Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การเจริญสมาธิด้วยการกำหนดรู้และละอารมณ์

การเจริญสมาธิด้วยการกำหนดรู้และละอารมณ์

Published by ชมรมกัลยาณธรรม, 2021-06-13 01:41:50

Description: การเจริญสมาธิด้วยการกำหนดรู้และละอารมณ์

Search

Read the Text Version

50 แมช่ ีพราหมณ์ได้สนทนาเชิงรายงานผลการปฏิบตั วิ ิปัสสนาตอ่ หลวงป่ วู า่ “ดฉิ นั นงั่ แล้วเห็นองคพ์ ระพทุ ธรูปอยใู่ นหวั ใจ” “ดฉิ นั เหน็ สวรรค์ เหน็ วมิ ารงดงามอย่างยิ่ง” หลวงป่ ตู อบวา่ “สงิ่ ที่ปรากฏเหน็ ทงั้ หมดนนั้ ยงั เป็นของภายนอกทงั้ สิน้ จะนําเอามาเป็นสาระท่ีพง่ึ อะไรยงั ไมไ่ ด้หรอก” เคยมีผ้ปู ฏิบตั บิ างรายถามวา่ นรก สวรรค์ วมิ าน เทวดา ตลอดจนองค์พทุ ธรูปท่ีปรากฏขนึ ้ ในนิมิตนนั้ เป็นจริงมากน้อยเพียงใด” หลวงป่ ตู อบวา่ “ที่เหน็ นนั้ เขาเหน็ จริง แตส่ ง่ิ ท่ีถกู เห็น ไมจ่ ริง” แล้วหลวงป่ ไู ด้แนะวธิ ีละนิมิตตอ่ ไปวา่ “เออ นมิ ิตบางอย่างมนั ก็สนกุ ดี นา่ เพลิดเพลินอยหู่ รอก แตถ่ ้าตดิ อยแู่ คน่ นั้ มนั ก็เสียเวลาเปลา่ วธิ ีละได้ง่ายๆ ก็ คอื อยา่ ไปดสู ง่ิ ที่ถเู ห็นเหลา่ นนั้ ให้ดผู ้เู ห็น แล้วสงิ่ ที่ไมอ่ ยา่ งเห็นนนั้ ก็จะหายไปเอง” เหนือคําพดู อบุ าสกคนหนงึ่ ถามหลวงป่ ดู ลู ย์วา่

51 “กระผมเช่ือวา่ แม้ในปัจจบุ นั พระผ้ปู ฏิบตั ถิ งึ ขนั้ ได้บรรลมุ รรคผลนิพพานก็คงมีอยไู่ มน่ ้อย เหตใุ ดทา่ นเหลา่ นนั้ จงึ ไมแ่ สดงตนให้ปรากฏเพื่อให้ผ้สู นใจปฏิบตั ทิ ราบวา่ ทา่ นได้บรรลถุ งึ คณุ ธรรมนนั้ ๆ แล้ว เขาจะได้มีกําลงั ใจ และมีความหวงั เพ่ือเป็นพลงั เร่งความเพียรในทางปฏิบตั ใิ ห้เตม็ ท่ี” หลวงป่ ดู ลู ย์ตอบสนั้ ๆ วา่ “ผ้ทู ่ีเขาตรัสรู้แล้ว เขาไมพ่ ดู ว่าเขารู้แล้วซง่ึ อะไรเพราะส่ิงนนั้ มนั อยเู่ หนือคาํ พดู ทงั้ หมด” พระครูนนั ทปัญญาภรณ์ กราบเรียนถามวา่ “พระอาจารย์ขอรับ แล้วจะรู้ได้อยา่ งไรวา่ องคไ์ หนปฏิบตั ิธรรมเป็นอยา่ งไรในหมพู่ ระสงฆ์สาวก” คําตอบจากหลวงป่ ู คอื “ท่ีปฏิบตั ปิ ฏิปทาอนั เดยี วกนั ยอ่ มจะรู้กนั ยอ่ มจะเข้าใจกนั ได้ ในเม่ือสนทนาแลกเปล่ียนความคดิ เหน็ ในเม่ือได้ อยรู่ ่วมกนั หรือแม้ไมไ่ ด้อยรู่ ่วมกนั แคไ่ ด้ทราบขา่ วคราวของถ้อยคาํ หรือข้อธรรมท่ีผ้นู นั้ ๆ แสดงออกมา เพราะข้อ ธรรมท่ีทา่ นผ้นู นั้ แสดงออกมาจะชีช้ ดั ถงึ ภมู ธิ รรมของทา่ นวา่ อยใู่ นระดบั ใด” มีสตทิ กุ ลมหายใจ อบุ าสกผ้หู นงึ่ ได้สมนั การถามหลวงป่ วู า่ “พวกกระผมถกเพียงกนั ไมต่ กลง บางคนบอกวา่ กอ่ นท่ีจะนง่ั สมาธิภาวนา ต้องกลา่ วคําแสดงตนถึงพระ รัตนตรัยก่อน แล้วก็รับศลี จงึ จะทําสมาธิให้บงั เกิดได้ บางคนบอกวา่ ไม่ต้อง สะดวกสบายตอนไหนก็นง่ั กําหนดจิตได้เสมอ

52 ขอฟังคําแนะนําจากหลวงป่ คู รับ หลวงป่ ดู ลู ย์ อตโุ ล กลา่ วตอบ ดงั นี ้ “เราเคยบอกแล้ววา่ ตราบใดท่ีมีลมหายใจก็ทําได้ และควรจะทําทกุ อิริยาบถ ยืน เดนิ นงั่ นอน ต้องให้จิตอยใู่ นจิตมีสตกํากบั อยเู่ สมอ ในการที่จะนง่ั สมาธินนั้ จะเร่ิมต้นยงั ไงก็ตามแตจ่ ะพอใจใครจะแสดงตนถึงพระรัตนตรัย สมาทานศีลก่อนก็ทํา ไป” หลวงป่ กู ลา่ วตอ่ ไปวา่ “ถงึ อยา่ งไรมนั ก็เป็นเพียงแว่นตาดาํ ท่ีคนตาบอดสวมใสไ่ มไ่ ด้ชว่ ยให้มองเหน็ อะไร เพียงแตช่ ว่ ยให้คนอื่นดดู ีขึน้ บ้างเทา่ นนั้ ทงั้ ๆ ที่ตวั เองก็ไมร่ ู้ไมเ่ หน็ วา่ จะดดู ีขนึ ้ อยา่ งไร” รู้ที่จิต มีครัง้ หนงึ่ หลวงป่ ดู ลู ย์ได้กล่าวถงึ การตาย การเกิดใหม่ ชาตหิ น้า ชาตหิ ลงั นรกและสวรรค์ ได้อย่างนา่ พจิ ารณา “ผ้ปู ฏิบตั แิ ท้จริงนนั้ ไมจ่ ําเป็นต้องคํานงึ ถึงชาตหิ น้าชาตหิ ลงั หรือนรกสวรรค์อะไรก็ได้ ให้ตงั้ ใจปฏิบตั ใิ ห้ตรง ศลี สมาธิ ปัญญา อย่างแนว่ แนก่ ็พอ ถ้าสวรรคม์ ีจริงถึง 16 ชนั้ ตามตํารา ผ้ปู ฏิบตั ิดีแล้วก็ ยอ่ มได้เลื่อนฐานะของตนเองโดยลําดบั หรือถ้าดแี ล้วก็ย่อมได้เล่ือนฐานะของตนเองโดยลําดบั หรือถ้าสวรรค์ นพิ พานไมม่ ีเลย ผ้ปู ฏิบตั ดิ ีแล้วในขณะนีก้ ็ย่อมไมไ่ ร้ประโยชน์ ยอ่ มอยเู่ ป็นสขุ เป็นมนษุ ย์ชนั้ เลศิ ”

53 หลวงป่ ไู ด้สรุปวา่ “การฟังจากคนอื่น การค้นคว้าจากตาํ รานนั้ ไมอ่ าจแก้ข้อสงสยั ได้ ต้องเพียรปฏิบตั ิ ทําวิปัสสนาญาณให้แจ้ง ความสงสยั ก็หมดไปเองโดยสนิ ้ เชงิ พระธรรมทงั้ 84,000 พระธรรมขนั ธ์นนั้ ออกไปจากจิตของพระพทุ ธเจ้าทงั้ หมด ทกุ สิ่งทกุ อย่างออกจากจิต อยากรู้อะไรได้ที่จิต”

54 ๑๒ ประสบการณภ์ าวนา คณุ สนั ตนิ นั ท์ ได้กลา่ วถงึ ตนเองท่ีอาศยั คาํ สอนของหลวงป่ ดู ลู ย์ ชว่ ยในการปฏิบตั ธิ รรมจนเกิดผลนา่ พอใจ อ่าน แล้วชื่นใจครับ (จากหนงั สือโลกทพิ ย์) เขาเลา่ ถึงตนเองอย่างถ่อมตนวา่ “ผมลงั เลใจอยนู่ านท่ีจะเลา่ ถึงการปฏิบตั ธิ รรมของตนเอง เพราะมนั เป็นเพียงเร่ืองเล็กๆ น้อยๆ ซงึ่ ถ้าใครตงั้ ใจ ปฏิบตั ิก็ทํากนั ได้ แตด่ ้วยความเคารพในคําสง่ั ของครูบาอาจารย์รูปหนง่ึ คือหลวงพอ่ พธุ ฐานิโย แหง่ วดั ป่ าสาลวนั ท่ีทา่ นสง่ั ให้ เขียนเรื่องนีอ้ อกเผยแพร่ ผมจงึ ต้องปฏิบตั ติ าม โดยเขียนเรื่องนีใ้ ห้ทา่ นอา่ น ผมเป็นคนวาสนาน้อย ไมเ่ คยรู้เรื่องพระธุดงค์กรรมฐานอยา่ งจริงจงั มากอ่ น จนกระทง่ั แทบจะละทงิ ้ พทุ ธศาสนา ไปแล้ว เพราะเกิดตน่ื เต้นกบั ลทั ธิวตั ถนุ ิยม แตแ่ ล้ววนั หนงึ่ ผมได้พบข้อธรรมสนั้ ๆ บทหนงึ่ ของหลวงป่ ดู ลู ย์ อตโุ ล แหง่ วดั บรู พาราม จงั หวดั สรุ ินทร์ มี สาระสําคญั ว่า “จติ สง่ ออกนอกคือสมทุ ยั มีผลเป็นทกุ ข์ จิตเหน็ จิตอยา่ งแจม่ แจ้งเป็นมรรค มีผลเป็นนโิ รธ” ผมเกิดความซาบซงึ ้ จบั จิตจบั ใจ และเห็นจริงตามวา่ ถ้าจิตไมอ่ อกไปรับความทกุ ข์แล้ว ใครกนั ละ่ ท่ีจะเป็นผ้ทู กุ ข์ จิตใจผมมนั ยอมรับนบั ถือหลวงป่ ดู ลู ย์เป็นครูบาอาจารย์ตงั้ แตน่ นั้ ตอ่ มาในต้นปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ผมก็มีโอกาสดนั้ ด้นไปนมสั การหลวงป่ ดู ลู ย์ ที่จงั หวดั สรุ ินทร์

55 เม่ือไปถงึ หน้ากฏุ ิทา่ นแล้ว เกิดความรู้สกึ กลวั เกรงเป็นที่สดุ เพราะทา่ นเป็นพระเถระผ้ใู หญ่ และผมไมเ่ คยพบปะ พดู จากบั พระมากอ่ นด้วย ขณะที่รีรออยนู่ นั้ หลวงป่ ดู ลู ย์เดนิ ออกมาจากกฏุ ิของทา่ นมามองดู ผมจงึ รวมความกล้าเข้าไปกราบเรียนทา่ น วา่ “ผมอยากภาวนา” ทา่ นแสดงธรรมทนั ทีวา่ การภาวนานนั้ ไมย่ าก แตม่ นั ยากสําหรับผ้ไู มภ่ าวนา ขนั้ แรกให้ภาวนา “พทุ โธ” จนจิตวบู ลงไป แล้วตามดจู ิตผ้รู ู้ไป จะรู้ธรรมคืออริยสจั ๔ เอง (หลวงป่ ดู ลู ย์ทา่ นสอน ศษิ ย์แตล่ ะคนด้วยวธิ ีแตกตา่ งกนั นบั ว่าทา่ นมีอนสุ าสนีปาฏิหาริย์อยา่ งสงู ) หลงั จากนนั้ ผมได้น้อมเอาคําสอนของทา่ นมาปฏิบตั ิโดยภาวนาพทุ โธ จนได้น้อมเอาคําสอนของทา่ นมาปฏิบตั ิ โดยภาวนาพทุ โธ จนจติ สงบ แล้วพยายามสงั เกตจิตใจของตนเอง คอ่ ยๆ แยกจิตผ้รู ู้ออกจากความรู้หรือสงิ่ รู้ของจิต เชน่ ความคดิ ความจํา และอารมณ์ตลอดจนกิเลสตา่ งๆ จน สามารถรู้ได้วา่ ขณะนีเ้กิดกิเลสขนึ ้ กบั จิตหรือไม่ ถ้าเกิดและรู้ทนั กิเลสมนั ก็ดบั ไปเอง เหลือแตจ่ ติ ผ้รู ู้ซง่ึ ความรู้ความคดิ นกึ ปรุงแตง่ ตา่ งๆ ไปอย่างเป็นอิสระจาก กนั ตอ่ มาภายหลงั ผมได้หาหนงั สือธรรมะมาอา่ น จงึ รู้วา่ ในทางปริยตั จิ ดั เป็ นการเจริญวิปัสสนาญาณแล้ว เป็นการ จําแนกรูปนามขนั ธ์ ๕ ออกจากกนั แตใ่ นขณะท่ีปฏิบตั ินนั้ จิตไมไ่ ด้กงั วลสนใจวา่ เป็นญาณอะไรขนั้ ใด ปฏิบตั อิ ยู่ ๓ เดือน จงึ ไปรายงานผลกบั หลวงป่ ดู ลู ย์วา่

56 “ผมหาจติ เจอแล้ว จะต้องปฏิบตั อิ ยา่ งไรตอ่ ไป” คราวนี ้ปรากฏวา่ ท่านแสดงธรรมอนั ลกึ ซงึ ้ มากมาย เก่ียวกบั การถอดถอนทําลายอปุ าทานในขนั ธ์ทงั้ ๕ ทา่ นสอนถงึ กําเนิดและการทํางานของจติ วญิ ญาณจนถงึ การเจริญอริยมรรค จนมีญาณเห็นจิตเหมือนมีตาเหน็ รูป ทา่ นสอนวา่ เมื่อเราดจู ิต คือตามรู้จติ เร่ือยๆ ไปนนั้ สงิ่ ปรุงแตง่ จะดบั ไปตามลําดบั จนถึงความวา่ ง แตใ่ นความวา่ งนนั้ ยงั ไมว่ า่ งจริง มนั มีส่งิ ละเอียดเหลืออยคู่ ือวญิ ญาณ ให้ตามรู้จิตเรื่อยๆ ไป ความยดึ ในวิญญาณจะถกู ทําลายออกไป แล้วจิตจริงแท้หรือพทุ ธะ (หลวงป่ เู ทสก์เรียกวา่ ใจ) จงึ ปรากฏออกมา คําสอนครัง้ นีล้ กึ ซงึ ้ กว้างขวางเหมือนฝนตกทว่ั ฟ้ า แตภ่ มู ิปัญญาผมจํากดั จงึ รองนํา้ ฝนไว้ได้ถ้วยเดียว คือ ได้ เรียนถามท่านวา่ “ที่หลวงป่ สู อนมาทงั้ หมดนี ้หากผมจะปฏิบตั ดิ ้วยการดจู ิตเรื่อยๆ ไปจะพอไหม” หลวงป่ ดู ลู ย์ตอบว่า “การปฏิบตั กิ ็มีอยเู่ ท่านนั้ แหละ แม้จะพจิ ารณากาย หรือกําหนดนิมิตหมายใดๆ ก็เพ่ือให้ถึง จิตใจตนเองเทา่ นนั้ นอกจากจิตแล้วไมม่ ีส่งิ ใดอีก พระธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์ก็รวมลงท่ีจติ ตวั เดยี วนีเ้อง” หลงั จากนนั้ ผมก็เพียรดจู ิตเรื่อยๆ มามีสตเิ ม่ือใด ดเู มื่อนนั้ ขาดสตแิ ล้วก็กลบั กนั ไป นกึ ขนึ ้ ได้ก็ดใู หม่ เวลา ทํางานก็ทําไป พอได้สตเิ กิดความเปลี่ยนแปลงในตวั เองอยา่ งไมน่ า่ จะเป็นไปได้

57 วนั หนง่ึ ของอีก ๔ เดอื นตอ่ มา ขณะนนั้ เป็ นเวลาเย็นมีพายฝุ นอยา่ งหนกั ผมเปี ยกฝนทงั้ ตวั และได้ไปหลบฝนอยู่ ในกกุ ฏิพระหลงั หนง่ึ ขณะนนั้ ได้นกึ หว่ งร่างกายวา่ ร่างกายเราไมแ่ ขง็ แรงคราวนีไ้ มส่ บายแน่ สกั ครู่ก็ตดั ใจวา่ ถ้าจะป่ วยมนั ก็ต้องป่ วย น่ีกายยงั ไมท่ นั ป่ วยใจกลบั ป่ วยเสียก่อนแล้ว ด้วยความกงั วล พอรู้ตวั วา่ จติ มีกงั วล ผมก็ดจู ิตตอ่ ไป เพราะเคยฝึกดจู ิตาจนเป็ นนิสยั แล้ว ขณะนนั้ นง่ั ลืมตาอยแู่ ท้ๆ แตป่ ระสาทสมั ผสั ดบั หายไปหมด โลกทงั้ โลก เสียงฝน เสียงพายหุ ายไปหมด เหลือแต่ สตทิ ่ีละเอียดออ่ นประคองรู้ตวั อยู่ มนั มีสิ่งละเอียดๆ ผ่านมาสคู่ วามรับรู้ของจิตเป็นระยะๆ แตไ่ มร่ ู้วา่ ส่งิ นนั้ คืออะไร เพราะจติ ไมม่ ีความสําคญั มน่ั หมายใดๆ ตอ่ มาจิตมีอาการไหวดบั วบู หนงึ่ สง่ ที่ผา่ นมาให้รู้ดบั ไปหมดแล้ว ทําให้รู้ชดั เหมือนตาเห็นวา่ ความวา่ งท่ีเหลืออยู่ นนั้ ถกู แหวกพรวดออกไปอีกทีหนงึ่ กลายเป็นความว่างที่บริสทุ ธิ์หมดจดอยา่ งแท้จริง ในความวา่ งนนั้ จิตซง่ึ เป็นอิสระแล้วได้อทุ านขนึ ้ ว่า “เอ๊ะ ! จิตไมใ่ ชเ่ รานี่” จากนนั้ จติ ได้มีอาการปิติยนิ ดี ยิม้ แย้มแจม่ ใสขนึ ้ พร้อมๆ กบั เกิดแสงสวา่ งโพลงขนึ ้ รอบทศิ ทาง จากนนั้ จิตาจงึ รวมสงบลงอีกครัง้ หนง่ึ แล้วถอนออกจากสมาธิ เมื่อความรับรู้ตา่ งๆ กลบั มาสตู่ วั แล้ว ถงึ กบั อทุ านวา่ “อ้อ ! ธรรมะเป็นอยา่ งนีเ้อง”

58 เม่ือผมได้ไปกราบหลวงป่ ดู ลู ย์ และเลา่ เรื่องนีใ้ ห้ทา่ นทราบ พอเลา่ วา่ สตลิ ะเอียดเหมือนเคลิม้ ๆ ไป ทา่ นอธิบาย วา่ จิตผา่ นฌานทงั้ ๘ ผมได้แย้งทา่ นตามประสาคนโงว่ า่ ผมไมไ่ ด้หดั เข้าฌาน และไมไ่ ด้ตงั้ ใจเข้าฌาน หลวงป่ ดู ลู ย์อธิบายวา่ ถ้าตงั้ ใจก็ไมใ่ ชฌ่ าน และขณะจิตผา่ นฌานอย่างรวดเร็วนนั้ จิตจไิ มม่ านงั่ นบั วา่ ผา่ นฌาน อะไรอยู่ การท่ีดจู ิตนนั้ จะได้ฌานโดยอตั โนมตั ิ (หลวงป่ ไู มช่ อบสอนเรื่องฌาน เพราะเหน็ เป็นของธรรมดาท่ีจะต้องผา่ นไป เอง หากสอนเรื่องนี ้ศษิ ย์จะมวั สนใจฌาน ทําให้เสียเวลาปฏิบตั )ิ พอผมเลา่ วา่ จติ อทุ านได้เอง หลวงป่ ดู ลู ย์ก็บอกวา่ อาการจิตตา่ งๆ ที่ผมยงั เลา่ ไมถ่ ึงออกมาตรงกบั ท่ีผมผา่ นมา ทกุ อยา่ ง และทา่ นสรุปวา่ จิตยิม้ แล้ว พง่ึ ตนเองได้แล้ว ตอ่ ไปนีไ้ มจ่ ําเป็นจ้องมาหาทา่ นอีก แล้วทา่ นแสองธรรมเรื่อง จิตเหนือเหตุ หรือ อเหตกุ จติ ให้ฟัง มีใจความวา่ อเหตกุ จิต มี ๓ ประการ คือ ๑. ปัญจทวารวชั นจิต ได้แก่ ความรับรู้ทางตา หู จมกู ลนิ ้ และกาย ๒. มโนทวารวชั นจิต ได้แก่ ความรับรู้ทางใจ ๓. หสิตกหปุ บาท เป็นโลกตุ รจติ เป็นจิตสงู สดุ เกิดขนึ ้ เพียง ๓ - ๔ ครัง้ ก็ถึงที่สดุ แหง่ กทหกุ ข์ หลงั จากนนั้ ผมก็ปฏิบตั ดิ ้วยการดจู ิตเรื่อยมา และเห็นวา่ เวลามีการกระทบทางตา หู จมกู ลนิ ้ และกาย จะมี คล่ืนว่งิ เข้าสใู่ จหรือบางครัง้ ก็มีธรรมารมณ์เป็นคลื่นเข้ามาสใู่ จ หากขณะนนั้ ขาดสติ จิตจะสง่ กระแสไปยดึ อารมณ์นนั้

59 หากตอนนนั้ จิตยงั ไมล่ ะเอียดพอ ผมเข้าใจวา่ จิตวิ่งไปยดึ อารมณ์แล้วขยบั ๆ ตวั เสวยอารมณ์อยู่ จงึ ไปเรียนให้ หลวงป่ ดู ลู ย์ทราบ ทา่ นกลบั ตอบว่า “จติ ไมม่ ีการไป ไมม่ ีการมา” ผมได้มาดจู ิตตอ่ อีกสกั คร่ึงปี ตอ่ มา วนั หนง่ึ จิตผา่ นเข้าสอู่ ปั ปนาสมาธิ และเดนิ วิปัสสนาคอื มีส่ิงรู้ผา่ นมาสจู่ ิต แตจ่ ิตไมม่ ีความคดิ สําคญั มน่ั หมาย ใดๆ จากนนั้ เกิดอาการวา่ แยกขนึ ้ าาแบบเดยี วกบั จติ ยมิ ้ คราวแรก คราวนีจ้ ิตพดู ขึน้ เบาๆ วา่ “จติ ไมใ่ ชเ่ รา” แตต่ อ่ จากนนั้ แทนท่ีจติ จะยมิ ้ จิตกลบั พลกิ ไปสภู่ มู ิของสมถะ ปรากฏนมิ ติ เป็ นเหมือนดวงอาทิตย์โผลพ่ รวด ออกมาจากส่ิงหอ่ ห้มุ แตโ่ ผล่ไมห่ มดดวง เป็นสิ่งแสดงให้รู้วา่ ยงั ไมถ่ ึงที่สดุ ของการปฏิบตั ิ ปรากฏการณ์นีเ้ป็นเคร่ืองพิสจู น์วา่ การดําเนนิ ของจิตในขนั้ วิปัสสนานนั้ หากสติออ่ นลง จติ จะวกกลบั มาสู่ สมถะ และวิปัสสนปู กิเลสจะแทรกเข้ามาตรงนี ้ถ้าไมก่ ําหนดรู้ให้ชดั เจนวา่ วิปัสสนาพลิกกลบั เป็นสมถะไปแล้ว นกั ปฏิบตั จิ งึ ต้องระวงั ให้มาก โดยเฉพาะผ้ทู ่ียงั ไมเ่ คยพบกบั จติ ยิม้ (สํานวนของหลวงป่ ดู ลู ย์) หรือใจ (สํานวน ของหลวงป่ เู ทสก์) หรือจติ รวมใหญ่ (สํานวนทา่ นอาจารย์สิงห์) เมื่อผมนําเร่ืองนีไ้ ปรายงานหลวงป่ ดู ลู ย์ ทา่ นก็วา่ “ดีแล้วให้ดจู ิตตอ่ ไป”

60 ผมก็ทําเรื่อยๆ มา ส่วนมากเป็นการดจู ิตในชีวิตประจําวนั ไมค่ อ่ ยได้นง่ั สมาธิแบบเป็นพธิ ีการ ตอ่ มาอีก ๑ เดือน วนั หนงึ่ ขณะนงั่ สนทนาธรรมกบั น้องชาย จติ เกิดรวมวบู ลงไป มีการแยกความวา่ ง ซงึ่ มีขนั ธ์ ละเอียด (วิญญาณขนั ธ์) ออกอีกทีหนง่ึ แล้วจติ ก็หวั เราะออกมาเอง (ร่างกายไมไ่ ด้หวั เราะ) โดยปราศจากอารมณ์ เกิดการหวั เราะกิเลสวา่ มนั ผกู มดั มา นาน ตอ่ ๆ ไปจติ จะเป็ นอิสระยง่ิ ขนึ ้ ไปเร่ือยๆ เหตกุ ารณ์นีท้ ําให้ได้ความรู้ชดั วา่ ทําไมในครัง้ พทุ ธกาลจงึ มีผ้รู ู้ธรรมะขณะฟังธรรมเกิดขนึ ้ ได้ ผมนําเรื่องนีไ้ ปรายงาน หลวงป่ ดู ลู ย์ คราวนีท้ า่ นไมไ่ ด้สอนอะไรอีก เพียงแตใ่ ห้กําลงั ใจวา่ ให้พยายามให้จบเสีย แตใ่ นชาตนิ ี ้หลงั จากนนั้ ไมน่ านทา่ นก็มรณภาพ หลวงพอ่ พธุ ฐานิโย ซงึ่ เป็นครูบาอาจารย์อีกรูปหนง่ึ เคยบอกให้ผมเขียนเร่ืองการาปฏิบตั ขิ องตนเองออกเผยแพร่ เพราะอาจจะมีผ้ทู ่ีจริตคล้ายๆ กนั ได้ประโยชน์บ้าง และเพ่ือระลกึ ถึงหลวงป่ ดู ลู ย์ ผ้มู ากด้วยอนสุ าสนีปาฏิหาริย์ รวมทงั้ หวงั วา่ อาจจะเป็ นประโยชน์บ้างเล็กน้อย สําหรับท่านท่ีกําลงั แสวงหาหนทางปฏิบตั อิ ยู่

61 บทธรรมสมาธิ จากพระไตรปิฎก ๑ คณุ ของอานาปานสติ พระพทุ ธเจ้าประทบั อยู่ ณ กฏู าคารศาลา ป่ ามหาวนั เม่ือเวลาลี ได้ตรัสคณุ ของอานาปานสตแิ ก่ภิกษุทงั้ หลายไว้ ดงั นี ้ “ภิกษุทงั้ หลาย ! แม้สมาธิในอานาปานสตนิ ีแ้ ล อนั ภิกษุอบรมทําให้มากแล้วยอ่ มเป็นคณุ สงบ ประณีต เยือก เยน็ อยเู่ ป็นสขุ และยงั บาปอกศุ ลธรรมที่เกิดขนึ ้ แล้วๆ ให้อนั ตรธานสงบไปโดยฉบั พลนั ฉะนนั้ ภิกษุทงั้ หลาย ! ก็อานาปานสตสิ มาธิ อนั ภิกษุอบรมอยา่ งไร ทําให้มากอยา่ งไร จงึ เป็ นคณุ สงบ ประณีตเยือก เย็น อยเู่ ป็นสขุ และยงั บาปอกศุ ลธรรมที่เกิดขนึ ้ แล้วๆ ให้อนั ตรธานสงบไปโดยฉบั พลนั ภิกษุทงั้ หลาย ! ภิกษุในธรรมวนิ ยั นี ้อยใู่ นป่ าก็ตามอยู่ ณ โคนไม้ก็ตาม อยใู่ นสถานที่สงดั ก็ตาม นง่ั ค้บู ลั ลงั ก์ตงั้ กายตรงดํารงสกติบา่ ยหน้าส่กู รรมฐาน ภิกษุนนั้ ย่อมมีสตหิ ายใจเข้า มีสตหิ ายใจออก เม่ือหายใจเข้ายาว ก็รู้สกึ วา่ หายใจเข้ายาว หรือเมื่อหายใจออก ยาว ก็รู้สกึ วา่ หายใจออกยาว เม่ือหายใจเข้าสนั้ ก็รู้สกึ ว่าหายใจเข้าสนั้ หรือเม่ือหายใจออกสนั้ ก็รู้สึกวา่ หายใจ ออกสนั ้ ยอ่ มสําเหนียกว่าเราจกั รู้แจ้งซงึ่ กองลมทงั้ ปวง หายใจเข้า ยอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั รู้แจ้งซงึ่ กองลมทงั้ ปวง หายใจ ออก ยอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั ระงบั กายสงั ขาร หายใจเข้ายอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั ระงบั กายสงั ขาร หายใจออก ยอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั รู้แจ้งซงึ่ ปิติ หายใจเข้า ยอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั รู้แจ้งซงึ่ ปิ ติ หายใจออก

62 ยอ่ มสําเหนียกว่าเราจกั รู้แจ้งซงึ่ สขุ หายใจเข้า ยอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั รู้แจ้งซง่ึ สขุ หายใจออก ยอ่ มสําเหนียกว่าเราจกั ระงบั จิตสงั ขาร หายใจเข้ายอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั ระงบั จิตสงั ขาร หายใจออก ยอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั รู้แจ้งซงึ่ จติ หายใจเข้า ย่อมสําเหนียกวา่ เราจกั รู้แจ้งซงึ่ จติ หายใจออก ยอ่ มสําเหนียกว่าเราจกั ยงั จิตให้บนั เทงิ หายใจเข้ายอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั ยงั จติ ให้บนั เทงิ หายใจออก ยอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั ตงั้ จิตไว้มน่ั หายใจเข้า ยอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั ตงั้ จิตไว้มนั่ หายใจออก ยอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั ปลอ่ ยจิต หายใจเข้า ยอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั ปล่อยจิต หายใจออก ยอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั พิจารณาเห็นธรรมอนั ไมเ่ ที่ยง หายใจเข้า ย่อมสําเหนียกวา่ เราจกั พิจารณาเห็นธรรมอนั ไมเ่ ที่ยง หายใจออก ยอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั พจิ ารณาเหน็ วิราคะ หายใจเข้า ยอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั พจิ ารณาเห็นวิราคะ หายใจ ออก ยอ่ มสําเหนียกว่าเราจกั พิจารณาเห็นนโิ รธ หายใจเข้าย่อมสําหนียกวา่ เราจกั พจิ ารณาเห็นนิโรธ หายใจออก ยอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั พิจารณาเห็นปฏินสิ สคั คะหายใจเข้า ย่อมสําเหนียกวา่ เราจกั พิจารณาเห็นปฏินสิ สคั คะ หายใจออก ภิกษุทงั้ หลาย ! อานาปานสตสิ มาธิ อนั ภิกษุอบรมแล้วอยา่ งนีแ้ ล ทําให้มากแล้วอยา่ งนีแ้ ล จงึ เป็นคณุ สงบ ประณีต เยือกเยน็ อยเู่ ป็นสขุ และยงั บาปอกศุ ลธรรมท่ีเกิดขนึ ้ แล้วๆ ให้อนั ตรธานสงบไปได้โดยแบพลนั ” ตตยิ ปราราชกิ กณั ฑ์ วินยั (๑/๓๔๑)

63 ๒ วธิ เี จรญิ อานาปานสตทิ มี่ ผี ลมาก สมยั หนง่ึ พระผ้มู ีพระภาคเจ้าประทบั อยใู่ นพระวหิ ารบพุ พาราม พระนครสาวตั ถี พร้อมด้วยพระสาวก ผ้เู ป็ น เถระท่ีมีชื่อเสียงเดน่ หลายรูปด้วยกนั เชน่ ท่าพระสารีบตุ รทา่ นพระมหาโมคคลั ลานะ ท่านพระมหากสั สป ทา่ น พระมหากจั จายนะ ทา่ นพระมหาโกฏธิตะ ทา่ นพระมหากปั ปินะ ท่านพระมหาจนุ ทะ ท่านพระอนรุ ุทธะ ท่าน พระเรวตะ ทา่ นพระอานนท์ และพระสาวกผ้เู ป็นเถระมีช่ือเสียงเดน่ อีกหลายองค์ วนั หนงึ่ พระเถระทงั้ หลายพากนั พรํ่าสอนพวกพระภิกษุอยคู่ ือ พระเถระบางพวกโอวาทพรํ่าสอนภิกษุ ๑๐ รูป บ้าง บางพวกโอวาทพร่ําสอน ๒๐ รูปบ้าง บางพวกโอวาทพรํ่าสอน ๓๐ รูปบ้าง บางพวกโอวาทพร่ําสอน ๔๐ รูปบ้าง ฝ่ ายภิกษุนวกะเหลา่ นนั้ ฟังเถระพรํ่าสอนอยู่ ก็รู้ชดั ธรรมวิเศษอยา่ งกว้างขวางยง่ิ กวา่ ที่ตนรู้มาก่อน อยตู่ อ่ มาอีกวนั หนง่ึ พระผ้มู ีพระภาคเจ้ามีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมประทบั นง่ั กลางแจ้ง ในราตรีมีพระจนั ทร์เตม็ ดวง วนั นนั้ เป็นวนั อโุ บสถขนึ ้ ๑๕ คา่ํ ทงั้ เป็ นวนั ปวารณาด้วย ขณะนนั้ พระผ้มู ีพระภาคเจ้าทรงเหลียวดหู มภู่ ิกษุซง่ึ นง่ั เงียบอยโู่ ดยลําพงั จงึ ตรัสบอกภิกษาทงั้ หลายวา่ “ภิกษุทงั้ หลาย ! เรายินดี ยนิ ดีจริงๆ ในปฏิปทานีเ้พราะฉะนนั้ แล พวกเธอจงบําเพ็ญความเพียร เพ่ือถงึ ธรรมท่ี ตนยงั ไมถ่ งึ เพื่อบรรลธุ รรมท่ีตนยงั ไมบ่ รรลุ เพื่อทําให้แจ้งธรรมที่ตนไมท่ ําให้แจ้ง ให้ยิง่ ๆ ขนึ ้ ไปเถิด เราจกั รออยู่ ในพระนครสาวตั ถีนี ้จนถึงวนั ครบ ๔ เดือนแหง่ ฤดฝู น เป็ นท่ีบานแหง่ ดอกโกมทุ (คือวนั เพ็ญเดอื นสิบสอง)” พวกภิกษุชาวชนบททราบขา่ ววพ่ ระผ้มู ีพระภาคเจ้าจกั รออยใู่ นพระนครสาวตั ถีนนั้ จนถึงวนั ครบ ๔ เดือนแหง่ ฤดฝู น เป็นท่ีบานแหง่ ดอกโกมทุ จงึ พากนั หลง่ั ไหลมายงั พระนครสาวตั ถี เพ่ือเข้าเฝ้ าพระผ้มู ีพระภาคเจ้า ฝ่ ายพระเถระเหลา่ นนั้ รับคําพรํ่าสอนภิกษุนวกะเพ่ิมจํานวนมากขนึ ้

64 ภิกษุนวกะเหลา่ นนั้ รับคําพรํ่าสอนภิกษุผ้เู ถระอยยู่ อ่ มรู้ชดั ธรรมวิเศษอยา่ งกว้างขวางยงิ่ กวา่ ที่ตนรู้มากอ่ น พระผ้มู ีพระภาคเจ้าผ้มู ีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมประทบั นงั่ กลางแจ้งในราตรีมีพระจนั ทร์เตม็ ดวง เป็นวนั ครบ ๔ เดือน แหง่ ฤดฝู นเป็นที่บานแหง่ ดอกโกมทุ วนั นีเ้ป็ นวนั อโุ บสถขนึ ้ ๑๕ ค่าํ ขณะนนั้ พระผ้มู ีพระภาคเจ้าทรงเหลียวดหู มู่ ภิกษุ ซง่ึ นง่ั เงียบอยโู่ ดยลําพงั จงึ ตรัสบอกภิกษุทงั้ หลายวา่ “ภิกษุทงั้ หลาย ! บริษทั นีไ้ มค่ ยุ กนั บริษัทนีเ้งียบเสียงคยุ ดํารงอยใู่ นสารธรรมอนั บริสทุ ธิ์ ภิกษุสงฆ์นี ้บริษทั นี ้ เป็นเชน่ เดียวกนั กบั บริษทั ท่ีควรแกก่ ารคาํ นบั ควรแก่การต้อนรับ ควรแก่ทกั ษิณาทาน ควรแกก่ ารกระทําอญั ชลี เป็นเนือ้ นาบญุ ของโลกไมม่ ีนาบญุ อ่ืนย่ิงกวา่ ภิกษุสงฆ์นีบ้ ริษัทนีเ้ป็นเชน่ เดียวกนั กบั บริษทั ท่ีเขาถวายของน้อย มีผลมาก และถวายของมาก มีผลมากยิ่งขนึ ้ ภิกษุสงฆ์นีบ้ ริษัทนีเ้ป็นเชน่ เดยี วกนั กบั บริษทั ที่ชาวโลกยากที่จะ ได้พบเหน็ ภิกษุสงฆ์นีบ้ ริษทั นีเ้ป็นเชน่ เดียวกนั กบั บริษัทอนั สมควร ที่แม้คนผ้เู อาเสบียงคล้องบา่ เดนิ ทางไปชม กนั เป็นโยชน์ๆ” ภิกษุทงั้ หลาย ! ในหมภู่ ิกษุนี ้ยอ่ มมีภิกษุผ้เู ป็นพระอรหนั ตขีณาสพ อยจู่ บพรหมจรรย์แล้ว กิจที่ควรทําทําเสร็จ แล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลปุ ระโยชน์ตนแล้วโดยลําดบั สิน้ สญั โญชน์ในภพแล้วพ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ แม้ ภิกษุเชน่ นีก้ ็มีอยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! ในหมภู่ ิกษุนี ้ยอ่ มมีภิกษุผ้เู ป็นโอปปาตกิ ะ เพราะสิน้ สญั โญชน์สว่ นเบือ้ งตา่ํ ทงั้ ๕ จะได้ ปรินิพพานในโลกนนั้ ๆ มีอนั ไมก่ ลบั มาจากโลกนนั้ อีกเป็นธรรมดา แม้ภิกษุเชน่ นีก้ ็มีอยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! ในหมภู่ ิกษุนี ้ยอ่ มมีภิกษุผ้เู ป็นพระสกทาคามี เพราะสิน้ สญั โญชน์ ๓ อยา่ ง และเพราะทําราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบาง มายงั โลกนีอ้ ีกครัง้ เดียวเทา่ นนั้ ก็จะทําท่ีสดุ แหง่ ทกุ ข์ได้ แม้ภิกษุเชน่ นีก้ ็มีอยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! ในหมภู่ ิกษุนี ้ยอ่ มมีภิกษุผ้เู ป็นพระโสดาบนั เพราะสิน้ สญั โญชน์ ๓ อย่าง มีอนั ไมต่ กอบายเป็ น ธรรมดาเที่ยงแท้ แนท่ ี่จะได้ตรัสรู้ในเบือ้ งหน้า แม้ภิกษุเชน่ นีก้ ็มีอยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! ในหมภู่ ิกษุนี ้ยอ่ มมีภิกษุผ้บู าํ เพญ็ ความเพียรเจริญสตปิ ัฏฐาน ๔ แม้ภิกษุเชน่ นีก้ ็มีอยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! ในหมภู่ ิกษุนี ้ยอ่ มมีภิกษุผ้บู าํ เพ็ญความเพียรเจริญสมั มปั ปธาน ๔ แม้ภิกษุเชน่ นีก้ ็มีอยู่

65 ภิกษุทงั้ หลาย ! ในหมภู่ ิกษุนี ้ยอ่ มมีภิกษุผ้บู ําเพญ็ ความเพียรเจริญอิทธิบาท ๔ แม้ภิกษุเชน่ นีก้ ็มีอยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! ในหมภู่ ิกษุนี ้ยอ่ มมีภิกษุผ้บู ําเพ็ญความเพียรเจริญอนิ ทรีย์ ๕ แม้ภิกษุเชน่ นีก้ ็มีอยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! ในหมภู่ ิกษุนี ้ยอ่ มมีภิกษุผ้บู ําเพญ็ ความเพียรเจริญพละ ๕ แม้ภิกษุเชน่ นีก้ ็มีอยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! ในหมภู่ ิกษุนี ้ยอ่ มมีภิกษุผ้บู ําเพ็ญความเพียรเจริญโพชฌงค์ ๗ แม้ภิกษุเชน่ นีก้ ็มีอยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! ในหมภู่ ิกษุนี ้ยอ่ มมีภิกษุผ้บู ําเพ็ญความเพียรเจริญมรรคมีองค์ ๘ อนั เป็นอริยะ แม้ภิกษุเชน่ นีก้ ็ มีอยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! ในหมภู่ ิกษุนี ้ยอ่ มมีภิกษุผ้บู าํ เพญ็ ความเพียรเจริญเมตตาอยู่ แม้ภิกษุเชน่ นีก้ ็มีอยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! ในหมภู่ ิกษุนี ้ยอ่ มมีภิกษุผ้บู ําเพญ็ ความเพียรเจริญกรุณาอยู่ แม้ภิกษุเชน่ นีก้ ็มีอยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! ในหมภู่ ิกษุนี ้ยอ่ มมีภิกษุผ้บู ําเพ็ญความเพียรเจริญมทุ ติ าอยู่ แม้ภิกษุเชน่ นีก้ ็มีอยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! ในหมภู่ ิกษุนี ้ยอ่ มมีภิกษุผ้บู ําเพ็ญความเพียรเจริญอเุ บกขาอยู่ แม้ภิกษาเชน่ นีก้ ็มีอยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! ในหมภู่ ิกษุนี ้ยอ่ มมีภิกษุผ้บู ําเพ็ญความเพียรเจริญอสภุ สญั ญาอยู่ แม้ภิกษุเชน่ นีก้ ็มีอยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! ในหมภู่ ิกษุนี ้ยอ่ มมีภิกษุผ้บู ําเพญ็ ความเพียรเจริญอนิจสญั ญาอยู่ แม้ภิกษุเชน่ นีก้ ็มีอยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! ในหมภู่ ิกษุนี ้ยอ่ มมีภิกษุผ้บู ําเพญ็ ความเพียรเจริญอานาปานสติอยู่ แม้ภิกษุเชน่ นีก้ ็มีอยู่ เจรญิ อานาปานสตแิ ลว้ ธรรมทงั้ ๔ จะบรบิ รู ณ์

66 ภิกษุทงั้ หลาย ! อานาปานสตทิ ่ีภิกษุเจริญแล้ว ทําให้มากแล้วยอ่ มมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ภิกษุที่เจริญอานา ปานสตแิ ล้ว ทําให้มากแล้ว ยอ่ มบําเพ็ญสตปิ ัฏฐาน ๔ ให้บริบรู ณ์ได้ ภิกษุที่เจริญสตปิ ัฏฐาน ๔ แล้ว ทําให้มาก แล้วยอ่ มบาํ เพญ็ โพชฌงค์ ๗ ให้บริบรู ณ์ได้ ภิกษุท่ีเจริญโพชฌงค์ ๗ แล้ว ทําให้มากแล้ว ยอ่ มบําเพ็ญวิชชาและ วิมตุ ตใิ ห้บริบรู ณ์ได้ วธิ เี จรญิ อานาปานสตทิ มี่ ผี ลานสิ งสม์ าก ภิกษุทงั้ หลาย ! ก็อานาปานสตทิ ี่ภิกษุเจริญแล้ว ทําให้มากแล้วอยา่ งไร จงึ มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ภิกษุทงั้ หลาย ! ภิกษุในธรรมวินยั นี ้อยใู่ นป่ าก็ดี อยทู่ ี่โคนไม้ก็ดี อยใู่ นเรือนว่างก็ดี นงั่ ขดั สมาธิตงั้ กายตรง ดํารง สตมิ น่ั เฉพาะหน้า เธอยอ่ มมีสตหิ ายใจเข้า มีสตหิ ายใจออก เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชดั วา่ หายใจเข้ายาว หรือเม่ือหายใจออกยาว ก็รู้ชดั วา่ หายใจออกยาว หรือเม่ือหายใจ ออกยาว ก็รู้ชดั วา่ หายใจออกยาว เม่ือหายใจเข้าสนั้ ก็รู้ชดั วา่ หายใจเข้าสนั้ หรือเมื่อหายใจออกสนั้ ก็รู้ชดั วา่ หายใจออกสนั ้ สําเหนียกอยวู่ า่ เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้กงลมทงั้ ปวงหายใจเข้า วา่ เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้กงลมทงั้ ปวง หายใจออก สําเหนียกอยวู่ ่าเราจกั ระงบั กายสงั ขาร หายใจเข้าวา่ เราจกั ระงบั กายสงั ขาร หายใจออก สําเหนียกอยวู่ ่าเราจกั เป็นผ้กู ําหนดปี ติ หายใจเข้าวา่ เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้ปี ติ หายใจออก สําเหนียกอยวู่ า่ เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้สขุ หายใจเข้าวา่ เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้สขุ หายใจออก สําเหนียกอยวู่ ่าเราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้จิตสงั ขาร หายใจเข้า วา่ เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้จิตสงั ขาร หายใจออก สําเหนียกอยวู่ า่ เราจกั ระงบั จิตสงั ขาร หายใจเข้า วา่ เราจกั ระงบั จติ สงั ขาร หายใจออก สําเหนียกอยวู่ า่ เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้จิต หายใจเข้าวา่ เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้จิต หายใจออก

67 สําเหนียกอยวู่ า่ เราจกั ทําจติ ให้ร่าเริง หายใจเข้า ว่าเราจกั ทําจติ ให้ร่าเริง หายใจออก สําเหนียกอยวู่ า่ เราจกั ตงั้ จติ มน่ั หายใจเข้า วา่ เราจกั ตงั้ จิตมนั่ หายใจออก สําเหนียกอยวู่ ่าเราจกั มงุ่ ทําจิตให้หลดุ พ้น หายใจเข้าวา่ เราจกั มงุ่ ทําจติ ให้หลดุ พ้น หายใจออก สําเหนียกอยวู่ ่าเราจกั เป็นผ้ตู ามพจิ ารณาความไมเ่ ท่ียง หายใจเข้า วา่ เราจกั เป็นผ้ตู ามพิจารณาความไมเ่ ท่ียง หายใจออก สําเหนียกอยวู่ า่ เราจกั เป็นผ้ตู ามพจิ ารณาความคลายกําหนดั หายใจเข้า วา่ เราจกั เป็นผ้ตู ามพิจารณาความ คลายกําหนดั หายใจออก สําเหนียกอยวู่ า่ เราจกั เป็นผ้ตู ามพิจารณาความดบั กิเลส หายใจเข้า วา่ เราจกั เป็นผ้ตู ามพจิ ารณาความดบั กิเลส หายใจออก สําเหนียกอยวู่ า่ เราจกั เป็นผ้ตู ามพิจารณาความสละคนื กิเลส หายใจเข้า วา่ เราจกั เป็นผ้ตู ามพจิ ารณาความสละ คนื กิเลส หายใจออก ภิกษุทงั้ หลาย ! อานาปานสตทิ ่ีภิกษุเจริญแล้วอยา่ งนีท้ ําให้มากแล้วอยา่ งนีแ้ ล จงึ มีผลมาก มีอานสิ งส์มาก เจรญิ อานาปานสตอิ ยา่ งไร สตปิ ัฏฐาน ๔ จงึ จะบรบิ รู ณ์ ภิกษุทงั้ หลาย ! ภิกษุที่เจริญอานาปานสตแิ ล้ว ทําให้มากแล้วอย่างไร จงึ บาํ เพญ็ สตปิ ัฏฐาน ๔ ให้สมบรู ณ์ได้

68 ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใดภิกษุหายใจเข้ายาว ก็รู้ชดั วา่ หายใจเข้ายาว ก็รู้ชดั วา่ หายใจเข้ายาว หรือเมื่อหายใจออก ยาว ก็รู้ชดั ว่าหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้าสนั้ ก็รู้ชดั วา่ หายใจเข้าสนั้ หรือเม่ือหายใจออกสนั้ ก็รู้ชดั วา่ หายใจ ออกสนั้ สําเหนียกอยวู่ า่ เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้กองลมทงั้ ปวง หายใจเข้า วา่ เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้กองลมทงั้ ปวง หายใจออก สําเหนียกอยวู่ า่ เราจกั ระงบั กายสงั ขาร หายใจเข้า วา่ เราจกั กระงบั กายสงั ขาร หายใจออก ภิกษุทงั้ หลาย ! ในสมยั นนั้ ภิกษุชื่อวา่ พิจารณาเหน็ กายในกาย มีความเพียร มีสมั ปชญั ญะ มีสติ กําจดั อภิชฌา และโทมนสั ในโลกเสียได้อยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! เรากลา่ วลมหายใจเข้า ลมหายใจออกนีว้ า่ เป็นกายชนิดใดชนิดหนงึ่ ในพวกกายทงั้ หลาย เพราะฉะนนั้ แล ในสมยั นนั้ ภิกษุจงึ ช่ือวา่ พจิ ารณาเหน็ หายในกายมีความเพียร มีสมั ปชญั ญะ มีสติ กําจดั อภิชฌาและโทมนสั ในโลกเสียได้อยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใดภิกษุสําเหนียกอยวู่ ่าเราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้ปี ติ หายใจเข้า ว่าเราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้ปี ติ หายใจออก สําเหนียกอยวู่ า่ เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้สขุ หายใจเข้า วา่ เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้สขุ หายใจออก สําเหนียกอยวู่ า่ เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้จิตสงั ขาร หายใจเข้า วา่ เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้จิตสงั ขาร หายใจออก สําเหนียกอยวู่ ่าเราจกั ระงบั จิตสงั ขาร หายใจเข้า วา่ เราจกั ระงบั จติ สงั ขาร หายใจออก ภิกษุทงั้ หลาย ! ในสมยั นนั้ ภิกษุช่ือว่าพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา มีความเพียร มีสมั ปชญั ญะ มีสติ กําจดั อภิชฌาและโทมนสั ในโลกเสียได้อยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! เรากล่าวการใสใ่ จลมหายใจเข้าลมหายใจออกเป็นอยา่ งดีนีว้ า่ เป็นเวทนาชนิดใดชนิดหนงึ่ ใน วกเวทนาทงั้ หลาย เพราะฉะนนั้ ในสมยั นนั้ ภิกษุจงึ ชื่อวา่ พจิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนา มีความเพียร มี สมั ปชญั ญะมีสติ กําจดั อภิชฌาและโทมนสั ในโลกเสียได้อยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใดภิกษุสําเหนียกอยวู่ า่ เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้จติ หายใจเข้า วา่ เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้จติ หายใจเข้า วา่ เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้จิต หายใจออก สําเหนียกอยวู่ า่ เราจกั ทําจิตให้ร่าเริง หายใจเข้า วา่ เราจกั ทํา จิตให้ร่าเริง หายใจอก สําเหนียกอยวู่ า่ เราจกั ตงั้ จิตมนั่ หายใจเข้า วา่ เราจกั ตงั้ จติ มนั่ หายใจออกสําเหนียกอย่วู า่ เราจกั มงุ่ ทําจติ ให้หลดุ พ้น หายใจเข้า วา่ เราจกั มงุ่ ทําจิตให้หลดุ พ้น หายใจออก

69 ภิกษุทงั้ หลาย ! ในสมยั นนั้ ภิกษุช่ือว่าพิจารณาเหน็ จิตในจิต มีความเพียร มีสมั ปชญั ญะ มีสติ กําจดั อภิชฌา และโทมนสั ในโลกเสียได้อยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! เราไมก่ ลา่ วอานาปานสตแิ กภ่ ิกษุผ้หู ลงลืม ไมม่ ีสมั ปชญั ญะ เพราะฉะนนั้ และ ในสมยั นนั้ ภิกษุ จงึ ชื่อวา่ พิจารณาเห็นจิตในจิต มีความเพียร มีสมั ปชญั ญะมีสติ กําจดั อภิชฌาและโทมนสั ในโลกเสียได้อยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใดภิกษุสําเหนียกอยวู่ า่ เราจกั เป็นผ้ตู ามพจิ ารณาความไมเ่ ท่ียง หายใจเข้า วา่ เราจกั เป็นผู้ ตามพจิ ารณาความไมเ่ ท่ียง หายใจออก สําเหนียกอยวู่ า่ เราจกั เป็นผ้ตู ามพจิ ารณาความคลายกําหนดั หายใจ เข้าวา่ เราจกั เป็นผ้ตู ามพจิ ารณาความคลายกําหนดั หายใจออกสําเหนียกอยวู่ า่ เราจกั เป็นผ้ตู ามพิจารณาความ ดงั กิเลส หายใจเข้า วา่ เราจกั เป็นผ้ตู ามพจิ ารณาความดงั กิเลส หายใจออก สําเหนียกอยวู่ า่ เราจกั เป็ นผ้ตู าม พจิ ารณาความสละคืนกิเลส หายใจเข้า วา่ เราจกั เป็นผ้ตู ามพจิ ารณาความสละคนื กิเลส หายใจเข้า วา่ เราจกั เป็นผ้ตู ามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจออก ภิกษุทงั้ หลาย ! ในสมยั นนั้ ภิกษุชื่อวา่ พิจารณาเหน็ ธรรมในธรรม มีความเพียร มีสมั ปชญั ญะ มีสติ กําจดั อภิชฌาและโทมนสั ในโลกเสียได้อยู่ เธอเหน็ การละอภิชฌาและโทมนสั ด้วยปัญญาแล้ว ยอ่ มเป็นผ้วู างเฉยได้ดี เพราะฉะนนั้ และ ในสมยั นนั้ ภิกษุจงึ ชื่อวา่ พิจารณาเหน็ ธรรมในธรรม มีความเพียร มีสมั ปชญั ญะ มีสติ กําจดั อภิชฌาและโทม่ นสั ในโลกเสียได้อยู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! ภิกษุที่เจริญอานาปานสตแิ ล้วอยา่ งนีท้ ําให้มากแล้วอยา่ งนีแ้ ล ช่ือวา่ บําเพ็ญสตปิ ัฏฐาน ๔ ให้ บริบรู ณ์ได้ เจรญิ สตปิ ัฏฐาน ๔ อยา่ งไร โพชฌงค์ ๗ จงึ จะบรบิ รู ณ์ ภิกษุทงั้ หลาย! ก็ภิกษาท่ีเจริญสตปิ ัฏฐาน ๔ แล้ว ทําให้มากแล้วอยา่ งไร จงึ บําเพ็ญโพชฌงค์ ๗ ให้บริบรู ณ์ได้

70 ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใด ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายมีความเพียร มีสมั ปชญั ญะ มีสติ กําจดั อภิชฌาและ โทมนสั ในโลกเสียได้อยู่ ในสมยั นนั้ เธอผ้มู ีสตติ งั้ มน่ั ยอ่ มเป็นผ้มู ีสตไิ มห่ ลงลืม ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใด ภิกษาผ้มู ีสตติ งั้ มน่ั ยอ่ มเป็นผ้มู ีสตไิ มห่ ลงลืม ในสมยั นนั้ สตสิ มั โพชฌงคย์ อ่ มเป็นอนั ภิกษุเริ่มบําเพ็ญแล้ว สมยั นนั้ ภิกษุชื่อวา่ ยอ่ มเจริญสตสิ มั โพชฌงค์อยู่ สตสิ มั โพชฌงค์ยอ่ มถงึ ความเจริญ บริบรู ณ์ เธอเม่ือเป็นผ้มู ีสตอิ ยา่ งนนั้ อยู่ ย่อมค้นคว้า ไตร่ตรองถงึ ความพิจารณาธรรมนนั้ ได้ด้วยปัญญา ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใด ภิกษุเป็นผ้มู ีสตติ ง่ั มน่ั ยอ่ มเป็นผ้มู ีสตไิ มห่ ลงลืม ในสมยั นนั้ สตสิ มั โพชฌงคย์ ่อมเป็นอนั ภิกษุเร่ิมลําเพญ็ แล้ว สมยั นนั้ ภิกษุชื่อวา่ ยอ่ มเจริญสตสิ มั โพชฌงค์อยู่ สตสิ มั โพชฌงค์ยอ่ มถงึ ความเจริญ บริบรู ณ์ เธอเม่ือเป็นผ้มู ีสติอยา่ งนนั้ อยู่ ยอ่ มค้นคว้า ไตร่ตรองถงึ ความพจิ ารณาธรรมนนั้ ได้ด้วยปัญญา ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใด ภิกษุเป็นผ้มู ีสตอิ ยา่ งนนั้ อยู่ ยอ่ มค้นคว้า ไตร่ตรอง พิจารณาธรรมนนั้ ด้วยปัญญาอยใู่ น สมยั นนั้ ธรรมวิจยสมั โพชฌงค์ยอ่ มเป็นอนั ภิกษุเร่ิมบําเพญ็ แล้ว สมยั นนั้ ภิกษุช่ือว่าย่อมเจริญธรรม วิจยสมั โพชฌงค์ยธู่ รรมวาิ จยโพชฌงคย์ ่อมถงึ ความเจริญบริบรู ณ์ เธอเมื่อค้นคว้า ไตร่ตรอง พิจารณาธรรมด้วย ปัญญาอยู่ ยอ่ มเป็นอนั บาํ เพ็ญเพียรไมย่ อ่ หย่อน ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใด ภิกษุค้นคว้า ไตรตรองพจิ ารณาธรรมนนั้ ด้วยปัญญา เร่ิมบาํ เพ็ญาความเพียรไมย่ ่อ หยอ่ นอยู่ ในสมยั นนั้ วิริยสมั โพชฌงค์ยอ่ มเป็นอนั ภิกษุเร่ิมลําเพญ็ แล้ว สมยั นนั้ ภิกษาช่ือวา่ ย่อมเจริญวิ ริยสมั โพชฌงค์อยู่ วริ ิยสมั โพชฌงค์ย่อมเจริญบริบรู ณ์ ปี ติปราศจากอามสิ ยม่ เกิขนึ ้ แก่ภิกษุผ้เู ร่ิมบาํ เพญ็ ความ เพียรแล้ว ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใด ปี ตปิ ราศจากอามสิ เกิดขนึ ้ แก่ภิกษุเริ่มบาํ เพ็ญความเพียรแล้ว ในสมยั นนั้ ปี ตสิ มั โพชฌงคย์ อ่ มเป็นอนั ภิกษุเร่ิมบาํ เพ็ญแล้ว สมยั นนั้ ภิกษุช่ือวา่ ย่อมเจริญปี ตสิ มั โพชฌงค์อยู่ ปี ตสิ มั โพชฌงค์ย่อม

71 เจรญิ บรบิ รู ณภ์ กิ ษุผมู ้ ใี จเกดิ ปีติ ยอ่ มมที งั้ กายทงั้ จติ สงบระงับ ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใด ทงั้ กายทงั้ จิตของภิกษุผ้มู ีใจเกิดปี ตริ ะงบั ได้ ในสมยั นนั้ ภิกษุช่ือวา่ ยอ่ มเจริญปัสสทั ธิ สมั โพชฌงคอ์ ยู่ ปัสสทั ธิสมั โพชฌงคย์ อ่ มเจริญบริบรู ณ์ภิกษุผ้มู ีกายระงบั แล้วมีความสขุ ยอ่ มมีจิตตงั้ มน่ั ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใด จิตของภิกษุผ้มู ีกายระงบั แล้วมีความสขุ ยอ่ มตงั้ มน่ั ในสมยั นนั้ สมาธิสมั โพชฌงค์ยอ่ ม เป็นอนั ภิกษุเริ่มบําเพ็ญแล้ว สมยั นนั้ ภิกษุช่ือวา่ ย่อมเจริญสมาธิสมั โพชฌงคอ์ ยู่ สมาธิสมั โพชฌงคย์ อ่ มเจริญ บริบรู ณ์ภิกษุนนั้ ยอ่ มเป็นผ้วู างเฉยจิตตงั้ มน่ั แล้วเชน่ นนั้ ได้เป็นอยา่ งดี ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใด ภิกษุเป็นผ้วู างเฉยจิตท่ีตงั้ มน่ั แล้วเชน่ นนั้ ได้เป็นอย่างดี ในสมยั นนั้ อเุ บกขาสมั โพชฌงค์ ยอ่ มเป็นอนั ภิกษุเร่ิมบาํ เพญ็ แล้ว สมยั นนั้ ภิกษุชื่อวา่ ย่อมเจริญอเุ บกขาสมั โพชฌงคอ์ ยู่ อเุ บกขาสมั โพชฌงค์ ยอ่ มเจริญบริบรู ณ์ ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใด ภิกษุพิจารณาเหน็ เวทนาในเวทนา มีความเพียร มีสมั ปชญั ญะ มีสติ กําจดั อภิชฌาและ โทมนสั ในโลกเสียได้อยู่ ในสมยั นนั้ เธอผ้มู ีสตติ งั้ มนั่ ย่อมเป็นผ้มู ีสตไิ มห่ ลงลืม ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใด ภิกษุพจิ ารณาเห็นจิตในจิตมีความเพียร มีสมั ปชญั ญะ มีสติ กําจดั อภิชฌาและโทมนสั ในโลกเสียได้อยู่ ในสมยั นนั้ เธอผ้มู ีสติตงั้ มนั่ ยอ่ มเป็นผ้มู ีสตไิ มห่ ลงลืม ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใด ภิกษุพิจารณาเหน็ ธรรมในธรรม มีความเพียร มีสมั ปชญั ญะ มีสติ กําจดั อภิชฌาและ โทมนสั ในโลกเสียได้อยู่ ในสมยั นนั้ เธอผ้มู ีสตติ งั้ มนั่ ยอ่ มเป็นผ้มู ีสตไิ มห่ ลงลืม ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใด ภิกษุผ้มู ีสตติ งั้ มนั่ ยอ่ มเป็ นผ้มู ีสตไิ มห่ ลงลืม ในสมยั นนั้ สตสิ มั โพชฌงค์ยอ่ มเป็นอนั ภิกษุเริ่มบาํ เพ็ญ สมยั นนั้ ภิกษุช่ือวา่ ยอ่ มเจริญสตสิ มั โพชฌงค์อยู่ สตสิ มั โพชฌงค์ยอ่ มเจริญบริบรู ณ์ เธอเมื่อ เป็นผ้มู ีสตอิ ยา่ งนนั้ อยู่ ยอ่ มค้นคว้า ไตร่ตรอง พจิ ารณาธรรมนนั้ ด้วยปัญญา ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใด ภิกษุเป็นผ้มู ีสตอิ ยา่ งนนั้ อยยู่ อ่ มค้นคว้า ไตร่ตรอง พิจารณาธรรมนนั้ ด้วยปัญญา ใน สมยั นนั้ ธรรมวจิ ยสมั โพชฌงค์ยอ่ มเป็นอนั ภิกษุเร่ิมบําเพ็ญแล้ว สมยั นนั้ ภิกษุชื่อว่ายอ่ มเจริญธรรม

72 วจิ ยสมั โพชฌงค์อยสู่ มยั นนั้ ธรรมวิจยสมั โพชฌงค์ยอม่ เจริญบริบรู ณ์ เมื่อเธอค้นคว้า ไตร่ตรอง พจิ ารณาธรรม นนั้ ด้วยปัญญาอยู่ ยอ่ มเป็นอนั เร่ิมบําเพญ็ ความเพียรไม่ยอ่ หยอ่ น ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใด ภิกษุค้นคว้า ไตร่ตรองพจิ ารณาธรรมนนั้ ด้วยปัญญา เริ่มบาํ เพ็ญความเพียรไมย่ ่อ หยอ่ น ในสนมยั นนั้ วิริยสมั โพชฌงค์ยอ่ มเป็นอนั ภิกษุเร่ิมบาํ เพ็ญแล้ว สมยั นภั้ ิกษุช่ือวา่ ยอ่ มเจริญวิริยสมั โพชฌ งค์อยู่ วิริยสมั โพชฌงค์าของภิกษุยอ่ มเจริญบริบรู ณ์ ปี ตปิ ราศจากอามิส ยอ่ มเกิดขนึ ้ แก่ภิกษุผ้บู ําเพญ็ ความ เพียรแล้ว ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใด ปี ตปิ ราศจากอามสิ เกิดขนึ ้ แก่ภิกษุผ้เู ริ่มบําเพ็ญความเพียรแล้ว ในสมยั นนั้ ปี ตสิ มั โพชฌงค์ย่อมเป็นอนั ภิกษุเร่ิมบําเพญ็ แล้ว สมยั นนั้ ภิกษุช่ือวา่ ย่อมเจริญปี ตสิ มั โพชฌงคอ์ ยู่ ปี ตสิ มั โพชฌงคข์ อง ภิกษุยอ่ มเจริญบริบรู ณ์ ภิกษุผ้มู ีใจเกิดปี ติ ยอ่ มมีทงั้ กายทงั้ จติ สงบระงบั ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใด ทงั้ กายทงั้ จติ ของภิกษุผ้มู ีใจเกิดปี ตริ ะงบั ได้ ในสมยั นนั้ ปัสสทั ธิสมั โพชฌงค์ยอ่ มเป็นอนั ภิกษุเร่ิมบําเพ็ญแล้ว สมยั นนั้ ภิกษุวา่ ย่อมเจริญปัสสทั ธิสมั โพชฌงคอ์ ยู่ ปัสสทั ธิสมั โพชฌงค์ของภิกษุยอ่ มเจริญบริบรู ณ์ ภิกษุผ้มู ีกายระงบั แล้ว มีความสขุ ย่อมมีจติ ตงั้ มน่ั ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใด จติ ของภิกษุผ้มู ีกายระงบั แล้วมีความสขุ ยอ่ มตงั้ มน่ั ในสมยั นนั้ สมาธิสมั โพชฌงค์ยอ่ ม เป็นอนั ภิกษุเร่ิมบําเพ็ญแล้ว สมยั นนั้ ภิกษุชื่อวา่ ย่อมเจริญสมาธิสมั โพชฌงคอ์ ยู่ สมาธิสมั โพชฌงคข์ องภิกษุ ยอ่ มเจริญบริบรู ณ์ ภิกษุนนั้ ย่อมเป็นผ้วู างจติ ท่ีตงั้ มน่ั แล้วเชน่ นีใ้ ห้เฉยได้เป็นอยา่ งดี ภิกษุทงั้ หลาย ! สมยั ใด ภิกษุเป็นผ้วู างเฉยจิตท่ีตงั้ มน่ั แล้วเชน่ นนั้ ให้เฉยได้อยา่ งดี ในสมยั นนั้ อเุ บกขาสมั โพชฌงค์ยอ่ มเป็นอนั ภิกษุเริ่มบาํ เพญ็ แล้ว สมยั นนั้ ภิกษุชื่อวา่ ยอ่ มเจริญอเุ บกขาสมั โพชฌงค์อยู่ อเุ บกขาสมั โพชฌงคข์ องภิกษุยอ่ มเจริญบริบรู ณ์ ภิกษุทงั้ หลาย ! ภิกษุท่ีเจริญสตปิ ัฏฐาน ๔ แล้วอยา่ งนี ้ทงั้ ทําให้มากแล้วอยา่ งนีแ้ ล ชื่อวา่ บําเพญ็ โพชฌงค์ ๗ ให้บริบรู ณ์ได้

73 เจรญิ โพชฌงค์ ๗ อยา่ งไร วชิ ชาและวมิ ตุ ตจิ งึ จะบรบิ รู ณ์ ภิกษุทงั้ หลาย ! ภิกษุท่ีเจริญโพชฌงค์ ๗ แล้ว ทําให้มากแล้วอยา่ งไร จงึ จะบําเพ็ญวิชชชาและวมิ ตุ ตใิ ห้บริบรู ณ์ ได้ ภิกษุทงั้ หลาย ! ภิกษุในธรรมวินยั นี ้ยอ่ มเจริญสตสิ มั โพชฌงค์ อาศยั วิเวก อาศํยวิราคะ อาศยั นิโรธ อนั น้อมไป เพื่อความปลอ่ ยวาง ย่อมเจริญธรรมวจิ ยสมั โพชฌงค์... ย่อมเจริญวิริยสมั โพชฌงค.์ .. ยอ่ มเจริญปี ตสิ มั โพชฌงค.์ .. ย่อมเจริญปัสสทั ธิสมั โพชฌงค์..ยอ่ มเจริญสมาธิสมั โพชฌงค.์ .. ย่อมเจริญอเุ บกขาสมั โพชฌงค์ อนั อาศํยวิเวก อาศยั วริ าคะ อาศยั นิโระ อนั น้อมไปเพ่ือความปลอ่ ยวาง ภิกษุทงั้ หลาย ! ภิกษุท่ีเจริญโพชฌงค์ ๗ แล้วอยา่ งนีท้ ําให้มากแล้วอยา่ งนีแ้ ล ช่ือว่าบําเพญ็ วิชชาและวมิ ตุ ตใิ ห้ บริบรู ณ์ได้ พระผ้มู ีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระภาษิตนีแ้ ล้ว ภิกษุเหลา่ นนั้ ตา่ งช่ืนชมยินดีพระภาษิตของพระผ้มู ีพระภาคเจ้าแล อานาปานสตสิ ตู รท่ี ๘ (๑๔/๑๔๔ - ๑๕๒)

74 ๓ ฌาน สมยั หนงึ่ ทา่ นพระสารีบตุ รอยู่ ท่ีพระวิหารเชตวนั อารามท่ีทา่ นอนาถบณิ ฑิกเศรษฐีสร้างถวาย ใกล้พระนครสา วตั ถี วนั หนง่ึ เวลาเช้า ทา่ นพระสารีบตุ ร เข้าไปบณิ ฑบาตในพระนครสาวตั ถี กลบั จากบณิ ฑบาตฉนั ภตั ตาหาร แล้วเข้าไปยงั ป่ าอนั ธวนั เพื่อพกั ผอ่ น ถงึ ป่ าอนั ธวนั แล้ว นง่ั พกั กลางวนั ณ โคนไม้แหง่ หนงึ่ ออกจากท่ีพกั ผ่อนในเวลาเย็นแล้วเข้าไปยงั พระวหิ ารเชตวนั พระอานนท์เห็นพระสารีบตุ ราจงึ กล่าวถามวา่ “อาวโุ สสารีบตุ ร !” อินทรีย์ของทา่ นผอ่ งใสนกั สีหน้าของทา่ นหมดจดผอ่ งใส วนั นี ้ทา่ นพระสารีบตุ รอยดู่ ้วย วหิ ารธรรมอะไร ?” พระสารีบตุ รตอบวา่ “อาวโุ ส เราจะบอกให้ฟัง เราสงดั จากกาม สงดั จากอกศุ ลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปี ตแิ ละสขุ เกิดแต่ วิเวกอยู่ อาวโุ ส เราไมไ่ ด้คดิ ว่า เราเข้าปฐมฌานอยู่ หรือว่าเข้าปฐมฌานแล้ว หรือวา่ ออกจากปฐมฌานแล้ว” แท้จริง พระสารีบตุ รถอนทิฏฐิคอื อหงั การ ตณั หาคือมมงั การ และอนสุ ยั คอื มานะออกได้นานแล้ว ฉะนนั้ ท่าน พระสารีบตุ รจงึ ไมค่ ิดอยา่ งนีว้ า่ เราเข้าปฐมฌานอยหู่ รือว่าเข้าปฐมฌานแล้ว หรือวา่ ออกจากปฐมฌานแล้ว วิเวกสตู รที่ ๑ (๑๗/๓๓๒)

75 ๔ ผไู ้ ดฌ้ าน ผ้ไู ด้ฌานท่ีฉลาดในการตงั้ จิตมน่ั และฉลาดในการเข้าสมาธินบั เป็นผ้เู ลิศ ภิกษุทงั้ หลาย ! ผ้ไู ด้ฌาน ๔ จําพวกนี ้๔ จําพวก เป็ นไฉน คือ ผ้ไู ด้ฌานบางคนในโลกนีเ้ป็นผ้ฉู ลาดในการตงั้ จิตมนั่ ในสมาธิ แตไ่ มฉ่ ลาดในการเข้าสมาธิ ๑ บางคนฉลาดในการเข้าในสมาธิ แตไ่ มฉ่ ลาดในการตงั้ จิตมน่ั ในสมาธิ ๑ บางคนฉลาดในการตงั้ จติ มน่ั ในสมาธิ และฉลาดในการเข้าในสมาธิ ๑ ใน ๔ จําพวกนนั้ ผ้ไู ด้ฌานที่ฉลาดในการตงั้ จิตมนั่ ในสมาธิ และฉลาดในการเข้าในสมาธิ นบั ว่าเป็นผ้เู ลิศ ประเสริฐท่ีสดุ เป็นประธานสงู สดุ และดกี วา่ ผ้ไู ด้ฌานทงั้ ๔ จําพวก เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแมโ่ ค นมส้มเกิดจากนมสด เนยข้นจากนมส้ม เนยใสเกิดจากเนยข้น หวั เนยใส ใน จํานวนนนั้ หวั เนยใสเขากลา่ ววา่ เป็นเลิศฉนั ใด ผ้ไู ด้ฌานที่ฉลาดในการตงั้ จิตมน่ั ในสมาธิ และฉลาดในการเข้าในสมาธิก็นบั วา่ เป็นผ้เู ลิศ ประเสริฐท่ีสดุ เป็น ประธานสงู สดุ และดกี วา่ ผ้ไู ด้ฌานทงั้ ๔ จําพวกนนั้ ฉนั นนั้ เหมือนกนั สมาธิสมาปัตตสิ ตู รท่ี ๑ (๑๗/๖๖๒)

76 ผไู ้ ดฌ้ านทฉ่ี ลาดในการตัง้ จติ มัน่ และฉลาดในการตัง้ อยใู่ นสมาธนิ ับเป็ นผู ้ เลศิ ภิกษุทงั้ หลาย ! ผ้ไู ด้ฌาน ๔ จําพวกนี ้๔ จําพวกเป็นไฉน คอื ผ้ไู ด้ฌานบางคนในโลกนีเ้ป็นผ้ฉู ลาดในการตงั้ จิตมน่ั ในสมาธิ แตไ่ มฉ่ ลาดในการตงั้ อยใู่ นสมาธิ ๑ บางคนฉลาดในการตงั้ อยใู่ นสมาธิ แตไ่ มฉ่ ลาดในการตงั้ จิตมนั่ ในสมาธิ ๑ บางคนไมฉ่ ลาดในการตงั้ จิตมน่ั ในสมาธิ และไมฉ่ ลาดในการตงั้ อยใู่ นสมาธิ ๑ บางคนฉลาดในการตงั้ จิตมน่ั ในสมาธิ และฉลาดในการตงั้ อยใู่ นสมาธิ ๑ ใน ๔ จําพวกนนั้ ผ้ไู ด้ฌานที่ฉลาดในการตงั้ จิตมน่ั ในสมาธิ และฉลาดในการตงั้ อยใู่ นสมาธิ นบั วา่ เป็นผ้เู ลิศ ประเสริฐท่ีสดุ เป็นประธานสงู สดุ และดีกวา่ ผ้ไู ด้ฌานทงั้ ๔ จําพวกนนั้ เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแมโ่ ค นมส้มเกิดจากนมสด เนยข้นเกิดจากนมส้ม เนยใสเกิดจากเนยข้น หวั เนยใส เกิดจากเนยใส ในจํานวนนนั้ หวั เนยใสเขากลา่ ววา่ เป็นเลิศ ฉนั ใด ผ้ไู ด้ฌานที่ฉลาดในการตงั้ จิตมนั่ ในสมาธิ และฉลาดในการตงั้ อยใู่ นสมาธิก็นบั วา่ เป็นผ้เู ลิศ ประเสริฐที่สดุ เป็น ประธานสงู สดุ และดกี วา่ ผ้ไู ด้ฌานทงั้ ๔ จําพวกนนั้ ฉนั นนั้ เหมือนกนั ฐิตสิ ตู รท่ี ๒ (๑๗/๖๖๓)

77 ผไู ้ ดฌ้ านทฉ่ี ลาดในการตัง้ จติ ม่นั และฉลาดในการออกจากสมาธนิ ับเป็ นผู ้ เลศิ ภิกษุทงั้ หลาย ! ผ้ไู ด้ฌาน ๔ จําพวกนี ้๔ จําพวกเป็นไฉน คือ ผ้ไู ด้ฌานบางคนในโลกนีเ้ป็นผ้ฉู ลาดในการตงั้ จติ มน่ั ในสมาธิ แตไ่ มฉ่ ลาดในการออกจากสมาธิ ๑ บางคนฉลาดในการออกสมาธิ แตไ่ มฉ่ ลาดในการตงั้ จติ ในสมาธิ ๑ บางคนไมฉ่ ลาดในการตงั้ จิตมนั่ ในสมาธิ และไมฉ่ ลาดในการออกจากสมาธิ ๑ บางคนฉลาดในการตงั้ มนั่ ในสมาธิ และฉลาดในการออกจากสมาธิ ๑ ใน ๔ จําพวกนนั้ ผ้ไู ด้ฌานท่ีฉลาดในการตงั้ จิตมนั่ ในสมาธิ และฉลาดในการออกจากสมาธิ นบั วา่ เป็นผ้เู ลิศ ประเสริฐที่สดุ เป็นประธานสงู สดุ และดีกวา่ ผ้ไู ด้ฌานทงั้ ๔ จําพวกนนั้ ฯลฯ วฏุ ฐานสตู รท่ี ๓ (๑๗/๖๖๔)

78 ผฉู ้ ลาดในการตัง้ จติ มนั่ และฉลาดในอารมณ์ในสมาธนิ ับเป็ นผเู ้ ลศิ ภิกษุทงั้ หลาย ! ผ้ไู ด้ฌาน ๔ จําพวกนี ้๔ จําพวกเป็นไฉน คือผ้ไู ด้ฌานบางคนในโลกนีเ้ป็นผ้ฉู ลาดในการตงั้ จิตมน่ั ในสมาธิ แตไ่ มฉ่ ลาดในอารมณ์ในสมาธิ ๑ บางคนฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ แตไ่ มฉ่ ลาดในการตงั้ จิตมนั่ ในสมาธิ ๑ บางคนไมฉ่ ลาดในการตงั้ จิตมน่ั ในสมาธิ และไมฉ่ ลาดในอารมณ์ในสมาธิ ๑ บางคนฉลาดในการตงั้ จติ มนั่ ในสมาธิ และฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ ๑ ใน ๔ จําพวกนนั้ ผ้ไู ด้ฌานที่ฉลาดในการตงั้ จิตมน่ั ในสมาธิ และฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ นบั ว่าเป็นผ้เู ลิศ ประเสริฐที่สดุ เป็นประธานสงู สดุ และดกี วา่ ผ้ไู ด้ฌานทงั้ ๔ จําพวกนนั้ ฯลฯ อารัมมณสตู รที่ ๕ (๑๗/๖๖๖) ผฉู ้ ลาดในการตงั้ จติ ม่ันและฉลาดในโคจรในสมาธนิ ับเป็ นผเู ้ ลศิ ภิกษุทงั้ หลาย ! ผ้ไู ด้ฌาน ๔ จําพวกนี ้๔ จําพวกเป็นไฉน คอื ผ้ไู ด้ฌานบางคนในโลกนีเ้ป็นผ้ฉู ลาดในการตงั้ จิตมนั่ ในสมาธิ แตไ่ มฉ่ ลาดในโคจรในสมาธิ ๑ บางคนไมฉ่ ลาดในโคจรในสมาธิ แตไ่ มฉ่ ลาดในการตงั้ จิตมนั่ ในสมาธิ ๑ บางคนไมฉ่ ลาดในการตงั้ จิตมนั่ ในสมาธิ และไมฉ่ ลาดในโคจรในสมาธิ ๑

79 บางคนฉลาดในการตงั้ จติ มนั่ ในสมาธิ และฉลาดในโคจรในสมาธิ ๑ ใน ๔ จําพวกนนั้ ผ้ไู ด้ฌานฉลาดในการตงั้ จิตมนั่ ในสมาธิ และฉลาดในโคจรในสมาธิ นบั วา่ เป็นผ้เู ลิศประเสริฐ ที่สดุ เป็ นประธานสงู สดุ และดีกวา่ ผ้ไู ด้ฌานทงั้ ๔ จําพวกนนั้ โคจรสตู รที่ ๖ (๑๗/๖๖๗) ผฉู ้ ลาดในการตัง้ จติ ม่นั และฉลาดในการนอ้ มจติ ไปในสมาธนิ ับเป็ นผเู ้ ลศิ ภิกษุทงั้ หลาย ! ผ้ไู ด้ฌาน ๔ จําพวกนี ้๔ จําพวกเป็นไฉน คอื ผ้ไู ด้ฌานบางคนในโลกนีเ้ป็นผ้ฉู ลาดในการตงั้ จติ มน่ั ในสมาธิ แตไ่ มฉ่ ลาดในการน้อมจิตไปในสมาธิ ๑ บางคนฉลาดในการน้อมจิตไปในสมาธิ แตไ่ มฉ่ ลาดในการตงั้ จิตมนั่ ในสมาธิ ๑ บางคนไมฉ่ ลาดในการตงั้ จิตมน่ั ในสมาธิ และไมฉ่ ลาดในการน้อมจิตไปในสมาธิ ๑ บางคนฉลาดในการตงั้ จิตมน่ั ในสมาธิ และฉลาดในการน้อมจิตไปในสมาธิ ๑ ใน ๔ จําพวกนนั้ ผ้ไู ด้ฌานที่ฉลาดในการตงั้ จิตมนั่ ในสมาธิ และฉลาดในการน้อมจติ ไปในสมาธิ นบั วา่ เป็นผู้ เลศิ ประเสริฐที่สดุ เป็นประธานสงู สดุ และดีกวา่ ผ้ไู ด้ฌาน ๔ จําพวกนนั้ อภินิหารสตู รที่ ๗ (๑๗/๖๖๘) ผฉู ้ ลาดในการตงั้ จติ ม่นั และกระทําความเคารพในสมาธนิ ับเป็ นผเู ้ ลศิ

80 ภิกษุทงั้ หลาย ! ผ้ไู ด้ฌาน ๔ จําพวกนี ้๔ จําพวกเป็นไฉน คอื ผ้ไู ด้ฌานบางคนในโลกนี ้เป็นผ้ฉู ลาดในการตงั้ จิตมนั่ ในสมาธิ แตไ่ มก่ ระทําความเคารพในสมาธิ ๑ บางคนกระทําความเคารพในสมาธิ แตไ่ มฉ่ ลาดในการตงั้ จติ มนั่ ในสมาธิ ๑ บางคนไมฉ่ ลาดในการตงั้ จิตมนั่ ในสมาธิ และไมก่ ระทําความเคารพในสมาธิ ๑ บางคนฉลาดในการตงั้ จติ มนั่ ในสมาธิ และกระทําความเคารพในสมาธิ ๑ ใน ๔ จําพวกนนั้ ผ้ไู ด้ฌานท่ีฉลาดในการตงั้ จิตมนั่ ในสมาธิ และกระทําความเคารพในสมาธิ นบั วา่ เป็นผ้เู ลิศ ประเสริฐท่ีสดุ เป็นประธานสงู สดุ และดีกวา่ ผ้ไู ด้ฌานทงั้ ๔ จําพวกนนั้ สกั กจั จการีสตู รท่ี ๘ (๑๗/๖๖๙) ผฉู ้ ลาดในการตงั้ จติ มัน่ และทําความเพยี รเป็ นไปตดิ ตอ่ ในสมาธนิ ับเป็ นผู ้ เลศิ ภิกษุทงั้ หลาย ! ผ้ไู ด้ฌาน ๔ จําพวกนี ้๔ จําพวกเป็นไฉน คือ ผ้ไู ด้ฌานบางคนในโลกนีเ้ป็นผ้ฉู ลาดในการตงั้ จิตมน่ั ในสมาธิ แตไ่ มก่ ระทําความเพียรเป็นไปตดิ ตอ่ ในสมาธิ ๑ บางคนกระทําความเพียรเป็ นไปตดิ ตอ่ ในสมาธิ แตไ่ มฉ่ ลาดในการตงั้ จิตมนั่ ในสมาธิ ๑ บางคนไมฉ่ ลาดในการตงั้ จิตมน่ั ในสมาธิ และไมก่ ระทําความเพียรเป็นไปตดิ ตอ่ ในสมาธิ ๑

81 บางคนฉลาดในการตงั้ จติ มนั่ ในสมาธิ และกระทําความเพียรเป็นไปตดิ ตอ่ ในสมาธิ ๑ ใน ๔ จําพวกนนั้ ผ้ไู ด้ฌานท่ีฉลาดในการตงั้ จิตมนั่ ในสมาธิ และกระทําความเพียรเป็นไปติดตอ่ ในสมาธิ นบั วา่ เป็นผ้เู ลิศ ประเสริฐท่ีสดุ เป็ นประธานสงู สดุ และดกี วา่ ผ้ไู ด้ฌานทงั้ ๔ จําพวกนนั้ สปั ปยาการีสตู รท่ี ๙ (๑๗/๖๗๐) ผฉู ้ ลาดในการเขาสมาธแิ ละฉลาดในการตัง้ อยใู่ นสมาธเิ ป็ นตน้ นับเป็ นผู ้ เลศิ ภิกษุทงั้ หลาย ! ผ้ไู ด้ฌาน ๔ จําพวกนี ้๔ จําพวกเป็นไฉน คอื ผ้ไู ด้ฌานบางคนในโลกนีเ้ป็นผ้ฉู ลาดในการเข้าสมาธิแตไ่ มฉ่ ลาดในการตงั้ อยใู่ นสมาธิ ๑ บางคนฉลาดในการตงั้ อยใู่ นสมาธิ แตไ่ มฉ่ ลาดในการเข้าสมาธิ ๑ บางคนไมฉ่ ลาดในการเข้าสมาธิ และไมฉ่ ลาดในการตงั้ อยใู่ นสมาธิ ๑ บางคนฉลาดในการเข้าสมาธิ และฉลาดในการตงั้ อยใู่ นสมาธิ ๑ ใน ๔ จําพวกนนั้ ผ้ไู ด้ฌานที่ฉลาดในการเข้าสมาธิและฉลาดในการตงั้ อยใู่ นสมาธิ นบั วา่ เป็ นเลิศ ประเสริฐที่สดุ เป็นประธานสงู สดุ และดีกวา่ ผ้ไู ด้ฌานทงั้ ๔ จําพวกนนั้ สมาปัตตมิ ลู กฐิตสิ ตู รที่ ๑๑ (๑๗/๖๗๒)

82 ผฉู ้ ลาดในการเขา้ สมาธแิ ละฉลาดในการออกจากสมาธเิ ป็ นตน้ นับเป็ นผู ้ เลศิ ภิกษุทงั้ หลาย ! ผ้ไู ด้ฌาน ๔ จําพวกนี ้๔ จําพวกเป็นไฉน คอื ผ้ไู ด้ฌานบางคนในโลกนีเ้ป็นผ้ฉู ลาดในการเข้าสมาธิ แตไ่ มฉ่ ลาดในการออกจากสมาธิ ๑ บางคนฉลาดในการออกจากสมาธิ แตไ่ มฉ่ ลาดในการเข้าสมาธิ ๑ บางคนไมฉ่ ลาดในการเข้าสมาธิ และไมฉ่ ลาดในการออกสมาธิ ๑ บางคนฉลาดในการเข้าสมาธิ และฉลาดในการออกจากสมาธิ ๑ ใน ๔ จําพวกนนั้ ผ้ไู ด้ฌานท่ีฉลาดในการเข้าสมาธิและฉลาดในการออกสมาธิ นบั วา่ เป็นผ้เู ลิศประเสริฐท่ีสดุ เป็นประธานสงู สดุ และดีกวา่ ผ้ไู ด้ฌานทงั้ ๔ จําพวกนนั้ สมาปัตตมิ ลู กวฏุ ฐสตู รท่ี ๑๒ (๑๗/๖๗๓)

83 ๕ แสดงญานความรู ้ อนั สําเร็จมาแตก่ ารเจรญิ สมาธิ ปัญญาในการสํารวมแล้วตงั้ ไว้ด้วยดี ช่ือวา่ วมาภาวนามยญาณอยา่ งไร สมาธิ ๑ คือ เอกคั คตาจิต สมาธิ ๒ คือ โลกิยสมาธิ ๑ โลกตุ รสมาธิ ๑ สมาธิ ๓ คือ สมาธิมีวิตกและวจิ าร ๑ สมาธิไมม่ ีวติ กมีแตว่ ิจาร ๒ สมาธิไมม่ ีวติ กไมม่ ีวจิ าร ๑ สมาธิ ๔ คือ สมาธิมีสว่ นเส่ือม ๑ สมาธิเป็นสว่ นตงั้ อยู่ ๑ สมาธิเป็นสว่ นวิเศษ ๑ สมาธิเป็นสว่ นชําแรกกิเลส ๑ สมาธิ ๕ คือ สมาธิมีปี ตแิ ผไ่ ป ๑ สมาธิมีสขุ แผไ่ ป ๑ สมาธิมีจติ แผไ่ ป ๑ สมาธิมีแสงสวา่ งแผไ่ ป ๑ สมาธิมีการ พจิ ารณาเป็นนมิ ิต ๑ สมาธิ ๖ คือ สมาธิคือเอกคั คตาจิตมไิ ด้ฟ้ งุ ซา่ นด้วยสามารถพทุ ธานสุ สติ ๑ ธรรมานสุ สติ ๑ สงั ฆานสุ สติ ๑ สีลา นสุ สติ ๑ จาคานสุ สติ ๑ เทวตานสุ สติ ๑ สมาธิ ๗ คือ ความเป็ นผ้ฉู ลาดในสมาธิ ๑ ความเป็นผ้ฉู ลาดในการเข้าสมาธิ ๑ ความเป็นผ้ฉู ลาดในการตงั้ สมาธิ ๑ ความเป็นผ้ฉู ลาดในการออกจากสมาธิ ๑ ความเป็นผ้ฉู ลาดในความงามแหง่ สมาธิ ๑ ความเป็ นผู้ ฉลาดในโคจรแหง่ สมาธิ ๑ ความเป็นผ้ฉู ลาดในการน้อมไปแหง่ สมาธิ ๑ สมาธิ ๘ คือ สมาธิคือเอกคั คตาจติ มิได้ฟ้ งุ ซา่ นด้วยสามารถปฐวีกสณิ ๑ อาโปกสณิ ๑ เตโชกสิณ ๑ วาโยกสิณ ๑ นีลกสณิ ๑ ปี ตกสณิ ๑ โลหติ กสณิ ๑ โอทาตกสิณ ๑ สมาธิ ๙ คือ รูปาวจรสมาธิส่วนเลว ๑ สว่ นปานกลาง ๑ ส่วนประณีต ๑ อรูปาวจรสว่ นเลว ๑ สว่ นปานกลาง ๑

84 สว่ นประณีต ๑ สยุ ยตสมาธิ ๑ อนมิ ิตตสมาธิ ๑ อปั ปณิหิตสมาธิ ๑ สมาธิ ๑๐ คือ สมาธิคือเอกคั ตาจิตมิได้ฟ้ งุ ซา่ นด้วยสามารถอทุ ธมุ าตกสญั ญา ๑ วินีสกสญั ญา ๑ วปิ พุ พก สญั ญา ๑ วฉิ ิททกสญั ญา ๑ วิกขายิตกสญั ญา ๑ วิกขติ ตกสญั ญา ๑ หตวกิ ชขายิตกสญั ญา ๑ โลหิตกสญั ญา ๑ ปฬุ วุ กสญั ญา ๑ อฏั ฐิกสญั ญา ๑ สมาธิเหลา่ นีร้ วมเป็ น ๑๐ อีกอยา่ งหนงึ่ สภาพในความเป็นสมาธิแหง่ สมาธิ ๒๕ ประการ คือ สมาธิเพราะอรรถวา่ อนั สิทธินทรีย์เป็ นต้น กําหนดถือเอา ๑ เพราะอรรถวา่ อนิ ทรีย์เป้ นบริวารแหง่ กนั และกนั ๑ เพราะอรรถวา่ สทั ธินทรีย์เป็นต้นบริบรู ณ์ ๑ เพราะอรรถว่ามีอารมณ์เป็นอนั เดียว ๑ เพราะอรรถว่าไมฟ่ ้ งุ ซา่ น ๑ เพราะอรรถวา่ ไมแ่ สไ่ ป ๑ เพราะอรรถวา่ ไม่ ขนุ่ มวั ๑ เพราะอรรถวา่ ไมห่ วน่ั ไหว ๑ เพราะอรรถวา่ หลดุ พ้นจากกิเลส ๑ เพราะความที่จิตตงั้ อย่ดู ้วยสามารถ ความตงั้ มน่ั ในความเป็นจิตมีอารมณ์เดียว ๑ เพราะอรรถวา่ แสวงหาความสงบ ๑ เพราะอรรถวา่ ไมแ่ สวงหา ธรรมอนั เป็นข้าศกึ แก่ความสงบ ๑ เพราะแสวงหาความสงบแล้ว ๑ เพราะไมแ่ สวงหาธรรมอนั เป็ นข้าศกึ แก่ ความสงบแล้ว ๑ เพราะอรรถวา่ ยึดมนั่ ความสงบ ๑ เพราะอรรถว่าไมย่ ดึ มน่ั ธรรมอนั เป็นข้าศกึ แก่ความสงบ ๑ เพราะยดึ มนั่ ความสงบแล้ว ๑ เพราะไมย่ ดึ มนั่ ธรรมอนั เป็ นข้าศกึ แก่ความสงบแล้ว ๑ เพราะอรรถว่าปฏิบตั สิ งบ ๑ เพราะอรรถวา่ ไมป่ ฏิบตั ไิ มส่ งบ ๑ เพราะอรรถวา่ เพง่ ความสงบ ๑ เพราะอรรถวา่ เผาธรรมอนั เป็นข้าศกึ แก่ ความสงบ ๑ เพราะเพง่ ความสงบแล้ว ๑ เพราะเผาธรรมอนั เป็นข้าศกึ แก่ความสงบแล้ว ๑ เพราะอรรถวา่ เป็น ธรรมสงบเป็นภาพเกือ้ กลู และนําสขุ มาให้ ๑ สภาพในความเป็นสมาธิแหง่ สมาธิเหลา่ นีร้ วมเป็น ๒๕ ชื่อวา่ ญาณ เพราะอรรถรู้วา่ ธรรมนนั้ ช่ือวา่ ปัญญาเพราะอรรถวา่ รู้ชดั เพราะเหตนุ นั้ ทา่ นจงึ กลา่ ววา่ ปัญญาใน การสํารวมแล้วตงั้ ไว้ดี ช่ือวา่ สมาธิภาวนามยญาณ

85 ๖ มหาสตปิ ัฏฐานสตู ร ข้าพเจ้าได้สดบั มาอยา่ งนี ้ สมยั หนงึ่ พระผ้มู ีพระภาคเจ้าประทบั อยใู่ นแคว้นกรุ ุมีนิคมหนง่ึ ของแคว้นกรุ ะ ช่ือวา่ กมั มาสธรรม ณ ที่นนั้ พระผ้มู ีพระภาคเจข้าตรัสเรียกภิกษุทงั้ หลายวา่ “ภิกษุทงั้ หลาย ! ภิกษุเหลา่ นนั้ ทลู รับพระผ้มู ีพระภาคแล้ว ฯ พระผ้มู ีพระภาคได้ตรัสพระพทุ ธภาษิตนีว้ ่า “ภิกษุทงั้ หลาย !” หนทางนีเ้ป็นที่ไปอนั เอกเพ่ือความบริสทุ ธิ์ของสตั ว์ เพื่อลว่ งความโศกและปริเทวะ เพ่ือความ ดบั สญู แหง่ ทกุ ข์และโทมนสั เพื่อบรรลธุ รรมที่ถกู ต้องเพื่อทําพระนิพพานให้แจ้ง หนทางนี ้คือ สตปิ ัฏฐาน ๔ ประการ ๔ ประการเป็ นไฉน ? ภิกษุทงั้ หลาย ! ภิกษุในพระธรรมวินยั นี ้ พิจารณาเหน็ กายในกายอยู่ มีความเพียร มีสมั ปชญั ญะ มีสติ กําจดั อภิชฌาและโทมนสั ในโลกเสียได้ ๑ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสมั ปชญั ญะมีสติ กําจดั อภิชฌาและโทมนสั ในโลกเสียได้ ๑ พิจารณาเหน็ ธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสมั ปชญั ญะ มีสติ กําจดั อภิชฌาและโทมนสั ในโลกเสียได้ ๑ ฯ

86 ภิกษุทงั้ หลาย ! ภิกษุพิจารณาเห็นกายอย่อู ยา่ งไรเลา่ ? ภิกษุในธรรมวนิ ยั นี ้ไปสปู่ ่ าก็ดี ไปสโู่ คนไม้ก็ดี ไปสเู่ รือนวา่ งก็ดี นง่ั ค้บู ลั ลงั ก์ตงั้ กายรง ดํารงสตไิ ว้เฉพาะหน้า เธอมีสติ หายใจเข้า มีสติ หายใจออก เม่ือหายใจเข้ายาวก็รู้ชดั วา่ เราหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชดั วา่ เพราะหายใจออกยาว เม่ือหายใจเข้าสนั้ ก็รู้ชดั ว่าเราหายใจเข้าสนั้ เมื่อหายใจออกสนั้ ก็รู้ชดั วา่ เราหายใจ ออกสนั ้ ยอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้กงลมทงั้ ปวงหายใจเข้า ยอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้กงลมทงั้ ปวงหายใจออก ยอ่ มสําเหนียกว่า เราจกั ระงบั กายสงั ขารหายใจเข้า ยอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั ระงบั กายสงั ขารหายใจออก นายชา่ งกลงึ หรือลกู มือของนายชา่ งกลงึ ผ้ฉู ลาด เม่ือชดั เชือกกลงึ ยาว ก็รู้ชดั วา่ เราชกั ยาว เมื่อชกั เชือกกลงึ สนั้ ก็รู้ชดั วา่ เราชกั สนั้ แม้ฉนั ใด ภิกษุก็ฉนั นนั้ เหมือนกนั เม่ือหายใจเข้ายาว ก็รู้ชดั วา่ เราหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชดั วา่ เราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้าสนั้ ก็รู้ชดั วา่ เราหายใจเข้าสนั้ เมื่อหายใจออกสนั้ ก็รู้ชดั ว่า เราหายใจออกสนั้ ยอ่ มสําเหนียกว่า เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้กองลมทงั้ ปวง หายใจเข้า ยอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั เป็นผ้กู ําหนดรู้กองลมทงั้ ปวง หายใจออก ยอ่ มสําเหนียกวา่ เราจกั ระงบั กายสงั ขาร หายใจเข้า ยอ่ มสําเหนียกว่า เราจกั ระงบั กายสงั ขาร หายใจออก ดงั พรรณามาฉะนี ้ ภิกษุยอ่ มพิจารณาเหน็ กายในกายภายในบ้าง พิจารณาเหน็ กายในกายภายนอกบ้าง พจิ ารณาเหน็ กายในกาย ทงั้ ภายในทงั้ ภายนอกบ้าง

87 พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขนึ ้ ในกายบ้าง พิจารณาเหน็ ธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรม คือทงั้ ความเกิดขนึ ้ ทงั้ ความเสื่อมในกายาบ้างยอ่ มอยู่ อนงึ่ สตขิ องเธอท่ีตงั้ มน่ั อยวู่ ่า กายมีอยู่ ก็เพียงสกั วา่ ความรู้ เพียงสกั วา่ อาศยั ระลกึ เท่านนั้ เธอเป็นผ้อู นั ตณั หา และทิฐิไมอ่ าศยั อยแู่ ล้ว และไมถ่ ือมนั่ อะไร ๆ ในโลก ภิกษุทงั้ หลาย ! แม้อยา่ งนี ้ภิกษุชื่อว่าพจิ ารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ (อานาปาณบรรพ) ภิกษุทงั้ หลาย ! อีกประการหนงึ่ ภิกษุเม่ือเดิน ก็รู้ชดั วา่ เราเดนิ เม่ือยืน ก็รู้ชดั ว่า เรายืน เมื่อนง่ั ก็รู้ชดั วา่ เรานงั่ เม่ือนอนก็รู้ชดั วา่ เรานอน หรือเธอตงั้ กายไว้ด้วยอาการอย่างใดๆ ก็รู้ชดั อาการอยา่ งนนั้ ๆ ดงั พรรณนามา ฉะนี ้ ภิกษุยอ่ มพจิ ารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง ฯลฯ ภิกษุทงั้ หลาย ! แม้อยา่ งนี ้ภิกษุช่ือว่าพจิ ารณาเหน็ กายในกายอยู่ ฯ (อรยิ ปถบรรพ) ภิกษุทงั้ หลาย ! อีกประการหนงึ่ ภิกษุเป็นผ้กู ระทําสมั ปชญั ญะในการก้าวไปและถอยกลบั ในการแลไปข้างหน้า และเหลียวซ้ายเหลียวขวา ในการค้อู วยั วะเข้าและเหยียดออก ในการทรงผ้าสงั ฆาฏิ บาตรและจีวร ในการกิน ดมื่ เคีย้ ว ลิม้ ในการถา่ ยอจุ จาระและปัสสาวะ ในเวลาเดิน ยืน นง่ั นอน หลบั ตื่น พดู น่ิง ดงั พรรณนามาฉะนี ้ ภิกษุยอ่ มพจิ ารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง ฯลฯ ภิกษุทงั้ หลาย ! แม้อยา่ งนี ้ภิกษุช่ือว่าพจิ ารณาเหน็ กายในกายอยู่ ฯ

88 (สมั ปชญั ญบรรพ) ภิกษุทงั้ หลาย ! อีกประการหนง่ึ ภิกษุยอ่ มพจิ ารณาเหน็ กายนีแ้ หละ เบอื ้ งบนแตพ่ ืน้ เท้าขนึ ้ ไป เบือ้ งตํ่าแตป่ ลาย ผมลงมา มีหนงั เป็นท่ีสดุ รอบ เตม็ ด้วยของไมส่ ะอาดมีประการตา่ งๆ วา่ มีอยใู่ นกายนี ้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนงั เนือ้ เอ็น กระดกู เยื่อในกระดกู ม้าม หวั ใจ ตบั พงั ผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหาร ใหม่ อาหารเกา่ ดี เสลด หนอง เลือด เหง่ือ มนั ข้น นํา้ ตา เปลวมนั นํา้ ลาย นํา้ มกู ไขข้อ มตู ร ไถมีปากสองข้าง เตม็ ด้วยธัญญาชาติตา่ ง อยา่ งคือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถวั่ เขียว ถว่ั เหลือง งา ข้าวสาร บรุ ุษผ้มู ีนยั น์ตาดี แก้ไถ้นนั้ แล้ว พงึ เหน็ ได้วา่ นีข้ ้าวสาลี นีข้ ้าวเปลือก นีถ้ วั่ เขียว นีถ้ วั่ เหลือง นีง้ า นีข้ ้าวสาร ฉนั ใด ภิกษุก็ฉนั นนั้ เหมือนกนั ยอ่ มพิจารณาเห็นกายนีแ้ หละ เบือ้ งบนแตพ่ ืน้ เท้าขนึ ้ ไป เบือ้ งต่ําแตป่ ลายผมลงมา มีหนงั เป็นที่สดุ รอบ เตม็ ด้วย ของไมส่ ะอาด มีประการตา่ งๆ วา่ มีอยใู่ นกายนี ้ผม ขน ฯลฯ ไขข้อ มตู ร ดงั พรรณนามาฉะนี ้ภิกษุย่อมพิจารณา เห็นกายในกายภายในบ้าง ฯลฯ ภิกษุทงั้ หลาย ! แม้อยา่ งนี ้ภิกษุชื่อวา่ พิจารณาเหน็ กายในกาายอยู่ ฯ (ปฏกิ ลู บรรพ) ภิกษุทงั้ หลาย ! อีกประการหนง่ึ ภิกษุยอ่ มพิจารณาเหน็ กายนีแ้ หหละ ซงึ่ ตงั้ อยตู่ ามที่ตงั้ อยตู่ ามปกติ โดยความ เป็นธาตวุ า่ มีอยใู่ นกายนี ้ธาตดุ นิ ธาตนุ ํา้ ธาตไุ ฟ ธาตลุ ม

89 คนฆา่ โคหรือลกู มือของคนฆา่ โคผ้ฉู ลาด ฆา่ แมโ่ คแล้วแบง่ ออกเป็นสว่ นๆ นงั่ อยทู่ ี่หนทางใหญ่ ๔ แพร่ง ฉนั ใด ภิกษุก็ฉนั นนั้ เหมือนกนั ยอ่ มพิจารณาเห็นกายนีแ้ หละ ซง่ึ ตงั้ อยตู่ ามท่ีตงั้ อยตู่ ามปรกติ โดยความเป็นธาตุ วา่ มีอยใู่ นกายนี ้ธาตดุ นิ ธาตุ นํา้ ธาตไุ ฟ ธาตลุ ม ดงั พรรณนามาฉะนี ้ภิกษุยอ่ มพจิ ารณาเหน็ กายในกายภายในบ้าง ฯลฯ ภิกษุทงั้ หลาย ! แม้อยา่ งนี ้ภิกษุชื่อว่าพจิ ารณาเห็นภายในกายอยู่ ฯ (ธาตบุ รรพ) ภิกษุทงั้ หลาย ! อีกประการหนง่ึ เปรียบเหมือนภิกษุพงึ เห็นสรีระท่ีเขาทิง้ ไว้ในป่ าช้า ตายแล้ววนั หนงึ่ บ้าง สองวนั บ้าง สามวนั บ้าง ที่ขนึ ้ พองมีสีเขียวนา่ เกลียดนํา้ เหลืองไหล นา่ เกลียด เธอยอ่ มน้อมเข้ามาสกู่ ายนีแ้ หละวา่ ถงึ ร่างกายอนั นีเ้ลา่ ก็มีอยา่ งนีเ้ป็ นธรรมดา คงเป็ นอยา่ งนี ้ไมล่ ว่ งความเป็ น ยา่ งนีไ้ ปได้ ดงั พรรณนามาฉะนี ้ภิกษุยอ่ มพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง ฯลฯ ภิกษุทงั้ หลาย ! แม้อยา่ งนี ้ภิกษุช่ือวา่ พจิ ารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ อีกประการหนง่ึ เปรียบเหมือนภิกษุพงึ เห็นสรีระท่ีเขาทงิ ้ ไว้ในป่ าช้า อนั ฝงู กาจกิ กินอยบู่ ้าง ฝงู แร้งจกิ กินอยบู่ ้าง ฝงู นกตะกรุมจิกกินอยบู่ ้าง หมสู่ นุ ขั กดั กินอยบู่ ้าง หมสู่ นุ ขั จิง้ จอกกดั กินอยบู่ ้าง หมสู่ ตั ว์ตา่ ง กดั กินอยบู่ ้าง เธอยอ่ มน้อมเข้ามาสกู่ ายนีแ้ หละวา่ ถึงร่างกายอนั นีเ้ลา่ ก็มีอยา่ งนีเ้นธรรมดา คงเป็นอยา่ งนี ้ไมล่ ว่ งความเป็น อยา่ งนีไ้ ปได้ ดงั พรรณนามาฉะนี ้ภิกษุย่อมพิจารณาเหน็ กายในกายภายในบ้าง ฯลฯ ภิกษุทงั้ หลาย ! แม้อยา่ งนี ้ภิกษุช่ือว่าพจิ ารณาเห็นกายในกายอยู่

90 อีกประการหนง่ึ เปรียบเหมือนภิกษุพงึ เหน็ สรีระท่ีเขาทงิ ้ ไว้ในป่ าช้า เป็นร่างกระดกู ยงั มีเนือ้ และเลือด ยงั มีเส้น เอน็ ผกู รัดอยู่ ฯลฯ เป็นร่างกระดกู ยงั เปื อ้ นเลือด แตป่ ราศจากเนือ้ ยงั มีเส้นเอ็นผกู รัดอยู่ ฯลฯ เป็นร่างกระดกู ปราศจากเนือ้ และเลือดแล้วยงั มีเส้นเอ็นผกู รัดอยู่ ฯลฯ เป็ นร่างกระดกู ปราศจากเส้นเอน็ ผกู รัดแล้ว เรี่ยรายไป ในทิศน้อยทิศใหญ่ คอื กระดกู มือไปทางหนง่ึ กระดกู เท้าไปทางหนงึ่ กระดกู แข้งไปทางหนงึ่ กระดกู ขาไปทางหนง่ึ กระดกู สะเอวไป ทางหนงึ่ กระดกู ข้อสนั หลงั ไปทางหนง่ึ กระดกู ซี่โครงไปทางหนง่ึ กระดกู หน้าอกไปทางหนง่ึ กระดกู แขนไปทาง หนงึ่ กระดกู ไหลไ่ ปทางหนง่ึ กระดกู คอไปทางหนงึ่ กระดกู คางไปทางหนงึ่ กระดกู ฟันไปทางหนงึ่ กระโหลก ศีรษะไปทางหนงึ่ เธอยอ่ มน้อมเข้ามาสกู่ ายนีแ้ หละวา่ ถงึ ร่างกายอนั นีเ้ลา่ ก็มีอยา่ งนีเ้ป็ นธรรมดา คงเป็ นอยา่ งนี ้ไมล่ ว่ งความเป็ น อยา่ งนีไ้ ปได้ ดงั พรรณนามาฉะนี ้ภิกษุย่อมพิจารณาเหน็ กายในกายภายในบ้าง ฯลฯ ภิกษุทงั้ หลาย ! แม้อยา่ งนี ้ภิกษุช่ือวา่ พจิ ารณาเหน็ กายในกายอยู่ ฯ อีกประการหนง่ึ เปรียบเหมือนภิกษุพงึ เห็นสรีระที่เขาทงิ ้ ไว้ในป่ าช้า เป็นกระดกู มีสีขาว เปรียบด้วยสีสงั ข์... เป็น กระดกู เป็นกองเร่ียรายแล้ว เก่ากินปี หนงึ่ ไปแล้ว... เป็นกระดกู ผลุ ะเอียดแล้ว เธอยอ่ มน้อมเข้ามาสกู่ ายนีแ้ หละวา่ ถึงร่างกายอนั นีเ้ลา่ ก็มีอยา่ งนีเ้ป็ นธรรมดา คงเป็ นอยา่ งนี ้ไมล่ ว่ งความเป็ น อยา่ งนีไ้ ปได้ พงั พรรณนามาฉะนี ้ ภิกษุยอ่ มพิจารณาเหน็ กายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกาย ทงั้ ภายในทงั้ ภายนอกบ้าง พิจารณาเหน็ ธรรมคอื ความเกิดขนึ ้ ในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคอื ความเสื่อมใน กายบ้าง พิจารณาเหน็ ธรรม คือทงั้ ความเกิดขนึ ้ ทงั้ ความเสื่อมในกายบ้าง ยอ่ มอยู่ อนง่ึ สตขิ องเธอตงั้ มน่ั อยวู่ า่ กายมีอยู่ ก็เพียงสกั วา่ ความรู้ เพียงสกั วนั อาศยั ระลกึ เทา่ นนั้ เธอเป็ นผ้อู นั ตณั หา และทฐิ ิไมอ่ าศยั อยแู่ ล้ว และไมถ่ ือมน่ั อะไรๆ ในโลก

91 ภิกษุทงั้ หลาย ! แม้อยา่ งนี ้ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเหน็ กายในกายอยู่ ฯ (นวสถี กิ าบรรพ) จบกายานปุ ัสสนาสตปิ ัฏฐาน ภิกษุทงั้ หลาย ! ภิกษุพจิ ารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยอู่ ย่างไรเลา่ ? ภิกษุในธรรมวินยั นี ้เสวยสขุ เวทนาอยู่ ก็รู้ชดั ว่า เราเสวยสขุ เวทนา เสวยทกุ ขเวทนา ก็รู้ชดั วา่ เราเสวยทกุ ขเวทนา เสวยทกุ ขมสขุ เวทนา ก็รู้ชดั ว่า เราเสวยทกุ ขมสขุ เวทนา หรือเสวยสขุ เวทนามีอามิส ก็รู้ชดั วา่ เราเสวยสขุ เวทนามีอามิส หรือเสวยสขุ เวทนาไมม่ ีอามสิ ก็รู้ชดั วา่ เราเสวยสขุ เวทนาไมม่ ีอามสิ หรือเสวยทกุ ขเวทนาไมม่ ีอามสิ ก็รู้ชดั วา่ เราเสวยทกุ ขมสขุ เวทนามีอามิส หรือเสวยทกุ ขมสขุ เวทนาไมม่ ีอามสิ ก็รู้ชดั วา่ เราเสวยทกุ ขมสขุ เวทนาไมม่ ีอามิส ดงั พรรณนามาฉะนี ้ ภิกษุยอ่ มพิจารณาเหน็ เวทนาในเวทนาภายในบ้าง พจิ ารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายนอกบ้าง พจิ ารณาเห็นเวทนาในเวทนาทงั้ ภายในทงั้ ภายนอกบ้าง พจิ ารณาเห็นธรรมคือความเกิดขนึ ้ ในเวทนาบ้าง พิจารณาเหน็ ธรรมคือความเสื่อมในเวทนาบ้าง พจิ ารณาเห็นธรรมคือทงั้ ความเกิดขนึ ้ ทงั้ ความเสื่อมในเวทนาบ้าง ยอ่ มอยู่

92 อนงึ่ สติของเธอตงั้ มนั่ อยวู่ า่ เวทนามีอยู่ ก็เพียงสกั วา่ ความรู้ เพียงสกั วา่ อาศยั ระลกึ เท่านนั้ เธอเป็นผ้อู นั ตณั หา และทฐิ ิไมอ่ าศยั อยแู่ ล้ว และไมถ่ ือมน่ั อะไรๆ ในโลก ภิกษุทงั้ หลาย ! อยา่ งนีแ้ ล ภิกษุช่ือว่าพจิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนาอยู่ ฯ จบเวทนานุปัสสนาสตปิ ัฏฐาน ภิกษุทงั้ หลาย ! ภิกษุพจิ ารณาเห็นจิตในจิตอยอู่ ยา่ งไรเลา่ ? ภิกษุในธรรมวนิ ยั นี ้จิตมีราคะ ก็รู้ชดั วา่ จิตมีราคะ หรือาจิตปราศจากราคะ ก็รู้ชดั วา่ จิตปราศจากราคะ จติ มีโทสะ ก็รู้ชดั ว่า จิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชดั วา่ จิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ชดั ว่า จติ มีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ชดั วา่ จิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ชดั วา่ จติ หดหู่ หรือจิตฟ้ งุ ซา่ น ก็รู้ชดั วา่ จติ ฟ้ งุ ซา่ น จติ เป็นมหรคต ก็รู้ชดั วา่ จติ เป็นมหรคต จิตไมเ่ ป็นมหรคต ก็รู้ชดั วา่ จิตไมเ่ ป็นมหรคต จติ มีธรรมอื่นยงิ่ กวา่ ก็รู้ชดั วา่ จติ มีธรรมอ่ืนยิง่ กวา่ หรือจติ ไมม่ ีธรรมอ่ืนย่งิ กวา่ ก็รู้ชดั วา่ จติ ไมม่ ีธรรมอ่ืนย่งิ กวา่ จติ ตงั้ มน่ั ก็รู้ชดั วา่ จิตตงั้ มน่ั หรือจิตไมต่ งั้ มนั่ ก็รู้ชดั วา่ จิตไมต่ งั้ มน่ั จติ หลดุ พ้น ก็รู้ชดั วา่ จิตหลดุ พ้น หรือจิตยงั ไมห่ ลดุ พ้น ก็รู้ชดั วา่ จิตยงั ไมห่ ลดุ พ้น ดงั พรรณนาฉะนี ้ ภิกษุยอ่ มพจิ ารณาเหน็ จิตในจิตภายในบ้าง พจิ ารณาเห็นจิตในจติ ภายนกบ้าง พจิ ารณาเห็นจิตในจิตภายนอก

93 บ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตทงั้ ภายใน ทงั้ ภายรนอกบ้าง พจิ ารณาเห็นธรรมคือความเกิดขนึ ้ ในจิตบ้าง พจิ ารณา เห็นธรรมคือความเสื่อมในจิตบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคอื ทงั้ ความเกิดขนึ ้ ทงั้ ความเสื่อมในจิตบ้าง ยอ่ มอยู่ อนง่ึ สติของเธอตงั้ มนั่ อย่วู า่ จติ มีอยู่ ก็เพียงสกั วา่ ความรู้ เพียงสกั วา่ อาศยั ระลกึ เทา่ นนั้ เธอเป็นผ้อู นั ตณั หาและ ทิฐิไมอ่ าศยั อยแู่ ล้ว และไมถ่ ือมนั่ อะไรๆ ในโลก ภิกษุทงั้ หลาย ! อยา่ งนีแ้ ล ภิกษุช่ือวา่ พิจารณาเห็นจิตในจติ อยู่ ฯ จบจติ ตานปุ ัสสนาสตปิ ัฏฐาน ภิกษุทงั้ หลาย ! ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยอู่ ยา่ งไรเลา่ ? ภิกษุในธรรมวนิ ยั นี ้พิจารณาเหน็ ธรรมในธรรม คือนิวรณ์ ๕ ภิกษุพจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรม คือนิวรณ์ ๕ อยา่ งไรเลา่ ? ภิกษุในธรรมวนิ ยั นี ้เม่ือกามฉนั ทะมีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชดั วา่ กามฉนั ทะมีอยู่ ณ ภายในจติ ของเรา หรือเมื่อกามฉนั ทะไมม่ ีอยู่ ณ ภายในจติ ย่อมรู้ชดั วา่ กามฉนั ทะไมม่ ีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนงึ่ กามฉนั ทะท่ียงั ไมเ่ กิด จะเกิดขนึ ้ ด้วยประการใด ยอ่ มรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย กามฉนั ทะที่เกิดขนึ ้ แล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย กามฉนั ทะท่ีละได้แล้ว จะไมเ่ กิดขนึ ้ ตอ่ ไปด้วยประการใด ยอ่ มรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย อีกประการหนง่ึ เม่ือพยาบาทมีอยู่ ณ ภายในจติ ย่อมรู้ชดั วา่ พยาบาทมีอยู่ ณ ภายในจติ ของเรา หรือเมื่อพยาบาทไมม่ ีอยู่ ณ ภายในจิต ยอ่ มรู้ชดั วา่ พยาบาทไมม่ ีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนง่ึ พยาบาทท่ียงั ไมเ่ กิด จะเกิดขนึ ้ ด้วยประการใด ยอ่ มรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย พยาบาทที่เกิดขนึ ้ แล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย พยาบาทท่ีละได้แล้ว จะไมเ่ กิดขนึ ้ ตอ่ ไปด้วยประการใด ยอ่ มรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย

94 อีกอยา่ งหนงึ่ เม่ือถีนมทิ ธะมีอยู่ ณ ภายในจิต ยอ่ มรู้ชดั วา่ ถีนมทิ ธะมีอยู่ ณ ภายในจติ ของเรา หรือเมื่อถีนมทิ ธะไมม่ ีอยู่ ณ ภายในจติ ยอ่ มรู้ชดั วา่ ถีนมิทธะไมม่ ีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนงึ่ ถีนมทิ ธะท่ียงั ไมเ่ กิด จะเกิดขนึ ้ ด้วยประการใด ยอ่ มรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย ถีนมทิ ธะท่ีเกิดขนึ ้ แล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย ถีนมทิ ธะที่ละได้แล้ว จะไมเ่ กิดขนึ ้ ตอ่ ไปด้วยประการใด ยอ่ มรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย อีกอยา่ งหนง่ึ เม่ืออทุ ธจั จกกุ กจุ จะมีอยู่ ณ ภายในจิต ยอ่ มรู้ชดั วา่ อทุ ธจั จกกุ กาุ จจะมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา หรือเม่ืออทุ ธจั จกกุ กจุ จะไมม่ ีอยู่ ณ ภายในจิต ยอ่ มรู้ชดั วา่ อทุ ธจั จกกุ กาุ จจะไมม่ ีอยู่ ณ ภายในจติ ของเรา อนง่ึ อทุ ธจั จกกุ กจุ จะที่ยงั ไมเ่ กิด จะเกิดขนึ ้ ด้วยประการใด ยอ่ มรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย อทุ ธจั จกกุ กกุ จจะที่เกิดขนึ ้ แล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด ยอ่ มรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย อทุ ธจั จกกุ กจุ จะที่ละได้แล้ว จะไมเ่ กิดขนึ ้ ตอ่ ไปด้วยประการใด ยอ่ มรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย อีกอยา่ งหนง่ึ เม่ือวิจกิ ิจฉามีอยู่ ณ ภายในจิต ยอ่ มรู้ชดั วา่ วิจกิจฉามีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา หรือเมื่อวจิ ิกิจฉาไมม่ ีอยู่ ณ ภายในจิต ยอ่ มรู้ชดั วา่ วิจิกิจฉาไมม่ ีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนงึ่ วิจิกิจฉาที่ยงั ไมเ่ กิด จะเกิดขนึ ้ ด้วยประการใดยอ่ มรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย วิจิกิจฉาที่ละได้แล้ว จะไมเ่ กิดขนึ ้ ตอ่ ไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย ดงั พรรณนามาฉะนี ้ ภิกษุยอ่ มพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในบ้าง พจิ ารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมใน ธรรมทงั้ ภายในทงั้ ภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรม คอื ความเกิดขนึ ้ ในธรรมบ้าง พิจารณาเหน็ ธรรมคือความ เสื่อมในธรรมบ้าง ยอ่ มอยู่ อนงึ่ สติของเธอตงั้ มน่ั อย่วู า่ ธรรมมีอยู่ ก็เพียงสกั วา่ ความรู้ เพียงสกั วา่ อาศยั ระลกึ เทา่ นนั้ เธอเป็ นผ้อู นั ตณั หา และทฐิ ิไมอ่ าศยั อยแู่ ล้ว และไมถ่ ือวา่ มน่ั อะไรๆ ในโลก ภิกษุทง่ั หลาย ! แม้อยา่ งนีแ้ ล ภิกษุชื่อว่าพจิ ารณาเห็นธรรมในธรรม คือนวิ รณ์ ๕ อยู่ ฯ

95 (นวิ รณบรรพ) ภิกษุทงั้ หลาย ! อีกประการหนงึ่ ภิกษุพิจารณาเหน็ ธรรมในธรรม คือ อปุ าทานขนั ธ์ ๕ ภิกษุพจิ ารณาเห็นธรรม ในธรรม คือ อปุ าทานขนั ธ์ ๕ อยา่ งไรเลา่ ? ภิกษุในธรรมวนิ ยั นีพ้ จิ ารณาเห็นดงั นีว้ า่ อยา่ งนีร้ ูป อยา่ งนีค้ วามเกิดขนึ ้ แหง่ รูป อยา่ งนีค้ วามดบั แหง่ รูป อยา่ งนีเ้วทนา อยา่ งนีค้ วามเกิดขนึ ้ แหง่ เวทนา อย่างนีค้ วามดบั แหง่ เวทนา อยา่ งนีส้ ญั ญา อยา่ งนีค้ วามเกิดขนึ ้ แหง่ สญั ญา อยา่ งนีค้ วามดบั แหง่ สญั ญา อยา่ งนีส้ งั ขาร อย่างนีค้ วามเกิดขนึ ้ แหง่ สงั ขาร อยา่ งนีค้ วามดบั แหง่ สงั ขาร อยา่ งนีว้ ญิ ญาณ อยา่ งนีค้ วามเกิดขนึ ้ แหง่ วิญญาณ อยา่ งนีค้ วามดบั แหง่ วญิ ญาณ ดงั พรรณนามาฉะนี ้ ภิกษุยอ่ มพจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมภายในบ้างพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกบ้าง พจิ ารณาเหน็ ธรรมทงั้ ภายในทงั้ ภายนอกบ้าง พจิ ารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึน้ ในธรรมบ้าง พิจารณาเหน็ ธรรมคอื ความเส่ือมใน ธรรมบ้าง พิจารณาเหน็ ธรรมคอื ทงั้ ความเกิดขนึ ้ ทงั้ ความเส่ือมในธรรมบ้าง ยอ่ มอยู่ อนงึ่ สติของเธอตงั้ มน่ั อย่วู า่ ธรรมมีอยู่ ก็เพียงสกั วา่ ความรู้ เพียงสกั วา่ อาศยั ระลกึ เทา่ นนั้ เธอเป็ นผ้อู นั ตณั หา และทฐิ ิไมอ่ าศยั อยแู่ ล้ว และไมถ่ ือมน่ั อะไรๆ ในโลก ภิกษุทงั้ หลาย ! แม้อยา่ งนีแ้ ล ภิกษุชื่อว่าพจิ ารณาเห็นธรรมในธรรม คืออปุ าทานขนั ธ์ ๕ (ขันธบรรพ) ภิกษุทงั้ หลาย ! อีกประการหนงึ่ ภิกษุพจิ ารณาเห็นธรรมในธรรม คือ อายตนะภายในและภายนอก ๖ ภิกษุ พิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ อายตนะภายในและภายนอก ๖ อยา่ งไรเลา่ ?

96 ภิกษุในธรรมวนิ ยั นี ้ยอ่ มรู้จกั ตา รู้จกั รูป และรู้จกั สงั โยชน์ที่อาศยั ตาและรูปทงั้ ๒ นนั้ เกิดขนึ ้ อนงึ่ สงั โยชน์ท่ียงั ไมเ่ กิด จะเกิดขนึ ้ ด้วยประการใด ยอ่ มรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย สงั โยชน์ที่เกิดขนึ ้ แล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย สงั โยชน์ที่ละได้แล้ว จะไมเ่ กิดขนึ ้ ตอ่ ไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย ภิกษุยอ่ มรู้จกั หู รู้จกั เสียง... ยอ่ มรู้จกั จมกู รู้จกั กล่ิน... ยอ่ มรู้จกั ลนิ ้ รู้จกั รส... ยอ่ มรู้จกั กาย รู้จกั โผฏฐัพพะ... ภิกษุยอ่ มรู้จกั ใจ รู้จกั ธรรมารมณ์ และรู้จกั สงั โยชน์ท่ีอาศยั ใจและธรรมารมณ์ทงั้ ๒ นนั้ เกิดขนึ ้ อนงึ่ สงั โยชน์ที่ยงั ไมเ่ กิด จะเกิดขนึ ้ ด้วยประการใด ยอ่ มรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย สงั โยชน์ที่เกิดขนึ ้ แล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด ยอ่ มรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย สงั โยชน์ที่ละได้แล้ว จะไมเ่ กิดขนึ ้ ตอ่ ไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย ดงั พรรณนามาฉะนี ้ ภิกษุยอ่ มพิจารณาเหน็ ธรรมในธรรมภายในบ้างพิจารณาเหน็ ธรรมในธรรมภายนอกบ้าง พจิ ารณาเห็นธรรมใน ธรรมทงั้ ภายในทงั้ ภายนอกบ้าง พจิ ารณาเห็นธรรมคือความเกิดขนึ ้ ในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทงั้ ความ เกิดขนึ ้ ทงั้ ความเส่ือมในธรรมบ้าง ย่อมอยู่ อนง่ึ สติของเธอตงั้ มน่ั อยวู่ า่ ธรรมมีอยู่ ก็เพียงสกั วา่ ความรู้ เพียงสกั วา่ อาศยั ระลกึ เทา่ นนั้ เธอเป็ นผ้อู นั ตณั หา และทฐิ ิไมอ่ าศยั อยแู่ ล้ว และไมถ่ ือมนั่ อะไรๆ ในโลก ภิกษุทงั้ หลาย ! แม้อยา่ งนี ้ภิกษุช่ือวา่ พจิ ารณาเห็นธรรมในธรรม คืออายตนะภายในและอายตนะภายนอก ๖ อยู่ ฯ (อายตนบรรพ) ภิกษุทงั้ หลาย ! อีกข้อหนง่ึ ภิกษุพจิ ารณาเห็นธรรมในธรรมคอื โพชฌงค์ ๗ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ โพชฌงค์ ๗ อย่างไรเลา่ ? ภิกษุในธรรมวินยั นี ้เม่ือสตสิ มั โพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชดั วา่ สตสิ มั โพชฌงคม์ ีอยู่ ณ ภายในจิตของ

97 เรา หรือเมื่อสตสิ มั โพชฌงค์ไมม่ ีอยู่ ณ ภายในจิต ยอ่ มรู้ชดั วา่ สตสิ มั โพชฌงค์ไมม่ ีอยู่ ณ ภายในจติ ยอ่ มรู้ชดั ว่าสติ สมั โพชฌงคไ์ มม่ ีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนงึ่ สตสิ มั โพชฌงคท์ ี่ยงั ไมเ่ กิด จะเกิดขนึ ้ ด้วยประการใด ยอ่ มรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย สตสิ มั โพชฌงค์ท่ีเกิดขนึ ้ แล้ว จะเจริญบริบรู ณ์ด้วยประการใด ย่อมรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย อีกอยา่ งหนง่ึ เมื่อธมั มวิจยสมั โพชฌงคม์ ีอยู่ ณ ภายในจิต... อีกอยา่ งหนง่ึ เมื่อวิริยสมั โพชฌงคม์ ีอยู่ ณ ภายในจิต... อีกอยา่ งหนงึ่ เมื่อปี ตสิ มั โพชฌงคม์ ีอยู่ ณ ภายในจติ ... อีกอยา่ งหนงึ่ เมื่อปัสสทั ธิสมั โพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต... อีกอยา่ งหนงึ่ เมื่ออเุ บกิ ขาสมั โพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจติ ยอ่ มรู้ชดั วา่ อเุ บกขาสมั โพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจติ ของเรา หรือเม่ืออเุ บกิ ขาสมั โชฌงค์ไมม่ ีอยู่ ณ ภายในจิตยอ่ มรู้ชดั วา่ อเุ บกิ ขาสมั โพชฌงค์ไมม่ ีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนงึ่ อเุ บกขาสมั โพชฌงค์ท่ียงั ไมเ่ กิด จะเกิดขนึ ้ ด้วยประการใด ยอ่ มรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย อเุ บกิ ขาสมั โพชฌงค์ที่เกิดขนึ ้ แล้ว จะเจริญบริบรู ณ์ด้วยประการใด ยอ่ มรู้ชดั ประการนนั้ ด้วย ดงั พรรณนามา ฉะนี ้ ภิกษุายอ่ มพจิ ารณาเห็นธรรมในธรรมภายในบ้างพิจารณาเหน็ ธรรมในธรรมภายนอกบ้าง พจิ ารณาเห็นธรรมใน ธรรมทงั้ ภายในทงั้ ภายนอกบ้าง พจิ ารณาเหน็ ธรรมคอื ความเกิดขนึ ้ ในธรรมบ้าง พจิ ารณาเหน็ ธรรมคือความ เสื่อมในธรรมบ้าง พิจารณาเหน็ ธรรมคือทงั้ ความเกิดขนึ ้ ทงั้ ความเส่ือมในธรรมบ้าง ย่อมอยู่ อนงึ่ สติของเธอตงั้ มนั่ อยวู่ า่ ธรรมมีอยู่ ก็เพียงสกั วา่ ความรู้ เพียงสกั วา่ อาศยั ระลกึ เทา่ นนั้ เธอเป็ นผ้อู นั ตณั หา และทฐิ ิไมอ่ าศยั แล้ว และไมถ่ ือมน่ั อะไรๆ ในโลก ภิกษุทงั้ หลาย ! แม้อยา่ งนี ้ภิกษุชื่อวา่ พจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมคอื โพชฌงค์ ๗ ฯ

98 (โพชฌงคบรรพ) ภิกษุทงั้ หลาย ! อีกข้อหนง่ึ ภิกษุพิจารณาเหน็ ธรรมในธรรม คอื อริยสจั ๔ ภิกษุพจิ ารณาเห็นธรรมในธรรม คือ อริยสจั ๔ อยา่ งไรเลา่ ? ภิกษุในพระศาสนานี ้ยอ่ มรู้ชดั ตามเป็นจริงวา่ นีท้ กุ ข์นีท้ กุ ขสมทุ ยั นีท้ กุ ขนิโรธ นีท้ กุ ขนิโรธคามินีปฏิปทาดงั พรรณามาฉะนี ้ ภิกษุยอ่ มพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในบ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกบ้าง พิจารณาเหน็ ธรรมใน ธรรมทงั้ ภายในทงั้ ภายนอกบ้าง พิจารณาเหน็ ธรรมคือความเกิดขนึ ้ ในธรรมบ้าง พจิ ารณาเห็นธรรมคือความ เส่ือมในธรรมบ้าง พจิ ารณาเห็นธรรมคือทงั้ ความเกิดขึน้ ทงั้ ความเสื่อมในธรรมบ้าง ย่อมอยู่ อนง่ึ สติของเธอตงั้ มน่ั อย่วู า่ ธรรามมีอยู่ ก็เพียงสกั วา่ ความรู้ เพียงสกั วา่ อาศยั ระลกึ เทา่ นนั้ เธอเป็นผ้อู นั ตณั หา และทิฐิไมอ่ าศยั แล้วและไมถ่ ือมนั่ อะไรๆ ในโลก ภิกษุทงั้ หลาย ! แม้อยา่ งนีภ้ ิกษุช่ือวา่ พจิ ารณาเห็นธรรมในธรรมคอื อริยสจั ๔ อยู่ ฯ (สจั จบรรพ) ภิกษุทงั้ หลาย ! ก็ทกุ ขอริยสจั เป็นไฉน ? แม้ชาตกิ ็เป็นทกุ ข์ แม้ชราก็เป็นทกุ ข์ แม้มรณะก็เป็นทกุ ข์ แม้โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข์ โทมนสั อปุ ายาส ก็เป็นทกุ ข์ ความประจวบกบั สงิ่ ไมเ่ ป็นท่ีรักก็เป็นทกุ ข์ ความพลดั พรากจากสิ่งท่ีรักก็เป็นทกุ ข์ ปรารถนาสงิ่ ใดไมไ่ ด้แม้อนั นนั้ ก็เป็นทกุ ข์ ปรารถนาสิ่งใดไมไ่ ด้แม้อนั นนั้ ก็เป็นทกุ ข์ โดยย่ออปุ าทานขนั ธ์ทงั้ ๕ เป็นทกุ ข์ ฯ ภิกษุทงั้ หลาย ! ก็ชาตเิ ป็นไฉน ? ความเกิด ความบงั เกิด ความหยง่ั ลง เกิด เกิดจําเพาะ ความปรากฏแหง่ ขนั ธ์

99 ความได้อายตนะครบในหม่สู ตั ว์นนั้ ๆ ของสตั ว์นนั้ ๆ อนั นีเ้รียกวา่ ชาติ ก็ชราเป็นไฉน ? ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลดุ ผมหงอก หนงั ยน่ ความเสื่อมแหง่ อายุ ความแกห่ ง่อม แหง่ อินทรีย์ในหมสู่ ตั ว์นนั้ ๆ ของเหลา่ สตั ว์นนั้ ๆ อนั นีเ้รียกวา่ ชรา ก็มรณะเป็นไฉน ? ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความแตกทําลาย ความหายไป มฤตยู ความตาย ความทํากาละ ความทําลายแหง่ ขนั ธ์ ความทอดทงิ ้ ซากศพไว้ ความขาดแหง่ ชีวิตอินทรีย์ จากหมสู่ ตั ว์นนั้ ๆ ของ เหลา่ สตั ว์นนั้ ๆ อนั นีเ้รียกวา่ มรณะ ก็โสกะเป็ นไฉน ? ความแห้งใจ กิริยาที่แห้งใจ ภาวะของบคุ คลผ้แู ห้งใจ ความแห้งผาก ณ ภายในของบคุ คลผู้ ประกอบด้วยความพบิ ตั อิ ยา่ งใดอย่างหนง่ึ ผ้ถู กู ธรรมคือทกุ ข์อยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ กระทบแล้ว อนั นีเ้รียกวา่ โสกะ ก็ปริเทวะเป็นไฉน ? ความคร่ําครวญ ความร่ําไรรําพนั กิริยาท่ีครํ่าครวญ กิริยาท่ีรํ่าไรรําพนั ภาวะของบคุ คลผู้ ครํ่าครวญ ภาวะของบคุ คลผ้รู ่ําไรรําพนั ของบคุ คลผ้ปู ระกอบด้วยความพิบตั อิ ยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ผ้ถู กู ธรรมคือ ทกุ ข์อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ กระทบแล้ว อนั นีเ้รียกวา่ ปริเทวะ ก็ทกุ ข์เป็ นไฉน ? ความลําบากทางกาย ความไมส่ ําราญทางกาย ความเสวยอารมณ์อนั ไมด่ ีท่ีเป็นทกุ ข์ เกิดแต่ กายสมั ผสั อนั นีเ้รียกวา่ ทกุ ข์ ก็โทมนสั เป็ นไฉน ? ความทกุ ข์ทางจิต ความไมส่ ําราญทางจิต ความเสวยอารมณ์อนั ไมด่ ีที่เป็นทกุ ข์เกิดแตม่ โน สมั ผสั อนั นีเ้รียกวา่ โทมนสั ก็อปุ ายาสเป็นไฉน ? ความแค้น ความคบั แค้น ภาวะของบคุ คลผ้แู ค้น ภาวะของบคุ คลผ้คู บั แค้น ของบคุ คลผู้ ประกอบด้วยความพิบตั อิ ยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ ผ้ถู กู ธรรมคือทกุ ข์อย่างใดอยา่ งหนงึ่ กระทบแล้ว อนั นีเ้รียกวา่ อุ ปายาส ก็ความประจวบกบั สิง่ ไมเ่ ป็นท่ีรัก ก็เป็นทกุ ข์เป็นไฉน ?