Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้ คุณครูจันทร์ทิพย์ ศรีจันทร์

แผนการจัดการเรียนรู้ คุณครูจันทร์ทิพย์ ศรีจันทร์

Published by jatu library, 2022-06-27 02:22:56

Description: แผนการจัดการเรียนรู้ คุณครูจันทร์ทิพย์ ศรีจันทร์

Search

Read the Text Version

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวิชาศานาและหน้าทพี่ ลเมือง คร้งั ท่ี 10 การจดั ทาหนว่ ยเรยี นรู้บรู ณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 กศน.ตาบลศรโี คตร ระดับประถมศกึ ษา ๑. สปั ดาหท์ ี่ 10 วนั ท่ี 19 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2565 เวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐น. ๒. วชิ า ศาสนาและหนา้ ทีพ่ ลเมือง รหัสวิชา สค1๑๐๐2 จานวน 2 หนํวยกติ ๓. มาตรฐานท่ี 5.2 มีความร๎ู ความเข๎าใจ เห็นคุณคาํ และสืบทอดศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีของประเทศใน ทวีปเอเชยี ๔. หน่วยการเรยี นรู้/เร่ืองศาสนา วฒั นธรรม ประเพณี ๕. สาระสาคัญ จดั ใหม๎ ีการค๎นควา๎ หาความร๎ู จากสือ่ เอกสาร ตารา สอ่ื อิเล็กทรอนิกส์ ภมู ปิ ญั ญา สถาบนั ทางศาสนา การฝึก ปฏิบตั ิ การทาโครงงาน การจดั กลมุํ อภิปรายแลกเปลยี่ นเรียนร๎ู การวิเคราะห์ สถานการณ์จาลอง การสรุปผลการ เรียนร๎ู และนาเสนอในรูปแบบตาํ งๆ ๖. เน้ือหา 1. ความเปน็ มาของศาสนาในประเทศไทยและในทวปี เอเชยี ดงั นี้ ศาสนาพทุ ธ ศาสนาครสิ ต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮนิ ดู 2. หลกั ธรรมในแตํละศาสนาที่ทาให๎อยูํรวํ มกบั ศาสนาอืน่ ได๎อยาํ งมีความสุข 3. วฒั นธรรมประเพณีในประเทศไทยและประเทศในเอเชีย ภาษา, การแตํงกาย, อาหาร, ประเพณี ๗. จดุ ประสงค์การเรยี นร/ู้ ผลการเรยี นรู้ที่คาดหวัง (ดจู ากผงั การออกข๎อสอบ) 1. มคี วามร๎ู ความเขา๎ ใจเกี่ยวกบั ความเปน็ มาของศาสนาตํางๆ ในประเทศไทย และประเทศในทวปี เอเชยี 2. นาหลกั ธรรมสาคญั ๆในศาสนาของตนมาประพฤติปฏิบัตใิ ห๎สามารถอยํูรํวมกนั กับศาสนาอ่ืนได๎ อยํางสันตสิ ขุ ดีในสังคม 3. เห็นประโยชนใ์ นการนาหลักธรรม คาสอนในศาสนาทต่ี นนบั ถือ มาประพฤติปฏบิ ตั ิเพอื่ ใหเ๎ ปน็ คน 4. มีความรู๎ ความเข๎าใจในวัฒนธรรมประเพณีของประเทศไทยและประเทศในเอเชยี ๘. การบรู ณาการกับหลกั แนวคดิ ของเศรษฐกจิ พอเพยี ง (2 เงอ่ื นไข 3 หลกั การ การเช่ือมโยงสู่ 4 มิติ) ความรู้ - นักศึกษามีความรเ๎ู ร่ืองเก่ยี วกับความเป็นมาของศาสนาตํางๆ ในประเทศไทย และประเทศ ในทวปี เอเชีย - นกั ศึกษามีความรู๎ในวฒั นธรรมประเพณีของประเทศไทยและประเทศในเอเชยี คุณธรรม - หลกั ธรรม คาสอน - การประพฤติปฏิบัติตน

พอประมาณ -รู๎จกั นาหลักธรรมสาคัญๆในศาสนาของตนมาประพฤติปฏิบัตใิ หส๎ ามารถอยูํรวํ มกันกับ ศาสนาอ่ืนได๎อยํางสนั ตสิ ุข มีเหตุผล - ไดค๎ วามรู๎ ความเข๎าใจในวฒั นธรรมประเพณขี องประเทศไทยและประเทศในเอเชีย มภี ูมคิ มุ้ กัน - เห็นคณุ คําและประโยชนใ์ นการนาหลักธรรม คาสอนในศาสนาท่ตี นนับถือ มาประพฤติ ปฏิบัตเิ พ่อื ใหเ๎ ป็นคน ดีในสังคม วตั ถุ - มคี วามรู๎ เรือ่ งศาสนา วฒั นธรรม ประเพณี ท่ีสอดคลอ๎ งกบั วิถีชวี ติ ของคนในชุมชน สงั คม - มที ักษะการอยูรํ วํ มกนั ในชุมชน และยอมรบั ฟังความคิดเห็นของผอ๎ู ่นื ส่งิ แวดล้อม - เหน็ คุณคําของการรักษาศาสนา วฒั นธรรม ประเพณี ในชมุ ชนของผู๎เรยี น วัฒนธรรม - มคี วามร๎เู รอ่ื งวฒั นธรรมประเพณี - ปฏบิ ตั ติ นตามขนมธรรมเนยี มประเพณีไทยได๎อยํางเหมาะสม 9. กระบวนการจัดการเรียนรู้และกิจกรรมการเรยี นรู้ ขั้นท่ี 1 กาหนดสภาพปัญหาการเรียนรู้ (O : Orientation) 1. ครสู ร๎างความคน๎ุ เคยกับผู๎เรียนโดยการเปิดประเด็นเร่ืองศาสนาที่นักเรยี นสํวนใหญํ นับถือแล๎วถามถึงความสาคญั และเหตผุ ลที่ต๎องนบั ถือศาสนาน้ันๆ 2. ครูทาความเข๎าใจกบั วิชาพร๎อมมาตรฐานและช้แี จงตวั ชวี้ ดั ของหนวํ ยการเรยี นรู๎ 3. ครูทักทายกลาํ วนาและอธิบายการกาหนดเปาู หมายและการวางแผนการเรยี นร๎ู เกย่ี วกับความเปน็ มาของศาสนาในประเทศไทยและในทวีปเอเชยี 4. ครแู ละผ๎เู รยี นรํวมกนั อภิปรายถงึ ประวตั คิ วามเป็นมาของศาสนาที่คนไทยนบั ถือ และศาสนาอ่นื ๆทีร่ ๎ูจักในสังคม 5. ครเู ปิดโอกาสให๎ผูเ๎ รยี นซักถามขอ๎ สงสยั กอํ นเข๎าสูํบทเรยี นขั้นตอํ ไป ขัน้ ท่ี 2 แสวงหาข้อมลู และจัดการเรียนรู้ (N : New ways of learning) 1. ครูและผเู๎ รียนวางแผนวธิ ีการเรยี นรู๎เน้ือหาเรือ่ งความเป็นมาและหลักธรรมของศาสนาในประเทศ ไทยและในทวปี เอเชีย 2. ครแู จกใบความรู๎ เร่ือง ศาสนาพทุ ธ คริสต์ อิสลาม ฮนิ ดู 3. ครูแจกใบความร๎ู เร่ือง วฒั นธรรม ประเพณีของไทยและเอเชีย 4. ครูแจกใบความรู๎ เรื่อง หลักธรรมของศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนาฮนิ ดู 5. ครูจัดทาฉลากแยกเปน็ ศาสนา พทุ ธ ครสิ ต์ อิสลาม ฮนิ ดู แล๎วแบงํ กลุํมผู๎เรยี นออกเป็น 4 กลมํุ จากน้นั ครใู ห๎ตวั แทนกลมุํ ออกมาจบั ฉลากเพอื่ ศกึ ษาประวัติความเปน็ มาและความสาคัญ หลกั คาสอน ศาสนา ของแตํ ละศาสนาท่ีจบั ฉลากได๎

6. ครูกาหนดการเรียนรูท๎ ่ีเกย่ี วกับวฒั นธรรม ประเพณีของไทยและเอเชีย แล๎วแบํงกลมุํ ผเ๎ู รียน ออกเปน็ 4 กลมุํ จากน้ันครูให๎ตัวแทนกลุมํ ออกมาจับฉลากเพื่อศึกษาประวัตคิ วามเปน็ มาและความสาคญั ของ วัฒนธรรม ประเพณขี องไทยและเอเชยี ทีจ่ ับฉลากได๎ 7. ครูให๎ผเ๎ู รยี นเขียนแผนภาพความคิดเกี่ยวกบั หวั ข๎อทตี่ นเองไดร๎ บั มอบหมาย 8. ครูใหผ๎ เ๎ู รียนสํงตัวแทนกลุมํ ออกมานาเสนอหน๎าช้ันเรียนในเรื่องท่ีตนเองได๎ศึกษาคน๎ คว๎า ขั้นที่ 3 การปฏิบตั ิและการนาไปใช้ ( I : Implementation) 1. ครูและผเ๎ู รียนสรุปเนอ้ื หาท่ีได๎เรียนรรู๎ วํ มกัน 2. ครใู หผ๎ ู๎เรยี นรวํ มกันจัดปูายนิเทศแสดงผลงานของตนเอง ข้ันที่ 4 การประเมินผลการเรียนรู้ (E : Evaluation) 1. ครูให๎ผเู๎ รยี นมีสํวนรํวมในการประเมินผลชน้ิ งานของแตลํ ะกลมุํ โดยการเขียนชอ่ื ของ ตนเองในชนิ้ งานทตี่ นเองชื่นชอบ 2. ครสู ังเกตจากการมสี ํวนรํวมของผู๎เรียน 10. ส่ือ/แหล่งเรียนรู้ 1. ใบความร๎ู 2. หนงั สอื เรยี น 3. ใบงาน 11. การวัดและประเมนิ ผล 11.1 วิธีการวัดและประเมนิ ผล - แบบประเมนิ ผลการสังเกตพฤติกรรมการทางานรวํ มกับผอ๎ู ื่นของนักศึกษารายบคุ คล - ใบงาน 11.2 เครื่องมือวดั และประเมินผล. - ประเมนิ ผลการสงั เกตพฤติกรรมการทางานรวํ มกับผอ๎ู ่นื ของนักศกึ ษารายบุคคล - ผลจากการตรวจใบงาน 11.3 เกณฑ์การวัดและการประเมินผล - แบบประเมนิ ผลการสงั เกตพฤติกรรมการทางานรํวมกบั ผอ๎ู นื่ ของนักศึกษารายบคุ คล ระดับดี พอใช๎ และควรปรบั ปรงุ - ใบงานคะแนนเต็ม 10 คะแนน กจิ กรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ............................................................ ลงชื่อ…………………………………………….ครูผ๎สู อน (นางสาวจันทรท์ ิพย์ ศรลี ยั ครู กศน.ตาบล ขอ้ เสนอแนะของผู้บริหาร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชอ่ื ……………………………………………ผูอ๎ นมุ ัติแผน (นางปทั มาภรณ์ ศรีเนตร) ผอ๎ู านวยการ กศน.อาเภอจตุรพกั ตรพิมาน

บนั ทึกหลังการจัดการเรียนรู้ การจดั ทาหน่วยเรียนรู้บรู ณาการหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง กศน.ตาบลศรีโคตร คร้ังท่ี 10 วันที่ 19 เดอื น กรกฎาคม พ.ศ. 2565 ครูผู๎สอน นางสาวจนั ทรท์ ิพย์ ศรลี ัย ระดบั ประถมศึกษา เวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐ น. สาระพัฒนาสังคม รายวชิ าศาสนาและหนา๎ ท่ีพลเมอื ง รหสั วชิ า สค1๑๐๐2 จานวนผูเ๎ รียนทง้ั หมด ............... คนเข๎าเรยี น…………………คน ไมเํ ข๎าเรยี น……………………….คน ๑. ผลการจดั กิจกรรมการเรียนรู้การประเมินโดยใช๎ แบบทดสอบกํอนเรยี น - หลังเรยี น พบวาํ คะแนนการทดสอบหลังเรยี น มากกวํากํอนเรียนจานวน ........ คนคิดเป็นรอ๎ ยละ............ คะแนนการทดสอบหลงั เรียน น๎อยกวาํ กํอนเรยี นจานวน ......... คนคดิ เป็นรอ๎ ยละ............ ๒. เนอ้ื หา/สาระ ................................................................................................................ ......................................... ............................................................................................................................. ............................ ......................................................................................................................................................... ๓. กจิ กรรมการเรียนการสอน ............................................................................................................................. ............................ ............................................................................................................................. ............................................... ...................................................................................................................................... ๔. ปญั หา/อปุ สรรค การเรยี นการสอน ............................................................................................................................. ............................ ............................................................................................................................... .......................... ........................................................................................................ ................................................. ๕. แนวทางการแก้ปัญหา ............................................................................................................................. ............................ ......................................................................................................................................................... ลงชอื่ ....................................................... (นางสาวจันทร์ทพิ ย์ ศรีลยั ) ครผู ๎สู อน วันที.่ ............../.................../............... ความคิดเห็น/ขอ้ เสนอแนะของผู้บริหาร ...................................................................................................................................................................... ................... ................................................................................................................ ................................... ลงชื่อ.................................................................. (นางปทั มาภรณ์ ศรเี นตร) ผ๎อู านวยการ กศน.อาเภอจตุรพกั ตรพมิ าน

ใบความรูท้ ่ี 1 เรอื่ ง ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี หลกั ธรรมของศาสนาตา่ งๆ ของโลก ศาสนามีความสาคัญตํอการดาเนินชีวิตของบุคคลในสังคม เพราะศาสนาทุกศาสนามีจุดมุํงหมายเพื่อให๎ทา ความดลี ะเว๎นความชั่ว ศาสนาจงึ มอี ทิ ธพิ ลตอํ คนในสังคม องค์ประกอบของศาสนา มีดงั นี้ 1. ศาสดา คอื ผก๎ู ํอตง้ั ศาสนา 2. คมั ภีร์ คือ หลกั คาสอนเกี่ยวกับศีลธรรมจรรยา 3. นกั บวช คอื ผ๎สู บื ทอดคาสอน 4. พิธกี รรม คือ การปฏบิ ัติในการทาพธิ ีทางศาสนา 5. ศาสนสถาน คือ สถานที่ควรเคารพบูชาและใช๎ประกอบพิธีทางศาสนา ศาสนาอิสลาม ไมํมีนักบวช แตํมี ศาสดา มคี ัมภรี ์ มศี าสนสถาน และพิธกี รรม นับเปน็ ศาสนาเชํนกัน ความสาคญั ของศาสนา 1. เปน็ พื้นฐานของกฎศีลธรรมของสงั คม 2. เปน็ แหลงํ กาเนิดจรยิ ธรรม 3. เปน็ แหลงํ ทท่ี าให๎เกดิ ศิลปวฒั นธรรม และประเพณี 4. เปน็ กลไกของรัฐในการควบคมุ สังคม 5. เปน็ บรรทดั ฐานของสังคมทีใ่ ชใ๎ นการปฏบิ ัตเิ พอ่ื ใหเ๎ ป็นไปในแนวเดียวกนั ทม่ี า :http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-3/human_society/01.html ความหมายของวัฒนธรรม \"วัฒนธรรม\" หมายถึง \"แบบอยํางหรือวิถีการดาเนินชีวิตของชุมชนแตํละกลุํม เป็นตัวกาหนดพฤติกรรมการ อยูํรํวม กันอยํางปกติสุขในสังคม\" วัฒนธรรมแตํละสังคมจะแตกตํางกัน ขึ้นอยูํกับข๎อจากัดทางภูมิศาสตร์ และ ทรัพยากร ตํางๆ ลักษณะอีกประการหนึ่งของวัฒนธรรมคือ เป็นการส่ังสมความคิด ความเชื่อ วิธีการ จากสังคมรุํน กํอนๆ มีการเรยี นร๎ู และสามารถถาํ ยทอดไปยงั รุํนตํอๆ ไปได๎ วฒั นธรรมใดท่ีมีรูปแบบ หรือแนวความคิดท่ีไมํเหมาะสม กอ็ าจจะเลือนหายไป วัฒนธรรม เป็นสิง่ ท่ีแสดงความเป็นชาติให๎ปรากฏชัดเจนขึ้น ประเทศไทยมีวัฒนธรรมท่ีโดดเดํนทาให๎คนไทย แตกตํางจากชาติอ่ืน ๆ มีเอกลักษณ์ประจาชาติที่เห็นได๎จากภาษาท่ีใช๎ อุปนิสัยใจคอ ความรู๎สึกนึกคิดตลอดจนการ แสดงออกท่ีนํุมนวล อันมีผลมาจากสังคมไทยท่ีเป็นสังคมแบบประเพณีนา และเป็นสังคมเกษตรกรรม เนื่องจาก ประชากรสวํ นใหญใํ ชช๎ วี ติ อยํูในชนบท สภาพของสิ่งแวดล๎อมที่ดี กลํอมเกลาจิตใจมีความโอบอ๎อมอารี มีน้าใจเอื้อเฟื้อ เกื้อกลู ซ่งึ กนั และกนั ตลอดมา หากแบงํ วัฒนธรรมด๎วยมติ ิทางการทํองเท่ยี วแล๎ว จะสามารถแบํงออกได๎เป็น 2 ประเภท ไดแ๎ กํ วัฒนธรรมท่ีเป็นนามธรรม หมายถึงส่ิงท่ีไมํใชํวัตถุ ไมํสามารถมองเห็น หรือจับต๎องได๎ เป็นการแสดงออกใน ดา๎ น ความคดิ ประเพณี ขนบธรรมเนยี ม แบบแผนของพฤตกิ รรมตําง ๆ ที่ปฏิบัติสืบตํอกันมา เป็นท่ียอมรับกันในกลุํม ของ ตนวําเปน็ ส่งิ ท่ีดีงามเหมาะสม เชํน ศาสนา ความเช่ือ ความสนใจ ทัศนคติ ความร๎ู และความสามารถ วัฒนธรรม ประเภทน้ีเป็นสํวนสาคัญท่ีทาให๎เกิด วัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรมข้ึนได๎และในบางกรณีอาจพัฒนาจนถึงขั้นเป็น อารย ธรรม (Civilization) ก็ได๎ เชํน การสร๎างศาสนสถานในสมัยกํอน เมื่อเวลาผํานไปจึงกลายเป็นโบราณสถาน ท่ีมี ความสาคัญทางประวตั ิศาสตร์ หากพิจารณาความหมาย และลักษณะของวฒั นธรรมท่กี ลาํ วไว๎ข๎างต๎นแลว๎ ทรัพยากรการทํองเท่ียวประเภทท่ี 2 เป็นผลผลิตของวัฒนธรรมที่มีตัวตน เป็นรูปธรรมเห็นได๎ชัดเจน สํวนประเภทท่ี 3 มีสภาพแรกเร่ิมมา จาก

แนวความคิด ความเช่ือและวิถชี ีวิต ซ่ึงเปน็ นามธรรม แตไํ ด๎มีการพัฒนาจนมลี กั ษณะทางวฒั นธรรมทเ่ี ป็นรูปแบบขึ้นมา ทาให๎นกั ทํองเทย่ี วสามารถสมั ผสั ทรัพยากรการทอํ งเท่ียวประเภทน้ีไดโ๎ ดยตรง จึงเห็นได๎ชัดเจนวํา วัฒนธรรมที่เป็นแนวความคิด ความเช่ือ เป็นนามธรรมล๎วน ๆ แตํเพียงอยํางเดียว ไมํถือ วําเป็น ทรัพยากรทางการทํองเที่ยว วัฒนธรรมท่ีเป็นรูปธรรมเทํานั้น จึงจะสามารถพัฒนาให๎เป็นจุดสนใจของ นกั ทํองเทีย่ วได๎ ตวั อยาํ งวฒั นธรรมทีจ่ ะนามาใชป๎ ระโยชน์ในการทอํ งเท่ียว ได๎แกํ แหลํงทอํ งเท่ียวประเภทโบราณสถาน อุทยาน ประวัติศาสตร์ ศาสนสถาน โบราณวตั ถุ งานศลิ ปกรรม สถาปัตยกรรม นาฏศิลป์ การละเลํนพื้นบ๎าน เทศกาล และงาน ประเพณี งานศลิ ปหัตถกรรมท่พี ัฒนามาเปน็ สนิ คา๎ ประจาทอ๎ งถิน่ ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยูํ และอัธยาศัย ไมตรีของ คนไทย ล๎วนแล๎วแตํเป็นทรัพยากรการทํองเที่ยวท่ีสาคัญของประเทศไทย เป็นเสมือนตัวเสริมการทํองเที่ยว ให๎มีความ สมบูรณ์ เป็นจุดเดํนหรือจุดขายของแหลํงทํองเท่ียวนั้นๆ เพ่ิมความประทับใจให๎นักทํองเท่ียวได๎มากขึ้น ถึงแม๎วํา ประเทศไทยจะมีทรัพยากรประเภทศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลาย แตํก็มีการผสมผสานสอดคล๎องเป็น วัฒนธรรมไทย ได๎อยาํ งกลมกลนื ความหมายของประเพณี ประเพณีไทย มีความหมายรวมถึง แบบความเช่ือ ความคิด การกระทา คํานิยม ทัศนคติ ศีลธรรม จารีต ระเบียบ แบบแผน และวิธีการกระทาส่ิงตํางๆ ตลอดจนถึงการประกอบพิธีกรรมในโอกาสตํางๆ ท่ีกระทากันมาแตํใน อดีต ลักษณะสาคัญของประเพณี คือ เปน็ สงิ่ ที่ปฏบิ ัติเชื่อถือมานานจนกลายเป็นแบบอยาํ งความคิด หรือการ กระทาท่ี สบื ตอํ กนั มา และยงั มีอิทธพิ ลอยํใู นปัจจุบัน ประเพณีเกดิ จากความเช่อื ในส่งิ ทม่ี อี านาจเหนอื มนษุ ย์ เชํน อานาจของดินฟูาอากาศ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไมํทราบสาเหตุตํางๆ ฉะน้ัน ประเพณี คือ ความประพฤติของคนสํวนรวมท่ีถือกันเป็นธรรมเนียม หรือ เป็น ระเบียบแบบแผน และสืบตํอกันมาจนเป็นพิมพ์เดียวกัน และยังคงอยูํได๎ก็เพราะมีส่ิงใหมํเข๎ามาชํวยเสริม สร๎างสิ่งเกํา อยเํู สมอ และกลมกลนื เขา๎ กันได๎ดี ประเพณี คือ ระเบียบแบบแผนในการปฏิบัตทิ เ่ี ห็นวาํ ดกี วํา ถกู ต๎องกวํา หรือเปน็ ท่ยี อมรับของคนสวํ นใหญํใน สังคมและมีการปฏิบตั ิสบื ตํอกันมา ประเพณี คือ ความประพฤติท่ีสืบตํอกันมาจนเป็นท่ียอมรับของคนสํวนใหญํในหมํูคณะ เป็นนิสัยสังคม ซ่ึง เกิดขน้ึ จากการท่ีต๎องเอาอยํางบุคคลอ่ืน ๆ ที่อยูํรอบๆ ตน หากจะกลําวถึงประเพณีไทยก็หมายถึง นิสัยสังคม ของคน ไทยซ่ึงได๎รับมรดกตกทอดมาแตํด้ังเดิมและมองเห็นได๎ในทุกภาคของไทย ประเพณี เป็นเรื่องของความประพฤติของ กลุํมชน ยึดถือเป็นแบบแผนสืบตํอกันมานาน ถ๎าใครประพฤตินอก แบบ ถือเป็นการผิดประเพณี เป็นการแสดงถึง เอกลกั ษณ์ของชาติอีกอยํางหนึ่ง โดยเนอื้ หาสาระแลว๎ ประเพณี กบั วฒั นธรรมเป็นสง่ิ ที่กลํุมชนในสังคมรํวมกันสร๎างข้ึน แตํประเพณีเป็นวัฒนธรรมที่มีเงื่อนไขท่ีคํอนข๎าง ชัดเจน กลําวคือเป็นส่ิงท่ีสังคมสร๎างขึ้นเป็นมรดก คนรุํนหลังจะต๎อง รบั ไว๎ และปรับปรุงแก๎ไขใหด๎ ียิง่ ๆ ข้ึนไป รวมทงั้ มีการเผยแพรํแกคํ นในสังคมอ่ืนๆ ด๎วย ท่มี า :https://www.gotoknow.org/posts/508581

ใบงานท่ี 1 เรอื่ ง ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี เร่ือง ความหมาย ความสาคัญของวัฒนธรรมประเพณี …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. เรอ่ื ง วัฒนธรรมประเพณที ส่ี าคัญของท๎องถ่ิน และของประเทศ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. เรื่อง การอนรุ ักษ์ สบื สานวัฒนธรรมประเพณีไทย …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. เรื่อง คํานยิ มทีพ่ งึ ประสงค์ของไทยและของท๎องถ่นิ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… เรื่อง การประพฤตปิ ฏิบตั ิตนตามคาํ นิยมทีพ่ ึงประสงค์ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวิชาศาสนาและหน้าทพ่ี ลเมือง คร้ังที่ 11 การจดั ทาหนว่ ยเรยี นรู้บรู ณาการหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565 กศน.ตาบลศรโี คตร ระดบั ประถมศึกษา ๑. สัปดาห์ท่ี 11 วนั ท่ี 26 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2565 เวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐น. ๒. วชิ าศาสนาและหน้าท่ีพลเมือง รหสั วิชา สค1๑๐๐2 จานวน 2 หนํวยกิต ๓. มาตรฐานที่ 5.3 ปฏบิ ัติตนเปน็ พลเมืองดตี ามวถิ ปี ระชาธิปไตย มีจิตสาธารณะ เพอื่ ความสงบสขุ ของสงั คม ๔. หนว่ ยการเรยี นรู/้ เรื่องหนา๎ ทีพ่ ลเมอื งไทย ๕. สาระสาคญั เปน็ สาระท่ีเก่ยี วกบั ความหมายของประชาธปิ ไตย สทิ ธิ เสรีภาพ บทบาทหนา๎ ทข่ี องพลเมืองใน วถิ ีประชาธิปไตย การมีสํวนรวํ มในการปฏิบัตติ นตามกฎหมาย มีคุณธรรมและคํานยิ มพน้ื ฐานในการอยู รวํ มกันอยาํ งปรองดองสมานฉันท์ ปัญหา และสถานการณการเมืองการปกครองทเี่ ปน็ กรณีตัวอยํางท่ี เกดิ ขน้ึ ในชุมชน กฎหมายท่เี ก่ียวข๎องกับตนเองและครอบครวั กฎหมายทเี่ กีย่ วข๎องกบั ชมุ ชน กฎหมายอื่น ๆ เชนํ กฎหมายแรงงานและสวสั ดิการ กฎหมายวาํ ดว๎ ยสิทธเิ ด็กและสตรี และการมสี ํวนรวํ มของประชาชน ในการปูองกนั และปราบปรามการทจุ ริต ๖. เนือ้ หา เรือ่ งที่ 1 รฐั ธรรมนญู เรือ่ งที่ 2 ความรูเบ้อื งตน๎ เกยี่ วกับกฎหมาย เร่อื งท่ี 3 กฎหมายทเ่ี กยี่ วข๎องกับตนเองและครอบครวั เร่อื งที่ 4 กฎหมายที่เก่ียวกับชุมชน เรอ่ื งที่ 5 กฎหมายอนื่ ๆ ๗. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้/ผลการเรยี นรู้ท่ีคาดหวงั (ดจู ากผังการออกข๎อสอบ) 1. รแู ละเข๎าใจในเรือ่ ง สิทธิ เสรภี าพ บทบาทหนา๎ ท่ี และคุณคาํ ของความเปน็ พลเมอื งดี ตามแนวทางประชาธิปไตย 2. ตระหนกั ในคณุ คําของการปฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมืองดตี ามวิถปี ระชาธิปไตยและมคี ุณธรรม คานยิ มพ้ืนฐาน ในการอยูรวํ มกันอยํางปรองดองสมานฉนั ท์ 3. แยกแยะปญั หา และสถานการณการเมืองการปกครองทเ่ี กิดขึน้ ในชุมชน 4. รแู ละเข๎าใจสาระท่วั ไปเก่ียวกบั กฎหมาย 5. นาความรูกฎหมายที่เก่ียวข๎องกบั ตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน และประเทศชาติไปใช๎ในชีวติ ประจาวันได 6. เห็นคุณคาํ และประโยชนของการปฏิบัตติ นตามกฎหมาย 7. มีจติ สานกึ ในการปูองกันปญั หาการทจุ ริต ๘. การบรู ณาการกับหลกั แนวคดิ ของเศรษฐกิจพอเพียง (2 เงอ่ื นไข 3 หลักการ การเชอ่ื มโยงสู่ 4 มติ )ิ ความรู้ - นกั ศกึ ษามีความรเู๎ ร่ือง สทิ ธิ เสรภี าพ บทบาทหน๎าที่ และคณุ คําของความเปน็ พลเมืองดี ตามแนวทางประชาธปิ ไตย - ความรเ๎ู ร่อื งกฎหมายทเี่ กยี่ วข๎องกับตนเอง ครอบครวั ชมุ ชน และประเทศชาติไปใช๎ใน ชวี ติ ประจาวนั ได คณุ ธรรม - เคารพในระเบยี บกฎหมายและปฏิบัติอยาํ งมคี ุณธรรมตํอตนเองและชุมชน เชนํ การ ชํวยเหลือ การไมเํ บยี ดเบียน การยดึ ถอื ประเพณี คํานิยมและสังคม

พอประมาณ - ร๎จู กั บทบาทและหนา๎ ที่ความเปน็ พลเมืองดี และการวิเคราะหแ์ นวทางการสรา๎ งเสริมความ เปน็ พลเมืองดขี องตนเองและชมุ ชน มเี หตผุ ล - การเรยี นถึงเหตุผลและความจาเปน็ ของกฎหมายที่ควรรู๎ในการดารงชีวติ ประจาวัน - เขา๎ ใจในการปกครองและการเมืองตามแนวทางเศรษฐกจิ พอเพยี ง - การวเิ คราะห์เปรยี บเทยี บการเมืองการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย ตามแนวทาง เศรษฐกจิ พอเพียงกบั การปกครองในระบบอน่ื ๆ มภี ูมคิ ุ้มกนั - เขา๎ ใจและหาแนวทางการสร๎างเสริมความเป็นพลเมืองดีใหก๎ ับตนเองและคนอ่นื ได๎ - ทาตนเป็นประโยชน์ตอํ ครอบครัวชุมชนและสงั คม วตั ถุ - ร๎ูจักเคารพในระเบียบกฎหมายและปฏิบัตอิ ยํางมคี ุณธรรมตอํ ตนเองและชมุ ชน สงั คม - มที กั ษะการอยรํู ํวมกนั ในชุมชน และทางานรํวมกับผ๎ูอ่ืนได๎อยาํ งมีความสขุ ส่งิ แวดล้อม - นาความรูกฎหมายที่เกย่ี วข๎องกับตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน และประเทศชาติไปใชใ๎ น ชีวติ ประจาวนั วัฒนธรรม - เหน็ คณุ คาํ ของการปฏิบตั ิตนเป็นพลเมืองดตี ามวิถีประชาธิปไตยและมีคุณธรรม - เหน็ คณุ คาํ และประโยชนของการปฏิบัติตนตามกฎหมาย 9. กระบวนการจัดการเรยี นร้แู ละกิจกรรมการเรยี นรู้ ข้ันท่ี ๑ กาหนดสภาพปญั หาการเรยี นรู้ (O : Orientation) 1. ครชู วนผู๎เรยี นพูดคยุ เก่ียวกับรัฐธรรมนญู วาํ มีความสาคัญและเกย่ี วข๎องกับการดาเนนิ ชีวิตประจาวนั อยํางไร 2. ครูและผเ๎ู รียนรวํ มกนั อภิปรายเร่อื งโครงสรา๎ งและสาระสาคญั ของรฐั ธรรมนญู แหํงราชอาณาจักร ไทยพร๎อมกบั พูดคยุ เรื่องบทบาท หนา๎ ที่ในการปฏบิ ัตเิ ป็นพลเมอื งดี 3. ครเู ปิดโอกาสใหผ๎ ๎เู รียนซกั ถามข๎อสงสัยกํอนเข๎าสูํบทเรยี นขน้ั ตํอไป ขน้ั ที่ ๒ แสวงหาข้อมลู และจัดการเรยี นรู้ (N : New ways of learning) 1. ครแู จกใบความรเ๎ู รื่อง ความเป็นมา หลกั การ เจตนารมณข์ องรฐั ธรรมนูญ 2. ครูให๎ผ๎ูเรยี นศึกษาใบความรู๎ พร๎อมทงั้ สรุปใจความสาคัญมาตามความเขา๎ ใจของนกั ศกึ ษา 3. ครูสํุมตัวอยาํ งผูเ๎ รียนออกมาแสดงความความคิดเห็นตามท่ตี นเองสรปุ ไว๎ 4. ครแู บงํ กลํมุ ผู๎เรยี นออกเป็น 2 กลมํุ เพือ่ ศึกษากรณตี ัวอยํางเกย่ี วกบั เหตกุ ารณ์ 14 ตุลา และ พฤษภาทมฬิ วําเกิดการเปล่ยี นแปลงอยาํ งไรจากกรณีตวั อยํางที่ 2 กรณี 5. ครูให๎ผ๎ูเรียนสํงตวั แทนกลมํุ นาเสนอความรู๎จากการศึกษากรณีตัวอยาํ ง พร๎อมถกแถลงรวํ มกนั 6. ครูใหผ๎ ู๎เรยี นทาใบงาน เร่อื ง ความเป็นมา หลกั การ เจตนารมณข์ องรฐั ธรรมนญู 7. ครูแจกใบความร๎ู เร่ือง โครงสร๎างและสาระสาคญั ของรัฐธรรมนูญ

8. ครูแบํงกลมํุ ผเ๎ู รียนออกเป็น 3 กลํมุ แลว๎ ใหแ๎ ตํละกลุมํ คัดเลือกหัวหน๎ากลุํม รองหัวหนา๎ กลํมุ และเลขานุการการ จากนัน้ ใหห๎ วั หนา๎ กลุมํ ออกมาจับฉลากเพื่อเลือกหัวข๎อของรฐั ธรรมนูญแหงํ ราชอาณาจักรไทยที่ จะตอ๎ งนาไปศึกษาค๎นควา๎ พร๎อมยกตวั อยํางรฐั ธรรมนูญทีจ่ าเปน็ และการนาไปใช๎สาหรับการดาเนินชีวิตในสังคม ปจั จบุ นั ดังน้ี ดังนี้ หมวด 3 สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย หมวด 4 หน๎าทข่ี องชนชาวไทย หมวด 14 การปกครองสํวนทอ๎ งถน่ิ 9. ครใู ห๎ผ๎เู รยี นแตํละกลมํุ จดั บอรด์ แสดงผลงานของแตํละกลํมุ ตามหัวข๎อท่ีไดไ๎ ปศกึ ษาแล๎วนาผลงาน มานาเสนอหนา๎ ชนั้ เรยี น 10. ครูแจกใบความร๎ู เร่อื งสิทธิ เสรีภาพและหนา๎ ท่ีของประชาชน 11. ครใู หผ๎ ู๎เรยี นศกึ ษาค๎นควา๎ ข๎อมลู ทเี่ กี่ยวกบั สิทธเิ สรภี าพและหน๎าท่ีของประชาชนจาก ใบงาน หนงั สือ สือ่ ส่ิงพิมพ์หรือแหลํงเรยี นรู๎ เชํน อนิ เตอรเ์ นต็ แลว๎ สรปุ เป็นใบงานสํงครู 12. ครใู หผ๎ ๎เู รียนนาผลการศกึ ษาคน๎ ควา๎ มานาเสนอในกลํุมผู๎เรียนให๎เพื่อนฟังโดยการสมํุ ตัวอยําง พร๎อมท้งั ใหผ๎ ูเ๎ รียนนาใบงานสํงครู ขน้ั ที่ ๓ การปฏบิ ัติและการนาไปใช้ (I : Implementation) ครูและผเ๎ู รยี นรํวมกันแลกเปลี่ยนเรยี นรแู๎ ละสรุปความร๎ูเบื้องตน๎ ที่ได๎จากแบบสอบถาม เพื่อนามา วิเคราะหส์ รุปผล และจัดทารายงานรวบรวมเปน็ แฟมู สะสมงาน ขัน้ ที่ ๔ การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ (E : Evaluation) 1. ครูสงั เกตจากการมีสวํ นรํวมของผ๎เู รยี น 2. ตรวจใบงาน 10. ส่ือ/แหล่งเรยี นรู้ - หนงั สือแบบเรยี น - ใบงาน - ใบความร๎ู - สื่ออินเตอรเ์ น็ต ๑1. การวัดและประเมนิ ผล 11.1 วิธกี ารวดั และประเมนิ ผล - แบบประเมินผลการสงั เกตพฤติกรรมการทางานรวํ มกบั ผู๎อน่ื ของนกั ศึกษารายบุคคล - ใบงาน 11.2 เครื่องมอื วดั และประเมินผล. - ประเมินผลการสังเกตพฤติกรรมการทางานรวํ มกับผ๎อู ่ืน ของนกั ศึกษารายบุคคล - ผลจากการตรวจใบงาน 11.3 เกณฑ์การวัดและการประเมินผล - แบบประเมนิ ผลการสังเกตพฤติกรรมการทางานรํวมกับผ๎ูอ่นื ของนกั ศึกษารายบคุ คล ระดบั ดี พอใช๎ และควรปรบั ปรุง - ใบงานคะแนนเต็ม 10 คะแนน

กจิ กรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ……………………………………ครูผ๎ูสอน (นางสาวจันทรท์ พิ ย์ ศรลี ยั ) ครู กศน.ตาบล ขอ้ เสนอแนะของผู้บริหาร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ลงชอื่ ……………………………………………ผ๎ูอนุมัติแผน (นางปทั มาภรณ์ ศรีเนตร) ผูอ๎ านวยการ กศน.อาเภอจตรุ พกั ตรพมิ าน

บันทกึ หลังการจัดการเรยี นรู้ การจดั ทาหน่วยเรยี นรบู้ รู ณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง กศน.ตาบลศรโี คตร คร้งั ท่ี ๑1 วนั ท่ี 26 เดอื น กรกฎาคม พ.ศ. 2565 ครูผูส๎ อน นางสาวจนั ทรท์ ิพย์ ศรีลยั ระดับ ประถมศึกษา เวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐ น. สาระพัฒนาสังคม รายวชิ าศาสนาและหน๎าท่ีพลเมือง รหสั วชิ า สค1๑๐๐2 จานวนผ๎ูเรยี นทง้ั หมด ............... คนเข๎าเรยี น…………………คน ไมเํ ข๎าเรยี น……………………….คน ๑. ผลการจดั กิจกรรมการเรียนรู้การประเมนิ โดยใช๎ แบบทดสอบกํอนเรยี น - หลังเรยี น พบวํา คะแนนการทดสอบหลังเรียน มากกวาํ กํอนเรียนจานวน ........ คนคดิ เป็นรอ๎ ยละ............ คะแนนการทดสอบหลังเรยี น นอ๎ ยกวาํ กํอนเรียนจานวน ......... คนคิดเป็นร๎อยละ............ ๒. เน้ือหา/สาระ ............................................................................................................................. ............................ ............................................................................................................................................ ............. ..................................................................................................................... .................................... ๓. กจิ กรรมการเรียนการสอน ............................................................................................................................. ............................ ..................................................................................................................................................................... ....... ............................................................................................................................ .......... ๔. ปญั หา/อปุ สรรค การเรียนการสอน ............................................................................................................................. ............................ ......................................................................................................................................................... ๕. แนวทางการแก้ปญั หา ............................................................................................................................. ............................ ............................................................................................................................. ............................ ลงช่ือ....................................................... (นางสาวจันทรท์ พิ ย์ ศรลี ัย) ครผู ูส๎ อน วนั ท่ี.............../.................../............... ความคดิ เหน็ /ข้อเสนอแนะของผบู้ ริหาร ............................................................................................................................. ............................................................ ................................................................................................................................................... ลงชือ่ .................................................................. (นางปทั มาภรณ์ ศรีเนตร) ผอ๎ู านวยการ กศน.อาเภอจตรุ พกั ตรพมิ าน วันที่.............../.................../...............

ใบความรทู้ ่ี 1 เรื่อง สทิ ธิ เสรีภาพบทบาทหนา้ ทขี่ องพลเมืองในวถิ ีประชาธปิ ไตย พนื้ ฐานความเปน็ พลเมอื งในระบอบประชาธิปไตย ส่ิงหนึ่งท่ีจะทาให๎สังคมไทยมีความสงบสุขและเกิดสันติสุขได๎ คือ คนไทยทุกคนต๎องปฏิบัติตนเป็นพลเมืองใน ระบบประชาธิปไตย มีหลักประประชาธิปไตยในการดารงชีวิต ปฏิบัติตนตามกฎหมาย และดารงตนเป็นประโยชน์ตํอ สังคม ซึ่งการสร๎างความเป็นพลเมืองไมํใชํการทาให๎ประชาชนรู๎ถึงสิทธิและหน๎าที่ท่ีตนเองมี แตํสิ่งท่ีจะต๎องทาให๎ ประชาชนได๎เรียนรู๎และเข๎าใจอยํางถูกต๎องส่ิงแรกคือ “พื้นฐานความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย มีหลัก 3 ประการ คอื 1. เคารพศักด์ศิ รีความเปน็ มนษุ ย์ ทีท่ กุ คนเกิดมามีคุณคําเทํากันมิอาจลํวงละเมิดได๎ การมีอิสรภาพและความ เสมอภาค การยอมรบั ในเกียรติภูมิของแตํละบุคคล โดยไมํคานึงถึงสถานภาพทางสังคม ยอมรับความแตกตํางของทุก คน 2. เคารพสิทธิ เสรีภาพ และกฎกติกาของสังคมท่ีเป็นธรรม โดยให๎ความสาคัญตํอสิทธิ เสรีภาพ การมีกฎ กตกิ าทว่ี างอยํูบนความยุตธิ รรมและชอบธรรม มหี ลกั นติ ิรัฐในการค๎ุมครองสทิ ธิเสรีภาพมใิ ห๎ถูกละเมิด 3. รับผิดชอบตํอตนเอง ผ๎ูอื่น และสังคม โดยตระหนักถึงบทบาท หน๎าที่ของความเป็นพลเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยท่มี งํุ เนน๎ เน้ือหาที่มคี ุณลกั ษณะสาคญั ในหนา๎ ท่แี ละความรับผิดชอบของตนเองตํอสังคม การดารงตนเป็น ประโยชนต์ ํอสงั คมชํวยเหลอื เกือ้ กลู กัน ใช๎สติปัญญาในการแก๎ไขปัญหาด๎วยเหตุและผล ดังนั้น หากประชาชนได๎เข๎าใจ ในหลักพนื้ ฐานความเป็นพลเมอื ง ท้งั 3 หลกั การทก่ี ลาํ วข๎างตน๎ อยาํ งถูกต๎องแล๎ว และสามารถนาไปปฏิบัติให๎เกิดผลได๎ ก็จะทาให๎สังคมไทยพัฒนาเป็นสังคมประชาธิปไตยอยํางแทจ๎ รงิ หลักพนื้ ฐานความเปน็ พลเมืองในระบอบประชาธิปไตย การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการปกครองที่ประชาชนทุกคนมีสํวนรํวมในการปกครองประเทศ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะประสบความสาเร็จได๎นั้นจะต๎องสร๎าง “ความเป็นพลเมือง” ให๎ประชาชน สามารถปกครองตนเองได๎ ดังนั้น ความเป็น “พลเมืองในระบอบประชาธิปไตย” จึงมีคุณลักษณะที่สาคัญ คือ เป็น บุคคลท่ีสามารถแสดงบทบาทหน๎าที่และความรับผิดชอบของตนเองตํอสังคม อีกทั้งดารงตนเป็นประโยชน์ตํอสังคม ชวํ ยเหลอื เกอื้ กูลกัน อนั จะกอํ ใหเ๎ กดิ การพฒั นาสังคมและประเทศชาติ ใหเ๎ ปน็ สังคมประชาธิปไตย ซึ่งการสร๎างพลเมือง ให๎มคี วามเป็นพลเมอื งในระบอบประชาธิปไตยน้ัน มีหลักพน้ื ฐานอยูํ 3 ประการ ดงั นี้ 1.เคารพศักดศิ์ รีความเป็นมนษุ ย์ 2. เคารพสทิ ธิ เสรีภาพ และกฎกตกิ าของสงั คมทเี่ ป็นธรรม 3. รบั ผดิ ชอบตํอตนเอง ผู๎อ่ืน และสังคม ทั้งน้ี หลักพื้นฐานดังกลําว จะเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนของการเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ท่ี มุงํ เน๎นถงึ การดาเนนิ ชวี ติ ในสงั คมประชาธปิ ไตย โดยในแตํละหลักการมีรายละเอยี ดดังนี้ หลักการที่ 1 เคารพศักดิศ์ รีความเปน็ มนษุ ย์ได๎แกํ การยอมรับในเกียรติภูมิของแตํละบุคคล โดยไมํคานึงถึง สถานภาพทางสังคม หลกั การนม้ี ีองคป์ ระกอบยอํ ย ดงั น้ี 1.สานกึ รู๎ในคณุ คําศกั ด์ิศรีความเป็นมนษุ ย์ 2. ตระหนกั ในความเสมอภาคของความเป็นมนุษย์ 3. เคารพในความหลากหลายทางสงั คมวัฒนธรรม

4. ยดึ หลกั อดทน อดกล้นั ตํอความคดิ เหน็ ที่แตกตําง ศักดศิ์ รคี วามเปน็ มนษุ ย์ คืออะไร มนุษย์นอกเหนือจากต๎องมีปัจจัยสี่เพ่ือการดารงชีวิตแล๎วมนุษย์ยังถูกผลักดันด๎ วยความปรารถนาที่จะเป็นท่ี ยอมรับของคนในสังคม เพื่อให๎เกิดความเคารพตนเอง (Self esteem) และในสํวนน้ีได๎นาไปสูํความร๎ูสึกของความ ต๎องการมศี ักด์ศิ รนี ัน่ คือ “ศักดศิ์ รีความเป็นมนษุ ย์” ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นคุณคําท่ีมีลักษณะเฉพาะ อันสืบเน่ืองมาจากความเป็นมนุษย์และเป็นคุณคําที่ ผกู พันอยํูเฉพาะกับความเปน็ มนษุ ย์เทาํ นั้น โดยไมขํ ้นึ อยํูกับเงือ่ นไขอื่นใดทัง้ สิ้น เชํน เช้ือชาติ ศาสนา ศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์นั้นจะได๎รับความเคารพเสมอไมํวําบุคคลน้ันจะมีสถานะทางสังคมอยํางไร และยังคงมีติดตัวบุคคลตลอดไป ทั้ง ในเวลาท่ียังมีชีวิตอยูํหรือได๎สิ้นชีวิตไปแล๎ว ศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์มีฐานะเหนือกวําสิทธิเสรีภาพท่ัวไป และเป็นคุณ คาํ ที่มอิ าจจะลวํ งละเมดิ ได๎ การเคารพศักด์ศิ รีความเป็นมนษุ ยเ์ ป็นการยอมรับในเกยี รตภิ ูมิของแตํละบุคคล โดยไมํคานึงถึงสถานภาพทาง สังคม สังคมปัจจุบันมักจะละเลยศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์ เพราะมีการให๎คุณคําของคนแตกตํางกัน สังคมทั่วไปให๎ คณุ คาํ ของความเปน็ คนท่สี ถานภาพทางสังคมของผ๎ูนั้น เชํน เป็นกานัน นายทหาร นกยกรัฐมนตรี ผ๎ูพิพากษา เป็นต๎น สถานภาพทางสงั คมของคนแตํละคน ไมใํ ชตํ วั ชวี้ ัดวาํ มนุษย์หรือคนนั้นมีศักด์ิศรีของมนุษย์หรือไมํ แตํศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์ คอื การให๎คณุ คําความเป็นคนตามธรรมชาติของมนุษย์ไมํวําจะเกิดมาพิการ เป็นเด็ก ผู๎หญิง ผู๎ชาย และเกิดมา เป็นคนปัญญาอํอน หรือยากจน คนทุกคนท่ีเกิดมาถือวํามีคุณคําเทํากัน ต๎องปฏิบัติตํอกันอยํางเสมอภาคกัน เพราะ การปฏิบัติตํอกันของผู๎คนในสังคมอยํางเสมอภาคกันเป็นการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และหากมีผ๎ูกระทา ความผิดก็ต๎องวําไปตามกระบวนการกฎหมาย ผู๎ใดที่ละเมิดศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของผู๎อ่ืน ผ๎ูน้ันกระทาผิด กฎหมายอยาํ งรุนแรง กระทาผิดตํอหลักศาสนา และกระทาผิดตํอศีลธรรม การธารงไว๎ซึ่งศักด์ิศรีของความเป็นมนุษย์ จะต๎องกระทาโดยรัฐในเบ้ืองต๎น ได๎แกํ การพยายามขจัดตัวแปรท่ีจะนาไปสูํความเหล่ือมล๎าในสังคม ส่ิงที่รัฐต๎องทาให๎ เกิดขนึ้ ให๎ได๎ก็คอื ตอ๎ งทาใหม๎ นุษย์ท่ีอยใูํ นสงั คมอยํูภายใต๎การปกครองของรัฐดารงชีวิตอยํางมคี วามสขุ กลาํ วได๎วาํ ศักดิศ์ รคี วามเปน็ มนุษย์ หมายถึง ความมีอิสรภาพในการท่ีจะกาหนดชะตาชีวิตของตนเองท้ังสิทธิ ในชีวิตและรํางกาย และสิทธิในความเสมอภาคในด๎านตํางๆ การได๎รับการยอมรับให๎เป็นสํวนหน่ึงของสังคม โดย ปราศจากเงอื่ นไข อาทิ เช้ือชาติ ศาสนา วัย และวัฒนธรรมที่แตกตํางกัน อันจะนามาซ่ึงการถูกลิดรอนสิทธิและความ เสมอภาคทางสังคม รวมไปถึงการถูกเลือกปฏิบัติจากคนในสังคมน้ันๆ โดยศักด์ิศรีของความเป็นมนุษย์ถือวําเป็นสิ่งท่ี ติดตัวทุกคนมาต้ังแตํกาหนด ไมํมีใครสามารถพรากสิทธิดงกลําวจากปัจเจกบุคคล (ความเป็นตัวตน) ได๎มนุษย์ทุกคน ล๎วนมีคุณคําในตนเองซึ่งควรจะไดร๎ บั การปฏิบัตอิ ยาํ งเทําเทียมกนั ความเสมอภาคของความเป็นมนุษย์หมายถึงอะไร ความเสมอภาค เร่ิมจากแนวคิดท่ีวําคนเรามีคุณคําและ ศักด์ศิ รเี ทําเทียมกันตั้งแตํเกดิ มศี กั ยภาพ มคี วามสามารถทีจ่ ะเรยี นรไ๎ู ด๎ เปลย่ี นแปลงได๎ มนษุ ย์ตํางชํวยเหลือเก้ือกูลกัน จนทาให๎สังคมอยํูรอดจนทุกวันน้ี แตํละคนล๎วนมีคุรูปการ (การอุดหนุนทาความดี) ตํอมวลมนุษย์ตามกาลัง และ ความสามารถซ่ึงแตํละคน รักชีวิต รักเกียรติศักด์ิของตน และต๎องการมีชีวิตอยํูรอดปลอดภัย มีความสุข สังคมต๎อง สรา๎ งคณุ คาํ ใหมํทเี่ คารพคณุ คาํ และศกั ดิ์ศรีความเป็นมนษุ ย์ ไมวํ ําจะแตกตํางหรือเหมอื นกันประการใด ความเสมอภาค เป็นคาทม่ี ักได๎ยนิ พรอ๎ มกบั คาวํา สทิ ธเิ สรีภาพ และศกั ด์ิศรคี วามเปน็ มนษุ ย์ กลํุมคาดังกลําวมี นัยสาคญั ตํอการพทิ กั ษ์ประโยชน์ สรา๎ งความสงบ และการอยอํู ยาํ งสนั ติสาหรบั มนษุ ยท์ กุ คนพึงได๎รับนับแตํการปฏิสนธิ

ไปจนถึงสิ้นชีวติ ความเสมอภาคเป็นหลกั สาคัญในการเช่ือมประสานสิทธิ เสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให๎เป็น จรงิ ไดใ๎ นทางปฏิบตั ิ ความเสมอภาค (Equality)คืออะไร ความหมายตามหลักสิทธิมนุษยชน หมายถึง ความเทําเทียมของมนุษย์ ทุกคนในการได๎รับสิทธิพ้ืนฐานตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยผํานการปฏิบัติตํอกันระหวํางมนุษย์ตํอมนุษย์ ด๎วยความ เคารพตํอสิทธิและศกั ด์ศิ รคี วามเป็นมนุษย์ ความหมายตามหลกั กฎหมาย หมายถงึ หลักการพืน้ ฐานของความยตุ ธิ รรม ที่กาหนดให๎มีการปฏิบัติตํอบุคคล ทเี่ กยี่ วขอ๎ งกบั เรอ่ื งนัน้ ๆ อยาํ งเทาํ เทียมกัน ความหมายตามระบบประชาธิปไตย หมายถึง การที่ประชาชนทุกคนในประเทศมีความเสมอภาค หรือความ เทําเทียมกันในเรื่องสิ่งจาเป็นขั้นพ้ืนฐาน ในท่ีนี้หมายถึง ส่ิงท่ีจาเป็นขั้นพ้ืนฐานตํอการอยูํรอด และพัฒนาตัวเองตาม หลักสิทธิมนุษยชนคือ ปัจจัยสี่ ความม่ันคงปลอดภัยในชีวิตและรํางกาย การนับถือศาสนา การศึกษาและการรับร๎ู ขําวสาร การเข๎าถึงบริการสาธารณะและสวัสดิการสังคม การประกอบอาชีพ การมีสํวนรํวมทางการเมือง และการ ไดร๎ ับความคุ๎มครองตามกฎหมาย ความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรม การสรา๎ งความเปน็ พลเมืองในสงั คมไทยทสี่ ํงเสริมความเปน็ ประชาธปิ ไตย ยํอมต๎องสอดคล๎องกับ “วัฒนธรรม ของสังคมไทย” หากไมํสอดคล๎องกันแล๎ว ความเป็นพลเมืองก็ไมํมีความหมาย หรือไมํเป็นท่ียอมรับของคนในสังคม ดังน้ัน การสร๎างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทย จึงต๎องกระทาควบคูํกันไปกับการสร๎าง “วฒั นธรรมของสังคมไทย” ทส่ี อดคล๎องกบั ความเป็นพลเมอื งในระบอบประชาธิปไตยของไทยดว๎ ย การสรา๎ งวฒั นธรรมใหก๎ บั พลเมอื งที่สาคัญคือ การสร๎าง “วัฒนธรรมทางจิตใจ” เป็นการสร๎างพลเมืองให๎มีจิต สาธารณะรักความเป็นธรรม สานึกในพันธะหน๎าท่ีตํอสังคมและเพ่ือนมนุษย์และมีความร๎ูมากพอที่จะประเมินวําการ กระทาหนง่ึ ๆ ของตนจะมีผละกระทบตอํ สํวนรวมอยาํ งไร เพอื่ จะเลือกดที สี่ ุดวําตนควรจะทาอะไร และทาอยํางไร เพื่อ สร๎างประโยชน์ให๎สังคมหรือสํวนรวม ขณะเดียวกันก็มีความกล๎าหาญทางจริยธรรมคือ กล๎าพูด กล๎าเขียน หรือกล๎า กระทาในสิ่งที่ตนเชื่อวําถูกต๎องดีงามแม๎วําตนเองจะต๎องได๎รับผลร๎ายจากการพูด การเขียน การกระทาในส่ิงท่ีตนเช่ือ วําถูกต๎องดีงามก็ตาม นอกจากนี้ยังต๎องใจกว๎าง รับฟังความคิดเห็นท่ีแตกตําง โดยพร๎อมที่จะพิจารณาความเห็นที่ แตกตาํ ง โดยพร๎อมท่ีจะพจิ ารณาความเห็นท่ีแตกตํางด๎วยใจท่ีเป็นธรรมใจกว๎างมากพอท่ีจะเปล่ียนความคิดเมื่อได๎รับรู๎ เหตุผลและข๎อเท็จจริงที่ดีกวํา และเปิดโอกาสให๎ผู๎อ่ืนได๎มีสํวนรํวมในความสาเร็จตํางๆ วัฒนธรรมทางจิตใจจะเกิดขึ้น ได๎ก็ตํอเม่ือ “พลเมืองไทย” เป็นผ๎ูที่ “เห็นคุณคําความเป็นมนุษย์” บนพื้นฐานของความรู๎ความเข๎าใจคือ มีความร๎ู ความเขา๎ ใจมนุษยใ์ นบรบิ ททางสังคมหรือในเง่ือนไขสภาพแวดลอ๎ มท่ีตาํ งกนั ไมํใช๎มาตรฐานของตนเองในการตัดสินคน อื่นอยํางงํายๆ ยอมรับความแตกตํางหลากหลาย และมีความเห็นอกเห็นใจผู๎อ่ืนที่อยูํในบริบทหรือเงื่อนไข สภาพแวดล๎อมที่แตกตําง ไมํวําจะเป็นเรื่องของทัศนคติทางการเมือง หรือความผิดพลาดที่เกิดจากความ รเู๎ ทาํ ไมถํ งึ การณ์ หรอื เกิดจากสถานการณ์ทกี่ ดดัน เป็นต๎น การสร๎างวัฒนธรรมความเป็นพลเมืองอีกอยํางหนึ่งคือการสร๎างให๎พลเมืองมี “วัฒนธรรมทางความรู๎” เป็น การเสรมิ สร๎างให๎มีความร๎ู ให๎รูจ๎ ักใช๎วิจารณญาณ หรือทัศนะวิพากษ์ ความคิดเห็น และนโยบายของทุกฝุาย สามารถมี สํวนรํวมทางการเมืองอยํางฉลาดสร๎างสรรค์ ก็จะทาให๎สังคมไทยเป็นสังคมท่ีใช๎ความร๎ู และใช๎สติปัญญาในการ

แก๎ปัญหา แทนการใช๎อานาจเป็นหลักเป็นการเปลี่ยน “วิถีไทย” จาก “อานาจนิยม” เป็น “ความร๎ูนิยม” หรือ “ปัญญานยิ ม” ในปัจจุบันการนิยาม คาวํา“ความจริง ความดี ความงาม” ในสังคมไทยได๎แปรเปลี่ยนไปเพราะบริบททาง เศรษฐกจิ สังคมและวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ ทาให๎เกิดการ “คิดตําง” คือ คิดตําง บนฐานความเชื่ออีกแบบหน่ึง โดยไมํพยายามที่จะทาความเข๎าใจปรากฏการณ์ตํางๆ ที่ซับซ๎อนและรอบด๎าน น่ัน หมายถึง เปน็ การ “คิดในกรอบ” หรือ “มองมิตเิ ดยี ว” ความรเู๎ กี่ยวกับการเปล่ียนแปลงจะชํวยให๎พลเมืองไทยสามารถ ท่ีจะเขา๎ ใจ และมีทัศนะวิพากษ์ ตํอความคิด และตํอความเคล่ือนไหวในเร่ืองตําง ๆ มากยิ่งข้ึน วัฒนธรรมเดิมของไทย เรายงั มีทศั นะตํอความร๎ู คอื การทอํ งจา ประเด็นความรู๎ท่ีกลําวถึง คือ การเปล่ียนจารีตทางความร๎ูหรือวัฒนธรรมเดิม ของไทย เป็นวัฒนธรรมทางความร๎ูของพลเมืองในระบบประชาธิปไตย จะต๎องทาให๎การเรียนการสอนไมํเน๎นการ ทํองจาเน้ือหาวิชา แตํจะต๎องใช๎เน้ือหาวิชาเป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาวิธีคิดวิธีการสร๎างความร๎ู ตลอดจนวิธีการ ประยกุ ต์ใช๎ความรู๎ท่ีตระหนักวําคนสามารถมองเหน็ “ความจริง” ตํางกัน หรือมี “ความจริง” จากหลายมุมมอง ซ่ึงแตํ ละคนต๎องสามารถมองจากมุมมองของคนอื่นๆ หรือสามารถมองจากมุมมองของคนที่มีฐานคิดตํางกัน ไมํคิดวําเร่ือง หนึ่งๆ จะต๎องมีคาตอบถูกหรือผิดท่ีตายตัว แตํพร๎อมจะเปลี่ยนความคิดหรือมุมมองของตนเม่ือพบคาอธิบายใหมํท่ี ดีกวํา ความอดทน อดกลั้นในความแตกตา่ ง ความอดทน มาจากคาวํา ขันติ หมายถึง การรักษาปกติภาวะของตนไว๎ได๎ ไมํวําจะถูกกระทบกระท่ังด๎วยสิ่ง อันเป็นท่ีพึงปรารถนา หรือไมํพึงปรารถนาก็ตาม มีความมั่นคงหนักแนํนเหมือนแผํนดิน ซึ่งไมํหวั่นไหววําจะมีคนเท อะไรลงไปไมํวําจะเป็นของเสีย ของหอม ของสกปรกหรือของดีงามก็ตาม งานทุกช้ินในโลกไมํวําจะเป็นงานเล็กงาน ใหญํ ท่ีสาเร็จขึ้นมาได๎นอกจากจะอาศัยปัญญาเป็นตัวนาแล๎ว ล๎วนต๎องอาศัยคุณธรรมประการหน่ึงเป็นพ้ืนฐานจึง สาเรจ็ ได๎ คณุ ธรรมนั้นกค็ อื “ขันต”ิ อดกล้ันในความแตกตําง หมายถึง การยอมรับความแตกตํางของกันและกันวําเป็นสิ่งท่ีปกติของมนุษย์ ท้ัง ความแตกตํางในเร่ืองกายภาพและในเรื่องพฤติกรรม ความรู๎สึกนึกคิดการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น และตราบใดท่ี ความแตกตํางนั้นไมํทาความเดือดร๎อนเสียหายแกํผู๎ใด การไมํกลําวหาใครงําย ๆ โดยไมํคิดใครํครวญให๎รอบคอบ เสียกํอน ซ่ึงการอดกล้ันในความแตกตํางจะเกิดขึ้นได๎ก็ตํอเม่ือคนเรามีความเคารพซ่ึงกันและกัน อันนามาซึ่งการเห็น พ๎องต๎องกันท่ีจะไมํเห็นด๎วยกันได๎ และสามารถสร๎างเอกภาพในความแตกตํางของการอยํูรํวมกันในสังคมได๎ และ แนนํ อนวาํ ความอดทน อดกล้นั ของแตํละคนยํอมไมํเหมือนกัน ขีดจากัดของคนก็ตํางกัน การท่ีจะตัดสินวําคนน้ัน คน นี้ ไมมํ ีความอดทน อดกลน้ั จะต๎องพิจารณาองคป์ ระกอบหลายๆ ดา๎ นดว๎ ยกนั จากทก่ี ลาํ วข๎างตน๎ ในหลกั พนื้ ฐานความเปน็ พลเมอื ง ของการเคารพศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์จึงเป็นการเคารพ ในความเป็นคน ในความเป็นมนุษย์โดยไมํแบํงช้ันวรรณะ ไมํดูถูก ดูแคลนกัน ไมํถือยศ ถือศักด์ิ ถือชาติตระกูล ถือชน ชั้น และเคารพในความสามารถของกันและกัน เปิดโอกาสให๎แสดงความสามารถ แสดงความคิดเห็น ให๎การยกยํอง ชมเชย ยอมรับในความแตกตํางและพร๎อมท่ีจะอดทน อดกลั้น และถ๎าคนเราเคารพซึ่งกันและกันมากขึ้นเทําใด ก็จะ เกิดความเช่ือถือ ศรัทธา อันจะทาให๎เกิดความรักความปรารถนาดีตํอกัน เกิดความรํวมมือที่ดีตํอกันในสังคม เพื่อ สร๎างสรรคส์ ิ่งดๆี และรวํ มกนั แก๎ไขปัญหาตาํ งๆ ให๎สาเร็จลุลํวงไปได๎

หลกั การท่ี 2 การเคารพสทิ ธิ เสรภี าพ และกฎกตกิ าของสงั คมทีเ่ ปน็ ธรรมได๎แกํ การให๎ความสาคัญตํอสิทธิ เสรีภาพ กฎกตกิ า ของสังคมท่ีทุกคนมสี วํ นกาหนดข้นึ หลักการนม้ี อี งคป์ ระกอบยอํ ยดังนี้ 1. รู๎จกั สทิ ธิ และเสรีภาพของตนเอง โดยร๎ูวําตนเองเป็นเจา๎ ของอธิปไตยและเป็นสมาชกิ คนหน่งึ ของสังคม 2. เคารพและปกปอู งสิทธแิ ละเสรภี าพของตนเอง ของผอ๎ู ่นื และของชุมชน โดยไมํให๎ผ๎ูในลํวงละเมิดอันขัดตํอ กฎหมาย 3. เคารพกฎกติกาสังคม โดยกฎกติกานั้นต๎องตั้งอยูํบนความยุติธรรมและความชอบธรรม หากยังมีกฎกติกา ใดไมํยุติธรรมและไมํชอบธรรม ก็ยํอมสามารถปรับปรุง แก๎ไข หรือยกเลิกตามครรลองหรือเงื่อนไขที่กาหนดไว๎ใน กฎหมาย มใิ ชํใชว๎ ธิ ีการอืน่ ใดท่ไี มํถกู ตอ๎ งตามกฎหมาย 4. ยึดหลักนิตริ ัฐ (Rule of Law) โดยมีหลักการพ้ืนฐานในการคม๎ุ ครองสทิ ธิ เสรีภาพของพลเมือง มิให๎ถูกลํวง ละเมิดโดยบุคคล กลํมุ คน หรือรฐั สิทธิ เสรีภาพ คืออะไร สิทธิ (Rights)หมายถึง สิทธิเป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์ทุกคนตามธรรมชาติท่ีได๎เกิดมาเป็นมนุษย์ ซ่ึงไมํมีใครลํวง ละเมดิ ไดท๎ ุกคนท่ีเกดิ มามสี ิทธทิ จี่ ะมีชีวิตอยูํรอด และต๎องมีชีวิตอยํูอยํางสมเกียรติและมีศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์ ความ มอี ยํขู องสทิ ธติ ามธรรมชาติน้ี แม๎เมอ่ื ยงั ไมํมกี ฎหมายรองรบั สทิ ธกิ ย็ ังมีอยํู เสรภี าพ (Freedom)หมายถึง การท่ีมนุษย์สามารถทาอะไรก็ได๎ภายใต๎ของเขตของศีลธรรมอันดีงาม โดยไมํ เบียดเบยี นสงั คม หรือไมลํ ํวงล๎าสิทธขิ องบคุ คลอ่ืน หรือสิทธิของสํวนรวม เราจึงเห็นวํามีการใช๎คา 2 คานี้พร๎อมกัน คือ สิทธิและเสรีภาพ ในปฏิญญาสากลวําด๎วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (Universal Declaration of Human Rights) มักจะใช๎คาวําสิทธิเสรีภาพท่ีจะแสดงความคิดเห็นและแสดงออก หรือสิทธิและเสรีภาพในการเลือกคํูครอง และสร๎างครอบครบั เป็นต๎น สิทธิ เสรีภาพในความเปน็ พลเมอื ง เป็นสิทธิ เสรีภาพเก่ยี วกบั การที่สามารถเรียกร๎องความต๎องการข้ันพ้ืนฐาน จากรัฐในฐานะที่เป็นราษฎรของรัฐได๎ ซึ่งรัฐมีหน๎าที่ให๎การสนองตอบในรูปของบริการสาธารณะ ถือเป็นสิทธิท่ีจะร๎อง ของได๎ จะรบั เอาไดห๎ รอื เปน็ สิทธิท่ีติดตัวมา โดยเกิดขึ้นมาจากความเป็นพลเมืองหรือราษฎรของรัฐ โดยท่ีรัฐไมํอาจจะ ปฏเิ สธความรับผิดชอบหรือความชํวยเหลอื ด๎วยการเพกิ เฉยไมํกระทาการตอบสนองตามข๎อเรียกร๎องของประชาชน ซึ่ง สิทธแิ ละเสรีภาพท่รี ฐั มหี น๎าทใี่ นการใหค๎ วามค๎ุงครองได๎ เชํน - สิทธแิ ละเสรีภาพในการศกึ ษา - สิทธขิ องผ๎บู ริโภค - เสรภี าพในการชมุ นมุ - เสรภี าพในการรวมตวั เป็นหมคํู ณะ - สิทธกิ ารรับข๎อมลู ขาํ วสารจากรัฐ - เสรภี าพการจัดตง้ั พรรคการเมือง - สทิ ธิในการได๎รบั การบริการสาธารณสุข และสวัสดีการจากรัฐ - สิทธิในการฟูองหนํวยราชการ - สทิ ธิในการมสี ํวนรวํ มกับรัฐ - สิทธใิ นการคดั คา๎ นการเลอื กต้งั - สทิ ธใิ นการเขา๎ ชื่อเสนอกฎหมายและข๎อบญั ญตั ทิ ๎องถ่นิ

- สิทธิในการเข๎าชือ่ ถอดถอนผ๎ูดารงตาแหนงํ ทางการเมอื งท้งั ระดับชาติ และระดับทอ๎ งถ่ิน ทง้ั นี้ การใช๎สทิ ธิในการเข๎าชื่อเสนอกฎหมายนน้ั มขี อบเขตจากัดตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแหํงราชอาณาจักร ไทยพุทธศักราช 2550 เฉพาะกฎหมายเก่ียวกับสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยตามหมวด 3 และเก่ียวกับ แนวนโยบายพ้นื ฐานแหงํ รัฐตามหมวด 5 เทํานั้น จากทก่ี ลําวข๎างตน๎ สิทธิเปน็ สงิ่ ท่ีจะรอ๎ งขอได๎ หรือจะรับเอาได๎ หรือเป็นสิทธิที่ติดตัวมาโดยเกิดข้ึนมาจากความ เป็นพลเมืองของรัฐ ซึ่งการได๎รับความยุติธรรมจากการใช๎สิทธิสาคัญกวําการได๎รับประโยชน์จากสิทธิที่เทํากัน เชํน พลเมืองที่เป็นเด็กได๎รับสิทธิการศึกษาภาคบังคับฟรี แตํพลเมืองท่ีเป็นผ๎ูใหญํได๎รับสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง และ สมัครรับเลือกต้ัง ขณะที่พลเมืองท่ีด๎อยโอกาสจะได๎รับสิทธิการสงเคราะห์จากรัฐ ท้ังที่คนปกติท่ัวไปไมํได๎รับสิทธิ ดังกลาํ ว ดังน้ัน สิทธิเสรีภาพในความเป็นพลเมือง จึงเป็นสิทธิของพลเมืองที่ไมํจาเป็นวําทุกคนจะต๎องได๎รับประโยชน์ เทํากันหากแตเํ ปน็ สทิ ธิอะไรของใครกเ็ ป็นหน๎าทขี่ องรฐั ท่ีจะต๎องรับผิดชอบในการสนองตอบตํอการใช๎สิทธิน้ัน กลําวคือ พลเมอื งทีเ่ ป็นเดก็ ยํอมสามารถเรยี กร๎องการศกึ ษาฟรใี นภาคบังคบั จากรฐั ได๎ เชนํ เดียวกับผู๎ใหญํก็ยํอมสามารถเรียกร๎อง การใช๎สิทธิออกเสียงเลือกตั้งได๎ ดังน้ัน สิทธิเสรีภาพของพลเมืองจึงเป็นสิทธิที่สงวนไว๎ให๎ซ่ึงเป็นหน๎าที่ของรัฐท่ีจะต๎อง จดั หาใหป๎ ระชาชน ประชาธิปไตยคือการปกครองระบอบโดย “กติกา” ท่ีมาจากประชาชน ระบอบประชาธิปไตย ต๎องใช๎ “กติกา” การปกครองโดย “กติกา” คือการปกครองโดยกฎหมาย (The Rule of Law) หรอื ทีเ่ รยี กวํา “นิติรัฐ” ซึ่งหมายถึง รฐั ทมี่ กี ารปกครองดว๎ ยกฎหมาย และหลักแหํงกฎหมายท่ีเป็นธรรม หรือ รัฐทปี่ กครองโดยกติกา มิใชํปกครองโดยอาเภอใจ หรือใช๎กาลัง โดยทุกคนจะต๎องอยูํภายใต๎กฎหมาย และจะมีอานาจ กระทาการใดที่กระทบตอํ สิทธเิ สรภี าพประชาชนได๎ ตอํ เมือ่ มกี ฎหมายให๎อานาจไว๎เทําน้ัน และเน่ืองจากประชาธิปไตย คือ การปกครองโดยประชาชน กฎหมายที่ใช๎ในการปกครอง จึงต๎องมาจากประชาชน กฎหมายในระบอบ ประชาธิปไตยจึงมใิ ชคํ าสง่ั ของผ๎มู ีอานาจ หากเปน็ การตกลงกันของประชาชน วาํ จะอยํูรํวมกันโดยมีกติกาอยํางไร และ โดยเหตุท่ีมีประชาชนจานวนมากจนไมํสามารถจะไปออกกฎหมายด๎วยตนเองโดยตรงได๎ การออกกฎหมายจึงทาโดย ผํานผู๎แทน และนค่ี ืออานาจหนา๎ ทีข่ องสภาผูแ๎ ทนราษฎรที่ “ราษฎร” ได๎เลอื กเข๎าไปทาหนา๎ ทอี่ อกกฎหมายแทนตนเอง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีการแบํงอานาจออกเป็นอานาจนิติบัญญัติ (ตรากฎหมาย) อานาจ บรหิ าร (ใชก๎ ฎหมาย) และอานาจตุลาการ (ตีความกฎหมาย) เพ่ือให๎เกิดการตรวจสอบและถํวงดุลอานาจ (checks & balances) ไมํให๎ผ๎ูมีอานาจใช๎อานาจได๎ตามอาเภอใจ หากต๎องใช๎ภายใต๎กฎหมายหรือกติกาที่มาจากประชาชน ประเทศที่ปกครองด๎วยระบอบประชาธิปไตยจะต๎องนาหลักการทั้งหลายเหลํานี้มาบัญญัติไว๎ในรัฐธรรมนูญ การ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยรฐั ธรรมนญู จึงเป็น “กฎหมายสงู สดุ ในการปกครองประเทศ” หลักการที่ 3 รับผิดชอบตอ่ ตนเอง ผู้อื่น และสังคม เป็นการตระหนักถึงบทบาท หน๎าทแ่ี ละพันธกิจของความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย มีองค์ประกอบ ยํอยดังน้ี 1.ทาหน๎าทข่ี องตนเองในฐานะสมาชกิ ของสงั คม เชนํ การเสยี ภาษี การเกณฑท์ หาร เปน็ ต๎น 2.กาหนดทศิ ทางของสังคมรวํ มกนั เพ่ือนาไปสูํสังคมทเ่ี ป็นธรรมและสันตสิ ุข เชนํ การไปใช๎สิทธิเลือกต้ัง การมี สํวนรํวมในการประชาพจิ ารณ์ เปน็ ตน๎

3. ใช๎หลักการประชาธิปไตยในการแกป๎ ญั หาของสงั คม เชํน การมีสํวนรวํ มในการแก๎ปัญหาด๎วยเหตุและผลใน เวทสี าธารณะ เปน็ ต๎น 4. ยอมรับหลกั เสียงข๎างมากและเคารพสิทธิเสียงข๎างน๎อย เชํน การเคารพมติทป่ี ระชุม เปน็ ต๎น หนา้ ท่ีและความรับผดิ ชอบของประชาชนในระบอบประชาธปิ ไตย การอยูํรํวมกันในสังคมประชาธิปไตยนั้น นอกจากจะมีสิทธิเสรีภาพแล๎ว ส่ิงที่จะขาดไมํได๎อีกประการหนึ่งคือ หน๎าที่และความรับผิดชอบ ในสังคมประชาธิปไตยนอกจากได๎กาหนดในเรื่องของสิทธิเสรีภาพไว๎แล๎ว ยังได๎กาหนด หน๎าที่ของประชาชนไว๎อีกด๎วย การที่ต๎องกาหนดหน๎าที่ของประชาชนในสํวนท่ีเก่ียวข๎องกับรัฐไว๎เชํนนี้ก็เพ่ือให๎ ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยได๎เกิดความตระหนักวํา ภายใต๎การปกครองนี้ประชาชนจะต๎องเสียสละความรู๎ ความสามารถของตนเองเพ่ือประโยชน์ตํอสํวนรวมและความเจริญก๎าวหน๎าของการปกครองระบอบประชาธิปไตย รฐั ธรรมนูญแหํงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได๎กาหนดหน๎าที่สาคัญๆ อันจะเป็นประโยชน์แกํสํวนรวมของ ชนชาวไทยไว๎ในหลายๆ ด๎าน เชนํ กาหนดให๎บุคคลมีหน๎าท่ีรักษาไว๎ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมุขและยังมีหนา๎ ท่ีทีส่ าคญั อ่นื ๆ อาทิ 1. บุคคลมีหน๎าทีป่ ฏบิ ัตติ ามกฎหมาย 2. บคุ คลมหี น๎าทีไ่ ปใช๎สิทธิเลือกตงั้ 3. บุคคลมีหน๎าที่ปูองกันประเทศ รับราชการทหาร เสียภาษีอากร ชํวยเหลือราชการ รับการศึกษาอบรม พิทักษป์ กปูอง และสืบสานศิลปวฒั นธรรมของชาติ ภมู ิปญั ญาท๎องถิ่น อนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ๎ ม 4. บุคคลผู๎เป็นข๎าราชการ พนักงาน หรือลูกจ๎างของหนํวยราชการ หนํวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือ ของราชการสํวนท๎องถิ่น และเจ๎าหน๎าท่ีอ่ืนของรัฐ มีหน๎าท่ีดาเนินการให๎เป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ สวํ นรวม อานวยความสะดวกและให๎บริการแกปํ ระชาชน การปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะมีความเจริญก๎าวหน๎าไปมากน๎อยเพียงใดหรือไมํนั้น สํวนหน่ึงก็อยํูที่ ความรับผิดชอบของประชาชน ถ๎าพื้นฐานความรับผิดชอบของประชาชนสํวนใหญํยังไมํดีแล๎ว การปกครองระบอบ ประชาธิปไตยก็มักจะขาดเสถียรภาพตามไปด๎วย ในเร่ืองความรับผิดชอบน้ันสามารถจาแนกได๎ออกเป็น 2 สํวนคือ ความรับผดิ ชอบตอํ ตนเองและความรับผดิ ชอบตํอสังคม ความรบั ผิดชอบตอ่ ตนเอง หมายถงึ การรบั รฐ๎ู านะและบทบาทของตนที่เป็นสํวนหน่ึงของสังคมจะต๎องดารงตนให๎อยํูในฐานะท่ีชํวยเหลือ ตัวเองได๎ ร๎ูจักวําสิ่งใดถูก ส่ิงใดผิด ยอมรับผลการกระทาของตนเองท้ังท่ีเป็นผลดีและผลเสีย เพราะฉะนั้นบุคคลท่ีมี ความรับผิดชอบในตนเองยํอมจะไตรตํ รองดใู หร๎ อบคอบกํอนวําสิ่งทจี่ ะกํอใหเ๎ กิดผลดีเทาํ นั้น ความรับผิดชอบตอํ ตนเอง มีระดบั แตกตํางกนั ไป เชนํ เด็ก เยาวชนต๎องรบั ผิดชอบในเรื่องการศึกษาหาความรู๎ การชํวยเหลือครอบครัวเทําที่จะทาได๎ ท้ังนี้ รวมถึงความรับผิดชอบในการเอาใจใสํดูแลพํอ แมํ ปุู ยํา ตา ยาย หรือ เครือญาติตามแบบวัฒนธรรมไทย ในวัยหนํุมสาวยิ่งต๎องมีความรับผิดชอบตํอตนเองมากย่ิงขึ้นไปอีก เชํน การ ขวนขวายหางานทา การคิดพัฒนาวิชาชีพให๎เกิดความเจริญก๎าวหน๎า วัยสูงอายุ ต๎องมีความรับผิดชอบในการนา ประสบการณ์ชีวิตที่ตนเองผํานพบมาถํายทอดให๎กับเยาวชนรํุนหลังได๎ศึกษา หรือแม๎แตํการอบรมส่ังสอนให๎ลูกหลาน เครือญาตปิ ระพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี

ความรับผดิ ชอบตอ่ สงั คม หมายถึง ภาระหนา๎ ทข่ี องบคุ คลทีจ่ ะตอ๎ งเก่ยี วข๎อง และมีสํวนรํวมตํอสวัสดิภาพของสังคมที่ตนเองดารงอยูํ ซ่ึง เป็นเร่ืองท่ีเก่ียวข๎องกับหลายส่ิงหลายอยํางตั้งแตํสังคมขนาดเล็กๆ จนถึงสังคมขนาดใหญํ การกระทาของบุคคลใด บุคคลหน่ึงยํอมมีผลกระทบตํอสังคมไมํมากก็น๎อย บุคคลทุกคนจึงต๎องมีภาระหน๎าท่ีและความรับผิดชอบท่ีจะต๎อง ปฏิบัตติ อํ สงั คม ดงั ตอํ ไปน้ี 1. ความรับผิดชอบตํอหน๎าท่ีพลเมือง ได๎แกํ การปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคม การรักษาทรัพย์สินของ สังคม การชํวยเหลือผอู๎ ื่น และการใหค๎ วามรํวมมอื กบั ผ๎อู ื่น 2. ความรับผิดชอบตํอครอบครัว ได๎แกํ การเคารพเช่ือฟังผ๎ูปกครอง การชํวยเหลืองานบ๎านและการรักษา ช่อื เสยี งของครอบครวั 3. ความรับผิดชอบตํอโรงเรียน ได๎แกํ ความตั้งใจเรียน การเช่ือฟังครู – อาจารย์ การปฏิบัติตากฎของ โรงเรียนและการรกั ษาสมบตั ิของโรงเรียน 4. ความรับผิดชอบตํอเพื่อน ได๎แกํ การชํวยตักเตือนแนะนาเม่ือเพ่ือนกระทาผิด การชํวยเหลือเพื่อนอยําง เหมาะสม การใหอ๎ ภยั เมอื่ เพ่ือนทาผิด การไมํทะเลาะและเอาเปรียบเพอื่ น และการเคารพสิทธซิ งึ่ กันและกัน ท้ังนี้ ถ๎าหากประชาชนสํวนใหญํไมํเข๎าใจบทบาทหน๎าที่และความรับผิดชอบของตนเองแล๎ว การพัฒนา ประชาธิปไตยก็จะไมํเกิดขึ้น ด๎วยเหตุนี้ประเทศใดก็ตามที่ต๎องการให๎การปกครองระบอบประชาธิปไตยมีความเป็น ปึกแผํนมั่นคงแล๎วประเทศนั้นจะต๎องเรํงจัดการศึกษาให๎กับประชาชนอยํางทั่วถึง ซ่ึงประชาธิปไตยจะเจริญก๎าวหน๎า ตํอไปได๎นั้น ประชาชนจะต๎องพัฒนาส่ิงเหลําน้ีด๎วย คือ การพัฒนาตนเอง การมีวินัยในตนเอง การเสียสละเพื่อ ประโยชน์สวํ นรวม และการใช๎สตปิ ญั ญาและเหตผุ ล การพัฒนาตนเอง ประชาธิปไตยจะพัฒนาก๎าวหน๎าไปได๎มากน๎อยเพียงใดน้ัน ปัจจัยสาคัญอยูํที่การพัฒนา ตนเองของประชาชนเป็นหลัก การพัฒนาตนเองของประชาชน หมายถึง การพัฒนาในหลายๆ ด๎าน แตํการพัฒนา เบ้ืองต๎นที่สาคัญที่สุดก็คือ การพัฒนาตนเองทางด๎านการศึกษา คนที่มีการศึกษานั้นจะเป็นคนที่มีระบบและระเบียบ ทางความคิดอยํางเป็นเหตุเป็นผล เม่ือพบกับปัญหาใดปัญหาหนึ่งที่จะต๎องตัดสินใจก็จะใช๎ความร๎ูที่ส่ังสมมาน้ัน ไตรตํ รองเพ่อื การตัดสนิ ใจได๎อยํางมหี ลักมีเกณฑ์ การปกครองระบอบประชาธิปไตย มีความจาเป็นที่จะต๎องอาศัยคนท่ี มีความร๎ูมากเป็นพิเศษ ท้ังนี้เพราะความรู๎ของคนจะชํวยให๎การวิเคราะห์ส่ิงท่ีปรากฏขึ้นในสังคมเป็นไปอยํางถูกต๎อง มากขน้ึ และมคี วามเป็นตัวของตัวเองสงู ทจี่ ะตดั สนิ ใจส่งิ ใดได๎ด๎วยความเชอื่ ม่ันโดยไมํต๎องมีใครมาโนม๎ นา๎ ว การมวี ินยั ในตนเอง สังคมประชาธิปไตยเป็นสังคมของการอยูํรํวมกันโดยอาศัยกฎเกณฑ์ท่ีประชาชนชํวยกัน เสนอแนวคิด โดยผํานผ๎ูแทนท่ีตนเลือกเข๎าไปทาหน๎าท่ีแทน แล๎วนากฎเกณฑ์นั้นประกาศให๎ทุกคนรับร๎ูรํวมกันวํา จะตอ๎ งปฏิบตั ิรํวมกันอยํางไร การที่ประชาชนยอมรับและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ดังกลําวจนกํอให๎เกิดความเป็นระเบียบ เรียบรอ๎ ยขน้ึ ในสังคมประชาธิปไตย ลักษณะเชํนน้ีเรียกไดว๎ าํ ประชาชนในสงั คมน้นั เปน็ ผท๎ู มี่ ีระเบยี บวนิ ัย วินัยในตนเอง หมายถึง การที่บุคคลใดบุคคลหน่ึงเลือกข๎อประพฤติปฏิบัติสาหรับตนโดยสมัครใจ ไมํมีใคร บังคับหรือถูกควบคุมจากอานาจใดๆ ข๎อประพฤติปฏิบัติน้ีต๎องไมํขัดกับความสงบสุขของสังคม วินัยในตนเองเกิดจาก ความสมคั รใจของบคุ คลท่ีผาํ นการเรยี นร๎อู บรม และเลอื กสรรไวเ๎ ปน็ หลกั ปฏบิ ัติประจาตน การเสียสละเพ่ือประโยชน์ส่วนรวม คนที่อยํูรํวมกันเพื่อความสงบสุข ควรจะมีคุณธรรมคือ ความเสียสละ นั่นหมายถึงการเสียสละความสุขสํวนตัวเพื่อสํวนรวม เพราะถ๎าตํางคนตํางเห็นแกํตัว ไมํเห็นแกํคนอื่นแล๎ว สํวนรวมก็ จะเดอื ดรอ๎ นเมื่อสวํ นรวมเกิดความเดอื ดร๎อนเสียแล๎ว ความสขุ ความสงบจะเกิดข้ึนไดอ๎ ยํางไร

ความเสียสละเป็นคุณธรรมข้ันพ้ืนฐานของผู๎ท่ีอยูํรํวมกันในสังคม ทุกคนในสังคมต๎องมีน๎าใจเอ้ือเฟ้ือ เสียสละ แบํงปันให๎แกํกัน ไมํมีจิตใจคับแคบ เห็นแกํตัว ความเสียสละจึงเป็นคุณธรรมเครื่องผูกมิตรไมตรี ยึดเหนี่ยวจิตใจไว๎ เปน็ เครอ่ื งมือสร๎างลักษณะนิสยั ให๎เปน็ คนทีเ่ หน็ แกปํ ระโยชน์สขุ สํวนรวมมากกวําประโยชน์สขุ สวํ นตัว การเสียสละเป็นกิจกรรมสาคัญอยํางหน่ึงในสังคม เริ่มต้ังแตํครอบครัวท่ีเป็นหนํวยเล็ก ๆ ของสังคม ต๎อง เสียสละความสุขสํวนตัว เสียสละทรัพย์สินที่หามาได๎ด๎วยความเหน่ือยยากลาบากให๎แกํกัน ทั้งในยามปกติและคราว จาเป็น ดังทเี่ หน็ ไดจ๎ ากการเสียสละ บรจิ าคทรัพย์ สิ่งของเพ่ือชวํ ยเหลอื กนั มักจะมกี ารรบั บรจิ าคเพ่ือนาเงินหรือส่ิงของ ไปชํวยเหลือผู๎ท่ีได๎รับความเสียหายอันเกิดจากภัยพิบัติตําง ๆ เชํน อุทกภัย วาตภัย เป็นต๎น หรือไมํก็มีการรับบริจาค สิ่งของเพื่อนาไปสร๎างเป็นสาธารณะประโยชน์ให๎แกํสังคมสํวนรวม บุคคลผู๎มีน๎าใจเสียสละมีจิตใ จโอบอ๎อมอารี เอ้ือเฟ้ือเผ่ือแผํทุกคนในสังคม ชํวยเหลือเทําท่ีเห็นวําสมควรจะชํวยเหลือได๎ เห็นใครควรแกํการชํวยเหลือก็ชํวยเหลือ ตามกาลังมากบ๎างน๎อยบ๎าง หรือบางครั้งก็ชํวยเหลือด๎วยกาลังกาย กาลังทรัพย์ ซ่ึงบางคร้ังก็ด๎วยกาลังสติปัญญา โดย ทกุ ๆ ครงั้ ทชี่ ํวยเหลือมงํุ จะปลดเปลือ้ งความทุกข์ของผ๎ูอ่ืนด๎วยความเต็มใจ ผู๎ที่ฝึกฝนมาดีในเร่ืองของการเสียสละ ยํอม สละไดโ๎ ดยงําย ไมตํ อ๎ งฝืนใจ สามารถท่ีจะทาได๎อยํางสม่าเสมอ ความเอ้ือเฟ้ือเผ่ือแผํและการเสียสละท่ีเหมาะสม ยํอม ใหผ๎ ลทด่ี เี สมอ กํอให๎เกดิ ความชืน่ ชมยินดีตอํ กนั ไมํวาํ จะเป็นผู๎ให๎หรือผ๎ูรับ คนที่มีน๎าใจเสียสละคิดจะเฉล่ียแบํงปันลาภ ผลและความสุขของแกํผ๎ูอ่ืน อยูํเสมอนั้น ใครๆ ก็อยากคบหาสมาคมด๎วย ดังน้ัน ผ๎ูท่ีมองการณ์ไกลควรพยายาม เสียสละแบํงปันวันละนิด เป็นการสร๎างนิสัย อุปนิสัยและอัธยาศัยท่ีดีให๎แกํตนเอง ซึ่งอุปกนิสัยนี้จะคํอยๆ ฝังลึกลงใน จิตใจ กลายเป็นอปุ นิสยั ท่มี ั่นคงทาลายไดโ๎ ดยยาก สาหรับประชาชนในฐานะเป็นเจ๎าของประเทศ ที่มีหน๎าที่ต๎องเสียสละ รัฐได๎กาหนดให๎ประชาชนมีหน๎าที่เสีย ภาษีให๎กับรัฐด๎วยเหตุที่ประชาชนท่ีมีฐานะทางเศรษฐกิจดีจึงต๎องเสียภาษีให๎กับรัฐด๎วยจานวนเงินมากน๎อยตามที่รัฐ กาหนด ซึ่งบางคนอาจจะเสียภาษีด๎วยจานวนเงินที่มาก บางคนอาจจะเสียภาษีเพียงเล็กน๎อย หรือบางคนท่ีมีรายได๎ น๎อยอาจจะไมํต๎องเสียภาษีแตํอยํางใด การเสียภาษีนับเป็นการเสียสละอยํางหน่ึงของประชาชนภายใต๎การปกครอง ระบอบประชาธิปไตย เงินภาษีดังกลําวจะเป็นเงินท่ีรัฐนาไปพัฒนาประเทศ เชํน สร๎างถนน จัดให๎มีน๎าประปา ไฟฟูา โรงพยาบาล ปรับปรุงสภาพแวดล๎อม เป็นต๎น ซึ่งส่ิงเหลําน้ีจะเป็นประโยชน์ตํอสังคมโดยสํวนรวม การเสียสละเพ่ือ ประโยชน์สํวนรวมเชนํ นี้ บางคนตอ๎ งเสยี สละมาก บางคนเสยี สละนอ๎ ย ตามกฎเกณฑท์ ่ไี ดก๎ าหนดไวใ๎ นสังคม การใชส้ ติปัญญาและเหตุผล การปกครองในระบอบประชาธิปไตย จาเป็นจะต๎องอาศัยความรู๎ความสามารถ ของประชาชนในการชํวยเหลือเกื้อกูลกัน เพ่ือให๎เกิดการพัฒนาเจริญมากยิ่งข้ึนไป ซึ่งการปกครองในระบบ ประชาธปิ ไตยจะเจรญิ หรอื เสื่อมถอยข้ึนอยกํู บั สตปิ ัญญาและการใชเ๎ หตผุ ลของประชาชนเปน็ สาคัญ โดยทั่วไปแล๎ว คา วํา“สติ” กับ “ปัญญา” นัน้ มักจะนาไปพดู ในความหมายที่รวมกนั เปน็ “สติปญั ญา” “สติ”ทีเ่ ราพูดกันโดยทวั่ ไป หมายถงึ การระลึกได๎ การไมํพลั้งเผลอ “ปัญญา”หมายถึง ความรอบรู๎ ปัจจุบันคาวํา“ปัญญา” ยังหมายถึง การรู๎เหตุรู๎ผล รู๎ดีร๎ูชั่ว ร๎ูถูกร๎ูผิด ร๎ูถึงการ ควรไมคํ วร รู๎คุณรูโ๎ ทษ รพ๎ู นิ ิจพิจารณา รู๎จกั การวนิ จิ ฉยั รจู๎ กั การจาแนกแยกแยะ เป็นตน๎ การท่ีสังคมเกิดปัญหาความวุํนวายในทุกวันน้ี สาเหตุหนึ่งก็เพราะมนุษย์ขาดสิตย้ังคิด ทาให๎เกิดความ พล้ังเผลอไปสรา๎ งความเดือดรอ๎ นให๎กับผอู๎ นื่ เอารัดเอาเปรียบผอู๎ น่ื จนเกดิ ความวุนํ วาย นอกจากสติแล๎ว สังคมของการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยยังต๎องการปัญญาของประชาชนในสังคมมาชํวยกันสร๎างสรรค์ประชาธิปไตยอีกด๎วย ปญั ญาเปน็ สงิ่ จาเปน็ สาหรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นอยํางย่งิ เพราะปัญญาของมนุษย์จะทาให๎เกิดการ พัฒนาสง่ิ ตํางๆ ให๎เจริญกา๎ วหนา๎ มากมาย มีการคิดคน๎ ระบอบการปกครองและใช๎ปญั ญาคํอยปรับเปลี่ยนคํอยพัฒนาให๎

ระบอบการปกครองเหมาะสมตามยุคตามสมัยมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากใช๎สติปัญญาแล๎ว ยังจะต๎องใช๎เหตุผลเข๎ามา ชวํ ยในการตัดสินใจในเรอ่ื งท่จี ะนามาใช๎เปน็ หลักเกณฑ์กาหนดให๎ทุกคนอยูรํ วํ มกนั อยาํ งมคี วามสุข เหตผุ ล เปน็ เรอ่ื งทมี่ ีความสาคญั ไมํน๎อยไปกวําเรื่องสติ ปัญญา ทั้งสติ ปญั ญาและเหตผุ ล ตาํ งกเ็ ป็นองค์ประกอบของ กนั และกัน นน่ั คือ เมื่อร๎จู ักใช๎สติ แตถํ า๎ ขาดปัญญาแล๎วสติเพียงอยํางเดยี วก็ไมํสามารถสร๎างความเจรญิ ให๎กบั สังคมได๎ ในขณะเดยี วกันถ๎ามีแตปํ ัญญาแตขํ าดสติ มนุษย์ก็อาจจะใช๎ปญั ญาไปในทางท่ีเอารดั เอาเปรยี บหรอื สรา๎ งความ เดอื ดรอ๎ นแกสํ งั คมได๎ หรอื ถา๎ มที งั้ สติและปญั ญา แตํไมรํ ูจ๎ ักการไตรํตรองด๎วยเหตดุ ๎วยผลแลว๎ สตกิ บั ปญั ญาก็อาจจะทา ให๎เกดิ การตัดสนิ ใจในเรื่องตํางๆ ไมํวาํ จะเป็นเร่อื งชีวิต สงั คม การเมือง หรือเร่ืองอื่นๆ เกิดความผิดพลาดได๎เชํนกนั

ใบงาน เรอื่ ง หนา้ ทีพ่ ลเมือง เรอ่ื ง ความรู๎เบ้ืองต๎นเก่ยี วกบั กฎหมาย …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. เรือ่ ง กฎหมายทีเ่ กย่ี วข๎องกับตนเองและครอบครัว …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. เรือ่ ง กฎหมายท่ีเกี่ยวข๎องกบั ชุมชน …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. เร่อื ง กฎหมายอืน่ ๆ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. เรื่อง การปฏิบตั ิตนตามกฎหมายและการรกั ษาสิทธิ เสรภี าพ ของคนในกรอบของกฎหมาย …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวิชาช่องทางการเขา้ สอู่ าชพี ครงั้ ท่ี 12 การจัดทาหน่วยเรียนรู้บรู ณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 กศน.ตาบลศรีโคตร ระดบั ประถมศึกษา ๑. สัปดาหท์ ่ี 12 วนั ที่ 2 เดือน มิถนุ ายน พ.ศ. 2565 เวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐น. ๒. วิชา ช่องทางการเขา้ สู่อาชพี รหัสวชิ า อช1๑๐๐๑ จานวน 2 หนํวยกิต 3. มาตรฐานที่ ๓.๑ มีความรู๎ ความเขา๎ ใจและเจตคตทิ ี่ดใี นงานอาชพี มองเห็นชํองทางและตดั สนิ ใจประกอบ อาชีพได๎ตามความต๎องการและศักยภาพของตนเอง 4. หน่วยการเรยี นร/ู้ เรือ่ งชอ่ งทางการประกอบอาชีพ 5. สาระสาคัญ อาชพี ต่าง ๆทอี่ ยู่ในท้องถิน่ ประเทศ ภูมิภาค มีมากมายหลายอาชีพ แต่ละอาชีพต้องใช้ความรคู้ วามสามารถ ทกั ษะต่างกัน 6. เนือ้ หา ๑. ความสาคัญและความจาเป็นในการมองเหน็ ช่องทางการประกอบอาชีพ ๒. ความเป็นไปได้ในการเขา้ สู่อาชีพในชมุ ชน ๓. การลาดบั อาชพี และเหตผุ ล 7. จุดประสงค์การเรียนรู้/ผลการเรียนรทู้ ีค่ าดหวงั (ดูจากผงั การออกข๎อสอบ) เมือ่ ศึกษาจบแล้ว ผเู้ รยี นสามารถ ๑. อธบิ ายความสาคญั และความจาเปน็ ในการมองเหน็ ชอ่ งทางการประกอบอาชพี ๒. ศกึ ษาอาชีพในชุมชน เพื่อวเิ คราะห์ ความเปน็ ไปได้ ๓. การลาดบั อาชพี โดยพจิ ารณา ความเป็นไปได้ 8. การบูรณาการกบั หลกั แนวคดิ ของเศรษฐกจิ พอเพียง (2 เงอื่ นไข 3 หลักการ การเชือ่ มโยงสู่ 4 มติ ิ) ความรู้ - นักศกึ ษามคี วามรเู๎ ร่ือง ชอ่ งทางการประกอบอาชีพ - รจู้ ักวธิ ใี นการเลอื กประกอบอาชีพ คณุ ธรรม - ซอื่ สตั ย์ สุจริต อดทน มคี วามเพียร ใช้สตปิ ัญญาในการประกอบอาชีพ พอประมาณ - ความพอประมาณในการเลือกชอ่ งทางประกอบอาชพี ให้เหมาะสมกับทนุ ทรัพย์ แรงงาน วิชาชีพ อายุ เวลา ความชอบและความสนใจ มีเหตุผล -ความมีเหตผุ ลในการวางเปา้ หมายของชีวิตในการประกอบอาชีพ มภี ูมคิ มุ้ กนั - มีงานทา มรี ายได้ มเี งินออม สามารถใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สงู สดุ

วตั ถุ - มที ักษะในการเลือกชอํ งทางการประกอบอาชพี ได๎อยํางเหมาะสม สงั คม - มีการอยํรู วํ มกนั ในชมุ ชน และทางานรวํ มกับผู๎อืน่ ไดอ๎ ยํางมคี วามสุข - สามารถนาความรู๎เรื่องชอํ งทางการประกอบอาชพี ไปใช๎ในการดาเนนิ ชวี ิต สงิ่ แวดล้อม - ประกอบอาชีพที่สุจรติ ไมเํ บียดเบยี นผูอ๎ ่นื ทาให๎ชุมชนนําอยูํ วฒั นธรรม - การอยํรู ํวมกนั ในสังคม ไมเํ บียดเบยี นผูอ๎ ืน่ 9. กระบวนการจัดการเรยี นรูแ้ ละกจิ กรรมการเรยี นรู้ ขัน้ ที่ ๑ กาหนดสภาพปญั หาการเรยี นรู้ (O : Orientation) ๑. ครูอธบิ ายความสาคัญและความจาเปน็ ในการประกอบอาชีพ ในการทางานอาชพี ของตนเองได้ ๒. ให้นักศึกษาทาแบบทดสอบก่อนเรียน ขัน้ ที่ ๒ แสวงหาขอ้ มูลและจัดการเรียนรู้ (N : New ways of learning) ๑.ครู อธบิ ายความสาคญั และความจาเป็นในการมองเห็นชอ่ งทางการประกอบอาชพี ศกึ ษาอาชีพใน ชุมชน เพอ่ื วเิ คราะห์ ความเป็นไปได้ การลาดับอาชพี โดยพิจารณา ความเปน็ ไปได้ ๒.ทาแบบทดสอบหลงั การพบกล่มุ ข้ันที่ ๓ การปฏบิ ตั ิและการนาไปใช้ (I : Implementation) ครูสรุปความสาคญั และความจาเปน็ ในการประกอบอาชีพ ลกั ษณะช่องทางการประกอบอาชีพ และ อาชีพในชมุ ชน สงั คม ประเทศ ข้นั ท่ี ๔ การประเมินผลการเรียนรู้ (E : Evaluation) ผูเ๎ รียนสามารถนาความร๎ู และประสบการณ์ในการประกอบอาชีพท่ผี ๎เู รยี นสนใจมาประยุกตใ์ ชไ๎ ด๎ ใหน้ ักศึกษาทาใบงาน ชอ่ งทางการประกอบอาชีพ 10. สื่อ/แหล่งเรียนรู้ - หนงั สือแบบเรียน -ใบความรู๎ - ใบงาน - ส่ืออินเตอรเ์ น็ต ๑1. การวัดและประเมนิ ผล 11.1 วธิ ีการวัดและประเมนิ ผล - แบบประเมินผลการสังเกตพฤติกรรมการทางานรวํ มกบั ผู๎อืน่ ของนกั ศึกษารายบคุ คล - ใบงาน 11.2 เคร่ืองมอื วดั และประเมินผล. - ประเมนิ ผลการสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรํวมกับผู๎อื่น ของนกั ศึกษารายบุคคล - ผลจากการตรวจใบงาน

11.3 เกณฑ์การวัดและการประเมนิ ผล - แบบประเมนิ ผลการสังเกตพฤติกรรมการทางานรํวมกับผ๎อู ืน่ ของนักศึกษารายบคุ คล ระดับดี พอใช๎ และควรปรับปรงุ - ใบงานคะแนนเต็ม 10 คะแนน กจิ กรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชอื่ ………………………………………ครูผ๎ูสอน (นางสาวจนั ทรท์ พิ ย์ ศรลี ยั ) ครู กศน.ตาบล ข้อเสนอแนะของผู้บริหาร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ลงชอื่ ……………………………………………ผู๎อนุมตั ิแผน (นางปทั มาภรณ์ ศรีเนตร) ผู๎อานวยการ กศน.อาเภอจตรุ พักตรพมิ าน

บนั ทึกหลังการจดั การเรียนรู้ การจดั ทาหน่วยเรียนรู้บรู ณาการหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง กศน.ตาบลหัวช้าง ครัง้ ท่ี 12 วันที่ 2 เดอื น สงิ หาคม พ.ศ. 2565 ครผู ส๎ู อน นางสาวจันทร์ทพิ ย์ ศรีลยั ระดับ ประถมศึกษา เวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐ น. สาระการประกอบอาชพี รายวิชาชอํ งทางการเขา๎ สอํู าชีพ รหัสวิชา อช1๑๐๐๑ จานวนผเู๎ รยี นท้ังหมด ............... คนเขา๎ เรียน…………………คน ไมํเขา๎ เรียน……………………….คน ๑. ผลการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้การประเมินโดยใช๎ แบบทดสอบกํอนเรยี น - หลังเรยี น พบวํา คะแนนการทดสอบหลงั เรียน มากกวํากอํ นเรยี นจานวน ........ คนคิดเป็นรอ๎ ยละ............ คะแนนการทดสอบหลังเรยี น นอ๎ ยกวาํ กํอนเรียนจานวน ......... คนคดิ เปน็ รอ๎ ยละ............ ๒. เนอื้ หา/สาระ .......................................................................................................................................... ............... ................................................................................................................... ...................................... ............................................................................................................................. ............................ ๓. กจิ กรรมการเรยี นการสอน ......................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................... ............................................................................................................................. ......... ๔. ปญั หา/อปุ สรรค การเรยี นการสอน ......................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................ .................................................................................................................................. ....................... ๕. แนวทางการแก้ปญั หา ......................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................ ลงช่ือ....................................................... (นางสาวจนั ทร์ทพิ ย์ ศรีลยั ) ครผู ๎สู อน วันที.่ ............../.................../............... ความคดิ เหน็ /ขอ้ เสนอแนะของผู้บริหาร ............................................................................................................................. ............................................................ .......................................................................................................................................... ......... ลงชอ่ื .................................................................. (นางปัทมาภรณ์ ศรเี นตร) ผ๎ูอานวยการ กศน.อาเภอจตรุ พักตรพิมาน

ใบความรู้ เรื่อง ความสาคญั และความจาเป็นในการประกอบอาชีพ อาชีพ หมายถงึ การทากิจกรรม การทางาน การประกอบการทีไ่ มํเป็นโทษแกสํ งั คม และมีรายไดต๎ อบแทน โดย อาศัยแรงงาน ความรู๎ ทักษะ อปุ กรณ์ เครอื่ งมอื วิธกี าร แตกตํางกันไป กลํมุ อาชีพตามลักษณะการประกอบอาชีพ มี ๒ลกั ษณะ คือ อาชีพอสิ ระ และอาชีพรบั จ๎าง ๑. อาชพี อิสระ หมายถึง อาชีพทกุ ประเภทที่ผู๎ประกอบการดาเนินการด๎วยตนเอง แตํเพยี งผเู๎ ดียวหรอื เป็นกลุมํ อาชีพอิสระเปน็ อาชีพท่ีไมํต๎องใช๎คนจานวนมาก แตหํ ากมีความจาเป็นอาจมีการจ๎างคนอื่นมาชํวยงานได๎ เจ๎าของ กิจการเปน็ ผู๎ลงทุน และจาหนํายเอง คิดและตดั สินใจด๎วยตนเองทุกเร่อื ง ซึ่งชวํ ยให๎การพัฒนางานอาชีพ เป็นไปอยาํ ง รวดเร็วทนั ตอํ เหตกุ ารณ์ การประกอบอาชีพอิสระ เชํน ขายอาหาร ขายของชา ซํอมรถจักรยานยนต์ ฯลฯ ในการ ประกอบอาชีพอิสระ ผูป๎ ระกอบการจะต๎องมีความร๎ู ความสามารถในเร่ือง การบรหิ าร การจดั การ เชํน การตลาด ทาเล ทตี่ ั้ง เงินทุน การตรวจสอบ และประเมินผล เปน็ ตน๎ นอกจากนี้ยังตอ๎ งมคี วามอดทนตํองานหนัก ไมถํ ๎อถอยตอํ ปัญหาอุปสรรคที่เกดิ ข้ึน มคี วามคดิ รเิ รม่ิ สรา๎ งสรรค์ และมองเห็นภาพการดาเนินงาน ของตนเองได๎ทะลุปรุโปรงํ ๒. อาชีพรบั จา้ ง หมายถึง อาชพี ทีม่ ผี อ๎ู น่ื เป็นเจ๎าของกจิ การ โดยตวั เองเปน็ ผ๎ูรบั จา๎ ง ทางานให๎ และได๎รบั คําตอบแทน เปน็ คาํ จ๎าง หรือเงินเดือน อาชีพรบั จา๎ งประกอบด๎วย บคุ คล ๒ฝาุ ย ซ่ึงได๎ตกลงวาํ จา๎ งกนั บคุ คลฝุายแรก เรยี กวาํ \"นายจ๎าง\" หรือผูว๎ ําจ๎าง บุคคลฝุายหลงั เรียกวํา \"ลูกจ๎าง\" หรือผู๎รับจ๎าง มีคําตอบแทนที่ผวู๎ ําจ๎างจะตอ๎ งจาํ ย ให๎แกํ ผู๎รบั จา๎ งเรียกวํา \"คําจา๎ ง\" การประกอบอาชพี รบั จ๎าง โดยทั่วไปมลี ักษณะ เปน็ การรับจ๎างทางานในสถาน ประกอบการหรือโรงงาน เปน็ การรับจ๎างในลกั ษณะการขายแรงงาน โดยได๎รบั คําตอบ แทนเปน็ เงินเดือน หรือ คาํ ตอบแทนท่ีคดิ ตามชิน้ งานท่ีทาได๎ อตั ราคําจ๎างข้นึ อยูกํ บั การกาหนด ของเจ๎าของสถานประกอบการ หรือนายจา๎ ง การทางานผร๎ู บั จา๎ งจะทาอยภํู ายในโรงงาน ตามเวลาท่นี ายจา๎ งกาหนด การประกอบอาชีพรับจ๎างในลกั ษณะนม้ี ีข๎อดี คอื ไมตํ อ๎ งเสี่ยง กบั การลงทนุ เพราะลูกจ๎างจะใช๎เครอ่ื งมอื อปุ กรณ์ทน่ี ายจ๎างจัดไว๎ให๎ทางานตามทน่ี ายจา๎ ง กาหนด แตมํ ีข๎อเสยี คือ มักจะเปน็ งานท่ที าซ้า ๆ เหมือนกนั ทกุ วัน และต๎องปฏบิ ตั ติ ามกฎ ระเบียบของนายจ๎าง ในการ ประกอบอาชีพรบั จ๎างนนั้ มีปัจจยั หลายอยํางท่เี อื้ออานวยให๎ผป๎ู ระกอบอาชีพ รับจา๎ งมคี วามเจริญกา๎ วหนา๎ ได๎ เชนํ ความร๎ู ความชานาญในงาน มีนสิ ัยการทางานทด่ี ี มีความกระตือรือรน๎ มานะ อดทน ในการทางาน ยอมรับกฎเกณฑ์ และเช่อื ฟงั คาสงั่ มคี วามซื่อสัตย์ สจุ ริต ความขยันหม่นั เพียร รับผดิ ชอบ มีมนุษย์สัมพนั ธท์ ี่ดี รวมท้งั สขุ ภาพอนามยั ท่ี ดี อาชพี ตําง ๆ ในโลกมีมากมาย หลากหลายอาชพี ซ่ึงบุคคลสามารถจะเลือกประกอบ อาชีพได๎ตามความถนดั ความ ตอ๎ งการ ความชอบ และความสนใจ ไมวํ ําจะเปน็ อาชีพ ประเภทใด จะเปน็ อาชีพอิสระ หรืออาชีพรบั จา๎ ง ถ๎าหากเปน็ อาชพี ทส่ี ุจริตยํอมจะทาให๎ เกิดรายไดม๎ าสํตู นเอง และครอบครัว ถ๎าบุคคลผน๎ู ้ันมีความมุํงมัน่ ขยัน อดทน ตลอดจน มี ความรู๎ ขอ๎ มลู เก่ียวกบั อาชีพตําง ๆ จะทาให๎มองเห็นโอกาสในการเขา๎ สูํอาชีพ และพฒั นา อาชพี ใหมํ ๆ ให๎เกดิ ขนึ้ อยูํ เสมอ ความหมายและความสาคัญของการประกอบอาชีพ การประกอบอาชีพเปน็ ทม่ี าของรายได๎ เพือ่ นาไปใชจ๎ าํ ยในการดารงชวี ติ ซง่ึ จาเปน็ ต๎องอาศยั ปัจจยั ส่ี ไดแ๎ กํ อาหาร ที่อยํูอาศัย เครอ่ื งนํงุ หํม และยารกั ษาโรค ในอดตี สิ่งของตํางๆเหลาํ นีเ้ ปน็ หน๎าท่ีของพํอแมํ เปน็ ผจ๎ู ัดหาให๎แกํสมาชิก ดว๎ ยการผลิตขนึ้ ใชเ๎ องในครอบครวั โดยไมํจาเปน็ ต๎องใชเ๎ งนิ ซื้อหา ปัจจบุ ันการดารงชีวิตใน สังคมได๎เปล่ยี นแปลงไป ประชาชนมีการศกึ ษามกขึน้ ความรู๎ทไี่ ดร๎ บั จะเปน็ พื้นฐานในการประกอบอาชีพ เพื่อใหม๎ ี รายไดม๎ าซ้ือปัจจยั สแ่ี ละสิง่ ของอ่ืนๆในการดารงชวี ติ และสร๎างมาตรฐานที่ดีให๎แกํตนเอง ครอบครวั และสังคม อาชีพ มีอยูํมากมาย ควรพิจารณาเลอื กประกอบอาชีพทีม่ ีความถนัดและความสนใจ สุจริต มีความม่ันคงในชวี ิตและมี รายได๎เพยี งพอความจาเปน็ ของการประกอบอาชพี มีดงั น้ี

๑. เพ่อื ตนเอง เปน็ การประกอบอาชพี เพื่อให๎ไดเ๎ งินหรือรายไดม๎ าจับจํายใช๎สอยสาหรบั การดาเนินชวี ติ และตอบสนอง ความต๎องการของตนเอง เชนํ ซ้ือเครอ่ื งซักผา๎ เครอ่ื งตัดหญ๎า เตาไมโครเวฟ รถยนต์ ฯลฯ ซ้อื ส่ิงสรา๎ งความบันเทงิ และการพักผํอน เชนํ วิทยุ โทรทัศน์ วดี ทิ ัศนต์ ลอดจนซื้อสนิ ค๎า ฟุมเฟือย เชํน เคร่ืองประดบั ราคาแพง น้าหอม เครือ่ งสาอาง เปน็ ตน๎ ๒. เพีอ่ ครอบครัว ครอบครวั เปน็ หนวํ ยสังคมท่ีเลก็ ท่สี ดุ สมาชิกของครอบครัวประกอบดว๎ ย พํอ แมํ ลกู ซง่ึ มภี าระหน๎าที่ที่ จะต๎องปฏบิ ตั ิตอํ กนั เชนํ พํอแมํมหี น๎าทเี่ ล้ียงดลู ูกและให๎การศึกษา เพือ่ ประกอบอาชีพในอนาคต ลกู มีหน๎าทศ่ี ึกษา เลาํ เรียนจนสาเร็จการศกึ ษา แล๎วแสวงหาอาชีพ เพ่ือหารายไดม๎ าเลี้ยงดูตนเอง พํอแมํ และทกุ คนในครอบครวั ให๎ มีมาตรฐานความเปน็ อยทํู ่ีดขี ึ้น ๓. เพื่อชมุ ชน ครอบครวั เปน็ สวํ นหน่งึ ของชมุ ชนหรือสงั คม หากสมาชิกแตลํ ะครอบครัวประกอบอาชีพที่สุดจริตถูกต๎องตาม กฎหมาย และมีอาชีพท่ีมนั่ คง รายได๎ดี และมโี อกาสก๎าวหน๎าภายในชมุ ชน ทาใหช๎ ุมชนเขม๎ แข็ง เศรษฐกิจของ ชุมชนเจริญรุํงเรืองสามารถพ่ึงพาตนเองได๎ ๔. เพ่ือประเทศชาติ เม่ือประชาชนในชาตมิ กี ารประกอบอาชพี มีรายไดม๎ าเลยี้ งตนเองและครอบครัว ทาให๎อัตราการวาํ งงานลด น๎อยลง ยํอมเป็นการแกไ๎ ขปัญหาสงั คมให๎กับรัฐบาล สภาพสังคมมีความเปน็ อยูํทีด่ ี มกี ารใชท๎ รัพยากรภายใน ชุมชน รายได๎เกดิ การหมุนเวียน ทาให๎เศรษฐกจิ โดยรวมของประเทศกา๎ วหนา๎ ผลจากการทีป่ ระชาชนประกอบ อาชพี มีงานทา มรี ายได๎ ชุมชนมีความเขา๎ แขง็ และชาระภาษีใหแ๎ กํรัฐ เพื่อรัฐจะได๎นาไปพัฒนาประเทศในดา๎ น ตาํ งๆ เชนํ การสร๎างถนน สะพาน เขอ่ื น โรงไฟฟาู เป็นต๎น การประกอบอาชพี ของประชาชน ในชุมชนและใน ประเทศ จึงเปน็ การชวํ ยพัฒนาประเทศชาตไิ ด๎อีกทางหน่ึง จากความจาเปน็ ดังกลําว ทาให๎ทกุ คนในชาตติ ๎องประกอบอาชีพ เพอื่ ใหม๎ ีรายไดเ๎ ลยี้ งตนเองและ ครอบครวั ซง่ึ จะนาพาความสขุ มาสชูํ ุมชนหรอื สังคมโดยรวม และกอํ ให๎เกิดผลดตี ํอประเทศชาติในด๎านการสร๎าง ความเจรญิ และความมน่ั คงทางเศรษฐกิจ การแก๎ไขปญั หาทางสงั คมและการพัฒนาประเทศใหก๎ ๎าวไกล สามารถ แขํงขันในระดบั มาตรฐานสากลได๎ สรุป อาชพี หมายถึง การประกอบการทมี่ รี ายไดต๎ อบแทนโดยใช๎แรงงาน ความรู๎ ทักษะอุปกรณ์ เคร่อื งมอื สถานที่ วิธกี ารตอ๎ งเป็นอาชพี สุจรติ และไมํมผี ลเสยี ตอํ ชมุ ชนสังคมและประเทศชาติมนุษย์เราจาเป็นต๎องมีปัจจยั ตํางๆ เพ่ือ ตอ๎ งการดารงชวี ิต เชนํ มีที่อยํูอาศัย มีอาหารรบั ประทาน มีเครอ่ื งนุงํ หํม มียารักษาโรคตํางๆ ซึ่งทงั้ ๔อยํางนจี้ ะเป็น พืน้ ฐานของการดารงชวี ติ ทั่วไป แตบํ างคนก็อาจมคี วามจาเปน็ อ่ืนๆ อีก เชนํ รถยนต์ โทรศัพท์มอื ถือ ข้ึนอยํูกับความ จาเปน็ ในการประกอบอาชพี หรือความจาเป็นตํอการดารงชีวติ ประจาวนั การจะมีปัจจัยตาํ งๆเหลํานี้ ขึ้นอยํูกับฐานะ ทางการเงนิ ซ่ึงก็คอื ความสามารถในการหารายได๎ของแตํละบคุ คล

ใบงาน เรื่อง ช่องทางการประกอบอาชพี ใหผ้ ู้เรียนสรุปความร้ทู ไ่ี ดเ้ รียน ตอบคาถามในหัวข้อต่อไปน้ี 1. เพราะเหตุใดคนทกุ คนจะต้องมีอาชพี ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 2. ชุมชนจะได้ประโยชนอ์ ย่างไรกับการท่ีคนในชุมชน มรี ายได้จากการประกอบอาชีพ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ประเทศจะได้ประโยชน์อะไรจากการท่ีคนในประเทศ มีรายได้จากการประกอบอาชีพ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 4. เพราะอะไรจึงต้องมีความรู้ ในเร่อื งอาชพี ในชมุ ชน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...

แผนการจดั การเรยี นรู้ รายวิชาช่องทางการเขา้ สู่อาชีพ ครั้งที่ 13 การจดั ทาหนว่ ยเรยี นรู้บรู ณาการหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 กศน.ตาบลศรีโคตร ระดับประถมศกึ ษา ๑. สปั ดาห์ที่ 13 วันท่ี 9 เดอื น สงิ หาคม พ.ศ. 2565 เวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐น. ๒. วิชาชอ่ งทางการเขา้ สอู่ าชีพ รหสั วชิ า อช1๑๐๐๑ จานวน 2 หนวํ ยกิต 3. มาตรฐานท่ี ๓.๑ มีความร๎ู ความเข๎าใจและเจตคตทิ ่ีดใี นงานอาชีพ มองเห็นชํองทางและตัดสินใจประกอบ อาชพี ไดต๎ ามความต๎องการและศกั ยภาพของตนเอง 4. หน่วยการเรยี นร/ู้ เรอื่ งการงานอาชพี 5. สาระสาคัญ การงานอาชพี แบงํ กลุมํ ไดด๎ ังน้ี อาชพี เกษตรกรรม งานอาชีพดา๎ นอุตสาหกรรม งานอาชีพดา๎ นพานชิ ยกรรม งานอาชีพด๎านสร๎างสรรค์ และอาชีพยํอย ๆ อกี มากมาย ดังนัน้ ควรศกึ ษาวเิ คราะห์ ขอบขาํ ยอาชีพกระบวนการทางาน ให๎เข๎าใจ 6. เนือ้ หา ๑. ความสาคัญและความจาเป็นในการประกอบอาชีพ ๒. อาชพี ในชุมชน ๓. การประกอบอาชีพในภูมิภาค หา๎ ทวปี 7. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้/ผลการเรยี นรูท้ ่ีคาดหวัง (ดูจากผังการออกข๎อสอบ)เมื่อศึกษาจบแล๎ว ผเู๎ รียนสามารถ ๑. อธิบายความสาคัญและความจาเปน็ ในการประกอบอาชีพ ๒. อธิบายวิเคราะห์ลักษณะขอบขาํ ยกระบวนการผลติ งานอาชพี ในชุมชน สงั คม ประเทศได๎ ๓. อธบิ ายการจดั งานอาชีพในชุมชนสังคม ประเทศและภูมิภาค หา๎ ทวปี ได๎ ๔. อธิบายคุณธรรมจรยิ ธรรมในการทางาน ด๎านอาชพี ได๎ ๕. อธบิ ายการอนุรกั ษพ์ ลังงานและส่ิงแวดลอ๎ ม ในการทางานอาชีพได๎ 8. การบรู ณาการกับหลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพยี ง (2 เงือ่ นไข 3 หลกั การ การเชอื่ มโยงสู่ 4 มิติ) ความรู้ - นกั ศกึ ษามคี วามร๎เู รื่อง ความสาคัญและความจาเปน็ ในการประกอบอาชีพ คุณธรรม - ซือ่ สตั ย์ สุจริต อดทน มีความเพียร ใช๎สติปัญญาในการประกอบอาชีพ พอประมาณ - ความพอประมาณในการประกอบอาชีพใหเ๎ หมาะสมกบั ทุนทรพั ย์ แรงงาน วิชาชพี อายุ วัย ทาเลทต่ี งั้ เวลาความชอบและความสนใจ มเี หตุผล - ความมีเหตุผลในการวางเปาู หมายของชีวิตในการประกอบอาชีพ มีภูมิค้มุ กนั - มีงานทา มีรายได๎ มีเงินออม สามารถใช๎เวลาวํางให๎เกิดประโยชน์สงู สุด วตั ถุ - รจ๎ู ักเลือกประกอบอาชีพได๎อยํางเหมาะสมและค๎ุมคํา

- มีทกั ษะในการเลือกประกอบอาชีพ สงั คม - มที กั ษะการอยํูรวํ มกันในกลุํม และทางานรวํ มกับผู๎อ่ืนได๎อยํางมคี วามสขุ - สามารถนาความรเู๎ ร่ืองการประกอบอาชีพ ไปใชใ๎ นการดาเนนิ ชีวติ สงิ่ แวดล้อม -รจ๎ู ักประกอบอาชีพทส่ี ุจริต ไมํเบยี ดเบียนผู๎อน่ื ทาใหช๎ ุมชนนาํ อยํู วัฒนธรรม - การอยูรํ วํ มกนั ในสังคม ไมํเบียดเบียนผอู๎ น่ื 9. กระบวนการจัดการเรยี นรูแ้ ละกจิ กรรมการเรยี นรู้ ขน้ั ที่ ๑ กาหนดสภาพปัญหาการเรยี นรู้ (O : Orientation) ๑. ครอู ธบิ ายความสาคัญและความจาเปน็ ในการประกอบอาชพี ในการทางานอาชีพของตนเองได๎ ๒. ให๎นกั ศึกษาทาแบบทดสอบกํอนเรียน ขัน้ ท่ี ๒ แสวงหาข้อมลู และจัดการเรียนรู้ (N : New ways of learning) ๑. ครอู ธิบายความสาคัญและความจาเปน็ ในการประกอบอาชพี ลกั ษณะขอบขํายกระบวนการผลิต งานอาชีพในชุมชน สงั คม ประเทศ การจดั งานอาชีพในชมุ ชนสงั คม ประเทศและภมู ภิ าค หา๎ ทวปี คณุ ธรรมจรยิ ธรรม ในการทางาน ดา๎ นอาชีพได๎ อธิบายการอนุรกั ษพ์ ลังงานและส่งิ แวดลอ๎ ม ในการทางานอาชพี ได๎ ๒. ทาแบบทดสอบหลังการพบกลุํม ขน้ั ที่ ๓ การปฏบิ ัตแิ ละการนาไปใช้ (I : Implementation) ครสู รุปความสาคญั และความจาเปน็ ในการประกอบอาชีพ ลกั ษณะขอบขาํ ยกระบวนการผลิตงาน อาชพี ในชุมชน สังคม ประเทศ ข้นั ท่ี ๔ การประเมนิ ผลการเรียนรู้ (E : Evaluation) ผูเ๎ รียนสามารถนาความรู๎ และประสบการณ์ในการประกอบอาชีพท่ผี ๎เู รียนสนใจมาประยุกตใ์ ชไ๎ ด๎ ให๎นกั ศึกษาทาใบงาน การงานอาชีพ 10. ส่ือ/แหล่งเรียนรู้ - หนงั สอื แบบเรียน - ใบความร๎ู - ใบงาน - ส่ืออินเตอรเ์ น็ต 11. การวัดและประเมนิ ผล 11.1 วธิ ีการวดั และประเมนิ ผล - แบบประเมินผลการสังเกตพฤติกรรมการทางานรวํ มกับผอ๎ู ื่นของนักศึกษารายบคุ คล - ใบงาน 11.2 เครอื่ งมือวดั และประเมินผล. - ประเมินผลการสังเกตพฤติกรรมการทางานรวํ มกับผอู๎ ืน่ ของนกั ศึกษารายบคุ คล - ผลจากการตรวจใบงาน 11.3 เกณฑ์การวัดและการประเมนิ ผล

- แบบประเมินผลการสงั เกตพฤติกรรมการทางานรํวมกับผอู๎ นื่ ของนักศึกษารายบคุ คล ระดบั ดี พอใช๎ และควรปรบั ปรุง - ใบงานคะแนนเต็ม 10 คะแนน กิจกรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... ...................................................... ............................................................................................................................. ...... ........................................................................................................................................................................................ ลงช่ือ……………………………………ครผู ูส๎ อน (นางสาวจันทร์ทพิ ย์ ศรีลัย ครู กศน.ตาบล ข้อเสนอแนะของผู้บรหิ าร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... ลงชอื่ ……………………………………………ผอู๎ นุมัติแผน (นางปัทมาภรณ์ ศรีเนตร) ผู๎อานวยการ กศน.อาเภอจตรุ พกั ตรพมิ าน

บนั ทกึ หลังการจดั การเรยี นรู้ การจัดทาหน่วยเรยี นรูบ้ ูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง กศน.ตาบลศรโี คตร ครั้งท่ี 13 วนั ท่ี 9 เดือน สงิ หาคม พ.ศ. 2565 ครูผู๎สอน นางสาวจนั ทร์ทิพย์ ศรีลยั ระดบั ประถมศึกษา เวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐ น. สาระการประกอบอาชีพ รายวชิ าชํองทางการเข๎าสอํู าชีพ รหัสวชิ า อช1๑๐๐๑ จานวนผ๎ูเรยี นทงั้ หมด ............... คนเขา๎ เรยี น…………………คน ไมํเขา๎ เรยี น……………………….คน ๑. ผลการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้การประเมินโดยใช๎ แบบทดสอบกํอนเรียน - หลงั เรียน พบวํา คะแนนการทดสอบหลังเรียน มากกวาํ กํอนเรียนจานวน ........ คนคิดเปน็ ร๎อยละ............ คะแนนการทดสอบหลังเรยี น น๎อยกวํากํอนเรียนจานวน ......... คนคดิ เป็นรอ๎ ยละ............ ๒. เนอ้ื หา/สาระ ......................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................ ............................................................................................................................. ............................ ๓. กจิ กรรมการเรียนการสอน ......................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................... ................................................................................................................................ ....................... ๔. ปัญหา/อปุ สรรค การเรียนการสอน ......................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................ .................................................................................................................................................... ..... ๕. แนวทางการแก้ปัญหา ....................................................................................................... .................................................. ............................................................................................................................. ............................ ลงช่อื ....................................................... (นางสาวจันทรท์ พิ ย์ ศรลี ัย) ครูผส๎ู อน วนั ที.่ ............../.................../............... ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของผ้บู ริหาร ............................................................................................................................. ............................................................ ................................................................................................................................... ....................................... ลงชื่อ.................................................................. (นางปัทมาภรณ์ ศรีเนตร) ผ๎อู านวยการ กศน.อาเภอจตรุ พักตรพมิ าน

ใบความรู้ เรอ่ื ง การงานอาชพี เรอื่ ง อาชีพในชมุ ชน การเปล่ียนแปลงทางด๎านสังคมและส่ิงแวดล๎อมความเจริญก๎าวหนา๎ ทางดา๎ นเทคโนโลยีมผี ลตํอชีวติ ความ เป็นอยูํและโดยเฉพาะการประกอบอาชีพของคนในหมํบู า๎ นไดแ๎ กํการเกิดอาชีพใหมหํ รือการอนุรักษ๑อาชีพเดิมให๎อยูํใน ท๎องถิ่นดังนี้ ๑. การสร๎างอาชพี จากชํองวํางระหวาํ งอาชีพโดยอาศัยชํองวํางระหวํางอาชีพ๒ อาชีพเชํนอาชพี ขยายลาไม๎ไผํ โดยซอ้ื จากแหลงํ ปลูกไปขายให๎กับแหลํงทาเคร่อื งจักสาน ๒. การสรา๎ งอาชพี จากผลของการประกอบอาชีพโดยอาศยั ผลพลอยไดจ๎ ากอาชีพเดิมเชนํ ทาภาชนะใสํของ จากทางมะพรา๎ วจากตน๎ มะพร๎าวทีป่ ลูกเป็นอาชีพอยํแู ลว๎ ๓. การสรา๎ งอาชพี จากทรัพยากรท๎องถิน่ เปน็ การสร๎างอาชีพใหมํโดยการนาทรัพยากรทีม่ ีอยใํู นทอ๎ งถน่ิ มาใช๎ให๎ เปน็ ประโยชนเ๑ ชนํ ทาอิฐจากดินเหนียวที่มีอยํูในทอ๎ งถ่ิน ๔. การสรา๎ งอาชพี จากความต๎องการของตลาดเปน็ การสร๎างอาชพี ใหมโํ ดยอาศยั ขอ๎ มลู ทางการตลาดเชํนเล้ยี ง กบเพราะตลาดมีความต๎องการมากหรือปลูกผักปลอดสารพิษ ๕. การสรา๎ งอาชพี ท่ีขาดแคลนในทอ๎ งถนิ่ เป็นการสรา๎ งอาชีพใหมโํ ดยอาศัยข๎อมลู ในท๎องถ่นิ เชนํ อาชพี รับซํอม มอเตอรไ๑ ซค๑เกิดข้ึนเพราะชํางในหมบูํ า๎ นขาดแคลน ๖. ประกอบอาชีพตามบรรพบุรุษพํอแมํปุูยาํ ตายายทาอาชีพอะไรรํุนลูกรํนุ หลานกจ็ ะดาเนนิ การตอํ เชํนอาชพี ขายก๐วยเตย๋ี วถ๎ามชี ื่อเสียงกจ็ ะขายจนกระท่ังรํนุ ลกู รุํนหลาน ๗. ประกอบอาชพี ตามสภาพภูมปิ ระเทศซง่ึ ในประเทศไทยประกอบด๎วยสภาพพ้นื ทีท่ ีเ่ ป็นภเู ขาท่ีราบลมํุ ทีด่ อน ดงั นัน้ การเพาะปลูกขึน้ อยูํกับสภาพพ้นื ท่ีดว๎ ย เชํนท่รี าบลุมํ สามารถทานาได๎อยใูํ กล๎ทะเลประกอบอาชีพดา๎ นประมง หรอื บางทาเล สามารถจดั เป็นแหลงํ ทํองเที่ยวได๎ ๘. ประกอบอาชพี ตามนโยบายของรัฐบาลหรือของผ๎ูประกอบการเองซง่ึ ในพืน้ ท่ีไมํเคยทามากํอนเชนํ นา ยางพาราไปปลกู ทางภาคอสี านแตํเดิมยางพาราจะปลูกกันทางภาคใต๎เปน็ สํวนใหญํอาชีพในโลกนมี้ หี ลากหลายและ คนเราตอ๎ งมอี าชีพเพือ่ ให๎มรี ายไดเ๎ ลย้ี งตนเองครอบครวั การมอี าชพี ของตนเองตอ๎ งอาศัยปัจจัยหลายอยํางเชนํ ความร๎ู ความสามารถเงินทีใ่ ชใ๎ นการลงทนุ มีสถานท่ีมตี ลาดรองรบั อาชพี เหลําน้ไี ดแ๎ กํงานบา๎ นงานเกษตรงานประดิษฐแ๑ ละงาน ธรุ กิจ งานบา้ น เปน็ อาชีพที่เกีย่ วกับงานบา๎ นเชนํ ผา๎ และเคร่ืองแตํงกายอาหารและโภชนาการผา๎ และเคร่ืองแตงํ กายงานผ๎า และเคร่ืองแตํงกายสงิ่ สาคัญคือผา๎ สาหรบั ใช๎เป็นวสั ดุที่สาคัญในการนาผ๎ามาทาเคร่ืองนุํงหํมแลว๎ ยงั มีประโยชนใ๑ ช๎สอย อยาํ งอืน่ อีกเชํนผา๎ ปโู ตะ๏ หมอนอิงที่นอนผ๎ามํานดังนั้นจงึ ควรมีความรคู๎ วามเข๎าใจเกย่ี วกบั ผ๎านอกจากนี้อาจจะมีงาน

บริการทีเ่ กีย่ วข๎องตํางๆเชนํ งานซักรดี งานรบั ปะชนุ เส้ือผ๎า ผ๎าท่นี ยิ มเลอื กใช๎ชนดิ ของผ๎าที่เราร๎ูจกั กันแพรหํ ลายได๎แกํผ๎า ฝูายผา๎ ลนิ ินผา๎ ไหมผ๎าขนสตั วแ๑ ละผา๎ ท่ีทาจากเสน๎ ใยสังเคราะห๑ อาหารและโภชนาการ ความหมายของอาหาร อาหารหมายถงึ สิ่งทีค่ นรับประทานหรือกนิ เข๎าไปแล๎วมีผลทาใหร๎ าํ งกายเจริญเตบิ โตแข็งแรงและทาใหร๎ าํ งกาย ดาเนินชีวติ อยํูได๎ซึ่งอาหารน้นั รวมไปถึงนา้ ด๎วย ความสาคัญของอาหาร ๑. ทาให้ร่างกายมกี ารเจริญเติบโตเป็นสง่ิ ที่สาคัญสาหรับการเจรญิ เติบโตของเดก็ หากรบั ประทานอาหารไมํ เพียงพอกบั ความต๎องการของรํางกายอาจทาให๎เกิดโรคตาํ งๆได๎และมีสภาพราํ งกายไมสํ มบูรณ๑ ๒. ทาให้รา่ งกายมภี มู ิตา้ นทานโรคเมือ่ ได๎รับอาหารทเี่ หมาะสมตามหลักโภชนาการแล๎วรํางกายสามารถทีจ่ ะ ตอํ ส๎ูกบั เชื้อโรคตํางๆได๎ ๓. มอี ายยุ ืน เม่ือรับประทานอาหารครบถว๎ นราํ งกายแขง็ แรงทาใหส๎ ขุ ภาพดแี ละมีผลทาใหอ๎ ายุยนื ยาว อาหารหลกั ๕หมู่ หมทู่ ๑ี่ ได๎แกํอาหารประเภทเน้ือสัตว๑ตํางๆไขปํ ลานมถั่วเมลด็ แห๎งเปน็ แหลงํ ของสารอาหารประเภทโปรตีน หมทู่ ๒ี่ ไดแ๎ กอํ าหารประเภทขา๎ วแปูงน้าตาลเผอื กมันขา๎ วโพดเปน็ แหลงํ ของสารอาหารประเภทคารโ๑ บไฮเดรต หม่ทู ๓ี่ ไดแ๎ กํอาหารประเภทผกั ใบเขียวพืชผักตํางๆเปน็ แหลงํ ของสารอาหารประเภทแรํธาตุตาํ งๆและวิตามิน หมทู่ ๔ี่ ไดแ๎ กอํ าหารประเภทผลไมต๎ ํางๆเป็นแหลํงของสารอาหารประเภทคารโ๑ บไฮเดรตเพราะมีนา้ ตาลมาก จึงทาใหไ๎ ด๎พลังงานมากกวาํ ผักและเปน็ แหลงํ ของแรธํ าตแุ ละวิตามนิ ตํางๆ หมู่ท๕ี่ ไดแ๎ กํอาหารประเภทไขมนั ที่ไดจ๎ ากสัตว๑และพชื เชํนน้ามนั หมนู ้ามันถัว่ นา้ มันงาน้ามนั ราขา๎ วเป็นแหลงํ ของสารอาหารประเภทไขมัน อาหารหลัก๕หมํทู ี่กาหนดข้นึ อยูกํ ับผ๎บู ริโภคควรรบั ประทานใหค๎ รบประจาทุกวนั และได๎สัดสํวนทเี่ หมาะสมกับ ความตอ๎ งการของราํ งกายเพอื่ ราํ งกายมสี ุขภาพทด่ี ีไมํเป็นโรคขาดสารอาหาร อาชพี ท่เี ก่ียวขอ้ งกับอาหารและโภชนาการ ๑. อาชีพเปิดรา้ นขายอาหาร เชํนขายขา๎ วแกงขายอาหารตามสัง่ ขายก๐วยเตีย๋ วขายขนมจนี บางร๎านอาจจะ ขายเฉพาะอยาํ งหรือหลายอยํางอยูใํ นร๎านเดยี วกันขนาดของร๎านข้ึนอยํูกบั การลงทนุ และจานวนลูกคา๎ ดังน้ันการตง้ั ร๎านอาหารจะต๎องเลือกทาเล สารวจลักษณะของลูกคา๎ เชนํ รายไดข๎ องลกู ค๎าความชอบชนิดและรสชาติของอาหารการ เปิดร๎านอาหารต๎องควบคูไํ ปกับการขายเครอ่ื งด่ืม ๒. อาชพี ขายเครื่องดื่ม รา๎ นประเภทนี้จะเน๎นเครื่องด่ืมเป็นหลกั ถา๎ เคร่ืองด่มื ขนาดเลก็ อาจจะขายเฉพาะ เครอื่ งด่ืมประเภทกาแฟซึ่งมหี ลากหลายชนิดอาจขายตามข๎างทางหรือห๎างก็ไดถ๎ า๎ ขายเครื่องดืม่ ที่มแี อลกอฮอลก๑ ็อาจจะ มีอาหารประเภทของวาํ งให๎แกลม๎ ด๎วยสวํ นใหญกํ จ็ ะมีดนตรีและอาจมีสถานที่สาหรบั เต๎นราไดท๎ ่เี รียกกันวาํ Pub (ผับ)

๓. อาชีพขายขนม อาจมีบางคนทีต่ ๎องการเปิดร๎านขายขนมอยํางเดียวเชนํ ขายขนมทม่ี ีความเยน็ ขายขนม ประเภทไขขํ ายขนมไทยเชนํ บัวลอยเผือกเตา๎ สํวนขายประเภทเบเกอร่ซี ึ่งอาจควบกับการขายเครื่องด่ืมดว๎ ยการเรียกชอื่ อาจแตกตํางกันเชนํ ร๎านขายข๎าวแกงอาจจะอยขูํ ๎างถนนในตึกแถวภตั ตาคารบางร๎านก็มีดนตรีด๎วย ๔. อาชีพขายอาหารปิ่นโต อาชพี น้ีไมํจาเป็นต๎องเปดิ รา๎ นขายอาหารแตใํ ช๎วธิ ปี ระชาสมั พนั ธ๑ใหท๎ ราบวาํ มี ธรุ กิจประเภทน้เี พ่ือใหล๎ ูกค๎าส่ังจองราคาและชนดิ ของอาหารขึน้ อยกูํ ับการตกลงกันบางคนรับอาหารเฉพาะวนั ทางาน และสามารถเลือกอาหารไดอ๎ าชีพนต้ี อ๎ งอาศยั รสชาติของอาหารเปน็ หลักการสํงตรงตํอเวลาการเลือกสถานที่ก็ไมํ จาเปน็ อาจจะใช๎สถานท่ีในบ๎านได๎ ๕. อาชพี ถนอมอาหาร การถนอมอาหารเหมือนการเก็บอาหารใหม๎ ีอายยุ นื คงทน เชนํ การตากแหง๎ การ รมควันการดองการทาเค็มการใชน๎ ้าตาลอาชพี นี้ข้ึนอยํูกบั วสั ดุทรัพยากรท่ีมีอยูํในท๎องถ่ินเชนํ อยํใู กลท๎ ะเลก็อาจจะทา ปลาเคม็ ปลาแดดเดียวหอยดองหรอื ในท๎องถ่นิ ที่มีพืชผกั มากกจ็ ะถนอมผกั โดยการดองผัก หรือมผี ลไม๎มากกใ็ ชว๎ ิธเี ช่ือมเชนํ ทามะตมู เช่ือม ๖. อาชีพบริการจดั เลี้ยง เป็นอาชพี ท่ีมบี รกิ ารจัดเลย้ี งอาหารนอกสถานทเ่ี ชนํ จัดแบบบุฟเฟตุ โ๑ ต๏ะจนี รายละเอยี ดเกีย่ วกบั ราคาและชนดิ ของอาหารขึน้ อยูํกบั การตกลง งานเกษตร งานเกษตรหมายถงึ งานท่เี กี่ยวกบั การปลูกพืชเลยี้ งสัตวแ๑ ละอาชีพทีเ่ กยี่ วข๎องตามกระบวนการผลติ และการ จัดการผลผลิตมกี ารใช๎เทคโนโลยีเพอ่ื การเพ่ิมผลผลติ ปลกู ฝังความรบั ผิดชอบขยนั อดทนการอนรุ กั ษ๑พลังงานและ สงิ่ แวดลอ๎ มงานเกษตรสวํ นใหญํเกย่ี วขอ๎ งกบั การปลกู พืชจะเหน็ วาํ ในอดีตเรามีพืชหลายชนดิ ทส่ี ามารถสํงออกไปขาย ตํางประเทศได๎ เชนํ ขา๎ วยางพาราข๎าวโพดมนั สาปะหลังสํวนสตั วแ๑ ละการประมงยังน๎อยโดยเฉพาะการประมงต๎องอาศยั สภาพพน้ื ทีท่ ี่ตดิ ชายทะเลการประกอบอาชีพเกษตรจะก๎าวหน๎าอยํางไรตอ๎ งเข๎าใจพืน้ ฐานเกษตรโดยเฉพาะเรือ่ งดนิ และ ปุย๋ จงึ เป็นส่ิงสาคัญในการเจริญเตบิ โตของพืช อาชีพทีเ่ กี่ยวข้องกบั งานเกษตร ๑. อาชีพปลูกพืช อาจจะปลูกพชื ชนดิ เดยี วหรอื ปลกู พชื หลายชนดิ ผสมกันเชํนปลูกพืชผักแตํมีหลายชนดิ หรือปลกู พืชประเภทตาํ งๆเชนํ ปลกู ผกั ปลูกผลไม๎และทานาด๎วย ๒. อาชพี เล้ียงสตั ว เป็นอาชีพท่ีทาไดท๎ ่วั ประเทศการเลีย้ งสัตวบ๑ างชนิดขนึ้ อยูกํ ับสภาพพื้นทท่ี รัพยากรและ สิ่งแวดล๎อมเชนํ อยตูํ ดิ ทะเลก็ประกอบอาชีพประมงจบั ปลาจบั หอย ๓. อาชีพเกษตรผสมผสาน เปน็ อาชพี เกษตรประกอบด๎วยหลายประเภททม่ี ีการเก้ือกลู กนั เชํนมีการปลกู พืช รวมกับการเลีย้ งสัตว๑โดยเอาเศษพืชมาใหส๎ ตั วก๑ ินเอามูลสัตวไ๑ ปใสพํ ชื หรอื ผสมผสานกนั ระหวาํ งพืชเชนํ เก้ือกูลกันโดย อาศยั รมํ เงาจากต๎นไม๎ทใี่ หญํกวาํ ๔. อาชีพแปรรปู ผลผลติ ทางการเกษตร โดยเอาผลผลิตทางการเกษตรทเ่ี หลือจากการขายหรอื เปน็ ชํวงทมี่ ี ราคาตกตา่ ก็นามาแปรรูปได๎เชนํ การตากแห๎งการดองการรมควนั การเชื่อม

๕. อาชพี พ่อคา้ คนกลาง เปน็ อาชพี ที่รับซือ้ สินค๎าจากอกี ที่หนึ่งไปยังอีกที่หน่ึงซึง่ ไมํต๎องเปน็ ผูผ๎ ลิตเองเชํนมี การรบั ซ้ือสนิ คา๎ หลากหลายจากผผ๎ู ลิตไปขายตลาด ๑. การปลกู พชื ประเภทของการปลกู พืช สามารถแบํงพชื ออกตามลักษณะการใชด๎ งั นี้ (๑) พืชไรํคือพืชท่ปี ลูกโดยอาศัยสภาพดินฟาู อากาศในพื้นท่ีสวํ นใหญอํ าศัยน้าฝนเชนํ การปลูกข๎าวโพดอ๎อย ข๎าวมันสาปะหลงั (๒) พืชสวนเชนํ ปลูกผักผลไมไ๎ ม๎ดอกไมป๎ ระดบั ต๎องมีการดูแลรกั ษาอยาํ งใกล๎ชิดมนุษย๑ต๎องดูแลมากกวาํ พชื ไรํ เชนํ ใหน๎ ้าการปูองกันกาจดั ศตั รพู ชื (๓) พชื ปุาเปน็ พชื ทไ่ี มํตอ๎ งการดูแลรักษาหรือมนุษย๑ปลูกขึ้นโดยอาศยั ธรรมชาติทีส่ อดคล๎องกับพชื ชนิดท่ี เกดิ ขน้ึ เองในปาุ เชํนการปลกู สักปลกู ไผํ (๔) พืชสมนุ ไพรหมายถึงพชื ที่มสี รรพคุณในการรักษาโรคได๎ท้ังหมดพืชและสตั ว๑บางชนิดยังนามาสกัดเปน็ เคร่อื งสาอางเชํนวาํ นหางจระเข๎อญั ชันขม้ินเป็นอาหารเสรมิ เชนํ กระชายกระเทียมเปน็ เครื่องดื่ม เชนํ บัวบกคาฝอยตะไครใ๎ ชป๎ รุงแตงํ อาหารเชํนหอมแดงมะนาว ๒. การเลีย้ งสัตว ประเภทของการเลีย้ งสตั วแบํงตามลักษณะของสตั ว๑ได๎ดังนี้ (๑) สัตวใ๑ หญํนยิ มเลีย้ งกนั แพรํหลายเป็นสัตวท๑ ี่เล้ยี งไว๎เพอื่ ใชง๎ านใช๎เปน็ พาหนะเล้ียงเป็นอาชพี เชนํ โคเน้อื โค กระบือ (๒) สตั วเ๑ ลก็ นิยมเลี้ยงในครวั เรือนเป็นอาชีพเป็นอาหารหรือเพ่ือความเพลดิ เพลินเชนํ สกุ รแพะกระตาํ ย (๓) สตั ว๑ปกี เป็นสตั ว๑ประเภทมปี กี เชนํ ไกเํ ป็ดหาํ นนก (๔) สัตว๑น้าเปน็ สัตวท๑ ี่อาศยั ในนา้ หรอื คร่งึ บกคร่งึ น้าเชนํ ปลากุง๎ กบและตะพาบน้า งานชา่ ง งานช่างหมายถึงงานหรือส่งิ ที่เกิดขึ้นจากการทางานของชํางที่มคี วามรู๎ความชานาญในงานน้ันๆ ทักษะเป็นสง่ิ จาเป็นในการเป็นชํางเพราะเป็นการสร๎างความร๎ูความชานาญในการทางานสิ่งใดสง่ิ หนึง่ โดยมขี ั้นตอนดงั น้ี ๑. การศึกษาหาความรู๎กับงานชํางน้ันๆกํอนที่จะลงมอื ปฏิบตั ิงานน้นั ๆเพื่อให๎ทราบธรรมชาติของงานเชํนงาน ไฟฟาู ต๎องเขา๎ ใจเก่ยี วกับธรรมชาตขิ องกระแสไฟฟาู การทางานของอปุ กรณ๑ตํางๆจากคํูมือประกอบของอุปกรณ๑นนั้ ๆ ๒.การวเิ คราะหส๑ าเหตุของการชารดุ เสียหายของชนิ้ สวํ นอปุ กรณห๑ รือส่ิงกํอสรา๎ งศกึ ษาชนิดของวัสดแุ ละหน๎าท่ี ของชนิ้ สวํ นอุปกรณ๑ในแตลํ ะสํวนกอํ นทาการถอดหรอื แก๎ไขซํอมแซม ๓. การจัดเตรียมอุปกรณ๑ในการถอดประกอบชิน้ สวํ นในแตํละอปุ กรณเ๑ ครื่องมือในการซํอมเชนํ ค๎อนคีมไขควง ตลับเมตรฯลฯใหเ๎ หมาะสมกับลกั ษณะงานนัน้

๔. การวางแผนและกาหนดข้ันตอนการปฏบิ ตั งิ านในแตลํ ะสํวนให๎เหมาะสมและการใช๎วัสดอุ ุปกรณ๑อะไรบ๎าง งบประมาณทใี่ ช๎ความค๎ุมคํากับการซอํ มบารุง ๕. การปฏบิ ตั งิ านคือการทางานทลี ะขนั้ ตอนตามท่ีได๎ศึกษาวิเคราะห๑และวางแผนไวเ๎ ป็นการฝึกใหม๎ ีการสังเกต ตรวจสอบและค๎นควา๎ เพื่อทาการทดลองและแก๎ไขข๎อบกพรอํ งหรือจุดเสยี ให๎ดขี ้ึนหรอื อยูํในสภาพเดมิ ท่ีสามารถใช๎ได๎ ตํอไป ๖. เมอ่ื ทาการซํอมแซมเรียบร๎อยแลว๎ ให๎ตรวจสภาพความเรียบรอ๎ ยอปุ กรณ๑ใสํครบถว๎ นถูกต๎องหรอื ไมํแล๎วจึง ทาการทดลองวําสามารถใช๎ได๎หรอื ไมหํ รือต๎องทาการปรับปรงุ แกไ๎ ขให๎ดตี ํอไปประเภทของงานชําง ๑. ชํางไฟฟาู เปน็ ผม๎ู ีความชานาญเกย่ี วกับธรรมชาติและการทางานของระบบไฟฟูาประโยชน๑และโทษของ ไฟฟาู เชํนเดนิ สายไฟในอาคารชํางวิทยุโทรทศั น๑ ๒. ชํางไม๎เปน็ ผู๎มีความชานาญเก่ียวกับงานไมเ๎ ชนํ การทาเฟอรน๑ เิ จอรจ๑ ากไม๎ทาโตะ๏ เก๎าอี้หรืองานกํอสรา๎ งจาก ไม๎ ๓. ชาํ งยนต๑เปน็ ผมู๎ ีความชานาญเกีย่ วกบั เคร่อื งยนต๑กลไกการทางานของเครื่องยนต๑เชํนเปน็ ชํางซอํ มรถยนต๑ รถจักรยานยนต๑ ๔. ชํางประปาเป็นผ๎มู ีความชานาญเกี่ยวกับการวางทํอประปาธรรมชาติการไหลของน้าการเชอ่ื มตํอทํอใน ลักษณะตาํ งๆ ๕. ชํางปนู เป็นผ๎ูมีความชานาญเก่ียวกับการกํออิฐถือปูนการฉาบการเทพน้ื คอนกรีต ๖. ชํางทาสเี ปน็ ผมู๎ คี วามชานาญเกย่ี วกบั การทาสีกบั วสั ดตุ ํางๆแล๎วยงั มคี วามชานาญเก่ียวกบั การเลือกใช๎สกี ับ วัสดตุ าํ งๆ ๗. ชํางเช่อื มเป็นผ๎ูมีความชานาญเกี่ยวกบั งานเช่ือมการใชเ๎ คร่ืองมือเครื่องจกั รในการเชอ่ื มอาชีพที่เก่ยี วข๎อง เชํนอาชพี ทาเหล็กดัดประตหู นา๎ ตําง อาชีพที่เก่ียวข้องกบั งานช่าง ๑. เป็นอาชีพตามความชานาญเชํนชาํ งไฟฟาู ชาํ งไม๎ชํางยนต๑ชํางประปาชาํ งปนู ชาํ งทาสชี าํ งเชอื่ มโดยอาจใช๎ ความร๎คู วามสามารถรบั งานเองมีการบริหารจัดการคิดราคาได๎เองติดตามการทางานเองจัดการหาลูกค๎าเองหรือบางคน ใช๎ความชานาญเป็นลกู จ๎างงานกอํ สรา๎ ง ๒. เปิดรา๎ นซํอมเชนํ ซอํ มเคร่ืองไฟฟูาซํอมเครือ่ งรถยนตข๑ ึน้ อยูกํ บั ความชานาญของแตลํ ะคน งานประดิษฐ๑ งานประดิษฐห๑ มายถึงสงิ่ ทีท่ าข้นึ ใหมํโดยใช๎วสั ดุตํางๆทั้งที่เปน็ วัสดเุ หลอื ใชห๎ รือวสั ดทุ วั่ ๆไปแลว๎ นาไปใชใ๎ ห๎เกดิ ประโยชนเ๑ ชํน ๑. เปน็ กิจกรรมทชี่ ํวยใหเ๎ กดิ ความคดิ ริเริ่มสร๎างสรรค๑ ๒. เปน็ การใช๎เวลาวาํ งใหเ๎ กดิ ประโยชน๑

๓. เปน็ การฝึกใหร๎ ู๎จักสงั เกตส่ิงรอบๆตัวและนามาใชป๎ ระโยชนไ๑ ด๎ ๔. สร๎างความภาคภูมใิ จกับผ๎ูประดิษฐ๑ ๕. สามารถสร๎างงานและสร๎างรายได๎เพอ่ื เปน็ พื้นฐานการประกอบอาชีพได๎ขอบขํายของงานประดษิ ฐ๑ งานประดษิ ฐตา่ งๆ สามารถเลอื กทาไดต๎ ามความต๎องการและประโยชน๑ใช๎สอยซ่งึ แบงํ เป็น๔ประเภทไดด๎ ังนี้ ๑. ประเภทของเลํนเป็นของเลนํ เพ่ือความเพลิดเพลนิ ของเลํนเพือ่ การคิดเชํน งานปนั้ งานจกั สานวสั ดุทีใ่ ช๎เชํน กระดาษผา๎ เชือกพลาสตกิ ๒. ประเภทของใช๎อาจทาข้นึ เพื่อใช๎ในชวี ิตประจาวันเชํนตะกร๎ากระบงุ งานไม๎ไผํผา๎ เชด็ เท๎าผา๎ ปโู ต๏ะวสั ดุท่ใี ช๎ เชนํ กระดาษไม๎ไผดํ ินผา๎ เหล็กใบตอง ๓. ประเภทของตกแตงํ ใชต๎ กแตํงสถานที่บา๎ นเรือนให๎มีความสวยงามเชนํ การประดิษฐ๑ดอกไม๎แจกันภาพวาด งานแกะสลกั ๔. ประเภทเคร่ืองใช๎งานพิธที าขนึ้ เพื่อใช๎ในพิธีทางศาสนาในชํวงโอกาสตาํ งๆและงานประเพณีเชนํ ลอยกระทง งานเข๎าพรรษางานออกพรรษางานศพเครื่องใช๎ในงานพิธที างศาสนาเชํนพานพมุํ มาลยั เคร่ืองแขวนบายศรกี ารจดั ดอกไมใ๎ นงานศพ วสั ดุอุปกรณ๑ท่ใี ชใ๎ นงานประดิษฐ๑จะเป็นของใช๎เลก็ ๆเชํนกรรไกรเข็มด๎ายกาวมดี ตะปคู ๎อนแปรงสเี ลอื่ ย จกั รเยบ็ ผ๎ากระดาษ อาชพี ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั งานประดิษฐ อาชพี นักประดิษฐ๑เปน็ อาชีพที่ผลติ ส่งิ ของเครื่องใช๎ซึ่งจะต๎องเปน็ ผ๎ูท่มี ีความคดิ สร๎างสรรคท๑ ันตอํ ความต๎องการ ของตลาด ลักษณะการประกอบอาชีพได๎แกํผลติ เสร็จแลว๎ ขายความคดิ ให๎กบั บริษัทหรอื คิดแลว๎ ผลิตเองสงํ ขายใหร๎ ๎านค๎าหรือผลติ เองแล๎วขายเองโดยตรงกระบวนการผลิตงานประดิษฐ๑

ใบงาน เร่ือง การงานอาชีพ ๑. ใหผ๎ ๎ูเรยี นสารวจอาชีพในชุมชน ภูมิภาค และในโลก มา ๑๐ อาชีพ ลงในแบบสารวจโดยดาเนนิ การดังตอํ ไปน้ี 1. ช่ืออาชีพ....................................................................................................................................... 2. ทต่ี ้งั .............................................................................................................................................. 3. การประกอบอาชพี (ให๎มรี ายละเอียดระยะเวลาการประกอบอาชีพต้ังแตํเรมิ่ ตน๎ จนถึงปัจจุบัน) ๒. ใหผ๎ ๎เู รียนเลือกอาชีพที่สนใจมา ๑อาชีพ พร๎อมด๎วยเหตุผลท่เี ลอื กประกอบอาชีพน้นั ............................................................................................................................. ............................................... ............................................................................................................................. ............................................... ...................................................................................................................................................................... ...... ............................................................................................................................ .............................................. ............................................................................................................................. ...........................................

แผนการจดั การเรียนรู้รายวิชาสังคมศกึ ษา คร้ังท่ี 14 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565 ระดบั ประถมศกึ ษา กศน.ตาบลศรโี คตร ๑. สัปดาหท์ ี่ 14 วนั ท่ี 16 เดือน สิงหาคม พ.ศ.2565 เวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐น. ๒. วิชา สังคมศกึ ษา รหัสวชิ า สค1๑๐๐๑ จานวน 2 หนํวยกติ ๓. มาตรฐานที่ 5.3 ปฏบิ ตั ิตนเป็นพลเมืองดตี ามวถิ ปี ระชาธปิ ไตย มีจิตสาธารณะ เพ่ือความสงบสุขของสังคม ๔. หนว่ ยการเรียนร/ู้ เร่ือง ภูมิศาสตร์ทางกายภาพประเทศไทย ๕. สาระสาคญั ลกั ษณะทางกายภาพและสรรพสิง่ ในโลก มคี วามสัมพันธ์ซงึ่ กันและกนั และมีผลกระทบตํอระบบ นิเวศ ธรรมชาติ การนาแผนที่และเครื่องมือภมู ศิ าสตร์มาใช๎ในการคน๎ หาขอ๎ มลู จะชวํ ยใหไ๎ ดรบั ข๎อมูลทีช่ ัดเจนและ นาไปสูการใช๎การจดั การไดอยํางมปี ระสทิ ธิภาพ การปฏสิ มั พนั ธร์ ะหวาํ งมนุษยก์ ับสภาพแวดลอ๎ มทางกายภาพ ทาให๎ เกิดสรา๎ งสรรค์วฒั นธรรมและจติ สานึกรวํ มกันในการอนุรักษ์ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ๎ ม เพ่ือการ พัฒนาที่ ย่ังยืน ๖. เน้ือหา เรอ่ื งท่ี 1 ลักษณะทางภูมศิ าสตร์กายภาพของชมุ ชน เร่ืองท่ี 2 ลกั ษณะทางภมู ศิ าสตร์กายภาพของประเทศไทย เรอ่ื งที่ 3 การใช๎ข๎อมูลภมู ิศาสตรก์ ายภาพชมุ ชน ทองถนิ่ เพ่ือใชใ๎ นการดารงชีวิต เรอ่ื งท่ี 4 ทรัพยากรธรรมชาติและการอนรุ กั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องที่ 5 ศกั ยภาพของประเทศไทย ๗. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นร/ู้ ผลการเรียนร้ทู ีค่ าดหวัง (ดูจากผังการออกข๎อสอบ) 1. อธิบายลกั ษณะภมู ิศาสตร์ทางกายภาพของประเทศไทยได 2. บอกความสมั พนั ธ์ระหวํางปรากฏการณทางธรรมชาติกับการดาเนินชวี ติ ได 3. ใชแ๎ ผนทแี่ ละเครื่องมือภูมิศาสตร์ได๎อยาํ งเหมาะสม 4. วเิ คราะห์สภาพแวดล๎อมทางกายภาพ วฒั นธรรมและกระบวนการเปลย่ี นแปลทาง ลกั ษณะกายภาพและลักษณะวัฒนธรรมท๎องถิน่ ได 5. วเิ คราะห์ศักยภาพของชุมชนท๎องถนิ่ เพ่ือเช่ือมโยงเขาสูอาชีพ 8. การบูรณาการกบั หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง (2 เงื่อนไข 3 หลักการ การเชอ่ื มโยงสํู 4 มิติ) ความรู้ - นักศกึ ษามคี วามร๎ูเร่ือง ลักษณะทางภมู ิศาสตร์กายภาพของชมุ ชนและประเทศไทย - นักศกึ ษามีความรู๎เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติและการอนรุ ักษท์ รัพยากรธรรมชาติของชุมชน และประเทศไทย - นกั ศกึ ษามคี วามร๎เู ร่ือง ประวัติศาสตร์ตัง้ แตยํ ุคอดีตถึงยคุ ปจั จุบนั คณุ ธรรม - มคี วามมงํุ มัน่ ในการทางาน - มีความสามคั คีในหมํูคณะ - ใฝุหาความรูเ๎ พือ่ พัฒนาอยํเู สมอ พอประมาณ - มีความพอประมาณในเร่อื งของเวลาการแบํงเวลาในการศึกษาหาความรู๎

มเี หตผุ ล - ได๎ความร๎เู กย่ี วกบั ลักษณะทางภูมศิ าสตรก์ ายภาพของชมุ ชนและประเทศไทย - ไดค๎ วามรเู๎ กีย่ วกับประวัติศาสตรต์ ั้งแตํยคุ อดีตถึงยุคปัจจุบนั มีภมู คิ ้มุ กัน -ร๎จู กั ลกั ษณะทางภูมิศาสตรก์ ายภาพของชมุ ชนและประเทศไทยเพื่อนาไปปรับใชใ๎ นการ ดารงชวี ิต วตั ถุ - รู๎จกั เลือกภมู ศิ าสตร์กายภาพชุมชน ทองถ่ิน เพ่ือใชใ๎ นการดารงชีวิต -มที ักษะในการเลอื กภมู ิศาสตร์กายภาพชุมชนท่ีเปน็ ประโยชน์มาใช๎ในการวางแผนการ ดาเนนิ ชีวิตของตัวเองในชมุ ชนและสงั คม สังคม - มีทักษะการอยํูรวํ มกนั ในกลุํม และทางานรํวมกบั ผ๎ูอื่นได๎อยาํ งมีความสุข - สามารถนาความรทู๎ ี่ได๎ไปเผยแพรใํ หก๎ ับครอบครวั และชมุ ชน สิง่ แวดล้อม - รจู๎ ักการนาความร๎ูเกย่ี วกบั ลักษณะทางภูมศิ าสตร์กายภาพของชุมชนและประเทศไทย เพื่อ เปน็ ข๎อมลู ในการรักษาสมดลุ รวมไปถึงการอนรุ ักสงิ่ แวดลอ๎ ม ของชุมชนและประเทศไทย วฒั นธรรม - สืบสานภูมปิ ัญญาท๎องถิน่ และแหลํงเรียนร๎สู ๎คู นรุนํ หลงั 9. กระบวนการจดั การเรยี นร้แู ละกิจกรรมการเรยี นรู้ ขนั้ ท่ี ๑ กาหนดสภาพปญั หาการเรยี นร๎ู (O : Orientation) ๑. ครูทกั ทายผ๎เู รียน บอกวัตถุประสงคก์ ารเรยี นร๎ู ๒. ครทู ักทายกลาํ วนาและสร๎างความค๎นุ เคยกับผเ๎ู รยี นพร๎อมกับเปดิ ประเด็นพูดคยุ กับผเ๎ู รียนเร่ืองความร๎ู เบ้ืองต๎นเกี่ยวกับประวัติศาสตรข์ องผเ๎ู รียนแตํละคน และรวํ มกันอภปิ รายความร๎ูเบ้ืองตน๎ เกย่ี วกับ ประวัติศาสตร์เพื่อนาเข๎าสบูํ ทเรยี น ๓. ครูเปิดภาพยนตร์เร่ืองพระนเรศวรใหผ๎ เู๎ รียนดู และสร๎างความเข๎าใจรํวมกันและวิเคราะห์การ เปล่ยี นแปลงทางประวตั ิศาสตร์ต้งั แตํยคุ อดตี ถึงยุคปัจจบุ นั ๔. ครแู ละผ๎เู รียนรวํ มกันอภิปรายและสร๎างความเข๎าใจเกยี่ วกบั เหตุการณท์ างประวัติศาสตรโ์ ดย เรียงลาดบั เหตุการณ์กํอน-หลัง ๕. ครูเปิดโอกาสให๎ผูเ๎ รยี นซักถามข๎อสงสยั กอํ นเข๎าสบํู ทเรยี นในข้ันตอํ ไป ๖. สอบถามความรู๎เรือ่ งลกั ษณะทางภมู ิศาสตร์กายภาพของชุมชน ทองถิน่ ขัน้ ท่ี ๒ แสวงหาข๎อมลู และจัดการเรยี นร๎ู (N : New ways of learning) 1. ครแู ละผ๎ูเรียนวางแผนวิธีการเรยี นรเ๎ู นอื้ หาที่กาหนด 2. ครูแจกใบความร๎ูใหผ๎ เ๎ู รียนศึกษา 3. ครูแบํงกลมุํ ผเ๎ู รยี น 5 กลมํุ แลว๎ ให๎แตลํ ะกลุมํ คดั เลือกหวั หน๎ากลุํม รองหัวหนา๎ กลุํม และ เลขานุการ และสมาชิก จากนั้นใหห๎ วั หน๎ากลํุมออกมาจับฉลากเพ่ือเลือกหัวขอ๎ ท้งั หมด 5 เร่อื ง เรื่องที่ 1 ลกั ษณะทางภมู ศิ าสตรก์ ายภาพของชมุ ชน เร่ืองท่ี 2 ลักษณะทางภมู ิศาสตร์กายภาพของประเทศไทย เรอื่ งที่ 3 การใช๎ข๎อมูลภมู ิศาสตร์กายภาพชมุ ชน ทองถิ่น เพ่ือใชใ๎ นการดารงชีวิต เรื่องที่ 4 ทรัพยากรธรรมชาติและการอนรุ กั ษท์ รัพยากรธรรมชาติ เรื่องท่ี 5 ศกั ยภาพของประเทศไทย

แล๎วใหผ๎ ูเ๎ รียนนาเอาความรู๎ท่ีศกึ ษาตามเรื่องท่ีกาหนดให๎แล๎วนามาปรบั ใชใ๎ นการดาเนนิ ชีวติ ในสังคม ปัจจุบนั ในด๎านใดบ๎าง และนาเสนอเพ่ือแลกเปลยี่ นเรยี นรห๎ู น๎าชั้นเรียน ข้นั ท่ี ๓ การปฏิบตั ิและการนาไปใช๎ (I : Implementation) ๑. ผเ๎ู รยี นสงํ ตวั แทนนาเสนอความร๎ูท่ีจบั ฉลากไดแ๎ ล๎วนาความรน๎ู ้นั มาปรับใชใ๎ นการดาเนินชวี ติ ใน สังคมปจั จบุ ัน 2. ผูเ๎ รยี นสรปุ สาระสาคญั ท่ไี ด๎รบั จากการนาเสนอของแตลํ ะกลํมุ ลงในสมดุ แลว๎ สงํ ครู ๓. ครเู พ่ิมเตมิ ความรใู๎ ห๎แกํผ๎เู รยี น ๔. ใหผ๎ เ๎ู รยี นทาแบบทดสอบความรู๎หลงั เรยี น ข้นั ท่ี ๔ การประเมนิ ผลการเรียนรู๎ (E : Evaluation) ๑.ใหผ๎ เู๎ รียนแตํละคนสรุปความรูท๎ ่ไี ด๎จากการวเิ คราะห์ของแตลํ ะกลมํุ มาสงํ ครใู นลักษณะของใบงาน ๒. ครูและผ๎ูเรียนรํวมกนั สรปุ ความรู๎ท่ไี ด๎รบั 10. สือ่ /แหล่งเรียนรู้ - แบบเรียนวิชาสังคมศึกษา - ใบความร๎ู /ใบงาน - กระดาษปร๏ูฟ / ปากกาเมจิก - สถานทีพ่ บกลํุม - ภมู ิปัญญาชาวบา๎ น และแหลํงเรียนรใ๎ู นทอ๎ งถ่ิน ๑1. การวดั และประเมินผล ๑1.๑ วิธกี ารวดั และประเมนิ ผล - การสังเกตพฤติกรรมการทางานรํวมกบั ผอู๎ ืน่ ของผูเ๎ รยี นรายบคุ คล - ใบงาน ๑1.๒ เคร่อื งมือวัดและประเมินผล - ผลการสังเกตพฤตกิ รรมการทางานรวํ มกับผู๎อืน่ ของผ๎ูเรียนรายบคุ คล - ผลจากการตรวจใบงาน ๑๐.๓ เกณฑ์การวัดและการประเมนิ ผล - การสังเกตพฤติกรรมการทางานรํวมกบั ผอู๎ ืน่ ของผ๎เู รยี นรายบคุ คล ระดับดี พอใช๎ ควรปรับปรุง - ใบงานคะแนนเต็ม ๑๐ คะแนน

กิจกรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ............................................................ ................................................................................................................................................................... ลงชือ่ …………………………………………….ครผู สู๎ อน (นางสาวจันทรท์ พิ ย์ ศรีลัย) ครู กศน.ตาบล ข้อเสนอแนะของผู้บริหาร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………........ ลงชอื่ ………………………………………………………ผ๎ูอนุมัติแผน (นางปทั มาภรณ์ ศรเี นตร) ผอู๎ านวยการ กศน.อาเภอจตรุ พักตรพิมาน

บันทึกหลังการจดั การเรียนรู้ กศน.ตาบลศรีโคตร ครงั้ ท่ี 14 วันท่ี 16 เดือน สิงหาคม พ.ศ.2565 ครูผูส๎ อน นางสาวจนั ทร์ทิพย์ ศรีลัย ระดบั ประถมศึกษา เวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐ น. สาระการพฒั นาสงั คม รายวิชาสังคมศึกษา รหัสวิชา สค1๑๐๐๑ จานวนผูเ๎ รยี นท้ังหมด ............... คนเข๎าเรยี น…………………คน ไมํเขา๎ เรียน……………………….คน ๑. ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การประเมนิ โดยใช๎ แบบทดสอบกํอนเรียน - หลังเรียน พบวํา คะแนนการทดสอบหลงั เรยี น มากกวํากํอนเรียนจานวน ........ คนคิดเป็นร๎อยละ............ คะแนนการทดสอบหลงั เรียน น๎อยกวํากํอนเรียนจานวน ......... คนคดิ เป็นรอ๎ ยละ............ ๒. เนือ้ หา/สาระ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ๓. กจิ กรรมการเรยี นการสอน ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ............................................... ....................................................................................................................................... ๔. ปัญหา/อุปสรรค การเรยี นการสอน ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ๕. แนวทางการแก้ปัญหา ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... .................................................................................. .............................................................................. ลงชือ่ .......................................................ครูผ๎สู อน (นางสาวจันทร์ทพิ ย์ ศรลี ยั ) วนั ท่.ี ............../.................../............... ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของผบู้ ริหาร ................................................................................................ ......................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................................ .............................................................................................................. ........................................................................... ลงช่อื .................................................................. (นางปัทมาภรณ์ ศรีเนตร) ผ๎อู านวยการ กศน.อาเภอจตรุ พกั ตรพมิ าน

ใบความรู้ ลกั ษณะทางกายภาพของประเทศไทย ท่ีตั้งและลักษณะทั่วไปของประเทศไทย ท่ีตงั้ ประเทศไทยตัง้ อยูํบรเิ วณตอนกลางของคาบสมทุ รอนิ โดจีน มีท่ีตั้งตามพกิ ดั ภมู ิศาสตรด์ ังนี้ ตัง้ อยํูประมาณระหวาํ งละติจดู 5 องสา 37 ลิปดาเหนอื กบั 20 องสา 27 ลิปดาเหนือและระหวาํ ง ลองจจิ ูด 97 องศา 22 ลิปดาตะวนั ออก กับ 105 องศา 37 ลิปดาตะวันออก หรือบริเวณซกี โลกเหนือในเขต ละติจูดต่า ระหวาํ งเส๎นศนู ยส์ ูตร กับเส๎นทรอปิกออกฟเคนเซอร์ น่นั เอง จงึ จดั อยใูํ นประเทศเขตร๎อน จากทปี่ ระเทศไทยทาเลที่ตัง้ เป็นคาบสมุทร จงึ สํงผลดีตํอการเพาะปลกู ของประเทศตลอดมา และ ประเทศไทยต้ังอยํูทํามกลางดินแดนของภาคพืน้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต๎ นบั เป็นจุดยุทธศาสตรส์ าคญั แหงํ หนึ่งของโลก อาณาเขตตดิ ต่อ 1. อาณาเขตติดตอ่ กบั สหภาพพม่า มีดินแดนดินตํอกับพมําในภาคเหนือ ภาคตะวันตกและภาคใตร๎ วม 10 จงั หวัด แนวพรมแดนอาศัยทวิ เขาและแมนํ า้ เป็นเสน๎ ก้ันเขตแดนตามธรรมชาติ 2. อาณาเขตตดิ ตอ่ กับสาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว มีพรมแดนติดตํอกบั สาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาวในภาคเหนือและภาคตะวันออก เฉียงเหนอื รวม 11 จังหวดั มแี มํน้าโขงเป็นเส๎นก้ัน พรมแดนทางนา้ ทีส่ าคัญ สวํ นพรมแดนทางบกมที วิ เขาหลวงพระบางก้ันทางตอนบน และทิวเขาพนมดงรักบางสํวนก้นั เขตแดนตอนลําง 3. อาณาเขตตดิ ต่อกบั ราชอาณาจกั รกมั พชู า มพี รมแดนติดตํอกับราชอาณาจักรกัมพชู าในภาค ตะวันออกเฉยี งเหนือ และภาคตะวันออก รวม 7 จังหวดั 4. อาณาเขตติดต่อกับมาเลเซีย มพี รมแดนติดตํอกับมาเลเซีย ในภาคใต๎ 4 จงั หวัด มีเทือกเขาสันกาลา คีรีและแมนํ าโก – ลก จังหวดั นราธิวาสเป็นเส๎นกั้นแดน 5. อาณาเขตทางทะเล ตดิ ตอํ กบั ทะเลทั้งดา๎ นอําวไทยและด๎านทะเลอนั ดามันรวมเปน็ ระยะทาง 2,705 กโิ ลเมตร 1 ) อาณาเขตติดตํอกับอําวไทย มีท้ังสน้ิ 16 จงั หวัด อยใํู นภาคกลาง 3 จังหวัด ภาคตะวันออก 4 จงั หวด ภาคตะวันตก 2 จงั หวัด ภาคใต๎ 7 จงั หวัด 2 ) อาณาเขตติดตํอกบั ทะเลอนั ดามัน มที ้ังสิ้น 6 จงั หวดั อยูใํ นภาคใต๎ ลักษณะทางกายภาพของประเทศไทย ลักษณะภมู ิประเทศ คอื สภาพท่ัวๆ ไปบนผิวโลก มีลกั ษณะทางภูมปิ ระเทศทแี่ ตกตํางกนั ในแตลํ ะ ทอ๎ งถิ่นซ่งึ มีลักษณะที่แตกตํางกนั ไป ปจั จยั ท่ีก่อให้เกดิ ลักษณะภมู ิประเทศ เกดิ จากการผนั แปรของเปลือกโลกเน่ืองจากพลงั งานภายในโลก ทาให๎เปลอื กโลกถูกบีบอดั ยกตัวสงู ข้ึน หรอื ทะเลต่าลงและอีกประการหนงึ่ เกิดจาก การกระทาของตัวกระทาตํางๆ นอกจากการเปลีย่ นแปลงอนั เกดิ จากกระบวนการทางธรรมชาติแลว๎ การกระทาของมนษุ ย์ก็มสี วํ นในการ ทาใหเ๎ กดิ ลักษณะภูมิประเทศบางอยาํ งไดเ๎ ชํน กนั แตํมีขอบเขตจากดั กวําการกระทาตามกระบวนการทางธรรมชาติ ลกั ษณะโครงสรา้ งภูมิประเทศของไทย มี ลกั ษณะโครงสรา๎ ง ภมู ปิ ระเทศทเี่ กิดจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกกับการกระทาของแมนํ ้าลาธาร ใน ระยะเวลาทผ่ี ํานมา และเขตภูมภิ าคทางภมู ิศาสตร์ของคณะกรรมการภูมศิ าสตร์ โดยแบงํ ออกเปน็ 6 เขตใหญํ

ดงั นี้ 1. เขตภเู ขาและหุบเขาภาคเหนอื บริเวณ ที่สูงและภูเขาท้ังหมดในภาคเหนอื ภูมิประเทศบริเวณท่ีสูง ของภาคนี้ มลี กั ษณะเปน็ ภูเขาและหบุ เขาสลับกนั เป็นแนวยาว บริเวณทส่ี งู ภาคเหนอื นถี้ ือวาํ เป็นแหลงํ กาเนิดของ แมนํ ้าสายสาคัญของประเทศ ภาคเหนอื เปน็ แหลงํ ทรัพยากรธรรมชาติที่สาคญั หลายชนดิ อาชีพของประชากรในภาคน้ี ไดแ๎ กํ กา เพาะปลูก การเลี้ยงสตั ว์ และการทาเหมืองแรํ 2. เขตที่ราบลุ่มภาคกลาง บรเิ วณทร่ี าบตอนกลางและตอนลํางของลุํมแมํนา้ ทง้ั หมดท่ีไหลลงสูํอําวไทย จงึ ทาให๎บรเิ วณแอํงแผํนดนิ ที่ต่าถูกทับถมด๎วยโคลนตะกอนสงู ๆ ข้ึน จนในท่สี ุดอยูเํ หนือระดับนา้ กลายเปน็ ที่ราบ ซงึ่ เป็นบริเวณทร่ี าบกวา๎ งขาวงที่สุดในประเทศ เขตท่รี าบภาคกลางอาจแบงํ ได๎เป็น 2 บริเวณ 2.1 บรเิ วณทร่ี าบลมุํ นา้ ตอนบนและบรเิ วณขอบทร่ี าบตอนลําง 2.2 บรเิ วณท่รี าบลุํมน้าตอนลาํ ง 3. เขตเทอื กเขาและหุบเขาภาคตะวันตก บริเวณนอี้ ยูํทางด๎านตะวันตกของเขตที่ราบภาคตะวันตก ลกั ษณะภูมปิ ระเทศสวํ นใหญเํ ป็นทิวเขาและหุบเขาสลบั ซบั ซ๎อน มีลกั ษณะเปน็ เทือกเขาและหบุ เขามากกวําท่รี าบซึง่ คลา๎ ยกับภาคเหนือ ประชากรในภาคนมี้ ไี มํมากนักเพราะเปน็ เขตปุาเขา ภาคตะวนั ตกเป็นดินแดนที่อุดมไปด๎วย ทรพั ยากรธรรมชาติหลายประเภทมีความสาคัญ ตอํ การพฒั นาเศรษฐกจิ มแี หลํงนา้ ทสี่ มบูรณท์ ีเ่ หมาะแกํการทา เกษตรกรรม มีปาุ ไมแ๎ ละสัตวป์ ุานานาชนดิ เปน็ แหลํงผลติแรํโลหะและอโลหะท่สี าคัญในดา๎ นอตุ สาหกรรม รวมทั้งเป็น แหลํงพลงั งานนา้ มันท่ีนามาพัฒนาและใช๎ประโยชน์ได๎อยํางมหาศาล 4. เขตชายฝ่ังตะวนั ออกของอ่าวไทย เป็นเขตที่มีเนอื้ ท่ีนอ๎ ยท่ีสดุ ภูมปิ ระเทศโดยท่ัวไปจะเป็นท่ีราบลมํุ แมํนา้ และที่ ราบชายฝ่ังทะเล มฝี นตกชุกและมปี ุาไมเ๎ หมือนภาคใต๎และภาคเหนอื มีการเพาะปลูกพชื ไรํและการค๎า เหมือนภาค กลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยงั เป็นแหลงํ ทรัพยากรธรรมชาตทิ ี่สาคญั ทางเศรษฐกิจหลายอยาํ ง 5. เขตทร่ี าบภาคตอวันออกเฉยี งเหนือ พื้นท่ี สวํ นใหญเํ ปน็ ท่รี าบสูง ลกั ษณะของพ้ืนทเี่ ป็นแองํ คล๎าย จานลาดเอียงไปทางตะวนั ออกเฉยี งใต๎ไปทางบรเิ วณ แมนํ า้ โขง แม๎วําภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเป็นภาคท่ีมีพน้ื ที่ กวา๎ งใหญทํ ส่ี ดุ หากทางด๎านทรัพยากรธรรมชาตทิ สี าคญั เป็นพืน้ ฐานในการพฒั นาเศรษฐกิจแล๎ว อาจดอ๎ ยกวําภาคอนื่ ๆ 6. เขตคาบสมุทรภาคใต้ เป็นพน้ื ท่ีราบ บรเิ วณชายฝง่ั ทะเล และภเู ขาทเี่ ป็นแกนหรือสนั ของคาบสมทุ ร มีลกั ษณะภมู ิประเทศและภูมิอากาศแตกตํางจากภาคอน่ื ๆ อยํางชดั เจน พืน้ ท่ีสวํ นใหญปํ ระกอบด๎วยเทอื กเขา ซง่ึ เป็น แกนกลางเขตคาบสมุทรทสี่ าคญั ลักษณะชายฝั่งทางภาคใตม๎ ลี ักษณะของพน้ื แผํนดินที่มีการยกตวั สงู ขนึ้ ด๎วยเหตนุ ้ี ชายฝง่ั อําวไทยจงึ มที รี่ าบชายฝั่ง เป็นบรเิ วณกว๎างจงึ เปน็ แหลงํ เพาะปลูกทส่ี าคัญของภาคใต๎ ภาคใตเ๎ ปน็ แหลํงที่อุดม ด๎วยทรัพยากรธรรมชาติท่ีมคี ําหลายชนดิ โดยเฉพาะตามแนวชายฝง่ั ทะเลและนาํ นน้าทง้ั 2 ดา๎ น เปน็ แหลํงสัตวน์ า้ และแรธํ าตุทม่ี ีความสมบรู ณ์ท้ังยงั เป็นแหลงํ ผลติ พืช เศรษฐกิจทส่ี าคญั หลายชนดิ ลักษณะภูมิอากาศ ปัจจัยที่มผี ลต่อภมู อิ ากาศของประเทศไทย 1. ทีต่ ั้งตามแนวละตจิ ูด ประเทศไทยตงั้ อยูํเหนอื เส๎นศนู ย์สตู ร โดยมีระยะหํางตามแนวละตจิ ูดจากเส๎น ศนู ยส์ ูตรไมมํ ากนัก จงึ ได๎รบั ความรอ๎ นจากแสงอาทติ ยต์ ลอดท้ังปแี ละถือวาํ เป็นเขตร๎อน 2. ความใกล้ไกลจากทะเล สวํ นตอนบนของประเทศอยํูในพนื้ ท่ีแผํนดนิ ใหญํ สวํ นตอนลํางเป็นคาบสุ ทรอยํตู ิดทะเล จึงทาให๎ภูมอิ ากาศแตํละภาคแตกตํางกนั ไมํวาํ จะเป็นอณุ หภมู ิปริมาณน้าฝนหรอื ฤดูกาล 3. ลักษณะภมู ิประเทศ ท่ีมีอิทธพิ ลต่อสภาพภมู อิ ากาศ

3.1 ความสูงของพ้นื ท่ี 3.2 การวางตัวของภเู ขา 3.3 ทิศทางของลมประจา ลมมรสุมท่ีพดั ผาํ นประเทศไทยมี 2 ชนดิ ตามทศิ ทางลมท่ีพัดมาคือ 1 ) ลมมรสุมตะวนั ตกเฉียงใต๎ 2 ) ลมมรสุมตะวนั ออกเฉียงเหนอื องค์ประกอบของภมู อิ ากาศ 1. อณุ หภมู ิ อุณหภูมิในประเทศไทยแบงํ ออกเปน็ 2 บริเวณอยํางกวา๎ งๆ ตามลักษณะภมู ิอากาศ คือ 1.1 ประเทศไทยตอนบน ได๎แกํ ภาคเหนือ ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก 1.2 ประเทศไทยตอนลา่ ง ได๎แกํ ภาคใต๎ อุณหภมู ิตลอดทั้งปีจะไมเํ ปลีย่ นแปลงมากนัก 2. ปริมาณนา้ ฝน มีคํอนข๎างมาก สวํ นใหญมํ ักเกิดในรูปของฝนตกหนักในระยะสนั้ และมกั พบในเวลา เย็นหรือเชา๎ ตรูํ การพจิ ารณาฝนในประเทศไทยอาจแบํงออกได๎เปน็ 2 บรเิ วณ คอื 2.1 ประเทศไทยตอนบน 2.2 ประเทศไทยตอนลาํ ง 3. ฤดูกาล ประเทศไทยแบํงฤดูกาลออกเปน็ 3 ฤดู ดงั น้ี 3.1 ฤดฝู น เริม่ ตง้ั แตปํ ระมาณกลางเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนเมษายน มีระยะเวลา 5 – 6 เดอื น โดยลมมรสมุ ตะวันตกเฉียงใต๎ไดพ๎ ัดปกคลมุ ประเทศไทยแล๎ว 3.2 ฤดหู นาว เรม่ิ ต้ังแตกํ ลางเดอื นพฤศจิกายน ไปจนถงึ กลางเดือนกมุ ภาพันธ์ มรี ะยะเวลา 3 เดือน ในระยะนี้ลมมรสมุ ตะวนั ออกเฉียงเหนือได๎พัดปกคลุมประเทศไทยทาให๎อุณหภูมิลดลง 3.3 ฤดรู อ้ น เริ่มตง้ั แตกํ ลางเดอื นภมุ ภาพนั ธไ์ ปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม มรี ะยะเวลา 3 เดอื น เป็น ระยะทีล่ มมรสมุ ตะวันออกเฉียงเหนืออํอนกาลังลง กิจกรรมทางเศรษฐกจิ ในแต่ละภาค ภาคเหนอื ประชากรสํวนใหญํประกอบอาชีพเกษตรกรรมและรองลงมาคืออตุ สาหกรรม 1. การเกษตรกรรม สํวนใหญปํ ระกอบอาชพี เพาะปลูก เลย้ี งสตั ว์ ทาปุาไม๎ 2. การอุตสาหกรรม อตุ สาหกรรมสวํ นใหญํเปน็ อุตสาหกรรมข้นั ตน๎ 3. การทาเหมอื งแร่ โดยเฉพาะแรแํ มงกานสี ซีไลต์ ฟลูออไรต์ และดนิ ขาว เป็นแรทํ ี่ผลิตได๎มากกวาํ ภาคอน่ื ๆ ของ ประเทศ 4. การคมนาคมขนส่ง มรี ะบบการคมนาคมขนสงํ ทางถนน ทางรถไฟ และทางอากาศ 5. การท่องเท่ียว การทํองเที่ยวมคี วามสาคัญคอํ นข๎างมาก มีแหลํองทํองเทีย่ ว ทง้ั ภายในประเทศและตาํ งประเทศ ภาคกลาง 1. การเกษตรกรรม มี แมนํ ้าสายสาคญั ไหลผาํ น และทกี ารชลประทานทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ ทาให๎เป็นแหลํงปลกู ขา๎ วท่ี สาคัญของประเทศ การเลีย้ งสตั ว์ จังหวดั นครปฐมเป็นแหลํงเลีย้ งสกุ รทส่ี าคัญท่สี ดุ ของประเทศ 2. การอตุ สาหกรรม โรงงานผลิตอาหารสาเรจ็ รูปทเี่ ปน็ โรงงานอตุ สาหกรรมขนาดใหญตํ ั้งอยใูํ นเขตกรุงเทพมหานคร 3. การทาเหมอื งแร่ ภาคกลางเปน็ เขตหนิ ใหมํทเี่ กิดจากการทับถมของโคลนตะกอน แรํท่ีผลติ ได๎สํวนใหญเํ ป็นแรํ อโลหะและแรํเชื้อเพลงิ 4. การคมนาคมขนส่ง เป็นจุดรวมของการคมนาคมขนสํงทัง้ ทางถนน ทางรถไฟ ทางน้า และทางอากาศ 5. การท่องเท่ียว มีแหลงํ ทํองเท่ียวทางประวตั ิศาสตรแ์ ละวัฒนธรรมทเี่ ป็นท่สี นใจของนักทอํ งเทยี่ วทัง้ ชาวไทยและ ตํางประเทศ

ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื 1. การเกษตรกรรม มีการเล้ียงสัตว์มากกวําภาคอ่ืนๆ นอกจากนีก้ จ็ ะมีการทานา การปลูกพชื ไรํทท่ี นความแห๎งแลง๎ ได๎ ดี 2. การอตุ สาหกรรม สํวนใหญเํ ป็นโรงงานแปรรปู ผลผลติ ทางการเกษตร โรงงานจะตง้ั อยใูํ นจังหวัดใหญํๆ ของภาค 3. การทาเหมืองแรํ มแี รํเพียง 2 –3 ชนิด จงั หวดั ที่มีการทาเหมืองแรคํ ือ เลย นครราชสีมา อดุ รธานี และ หนองบัวลาภู 4. การคมนาคมขนส่ง มกี ารคมนาคมขนสํงทางถนน ทางรถไฟ ทางนา้ และทางอากาศ 5. การท่องเท่ียว ทส่ี าคญั ในภาคนจี้ ะเกีย่ วข๎องสัมพนั ธก์ ับประวตั ศิ าสตร์ และวัฒนธรรม ภาคตะวนั ออก 1. การเกษตรกรรม สวํ นใหญจํ ะมีการปลูกพืชไรํ มกี ารทานาบรเิ วรลํุมแมนํ ้าปราจีนบรุ ี และแมํน้าปางปะกง มกี ารทา สวนผลไม๎และยางพาราทจี่ งั หวัด จันทบรุ ี ตราด ปราจนี บรุ ี และมกี ารประมงท้งั ประมงน้าจดื และประมงน้าเค็ม 2. การอตุ สาหกรรม มมี ากในจงั หวดั ชลบรุ ีและรองลงมาคือระยอง 3. การทาเหมอื งแร่ แรทํ ่สี าคัญมี 3 ชนิด รัตนชาติ ทรายแก๎ว พลวง 4. การคมนาคมขนสง่ มีการคมนาคมขนสงํ ทางถนน ทางรถไฟ ทางนา้ และทางอากาศ 5. การทอ่ งเท่ียว แหลงํ ทํองเท่ยี วทรี่ ๎ูจกั จักกันดที ้ังในหมนํู กั ทอํ งเท่ียวชาวไทยและชาวตํางชาติ ภาคตะวนั ตก 1. การเกษตรกรรม มกี ารทานาบริเวณทรี่ าบลุมํ แมํน้า การปลูกพชื ไรํ การทาสวนผลไม๎ การเลย้ี งสตั ว์ การประมง แหลงํ ประมงนา้ จืดทากันมากบรเิ วณเข่ือนและแมํน้าสายใหญํๆ มีการทาประมงน้าเค็มในพื้นที่ 2 จงั หวดั คือ เพชรบุรี และประจวบครี ีขนั ธ์ 2. การอุตสาหกรรม มกี ารทาอตุ สาหกรรมน้าตาลมาก การผลิตเครื่องปนั้ ดินเผา และอุตสาหกรรมแปรรูปสับปะรด 3. การทาเหมอื งแร่ มีทวิ เขาซึง่ เปน็ หนิ เกาํ แกํมีแหลงํ แรํที่เกิดจากหนิ อัคนี เชนํ แรํดกุ แรตํ ะก่ัว แรสํ งั กะสี แรํ เฟลดส์ ปาร์ แรฟํ ลูออไรต์ และแรํรตั นชาติ 4. การคมนาคมขนส่ง มีการคมนาคมขนสํงทางถนน ทางรถไฟ ทางนา้ 5. การทอ่ งเท่ียว แหลํงทํองเที่ยวทางธรรมชาตแิ ละทางวฒั นธรรมมากในจงั หวัดกาญจนบุรี สถานท่ีตากอากาศตาม ชายฝัง่ ทะเล และตลาดนา้ ดาเนนิ สะดวก ภาคใต้ 1. การเกษตรกรรม มีการปลูกข๎าว แหลํงปลูกข๎าวที่ดที ี่สดุ คือ จงั หวัดนครศรธี รรมราชา พทั ลุงและสงขลา ไมยํ ืนตน๎ ที่ ปลกู กนั มาก ได๎แกํ ยางพารา มะพรา๎ ว เป็นตน๎ ไมผ๎ ล ไดแ๎ กํ เงาะ ทุเรยี น ลางสาด เปน็ ต๎น มกี ารเลี้ยงโคและกระบือ มากกวาํ เขตอ่นื ๆ มีการทาประมงน้าเคม็ ในทกุ จงั หวดั ที่มีพื้นทต่ี ิดชายฝ่งั ทะเล 2. การอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมขนาดใหญํ ได๎แกํ โรงงานถลุงแรํดบี ุก อตุ สาหกรรมทาปลากระป๋อง สํวนโรงงาน อตุ สาหกรรมขนาดเลก็ ไดแ๎ กํ การแปรรปู ไม๎ เป็นต๎น 3. การทาเหมืองแร่ ภาคใตม๎ ีการผลิตแรทํ ีส่ าคญั หลายชนิด 4. การคมนาคมขนส่ง การขนสงํ ทางถนน ทางหลวงสายหลกั คือถนนเพชรเกษม มีการคมนาคมขนสงํ ทางรถไฟ ทาง น้า และทางอากาศซ่งึ เป็นบริการของบริษทั การบนิ ไทย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook