กศาักรยพภฒั าพนตานเอง ดร.สนอง วรอุไร
ชมรมกลั ยาณธรรม หนังสอื ดลี �ำดับท่ ี ๑๗๔ การพฒั นาศกั ยภาพตนเอง ดร.สนอง วรอไุ ร พมิ พค์ ร้งั ที ่ ๑ : พฤษภาคม ๒๕๕๕ จ�ำ นวนพมิ พ ์ : ๗,๐๐๐ เล่ม จดั พิมพ์และเผยแผ่โดย : ชมรมกลั ยาณธรรม ๑๐๐ ถนนประโคนชัย ตำ�บลปากนาํ้ อำ�เภอเมือง จงั หวดั สมทุ รปราการ ๑๐๒๗๐ โทรศพั ท์ ๐-๒๗๐๒-๗๓๕๓, ๐-๒๗๐๒-๙๖๒๔ โทรสาร ๐-๒๗๐๒-๗๓๕๓ ภาพปก / ภาพประกอบ / รูปเลม่ : สุวดี ผอ่ งโสภา รว่ มดว้ ยชว่ ยแจม : คนขา้ งหลงั ผูถ้ อดความและเรยี บเรียง : คุณปัญจภคั ปญุ ญเจรญิ สิน เพลต : Canna Graphic โทรศัพท์ ๐๘-๖๓๑๔-๓๖๕๑ พมิ พท์ ี่ : บรษิ ทั ขมุ ทองอุตสาหกรรมและการพมิ พ ์ จำ�กดั โทรศพั ท ์ ๐-๒๘๘๕-๗๘๗๑-๓ สพั พทานงั ธมั มทานัง ชนิ าติ การใหธ้ รรมะเป็นทาน ยอ่ มชนะการให้ทงั้ ปวง www.kanlayanatam.com
ขอมอบเป็นธรรมบรรณาการ แด่ จาก
คำ� อนุโมทนา ผู้ท่ีพัฒนาจิต จนมีสติและเข้าถึงปัญญาเห็นถูก ตามธรรมไดแ้ ลว้ จิตยอ่ มมีบุญสงั่ สม แล้วสง่ ผลใหเ้ กดิ เป็นคุณธรรม ท่ีแสดงออกเป็นพฤติกรรมดีงาม ให ้ ระบบประสาทและจิตที่พัฒนาดีแล้วสามารถสัมผัสได้ ผู้มีปัญญาเห็นถูกและมีคุณธรรมสถิตอยู่กับใจ ย่อมม ี ชวี ติ ประสบความสำ� เรจ็ ดงั นนั้ ผไู้ มป่ ระมาท พงึ พฒั นา ศักยภาพของตนเอง ให้มคี ณุ สมบัตดิ งั ที่กลา่ วข้างตน้ ข้าพเจ้าอ้างเอาอานิสงส์แห่งบุญกุศล จงเป็น พลวปัจจัยบันดาลให้ผู้ร่วมกระท�ำกรรม “การพัฒนา ศกั ยภาพของตนเอง” สำ� เรจ็ เปน็ รปู เลม่ จงมชี วี ติ ประสบ แตค่ วามเจรญิ รงุ่ เรอื ง นบั แตป่ จั จบุ นั จนถงึ นำ� พาชวี ติ ไปสู่ความพ้นทุกข์ในกาลอันใกล้ข้างหน้า จงทุกท่าน ทุกคน เทอญ. ดร.สนอง วรอุไร 4 ก า ร พั ฒ น า ศั ก ย ภ า พ ต น เ อ ง
คำ� น�ำของ ชมรมกลั ยาณธรรม การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ถือเป็นบุญและโชคลาภ อนั ประเสรฐิ ยงิ่ ไดพ้ บพระพทุ ธศาสนา ไดม้ สี มั มาทฏิ ฐ ิ ยิ่งนับเป็นนาทีทองในสังสารวัฏก็ว่าได้ เราจึงควรใช้ โอกาสอันประเสริฐนี้พัฒนาศักยภาพของตนเอง ไป ให้ได้สูงสุด ตามก�ำลังบุญวาสนา และความพากเพียร พยายาม ซง่ึ ทา่ นกลา่ วไวว้ า่ รงุ่ อรณุ แหง่ ความรแู้ จง้ นนั้ ต้องประกอบด้วยปัจจัยภายในท่ีสำ� คัญคือ โยนิโสมน- สิการ - การกระท�ำไว้ในใจให้แยบคาย และปัจจัย ภายนอก คอื การมกี ัลยาณมิตรผ้ปู ระเสรฐิ ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 5
ชาวพทุ ธทกุ ทา่ น มอี งคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ เป็นยอดกัลยาณมิตร โดยพระธรรมคือองค์แทนของ พระบรมศาสดา มีครูบาอาจารย์สืบเนื่องค�ำสอน การพสิ จู นส์ จั จธรรมดว้ ยตนเอง เปน็ วธิ ที ที่ รงสรรเสรญิ แตก่ ารไดร้ บั คำ� แนะนำ� ชที้ างจากครบู าอาจารยผ์ รู้ จู้ รงิ ก ็ เป็นสิ่งจ�ำเป็นที่ช่วยย่นย่อระยะทางได้มาก เราจึงควร พจิ ารณาดว้ ยปัญญากอ่ นท่ีจะเชอื่ ถอื และศรัทธาใคร ท่านอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร เป็นครูผู้รู้จริงใน ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยได้ อทุ ศิ ตนเขา้ พสิ จู นส์ จั จธรรมเปน็ พทุ ธบชู า จาก ดร.หนมุ่ ท่ีเรียนจบทางด้านวิทยาศาสตร์ สาขาเช้ือไวรัส จาก มหาวิทยาลัยลอนดอนมาหมาดๆ ท่านมาอุปสมบทที่ คณะ ๕ วดั มหาธาตฯุ ทา่ พระจนั ทร ์ ๑ เดอื นทไี่ ดเ้ รยี นร ู้ ปฏิบัติเต็มท่ีกับท่านเจ้าคุณโชดกฯ ไม่นานนัก ท่านก็ สามารถเข้าถึงธรรม และเปล่ียนชีวิตมาเป็นผู้ช้ีทาง ธรรม ตอบแทนและกตัญญูต่อพระพุทธองค์ตราบถึง ทกุ วันนี้ 6 ก า ร พั ฒ น า ศั ก ย ภ า พ ต น เ อ ง
การพฒั นาศกั ยภาพของตนเอง เรยี บเรยี งจากค�ำ บรรยายของท่านอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร ซึ่งชมรม กลั ยาณธรรม ขอมอบธรรมทานน ี้ นอ้ มบชู าอาจรยิ คณุ แด่ท่านอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร ในมงคลวาระครบ รอบ ๗๓ ปีของท่านอาจารย์ได้เวียนมาบรรจบ และ หวังว่าทุกท่านผู้ได้อ่านได้ศึกษา จะได้รับประโยชน ์ แนวทางการพฒั นาศกั ยภาพของตนเองตอ่ ไป ทพญ.อจั ฉรา กลนิ่ สวุ รรณ์ ประธานชมรมกัลยาณธรรม ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 7
สารบัญ ๑๑ ๑๗ ๑ ยอ้ นความหลงั ๑๘ ๒ การพัฒนาศักยภาพใหก้ บั ตนเอง ๒๐ ๓ กลัวเพราะรูไ้ มจ่ ริง ๒๒ ๔ พฒั นาสติ ๒๕ ๕ ไอนส์ ไตน์ลมื บ้านตวั เอง ๓๐ ๖ หน้าทข่ี องจติ ๓๒ ๗ ทกุ ข์ ๒ ประเภท ๓๕ ๘ ป่วย ๔ ปว่ ย ๖ ๓๙ ๙ แม่ของคณุ ธรรม ๔๔ ๑๐ พาบุญท้ังสิบเข้าตวั ๕๑ ๑๑ ปญั ญาสูงสุด ๕๕ ๑๒ สบายเพราะบุญ ๑๓ ปลดแอกจติ 8 ก า ร พั ฒ น า ศั ก ย ภ า พ ต น เ อ ง
๑๔ สุขเพราะมักน้อย ๖๐ ๑๕ สุขเพราะมีสาระ ๖๓ ๑๖ สุขเพราะสันโดษ ๖๔ ๑๗ สุขเพราะจติ สงบ ๖๕ ๑๘ โทษของกามสขุ ๖๗ ๑๙ เอาแต่ทช่ี อบธรรม ๗๐ ๒๐ ศีลม ี สุขมา ๗๒ ๒๑ พระหนอี บาย ๗๖ ๒๒ หนีอบายไปท่ีสงู ๗๙ ๒๓ ปิดประตูอบาย ๘๑ ๒๔ สรปุ ลงทจ่ี ติ ๘๕ ๒๕ ตายแล้วไปไหน? ๘๗ ๒๖ ค�ำถาม-ค�ำตอบ ๘๙ ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 9
ยอ้ นความหลงั กอ่ นจะเรม่ิ บรรยายในหวั ขอ้ “การพฒั นาศกั ยภาพ ให้กับตนเอง” ผู้บรรยายจะขอเกริ่น ด้วยการเล่าปูม หลังทางธรรมะของตัวเองให้ฟังก่อน เผ่ือว่าจะเป็น ประโยชน ์ เปน็ แรงบนั ดาลใจใหก้ บั บางท่านได้ ผู้บรรยายจบปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์ มา จากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ หลังจากเรียนจบ แล้วเป็นคนไม่เช่ือพระพุทธเจ้า ไม่เชื่อหลายเรื่องใน พุทธศาสนา เช่น ไม่เช่ือเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ เพราะ ทางวทิ ยาศาสตรพ์ สิ จู นไ์ มไ่ ด ้ อตุ สา่ หข์ า้ มทะเลไปเรยี น ถงึ ตา่ งประเทศ กย็ งั พสิ จู นไ์ มไ่ ด ้ จงึ ไมเ่ ชอื่ เมอื่ ไมเ่ ชอ่ื จงึ คดิ วา่ ตอ้ งพสิ จู นด์ ว้ ยตนเอง ตอนนนั้ คอื ป ี พ.ศ. ๒๕๑๘ จึงไปอุปสมบทท่ีวัดปรินายก แล้วมาฝึกปฏิบัติธรรมที่ ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 11
วดั มหาธาตฯุ ทา่ พระจนั ทร ์ เพยี งเดอื นเดยี ว ตอ้ งยอม ก้มศีรษะศิโรราบ เพราะได้เห็นว่ามีจริงเป็นจริงหมด ทกุ อยา่ ง ตาทพิ ยก์ ม็ จี รงิ หทู พิ ยก์ ม็ จี รงิ รใู้ จคนอนื่ เขา ไปท�ำอะไรมาก็รู้ เขาคิดอะไรก็รู้ ตายแล้วไปเกิดเป็น อะไรกร็ ู้ อทิ ธวิ ธิ ี คอื เหาะเหนิ เดนิ อากาศ มจี รงิ อกี เชน่ กนั สามารถสัมผัสได้ท้ังหมด ท่านท่ีนั่งในห้องน้ีทุกคน กส็ ามารถทำ� ได ้ แตเ่ งอื่ นไขมอี ยวู่ า่ ตอ้ งเขา้ ฌานใหเ้ ปน็ พอเขา้ ฌานได ้ เมอื่ ถอนจติ ออกจากฌาน จะไดอ้ ภญิ ญา ทง้ั ๕ ตวั ทบ่ี อก ทง้ั หมดมจี รงิ อภญิ ญา ๕ นเ้ี ปน็ ความ รู้สูงสุดที่ยังไม่พ้นการเวียนตายเวียนเกิด เขาเรียกว่า อภญิ ญาโลกียะ คือ ๑) แสดงฤทธ ์ิ ได้ ๒) มีหูทิพย์ เทวดาพูดกันก็ได้ยิน สัตว์ท่ีอยู่ในป่า พูดกันกไ็ ดย้ ิน ๓) มีตาทิพย ์ เหน็ สงิ่ มีชวี ิตท่มี ีรปู ละเอยี ด ๔) มเี จโตปรยิ ญาณ คอื รใู้ จคน เขาคดิ อะไร ไปทำ� อะไรมา สามารถรู้ได้ 12 ก า ร พั ฒ น า ศั ก ย ภ า พ ต น เ อ ง
๕) รวู้ า่ กอ่ นมาเปน็ คนในชาตนิ ้ี ชาตกิ อ่ นเปน็ อะไร ถอยหลงั ไปแตล่ ะชาตเิ กดิ เปน็ สตั วอ์ ะไร รไู้ ดห้ มด (ปุพเพนิวาสานุสติญาณ) ผู้บรรยายเมื่อพิสูจน์ได้ จึงได้เห็นความจริง ได ้ เหน็ หนหลงั ของตวั เอง ถงึ กบั ตอ้ งนำ�้ ตาหยดดว้ ยความ สงสารตัวเอง ว่าท�ำไมเราจึงโง่นัก เวียนตายเวียนเกิด มาแล้วไม่รู้จบ ถ้าเกิดเป็นเทวดานางฟ้า ก็ดีหน่อย แต่ ทเ่ี กดิ เปน็ หมเู ปน็ หมา เปน็ สตั วน์ รก เปน็ เปรต นน่ั ไมด่ ี เลย น่าเศร้า เป็นเพราะความโง่ของเรา จึงทำ� ให้ต้อง เวยี นตายเวยี นเกดิ ไมร่ ู้จบ ผู้บรรยายได้ไปเข้าถึงความจริงคือ ธรรมะของ พระพุทธเจ้า มีเหตุผลถูกตรงตามความเป็นจริง วันน้ ี จริง อีกหมื่นปีแสนปี ก็ยังจริง และได้เห็นสภาวะของ ความเปน็ ปถุ ชุ น ค�ำวา่ “ปถุ ชุ น” หมายถงึ คนทม่ี กี เิ ลส หนาปัญญาทึบ ผู้บรรยายไม่ได้บัญญัติเอง ธรรมชาต ิ ของสังคมมนุษย์เขาบัญญัติไว้ คนท่ีมีกิเลสหนา ยัง ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 13
โกรธ ยงั อยากไดน้ น่ั อยากไดน้ ี่ ยงั ขอ้ี จิ ฉา ยงั ขตี้ ระหน ่ี นน่ั แหละคอื กเิ ลสทงั้ สน้ิ พอกเิ ลสเขา้ ไปทบั ถมใจใครแลว้ พฤติกรรมท่ีออกมาเป็นการ คิด พูด ท�ำ ไม่ดีสักราย อยา่ งทเี่ ขาบอกวา่ “จติ เปน็ นาย กายเปน็ บา่ ว” รา่ งกาย เปน็ บา่ วใหจ้ ติ ใชง้ าน นเี่ ปน็ เรอ่ื งจรงิ ถา้ กเิ ลสครอบง�ำ จิต มีอ�ำนาจเหนือจิต จิตมันก็ใช้งานให้เราโกรธคน ให้เราไปขี้โกง ไปลักขโมย ไปท�ำร้ายสัตว์ ล้วนแต่เป็น บาปทงั้ สนิ้ นค่ี อื ความจรงิ ขอ้ หนง่ึ ทผี่ บู้ รรยายไดเ้ ขา้ ถงึ นับแต่วันน้ันใน ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นต้นมาจนถึง ทุกวันนี้ ผู้บรรยายจึงเปลี่ยนวิถีชีวิตจากหน้ามือเป็น หลังมือ ส่ิงท้ังหลายที่ไม่ดี เป็นบาป ก็ไม่ท�ำอีก เลิก หมดสิ้น แต่ยอมรับว่าใหม่ๆ ก็เลิกได้ยาก ก่อนเข้าวัด รอ้ งเพลงไดเ้ ปน็ พนั ๆ เพลง พอออกจากวดั รอ้ งไมอ่ อก สักเพลง ก่อนเข้าวัดกลัวผีสุดจิตสุดใจ แต่ต้ังแต่ออก จากวัดมา ต่อให้ผีดุอย่างไรก็ไม่กลัว เพราะเรารู้วิธี อยู่กับผี มันเปลี่ยนทุกอย่าง ส่ิงที่คิด พูด ท�ำ ท้ังหมด กลายเป็นกุศล เป็นความดีงาม เมื่อท�ำพฤติกรรมดี 14 ก า ร พั ฒ น า ศั ก ย ภ า พ ต น เ อ ง
ความดีก็ส่ังสมในจิต ให้ผลเป็นบุญ คนมีบุญไปไหน ย่อมไมว่ ิบตั ิ ตง้ั แตป่ ี ๒๕๑๘ มาจนถงึ ทกุ วนั นก้ี ็ ๓๐ กวา่ ปแี ลว้ ผบู้ รรยายเกษยี ณมา ๑๓ ปแี ลว้ แตย่ งั ตายไมไ่ ด ้ เพราะ ญาตธิ รรมขอใหอ้ ยเู่ ผยแผธ่ รรม ครบู าบญุ ชมุ่ ทา่ นบอก ว่าให้ผู้บรรยายอยู่จนอายุ ๑๒๐ ปี ผู้บรรยายก็ไม่กล้า รับปาก เอาทีละ ๑๐ ปีก็พอ ผู้บรรยายเคยได้เห็นพระ ปจั เจกพทุ ธเจา้ อยใู่ นปา่ ตง้ั แตเ่ หน็ คนเหยี่ วมาในชวี ติ น ี้ ไมเ่ คยเหน็ ใครเหย่ี วเทา่ นนั้ เลย ไมน่ า่ ดเู ลย เพราะฉะนน้ั เอาทีละ ๑๐ ปๆี พวกเราเบอ่ื เมือ่ ไรกจ็ ะไปเม่ือน้ัน ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 15
การพฒั นาศกั ยภาพ ให้กบั ตนเอง ต่อไปก็ขอเข้าสู่หัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพให้กับ ตนเอง” คำ� วา่ “ศกั ยภาพ” หมายถงึ พลงั อำ� นาจทม่ี อี ย ู่ ในสงิ่ ตา่ งๆ และสามารถแสดงออกใหเ้ หน็ เปน็ รปู ธรรม ได้ คนทุกคนเกิดมาย่อมมีศักยภาพทั้งนั้น แม้แต่สัตว ์ ก็มีศักยภาพ ดูเวลาสุนัขแยกเขี้ยว มนุษย์เวลาโกรธก ็ มีศักยภาพ พระพุทธเจ้าโคดมกล่าวว่า ผู้หญิงถ้าโกรธ แลว้ นา่ กลวั ทสี่ ดุ ทา่ นวา่ จรงิ ไหม เผาบา้ นเผาเมอื งกไ็ ด้ ท�ำร้ายคนอ่ืนก็ได้ งูพิษแม้ตัวเล็กๆ ถ้ามันกัดจะเป็น อย่างไร น่ากลวั ไหม ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 17
กลวั เพราะร้ไู ม่จริง พดู ถงึ ความกลวั ขอแทรกตรงนหี้ นอ่ ยหนง่ึ วา่ การ ที่เรากลัวอะไร มักเป็นเพราะเรายังไม่รู้จริงในส่ิงนั้น คนที่กลวั งู กลวั แมงป่อง กลัวผ ี แสดงว่ายังไมร่ ู้จรงิ ใน เรอ่ื งเหลา่ นน้ั ทจี่ งั หวดั ขอนแกน่ มอี ยหู่ มบู่ า้ นหนง่ึ เขา เล้ียงงูจงอางกันทั้งหมู่บ้าน ทุกคนแม้แต่เด็กตัวเล็ก ตวั นอ้ ย เอางมู าพาดคอเลน่ เขาไมก่ ลวั งจู งอางกดั คน ตายได ้ ถา้ เปน็ เรา เรากไ็ มก่ ลา้ ทำ� เปน็ เพราะเราไมร่ จู้ รงิ เรอ่ื งงจู งอาง เราจงึ กลวั เชน่ เดยี วกบั ตวั ผบู้ รรยายเอง เดิมเป็นคนกลัวผีมาก แม้ตอนท่ีไปบวชเป็นพระปฏิบัต ิ ธรรม กย็ งั กลวั วนั หนง่ึ ขณะนง่ั ปฏบิ ตั ธิ รรมในวหิ ารรา้ ง มีผีมาบีบคอ ตอนนั้นกลัวสุดชีวิต แต่ในท่ีสุดก็เข้าถึง สจั ธรรมเรอ่ื งผ ี นบั แตว่ นั นนั้ มาจนถงึ วนั น ้ี ไมก่ ลวั อกี เลย เพราะเขา้ ใจแลว้ วา่ โธเ่ อย๋ ผกี เ็ ปน็ เพยี งรปู นามตา่ งมติ ิ 18 ก า ร พั ฒ น า ศั ก ย ภ า พ ต น เ อ ง
เทา่ นน้ั จะกลวั เขาทำ� ไม กลวั งพู ษิ ทำ� ไม เรากลวั วา่ เขา จะกัดเราตาย แต่เรามีไม้ท่อนหน่ึง ตีเขาตาย พิษของ คนย่ิงกว่างู เพราะฉะนั้น เราต้องเข้าใจให้ถูก ถ้าเรา รู้จรงิ เร่อื งอะไรแล้ว เราจะไมก่ ลัว ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 19
พฒั นาสติ ย้อนกลับมาท่ีเร่ือง “ศักยภาพ” ซึ่งหมายถึงพลัง อำ� นาจทมี่ อี ยใู่ นตวั เราและสามารถแสดงออกใหเ้ หน็ ได ้ มนุษย์มีศักยภาพหลายอย่าง ส่วนค�ำว่า “เพ่ิม” ก็คือ ท�ำใหม้ ากขน้ึ ทำ� ให้พลังอ�ำนาจนี้มมี ากขึน้ มนษุ ยต์ ้อง พฒั นาศักยภาพของตน ค�ำวา่ “พฒั นา” มีความหมาย ๒ อยา่ ง ๑) อะไรทเ่ี ดิมไมม่ ี ทำ� ใหม้ นั เกิดมีขน้ึ ๒) อะไรท่มี อี ย่แู ลว้ แต่ยังไม่ด ี ท�ำให้มันดขี ้นึ 20 ก า ร พั ฒ น า ศั ก ย ภ า พ ต น เ อ ง
ยกตวั อยา่ งเชน่ สมยั กอ่ นไมม่ โี ทรศพั ทม์ อื ถอื ไปไหน ต้องลากสาย แต่เด๋ียวนี้สบายแล้ว สมัยที่ผู้บรรยายใช้ โทรศพั ทไ์ รส้ ายรนุ่ แรก ใหญเ่ ทา่ กระดกู ววั กระดกู ควาย ไปไหนกต็ อ้ งถอื หมอ้ แบตเตอรหี่ นกั ๆ เดย๋ี วนไี้ มต่ อ้ งแลว้ ถอื แคช่ ้ินเดยี วเลก็ ๆ เบาๆ นีเ่ ขาเรยี กวา่ พัฒนา ศกั ยภาพสำ� คญั ดา้ นหนงึ่ ทม่ี นษุ ยต์ อ้ งพฒั นาขนึ้ มา คือสติ สติ คือพลังที่มีอยู่ในจิต ท�ำให้ระลึกได้ นึกได้ ไม่ลืม คนท่ีลืมข้าวของน้ันเป็นเพราะขาดสติ เราต้อง พฒั นาใหจ้ ติ ของเรามสี ต ิ ถา้ เรามองผวิ เผนิ หรอื คนทไี่ ม ่ สนใจไม่ศรัทธา เขาจะนึกว่าสติเป็นเรื่องเล็กท่ีไม่ค่อย มปี ระโยชน ์ แตจ่ รงิ ๆ มปี ระโยชนม์ าก ยกตวั อยา่ งงา่ ยๆ เวลาขับรถต้องใช้สติแน่นอน ถ้าขาดสติเดี๋ยวก็ชนกัน หรอื นกั เรยี นเลกิ เรยี น เดนิ กลบั บา้ น จ�ำบา้ นได ้ กแ็ สดง ว่ายังมสี ติ นี่ฟงั เหมือนเป็นเรอื่ งตลกท่พี ูดกันเลน่ ๆ แต ่ เคยมีคนจำ� บา้ นตัวเองไมไ่ ด้จรงิ ๆ ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 21
ไอน์สไตน์ ลมื บา้ นตัวเอง ไอน์สไตน์ ยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลก เคยขาด สตถิ งึ ขนั้ จำ� บา้ นตวั เองไมไ่ ด ้ เพราะมวั แตค่ ดิ นกึ เรอ่ื งงาน ของตวั เองมากๆ วนั หนง่ึ ลมื บา้ นตวั เองจนตอ้ งโทรศพั ท์ ไปหาลกู ของศาสตราจารยค์ นหนง่ึ ถามวา่ บา้ นไอนส์ ไตน์ อยถู่ นนไหน บา้ นเลขทเ่ี ทา่ ไร เรอื่ งนผ้ี บู้ รรยายกเ็ คยได้ สมั ผสั กบั ตวั เองตอนไปอยทู่ อี่ งั กฤษ ตอนนน้ั กำ� ลงั เขยี น วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญาเอก เขยี นเปน็ ภาษาองั กฤษ มนั ยาก มาก จติ จดจอ่ อยแู่ ตเ่ รอ่ื งวทิ ยานพิ นธ ์ วนั หนง่ึ ไปตดั ผม ลมื เอากระเปา๋ สตางคไ์ ปเพราะขาดสต ิ ตดั ผม ๕ นาท ี เสรจ็ แลว้ ถงึ รวู้ า่ ลมื เอากระเปา๋ สตางคไ์ ป จงึ ตอ้ งจา่ ยเงนิ 22 ก า ร พั ฒ น า ศั ก ย ภ า พ ต น เ อ ง
ด้วยการเขียนเช็คใหเ้ ขาไป พอเดนิ ออกจากรา้ นตดั ผม จะกลบั บา้ นพกั ระยะทางเกอื บ ๑ กโิ ลเมตร กน็ กึ ขน้ึ ได ้ วา่ ลมื รม่ ไวท้ ร่ี า้ นตดั ผม กก็ ลบั ไปเอา เดนิ ออกมาอกี ครง้ั อากาศมนั เยน็ รสู้ กึ ตวั วา่ รา่ งกายหนาว จงึ นกึ ขนึ้ ไดว้ า่ เราลืมเส้ือหนาวไว้ที่ร้านตัดผมด้วย ก็เลยต้องกลับไป ที่ร้านตัดผมอีกครั้ง ช่างตัดผมเขาบอกว่า หวังว่าคง ไมล่ ืมอะไรไว้อีกแลว้ นะ นัน่ ล่ะคอื การขาดสติ ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 23
หนา้ ทข่ี องจิต สติยังเก่ียวข้องกับอารมณ์ด้วย อารมณ์เป็นสิ่งท่ี เกิดข้ึนในจิต นั่นเพราะหน้าที่ประการที่ ๑ ของจิตคือ รบั สงิ่ กระทบเขา้ ปรงุ เปน็ อารมณ ์ สงิ่ กระทบจากภาย นอก ไดแ้ ก ่ เสยี งเขา้ ทางห ู ภาพเขา้ ทางตา กลน่ิ เขา้ ทาง จมกู ลนิ้ สมั ผสั รบั รสชาต ิ ผวิ กายรบั รเู้ ยน็ รอ้ นออ่ นแขง็ เหลา่ นเี้ มอ่ื เขา้ กระทบจติ จติ จะรบั เขา้ ปรงุ เปน็ อารมณ ์ ต่างๆ เช่น ถ้าได้ยินเสียงที่ดี อารมณ์ก็ดี ถ้าเป็นเสียง ด่าว่า อารมณ์ก็ไม่ดี ส�ำหรับคนทางโลกท่ัวๆ ไป ถ้า อารมณ์ไม่ดี ถือว่าขาดสติ แต่สำ� หรับนักปฏิบัติธรรม ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 25
เมอ่ื ใดเกดิ อารมณ ์ ไมว่ า่ ดหี รอื ไมด่ ี ถอื วา่ ขาดสตทิ งั้ นนั้ เราทกุ คนล้วนเคยผ่านสิ่งกระทบจากภายนอกมาหมด แลว้ ไมว่ า่ ดหี รอื ไมด่ ี ถา้ เมอ่ื ใดสง่ิ กระทบเหลา่ นเ้ี ขา้ มา แล้วเกิดอารมณ์ขึ้น น่ันแสดงถึงความขาดสติ ตัวผู ้ บรรยายเอง ตอนที่ไปฝึกกับท่านเจ้าคุณโชดกที่วัด มหาธาตฯุ ทา่ นบอกวา่ เรานเี่ รยี นจบปรญิ ญาเอก แต่ มสี ตแิ คน่ ดิ เดยี ว ผบู้ รรยายกฟ็ งั หไู วห้ ู แตห่ ลงั จากฝกึ เพยี งเดอื นเดยี ว จนบดั น ้ี ๓๕ ปกี วา่ แลว้ รเู้ ลยวา่ สง่ิ ท่ ี ท่านเจ้าคุณโชดกพูดเป็นความจรงิ จิตมนุษย์มีความรวดเร็วมาก ทันทีที่เราต่ืน จิต ของเราเกดิ -ดบั เกดิ -ดบั เรว็ เกนิ กวา่ ทเ่ี ราจะระลกึ ไดท้ นั เทียบให้ดูกับแสงสว่างจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ ท่ีตาของมนุษย์มองเห็นว่าสว่างจ้าอยู่ตลอดเวลา แต่ จรงิ ๆ แลว้ มนั เกดิ แลว้ ดบั เกดิ แลว้ ดบั ซำ้� ๆ อยอู่ ยา่ งนน้ั เครอื่ งมอื ทางวทิ ยาศาสตรส์ ามารถวดั ได ้ แตป่ ระสาทตา ของคนตามการเกดิ ดบั ไมท่ นั จงึ เหน็ สวา่ งอยตู่ ลอดเวลา จติ กเ็ ชน่ กนั เกดิ -ดบั อยตู่ ลอด จะมยี กเวน้ กเ็ ฉพาะตอน 26 ก า ร พั ฒ น า ศั ก ย ภ า พ ต น เ อ ง
หลบั ขณะหลบั จติ ไมม่ เี กดิ -ดบั จติ มนั สงบ เขาเรยี กวา่ ภวังค์ ไม่มีเกิด ไม่มีดับ คนพูดก็ไม่ได้ยิน น่ันเพราะจิต ตกภวงั ค ์ เมอื่ ไรพลงั งานเกดิ -ดบั เกดิ -ดบั จะท�ำงานได้ จติ กเ็ หมอื นกนั ถา้ หลบั ตา แตใ่ จยงั ไมห่ ลบั หกู ย็ งั ไดย้ นิ ทเี่ ขาบอกวา่ คนหลบั ตายนน้ั ม ี ๒ ประเภท คอื หลบั ตา แลว้ กต็ าย อนั นมี้ ี สว่ นหลบั ตาแลว้ ใจตกภวงั ค ์ อนั นไ้ี มม่ ี เพราะใจจะเคลอ่ื นออกจากรา่ งได ้ มนั ตอ้ งเกดิ -ดบั เกดิ - ดับ แต่ถ้ามันตกภวังค์อยู่ มันเคล่ือนออกจากร่างกาย ไมไ่ ด้ เม่ือจิตตื่นอยู่ ไม่ตกภวังค์ จิตจะเกิด-ดับอยู่ตลอด เวลา และทุกการเกิดดับ จิตจะท�ำหน้าที่ประการที่ ๒ นั่นคือ สั่งร่างกาย ส่ังให้คิด พูด ท�ำ จิตส่ังสมอง ส่ัง ปาก ส่ังมือเท้า ซึ่งล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย จิตส่ังร่างกายผ่านสมอง ถ้าอารมณ์ดี จิตก็สั่งให้คิดด ี พดู ด ี ทำ� ด ี ตรงกนั ขา้ ม ถา้ อารมณไ์ มด่ ี เชน่ ขณะโกรธ จิตก็สั่งให้คิดไม่ดี พูดไม่ดี ท�ำไม่ดี ทุกคนรวมท้ังผู ้ บรรยาย ล้วนเคยประสบมาแล้ว ทุกคนเป็นอย่างน้ัน ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 27
เหมือนกันหมด ฉะนั้น เราคงเห็นแล้วว่าอารมณ์เป็น สิ่งส�ำคัญ ทุกคนคงอยากมีแต่อารมณ์ที่ดี เพ่ือน�ำไปสู่ การกระทำ� ทด่ี ี เพราะฉะนนั้ ถา้ เราอยากรกั ษาอารมณ ์ และการกระทำ� ใหด้ ตี ลอด เราตอ้ งไปพฒั นาทจี่ ดุ ตง้ั ตน้ คือ สติ เพอ่ื ใหส้ ตริ ักษาอารมณ์ให้ดี 28 ก า ร พั ฒ น า ศั ก ย ภ า พ ต น เ อ ง
หน้าที่ประการท่ี ๓ ของจิตคือ เก็บส่ังสมกรรม การกระทำ� ตา่ งๆ ของมนษุ ย ์ ทงั้ การคดิ การพดู การทำ� เรยี กวา่ กรรม การคดิ เรยี กวา่ มโนกรรม เมอ่ื พดู ออกมา ให้คนอื่นได้ยิน เรียกว่าวจีกรรม ถ้าท�ำออกมาให้เห็น เรยี กวา่ กายกรรม รวมแลว้ กม็ กี รรมอย ู่ ๓ อยา่ งทม่ี นษุ ย์ ทำ� กรรมใดๆ กต็ าม ทงั้ ด ี ทง้ั ไมด่ ี เมอ่ื ท�ำแลว้ ยอ่ มเกบ็ สงั่ สมในดวงจติ กรรมดสี งั่ สมเปน็ กศุ ลกรรม กรรมไมด่ ี สั่งสมเป็นอกุศลกรรม เม่ือกรรมดีให้ผล ก็เป็นกุศล วิบาก ท�ำให้เราสบาย มีความสุข เมื่อกรรมไม่ดีให้ผล เราก็ได้รับอกุศลวิบาก ซ่ึงให้ผลเป็นทุกข์ ท้ังทุกข์กาย และทุกขใ์ จ ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 29
ทุกข์ ๒ ประเภท มนษุ ยเ์ กดิ มามที กุ ขอ์ ย ู่ ๒ ประเภท คอื ทกุ ขป์ ระจ�ำ ซงึ่ ทกุ คนมเี ปน็ สมบตั ติ ดิ ตวั มา นนั่ คอื การเกดิ เปน็ ทกุ ข ์ การแก่เป็นทุกข์ การตายเป็นทุกข์ ตามที่พระพุทธเจ้า โคดมตรัสไว้ ไม่มีใครไม่แก่ ไม่มีใครในที่นี้ที่จะไม่ตาย หาไม่ได้เลยที่จะไม่ตาย ดังท่ีเราสามารถเอาเป็นคต ิ สอนใจได้จากเรอ่ื งของนางกสี าโคตมี 30 ก า ร พั ฒ น า ศั ก ย ภ า พ ต น เ อ ง
ลูกชายของนางกีสาโคตมีมาตายลงท้ังๆ ที่อยู่ใน วัยก�ำลังน่ารักน่าชัง นางไม่อาจยอมรับความจริง ยัง อมุ้ ลกู ไวไ้ มว่ างดว้ ยความทไ่ี มอ่ ยากใหล้ กู ตาย พระพทุ ธ- เจ้าจึงตรัสแก่นางว่า “กีสาโคตมี หากเธอไปถามหา บา้ นใดทไ่ี มเ่ คยมคี นตายเลย ใหข้ อเมลด็ ผกั กาดมา แลว้ ตถาคตจะชุบชีวิตลูกให้ฟื้น” นางก็เดินไปท่ัวทุกบ้าน ในเมืองสาวัตถีซ่ึงเป็นเมืองใหญ่ ไม่มีบ้านไหนเลยที่ ไม่เคยมีคนตาย นางจึงไม่ได้เมล็ดผักกาด แต่จิตกลับ สงบลง จึงระลึกได้ว่า โอ...เรานี่ช่างโง่แท้ๆ จึงเลิก อุ้มศพลูกตะลอนไปท่ัวเมือง เรื่องนี้ยังแสดงให้เห็น กศุ โลบายของพระพุทธเจ้าในการสอนคนอีกดว้ ย ความทุกข์ประเภทที่ ๒ คือ ทุกข์จร จรมาสู่จิต ของเราเป็นคร้ังคราว ไม่ได้เกิดอยู่ตลอดเวลาเสมอไป เชน่ เมอ่ื อยากไดแ้ ลว้ ไมไ่ ด ้ เปน็ ทกุ ข ์ หวิ เปน็ ทกุ ข ์ ปว่ ย ไข ้ เปน็ ทุกข ์ เป็นต้น ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 31
ป่วย ๔ ป่วย ๖ พูดถึงเร่ืองป่วยไข้ ก็จะขอเล่าถึงการเจ็บป่วยของ มนุษย์ในยุคน้ี เทียบกับในยุคอื่น ปัจจุบันน้ีเป็นยุคท่ี มนุษย์ท่ัวโลกมีอายุเฉล่ียประมาณ ๗๕ ปี ยุคน้ีคนเจ็บ ป่วยด้วยสาเหตุ ๔ อยา่ ง ๑) ออกก�ำลังกายไม่สม�่ำเสมอ ๒) เพียรมาก นอนน้อย ๓) ฤดูกาลเปลี่ยน ๔) โรคกรรม สามข้อแรก เพียงทำ� เหตุให้ตรงข้าม หมอรักษาก็ หายได้ ส่วนข้อสุดท้ายแก้ไม่ได้ ต้องใช้หน้ีเวรกรรมไป จนกวา่ จะหมด แต่ในสมัยที่คนมีอายุขัยยาวนานถึง ๖๐,๐๐๐ ปี การเจบ็ ปว่ ยของคนมสี าเหตทุ ที่ ำ� ใหเ้ กดิ อาการเจบ็ ปว่ ย 32 ก า ร พั ฒ น า ศั ก ย ภ า พ ต น เ อ ง
อยู่ ๖ อยา่ ง ซง่ึ ไมเ่ หมือนของคนเราทุกวนั น้ี นน่ั คอื ๑) รสู้ ึกหวิ ขา้ ว หมายความว่าเกดิ อาการเจ็บป่วย ขึ้นแล้ว ๒) รู้สึกกระหายอยากดื่มน�้ำ หมายความว่าเกิด อาการเจบ็ ป่วยขึน้ แล้ว ๓) รสู้ กึ รอ้ น หมายความวา่ เกดิ อาการเจบ็ ปว่ ยขน้ึ แล้ว ๔) รู้สกึ เย็น หมายความว่าเกิดอาการเจ็บปว่ ยขนึ้ แล้ว ๕) รสู้ กึ อยากถา่ ยปสั สาวะ หมายความวา่ เกดิ อาการ เจ็บป่วยขน้ึ แลว้ ๖) รสู้ กึ อยากถา่ ยอจุ จาระ หมายความวา่ เกดิ อาการ เจ็บป่วยข้ึนแลว้ อาการ ๖ อย่างนี้เรียกว่าเป็นอาการป่วยของคน ยุคน้ัน ถ้ามาใช้กับเราสมัยน้ี ก็ต้องเรียกว่าป่วยกัน วนั ละหลายๆ คร้ังเลยทเี ดยี ว ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 33
แม่ของคุณธรรม ยอ้ นกลบั มาสเู่ รอ่ื งสติ สติเป็นสง่ิ ท่เี ราตอ้ งพฒั นา เพราะเป็นส่ิงท่ีมอี ปุ การคุณมาก เปน็ แมข่ องคณุ ธรรม ถา้ ใครผใู้ ดพฒั นาจติ ใหม้ สี ตกิ ลา้ แขง็ แลว้ อารมณต์ า่ งๆ จะไม่เกิด คนที่เกิดอารมณ์ต่างๆ อยู่ตลอด แสดงว่า สตยิ งั ไมพ่ ฒั นาเตม็ ท ี่ ศกั ยภาพดา้ นสตยิ งั ดอ้ ย ยงั ตอ้ ง พฒั นาตอ่ ไป อยา่ งเชน่ คนทโ่ี กรธบอ่ ย คนในเมอื งใหญๆ่ มักข้ีโกรธ คนต่างจังหวัดมักไม่ขี้โกรธ ใจเย็นกว่า แสดงวา่ มสี ตมิ ากกวา่ คนในเมอื งกรงุ แตก่ ย็ งั ไมแ่ นน่ อน เสมอไป ถ้าต่ืนข้ึนมาวันไหนมีอารมณ์ ก็แสดงว่าสติ ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 35
ยงั ไมท่ นั พระพทุ ธเจา้ ทา่ นตรสั ถามพระอานนท ์ “อานนท ์ เธอเจรญิ สตวิ นั ละกค่ี รง้ั ” พระอานนทต์ อบวา่ เชา้ สาย บา่ ย เยน็ เจรญิ อยตู่ ลอดเวลา พระพทุ ธเจา้ ตรสั ตอบวา่ “อานนท์ ตถาคตเจริญสติทุกลมหายใจเข้าออก” ด้วย สติเช่นน้ี อารมณ์ไม่เกิด อะไรกระทบปั๊บ ดับปุ๊บ จิต เปน็ อสิ ระ เพราะฉะนน้ั ถา้ ใครยงั มอี ารมณ ์ ตอ้ งพฒั นา จติ ใหม้ ีสติ ส�ำหรับนักเรียนและเยาวชน การพัฒนาจิตเป็น เรื่องดีมากๆ และไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อพัฒนาได้แล้ว คุณธรรมความดีงามทั้งหลายจะตามมา วิธีพัฒนาจิต ให้มีสติก็คือ ก่อนนอน ให้สวดมนต์ด้วยใจจดจ่อ ถ้ารู้ ความหมายของบทมนตด์ ว้ ยยง่ิ ด ี หลงั จากสวดมนตแ์ ลว้ ให้น�ำจิตมาจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เข้า-ออก พุท-โธ ประมาณ ๑๕-๓๐ นาที ทุกๆ วัน ถ้า มีสัจจะ ก็จะท�ำได้ทุกวัน แต่ถ้าไม่มีสัจจะ ก็อาจยอม แพ้ต่อความข้ีเกียจ สัจจะก็เป็นคุณธรรมอีกตัวหน่ึง ที่ต้องพัฒนา (ถ้ายังไม่มี) ผู้บรรยายตอนไปฝึกที่วัด 36 ก า ร พั ฒ น า ศั ก ย ภ า พ ต น เ อ ง
มหาธาตฯุ กอ็ ธษิ ฐานวา่ จะทำ� เตม็ ท ่ี ๓๐ วนั ไดแ้ คไ่ หน กเ็ อาแคน่ น้ั แลว้ กร็ กั ษาสจั จะ ทำ� จรงิ ฝกึ วนั ละประมาณ ๒๐ ช่ัวโมง คนอื่นเขาจะนอนมาก เป็นเร่ืองของเขา ฉะนนั้ ถา้ เรารกั ษาสจั จะ เรากต็ อ้ งทำ� ทกุ วนั สวดมนต ์ ก่อนนอน จากนั้น “พุท-โธ” ซึ่งเป็นบุญใหญ่ที่ต้อง ก�ำหนดอยูเ่ สมอ ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 37
พาบุญทงั้ สบิ เขา้ ตัว ถ้าเรามีสติ บุญจะเข้าสู่ตัวตลอดทุกขณะต่ืน เป็น บุญใน ๑๐ ลกั ษณะ คือ ๑) ใหท้ าน หมายถึงส่งิ ดงี ามทง้ั หลายท่เี ราให้แก่ คนอ่ืนได้ เปน็ บญุ เป็นบ่อเกดิ แห่งบญุ ๒) รักษาศีล ศีล ๕ ต้องมีอยู่ในใจทุกขณะตื่น จะปฏบิ ตั ธิ รรมใหม้ สี ต ิ ศลี ๕ ตอ้ งครบ ไมข่ าด ไมท่ ะล ุ ไมด่ า่ ง ไมพ่ รอ้ ย จติ จงึ จะตงั้ มน่ั เปน็ สมาธิ ๓) เจริญภาวนาสวดมนต์ ภาวนากค็ อื การพฒั นา จิตนั่นเอง สวดมนต์ ภาวนาพทุ -โธ พุท-โธ ๔) ประพฤตอิ ่อนนอ้ ม ๕) ช่วยเหลือคนอืน่ ๖) เมือ่ มีความด ี อุทศิ ความดีให้คนอน่ื ๗) เห็นคนอื่นท�ำความดี อนุโมทนาความดี น้ัน เวลานกั เรยี นเดนิ ไปโรงเรยี น เหน็ แมอ่ ยุ๊ ใสบ่ าตร ถ้าเรามีสติ นึก “สาธุ” (อนุโมทนาบุญ) เราก็ ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 39
ได้บุญเหมือนกัน เห็นคนจูงคนแก่ข้ามถนน เรานึก “สาธุ” เรากไ็ ดบ้ ญุ เหมือนเวลาเราช่วย คนอนื่ สตินดี้ ีอย่างนเี้ อง ๘) ฟังธรรม ๙) กลา่ วธรรมแก่ผอู้ น่ื ๑๐) การมคี วามเห็นถูกตรง สบิ อยา่ งนี้ ถา้ มีสตอิ ยู ่ บญุ จะเขา้ ตัวทุกขณะตน่ื สตมิ อี ปุ การะดอี ยา่ งน ้ี อกี ทงั้ สงิ่ ดงี ามทงั้ หลายยอ่ ม ตามสติมา ยกตัวอย่างเช่น คนท่ีประสบความส�ำเร็จ ในชีวิต ลองศึกษาเขาดู จะพบวา่ เขาใชป้ ัญญาทางโลก ที่เรียนมา (คือ สุตมยปัญญา กับ จินตามยปัญญา) เพียงร้อยละ ๒๐ แต่ใช้ความดีงาม (คือ คุณธรรม) มากถึงร้อยละ ๘๐ ถ้าเรามีสติ คุณธรรมจะเกิด เห็น แม่ถูบ้านเหน่ือย ถ้าลูกมีสตินึกได้แล้วเข้าไปช่วย ก็ได ้ ตอบแทนพระคุณคุณพ่อแม่ เป็นความกตัญญู ซ่ึงเป็น คุณธรรมท่ียอดยิ่ง เป็นการท�ำความดีที่เย่ียมยอด แต ่ คนสว่ นมากไมม่ สี ต ิ นอนตนื่ มา แมแ้ ตเ่ กบ็ ผา้ หม่ พบั ผา้ 40 ก า ร พั ฒ น า ศั ก ย ภ า พ ต น เ อ ง
ปทู นี่ อน กย็ งั ไมท่ ำ� เสอ้ื ผา้ ใสแ่ ลว้ กก็ องไวใ้ หแ้ มซ่ กั คนที ่ ท�ำแบบนี้คือคนท่ีโง่มาก เพราะการใช้แม่เป็นบาป คน มสี ตจิ ะไมท่ ำ� อยา่ งนนั้ ฉะนน้ั ถา้ มสี ต ิ จะไดร้ บั อานสิ งสด์ ี แมน้ เกดิ เหตถุ งึ ฆาต ตายลงขณะมสี ตกิ �ำกบั ยอ่ มมสี คุ ติ เป็นที่หมาย สุคติคือภพท่ีเจริญ ได้แก่ มนุษย์ เทวดา พรหม สตมิ อี านสิ งสม์ ากอยา่ งน ี้ แลว้ เหตใุ ดเราจงึ ไมท่ ำ� เราควรเจริญจิตให้มีสติมากขึ้น เมื่อสติมีก�ำลัง สมาธิ จะตงั้ ม่ัน เกดิ ปญั ญาเห็นแจง้ ตามมา หรือถ้ามุ่งเพียงสมถภาวนา พุท-โธ พุท-โธ ไปจน จิตตั้งมั่นสูงสุด เขาเรียกว่า อัปปนาสมาธิ คือฌาน เม่ือออกจากฌาน ก็จะเกิดความรู้สูงสุด ๕ ประการท่ี เรียกวา่ อภญิ ญา ๕ คอื ๑) แสดงฤทธไ์ิ ด ้ เชน่ เหาะเหนิ เดนิ อากาศ เดนิ บน ผิวนำ�้ ได้ไม่จม ดำ� ดิน หายตวั ได้ ๒) มหี ทู พิ ย ์ เทวดาหรอื สตั วท์ งั้ หลายคยุ กนั กไ็ ดย้ นิ ๓) รู้ใจคน เขาน่ังเฉยๆ แต่เรารู้หมดว่าเขาก�ำลัง คดิ อะไรอย ู่ เขาไปทำ� อะไรมา ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 41
๔) รกู้ ำ� เนดิ หนหลงั ของตวั เอง ๕) มีตาทิพย์ สามารถมองเห็นเทวดา เห็นผี ข้างถนน ฯลฯ ห้าประการน้ีจะเกิดขึ้นเป็นอัตโนมัติกับผู้ท่ีพัฒนา สติจนถึงความตั้งมั่นระดับฌาน หรือท่ีเรียกว่า ความ ตั้งม่ันสูงสุดหรือแน่วแน่ ซึ่งทุกคนท�ำได้ถ้าศีลบริสุทธ์ิ (ไมข่ าด ไมท่ ะล ุ ไมด่ า่ งพรอ้ ย) มสี จั จะ และเรง่ ความเพยี ร น่ีคืออานิสงส์ประการหน่ึงของสติ ฉะนั้น ศักยภาพ ตวั นตี้ อ้ งพฒั นา ชวี ติ มนษุ ยต์ อ้ งการเพยี ง ๒ เรอื่ งใหญๆ่ หนง่ึ ความ สะดวกราบร่ืน และ สอง ความสุข และถ้าต้องเลือก เพยี งอยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ คนทง้ั หลายยอ่ มเลอื กความสขุ แต่ถ้าใครมีสติมีบุญ จะได้ท้ังสองอย่าง ชีวิตเลือกได้ แน่นอน อยู่ท่ีเราทำ� เหตุให้ตรง เหตุตรงตัวแรกคือสติ ทำ� สติให้กลา้ แข็ง แล้วสิง่ ดีงามจะตามมา 42 ก า ร พั ฒ น า ศั ก ย ภ า พ ต น เ อ ง
การจะดตู วั เองวา่ เราพฒั นาสตกิ ลา้ แขง็ แลว้ หรอื ยงั ก็ให้ถามใจตัวเองว่า อารมณ์ยังมีข้ึนๆ ลงๆ ไหม ยัง โกรธ ยังดีใจ เสียใจอยู่ไหม ถ้าใช่ ควรต้องพัฒนาสต ิ ให้มีมากขึน้ ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 43
ปัญญาสงู สุด เมื่อพัฒนาสติแล้ว ถัดไปคือปัญญาสูงสุด อภญิ ญา ๕ กเ็ ปน็ ปญั ญาสงู สดุ ทย่ี งั ไมเ่ หน็ แจง้ แตย่ งั มี ปัญญาสูงสุดอีกตัวหนึ่ง เขาเรียกว่า ปัญญาเห็นแจ้ง การเห็นแจ้งคือ เห็นเหตุและผลถูกตรงตามท่ีเป็นจริง วนั นจี้ รงิ อกี หมนื่ ปแี สนป ี กย็ ังคงจรงิ ปญั ญาเห็นแจง้ ไม่เปล่ียนไปตามกาลเวลา ใครผู้ใดพัฒนาสติกล้าแข็ง แล้ว ปัญญาเห็นแจ้งจะพัฒนาตามมา ปัญญาเห็นแจ้ง เป็นศักยภาพที่ส�ำคัญท่ีสุดในชีวิต ใครผู้ใดพัฒนา ปัญญาเห็นแจ้งได้แล้ว ใช้ปัญญาเห็นแจ้งส่องน�ำชีวิต 44 ก า ร พั ฒ น า ศั ก ย ภ า พ ต น เ อ ง
ชวี ติ จะไมม่ วี บิ ตั ิ มแี ตค่ วามเจรญิ ถา่ ยเดยี ว แตถ่ า้ ใครผใู้ ด ใชป้ ญั ญาทางโลก (สตุ มยปญั ญา กบั จนิ ตามยปัญญา) น�ำชีวิต อย่างน้อยก็เกิดหงุดหงิด โกรธ อิจฉา ถ้า หนักเข้าก็น�ำตัวเองเข้าคุก เข้าตะราง หรือฆ่าตัวตาย ทำ� แท้ง มแี ตค่ วามวบิ ัติ นำ� พาไปสนู่ รกท้งั น้นั ตัวอย่างของคนที่ใช้ปัญญานำ� ทางชีวิตไม่ถูกต้อง ดูได้ท่ีวัดพระบาทน้�ำพุ วันก่อนผู้บรรยายไปบรรยาย ทล่ี พบรุ ี เมอ่ื บรรยายเสรจ็ เขาพาไปแวะทวี่ ดั พระบาท- นำ�้ พ ุ ทน่ี เี่ ขาเอาคนทตี่ ายดว้ ยโรคเอดส ์ ดองฟอรม์ าลนี แล้วทำ� ให้แห้ง มองดูเหมือนเขียดตากแห้งท่ีคนเอามา ทอดกิน ห้อยเรียงๆ ไว้ เขาเรียก life museum (พิพิธ- ภัณฑ์ของจริง) ท่ีนั่นผีไม่ดุหรอก เพราะจิตวิญญาณ โคจรไปเกิดเป็นสัตว์นรกกันหมดแล้ว เห็นแล้วสงสาร มากๆ ครง้ั หนงึ่ จติ เอารา่ งนม้ี าใช ้ แตว่ า่ ใชใ้ นทางตดิ ลบ เป็นโทษ เป็นบาป จึงพากันไปลงนรกหมด เห็นแล้ว น่าสงสาร มีโรงเรียนพานักเรียนไปดูกันเยอะ ไปดูว่า นน่ี ะ เกดิ มาทง้ั ท ี ไดร้ ปู รา่ งกายนมี้ าใช ้ แตก่ ลบั ใชผ้ ดิ ทาง ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 45
บาปก็เข้าส่ังสม แทนที่ร่างน้ีจะได้ใช้ให้เป็นประโยชน ์ กบั เจา้ ของจติ กก็ ลบั เปน็ โทษ ทา่ นเจา้ คณุ อลงกตทา่ น จึงน�ำมาห้อยเอาไว้ให้ดูเตือนสติ ถ้าเขาเหล่าน้ันมีสติ เขาย่อมไม่ท�ำแบบนั้น แต่เพราะเขาขาดสติ เขาจึงท�ำ จึงได้ทุคติเป็นท่ีหมาย เกือบทั้งหมดต้องไปปีนต้นง้ิว ในนรก นา่ เวทนา การพัฒนาปัญญาสูงสุดท�ำได้โดยถอนจิตออกมา ตง้ั มน่ั อยใู่ นสมาธริ ะดบั จวนแนว่ แน ่ ทเี่ รยี กวา่ อปุ จาร- สมาธิ (ถ้าแน่วแน่จะเข้าสู่ฌาน) แล้วเอาจิตระดับน้ีไป พัฒนาให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง เรียกว่า เป็นการปฏิบัต ิ วิปัสสนากรรมฐาน คือใช้จิตท่ีต้ังม่ันจวนแน่วแน่นี้ พจิ ารณา ๔ อยา่ งทป่ี รากฏขนึ้ ในจติ ไดแ้ ก ่ กาย เวทนา จติ ธรรม อะไรเกดิ ขน้ึ กอ่ น ใหพ้ จิ ารณาตวั นน้ั พจิ ารณา ว่ามันด�ำเนินไปตามกฎไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนิจจังคือมันไม่เที่ยง ทุกขังคือมันเป็นทุกข ์ อนัตตาคือไม่มีตัวไม่มีตน อย่าใช้สมองคิด ต้องใช้จิต ตามด ู แล้วจะเหน็ วา่ มนั เป็นอย่างน้ันจริงๆ 46 ก า ร พั ฒ น า ศั ก ย ภ า พ ต น เ อ ง
เมอ่ื พจิ ารณาจนเขา้ สคู่ วามเปน็ อนตั ตา คอื ไมม่ ตี วั ตนแลว้ ปญั ญาเหน็ แจง้ ในเรอ่ื งนนั้ กเ็ กดิ ขน้ึ ยกตวั อยา่ ง ในเรื่องร่างกาย เช่น เราเห็นร่างกายของเราเหี่ยวย่น เราเข้าใจถึงการเปล่ียนแปลง เราใช้จิตพิจารณาตาม ดูไปเร่ือยๆ ในท่ีสุด เห็นอนัตตาแล้วมันไม่กลับมาเกิด ปญั ญาเหน็ แจ้งในผัสสะนน้ั มันเกดิ ทีละหน่ึงๆ เวลาโกรธก็เหมือนกัน เมื่อเห็นอนัตตา มันไม่มี ตัวตน แล้วจะไปโกรธท�ำไม ท้ิงมันไปดีกว่า วิธีก�ำจัด ความโกรธ ตอ้ งใชส้ ต ิ เชน่ ถา้ คนเขาดา่ เรา เรากค็ ดิ วา่ เออ...ชา่ งมนั เถอะๆ เดยี๋ วไมน่ านกต็ ายจากกนั แลว้ และ ใหค้ ดิ วา่ เออ...มนั ดำ� เนนิ ไปตามกฎไตรลกั ษณ ์ สรรพสงิ่ เกดิ ขนึ้ ตง้ั อย ู่ เดยี๋ วกด็ บั ไป เรานงั่ ดไู ป เดย๋ี วเขาเหนอ่ื ย เขาก็หยุดพูดเอง เราก็สบายถ้าเราดูให้เป็น แต่คนด ู ไมเ่ ปน็ ขาดสต ิ กร็ บั เอาคำ� ดา่ เขา้ มาใสต่ วั แลว้ เกดิ เปน็ ทุกข์ข้ึนมา อย่างน้ีจะเรียกว่าโง่หรือฉลาด คิดเอาเอง พระพยอมทา่ นวา่ “โกรธคอื โง ่ โมโหคอื บา้ ” จงบอกตวั เอง วา่ ตอ่ ไปน้เี ราจะไมโ่ กรธอีกแล้ว ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 47
แต่ถ้าสติระลึกไม่ทัน เผลอโกรธไปแล้ว ให้น�ำ กระจกเงามาส่องดูตัวเอง จะเห็นว่า โอ...น่ีไม่ใช่เรานี่ ผตี วั ไหนมาเขา้ สงิ ทวี่ า่ มผี มี าเขา้ สงิ กเ็ พราะเราขาดสติ นน่ั เอง แตเ่ มอ่ื มปี ญั ญาเหน็ แจง้ จะก�ำจดั ความโกรธได ้ ให้อภัยได้ การให้อภัยเป็นทาน เป็นบ่อเกิดแห่งเมตตา แลว้ สงั่ สมอยใู่ นจติ เปน็ เมตตาบารม ี คนมเี มตตาบารม ี จะไม่โกรธ หงดุ หงิดกไ็ ม่มี เบื่อหน่ายก็ไม่มี ฉะนั้น ต่อไปถ้ามีคนยืมเงินแล้วไม่คืน ก็อย่าคิด โกรธ คิดว่า ช่างมันเถอะ เดี๋ยวก็ตายจากกันไปแล้ว บาทเดียวก็เอาไปไม่ได้ สลึงเดียวก็เอาไปไม่ได้ ทิ้งไว้ หมด แลว้ อะไรละ่ ทเี่ อาไปดว้ ย กส็ งิ่ ทส่ี ง่ั สมไวใ้ นดวงจติ ไง นน่ั คอื บญุ และบาป เรากเ็ อาทงั้ สองอยา่ งนไ้ี ป สำ� หรบั ผู้บรรยายตอนน้ีส่ังสมแต่บุญ บุญ บุญ อย่างอื่นเลิก สะสม ทง้ิ หมด การจะส่ังสมบุญไว้ในจิตให้มาก เกิดจากการ ใช้ปัญญาสูงสุดคือปัญญาเห็นแจ้งส่องน�ำชีวิต โดย 48 ก า ร พั ฒ น า ศั ก ย ภ า พ ต น เ อ ง
พจิ ารณาดวู า่ บญุ เกดิ ไดอ้ ยา่ งไร กจ็ ะเหน็ วา่ ๑๐ ประการ ท่ีบอกไปก่อนหน้าน้ีคือบุญ ได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา ประพฤติอ่อนน้อม ช่วยเหลือคนอ่ืน มีความดี อุทิศ ความดใี หค้ นอนื่ เหน็ คนอนื่ ทำ� ดแี ลว้ อนโุ มทนา ฟงั ธรรม กล่าวธรรม (อันนี้รวมถึงการสอนให้ความรู้แก่คนอื่น ด้วย เช่น คนต�ำน�้ำพริกเก่ง ช่วยสอนคนอ่ืนให้ต�ำ น�้ำพริกเป็น ก็ได้บุญ) และข้อสุดท้าย ท�ำความเห็น ให้ตรง น่ันคือ เชื่อว่า ท�ำดีได้ดี ท�ำชั่วได้ชั่ว กฎแห่ง กรรมมีจริง ด ร . ส น อ ง ว ร อุ ไ ร 49
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128