Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore tailawpainai_book185

tailawpainai_book185

Published by ชมรมกัลยาณธรรม, 2021-03-28 13:00:28

Description: tailawpainai_book185

Search

Read the Text Version

ดร.สนอง วรอไุ ร



ดร. สนอง วรอไุ ร

ชมรมกลั ยาณธรรม www.kanlayanatam.com หนงั สอื ดอี ันดบั ที่ : ๑๘๕ ตายแลว ไปไหน ดร. สนอง วรอุไร พมิ พค รง้ั ท่ี ๑ กนั ยายน ๒๕๕๕ จำนวนพิมพ ๓,๐๐๐ เลม จดั พมิ พโ ดย ชมรมกลั ยาณธรรม ๑๐๐ ถ.ประโคนชัย ต.ปากนำ้ อ.เมอื ง ปกและรูปเลม จ.สมทุ รปราการ ๑๐๒๗๐ พสิ ูจนอ กั ษร โทรศัพท. ๐-๒๗๐๒-๗๓๕๓ และ ๐-๒๗๐๒-๙๖๒๔ พมิ พท ่ี หลงั กอ นเมฆยงั มแี สงสวาง อ. จันทรา ทองเคียน และคณะ สำนกั พมิ พก อนเมฆ โทร. ๐๘๙ ๗๘๕ ๓๖๕๐ สพั พทานงั ธัมมทานัง ชนิ าติ การใหธรรมะเปนทาน ยอ มชนะการใหท้ังปวง

คำนำจากผเู ขยี น ผูท่ีมีความเชื่อวา ตายแลวตองไปเกิดอีก จึงอยาก รูตอไปวา ตายแลวไปไหน ความรูเชนนี้จะเขาถึงไดตอง พัฒนาจิตใหเกิดปญญาสูงสุด (ภาวนามยปญญา) แลว จะรูเห็น เขาใจไดดวยตัวเองวา ตายแลวจะไปเกิดอยูใน ที่แหงใด หากประสงคจะไมเกิดอีก ตองพัฒนาจิตใหหมด กิเลส แลวความพนไปจากทุกขจึงจะเกิดข้ึนได หรืออยาก จะรูวาตนเคยเกิดเปนอะไรมา ตองพัฒนาจิตใหตั้งมั่น เปนสมาธิระดับฌาน แลวปุพเพนิวาสานุสติญาณ ยอมไป สัมผสั กบั ภพภมู ิหนหลังท่ีผานมาแลว ได สุดทายขออำนาจคุณความดี ที่มีอยูในพุทธศาสนา จงบันดาลใหทานท่ีมีสวนรวมในกระบวนกุศลกรรม จัดทำ หนงั สือเรอ่ื งตายแลวไปไหน ไดบ รรลุความสมปรารถนา จง ทุกทา นทกุ คน เทอญ ดร. สนอง วรอุไร

คำนำของชมรมกลั ยาณธรรม มีคำพูดอยูบอยๆ วา คนเราเลือกเกิดไมได อันน้ีไมตรงกับ หลกั การบางอยา งในพระไตรปฎ ก มหี ลกั ธรรมหมวดหนง่ึ ทพ่ี ระพทุ ธเจา ตรัสไววา ผูใดเจริญใหมาก กระทำใหมาก สะสมใหมากก็สามารถ ทำใหผูน้ัน สามารถไปเกิดในภพภูมิที่ตนเองต้ังจิตปรารถนาอธิษฐาน ไวได หลักธรรมหมวดนนั้ คือ ๑.สัททาสัมปทา - ถึงพรอมดวยศรัทธา ๒.สีลสัมปทา - ถึงพรอมดวยศีล ๓.จาคะสัมปทา - ถึงพรอมดวยความเสียสละ ๔.ปญ ญาสัมปทา - ถงึ พรอมดวยปญ ญา ซึง่ กไ็ มใชอ นื่ ไกล คอื สัมปรายิกัตถประโยชนน นั่ เอง ทา น อ. ดร. สนอง วรอุไร ผูรูจ ริง ตรงทางธรรม มเี มตตา อธิบายในรายละเอียดถึงโอกาสความนาจะเปนวา ตายแลวจะไปไหน สรา งเหตเุ ชน ไร ควรไดร บั ผลเชน ไร บางทา นอาจคดิ วา ยงั ไมถ งึ เวลาของ ฉนั หรอก ความจริงแลว ใครจะรูไ ดล ะ วา พรงุ นก้ี บั ชาตหิ นา อะไร จะมาถงึ กอนแน เราทกุ คนจึงไมค วรประมาท เพอ่ื ให ท่ชี อบ ทชี่ อบ ท่ี เราจะไป เปนสุคตภิ มู ิ และดีท่สี ุดคือ ไมตองเวียนกลบั มาเกิดอกี ชมรมกลั ยาณธรรม ขอมอบธรรมทานน้ี เพอ่ื นอ มบชู าอาจรยิ คณุ แดท านอาจารย ดร. สนอง วรอุไร ครผู เู มตตาและเสียสละ อุทศิ ตนเพ่ือ สอ งโคมธรรมสใู จมวลชน ขอกราบบูชาพระคณุ ในวาระวนั คลายวันเกิด ของทา นทจ่ี ะเวยี นมาถึงในเดอื นกนั ยายนน้ี ดวยความเคารพอยางสงู ขอความเจริญในธรรมจงมีแดท ุกทาน ทพญ. อัจฉรา กล่ินสวุ รรณ ประธานชมรมกลั ยาณธรรม

เกริ่นนำ ป ร ะ วั ติ ผู บ ร ร ย า ย

ไหนต า ย แ ้ล วไป ตายแล้วไปไหนพธิ กี ร : คนเราตายแลว ไปไหน? ตายแลว ยงั ตอ งเกดิ อกี หรอื เปลา ? นรก สวรรคมีจรงิ หรือไม? วญิ ญาณหรอื จติ มจี ริงหรอื ไม? อยา งไร? คำตอบเกีย่ วกับปญ หาเหลา นี้ ทา นผฟู งจะได รบั ฟง จากผรู ู ผมู ปี ระสบการณต รง จะมาบอกเลา ใหท า นไดย นิ ไดฟง อีกไมน านขา งหนา น้ีแหละคะ สำหรับอาจารยท่ีจะไดมาบรรยาย บอกเลาให ทานผูฟงไดรับทราบเก่ียวกับเรื่องตายแลวไปไหน คือทาน อาจารย ดร.สนอง วรอุไร ทานอาจารยมีภูมิลำเนาอยูท่ี ๖

ตำบลคลองหลวงแพง อำเภอเมอื ง จังหวัดฉะเชงิ เทรา ทา น มีพี่นองทั้งหมดแปดคน เปนผูหญิงสองคน เปนผูชายหก คน ตวั ทา นเปนบุตรคนท่ีส่ี บดิ ามารดาของทานมีอาชีพทำไร ทำสวน ทานอาจารย ดร.สนอง วรอุไร สนใจฝกสมาธิครั้ง แรกในสมัยท่ียังเปนเด็ก เรยี นอยูชน้ั มธั ยมศกึ ษา เมอื่ โตข้นึ ไดสมัครเขาศึกษาตอในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร บางเขน ตั้งแตปพุทธศักราช ๒๕๐๐ เรียนจบปริญญาตรีทางดานโรค พชื แลวไดถกู สงไปทำงาน เผยแพรค วามรูเกยี่ วกบั การปลกู ขา ว เพาะเหด็ อยทู างภาคอสี านตอนบน อยนู านประมาณสอง ป ระหวา งนนั้ ทา นไดแ ตง งาน และขอยา ยมาเปน อาจารยส อน ในคณะวทิ ยาศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม จากการเปล่ียนอาชีพไปเปนอาจารยในมหาวิทยาลัย จงึ มคี วามจำเปน ตอ งไปศกึ ษาหาความรใู หม ากยงิ่ ขนึ้ ไดส มคั ร เขา เรยี นในระดบั ปรญิ ญาโท ทางดานเชือ้ รา ทีม่ หาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร ซ้ำเปนครั้งที่สอง ขณะที่กำลังศึกษาอยูใน ระดบั ปรญิ ญาโททานไดรบั ทุนโคลอมโบ ใหไ ปศกึ ษาตอระดับ สูงที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เปน ๗ดร.สนอง วรอุไร

ตายแล้วไปไหนเวลานานถงึ สป่ี  และสำเรจ็ การศกึ ษาขนั้ สงู สดุ ระดบั ปรญิ ญา เอก ในสาขาวชิ าไวรสั วทิ ยา แลว จงึ เดินทางกลบั ประเทศไทย เพอ่ื กลบั มาเปนอาจารยสอนชดใชทนุ อยใู นคณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม เมื่อ ทาน ได ศึกษา จน จบ หลักสูตร สูงสุด ทาง ดาน วิทยาศาสตร เกย่ี วกับสิง่ ที่มชี ีวิตตัวเล็กสดุ คือเชอ้ื ไวรสั และ มีทักษะในการใชกลองจุลทัศนอิเล็กตรอน ซ่ึงสามารถขยาย ภาพขนาดเลก็ จนสามารถเหน็ อนุภาคไวรัสได แตไมส ามารถ ใชเครื่องมือทางวิทยาศาสตรน้ัน มาสองดูเทวดาใหเห็นได ไมสามารถสองดูภพภูมิหนหลัง ที่ตัวเองไดไปเกิดเปนสัตว อยูในภพภูมิใดๆ ได จึงไมเช่ือคำสอนท่ีพูดไวในชาดกหรือใน พระสูตรของพุทธศาสนาวา เปน ความจริง เมอ่ื ไดส ำเรจ็ การศกึ ษามาจากตา งประเทศแลว ไดเ ดนิ ทางกลับมาเมืองไทย และมีโอกาสเปดใหทานไดไปบวชเปน ภกิ ษุ เพอื่ พสิ จู นส จั ธรรมขององคส มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา ทา นไดไ ปบวชที่ วดั ปรนิ ายก กรงุ เทพฯ โดยมที า นเจา คณุ โชดก (พระเทพสทิ ธิมนุ ี ปธ.๙) เปน ผบู วชให (อุปชฌาย) และหลงั เสรจ็ สน้ิ การบวชเปน ภกิ ษุแลว ภายในวนั เดียวกนั นน้ั ทานได ๘

ยา ยไปจำวดั อยทู ค่ี ณะ ๕ วดั มหาธาตฯุ ทา พระจนั ทร กรงุ เทพฯ เพ่ือฝกกรรมฐานอยางจริงจัง กับทานเจาคุณโชดกเปนเวลา นานถึง ๓๐ วนั (บวชจรงิ ๔๓ วัน) จึงไดล าสกิ ขากลับไปเปน อาจารยสอน อยใู นคณะวิทยาศาสตร มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม จากการพฒั นาจติ ในคร้ังนั้น ไดส รางจุดเปล่ียนทีด่ ีให กบั ชวี ติ ของทา นและคนจำนวนมาก ไดม กี ลมุ คณะศษิ ยศ รทั ธา และตั้งเปนชมรมกัลยาณธรรม ชวยกันเผยแพรผลงานของ ทาน โดยการนำเอาความรูจากการบรรยายของทาน มาจัด ทำเปนเทป เปนซีดี เปนรูปเลมหนังสือแลวนำออกเผยแพร สูมวลชน หนังสอื ท่ีจัดทำแลว ไดแ กทางสายเอก ตามรอยพอ อรยิ มรรค การใชช วี ติ ทคี่ มุ คา การทำชวี ติ ใหด แี ละมสี ขุ ยง่ิ กวา สุขเมื่อจิตเปนอิสระ มาดสดใสใจเกินรอย ฯลฯ รวมถึงตลับ เทปและ MP3 จำนวนมาก เพ่ือไมเปนการเสียเวลา ขอกราบ เรียนเชิญทานอาจารย ดร.สนอง วรอไุ ร ขนึ้ เวทีบรรยายเรื่อง “ตายแลว ไปไหน” ใหญ าติธรรมไดย ินไดฟ ง ณ บดั นี้ ขอกราบ เรียนเชญิ คะ ๙ดร.สนอง วรอไุ ร

ธรรมบรรยาย ต า ย แ ล ว ไ ป ไ ห น

ดร. สนอง วรอุไร ซ่ึงตอไปนจ้ี ะเรียกตัวเองวา ผบู รรยาย ผูบรรยาย : นมสั การพระคณุ เจา สวสั ดที า นผเู จรญิ วนั นี้ เปน โอกาสอนั ดที ท่ี า นทง้ั หลาย จะไดย นิ ไดฟ ง คำพดู ทเ่ี ปน ความ จริง ท่ีพูดออกจากปากของผูบรรยาย ผูไมเคยเชื่อธรรมวินัย และพระสูตรท่ีระบุไวในพุทธศาสนามากอน รวมท้ังคำพูดท่ี ออกจากปากของภิกษุสงฆ ก็ไมเ ช่ือวาเปน ความจริง เหตทุ ่ีไม เช่ือเปนเพราะความรูในทางวิทยาศาสตร สอนคนใหเช่ือใน ความเปน เหตผุ ล หรอื เชอ่ื ในความเปน จรงิ นนั่ เอง คำวา “ตาย แลวไปไหน” ความรูทางดานวิทยาศาสตร แมจะศึกษาเลา เรียนมาจนถึงระดับสูงสุดแลวก็ตาม ไมสามารถพิสูจนไดวา เปน เรอื่ งจรงิ จงึ ไมเ ชอื่ วา เทวดามจี รงิ ไมเ ชอื่ วา สตั วน รก เปรต หรือสมั ภเวสีมีอยูจรงิ ๑๑ดร.สนอง วรอไุ ร

ตายแล้วไปไหนผูบรรยายเปนนักวิทยาศาสตรที่มีทักษะในการใช เครื่องมือขยายภาพ ท่ีเรียกวาไมโครสโคปจนเห็นจุลินทรีย แบคทเี รยี จลุ นิ ทรยี เ ชอื้ รา ขยายภาพใหใ หญข น้ึ ประมาณ ๘๐๐ เทา หรอื ๑,๐๐๐ เทา กส็ ามารถมองเหน็ จลุ นิ ทรียด งั กลาวได และยงั มที กั ษะในการใชก ลอ งจลุ ทศั นอ เิ ลก็ ตรอน ขนาดกำลงั ขยายหลายพันเทา ก็สามารถมองเห็นรูปรางของเชื้อไวรัสได แตไมสามารถมองเห็นเทวดาหรือภพภูมิหนหลังของตัวเองได จงึ ทำใหไมเ ช่อื ในสิง่ ทีเ่ ขียนระบไุ วในคมั ภรี ท างพทุ ธศาสนา หลงั จากไปปฏบิ ตั ธิ รรมตามแนวพองหนอ ยบุ หนอ ได นาน ๗ วนั ผลปรากฏวา จติ เขา ถงึ ความตง้ั มน่ั เปน สมาธสิ งู สดุ (อปั ปนาสมาธ)ิ หรอื ทเี่ รยี กวา สมาธริ ะดบั ฌาน เมอื่ ถอนจติ ออก จากความทรงฌาน จติ ไดเ ขา ถงึ ความรสู งู สดุ ทย่ี งั ขอ งเกยี่ วอยู กับโลก (อภิญญา ๕) อันไดแกความรูท่ีใชในการแสดงฤทธ์ิ (อิทธิวิธิ) การไดยินเสียงที่อยูหางไกล หรือไดยินเสียงของ สตั วใ นตางมิติ (ทิพพโสต) รคู วามคดิ ของคนอ่ืน หรอื สิ่งทคี่ น อ่ืนกระทำแลวจิตเก็บบันทึกผลไวภายใน (เจโตปริยญาณ) รู กำเนิดหนหลังท่ีผานมายาวนานขามภพชาติ (ปุพเพนิวาสานุ ๑๒

สตญิ าณ) และความรทู ่ีทำใหไปเห็นสตั วก ายทพิ ย (ทพิ พจกั ข)ุ วา เปน สิง่ ทมี่ ีอยูจ รงิ แตระบบประสาทมอิ าจสมั ผัสได หลังจากพัฒนาจิตจนเขาถึงสมาธิระดับฌานไดแลว จึงไดยืนยันวาส่ิงท่ีกลาวมาขางตนน้ันเปนเรื่องจริง มีเหตุผล ยาวนานขามภพชาติรองรับ การไปสัมผัสกับสิ่งที่ละเอียด ลึกซ้ึงเหลาน้ีมิไดเน่ืองมาจากประสาทสัมผัส แตจิตที่พัฒนา จนความถคี่ ลืน่ จติ เปน ระเบียบดแี ลวเทาน้ันจึงจะสัมผัสได ผูบรรยายไดพัฒนาตัวเองจนเขาถึงความรูทางโลก (สุตมยปญญาและจินตามยปญญา) และไดพัฒนาจิตตนเอง จนเขาถึงความรูท่ีสูงกวาปญญาทางโลก (ภาวนามยปญญา) ซ่ึงเปนความรูสูงสุด จึงสามารถรูเห็นเขาใจในสิ่งท่ีคณะของ หลวงพอพูดมาเมื่อตะก้ีน้ี วาเปนความจริงที่มีเหตุผลรองรับ และเชนเดียวกัน สิ่งท่ีผูบรรยายจะพูดตอไปนี้วาตายแลวไป ไหน ก็เปนเรอื่ งจริงเชนเดยี วกัน หากมีผูสงสัยถามวา มนุษยที่ศรัทธาในพุทธศาสนา ตายแลว ไปไหน? ผทู มี่ ปี ญ ญาทางโลกกจ็ ะบอกวา ตายแลว ไป วดั เพราะเมอื่ เดอื นทผี่ า นมายงั ไปรว มขบวนแหศ พเพอื่ นในวดั ๑๓ดร.สนอง วรอไุ ร

ตายแล้วไปไหนขนึ้ สเู ชิงตะกอนเผาศพ คอื ยงั หนีไมพนพระสงฆตอ งรบั ภาระ ทำพิธีเผาศพให ท่ีพูดเชนนี้ก็เพราะวาบุคคลทั่วไปสามารถรู เห็นเขาใจไดส มั ผสั ไดวา เปน ความจรงิ ในระหวา งงานศพ ได มีหมูภิกษุสงฆมารวมกันสวดมนตใหกับศพ ตามที่หลายคน เขาใจกัน ในบางคร้ังมีภิกษุบางรูปลุกขึ้นแลวเดินตรงไปยัง หบี บรรจศุ พ ใชม ือเคาะเบาๆ ทโี่ รงศพ แลวพูดวา “โยมไปท่ี ชอบๆเถิด” หากทา นไดย นิ ไดฟง คำท่พี ระพูดเชนนแ้ี ลว ลอง คดิ ดูสวิ า ศพน้นั จะรับรสู ง่ิ ทพี่ ระภิกษพุ ดู ไดไหม? ถาเปนนักวิทยาศาสตรเขาจะพิสูจนดวยการไปพูด ใหคนนอนหลับสนทิ (จิตตกภวงั ค) ฟง เม่ือเขาต่นื ข้ึนมา แลว ลองไปถามเขาดูสวิ า เม่ือก้ไี ดพ ดู ใหฟ งไดย นิ ไหมวา พูดถึงเรื่อง อะไร? จติ ทต่ี กภวังคเปน จติ ทไี่ มม ีเกดิ -ดับ เปนจติ ทท่ี ำงานไม ได ไมสามารถรูคดิ นกึ ได ดังนนั้ คนนอนหลบั จิตจึงไมรบั รสู งิ่ กระทบจากภายนอก และยิ่งคนท่ตี ายไปแลว จติ ยอมเคล่ือน ออกจากรา งกายทเี่ ปน ศพ แลว โคจรไปหารา งใหมเ ขา อยอู าศยั ทำกิจกรรมใหก ับชีวิต ศพทนี่ อนนง่ิ อยใู นโลงศพจงึ ไมส ามารถรบั รสู งิ่ ใดๆ ได ไมรับรูเสียงท่ีเกิดจากการเคาะฝาโลงศพ ไมรับรูเสียงที่เกิด ๑๔

จากการพูดของภิกษุสงฆ ไมรับรูแมกระท่ังอาหารท่ีถูกนำไป ไวใ หศ พไดบ รโิ ภค ดงั นนั้ การกระทำดงั กลา วจงึ เปน พฤตกิ รรม ของผูไมร ูจริง หรือผรู ไู มจริง อยา งน้ีนกั วิทยาศาสตรจงึ ไมเชอ่ื วาเปนความจริง และย่ิงไปรูลึกถึงขณะยังมีชีวิต หากศพนี้ ยังมีพฤติกรรมไมดีเชนเสพสุราจนมึนเมาไมไดสติ หรือชอบ ทบุ ตที ำรา ยผอู ยรู อบขา งอยเู สมอ หากเชอ่ื ในคำกลา วของภกิ ษุ ที่ไปเคาะฝาโลงศพหรือเคาะที่ขางโลงศพ ลองคิดดูวาที่ชอบ ของคนท่ีขาดสตจิ ะเปนอยา งไร ผูรู รูวาซากศพท่ีนอนสงบนิ่งอยูในโลงศพ ในที่สุด แลว ถกู นำไปเผาหรอื ฝง ดนิ ธาตทุ เ่ี ปน องคป ระกอบของรา งกาย ตา งแยกยา ยกลับสูธ รรมชาติดงั้ เดิม ลมสลู ม ไฟ (พลังงาน) สู ไฟ น้ำสูน้ำ และดินสูดินท่ีมีอยูในธรรมชาติดั้งเดิม ดังนั้นผู รูจริงแทจึงไมมีจิตเปนทาสของวัตถุใดๆที่เปนส่ิงสมมุติ และ ย่ิงกวานั้นผูรูจริงแทยังไดรูวา พลังงานจิตหรือที่เรียกวาจิต วญิ ญาณ ทเ่ี คยเขา ไปอยแู ละอาศยั รางกายประกอบกรรมนั้น ตา งหากละ ที่โคจรไปตามแรงผลักของกรรม ผบู รรยายเคยไปเหน็ จติ ตวั เองเคลอ่ื นออกจากรา งกาย น้ี จงึ ไดเ ขา ใจการโคจรของจติ ทห่ี ลดุ ออกจากรา งกายเกา และ เขาไปอยอู าศยั ในรางกายใหม นับภพนับชาตไิ มร จู บ ๑๕ดร.สนอง วรอไุ ร

ตายแล้วไปไหนดงั นน้ั คำถามทว่ี า ตายแลว ไปไหน? จงึ ตอบไดเ ปน สอง ทางคอื ตายแลว ไปวัด เพือ่ ใหภิกษุจดั ทำพธิ กี รรมเกี่ยวกบั ศพ สวนจิตวิญญาณที่หลุดออกจากราง จะถูกแรงของกรรมผลัก ดันใหไ ปเขา อยูอาศยั ในรางใหม การบรรยายในวนั นเี้ รอ่ื ง ตายแลว ไปไหน? ผบู รรยาย จึงมุงเนนการโคจรไปเกิดใหมของจิตวิญญาณ คนท่ีจะเขาถึง ความจริงเชนนี้ได ตองเปนผูท่ีพัฒนาจิต (สมถภาวนา) จน กระทั่งเกิดปญญาสูงสุดระดับโลกิยะ หรือท่ีเรียกวาโลกิย ญาณไดแลวเทาน้ัน จึงจะรูถึงการโคจรของจิตวิญญาณไปสู ภพตางๆ ตาเนอ้ื ตาหนงั ยอ มรเู หน็ เขา ใจวา สตั วท ม่ี าเกดิ อยใู น ภพมนษุ ยม อี ยจู รงิ สตั วท มี่ าเกดิ อยใู นภพตริ จั ฉานมอี ยจู รงิ แต สัตวในภพอื่นๆ ท่ีมีรูปนามละเอียด สัตวท่ีมีแตรูปที่ละเอียด หรือสัตวท่ีมีแตนามเพียงอยางเดียว ตาเน้ือตาหนังที่ทำงาน ดวยระบบประสาทไมสามารถสัมผัสได แตจิตที่พฒั นาดีแลว เทานั้น จึงจะสามารถสัมผัสเห็นสัตวนรก สัตวเปรต สัตว อสรุ กาย เทวดา และพรหม วา มีอยจู ริงในวัฏสงสารน้ี ๑๖

จติ ทพ่ี ฒั นาจนเกดิ โลกยิ ญาณ โดยเฉพาะปญ ญาสงู สดุ ทีอ่ ยเู หนือการทำงานของประสาทสมั ผัส ที่เรียกวา เจโตปรยิ ญาณ อันเปนความรูสูงสุดที่สามารถรูใจผูอ่ืนได เคยเกิดขึ้น กับครบู าอาจารยผ สู อนกรรมฐานใหกบั ผูบรรยาย ในครง้ั ทไ่ี ป ปฏบิ ตั ธิ รรมอยทู ค่ี ณะ ๕ วดั มหาธาตฯุ ซงึ่ มอี ยวู นั หนง่ึ ขณะนง่ั ลอ มวงฉนั ขา ว (ภัตตาหาร) ผูบ รรยายเปนภกิ ษุบวชใหม และ ยังมีจิตอยูใตอำนาจของกาม ขาวท่ีฉันคำไหนมีรสชาดอรอย ขณะที่กำลังเคี้ยวคำขาว ทานเจา คุณโชดกไดช้ีมาทผ่ี บู รรยาย แลว พดู ขน้ึ วา คณุ ตอ งกำหนดวา “อรอ ยหนอๆๆๆๆ” คำไหน ไมอ รอ ย ทานมไิ ดบอกใหก ำหนด ในสมัยนน้ั ปญ ญาของผูบรรยายยงั ดอยอยู จงึ ไมร ูวา ครูบาอาจารยหย่ังรูไดอยางไร แตในปจจุบันเมื่อปญญาเห็น แจงมีกำลังกลาแข็งข้ึน ตองกำหนดทั้งคำขาวที่อรอยและไม อรอ ย จติ จงึ จะเปนอิสระจากกามได และยังมีอีกครั้งหนึ่ง ที่ผูบรรยายคิดหนีออกจาก วัดมหาธาตุฯ เพื่อไปอยูปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข จังหวัด สุราษฎรธานี และในคืนวันเดียวกันน้ัน เวลาประมาณ ๒๐ นาิกา ซ่ึงเปนเวลาของการสอบอารมณ เมื่อภิกษุผูรวม ๑๗ดร.สนอง วรอุไร

ตายแล้วไปไหนปฏิบัติธรรมมาชุมนุมกันพรอมแลว ทานเจาคุณฯไดมองมา ที่ผูบรรยาย แลวพูดข้ึนวา “จะหนีไปไหน ก็หนีใจตัวเองไม พน จงอยแู ลว สสู ”ิ ผูบรรยายจงึ ไดถ ามครอู าจารยว า จะใหสู อยา งไร ทา นบอกใหก ำหนดวา “คดิ หนหี นอๆๆๆๆ” ไปเรอ่ื ยๆ ซ่ึงผบู รรยายไดน ำวิธีการดังกลา วไปปฏิบตั ิ ผลปรากฏวา ไมไ ด หนีไปไหน ยงั คงอยปู ฏบิ ตั ิที่คณะ ๕ จนครบกำหนดเวลา ทั้งสองเร่ืองท่ียกข้ึนมาบอกเลาใหฟงนี้ ก็เพื่อจะช้ี ใหเห็นวาผูท่ีมีจิตพัฒนาดีแลวยอมเขาถึงเจโตปริยญาณ อัน เปนความรูสงู สุดทย่ี ังของเก่ยี วอยูกบั โลกได หลงั จากทผี่ บู รรยายไดพ ฒั นาจติ จนเขา ถงึ โลกยี ญาณ (ปุพเพนวิ าสานสุ ติญาณ) ไดแ ลว การไปรูเหน็ ภพภูมหิ นหลงั ของตวั เอง ถงึ กับทำใหภิกษุบวชใหมต องน้ำตาหยด ดวยไปรู วา ตัวเองน้ันโงส ุดๆ นำพาชวี ติ เวียนตายเวียนเกิดมาอนนั ต มี แตร า งกายเทา นน้ั ทด่ี บั ไปชาตแิ ลว ชาตเิ ลา จติ ไมเ คยดบั จติ ทมี่ ี กเิ ลสคา งคาอยภู ายใน จงึ ตอ งโคจรเขา ไปอยใู นรา งใหมซ ำ้ แลว ซำ้ เลา เรอื่ ยไป จนกระทงั่ ไดโ คจรเขา มาอยใู นรา งทเ่ี ปน ปจ จบุ นั ทท่ี านไดเ หน็ อยูน้ี ๑๘

สิ่งที่บอกเลาใหฟงน้ีเปนประสบการณตรงของผู บรรยาย ตองขออภัย หากทานฟงแลวไมเขาใจ ถือวาเปน เรอ่ื งปกติ ทผ่ี บู รรยายเหน็ เพย้ี นไปเอง ทไ่ี ปรคู วามจรงิ ทอี่ ยนู อก เหนือระบบประสาทสมั ผสั แตข อบอกวา รา งกายเปนเคร่อื ง มือใหจิตไดพัฒนา หากมีทานใดปรารถนาพิสูจนสัจธรรมน้ี ยอมมีโอกาสเขาถึงได ดวยการพัฒนาจิตตามแนวของสมถ กรรมฐาน จนกระทั่งจิตเขาถึงความต้ังม่ันแนวแน หรือเขา ถึงสมาธิระดับฌาน ยอมมีโอกาสสัมผัสความจริงท่ีบอกมา น้ีได และยอมรูวาชีวิตของมนุษยและสัตว มิไดยืนยาวเทาที่ ตาเห็น แตยืนยาวอยางไมรูจบ ตราบเทาท่ีกิเลสยังมีอำนาจ ครองใจ ใครผูใดเขา ถงึ สภาวธรรม เชน นีไ้ ดแ ลว ยอมพถิ พี ถิ นั ในการดำเนนิ ชีวติ เปลี่ยนพฤติกรรมในการคิด พดู ทำ ไปใน ทางทถี่ กู ตอ งชอบธรรม คดิ พดู ทำแลว ไมผ ดิ กฎหมาย ไมผ ดิ ศลี และไมผดิ ธรรม ๑๙ดร.สนอง วรอไุ ร

สจั ธรรม ค ว า ม จ ริ ง ข อ ง ชี วิ ต

ผูบรรยายไดเดินทางไปเผยแพรสัจธรรมยังที่ตางๆ เพ่ือใหคนท่ีไมรูความจริงเร่ืองของชีวิตไดรับรู สวนเขาจะ เช่ือหรือไมน้ันเปนสิทธิสวนตัวของเขา ผูรูจะไมเขาไปกาว ลวงในชีวิตของคนอื่น แตผูรูจะพัฒนาตัวเองใหมีพฤติกรรม ถูกตรงตามธรรม แลวแสดงเปนตัวอยางใหมวลชนสัมผัสได ดังนัน้ แตละชีวิตมีการกระทำ (กรรม) เปนของตัวเอง บุคคล ใดจะประพฤติอยางไรยอมมีศรัทธาเปนตนเหตุ ผูมีความ เห็นผิด ยอมศรัทธาในสิ่งผิด สิ่งที่เปนอกุศลธรรม เชน ด่ืม สรุ า เลน การพนนั คบคนชว่ั เปน มติ ร ฯลฯ เมอ่ื ใดทกี่ ารกระทำ ไมดีใหผล ยอมมีทุกขมีโทษเกิดขึ้นกับชีวิตได ตรงกันขาม บุคคลที่มีความเห็นถูก ยอมศรัทธาในส่ิงท่ีถูกตองชอบธรรม เมอ่ื ใดทก่ี ารกระทำแตใ นสงิ่ ทด่ี ใี หผ ล ยอ มมชี วี ติ สะดวกราบรน่ื และมคี วามสุข ๒๑ดร.สนอง วรอไุ ร

ตายแล้วไปไหนผูบรรยายมีเร่ืองจริงที่เกิดขึ้น และประสงคบอก เลาใหผูฟงไดทราบวา มีนักธุรกิจอยูทานหน่ึง เจ็บปวยดวย ล้ินหัวใจทำงานผิดปกติ เขาไดเดินทางไปยังกรุงเทพฯ เพ่ือ ใหแพทยผูมีความเชี่ยวชาญไดบำบัดรักษา ณ โรงพยาบาล แหงนั้น ผูปวยไดเขาพักอยูในหองซีซียู และนางพยาบาลได นำเคร่ืองวัดคล่ืนหัวใจ มาติดต้ังใหกับตัวคนไข การเตนของ หัวใจที่เห็นจากภาพของเคร่ืองวัดคล่ืนหัวใจ ปรากฏวาเปน เสนขึน้ ลงสลับกนั ไปมาอยางผิดปกติ มีอยูวันหน่ึง หัวใจเกิดหยุดเคลื่อนไหว ภาพที่เห็น จากจอของเครื่องฯ ปรากฏเปนเสนตรงอยูในแนวระนาบ ภาพของเสนตรงน้ีปรากฏอยูนาน ๕ นาที หลังจากน้ันภาพ ไดกลับมาสูเสนขึ้น-ลงที่ผิดปกติเหมือนเดิม หลังจากน้ัน หมอที่เปนเจาของคนไข ไดทำการผาตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจให ใหม แลวเยียวยารักษาจนมีอาการเปนปกติเหมือนคนท่ัวไป หลังจากนั้นไดบวชเปนภิกษุ อุทิศผลบุญชดใชหนี้เวรกรรม ใหกับเจากรรมนายเวร แลวสึกออกมาอยูในเพศฆราวาส สานตอธรุ กจิ ท่ีทำอยูกอ นเขารบั การบำบัดรกั ษา ๒๒

หลังจากนั้นผูบรรยายไดมีโอกาสพบและสนทนาอยู กบั เขา จึงไดร ถู งึ ประสบการณท่เี ขาไดไปพบเห็นมาวา นกั ธุรกจิ : ในขณะที่คลน่ื หัวใจเปนเสน ตรงๆ นาน ๕ นาทีนั้น ผมไดตายไปจากโลกมนุษย แลวไปอยูในรางท่ีเปน ทิพย มีผูชายสูงใหญ (ยมทูต) สองคน นุงผาเต่ียวสีแดงไม สวมเสือ้ มานำผมไปเมืองนรกนานสองวัน ผูบรรยาย : ชายท่ีนุงผาเต่ียวสีแดง มานำคุณไปเมือง นรกทำไม นักธุรกจิ : เขามาพาผมไปดูผลงานของสัตวนรก ที่ กำลังเสวยอกุศลวิบาก สัตวนรกทุกตัวไมมีเสื้อผาสวมใส ตอ งเข็นของหนกั ลากของหนักอยูตลอดเวลา สตั วน รกตัวใด หยุดพักจะถูกผูคุมรางสูงใหญฟาดดวยตะบองเหล็กท่ีมีขนาด ใหญและตรงปลายเปนปุมแหลมคลายหนาม จนลมลุกกัน ระเนระนาด ผูบรรยาย : สตั วน รกทถ่ี กู ฟาดจนลม มกี ารรอ งโอดครวญ เจ็บปวดบา งไหม ๒๓ดร.สนอง วรอไุ ร

นักธุรกจิ : ไมมีใครรองโอดครวญ สัตวนรกทุกตัวที่ ถูกฟาดจนลม ตางนงิ่ ตางรบี ลกุ ข้นึ มาลากของหนกั เข็นของ หนกั ไปเหมอื นเดมิ หากหยดุ ทำงานกถ็ กู ตะบองเหลก็ ฟาด ตอ ง ทำงานเร่ือยไปไมร ูจบสิน้ ผูบ รรยาย : คณุ มคี วามรสู กึ อยา งไรบา ง ทเี่ หน็ สตั วน รก กำลงั ถูกทรมานเชน นั้น นกั ธรุ กจิ : ผมกลัวมากและอยากกลับเมืองมนุษยให เร็วทีส่ ดุ ผูบรรยาย : แลว คนทนี่ ุงผา เตย่ี วสแี ดง เขาพาคณุ ไปดู อะไรอกี นกั ธุรกจิ : เขาพาผมไปดสู ถานทเี่ กา ๆ โทรมๆ และชน้ื แฉะ มสี งิ่ ของวางระเกะระกะไมเปนระเบียบ ผบู รรยาย : คุณลองเปรียบเทียบใหดูสิวา สถานท่ีที่คุณ ไปเห็น มีอยูท ีไ่ หนในเมืองมนุษยบาง นักธรุ กิจ : ไมม เี ลยครบั ผมเห็นแลว สลดหดหใู จอยา ง มาก ผมอยากใหเ ขาพากลบั ไปเมอื งมนษุ ยใ หเร็วทีส่ ดุ ๒๔ ตายแล้วไปไหน

นักธรุ กจิ คนท่ีผูบรรยายไดไปสนทนาดว ย บดั น้เี ขาได ตายจากโลกมนุษยน้ีไปแลว และจิตวิญญาณของเขาไดโคจร ไปเกิดเปนสัตวนรก เสวยอกุศลวิบาก ตามท่ีเขาไดไปเห็น มาสองวันน่ันเอง น่ีเปนเคร่ืองแสดงวาการตายแลวฟนของ นักธุรกิจคนนี้ หลังจากฟนข้ึนมาแลวยังประมาท ประพฤติ ตนอยูในอกุศลธรรม มีอายุยืนยาวอยูไดเพียงปเศษจึงตอง ตายจากความเปนมนุษย แลวไปเกิดเปนสัตวอยูในภพนรก ตามทีเ่ ขาไปเห็น ไมสามารถพฒั นาจติ ใหพน จากนรกได ดว ย เหตยุ ังคงประพฤตคิ ดโกงคา แรงคนงาน โดยใชใ หท ำงานหนัก แตจ ายเงนิ คา แรงใหนอ ย หรือไมจ า ยตามท่ีไดตกลงกันไว ยังมีอยูอีกเร่ืองหน่ึงซ่ึงเปนเรื่องของพระภิกษุสงฆผู เปนเจาอาวาสของวัดแหงหน่ึง ที่ตั้งอยูบนยอดดอยกลางปา หลังจากทผ่ี ูบรรยายไดคบหาสมาคม และสนทนาธรรมอยูก บั ทา นนานพอสมควร จนเปน ที่คนุ เคยแลว พระภิกษสุ งฆร ูปนี้ ไดบอกเลาใหผูบรรยายฟงถึงเรื่องท่ีทานไดพูดคุยกับยมบาล ที่มาหาในคืนกลางดึกของคืนวันหนึ่ง โดยปรากฏเปนคนท่ีมี รางกายสงู ใหญ เดนิ ผา นไปทางชอ งหนา ตางของกุฎเิ มื่อเวลา ประมาณตหี นงึ่ เศษ โดยทา นไดพ ดู กบั ผบู รรยายวา ในคนื กลาง ๒๕ดร.สนอง วรอไุ ร

ตายแล้วไปไหนดึกวันหนึ่ง ขณะท่ีทานจำวัดอยูในกุฎิบนยอดดอย ไดเห็นคน ท่ีมีรางสูงใหญเดินผานไป จึงไดถามออกไปวา ใครนะ และ มีเสียงตอบกลับมาวายมบาล เม่ือพระภิกษุสงฆไดยินเสียง ตอบกลบั จงึ ไดพ จิ ารณาวา พระภกิ ษสุ งฆเ ปน มนษุ ย แตย มบาล เปน เทวดา การทจ่ี ะมาพดู คยุ กนั ผา นทางชอ งหนา ตา งเปน การ ไมส มควร ไมใหเกยี รติเทวดาทต่ี นเปนมนษุ ย จึงลกุ ขึน้ เดนิ ไป เปดประตกู ุฏิ แลวเชญิ เทวดาใหเ ขามาพูดคุยกนั ขา งใน ซง่ึ คำ ทีส่ นทนากันมดี ังนี้ พระภิกษสุ งฆ : ทานมาทีน่ ี่ทำไมในยามวกิ าลเชน น้ี ยมบาล : ขา พเจา มารอรบั วญิ ญาณของพระภกิ ษสุ งฆ รปู หนงึ่ ทีจ่ ะตายในคืนวนั น้ี เพือ่ นำไปชำระโทษในเมืองนรก พระภิกษสุ งฆ : พระภิกษุสงฆรูปน้ันเปนใคร และมีช่ือวา อะไร? ยมบาล : พระภกิ ษสุ งฆร ปู ทข่ี า พเจา มารอรบั วญิ ญาณ กค็ อื ทา นน่นั แหละ พระภกิ ษสุ งฆ : ทำไมอาตมาจะตอ งตายในคนื วนั นแี้ ละตอ ง ไปรับโทษในเมอื งนรก ๒๖

ยมบาล : เหตุที่ตองตายในคืนวันนี้เพราะเจากรรม นายเวรของพระคณุ เจา เขามาขอรอ งใหน ำวญิ ญาณของทา น ไปพพิ ากษาโทษ ในสมยั ทพ่ี ระคณุ เจา ยงั เปน เดก็ อาศยั อยกู บั แม ไดป ระพฤติปาณาตบิ าตกับกงุ หอย ปู ปลา ทีอ่ ยใู นทอ งนา จึง ตองลงไปเกิดในนรก พระภกิ ษุสงฆ : อาตมา เปน พระบวชใหม ยังทำความดไี ว ไมมากเทาไร ขออยเู พือ่ ทำความดีใหม มี ากกอ น แลวจึงจะไป กับทาน ยงั ไงๆ ก็จะไมไปกบั ทานในเวลานี้ ยมบาล : ถาเชน น้ันอกี ๑๒ ปมนษุ ย ขา พเจาจะกลับ มาหาพระคณุ เจา ใหม ยมบาลโดนลูกตื๊อไมยอมไปของมนุษย เพราะพระ ภกิ ษสุ งฆไ มย อมตายในคนื วนั นน้ั แตห ากผใู ดไดร บั การผดั ผอ น ที่จะมีชีวิตอยูตอ ยอมไมเกิดข้ึนไดเหมือนกับกรณีที่พระภิกษุ สงฆไ ดพ บกบั ยมบาล ผมู อี ำนาจโดยตรงในการตดั สนิ ชวี ติ ของ สัตวผูมีจิตเปนทาสของกาม ถือวาพระภิกษุสงฆรูปน้ันเปน ผูมีโชคดี ท่ียมบาลมารอรับจิตวิญญาณ แลวยังสามารถตอ รองใหชีวิตยังคงอยูได เพ่ือใหประกอบกรรมดีใหมีมากยิ่งข้ึน ๒๗ดร.สนอง วรอุไร

ตายแล้วไปไหนผูบรรยายไดประเมินเวลาท่ียมบาลไดใหโอกาสแกพระภิกษุ สงฆรูปนั้น แลวยังมีเวลาเหลืออีกประมาณสองปเศษ จึงจะ มโี อกาสพบกบั ยมบาลอกี เปน ครงั้ ทสี่ อง เมอื่ พบกนั แลว จะรวู า ความดที ีม่ นษุ ยไ ดทำไวแลว นนั้ สามารถจะเปน เครอ่ื งประกัน ไมใหลงไปเกดิ ในนรกไดจ รงิ หรอื ไม คนท่ัวไปไมมีโอกาสไดพบกับนายใหญของยมโลก เชนพระภิกษุสงฆรูปนั้น มนุษยผูมีจิตเปนทาสของกาม เม่ือ ตายแลว ยมทูตคือทูตผูนำจิตวิญญาณของคนตายไปใหพระ ยม (ยมบาล) ลงโทษในเมืองผี (นรก) เมื่อพบกบั ยมทตู แลว โอกาสตอ รองใหม ชี วี ติ อยตู อ ยอ มไมเ กดิ ขน้ึ ได ดงั นนั้ บคุ คลไม พงึ ประมาท ทำแตความดอี ยทู กุ ขณะตน่ื เพอ่ื ใหจ ติ วญิ ญาณมี บญุ สั่งสมไวเปนปจ จัยเดนิ ทางสูสุคติภพในโลกหนา ๒๘

โลกธรรม บุ ค ค ล ที่ ห ล ง ผิ ด

ตายแล้วไปไหนเมื่อพูดกันถึงคำวา “กาม” ไมใชเรื่องท่ีหยาบคาย แตกามหมายถึง สิ่งที่นาปรารถนานาใครของปุถุชนคน ท่วั ไป อาทิ กิเลสเปนกาม เปน ส่งิ ท่นี า ปรารถนานาใคร ที่คน จำนวนหนงึ่ เอาจิตเขาไปเปน ทาสของโลกธรรม (กเิ ลสกาม) เชน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แลวทำใหเกิดเปนกามสุขขึ้น กับจิตท่ีมีความเห็นผิดไปจากธรรม เม่ือใดที่จิตใจตองเผชิญ กับความเส่อื มลาภ เสือ่ มยศ นนิ ทา ทุกข เม่อื นัน้ จติ ยอมเกดิ อารมณข องกามทุกขข ึ้น นอกจากนี้แลวบุคคลผูไมรูจริง ยังเอาจิตเขาไปเปน ทาสของอายตนะภายนอก เชน รปู เสยี ง กล่ิน รส สัมผัส ๓๐

ทางกาย หากอายตนะภายนอกท้ังหาน้ี ทำใหเกิดเปนอารมณ ที่นาปรารถนานาใครก็จะเกิดเปนกามสุขขึ้นกับจิต ตรงกัน ขา ม หากอายตนะภายนอก เปน สง่ิ ทไี่ มน าปรารถนาไมนาใคร อาทิ ตาเหน็ รูปอปั ลกั ษณ หูไดส มั ผัสเสียงกน ดา จมูกไดส มั ผัส กับกล่ินเหม็น ล้ินไดสัมผัสกับรสชาติของอาหารท่ีไมอรอย รา งกายสมั ผสั กบั อากาศทร่ี อ นอบอา ว จติ ยอ มรบั เอาอายตนะ ภายนอกเหลา นี้ เขาปรุงอารมณไ มด ี อารมณของกามทกุ ขจงึ เกิดขึ้นได เมอื่ ผฟู ง ไดทราบความหมายของคำวากามแลว และ ยังมีชีวิตตกเปนทาสของกาม ตายแลว จิตวิญญาณยังตอง ถูกกิเลสกาม ผลักดันใหโคจรไปเกิดเปนสัตวที่มีรูปนามอยู ในกามภพ (ภพนรก ภพเปรต ภพอสรุ กาย ภพติรัจฉาน ภพ มนุษยแ ละภพสวรรค) ได กามภพเหลาน้อี ยภู ายใตการกำกับ ดูแลของพญายม ซ่ึงหมายความวา ผูที่ยังมีจิตอยูใตอำนาจ ของกเิ ลสกาม ยงั ตอ งพบกบั พญายมหรอื ยมบาลแนนอน เมอ่ื ถามวา “พญายม” เปน ใคร กต็ อบไดว า เปน เทวดา ชัน้ ผใู หญ ที่ทำหนาที่ตัดสินชีวติ ของสรรพสตั ว ท่ยี งั มจี ิตเปน ทาสของกาม ใหไ ปเกดิ เปน สตั วต วั ใหม อยใู นกามภพทมี่ คี วาม ๓๑ดร.สนอง วรอไุ ร

ตายแล้วไปไหนสขุ ความสบาย (สคุ ตภิ พ) หรอื ใหไ ปเกดิ เปน สตั วต วั ใหม อยใู น กามภพทมี่ คี วามทกุ ขย ากลำบาก (ทคุ ตภิ พ) ตามหลกั ฐานของ กุศลกรรม หรืออกุศลกรรม ท่ถี ูกเก็บบันทกึ ไวใ นดวงจิต ดังน้ันเมื่อไดยินไดฟงผูรูมาบอกกลาวแลว พึงหัน กลับมาดูตัวเองวา จะพัฒนาจิตใหมีบุญส่ังสมหรือจะทำราย จิตใหเศราหมองดวยบาปอกุศลก็พึงเลือกเอาตามที่ชอบเถิด พญายมมิไดเ ปน เทวดาทโี่ หดราย แตเ ปน เทวดาที่ทำหนา ที่ได อยางถูกตรงตามธรรม ดวยเหตุน้ีมนุษยผูมีกรรมช่ัวเมื่อตาย แลวไปเจอกับพญายม และหวังที่จะติดสินบนกับพญายม เพื่อใหการตัดสินของตัวใหไปเกิดใหมในสุคติภพจะไมเกิดข้ึน ได ไมเ หมอื นกบั มนุสฺสเปโตบางคน ทซี่ อ้ื ความผิดของตัวเอง ดว ยทรพั ย หรอื สง่ิ ของ เพอ่ื จงู ใจบคุ คลใหป ระพฤตผิ ดิ ตอ หนา ท่ี (สนิ บน) พญายมทำหนา ทซ่ี อื่ ตรงตอ กฎแหง กรรม คอื ทำดตี อ ง ไดดี ทำช่วั ตอ งไดร ับผลชว่ั แนนอน ซึ่งตรงกันขามกับมนุษย ใชกฎหมายและหลักฐาน การทำความผิดเปนเคร่ืองตัดสินชีวิตของบุคคล มนุษยที่มี กิเลสอยูในดวงจิตจึงคิดบัญญัติกฎหมายใหมีชองโหว เพื่อให ๓๒

คนฉลาดแกมโกงเอาตวั รอด นอกจากนม้ี นษุ ยท ฉ่ี ลาดแกมโกง ยงั สรา งหลกั ฐานทไ่ี มต รงกบั ความเปน จรงิ (หลกั ฐานเทจ็ ) หรอื แมก ระท่ังทำลายหลักฐาน มใิ หตรวจสอบไดวา ตนไดกระทำ ความผดิ ไว ผูรูจริงไดเห็นพฤติกรรมของคน ท่ีคิดพูดทำในส่ิงท่ี ทศุ ลี ไรธ รรม แลว เกดิ ความสงสาร เพราะรวู า ไมม ใี ครสามารถ ทำรา ยตวั เราไดมากเทากบั จติ ทำรายตัวเอง หากทำจิตใหสงบ แลวพิจารณาสัจธรรมที่กลาวถึง ยอมรูเห็นเขาใจในประโยค ดงั กลาว วาเปน สิง่ ท่จี ริงแทแนน อน ผูใดเขาถึงความจริงเชน นี้ได ยอมระมัดระวังในการคิด พูด ทำของตัวเอง ดวยรูวา กรรมท่ีบุคคลไดกระทำใหสำเร็จลงแลวยอมไมสูญเปลา ผล ของการกระทำยังคงถูกเก็บบันทึกไวใ นดวงจติ ทุกขณะต่นื จิตมีการทำงาน จิตยอมสั่งรางกายใหมีการคิด การ พดู และการกระทำ แลว ผลของกรรมยอ มถกู เกบ็ ไวใ นดวงจติ เปน สัญญา หากเปน สญั ญาที่ดีกค็ อื บุญ เปนสญั ญาที่ไมดีกค็ อื บาป บคุ คลจงึ มีบญุ และมบี าปติดตวั มาแตช าตปิ างกอ น ยงั มี บญุ และยงั มบี าปทท่ี ำในชาตปิ จ จบุ นั ถกู เกบ็ บนั ทกึ ไวใ นดวงจติ อกี ดว ย ๓๓ดร.สนอง วรอไุ ร

ตายแล้วไปไหนผูบรรยายไดพัฒนาจิตจนเขาถึงปญญาสูงสุดท่ีเรียก วา ภาวนามยปญญา จึงสัมผัสชีวิตไดยาวไกลขามภพขาม ชาติยาวไกล เกินกวาท่ีตาเนื้อตาหนังจะสัมผัสได จึงไดพูด เรื่องตายแลวไปไหนไดอยางถูกตรงและกวางไกล พรอมทั้ง บอกวิธพี สิ ูจน ใหท า นทีส่ นใจไดนำไปประพฤติปฏบิ ัติ กอนที่จะเดินทางมาบรรยายที่จังหวัดชัยภูมิ ไดมี โอกาสดูขาวน้ำทวม ที่แพรภาพอออกทางจอโทรทัศน เห็น ผูประสบภัยพิบัติ ดวยถูกน้ำทวมแลวใหสงสาร เพราะเขา เหลานั้นไมรูจริง จึงเกิดความประมาท มิไดพัฒนาจิตใหมี บุญส่ังสม ผูมีบุญปรารถนาสิ่งใดยอมไดสิ่งนั้น ปรารถนา มิใหน้ำทวมบานยอมเกิดไดดวยมีบุญเปนตนเหตุ ทานที่เขา มาฟงผูรูบอกกลาวจะพิสูจนไหมวาคำพูดน้ีเปนสัจธรรม หากประสงคจ ะพสิ จู นต อ งพฒั นาใหจ ติ ของตวั เองมบี ญุ สงั่ สม แลว ความเปนจริงดงั กลา วจึงจะเกดิ ข้ึนได ๓๔

ศักยภาพ ก า ร พั ฒ น า ป ญ ญ า

ตายแล้วไปไหนทีนี้หันมาพูดกันถึงเรื่องของปญญาหรือความรูซ่ึงมี ความหมายเปน อยา งเดยี วกนั มนษุ ยม คี วามสามารถหรอื เรยี ก วามีศกั ยภาพในการพัฒนาปญ ญาไดถงึ สามระดับ คอื ปญญาท่ีเกดิ จากการฟง การอาน (สตุ มยปญ ญา) ปญ ญาทเ่ี กดิ จากคดิ หรอื จนิ ตนาการของจติ (จนิ ตามย ปญ ญา) และสดุ ทา ยเปน ปญ ญาสงู สดุ (ญาณ) ทมี่ นษุ ยส ามารถ พัฒนาและเขาถึงได คือปญญาท่ีเกิดจากการพัฒนาจิต (ภาวนามยปญ ญา) ปญญาสูงสุดมีอยูสองระดับ ผูใดพัฒนาจิต (สมถ ภาวนา) จนเขาถึงสมาธิแนวแน หรือที่เรียกวาเปนสมาธิ ในฌาน แลวถอนจิตออกจากฌาน ปญญาสูงสุดที่ระบบ ๓๖

ประสาทไมสามารถสมั ผสั ได แตจ ิตท่พี ฒั นาจนมีความถีค่ ลืน่ จิตเปนระเบียบไดแลวยอมสามารถรูเห็น เขาใจความจริง (เหตุผล) ที่อยเู หนอื ระบบประสาทสมั ผัสไดเชน เดนิ บนผิวนำ้ ได ลอยตัวในอากาศได (อิทธิวธิ ิ) สามารถไดยนิ เสียงทีอ่ ยูหางไกลได (ทิพพโสต) สามารถรคู วามคดิ ของคนอ่ืนได (เจโตปริยญาณ) เห็นภพภูมิที่ตนเวียนตายเวียนเกิดมาแลวแตอดีตได (ปุพเพนวิ าสานุสติญาณ) และสามารถเห็นสัตวที่มีรางกายเปนทิพย (ทิพพ จกั ข)ุ ปญญาสูงสุดทั้งหาประเภทนี้เรียกวา โลกิยญาณ หรืออภิญญา ๕ และยิ่งไปกวานั้นบุคคลยังมีศักยภาพท่ีจะ พัฒนาจิต (วิปสสนาภาวนา) จนเขาถึงเหตุผลท่ีเปนจริงแท (ปรมตั ถสัจจะ) ได ความเปนจริงเชน น้ี มิไดอ ยใู ตอำนาจของ กาลเวลา คือ กาลเวลาไมสามารถทำใหค วามจรงิ แปรเปล่ียน ไปเปน ความไมจ รงิ ได ความรหู รอื ปญ ญาสงู สดุ เชน นี้ นกั ปฏบิ ตั ิ ๓๗ดร.สนอง วรอุไร

ตายแล้วไปไหนธรรมเรยี กวาปญญาเห็นแจง หรอื คือปญ ญาทเ่ี หน็ ถูกตรงตาม ธรรมน่นั เอง ในฐานะทผ่ี บู รรยายไดเ ขา ถงึ ความรสู งู สดุ ทางโลก คอื ปญ ญาสองตวั แรกทกี่ ลา วมาขา งตน จงึ ทำใหไ มเ ชอ่ื วา เทวดามี อยจู รงิ ไมเ ชอ่ื วา มนษุ ยต ายแลว ยงั ตอ งไปเกดิ อกี จงึ ไดไ ปพสิ จู น สัจธรรมดังกลาวดวยการไปปฏิบัติธรรม และเขาถึงปญญา ทงั้ สามระดบั นี้ได จึงทำใหความเชอ่ื เปลย่ี นไปในทางที่ถูกตรง ตามความเปน จริงแท คอื วนั นจี้ ริงอกี พนั ป หมนื่ ป แสนป กย็ ัง คงความเปนจริงอยูอ ยา งเดมิ หลังจากท่ีพัฒนาความรูไดทั้งสามระดับแลว จึงได ใชความรูส ุตมยปญ ญาและจนิ ตามยปญ ญา (ปญญาทางโลก) ทำงานใหก บั โลก และใชค วามรูสงู สดุ คือปญญาเห็นแจงสอง นำทางใหก บั ชวี ติ ปจ จบุ นั ไดด ำเนนิ ไปอยา งสะดวกราบรน่ื และ มคี วามสขุ จากสญั ญาเกา ทผี่ บู รรยายมปี ระสบการณม ายาวนาน ในปพ ทุ ธศกั ราช ๒๕๐๒ ผบู รรยายไดเ ดนิ ทางโดยรถประจำทาง ไปยงั ภาคอสี าน สมยั นนั้ ถนนมติ รภาพยงั มไิ ดถ กู สรา งขนึ้ และ ถนนไฮเวยตามที่เห็นอยใู นปจ จบุ นั ก็ยังมไิ ดถูกสรางขนึ้ เชน กนั ๓๘

ทางหลวงจังหวัดในสมัยนั้นเปนถนนสองเลน ผูบรรยายไดมี โอกาสเดินทางจากจังหวัดสระบุรีผานอำเภอทับกวางเขาสู อำเภอปากชอง สองขางทางเต็มไปดวยปาไมมีตนไมใหญขึ้น ปกคลุมจนรกทบึ แตเม่ือเรว็ ๆ นไ้ี ดม โี อกาสเดินทางไปที่วังนำ้ เขียว ซงึ่ เปน อำเภอที่อยไู มห า งไกลจากเขาใหญ ไดน งั่ รถยนต ผา นทางเดิมทีเ่ คยไปเม่อื อดตี ไดเหน็ ปาเปลยี่ นไปเปนภูเขาหัว โลน สดุ ลกู ตา ตนไมใหญท ่ีเคยมีอยู ไดถ ูกตดั โคนจนโลงเตยี น ใชเ ปนทปี่ ลูกพชื ไร ปลูกบา นพักอาศยั และปลกู สรา งรสี อรท ขณะพักอยูท่ีวังน้ำเขียว ในคืนวันหนึ่งไดไปเห็นภาพ ยอนอดีตของวังน้ำเขียว ท่ีอุดมดวยปาไมอันเปนที่อยูของ รุกขเทวดา ดวยความรูไมจริงของมนุษยประกอบกับการมี รุกขธรรมของเทวดา จึงทำใหตนไมใหญถูกตัดโคน จนแทบ จะไมมีเหลือใหเห็น ตอมารุกขเทวดาผูครอบครองปาแหงนั้น ในอดีต ไดจุติลงมาเกิดเปนมนุษยและไดมีโอกาสครอบครอง พน้ื ทดี่ นิ ในบรเิ วณนนั้ อกี แตจ ติ สำนกึ ยงั ไมจ างหาย มนษุ ยผ ถู กู สมมตุ ใิ หเ ปน เจา ของพน้ื ที่ ไดอ ทุ ศิ ผนื ดนิ ทโี่ ลง เตยี นแหง นน้ั ให เปน ทพี่ ำนกั ของภกิ ษใุ นพทุ ธศาสนา ดว ยการสรา งเปน วดั และ ปลูกตนไมใหญใหข้ึนปกคลุมพื้นดินอีก ดวยหมายจะใหเปนท่ี ๓๙ดร.สนอง วรอไุ ร

ตายแล้วไปไหนอยูอาศัยของสรรพสัตว แตก็ทำไดไมเหมือนเดิมที่เคยเปนปา มากอ น ความคิดดงั ๆ (บอกเลา) เชนน้ี ในธรรมวินยั ของพทุ ธ ศาสนา หา มภกิ ษปุ ระพฤติ หากภกิ ษใุ ดประพฤตถิ อื วา เปน การ ละเมดิ วินยั อวดอุตรมิ นสุ สธรรม แตในฐานะที่ผูบ รรยายมี เพศเปน ฆราวาส มีศีลคุมใจอยหู าขอ จงึ สามารถคิดดงั ๆ ใหผ ู ฟง ไดท ราบ มากกวาท่ีจะไดย นิ จากปากของภิกษุสงฆ อกี ประการหนงึ่ ใครจ ะยำ้ เตอื นใหเ หน็ วา สญั ญาเกา ที่ ถูกเกบ็ บันทึกไวใ นดวงจติ เปนเรื่องที่เปล่ียนไดย าก สัตวบคุ คล จึงมกั มพี ฤติกรรมซำ้ รอยเดมิ อาทิ คนทชี่ อบบำเพญ็ ทาน จะ เกิดมากี่ภพกี่ชาติก็ยังชอบใหทานอยู ตรงกันขาม คนที่ชอบ ขอจากผอู นื่ จะเกดิ มาก่ภี พกช่ี าติ กย็ งั ทำตัวเปนผูขออยรู ่ำไป สัญญาเกาทีแ่ กไขไดย ากก็คือความรูไ มจรงิ ซึง่ อาจเรยี กไดว า เปนความหลง หรือเรียกวา เปนโมหะได นี่คือกิเลสตัวใหญ ที่ทำใหจิตเศรา หมอง อันเปนตน เหตสุ ำคญั ที่ทำใหสัตวบคุ คล ตองเวยี นตายเวียนเกิดอยูอยางไมรจู บ ทนี หี้ นั มาพดู เรอ่ื งมนษุ ย หากจะถามวา มนษุ ยค อื ใคร? ก็สามารถตอบไดว า มนษุ ยเ ปน สตั วโ ลกชนิดหนึ่ง ที่มาเกิดมา อยูอาศยั มาทำกิจกรรมใหก บั ชีวิต แลว ตายจากโลกน้ีไป ๔๐

หากจะถามตอ ไปอกี วา เทวดามาเกิดอยบู นผิวโลกใบ น้ีไดไหม? ก็สามารถตอบไดวาภุมมเทวดามีผิวโลกใบนี้เปนที่ อยอู าศัย รกุ ขเทวดา มตี น ไมท ่ขี ้นึ ปกคลมุ ผวิ โลกใบนี้เปนท่ีอยู อาศัย และหากจะถามวา ยงั มสี ตั วอ นื่ อกี ไหมทม่ี าเกดิ หรอื มา อบุ ตั ขิ น้ึ อยบู นผวิ โลกใบนี้ ผทู ใี่ ชป ระสาทสมั ผสั กส็ ามารถตอบ วา ยงั มีสตั วเ ดรจั ฉาน ผทู ่ีใชจ ิตสัมผัสไดก็สามารถตอบวา ยัง มมี นษุ ยกายทิพย (มนุษยบ งั บด) ยังมีสัตวเ ดรจั ฉานกายทพิ ย (พญานาค) ยงั มีเทวดาท่อี ยตู ามภเู ขา ตามถ้ำ ตามรูปเคารพ ฯลฯ อยอู กี ดวย มนุษยท่ีมีความรูจริงแทจึงประพฤติตนเปนอยูกับ ธรรมชาติ ไมเบียดเบียนธรรมชาติ อยูกับธรรมชาติอยาง รูคุณคา ซึ่งตรงกันขามกับคนท่ีรูไมจริงแท ยอมดำเนินชีวิต เปนศัตรู (ปฏิปกษ) กับส่ิงที่อยูรอบขาง ทำสิ่งท่ีอยูรอบขาง ใหเปนไปตามความตองการของตน ประพฤติเบียดเบียน ทั้ง สัตวกายหยาบ และสัตวท่ีมีรางเปนทิพย รวมถึงเบียดเบียน ธรรมชาติท่ีอยูแวดลอมตัวเอง เม่ือใดท่ีสิ่งแวดลอมจำเปน ตองปรับตัวเองใหเขาสูสภาวะสมดุล พิบัติภัยธรรมชาติจึงได ๔๑ดร.สนอง วรอไุ ร

ตายแล้วไปไหนเกิดขึ้น แลวนำความวิบัติมาสูสรรพสัตวที่รวมอยูอาศัยบน ผิวโลกใบน้ี ตาเห็นวาน้ำทวมทำใหมนุษยวิบัติ ดินถลมหรือ แผนดินไหวทำใหมนุษยว บิ ตั ิ ลมพดั แรง เชน ลมงวงชา ง ลม ทอรน าโด ลมเพชรหงึ ฯลฯ เหลานี้ นำความวบิ ตั มิ าสมู นุษย ได รวมถึงไฟท่ีเกิดข้ึนเองในธรรมชาติหรือไฟท่ีเกิดโดยฝมือ ของมนุษยยอมนำความวิบัติมาสมู นษุ ยไดทัง้ สน้ิ ตรงกนั ขาม ผูท่ีมีศักยภาพในทางจิตยังเห็นวา ความวิบัติที่เกิดจากมนุษย เปนตนเหตุ ยังมีไปถึงสตั วกายทพิ ยไ ดอีกดว ย หากยอนกลับไปดูตนเหตุของการเปล่ียนแปลงของ ธรรมชาติยอ มหนไี มพ น การเบยี ดเบยี นอนั เนอื่ งมาจากความ เหน็ ผดิ ของมนษุ ยเ ปน ตน เหตุ แตด ว ยความเหน็ ผดิ และความ เหน็ แกตัว (อัตตา) จึงทำใหไ มม ใี ครยอมรบั ความจรงิ ในเรอื่ ง นี้ คนเห็นผิดกลับไปโทษวา ธรรมชาติทำใหเกิดภัยพิบัติข้ึน เอง แตตามความเปนจรงิ แทแ ลว มนุษยผ เู ห็นผิดตา งหากละ ทปี่ ระพฤตเิ บยี ดเบียน ผลแหง ความวิบัติจงึ ไดเ กดิ ตามมาใหผู ประพฤติเบียดเบียนหรือผูมีบาปอกุศลอยูในดวงจิตตองเสวย ผลแหงอกศุ ลกรรมนัน้ ๔๒

สัพพญั ู ผู รู จ ริ ง ทุ ก สิ่ ง ทุ ก อ ย า ง

ตายแล้วไปไหนผูรูจริงแทและรูจริงในทุกส่ิงทุกอยาง (สัพพัญู) คอื พระพุทธเจา ไดตรัสไวว า “ธรรมยอมคุม รักษาผูประพฤติ ธรรม” ผูบรรยายไมเคยเช่ือคำสอนในพุทธศาสนามากอนจึง ไดไปพิสจู นและสามารถเขา ถงึ ความรูสงู สุด ไดนำเอาปญ ญา เห็นแจงมาพสิ จู นส ิ่งที่พระพุทธองคทรงตรสั ไวน ้ัน เปนความ จริงแทแนนอนไมวากาลไหนๆ สัจธรรมยังคงเปนความจริง อยเู หมอื นเดมิ ดว ยเหตุน้ี ผบู รรยายจงึ ไดพ ูดกับผูฟงวา ผูใด ปฏเิ สธทจี่ ะเอาธรรมวนิ ัยมาสถติ อยูใ จตนเอง ยอ มเปดโอกาส ใหความวิบัตเิ ขา ถงึ ชวี ติ ของตนได หรือพดู ในทางตรงกนั ขาม วา หากมธี รรมวนิ ยั สถติ อยกู บั ใจของตนเองอยทู กุ ขณะตน่ื ชวี ติ ยอ มดำเนินไปสคู วามสวัสดแี ละมคี วามสขุ ทุกเมื่อ ปญหาจึงมีอยูวา ทานผูฟงจะพิสูจนส่ิงที่พูดนี้ไหม วาเปน ความจรงิ หากประสงคพิสจู นต องนำตวั เองเขา ปฏิบัติ ๔๔

ธรรมจนดวงจิตเขาถึงธรรมไดเมื่อใดแลว พิบัติภัยธรรมชาติ ยอมไมเ กิดข้ึนกบั ผมู ธี รรมะรกั ษาใจแนนอน ลองทำจิตใหน่ิงสักนิดแลวพิจารณาดูวา จิตเขาอยู อาศัยในรางกายน้ีชั่วคราว บางคร้ังจิตมีอารมณติดลบ จิตมี ความเหน็ ผดิ จงึ ทำงานเบยี ดเบยี นรา งกายใหม อี าการเจบ็ ปว ย เกิดข้ึน คนที่มีสุขภาพทางรางกายดี คือคนที่มีจิตเปนอิสระ จากเรอ่ื งของคนอ่ืน ตรงกันขาม คนที่เอาเร่ืองของคนอ่ืนมาทำใหตัวเอง มีอารมณต ดิ ลบ ยอมมีสขุ ภาพทางกายไมดี คนโบราณไดพ ดู ไวน านแลว วา ตราบใดที่ดินนำ้ ลมไฟของรางกายอยใู นสภาพ ที่สมดุล อาการเจ็บปว ยทางรางกายจะไมเกิดข้ึน ตา งๆ เหลา น้ีเปนความจรงิ ทร่ี อการพิสูจนจ ากทานผฟู ง หากทานผูใดพิจารณา จนเขาถึงความจริงที่เปนไป ตามกฎธรรมชาตไิ ดแลว จะไมป ระพฤตติ นเปนคนเบียดเบียน ตนเอง ไมเบียดเบยี นคนอื่น สัตวอ ืน่ รวมถงึ ไมเบียดเบยี นสงิ่ แวดลอมท่ีอยูรอบขาง แตจะใชรางกายน้ีทำประโยชนใหเกิด ขึน้ กับตนเอง ทำประโยชนใ หเกิดข้นึ กับคนอ่ืน สตั วอื่น รวม ถงึ ทำประโยชนใหก บั สิง่ แวดลอม ดังเชน ตน ไมใหญท่ีขึ้นอยู ๔๕ดร.สนอง วรอไุ ร

ตายแล้วไปไหนในปาบนภูเขาไดทำใหเราไดดูเปนตัวอยาง ใบใหท่ีกำบังแดด ลมฝน ใหท ่พี ักพิงกบั สรรพสตั วทเ่ี ขา อยอู าศยั ใหความรมเย็น ใหอ ากาศบรสิ ทุ ธิ์ กิ่งใบท่ีรวงหลนสูพืน้ ดินผุพงั แลว ยังเปน ปยุ ใหกับตนไมอ่ืน ฯลฯ และในทางตรงกันขามตนไมตองการ เพยี งปุย ตอ งการนำ้ ตองการอากาศเสยี ทส่ี รรพสัตวข ับถาย ออกสบู รรยากาศ เพ่ือนำไปปรงุ เปนอาหารบำรุงตนไมใหเตบิ ใหญ แขง็ แรง เพอื่ ทำตัวเปน ผใู หต อไปเรือ่ ยๆ แลวความสงบ รมเยน็ และเปน สุข ยอมเกดิ ขึน้ กับมวลชวี ิตทร่ี วมอยูอาศัยบน ผวิ โลกใบนี้ ซ่ึงตรงกันขามกับผูที่ศึกษาหาความรูทางโลกมาสูง ยอมมองตัวเองเปนใหญ ทำส่ิงตางๆ เพื่อนำประโยชนมาสู ตัวเอง เมื่อมีการเจ็บปวยเกิดข้ึนกับรางกายแลว ยอมหาผูมี ความรูทางโลกมาบำบัดรักษา ดวยการเยียวยา ผาตัด หรือ แมกระทั่งใชสารเคมีมากำจัดที่ตนเหตุแหงการเจ็บไขไดปวย ใหหมดไป โดยหารไู มว า ความเจบ็ ไขไดปวยทางรางกาย ตาม ทผ่ี รู ูแจงในทกุ สงิ่ ทุกอยาง ตรัสไวใ นทำนองที่วา เกดิ จากสตี่ น เหตุใหญค ือ ๑. ออกกำลงั กายไมส ม่ำเสมอ ๔๖

๒. เพียรมาก นอนนอ ย ๓. ฤดกู าลเปล่ียน ๔. โรคทีเ่ กดิ จากกรรม เฉพาะสาเหตุท่ี ๑-๓ เทานั้น ท่ีผูมีความรูทางโลก สามารถบำบดั รกั ษาใหห ายได ดว ยการแนะนำคนไขใ หท ำเหตุ ตรงกนั ขาม สว นสาเหตุท่ี ๔ จะหายจากอาการเจบ็ ปวยทาง กายได ขึ้นอยูกับการชดใชหน้ีเวรกรรมใหหมดส้ินไดเม่ือใด โอกาสหายจากอาการเจ็บปวยจึงจะเปนไปได คือเจากรรม นายเวรเลกิ จองเวรนน่ั เอง หรอื หากใครผใู ดพฒั นาจติ จนหลดุ พน จากการเวียนตายเวยี นเกดิ ในวัฏสงสาร หน้ีเวรกรรมทยี่ งั คางคากนั อยู เปนอันยกเลิกโดยปริยาย ผรู จู รงิ ยอ มไมป ระพฤตเิ บยี ดเบยี น แตป ระพฤตติ นเปน เพื่อนท่ีดีกับสรรพส่ิงที่อยูรอบขาง ประพฤติตนมีผีเปนเพ่ือน มีเทวดาเปนเพ่ือน มีมนุษยเปนเพ่ือน มีสรรพสัตวเปนเพื่อน ตลอดจนมธี รรมชาตเิ ปนเพือ่ นรวมอยู รวมอาศยั รวมอำนวย ประโยชนใหกันและกัน ผูใดมองทุกสิ่งทุกอยางจนเห็นเปน เพอ่ื นไดด ังน้แี ลว ผนู ้นั ยอ มมีชวี ิตปจ จบุ นั สงบและมีความสุข ๔๗ดร.สนอง วรอุไร

ตายแล้วไปไหนในคราวทม่ี นี ำ้ ทว มใหญเ มอื่ ปลายป ๒๕๕๓ ผบู รรยาย ไดโทรศพั ทไ ปสอบถามผมู ีบุญ เพ่อื ใหแ นใจวา บุญเปน ตน เหตุ แหงความสุขจรงิ ไหม ผลปรากฏวาเพอ่ื นท่ีอยูโคราช ตอบมา วา “บานผมน้ำไมทวมครับ” เพื่อนท่ีอยูจังหวัดนครสวรรค ตอบมาวา “ท่ีบานน้ำไมทวมแตขางบานน้ำทวม” และเพ่ือน ท่ีอยูจังหวัดอยุธยาไดพบกันเมื่อคร้ังท่ีเดินทางไปบรรยายที่ กรุงเทพฯ ผูบรรยายจึงไดสนทนาซักถามถึงเร่ืองน้ำทวมเชน เดียวกนั นี้ ผบู รรยาย : อยูที่จังหวัดอยุธยา เห็นขาวออกทาง จอโทรทัศนว า มนี ้ำทวมสงู จนมิดศรี ษะ ที่บานคณุ เปนเชน นน้ั ไหม? คนอยุธยา : ทีบ่ านผมน้ำไมทว มครบั ผูบรรยาย : เออ โชคดนี ะ ไหนลองเลา ใหอ าจารยฟ ง สิ วา ทำไมน้ำจงึ ไมท ว มบาน คนอยธุ ยา : เหตทุ นี่ ำ้ ไมท ว มบา นผมเปน เพราะวา สมเดจ็ พระเทพฯทานมาซื้อที่ดินใกลบานผม และไดสรางโรงสีขาว ขน้ึ เมอื่ สรา งโรงสขี า วแลว เสรจ็ ทา นไดม อบใหเ ปน สมบตั ขิ อง ๔๘


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook