Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา คุณครูจิรศัก ม.ต้น

แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา คุณครูจิรศัก ม.ต้น

Published by jatu library, 2022-06-28 03:30:00

Description: แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา คุณครูจิรศัก ม.ต้น

Search

Read the Text Version

51 แผนการจดั การเรียนร้รู ายวิชาภาษาไทย คร้ังที่ 1 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น กศน.ตาบลองี อ่ ง 1. สัปดาหท์ ่ี 6 วนั ที่ 15 เดอื น มิถุนายน พ.ศ. 2565 เวลา 09.00-12.00น. 2. วชิ า ภาษาไทย รหัสวิชา พท21001 จานวน 4 หน่วยกติ 3. มาตรฐานท่ี 2.1 มีความรคู้ วามเข้าใจ และทกั ษะพื้นฐานเกีย่ วกบั ภาษาและการสื่อสาร 4. หน่วยการเรยี นรู้/เรอ่ื ง การฟง๎ การดู 5. สาระสาคญั สรุปความ จับประเดน็ สาคัญ วเิ คราะห์ แยกแยะขอ้ เทจ็ จรงิ ข้อคิดเห็น แสดงความคิดเห็นต่อผ้พู ูดอย่างมี เหตุผล ตลอดจนมารยาทในการฟง๎ และดู 6. เนอื้ หา 1. สรุปความ จบั ประเด็นสาคัญของเร่อื งที่ฟ๎งและดู 2. หลักการจับใจความสาคัญของเร่ืองทฟี่ ง๎ และดู 7. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้/ผลการเรยี นรทู้ ีค่ าดหวัง (ดจู ากผงั การออกข้อสอบ) 1. สรปุ ความ จบั ประเดน็ สาคญั ของเรอ่ื งที่ฟ๎งและดู 2. วิเคราะหค์ วามน่าเช่ือถือจาการฟ๎งและดูสื่อโฆษณาและข่าวสาร 8. การบรู ณาการกับหลักแนวคดิ ของเศรษฐกิจพอเพยี ง (2 เง่อื นไข 3 หลกั การ การเชือ่ มโยงสู่ 4 มิต)ิ ความรู้ สรุปความ จบั ประเด็นสาคญั ของเรื่องที่ฟ๎งและดู หลักการจบั ใจความสาคญั ของเรื่องท่ีฟง๎ และดู คุณธรรม - มคี วามต้งั ใจ - มคี วามขยัน - มคี วามรับผดิ ชอบ พอประมาณ - ความเหมาะสมของเวลากับเนอ้ื หาที่อ่าน - การเหลือเรอ่ื งที่อา่ นใหเ้ หมาะสมกบั ตนเอง มเี หตุผล - สามารถจับประเดน็ ความสาคัญเร่อื งท่อี ่าน - สามารถวิเคราะห์เร่ืองท่ีอา่ น มภี มู ิคุ้มกนั

52 - แยกเรอ่ื งที่จริงและปลอมได้ - ไม่เช่อื ข้อมูลเท็จ วตั ถุ - ผเู้ รยี นมคี วามรูส้ ามารถอา่ นจบั ประเดจ็ และใจความสาคัญได้ - ผเู้ รยี นวิเคราะหเ์ รอ่ื งที่อา่ นและความน่าเช่ือถือได้ สงั คม - มีการทางานร่วมกันเปน็ กลุ่มแลกเปล่ียนความคดิ และวเิ คราะห์ร่วมกนั ส่งิ แวดล้อม - ผู้เรยี นมเี จตคตทิ ด่ี ีต่อการอา่ นทาใหบ้ รรยากาศเต็มไปด้วยความสนกุ วฒั นธรรม - ผเู้ รยี นได้เรียนร้วู ัฒนธรรมต่างในเรื่องท่อี า่ น ท่มี ีความหลากหลาย - ผเู้ รยี นไดส้ ร้างวัฒนธรรมในการรักการอ่านในห้องเรียน 9. กระบวนการจดั การเรยี นรู้และกิจกรรมการเรยี นรู้ ขั้นท่ี 1 กาหนดสภาพปญั หาการเรยี นรู้ (O : Orientation) 1. ครูกลา่ วทกั ทายผู้เรียน และซกั ถามผู้เรยี นเปน็ รายบุคคลเก่ียวกบั การสภาพป๎ญหาหรอื เรื่องเกดิ ข้ึนใน ชมุ ชน หรอื ในสังคมป๎จจบุ นั ท่ีไดร้ ับรู้จากสื่อต่างๆ ที่คดิ ว่ามีความสาคัญ 2. ผู้เรยี นเลา่ เร่ืองราวต่าง ๆที่น่าสนใจที่ได้พบเห็นและแสดงความคิดเห็นในเรื่องราวที่ไดเ้ ลา่ ออกมาให้ครู และเพื่อนได้รบั ฟง๎ (ฝึกทักษะการคดิ ) ขนั้ ท่ี 2 แสวงหาข้อมูลและจัดการเรียนรู้ (N : New ways of learning) 1. ครอู ธิบายความหมายการฟง๎ และการดู 2. ใหผ้ เู้ รียนเลอื กเรื่องที่ผู้เรียนสนใจและให้ฟง๎ เพ่ือจับใจความและดเู พื่อใหเ้ กิดภาพและให้ข้อคดิ อะไรกบั เราบ้าง 3. ผเู้ รยี นศกึ ษาเนื้อหาเพ่ิมเตมิ จากใบความรู้และสอ่ื อินเตอรเ์ น็ต 4. ใหผ้ ู้เรยี นแบ่งกลมุ่ ๆ ละ 5 – 7 คน จานวน 4 กลมุ่ ดังน้ี 4.1 กลุ่มการฟง๎ 4.2 กล่มุ การดู โดยใหแ้ ต่ละกล่มุ เขียนเรียงความเพ่ือทีจ่ ะนาเสนอผลงานหนา้ ชนั้ เรียน 5. ครใู หผ้ ู้เรียนนาเสนอหน้าชัน้ เรยี นในหวั ข้อเรยี งความของผเู้ รยี นทกุ กลมุ่ 6. ครอู ธิบายเพิม่ เติมและมอบหมายใบงาน ขัน้ ท่ี 3 การปฏบิ ตั ิและการนาไปใช้ (I : Implementation) 1.ครูให้ผ้เู รียนแบ่งกลุม่ ออกเป็นกลุ่มยอ่ ย ๆ 5 กลุม่ ๆ ละ 4–5 คน คน้ คว้าตามหวั ข้อที่กาหนดและระดม ความคิด ถอดบทเรยี นเร่อื งท่ีอา่ นใหส้ อดคลอ้ งกับหลกั เศรษฐกจิ พอเพียง พร้อมนาเสนอหน้าชั้นเรยี น ขั้นท่ี 4 การประเมินผลการเรียนรู้ (E : Evaluation)

53 1. ให้นักศึกษาออกมาหนา้ ชัน้ เรยี น เพ่ือนาเสนอการถอดบทเรียนเร่ืองท่ีอ่าน ให้สอดคล้องกบั หลักเศรษฐกิจ พอเพียง จากน้ันครูใหค้ ะแนน 2. แบบทดสอบหลงั เรยี น 10. ส่ือ/แหล่งเรยี นรู้ 1. หนงั สอื เรียน 2. แบบฝกึ หดั 3. ส่ืออินเตอร์เนต็ 11. การวัดและประเมนิ ผล - ใบงานคะแนนเต็ม 10คะแนน กจิ กรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ............................................................... ....................................................................................................................................................... ............................... ลงช่อื …………………………………………….ครผู ้สู อน (นายจิรศกั ด์ิ วงศ์เสน) ครู กศน.ตาบล ข้อเสนอแนะของผู้บริหาร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..... ............................................................................................................................. ................................…………................... ............................................................................................................................. ...................................................... ลงชื่อ………………………………………………………ผอู้ นมุ ัติแผน (นางป๎ทมาภรณ์ ศรเี นตร) ผู้อานวยการ กศน.อาเภอจตุรพักตรพิมาน

54 บนั ทึกหลังการจดั การเรยี นรู้ กศน.ตาบลองี ่อง ครง้ั ที่ 6 วัน/เดือน/ปีวนั ท่ี 15 เดือน มถิ ุนายน พ.ศ. 2565 ครูผู้สอนนายจิรศักดิ์ วงศ์เสน ระดับ มัธยมศึกษาตอนตน้ เวลา 09.00-12.00 น. สาระความรู้พืน้ ฐาน รายวิชา ภาษาไทย รหสั วิชา พท 21001 1. ผลการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้การประเมินโดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน พบวา่ คะแนนการทดสอบหลังเรียน มากกวา่ ก่อนเรยี นจานวน ........ คนคิดเปน็ ร้อยละ............ คะแนนการทดสอบหลังเรยี น น้อยกวา่ ก่อนเรียนจานวน ......... คนคดิ เปน็ ร้อยละ............ 2. เนื้อหา/สาระ/รายวชิ า ............................................................................................................................ ....................................... ............................................................................................................................. ...................................... 3. กิจกรรมการเรยี นการสอน ........................................................................................................................................................ ........... ....................................................................................................................... ............................................ 4. ปัญหา/อปุ สรรคการเรียนการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... 5. แนวทางการแก้ปัญหา ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ลงชือ่ .........................................................(ผูบ้ นั ทกึ ) (นายจิรศกั ด์ิ วงศ์เสน) ครู กศน.ตาบล ความเหน็ /ข้อเสนอของผบู้ รหิ าร ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ......................................

55 ลงช่ือ.................................................. (นางปท๎ มาภรณ์ ศรเี นตร) ผู้อานวยการ กศน.อาเภอจตรุ พักตรพมิ าน ใบความรู้ เรื่อง สรุปความ จบั ประเดน็ สาคญั ของเร่อื งท่ีฟังและดู การฟงั และดเู พอื่ จับประเดน็ และสรุปความ การจบั ประเดน็ หมายถงึ การจบั ข้อความสาคญั หรือใจความสาคัญของเรือ่ ง ความหมายของการสรปุ ความ การสรุปความ คือ การหยบิ ยกเอาความคดิ หลักหรอื ประเดน็ ที่สาคญั ของเรื่องมากลา่ วยา้ ให้เดน่ ชัด โดยใช้ ประโยคสนั้ ๆ แลว้ เรียบเรียงให้เป็นระเบียบ มารยาทในการฟงั และดู 1. มองสบตาผู้พูด ไม่มองออกนอกห้องหรือมองไปท่ีอน่ื อนั เปน็ การแสดงว่าไมส่ นใจเรือ่ งท่ีพูดและไมเ่ อา หนงั สือไปอา่ นขณะทีฟ่ ง๎ หรือดู 2. รกั ษาความสงบ ไม่ส่งเสียงรบกวนผูอ้ ่นื ไม่เอาของขบเคีย้ วเขา้ ไปทาลายสมาธิของผอู้ ่ืน การชมภาพยนตร์ ควรปิดโทรศพั ท์มอื ถือจะไดไ้ ม่รบกวนความสุขของผู้อน่ื ไม่ควรพาเด็กเลก็ ๆไปในโรงภาพยนตรห์ รอื ในท่ที ่ตี ้องการความ สงบ 3. แสดงกริ ิยาอาการท่เี หมาะสม วัยรนุ่ ไม่ควรนัง่ เกี้ยวพาราสกี ันในที่สาธารณชนทต่ี อ้ งการความสงบในการฟ๎ง และการดู เพราะนอกจากจะรบกวนสายตาคนอื่นแล้วยงั เป็นการแสดงกริ ยิ าที่ขดั ต่อขนบธรรมเนียมของไทยอีกด้วย 4. ในการดภู าพไม่ควรขีดเขียนหรอื ฉีกภาพซ่ึงแสดงถงึ ความไม่มีวัฒนธรรมทด่ี ีงาม หลักการฟังและดเู พ่ือสรปุ ความและจบั ประเดน็ การฟ๎งและดูเพอ่ื จับประเดน็ และสรุปความ เปน็ ทักษะเบื้องตน้ ที่ทุกคนจะตอ้ งฝกึ ฝน เราจะต้องตดิ ตามฟ๎ง ดู เรือ่ งราวโดยตลอด ดงั นัน้ จงึ ต้องมีสมาธิในการฟ๎งและสามารถแยกแยะได้วา่ ข้อความใดเปน็ ใจความสาคญั และข้อความ ใดเป็นพลความ ถา้ เราเข้าใจเรอื่ งราวได้โดยตลอดแล้วเราย่อมจดจาเรื่องราวที่ฟ๎งและสามารถถ่ายทอดใหค้ นอนื่ ฟง๎ ได้ ดว้ ย ในการฟ๎งแต่ละครง้ั เราต้องจบั ประเด็นของเร่ืองที่ฟ๎งได้ คือ รู้ว่าผพู้ ูดต้องการสื่อสารอะไร เปน็ ประเด็น สาคัญ และรจู้ กั ว่าอะไรคือประเด็นรองซง่ึ ขยายประเดน็ สาคญั การฟ๎งเช่นนีเ้ ปน็ การฟง๎ เพ่อื จบั ใจความสาคัญและ ใจความรองและรายละเอยี ดของเรื่อง มวี ิธีการฟ๎งดังนี้ 1. ฟ๎งเรื่องราวให้เขา้ ใจ พยายามจับใจความสาคัญของเร่ืองเป็นตอนๆ ว่าเร่ืองอะไร ใครทาอะไร ท่ี ไหน เม่อื ไร อย่างไร

56 2. ฟง๎ เร่ืองราวทเ่ี ปน็ ใจความสาคญั แล้วหารายละเอียดของเร่ืองที่เป็นลกั ษณะปลีกยอ่ ยของใจความสาคัญ หรือ ทีเ่ ป็นส่วนขยายใจความสาคัญ สรุปความโดยรวบรวมเนอ้ื หาสาระสาคญั อยา่ งครบถ้วน วธิ ีการสรปุ ความจากการฟง๎ นน้ั เราจะต้องคน้ หาใหพ้ บว่าสารใดเป็นความคดิ สาคัญในเร่อื งนั้นๆ แล้วสรปุ ไว้ เฉพาะใจความสาคญั โดยเขยี นชอื่ เรอ่ื ง ผ้พู ูด โอกาสที่ฟ๎ง วัน เวลา และสถานทท่ี ่ีไดฟ้ ง๎ หรือดูไว้เปน็ หลักฐานเคร่ือง เตือนความทรงจาต่อไป การฟ๎งและดเู พอื่ จบั ประเด็นและสรปุ ความ เป็นการฟง๎ ในชีวิตประจาวนั เพ่ือใหไ้ ดส้ าระสาคัญของเร่ืองท่ี ฟ๎ง เชน่ ฟง๎ การสนทนา ฟ๎งเรอื่ งราวข้อมลู ข่าวสารต่างๆ ฟ๎งโทรศัพท์ ฟง๎ ประกาศ ฟง๎ การบรรยาย ฟ๎งการ อภิปราย ฟ๎งการเล่าเร่ือง เป็นต้น วิธสี รุปความตามลาดับข้ัน 1. ขนั้ อา่ น ฟงั และดู - อา่ น ฟ๎งและดูใหเ้ ข้าใจอยา่ งนอ้ ย 2 เท่ียว เพื่อให้ได้แนวคดิ ที่สาคญั 2. ขั้นคดิ - คิดเป็นคาถามว่าอะไรเป็นจุดสาคัญของเร่อื ง - คดิ ต่อไปวา่ จดุ สาคัญของเรื่องมีความสัมพันธก์ บั ส่งิ ใดบ้าง จดสง่ิ นัน้ ๆ ไวเ้ ป็นข้อความสน้ั ๆ - คดิ วธิ ีท่ีจะเขียนสรุปความใหก้ ะทัดรัดและชัดเจน 3. ข้ันเขยี น - เขยี นรา่ งข้อความสนั้ ๆที่จดไว้ - ขัดเกลาและตบแตง่ ร่างข้อความทสี่ รุปให้เป็นภาษาท่ีดีสอื่ ความหมายได้แจม่ แจ้งชัดเจน ตวั อย่างการสรปุ ความ เรอ่ื ง เราคอื บทเรยี นของเดก็ การศกึ ษาเป็นเร่ืองสาคัญของชีวิต ทุกคนเกิดมาจะโง่ จะฉลาด จะดีจะชัว่ ขึน้ อยูก่ ับการศึกษา พ่อแมท่ ุกคน ปรารถนาจะให้บุตรหลานของตนเป็นคนดี จนถงึ กับยอมทนลาบากตรากตราทาการงานหาทรัพยส์ ินเงนิ ทองมาเปน็ คา่ ใช้จ่าย เพื่อการศึกษาของบุตรหลาน นับว่าเปน็ หนา้ ทแ่ี ละสง่ิ ท่ีควรได้รบั การยกย่องในการเสยี สละนน้ั แตย่ งั มสี ิง่ ที่มคี ุณคา่ ท่ีสุดในชวี ิตเดก็ กค็ อื บทเรียนอันเป็นจรยิ ศกึ ษาซึ่งเกิดจากการปฏบิ ัติตวั ของพอ่ แม่ ผปู้ กครองของเดก้ น่นั คอื การประพฤติปฏบิ ตั ดิ ีงาม เพราะส่ิงทเ่ี ดก็ ไดย้ นิ ได้ฟง๎ ไดร้ ูไ้ ด้เห็นจากพ่อแม่ผปู้ กครองของ ตน เช่นการพดู จาไพเราะ การงานเป็นระเบยี บเรยี บร้อยเป็นตน้ สงิ่ เหลา่ นเ้ี ป็นบทเรียนอย่างสาคัญ ท่ีจะซึมซาบเขา้ ไป ในจิตใจของเด็กดยี ง่ิ กว่าหนงั สอื บทเรยี นอนื่ ๆ น้นั เป็นการใหก้ ารศึกษาที่มีคา่ ยิง่ เปน็ การปลูกสรา้ งนสิ ัยทดี่ ใี หแ้ ก่เดก็ ถ้าพ่อแม่ ผปู้ กครองเปน็ คนดี มีนสิ ยั ดี เอ้ือเฟ้ือเผ่ือแผ่ มีเมตตา มคี วามยตุ ิธรรม มีความรัก ความสามคั คี ในครอบครวั เป็นแบบอยา่ งท่ดี ี ก็จะทาใหเ้ ด็กเอาอย่างในทางดี เปน็ คนดีของพ่อ แม่ ผปู้ กครอง สมความปรารถนา ทุกประการ ถา้ ปรารถนาดี หวังดีต่อบตุ รหลาน อยา่ เพยี งแตจ่ ะให้ทนุ การศึกษาอยา่ งเดียว ต้องทาตนใหเ้ ปน็ ตัวอย่าง ท่ดี ี เปน็ บทเรียนที่มีค่าของบุตรหลานด้วย แลว้ ความปรารถนาของเราก็จะสมหวงั การสรุปความ 1. ขนั้ อา่ น ฟัง และ คดิ จับแนวคดิ ได้ดงั นี้ “ พอ่ แม่ หาเงนิ ทองมาใหล้ กู เรียนอยา่ งเดยี วยงั ไม่พอ ต้องปฏบิ ัติ ตนเปน็ ตัวอยา่ งท่ีดีแก่ลูกด้วยจึงจะนับว่าได้ให้การศึกษาที่ถูกตอ้ งแกล่ ูก” 2. ขั้นเขียน

57 2.1 ขอ้ ความทจ่ี ดไว้ช่วยจา “การศึกษา เรื่องสาคัญ – คนจะดจี ะช่วั โง่ ฉลาดเพราะการศึกษา พ่อ แมห่ าเงินมาใหล้ กู เรียนเสยี สละควรยกย่อง สง่ิ ท่ีมีค่าตอ่ เด็ก – บทเรียนจริยศกึ ษา คุณธรรม การปฏิบัติตนดงี าม เปน็ ตวั อย่างทีด่ ี รักลกู ต้องทาให้เป็นตัวอยา่ งทด่ี ีด้วย” 2.2 ข้อความทีส่ รปุ แล้ว “การศึกษามีความสาคัญต่อชวี ติ เด็ก เพราะสามารถทาใหเ้ ด็กฉลาดและเป็น คนดไี ด้ พอ่ แม่ที่รักลกู อยากใหล้ ุกเป็นคนดีนน้ั ไมค่ วรจะพอใจเพยี งการทาหนา้ ท่ีหาเงินมาใหล้ กู เรยี นเท่านน้ั แตค่ วร คานงึ ถงึ บทเรียน จริยศึกษาอันมีคณุ คา่ ยิง่ ต่อชีวิตของเดก็ อนั ได้แกก่ ารท่ีพ่อแมเ่ ปน็ ผูม้ คี ุณธรรมและปฏบิ ัตติ นเป็น แบบอยา่ งในทางท่ีดงี ามแก่ลกู ด้วย” ใบงาน เรื่องการฟัง ดู คาชี้แจง 1. ใหผ้ ูเ้ รยี นแบ่งกลมุ่ ๆ 5 – 7 คน โดยให้มีท้ังวยั รุ่น ผ้สู ูงวัย และเพศหญิง เพศชาย ในกลมุ่ ตามความ เหมาะสมและแต่งตั้งคณะกรรมการการทางานร่วมกนั 2. ใหผ้ ้เู รียนแต่ละกลุ่มได้ศกึ ษาเนอื้ หาสาระจากเร่ืองการฟ๎ง ดู ในบทเรียนหรือจาก สือ่ การเรยี นร้ทู มี่ ี จากนน้ั ใหป้ ฏิบตั ิดงั นี้ 2.1 ศึกษาข่าวจากหนังสือพิมพ์ 1 ข่าว 2.2 ศกึ ษาบทร้อยกรองท่ีสนใจ 1 เรื่อง 2.3 ศกึ ษาละครจาก VCD ท่ีสนใจ 1 เรอ่ื ง 3. ใหส้ รปุ และวเิ คราะห์เรอ่ื งทศ่ี กึ ษา ตามหลักการท่ีไดเ้ รียนรูม้ า 4. ใหต้ ัวแทนกล่มุ ออกมานาเสนอผลงาน

58 แผนการจดั การเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย ครงั้ ท่ี 2 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ กศน.ตาบลองี ่อง 1. สัปดาห์ท่ี 7 วนั ท่ี 22 เดอื น มถิ ุนายน พ.ศ. 2564 เวลา 09.00-12.00น. 2. วชิ า ภาษาไทย รหัสวิชา พท21001 จานวน4หนว่ ยกติ 3. มาตรฐานที่ 2.1 มคี วามร้คู วามเขา้ ใจ และทกั ษะพ้ืนฐานเกย่ี วกับภาษาและการสือ่ สาร 4. หนว่ ยการเรยี นร้/ู เร่อื ง หลักการใช้ภาษา 5. สาระสาคญั ชนดิ และหนา้ ที่ของคา พยางค์ วลี ประโยค การใช้เครอ่ื งหมายวรรคตอน อักษรย่อ พจนานกุ รม คาราชาศัพท์ ความแตกต่าง และความหมายของสานวน สุภาษิต คาพังเพย 6. เนื้อหา 1. ความหมายของคา พยางค์ วลี ประโยค และการสะกดคา 2. หลกั ในการสะกดคา 3. การใชค้ าและการสร้างคาในภาษาไทย 3.1 การสรา้ งคา 3.2 คาประสม 3.3 คาซอ้ น 3.4 คาสมาส คาสนธิ 3.5 หลกั การสังเกตคาภาษาอืน่ ๆ ท่ีใชใ้ นภาษาไทย 7. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู/้ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวงั (ดจู ากผังการออกข้อสอบ) 1. อธิบายความแตกตา่ งของคาพยางค์ วลี ประโยค การสะกดคาได้ถูกต้อง 2. อธบิ ายความแตกตา่ งระหวา่ งภาษาพดู และภาษาเขยี น 8. การบูรณาการกบั หลักแนวคิดของเศรษฐกจิ พอเพยี ง (2 เงอ่ื นไข 3 หลักการ การเช่อื มโยงสู่ 4 มติ ิ) ความรู้

59 สรุปความ จับประเด็นสาคญั ของเร่ืองการใชห้ ลกั ภาษา คณุ ธรรม - มีความตั้งใจ - มีความขยนั - มคี วามรับผดิ ชอบ พอประมาณ - เนอ้ื หาวิชาที่เรยี นรสู้ อดคลอ้ งกบั เวลาเรียนในแต่ละช่ัวโมง - เนอ้ื หาที่เหลอื ใหจ้ ัดการเรียนการสอนแบบ กรต.ได้ มีเหตผุ ล - ผู้เรยี นมีความรูใ้ นเร่ืองหลักการใชภ้ าษา - สามารถวิเคราะห์และสงั เคราะหเ์ รอ่ื งการใชห้ ลักภาษาได้อย่างถูกต้อง มภี มู คิ มุ้ กนั - การใชค้ าท่ีถูกต้องตามหลักภาษา - สามารถอา่ นออกเขยี นได้ วัตถุ - ผู้เรยี นมสี ่ือการเรียนทเ่ี หมาะสมกับเน้ือหาท่เี รยี น สงั คม - ผูเ้ รยี นสามารถทางานรว่ มกับคนอืน่ ได้อยา่ งมีความสุข - ผู้เรียนสามารถแลกเปล่ียนความคดิ เหน็ กนั ภายในกลุ่มและหอ้ งเรียน ส่ิงแวดล้อม - ผเู้ รยี นจดั บรรยากาศท่ีดใี นห้องเรยี นทเี่ อ้ือตอ่ การเรียนการสอน วัฒนธรรม - ผูเ้ รยี นมีการเรยี นรู้วฒั นธรรมการใชภ้ าษาต่อๆกนั มาตามหลักภาษา 9. กระบวนการจดั การเรยี นรแู้ ละกจิ กรรมการเรยี นรู้ ขน้ั ที่ 1 กาหนดสภาพปัญหาการเรียนรู้ (O : Orientation) 1. ครูสุ่มตวั อยา่ งผู้เรียนใหเ้ ขียนชอ่ื บนกระดาน จานวน 10 คน และใหผ้ เู้ รียนในกลมุ่ ช่วยกันบอกคารายชื่อทง้ั 10 คนมกี ีพ่ ยางค์ จากน้นั ครูจงึ สอบถามผูเ้ รียนถึงวิธกี ารนับพยางค์วา่ มวี ิธีการอยา่ งไรเพ่ือท่ีจะวดั ความรู้เบ้ืองต้นของ ผ้เู รียน ขน้ั ที่ 2 แสวงหาขอ้ มูลและจัดการเรยี นรู้ (N : New ways of learning) 1. ครูอธิบายความหมายของคา พยางค์ วลี ประโยค การสะกดคา หลักการสะกดคาและการใช้คาการ สร้างคาในภาษาไทย คาประสม คาซา้ คาซอ้ น คาสมาส คาสนธิ 2. ให้ผู้เรียนเลอื กบทความทเ่ี กี่ยวกับคณุ ธรรมพรอ้ มบอกวา่ ในบทความดงั กลา่ วใชม้ าตราตวั สะกดในและ ใหข้ ้อคดิ อะไรกบั เราบ้าง 3. ผเู้ รียนศึกษาเนอื้ หาเพ่ิมเติมจากใบความรู้และสือ่ อินเตอร์เน็ต ให้ผู้เรยี นแบง่ กล่มุ ๆ ละ 5 – 7 คน จานวน 4 กลมุ่ ดงั น้ี 3.1 กล่มุ คาประสม

60 3.2 กล่มุ คาซ้อน 3.3 กล่มุ คาสมาส คาสนธิ โดยใหแ้ ตล่ ะกลุม่ สรา้ งบัตรคาให้ตรงตามชนิดของคาทต่ี นเองไดร้ ับตามชือ่ กลุ่มจานวน 10 คา 4. ครูผู้สอนนาบตั รคามารวมกันและใหผ้ ู้เรียนทากจิ กรรมการเรียนรู้ชนดิ ของคาโดยวธิ ีการดังนี้ 4.1 ผู้เรียนแต่ละกลมุ่ แข่งขันนาบัตรคาไปติดไวท้ ี่บอรด์ ให้ประเภทเช่น แม่ยาย เป็นคาประสม นาไปตดิ ให้ถกู ต้อง 4.2 กลมุ่ ไหนทาเวลาได้ดแี ละไดจ้ านวนบตั รที่ตดิ ถูกต้องที่สุดคือทีมผู้ชนะ 4.3 ครูมอบของรางวัลแก่กลมุ่ ผชู้ นะ ขน้ั ท่ี 3 การปฏบิ ตั ิและการนาไปใช้ (I : Implementation) 1. ครูสรุปผลกจิ กรรมการเรยี นรู้ และข้อคิด/ความรู้นี้ได้จากกิจกรรมการเรียนรู้ ขนั้ ที่ 4 การประเมนิ ผลการเรียนรู้ (E : Evaluation) 1. แบบประเมนิ ผลงาน 2. สงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนรู้ 10. สอ่ื /แหล่งเรียนรู้ 1. หนงั สือเรยี น 2. แบบฝึกหดั 3. สื่ออินเตอรเ์ น็ต 11. การวดั และประเมินผล 11.1วิธกี ารวดั และประเมนิ ผล - ใบงาน 11.2 เคร่ืองมอื วดั และประเมินผล - ผลจากการตรวจใบงาน 11.3 เกณฑ์การวดั และการประเมนิ ผล - ใบงานคะแนนเตม็ 10คะแนน กจิ กรรมเสนอแนะ ...................................................................................................................................... ...................................................... ...................................................................................................................................................................................... ลงช่อื …………………………………………….ครูผ้สู อน (นายจริ ศกั ดิ์ วงศ์เสน) ครู กศน.ตาบล ข้อเสนอแนะของผู้บรหิ าร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..... ................................................................. ............................................................................................ …………..............

61 ลงชื่อ………………………………………………………ผู้อนมุ ัติแผน (นางป๎ทมาภรณ์ ศรเี นตร) ผู้อานวยการ กศน.อาเภอจตรุ พกั ตรพิมาน บนั ทกึ หลังการจดั การเรียนรู้ กศน.ตาบลองี ่อง ครง้ั ท่ี 7 วัน/เดอื น/ปวี นั ท่ี 22 เดอื น มิถุนายน พ.ศ. 2565 ครูผู้สอนนายจริ ศกั ด์ิ วงศ์เสน ระดับ มัธยมศึกษาตอนตน้ เวลา 09.00-12.00 น. สาระความรู้พื้นฐาน รายวิชา ภาษาไทย รหสั วชิ า พท 21001 1. ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การประเมนิ โดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรยี น - หลงั เรียน พบว่า คะแนนการทดสอบหลังเรยี น มากกวา่ ก่อนเรยี นจานวน ........ คนคดิ เป็นรอ้ ยละ............ คะแนนการทดสอบหลงั เรยี น น้อยกว่าก่อนเรยี นจานวน ......... คนคิดเปน็ รอ้ ยละ............ 2. เนื้อหา/สาระ/รายวิชา ............................................................................................................................. ...................................... ...................................................................................... ............................................................................. 3. กิจกรรมการเรยี นการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... 4. ปัญหา/อุปสรรคการเรยี นการสอน ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... 5. แนวทางการแกป้ ัญหา ............................................................................................................................. ...................................... ...................................................................................................................................................................

62 ลงช่ือ.........................................................(ผู้บนั ทกึ ) (นายจริ ศกั ด์ิ วงศ์เสน) ครู กศน.ตาบล ความเห็น/ข้อเสนอของผูบ้ ริหาร ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ลงช่ือ.................................................. (นางป๎ทมาภรณ์ ศรเี นตร) ผูอ้ านวยการ กศน.อาเภอจตุรพักตรพมิ าน ใบความรู้ เรื่อง หลักการใชภ้ าษาไทย ธรรมชาติของภาษา 1. ภาษาในความหมายอยา่ งแคบ คือ ภาษาพูดของคน 2. ทกุ วนั นี้ ยงั มีอีกหลายภาษาท่ีไม่มีภาษาเขยี น 3. แต่ละกลมุ่ กาหนดภาษากันเอง เสยี งในแต่ละภาษาจงึ มีความหมายไม่ตรงกนั 4. ลกั ษณะของภาษาทั่ว ๆ ไป 1. มเี สยี งสระและพยัญชนะ (วรรณยกุ ต์มบี างภาษาเช่น ไทย,จีน) 2. ขยายให้ใหญ่ขน้ึ ได้ 3. มีคานาม, กริยา, คาขยาย 4. เปลยี่ นแปลงได้ 5. ภาษาเปล่ยี นแปลงได้ เพราะสาเหตหุ ลายข้อ เชน่ สิ่งแวดล้อมเปลย่ี น เชน่ ขายตัว ศกั ดินา จริต สาส่อน แกล้ง ห่ม การพดู ได้แก่ การกรอ่ นเสยี ง และกลมกลนื เสยี ง กรอ่ นเสียง เชน่ \"หมากพร้าว\" กรอ่ นเป็น\"มะพร้าว\" กลมกลนื เสียง เชน่ \"อยา่ งไร\" กลืนเสียงเปน็ \"ยังไง\" เสยี งในภาษาไทย อักษรควบ - อักษรนา อักษรควบ มี 2 แบบ คือ

63 ควบแท้ -> ออกเสียงพยัญชนะตน้ ท้ัง 2 เสียง เชน่ ปลา ครีม เป็นต้น ควบไมแ่ ท้ -> ออกเสยี งพยัญชนะตน้ ตวั แรกตัวเดยี ว มี 2 กรณี ดังน้ี - แสร้ง จริง เศรษฐี เศรา้ - ออกเสียง ทร เปน็ ซ เช่น ไทร ทราย ทรดุ อกั ษรนา คอื คาที่ - อ่านหรือเขยี นแบบ มี \"ห\" นาพยัญชนะตน้ อกี ตัว เช่น หลอก หรู หนี หวาด ตลาด(ตะ-หลาด) ปรอท(ปะ-หรอด) ตลก(ตะ-หลก) ดิเรก(ดิ-เหรก) - รวมทั้งคาว่า \" อยา่ อยู่ อย่าง อยาก” เสยี งพยัญชนะต้น เสียงพยญั ชนะตน้ คือ เสียงที่นาเสียงสระ เสียงพยัญชนะต้น มีอยู่ 2 ประเภท คอื 1. เสียงพยญั ชนะเด่ยี ว = ออกเสยี งเสียงพยัญชนะตน้ เสียงเดียว เชน่ มา วนิ ตี นุก หมู 2.เสียงพยญั ชนะประสม ออกเสยี งเสียงพยัญชนะตน้ สองเสียงควบกนั เช่น กราบ ความ ปราม ไตร - ผิ ออกเสียงพยัญชนะต้น 1 เสยี ง คอื /ผ/ - ผลิ ออกเสียงพยัญชนะต้น 1 เสียง คอื /ผล/ - ผลิต ออกเสยี งพยัญชนะต้น 2 เสยี ง คือ /ผ/ , /ล/ (คอื เวลาออกตอ้ งแยกวา่ ผะ-หลดิ ).เสียงพยญั ชนะตัวสะกด (พยญั ชนะทา้ ย) เสียงพยัญชนะทา้ ย เสียงพยัญชนะที่อย่หู ลงั เสียงสระ เสียงพยญั ชนะท้าย มี 8 เสยี ง คอื แมก่ ก แทนดว้ ยเสยี ง /ก/ แม่กด แทนดว้ ยเสยี ง /ต/ แม่กบ แทนดว้ ยเสียง /ป/ แมก่ ม แทนดว้ ยเสียง /ม/ แม่กน แทน ดว้ ยเสียง /น/ แมก่ ง แทนดว้ ยเสยี ง /ง/ แม่เกย แทนด้วยเสียง /ย/ แมเ่ กอว แทนดว้ ยเสียง /ว/ เช่น นาค เสียงพยญั ชนะท้าย ช /ก/ รด เสยี งพยญั ชนะทา้ ย = /ต/ เสยี งสระ 1.เสียงสระสั้น ยาวให้ดตู อนท่ีออกเสียงอยา่ ดทู ่รี ปู เชน่ วัด ออกเสยี งสระส้นั ช่าง สระส้นั เท้า สระยาว เนา่ สระส้ัน นา้ สระยาว ช้า สระสัน้ 2.เสยี งสระ มี 2 ประเภท คือ สระประสม มี 6 เสยี ง คอื อัวะ อวั เอือะ เอือ เอยี ะ เอยี สระเดีย่ ว มี 18 เสียง คือ สระท่ีไม่ใช่ อวั ะ อวั เอือะ เอือ เอยี ะ เอยี 5.เสยี งวรรณยุกต์ มี 5 ระดับ คอื สามัญ เอก โท ตรี จัตวา 6.พยางค์ คือ เสยี งท่อี อกมา 1 ตรงั้ มี 2 ประเภท คือ พยางค์เปิด พยางค์ท่ีไมม่ ีตวั สะกด เชน่ เธอ มา ลา สู่ พยางคป์ ิด พยางคท์ มี่ ีเสียงตัวสะกด เช่น ไป รบ กับ เขา คา 1.คามูล = คาดั้งเดมิ เชน่ กา เธอ วิ่ง วุ่น ไป มา 2.คาซ้า = คามูล 2 คาทเี่ หมือนกนั ทุกประการ คาทสี่ องเราใส่ไม้ยมกแทนได้ เช่น วงิ่ วิ่ง (วง่ิ ๆ) น้องน้อง (น้องๆ) บางทีคาท่ีเหมือนกันมาชิดกนั ไมใ่ ช่คาซา้ เพราะความหมายไม่เหมือนกัน เช่น เขามีทที่ บ่ี างนา 3.คาซ้อน (คาค)ู่ คามลู ที่มคี วามหมายเหมือนหรือคล้ายไมก่ ็ตรงขา้ มมารวมกนั เช่น เก็บออก จิตใจ ผู้คน สร้างสรรค์

64 ขนมนมเนย ถ้วยชาม แขง็ แรง เดด็ ขาด ตดั สิน ดงึ ดนั ชั่วดี ถ่ีห่าง 4.คาประสม คามูล 2 คามารวมกันเป็นคาใหม่ และคาใหมน่ ั้นมีเค้าความของคาเดิมท่นี ามารวมกันเชน่ น้าพรปิ ลาทู ขนมป๎ง ไส้กรอก ไก่ย่าง ผา้ พันคอ เข็มฮีกยา เลอื กต้ัง เจาะขา่ ว โหมโรง ปากหวาน 5.คาสมาส คาบาล+ี สนั สกฤต 2 คามารวมกนั (บาลีท้ังคูก่ ็ได้ สนั สกฤตท้ังคู่ก็ได้ คาบาลี+สนั สกฤตกไ็ ด)้ ถา้ คาทเ่ี อา มารวมกันเปน็ คาภาษาอ่นื ท่ไี มใ่ ช่ภาษาบาลี สนั สกฤต ก็จะไมใ่ ชค่ าสมาส วิธีสงั เกตคาสมาสอยา่ งง่าย คือคาสมาสจะอ่านเน่อื งเสยี งระหวา่ งคา ก็คือเวลาอา่ นตรงกลางจะออกเสยี งสระดว้ ย เชน่ ราช(ชะ)การ อบุ ตั (ิ ติ)เหตุ 6.คาสนธิ คาสมาสประเภททเ่ี ราเอาพยญั ชนะตวั สดุ ทา้ ยของคาหน้าไปแทนที่\"อ\"ตัวแรกของคาหลงั เชน่ ชล+อาลยั = ชลาลัย ศิลป + อากร = ศิลปากร วิธีการจะดูว่าคาไหนเปน็ คาสมาสหรอื สนธิ คอื แยกคา 2 คาออกจากกัน - ถ้าแยกออกเป็นคาไดเ้ ลย = คาสมาส - ถา้ แยกแลว้ ต้องเติม\"อ\" ไปท่คี าหลงั = คาสนธิ ชนดิ ของคา 1.คานาม คือคาท่ใี ช้เรียกชอ่ื ส่ิงต่าง ๆ เชน่ ตู้ โตะ๊ เกา้ อี้ 2.คากริยา คือ คาแสดงการกระทา เช่น เดนิ นงั่ ว่ิง นอน คยุ กิน 4.คาวิเศษณ์ คือคา ขยาย เช่น แดง ดา สูง ต่า เปรย้ี ว หวาน 5.คาเชอื่ ม มี 2 ประเภท คือ บพุ บท สันธาน วธิ ดี ใู หด้ ูขอ้ ความทีต่ ามมา สันธานจะตอ้ งตามด้วยประโยค เช่น ปลาหมอตายเพราะปากไมด่ ี บุพบทจะตามด้วยข้อความทีไ่ มใ่ ช่ประโยค เช่น ปลาหมอตายเพราะปาก โครงสร้างของคา ชนดิ ของคาเอามารวมกนั เช่น แม่บ้าน = แม่ + บา้ น = นาม + นาม ทองแดง = ทอง + แดง = นาม + วเิ ศษณ์ ตม้ ยา = ตม้ + ยา = กริยา + กริยา สามล้อ = สาม + ล้อ =วิเศษณ์ + นาม ห้องรบั แขก = หอ้ ง + รับ +แขก = นาม + กริยา + นาม ประโยค 1.เจตนาประโยคมี 3 อย่าง = แจ้งให้ทราบ (บอกเลา่ ) ถามใหต้ อบ (คาถาม) บอกให้ทา (คาส่ัง) 2.โครงสร้างของประโยค หมายถงึ ส่วนประกอบของประโยค คอื ประธาน กรยิ า กรรม สว่ นขยาย เชน่ พ่อฉันกันข้างเกง่ มาก ( ประธาน ขยาย(พ่อ) กริยา กรรม ขยาย(กิน) ขยาย(เก่ง) ) 3.ชนิดของประโยค มี 3 ชนิด - ประโยคความเดียว : มปี ระธาน กรยิ า กรรม อย่างละตวั - ประโยคความซ้อน : มี 2 ประโยคมารวมกัน ใชค้ าเชอ่ื ว่า ท่ี ซง่ึ อนั ว่า ให้ - ประโยคความรวม : มี 2 ประโยคมารวมกนั ด้วยคาเช่อื มคาใดกไ็ ด้ ยกเว้น ท่ี ซงึ่ อัน ว่า ให้ (ถ้าใช้ ท่ี ซ่งึ อนั วา่ ให้ เชื่อม จะเป็นประโยคความซ้อน) 4.จานวนประโยค - ปกติจบ 1 ประโยค = นบั เป็น 1 ประโยค - ถา้ มคี าเช่อื มเราคือว่าประโยคนั้นยงั เป็นประโยคเดียวกบั ขา้ งหน้า

65 เช่น เขากินขา้ วแลว้ 1 , เขากินข้าวแล้ว ตอนน้ีเขาเข้านอนแล้ว 2 , เขากนิ ข้าวก่อนจะเข้านอน 1 5.วลี คอื กลุม่ คาท่ีไมใ่ ช่ประโยค บางทีกอ้ ยาวจนเกือบจะเปน็ ประโยค แตก่ ้อไม่ใช่ประโยค วิธีดูว่าจะเป็นวลี หรือประโยค ถ้าอา่ นแล้วเหมือนจะไมจ่ บ (ประมาณวา่ รสู้ ึกต้องมอี ะไรต่อนะ) แสดงวา่ เปน็ วลี แต่ถา้ อา่ นแลว้ รู้สึกวา่ มันจบก็ คือประโยค เชน่ แมน้ เราจะอ่านหนงั สือสอบมากขนานไหน = วลี เธอว่งิ ซะจน = วลี กระดาษท่วี างบนโต๊ะตัวนัน้ = วลี เธอกลบั บา้ นไปแล้ว = ประโยค ทุกทุกคราวท่ีมองฟาู = วลี ระดับภาษา 1.ระดบั ภาษามี 5 ระดบั 1.พธิ กี าร ใช้ในพิธี คาพูดจะดหู รูหรา อลงั การ ดูเป็นพิธี เช่น ในศภุ วาระดถิ ขี ้นึ ปีใหม่ 2.ทางการ ใช้ในเชงิ วชิ ากร ประชมุ ใหญ่ๆ เร่อื งท่ีต้องการแบบแผน คาพูดจะเปน็ ภาษาเขียน เชน่ ท่านเคยคิดหรือไม่ ว่า การทาเชน่ น้นั จะมผี ลเช่นไร 3.ก่งึ ทางการ ใช้ในที่ประชมุ เล็ก ๆ เรือ่ งที่ตอ้ งมแี บบแผนบา้ ง คาพจู ะมีทัง้ ภาษาเขียนและภาษาพุโปน ๆ กัน 4.สนทนา ใช้คยุ กนั ทั่ว ๆ ไปแต่ก้อมีความสุภาพด้วยภาษาก็จะเป็นภาษาทีเ่ ราใชค้ ุยกัน 5.กนั เอง ใช้คยุ กันกับคนซี้ ๆ หลกั การใชภ้ าษาไทยเพ่ือการสอื่ สารในอนิ เตอรเ์ นต็ 1.ใชค้ าให้ถกู ต้องตรงตามความหมาย กลา่ วคือ ก่อนนาคาไปเรียงเข้าประโยค ควรทราบความหมายของคาคาน้นั กอ่ น เช่น คาวา่ “ปอก” กบั “ปลอก” สองคานม้ี ีความหมายไมเ่ หมือนกนั คาว่า “ปอก” เปน็ คากริยา แปลวา่ เอา เปลือกหรอื ส่งิ ท่ีหอ่ หุ้มออก แตค่ าวา่ “ปลอก” เป็นคานาม แปลว่า สิ่งทที่ าสาหรับสวมหรอื รัดของตา่ งๆ เป็นตน้ ลอง พจิ ารณาตัวอยา่ งต่อไปน้ี “วนั น้ีได้พบกับท่านอธิการบดี ผมขอฉวยโอกาสอนั งดงามนีเ้ ลี้ยงต้อนรบั ท่านนะครบั ” (ท่ีจรงิ แลว้ ควรใช้ ถือโอกาส เพราะฉวยโอกาสใชใ้ นความหมายท่ีไม่ดี 2. ใชค้ าให้เหมาะสม เลือกใชค้ าใหเ้ หมาะสมกบั กาลเทศะและเหมาะสมกบั บุคคล เช่นโอกาสท่ีเป็นทางการ โอกาสที่ เปน็ กันเอง หรือโอกาสทีเ่ ปน็ ภาษาเขยี น เช่น “ข้าพเจ้าไม่ทราบวา่ ท่านจะคิดยงั ไง” (คาวา่ “ยงั ไง” เป็นภาษาพดู ถา้ เป็นภาษาเขียนควรใช้ “อยา่ งไร” 3. การใช้คาลักษณนาม ใชค้ าทบี่ อกลกั ษณะของนามต่างๆ ให้ถกู ต้อง เชน่ ปากกา มีลกั ษณนามเปน็ ดา้ ม เล่ือย มี ลักษณะนามเปน็ ปืน้ ฤๅษี มีลักษณะนามเปน็ ตน เปน็ ตน้ 4. การเรยี งลาดบั คา เป็น เร่อื งที่สาคัญมากในภาษาไทย หากเรยี งผดิ ที่ความหมายก็จะเปล่ยี นไปดว้ ย ท้งั นี้ เพราะ คาบางคาอาจมีความหมายได้หลายความหมายซึง่ ข้นึ อยู่กับตาแหน่งที่จัด เรยี งไว้ในประโยค เช่น แมเ่ กลียดคนใชฉ้ ัน ฉนั เกลยี ดคนใช้แม่ คนใช้เกลียดแม่ฉัน แม่คนใช้เกลียดฉนั ฉนั เกลยี ดแม่คนใช้ แมฉ่ นั เกลียดคนใช้ ขอ้ บกพร่องในการเรียงลาดบั คามักปรากฏดงั น้ี - เรยี งลาดับคาผดิ ตาแหน่ง เชน่ เขาไมท่ ราบสิ่งที่ดงี ามนน้ั วา่ คอื อะไร (ควรเรยี งวา่ เขาไม่ทราบ วา่ สิง่ ท่ดี ีงามน้ันคืออะไร)

66 - เรียงลาดบั คาขยายผิดที่ เช่น ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนีด้ ้วย เป็นอย่างสูง (ควรเรียงวา่ ขอขอบคุณ เป็นอย่างสูง มา ณ โอกาสน้ีด้วย) 5. แต่งประโยคให้จบกระแสความ หมายถงึ แต่งประโยคใหม้ ีความสมบูรณค์ รบถ้วนทง้ั ส่วนท่เี ปน็ ภาคประธานและ ภาค แสดง ซึง่ ประโยคทจี่ บกระแสความนัน้ จะต้องตอบคาถามวา่ ใคร ทาอะไร ไดช้ ดั เจน สาเหตุทท่ี าใหป้ ระโยคไม่จบ กระแสความอาจเกิดจากขาดคาบางคาหรือขาดสว่ นประกอบ ของประโยคบางสว่ นไป เช่น เมื่อตอนยงั เด็กเขาชอบนอนหนนุ ตกั แม่ บัดนี้เขาอายยุ ่ีสิบกว่าแล้ว (ควรแก้เป็น เม่ือตอนยังเดก็ เขาชอบนอนหนุนตักแม่ บัดนเ้ี ขาอายุยสี่ บิ กว่าแลว้ ก็ยงั ชอบอยูเ่ หมือนเดิม) 6. ใช้ภาษาใหช้ ดั เจน ใช้ ภาษาทีใ่ หค้ วามหมายเพยี งความหมายเดียว เป็นความหมายที่ไม่สามารถจะแปลความเป็น อยา่ งอ่ืนได้ เชน่ “คุณแม่ไม่ชอบคนใช้ฉนั ” อาจแปลได้ 2 ความหมายคือ คุณแม่ไม่ชอบใครกต็ ามทใี่ ช้ใหฉ้ ันทาโน่นทาน่ี หรอื คณุ แมไ่ ม่ชอบคนรบั ใช้ของฉัน ทงั้ นีเ้ พราะคาว่า “คนใช้” เป็นคาท่ีมหี ลายความหมายนน่ั เอง 7. ใช้ภาษาให้สละสลวย ใช้ภาษาอย่างไพเราะราบร่ืน ฟ๎งไมข่ ัดหู และมีความกะทดั รัด - ไม่ใชค้ าฟุมเฟือย หมายถงึ การใชค้ าที่ไม่จาเป็น หรอื ใชค้ าที่มีความหมายซา้ ซ้อน เช่น “วันน้อี าจารย์ไม่มาทาการสอน” คาว่า “ทาการ” เปน็ คาที่ไม่จาเป็น เพราะแมจ้ ะคงไวก้ ็ไม่ได้ช่วยใหค้ วามหมายชดั เจนข้นึ กว่าเดมิ ดงั นัน้ จึงควรแก้ไข เปน็ “วันน้ีอาจารย์ไมม่ าสอน” - ใชค้ าให้คงท่ี หมายถึง ในประโยคเดียวกนั หรือในเนือ้ ความเดยี วกัน ควรใชค้ าเดียวกนั ใหต้ ลอด ดงั ประโยค ต่อไปน้ี “หมอถือว่าคนปวุ ยทกุ คนเปน็ คนไข้ของหมอเหมือนกนั ” ควรแก้เป็น “หมอถือว่าคนไข้ทุกคนเปน็ คนไข้ของหมอเหมอื นกัน” - ไมใ่ ช้สานวนตา่ งประเทศ เช่น “มนั เป็นความจาเป็นอยา่ งย่งิ ที่เขาต้องจากไป” ควรแก้เป็น “เขาจาเปน็ อยา่ งยิ่งท่ีต้องจากไป” ภาษาแชททม่ี กั ใชผ้ ิด 1. คาที่สะกดผดิ ได้งา่ ย เป็นรูปแบบของคาทม่ี กี ารสะกดผิด ซง่ึ เกดิ จากคาที่มกี ารผนั อกั ษรและเสยี งไมต่ รงกับรูป วรรณยุกต์ เชน่ สนกุ้ เกอร์ = สนุ๊กเกอร์ โนต้ = โนต้ 2. คาท่สี ะกดผดิ เพ่ือให้แปลกตา หรอื ง่ายต่อการพิมพ์ (ทาใหพ้ ิมพ์ได้เร็วข้ึน) เชน่ หนู=นู๋ ผม = ปม๋ ใช่ไหม = ชมิ ิ เป็น = เปง ก็ = กอ้ คะ่ ,ครบั = คระ่ ,คบั 3. การลดรูปคา เปน็ รูปแบบของคาทลี่ ดรูปให้สัน้ ลงมีใช้ในภาษาพูด เชน่ มหาวิทยาลัย = มหา’ลยั ,มหาลัย โรงพยาบาล = โรงบาล

67 4. คาทีส่ ะกดผิดเพ่ือใหต้ รงกับเสยี งอ่าน เชน่ ใช่ไหม = ใช่ม้ยั 5. คาทสี่ ะกดผดิ เพ่ือแสดงอารมณ์ เชน่ ไม่ = มา่ ย ไปไหน = ปายหนาย นะ = น้า คะ่ ,ครบั =ครา่ ,ครา๊ บ นอกจากนย้ี ังสามารถแบ่งออกเปน็ กลมุ่ ที่ใช้ในการพดู และกล่มุ ท่ีใช้ในการเขียน 1. กลุม่ ทใี่ ช้เวลาพูด เปน็ ประเภทของภาษาวิบัติท่ีใช้ในเวลาพูดกัน ซงึ่ บางคร้ังกป็ รากฏขนึ้ ในการเขยี นด้วย แตน่ ้อยกว่าประเภทกลุม่ ทใ่ี ช้ ในเวลาเขียน โดยมกั พูดให้มเี สียงสั้นลง หรือยาวขนึ้ หรือไม่ออกเสยี งควบกลา้ เลย ประเภทนี้เรยี กได้อีกอยา่ งว่ากลุ่ม เพี้ยนเสยี ง เชน่ ตัวเอง - ตะเอง 2. กล่มุ ที่ใชใ้ นเวลาเขียน รปู แบบของภาษาวิบตั ิชนิดนี้ โดยท้งั หมดจะเป็นคาพ้องเสียงที่หลายๆคามักจะผดิ หลักของภาษาอย่เู สมอ โดยสว่ น ใหญก่ ลุ่มนจ้ี ะใชใ้ นเวลาเขยี นเท่าน้ัน โดยยังแบ่งได้เปน็ อีกสามประเภทย่อย 2.1 กลุม่ พ้องเสียง รปู แบบของภาษาวบิ ตั ชิ นิดน้ี จะเปน็ คาพอ้ งเสยี ง โดยสว่ นใหญก่ ลมุ่ นี้จะใชใ้ นเวลาเขยี นเทา่ น้ัน และคาทน่ี ามาใช้ แทนกนั นี้มักจะเป็นคาท่ีไม่มีในพจนานกุ รม เธอ = เทอ ใจ = จัย ไง = งัย กรรม = กา 2.2 กลมุ่ ทรี่ ีบร้อนในการพิมพ์ กล่มุ นจ้ี ะคล้ายๆกบั กลุม่ คาพ้องเสียง เพยี งแตว่ า่ บางครั้งการกด Shift อาจทาให้เสียเวลา เลยไมก่ ด แลว้ เปลี่ยนคาท่ี ตอ้ งการเปน็ อีกคาท่อี อกเสียงคล้ายๆกันแทน เช่น รู้ = รุ้ เห็น = เหน เปน็ = เปน 2.3 กลมุ่ ที่ใชส้ ่อื สารในเกมส์ (ใช้ตวั อกั ษรภาษาอ่ืนทมี่ ีลกั ษณะคลา้ ยตัวอักษรไทย) เทพ = Inw นอน = uou เกรยี น = เกรีeu ข้อสังเกตและจดจาในการเขยี นภาษาไทย 1. หลกั การประวสิ รรชนียใ์ นภาษาไทย - คาทีข่ ้นึ ตน้ ดว้ ยกระ/กะ ในภาษาไทยใหป้ ระวสิ รรชนีย์ เช่น กระเช้า กระเซ้า กระแส กระโปรง กระทรวง กระทะ กระพริบ กะปิ เป็นต้น

68 2. คาท่ีเป็นคาประสมทค่ี าหน้ากอ่ นเปน็ เสียงอะ ให้ประวิสรรชนีย์ - เชน่ ตาวัน เป็น ตะวัน, ฉนั นั้น เป็น ฉะน้ัน, ฉนั น้ี เป็นฉะนี้, หมากม่วง เป็น มะม่วง, สาวใภ้ เป็น สะใภ,้ วบั วับ เปน็ วะวบั , เรอ่ื ยเรื่อย เป็น ระเรอื่ ย เป็นต้น 3. คาทยี่ มื มาจากภาษาบาลี สันสกฤต ตวั ทา้ ยท่ีออกเสยี ง อะ ต้องประวิสรรชนยี ์ - เชน่ ศลิ ปะ มรณะ สาธารณะ วาระ เป็นต้น 4. คาที่พยญั ชนะต้น ออกเสียงอะ แต่ไม่ใชอ่ ักษรนา ต้องประวิสรรชณยี ์ - เช่น ขะมุกขะมอม ขะมักเขม้น ทะเล่อทะลา่ เปน็ ตน้ การใชค้ า ใหเ้ หมาะสม การใชค้ าในภาษาไทยใชต้ ่างกนั ตามความเหมาะสม ประกอบด้วยเสียงและความหมาย การรู้ จักเลอื กคามาใช้ให้ ถูกต้อง ควรคานงึ ถึงเร่ืองต่อไปน้ี 1. การใช้คาใหถ้ ูกต้องตามความหมาย ความหมายของคา ท่จี ะกลา่ วถึงมีดงั นี้คือ 1.1 คาท่ีมคี วามหมายตรงและความหมายโดยนยั - ความหมายตรง คือ ความหมายที่เป็นทีร่ บั รู้ เข้าใจตรงกันในหมู่ ผใู้ ช้ภาษาไมต่ ้องตี ความเปน็ อย่างอ่นื - ความหมายแฝง คือ ความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ในความหมายของคาน้ันๆ เปน็ ความ หมายทเ่ี พ่ิมขนึ้ จากความหมายตรง จะเข้าใจตรงกนั หรอื ไม่ข้ึนอยู่กับพ้ืนฐานความรู้ประสบการณ์ของ แตล่ ะบุคคล ตลอดจนคาแวดล้อม 1.2 คาบางคาอาจมีได้หลายความหมาย คือ เม่ืออยู่ในประโยคหน่งึ คาบางคาอาจมี ความแตกตา่ งไปจากเม่ืออย่ใู น อกี ประโยคหนึง่ ๑.๓ คาบางคามคี วามหมายใกลเ้ คยี งกัน อาจทาให้ผูใ้ ช้ภาษาเกิดความสับสนได้ ...ตัวอยา่ งคาทม่ี ี ความหมายใกลเ้ คยี งกนั >> 2. การใชค้ าให้ถูกต้องตามไวยากรณ์ ไวยากรณ์ หมายถึง หลกั ว่าด้วยรปู และระเบยี บวิธกี ารประกอบรูปคาให้เป็น ประโยค ชนดิ ของคาแบ่งออกเป็น 7 ชนดิ ได้แก่ - คานาม - คาสรรพนาม - คากรยิ า - คาวเิ ศษณ์ - คาบุพบท - คาสันธาน - คาอทุ าน 3. การเขยี นสะกดการันต์ให้ถูกตอ้ ง การเขยี นสะกดคาเนเร่ืองสาคญั เพราะถา้ เขีนยสะกดบกพร่องหรอื ผดิ ความาหมาย กอ็ าจจะ เปลี่ยนแปลงไปได้ ดังนน้ั ในการเขยี นจงึ ต้องอาศัยการสงั เกตและการจดจาหลกั การเขียนคาประเภท ตา่ งๆ ดงั นี้ - คาสมาส - คาพ้องเสยี ง - คาทใี่ ช้ ซ, ทร - คาทีใ่ ช้ ใ-, ไ- - คาทอ่ี อกเสยี ง อะ - การใชว้ รรณยกุ ต์ - คาท่ีมตี ัวการันต์ - คาทับศัพทภ์ าษาตา่ งประเทศ

69 4. การออกเสยี งใหถ้ ูกต้องและชัดเจน พยางคห์ นงึ่ ๆ ในภาษาไทยประกอบดว้ ย พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ ถ้าเสยี ง พยัญชนะ สระ และวรรณยกุ ต์เปลย่ี นไป ความหมายก็จะเปลย่ี นไปด้วย ซึง่ จะทาให้ส่อื ความหมายผิดพลาดได้ เรือ่ งน้ี ต้องอาศัยการสังเกตและจดจาเปน็ สาคัญ ...ตัวอย่างการออกเสยี งให้ถูกต้องและชดั เจน>> การใช้คาในภาษาไทยใช้ ต่างกันตามความเหมาะสมหรือตามระดบั ของคา เวลานาคาไปใชจ้ ะต้อง คานึงถึงความเหมาะสมของบุคคล กาลเทศะ โอกาส และความรสู้ ึก ระดับของภาษาแบ่งอยา่ งกว้างๆ ได้ ๓ ระดับคือ 1. ภาษาปาก เปน็ ภาษาท่ีใชพ้ ูดหรือเขียน เพื่อความเขา้ ใจในกลมุ่ คนท่ีมีความใกล้ชิดสนทิ สนม กนั ถ้อยคาท่ีใช้ไม่ ต้องพถิ ีพิถันกันมากนัก 2. ภาษากึง่ แบบแผน เป็นภาษาที่ใชท้ ้ังในการพูดและเขียน 3. ภาษาแบบแผน เป็นภาษาทยี่ อมรบั กนั โดยท่วั ไปว่าถูกต้องและประณตี มักใช้ในการพูดและ เขียนที่เป็นทางการ ...ตวั อย่างการใช้ภาษาระดับต่างๆ การใช้คาใหเ้ หมาะสม ควรคานงึ ถงึ เร่ืองต่อไปน้ี 1. การใช้คาใหเ้ หมาะสมกับบุคคลและกาลเทศะ การใชค้ าทส่ี ุภาพหรอื คาท่เี หมาะสมกับบุคคลเป็น เรือ่ งท่ีคนไทย ถอื เป็นเร่ืองสาคัญ ควรใช้ใหถ้ ูกตอ้ งและเหมาะสม 2. การใช้คาให้เหมาะสมกบั ความรูส้ ึก คาบางคาในภาษาไทยจะแสดงความรู้สึกของผใู้ ช้ภาษาได้ ว่าร้สู กึ เช่นใด ใน ขณะเดยี วกนั ก็จะส่งผลตอ่ ความรู้สึกของผรู้ ับสารไดเ้ ช่นกนั หวังวา่ ทา่ นจะนาหลักการเหลา่ นีไ้ ปเปน็ พ้นื ฐานในการใช้ ภาษาไทยในชีวติ ประจาวันได้ อย่างถูกตอ้ ง ใบงาน เรือ่ งหลกั การใชภ้ าษา คาชแ้ี จง 1. ผเู้ รียนแต่ละกลุ่มแขง่ ขันนาบตั รคาไปติดไวท้ ีบ่ อร์ดใหป้ ระเภทเช่น แมย่ าย เป็นคาประสม นาไป ตดิ ให้ถูกต้อง 2. ให้ผเู้ รียนเลอื กบทความเกี่ยวกับคุณธรรมพร้อมบอกว่าในบทความใชม้ าตราตัวสะกดใด และให้ข้อคดิ อะไรกบั เราบา้ งโดยอธบิ ายโดยสังเขป 3. กลุ่มไหนทาเวลาได้ดแี ละไดจ้ านวนบัตรท่ีติดถูกตอ้ งทสี่ ุดคอื ทีมผ้ชู นะ

70 แผนการจดั การเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย คร้ังท่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565 ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น กศน.ตาบลอีงอ่ ง 1. สปั ดาหท์ ่ี 8 วันที่ 29 เดอื นมิถนุ ายน พ.ศ. 2565 เวลา 09.00-12.00น. 2. วิชา ภาษาไทย รหสั วชิ า พท21001 จานวน4หนว่ ยกิต 3. มาตรฐานท่ี 2.1 มีความรู้ความเข้าใจ และทักษะพื้นฐานเกี่ยวกับภาษาและการสือ่ สาร 4. หน่วยการเรยี นร/ู้ เรือ่ ง ประโยค 5. สาระสาคญั ชนิดและหน้าท่ีของคา พยางค์ วลี ประโยค การใชเ้ ครือ่ งหมายวรรคตอน อกั ษรย่อ พจนานกุ รม คาราชาศัพท์ ความแตกต่าง และความหมายของสานวน สภุ าษติ คาพังเพย 6. เน้ือหา 1. ความหมายและสว่ นประกอบของประโยค 2. ชนดิ ของประโยค 2.1 ประโยคความเดยี ว 2.2 ประโยคความรวม 2.3 ประโยคความซ้อน

71 3. หน้าทีข่ องประโยค 7. จุดประสงคก์ ารเรียนร/ู้ ผลการเรยี นรู้ทค่ี าดหวัง (ดจู ากผงั การออกข้อสอบ) 1. อธบิ ายความแตกตา่ งประโยคชนดิ ตา่ ง ๆ ได้ 8. การบูรณาการกบั หลักแนวคิดของเศรษฐกจิ พอเพยี ง (2 เงอื่ นไข 3 หลักการ การเช่อื มโยงสู่ 4 มิต)ิ ความรู้ สรุปความ จับประเด็นสาคัญของเรือ่ งการใชห้ ลักภาษา การรจู้ ักประโยค คณุ ธรรม - มคี วามตรงต่อเวลา - มีความขยัน - มคี วามรับผิดชอบ พอประมาณ - เน้ือหาวิชาท่เี รียนรู้มีความเหมาะสมกบั ชว่ั โมงทีจ่ ดั การเรียนการสอน - เน้อื หาทีไ่ มไ่ ด้จดั การเรียนการสอนผู้เรียนสามารถเรียนรแู้ บบ กรต.ได้ มีเหตผุ ล - ผ้เู รยี นมีความรู้ ความเข้าใจและการนาไปใช้ในเร่ืองหลักการใชภ้ าษา การเขียนประโยค - สามารถวเิ คราะห์และสังเคราะหเ์ รอื่ งการใชห้ ลักภาษาได้อยา่ งถูกต้อง มีภมู คิ ้มุ กนั - สามารถใช้คาได้ตอ้ งตามหลักภาษา - ผ้เู รยี นอ่านออกเขยี นได้ตามหลักภาษา วัตถุ - ผเู้ รียนมสี ื่อการเรยี นท่ีเหมาะสมกับเน้ือหาทีเ่ รียน สงั คม - ผ้เู รยี นสามารถทางานรว่ มกับคนอ่นื ไดอ้ ย่างมคี วามสุข - ผ้เู รียนสามารถแลกเปลยี่ นความคิดเห็นกนั ภายในกลุม่ และห้องเรยี น สง่ิ แวดล้อม - เนอื้ หาบางเรื่องสามารถเรยี นผา่ นส่ือออนไลน์ วัฒนธรรม - ผู้เรียนมกี ารเรียนรวู้ ฒั นธรรมการใชภ้ าษาต่อๆกันมาตามหลักภาษา 9. กระบวนการจดั การเรยี นรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ ขน้ั ท่ี 1 กาหนดสภาพปญั หาการเรยี นรู้ (O : Orientation) 1. ครใู ชบ้ ตั รคาที่มที ้งั คา วลี และประโยคใหผ้ เู้ รียนแยกประเภท เม่ือแยกประเภทแลว้ ใหค้ รนู าบตั รคาท่ี เป็นประโยคถามผเู้ รยี นว่าบตั รคาน้ันเป็นประโยคประเภทใด และครูเชือ่ มโยงให้เห็นถงึ ความสาคญั ที่ตอ้ งเรียนรเู้ รื่อง ชนิดของประโยค

72 ขัน้ ท่ี 2 แสวงหาข้อมลู และจัดการเรยี นรู้ (N : New ways of learning) 1. ครูมอบหมายให้ผู้เรยี นศึกษาใบความรูเ้ ร่ืองชนิดของประโยค 2. ผเู้ รยี นศึกษาเน้ือหาเพม่ิ เติมจากใบความรู้และส่ืออินเตอรเ์ น็ต 3. ครตู อบขอ้ สงสัยและอธิบายเพมิ่ เตมิ ข้ันท่ี 3 การปฏิบตั ิและการนาไปใช้ (I : Implementation) 1. ครใู หผ้ ้เู รียนปฏบิ ัติตามใบงาน โดยเขียนเรยี งความเรอ่ื งเศรษฐกิจพอเพยี งโดยในเรยี งความดงั กล่าว จะต้องประกอบไปด้วยประโยคความเดยี ว ประโยคความรวมและประโยคความซ้อน พร้อมแยกใหเ้ หน็ ชดั เจนและ อธิบายวา่ ประโยคทเ่ี ขียนเปน็ ประโยคชนดิ ใด ขั้นท่ี 4 การประเมนิ ผลการเรียนรู้ (E : Evaluation) 1. สงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี นร้รู ายบคุ คล(ตามสภาพจริง) 2. แบบประเมินใบงาน 11. ส่อื /แหล่งเรียนรู้ 1. หนงั สือเรยี น 2. แบบฝึกหดั 3. สอื่ อนิ เตอร์เนต็ 11. การวดั และประเมนิ ผล 11.1วิธีการวัดและประเมินผล - ใบงาน 11.2 เครอ่ื งมอื วัดและประเมินผล - ผลจากการตรวจใบงาน 11.3 เกณฑ์การวัดและการประเมนิ ผล - ใบงานคะแนนเตม็ 10คะแนน กจิ กรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ............................................................... ............................................................................................................................. ............................................................... ................................................................................................................................................................................. ลงช่อื …………………………………………….ครผู ้สู อน (นายจิรศกั ดิ์ วงศ์เสน) ครู กศน.ตาบล ขอ้ เสนอแนะของผู้บรหิ าร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..... ............................................................................................................................. ............................................................... ............................................................................................................................................ .....................................

73 ลงช่ือ………………………………………………………ผู้อนมุ ตั แิ ผน (นางป๎ทมาภรณ์ ศรีเนตร) ผู้อานวยการ กศน.อาเภอจตรุ พักตรพิมาน บันทกึ หลังการจัดการเรยี นรู้ กศน.ตาบลองี อ่ ง ครั้งที่ 8 วนั /เดือน/ปีวนั ท่ี 29 เดอื นมิถุนายน พ.ศ. 2564 ครผู ูส้ อนนายจริ ศกั ด์ิ วงศ์เสน ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ เวลา 09.00-12.00 น. สาระความรู้พื้นฐาน รายวชิ า ภาษาไทย รหัสวิชา พท21001 1. ผลการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้การประเมินโดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรยี น - หลังเรียน พบว่า คะแนนการทดสอบหลังเรียน มากกว่าก่อนเรยี นจานวน ........ คนคดิ เปน็ รอ้ ยละ............ คะแนนการทดสอบหลงั เรียน น้อยกวา่ ก่อนเรยี นจานวน ......... คนคดิ เป็นร้อยละ............ 2. เนอ้ื หา/สาระ/รายวิชา ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................ ... 3. กจิ กรรมการเรียนการสอน ...................................................................................................... ............................................................. ............................................................................................................................. ......................................

74 4. ปัญหา/อปุ สรรคการเรียนการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ........................................................................................... ........................................................................ 5. แนวทางการแก้ปัญหา ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ลงชอ่ื .........................................................(ผู้บนั ทึก) (นายจิรศกั ดิ์ วงศเ์ สน) ครู กศน.ตาบล ความเหน็ /ข้อเสนอของผบู้ รหิ าร ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ลงช่อื .................................................. (นางป๎ทมาภรณ์ ศรเี นตร) ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอจตุรพักตรพมิ าน ใบความรู้ เรือ่ ง ประโยค ประโยค หมายถึง ขอ้ ความทมี่ ีทงั้ ภาคประธาน และภาคแสดง มใี จความสมบรู ณ์ครบถ้วน รูว้ ่าใครทาอะไร ที่ ไหน อยา่ งไร ประโยคแบ่งตามจานวนเน้อื ความได้ ๓ ชนดิ คอื ๑. ประโยคความเดียว (เอกัตถประโยค) คือประโยคทม่ี ีใจความเดยี ว คือมบี ทประธานบทเดยี ว และบทกริยา เพยี งบทเดียว เชน่ - กอ้ ยเล่นแบดมินตันทส่ี โมสร - รถของคุณแมเ่ สียบ่อย ๆ - เจ้าแตม้ สนุ ขั ข้างบ้านจะกดั เจ้าวนุ่ ของฉนั - ฉนั กาลงั อ่านหนังสือสารคดดี ้วยความสนใจ - น้อง ๆ ช้นั ปที ่ี ๑ เชื่อฟง๎ พวกเราพี่ช้ันปี ๒ อย่างดี ขอ้ สงั เกต ประโยคความเดียว สนั ธานที่ใชเ้ ชื่อมบทกรรมหรือวิเศษณ์เป็นการเช่ือมคา

75 ๒. ประโยคความรวม (อเนกัตถประโยค) คอื ประโยคท่ีรวมประโยคความเดยี วต้งั แต่ ๒ ประโยคขึ้นไปเข้าดว้ ยกัน โดยมีสนั ธานเปน็ เครอื่ งเช่ือม เช่น - เกง่ ทางานบา้ นและรอ้ งเพลงเบา ๆ - อาหารและยาเป็นสิ่งจาเป็นสาหรับมนษุ ย์ - หลานชว่ ยพยาบาลย่าจงึ หายปุวยเรว็ - ดีทบู ีเปน็ นกั ร้องแต่คัทรยี าเปน็ ดาราภาพยนตร์ - เธอจะทานผลไม้หรือขนมหวาน ขอ้ สงั เกต สนั ธานใช้เช่อื มประธานหรอื กริยาเป็นการเชอื่ มประโยค ๓. ประโยคความซอ้ น (สงั กรประโยค) ประโยคความซ้อน (สงั กรประโยค) หมายถึง ประโยคที่รวมประโยคความ เดียว ๑ ประโยคเป็นประโยคหลัก แลว้ มปี ระโยคความเดียวอืน่ มาเสรมิ มีข้อสงั เกตคือ ประโยคหลกั (มุขยประโยค) กับ ประโยคยอ่ ย (อนปุ ระโยค) ของประโยคความชอ้ นมี น้าหนงั ไม่เท่ากนั ลกั ษณะของประโยคความซ้อน ๑. เป็นประโยคที่รวมเอาประโยคความเดยี ว ๒ ประโยคไว้ดว้ ยกัน และมสี ันธานเปน็ เครื่องเชื่อม ๒. เมอ่ื แยกประโยคความซอ้ นออกจากกันแล้ว จะมีน้าหนักหรอื ความสาคัญไม่เท่ากัน ประโยคหน่ึงจะเป็น ประโยคหลกั อีกประโยคหนง่ึ จะเปน็ ประโยคย่อย ๓. ประโยคยอ่ ยทาหน้าที่เป็น - ประธานของประโยค - กรรมของประโยค - วิเศษณ์ขยายกริยา หรือวิเศษณ์ของประโยค - วเิ ศษณ์ขยายประธานหรือกรรม ตวั อยา่ งของประโยคความซ้อน ๑. คณุ ลงุ เอน็ ดหู ลานซึ่งเป็นกาพรา้ ตง้ั แต่อายุ ๗ ปี ๒. คุณปูุฟง๎ เพลงไทยเดิมมันมีลีลาเนิบนาบ ๓. คุณตารับประทานยาทไี่ ดม้ าจากโรงพยาบาล ๔. บคุ คลผูม้ ีอายุครบ ๑๕ ปี ต้องทาบัตรประจาตวั ประชาชน ๕. สมบตั ิอันมคี ่ามหาศาลถกู ฝ๎งอยู่ในน้ี ๖. ปูาแกว้ ทากบั ขา้ วเลีย้ งแขกทม่ี าจากท่ีอน่ื ประโยคความซ้อนมี ๓ ประเภท ดังน้ี ๑. ประโยคความซ้อนท่ปี ระโยคย่อยทาหนา้ ที่เหมอื นคานาม (นามานุประโยค) เช่น ๑. ฉันไม่ชอบคนรบั ประทานอาหารมมู มาม (กรรม) ๒. คนขาดมารยาทเปน็ คนน่ารังเกียจ (ประธาน) ๓. ฉันไมไ่ ด้บอกเธอวา่ เขาเป็นคนฉลาดมาก (กรรม) ๔. คนไมท่ างานเปน็ คนเอาเปรยี บผอู้ ่ืน (ประธาน) ๕. คนทะเลาะกนั ก่อความราคาญใหเ้ พ่อื นบ้าน (ประธาน) ๖. ฉนั ไม่ชอบคนเอาเปรยี บผอู้ ่ืน (กรรม) ๗. ผมถามคุณ พส่ี าวหายปุวยแล้วหรอื ยงั (กรรม) ๘. สนุ นั ท์เลา่ วา่ เขาไปเทยี่ วทางเหนอื สนุกมาก (กรรม)

76 ๒. ประโยคความซ้อนท่มี ีประโยคย่อยทาหนา้ ท่คี ล้ายคาวิเศษณ์ขยายคานามหรือขยายสรรพนาม และมีสันธาน ท่ี ซ่งึ อนั เป็นเครื่องเช่อื ม เช่น ๑. ทา่ นท่รี อ้ งเพลงอวยพรโปรดมารับรางวัล ๒. เราหวงแหนแผ่นดนิ ไทยอนั เปน็ บา้ นเกิดเมืองนอนของเรา ๓. ฉันเห็นภูเขาซึง่ มนี า้ ขังอยู่ขา้ งใต้ ๔. ครูทใ่ี กลช้ ิดกบั นักเรียนมากย่อมทราบอุปนิสยั ของนกั เรยี น ๕. คนทีป่ ระพฤติดีย่อมมีความเจริญในชีวิต ๖. กอ้ ยคอยไลน่ กกระจอกท่ีมาขโมยข้าว ๗. พวกทอี่ อกมาตีนกอีล้มุ ไดน้ าเรือเข้ามาหลบฝน คาทเ่ี ชือ่ มประโยคหลักกบั ประโยคยอ่ ยใหเ้ ปน็ ประโยคความซอ้ นแบบน้ีได้แก่ ท่ี ซง่ึ อนั เรา เรยี กว่า ประพนั ธ์สรรพนาม หรือสรรพนามเชื่อมประโยค ๓. ประโยคความซ้อนท่ีมีประโยคหลักและประโยคยอ่ ย และประโยคย่อยนนั้ ๆ อาจทาหน้าทเ่ี หมอื นคานามก็ได้ ทา หน้าทเี่ หมอื นคาวเิ ศษณก์ ็ได้ จะมีสนั ธาน เม่อื , จน, เพราะ, ตาม, ราวกบั , ให้, ทว่า, ระหว่างที่, เพราะเหตวุ า่ , เหมอื น, ดุจดงั , เสมอื น, ฯลฯ เปน็ ตัวเชอ่ื ม เช่น ๑. เพื่อน ๆ กลับไปเมื่องานเลิกแลว้ ๒. ปลัดอาเภอทางานหนกั จนปุวยไปหลายวนั ๓. เธอนอนตวั สั่นเพราะกลวั เสียงปืน ๔. คนปวุ ยกนิ ยาตามหมอสั่ง ๕. ฉนั อ่านหนังสอื พิมพ์ระหวา่ งทนี่ ่ังรอเพอ่ื น ๖. วันนีเ้ จา้ นายไมม่ าเน่ืองจากเขาเปน็ ไข้หวัดใหญ่ ๗. กอ้ ยทางานเรยี บร้อยกว่าเกง่ ใบงาน เรอื่ งชนิดของประโยค คาชแ้ี จง ให้ผ้เู รยี นเขียนเรียงความเร่อื งเศรษฐกจิ พอเพยี ง มีความยาวประมาณ 1 หน้ากระดาษ A4 โดยให้ เรยี งความดังกล่าวประกอบไปดว้ ยประโยคความเดียว ประโยคความรวม และประโยคความซอ้ น พรอ้ มทงั้ แยกให้ เห็นชัดเจนและอธิบายว่าประโยคทเี่ ขียนเปน็ ประโยคชนดิ ใด

77 แผนการจัดการเรียนรรู้ ายวิชาภาษาไทย คร้ังที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น กศน.ตาบลองี ่อง 1. สัปดาห์ที่ 9 วนั ที่ 6 เดอื น กรกฎาคม พ.ศ. 2565 เวลา 09.00-12.00น. 2. วชิ า ภาษาไทย รหสั วชิ า พท21001 จานวน 4 หน่วยกิต 3. มาตรฐานท่ี 2.1 มีความรคู้ วามเข้าใจ และทักษะพน้ื ฐานเกี่ยวกบั ภาษาและการสื่อสาร 4. หน่วยการเรยี นรู้/เรือ่ งหลักการใชภ้ าษา 5. สาระสาคญั ชนิดและหน้าทข่ี องคา พยางค์ วลี ประโยชน์ การใชเ้ ครื่องหมายวรรคตอน อกั ษรย่อ พจนานกุ รม คาราชาศพั ท์ ความแตกต่าง และความหมายของสานวน สภุ าษติ คาพงั เพย 6. เนือ้ หา

78 1. หลกั การแต่งคาประพนั ธ์ประเภทตา่ ง เช่น 1.1 กาพย์ยานี 11 1.2 กาพย์ฉบัง 16 1.3 กลอนแปดสุภาพ 7. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นร/ู้ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง (ดูจากผงั การออกข้อสอบ) 1. อธิบายหลักการและสามารแต่งคาประพนั ธป์ ระเภทต่าง ๆ 8. การบรู ณาการกบั หลกั แนวคดิ ของเศรษฐกิจพอเพยี ง (2 เง่ือนไข 3 หลกั การ การเชื่อมโยงสู่ 4 มิต)ิ ความรู้ สรปุ ความ จบั ประเด็นสาคญั ของเรือ่ งการใชห้ ลกั ภาษาเพื่อนามาแตง่ คาประพันธป์ ระเภท ต่างๆ คณุ ธรรม - มีความต้ังใจในการเรียนรู้ - มคี วามขยนั - มคี วามรบั ผิดชอบ พอประมาณ - เนื้อหาวิชาที่เรยี นรู้มีความเหมาะสมกบั ชว่ั โมงท่จี ัดการเรียนการสอน - ผู้เรียนใช้วิธคี ิดแบบการสรุปองค์ความรู้เพ่ือใหส้ อดคล้องกับเน้ือหาและเวลาเรียน มเี หตุผล - ผู้เรยี นมคี วามรู้ ความเข้าใจและสามารถแตง่ ประคาประพันธไ์ ดท้ ุกประเภท - นาความรเู้ รอื่ งประโยคมาประยกุ ต์คาในการแต่งคาประพันธ์ มีภูมิคุ้มกัน - แตง่ คาประพนั ธไ์ ด้สอดคล้องตามหลักการ วตั ถุ - ผู้เรียนมสี อื่ การเรยี นท่ีเหมาะสมกับเน้ือหาที่เรียน สังคม - ผเู้ รยี นสามารถทางานรว่ มกับคนอนื่ ไดอ้ ย่างมคี วามสขุ - ผู้เรียนสามารถแลกเปลยี่ นความคดิ เหน็ กันภายในกลุม่ และหอ้ งเรียน ส่งิ แวดล้อม - เนือ้ หาบางเร่ืองสามารถเรยี นผา่ นสือ่ ออนไลน์ วัฒนธรรม - ผ้เู รียนได้แตง่ คาประพนั ธ์ประเภทต่างๆซ่ึงเปน็ เนื้อหาท่ีศึกษาตอ่ ๆกนั มา 9. กระบวนการจดั การเรียนรู้และกจิ กรรมการเรียนรู้

79 ขัน้ ที่ 1 กาหนดสภาพปัญหาการเรยี นรู้ (O : Orientation) 1. ครคู ดิ แผน่ กระดาษตัวอย่างคาประพนั ธ์ประเภทตา่ ง ๆ และอ่านเปน็ ทานองเสนาะใหผ้ ู้เรยี นฟง๎ 2. ใหผ้ ู้เรยี นแสดงความคดิ เหน็ เร่อื งคาประพนั ธด์ งั กลา่ ว 3. ครชู ้ีให้เห็นถึงความสาคญั ที่จะตอ้ งศกึ ษาคาประพนั ธท์ ีม่ ีคุณคา่ และความจาเป็นที่จะตอ้ งแต่งคา ประพันธ์ประเภทต่าง ๆ ได้ ข้นั ท่ี 2 แสวงหาข้อมลู และจัดการเรยี นรู้ (N : New ways of learning) 1. ครทู าแผนผงั คาประพนั ธ์ประเภทตา่ ง ๆ อธบิ ายลักษณะบงั คบั และฉันทลักษณ์ พรอ้ มยกตัวอยา่ ง ประกอบ 2. ผูเ้ รยี นศึกษาเนอ้ื หาเพม่ิ เติมจากใบความรแู้ ละสือ่ อินเตอรเ์ นต็ ข้ันที่ 3 การปฏบิ ัติและการนาไปใช้ (I : Implementation) 1. แบ่งกลุ่มผเู้ รียนเป็นกล่มุ ย่อย 4 กลุ่ม ปฏบิ ตั ติ ามใบงาน โดยให้ผ้เู รยี น 2 กล่มุ แต่งกาพยย์ านี 11 ผเู้ รยี นอกี 2 กลุ่ม แต่งกลอนแปดสภุ าพ ทุกกลุม่ แต่งคาประพนั ธ์ 4 บทตามหวั ข้อท่ีกาหนดในใบงาน 2. ให้ผู้เรียนจดั ทาใบงานเรือ่ งหลกั การแต่งคาประพนั ธล์ งในใบงานทสี่ ง่ ครู ขน้ั ที่ 4 การประเมินผลการเรยี นรู้ (E : Evaluation) 1. สังเกตพฤติกรรมการเรยี นรู้รายบุคคล(ตามสภาพจริง) 2. แบบประเมินใบงาน 10. สือ่ /แหล่งเรียนรู้ 1. หนังสอื เรยี น 2. แบบฝึกหัด 3. ส่อื อินเตอร์เน็ต 11. การวดั และประเมินผล 11.1วธิ ีการวดั และประเมนิ ผล - ใบงาน 11.2 เคร่ืองมือวัดและประเมินผล - ผลจากการตรวจใบงาน 11.3 เกณฑก์ ารวัดและการประเมินผล - ใบงานคะแนนเตม็ 10คะแนน กิจกรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ............................................................... ................................................................................................................................ ..................................................... ........................................................................................................................................................................................

80 ลงชื่อ…………………………………………….ครผู ู้สอน (นายจริ ศกั ด์ิ วงศเ์ สน) ครู กศน.ตาบล ขอ้ เสนอแนะของผู้บริหาร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….................... ............................................................................................................................. .................................................... ลงชอื่ ………………………………………………………ผู้อนมุ ัติแผน (นางป๎ทมาภรณ์ ศรีเนตร) ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอจตรุ พักตรพมิ าน บนั ทึกหลังการจดั การเรยี นรู้ กศน.ตาบลอีง่อง คร้ังท่ี 9 วนั /เดือน/ปีวนั ท่ี 6 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2565 ครูผู้สอนนายจริ ศักด์ิ วงศเ์ สน ระดับ มธั ยมศึกษาตอนตน้ เวลา 09.00-12.00 น. สาระความรู้พืน้ ฐาน รายวิชา ภาษาไทย รหัสวิชา พท21001 1. ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การประเมนิ โดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรยี น พบว่า คะแนนการทดสอบหลงั เรียน มากกว่ากอ่ นเรียนจานวน ........ คนคิดเป็นรอ้ ยละ............ คะแนนการทดสอบหลังเรยี น นอ้ ยกวา่ ก่อนเรียนจานวน ......... คนคดิ เปน็ ร้อยละ............

81 2. เนือ้ หา/สาระ/รายวิชา ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... 3. กิจกรรมการเรียนการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... 4. ปัญหา/อปุ สรรคการเรยี นการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... 5. แนวทางการแก้ปัญหา ............................................................................................................................................................... .... ............................................................................................................................. ...................................... ลงช่ือ.........................................................(ผ้บู ันทกึ ) (นายจริ ศกั ดิ์ วงศ์เสน) ครู กศน.ตาบล ความเห็น/ข้อเสนอของผบู้ ริหาร ................................................................................................................................................................. .. ............................................................................................................................. ...................................... ลงชือ่ .................................................. (นางป๎ทมาภรณ์ ศรเี นตร) ผู้อานวยการ กศน.อาเภอจตรุ พักตรพมิ าน ใบความรู้ หลักการแต่งคาประพนั ธ์ คาประพันธ์หรือร้อยกรองมหี ลายประเภท เช่น โคลง กลอน กาพย์ ฉันท์ และ ร่ายบทร้อยกรองเป็นข้อความท่ี ประดดิ ประดอยตกแตง่ คาภาษาอย่างมีแบบแผนและมเี งือ่ นไขพิเศษบังคบั ไว้ เช่น บงั คบั จานวนคา บงั คับวรรค บังคบั สัมผัส เรยี กว่า “ฉันทลักษณ์” แนวทางการเขยี นบทร้อยกรองมีดงั น้ี

82 1. ศกึ ษาฉันทลักษณ์ของคาประพนั ธ์นัน้ ๆ ให้เข้าใจอย่างแจ่มแจง้ 2. คดิ หรือจินตนาการวา่ จะเขียนเรอ่ื งอะไร สร้างภาพใหเ้ กิดขน้ึ ในห้วงความคิด 3. ลาดบั ภาพหรอื ลาดบั ขอ้ ความให้เป็นอยา่ งสมเหตุผล 4. ถ่ายทอดความรสู้ ึกหรือจนิ ตนาการนั้นเปน็ บทร้อยกรอง 5. เลือกใช้คาทส่ี ื่อความหมายได้ชัดเจน ทาให้ผู้อ่านเกดิ ภาพพจน์และจินตนาการรว่ มกับผู้ประพนั ธ์ 6. พยายามเลือกใช้คาที่ไพเราะ เช่น คดิ ใชค้ าวา่ ถวิล ผหู้ ญงิ ใชค้ าวา่ นารี 7. แตง่ ให้ถูกต้องตามฉันทลกั ษณข์ องคาประพันธ์ การเขียนโคลงส่สี ภุ าพ มหี ลักการเขยี นดงั น้ี บทหนงึ่ มี 4 บาท บาทหนง่ึ มี 2 วรรค เรียกวรรคหนา้ กบั วรรคหลงั วรรคหน้ามี 5 พยางค์ทุกบาท วรรคหลงั ของบาททีห่ น่ึงที่สองและทีส่ ามมี 2 พยางค์ วรรคหลังของบาททส่ี ีม่ ี 4 พยางค์ และอาจมีคาสรอ้ ยไดใ้ นวรรคหลงั ของ บาททห่ี นึ่งและบาทที่สาม มสี ัมผัสบังคบั ตามทก่ี าหนดไวใ้ นผังของโคลง ไม่นยิ มใช้สัมผสั สระ ใชแ้ ตส่ มั ผสั อักษร โคลงบท หนึ่งบงั คบั ใช้คาทม่ี วี รรณยกุ ต์เอก 7 แห่ง และวรรณยกุ ต์โท 4 แหง่ คาเอกผ่อนผันให้ใช้คาตายแทนได้

83 การเขยี นกาพย์ แบ่งออกเปน็ กาพย์ยานี กาพย์ฉบัง กาพยส์ ุรางคนางค์ กาพย์ขับไม้ (1) กาพยย์ านี 11 มีลกั ษณะบังคบั ของบทร้อยกรอง ดงั นี้ คณะ คณะของกาพย์ยานีมดี ังน้ี กาพย์บทหน่ึงท่ี 2 บาท บาทท่ี 1 เรียกวา่ บาทเอก บาทท่ี 2 เรียกว่า บาทโท แตล่ ะ บาทมี 2 วรรค คือ วรรคแรกและวรรคหลัง พยางค์ พยางคห์ รือคาในวรรคแรกมี 5 คา วรรคหลังมี 6 คา เปน็ เชน่ น้ที งั้ บาทเอกและบาทโท จงึ นบั จานวนไดบ้ าทละ 11 คา เลข 11 ซึง่ เขียนไว้หลังช่ือกาพยย์ านนี ้ันเพ่ือบอกจานวนคา

84 กาพยฉ์ บงั 16 มลี กั ษณะบงั คบั ของบทร้อยกรอง ดังน้ี คณะ กาพย์ฉบงั บทหน่ึงมเี พียง 1 บาท แตม่ ี 3 วรรค คือ วรรคตน้ วรรคกลาง และวรรคทา้ ย พยางค์ พยางคห์ รือคาในวรรคตน้ มี 6 คา วรรคกลางมี 4 คา วรรคท้ายมี 6 คา รวมท้งั บทมี 16 คา จึงเขยี นเลข 16 ไวห้ ลังช่ือกาพย์ฉบัง กาพยส์ รุ างคนาง28 มีลกั ษณะบงั คบั ของบทร้อยกรอง ดงั น้ี คณะ บทหน่งึ มี 7 วรรค เรยี งได้ 2 วิธตี ามผัง ดังนี้ สรุ างคนางคนางค์ เจ็ดวรรคจักวาง ให้ถกู วธิ ี วรรคหน่ึงสี่คา จงจาไว้ใหด้ ี บทหนงึ่ จงึ มี ยีส่ ิบแปดคา หากแตง่ ต่อไป สมั ผัสตรงไหน จงให้แมน่ ยา คาท้ายวรรคสาม ติดตามประจา สมั ผสั กบั คา ทา้ ยบทตน้ แล อ.ฐปนยี ์ นาครทรรพ ประพนั ธ์

85 ฉนั ท์ แบง่ เป็นหลายชนดิ เช่น อนิ ทรวิเชยี รฉันท์ ภุชงคประยาตฉนั ท์ วิชชุมมาลาฉันท์ มาณวกฉนั ท์ วสนั ตดลิ ก ฉันท์ อิทิ ฉันท์ เปน็ ต้น และยังมีฉันทท์ ี่มีผู้ประดิษฐ์ขึน้ ใหม่อีก เชน่ สยามมณีฉนั ท์ ของ น.ม.ส. เป็นตน้

86 ใบงาน เร่อื งหลักการแต่งคาประพนั ธ์ 1. ใหผ้ เู้ รยี นแบง่ กลุ่มแต่งคาประพนั ธ์ประเภทกาพยย์ านี 11 หรือกลอนแปดสุภาพ (ตามทต่ี นเองได้รับ)ใน หัวข้ออาเซยี นน่ารู้ โดยต้องสัมผสั คาให้ถูกต้องตามรปู แบบของบทรอ้ ยกรองประเภทนัน้ ๆ อย่างน้อย 2 บท 2. ใหผ้ เู้ รยี นบอกลักษณะบงั คับของบทร้อยกรองประเภทตา่ ง ๆ ดงั นีโ้ ดยสรุป มาโดยละเอียด 2.1 กาพยย์ านี 11 2.2 กาพยฉ์ บงั 16 2.3 กลอนแปด 3. ใหผ้ เู้ รยี นศึกษาบทประพันธต์ อ่ ไปนแ้ี ล้วบอกว่าเป็นบทประพันธ์ประเภทใด 3.1 ไม่เมาเหล้าแต่เรายังเมารัก สดุ จะหักห้ามจติ คดิ ไฉน ถงึ เมาเหลา้ เชา้ สายกห็ มายไป แต่เมาใจนีป้ ระจาทกุ คาคืน 3.2 หมยู า่ งอร่อยลิ้นตะละชิ้นอร่ามเหลือง เกี๊ยวซ่ากะแหนมเนืองมะระตม้ จะสมกัน 3.3 เมื่อคืนฉันฝ๎นวา่ เธอกับฉันชวนกนั ขี่ควายมนั ไล่ขวิด หลุดหวิดเจยี นตายฝ๎นดหี รือรา้ ยทานายใหท้ ี 3.4 ปรารถนาแหง่ นา้ ใสถกั สายใยทสี ดสวยระลอกนา้ ระรินรายละยับพริบระยบิ พราว 3.5 อนั ทจ่ี ริงคนเรขอยากให้เราดี แต่ถ้าเดน่ ขนึ้ ทุกทีเขาหม่ันใส้ จงทาดแี ต่อย่าเดน่ จะเป็นภัยไม่มีใคร อยากเห็นเราเดน่ เกนิ

87 แผนการจัดการเรยี นรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ ครงั้ ท่ี 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น กศน.ตาบลอีงอ่ ง 1. สัปดาห์ท่ี 10 วนั ที่ 15 เดอื น กรกฎาคม พ.ศ. 2565 เวลา 09.00-12.00น. 2. วชิ า วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา พว21001 จานวน 4 หน่วยกติ 3. มาตรฐานที่ 2.2 มีความรู้ความเขา้ ใจ และทักษะพนื้ ฐานเกย่ี วกบั คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 4. หน่วยการเรียนรู/้ เร่ืองธรรมชาติทางวทิ ยาศาสตร์และทักษะทางวิทยาศาสตร์ 5. สาระสาคัญ อธิบายธรรมชาติและความสาคัญของวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 6. เน้ือหา 1. กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 1.1 ความหมายและความสาคญั ของวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 1.2 กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 1.2.1 วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์ 5 ขัน้ 1.2.2 ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 13 ทกั ษะ 1.2.3 เจตคตทิ างวิทยาศาสตร์ 6 ลักษณะ 1.2.4 จิตวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี 7. จุดประสงค์การเรียนรู้/ผลการเรียนรทู้ ค่ี าดหวัง (ดูจากผงั การออกข้อสอบ) 1. อธิบายธรรมชาตแิ ละความสาคัญของวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยไี ด้ 2. อธบิ ายกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเจต คตทิ างวิทยาศาสตร์ได้ 3. นาความรู้ และกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ไปใชแ้ ก้ป๎ญหาต่างๆ ได้ 4. อธิบายความหมาย ความสาคัญ และความสมั พนั ธ์ของเทคโนโลยีต่อชวี ิต และสงั คมได้ 5. นาความรู้ และเลอื กใชเ้ ทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม 6. เลือกใช้วัสดุ และอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ได้อยา่ งถูกต้องและเหมาะสม 7. เกิดเจตคตทิ างวิทยาศาสตร์ 8. มจี ิตวทิ ยาศาสตร์ 8. การบรู ณาการกบั หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง (2 เง่อื นไข 3 หลักการ การเชื่อมโยงสู่ 4 มิต)ิ ความรู้ สรปุ ความ จบั ประเดน็ สาคญั ของเรือ่ งทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ คุณธรรม - มีความอดทน - มคี วามขยนั - มีความซ่ือสัตย์ พอประมาณ - เน้ือหาวิชาที่เรียนรูม้ คี วามเหมาะสมกบั ชัว่ โมงที่จดั การเรียนการสอน - ผูเ้ รยี นเลือกวิชาทส่ี ามารถศึกษาเองไดเ้ ปน็ การเรยี นแบบ กรต.

88 มีเหตผุ ล - นาทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์มาปรบั ใชใ้ นชวี ิตประจาวนั - นาขัน้ ตอนกระบวนการคิดมาใช้เพอ่ื ใหเ้ กิดลาดบั ขั้น มภี มู ิคุ้มกัน - คดิ อยา่ งมีลาดับข้ันตอน วัตถุ - ผเู้ รียนมีสอื่ การเรยี นท่เี หมาะสมกับเน้ือหาที่เรยี น สังคม - ผเู้ รียนสามารถทางานรว่ มกับคนอ่นื ได้อยา่ งมีความสุข - ผเู้ รียนใชก้ ระบวนการกลุ่มไดอ้ ยา่ งเหมาะสม สงิ่ แวดล้อม - เนอื้ หาบางเร่ืองสามารถเรยี นผ่านส่อื ออนไลน์ วฒั นธรรม - มีหลักการคิดที่ถ่ายทอดกนั มาเรอ่ื ยๆ 9. กระบวนการจดั การเรยี นรู้และกจิ กรรมการเรียนรู้ ขัน้ ที่ 1 กาหนดสภาพปัญหาการเรยี นรู้ (O : Orientation) 1. ครพู ดู คุยกบั นักศึกษา ถึงเทคโนโลยสี มัยใหมแ่ ละส่งิ อานวยความสะดวกในการดาเนนิ ชีวติ ของคนเรา เชน่ ด้านการส่ือสาร เทคโนโลยีด้านการแพทย์ เทคโนโลยดี ้านอวกาศ ข้นั ที่ 2 แสวงหาข้อมลู และจัดการเรียนรู้ (N : New ways of learning) 1. ครูกับผ้เู รียนรว่ มกันวางแผนการเรยี นรูใ้ นเร่ือง ธรรมชาติและความสาคญั ของวิทยาศาสตรแ์ ละ เทคโนโลยี 2. ครูสนทนากับผู้เรียนเก่ียวกับความสาคญั ของวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3. ผู้เรียนศกึ ษาเน้ือหาเพ่ิมเตมิ จากใบความรู้และสอื่ อนิ เตอร์เนต็ ขั้นที่ 3 การปฏิบตั แิ ละการนาไปใช้ (I : Implementation) 1. แบง่ กล่มุ ผเู้ รียนกลุม่ ละ 3 คน ใหร้ ว่ มกันแลกเปลยี่ นเรยี นรู้ศึกษาใบความรู้ เร่ือง ธรรมชาตทิ าง วทิ ยาศาสตร์และทักษะทางวิทยาศาสตร์ แลว้ ทากจิ กรรมในใบงาน 2. ผูเ้ รยี นแตล่ ะกลุ่มร่วมกันสรุปกิจกรรมจากใบความรู้ ครูกบั ผเู้ รยี นร่วมกันสรุป ความรู้ ทไี่ ดร้ บั ขั้นท่ี 4 การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ (E : Evaluation) 1. ครูและผู้เรยี นรว่ มกนั สรุปเรื่องกระบวนทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยที างวิทยาศาสตร์ 2. ใหผ้ เู้ รยี นทาแบบทดสอบยอ่ ย 10. สือ่ /แหล่งเรียนรู้ 1. หนงั สือเรยี น 2. แบบฝึกหัด 3. ส่อื อินเตอรเ์ นต็

89 11. การวัดและประเมินผล 11.1วธิ กี ารวดั และประเมินผล - ใบงาน 11.2 เครือ่ งมือวัดและประเมินผล - ผลจากการตรวจใบงาน 11.3 เกณฑ์การวัดและการประเมนิ ผล - ใบงานคะแนนเต็ม 10คะแนน กจิ กรรมเสนอแนะ .............................................................................................................................................. ........................................ .......................................................................................... .................................................................................................. ............................................................................................................................. ...................................................... ลงช่ือ…………………………………………….ครผู สู้ อน (นายจริ ศกั ด์ิ วงศเ์ สน) ครู กศน.ตาบล ขอ้ เสนอแนะของผู้บริหาร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….............. ลงช่ือ………………………………………………………ผู้อนมุ ัตแิ ผน (นางป๎ทมาภรณ์ ศรเี นตร) ผู้อานวยการ กศน.อาเภอจตรุ พักตรพิมาน

90 บันทึกหลังการจดั การเรยี นรู้ กศน.ตาบลอีง่อง ครั้งท่ี 10 วนั /เดอื น/ปวี นั ท่ี 15 เดอื น กรกฎาคม พ.ศ. 2565 ครผู ู้สอนนายจริ ศักดิ์ วงศเ์ สน ระดับ มธั ยมศึกษาตอนตน้ เวลา 09.00-12.00 น. สาระความรู้พืน้ ฐาน รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหัสวชิ า พว21001 1. ผลการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้การประเมนิ โดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรยี น - หลังเรียน พบว่า คะแนนการทดสอบหลังเรียน มากกว่าก่อนเรียนจานวน ........ คนคดิ เปน็ ร้อยละ............ คะแนนการทดสอบหลังเรยี น น้อยกวา่ ก่อนเรียนจานวน ......... คนคิดเปน็ ร้อยละ............ 2. เนอื้ หา/สาระ/รายวิชา .................................................................................. ................................................................................. ............................................................................................................................. ...................................... 3. กจิ กรรมการเรียนการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... 4. ปญั หา/อปุ สรรคการเรียนการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... 5. แนวทางการแกป้ ัญหา ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ลงชื่อ.........................................................(ผู้บนั ทกึ ) (นายจิรศกั ด์ิ วงศเ์ สน) ครู กศน.ตาบล ความเห็น/ข้อเสนอของผู้บรหิ าร ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ลงช่ือ.................................................. (นางป๎ทมาภรณ์ ศรเี นตร) ผ้อู านวยการ กศน.อาเภอจตุรพักตรพิมาน

91 ใบความรู้ เรอ่ื งธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์และทักษะทางวิทยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ เร่ืองของการเรยี นรเู้ กย่ี วกับธรรมชาติ โดยมนุษยใ์ ช้กระบวนการสังเกตสารวจ ตรวจสอบ ทดลองเก่ียวกบั ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และนาผลมาจดั เป็นระบบหลักการ แนวคดิ และทฤษฎี แนวคดิ และทฤษฎี ดังนน้ั ทกั ษะวิทยาศาสตร์ จงึ เปน็ การปฏิบตั ิเพ่ือให้ไดม้ าซ่ึงคาตอบในข้อสงสยั หรอื ข้อสมมตฐิ านต่าง ๆ ของมนษุ ย์ต้งั ไว้ ทกั ษะทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย 1. การสงั เกตเปน็ วธิ ีการได้มาของขอ้ สงสยั รับร้ขู ้อมูลพจิ ารณาขอ้ มูลจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาตทิ ี่เกิดขน้ึ 2. ต้งั สมมติฐานเปน็ การการระดมความคดิ สรุปสิง่ ทคี่ าดวา่ จะเปน็ คาตอบของปญ๎ หาหรือขอ้ สงสยั นั้น ๆ 3. ออกแบบการทดลองเพอื่ ศกึ ษาผลของตัวแปรที่ต้องศึกษาโดยควบคุมตัวแปรอื่น ๆ ท่ีอาจมีผลต่อตัวแปรท่ี ตอ้ งการศึกษา 4. ดาเนินการทดลองเป็นการจักกระทากับตัวแปรที่กาหนดซ่ึงได้แก่ตัวแปรต้นตัวแปรตามและตัวแปรท่ีต้อง ควบคมุ 5. รวบรวมขอ้ มูลเปน็ การบนั ทึกรวบรวมผลการทดลองหรอื ผลจากการกระทาของตวั แปรท่กี าหนด 6. แปลและสรปุ ผลการทดลอง ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรป์ ระกอบด้วย 13 ทักษะ ดงั น้ี 1. ทักษะขัน้ มูลฐาน 8 ทักษะ ได้แก่ 1.1 ทักษะการสังเกต ( Observing ) 1.2 ทกั ษะการวดั ( Measuring ) 1.3 ทักษะการจาแนกหรือทักษะการจัดประเภทสิ่งของ ( Classifying ) 1.4 ทกั ษะการใช้ความสัมพันธ์ระหวา่ งสเปสกับเวลา( Using Space/Relationship ) 1.5 ทกั ษะการคานวณและการใชจ้ านวน ( Using Numbers ) 1.6 ทกั ษะการจดั กระทาและสอื่ ความหมายข้อมูล ( Communication ) 1.7 ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ( Inferring ) 1.8 ทกั ษะการพยากรณ์ ( Predicting ) 2. ทักษะขัน้ สงู หรือทักษะขั้นผสม 5 ทักษะ ได้แก่ 2.1ทกั ษะการต้ังสมมตุ ฐิ าน ( Formulating Hypothesis ) 2.2ทกั ษะการควบคมุ ตวั แปร ( Controlling Variables ) 2.3ทกั ษะการตีความและลงข้อสรปุ ( Interpreting data ) 2.4ทกั ษะการกาหนดนิยามเชงิ ปฏบิ ัติการ ( Defining Operationally ) 2.5ทกั ษะการทดลอง ( Experimenting ) รายละเอยี ดทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ท้งั 13 ทักษะ มีรายละเอียดโดยสรปุ ดังนี้

92 ทักษะการสังเกต (Observing)หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการสังเกต ได้แก่ ใช้ตาดูรูปร่าง ใช้หู ฟง๎ เสียง ใช้ล้ินชิมรส ใช้จมูกดมกล่ิน และใช้ผิวกายสัมผัสความร้อนเย็น หรือใช้มือจับต้องความอ่อนแข็ง เป็นต้น การใช้ ประสาทสัมผัสเหล่านี้จะใช้ทีละอย่างหรือหลายอย่างพร้อมกัน เพ่ือรวบรวมข้อมูลก็ได้โดยไม่เพ่ิมความคิดเห็นของผู้ สงั เกตลงไป ทกั ษะการวัด (Measuring) หมายถงึ การเลอื กและการใช้เครอ่ื งมือวัดปริมาณของสิ่งของออกมาเป็นตัวเลขที่ แน่นอนได้อย่างเหมาะสม และถูกต้องโดยมีหน่วยกากับเสมอในการวัดเพ่ือหาปริมาณของส่ิงท่ีวัดต้องฝึกให้ผู้เรียนหา คาตอบ 4 คา่ คอื จะวดั อะไร วดั ทาไม ใชเ้ คร่อื งมืออะไรวัดและจะวัดได้อย่างไร ทักษะการจาแนกหรอื ทกั ษะการจดั ประเภทสิ่งของ (Classifying) หมายถึง การแบ่งพวกหรือการเรียงลาดับ วัตถุ หรือสิ่งที่อยู่ในปรากฏการณ์โดยการหาเกณฑ์หรือสร้างเกณฑ์ในการจาแนกประเภท ซ่ึงอาจใช้เกณฑ์ความ เหมือนกนั ความแตกต่างกัน หรือความสัมพันธก์ ันอย่างใดอย่างหนง่ึ ก็ได้ ซึง่ แล้วแตผ่ ้เู รียนจะเลือกใช้เกณฑ์ใด นอกจากนี้ ควรสร้างความคิดรวบยอดให้เกิดข้ึนด้วยว่าของกลุ่มเดียวกันนั้น อาจแบ่งออกได้หลายประเภท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ เลือกใช้ และวัตถชุ นิ้ หนึ่งในเวลาเดียวกันจะตอ้ งอยเู่ พยี งประเภทเดียวเทา่ น้นั ทักษะการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา (Using Space/Relationship) หมายถึง การหา ความสัมพันธ์ระหว่างมิติต่างๆ ที่เก่ียวกับสถานที่ รูปทรง ทิศทาง ระยะทาง พ้ืนท่ี เวลา ฯลฯ เช่น การหาความสัมพันธ์ ระหว่าง สเปสกับสเปส คือ การหารูปร่างของวัตถุโดยสังเกตจากเงาของวัตถุ เมื่อให้แสงตกกระทบวัตถุในมุมต่างๆกัน ฯลฯ การหาความสัมพันธ์ระหว่าง เวลากับเวลา เช่น การหาความสัมพันธ์ระหว่างจังหวะการแกว่งของลูกตุ้ม นาฬิกากบั จงั หวะการเต้นของชพี จร ฯลฯ การหาความสัมพันธ์ระหว่าง สเปสกับเวลา เช่น การหาตาแหน่งขอวัตถุที่เคลื่อนท่ีไปเมื่อเวลาเปล่ียนไป ฯลฯ ทักษะการคานวณและการใช้จานวน (Using Numbers) หมายถึง การนาเอาจานวนท่ีได้จากการวัด การ สังเกต และการทดลองมาจัดกระทาให้เกิดค่าใหม่ เช่น การบวก ลบ คูณ หาร การหาค่าเฉล่ีย การหาค่าต่างๆ ทาง คณิตศาสตร์ เพื่อนาค่าที่ได้จากการคานวณ ไปใช้ประโยชน์ในการแปลความหมาย และการลงข้อสรุป ซึ่งในทาง วทิ ยาศาสตรเ์ ราตอ้ งใชต้ ัวเลขอยตู่ ลอดเวลา เช่น การอ่าน เทอรโ์ มมิเตอร์ การตวงสารตา่ ง ๆเปน็ ต้น ทักษะการจัดกระทาและสื่อความหมายข้อมูล (Communication) หมายถึงการนาเอาข้อมูล ซ่ึงได้มาจาก การสังเกต การทดลอง ฯลฯ มาจดั กระทาเสียใหม่ เชน่ นามาจดั เรียงลาดับ หาค่าความถ่ี แยกประเภท คานวณหาค่าใหม่ นามาจัดเสนอในรูปแบบใหม่ ตัวอยา่ งเชน่ กราฟ ตาราง แผนภมู ิ แผนภาพ วงจร ฯลฯ การนาข้อมูลอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ หลาย ๆ อยา่ งเช่นน้ีเรียกวา่ การสอ่ื ความหมายข้อมลู ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) หมายถึง การเพ่ิมเติมความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่มีอยู่อย่างมี เหตุผลโดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย ข้อมูลอาจจะได้จากการสังเกต การวัด การทดลอง การลง ความเหน็ จากขอ้ มลู เดยี วกนั อาจลงความเห็นไดห้ ลายอยา่ ง ทักษะการพยากรณ์ (Predicting) หมายถึง การคาดคะเนหาคาตอบล่วงหน้าก่อนการทดลองโดยอาศัยข้อมูลที่ ไดจ้ ากการสังเกต การวดั รวมไปถงึ ความสมั พันธ์ระหว่างตวั แปรทีไ่ ดศ้ กึ ษามาแลว้ หรืออาศัยประสบการณท์ ีเ่ กิดซ้า ๆ ทักษะการตั้งสมมุติฐาน (Formulating Hypothesis) หมายถึง การคิดหาค่าคาตอบล่วงหน้าก่อนจะทาการ ทดลอง โดยอาศัยการสังเกต ความรู้ ประสบการณ์เดิมเป็นพ้ืนฐาน คาตอบที่คิดล่วงหน้ายังไม่เป็นหลักการ กฎ หรือ

93 ทฤษฎีมาก่อน คาตอบที่คิดไว้ล่วงหน้าน้ี มักกล่าวไว้เป็นข้อความที่บอกความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรต้นกับตัวแปรตาม เชน่ ถ้าแมลงวนั ไปไข่บนก้อนเนอ้ื หรอื ขยะเปียกแลว้ จะทาใหเ้ กดิ ตัวหนอน ทักษะการควบคุมตัวแปร (ControllingVariables) หมายถึงการควบคุมส่ิงอ่ืน ๆ นอกเหนือจากตัวแปรอิสระ ที่จะ ทาให้ผลการทดลองคลาดเคล่ือน ถ้าหากว่าไม่ควบคุมให้เหมือนๆกัน และเป็นการปูองกันเพื่อมิให้มีข้อโต้แย้ง ขอ้ ผดิ พลาดหรอื ตดั ความไมน่ า่ เชื่อถือออกไป ตวั แปรแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. ตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น 2. ตัวแปรตาม 3. ตัวแปรท่ีตอ้ งควบคุม ทกั ษะการตีความและลงข้อสรุป ( Interpreting data ) ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของลักษณะตาราง รูปภาพ กราฟ ฯลฯ การนาข้อมูลไปใช้ จึงจาเป็นตอ้ งตคี วามใหส้ ะดวกทจ่ี ะส่อื ความหมายได้ถูกตอ้ งและเข้าใจตรงกนั การตคี วามหมายขอ้ มูล คอื การบรรยายลกั ษณะและคณุ สมบัติ การลงข้อสรุป คือ การบอกความสัมพันธ์ของข้อมูลท่ีมีอยู่ เช่น ถ้า ความดันน้อย น้าจะเดือด ท่ีอุณหภูมิ ต่าหรือนา้ จะเดอื ดเรว็ ถา้ ความดันมากน้าจะเดอื ดที่อุณหภมู ิสูงหรอื นา้ จะเดือดชา้ ลง ทักษะการกาหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (DefiningOperationally) หมายถึง การกาหนดความหมาย และ ขอบเขตของคาต่าง ๆท่ีมีอยู่ในสมมุติฐานท่ีจะทดลองให้มีความรัดกุม เป็นท่ีเข้าใจตรงกันและสามารถสังเกตและวัดได้ เช่น “การเจริญเติบโต” หมายความว่าอย่างไร ต้องกาหนดนิยามให้ชัดเจน เช่น การเจริญเติบโดหมายถึง มีความสูง เพ่ิมขึ้น เป็นตน้ ทักษะการทดลอง (Experimenting) หมายถึง กระบวนการปฏิบัติการโดยใช้ทักษะต่าง ๆ เช่น การสังเกต การวดั การพยากรณ์ การตั้งสมมุติฐาน ฯลฯ มาใช้ร่วมกันเพ่ือหาคาตอบ หรือทดลองสมมุติฐานที่ต้ังไว้ ซ่ึงประกอบด้วย กิจกรรม 3 ขนั้ ตอน 1. การออกแบบการทดลอง 2. การปฏบิ ัตกิ ารทดลอง 3. การบันทกึ ผลการทดลอง การใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ แสวงหาความรู้ หรือแก้ป๎ญหาอย่างส่าเสมอ ช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ทางวิทยาศาสตร์ เกิดผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ เกิดผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ ที่แปลกใหม่ และมคี ุณคา่ ต่อการดารงชีวติ ของมนุษย์มากขึน้ คณุ ลกั ษณะของบคุ คลท่ีมีจติ วทิ ยาศาสตร์ 6 ลักษณะ 1.เป็นคนทม่ี เี หตผุ ล 1) จะต้องเป็นคนทยี่ อมรับ และเช่ือในความสาคญั ของเหตผุ ล 2) ไมเ่ ชอ่ื โชคลาง คาทานาย หรือสงิ่ ศักดิ์สทิ ธ์ิต่าง ๆ 3)ค้นหาสาเหตขุ องป๎ญหาหรือเหตกุ ารณแ์ ละหาความสัมพนั ธ์ของสาเหตุกบั ผลที่เกดิ ข้ึน 4) ต้องเป็นบุคคลท่ีสนใจปรากฏการณ์ต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึน และจะต้องเป็นบุคคลที่พยายามค้นหาคาตอบว่า ปรากฏการณต์ า่ ง ๆ นั้นเกดิ ข้นึ ได้อยา่ งไร และทาไมจงึ เกดิ เหตกุ ารณเ์ ชน่ นัน้ 2.เป็นคนที่มคี วามอยากรู้อยากเหน็

94 1) มีความพยายามทีจ่ ะเสาะแสวงหาความรใู้ นสถานการณ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ 2) ตระหนกั ถึงความสาคัญของการแสวงหาข้อมลู เพ่ิมเติมเสมอ 3) จะตอ้ งเปน็ บุคคลทชี่ อบซักถาม คน้ หาความรู้โดยวิธกี ารต่าง ๆ อยเู่ สมอ 3. เปน็ บุคคลที่มใี จกวา้ ง 1)เปน็ บคุ คลที่กลา้ ยอมรบั การวิพากษว์ จิ ารณจ์ ากบคุ คลอื่น 2)เปน็ บคุ คลทีจ่ ะรบั รู้และยอมรับความคดิ เหน็ ใหม่ ๆ อย่เู สมอ 3)เปน็ บคุ คลทีเ่ ตม็ ใจท่ีจะเผยแพร่ความรู้และความคิดให้แกบ่ ุคคลอื่น 4)ตระหนักและยอมรับข้อจากดั ของความรู้ที่คน้ พบในปจ๎ จุบนั 4. เปน็ บุคคลที่มีความซื่อสตั ย์ และมใี จเป็นกลาง 1) เป็นบุคคลท่ีมีความซ่ือตรง อดทน ยุตธิ รรม และละเอียดรอบคอบ 2) เปน็ บุคคลทม่ี ีความม่นั คง หนกั แนน่ ต่อผลที่ไดจ้ ากการพสิ จู น์ 3) สังเกตและบนั ทึกผลตา่ ง ๆ อย่างตรงไปตรงมา ไมล่ าเอียง และมีอคติ 5. มคี วามเพยี รพยายาม 1) ทากจิ กรรมท่ีไดร้ ับมอบหมายให้เสร็จสมบูรณ์ 2) ไม่ท้อถอยเมื่อผลการทดลองล้มเหลว หรอื มีอปุ สรรค 3) มีความตั้งใจแนว่ แน่ต่อการค้นหาความรู้ 6. มีความละเอยี ดรอบคอบ 1) รจู้ ักใช้วจิ ารณญาณก่อนท่ีจะตดั สินใจใด ๆ 2) ไมย่ อมรับสิง่ หน่ึงสง่ิ ใดจนกวา่ จะมีการพสิ จู น์ท่เี ช่ือถือได้ 3) หลีกเลย่ี งการตัดสินใจ และการสรปุ ผลท่ยี ังไมม่ ีการวเิ คราะหแ์ ลว้ เปน็ อยา่ งดี

95 ใบงานที่ 1. ให้นักศึกษาอธิบายทักษะทางวทิ ยาศาสตร์ ประกอบดว้ ยอะไรบ้าง ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................. ............................... .......................................................................................... .................................................................. ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ............................... 2. แบ่งกลมุ่ และรว่ มกนั อภิปราย สรปุ 6 คณุ ลกั ษณะของบุคคลท่ีมจี ติ วทิ ยาศาสตร์ ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................. ............................... ................................................................................................ ............................................................ ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ............................... .................................................................................................................................................. .......... ........................................................................................................................ .................................... ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................................................

96 แบบทดสอบย่อย จงนาตวั อักษรหน้าทกั ษะตา่ ง ๆ ไปเตมิ หนา้ ขอ้ ที่สมั พันธ์กนั ก. ทักษะการสงั เกต ข. ทักษะการวัด ค. ทกั ษะการคานวณ ง. ทกั ษะการจาแนกประเภท จ. ทกั ษะการทดลอง ............1. ม้ามี 4 ขา สนุ ัข ม4ี ขา ไก่มี 2 ขา นกมี 2 ขา ช้างมี 4 ขา ............2.ด.ญ.วิไล วดั อณุ หภมู ิของอากาศได้ 40 C ............3. ด.ญ.อริษากาลังทดสอบวิทยาศาสตร์ ............4. ด.ญ. พนิดา กาลงั เทสารเคมี ............5. ด.ช. สบุ ินใช้ตลบั เมตรวัดความยาวของสนามตะกรอ้ ............6. ด.ญ. อพิจติ รแบง่ ผลไม้ได้ 2 กลุ่ม คอื กลมุ่ รสเปรยี้ วและรสหวาน ............7. วรรณนิภา ดูภาพยนตรว์ ิทยาศาสตร์ 3 มิติ ............8. ด.ญ. นันทพร หยดสารละลายไอโอดนี ลงบนข้าวเหนียวที่เตรียมไว้ ............9. รปู ทรงกระบอกมีความสูงประมาณ 4 นิ้ว ผวิ เรยี บ ............10. นักวทิ ยาศาสตร์แบ่งพชื ออกเป็น 2 พวก คือ พชื ใบเลี้ยงเดย่ี วและพืชใบเลยี้ งคู่

97 แผนการจัดการเรยี นรูร้ ายวิชาวทิ ยาศาสตร์ ครัง้ ท่ี 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ กศน.ตาบลองี ่อง 1. สัปดาหท์ ี่ 11 วันท่ี 20 เดอื น กรกฎาคม พ.ศ. 2565 เวลา 09.00-12.00น. 2. วชิ า วิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า พว21001 จานวน 4 หนว่ ยกิต 3. มาตรฐานที่ 2.2 มีความรูค้ วามเขา้ ใจ และทักษะพ้ืนฐานเกี่ยวกบั คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4. หนว่ ยการเรยี นร้/ู เรื่อง โครงงานวทิ ยาศาสตร์ 5. สาระสาคัญ อธิบายธรรมชาติและความสาคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 6. เน้อื หา 1. ประเภทของโครงงาน 2. การเลอื กหัวข้อโครงงาน 3. การเขียนโครงงาน 4. การวางแผน และการทาโครงงาน 5. การนาเสนอโครงงาน 7. จดุ ประสงค์การเรียนร้/ู ผลการเรยี นร้ทู ี่คาดหวัง (ดจู ากผงั การออกข้อสอบ) 1. อธิบายประเภท เลือกหวั ข้อ วางแผน วธิ ีทา นาเสนอและประโยชน์ของโครงงานได้ 2. วางแผนการทาโครงงานได้ 3. ทาโครงงานวทิ ยาศาสตรก์ ลุ่มได้ 4. อธิบายและบอกแนวไดใ้ นการนาผลจากโครงงานไปใช้ได้ 5. นาความรู้เก่ยี วกบั วิทยาศาสตร์ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละโครงงานไปใชไ้ ด้ 8. การบรู ณาการกบั หลักแนวคดิ ของเศรษฐกจิ พอเพียง (2 เงอ่ื นไข 3 หลักการ การเช่อื มโยงสู่ 4 มติ ิ) ความรู้ สรุปความ จบั ประเด็นสาคัญของเรอ่ื งโครงงานวทิ ยาศาสตร์ คณุ ธรรม - มีความรับผิดชอบ - มีความขยนั - มีความคิดสร้างสรรค์ พอประมาณ - เนอ้ื หาวิชาท่เี รียนร้มู ีความเหมาะสมกับวัยของผเู้ รียน - ผู้เรยี นเลือกวิชาทส่ี ามารถศึกษาเองไดเ้ ป็นการเรยี นแบบ กรต. มีเหตผุ ล - เลอื กทาโครงงานท่สี นใจ - โครงงานทไ่ี ดเ้ กดิ ประโยชนต์ ่อตนเองและผู้อน่ื มภี มู คิ ้มุ กนั - มีความรเู้ ร่ืองโครงงาน

98 วัตถุ - วสั ดุอุปกรณ์ในการใชป้ ระดิษฐโ์ ครงงาน สังคม - ผู้เรียนแลกเปลีย่ นความคดิ เห็นรว่ มกันได้ - ผเู้ รยี นใชก้ ระบวนการกลุ่มได้อยา่ งเหมาะสม สง่ิ แวดล้อม - โครงงานบางโครงงานสามารถใช้วัสดุอปุ กรณ์ที่เหลือใชไ้ ด้ วฒั นธรรม - สามารถใชว้ ัสดพุ ืน้ บ้านมาประดิษฐ์เป็นช้ินงานโครงงานได้ 9. กระบวนการจัดการเรียนรแู้ ละกิจกรรมการเรียนรู้ ขน้ั ท่ี 1 กาหนดสภาพปัญหาการเรียนรู้ (O : Orientation) 1. ครนู าตัวอย่างโครงงานวทิ ยาศาสตรม์ าให้ผเู้ รียนดู แล้วครแู ละผเู้ รียนรว่ มกนั สนทนาเกี่ยวกับความหมาย จุดประสงค์ ประเภท และการจัดทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ 2. ผู้เรยี นดแู ผนภมู ิ วธิ กี ารจัดทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ แลว้ ร่วมกนั สนทนาซักถามในสงิ่ ทส่ี งสัยครูอธบิ าย เก่ยี วกับการจดั ทาโครงงานวิทยาศาสตรใ์ ห้ผ้เู รียนเข้าใจ ขั้นที่ 2 แสวงหาข้อมลู และจัดการเรยี นรู้ (N : New ways of learning) 1. ผู้เรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน ให้แต่ละกลุ่มวางแผนการจัดทาโครงงาน โดยเลือกหัวข้อโครงงานท่ี สนใจ และจัดทาเป็นเค้าโครงย่อของโครงงาน เพื่อนาเสนอให้ครูตรวจพิจารณา แล้วนามาแก้ไขปรับปรุงตามที่ครู เสนอแนะ 2. ผเู้ รียนศึกษาเน้ือหาเพมิ่ เตมิ จากใบความรูแ้ ละสื่ออนิ เตอร์เน็ต 3. ให้แต่ละกลุ่มวางแผนการจัดทาโครงงานโดยมีครูเป็นที่ปรึกษาและดาเนินการจัดทาโครงงานตามท่ีได้ วางแผนไว้ ขน้ั ที่ 3 การปฏบิ ัติและการนาไปใช้ (I : Implementation) 1. ตวั แทนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการจดั ทาโครงงาน 2. ครูและผเู้ รียนกลมุ่ อ่ืนๆ รว่ มกันสนทนาซักถาม 3. ครแู ละนักเรยี นร่วมกันนาเสนอโครงงาน โดยทาเป็นแผงโครงงาน หรือจัดนทิ รรศการร่วมกัน 4. ผู้เรียนร่วมกันอภิปรายว่า จะนาความรู้ท่ีได้จากการจัดทาโครงงานวิทยาศาสตร์ไปใช้ประโยชน์ใน ชีวติ ประจาวนั ได้อย่างไร ข้ันท่ี 4 การประเมินผลการเรียนรู้ (E : Evaluation) 1. ครแู ละผู้เรยี นชว่ ยกนั สรปุ สาระสาคญั ทุกหวั ขอ้ /ลงในกระดาษรวบรวมส่งเป็นรูปเล่ม 2. ประเมนิ ผลการจัดกจิ กรรม 10. สอ่ื /แหล่งเรียนรู้ 1. หนงั สือเรียน 2. แบบฝึกหัด 3. ส่อื อินเตอรเ์ นต็

99 11. การวดั และประเมนิ ผล 11.1วิธีการวดั และประเมนิ ผล - ใบงาน 11.2 เครอ่ื งมอื วดั และประเมินผล - ผลจากการตรวจใบงาน 11.3 เกณฑ์การวดั และการประเมินผล - ใบงานคะแนนเต็ม 10คะแนน กิจกรรมเสนอแนะ ............................................................................................ ........................................................................................ ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ลงชอื่ …………………………………………….ครูผู้สอน (นายจิรศักดิ์ วงศเ์ สน) ครู กศน.ตาบล ข้อเสนอแนะของผู้บรหิ าร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………........... ................................................................................................................. ........................................................................... ............................................................................................................................. ...................................................... ลงชอื่ ………………………………………………………ผอู้ นุมัติแผน (นางปท๎ มาภรณ์ ศรเี นตร) ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอจตรุ พกั ตรพิมาน

100 บันทกึ หลังการจัดการเรียนรู้ กศน.ตาบลอีง่อง คร้ังท่ี 11 วนั /เดือน/ปีวันท่ี 20 เดอื น กรกฎาคม พ.ศ. 2565 ครผู ู้สอนนายจริ ศกั ด์ิ วงศเ์ สน ระดับ มธั ยมศึกษาตอนตน้ เวลา 09.00-12.00 น. สาระความรู้พืน้ ฐาน รายวชิ า วิทยาศาสตร์ รหสั วิชา พค21001 จานวนผเู้ รียนทัง้ หมด ............... คนเขา้ เรียน…………………คน ไมเ่ ข้าเรียน……………………….คน 1. ผลการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้การประเมินโดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรยี น พบวา่ คะแนนการทดสอบหลงั เรียน มากกว่ากอ่ นเรยี นจานวน ........ คนคิดเปน็ รอ้ ยละ............ คะแนนการทดสอบหลงั เรียน นอ้ ยกวา่ ก่อนเรียนจานวน ......... คนคดิ เปน็ ร้อยละ............ 2. เน้อื หา/สาระ/รายวิชา .......................................................................................................................................................... ......... ......................................................................................................................... .......................................... 3. กิจกรรมการเรยี นการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ..................................................................................................................................................... .............. 4. ปญั หา/อุปสรรคการเรยี นการสอน ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... 5. แนวทางการแก้ปัญหา ............................................................................................................................. ...................................... .................................................................................... ............................................................................... ลงชอื่ .........................................................(ผบู้ นั ทกึ ) (นายจริ ศกั ด์ิ วงศ์เสน) ครู กศน.ตาบล ความเหน็ /ข้อเสนอของผู้บริหาร ............................................................................................................................. ...................................... ...................................................................................... ............................................................................. ลงชอ่ื .................................................. (นางปท๎ มาภรณ์ ศรเี นตร) ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอจตุรพักตรพมิ าน


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook