Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore มาลัยลายมือ

มาลัยลายมือ

Description: มาลัยลายมือ

Search

Read the Text Version

วันที่ ๑๖ มกราคม เปน็ วนั ครบรอบวนั มรณภาพของพระเดชพระคณุ หลวงพอ่ ชา (พระโพธญิ าณเถร) วนั น้ีเปน็ วนั ท่ศี ษิ ยานุศิษยท์ ้ังจากเมอื งไทยและต่างประเทศ ทั้งสงฆ์และฆราวาสมาร่วมกนั ปฏิบตั ิธรรม เวียนเทยี น แสดงความกตญั ญูกตเวที ตอ่ หลวงพอ่ ชา ถงึ แมว้ า่ หลวงพอ่ ชามรณภาพไป ๒๔ ปีแลว้ ค�ำ สง่ั สอนของท่าน ขอ้ วตั รปฏบิ ตั ิ ท่ีท่านตง้ั ไว้ก็ยังคงมอี ยู่ เป็นที่พ่ึงของลกู ศษิ ย์ทง้ั หลาย เหมอื นเดมิ เพราะฉะนั้น วนั นปี้ ระเดน็ ส�ำ คัญจงึ ไม่ไดอ้ ย่ทู ี่การจากไปของหลวงพ่อชาจากพวก เรา หากอยทู่ ก่ี ารจากไปของพวกเราจากหลวงพ่อชา วันนีเ้ ปน็ โอกาสที่พวกเราจะ ไดพ้ ิจารณาทบทวนวา่ เรากำ�ลงั รักษาสง่ิ เลิศประเสริฐที่ท่านฝากไว้มากนอ้ ยแค่ไหน การแสดงออกแห่งความกตัญญกู ตเวทอี ย่างแท้จริงอยู่ทกี่ ารบชู าท่านดว้ ยการ ประพฤติปฏบิ ตั ติ รงตามท่ที า่ นสอนไว้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย เพอื่ พวกเราและ อนุชนรุน่ หลังจะไดร้ ับประโยชนแ์ ละความสขุ จากรม่ โพธร์ิ ่มไทรของพระเดชพระคณุ หลวงพอ่ ชาตลอดกาลนาน เทอญ 49

50

ในกลมุ่ คนรอ้ ยคน ความเงยี บสงบจะเกดิ ขนึ้ ไดก้ ็ตอ่ เมอ่ื คนทั้งหมดร่วมมอื ร่วมใจ ซงึ่ ไม่ใช่ของงา่ ยเลย ทว่าเสียงเอะอะรบกวนอาจเกิดขึน้ จากคนเพียงคนเดยี ว เทา่ นนั้ ผนื ปา่ ท่ยี ืนยาวนบั พนั ปอี าจมอดมลายด้วยไฟไหมป้ ่าเพียงครั้งเดยี ว อาคารท่ีใช้ เวลากอ่ สร้างหลายร้อยปอี าจถกู ถล่มราบดว้ ยระเบิดเพยี งลกู เดียว กศุ ลกรรม ทส่ี ่งั สมมาหลายภพหลายชาติอาจถูกทำ�ลายลา้ งด้วยความโกรธวูบเดยี วพึงเฝา้ ระวงั รักษาส่ิงทเ่ี ป็นกุศล อยา่ ทกึ ทักวา่ จะคงอยู่เชน่ น้ันตลอดไป เพราะความดีเป็น ดง่ั ดอกไม้ท่งี ดงามและบอบบาง 51

52

หลวงพอ่ เลี่ยม ฐิตธัมโมเป็นเจ้าอาวาสวดั หนองป่าพงตอ่ จากหลวงพ่อชา ทา่ น เขา้ รับการศึกษาในโรงเรียนเพียงไม่กี่ปเี ท่านนั้ ถงึ จะเรียนมานอ้ ย แต่หลวงพอ่ ก็ ออกแบบและควบคุมงานกอ่ สรา้ งในวดั หลายแห่ง รวมทง้ั ศาลาปฏิบัตธิ รรมขนาด ใหญ่ในวดั หนองป่าพงด้วย หลวงพ่อยงั เปน็ ทง้ั ช่างและกรรมกรไปพรอ้ มกัน ทา่ นทำ�งานด้วยความสงบสขุ ุม และเปน็ แบบอย่างทด่ี เี ยยี่ มของการท�ำ งานอยา่ ง มสี ติ เยน็ วันหน่ึง หลังจากทา่ นคมุ งานกอ่ สร้างกลางแดดร้อนจัดตลอดวัน โยมคณะ หน่ึงมากราบคารวะและถามท่านวา่ งานก่อสรา้ งจะเสร็จเมอ่ื ไหร่ ท่านตอบสนั้ ๆ วา่ “เสร็จทกุ วัน” หลวงพ่อหมายความวา่ เมื่อตวั ท่านเดนิ ออกจากสถานท่กี ่อสรา้ ง ใจทา่ นกอ็ อก มาดว้ ย ท่านไม่เก็บความกังวลหรือปญั หาค้างคาไว้ในใจ จิตที่ฝึกดีแลว้ เปน็ เช่นนี้ เมื่อต้องการจะคดิ หรอื วางแผนแก้ปญั หากส็ ามารถคิดได้ แต่เมอื่ ไม่จ�ำ เปน็ ตอ้ งคดิ กส็ ามารถวางความคิดได้ จนกว่าจะถงึ เวลาท่ตี อ้ งคดิ อกี คร้ังหนง่ึ เรอ่ื งนอี้ าจฟงั ดูเหมือนเปน็ ไปไม่ได้ แต่ครูบาอาจารยอ์ ย่างหลวงพอ่ เล่ียมแสดงให้ เราเหน็ วา่ การปฏบิ ตั ติ ามค�ำ สอนของพระพระพทุ ธองคช์ ว่ ยใหเ้ ราวางจติ อยา่ งน้ีได้ 53

54

มีเร่อื งเล่าของหมอชวี กโกมารภจั จ์ซง่ึ เป็นแพทยป์ ระจ�ำ พระองค์ของพระพทุ ธเจ้า  ในเช้าของวนั ทจ่ี บการศึกษาจากส�ำ นักตกั สิลา อาจารย์มอบหมายงานใหเ้ ขาออก ไปสำ�รวจชายป่ารอบบริเวณสำ�นกั ตลอดทง้ั วนั เพื่อหาพืชที่ไม่มสี รรพคณุ ทางยา เย็นวันน้ัน หมอชวี กเดินคอตกกลับมาเพราะหาพืชท่ีอาจารย์สั่งไม่ได้เลย ท่านแน่ใจ ว่าจะตอ้ งสอบตกเปน็ แน ่ แตอ่ าจารยก์ ลบั ยม้ิ และกล่าววา่ เม่อื เธอตระหนกั แล้ววา่ พืชทุกชนิดต่างมีสรรพคุณเป็นยาอยา่ งใดอยา่ งหน่งึ เธอกพ็ ร้อมแล้วทีจ่ ะออก จากสำ�นักไปรกั ษาคนได้ ชวี ติ ท่ียงั ไมบ่ รรลุธรรมต่างตอ้ งทกุ ข์ด้วยกนั ทั้งนน้ั แตห่ ากมีสมั มาทฏิ ฐิหรอื ความเหน็ ถกู ตอ้ ง ประสบการณช์ วี ติ แตล่ ะอยา่ ง ไมว่ า่ จะนา่ ยนิ ดหี รอื ยนิ รา้ ย เปน็ สขุ หรอื เปน็ ทกุ ข์ ลว้ นแต่เปน็ ประโยชน์ในการศึกษาและปฏบิ ตั ธิ รรม เพอื่ ละวางกเิ ลส และอวิชชาอันเป็นต้นตอของความทุกข์ได้ท้งั ส้ิน ความใฝใ่ จและความสามารถใน การเรียนรูช้ ว่ ยให้เราพ้นไปจากชวี ติ ที่ตอ้ งดน้ิ รนอยา่ งไม่หยดุ หย่อนเพ่อื หลกี หนี จากสง่ิ ที่ไม่ชอบใจและตดิ ยึดอยกู่ ับสงิ่ ทีช่ อบใจอย่างไมม่ ีวันจบส้นิ 55

56

พระพทุ ธองคเ์ คยตรัสเล่าเรื่องกับดกั ทาตงั เหนียวท่ีนายพรานใชด้ ักลิงแถบเทอื ก เขาหมิ าลัย ลิงฉลาดจะหนีห่างกบั ดกั แต่ลงิ เขลาขี้สงสยั จะเขา้ มาเมยี งมอง เอามือแตะดวู ่าเป็น อยา่ งไร พอรวู้ า่ มอื ตดิ ตงั กร็ บี ใชม้ อื อกี ขา้ ง ตะปบดงึ หมายจะปลดมอื ออกคราวน้ี เลยตดิ เสยี ย่งิ กว่าเดมิ พอคดิ จะดึงมอื ทั้งสองขา้ งออก กเ็ อาตนี เหยียบดึงทีละ ข้าง เปน็ อันวา่ ตดิ กับทัง้ มือทงั้ ตนี จากนน้ั ยังใช้ปากงับดงึ อกึ ทา้ ยสดุ เลยติดกบั ดักท้ังตวั ไปไหนไม่รอด ได้แต่รอใหน้ ายพรานมาจบั ตวั กามฉันทะหรอื ความพอใจทางเนอ้ื หนังมังสามรี สชวนติดใจจนเม่ือเผลอ ลองเขา้ สกั ครง้ั ยอ่ มยากแกก่ ารถอนตวั  ยง่ิ ปราศจากปญั ญา ยง่ิ พยายามดน้ิ รนหาทางออก กลบั ยง่ิ ท�ำ ใหส้ ถานการณย์ �ำ่ แยล่ ง ดว้ ยเหตนุ เ้ี อง ผมู้ ปี ญั ญาจงึ ตระหนกั ในขอ้ จ�ำ กดั ของตนและพงึ หลกี ห่างจากประสบการณอ์ นั ชวนให้ติดหนึบเหมือนตังเหนียว 57

58

ยง่ิ กังวลเรือ่ งโน้นเรอื่ งนี้มากเท่าใด ความวิตกกงั วลจะย่งิ ติดเปน็ นิสัย ท่ีสดุ ก็ กลายเปน็ สงิ่ เสพติดทางอารมณ์ หาอะไรทีส่ มควรกังวลไม่ได้ก็พาลไปกังวลเรื่อง ไรเ้ หตุผล การเฝา้ กังวลถึงทกุ ขท์ ่ีไม่แน่ไมน่ อนว่าจะเกิดหรอื ไม่เกิดในอนาคต ย่อม เป็นการสรา้ งทกุ ข์ใหต้ ัวเองในปจั จุบัน ความวติ กกังวลไมเ่ พียงแต่จะส่งผลตอ่ สุขภาพจิตเทา่ นน้ั แต่ยงั บัน่ ทอนระบบ ภูมคิ ุ้มกนั ท�ำ ใหร้ า่ งกายอ่อนแอต่อโรคภัยหลายชนดิ ดว้ ย ถ้าเชน่ นัน้ เราจะท�ำ อะไรไดบ้ า้ ง อบุ ายสำ�คญั ท่สี ุดคือ การเบนความสนใจจากเร่อื ง ที่ท�ำ ให้กงั วลมาอย่กู บั ตัวความวิตกน้ันเอง ส่งิ ทค่ี วรสงั เกตเปน็ อันดบั แรก คอื ความวิตกมีเกดิ มดี ับ มีไปมีมา เรือ่ งน้สี งั เกตได้ง่ายมากแตล่ ึกซึ้ง เพราะทำ�ให้เหน็ ความจรงิ ของอารมณ์ในจติ ใจเรา ความวติ กกงั วลเป็นเพียงแขกทีม่ าเยอื นจติ ใจ ไม่ใชผ่ ู้อาศัยประจ�ำ เวลามาก็ไม่ ต้องตอ้ นรบั หรือขบั ไส เพียงแคร่ บั รูว้ า่ เปน็ สกั แต่ว่าความคิด เปน็ แขกที่เราไมย่ ินดี ต้อนรับ ถา้ ฝึกฝนจิตใจอย่างน้ีดว้ ยความอดทนซำ�้ แลว้ ซ้ำ�เลา่ เราจะสรา้ งอุปนสิ ยั ทางใจทเี่ ข้มแขง็ ความวติ กกงั วลจะจางหายไปเอง 59

60

กเิ ลสของเราสามารถหาเหตุผลดๆี มาอา้ งให้ท�ำ ผิดไดเ้ สมอ ยิ่งเรยี นสูง กย็ ิ่งเกง่ ในการยกเหตุผลมาอ้าง คนฉลาดหลายคนสามารถยกเหตุผลมายนื ยนั ใหเ้ รอ่ื ง ผดิ กลายเปน็ ถูกเขา้ จนได้ ความสามารถในการหลอกตัวเองและคนอน่ื ใหเ้ ชื่อวา่ ผิด เปน็ ถกู เป็นพรสวรรค์ท่อี ันตรายเหลือเกิน จติ ใจทย่ี งั ขาดการฝกึ ฝนนน้ั วางใจเตม็ ท่ีไม่ได้ ตราบใดทย่ี งั ขาดสติ สมาธแิ ละปญั ญา จติ อาจเป็นศัตรูตัวร้ายส�ำ หรบั เรา ขอให้เราเฝ้าตามดจู ิตใจตนเองอย่างตอ่ เน่ือง จะได้เห็นวา่ เมอื่ ใดเราเริ่มหลอกตัวเอง ตอ่ เมื่อเข้าใจวา่ ตัณหาและอปุ าทานเกดิ ข้นึ ใน ใจไดอ้ ยา่ งไรแลว้ เราจึงจะสามารถป้องกนั ใจจากเหตผุ ลของกเิ ลสและพฒั นาจติ ให้นา่ ไว้ใจไดอ้ ย่างแท้จรงิ 61

62

การไม่มที างเลือกท�ำ ให้ชีวิตดูอบั จนหมน่ หมอง แต่ถ้ามีทางเลือกมากไปก็ท�ำ ให้เรา ทำ�อะไรไมถ่ ูก เวลาทมี่ ีตวั เลือกมากมายให้เลือก ความกลัวจะเลอื กผิดหรือกลัวจะ ไม่ได้เลือกสงิ่ ท่ดี ีท่ีสดุ อาจสง่ ผลให้เราไมเ่ ลือกอะไรเลย ปัจจุบันนมี้ ีคำ�สอนและแนวทางปฏบิ ตั ิในทางพทุ ธศาสนาใหเ้ ราเลอื กมากมายเหลือ เกนิ สมยั นส้ี ะดวกสบายตรงท่มี ีหนทางง่ายๆให้เข้าถงึ ธรรมะ แตก่ ารเข้าถึงธรรมะ ได้งา่ ยก็มีอนั ตรายพ่วงมาดว้ ย ถ้าการรบั รธู้ รรมะทำ�ไดง้ ่ายเหมือนการเคาะนว้ิ บน จอคอมพิวเตอร์ เรากเ็ สย่ี งตอ่ การเป็นแคน่ กั บรโิ ภคธรรมะท่ีไม่ยอมขยับตัวท�ำ อะไร แทนท่ีจะต้งั ใจศกึ ษาปฏิบตั ธิ รรม  ธรรมะทา้ ทายเราให้ใชเ้ ครื่องมือท่มี อบให้ เพอ่ื รบั ผดิ ชอบต่อชีวิตของตัวเราเอง ขอใหเ้ ราเลือกหนทางแหง่ ธรรมะและเรยี น รู้ค�ำ สอนดว้ ยการลงมือปฏบิ ัตอิ ย่างจริงจัง ไมว่ า่ หนทางในการปฏบิ ัตขิ องเราจะ ราบเรยี บหรือขรุขระเพยี งใด 63

64

บางครง้ั มคี นพดู กนั วา่ พทุ ธศาสนาสอนใหค้ นสนั โดษจนท�ำ ให้ไมก่ ระตอื รอื รน้ ท�ำ อะไร เขาว่าถ้าเราพอใจในส่ิงท่ีมีอยู่แลว้ จะดิ้นรนปรบั ปรุงอะไรไปทำ�ไม แล้วถ้าทกุ คนใน ประเทศสันโดษกนั หมดจะมกี ารพฒั นาทางเศรษฐกิจไดอ้ ยา่ งไร ท่จี รงิ แลว้ ค�ำ สอนเรื่องสันโดษไมเ่ คยแยกออกจากคำ�สอนเรื่องความเพียรชอบ และความไมป่ ระมาท คณุ คา่ ของสนั โดษอยูท่ ี่การป้องกันจติ ใจของเราไม่ให้ถูก ครอบงำ�ด้วยความอิจฉา ความขุ่นเคืองและความหดหู่เศรา้ หมองจากการเปรยี บ เทยี บตวั เองกับคนท่มี อี ะไรมากกวา่ หรือมัวแต่หมกมุ่นกับสง่ิ ทย่ี ังไมม่ ี แม้ในยามทเ่ี จอสถานการณ์ยุ่งยาก เราควรพยายามวางใจให้สงบ มองใหเ้ หน็ ขอ้ ดีของสถานการณน์ นั้ ๆ ในระหวา่ งท่ีพยายามปรบั ปรงุ แก้ไข เราจึงเปน็ สขุ ได้ โดยไมจ่ �ำ เปน็ ตอ้ งรอจนกวา่ จะบรรลเุ ป้าหมายในอนาคต 65

66

ลองสงั เกตวา่ เรารสู้ กึ ตา่ งกนั เวลาพดู วา่ ‘กายน’้ี กบั ‘กายของฉนั ’ ‘สขุ ครง้ั น’้ี กบั ‘สขุ ของฉนั ’ ‘ความเจบ็ ครง้ั น’้ี กบั ‘ความเจบ็ ของฉนั ’ ระหวา่ งการเหน็ สง่ิ ทม่ี อี ยตู่ าม ธรรมชาตกิ บั การเขา้ ไปยดึ ครองเปน็ เจา้ ของใหค้ วามรสู้ กึ ตา่ งกนั ลองสงั เกตดวู า่ ความรสู้ กึ เปน็ เจา้ เขา้ เจา้ ของนน้ั เกดิ ขน้ึ ไดอ้ ยา่ งไร เมอื่ เกดิ ขน้ึ แลว้ รสู้ กึ อยา่ งไร และดบั ไป อยา่ งไร ความรสู้ กึ วา่ มี ‘ตวั ฉนั ของฉนั ’ ไม่ไดป้ รากฎในใจตลอดเวลา เมอ่ื เกดิ ครง้ั ใด ทกุ ขก์ เ็ กดิ ตามมาดว้ ย เมอ่ื ดบั ไป ทกุ ขก์ ห็ ายไปดว้ ย เมอื่ ทารกคลอดจากครรภแ์ ม่ เราเรยี กวา่ การเกดิ ชวี ติ เรามกี ารเกดิ แบบนเ้ี พยี งครง้ั เดยี ว แต่ในทางพทุ ธศาสนา ค�ำ วา่ เกดิ มคี วามหมายอกี ทางดว้ ย นน่ั คอื การเกดิ ความ รสู้ กึ วา่ มี ‘ตวั ฉนั ของฉนั ’ ขน้ึ ในใจ รวมทง้ั ความทกุ ขท์ เ่ี กดิ ตามมา ทกุ ๆ วนั การเกดิ แบบนม้ี นี บั ครง้ั ไมถ่ ว้ น เราจงึ อาจกลา่ วไดว้ า่ ขณะเจรญิ สมาธภิ าวนา เราก�ำ ลงั ฝกึ วธิ ี คมุ ก�ำ เนดิ โดยธรรมชาติ เมอ่ื ไมป่ รากฎความรสู้ กึ วา่ มี ‘ตวั ฉนั ของฉนั ’ ยอ่ มไมม่ กี าร เกดิ อกี เมอ่ื ไมม่ เี กดิ ก็ไมม่ ตี าย พระพทุ ธองคท์ รงกลา่ วพระนพิ พานวา่ เปน็ อมตะธาตหุ รอื ดนิ แดนอนั ไมเ่ กดิ ไมต่ าย 67

68

เวลามปี ัญหากับใคร เรามักจะคดิ วา่ เขาผดิ เป็นสว่ นใหญ่ เราคิดวา่ ชวี ิตจะดีกวา่ น้ี เยอะถา้ ไม่มคี นคนนนั้ แตค่ รั้นสถานการณเ์ ปลย่ี นไป คนที่เราโทษว่าทำ�ใหเ้ ราทุกข์ ไมอ่ ยู่ด้วยแลว้ ทำ�ไมอีกไมน่ านก็จะมีคนอ่ืนมาสร้างปัญหาแทนทุกที ถา้ เป็นแบบนี้ แสดงว่าตวั ปัญหาอย่ทู ีว่ ธิ ีคิดของเราเอง และเราต้องมองดใู จเราใหล้ กึ ขึ้น เรานา่ จะถือว่าคนเหลา่ นัน้ เป็นครสู อนเรา บางคราวเราก็ใช้ส�ำ นวนว่าเขา ‘กวน ประสาท’ เรา พูดอกี อย่างหน่ึงว่าเขาจ้ีใหเ้ หน็ กเิ ลสในใจเรา ความอดึ อัดขัดขอ้ ง ไม่ได้เกิดจากการจ�ำ ตอ้ งอยูก่ ับเขา แตเ่ กดิ จากการถกู บงั คับให้มองในส่ิงที่เราไม่ อยากเห็นในใจเราตา่ งหาก ด้วยเหตนุ ี้ เราจึงควรจะขอบคณุ ทุกคนที่สร้างปญั หา ใหเ้ รา เพราะเขามาเตือนให้รู้ว่าเรายงั ตอ้ งขัดเกลากเิ ลสอีกมาก และควรลงมือท�ำ เสยี ที 69

70

ลองจนิ ตนาการวา่ เราอยู่ในกระท่อมริมเขา ไดย้ ินเสียงเลอ่ื ยยนตด์ ังมาจากปา่ ใน หุบเขาเบ้ืองล่าง เสียงนัน้ นา่ รำ�คาญ เดี๋ยวดังเดีย๋ วคอ่ ย จะเอาหูทวนลมกท็ �ำ ไม่ได้ แตส่ กั พักเราก็เรม่ิ ชิน เวลาผา่ นไปโดยไม่รูส้ กึ ถึงเสยี งน้ัน แต่เม่ือใจกระหวัดมารับรู้ ครั้งใด จึงตระหนักไดว้ ่าทัง้ กายและใจตึงเครยี ดอยู่ตลอด และแล้วเสียงเครือ่ งยนตก์ ็ดับไป แต่ก็ใช่วา่ จะเงยี บกรบิ เสียทเี ดียว เรายังคงได้ยนิ เสียงลมพดั ใบไม้ไหวและเสยี งนกรอ้ งเพลง แตเ่ สยี งเหล่านี้ไม่ได้รบกวนความสงบ กลบั เสมอื นเป็นสว่ นหนง่ึ ในความสงบน้ัน เราอาจเข้าใจความดับทุกข์ในลักษณะเดียวกัน ความดับทุกข์ไม่ใช่ความดับสูญ แต่ เปรียบเสมือนเสยี งนา่ รำ�คาญของเลื่อยยนตด์ ับไป แตธ่ รรมชาติ สายลม แมกไม้ และมวลวหิ คยงั คงด�ำ รงอยู่ 71

72

คนบางคนไม่สนใจวา่ คนอ่ืนจะคิดหรือรสู้ กึ อย่างไร ม่ันใจในตวั เองมากและคิดวา่ ตวั เองฉลาด เลยท�ำ อะไรตามใจ ไม่ยอมรบั ผิดชอบต่อความทกุ ขท์ ต่ี นเองก่อให้ผอู้ ืน่ คดิ วา่ ตวั เองเปน็ ผู้ชนะ ส่วนคนอ่นื ๆ เปน็ คนอ่อนแอแพ้พ่าย คนอกี ประเภทใส่ใจในความคดิ และความรูส้ ึกของคนอ่ืนมากเกนิ ไป เอาแต่กังวล วา่ คนอนื่ จะตดั สินการกระทำ�ของตวั เองอย่างไร อยากใหค้ นทกุ คนชน่ื ชอบ บาง คราวถึงกับทำ�ในส่งิ ที่รู้ว่าผดิ เพราะปรารถนาค�ำ ยกย่องสรรเสรญิ และหวั่นเกรง เสยี งวิพากษ์วจิ ารณ์ คนประเภทแรกยดึ ตนเป็นสรณะ ส่วนประเภทหลังยดึ ผอู้ ่ืนเป็นสรณะ ที่พงึ่ เหลา่ น้ี คับแคบ เบาปญั ญาและไมช่ ว่ ยให้เราปลอดภยั เลย พระพทุ ธองค์ทรงสอนใหเ้ รายึด พระธรรมเป็นสรณะ ใหด้ �ำ เนินชีวติ อย่บู นหลกั ของทาน ศีล ภาวนา 73

74

ปีใหมท่ ำ�ให้นึกถึงการเร่ิมต้นสิง่ ใหม่ ๆ แตเ่ ราจะก้าวไปข้างหนา้ ได้อยา่ งแท้จรงิ ก็ ตอ่ เมื่อรวู้ า่ เรามาจากไหน มาถงึ จุดที่ยืนอยู่นี้ได้อยา่ งไร และอะไรเปน็ เป้าหมาย ปลายทางทเ่ี รามงุ่ หวงั จะท�ำ อยา่ งน้ีไดเ้ ราตอ้ งหดั ถอยหา่ งจากสง่ิ ทท่ี �ำ อยู่ในชวี ติ ประจ�ำ วนั และใช้เวลาสักเลก็ นอ้ ยพิจารณาภาพรวมของชีวติ เป็นการเรม่ิ ตน้ ปใี หม่ดว้ ย ปัญญา ยงิ่ ถา้ เปน็ เปา้ หมายระยะส้นั ไม่ว่าจะในระดับบุคคล เศรษฐกจิ หรอื ประเทศชาติ ก็ยง่ิ มีเหตผุ ลที่จะเนน้ ความก้าวหนา้ ทางวตั ถุ แตย่ ่งิ เปน็ เป้าหมายระยะยาว เราก็ตอ้ งย่ิง ใส่ใจกบั คุณธรรมมากเทา่ นั้น วิธีการท่ีฉลาดคือพิจารณาเป้าหมายท้งั สองควบคู่ กันไป ก�ำ หนดส่งิ ท่ีเป็นคณุ ธรรมส�ำ คญั ไปด้วยและด�ำ เนินชวี ติ ตามเป้าหมายระยะสัน้ ทส่ี อดคลอ้ งกบั คุณธรรมนัน้ หรืออยา่ งนอ้ ยที่สุดก็ไม่ทำ�อะไรทบี่ นั่ ทอนคุณธรรม วิธีการเชน่ นีจ้ ะนำ�ไปสคู่ วามก้าวหน้าอันย่งั ยนื ทั้งในระดบั บุคคลและสังคม เน่อื งในวนั ปใี หม่ไทยพ.ศ. 2559 ขออำ�นาจแห่งพระรตั นตรัยอำ�นวยพรและ ปกปอ้ งคุ้มครองคณุ งามความดีในจติ ใจของพวกเราทกุ คนตลอดจนประเทศชาติ อนั เป็นทร่ี ักยิ่งของเรา 75

76

อรยิ สัจเปน็ ธรรมทย่ี ังบคุ คลผเู้ ขา้ ถงึ ธรรมให้กลายเป็นพระอรยิ เจ้า ความเขา้ ใจว่า ‘ทกุ ขม์ อี ย’ู่ เป็นอริยสัจ แต่ ‘ฉนั กำ�ลังทุกข’์ ไม่ใช่อรยิ สัจ การบรรลธุ รรมจะเกิด ขนึ้ ไดต้ อ่ เมอ่ื เราเหน็ วา่ ทกุ ขเ์ ป็นเพยี งปรากฏการณ์ตามเหตุปัจจยั ความซึมเศร้า ความโกรธเกลยี ดตัวเอง และความสงสารตวั เองเป็นผลจากการยึดเอาทกุ ขม์ า เป็นของตน ความเขา้ ใจวา่ ‘ทกุ ขม์ ีอยู่’ เกิดจากการเฝา้ สังเกตประสบการณ์ชีวติ แตก่ ารเหมา ว่ามี ‘ตวั ฉนั ’ น้นั เป็นทุกขท์ ่ีเกิดข้ึนเนื่องจากขาดการสงั เกต เมื่อใดกต็ ามที่เราไม่ใส่ใจในความเปน็ จรงิ ของกายและจติ เม่อื น้นั เรายอ่ มสรา้ ง ความรู้สกึ ว่ามี ‘ตัวฉนั ’ ในการปฏิบัตธิ รรมเราฝกึ วิธีเลกิ ยดึ ‘ตวั ฉนั ’ เปน็ จรงิ เปน็ จงั และในระดบั สงู สุด เราเรยี นรู้วธิ ปี ล่อยวาง 77

78

วนั หนงึ่ ขณะทอ่ี าตมายังเปน็ วยั รนุ่ จ�ำ ไดว้ ่าเดนิ เข้าไปในหอ้ งสมุดขนาดใหญ่แลว้ รู้สึกท้อแทเ้ ป็นที่สุด สมัยนั้นอาตมากระหายความรู้มาก อยากรู้ทกุ ส่ิงทกุ อย่าง แต่ในวินาทีนน้ั อาตมาร้วู า่ ตอ่ ให้ใชเ้ วลาท้งั ชวี ิตอยู่แต่ในห้องสมดุ ไมท่ ำ�อะไรเลย นอกจากอ่านหนงั สอื อาตมากอ็ า่ นได้เพยี งสว่ นนอ้ ยนดิ จากจ�ำ นวนหนังสือทีเ่ กบ็ ไวท้ ัง้ หมด อาตมายืนนงิ่ งันอยตู่ รงนั้นและรสู้ ึกทว่ มทน้ อาตมาระลึกถงึ ค�ำ ถามของนักปราชญผ์ ้ยู ิ่งใหญช่ าวอินเดียท่านหนงึ่ ทีถ่ ามวา่ “อะไรคือส่งิ เดียวท่รี ู้แล้ว เราจะรูท้ กุ สงิ่ ” อาตมาตระหนักว่าคำ�ตอบขอ้ นี้เปน็ ของ ธรรมดาที่สดุ เราไมจ่ �ำ เปน็ ต้องอ่านหนงั สือทุกเลม่ ท่มี อี ยู่ในโลกน้ี แตจ่ �ำ เปน็ ต้อง ศกึ ษาและทำ�ความเข้าใจจติ ใจของตนเอง มคี วามรูม้ ากมายทเี่ ราต้องเรยี นรู้เพ่อื เอาตวั รอดในโลกน้แี ละท�ำ ใหช้ ีวิตเจริญ กา้ วหนา้ แต่สง่ิ ทีส่ ำ�คัญที่สุดคือการรจู้ ักตัวผู้รู้ 79

80

ตอนทีย่ งั เปน็ นักเรยี น อาตมาเป็นเดก็ ท่ีอยากรูอ้ ยากเห็น ชอบถามและมองอะไร ในแง่มุมที่ไม่เหมือนกบั คนอื่น วนั หนง่ึ อาตมาได้รบั เรยี งความทเ่ี ขยี นส่งครวู ชิ า ภาษาองั กฤษกลับคนื มา คณุ ครูเขยี นความเหน็ ลงขา้ งๆ เรยี งความของอาตมาว่า “ค�ำ ถามทง้ั หมดไม่จ�ำ เปน็ ตอ้ งมคี �ำ ตอบทุกข้อหรอก” เวลาผ่านไปมากกว่าสส่ี ิบปี แล้ว อาตมายังนกึ ขอบคุณทคี่ ณุ ครใู หค้ วามเห็นเรือ่ งน้ี เราเสยี เวลาไดม้ ากเหลอื เกินในการต้งั คำ�ถามท่ีไมจ่ ำ�เปน็ ต้องตอบ การทำ�อยา่ ง น้ีทำ�ใหเ้ ราละเลยคำ�ถามทค่ี วรจะถาม ทกั ษะส�ำ คัญของชวี ติ ท่ีต้องพฒั นาคือการ รจู้ กั ท�ำ ใจใหส้ งบและเลอื กค�ำ ถามที่ดีทสี่ ดุ ท่ีควรจะถามในสถานการณ์อนั ล�ำ บากน้นั อาตมาขอยกตัวอยา่ งค�ำ ถามทคี่ วรหลีกเลีย่ ง เมื่อเกดิ ปญั หาหรอื มอี ะไรผดิ พลาด เรามกั จะถามวา่ “ใครเป็นคนผิด” ค�ำ ถามแบบนท้ี ำ�ใหเ้ รามองขา้ มความซับซ้อนของ ปญั หาและท�ำ ให้เกดิ การประจันหนา้ กนั คำ�ถามทด่ี ีกวา่ ในกรณีนี้คอื “ใครมสี ่วน ท�ำ ใหเ้ กิดปญั หาหรือขอ้ ผดิ พลาดนบ้ี า้ ง” แทนทจี่ ะตดั สนิ ว่าใครผดิ ใครถกู การ แยกแยะที่มาของปญั หาวา่ มเี หตุมีปจั จยั อย่างไรจะชว่ ยให้เข้าใจปัญหาชัดเจนและหา ทางออกได้ดกี ว่า 81

82

การสละเรือ่ งยดึ ตดิ ทางโลกฟงั ดนู ่ากลวั เพราะราวกบั จะขอใหท้ ้ิงส่งิ ที่ให้ความสขุ แกเ่ รามาก หรืออยา่ งนอ้ ยที่สดุ ก็ใหส้ ขุ มากกวา่ ทกุ ข์ ถา้ เรายังมองอย่างน้ี ย่อมไมม่ ีการเสียสละทางธรรม การละวางท่ีแทจ้ ริงเกดิ ข้ึน ได้ก็ด้วยการเห็นอย่างแจ่มชดั จากการพจิ ารณาจติ ใจตนเองซ�้ำ แลว้ ซ้�ำ อีก เราจะ เหน็ วา่ แท้จรงิ แลว้ ความสขุ ท่ีไดจ้ ากส่งิ ทเี่ รายดึ ตดิ มนี ้อยกวา่ ทค่ี ดิ ความทกุ ข์กลับ มีมากกวา่ เมอื่ เราเห็นความจรงิ นด้ี ว้ ยจิตอันสงบ เราก็โยนส่งิ ทีย่ ึดติดทง้ิ ไปอย่าง ไมเ่ สยี ดาย หลวงพอ่ ชาเคยสอนวา่ เหมือนคนจับปลาล้วงไปจบั งพู ิษออกจากแหโดยนกึ วา่ เป็น ปลาไหล พอร้ตู วั วา่ จบั อะไรอยู่ก็ตอ้ งเขวีย้ งไปให้ไกลทีส่ ดุ เทา่ ท่จี ะทำ�ได้ 83

84

ถงึ แมจ้ ะอยกู่ บั ครบู าอาจารยท์ ด่ี แู ลเอาใจใสเ่ รามากและใหข้ อ้ คดิ ค�ำ สอนอนั ฉลาดเฉลยี ว เรากย็ งั รสู้ กึ วา่ การปฏบิ ตั ธิ รรมให้ไดผ้ ลเปน็ ของยากและลา่ ชา้ ถา้ ไมม่ คี รไู มม่ อี าจารยจ์ ะ ยากเยน็ กวา่ นส้ี กั แค่ไหน และเปน็ สง่ิ นา่ อศั จรรยเ์ พยี งใดทพ่ี ระพทุ ธองคต์ รสั รธู้ รรมดว้ ย ตวั พระองคเ์ อง ทรงก�ำ จดั กเิ ลสทง้ั ปวงและทรงเขา้ ถงึ ความสมบรู ณส์ งู สดุ ในศลี ปญั ญาและความกรณุ า โดยไมม่ ผี ู้ใดชบ้ี อกหนทาง ดว้ ยเหตนุ ้ี เราจงึ นอ้ มกราบ พระพทุ ธองคด์ ว้ ยเศยี รเกลา้ ล�ำ พงั การอธบิ ายเรอื่ งธรรมดาๆใหค้ นทเ่ี รารจู้ กั หรอื คนทเ่ี รารกั เขา้ ใจอยา่ งแจม่ ชดั ก็ ไม่ใชเ่ รอ่ื งงา่ ยเลย เปน็ เรอ่ื งทน่ี า่ มหศั จรรยเ์ พยี งใดทพ่ี ระพทุ ธองคท์ รงพระปรชี าในการ อธบิ ายสง่ิ ทล่ี กึ ซง้ึ ทส่ี ดุ ดว้ ยถอ้ ยค�ำ ทป่ี ระทบั ใจคนทว่ั โลกมานานกวา่ สองพนั หกรอ้ ยปี เรานอ้ มกราบในพระปรชี าสามารถและขนั ตธิ รรมในการสอนของพระพทุ ธองคด์ ว้ ย เศยี รเกลา้ ล�ำ พงั การสรา้ งครอบครวั องคก์ รหรอื สถาบนั ใดๆ ใหด้ �ำ รงอยแู่ ละเจรญิ รงุ่ เรอื ง มากกวา่ สองชว่ั อายคุ น ถอื เปน็ ความส�ำ เรจ็ อนั ยง่ิ ใหญ่ พระพทุ ธองคท์ รงสรา้ ง สถาบนั สงฆท์ ด่ี �ำ รงคงอยมู่ านานกวา่ รอ้ ยชว่ั อายคุ น และสถาบนั นย้ี งั คงธ�ำ รงหนทางสู่ ความหลดุ พน้ และถา่ ยทอดค�ำ สอนสสู่ รรพสตั วท์ ง้ั หลาย ดว้ ยพระปญั ญาคณุ และพระมหากรณุ าธคิ ณุ ในการยงั ประโยชนส์ ขุ ตอ่ ชนรนุ่ หลงั เรา นอ้ มกราบพระพทุ ธองคด์ ว้ ยเศยี รเกลา้ 85

86

ความสามัคคีปรองดองมสี องอยา่ ง อยา่ งหนึ่งสร้างสรรค์ อกี อยา่ งหน่งึ บอ่ น ท�ำ ลาย สำ�หรับความสามัคคีในลกั ษณะบอ่ นทำ�ลาย สมาชิกในกลุ่มต่างหลกี เลยี่ ง ค�ำ พดู ท่จี ะก่อให้เกดิ ความรสู้ ึกไม่ดีหรือสรา้ งความขดั แยง้ ตอ่ กนั ถงึ แมว้ ่าบางคร้งั จะมเี รอ่ื งที่จำ�เป็นตอ้ งปรึกษาหารือกันก็ตาม ขอ้ ตกลงโดยไมต่ อ้ งพดู ในกลุ่มนี้คือ ‘ฉันจะไมว่ ิจารณพ์ ฤติกรรมของเธอ ตราบใดที่เธอไมว่ จิ ารณพ์ ฤตกิ รรมของฉนั ’ การไมม่ ขี ้อขัดแยง้ อยา่ งโจง่ แจง้ ถกู เหมาไปว่าเป็นความสามัคคีในหมคู่ ณะ ส่วนความสามัคคีในแบบสร้างสรรคน์ ั้น สมาชกิ ในกลุม่ ต่างเอาใจใส่ในความเป็น อยู่อนั ผาสุกแท้จรงิ ทงั้ ของตนและผอู้ ่ืน ตา่ งถ่อมตวั ยอมรบั ว่ามจี ุดบอดและทำ� ผดิ ได้ จงึ เปิดใจรับฟังคำ�แนะนำ�ตักเตือนจากคนรอบข้าง และต่างถอื เป็นหนา้ ที่ทจี่ ะ ใหค้ �ำ แนะนำ�ตักเตอื นอยา่ งถกู กาละเทศะ โดยตรวจสอบข้อเท็จจริงและชำ�ระโทสะใน ใจเสียก่อน ถึงแมว้ ่าอาจเกดิ ความรูส้ กึ น้อยใจบ้างในบางครั้ง แต่ความสามัคคีที่ พัฒนาข้ึนจากการอย่รู ่วมกันแบบน้จี ะมีความเขม้ แข็งและเกอื้ กลู กนั 87

88

กาลครง้ั หน่ึงมชี ายหนมุ่ คนหนง่ึ ถวายงานพระราชาเปน็ ทพี่ อพระทยั พระองค์ จงึ พระราชทานรางวัลเปน็ เหรยี ญทองคำ�หนงึ่ รอ้ ยเหรียญ ชายหนุ่มยดั เหรยี ญ ท้ังหมดใสก่ ระเป๋ากางเกงแลว้ รบี กลบั บ้าน พอถงึ บ้านกค็ วักเหรียญมานบั อกี ครั้ง ปรากฎวา่ เหลือเพยี งเก้าสิบเกา้ เหรียญ เขาเหน็ กระเป๋ากางเกงขาดเป็นรูเล็กๆ ท�ำ ให้ เหรยี ญรว่ งหายไป ชายหนุม่ มัวเสียดายเหรยี ญท่ีหายจนลมื สขุ ใจกบั เหรียญทอง เกา้ สบิ เก้าเหรยี ญทีเ่ หลอื บอ่ ยครัง้ ในการท�ำ ความดี เรามกั ทำ�ผดิ พลาดไปบา้ ง แต่เรากลับทุกข์ใจกบั ขอ้ ผดิ พลาดเล็กน้อยจนมองข้ามความดงี ามทง้ั หลายที่ไดก้ ระท�ำ กอ่ นหน้าและหลังจากนนั้ บคุ คลผมู้ ปี ญั ญาย่อมวเิ คราะหข์ ้อผดิ พลาดของตนและหาวธิ ีปอ้ งกันไม่ให้เกดิ ขึ้น อีก เขาชนุ รรู ่ัวในกระเปา๋ แลว้ ก้าวเดนิ ต่อไป 89

90

ทุกๆ ขณะ เราหลงยึดม่นั ถอื ม่นั ในส่วนใดสว่ นหน่ึงของกายหรอื ใจวา่ เป็นตวั เรา ของเรา เราใช้คำ�ว่า ‘รา่ งกายของฉัน’ ‘ความรูส้ ึกของฉัน’ ‘ความคิดของฉัน’ ‘ความหวงั ของฉนั ’ ‘ความกลวั ของฉัน’ และอน่ื ๆ อีกมากมาย แต่หากสง่ิ เหล่า น้เี ป็นของเราอยา่ งแทจ้ ริงแลว้ ทำ�ไมเราจึงแทบไม่มีอ�ำ นาจควบคุมมนั เลย ยก ตวั อย่างเช่น ท�ำ ไมเราเลอื กไม่ได้ว่าจะวติ กกังวลใหน้ อ้ ยลงและมีความสุขใหม้ ากขึน้ ท�ำ ไมเราห้ามร่างกายน้ีไม่ใหแ้ กช่ ราไม่ได้ รา่ งกายและจติ ใจน้ีเปน็ ของเราจริงๆ ในแง่ ใดบา้ ง พระพทุ ธองค์ทรงสอนวา่ ต้นเหตุแห่งทุกขค์ ือความหลงผิดว่ามี ‘ตัวตน’ ที่เทยี่ ง แทถ้ าวร ไม่ขึ้นต่อสง่ิ ใด และความหลงผดิ ว่ามี ‘ตัวฉัน’ เป็นเจ้าของความรู้สึก นึกคิด กิเลสทัง้ หลายเกิดจากความหลงผดิ ข้อนเี้ อง นักภาวนาตอ้ งฝกึ จิตให้เข้ม แขง็ นงิ่ สงบและเปน็ สุขเพอ่ื ใหเ้ ห็นกายและจติ อยา่ งชดั เจน แล้วเราจะคน้ พบดว้ ย ตวั เองว่า ชีวิตเป็นเพยี งกระแสของปรากฏการณ์โดยไม่มีใครเปน็ เจา้ ของ นี้คอื หนทางสคู่ วามหลุดพ้นตามหลกั คำ�สอนของพระพุทธองค์ 91

92

พระพุทธองคท์ รงสอนให้เราหนั ไปมองความไม่เทย่ี งอย่เู สมอ แตน่ ้อยคนนักท่ี จะท�ำ ตามค�ำ สอนของพระองค์ ความไมเ่ ที่ยงนน้ั เห็นไดช้ ดั เสยี จนเรามองไมเ่ ห็น ประโยชน์ในการหม่นั พิจารณา แท้จริงแลว้ ความเปลย่ี นแปลงอนั เป็นธรรมดาน้ี ลกึ ซึง้ อย่างเหลือเชอ่ื ความทกุ ขท์ พ่ี บเจอในชวี ิตเป็นขอ้ พิสูจน์ว่าเรายังไมเ่ ข้าใจ ความเปลย่ี นแปลงอย่างแท้จรงิ เพราะยง่ิ เข้าใจความเปล่ียนแปลงเรากย็ ่ิงทุกข์ นอ้ ยลง และบคุ คลทเ่ี ขา้ ใจความเปลย่ี นแปลงอยา่ งแทจ้ รงิ ยอ่ มเปน็ อสิ ระจากความทกุ ข์ ลองหม่ันพจิ ารณาดอู ยา่ งนี้ 'สขุ นี้ไม่เท่ยี ง' 'สขุ น้ีไม่อยู่กับเราตลอดไป' 'สขุ นี้ เปล่ยี นแปลงไปทุกขณะ' 'สขุ นดี้ บั ไปได้' 'ทุกขน์ ้ีไม่เทย่ี ง' 'ทุกขน์ ี้ไม่อยู่กบั เราตลอด ไป' 'ทุกข์น้เี ปลี่ยนแปลงไปทกุ ขณะ' 'ทุกขน์ ีด้ บั ไปได้' การพจิ ารณาอย่างน้เี ปน็ หนทางสูป่ ญั ญา พระพุทธองค์ทรงสอนใหเ้ ราหนั ไปมองความไมเ่ ทย่ี งอยเู่ สมอ แต่นอ้ ยคนนกั ที่ จะทำ�ตามค�ำ สอนของพระองค์ ความไมเ่ ทย่ี งน้นั เห็นได้ชดั เสียจนเรามองไม่เหน็ ประโยชน์ในการหม่นั พจิ ารณา แทจ้ รงิ แลว้ ความเปลีย่ นแปลงอันเปน็ ธรรมดานี้ ลึกซง้ึ อยา่ งเหลือเช่อื ความทกุ ขท์ ี่พบเจอในชีวติ เปน็ ข้อพสิ ูจน์ว่าเรายังไมเ่ ขา้ ใจ ความเปล่ยี นแปลงอย่างแทจ้ รงิ เพราะยิง่ เขา้ ใจความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เรายิง่ ทุกขน์ อ้ ยลง และบคุ คลท่เี ข้าใจความเปล่ยี นแปลงอยา่ งแทจ้ ริงยอ่ มเป็นอสิ ระจาก ความทุกข์ ลองหมน่ั พจิ ารณาดูอยา่ งนี้ 'สุขน้ีไม่เท่ียง' 'สุขนี้ไมอ่ ยูก่ ับเราตลอดไป' 'สุขน้ี เปลย่ี นแปลงไปทกุ ขณะ' 'สขุ นี้ดบั ไปได'้ 'ทุกข์นี้ไมเ่ ทย่ี ง' 'ทกุ ข์น้ีไมอ่ ยู่กบั เราตลอด ไป' 'ทกุ ข์นี้เปลีย่ นแปลงไปทกุ ขณะ' 'ทุกขน์ ดี้ ับไปได้' การพิจารณาอยา่ งนี้ย่อมเปน็ หนทางสปู่ ัญญา 93

94

ในวดั ปา่ เสียงระฆงั จะดงั ขน้ึ ทกุ เช้าตอนตีสาม หลังจากน้ันกจ็ ะดงั ข้นึ เปน็ ระยะเพ่อื บอกสัญญาณกิจวัตรในแตล่ ะวัน เสียงระฆังไม่ไดม้ ปี ระโยชนเ์ พียงแคบ่ อกเวลา เทา่ นัน้ แตค่ รูบาอาจารย์ใช้สอนเปน็ เคร่ืองมอื กำ�หนดสตดิ ้วย โดยให้สังเกตตัวเอง ว่ารสู้ ึกอยา่ งไรเมื่อไดย้ นิ เสยี งระฆัง รู้สกึ กระตือรือล้น ยนิ ดี เฉยๆ หรอื ไม่พอใจ และสงั เกตวา่ ความรู้สกึ ต่อเสยี งระฆงั ตา่ งกนั อย่างไรในแต่ละครง้ั หรอื แต่ละวนั การใช้ชวี ติ ให้เรียบง่ายช่วยให้เราสังเกตเหน็ ความเปล่ยี นแปลงทางจิตใจต่อสิง่ ที่ เกิดขึ้นเปน็ ประจำ� ดว้ ยการหม่ันสงั เกตอยเู่ นืองนิตย์ว่าเรารู้สกึ ต่อเหตุการณ์ท่เี กดิ ข้นึ ซ�้ำ ๆ อยา่ งไร เราจะเข้าใจการท�ำ งานของจติ ใจ เข้าใจอคติของตนเอง เข้าใจ กเิ ลสตัณหา ความกลัวและความวิตกกงั วล ตลอดจนความม่งุ มนั่ และความดงี าม ในจิตใจ 95

96

ความเปลยี่ นแปลงทเี่ ราควบคุมไม่ไดน้ ัน้ ชวนใหห้ วาดหวั่น คนเราจงึ แสวงหาอะไร ทีม่ น่ั คง ไมแ่ ปรเปลี่ยน คำ�สอนที่จารึกไว้ในพระคมั ภีร์อันศกั ดสิ์ ิทธด์ จู ะใหค้ วาม มั่นใจได้ ในยุคทีค่ วามเปล่ยี นแปลงเกิดข้นึ อย่างรุนแรงและรวดเร็วจนตามไมท่ นั น้ี ศาสนาประเภทท่ยี ึดพระคัมภรี ต์ ามตัวอกั ษรจงึ แพรห่ ลายมากขน้ึ อคตแิ ละความ งมงายแพร่กระจายส่ผู ูค้ นเหมือนเชือ้ ไวรสั ในทางพระพทุ ธศาสนา เราดูความร้สู ึกไม่มนั่ คงของชวี ติ โดยไม่ตอ้ งพยายามเอา ความเชื่อมากดขม่ ไว้ เวลาพจิ ารณาชวี ิตด้วยจิตใจอันสงบด้วยการเจริญสมาธิ เรายอ่ มเหน็ ไดว้ า่ ไมม่ ี ‘ตวั ฉัน’ อนั เที่ยงแทท้ ก่ี ำ�ลงั เผชญิ อย่กู ับโลกอันไม่เทย่ี งไม่ แท้และนา่ กลวั กายและจติ ของเราเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปจั จยั อยูท่ กุ ขณะ บางอย่างเราก็พอจดั การไดบ้ า้ ง แต่บางอย่างก็ทำ�อะไรไม่ได้ ยงิ่ เราเข้าใจความ เปล่ียนแปลงท้ังภายนอกและภายใน ความวิตกกงั วลกย็ ิ่งเลอื นหายไป เราไม่ได้ยึด ความเชื่อเป็นสรณะ แตว่ างใจในการสงั เกตทุกอยา่ งตามความเปน็ จริง 97

98


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook