Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เรื่องเต็ม ปี 2560 (PDF)

เรื่องเต็ม ปี 2560 (PDF)

Published by ju_sureerut, 2018-10-07 22:54:29

Description: เรื่องเต็ม ปี 2560 (PDF)

Search

Read the Text Version

-330- ผลการทดลองและวจิ ารณ์กจิ กรรมท่ี 1 การหมุนเวยี นคาร์บอนในสวนยางเพอ่ื วเิ คราะห์ปริมาณคาร์บอนสุทธิจากระบบท้งั หมด ปริมาณคาร์บอนในสวนยางอายุ 16-20 ปี มีข้นั ตอนการศึกษา ดงั น้ี 1. วดั การหมุนเวียนก๊าซคาร์บอนในสวนยาง โดยระบบ Eddy covariance วดั การแลกเปล่ียนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างทรงพุ่มยางและบรรยากาศ ใหไ้ ดข้ อ้ มูลที่สวนยางดูดซับ (carbon sequestration) และปลดปล่อย (carbon release) ใชป้ ระกอบกบั ขอ้ มลู สภาพภูมิอากาศ 2. ในระดบั ตน้ ยาง ศึกษาการเจริญเติบโตและชีวมวลในส่วนต่างๆ เช่น ลาํ ตน้ ราก ใบ เป็นตน้ พ้ืนที่ใบยาง การร่วงหล่นของใบ ดอก ผลและเมลด็ เศษก่ิง กา้ นไม้ เป็นตน้ และผลผลิตยางในแต่ละปี และ 3. ศึกษากิจกรรมของสิ่งมีชีวติ ในดิน 1. วดั การหมุนเวยี นก๊าซคาร์บอนในสวนยาง โดยเทคนิค Eddy covariance วดั การแลกเปล่ียนแก๊สคาร์บอนไดออกไซดร์ ะหวา่ งทรงพมุ่ ยางและบรรยากาศ ใหไ้ ดข้ อ้ มลูที่สวนยางดูดซบั (carbon sequestration) และปลดปล่อย (carbon release) ใชป้ ระกอบกบั ขอ้ มูลสภาพภูมิอากาศ พบวา่ ความเขม้ ของแสงสะสมต่อวนั อยใู่ นช่วง 2,967 – 26,341 μmol m-2 ค่าอุณหภูมิอากาศเฉลี่ยต่อวนั อยใู่ นช่วง 23.5 - 30.9 องศาเซลเซียส ความช้ืนสัมพทั ธ์เฉล่ียต่อวนั อยู่ในช่วง 50.2 – 99.2 % ปริมาณน้าํ ฝนรวมต่อวนั อยใู่ นช่วง 0 – 91.6 มม. ปริมาณน้าํ ฝนรวม 1,216มม./ปี ปริมาณรังสีดวงอาทิตยร์ วมต่อวนั (Global solar radiation, Rg) ปริมาณรังสีสุทธิ (Netradiation, Rn) รวมต่อวนั อยใู่ นช่วง 125-10,092 วตั ต/์ ตร.ม. อตั ราการแลกเปลี่ยนคาร์บอนสุทธิ(Net ecosystem exchange, NEE) ของพ้ืนที่ปลูกยางพารา วดั ดว้ ยเทคนิค Eddy Covariance(Goulden et al., 1996) ค่าที่วดั ไดป้ ระกอบดว้ ยความเร็วและทิศทางลม และความเขม้ ขน้ ของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ คาํ นวณหาอตั ราการแลกเปล่ียนคาร์บอนสุทธิคาํ นวณค่าอตั ราการผลิตปฐมภูมิรวม (GPP) อตั ราการปลดปล่อยคาร์บอนจากการหายใจท้งั หมดของระบบนิเวศ (Re) และผลผลิตคาร์บอนสุทธิของระบบ (NEP) (ภาพที่ 3) ดงั น้ี อตั ราการแลกเปล่ียนคาร์บอนสุทธิคาํ นวณค่าอตั ราการผลิตปฐมภูมิรวมเฉลี่ย (GPP) 3.978ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี GPP สะสมต่าํ สุด ในช่วงเดือนมกราคม และสูงสุดในช่วงมิถุนายน โดยมีค่าสะสม GPP เท่ากบั 142.53 และ 482.56 กก. คาร์บอน/ไร่/เดือน ตามลาํ ดบั (ภาพท่ี 4) อตั ราการปลดปล่อยคาร์บอนจากการหายใจท้งั หมดของระบบนิเวศ (Re) 2.75 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี ค่า Re สะสมต่าํ สุด และสูงสุดในช่วงเดือนกนั ยายน และกมุ ภาพนั ธ์ โดยมีคา่ สะสม Re เท่ากบั91.04 และ 372.68 คาร์บอน/ไร่/เดือน ตามลาํ ดบั (ภาพท่ี 4) ผลผลิตคาร์บอนสุทธิของระบบ (NEP) 1.22 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี ค่า NEP สะสมต่าํ สุด และสูงสุดในช่วงเดือนกมุ ภาพนั ธ์ และสิงหาคม โดยมีค่าสะสม NEP เท่ากบั -218.42 และ 267.38คาร์บอน/ไร่/เดือน ตามลาํ ดบั (ภาพท่ี 4)

-331-ภาพท่ี 3 ปริมาณกา๊ ซคาร์บอนไปออกไซดท์ ่ีหมุนเวียนในรอบวนั ปริมาณคาร์บอนที่ไดจ้ าก กระบวนการสงั เคราะห์แสงเกบ็ ไวใ้ นสวนยาง (carbon sequestration หรือ GPP) และ ปริมาณคาร์บอนที่สูญเสียไปจากขบวนการหายใจ (carbon loss หรือ Re)ภาพที่ 4 คา่ สะสมรายเดือน ปี 2556 ของอตั ราการผลิตปฐมภูมิรวม (GPP, Gross primary production) การหายใจท้งั หมดของระบบนิเวศ (Re, Ecosystem respiration) และผลผลิตคาร์บอนสุทธิ (NEP, Net Ecosystem Production) ของสวนยาง ณ ศนู ยว์ จิ ยั ยางฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา

-332- การเปลี่ยนแปลงของสมดุลคาร์บอนในรอบปี สอดคลอ้ งกบั การเปล่ียนแปลงของดชั นีพ้นื ที่ใบของยางพารา เน่ืองจากในช่วงเดือนมกราคม ซ่ึงมีการทิ้งใบของตน้ ยางพารา พ้ืนที่ปลูกยางพารามีค่า GPP ต่าํ ท่ีสุด แต่ปรากฏคา่ สูงสุดในช่วงเดือนมิถุนายน ซ่ึงเป็ นช่วงท่ีใบยางเจริญเติบโตเตม็ ที่และเป็นช่วงฤดูฝน ขณะท่ีในช่วงเดือนกมุ ภาพนั ธน์ ้นั ตน้ ยางเร่ิมแตกใบใหม่และมีการเจริญเติบโตของใบยาง ทาํ ใหพ้ ้นื ท่ีปลูกยางมีค่า RE สูงท่ีสุด และมีค่า NEP ต่าํ ที่สุด โดยค่า NEP ที่ปรากฏในช่วงเดือนมกราคม กมุ ภาพนั ธ์ และธนั วาคมน้นั มีคา่ นอ้ ยกวา่ 0 แสดงวา่ ในช่วงเวลาดงั กล่าวระบบนิเวศของยางพาราทาํ หนา้ ท่ีเป็ น Carbon source ในขณะที่ช่วงเดือนอ่ืนๆ น้นั NEP มีค่ามากกวา่ ศนู ย์ ระบบนิเวศของยางพาราจึงทาํ หนา้ ท่ีเป็น Carbon sink 2. การเกบ็ กกั คาร์บอนในต้นยาง ศึกษาการเจริญเติบโตและชีวมวลในส่วนต่างๆ เช่น ลาํ ตน้ ราก ใบ เป็นตน้ และผลผลิตยางอตั ราเพ่ิมของปริมาณคาร์บอนในสวนยาง พบว่า ยางอายุ 17 ปี พบว่า ส่วนของใบยางมีคาร์บอนมากที่สุด 1.024 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี หรือ 54.2% รองลงมาคือ ส่วนของลาํ ตน้ มีคาร์บอน 0.656 ตนัคาร์บอน/ไร่/ปี หรือ 34.7% และน้าํ ยางสะสมคาร์บอนนอ้ ยท่ีสุด 0.208 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี หรือ11.0% ปริมาณคาร์บอนรวม 1.880 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี (ตารางท่ี 1)ตารางท่ี 1 อตั ราการเพมิ่ ปริมาณคาร์บอน (ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี ) ในสวนยาง อายุ 18 – 20 ปี ที่ จ. ฉะเชิงเทรา ส่ วนต่างๆ อตั ราการเพมิ่ คาร์บอนในสวนยาง (ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี )ของต้นยาง ยางอายุ % ยางอายุ % ยางอายุ %ลาํ ตน้ 1/ 17 ปี 18 ปี 19 ปี 46.2น้าํ ยาง 0.656 34.7 0.896ใบ 45.2 0.768รวม 0.208 11.0 0.224 11.3 0.208 12.5 1.024 54.2 0.864 43.5 0.688 41.3 1.888 100 1.984 100 1.664 100หมายเหตุ: 1/ ส่วนของลาํ ตน้ ไดแ้ ก่ ลาํ ตน้ กิ่ง กา้ น เป็นตน้ ยางอายุ 18 ปี พบว่า ส่วนของลาํ ตน้ มีคาร์บอน 0.896 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี หรือ 45.2%รองลงมาคือ ส่วนของใบยางมีคาร์บอนมากที่สุด 0.864 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี หรือ 43.5% และน้าํ ยางสะสมคาร์บอนนอ้ ยที่สุด 0.224 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี หรือ 11.3% ปริมาณคาร์บอนรวม 1.984 ตนัคาร์บอน/ไร่/ปี

-333- ยางอายุ 19 ปี พบว่า ส่วนของลาํ ตน้ มีคาร์บอน 0.768 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี หรือ 46.2%รองลงมาคือ ส่วนของใบยางมีคาร์บอนมากท่ีสุด 0.688 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี หรือ 41.3% และน้าํ ยางสะสมคาร์บอนนอ้ ยท่ีสุด 0.208 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี หรือ 12.5% ปริมาณคาร์บอนรวม 1.664 ตนัคาร์บอน/ไร่/ปี 3. กจิ กรรมของส่ิงมชี ีวติ ในดนิ กิจกรรมของส่ิงมีชีวิตในดิน ไดแ้ ก่ การหายใจของจุลินทรียใ์ นดิน (soil respiration) การยอ่ ยสลายของเศษซากพชื รวมท้งั รากยาง และส่ิงมีชีวติ อ่ืนๆ ในดิน (soil fauna) ผลการวิเคราะห์ดิน(ตารางที่ 2) พบวา่ ดินมีค่าความเป็ นกรด-ด่าง 5.60 ± 0.39 มีปริมาณ total carbon 0.76 ± 0.14%ลกั ษณะเน้ือดิน เป็นดิน Sandy Clay Loam, Clay Loam มีค่าความหนาแน่นของดิน 1.6 กรัม/ลบ.ซม. คาํ นวณหาปริมาณคาร์บอนสะสมท่ีระดบั ความลึก 30 ซม. 4.762 - 6.912 ตนั คาร์บอน/ไร่ตารางท่ี 2 สมบตั ิทางเคมีและฟิ สิกส์ของดินจากผวิ ดิน ในสวนยางอายุ 19 ปี ที่ศนู ยว์ จิ ยั ยางฉะเชิงเทรา รายการ ค่าท่ีวดั ได้ท่รี ะดบั ความลกึ 0-30 ซม.pH 5.60 ± 0.39Organic matter (%) 1.28 ± 0.25total carbon (%) 0.76 ± 0.14total nitrogen (%) 0.07 ± 0.01Porosity 0.31 ± 0.02Sand (%) 43.38 ± 6.94Silt (%) 24.26 ± 2.01Clay (%) 32.36 ± 5.71Textural class Sandy Clay Loam, Clay LoamBulk density (D, g cm-3)Cation exchange capacity (cmol/kg) 1.6Exch. K (cmol/kg) 7.11 ± 1.46Exch. Ca (cmol/kg) 0.12 ± 0.02Exch. Mg (cmol/kg) 0.23 ± 0.14Exch. Na (cmol/kg) 0.20 ± 0.08Avail. P (mg/kg) 0.11 ± 0.14 2.77 ± 0.48

-334- อตั ราการหายใจของสิ่งมีชีวิตในดิน (Soil respiration, Rs) ประกอบดว้ ย Autotrophicrespiration (Ra) ซ่ึงเกิดจากการหายใจของรากและจุลินทรียท์ ี่อาศยั อยบู่ ริเวณรากพืช (Mycorrhizaeและ Rhizosphere bacteria) และ Heterotrophic respiration (Rh) (Jassal and Black, 2006) เกิดจากการยอ่ ยสลายเศษซากพืชและอินทรียวตั ถุโดยจุลินทรียท์ ้งั บนดินและใตด้ ิน สามารถประเมินได้จากความแตกต่างระหว่างการเปลี่ยนแปลงของชีวมวลพืชและ Rh พบว่า อตั ราการหายใจของสิ่งมีชีวิตในดิน 0.15 - 1.23 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี การยอ่ ยสลายของใบยาง (ตารางที่ 3) พบวา่ ยางอายุ16 - 21 ปี มีการยอ่ ยสลายปลดปล่อยคาร์บอน 0.247 - 0.263 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปีตารางท่ี 3 ปริมาณคาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโปตสั เซียม จากใบยางท่ีร่วงหล่นในช่วงฤดู ใบยางร่วง พนั ธุ์ RRIM 600 อายุ 1 - 25 ปี ที่ ศนู ยว์ จิ ยั ยางฉะเชิงเทราอายยุ าง carbon Nitrogen Phosphorus Potassium (ปี ) (กก./ไร่/ปี ) (กก./ไร่/ปี ) (กก./ไร่/ปี ) (กก./ไร่/ปี ) 1-3 106.5 2.69 0.29 0.63 4-6 238.3 6.56 0.90 1.03 7-9 227.9 6.52 0.61 1.1910-20 229.2 6.53 0.65 1.5913-15 262.7 8.11 0.71 1.6916-18 247.0 7.84 0.67 2.2819-21 262.8 7.42 0.62 1.8622-25 271.5 9.36 0.60 2.54 การเก็บกกั คาร์บอนในสวนยาง เก็บสะสมไวใ้ นตน้ ใบและน้าํ ยาง 1.984 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปีในสวนยางมีกิจกรรมต่างๆ ท่ีปลดปล่อยคาร์บอน ไดแ้ ก่ กิจกรรมการหายใจของจุลินทรียด์ ิน 0.690ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี และการย่อยสลายของเศษซากใบยางที่ร่วงหล่นในช่วงฤดูแลง้ 0.247 ตนัคาร์บอน/ไร่/ปี ทาํ ใหเ้ หลือปริมาณคาร์บอนสะสมในสวนยาง 1.047 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี ไดป้ ริมาณไม่แตกต่างกนั เม่ือเปรียบเทียบกบั วธิ ีการวดั โดยเทคนิค Eddy covariance วดั ปริมาณคาร์บอนสุทธิในสวนยาง (NEP) 1.22 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี (ตารางที่ 4) อย่างไรก็ตามแหล่งเก็บสะสมคาร์บอนแหล่งใหญ่ คือ เก็บคาร์บอนไวใ้ นดิน 5.837 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี ผลผลิตคาร์บอนสุทธิของระบบ(NEP) 1.22 ตันคาร์บอน/ไร่/ปี ช่วยสนับสนุนความแม่นยาํ ของการวดั โดยใช้เทคนิค Eddycovariance

-335-ตารางท่ี 4 การเก็บกกั คาร์บอนในสวนยาง เปรียบเทียบระหว่างการวดั โดยตรงกบั การวดั โดยใช้ เทคนิค Eddy covariance การเกบ็ สะสมคาร์บอนในสวนยาง ปริมาณคาร์บอน (ตันคาร์บอน/ไร่/ปี ) 1.984- อตั ราการเพมิ่ มวลชีวภาพของตน้ และใบยาง น้าํ ยาง -0.690 -0.247- การหายใจของจุลินทรียใ์ นดิน 1.047- การยอ่ ยสลายของเศษซากใบยาง 1.22รวมปริมาณคาร์บอน วดั โดย Eddy covarianceกจิ กรรมที่ 2 การหมุนเวยี นคาร์บอนในโรงงานทาํ ยางแผน่ และยางแผน่ รมควนั การเก็บและขนส่งผลผลิตยางไปโรงงานผลิตยางแผ่นดิบ มีการใช้พลังงานไฟฟ้ าและเช้ือเพลิงในโรงงานทาํ ยางแผน่ ดิบ มีข้นั ตอนการปฏิบตั ิงาน ดงั น้ี 1. การกรีดและอปุ กรณ์ในการกรีดยาง 2. การขนยา้ ยน้าํ ยางจากสวนยางไปท่ีโรงงานทาํ งานแผน่ 3. การรวมและชงั่ น้าํ หนกั ยางสด 4. การวดั หาปริมาณเน้ือยางแหง้ 5. การจบั ตวั ดว้ ยกรด 6. รีดยาง 7. การตากผ่งึ ลม การเก็บเก่ียวผลผลิตน้าํ ยางรวมถึงการเก็บรวบรวมน้าํ ยางจากแปลงยาง ใชเ้ วลาแตกต่างกนัข้ึนอยกู่ บั ความยาวของรอยกรีด โดยกรีดยางแบบคร่ึงลาํ ตน้ จาํ นวนตน้ ยาง 500 ตน้ เวลาท่ีใชใ้ นการกรีดโดยเฉล่ีย 20 วินาทีต่อตน้ หรือใชเ้ วลากรีดรวม 2 ชว่ั โมง 50 นาที ถา้ กรีดความยาวรอยกรีดหน่ึงในสามของลาํ ตน้ ใชเ้ วลากรีดเฉลี่ย 15 วินาทีต่อตน้ รวมเวลาในการกรีดท้งั หมด 3 ชว่ั โมง 20นาที (ตารางที่ 5 - 6) การไหลของน้าํ ยางข้ึนอยกู่ บั ฤดูกาล ใชเ้ วลา 2 ชง่ั โมง ในฤดูฝนและ 4 ชงั่ โมงในฤดูหนาว การขนส่งรวมถึงข้นั ตอนการวดั น้ํายางหาปริมาณเน้ือยางแห้ง ผสมกรดและลา้ งอุปกรณ์ ใหเ้ วลา ประมาณ 1 ชวั่ โมง 30 นาที และการทาํ ยางแผ่น รวมท้งั ขนไปแขวนตากที่รถตากยางในที่ร่มอีก ประมาณ 1 ชว่ั โมง 30 นาที

-336-ตารางท่ี 5 ข้นั ตอนและระยะเวลาในการเกบ็ เก่ียวผลผลิตยาง กจิ กรรม เวลาท่ีใช้ (วนิ าที/ต้น) S/2 S/31. รวมเวลาในการกรีดยางและเดิน 20 15 1.1 เวลาสาํ หรับกรีดยาง ต้งั แต่ทาํ ความสะอาดถว้ ย 15 10 และกรีดในระดบั สูงจากพ้นื ดิน 1.20 เมตร 1.2 เวลาเดินกรีดระหวา่ งตน้ 5 5 500 8002. ถา้ จาํ นวนตน้ ยางท่ีกรีด (จาํ นวนตน้ /แปลงกรีด) 2 ชม. 50 นาที 3 ชม. 20 นาที3. รวมเวลาท่ีใชใ้ นการกรีดยาง 1 แปลงกรีดตารางท่ี 6 ข้นั ตอนและระยะเวลาในการเกบ็ น้าํ ยาง เวลาท่ีใช้ 2-4 ชม. กจิ กรรม 1. เวลาพกั หลงั จากกรีดยางเสร็จ ก่อนจะเร่ิมเกบ็ น้าํ ยาง 7 วนิ าที/ตน้ 2. ใชเ้ วลาเกบ็ น้าํ ยาง 40 -140 นาที หรือ ตามจาํ นวนตน้ 350-1,200 ตน้ การผลิตยางแผน่ รมควนั ใชพ้ ลงั งานไฟฟ้ าและเช้ือเพลิงท่ีใชใ้ นโรงงานทาํ ยางแผน่ รมควนัดงั น้ี 1. การใชพ้ ลงั งานและเช้ือเพลิงในการทาํ ยางแผน่ และยางแผน่ รมควนั 2. ปริมาณควนั ไฟที่ปลดปล่อยในระหวา่ งการรมควนั 3. ปริมาณไมฟ้ ื นและข้เี ถา้ การรมควนั พบวา่ ผลผลิตยาง 500 กก. ในหอ้ งรมควนั ขนาด 40 ลูกบาศกเ์ มตร บรรจุรถตากยาง 3 คนั คนั ละ 150 แผ่น รวม 450 แผ่นต่อคร้ัง ใชเ้ วลาในการรมควนั 4½ วนั ในกระบวนการรมควนั ใชค้ วามร้อนจากไมฟ้ ื น ใชไ้ มฟ้ ื น 450 - 550 กก.ต่อคร้ัง ไดข้ ้ีเถา้ 10 กก.โดยในข้นั ตอนการรมควนั มีการปลดปล่อยคาร์บอนจากไมฟ้ ื น 24.13 กิโลกรัมคาร์บอน หรือ 0.45 กิโลกรัมคาร์บอน/ผลผลิต 1 กิโลกรัม และมีการปลดปล่อยคาร์บอนจากปล่องควนั ของโรงงาน 24.13 กิโลกรัมคาร์บอน หรือ 0.054 กิโลกรัมคาร์บอน/ผลผลิต 1 กิโลกรัม (ตารางที่ 7)

-337-ตารางท่ี 7 ข้นั ตอนการปฏิบตั ิงานในโรงงานทาํ ยางแผน่ และโรงรมควนั ข้นั ตอนการดาํ เนินงาน เวลาที่ใช้ในการ จํานวนคนงาน ปฏิบัตงิ าน (นาท)ี (คน)1. ยกน้าํ ยางลงจากรถและชง่ั น้าํ หนกั ต่อถงั 262. วดั หาปริมาณเน้ือยางแห้ง (ดีอาร์ซี) ในแต่ละถงั 5±2 2 6±2 โดยเมโทรแลค 103. กรองน้าํ ยาง เติมน้าํ ใชไ้ มพ้ ายปาดตกั ฟองอากาศ 25 ± 5 4 ออกและผสมกรดฟอร์มิครวมท้งั แผ่นอะลูมิเนียม 23 ± 2 เสียบเพ่ือแยกแผ่นทิ้งไวใ้ นยางจบั ตวั 1 คืน จึงรีด 8 ทาํ ยางแผ่นในวนั ถดั ไป (ปริมาตร 1 ตะกงตบั ทาํ 28 ± 2 4 ยางแผน่ ได้ 50 แผน่ ) 47 ± 54. ลา้ งอปุ กรณ์ ถงั ใส่น้าํ ยางและบริเวณในโรงงาน 35. การทาํ ยางแผน่ (ในวนั ถดั มา) 15 ± 3 4 - ฉีดน้าํ และเอาแผน่ อะลูมิเนียมออก 30 ± 5 - รีดแผน่ ยาง แช่และลา้ งแผน่ ยางรวมท้งั ยกยางใส่ รถเขน็ - เขน็ รถนาํ ยางไปท่ีแขวนตาก - แขวนตากแผน่ ยางบนรถตากที่มีราวไมไ่ ผ่ เพื่อรอ เขา้ โรงรมควนั (1 วนั ) สรุปผลการทดลอง 1. สวนยางอายุ 16-20 ปี วธิ ีการวดั โดยเทคนิค Eddy covariance วดั ปริมาณคาร์บอนสุทธิในสวนยาง (NEP) 1.22 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี โดยมีการเก็บกกั คาร์บอน (carbon sequestered) ไวใ้ นตน้ใบและน้าํ ยาง 1.984 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี ในสวนยางมีกิจกรรมต่างๆ ท่ีปลดปล่อยคาร์บอน ไดแ้ ก่กิจกรรมการหายใจของจุลินทรียด์ ิน 0.690 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี และการยอ่ ยสลายของเศษซากใบยางที่ร่วงหล่นในช่วงฤดูแลง้ 0.247 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี ทาํ ใหเ้ หลือปริมาณคาร์บอนสะสมในสวนยาง1.047 ตนั คาร์บอน/ไร่/ปี ไดป้ ริมาณไม่แตกต่างกนั เมื่อเปรียบเทียบกบั วิธีการวดั โดยเทคนิค Eddycovariance 2. การผลิตยางแผ่นรมควนั ในข้นั ตอนการรมควนั มีการปลดปล่อยคาร์บอนจากไมฟ้ ื น24.13 กิโลกรัมคาร์บอน หรือ 0.45 กิโลกรัมคาร์บอน/ผลผลิต 1 กิโลกรัม และมีการปลดปล่อยคาร์บอนจากปล่องควนั ของโรงงาน 24.13 กิโลกรัมคาร์บอน หรือ 0.054 กิโลกรัมคาร์บอน/ผลผลิต1 กิโลกรัม

-338- เอกสารอ้างองิสถาบนั วิจยั เพื่อการพฒั นาประเทศไทย. 2544. การศึกษาวิจยั เพ่ือประเมินผลการดาํ เนินงานของ สกย. ฝ่ ายแผนงานเศรษฐกิจรายสาขา สถาบนั วจิ ยั เพอื่ การพฒั นาประเทศไทย.อารักษ์ จนั ทุมา. 2550. ยางพาราบรรเทาโลกร้อนไดอ้ ยา่ งไร. ว.ยางพารา ปี ท่ี 28 ฉบบั ท่ี 3 ก.ย.-ธ.ค. 2550 หนา้ 30-51.Chan, K.W. and Yew, F.K. 2003 Carbon Sequestration in Tree Crop in Carbon Trading. IRRDB Symposium. 15-17th September 2003. Chaing Mai, Thailand.Gomez, J. B., Sivanadyan, K., Leong, S. K., and Ghandimathi, H. 1989. The concept of harvest index as applied to Hevea. J. nat. Rubb. Res., 4(2), 86-92.Jacob, J.C Prévôt, A. Clement-vidal. 1988a. Physiological Parameters of Latex from Hevea brasiliensis: Their Uses in the Study of the Laticiferous System: Typology of Functioning of Production Mechanisms: Effect of Stimulation. In: Proc. IRRDB Rubber Physiology and Exploitation Meeting. Hainan, China, 9-12 December 1986, Pan Yanqing and Zhao Canwen, eds. Hainan, China, South China Academy of Tropical crops. pp. 136-157.Jacob, J. 2003. Carbon Sequestration of Natural Rubber plantation. IRRDB Symposium 15-17th September 2003. Chaing Mai, Thailand.Jones, K.P. 1995. Natural Rubber as a Green Commodity - Part II. The Planter, 71(831).Kallarackkal, J. and Somen, C.K. 1997. An ecophysiological evaluation of the suitability of Eucaliptus grandis for planting in the tropic. Forest Ecology and Management 95: 53-61.Krishnakumar, A.K, Eappen, T., Rao, N., Potty, S.N., and Sethuraj, M.R. 1990. Ecological Impact of Rubber (Hevea brasiliensis) Plantation in North East India.:1) Influence on Soil Physical Properties with Special Reference to Moisture Retention. Indian J. Rubb. Res. 3(1) : 53-63.Krishnakumar, A.K, Gupta. C., Sinha, R.R., and Sethuraj, M.R. 1991. Ecological Impact of Rubber (Hevea brasiliensis) Plantation in North East India.:2) Soil Physical Properties and Biomass Recycling. Indian J. Rubb. Res. 4(2):134-141.Pronove, G. 2003. Cdm Challenges and Opportunities in the Rubber Industry. UNCTAD/Earth Council Institute. IRRDB Symposium. 15-17th September 2003. Chiang Mai, Thailand.

-339-Ranasinghe, M.S. and Miburn, J.A. 1995. Xylem conduction and cavitation in Hevea brasiliensis. J Exp Bot, 46, 1693-1700.Sethuraj, M.R. 1985. Physiology of growth and yield in Hevea brasiliensis. Proc Int. Rubber Conf., Rubber Res. Inst. Malaysia, Kuala Lumpur, Malaysia 3:3–19.Singh, S. N. 1994. Effect of effluent from the Sindri fertilizer factory in the river Damodar. J. Ecobiol., 6, 27-32.Templeton, J.K. 1969. Partition of assimilates. J. Rubber Res. Inst. Malay. 21:259–273.UNCTAD. 2003. An Implementation Guide to the Clean Development Mechanism. UNCTAD/DITC/TED/2003/1.Wan, A.R., K.P. Jones. 1996. Rubber as a Green Commodity. In: Natural Rubber: An Ecofriendly Material. Rubber Board, Kottayam, pp. 1-17.Wycherley, P.R.1976. Tapping and Partition. J. Rubb. Res. Inst. Malaysia, 24 (4): 169-194.

การผลติ เมลด็ พชื คลุมซีรูเลยี ม (Calopogonium cearuleum (Benth.) Sauvalle) เพอื่ จาํ หน่ายให้เกษตรกร หน่วยงานราชการ รัฐวสิ าหกจิ และเอกชน Production of Seeds Covered with Calopogonium cearuleum (Benth.) Sauvalle to Sell to Farmers Government Agencies, State Enterprises and Private Sector เกษตร แนบสนิท1 บทคดั ย่อ การปลูกพชื คลุมดินซีรูเลียม (Calopogonium cearuleum (Benth.) Sauvalle ) ในสวนยางเป็ นวิธีการที่จะสามารถควบคุมวชั พืชไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพและเพิ่มธาตุอาหารใหแ้ ก่ดินจากการตรึงไนโตรเจนในอากาศและการย่อยสลายตวั ของเศษซากพืชคลุมเป็ นอินทรียวตั ถุ ศูนยว์ ิจยั ยางหนองคายจึงเห็นความสาํ คญั และควรมีการผลิตเพือ่ จาํ หน่ายเผยแพร่ใหก้ บั เกษตรกรและภาคส่วนต่างๆ การทดลองเริ่มจากคดั เลือกพ้ืนท่ีท่ีมีแหล่งน้าํ ระดบั ความเป็ นกรดด่างของดินที่เหมาะสม 6.0 - 6.5ก่อนการปลูกมีการเตรียมเมลด็ พนั ธุ์ โดยการทาํ ลายการพกั ตวั ของเมลด็ นาํ ไปเพาะในวสั ดุเพาะชาํโดยใชถ้ ุงเพาะขนาด 2 x 4 นิ้ว วสั ดุปลูกเป็ นดินร่วนผสมแกลบดิบ อตั รา 1:1 ผสมป๋ ุยรองกน้ หลุม0-3-3-0 ลงในดิน 1 กิโลกรัมต่อดินผสม 1 ลูกบาศก์เมตร และคลุกเมล็ดดว้ ยไรโซเบียมโดยเพาะเมล็ด 2 - 3 เมล็ดต่อถุงเพาะเมล็ด ท่ีความลึก 1- 2 เซนติเมตร แลว้ กลบเมล็ดเพื่อป้ องกนั กนั เมล็ดลอยในช่วงการให้น้าํ การยา้ ยปลูก ช่วงเวลาท่ีเหมาะสมในการปลูกคือช่วงฤดูฝนเดือนมิถุนายน -กรกฎาคม โดยมีข้นั ตอนดงั น้ี ไถเตรียมแปลงปลูก ก่อนการยา้ ยปลูกซีรูเลียม โดยการไถ 1 คร้ังและพรวน 2 คร้ัง ใชร้ ะยะปลูก 50 x 100 เซนติเมตร จาํ นวน 2 ตน้ ต่อหลุม ขดุ หลุมปลูกขนาด 20 x 20เซนติเมตร ลึก 20 เซนติเมตรและรองกน้ หลุมดว้ ยหินฟอสเฟตเลก็ นอ้ ย ตน้ กลา้ ปลูกควรมีอายอุ ยา่ งนอ้ ย 3 สัปดาห์หลงั งอก งดการใหน้ ้าํ กลา้ ก่อนยา้ ยปลกู 1 - 2 วนั นาํ ตน้ กลา้ ออกจากถุงเพาะชาํ และปลูกในหลุม ให้น้าํ ทนั ทีหลงั ปลูกเสร็จจากน้นั มีการดูแลบาํ รุงรักษา การให้น้าํ และการเก็บเก่ียวผลผลิตสําหรับตน้ ทุนการผลิตเมล็ดพืชคลุมซีรูเลียมจาํ นวน 2 ไร่ มีตน้ ทุนปี ที่ 1 คือ ค่าเมล็ด 1กิโลกรัม 500 บาท ค่าจา้ งเหมาปรับพ้ืนท่ี 1,200 บาท ค่าวสั ดุอุปกรณ์เรือนเพาะชาํ 500 บาท ค่าระบบให้น้าํ 2,620 บาท แบ่งเป็ น ค่าจา้ งเหมาจดั ทาํ ระบบใหน้ ้าํ และค่าวสั ดุอุปกรณ์ระบบใหน้ ้าํ ค่ากรอกถุง 620 บาท ค่าแรงงานดูแลรักษา 9,920 บาท ค่าจา้ งเหมาปลูก 930 บาท ค่าจา้ งเหมาดูแลรักษารดน้าํ 2,790 บาท ค่าจา้ งเหมาใส่ป๋ ุย 1,220 บาท ค่าจา้ งเหมากาํ จดั วชั พืช 15,100 บาท ส่วนค่าวสั ดุอุปกรณ์ ไดแ้ ก่ ค่าถุงชาํ ซีรูเลียมขนาด 2 x 4 นิ้ว รวม 800 บาท ค่าดินกรอกถุง 1,500 บาท ค่าป๋ ุยเคมี 2,800 บาท ค่าสารเคมีกาํ จดั ศตั รูพชื รวม 500 บาท คา่ วสั ดุการเกษตร 500 บาท และค่าน้าํ มนั1 ศนู ยว์ จิ ยั ยางหนองคาย ต.พระบาทนาสิงค์ อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย 43120

-341-เช้ือเพลิงและหล่อลื่น 1,600 บาท เมื่อคิดตน้ ทุนในปี ท่ี 1 (ปี งบประมาณ 2560) รวมท้งั สิ้น 35,680บาท และมีการประมาณการตน้ ทุนในปี ที่ 2 และ 3 เท่ากนั คอื ปี ละ 37,860 บาทแบ่งเป็น ค่าจา้ งเหมาดูแลรักษารดน้าํ 9,920 บาท ค่าจา้ งเหมาใส่ป๋ ุย 1,220 บาท ค่าจา้ งเหมากาํ จดั วชั พืช 15,100 บาทค่าจา้ งเหมาเก็บเกี่ยวผลผลิต 14,880 บาท ค่าป๋ ุยเคมี 2,800 บาท ค่าวสั ดุการเกษตร 500 บาท และค่าน้าํ มนั เช้ือเพลิงและหล่อล่ืน 1,600 บาท รวมเป็ นตน้ ทุนท้งั สิ้น เท่ากบั 111,400 บาท ซ่ึงคาดการณ์ผลผลิตที่จะไดป้ ระมาณ 50 กิโลกรัม/ไร่/ปี โดยศนู ยว์ ิจยั ยางหนองคายปลูกในพ้ืนที่ 2 ไร่ มีเป้ าหมายในปี งบประมาณ 2561 จาํ นวน 100 กิโลกรัม และจาํ นวน 100 กิโลกรัมในปี งบประมาณ 2562คาํ สําคญั : พชื คลุมซีรูเลียม, การผลิตเมลด็ พนั ธุ์, การปลูกพชื คลุม บทนํา การปลูกยางพาราในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือน้นั จะประสบผลสาํ เร็จได้ นอกจากจะตอ้ งมีการเตรียมพ้ืนที่การใชพ้ นั ธุ์ยางที่ดี และตอ้ งบาํ รุงรักษาสวนยางอยา่ งสม่าํ เสมอแลว้ การกาํ จดั วชั พืชก็เป็ นอีกอย่างหน่ึงท่ีมีความสาํ คญั มากและใชต้ น้ ทุนในอตั ราสูงโดยเฉพาะสวนยางพาราในพ้ืนที่ค่อนขา้ งแหง้ แลง้ การกาํ จดั วชั พืชจึงมีความจาํ เป็ นอย่างมากเกษตรกรส่วนหน่ึงที่ปลูกยางพาราไม่ประสบผลสาํ เร็จเพราะสวนยางไดร้ ับความเสียหายจากการถูกไฟไหมเ้ ป็ นจาํ นวนมากส่วนสาเหตุเน่ืองจากเกษตรกรกาํ จดั วชั พชื ก่อนเขา้ ฤดูแลง้ ไม่ดีและทาํ ทางป้ องกนั ไฟแคบเกินไปหรือกวาดเศษใบไมไ้ ม่หมดการปราบวชั พืชจึงเป็ นตน้ ทุนที่คอ่ นขา้ งสูงเพราะจะตอ้ งทาํ ทุกปี ต้งั แต่เร่ิมปลูกจนถึงเปิ ดกรีด โดยเฉพาะปัจจุบนั เป็ นท่ีทราบกนั ดีว่าราคาสารปราบวชั พืชค่าน้าํ มนั ตลอดจนค่าแรงงานไดป้ รับตวั สูงข้นึ มากในปัจจุบนั เป็ นที่ทราบกนั ดีอยแู่ ลว้ วา่ พ้ืนที่ทาํ การเกษตรไดผ้ า่ นการปลูกพืชไร่มาอยา่ งยาวนานไม่มีการคืนธาตุอาหารคืนกลบั สู่ดินเลย อีกท้งั มีการใส่ป๋ ุยเคมีมากเกินไปมีการไถพรวนทุกฤดูปลูกทาํ ใหห้ น้าดินมีการชะลา้ งสูงและดินเสียสภาพโครงสร้างทาํ ใหไ้ ม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสวนยางพาราการปลูกพืชคลุมดินในตระกูลถวั่ ในสวนยางพาราเป็ นวิธีการหน่ึงท่ีจะสามารถควบคุมวชั พืชไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพเพิ่มธาตุอาหารใหแ้ ก่ดินซ่ึงไดจ้ ากการตรึงไนโตรเจนจากอากาศและจากการยอ่ ยสลายตวั ของเศษซากพืชคลุมเป็ นอินทรียวตั ถุ เหล่าน้ีเป็ นผลทาํ ใหก้ ารทาํ สวนยางสามารถไดร้ ับผลผลิตเร็วข้ึนกวา่ ปกติ ประมาณ 6-12 เดือน เป็ นการลดตน้ ทุนการผลิตไดอ้ ีกทางหน่ึงเพราะพืชคลุมดินตระกลู ถวั่ มีประโยชน์มากมายหลายดา้ น คือช่วยป้ องกนัการชะลา้ งและการพงั ทลายของดิน ควบคุมวชั พืชและจะประหยดั ค่าใชจ้ ่ายในการปราบวชั พืชได้เป็นอยา่ งมากโดยเฉพาะการปลูกพืชคลุมซีรูเลียม (Calopogonium cearuleum (Benth.) Sauvalle)เป็ นพืชคลุมตระกูลถว่ั ประเภทเถาเล้ือยอายุขา้ มปี จะใหผ้ ลตอบแทนในระยะยาวเนื่องจากให้เศษซากสูงทนต่อสภาพแหง้ แลง้ ไดด้ ี ไม่จาํ เป็ นตอ้ งไถกลบในแต่ละปี ทาํ ให้ประหยดั ค่าใชจ้ ่ายในการปราบวชั พืชไดม้ ากอีกท้งั เมลด็ เป็ นที่ตอ้ งการของตลาดสามารถจาํ หน่ายไดใ้ นราคา 400-500 บาทต่อกิโลกรัมการดูแลรักษาสวนกส็ ามารถทาํ ไดง้ ่ายข้ึนตน้ ยางเจริญเติบโตไดด้ ีกวา่ การไม่ปลกู พชื คลุม

-342- ระเบียบวธิ ีการวจิ ัยอุปกรณ์ 1. เมลด็ พชื คลุมซีรูเลียม 2. ป๋ ุยเคมีบาํ รุงพชื คลุมซีรูเลียม ตามคาํ แนะนาํ ของสถาบนั วจิ ยั ยาง การยางแห่งประเทศไทย 3. สารเคมีกาํ จดั วชั พชื 4. ระบบการใหน้ ้าํ สายยาง ท่อน้าํ 5. ไมไ้ ผแ่ ละอปุ กรณ์ทาํ คา้ งซีรูเลียม 6. กรดซลั ฟรู ิก เพ่ือทาํ ลายการพกั ตวั ของเมลด็ 7. ถุงชาํ ซีรูเลียม 2 x 4 นิ้ว 8. ดินผสมแกลบ 9. ป๋ ุยเคมีวธิ ีการ 1. เขา้ หารือการยางแห่งประเทศไทยเขตภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบน และการยางแห่ง ประเทศไทยจงั หวดั ในพ้นื ที่ เพอ่ื ช้ีแจงวตั ถุประสงคโ์ ครงการ 2. คดั เลือกพ้นื ที่ภายในศนู ยว์ จิ ยั ยางหนองคายที่มีบริเวณแหล่งน้าํ เพอ่ื จดั ทาํ ระบบใหน้ ้าํ 3. เตรียมวสั ดุอปุ กรณ์ ดาํ เนินการการเตรียมแปลงปลูก (Land preparation) 4. การเตรียมเมลด็ พนั ธุ์ (Seed treatment) เมลด็ พชื คลุมซีรูเลียม 5. การทดสอบหาวธิ ีการทาํ ลายการพกั ตวั (Seed dormancy) ของเมลด็ พชื คลมุ ซีรูเลียม 6. เพาะเมลด็ (Nursery practices) โดยใชถ้ ุงพลาสติกขนาด 2 x 4นิ้วดินในถุงเป็นดินร่วน ผสมแกลบดิบในอตั รา 1:1 โดยเพาะภายในเรือนกระจก 7. การยา้ ยปลกู (Transplanting) 8. การดูแลบาํ รุงรักษา (Field maintenance) 9. การใหน้ ้าํ และการเกบ็ เกี่ยวผลผลิต 10.การบนั ทึกขอ้ มูลปริมาณและคณุ ภาพผลผลิตเมลด็ พืชคลุมซีรูเลียม เวลาและสถานที่ระยะเวลา ตุลาคม 2559 - กนั ยายน 2560สถานท่ีดาํ เนินการ ศนู ยว์ จิ ยั ยางหนองคาย สถาบนั วจิ ยั ยาง การยางแห่งประเทศไทย

-343- ผลการทดลองและวจิ ารณ์ ผลการทดสอบหาวธิ ีการทาํ ลายการพกั ตวั ของเมลด็ พชื คลุมซีรูเลียม โดยนาํ เมลด็ พืชคลุมซีรูเลียม ไปทดสอบใน 9 วิธีการ วิธีการละ 5 ซ้าํ ๆ ละ 100 เมล็ด โดยชงั่ น้าํ หนกั รวม พบว่า ซีรูเลียม100 เมลด็ มีน้าํ หนกั ประมาณ 4.43 กรัม วธิ ีการทดสอบท่ี 1: Control แช่เมลด็ ดว้ ยน้าํ เปล่า ทิ้งไว้ 24 ชวั่ โมง วธิ ีการทดสอบท่ี 2: แช่น้าํ ร้อนที่ 75๐C ทิ้งไว้ 12 ชงั่ โมง วธิ ีการทดสอบที่ 3: แช่น้าํ ร้อนที่ 75๐C ทิ้งไว้ 24 ชวั่ โมง วธิ ีการทดสอบท่ี 4: แช่กรด ซลั ฟรู ิก (H2SO4 98%) ทิ้งไว้ 10 นาที วธิ ีการทดสอบที่ 5: แช่กรด ซลั ฟรู ิก (H2SO4 98%) ทิ้งไว้ 15 นาที วธิ ีการทดสอบท่ี 6: แช่กรด ซลั ฟรู ิก (H2SO4 98%) ทิ้งไว้ 20 นาที วธิ ีการทดสอบท่ี 7: แช่กรด ฟอร์มิค ความเขม้ ขน้ 90% ทิ้งไว้ 10 นาที วธิ ีการทดสอบท่ี 8: แช่กรด ฟอร์มิค ความเขม้ ขน้ 90% ทิ้งไว้ 15 นาที วธิ ีการทดสอบที่ 9: แช่กรด ฟอร์มิค ความเขม้ ขน้ 90% ทิ้งไว้ 20 นาที พบว่า วิธีการทดสอบที่ 6: แช่กรด ซลั ฟูริก (H2SO4 98%) ทิ้งไว้ 20 นาทีมีร้อยละของการงอกของเมลด็ ดีที่สุดคิดเป็นร้อยละ 76.4 ดาํ เนินการต่อไป โดยการนาํ เมลด็ เพาะในถุงพลาสติกละ 3เมลด็ โดยใหน้ ้าํ สัปดาห์ละ 3 วนั เป็ นเวลา 1 เดือน คดั เลือกพ้ืนที่ภายในศูนยว์ ิจยั ยางหนองคายที่มีแหล่งน้าํ เตรียมวสั ดุอปุ กรณ์ ดาํ เนินการการเตรียมแปลงปลูก ( Land preparation) โดยซีรูเลียมเป็นพชื ท่ีสามารถเจริญเติบโตไดใ้ นทุกระดบั ความเป็นกรดด่างของดินแต่ถา้ ดินท่ีเหมาะสมคือประมาณ6.0 – 6.5 หรือสภาพค่อนขา้ งเป็นกรดออ่ นๆถึงสภาพเป็ นกลาง กจ็ ะทาํ ใหก้ ารเจริญเติบโตไดด้ ี ก่อนการปลูกซีรูเลียมควรมีการเตรียมดินโดยการไถดะ 1 คร้ัง และไถพรวนอีก 2 คร้ัง เพ่ือกาํ จดั วชั พืชและปรับโครงสร้างดินให้เหมาะสมกบั การปลูก การเตรียมเมลด็ พนั ธุ์ (Seed treatment) ข้นั ตอนต่อมา คือการเพาะเมล็ด (Nursery practices) ใชถ้ ุงพลาสติกขนาด 2x4 นิ้ว วสั ดุปลูกที่เหมาะสมสาํ หรับปลูกควรเป็ นดินร่วนผสมแกลบดิบในอตั รา 1:1 เพ่ือทาํ ใหใ้ นถุงเพาะชาํ จบั ตวั แน่นและไม่แตกในช่วงการยา้ ยปลูกลงดิน และควรผสมป๋ ุยหินฟอสเฟตลงในดินปลูกอตั ราป๋ ุยหินฟอสเฟต 1กิโลกรัมต่อดินผสม 1 ลูกบาศกเ์ มตร ก่อนการเพาะ ควรคลุกเมลด็ ซีรูเลียมท่ีผ่านการทาํ ลายการพกัตวั แลว้ ดว้ ยไรโซเบียมโดยเพาะเมลด็ 2 - 3 เมล็ดต่อถุงเพาะเมล็ดที่ความลึก 1- 2 เซนติเมตร แลว้กลบเมล็ดเพ่ือป้ องกนั กนั เมล็ดลอยในช่วงการใหน้ ้าํ รดน้าํ วนั ละคร้ังช่วงเชา้ เมลด็ ซีรูเลียมจะงอกภายใน 2-5 วนั การยา้ ยปลูก (Transplanting)ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปลูกคือ ช่วงฤดูฝนต้งั แต่เดือนมิถุนายน จนถึง ปลายเดือนกรกฎาคม โดยมีข้นั ตอนดงั น้ี ไถเตรียมแปลงปลูก ก่อนการยา้ ยปลูกซีรูเลียม โดยการไถ 1 คร้ังและพรวน 2 คร้ัง ใชร้ ะยะปลูก 50 x 100 เซนติเมตร จาํ นวน 2 ตน้ต่อหลุม ขดุ หลมุ ปลูกขนาด 20 x 20 เซนติเมตร ลึก 20 เซนติเมตรและรองกน้ หลุมดว้ ยหินฟอสเฟตเลก็ นอ้ ย พ้ืนที่ 1 ไร่ ปลกู ได้ 3,200 หลุม หมายถึง เมลด็ 1 กิโลกรัมปลกู ได้ 2-4 ไร่ ตน้ กลา้ ท่ีจะนาํ มา

-344-ปลกู ควรมีอายอุ ยา่ งนอ้ ย 3 สปั ดาห์หลงั งอกงดการใหน้ ้าํ กลา้ ปลูกก่อนยา้ ยปลูก 1 - 2 วนั เพ่อื ใหด้ ินในถุงเพาะจบั ตวั แน่นทาํ ใหไ้ ม่แตกออกในช่วงการปลูก จากน้นั นาํ ตน้ กลา้ ออกจากถุงเพาะชาํ และปลูกในหลุม กลบรอบๆโคนต้นพืชท่ีปลูกให้แน่นด้วยมือ ให้น้าํ ทนั ทีหลังปลูกเสร็จการดูแลบาํ รุงรักษา (Field maintenance) ไดแ้ ก่ การใหน้ ้าํ ในช่วง 3 สัปดาห์แรกหลงั การยา้ ยปลกู ถา้ ฝนไม่ตกหรือทิ้งช่วง ควรใหน้ ้าํ ซีรูเลียมสัปดาห์ละ 2 คร้ัง จากน้นั จึงลดลงเหลือสัปดาห์ละคร้ัง ในช่วงการติดดอกควรให้น้าํ อยา่ งสม่าํ เสมอ ถา้ ขาดน้าํ จะทาํ ให้ดอกร่วงและทาํ ให้ไม่ติดฝักไดโ้ ดยใหน้ ้าํอยา่ งนอ้ ยสัปดาห์ละคร้ังการกาํ จดั วชั พชื อยา่ งนอ้ ย2 คร้ังหลงั การยา้ ยปลูก 15 และ 30 วนั การใส่ป๋ ุยซีรูเลียมใส่ป๋ ุยสูตร 15-15-15 ในอตั รา 15 กิโลกรัมต่อไร่จาํ นวน 2 คร้ังหลงั การยา้ ยปลูก 15 และ 30วนั โดยการโรยป๋ ุยเป็ นแนวตามแถวปลูกซีรูเลียม และใส่ห่างจากซีรูเลียมประมาณ 10 เซนติเมตรพร้อมท้งั กลบและให้น้าํ ทนั ทีและใส่ป๋ ุยสูตร 12-24-12 อตั รา 15 กิโลกรัมต่อไร่จาํ นวน 2 คร้ังในช่วงก่อนออกดอกคือช่วงกลางเดือนตุลาคมและตน้ พฤศจิกายน โดยโรยป๋ ุยเป็ นแนวตามแถวปลูกซีรูเลียมและใส่ให้ห่างจากซีรูเลียมประมาณ 10 เซนติเมตร พร้อมท้งั กลบป๋ ุยและใหน้ ้าํ ทนั ทีซ่ึงป๋ ุยสูตรดงั กล่าวจะมีฟอสฟอรัสในอตั ราท่ีสูงเพ่ือเป็นการเตรียมตน้ ซีรูเลียมใหพ้ ร้อมสาํ หรับออกดอกการทาํ คา้ งไมไ้ ผก่ ารใชไ้ มไ้ ผ่ทาํ คา้ งแบบกระโจมสาํ หรับให้ตน้ ซีรูเลียมเล้ือยข้ึนตามแนวคา้ งเพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพในการออกดอกและติดเมลด็ ควรทาํ คา้ งในช่วงหลงั การใส่ป๋ ุยสูตร 15-15-15คร้ังท่ี 2 หรือหลงั ยา้ ยปลูก 30 วนั การป้ องกนั กาํ จดั ศตั รูพืช ในช่วงแรกของการเจริญเติบโตน้นั ไม่มีปัญหาเกี่ยวกบั ศตั รูพชื การฉีดพน่ สารเคมีเพอ่ื ป้ องกนั และกาํ จดั ศตั รูพชื จึงไม่จาํ เป็น แต่ในช่วงระยะติดฝักอ่อนจะมีแมลงปากดูดเขา้ ทาํ ลายโดยการดูดกินฝักอ่อนและทาํ ให้เมล็ดไม่มีการพฒั นา จึงจาํ เป็ นต้องใช้สารเคมีฉีดพ่นเพ่ือกาํ จัดและควรทาํ เท่าที่จาํ เป็ นเท่าน้ันการเก็บเกี่ยวเมล็ดพนั ธุ์(Harvesting) สงั เกตไดจ้ ากสีของฝักเร่ิมเปลี่ยนเป็ นสีน้าํ ตาลเขม้ ซ่ึงจะตอ้ งเกบ็ เก่ียวทนั ที เนื่องจาถา้ปล่อยทิ้งไวฝ้ ักท่ีแก่น้นั จะแตกและดีดเมลด็ ออกไป จะเก็บเกี่ยวไม่ไดก้ ารเก็บเก่ียวมีวิธีดงั น้ีคือ ใช้กรรไกรตดั กิ่งไมข้ นาดเล็กตดั เฉพาะฝักแก่ออกจากตน้ ไม่ควรใชม้ ือดึงเพราะอาจทาํ ใหต้ น้ เสียหายได้ นาํ ฝักที่เก็บเก่ียวแลว้ ใส่ถุงตาข่ายพลาสติกและมดั ปากถุงใหเ้ รียบร้อยนาํ ถุงตาข่ายมาเก็บไวใ้ นโรงเรือนทีมีอากาศถ่ายเทสะดวกเพื่อทาํ การแปรสภาพต่อไป การแปรรูปเมลด็ (Seed processing)การแปรรูปเมล็ดซีรูเลียมหลงั การเก็บเก่ียว สามารถทาํ ไดโดยนาํ ฝักที่เก็บเกี่ยวไดไ้ ปตากแดดประมาณ 4 วนั ฝักจะแห้งและแตกออกเองแยกเมล็ดออกจากฝัดท่ีแตก แลว้ นาํ มาทาํ ความสะอาดคดั เมล็ดลีบและไม่ไดม้ าตรฐานออกเพื่อให้ไดเ้ มล็ดพนั ธุ์ท่ีมีคุณภาพ โดยน้าํ หนกั เมล็ดซีรูเลียม 1กิโลกรัมปกติจะมีเมลด็ ประมาณ 25,000 – 28,000 เมลด็ สําหรับตน้ ทุนการผลิตเมล็ดพืชคลุมซีรูเลียมจาํ นวน 2 ไร่ มีตน้ ทุนปี ที่ 1 คือ ค่าเมล็ด 1กิโลกรัม 500 บาท ค่าจา้ งเหมาปรับพ้ืนที่ 1,200 บาท ค่าวสั ดุอุปกรณ์เรือนเพาะชาํ 500 บาท ค่าระบบให้น้าํ 2,620 บาท แบ่งเป็ น ค่าจา้ งเหมาจดั ทาํ ระบบใหน้ ้าํ และค่าวสั ดุอุปกรณ์ระบบใหน้ ้าํ ค่ากรอกถุง 620 บาท ค่าแรงงานดูแลรักษา 9,920 บาท ค่าจา้ งเหมาปลูก 930 บาท ค่าจา้ งเหมาดูแลรักษารดน้าํ 2,790 บาท ค่าจา้ งเหมาใส่ป๋ ุย 1,220 บาท ค่าจา้ งเหมากาํ จดั วชั พืช 15,100 บาท ส่วนค่า

-345-วสั ดุอุปกรณ์ ไดแ้ ก่ ค่าถุงชาํ ซีรูเลียมขนาด 2 x 4 นิ้ว รวม 800 บาท ค่าดินกรอกถุง 1,500 บาท ค่าป๋ ุยเคมี 2,800 บาท ค่าสารเคมีกาํ จดั ศตั รูพืช รวม 500 บาท ค่าวสั ดุการเกษตร 500 บาท และค่าน้าํ มนั เช้ือเพลิงและหล่อลื่น 1,600 บาท เม่ือคิดตน้ ทุนในปี ที่ 1 (ปี งบประมาณ 2560) รวมท้งั สิ้น35,680 บาท และมีการประมาณการตน้ ทุนในปี ท่ี 2 และ 3 เท่ากนั คือปี ละ 37,860 บาทแบ่งเป็ นค่าจา้ งเหมาดูแลรักษารดน้าํ 9,920 บาท ค่าจา้ งเหมาใส่ป๋ ุย 1,220 บาท ค่าจ้างเหมากาํ จดั วชั พืช15,100 บาท ค่าจา้ งเหมาเกบ็ เก่ียวผลผลิต 14,880 บาท ค่าป๋ ุยเคมี 2,800 บาท ค่าวสั ดุการเกษตร 500 บาทและคา่ น้าํ มนั เช้ือเพลิงและหล่อลื่น 1,600 บาท รวมเป็นตน้ ทุนท้งั สิ้น เท่ากบั 111,400 บาท ดงั ตารางที่ 1ตารางที่ 1 ตน้ ทุนการผลิตเมลด็ พชื คลุมซีรูเลียมต่อปี ของศนู ยว์ จิ ยั ยางหนองคาย ปี งบประมาณ 2560 งบประมาณดาํ เนินการ2560 รายการ พนื้ ที่ (เป้ าหมาย 200 กโิ ลกรัมใน 2ปี งบประมาณ) ต้นทุนปี ท่ี 1 ต้นทุนปี ที่ 2 ต้นทุนปี ท่ี 3 ต้นทุนรวมตน้ ทุน1. คา่ เมลด็ พชื คลุมซีรูเลี่ยม 2,000 - - 5002. คา่ แปลงเพาะซีรูเลี่ยม2.1) คา่ จา้ งเหมาปรับพ้นื ท่ีสร้างคา้ ง 1,200 - - 1,2002.2) ค่าวสั ดุอุปกรณ์คา้ งแปลงเพาะ 500 - - 5003. คา่ จดั ทาํ ระบบใหน้ ้าํ3.1) ค่าจา้ งเหมาจดั ทาํ ระบบใหน้ ้าํ 620 - - 6203.2) ค่าวสั ดุอปุ กรณ์ระบบใหน้ ้าํ 2,000 - - 2,0004. ค่าแรงงานดแู ลรักษา4.1) ค่าจา้ งเหมากรอกถุง 620 - - 6204.2) ค่าจา้ งเหมา กาํ จดั วชั พชื 15,100 15,100 15,100 45,3004.3) ค่าจา้ งเหมารดน้าํ 7,440 7,440 7,440 22,3204.4) ค่าจา้ งเหมาเกบ็ เกี่ยว - 9,920 9,920 19,8405. ค่าถุงเพาะชาํ 800 - - 8006. คา่ ดินกรอกถุง 1,500 - - 1,5007. คา่ สารป้ องกนั กาํ จดั โรคและศตั รูพชื 500 500 500 1,5008. คา่ ป๋ ุยเคมี 2,800 2,800 2,800 8,4009. คา่ วสั ดุเช้ือเพลิงและหล่อลื่น 1,600 1,600 1,600 4,80010.ค่าวสั ดุการเกษตร 500 500 500 1,500 รวม 35,680 37,860 37,860 111,400

-346- ผลผลิตท่ีคาดว่าจะเก็บเก่ียวไดใ้ นแปลงน้ีในปี งบประมาณ 2561 จาํ นวน 50 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ราคาจาํ หน่ายอยทู่ ี่ 500 บาทต่อกิโลกรัม โดยศูนยว์ ิจยั ยางหนองคายปลูกในพ้ืนที่ 2 ไร่ ซ่ึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตเมล็ดพืชคลุมซีรูเลียมในเดือนมีนาคม-มิถุนายน พ.ศ. 2561 มีเป้ าหมายจาํ หน่ายเมล็ดในปี งบประมาณ 2561 จาํ นวน 100 กิโลกรัม และอีกจาํ นวน 100 กิโลกรัม ในปี งบประมาณ2562 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ ผลผลิตที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวไดในปี งบประมาณ 2561 จาํ นวน 100 กิโลกรัม ราคา และอีกจาํ นวน 100 กิโลกรัม ในปี งบประมาณ 2562 การโดยท่ีจะจาํ หน่ายในราคากิโลกรัมละ 500 บาท ซ่ึงจะสร้างรายไดจ้ ากงานวิจยั น้ีไม่น้อยกว่า 100,000 บาทใน 2 ปี งบประมาณ โดยจะไดด้ าํ เนินการประชาสัมพนั ธ์โครงการใหก้ บั การยางแห่งประเทศไทยเขตภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบน และการยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั ในพ้นื ที่ต่อไป ปัญหาที่สําคัญปัญหาหน่ึงของเมล็ดพนั ธุ์ก็คือ เมล็ดซีรูเลียมมีเปอร์เซ็นต์การงอกต่ําเน่ืองจากมีการพกั ตวั ของเมล็ด (Seed dormancy) จึงจาํ เป็ นตอ้ งทาํ ลายการพกั ตวั ของเมล็ดก่อนนาํ ไปเพาะเมลด็ ซ่ึงวิธีการทาํ ลายการพกั ตวั ของเมลด็ ซีรูเลียมที่เกิดจาดเปลือกหุม้ เมลด็ แขง็ น้นั คือการใชก้ รด โดยแช่เมล็ดดว้ ยกรดซลั ฟูริคเขม้ ขน้ 95 เปอร์เซ็นต์ เป็ นวิธีท่ีสะดวก รวดเร็ว สามารถปฏิบตั ิไดก้ บั เมลด็ พนั ธุ์เป็นจาํ นวนมากในระยะเวลาท่ีส้นั และมีประสิทธิภาพมากกวา่ วธิ ีอื่นๆ โดยการทาํ ลายการพกั ตวั ของเมลด็ ซีรูเลียมโดยการแช่เมลด็ ในกรดซลั ฟูริคเขม้ ขน้ มีข้นั ตอนดงั น้ีคือ นาํเมล็ดซีรูเลียมจาํ นวน 200 กรัม แช่ในกรดซลั ฟูริคเขม้ ขน้ 95 % ปริมาณ 100 ซีซี เป็ นเวลา 20 นาทีนาํ เมลด็ ที่ไดจ้ าการแช่กรด ไปใส่ลงในภาชนะที่บรรจุน้าํ เพอื่ ลา้ งในสภาพน้าํ ไหลเป็นเวลา 1 ชว่ั โมงตากเมล็ดท่ีลา้ งน้าํ แลว้ ให้แหง้ ในสภาพอุณหภูมิหอ้ ง คดั เมลด็ ที่พองตวั เน่ืองจากดูดซบั น้าํ ออกจากเมล็ดท่ียงั แขง็ อยู่ แลว้ นาํ ไปเพาะในวสั ดุเพาะชาํ นาํ เมล็ดที่ยงั ดูดซับน้าํ ไม่เต็มท่ีแช่น้าํ อีกคร้ังโดยใชเ้ วลาประมาณ2ชงั่ โมงจากน้นั นาํ เมลด็ มาตากใหแ้ หง้ คดั เมลด็ ที่พองตวั และนาํ ไปเพาะในวสั ดุเพาะชาํ การนําผลงานวจิ ัยไปใช้ประโยชน์ 1. เกษตรกรที่ใช้พืชคลุมซีรูเลี่ยม เพิ่มอินทรียวตั ถุและเพ่ิมธาตุอาหารให้แก่ดินจากการศึกษาพืชคลุมซีรุเลียมในสวนยางพาราและสวนปาลม์ น้าํ มนั เป็ นเวลา 5 ปี พบว่าการปลูกพืชคลุมซีรูเลียมเพียงอย่างเดียวทาํ ใหม้ ีปริมาณอินทรียวตั ถุจากเศษซากพืชคลุมสูงถึง 3.48 ตนั และมีปริมาณธาตุอาหารที่คืนให้แก่ดิน ไดแ้ ก่ ไนโตรเจน 81.0 กก./ไร่ฟอสฟอรัส 5.9 กก./ไร่ โปแตสเซียม24.8 กก./ไร่ แมกนีเซียม 8.6 กก./ไร่และแคลเซียม 63.6 กก./ไร่ 2. กองทุนพฒั นายาง 49(4) ของการยางแห่งประเทศไทยไดร้ ับรายไดจ้ ากการต่อยอดงานวจิ ยั ดา้ นการใชพ้ ืชคลุมดินในสวนยางเพอ่ื การลดใชส้ ารเคมี

-347- เอกสารอ้างองิสถาบนั วจิ ยั ยาง. 2556. คาํ แนะนาํ การปลูกพืชคลุมซีรูเลียมในสวนยาง สถาบนั วจิ ยั ยาง กรมวชิ าการ เกษตร. 36หนา้ .สถาบนั วิจยั ยาง. 2547. คู่มือหลกั สูตรฝึ กอบรมโครงการศูนยเ์ รียนรู้ยางพาราโดยมีส่วนร่วมของ เกษตรกร. สถาบนั วิจยั ยาง กรมวชิ าการเกษตร. หนา้ 101-127.

แปลงต้นแบบเทคโนโลยกี ารเสริมรายได้ แบบเห็นผลจริงในสวนยางของเกษตรกรโดยการยางแห่งประเทศไทย Converting Prototypes of Real Income Technology in Small Holder by RAOT เกษตร แนบสนิท1 บทคดั ย่อ วตั ถุประสงคก์ ารศึกษา การจดั ทาํ แปลงตน้ แบบเทคโนโลยกี ารเสริมรายไดแ้ บบเห็นผลจริงในสวนยางของเกษตรกรโดยการยางแห่งประเทศไทย เพือ่ การบูรณาการเทคโนโลยดี า้ นการเสริมรายไดใ้ นสวนยางของสถาบนั วิจัยยาง ร่วมกบั ภูมิปัญญาชาวบ้านในแต่ละพ้ืนท่ี โดยนาํ ขอ้ มูลวิชาการดา้ นอ่ืนๆ เช่น ขอ้ มูลศกั ยภาพดิน ปริมาณน้าํ ฝน ขอ้ มูลตลาด เศรษฐกิจและสังคม มาพิจารณาร่วมกัน โดยดาํ เนินการในแปลงเกษตรกรของการยางแห่งประเทศไทยในเขตภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบน 5 จงั หวดั ๆละ 1 ราย ไดแ้ ก่ 1) นายเตชสิทธ์ สุวรรณศรี 57 ม. 1 ต.กกแดงอ.นิคมคาํ สร้อย จ.มุกดาหาร ยางอายุ 3 ปี พ้ืนที่ 7.65 ไร่เกษตรกรเสนอรูปแบบการเสริมรายไดเ้ ป็ นการปลกู พชื 13 ชนิด ไดแ้ ก่ กลว้ ยน้าํ วา้ พนั ธุ์ปากช่อง 50 กลว้ ยน้าํ วา้ พนั ธุ์พ้นื บา้ น กลว้ ยหอมทองปทุมนอ้ ยหน่า ผกั หวานป่ า สับปะรด ข่าเหลือง หญา้ เนเปี ยร์มะละกอ พริก มะเขือ ถว่ั ลิสง และผกั สวนครัวแซมบริเวณแถวยางพาราโดยลงทุน 29,000 บาท ไดผ้ ลตอบแทนปี ที่ 1 เท่ากบั 52,800 บาทกาํ ไรสุทธิ 23,800 บาท และพบวา่ ไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของตน้ ยางในรอบ 6 เดือน 2)นายสาํ โรง ใจสิริ 186 ม.1 ต.เหล่าใหญ่ อ.กฉุ ินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ยางอายุ 3 ปี พ้ืนที่ 5 ไร่ เกษตรกรเสนอรูปแบบการเสริมรายไดโ้ ดยปลูกพชื 3 ชนิด ไดแ้ ก่ กลว้ ยน้าํ วา้ พนั ธุ์ปากช่อง50 กลว้ ยหอมทองปทุม ตะไคร้ และมีการเพาะเห็ดฟางแซมบริเวณแถวยาง โดยลงทุน 27,000 บาท ไดผ้ ลตอบแทนปีท่ี 1 เท่ากบั 52,000 บาท กาํ ไรสุทธิ 25,000 บาทและพบว่าไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของตน้ ยางในรอบ 6 เดือน 3) น.ส.ธนรรญชนก โคตรปัตถา 266 ม.2 ต.โนนทนั อ.เมือง จ.หนองบวั ลาํ ภูยางอายุ 2 ปี พ้ืนท่ี 7 ไร่ เกษตรกรเสนอรูปแบบการเสริมรายไดเ้ ป็ นการปลูกพืช 3 ชนิด ไดแ้ ก่กลว้ ยน้าํ วา้ พนั ธุ์ปากช่อง50 ฟักทอง และฟักเขียว แซมระหวา่ งแถวยาง โดยลงทุน 29,000 บาท ได้ผลตอบแทนปี ที่ 1 เท่ากบั 61,000 บาท คิดเป็ นกาํ ไรสุทธิ 32,000 บาท และพบวา่ ไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของตน้ ยางในรอบ 6 เดือน 4) นายลาํ ดวน วรรณศรี 82 ม.17 ต.วานรนิวาส อ.วานรนิวาส จ.สกลนครยางอายุ 3 ปี จาํ นวน 11 ไร่ เกษตรกรเสนอรูปแบบการเสริมรายไดเ้ ป็ นการปลูกพชื 3 ชนิด ไดแ้ ก่ กลว้ ยน้าํ วา้ พนั ธุ์ปากช่อง50 ตะไคร้ และเผอื กหอม แซมระหวา่ งแถวยางพารา มี1 ศูนยว์ จิ ยั ยางหนองคาย ต.พระบาทนาสิงค์ อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย 43120

-349-การลงทุน 24,780 บาท ไดผ้ ลตอบแทนปี ที่ 1 เท่ากบั 35,250 บาท กาํ ไรสุทธิ 10,470 บาท และพบวา่ ไมม่ ีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของตน้ ยางในรอบ 6 เดือน และ5) นางทนง แกว้ วงษา 214ม.8 ต.นาแขม อ.เมือง จ.เลย ยางอายุ 2 ปี พ้ืนที่ 10 ไร่ เกษตรกรเสนอรูปแบบการเสริมรายไดเ้ ป็ นการปลูกพืช 2 ชนิด ไดแ้ ก่ กลว้ ยน้าํ วา้ พนั ธุ์พ้ืนเมือง และขา้ วโพดเล้ียงสัตว์ แซมระหว่างแถวยางพารา มีการลงทุน 22,000 บาท ไดผ้ ลตอบแทนปี ที่ 1 เท่ากบั 56,400 บาท กาํ ไรสุทธิ 34,400บาท และพบวา่ ไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของตน้ ยางในรอบ 6 เดือนในปี งบประมาณ 2561ไดม้ ีการปรับเปลี่ยนโครงการเป็ น “แปลงตน้ แบบสวนยางการสงเคราะห์ปลูกแทนแบบ 5 ปลูกแทนแบบเกษตรผสมผสาน”ตามขอ้ คดิ เห็นคณะอนุกรรมการฯ 49(4)คาํ สําคญั : ยางพารา, แปลงตน้ แบบ, การเสริมรายได้ บทนํา ปัจจุบนั เทคโนโลยกี ารเสริมรายไดใ้ นสวนยาง มีความจาํ เป็นอยา่ งมาก เน่ืองจากปริมาณการผลิตยางของประเทศก็ยงั สูงอยู่ ตวั อยา่ งเช่น ในปี 2556 ประเทศไทยผลิตยางรวมท้งั สิ้น 4.305 ลา้ นตนัและเม่ือเศรษฐกิจโลกตกต่าํ ความตอ้ งการใชย้ างธรรมชาติของโลกก็ชะลอตวั ตาม ทาํ ใหร้ าคายางตกต่าํ ลงไปดว้ ย ซ่ึงปัญหาของการปลูกพชื ยางพาราเป็นพืชเชิงเด่ียวคือเมื่อราคายางตกต่าํ ทาํ ใหเ้ กิดปัญหาความเดือดร้อนเกษตรกรชาวสวนยาง จนตอ้ งออกมาชุมุนมเรียกร้องใหร้ ัฐบาลช่วยเหลือทุกปี ทาํ ให้ก่อนหนา้ น้ีในทุกรัฐบาลเสียเงินเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไปหลายหมื่นลา้ นบาท ดงั น้นัภาครัฐและผเู้ ก่ียวขอ้ งทุกฝ่ ายจาํ เป็ น ตอ้ งการแกไ้ ขปัญหาเร่งด่วน ก่อนคือ ทาํ อยา่ งไรใหเ้ กษตรกรชาวสวนยางจะเพ่ิมรายไดใ้ นสวนยางใหม้ ากยง่ิ ข้ึน วตั ถุประสงคก์ ารศึกษา การจดั ทาํ แปลงตน้ แบบเทคโนโลยกี ารเสริมรายไดแ้ บบเห็นผลจริงในสวนยางของเกษตรกรโดยการยางแห่งประเทศไทยเพอ่ื การบูรณาการเทคโนโลยดี า้ นการเสริมรายไดใ้ นสวนยางของสถาบนั วิจยั ยาง ร่วมกบั ภูมิปัญญาชาวบา้ นในแต่ละพ้ืนที่ รวมถึงนาํ ขอ้ มูลดา้ นอ่ืนๆ เช่น ขอ้ มูลศกั ยภาพดิน ขอ้ มูลสภาพภูมิอากาศขอ้ มลู ของพชื ท่ีนาํ มาเสริมรายได้ ขอ้ มูลสภาพตน้ ทุนดา้ นการผลิต ช่องทางจาํ หน่ายในตลาด ขอ้ มลูเศรษฐกิจและสงั คม รวมถึงความมีส่วนร่วมของเกษตรกรดว้ ย ระเบียบวธิ ีการวจิ ัยอปุ กรณ์ 1. พชื และรูปแบบการเสริมรายได้ ที่ใชใ้ นการทดลองประกอบดว้ ย 1.1 จงั หวดั มุกดาหาร ไดแ้ ก่ กลว้ ยน้าํ วา้ พนั ธุ์ปากช่อง50 กลว้ ยน้าํ วา้ พนั ธุ์พ้ืนบา้ น กลว้ ยหอมทองปทุม นอ้ ยหน่า ผกั หวานป่ า สับปะรด ข่าเหลือง หญา้ เนเปี ยร์ มะละกอ พริก มะเขือ และถว่ั ลิสง

-350- 1.2 จงั หวดั กาฬสินธุ์ ไดแ้ ก่ กลว้ ยน้าํ วา้ พนั ธุ์ปากช่อง50 กลว้ ยหอมทองปทุม และ ตะไคร้ 1.3 จงั หวดั หนองบวั ลาํ ภู ไดแ้ ก่ กลว้ ยน้าํ วา้ พนั ธุ์ปากช่อง50 ฟักทอง และฟักเขียว 1.4 จงั หวดั สกลนคร ไดแ้ ก่ กลว้ ยน้าํ วา้ พนั ธุป์ ากช่อง50 เผอื ก และตะไคร้ 1.5 จงั หวดั เลย ไดแ้ ก่ กลว้ ยน้าํ วา้ พนั ธุ์พ้นื เมือง และขา้ วโพดเล้ียงสัตว์ 2. ป๋ ุยเคมีป๋ ุยอินทรีย์ บาํ รุงพชื เสริมรายได้ 3. สารเคมีกาํ จดั วชั พืช 4. สีน้าํ มนั สาํ หรับทาํ เคร่ืองหมายตน้ ยาง 5. สายวดั สาํ หรับวดั การเจริญเติบโตของตน้ ยาง 6. ป้ ายแปลงทดลองวธิ ีการ 1. ดาํ เนินการช้ีแจงวตั ถุประสงคแ์ ละแนวทางการปฏิบตั ิงานของโครงการฯ ใหเ้ จา้ หนา้ ท่ีในพ้นื ที่เป้ าหมาย 5 จงั หวดั ไดแ้ ก่ การยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั มุกดาหาร การยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั หนองบวั ลาํ ภู การยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั กาฬสินธุ์ การยางแห่งประเทศไทยจงั หวดัสกลนคร และการยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั เลย 2. จากน้ันคดั เลือกเกษตรกรท่ีมีความพร้อม โดยให้ขอ้ มูลด้านวิชาการยางพารา ด้านเศรษฐกิจ และดา้ นอ่ืนๆ กบั เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรเสนอรูปแบบการเสริมรายไดใ้ นสวนยางของตนเอง 3. เร่ิมดาํ เนินการโครงการฯ ดาํ เนินการเก็บขอ้ มูลดา้ นชนิด และลกั ษณะการเสริมรายได้ขอ้ มลู การลงทุนขอ้ มูลผลตอบแทนสุทธิ และขอ้ มลู ดา้ นผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของตน้ ยาง เวลาและสถานท่ีระยะเวลา ตุลาคม 2559 - กนั ยายน 2560สถานที่ดาํ เนินการ สวนยางเกษตรกรของการยางแห่งประเทศไทย 5 จงั หวดั ไดแ้ ก่ การยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั มุกดาหาร การยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั หนองบวั ลาํ ภู การยางแห่งประเทศไทยจงั หวดักาฬสินธุ์ การยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั สกลนคร และการยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั เลย ผลการทดลองและวจิ ารณ์ จากดาํ เนินการเก็บขอ้ มูลดา้ นชนิด และลกั ษณะการเสริมรายได้ ขอ้ มูลการลงทุน ขอ้ มูลผลตอบแทนสุทธิ และขอ้ มูลดา้ นผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของตน้ ยาง พบวา่

-351- 1. แปลงต้นแบบเทคโนโลยีการเสริมรายได้แบบเห็นผลจริงในสวนยางของเกษตรกร โดยการยางแห่งประเทศไทยจังหวดั มุกดาหารเกษตรกรช่ือ นายเตชสิทธ์สุวรรณศรี บา้ นเลขท่ี 57 หมู่ท่ี1 บา้ นกกแดง ตาํ บลกกแดง อาํ เภอนิคมคาํ สร้อย จงั หวดั มุกดาหาร สวนยางอายุ 3 ปี ปลูกยางพาราพนั ธุ์ RRIT 408 ระยะปลกู 3 x 7 เมตรจาํ นวน 567 ตน้ พ้นื ที่ 7.65 ไร่เกษตรกรเสนอรูปแบบการเสริมรายไดใ้ นสวนยางของตนเองเป็ นการปลูกพืช 13 ชนิด ไดแ้ ก่ กลว้ ยน้าํ วา้ ปากช่อง 50 จาํ นวน50 ตน้ ระยะปลูกจากตน้ ยาง 3.5 x 5 เมตร กลว้ ยน้าํ วา้ พนั ธุ์พ้นื บา้ นจาํ นวน 212 ตน้ ระยะปลูกจากตน้ ยาง 3.5 x 5 เมตร กลว้ ยหอมทองปทุมจาํ นวน 200 ตน้ ระยะปลูกจากตน้ ยาง 3.5 x 5 เมตรนอ้ ยหน่า จาํ นวน 200 ตน้ ระยะปลูกจากตน้ ยาง 3.5 x 5 เมตร (ปลูกระหวา่ งตน้ กลว้ ย) ผกั หวานป่ าจาํ นวน 200 ต้น ระยะปลูกจากต้นยาง 3.5x5 เมตร (ปลูกระหว่างต้นกล้วยและน้อยหน่า)สบั ปะรดจาํ นวน 250 ตน้ ปลกู เป็นแปลงระหว่างแถวยางข่าเหลือง 150 กิโลกรัมปลกู ระหวา่ งแถวยางหญา้ เนเปี ยร์เล้ียงสัตว์ มะละกอ พริก มะเขือ ถวั ลิสง และผกั สวนครัว แซมบริเวณตน้ ยางพาราและแซมบริเวณแถวยางพารามีการลงทุนท้งั หมด 29,000 บาท ไดผ้ ลตอบแทนในปี ท่ี 1 เท่ากบั52,800 บาท คิดเป็ นกาํ ไรสุทธิ 23,800 บาท และพบวา่ ไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของตน้ยางในรอบ 6 เดือนดงั ภาพที่ 1 - 2ภาพท่ี 1 แปลงตน้ แบบเทคโนโลยีการเสริมรายไดแ้ บบเห็นผลจริงในสวนยางของเกษตรกร โดย การยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั มุกดาหาร นายเตชสิทธ์ สุวรรณศรี บา้ นเลขท่ี 57 หมู่ท่ี 1 บา้ นกกแดง ตาํ บลกกแดง อาํ เภอนิคมคาํ สร้อย จ.มุกดาหาร

-352-ภาพที่ 2 แปลงตน้ แบบเทคโนโลยีการเสริมรายไดแ้ บบเห็นผลจริงในสวนยางของเกษตรกร โดย การยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั มุกดาหาร นายเตชสิทธ์ สุวรรณศรี บา้ นเลขที่ 57 หมู่ท่ี 1 บา้ นกกแดง ตาํ บลกกแดง อาํ เภอนิคมคาํ สร้อย จ.มุกดาหาร 2. แปลงต้นแบบเทคโนโลยีการเสริมรายได้แบบเห็นผลจริงในสวนยางของเกษตรกร โดยการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดกาฬสินธ์ุ เกษตรกรช่ือ นายสําโรง ใจสิริ บา้ นเลขท่ี186 หมู่ท่ี1บา้ นเหล่าใหญ่ ตาํ บลเหล่าใหญ่ อาํ เภอกุฉินารายณ์ จงั หวดั กาฬสินธุ์ สวนยางอายุ 3 ปี พ้ืนที่ 5 ไร่เกษตรกรเสนอรูปแบบการเสริมรายไดใ้ นสวนยางของตนเองเป็ นการปลูกพืช 3 ชนิด กลว้ ยน้าํ วา้พนั ธุ์ปากช่อง 50 กลว้ ยหอมทองปทุมจาํ นวนอยา่ งละ 100 ตน้ ระยะปลูกจากตน้ ยาง 3.5 x 5 เมตรและตะไคร้ จาํ นวน 100 กิโลกรัม ระยะปลูก 1 x 0.8 เมตร มีการเพาะเห็ดฟางแซมบริเวณแถวยางพารา มีการลงทุนท้งั หมด 27,000 บาท ไดผ้ ลตอบแทนในปี ที่ 1 เท่ากบั 52,000 บาท คิดเป็ นกาํ ไรสุทธิ 25,000 บาทและพบว่าไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของตน้ ยางในรอบ 6 เดือนดงัภาพที่ 3 - 4

-353-ภาพที่ 3 แปลงตน้ แบบเทคโนโลยีการเสริมรายไดแ้ บบเห็นผลจริงในสวนยางของเกษตรกร โดย การยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั กาฬสินธุ์ นายสาํ โรง ใจสิริ บา้ นเลขที่ 186 หมู่ที่1 บา้ น เหล่าใหญ่ ตาํ บลเหลา่ ใหญ่ อาํ เภอกฉุ ินารายณ์ จงั หวดั กาฬสินธุ์ภาพท่ี 4 แปลงตน้ แบบเทคโนโลยีการเสริมรายไดแ้ บบเห็นผลจริงในสวนยางของเกษตรกร โดย การยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั กาฬสินธุ์ นายสําโรง ใจสิริ บา้ นเลขที่ 186 หมู่ที่1 บา้ น เหล่าใหญ่ ตาํ บลเหล่าใหญ่อาํ เภอกฉุ ินารายณ์ จงั หวดั กาฬสินธุ์

-354- 3. แปลงต้นแบบเทคโนโลยีการเสริมรายได้แบบเห็นผลจริงในสวนยางของเกษตรกร โดยการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดหนองบัวลําภู เกษตรกรชื่อ นางสาวธนรรญชนก โคตรปัตถาบา้ นเลขท่ี 266 หมู่ที่ 2 บา้ นโนนทนั ตาํ บลโนนทนั อาํ เภอเมือง จงั หวดั หนองบวั ลาํ ภู สวนยางอายุ 2ปี พ้นื 7 ไร่ ปลูกยางพนั ธุ์ RRIM 600 ระยะปลกู 3 x 7 เมตร จาํ นวน 532 ตน้ เกษตรกรเสนอรูปแบบการเสริมรายได้ในสวนยางของตนเองเป็ นการปลูกพืช 3 ชนิด ไดแ้ ก่ กลว้ ยน้าํ วา้ ปากช่อง 50จาํ นวน 400 ตน้ ระยะปลูกจากตน้ ยาง 3.5 x 4 เมตรฟักทองจาํ นวน 300 ตน้ ระยะปลูกจากตน้ ยาง1.75 x 3 เมตร(ปลกู ระหวา่ งตน้ กลว้ ยและตน้ ยาง) และฟักเขียวจาํ นวน 300 ตน้ ระยะปลูกจากตน้ ยาง1.75 x 3 เมตร (ปลูกระหวา่ งตน้ กลว้ ยและตน้ ยาง) แซมระหว่างแถวยางพารา มีการลงทุนท้งั หมด29,000 บาท ไดผ้ ลตอบแทนในปี ที่ 1 เท่ากบั 61,000 บาท คิดเป็ นกาํ ไรสุทธิ 32,000 บาท และพบวา่ไม่มีผลกระทบตอ่ การเจริญเติบโตของตน้ ยางในรอบ 6 เดือน ดงั ภาพที่ 5 - 6ภาพที่ 5 แปลงตน้ แบบเทคโนโลยีการเสริมรายไดแ้ บบเห็นผลจริงในสวนยางของเกษตรกร โดย การยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั หนองบวั ลาํ ภู นางสาวธนรรญชนก โคตรปัตถา บา้ นเลขท่ี 266 หม่ทู ี่ 2 บา้ นโนนทนั ตาํ บลโนนทนั อาํ เภอเมือง จงั หวดั หนองบวั ลาํ ภู

-355-ภาพที่ 6 แปลงตน้ แบบเทคโนโลยีการเสริมรายไดแ้ บบเห็นผลจริงในสวนยางของเกษตรกร โดย การยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั หนองบวั ลาํ ภู นางสาวธนรรญชนก โคตรปัตถา บา้ นเลขที่ 266 หม่ทู ี่ 2 บา้ นโนนทนั ตาํ บลโนนทนั อาํ เภอเมือง จงั หวดั หนองบวั ลาํ ภู 4. แปลงต้นแบบเทคโนโลยีการเสริมรายได้แบบเห็นผลจริงในสวนยางของเกษตรกร โดยการยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั สกลนคร เกษตรกรช่ือ นายลาํ ดวน วรรณศรี บา้ นเลขท่ี 82 หมู่ท่ี 17บา้ นหินเหิบ ตาํ บลวานรนิวาส อาํ เภอวานรนิวาส จงั หวดั สกลนคร สวนยางอายุ 3 ปี พ้ืนท่ี 10 ไร่ปลูกยางพนั ธุ์ RRIM 600 ระยะปลูก 3 x 6 เมตร จาํ นวน 968 ตน้ เกษตรกรเสนอรูปแบบการเสริมรายไดใ้ นสวนยางของตนเองเป็ นการปลูกพืช 3 ชนิด กลว้ ยน้าํ หวา้ ปากช่อง50 ระยะปลูก 6 x 6เมตร จาํ นวน 200 ตน้ ตะไคร้ ระยะปลูก 1 x 0.8 เมตร จาํ นวน 3,500 หลุม และเผอื กหอมระยะปลกู30 x 30 เซนติเมตร จาํ นวน 2,000 ตน้ แซมระหวา่ งแถวยางพารา มีการลงทุนท้งั หมด 24,780 บาทได้ผลตอบแทนในปี ที่ 1 เท่ากับ 35,250 บาท คิดเป็ นกาํ ไรสุทธิ 10,470 บาท และพบว่าไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของตน้ ยางในรอบ 6 เดือน ดงั ภาพที่ 7 - 8

-356-ภาพท่ี 7 แปลงตน้ แบบเทคโนโลยีการเสริมรายไดแ้ บบเห็นผลจริงในสวนยางของเกษตรกร โดย การยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั หนองบวั ลาํ ภู นายลาํ ดวน วรรณศรี บา้ นเลขที่ 82 หมู่ที่ 17 บา้ นหินเหิบ ตาํ บลวานรนิวาส อาํ เภอวานรนิวาส จงั หวดั สกลนครภาพท่ี 8 แปลงตน้ แบบเทคโนโลยีการเสริมรายไดแ้ บบเห็นผลจริงในสวนยางของเกษตรกร โดย การยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั หนองบวั ลาํ ภู นายลาํ ดวน วรรณศรี บา้ นเลขที่ 82 หมู่ท่ี 17 บา้ นหินเหิบ ตาํ บลวานรนิวาส อาํ เภอวานรนิวาส จงั หวดั สกลนคร

-357- 5. แปลงต้นแบบเทคโนโลยีการเสริมรายได้แบบเห็นผลจริงในสวนยางของเกษตรกร โดยการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดเลย เกษตรกรชื่อ นางทนง แกว้ วงษาบา้ นเลขที่ 214 หมู่ที่8 ตาํ บลนาแขม อาํ เภอเมือง จงั หวดั เลย สวนยางอายุ 2 ปี จาํ นวน 10 ไร่ ปลูกยางพนั ธุ์ RRIT 251 ระยะปลกู3 x 7 เมตร จาํ นวน 760 ตน้ เกษตรกรเสนอรูปแบบการเสริมรายไดใ้ นสวนยางของตนเองเป็ นการปลูกพืช 2 ชนิด คือกลว้ ยน้าํ วา้ พนั ธุ์พ้นื เมืองจาํ นวน 800 ตน้ ระยะปลูกจากตน้ ยาง 3.5 x 5 เมตรและขา้ วโพดเล้ียงสตั ว์ จาํ นวน 20 กิโลกรัม ระยะปลูกจากตน้ ยาง 3.5 x 4 เมตร แซมระหวา่ งแถวยางพารา มีการลงทุนท้งั หมด 22,000 บาท ไดผ้ ลตอบแทนในปี ท่ี 1 เท่ากบั 56,400 บาท คิดเป็ นกาํ ไรสุทธิ 34,400 บาท และพบวา่ ไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของตน้ ยางในรอบ 6 เดือน ดงัภาพท่ี 9 - 10ภาพที่ 9 แปลงตน้ แบบเทคโนโลยีการเสริมรายไดแ้ บบเห็นผลจริงในสวนยางของเกษตรกร โดย การยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั เลย นางทนง แกว้ วงษา บา้ นเลขท่ี 214 หมู่ท่ี8 ตาํ บลนาแขม อาํ เภอเมือง จงั หวดั เลย

-358-ภาพที่ 10 แปลงตน้ แบบเทคโนโลยีการเสริมรายไดแ้ บบเห็นผลจริงในสวนยางของเกษตรกร โดย การยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั เลย นางทนง แกว้ วงษาบา้ นเลขที่ 214 หมู่ท่ี 8 ตาํ บลนาแขม อาํ เภอเมือง จงั หวดั เลย สรุปผลการวิจยั และข้อเสนอแนะ สรุปการลกั ษณะการเสริมรายได้ ขอ้ มูลการลงทุน ขอ้ มูลผลตอบแทนสุทธิ และขอ้ มูลดา้ นผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของตน้ ยางของเกษตรกรท่ีเขา้ ร่วมโครงการฯใน 5 จงั หวดั น้นั พบว่ามีการลงทุนเฉล่ีย 26,356 บาทต่อราย มีรายไดไ้ ดผ้ ลตอบแทนปี ท่ี 1เท่ากบั 51,490 บาทต่อราย โดยคิดกาํ ไรสุทธิ 25,134 บาทต่อราย คิดเป็ นร้อยละ 95.36 ในปี งบประมาณ 2561 โครงการไดม้ ีการปรับเปลี่ยนโครงการเป็ น “แปลงตน้ แบบสวนยางการสงเคราะห์ปลูกแทนแบบ 5 ปลูกแทนแบบเกษตรผสมผสาน”ตามข้อคิดเห็นคณะอนุกรรมการฯ 49(4) เพื่อความเหมาะสมกับสภาพสถานการณ์และความตอ้ งการของเกษตรกร การนําผลงานวจิ ยั ไปใช้ประโยชน์ 1. มีแบบจาํ ลองรูปแบบการเสริมรายไดใ้ นสวนยางของเกษตรกรในแต่ละพ้นื ที่ เพื่อสร้างตน้ แบบในการสร้างความเขม้ แขง็ ใหเ้ กษตรกรและสถาบนั เกษตรกรชาวสวนยาง 2. ช่วยสร้างภาพลกั ษณ์องคก์ รที่ดีของการยางแห่งประเทศไทยในทศั นคติเกษตรกรชาวสวนยาง เอกสารอ้างองิสถาบนั วจิ ยั ยาง. 2547. ขอ้ มลู ทางวชิ าการยางพารา สถาบนั วจิ ยั ยาง กรมวชิ าการเกษตร. หนา้ 38.

เสริมรายได้ของเกษตรกรในสวนยางทม่ี ีร่มเงาRevenue of Farmers in Rubber Plantations นริสา จนั ทร์เรือง1 วเิ ชียร หงษม์ ณี1 บทคดั ย่อ โครงการแบ่งเป็ น 2 กิจกรรม คือ สํารวจและคดั เลือกสวนยางท่ีประสบผลสําเร็จ และคดั เลือกเกษตรกรที่เขา้ ร่วมโครงการ เพื่อทาํ เป็ นสวนยางตน้ แบบ โครงการน้ีเป็ นโครงการท่ีเร่ิมดาํ เนินการในปี 2560 เป็นโครงการใชเ้ วลา1ปี โดยการสาํ รวจเกษตรกรชาวสวนยางในพ้นื ท่ีจงั หวดัสงขลา และได้คดั เลือกเกษตรกรเพื่อทาํ แปลงตน้ แบบการเสริมรายไดใ้ นสวนยาง มีเกษตรกรชาวสวนยางเขา้ ร่วมโครงการจาํ นวน 12 ราย เพื่อทาํ เป็ นสวนยางตน้ แบบ โดยการปลูกผกั เหลียงร่วมกบั การเล้ียงผ้งึ ในสวนยางที่เปิ ดกรีดแลว้ และการปลูกกาแฟในสวนยางพารา ซ่ึงเม่ือดาํ เนินการไปแลว้ 1ปี ผลผลิตของผกั เหลียงยงั ไม่ได้เก็บผลผลิต และส่วนของผ้ึงได้มีผลผลิตน้าํ ผ้ึงแล้วเกษตรกรจะสามารถมีรายไดเ้ พิ่มข้ึนจากการทาํ สวนยางเพียงอยา่ งเดียว ลดการพ่ึงพาจากหน่วยงานของรัฐคาํ สําคญั : เกษตรกร (Famers), รายได้ (Revenue), สวนยาง (Rubber Plantation)1 ศูนยว์ จิ ยั ยางสงขลา ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110

-360- บทนํา ในสภาพปัจจุบนั ราคายางตกต่าํ เกษตรกรรายยอ่ ยมีรายไดล้ ดลงทาํ ใหเ้ ดือดร้อนกระทบการครองชีพในครัวเรือน ในที่สุดก็กระทบกบั รัฐที่ตอ้ งหาทางช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ การดาํ เนินกิจกรรมการเสริมรายไดใ้ นสวนยางท่ีมีร่มเงาเกษตรกรจะมีรายได้ เพ่ิมข้ึนจากการดาํ เนินกิจกรรมต่างๆโดยใชต้ น้ แบบจากเกษตรกรที่ประสบผลสาํ เร็จมาแลว้ เป็ นตวั อยา่ ง การเสริมรายไดใ้ นสภาพร่มเงาสามารถดาํ เนินไดห้ ลายอยา่ งเช่น การเล้ียงสตั ว์ การปลกู ไมผ้ ล การปลกู ไม่ป่ าพืชเสริมรายได้ในสวนยางที่ปลูกไดใ้ นสภาพร่มเงาคืออายยุ าง 1-3 ปี สามารถปลูกพืชแซมไดห้ ลายชนิดเช่น พืชลม้ ลุกที่มีอายสุ ้นั ไดแ้ ก่ขา้ วโพด ขา้ วไร่ ถว่ั ลิสง ฟักทอง ผกั ต่างๆ พืชจาํ พวกน้ีควรปลูกห่างจากแถวยาง 1 เมตร กลว้ ย มะละกอควรปลูกก่ึงกลางแถวยางเม่ือยางอาย3ุ ปี ข้ึนไปจะแนะนาํ ใหป้ ลูก ขิง ข่าขมิน้ และพชื สมุนไพรและเม่ือยางอายุ 5 ปี ข้ึนไปจะปลูกพชื จาํ พวก สละ ระกาํ และผกั เหลียง ไมป้ ่ าเศรษฐกิจเช่นตะเคียนทอง ยางนา ตาํ เสา การประกอบอาชีพเสริมรายไดอ้ ื่นๆของชาวสวนยางเช่นการเพาะเห็ด การเล้ียงผ้ึง การปลูกกาแฟในสวนยาง ซ่ึงรูปแบบในการดาํ เนินกิจกรรมจะเป็ นรูปแบบการปลกู ผกั เหลียง การปลกู กาแฟ และการเล้ียงผ้งึ ในสวนยาง อยา่ งไรกต็ าม การปลูกยางพาราในระยะยาว เกษตรกรชาวสวนยางไม่ควรพ่งึ พารายไดจ้ ากยางเพียงอย่างเดียว เกษตรกรควรมีการปลูกพืชเสริมรายไดแ้ ละสร้างรายได้ เพ่ือใหม้ ีการกระจายรายได้ไปยงั กิจกรรมต่างๆ เช่นการทาํ เกษตรแบบผสมผสานโดยน้อมนําพระราชดาํ ริหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใชใ้ หเ้ กิดความพอเพยี ง ซ่ึงสามารถช่วยแกป้ ัญหาใหก้ บั เกษตรกรไดใ้ นช่วงท่ีราคายางพาราตกต่าํ สาํ นกั วจิ ยั พฒั นาการเกษตรเขตท่ี 8 (2559) พืชแซมยางในระยะก่อนยางใหผ้ ลิตในช่วงยางอายุ 1-3 ปี สามารถปลูกพืชแซมไดห้ ลายชนิดเช่น พืชลม้ ลุกที่มีอายุส้ันไดแ้ ก่ขา้ วโพด ขา้ วไร่ ถว่ัลิสง ฟักทอง ผกั ต่างๆ พชื จาํ พวกน้ีควรปลกู ห่างจากแถวยาง1เมตร กลว้ ย มะละกอควรปลกู ก่ึงกลางแถวยาง มนั ข้ีหนูอีกหน่ึงพชื ยอดนิยมในพ้นื ท่ีภาคใตร้ าคากิโลกรัมละ 80บาทปลูกง่ายรายไดก้ ด็ ี ให้ผลผลิต 800-1,300 กิโลกรัมต่อไร่ ตน้ ทุนประมาณ 15,000 บาทต่อไร่ สร้างรายได้ 24,000-39,000บาทต่อไร่ เม่ือยางพาราอายุ5ปี ข้ึนไปจะเป็ นการปลูกพืชร่วมยาง เช่นผกั เหลียง สละ ระกาํ ไมป้ ่ าเศรษฐกิจ กาแฟ หวาย กระวาน ดอกหนา้ ววั และไมป้ ระดบั ส่วนการเล้ียงสัตวเ์ ช่น การเล้ียงแพะการเล้ียงผ้งึ ในสวนยางพารา สถาบนั วิจยั ยาง (2534) อาชีพเสริมอ่ืนๆท่ีเหมาะกบั ชาวสวนยางเช่นการเพาะเห็ดฟางดว้ ยทะลายปาลม์ ในสวนยางการเล้ียงผ้ึงตลอดจนการปรับเปล่ียนพ้ืนที่ยางบางส่วนเพื่อปลูกพืชอื่นๆเช่นปาลม์ น้าํ มนั กลว้ ยกาแฟและพืชอ่ืนๆท้งั น้ีการเลือกปลูกพืชชนิดใดชนิดหน่ึงจะตอ้ งคาํ นึงถึงการตลาดในพ้ืนท่ีสภาพพ้ืนท่ีรอบระยะเวลาการใหผ้ ลตอบแทนเช่นมีรายไดเ้ ป็ นรายวนั รายสปั ดาห์รายเดือนและรายปี และในแต่ละชุมชนควรมีการรวมกลุ่มผลิตพืชที่มีคุณภาพดีมีเอกลกั ษณ์และในช่วงน้นั เป็นท่ีนิยมของผบู้ ริโภค และความตอ้ งการของตลาด

-361- ระเบียบวธิ ีการวจิ ยัอุปกรณ์ - ตน้ ผกั เหลียง - ลงั ผ้งึ - ตน้ กาแฟพนั ธุ์โรบสั ตา้วธิ ีดาํ เนินการ - ประชุมวางแผนจดั ทาํ เอกสารการบนั ทึกขอ้ มลู - สาํ รวจสวนยางที่ประสบผลสาํ เร็จ - คดั เลือกสวนยางตน้ แบบ - คดั เลือกเกษตรกรท่ีเขา้ ร่วมโครงการ - ติดตามผลการปฏิบตั ิของโครงการ - รายงานผลการดาํ เนินงาน เวลาและสถานท่ีระยะเวลา ตุลาคม 2559 - กนั ยายน 2560สถานที่ดาํ เนินการ แปลงยางพาราของเอกชนจงั หวดั สงขลา ผลการทดลองและวจิ ารณ์ ทาํ การสาํ รวจแปลงยางของเอกชนในจงั หวดั สงขลาท่ีปลูกพืชแซมและพืชร่วมยางในสภาพร่มเงาน้นั สามารถแบ่งช่วงอายขุ องพชื ท่ีปลูกในสวนยาง ช่วงยางอายุ 1-5 ปี เกษตรกรสวนยางนิยมปลูกพืชแซมยาง เช่น ขา้ วไร่ ถวั่ ลิสง กลว้ ย สับปะรด มะละกอ หมุนเวียนกนั ส่วนใหญ่เป็ นพืชลม้ ลุกฤดูเดียวส่วนพืชร่วมยางจะอยู่ในช่วงอายุยาง 5 ปี ข้ึนไป เช่น ผกั เหลียง มงั คุด สละ ระกาํกาแฟ ไมป้ ระดบั ส่วนไมป้ ่ า เช่น ตะเคียนทอง ยางนา มะฮอกกานี สะเดาเทียม พะยอม เม่ือมีการสาํ รวจเกษตรกรไปแลว้ ทาํ การคดั เลือกเกษตรกรจาํ นวน 12 ราย เพ่ือเป็ นแปลงตน้ แบบในการปลูกพชื เสริมรายไดใ้ นสวนยางและเล้ียงสตั ว์ โดยการปลูกผกั เหลียง กาแฟ และเล้ียงผ้งึ ควบคกู่ นั

-362- จากการดาํ เนินกิจกรรมท่ี 1 ไปแลว้ 1 ปี แปลงที่ 1 การเล้ียงแพะในสวนยาง ในการเล้ียงโดยจะใชต้ วั ผู้ 1 ตวั ต่อตวั เมีย 5ตวั ซ่ึงภายใน1ปี เกษตรกรจะไดล้ ูก 5 ตวั ในการจาํ หน่ายเกษตรกรจะขายเป็ นกิโลๆละ140บาท ซ่ึงเกษตรกรจะตอ้ งลอ้ มรอบพ้นื ท่ีดว้ ยไวนเ์ มท แปลงที่ 2 การปลูกผกั เหลียง เกษตรกรไดป้ ลกู ในสวนยางโดยไดป้ ลูกระยะ 3x3 เมตร แถวคู่เก็บผลผลิตจะเก็บตอนอายุ 2 ปี ข้ึนไป ราคาประมาณกิโลละ 60-70 บาท หลงั จากเก็บไปแล้วประมาณ 10-20 วนั จะแตกยอดข้ึนมาใหมพ่ ร้อมจะเกบ็ คร้ังต่อไป แปลงที่ 3 การปลูกมงั คุดในสวนยาง เกษตรกรควรจะปลูกหลงั จากปลูกยางไปแลว้ 2-3 ปีโดยปลูกมงั คุดในระยะห่างระหวา่ งตน้ 7-8 เมตร แปลงท่ี 4 การปลูกไมป้ ่ า(ตะเคียนทอง) ในการปลูกไมต้ ะเคียนทองหรือไมป้ ่ าชนิดอ่ืน ควรปลกู พร้อมๆกบั การปลูกยางตะเคียนทองเป็นไมป้ ่ าชนิดเน้ือแขง็ อายใุ นการโคน่ ควรพร้อมๆกบั ยาง แปลงที่ 5 การปลูกไมป้ ระดบั (หมากเหลือง) ในการปลูกของเกษตรกรจะปลูกระยะ 2x2เมตรในระหว่างแถวยางควรให้ห่างจากตน้ ยาง1เมตร โดยเกษตรกรจะเก็บผลผลิตคือกา้ นทางใบหลงั จากปลกู ไปแลว้ 2 ปี ในราคากา้ นละ 2 บาท แปลงที่ 6 การปลูกกาแฟในสวนยาง ในการปลูกในร่องยางควรใชร้ ะยะปลูก 3x3 เมตรแถวคหู่ รือ 3x3 เมตร แถวเดี่ยวในการเกบ็ ผลผลิตเม่ืออายุ 3 ปี ในราคากิโลกรัม 80 บาท แปลงที่ 7 การปลูกสิเหรง (พชื ทอ้ งถ่ินของภาคใต)้ ในสวนยาง ใชร้ ะยะการปลูก 3x3 เมตรแถวเด่ียวปลกู กลางร่องแถวยาง สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ เมื่อไดม้ ีการสาํ รวจเกษตรกรไปแลว้ ทาํ การคดั เลือกเกษตรกรจาํ นวน 12 ราย เพ่ือเป็นแปลงตน้ แบบในการปลูกพืชเสริมรายไดใ้ นสวนยางและเล้ียงสัตว์ โดยการปลูกผกั เหลียง กาแฟ และเล้ียงผ้งึ ควบคกู่ นั เกษตรกรจาํ นวน10รายไดป้ ลูกผกั เหลียงระยะ 6x6 เมตร และเล้ียงผ้ึงจาํ นวน 2 ลงั ต่อรายและมีเกษตรกรจาํ นวนอกี 2 รายที่ปลกู กาแฟใชร้ ะยะ 3x3 เมตร พบวา่ ในช่วง1ปี ท่ีผา่ นมาผลผลิตผกัเหลียงและ กาแฟยงั ไม่ให้ผลผลิต ส่วนลงั ผ้ึงเร่ิมใหผ้ ลผลิตแลว้ ประมาณ 500-700 cc ต่อ1คร้ังเก็บเกษตรกรท่ีจะมาเขา้ ร่วมทาํ แปลงตน้ แบบที่ประสบผลสาํ เร็จจะมีรายไดเ้ พ่ิมข้ึนแน่นอน แมร้ าคาผลผลิตยางพาราในปี ที่ผา่ นมาไมจ่ ูงใจ จากการดาํ เนินการกิจกรรมที่ 2 พบวา่ การปลูกผกั เหลียงของเกษตรกรยงั ไม่ไดร้ ับผลผลิตซ่ึงผลผลิตจะเก็บเกี่ยวไดเ้ ม่ืออายุได้ 2 ปี ส่วนผลผลิตจากผ้ึงไดเ้ ก็บมาแลว้ จากเกษตรกร 2 รายได้ผลผลิตประมาณ 500-700 cc ต่อคร้ังเก็บใน 1 ปี เก็บได้ 5-6 คร้ังแลว้ แต่สภาพพ้ืนที่ท่ีเป็ นแหล่งอาหารของผ้งึ

-363- การนําผลงานวจิ ัยไปใช้ประโยชน์ ขอ้ มลู ที่ไดส้ ามารถนาํ ไปใชป้ ระกอบการตดั สินใจของเกษตรกรท่ีจะปลูกพชื เสริมรายไดใ้ นสวนยางที่มีสภาพร่มเงา เพื่อเพ่ิมผลผลิตและรายไดแ้ ก่เกษตรกรชาวสวนยางพาราในภาวะราคายางพาราตกต่าํ ในปัจจุบนั เอกสารอ้างองิสาํ นกั วิจยั และพฒั นาการเกษตรเขตที่8. 2559. พืชเสริมรายไดส้ าํ หรับชาวสวนยาง ประจาํ ปี 2559. กรมวชิ าการเกษตร.สถาบนั วจิ ยั ยาง. 2534. พชื เสริมรายไดใ้ นสวนยางขนาดเลก็ ประจาํ ปี 2534. กรมวชิ าการเกษตร.สํานักวิจยั และพฒั นาการเกษตรเขตท่ี 8 กรมวิชาการเกษตร. 2560. เก็บเล็กผสมน้อย สู้วิกฤติราคายาง. แหล่งท่ีมา;//www.thaifert.com/upload_images/file/news_day/.../news%2025%20JAN%2059.pdf วนั ที่ คน้ ขอ้ มลู 8 ธ.ค 60.

-364- ภาคผนวก แปลง สวนยางที่ประสบผลสําเร็จภาพผนวกที่ 1 การปลูกไมป้ ระดบั ร่วมยาง ภาพผนวกที่ 2 การปลูกผกั เหลียงร่วมยาง แปลง เกษตรกรเข้าร่วมสร้างสวนยางต้นแบบภาพผนวกที่ 3 การปลูกผกั เหลียงร่วมยาง ภาพผนวกที่ 4 การปลกู กาแฟร่วมยาง

-365-ภาพผนวกท่ี 5 การเล้ียงผ้งึ ในสวนยาง ภาพผนวกที่ 6 ผลสาํ เร็จของการเล้ียงผ้งึภาพผนวกท่ี 7 การเล้ียงผ้งึ ในสวนยาง ภาพผนวกที่ 8 ผลสาํ เร็จของการเล้ียงผ้งึ

การผลติ ยางชําถุงคุณภาพดตี ามคาํ แนะนําพนั ธ์ุยางปี 2559 เพอ่ื การกระจายพนั ธ์ุดใี ห้เกษตรกรในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบน Production of High Quality Poly Bag Rubber RAOT Recommendations for Rubber Varieties in 2016 for Small Holder in Northeast Thailand เกษตร แนบสนิท1 บทคดั ย่อ จากนโยบายของรัฐบาล และการยางแห่งประเทศไทยที่ส่งเสริมสนบั สนุน ให้ลดพ้ืนที่เก็บเก่ียวผลผลิตยางพาราดว้ ยการโค่นยางเก่าเพื่อปลูกแทนดว้ ยยางพนั ธุ์ดีและไมย้ ืนตน้ ตามท่ีการยางแห่งประเทศไทยกาํ หนด ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตในประเทศลดลง ทาํ ให้ความต้องการยางธรรมชาติในตลาดโลกเพม่ิ ข้ึนราคายางพาราจึงขยบั ตวั สูงข้ึน ในปี พ.ศ. 2560 ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ มีเป้ าหมายใหก้ ารสนบั สนุนเพ่ือการปลูกแทนมากกวา่ 8,000 ไร่ ซ่ึงตอ้ งใชพ้ นั ธุ์ยางมากกวา่ 640,000ต้น จึงเกิดปัญหาขาดแคลนพันธุ์ยางคุณภาพดีท่ีเหมาะสมกับสภาพพ้ืนท่ีปลูกยางพาราภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือจาํ นวนมาก วตั ถุประสงคข์ องการศึกษา เพื่อทราบตน้ ทุนการผลิตยางชาํ ถุงของของศูนยว์ ิจยั ยางหนองคาย รวมถึงความเป็ นไปไดใ้ นการผลิตและจาํ หน่ายยางชาํ ถุงคุณภาพดีตามคาํ แนะนาํ พนั ธุ์ยางปี 2559 ของ สถาบนั วิจยั ยาง การยางแห่งประเทศไทย เร่ิมจากการติดตาตน้กลา้ ยางในแปลงกลา้ ยางแลว้ ถอนมาชาํ เรียกตน้ ตอตาเขียว จาํ นวน 15,000 ตน้ มีตน้ ทุนตน้ ละ 7.15บาท รวม 137,250 บาท นาํ ตน้ ตอตามาชาํ ถุง ในเรือนเพาะชาํ มีตน้ ทุนของการสร้างเรือนเพาะชาํขนาดกวา้ ง 20 เมตร ยาว 30 เมตร สูง 2.5 เมตร บาท 25,300 บาท และเป็ นค่าระบบน้าํ 14,500 บาทค่าแรงงานดูแลรักษา 27,000 บาท ค่าวสั ดุไดแ้ ก่ ถุงชาํ ยางขนาด 2.5x14 นิ้ว รวม 3,900 บาท ค่าดินกรอกถุง 4,500 บาท และไดผ้ ลสาํ เร็จในผลิตยางชาํ ถุงไดท้ ้งั หมด 12,535 ตน้ รวมใชต้ น้ ทุนยางชาํถุงในปี งบประมาณ 2560 รวม 194,300 บาท คิดเป็ นตน้ ทุนยางชาํ ถุงตน้ ละ 22.85 บาทขณะที่ปี งบประมาณ 2560-2561 ท่ีผ่านมาสามารถจาํ หน่ายยางชาํ ถุงในราคาประกาศของการยางแห่งประเทศไทยสาํ หรับเกษตรกรสวนสงเคราะห์ปลูกแทน 30 บาท/ตน้ ขายได้ 6,995 ตน้ โดยแบ่งเป็ นพนั ธุ์ยางช้นั 1 และ 2 ตามคาํ แนะนาํ สถาบนั วจิ ยั ยางการยางแห่งประเทศ ในพ้ืนท่ีปลูกยางใหม่ รวม8 พนั ธุ์ ไดแ้ ก่ RRIT 251 RRIT 226 RRII 118 RRIT 3604 RRIT 3607 RRIT 3902 RRIT 3904และ RRIT 3906 เป็ นเงินท้งั สิ้น 269,250.-บาท โดยนาํ ส่งเป็ นรายไดจ้ ากงานวิจยั เขา้ กองทุนพฒั นายาง 49(4) คิดเป็นกาํ ไรสุทธิ 74,940 บาท ยงั เหลือยางชาํ ถุง 3,560 ตน้ สามารถนาํ ไปปลกู ในศูนยว์ ิจยั ยางหนองคาย เพ่ือเป็ นตน้ ก่ิงตางานวิจยั ไดท้ าํ ใหล้ ดงบประมาณในการจดั ซ้ือวสั ดุปลูกปี1 ศูนยว์ ิจยั ยางหนองคาย ต.พระบาทนาสิงค์ อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย 43120

-367-2561 รวมถึงมีโรงเรือนท่ีใชใ้ นการชาํ ยางชาํ ถุงในปี งบประมาณต่อไป และในปี งบประมาณ 2561โครงการอยใู่ นระหวา่ งการหารือและปรับเปล่ียนโครงการเพอ่ื เสนอของบประมาณจากหน่วยธุรกิจของการยางแห่งประเทศไทย (Business Unit) เนื่องจากคาดการณ์วา่ จะมีความตอ้ งการยางชาํ ถุงของเกษตรกรชาวยางเพ่ือการสงเคราะห์ปลูกแทนขาดแคลนในพ้ืนที่ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบนไม่นอ้ ยในปี งบประมาณ 2560คาํ สําคญั : การผลิตยางชาํ ถุง, คาํ แนะนาํ พนั ธุ์ยาง ปี 2559 บทนํา การยางแห่งประเทศไทยซ่ึงเป็ นรัฐวสิ าหกิจในสังกดั กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จดั ต้งั ข้ึนเม่ือวนั ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ตามพระราชบญั ญตั ิการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558โดยได้ยบุ รวม 3 หน่วยงานคือสถาบนั วิจยั ยางกรมวชิ าการเกษตรสาํ นกั งานกองทุนสงเคราะห์การทาํ สวนยางและองค์การสวนยางเขา้ ดว้ ยกนั มีภารกิจในการบริหารจดั การยางในประเทศไทยแบบครบวงจรใหม้ ีประสิทธิภาพและความคล่องตวั ซ่ึงภารกิจและความรับผิดชอบหลกั ดา้ นการสงเคราะห์ปลูกแทน การส่งเสริมสนบั สนุนใหม้ ีการศึกษาวเิ คราะห์ วจิ ยั และพฒั นาเพ่อื สร้างนวตั กรรมใหม่ๆโดยเฉพาะดา้ นการบริหารจดั การและการผลิตยางพาราตน้ น้าํ กลางน้าํ และปลายน้าํ การเพาะปลูกและการดูแลสวนยางพารา เผยแพร่ขอ้ มูลสารสนเทศเก่ียวกบั ยางพาราส่งเสริมสนับสนุนดา้ นวชิ าการงบประมาณเพอื่ สร้างนวตั กรรมการผลิตนวตั กรรมการแปรรูป การอุตสาหกรรม การตลาดการประกอบธุรกิจและการดาํ เนินการที่เก่ียวข้องพร้อมท้ังร่วมผลักดันให้ภารกิจและความรับผิดชอบต่อสังคมดว้ ยซ่ึงวตั ถุประสงคน์ ้นั ตราไวอ้ ยใู่ นพระราชบญั ญตั ิการยางแห่งประเทศไทยมาตรา 8 วงเลบ็ 1-5 อยา่ งไรกต็ าม องคก์ รตอ้ งมีการพฒั นาอยา่ งต่อเนื่องเกิดการแข่งขนั ในเชิงธุรกิจเพ่ือการอยู่รอด และเจริญเติบโตอย่างม่ันคงมีการใช้เทคโนโลยี กลยุทธ์การแข่งขนั ท่ีมันต่อเหตุการณ์ และวางรากฐานไปสู่อนาคต เพ่ือพฒั นาคุณภาพและความหลากหลายของสินคา้ ใช้การตลาดและระบบคอมพิวเตอร์ที่ทนั สมยั เพื่อการส่ือสารประชาสัมพนั ธ์ลดตน้ ทุนการผลิตและครอบครองส่วนแบ่งการตลาดให้มากท่ีสุดซ่ึงการยางแห่งประเทศไทยมียทุ ธศาสตร์ที่ 1 การสร้างรายไดจ้ ากการบริการและดาํ เนินธุรกิจ กลยทุ ธ์ที่ 4 การตลาดเพื่อจดั จาํ หน่ายสินคา้ และบริการของกยท.การพฒั นาผลิตภณั ฑเ์ พื่อการจดั จาํ หน่ายน้นั เป็ นปัจจยั สาํ คญั ที่สามารถทาํ ให้ องคก์ ร กยท.อยู่ไดอ้ ยา่ งมนั่ คงและยงั่ ยืน เพราะไม่ไดพ้ ่ึงพาเงิน Cess และงบประมาณอุดหนุนของรัฐแต่เพียงอยา่ งเดียว และเมื่อทบทวนลกั ษณะองคก์ รต่างๆไม่วา่ ในภาคเอกชน และรัฐวิสาหกิจ มีการเปรียบเทียบองคก์ รที่ล่มสลายกบั องคก์ รท่ีอยรู่ อดและสามารถพฒั นากา้ วหนา้ ต่อไปได้ พบวา่ องคก์ รส่วนใหญ่ท่ีล่มสลายมีการบริหารโดยยดึ ทรัพยส์ ินที่จบั ตอ้ งไดเ้ ป็นสาํ คญั การบริหารเป็นจากบนลงล่าง คาํ นึงถึงผลประโยชน์ของผูบ้ ริหารและพนกั งานเป็ นเพียงผูป้ ฏิบตั ิตามคาํ ส่ัง การบริหารลกั ษณะเช่นน้ีคือการบริหารงานแบบประเพณีนิยม (Classical or traditional management) สาํ หรับองคก์ รที่เติบโต

-368-อย่างยงั่ ยืนกลบั พบว่า ผูน้ าํ องค์กรใชก้ ารบริหารงานแบบมีหลกั เกณฑ์ หรือการบริหารตามหลกัวทิ ยาศาสตร์ (Scientific management) คือ การดาํ เนินการต่างๆตอ้ งมีหลกั เกณฑม์ ีการวิเคราะห์ศึกษาโดยรอบคอบเพ่ือให้ไดว้ ิธีท่ีดีท่ีสุด และนาํ มาปฏิบตั ิเพ่ือใหไ้ ดผ้ ลงานที่มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดกบั องคก์ รเนน้ การบริหารท่ีครอบคลุมทุกมิติ และประเมินผลประกอบการท่ีเป็ นทรัพยส์ ินท้งั ท่ีจบั ตอ้ งไดแ้ ละไม่ได้ ช่วงยางราคาดีทาํ ใหเ้ กษตรกรหนั มาปลูกยางพารามากข้ึนส่งผลใหม้ ีการปลูกยางพาราโดยไม่ไดค้ าํ นึงถึงสภาพพ้ืนท่ีและพนั ธุ์ยางท่ีปลูก เป็ นสาเหตุทาํ ใหผ้ ลผลิตต่อพ้นื ที่หน่วยต่าํ ไปดว้ ย ตวั อยา่ งเช่น ในกรณีภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบน มีผลผลิตเฉลี่ยต่อพ้ืนท่ีเท่ากบั 207 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ซ่ึงถือว่าต่าํ เมื่อเทียบกบั ของประเทศไทย พบว่า มีผลผลิตเฉล่ียต่อพ้นื ท่ีในปี พ.ศ.2555 พ.ศ.2556 และพ.ศ.2557 เท่ากบั 263 265 และ 257 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ตามลาํ ดบั ซ่ึงมีแนวโนม้ ต่าํ ลงเช่นกนั ในขณะที่อินเดีย และเวียดนามผลผลิตเฉล่ียต่อพ้ืนที่ในปีพ.ศ.2555 เท่ากบั 280 และ 275 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ตามลาํ ดบั ซ่ึงปัญหาสาํ คญั นอกจากเร่ืองพ้ืนที่ไม่เหมาะสม คือ เรื่องการปลูกพนั ธุ์ยางท่ีให้ผลผลิตที่ไม่สูง จากขอ้ มูลสํานกั วิจยั และพฒั นาการเกษตรเขตที่ 3 ปี 2556 พบว่า เทคโนโลยีการผลิตยางพาราของเกษตรกรในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบน พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 96.7 ใชพ้ นั ธุ์ RRIM 600 ดงั น้นั ภาครัฐและผเู้ กี่ยวขอ้ งทุกฝ่ ายจาํ เป็นตอ้ งเขา้ ไปช่วยรณรงคใ์ หม้ ีการปลูกพนั ธุ์ดี ที่ไดผ้ ลผลิตน้าํ ยางสูง หรือท่ีไดผ้ ลผลิตน้าํ ยางและเน้ือไมส้ ูง ตามคาํ แนะนาํ สถาบนั วิจยั ยางปี 2559 โดยวตั ถุประสงคข์ องการศึกษา เพ่ือทราบตน้ ทุนการผลิตยางชาํ ถุงของของศูนยว์ ิจยั ยางหนองคาย รวมถึงความเป็ นไปไดใ้ นการผลิตและจาํ หน่ายยางชาํ ถุงคุณภาพดีตามคาํ แนะนาํ พนั ธุ์ยางปี 2559 ของ สถาบนั วิจยั ยาง การยางแห่งประเทศไทยเพอ่ื การกระจายพนั ธุ์ดีสู่เกษตรกร อุปกรณ์และวธิ ีการอปุ กรณ์ 1. ก่ิงตาพนั ธุ์ยางตามคาํ แนะนาํ สถาบนั วจิ ยั ยางปี 2559 ช้นั 1 และช้นั 2 ในเขตปลูกยางใหม่ท่ีใชใ้ นการทดลองประกอบดว้ ย RRIT 251 RRIT 226 RRII 118 RRIT 3604 RRIT 3607 RRIT3902 RRIT 3904 และ RRIT 3906 2. โรงเรือนเพาะชาํ ขนาดกวา้ ง 20 เมตร ยาว 30 เมตร สูง 2.5 เมตร 3. คา่ สารป้ องกนั กาํ จดั โรคและศตั รูพชื 4. ป๋ ุยเคมี 5. สารเคมีกาํ จดั วชั พชื 6. สารจบั ใบ และฮอร์โมนเร่งรากเร่งใบ 7. ถุงชาํ ยางขนาด 2.5 x 14 นิ้ว

-369- 8. ดินกรอกถุง 9. ระบบน้าํ 10. ตน้ กลา้ ยาง 11. ไมไ้ ผเ่ พื่อจดั วางแถวยาง 12. เชือก ลวด 13. แปรงทาสี สีน้าํ มนั ปากกา ป้ ายชื่อวธิ ีการทดลอง 1. เขา้ หารือการยางแห่งประเทศไทยเขตภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบน และการยางแห่งประเทศไทยจงั หวดั ในพ้ืนที่ เพ่ือช้ีแจงวตั ถุประสงคโ์ ครงการ 2. เตรียมก่ิงตาพนั ธุ์ยางท่ีใชใ้ นการทดลอง 3. คดั เลือกพ้ืนท่ีสร้างโรงเรือนเพาะชาํ สาํ หรับดาํ เนินการการศึกษา 4. ปรับพ้ืนท่ี สร้างโรงเพาะชาํ 5. จดั ทาํ ระบบน้าํ โรงเพาะชาํ 6. กรอกดินใส่ถงุ ชาํ ยาง 7. ติดตาพนั ธุ์ยางที่ใชใ้ นการทดลองใส่ตน้ กลา้ ยางในแปลงกลา้ ยางแลว้ ถอนมาชาํ (ตน้ตอตาเขียว) 8. ดูแลรักษายางชาํ ถุงตามคาํ แนะนาํ ของสถาบนั วจิ ยั ยาง 9. บนั ทึกขอ้ มูลผลสาํ เร็จของการผลิตยางชาํ ถงุ และผลการจาํ หน่ายยางชาํ ถุง 10. นาํ ส่งรายไดเ้ ขา้ 49(4) เวลาและสถานท่ีระยะเวลา ตุลาคม 2559 - กนั ยายน 2560สถานที่ดาํ เนินการ ศนู ยว์ จิ ยั ยางหนองคาย สถาบนั วจิ ยั ยาง การยางแห่งประเทศไทย

-370- ผลการทดลองและวจิ ารณ์ เริ่มจากการติดตาพนั ธุ์ยางตามคาํ แนะนาํ สถาบนั วจิ ยั ยางปี 2559 ช้นั 1 และช้นั 2 ในเขตปลูกยางใหม่ท่ีใชใ้ นการทดลองคร้ังน้ี ประกอบดว้ ย RRIT 251 RRIT 226 RRII 118 RRIT 3604RRIT 3607 RRIT 3902 RRIT 3904 และ RRIT 3906 ตน้ กลา้ ยางในแปลงกลา้ ยางแลว้ ถอนมาชาํเรียกวา่ ตน้ ตอตาเขียว จาํ นวน 15,000 ตน้ คิดเป็นตน้ ทุนละ 7.15 บาทต่อตน้ รวม 107,250 บาท นาํตน้ ตอตามาชาํ ถุง ในเรือนเพาะชาํ มีตน้ ทุนของการสร้างเรือนเพาะชาํ ขนาดกวา้ ง 20 เมตร ยาว 30เมตร สูง 2.5 เมตร รวม 25,300 บาท แบ่งเป็ น ค่าจา้ งเหมาปรับพ้ืนท่ีและสร้างเรือนเพาะชาํ และค่าวสั ดุอุปกรณ์เรือนเพาะชาํ ส่วนคา่ ระบบใหน้ ้าํ 14,500 บาท แบ่งเป็ น ค่าจา้ งเหมาจดั ทาํ ระบบให้น้าํและค่าวสั ดุอุปกรณ์ระบบให้น้าํ ค่าแรงงานดูแลรักษา 27,000 บาท แบ่งเป็ นค่าจา้ งเหมาบรรจุดินและวางเรียงค่าจา้ งเหมาขดุ ร่องวางถุงเพาะชาํ ค่าจา้ งเหมาดูแลรักษา ใส่ป๋ ุย รดน้าํ และปราบวชั พืชค่าจา้ งเหมาตดั แต่งรากและปักชาํ ตน้ ตอตายางในถุงและเติมดินค่าจา้ งเหมาคดั แยก ตดั แต่งกิ่งแขนงและขนจดั เรียงใหม่ค่าจา้ งเหมาคดั ทิ้งตน้ ยางผิดปกติ ส่วนค่าวสั ดุอุปกรณ์ ไดแ้ ก่ ค่าถุงชาํ ยางขนาด2.5 x 14 น้ิว รวม 3,900 บาท ค่าดินกรอกถุง 4,500 บาท และค่าวสั ดุอื่นๆ รวม 11,850 บาท เมื่อคิดตน้ ทุนยางชาํ ถุงในปี งบประมาณ 2560 รวมท้งั สิ้น 194,300 บาท ไดย้ างชาํ ถุงท้งั หมด 12,535 ตน้เป็ นผลสาํ เร็จของผลิตร้อยละ 83.56 และเม่ือคิดเป็ นตน้ ทุนผลิตยางชาํ ถุง พบวา่ เท่ากบั 15.50 บาทต่อตน้ ดงั ตารางที่ 1 ขณะที่ปี งบประมาณ 2560 และปี งบประมาณ 2561 สามารถจาํ หน่ายยางชาํ ถุงในราคาประกาศของการยางแห่งประเทศไทยสําหรับเกษตรกรสวนสงเคราะห์ปลูกแทน 30 บาท/ตน้จาํ หน่ายไดร้ วมท้งั สิ้น 8,975 ตน้ จากท่ีผลิตไดท้ ้งั หมด 12,535 ตน้ โดยแบ่งเป็ นพนั ธุ์ยางช้นั 1 และ 2ตามคาํ แนะนาํ สถาบนั วิจยั ยางการยางแห่งประเทศ ในพ้ืนที่ปลูกยางใหม่ รวม 8 พนั ธุ์ ไดแ้ ก่ RRIT251 RRIT 226 RRII 118 RRIT 3604 RRIT 3607 RRIT 3902 RRIT 3904 และ RRIT 3906 เป็นเงินท้งั สิ้น 269,250 บาท โดยนาํ ส่งเป็นรายไดจ้ ากงานวจิ ยั เขา้ กองทุนพฒั นายาง 49(4) คิดเป็นกาํ ไรสุทธิ 74,940 บาท ยงั เหลือยางชาํ ถุง 3,560 ตน้ สามารถนาํ ไปปลูกในศูนยว์ ิจยั ยางหนองคายเพ่ือเป็นตน้ กิ่งตางานวจิ ยั ได้ ทาํ ใหล้ ดงบประมาณในการจดั ซ้ือวสั ดุปลูกปี 2561 รวมถึงมีโรงเรือนที่ใช้ในการชาํ ยางชาํ ถุงในปี งบประมาณต่อไป ดงั ตารางที่ 2

-371-ตารางท่ี 1 ตน้ ทุนการผลิตยางชาํ ถุง 15,00 ต้น ในโครงการ การผลิตยางชาํ ถุงคุณภาพดีตาม คําแ นะนําพัน ธุ์ ย า ง ปี 2 5 5 9 เ พื่อการกร ะจาย พันธุ์ ดี ให้เกษตรกรในภาค ตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบนของศนู ยว์ จิ ยั ยางหนองคาย ปี งบประมาณ 2560 งบประมาณดาํ เนินการ 2560 (15,000 ต้น) รายการ ผลสําเร็จ (12,535 ต้น) ราคาต้นทุน บาท/ต้น รวมราคา1. คา่ ตน้ ตอตายาง2. คา่ เรือนเพาะชาํ ขนาดกวา้ ง 20 เมตร ยาว 30 เมตร สูง 2.5 เมตร 7.15 107,250 1.69 25,300 2.1) ค่าจา้ งเหมาปรับพ้นื ท่ีและสร้างเรือนเพาะชาํ 0.99 14,800 2.2) ค่าวสั ดุอุปกรณ์เรือนเพาะชาํ 0.70 10,5003. คา่ จดั ทาํ ระบบใหน้ ้าํ 0.97 14,500 3.1) คา่ จา้ งเหมาจดั ทาํ ระบบใหน้ ้าํ 0.30 4,500 3.2) ค่าวสั ดุอุปกรณ์ระบบใหน้ ้าํ 0.67 10,0004. คา่ แรงงานดูแลรักษา 1.80 27,000 4.1) คา่ จา้ งเหมาบรรจุดินและวางเรียง 0.47 7,000 4.2) คา่ จา้ งเหมาขดุ ร่องวางถุงเพาะชาํ 0.07 1,050 4.3) ค่าจา้ งเหมาดูแลรักษา ใส่ป๋ ุย รดน้าํ และปราบวชั พชื 0.53 8,000 4.4) ค่าจา้ งเหมาตดั แต่งรากและปักชาํ ตน้ ตอตายางในถุงและ 0.60 9,000 เติมดิน 0.07 1,050 4.5) ค่าจา้ งเหมาคดั แยก ตดั แต่งกิ่งแขนง และขนจดั เรียงใหม่ 0.06 900 4.6) คา่ จา้ งเหมาคดั ทิ้งตน้ ยางผดิ ปกติ 0.26 3,9005. คา่ ถุงเพาะชาํ 0.30 4,5006. ค่าดินกรอกถุง 0.04 6007. คา่ สารป้ องกนั กาํ จดั โรคและศตั รูพชื 0.02 3008. คา่ สารปราบวชั พชื 0.10 1,5009. คา่ ป๋ ุยบาํ รุง ป๋ ุยฉีดพน่ ทางใบ 0.19 2,85010. คา่ วสั ดุเช้ือเพลิงและหล่อลื่น 0.30 4,50011. ค่าพลาสติก 0.03 45012. ค่าวสั ดุการเกษตร 0.11 1,65013. คา่ ตาข่ายกรองแสง 15.50 194,300 รวม

-372-ตารางที่ 2 ผลการจาํ หน่ายยางชาํ ถุง จาํ แนกตามพนั ธุ์ ในโครงการ การผลิตยางชาํ ถุงคุณภาพดีตาม คําแ นะนําพันธุ์ ยางปี 2 5 5 9 เพื่อการกร ะจาย พันธุ์ ดี ให้เกษตรกรในภาค ตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบนของศนู ยว์ จิ ยั ยางหนองคาย ปี งบประมาณ 2560ลาํ ดบั ที่ ชื่อพนั ธ์ุ จาํ นวนผลติ ได้ (ต้น) จาํ นวนจําหน่าย (ต้น) รายได้ (บาท) 1 RRIT 251 7,928 5,600 168,000.- 2 RRIT 226 1,730 1,495 44,850.- 3 RRIT 3904 856 620 18,600.- 4 RRIT 3906 763 590 17,700.- 5 RRIT 3604 525 360 10,800.- 6 RRII 118 368 130 3,900.- 7 RRIT 3902 210 100 3,000.- 8 RRIT 3607 155 80 2,400.- 12,535 8,975 269,250.- รวม สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ ในปี งบประมาณ 2561 โครงการน้ีอยู่ในระหว่างการหารือและปรับเปล่ียนโครงการเพ่ือเสนอของบประมาณจากหน่วยธุรกิจของการยางแห่งประเทศไทย (Business Unit) เน่ืองจากคาดการณ์ว่าจะมีความตอ้ งการยางชาํ ถุงของเกษตรกรชาวยางเพื่อการสงเคราะห์ปลูกแทนขาดแคลนในพ้นื ที่ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบน ไม่นอ้ ยกวา่ ปี งบประมาณ 2560 เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลและการยางแห่งประเทศไทยที่ส่งเสริมสนบั สนุนใหล้ ดพ้ืนท่ีเก็บเกี่ยวผลผลิตยางพาราดว้ ยการโค่นยางเก่าเพ่ือปลูกแทนดว้ ยยางพนั ธุ์ดีและไมย้ ืนตน้ ตามท่ีการยางแห่งประเทศไทยกาํ หนด ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตในประเทศลดลง ทาํ ใหค้ วามตอ้ งการยางธรรมชาติในตลาดโลกเพ่ิมข้ึนราคายางพาราจึงขยบั ตวั สูงข้ึน ในปี พ.ศ. 2560 ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือมีเป้ าหมายใหก้ ารสนบั สนุนเพอ่ื การปลกู แทนมากกวา่ 8,000 ไร่ ซ่ึงตอ้ งใชพ้ นั ธุ์ยางมากกวา่ 640,000 ตน้ จึงเกิดปัญหาขาดแคลนพนั ธุ์ยางคุณภาพดีท่ีเหมาะสมกบั สภาพพ้ืนท่ีปลูกยางพาราภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือจาํ นวนมาก

-373- การนําผลงานวจิ ัยไปใช้ประโยชน์ 1. เกษตรกรไดเ้ ขา้ ถึงพนั ธุ์ยางตามคาํ แนะนาํ สถาบนั วิจยั ยางปี 2559 ช้นั 1 และช้นั 2 ในเขตปลูกยางใหม่ ไดแ้ ก่ พนั ธุ์ RRIT 251 RRIT 226 RRII 118 RRIT 3604 RRIT 3607 RRIT 3902RRIT 3904 และ RRIT 3906 ที่ใหผ้ ลผลิตน้าํ ยางสูงกวา่ พนั ธุ์เดิมคือ RRIM 600 เพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพการผลิตยางในพ้ืนที่ปลกู ยางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบน 2. กองทุนพฒั นายาง 49(4) ของการยางแห่งประเทศไทยได้รับรายไดจ้ ากการต่อยอดงานวจิ ยั ดา้ นการปรับปรุงพนั ธุ์ เอกสารอ้างองิสถาบนั วิจยั ยาง. 2559. คาํ แนะนาํ พนั ธุ์ยางปี 2559. สถาบนั วิจยั ยาง การยางแห่งประเทศไทย. 76 หนา้ .

มูลค่าการสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์จากการชะล้างหน้าดนิ ในสวนยาง The Loss of Economic Value from Runoff in Rubber Plantation พศิ มยั จนั ทุมา1 สวา่ งรัตน์ สมนาค1 บทคดั ย่อ การศึกษามูลค่าการสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์จากการชะลา้ งหนา้ ดินในสวนยาง ทดลองกบัสวนยางพนั ธุ์ RRIM 600 3 ช่วงอายุ คือ ยางอ่อน อายุ 4-6 ปี ยางเปิ ดกรีดอายุ 7-9 ปี และอายุ 19-21ปี พ้ืนที่เป็ นแบบลาดลอน มีความลาดชนั 5% เลือกพ้ืนท่ีให้อยู่ในบริเวณใกลเ้ คียงกนั ตรวจเช็ดเพื่อให้เป็ นดินชุดเดียวกนั มีลกั ษณะทางกายภาพเหมือนกนั เช่น เน้ือดิน ความหนาแน่นของดินเป็นตน้ ผลการทดลองในปี 2560 พบวา่ ปริมาณน้าํ ฝนของยางเปิ ดกรีด อายุ 7-9 ปี และ 19-21 ปี มีปริมาณน้าํ ฝนตกลงดิน (throughfall) 82.0-88.0% มีปริมาณน้าํ ฝนท่ีคา้ งหรือเกาะตามใบ กิ่งกา้ นและลาํ ตน้ ยาง (interception) 12-18.0% และปริมาณน้าํ ฝนที่ไหลลงตามตน้ ยาง (stemflow) 2.8%-2.9% มีปริมาณน้าํ ไหลบ่าตามพ้นื ดิน (runoff) 64.24-68.50 มม. หรือ 6.3% - 7.1% และปริมาณน้าํระเหยและไหลลงดิน 72.1-78.9% และ 3. มูลค่าการสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์จากการชะลา้ งหนา้ดินในสวนยางจากการไหลบ่าชะลา้ งของน้าํ ฝน ทาํ ให้เกิดตะกอนดินในสวนยางอ่อน อายุ 4-6 ปีสวนยางเปิ ดกรีด อายุ 7-9 ปี และ 19-21 ปี มีปริมาณตะกอน 0.09, 0.08 และ 0.07 ตนั /ไร่/ปี หรือ0.060, 0.053 และ 0.047 ลูกบาศกเ์ มตร/ไร่/ปี ตามลาํ ดบั คิดเป็ นมูลค่าการสูญเสีย 7.50, 6.67 และ5.83 บาท/ไร่/ปี หรือ 37.5%, 33.3% และ 29.2% ตามลาํ ดบัคาํ สําคญั : ยางพารา, มลู คา่ การสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์, การชะลา้ งหนา้ ดิน1 ศูนยว์ จิ ยั ยางฉะเชิงเทรา ต. ลาดกระทิง อ. สนามชยั เขต จ. ฉะเชิงเทรา 24160

-375- บทนํา ปัจจยั ท่ีมีอิทธิพลต่อการชะลา้ งพงั ทลายโดยน้าํ ไดแ้ ก่ 1. น้าํ หรือฝน (precipitation) การกัดกร่ อนจะมากน้อยเพียงใดข้ึ นอยู่กับลักษณะของฝนเช่นความมากน้อยที่ตกคร้ ั งหน่ึ งระยะเวลา จาํ นวนน้าํ ฝนท้งั หมด ขนาด ความเร็ว และการแพร่กระจายของฝนในแต่ละฤดู2. สภาพภูมิประเทศ (topography) ข้ึนอยกู่ บั ความชนั ของความลาดเท ความยาวความลาดเทรูปร่างของความลาดเท ความไม่สม่าํ เสมอของความลาดเท และทิศทางของความลาดเท3. สมบตั ิของดิน (soil properties) ไดแ้ ก่ ปริมาณอินทรียวตั ถุปริมาณอนุภาคดินเหนียว ชนิดของไอออนบวกท่ีแลกเปลี่ยนได้ เน้ือดินและขนาดของอนุภาคของดิน ปริมาณอินทรียวตั ถุในดินและปริมาณความชุ่มช้ืนในดินช้นั ดินดานการจดั การดิน (soil management) ไดแ้ ก่การไถพรวน โดยปกติเป็ นการเพิ่มการชะลา้ งพงั ทลายของดิน โดยถา้ ทาํ ใหถ้ ูกวิธีที่เหมาะสมจะช่วยลดการชะลา้ งพงั ทลายของดิน วิธีการปลูกพืชมีอิทธิพลต่อการชะลา้ งพงั ทลายของดินข้ึนอยู่กบั ชนิดของพืชที่ปลูก จาํ นวนพืชต่อเน้ือที่ ระยะระหว่างตน้ และระหว่างแถว และทิศทางของแถวกบั ความลาดเท ซ่ึงถา้ มีพืชหนาแน่นและปลูกตามแนวระดบั หรือข้นั บนั ไดจะลดการชะลา้ งพงั ทลายของดินลง การชะลา้ งพงั ทลายของดินกบั การเกษตร 1. การสูญเสียดินครอบคลุมถึงความเส่ือมโทรมของดิน (soil degradation) แสดงถึงความสามารถในการปลูกพืชลดลง 2. การชะลา้ งพงั ทลายของดินทาํ ใหส้ มบตั ิทางกายภาพเสียไปเช่น ช้นั ดินต้ืนข้ึน หนา้ ดินโครงสร้างเปลี่ยนหนา้ ดินอดั แน่น น้าํ ซึมลงไดย้ ากข้ึน และความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลงไป ทาํ ให้สูญเสียประสิทธิภาพการผลิต 3. การสูญเสียธาตุอาหารในดินปริมาณธาตุอาหารในดินท่ีสูญเสียจากการไหลบ่าของน้าํ ในสภาพสารละลายหรือแขวนลอยการสูญเสียธาตุไนโตรเจนปริมาณไนโตรเจนในดินถึงแมจ้ ะมีไม่มากนกั แต่เม่ือเกิดการชะลา้ งพงั ทลายของดินธาตุไนโตรเจนก็จะติดมาดว้ ย เน่ืองจากสารประกอบไนโตรเจนส่วนใหญ่ละลายน้าํ ไดด้ ี ทาํ ใหด้ ินบริเวณน้นัสูญเสียไนโตรเจนได้ง่าย เช่น แอมโมเนียม และไนเตรท นอกจากน้ีการสูญเสียธาตุไนโตรเจนเกิดข้ึนไดง้ ่ายเน่ืองจากเป็นธาตุอาหารพืชสามารถเปล่ียนแปลงรูปแบบไดง้ ่ายมากการสูญเสียธาตุฟอสฟอรัสปริมาณฟอสฟอรัสในดินส่วนมากจะอยผู่ ิวดิน และมากกว่า 50เปอร์เซ็นตถ์ ูกดูดยึดโดยอนุภาคดินเหนียว การสูญเสียหน้าดินโดยการชะลา้ งพงั ทลายของอนุภาคดินเหนียวและดินที่มีอินทรียวตั ถุสูงทาํ ให้ฟอสฟอรัสสูญเสียไปกบั ตะกอนดินจากการไหลบ่าดว้ ย อยา่ งไรกต็ ามปริมาณฟอสฟอรัสมากกวา่ 60 เปอร์เซ็นตข์ องที่ถูกพดั พาจะอยู่ในรูปอินทรียวตั ถุ นอกจากน้ีเม่ือใส่ป๋ ุยฟอสฟอรัสในสภาพท่ีแหง้ แลง้ แลว้ ฝนตกทนั ทีจะมีผลทาํ ใหฟ้ อสฟอรัสสูญเสียไป 22 เปอร์เซ็นตข์ องปริมาณป๋ ุยท่ีใส่ ปริมาณการสูญเสียฟอสฟอรัสจะเกิดมากในช่วงฝนตกคร้ังแรกๆ และในช่วงฝนตกคร้ังต่อไปจะลดลงการสูญเสียธาตุ

-376-โปตสั เซียม โปตสั เซียมจะสูญเสียไปในตะกอนดินที่ถูกพดั พาไปจากพ้ืนท่ีเป็ นจาํ นวนมากแต่มีเพียงส่วนนอ้ ยเท่าน้นั ที่อยใู่ นสภาพท่ีเป็นประโยชน์ต่อพืช การประเมินมูลค่าส่ิงแวดลอ้ ม แบ่งออกเป็ น 2 ข้นั ตอน คือ 1. การประเมินผลกระทบดว้ ยกระบวนการวทิ ยาศาสตร์กายภาพ (physical based research) และ การนาํ ผลกระทบมาตีค่าเป็นจาํ นวนเงิน ดว้ ยวธิ ีการทางดา้ นเศรษฐศาสตร์ส่ิงแวดลอ้ ม (Environmental economics)การประเมินมูลค่าการสูญเสียทางเศรษฐกิจของผลกระทบจากการชะลา้ งของดิน เพื่อให้เกษตรกรไดเ้ ห็นถึงคุณค่าของทรัพยากรส่ิงแสดลอ้ ม ในส่วนของการประเมินผลกระทบน้นัการสูญเสียน้าํ จากการไม่ดูดซับน้าํ ฝนของดิน และการสูญเสียดินจากกระบวนการกดั ชะพงั ทลายของดิน กระบวนการชะลา้ งพงั ทลายของดินโดยน้าํ แบ่งออกเป็น 4 กระบวนการยอ่ ย(Meyer et al., 1975) ไดแ้ ก่ กระบวนการท่ีอนุภาคของดินถูกทาํ ใหแ้ ตกกระจายออกจากกนัโ ด ย ก า ร ก ร ะ ทํา ข อ ง เ ม็ ด ฝ น ที่ ต ก ล ง ม า ก ร ะ ท บ กับ ห น้ า ดิ น แ ล ะ น้ ํา ท่ี ไ ห ล อ ยู่เ ห นื อ ดิ นกระบวนการขนยา้ ยอนุภาคของดินท่ีทาํ ใหด้ ินเกิดการเคล่ือนที่จกท่ีหน่ึงไปยงั อีกที่หน่ึง โดยการกระทาํ ของฝนท่ีตกมากระทบกบั ผวิ หนา้ ดินและการกระทาํ ของน้าํ ท่ีไหลบ่าหนา้ ดินท้งั น้ีการชะลา้ งหนา้ ดินข้ึนอยหู่ ลายปัจจยั ไดแ้ ก่ เน้ือดิน ความหนาแน่นของดิน ปริมาณน้าํ ฝนและการกระจายตวั ของน้าํ ฝน ชนิดพืชท่ีข้ึนปกคลุมดินและความลาดชนั เป็นตน้ การศึกษาการละลา้ งท้งั ในสภาพท่ีราบและท่ีลาดชนั ช่วยใหส้ ามารประเมินความสูญเสียธาตุอาหารและหนา้ดิน และวิเคราะห์เป็ นมูลค่าทางเศรษฐกิจเพื่อช้ีให้เห็นถึงความสาํ คญั ของการจดั การการเขตกรรมเพ่ือลดความสูญเสียต่อไป การชะลา้ งพงั ทลายของดินข้ึนอย่กู บั สมบตั ิของดิน ไดแ้ ก่ เน้ือดิน โครงสร้างของดินความหนาแน่น อตั ราการซึมซับน้าํ สมรรถนะในการอุม้ น้าํ สูงสุดและความลึกของดิน เป็ นตวั กาํ หนดความทนทานของดินต่อการถูกชะลา้ งพงั ทลายที่แตกต่างกนั ท้งั น้ีท้งั พืชและสิ่งปกคลุมดินมีบทบาทสูงมากต่อการชะลา้ งพงั ทลายของดิน เนื่องจากพืชช่วยดูดซบั น้าํ ฝนและช่วยลดแรงปะทะของเมด็ ฝนรวมท้งั ช่วยชะลอการไหลบ่าของน้าํ บนผิวดิน ทาํ ใหน้ ้าํ บนดินมีเวลาหรือโอกาสท่ีจะซึมผา่ นผวิ ดินลงไปในดินไดม้ ากข้ึน (Wooldridge, 1964) กรมพฒั นาท่ีดิน (2523) ไดจ้ ดั ช้นั ความรุนแรงของการสูญเสียดินของประเทศไทย เพื่อใหท้ ราบถึงระดบัความรุนแรงของปัญหาท่ีเกิดข้ึนในพ้ืนท่ีน้นั ๆ เป็ น 5 ระดบั ตามอตั ราการสูญเสียดิน ไดแ้ ก่นอ้ ยมาก นอ้ ย ปานกลาง รุนแรง และรุนแรงมาก มีอตั ราการสูญเสียดิน 0-2, 2-5, 5-15, 15-20และ >20 ตนั /ไร่/ปี ซ่ึงมีประโยชน์ ในการนาํ ไปประยกุ ตใ์ ชก้ บั การวางแผนอนุรักษด์ ินและน้าํ สมคิด (2546) ศึกษาการสูญเสียดินและน้าํ จากพ้ืนท่ีการใชป้ ระโยชน์ที่ดินต่างกนั และปลูกพืช 9 ชนิด ที่ จ. ตราด โดยพ้ืนที่มีความลาดชนั ระหว่าง 20-28% พ้ืนที่ปลูกแปลงสับปะรดมีการสูญเสียดินมากที่สุด 19.684 ตนั /เฮกตาร์ รองลงมา ไดแ้ ก่ สวนป่ าอินทนิลสวนเงาะ สวนยางพารา สวนขนุน แปลงไร่ร้างและแปลงป่ าธรรมชาติ มีการสูญเสียดิน13.137, 7.942, 6.109, 5.406, 3.247, 2.008 และ 1.075 ตนั /เฮกตาร์ กรมพฒั นาที่ดิน (2547)

-377-รายงานการชะลา้ งพงั ทลายของดินในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยวา่ ในพ้ืนที่ที่มีความลาดชนั เท่ากนั เพราะเน้ือดินส่วนใหญ่เป็ นดินร่วน ดินร่วนปนทราย ซ่ึงมีส่วนผสมของดินแป้ ง(silt) ในปริมาณมาก ทาํ ใหเ้ กิดการชะลา้ งพงั ทลายมากกวา่ เน้ือดินร่วนเหนียว Wischmeierand Smith (1965) ศึกษาวางแปลงการทดลองการสูญเสียดิน 10,000 แปลงต่อปี เป็นเวลาหลายปี ทาํ ใหไ้ ดข้ อ้ มูลทางสถิติ นาํ ตวั แปรต่างๆ มาสร้างเป็ นสมการคาดคะเนการสูญเสียดินเรียกวา่ Universal Soil loss Equation (USLE) มีการนาํ สมการดงั กล่าวไปประเมินผลกระทบดา้ นสิ่งแวดลอ้ มในการนาํ ผลกระทบมาประเมินค่าเป็ นจาํ นวนเงิน จะประยกุ ตใ์ ชว้ ิธีการทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดลอ้ มที่มีช่ือวา่ replacement cost method ดว้ ยเหตุผลท่ีวา่ (1) เป็นวิธีที่สามารถใชไ้ ดก้ บั สินคา้ (ปัจจยั ท่ีประกอบตวั กนั ข้ึนเป็ นโครงสร้างของสวนยางพารา) ทุกชนิด และ (2) นิยมใชก้ าํ หนดเป็ นค่าปรับ หรือบทลงโทษ (Pagiola et al., 2004) โดยคิดเป็นค่าใช้จ่ายในการนําสินคา้ กลบั ข้ึนมาแทนที่ส่วนที่หายไป และ/หรือ เป็ นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงบริการให้ดีข้ึนเหมือนเดิม เช่น ค่าใชจ้ ่ายในการนาํ ดินกลบั ข้ึนมาปูทบั พ้ืนท่ีที่สูญหายไป ค่าใช้จ่ายในการใช้น้ําและค่าใช้จ่ายในการซ้ือแม่ป๋ ุยกลบั ข้ึนไปโปรยเหนือพ้ืนที่เสียหาย เป็ นตน้ นิติพฒั น์ (2555) ศึกษาประเมินการชะลา้ งบนเขาคอหงส์ ความลาดชนั 18-21% ช่วงระยะเวลา 3 เดือน พบวา่ มีอตั ราชะลา้ งพงั ทลายของดิน 10.57 ตนั /ไร่ มีปริมาณการสูญเสียธาตุอาหารหลกั N, P และ K 1,242.47, 0.03 และ 0.39 กก./ไร่ ตามลาํ ดบั และประเมินมูลค่าจากการสูญเสียจากการชะลา้ งในช่วง 3 เดือน ดงั น้ัน จึงทาํ การศึกษาการชะลา้ งและผลกระทบท่ีเกิดจากากรปลูกสร้างและการจดั การสวนยางท่ีไม่เหมาะสม ท้งั ทางดา้ นปริมาณและมูลค่าความเสียหาย ซ่ึงเป็นขอ้ มลู สาํ คญั ท่ีช่วยใหต้ ะหนกั ถึงความสาํ คญั ของการปลูกและการจดั การเขตกรรมสวนยาง เพื่อลดความสูญและก่อใหเ้ กิดประโยชน์มากข้ึนต่อไป งานวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การชะลา้ งในสวนยางการศึกษาการป้ องกนั การพงั ทลายของดินดว้ ยการปลูกยางพาราเปรียบเทียบกบั พืชชนิดอื่น (เวทและคณะ, 2530) รายงานว่า การปลูกพืชในพ้ืนท่ีลาดชนั 30-35% ทดลองท่ีจงั หวดั กระบ่ีและยะลาเปรียบเทียบระหวา่ งการปลูกยางพารา พนั ธุ์ GT 1 สะตอ ไมห้ ลุมพอและป่ าธรรมชาติ พบวา่ การชะลา้ งหนา้ ดินในป่ าธรรมชาติเกิดข้ึนนอ้ ยท่ีสุด 840 กก.ไร่ สําหรับการปลูกพืชต่างๆ ในท่ีลาดชนั พบว่า แปลงปลูกไมห้ ลุมพอมีการชะลา้ งมากท่ีสุด 4,004 - 5,348 กก./ไร่ แปลงปลูกสะตอมีการชะลา้ งน้อยที่สุด เนื่องจากไม้หลุมพอมีจาํ นวนต้นปลูกต่อไร่ 400 ต้น/ไร่ ในขณะที่สะตอและยางพารา มีจาํ นวนตน้ ปลูก 20 และ 80 ตน้ /ไร่ ตามลาํ ดบั การปลูกไมห้ ลุมพอจาํ นวนมาก ทาํให้ผิวหน้าดินถูกชะลา้ งและถูกรบกวนไดง้ ่าย รวมท้งั การเขตกรรมอื่นๆ ไดแ้ ก่ การปราบวชั พืชโดยการถางและดายหญา้ บริเวณรอบตน้ กเ็ ป็นอีกปัจจยั หน่ึงท่ีทาํ ใหเ้ กิดการชะลา้ ง และในแปลงไมห้ ลุมพอมีการปราบวชั พืชทว่ั ท้งั แปลงทุกคร้ัง เพราะระยะปลูกใกลช้ ิดกนั มากส่วนยางพาราและสะตอไม่จาํ เป็ นตอ้ งปราบวชั พืชทว่ั ท้งั พ้ืนท่ีทุกคร้ัง โดยบางคร้ังปราบวชั พืชเฉพาะบริเวณรอบๆ ตน้ ก็เพียงพอ การปลูกยางบนข้นั บนั ไดจะมีการชะลา้ งหน้าดิน

-378-3,120 กก./ไร่ นอ้ ยกวา่ การปลูกยางบนที่ลาดชนั มีดินชะลา้ ง 4,133 กก./ไร่ วริทร์และพิเชษฐ์(2552) ทดลองที่ ศูนยว์ ิจยั ยางฉะเชิงเทรา ศึกษาผลของสวนยางต่อการชะลา้ งหนา้ ดินโดยติดต้งั เครื่องมือดกั ตะกอนดินและน้าํ ขนาด 4x4 เมตร ในแปลงทดลองท่ีมีการใชป้ ระโยชน์ต่างกนั เก็บขอ้ มูลตวั อยา่ งตะกอนดิน ต้งั แต่เดือน กรกฎาคม ถึงธนั วาคม 2552 มีปริมาณฝนรวมช่วงทดลอง 589.5 มม. พบวา่ ปริมาณการสูญเสียน้าํ จากแปลงยางก่อนเปิ ดกรีด อายุ 2 ปีมีค่าสูงสุด 14,514 ลิตร/ไร่ รองลงมา คือ แปลงวา่ งเปลา่ ท่ีมีวชั พืช แปลงยางหลงั เปิ ดกรีด และแปลงมนั สาํ ปะหลงั มีค่าเท่ากบั 7,215, 2,461 และ 1,353 ลิตร/ไร่ ตามลาํ ดบั ส่วนปริมาณตะกอนที่สูญเสียจากแปลงยางให้ผลเช่นเดียวกนั คือ แปลงยางก่อนเปิ ดกรีด อายุ 2 ปี มีค่าสูงสุด 3.73 กก./ไร่ รองลงมา คือ แปลงวา่ งเปล่าท่ีมีวชั พืช แปลงยางหลงั เปิ ดกรีด และแปลงมนั สาํ ปะหลงั มีค่าเท่ากบั 3.02, 2.73 และ 0.44 กก./ไร่ ตามลาํ ดบั และคณะทาํ งานได้เสนอแนะใหศ้ ึกษาในช่วงระยะเวลานานๆ จึงจะไดค้ ่าการชะลา้ งท่ีแน่นอน เนื่องจากปริมาณน้าํ ฝนและส่ิงปกคลุมหนา้ ดินเป็นสาเหตุสาํ คญั ทาํ ใหเ้ กิดการชะลา้ งหนา้ ดิน และรูปแบบของฝนท่ีตกแต่ละปี มีความแตกต่างกนั ท้งั ช่วงระยะเวลา ความรุนแรงและปริมาณน้าํ ฝน จึงอาจทาํ ใหป้ ริมาณตะกอนและน้าํ ท่ีสูญเสียเปล่ียนแปลงไปไดจ้ ากงานทดลองศึกษาปริมาณน้าํ ในสวนยาง งานทดลองเก่ียวกบั การชะล้างหน้าดินในสวนยางหลงั เปิ ดกรีด อายุ 10-12 ปีในช่วงระยะเวลา 1 ปี (ปี 2557) พบ ปัญหาอปุ สรรค เช่น ที่ จ.หนองคายและ จ. สงขลา สภาพน้าํ ใตด้ ินสูง ทาํ ใหช้ ่วงฤดูฝนถงั ท่ีใชเ้ ก็บน้าํ ไหลบ่าและตะกอนดิน น้าํ ใตด้ ินดนั ทาํ ใหถ้ งั ลอยข้ึน เพราะใชถ้ งั พลาสติก เน่ืองจากราคาถูก น้าํ หนกั เบา ปฏิบตั ิงานไดง้ ่าย การแกไ้ ขควรยา้ ยไปทาํ แปลงอื่นท่ีมีระดบั น้าํ ใตด้ ินต่าํ กวา่ 1 เมตร และเปล่ียนไปใชท้ ่อซีเมนตเ์ พ่ือใหม้ ีน้าํ หนกักดทบั ไม่ลอย สําหรับท่ีอ่ืน ไดแ้ ก่ จ. ฉะเชิงเทรา บุรีรัมย์ และสุราษฎร์ธานี ในช่วงที่ฝนตกหนกั ทาํ ให้น้าํ ลน้ ถงั ขนาด 100 ลิตร ซ่ึงทางผดู้ าํ เนินการจะไดห้ าวิธีแกไ้ ขโดยการวางถงั ดกัตะกอนพลาสติกจาํ นวน 2 ถงั ต่อแปลง ความจุของถงั 100 ลิตร โดยถงั ที่ 1 ทาํ การทดดว้ ยท่อขนาด 1 : 4 ต่อไปยงั ถงั ท่ี 2 ทาํ ใหถ้ งั เกบ็ การชะลา้ งสามารถรองรับน้าํ ไหลบ่าไดม้ ากถึง 400ลิตร นั่นคือ ปริมาณน้าํ ฝนไม่เกิน 60 มม./คร้ัง ช่วยให้สามารถเก็บน้ําฝนไดโ้ ดยลดความสูญเสียจากการลน้ ถงั สําหรับพ้ืนท่ีปลูกยาง ในจงั หวดั ฉะเชิงเทราและบริเวณรอบๆ ส่วนใหญ่มีสภาพพ้ืนที่ลาดลอน มีความลาดชนั 5% เน้ือดินร่วนเหนียวปนลูกรัง เป็ นดินชุดกบินทร์บุรี ปริมาณน้าํ ฝนช่วงเฉล่ีย 10 ปี 1,250 มม./ปี ดงั น้นั เพ่ือใหม้ ีขอ้ มูลการชะลา้ งดินจึงไดเ้ สนองานวจิ ยั เพ่ือประเมินปริมาณการชะลา้ งของดินและค่าปัจจยั ต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการชะลา้ งดิน ตลอดจนปริมาณธาตุอาหารท่ีสูญเสียไป ท้งั น้ีนาํ ขอ้ มูลดงั กล่าวไปประเมินมูลค่าการสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์จากผลกระทบการชะลา้ งของดินในสวนยางซ่ึงเป็ นขอ้ ห่วงใยของ FAO ต่อการปลูกพืชที่จะทาํ ใหด้ ินเสื่อมโทรม (soil degradation) เพื่อใหเ้ กษตรกรไดต้ ะหนกั ถึงความสําคญั ของการเขตกรรมที่ถูกตอ้ ง ลดความสูญเสียจาการพงั ทลายของดินและธาตุอาหารท่ีสูญเสียไปในการชะลา้ งหนา้ ดิน อยา่ งก็ตามยงั ไม่มีการศึกษาผลของการชะลา้ ง

-379-ซ่ึงเป็ นตวั แทนของสภาพพ้ืนที่ลอนคล่ืน มีความลาดเท 2-5% และมีสภาพหนา้ ดินต้ืน หนา้ดินมีดินร่วนปนทราย ทาํ ใหห้ นา้ ดินถูกกดั เซาะและเกิดการชะลา้ งหนา้ ดิน ทาํ ใหส้ ูญเสียธาตุอาหาร มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของตน้ และการให้ผลผลิตยางดว้ ย จาํ เป็ นตอ้ งศึกษาผลกระทบทางด้านส่ิงแวดล้อมเพื่อเป็ นข้อมูลที่สามารถนําไปใช้การในโครงการความร่วมมือของสหประชาชาติในเรื่องสภาพแวดลอ้ มโลกใน ปี 2562วตั ถุประสงค์ 1. เพ่ือประเมินปริมาณการชะลา้ งของดินและค่าปัจจยั ต่างๆ ท่ีมีอิทธิพลต่อการชะลา้ งดินสมั พนั ธก์ บั ปริมาณน้าํ ฝน ตลอดจนปริมาณธาตุอาหารที่สูญเสียไป 2. เพอื่ ประเมินการชะลา้ งหนา้ ดินและธาตอุ าหารที่มีผลตอ่ การเจริญเติบโตและผลผลิตยาง 3. เพ่ือประเมินมลู ค่าการสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์จากผลกระทบการชะลา้ งของดินในสวนยางเป็นขอ้ มลู นาํ ไปใชใ้ นเรื่อง สภาพแวดลอ้ มโลก โดยความร่วมมือกบั สหประชาชาติ หลงั ปี 2562 ระเบียบวธิ ีการวจิ ยัอุปกรณ์ 1. อปุ กรณ์เกบ็ ตวั อยา่ งดิน 2. อปุ กรณ์ในการวางการชะลา้ ง ไดแ้ ก่ แผน่ สังกะสี ท่อทดน้าํ ถงั ดกั ตะกอน จอบ เหลก็ ขดุมีดพร้าเป็ นตน้ 3. อปุ กรณ์เกบ็ ปริมาณน้าํ ฝน และสภาพภมู ิอากาศ 4. สวนยาง อายุ 1-3 ปี และ 8-12 ปี และ พ้นื ท่ีวา่ งเปล่า มีระดบั ความลาดชนั 1-5 องศาวธิ ีการ 1. วางแปลงทดลอง 3 พ้นื ที่ คือ สวนยางพนั ธุ์ RRIM 600 3 ช่วงอายุ คือ ยางออ่ น อายุ 4-6 ปียางเปิ ดกรีดอายุ 7-9 ปี และอายุ 19-21 ปี พ้นื ท่ีเป็นแบบลาดลอน มีความลาดชนั 5% เลือกพ้นื ที่ให้อยใู่ นบริเวณใกลเ้ คียงกนั ตรวจเชด็ เพอื่ ใหเ้ ป็นดินชุดเดียวกนั มีลกั ษณะทางกายภาพเหมือนกนั เช่นเน้ือดิน ความหนาแน่นของดิน เป็นตน้ 2. เลือกสวนยาง อายุ 4-6 ปี อายุ 7-9 ปี และอายุ 19-21 ปี ระยะปลูก 7x3 เมตร แปลงยางที่เกบ็ ขอ้ มูลผลผลิตมีขนาด 1 ไร่ (76 ตน้ /ไร่) จาํ นวน 3 ซ้าํ 3. แต่ละแปลงยางวางท่ีดกั ตะกอน การสร้างแปลงดกั ตะกอนดิน ขนาด 4x4 ตารางเมตร ในพ้นื ท่ีระหวา่ งแถวยาง กวา้ ง 4 เมตร ยาว 4 เมตร ไปตามแถวยาง ขอบดา้ นขา้ งของแปลงดกั ตะกอนท้งั 4 ดา้ น ใชแ้ ผน่ สงั กะสีที่มีความสูง 30 ซม. โดยฝังลึกลงไปในดิน 10 ซม. ใหม้ ีส่วนท่ีอยเู่ หนือดิน20 ซม. เพอื่ ป้ องกนั น้าํ จากภายนอกเขา้ มาในบริเวณที่ดกั ตะกอนดิน วางถงั ดกั ตะกอนดินจาํ นวน 2ถงั ต่อแปลง ความจุของถงั มีขนาด 100 ลิตร โดยถงั ที่ 1 ทาํ การทดน้าํ ดว้ ยท่อขนาด 1: 5 ต่อไปยงั ถงัที่ 2 ติดต้งั เคร่ืองวดั น้าํ ฝนในบริเวณแปลงทดลองกระจายทุกแปลง


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook