Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา คุณครูจิรศัก ม.ต้น

แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา คุณครูจิรศัก ม.ต้น

Published by jatu library, 2022-06-28 03:30:00

Description: แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา คุณครูจิรศัก ม.ต้น

Search

Read the Text Version

101 ใบความรู้ การจัดทา โครงงานวทิ ยาศาสตร์ 1. ความหมายของโครงงานวทิ ยาศาสตร์ สถาบนั ส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ความหมายของโครงงานวิทยาศาสตร์ว่า เป็นการศึกษา ด้านวทิ ยาศาสตรข์ องนักเรียนตามความสนใจและระดับความรู้ ความสามารถ ภายใต้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพ่ือตอบ ปญั หาท่ีสงสยั ไดผ้ ลงานท่ีมคี วามสมบูรณ์ในตวั เอง การทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ เป็นส่วนหน่ึงของกิจกรรมส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี โดยผู้เรียน เปน็ ผู้วางแผนการศกึ ษาคน้ คว้า ดาเนนิ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู สรุปผล และเสนอผลการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เพ่ือให้ ผูเ้ รียนเกดิ การเรียนรู้ มีเจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ รวมท้ังได้ฝึกฝนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยมีครู อาจารย์ หรอื ผทู้ รงคณุ วุฒิ เป็นเพียงผู้คอยใหค้ าปรึกษา 2. หลกั การของกจิ กรรมโครงงานวทิ ยาศาสตร์ สถาบนั สง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไดร้ ะบุหลกั การทสี่ าคัญของกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ ไว้ดงั น้ี 1. เน้นการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เปิดโอกาสให้นักเรียนริเร่ิมวางแผน และดาเนินการศึกษาด้วยตนเอง โดยมีอาจารยเ์ ปน็ ผ้ชู แี้ นะแนวทางและให้คาปรกึ ษา 2. เนน้ กระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ต้ังแต่การกาหนดป๎ญหาหรือเลือกหัวข้อที่ สนใจ การวางแผนการศึกษาค้นคว้า การรวบรวมข้อมูล หรือการทดลอง และการสรุปผลการศึกษา ค้นคว้า 3. เน้นการคิดเปน็ ทาเป็น และการแก้ป๎ญหาดว้ ยตนเอง 4. การทากจิ กรรมโครงงานวิทยาศาสตร์มุ่งฝึกให้นักเรียนเรียนรู้วิธีการศึกษาค้นคว้าและแก้ป๎ญหาด้วยตนเอง มิไดเ้ นน้ การสง่ เข้าประกวดเพอ่ื รับรางวลั 3. จุดมุ่งหมายของการทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ระบุจุดมุ่งหมายของการทาโครงงานวิทยาศาสตร์ ไว้ ดงั น้ี 1. เพื่อให้ผเู้ รยี นใช้ความรแู้ ละประสบการณ์เลอื กทาโครงงานวิทยาศาสตร์ตามทต่ี นสนใจ 2. เพอ่ื ให้ผู้เรียนได้ศกึ ษาค้นคว้าขอ้ มลู จากแหลง่ ความรู้ตา่ งๆ ดว้ ยตนเอง 3. เพื่อใหผ้ เู้ รียนได้แสดงออกซ่งึ ความคดิ รเิ ริ่มสร้างสรรค์ 4. เพื่อใหผ้ ูเ้ รียนมีเจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ และเห็นคุณคา่ ของการใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ในการ แก้ป๎ญหา

102 4. ลกั ษณะทส่ี าคญั ของโครงงานวทิ ยาศาสตร์ 1. เปน็ เรื่องที่นักเรียนสนใจ สงสัย ตอ้ งการหาคาตอบ 2. เปน็ การเรยี นรู้ทม่ี ีกระบวนการ มีระบบ ครบกระบวนการ 3. เปน็ การบูรณาการการเรยี นรู้ 4. นกั เรยี นได้ใช้ความรู้หลายด้าน 5. มคี วามสอดคลอ้ งกบั ชีวิตจรงิ 6. มีการศกึ ษาอยา่ งลุม่ ลกึ ดว้ ยวิธกี ารและแหล่งขอ้ มูลอย่างหลากหลาย 7. เปน็ การแสวงหาความรูแ้ ละสรปุ ความรู้ด้วยตนเอง 8. มกี ารนาเสนอโครงงานด้วยวิธกี ารท่ีเหมาะสม ในด้านกระบวนการและผลงานท่คี ้นพบ 9. ขอ้ คน้ พบและสิง่ ที่ค้นพบ สามารถนาไปใชใ้ นชวี ิตประจาวนั ได้ 5. ประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์ โครงงานวทิ ยาศาสตร์ แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ 1. โครงงานประเภทสารวจรวบรวมข้อมลู การสารวจรวบรวมขอ้ มูลบางอย่างเพื่อจาแนกหมวดหมู่ โครงงานประเภทน้ีไม่กาหนดตัวแปรในการ เกบ็ ข้อมูล อาจเปน็ การสารวจในภาคสนาม หรือในธรรมชาติ หรือนามาศึกษาในหอ้ งปฏบิ ัติการ เพื่อนาไปใช้ศึกษา ทดลองต่อ ตวั อย่างของโครงงานประเภทน้ี เชน่ การสารวจพชื พันธไุ์ ม้ในโรงเรยี นหรือในทอ้ งถน่ิ การสารวจพฤติกรรมด้านตา่ งๆ ของสัตว์ การสารวจปญ๎ หาส่งิ แวดลอ้ มในชมุ ชน การศกึ ษาวฏั จักรชีวติ ของสตั วช์ นิดใดชนดิ หนึง่ การศกึ ษาลกั ษณะของสภาพอากาศในท้องถ่ิน 2. โครงงานประเภททดลอง โครงงานทมี่ ีลกั ษณะออกแบบการทดลอง เพื่อศึกษาผลของตัวแปรตัวหนึ่งโดยควบคุมตัวแปร อน่ื ๆ โครงงานประเภทน้นี กั เรยี นจะไดแ้ กป้ ญ๎ หา ปฏิบัติจรงิ กับปญ๎ หาหรอื ขอ้ สงสัยของนักเรียน ดาเนินการ อบรม ทดลอง สรปุ ผล วเิ คราะหผ์ ลท่ีได้ออกมา ซ่ึงจะเป็นการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่าง สมบูรณ์ ตัวอย่างของโครงงานประเภทน้ี เชน่ ศึกษาการตัดใบข้าวโพดที่มีผลกระทบต่อการเจรญิ เติบโตและผลผลิต การปอู งกันการเป็นหนอนของปลาเค็ม โดยใช้สารสกดั จากพืชทม่ี รี สขม การทายากันยงุ จากพชื ในท้องถน่ิ การใชม้ ลู ววั ปูองกนั วัวกินใบพืช การบังคับผลแตงโมเป็นรปู สี่เหลย่ี ม

103 3. โครงงานประเภทสงิ่ ประดิษฐ์ โครงงานประเภทนี้ เป็นการประดิษฐ์ส่ิงใดส่ิงหน่ึง เคร่ืองมือเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ เพื่อใช้สอยต่างๆ สิ่งประดิษฐ์อาจคิดข้ึนมาใหม่ ปรับปรุง หรือสร้างแบบจาลอง โดยประยุกต์หลักการทางวิทยาศาสตร์ ใช้กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ มีการกาหนดตัวแปรที่จะศึกษาและทดสอบประสิทธิภาพของชิ้นงานด้วย หากนักเรียนประดิษฐ์ ช้ินงานขึ้นมาโดยมิได้ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ถือว่าเป็นส่ิงประดิษฐ์ท่ีไม่ใช่โครงงานวิทยาศาสตร์ ตัวอย่าง โครงงานประเภทส่ิงประดิษฐ์ เชน่ กรงดกั แมลง เครอ่ื งโรยปุย๋ ยางพารา เครอ่ื งย่ายางพารา เครื่องตไี ข่สาหรบั เด็ก เครอ่ื งให้อาหารปลา เครอื่ งแยกไขแ่ ดง ตู้อบพลงั งานแสงอาทิตยท์ อู นิ วัน กล่องอบแหง้ พลังงานแสงอาทติ ยร์ ปู ทรงแปดเหลยี่ ม 4. โครงงานประเภททฤษฎี โครงงานประเภทนี้ เป็นโครงงานที่เสนอทฤษฎี หลกั การหรือแนวคิดใหม่ๆ ซ่งึ อาจอยู่ในรูปของสูตร สมการ หรือคาอธบิ าย โดยผูเ้ สนอได้ตง้ั กตกิ าหรือข้อตกลงขน้ึ มาเอง แล้วเสนอทฤษฎีหลักการ แนวความคิด หรือ จินตนาการของตนเองตามกติกาหรือข้อตกลงนน้ั หรืออาจใชก้ ตกิ าหรือขอ้ ตกลงมาอธบิ ายส่ิงหรอื ปรากฏการณ์ต่างๆ ใน แนวใหม่ ทฤษฎี หลักการ แนวความคิด หรอื จนิ ตนาการท่ีเสนอนี้ อาจจะใหมย่ งั ไม่มใี ครคิดมาก่อนหรืออาจ ขัดแย้งกับทฤษฎเี ดิม หรอื เป็นการขยายทฤษฎหี รอื ความคิดเดมิ ก็ได้ การทาโครงงานประเภทนี้ จดุ สาคญั อย่ทู ่ผี ู้ทาต้องมีความรู้พื้นฐานในเรื่องนนั้ เปน็ อย่างดี จึงจะสามารถ เสนอโครงงานประเภทนไี้ ด้อย่างมีเหตผุ ลนา่ เชื่อถือ โดยทัว่ ๆ ไป โครงงานประเภทนี้ มักเป็นโครงงานทางคณติ ศาสตร์ หรอื วทิ ยาศาสตรบ์ รสิ ุทธ์ิ ตวั อยา่ งของโครงงานประเภทนี้ เช่น การอธิบายอวกาศแนวใหม่ ทฤษฎีของจานวนเฉพาะ โครงงานวิทยาศาสตร์ ได้มาจากปญ๎ หาหรือข้อสงสัย ซ่ึงควรจะเป็นป๎ญหาที่ใกล้ตัวของผู้เรียน พยายามอย่าให้ผู้เรียนคิด ป๎ญหาท่ีไกลตัวเกนิ ความสามารถของเด็กที่จะทาได้ ตัวอยา่ งการได้มาซึ่งโครงงานวทิ ยาศาสตร์ ได้แก่  ป๎ญหาใกลต้ วั  ป๎ญหาในท้องถ่นิ  ความสนใจส่วนตวั  การสังเกตสิง่ ต่างๆ ใกล้ตัว  คาบอกเล่าของผอู้ นื่  การทดลองเลน่  การทาปฏบิ ตั ิการ  โครงงานอื่นที่เคยมผี ูท้ าไวแ้ ลว้  การตงั้ คาถามของครูใหน้ กั เรียนคิด  ฝกึ ตั้งป๎ญหา  การทา Web ระดมความคิด เพ่อื หาเรื่องทจี่ ะทาโครงงาน

7. วธิ ีทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ 2. ต้งั สมมุติฐาน 104 1. กาหนดปัญหา 3. ออกแบบการทดลอง 6. นาเสนอ 5. อภิปรายและสรุปผล 4. ทดลอง ขน้ั ตอนการทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ 1. กาหนดปัญหา  2. ต้ังสมมุติฐาน ต้งั ปัญหาหรือสมมุติฐานเก่ียวกบั ปัญหา กาหนดตวั แปรท่ีสงสยั (ตวั แปรตน้ ) ผล เพือ่ ที่ ตามมาจากการสงสยั (ตวั แปรตาม) และ ตอบคาถามของปัญหาน้นั  จะตอ้ งควบคุมตวั แปรใดบา้ ง เพือ่ ใหไ้ ด้ ข4อ้. มูลททด่ีลนอ่าง 3. ออกแบบการทดลอง เชื่อถเปือ็ น(กตาวั รแปปฏริบควตั บิจรคิงุมซ) ่ึงจะตอ้ งทดลอง หลาย ๆ คร้ัง อยา่ งนอ้ ยตอ้ ง 3 คร้ัง เพอ่ื จะ เป็ นการบอกความสัมพนั ธ์ระหว่างตัว ไดผ้ ลท่ีน่าเช่ือถือ การทดลองบางคร้ังผลการ ทดลองอาจขดั แยง้ กนั ตอ้ งเพ่มิ การทดลอง แปรท้งั หมดให้เป็ นรูปธรรมซ่ึงสามารถ  ใหม้ ากข้ึนเป็น 5 คร้ัง หรือ 10 คร้งั แลว้ จึงใช้ ปฏิบตั ิไดจ้ ริงและน่าเชื่อถือวา่ จะตอ้ งใช้ วธิ ีเฉลี่ยขอ้ มูล หรือเลือกคร้ังท่ีเป็นไปไดม้ าก ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ท่ีสุด เป็ นผลการทดลอง ขอ้ มลู ท่ีไดจ้ ะตอ้ งบนั ทึกและนาเสนอ ใดบ้าง จะเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างไร ท้งั หมด มิใช่เลือกเฉพาะขอ้ มลู ที่เป็ นไปตาม สมมุติฐานเท่าน้นั 5. แอผอยเูล้ รภา่ะียปิงกนไราลรนยุ่มาแขลคะอ้วสมบรลู ุปคตผุมา่ลหง ๆรือทกี่ไลดุ่มจ้ ทากดกลาอรงเป็ น หากครูท่ีปรึกษาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ ให้ ทดลองมาประเมินผลและอภิปรายโดย นกั เรียนนาเสนอแต่เฉพาะขอ้ มลู ดงั กลา่ ว แลว้ อาจทาใหน้ กั เรียนเป็ นคนไมซ่ ื่อสตั ย์ การศึกษาจากเอกสารหรือหลกั ฐาน เพื่อ ขาดเจตคติที่ดีทางวทิ ยาศาสตร์ นามาประกอบในการหาเหตุผลหรือขอ้ สรุปผลการทดลอง 6. นาเสนอ ผเู้ รียนนาเสนอขอ้ มูลที่ไดม้ าของความรู้ใหม่ กระบวนการทางาน โดยการเขียนรายงานและ จดั ป้ายนิเทศ เพอ่ื แสดงโครงงานวทิ ยาศาสตร์ที่ ไดจ้ ดั ทา

105 ตวั อยา่ งโครงงานวิทยาศาสตร์ ข้นั ตอนโครงงานวิทยาศาสตร์ โครงงานวิทยาศาสตร์ หมายถึงการทากจิ กรรมทางวิทยาศาสตรช์ นดิ หน่ึงท่ีผ้ทู าโครงงานจะต้องนาเอาวิธกี าร ทางวิทยาศาสตร์ (secientific method) และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (science process) มาใช้เพื่อศึกษา หาทางแก้ปญ๎ หาเร่ืองใหม่ ๆ หรือประดิษฐ์คดิ คน้ สงิ่ ใหม่ ๆโดยผทู้ าโครงงาน เปน็ ผ้คู ดิ เรื่องหรือเลือกเร่อื งท่ตี ้องการศกึ ษา มีการวางแผนดาเนนิ การ (ลงมอื ปฏิบัติ) บันทึกผล วเิ คราะห์ข้อมูล สรุปผลและเสนอผลงานดว้ ยตนเอง ตั้งแต่ต้นจน สาเร็จทุกขน้ั ตอน การทาโครงงานวิทยาศาสตร์ ขน้ั ที่ 1การคดิ และเลือกชื่อเร่อื งหรือป๎ญหาทจ่ี ะศึกษา ขน้ั ตอนนเี้ ป็นขนั้ ทส่ี าคัญท่ีสุดและยากทีส่ ุดตามหลกั การแล้วนกั เรยี นควรจะเป็นผูค้ ิดและเลอื กหัวข้อเร่อื งทจี่ ะศกึ ษาดว้ ย ตนเองแต่ครูอาจมบี ทบาทหรือมสี ว่ นชว่ ยเหลือใหน้ ักเรียนสามารถคดิ หวั ข้อเร่ืองไดด้ ้วยตนเอง ดังจะได้กล่าวต่อไป การทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ ข้ันที่ 2การวางแผนในการทาโครงงาน ไดแ้ ก่การวางแผนวธิ ีดาเนนิ งานในการศึกษาค้นควา้ ท้งั หมด เช่น วสั ดุอปุ กรณท์ ีจ่ าเป็นต้องใชใ้ นการออกแบบการทดลอง และควบคุมตัวแปรวธิ ดี าเนินการรวบรวมขอ้ มูล การวางแผนปฏิบตั งิ านอยา่ งคร่าว ๆวา่ จะดาเนนิ การอยา่ งไรบา้ งเปน็ ขนั้ ตอน แล้วนาเสนออาจารย์ท่ีปรึกษาเพื่อขอคาแนะนาเพ่ิมเตมิ และขอความเหน็ ชอบ การทาโครงงานวิทยาศาสตร์ ขั้นที่ 3การลงมอื ทาโครงงาน ได้แก่การลงมือปฏิบตั ติ ามแผนงานทีไ่ ดว้ างไว้ลว่ งหน้าแล้วในข้นั ทส่ี องน่นั เองประกอบดว้ ยการเก็บรวบรวมข้อมูล การ สรา้ งหรอื การประดษิ ฐ์ การปฏิบัตกิ ารทดลองซง่ึ สดุ แลว้ แต่จะเป็นโครงงานประเภทใดและการค้นควา้ จากเอกสารต่าง ๆ แลว้ ดาเนนิ การวิเคราะห์ขอ้ มูล แบ่งความหมายของข้อมูลและสรุปผลของการศึกษาคน้ ควา้ การทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ ขัน้ ท่ี 4การเขียนรายงาน เปน็ การเสนอผลของการศึกษาค้นควา้ เปน็ ลายลกั ษณ์อักษรหรอื เป็นเอกสารเพ่ืออธบิ ายให้ผู้อ่ืนทราบรายละเอียด ทัง้ หมดของการทาโครงงานซึ่งจะประกอบด้วยปญ๎ หาท่ที าการศึกษาวตั ถุประสงค์ของการศึกษาวธิ ดี าเนินการศกึ ษา ค้นคว้า อุปกรณห์ รอื เครอ่ื งมือท่ใี ช้ ข้อมลู ต่าง ๆที่รวบรวมได้ ผลที่ไดจ้ ากการศกึ ษาคน้ คว้า ตลอดจนประโยชน์และ ขอ้ เสนอแนะต่าง ๆที่ไดจ้ ากการทาโครงงานวิทยาศาสตร์น้ัน ๆวธิ เี ขยี นรายงานโครงงานวทิ ยาศาสตร์ก็มีลักษณะและ แนวทางในการเขยี นเช่นเดียวกับการเขยี นรายงานผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์นน่ั เอง การทาโครงงานวิทยาศาสตร์ ขน้ั ท่ี 5การแสดงผลงาน เปน็ การเสนอผลงานท่ีได้ศึกษาคน้ ควา้ สาเรจ็ ลงแลว้ ใหผ้ ้อู ่นื ได้รับรู้และเข้าใจซ่ึงอาจกระทาได้หลายรูปแบบ เชน่ การจัด นิทรรศการการสาธิตแสดงประกอบการรายงานปากเปลา่ ฯลฯ ในการจัดแสดงผลงานของการทาโครงงานวิทยาศาสตรท์ ีค่ รูอาจกระทาไดใ้ นหลายระดบั เช่น 1. การจัดเสนอผลงานภายในช้นั เรียน 2. การจดั แสดงนทิ รรศการภายในโรงเรยี นเปน็ การภายใน 3. การจดั แสดงนทิ รรศการในงานประจาปีของโรงเรยี น 4. การส่งโครงงานเข้ารว่ มในงานแสดงหรอื ประกวดภายนอกโรงเรียนในระดับต่าง ๆ เชน่ ระดบั กลมุ่ โรงเรยี น ระดับจงั หวดั ระดับเขตการศึกษา และระดบั ชาติ เป็นต้น

106 ใบงานท่ี 1 ประเภทโครงงานวิทยาศาสตร์ จงบอกประเภทของโครงงานวทิ ยาศาสตร์ 1. กา้ นผกั ตบชวากับการลดปริมาณสารพิษในในควนั บหุ รี่ ..................................................................................................... .................................................... 2. เปลือกผลไม้ลบคาผดิ .................................................................................................... ..................................................... 3. เครือ่ งแยกไข่แดงไข่ขาว ......................................................................................................................................................... 4. การสารวจลกั ษณะทางพันธกุ รรมของนักเรยี นโรงเรยี นบ้านบางสาน .................................................................................................... ..................................................... 5. การอธิบายคลน่ื ยักษ์ สึนามิ .................................................................................................... ..................................................... 6. การทากระดาษสาจากใบพืช .................................................................................................... ..................................................... 7. ปิโตรเลียมเกดิ ขน้ึ ไดอ้ ย่างไร ......................................................................................................................................................... 8. เครอ่ื งให้อาหารปลาดุก .................................................................................................... ..................................................... 9. เตาอบพลังงานแสงอาทิตย์ .................................................................................................... ..................................................... 10. การวิเคราะหค์ ่ามุม โดยใชห้ ลกั ปโิ ตรเลียม ......................................................................................................................................................... ชื่อ – สกลุ …………………………………………………………………รหัสนกั ศึกษา…………………………………………

107 แผนการจดั การเรยี นรู้รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ ครง้ั ท่ี 3 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ กศน.ตาบลอีงอ่ ง 1. สัปดาห์ท่ี 12 วันท่ี 27 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2565 เวลา 09.00-12.00น. 2. วชิ า วิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า พว21001 จานวน 4 หน่วยกิต 3. มาตรฐานที่ 2.2 มคี วามรูค้ วามเข้าใจ และทักษะพนื้ ฐานเกย่ี วกบั คณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 4. หน่วยการเรยี นร้/ู เรื่อง เกณฑ์ในการจาแนกสาร 5. สาระสาคัญ สารเพือ่ ชวี ติ การจาแนกสาร ธาตแุ ละสารประกอบ สารละลาย กรด-เบส สารและ ผลติ ภัณฑในชีวติ 6. เนอ้ื หา 1. เกณฑ์ ในการจาแนกสาร 2. การใช้สถานะใชเ้ นื้อสาร 3. สมบตั ขิ องธาตุ สารประกอบสารละลาย สารผสม 7. จดุ ประสงค์การเรียนรู้/ผลการเรยี นรู้ทคี่ าดหวงั (ดจู ากผังการออกข้อสอบ) 1.อธิบายความแตกต่างและจาแนกธาตุ สารประกอบ สารละลาย และสารผสม 2. สามารถจาแนกสารโดยใช้เนอ้ื สารและสถานะเป็นเกณฑ์ 8. การบรู ณาการกบั หลักแนวคดิ ของเศรษฐกิจพอเพยี ง (2 เงอ่ื นไข 3 หลกั การ การเช่อื มโยงสู่ 4 มติ ิ) ความรู้ สรปุ ความ จบั ประเดน็ สาคัญของเร่อื งการจาแนกสาร คณุ ธรรม - มคี วามตง้ั ใจ - มคี วามขยนั - มคี วามคดิ สร้างสรรค์ พอประมาณ - เนื้อหาวชิ าท่ีเรียนรมู้ คี วามเหมาะสมกบั วัยของผู้เรียนและใช้เวลาเหมาะสมกบั เน้ือหา - ผเู้ รยี นเลอื กวิชาทีส่ ามารถศึกษาเองไดเ้ ป็นการเรยี นแบบ กรต. มเี หตุผล - เลือกใช้สารเคมีท่ีเหมาะสมและเกดิ ประโยชน์ มีภมู ิคุ้มกนั - มคี วามรู้เรอ่ื งการจาแนกสาร - มีความรู้เรือ่ งการใช้สารเคมี วัตถุ - ได้จาแนกสารโดยวิธแี ตกต่างกนแลว้ แต่ชนดิ ของสาร สังคม - ผ้เู รยี นแลกเปล่ยี นความคิดเหน็ ร่วมกันได้ - ผเู้ รียนใชก้ ระบวนการกลุ่มได้อยา่ งเหมาะสม

108 ส่ิงแวดล้อม - รจู้ ักการใช้สารที่อนุรักษ์ทรพั ยากรสิง่ แวดล้อม วฒั นธรรม - ผลิตภัณฑแ์ ละวธิ ีการใชส้ ารเคมที ี่มีการบอกต่อๆกัน 9. กระบวนการจัดการเรียนรแู้ ละกจิ กรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 กาหนดสภาพปญั หาการเรียนรู้ (O : Orientation) 1. ครสู ร้างความคนุ้ เคยกับผเู้ รียนทาความเข้าใจเน้ือหาวิชาวิทยาศาสตร์เร่ืองเกณฑ์ในการจาแนกสาร ช้แี จงตวั ช้ีวดั ของหน่วยการเรียนรู้ 2. ครูทกั ทายกลา่ วนาอธิบายการกาหนดเปาู หมายและการวางแผนการเรียนรู้เกณฑ์ในการจาแนกสาร สมบตั ขิ องธาตสุ ารประกอบ สารละลาย สารผสม ขัน้ ท่ี 2 แสวงหาข้อมลู และจัดการเรยี นรู้ (N : New ways of learning) 1. ครูและผู้เรียนวางแผนวิธกี ารเรียนรเู้ นือ้ หาที่กาหนด 2. ผู้เรียนแบง่ กล่มุ ตามหัวข้อท่ีกาหนดให้โดยวธิ กี ารจบั ฉลาก 1. เกณฑใ์ นการจาแนกสาร 2. สมบตั ิของธาตุ สารประกอบ สารละลาย สารผสม 3. ผเู้ รียนศกึ ษาใบความร้จู ากทีแ่ ต่ละกลุ่มจับฉลากได้ และสอ่ื อนิ เตอร์เน็ต โดยให้เวลาศึกษา 15 นาที 4. ผ้เู รยี นแตล่ ะกลมุ่ ส่งตวั แทนนาเสนอเรื่องท่ีศึกษา กลุ่มละไม่เกิน 5 นาที หนา้ ช้นั เรยี น 5. ผเู้ รียนทาแบบทดสอบเรอื่ งสมบัตขิ องสาร เพ่ือทดสอบความเข้าใจ ขน้ั ท่ี 3 การปฏิบัติและการนาไปใช้ (I : Implementation) 1. ครแู ละผู้เรยี นสรุปเนื้อหาท่ไี ด้เรียนร้รู ่วมกนั ข้นั ท่ี 4 การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ (E : Evaluation) 1. ผเู้ รียนมีสว่ นร่วมในการประเมินแบบฝึกหัดของแตล่ ะกลุ่มโดยการเขียนช่ือตนเองไวใ้ นใบงาน 2. ครสู งั เกตจากการมีส่วนรว่ มของผู้เรียน 10. ส่ือ/แหล่งเรยี นรู้ 1. หนังสือเรยี น 2. แบบฝกึ หัด 3. ใบงาน 4. ใบความรู้ 5. สอื่ อนิ เตอร์เน็ต 11. การวดั และประเมินผล 10.1วธิ กี ารวัดและประเมนิ ผล - ใบงาน - แบบทดสอบก่อนเรยี น – หลังเรียน

109 10.2 เครือ่ งมอื วดั และประเมินผล - ผลจากการตรวจใบงาน - คะแนนแบบทดสอบกอ่ นเรียน – หลงั เรียน 10.3 เกณฑก์ ารวัดและการประเมนิ ผล - ใบงานคะแนนเตม็ 10คะแนน - แบบทดสอบก่อนเรียน – หลงั เรียนเกณฑ์การประเมิน ผา่ น และไมผ่ ่าน กจิ กรรมเสนอแนะ ................................................................................................................................................................................. ... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ลงชอ่ื …………………………………………….ครูผสู้ อน (นายจิรศักด์ิ วงศเ์ สน) ครู กศน.ตาบล ข้อเสนอแนะของผู้บรหิ าร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………........... ...................................................................................... ................................................................................................ ลงชื่อ………………………………………………………ผ้อู นุมตั แิ ผน (นางปท๎ มาภรณ์ ศรีเนตร) ผ้อู านวยการ กศน.อาเภอจตุรพักตรพิมาน

110 บนั ทึกหลังการจัดการเรียนรู้ กศน.ตาบลองี ่อง ครั้งที่ 12 วนั /เดอื น/ปวี ันท่ี 27 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2565 ครูผสู้ อนนายจริ ศกั ด์ิ วงศเ์ สน ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น เวลา 09.00-12.00 น. สาระความรู้พืน้ ฐาน รายวชิ า วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา พว21001 จานวนผเู้ รียนท้ังหมด ............... คนเขา้ เรยี น…………………คน ไมเ่ ขา้ เรยี น……………………….คน 1. ผลการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้การประเมนิ โดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรยี น - หลงั เรยี น พบวา่ คะแนนการทดสอบหลังเรยี น มากกวา่ กอ่ นเรยี นจานวน ........ คนคิดเปน็ ร้อยละ............ คะแนนการทดสอบหลงั เรยี น นอ้ ยกวา่ ก่อนเรยี นจานวน ......... คนคดิ เป็นร้อยละ............ 2. เน้ือหา/สาระ/รายวิชา ............................................................................................................................. ...................................... ...................................................................................................................................................... ............. 3. กจิ กรรมการเรียนการสอน ............................................................................................ ....................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... 4. ปัญหา/อุปสรรคการเรยี นการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................. .................................................................................. 5. แนวทางการแกป้ ัญหา ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ลงชอ่ื .........................................................(ผู้บันทึก) (นายจริ ศักดิ์ วงศเ์ สน) ครู กศน.ตาบล ความเหน็ /ข้อเสนอของผ้บู รหิ าร ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ลงชอื่ .................................................. (นางปท๎ มาภรณ์ ศรีเนตร) ผู้อานวยการ กศน.อาเภอจตุรพักตรพมิ าน

111 ใบความทร่ี ู้ 1 เรอ่ื งเกณฑ์ในการจาแนกสาร เรื่องท่ี 1 สมบตั ิของสารและเกณฑใ์ นการจาแนกสาร สมบตั ิของสารหมายถงึ ลักษณะเฉพาะตวั ของสารเชน่ เนอ้ื สารสีกลิ่นรสการนาไฟฟาู การละลายนา้ จดุ เดอื ดจดุ หลอมเหลวความเป็นกรด – เบสเปน็ ตน้ สารแต่ละชนดิ มสี มบตั เิ ฉพาะตวั ที่แตกตา่ งกนั แบ่งเปน็ 2 ประเภทคือ 1. สมบัตทิ างกายภาพของสารเปน็ สมบตั ิของสารทสี่ ามารถสังเกตได้งา่ ยเพื่อบอกลกั ษณะของสารอย่างคร่าวๆได้แก่ สถานะความแขง็ ความอ่อนสีกลิ่นลักษณะผลึกความหนาแน่นหรือเปน็ สมบตั ิท่ีอาจตรวจสอบได้โดยทาการทดลองอย่าง ง่ายๆได้แกก่ ารละลายนา้ การหาจดุ เดอื ดการหาจดุ หลอมเหลวหรอื จุดเยือกแข็งการนาไฟฟาู การหาความถ่วงจาเพาะการ หาความร้อนแฝง 2. สมบตั ทิ างเคมีหมายถึงสมบัตเิ ฉพาะตัวของสารที่เกย่ี วข้องกบั การเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมเี ช่นการเกิดสารใหมก่ าร สลายตัวให้ได้สารใหม่การเผาไหมก้ ารระเบดิ และการเกดิ สนมิ ของโลหะเปน็ ตน้ เกณฑใ์ นการจาแนกสาร ในการศึกษาเร่ืองสารจาเป็นต้องแบง่ สารออกเปน็ หมวดหม่เู พอื่ ให้งา่ ยต่อการจดจาสารโดยทัว่ ไปนยิ มใชส้ มบัติ ทางกายภาพด้านใดด้านหนงึ่ ของสารเปน็ เกณฑใ์ นการจาแนกสาร ซึง่ มีหลายเกณฑ์ดว้ ยกันเชน่ 1. ใชส้ ถานะเป็นเกณฑจ์ ะแบ่งสารออกได้เป็น 3 กลุ่มคือ 1.1 ของแข็ง ( solid ) หมายถงึ สารท่ีมลี ักษณะรปู ร่างไมเ่ ปล่ยี นแปลงและมรี ปู รา่ งเฉพาะตัวเน่ืองจากอนุภาค ในของแข็งจดั เรียงชดิ ตดิ กันและอัดแน่นอย่างมรี ะเบียบไม่มีการเคล่อื นทหี่ รอื เคล่อื นท่ีไดน้ ้อยมากไมส่ ามารถทะลุผา่ นได้ และไม่สามารถบีบหรือทาให้เลก็ ลงไดเ้ ชน่ ไมห้ ินเหล็กทองคาดนิ ทรายพลาสติกกระดาษเปน็ ต้น 1.2 ของเหลว ( liquid ) หมายถงึ สารทีม่ ีลักษณะไหลได้มีรปู ร่างตามภาชนะที่บรรจเุ น่ืองจากอนุภาคใน ของเหลวอยู่หา่ งกันมากกว่าของแข็งอนภุ าคไมย่ ึดตดิ กนั จงึ สามารถเคลื่อนที่ไดใ้ นระยะใกลแ้ ละมแี รงดึงดดู ซึง่ กนั และกัน มีปริมาตรคงท่ีสามารถทะลุผ่านได้เช่นนา้ แอลกอฮอล์นา้ มนั พชื นา้ มันเบนซินเป็นตน้ 1.3 แก๊ส ( gas ) หมายถึงสารทลี่ กั ษณะฟูุงกระจายเต็มภาชนะทบี่ รรจุเนื่องจากอนุภาคของแก๊สอยู่ห่างกันมาก มพี ลงั งานในการเคลื่อนที่อยา่ งรวดเรว็ ไปไดใ้ นทุกทิศทางตลอดเวลาจงึ มีแรงดึงดูดระหว่างอนภุ าคน้อยมากสามารถทะลุ ผ่านไดง้ า่ ยและบีบอัดให้เล็กลงไดง้ ่ายเชน่ อากาศแกส๊ ออกซิเจนแก๊สหงุ ต้มเปน็ ตน้ 2. ใชค้ วามเปน็ โลหะเปน็ เกณฑแ์ บ่งไดเ้ ป็น 3 กลุม่ คือ 2.1 โลหะ ( metal) 2.2 อโลหะ ( non-metal ) 2.3 ก่งึ โลหะ ( metaliod ) 3. ใช้การละลายน้าเปน็ เกณฑ์แบง่ ได้ 2 กลุ่มคอื 3.1 สารท่ลี ะลายน้า 3.2 สารท่ไี มล่ ะลายนา้ 4. ใช้เนือ้ สารเปน็ เกณฑ์แบ่งออกเป็น 2 กลมุ่ คอื 4.1 สารเนอื้ เดียว ( homogeneous substance ) 4.2 สารเนอื้ ผสม ( heterogeneous substance

112 ใบความรทู้ ่ี 2 สมบัติของธาตุสารประกอบสารละลายสารผสม ธาตุ (Element) หมายถึงสารบริสุทธิ์ที่มีองค์ประกอบอย่างเดียวธาตุไม่สามารถจะนามาแยกสลายให้ กลายเป็นสารอื่นโดยวิธีการทางเคมีธาตุมีท้ังสถานะที่เป็นของแข็งเช่นธาตุสังกะสี(Zn) ตะก่ัว (Pb) เงิน (Ag) และดีบุก (Sn) , เปน็ ของเหลวเชน่ ปรอท (Hg) เป็นก๊าซเช่นไนโตรเจน (N2) ฮเี ลยี ม (He) ออกซเิ จน (O2) ไฮโดรเจน (H2) เปน็ ต้น สารประกอบ (compound) หมายถึง “สารบริสุทธิ์เน้ือเดียวท่ีเกิดจากธาตุต้ังแต่สองชนิดข้ึนไปเป็น องค์ประกอบ” สารประกอบเกิดจากการรวมตัวของธาตุโดยวิธีการทางเคมีสามารถแยกสลายให้เกิดเป็นสารใหม่หรือ กลับคืนเป็นธาตุเดิมได้สารประกอบจะมีสมบัติเฉพาะตัวท่ีแตกต่างจากธาตุเดิมเช่นน้ามีสูตรเคมีเป็น H2O น้าเป็น สารประกอบท่ีเกิดจากธาตุไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน (O) แต่มีสมบัติแตกต่างจากไฮโดรเจนและออกซิเจนน้าตาล ทรายประกอบด้วยธาตคุ ารบ์ อน ( C ),ไฮโดรเจน (H) ,และออกซิเจน (O) เปน็ ตน้ สารละลาย (solution) หมายถงึ สารเนือ้ เดยี วท่ไี มบ่ ริสทุ ธิ์เกิดจากสารตงั้ แต่ 2 ชนดิ ขน้ึ ไปมารวมกนั สารผสมหมายถึงสารที่มีองค์ประกอบภายในแตกต่างกันหรือสารท่ีเน้ือไม่เหมือนกันทุกส่วนเช่นพริกเกลือ คอนกรีตดนิ หรอื อาจเป็นสารต้ังแตส่ องชนิดข้ึนไปผสมกันอยโู่ ดยท่ีสารเหล่าน้ียังมีสมบตั เิ หมอื นเดิมและสามารถแยกออก จากกันได้โดยวธิ งี า่ ยๆ

113 แบบฝกึ หดั คาชแ้ี จงจงเลือกคาตอบที่คิดว่าถกู ต้องทส่ี ุดเพยี งคาตอบเดยี วในแต่ละข้อ 1) ขอ้ ใดไม่ใชส่ สาร ก. เกลือแกงใสล่ งในอาหาร ข. เสยี งของสนุ ขั หอน ค. น้าแกงกาลังเดือด ง. สายไฟทีท่ าจากพลาสตกิ 2) ทองเหลืองจัดเป็นสารประเภทใด ก. ธาตุ ข. สารประกอบ ค. สารละลาย ง. สารเน้ือผสม 3) ขอ้ ใดต่อไปน้เี ปน็ ความหมายของสารประกอบ ก. โมเลกลุ ของสารประกอบด้วยธาตุ 2 อะตอมข้ึนไป ข. สารที่ธาตเุ ปน็ ชนิดเดียวกัน ค. สารที่เกดิ จากธาตุ 2 ชนดิ ขึ้นไปมารวมกนั ง. ผลติ ภณั ฑ์ที่ได้จากการทาปฏิกิรยิ ากันของสาร 2 ชนดิ 4) ขอ้ ความตอ่ ไปนขี้ ้อใดถูกต้อง ก. สารละลายทุกชนิดเปน็ สารบรสิ ทุ ธ์ิ ข. สารบริสุทธ์บิ างชนดิ เป็นสารเนอ้ื เดียว ค. สารประกอบทุกชนดิ เปน็ สารเนอ้ื เดยี ว ง. ธาตบุ างชนดิ เป็นสารเน้ือเดียว 5) ถ้าจดั เหลก็ นา้ เชอื่ มและสารละลายกรดซัลฟิวริกใหอ้ ยู่ในกลุม่ เดยี วกนั จะต้องใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการจดั ก. การนาไฟฟาู ข. การละลาย ค. การเปน็ สารเน้อื เดียวกนั ง. สมบตั เิ ปน็ กรด-เบส 6) วิธีการกลั่นน้าใหบ้ รสิ ุทธ์แิ บบธรรมดาจะไมเ่ หมาะสมเม่ือนามาใช้กับอะไร ก. น้าทะเล ข. นา้ คลอง ค. น้าผสมแอลกอฮอล์ ง. สารละลายโพแทสเซียมคลอไรด์ 7) การแยกนา้ มันดบิ สว่ นใหญอ่ าศยั วธิ ีการแบบใด ก. การสันดาป ข. การกลนั่ ลาดับส่วน ค. การตกตะกอนลาดับสว่ น ง. การสลายตัวด้วยความรอ้ น 8) กรดในข้อใดเปน็ กรดอนิ ทรีย์ทง้ั หมด ก. น้ามะขามกรดไฮโดรคลอริก ข. นา้ มะนาวกรดไนตริก ค. กรดแอซิตกิ นา้ มะนาว ง. นา้ มะขามกรดซลั ฟิวริก 9) สารใดตอ่ ไปนมี้ สี ภาพเป็นเบสทั้งหมด ก. นา้ มะนาวนา้ อดั ลม ข. นา้ มะขามน้าเกลือ ค. สารละลายผงซักฟอกน้าข้ีเถ้า ง. สารละลายยาสฟี น๎ น้ายาลา้ งจาน 10) สบู่เกดิ จากปฏกิ ริ ยิ าเคมีระหวา่ งส่งิ ใด ก. แชมพูกับน้ามันพืช ข. กรดกบั ไขมนั สัตว์ ค. ไขมันสัตว์กับน้าขเ้ี ถา้ ง. ไมม่ ีข้อใดถูก

114 เฉลยแบบทดสอบเรือ่ งสารและการจาแนกสาร 1. ข 6. ง 2. ก 7. ข 3. ค 8. ก 4. ค 9. ค 5. ก 10. ง

115 แผนการจดั การเรยี นรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ ครงั้ ที่ 4 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้ กศน.ตาบลองี ่อง 1. สัปดาหท์ ี่ 13 วนั ท่ี 3 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2564 เวลา 09.00-12.00น. 2. วิชา วิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า พว21001 จานวน 4 หน่วยกติ 3. มาตรฐานท่ี 2.2 มีความรคู้ วามเขา้ ใจ และทักษะพืน้ ฐานเกี่ยวกบั คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 4. หน่วยการเรยี นรู้/เรอ่ื ง งานและพลังงาน 5. สาระสาคัญ ความหมายของงานและพลงั งาน รปู ของพลงั งานประเภทต่าง ๆ พลงั งานไฟฟูา กฎของโอห์มการตอ่ วงจรความ ตา้ นทานแบบตา่ ง ๆ การคานวณหาคา่ ความต้านทาน การใช้ประโยชนจ์ ากไฟฟูาในชีวติ ประจาวัน และการอนรุ ักษ์ พลงั งานไฟฟาู แสงและคณุ สมบัติของสาร เลนส์ชนดิ ตา่ ง ๆ ประโยชน์และโทษของแรงต่อชวี ติ แหลง่ กาเนดิ ของพลงั งาน ความร้อน การนาความร้อนไปใชป้ ระโยชนพ์ ลงั งานทดแทน 6. เนือ้ หา เรอื งท่ี 1 ความหมายของงานและพลังงาน เรอื งท่ี 2 รูปของพลงั งานประเภทตา่ ง ๆ เรืองที่ 3 ไฟฟาู เรืองท่ี4 แสง 7. จดุ ประสงค์การเรียนรู้/ผลการเรยี นรู้ทค่ี าดหวัง (ดูจากผงั การออกข้อสอบ) 1. อธบิ ายความหมายของงานและพลงั งานในรปู แบบต่าง ๆ ได้ 2. ต่อวงจรไฟฟูาอยา่ งงา่ ยได้ 3. ใช้กฎของโอห์มในการคานวณได้ 4. บอกวิธกี ารอนุรักษแ์ ละประหยัดพลังงานได้ 5. อธิบายสมบตั ิของแสง พลังงานความร้อน และนาไปใช้ประโยชน์ในชวี ิตประจาวนั ได้ 6. อธิบายพลงั งานทดแทนและเลอื กใชไ้ ด้ 8. การบรู ณาการกบั หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง (2 เง่ือนไข 3 หลกั การ การเชื่อมโยงสู่ 4 มติ )ิ ความรู้ สรปุ ความ จบั ประเด็นสาคัญของเรือ่ งงานและพลงั งาน คณุ ธรรม - มคี วามต้งั ใจ - มีความขยนั - มีความซื่อสัตย์ พอประมาณ - เนื้อหาวชิ าทเี่ รียนรมู้ คี วามเหมาะสมกบั วัยของผู้เรียนและใชเ้ วลาเหมาะสมกบั เนื้อหา - ผ้เู รียนเลือกวชิ าทส่ี ามารถศึกษาเองไดเ้ ปน็ การเรยี นแบบ กรต. มเี หตผุ ล - ผเู้ รียนนาวสั ดุทมี่ มี าปรับใชใ้ นการทาพลงั งานทดแทน

116 มภี มู ิคุม้ กัน - มีความรเู้ รอ่ื งงานและพลงั งาน - มคี วามรูเ้ รือ่ งการใชป้ ระโยชน์จากพลังงานแตล่ ะประเภท วัตถุ - การใชว้ ัสดอุ ุปกรณแ์ ตล่ ะชนิดจนทาใหเ้ กดิ ประเภทของงานและพลังงานแต่ละประเภท สังคม - ผู้เรียนแลกเปลีย่ นความคดิ เห็นรว่ มกันได้ - ผูเ้ รียนใช้กระบวนการกลุ่มได้อยา่ งเหมาะสม สงิ่ แวดล้อม - ใชว้ สั ดอุ ปุ กรณท์ ีม่ ีในท้องถ่นิ และอนุรักษส์ ่ิงแวดล้อมได้ วฒั นธรรม - ใชว้ ัสดใุ นท้องถิ่นนามาประดษิ ฐ์และใช้ให้เกดิ แรงต่างๆ 9. กระบวนการจดั การเรยี นรู้และกจิ กรรมการเรียนรู้ ข้นั ท่ี 1 กาหนดสภาพปัญหาการเรยี นรู้ 1. ครสู ร้างความคุ้นเคยกบั ผ้เู รียนทาความเข้าใจเนื้อหาวิชาวิทยาศาสตรเ์ รอ่ื งงานและพลงั งานชีแ้ จง ตวั ชี้วดั ของหนว่ ยการเรียนรู้ 2. ครทู กั ทายกลา่ วนาอธิบายการกาหนดเปาู หมายและการวางแผนการเรียนร้เู ร่อื งงานและพลงั งาน ขน้ั ที่ 2 แสวงหาขอ้ มลู และจัดการเรียนรู้ 1. ครอู ธบิ ายเร่ืองงานและพลังงาน และประโยชน์ของการนาไปใช้ 2. ผ้เู รยี นศกึ ษาใบความรู้ และสือ่ อนิ เตอรเ์ นต็ 3. ผเู้ รยี นแต่ละกลุ่มสง่ ตัวแทนนาเสนอเรื่องทีศ่ ึกษา กลุ่มละไมเ่ กนิ 5 นาที หนา้ ชน้ั เรยี น 4. ผเู้ รียนทาแบบทดสอบเร่อื งงานและพลังงานเพื่อทดสอบความเข้าใจ ขั้นท่ี 3 การปฏิบตั ิและการนาไปใช้ 1. ครูและผู้เรยี นสรุปเน้ือหาท่ไี ด้เรยี นรรู้ ว่ มกนั ขั้นท่ี 4 การประเมินผลการเรียนรู้ 1. ผเู้ รียนมสี ่วนรว่ มในการประเมนิ แบบฝึกหัดของแต่ละกลุ่มโดยการเขยี นช่ือตนเองไว้ในใบงาน 2. ครสู ังเกตจากการมีส่วนร่วมของผูเ้ รยี น 10. ส่อื /แหล่งเรยี นรู้ 1. หนังสือเรียน 2. แบบฝกึ หัด 3. สอื่ อินเตอร์เน็ต 11. การวัดและประเมนิ ผล 11.1วธิ ีการวัดและประเมนิ ผล - ใบงาน - แบบทดสอบก่อนเรียน – หลงั เรยี น

117 11.2 เครอื่ งมอื วดั และประเมินผล - ผลจากการตรวจใบงาน - คะแนนแบบทดสอบกอ่ นเรียน – หลงั เรยี น 11.3 เกณฑก์ ารวดั และการประเมนิ ผล - ใบงานคะแนนเตม็ 10คะแนน - แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรยี นเกณฑ์การประเมิน ผา่ น และไมผ่ า่ น กจิ กรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ....................................................... .................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ลงชอื่ …………………………………………….ครผู ู้สอน (นายจิรศกั ด์ิ วงศเ์ สน) ครู กศน.ตาบล ข้อเสนอแนะของผู้บริหาร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………........... ........................................................................................................................................................ .............................. ลงชอื่ ………………………………………………………ผอู้ นมุ ตั แิ ผน (นางปท๎ มาภรณ์ ศรีเนตร) ผ้อู านวยการ กศน.อาเภอจตุรพักตรพิมาน

118 บนั ทกึ หลังการจดั การเรยี นรู้ กศน.ตาบลอีง่อง ครั้งท่ี 13 วนั /เดือน/ปวี นั ที่ 3 เดือนสงิ หาคม พ.ศ. 2565 ครูผู้สอนนายจริ ศกั ดิ์ วงศ์เสน ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ เวลา 09.00-12.00 น. สาระความรู้พนื้ ฐาน รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหัสวชิ า พว21001 จานวนผ้เู รียนทั้งหมด ............... คนเข้าเรียน…………………คน ไม่เข้าเรียน……………………….คน 1. ผลการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้การประเมนิ โดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรยี น - หลงั เรยี น พบว่า คะแนนการทดสอบหลงั เรยี น มากกว่าก่อนเรียนจานวน ........ คนคดิ เป็นร้อยละ............ คะแนนการทดสอบหลงั เรยี น นอ้ ยกว่าก่อนเรยี นจานวน ......... คนคดิ เป็นร้อยละ............ 2. เนอ้ื หา/สาระ/รายวิชา ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... 3. กจิ กรรมการเรยี นการสอน .............................................................................................................................................................. ..... ............................................................................................................................. ...................................... 4. ปญั หา/อปุ สรรคการเรียนการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................... ................ 5. แนวทางการแก้ปัญหา ............................................................................................. ...................................................................... ............................................................................................................................. ..................................... ลงชื่อ.........................................................(ผู้บันทกึ ) (นายจิรศกั ด์ิ วงศ์เสน) ครู กศน.ตาบล ความเห็น/ข้อเสนอของผ้บู รหิ าร .................................................................................................. ................................................................. ............................................................................................................................. ...................................... ลงชอื่ .................................................. (นางปท๎ มาภรณ์ ศรีเนตร) ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอจตรุ พกั ตรพิมาน

119 ใบความรู้ เรอ่ื ง งานและพลังงาน งานและพลงั งาน งาน (Work) คอื ปรมิ าณของพลังงานทเ่ี ป็นผลมาจากแรงซึ่งกระทาต่อวตั ถุ ก่อนส่งผลใหว้ ตั ถุดงั กลา่ วเคลื่อนท่ี ไปตามแนวแรงได้ในระยะทางหนงึ่ ซง่ึ ในระบบเอสไอ (SI) งานเปน็ ปริมาณสเกลาร์ (Scalar) เชน่ เดยี วกับพลังงาน มี หนว่ ยเปน็ นิวตันเมตร (N•m) หรือ จูล (J) สามารถคานวณไดจ้ ากความสัมพันธ์ ดงั ต่อไปน้ี W=Fxs เมื่อ W = งานทเ่ี กดิ ข้ึนจากแรงกระทา F = แรงที่กระทาตอ่ วัตถุ มหี น่วยเป็นนิวตนั (N) s = ระยะทางท่ีวตั ถุเคล่ือนทไี่ ปตามแนวแรง มหี นว่ ยเป็นเมตร (m) ในทางฟิสิกส์ งานจะเกิดขึน้ ได้ ตอ่ เมื่อมแี รงมากระทาต่อวัตถุ แลว้ ทาใหว้ ัตถุมีการกระจัดอย่ใู นทิศทางหรือใน แนวเดียวกันกับแรง เช่น เมื่อยกกล่องท่ีมีน้าหนัก 30 นิวตัน ข้นึ จากพ้ืนไปวางบนชน้ั หนังสือทีส่ ูงจากพ้ืน 1.2 เมตร งานทีเ่ กดิ ขน้ึ จากแรงกระทาดังกล่าว สามารถคานวณไดจ้ ากสตู ร W = F x s ตวั อย่างเช่น จากแรงกระทา หรือ F = 30 นิวตนั และระยะทาง หรอื s = 1.2 เมตร W = 30 นิวตัน x 1.2 เมตร = 36 จูล ดังนน้ั งานทีท่ าไดม้ ีค่าเท่ากบั 36 จลู ซึง่ จากนยิ ามดงั กลา่ ว งานทเ่ี กดิ ขนึ้ จะมีค่าเปน็ บวก (+) เมื่อแรงและการกระจดั เปน็ ไปในทิศทางเดยี วกัน โดย งานที่ไดจ้ ะมีค่าเปน็ ลบ (-) ตอ่ เมอื่ แรงและการกระจัดเปน็ ไปในทศิ ทางตรงกันขา้ ม ขณะท่งี านจะมคี ่าเป็นศูนย์ (0) หาก แรงและการกระจดั เกดิ ข้นึ ในระนาบซึง่ ต้งั ฉากต่อกนั และกัน เนอื่ งจากแรงทกี่ ระทาไม่สามารถทาให้วัตถุเคล่ือนที่ไปจาก ตาแหนง่ เดมิ ได้ กาลัง (Power) คือ อตั ราของงานทีท่ าไดใ้ นหนง่ึ หน่วยเวลา โดยกาลังเป็นตัวชว้ี ดั ความสามารถในการทางานของทั้ง เครอ่ื งยนต์ มนุษย์ สตั ว์ หรือสง่ิ มีชวี ติ อืน่ ๆ โดยสามารถคานวณได้จากความสมั พันธ์ ดังตอ่ ไปน้ี P = W/t เมือ่ P = กาลงั มีหนว่ ยเปน็ วตั ต์ (W) W = งานทท่ี าได้ มีหนว่ ยเปน็ นวิ ตันเมตร หรือ จูล (J) t = ระยะเวลาของการทางาน มีหน่วยเป็นวินาที (s) พลงั งาน (Energy) คอื ความสามารถในการทางานของสิ่งมชี วี ติ วตั ถุ หรือสสารตา่ ง ๆ เชน่ การหายใจ การ เคลอ่ื นท่ี หรอื การเปลีย่ นแปลงสถานะของสสาร กระบวนการเหล่านสี้ ามารถดาเนนิ ต่อไปได้เพราะพลังงานในธรรมชาติ พลังงานเปน็ ปริมาณพน้ื ฐานของระบบ ซ่ึงไมม่ วี นั สญู สลาย แต่สามารถเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ ของพลังงาน ตาม “กฎการอนรุ กั ษ์พลงั งาน” (Law of Conservation of Energy) เช่น พลงั งานนวิ เคลียร์ พลังงานความร้อน หรือ พลงั งานไฟฟาู เป็นตน้

120 ประเภทของพลังงาน พลังงานแบ่งออกเป็น 6 ประเภท ตามลักษณะท่ีเห็นไดช้ ดั เจน ซึง่ ได้แก่ 1. พลังงานเคมี พลงั งานเคมีเปน็ พลังงานทีส่ ะสมอยใู่ นสารต่างๆ โดยอยู่ในพนั ธะระหวา่ งอะตอมในโมเลกุล เม่ือพนั ธะแตก สลาย พลังงานสะสมจะถกู ปลอ่ ยออกมาในรูปของความร้อนและแสงสว่าง เชน่ พลังงานทถ่ี ูกเก็บไว้ในแบตเตอรี่ พลงั งานในกองฟืน พลังงานในขนมช็อกโกแลต พลงั งานในถังน้ามัน เม่ือไมล้ กุ ไหมแ้ ล้วจะให้คารบ์ อนไดออกไซดแ์ ละไอ นา้ รวมถงึ ผลติ ของเสียอ่ืนๆ เช่น ขีเ้ ถ้า เนอื่ งจากเชื้อเพลิงทใี่ ชแ้ ต่ละชนิด มโี ครงสร้างทางเคมที ตี่ ่างกัน เมื่อใช้ในปรมิ าณเช้ือเพลิงทเ่ี ท่ากัน จงึ ให้ความร้อนไม่ เทา่ กัน ซง่ึ กา๊ ซธรรมชาตนิ ั้นให้ความรอ้ นมากกว่านา้ มนั และนา้ มันน้นั ก็ให้ความร้อนมากกวา่ ถ่านหิน 2. พลังงานความรอ้ น แหลง่ กาเนิดพลงั งานความรอ้ น มนษุ ยเ์ ราได้พลงั งานความร้อนมาจากหลายแหง่ ดว้ ยกัน เช่น จากดวงอาทติ ย์, พลงั งานในของเหลวร้อนใตพ้ ้ืนพภิ พ การเผาไหม้ของเช้ือเพลิง พลังงานไฟฟูา พลงั งานนวิ เคลยี ร์ พลังงานน้าในหม้อต้ม นา้ พลังงานเปลวไฟ ผลของความรอ้ นทาให้สารเกิดการเปลีย่ นแปลง เช่น อณุ หภูมสิ งู ขึ้น หรือมีการเปลยี่ นสถานะไป นอกจากนี้ พลังงานความรอ้ น ยังสามารถทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมไี ดอ้ ีกด้วย หน่วยที่ใชว้ ัดปรมิ าณความร้อน คือ แคลอรี่ โดยใชเ้ คร่ืองมอื ที่เรียกวา่ แคลอรีม่ ิเตอร์ 3. พลังงานกล พลงั งานกลเปน็ พลงั งานที่เกี่ยวข้องกับการเคล่ือนที่โดยตรง เชน่ กอ้ นหินทอี่ ยู่บนยอดเนนิ จะมีพลงั งานศักยก์ ล (Potential mechanical energy) อย่จู านวนหนึ่ง ขณะที่ก้อนหนิ กลง้ิ ลงมาตามทางลาดของเนิน พลังงานศักย์จะลดลง และเกิดพลังงานจลน์กลของการเคล่อื นท่ี (Kinetic mechanical energy) ข้ึนแทน สงิ่ มีชีวิตอาศัยพลังงานรูปนี้ในการทางานท่ีตอ้ งมีการ เคล่ือนไหวเปน็ ประจา เช่น การเดิน การขยับแขนขา การหยบิ วัตถุ เป็นตน้ 4. พลงั งานจากการแผ่รังสี พลังงานท่ีมาในรูปของคล่นื เชน่ แสง ความร้อน คล่ืนวทิ ยุ อนิ ฟาเรด อัลตราไวโอเลต รงั สเี อกซ์ รงั สคี อสมิก สงิ่ มีชวี ติ ต้องอาศยั พลังงานรปู น้ี ในกระบวนการที่สาคัญต่างๆ เช่น การมองเห็นภาพ การสังเคราะหด์ ้วยแสง การ ขยายพนั ธ์ชุ นดิ ท่ีขน้ึ อยูก่ ับชว่ งแสง อาจสรปุ ไดว้ ่า เปน็ พลงั งานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟูานั้นเอง ซ่ึงพลังงานรูปนม้ี บี ทบาท ตอ่ ความเป็นอยู่ปกติของส่งิ มีชีวิต และอาจจะไดพ้ ลงั งานท่ีได้รบั จากดวงอาทิตย์ พลังงานจากเสาสง่ สญั ญาณทวี ี พลังงานจากหลอดไฟ พลงั งานจากเตาไมโครเวฟ และพลงั งานจากเลเซอร์ทใี่ ช้อ่านแผ่นซดี ี เปน็ ตน้ 5. พลงั งานไฟฟา้ พลังงานท่ีไดจ้ ากปฏกิ ริ ิยาเคมีแบบหนงึ่ อนั มีผลใหเ้ กดิ กระแสไฟฟูาข้ึนได้ และกระแสไฟฟูาที่เกดิ ขน้ึ นจ้ี ะไหล ผ่านความตา้ นทานไฟฟูาได้ถ้าตอ่ ให้เป็นวงจร ผลจากกระแสไฟฟาู ดงั กล่าวอาจทาให้เกดิ ผลตา่ งๆ เชน่ ก่อให้เกิดอานาจ แมเ่ หลก็ เกิดความร้อนหรือแสงสวา่ ง พลังงานที่เกิดจากการผ่านขดลวดไปในสนามแม่เหลก็ พลังงานที่ใช้ขบั เคร่ือง คอมพิวเตอร์ และพลังงานท่ีได้จากเซลล์แสงอาทติ ย์ เป็นต้น 6. พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานท่ีถูกปล่อยออกจากสารกัมมนั ตภาพรังสี ท่ีมีอย่ใู นธรรมชาติหรอื ท่ีเกิดในเตาปฏิกรณ์ปรมาณูหรือ ระเบิดปรมาณู การเกดิ ฟิวชนั ของนิวเคลียร์เล็กมีหลักอยวู่ า่ ถ้านาเอาธาตเุ บาๆ ต้ังแต่ 2 ธาตุข้ึนไป มารวมกนั โดยมี พลังงานความร้อนอยา่ งสูงเข้าชว่ ย จะทาใหธ้ าตุเบาๆ น้รี วมกัน กลายเปน็ ธาตุใหม่ ซ่ึงหนักกว่าเดมิ

121 สว่ นฟิสชัน เกดิ จากปฏกิ ิรยิ าระหว่างการยิงอนุภาคบางชนดิ กบั นวิ เคลยี สของธาตหุ นกั ๆ ทาใหน้ ิวเคลียสของธาตุหนกั แตกแยกออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งแตล่ ะส่วนเปน็ ธาตทุ ่เี บากว่าเดิม และขนาดเกือบเท่าๆ กนั พลงั งานรปู น้มี บี ทบาทต่อความ เปน็ อยูป่ กติของส่ิงมีชวี ติ น้อย ประเภทของพลงั งานกล (Mechanical Energy) พลงั งานศักย์ (Potential Energy : Ep) คอื พลังงานทส่ี ะสมอยู่ในวัตถุหรอื สสารท่หี ยุดน่ิงอยกู่ ับที่ โดย พลงั งานศักยส์ ามารถจาแนกออกเปน็ 2 ประเภท ได้แก่ พลงั งานศักยโ์ นม้ ถ่วง (Gravitational Potential Energy) คือ พลังงานทีส่ ะสมอยู่ในวตั ถุ เน่อื งจากแรงโน้มถว่ งของ โลก เชน่ พลังงานของน้าในเข่ือน หรอื ก้อนหนิ บนภูเขาสูง ซ่ึงทาให้พลังงานศักยโ์ นม้ ถ่วงสามารถคานวณได้จาก ความสัมพันธ์ ดงั นี้ Ep = mgh เมื่อ Ep = พลังงานศกั ยโ์ นม้ ถว่ ง มีหน่วยเป็นนวิ ตันเมตร หรอื จูล (J) m = มวล มหี นว่ ยเปน็ กิโลกรมั (kg) g = ความเร่งจากแรงโนม้ ถ่วงโลก มีคา่ ราว 9.8 เมตรต่อวินาทีกาลังสอง (m/s2) h = ระยะความสูงของวัตถุ มหี น่วยเปน็ เมตร (m)  พลงั งานศกั ย์ยดื หยุ่น (Elastic Potential Energy) คือ พลงั งานท่สี ะสมอยู่ในวัตถุท่ีมีความหยดื หยุ่น โดย พลงั งานจะสะสมอยใู่ นรปู ของการหดตัว บิดเบย้ี ว หรือโค้งงอ จากการได้รับแรงกระทา ก่อนมแี รงดึงตัวกลบั เพื่อคนื สสู่ ภาพเดิม เชน่ สปรงิ ขดลวด หรอื นาฬกิ าไขลาน พลังงานจลน์ (Kinetic Energy : Ek) คอื พลงั งานท่เี กิดข้ึนในขณะทีว่ ตั ถุกาลังเคล่ือนที่ เชน่ การไหลของกระแสน้า การบินของนก และการเคลอื่ นทขี่ องรถยนต์ ซ่งึ พลงั งานจลนส์ ามารถคานวณไดจ้ ากความสมั พันธ์ ดงั นี้ Ek = ½ mv^2 เมอื่ Ek = พลงั งานจลน์ มีหน่วยเปน็ นวิ ตนั เมตร หรอื จูล (J) m = มวล มหี น่วยเปน็ กิโลกรัม (kg) v = ความเรว็ มีหน่วยเป็นเมตรตอ่ วนิ าที (m/s) ปจั จยั ที่มผี ลต่อพลังงานจลน์ คือ มวลของวัตถแุ ละความเร็วในการเคลื่อนท่ี ซึ่งโดยทวั่ ไปแลว้ วัตถุท่เี คลือ่ นท่ี ดว้ ยความเรว็ สงู มักมีพลังงานจลนม์ ากกว่าวตั ถุซ่ึงเคลื่อนท่ีด้วยความเร็วตา่ แต่ถ้าวตั ถดุ ังกล่าวเคลื่อนทีด่ ้วยความเร็ว เท่ากัน วตั ถุท่ีมีมวลมากกว่าจะมีพลงั งานจลน์มากกว่า

122 ใบงานวชิ าวิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานศกั ย์โนม้ ถว่ ง พลังงานจลน์ พลังงานกลและกฎการอนรุ กั ษ์พลังงาน ชอ่ื ....................................................สกุล........................................ระดบั ............................................ คาชแี้ จง : จงตอบคาถามต่อไปนใี้ หถ้ ูกต้องสมบูรณ์ 1. พลังงานกลคอื ................................................................................................................. .......... .............. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. พลงั งานศกั ยโ์ นม้ ถว่ งคอื .......................................................................................................................... …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. พลงั งานจลนค์ ือ............................................................................................................... ....................... …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. พลังงานจลนข์ องวตั ถุจะมากหรือน้อยข้นึ อยกู่ บั ...................................................................................... …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. พลงั งานศักย์ของวัตถจุ ะมากหรือน้อยข้ึนอยูก่ ับ...................................................................................... 6. จงหาพลังงานจลน์ของวัตถุมวล 4 กิโลกรมั เมือ่ เคลอ่ื นที่ดว้ ยความเร็ว 20 เมตรตอ่ วินาที …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 7. วตั ถุมวล 4 กโิ ลกรัม อยูส่ ูงจากพ้ืนดิน 10 เมตร จะมีพลังงานศักยเ์ ท่าใด (กาหนดค่า g = 9.8 m/s2 ) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… คาชี้แจง ใช้ข้อมลู ต่อไปนี้ตอบคาถามขอ้ 8 – 9 วตั ถมุ วล 10 กิโลกรมั ปล่อยจากตึกสงู จากพืน้ ดิน 20 เมตร 8. จงหาพลงั งานศกั ย์ของวัตถุ (กาหนดค่า g = 9.8 m/s2 ) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

123 แผนการจัดการเรยี นรู้รายวิชาทกั ษะการพฒั นาอาชีพ ครง้ั ท่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กศน.ตาบลอีงอ่ ง 1. สปั ดาหท์ ่ี 14วนั ท่ี 10 เดอื น สิงหาคม พ.ศ. 2565 เวลา 09.00-12.00น. 2. วชิ า ทักษะการพัฒนาอาชพี รหสั วิชา อช21002 จานวน 4 หนว่ ยกิต 3. มาตรฐานที่ 3.4 มีความรู้ ความเข้าใจ ในการพัฒนาอาชพี ให้มีความมั่นคง 4. หนว่ ยการเรยี นร/ู้ เรือ่ ง ความจาเปน็ ในการฝกึ ทักษะ กระบวนการผลิตกระบวนการตลาดท่ีใช้ นวัตกรรม เทคโนโลยี เพ่อื พฒั นาอาชีพ 5. สาระสาคญั การประกอบอาชีพจาเป็นตอ้ งมีการพัฒนาท้งั ด้านกระบวนการผลิต และกระบวนการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สนิ คา้ อยู่ในตลาดได้นาน โดยนานวัตกรรมเทคโนโลยมี าประยุกต์ใช้กับภมู ิป๎ญญาให้เหมาะสม นอกจากจะมีความรู้ ความสามารถในทักษะกระบวนการผลติ และกระบวนการตลาดแล้ว ผูป้ ระกอบธุรกจิ จาเป็นตอ้ งมีความสามารถดา้ นอื่นๆ ประกอบดว้ ย ไดแ้ ก่ การหาแหล่งทเี่ อื้อต่อการพฒั นาอาชพี ความเขา้ ใจในปรัชญา ของเศรษฐกจิ พอเพียงและการพฒั นาตนเองอยา่ งสม่าเสมอ จึงจะทาให้อาชพี มีความเขม้ แขง็ กอ่ นที่จะฝกึ ทักษะเพือ่ พัฒนาอาชพี จะตอ้ งทราบวา่ จะฝึกทักษะอะไรบา้ ง แลว้ วางแผนการฝกึ ว่าจะ ฝึกอยา่ งไร ที่ไหน เม่ือไร ระหว่างการฝึกควรมีการจดบันทึกเพ่อื สรุปเปน็ องค์ความรู้ 6. เน้อื หา 1. ความจาเปน็ ในการฝึกทักษะ เพื่อพัฒนาอาชีพ 2. ความจาเป็นในการพฒั นาการผลติ 3. ความจาเปน็ ในการพัฒนากระบวนการตลาด 7. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นร/ู้ ผลการเรยี นรทู้ ี่คาดหวัง 1.อธบิ ายความจาเป็นในการฝกึ ทักษะ กระบวนการผลติ กระบวนการตลาดที่ใช้ นวตั กรรม เทคโนโลยี 8.การบรู ณาการกบั หลกั แนวคดิ ของเศรษฐกจิ พอเพียง (2 เงื่อนไข 3 หลักการ การเช่ือมโยงสู่ 4 มิติ) ความรู้ ความจาเปน็ ในการฝกึ ทักษะ เพอื่ พฒั นาอาชีพ ความจาเปน็ ในการพฒั นาการผลติ ความจาเป็นในการพัฒนา กระบวนการตลาด คุณธรรม - มีความขยัน - มีความสามคั คีในการทางานรว่ มกัน - มีความซือ่ สัตย์ พอประมาณ - การมสี ติ และคดิ พิจารณาความเหมาะสม / ความจาเปน็ ในการประกอบอาชีพ มีเหตผุ ล - มที ักษะในการในการพัฒนาอาชพี สามารถวางแผนการผลิตและการตลาดได้ - สามารถผลิตสนิ ค้าและการตลาดทม่ี ีคุณภาพ

124 มีภูมคิ ุ้มกัน - ลดการลดทุนที่เกิดความเส่ียง - ลดความเสี่ยงในการขาดทนุ วตั ถุ - มีสนิ คา้ ท่ีมคี ุณภาพ - มีอาชพี ที่มน่ั คง สงั คม - มกี ารทางานร่วมกนั เป็นกลุ่มแลกเปลีย่ นความคิดและวิเคราะหร์ ว่ มกนั สิง่ แวดล้อม - มอี าชีพทีใ่ ช้ทรัพยากรทีม่ ีความคุมคา่ วัฒนธรรม - ส่งเสริมการประกอบอาชพี ให้เหมาะสมกับชุมชนทตี่ นอาศัย 9. กระบวนการจัดการเรียนรแู้ ละกิจกรรมการเรยี นรู้ ขั้นที่ 1 กาหนดสภาพปัญหาการเรยี นรู้ 1. ครูพูดคยุ เกยี่ วกับสภาพปญ๎ หาในการประกอบอาชีพ วา่ มีปญ๎ หาอะไรบ้าง และสามารถนาทักษะและ กระบวนการผลติ คือ ทนุ แรงงาน สถานที่ การจัดการเข้ามาบรหิ ารจดั การโดยใชน้ วตั กรรมและเทคโนโลยี พร้อมกับ กระบวนการตลาดทจี่ ะแนะนาผลิตภณั ฑเ์ ขา้ สู่ตลาดไดอ้ ยา่ งไร ขั้นที่ 2 แสวงหาข้อมลู และจัดการเรียนรู้ 1. ครนู าสินคา้ ชนิดเดียวกนั แตค่ นละย่หี ้อมาใหผ้ เู้ รยี นเปรียบเทียบสินคา้ ท้ังสองชนดิ ในชัน้ เรยี นในเร่ือง 1.1 ราคา 1.2 ผลิตภัณฑ์ 1.3 ชอ่ งทางการจดั จาหน่าย 1.4 การสง่ เสรมิ การขาย 2.ครใู หผ้ ูเ้ รยี น แบ่งเป็น 3 กลุ่มๆละ เท่าๆ กนั โดยกาหนดประเด็นการศกึ ษาค้นควา้ 1 ความจาเปน็ ในการพฒั นาการผลิต 2 ความจาเป็นในการพฒั นากระบวนการตลาด 3 ความจาเป็นในการฝึกทกั ษะเพื่อพฒั นาอาชีพ 3. ผู้เรยี นศึกษาเนอ้ื หาเพม่ิ เติมจากใบความร้แู ละส่ืออนิ เตอร์เน็ต ขน้ั ท่ี 3 การปฏิบตั ิและการนาไปใช้ 1. ให้นักศึกษาวิเคราะห์อาชีพทสี่ นใจ ใหค้ รอบคลุมเนือ้ หาความจาเป็นทง้ั สามหัวข้อ พร้อมนาเสนอหนา้ ช้นั เรยี น ข้นั ท่ี 4 การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ 1. ใหผ้ เู้ รยี นประเมินผลเนื้อหาและการนาเสนอของเพ่ือนด้วยการยกมือให้คะแนน 2. ครูและผูเ้ รียนสรุปเนื้อหาพร้อมแลกเปลยี่ นเรียนรรู้ ่วมกนั

125 10. ส่อื /แหล่งเรยี นรู้ 1. หนังสือเรียนรายวชิ าทกั ษะการพัฒนาอาชพี (อช21002) 2. ใบงาน 3. ใบความรู้ 4. สื่ออินเตอร์เน็ต 11. การวดั และประเมินผล 11.1วิธกี ารวัดและประเมินผล - ใบงาน 11.2 เคร่อื งมอื วดั และประเมินผล - ผลจากการตรวจใบงาน 11.3 เกณฑก์ ารวดั และการประเมินผล - ใบงาน กิจกรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ............................................................... ................................................................................................................................................ ...................................... ลงช่อื …………………………………………….ครผู ้สู อน (นายจริ ศกั ด์ิ วงศ์เสน) ครู กศน.ตาบล ขอ้ เสนอแนะของผู้บริหาร ............................................................................................................................. ............................................................... .................................................................................................................................................................. .................... ลงช่ือ………………………………………………………ผู้อนุมตั ิแผน (นางป๎ทมาภรณ์ ศรีเนตร) ผู้อานวยการ กศน.อาเภอจตุรพกั ตรพมิ าน

126 บันทกึ หลังการจัดการเรียนรู้ กศน.ตาบลองี ่อง ครั้งที่ 14 วัน/เดอื น/ปีวันท่ี 10 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2565 ครูผสู้ อนนายจิรศกั ดิ์ วงศเ์ สน ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ เวลา 09.00-12.00 น. สาระการประกอบอาชพี รายวชิ า ทกั ษะการพฒั นาอาชีพ รหสั วชิ า อช21002 จานวนผเู้ รียนทงั้ หมด ............... คนเข้าเรียน…………………คน ไม่เข้าเรยี น……………………….คน 1. ผลการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้การประเมินโดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรยี น - หลงั เรยี น พบวา่ คะแนนการทดสอบหลงั เรยี น มากกวา่ ก่อนเรยี นจานวน ........ คนคิดเปน็ รอ้ ยละ............ คะแนนการทดสอบหลังเรยี น น้อยกว่าก่อนเรยี นจานวน ......... คนคิดเปน็ ร้อยละ............ 2. เน้ือหา/สาระ/รายวชิ า ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... 3. กจิ กรรมการเรยี นการสอน ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... 4. ปัญหา/อุปสรรคการเรียนการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... 5. แนวทางการแก้ปัญหา ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ลงชอ่ื .........................................................(ผู้บันทึก) (นายจริ ศกั ด์ิ วงศเ์ สน) ครู กศน.ตาบล ความเห็น/ข้อเสนอของผู้บริหาร ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ลงชอ่ื .................................................. (นางปท๎ มาภรณ์ ศรีเนตร) ผู้อานวยการ กศน.อาเภอจตุรพกั ตรพมิ าน

127 ใบความรู้ เร่ืองท่ี 1 ความจาเปน็ ในการฝกึ ทักษะกระบวนการผลติ กระบวนการตลาด ที่ใชน้ วตั กรรมเทคโนโลยเี พ่อื พัฒนาอาชีพ 1.1 ความจาเปน็ ในการฝึกทักษะเพ่อื พฒั นาอาชีพ การพฒั นาทักษะอาชีพด้านต่าง ๆ ให้ทนั ตอ่ การเปลีย่ นแปลงของตลาด ได้แก่ ความรู้ ความสามารถใน กระบวนการผลิต และกระบวนการการตลาด การพฒั นาอาชพี มคี วามสาคัญและจาเปน็ ดังน้ี 1. ด้านเศรษฐกจิ จากการแข่งขันทางธุรกิจทม่ี ีการแข่งขันทางการตลาดสูง จึงเกดิ การรวมกลุ่มการคา้ ต่าง ๆ เชน่ เขตการค้าเสรีอาเซียน เขตเศรษฐกจิ ยุโรป ดงั นัน้ การพฒั นาอาชีพจึงเป็นมีการพัฒนาสินคา้ ให้สามารถเข้าสตู่ ลาด การแข่งขัน และเป็นทีย่ อมรบั ของตา่ งประเทศ 2. ด้านสังคม ประเทศทมี่ ีเศรษฐกจิ ดีจะส่งผลใหส้ ภาพของสังคมดขี ้ึน เช่น ปราศจากโจรผู้ร้าย 3. ดา้ นการศกึ ษา ครอบครวั ท่ีมีเศรษฐกจิ ดีจะสามารถสง่ บุตรหลานเขา้ รับการศกึ ษาได้ตามความต้องการ และ ในอนาคตเยาวชนเหลา่ นก้ี ็จะเป็นประชากรที่มีคุณภาพ มคี วามสามารถในการประกอบอาชีพ สง่ ผลต่อเศรษฐกจิ สังคม ให้มคี วามเจริญกา้ วหน้าตอ่ ไป 1.2 ความจาเปน็ ในการพัฒนากระบวนการผลิต จากสภาพสังคมที่มีการเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา สง่ ผลใหค้ วามต้องการสนิ คา้ ของผบู้ ริโภคมีความแตกตา่ งกัน ทั้งทางดา้ นปริมาณและดา้ นคุณภาพ ดังนัน้ การพฒั นาอาชพี จงึ มีความจาเปน็ เพื่อรองรับการเปลย่ี นแปลงน้นั เทคนิค และวธิ กี ารในการพฒั นากระบวนการผลติ และกระบวนการตลาด โดยการนาภมู ปิ ญ๎ ญา นวตั กรรม/เทคโนโลยี มา ประยุกตใ์ ชใ้ นการพัฒนาการประกอบอาชีพ กระบวนการผลติ เปน็ การบริหารจดั การดา้ นทนุ แรงงาน ท่ดี นิ หรอื สถานทใ่ี ห้เกิดผลผลติ หรอื สนิ ค้า ที่มีการ พฒั นาอยา่ งต่อเน่ือง เพื่อใหต้ รงกบั ความต้องการของตลาด องคป์ ระกอบของกระบวนการผลิตนาเสนอไดต้ ามแผนภมู ิ ดังนี้ 1. ทนุ หมายถงึ ป๎จจัยทีเ่ ป็นเงินทนุ วัสดุ อุปกรณ์ วัตถุดบิ เครอ่ื งมือ เครื่องจักร ซงึ่ ตอ้ งศึกษาว่ามี ทุนใดเขา้ มา เกย่ี วข้องและถ้าจะปรบั ปรุงแก้ไขต้องพิจารณาวา่ ต้องใช้ทนุ ประเภทใดมากน้อยเพยี งใด ลดจานวนท่ใี ชไ้ ปบา้ งไดห้ รอื ไม่ หรือใชส้ ่ิงทดแทนท่มี รี าคาถูกแทนส่งิ ทม่ี ีราคาแพงได้หรือไม่ หรอื เนน้ ใชท้ ุนทม่ี ีอยู่ในท้องถิ่น เพราะถ้าใชท้ นุ จากทีอ่ ื่นจะมี คา่ ใช้จ่ายสูงขน้ึ เชน่ ค่าขนส่ง คา่ แรงงาน ถ้าเปน็ เงนิ ที่ต้องใชใ้ นการลงทนุ ทตี่ ้องไปกู้ยืม เสียดอกเบ้ยี ในอัตราทสี่ ูงจะทา อย่างไรถึงจะลดดอกเบย้ี ให้ตา่ ลง ซ่งึ จะมผี ลต่อการลดตน้ ทุน 2. แรงงาน หมายถึง แรงงานคน สัตว์ เครือ่ งจกั รตา่ ง ๆ ท่ีใช้ในการผลติ ผู้เรยี นจะตอ้ งศึกษา วิเคราะห์ การใช้ แรงงานวา่ ใชแ้ รงงานคมุ้ ค่ากบั เงินทนุ และเวลาหรอื ไม่ ใช้แรงงานเหมาะสมกบั งานหรือขนาดของพื้นที่หรือไม่ เชน่ พื้นที่ นอ้ ยกค็ วรใช้แรงงานคนไม่ควรใช้เคร่อื งจกั รขนาดใหญ่ แรงงานที่ใช้มีคุณภาพหรือไม่ มกี ารให้ขวญั กาลังใจแกแ่ รงงานที่ ใช้หรอื ไม่ 3. สถานท่ี หมายถงึ ที่ดินทากนิ หรือสถานท่ีตา่ ง ๆ เชน่ หา้ งสรรพสินค้า ร้านค้า ซึ่งเปน็ สถานท่ีประกอบการ ถา้ เปน็ ทดี่ นิ ทากนิ อาชพี เกษตรกอ็ าจจะพจิ ารณาวา่ ได้ใชท้ ีด่ ินคุ้มคา่ กับการลงทนุ หรอื ไม่ ใชท้ ัง้ หมด หรอื ใชอ้ ย่าง เหมาะสมกบั การปลูกพืชหรือเล้ียงสตั ว์หรอื ไม่ มีการทานุบารุงท่ดี นิ ทากินบ้างหรือไม่ เช่น บารงุ ดนิ โดยปลูกพืชตระกลู ถวั่ แลว้ ไถกลบเพ่ือบารุงดิน

128 สาหรับอาชีพบรกิ าร เชน่ ขายอาหาร เปดิ ร้านเสริมสวย ซ่อมรองเท้า นวดแผนโบราณ ซึ่งตอ้ งอาศยั ทาเลท่ตี ้ัง เชน่ อยู่ในยา่ นชุมชน การเดนิ ทางสะดวกสบาย มที จ่ี อดรถใหล้ ูกค้า สง่ิ ตา่ งๆ เหล่านี้ต้องนามาพจิ ารณาเพื่อพฒั นาใหด้ ี ข้นึ 4. การจัดการ เปน็ การนาทุน แรงงาน และที่ดินหรอื สถานที่ไปบริหารจัดการให้เกิดผลผลติ อย่างคุ้มค่าและได้ ประโยชนส์ งู สุด ดงั นั้น การจัดการจึงเปน็ สงิ่ สาคัญและจาเป็นตอ่ การประกอบธรุ กจิ ถา้ มกี ระบวนการจดั การที่ผ่านการ คิด วเิ คราะห์ วางแผนอย่างเป็นขน้ั ตอน รอบคอบบนฐานข้อมลู ท่ีเป็นจริง และตามสถานการณใ์ นขณะนัน้ ก็นบั วา่ ได้เปรียบกวา่ บุคคลอืน่ ๆ ที่ไม่ไดใ้ ห้ความสาคัญ แต่ทาด้วยความเคยชนิ ทาให้ขาดการพัฒนาอย่างต่อเน่อื ง จงึ ทาให้ ธรุ กจิ มแี ตค่ งที่หรอื ถอยหลัง เพ่ือให้อาชีพดาเนนิ ต่อไปได้ มีรายได้ใหค้ รอบครัวมีกนิ มีใชใ้ นครวั เรือน ควรต้องคานึงถึง การออมเงินเพ่ือเปน็ หลักประกันของครอบครวั ตอ่ การดารงชีวติ ของลูกหลานและการศึกษาต่อ การประกอบอาชพี จาเป็นต้องมีการจัดการในการนานวัตกรรมหรือเทคโนโลยีมาใชใ้ นการผลติ เพ่ือใหผ้ ลผลิตมคี ณุ ภาพและมปี ริมาณ เพียงพอต่อความต้องการของตลาด 1.3 ความจาเปน็ ในการพัฒนากระบวนการตลาด เป็นการบริหารจดั การด้านการตลาด เรมิ่ ตัง้ แต่การศึกษาความ ต้องการของลูกค้า การกาหนดเปาู หมาย การทาแผนการตลาด การส่งเสริมการขาย การกาหนดราคาขาย การขาย การ ส่งมอบสนิ คา้ ใหก้ บั ลูกคา้ ผูผ้ ลติ กต็ อ้ งศึกษาวเิ คราะห์จดุ อ่อน จุดแข็งของกระบวนการตลาดทุกข้ันตอนเพื่อนาข้อมลู มา ใชพ้ ัฒนาอาชีพ การตลาดเป็นเรอ่ื งยากของผูป้ ระกอบอาชีพใหม่ รวมถึงผูท้ ี่ประกอบอาชีพอยู่แล้ว การศึกษาข้อมลู และการทา ความเข้าใจในวธิ กี ารตลาดจะสามารถนามาปรบั ใชเ้ พื่อการพฒั นากระบวนการตลาด สามารถแสดงกระบวนการไดต้ าม แผนภูมิ ดังนี้ 1. ผลิตภัณฑ์ / สินค้า หมายถงึ ผลผลติ /ผลติ ภณั ฑ์/การบริการ เช่น ผลผลิตการเกษตร ผลติ ภณั ฑ์แปรรูปต่าง ๆ หรอื เปน็ สนิ คา้ ประเภทบรกิ าร เช่น ขายอาหาร เสรมิ สวย นวดแผนโบราณ ซ่งึ ผปู้ ระกอบการตอ้ งพิจารณาความ ต้องการของลกู ค้าอยู่ตลอดเวลาว่า ความตอ้ งการนนั้ ลดลงหรือเพิม่ ขึน้ ถา้ ลดลงจะต้องมีการศึกษา วิเคราะห์ ลักษณะ ของผลผลติ /ผลติ ภณั ฑ์ เช่น รูปลักษณ์ ความสวยงาม ความต่ืนตาต่ืนใจ ประโยชนข์ องการใชส้ อย โดยยดึ ความตอ้ งการ ของกลุ่มลกู ค้าเป็นสาคัญ สาหรับอาชีพบริการตอ้ งใหค้ วามสาคัญกับการบรกิ ารด้วย เช่น มารยาทการบริการ ความ รับผดิ ชอบ การมีมนุษยสัมพันธ์ 2. ราคา หมายถึง การตั้งราคาขายสนิ ค้า ซง่ึ ขึน้ อยู่กบั ต้นทุนการผลิต เช่น ค่าวสั ดอุ ปุ กรณ์ ค่าดอกเบี้ย ค่าเชา่ สถานที่ ค่าแรงงาน ค่าประชาสมั พันธ์ ค่าขนส่ง ค่าน้ามนั ถ้าส่งไปขายต่างประเทศจะมรี าคาแพงกวา่ ขายในประเทศไทย แตอ่ ย่างไรกต็ ามผูข้ ายควรเน้นการตั้งราคาให้เหมาะสมกับคณุ ภาพของสนิ ค้าและควรให้ใกลเ้ คยี งกับคแู่ ขง่ ขนั ถา้ สนิ ค้า ใดคู่แข่งนอ้ ย ผขู้ ายกค็ วรต้ังราคาให้ยตุ ธิ รรมกบั ผู้บริโภค ไมค่ วรเอาเปรยี บลูกคา้ เกนิ ไป ดังนัน้ ผ้ปู ระกอบการควรศึกษา วิเคราะหว์ ่า ราคาของป๎จจัยการผลิตผันแปรอยา่ งไรลดลงหรือเพมิ่ ข้ึน หรือ จดั หาวสั ดุท่ีมีราคาถูกทดแทนวัสดทุ ร่ี าคาแพงได้ เพ่อื ใหต้ ้นทุนลดลงได้ หรอื สามารถปรบั ลดอัตราดอกเบยี้ คา่ เช่า สถานท่ี คา่ ขนส่ง หรือลดการประชาสัมพนั ธก์ ็จะทาใหต้ น้ ทุนการผลติ ลดลง ซ่ึงจะมผี ลต่อการกาหนดราคาขาย ผลิตภัณฑ์ ถา้ กาหนดราคาขายตา่ กวา่ คแู่ ขง่ แตป่ ริมาณการขายมากจะดีกว่าขายราคาแพง ซึง่ ผลกาไรโดยรวมสงู กว่าก็ น่าจะยึดหลักการนี้ 3. ชอ่ งทางการจัดจาหน่าย เป็นการกระจายสินค้าให้ไปถึงผู้บริโภคอย่างปลอดภัย ซึ่งมหี ลายวิธี เชน่ การขาย ผา่ นคนกลาง การขายปลกี ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาความรู้ ความสามารถและศึกษาศกั ยภาพของตนเองในการ เลือกช่องทางการจดั จาหน่ายสนิ คา้ ซง่ึ ไม่จาเป็นต้องมชี อ่ งทางจาหนา่ ยสนิ คา้ เพยี งวิธเี ดียว อาจใช้หลาย ๆ วธิ ีเพอ่ื ให้

129 เหมาะสม เชน่ แตเ่ ดิมขายผลไม้ผา่ นคนกลางเพียงอยา่ งเดยี ว ตอ่ มาเพ่ิมวธิ ีการขายปลีก ทาให้มชี อ่ งทางการจดั จาหน่าย ทั้งขายผ่านคนกลางและขายปลีก 4. การส่งเสริมการขาย เป็นการใช้เทคนิคหรอื วธิ ีการใหล้ ูกค้าร้จู กั และต้องการซ้อื สนิ ค้าโดยวิธีตา่ ง ๆ เชน่ การ จดั ใหม้ ีการชงิ รางวลั การมสี ่วนลด ซอ้ื 1 แถม 1 การส่งเสรมิ การขายอาจจะประชาสัมพันธ์โดยวิธีต่าง ๆ เช่น แจกแผน่ ปลิว ประกาศลงในหนงั สือพิมพ์ วิทยุ โทรทศั น์ นอกจากจะสง่ เสริมการขายด้วยวิธตี า่ ง ๆ แล้ว การบรกิ ารหลังการขายก็เป็นเร่ืองสาคญั เพราะการที่ลกู คา้ ส่ังซื้อ สนิ คา้ คร้ังหน่ึงนั้น ไมไ่ ด้หมายความว่าผู้ขายจะขายได้ครงั้ เดียว แต่หากมีการบริการหลังการขายทีด่ ี ลกู คา้ ก็สามารถ กลับมาซ้ือใหม่ หรืออาจบอกตอ่ คนอ่นื ๆ ใหม้ าใช้บรกิ ารก็ได้ ดังน้ัน ผูป้ ระกอบการจะตอ้ งศึกษา วิเคราะห์ การสง่ เสรมิ การขายที่ดาเนินการอยวู่ ่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร ควรมีการปรับปรงุ วธิ ีการหรือไม่อยา่ งไร 1.4 การพฒั นาอาชพี ตอ่ ยอดและประยุกต์ใชภ้ ูมปิ ัญญา ในปจ๎ จุบันการพฒั นาอาชีพต่อยอดเป็นเร่อื งสาคญั สาหรบั ผู้ผลติ เพราะการท่ีมผี ูผ้ ลิตจานวนมาก ท่ผี ลิตสินค้า ซา้ ๆ กันจะทาใหเ้ กิดตวั เลอื กในการบรโิ ภคผลิตภัณฑ์ ซ่งึ เป็นการดสี าหรับผ้บู ริโภค แต่ไม่ดีสาหรับผูผ้ ลติ เพราะจะทาให้ เกดิ สว่ นแบ่งตลาดมากข้นึ ดังนนั้ ผูผ้ ลิตต้องมีความคดิ รเิ ริม่ สร้างสรรค์ในการพัฒนาตอ่ ยอดจากผลติ ภณั ฑเ์ ดิมให้มีความ แตกตา่ งและน่าสนใจสาหรบั ผู้บริโภค ภูมิป๎ญญา หมายถงึ ความรู้ ความสามารถ ความชาญฉลาด ทักษะและเทคนิคอันเกิดจากพน้ื ความรู้ทผ่ี ่าน กระบวนการสืบทอด เลือกสรร ปรับปรุง พัฒนา การสร้างงาน ด้วยประสบการณ์ที่สะสมมาเป็นเวลานานอย่าง เหมาะสม สอดคลอ้ งกับยุคสมยั การพัฒนาอาชีพโดยการประยุกต์ใช้ภมู ปิ ๎ญญา เปน็ การนาภูมปิ ๎ญญามาเชื่อมโยงให้สอดคลอ้ งกับอาชีพเดิม จึง จาเปน็ ต้องศกึ ษา วิเคราะห์ จุดออ่ น จดุ แข็งของอาชีพ ถึงแมเ้ รอื่ งใดจะเป็นจุดแข็งอย่แู ล้วกต็ อ้ งวิเคราะห์วา่ ควรจะ พฒั นาอะไรได้อีก ส่วนจดุ อ่อนยง่ิ ต้องวิเคราะห์อย่างรอบคอบ ถ่ีถว้ นเพือ่ ให้ดีขนึ้ กว่าเดิม เชน่ ปจ๎ จบุ ันนยิ มใชข้ องโบราณ กอ็ าจจะนามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาอาชีพ เชน่ มีอาชีพขายกาแฟอยูแ่ ลว้ ก็อาจจะนาวิธชี งกาแฟแบบโบราณมา ประยกุ ต์ใช้ เพือ่ ให้เปน็ จดุ ขายและเปน็ การอนรุ กั ษข์ องดดี ั้งเดิม 1.5 ทกั ษะการใชน้ วัตกรรม/เทคโนโลยีเพื่อการพฒั นาอาชีพ นวัตกรรม หมายถึง ความคดิ การปฏิบัติ หรอื ส่งิ ประดิษฐใ์ หมท่ ่ยี ังไมเ่ คยใชม้ าก่อนหรอื เป็นการพัฒนา ดัดแปลง มาจากของเดมิ ที่มีอยแู่ ลว้ เทคโนโลยี หมายถึง การใชค้ วามรู้ เครอื่ งมือ ความคดิ หลักการ เทคนคิ ระเบียบวิธีการ ตลอดจนกระบวนการ ท่ีมนษุ ย์พฒั นาขึ้นเพอ่ื ชว่ ยในการทางานหรือแกป้ ญ๎ หาตา่ งๆ เชน่ อปุ กรณ์ เครื่องจกั ร วัสดุ หรือแม้กระทัง่ ส่ิงทีไ่ ม่ สามารถจบั ต้องได้ การที่จะยอมรับหรือปฏิเสธนวตั กรรม/เทคโนโลยี อาจจะต้องพจิ ารณาประสทิ ธภิ าพของนวตั กรรม/เทคโนโลยี ส่วนใหญก่ จ็ ะดูองค์ประกอบ 4 ด้าน คอื 1. ความสามารถในการทางาน 2. ประหยดั ค่าใช้จา่ ย 3. ทางานได้รวดเรว็ 4. ไม่ทาลายส่งิ แวดลอ้ ม ความสามารถในการทางาน ไดต้ รงตามวัตถปุ ระสงค์ของนวัตกรรม/เทคโนโลยี ไดม้ ากน้อยเพียงใด แต่ จาเป็นต้องมีเกณฑช์ ี้วัดเพื่อการยอมรับว่าเท่าใดจงึ จะยอมรับได้ อาจจะเปรียบเทียบกับความสามารถเดมิ

130 ที่เคยใช้มา แต่อย่างไรกต็ ามการนานวตั กรรม เทคโนโลยีมาใชต้ ้องดขี ้ึนกว่าเดิม อาจกาหนดเป็นร้อยละกไ็ ด้ เช่น การใช้เคร่อื งนวดข้าวเครื่องใหม่สามารถนวดข้าวไดม้ ากกวา่ เดมิ ร้อยละ 20 ซงึ่ ยอมรบั ได้ ประหยัดคา่ ใชจ้ า่ ย เป็นการมุ่งประเมนิ เทยี บเคียงระหว่างนวตั กรรม/เทคโนโลยขี องใหม่ที่จะนาเขา้ มาใช้แทน เทคโนโลยเี ก่า โดยพิจารณาเปรียบเทียบราคานวตั กรรม/เทคโนโลยใี หม่ท่ีตอ้ งจา่ ยเปน็ เงิน และการลดรายจา่ ยจากเดิม การทางานได้รวดเร็ว เป็นการประเมินเทียบเคียงความรวดเร็วในการทางานใชเ้ วลาส้ันระหว่างนวัตกรรม/ เทคโนโลยีเกา่ กบั ใหม่ ไมท่ าลายสิง่ แวดล้อม ผ้ปู ระกอบการต้องคานึงอยเู่ สมอวา่ นวัตกรรม/เทคโนโลยจี ะนามาใช้ต้องเปน็ มิตรกับ สง่ิ แวดล้อม และไม่ทาใหผ้ ู้ท่ีอย่อู าศัยใกลเ้ คยี งเดอื ดร้อน

131 ใบงาน เกณฑ์การประเมนิ ประสิทธภิ าพนวัตกรรม/เทคโนโลยี ให้ผเู้ รียนกาหนดเกณฑ์การประเมนิ ประสทิ ธิภาพนวตั กรรม/เทคโนโลยีในการพฒั นาอาชพี ตามองค์ประกอบ การประเมินที่กาหนด แบบบนั ทกึ อาชีพ ............................................................................................. องค์ประกอบการประเมนิ ลกั ษณะบ่งช้ี เกณฑก์ ารยอมรับ ความสาเร็จ ความสามารถในการทางาน การประหยดั ค่าใช้จ่าย ทางานไดร้ วดเร็ว ไมท่ าลายสิง่ แวดล้อม

132 แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาทักษะการพฒั นาอาชีพ คร้งั ที่ 2 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กศน.ตาบลองี ่อง 1. สัปดาหท์ ี่ 15วนั ที่ 17 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2565 เวลา 09.00-12.00น. 2. วชิ า ทักษะการพัฒนาอาชีพ รหสั วิชา อช21002 จานวน4หน่วยกติ 3. มาตรฐานที่ 3.4 มคี วามรู้ ความเข้าใจ ในการพฒั นาอาชพี ใหม้ คี วามมั่นคง 4. หนว่ ยการเรียนรู้/เรือ่ งความหมาย ความสาคญั ของการจัดการอาชพี 5. สาระสาคัญ การประกอบอาชพี จาเปน็ ตอ้ งมีการพัฒนาท้ังดา้ นกระบวนการผลิต และกระบวนการตลาดอยา่ งต่อเนอื่ ง เพ่อื ให้สินค้าอยู่ในตลาดไดน้ าน โดยนานวัตกรรมเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กบั ภูมิปญ๎ ญาให้เหมาะสม นอกจากจะมีความรู้ ความสามารถในทักษะกระบวนการผลติ และกระบวนการตลาดแล้ว ผู้ประกอบธรุ กิจ จาเปน็ ต้องมีความสามารถด้านอื่นๆ ประกอบดว้ ย ได้แก่ การหาแหล่งทเี่ อื้อต่อการพฒั นาอาชีพ ความเขา้ ใจในปรัชญา ของเศรษฐกจิ พอเพยี งและการพัฒนาตนเองอย่างสม่าเสมอ จงึ จะทาให้อาชีพมีความเข้มแขง็ กอ่ นทีจ่ ะฝึกทักษะเพอ่ื พฒั นาอาชพี จะต้องทราบว่า จะฝกึ ทักษะอะไรบ้าง แลว้ วางแผนการฝึกว่าจะ ฝกึ อยา่ งไร ที่ไหน เมื่อไร ระหวา่ งการฝึกควรมีการจดบนั ทึกเพอ่ื สรปุ เปน็ องค์ความรู้ 6. เน้อื หา อธิบายความหมายความสาคัญของการจดั การอาชีพ 7. จดุ ประสงคก์ ารเรียนร/ู้ ผลการเรียนรูท้ ่ีคาดหวงั อธบิ ายความหมาย ความสาคัญของการจดั การอาชีพ และระบบการจัดการ เพ่ือการพัฒนาอาชีพ โดย ประยกุ ต์ใชภ้ ูมปิ ๎ญญา 8. การบรู ณาการกบั หลกั แนวคดิ ของเศรษฐกิจพอเพยี ง (2 เงอ่ื นไข 3 หลกั การ การเช่อื มโยงสู่ 4 มิต)ิ ความรู้ อธิบายความหมายความสาคัญของการจดั การอาชีพ คุณธรรม - มีความขยัน - มีความสามคั คีในการทางานร่วมกนั - มีความตัง้ ใจและมุ่งมั่น พอประมาณ - ความถนดั ในการประกอบอาชีพ - ตน้ ทุน - เวลา มีเหตุผล - เกิดอาชีพทีเ่ หมาะสมกับตนเอง - บรหิ ารอาชพี ได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ มภี ูมิคมุ้ กนั - มอี าชีพทสี่ ร้างรายได้ ลดความเสี่ยงในการขาดทุน

133 วตั ถุ - อาชีพท่ีเหมาะสมและมั่นคง - มีทรพั ยากรในการผลติ สินค้าทเ่ี หมาะสม สังคม - มกี ารทางานรว่ มกันเปน็ กลุ่มแลกเปลย่ี นความคดิ และวเิ คราะหร์ ว่ มกนั สิ่งแวดล้อม - ใช้ทรัพยากรที่เป็นธรรมชาตใิ นการผลิตสนิ คา้ เพ่อื มลพษิ วัฒนธรรม - มีอาชพี ที่ใชภ้ มู ปิ ญ๎ ญาในท้องถ่นิ และทรพั ยากรในท้องถ่นิ 9. กระบวนการจัดการเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ ขัน้ ที่ 1 กาหนดสภาพปัญหาการเรยี นรู้ 1. ครูและผเู้ รียนพดู คยุ เรื่องภูมิป๎ญญาในท้องถิ่น และยกตัวอยา่ งผลิตภัณฑข์ องภูมิป๎ญญาในท้องถ่ินท่ี ผู้เรยี นรูจ้ กั 2. ครแู ละผู้เรียนรว่ มกันพูดคยุ เก่ียวกบั สนิ ค้าของภมู ิป๎ญญาชมุ ชน ผลติ ภัณฑ์ท่เี กดิ จากภมู ิปญ๎ ญาของคนใน ชมุ ชน ขั้นท่ี 2 แสวงหาข้อมูลและจัดการเรียนรู้ 1. ครูใหผ้ ู้เรยี นศึกษาค้นคว้าความหมายความสาคัญของการจัดอาชีพและระบบการจัดการเพ่ือพฒั นา อาชีพโดยประยุกตใ์ ชภ้ มู ิปญ๎ ญา จากอินเตอร์เนต็ หนงั สือแบบเรยี น และส่ือภายใน กศน.ตาบล ข้นั ท่ี 3 การปฏิบัตแิ ละการนาไปใช้ 1. ใหน้ ักศึกษาวิเคราะห์อาชีพทีส่ นใจ ให้ครอบคลุมเนอื้ หา พร้อมนาเสนอหนา้ ชน้ั เรยี น ขั้นท่ี 4 การประเมินผลการเรียนรู้ 1. ใหผ้ ู้เรียนประเมนิ ผลเน้ือหาและการนาเสนอของเพื่อนด้วยการยกมอื ให้คะแนน 2. ครแู ละผเู้ รยี นสรุปเนื้อหาพร้อมแลกเปล่ียนเรยี นรรู้ ว่ มกัน 9. ส่อื /แหลง่ เรียนรู้ 1. หนงั สอื เรยี นรายวิชาทักษะการพฒั นาอาชีพ (อช21002) 2. ใบงาน 3. ใบความรู้ 4. สือ่ อินเตอรเ์ น็ต 11. การวดั และประเมินผล 11.1วิธีการวดั และประเมินผล - ใบงาน 11.2 เคร่อื งมือวดั และประเมินผล

134 - ผลจากการตรวจใบงาน 11.3 เกณฑ์การวัดและการประเมินผล - ใบงาน กิจกรรมเสนอแนะ ......................................................................................................................................................................................... ... ............................................................................................................................. ......................................................... ลงชือ่ …………………………………………….ครผู ูส้ อน (นายจริ ศักดิ์ วงศเ์ สน) ครู กศน.ตาบล ขอ้ เสนอแนะของผู้บรหิ าร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..... .................................................................................................................................................................................... ลงชือ่ ………………………………………………………ผู้อนุมัติแผน (นางปท๎ มาภรณ์ ศรีเนตร) ผูอ้ านวยการ กศน.อาเภอจตรุ พักตรพมิ าน

135 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ กศน.ตาบลอีง่อง ครง้ั ท่ี 15 วัน/เดือน/ปวี ันท่ี 17 เดอื น สงิ หาคม พ.ศ. 2565 ครผู สู้ อนนายจิรศกั ด์ิ วงศเ์ สน ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ เวลา 09.00-12.00 น. สาระการประกอบอาชพี รายวชิ า ทักษะการพัฒนาอาชพี รหัสวชิ า อช21002 จานวนผเู้ รียนทงั้ หมด ............... คนเข้าเรยี น…………………คน ไมเ่ ข้าเรียน……………………….คน 1. ผลการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้การประเมินโดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรยี น - หลังเรียน พบวา่ คะแนนการทดสอบหลงั เรยี น มากกวา่ ก่อนเรยี นจานวน ........ คนคดิ เปน็ ร้อยละ............ คะแนนการทดสอบหลงั เรยี น น้อยกวา่ ก่อนเรยี นจานวน ......... คนคิดเปน็ ร้อยละ............ 2. เน้ือหา/สาระ/รายวิชา ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... 3. กจิ กรรมการเรยี นการสอน ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... 4. ปัญหา/อุปสรรคการเรยี นการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... 5. แนวทางการแก้ปัญหา ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ลงชื่อ.........................................................(ผบู้ ันทกึ ) (นายจิรศกั ด์ิ วงศ์เสน) ครู กศน.ตาบล ความเห็น/ข้อเสนอของผบู้ รหิ าร ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ลงชือ่ .................................................. (นางป๎ทมาภรณ์ ศรีเนตร) ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอจตุรพกั ตรพมิ าน

136 ใบความรู้ เร่ืองที่ 2 ความหมายความสาคัญของการจดั การอาชีพ การจัดการอาชพี หมายถงึ กระบวนการจดั กจิ กรรมงานอาชีพ นับตัง้ แต่การวางแผนการจัดการองคก์ าร การ ตดั สินใจ การสัง่ การ การควบคุม การตดิ ตามผล เพื่อให้ได้ผลผลิตหรือบรกิ ารทเี่ ปน็ ท่ีต้องการของลกู ค้า และได้รับการ ยอมรับจากสังคม ความสาคัญของการจดั การอาชพี จากคาจากัดความของการจดั การอาชีพ ทาให้ทราบถึงความสาคญั ของการ จดั การอาชีพ เพราะทาใหผ้ ูบ้ ริหารสามารถพฒั นากจิ การให้มุ่งไปสูค่ วามมปี ระสิทธิภาพและสมารถดาเนนิ การใหบ้ รรลุ วัตถุประสงค์ของกิจการได้ กล่าวคอื กจิ การสามารถผลติ สินคา้ หรอื บริการทีม่ ีคณุ ภาพ ทันเวลาตามความต้องการของ ลูกค้า และกจิ การไดร้ ับผลตอบแทนคือกาไรสงู สดุ สามารถขยายกิจการได้ หรือเพมิ่ พนู ในการดาเนนิ การได้ จากการศึกษาวจิ ัยพบว่า การจัดการอาชีพให้ประสบความสาเร็จประกอบดว้ ย 1. การจัดการอยา่ งมีคุณภาพ หมายถึง ผู้บรหิ ารมีความรปู้ ระสบการณ์ สามารถทางานใหบ้ รรลผุ ลสาเรจ็ อย่าง มปี ระสทิ ธภิ าพ 2. ผลิตภณั ฑ์ทีม่ ีคุณภาพ หมายถงึ การผลติ สนิ ค้าท่มี คี ุณภาพ อาจกระทาไดโ้ ดยการใช้เทคนคิ ต่างๆ เริ่มต้งั แต่ การใช้วตั ถดุ บิ กระบวนการผลติ การตรวจคณุ ภาพสินค้าก่อนส่งมอบใหล้ ูกคา้ 3. ผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัยดว้ ยนวตั กรรมใหม่ 4. การลงทนุ ระยะยาวอยา่ งมีคุณคา่ 5. สถานภาพการเงินมน่ั คง 6. มคี วามสามารถในการดงึ ดูดใจลกู ค้าใหส้ นใจผลติ ภณั ฑ/์ สนิ ค้า 7. คานึงถงึ ความรับผดิ ชอบต่อสังคมและส่งิ แวดล้อม 8. การใชท้ รัพย์สนิ อย่างคมุ้ ค่า เรอ่ื งที่ 3 แหล่งเรยี นรแู้ ละสถานท่ีฝึกอาชพี จากการท่ีผู้เรียนได้ศึกษาเก่ียวกับการพฒั นากระบวนการผลิต กระบวนการตลาด การประยุกต์ใชภ้ มู ปิ ๎ญญา และนวตั กรรม/เทคโนโลยแี ล้ว ทาใหร้ ู้ว่าต้องพฒั นาอาชีพด้านใดบ้าง ในการพฒั นาความรู้ เพอ่ื การพฒั นาอาชพี จาเป็น ท่ีผ้ปู ระกอบการอาชีพตอ้ งศึกษาข้อมูลจากแหล่งเรยี นรูเ้ ฉพาะ เช่น ตอ้ งการเงนิ ทนุ เพอ่ื นาไปซื้อเครื่องจกั รกต็ ้องศึกษา จากแหลง่ เงนิ ทุน หรือขาดแรงงานก็ต้องจดั เตรยี มหาแรงงานในช่วงทตี่ ้องการ เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการ พฒั นาอาชีพ ผ้ทู ีม่ ีความสามารถในการบริหารจดั การธุรกจิ ได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ จาเป็นจะต้องรจู้ กั เลอื กใช้ ได้แก่ 1. แหล่งเรียนรแู้ ละสถานท่ีฝึกอาชพี แหล่งเรียนรแู้ ละสถานทฝี่ กึ อาชีพ หมายถงึ แหลง่ ที่มขี ้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ประสบการณ์ สารสนเทศ และ เทคโนโลยี สาหรบั ผู้เรยี นใช้ในการแสวงหาความรแู้ ละหรือฝึกทกั ษะในการประกออาชีพ ซึง่ มอี ยตู่ ามธรรมชาติ และ มนุษยส์ ร้างขนึ้ แหล่งในท่นี ้ีอาจจะเป็นเอกสาร สถานท่ี ตวั บุคคล ผรู้ ู้ แหลง่ เรียนรธู้ รรมชาติ เชน่ ทะเล ปาุ ภเู ขา แหลง่ เรยี นรู้ท่มี นษุ ย์สร้างขึ้น เชน่ ห้องสมดุ พิพธิ ภณั ฑ์ อินเทอร์เน็ต เว็บไซตต์ ่าง ๆ แหลง่ เรยี นรูแ้ ละสถานท่ฝี กึ อาชีพมีความสาคัญต่อการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้สาหรบั ผเู้ รยี น โดย เฉพาะผู้เรยี นที่ อยู่นอกระบบโรงเรียนที่ต้องศึกษาหาความรู้ดว้ ยตนเองเปน็ ส่วนใหญ่ จึงต้องอาศัยแหลง่ เรียนรูต้ า่ ง ๆ ใกล้ตัว เช่น ห้องสมุดอาเภอ ศูนย์การเรียนชมุ ชน ภมู ิป๎ญญา แหล่งธรรมชาติตา่ ง ๆ ผ้เู รียนสามารถศึกษาหาความรู้ไดด้ ว้ ยตนเอง แหล่งเหลา่ นเ้ี ป็นขุมทรัพย์ทางป๎ญญาทีส่ ามารถค้นหาความรู้ไดไ้ ม่รู้จบ

137 ป๎จจุบนั สถานทฝี่ กึ อาชีพมีหลากหลายทง้ั ภาครัฐและเอกชนทีจ่ ดั ใหก้ บั ประชาชนทวั่ ไป เชน่ สานกั งาน กศน. กระทรวงแรงงาน สานกั งานคณะกรรมการอาชวี ศึกษา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โรงเรยี นของเอกชนตา่ ง ๆ ที่เปิด สอนหลักสตู รวิชีพระยะสนั้ 2. แหล่งเงนิ ทนุ แหลง่ เงินทุน หมายถึง แหล่งท่ีสามารถให้กูย้ มื เงินเพื่อการประกอบอาชีพได้ ซ่ึงมที ้ังแหลง่ เงนิ ทนุ ของภาครฐั และเอกชน เช่น ธนาคารพาณิชยต์ า่ ง ๆ สหกรณ์ กองทนุ กู้ยมื ตา่ ง ๆ การทจ่ี ะกู้ยมื ไดต้ ้องมโี ครงการรองรับ เพ่ือใหแ้ หลง่ เงนิ ทนุ พิจารณาความเป็นไปได้ในการสง่ ใชเ้ งินคืน 3. แหล่งวัสดุ อปุ กรณ์ เคร่ืองจกั ร แหลง่ วัสดุ อปุ กรณ์ เคร่ืองจักร หมายถึง แหล่งขายหรือแหลง่ ทีจ่ ะได้มาของวัสดุ อปุ กรณ์ เครือ่ งจักร ที่ เกี่ยวขอ้ งกบั การประกอบอาชีพ เช่น ประกอบอาชีพการเกษตรจะต้องมีวสั ดุอุปกรณ์ เครื่องจักรที่เกยี่ วข้อง เชน่ พันธุ์ พชื ปุ๋ย รถแทรกเตอร์. 4. แหล่งแรงงาน แหล่งแรงงาน หมายถึง แหลง่ ท่จี ะได้แรงงานมาใช้ ได้แก่ แรงงานจาก คน สัตว์ และเคร่ืองจกั รที่ใช้ - แรงงานคน หมายถึง แรงงานเจ้าของกับแรงงานนอกท่จี า้ งมาทางาน - แรงงานสตั ว์ หมายถึง แรงงานสัตวท์ ่ีใชใ้ นการประกอบอาชพี เชน่ แรงงานจากวัว ควาย ช้าง มา้ ที่นามาใช้ใน การประกอบอาชพี - เครื่องจักร บางอาชีพมกี ารใช้เครอ่ื งจักรในการประกอบอาชีพ เช่น อาชพี ทานาอาจจะต้องใช้รถไถ อาชพี ทา เหล็กดัดประตู หนา้ ตา่ ง อาจจะใชเ้ ครอื่ งเชื่อม ต้องพิจารณาว่า อาชีพของตนเองใช้เครื่องจกั รอะไรบา้ ง ทมี่ ีอยลู่ ้าสมัย หรือไม่อย่างไร ขนาดหรือจานวนพอเพียงกับการผลิตหรือไม่ 5. ตลาด คอื แหล่งที่มีทัง้ ผ้ซู ื้อและผ้ขู ายสนิ คา้ ต่าง ๆ จากผู้ผลิตไปสู่ผู้บรโิ ภคหรือผูใ้ ช้บรกิ ารน้ันๆ ได้รบั ความพอใจ ร่วม ถงึ การพัฒนาอาชพี มีวตั ถุประสงค์ในการขยายตลาดขายสนิ คา้ ใหม้ ากข้ึน โดยพจิ ารณาตลาดเดิมว่า สามารถรับสินค้าที่ พฒั นาข้ึนใหมไ่ ด้หรือไม่ ถ้าไม่ไดจ้ ะต้องหาตลาดใหม่รองรับ

138 ใบงาน อาชพี ....................................................................................................................... ชอ่ื ผรู้ ู้ ........................................................................................................................ การวางแผนการประกอบอาชพี ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………ระบบ การจดั การอาชพี ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… คณุ ธรรมในการประกอบอาชีพ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………การนา ความรู้ท่ีได้รบั จากภูมปิ ัญญา นาไปประยกุ ตใ์ ช้ในการดาเนินชีวติ ได้อยา่ งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

139 แผนการจัดการเรียนร้รู ายวิชาทักษะการเรยี นรู้ ครงั้ ที่ 1 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565 ระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น กศน.ตาบลอีงอ่ ง 1. สปั ดาหท์ ี่ 16 วันที่ 24 เดือน สงิ หาคม พ.ศ. 2565 เวลา 09.00-12.00น. 2. วิชา ทักษะการเรียนรู้ รหสั วชิ า ทร21001 จานวน 1 หน่วยกิต 3. มาตรฐานที่ 1.1 มคี วามรู้ความเขา้ ใจ ทักษะ และเจตคติทด่ี ตี อ่ การเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง 4. หน่วยการเรยี นรู้/เร่อื งการจดั การความรู้ 5. สาระสาคญั การจดั การความรู้เป็นเครื่องมือของการพัฒนาคุณภาพของงาน หรอื สรา้ งวตั กรรมในการทางาน การจัดการ ความร้จู ึงเป็นการจดั การกับความร้แู ละประสบการณ์ทมี่ อี ยู่ในตัวคน และความร้เู ด่นชัด นามาแบง่ ป๎นให้เกดิ ประโยชน์ ต่อตนเองและองค์กรด้วยการผสมผสานความสามารถของคนเขา้ ดว้ ยกันอย่างเหมาะสม มเี ปาู หมายเพอ่ื การพัฒนางาน พฒั นาคนและพัฒนาองคก์ รใหเ้ ป็นองค์กรแห่งการเรยี นรู้ 6. เนอื้ หา ความหมาย ความสาคญั หลักการกระบวนการจดั การความรู้ การรวมกลมุ่ เพ่ือต่อยอดความรู้ การ พฒั นาขอบขา่ ยความรูข้ องกลุ่มและการจัดทาสารสนเทศเผยแพรค่ วามรู้ 7. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้/ผลการเรียนรู้ทคี่ าดหวัง 1. วิเคราะห์ผลท่ีเกิดขึน้ ของขอบเขตความรู้ ตัดสินคณุ ค่า กาหนดแนวทางพฒั นา 1.1 อธบิ ายความหมาย ความสาคญั หลักการ กระบวนการจดั การความรู้ การรวมกลมุ่ เพอื่ ต่อยอดความรู้ การ พัฒนาขอบขา่ ยความรูข้ องกลุ่มและจดั ทาสารสนเทศเผยแพรค่ วามรู้ - บอกความหมายของการจดั การความรู้ได้ - บอกความสาคัญของการจัดการความรู้ในระดบั ชมุ ชนได้ - อธิบายหลักการจดั การความร้ไู ด้ - อธบิ ายวิธกี ารหาความรู้ดว้ ยวิธกี ารจัดความรู้ โดยการรวมกลมุ่ ได้ - อธบิ ายวธิ ีการหาความรู้เพ่ิมเติม (ต่อยอด) ดว้ ยการจัดการความรู้ได้ - บอกวิธีการจดั ทาสารสนเทศเพื่อการเผยแพรค่ วามรโู้ ดยการใชส้ ่อื ท่ีหลากหลายได้ 8.การบูรณาการกับหลกั แนวคดิ ของเศรษฐกิจพอเพยี ง (2 เง่อื นไข 3 หลักการ การเช่ือมโยงสู่ 4 มติ ิ) ความรู้ อธบิ ายความหมาย ความสาคัญ และการจดั การความรู้ คณุ ธรรม - มคี วามขยัน - มีความสามัคคีในการทางานรว่ มกัน - มีความตัง้ ใจและมุง่ มั่น. พอประมาณ - ความถนดั ในการศึกษาหาความรู้จากแหลง่ เรยี นรู้ - ต้นทนุ - เวลา

140 มีเหตุผล - มีความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง - บรหิ ารเวลาในการศกึ ษาหาความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มภี ูมิคมุ้ กนั - นาความรทู้ ่ไี ด้มาพัฒนาทักษะด้านต่างๆไดเ้ หมาะสมกบั ตนเอง วตั ถุ - มีทรพั ยากรในการศกึ ษาหาความรู้ทหี่ ลากหลาย สังคม - มีการทางานรว่ มกันเปน็ กลุ่มแลกเปลยี่ นความคดิ และวิเคราะห์ร่วมกัน ส่ิงแวดล้อม - ใช้ทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ มในการศกึ ษาหาความรู้ วัฒนธรรม - มีความรทู้ ไ่ี ด้จากภูมปิ ๎ญญาในทอ้ งถน่ิ และทรัพยากรในท้องถิ่น 9. กระบวนการจัดการเรยี นร้แู ละกจิ กรรมการเรยี นรู้ ขน้ั ท่ี 1 กาหนดสภาพปัญหาการเรียนรู้(O : Orientation) 1. ครูทักทาย/สวัสดีผ้เู รียน ชี่แจงบอกวัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้ 2. ครูตั้งคาถามใหผ้ เู้ รียนชว่ ยกนั ตอบว่า ผู้เรียนคดิ ว่า ความรู้คืออะไร? และการจดั การหมายถงึ อะไร? โดยครูเขยี นทกุ คาตอบของผู้เรียนไว้บนกระดาน 3. ครูนาส่ือตัวอยา่ งการจัดการความรู้ของการรวมกลมุ่ ท่ปี ระสบผลสาเรจ็ จากหนงั สือพิมพ์ มาแสดง ใหผ้ เู้ รียนดู และแลกเปล่ยี นความคิดเหน็ กนั 4. ให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรยี น ขนั้ ท่ี 2 แสวงหาข้อมูลและจัดการเรียนร(ู้ N : New ways of learning) 1. ครทู ักทาย/สวสั ดผี ู้เรียน ชแี่ จงบอกวัตถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ 2. ครูตง้ั คาถามให้ผเู้ รยี นช่วยกนั ตอบว่า ผู้เรยี นคิดวา่ ความรู้คืออะไร? และการจดั การหมายถงึ อะไร? โดยครู เขยี นทุกคาตอบของผ้เู รยี นไว้บนกระดาน 3. ครูนาสื่อตวั อยา่ งการจัดการความรูข้ องการรวมกลุ่มทีป่ ระสบผลสาเรจ็ จากหนงั สือพิมพ์ มาแสดงใหผ้ ้เู รยี น ดู และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน 4. ใหผ้ เู้ รียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน ข้นั ท่ี 3 การปฏบิ ตั แิ ละการนาไปใช้(I : Implementation) 1. ครูใหผ้ เู้ รียนระดมความคิด ถอดบทเรยี นให้สอดคลอ้ งกับหลกั เศรษฐกจิ พอเพียง 2. ครแู ละผู้เรยี นร่วมกนั แลกเปลีย่ นเรยี นรูแ้ ละสรปุ ความร้เู บื้องตน้ ท่ีได้จากแบบสอบถาม เพ่ือนามา

141 วเิ คราะหส์ รปุ ผล และจัดทารายนาเสนอ ข้นั ท่ี 4 การประเมนิ ผลการเรียนรู้(E : Evaluation) 1. ให้นักศึกษาออกมาหน้าชั้นเรยี น เพือ่ นาเสนอการถอดบทเรียนให้สอดคล้องกบั หลักเศรษฐกิจพอเพยี ง จากนนั้ ครใู ห้คะแนน 2. แบบทดสอบหลงั เรียน 10. สือ่ /แหล่งเรยี นรู้ 1. หนงั สือเรยี นรายวิชาทกั ษะการเรียนรู้ (ทร2100๑) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ 2. ใบงาน 3. ใบความรู้ 4. สือ่ อินเตอร์เน็ต 11. การวดั และประเมินผล 11.1 วิธกี ารวดั และประเมนิ ผล - แบบประเมินผลการสังเกตพฤติกรรมการทางานรว่ มกบั ผู้อ่ืนของนักศึกษารายบคุ คล - ใบงาน 11.2 เครอื่ งมือวัดและประเมินผล. - ประเมินผลการสงั เกตพฤติกรรมการทางานรว่ มกบั ผ้อู ่นื ของนักศกึ ษารายบคุ คล - ผลจากการตรวจใบงาน 11.3 เกณฑก์ ารวัดและการประเมนิ ผล - แบบประเมินผลการสังเกตพฤติกรรมการทางานร่วมกับผู้อ่ืนของนักศึกษารายบุคคล ระดบั ดี พอใช้ และควร ปรบั ปรุง - ใบงานคะแนนเต็ม 10 คะแนน กจิ กรรมเสนอแนะ ....................................................................................................................................................................... ..................... .............................................................................................................. .............................................................................. ............................................................................................................................. .................................................... ลงชอื่ …………………………………………….ครูผสู้ อน (นายจริ ศักด์ิ วงศเ์ สน) ครู กศน.ตาบล ขอ้ เสนอแนะของผู้บรหิ าร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………... ........................................................................................................................................................ .................................... ............................................................................................... .................................................................................. ลงช่อื ………………………………………………………ผอู้ นมุ ตั ิแผน (นางปท๎ มาภรณ์ ศรเี นตร) ผูอ้ านวยการ กศน.อาเภอจตุรพักตรพิมาน

142 บนั ทกึ หลังการจดั การเรยี นรู้ กศน.ตาบลอีง่อง คร้ังที่ 16 วัน/เดือน/ปวี ันที่ 24 เดอื น สิงหาคม พ.ศ. 2565 ครูผูส้ อนนายจริ ศักด์ิ วงศ์เสน ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น เวลา 09.00-12.00 น. สาระทกั ษะการเรียนรู้ รายวิชา ทกั ษะการเรยี นรู้ รหัสวชิ า ทร21001 จานวนผเู้ รยี นท้ังหมด ............... คนเขา้ เรยี น…………………คน ไมเ่ ข้าเรยี น……………………….คน 1. ผลการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้การประเมนิ โดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรียน - หลงั เรียน พบวา่ คะแนนการทดสอบหลังเรียน มากกว่ากอ่ นเรยี นจานวน ........ คนคิดเป็นร้อยละ............ คะแนนการทดสอบหลังเรียน นอ้ ยกวา่ ก่อนเรยี นจานวน ......... คนคดิ เป็นร้อยละ............ 2. เนือ้ หา/สาระ/รายวิชา ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... 3. กิจกรรมการเรยี นการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... 4. ปัญหา/อปุ สรรคการเรียนการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... 5. แนวทางการแก้ปัญหา ................................................................................................................................................................ ... ............................................................................................................................. ..................................... ลงชื่อ.........................................................(ผ้บู นั ทกึ ) (นายจิรศักดิ์ วงศเ์ สน) ครู กศน.ตาบล ความเห็น/ข้อเสนอของผบู้ รหิ าร .................................................................................. ................................................................................. ............................................................................................................................. ...................................... ลงชื่อ.................................................. (นางป๎ทมาภรณ์ ศรเี นตร) ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอจตุรพกั ตรพมิ าน

143 ใบความรู้ที่ 1 ความหมายของการจัดการความรู้ การจัดการ (Management) หมายถงึ กระบวนการในการเข้าถึงความรแู้ ละการถ่ายทอดความร้ทู ี่ต้องดาเนนิ การรว่ มกัน กับผปู้ ฏบิ ัติงานซง่ึ อาจเร่มิ ต้นจากการบง่ ช้ีความรู้ทตี่ ้องการใชก้ ารสร้างและแสวงหาความรู้การประมวลเพ่อื กลนั่ กรอง ความรกู้ ารจัดการความรู้ใหเ้ ป็นระบบการสรา้ งช่องทางเพ่ือการสือ่ สารกบั ผเู้ กยี่ วข้องการแลกเปล่ยี นความรู้การจัดการ สมยั ใหม่ใช้กระบวนการทางป๎ญญาเป็นสิ่งสาคัญในการคิดตัดสินใจและสง่ ผลให้เกดิ การกระทาการจดั การจึงเน้นไปท่ี การปฏบิ ัติ ความรู้ (Knowledge) หมายถึงความรู้ที่ควบคกู่ ับการปฏิบัติซงึ่ ในการปฏบิ ตั ิจาเปน็ ต้องใช้ความรทู้ ่ีหลากหลายสาขาวิชา มาเชื่อมโยงบูรณาการเพื่อการคิดและตัดสินใจและลงมือปฏิบัติจุดกาเนดิ ของความรู้คือสมองของคนเป็นความรู้ทฝี่ ๎งลึก อยู่ในสมองช้แี จงออกมาเป็นถ้อยคาหรือตวั อักษรไดย้ ากความรู้นนั้ เม่ือนาไปใช้จะไมห่ มดไปแตจ่ ะยง่ิ เกิดความรเู้ พิ่มพูน มากข้นึ อยู่ในสมองของผู้ปฏิบัติ ในยคุ แรกๆมองว่าความรู้หรือทุนทางป๎ญญามาจากการจดั ระบบและการตคี วามสารสนเทศซึ่งสารสนเทศก็มาจากการ ประมวลขอ้ มูลข้นั ของการเรยี นรเู้ ปรียบดงั พรี ะมดิ ตามรูปแบบน้ี ความรแู้ บง่ ไดเ้ ป็น 2 ประเภทคอื 1. ความรูเ้ ดน่ ชดั (Explicit Knowledge) เปน็ ความรูท้ ี่เปน็ เอกสารตาราคมู่ ือปฏบิ ัติงานส่ือต่างๆกฎเกณฑก์ ติกา ขอ้ ตกลงตารางการทางานบันทกึ จากการทางานความรเู้ ด่นชัดจึงมีชอื่ เรยี กอีกอยา่ งหน่ึงว่า “ความรู้ในกระดาษ” 2. ความร้ซู อ่ นเรน้ /ความรู้ฝงั ลึก (Tacit Knowledge) เป็นความรทู้ ี่แฝงอย่ใู นตวั คนพัฒนาเป็นภูมปิ ญ๎ ญาฝ๎งอยู่ใน ความคดิ ความเชือ่ ค่านยิ มที่คนไดม้ าจากประสบการณ์สัง่ สมมานานหรือเปน็ พรสวรรค์อันเป็นความสามารถพิเศษ เฉพาะตวั ทีม่ มี าแต่กาเนดิ หรอื เรียกอีกอย่างหน่ึงว่า “ความร้ใู นคน” แลกเปล่ยี นความร้กู ันไดย้ ากไมส่ ามารถแลกเปล่ยี น มาเปน็ ความรทู้ ่เี ปดิ เผยได้ท้งั หมดต้องเกดิ จากการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการเปน็ ชุมชนเช่นการสังเกตการแลกเปลีย่ นเรยี นรู้ ระหว่างการทางาน หากเปรยี บความร้เู หมอื นภูเขานา้ แข็งจะมลี กั ษณะดังนี้

144 สว่ นของน้าแข็งทีล่ อยพน้ นา้ เปรยี บเหมือนความรทู้ ี่เดน่ ชดั คอื ความรูท้ ่อี ยู่ในเอกสารตาราซดี ีวีดโี อหรอื สอ่ื อืน่ ๆท่ีจับต้อง ได้ความร้นู ี้มีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ สว่ นของนา้ แข็งทจ่ี มอยู่ใต้นา้ เปรียบเหมือนความรู้ที่ยังฝ๎งลกึ อยู่ในสมองคนมคี วามรจู้ ากสิ่งท่ีตนเองได้ปฏบิ ตั ไิ ม่สามารถ ถ่ายทอดออกมาเป็นตวั หนังสือใหค้ นอืน่ ไดร้ ับรู้ได้ความรูท้ ฝ่ี ๎งลกึ ในตวั คนน้มี ปี ระมาณ 80 เปอรเ์ ซ็นต์ ความรู้ 2 ยคุ ความรยู้ ุคที่ 1 เนน้ ความรู้ในกระดาษเน้นความรู้ของคนส่วนน้อยความรูท้ ่ีสรา้ งข้ึนโดยนักวชิ าการทมี่ ีความชานาญ เช่ียวชาญเฉพาะด้านเรามกั เรียกคนเหลา่ นั้นวา่ “ผูม้ ปี ญ๎ ญา” ซึง่ เชือ่ ว่าคนสว่ นใหญ่ไม่มีความรไู้ ม่มีป๎ญญาไม่สนใจท่จี ะใช้ ความรขู้ องคนเหลา่ นน้ั โลกทัศน์ในยคุ ที่ 1 เปน็ โลกทศั น์ท่คี ับแคบ ความรูย้ ุคท่ี 2 เปน็ ความร้ใู นคนหรอื อยู่ในความสัมพันธร์ ะหว่างคนเปน็ การคน้ พบ “ภมู ปิ ญ๎ ญา” ที่อยูใ่ นตัวคนทกุ คนมี ความรูเ้ พราะทุกคนทางานทุกคนมีสัมพนั ธ์กบั ผู้อ่ืนจงึ ย่อมมีความร้ทู ฝ่ี ๎งลกึ ในตัวคนท่เี กิดจากการทางานและการมี ความสมั พันธ์กนั น้นั เรียกวา่ “ความรอู้ นั เกิดจากประสบการณ์” ซึง่ ความรูย้ ุคที่ 2 นี้มีคุณประโยชน์ 2 ประการคือ ประการแรกทาให้เราเคารพซ่ึงกันและกนั วา่ ต่างก็มคี วามรู้ประการที่ 2 ทาใหห้ นว่ ยงานหรือองค์กรที่มคี วามเช่ือเช่นน้ี สามารถใชศ้ ักยภาพแฝงของทุกคนในองค์กรมาสร้างผลงานสร้างนวตั กรรมให้กบั องค์กรทาให้องค์กรมีการพัฒนามากขึ้น

145 ใบความรทู้ ่ี 2 กระบวนการในการจัดการความรู้ การจดั การความรนู้ น้ั มหี ลายรูปแบบหรอื ทีเ่ รยี กกันวา่ “โมเดล” มหี ลากหลายโมเดลหัวใจของการจดั การความรูค้ ือการ จดั การความร้ทู ่ีอยใู่ นตวั คนในฐานะผูป้ ฏิบัติและเปน็ ผมู้ ีความรกู้ ารจัดการความรทู้ ี่ทาให้คนเคารพในศักด์ิศรีของคนอื่น การจดั การความรนู้ อกจากการจัดการความรู้ในตนเองเพ่ือใหเ้ กิดการพัฒนางานและพัฒนาตนเองแล้วยงั มองรวมถึงการ จดั การความรู้ในกลุม่ หรือองค์กรดว้ ยรปู แบบการจดั การความรจู้ ึงอยู่บนพ้ืนฐานของความเชือ่ ท่ีว่าทกุ คนมคี วามรู้ปฏบิ ัติ ในระดบั ความชานาญทีต่ า่ งกันเคารพความรู้ท่ีอยูใ่ นตวั คน ดร.ประพนธ์ผาสุกยดึ ได้คิดค้นรปู แบบการจดั การความรู้ไว้ 2 แบบคอื รูปแบบปลาทหู รือทีเ่ รียกว่า“โมเดลปลาทู” และรปู แบบปลาตะเพยี นหรอื ทีเ่ รียกว่า“โมเดลปลาตะเพยี น” แสดงให้เห็นถงึ รูปแบบการจดั การความรใู้ นภาพรวมของการจดั การทคี่ รอบคลมุ ทงั้ ความรู้ท่ีชัดแจง้ และความรทู้ ีฝ่ ง๎ ลกึ ดังน้ี โมเดลปลาทู เพื่อให้การจดั การความรู้หรอื KM เปน็ เรอ่ื งที่เข้าใจงา่ ยจึงกาหนดให้การจัดการความรูเ้ ปรยี บเหมือนกบั ปลาทูตัวหนงึ่ มสี ิง่ ที่ต้องดาเนินการจดั การความรูอ้ ยู่ 3 สว่ นโดยกาหนดวา่ สว่ นหัวคอื การกาหนดเปาู หมายของการ จดั การความรทู้ ่ีชดั เจนสว่ นตวั ปลาคอื การแลกเปลยี่ นความรู้ซง่ึ กนั และกนั และสว่ นหางปลาคอื ความรู้ทไี่ ด้รบั จากการ แลกเปล่ยี นเรยี นรู้ รูปแบบการจดั การความรตู้ าม “โมเดลปลาทู” ส่วนท่ี 1 “หัวปลา” หมายถงึ “Knowledge Vision” หรอื KV คอื เปูาหมายของการจัดการความรผู้ ใู้ ช้ตอ้ งรู้ว่าจะ จดั การความร้เู พือ่ บรรลเุ ปาู หมายอะไรเก่ียวขอ้ งหรือสอดคลอ้ งกบั วิสัยทัศน์พันธกจิ และยุทธศาสตรข์ ององคก์ รอยา่ งไร เชน่ จัดการความร้เู พ่อื เพ่ิมประสิทธิภาพของงานจดั การความรู้เพื่อพัฒนาทักษะชวี ติ ดา้ นยาเสพติดจัดการความรเู้ พอื่ พัฒนาทักษะชีวิตด้านส่งิ แวดล้อมจัดการความรู้เพื่อพัฒนาทกั ษะชวี ิตด้านชวี ติ และทรัพย์สนิ จัดการความรเู้ พ่ือฟนื้ ฟู ขนบธรรมเนยี มประเพณีดั้งเดิมของคนในชมุ ชนเป็นตน้ ส่วนที่ 2 “ตัวปลา” หมายถึง “Knowledge Sharing” หรอื KS เปน็ การแลกเปลี่ยนเรยี นรูห้ รอื การแบง่ ป๎นความรทู้ ฝ่ี ๎ง ลกึ ในตวั คนผู้ปฏิบตั ิเป็นการแลกเปล่ียนวธิ กี ารทางานทป่ี ระสบผลสาเร็จไมเ่ น้นทป่ี ๎ญหาเคร่ืองมือในการแลกเปล่ียน เรยี นร้มู หี ลากหลายแบบอาทิการเลา่ เรอ่ื งการสนทนาเชิงลึกการชื่นชมหรือการสนทนาในเชิงบวกเพ่อื นชว่ ยเพื่อนการ ทบทวนการปฏิบัตงิ านการถอดบทเรียนการถอดองค์ความรู้ สว่ นที่3 “หางปลา” หมายถึง “Knowledge Assets” หรอื KA เปน็ ขมุ ความรทู้ ี่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มี เครอื่ งมอื ในการจัดเกบ็ ความรู้ที่มีชีวติ ไมห่ ยุดนิง่ คอื นอกจากจัดเก็บความรแู้ ล้วยงั ง่ายในการนาความรู้ออกมาใช้จริงงา่ ย ในการนาความรู้ออกมาตอ่ ยอดและง่ายในการปรบั ข้อมลู ไม่ใหล้ ้าสมัยสว่ นน้ีจึงไม่ใช่สว่ นที่มหี น้าทเี่ กบ็ ขอ้ มลู ไว้เฉยๆไมใ่ ช่ หอ้ งสมุดสาหรบั เก็บสะสมข้อมูลทีน่ าไปใชจ้ ริงได้ยากดังนนั้ เทคโนโลยกี ารสอื่ สารและสารสนเทศจงึ เป็นเครื่องมือจัดเก็บ ความรอู้ นั ทรงพลังยิง่ ในกระบวนการจดั การความรู้ ตวั อยา่ งการจัดการความรเู้ ร่ือง“พัฒนากลุ่มวสิ าหกจิ ชุมชน” ในรปู แบบปลาทู

146 โมเดลปลาตะเพยี น จากโมเดล“ปลาท”ู ตวั เดียวมาสู่โมเดล“ปลาตะเพียน” ทเ่ี ปน็ ฝูงโดยเปรยี บแมป่ ลา “ปลาตัวใหญ่” ได้กับวิสยั ทัศน์พันธ กิจขององค์กรใหญใ่ นขณะทปี่ ลาตวั เลก็ หลายๆตวั เปรียบได้กับเปาู หมายของการจดั การความรทู้ ่ีตอ้ งไปตอบสนอง เปาู หมายใหญ่ขององคก์ รจึงเปน็ ปลาทง้ั ฝูงเหมือน“โมบายปลาตะเพยี น” ของเลน่ เดก็ ไทยสมยั โบราณที่ผู้ใหญ่สานเอาไว้ แขวนเหนอื เปลเด็กเป็นฝงู ปลาทหี่ นั หน้าไปในทศิ ทางเดียวกันและมีความเพียรพยายามที่จะว่ายไปในกระแสนา้ ท่ี เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาปลาใหญอ่ าจเปรียบเหมอื นการพัฒนาอาชพี ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในชมุ ชน ซึง่ การพฒั นาอาชีพดงั กลา่ วต้องมีการแกป้ ๎ญหาและพฒั นาร่วมกนั ไปทั้งระบบเกิดกลุ่มตา่ งๆขนึ้ ในชุมชนเพ่ือการเรยี นรู้ ร่วมกนั ทงั้ การทาบญั ชคี รวั เรือนการทาเกษตรอนิ ทรียก์ ารทาปุ๋ยหมักการเลี้ยงปลาการเล้ียงกบการแปรรูปผลติ ภัณฑเ์ พ่อื ใช้ในครอบครวั หรอื จาหน่ายเพ่อื เพ่มิ รายไดเ้ ป็นตน้ เหลา่ นี้ถือเปน็ ปลาตวั เล็กหากการแก้ป๎ญหาท่ปี ลาตวั เล็กประสบ ผลสาเรจ็ จะส่งผลให้ปลาตัวใหญ่หรือเปูาหมายในระดับชุมชนประสบผลสาเร็จดว้ ยเช่นกนั นน่ั คอื ปลาว่ายไปขา้ งหน้า อย่างพรอ้ มเพรยี งกันทส่ี าคัญปลาแต่ละตัวไม่จาเป็นตอ้ งมีรูปรา่ งและขนาดเหมือนกันเพราะการจัดการความรู้ของแตล่ ะ เรือ่ งมสี ภาพของความยากง่ายในการแกป้ ๎ญหาท่ีแตกต่างกันรูปแบบของการจดั การความรขู้ องแตล่ ะหนว่ ยย่อยจงึ

147 สามารถสรา้ งสรรคป์ รบั ใหเ้ ขา้ กบั แตล่ ะทีไ่ ด้อย่างเหมาะสมปลาบางตัวอาจมีทอ้ งใหญเ่ พราะอาจมสี ่วนของการ แลกเปลี่ยนเรียนรูม้ ากบางตัวอาจเป็นปลาทีห่ างใหญเ่ ด่นในเร่ืองของการจดั ระบบคลงั ความรู้เพื่อใช้ในการปฏบิ ตั มิ ากแต่ ทกุ ตัวต้องมหี วั และตาท่ีมองเห็นเปาู หมายท่ีจะไปอย่างชัดเจน การจดั การความรู้ได้ให้ความสาคญั กบั การเรยี นรทู้ เี่ กิดจากการปฏิบตั จิ รงิ เป็นการเรียนรู้ในทุกขั้นตอนของการทางาน เชน่ ก่อนเรม่ิ งานจะต้องมีการศกึ ษาทาความเข้าใจในสง่ิ ทีก่ าลังจะทาจะเป็นการเรยี นรูด้ ้วยตนเองหรืออาศัยความ ชว่ ยเหลอื จากเพ่ือนร่วมงานมีการศึกษาวิธกี ารและเทคนิคต่างๆท่ีใชไ้ ด้ผลพรอ้ มทั้งค้นหาเหตผุ ลด้วยว่าเปน็ เพราะอะไร และจะสามารถนาสิ่งท่ีได้เรยี นรนู้ ั้นมาใชง้ านที่กาลงั จะทาน้ีได้อย่างไรในระหว่างท่ีทางานอยู่เช่นกันจะต้องมกี ารทบทวน การทางานอยตู่ ลอดเวลาเรียกไดว้ า่ เปน็ การเรียนรทู้ ี่ไดจ้ ากการทบทวนกจิ กรรมย่อยในทุกๆขัน้ ตอนหมั่นตรวจสอบอยู่ เสมอว่าจุดม่งุ หมายของงานที่ทาอยู่น้ีคืออะไรกาลังเดนิ ไปถูกทางหรือไม่เพราะเหตุใดป๎ญหาคอื อะไรจะต้องทาอะไรให้ แตกต่างไปจากเดิมหรือไม่และนอกจากน้นั เมอื่ เสรจ็ ส้ินการทางานหรือเม่ือจบโครงการก็จะต้องมกี ารทบทวนสงิ่ ต่างๆท่ี ได้มาแลว้ ว่ามีอะไรบา้ งที่ทาได้ดีมอี ะไรบ้างทีต่ ้องปรับปรุงแก้ไขหรือรับไว้เปน็ บทเรยี นซึ่งการเรยี นรู้ตามรูปแบบปลาทนู ี้ ถือเปน็ หัวใจสาคัญของกระบวนการเรียนรทู้ ีเ่ ป็นวงจรอยสู่ ่วนกลางของรูปแบบการจดั การความรนู้ ั่นเอง

148 ใบงานท่ี 1 เร่อื งการจัดการความรู้ กิจกรรมท่ี 1 ใหอ้ ธิบายความหมายของ “การจัดการความรู้” มาพอสังเขป ...................................................................................... .................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................. ............................................................................................................................. ............................................. .......................................................................................................................................................................... กจิ กรรมท่ี 2 ให้อธิบายความสาคญั ของ “การจัดการความรู้” มาพอสังเขป ......................................................................................................... ................................................................. ............................................................................................................................. ............................................. ................................................................................................................................................ .......................... ........................................................................................................ .................................................................. กจิ กรรมที่ 3 ให้อธิบายหลกั การของ “การจดั การความรู้” มาพอสังเขป ............................................................................................................................. ............................................. ............................................................................................................................. ............................................. ..................................................................................................................................................................... ..... ชอื่ ............................................................นามสกุล............................................ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น

149 แผนการจดั การเรียนร้รู ายวิชาทกั ษะการเรียนรู้ ครัง้ ท่ี 2 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน้ กศน.ตาบลอีงอ่ ง 1. สัปดาหท์ ี่ 17 วนั ท่ี 31 เดอื น สงิ หาคม พ.ศ. 2565 เวลา 09.00-12.00น. 2. วชิ า ทกั ษะการเรยี นรู้ รหัสวชิ า ทร21001 จานวน 2 หนว่ ยกิต 3. มาตรฐานที่ 1.1 มคี วามรู้ความเข้าใจ ทักษะ และเจตคติทด่ี ีต่อการเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง 4. หนว่ ยการเรียนร/ู้ เร่ือง คิดเปน็ 5. สาระสาคญั ทบทวนทาความเขา้ ใจกบั ความเชอื่ พนื้ ฐานทางการศกึ ษาผูใ้ หญ่ และเชื่อมโยงไปสู่การเรยี นรเู้ ร่อื งการคดิ เป็น กระบวนการแก้ปญ๎ หาของคนคิดเป็นและปรัชญาคิดเปน็ ศึกษาวิเคราะหล์ ักษณะของข้อมูลท้ังด้านวชิ าการ ตนเอง และ สังคม ส่ิงแวดลอ้ ม รวมท้ังเทคนคิ การเก็บข้อมูล เพ่ือนาไปใชใ้ นการเลือกเกบ็ ข้อมูลดังกล่าวมาใชป้ ระกอบการตดั สนิ ใจ อย่างคนคิดเปน็ 6. เน้อื หา 1. ความเชือ่ พืน้ ฐานทางการศึกษาผู้ใหญ/่ การศกึ ษานอกระบบ ทเ่ี ชอื่ มโยงมาสปู่ รัชญา คิดเป็น 2. ความหมาย ความสาคญั ของการคดิ เปน็ - ศพั ทเ์ ฉพาะ - การเช่ือมโยงของความเช่ือพื้นฐานทางการศึกษาผใู้ หญ่ /กศน.สปู่ รัชญาคิดเปน็ 7. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู/้ ผลการเรียนรู้ทีค่ าดหวัง มีความรู้ ความเข้าใจ และวจิ ารณห์ รือแสดงความคิดเห็นและความรูส้ กึ ต่อการแสดงประเภทตา่ งๆ ได้ 1. อธบิ ายหรือทบทวนปรชั ญาคดิ เป็น และการใช้ระบบขอ้ มูลทางวิชาการ ตนเอง และสังคมสงิ่ แวดล้อม มาวเิ คราะห์ สังเคราะห์ เพอ่ื ประกอบกระบวนการคิด การตัดสนิ ใจในการแก้ป๎ญหา 1.1 วเิ คราะหค์ วามสัมพันธ์ ระหว่างความเช่ือพืน้ ฐานทางการศึกษาผู้ใหญ่/การศึกษานอกระบบกับปรัชญาคดิ เป็น 1.2 อธิบายความสาคญั ของการคดิ เปน็ ทม่ี ตี ่อตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน 2. อธิบายและปฏบิ ตั กิ ารใช้เทคนิค วิธกี ารฝึกทักษะการคิดเป็นทซี่ ับซ้อนและนาคุณธรรม จรยิ ธรรม ท่เี ก่ยี วข้องมา สง่ เสริมกระบวนการคดิ เปน็ ให้มากขึน้ 2.1 อธิบายวธิ กี ารรวบรวม ปญ๎ หาของตนเอง ครอบครวั และชมุ ชน 2.2 อธิบายการวเิ คราะหป์ ญ๎ หา ของตนเอง ครอบครัวและชุมชนดว้ ย กระบวนการคดิ เป็น 2.3 บอกวิธีและกระบวนการรวบรวมขอ้ มลู ดา้ นตนเอง ด้านวชิ าการ และดา้ นสังคมสิง่ แวดลอ้ ม เพ่ือนามาใชใ้ น กระบวนการคิดเป็น 2.4 วเิ คราะหข์ ้อมลู วิชาการ ข้อมูลตนเอง และข้อมูล สงั คมสิ่งแวดลอ้ ม เพอ่ื ตัดสนิ ใจเลอื กแนวทางการแก้ไข ป๎ญหาตนเอง ครอบครวั และชุมชน 2.5 เลอื กแนวทางในการแก้ไขป๎ญหาด้วยกระบวนการคิดเป็นได้อยา่ งมีคุณธรรม จรยิ ธรรม 2.6 วางแผนแก้ไขปญ๎ หาของชุมชนตามเหตุการณ์ทีกาหนดให้ โดยใชก้ ระบวนการคิดเป็น 3. อภปิ ราย ถกแถลงถึงป๎ญหาและอปุ สรรคในการใช้กระบวนการคิดเปน็ ประกอบการแก้ป๎ญหา 3.1 อภปิ รายและระบุปญ๎ หาทเี่ ป็นอปุ สรรคต่อการพฒั นากระบวนการคดิ เป็น

150 3.2 บอกแนวทางการแก้ป๎ญหาที่เปน็ อุปสรรคต่อการพัฒนากระบวนการคิดเปน็ 8. การบรู ณาการกับหลกั แนวคิดของเศรษฐกจิ พอเพยี ง (2 เงอื่ นไข 3 หลกั การ การเช่ือมโยงสู่ 4 มิติ) ความรู้ ความรเู้ รอ่ื ง ความหมาย ความสาคญั ของการคิดเปน็ ความเช่อื พื้นฐานในการศึกษาผ้ใู หญ่ คุณธรรม - มีความขยนั - มีความสามคั คีในการทางานรว่ มกนั - มคี วามต้งั ใจและม่งุ มน่ั พอประมาณ - ความถนดั ในการศกึ ษาหาความรูจ้ ากแหล่งเรยี นรู้ - ตน้ ทุน - เวลา มเี หตผุ ล - มคี วามรู้เพื่อพัฒนาตนเอง - บริหารเวลาในการศกึ ษาหาความรูไ้ ด้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ มีภูมิคุ้มกัน - นาความรู้ทไี่ ด้มาพัฒนาทักษะด้านต่างๆไดเ้ หมาะสมกับตนเอง วัตถุ - มีทรพั ยากรในการศึกษาหาความรู้ทห่ี ลากหลาย สงั คม - มีการทางานร่วมกนั เป็นกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดและวิเคราะหร์ ว่ มกนั สิ่งแวดล้อม - ใชท้ รพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อมในการศกึ ษาหาความรู้ วัฒนธรรม - มีความรู้ที่ได้จากภูมปิ ญ๎ ญาในท้องถ่ินและทรัพยากรในท้องถ่นิ 9. กระบวนการจัดการเรียนรู้และกจิ กรรมการเรียนรู้ ข้ันท่ี 1 กาหนดสภาพปญั หาการเรยี นรู้(O : Orientation) 1. ครทู กั ทาย/สวสั ดผี เู้ รยี น ชแ่ี จงบอกวตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้ 2. ให้ผเู้ รียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน ขั้นที่ 2 แสวงหาขอ้ มลู และจัดการเรียนรู(้ N : New ways of learning) 1. ครทู ักทาย/สวัสดผี ู้เรียน ชีแ่ จงบอกวตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้ 2. สมุ่ ตัวอย่างผู้เรียน 2-3 คนใหเ้ ลา่ ถึงกระบวนการคดิ เป็นท่ผี ้เู รยี นพอเข้าใจให้เพื่อนๆฟ๎งว่ามี กระบวนการและข้ันตอนอย่างไร และตอบข้อคาถามของครูและเพื่อนๆได้ 3. ครใู หผ้ ู้เรยี นทุกคนออกแบบในเรอื่ งของกระบวนการคดิ เปน็ ว่ามีขัน้ ตอนและกระบวนการอย่างไร ตามความเข้าใจของผู้เรยี น ขั้นที่ 3 การปฏิบตั ิและการนาไปใช้ (I : Implementation) 1. ครใู หผ้ เู้ รยี นระดมความคิด ถอดบทเรียนใหส้ อดคล้องกับหลักเศรษฐกจิ พอเพยี ง


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook