนะนำตัวเองและประกาศอุดมการณ์ทาง การเมืองและอาศัยเวทีปราศรัยไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ในจังหวัด นครพนม ในการปราศรัยหาเสียงนายไขแสง สุกไส ก็ได้ ปราศรัยปลุกเร้าจิตใจของประชาชนให้เกิดความรักชาติเสียสละ เพื่อชาติ พิทักษ์ปกป้องเอกราชอธิปไตยและเป็นเจ้าของชาติ ร่วมกัน ซึ่งก็คือให้ร่วมกันต่อต้านเผด็จการและลัทธิล่าอาณา นิคมจักรวรรดินิยมอเมริกานั้นเอง เห็นได้จากคำปราศรัย บางตอนเช่น พี่น้องที่เคารพ เราทุกคนต่างก็เป็นคนไทย เกิดบน ผืนแผ่นดินไทยเดียวกัน จะต่างกันก็แต่ความเพี้ยนหรือแปร่ง ทางสำเนียงภาษาไปตามถิ่น แต่ทว่าบรรพบุรุษของเราได้ต่อสู้ ได้เอาเลือดทาแผ่นดินมาไม่รู้กี่ยุคกี่สมัย ไม่มีหรอกครับ คนที่มี เลือดไทย คนไหนจะเห็นชาติอื่นดีกว่าชาติตน ไม่มีแผ่นดินไหน จะให้ความร่มเย็นสำหรับคนไทย ทั้งยามเป็นและยามตาย เท่ากับแผ่นธรณีไทย ไม่มีอ้อมอกผู้ใดที่จะให้ความอบอุ่นเท่ากับ อ้อมอกบิดามารดาผู้เป็นเลือดไทยของเรา และไม่มีลมอากาศ ที่ไหนที่จะให้ความสดชื่นรื่นรมย์เท่ากับอากาศใต้ฟ้าเมืองไทย เมืองไทย แผ่นดินไทย เป็นที่พึ่งสุดท้ายที่พวกเราจะพิทักษ์รักษา ยิ่งกว่าชีวิต เพราะฉะนั้นรัฐบาลทุกรัฐบาล ไม่ต้องมาเรียกร้อง ความร่วมมือ ไม่ต้องเรียกร้องหาความเสียสละจากคนไทย คนไหนเลย เพราะว่าวิญญาณแห่งความรักชาติ วิญญาณแห่ง 94
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม การต่อสู้ วิญญาณแห่งการเสียสละมันฝังอยู่ในสายเลือดของ ไทยทุกคนอยู่แล้ว แต่ถ้าว่าเราจะร่วมกันรักชาติ ร่วมกันพิทักษ์ ชาติของเราให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็ต้องให้ทุกคนเป็น เจ้าของชาติ และชาติต้องเป็นของทุกคนนี่แหละคือคำขวัญ อันศักดิ์สิทธิ์ที่สุด (วัฒน์ วรรลยางกูร. 2543 ข : 127) นอกจากนี้การให้สัญญาต่อประชาชนในการจะเข้าไปทำ หน้าที่ ส.ส.ครั้งนี้ นายไขแสง สุกใส ก็ได้ยืนยันจะทำหน้าที่เป็น หูเป็นตาเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนและจะพิทักษ์ปกป้อง ผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญนายไขแสงให้สัญญา ต่อประชาชนว่า “พี่น้องที่เคารพ ไขแสงสุกใส ขอยืนยันอย่างหัว เด็ดตีนขาดจะทำหน้าที่เป็นหูเป็นตา เป็นปากเป็นเสียง จะทำ หน้าที่แทนพี่น้องทุกอย่าง ใครผู้ใดที่ทำลายผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ ไขแสงจะคัดค้าน ใครผู้ใดรักษาผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ ไขแสงจะสนับสนุน” (วัฒน์ วรรลยางกูร. 2543 ข : 126) พฤติกรรมการปราศรัยหาเสียงของนายไขแสง สุกใส แสดงออกให้เห็นว่ามีความตั้งใจที่จะเข้าไปทำงานทางการเมือง แทนประชาชนและอาสาจะนำความเจริญกลับสู่ท้องถิ่นอย่าง ทั่วถึงเห็นได้จากคำปราศรัยหาเสียงตอนแนะนำตัวเองช่วงหนึ่ง นายไขแสงกล่าวว่า “พี่น้อง ผมนี้ชื่อไขแสง นามสกุล สุกใส ไข แปลว่า เปิด แสง แปลว่า สว่าง สุกใส แปลว่า เจริญรุ่งเรือง บัดนี้ ไขแสง สุกใส จะนำความเจริญมาสู่พี่น้องทั้งหมด” (วัฒน์ วรรลยางกูร. 2543 ข : 125) และจากคำปราศรัย ยังสะท้อนให้เห็นพฤติกรรมที่นายไขแสงมีความตั้งใจจริงที่จะใช้ สภาผู้แทนราษฎรเป็นเวทีแก้ไขปัญหาให้กับประเทศและท้องถิ่น 95
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม อย่างจริงใจ ส่วนเนื้อหาของคำปราศรัยหาเสียงที่นายไขแสง สุกใส นำเสนอต่อประชาชนที่มาฟังการปราศรัยนั้น จะเน้นไปที่ การปลุกใจให้เกิดความรักชาติ สำนึกในความเป็นชาติ ปกป้อง เอกราชและอธิปไตยของชาติ เน้นให้รักและหวงแหนถิ่นฐาน บ้านเกิด และต่อต้านเผด็จการไม่ให้ใช้อำนาจป่าเถื่อนกดขี่ ข่มเหงประชาชน มากกว่าการชี้นำให้ประชาชนเลือกตัวเองให้ เข้าไปเป็นผู้แทน ซึ่งเห็นได้จากคำปราศรัยหาเสียงตอนหนึ่งไข แสงกล่าวว่า “พี่น้องที่เคารพ เราทุกคนต่างก็เป็นคนไทย เกิด บนผืนแผ่นดินไทยเดียวกัน จะต่างกันก็แต่ความเพี้ยนหรือแปร่ง ทางสำเนียงภาษาไปตามถิ่น แต่ทว่าบรรพบุรุษของเราได้ต่อสู้ ได้เอาเลือดทาแผ่นดินมาไม่รู้กี่ยุคกี่สมัย ไม่มีหรอกครับ คนที่มี เลือดไทย คนไหนจะเห็นชาติอื่นดีกว่าชาติตน ไม่มีแผ่นดินไหน จะให้ความร่มเย็นสำหรับคนไทย ทั้งยามเป็นและยามตาย เท่ากับแผ่นธรณีไทย ไมมีอ้อมอกผู้ใดที่จะให้ความอบอุ่นเท่ากับ อ้อมอกบิดามารดาผู้เป็นเลือดไทยของเรา และไม่มีลมอากาศ ที่ไหนที่จะให้ความสดชื่นรื่นรมย์เท่ากับอากาศใต้ฟ้าเมืองไทย เมืองไทย แผ่นดินไทย เป็นที่พึ่งสุดท้ายที่พวกเราจะพิทักษ์รักษา ยิ่งกว่าชีวิต เพราะฉะนั้นรัฐบาลทุกรัฐบาล ไม่ต้องมาเรียกร้อง ความร่วมมือ ไม่ต้องเรียกร้องให้ความเสียสละจากคนไทยคน ไหนเลย เพราะว่าวิญญาณแห่งความรักชาติ วิญญาณแห่งการ ต่อสู้ วิญญาณแห่งการเสียสละมันฝังอยู่ในสายเลือดของไทย ทุกคนอยู่แล้ว แต่ถ้าว่าเราจะร่วมกันรักชาติ ร่วมกันพิทักษ์ชาติ ของเราให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็ต้องให้ทุกคนเป็นเจ้าของ ชาติ และชาติต้องเป็นของทุกคนนี่แหละคือคำขวัญอันศักดิ์สิทธิ์ ที่สุด” (วัฒน์ วรรลยางกูร. 2543 ข : 127) 96
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม บทบาทการสนับสนุนของพรรคการเมืองในแต่ละครั้งที่ นายไขแสง สุกใสได้รับในการหาเสียงนั้นแตกต่างกันไป กลา่ วคอื ในสมยั ท่ี 1 นายไขแสง สกุ ใส ใชค้ วามเปน็ นกั อนรุ กั นยิ ม ตอ่ ตา้ นเผดจ็ การ ใชค้ วามเปน็ นกั เลงในตวั เองลงพน้ื ทด่ี ว้ ยตวั เอง และพรรคประชาชนในสมัยนั้นก็มีนายเลียง ไชยกาล เป็น หัวหน้าพรรค ซึ่งก็เป็นญาติของตนเองด้วย ส่วนในสมัยที่ 2 นั้นการลงสมัครได้เปลี่ยนแปลงไปนายไขแสง สุกใส สมัครใน นามพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย มีตำแหน่งรองหัวหน้า พรรคการันตีด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง ฉะนั้นบทบาทของพรรคใน การหาเสียงแต่ละครั้งของนายไขแสง สุกใสจึงเปลี่ยนแปลงไป ตามเวลาและตามสถานการณ์ ในสมัยที่ 3 นายไขแสง สุกใส ลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ การเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ของนายไขแสง สุกใส นั้นเนื่องจากมีหลายพรรคที่ชักชวนเข้า พรรคแต่นายไขแสง สุกใส ก็ไม่แสดงท่าอย่างไร แต่สุดท้าย ก็เข้าร่วมกับพรรคนี้เพราะมีนายวีระ มุสิกพงศ์ เป็นสมาชิก พรรคอยู่และเคยเข้าป่าร่วมกันด้วยจึงทำให้นายไขแสง สุกใส ตัดสินใจเข้าสังกัด 5. นายจำนง ศรีวรขาน เป็นคนจังหวัดนครพนม เป็นปลัดอำเภอก่อนลาออกลง สมัครรับเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2512 เป็น ส.ส. จังหวัดนครพนม 2 สมัย คือ สมัยที่ 1 ช่วงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 - 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 สมัครในนามอิสระ จังหวัดนครพนม แบ่งเขตพื้นที่การเลือกตั้งออกเป็น 1 เขต มี ส.ส. ได้ทั้งหมด 4 คน นายจำนง ศรีวรขาน ได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 1 97
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม จากจำนวนผู้สมัคร 25 คน มีผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 155,343 คน ด้วยคะแนน 44,265 คะแนน สมัยที่ 2 ช่วงวันที่ 4 เมษายน 2519 - 5 ตุลาคม 2519 จังหวัดนครพนมแบ่งเขตพื้นที่การ เลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มี ส.ส. ได้ทั้งหมด 5 คน นายจำนง ศรีวรขาน สมัครเขต 1 ได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 3 จาก จำนวนผู้สมัคร 25 คน มีผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 188,723 คน ด้วย คะแนน 24,546 คะแนน วิธีการหาเสียง นายจำนง ศรีวรขาน ใช้วิธีการหาเสียง โดยการอาศัยตำแหน่งหน้าที่ที่เคยเป็นข้าราชการเดิม ตำแหน่ง สุดท้าย คือ ปลัดอำเภอธาตุพนม และยังทำหน้าที่รับผิดชอบ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการท้องถิ่น ซึ่งประโยชน์จากการเป็นปลัด นี้ทำให้ประชาชน/พ่อค้า ที่จะขออนุญาตจัดตั้งโรงสี หรือ โรงงานต่าง ๆ มีส่วนช่วยในการหาเสียงโดยตนไม่ขอรับเป็นเงิน ในการดำเนินการอนุญาตจัดตั้ง แต่ขอให้ประชาชนในพื้นที่ ช่วยเลือกตนเองเป็นผู้แทนด้วยเป็นการตอบแทน การใช้วิธีนี้ ก็ได้ผลทำให้ประชาชนในพื้นที่บริเวณอำเภอปลาปาก อำเภอ เรณูนคร อำเภอธาตุพนม และอำเภอเมือง เป็นฐานเสียงอย่าง มากได้คะแนนจากประชาชนอย่างท่วมท้น และจากพื้นที่อำเภอ อื่น ๆ บ้างประปราย แต่รวมแล้วก็ได้คะแนนเป็นลำดับที่ 1 โดยที่ไม่ต้องใช้เงินแต่อาศัยจากการที่กลุ่มโรงงาน และนอกจาก นี้ยังอาศัยกลุ่มผู้นำชุมชนที่รู้จักนายจำนง ศรีวรขาน จากการ เป็นปลัดอำเภอ บทบาทของนายจำนง ศรีวรขาน ในการเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรนั้น ได้เสนอให้มีการก่อสร้างเส้นทางรถไฟ 98
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม ถึงจังหวัดนครพนม เชื่อมจากจังหวัดอุบลราชธานี แต่เมื่อ เสนอเข้าไปในสภาสมัยนั้นถูกระงับและเกิดการปฏิวัติก่อน (โดย จอมพลถนอม) จึงไม่มีโอกาสได้นำเสนอ ประกอบกับในช่วง นั้น ผู้แทนแต่ละจังหวัดต่างเขียนเสนองบประมาณในการ พัฒนาจังหวัดของตนเองไว้เป็นจำนวนมาก จึงทำให้ภาพรวม ของการเสนอของบประมาณนั้นมีจำนวนมากตามที่มีการตั้ง ข้อสังเกต 6. นายเฉลียว ดีวงศ์ เป็นข้าราชการครูเดิม เป็นคนอำเภอมุกดาหาร จังหวัด นครพนม เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม 2 สมัย คือ สมัยที่ 1 ในช่วง 26 มกราคม 2518 – 11 มกราคม 2519 สังกัดพรรคชาติประชาชน จังหวัดนครพนมแบ่งเขตพื้นที่การ เลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มี ส.ส. ได้ทั้งหมด 5 คน นายเฉลียว ดีวงศ์ ได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 2 จากจำนวนผู้สมัคร 30 คน มีผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 184,502 คน ด้วยคะแนน 19,132 คะแนน สมัยที่ 2 ในช่วง 22 เมษายน 2522 – 18 มีนาคม 2526 สังกัดพรรคกิจสังคม จังหวัดนครพนมแบ่งเขตพื้นที่การ เลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มี ส.ส. ได้ทั้งหมด 5 คน นายเฉลียว ดีวงศ์ สมัครเขต 1 ได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 3 จากจำนวน ผู้สมัคร 26 คน วิธีการหาเสียง นายเฉลียว ดีวงศ์ มาจากครอบครัว ที่ไม่ใช่สายเลือดนักการเมือง แต่ตนเองใช้วิธีการหาเสียงคือใช้ รถยนต์ประชาสัมพันธ์แนะนำตนเองไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดนครพนม พร้อมทั้งการฉายภาพยนตร์ ตามงาน 99
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม ประเพณีในพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดนครพนม กอปรกับ ตำแหน่งที่ตนเองเคยเป็นครูมาก่อนทำให้ชาวบ้านค่อนข้างจะ นิยมชมชื่นอยู่บ้างแล้ว บทบาทการสนับสนุนของพรรคในสมัย นั้นคือ ได้รับงบประมาณในการหาเสียง 300,000 บาท (ตาม รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2521เรื่องการใช้จ่ายเงินสำหรับการ เลือกตั้งของนักการเมือง) วิธีการหาเสียงช่วง ปี พ.ศ. 2522 เกิดปรากฏการณ์ใหม่ในวงการการเมือง คือเกิดโรคร้อยเอ็ด กล่าวคือ มีการเริ่มแจกจ่ายเงินในพื้นที่ของผู้สมัคร โดยเริ่มใช้ หัวคะแนนตามหมู่บ้านเป็นตัวประสานระหว่างชาวบ้านกับ ผู้สมัคร โดยหัวคะแนนจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ จากรายหัวของ ชาวบ้านในสมัยนั้น และชาวบ้านเริ่มรู้จักการรับเงินเกิดขึ้น 7. นายมงคล บุพศิริ เป็นข้าราชการครูเดิม เป็นคนอำเภอท่าอุเทน จังหวัด นครพนม ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2 สมยั คอื สมยั ท่ี 1 ในชว่ งวนั ท่ี 26 มกราคม 2518 - 11 มกราคม 2519 เป็นผู้สมัครอิสระ ในสมัยนี้จังหวัดนครพนมแบ่งเขต พื้นที่การเลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มี ส.ส. ได้ทั้งหมด 5 คน นายมงคล บุพศิริ ลงสมัครพื้นที่ เขต 2 ได้ลำดับที่ 2 จาก จำนวนผู้สมัคร 19 คน ด้วยคะแนน 10,656 คะแนน จากผู้มา ใช้สิทธิทั้งสิ้น 184,502 คน สมัยที่ 2 ในช่วง วันที่ 6 มกราคม 2544 - 17 มกราคม 2545 สมัครในนามพรรคความหวังใหม่ ในสมัยนี้จังหวัดนครพนมแบ่งเขตพื้นที่การเลือกตั้งออกเป็น 5 เขต มี ส.ส. ได้ทั้งหมด 5 คน นายมงคล บุพศิริ ลงสมัคร พื้นที่ เขต 3 นายมงคล บุพศิริได้ลำดับที่ 1 จากผู้สมัคร 100
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม ทั้งสิ้น 8 คน ด้วยคะแนน 22,238 คะแนน จากผู้มาใช้สิทธิ ทั้งสิ้น 327,659 คน วิธีการหาเสียง นายมงคล บุพศิริ เดิมเป็นข้าราชการครู คนในพื้นที่ค่อนข้างรู้จักการลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรครั้งแรกของนายมงคล บุพศิริ สมัครในนามอิสระ ใช้รถยนต์ประชาสัมพันธ์ไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ช่วงสมัยนี ้ การแข่งขันยังใช้อาชีพเก่าคือข้าราชการครูให้เป็นประโยชน ์ ชาวบ้านค่อนข้างเกรงใจ และอาศัยเครือญาติที่ตนเป็นคน ท้องถิ่น จึงทำให้ชาวบ้านเลือกท่านเป็นผู้แทน สมัยต่อมาพรรค ความหวังใหม่เชิญชวนเข้าร่วมสังกัดพรรคด้วย โดยมองว่า นายมงคล บุพศิริ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เดิมในพื้นที่ จึงอยากให้ท่านเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคและลงสมัครในนาม พรรคความหวังใหม่ด้วย นายมงคล บุพศิริตอบรับคำเชิญและ ลงสมัครในนามพรรคความหวังใหม่ ในปี พ.ศ. 2544 การหา เสียงในสมัยนี้บทบาทของพรรคมีผลเป็นอย่างมาก เพราะ ประชาชนในพื้นที่ให้ความชื่นชอบนโยบายพรรค พร้อมทั้ง สโลแกนพรรคอยู่แล้ว การปราศรัยจึงใช้กลยุทธ์ขึ้นเวทีร่วมกัน ในบรรดาสมาชิกพื้นที่เดียวกัน พร้อมทั้งการลงพื้นที่ช่วยหา เสียงของหัวหน้าพรรคด้วย สมัยนี้การแข่งขันแย่งชิงตำแหน่ง ค่อนข้างสูง เพราะทุกคนก็หวังที่จะได้เป็นผู้แทนจึงใช้กลวิธ ี ต่าง ๆ นานา ในการหาเสียง พยายามหาหัวคะแนนโดยอาจ จะให้ผลตอบแทนสูงเพื่อเรียกคะแนนเสียง แต่วิธีการหาเสียง จะไม่ค่อยแตกต่างกันสักเท่าไหร่นัก จะต่างกันก็ช่วงโค้งสุดท้าย ที่เรียก “คนื หมาหอน” 101
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม 8. นายวีรวร สิทธิธรรม เดิมเป็นคนจังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรนายฟอง สิทธิธรรม อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 5 สมัย คือ สมัยที่ 1 ในช่วงวันที่ 4 เมษายน 2519 - 5 ตุลาคม 2519 สมัคร ในนามพรรคชาติไทย ในสมัยนี้จังหวัดนครพนมแบ่งเขตพื้นที่ การเลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ทั้งหมด 5 คน นายวีรวร สิทธิธรรม ลงสมัครพื้นที่ เขต 2 ได้ ลำดับที่ 1 จากจำนวนผู้สมัคร 19 คน ด้วยคะแนน 28,482 คะแนน จากผู้มาใช้สิทธิทั้งสิ้น 188,723 คน สมัยที่ 2 ในช่วง วันที่ 22 เมษายน 2522 - 18 มีนาคม 2526 สมัครในนามอิสระ ในสมัยนี้จังหวัดนครพนมแบ่งเขตพื้นที่การเลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ทั้งหมด 5 คน นายวีรวร สิทธิธรรม ลงสมัครพื้นที่ เขต 2 ได้ลำดับที่ 1 จากจำนวน ผู้สมัคร 13 คน ด้วยคะแนน 24,972 คะแนน สมัยที่ 3 ในช่วงวันที่ 18 เมษายน 2526 - 1 พฤษภาคม 2529 สมัคร ในนามพรรคกิจสังคม ในสมัยนี้จังหวัดนครพนมแบ่งเขตพื้นที่ การเลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ทั้งหมด 4 คน นายวีรวร สิทธิธรรม ลงสมัครพื้นที่เขต 2 ได้ลำดับที่ 1 จากจำนวนผู้สมัคร 21 คน ด้วยคะแนน 34,396 คะแนน จากผู้มาใช้สิทธิทั้งสิ้น 169,324 คน สมัยที่ 4 ในช่วงวันที่ 27 กรกฎาคม 2529 - 28 เมษายน 2531 สมัครในนามพรรคชาติไทย ในสมัยนี้จังหวัดนครพนมแบ่งเขต พื้นที่การเลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ทั้งหมด 4 คน นายวีรวร สิทธิธรรม ลงสมัครพื้นที่เขต 2 102
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม ได้ลำดับที่ 2 จากจำนวนผู้สมัคร 20 คน ด้วยคะแนน 35,668 คะแนน จากผู้มาใช้สิทธิทั้งสิ้น 194,233 คน สมัยที่ 5 ในช่วง วันที่ 24 กรกฎาคม 2531 - 22 กุมภาพันธ์ 2534 สมัครในนาม พรรคชาติไทย ในสมัยนี้จังหวัดนครพนมแบ่งเขตพื้นที่การ เ ล ื อ ก ต ั ้ ง อ อ ก เ ป ็ น 2 เ ข ต ม ี ส ม า ช ิ ก ส ภ า ผู ้ แ ท น ร า ษ ฎ ร ได้ทั้งหมด 4 คน นายวีรวร สิทธิธรรม ลงสมัครพื้นที่ เขต 2 ได้ลำดับที่ 2 จากจำนวนผู้สมัคร 18 คน ด้วยคะแนน 36,481 คะแนน จากผู้มาใช้สิทธิทั้งสิ้น 211,982 คน วิธีการหาเสียงของนายวีรวร สิทธิธรรม อาศัยจากการ ที่ตนเองนั้นมาจากครอบครัวที่เป็นนักการเมืองมาก่อน คือ บ ิ ด า เ ป ็ น ส ม า ช ิ ก ส ภ า ผู ้ แ ท น ร า ษ ฎ ร จ ั ง ห ว ั ด อ ุ บ ล ร า ช ธ า น ี (นายฟอง สิทธิธรรม) จึงได้มีโอกาสเข้าร่วมหรือเห็นวิธีการ หาเสียงของคุณพ่อในการลงพื้นที่พบปะประชาชนในพื้นที่ ต่าง ๆ ของจังหวัดอุบลราชธานี นายวีรวร สิทธิธรรมจบ การศึกษาด้านวิศวกร จึงมาประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัวเปิดอู่ ซ่อมรถที่ในเมืองจังหวัดนครพนม ซึ่งแต่ก่อนจังหวัดนครพนม จะมีสนามบินและมีค่ายของทหารอเมริกัน ได้รู้จักมักคุ้นกับ กลุ่มทหารเป็นอย่างดี พร้อมทั้งได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นลูกเสือ ชาวบ้าน ทำให้ได้รู้จักคนมากขึ้น ตำแหน่งที่เคยได้รับจากการ เป็นลูกเสือชาวบ้าน คือ อุปนายกยุว (JC) แห่งประเทศไทย หรือบางครั้งก็ได้รับตำแหน่งครูฝึก สมัยที่สมัคร ส.ส. ครั้งแรก ในปี 2519 มีรถยนต์ 1 คัน ออกไปตระเวนหาเสียง ไปด้วยกัน ไมเ่ กนิ 4 คน โดยใชร้ ะยะเวลาเทา่ ทม่ี เี หลอื อยอู่ อกประชาสมั พนั ธ์ แนะนำตัวเอง โดยบอกว่าตนคือใคร เช่น “กระผมนายวีรวร สิทธิธรรม ลูกพ่อฟอง สิทธิธรรม” พูดอย่างนี้ตลอดเหมือนกับ 103
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม การหาเสียงแบบชาวบ้านจะได้รู้จักว่าเราคือใครด้วย ใช้รถเป็น เวที ยืนพูดบนถนน จะมีทีมงานเดินติดโปสเตอร์รูปของผู้สมัคร สมัยต่อมาใช้รถยนต์ 2 คัน มีการรวมพลในแต่ละหมู่บ้าน เริ่มมีหัวคะแนนกระจายอยู่ตามพื้นที่จากการที่เราเคยเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เดิมในพื้นที่แล้ว ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มี การแจกเงินจะมีก็เป็นสิ่งของเล็ก ๆ น้อย เช่น น้ำปลา มีการ ลงพื้นที่เพื่อทำความรู้จักกับผู้นำท้องถิ่นหรือผู้นำชุมชนอยู่บ้าง ถึงแม้การลงพื้นที่นั้นบางพื้นที่อาจจะไม่ใช่พื้นที่ที่มีฐานเสียง ของเราอยู่ก็ตาม จะใช้วิธีเข้าทางหลังบ้านคือทำความรู้จักกับ ภรรยาของผู้นำชุมชนให้มากที่สุด และก็จะมีการชูนโยบาย พรรคเป็นหลักในการหาเสียง บทบาทการสนับสนุนจาก ครอบครัวรวมทั้งเครือญาติจะมีบทบาทเป็นอย่างมากเพราะเรา มาจากครอบครัวนักการเมืองเก่าการสนับสนุนจากบุคคล ในครอบครัวถือเป็นสิ่งจำเป็น แม่บ้านต้องเข้าใจเราด้วย และ ต้องช่วยเหลือในการหาเสียงด้วยกัน การหาเสียงของตนเองนั้น จะไม่ยุ่งกับงานประเพณี คือถ้ามีงานบุญประเพณีจะไม่พูด เรื่องการหาเสียง ต่อมาการหาเสียงเริ่มมีการแข่งขันกันมากขึ้น คือ มีพรรคการเมืองใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย จึงทำให้ต้องมี กลยุทธ์ในการที่จะทำให้ประชาชนหันมาเลือกตัวผู้สมัครมากขึ้น เช่น การแจกสิ่งของ การแจกเงิน เริ่มมีบทบาทต่อการลง คะแนนมากขึ้น เพราะบางครั้งชาวบ้านพูดว่า อุดมการณ์ ชาวบ้านก็มีแต่เงินสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากกว่า นายวีรวร สิทธิธรรมเริ่มยุติบทบาททางการเมืองในปี 2549 เนื่องจากการแข่งขันระหว่างผู้สมัครรุนแรงมาก โดยเฉพาะ หัวคะแนนในแต่ละท้องที่จะมีการเรียกร้องค่อนข้างสงู 104
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม 9. นายสุรจิตต์ จันทรสาขา เป็นชาวอำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม ทำงานด้าน หนังสือพิมพ์ เป็นน้องชายนายสงวน จันทรสาขา เป็นน้องชาย ผู้ว่าราชการนครพนมในสมัยนั้น คือ นายสง่า จันทรสาขา นายสุรจิตต์ จันทรสาขา เป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม 1 สมัย คือ ช่วงวันที่ 4 เมษายน 2519 – 5 ตุลาคม 2519 จังหวัดนครพนมแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มี ส.ส. ได้ทั้งสิ้น 5 คน นายสุรจิตต์ จันทรสาขา สมัครเขต 1 ได้รับ การเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 1 ด้วยคะแนน 30,244 คะแนน จาก จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 188,723 คน วิธีการหาเสียง นายสุรจิตต์ จันทรสาขา ใช้การหาเสียง จากประสบการณ์ที่ตนเองเคยร่วมหาเสียงในสมัย นายสงวน จันทรสาขา และได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากประชาชน จึงทำให้ประชาชนรู้จักมักคุ้นจากฐานเสียงเดิม ของพี่ชาย การหาเสียงนิยมใช้การฉายภาพยนตร์เป็นสื่อในการ ทำให้ประชาชนออกมารับฟังการปราศรัย พร้อมทั้งการพูดถึง นโยบายพรรค บทบาทของพรรคต่อการหาเสียงนั้นมีไม่ค่อย มากเพราะว่าพื้นที่จังหวัดนครพนมเป็นเมืองชายแดน การ ติดต่อคมนาคมไม่ค่อยสะดวก จึงทำให้บทบาทต่าง ๆ อยู่ที ่ ผสู้ มคั รเอง ครอบครวั มบี ทบาทมากในการสนบั สนนุ การหาเสยี ง 10. นายเฉิดศักด์ิ แสนวิเศษ เป็นคนอำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม ได้รับการ เลือกตั้งในช่วง วันที่ 22 เมษายน 2522 - 18 มีนาคม พ.ศ. 2526 105
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม เป็นผู้สมัครอิสระโดยการแนะนำจากผู้ว่าราชการจังหวัด นครพนม และจังหวัดนครพนมแบ่งเขตพื้นที่การเลือกตั้ง ออกเป็น 2 เขต มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ทั้งหมด 5 คน นายเฉิดศักดิ์ แสนวิเศษ ลงสมัครพื้นที่ เขต 1 ได้ลำดับที่ 1 จากจำนวนผู้สมัคร 26 คน ด้วยคะแนน 24,364 คะแนน และเคยเป็นข้าราชการตำแหน่งหัวหน้าการประถมศึกษา ปี พ.ศ. 2522 มีความชำนาญพิเศษทางด้านการเกษตร วิธีการหาเสียงของนายเฉิดศักดิ์ แสนวิเศษ คือ คนใน พื้นที่จังหวัดนครพนมส่วนหนึ่งรู้จักนายเฉิดศักดิ์ แสนวิเศษ ในตำแหน่งวิทยากร โดยเฉพาะวิธีการหาเสียงจากการเป็น วิทยากรให้ความรู้เรื่องการขยายพันธ์พืช ตามงานอบรมในพื้นที่ ต่างอำเภอ หรือการเปิดเวทีปราศรัยหาเสียงบ้างในช่วงที่ลง สมัครเลือกตั้ง แต่เนื่องจากนายเฉิดศักดิ์ แสนวิเศษ เป็น ผู้สมัครอิสระ จึงทำให้การหาเสียงของท่านไม่ยากลำบาก เท่าใด และการลงสมัครเลือกตั้งก็ไม่มีค่าใช้จ่ายมากนัก บทบาททางการเมืองของนายเฉิดศักดิ์ แสนวิเศษ พร้อมเพื่อนสมาชิก หลังจากที่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม คือ ได้มีส่วนผลักดันให้เกิด พรบ.จัดตั้ง จังหวัดมุกดาหาร ขึ้น ในปี พ.ศ. 2526 เป็นผลสำเร็จ จึงเป็น ผลให้จังหวัดมุกดาหารต้องแยกเป็นจังหวัดจากจังหวัด นครพนมใน ปี พ.ศ. 2526 เป็นต้นมาจนปัจจุบัน (โดยถือเอา พื้นที่ อำเภอดงหลวง อำเภอคำชะอี อำเภอนิคมคำสร้อย อำเภอหนองสูง อำเภอดอนตาล อำเภอหว้านใหญ่ขึ้นกับ จังหวัดมุกดาหารด้วย) 106
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม 11. นายกตัญญู อัครฮาด เป็นคนอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เคยบวชเป็น พระภิกษุก่อนจะลงสมัครเป็นผู้แทนราษฎร นายกตัญญ ู อัครฮาด เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 1 สมัย คือ ช่วง 18 เมษายน 2526 - 1 พฤษภาคม 2529 สังกัดพรรค กิจสังคม จังหวัดนครพนมแบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น 2 เขต นายกตัญญ ู อัครฮาด สมัครเขต 2 ได้รับการเลือกตั้งเป็น ลำดับที่ 2 จากจำนวนผู้สมัครทั้งหมด 21 คน ด้วยคะแนน 32,522 คะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 169,324 คน วิธีการหาเสียงนายกตัญญ ู อัครฮาด อาศัยที่ตนเอง เคยเป็นพระภิกษุในพื้นที่จังหวัดนครพนมมาก่อน จึงทำให้ ประชาชนรู้จักนายกตัญญู อัครฮาด และเป็นนักเทศใช้รถยนต์ ติดเครื่องเสียงประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องนโยบายพรรค พร้อมทั้งให้มีการแจกโปสเตอร์แนะนำ และความร่วมมือจาก ญาติพี่น้องในพื้นที่ช่วยหาเสียงในแต่ละครั้ง เพราะตัว นายกตญั ญ ู อคั รฮาด ไมไ่ ด้เป็นบคุ คลทมี่ าจากครอบครวั รำ่ รวย หรือประกอบธุรกิจส่วนตัวอะไรทั้งสิ้น แต่ใช้ความเป็นนักบวช ซึ่งบางครั้งได้มีญาติโยมเดินทางไปทอดกฐินหรือผ้าป่าในวัด 12. พลเอกมานะ รัตนโกเศศ เปน็ คนจงั หวดั นครพนม เปน็ บตุ รของหลวงอภบิ าลวรเดช ก่อนลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เพื่อเป็นการทดแทน บุญคุณแผ่นดินและจากการชักชวนของนายบวร บุพเวส 107
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม (น้าชาย) ที่เป็นนายกเทศมนตรีเมืองนครพนม โดยได้ลงสมัคร เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ได้รับการ เลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งหมด 3 สมัย คือ สมัยที่ 1 ช่วงวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 – 28 เมษายน พ.ศ. 2531 สังกัดพรรคราษฎร จังหวัดนครพนม แบ่งเขต การเลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ทั้งสิ้น 4 คน พลเอกมานะ รัตนโกเศศ ลงสมัครเขต 1 ได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 1 จากจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 12 คน ด้วยคะแนน 59,785 คะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ ทั้งสิ้น 194,233 คน สมัยที ่ 2 ช่วง 24 กรกฎาคม 2531 – 22 กุมภาพันธ์ 2534 สังกัดพรรคราษฎร จังหวัดนครพนม แบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มี ส.ส. ได้ทั้งสิ้น 4 คน พลเอกมานะ รัตนโกเศศ ลงสมัคร เขต 1 ได้รับการ เลือกตั้งเป็นรับลำดับที่ 2 จากจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 18 คน ด้วยคะแนน 31,144 คะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 211,982 คน สมัยที่ 3 ช่วง 22 มีนาคม 2535 – 29 มิถุนายน 2535 สังกัดพรรคราษฎร จังหวัดนครพนมแบ่งเขตการเลือกตั้ง ออกเปน็ 2 เขต ม ี ส.ส. ไดท้ ง้ั สน้ิ 4 คน พลเอกมานะ รตั นโกเศศ ลงสมัครเขต 1 ได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 2 จากจำนวน ผู้สมัครทั้งสิ้น 12 คน ด้วยคะแนน 39,525 คะแนน จากจำนวน ผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 225,218 คน วิธีการหาเสียงของ พลเอกมานะ รัตนโกเศศ ใช้การ เปิดเวทีปราศรัยหาเสียงตามพื้นที่อำเภอต่าง ๆ โดยการ ช่วยเหลือจากกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น พร้อมทั้งพลเอกมานะ รัตนโกเศศเป็นเพื่อนรุ่นเดี่ยวกับพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก จึงใช้ 108
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม เครือข่ายทหารเกณฑ์ที่ปลดประจำการเป็นฐานคะแนน และ ก็ประสบผลสำเร็จจนได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน บทบาทตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองหลังจากที่ได้รับ เลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี พ.ศ. 2531 ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ รองนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2531 – 2533 โดยได้ริเริ่มโครงการขยายโอกาส ทางการศึกษาขึ้นเป็นครั้งแรก และจัดการประชุมโลกเพื่อการ ศึกษาขึ้นในประเทศไทย นอกจากนี้ พลเอกมานะ รัตนโกเศศ ยังดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคราษฎรไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2535 ที่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬขึ้น 13. นายไพจิต ศรีวรขาน เป็นคนอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ก่อนลงสมัคร เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประกอบอาชีพเป็นข้าราชการครู มาก่อน และได้ลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งหมด 9 สมัย คือ สมัยที่ 1 ช่วง วันที่ 24 กรกฎาคม 2531 – 22 กุมภาพันธ์ 2534 สังกัดพรรคราษฎร จังหวัดนครพนมแบ่งเขตการเลือกตั้ง ออกเป็น 2 เขต มี ส.ส. ได้ทั้งสิ้น 4 คน นายไพจิตร ศรีวรขาน ลงสมัครเขต 2 ได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที ่ 1 จากจำนวน ผู้สมัครทั้งสิ้น 18 คน ด้วยคะแนน 38,626 คะแนน จาก จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 211,982 คน สมัยที่ 2 ช่วงวันที่ 22 มีนาคม 2535 – 29 มิถุนายน 2535 สังกัดพรรค ความหวังใหม่ จังหวัดนครพนมแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 109
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม 2 เขต มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ทั้งสิ้น 4 คน นายไพจิตร ศรีวรขาน ลงสมัครเขต 2 ได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 1 จากจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 12 คน ด้วยคะแนน 60,500 คะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 225,218 คน สมัยที่ 3 ช่วงวันที่ 13 กันยายน 2535 – 18 พฤษภาคม 2538 สังกัดพรรค ความหวังใหม่ จังหวัดนครพนมแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ทั้งสิ้น 4 คน นายไพจิตร ศรีวรขาน ลงสมัครเขต 2 ได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 1 จากจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 14 คน ด้วยคะแนน 51,957 คะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 224,768 คน สมัยที่ 4 ช่วงวันที่ 2 กรกฎาคม 2538 – 27 กันยายน 2539 สังกัด พรรคความหวังใหม่ จังหวัดนครพนมแบ่งเขตการเลือกตั้ง ออกเป็น 2 เขต มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ทั้งสิ้น 4 คน นายไพจิตร ศรีวรขาน ลงสมัครเขต 2 ได้รับการเลือกตั้งเป็น ลำดับที่ 1 จากจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 8 คน ด้วยคะแนน 74,303 คะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 266,773 คน สมัยที่ 5 ช่วงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 – 27 มิถุนายน 2543 สังกัดพรรคความหวังใหม่ จังหวัดนครพนมแบ่งเขตการ เลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ทั้งสิ้น 4 คน นายไพจิต ศรีวรขาน ลงสมัครเขต 2 ได้รับการเลือกตั้ง เป็นลำดับที่ 2 จากจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 8 คน ด้วยคะแนน 87,038 คะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 267,994 คน สมัยที่ 6 ช่วงวันที่ 6 มกราคม 2544 – 5 มกราคม 2548 สังกัดพรรคความหวังใหม่ จังหวัดนครพนมแบ่งเขตการเลือกตั้ง ออกเป็น 5 เขตตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร 110
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม ไทย พ.ศ. 2540 มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ทั้งสิ้น 5 คน นายไพจิต ศรีวรขาน ลงสมัครเขต 2 ได้รับการเลือกตั้งเป็น ลำดับที่ 1 จากจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 6 คน ด้วยคะแนน 31,602 คะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 327,657 คน สมัยที่ 7 ช่วงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 – 24 กุมภาพันธ์ 2549 สังกัดพรรคไทยรักไทย จังหวัดนครพนมแบ่งเขตการเลือกตั้ง ออกเปน็ 5 เขตตามบทบญั ญตั ริ ฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2540 มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ทั้งสิ้น 5 คน นายไพจิต ศรีวรขาน ลงสมัครเขต 2 ได้รับการเลือกตั้งเป็น ลำดับที่ 1 จากจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 6 คน ด้วยคะแนน 38,445 คะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 312,711 คน สมัยที่ 8 ช่วงวันที่ 2 เมษายน 2549 – 19 กันยายน 2549 สังกัดพรรคไทยรักไทย (ก่อนที่จะมีการรัฐประหาร)จังหวัด นครพนมแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 5 เขตตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มีสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร ได้ทั้งสิ้น 5 คน นายไพจิต ศรีวรขาน ลงสมัคร เขต 2 ได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 1 จากจำนวนผู้สมัคร ทั้งสิ้น 2 คน ด้วยคะแนน 44,524 คะแนน จากจำนวนผู้มา ใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 303,528 คน สมัยที่ 9 ช่วงวันที่ 23 ธันวาคม 2550 – ปัจจุบัน สังกัดพรรคเพื่อไทย (สมาชิกพรรคไทยรักไทย บางส่วนย้ายเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทยโดยมีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค เนื่องจากพรรคไทยรักไทยโดนตัดสินคดี ยุบพรรคกรณี นายยงยุทธ ์ ติยไพรัตน์ กระทำผิดกฎหมาย เลือกตั้ง) จังหวัดนครพนมแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 2 เขต ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 111
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม จังหวัดนครพนม มี ส.ส. ได้ทั้งสิ้น 4 คน นายไพจิต ศรีวรขาน ลงสมัครเขต 2 ได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 1 จากจำนวน ผู้สมัครทั้งสิ้น 26 คน ด้วยคะแนน 78,836 คะแนน จากจำนวน ผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 328,268 คน วิธีการหาเสียงของนายไพจิต ศรีวขาน โดยสมัครรับ เลือกตั้งครั้งแรกสังกัดพรรคราษฎรก่อน การหาเสียงในสมัยนั้น ส่วนหนึ่งอาศัยตำแหน่งหน้าที่ที่ตนเองเคยเป็นข้าราชการคร ู มาก่อน ทำให้ประชาชนในพื้นรู้จัก และใช้กลยุทธ์การบอกปาก ต่อปาก โดยการอาศัยลูกศิษย์ของตนเองที่เคยเรียนด้วยไป บอกพ่อแม่ ญาติพี่น้อง กอปรกับประชาชนให้ความเชื่อถือกับ อาชีพครูเป็นอย่างมากและมองภาพข้าราชการครูว่าเป็นคนดี มีความรู้ ความสามารถ การหาเสียงของนายไพจิตรในช่วงนี ้ จึงไม่ค่อยยากเท่าไร การลงพื้นที่ก็สะดวกสบายเพราะ นายไพจิตรเป็นคนพื้นที่โดยกำเนิด จึงรู้จักมักคุ้นกับประชาชน เป็นอย่างดี สมัยที่ 2 ช่วงปี พ.ศ. 2535 นายไพจิตรลงสมัคร ในนามพรรคความหวังใหม่ โดยพรรคความหวังใหม่ชูนโยบาย ว่าพรรคของคนอีสาน เปลี่ยนอีสานแห้งแล้งให้เป็นอีสานเขียว ตามนโยบายของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ กระแสนี้จึงทำให้ เป็นปรากฏการณ์ใหม่ และเป็นความหวังใหม่ของคน อีสาน(เหมือนชื่อพรรค) ประชาชนค่อนข้างจะชื่นชอบพรรคนี้ เป็นอย่างมาก การหาเสียงช่วงนี้จึงผลักดันให้ประชาชน เลือกสมาชิกที่สังกัดพรรคความหวังใหม่แบบยกพรรค เพื่อที่จะ ได้นายกคนอีสานให้ได้ นายไพจิต ศรีวรขาน สังกัดสมาชิก พรรคความหวังใหม่โดยตลอดระยะเวลาที่ลงสมัคร 5 สมัย และนายไพจิตเองเป็นคนที่ค่อนข้างจะยึดมั่นในอุดมการณ์ 112
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม ศรัทธาในพรรคที่เป็นพรรคของคนอีสานเอง ต่อมา นายไพจิต ศรีวรขาน ต้องย้ายเข้าสังกัดพรรคไทยรักไทยในสมัยปี พ.ศ. 2548 โดยการเข้าสังกัดพรรคไทยรักไทยครั้งนี้ได้มีการประชุม ในระดับพรรค และผ่านการประชุมพรรคซึ่งออกมาเป็นมติพรรค ฉะนั้นสมาชิกที่สังกัดพรรคความหวังใหม่เดิม (ส่วนหนึ่ง) เข้าร่วมไปสังกัดพรรคไทยรักไทยในการลงสมัครครั้งนี้ การหาเสียงในช่วงที่สังกัดพรรคไทยรักไทยก็คล้ายกับตอนที่ สังกัดพรรคความหวังใหม่ คือ ประชาชนค่อนข้างจะนิยมผู้นำ พรรค นโยบายพรรค “คิดใหม่ทำใหม่” ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ ใหม่ในหน้าการเมืองไทยด้วยว่าพรรคไทยรักไทยเป็นพรรคที่เข้า ถึงประชาชนในระดับรากหญ้าจริง ๆ ประกอบกับการดำเนิน งานที่ชัดเจนของหัวหน้าพรรค พร้อมทั้งเพื่อ ๆ สมาชิกพรรค ทุกคน บทบาทของพรรคมีอิทธิพลต่อสมาชิกพรรคในการหา เสียงเป็นอย่างมาก จึงทำให้คู่แข่งในการชิงชัยเก้าอี้นั้น ค่อนข้างจะสะดวกขึ้น 14. นายอรรถสิทธ์ิ ทรัพยสิทธิ เป็นคนอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ประกอบอาชีพ ข้าราชการครู ในตัวจังหวัดนครพนม ได้รับการเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 7 สมัย คือ สมัยที่ 1 ช่วงวันที่ 22 มีนาคม 2535 – 29 มิถุนายน 2535 สังกัดพรรคความ หวังใหม่ จังหวัดนครพนมแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มีสมาชิก ได้ทั้งสิ้น 4 คน นายอรรถสิทธิ์ ทรัพยสิทธิ์ ลง สมัครเขต 2 ได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 2 จากจำนวน ผู้สมัครทั้งสิ้น 12 คน ด้วยคะแนน 47,157 คะแนน จาก 113
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 225,218 คน สมัยที่ 2 ช่วงวันที่ 22 มีนาคม 2535 – 29 มิถุนายน 2535 สังกัดพรรคความหวังใหม่ จังหวัดนครพนมแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มีสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ได้ทั้งสิ้น 4 คน นายอรรถสิทธิ์ ทรัพยสิทธิ์ ลงสมัครเขต 2 ได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 2 จากจำนวน ผู้สมัครทั้งสิ้น 12 คน ด้วยคะแนน 47,157 คะแนน จากจำนวน ผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 225,218 คน วิธีการหาเสียง นายอรรถสิทธิ์ ทรัพยสิทธิ์ เมื่อได้มี โอกาสเป็นเลขาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือ นายแพทย์ ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ทำให้ได้มีโอกาสลงพื้นที่พบปะประชาชน เห็นชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดนครพนม จึงทำให้เริ่มสนใจและ เข้าใจบทบาทหน้าที่ของนักการเมืองมากขึ้น เริ่มรู้จักคำว่า เสียสละ และเริ่มคนของสาธารณะ คือ เวลาทุกนาทีประชาชน สามารถติดต่อหรือขอความช่วยเหลือเราได้ตลอดเวลา และ จากการชวนของนายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ให้ลงสมัคร ให้ลงสมัครในนามพรรคความหวังใหม่ซึ่งเป็นพรรคของ ท่านพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นพรรคของคนอีสานอย่าง แท้จริง ดังนั้นจึงทำให้ตนเองตัดสินใจลงสมัครครั้งแรกในปี 2535 โดยใช้วิธีการหาเสียง ชูนโยบายพรรคความหวังใหม่ที่ สร้างกระแสการตอบรับจากประชาชนในพื้นที่ภาคอีสานเป็น อย่างมาก โดยใช้คำว่า “ถ้าอยากได้นายกคนอีสานต้องเลือก พรรคความหวังใหม่” พร้อมทั้งให้ประชาชนเลือกสมาชิกใน สังกัดพรรคแบบยกพรรค กลยุทธ์หนึ่งที่พรรคใช้คือเน้นการ ปราศรัยแบบรวมกลุ่มจะได้ทำให้ประชาชนได้รู้จักผู้สมัครใน นามพรรคทั้งหมดในพื้นที่ได้โดยตรง พร้อมทั้งใช้งานที่ตนเอง 114
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม เป็นนักจัดรายการวิทยุช่วยอีกทางในการประชาสัมพันธ์ตนเอง ด้วย พร้อมทั้งการใช้อาชีพครูเดิมที่ยังมีผลอยู่เพราะมีลูกศิษย์ เยอะมาก การลงพื้นที่จะมีบทบาทมากขึ้นและการใช้เครือข่าย โดยเฉพาะหัวคะแนนในแต่ละอำเภอจะมีบทบาทในการ สนับสนุนเป็นอย่างมากในการหาเสียง ซึ่งช่วงนี้ผู้สมัครเริ่ม แข่งขันกันมากขึ้น แต่ละพรรคใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ นานา เพื่อที่ จะให้สมาชิกพรรคที่สังกัดของตนได้รับการเลือกตั้งเข้าไป ในสภา แต่สิ่งหนึ่งที่นายอรรถสิทธิ์ได้ใช้เป็นเคล็ดลับกับ ชาวบ้านอย่างมิเคยขาดคือการไปร่วมงานบุญ งานศพ งานแต่งงาน หรืองานประเพณีต่าง ๆ ของชาวบ้าน สิ่งเหล่านี้ ทำให้ชาวบ้านมีความผูกพันและมองว่าไม่ทิ้งชาวบ้าน 15. นายมานะ คูสกุล เป็นคนจังหวัดนครพนม และอดีตเป็นนักการเมือง ท้องถิ่นในจังหวัดนครพนม โดยเป็นสมาชิกสภาจังหวัด นครพนม ก่อนจะมาเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครพนม 3 สมัย สมัยที่ 1 ช่วงวันที่ 13 กันยายน 2535 - 18 พฤษภาคม 2538 จังหวัดนครพนมแบ่งเขตการเลือกตั้ง ออกเป็น 2 เขต มี ส.ส. ได้ทั้งหมด 4 คน นายมานะ คูสกุล ลงสมัครเขต 1 ในนามพรรคความหวังใหม่ ซึ่งมีพลเอกชวลิต เป็นหัวหน้าพรรค ได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนน 41,797 คะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น จำนวน 224,768 คน ได้ลำดับที่ 2 สมัยที่ ช่วงวันที่ 2 กรกฎาคม 2538 - 27 กันยายน 2539 จังหวัดนครพนมแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มี ส.ส. ได้ทั้งหมด 5 คน นายมานะ คูสกุล ลงสมัคร 115
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม เขต 1 ในนามพรรคความหวังใหม่ได้รับการเลือกตั้งลำดับที่ 3 จากผู้สมัคร 12 คน ด้วยคะแนน 91,501 คะแนน จาก จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น จำนวน 91,501 คน วิธีการหาเสียง นายมานะ คูสกุล ลงสมัคร ในนาม พรรคความหวังใหม่ ทั้ง 3 สมัย กลยุทธ์ของการหาเสียง คือ ชูนโยบายพรรคโดยที่ให้ชาวนครพนมเห็นความสำคัญของพรรค ความหวังใหม่ที่เป็นพรรคของคนอีสาน มีหัวหน้าพรรคเป็นคน นครพนม การหาเสียงหาช่วยกันระหว่างเพื่อน ๆ สมาชิกด้วย กันเองภายในเขต เน้นการเลือกยกพรรค และใช้ชื่อหัวหน้า พรรคในการหาเสียง มีทีมประเมินสถานการณ์กับพรรคคู่แข่ง ตลอดเวลาที่ลงพื้นที่หาเสียงว่าฐานเสียงเป็นอย่างไร ซึ่งการ หาเสียงในสมัยนี้ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไรเพราะประชาชนอยากได้ พรรคความหวังใหม่ เป็นพรรครัฐบาล และเป็นนายกรัฐมนตรี 16. พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นคนจังหวัดนนทบุรี เป็นบุตร ร้อยเอก ชั้น ยงใจยุทธ (บิดาเป็นคนจังหวัดนครพนม) เป็นผู้บัญชาการทหารบก ก่อน จะลาออกมาเล่นการเมืองในช่วงปี พ.ศ. 2535 ในช่วงเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ เป็นผู้ก่อตั้งพรรคความหวังใหม่ เดิมพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ก่อนจะมาสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพื้นที่จังหวัด นครพนม ในปี พ.ศ. 2538 จากการชักชวนของนายบวร บุพเวส นายกเทศมนตรีเมืองนครพนม และได้เป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม กล่าวคือ สมัยที่ 1 ช่วงวันที่ 2 กรกฎาคม 2538 – 27 กันยายน 2539 สังกัดพรรค 116
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม ความหวังใหม่ และเป็นหัวหน้าพรรคด้วย จังหวัดนครพนม แบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มี ส.ส. ได้ทั้งสิ้น 5 คน พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลงสมัครเขต 1 ได้รับการเลือกตั้ง เป็นลำดับที่ 1 จากจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 12 คน ด้วยคะแนน 116,499 คะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 266,773 คน (ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของจังหวัดนครพนมเท่าที่มีการ เลือกตั้งเกิดขึ้น มีจำนวนคนเลือกมากเป็นหลักแสนคนได้) สมัยที่ 2 ช่วงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 – 27 มิถุนายน 2543 ในนามพรรคความหวังใหม่(พร้อมตำแหน่งหัวหน้าพรรค) จังหวัดนครพนมแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มี ส.ส. ได้ทั้งสิ้น 5 คน พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลงสมัครเขต 1 ได้รับ การเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 1 จากจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 12 คน ด้วยคะแนน 147,444 คะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 267,994 คน (ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์ต่อจากสมัย ปี พ.ศ. 2538 ที่ผลการเลือกตั้งมีคะแนนทะลุหลักแสนได้)สมัยต่อมา พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ สมัครในระบบบัญชีรายชื่อ เปิดโอกาส ให้เพื่อนสมาชิกท่านอื่นได้ลงสมัครแบบแบ่งเขตในนามพรรค ความหวังใหม่ วิธีการหาเสียงของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เนื่องจาก ก่อนที่จะสมัครรับเลือกตั้งพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ดำรง ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และสมัครรับเลือกตั้งพื้นที่ จังหวัดนนทบุรีก่อนที่จะมาสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม ประกอบกับก่อนจะมาสมัครในนามพื้นที่ จงั หวดั นครพนม ฐานะหวั หนา้ พรรคความหวงั ใหม่ และพน้ื เพเดมิ 117
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม บิดา (ร้อยโทชั้น ยงใจยุทธ) พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เคยเป็น นายกเทศบาลเมืองนครพนม การหาเสียงใช้เวทีปราศรัยโดย การชูนโยบายของพรรคเป็นหลักในการลงพื้นที่ และใช้เครือข่าย กลุ่มทหารเกณฑ์ที่ปลดประจำการเป็นฐานคะแนน พร้อมทั้ง การใช้หลักจิตวิทยา ถ้าอยากได้นายกเป็นคนอีสานต้องเลือก พรรคความหวังใหม่ พร้อมชูนโยบายอีสานเขียว คือทำให้ อีสานที่แห้งแล้งกลายเป็นอีสานเขียว การตอบรับของประชาชน ในพื้นที่จังหวัดนครพนมดีมาก นอกจากนี้ความชื่นชอบยังแพร่ กระจายไปทั่วทั้งภาคอีสานตามนโยบายพรรค ดูได้จากผลการ เลือกตั้งในวันที่ 2 กรกฎาคม 2538 พรรคความหวังใหม่ได้รับ การเลือกตั้งยกเขต ทั้ง 2 เขต นอกจากนี้คะแนนที่ตนเองได้รับ จากประชาชนชน คือ 116,499 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนที่สูง เป็นประวัติการณ์ของจังหวัดนครพนม และในสมัยที ่ 2 เกิด ปรากฏการณ์เช่นเดียวกันสมาชิกพรรคความหวังใหม่ทุกคนที่ สมัครพื้นที่จังหวัดนครพนม ได้รับการเลือกทั้งหมด ซึ่งพลเอก ชวลิตและสมาชิกพรรคทุกคนใช้วิธีการลงพื้นที่พบปะประชาชน ตลอด เข้าถึงประชาชน มีทีมงานในการประเมินสถานการณ์ ใช้มติพรรคในการพิจารณามากกว่าความเห็นส่วนตัวหรือความ รู้สึกส่วนบุคคล ยอมรับเสียงของสมาชิกทุกคน แม้แต่การ เลือกตัวบุคคลลงสมัครแข่งขันก็ใช้มติพรรคในการส่งผู้สมัครใน พื้นที่ต่าง ๆ สมัยต่อมาในปี พ.ศ. 2544 ได้มีการรวมพรรค ระหว่างพรรคความหวังใหม่ กับ พรรคไทยรักไทย บทบาทตำแหน่งในสภา พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้รับ ตำแหน่งสำคัญ ในคณะรัฐมนตรีแต่ละสมัย ดังนี้ 118
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม 1) 30 มีนาคม 2533 ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รัฐบาล ชาติชาย คณะรัฐมนตรีคณะที่ 45) 2) 29 กันยายน 2535 ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย (รัฐบาลชวน คณะรัฐมนตร ี คณะที่ 50) 3) 14 กรกฎาคม 2537 ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี (รัฐบาลชวน คณะรัฐมนตรี คณะที่ 50) 4) 18 กรกฎาคม 2538 ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รัฐบาล บรรหาร คณะรัฐมนตรีคณะที่ 51) 5) 25 พฤศจิกายน 2539 ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 6) 29 พฤศจิกายน 2539 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม (รัฐบาลชวลิต คณะรัฐมนตรี คณะที่ 52) 7) 17 กมุ ภาพนั ธ์ 2544 ดำรงตำแหนง่ รองนายกรฐั มนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รัฐบาล ทักษิณ คณะรัฐมนตรี คณะที่ 54) 8) 24 กันยายน 2551 - 7 ตุลาคม 2551 ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี (รัฐบาลสมชาย คณะรัฐมนตรี คณะที่ 58) 119
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม 17. นายชวลิต วิชยสุทธ์ิ เป็นคนจังหวัดนนทบุรี แต่เดินทางมารับราชการในพื้นที่ จังหวัดนครพนม (นายอำเภอ) ก่อนจะย้ายไปจังหวัดยโสธร ปี พ.ศ. 2543 และสมัครรับเลือกตั้งที่จังหวัดนครพนม สังกัดพรรค ความหวังใหม่ โดยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครพนม 3 สมัย คือ สมัยที่ 1 ช่วงวันที่ 6 มกราคม 2544 – 5 มกราคม 2548 สังกัดพรรคความหวังใหม่ จังหวัดนครพนม แบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 5 เขต มีสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร ได้ทั้งสิ้น 5 คน นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ลงสมัครเขต 1 ได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 1 จากจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 6 คน ด้วยคะแนน 25,196 คะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ ทั้งสิ้น 327,659 คน สมัยที่ 2 ช่วงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 – 24 กุมภาพันธ์ 2549 สังกัดพรรคไทยรักไทย จังหวัดนครพนม แบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 5 เขต มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ทั้งสิ้น 5 คน นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ลงสมัครเขต 1 ได้รับ การเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 1 จากจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 5 คน ด้วยคะแนน 33,324 คะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 312,711 คน สมัยที่ 3 ช่วงวันที่ 2 เมษายน 2549 – 19 กันยายน 2549 สังกัดพรรคไทยรักไทย จังหวัดนครพนม แบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 5 เขต มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ทั้งสิ้น 5 คน นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ลงสมัครเขต 1 ได้รับการ เลือกตั้งเป็นลำดับที่ 1 จากจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 2 คน ด้วยคะแนน 39,142 คะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 303,558 คน 120
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม วิธีการหาเสียงของนายชวลิต วิชยสุทธิ์ จากข้าราชการ สังกัดกระทรวงมหาดไทย ตำแหน่งนายอำเภอ ก่อนที่จะลง สมัครรับเลือกตั้งระดับชาติ จากการชักชวนของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ในนามพรรคความหวังใหม่ และครอบครัวสนับสนุน การลงพื้นที่ครั้งแรกใช้เวทีปราศรัยหาเสียงไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ในเขตที่สมัคร ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมที่เคยปฏิบัติหน้าที่เป็น นายอำเภอก่อนจะย้ายไปจังหวัดยโสธร จึงทำให้การสร้าง ความคุ้นเคยไม่ยาก ประกอบกับการสร้างเครือข่ายกับผู้นำ ท้องถิ่น เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา มาก่อนแล้ว เป็นกลยุทธ์อีกทางสำหรับการหาเสียง นอกจากนี้ ยังใช้นโยบายพรรคเป็นหัวใจสำคัญในการปราศรัยชูนโยบายให้ พี่น้องประชาชนทราบในพื้นที่ เดี๋ยวนี้ประชาชนเขามีการศึกษา เขาเลือกที่จะกากบาทให้บุคคลใดก็ได้ ไม่ใช่แต่จะคิดว่าเขาเห็น แก่เงิน บางครั้งการใช้เงินซื้อเสียงจากประชาชนก็ไม่มีผลต่อ การเลือกหรือไม่เลือกของประชาชน ตัวผู้นำและพรรคพร้อมทั้ง สิ่งที่เป็นรูปธรรมจริง ๆ ที่ประชาชนเห็นชัดเจนเท่านั้นประชาชน ถึงจะเลือกเข้าไปทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนเขา ได้ ประชาชนพื้นที่จังหวัดนครพนมค่อนข้างชื่นชอบคนที่เข้าไป ช่วยเหลือ ไม่เอาเปรียบ เห็นอกเห็นใจเขา สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้จะทำให้เกิดเป็นความศรัทธาขึ้นมาจากคนในชุมชน 18. นายชัยวัฒน์ กุลศักดิ์วิมล เป็นคนอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม สมัครรับ เลือกตั้งการเมืองท้องถิ่นก่อนจะสมัครการเมืองระดับชาต ิ ครอบครัวประกอบธุรกิจส่วนตัวที่อำเภอธาตุพนม ได้รับการ 121
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม เลือกตั้งในวันที่ 2 กันยายน 2549 - 19 กันยายน 2549 โดย เป็นการเลือกตั้งซ่อมแทนนายไพจิต ศรีวรขาน ที่ได้รับใบแดง จากการเลือกตั้ง โดยนายชัยวัฒน์ กุลศักดิ์วิมล ลงสมัคร ในนามพรรคไทยรักไทย เขต 2 ได้ลำดับที่ 1 ตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 วิธีการหาเสียงเนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการ เลือกตั้งซ่อมแทนตำแหน่งเดิมที่ คณะกรรมการ. ประจำจังหวัด นครพนมไม่รับรองผลการเลือกตั้งของนายไพจิตร ศรีวรขาน จึงทำให้มีการประกาศเลือกตั้งใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างลง การหาเสียงจึงไม่ค่อยยุ่งยากเท่าไรเพราะมีระยะเวลาไม่มากนัก และเป็นฐานเดิมของพรรคไทยรักไทย 19. นายศุภชัย โพธิ์สุ เป็นคนอำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม เป็น ข้าราชการครู และเล่นการเมืองท้องถิ่นก่อน ต่อมาสมัครการ เมืองระดับชาติ ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด นครพนม 4 สมัย คือ สมัยที่ 1 ช่วงวันที่ 29 มกราคม 2544 – 5 มกราคม 2548 สังกัดพรรคความหวังใหม่ จังหวัด นครพนมแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 5 เขต มีสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร ได้ทั้งสิ้น 5 คน นายศุภชัย โพธิ์สุ ลงสมัคร เขต 5 ได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 1 จากจำนวน ผู้สมัครทั้งสิ้น 5 คน ด้วยคะแนน 38,939 คะแนน จาก จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 327,659 คน สมัยที่ 2 ช่วงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 – 24 กุมภาพันธ์ 2549 สังกัดพรรค ไทยรักไทย จังหวัดนครพนมแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 122
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม 5 เขต มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ทั้งสิ้น 5 คน นายศุภชัย โพธิ์สุ ลงสมัครเขต 5 ได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 1 จาก จำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 5 คน ด้วยคะแนน 50,982 คะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 312,711 คน สมัยที่ 3 ช่วงวันที่ 2 เมษายน 2549 – 19 กันยายน 2549 สังกัดพรรคไทยรักไทย จังหวัดนครพนมแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 5 เขต มีสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ได้ทั้งสิ้น 5 คน นายศุภชัย โพธิ์สุ ลงสมัคร เขต 5 ได้รับการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 1 ด้วยคะแนน 51,327 คะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 303,558 คน สมัยที่ 4 ช่วงวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 23 ตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 สังกัดพรรคไทยรักไทย (ต่อมาพรรคไทยรักไทยโดนคดียุบพรรค นายศุภชัย โพธิ์สุ ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยจนถึงปัจจุบัน) จังหวัดนครพนม แบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ทั้งสิ้น 4 คน นายศุภชัย โพธิ์สุ ลงสมัครเขต 1 ได้รับการ เลือกตั้งเป็นลำดับที่ 2 จากจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 22 คน ด้วย คะแนน 100,384 คะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 328,268 คน วิธีการหาเสียง นายศุภชัย โพธิ์สุ ใช้การหาเสียงจากที่ เคยประกอบอาชีพข้าราชการคร ู ก่อนจะมาตัดสินใจเล่น การเมือง โดยมองอนาคตว่าตนเองเป็นคนนครพนมทำอย่างไร ถึงจะตอบแทนแผ่นดินเกิดได้ จึงคิดว่าอาชีพครูถึงแม้จะเป็น อาชีพที่มีหน้ามีตาในสังคม ชาวบ้านเคารพนับถือ แต่ก็ไม่ สามารถช่วยเหลือชาวบ้านได้เท่าที่ควร โดยเฉพาะชาวบ้าน ที่อยู่ในพื้นที่ชนบทอย่างจังหวัดนครพนม จึงตัดสินใจเล่น 123
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม การเมืองโดยใช้เวทีการเมืองท้องถิ่นก่อนเป็นการปูพื้นฐาน งานการเมือง โดยการสมัครเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วน จังหวัด (สจ.) ต่อมาจึงได้สมัครเล่นการเมืองระดับชาติ คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัครในนามพรรคความหวังใหม่ ตามอุดมการณ์ที่ตนเองมองว่าเป็นพรรคของชาวอีสาน และ บทบาทของครอบครัวให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี ภรรยาของ ตนเองประกอบอาชีพครูก็มิได้ขัดข้อง และเข้าใจในอุดมการณ์ ส่วนพรรคนั้นมีส่วนช่วยตนเองเป็นอย่างมากในการหาเสียง เพราะช่วง ปี 2544 นั้นมีการแบ่งเขตเลือกตั้งในจังหวัดออกเป็น 5 เขต จึงทำให้ใช้นโยบายในการหาเสียงให้ประชาชนเลือก ยกพรรคทุกเขตในตัวจังหวัดนครพนม ผลเป็นไปตามคาดการณ์ ไว้สมาชิกพรรคทั้ง 5 เขต ของพรรคได้รับการเลือกตั้งทั้งหมด จึงเป็นปรากฏการณ์ของชาวจังหวัดนครพนมที่นิยมพรรคความ หวังใหม่อยู่แล้ว โดยการหาเสียงก็จะมีฐานเสียงตามพื้นที่ต่าง ๆ และเป็นผู้นำชุมชน พร้อมทั้งลูกศิษย์ เพื่อนข้าราชการครูที่รู้จัก สมัยต่อมาการหาเสียงในพื้นที่จังหวัดนครพนมเป็นไปในรูป แบบเดิม แต่การสังกัดพรรคเปลี่ยนแปลงไปคือสมาชิกพรรค ส่วนหนึ่งของพรรคความหวังใหม่เข้าร่วมสังกัดพรรคไทยรักไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้เกิดขึ้น การหาเสียงก็ชูนโยบาย พรรคโดยใช้สโลแกน “คิดใหม่ทำใหม่” โดยเน้นผลให้กับ ประชาชนระดับรากหญ้ามากขึ้น ประชาชนให้การตอบรับค่อน ข้างนิยมชื่นชมพรรคไทยรักไทยเป็นอย่างมาก ต่อมาเมื่อเกิด การประกาศยุบพรรคไทยรักไทย จึงทำให้สมาชิกส่วนหนึ่งของ พรรคไทยรักไทยเดิมไปตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ชื่อพรรค เพื่อไทย แต่ก็มีสมาชิกพรรคส่วนหนึ่งเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย 124
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม ซึ่งมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกุล เป็นหัวหน้าพรรค และเป็นพรรค ฝ่ายรัฐบาล ตนพร้อมสมาชิกส่วนหนึ่งจึงตัดสินใจเข้าร่วมจนถึง ปัจจุบัน บทบาททางด้านการเมือง นายศุภชัย โพธิ์สุ หลังจากที่ เข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยก็ได้รับการคัดเลือกเป็นคณะรัฐมนตรี โดยรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถอื วา่ เปน็ รฐั มนตรคี นนครพนมในปจั จบุ นั ซง่ึ ปจั จบุ นั นายศภุ ชยั โพธิ์สุ ก็ได้นำงบประมาณต่าง ๆ โดยเฉพาะงบด้านการเกษตร มาพัฒนาจังหวัดนครพนมเป็นอย่างมาก ผลักดันให้เกิดการ อนุมัติงบประมาณการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 3 ได้เป็นผลสำเร็จ พร้อมทั้งงบประมาณขยายเส้นทางคมนาคม ในพื้นที่ต่าง ๆ งานกองทุนสวนยาง ฯลฯ นอกจากนี้นายศุภชัย โพธิ์สุ ยังได้มีการเดินทางเยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่จังหวัด นครพนมเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ 20. นายแพทย์อลงกต มณีกาศ ประกอบอาชีพเป็นข้าราชการ ตำแหน่งผู้อำนวยการ โรงพยาบาลอำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม ได้รับการเลือกตั้ง ทั่วไปครั้งที่ 23 ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เป็นการสมัคร ครั้งแรกของตนเอง สมัครในนามพรรคเพื่อแผ่นดิน จังหวัด นครพนมแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มีสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรได้ 4 คน นายอลงกต มณีกาศ ได้ลำดับที่ 2 ด้วยคะแนน 67,840 คะแนน จากผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้นจำนวน 328,268 คน 125
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม วิธีการหาเสียงนายอลงกต มณีกาศ ใช้การหาเสียงจาก การที่ตนเองชอบงานด้านสาธารณะเป็นอย่างมาก จึงเป็น แรงบันดาลใจให้สมัครรับเลือกตั้ง ครอบครัวไม่เห็นด้วยกับ การลงเล่นการเมือง โดยส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการที่ครอบครัว ไม่ใช่นักการเมืองแต่เป็นครอบครัวราชการ และอาจมองถึง การที่นายอลงกตไม่ใช่คนจังหวัดนครพนมโดยกำเนิด โดย นายอลงกต มณีกาศ ใช้กลยุทธ์คือใช้กลุ่มเครือข่าย อสม. ที่รู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดีและกระจายกันอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในจังหวัดนครพนม และจากการที่นายอลงกตเป็นหมอที่รักษา คนไข้ คนทั่วไปทั้งจังหวัดนครพนมรู้จักเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ การชอบช่วยช่วยเหลือชาวบ้านยากไร้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และเครอื ขา่ ยอกี ดา้ นของนายอลงกต คอื กลมุ่ นกั กฬี า โดยเฉพาะ กีฬาฟุตบอล เป็นฐานคะแนนได้อย่างดี บทบาทการสนับสนุน จากพรรคในการหาเสียงไม่ค่อยมีบทบาทในการช่วยหาเสียง เท่าไรนักเท่ากับเครือข่ายที่นายอลงกต มณักาศ ได้สร้างขึ้น และค่อนข้างจะเข้มแข็งเป็นอย่างมาก 21. นายสุริยา พรหมดี เป็นคนอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ประกอบธุรกิจ ส่วนตัว และเป็นพนักงานบริษัท ที่กรุงเทพมหานคร ก่อนลง สมัครรับเลือกตั้งซ่อมจังหวัดนครพนม จากการประกาศผลการ เลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 จังหวัดนครพนมแบ่งเขต การเลือกตั้งออกเป็น 2 เขต มี ส.ส. ได้ 4 คน กกต.ประจำ จงั หวดั นครพนมประกาศใหใ้ บแดงนายแพทยป์ ระสงค์ บรู ณพ์ งศ์ จึงทำให้มีการประกาศเลือกตั้งใหม่ ในวันที่ 11 มกราคม 2552 126
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม แทนตำแหน่งที่ว่างซึ่งเป็นพื้นที่เขต 2 มีผู้สมัคร 2 คน นายสุริยา พรหมดี สมัครได้เบอร์ 2 ในนามพรรคเพื่อไทย ผลการเลือกตั้ง ปรากฏว่านายสุริยา พรหมดี ได้ลำดับที่ 1 กกต.ประจำจังหวัด นครพนมประกาศรับรองผล วิธีการหาเสียง นายสุริยา พรหมดี เนื่องจากการเลือกตั้ง ครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งซ่อมแทนตำแหน่งที่ว่างตามประกาศของ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครพนม ทำให้ระยะ เวลาในการหาเสยี งและลงพน้ื ทข่ี องนายสรุ ยิ า พรหมดี นอ้ ยมาก ประกอบกับการเล่นการเมืองครั้งเป็นครั้งแรกของนายสุริยา เองด้วย และในขณะที่นายสุริยา พรหมดีลงสมัครเลือกตั้ง ในนามพรรคเพื่อไทย บทบาทของพรรคครั้งนี้มีส่วนช่วย สนับสนุนให้นายสุริยา ได้รับการเลือกตั้งเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ และทีมงานฐานเสียงใน พื้นที่เขต 2 และในการสมัครครั้งนี้มีคู่แข่งเพียง 1 คน จึงทำให้ การหาเสียงไม่ยากลำบากเท่าไร เพราะทุกคนรู้จักพรรค เพื่อไทยและเป็นพรรคที่คนนครพนมให้การชื่นชอบเป็นฐานเดิม อยู่แล้ว จึงทำให้ผลการเลือกตั้งคือนายสุริยา พรหมดี ได้รับ การเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 127
บ5ทท ่ี สรุป อภิปรายผล ข้อค้นพบ และ ข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปอภิปรายผลข้อค้นพบ ก า ร ป ก ค ร อ ง ร ะ บ อ บ ป ร ะ ช า ธ ิ ป ไ ต ย เ ป ็ น ร ะ บ อ บ การปกครองที่ปัจจุบันหลายประเทศเห็นตรงกันว่าเป็นระบอบ การปกครองที่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ในสังคม และปัจจุบันได้มี การพัฒนาให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการเข้ามามี ส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งประเทศไทยหลังจากที่มีการ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย ์ มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา กลไกและกระบวนการทางการเมืองของประเทศไทย ยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และนักการเมืองถิ่นจังหวัด ต่าง ๆ ดังนั้นการศึกษาเกี่ยวกับ พลังเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งเป็นรูปแบบการศึกษาที่ให้ ความสำคัญกับการศึกษาพฤติกรรมทางการเมือง จิตวิทยาทาง
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม สังคม วัฒนธรรมทางการเมือง เทคนิควิธีการทางการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อนำข้อมูลและ องค์ความรู้มาใช้ในการพัฒนาประชาธิปไตย โดยการสร้าง จิตสำนึกทางการเมืองโดยกระบวนการประชาธิปไตยศึกษา ในแต่ละพื้นที่ การพัฒนาประชาธิปไตยในจังหวัดนครพนม คล้ายกับ หลาย ๆ จังหวัดในภาคอีสาน ต่างกันตรงที่จังหวัดนครพนม มีลักษณะภูมิประเทศที่ตั้งของจังหวัดติดกับแม่น้ำโขงและจาก อดีตจังหวัดนครพนม มีเขตการปกครองที่แบ่งจากโซนเหนือ ถึงโซนใต้ จากอำเภอบ้านแพง ถึงอำเภอดอนตาล (ปัจจุบัน แบ่งเป็นจังหวัดมุกดาหารใน ปี พ.ศ. 2526) ระยะทางที่ห่างไกล กันระหว่างอำเภอ และจังหวัดนครพนมเป็นจังหวัดพื้นที่สีแดงที่ มีกลุ่มคอมมิวนิสต์ อยู่ในพื้นที่อำเภอต่าง ๆ และเป็นปัญหา อุปสรรคในการลงพื้นที่หาเสียงของนักการเมืองจึงทำให้ ประชาชนไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการเลือกตั้งเท่าใดนัก ซึ่งมีผลให้การพัฒนาคุณภาพตามอุดมการณ์ประชาธิปไตยเกิด ได้ยาก นอกจากนี้แม้ว่าจังหวัดนครพนมจะมีการเลือกตั้ง มาแล้ว 23 ครั้ง มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น 35 คน แต่ ไม่เคยมีเอกสารทางวิชาการที่ได้รวบรวมข้อมูล สถิติเกี่ยวกับ การเลือกตั้งนักการเมืองถิ่นและพฤติกรรมทางการเมืองใน แต่ละช่วงเวลาไว้อย่างเป็นระบบ ดังนั้นจึงต้องมีการศึกษาวิจัย เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ การศึกษาวิจัยเรื่อง โครงการสำรวจเพื่อประมวลข้อมูล นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวม 130
สรุป อภิปรายผลข้อค้นพบและข้อเสนอแนะ ข้อมูลเกี่ยวกับนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรของจังหวัดนครพนม ตั้งแต่การเลือกตั้ง พ.ศ. 2476 ถึงการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2550 เพื่อศึกษาเครือข่าย ทางการเมืองและความสัมพันธ์ของนักการเมืองกับประชาชนใน จังหวัดนครพนม ในแต่ละช่วงเวลาที่มีการเลือกตั้ง เพื่อศึกษา รูปแบบการหาเสียงและวิธีการสร้างคะแนนนิยมในแต่ละช่วง เวลาที่มีการเลือกตั้ง และเพื่อศึกษาบทบาทกลุ่มผลประโยชน์ และกลุ่มที่ไม่เป็นทางการอื่น ๆ ที่มีส่วนในการสนับสนุน นักการเมืองให้ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อนำข้อมูลที่ได้ มาจัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับสถิติและข้อมูลพื้นฐานการเลือกตั้ง ของนักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม ซึ่งสามารถนำมาใช้ ประโยชน์อ้างอิงและการศึกษาทางวิชาการทางด้านการเมือง การปกครอง เนื่องจากมีเอกสารที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งจังหวัด นครพนมน้อยมาก นอกจากนั้นผลการศึกษานี้ยังสามารถ นำมาใช้สืบค้น ศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางการเมือง ได้อีกด้วย ซึ่งจะทำให้มีองค์ความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นและจังหวัด นครพนมที่หลากหลายมากขึ้น ประกอบกับการศึกษานี้ได้มี การค้นคว้า วิเคราะห์รูปแบบการหาเสียงของนักการเมือง ในแต่ละคนในหลายวิธีการ ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูล พื้นฐานและนำเนื้อหาสาระมาใช้ประกอบการเรียนการสอน เกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพื่อสร้าง จิตสำนึกทางการเมือง (Political Consciousness) ให้แก่เยาวชน อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในอนาคตได้ สำหรับวิธีการศึกษานั้นได้ใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีกลุ่ม ผลประโยชน์ แนวคิดเกี่ยวกับปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดการดำเนิน 131
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม การของกลุ่มผลประโยชน์ ด้านโครงสร้างสถาบันการเมือง ลักษณะของระบบพรรคการเมือง ลักษณะพรรคการเมือง ปัจจัยเกี่ยวกับอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ ประกอบด้วย ขนาดของกลุ่มผลประโยชน์ สถานภาพทางสังคม ความสามัคคี ของกลุ่ม ความเป็นผู้นำ มาใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์ พฤติกรรมการเลือกตั้งโดยมีขอบเขตการวิจัยครอบคลุมเนื้อหา ในส่วนข้อมูลที่เกี่ยวกับสถิติและข้อมูลพื้นฐานการเลือกตั้ง การดำรงตำแหน่ง ส.ส. ของการเมืองถิ่น จังหวัดนครพนม พฤติกรรมทางการเมืองของนักการเมืองถิ่น เหตุการณ์สำคัญ ทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองถิ่น จังหวัดนครพนม ความสัมพันธ์และเครือข่ายของนักการเมืองถิ่น จังหวัด นครพนม ซึ่งจะศึกษาข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ในระหว่างช่วงเวลา การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ถึงการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 23 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 โดยใช้เทคนิควิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งประกอบด้วยการศึกษา วิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างและ การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ค้นหาข้อมูลจากบุคคลผู้ให้ ข้อมูลสำคัญ (Key Informant) ซึ่งคัดเลือกบุคคลผู้ให้ข้อมูล สำคัญอย่างเจาะจงจำนวน 23 คน และตรวจสอบความถูกต้อง ด้วยวิธีการตรวจสอบสามเส้าด้านวิธีการรวบรวมข้อมูล (Methodological Triangulation) ด้วยการตรวจสอบข้อมูลเดียวกัน จากผู้ให้ข้อมูลประกอบและข้อมูลตรวจสอบหลายคนเพื่อให้ แน่ใจว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง หลังจากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์ แบบอุปนัย (Analytic Induction) และการวิเคราะห์โดยการ จำแนกชนิดข้อมูลตามแนวคิดการจำแนกของลอฟแลนด์ 132
สรุป อภิปรายผลข้อค้นพบและข้อเสนอแนะ (Lofland) ซึ่งประกอบด้วยสภาพสังคม หรือสถานการณ์หรือการ กระทำและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดนครพนม 5.2 สรุปผลการวิจัย จากการศึกษา พบว่า 5.2.1. นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนมที่เป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2476 ถึงการเลือกตั้ง ทั่วไปครั้งที่ 23 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 มีจำนวนทั้งสิ้น 23 คน เป็นเพศชาย 23 คน ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพข้าราชการครู รองลงมาได้แก่อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว นักการเมืองท้องถิ่น และทนายความ สมาชิกสภา ผแู้ ทนราษฎรทอ่ี ยใู่ นตำแหนง่ นานทส่ี ดุ คอื นายประสงค ์ บรู ณพ์ งศ์ จำนวน 11 สมัย ระยะเวลา 24 ปี รองลงมาได้แก่นายไพจิตร ศรวี รขาน จำนวน 9 สมยั ระยะเวลา 20 ปี นายอรรถสทิ ธ ์ิ คนั คาย (ทรัพยสิทธิ์) จำนวน 7 สมัย ระยะเวลา 14 ปี 11 วัน และ นายวีรวร สิทธิธรรมจำนวน 5 สมัย ระยะเวลา 15 ปี 3 เดือน 20 วันและนายศุภชัย โพธิ์สุ จำนวน 5 สมัย ระยะเวลา 9 ปี ในขณะที่ผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสั้นที่สุดคือ นายบุนนาค อนนตชัย เพียง 1 สมัย ระยะเวลา 10 เดือน เท่านั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ย้ายพรรคมากที่สุดคือ นายประสงค์ บูรณ์พงศ์ นายศุภชัย โพธิ์สุ และนายไพจิตร ศรวี รขาน เคยสงั กดั พรรคการเมอื งตา่ ง ๆ ในการสมคั รรบั เลอื กตง้ั 4 พรรคการเมือง รองลงมาได้แก่ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ย้าย 133
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190