Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ดูกาย เห็นจิต

ดูกาย เห็นจิต

Description: ดูกาย เห็นจิต

Search

Read the Text Version

พระอาจารย์อนันต์ อกิญฺจโน เหน็ จติดกู าย... เหน็ ธรรม ดูจิต... สตปิ ฏั ฐาน ๔ ISBN : ๙๗๘-๙๗๔-๗๕๒๘-๘๖-๒ จดั พมิ พ์โดย : คณะศิษยานุศษิ ย์ วัดมาบจนั ทร์ ต.แกลง อ.เมอื ง จ.ระยอง ๒๑๑๖๐ โทร.๐๘-๙๘๑๑-๔๕๑๗, ๐๘-๙๙๓๖-๓๑๓๑ www.watmarpjan.org สงวนลิขสทิ ธิ์ : วดั มาบจนั ทร์ พมิ พ์เผยแผเ่ ปน็ ธรรมทาน หา้ มจำ�หนา่ ย ทา่ นใดประสงค์จัดทำ�เปน็ ธรรมบรรณาการ โปรดติดตอ่ วัดมาบจนั ทร์ พิมพท์ ี่ : บรษิ ัท พงษพ์ าณชิ ย์เจริญผล จำ�กดั เลขที่ ๙๙ ซอยสุขสวัสด์ิ ๒๒ แขวงบางประกอก เขตราษฎรบ์ ูรณะ กรุงเทพฯ ๑๐๑๔๐ โทร. ๐-๒๘๗๔-๕๐๐๑-๔, แฟกซ์ ; ๐-๒๕๒๗-๔๐๑๘ วดั มาบจนั ทร์ ต.แกลง อ.เมือง จ.ระยอง ๒๑๑๖๐ โทร. ๐๘-๙๘๑๑-๔๕๗๑ www.watmarpjan.org

๒ พระอาจารย์อนันต์ อกิญฺจโน อานาปานะสะติ ภกิ ขะเว ภาวติ า พะหุลกี ะตา ดกู อ่ นภกิ ษทุ ้ังหลาย อานาปานสติอันบคุ คลเจรญิ ทำ�ใหม้ ากแลว้ มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสา ย่อมมผี ลใหญ่ มอี านสิ งส์ใหญ่ จตั ตาโร สะติปฏั ฐาเน ปะริปูเรนติ ยอ่ มทำ�สตปิ ฏั ฐานทงั้ สี่ให้บริบูรณ์ จตั ตาโร สะติปัฏฐานา ภาวติ า พะหลุ กี ะตา สตปิ ฏั ฐานท้ังสีอ่ ันบุคคลเจรญิ ทำ�ให้มากแลว้ สตั ตะ โพชฌงั เค ปะริปเู รนติ ยอ่ มท�ำ โพชฌงค์ท้ังเจ็ดให้บริบูรณ์ สัตตะ โพชฌงั คา ภาวิตา พะหุลกี ะตา โพชฌงค์ทัง้ เจ็ดอันบุคคลเจริญท�ำ ให้มากแลว้ วชิ ชา วมิ ุตติง ปะริปเู รนติ ยอ่ มทำ�วชิ ชา และวิมุตติให้บรบิ รู ณ์ เอวงั ภาวิตา โข ภิกขะเว อานาปานะสะติ เอวัง พะหลุ กี ะตา ดกู ่อนภิกษทุ ้ังหลาย อานาปานสติอันบุคคลเจรญิ แลว้ ทำ�ให้มากแล้ว อยา่ งน้ีแล มะหัปผะลา โหติ มะหานิสงั สา อิตฯิ จึงมผี ลใหญ่ มีอานสิ งส์ใหญ่ ดว้ ยประการฉะนแ้ี ล ปฐมภิกขสุ ูตร มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๔๒๔/๑๔๐๒-๑๔๐๓

ดกู าย... เหน็ จติ ดจู ติ ... เหน็ ธรรม

๔ พระอาจารยอ์ นนั ต์ อกิญจฺ โน “ ...อานาปานสติ เปน็ สง่ิ ทง่ี า่ ย และสบายแกน่ กั ปฏบิ ตั ิ เพราะเปน็ สง่ิ ทม่ี อี ยแู่ ลว้ ตามธรรมชาตติ ลอดเวลา ทกุ อริ ยิ าบถ ไมต่ อ้ ง สร้างหรือปรงุ ขึ้นมา อาการบงั คับตัวเองใหก้ �ำ หนดลมหายใจ ข้อน้เี ปน็ ศีล การก�ำ หนดลมหายใจได้ และตดิ ตอ่ ไปจนจติ สงบ ขอ้ นเ้ี ปน็ สมาธิ การพิจารณากำ�หนดลมหายใจว่าไม่เท่ยี ง ทนได้ยาก มิใช่ตวั ตน แล้วรู้การปลอ่ ยวาง ข้อนเ้ี รียกว่าปัญญา การท�ำ อานาปานสตภิ าวนา จงึ กลา่ วไดว้ า่ เปน็ การบำ�เพญ็ ศลี สมาธิ ปัญญาไปพร้อมกนั และเม่ือทำ�ศีล สมาธิ ปัญญาใหค้ รบ กช็ อื่ ว่าได้ เดนิ ทางตามมรรคมีองคแ์ ปด ทพ่ี ระพทุ ธองคต์ รัสวา่ เป็นทางสายเอก ประเสริฐกว่าท้ังหมด เพราะจะเป็นการเดินทางเข้าถึงพระนิพพาน ”เม่ือเราท�ำ ตามที่กล่าวมาน้ี ช่ือว่าเป็นการเขา้ ถึงพุทธรรมอยา่ งถูกต้อง ทสี่ ดุ ... พระโพธิญาณเถร (หลวงป่ชู า สุภทฺโท) อบุ ลมณีกลางปา่ พง ๒๔๖

พระโพธญิ าณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) กับ ประธานสงฆ์ ศนู ยม์ ัญชศุ รี วดั สายธิเบต ประเทศอังกฤษ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๒ ดกู าย... เห็นจติ ดจู ติ ... เหน็ ธรรม

๖ พระอาจารยอ์ นันต์ อกญิ จฺ โน สต.ิ .... สต.ิ .. มี ปัญญาก็มา สต.ิ .. ชา้ สติ... เตลิด ปญั ญาไม่เกดิ สติ... หยาบช้า จะเกดิ ปญั หา สต.ิ .. ไม่งาม ปญั ญาก็ทราม สติ... พงั พาบ ปญั ญากห็ ยาบ สติ... ไมม่ ี จะกลายเปน็ ผี สต.ิ .. แจม่ จา้ ผีกจ็ ะมา สต.ิ .. หดหู่ ผีก็ไมอ่ ยู่ สต.ิ .. ถ่ี ถี ่ ใจกด็ ูไม่ดี จิตกด็ ขี ้นึ มา สติ... ไมพ่ อเยียวยา ความบา้ ก็เกิด สติ... ริบหร่ ี ปญั ญาก็มวั สติ... เปน็ หวั สติ... มืดด�ำ ปญั ญาก็นำ� สต.ิ .. เปน็ ร้วั ปญั ญามืดกวา่ สต.ิ .. คํ้าชู ปญั ญาก็อยู่ สติ... เป็นปรก ปัญญาไม่ตก สต.ิ .. เลิศเลอ ปัญญามากเสมอ สต.ิ .. หา่ ง ห่าง ปญั ญาสวา่ ง สติ... หมดจด ปัญญากห็ ด ปญั ญามากมี อาจารยไ์ มไ่ ด้อย่เู หนอื ไม่ได้อยูใ่ ต้ ไม่ไดอ้ ยใู่ กล้ ไม่ไดอ้ ยู่ไกล มีสตบิ ่อยๆ ก็อย่กู ับอาจารย์ตลอด “ ไม่ว่าเราจะท�ำ อะไร ใหม้ ีสติ ” พระอาจารยอ์ นันต์ อกญิ ฺจโน อกญิ จโนวาท ๓๖

ดกู าย... เหน็ จติ ดจู ติ ... เหน็ ธรรม

๘ พระอาจารย์อนันต์ อกิญฺจโน ภพู ฤกษแ์ ผน่ ภูผา เคล้าแสงจา้ คราฟา้ สาง มอ่ นเมฆละหมอกบาง เคลียโบสถ์จางอย่กู ลางภู สาดสายฝนปลายฟ้า ชวนพฤกษาพาชมุ่ ชู พระธรรมทท่ี ่านพรู พรา่ งพรมอย่ใู นหมู่ชน แว่ววะระฆังค่ัน กลางงำ�งันที่เงียบงน สดับสับเสยี งมนต ์ พาผู้คนให้พ้นภัย หรดี หรงิ่ กรุ่งกร่งิ เสยี ง สบั สำ�เนยี งสะบดั ใบ หิง่ ห้อยหอ้ ยแสงไฟ ดุจดาวใดในไพรวลั ย์ จนั ทรท์ อปลายช่อฟา้ มืดก็พาล้าแสงจนั ทร์ เด่นดวงเพียงชว่ งจันทร์ กแ็ จ่มพลนั สวา่ งพราย หนึง่ โพธเ์ิ ป็นหนอ่ พนั รอคนื วนั ฉนั ฉานฉาย หนงึ่ พระธรรมกำ�จาย ชนทัง้ หลายไดย้ ลยนิ เปน็ อารามอรัญ เปน็ ของขวญั แห่งแผ่นดนิ เป็นบุญแห่งชวี ิน เปน็ ภมู ถิ น่ิ ดนิ แดนธรรม บูรพาอบุ ล หวนผ้คู นพ้นระกำ� กล่ินแก้วกวา่ แววคำ� เปน็ ลำ�น�ำ อันลือนาม สุภทั ทะบรรพต นามปรากฏสงิ ดงาม ประคองครรลองตาม กถ็ งึ ความพิสทุ ธเ์ิ อย ๛ ปญั จวีสติวัสสา สุภทั ทบรรพตอารามานสุ รณ์

ค�ำ นำ� “ดกู าย... เหน็ จติ ดจู ติ ... เหน็ ธรรม” เปน็ หนงั สอื รวมค�ำ อธบิ ายการเจรญิ สตปิ ฏั ฐานส่ี โดยทา่ นพระอาจารยอ์ นนั ต์ อกญิ จฺ โน วดั มาบจนั ทร์ อ.เมอื ง จ.ระยอง ตามแนวทางทท่ี า่ น เคยไดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั กิ บั พระเดชพระคณุ พระโพธญิ าณเถร หรอื หลวงปชู่ า สภุ ทโฺ ท ท่ีได้ แสดงแกภ่ กิ ษณุ ชี อดดอน ศษิ ยานศุ ษิ ยอ์ งคด์ าไลลามะ ซง่ึ บวชเปน็ ภกิ ษณุ ฝี า่ ยมหายานเปน็ เวลากวา่ ๒๐ พรรษา ขณะนส้ี รา้ งวดั อยปู่ ระเทศสหรฐั อเมรกิ า ไดข้ ออนญุ าตองคด์ าไลลามะ เพอ่ื เดนิ ทางมาศกึ ษาธรรมปฏบิ ตั ติ ามแนวเถรวาท ณ วดั มาบจนั ทร์ ระหวา่ งวนั ท่ี ๒ ถงึ ๑๖ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๔๘ โดยค�ำ อธบิ ายของทา่ นอาจารยน์ บั วา่ ทรงคณุ คา่ ยง่ิ ทง้ั สามารถแสดง ถงึ จดุ รว่ มกนั ของพระพทุ ธศาสนาทกุ นกิ ายวา่ คอื ความหลดุ พน้ จะตา่ งกนั กเ็ พยี งรปู แบบ ภายนอกเทา่ นน้ั ทางผจู้ ดั ท�ำ หวงั เปน็ อยา่ งยงิ่ วา่ ค�ำ อธบิ ายของทา่ นอาจารยจ์ ะท�ำ ใหผ้ อู้ า่ น และสาธชุ น ทกุ ท่านท่ีมศี รัทธา นอ้ มน�ำ พระสทั ธรรมมาปฏบิ ตั ิ สามารถรู้เห็นกาย เหน็ จติ ตลอดจน เห็นธรรม โดยอาศัยแนวทางปฏบิ ตั ิท่ีเปน็ ทางด�ำ เนนิ อนั ตรง จนสามารถคน้ พบความชมุ่ เยน็ ทา่ มกลางไฟแหง่ วฏั สงสารอนั รอ้ นแรงได้ ขอคณุ านสิ งสอ์ นั เกดิ จากการจดั ท�ำ หนงั สอื เล่มน้ี จงบงั เกิดแก่สรรพสัตวท์ ้งั หลายให้ลุถงึ พุทธปญั ญาโดยพลนั เทอญ ทางผจู้ ดั ท�ำ ขอสงวนลขิ สทิ ธิ์ในการพมิ พเ์ พอื่ จ�ำ หนา่ ย ผทู้ ตี่ อ้ งการจดั พมิ พเ์ ปน็ ธรรม ทานโปรดติดตอ่ วดั มาบจันทร์ ต.แกลง อ.เมอื ง จ.ระยอง โทร.๐๘-๙๘๑๑-๔๕๑๗ ผู้จดั ทำ� พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ๙ดกู าย... เห็นจติ ดจู ติ ... เห็นธรรม

๑๐ พระอาจารย์อนนั ต์ อกิญจฺ โน ค�ำ ปรารภในการจัดพมิ พ์ครั้งที่ ๒ หนงั สอื “ดกู าย... เหน็ จติ ดจู ติ ... เหน็ ธรรม” ซง่ึ รวบรวมพระธรรมเทศนาของทา่ น พระอาจารยอ์ นนั ต์ อกญิ จฺ โน เกย่ี วกบั การเจรญิ สตปิ ฏั ฐานส่ี และการเจรญิ สมถกรรมฐาน วปิ สั สนากรรมฐาน ท่ีไดแ้ สดงแกภ่ กิ ษณุ ชี อดดอน ศษิ ยานศุ ษิ ยอ์ งคด์ าไลลามะ เมอ่ื ครง้ั เดนิ ทางมาศกึ ษาธรรมปฏบิ ตั ิ ณ วดั มาบจนั ทร์ ในปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๔๘ ไดพ้ มิ พเ์ ผยแผ่ เปน็ ธรรมทานเมอ่ื ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ หมดลงนานแลว้ เปน็ พระธรรมเทศนาทม่ี เี นอ้ื หา ส�ำ คญั ใหค้ วามกระจา่ งในการปฏบิ ตั ธิ รรมเปน็ อยา่ งดี ทา่ นผอู้ า่ นสามารถนอ้ มนำ�พระธรรม เทศนาดงั กลา่ วไปปฏบิ ตั ติ ามไดท้ นั ที ทง้ั ยงั แสดงใหเ้ หน็ ถงึ เปา้ หมายของพระพทุ ธศาสนา ทม่ี งุ่ สู่ “ความหลดุ พน้ ” เปน็ ส�ำ คญั ตา่ งกนั เพยี งนกิ ายหรอื รปู แบบภายนอกเทา่ นน้ั คณะศษิ ยผ์ จู้ ดั ท�ำ หนงั สอื “ดกู าย... เหน็ จติ ดจู ติ ... เหน็ ธรรม” หรอื “สตปิ ฏั ฐานส”่ี ฉบับพิมพ์คร้ังที่สองนี้ ได้เรียบเรียงปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์ข้ึน และจัดรูปเล่มใหม่ เพ่ือให้เกิดประโยชน์สูงสุดแด่ท่านผู้สนใจใฝ่ธรรมทุกท่าน และเพื่อน้อมถวายเป็น อาจริยบูชา และมุทติ าสักการะแด่ทา่ นพระอาจารยอ์ นนั ต์ อกิญจฺ โน เนอ่ื งในโอกาส ฉลองอายวุ ัฒนมงคลปีท่ี ๕๘ ในวันท่ี ๓๑ มนี าคม ๒๕๕๕ ด้วยความเคารพอยา่ งสูงสุด คณะศิษย์ผูจ้ ดั ทำ� ขออนโุ มทนาทุกทา่ นทีม่ ีสว่ นเกอื้ กูลให้การจัดท�ำ หนงั สือในคร้ังนี้ ประสบความส�ำ เรจ็ อยา่ งงดงาม ดงั ทท่ี า่ นผอู้ า่ นไดเ้ หน็ อยู่ในขณะนี้ ขออานภุ าพแหง่ กศุ ล เจตนาทท่ี ่านทั้งหลายได้รว่ มกนั เผยแผ่ธรรมทานในครง้ั นี้ จงเป็นปจั จัยใหท้ ่านทงั้ หลาย เจริญวัฒนาสถาพรในบวรพระพทุ ธศาสนายง่ิ ๆ ขนึ้ ไป และเขา้ ถงึ ซ่งึ มรรค ผล นพิ พาน โดยท่ัวกันเทอญ คณะศิษย์ผจู้ ดั ทำ� ๓๑ มนี าคม ๒๕๕๕

สารบญั กายานปุ สั สนาสติปัฏฐาน... ความระลึกร้ใู นกาย ๑๓๒ ตุลาคม ๒๕๔๘........................................................... ภาวนามยปัญญา ๒๓๓ ตุลาคม ๒๕๔๘........................................................... เวทนานปุ ัสสนาสติปฏั ฐาน… การระลกึ ร้ใู นความรู้สกึ ๓๗๕ ตลุ าคม ๒๕๔๘........................................................... จติ ตานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน... การระลึกรู้อยทู่ ี่จิต ๕๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๘............................................................ โปรแกรมของอวิชชา ๖๓๗ ตุลาคม ๒๕๔๘........................................................... ความฟุ้งซา่ น ๗๕๘ ตุลาคม ๒๕๔๘........................................................... สมมติ... สนทนาธรรมกับภกิ ษณุ ี ๘๗๘ ตุลาคม ๒๕๔๘........................................................... การปฏบิ ตั ใิ ห้ไดผ้ ลเร็ว... ทางสายตรง ๑๐๓๙ ตุลาคม ๒๕๔๘....................................................... โลกนี้พร่องอยู่เปน็ นจิ ๑๑๕๑๑ ตลุ าคม ๒๕๔๘..................................................... สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ๑๒๗๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๘.................................................... ความวา่ ง... สนทนาธรรมกบั ภกิ ษณุ ี ๑๓๗๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๘..................................................... ๑๑ดูกาย... เห็นจติ ดูจติ ... เห็นธรรม

๑๒ พระอาจารย์อนันต์ อกญิ จฺ โน “ ตรงเห็นกายสักแต่กาย ไม่ใช่สัตว์บคุ คล ตวั ตนเราเขา ตรงนจ้ี ติ จะเปน็ อสิ ระจากความ ยึดถือช่ัวคราว จากความท่ีเห็นชั่วคราวก็ เหน็ บอ่ ยๆ จติ กจ็ ะเปน็ อสิ ระมากขน้ึ เรอ่ื ยๆ จะ ”เขา้ ใจเรอ่ื งของกายวา่ กายน้ีไม่ใชเ่ ราจรงิ ๆ

กายานุปัสสนาสตปิ ฏั ฐาน... ความระลึกรู้ในกาย ๒ ตุลาคม ๒๕๔๘ (อบรมภิกษุณี ชอดดอน ลูกศิษย์องค์ดาไลลามะ เคยศึกษาอยู่กับ องคด์ าไลลามะหลายปี ขณะนบี้ วชเป็นภิกษุณีได้ ๒๐ พรรษา สรา้ งวดั อยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มาศึกษาปฏิบัติเร่ืองสติปัฏฐานสี่กับท่าน พระอาจารย์อนนั ต์ อกิญฺจโน เจา้ อาวาส วดั มาบจันทร์ ต.แกลง อ.เมอื ง จ.ระยอง ต้ังแตว่ ันที่ ๒ ตลุ าคม - ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๘) ภกิ ษุณี : องค์ดาไลลามะเมตตาได้ให้เลขาฯ ท�ำ หนงั สอื (จดหมาย) เพ่ือให้ภิกษุณีมาศึกษาสติปัฏฐานสูตรต่างนิกาย มีเจตนาเพ่ือจะได้นำ� อุบายจากต่างนิกายมาศึกษาเพ่ิมเติมจากนิกายธิเบตให้มากข้ึน ขอขอบ คณุ มากที่ไดใ้ หโ้ อกาส และคิดวา่ จะมีประโยชน์มาก ๑๓ดกู าย... เห็นจติ ดูจติ ... เห็นธรรม

๑๔ พระอาจารย์อนันต์ อกิญจฺ โน พระอาจารยอ์ นนั ต์ : วันนีม้ าจากสงิ คโปร์ไหม ภิกษุณี : มาจากสหรฐั แวะญ่ปี ุน่ มาจากสิงคโปร์เม่ือคนื นี้ พระอาจารยอ์ นนั ต์ : มาเมอื งไทยตอ้ งการศกึ ษาเรอื่ งอะไร ภิกษณุ ี : ต้องการฝกึ กรรมฐาน พระอาจารย์อนันต์ : ทเ่ี ขาปฏบิ ตั กิ ันท่ีโนน้ เขาท�ำ ยังไงกัน ภกิ ษณุ ี: อยา่ งหนง่ี เกยี่ วกบั พระโพธสิ ตั ว์ บรกิ รรมนกึ ถงึ พระโพธสิ ตั ว์ อกี อยา่ งหนงึ่ คอื การฝกึ จติ ใจพจิ ารณาเรอ่ื งการเกดิ เปน็ มนษุ ย์ นกึ ถงึ วา่ เรา มีโอกาสไดเ้ กดิ เปน็ มนษุ ยแ์ ลว้ ควรเจรญิ เมตตา มกี ารปฏบิ ตั พิ จิ ารณาเจรญิ จติ ทเ่ี ปน็ กศุ ล พจิ ารณาความวา่ ง นกึ ถงึ วา่ เราไดเ้ กดิ เปน็ มนษุ ยเ์ ปน็ โอกาส ทดี่ ี เจริญเมตตากับสรรพสัตว์ทั้งหลายให้สมา่ํ เสมอกัน เหมอื นอย่างกบั วา่ เรามเี พอ่ื นทเ่ี รารกั กับสรรพสตั ว์ทงั้ หลาย ตอ้ งเมตตาใหส้ มา่ํ เสมอกัน พระอาจารย์อนันต์ : ให้เมตตาสม่ําเสมอเป็นอันเดียวกัน ทีแรกก็ เมตตาตัวเรากอ่ นให้ใจเรามีความสุข คดิ ถึงคนท่เี รามีเมตตา คนท่เี รารัก บดิ ามารดาก็ดี เพือ่ นทีเ่ รารกั กด็ แี ผเ่ มตตาใหม้ ีความสุข แผเ่ มตตาให้คน กลางๆ แผเ่ มตตาใหก้ ับคนทเ่ี ราไมช่ อบ เราก็แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ท้ัง หลายคอื เปน็ กลางๆ ใหม้ เี มตตาเสมอกนั ระหวา่ งคนทเ่ี รารกั คนทกี่ ลางๆ คนทเ่ี ราไมช่ อบกต็ ามเปน็ เมตตาอนั เดยี วกนั การเจรญิ เมตตาทส่ี มบรู ณก์ ็ เป็นการฝึก ถา้ ฝกึ เมตตาไดอ้ ย่างน้ี เมตตาน้กี เ็ ป็นเมตตาภาวนา สมาธิก็ จะเกดิ ข้นึ ทีละเล็กทลี ะนอ้ ย จนเกดิ จติ สงบเปน็ ขณิกสมาธิ อปุ จารสมาธิ อปั ปนาสมาธิได้ คือเมตตาในพรหมวหิ ารสี่ เมตตาก็ได้ กรณุ าก็เหมือนกัน คือวา่ สรรพ สัตว์ก็มีทุกข์อยู่ ขอให้เราพ้นจากทุกข์ ให้สรรพสัตว์ท้ังหลายก็พ้นจาก ความทกุ ขก์ เ็ ปน็ การเจรญิ กรณุ า หรอื วา่ สรรพสตั วท์ ง้ั หลายมคี วามสมบรู ณ์ อยแู่ ลว้ ตวั เราเองกม็ คี วามสมบรู ณม์ สี งิ่ ท่ีไดแ้ ลว้ ในมนษุ ยก์ ด็ ี มนษุ ยส์ มบตั ิ

กด็ กี อ็ ยา่ ใหพ้ ลดั พรากจากสงิ่ ทม่ี อี ยู่ เปน็ การเจรญิ มทุ ติ าจติ สรรพสตั วท์ งั้ หลายก็ใหพ้ น้ จากความทกุ ขท์ งั้ หลาย ใหม้ คี วามสขุ สมบรู ณ์ในความสขุ นนั้ อยา่ พลดั พรากจากความสขุ ท้งั หลาย กเ็ ปน็ มุทติ าจติ อุเบกขาก็เหมือนกัน อุเบกขาก็เหมือนกับการพิจารณาที่ว่าสัตว์ทั้ง หลายก็มีกรรมเป็นของของตน เราก็มีกรรมเป็นของของเรา ก็ฝึกวาง อุเบกขาเมอ่ื เรายังชว่ ยไม่ได้ เราก็มีเมตตาแล้ว มกี รณุ าแลว้ และมมี ทุ ติ า แตว่ า่ เรายงั ชว่ ยไม่ได้ สรรพสตั วท์ งั้ หลายกย็ งั ตอ้ งมกี รรมอยู่ กว็ างอเุ บกขา จติ เมตตา กรุณา มุทติ า อุเบกขาเปน็ พรหมวิหาร ซ่งึ ในการปฏบิ ตั ิของ พระเรากต็ ้องเจริญในพรหมวิหารสีน่ เ้ี สมอ การปฏิบัติก็ถูกต้องแล้ว อัน หน่ึงท่ีเราเจริญก็คือการระลึกถึงคำ� บรกิ รรมภาวนาในพระบรมโพธสิ ตั ว์ ในพระองค์ใดพระองคห์ นง่ึ เปน็ การ พิจารณาจิตเคารพในพระบรม โพธิสัตว์ เราก็บริกรรมภาวนาเพื่อ ใหจ้ ติ ของเรานนั้ มคี วามเชอ่ื มโยงมา ได้ หรอื ว่ามสี ติในการระลึกถึงทา่ น ก็เป็นบริกรรมภาวนาอย่างหนึ่งให้ เกิดสมาธิเหมือนกัน เป็นสมาธิเหมือนกัน อย่างท่ีว่าให้นึกถึงภาพนิมิต พระบรมโพธิสัตว์แล้วก็บริกรรมภาวนาหม่ืนคร้ัง แสนคร้ัง ล้านคร้ังจิต กจ็ ะสงบนง่ิ กเ็ ป็นวธิ ีการท่ีเราเคารพในพระบรมโพธสิ ตั ว์ในพระองค์นนั้ จติ เราก็น่ิงสงบมสี มาธิได้ เปน็ การที่ท�ำ ให้เราฝกึ สมาธิได้วิธีหนง่ึ สมาธทิ เี่ ราบรกิ รรมน้ันเป็นสมาธิทเี่ ปน็ บารมที ่เี ราจะอธษิ ฐานจติ หรือ ว่าจะติดตามองค์พระมหาโพธิสัตว์น่ันเอง วิธีน้ีก็เป็นวิธีที่เราชำ�นาญอยู่ ๑๕ดกู าย... เหน็ จิต ดูจติ ... เห็นธรรม

๑๖ พระอาจารยอ์ นนั ต์ อกิญฺจโน แล้วในการปฏิบัติ แต่อีกวิธีหน่ึงท่ีว่าให้เราระลึกถึงความเป็นมนุษย์ก็คือ การที่เรามีสติเกิดข้ึนมาเป็นมนุษย์น้ันเป็นของยากกว่าจะได้ร่างกายมา เปน็ มนษุ ย์ แล้วกย็ ากไปอีกกวา่ จะท�ำ ให้จติ นั้นเปน็ มนษุ ย์ ในหลักพระพุทธศาสนาสอนไว้ว่า เปรียบเทียบเหมือนกับว่ามีไม้ไผ่ ลำ�หน่ึงอยู่ในกลางมหาสมุทร แล้วมีเต่าตาบอดตัวหน่ึงอยู่ในมหาสมุทร นน้ั นะ่ ในมหาสมทุ รนัน้ มลี มพดั ในทศิ ทงั้ ส่ี ไมน้ ้ันก็จะลอยเควง้ คว้างไป เวลาครบร้อยปีเต่าตาบอดจะโผล่ขึ้นมาครั้งหนึ่ง โอกาสที่เต่าตาบอดจะ เจอกับไมน้ ้นั นะ่ ยากขนาดไหน โอกาสที่จะเกดิ เปน็ มนุษย์ยากอย่างนนั้ ในโลกน้เี ราเหน็ ว่าการเกิดมาเปน็ มนษุ ยย์ ากหรอื เปลา่ เพราะเราเห็น ว่าคนมีมากข้ึนเรื่อยๆ อันนี้คือการเกิดเป็นมนุษย์ในร่างกาย แต่ความ หมายท่ีว่าการเกิดเป็นมนุษย์ท่ีลึกซ้ึงขึ้นไปก็คือ การเกิดเป็นมนุษย์ทาง ด้านจิตใจ มีร่างกายเป็นมนุษย์แล้วเกิดขึ้นอีกคร้ังหนึ่งก็มีศีลห้าประการ การเกดิ เป็นมนษุ ยท์ ่มี ศี ลี หา้ ประการครบถ้วนเป็นของยาก ใหร้ ะลกึ ถึงใน เรอ่ื งน้ีจะไดไ้ ม่ประมาท ในเบอื้ งตน้ คนเราเมอื่ ระลกึ วา่ ในการเกดิ เปน็ มนษุ ยช์ วี ติ ของเรานก่ี ็ไม่ แน่นอน ชีวิตของเราจะมีอายุสักก่ีปี วันน้ีเราเกิดมาก่ีปีแล้วอายุของเรา นัน้ จะเหลอื เท่าไหร่ ถ้าอายุของคนปัจจุบนั อายุเจ็ดสบิ หา้ ปเี รากต็ ้องถาม ตัวเองวา่ วันน้เี ราอายุก่ีปี กี่เดอื น กว่ี ัน แลว้ จะเหลอื อีกกีว่ ัน กเ่ี ดอื น กี่ปี กค็ อื ใหต้ ง้ั อยู่ในความไมป่ ระมาท เวลาทเี่ หลอื อยนู่ นั้ จะไดศ้ กึ ษาขวนขวาย แสวงหาธรรมะ เราระลึกในเรื่องของความเป็นมนุษย์ตลอดจนว่าเราน้ีมีชีวิตเหลืออยู่ เท่าไร ระลึกถึงกรรมว่าสัตว์ท้ังหลายมีกรรมเป็นของของตนจะทำ�ให้เรา นั้นต้งั มน่ั อยู่ในความดี เมือ่ เราทำ�กายกรรม วจกี รรม มโนกรรม เรากจ็ ะ ตอ้ งไดร้ ับผลของกรรมนั้น เราจะได้ไม่ประมาทจะได้สร้างแตก่ รรมดี นกี่ ็

เปน็ หลกั การปฏบิ ตั ขิ องพระเรา นเ้ี ปน็ เบอ้ื งตน้ ทต่ี อ้ งระลกึ พจิ ารณาทกุ วนั เมอื่ เราระลกึ เชน่ น้ี เรากป็ รารภในการกระท�ำ ความเพยี รเพอ่ื ทเ่ี ราจะละ ความยนิ ดี ความยนิ รา้ ยทเี่ กดิ ขน้ึ ในโลก ทเี่ รยี กวา่ อวชิ ชากบั โทมนสั กต็ าม หลกั ในสตปิ ัฏฐานสี่ เพ่อื จะทำ�จติ ของเราให้เกิดความบริสทุ ธหิ์ มดจดจาก กิเลสน้ี เราก็จะต้องมาปฏิบัติในหลักคำ�สั่งสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่อง ของสติปัฏฐานส่ี ภิกษุณเี คยศึกษาเร่ืองสตปิ ฏั ฐานสหี่ รอื ไม่ อย่างไร ภิกษุณี : ในนกิ ายธิเบตกเ็ คยศกึ ษาบ้าง พระอาจารยอ์ นันต์ : เขาสอนอย่างไรบ้าง ภิกษุณี : มกี ารศกึ ษาเร่อื งอานาปานสติ และเรื่องการพิจารณาอสุภะ เรอื่ งของการพจิ ารณาศพที่เน่าแตกสลาย และมกี ารพจิ ารณาในเรื่องของ ร่างกายท่ีเห็นว่าสวยงามให้เห็นว่าเป็นของไม่สวยไม่งาม พิจารณาเรื่อง ของความรู้สึกหรือเวทนาให้เห็นถึงความสุขและความทุกข์ที่เรายึดติด พิจารณาจิตถึงส่ิงที่เห็นว่าเท่ียงให้เห็นเป็นของไม่เที่ยง พิจารณาธรรม เพอ่ื ทจี่ ะเห็นวา่ เป็นอนัตตาไม่ใชต่ วั ตน พระอาจารย์อนันต์ : หลักในคำ�สอนของพระพุทธศาสนานี้สอน เหมอื นกบั วา่ จติ ของคนนนั้ มคี วามวปิ ลาสคอื เหน็ ผดิ คอื เหน็ สง่ิ ที่ไมส่ วยไม่ งามก็คิดว่าเปน็ ของสวย เหน็ แตร่ ปู เสียงมาจากรปู กล่ิน รส โผฏฐพั พะ ธรรมมารมณก์ เ็ กดิ จากรปู วปิ ลาสกค็ อื วา่ รปู นี้ไมง่ าม รปู เราเอง รปู คนอน่ื รูปสัตว์อื่นไม่งาม แต่จิตเห็นว่างามเป็นสิ่งท่ีมีความเห็นผิดไปจากความ เปน็ จริง จึงจะตอ้ งใช้การพจิ ารณากาย กายานปุ ัสสนาสติปัฏฐาน อาการ สามสบิ สอง อสุภะสิบ มีสมั ปชัญญะ เพราะฉะน้ันในเบ้ืองแรกท่ีเราฝึกกายานุปัสสนาในสติปัฏฐานนั้น ก็ ให้เราฝกึ ต้ังแต่วา่ การยนื การนงั่ การนอน อันนี้เปน็ อริ ิยาบถใหญเ่ รากม็ ี สติสมั ปชญั ญะ อิริยาบถยอ่ ยนน้ั นะเราจะคแู้ ขน เราจะเหยียดแขน เรา ๑๗ดูกาย... เห็นจติ ดูจิต... เห็นธรรม

๑๘ พระอาจารยอ์ นันต์ อกญิ จฺ โน จะน่ิง เราจะเงียบ เราจะฟังต่างๆ เราจะด่ืมนา้ํ เราจะขบฉันต่างๆ เรา จะท�ำ การงานอะไรกม็ ีสติความระลกึ ได้ สัมปชัญญะความรู้ตวั จิตของเรา จะอยู่ในปจั จบุ นั เมอ่ื เราเรมิ่ ฝกึ นส่ี ตขิ องเรากจ็ ะอยมู่ คี วามรรู้ ะลกึ ไดบ้ า้ งไม่ไดบ้ า้ งกต็ าม เมอ่ื เราฝกึ ไปบอ่ ยๆ สตจิ ะดขี นึ้ สมั ปชญั ญะจะดขี นึ้ กายานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน จะดขี นึ้ เม่อื สตขิ องเราดีข้ึนสัมปชัญญะดีขึน้ สมาธติ ั้งมนั่ ขึ้น ปญั ญาจะ เกดิ อย่างไร ปญั ญาในทีน่ ก้ี เ็ ปน็ ปัญญาเกิดจากการภาวนา อันน้ีเป็นเบื้องต้น หรือว่าการปฏิบัติในเร่ืองของกายน้ี เรื่องอสุภะก็ คอื เรือ่ งของกาย อาการสามสิบสองในร่างกายก็เป็นเรือ่ งของกาย จะเปน็ อานาปานสติก็ลมหายใจก็คือกาย ในเบอื้ งต้นนพ้ี ระพุทธเจ้าสอนในเรือ่ ง ของกายกอ่ น เมอื่ เราไปศกึ ษากับหลวงปูช่ า ทา่ นจะสอนพระก็ดี ตลอด จนสามเณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา วา่ เมอื่ เราทำ�อะไรอยู่ ท�ำ การทำ�งาน อยู่นนั้ ก็ใหม้ สี ตอิ ยู่ในการงานนน้ั จะบณิ ฑบาต จะกวาดลานวดั จะฉนั อาหารกม็ คี วามส�ำ รวม จะลา้ งบาตรก็ใหม้ คี วามส�ำ รวมระวงั คอื มสี ตนิ นั้ เอง ก็เป็นกายานปุ สั สนาในเรือ่ งของการเคล่ือนไหวไปมาของรา่ งกายนเ้ี อง แต่ท่านยังไม่บอกว่าเป็นเรื่องของสติปัฏฐานสูตร ไม่ได้พูดถึงเลยว่า ตอนนที้ า่ นสอนสตปิ ฏั ฐานสตู รอยทู่ า่ นก็ไม่ไดบ้ อก แตท่ า่ นจะบอกทางวธิ ี ท�ำ ใหเ้ ลยวา่ ใหท้ า่ นมสี ตนิ ะ ทา่ นพดู นอ้ ยๆ เปน็ ผทู้ ด่ี จู ติ ของตวั เองใหม้ ากๆ ดคู วามรู้สกึ ตวั เองมากๆ มสี ติในการท�ำ งานในการเคล่อื นไหวในอิรยิ าบถ ตา่ งๆ เพราะฉะนน้ั พระวดั ปา่ เมอื่ อยดู่ ว้ ยกนั นนั้ จะเดนิ ไปกเ็ บาๆ วางยา่ ม กต็ อ้ งเบาๆ การกราบพระ การอะไรตอ้ งไม่ใหเ้ กดิ เสยี งดงั ระมดั ระวงั มาก ท่ีสุด ครูบาอาจารย์หลวงพ่อชา หรือพระอาจารย์ชาน้ันก็สอนในเร่ืองอานา ปานสตเิ ปน็ หลกั หายใจเขา้ กร็ ตู้ น้ ลมทปี่ ลายจมกู กลางลมหทยั ปลายลม

สะดอื กด็ ี หายใจออกก็ฐานทีห่ น่ึงสะดอื ฐานที่สองหทัย ฐานทีส่ ามปลาย จมูก ตามลมหายใจเข้าทั้งสามจดุ แล้วก็ตามลมหายใจออก กอ่ นทจ่ี ะตาม ลมหายใจอยา่ งนกี้ ็ใหส้ ดู ลมหายใจเขา้ ใหล้ กึ ๆ ใหเ้ ตม็ ปอดกอ่ นแลว้ ปลอ่ ย ลมหายใจออกทำ�อยา่ งนส้ี ามครงั้ แลว้ กก็ ำ�หนดสติไวท้ ส่ี ามฐาน เมอื่ สตติ อ่ เนอื่ งดีแล้วก็ก�ำ หนดเพียงรลู้ มเขา้ ลมออก เมื่อเราเจริญในอานาปานสตินี้ดีแล้วจนจิตของเรามีความสงบ มีปีติ มีความสุขความสงบ จติ ของเราสงบน่ิงได้เป็นสมาธิในเบอื้ งต้น อันน้คี อื การดำ�รงจิตดว้ ยอานาปานสติ หรอื วา่ ลมหายใจอนั นกี้ เ็ ปน็ เร่อื งของกาย จิตก็จะสงบ ท่านก็จะสอนว่าเมื่อจิตสงบแล้วให้พิจารณาสังขารร่างกาย ให้เหน็ วา่ ไม่สวยไม่งาม ใหเ้ หน็ วา่ ไม่เที่ยง ให้เห็นว่าเปน็ ทุกข์ ใหเ้ ห็นวา่ ไม่ใชต่ ัวตน เมอื่ เรามกี ำ�ลงั สมาธิไดค้ วามสงบแลว้ พจิ ารณา เราก็จะเหน็ ว่าท่ีพระพุทธเจ้าสอนว่าให้พิจารณากายในกาย กายในกายน้ีมีอะไรบ้าง กายข้างนอก กายบคุ คลอน่ื กายข้างในกายของเรา กายของเราขา้ งนอก มผี ม ขน เลบ็ ฟนั หนงั ทห่ี มุ้ หอ่ กายขา้ งในไวม้ อี ะไรบา้ ง เรากจ็ ะเหน็ แลว้ เห็นวา่ กายน้ีมันเปล่ียนแปลงไปต้งั แต่เกิดข้ึนมา เจริญวัยข้ึนมาในทีส่ ุดก็ ตาย มันเปน็ ของไม่เทีย่ ง เม่อื เราเหน็ ว่าไม่เทยี่ งเราก็เหน็ ทุกขัง คือวา่ มันเป็นทกุ ข์ไม่ใช่สุขจริงๆ ส่ิงใดไม่เท่ยี งสง่ิ นัน้ กเ็ ป็นทุกข์ หากส่ิงใดไม่เทยี่ งสงิ่ นัน้ เป็นทกุ ข์ส่ิงนน้ั ก็ ไมม่ ตี วั ตนจรงิ ๆ เพราะวา่ มนั เสอ่ื มไปๆ ในทส่ี ดุ กแ็ ตกสลายไปหมด กเ็ ปน็ ความวา่ งไมม่ ตี วั ตนของเราทแ่ี ทจ้ รงิ การทเ่ี ราเจรญิ ในอานาปานสตเิ มอ่ื จติ สงบแล้วเราพิจารณากาย การพจิ ารณาน้กี ็ไม่ใชเ่ ปน็ ความคดิ ปัญญาครงั้ แรกจากการไดย้ ินไดฟ้ ัง “สตุ มยปญั ญา” เมอ่ื เรามาคดิ กเ็ ปน็ “จนิ ตามย ปญั ญา” แตเ่ มอ่ื จติ สงบแลว้ มาพจิ ารณา มาเพง่ ดู อาจจะเหน็ ธาตขุ องความ เสื่อมไปของร่างกายขึ้นมา อาจจะเกิดความรู้ขึ้นมาว่าร่างกายนี้ไม่เที่ยง ๑๙ดูกาย... เหน็ จติ ดจู ิต... เหน็ ธรรม

๒๐ พระอาจารย์อนันต์ อกญิ ฺจโน เปน็ ทุกข์จรงิ ๆ ไม่ใชต่ วั ตน เพราะว่าเห็นมนั มีการเกิดข้นึ ตง้ั อยู่ ดับไป หายไปเลย เกดิ ความรขู้ นึ้ มาปญั ญาระดบั นเี้ รยี กวา่ “ภาวนามยปญั ญา” ที แรกอาจจะไดย้ นิ ไดฟ้ งั มาคดิ พจิ ารณา แตเ่ มอ่ื จติ สงบกม็ ารอู้ กี ครง้ั หนงึ่ จะ เป็นภาวนามยปัญญาข้ึน จะเหน็ แจ้งในธรรมะของพระพทุ ธเจา้ การเห็นอย่างน้ีก็เป็นการเห็นทางจิต เห็นวัตถุภายนอก เห็นต้นไม้ ภเู ขา กฏุ ิ ศาลา บ้านเรอื นตา่ งๆ ถ้าเราเห็นสง่ิ เหลา่ นเี้ ป็นสง่ิ สมมตทิ ั้งน้ัน เลย เปน็ สง่ิ สมมตทิ ง้ั โลก เปน็ สง่ิ สมมตทิ งั้ นนั้ เลย เมอ่ื เราเหน็ เขา้ มาในจติ จะเหน็ วา่ เปน็ อนจิ จงั ทงั้ นน้ั แหละ อยู่ในตวั กำ�ลงั เสอ่ื มไปๆ เหน็ อยู่ในจติ อย่างชัดแจ้ง ท่านเรียกวา่ เห็นด้วยปัญญาในจิตใจ ท่เี ราบ�ำ เพญ็ ปฏบิ ตั ิกัน กต็ อ้ งการใหเ้ หน็ อยา่ งนี้ วตั ถสุ งิ่ ของทง้ั หลายในโลกก็ไมเ่ ทย่ี งรา่ งกายของ เรากเ็ ป็นอย่างน้ี ดังน้ันเม่ือนักปฏิบัติมาระลึกถึงในเร่ืองของความเป็นมนุษย์ในเร่ือง ของกรรมกด็ ี ชวี ิตที่ไมแ่ น่นอนในเรอ่ื งความตายก็ดี ในเรือ่ งของความไม่ ประมาท เม่ือเราไม่ประมาทแล้วพยายามท�ำ ความเพยี รในการมสี ติ เดนิ จงกรมจะนงั่ สมาธิ ก็ใหม้ สี ตอิ ยู่ในการปฏบิ ตั นิ นั้ จนจติ มคี วามสงบ เมอื่ จติ สงบแลว้ พระอาจารยช์ าหรือหลวงปชู่ าทา่ นสอนวา่ ให้พจิ ารณากาย เพราะ จิตสงบนี้จะมีความปตี มิ ีความอ่มิ ใจ น่งิ จติ ไม่อยากจะขวนขวายทำ�อะไร จะอยู่ในปีติสุขน้ัน ท่านว่าอันนั้นมันจะเป็นความสุขท่ีไม่แท้จริง ให้เอา ความสงบท่มี อี ยูน่ น้ั มาพจิ ารณาในสังขารร่างกาย หลกั ส�ำ คญั วา่ ใหเ้ รามคี วามเพยี รหรอื วา่ ความพยายาม บางครง้ั จติ กส็ งบ บางครง้ั จติ ก็ไมส่ งบ บางครงั้ เรามปี ญั ญาเรากจ็ ะรเู้ หน็ ปลอ่ ยวางในอารมณ์ ไดล้ ะกเิ ลสได้ บางครง้ั กเิ ลสมนั มกี �ำ ลงั เรากส็ มู้ นั ไม่ไดก้ ็ใหเ้ รามคี วามอดทน กอ่ น เพราะวา่ เรากต็ อ้ งตามดจู ติ ของเราดว้ ย วา่ จติ เปน็ อยา่ งไร จติ มคี วาม ยนิ ดีไหมมคี วามยนิ รา้ ยไหม ถา้ จติ ของเรามคี วามยนิ ดยี นิ รา้ ย ยนิ ดยี นิ รา้ ย

ในเรื่องอะไร เพราะว่ามีตวั เรา มขี องของเรา มีร่างกายเรา อย่างนีเ้ ราก็มา พจิ ารณาร่างกาย พอจิตเหน็ วา่ สวยงามกพ็ ิจารณาใหเ้ หน็ วา่ ไม่สวยไม่งาม ถ้าเราประมาทไปก็คิดว่าเราต้องตาย พิจารณามาในกายนี้แหละลงมาท่ี กายนี้จนจติ ของเรากส็ งบ แลว้ กเ็ หน็ ชัดว่ากายสักแตว่ ่ากาย ตรงเห็นว่า กายสักแต่ว่ากายไม่ใชส่ ัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา ตรงน้ีจิตจะเปน็ อสิ ระ จากความยึดถือช่ัวคราว จากความท่เี หน็ ชวั่ คราวถ้าเราเห็นบอ่ ยๆ จิตก็ จะเปน็ อสิ ระมากขน้ึ เรอื่ ยๆ จนเขา้ ใจชดั ในเรอ่ื งของกายวา่ กายนี้ไม่ใชเ่ รา จรงิ ๆ วนั นกี้ ็คงจะเริ่มตน้ แคน่ เี้ สียก่อน เขตปกครองตนเองทิเบต หรือ ธิเบต เป็นเขต ปกครองตนเองของประเทศจนี มเี ชอื้ สายมาจากชาวอนิ เดยี มีพระเป็นผู้นำ�ของเขตปกครองพิเศษน้ี นับถือศาสนาพุทธ นกิ ายวชั รยาน ธเิ บตตง้ั อยบู่ นเทอื กเขาหมิ าลยั เปน็ ทรี่ าบสงู ทส่ี งู ท่สี ดุ ในโลก จนได้รบั ฉายาว่าหลังคาโลก ธิเบตมอี ากาศ ท่หี นาวเยน็ มาก และมคี วามกดอากาศ และออกซิเจนท่ตี ํา่ พลเมอื งชายของทเิ บตกวา่ ครง่ึ บวชเปน็ พระ กอ่ นจนี จะ ยึดครองธิเบต ธิเบตมีสามเณริกามากที่สุดในโลก ในธิเบต เคยมีคมั ภีรม์ ากมาย พลเมืองนับถือศาสนาอย่างเคร่งครัด จนไดร้ บั ฉายาวา่ “แดนแหง่ พระธรรม” (land of dhamma) ธิเบตมเี มอื งหลวงชอ่ื ลาซา (Lhasa) องค์ดาไลลามะ คือ ต�ำ แหน่งสงู สุดในประเทศธเิ บต ซ่ึงเป็นท้ังผู้นำ� ทางจติ วิญญาณ และเป็นผนู้ ำ�ทางการเมือง การปกครอง ตำ�แหน่งดา ไลลามะนน้ั เรม่ิ มมี าตง้ั แต่ พทุ ธศตวรรษที่ ๑๘ จนถงึ ปจั จบุ นั นน้ี บั เปน็ องค์ ที่ ๑๔ เทนซิน เกียตโซ (Tenzin Gyatso) ตามประวัติศาสตร์ของธิเบต เช่ือว่าองค์ดาไลลามะเป็นอวตารใน ร่างมนุษย์ของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ และเมื่อองค์ดาไลลามะองค์ หนึ่งสิ้นพระชนม์ไป จะกลับชาติมาประสูติใหม่เป็นองค์ดาไลลามะองค์ต่อ ไป โดยเรทงิ รนิ โปเช ซงึ่ เปน็ พระสงฆร์ ะดบั รองลงมาจะเปน็ ผู้ใชน้ มิ ติ สรรหา เดก็ คนทีเ่ ชื่อว่าเป็นดาไลลามะกลับชาตมิ าเกดิ ดูกาย... เห็นจติ ดูจติ ... เหน็ ธรรม

๒๒ พระอาจารยอ์ นันต์ อกิญจฺ โน “ เมอ่ื เกดิ สมาธแิ ลว้ พจิ ารณาเหน็ กายเปน็ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กเ็ กิดปญั ญา เมอื่ เกิดปัญญาสมาธิก็จะถูกพัฒนาดีขึ้น เมื่อ ”สมาธิดีข้ึน ปัญญาดีขึ้น ศีลดีข้ึน ก็จะหมุน เปน็ ศีล สมาธิ ปัญญา

ภาวนามยปัญญา... ๓ ตลุ าคม ๒๕๔๘ พระอาจารย์อนนั ต์ : ถ้าเราอยู่ในสิ่งท่ีเจรญิ (ทางวัตถ)ุ กเ็ หน็ ธรรมะ ได้ยาก อยู่ในที่ไม่เจรญิ กเ็ ห็นทกุ ข์ ภิกษุณี : ลามะเยเชที่เป็นอาจารย์ของภิกษุณี เวลาที่อพยพมาจาก ธเิ บตมีความลำ�บากมาก ไม่มีทอ่ี ย่ทู จ่ี ะชว่ ยในการปฏิบตั ิ พระอาจารยอ์ นันต์ : มาตง้ั เมืองใหมน่ ะ ท่ีธรรมศาลาเกิดเปน็ เมอื ง ใหม่ เป็นพุทธศาสนากลบั มาใหม่ท่ีประเทศอนิ เดยี เมอื่ วานนเี้ รากพ็ ดู ถงึ ในเรอ่ื งการปฏบิ ตั ทิ ว่ี ดั หนองปา่ พง วา่ หลวงพอ่ ชา ทา่ นสอนแต่ไม่ไดบ้ อกวา่ เปน็ เกยี่ วกบั พระสตู รไหน เปน็ การปฏบิ ตั ขิ องวดั ปา่ กจ็ ะสอนวธิ กี ารปฏบิ ตั ิโดยไมม่ ชี อ่ื ของการปฏบิ ตั ิ แตส่ อนวธิ กี ารสำ�รวม ๒๓ดูกาย... เหน็ จิต ดูจติ ... เห็นธรรม

๒๔ พระอาจารยอ์ นันต์ อกญิ ฺจโน การยนื การเดนิ การน่งั การนอน ทำ�อิริยาบถทุกอยา่ งมีสติ สอนใหเ้ รา พิจารณาเรื่องของทกุ ข์ เพราะฉะน้ันการปฏิบัติจึงไม่ได้ดังใจปรารถนา การฝึกหัดเร่ิมแรก ของวัดหนองป่าพงน้ันไม่ได้ดังใจปรารถนา ฝึกในลักษณะที่จะให้มีสติ ปัญญารเู้ ทา่ ทนั ต่อความทกุ ข์อยู่เสมอ คิดวา่ คงจะเหมอื นๆ กนั ทวี่ า่ นกั ปฏิบัติส่วนมากก็คงจะผ่านในลักษณะของความทุกข์มา ความทุกข์ใน ความเปน็ อยู่ในภายนอกกต็ าม กเ็ ปน็ สงิ่ ทสี่ ำ�คญั เพราะวา่ ตอ้ งการแสวงหา ธรรมะ อยู่ในที่เจริญเราก็เคยอยู่แล้ว อยู่ในท่ีวัตถุเจริญมากแต่ใจคนก็ ยังเป็นทุกข์อยู่ ซ่ึงสัตว์โลกเกิดขึ้นมาก็เรียนรู้ในศิลปะวิทยาต่างๆ แล้ว กท็ �ำ การงานแล้วก็ใช้ชีวติ อยู่ในโลก ซงึ่ เขาก็ไม่รูว้ า่ ภยั ทรี่ ออยขู่ ้างหนา้ คบื คลานเข้ามาเรื่อย ภยั คอื ความแก่ ความเจบ็ ความตายรออยู่ แต่สตั ว์โลก ก็ยังประมาท ดังน้ันพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เราพิจารณาว่าเรามีกรรมเป็นของ ของตน หรือชีวิตของเราท่ีได้เกิดมาเป็นมนุษย์น้ีทั้งกายและใจก็เรียก ว่าเป็นสิ่งท่ีโชคดีแล้ว ก็ควรจะต้ังอยู่ในความไม่ประมาท เมื่อพิจารณา ถึงความพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งหลายน้ันก็จะมีแก่เรา การ พิจารณาน้ีก็เพื่อให้เราได้เตรียมตัวไว้ก่อน เตรียมตัวต้ังอยู่ในความไม่ ประมาท แลว้ ขวนขวายอยู่ในการสร้างความดีสรา้ งบุญสร้างกุศล เหมอื นนกั บวชนกั พรตนแี่ หละอยู่ในนกิ ายใดกต็ าม กค็ อื เหน็ โทษเหน็ ภยั ในวัฏสงสารกส็ ละโลกมา สละความสขุ อันเล็กน้อยเพื่อหาความสขุ อัน ย่ิงใหญ่ ก็คือความสงบที่แท้จริงของชีวิตจิตใจ อันเป็นจุดมุ่งหมายของ นักปฏบิ ตั ิ เพ่อื จะทำ�จติ ของเราให้บรรลซุ ่งึ ความสขุ พน้ จากความทุกขท์ ั้ง หลาย เราก็ถึงต้องปฏิบัติละความยินดียินร้ายในโลกออกเสียได้ หรือว่า ละอภชิ ฌาและโทมนสั ในจิตใจของเรา หรือวา่ เราไดร้ ับความยนิ ดยี นิ ร้าย

หลวงพ่อชาก็จะสอนให้เรามอี ินทรยี สงั วร สำ�รวมระวังในตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วก็ใจ เพราะว่าอารมณท์ ัง้ หลายจะเขา้ มาทางรปู ตาเหน็ รูป หูฟงั เสยี ง จมกู ไดก้ ลน่ิ ลิน้ สัมผสั รส กายถูกต้องโผฏฐพั พะ ร้ธู รรมารมณ์ดว้ ย ใจ ถา้ ใจของเรามอี ปุ าทานก็จะไปยึดมนั่ ถอื มั่นในอารมณ์นน้ั กจ็ ะมคี วาม ยินดกี จ็ ะมคี วามยินรา้ ย เราจึงต้องส�ำ รวมอินทรียข์ องเราให้ดี ฉะนั้นเราจะทำ�อย่างไรว่าเมื่อจิตของเรามีอายตนะภายในภายนอก กระทบกันแลว้ จิตก็ยงั ยนิ ดีอยู่ยงั ยนิ ร้ายอยู่ ทา่ นวา่ ให้มีความส�ำ รวมแล้ว กม็ าปฏบิ ตั ิ ตรงนที้ พี่ ระพทุ ธเจา้ สอนเราจะละความยนิ ดยี นิ รา้ ยไดท้ �ำ จติ ให้ สงบ จิตจะบรสิ ทุ ธิ์ไดน้ ้นั ก็ตอ้ งมาฝกึ กรรมฐาน อานาปานสติกรรมฐานก็ ดี กายคตาสติกด็ ี อสุภกรรมฐานสิบก็ดี กเ็ ปน็ อุบายวธิ ที ่ีจะใหจ้ ิตของเรา น้นั มีความสงบในเบอ้ื งตน้ ในสายปฏบิ ตั นิ ก้ี ต็ ามทเ่ี มอื่ เราไดเ้ ขา้ มาอปุ สมบทพระอปุ ชั ฌายจ์ ะสอน กรรมฐาน เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ, ตโจ ทนั ตา นขา โลมา เกสา เป็นตจปัญจกกรรมฐานให้เราฝึกอบรมจิต ให้เราพิจารณากรรมฐานท้ัง ห้าในเบื้องต้นน้ีให้จติ ของเราสงบ ซ่ึงการพจิ ารณาน้ีในเบือ้ งต้นเราได้ยิน ไดฟ้ งั เราไดศ้ กึ ษาในต�ำ รบั ต�ำ รากเ็ ขา้ ใจวา่ ในตจปญั จกกรรมฐานทงั้ หา้ นกี้ ด็ ี หรืออาการสามสบิ สองอยา่ งใดอย่างหน่งึ ก็ดีในรา่ งกายนี้ ใหเ้ ราพจิ ารณา เราคดิ พจิ ารณาตัง้ แตว่ า่ ผม ขน เล็บ ฟนั หนงั ตัง้ แต่ศรี ษะถึงปลาย เท้า ปลายเท้าถึงศรี ษะ ข้างในขา้ งนอกนี้ เราใช้ความคิดทีเ่ ราได้จ�ำ วา่ ให้ เหน็ เปน็ ปฏกิ ลู ใหช้ ดั ในใจของเราดว้ ยความคดิ เมอื่ เราใชค้ วามคดิ เชน่ นนี้ ่ี คดิ ไปแล้วบางคร้ังจติ อาจจะสงบเข้ามาเป็นสมาธิได้ หรอื บางครง้ั เมื่อเรา คดิ ไปแลว้ จติ เรมิ่ จะฟงุ้ ซา่ นไมอ่ ยู่ในอำ�นาจการควบคมุ เรากต็ อ้ งกลบั มาดู ลมหายใจ ดลู มหายใจเขา้ ลมหายใจออก ตงั้ สติใหจ้ ติ ของเรามกี ำ�ลงั ไดพ้ กั จติ ถา้ จติ ของเราไดพ้ กั ในอานาปานสตแิ ลว้ มกี ำ�ลงั ดกี ก็ ลบั มาคดิ พจิ ารณา ๒๕ดูกาย... เห็นจิต ดูจิต... เห็นธรรม

๒๖ พระอาจารยอ์ นันต์ อกญิ ฺจโน ในกายอกี เมื่อจิตสงบแล้วเรามาพิจารณานี้ เรากจ็ ะเริ่มเหน็ ตามความเป็นจรงิ ท่ี วา่ จติ ของเรามสี ญั ญาวปิ ลาส เหน็ รปู ซงึ่ มนั ไมง่ ามเขา้ ใจวา่ งาม นคี่ อื ความ เหน็ ทผ่ี ดิ ไปจากความจรงิ เพราะวา่ อวชิ ชาอบรมจติ เปน็ อยา่ งนน้ั แตถ่ า้ จติ ของเรามีความสงบแลว้ เราไดม้ าคิดพิจารณา จิตของเรากจ็ ะเร่มิ เหน็ แลว้ ก็ยอมรับตามความเปน็ จริงไดว้ ่ากายเป็นของไมง่ ามจรงิ ๆ เมอ่ื เรายืนก็ดี เดนิ นั่ง นอนกด็ ีมีสตเิ ราจะมีคำ�บริกรรมภาวนา ถา้ เรา พจิ ารณาเร่อื งของอาการสามสบิ สอง ภาวนาว่า “อฏั ฐกิ ัง ปฏกิ ลู งั ” ก็ได้ โดยพิจารณารา่ งกายมีกระดูกเป็นกองปฏิกูล หรอื พิจารณาว่าร่างกายนี้มี น้าํ เลอื ดเป็นปฏกิ ลู หรือวา่ เราพจิ ารณาเกสาก็มีค�ำ บริกรรมภาวนาไว้ เมือ่ จติ ของเราออยกู่ บั คำ�บรกิ รรมภาวนาในกายคตาสติ จติ กจ็ ะสงบไดง้ ่ายจิต จะไม่ไปยินดีในรูป เมื่อจติ สงบระงบั ขนึ้ มาแลว้ นีก้ จ็ ะทำ�ให้เกิดปญั ญาใน การภาวนา คือภาวนามยปัญญาต่อไป

หรือว่าเราเคยไปดูในการชันสูตรคนที่ตายไปแล้ว ผ่าตั้งแตศ่ รี ษะเหน็ มันสมองข้างใน หรือว่าผ่าในร่างกายของเราเห็นอวัยวะน้อยใหญ่ เราก็ นกึ เราก็จ�ำ มาคดิ พิจารณาในร่างกายของเราเองในลักษณะอย่างน้นั กจ็ ะ เห็นความไม่สวยไม่งามในอาการสามสบิ สองอยา่ งใดอยา่ งหนึ่ง วา่ จะเกดิ ความสงบเข้ามาได้เปน็ สมาธิ ปัญญาที่เกิดในเบ้ืองต้นในการคิดแล้วก็การพิจารณาโดยใช้ความคิด ก็เป็นปัญญาอย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่ถ้าเราได้พิจารณาแล้วจิตสงบเรา มาเพ่งดูเพ่งมองเกิดความรู้สึกข้ึนมาอีกครั้งหน่ึงก็จะเห็นว่ากายนี้ไม่งาม จริงๆ ไม่มีตวั ตน เป็นความว่างไดเ้ ป็นธาตุดิน ธาตุนา้ํ ธาตไุ ฟ ธาตุลม เปน็ ความวา่ ง ตรงนภ้ี าวนามยปญั ญาเกดิ ขน้ึ มาโดยไมม่ คี วามคดิ เปน็ ความ รขู้ ้ึนมา การท่ีเราได้มีสติอยู่ในกาย การยืน การเดิน การน่ัง การนอนมีสติ เปน็ ต้น การด่ืม ทำ� พูด คดิ มสี ติ การท่ีเราจะกำ�หนดในอานาปานสติให้ จิตสงบต่อเนื่องกบั การพจิ ารณาในกาย อนั นีเ้ ปน็ การที่เรามีสติอยู่ในกาย ทัง้ นน้ั จนเกิดเป็นปญั ญาขึน้ มา จนเกิดความสงบเกิดความรู้ข้ึนเรยี กวา่ ภาวนามยปัญญาเกิดข้ึน จิตจะต้องมีสติ มีสมาธิ ส่งผลให้เกิดปัญญารู้ เห็นตามความเปน็ จรงิ ดงั นนั้ ภาวนามยปญั ญานเ้ี ปน็ ปญั ญาทจี่ ะช�ำ ระกเิ ลสได้ กเิ ลสทเ่ี ราเคยมี ความยดึ ถอื คอื ความโลภ ความโกรธ ความหลง เมอื่ ปญั ญาเกดิ ขน้ึ แลว้ จติ ของเรากจ็ ะไม่โลภ ไม่โกรธ ไมห่ ลง แลว้ กส็ ง่ิ ทเี่ ราเคยเหน็ วา่ เทย่ี ง เมอื่ เรา มปี ัญญากเ็ หน็ ว่าทกุ สง่ิ ทุกอย่างรปู นามเป็นของไมเ่ ที่ยง เพราะฉะนัน้ จติ ของคนเราทม่ี คี วามเหน็ ผดิ เขา้ ใจวา่ สง่ิ ท่ีไมง่ ามจะเหน็ วา่ งาม สงิ่ ที่ไมเ่ ทยี่ ง เหน็ วา่ เทย่ี ง เมอ่ื เราเจรญิ อยู่ในการปฏบิ ตั กิ จ็ ะแกค้ วามเหน็ ทว่ี ปิ ลาสนี้ไป ได้ อย่างกอ้ นร่างกายเป็นกอ้ นทกุ ข์ เป็นทกุ ข์ทง้ั น้นั ขันธ์หา้ เป็นทกุ ข์ รูป ๒๗ดูกาย... เห็นจิต ดูจิต... เหน็ ธรรม

๒๘ พระอาจารยอ์ นันต์ อกิญฺจโน เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ เป็นทกุ ขค์ ือมนั ทนไม่ได้ มนั เกิดข้ึนต้งั อยแู่ ลว้ ก็ดับไป แต่วา่ จติ ก็ไปยดึ กจ็ ะเห็นวา่ สง่ิ นีเ้ ปน็ ความสขุ ก็จะไปยึด ไวจ้ ึงเปน็ เหตใุ หเ้ กิดความทุกขข์ ึ้นในใจ ซึง่ จิตน้ีไม่เคยเห็นมากอ่ น ไมเ่ คยเห็นอย่างนม้ี าก่อนเลย เม่อื จิตสงบ กจ็ ะมองเหน็ กายตามความเปน็ จรงิ เหน็ กอ้ นกายนเี้ ปน็ ของไมส่ วยไมง่ าม ด้วย เปน็ ธาตุด้วย เหน็ เป็นกอ้ นอนิจจงั ทกุ ขงั อนัตตาด้วย จติ กจ็ ะแยก จากกาย กายเป็นส่วนหน่งึ จติ นก้ี ็เป็นสว่ นหน่ึง เพราะเหน็ ดว้ ยปญั ญาชัด วา่ กายนน้ั ไม่ใชต่ ัวตน เมอ่ื เราพจิ ารณาเหน็ รา่ งกายวา่ ไมส่ วยไมง่ าม พอสงบจติ กย็ งิ่ มปี ตี เิ หน็ รา่ งกายวา่ ไมง่ ามจติ กจ็ ะยงิ่ มคี วามสขุ มากขนึ้ มนั จะกลบั กนั ถา้ เหน็ วา่ งาม จติ กห็ ลงไป จะหลงไปในกาย ในรปู รส กลน่ิ เสยี ง โผฏฐพั พะ ธรรมารมณ์ ถา้ เห็นว่าไมง่ ามกจ็ ะเห็นตามความเป็นจริง จติ จะสงบมปี ีติมีความสขุ แต่ข้อสำ�คัญว่าการที่เรามีครูบาอาจารย์ที่เราเคารพนับถือนี้เป็นของ ส�ำ คญั เพราะว่าการปฏิบัตนิ ้เี มือ่ จิตของเราภาวนาแล้วสงบ บางครัง้ เกดิ ปตี เิ กดิ ความสงบใจมาก บางครง้ั ก�ำ หนดสติไปทจ่ี ติ กส็ งบแลว้ อยู่ไดท้ ง้ั วนั ทั้งคืน จิตก็ไมอ่ ยากจะท�ำ อะไร เขา้ ใจวา่ จิตของเราละเอยี ดการพิจารณา กายเป็นของหยาบเราควรพิจารณาจิตดกี ว่าเราจะมคี วามเหน็ อย่างน้ี นี่มี ความสำ�คัญมากทีเดียว เท่าที่การปฏิบัติมีประสบการณ์ที่อยู่กับหลวงปู่ ชา เมอื่ จิตสงบก็ไม่อยากจะพจิ ารณากายเห็นว่ากายนเี้ ปน็ ของหยาบ เรา ก็อยากจะได้เร็วๆ เราอยากจะไดจ้ ิตของเราที่ดีๆ อยากจะพจิ ารณาจิตไป เลยเพื่อให้มีความรู้ที่จะละกิเลส แต่หลวงปู่ชาท่านจะให้เรามาพิจารณา กาย เพราะวา่ เรอ่ื งสมาธนิ ้ันเป็นเร่อื งทเ่ี ราขม่ กิเลสเอาไว้ กิเลสยงั อยู่ถ้า เกดิ สมาธมิ นั หายไปเมื่อไหรก่ ิเลสก็จะเกิดขึ้น ตอ้ งมาพจิ ารณากายนีเ้ พอ่ื ให้ปัญญาเกิดจะได้ละกิเลสได้

เมอ่ื ปญั ญาเกดิ อยา่ งนก้ี เ็ พราะวา่ สมาธติ ง้ั มน่ั จงึ วา่ การพจิ ารณาดว้ ยจติ ที่สงบแล้วก็พิจารณากาย หรือจะพิจารณากายแล้วจิตสงบเรียกว่าสมาธิ อบรมปญั ญา หรอื ปญั ญาอบรมสมาธกิ ด็ ี ก็ใหเ้ ราฝกึ อบรมไดท้ งั้ สองอยา่ ง ดังนั้นการทำ�จิตใหส้ งบโดยทั้งสองวิธี ปัญญาอบรมจิตกด็ ีให้เกิดสมาธิก็ดี หรอื วา่ สมาธมิ ีก่อนแลว้ เราท�ำ จติ ให้เกิดปัญญาก็ดี ก็เป็นวิธีการทจ่ี ะให้จติ ของเราสงบแล้วกม็ ปี ัญญา ดังน้ันท่ีเราได้ศึกษาน้ีเมื่อเราอยู่ในระเบียบวินัย อยู่ในข้อวัตร หรือ กติกาท่ีเรียกว่าระเบียบปฏิบัติ หรือว่าศีลอันน้ีสำ�คัญในฝ่ายการปฏิบัติ เพราะว่าจะส่งเสริมให้เกิดสมาธิ เมื่อเรารักษาศีลของเราได้ดี รักษาข้อ วตั รปฏิบตั ิได้ดีไดถ้ ูกตอ้ ง จิตของเราก็จะไม่มีความร้อนใจเราจะท�ำ สมาธิ ได้ สมาธทิ ่ีเราท�ำ ได้แลว้ สง่ ผลใหเ้ ราเกิดปญั ญาได้ ในสายปฏบิ ตั ทิ ห่ี ลวงพอ่ ชาทา่ นพาท�ำ อยนู่ ี้ ทา่ นกจ็ ะเนน้ ในเบอื้ งตน้ เลย วา่ การศกึ ษาในข้อวตั รปฏิบัติ การมีสติ สำ�รวมระวังต่างๆ นชี้ ว่ ยสง่ เสริม กันให้เกิดขึ้นความสงบข้ึนมา เม่ือเราเคารพในครูบาอาจารย์เราก็ฝึกหัด ปฏิบัติ เดนิ จงกรม นั่งสมาธิ มสี ติท�ำ อยา่ งต่อเน่อื ง ถา้ เราทำ�ต่อเน่อื งสมา่ํ เสมอนี้ อนั น้ผี ลก็จะค่อยๆ เป็นไปทีละนอ้ ยๆ ในสายปฏบิ ตั จิ งึ เนน้ กนั ในเรอ่ื งกฎระเบยี บกตกิ าตา่ งๆ การอยรู่ วมกนั ก็ดี นีก้ ด็ ว้ ยความสามคั คกี ัน การท�ำ ข้อวตั รต่างๆ จะเป็นการกวาดลาน วัด กิจวัตรส่วนรวมก็มีความพร้อมเพรียงกัน มีความเมตตาซึ่งกันและ กนั ดว้ ยกายกรรม วจกี รรม มโนกรรม กม็ คี วามเมตตากัน เคารพคารวะ ซ่ึงกันและกัน ก็จะเกิดสังคมที่อยู่นั้นต่างคนต่างปฏิบัติ และมุ่งหวังใน มรรคผล นพิ พาน ท่านจึงเนน้ ว่าการรักษาศลี พระปาฏิโมกข์ ของพระภกิ ษกุ ็ดี สามเณร กด็ ี ก็พยายามรักษาศลี ปาฏิโมกข์ สังวรศีลใหด้ ี การเล้ียงชวี ิตดว้ ยความ ๒๙ดกู าย... เห็นจติ ดจู ิต... เห็นธรรม

๓๐ พระอาจารยอ์ นันต์ อกญิ ฺจโน บรสิ ทุ ธ์ิ โดยการบณิ ฑบาตไม่ไดโ้ กหกหลอกลวง การพจิ ารณาปจั จยั ส่ี การ ใชจ้ ีวร ฉนั บิณฑบาต เสนาสนะ เภสชั ตอ้ งพิจารณาอย่เู สมอ เปน็ ผูม้ ัก นอ้ ยสันโดษยนิ ดตี ามมีตามได้ เมื่อเราฝึกฝนอบรมเช่นนี้ได้ดี ปฏิบัติตามแนวคำ�สอนน้ีของครูบา อาจารย์ท่ีท่านแนะนำ�เรา ทำ�สมํ่าเสมออยู่จิตของเราจะได้รับการพัฒนา สมาธิของเราจะถูกพัฒนาได้ดีข้ึน ปัญญาจะมีความรอบรู้ในกองสังขาร ข้นึ เห็นกองสังขารเปน็ อนจิ จัง ทกุ ขงั อนตั ตาได้ หรือวา่ เหน็ รปู นามเปน็ ความวา่ งจติ จะบรสิ ทุ ธข์ิ น้ึ มา เมอื่ เราไดฝ้ กึ ฝนอบรมมาอยา่ งนเ้ี รยี กวา่ เปน็ หลกั ปฏบิ ตั ิโดยเฉพาะวา่ การทเ่ี ราตามดจู ติ ของเรา ไม่ใหย้ นิ ดีไม่ใหย้ นิ รา้ ย จติ ยนิ ดี ยนิ ดีในอะไร ยินดีในรูปเราก็ตอ้ งมาพิจารณาในรูป จิตของเรา ยนิ รา้ ย ยนิ รา้ ยอะไรกเ็ กดิ จากรปู เปน็ ตน้ เหตุ เรากพ็ จิ ารณารปู เปน็ อยา่ งไร เป็นอนิจจังไหม ทกุ ขงั ไหม อนตั ตาไหม เราเหน็ วา่ รูปนีเ้ ป็นอนิจจงั ทกุ ขัง อนตั ตา ไม่สวยไมง่ าม จิตก็จะวางอุเบกขาไมย่ นิ ดีไม่ยนิ รา้ ย เพราะ วา่ ไม่รจู้ ะยนิ ดยี นิ รา้ ยท�ำ ไม เพราะวา่ ร่างกายน้ีก็ไมง่ ามด้วย ไม่เท่ยี งด้วย เป็นทุกข์ ไม่ใชต่ ัวตนด้วย จติ จะมีความรูข้ น้ึ เม่อื มีความรูข้ ึน้ ก็จะปล่อย วางในรปู ในนามได้ ฉะน้ันเม่อื เราได้พจิ ารณาอยา่ งนี้บ่อยๆ จติ สงบ พิจารณากายบอ่ ยๆ เหน็ ชัดว่ากายสักแต่ว่ากาย ไม่ใชส่ ัตวบ์ คุ คล ตัวตนเราเขา จิตนเ้ี ม่ือเห็น อยา่ งนน้ั มนั เหมอื นกบั วา่ จะออกไปนอกโลก ความรสู้ กึ เหมอื นมนั จะออก ไปนอกโลก เหมอื นกบั มนั กา้ วจากน้ีไปจะออกไปอกี แหง่ หนง่ึ กา้ วไปแลว้ กก็ า้ วกลับมา พิจารณาอกี เหน็ ชดั อีกในกายวา่ เป็นอนจิ จงั ทุกขงั อนัตตา นคี้ อื ค�ำ พดู แตค่ วามเหน็ นนั้ มนั กเ็ หน็ ชดั ขน้ึ มาในใจ มนั กก็ า้ วจากฝง่ั นี้ไป ฝัง่ โน้น กา้ วกลับไปกลับมาจนวันหน่ึงมันก็เหน็ ชัดเจน เรียกว่าจิตเป็นโคตรภจู ติ โคตรภูญาณ ญาณทจ่ี ะขา้ มจากโคตรปถุ ุชน

เปน็ อรยิ ชน เม่อื เห็นอยา่ งนม้ี นั จะชัดเจนในใจ ความสงสยั ในคำ�สงั่ สอน ของพระพทุ ธเจา้ กจ็ ะไมม่ ี เรากจ็ ะเหน็ พระพทุ ธเจา้ อยู่ในใจ พระธรรมอยู่ ที่ใจ พระสงฆอ์ ยู่ในใจของเรานัน้ เรยี กวา่ สักกายทฏิ ฐิ วจิ กิ ิจฉา สีลพั พต ปรามาส อนั เป็นอนสุ ยั สามประการ กจ็ ะถกู มรรคท�ำ ลายลงไป เมอ่ื มรรค เกิดขึ้นมาแล้วผลก็เกิดขนึ้ มาต่อเนื่องกันไป การปฏิบัติก็จะเกิดผลข้ึน มรรคผลน้ียังไม่พ้นสมัย หลวงพ่อชาพูด กจ็ รงิ มรรคผลน้ีไมพ่ น้ สมยั คนโง่จะปฏเิ สธว่ามรรคผลนี้ไมม่ ี แตว่ า่ ถา้ เราปฏิบัติไม่หยุดเดินตามอยู่ในมรรคมีองค์แปดเราก็จะพบหรือว่าเห็น ธรรมะได้ การท่ีเราได้พจิ ารณาในรปู ในนาม รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ เห็นเปน็ อนิจจัง ทกุ ขงั อนัตตา ก็เพือ่ ที่จะว่าเราจะไมย่ ึดม่ันถอื มน่ั ในขนั ธห์ า้ และปลอ่ ยวางความยดึ มนั่ ถอื มน่ั นนั้ จติ ของเรากจ็ ะมคี วาม สงบ มคี วามสะอาด มีความบรสิ ทุ ธข์ิ ึ้นมา แลว้ เราก็ไมย่ ึดว่าความบริสุทธ์ิ น้นั จิตน้นั เป็นเรา กว็ างด้วย ทนี ว้ี า่ จะท�ำ อยา่ งไรจติ ของเราจะอยู่ในกฎเกณฑข์ องกฎระเบยี บ เพราะ วา่ เปน็ ธรรมชาตขิ องจติ นช้ี อบคดิ นกึ ปรงุ แตง่ ไป ชอบทำ�อะไรตามอารมณ์ ชอบพูดอะไรก็ตามอารมณ์ เพราะฉะน้ันศีลน้ีจึงเป็นข้อวัตรท่ีจะควบคุม กายวาจาของเราให้อยู่ในกฎระเบียบกฎกติกาเสียก่อน ให้สงบกายสงบ วาจา การเรยี นมากการศกึ ษามากในด้านปริยตั ิ คือตำ�รบั ตำ�รานนั้ ก็ดีอยู่ แต่ วา่ ถา้ เรยี นไปศกึ ษาไปแลว้ ไม่ไดฝ้ กึ ทางจติ แลว้ จติ กจ็ ะมแี ตส่ ญั ญาความจำ� มแี ตค่ วามฟงุ้ ซา่ นไปได้ ฉะนนั้ จะตอ้ งมกี ารปฏบิ ตั วิ างตำ�รบั ต�ำ ราทงั้ หลาย ไว้ วางในความคดิ ทงั้ หลายไว้ วางความรูท้ ง้ั หลายไว้ ม่งุ หน้าปฏบิ ัติใหจ้ ติ สงบเป็นสมาธิ ฉะนั้นเราจะมาฝึกจิตให้สงบนี้จึงมีวิธีการทรมานหลายอย่าง การฝึก ๓๑ดูกาย... เหน็ จิต ดจู ิต... เห็นธรรม

๓๒ พระอาจารยอ์ นันต์ อกญิ จฺ โน ธรรมดาเราอยู่ในทวี่ เิ วก กายวิเวกอบรมจติ อย่างวดั มาบจนั ทร์ วัดหนอง ป่าพงอยู่ในที่วิเวกฝึกจิตให้ดีให้สงบ แต่บางครั้งวิเวกขนาดนี้จิตก็ยังคิด ฟุ้งซ่านไม่หยุด บางครั้งก็ต้องไปฝึกกันเข้าไปในป่าใหญ่ๆ มีช้างมีเสือ บางครั้งก็เข้าไปที่สงัดท่ีป่าช้าท่ีมีความกลัว เมื่อจิตมีความกลัวอันตราย จติ ก็จะคดิ ถึงกรรมฐานมีพุทโธเปน็ ตน้ เมือ่ คิดถงึ พุทโธบ่อยๆ ด้วยความ มีสติจติ กจ็ ะสงบได้ ...ฉันน้อยๆ มกั น้อย ออ่ นนอ้ มถอ่ มตน เสียสละ ยืน เดนิ น่ัง นอน ใหม้ สี ติ หรอื ค�ำ บริกรรมอยูเ่ สมอ... เป็นวิธีการที่เราจะหาอุบายให้จิตของเราสงบนั่นเอง เพราะว่าจิตนี้ มันโลดโผนมนั คดิ ไมห่ ยุดเลย ต้องไปอยู่ในสถานท่ที ม่ี คี วามกลัวข้ึนมาน้ี เรากเ็ ดนิ จงกรมนงั่ สมาธมิ ันกลัวอะไร กค็ อื กลัวความตายน่นั เอง แตเ่ มอื่ จิตสงบนิ่งรวมเป็นสมาธิเข้ามาแล้ว เราไปเดินดูเห็นกองกระดูกเกล่ือน กลาดไปหมดก็ไม่มีความกลัวอะไร ก็เห็นว่าชวี ติ ทกุ ชีวิตตายอยา่ งน้ีเราก็ ตายอย่างนี้ ปัญญามนั ก็เกิด มันก็มปี ีติในธรรมะเกดิ ข้ึนมา มสี มาธิ มีปตี ิ มีปัญญาเกิดขน้ึ มาในจติ ใจของเรา เมือ่ เราไปอยู่ในสถานทีอ่ ย่างนัน้ ถึงวา่ เราหลบั อย่แู ตจ่ ิตมันก็ตืน่ เรียก

ว่ามันต่ืนอยู่ในความหลับ ถึงจะหลับก็ยังมีความตื่นเพราะว่าสติมันต่อ เน่ือง จิตมันตื่นมันใสอย่างน้ีเรียกว่าการปฏิบัตินั้นเราได้อบรมจิตท่ีได้ ผลจากกายทสี่ งบ กายวเิ วกอบรมใหจ้ ิตของเราวเิ วก เกิดอุปธวิ เิ วกคือละ อปุ าทาน ความเหน็ ทผี่ ิดน้ันใหเ้ กิดความเห็นทถ่ี กู ตอ้ ง ฉะนั้นการเรียนปริยัติก็เรียกว่าพอสมควร หลวงปู่ชาสอนให้วางใน ตำ�รับตำ�ราไว้ให้ปิดให้หมด ยิ่งในพรรษาไม่ต้องอ่านหนังสือเลย ให้เดิน จงกรมนั่งสมาธิดูจิตดูใจอันน้ีส�ำ คัญกว่าท่านว่าให้ดูเข้ามาตรงน้ี ไปดูใน ตำ�รานั้นเราจะไม่เห็นอะไร แต่ถ้าเรามาดูในจิตใจของเรามาปฏิบัติดูกาย นี้ เราจะเข้าใจในคำ�สอนของพระพทุ ธเจ้า ทา่ นจงึ สอนใหเ้ ราน้มี ุ่งปฏบิ ตั ิจริงๆ เมื่อเรามุง่ ปฏบิ ัติจรงิ ๆ เรากจ็ ะได้ พบหรอื วา่ ไดเ้ หน็ ของจรงิ เมอ่ื เรามศี รทั ธาเขา้ มาแลว้ ในพระพทุ ธศาสนาก็ พยายามมคี วามเพยี ร มคี วามเพยี รพยายามปฏบิ ตั ขิ องเราใหต้ อ่ เนอื่ ง เมอ่ื เรามคี วามเพยี รพยายามให้ต่อเนอื่ งปฏบิ ตั ิไม่หยุด ถึงจะมคี วามสงสัยไป ดว้ ยปฏบิ ตั ิไปดว้ ย ปฏิบตั ิไมห่ ยดุ เราจะไดเ้ ห็นธรรมะเข้าใจในธรรมะ หลักปฏิบัติเม่ือเราฝึกอย่างนี้จิตสงบมาก็พิจารณาในรูป ในนาม จะ เป็นสญั ญากด็ ี เวทนากด็ ี สงั ขารกด็ ี วญิ ญาณกด็ ี ใหเ้ ห็นรปู นามนแี้ หละ เปน็ ของไม่เท่ยี ง เป็นทุกข์ไม่ใชต่ ัวตน เวทนาขนั ธ์จงึ เกิดขน้ึ ทางกาย สุข เวทนา ทกุ ขเวทนา ไมส่ ุขไม่ทกุ ข์ หรอื ว่าเวทนาท่เี กดิ ขน้ึ ทางจติ สุขทกุ ข์ กด็ ี อเุ บกขากด็ มี นั กเ็ ปน็ ของไมเ่ ทยี่ งทงั้ นน้ั เรากเ็ อาจติ ทส่ี งบมาพจิ ารณา ในรปู ในนามนีซ้ ่งึ เราก็มีรูปมนี าม เมอื่ พิจารณาแลว้ ก็จะเห็นชัดวา่ ไม่ควร ไปยึดมัน่ ถือมนั่ ควรจะปลอ่ ยวาง เราก็เหน็ เวทนาก็สกั แต่วา่ เวทนา ไม่ใช่ สัตวบ์ ุคคล ตัวตนเราเขา เหน็ รปู เห็นเวทนา เห็นจิตเหน็ ธรรม กท็ �ำ นอง เดยี วกันเราก็จะเขา้ ใจในหลักปฏิบัติ ดังท่อี ธบิ ายมาตง้ั แต่เบอ้ื งต้น วันนี้ก็เรียกว่าอธิบายขยายความจากเม่ือวานนี้ขึ้นมา ก็ให้โอกาสได้ ๓๓ดูกาย... เหน็ จิต ดจู ิต... เห็นธรรม

๓๔ พระอาจารยอ์ นนั ต์ อกิญจฺ โน สอบถามบ้างพดู ไปอยู่คนเดียวแล้วกแ็ ปลด้วย จะไดใ้ ห้โอกาสได้ถามกัน ในชว่ งท่ีสอง ภิกษุณี : ให้ท่านอาจารย์ช่วยอธิบายสติสัมปชัญญะ หมายความว่า อยา่ งไร พระอาจารยอ์ นนั ต์ : สติน้ีก็คือความระลกึ ได้ สัมปชญั ญะกค็ อื ความ รตู้ ัวจะต่อเน่อื งกัน สติคือระลกึ ได้เราหยบิ แก้วขน้ึ มาเราระลกึ ได้ เม่อื เรา หยบิ แลว้ มคี วามรอู้ ยอู่ ยา่ งนร้ี ตู้ วั กเ็ ปน็ สมั ปชญั ญะ เมอื่ เราพจิ ารณาในกาย ก็เหมือนกัน คือมสี ติสัมปชญั ญะ เมอื่ เราพจิ ารณาอยู่ในเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ แล้วก็ร้อู ยวู่ ่าเรากำ�ลังพิจารณาในตรงน้ันเปน็ สมั ปชญั ญะมัน จะต่อเนื่องกัน ดังที่อธิบายว่าเรามีสติระลึกว่าเราจะหยิบแก้ว เม่ือหยิบ ขน้ึ มาแล้วก็รตู้ ัวรู้อยู่ ภกิ ษณุ ี: ส�ำ หรบั การเจรญิ สมาธติ อ้ งใชอ้ านาปานสติ หรอื การพจิ ารณา กายจงึ จะเป็นสมาธิได้ พระอาจารยอ์ นนั ต์ : คอื อานาปานสตกิ เ็ ปน็ กาย เปน็ ลมหายใจกเ็ ปน็ เรอ่ื งของกาย เราจะพจิ ารณาธาตสุ ี่ กายเปน็ ดนิ น้าํ ไฟ ลม จติ สงบกเ็ ปน็ สมาธิได้ จะพิจารณาอสุภะกรรมฐานสิบก็เป็นสมาธิได้ จะปฏิบัติใน กายคตาอาการสามสิบสองก็เกิดสมาธิได้ เมอื่ เกิดสมาธแิ ลว้ พิจารณาเหน็ กายเปน็ อนิจจงั ทุกขัง อนตั ตา กเ็ กดิ ปญั ญา เมอื่ เกดิ ปญั ญาสมาธกิ จ็ ะถกู พฒั นาดขี น้ึ เมอ่ื สมาธดิ ขี นึ้ ปญั ญาดี ขึ้น ศลี ดีขึน้ ก็จะหมุนเป็นศีล สมาธิ ปญั ญา จะอยู่ในอานาปานสติกต็ าม จะอยู่ในการพจิ ารณากายคตากต็ าม อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ทเี่ รามคี วามชำ�นาญ เราพจิ ารณาแลว้ จิตสงบก็ใหเ้ ราท�ำ กรรมฐานกองน้ัน เพราะฉะนนั้ การปฏบิ ตั บิ างครงั้ เรากต็ อ้ งมอี ารมณก์ รรมฐานเชน่ พทุ โธ ธมั โม สงั โฆ เกสา โลมา นขา ทนั ตา ตโจนเี้ ปน็ กรรมฐาน เรากต็ อ้ งบรกิ รรม

ภาวนาไว้ มสี ตมิ สี มั ปชญั ญะในกรรมฐานนน้ั ๆ ไวอ้ ยา่ งนี้ จติ ของเราจะได้ ไมค่ ดิ ฟุง้ ซา่ น จติ ของเราจะไดส้ งบจากนวิ รณ์ท้ังหลายได้ (พระอาจารย์อนันต์ : ปรารภกับลูกศิษย์ที่มากับภิกษุณี) พวกเรา เป็นญาติทางธรรมกันเคยพบเคยเจอแล้วสนทนาธรรมวันนี้เป็นโอกาสดี กรรมฐานทเี่ คยฝกึ กนั มามกี ารฝกึ ในอานาปานสติไหม ฝกึ ในการพจิ ารณา กายมีไหม เขาท�ำ อยา่ งไร ภิกษุณี : การทำ�อานาปานสติน้ีไม่ค่อยถูกจริตไม่ค่อยสงบ แต่ถ้า พิจารณาร่างกายพิจารณากระดูกแลว้ รสู้ ึกจิตสงบดี พระอาจารยอ์ นนั ต์ : อนั ไหนถูกจริตก็ใหพ้ จิ ารณาบอ่ ยๆ ทำ�ให้มาก เจรญิ ให้มาก ภิกษุณี : เม่ือเราพิจารณาถึงคุณของพระโพธิสัตว์ แล้วเราน้อมจิต ของเราใหเ้ ราเปน็ พระโพธสิ ตั ว์ แลว้ พจิ ารณาถงึ พระโพธสิ ตั วว์ า่ ใหเ้ หน็ เปน็ ความวา่ งอนั นี้จะถูกกับจริต พระอาจารย์อนันต์ : จิตจะมีสติการพิจารณาระลึกในคุณของพระ โพธิสัตว์เป็นอารมณ์น่ันเอง แล้วก็น้อมจิตของเราให้เกิดความสงบเกิด ความวา่ งขน้ึ เป็นวธิ ีการอยา่ งหน่งึ ท่จี ะทำ�สมาธิ เป็นลกั ษณะทเ่ี ราจะมีจติ เลื่อมใสในพระโพธิสตั ว์องค์ใดองค์หนึ่ง เรา กร็ ะลกึ เหมอื นกบั ท่านมาอยกู่ ับเราอย่างน้ี น้อมเข้ามาโนม้ เข้ามาเพ่ือเปน็ วิธกี ารท่จี ะสรา้ งบารมี เอวงั ... ๓๕ดูกาย... เห็นจติ ดจู ิต... เห็นธรรม

๓๖ พระอาจารยอ์ นนั ต์ อกญิ ฺจโน “ สติของเราพิจารณาในเวทนา เห็น เวทนาน้ันก็เกิดข้ึนมา มันไม่ใช่ตัวตน เราก็ ละอุปาทานได้ แม้ว่าละอุปาทานได้ช่ัวคราว ”กต็ าม กจ็ ะเหน็ เหน็ วา่ เวทนานเ้ี ปน็ อยา่ งหนง่ึ จติ นเ้ี ป็นอย่างหน่งึ คนละอันกนั

เวทนานุปัสสนาสติปฏั ฐาน… การระลกึ รู้ในเวทนา ความรู้สึก ๕ ตุลาคม ๒๕๔๘ ต้องการเป็นพระพุทธเจ้าเพ่ือช่วยสรรพสัตว์มากๆ ก็ดี เม่ือผู้ที่ยัง ปรารถนาแล้วตั้งใจแล้ว แต่ว่าบารมียังไม่ถึงก็เป็นสาวกพระพุทธเจ้า ก็ มาเทศน์สอน อันนี้ก็ต้องมีพระพุทธเจ้า มีท้ังคำ�สอนของพระพุทธเจ้า ดว้ ย มีผู้ปฏบิ ตั ิตามธรรมะของพระพทุ ธเจา้ จนเกดิ พระสงฆ์ ในพระพุทธ ศาสนา ก็หมายถงึ วา่ ครบทัง้ พระรัตนตรยั คือพระพุทธรตั นะ ธรรมรตั นะ สงั ฆรัตนะนี้ครบ ผู้ที่มีความเห็นว่าพวกเราก็เป็นมหายาน ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ก็จะสงสัยว่าเอ... เถรวาทนั้นเป็นยานท่ีน้อยก็ได้ ยานที่คับแคบก็ได้ ๓๗ดูกาย... เห็นจติ ดูจติ ... เห็นธรรม

๓๘ พระอาจารยอ์ นันต์ อกญิ จฺ โน เพราะว่ามุง่ ประโยชน์ในตนเอง ไมม่ งุ่ ประโยชน์ในสว่ นรวมสว่ นใหญ่ อัน น้กี เ็ ปน็ ความเหน็ แตต่ ามความจริงแล้วกด็ ดี ว้ ยกนั ไปหมด ผทู้ ป่ี รารถนา เป็นพระพุทธเจา้ ก็ดสี ูงสุดแลว้ พระธรรมเจา้ กส็ งู สุดแลว้ ผทู้ ปี่ ฏบิ ตั ิตาม ธรรมะของพระพุทธเจ้าก็เป็นผู้ปฏิบัติที่ดีสูงสุดแล้ว ก็เป็นการครบท้ัง รตั นตรยั ทสี่ มบรู ณ์ ทงั้ พทุ ธรตั นะ ธรรมรตั นะ สงั ฆรตั นะทเี่ กดิ ขนึ้ ในโลก ผู้ ทป่ี รารถนาทจ่ี ะมเี มตตาจติ ปรารถนาถงึ พระพทุ ธภมู กิ ด็ ี ตามพระโพธสิ ตั ว์ กด็ ี ก็เป็นสาวกของท่าน ก็บ�ำ เพญ็ ปฏิบัติตาม ผู้ทีเ่ หน็ โทษเหน็ ทกุ ข์เหน็ ภยั ในวัฏสงสาร ตามธรรมะคำ�สอนของพระพุทธเจ้า ปรารถนาพน้ ทุกขก์ ็ เดนิ ในอริยมรรคมีองค์แปด ไมข่ ัดกัน ในน้วิ มือของเราน้แี หละนิ้วน้กี ็ต่าง กนั นว้ิ น้ีคอื พระพทุ ธเจา้ ไดเ้ ป็นพระปัจเจกพทุ ธเจา้ เปน็ พระอัครสาวก เป็นอสีติสาวก หรือเป็นว่าพระปฏิบัติพ้นทุกข์ เป็นพระอรหันต์ พระ อริยบุคคล แตกต่างกันไปอย่างน้ีตามความเห็นของเราท่ีเราจะต้องการ ปรารถนาทีจ่ ะเป็นอะไร ก็ตั้งใจสร้างบารมธี รรม เม่ือเราอยู่ในความต้ังใจอย่างไร ปรารถนาอย่างไร เราก็ด�ำ เนินตาม ปฏิปทาอย่างนั้น อย่างเราต้องการความพ้นทุกข์ดับทุกข์ในจิตใจเพราะ วา่ ภยั ความแก่ ความเจ็บ ความตายก็เป็นภัยท่รี อเรา ทีเ่ ราจะขา้ มพ้นไป ไม่ได้ถ้าเราปฏิบัติไม่ถึง เราไมล่ ะอปุ าทาน เรากเ็ กิดแก่เจบ็ ตายอยรู่ ่าํ ไป ในฝ่ายเถรวาทท่านจึงสอนให้เห็นภัยในวัฏสงสารปฏิบัติตามคำ�สอนของ พระพุทธเจ้า แล้วก็ปฏิบัติตามคำ�สอนของท่านท่ีท่านสอนให้พ้นทุกข์ อุปาทานในขันธห์ า้ คือ รปู เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ การทม่ี ี อุปาทานในขนั ธ์ห้านี้มนั เป็นเหตุให้เกิดความทกุ ข์ แมเ้ ราจะปฏิบัติ อยา่ ง เชน่ เวทนานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐานคอื การก�ำ หนดรใู้ นเวทนาท�ำ อยา่ งไร เวทนา นี้กเ็ ป็นเวทนาทางกายอย่างหนงึ่ เปน็ เวทนาทางดา้ นจติ ใจอย่างหนึง่ เมอื่ เรามาปฏบิ ตั อิ ยทู่ วี่ ดั หนองปา่ พงหลวงพอ่ ชาไม่ไดส้ อนมาก ในเรอื่ ง

เวทนานปุ สั สนา ทา่ นก็ใหด้ ใู หน้ งั่ สมาธิ บางครงั้ มนั เจบ็ มนั ปวดก็ใหอ้ ดทน จนวา่ เหงอ่ื มนั ออกมาเปน็ เมด็ เทา่ ขา้ วโพดเมด็ โปง้ ๆ จะไม่ไหวแลว้ กอ็ ดทน อดทน ในทสี่ ดุ จติ กม็ กี �ำ ลงั กข็ า้ มเวทนาได้ จะเหน็ วา่ เวทนาเปน็ อยา่ งหนงึ่ จติ เปน็ อยา่ งหนง่ึ เราตอ้ งทดสอบทดลองปฏบิ ตั ิ ลกู ศิษยข์ องหลวงปู่ม่ัน ส่วนใหญ่แล้วทุกองค์ก็ต่อสู้กับทุกขเวทนาในการปฏิบัติ ในการนั่งสมาธิ ในการพิจารณาในกาย กป็ ฏบิ ตั ิจนว่ารา่ งกายน้ีมที กุ ขเวทนามากมันพอง มนั แดงแตก ครบู าอาจารยท์ สี่ ำ�คญั ๆ ทา่ นฝกึ จติ ของทา่ น เมอ่ื สมาธขิ องทา่ นมกี ำ�ลงั แลว้ ทา่ นฝกึ พจิ ารณาแยกเวทนาขนั ธน์ อี้ อก จติ เปน็ อยา่ งหนงึ่ เวทนาเปน็ อยา่ งหนงึ่ อนั นจ้ี ะตอ้ งมกี ำ�ลงั เหมอื นกนั ถา้ เรามกี ำ�ลงั นอ้ ยกต็ อ้ งฝกึ ไปที ละนอ้ ยกอ่ น เมอ่ื มสี ตั วม์ ยี งุ กดั บา้ งตวั หนง่ึ สองตวั เรากร็ สู้ กึ ร�ำ คาญ ตดั สนิ ใจว่ายุงกัดไปเถอะทีเยอะๆ เราจะนั่งสมาธิสู้กับทุกขเวทนาบ้าง ยุงมา กัดเป็นร้อยหลายร้อยก็ตาม เราก็อดทนได้ในเวทนานั้นเพราะว่าสติของ ดูกาย... เห็นจิต ดูจติ ... เหน็ ธรรม

๔๐ พระอาจารยอ์ นนั ต์ อกิญจฺ โน เราพิจารณาในเวทนา เห็นเวทนานัน้ กเ็ กิดขึน้ มามันไม่ใชต่ ัวตน เราก็ละ อุปาทานได้ แม้ว่าละอุปาทานได้ชั่วคราวก็ตามก็จะเห็นว่าเวทนาน้ีเป็น อย่างหนง่ึ จิตนีเ้ ป็นอย่างหน่ึงคนละอันกัน แมบ้ างคร้งั ร่างกายกเ็ จ็บปว่ ย มีโรคภัยไขเ้ จ็บขนึ้ มา ปวดศรี ษะกด็ ี หรอื ว่าเปน็ ไขต้ า่ งๆ เกดิ ขนึ้ เชน่ ไข้ มาลาเรียก็ดี มีเวทนาข้นึ มามาก ในเร่ืองหยกู ยากร็ ักษาไปตามอาการ แต่ในเรื่องการพิจารณาก็ต้องพิจารณาว่า เวทนามันเกิดข้ึน เกิดขึ้น ท่ีไหน คนตายมเี วทนาไหม คนตายแลว้ กระดกู มนั เจ็บมันปวดไหม เขา เอาไปเผาก็ไมเ่ หน็ มนั เจ็บปวดอะไร มีสตเิ ข้ามาพจิ ารณาใหเ้ ห็นว่าเวทนา นมี้ ีไดเ้ พราะมกี ายนแี่ หละ ถา้ กายรปู นมี้ นั พงั ไป เวทนาในกายนกี้ ็ไมม่ ี จติ น้กี เ็ ข้าใจในธรรมะในเรื่องเวทนา ก็เกิดปีติ เกิดสมาธแิ ยกเวทนาออกไป ได้ จติ ก็เป็นอิสระจากเวทนา เห็นเวทนากส็ ักแต่วา่ เปน็ เวทนา ไม่ใชส่ ัตว์ บคุ คล ตัวตนเราเขา คอื ภาวนาในเรอื่ งของเวทนา เม่ือเวทนาความง่วง เราง่วงเหงาหาวนอนก็ดี เราปฏิบัติตามท่ีครูบา อาจารย์ได้สอนให้เราไมน่ อน ฝกึ แลว้ มันกง็ ว่ ง เมอื่ งว่ งเรากฝ็ กึ เมื่องว่ ง แกค้ วามงว่ งยงั ไง เมอื่ มนั งว่ ง ไม่ใหน้ อนกท็ ำ�ใหเ้ กดิ ทกุ ขเวทนาขน้ึ เทา่ นน้ั แหละ รา่ งกายมนั หิวมันก็ทกุ ข์ มันตอ้ งการนอนไม่นอนมนั กท็ ุกข์ กฝ็ ึก อดนอนบ้าง หรือเราง่วงมากก็ไปอยู่ที่สูงๆ ก็จะท�ำ ให้เกิดความกลัวข้ึน มาความง่วงก็หายได้ หรอื ไปบ่อน้าํ เอาไม้พาดขน้ึ ไปนงั่ สมาธิ จิตมีความ รู้สึกกลัวว่าจะตกไป ความง่วงก็หายไปได้เหมือนกัน เราก็ได้รู้ว่าความ งว่ งก็ไมม่ ตี วั มีตน ความร้สู กึ ง่วงคอื ความทกุ ขเวทนาที่เกดิ ขน้ึ นี้ เราก็จะ ได้เหน็ แล้วกพ็ จิ ารณาใหข้ ้ามเวทนา น่ีเปน็ เรื่องของเวทนาทีเ่ กิดขึน้ ทางกายนี้ ดูวา่ มันเกดิ เรามีความรู้สึก อย่างไร สุขเวทนาไหม ทุกขเวทนาไหม หรือว่าไมส่ ขุ ไมท่ ุกข์ กเ็ พอ่ื ให้ สตขิ องเรามาอย่กู บั กาย มาอยกู่ บั เวทนาทีเ่ กดิ ข้ึนทางกาย หรือระบบใน

ประสาทในความรู้สึกต่างๆ ร่างกายนี้สติก็จะมาอยู่ตรงน้ี สติจะอยู่ใน ปจั จุบันจะไมอ่ อกไปทางซา้ ยทางขวา ทางหนา้ ทางหลงั ทางบนทางลา่ ง อดีตอนาคต จะอยู่ท่ีกายเพราะว่ามีสติอยู่ในปัจจุบัน พระพุทธเจ้าท่าน สอนเรา ครูบาอาจารย์กส็ อนให้เรานำ�มาปฏบิ ตั ิ ทผ่ี า่ นมาทวี่ ดั หนองปา่ พงมมี าลาเรยี ชกุ ชมุ พระเจา้ พระสงฆก์ ป็ ฏบิ ตั ทิ ี่ น้ัน หลวงปู่กพ็ านำ�พาอดพาทน เปน็ มาลาเรยี กันแทบทุกรปู ต่อมากม็ า อย่วู ดั มาบจนั ทร์นี่ สภุ ัททะบรรพตน่ีมาลาเรยี กช็ กุ ชุมมาก พระเณรอยทู่ ่ี น่ีก็ยอมตายยอมเสียสละชีวิต เพราะว่ามีโรคร้ายแรงไม่แน่ว่าชีวิตเราจะ รอดหรอื เปลา่ ยงุ มาลาเรยี ทงั้ หลาย กต็ อ้ งอดทนตอ่ สกู้ บั มนั ตอ่ ทกุ ขเวทนา ครบู าอาจารยม์ าเยย่ี มทา่ นก็ใหธ้ รรมะ หลวงปชู่ านอี้ ยวู่ ดั หนองปา่ พงทา่ นก็ เอา... ถา้ เกดิ ผมตายทา่ นกเ็ ผาผม ถ้าเกิดทา่ นตายผมจะเผาเอง เอาเป็น วา่ สกู้ นั ดว้ ยความตายเลย เอาความตายนเี้ ปน็ เดมิ พนั เพราะปฏบิ ตั นิ ท้ี า่ น บอกวา่ จะหาธรรมะผา่ นท้ังปากเสือ หลมุ ผี ไข้มาลาเรีย ความตายต่างๆ กว่าจะมธี รรมะมาสอนพวกทา่ นไม่ใช่เกดิ ขนึ้ มาง่ายๆ น้เี ป็นโอกาสทีด่ วี า่ เมื่อพระได้มาฝึกฝนอบรม ท่านมเี วทนาเกดิ ขน้ึ ท่านก็ไม่ไปหาหมอง่ายๆ อดทน อดทนพิจารณาดูเสยี กอ่ น ดเู วทนาทีเ่ กดิ ข้นึ น้ันแหละในรา่ งกาย นนั้ แหละ ถ้าเปน็ สขุ เวทนามนั จะเพลิน ถา้ ทกุ ขเวทนาเกิดขึ้นแลว้ มนั ก็ จะเกดิ ปญั ญาพจิ ารณา ทเ่ี ปน็ หมอบอกวา่ ท�ำ ไมทา่ นปลอ่ ยใหโ้ รคเปน็ หนกั เหลอื เกนิ ถึงมาหาหมอนมี้ ันรักษายาก แต่พระกรรมฐานทา่ นจะเรียนร้ใู น เร่อื งของเวทนา เพราะฉะนน้ั พระปฏบิ ตั ิ พระกรรมฐาน ท่านฝึกหัดอยู่ในปา่ มคี วาม อดทนอดกลั้นต่อทุกขเวทนาน้ัน ก็จะได้เอาเวทนานั้นเป็นอารมณ์ของ กรรมฐานในการพจิ ารณาใหม้ สี ติ ทคี่ รบู าอาจารย์ใหก้ �ำ ลงั ใจเพราะทนี่ คี่ รบู า อาจารย์ทา่ นมา ให้เราถางปา่ บา้ ง เอาไมอ้ อกบา้ งใหย้ ุงมันน้อยๆ หนอ่ ย ๔๑ดกู าย... เหน็ จติ ดจู ิต... เหน็ ธรรม

๔๒ พระอาจารยอ์ นันต์ อกญิ จฺ โน ท่านมาเห็นโอ้… ถ้ากลัวมาลาเรียแล้วมาอยู่ป่าท�ำ ไม กลัวตายมาอยู่ป่า ท�ำ ไม ใหก้ �ำ ลงั ใจใหธ้ รรมะอยา่ ไปกลวั ถงึ จะเปน็ หลายครงั้ ก็ใหอ้ ดทนตอ่ สู้ ปฏบิ ตั พิ จิ ารณาโดยใชก้ รรมฐาน ใหจ้ ติ ของเราสงบแลว้ พจิ ารณาทงั้ กายทงั้ เวทนา สอนให้มีความอดทน... อดทน... เพราะฉะนั้น ในสายทว่ี า่ ให้พน้ ทกุ ข์ อดทนถือธดุ งควัตร ท่านกฉ็ นั มอ้ื เดียว บางองคก์ ็ไมฉ่ ันส่ีสิบเกา้ วนั ฉนั แต่นาํ้ ปานะ หรอื ว่าอดนอนตลอด สามเดือนก็มีก็ฝึก แต่นี่ก็ไม่ได้เป็นกฎระเบียบที่จะบังคับตายตัว บาง องคท์ ่านก็มกี ำ�ลังไมฉ่ ันข้าวสส่ี ิบเกา้ วนั หกสบิ วัน สบิ ห้าวันฉนั ครงั้ หน่งึ กม็ ี คอื ทา่ นจะฝกึ ใหร้ ใู้ นเรอ่ื งของมชั ฌมิ าปฏปิ ทา บางองคก์ อ็ าจจะไมฉ่ นั น้าํ ปานะทั้งพรรษา หรอื ว่าวัดป่าพงกส็ บิ หา้ วันฉนั คร้ังหนง่ึ ครบู าอาจารย์ ของหลวงปูช่ าท่านว่าฉนั นาํ้ ปานะมากๆ เดี๋ยวจะตดิ ทา่ นว่าอยา่ งนน้ั นํ้า หวานน้ําตาลน่ีต้องสิบห้าวัน ที่วัดหนองป่าพงนั้นทั่วๆ ไปสมัยนั้นก็ฉัน ได้เปน็ บอระเพ็ดเปน็ ยาสมนุ ไพรทกุ วันๆ สมยั นน้ั หลวงพ่อทองรตั น์ ซึ่ง เป็นอาจารย์หลวงปู่ชา ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นไปอยู่กับหลวงปู่มั่น หลวงปู่ มน่ั กส็ อนใหฉ้ ันน้อย นอนน้อย ปฏบิ ตั ิให้มาก ท่านฟังแคน่ ั้นท่านกห็ ยุด อดอาหารเลยไมฉ่ นั สบิ ห้าวันผอม นาํ้ ปานะ น้ําตาล นํา้ หวานก็ไม่มี พอ ลงปาฏิโมกข์ท่านก็ขอโอกาสหลวงปู่มั่นถอดจีวรออก บอกหลวงปู่ครูบา อาจารยส์ อนใหฉ้ ันนอ้ ยดซู ิมันจะตาย หลวงป่บู อกก็ให้รู้จกั ซิ ฉันน้อยๆ กด็ เี ปน็ การฝึกน่นั เอง ฝกึ ในการดเู วทนา ในเรอ่ื งของรา่ งกายเพื่อใหจ้ ติ มีก�ำ ลงั ทเี่ ขม้ แขง็ เวทนาทางจิตน่เี ราก็คงเข้าใจแล้ว เรอ่ื งของความร้สู กึ เปน็ อย่างไร เรา รสู้ กึ สขุ อยา่ งไร เราทกุ ขอ์ ยา่ งไร สขุ ทกุ ขเ์ กดิ จากอะไร เรากเ็ หน็ ทกุ ขเวทนา เกดิ ขนึ้ เพราะความไมช่ อบใจ สขุ เวทนาเกดิ ขน้ึ กเ็ พราะวา่ การทเ่ี ราชอบใจ ในอารมณ์ เรากด็ วู า่ สขุ ทกุ ขน์ ี้กอ่ นหน้านกี้ ็ไม่เกิด ขณะน้ีเกดิ อยู่ ตอ่ ไปก็

ไม่มีเหลือ ดบั ไป ปัจจบุ ันกเ็ กดิ ดับ เมอื่ มสี ตอิ ยู่อย่างนก้ี ็จะเหน็ ความเกดิ ความดับของเวทนาน้ันดบั ไป เกดิ ข้ึนดับไป ตง้ั อย่ดู บั ไปอยา่ งน้ีเรอ่ื ย เรา มีสติพิจารณาก็เห็นว่าเวทนาน้ีก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง เกิดขึ้นเพราะว่า อาศัยเหตุอาศัยปัจจัย หมดเหตุหมดปัจจัยก็ดับไป คือว่าธรรมท้ังหลาย น้มี ีเหตุเปน็ แดนเกิด พระพทุ ธเจา้ ตรัสอย่างนั้น เห็นความดบั ไป ความ เกดิ ขึน้ ตั้งอยูแ่ ลว้ กด็ ับไปเป็นอย่างนนั้ เม่อื เราปฏบิ ัติเรมิ่ ตน้ เรากจ็ ะตอ้ งมีสตอิ ยู่ในกาย เมื่อเราเกิดโรคภยั ไข้ เจบ็ มากขนึ้ เรากม็ สี ตอิ ยู่ในกาย ดลู มหายใจจนสงบ สงบแลว้ เนยี่ มนั กจ็ ะ แยกจากเวทนาได้โดยสมาธิ แล้วเราก็มาพิจารณาในเวทนาน้ันก็จะแยก เวทนาน้ันอกี ดว้ ยปญั ญา เห็นเวทนานน้ั ไม่ใช่ตวั ไม่ใช่ตน จากการปฏบิ ตั ิ กม็ อี ะไรทจี่ ะถามไหมเรอื่ งเวทนา ใหโ้ อกาสสนทนาบา้ ง ภกิ ษุณี : เวทนาทางจติ เกิดขึน้ อยา่ งไร พระอาจารยอ์ นนั ต์: ตาเหน็ รปู หฟู งั เสยี ง จมกู ดมกลน่ิ ลนิ้ สมั ผสั รส กายถูกตอ้ งโผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ดว้ ยใจ อายตนะภายในกับภายนอก กระทบกันเกิดเวทนาเรียกว่าผัสสะ ผัสสะกระทบกันเป็นปัจจัยให้เกิด เวทนา สขุ เวทนา ทกุ ขเวทนา อเุ บกขาเวทนา เวทนานเ่ี มอ่ื มนั เกดิ ขนึ้ แลว้ จติ ไปยึดถอื มีคำ�วา่ “เรา” แล้วเวทนานน้ั เกิดตัณหา ตณั หาเกิดอปุ าทาน เกดิ ภพ เกดิ ชาติ ก็เพราะผสั สะ มีตาดี มรี ปู เกิดข้นึ เกิดวญิ ญาณข้ึนมา เกดิ รับรู้ เกดิ ความรู้สกึ มตี วั เราเกดิ ข้ึน มีของเราเกดิ ขน้ึ เปน็ เหตใุ ห้เกิด ความทกุ ขข์ นึ้ เกดิ สขุ ทกุ ขเวทนา เกดิ ตณั หาอปุ าทาน เกดิ ภพเกดิ ชาตขิ น้ึ เราตอ้ งตามดคู วามรสู้ กึ ของเราวา่ เราเปน็ สขุ หรอื เปน็ ทกุ ขอ์ ยา่ งไร ตาม ดูจิตของเรา ตอนนี้จิตของเรามีสุขไหม มีทุกข์ไหม หรือไม่สุขไม่ทุกข์ เพราะเหตอุ ะไร ตามดคู วามรสู้ กึ ของเรา เมอ่ื เราไดร้ บั รเู้ รอื่ งราวตา่ งๆ เขา้ มาแลว้ ตา หู จมูก ลน้ิ กายส่งไปที่ใจ ใจมคี วามรสู้ ึกอย่างไร เราตอ้ งมี ๔๓ดูกาย... เหน็ จติ ดูจิต... เหน็ ธรรม

๔๔ พระอาจารยอ์ นนั ต์ อกิญจฺ โน ความรตู้ วั การปฏบิ ตั นิ กี้ จ็ ะเหมอื นกนั คอื ใหเ้ รามสี ตดิ ทู จี่ ติ สตดิ ทู จ่ี ติ วา่ จติ ของเรามคี วามรสู้ กึ อยา่ งไร จติ ของเรามรี าคะไหม มีโทสะ โมหะไหม หรอื จิตปราศจากราคะ โทสะ โมหะ จิตของเรามคี วามยินดียนิ รา้ ยไหม อะไร เกดิ ขนึ้ ในจติ เรากด็ ู มสี ติเฝ้าดจู ติ ของเรา จติ มีสุขมที กุ ข์ไหม มนั ก็เป็น อยา่ งเดียวกัน เวทนาหรือวา่ จติ ตา ก็ตอ่ เนือ่ งกัน ดังน้ัน ครูบาอาจารย์สอนให้เรามีสติตามรักษาจิต ให้เรารู้จิตของเรา มอี ารมณอ์ ยา่ งไรมีความอยากหรือเปล่า มคี วามโกรธไหม มีความเกลียด ไหม ความรักความชังไหมก็ดู เพราะว่าอันน้ีก็เป็นอารมณ์เป็นเวทนาที่ เกดิ ขนึ้ ทางจติ นั้นนะ สขุ ก็ดี ทกุ ขก์ ด็ ี อุเบกขากด็ ี ก็มีเหตุมีปจั จัย เราก็ อดทนกอ่ น เราพจิ ารณาไม่ไดก้ อ็ ดทน อดทนอดกลั้น ขันติ ต้องฝกึ จิต ในการก�ำ หนดพจิ ารณาจนเราเหน็ วา่ เวทนาเปน็ สว่ นหนงึ่ จติ เปน็ สว่ นหนงึ่ หรอื จติ มีโลภ มีโกรธ มีหลงขน้ึ ก็รจู้ กั และดบั ไป นกั ปฏบิ ัตติ อ้ งตามดวู า่ อารมณ์ ยกตวั อย่างวา่ คนตกต้นไม้ ตกมาจากยอดไม้นั้นน่ะแปบ็ เดยี ว ก็ถึงดินมีความทุกข์แล้ว เราจะพิจารณาให้รู้ว่าอวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิด สงั ขาร สงั ขารเปน็ ปจั จยั ใหเ้ กดิ วญิ ญาณ วญิ ญาณเปน็ ปจั จยั ใหเ้ กดิ นามรปู นามรูปเป็นปัจจัยทำ�ใหเ้ กิดผสั สะ ผสั สะเปน็ ปัจจัยใหเ้ กิดเวทนา เวทนา ท�ำ ใหเ้ กดิ ตัณหา เกิดภพ เกดิ ชาติ เราจะไมแ่ ยกจากกนั อารมณเ์ กิดขนึ้ มามันกระทบปบุ๊ เกดิ ทุกขแ์ ลว้ ชอบใจแลว้ ไม่ชอบใจ แล้ว ชอบก็เป็นทุกข์น้อย ไม่ชอบก็เป็นทุกข์มาก เราก็ดู ดูสุขเกิดขึ้น แล้วทกุ ข์เกดิ ขนึ้ แล้ว ตรงนี้ไมส่ ุขไมท่ ุกข์นะ สติของเราก็จะไดฝ้ กึ อยู่ใน การปฏบิ ตั ิ เมอื่ เราฝกึ เอาสตมิ าดทู จ่ี ติ กจ็ ะเหน็ วา่ ตามดรู กั ษาจติ ของเรา ผู้ ใดตามรักษาจิตของตน ผู้นั้นก็จะพ้นจากบ่วงของมารหรือว่าความทุกข์ ตามดจู ติ เฝา้ ดูจติ ของเรา มีสุขอย่างไรทกุ ข์อย่างไร มีราคะ โทสะ โมหะ เปน็ อยา่ งไร ปราศจากราคะ โทสะ โมหะเป็นอย่างไร เรากด็ ู ศึกษาดูว่า

ทุกขเวทนาน้ีความทุกข์เราก็เคยมี ความสุขก็เคยมี ความไม่สุขไม่ทุกข์ ก็เคยมี แตม่ นั อยู่ไหม มันอยทู่ ่ีไหน มันเกิดข้ึนตั้งอยดู่ บั ไป เกิดขนึ้ ตั้ง อยแู่ ลว้ กด็ ับไป ดับไป เปน็ อยา่ งนี้ เรากเ็ รียนร้เู ข้าใจเรอ่ื งของเวทนาให้ ถ่องแทช้ ดั เจน หรือให้เหน็ เวทนานนั้ ไมเ่ ทีย่ ง เป็นอนิจจงั ทกุ ขงั อนัตตา อารมณ์ของวิปัสสนา คือ อนจิ จงั ทุกขัง อนตั ตา เป็นเรื่องของเวทนา สุขเวทนา ทุกขเวทนา อุเบกขาเวทนา เกิดข้นึ ทางดา้ นรา่ งกายทางด้าน ของจิตใจ เพราะจิตใจรวดเร็ว นักปฏิบัติอยู่คนเดียวก็มีสุขทุกขเวทนา อยา่ งหน่ึง อยู่ในสังคมมคี นมากเ็ ป็นอารมณ์ อารมณม์ ากม็ ีอารมณ์ จิตก็ รับร้อู ารมณน์ นั้ มากจ็ ะมองเห็นเป็นเร่ืองตวั ตนไป มีรูปมีนาม เปน็ ตัวเรา ตวั เขา แตเ่ มอื่ พจิ ารณาเหน็ อยา่ งนกี้ เ็ หน็ วา่ ไมม่ เี ราไมม่ เี ขา สกั แตว่ า่ เวทนา การปฏบิ ตั นิ เ้ี ราเหน็ วาจากด็ ที ห่ี ลวงพอ่ ชาสอนวา่ ดจู ติ หรอื บรกิ รรมภาวนา มสี ติบริกรรมภาวนาไว้นะ เตือนตนเองไว้ พจิ ารณารา่ งกายไว้ เราเกดิ มา ก่ปี ี แล้วอีกกี่ปีเราจะตาย ถา้ อายเุ จ็ดสิบห้าปีตัวเราจะตาย เราเหลอื กปี่ ี กี่ เดือน กวี่ ัน ตอนนี้เราอายุกป่ี ี ก่เี ดือน กว่ี ัน เรากเ็ ตอื นตวั เองอยา่ งทเ่ี ราเคยศกึ ษามา เราเกดิ เปน็ มนษุ ยก์ ็โชคดแี ลว้ เรามกี รรมเป็นของๆ ตน ต่างๆ ก็จะต่อเนอ่ื งกัน เพื่อใหเ้ ราไมป่ ระมาท เพ่ือให้เราตั้งใจปฏิบัติ มีสติบริกรรมภาวนาให้จิตสงบ เม่ือจิตสงบน้ีเรา จะมาดูกายเห็นสักแต่ว่ากาย จิตสงบมาดูเรื่องเวทนาเราก็จะเห็นเวทนา ชดั แคน่ ้ัน เราก็มาท�ำ สมาธิใหจ้ ติ สงบโดยมีศีลหา้ ศีลแปด ศลี สบิ ศีลสอง ร้อยย่ีสบิ เจ็ด ศีลของภิกษุณเี ป็นพ้ืนฐาน มีข้อวัตรปฏบิ ตั เิ พือ่ ใหม้ ีก�ำ ลังท่ี จะสง่ มาให้มาปฏบิ ตั ิ เพ่อื ให้เกิดสมาธขิ ้ึนมาพิจารณาในกายน้ี ในเวทนา ในจิตจะได้เกดิ ปญั ญา การปฏิบัติน้ีเรามีสมาธิแล้ว หรือในบางครั้งเราจะดูจิตทุกคร้ังเลยให้ เขา้ ใจเรากท็ ำ�ไดย้ าก ถ้าดเู วทนาให้เข้าใจเร่ืองเวทนา อนั นี้เรากท็ ำ�ได้ยาก ๔๕ดูกาย... เห็นจิต ดูจติ ... เหน็ ธรรม

๔๖ พระอาจารยอ์ นันต์ อกญิ จฺ โน เหมือนกนั เพราะวา่ สมาธเิ ราเกดิ ขึ้นเปน็ บางครัง้ เพราะฉะน้นั ครบู าอาจารย์จงึ สอนวา่ เมอื่ เรามีสมาธิแล้วมกี �ำ ลงั สมาธิ ดแี ลว้ ทา่ นกส็ อนใหเ้ รามาพจิ ารณาในรา่ งกายเปน็ หลกั เสยี กอ่ น เพราะวา่ คนเรายึดกย็ ดึ ในกาย เวทนามนั เกดิ ขึน้ ก็เพราะวา่ เรายดึ อยู่ในกาย จิตที่ จะเปน็ สขุ เป็นทุกข์ หรือสุขทกุ ขเวทนาเกิดขึน้ เพราะเรายดึ ในกายว่าเปน็ เรา ยดึ วา่ มีเขามเี รา มีสตั ว์บคุ คลเราเขา มนั เป็นตัวแรกก่อน ก็ตอ้ งมาฝกึ พจิ ารณากายน้ีให้มนั เขา้ ใจชดั เสยี ก่อน ถ้ากายเข้าใจชัด เรอ่ื งเวทนากจ็ ะ คอ่ ยๆ ชดั เจนไป เรอื่ งจิตก็จะชดั เจนไปตามลำ�ดับ เร่อื งของธรรมะกจ็ ะละเอียดมาก ธรรมะอะไร สิ่งที่เกิดกเ็ ปน็ ธรรมะ ทง้ั นน้ั สิง่ ทเ่ี ป็นกศุ ลก็ธรรมะ อกุศลก็ธรรมะ เปน็ กลางๆ ก็เป็นธรรมะ มรรคมีองค์แปดก็ธรรมะ ทุกข์ท่ีเกิดก็เป็นธรรมะ นิวรณ์ห้าเป็นธรรมะ ทกุ อยา่ งเป็นธรรมะหมด ก็จติ จะต้องมกี ำ�ลังมสี ติ มสี มาธิมาก มปี ัญญา อยา่ งละเอยี ดมากถงึ จะมองเหน็ ทกุ อยา่ งเปน็ ธรรมะทง้ั นนั้ ใครวา่ ก็ไม่โกรธ เพราะมองเปน็ ธรรมะ ธรรมะเกดิ ขน้ึ ในใจอนั นกี้ ล็ ะเอยี ด จติ มสี ติ มสี มาธิ มปี ัญญาน่ันเอง พระองค์ได้เทศน์สอนในเร่ืองสติปัฏฐานสูตร คือเป็นธรรมะที่จะ พิจารณาปฏิบัติเพื่อจะให้เราแก้ทุกข์ทางจิตใจ ไม่ให้จิตของเรามีความ ยินดีหรอื จติ ของเรายนิ ร้าย ใหจ้ ติ ของเราอยตู่ รงกลาง เหน็ ความเกิดขึ้น ต้งั อยแู่ ล้วก็ดับไปอย่ขู า้ งหนา้ ตรงนเ้ี ป็นทางท่เี ราจะได้เหน็ ธรรมะ หลวง พอ่ ชากส็ อนวา่ เมอื่ เราปฏบิ ตั ิไมย่ นิ ดีไมย่ นิ รา้ ย ตรงนเ้ี องเราจะเหน็ ธรรมะ ไม่ไดอ้ ยู่ไกล ไม่ไดอ้ ยตู่ รงโนน้ อยตู่ รงนี้ การปฏบิ ตั อิ ยทู่ ก่ี ายกบั อยทู่ ี่ใจ เอา จิตท่ีสงบแลว้ นนั้ มาพจิ ารณากายก่อน เห็นชัดไม่ยินดีไม่ยินรา้ ยก็จะเห็น ธรรมะ ภกิ ษณุ ี: ความรสู้ กึ ตวั ตนโดยทวั่ ไปเกดิ จากกายมากกวา่ หรอื เกดิ จาก

จิตมากกว่า พระอาจารย์อนันต์ : ความรู้สึกมีตัวตนน้ี กายนี้เราจะมองเห็นได้ ชัดเจนเป็นรูปเป็นร่าง สว่ นเรอื่ งของเวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณนีก้ ็ เป็นเรอ่ื งของนามธรรม ก็จะเปน็ เรือ่ งของรูปธรรมกับนามธรรม คราวน้ี จติ ยดึ ท้ังสองอย่าง ยึดทง้ั รูปธรรมดว้ ยยดึ ทงั้ นามธรรมด้วย แตเ่ มื่อเราจะ มาพิจารณา ถ้ากำ�ลังของเราดี ก�ำ ลังสติ กำ�ลงั สมาธิ ศีล สมาธิ ปญั ญาเรา ก�ำ ลงั ดี เราพิจารณาในส่วนของนามธรรม เราเหน็ อนิจจัง ทกุ ขัง อนตั ตา เห็นพยัพแดดเปน็ พยัพแดดเท่าน้นั เอง มองไปเป็นสงิ่ ลวงตา ส�ำ เรจ็ เปน็ พระอรหนั ต์ก็มี อยา่ งน้เี ปน็ ตน้ คอื พจิ ารณาในส่วนนามธรรม จติ มกี �ำ ลัง แลว้ กเ็ หน็ ได้ แตว่ า่ ในเบื้องตน้ เหน็ ง่ายๆ ว่าจิตมนั ไปยึดในกาย เปน็ ตวั เปน็ ตน เปน็ เราเป็นเขา อะไรกเ็ พ่ือกายนี้ ห่วงกเ็ พ่ือกายนี้ จริงๆ แล้ว กายนี้เขาก็ไม่ได้ว่าเป็นอะไร แต่ว่าจิตที่หลงต่างหากที่ไปยึดกายเป็นตัว เปน็ ตน กายนกี้ ็เปน็ ก้อนไม่สวยไม่งาม เปน็ ก้อนอนิจจัง ทกุ ขงั อนัตตา แต่จติ ทีม่ คี วามหลงเขา้ ใจวา่ สวยงาม เขา้ ใจวา่ เป็นนจิ จงั สขุ ัง อตั ตา เปน็ ตวั เรา กเ็ ลยเกดิ ความทกุ ข์ขนึ้ มาในใจ พอจะเข้าใจไหม ภิกษณุ ี : ขอให้มเี วลาพจิ ารณากอ่ น... ความเหน็ ของภิกษณุ วี า่ เวลา น้ชี าวตะวันตกเกดิ ความทกุ ขท์ ี่จิตมากกวา่ ท่ีกายกับเวทนา เพราะวา่ ชวี ิต มีสุขสบายเยอะ เพราะว่ามีอารมณ์มาก กลับจากที่ทำ�งานไม่เคยมีเวลา พจิ ารณาอารมณ์ พระอาจารย์อนันต์ : น่ันมันก็เกี่ยวกับเร่ืองของกาย เราไปทำ�งาน เยอะๆ เพอ่ื อะไร เราไปทำ�งานเยอะๆ กเ็ พอื่ หลอ่ เลยี้ งกายนต้ี อ้ งการปจั จยั ตอ้ งการเงนิ ตอ้ งการอาหาร ต้องการเครอื่ งอยู่อาศัย กเ็ พราะกายนีเ้ อง กายนเ้ี ป็นก้อนทุกข์อย่างนี้ เพราะฉะนน้ั จึงรับอารมณ์มา รับรู้อารมณ์มา กเ็ กิดความทกุ ข์ขึ้นทางใจ ทกุ ขเ์ กดิ ขึน้ ทางใจน้เี กิดขึน้ ก็พจิ ารณาวา่ ทกุ ข์ ๔๗ดูกาย... เหน็ จิต ดจู ิต... เห็นธรรม

๔๘ พระอาจารย์อนันต์ อกญิ ฺจโน นเี้ กดิ ขน้ึ เหมอื นกบั จติ ของเรานนี้ �ำ เรามาเกดิ เมอ่ื มาเกดิ กต็ อ้ งมรี า่ งกายน้ี ขนึ้ มา รา่ งกายนีก้ ็ตอ้ งท�ำ งานต้องมารบั รูอ้ ารมณ์อีก กต็ ้องมาแก่ แกแ่ ล้ว เจบ็ มนั กท็ ุกข์ทางกายทกุ ขท์ างใจ กลัวตายกม็ าทุกข์ทางใจ กเ็ พราะจติ นน้ั เอง อันดบั แรกมนั มายดึ อยู่ในกาย ภกิ ษณุ ี : ถา้ อยู่ในปา่ กจ็ ะมคี วามรสู้ กึ ทางกายเวทนา ถา้ อยกู่ บั คนกจ็ ะ มอี ารมณ์เขา้ มาเก่ยี วข้อง พระอาจารย์อนันต์ : อันน้ีคือตัวต้นมันก็คือกายน้ี แต่ว่าก็จะมอง เข้าไปเมอ่ื เรามองดจู ติ เราก็จะเห็นว่าเรายดึ ถอื อะไร เรายึดถอื วา่ มันทุกข์ เราก็ปลอ่ ยวางในความคดิ ปลอ่ ยวางในความเหน็ ปลอ่ ยวางในเรา ปล่อย วางในเขาใหเ้ กดิ ความวา่ งขน้ึ ไมม่ เี ราไมม่ เี ขา มคี วามคดิ ของเรามคี วามคดิ ของเขาต่างๆ มเี รามเี ขามันทกุ ข์ พิจารณาใหม้ ันไมม่ เี ราให้เป็นความวา่ ง หลวงปู่ชาจึงสอนวา่ สง่ิ ใดๆ สำ�คัญก็จรงิ อยู่ แตว่ ่าความปลอ่ ยวางนนั้ สำ�คัญกว่า คนเราทุกข์เพราะว่ามีความยึดม่ันถือมั่น ความยึดมั่นถือม่ัน เกดิ ขน้ึ มาความทกุ ขก์ เ็ กดิ ขนึ้ มาในจติ นน่ั แหละ ถา้ เราปลอ่ ยวางไมย่ ดึ มน่ั ถอื มนั่ ความทกุ ขก์ ็ไมม่ ี เพราะฉะนนั้ ทา่ นจงึ สอนใหเ้ ราปลอ่ ยวางในความ ยึดถอื ในเราในเขา ภกิ ษณุ ี : พยายามเขา้ ใจวา่ อาจารยบ์ อกวา่ ทกุ อยา่ งจะยอ้ นกลบั มาอยู่ ในกาย เกดิ จากกาย ยกตวั อย่างท่ีพยายามจะเขา้ ใจคือ ใครจะมาวา่ เรา นินทาเรา ด่าวา่ เรา เราจะถอื ว่าส่ิงเหล่านีม้ นั เปน็ เสียงท่เี กิดกระทบกบั หู เกดิ วญิ ญาณ แลว้ มนั เปน็ เรอ่ื งของกาย อยา่ งนจี้ ะเปน็ ลกั ษณะทพี่ จิ ารณา ได้ไหม พระอาจารย์อนันต์ : ได้ จริงๆ แล้วในการพิจารณาถ้าเสียงท่ีเขา ว่าเรากระทบเราไดย้ นิ ไดย้ นิ สกั แต่วา่ ได้ยิน ไม่ใช่สัตว์บุคคล ตวั ตน เรา เขา สักแตว่ ่าไดย้ นิ จบ พจิ ารณาเห็นเป็นวญิ ญาณ อนิจจงั ทุกขัง อนตั ตา

ไมย่ ึดมน่ั ถือมัน่ สกั แตว่ า่ ได้ยินแล้วก็ไม่ทุกข์ แตเ่ มอื่ เราไดย้ นิ แล้วเราจะ พิจารณาสักแต่ว่าได้ยินไม่ทัน ได้ยินปุ๊ปเข้ามาแล้วยินดีแล้วยินร้ายแล้ว จิตกร็ ้แู ล้วยนิ ดียนิ ร้ายแลว้ กบ็ อกว่ายินดีไม่เทย่ี งนะ ยนิ รา้ ยไมเ่ ที่ยงนะ จิตกส็ งบลงได้ก็ใชไ้ ด้ แต่ว่าถา้ เกดิ ยินดียนิ ร้ายมันมีกำ�ลังมากขึน้ ก็ตอ้ ง ดยู ินดียนิ รา้ ย สขุ เวทนาเกิดมาแลว้ ทกุ ขเวทนาเกดิ มาแลว้ ดูไดอ้ ย่างนี้ มนั กเ็ ห็น ก็ใช้ได้ แต่ดูอย่างนม้ี ันก็ไมเ่ ห็นอกี มนั มกี �ำ ลังมากเหลือเกิน เปน็ ตัวเป็นตน ก็ต้องมาดูทก่ี ายแลว้ น่จี ะโกรธท�ำ ไมจะเกลียดท�ำ ไม มัน ตอ้ งตาย จะรักทำ�ไม มันเปน็ ของไมส่ วยไมง่ าม มนั ก็พจิ ารณา พจิ ารณา จดุ ตรงไหนก็ได้ให้เห็นเปน็ อนจิ จงั ทุกขัง อนตั ตาก็ใชไ้ ด้หมด ดรู า่ งกายของเรานน่ั แหละ ทีแรกกพ็ ิจารณาใหเ้ หน็ เป็นอสภุ ะ ให้เห็น เปน็ ธาตุ เห็นไม่ใช่ตวั ตนกพ็ จิ ารณามัน ต่อมาถ้าเกดิ วา่ เรานกั ปฏิบตั ิยินดี เกิดความยินดีข้ึน เกิดเห็นเวทนาสุขเวทนาทุกขเวทนา อาจจะมาจับที่ ร่างกาย ร่างกายนก้ี ก็ ระดกู นะ ร่างกายคนอื่นกก็ ระดูกนะ ปญั ญาก็เกิด สขุ เวทนาทม่ี นั ชอบกห็ ายไปเลย มนั ก็วางอุเบกขาได้ เกิดปตี ิ เกิดสมาธิ ขนึ้ ได้ เพราะมนั เหน็ มตี วั ตน กระดกู เป็นธาตุ กพ็ จิ ารณาในเวทนานนั้ จะ เหน็ ชัด เพราะว่าเหน็ จติ มันยนิ ดยี นิ รา้ ยจะบอกจิตมนั ไม่เที่ยงนะ มนั ยงั ไม่ฟังก็สอนมันก่อน ต่อไปมันเชื่อฟังแล้ว จิตมันได้รับรู้อารมณ์เข้ามา บอกมันไมเ่ ท่ียงไม่แน่นะ อย่าไปยึดมัน่ ถอื มนั่ มันยอมรบั ไดก้ ็ปลอ่ ยวาง ในอารมณท์ ้งั หลาย... กค็ ดิ วา่ ช่วงบ่ายนีค้ งจะพอซะกอ่ น ๔๙ดกู าย... เห็นจิต ดจู ติ ... เห็นธรรม


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook