Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore aหนังสือทิพยอำนาจ

aหนังสือทิพยอำนาจ

Description: aหนังสือทิพยอำนาจ

Search

Read the Text Version

แลวก็บรรลุถึงภูมิพนทุกขเ ด็ดขาดเขา จริงๆ ในอวสานดว ย ผูเดินทางสดุ สายแลวยอมยนื ยนั เปน เสยี งเดยี วกันวา พระนพิ พานมจี รงิ . สว นหลกั อุปมาคอื ธรรมดาไฟเผาไหม ณ ที่ใด ยอ มทําที่น้ันใหรอ น เมอ่ื ดับไฟ ณ ท่นี ้ันแลว ทนี่ น้ั ยอ มหายรอ นกลายเปนท่เี ย็นฉันใด ธรรมดากเิ ลสเผาลนใจยอ มทาํ ใจใหรอน เมือ่ ดับกเิ ลสท่ใี จ ไดแ ลว ใจยอ มหายรอนกลายเปน ใจเยน็ ฉนั นนั้ น้ําที่หลัง่ ไหลมาตามลาํ ธารจากทส่ี งู ถงึ ทต่ี าํ่ ยอ มมี ตน น้ําคือแหลง ขงั นาํ้ ฉันใด ความสขุ หรอื ความทุกขทีป่ รากฏแกค นเราอยทู กุ วนั น้ี ก็ยอมมตี นคือ แหลง ทเ่ี กดิ ฉนั นัน้ กิเลสและทกุ ขยอ มแสดงตัวอยทู ่ีจติ ใจ เมื่อดบั กิเลสอันเปนตัวเหตุแหงทุกขได แลว ใจกป็ ราศจากกเิ ลสและทกุ ข กลายเปนใจเย็น มีสขุ สมบรู ณส มปรารถนา มชั ฌมิ าปฏปิ ทา ยอ มกลมกลนื กบั พระนิพพาน คือมคี วามเปนกลางในทางกลางเรอ่ื ยไป กจ็ ะถงึ สภาพทเ่ี ปน กลาง ทีส่ ดุ คือพระนพิ พานในอวสาน ไมม ีทง้ั ทุกขไมม ที ้งั สุขในลกั ษณะโลกในพระนิพพานนน้ั แตเ ปนสขุ ในลักษณะที่ไมม ีอะไรกอ ความเดือดรอ นใหแ มแตประการใดๆ มแี ตดาํ รงอยใู นสภาพทเี่ รียกวาสขุ สมบูรณหรอื สขุ โดยสว นเดยี วจรงิ ๆ ความขอน้ที านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ไดก ลาว เปรียบเทยี บใหเห็นวา คนทสี่ มบูรณไปดวยกามสุขทุกส่งิ น้ัน ยอมมที ุกขเกิดขึน้ มาแทรกทําใหเสยี ความสุขไป คนผูเขาฌานตง้ั แตช้ันตํา่ ๆ ขึ้นไปจนถึงชัน้ สูงสุดยังมีปจจนิกธรรมเกิดแทรกขดั ขวาง ความสุขในฌานนั้นๆ เนืองๆ สว นผบู รรลุถงึ อาสวักขัยแลวจะไมม ีทกุ ขเ กดิ แทรกแซงประการใด จงึ เปน อันวาพระนิพพานเปน บรมสขุ จรงิ แท ในเม่อื เปรียบเทยี บกบั ความสขุ ในดานอ่ืนๆ แลว เม่ือ พิจารณาตามหลักอุปมาน้ยี อมไดความชดั วา ใจท่ปี ราศจากกิเลสสิน้ เชิงนัน่ แหละพระนิพพาน เมอ่ื เปนเชน นพี้ ระนิพพานจงึ มใิ ชสถานที่ หรือภมู ิจิตใจชั้นต่าํ แตเ ปนภูมจิ ิตใจชัน้ สงู สดุ ซง่ึ ไมมีทางท่จี ะ ข้นึ สงู ไปกวา นไี้ ดอกี ภูมจิ ิตใจอันสงู สดุ นี้มผี ูบรรลุถึงมาแลว จึงมใิ ชภ ูมิท่ีเกนิ วิสัยสามารถของ มนษุ ย เปน ภูมิทม่ี นษุ ยอาจปฏบิ ัตบิ รรลไุ ด ธรรมชาตทิ ี่เปนกลางและอาจทําใหเปนกลางไดกค็ อื จติ ใจ ทกุ คนกม็ ีจติ ใจอยแู ลว จึงไมเปนการยงุ ยากท่ีจะไปคนหา ลงมอื ปฏิบตั ิอบรมใจของตนไปให ดีทีส่ ุดจะดีได ก็จะประสบลกั ษณะทเี่ ปน กลางเขา เอง เม่อื ลกั ษณะเปนกลางปรากฏเดน ทใี่ จเมื่อไร ช่ือวา พบทางพระนพิ พานทแ่ี ทจ รงิ เมือ่ น้นั เมอื่ ดําเนินตามทางน้นั ไปไมห ยุด กย็ อ มจะถงึ ท่ีสดุ ของ ทางเขาสักวนั หนึ่ง เมือ่ ถึงท่สี ุดทางแลวยอมหมดปญหาท่จี ะถามวา อะไรคือพระนพิ พาน และพระ นิพพานอยทู ่ีไหน? ภมู ิท่หี มดสงสัยนั่นแหละคือพระนพิ พาน โบราณาจารยพ ดู ไวว า “สวรรคอยู ในอก นรกอยูในใจ พระนิพพานอยทู ไี่ หน ก็ที่ใจนนั่ เอง” ดังนี้ ก็เพือ่ ยตุ ปิ ญ หาทว่ี าพระนิพพานอยู ไหนนั่นเอง และเพื่อปลดเปล้อื งความเขา ใจผิดทีว่ า “พระนิพพานเปน บา นเปนเมอื งที่เจรญิ รงุ เรือง มสี ขุ สมบูรณสมปรารถนาทกุ ประการ ผปู ฏิบตั ิทางพระนิพพานตายแลวจงึ จะไปอยูอยา งมีชีวิตชีวา เสวยสุขารมณในพระนิพพานนั้น” ซงึ่ เปนความเขาใจผดิ กบั ความจรงิ อยา งลบิ ลบั ราวฟา กบั ดนิ ทเี ดยี ว. ยังมีปญ หาสืบไปวา เม่อื พระนพิ พานหมายถึงภูมิจติ ใจอันสูงสุด หรือจิตใจอนั บรสิ ทุ ธิ์ ปราศจากกิเลสโดยประการทง้ั ปวงเชนน้ีแลว เม่ือชีวิตยังมีอยกู ไ็ มเ ปนปญหาอะไร แตเ ม่ือรา งกายนี้ สลายแลว จติ ใจเชนนั้นเปน อยางไรตอ ไป? ปญ หานเ้ี ปนปญหาใหญย ่ิงทสี่ ุดในหมพู ทุ ธบริษัท แมใน สมยั พุทธกาลปญหานี้ก็ไดม แี ลวเหมอื นกนั . ทิพยอาํ นาจ ๑๕๑

พระบรมศาสดาตรัสวา คน ๒ จําพวกไมเหน็ พระนพิ พาน คอื พวกติดภพ ยนิ ดใี นภพ พอใจในภพ อาลยั ในภพ เมือ่ ไดฟงธรรมวา พระนพิ พานคอื ธรรมชาตดิ ับภพ ไมมภี พ ยอ มถอยหลังไมต ิดใจในพระนพิ พาน โดยเขา ใจวาเม่ือไมม ีภพจะมสี ขุ ได อยางไร พระนิพพานกค็ อื ความสูญเปลา น่ันเอง. อีกพวกหนึง่ คือพวกแลน เลยไป เมอื่ ไดฟงวาพระนพิ พานคอื ธรรมชาตดิ บั ภพดบั ชาตกิ ็ เขาใจไปวา เมอื่ ตายแลว กส็ ิ้นเรอื่ งกันแคน้นั สภาวะท่ไี มมอี ะไรอกี นนั้ เปนสภาวะสงบประณตี จริงแท พวกนี้เขา ใจวา ความไมมอี ะไรเปนพระนพิ พาน คนเกิดมาเพยี งชาตเิ ดียว ตายแลวกจ็ บเรือ่ งทกุ ข รอ นเพียงน้ัน พวกเหน็ วาตายสญู นเ้ี ปนพวกเลยธง ไมพบพระนิพพานท่จี ริงแท. พวกตดิ ภพกไ็ มเห็นพระนพิ พาน พวกเลยธงก็ไมเห็นพระนพิ พานเชนกัน สว นพวกท่ีเหน็ พระนิพพานไดคือ พวกมตี า รูวาอะไรเปนภพและมิใช ตามความเปนจรงิ เม่ือไดฟงวา พระนพิ พาน เปน ธรรมชาตดิ ับภพ ยอมเขา ใจถกู เหน็ ถูกวาพระนิพพานเปนธรรมชาตปิ ราศจากทกุ ข ปลอยวาง ความอาลยั ติดพนั ในภพไดเด็ดขาด แลว พอใจดาํ เนินทางปลอยวางเรอ่ื ยไป กบ็ รรลุถึงสภาวะที่ ปราศจากทกุ ขส มประสงค จิตใจยอ มดาํ รงอยูในสภาพปราศจากทุกขเ รือ่ ยไป เมอ่ื รา งกายยังดํารง อยู จิตใจก็ดาํ รงอยูในสภาพตางหากจากกายแลว แมเ ม่อื ตายไป จิตใจก็ยอ มดาํ รงอยตู างหากจาก กายไดเชนเดยี วกัน ความเปนพระอรหันตมิใชรูปกายและนามกาย ซง่ึ เปน สง่ิ เกดิ จากเหตุปจจยั และสลายเปน เลย จิตใจอันบรสิ ทุ ธิ์น่นั ตางหากเปนพระอรหันต สงิ่ นน้ั ไมสลาย เมอ่ื กายสลายแลว เทวดาและมนษุ ยส ามัญยอมไมเห็น แตผ บู รรลุถึงภมู ิสูงสุดดวยกันยอมเห็นกันไดเสมอไป จติ ใจที่ พน พเิ ศษเชนน้นั แลว ยอมไมเปนอยางอื่นอกี ยอ มดํารงความเปน เชนน้ันตลอดไป เปนภมู ทิ ี่ ปราศจากทุกขชว่ั นริ ันดร สมกับคําที่วา พระนิพพานเปน อมตํ คอื ตายไมเ ปน เที่ยงแทถาวร ตรงกนั ขา มกับโลกโดยประการทั้งปวง. ทนี ีย้ ังมปี ญหาขอ หนึง่ ซึ่งมักมาเปนอารมณข ดั ขวางผูจะเดินทางพระนิพพานเสมอๆ ถา เกิดขึน้ ในใจตนเองกเ็ ปนไปในรูปทวี่ า การดาํ เนินทางพระนิพพานมเิ ปน การตดั ชองนอยเอาตวั รอด ไปหรอื ? ถา เกิดขนึ้ ในใจผูอ ่นื กจ็ ะมาถงึ ผดู าํ เนนิ ทางพระนิพพานในรูปลักษณะคําขูข วญั เหมือนคํา พญามารขพู ระบรมศาสดาคราวตดั สินพระทัยจะเสดจ็ ออกบรรพชา แสวงหาโมกขธรรมคอื พระ นพิ พานวา “ทา นเปนคนเห็นแกต วั เอาเปรยี บเพอ่ื นมนษุ ย ไมชว ยเหลอื ผอู ืน่ เอาแตตัวรอด ไมเหน็ แกผอู ืน่ ไมเหน็ แกหมคู ณะ ฯลฯ แตบางทีกม็ าในรปู ลักษณะคาํ ลวง เปน ตน วา รอกอ น ยังไมถึง เวลาจะรบี รอ นไปไหน สมบตั ิวเิ ศษหรือยศศักด์อิ ยา งนนั้ ๆ กําลงั รอทานอยู มชิ ามินานกจ็ ะมาถงึ เสวยสมบัติเห็นปานน้นั ใหอ่มิ หนําสาํ ราญกอ นเถิด จึงคอ ยไป ฯลฯ” เพอื่ แกปญ หาขอ งใจอนั นี้ให ตกไป ขา พเจา จะเยืองความใหเหน็ เหตุผลพอเปนแนวคิดดงั ตอ ไปน้ี. การชวยเหลือเพอ่ื นมนษุ ยหรือชว ยหมคู ณะ ยอมมีทางหลายทางมใิ ชทางเดยี ว แมผูปฏิบตั ิ ทางพระนิพพานกท็ าํ ได และอาจทําไดดกี วาเสียอีก ไมเ หน็ จะขัดของท่ีตรงไหน มนษุ ยยอมตอ งการ ความชว ยเหลือในสง่ิ ซง่ึ เขามองไมเหน็ มากกวา ในสิ่งท่ีเขามองเห็น ทางขางหนานั้นมนุษยส ว นมาก มองไมเห็น จําเปน ตอ งขอความชวยเหลอื จากผูมีตามองเห็น แมแ ตใ นระยะชว่ั ชวี ิตหนึ่งเขากต็ อง พง่ึ ผูมีตา อยา งตา่ํ กว็ ่ิงไปหาหมอดใู หช วยทาํ นายทายทักให ไฉนเลา ในกรณยี ท่ไี กลกวาน้ันเขาจงึ จะ ทิพยอํานาจ ๑๕๒

ไมพึง่ ผูมตี า เปน การแนนอนทส่ี ดุ ทม่ี นุษยจะตองพง่ึ พาอาศัยผูม ีตาวนั ยงั ค่าํ ผูดาํ เนินทางพระ นิพพานนัน้ เปนบุคคลผูม ีตา ยอ มรูจ กั ขางหนา ขา งหลงั และปจจุบนั ไดด กี วาคนสามญั ธรรมดา จงึ อาจชว ยเหลอื เพื่อนมนษุ ยใ นดา นนี้ไดดี ในทางแนะนําใหเขาประกันภยั ภายหนาของเขาเอง และ ในบางคราวก็อาจตอ งนําเขาออกจากภัยภายหนา น้ัน แผค ุณความดีใหเ ขา ดังพระผเู ปนเจา ธรรม เสนาบดดี ว ยกรสารีบตุ ร ไดชว ยเปรตใหพน จากความเปน เปรตมาแลวเปนตัวอยาง สว นในการ ชวยเหลอื หมคู ณะท่ีตนมีสวนสัมพันธอ ยนู ั้นเลา กย็ อมทําไดเ ชนเดียวกัน แมจะอยหู างไกลกันตั้ง แสนโยชนกอ็ าจชว ยเหลอื กนั ได ไมจ าํ เปน จะตองคลุกคลีในหมูค ณะเสมอไป พระมหากัสสปเถระ ถอื อยปู าเปนวัตร ทานก็สามารถนาํ หมคู ณะในทางพระธรรมวนิ ัยไดดี เม่อื พระผมู พี ระภาคเสดจ็ ปรนิ พิ พานแลวทานกไ็ ดเ ปนหวั หนา ทําปฐมสังคายนาพระธรรมวนิ ยั เปนแบบฉบับทยี่ ่งั ยืนมาถงึ ทกุ วนั นี้ พระโมคคัลลบี ตุ รติสสเถระหลบหนีจากความวุนวายไปอยใู นถํ้าแหง อโธภาคบรรพต ปากนํา้ คงคาเปนเวลานานถึง ๑๒ ป เมือ่ คราวจําเปน แหงพระพทุ ธศาสนา หมคู ณะตอ งการตัวทานมาเปน หัวหนาทําการสงั คายนาพระธรรมวนิ ยั ทา นก็ไปทําไดเ ปนอยางดี และดําเนินการเผยแผ พระพทุ ธศาสนาใหแ พรหลายไปยังนานาประเทศนอกชมพทู วีป สวุ รรณภมู ิ คือแหลมทองก็ไดรบั พระพทุ ธศาสนาเปนศาสนาประจําชาติบานเมอื งมาแตครัง้ นั้น ทานที่ออกนามมาแลวกป็ ฏบิ ตั ิทาง พระนพิ พาน ปลกี ตนออกหางจากหมทู วี่ ุน วาย ทําไมทา นจึงทาํ ประโยชนชว ยเหลือเพ่ือนมนุษย และหมูคณะไดเลา? ทา นทาํ ไดด กี วาผวู นุ วายเหลา นั้นมใิ ชหรอื ? สวนขอ ท่ีมารลวงดวยคาํ หวาน หวานลอ ม ไมมีเหตผุ ลอะไรท่จี ะพดู มาก ถาทานยังอาลัยอยูในกามสมบัติคือยศศกั ดิ์ศฤงคาร บริวารลาภสักการะทา นกป็ ฏิบตั ติ ามทางพระนพิ พานไมได เพราะทางพระนิพพานกบั ทางใหเกดิ ลาภยศเปนคนละสาย มิใชท างเดยี วกัน ทานควรพิจารณาและตัดสินใจเองวาจะเอาความสุขช่ัว แลน หรือความสขุ ถาวร ถา จะเอาความสขุ ช่วั แลน ก็จงทําตามคําของมาร แตถา ตองการความสขุ ถาวรกจ็ งเดินไปตามทางพระนิพพาน อยาอาลัยในลาภยศเพียงชว่ั แลน นัน้ เลย ถาเราทาํ ดเี ปนคน ดที ่หี มคู ณะตองการแลว ลาภยศมมี าเอง แมไมป รารถนากต็ องไดอยูด ี จะไปอาลัยตายอยากเอา อะไรกัน เทา ท่เี ยอื งความใหเห็นเหตุผลมาเพยี งเทานค้ี งเพียงพอท่ีจะพจิ ารณาวนิ จิ ฉัยปญ หาขอ นี้ ได ตอไปนกี้ ็หมดปญ หาทีจ่ ะแกไ ข ควรเตรียมพรอ มเพ่ือรบั คาํ แนะนาํ ในวิธเี จรญิ วปิ สสนา เพ่อื ญาณทัสสนะทีถ่ ูกตอ งตอ ไป. วิปสสนาญาณ หยง่ั รากฐานลงบนความบรสิ ทุ ธสิ์ ะอาดของจิตใจ ความบรสิ ุทธิส์ ะอาดของ จติ ใจนน้ั ยอมมเี ปนขั้นๆ ตามลาํ ดบั กัน ความบริสุทธิ์ข้ันตนคือศลี ความบริสุทธิ์ขน้ั ที่ ๒ คอื สมาธิ ความบริสุทธ์ขิ ้นั ท่ี ๓ คือปญญาหรอื ญาณทัสสนะ ซึง่ คอ ยสุขมุ ประณีตไปโดยลําดบั จนถงึ ญาณทัสสนะท่ปี ระณตี ท่สี ดุ สามารถฉดุ ถอนตนออกจากโลกวุน วายไปสภู าวะที่บริสุทธิส์ ะอาดทสี่ ุด ในอวสาน ปญญาญาณในขน้ั ตางๆ น้ันมีถงึ ๕ ขั้นมีชื่อเรียกตา งๆ กันตามลกั ษณะของความรูนั้นๆ. การทว่ี า วิปสสนาญาณหยัง่ รากฐานลงบนความบรสิ ุทธ์ินนั้ อาศัยหลกั เหตผุ ลในทางอปุ มานี้ วา น้าํ ใสบริสุทธ์สิ งบน่ิงยอมสอ งดูเงาหนา ชัดเจนฉันใด จิตใจบริสุทธใ์ิ สสะอาดและสงบนิ่งก็ยอ ม สอ งเห็นเหตผุ ลและความจริงไดถกู ตอ งตามความเปนจริง ฉะน้ัน ดว ยเหตุผลขอนพ้ี ระผูมพี ระภาค จงึ ตรัสวา สมาธึ ภกิ ฺขเว ภาเวถ สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ ภิกษทุ ง้ั หลาย! เธอทงั้ หลายจงเจริญ ทิพยอาํ นาจ ๑๕๓

สมาธิ เพราะผมู ีจิตเปนสมาธิยอมรูต ามความเปน จรงิ ไดดังน.ี้ สมาธดิ ีเดนไดด ว ยอาํ นาจศลี ธรรม ปญญาแหลมคมดวยอํานาจสมาธอิ บรม จติ รูจบส้นิ อาสวะไดเพราะปญ ญาบม สมดวยพระพทุ ธ ภาษติ วา สลี ปรภิ าวโิ ต สมาธิมหปผฺ โล โหติ มหานสิ โํ ส, สมาธปิ ริภาวิตา ปฺ า มหปผฺ ลา โหติ มหานสิ ํสา, ปฺ า ปริภาวิตํ จติ ตฺ ํ สมมฺ เทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ เสยยฺ ถีทํ กามาสวา ภวาสวา อวชิ ฺชา- สวา สมาธิอันศีลอบรมแลวมผี ลานสิ งสมาก ปญญาอันสมาธอิ บรมแลวมีผลมีอานสิ งสมาก จติ อัน ปญ ญาอบรมแลว ยอ มพน จากอาสวะ คือ กาม ภพ อวชิ ชา ดวยเหตุดังวามานที้ า นจึงวางข้ันของ การอบรมจิตใจใหบ ริสทุ ธิ์ตามลาํ ดับตอไปน้ี วสิ ุทธิ ๗ ประการ ๑. สีลวสิ ทุ ธิ ศลี บรสิ ุทธิ์ ไดแกมคี วามประพฤตทิ างกาย ทางวาจา และทางใจ บรสิ ุทธ์ิ สะอาด ปราศจากโทษนาติเตียน ตนเองก็ติเตียนตนเองไมได ผรู ูใ ครครวญแลว กต็ เิ ตียนไมไ ด มี ความเยน็ ใจ นึกถึงคราวไรกเ็ กิดปต ิปราโมทย ทําใหเกิดความสขุ กายสบายใจ และมคี วามสงบใจ ใกลตอ ความเปน สมาธิยง่ิ ขึ้น. ๒. จติ ตวสิ ทุ ธิ จติ บรสิ ทุ ธ์ิ ไดแกจ ิตใจเปนสมาธขิ น้ั ใดขนั้ หนงึ่ มกี ําลังพอเปน ท่ตี ั้งแหง ยถาภูตญาณทสั สนะได สมาธิท่ีจัดวามกี ําลงั เพยี งพอเพื่อเปน ทต่ี ง้ั แหง ยถาภูตญาณทสั สนะไดนนั้ คือ ฌาน ๔ ซึง่ มลี ักษณะจติ ใจใสสะอาด มคี วามรูสกึ เปนกลางๆ มสี ติและความบริสทุ ธค์ิ วบคมุ กาํ กับ เปนจติ ใจปราศจากกิเลสเคร่ืองทําใหห มองมวั มคี วามนิ่มนวลมั่นคงมกี ําลงั เพยี งพอทจ่ี ะพจิ ารณา สภาวะอนั สขุ ุมได. ๓. ทฏิ ฐวิ สิ ุทธิ ทฤษฎีบรสิ ทุ ธิ์ ไดแ กป ญญาจกั ษุมกี ําลังสามารถทาํ ลายอัตตานทุ ิฏฐิเสียได มคี วามรูเหน็ เหตุผลวา นามรปู เปน สิง่ เกิดจากเหตุปจ จัยจะตอ งเปน ไปตามเหตุปจจยั ของมัน ตกอยู ในลักษณะไมเ ทยี่ ง เปนทุกข และเปนอนัตตา ใครจะปรารถนาใหเปนไปตามใจประสงคยอมไมไ ด ไมอยใู นอํานาจและความปรารถนาของใคร ความรูเหน็ ตามไตรลกั ษณเชนนเี้ ปน เครือ่ งชําระ ความเห็นใหบริสทุ ธิ์ เปนยถาภตู ญาณทัสสนะขน้ึ รูเห็นชดั วารา งกายประกอบดวยธาตุ ๔ อาศยั สมั ภวธาตขุ องบดิ ามารดาผสมกนั มีกรรมเปน ผูต กแตง เจรญิ เติบโตดวยอาหารมวี ญิ ญาณอยู ณ ภายใน เปน ท่ีรวมแหง ความรูส กึ ซ่งึ สืบตอ ไปดว ยอายตนะและผสั สะเสมอ น้เี ปน เรม่ิ แรกแหง วปิ ส สนาญาณ. ๔. กังขาวิตรณวิสุทธิ ปญ ญาบริสทุ ธิส์ ามารถขามความสงสยั ได ไดแ กวิปสสนาญาณ เล็งเหน็ เหตุปจจัยปรงุ แตง นามรูปอนั สําเร็จมาเปนตัวตนในปจ จุบนั ซึ่งเปนท่ตี ง้ั แหงความเขา ใจผิด คิดวาเปนตัวตนแกน สารของตนจริงๆ เล็งเหน็ ชดั วา อวิชชา ตัณหา อปุ าทานและกรรมเปนตัวเหตุ แหงนามรูป เมื่อนามรปู เกิดข้ึนมาแลวยอมอาศยั อาหาร อายตนะ และผัสสะเปนปจจัยสืบตอให เจริญเตบิ โตและดาํ รงอยูสืบไป เม่ือเหตุและปจจัยแหง นามรปู ยังสืบตออยูเ พียงใดนามรูปกต็ องสบื ตออยูเพียงน้นั นามรปู ในอดตี ในอนาคต และในปจจุบัน ยอมอาศัยเหตุปจจยั เชนเดียวกนั แมใ น ภพกาํ เนดิ ทีป่ ระณีตสักเพยี งไร ท่จี ะพนไปจากนามรปู มไิ ดมี เมอื่ มีนามรปู อยยู อ มจะประสบความ ไมส มหวัง คือ แก เจ็บ ตาย ฯลฯ เสมอไป. ทิพยอํานาจ ๑๕๔

๕. มัคคามัคคญาณทสั สนวิสทุ ธิ ญาณบรสิ ุทธสิ์ ามารถรูจกั ทางผดิ ทางถกู ได คือวาเมื่อได รเู หน็ เหตุปจจยั ของนามรูปแจง ชดั แกใจเชนนัน้ จะเกิดอารมณวิเศษขึ้นในจิตใจอยางใดอยางหน่งึ ทท่ี า นเรียกวา วิปส สนูปกิเลส คอื (๑) โอภาส ความสวางแจมจาในจติ มองเหน็ ทุกทิศทางเหมอื นบรรลถุ งึ อาสวกั ขยญาณแลว ฉะนน้ั . (๒) ญาณ ความรเู ฉยี บแหลมคมคายกวา เดิมหลายเทาพนั ทวี มีความรเู ห็นเหตุผลทะลปุ รุ โปรงไมม ตี ิดขัด คลายอรหตั ตมรรคญาณฉะนั้น. (๓) ปต ิ ความอมิ่ เอบิ ชมุ ชื่นกายใจ มกี าํ ลงั เหลอื ประมาณ ทําใหจิตใจมปี ระกายแวววาว คลา ยพนจากอาสวะเดด็ ขาดแลว. (๔) ปส สัทธิ ความสงบ ไดแ กค วามเขาระงบั พกั อยู ไมเจริญปญ ญาตอ ไป ตดิ อยใู นความ สงบนน้ั ดว ยความสาํ ราญแชมชน่ื ไมสามารถจะทง้ิ ความสงบนนั้ . (๕) สขุ ความสบายใจ ปลอดโปรงใจ เปน ไปอยา งประณตี สุขุมและสมาํ่ เสมอ ประหน่ึงพน ทุกขเดด็ ขาดแลว . (๖) อธิโมกข ตามรูปศพั ทแ ปลวา ความพน ของจติ ใจปรากฏเดนชดั ย่งิ นกั คลา ยกบั พน เดด็ ขาดจากกเิ ลสอาสวะแลวฉะนนั้ แตโ ดยความ หมายเอานอ มใจเช่อื ในเรื่องทปี่ ระสบน้ัน โดย ปราศจากญาณ. (๗) ปคคาหะ ความเพียรกลา หาญเด็ดเด่ียว ประคองจติ ไวในระดับสงู ไมใหจติ ใจตกลงสู ภวังคเลยแมแ ตนอย. (๘) อปุ ฏฐาน สตดิ าํ รงม่ันคงแขง็ แรงกํากับจติ ใจเปนนิตย ไมมีพลง้ั เผลอ คลา ยกบั มีสติ ไพบูลยแลวฉะน้นั . (๙) อุเบกขา ความวางเฉยในอารมณ และมีใจเปนกลางเที่ยงตรงอยางยงิ่ ประหนงึ่ บรรลุ ภูมิทีม่ ีฉฬงั คเุ บกขาในอารมณ. (๑๐) นกิ นั ติ ความรสู ึกพอใจในความเปนไปของจติ ขณะนน้ั อยา งซ้ึงๆ รูสึกหย่งิ ในใจนดิ ๆ หรอื ภูมใิ จหนอยๆ วา ตนพนจากอาํ นาจของมารแลว เมื่อไดประสบกบั ภาวะทางจติ ใจเชน น้ีแลว หยั่งทราบวา เพียงเปน ผลวิปส สนาญาณขัน้ ขา มความสงสัย มใิ ชผลสูงสดุ ของวปิ สสนาญาณท่ี แทจรงิ จงึ มิหยดุ ย้งั ความเพยี รเพียงน้ัน ประคองจติ ใจท่ีเห็นแจง นั้นในทางแหงวปิ สสนายิง่ ข้ึน ไม ยอมใหเ ขวไปนอกทางแหงวปิ ส สนา. ๖. ปฏปิ ทาญาณทัสสนวสิ ุทธิ ญาณบรสิ ทุ ธส์ิ ามารถรูเหน็ ทางดาํ เนินท่ีถกู ตองของจติ ใจ และดําเนนิ จิตใจไปตามทางนั้นอยา งถกู ตองดวย คอื รวบรวมความรทู างวปิ ส สนาใหป รากฏแจม แจงแกใจทุกๆ ขนั้ ไปท้งั ๙ ขนั้ อยางละเอยี ดลออ ไดค วามรูเห็นแจมกระจางในทางเหตผุ ลตนปลาย ของสงั ขารอยางดี จนมใี จดํารงเปนกลางเท่ียงตรงอยางย่งิ . ๗. ญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ ญาณทัสสนะบรสิ ทุ ธิ์ คือเกิดความรู ความเห็นอริยสจั ธรรมแจม แจงขึ้นในใจ สามารถทาํ ลายกเิ ลสออกจากใจไดเดด็ ขาด ขาดเปนข้ันๆ ไปตามกําลงั ของญาณทัส- สนะนนั้ ๆ รสู กึ โลง ใจเบาใจย่ิงข้นึ ตามลําดับไป และรไู ดด วยวา กิเลสอะไรถกู กาํ จดั ไปแลวงอกขึ้นอีก ทิพยอํานาจ ๑๕๕

ไมได เพราะมูลรากของมนั ถูกขจดั แลวอยางเดด็ ขาด ความรูความสามารถขนั้ นเี้ ปนขั้นสงู และ เดด็ ขาด มอี าํ นาจเหนอื กเิ ลสอนั เปนปจจนกึ ของตนๆ ความรคู วามสามารถขั้นสูงสุดนั้นทาํ ลายอา สวะไดส ิน้ เชิงเด็ดขาด สิ้นชาตสิ ้นิ ภพจบกจิ พรหมจรรย หมดกรณยี ะทจ่ี าํ เปนตอ งทาํ แลว ความรู เหน็ เชนนี้แหละเรยี กวา ญาณทสั สนะบริสุทธิ์ เปนพระพุทธปรีชาสูงสดุ ของพระพุทธศาสนา. ทานกลาววา วสิ ทุ ธิ ๗ ประการน้ยี อ มเปน ปจจยั สงตอผปู ฏิบตั ิ ไปสภู ูมพิ น ทุกขเด็ดขาดใน อวสาน เปรียบเหมอื นรถโดยสาร ๗ ระยะ ตา งสง ทอดผโู ดยสารไปสูท ่ีสดุ ของทางฉะน้นั เมอ่ื จะ พดู ใหเ ขาใจงายกค็ อื วสิ ุทธิ ๗ นีเ้ ปนข้นั ของการปฏิบัติ ๗ ขั้น คอยๆ สงู ขึ้นไปโดยลาํ ดับ ขั้นท่ี ๗ เปนขั้นสูงสุดยอดของการปฏบิ ัติ การปฏิบตั ิต้ังแตขน้ั ท่ี ๓ เปน ตนมาถึงขั้นท่ี ๗ ลวนเปนขน้ั ของ การเจรญิ ญาณทสั สนะ เพอื่ รจู ริงเห็นแจง ทาํ ลายรงั ของกิเลสท้ังสน้ิ ทา นเรียกวธิ กี ารปฏบิ ตั ินั้นวา วปิ ส สนาวิธี เมือ่ ดําเนินไปตามทางของวปิ สสนาถกู ตองจะเกิดปญญาญาณขึน้ ตามลาํ ดับขน้ั เรียกวา วิปส สนาญาณ มีกาํ ลงั พอแกก ารประหารอาสวะในข้ันนน้ั ๆ เรือ่ ยไป จนถึงข้นั สูงสดุ สามารถทําลาย อาสวะไดเด็ดขาด มอี ํานาจเหนอื กิเลสทท่ี ง้ั ปวงเรียกวาอาสวักขยญาณ วิปส สนาญาณมี ๙ ประการ ดงั ตอไปนี้ วปิ ส สนาญาณ ๙ ประการ ๑. อุทยพั พยานปุ สสนาญาณ ปรชี าญาณเลง็ เห็นนามรูปมีลกั ษณะเกิดขึน้ เสือ่ มไปเสมอๆ เหมือนฟองนํ้าและพยบั แดด ที่ต้ังขน้ึ จากเหตปุ จจยั แลว แตกดับไปฉะนัน้ . ๒. ภังคานปุ สสนาญาณ ปรชี าญาณเลง็ เห็นนามรปู ท่ีมีลกั ษณะเคลือ่ นไปสลายไป เหมือน กระแสนํา้ ไหลตอ กนั ไปเร่ือยๆ ฉะนั้น มองดูความเกดิ กับความตายแลวเหน็ เปน ลกั ษณะเดยี วกนั คอื แปรจากสภาวะอยางหนึ่งไปสูสภาวะอีกอยา งหนง่ึ สืบเนอ่ื งกันไปเปน ทอดๆ. ๓. ภยตปุ ฏ ฐานญาณ ปรชี าญาณเลง็ เห็นนามรูปเปนสง่ิ นาสะพรึงกลวั ปรากฏประหนึง่ เสอื หรือราชสหี  เพราะเปน สิง่ มีภัย ประกอบไปดว ยภัยนานาชนิด เมือ่ มีนามรูปข้ึนมาแลวทีจ่ ะหวงั ปราศจากภัยน้ันเปนไปไมได นามรปู จึงเปนตัวภยั อันนาหวนั่ กลัวทีส่ ดุ . ๔. อาทีนวานปุ ส สนาญาณ ปรชี าญาณเลง็ เห็นนามรปู เตม็ ไปดวยโทษทน่ี า เบ่ือหนา ยท่สี ดุ เปน ที่ประชมุ ของโรคาพาธนานาชนิด เปน ทีก่ อ ใหเกิดความคับใจแคน ในนานาประการ นา ระอดิ ระอาใจ เตม็ ไปดวยสง่ิ ปฏกิ ูล เปนสง่ิ เปอ ยเนาผุพงั สงกลนิ่ เหมน็ คละคลุง อยูเสมอ ไมน า ภริ มยย นิ ดปี ระการใด. ๕. นพิ พทิ านุปสสนาญาณ ปรีชาเล็งเหน็ นามรูปเปนส่ิงนา เบอ่ื หนา ยย่งิ ขึ้น จนถงึ ถอนกาม ราคะออกจากนามรูปได รูสึกเบอ่ื รสู กึ หนายนามรปู เปนกําลงั . ๖. มุญจิตกุ ัมยตาญาณ ปรีชาญาณเล็งเห็นเหตผุ ลวา เมอ่ื ไมม นี ามรูป ภัยอันตรายสิ่งนา เบ่ือหนา ยท้งั หลายยอ มไมม ี จงึ เกิดความพอใจใครจ ะพน ไปจากนามรูปนั้น. ๗. ปฏสิ ังขานปุ สสนาญาณ ปรชี าญาณเลง็ เห็นเหตุผลเปนเคร่ืองปลดปลอ ยตนจากนามรูป คอื เห็นเหตปุ จจัยปรุงแตงนามรปู แจมแจงตามความเปน จรงิ เมื่อเหตปุ จ จยั ของนามรูปยังมอี ยู จะ ปรารถนาใหนามรปู ดับไปยอมเปนอฐานะ เมือ่ ใดกําจดั เหตุปจ จยั ของนามรปู ไดแ ลวเมอื่ นั้นนามรูป ทพิ ยอาํ นาจ ๑๕๖

ยอมดับไป อวิชชา ตณั หา อปุ าทาน กรรม เปนเหตุแตง สรางนามรูปขึ้น อาหารเปนปจ จัยสืบตอรปู กายใหเปนไป อายตนะและผสั สะเปน ปจ จัยสืบตอ นามกายใหเ ปนไป เมื่อพิจารณาเห็นเหตผุ ล เชน นจี้ ิตใจยอมมีกาํ ลังมัน่ คง ดาํ เนินไปในแนวทางเพื่อกาํ จัดเหตปุ จ จัยของนามรปู ยิ่งข้นึ . ๘. สังขารุเปกขาญาณ ปรชี าญาณเลง็ เห็นเหตผุ ลวา นามรปู เปนไปตามเหตปุ จจัยของมัน และมีธรรมดาท่ตี อ งเปล่ยี นแปลงไป เปน สง่ิ บบี คั้นและไมอยูใ นความหวงั ของใคร จะไปฝาฝน ธรรมดาของมนั ยอ มไมค วร แลว วางใจเปน กลางในนามรปู ไมดีใจไมเ สียใจ ในความเปล่ยี นแปลง แปรไปของสังขาร มีญาณรเู ทาทันเสมอไป. ๙. สัจจานโุ ลมิกญาณ ปรีชาญาณเลง็ เห็นอรยิ สจั ธรรม ๔ ประการ แจงชัดตามกาํ ลังของ ญาณทัสสนะนัน้ ๆ แลว กาํ จัดกิเลสใหข าดไปตามกําลงั ของอรยิ มรรคญาณ ทเ่ี กิดขึน้ ถึง ๔ ข้นั ตามลาํ ดบั กนั ข้นั สุดทา ยสามารถทําลายอาสวะใหขาดเด็ดไปจากขันธสนั ดานสิน้ เชิง ผูบรรลุถึงขั้น สูงสดุ น้ีเปน พระอรหนั ตในพระพทุ ธศาสนา บรรลถุ ึงยอดของพระพทุ ธปรชี าคืออาสวักขยญาณ. อารมณของวิปส สนา บรรดากิเลสอนั เกดิ ข้ึนครอบงําจิตใจของบุคคลยอ มมีอวชิ ชาเปนเหตุ มอี ารมณเปน ปจ จยั มีทอี่ าศัยคอื สภาวธาตุในภายในรา งกายและจิตใจ เม่ือไมรจู ริงซ่ึงสภาวะธาตภุ ายในและอารมณ เพียงใดยอมเปนเหตแุ ละเปน ปจ จยั ใหเกดิ กิเลสเพยี งน้ัน ฉะน้ัน การเจริญวิปสสนาจึงหมายถงึ การ พจิ ารณาสภาวธาตุภายในรางกายจิตใจและอารมณท ม่ี าสัมปยุต ใหร เู ห็นแจมแจง ตามความเปน จริง เพ่อื ทําลายรงั ของอวชิ ชา สภาวธาตุและอารมณท คี่ วรพิจารณานัน้ มดี ังตอไปนี้ ๑. ขันธ ๕ = (๑) รปู ขันธ ไดแ ก ส่ิงประกอบดวยธาตุ ๔ (๒) เวทนาขันธ ไดแก ความรรู สผสั สะ (๓) สญั ญา ขันธ ไดแก ความจาํ อารมณแ ละรสผสั สะ (๔) สังขารขันธ ไดแ ก ความคิดอานอารมณ (๕) วญิ ญาณขนั ธ ไดแก ความรูจกั อารมณ ๒. อายตนะ ๑๒ = (๑) อายตนะภายใน ๖ มีจกั ขุ เปนตน (๒) อายตนะภายนอก ๖ มรี ปู เปน ตน ๓. ธาตุ ๑๘ = (๑) จักขุธาตุ ไดแก จกั ขุประสาท มหี นา ทีเ่ หน็ (๒) โสตธาตุ ไดแ ก โสตประสาท มีหนา ทฟ่ี ง (๓) ฆานธาตุ ไดแก ฆานประสาท มีหนาที่สดู ดม ทิพยอาํ นาจ ๑๕๗

(๔) ชวิ หาธาตุ ไดแก ชิวหาประสาท มหี นาท่ีล้มิ (๕) กายธาตุ ไดแก กายประสาท มหี นา ที่สมั ผัส (๖) มโนธาตุ ไดแ ก ธาตรุ ูคอื จติ ใจ มีหนาที่รับรู (๗) รปู ธาตุ ไดแ ก ส่งิ ที่เปนรูปรางท้งั ปวง (๘) สัททธาตุ ไดแก สงิ่ ทีเ่ ปนเสียงท้งั ปวง (๙) คนั ธธาตุ ไดแ ก สิ่งท่ีเปนกลิน่ ท้งั ปวง (๑๐) รสธาตุ ไดแ ก สงิ่ ทงั้ ปวงท่เี ปนรส (๑๑) โผฏฐพั พธาตุ ไดแ ก ส่ิงสมั ผัสไดท ้ังปวง (๑๒) ธัมมธาตุ ไดแก สิ่งเกดิ กบั ใจท้งั ปวง (๑๓) จักขวุ ิญญาณธาตุ ไดแ ก ธาตรุ อู ารมณท างจักขปุ ระสาท (๑๔) โสตวญิ ญาณธาตุ ไดแก ธาตุรอู ารมณทางโสตประสาท (๑๕) ฆานวญิ ญาณธาตุ ไดแก ธาตรุ ูทางฆานประสาท (๑๖) ชวิ หาวญิ ญาณธาตุ ไดแก ธาตุรูทางชวิ หาประสาท (๑๗) กายวญิ ญาณธาตุ ไดแ ก ธาตุรทู างกายประสาท (๑๘) มโนวิญญาณธาตุ ไดแก ธาตุรูทางมโน ๔. อินทรยี  ๒๒ = หมวดท่ี ๑ อินทรยี  ๖ คอื (๑) จกั ขนุ ทรีย ไดแ ก จกั ขปุ ระสาท มหี นา ทีเ่ ห็น (๒) โสตนิ ทรีย ไดแก โสตประสาท มีหนา ทฟ่ี ง (๓) ฆานนิ ทรีย ไดแก ฆานประสาท มีหนา ทสี่ ดู ดม (๔) ชวิ หนิ ทรีย ไดแ ก ชิวหาประสาท มหี นา ทลี่ ิ้ม (๕) กายนิ ทรีย ไดแ ก กายประสาท มหี นาทีส่ มั ผสั (๖) มนนิ ทรีย ไดแก มโน มีหนาทรี่ ู หมวดที่ ๒ อนิ ทรยี  ๓ คอื (๑) อิตถินทรยี  ไดแ ก ความเปนสตรี (=อติ ถภี าวะ) (๒) ปุรสิ ินทรีย ไดแ ก ความเปนบุรษุ (=ปุริสภาวะ) (๓) ชีวติ ินทรยี  ไดแก ความมีชีวิต (=ชีวภาวะ) หมวดท่ี ๓ อินทรีย ๕ คอื (๑) สุขินทรยี  ไดแก สภาวะเปน สุข (๒) ทกุ ขนิ ทรยี  ไดแ ก สภาวะเปนทุกข (๓) โสมนัสสนิ ทรีย ไดแก สภาวะเปนความดีใจ (๔) โทมนัสสนิ ทรยี  ไดแ ก สภาวะเปนความเสยี ใจ (๕) อเุ ปกขนิ ทรีย ไดแก สภาวะเปน ความเฉยๆ ทพิ ยอํานาจ ๑๕๘

หมวดท่ี ๔ อนิ ทรีย ๕ คอื (๑) สทั ทนิ ทรีย ไดแก สภาวะเปนความเช่ือ (๒) วิริยนิ ทรยี  ไดแก สภาวะเปน ความเพียร (๓) สตนิ ทรีย ไดแก สภาวะเปน ความสาํ นึก (๔) สมาธินทรีย ไดแก สภาวะเปน ความม่ันใจ (๕) ปญญินทรยี  ไดแก สภาวะเปน ความรู หมวดท่ี ๕ อนิ ทรีย ๓ คอื (๑) อนญั ญตั ตัญญสั สามีตินทรยี  ไดแก ความเปนพระโสดาบนั (๒) อญั ญินทรยี  ไดแก ความเปนพระอรหันต (๓) อญั ญาตาวินทรยี  ไดแ ก ความเปนพระอริยบุคคลชน้ั สกทิ าคามมิ รรคข้ึนไป จนถึงช้นั พระอรหัตตมรรค ๕. อริยสัจ ๔ = (๑) ทกุ ข ไดแกส กั กายะอนั ประกอบดวยความลาํ บาก มีอนั แปรผันไปตามเหตุ ปจจัยของมนั บีบค้ันเผาลนจติ ใจ ไมเ ปน ไปตามความหวังของใครๆ. (๒) ทกุ ขสมุทยั ไดแกตัณหา ความทะยานอยาก ซง่ึ มอี วิชชาเปนรากแกว เปนตัว เหตกุ อ ทุกขเผาลนใจ เปนตัวเหตุใหเกดิ ตาย สืบเนือ่ งไปในกาํ เนดิ และภพตางๆ สูง บางต่ําบา ง. (๓) ทกุ ขนโิ รธ ไดแกพ ระนิพพานอันเปน ทป่ี ราศจากตัณหาพรอมทั้งอวิชชา เปนท่ี ดับสนทิ ของทกุ ข. (๔) ทุกขนโิ รธคามนิ ีปฏิปทา ไดแกขอ ปฏิบัติเปนกลาง ซ่ึงมสี มรรถภาพไปสูพระ นิพพาน เปนท่ดี บั ทุกขเด็ดขาด ทีพ่ ระบรมศาสดาทรงบญั ญัตวิ า อรยิ มรรค ประกอบดวยองค ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ความเหน็ ชอบ คือเหน็ อรยิ สัจ ๔ ถกู ตอ ง สมั มาสังกัปปะ ความคิดชอบ คอื มโนสจุ ริต สัมมาวาจา พูดชอบ คือวจสี จุ รติ สมั มากัมมนั ตะ การงานชอบ คือกายสุจรติ สมั มาอาชวี ะ เล้ียงชวี ติ ชอบ สัมมาวายามะ เพียรพยายามชอบ คือเพยี รละบาปบาํ เพ็ญบญุ สมั มาสติ สํานกึ ชอบ คือสติปฏฐาน ๔ ประการ สัมมาสมาธิ ความสงบใจชอบ คอื ฌานมาตรฐาน ๔ ประการ หมวดที่ ๖ ปฏิจจสมปุ บาท คอื (๑) อวิชชา ไดแก ความรไู มแ จม แจง ตามความเปนจริง (๒) สงั ขาร ไดแ ก ความคดิ อานปรงุ แตงทางใจ ทิพยอํานาจ ๑๕๙

(๓) วิญญาณ ไดแก ธาตุรู ซึ่งไปถอื ปฏสิ นธใิ นรปู ธาตุตามความคดิ (๔) นามรูป ไดแ ก รา งกายคอื รปู กายและนามกาย (๕) สฬายตะ ไดแก อายตนะ ๖ มีจักขปุ ระสาทเปนตน ซงึ่ เกิดมีในรูปกายดวย อํานาจกศุ ลากศุ ลกรรมตามความจํานงของใจ (๖) ผัสสะ ไดแ ก ความกระเทือนใจตออารมณ (๗) เวทนา ไดแ ก ความรรู สผัสสะ (๘) ตัณหา ไดแ ก ความชอบไมช อบรสผสั สะ (๙) อุปาทาน ไดแก ความผกู ใจไวใ นสิ่งที่ชอบท่ีชัง (๑๐) ภพ ไดแก การกอ เรอ่ื งตามความประสงค เปนรูปเปนรางขึ้นในจิตใจ คอื โครงสรางของกรรม (๑๑) ชาติ ไดแก ความปรากฏของเบญจขันธ (๑๒) ชรามรณะ ไดแก ความแก และความตาย ตลอดถงึ ทกุ ขอื่นๆ อันเปน ผลทั้ง มวล ซ่ึงปรากฏขึ้นแกสกั กายะ คือเบญจขนั ธ เมื่อไมร ูเทา ก็เปน ปจ จยั แกส ังขาร วิญญาณวนไปอกี เกิดเปนวงกลมข้ึน นีเ่ ปนฝา ยสมุทัยวาร ฝายนโิ รธวารก็มีการดับ สบื เนื่องกันเปนทอดๆ นับแตด ับอวิชชาตวั ตนแลว ปจจยั อืน่ ๆ ก็พลอยดับตามกัน ไปจนหมด เปนอนั วา กองทกุ ขท ้ังสิ้นไดดบั ไป. วิธเี จริญวิปสสนา ตามทก่ี ลา วมาแลวในตอนตนน้ี เปนการกลาวตามหลกั ปรยิ ัตธิ รรม เพ่ือเปน แนวทางทําการ เจริญวปิ ส สนาใหเ ปน ไปตามลําดบั ทีนี้จะกลา วโดยทางปฏิบัตจิ รงิ ๆ สบื ไป วิธีเจรญิ วปิ สสนามี ๒ วธิ ี คือ ๑. เจรญิ วปิ สสนาอยางพสิ ดารเพื่อญาณทสั สนะ หรือทพิ ยอํานาจหลายประการตามแตจะ ประสงค. ๒. เจรญิ วปิ สสนาอยา งลดั ตดั ตรงไปเพื่ออาสวักขยั โดยสว นเดียว จะอธบิ ายวิธีทง้ั สองนไ้ี ว พอเปนตัวอยา ง ดงั ตอ ไปนี้ วิธีเจริญวิปสสนาอยางพิสดาร๑ วธิ ีเจริญวปิ ส สนาแบบน้ี ผูเ จรญิ มงุ หมายใหมคี วามรูความเหน็ แตกฉานหลายดานหลายมุม หรือมุง ใหม ที พิ ยอํานาจหลายประการ เพ่ือเปนเครอ่ื งมือใชบาํ เพ็ญประโยชนชวยเหลือผูอ ่ืน ในเมอ่ื บรรลุถงึ ประโยชนส ูงสดุ สาํ หรบั ตนแลว จงึ ดาํ เนนิ การวิปสสนาอยางกวางขวางละเอียดลออเปน ขน้ั ๆ ไปคือ (๑) เจรญิ สมาธิใหถ ึงฌานมาตรฐาน คอื ฌานที่ ๔ เปนอยา งตา่ํ ใหชํ่าชองชํานิชาํ นาญใน .......................................................................................................................................................... ๑. ประมวลวิธีท่ีอาจเปนไดส าํ หรบั ผูมีบารมใี หญและอตุ สาหะมากเทาน้ัน มิใชวิธที จ่ี ะสาธารณะแกผูบําเพ็ญทุกๆ คน ทพิ ยอาํ นาจ ๑๖๐

ฌานอยา งยิง่ เพ่อื เปน ฐานในการเจรญิ ญาณทสั สนะและทพิ ยอํานาจนนั้ ๆ อยางดี. (๒) เพ่ือปองกนั มิใหห ลงตนลืมตัวในเม่อื พบเห็นอะไรๆ อนั เปนสวนภายนอกทม่ี าปรากฏใน มโนทวาร ในขณะเขาฌานนน้ั ๆ พงึ เจรญิ อภิภายตนะ ๘ ประการดงั กลา วแลวในบทวาดวยทิพพ จักขญุ าณ. (๓) เพือ่ ปองกนั ความเห็นผิด อันเปนเหตยุ ดึ ถือในอัตตา พงึ เจริญยถาภตู ญาณทสั สนะ ดงั น้ี เขา ฌานถึงข้ันที่ ๔ แลวพิจารณากายอนั ปรากฏแกญาณจักษใุ นขณะนัน้ ใหเ ห็นตามเปน จริงวา เกิดจากสมั ภวธาตขุ องบดิ ามารดาผสมกนั มกี รรมเปนเหตุ มีวิญญาณธาตุเขา ถือปฏสิ นธิ แลวเจรญิ เตบิ โตจนคลอดออกมา อาศยั อาหารหลอเล้ียง อาศัยอายตนะและผัสสะปรนปรอื จงึ ดาํ รงสืบตอ กันไป เปน ส่ิงเปลีย่ นแปลงไปตามเหตปุ จ จัย เปนของเปอยเนาผุพังไมจ รี ังยง่ั ยืนเปน ทกุ ข บบี ค้ัน ไมเปนไปตามความปรารถนาของใครๆ คือตกอยูใตอ าํ นาจของไตรลักษณเ สมอ เมอ่ื รเู ห็น อยูโดยนยั น้ี อัตตานทุ ฏิ ฐิก็ไมมีที่อาศัย ช่ือวา ไดก าํ จดั ทิฏฐาสวะใหตกไป. (๔) เจริญทิพยอาํ นาจประการนนั้ ๆ ดังกลาวมาในขอวาดว ยการเจริญทพิ ยอํานาจนน้ั ๆ แลว จนไดความรูเหตุผลตน ปลายของสิ่งทัง้ หลาย และมที พิ ยอาํ นาจตามความประสงค มตี นเอง เปน พยานในธรรมน้ันๆ ไดดี. (๕) เจรญิ เพ่อื ปฏิสมั ภทิ า ๔ ประการ คือทําการกําหนดพจิ ารณารูความจริงแหงธรรม อนั เปน ไปอยูปรากฏอยูในภายใน คือ (๑) ความยอหยอนของจติ (๒) ความสงบอยภู ายในของจิต (๓) ความฟงุ ไปภายนอกของจติ (๔) เวทนาท่ีเสวยอยู กาํ ลงั เกิดขั้น ต้งั อยู ดบั ไป (๕) สญั ญาทีก่ ําลังเกิดขนึ้ ตง้ั อยู ดับไป (๖) วิตกทกี่ าํ ลงั เกดิ ขึ้น ตง้ั อยู ดบั ไป (๗) นิมิตคือเครื่องหมายในธรรมทง้ั หลาย ไดแกส บาย ไมส บาย เลว ประณีต ดาํ ขาว พรอ มดว ยสว นเปรยี บของนิมติ นน้ั ๆ. ทําการกําหนดรใู สใ จใครครวญ สอบสวนทวนดูจนรูทะลปุ รุโปรงแลวทุกประการ จะเกิด ปฏสิ มั ภิทาญาณ ๔ ประการ คือ ก. ธมั มปฏิสัมภทิ าญาณ รูแตกฉานในธรรม คือ ตัวเหตุปจ จัยของสิ่งทั้งหลายและหลกั ธรรม น้ันๆ. ข. อัตถปฏสิ ัมภทิ าญาณ รูแตกฉานในอรรถ คอื ตวั ผลของเหตปุ จจยั ไดแกส ิง่ ท่เี ปนไปตาม เหตุปจ จัยและความหมายทแี่ นน อนของหลักธรรมน้ันๆ. ค. นริ ุตติปฏสิ มั ภิทาญาณ รแู ตกฉานในสภาวะและภาษาที่จะใชบญั ญตั สิ ภาวะนนั้ ๆ ใหไ ด ความแนชัดตายตัวลงไป เปน ท่ีฟง เขา ใจกนั ไดในหมูชนชาตภิ าษาเดียวกัน. ฆ. ปฏิภาณปฏสิ ัมภทิ าญาณ รแู ตกฉานในการกลา วธรรมโดยปฏิภาณ คือความผองแผว ของจติ ใจ สามารถมองเหน็ เหตุผลและความจริงไดว องไวทนั ทีทนั ใด. ทิพยอํานาจ ๑๖๑

(๖) เจรญิ เพื่ออาสวักขยญาณ คอื เขา ฌานชน้ั ใดชัน้ หนง่ึ ตั้งแตฌานที่ ๑ ถึงเนวสัญญานา- สญั ญายตนะ ตลอดถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ (ถา ได) แลว พจิ ารณาส่ิงทถ่ี งึ ความเปนรูป เปน เวทนา เปนสังขาร เปนวญิ ญาณ ในฌานน้ันๆ ใหเ ห็นโดยไตรลกั ษณะอยางถี่ถว น เห็นแลวเห็นอกี จนจติ วางอปุ าทานในสิ่งนน้ั ๆ ได ก็ชอ่ื วา บรรลถุ ึงอาสวกั ขยญาณ จะรขู นึ้ ในขณะนั้นเองวา สิ้นชาติ สน้ิ ภพ จบพรหมจรรย เสรจ็ กิจที่ตองทาํ อีกแลว เฉพาะสมาบัตสิ องประการ คอื เนวสัญญานาสัญญายตนะ และสญั ญาเวทยติ นโิ รธน้ันเปน สมาบตั ิประณตี เกินไป จะเจรญิ วปิ ส สนาภายในสมาบตั ินน้ั ไมไ ด ทานวาพึงเขาและออกเสยี กอน ในลาํ ดบั ทีอ่ อกจากสมาบัตินนั้ พึงรีบทาํ การเจริญวปิ ส สนาทนั ที โดยยกเอาสญั ญาเปน เคร่อื งกาํ หนดนั้นมาเปนอารมณ หรือสิง่ ใดๆ มาปรากฏแกจติ ใจในขณะออก จากฌานใหมๆ น้นั ก็พึงยกเอาส่งิ นน้ั ๆ มาพิจารณาโดยไตรลักษณใ หเห็นชัดแจง แลวๆ เลาๆ จติ ใจก็ จะถอนความยดึ ม่ันในสงิ่ ท้ังปวงได. ๒. วิธีเจรญิ วิปส สนาอยางลัด วิธีเจรญิ วิปส สนาแบบน้ี ผปู ฏิบตั มิ งุ ทาํ ลายอาสวะใหเดด็ ขาดเลยทเี ดยี ว ไมพะวงถงึ คณุ สมบตั ิสวนอ่นื ๆ โดยเชื่อวา ถา มีวาสนาเคยสั่งสมมาเม่อื บรรลถุ ึงอาสวักขยั แลว คณุ สมบตั นิ ั้นๆ จะมมี าเองตามสมควรแกว าสนาบารมี และเชือ่ วา คณุ สมบตั พิ เิ ศษนัน้ เปนผลรายทางของการ ปฏิบตั ิ เมอื่ เดนิ ตามทางอยา งรบี ลดั ตดั ตรงไปถึงท่ีสุดแลวกจ็ ะตอ งไดคณุ สมบตั ินน้ั ๆ บางพอสมควร ไมจาํ เปนตอ งไปหวงใยใหเ สียเวลา รีบรุดหนาไปสูเปา ประสงคส ูงสดุ ทีเดียว มวี ิธีปฏบิ ัติดังตอ ไปน้ี ๑. อาศยั สมาธิชน้ั ใดชัน้ หนง่ึ เปนฐานทําการพจิ ารณาอารมณข องวปิ สสนาไปตามลาํ ดับๆ จนไดความรกู ระจางแจงในอารมณนนั้ ๆ เปนอยา งๆ ไป สมาธทิ ี่มีกําลงั เพียงพอคอื ฌานท่ี ๔ ถา ตํ่า กวานนั้ จะมกี าํ ลงั ออน จะไมเห็นเหตุผลแจม ชดั จะเปน ความรกู วัดแกวง ไมม ีกําลังพอจะกําจัด อาสวะได ผูม ีภมู สิ มาธิชั้นตาํ่ พงึ ทําการเขา สมาธสิ ลบั กับการพจิ ารณาเรื่อยไปจงึ จะไดผล อยา มีแต พจิ ารณาหนาเดยี ว จติ จะฟุงในธรรมเกนิ ไป แลวจะหลงสญั ญาตวั เองวาเปนวปิ สสนาญาณไป. ๒. ตีดานสาํ คญั ใหแตกหกั คอื ทาํ การพจิ ารณาขนั ธ ๕ อันเปน ทอ่ี าศัยของอาสวะน้ันใหเหน็ แจง ชัดโดยไตรลักษณะ แจมแลว แจมอกี เรอื่ ยไปจนกวาจะถอนอาลยั ในขันธ ๕ ไดเดด็ ขาด จติ ใจจงึ จะมีอํานาจเหนือขันธ ๕ รูเทา ทนั ขันธ ๕ ตามเปนจรงิ อาสวะก็ตั้งไมต ดิ จิตใจก็บรรลถุ งึ ความมี อิสระเตม็ เปย ม ชอ่ื วา บรรลอุ าสวักขยญาณดว ยประการฉะนี้. พระไตรลักษณญาณ การเจริญวปิ ส สนา ไมวาวธิ ใี ดและข้นั ใด จะตอ งมีพระไตรลกั ษณญาณเปน เครือ่ งตัดสนิ ช้ี ขาดเสมอไป จงึ จะเปน วิปสสนาญาณทถี่ กู ตอง ถาไมมพี ระไตรลกั ษณญาณเปนเครอื่ งชีข้ าดแลว วิปสสนาญาณนั้นๆ ไมสมบูรณ อาจเปนไปเพ่ือความหลงได เม่อื มีพระไตรลกั ษณญาณกาํ กบั อยู แลวเปนอันรับประกนั ไดวาจะไมหลงทางไปได แมว ิปส สนปู กิเลสเกิดข้นึ กไ็ มห ลงสาํ คัญวาเปน ภูมิ ธรรมสงู สุด แลว จะยบั ย้ังชั่งตรองวาธรรมที่ปรากฏข้ึนนัน้ อยใู นลกั ษณะของพระไตรลักษณหรอื ไม ถา ยงั อยใู นลักษณะพระไตรลักษณแลว ชื่อวา ยงั เปนสงั ขาร มิใชวิสังขาร ธรรมชาติของสังขารยอ ม ทพิ ยอาํ นาจ ๑๖๒

ไมเที่ยง เปน ทุกข และเปน อนัตตาเสมอไป สว นวิสงั ขารยอมพนอาํ นาจของพระไตรลกั ษณ คอื เปน สภาวะเทย่ี งแทแ นนอนไมท ุกข และเปนตนของตน พระไตรลักษณญาณนั้น คอื ๑. สพฺเพ สงขฺ ารา อนิจฺจาติ อนิจฺจลกฺขณาณํ รูลกั ษณะไมเทย่ี งวา สิ่งทีเ่ กดิ จากเหตุ ปจ จัยท้ังหมดเปน สิ่งไมเที่ยง มลี กั ษณะผันแปรไปตามเหตปุ จ จยั ของมันนั่นเอง สังขารทุกชนิดท้ัง อยา งหยาบ อยา งกลาง และอยา งละเอยี ด ท้ังภายในตัว ท้งั ภายนอกตัวท่วั ไตรโลกธาตุ ยอมตกอยู ใตอ าํ นาจของความไมเท่ียงทัง้ สิน้ เมือ่ มเี กดิ ยอมมีตาย เปน คูกนั เสมอไป ส่ิงใดไมเกดิ สง่ิ นน้ั จึงจะไม ตาย ความรเู ชนนี้แลเรยี กวา อนิจจลักษณญาณ. ๒. สพเฺ พ สงขฺ ารา ทกุ ฺขาติ ทกุ ฺขลกฺขณาณํ รูในลักษณะทุกขวา สิ่งที่เกิดจากเหตปุ จ จัย ท้ังหมดเปนสิ่งมที ุกข มลี ักษณะเผาลนบบี ค้นั และผันแปรไปตามเหตปุ จ จยั ของมันน่นั เอง สังขาร ทุกชนดิ ทัง้ อยา งหยาบ อยา งกลาง และอยา งละเอียด ทงั้ ภายในตวั ท้ังภายนอกตวั ทัว่ ไตรโลกธาตุ ยอมตกอยใู ตอ าํ นาจของความทุกขท ง้ั สิ้น สงั ขารทีเ่ ทย่ี งแทม ิไดม ี ขนึ้ ชื่อวา สังขารแลวตอ งมที ุกข เสมอไป เหมือนไฟแมเพียงนอยนิดก็รอ นฉะนนั้ จะหาความสุขทแ่ี ทจรงิ ในสงั ขารยอ มหาไมได เหมือนจะหาความเย็นในไฟยอมไมไ ดฉะนนั้ ความรูเชน นี้แลเรียกวา ทกุ ขลกั ษณญาณ. ๓. สพเฺ พ ธมฺมา อนตตฺ าติ อนตตฺ ลกฺขณาณํ รใู นลักษณะอนตั ตาวา ส่งิ ทัง้ ปวง คอื ตวั เหตุ และปจ จยั ทั้งหมดเปนอนตั ตา คอื เปนสง่ิ ดํารงอยู และเปนไปตามลกั ษณะของมันเองเชนน้ัน เมอ่ื มันเปนตวั เหตหุ รือตัวปจ จัยปรงุ แตง ใหเกิดเปนส่งิ สงั ขารใดๆ ข้ึนมา ใหต กอยใู นลกั ษณะไมเ ทีย่ ง และเปน ทุกขแ ลว ตัวมันเองก็ตอ งไมเที่ยงและเปน ทุกขเ ชนเดียวกัน เพราะเหตุกับผลยอ มเปนส่ิง คลายคลึงกันเสมอไป เหตเุ ทีย่ งผลตอ งเทย่ี ง เหตุทุกขผ ลตอ งทกุ ข เหตมุ ิใชตัวตนผลก็มใิ ชตัวตน เชน เดียวกัน สิ่งใดเปนไปตามสภาพของมนั อันใครๆ จะไปฝา ฝน ขดั ขนื มิได สิง่ นั้นชอื่ วา อนัตตา ทั้งส้ิน ความรเู ชนนแี้ ลเรียกวา อนตั ตลกั ษณญาณ. ขอควรสงั เกตของผูปฏบิ ตั ิ คอื พระไตรลกั ษณค รอบงาํ ไปถงึ ไหน ที่น้ันยงั มิใชภูมิพนทกุ ขจ รงิ ภมู พิ นทุกขจรงิ แทน ั้น ตองพน จากอาํ นาจของไตรลักษณเ ด็ดขาด ไตรลักษณห มดอาํ นาจทีจ่ ะ ครอบงําถึง ภูมิจิตใจอันพน จากอาํ นาจของไตรลกั ษณนั้นมีไดอ ยางไร เปน สิง่ จะตอ งรูเ องเห็นเอง โดยสวนเดยี ว เมือ่ ไดรเู ห็นภมู ิอันพน อาํ นาจไตรลกั ษณแลว ทา นพนทกุ ขเดด็ ขาดแลว เย็นใจได ทีเดียววา ทานจะไมมวี นั กลับมาสูอ ํานาจของไตรลักษณอ ีกตอไปตลอดนริ ันดรกาล. พระอาสวกั ขยญาณ ความรวู า อาสวะส้นิ ไปแลว หรือยงั อยูอยางไรเปนความรสู าํ คญั ในชนั้ สูงสุดของ พระพุทธศาสนา ฉะน้นั จงึ ควรรูจกั หนาตาของอาสวะใหเ ปน ขอ สังเกตในข้ันพิจารณาดงั ตอ ไปน้ี อาสวะคือธรรมชาติที่หมักดองจิตใจ ทําใหจ ิตใจแปรสภาพเปน สิง่ เศราหมองบดู เหม็น เปน ทุกขเดือดรอ น และกอทุกขเ ดอื ดรอ นเพม่ิ ใหมแ กตวั เปน ทวีคุณ ทานจําแนกไว ๔ ประการคอื ๑. ทฏิ ฐาสวะ อาสวะคอื ทฏิ ฐิ ไดแกความเห็นเปนเหตุใหยดึ ถือสิง่ ใดสง่ิ หนึง่ วาเปน อัตตา ตวั ตน เปน แกนสาร ทิฏฐิที่เปน เหตุใหย ดึ ถอื ตัวตนนั่น ไดแ กภ วทฏิ ฐิ คือเห็นวา มแี น ไดแ กเห็นวา อัตตา=ตวั ตน เปน สง่ิ แนน อน แลว แลวยดึ ถอื เอาสง่ิ ทต่ี นเห็นอันใดอันหนึง่ เปน อัตตา แลวประพฤติ ทิพยอํานาจ ๑๖๓

เพ่ือความมอี ตั ตาตามทตี่ นปรารถนา ฝายหน่ึงเห็นวาไมม ีอัตตาโดยประการทง้ั ปวงเรยี กวาวิภวทิฏฐิ คอื เห็นวาไมม ีแน ไดแ กเห็นวา ขาดสูญ ตายแลว ก็สิน้ เรอ่ื งทกุ ขร อ นเพียงน้ัน ความเหน็ ท้ังสอง ประเภทนี้ยอ มเปนไปเพื่อกอทุกขดว ยกัน จึงจดั เปน ความเห็นผิดอันควรกาํ จัด เมื่อปฏบิ ตั ิเจรญิ วิปสสนาเหน็ ขันธ ๕ โดยไตรลักษณเ ม่ือใด ทฏิ ฐเิ ชนนี้กถ็ กู กําจัดไปเมือ่ น้นั . ๒. กามาสวะ อาสวะคือกาม ไดแกค วามตดิ ใจในกามารมณ คอื รูป เสียง กลนิ่ รส และ โผฏฐพั พะ (สิง่ สมั ผสั กาย) ท่เี รยี กวา กามราคะบาง กามฉันทะบา ง มคี วามพอใจตดิ พัน หมายมงุ ลมุ หลงในกามวัตถุ ครั้นไมส มหวังหรอื ไดส ิ่งไมพึงใจ ยอ มเกิดความโกรธแคน เกลียดชังหนายแหนง ครั้นไดส มหวังยอมเพลดิ เพลนิ มวั เมาในสิ่งเหลา นัน้ จนหลงตนลมื ตัวไป ความรูสกึ ๒ ฝา ยเนอ่ื ง ดว ยกามารมณนีแ้ ล เรียกวากามาสวะ เปนเคร่ืองหมักดองใจใหเศราหมอง แสดงตัวออกเปนกเิ ลส อยา งหยาบ คอื โลภะ ความเห็นแกได และกามราคะ ความใครในทางรวมประเวณี ทร่ี ุนแรงคือ กามมิจฉาจาร อยางกลางคือ กามฉันทะ ความพออกพอใจในกามารมณสามญั ทั่วไป มลี กั ษณะให อาลัยหว งใยในส่ิงทต่ี นพอใจน้นั ๆ. ๓. ภวาสวะ อาสวะคอื ภพ ไดแ กภวราคะความพอใจอาลยั ในภพ คอื ภาวะที่เปน นนั้ ๆ ภายในจติ ใจของตน ท่ีเรยี กวา รูปราคะ๑ ความติดใจในรปู ฌาน แสดงตวั ออกเปนกเิ ลส อยาง หยาบคือภวตณั หา ทะยานอยากไปเกดิ ในภพทต่ี นพอใจ อยางกลางคอื โสมนัสความดีใจในเม่ือ สมหวงั โทมนัสความเสียใจในเมอ่ื ไมส มหวัง อยางละเอยี ดคืออุเบกขาสขุ ในตติยฌานภูมิ และ มานะความถอื ตัว. ๔. อวชิ ชาสวะ๒ อาสวะคืออวิชชา ไดแกความรไู มแจม แจง ซ่งึ สิง่ นนั้ ๆ เปนเหตุใหหลงและ สาํ คัญผิดเขาใจผิดเหน็ ผดิ ไปตางๆ แสดงตัวออกเปนกเิ ลสอยา งหยาบคือมิจฉาทฏิ ฐติ างๆ และ วิภวตัณหา อยากดบั สญู ไมอ ยากเกิดอกี โดยความเขาใจผิดไปวา ตายแลวสิน้ เรื่องเพยี งนัน้ อยา ง กลางคือ อรปู ราคะความตดิ ใจในอรูปฌาน อยางละเอยี ดคืออุทธจั จะ ความฟุงของจติ หรือความ สะเทอื นใจตืน่ เตนในธรรมคอื ภาวะทเ่ี ปนไปในจิตชั้นสูง ที่ทา นเรียกวา ธรรมอุทธจั จะ และตัว อวิชชาเอง. วัตถอุ นั เปนท่ีตั้งของอวิชชา มี ๘ ประการ คอื ทกุ ข ทุกขสมุทยั ทกุ ขนโิ รธ ทกุ ขนโิ รธคามนิ ี ปฏปิ ทา อดีต อนาคต ปจ จุบนั และปฏจิ จสมุปบาท (=ปจจยาการ ๑๒) เม่ือยังไมร ูแจมแจงวตั ถทุ ้งั ๘ นี้ ตามเปน จริงเพียงไร อวิชชาสวะยังมีอยเู พยี งน้ัน เมอื่ แจม แจงในวัตถุ ๘ ประการนี้แลว อวชิ ชายอมดับไปส้ินเชงิ อวิชชาอนั เปนรากแกว ของกเิ ลสท้ังหลายถูกกําจดั ใหดับไปแลว กิเลส ทั้งหลายยอ มถกู กาํ จดั ไป เมอื่ กเิ ลสถกู กําจดั แลว กรรมอันเปนตัวเหตกุ อ นามรปู ในกาํ เนิดตา งๆ ก็ ถูกทาํ ลาย ทกุ ขท ั้งหลายอันเปน ผลของกิเลสและกรรมก็สน้ิ สุดลง เม่ือนามรปู ปจจบุ นั อนั เปน วิบาก ขนั ธยังมอี ยูก็เสวยผลของมนั ไปจนกวามนั จะสลายไป เมอ่ื นามรปู ปจ จบุ นั สลายแลว นามรูปใหมก็ ไมม อี ีก เปน อันหมดสง่ิ ตอ งเกิดตายเพียงน้ัน ตอ นั้นไปก็มีแตสภาวะท่ปี ราศจากทกุ ขโดยสวนเดียว .......................................................................................................................................................... ๑. ในพระสูตรวา ความพอใจในรูปภาพวิจิตร เปน รปู ราคะ. ๒. อวิชชาเปนพาหนะของกเิ ลสท้งั หลาย ทา นเปรียบเหมือนชางครี ีเมขลาสีหมอก. ทิพยอํานาจ ๑๖๔

ดํารงอยใู นสภาพปราศจากทุกขตลอดกาลนริ นั ดร. เมอื่ รูจ กั อาสวะ ๔ ประการน้ีตามความเปนจรงิ รเู หตเุ กิดอาสวะเหลา นัน้ รจู กั ทสี่ ิ้นอาสวะ และรูจ ักทางใหสิ้นอาสวะไดแลว ยอมสามารถทาํ ลายอาสวะเดด็ ขาดได ช่ือวา ไดบ รรลุอาสวักขย- ญาณ ดว ยประการฉะน.ี้ วธิ ีเจริญอาสวักขยญาณอยา งรวบยอด สาํ หรับผปู ฏิบตั ิจริงๆ คือ เขาฌานอนั เปนที่ต้ังของ วิปส สนา ทําใจใหบ ริสทุ ธิ์สะอาดผอ งแผว แลว กาํ หนดสําเหนยี กสิง่ ท่ีปรากฏในจติ ใจขณะนั้นโดย ไตรลักษณ เมือ่ เกดิ ความรูเห็นโดยไตรลกั ษณแ จมแจง ขน้ึ จติ ก็ผอ งแผว พน อาสวะทนั ที การ สาํ เหนียกพจิ ารณาในฌานเชนนจี้ ะเปนไปโดยอาการสุขมุ ประณตี แผว เบา ไมรสู ึกสะเทือนทาง ประสาทเลย ไมเหมอื นการคิดการอา นโดยปกตธิ รรมดา ซง่ึ ตอ งใชป ระสาทสมองเปนเคร่อื งมอื ฉะนัน้ ผปู ฏบิ ัตพิ งึ ทุม เทกาํ ลังใจลงในการเจรญิ ฌานมาตรฐานใหไ ดหลักฐานทางจติ ใจกอ นแลว จงึ สาํ เหนยี กไตรลกั ษณด งั กลาวแลว จะสาํ เรจ็ ผลเร็วกวา วิธีใดๆ. สญั โยชน ๑๐ ประการ กเิ ลสอนั เปนเหตผุ ูกมัดสัตวไ วในวัฏฏสงสาร ๑๐ ประการ ทา นเรียกวา สญั โยชน พงึ กําหนดรลู กั ษณะของมันไว ดังตอไปน้ี ๑. สกั กายทิฏฐิ ความเห็นผดิ ในกายของตนเองท่ีแยกออกเปน ๕ สว นวาเปน อัตตาตัวตน หรือวาตน คือสิ่งเหลา น้ัน หมายความวา ยังไมเ ห็นอนัตตา ยงั ตดิ อัตตาอย.ู ๒. วิจกิ ิจฉา ความไมแ นใจวา พระนพิ พานมีจริง เปนเหตุใหส องจติ สองใจ ไมก ลาปฏบิ ัติ ทางพระนิพพานอยา งจริงจัง โดยใจความก็ไดแ กย ังไมเหน็ อนัตตาแนชัดน่นั เอง. ๓. สีลพัตตปรามาส ขอนแ้ี ยกออกเปน ๒ บทคือ สีลวตั ตะ บทหนึง่ , ปรามาสะ บทหนึง่ สีลวตั ตะนน้ั ทา นแยกออกเปน ๒ อกี คือ เปนศลี อนั ใด วตั รอนั น้ันอยางหนงึ่ ศีลอนั ใดไมใชวตั รอัน นนั้ หนึ่ง ศลี ๕ นั้นเปน ศีลอนั ใดวตั รอันน้ัน คอื เปนศีลดว ยเปนวัตรดวย สวนอริยมรรคขอ อ่ืน เชน สมั มาสติไมใชศ ลี อันใด วัตรอันน้นั คือเปนแตวตั ร ไมใชศีล. คําวา ปรามาสะ นน้ั แปลวาการลบู คลําหรือการคลาํ หา ยังเควง ควา งอยู พระโสดาละสญั - โยชนขอนไี้ มใชละศีลวัตร ทานละการลูบคลาํ ซึ่งศีล ๕ ซงึ่ เปน ศลี ดวยเปนวัตรดว ยนั้น หมายความ วาทานไมต อ งถอื ศลี ๕ เพราะมศี ลี ๕ แลว และไมต องไปแสวงหามรรคธรรมในศาสนาอื่นอกี เปน อนั รูท างท่ีจะดาํ เนนิ ขึน้ สอู รยิ ผลเบอื้ งบนแนนอนแลว เปนแตจะบําเพญ็ ข้ึนไปอีกเทานนั้ . ๔. กามราคะ ความกาํ หนัดในกามคณุ ติดใจในกามารมณ ความอยากไดใครดีในอารมณ นั้นๆ. ๕. ปฏิฆะ คาวมคบั ใจ แคนใจ หงุดหงิดในใจ เนื่องดว ยประสบอารมณนาโกรธเคือง บาง แหงเรียกพยาบาทก็ม.ี ๖. รูปราคะ ความติดใจในรูปฌาน หรอื ในรูปธรรม อันเปนอารมณข องจิตใจสูง. ๗. อรูปราคะ ความติดใจในอรูปฌาน หรือในอรูปธรรม อันเปนอารมณข องจิตใจช้นั สูง. ทิพยอาํ นาจ ๑๖๕

๘. มานะ ความสาํ คัญตนผดิ ไปจากความเปน จรงิ ในทนี่ ี้คงหมายเอาความเคยชินทีเ่ คยถอื มาแลวแตกอน เหลอื ติดอยู ทา นเปรียบเหมือนผา ท่ีฟอกสะอาดจากสงิ่ โสโครกแลว แตก ล่นิ นํา้ ดาง ยงั ติดเหลอื อยทู ีผ่ า จะตอ งอบใหห มดกลิน่ นาํ้ ดางนัน้ อีกชัน้ หนงึ่ . ๙. อทุ ธัจจะ ความฟงุ ไมส งบราบคาบ เปนเหตุใหเห็นธรรมไมแจม แจง ได ความต่ืนเตน สะเทือนใจในภาวะของจติ ใจบางประการ ตลอดถงึ ความมุง พยายามเรงจะกา วหนาเล่ือนชั้นขึน้ ไป อุทธัจจะในสัญโยชนไ มเ หมอื นอุทธจั จะทเี่ ปนนวิ รณ. ๑๐. อวิชชา ความรูไมแจมแจงซ่งึ สิ่งทั้งหลาย เปน เหตหุ ลงและสําคญั ผดิ ไปจากความจรงิ . สญั โยชน ๑ – ๓ พระโสดาบนั ละไดข าด พระสกทาคามลี ะสญั โยชน ๓ นน้ั ได และทําราคะ โทสะ โมหะ ใหเ บาบางลงไดดว ย สัญโยชน ๑ – ๕ พระอนาคามีละไดเดด็ ขาด สญั โยชนทง้ั ๑๐ พระอรหนั ตล ะไดท งั้ หมด. ความจริงเมือ่ อรยิ มรรคญาณเกิดข้ึนกําจดั กเิ ลสสวนใดแลว อริยผลญาณยอมเกดิ ขึ้นใน ลาํ ดบั ใหห ยงั่ รวู ากเิ ลสสวนนน้ั จะไมงอกขึ้นอกี เม่ือบรรลุถงึ อาสวกั ขยญาณแลว ยอ มเกดิ ญาณหยัง่ รูข ้นึ เองในลาํ ดับน้ันทันทีวา ชาตสิ ้ินแลว อยจู บพรหมจรรย คอื ปฏบิ ัตมิ รรคเสรจ็ แลว กิจทคี่ วรทํา ไดทําเสรจ็ แลว กจิ อืน่ เพือ่ เปน อยางน้ีไมมอี ีก ดังนี้ ผปู ฏิบตั ิยอมรเู องไมต อ งถามใคร และไมตอ ง สอบสวนกบั แบบแผนอะไรดวย ถา ยังตองทาํ ชื่อวา ยงั มีสงสยั ญาณตัดสนิ ใจไมม ี ไมช ือ่ วา บรรลุอาส วกั ขยญาณ การที่นําสัญโยชนมาตั้งไวใ นทน่ี ี้ เพียงเพ่อื เปนขอ สังเกตกําหนดของผปู ฏิบตั ใิ นการ กําจัดกิเลสนั้นๆ เทา นน้ั ผูบรรลุอาสวักขยญาณอยา งแทจริงแลวยอ มมีธรรมเปนเคร่อื งอยู ซงึ่ ทําให สงั เกตไดว าเปนพระอรหนั ต ธรรมเครือ่ งอยนู ้ันเรยี กวา อริยวาส ดงั ตอไปน้ี อรยิ วาส ๑๐ ๑. ปญจงั คปหโี น๑ ละองค ๕ แหงนวิ รณไดแลว . ๒. ฉฬงั คสมนั นาคโต ประกอบดวยองค ๖ คอื มอี เุ บกขาในอารมณท้งั ๖. ๓. เอการกั โข มอี ารักขาเอก คือ สติไพบูลย. ๔. จตุราปสเสโน มธี รรมเปน ทีอ่ ิงอาศยั ๔ ประการ เหมือนกบั มีเสนาปอ งกนั ๔ ดานคือ (๑) พจิ ารณาแลว เสพ (๒) พจิ ารณาแลว รบั (๓) พจิ ารณาแลวเวน (๔) พจิ ารณาแลวบรรเทา ๕. ปนนุ นปจเจกสัจโจ๒ บรรเทาความเห็นผิดตามที่สมณพราหมณเปน อนั มากเห็นและถอื มน่ั กนั อยไู ดแ ลว . .......................................................................................................................................................... ๑. หมายความวา บรรลฌุ านแลว. ๒. ความเห็นเขา ขา งตัว เห็นวาทศั นะของตนถูก ของผูอน่ื ผดิ ยกทัศนะของตนข้นึ ขมฝายตรงขามเสมอ. ทพิ ยอํานาจ ๑๖๖

๖. สมวยสัฏเฐสโน ละการแสวงหากามและภพไดแลว การแสวงหาพรหมจรรยก็สงบ ระงบั ลงแลว. ๗. อนาวิลสังกปั โป ละความคดิ ในทางกาม ความคิดพยาบาท และความคิดเบยี ดเบียนได แลว เปน ผมู ีความคิดผอ งแผวอยูเ สมอ. ๘. ปส สัทธกายสงั ขาโร มกี ายสังขารระงบั แลว คือบรรลฌุ านที่ ๔ ซง่ึ ละสุข ทุกข โสมนสั โทมนัส ไดมอี เุ บกขา สติ และความบรสิ ทุ ธิ์กํากบั ใจอยเู สมอ. ๙. สวุ ิมตุ ตจิตโต๑ มีจติ พนดแี ลว จากราคะ โทสะ โมหะ. ๑๐. สวุ ิมุตตปญโญ๒ มีความรวู าพนดแี ลว กิเลสคือ ราคะ โทสะ โมหะ ท่ลี ะไดแลว ถกู ตด รากเหมือนตาลยอดดวน มีอีกไมไ ด ไมเกดิ ขึน้ ไดอกี ตอ ไป. อริยวาส ๑๐ นี้ เปนทอ่ี ยูข องพระอริยเจา ทั้งหลาย ในอดีตและปจจุบนั จักเปนท่ีอยขู อง พระอริยเจาท้งั หลายในอนาคตอีกดวย. อินทรียแ กว กอ นจบบทน้ี จะพดู ถงึ อินทรยี แกว ซง่ึ ไดพูดแยมไวหลายแหง มาแลว พอเปนแนวศึกษา คนควาของนกั ศึกษาพระพุทธศาสนา หวังวาจะเปน เรอื่ งทีส่ นใจอยากทราบเปนแน. ปกรณฝายมหายานหรืออุตตรนิกาย เขาแบงภาคพระพทุ ธเจา เปน หลายช้นั เชน (๑) พระอาทพิ ทุ ธเจา เปน พระพทุ ธเจา เทย่ี งแท มีพระรศั มรี ุงเรอื งท่สี ดุ หาเขตจํากัดมิได ไม มเี บือ้ งตนและเบอื้ งปลาย เปนอยูช ่วั นิรันดร. (๒) พระฌานิพทุ ธเจา ไดแ กพระนิรมานกาย ที่ทรงเนรมติ บิดเบือนขึ้นดว ยอํานาจฌาน สมาบัติ มีพระรศั มีรุงเรือง มิใชพระพทุ ธเจา ทม่ี าตรัสรโู ปรดสตั วใ นโลก. (๓) พระมานุสีพุทธเจา ไดแกพ ระพทุ ธเจา ซึ่งมาตรัสรโู ปรดสัตวในโลก มีพระกายในความ เปนมนุษยอยางสามญั มนษุ ยท ั้งหลาย แตเปน พระกายดีวิเศษกวาของมนุษยส ามัญ มพี ระ ฉพั พรรณรงั สพี ระกายแผซา นออกขางละวา. สวนปกรณข องฝา ยทกั ษณิ นิกาย หรือเถรวาท (คือฝา ยเรา) ทา นโบราณาจารยก ็แบง พระ กายของพระพุทธเจาเปน ๓ ภาคเชน เดียวกัน แตเรียงลาํ ดับจากตํา่ ไปหาสูง เมอ่ื เทยี บดแู ลว ก็จะ เหน็ วาคลายคลึงกัน คอื (๑) พระรปู กาย เปน พระกายซึง่ เอากําเนิดจากพระพทุ ธบิดา-พระพุทธมารดา ทีเ่ ปน มนุษย ธรรมดา ประกอบดวยธาตุทงั้ ๔ เหมือนกายของสามัญมนษุ ย เปนแตบรสิ ทุ ธสิ์ ะอาดสวยงาม พระ ฉวีวรรณเปลง ปล่งั เกล้ียงเกลากวากายของมนษุ ยสามญั เปน วบิ ากขันธส าํ เรจ็ แตพ ระบญุ ญาบารม.ี .......................................................................................................................................................... ๑. มีจติ ใจปลอดโปรง. ๒. มีปญ ญาแจม ใส. ทิพยอํานาจ ๑๖๗

(๒) พระนามกาย ไดแ กก ายชน้ั ใน ปราชญบ างทานเรียกวา กายทิพย และวาเปนกายทม่ี ี รูปรา งสัณฐานเหมอื นกายช้ันนอก เปนแตวองไวกวา และสามารถกวา กายชน้ั นอกหลายรอยเทา สามารถออกจากรา งหยาบไปในทไี่ หนๆ ไดตามตอ งการ เมื่อกายหยาบสลายแลว กายช้ันนยี้ งั ไม สลาย จงึ ออกจากรา งไปหาที่เกดิ ใหมต อ ไป นามกายเปนของมีท่วั ไปแมแตส ามัญมนุษย แตดเี ลว กวา กนั ดวยอาํ นาจกศุ ลากศุ ลทต่ี นทาํ ไวกอน สวนพระนามกายของพระพุทธเจาทา นวา ดีวเิ ศษยง่ิ กวา ของสามัญมนษุ ยด วยอํานาจพระบญุ ญาบารมี ทที่ รงบาํ เพ็ญมาเปน เวลาหลายอสงไขยกัป. (๓) พระธรรมกาย ไดแ กพระกายธรรมอันบริสทุ ธ์ิ ไมสาธารณะทวั่ ไปแกเ ทวาและมนุษย หมายถึงพระจิตที่พน จากอาสวะแลว เปน พระจิตบรสิ ุทธิผ์ ุดผอง มพี ระรัศมแี จม จา เปรียบเหมอื น ดวงอาทิตยอ ทุ ัยไขแสงในนภากาศฉะนั้น พระธรรมกายนเี้ ปนพระพุทธเจาทจ่ี ริงแท เปน พระกายท่ี พนเกิด แก เจบ็ ตาย และทกุ ขโ ศกทง้ั หลายไดจริง เปน พระกายท่เี ที่ยงแทถาวรไมสญู สลาย เปนอยชู ่ัวนิรันดร เปน ทร่ี วมแหง ธรรมทง้ั ปวง แตท านมิไดบอกใหแ จงชัดวา พระธรรมกายนี้มี รูปพรรณสัณฐานเชนไรหรือไม. ความเชอื่ วา พระอรหนั ตนิพพานแลวยังมีอยูอีกสว นหนึ่ง ซึ่งเปน พระอรหนั ตแ ท ไมสลายไป ตามกาย คือความเปนพระอรหันตไ มสญู ๑ ความเปนพระอรหนั ตนี้ทา นกจ็ ดั เปน อินทรียชนิดหนง่ึ เรียกวาอัญญนิ ทรีย พระผมู พี ระภาคเจา คงหมายเอาอินทรียนเ้ี อง บญั ญตั ิเรียกวาวสิ ุทธิเทพ เปน สภาพทคี่ ลายคลึงวิสทุ ธาพรหมในสทุ ธาวาสช้นั สงู เปนแตบ ริสุทธยิ์ งิ่ กวา เทา น้ัน เมอื่ มีอินทรียอ ยูก็ ยอมจะบาํ เพ็ญประโยชนไ ด แตผ จู ะรับประโยชนจ ากทา นได กจ็ ะตอ งมีอินทรียผ องแผว เพยี ง พอท่ีจะรบั รรู ับเห็นได เพราะอนิ ทรียของพระอรหนั ตป ระณีตสุขุมท่สี ดุ แมแตตาทพิ ยข องเทวดา สามญั ก็มองไมเ หน็ ๒ มนษุ ยส ามญั ซึง่ มีตาหยาบๆ จะเหน็ ไดอ ยา งไร อินทรยี ของพระอรหนั ตนนั้ แหละเรยี กวาอนิ ทรียแกว ตา หู จมกู ลน้ิ กาย และใจของทานเปน แกว คอื ใสบริสุทธ์ดิ จุ แกวมณี โชติ ผบู รรลถุ ึงภมู แิ กวแลว ยอมสามารถพบเหน็ พระแกว คือพระอรหันตทนี่ พิ พานแลวได. ความรเู ร่อื งน้ี เปน ความรูลกึ ลบั ในพระธรรมวนิ ัย ผูสนใจพึงศึกษาคน ควา ตอ ไป ถา รไู มถ งึ อยา พึงคาน อยาพงึ อนโุ มทนา เปน แตจดจําเอาไว เมือ่ ใดตนเองไดศกึ ษาคนควา แลวไดค วามรู ได เหตุผลที่ถูกตองดีกวา เมื่อนน้ั จงึ คาน ถาไดเหตผุ ลลงกันจึงอนโุ มทนา ถารูไมถึงแลวดว นวิพากษ วิจารณ ตเิ ตยี น ผพู ูดเร่ืองเชนน้ี จะเปน ไปเพ่อื บอดตาบอดญาณตนเอง ปกติตาไมด ีญาณไมโปรง อยู แลว ถา ดวนตเิ ตยี นในเมอ่ื ตนเองรูไมถงึ ก็ชอื่ วาบอดตาบอดญาณตนเองย่ิงจะซํ้ารายใหญ ขา พเจา นําเรือ่ งน้ีมาพดู ไว ดว ยมคี วามประสงคจ ะใหน ักศกึ ษาพระพุทธศาสนาชวยกนั คนควาความรูสวน ลึกลับของพระพทุ ธศาสนาตอ ไป. .......................................................................................................................................................... ๑. พระยมกะ เมื่อยังไมบ รรลุอรหตั ตผล ไดแ สดงความเห็นวา พระอรหนั ตต ายแลว สูญ ถกู พระสารีบุตรสอบสวน เม่อื บรรลุ พระอรหัตตผลแลวจึงเห็นตามความเปนจรงิ วา “สิ่งทปี่ จจยั ปรงุ แตงยอมเปนไปตามปจ จยั ” คือสลายไป สว นพระอรหันตม ิใช ส่งิ ทีป่ จจัยปรงุ แตงจึงไมส ลายไป แปลวาไมต าย. ๒. โดยปกติ เทวดาสามัญและมนุษยืไมเห็นวสิ ุทธิเทพ แตถาทานเนรมิตใหเ หน็ อาจเหน็ ได บาลวี า “มารานํ อทสสฺ นํ” หมายถึง พระนิพพานประณีตท่ีสดุ มารจึงมองไมเห็นพระนพิ พาน ท้งั ไมเห็นผูบรรลพุ ระนพิ พานดวย. ทพิ ยอํานาจ ๑๖๘

บทที่ ๑๓ วธิ รี กั ษาทพิ ยอาํ นาจ บทกอนๆ ไดแสดงวิธีสรา งทพิ ยอาํ นาจ ดงั ที่ทา นผูอา นไดผ า นมาแลว ถาจะจบลงเพยี งนน้ั ก็ จะเปนเรือ่ งไมสมบรู ณ เพราะธรรมดาที่มีอยู สง่ิ ใดเกิด สง่ิ นนั้ ตอ งตาย สิง่ ทเี่ กิดแตเหตปุ จจยั ยอ ม เปน ไปตามอาํ นาจของเหตุปจจัย เมื่อเหตุปจ จยั ยงั เปนไปสิ่งน้นั ก็ยงั เปนไป เม่อื เหตปุ จ จยั สลายไป สง่ิ น้นั กย็ อมสลายไป ทิพยอาํ นาจกย็ อมเปนไปตามหลักธรรมดานั้น เพราะเกิดแตเหตปุ จ จัย เหมอื นกนั เวน แตท พิ ยอาํ นาจชนั้ สงู เทาน้ันทีเ่ มอื่ บรรลุถึงแลว เปน อํานาจที่มนั่ คง ดํารงยั่งยืน ตลอดไป เพราะมอี าสวักขยญาณเปน ประกัน ทพิ ยอาํ นาจอื่นๆ เม่อื มอี าสวักขยญาณเปนประกัน ยอมพลอยเปนอาํ นาจม่ันคงไปดว ย เพ่ือประโยชนแกการรักษาทพิ ยอํานาจทีไ่ มม่นั คงใหด าํ รง ย่ังยนื ใชประโยชนไดด ี จะไดแสดงวธิ รี ักษาไวใ นบทน.ี้ ผศู กึ ษาทิพยอํานาจคงยังจําไดวา ทพิ ยอาํ นาจต้ังอยูบ นรากฐาน ๒ ประการคือ ฌาน และ กาํ ลงั ใจอนั มัน่ คง ดังกลา วไวใ นบทที่ ๑ ซึง่ วาดว ยท่ตี งั้ ของทพิ ยอาํ นาจ และบทท่ี ๕ ตอนวา ดวย อิทธิวธิ ิฤทธ์ิตา งๆ นั้นแลว เมือ่ ทพิ ยอาํ นาจขน้ึ อยกู ับฌานและกาํ ลังใจอนั มน่ั คงเชนนี้ การรกั ษา ทิพยอํานาจจงึ สาํ คญั ที่การรักษาฌานและจติ ใจ ฉะนั้น จะไดแสดงวธิ รี กั ษาฌานและจติ ใจ ดังตอ ไปน.ี้ ส่งิ ซึ่งเปนเครื่องก้ันกางมิใหบ รรลคุ วามสงบแหงจติ ใจ และคอยเสยี ดแทรกทาํ ใหเ กดิ ความรูสกึ คับใจ ไมปลอดโปรง ใจนั้น ไดแก กามคุณทง้ั ๕ คอื รูป เสยี ง กล่ิน รส และโผฏฐพั พะ (สมั ผัส) ทน่ี า ปรารถนา นาใคร นา พอใจ นารกั ยียวนชวนกาํ หนดั พระบรมศาสดาตรัสวา สิง่ ทงั้ ๕ มอี าํ นาจเหนือจิตใจไดอยา งแปลกประหลาด ทําใหคลาดแคลว จากการบรรลธุ รรมอนั เกษมได รปู เสยี ง กลิน่ รส และโผฏฐพั พะของสตรี ก็มีอาํ นาจเหนือจติ ใจของบรุ ษุ รูป เสยี ง กลนิ่ รส และ โผฏฐพั พะของบุรษุ กม็ อี าํ นาจเหนอื จิตใจของสตรี ผตู กอยูภ ายใตอ ํานาจของสง่ิ ท้ัง ๕ น้ียอ มเศรา โศกไปนาน มิใชเ พยี งสงิ่ ทัง้ ๕ นนั้ โดยตรงเทา นั้นท่มี ีอํานาจเหนือจิตใจได แมก ริ ิยาอาการของเพศ ตรงกนั ขาม เชน การเดิน ยืน น่ัง นอน หัวเราะ พดู จา ขบั รอ ง รอ งไห ถูกฆา และตาย ก็ยอม ครอบงาํ จิตใจของเพศตรงกันขามไดอยางแปลกประหลาด ควรเรยี กไดอยา งถูกตอ งวา “บว งมาร” ทีเดียว เม่อื เพศทงั้ สองไดม โี อกาสคลุกคลีกันเขา ยอ มอดที่จะลวงละเมดิ อธิปไตยของกันและกัน ไมได แมมารดากบั บตุ รกย็ อ มรว มประเวณกี นั ได ในเม่อื มีชอง และความมดื หนาบงั เกิดขน้ึ ฉะนน้ั พระบรมศาสดาจงึ ตรสั วา “ความใกลช ิดมาตคุ าม เปนหนามของพรหมจรรย” นี่เปนดานทต่ี รัส สอนบุรุษ สว นดา นสตรีกน็ ยั เดยี วกนั คือ ความใกลชดิ บุรุษเปนหนามของพรหมจรรยเชนเดยี วกนั พระอานนทเถรเจา คงเปนหวงใยในอนาคตของบรรพชติ หลงั พทุ ธปรินพิ พาน จงึ กราบทูลถามถงึ วิธี ปฏิบัติตอ มาตคุ ามไว ตรัสแนะวา ไมดไู มแลไดเปนดี ถาจําเปน ตอ งพบปะกอ็ ยาพดู ถาจาํ เปน ตอง พดู ก็อยาพูดมาก ใหพ ดู เปนธรรมเปนวินยั น้ีเปนวิธีปฏิบตั ติ อมาตุคามของบรรพชติ ฝายภิกษุ ใน เพศตรงกันขา มก็พึงเทยี บเคยี งปฏิบัตโิ ดยนัยเดียวกัน แมค ฤหัสถชนผูมุงประพฤตศิ ีลธรรมใหดงี าม ทพิ ยอํานาจ ๑๖๙

ตองการใหม ีทพิ ยอํานาจ ก็พงึ ประพฤติปฏิบตั ิโดยนัยเดยี วกัน ผูท ่ตี กอยูใตอ ํานาจของกามคุณ ละเมดิ ศลี ธรรมอนั ดเี พราะกามคุณเปนเหตุแลว จะหวังความมที พิ ยอํานาจดีเดนไมได ทม่ี ีการเชื่อ วาสามารถมไี ด เชน รสั ปูติน นั้นเปนการเชอื่ ที่ไรเหตุผล เพราะธรรมชาตขิ องคนยอมเปนดังท่รี ูกัน อยแู ลว เมื่อมเี ลห ผ ูกมดั จิตใจกันไดแ ลว จะเปน ส่ิงนา อศั จรรยอ ะไรในการสามารถอยางรัสปูตนิ การคลอยตามอํานาจของกามคณุ เปนส่ิงงา ยดายเหมอื นพายเรือตามนาํ้ สวนการฝน ทางของกาม คณุ เพื่อความสงบใจนนั้ เปน การยากลําบาก เหมอื นพายเรอื ทวนนาํ้ เมอื่ ทาํ สาํ เรจ็ ไดจงึ เปนการนา อศั จรรยกวาหลายลานเทา . นิวรณ ๕ ประการ คอื กามฉนั ทะ กําหนัดในกามคุณทั้ง ๕ นน้ั , พยาปาทะ ความแคนใจ เจบ็ ใจใครป ระทุษรา ย หรือทําความฉบิ หายแกผทู ตี่ นไมช อบ, ถนี มิทธะ ความทอ ใจและซึมเซา ของจติ ใจ, อทุ ธจั จกุกกจุ จะ ความฟุงซานของใจและความหงดุ หงิดราํ คาญใจ, และวจิ ิกิจฉา ความ สองจิตสองใจ ไมเชอื่ แนในทางแหงพระนิพพาน หรือความไมปลงใจลงไปในการใดการหน่งึ โดยเฉพาะ ทัง้ ๕ ประการน้ีเปน ตวั กิเลสแหง ใจทร่ี า ยกาจ มอี ํานาจครอบงําใจ และทาํ ใหเ สยี กาํ ลัง ปญญาไป ถา ปลอยใหมันมีอาํ นาจเหนอื ใจอยตู ราบใด จะหวงั รปู ระโยชนต น ประโยชนผอู นื่ หรอื ประโยชนท ง้ั สอง หรือจะหวังทาํ ญาณทสั สนะอนั วิเศษใหเกิดขึ้นน้ันยอ มเปนไปไมไดตราบนั้น เหมอื นแมนํ้าเชยี่ วชันไหลหลัง่ ลงมาจากเขาแตไ กล เมอ่ื ปด ปากทางทั้ง ๒ ขางเสียแลว กระแสนํ้า ถูกตัดขาดตรงกลางแลว ยอ มไมไหลเชีย่ วมาแตไกลไดฉ ันใด ผไู มล ะนิวรณ ๕ กเ็ ปน ฉนั นนั้ เม่อื ใด ละนิวรณ ๕ ไดแ ลว เมอื่ นั้นจกั รูจ กั ประโยชนและทําญาณทัสสนะอันวเิ ศษใหเกิดได เหมอื นเปด ปากทางของแมน้ําที่มีกระแสไหลเชี่ยวไหลหลัง่ มาแตไ กล ปลอยกระแสใหไปตามทางของมัน กระแสน้าํ นั้นยอ มไหลเชยี่ วฉันใด ผลู ะนวิ รณ ๕ ไดแลวกฉ็ ันน้ัน นิวรณ ๕ น้ีเมอ่ื จะเรียกใหถ ูกตอ ง ตามความจรงิ ตอ งเรยี กวา กองอกศุ ล เพราะเปน กองแหง อกุศลท้งั หมด. กามคณุ และกองอกุศล อันตรายของฌานอยางเอก เปนส่ิงทต่ี องละและบรรเทาใหสงบ เงียบลงใหได จึงจะไดความสงบใจ ปฐมฌานมีอาํ นาจสงบสง่ิ เหลา น้ไี ด ทาํ ใหเ กิดความวเิ วกในใจ หายวุนวาย มคี วามปลอดโปรงโลง ใจขึน้ แทนท่ี. ภูมิปลอดโปรง โลง ใจน่แี หละ ทา นเรยี กวา โอกาสาธิคม ชั้นตนๆ ยงั มเี คร่ืองคับใจท่เี รียกวา สมั พาธ คอยเสียดแทรกอยู คือ ภมู ทิ ี่ ๑ ยังมวี ิตกวิจารคอยเสยี ดแทรกใหค ับใจ ภมู ทิ ่ี ๒ ยงั มปี ต คิ อยเสยี ดแทรกใหคับใจ ภมู ทิ ี่ ๓ ยงั มีอเุ บกขาสขุ คอยเสียดแทรกใหคบั ใจ ภมู ทิ ี่ ๔ ยังมลี มหายใจคอยเสียดแทรกใหคับใจ ภูมิที่ ๕ ยังมรี ูปสัญญาคอยเสยี ดแทรกใหคับใจ ภมู ิที่ ๖ ยงั มอี ากาศสญั ญาคอยเสยี ดแทรกใหคับใจ ภูมิที่ ๗ ยังมีวญิ ญาณสญั ญาคอยเสียดแทรกใหค บั ใจ ภูมิที่ ๘ ยังมีมโนสัญญาคอยเสยี ดแทรกใหคับใจ ทพิ ยอาํ นาจ ๑๗๐

ภมู ิท่ี ๙ ดบั สัญญาเวทนาหมด รเู ทา ทันดวยปญ ญา ทําลายรังของอวิชชา กําจัดอาสวะสน้ิ แลว ช่ือวา หมดความคับใจ บรรลถุ ึงภมู ิปลอดโปรงโลง ใจถึงท่สี ุด ภมู ิสดุ น้จี งึ พน อํานาจของกามคณุ และอกศุ ลเดด็ ขาด เปนภูมิทีเ่ ย็นใจได ถายังไมบ รรลุภูมินแ้ี ลวอยา พึงนอนใจ พึงระมดั ระวังอยาง ย่ิงยวดทีเดียว วิธีระวังอันตรายจากกามคุณและอกศุ ลธรรมน้ัน ก็คือ ระวงั อินทรียทงั้ ๕ ซ่ึงเปน ชองทางผา นของกามคุณ และเกดิ อกุศลนนั่ เองเปน ประการตน, ประการที่ ๒ ตอ งรจู กั ประมาณ ในการกนิ อาหาร, ประการท่ี ๓ ตอ งประกอบความพากเพยี รใหต น่ื ตวั อยูเสมอ ถา จะหลบั ก็ตอง หลับอยา งมีสติ ไมปลอ ยใหหลบั ใหลไปเฉยๆ เมือ่ ตื่นขึ้นก็ตองรบี ลุกประกอบความพากเพยี รตอ ไป, ประการท่ี ๔ ตองเจรญิ วิปส สนา เพอ่ื รแู จงเห็นจริงซงึ่ กศุ ลธรรม, ประการท่ี ๕ ตอ งเจรญิ โพธิ- ปก ขิยธรรม ทง้ั ตน ราตรี ทัง้ ปลายราตรี โพธปิ กขยิ ธรรมน้ันคือ สตปิ ฏ ฐาน ๔ สมั มปั ปธาน ๔ อทิ ธบิ าท ๔ อนิ ทรีย ๕ พละ ๕ โพชฌงค ๗ อริยมรรค ๘ ดังกลาวมาแลวในบทท่ี ๔ ซ่งึ วา ดว ยอปุ กรณแหงทิพยอาํ นาจ เมอื่ ปฏบิ ัติอยูโดยทํานองดังกลาวนเี้ ปนอนั หวงั ไดว าจะไมตกไปสู อํานาจของกามคณุ และอกศุ ลธรรม จะมีแตค วามปลอดโปรง ใจ ฌานสมาบตั ทิ ี่ไดไ วแลว กจ็ ะไม เส่ือมเสียไป มแี ตจะเจรญิ กาวหนา ยง่ิ ขน้ึ . อกี วิธหี นง่ึ พึงเจริญสมั มาสมาธิ ประกอบดว ยองค ๕ เสมอ ดังนี้ ๑. เขาปฐมฌาน โสรจสรงกายดวยปต สิ ุขอันเกดิ แตว ิเวก แผปต สิ ุขไปทวั่ กายใหตลอดหมด ทุกสวนของกาย อยา ใหเ หลอื สวนใดสว นหนึ่งของกายเลย. ๒. เขาทุตยิ ฌาน โสรจสรงกายดวยปติสุขอันเกดิ แตสมาธิ แผป ตสิ ุขไปท่ัวกายทงั้ หมด มิให เหลือไวแ มแ ตส วนใดสว นหนึ่งของกายเลย. ๓. เขาตตยิ ฌาน โสรจสรงกายดว ยสุขปราศจากปต ิ แผสุขไปท่วั กายท้งั หมด มใิ หเหลือไว แมแตสว นใดสวนหนงึ่ ของกายเลย. ๔. เขา จตุตถฌาน เอาใจอนั บริสทุ ธ์สิ ะอาดผองแผว แผไ ปทว่ั กายทัง้ หมด มใิ หเหลอื สว น หนงึ่ สวนใดของกายไวเ ลย ใหใจอนั บรสิ ุทธส์ิ ะอาดน้ัน แผค รอบคลุมตัวทั้งหมดเหมือนคลุมไวด วย ผา ขาวสะอาดฉะนน้ั . ๕. กําหนดใสใจนิมิต ทปี่ รากฏในมโนทวาร พิจารณาไวด ี พยายามดาํ รงไวใหน าน แลว ทํา การพจิ ารณาสอบสวนดวยปญญาใหท ะลปุ รุโปรง. เมอ่ื เจรญิ สัมมาสมาธิ ประกอบดว ยองค ๕ น้ีอยเู สมอแลว จติ ใจจะมพี ละกําลังย่งิ ใหญ มี อิทธพิ ลมาก จะนอ มไปเพ่อื ทิพยอํานาจใดๆ กไ็ ดด่ังประสงคทกุ ประการ. อีกประการหนงึ่ พงึ ศึกษาสําเหนียกเรอื่ งสมาธนิ ้ีใหเกิดความฉลาดในเรือ่ งของสมาธิ ๗ ประการ คือ ๑. สมาธกิ สุ โล ฉลาดในสมาธิ คือรูจ กั วาจิตขนาดไหน เปนสมาธิขั้นไหน กําหนดไดถ่ีถวน. ๒. สมาธสิ สฺ สมาปตตฺ ิกสุ โล ฉลาดในวิธีเขา สมาธขิ ัน้ นน้ั ๆ เขา ชา ๆ เขาโดยลาํ ดบั เขาทวน ลําดบั เขาสลับสมาธิ และเขาสมาธอิ ยางรวดเรว็ ไดต ามใจประสงค. ๓. สมาธิสสฺ ิติกุสโล ฉลาดในการยง้ั สมาธิ คือจะดาํ รงสมาธิไวใหไดนาน หรือไมนานแค ไหนไดตามตองการ. ทิพยอํานาจ ๑๗๑

๔. สมาธิสสฺ วุฏานกสุ โล ฉลาดในวธิ ีออกสมาธิ คือออกสมาธิชา ๆ กไ็ ด ออกเรว็ ๆ ก็ได ตามตอ งการ. ๕. สมาธสิ สฺ กลลฺ ิตกุสโล ฉลาดในความพรอ มพร่งั ของสมาธิ คอื รจู ักทําสมาธิใหเต็ม บรบิ ูรณต ามองคกาํ หนดของสมาธิข้นั น้ันๆ กาํ หนดองคส มาธไิ ดถ กู ถว นดีทกุ ๆ ขน้ั . ๖. สมาธสิ สฺ โคจรกสุ โล ฉลาดในอาหารของสมาธิ คอื รจู ักอารมณเปนทเ่ี กดิ สมาธิ สองเสพ อารมณนน้ั ๆ เนืองๆ จติ ใจก็เปนสมาธอิ ยเู นืองๆ เพราะไดอาหารปรนปรือเสมอ. ๗. สมาธสิ ฺส อภนิ หิ ารกสุ โล ฉลาดในอภนิ หิ ารของสมาธิ คือรจู กั อาํ นาจแปลกประหลาด อนั เกิดจากสมาธิน้ันๆ สาํ เหนยี กกาํ หนดจดจาํ ไวใ หด ี และฝกใชอภนิ หิ ารนั้นใหเ กิดประโยชนบอ ยๆ. เม่อื ปฏบิ ัตใิ นเร่อื งสมาธิ โดยทาํ นองนีอ้ ยูเนืองๆ แลว จะมีอํานาจบังคบั จติ ใจของตนเองไดด ี สามารถรกั ษาฌานสมาบตั ิท่ีไดไ วแ ลว ใหคงอยู ไมเส่อื มเสยี ไป เมอื่ ฌานสมาบัติดาํ รงอยไู ดดี ทิพย- อํานาจท่ีไดแลว กด็ าํ รงอยดู ี และพรอ มท่จี ะใชท ําประโยชนไดตามใจประสงค. สวนจติ ใจน้นั เมอื่ ไดรกั ษาฌานสมาบัตทิ ่ไี ดแลวมิใหเ ส่อื มเสยี ไป กช็ อื่ วาไดรักษาอยแู ลว แต ถงึ อยางนนั้ ก็ควรสําเหนียกเหตุท่ีทําใหจิตใจเสียกาํ ลัง และคณุ ธรรมทจี่ ะทําใหจติ ใจมีกําลัง สมรรถภาพไวใหด ี และปฏบิ ตั ิหลีกเวนเหตุราย ดําเนินในคุณธรรมได จิตใจจึงจะมีกาํ ลังมั่นคงเสมอ พรอ มทจ่ี ะใชท ําประโยชนไดทนั ทใี นเม่อื ตองการทาํ หรอื มีความจาํ เปน บังคับใหตองทํา ดังตอ ไปน้ี ๑. ความเกียจครา น ทาํ ใหใ จฝอ หอ เหยี่ วได อยายอมใหความเกยี จครานเกิดขึน้ ครอบงาํ ใจ ไดเปนอันขาด ตอ งพากเพยี รในการชาํ ระจิตใจใหบริสุทธอ์ิ ยูเสมอไป. ๒. ความฟุงซา น ทําใจใหฟ ฟู งุ ไปตามอารมณไ มรจู ักยั้ง ทาํ ใหจติ ใจเสียกาํ ลงั อยายอมให มันมามอี ํานาจครอบงาํ ใจได อยา ไปคดิ อะไรๆ ใหเกินกวาจาํ เปน ถาคิดกต็ อ งใหมรี ะเบียบเปน เรอ่ื งๆ ไปพอสมควรแลว ก็หยุด อยาคิดอะไรใหพ ราํ่ เพรือ่ ใหพยายามสงบใหมากท่สี ดุ ทีจ่ ะมากได. ๓. ความกาํ หนัด ทาํ ใจใหรา นรน กระวนกระวาย ใครท ี่จะตกไปสูอาํ นาจของกามคุณ ตอ ง ปอ งกันอยาใหจ ิตเกิดกาํ หนดั เมอื่ มนั เกิดขึ้นตอ งรีบแกไขโดยอุบายท่ีชอบทันที อยาปลอยท้ิงไว นาน สาํ หรับผูไดฌ านตองรบี เขา ฌานใหไ ดถึงขั้นอเุ บกขา กามราคะจะระงบั ทันที อีกอยา งหนึง่ นาํ ใจไปกาํ หนดตั้งไวตรงหวา งค้วิ ราคะกจ็ ะระงบั ไปเหมือนกนั . ๔. ความพยาบาท ทําใจใหพ ลุงพลา น เดอื ดดาลครุกรนุ อยใู นใจ เหมือนไฟสมุ แกลบ ตอง รบี สลดั ความรูสึกเชน นี้ออกจากใจ อยา ยอมใหมันอาศยั อยูนาน การเจรญิ เมตตาเปนอบุ ายทดี่ ีทส่ี ดุ สําหรับระงบั พยาบาท มีประโยชนอ ะไรท่ีเราจะเผาตวั เราเอง ถา มีใครทําความเสียหายใหเ ราก็ให นกึ วาเปน ความชว่ั ของเขา ประโยชนอะไรทจี่ ะขอแบงสว นความช่วั กับเขาดวย เรารกั ษาใจของเรา ใหเย็นไวเปน ดี ดว ยอาํ นาจความเย็นน่ีแหละ เขาผทู ํารา ยทําความเสียหายใหเราจะกลบั รอ นและ แพภัยไปเอง จะประโยชนอ ะไรดวยการไปซ้าํ เติมเขาในเมอ่ื เขาฉิบหายไปดวยความชวั่ ของเขาอยู แลว . ๕. ความเหน็ ผิด เปนตัวมารรายกาจของใจ มันมีกลมารยารอ ยแปดพันประการ ถา สมยอม ใหม นั เปน เจาจิตใจแลว จะเสียทอี ยา งยอยยับ กลับตัวไมทันเอาทเี ดียว ฉะนัน้ อยา ยอมให ความเห็นผดิ เขา ครองใจ ความเหน็ ผิดมนั มมี อื คือ วิจกิ จิ ฉา สอดเขามากุมจติ ใจเราไว ถามันจับมนั่ ทพิ ยอาํ นาจ ๑๗๒

ไวใ นมือไดแลว อยาหวงั วาจะหลดุ จากมือมันงายๆ ฉะน้นั ตอ งรีบแกไข เมอื่ เกิดสงสัยในอะไร อยา ทงิ้ ไวนาน. ๖. จิตใจไมปฏพิ ทั ธในกามคุณ เปนใจงาม รบี ติดตามเจรญิ จติ ใจเชน นน้ั ย่ิงๆ ขน้ึ . ๗. จิตใจหลดุ พน จากกามราคะ เปนใจผองแผว ตอ งรีบเจรญิ จิตใจเชน นั้นใหผองแผว ยิ่งขึน้ . ๘. จิตใจพรากจากกิเลส ไมสมั ปยตุ ดวยกิเลส เปนใจบรสิ ทุ ธิ์ ควรรบี รุดเจรญิ ใหกา วหนา ย่ิงข้ึนทเี ดียว. ๙. จติ ใจไมถ ูกกิเลสปกคลมุ ครอบงํา เปน ใจสะอาดปลอดโปรง เปน เวลามารใหโอกาส ตอ ง รีบฉวยโอกาสทาํ ความปลอดโปรงใจย่ิงขนึ้ จนถึงทส่ี ดุ . ๑๐. จิตใจเปน หน่ึง ไมซ ัดสายไปตามกเิ ลส เปนใจมเี อกภาพ เปน เอกราช ไมอยใู ตอํานาจ ของกเิ ลส ตอ งรีบเจรญิ ใหบรรลุถงึ ภูมเิ อกภาพสมบรู ณ. ๑๑. จติ ใจมศี รัทธา เชื่อแนในกศุ ลธรรม เปนใจมสี มรรถภาพในการปฏิบัติ ตอ งรีบดาํ เนิน ปฏบิ ัตกิ า วหนา . ๑๒. จติ ใจมคี วามเพยี ร กลาหาญในการประกอบกุศลกิจ เปน ใจมอี ิทธพิ ล ตองรีบดําเนนิ ตามทนั ท.ี ๑๓. จิตใจมีสตดิ ี ไมพล้ังเผลอ ช่ือวามีองครกั ษประจําตัว ตอ งรบี รดุ ดําเนนิ ไปสคู วามมีสติ ไพบลู ยย ิ่งข้นึ จนถงึ ความเปนผตู ่ืนตวั เต็มท.่ี ๑๔. จติ ใจมีสมาธิ เปน ใจมัน่ คงแข็งแรง สามารถจะตั้งตัวเปนหลักฐานได จงรีบปฏบิ ัติ เพ่ือใหต ง้ั ตัวไดเตม็ ทตี่ อ ไป. ๑๕. จติ ใจมปี ญ ญาปกครองรักษา เปน ใจมีกองทพั แวดลอ ม พรอ มทีจ่ ะยกเขายํา่ ยีขาศึกได จงรบี ปฏิบตั กิ ารทันที ใหสามารถทําลายรงั ของขาศึกได อยาใหขา ศึกตัง้ ตัวตดิ รบี พชิ ิตขา ศึกคอื กิเลสใหไ ดชัยชนะข้นั สดุ ทา ย. ๑๖. จิตใจสวางไสวหายมดื มัว เปนใจทมี่ ีอาํ นาจเดน ดี มีอิทธพิ ลสูง สามารถกําจดั รากแกว ของกเิ ลสไดแ ลว จงรบี รดุ ขุดรากกิเลสออกใหหมด อยาใหเหลอื เศษแมแตนอ ย กระท่งั รากฝอยก็ อยา ใหเหลือ. เม่ือไดปฏบิ ตั ริ ักษาจติ ใจโดยนยั น้ีอยูเ สมอ ไมล ะโอกาสอนั ดี ในเมอ่ื มกี ําลงั ใจพอสมควรดว ย ประการนน้ั ๆ บํารงุ กําลังใจอนั มัน่ คงไวไ มหยุดย้ัง ยอ มมหี วังบรรลุถงึ ความไพบลู ยดวยทิพยอํานาจ แนๆ ทีเดยี ว. ทพิ ยอาํ นาจ ๑๗๓

บทท่ี ๑๔ วิธใี ชท พิ ยอาํ นาจบาํ เพญ็ ประโยชน ทิพยอาํ นาจทป่ี ลกู สรางขน้ึ ไดแลว เมอ่ื วา โดยลกั ษณะท่แี ทจ ริงของทิพยอาํ นาจประการ นน้ั ๆ ยอมเปนอาํ นาจทคี่ ุมครองรักษาตัว และอํานวยประโยชนแ กต น แกผ ูอืน่ แกโลก และแกพระ ศาสนาอยูแลว โดยธรรมดา ถงึ อยา งน้ันก็ตอ งรจู ักใชจงึ จะสําเรจ็ ประโยชนด ี พระมหาโมคคลั ลาน เถระทานเปนผมู ีฤทธ์ิเลิศอยูแลว แตใ นวิธใี ชฤทธิ์น้นั บางคราวตอ งไดรับพระอุปเทศวธิ ีจากพระบรม ศาสดาจึงใชไดด ี วธิ ใี ชทพิ ยอาํ นาจหรอื วา โดยเฉพาะวธิ ีใชฤ ทธ์ทิ เี่ รียกวาอปุ เทศน้นั มไิ ดท รงสง่ั สอน ไวโ ดยทวั่ ไป ตรสั แนะใหแกผูส มควรเทา น้ัน เพราะทิพยอํานาจมใิ ชเปน สงิ่ สาธารณะ ยอมมีไดแ ก บางคน วิธีใชท พิ ยอาํ นาจจงึ เปนไปโดยเฉพาะบุคคล มไิ ดตรัสไวโดยทัว่ ไป ถาจําเปนตองตรัสไว ก็ ทรงเพยี งเลาเรือ่ งการใชทิพยอาํ นาจเทา น้นั แมเพยี งเทา น้นั ผูม ีอปุ นสิ ยั ในทางใชท ิพยอํานาจก็ เขาใจได และนาํ ไปใชบ ําเพญ็ ประโยชนไ ด เชนทต่ี รสั เลาเรือ่ งไปทรมาน พกาพรหม บนพรหมโลก เปนตน เมอ่ื พจิ ารณาถงึ เน้ือเร่อื งแลวกไ็ มเห็นมธี รรมปฏบิ ัตทิ ีเ่ ปนสาธารณวิสัยอยเู ลย คงเห็นแต วธิ กี ารอนั เปน อสาธารณวิสยั เทาน้ัน พระสตู รทํานองน้ีมีอยูในพระไตรปฎกหลายพระสูตร ท่พี ระ ธรรมสงั คาหกาจารยรวบรวมมารกั ษาไว ทานกค็ งเขา ใจถึงพระพทุ ธประสงคเ ปน อยางด.ี การทพ่ี ระบรมศาสดาไมต รัสสอนวธิ ีใชท พิ ยอํานาจไวโ ดยตรง กเ็ พราะทพิ ยอํานาจเปน สิง่ ไม ทัว่ ไปดงั กลา วแลวประการหนงึ่ อีกประการหน่งึ เพ่ือปองกนั คนอันธพาลมใิ หใชทพิ ยอาํ นาจทาํ ความพินาศฉิบหายแกต ัวเขาเอง ไดเ คยมเี ร่ืองคนอนั ธพาลใชศ ิลปะเพ่ือความฉิบหายแกเขาเอง มาแลว เปน ตัวอยา ง ถึงกับไดตรัสไววา ความรูเกดิ ขนึ้ แกคนพาลกเ็ พียงเพ่ือทาํ ลายคุณธรรมของ เขาเอง และเพอ่ื กําจัดปญญาของเขาดวย ฉะนั้น จงึ ทรงระมดั ระวงั หนักหนาในเร่อื งนี้ ทรงถอื เปน อสาธารณะตลอดมา แมจะมีผอู าราธนาใหท รงแนะนาํ อุปเทศแกภกิ ษุผมู ีฤทธ์ิ เพ่อื ทาํ ฤทธิ์เผย แผพระพุทธศาสนาก็ตาม กม็ ทิ รงอนโุ ลมตาม ตรสั ยืนยนั วาไดประโยชนนอ ย ไมคมุ กบั ความ เสียหายอันจะเกิดข้นึ ในภายหลัง การท่ีขา พเจา จะแนะนาํ วิธใี ชทิพยอาํ นาจนี้กร็ สู ึกหวน่ั ๆ อยู เหมือนกันวาจะเปน การเกินครู แตก็จะพยายามแนะนําวธิ ใี ชบ าํ เพญ็ ประโยชนจริงๆ ซงึ่ จะไมน าํ ความพนิ าศฉิบหายมาสใู นภายหลงั ได คตโิ บราณมอี ยวู า สิ่งทีม่ ีคณุ อนันต กม็ ีโทษมหนั ต ในเม่อื ใช ในทางผิด เชน ดาบเมอ่ื ใชใ นทางถกู ก็ใหคณุ อนันต แตถาใชในทางผดิ ก็ใหโ ทษมหนั ต ทิพยอาํ นาจ กเ็ ชนเดยี วกัน ธรรมดาคนพาลมสี ตแิ ละปญ ญาออนความย้ังคิดและความรอบคอบมีนอ ย ถา มี ทิพยอาํ นาจแลว ก็อาจใชท พิ ยอํานาจในทางผิดได ผลรา ยอันเกดิ จากการใชท ิพยอาํ นาจในทางผิด นั้นยอมตกแกผูใชน ั้นเองเปนสวนมาก ตกแกผอู ่ืนเพยี งสว นนอย ดงั่ พระเทวทัตในสมัยพุทธกาล หรือดงั่ รัสปตู ินในตางประเทศ (รัสเซยี ). การบาํ เพ็ญประโยชนจดั วาเปน ความดีสวนหน่ึงที่ควรบําเพญ็ ตรสั สอนใหบ ําเพ็ญเพอื่ สงเคราะหแกผ ูอ่นื เปน เครือ่ งยึดเหนี่ยวนา้ํ ใจกัน ใหเ กดิ ความรักความนับถือมั่นคงในกันและกนั ทิพยอาํ นาจ ๑๗๔

เรยี กวา สงั คหธรรม พระบรมศาสดากท็ รงบําเพ็ญเสมอ และทรงบาํ เพ็ญไดก วา งขวางดวย ด่งั พระโบราณาจารยไดแสดงพระพุทธจรยิ าในการบําเพญ็ ประโยชนแกผูอ ่ืนไวถึง ๓ ประเภท คือ ๑. โลกตั ถจรยิ า ทรงบาํ เพญ็ ประโยชนแกโ ลก ไดแ กท รงแสดงธรรม ทรงบญั ญัตวิ นิ ยั ไว อยางถีถ่ วนละเอยี ดลออ เพื่อประโยชนแ กส ตั วโลกทั่วๆ ไป. ๒. ญาตตั ถจริยา ทรงบําเพ็ญประโยชนแกพ ระญาติวงศของพระองคโ ดยเฉพาะ เชน ทรง สงเคราะหพ ระญาติ ผูแมเ คยบวชในลัทธิอน่ื มากอ น ใหเ ขาบวชในพระธรรมวินัยของพระองคเอง โดยสะดวก ไมต อ งใหประพฤติตติ ถิยปริวาสกอ น สว นคนผูมใิ ชพระญาตวิ งศของพระองคถ า เคย บวชในลัทธอิ ื่นมากอ นตองใหป ระพฤติติตถยิ ปรวิ าส ถึง ๔ เดือน เมอื่ ลวง ๔ เดอื นแลว ภกิ ษุ ทงั้ หลายพอใจจงึ จะใหบวชได. ๓. พุทธตั ถจริยา ทรงบําเพ็ญประโยชนแ กพทุ ธเวไนย คือผคู วรแกก ารตรัสรู แมจะอยใู นท่ี ไกลแสนไกลกเ็ สด็จไปโปรด และแกผ ูตรัสรูแลว เชน ในเรื่องติตถิยปริวาสน้ัน นอกจากทรงยกเวน แกพ ระญาตวิ งศข องพระองคแ ลว ทรงยกเวนแกผ ูบรรลุธรรมดวย ถาพระอรหนั ตอาพาธหนกั มัก เสดจ็ ไปเยีย่ มและทรงแสดงธรรมบําบัดอาพาธให เชน คราวพระมหาโมคคัลลานเถระอาพาธหนกั เสดจ็ ไปเยี่ยมและทรงแสดงโพชฌงคใ หฟ ง พระมหาโมคคัลลานเถระกห็ ายอาพาธ เหมอื นไดรับ ทิพยโอสถฉะนัน้ . เมือ่ ไดทราบพระพทุ ธจริยาในการบําเพญ็ ประโยชนเชนนแ้ี ลว เราพุทธศาสนกิ ชนก็ควร เจรญิ รอยตามพระบาทยุคลของพระพุทธองคบ าง แตเรายังมีประโยชนตนเองท่ีตอ งบําเพญ็ อยูดวย จริยาของเราจึงเปน ไปท้งั ในประโยชนต นเอง ทงั้ ในประโยชนผูอ ่นื ตลอดถงึ ประโยชนของโลกและ ของพระพุทธศาสนา การบําเพ็ญประโยชนน ก้ี จ็ ะตองพิจารณาอยางรอบคอบ เหน็ วา จะไดผ ลคุม กบั กาํ ลงั ทท่ี มุ เทลงไปจึงทํา ถา จะเกิดโทษในภายหลัง แมจะไดประโยชนบางในปจ จบุ ันก็ควรงด การแนะนําวิธใี ชทิพยอาํ นาจบําเพ็ญประโยชนทขี่ าพเจา จะใหต อไปน้ี ก็จะอนวุ ัติตามเหตุผลนน้ั จะ แนะนาํ เฉพาะวิธที ีม่ ีประโยชนจริงๆ ท้งั แกตนเอง ท้ังแกผ อู ื่น จะเวน วธิ ีทจ่ี ะนาํ ภัยพิบัติมาสผู ใู ช ทิพยอํานาจ หากวาใครอุตรินําทพิ ยอาํ นาจท่ปี ลูกสรา งข้ึนตามวิธที ่ีขาพเจา แนะนาํ ไปใชในทางผิด แลว ก็เปนการทําผดิ เฉพาะตัวผนู ้ัน ขาพเจาไมม ีสวนรับผิด เพราะมิไดจงใจหรอื แนะนาํ ทางนัน้ ไว. การบาํ เพญ็ ประโยชน (๑) ดานประโยชนตน. (๒) ดา นประโยชนผ อู น่ื . มีวิธีใชท ิพยอํานาจ ดงั ตอไปน้ี ๑. ดานประโยชนต น ตนเองเปนแดนเกิดของประโยชนทั้งมวล ถาตนเองไมมคี ุณธรรมและสมรรถภาพ ตนก็ทาํ ประโยชนผูอ ่ืน ประโยชนของโลก และของพระศาสนาไมไ ดอยูดฉี ะนัน้ ประโยชนตนเองจึงเปนส่ิง ควรคํานงึ ถงึ กอ น แตคําวาประโยชนตนมีความหมายกวา งมาก จาํ เปนตอ งจาํ กัดความไวใ นท่ีนใี้ ห ทิพยอาํ นาจ ๑๗๕

แนน อน เพอื่ ปอ งกนั ความเขาใจผิดในการบําเพญ็ ประโยชนตน คาํ วา ประโยชนต นตามความมงุ หมายของขาพเจา หมายถงึ ผลดที ี่พึงทาํ แกต นโดยสว นเดียว ถา การใดสาํ เรจ็ ประโยชนแกตนใน ปจ จบุ นั แตผลสะทอนของการกระทํานัน้ เปนผลรา ยแกต นในภายหลงั ในกรณเี ชนน้ีไมช ่ือวา ประโยชนตน เพราะเปน อันตรายแกตนเอง ถาการใดสาํ เร็จประโยชนแกต นเองในปจจุบัน ผล สะทอนของการนั้นในภายหลงั ก็เปน ผลดีแกต นดว ย ในกรณเี ชนน้ีชอื่ วา ประโยชนตนแทจริง การ กระทําซง่ึ เปนผลสะทอ นในทางรายแกต นน้นั พึงทราบวาเปนการกระทบกระเทือนถึงประโยชน ผูอื่น ทาํ ใหผอู ่ืนเสียหาย จึงไมจ ดั วา เปน ประโยชนตนจริง เพราะเปนไปเพ่ือพอกพูนภยั เวรแก ตนเอง ถึงจะไดประโยชนปจจุบนั กไ็ มคุมกบั ผลรา ยอันจะเกดิ ข้ึนในภายหลัง จัดวาเปนการทําลาย ประโยชนตนเสยี ดว ยซํ้า ฉะนั้น ควรเขา ใจใหถ ูกตองวาประโยชนตนตอ งเปนผลดีแกต นเอง ทงั้ ใน ปจ จบุ ัน ทั้งในภายหนา ไมกระทบกระเทือนประโยชนผ อู ่ืน คือไมท าํ ลายประโยชนผ อู ืน่ ผูเจริญ ทิพยอํานาจกช็ อ่ื วาบาํ เพ็ญประโยชนตนอยูแ ลว เมื่อยังไมสําเร็จถึงขั้นอาสวักขยญาณชอื่ วายังไม สาํ เรจ็ อยา งสมบูรณ เปนภาระท่ีจะตองบาํ เพ็ญอยู สวนผูส ําเร็จทพิ ยอํานาจชั้นสงู สดุ แลว ชื่อวา สําเร็จประโยชนต นอยา งสมบูรณแ ลว ภารกิจในการบาํ เพ็ญประโยชนต นก็ระงบั ไป ยังมีแตภ ารกจิ ในการบําเพญ็ ประโยชนผ ูอ ่นื ทต่ี องทําดวยความกรุณา และดว ยมุงสนองบชู าคณุ ตามวสิ ยั ของคนดี ผลสะทอนจากการบําเพญ็ ประโยชนผูอนื่ น้ัน ถึงจะเปนความดีแกตนก็มิใชผลมุง หมายโดยตรง เปน เพยี งผลพลอยไดข องการทาํ ประโยชนเทานน้ั ในดานประโยชนต นน้ี ขาพเจา มุง แนะนําผทู ่ียังมี ภารกจิ ในการบาํ เพญ็ อยเู ทานัน้ ฉะนั้นจะไดใ หคําแนะนาํ ไว ดงั น้ี วธิ ใี ชทิพยอํานาจคุมครองตน (๑) โลกนบี้ ริบูรณด ว ยภยั นานาชนิด ผูเกิดมาในโลกน้ี จงึ เทา กบั ตกอยูท า มกลางภัย คน โบราณท่รี ูเรอ่ื งโลกดีถึงกบั ขนานนามโลกนว้ี า โลกมาร ผจู ะไดน ามวาอัจฉรยิ บุคคลกเ็ พราะผจญ มารไดช ัยชนะ สามารถบําเพญ็ ประโยชนสําเรจ็ ทั้งที่เปนประโยชนตน ท้งั ทีเ่ ปนประโยชนผอู ่ืน ตลอดถงึ ประโยชนแ กโลกท้ังสิ้น ถา จะพดู ใหถกู ตอ งเรยี กโลกนีว้ า สนามผจญภัย ยอมเหมาะท่สี ุด ภัยในโลกนีม้ หี ลากหลาย เม่อื ประมวลใหส้นั มี ๔ ประเภทคอื ก. ภัยธรรมชาติ ไดแกภยั อันเกิดมีอยโู ดยปกติธรรมดา เชนเกิดจากดินฟา อากาศวิปรติ เกิดแตความเปลีย่ นแปลงของสังขาร ฯลฯ ภยั ชนิดนี้เปน ภยั เหนอื อํานาจ แตก ม็ ที างปองกนั ไดบ า ง. ข. ภยั พาล ไดแกภ ยั อันเกดิ จากคนอนั ธพาล คนจาํ พวกนส้ี ันดานหยาบ มีนิสยั ไมอนุโมทนา ในการทาํ ดขี องผูอ ่นื ชอบขัดขวางตัดรอนการบําเพญ็ ประโยชนของผอู น่ื มกี ารกลาวเสียดสี กลา ว เยาะเยย กลา วถากถาง ทาํ รา ยดวยพลการ หรอื ดว ยอาํ นาจในเมอ่ื เขามอี าํ นาจ ภัยประเภทน้กี ็พอ มีทางหลีกเลี่ยงไดบ า ง แตถ า หลกี ไมพ นก็ตอ งผจญดวยความอดทนทส่ี ุด และดว ยวิธีอันแยบคาย ซ่งึ จะไดแนะนําในท่ีนี้. ค. ภัยมาร ไดแ กภ ัยอันเกดิ จากมารใจบาป มารนี้หมายถึงเทพเจาจําพวกหนึง่ ซ่งึ มนี ิสยั สันดานริษยา ไมอยากใหใครไดดยี ง่ิ กวา ตัว โดยมากเปน ผูพ ล้งั พลาดในการสรางบารมี เกรงวาคน อื่นจะเกนิ หนา ตนไป จึงคอยขัดขวางการสรางบารมีของคนอื่นเสมอ ถาจะทาํ ประโยชนเ พยี งช้ัน ทิพยอํานาจ ๑๗๖

ตาํ่ เขาจะไมข ดั ขวาง เพราะยังอยใู นอํานาจของเขา แตถา จะทําประโยชนอยางสงู เพอ่ื ออกจากโลก เขาจะขดั ขวางเต็มท่ี ภยั ประเภทน้ีจะตองผจญดว ยความฉลาดทสี่ ดุ . ฆ. ภยั เวรกรรม ไดแกภัยอันเกิดจากเวรกรรมของตนเอง ถามันใหผลสบื เนอ่ื งกนั มาแลว หลายชาติมนั ยงั ไมส นิ้ กระแสลง ยอ มเปน ภัยที่หลีกไมพ น ถามันยังไมท ันใหผ ล มที างปอ งกันได ดัง จะแนะนําตอ ไปน้ี ในการคุม ครองตนเพ่ือใหพนภัยดงั กลา วน้ี มีวิธีปฏบิ ัติดังน้ี ก. มีสตคิ มุ ครองอินทรยี เ สมอ ปองกันมใิ หเกดิ บาปอกศุ ลขน้ึ ครอบงําใจ ทําใจใหผอ งใสไว เปนนิตย ใหเหมอื นกระจกเงาทขี่ ัดดีแลว ฉะนั้น. ข. มปี ญ ญาพจิ ารณาเหตุผลตน ปลายของสง่ิ ทง้ั หลายเปน นิตย พจิ ารณาดแี ลวจงึ เสพ พจิ ารณาดีแลว จึงรบั พจิ ารณาแลวจึงบรรเทา พิจารณาดแี ลวจงึ เวน ทําใหปญ ญาเปนเหมอื น กองทพั พิทกั ษรักษาตวั เปนนติ ย. ค. เจรญิ เมตตาฌานเปนนิตย ทงั้ กลางวันกลางคนื แผกระแสจิตประกอบดว ยเมตตาไปยงั สรรพสัตวทุกถว นหนาทั่วโลกธาตุ อยาใหจ ิตมีความรูสกึ วามศี ัตรูแตท่ไี หนๆ ใหร สู กึ วามีมิตรรอบ ดานอยูเสมอ. ฆ. เจริญอสภุ ฌานบอยๆ เพ่อื ปองกนั บวงมาร เพราะมารชอบใช รปู เสียง กลน่ิ รส และ โผฏฐพั พะเปน บว งเครอื่ งผูกมดั เสมอ. ง. มขี นั ติ ความอดทนอยางดียง่ิ เยยี่ งขันติวาทีดาบส ในสมยั ดึกดาํ บรรพฉะนั้น. จ. อยา เปด โอกาสใหเวรกรรมไดช อ งใหผล เมื่อรสู ึกตนวา มเี วรกรรมไดทาํ มาแลว จงม่นั ใน ศลี ธรรมยง่ิ ขึน้ ทุกขณะ ทาํ ใจใหเปน ศีลธรรมทุกเมือ่ อกศุ ลเวรกรรมจึงจะไมไดช องใหผล อาจผอน บรรเทาเวรกรรมเกา ท่ีใหผลสบื ตอ อยูนั้นใหเบาบางไป หรอื เลิกใหผ ลเลยก็ได. ฉ. เขาสมาธิประกอบดว ยองค ๕ ดังกลา วไวใ นวิธรี ักษาทพิ ยอาํ นาจนน้ั เสมอ จะทาํ ใหแ คลว คลาดจากภัยอนั ตรายทุกประการ. ช. เจรญิ วปิ ส สนา เฉพาะอยางยิ่งคือ สญุ ญตานปุ สสนาเปน นิตย ใหเห็นทุกสิง่ วา งโปรง เหมอื นอากาศเสมอไป เปนวธิ ปี องกันภัยอยา งดเี ยยี่ ม ภยั อันตรายเขา ไมถึงตัวไดเลย. เมื่อปฏบิ ตั ิตามวธิ ที ่ีกลา วมานี้ไดท กุ ๆ ประการ เปนอนั หวังความปลอดภยั ไดแนนอน ทีเดียว. (๒) วธิ ีใชท ิพยอาํ นาจกําจดั ภยั อันตรายแกต น เม่ือภัยอนั ตรายไดชอ งเกิดขึ้นแกตนแลว พงึ ปฏิบัติบรรเทาภัยอนั ตรายนั้นๆ โดยวิธอี ันแยบคาย ดังตอ ไปนี้ ก. กําจดั ภยั ธรรมชาติ ใชฤทธิ์ปชชลกิ ภาพเผาตวั หรอื เพงแผดเผากายใหเ กิดความอบอุน ท่วั ตวั หรอื ใชอ ากาสกสณิ เพงขยายใหท ว่ั บรเิ วณทอี่ ยู ในเม่ืออยใู นทอี่ ากาศทบึ หายใจฝด ซึ่งอาจ เกดิ โรคภัยไขเ จบ็ ขนึ้ ได. ข. กําจัดภยั พาล ใชเมตตาฌานเปน ดีท่สี ุด เม่ือรูวา ใครเปนพาลชอบเกะกะระรานแลว พึง พงุ กระแสจิตประกอบดวยเมตตาไปยงั ผนู ั้น จะทําใหเขาเกิดใจออ นโยนลง และเลิกการเปน พาล ทิพยอาํ นาจ ๑๗๗

หันมาเปนมติ รได หากจะใชฤทธอิ์ ยางอน่ื บางกไ็ ดใ นเม่อื จาํ เปน ตองพจิ ารณาเอาเองวา ควรใชฤทธิ์ ชนดิ ไหน ใหเหมาะสมกับเหตุการณ. ค. กําจัดภัยมาร ใชอ สุภฌานแกค วามกําหนัดในเม่ือมผี ูเกดิ กําหนดั ในตน หรือตนเกิด กําหนดั ในผอู นื่ จะเพงตนหรอื คนอ่ืนใหเ ปนอสุภะยอ มไดท ัง้ สองประการ สามารถบรรเทาความ กําหนัดไดอ ยา งดยี ง่ิ ถา เกิดภยั มารอยางรายแรงพงึ ใชส ญุ ญตานปุ ส สนาพจิ ารณากายใหเ หน็ วา ง เปลา เปนอากาศไป หรอื จะใชฤ ทธป์ิ ระการใดประการหนง่ึ อนั เหมาะสมกับเหตุการณก ็ได. ฆ. กําจดั ภัยเวรกรรม เมื่อเกดิ ภยั เวรกรรมขึ้น พึงใชความอดทนอยา งดีเยี่ยม อยายอมให ใจเหออกนอกทางศีลธรรม อยาทํากรรมเวรสบื ตอ ใหย ืดยาว ทําใหม ันส้นิ ลงเสยี เพียงแคน้ันเปนดี ท่สี ุด และพงึ แผก ศุ ลผลบุญไปยังผเู ปนเจา กรรมนายเวรเนอื งๆ เพอื่ ใหเ ขาใจออ นเลกิ จองกรรมจอง เวรกันตอ ไป. ในการกําจัดภัยอันตรายน้ี เม่ือจะใชวธิ ีใดๆ พึงพิจารณาใหแนน อนในใจเสียกอ นวา จะไดผ ล หรอื ไม เม่อื ไดค วามแลวจึงใชวิธีนัน้ ๆ ตอ ไป. (๓) วธิ ีใชทพิ ยอํานาจบําบดั อาพาธแกต นเอง เมือ่ เกิดอาพาธขึน้ พึงพจิ ารณาหาอบุ าย บาํ บดั อาพาธ เมื่อไดอบุ ายอยา งใดพงึ ใชอ บุ ายน้ันบาํ บัด กจ็ ะระงับได เวน แตอ าพาธอนั เกดิ จากเวร กรรม เมอื่ กระแสกรรมยังไมสิ้นสุดลง อาพาธยงั ไมระงับ เม่ือพจิ ารณาไดค วามวา อาพาธเกดิ จาก เวรกรรมอะไรแลว พงึ ปฏบิ ตั ใิ นทางระงบั เวรกรรมดงั กลา วในขอ (๒) ฆ. อาพาธกอ็ าจระงับ หรอื บรรเทาลงไดมาก วิธีทัว่ ไปสาํ หรบั บาํ บดั อาพาธ คือ เขาฌานเปนอนโุ ลมปฏิโลมหลายๆ เที่ยว หรอื เขา ฌานแบบสมาธปิ ระกอบดว ยองค ๕ ดังกลา วไวใ นบทที่ ๑๓ ตอนวา ดวยการรักษาฌานกไ็ ด และตอ งปลกุ กําลังใจใหแข็งแรงทีส่ ดุ ตองนกึ วา ตนเองแข็งแรงไมเจ็บปวยอยูเ สมอ. (๔) วิธีใชอ ํานาจระงบั กิเลสของตน กเิ ลสเปนภัยอนั ตรายภายในทส่ี าํ คัญที่สุด ย่งิ กวาภยั ใดๆ ตอ งปฏิบตั ิในทางปองกันไวเ ปนดีทีส่ ดุ วิธีปอ งกันภยั ชนดิ นกี้ ็ไดแกขอสมั มาปฏิบตั ทิ ัง้ ปวง ดังกลา วไวในบทท่ี ๓-๔ นั่นแลว แตถ าหากมันเกิดขึน้ โดยทีป่ อ งกนั ไมท นั ก็พึงบรรเทากิเลสนั้น ดวยขอ สมั มาปฏิบตั ิตรงกันขา มเสมอไป ทาํ นองหนามยอกเอาหนามบง เชน ราคะเกิดข้ึน พึงเจริญ อสภุ ฌาน โทสะเกดิ ขึ้นพึงเจริญเมตตาฌานเปน ตน กเิ ลสนั้นๆ ก็จะระงับไป อยาปลอยไวนานจะ ละยาก เมื่อมันเกิดขน้ึ ตอ งรีบแกไขทันที แลวตองสงั วรไวใหด .ี ๒. ดานประโยชนผ ูอนื่ ผูอ่นื หมายภายนอกตัวเองออกไป จะเปนคนสตั ว ภตู ผี ปศ าจ หรือเทพเจา กต็ าม เรียกวา ผูอ น่ื สนิ้ ประโยชนใ ดเปนไปเพอื่ ความสุขสวัสดีแกผ ูอื่นน้ัน ประโยชนน ั้นเรียกวาประโยชนผูอ่ืน การบําเพ็ญประโยชนเ พอ่ื ผูอ่ืนกค็ อื ประกอบกิจการหรือประพฤติการอนั จะเปน ผลสะทอนกลับมา หาตนกเ็ พยี งเลก็ นอย ไมคุม กบั กําลงั และเวลาทที่ ุมเทลงไป การบําเพ็ญประโยชนผูอ่ืนนี้ตรสั สรรเสริญและทรงแนะนาํ ใหบําเพญ็ แตถ า ทาํ แตป ระโยชนผ ูอนื่ ละเลยประโยชนของตนกท็ รงติ เตยี น เพราะเขาผูน้นั จะทาํ ลายตัวเอง และผลทส่ี ดุ กจ็ ะทําลายผูอ่นื ดวย จงึ ทรงแนะนําใหบาํ เพญ็ ประโยชนอ นั จะสําเร็จผลดที ้ังแกต นทงั้ แกผูอ่นื เปนการทาํ ท่มี ีผลไพศาล คือการประพฤติสจุ ริต ทพิ ยอํานาจ ๑๗๘

ดวยกาย วาจา ใจ และชกั ชวนผอู ืน่ ในการประพฤติสุจรติ นัน้ โดยวิธีน้ีตนเองก็ไดป ระโยชน ผูอนื่ ก็ ไดรับประโยชนด ว ย ไมเ สยี ผลทัง้ สองฝา ย ผมู ปี ญ ญาชอบบาํ เพญ็ ประโยชนชนิดน้ี แตยังมี ประโยชนบางอยางซ่งึ ตนเองจะตอ งเปนผเู สียสละฝา ยเดียว ผอู ่นื เปน ผูไดรับผล ในกรณเี ชน นี้ทรง แนะนาํ ใหพ จิ ารณาดวยปญ ญา ถา เห็นวา จักไมเ ปนไปเพอื่ ทําลายประโยชนของตนก็พึงทําตาม กาํ ลงั ความสามารถ แตถาเปนไปเพื่อทาํ ลายประโยชนต นเองแลวไมควรทํา ท้งั น้ีมใิ ชสอนใหเ ปน คน ใจแคบ แตทรงสอนใหเปนคนมีประโยชน รจู กั ทาํ ประโยชนไมใ หทาํ ลายประโยชนใดๆ เมือ่ ได ทราบลกั ษณะประโยชนผ อู ่ืน และหลักการบาํ เพ็ญประโยชนผูอืน่ เชนนี้ พงึ ทราบวธิ กี ารดงั ตอ ไปน้ี (๑) วธิ ีใชท ิพยอํานาจคมุ ครองผอู น่ื ในกรณที ่ีผอู ืน่ ไมสามารถจะคุมครองตนของเขาใหป ลอดภัยได ถาเราเปนผูส ามารถปองกัน ภัยไดแ ละเมตตากรุณาแกเขาก็พึงทําการคุมครองเขาดว ยทพิ ยอาํ นาจประการใดประการหนึง่ เชน ก. ทาํ ฤทธก์ิ ําหนดเขตปลอดภัยแกเ ขา. ข. ทําฤทธ์อิ ธษิ ฐานวัตถใุ หเ ปนเครื่องคุม กันภัยแกเขา. ค. แนะนําใหเ ขาระลกึ ถึงพระรัตนตรัย และตนซ่ึงเปนสว นหนึ่งของพระรัตนตรยั ในเวลา หวาดระแวงภยั . ฆ. ทาํ ฤทธิด์ ว ยเมตตาพลกรุณาพล หรอื ประการอ่นื ๆ ปกคลุมไปคมุ ครองเขาในเมือ่ จําเปน. (๒) วธิ ีใชท ิพยอาํ นาจบรรเทาภยั แกผ อู นื่ ในกรณที ผี่ ูอ ่นื ประสบกับภยั อันตรายอยา งใดอยางหนึ่ง เมอ่ื เราเมตตากรณุ าเขาอยู และมี สมรรถภาพพอจะชว ยได ก็พึงชวยดวยทิพยอาํ นาจประการใดประการหนึง่ ซ่ึงเหมาะสมกบั กรณี นัน้ ๆ เชน ก. ทําฤทธ์กิ าํ จดั ภัย ในเมื่อเหน็ วาจาํ เปน ตองทาํ เพราะจะปฏบิ ตั โิ ดยวธิ ีอนื่ ใดไมสําเร็จ. ข. ทาํ บุญอทุ ิศ หรอื อุทิศบุญท่ีมีอยูแ ลว ไปใหแกเขา ผกู ําลงั ตกทุกขไดย ากอยูในปรโลก ให พนทุกขยากไป. ค. ใหคําแนะนําสง่ั สอนอนั ศักดิ์สทิ ธ์ิ เหมาะสมกับภัยทเี่ ขาผจญอยนู ้ัน ใหเขาเกิดกาํ ลังใจ ตอ สูกบั ภยั ดว ยธรรมกิ อบุ าย และแผกระแสจติ ประกอบดว ยอานุภาพไปชว ยเขาตามสมควร. ฆ. ถาเขาเปนผมู ที พิ ยอํานาจพอจะขจัดภัยแกต ัวเองไดอ ยู หากไมฉ ลาดในวิธใี ช พึงแนะ อปุ เทศแหง ทพิ ยอํานาจแกเ ขาตามควร. (๓) วธิ ีใชทิพยอาํ นาจบาํ บดั อาพาธผอู น่ื ในกรณีทผ่ี อู ืน่ เกดิ อาพาธทพ่ี อเยยี วยา หรือผอนบรรเทาทกุ ขเวทนาได กพ็ งึ ชวยเหลอื ตาม สมควรแกก รณี เชน ก. เขาสมาธขิ ั้นปต สิ ขุ ภูมิ แลว แผกระแสปต สิ ขุ นั้นไปให หรือทําอธิษฐานฤทธิ์ก็ได. ทพิ ยอาํ นาจ ๑๗๙

ข. ถา เปนผมู กี าํ ลังใจ ไดเ คยซาบซง้ึ ในพระธรรมอยูแ ลว แสดงธรรมอันวิเศษใหฟ ง กบ็ รรเทา ได. ค. ผอู าพาธเปนผทู ่คี วรสงเคราะหโดยประการทงั้ ปวง พงึ เพง ใหเกดิ เปนทิพยโอสถขน้ึ แลว ใหเขาใชอ าบกิน. (๔) วธิ ใี ชทิพยอาํ นาจปลกู ศรัทธาในศีลธรรมแกผ อู น่ื ในกรณชี วยเหลอื ผอู ื่นใหเ กิดศรัทธาเชื่อม่ันในศีลธรรมน้ัน นอกจากการใหค าํ แนะนําสัง่ สอนตามธรรมดาแลว ในบางกรณจี ะตอ งอาศยั ทพิ ยอํานาจเขาชว ยจงึ จะสําเรจ็ ผล เพราะบางคน มีทฏิ ฐมิ านะกลา ถาไมเ ห็นคณุ นาอัศจรรยประจกั ษต า เขาจะไมเชือ่ ถอื ถอยคาํ ในการแนะนําส่ัง สอน แตถา เขาไดเหน็ คณุ นา อัศจรรยแ ลว เขาจะเช่ือถือถอยคาํ ในการแนะนาํ ส่งั สอนอยางดียงิ่ และทาํ ใหเ ขาม่ันใจในศีลธรรมวา เปนส่ิงดีวเิ ศษกวาสิ่งใดๆ เม่ือเขามัน่ ใจในศลี ธรรมยิง่ ๆ ข้ึนในกรณี ทตี่ อ งใชทพิ ยอาํ นาจนต้ี อ งพจิ ารณาโดยรอบคอบวา ควรใชท พิ ยอํานาจชนิดใดดวย อยา สักวา มี อาํ นาจใชก ็ใชไ ปทีเดยี ว เพราะถาใชไมถ กู วธิ ีก็อาจกลับเปนรา ยได และตอ งสงั วรใหม าก อยาใชพราํ่ เพรอ่ื จะนาํ อนั ตรายมา. อนงึ่ นาค ยกั ษ คนธรรพ ปศ าจ เปรต บางจําพวกมฤี ทธ์แิ ละโหดราย ถาไมใ ชฤทธ์ิทรมานก็ ยอมไมสําเรจ็ อยดู ี ในกรณีทาํ ฤทธิ์ทรมานพวกน้ีพึงพิจารณาดูฤทธ์ิอันจะปราบเขาได เชน นาค ตอ ง ใชฤทธิส์ องประการทรมาน คอื ธมายิกภาพ กับ ปชชลิกภาพ นอกนั้นเพยี งเมตตาฌานก็อาจ ทรมานได ถาใชเมตตาไมลงจึงคอยใชฤทธ์อิ ่ืนๆ ตอ ไปตามสมควร เม่อื ทรมานลงแลว ตอ งส่งั สอน ใหดาํ รงอยใู นพระไตรสรณคมนแ ละศีล ๕ ประการ เสมอไปทุกครง้ั อยาทรมานปลอ ย จะได ประโยชนน อ ย. จบ. ทพิ ยอาํ นาจ ๑๘๐


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook