Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Lamtarn_1

Lamtarn_1

Published by ชมรมกัลยาณธรรม, 2021-03-15 07:32:06

Description: Lamtarn_1

Search

Read the Text Version

50 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

โ จ ร ก ลั บ ใ จ วัดเศวตฉัตรเป็นวัดแถวฝั่งธนฯ ที่ขึ้นชื่ออย่างมากในเร่ือง เครื่องบริขารส�ำหรับพระกรรมฐาน เม่ือเกือบ ๑๐๐ ปีก่อน วัดนี้ มีเจ้าอาวาสช่ือพระอาจารย์บุญ พระอาจารย์บุญเป็นพระท่ีมี ช่ือเสียงในด้านการเทศน์ มีกิจนิมนต์ให้ไปแสดงธรรมตามที่ต่างๆ อยู่เสมอ คราวหนึ่งพระอาจารย์บุญได้รับนิมนต์ไปเทศน์ท่ีวัด แห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ สมัยน้ันการสัญจรต้องใช้เรือ เป็นหลัก พระอาจารย์บุญได้นั่งเรือไปถึงวัดด่านส�ำโรง จากน้ัน ก็จ้างชาวบ้านคนหน่ึงแถวน้ันชื่อนายด�ำ ให้พายเรือต่อไปยังวัด ทีจ่ ัดงานเทศน์ พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 51

ตามปกตติ อ้ งใชเ้ วลาประมาณ ๒-๔ ชว่ั โมงกวา่ จะพายเรอื จากวัดด่านส�ำโรงไปถึงวัดดังกล่าว ดังนั้นเมื่อเรือออกจากวัดด่าน ส�ำโรงแล้ว พระอาจารย์บุญและพระอีกรูปหนึ่งซ่ึงเดินทางไปด้วย จงึ งีบเอาแรง ปล่อยใหน้ ายด�ำพายเรือ ข้างนายด�ำหลังจากที่พายเรือได้สักช่ัวโมงเศษๆ ก็หัน หวั เรอื ขน้ึ ฝง่ั  เพอ่ื เกบ็ กญั ชามาหน่ั และสบู อยา่ งสบายอารมณ ์ เมอ่ื อ่ิมเอมใจแล้ว ก็กลับไปท่ีเรือแล้วพายต่ออย่างมีชีวิตชีวา ปาก ก็บอกเปน็ ระยะๆ วา่  “ใกล้ถึงแล้วๆ” หลังจากน้ันไม่ถึงช่ัวโมง เรือก็จอดเทียบท่า เมื่อพระ อาจารย์บุญต่ืนข้ึนมาก็พบว่าเรือกลับมาจอดอยู่ที่วัดด่านส�ำโรง ตรงจดุ เดยี วกบั ที่ไดล้ งเรอื เมอื่  ๒-๓ ชัว่ โมงที่แลว้ พระอาจารยบ์ ญุ โกรธเปน็ กำ� ลงั  ตะโกนไปทน่ี ายดำ�  “มงึ อยู่ ทีไ่ หนก่อนจะย้ายมาทน่ี ”่ี “แถวหวั รอ อยุธยาครับ” นายดำ� ตอบ 52 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

“งนั้  ดูหน้าขา้ ดๆี  ซ”ิ  พระอาจารยบ์ ุญสั่ง เม่ือนายด�ำท�ำตามค�ำสั่ง ก็เห็นแผลเป็นท่ีหน้าผากพระ อาจารย์บญุ  ยาวถึงสน่ี ้ิว “มึงรจู้ ักเสอื บุญท่อี ยุธยาไหม” พระอาจารย์บุญถาม “รูจ้ กั ครับ” นายดำ� ตอบ “ขา้ นแ่ี หละเสอื บญุ  มงึ ตอ้ งพายเรอื ไปทวี่ ดั บา้ นกอ่ นสวา่ ง ไม่งั้นตาย!” พระอาจารย์บญุ ประกาศ ทันทีท่ีได้ยินอาญาสิทธิ์ นายด�ำรีบหันหัวเรือและพาย อยา่ งไมค่ ดิ ชวี ติ  ในทส่ี ดุ กพ็ าพระอาจารยบ์ ญุ ถงึ ทห่ี มายกอ่ นสวา่ ง ทันงาน  พระอาจารย์บุญไม่ค่อยชอบเปิดเผยอดีตของตัวเองมาก นกั  แตบ่ างครัง้ ก็จำ� เป็นตอ้ งทำ�  เพ่อื ใหง้ านสำ� เร็จ พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 53

เสือบุญเป็นโจรท่ีมีช่ือกระฉ่อนท่ัวอยุธยา บุกปล้นเป็น อาจณิ  คราวหนง่ึ ขณะทก่ี ำ� ลงั จะเรน้ กายออกจากบา้ นทป่ี ลน้ เสรจ็ เจ้าของบ้านซ่ึงแอบอยู่หลังประตูได้เอาขวานจามหัวเสือบุญ คม ขวานเปิดหน้าผากเป็นแผลใหญ่ แต่เสือบุญรอดมาได้เพราะ กระโจนลงน�้ำเสียก่อนและซ่อนตัวอยู่ใต้ผักตบชวากอใหญ่ คืนนั้น ท้งั คนื เลือดไหลไมห่ ยุด เสือบุญจงึ บรกิ รรมคาถาเพื่อสมานแผล รงุ่ สางกระแสนำ�้ พาเสอื บญุ และกอผกั ตบมาทห่ี นา้ วดั แหง่ หน่ึง เสือบุญกระเสือกกระสนไปขอความช่วยเหลือจากสมภาร เสือบุญสัญญาว่าหากรอดตายจะบวชพรรษาหน่ึง เผอิญสมภาร เป็นหมอยา จงึ ช่วยรกั ษาเสือบุญจนหาย เสือบุญได้บวชตามสัญญาท่ีวัดเศวตฉัตร พรรษาน้ันท้ัง พรรษาพระบญุ ตงั้ ใจศกึ ษาเลา่ เรยี นทงั้ ธรรมและวนิ ยั  สวดมนตจ์ น แคล่วคล่อง ออกพรรษาพระบุญก็ยังไม่สึก เพราะจิตใจใฝ่ศรัทธา ในบวรพระพุทธศาสนาเสียแล้ว ในเวลาไม่นานพระบุญก็ได้กลาย เป็นพระนักเทศน์ท่ีสามารถ ขณะเดียวกันก็ก้าวหน้าในการศึกษา ธรรมจนเป็นเปรียญ ๕ ประโยค และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ในท่ีสุด 54 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

พระกับโจรนั้นอยู่ตรงข้ามกันเหมือนนรกกับสวรรค์ แต่ บางครั้งก็เกี่ยวเน่ืองกันอย่างใกล้ชิดดังชีวิตของพระอาจารย์บุญ หากไมป่ ระสบเคราะหก์ รรมจวนตาย เสอื บญุ กค็ งไมห่ นั หนา้ เขา้ วดั แต่จุดพลิกผันส�ำคัญในชีวิตของเสือบุญน่าจะอยู่ท่ีเมตตาของ สมภารทรี่ กั ษาเขาจนหาย หากสมภารทา่ นนนั้  เพยี งแตก่ ระซบิ ให้ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาจับเสือบุญ ก็คงไม่มีใครว่าอะไรท่าน (คน สมัยน้ีดูเหมือนจะนิยมใช้วิธีนี้ เพราะปลอดภัยดีและไม่เปลืองตัว) แต่สมภารท่านเห็นว่าการช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากเป็นเรื่อง ส�ำคัญกว่า ท่ีส�ำคัญท่านเห็นว่าคนเราน้ันกลับตัวกลับใจได้ แม้จะ เลวแคไ่ หน กส็ ามารถเปน็ คนดไี ด ้ ใชว่ า่ จะตอ้ งกำ� จดั หรอื ฆา่ ใหต้ าย สถานเดียว แล้วพระอาจารย์บุญก็ได้พิสูจน์ว่าเมตตาของสมภาร ท่านนัน้ ไมส่ ญู เปล่า พระอาจารย์บุญแม้จะเข้าวัดเม่ือฉกรรจ์แล้ว แต่ท่านก็ได้ รบั ใช้พระศาสนาหลายสบิ ป ี ท่านได้มรณภาพในพ.ศ. ๒๕๐๐ หลัง จากทค่ี รองวัดนานถึง ๔๔ ปี พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 55

56 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

คุ ณ ธ ร ร ม ของโหรเอก เม่ือ ๔๐ ปีก่อน พระในกรุงเทพฯ ท่ีข้ึนชื่อว่าเอกอุในทาง โหราศาสตร์เห็นจะมีแค่ ๒ องค์ องค์หน่ึงคือสมเด็จพระสังฆราช วดั สระเกศ อกี องคห์ นง่ึ คอื พระภทั รมนุ  ี (อน๋ิ  ภทรฺ มนุ )ี  ทง้ั  ๒ รปู เปน็ เปรยี ญประโยค ๙ และทเ่ี หมอื นกนั อกี อยา่ งคอื เปน็ พระสมถะทง้ั คู่ เป็นธรรมดาของพระที่ขึ้นชื่อในด้านโหราศาสตร์ย่อมต้อง มีคนมาขึ้นมาก พระภัทรมุนีก็เช่นกัน คนที่มาขอพึ่งบารมีท่าน มีทั้งคนท่ีเดือดเนื้อร้อนใจ และคนท่ีอยากประสบโชค ไหนจะมา ให้ท่านผูกดวง ต้ังช่ือลูก ช่ือร้าน ช่ือสกุล ให้ฤกษ์ จับยาม ฯลฯ กระน้ันท่านก็พอใจจะอยู่อย่างเรียบง่าย กุฏิของท่านท่ีวัด พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 57

ทองนพคุณ นอกจากจะเก่าคร่�ำคร่าแล้ว ยังไม่มีเคร่ืองประดับ ส่วนเคร่ืองอุปโภคก็ไม่มาก ท้ังๆ ท่ีมีคนถวายของให้แก่ท่าน มากมาย ไม่ว่าจะเป็นหมอนอิง ปิ่นโต ไตรจีวร เครื่องลายคราม ตะลุ่ม กาน�้ำ แต่ท่านก็ซุกเอาไว้ วันดีคืนดีก็ทยอยเอาออกมาแจก เป็นการท�ำบญุ ในเร่ืองของอาจาระ โดยเฉพาะความสุภาพและอ่อนน้อม ท่านก็ข้ึนช่ือนัก กับพระในวัดท่านก็เจรจาด้วยความสุภาพเหมือน กันหมด กับพระที่มีพรรษามากกว่า แม้จะสมณศักดิ์ต�่ำกว่าท่าน ท่านก็ลงกราบอย่างนอบน้อม ท่านมิได้แสดงออกเฉพาะต่อหน้า เท่าน้ัน ศิษย์ท่ีใกล้ชิดเล่าว่าแม้จะลับหลัง ท่านก็ไม่เคยว่าร้ายใคร ใหไ้ ดย้ นิ  ตรงกนั ขา้ มกลบั พยายามใหค้ วามเปน็ ธรรมแกผ่ ถู้ กู นนิ ทา ลบั หลัง ว่าจ�ำเพาะความสามารถในทางโหราศาสตร์ของท่าน มี เกร็ดเล่าว่าคราวหน่ึงท่านดูตัวท่านเองว่า เลือดจะตกยางจะออก ท่านจึงระวังตัวมาก แต่ก็ไม่เห็นเป็นอะไร เผอิญวันสุดท้ายแห่ง เกณฑ์น้ัน ขณะท่ีท่านเดินลงบันได ไม้ผุท่ีประตูเกิดหล่นลงโดน หน้าผากท่านเลือดไหลซิบๆ ออกมา คนก็ยิ่งลือว่าท่าน “แม่น” 58 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

ใช่คนทั่วไปเท่าน้ัน แม้สมเด็จพระสังฆราชวัดสระเกศก็ยกย่อง ท่านมาก ดังเคยมีพระด�ำรัสว่า “แต่ก่อนนี้มีกันอยู่ ๒ คน ก็ช่วย แบง่ เบากนั ไป เขาไปทนี่ นั่  (วดั ทองนพคณุ ) กนั บา้ ง มาทนี่ กี่ นั บา้ ง ตั้งแต่สน้ิ เจ้าคุณภทั รฯ ท่นี ก่ี ็เลยหนัก ใครๆ มาที่น่ีกนั ทงั้ นั้น” ท่ีควรกล่าวก็คือปฏิปทาของท่านในการพยากรณ์และ ใหฤ้ กษ ์ ทา่ นถอื มากทจ่ี ะไมย่ อมพยากรณใ์ นเรอ่ื งทท่ี ำ� ใหค้ รอบครวั แตกสามัคคี เช่น ใครจะมาให้พยากรณ์คู่สมรสว่าจะอยู่กันยืดไหม ทา่ นจะไมย่ อมพยากรณเ์ ลย ทา่ นใหเ้ หตผุ ลวา่ จะทำ� ใหค้ สู่ ามภี รรยา เขาแตกกนั  หรอื กรณคี นทหี่ มนั้ กนั ไวแ้ ลว้  มาใหท้ า่ นพยากรณว์ า่ จะ อยู่กันต่อไปยืดหรือไม่ ท่านก็ไม่พยากรณ์เช่นกัน เพราะเขาหม้ัน กนั แลว้  หากไปพยากรณใ์ หเ้ ขากนิ แหนงแคลงใจจนถอนหมนั้  กจ็ ะ เปน็ การเสียหาย ไมส่ มควรทที่ า่ นจะทำ� นอกจากนั้นท่านยังเคร่งครัดในเร่ืองปัจจัยลาภ มีบางคน มาให้ดูแล้วถวายปัจจัยท่าน ท่านจะไม่รับเลย เพราะถือว่าไม่ใช่ เปน็ การรบั จา้ ง ทง้ั ไมม่ กี ารตง้ั กลอ่ งเรย่ี ไร ตอ่ เมอื่ นำ� เครอ่ื งสกั การะ มาถวายอย่างธรรมดา ท่านจึงจะรบั (อ่านประวัติพระภัทรมุนี หนา้ ๗๑) พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 59

60 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

ต้ น พ ย อ ม ข อ ง ส ม เ ด็ จ ฯ แมส้ มเดจ็ พระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ จะ ทรงเปน็ ถึงพระราชอปุ ธั ยาจารย์ (อปุ ชั ฌาย)์ ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน แต่ก็หาทรงถือพระองค์ไม่ ทรงเป็น กันเองกับลูกศิษย์และญาติโยม ขณะเดียวกันก็ทรงเปี่ยมด้วย เมตตาและทรงเปน็ แบบอย่างในทางธรรมไดเ้ ป็นอย่างดี คราวหนึ่งเสด็จกลับจากหัวหิน มาถึงวัดบวรนิเวศก็เย็น แล้ว ไม่นาน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเคยเป็นสัทธิวิหาริกของ ท่าน ได้เดินทางมาเย่ียม ม.ร.ว.คึกฤทธ์ิ สังเกตเห็นท่ีปากประตู ต�ำหนักมีต้นไม้ต้นเล็กๆ แค่คืบใส่กระป๋องนมวางอยู่ ถึงทูลถาม พระองค์ว่า ต้นอะไร พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 61

“ต้นพยอมว่ะ สมภารวัดหัวหนิ ท่านใหม้ า” สมเด็จฯ ตอบ “โอ้โฮ!” ม.ร.ว.คึกฤทธ ์ิ อุทาน “ท�ำไม โอ้โฮ” สมเดจ็ ฯ ถาม ม.ร.ว.คกึ ฤทธจ์ิ งึ อธบิ ายวา่  “กต็ น้ พยอมมนั ตอ้ งใชเ้ วลาตง้ั ๔๐ หรือ ๕๐ ปีตั้งแต่ปลูก จึงจะโตออกดอกได้ สมเด็จแก่จะตาย มิตายแหลอ่ ยูแ่ ล้ว จะไปไดด้ ูดอกมนั ทนั อยา่ งไร” “อยา่ งน้ันหรือ” สมเด็จฯ ตรสั ถามย�้ำ “เอง็ วา่ ก่ีปนี ะ” “๕๐ ป”ี  คือค�ำตอบยนื ยัน เมอ่ื ทรงไดย้ นิ เชน่ นนั้ พระองคก์ ท็ รงตะโกนเรยี กไวยาวจั กร ลน่ั ตำ� หนกั  พอไวยาวจั กรมาถงึ  กร็ บั สง่ั ใหเ้ อาตน้ พยอมนนั้ ไปปลกู ทนั ท ี อยา่ ใหเ้ สียเวลาแม้แตน่ าทเี ดยี ว 62 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

“ไอ้น่ีมันบอกว่าต้องปลูกถึง ๕๐ ปี ต้นพยอมมันถึงจะ ออกดอก ต้องรีบปลูกเร็วๆ อย่าให้เสียเวลา ลุแก่ความประมาท ไม่ได”้ เมื่อประสบกับอะไรก็ตามท่ีให้ผลช้า ใช้เวลานานกว่าจะ บังเกิดความส�ำเร็จ คนท่ัวไปมักจะเฉ่ือยแฉะหรือนิ่งดูดาย เพราะ คดิ วา่ ยงั มเี วลาอกี มาก หรอื ยงิ่ กวา่ นนั้ กค็ อื ถงึ กบั วางมอื ดว้ ยความ ท้อแท้ ไม่มีก�ำลังใจที่จะท�ำ แต่ส�ำหรับสมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระองค์นี้ ย่ิงให้ผลช้า ย่ิงต้องรีบท�ำ เพื่อให้ผลน้ันมาถึงเร็วข้ึน เพราะยิ่งทอดธุระ ผลก็ย่ิงมาถึงช้าลงไปเร่ือยๆ และหากผลน้ัน เปน็ สง่ิ ทด่ี งี ามดว้ ยแลว้  กไ็ มต่ อ้ งหว่ งกงั วลวา่ ตนเองจะเปน็ ผรู้ บั ผล น้ันหรือไม่ เพราะถึงตนเองไม่ได้รับ คนอื่นก็ได้รับอยู่ดี ด้วยเหตุนี้ แม้จะทรงตระหนักว่ากว่าต้นพยอมจะออกดอก พระองค์ก็คง ละโลกนี้ไปแล้ว แต่ก็ยังทรงกระตือรือร้นท่ีจะปลูก ท้ังน้ีเพ่ือ ประโยชนข์ องอนุชนรุน่ หลงั นัน่ เอง พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 63

64 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

จ ง อ า ง ห า ง กุ ด ที่ วั ด ห น อ ง ป่ า พ ง วัดหนองป่าพงช่วงแรกๆ มีงูจงอางหางกุดอยู่ตัวหนึ่ง หลวงพ่อชา สุภทฺโท เรียกมันว่าไอ้หางกุด ตอนเช้าเม่ือหลวงพ่อ ออกไปบณิ ฑบาต มนั กเ็ ลอ้ื ยตามหลงั  ทบั รอยเทา้ ของหลวงพอ่ ไป ด้วย เช้าวันหนึ่งขณะที่หลวงพ่อก�ำลังเดินเข้าหมู่บ้าน คนหาปลา ผู้หน่ึงสังเกตเห็นรอยงูใหญ่เล้ือยตามหลัง จึงวิ่งเข้าไปในหมู่บ้าน บอกเพือ่ นบ้านว่า “อาจารยช์ าเอางมู าบิณฑบาตดว้ ย” พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 65

ชาวบา้ นกลวั มาก ขากลบั จงึ สะกดรอยตามหลวงพอ่  กเ็ หน็ งใู หญเ่ ลอ้ื ยตามหลวงพอ่ เขา้ ไปในวดั ดว้ ย รงุ่ เชา้ ชาวบา้ นจงึ พากนั มาพูดกบั ท่าน “ทา่ นอาจารย ์ ท�ำไมเอางไู ปบณิ ฑบาตดว้ ย ทนี จ้ี ะไมใ่ สบ่ าตร แลว้ นะ กลวั ” “อาตมาไมท่ ราบ อาตมาไมไ่ ดเ้ อาไป” หลวงพอ่ ตอบ “ไม่ได้เอาไปยงั ไง ตอนออกมาท่งุ นายังเห็นรอยงมู นั เลอ้ื ย ทับรอยเทา้ ทา่ นอาจารย์อยนู่ ่ีนา” ชาวบ้านช่วยกนั ต่อวา่ แต่หลวงพ่อก็ยังยืนยันว่าไม่รู้อยู่นั่นเอง ชาวบ้านก็เลยพา กันมาสังเกต ก็พบว่างูตัวนี้ตามท่านไปจากวัด พอถึงศาลพระภูมิ ทางเข้าหมู่บ้าน มันก็แยกไปคอยอยู่ที่นั่น จนหลวงพ่อกลับจาก บณิ ฑบาต มนั กเ็ ลอื้ ยตามทา่ นกลบั วดั อกี  หลวงพอ่ เองกไ็ มไ่ ดเ้ หน็ งู แต่ได้สังเกตว่ามีรอยอย่างท่ีชาวบ้านพูดกัน หลังจากนั่นเวลาท่ี ทา่ นจะออกจากวดั ไปบณิ ฑบาต เมอ่ื จะพน้ เขตวดั หนองปา่ พง ทา่ น พดู ขนึ้ วา่ 66 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

“ไอ้หางกุด อย่าไปบิณฑบาตกับอาตมานะ คนเขากลัว” ตอ่ มาท่านก็ได้บอกดว้ ยวา่ “หลบหนีเข้าไปหาที่อยู่ในป่ารกทึบเสียเถอะ อย่าออกมา ให้คนเหน็ อีก เพราะวดั น้ีจะมคี นมามากขึ้น เขาจะกลัว” กาลต่อมา กไ็ ม่ปรากฏเห็นงจู งอางใหญ่ตัวนี้อีก พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 67

68 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

ข รั ว โ ต กั บ หั ว โ ข น สมเดจ็ พระพฒุ าจารย ์ (โต) ไมเ่ พยี งเปน็ พระทร่ี อบรใู้ นทาง ปรยิ ตั ธิ รรมเทา่ นนั้  หากยงั เชย่ี วชาญดา้ นวปิ สั สนาธรุ ะ จนเชอ่ื กนั วา่ ท่านทรงคุณวิเศษทางวทิ ยาคม คุณวิเศษของท่านมักถูกกล่าวถึงในแง่อภินิหาร แต่ อภินิหารน้ันยังเป็นเรื่องโลกียะ ท่ีสูงขึ้นไปกว่านั้นคือโลกุตตระ ได้แก่ การอยู่เหนือโลก อันโลกธรรมท้ังหลายไม่อาจฉาบย้อมได้ องค์คุณประการหลังนี้ท่านได้บ�ำเพ็ญและแสดงให้เห็นตลอดชีวิต ตวั อยา่ งหนงึ่  ไดแ้ ก ่ การไมใ่ สใ่ จกบั สมณศกั ดพิ์ ดั ยศ ซงึ่ ทา่ นเหน็ วา่ เปน็ แค ่ “หัวโขน” เท่าน้นั เอง พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 69

ตามธรรมเนียม พระท่ีทรงสมณศักดิ์อย่างท่าน ย่อมมี ศษิ ยว์ ดั แจวเรอื ใหเ้ วลาเดนิ ทาง แตเ่ นอื่ งจากทา่ นชอบประพฤตติ น อย่างพระอนุจรหรือพระลูกวัด ดังน้ันเม่ือใดที่เห็นศิษย์แจวเรือ เหน่อื ย ทา่ นก็จะใหน้ ัง่ พกั เสีย แลว้ ท่านก็แจวแทน มีคราวหน่ึงท่านได้รับนิมนต์ไปในงานท่ีจังหวัดนนทบุรี ขากลับเจ้าภาพได้ให้บ่าว ๒ คนผัวเมียแจวเรือมาส่ง ระหว่างทาง ผัวเมียคู่น้ีเกิดทะเลาะกันอย่างรุนแรง ท่านเห็นเช่นน้ัน จึงขอให้ ทง้ั สองเลกิ ววิ าทกนั  และใหเ้ ขา้ มานงั่ พกั ในประทนุ  แลว้ ทา่ นกแ็ จว เรอื มาเองจนถึงวัดระฆงั แตท่ กี่ ลา่ วขานกนั มาก กค็ อื ตอนทที่ า่ นไปสวดมนตใ์ นสวน แห่งหนึ่ง เขตราษฎร์บูรณะ ฝั่งธนบุรี สวนแห่งนี้ต้องเข้าทาง คลองเล็ก ท่านไปด้วยเรือส�ำปั้นกับศิษย์ โดยเอาพัดยศไปด้วย บังเอิญเวลานั้นน้�ำแห้งเข้าคลองไม่ได้ ท่านจึงลงเข็นเรือกับศิษย์ ท่าน ชาวบ้านก็ร้องบอกกันว่า “สมเด็จฯ เข็นเรือโว้ย” ท่านได้ยิน กต็ อบไปวา่  “ฉนั ไมใ่ ชส่ มเดจ็ ฯ ดอกจะ้  ฉนั ชอ่ื ขรวั โตจะ้  สมเดจ็ ฯ ทา่ น อยู่ในเรือน่ะจ้ะ” ว่าแล้วก็ชี้มือไปท่ีพัดยศ สักพักชาวบ้านก็ลงมา ช่วยกันเข็นเรือไปจนถึงบา้ นงาน 70 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

นิทานเร่ืองนี้สอนว่า หัวโขนน้ันพึงถอดวางเมื่อลงจาก เวทฉี นั ใด สมณศกั ดก์ิ ม็ ใิ ชส่ ง่ิ ซง่ึ พงึ ยดึ ถอื เปน็  “ตวั ก ู ของก”ู  ฉนั นน้ั พระภัทรมนุ ี วัดทองนพคุณ อ.คลองสาน กรุงเทพมหานคร นามเดมิ อิ๋น สตั ยาภรณ์ ก�ำเนิด เกดิ วันท่ี ๑๕ มีนาคม ๒๔๓๖ สถานทีเ่ กิด อ.บ้านดอน จ.สรุ าษฎรธ์ านี อุปสมบท ที่ ต.บางใบไม้ อ.บา้ นดอน เม่ือ ปพี .ศ.๒๔๕๖ มรณภาพ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๐๔ ท่านเจ้าคุณภัทรมุนีเป็นผู้ท่ีมีความรู้แม่นย�ำทางด้านพระปริยัติธรรม นอกจากเปน็ เปรยี ญรปู แรกของวดั ทองนพคณุ แลว้  ยงั สอบบาลไี ดเ้ ปน็ เปรยี ญ ๙ ประโยครปู แรกของวดั  ทา่ นยงั เปน็ กรรมการแปลพระไตรปฎิ กและกรรมการ สงั คายนาพระธรรมวนิ ยั  เมอื่ พ.ศ. ๒๔๘๖ แตส่ งิ่ ทที่ ำ� ใหท้ า่ นมชี อื่ เสยี งโดดเดน่ ก็คือวิชาโหราศาสตร์ ถือว่าเป็นโหรเอกของเมืองไทยในยุคน้ัน แม้จะเป็นท่ี รู้จักกว้างขวางในสมัยน้ัน แต่ท่านหาได้หลงใหลในลาภสักการะไม่ หากพอใจ ท่ีจะอยู่เงียบๆอย่างสมถะ และสุภาพอ่อนน้อมแม้แต่กับพระในวัดซ่ึงอยู่ใน ปกครองของท่าน คุณธรรมส�ำคัญอีกประการหนึ่งของท่านคือ ให้ความเมตตากรุณาแก่ คนทั่วไปโดยไม่เลือกช้ันวรรณะ จึงเป็นท่ีพึ่งของคนตกทุกข์ได้ยาก นอกจาก ใชว้ ชิ าโหราศาสตรช์ ว่ ยเหลอื ญาตโิ ยมทเี่ ดอื ดรอ้ นแลว้  ทา่ นยงั ใหธ้ รรมะเปน็ ทงั้ เครือ่ งเตอื นสตแิ ละให้กำ� ลงั ใจแก่เขาในการทำ� ความดี (อ่านเน้ือเร่ือง หน้า ๕๗) พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 71

72 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

ข อ ง ดี จ า ก ส ว น โ ม ก ข์ สวนโมกขพลารามเม่ือคร้ังที่พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธ  ทาสภิกขุ) ยังมีชีวิตอยู่นั้นเนืองแน่นด้วยผู้คนเสมอ โดยเฉพาะใน วันหยุด ยิ่งเมื่อมีถนนซูเปอร์ไฮเวย์ตัดผ่านหน้าวัดราว ๒๐ ปี มาแล้ว สวนโมกข์ก็กลายเป็นจุดแวะพักอีกแห่งหนึ่งของบรรดา นกั ทอ่ งเทย่ี วทเี่ ดนิ ทางลงใต ้ จงึ มสี ภาพไมต่ า่ งจากสถานทที่ อ่ งเทย่ี ว ในสายตาของผคู้ นเป็นอันมาก เป็นธรรมดาอยู่เองที่นักท่องเท่ียวท้ังหลายเมื่อหยุดรถ แวะทส่ี วนโมกขแ์ ลว้  กถ็ อื เปน็ โอกาสดที จี่ ะเขา้ ไปกราบนมสั การทา่ น อาจารยพ์ ทุ ธทาส ซงึ่ มกั จะมานง่ั อยทู่ ม่ี า้ หนิ หนา้ กฏุ เิ กอื บตลอดวนั เป็นประจ�ำ หลายคนแม้จะได้ยินกิตติศัพท์ท่านมานาน แต่ก็หาได้ ศึกษาหรือติดตามผลงานของท่านไม่ จึงมักจะเข้าใจว่าท่านเป็น “เกจอิ าจารย์” รปู ส�ำคัญรูปหนงึ่ พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 73

“ผมอยากจะมาขอเลขเด็ดจากท่านอาจารย์เอาไปแทง หวยสักงวด จะไดร้ ่�ำรวยกับเขาเสียทคี รับ” ประโยคเชน่ น้ี ทา่ นมกั จะไดย้ นิ เปน็ ประจำ�  บางครง้ั ทา่ นกต็ อบวา่  “ถา้ ขอหวย กต็ อ้ งไปขอ กบั สมพาล” ทีนี้ก็เป็นหน้าท่ีของคนวัด ท้ังพระและโยมในสวนโมกข์ ทจ่ี ะตอ้ งคอยตอบคำ� ถาม เวลามคี นมาถามวา่  “คณุ ครบั  ผมมาหา ท่านสมภารครับ” ถ้าคนในวัดรู้ว่าผู้นั้นต้องการหวย ก็จะชี้ไป อกี ทางหนง่ึ  ซง่ึ คนละทางกบั กฏุ ขิ องอาจารยโ์ พธซิ์ งึ่ เปน็ เจา้ อาวาส แน่นอนว่าผู้นั้นมองหาเท่าไรก็ไม่เห็น “สมภาร” เสียที แต่ไม่ใช่ว่า เขาถกู หลอก ท่ีจริงผู้ที่ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวถึงก็อยู่แถวนั้นเอง ตอ่ เมอ่ื คนวดั ทเ่ี ดนิ ผา่ นชใี้ หด้  ู เขาจงึ เหน็ ถนดั ถน ่ี เพราะ “สมพาล” นอนเล่นอยู่ขา้ งหนา้ เขานัน้ เอง สมพาล เปน็ สนุ ขั ทท่ี า่ นอาจารยพ์ ทุ ธทาสเลยี้ งไว ้ เนอ่ื งจาก สมพาลมีนิสัยเกเร ชอบเอาแต่ใจตัว ท่านอาจารย์จึงต้ังชื่อว่า “สมพาล” แปลว่า “โง่แท้” หากใครหลงงมงายมาขอหวย ก็ต้อง เจอกบั สมพาลตัวน้เี ป็นประจ�ำ 74 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อนิ ทฺ ปญฺโ ) วดั ธารน�ำ้ ไหล (สวนโมกขพลาราม) อ.ไชยา จ.สรุ าษฎรธ์ านี นามเดมิ   เงือ่ ม พานชิ  กำ� เนิด ๒๗ พฤษภาคม ๒๔๔๙  สถานทเี่ กดิ   ต.พมุ เรยี ง อ.ไชยา จ.สุราษฎรธ์ าน ี อุปสมบท  อุปสมบท ณ วัดอบุ ล อ.ไชยา จ.สุราษฎรธ์ าน ี เม่ือพ.ศ. ๒๔๖๙ โดยมพี ระครูโสภณเจตสิการาม เปน็ พระอุปัชฌาย์  สมณศกั ดิ์  พระธรรมโกศาจารย ์ มรณภาพ  ๘ กรกฎาคม ๒๕๓๖ รวมสริ ิอาย ุ ๘๗ ปี ๖๗ พรรษา ท่านพุทธทาส อุปสมบทเมื่ออายุ ๒๐ ปี ได้รับฉายาว่า “อินทปญฺโ ” เม่ือ อุปสมบทแล้วได้เดินทางมาศึกษาต่อ ที่วัดปทุมคงคา กรุงเทพมหานคร สอบได้ นักธรรมเอก และเรียนภาษาบาลีได้เปรียญ ๓ ประโยค สร้างส�ำนักปฏิบัติธรรม ท่ี วัดตระพังจิก ต.พุมเรียง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เม่ือ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๗๕ ให้ ชื่อว่า “สวนโมกขพลาราม” ซ่ึงแปลว่า สวนป่าเป็นก�ำลังหลุดพ้นจากทุกข์ ต่อมา เมอ่ื ปพี .ศ.๒๔๘๗ ไดย้ า้ ยสวนโมกขพลาราม มายงั สถานทแ่ี หง่ ใหม ่ คอื  วดั ธารนำ้� ไหล ในปัจจุบัน ท่านสร้างผลงานทางธรรมไว้มากมายท้ังที่เป็นหนังสือ และเทปบันทึก เสยี ง รวมทงั้ ไดไ้ ปแสดงปาฐกถาธรรม ทางสถานวี ทิ ย ุ สถานท ่ี และหนว่ ยงานหลาย แห่ง ท่านได้อุทิศตนเพ่ืองานพระศาสนา และท�ำงานช่วยเหลือเพ่ือนมนุษย์ เพ่ือให้ ได้พบสนั ตสิ ขุ  โลกมสี ันติภาพ ตามปณิธานทีต่ งั้ ได ้ ๓ ประการ ได้แก ่ ๑. พยายามทำ� ให้ทุกคนเข้าถงึ หวั ใจแหง่ ศาสนาของตน ๒. พยายามทำ� ความเข้าใจอนั ดรี ะหวา่ งศาสนา ๓. พยายามน�ำโลกออกมาเสียจากอำ� นาจของวตั ถุนิยม  ผลจากการมุ่งมั่นศึกษา ฝึกฝนตนอย่างเข้มงวด และอุทิศชีวิตถวายแด่พระ ศาสนาของทา่ น ทำ� ใหท้ า่ นไดร้ บั การนบั ถอื ยกยอ่ ง จากพทุ ธศาสนกิ ชนทงั้ ในประเทศ และจากต่างประเทศ ผลงานของท่านได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ท้ังที่เป็น ภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ กระทั่งได้รับการยอมรับจากชาวโลกว่าเป็นสมณ  ปราชญ์ผยู้ ง่ิ ใหญ ่ ผมู้ ีบทบาทอย่างสูงต่อพุทธศาสนา พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 75

76 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

ช้ า ง รั บ ศี ล หลวงปขู่ าว อนาลโย แหง่ วดั ถำ้� กลองเพล จงั หวดั อดุ รธานี เปน็ ศษิ ยค์ นสำ� คญั ของพระอาจารยม์ น่ั  ภรู ทิ ตโฺ ต แมท้ า่ นจะลว่ งลบั ดับขันธ์ไปแต่ พ.ศ. ๒๕๒๖ แต่ท่านก็ยังเป็นที่เคารพนับถือในหมู่ ผูใ้ ฝ่ธรรมอยา่ งไม่เส่ือมคลาย ท่านเป็นพระปฏิบัติท่ีใฝ่ในธุดงควัตรมาต้ังแต่ยังหนุ่ม เมอื่ ทา่ นไดย้ นิ กติ ตศิ พั ทพ์ ระอาจารยม์ น่ั  กบ็ กุ ปา่ ฝา่ ดงตามหาทา่ น และเทยี่ วตดิ ตามทา่ น จนภายหลงั ไดร้ บั เมตตาเขา้ ไปจำ� พรรษากบั ท่านอาจารยใ์ หญ่ พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 77

คืนหน่ึงในพรรษา ขณะท่ีท่านก�ำลังนั่งภาวนาอยู่ในกุฏิ ชา้ งบา้ นใหญเ่ ชอื กหนง่ึ ไดพ้ ลดั หลงเขา้ มายงั กฏุ ทิ า่ น แตเ่ ผอญิ กฏุ ิ ด้านหลังมีม้าหินใหญ่ก้อนหน่ึงบังอยู่ ช้างจึงไม่สามารถเข้ามาถึง ตัวท่านได้ แต่กระนั้นก็เอางวงสอดเข้ามาในกุฏิจนถึงกลดและมุ้ง เสียงสูดลมหายใจดมกลิ่นท่าน ดังฟูดฟาดๆ จนกลดและมุ้งไหว ไปมา แต่ท่านเองไม่ไหวติง น่ังภาวนาบริกรรมพุทโธๆ ตลอด ๒ ชวั่ โมง ชา้ งใหญต่ วั นนั้ ไมย่ อมหนไี ปไหน ราวกบั จะคอยทำ� รา้ ยทา่ น ตอ่ มากเ็ คล่อื นไปทางตะวนั ตกของกุฏ ิ แลว้ ลว้ งเอามะขามมากิน ท่านเห็นว่าหากน่ิงเฉยคงไม่ได้การ จึงตัดสินใจออกไปพูด กับมันให้รู้เร่ือง เพราะเชื่อว่าช้างน้ันรู้ภาษาคน หากพูดกับช้างดีๆ มันคงจะไม่พุ่งมาท�ำรา้ ยเปน็ แน่ เม่ือตกลงใจแล้ว ท่านก็ออกจากกุฏิมายืนแอบโคนต้นไม้ หน้ากุฏิ แล้วพูดกับช้างว่า “พี่ชาย น้องขอพูดด้วยสักค�ำสองค�ำ ขอพชี่ ายจงฟงั ค�ำของนอ้ งจะพดู เวลาน”ี้  ทา่ นวา่ พอชา้ งไดย้ นิ เสยี ง ทา่ นก็หยุดนง่ิ เงยี บแลว้  ทา่ นก็พดู ตอ่ ไปว่า 78 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

“พี่ชายเป็นสัตว์ของมนุษย์น�ำมาเล้ียงไว้ในบ้านเป็นเวลา นานจนเป็นสัตว์บ้าน ความรู้สึกทุกอย่างตลอดจนภาษามนุษย์ ที่เขาพูดกันและพร่�ำสอนพ่ีชายตลอดมานั้น พ่ีชายรู้ได้ดีทุกอย่าง ย่ิงกว่ามนุษย์บางคนเสียอีก ดังน้ันพ่ีชายควรจะรู้ขนบธรรมเนียม และข้อบังคับของมนุษย์ ไม่ควรท�ำอะไรตามใจชอบ เพราะการ กระท�ำบางอยา่ งแมจ้ ะถกู ใจเรา แตเ่ ปน็ การขดั ใจมนษุ ยก์ ไ็ มใ่ ชข่ องดี เมอื่ ขดั ใจมนษุ ยแ์ ลว้  เขาอาจท�ำอนั ตรายเราได ้ ดไี มด่ อี าจถงึ ตายกไ็ ด้ เพราะมนษุ ยเ์ ปน็ สตั วฉ์ ลาดแหลมคมกวา่ บรรดาสตั วท์ อ่ี ยรู่ ว่ มโลก กนั  สตั วท์ ง้ั หลายจงึ กลวั มนษุ ยม์ ากกวา่ สตั วด์ ว้ ยกนั  ตวั พี่ชายเอง ก็อยู่ในบังคับของมนุษย์ จึงควรเคารพมนุษย์ผู้ฉลาดกว่าเรา ถ้า ดื้อดึงต่อเขา อย่างน้อยเขาก็ตี เขาเอาขอสับลงที่ศีรษะพี่ชาย ให้ได้รับความเจ็บปวด มากกว่านั้นเขาฆ่าให้ตาย พี่ชายจงจ�ำไว้ อย่าได้ลมื ค�ำทนี่ อ้ งส่ังสอนดว้ ยความเมตตาอย่างยิ่งนี”้ แล้วท่านก็ขอให้ช้างรับศีลห้า และก�ำชับให้รักษาให้ดี เม่ือ ตายไปจะไดส้ คู่ วามสขุ  มชี าตทิ ส่ี งู ขน้ึ  จากนนั้ ทา่ นกส็ รปุ วา่  “เอาละ น้องสั่งสอนเพียงเท่าน้ี หวังว่าพ่ีชายจะยินดีท�ำตาม ต่อไปน้ีขอให้ พช่ี ายจงไปเทย่ี วหาอยหู่ ากนิ ตามสบาย เปน็ สขุ กายสขุ ใจเถดิ  นอ้ งก็ จะไดเ้ รม่ิ บ�ำเพญ็ ภาวนาตอ่ ไป และอทุ ศิ สว่ นกศุ ลแผเ่ มตตาใหพ้ ช่ี าย พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 79

เปน็ สุขทกุ ๆ วนั  และไม่ลดละเมตตา เอา้ พี่ชายไปจากท่ีนไี่ ดแ้ ลว้ ” ท่านว่าขณะที่ท่านก�ำลังให้โอวาทสั่งสอน ช้างยืนน่ิงราว กอ้ นหนิ  ไมก่ ระดกุ กระดกิ หรอื เคลอื่ นอวยั วะสว่ นใดสว่ นหนงึ่ แมแ้ ต่ น้อย ต่อเม่ือท่านให้ศีลให้พรเสร็จและบอกให้ไปได้ มันจึงเริ่ม หันหลงั กลับออกไปจากท่นี น้ั เมตตาและปิยวาจานั้นไม่เพียงแต่มนุษย์เท่าน้ัน แม้ช้าง กซ็ าบซ้ึงและสัมผัสได้ดว้ ยใจ 80 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

หลวงปูข่ าว อนาลโย วัดถำ้� กลองเพล อ.หนองบัวล�ำพ ู จ.อุดรธานี นามเดิม  ขาว โครตั ถา ก�ำเนดิ  ๒๘ ธันวาคม ๒๔๓๑  สถานทเี่ กดิ   ต.หนองแกว้  อ.อำ� นาจเจรญิ  จ.อบุ ลราชธานี  อุปสมบท  ณ วัดสิทธิบังคม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร  ใน พ.ศ. ๒๔๖๒ โดยมีพระครปู อ้ ง เปน็ พระอปุ ัชฌาย์  มรณภาพ  ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๒๖ รวมสริ ิอายุ ๙๕ ป ี ๖๔ พรรษา กอ่ นอปุ สมบทหลวงปไู่ ดด้ ำ� รงชวี ติ ตามวสิ ยั ฆราวาสทวั่ ไปโดยมบี ตุ ร ๓ คน กระทั่งใน พ.ศ. ๒๔๖๒ ขณะอายุได้ ๓๑ ปี หลวงปู่จึงตัดสินใจออกบวชเป็น พระภกิ ษใุ นบวรพทุ ธศาสนา หลวงปบู่ วชอยนู่ าน ๖ ป ี จงึ ไดถ้ วายตวั เปน็ ศษิ ย์ ของ พระอาจารย์ม่ัน ภูริทตฺโต และได้ขอญัตติเป็นธรรมยุตินิกาย เม่ือปีพ.ศ. ๒๔๖๘ ที่วัดโพธิ์สมภรณ์ จ.อุดรธานี โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ เป็น พระอุปชั ฌาย ์ หลวงปู่มีความเด็ดเด่ียวในข้อวัตรปฏิบัติมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ การเดนิ จงกรม หลวงปไู่ ดเ้ นน้ เปน็ พเิ ศษ กลา่ วคอื  เมอ่ื ฉนั เสรจ็ เรม่ิ เดนิ จงกรม เป็นพุทธบูชา พอถึงบ่ายสองโมงเริ่ม เดินจงกรมถวายเป็นธรรมบูชา จนถึง บ่าย ๔ โมง และเมื่อท�ำข้อวัตรเสร็จสิ้นแล้วก็จะเริ่มเดินจงกรมถวายเป็น สงั ฆบชู า จนถงึ ประมาณ ๔-๕ ทมุ่  จงึ เขา้ ทพี่ กั เพอ่ื บำ� เพญ็ ภาวนาตอ่ ไป หลวงปู่ ได้บ�ำเพ็ญเพียรออกธุดงค์ เพ่ือเผยแผ่พระธรรม ค�ำสอนตามสถานท่ีต่างๆ หลายแห่ง จนอายุ ๗๐ ปี จึงจ�ำพรรษา เป็นการถาวรท่ีวัดป่าถ้�ำกลองเพล หลวงปเู่ ปน็ ภกิ ษ ุ ทป่ี ฏบิ ตั ดิ  ี ปฏบิ ตั ชิ อบ มขี อ้ วตั รปฏบิ ตั งิ ดงาม สมควรจดจำ� เป็นแบบอยา่ งสืบไป พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 81

82 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

เมตตา ข อ ง ห ล ว ง พ่ อ สมเดจ็ พระพฒุ าจารย ์ (โต) แหง่ วดั ระฆงั นน้ั  ทา่ นเปน็ คน สมยั รชั กาลท ี่ ๑ หากแตม่ กี ติ ตศิ พั ทเ์ ลอื่ งลอื จนถงึ ปจั จบุ นั  แตส่ ว่ น มากเวลานกึ ถงึ ทา่ น ผคู้ นมกั มองไปในแงอ่ ทิ ธฤิ ทธป์ิ าฏหิ ารยิ ห์ รอื พระเครื่อง ทั้งๆ ท่ีคุณธรรมของพระองค์ท่านมีอยู่อเนกประการ ท่ีสมควรน้อมน�ำไปประพฤติปฏิบัติ คุณธรรมของท่านประการ หน่ึง ได้แก่ ความเมตตา ไม่เฉพาะต่อผู้คน หากยังเผ่ือแผ่ไปถึง สัตวเ์ ล็กสตั ว์นอ้ ย พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 83

มีเรื่องเล่าว่าคราวหนึ่งเขานิมนต์ท่านไปในงานบ้านแห่ง หน่ึงท่ีจังหวัดสุพรรณบุรี ท่านได้ไปโดยทางเรือ คร้ันเรือจะเข้า ทางออ้ ม ทา่ นไดข้ นึ้ บกลดั ทงุ่ นาไปดว้ ยหมายจะใหถ้ งึ เรว็  ปลอ่ ยให้ ศษิ ยแ์ จวเรอื ไปตามลำ� พงั  ระหวา่ งทางทา่ นไดพ้ บนกกระสาตวั หนงึ่ ติดแร้วอยู่ จึงแก้บ่วงปล่อยนกนั้นไป แล้วท่านเอาเท้าของท่าน สอดเข้าไปในบ่วงแทน เม่ือศิษย์แจวเรือถึงบ้านงาน ไต่ถาม ได้ความว่าท่านข้ึนบกเดินมาก่อนนานแล้ว เจ้าภาพจึงได้ให้คน ออกตดิ ตามสบื หา ไปพบทา่ นตดิ แรว้ อย ู่ พอจะเขา้ ไปแกบ้ ว่ ง ทา่ น ร้องห้ามว่า “อย่า อย่าเพิ่งแก้ เพราะขรัวโตยังมีโทษอยู่ ต้องให้ เจา้ ของแร้วเขาอนุญาตให้ก่อนจะ้ ” ครน้ั ทา่ นไดร้ บั อนญุ าตแลว้  จงึ บอกใหเ้ จา้ ของแรว้ กรวดนำ้� แล้วท่านได้กล่าวค�ำอนุโมทนา ยถา สัพพี เสร็จแล้วท่านจึงได้ เดนิ ทางต่อไปยงั บา้ นงาน 84 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วดั ระฆังโฆษติ าราม เขตบางกอกนอ้ ย กรุงเทพมหานคร ทา่ นเปน็ ปชู นยี บคุ คลทพี่ ระพทุ ธศาสนกิ ชนกลา่ วขวญั ถึงในนามของสมเด็จฯโต ท่านถือก�ำเนิดในปี พ.ศ. ๒๓๑๙ จนอายไุ ด ้ ๑๓ ป ี สมเดจ็ ฯโตจงึ บรรพชาเปน็ สามเณรในเมอื ง พจิ ติ ร เมอ่ื อายคุ รบอปุ สมบทจงึ  โปรดฯ ใหบ้ วชเปน็ นาคหลวง ทว่ี ดั ตะไกร จ.พษิ ณโุ ลก ทา่ นไดเ้ ปน็ พระพเ่ี ลยี้ ง และครสู อนหนงั สอื ขอมและ  คัมภีร์มูลกัจจายน์ เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฏทรงบวชเป็นสามเณร ครั้งเจ้าฟ้ามงกุฏ  ครองราชยเ์ ป็นรัชกาลท ี่ ๔  สมเด็จฯโตได้เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม และได้เป็นสมเด็จพระ พุฒาจารย์ ท่านรอบรู้แตกฉานใน พระธรรมวินัย และธรรมปฏิบัติ ความ เป็นเลิศในการเทศนา ได้รับการยกย่องสรรเสริญในสติปัญญาและปฏิญาณ โวหารที่ฉลาดหลักแหลม เปี่ยมด้วยจิตเมตตากรุณาแก่ผู้ตกยาก มีอัธยาศัย มักน้อย สันโดษ “พระสมเด็จ” สมเด็จฯโตท่านสร้างข้ึน เพราะปรารภถึง พระมหาเถระในสมยั กอ่ น มกั สรา้ งพระพมิ พบ์ รรจใุ นปชู นยี สถาน เพอื่ เปน็ การ สบื ตอ่ อายพุ ระศาสนาใหถ้ าวรตลอดกาล ทา่ นจงึ ทำ� ตามคตนิ น้ั สรา้ งพระสมเดจ็ ไว้ ๘๔,๐๐๐ องค์ เท่ากบั พระธรรมขันธ์  สมเด็จฯโตท่านถือปฏิบัติในข้อธุดงค์วัตรทุกประการ คือ ฉันในบาตร ถือผ้าสามผืนออกธุดงค์ เยี่ยมป่าช้า น่ังภาวนา เดินจงกรม จนวาระสุดท้าย ท่านมรณภาพเม่ือวันเสาร์ แรม ๒ ค่�ำ เดือน ๙ ปีจอ เวลา ๒ ยาม รวมสิริ อายุได้ ๘๕ ปี พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 85

86 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

บ น เ ส้ น ท า ง ชี วิ ต พ ร ห ม จ ร ร ย์ พระอาจารยจ์ วน กลุ เชฏโฺ ฐ เปน็ พระอาจารยฝ์ า่ ยวปิ สั สนา ธุระรูปหนึ่ง ซึ่งมีผู้เคารพนับถือเป็นอันมาก ท่านเป็นศิษย์ของ พระอาจารย์ม่ัน ภูริทตฺโต ผู้สร้างภูทอกให้เป็นรมณียสถาน อันศักด์ิสิทธิ์ส�ำหรับนักปฏิบัติธรรม ผู้ที่ได้ไปภูทอก อันเป็นท่ีต้ัง ของวดั เจตยิ าครี วี หิ าร จงั หวดั หนองคาย ยอ่ มอดพศิ วงไมไ่ ดท้ เ่ี หน็ สะพานเวยี นไต่รอบหน้าผาขึน้ ไปเป็นชนั้ ๆ จนถึงยอด บันไดเลียบหน้าผาท้าเหวลึกท่ีภูทอกเต็มไปด้วยเกร็ด ทน่ี า่ สนใจ แตท่ นี่ า่ สนใจยง่ิ กวา่ กค็ อื เกรด็ ชวี ติ ของพระอาจารยจ์ วน โดยเฉพาะในช่วงท่ียังหนุ่ม ท่านเล่าว่าเม่ืออายุ ๑๘ ปี ได้รักหญิง สาวคนหน่ึงซึ่งอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน มูลเหตุท่ีรักก็เพราะทุกเช้า หญิงผู้นั้นเดินผ่านบ้านของท่านโดยไม่ใส่เสื้อหรือมีผ้าปกปิด ร่างกายสว่ นบนเลย คงมแี ต่ผา้ ซ่ินนงุ่ ผืนเดยี วเทา่ นน้ั พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 87

วันแรกๆ ที่เห็นหญิงผู้นั้นเดินเปลือยอก ก็มิได้นึกรัก นกึ ชอบอะไร แตเ่ มอื่ เหน็ ทกุ ๆ วนั  กเ็ รม่ิ จะเหน็ วา่ หญงิ ผนู้ ม้ี หี นา้ อก งาม จึงเกิดความรักในความงามของหน้าอก แล้วก็เลยไปเห็น เธองามทั้งตัว เกดิ ความรักเธอหมดท้งั ตวั อยู่มาหนุ่มจวนก็เกิดความคิดข้ึนมาว่า เม่ือเรารักเขาและ เห็นเขางามไปหมดท้ังตัว เราก็น่าจะไปดูอุจจาระของหญิงคนนี้ ว่าสวยงามไหม น่ารักไหม ปกติหญิงผู้นี้เดินผ่านหน้าบ้านหนุ่ม จวนทุกวันเพื่อ “ไปทุ่ง” คือไปถ่ายอุจจาระท่ีป่าละเมาะ ดังนั้น หนุ่มจวนจึงคอยให้หญิงผู้นั้นถ่ายเสร็จแล้วเดินกลับมา จากน้ัน จึงตามเข้าไปดูทันที แต่วันแรกไม่ประสบความส�ำเร็จ เพราะมีหมู เขา้ ไปกินอจุ จาระของเธอจนหมด วันต่อมาเม่ือเห็นหญิงผู้นั้นเดินผ่านหน้าบ้านเหมือนเคย หนมุ่ จวนกร็ บี เขา้ ไปทางใหม ่ เพอื่ สกดั หมไู วไ้ มใ่ หเ้ ขา้ ไปกนิ อจุ จาระ คราวนี้ได้ผล เมื่อหญิงผู้น้ันถ่ายอุจจาระเสร็จ หนุ่มจวนก็เข้าไป เพ่งพินิจอุจจาระ เห็นมีลักษณะเหลวๆ มีพยาธิตัวตืดตัวแบนบ้าง พยาธิตัวกลมบ้าง พยาธิเส้นด้ายบ้าง จึงบอกกับตนเองว่า “ถ้า รักตัวเขาก็ต้องรักขี้ของเขาด้วยซิ” แต่ใจตอนนั้นก็บอกว่า “อี๊ย์! 88 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

ไม่เอา...ให้เอาก็ไม่เอา ให้จับเอาไหม รักไหม อ๊ีย์!...ให้ดม เอา ไหม อ๊ีย!..ไม่...ให้ใส่กระเป๋ากางเกง...เอาไหม อ๊ีย์! .....ไม่! ไม่! มันสกปรก มันเป้ือน!” หนุ่มจวนยังถามต่อไปว่า “ให้กิน เอาไหม” ค�ำตอบคือ “บรอื๊ ว์...ไม่! ไม่! ไม่!” หนุ่มจวนยังไม่หายสงสัย ต่อมาได้ไปส�ำรวจอุจจาระของ หญงิ สาวคนอื่นอกี  อุจจาระของหญงิ คนใหม่ แม้ไม่มพี ยาธติ ัวตดื แตก่ เ็ หลวๆ มมี กู ตดิ อย ู่ เปน็ เมอื ก นา่ รงั เกยี จ ชวนใหจ้ ติ ใจหอ่ เหยี่ ว สลดสังเวช หลงั จากทเี่ พง่ พนิ จิ อจุ จาระของหญงิ สาว ความรกั ทหี่ นมุ่ จวนมตี อ่ หญงิ สาวคนนนั้ กค็ ลายลงเปน็ ลงดบั ๆ จนกระทง่ั ไมเ่ หลอื เลย ต่อมาเม่ืออายุ ๒๑ ปี หนุ่มจวนก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ช่วงพรรษาท่ี ๕-๖ น้ัน ท่านไปจ�ำพรรษาที่เชียงใหม่ ท่านเล่าว่า มีกิเลสมารรบกวนหลายครั้ง คราวหน่ึงขณะท่ีเดินบิณฑบาต มี พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 89

หญิงสาวคนหนึ่งนิมนต์ให้ท่านมารับบาตร พอท่านเปิดฝาบาตร เตรียมจะรับอาหาร หญิงสาวคนน้ันก็ชะงัก วางถาดและขันข้าว ลงเสีย แล้วขยับผ้านุ่งคล่ีออกเป็นวงกว้างต่อหน้าท่าน โดยไม่มี ผา้ ชนั้ ในปกปดิ รา่ งกายสว่ นลา่ งเลย เทา่ กบั วา่ มาเปลอื ยใหเ้ หน็ ของ สงวนอยู่ต่อหน้าท่าน ท่านเล่าว่าตอนน้ันเกิดความก�ำหนัดขึ้นมา แตม่ สี ตทิ นั  จงึ รบี ปดิ ฝาบาตรเดนิ หนไี ปทนั ท ี แลว้ เดนิ ทางออกจาก หมู่บา้ นน้นั ในวันนน้ั เอง พระอาจารย์จวนเล่าว่ามีเหตุการณ์อีกหลายครั้งท่ีท�ำให้ จิตใจหว่ันไหว แต่ก็พาตัวรอดมาได้ด้วยสติและความต้ังม่ันใน พรหมจรรย ์ สามารถดำ� รงตนในสมณภาวะไดอ้ ยา่ งบรสิ ทุ ธง์ิ ดงาม จนสน้ิ อายุขัยเม่อื ป ี ๒๕๒๓ 90 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

พระอาจารยจ์ วน กลุ เชฏฺโฐ  วดั เจตยิ าครี วี หิ าร (วดั ภูทอก) อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย นามเดมิ จวน นรมาส เกดิ วนั ท่ี ๑๐ กรกฎาคม ๒๔๖๓ สถานท่เี กดิ อ.อ�ำนาจเจรญิ จ.อุบลราชธานี อปุ สมบท วัดเจรญิ จิต บา้ นโคกกลาง ต.ดงมะยาง อ.อ�ำนาจเจรญิ จ.อุบลราชธานี มรณภาพ อุบัตเิ หตเุ คร่ืองบนิ ตก เม่อื วนั ที่ ๒๗ เม.ย. ๒๕๓๒ รวมสริ อิ ายุ ๕๙ ปี ๙ เดิอน ๑๘ วนั พรรษา ๓๘ ทา่ นเปน็ เดก็ หวั ออ่ น เชอ่ื ฟงั ถอ้ ยคำ� ผใู้ หญ ่ เมอื่ อาย ุ ๑๔ ป ี ทา่ นไดห้ นงั สอื สอนกรรมฐานของพระอาจารยส์ งิ ห ์ ขนตฺ ยาคโม จากพระธดุ งคร์ ปู หนง่ึ  ทา่ น ได้ศึกษาและปฏิบัติตามจนจิตเข้าถึงสมาธิมีความสุขมาก มีเวลาว่างเมื่อไหร่ ท่านก็มักน่ังสมาธิ เม่ือบวชแล้วท่านได้รับค�ำส่ังให้ท่องปาฏิโมกข์และเจ็ด ตำ� นานใหไ้ ดภ้ ายใน ๑ เดอื น ซงึ่ ทา่ นสามารถทำ� ไดส้ ำ� เรจ็  จนอาจารยถ์ งึ กบั ทง่ึ เพราะความจรงิ แกลง้ สั่งไปอยา่ งน้นั  เพอื่ ทดสอบสติปัญญา  ต้ังแต่พรรษาแรก ท่านก็ปฏิบัติอย่างจริงจัง ท�ำความเพียรอย่างมาก รา่ งกายเกดิ ปว่ ยทรดุ โทรมมากจงึ ถกู สง่ั หา้ ม  ออกพรรษาท ี่ ๓ ทา่ นไดไ้ ปฝากตวั เป็นศิษย์พระอาจารย์มั่น เมื่อพศ. ๒๔๘๘ ไดศ้ กึ ษาธรรมจนจใุ จ เพยี งพรรษา ท่ี ๕ พระอาจารย์มั่นก็พยากรณ์ว่าท่านมีกาย วาจา ใจ สมควรแก่การบรรลุ จิตของท่านมคี วามโลดโผนพิสดารมาก เช่อื กันว่าสำ� เร็จอภญิ ญา ๖ พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 91

92 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

ห ล ว ง พ่ อ ช า กั บ ร ถ ย น ต์ ทุกวันน้ีรถยนต์กลายเป็นปัจจัยท่ี ๕ ส�ำหรับคนมีเงิน ไปแลว้  เปน็ ธรรมดาอยเู่ องทฆี่ ราวาสเหน็ อะไรดกี อ็ ยากถวายใหพ้ ระ ได้ใช้บ้าง เพราะเชื่อว่าจะได้บุญมาก ดังนั้นการถวายรถยนต์แก่ พระจึงเป็นที่นิยมในหมู่คนมีเงิน จนกระทั่งรถกลายเป็นเครื่อง แสดงสถานภาพของพระว่าเป็นท่ีศรัทธานับถือของญาติโยม ผล ก็คือพระที่มีสมณศักด์ิท่านใดที่ไม่มีใครถวายรถให้ ก็ต้องถือเป็น กิจที่จะขวนขวายหารถมาประดับบารมี พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 93

สำ� หรบั หลวงพอ่ ชา สภุ ทโฺ ทนนั้  ทา่ นไมต่ อ้ งขวนขวายหารถ เพราะมีคนอยากถวายรถยนต์ให้ท่าน แต่แทนที่ท่านจะตอบรับ ท่านได้น�ำเร่ืองนี้เข้าท่ีประชุมสงฆ์วัดหนองป่าพงหลังสวดปาฏิ- โมกข์เพ่ือฟังความเห็นพระสงฆ์ ทุกรูปต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะรับด้วยเหตุผลว่า สะดวกแก่หลวงพ่อเวลาไปเยี่ยมส�ำนัก สาขาต่างๆ ซ่ึงมีมากมายกว่า ๔๐ สาขาในเวลาน้ัน อีกทั้งเวลา พระเณรอาพาธก็จะไดน้ �ำส่งหมดได้ทันท่วงที หลังจากที่หลวงพ่อชารับฟังความคิดเห็นของท่ีประชุม แล้ว ท่านก็แสดงทัศนะของท่านว่า “ส�ำหรับผม มีความเห็น ไมเ่ หมอื นกบั พวกทา่ น ผมเหน็ วา่ เราเปน็ พระ เปน็ สมณะ คอื ผสู้ งบ ระงบั  เราต้องเปน็ คนมักน้อยสนั โดษ เวลาเช้าเราอุ้มบาตรออกไป เทย่ี วบณิ ฑบาตรบั อาหารจากชาวบา้ นมาเลยี้ งชวี ติ  เพอ่ื ยงั อตั ภาพ น้ีให้เป็นไป ชาวบ้านส่วนมากเขาเป็นคนยากจน เรารับอาหาร มาจากเขา เรามีรถยนต์แต่เขาไม่มี นี่ลองคิดดูซิว่ามันจะเป็น อยา่ งไร เราอยใู่ นฐานะอยา่ งไร เราตอ้ งรจู้ กั ตวั เอง เราเปน็ ลกู ศษิ ย์ ของพระพทุ ธเจา้  เมอื่ พระพทุ ธเจา้ ไมม่ รี ถ เรากอ็ ยา่ มเี ลยดกี วา่  ถา้ ม ี สกั วนั หนงึ่ กจ็ ะมขี า่ ววา่ รถวดั นนั้ ควำ่� ทนี่ น่ั  รถวดั นไี้ ปชนคนทนี่ .ี่ .. อะไรวนุ่ วาย เปน็ ภาระยุ่งยากในการรกั ษา 94 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

“เม่ือก่อนน้ีจะไปไหนแต่ละทีมีแต่เดินไปทั้งน้ัน ไปธุดงค์ สมยั กอ่ นไมไ่ ดน้ งั่ รถไปเหมอื นทกุ วนั น ี้ ถา้ ไปธดุ งคก์ ธ็ ดุ งคก์ นั จรงิ ๆ ข้ึนเขาลงห้วยมีแต่เดินท้ังนั้น เดินกันจนเท้าพองทีเดียว แต่ทุก วนั นพี้ ระเณรเขาไปธดุ งคม์ แี ตน่ งั่ รถกนั ทงั้ นนั้  เขาไปเทย่ี วดบู า้ นนนั้ เมอื งนกี้ นั  ผมเรยี กทะลดุ ง ไมใ่ ชธ่ ดุ งค ์ เพราะดงทไ่ี หนมที ะลกุ นั ไป หมด นงั่ รถทะลมุ นั เลย ไมม่ รี ถกช็ า่ งมนั เถอะ ขอแตใ่ หเ้ ราประพฤติ ปฏบิ ตั ใิ หด้ เี ขา้ ไวก้ แ็ ลว้ กนั  เทวดาเหน็ เขา้ กเ็ ลอ่ื มใสศรทั ธาเองหรอก “ผมไม่รับรถยนต์ที่เขาจะเอามาถวายก็เพราะเหตุนี้ ย่ิง  สบายเสยี อกี  ไมต่ อ้ งเชด็ ไมต่ อ้ งลา้ งใหเ้ หนอื่ ย ขอใหท้ า่ นทงั้ หลาย  จงจ�ำไว้ อยา่ เหน็ แก่ความสะดวกสบายกนั นกั เลย” พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 95

96 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

ป๊ี บขอ งหลวงพ่อ วั ดบ้านกร่าง พระเมธีธรรมสาร (ไสว ธมฺมสาโร) อดีตเจ้าคณะอ�ำเภอ ศรปี ระจนั ต ์ จงั หวดั สพุ รรณบรุ  ี หรอื ทช่ี าวบา้ นแถบนนั้ รจู้ กั ในนาม หลวงพอ่ วดั บา้ นกรา่ ง ตามชอ่ื วดั ทที่ า่ นเปน็ เจา้ อาวาสนนั้  ไดช้ อ่ื วา่ เปน็  “พระขลงั ” แมเ้ ครอ่ื งรางของขลงั และวตั ถมุ งคลทท่ี า่ นสรา้ ง จะมีอยไู่ ม่มากก็ตาม พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 97

แต่สาเหตุที่ชาวบ้านเคารพนับถือท่านกระท่ังทุกวันน้ี แม้ท่านจะมรณภาพไป ๒๐ ปีแล้ว ไม่ได้อยู่ท่ีความขลังของท่าน อยา่ งเดยี ว ทสี่ ำ� คญั กวา่ นนั้ กค็ อื ศลี าจารวตั รอนั งดงามและปฏปิ ทา ที่ท่านประพฤติเป็นแบบอย่างโดยความเรียบง่าย มักน้อย และ เสียสละ มีเหตุการณ์หนึ่งซึ่งยังความศรัทธาซาบซ้ึงแก่ญาติโยม อย่างมากก็คือ ตอนท่ีมีการระดมเงินสร้างอาคารเรียนของ โรงเรียนหลังใหม่ของวัดบ้านกร่าง เนื่องจากทางการมีงบ ประมาณใหไ้ มถ่ งึ ครงึ่ ของทนุ ทจี่ ะใชก้ อ่ สรา้ ง จำ� เปน็ ตอ้ งอาศยั เงนิ บริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา ท่านเห็นว่าพระจะต้องเป็นผู้น�ำในการ เสียสละ วนั หนง่ึ ทา่ นไดน้ ดั หมายใหก้ รรมการวดั มาประชมุ พรอ้ มกนั ที่กุฏิท่าน แล้วท่านก็ให้คนไปยกปี๊บๆ หน่ึงในห้องพระของท่าน ลงมา ปรากฏว่าปี๊บนั้นมีซองใส่เงินอัดแน่นอยู่เต็ม ท่านบอกว่า ต้ังแต่ท่านมาอยู่วัดบ้านกร่าง เงินท่ีมีผู้ถวายแก่ท่าน ส่วนหน่ึง ใชไ้ ปตามควรแกส่ มณวสิ ยั  อกี สว่ นกใ็ ชเ้ พอื่ สาธารณประโยชน ์ เชน่ สร้างเมรุเผาศพ และวิหาร ส่วนที่เหลือทั้งหมดอยู่ในปี๊บน้ี ท่าน 98 ลํ า ธ า ร ริ ม ล า น ธ ร ร ม

ขอให้กรรมการวัดเอาออกมานับรวมกัน ได้เท่าไรบริจาคสร้าง โรงเรยี นทัง้ หมด เมอ่ื กรรมการวดั เอาซองเงนิ ออกมา กพ็ บวา่ ซองยง่ิ อยลู่ กึ ก็ยิ่งเก่าจนกระดาษเหลือง แสดงว่าปัจจัยท่ีญาติโยมถวายท่าน ในโอกาสต่างๆ น้ัน ท่านไม่ได้เปิดดู และไม่สนใจว่าเป็นเงินมาก น้อยเท่าใด ได้มาก็ใส่ปี๊บเอาไว้ เมื่อจ�ำเป็นก็ใช้ไป ส่วนท่ีเหลือก็อยู่ อยา่ งนน้ั  ญาตโิ ยมจงึ ศรทั ธาทา่ นขน้ึ กวา่ แตก่ อ่ น ดว้ ยประจกั ษแ์ ก่ สายตาวา่  ท่านไม่ติดในปจั จัยที่ได้รบั นอกจากทา่ นจะไมย่ ดึ ตดิ ในลาภแลว้  กบั ผมู้ เี งนิ ทา่ นกไ็ มไ่ ด้ มีฉันทาคติด้วย ตอนท่ีมีการสร้างห้องแถวในตลาดนั้น ทางวัดให้ เจ้าของแต่ละคนลงทุนและด�ำเนินการก่อสร้างกันเอง วัดเพียงให้ เชา่ ทด่ี นิ ในราคาถกู  (คหู าละ ๖๐ บาทตอ่ ป ี ปจั จบุ นั เพม่ิ ปลี ะ ๑๐๐ บาท) แตม่ ปี ญั หาคอื คนสว่ นมากอยากไดห้ อ้ งหวั มมุ  เพราะอยใู่ กล้ ทา่ รถทา่ เรือ เปน็ ท�ำเลดเี หมาะแกก่ ารค้าขาย มีคหบดีบางคนเสนอท่านว่า พวกเขาขอสิทธ์ิพิเศษเลือก เอาห้องหัวมุมดังกล่าว โดยจะสร้างถวายวัดคนละห้องเป็นการ พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โ ล 99


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook